บทที่ 11: แบบแปลนบ้าน
"ขอบคุณนะคะลุง"
หลังจากที่โจวหลีอันพูดจบ เธอก็มองผู้ใหญ่บ้านที่เดินนำหน้าออกไปข้างนอกแล้ว
เธอรีบตามไปโดยที่ไม่ลืมจะทักทายหลี่ชุ่ยอวิ๋นที่กำลังเดินสวนกลับเข้าบ้าน
"ป้าชุ่ยอวิ๋นคะ ฉันไปกับลุงก่อนนะคะ คราวหน้าจะแวะมาหาป้าอีก" หลี่ชุ่ยอวิ๋นที่กำลังหยิบไข่ในบ้านให้โจวหลีอัน เมื่อได้ยินเช่นนั้น เธอก็รีบวิ่งออกมาโดยไม่ทันได้ปิดตู้ แต่วิ่งเร็วเท่าไหร่ก็ยังตามไม่ทัน
นึกถึงนิสัยใจร้อนของคนในบ้านแต่ละคนแล้ว เธอจึงต้องยอมแพ้
อย่างไรก็ตาม เธอได้ยินว่าโจวหลีอันมาเพื่อแบ่งที่ดินสำหรับสร้างบ้านใหม่ ดังนั้นเมื่อถึงเวลาที่เริ่มงานก่อสร้าง เธอค่อยส่งไข่ไปพร้อมกับเต้าหู้ตามธรรมเนียม
ในยุคสมัยนี้เมื่อบ้านไหนซ่อมแซมบ้านก็จะมีการให้เต้าหู้กัน คนที่สนิทสนมกันก็จะได้เต้าหู้มากกว่าหน่อย
หมู่บ้านอิงเถามีพื้นที่สามแห่งที่สามารถสร้างบ้านได้ แห่งหนึ่งอยู่ที่ทางเข้าหมู่บ้าน อีกแห่งอยู่ที่ท้ายหมู่บ้าน และอีกแห่งอยู่ที่เชิงเขาด้านหลังทั้งหมด ซึ่งค่อนข้างอยู่ห่างไกลผู้คน
แต่การห่างไกลถือว่าเป็นข้อดี ยิ่งไกลมากที่ดินส่วนตัวก็สามารถจัดสรรได้ง่าย
หลังจากที่ผู้ใหญ่บ้านสวี่โหย่วเต๋อพาโจวหลีอันดูเสร็จแล้ว เขาก็ไม่ได้เร่งรีบให้โจวหลีอันตัดสินใจทันที แต่กลับพูดว่า "อยากได้ที่ไหน เมื่อตัดสินใจแล้วบอกลุงก็พอ"
"ขอบคุณลุงค่ะ วันนี้รบกวนลุงมากเลย"
"เฮ้อ พูดแบบนี้ทำไม"
ผู้ใหญ่บ้านสวี่โหย่วเต๋อโบกมือไปมา "งั้นลุงขอตัวกลับก่อนนะ เธอกลับไปคิดดีๆว่าจะเอาที่ตรงไหน"
"ได้ค่ะ" หลังจากส่งผู้ใหญ่บ้านสวี่โหย่วเต๋อกลับไปแล้ว โจวหลีอันก็ไปเดินดูที่ดินสามแปลงนั้นอีกครั้ง สุดท้ายเธอคิดจะเลือกแปลงที่อยู่ติดกับเชิงเขาด้านหลัง
เพราะขณะที่เดินสำรวจรอบๆ เธอพบว่ามีตาน้ำพุที่มีน้ำกำลังพุ่งออกมาบนหน้าผาหินที่เชิงเขาด้านหลัง
ถ้าสร้างบ้านที่นั่น แล้วต่อท่อนำน้ำเข้าบ้าน ต่อไปก็ไม่ต้องแบกน้ำอีก หลังจากตัดสินใจเรียบร้อยแล้ว โจวหลีอันก็กลับบ้าน เธอตั้งใจจะบอกเรื่องนี้กับแม่ของเธอ
เมื่อถึงบ้าน แม่โจวได้จัดการปลาตัวนั้นเรียบร้อยแล้ว
เมื่อโจวหลีอันบอกว่าตัวเองอยากเลือกที่ดินแปลงนั้นที่อยู่หลังเขา แม่โจวก็ไม่ค่อยพอใจนัก เพราะที่นั่นมันอยู่ห่างไกลเกินไป
แต่ก็ไม่มีทางเลือกอื่น เพราะพื้นที่ที่ไม่ห่างไกลล้วนมีคนอาศัยอยู่หมดแล้ว เมื่อนึกถึงที่ลูกสาวบอกว่ามีตาน้ำพุอยู่ แม่โจวก็ตกลงในที่สุด
ท้ายที่สุดแล้ว การตักน้ำก็เป็นงานที่ต้องใช้แรงงานเช่นกัน แม้ว่าลูกชายทั้งสองคนในบ้านจะบอกว่าสามารถช่วยตักน้ำได้ แต่ทั้งสองคนมักจะไม่ค่อยมีเวลาเสมอ การมีน้ำพุที่ไหลตรงเข้าบ้านก็จะสะดวกกว่า
"ถ้าลูกได้ที่แล้ว ก็ไปหาลุงเฉิง เขาจะได้หาคนมาช่วยสร้างบ้าน"
"พรุ่งนี้หนูมีเวลาว่างแล้วจะไปหาเขา" แม่โจวพยักหน้าเบาๆ ในเรื่องนี้เธอไม่ตั้งใจจะเข้าไปยุ่งมากนัก
ลูกสาวพูดถูก สักวันเธอก็ต้องโตขึ้น
โจวหลีอันเห็นแม่โจวถือมีดทำครัว เตรียมจะสับปลาเป็นชิ้นๆ เธอจึงขัดจังหวะของแม่โจวทันทีพลางพูดว่า "หนูจะทำอาหารเองค่ะ คืนนี้บ้านเราจะกินปลาผัดผักดองเปรี้ยวกันค่ะ"
"ได้สิ" แม่โจวส่งมีดให้กับโจวหลีอันอย่างคล่องแคล่ว เธออยากเห็นวิธีการทำอาหารของลูกสาว
เมื่อเห็นลูกสาวถือมีดทำครัว แทนที่จะสับ กลับเป็นการหั่นเป็นชิ้นบางๆ นี่เป็นครั้งแรกที่เธอเห็นวิธีการทำแบบนี้
เมื่อโจวหลีอันเห็นความสงสัยของแม่โจว เธอจึงบอกว่า "แบบนี้จะทำให้รสชาติซึมเข้าเนื้อได้ง่ายกว่า" แม่โจวครุ่นคิดสักครู่ แล้วรู้สึกว่าที่ลูกสาวพูดมามีเหตุผล
"งั้นลูกหั่นต่อไปนะ แม่จะทำอย่างอื่น"
วันนี้แม่โจวใจดีเป็นพิเศษ เธอหุงข้าวกับมันฝรั่งเล็กน้อย เพราะโดยทั่วไปแล้วอาหารที่กินกันในบ้านมักจะผสมระหว่างข้าวสารกับมันฝรั่ง
โจวหลีอันหั่นปลาเป็นชิ้นๆเสร็จแล้ว จึงนำไปหมักด้วยต้นหอมและขิง
ในระหว่างที่รอ เธอก็ไปหาผักดองที่แม่โจวแช่ไว้ในโถมาหั่นบางๆ
เมื่อถึงเวลา เธอก็ใส่น้ำมันหมูลงไปในกระทะที่ล้างสะอาดแล้วเล็กน้อย รอให้น้ำมันร้อน แล้วจึงนำก้างปลาลงไปผัดทันที หลังจากผัดไปเรื่อยๆก็ใส่ต้นหอม ขิง และกระเทียมที่หั่นไว้ลงในหม้อแล้วผัดต่อ จากนั้นเพิ่มผักดองเข้าไปก็เป็นอันเสร็จ
หลังจากใส่ผักดองลงไป ไม่นานก็มีกลิ่นหอมที่ชวนน้ำลายสอ ลอยออกมาจากหม้อใบใหญ่
โจวซู่อันที่เพิ่งกลับมาถึงบ้าน พอได้กลิ่นนี้ก็เดินเข้ามาในครัวทันที เหลือบมองดูของในหม้อและถามขึ้นว่า "ปลานี่มาจากไหน?"
แม่โจวรีบตอบ "อันอันจับมา"
"ว้าว อันอันเก่งจัง" โจวซู่อันปรบมือทันที "ดูเหมือนว่าคืนนี้พี่จะได้กินของอร่อยอีกแล้ว"
พูดจบเขาก็จ้องมองสิ่งที่อยู่ในหม้อไม่ยอมละสายตา
แม่โจวรีบพูดขึ้น "รีบไปอาบน้ำเร็ว ตัวเหม็นเหงื่อไปหมด" ในขณะที่พูดเธอก็ไม่ลืมที่จะรินน้ำร้อนส่งให้โจวซู่อันด้วย
โจวซู่อันรับน้ำมา แต่ก็ไม่ลืมที่จะพูดต่อว่า "ฝีมือการทำอาหารของอันอันนั้นอร่อยจริงๆ พี่อยากจะไปอยู่บ้านกับเธอด้วยเลย"
"เหลวไหลหน่า!" แม่โจวแสดงความไม่พอใจเล็กน้อย "แม่ไม่อยากให้ลูกสาวของแม่ต้องทำอาหารให้ลูกเทวดาคนนี้กินทุกวันหรอก"
"ผมก็ไม่อยากให้เป็นแบบนั้นเหมือนกัน" โจวซู่อันตอบเบาๆ
"แม่ว่าลูกควรทำอาหารให้อันอันกินทุกวันมากกว่า"
โจวซู่อันพูดด้วยความตกใจ "แม่ครับ! นี่แม่ปฏิบัติสองมาตราฐานเกินไปแล้วนะ เห็นลูกสาวสำคัญกว่าลูกชายขนาดนี้เลยเหรอ!"
"ใครใช้ให้ฉันเป็นผู้หญิงกันล่ะ"
จางเฉี่ยวลี่ที่เพิ่งเข้ามาในครัวได้ยินคำพูดของแม่โจว อดไม่ได้ที่จะพึมพำเบาๆว่า "เด็กผู้หญิงทุกคนต้องแต่งงานออกไป"
วันนี้แม่โจวหูไวมาก เมื่อได้ยินคำพูดนั้นก็เหลือบมองอีกฝ่ายแล้วพูดว่า "ครอบครัวของเราไม่ได้ทำตามประเพณีนั้นหรอก" พลางยกอาหารขึ้นโต๊ะทันที อาหารบนโต๊ะส่งกลิ่นหอมฟุ้งไปทั่วลาน
โจวกั๋วอันถามโจวหลีอันขึ้นว่า "หาที่สร้างบ้านได้แล้วหรือยัง?"
โจวหลีอันพยักหน้าสองที "อยู่ที่เนินเขาด้านหลังนั่นแหละ"
"ตอนที่สร้างพวกเราจะไปช่วย"
"ดีเลยค่ะ ขอบคุณพี่ใหญ่"
เมื่อได้ยินดังนั้นโจวซู่อันก็ไม่ยอมน้อยหน้า "น้องสาวต้องการเฟอร์นิเจอร์อะไร พี่จะทำให้เธอเอง"
"ขอบคุณพี่รองด้วยค่ะ"
โจวหลีอันคิดทบทวนดูไปพลางๆ สิ่งของที่เธอต้องการนั้นมีไม่น้อยเลยจริงๆ
ไม่ว่าจะเป็น เตียง ตู้เสื้อผ้า โต๊ะเขียนหนังสือ และยังมีกล่องใบใหญ่สำหรับเก็บผ้าห่มนอกฤดูกาล ตู้ใส่ชาม โต๊ะอาหาร เก้าอี้ ที่วางอ่างล้างหน้า และอื่นๆอีกมากมาย
ในที่สุดอาหารก็ถูกครอบครัวโจวกินกันจนหมดเกลี้ยงโดยใช้เวลาไม่นาน
โจวหลีอันกำลังจะล้างจาน แต่แม่โจวไม่ให้เธอล้าง กลับมองไปทางจางเฉี่ยวลี่ที่แกล้งทำเป็นเมินเฉยข้างๆ "การกินโดยไม่ทำงานบ้านเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำเลยนะ นี่เป็นคำพูดของคุณเอง ดังนั้นจานพวกนี้คุณต้องล้างเอง"
จากนั้น โจวหลีอันก็ต้มน้ำร้อนเตรียมอาบน้ำ
ในยุคสมัยนี้ แต่ละบ้านยังไม่มีห้องน้ำส่วนตัว หากต้องการอาบน้ำก็ต้องอาบในห้องครัวหรือไม่ก็ในห้องนอน
โจวหลีอันไม่คุ้นเคยกับการอาบน้ำในห้องครัว จึงยกน้ำเข้าไปในห้องนอน
ขณะถอดเสื้อผ้า เธอก็ยังรู้สึกไม่คุ้นชิน เพราะในห้องยังมีคนอยู่ แม้ว่าจะเป็นคนที่อยู่ในสภาพเหมือนผักก็ตาม โจวหลีอันครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วหยิบผ้าเช็ดหน้ามาปิดใบหน้าหล่อเหลาของลู่เยี่ยนโจวเบาๆ
หลังจากทำเสร็จแล้ว เธอก็รีบอาบน้ำอย่างรวดเร็ว
ขณะที่อาบน้ำ เธอครุ่นคิดว่าต้องสร้างห้องอาบน้ำส่วนตัว และจัดวางถังอาบน้ำให้เรียบร้อย พอคิดถึงเรื่องนี้โจวหลีอันรีบอาบน้ำอย่างรวดเร็ว เมื่ออาบเสร็จก็รินน้ำใส่แก้วแล้วยกกลับเข้าไปในห้อง เพื่อคิดออกแบบบ้านใหม่ของตัวเอง
ห้องครัวเป็นสิ่งจำเป็น ส่วนห้องอาบน้ำก็ต้องมีหนึ่งห้อง
ส่วนห้องโถงสำหรับทานอาหารและต้อนรับแขกนั้นไม่จำเป็น ใช้ห้องครัวแทนก็ได้
โจวหลีอันครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็ตัดสินใจจัดเตรียมสองห้อง
แม้ว่าในช่วงไม่กี่วันนี้ เธอจำเป็นต้องนอนด้วยกันกับลู่เยี่ยนโจวไปก่อน แต่ถ้ามีเงื่อนไขที่ไม่ต้องนอนด้วยกันแล้วทำไมจะไม่ทำล่ะ?
ยังต้องมีห้องเก็บฟืนและห้องน้ำด้วย ดูเหมือนว่าควรจะจัดการเรื่องกำแพงรั้วด้วยจึงจะดี เพราะในตอนนี้คนที่มาเยี่ยมเยียนยังชอบที่จะเข้ามาดูใกล้ๆหน้าต่าง เพื่อดูว่าคนข้างในกำลังทำอะไรอยู่ ถ้าหากพลาดพลั้งเห็นเธอเข้ามิติพิเศษจะทำอย่างไร!
ถ้ามีกำแพงรั้วล้อมรอบ ก็ไม่ต้องกังวลเรื่องนี้แล้ว
แบบบ้านควรจะเป็นสี่เหลี่ยมมุมฉาก ห้องอาบน้ำสร้างไว้หลังห้องครัวก็ดี สะดวกในการนำน้ำร้อนมาใช้ ส่วนทางด้านขวาของห้องครัวมีห้องนอนสองห้อง ส่วนทางด้านซ้ายสุดเป็นห้องเก็บฟืน
ยังต้องสร้างคอกไก่ในลานบ้านด้วย
แม้ว่าเธอวางแผนจะเลี้ยงไก่ไว้ในมิติพิเศษแล้ว แต่ก็ยังต้องสร้างไว้ข้างนอกด้วย!
บทที่ 12: ดาวอัปมงคล
ไม่นานนัก บ้านหลังเนินเขาก็สร้างเสร็จเรียบร้อยแล้ว แต่ยังต้องซื้อเฟอร์นิเจอร์อีกหลายอย่าง รวมถึงซื้อเสบียงอาหาร ของพวกนี้ต้องใช้เงินไม่น้อย
โจวหลีอันไม่ได้อยากจะสร้างบ้านอิฐสีเขียวมุงกระเบื้อง
เธอเลือกสร้างบ้านดินอัดธรรมดา ถือว่าเป็นการประหยัดเงินไปด้วย แต่เหตุผลหลักคือเธอก็จะไม่ได้อยู่นานนัก ค่าจ้างสำหรับคนงานที่ทำอิฐดินและแปรรูปไม้ รวมถึงค่าอาหาร ก็เป็นเงินจำนวนไม่น้อยแล้ว
แต่โจวหลีอันก็ยังอยากซื้อปูนซีเมนต์และปูนขาวเพิ่มอีก
แม้ว่าสองอย่างนี้จะมีราคาแพงมาก แต่การมีปูนซีเมนต์บนพื้นจะทำให้พื้นสะอาดกว่าอย่างแน่นอน! ส่วนการทาปูนขาวบนผนังดินก็จะทำให้ภายในบ้านสว่างขึ้น และไม่หลุดร่อนง่าย ซึ่งปูนซีเมนต์และปูนขาวสามารถใช้ได้เฉพาะภายในบ้านเท่านั้น และทุกห้องควรมีประตูที่เชื่อมต่อกัน เพื่อให้สะดวกในการเดินไปมาภายในบ้านได้ในวันที่ฝนตก
หน้าต่างบ้านก็ควรมีขนาดใหญ่ขึ้น โจวหลีอันยังคงชอบบ้านที่มีแสงสว่างมากกว่าบ้านที่ทึบๆ
เมื่อคิดแบบนี้แล้ว การสร้างบ้านและย้ายออกไปอยู่จริงๆก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เธอยังคงต้องเร่งหาเงินอย่างเร่งด่วน!
โจวหลีอันคิดมาอย่างดีแล้ว ตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไปจะซื้อของกลับมาปลูกในมิติพิเศษ!
ข้าวสาลี ฝ้าย และข้าวสาร
ถ้ามีคนถาม ก็บอกว่าตอนนี้เริ่มสะสมอาหารและของใช้สำหรับฤดูหนาวแล้ว!
โจวหลีอันตั้งใจจะนำข้าวสาลีที่สุกแล้วนำไปใส่ในโรงงานแป้งและโรงงานบะหมี่ ส่วนฝ้ายเธอจะนำไปใส่ในโรงงานทอผ้า และเมล็ดข้าวที่ปลูกออกมาแล้วก็สามารถขายได้โดยตรง
นอกจากนี้ก็ยังมีไก่ที่เลี้ยงในฟาร์มปศุสัตว์อีกด้วย
แม้ว่าจะมีการเร่งเวลาในมิติพิเศษแล้ว แต่การเลี้ยงลูกไก่จนกระทั่งมันออกไข่ก็ยังคงต้องใช้เวลาสักระยะหนึ่ง โจวหลีอันจึงคิดว่า… ถ้าสามารถซื้อแม่ไก่ที่ออกไข่ได้โดยตรงก็คงจะดี!
แต่นั่นมันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
เพราะแม่ไก่ที่ออกไข่ได้นั้นถือเป็นสิ่งที่มีค่าที่สุดในชนบท อย่างไรก็ตาม มีคำกล่าวว่า "ธนาคารก้นไก่" ดังนั้นครอบครัวทั่วไปจะไม่ยอมขายมันง่ายๆ
เมื่อใกล้ถึงเวลาเข้านอน โจวหลีอันจึงไปเยี่ยมมิติพิเศษอีกครั้ง
แม้ว่าในนั้นจะมีปลาเพียงไม่กี่ตัว และหลายพื้นที่ยังคงรกร้างอยู่ แต่โจวหลีอันก็รู้สึกมีความสุขอยู่ดี
ในที่สุดก็ถึงเวลานอน~~
โจวหลีอันมองเตียงที่คับแคบ มองไปบนเตียงยังมีผู้ชายคนหนึ่งนอนอยู่ สายตาของเธอเผลอมองไปที่ใบหน้าของอีกฝ่ายตามความเคยชิน แต่กลับพบว่ามีผ้าเช็ดหน้าปิดบังใบหน้าไว้ เธอรีบเข้าไปดึงผ้าเช็ดหน้าออกจากใบหน้าของลู่เยี่ยนโจวทันที
ก่อนหน้านี้โจวหลีอันเอาไปวางไว้ก่อนอาบน้ำ เวลานี้เธอยืนอยู่ข้างเตียงสักครู่พลางมองใบหน้าหล่อเหลาของลู่เยี่ยนโจว รู้สึกว่าการที่ตัวเองขึ้นมานอนบนเตียงนี้ถือว่าเป็นการเอาเปรียบอีกฝ่ายชะมัด
แต่ก็ไม่มีทางเลือก เพราะในบ้านก็ไม่มีที่นอนอื่นอีกแล้ว
ในที่สุด โจวหลีอันก็ขึ้นไปนอนบนเตียง แต่นอนอยู่บนเตียงเป็นเวลานานก็ยังไม่มีอาการง่วงนอนเลย ดังนั้นเธอจึงเริ่มเบี่ยงเบนความสนใจของตัวเองโดยจินตนาการถึงอนาคตของตัวเองในยุคนี้ บางครั้งก็ทบทวนความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม
ก่อนที่จะหลับไป โจวหลีอันได้พบเรื่องราวเกี่ยวกับลู่เยี่ยนโจวในความทรงจำของร่างเดิม
พูดให้ถูกต้องก็คือ เป็นบทสนทนาระหว่างเจ้าของร่างเดิมกับแม่โจว
สีหน้าของแม่โจวดูโกรธเล็กน้อย "ตระกูลลู่นี่จริงๆเลย วันที่หิมะตกหนักแบบนี้กลับทิ้งเด็กที่สวมเสื้อผ้าบางๆ แล้วปล่อยไว้อยู่ข้างนอก ไม่กลัวว่าจะหนาวตายเลยหรือไง"
เจ้าของร่างเดิมพูดขึ้นมา "น่าสงสารลู่ต้าเฉิงจังเลย"
สีหน้าของแม่โจวดูโกรธมากขึ้นกว่าเดิม "การทรมานเด็กคนนั้นแบบนี้ แม่ไม่รู้จริงๆว่าเป็นลูกแท้ๆบ้านลู่หรือเปล่า แต่แม่คิดว่าคงไม่ใช่แน่ ตอนนั้นไม่เคยได้ยินว่าจ้าวชุ่ยฮวาท้องเลย ถ้าเป็นลูกแท้ๆ จะมีใครทำกับเด็กแบบนี้ได้ลงคอ?"
เจ้าของร่างเดิมทำได้เพียงแสดงความเห็นด้วย "ใช่แล้ว หนูกับพี่ชายเป็นลูกแท้ๆของแม่ แม่ยังดีกับหนูและพี่ชายมาตลอดเลย"
ในตอนนั้นลู่เยี่ยนโจวยังไม่มีชื่อจริงของตัวเอง ทุกคนในหมู่บ้านจึงเรียกเขาว่าลู่ต้าเฉิง ส่วนชื่อลู่เยี่ยนโจวนี้ เป็นชื่อที่เขาได้มาตอนที่ไปเข้าร่วมกองทัพ
วันต่อมา สิ่งแรกที่โจวหลีอันทำเมื่อตื่นนอนคือเข้าไปในมิติพิเศษ!
เห็นได้ชัดว่าเธอยังคงรู้สึกตื่นเต้นกับมิติพิเศษนี้อยู่
ทันทีที่เข้าไปในมิติพิเศษ สิ่งแรกที่เธอทำคือตรงไปสำรวจน้ำพุศักดิ์สิทธิ์
โจวหลีอันชะงักไปครู่หนึ่ง "!"
เธอพบว่าน้ำสองหยดที่ใช้เมื่อวานกลับมาแล้ว 'แอ่งน้ำ' นี้ดูเหมือนจะเติบโตขึ้นอีกเล็กน้อย มีปริมาณเพิ่มขึ้น
แม้ว่าจะยังมีไม่มากนัก แต่การที่ใช้แล้วยังมีเพิ่มขึ้น ก็ทำให้เธอรู้สึกดีใจมากแล้ว
หลังจากดูน้ำพุศักดิ์สิทธิ์เสร็จ โจวหลีอันก็ไปดูปลาต่อ เวลาผ่านไปเพียงแค่หนึ่งคืน ปลาดูเหมือนจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไรมากนัก
โจวหลีอันนึกถึงคำอธิบายเกี่ยวกับการซ้อนทับของน้ำพุศักดิ์สิทธิ์ที่เคยอ่านในคู่มือก่อนหน้านี้ เธอเกิดความคิดขึ้นมาทันที เธอจับปลาตัวใหญ่ที่สุดในมิติขึ้นมาและป้อนน้ำพุศักดิ์สิทธิ์หนึ่งหยด
ภายในพริบตาเดียว ปลาตัวนั้นโตขึ้นอย่างเห็นได้ชัด มองด้วยตาเปล่าในตอนนี้ โจวหลีอันอยากจะกดไลค์สองครั้งและพิมพ์666 เพราะน้ำพุศักดิ์สิทธิ์นี้ยังสามารถ 'เร่งการเติบโต' ได้อีกด้วย
ส่วนเรื่องที่ว่ามันไม่เป็นไปตามหลักวิทยาศาสตร์นั้นหรือไม่?
เธอเองก็เคยประสบกับเหตุการณ์ข้ามมิติมาแล้ว ซึ่งตอนนี้วิทยาศาสตร์ก็ตอบเธอไม่ได้แน่นอน! ตอนเช้าตรู่วันนี้โจวหลีอันรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้พบสิ่งใหม่สองอย่างในมิติพิเศษ เธอจึงออกมาจากมิตินั้นด้วยความรู้สึกเปี่ยมสุข
อาหารเช้าวันนี้ไม่มีไข่ตุ๋น มีเพียงโจ๊กและผักดองเท่านั้น เมื่อไม่มีใครอยู่ในครัว โจวหลีอันลังเลอยู่ครู่หนึ่งว่าควรจะหยดน้ำวิเศษลงไปสักหยดหรือไม่?
แต่หลังจากคิดอยู่สักพัก เธอก็ตัดสินใจไม่ทำ
เหตุผลก็คือเธอไม่อยากให้จางเฉี่ยวลี่ได้รับประโยชน์ไปด้วย!
ใช่แล้วเธอขี้งกแบบนี้นี่แหละ!
ที่โต๊ะอาหาร
จางเฉี่ยวหลี่แสดงท่าทีต่อต้านเธออย่างโจ่งแจ้ง ในสถานการณ์ที่เป็นไปได้ เธอย่อมไม่ยอมให้อีกฝ่ายได้เปรียบแน่นอน
ส่วนคนอื่นๆในบ้าน เธอจะหาวิธีจัดการกับพวกเขาในภายหลัง แม่โจวมองไปที่ลูกสาวสุดที่รัก "เมื่อไหร่จะไปหาลุงเฉิงของเธอล่ะ?"
"ก็ตอนที่ได้รับเงินแล้วนั่นแหละ"
โจวหลีอันไม่ได้ลืมว่าวันนี้จ้าวชุ่ยฮวาจะมาส่งเงิน ‘พูดถึงเฉาเฉา เฉาเฉาก็มา’
"เอ้า กำลังกินข้าวกันอยู่เหรอ?"
ได้ยินเสียงที่ฟังยังไงก็ดูเหมือนจะเสียดสีมาแต่ไกล
จ้าวชุ่ยฮวาเดินอย่างโอหังตรงเข้ามาในลานบ้านของตระกูลโจว มองดูอาหารบนโต๊ะแล้วพูดว่า "ยังกินลงจริงๆด้วย" เมื่อโจวหลีอันได้ยินน้ำเสียงประชดประชันของอีกฝ่ายก็รู้ว่าจ้าวชุ่ยฮวาคนนี้เปลี่ยนใจแล้ว
ไม่เช่นนั้น จ้าวชุ่ยฮวาคงไม่แสดงท่าทีแบบนี้
แต่ก็ไม่รู้ว่าอะไรทำให้จ้าวชุ่ยฮวาเปลี่ยนท่าทีไป โจวหลีอันแกล้งทำเป็นไม่รู้เรื่องและถามว่า "นี่มาส่งเงินเหรอ?"
"นังบ้า! ส่งเงินบ้าบออะไร!"
จ้าวชุ่ยฮวา พูดคำหยาบออกมาตรงๆ "ถ้าเธอไม่คายเงินที่ฉันให้เธอเมื่อวานออกมา วันนี้ฉันจะไม่ยอมเลิกรากับเธอที่เป็นดาวอัปมงคล" ได้ยินถึงตรงนี้โจวหลีอันก็พอจะเข้าใจแล้วว่าทำไมจ้าวชุ่ยฮวาถึงได้เปลี่ยนใจกะทันหัน
เธอไม่มีทางตกหลุมพรางการพิสูจน์ตัวเองแน่นอน
โจวซู่อันได้ยินประโยคนั้นของจ้าวชุ่ยฮวา ก็โกรธขึ้นมาทันที "คุณว่าใครเป็นดาวอัปมงคล!" โจวซู่อันที่มักจะมีใบหน้ายิ้มแย้มอยู่เสมอ จู่ๆก็เปลี่ยนเป็นหน้าบึ้งตึงทันที ทำให้ตอนนี้ท่าทีดูน่ากลัวอยู่บ้าง "คุณกล้าพูดแบบนั้นอีกครั้งไหม!"
ความจริงพิสูจน์แล้วว่า จ้าวชุ่ยฮวามีความกล้าจริงๆ
จ้าวชุ่ยฮวาเชิดคางขึ้น ใช้นิ้วมือที่ค่อนข้างหยาบของเธอชี้ไปที่โจวหลีอัน "ฉันพูดถึงเธอนั่นแหละ!"
"ยังไงล่ะ ไม่ให้พูดความจริงแล้วเหรอ? ถ้าเธอไม่ใช่ดาวอัปมงคล แล้วทำไมลูกชายคนโตของฉันที่แข็งแรงดี ก่อนหน้านี้ยังปกติดีอยู่เลย พอเธอเข้ามาในบ้านก็กลายเป็นเหมือนผักไปล่ะ?"
หลินเซียงเหมยที่ตามมาดูเรื่องอื้อฉาวได้ยินคำพูดนั้น รู้สึกว่าสิ่งที่จ้าวชุ่ยฮวาพูดมานั้นกลับมีเหตุผลอยู่บ้าง
ส่วนคนอื่นๆที่มาดูความวุ่นวายได้ยินแล้วก็มองหน้ากันไปมา ต่างเห็นความสงสัยและประหลาดใจในสายตาของกันและกัน แม่โจวเห็นเช่นนี้เกือบจะโมโหตายอยู่แล้ว
ถ้าข่าวลือนี้เป็นความจริงขึ้นมา ลูกสาวของเธอจะแต่งงานได้อีกหรือไม่?
ใครจะแต่งงานกับ 'ดาวอัปมงคล' ล่ะ!
นี่จ้องจะทำลายชีวิตลูกสาวของเธอ ช่างเป็นจิตใจที่น่าประณาม!
"ถ้าเธอยังพูดจาเหลวไหลอีก ระวังฉันจะฉีกปากเธอให้เละ"
ขณะที่แม่โจวพูดประโยคนี้ เธอก็กำลังก้าวเข้าไปข้างหน้าจ้าวชุ่ยฮวาที่บนใบหน้ายังมีรอยฝ่ามือไม่จางหายไป
เมื่อได้ยินคำพูดนั้นจ้าวชุ่ยฮวาก็ถอยหลังไปก้าวหนึ่งอย่างอดไม่ได้
แม่โจวจ้องจ้าวชุ่ยฮวาด้วยความโกรธ "เธออย่าคิดว่าหน้าตาน่าเกลียด แล้วฉันจะไม่กล้าตบนะ"
จางเฉี่ยวลี่ "......"
เธอจำได้ว่าเมื่อเช้าวานนี้แม่สามีเพิ่งตบอีกฝ่ายไป
และอีกอย่าง จางเฉี่ยวลี่คิดว่าสิ่งที่จ้าวชุ่ยฮวาพูดมาก็มีเหตุผลอยู่บ้าง
ถึงอย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่โจวหลีอันกลับบ้านมา ชีวิตของเธอก็ไม่เคยราบรื่นอีกเลย บางทีอาจเป็นเพราะโจวหลีอันทำให้เธอโชคร้ายก็ได้!
[1] ‘ธนาคารก้นไก่’ หมายถึง ทรัพย์สินที่หายากและมีค่ามากจนคนส่วนใหญ่ไม่ยอมให้ง่ายๆ
[2] ‘ดาวอัปมงคล’ เป็นคำที่ใช้เรียกคนที่นำโชคร้ายมาให้
บทที่ 13: เป็นลูกแท้ๆของคุณหรือไม่?
จ้าวชุ่ยฮวาเกิดความลังเลชั่วขณะ เมื่อรู้ตัวอีกทีใบหน้าที่เริ่มเหี่ยวย่นและน่าเกลียดนั้นก็บิดเบี้ยวไปชั่วครู่ ก่อนจะฉีกยิ้มออกมาอย่างเหี้ยมเกรียม "ยังไง โดนจี้จุดอ่อนเข้าแล้วโกรธจนหน้าแดงเลยสิ?"
โจวซู่อันทนไม่ไหวจริงๆแล้ว
เขาไม่เคยทำร้ายผู้หญิง แต่ตอนนี้เขาไม่อยากจัดจ้าวชุ่ยฮวาอยู่ในกลุ่มผู้หญิงอีกต่อไปแล้ว โจวหลีอันสังเกตเห็นท่าทีของโจวซู่อัน เธอจึงดึงอีกฝ่ายเอาไว้แน่น แล้วกระซิบบางอย่างข้างหูของเขาเบาๆ ก่อนจะพูดกับอีกฝ่ายว่า "ไปกันเถอะ"
โจวซู่อันจึงยอมแพ้ และลุกขึ้นเดินจากไป
แต่ก่อนที่จะจากไปเขายังจ้องมองจ้าวชุ่ยฮวาด้วยสายตาดุร้ายอีกครั้ง โจวหลีอันก็ลุกขึ้นตามไปด้วย เธอไม่ได้ตั้งใจจะทานอาหารต่อแล้ว เพราะการเห็นจ้าวชุ่ยฮวาในสภาพแบบนี้ตั้งแต่เช้าตรู่ ทำให้เธอรู้สึกเสียความอยากอาหารไปเลย
"หวังว่าคุณจะไม่เสียใจในภายหลังนะ"
โจวหลีอันยิ้มพลางเตือนด้วยความหวังดีให้จ้าวชุ่ยฮวา "......"
ตอนนี้เมื่อเห็นโจวหลีอันยิ้ม จ้าวชุ่ยฮวาก็รู้สึกขนลุกไปทั้งตัว
เมื่อวานนี้ โจวหลีอันก็ยิ้มแบบนี้แหละ แล้วก็หลอกเอาเงินของเธอไปตั้งสามร้อยหยวน!
แต่จ้าวชุ่ยฮวาคิดอีกที ตอนนี้เธอไม่มีจุดอ่อนให้โจวหลีอันจับได้แล้ว เธอไม่ควรกลัว ดังนั้นเธอจึงถ่มน้ำลายลงพื้นอย่างหยาบคายพร้อมกับเอามือเท้าสะเอวแล้วยื่นท้องออกมา และพูดว่า "ถ้าเมื่อวานเธอไม่ได้ขู่ฉันไว้ คิดว่าฉันจะกลัวเธอเหรอ?"
หลังจากพูดประโยคนั้นจบ จ้าวชุ่ยฮวาก็พับแขนเสื้อขึ้นแล้วพูดข่มขู่โจวหลีอันต่อไปว่า "วันนี้ถ้าเธอไม่คืนเงินมา ฉันจะไม่ยอมเลิกราง่ายๆหรอกนะ"
"ต่อให้กองพันทหารมา ฉันก็ไม่กลัว!"
"เธอนี่มันดาวอัปมงคลชัดๆ ทำให้บ้านของฉันต้องเดือดร้อนขนาดนี้ ฉันตั้งใจไล่เธอออกไปเลยนะ ที่ยกลูกชายให้เธอดูแลก็แค่อยากจะกลั่นแกล้งเธอเท่านั้นแหละ"
"แต่ตอนนี้ฉันคิดออกแล้ว เธอมันตัวอัปมงคล ลูกชายของฉันอยู่กับเธอก็ไม่มีประโยชน์อะไรหรอก ไม่งั้นทำไมหมอถึงบอกว่าโอกาสฟื้นในปีแรกมีสูง แต่ลูกชายฉันร่างกายแข็งแรงขนาดนั้น กลับไม่มีอาการตอบสนองอะไรเลย!"
ในยุคนี้ ชนบทยังคงมีความเชื่อแบบงมงายอยู่ไม่น้อย
เมื่อได้ยินจ้าวชุ่ยฮวาพูดถึงตรงนี้ สีหน้าของคนอื่นๆที่อยู่ในที่นั้นก็ยิ่งเคร่งเครียดขึ้นมาทันที
ท้ายที่สุดแล้ว ทุกคนต่างก็อาศัยความอยู่ในละแวกเดียวกัน ไม่มีใครอยากให้มีคนที่นำโชคร้ายมาปรากฏตัวอยู่รอบๆ หากเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นมาจะทำอย่างไร?
มีเพียงเถียนเหมียวเหมียวที่วิ่งตามมาดูเหตุการณ์ เมื่อเห็นภาพเหตุการณ์นี้มุมปากของเธอก็ยกขึ้นอย่างห้ามไม่อยู่ คนที่อยู่ในสภาวะผักในช่วงเวลานี้ถือเป็นเรื่องแปลก
ถึงแม้โจวหลีอันจะบอกกับคนอื่นเรื่องที่หมอพูดชัดเจนว่า ‘ถ้าจะฟื้นขึ้นมาได้ โอกาสในปีแรกจะมากกว่า แต่ก็มีคนที่ฟื้นในปีแรกไม่มาก’ แต่คนอื่นก็คงไม่เชื่อ เพราะถูกความคิดของจ้าวชุ่ยฮวาครอบงำไปก่อนแล้ว
"คุณบอกว่าลู่เยี่ยนโจวถูกฉันทำให้โชคร้าย แล้วครอบครัวเถียนล่ะ?" โจวหลีอันถามกลับด้วยสีหน้าเรียบเฉย
จ้าวชุ่ยฮวาชะงักไปครู่หนึ่ง เห็นได้ชัดว่าเธอไม่คิดว่าโจวหลีอันจะพูดแบบนี้
"ลุงเถียนเสียชีวิตในสนามรบ เสียสละเพื่อประเทศ นี่ก็เป็นสิ่งที่ป้าเถียนสมควรได้รับด้วยเหรอ?" ป้าเถียนก็คือแม่ของเถียนเหมียวเหมียว
คนอื่นๆตื่นตัวขึ้นมาบ้างหลังจากได้ยินคำพูดร้ายกาจของโจวหลีอัน
จ้าวชุ่ยฮวาโต้แย้งโจวหลีอัน เธอยังไม่อยากทำให้ครอบครัวเถียนไม่พอใจไปเสียเปล่าๆ
ต้องรู้ไว้ว่า ตอนที่ป้าเถียนยังสาวก็เป็นคนเก่งกาจคนหนึ่ง ไม่อย่างนั้นจะสามารถเลี้ยงดูลูกสามคนให้เติบโตได้คนเดียวได้อย่างไร?
"คุณอย่าพูดมั่วๆนะ"
จ้าวชุ่ยฮวาพูดกับโจวหลีอัน "การที่คนไปออกรบแล้วเสียชีวิตในสนามรบไม่ใช่เรื่องปกติหรอกเหรอ?"
โจวหลีอันตอบกลับด้วยสีหน้าเย็นชา "งั้นการออกไปปฏิบัติภารกิจแล้วเกิดเหตุแบบนี้ก็เป็นเรื่องปกติเหมือนกัน แล้วทำไมคุณถึงพูดกับฉันแบบนี้ล่ะ?"
จ้าวชุ่ยฮวาได้ยินแล้วเกือบสำลักติดคอ
เธอไม่ได้ต้องการหาข้ออ้างเพื่อที่จะไม่จ่ายเงินหรอกเหรอ?
"ฉันไม่สนใจ!" เมื่อเธอพูดไม่ออกแล้วจ้าวชุ่ยฮวาก็เตรียมตัวที่จะดื้อดึง
"ยังไงก็ต้องคืนเงิน คืนลูกชาย และต้องหย่ากับลูกชายของฉันด้วย ครอบครัวของเราไม่ต้องการคนนำโชคร้ายอย่างเธอ"
"ผู้ใหญ่บ้าน"
ในตอนนั้น มีคนในฝูงชนทักทายขึ้นมา เมื่อได้ยินดังนั้นโจวหลีอันจึงมองไปทางประตู และเห็นผู้ใหญ่บ้านสวี่โหย่วเต๋อกำลังเดินเข้ามาตามทางที่ชาวบ้านคนอื่นๆเปิดให้
เมื่อเห็นโจวซู่อันที่อยู่ข้างๆผู้ใหญ่บ้าน โจวหลีอันก็ยิ้มและพูดขึ้นว่า "ลุงผู้ใหญ่บ้านคะ ฉันขอแจ้งความว่าที่นี่มีคนทำพิธีกรรมงมงายแบบศักดินา!"
จ้าวชุ่ยฮวา "......"
เธองงไปชั่วขณะ ไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะมีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้น
การยึดติดกับความเชื่องมงายแบบศักดินานี่ อาจถูกจับไปปรับทัศนคติใหม่ได้นะ
ผู้ใหญ่บ้านสวี่โหย่วเต๋อ ระหว่างทางมาที่นี่ก็ได้ฟังเรื่องราวทั้งหมดจากโจวซู่อันมาแล้ว ตอนที่เขามาก็ถึงกับพาทหารพลเรือนมาด้วย เพื่อจะพาตัวจ้าวชุ่ยฮวาไปปรับทัศนคติโดยตรง
ในสายตาของผู้ใหญ่บ้าน คนตระกูลจ้าวคนนี้สมควรจะได้เรียนรู้บทเรียนเสียที
การขี้เกียจทำงานก็แล้วไป แต่นี่ยังก่อเรื่องทุกวันอีก วันนี้ยังทำให้โจวหลีอันกลายเป็นหัวข้อการสนทนาของชาวบ้านไปอีกนาน
ต้องรู้ไว้ว่าโจวหลีอันไม่ได้เข้าห้องหอกับลู่เยี่ยนโจว
นี่เป็นเรื่องที่ทุกคนรู้กัน ถ้าจะแต่งงานใหม่ก็ย่อมได้แต่เธอก็ยังรอคอยลู่เยี่ยนโจวมาเป็นเวลาหนึ่งปี นั่นคือความหมายของคำว่า ‘ความจงรักภักดี’ ต่อสามี!!
ดังนั้น ไม่ควรทำให้โจวหลีอันคนนี้ต้องผิดหวัง
"จ้าวชุ่ยฮวาทำพิธีกรรมงมงายแบบศักดินา ส่งไปที่คอมมูนเพื่อให้คณะกรรมการอบรมสั่งสอนซะ"
จ้าวชุ่ยฮวาตกใจเล็กน้อย แต่เมื่อเธอรู้สึกตัวก็พูดขึ้นว่า "เอาสิ อบรมก็ได้!" ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม หลังจากเรื่องวุ่นวายครั้งนี้ เธอคงไม่จ่ายเงินแน่นอน
ในช่วงสองปีที่ผ่านมา คณะกรรมการหมู่บ้านไม่ได้ก้าวร้าวเหมือนแต่ก่อน อย่างน้อยเธอก็ยังมีลูกชายที่เคยเป็นทหาร ไม่ว่าอย่างไรพวกเขาก็คงไม่ทำให้เธอลำบากมากนักหรอก
แต่การคาดการณ์ของจ้าวชุ่ยฮวาก็ต้องพังทลายลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะโจวหลีอันได้พูดขึ้นมาว่า "ลุงผู้ใหญ่บ้าน รอสักครู่นะคะ ฉันยังมีอะไรอีกสองสามประโยคอยากจะบอกเธอ"
สวี่โหย่วเต๋อรู้สึกดีกับโจวหลีอันอยู่แล้ว และนี่ก็ไม่ใช่คำขอที่เกินเลยอะไร เขาจึงพยักหน้าตอบรับอย่างเป็นธรรมชาติ ก่อนอื่นโจวหลีอันจะกล่าวขอบคุณสวี่โย่วเต๋อ จากนั้นจึงหันไปมองจ้าวชุ่ยฮวาแล้วพูดว่า
"ฉันรู้ว่าวันนี้คุณมาก่อเรื่องวุ่นวายแบบนี้ ก็เพราะไม่อยากจ่ายเงิน แต่เล่ห์เหลี่ยมของคุณก็หลอกได้แค่คนที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวเท่านั้น"
"พวกเราอยู่หมู่บ้านเดียวกัน ใครบ้างไม่รู้ว่าตอนลู่เยี่ยนโจวยังเด็ก คุณปฏิบัติกับเขายังไง ถ้าคนจากกองพันทหารมา ดูสิว่าพวกเขาจะเชื่อคุณหรือจะเชื่อพวกเราทุกคน?"
"แล้วอีกอย่าง ลู่เยี่ยนโจวเป็นลูกแท้ๆของคุณจริงเหรอ? ทำไมทั้งที่เป็นลูกเหมือนกัน แต่ท่าทีของคุณที่มีต่อลูกอีกสองคนกลับแตกต่างจากที่มีต่อลู่เยี่ยนโจวโดยสิ้นเชิงล่ะ?" เมื่อได้ยินโจวหลีอันพูดเช่นนั้น ป้าๆแถวนั้นก็นึกย้อนกลับไปถึงช่วงเวลาก่อนหน้านั้นทันที
ในช่วงเวลาก่อนที่ลู่เยี่ยนโจว จะเกิดดูเหมือนว่าพวกเขาไม่เคยได้ยินว่าจ้าวชุ่ยฮวา ตั้งครรภ์เลยนะ และก็ไม่เคยเห็นจ้าวชุ่ยฮวาท้องโตด้วย?
ชาวบ้านพากันพูดคุยกันเบาๆ จ้าวชุ่ยฮวาสายตาฉายแววลังเลเล็กน้อย แต่ก็รีบปกปิดไว้อย่างรวดเร็ว เธอใช้คางชี้ไปที่โจวหลีอันแล้วพูดว่า
"ถ้าไม่ใช่ฉันเป็นคนให้กำเนิด จะเป็นเธอหรือไง?"
พูดจบ เธอก็สลัดหลุดจากการจับกุมของทหารพลเรือน แล้วล้วงของบางอย่างออกจากกระเป๋าและก้าวออกไปข้างหน้า พลางนำเงินยัดใส่มือของโจวหลีอัน "ก็แค่อยากได้เงินใช่ไหม? เอาไป เอาไปเลย ให้เธอทั้งหมดเลย!"
จ้าวชุ่ยฮวามีท่าทีแบบนี้ กลับทำให้โจวหลีอันมั่นใจว่าลู่เยี่ยนโจวไม่ได้เป็นลูกของอีกฝ่ายแน่นอน
"ตอนนี้ฉันสามารถไปรับการอบรมได้แล้วใช่ไหม?"
เจ้าชุ่ยฮวาถามหลังจากยัดเงินให้เสร็จ
เธอรู้สึกตื่นตระหนกอยู่บ้าง เพราะเธอพบว่าช่องโหว่ที่ทิ้งไว้ในอดีตนั้นมีมากมายจริง ๆ เมื่อคนเราเผชิญกับสิ่งบางอย่างไม่ได้ ก็มักจะคิดหนีออกไปดีกว่า
ท้ายที่สุดแล้ว ถ้าให้คนอื่นรู้ว่าลู่เยี่ยนโจวไม่ใช่ลูกของเธอ ก็ไม่มีประโยชน์อะไรกับเธอเลย แม้แต่ตอนนี้ก็ยังจัดการเรื่องนี้ได้ยากเย็น
คนอื่นๆงงงันกันชั่วครู่ "......"
นี่เป็นครั้งแรกที่เห็นคนกระตือรือร้นที่จะไปอบรมขนาดนี้
โจวหลีอันไม่สนใจสายตาที่จับจ้องมา แต่กลับกำลังนับธนบัตรในมือของเธออยู่อย่างมีความสุข
บทที่ 14: ซื้ออาหาร
เงินมีสามร้อยหยวน มากกว่าที่เธอต้องการตั้งหนึ่งร้อยหยวน
คูปองส่วนใหญ่เป็นคูปองเนื้อ คูปองแสตมป์ คูปองผ้า คูปองน้ำตาล และอื่นๆ
เงินมีมากเกินไป แต่คูปองกลับไม่มีมากเท่าที่ควรจะให้ โจวหลีอันจึงนำเงินส่วนเกินหนึ่งร้อยหยวนนั้นมาชดเชยคูปองที่ได้รับไม่ครบ ด้วยวิธีนี้เรื่องนี้ก็ถือว่าผ่านพ้นไปได้ชั่วคราว
เมื่อเห็นว่าโจวหลีอันไม่ถามอะไรอีก หัวหน้าหมู่บ้านสวี่โหย่วเต๋อก็สั่งให้คนพาจ้าวชุ่ยฮวาออกไปทันที
หลังจากที่จ้าวชุ่ยฮวาออกมาจากประตูบ้านของครอบครัวโจว เธอก็เห็นเถียนเหมียวเหมียวยืนอยู่ข้างนอกอย่างปกติดี
จ้าวชุ่ยฮวาครุ่นคิดว่านี่เป็นความคิดที่อีกฝ่ายแนะนำให้เธอ เธอจึงรีบพูดกับผู้ใหญ่บ้านว่า "ผู้ใหญ่บ้าน เรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่เธอสอนฉัน แต่เดิมฉันตั้งใจจะให้เงินโจวหลีอันอยู่แล้ว แต่เถียนเหมียวเหมียวสอนให้ฉันพูดแบบนี้ ฉันเองก็แค่เป็นผู้สมรู้ร่วมคิดเท่านั้น"
โจวหลีอันที่อยู่ในลานบ้านได้ยินประโยคนี้ของจ้าวชุ่ยฮวา จึงขมวดคิ้วขึ้นเล็กน้อย
เธอรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อยที่จ้าวชุ่ยฮวาสามารถพูดคำว่า 'ผู้สมรู้ร่วมคิด' ออกมาได้
รู้สึกได้ว่าคนยุคนี้ทำอะไรก็ทำให้เป็นเรื่องยุ่งยากจริงๆ ยกตัวอย่างเช่น เถียนเหมียวเหมียว ถ้าไม่ใช่เพราะเธอจัดฉากเรื่องนี้ขึ้นมา เรื่องก็คงไม่เป็นแบบนี้ใช่ไหม?
ตามปกติแล้วเธอสามารถรับเงินแล้วให้เรื่องเงียบไปได้
เมื่อเถียนเหมียวเหมียวถูกกล่าวหาโดยจ้าวชุ่ยฮวา เธอตกใจจนตาค้างไปชั่วขณะหนึ่ง จากนั้นก็มองไปรอบๆชาวบ้านเหล่านั้น ก่อนอื่นเธอกัดริมฝีปากทำท่าทางน่าสงสารพลางส่ายหน้าไปมา แล้วพูดด้วยน้ำเสียงน่าเวทนาว่า "ฉันไม่ได้ทำ"
"เรื่องนี้มันเกี่ยวอะไรกับฉันด้วย?" เถียนเหมียวเหมียวปฏิเสธความเกี่ยวข้อง "ฉันไม่ได้รับเงินอะไรเลย"
เมื่อได้ยินเถียนเหมียวเหมียวพูดถึงเรื่องเงิน คนอื่นๆก็รู้สึกว่ามีเหตุผลทันที
การทำสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อครอบครัวตัวเองแบบนี้ คนส่วนใหญ่ก็จะไม่ทำอะไรที่เกินความจำเป็นแบบนี้
จ้าวชุ่ยฮวารู้สึกโมโหเมื่อเห็นท่าทีแบบนี้ของเถียนเหมียวเหมียว!
เมื่อวานตอนที่ได้รับคำแนะนำ เถียนเหมียวเหมียวไม่ได้แสดงท่าทีแบบนี้เลยนี่นา!
จ้าวชุ่ยฮวาคิดได้อย่างฉับพลัน "เธอก็พูดไปแล้วนี่! ในเมื่อเธอก็ไม่มีเงิน ฉันจะไปใส่ร้ายเธอทำไมกัน?"
คนอื่นๆ "......"
จะทำยังไงดี?
ก็มีเหตุผลดีนะ
หัวหน้าหมู่บ้านสวี่โหย่วเต๋อ "......"
เมื่อเห็นคนอื่นเงียบ จ้าวชุ่ยฮวาก็ตะโกนเสียงดังขึ้นมาทันที "ฉันไม่สนใจหรอก ยังไงพวกคุณต้องพาเธอคนนี้ไปด้วย!"
อย่างน้อยก็ไม่ใช่แค่จ้าวชุ่ยฮวาคนเดียวที่ต้องโชคร้าย! ตอนนี้เธอไม่กลัวที่จะทำให้ป้าเถียนโกรธแล้ว
ท้ายที่สุดแล้ว ตัวเธอเองก็ประสบเคราะห์กรรมใหญ่หลวงเพราะเถียนเหมียวเหมียว
ผู้ใหญ่บ้านสวี่โย่วเต๋อพูดว่า "...การพาคนไปต้องมีหลักฐานชัดเจน คุณมีหลักฐานอะไรบ้าง?"
"ฉันนี่แหละคือหลักฐาน"
จ้าวชุ่ยฮวาผายอกพูดอย่างจริงจัง
เถียนเหมียวเหมียวเห็นดังนั้นจึงรีบพูดทันที "หลักฐานแบบนี้ ก็จับฉันไม่ได้น่ะสิ"
จ้าวชุ่ยฮวา "!"
ยัยเถียนเหมียวเหมียวนี่หน้าด้านกว่าเธอเสียอีก!
เนื่องจากไม่มีหลักฐาน เถียนเหมียวเหมียวก็ไม่ได้ถูกพาตัวไปด้วย
แต่ชาวบ้านหลายคนในหมู่บ้านเริ่มมองเธอด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความสงสัย ถึงอย่างไรสิ่งที่จ้าวชุ่ยฮวาพูดก็มีเหตุผล แต่การกล่าวหาเถียนเมียวเมียวอย่างไม่เป็นธรรมก็ไม่ทำให้ได้เงินขึ้นมา
ด้วยเหตุนี้ โจวหลีอันจึงได้ชมละครสุนัขกัดกันเองตรงหน้าประตูบ้านของเธออย่างเพลิดเพลิน
เมื่อเรื่องวุ่นวายนี้จบลง เวลาเข้างานก็ใกล้จะมาถึงแล้ว ผู้คนที่มาดูเหตุการณ์ต่างทยอยกันเดินอออกไป แม่โจวมองดูโจวหลีอันไม่วางตา ดวงตาทั้งสองข้างของเธอเริ่มแดงก่ำขึ้นมาทันที
เธอมองโจวหลีอันด้วยสายตาที่ภาคภูมิใจและความเจ็บปวด
ภูมิใจที่ลูกสาวไม่ได้ถูกรังแก
เจ็บปวดเพราะคิดว่า ลูกสาวต้องใช้ชีวิตที่ยากลำบากมากในบ้านตระกูลลู่ ต้องผ่านความทุกข์มามากมาย ถึงได้โตขึ้นเร็วเช่นนี้ หลังจากได้ยินจ้าวชุ่ยฮวาพูดว่าลูกสาวของเธอเป็นดาวอัปมงคล เธอก็ตกใจจนไม่รู้ว่าควรทำอย่างไรดี
แต่ลูกสาวของเธอไม่เพียงแต่แก้ปัญหาได้อย่างราบรื่น แต่ยังเรียกเงินคืนมาจากจ้าวชุ่ยฮวาอีกด้วย
"แม่คะ หนูไม่เป็นไรหรอก ดูสิ ตอนนี้หนูได้เงินมาตั้งเยอะแยะ"
โจวหลีอันตบหลังมือของแม่เบาๆ เพื่อปลอบประโลม
จางเฉี่ยวลี่มองตามคำพูดของโจวหลีอัน สายตาจับจ้องไปที่เงินในมือของเธออย่างไม่กระพริบตา
ตอนที่โจวหลีอันนับเงินเมื่อครู่นี้ เธอเห็นแล้วว่าเงินทั้งหมดรวมเป็นเงินสามร้อยหยวน เมื่อรวมกับเมื่อวานอีก ตอนนี้โจวหลีอันมีเงินหกร้อยหยวนในมือแล้ว!
จางเฉี่ยวลี่ไม่เคยเห็นเงินมากมายขนาดนี้มาก่อนในชีวิตเลยนะ!
โจวหลีอันไม่รู้ว่าจางเฉี่ยวลี่กำลังคิดอะไรอยู่ หลังจากปลอบโยนแม่โจวแล้ว เธอก็พูดว่า "แม่คะ หนูจะไปหาลุงเฉิงแล้วนะ ไม่งั้นถ้าไปช้ากว่านี้เดี๋ยวเขาจะไปทำงานก่อน หลังจากนั้นหนูต้องไปหาเขาที่ทุ่งนาอีก"
"ได้จ๊ะ"
เมื่อพูดถึงเรื่องงาน แม่โจวก็ไม่มีความคิดอะไรมากมายแล้ว เธอเร่งให้โจวหลีอันรีบไปโดยเร็ว โจวหลีอันจึงกลับไปนำแบบแปลนบ้านที่เขาวาดไว้ก่อนหน้านี้มาด้วย แล้วจึงไปหาลุงเฉิง
บ้านของลุงเฉิงอยู่ที่ปากทางเข้าหมู่บ้าน เป็นบ้านที่สังเกตได้ง่าย คือบ้านที่มีกองอิฐดินวางอยู่หน้าบ้านมากที่สุด
ในระแวกนี้ อิฐดินที่ทำเสร็จแล้วต้องผ่านการตากลมเป็นเวลานานก่อน จึงจะนำไปใช้สร้างบ้านได้
ดังนั้น เมื่อลุงเฉิงมีเวลาว่างเขาก็จะทำอิฐดินเก็บไว้ เผื่อคนที่ต้องการใช้อิฐดินเหล่านี้จะสามารถมาซื้อจากเขาได้ เวลาซ่อมแซมบ้านก็ไม่จำเป็นต้องทำอิฐดินใหม่ มาซื้อที่นี่ทำให้ซ่อมแซมบ้านได้เร็วขึ้น
โจวหลีอันก็ต้องการซื้ออิฐดินเช่นกัน
ลุงเฉิงมีอายุมากไม่ต่างจากผู้ชายวัยกลางคนในชนบททั่วไปในยุคนี้ พวกเขาล้วนเป็นคนเงียบขรึมและมีผิวคล้ำจากการทำงานกลางแดด หลังจากได้ยินความต้องการของโจวหลีอันแล้ว ลุงเฉิงก็กล่าวทันทีว่า "พาลุงไปดูสภาพที่ก่อนแล้วค่อยคุยกัน"
ได้ยินเช่นนั้นโจวหลีอันจึงพาลุงเฉิงไปที่เนินเขาด้านหลัง
หลังจากที่ลุงเฉิงได้เข้าใจสถานการณ์โดยรวมแล้ว โจวหลีอันก็นำแบบแปลนของตัวเองออกมา และปรึกษากับลุงเฉิงเกี่ยวกับผังของบ้าน ลุงเฉิงเห็นรายละเอียดก็เข้าใจเป็นอย่างดี เขากล่าวทันที "ได้สิ ลุงจะกลับไปหาคนมาห้าคน ให้พวกเขามาสร้างบ้านให้หลังเลิกงาน ใช้เวลาแค่เดือนเดียวก็เสร็จ"
"ค่าแรงของแรงงานให้วันละสามเหมา เธอตกลงไหม?"
โจวหลีอันส่ายหัวไปมา "ลุงเฉิงคะ ให้พวกเขามาทำงานตอนกลางวันได้ไหม ฉันให้วันละแปดเหมา รวมอาหารกลางวันหนึ่งมื้อด้วย" ลุงเฉิงพอได้ยินโจวหลีอันพูดแบบนั้น ก็รู้ว่าอีกฝ่ายต้องการรีบย้ายออกมา
เขานึกถึงสิ่งที่ภรรยาของเขากลับมาบอก เรื่องที่สะใภ้ใหญ่ตระกูลโจวไม่พอใจที่ลูกสาวคนเล็กของตระกูลโจวอาศัยอยู่ในบ้าน
"ได้ๆ ถ้าอย่างนั้นลุงจะหาคนมาให้เธออีกคน จะพยายามให้ซ่อมเสร็จภายในสิบกว่าวัน"
"ขอบคุณค่ะคุณลุง"
แน่นอนว่าโจวหลีอันหวังจะให้เสร็จเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
ลุงเฉิงโบกมือ "เดี๋ยวกลับไปบ้าน ลุงจะไปหาคนให้ แล้วบอกว่าพรุ่งนี้เริ่มงานได้เลย"
"ค่ะ"
หลังจากคุยกับลุงเฉิงเสร็จแล้ว โจวหลีอันก็ไปหาหัวหน้าหน่วย
สถานที่ที่พวกเขาอาศัยอยู่เรียกว่าหมู่บ้านอิงเถา มีทั้งหมดหกหน่วยใหญ่
โจวหลีอันอยู่ในหน่วยที่หนึ่ง โดยธัญพืชของทุกหน่วยอยู่ภายใต้การดูแลของหัวหน้าหน่วย มีเพียงในช่วงที่มีการส่งมอบธัญพืชแบบรวมหมู่เท่านั้นถึงจะขนส่งไปยังคอมมูนพร้อมกับผู้ใหญ่บ้าน
ดังนั้น หากโจวหลีอันต้องการซื้อธัญพืช ก็จำเป็นต้องไปหาหัวหน้าหน่วยการผลิตของเธอ
หัวหน้าหน่วยเพิ่งจัดการมอบหมายงานวันนี้ให้กับลูกน้องเสร็จ ตอนนี้เขาไม่มีอะไรทำ เมื่อได้ยินว่าโจวหลีอันจะเข้ามาซื้อธัญพืช เขาจึงพาโจวหลีอันไปยังสถานที่เก็บธัญพืชของหน่วย
โดยโจวหลีอันสั่งข้าวฟ่างสามร้อยจิน ข้าวสาลีห้าสิบจิน มันฝรั่งและข้าวโพดอย่างละหนึ่งร้อยจิน ส่วนถั่วเหลือง ถั่วเขียว และถั่วแดงเธอสั่งอย่างละยี่สิบจิน รวมทั้งหมดหกร้อยสิบจิน
ข้าวฟ่างราคาเก้าหยวนแปดเหมาต่อหนึ่งร้อยจิน ข้าวสาลีราคาแปดเหมาแปดเฟินต่อสิบจิน ข้าวโพดและมันฝรั่งราคาเจ็ดเฟินต่อจิน ส่วนถั่วเหลือง ถั่วเขียว และถั่วแดงราคาหนึ่งเหมาห้าเฟินต่อจิน รวมทั้งหมดเป็นเงินสี่สิบสามหยวนแปดเหมา
โจวหลีอันยังจ่ายเงินอีกเจ็ดเหมาเพื่อยืมเครื่องสีข้าวของหน่วยงาน เพื่อสีข้าวฟ่างให้เป็นข้าวสาร โดยข้าวฟ่างหนึ่งร้อยจิน เมื่อสีเป็นข้าวสารแล้ว จะได้เพียงเจ็ดสิบจินเท่านั้น ส่วนที่เหลือคือรำข้าว ซึ่งเป็นอาหารชั้นดีสำหรับเลี้ยงไก่
โจวหลีอันให้เงินหัวหน้าหน่วยทั้งหมดสี่สิบห้าหยวน ส่วนเกินคิดเป็นค่าจ้างให้หัวหน้าหน่วย ที่ช่วยหาคนมาขนส่งธัญพืชเหล่านี้ไปที่บ้านของตระกูลโจวด้วยรถเข็น
เพราะโจวหลีอันไม่สามารถขนธัญพืชเหล่านี้กลับไปได้ด้วยตัวเอง
แม้ว่าดูเหมือนโจวหลีอันจะซื้อธัญพืชมามากมายในคราวเดียว แต่ถ้าประมาณค่าแล้ว จริงๆก็ไม่ได้มากเท่าไหร่นัก
บทที่ 15: ไปซื้อของในอำเภอ
โจวหลีอันต้องจัดเตรียมอาหารกลางวันให้กับคนที่มาสร้างบ้าน
ในยุคนี้ไม่มีงานอะไรมากมาย งานที่ทำส่วนมากก็เป็นงานใช้แรงงานทั้งนั้น ดังนั้นทุกคนจึงทานอาหารเยอะมากเป็นเรื่องปกติ
นอกจากนี้โจวหลีอันก็ต้องทานอาหารและเตรียมตัวปลูกพืชในมิติพิเศษด้วย หลังจากซื้อธัญพืชเสร็จไม่นาน โจวหลีอันเห็นว่ายังเหลือเวลาอีกสักพักก่อนจะเที่ยง เมื่อกลับถึงบ้านเธอจึงหยิบถังน้ำแล้วเดินไปที่ริมแม่น้ำอีกครั้ง
วันนี้โชคของเธอไม่ดีเท่าเมื่อวาน ปลาตัวใหญ่ที่สุดที่เธอตกได้มีน้ำหนักเพียงแค่หกจิน แต่โชคดีที่เธอชนะด้วยจำนวนที่มากกว่า ทำให้วันนี้การตกปลาถือว่าไม่เลวเลย
ตอนเที่ยงวันนี้ โจวหลีอันจึงนำปลาตัวใหญ่ที่เก็บไว้ในมิติพิเศษออกมาทำเป็นปลาตุ๋นซอสแดง
"โอ้! ทำไมได้ปลามาอีกแล้ว แถมยังตัวใหญ่ขนาดนี้ด้วย?"
แม่โจวถามด้วยความประหลาดใจ โจวหลีอันยิ้มจางๆ พลางตอบว่า "ตอนเช้าไปตกปลาที่แม่น้ำอีกแล้วค่ะ โชคดีวันนี้เจอตัวใหญ่"
แม่โจวได้ยินดังนั้น ก็ยอมรับคำอธิบายของโจวหลีอันด้วยความยินดี
"ลูกสาวของแม่นี่โชคดีจริงๆ นี่เป็นปลาตัวใหญ่ตัวที่สามแล้วใช่ไหม?"
"ยุคนี้ครอบครัวหนึ่งจับปลาตัวใหญ่ได้สักตัวก็นับว่าเก่งแล้ว แบบนี้ยังมีคนบอกว่าลูกสาวฉันเป็นดาวอัปมงคลอีก! แม่อยากให้พวกนั้นลืมตาโพลงดูให้ดีว่านี่เรียกว่าดาวอัปมงคลเหรอ? ดาวแห่งโชคลาภมาเกิดต่างหากล่ะ" เห็นได้ชัดว่าแม่โจวยังคงไม่พอใจกับเรื่องที่จ้าวชุ่ยฮวาพูดว่าโจวหลีอันเป็นดาวอัปมงคลเมื่อเช้านี้
"ใช่แล้วค่ะ หนูเป็นดาวแห่งโชคลาภ ไม่ใช่ดาวอัปมงคลสักหน่อย"
โจวหลีอันพูดตามคำของแม่ว่า "ต่อไปดาวแห่งโชคลาภตัวน้อยอย่างหนูจะจับปลามาให้แม่กินบ่อยๆนะคะ" แม้ว่าจะตกปลาไม่ได้ เธอก็ยังมีมิติพิเศษอยู่ ไม่ต้องกลัวเลยว่าจะไม่มีปลาให้แม่โจวกิน
"ดี ดีเลย"
ขณะที่ทุกคนในครอบครัวกำลังนั่งกินข้าวอยู่ที่โต๊ะ ก็มีเสียงตะโกนมาจากนอกบ้านว่า "ป้าโจวอยู่ไหมครับ?"
"เอ๊ะ! อยู่จ๊ะ อยู่นี่"
แม่โจวรีบตอบรับ เดินไปที่ประตูบ้านเพื่อดูว่ามีใครมา เห็นว่าเป็นลูกชายของหัวหน้าหน่วยใหญ่กำลังเข็นรถเข็น บนรถเข็นมีของเต็มไปหมด
"เอ๊ะ นี่มันอะไรกัน?"
"ป้าครับ ผมมาส่งอาหารให้โจวหลีอัน" แม่โจวมองดูโจวหลีอันแวบหนึ่ง เมื่อเห็นโจวหลีอันอันพยักหน้ารัวๆ เธอจึงเชิญคนงานเข้ามาข้างใน แล้วรินน้ำหวานให้อีกฝ่ายดื่ม
ด้วยความช่วยเหลือของครอบครัวโจว รถบรรทุกเมล็ดพืชหนึ่งคันก็ถูกขนลงอย่างรวดเร็ว
แม่โจวชวนอีกฝ่ายอยู่กินข้าว แต่ลูกชายของหัวหน้าหน่วยพูดว่า "ขอบคุณป้าครับ แต่ไม่ต้องหรอก แม่ของผมเรียกให้ผมกลับไปช่วยอยู่เลยครับ"
พูดจบ เขาก็ผลักรถเข็นเดินจากไป ในยุคนี้ชาวชนบทเมื่อเทียบกับคนในเมืองแล้วความจริงก็ไม่ได้ขาดแคลนอาหารมากนัก
แต่ทุกคนก็ยังคงเคยชิน หากไม่มีเทศกาลพิเศษ ก็จะไม่กินอาหารของบ้านคนอื่น
ท้ายที่สุดแล้ว อาหารที่กินไม่หมดก็ยังสามารถขายให้กับคนรับซื้อธัญพืชได้ในปีถัดไปด้วย
แม้ว่าราคาจะต่ำกว่าธัญพืชใหม่เล็กน้อย แต่ก็เป็นแหล่งรายได้ที่หายากในชนบท
หลังมื้ออาหาร คนอื่นๆที่ต้องไปทำงานก็ไปทำงาน ส่วนคนที่ออกไปเที่ยวก็ออกไปเที่ยว โจวหลีอันเองก็เตรียมตัวจะไปอำเภอสักหน่อย
พรุ่งนี้ก็จะเริ่มงานแล้ว ข้าวได้ซื้อจากหน่วยใหญ่แล้ว แต่เนื้อสัตว์และผักยังต้องไปซื้อที่อำเภอ โจวหลีอันจึงไปยืมจักรยานจากบ้านของผู้ใหญ่บ้าน
ในยุคนี้ ครอบครัวในชนบทที่มีจักรยานนั้นมีไม่มากนัก
ในหมู่บ้านอิงเถา นอกจากบ้านของผู้ใหญ่บ้านแล้ว ก็ไม่มีบ้านอื่นที่มีจักรยานอีกเลย
ที่ผู้ใหญ่บ้านมีจักรยานก็เพราะต้องดูแลจัดการทั้งหมู่บ้าน บ่อยครั้งก็ต้องวิ่งไปมาระหว่างหน่วยงานใหญ่หลายแห่ง
จากหน่วยที่หนึ่งถึงหน่วยที่เจ็ด หากอาศัยการเดินเพียงอย่างเดียวก็ต้องใช้เวลาเกือบครึ่งวัน เวลาก็ไม่สามารถใช้ไปกับการเดินทางอย่างเดียวได้ ดังนั้นผู้ใหญ่บ้านจึงซื้อจักรยานมาใช้ส่วนตัว
หน่วยที่หนึ่งของพวกเธอ ความจริงแล้วอยู่ใกล้กับตัวอำเภอมาก มีระยะทางเพียงสามสิบลี้เท่านั้น
ถ้าเดินไปใช้เวลาประมาณสามชั่วโมงกว่า แต่ถ้าปั่นจักรยานจะใช้เวลาเพียงหนึ่งชั่วโมงก็ถึงแล้ว แค่บ่ายเดียวก็สามารถไปกลับได้
โจวหลีอันปั่นจักรยานที่ยืมมาจากบ้านผู้ใหญ่บ้าน แล้วแล่นไปบนถนนที่มุ่งหน้าสู่อำเภอ
สายลมอ่อนๆพัดผ่านใบหน้า โจวหลีอันคิดเป้าหมายเล็กๆต่อไปหลังจากสร้างบ้านแล้ว นั่นก็คือการซื้อจักรยานสักคัน! เธอต้องการใช้ของในมิติพิเศษเพื่อหาเงินในอนาคต จึงจำเป็นต้องใช้จักรยาน
การมีจักรยานจะช่วยให้สะดวกสบายขึ้นอย่างแน่นอน
อย่างไรก็ตามในยุคสมัยนี้ ทุกอย่างต้องวางแผนอย่างละเอียด การได้จักรยานมาสักคันไม่ใช่เรื่องง่าย
แม้จะมีเงินแต่ไม่มีคูปองจักรยานก็ซื้อไม่ได้
เมื่อมาถึงอำเภอ โจวหลีอันไปที่โรงงานแปรรูปเนื้อสัตว์เป็นที่แรก ในยุคนี้คนในเมืองส่วนใหญ่จะได้รับคูปองเนื้อคนละแปดใบต่อเดือน
ในบรรดาคูปองที่จ้าวชุ่ยฮวาให้กับโจวหลีอัน มีคูปองเนื้อจำนวนเก้าจิน เธอก็ไม่ได้เหลือไว้ แต่นำไปซื้อเนื้อหมูสามชั้นทั้งหมด
ในยุคนี้เนื้อหมูสามชั้นที่มีมันแทรกสลับกับเนื้อแดงถือเป็นเนื้อมีคุณภาพเลยทีเดียว ต้องใช้คูปองแปดเหมาเจ็ดเฟินต่อหนึ่งจิน ซื้อเก้าจินรวมทั้งหมดเป็นเจ็ดหยวนแปดเหมาสามเฟิน
คนที่หั่นเนื้อให้โจวหลีอันครุ่นคิดในใจว่า วันนี้มีลูกค้ารายใหญ่มาอีกคนแล้ว
ขณะที่กำลังรอชั่งเนื้อ โจวหลีอันจึงเริ่มมองสำรวจรอบๆ
แม้ว่าจะมีความทรงจำของร่างเดิม แต่ทุกสิ่งในยุคนี้ก็ยังคงใหม่สำหรับคนในยุคปัจจุบัน
การมองสำรวจครั้งนี้ ทำให้โจวหลีอันเห็นสิ่งที่เธอสนใจ นั่นคือหัวหมูและไส้ใหญ่หมูหนึ่งมัด
"หัวหมูและไส้ใหญ่หมูนี้ซื้อยังไง?"
โจวหลีอันถามด้วยความอยากรู้อยากเห็นและความรู้สึกตื่นเต้นอย่างมาก
คนที่กำลังสับหมูมองโจวหลีอันแวบหนึ่ง แล้วตอบทันทีว่า "ซื้อด้วยเงินได้ ไม่ต้องใช้คูปอง แต่ต้องซื้อทั้งชิ้นนะ" เมื่อได้ยินแบบนั้น ในสมองของโจวหลีอันมีเพียงประโยคเดียว
นั่นก็คือ….
"ซื้อมันเลย" ในยุคนี้เนื้อที่ไม่ต้องใช้คูปองซื้อถือว่าเป็นกำไรแล้ว
โจวหลีอันลูบกระเป๋าสตางค์ใบเล็กของตัวเอง นึกถึงเครื่องในหมูผัดแห้งและหูหมูน้ำมันพริก "ฉันเอาทั้งหมดนี้แหละ ช่วยชั่งให้หน่อยนะคะ"
คนสับหมูจากโรงงานแปรรูปเนื้อสัตว์มองโจวหลีอันพลางคิดในใจว่า นี่มันลูกค้ารายใหญ่มากๆเลยนี่นา! ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ คนที่สามารถซื้อหัวหมูและไส้ใหญ่หมูได้โดยไม่ใช้คูปองนั้นมีไม่มากนัก
"ไส้ใหญ่หมูราคาสี่เหมาต่อจิน ไม่ต้องใช้คูปอง รวมทั้งหมดสามสิบสองจิน"
"หัวหมูราคาเจ็ดเหมาต่อจิน ไม่ต้องใช้คูปอง รวมทั้งหมดยี่สิบจิน"
พูดจบ คนสับหมูก็จัดการสิ่งที่โจวหลีอันต้องการอย่างรวดเร็ว "รวมทั้งหมดยี่สิบหกหยวนแปดเหมา และคูปองเนื้อจำนวนเก้าจิน"
โจวหลีอันออกจากโรงงานแปรรูปเนื้อสัตว์ แล้วมุ่งหน้าไปที่ร้านสหกรณ์ เธอซื้อน้ำมันสี่จิน น้ำตาลก้อนสองจิน และเครื่องปรุงรสบางอย่าง รวมทั้งไม้ขีดไฟด้วย รวมค่าใช้จ่ายทั้งหมดหกหยวนเก้าเหมา
การซื้อของทั้งหมดใช้เวลานานไปกว่าหนึ่งชั่วโมง
โจวหลีอันปั่นจักรยานกลับบ้าน เธอนำของที่ซื้อมาไปเก็บไว้ในครัวก่อนทันที จากนั้นก็หยิบน้ำตาลก้อนออกมาครึ่งหนึ่ง แล้วนำไปให้พร้อมคืนจักรยานที่บ้านผู้ใหญ่บ้าน
ขณะที่กลับมา หลี่ชุ่ยอวิ๋นก็ยัดตะกร้าไข่ไก่ให้เธอ
เมื่อโจวหลีอันกลับถึงบ้าน ก็เห็นจางเฉี่ยวลี่ที่ไม่รู้ว่ากลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่ เห็นเธอกำลังคุ้ยเขี่ยดูของที่โจวหลีอันซื้อกลับมาอยู่ในครัว
"ซื้อของมาเยอะจังนะ?"
จางเฉี่ยวหลี่ยิ้มแป้นบนใบหน้า แต่ในใจกลับคิดว่าโจวหลีอันไม่รู้จักประหยัดเลย! พอมีเงินก็ใช้จ่ายอย่างสุรุ่ยสุร่าย ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไปเงินหมดนั้นคงจะถูกเธอใช้จนหมดในไม่ช้า!
โจวหลีอันตอบรับอย่างเรียบเฉย แล้วก็ได้ยินจางเฉี่ยวลี่ถามต่อ "คืนนี้กินอะไรดี?"
คิดถึงอาหารที่โจวหลีอันทำ จางเฉี่ยวลี่ก็เริ่มน้ำลายไหลโดยไม่รู้ตัว
ต้องยอมรับว่าอาหารที่โจวลี่อันทำนั้นอร่อยกว่าที่เคยกินมาจริงๆ
แต่หลังจากที่เธอแต่งงานมาอยู่ที่นี่ เธอก็แทบไม่ได้กินอาหารที่โจวหลีอันทำสักมื้อ เห็นได้ชัดว่าก่อนหน้านี้เธอคงเป็นคนขี้เกียจ! "ของที่ฉันไปซื้อมา พี่สะใภ้ไม่ได้ลงมือทำอะไรเลย ถ้าอย่างนั้นไม่กินดีกว่าไหม?"
โจวหลีอันยิ้มแย้มออกมา "ถึงอย่างไรคนที่ไม่ได้ลงแรง ก็ไม่สมควรจะได้กินอาหารนี่นา"
"นี่เธอ"
จางเฉี่ยวลี่ไม่คิดว่าโจวหลีอันจะสามารถใช้คำพูดที่เธอเคยพูดออกไปมาโต้กลับเธอได้ เธอเงียบไปชั่วครู่ พอนึกได้แล้วเธอก็ไม่สามารถไปโต้แย้งคำพูดของตัวเองได้จริงๆ
หลังจากโจวหลีอันพูดจบก็ไม่สนใจจางเฉี่ยวลี่อีก
ตอนนี้อยู่ด้วยกันแล้ว เป็นไปไม่ได้ที่จะไม่ให้จางเฉี่ยวลี่กินของที่เธอซื้อกลับมา ถึงแม้จะต้องกินร่วมกันแต่ก็ต้องพูดเอาคืนบ้าง
แต่หลังจากที่เธอย้ายออกไปแล้ว จางเฉี่ยวลี่จะสามารถกินของของเธอได้หรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับเธอแล้ว ในคืนนั้นโจวหลีอันทำอาหารจานหนึ่งชื่อไส้ใหญ่ผัดแห้ง กลิ่นหอมของอาหารในหม้อเกือบจะทำให้คนอื่นๆในบ้านต่างพากันหลงไหลกันหมด
ไส้ใหญ่สดที่ล้างสะอาดแล้ว เติมขิง ต้นหอม เครื่องเทศ เหล้า และซีอิ๊ว แล้วตุ๋นให้สุก
หลังจากต้มไส้สุกแล้ว นำขึ้นมาหั่นเป็นชิ้น ใส่น้ำมันร้อนลงกระทะแล้วผัดสักครู่ จากนั้นตักขึ้นมา แล้วเติมน้ำมันใหม่ ใส่ซอสถั่วเหลืองที่แม่โจวทำเอง และผัดจนมีกลิ่นหอมติดกระทะ
จากนั้นใส่ลำไส้หมูลงไปผัดอย่างรวดเร็ว ตามด้วยหัวหอมและผักอื่นๆเติมเครื่องปรุง จนกลิ่นหอมฟุ้งไปทั่ว ใครได้กลิ่นก็ต้องหลงใหลกันทั้งนั้น
โจวหลีอันหั่นลำไส้หมูลงจานให้เรียบร้อย เพื่อให้คนในครอบครัวได้กินอย่างอิ่มหนำในคืนนั้น เพื่อนบ้านรอบๆ ต่างน้ำลายไหลเพราะกลิ่นหอมของไส้ใหญ่
หลังจากทานอาหารเย็นเสร็จ จางเฉี่ยวลี่ก็ถูกแม่โจวสั่งให้ไปล้างจานอีกครั้ง
ส่วนโจวหลีอันก็อาบน้ำอุ่นๆให้สบายตัว แล้วเช็ดตัวให้สามีที่เป็นนอนเป็นผักอย่างคร่าวๆ ก่อนที่จะไปซักเสื้อผ้าที่เปลี่ยนใส่มาในช่วงสองวันนี้
หลังจากทำสิ่งเหล่านี้เสร็จ โจวหลีอันก็เหนื่อยจนไม่อยากขยับตัวไปไหนแล้ว แต่เธอไม่สามารถนอนได้ คืนนี้ยังมีธุระให้ต้องทำอีก
ในที่สุด โจวหลีอันก็ใช้น้ำวิเศษหนึ่งหยดเพื่อเติมพลังงาน พยายามอดทนจนกระทั่งคนอื่นๆเข้านอนกันหมดแล้ว
โจวหลีอันเดินไปที่เสบียงอาหารที่เธอนำกลับมาวันนี้ หยิบข้าวเปลือกยี่สิบจินและข้าวสาลีอีกห้าจิน
บทที่ 16: พื้นที่เกมได้รับการปรับปรุงใหม่
เธอไม่กล้าเอามามากเกินไป กลัวว่าแม่โจวจะสังเกตเห็นว่าของหาย ถ้าโดนจับ เธอก็คงไม่สามารถแก้ตัวได้
โจวหลีอันคิดได้ดีมาก ข้าวเปลือกหนึ่งจินสามารถปลูกได้ประมาณหนึ่งหมู่
นาข้าวหนึ่งหมู่ สามารถปลูกข้าวสาลีได้ประมาณสามร้อยถึงห้าร้อยจิน ใช้เวลาประมาณสี่เดือนในการเติบโตจนกว่าข้าวจะสุก ดังนั้นเมื่อนำมาปลูกในมิติพิเศษ ก็จะใช้เวลาแค่ประมาณหนึ่งเดือนกับอีกสิบวัน
เมื่อถึงเวลานั้น เมล็ดพันธุ์ยี่สิบจินที่เธอปลูกไปก็จะสามารถให้ผลผลิตข้าวเปลือกได้ราวๆหกพันถึงหนึ่งหมื่นจิน
คิดตามราคาเก้าหยวนแปดเหมาต่อหนึ่งร้อยจิน ถ้าเธอปลูกหลายๆครั้ง เธอก็จะรวยใช่ไหมล่ะ?
อืม… แต่ได้เงินมาเร็วเกินไปก็ไม่ดีนะ!
ข้าวสาลีให้ผลผลิตเพียงสองร้อยถึงสามร้อยจินต่อหนึ่งหมู่ โดยแต่ละหมู่ต้องใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวสาลีประมาณห้าจิน
หลังจากนั้นเมื่อเธอย้ายออกไปอยู่ที่อื่น เธอค่อยเพิ่มกำลังการผลิตขึ้นเรื่อยๆ และถ้าเริ่มลงทุนในโรงงานแป้งและบะหมี่ ก็จะกลายเป็นรายได้ที่ไม่น้อยเลยทีเดียว งั้นต้องไปหาฝ้ายมาเพิ่มอีกหน่อย เมื่อถึงเวลานำไปลงทุนในโรงงานทอผ้าแล้ว ในอนาคตเธอก็จะสามารถนอนเป็นเศรษฐินีได้อย่างสบายใจ!
แต่งงานกับหนุ่มหล่อสักคน…
ไม่ใช่สิ! เธอมีสามีสุดหล่ออยู่แล้ว
ดังนั้น พูดได้ว่าเมื่อถึงเวลานั้น เธอก็จะสามารถบรรลุจุดสูงสุดของชีวิตได้แล้วใช่ไหม? ด้วยความคิดฝันอันแสนหวานเช่นนี้โจวหลีอันถือเมล็ดพันธุ์เข้าไปในมิติพิเศษทันที
แต่แล้ว เธอก็ต้องตกตะลึง
อะไรกัน มิติพิเศษมีการปรับปรุงใหม่งั้นเหรอ?
ตอนนี้เธอติดหนี้มิติพิเศษสิบหยวนเนี่ยนะ?
เพื่อที่จะทำความเข้าใจสถานการณ์นี้ให้ชัดเจน โจวหลีอันเดินมาที่หน้าจอเห็ด บนนั้นแสดงให้เห็นว่าตอนนี้เธออยู่ในระดับหนึ่ง
[คู่มืออธิบายพื้นที่เกมระดับหนึ่ง]
[ผู้เล่นระดับหนึ่งสามารถเพาะปลูกพืชได้ในพื้นที่หนึ่งหมู่ และสามารถเลี้ยงสัตว์ได้จำนวนสิบตัว]
[ผู้เล่นเกมสามารถรับค่าประสบการณ์ผ่านการเพาะปลูกในพื้นที่ได้]
[การเพาะปลูกหนึ่งหมู่ เมื่อพืชเติบโตเต็มที่จะได้รับค่าประสบการณ์สิบแต้ม เมื่อสะสมครบหนึ่งร้อยแต้ม พื้นที่จะเลื่อนระดับให้เป็นระดับสอง]
[พื้นที่เกมระดับสอง สามารถเพาะปลูกได้สามหมู่ เลี้ยงสัตว์เล็กได้สามสิบตัว และยังสามารถเปิดโรงงานได้หนึ่งแห่งตามที่ผู้เล่นต้องการ]
"......"
ด้านล่างยังมีอีก
[จะเป็นไปได้อย่างไรที่พื้นที่เกมจะไม่มีช่องทางการเติมเงิน?]
เมื่อเห็นประโยคนี้โจวหลีอันรู้สึกว่ากระเป๋าสตางค์ใบเล็กของตัวเองเย็นวาบขึ้นทันที
[อยากมีที่ดินมากขึ้นเพื่อปลูกพืชไหม? เพียงแค่จ่ายสิบหยวน ก็สามารถซื้อที่ดินหนึ่งหมู่ได้]
[อยากเลี้ยงสัตว์เล็กๆน่ารักให้มากขึ้นไหม? เพียงแค่จ่ายสิบหยวน ก็สามารถเลี้ยงสัตว์เล็กๆได้เพิ่มอีกห้าสิบตัวเลยนะ]
โจวหลีอัน "......"
พื้นที่นี้กล้ามีหน้ามาใช้คำว่า 'เพียงแค่' ได้ยังไงกัน?
สิบหยวน ห้าสิบหยวน ในยุคนี้มันเป็นเงินจำนวนน้อยเหรอ?
[เนื่องจากจำนวนสัตว์เลี้ยงขนาดเล็กในฟาร์มปศุสัตว์ของผู้เล่นเกินกว่าจำนวนที่อนุญาตในระดับหนึ่ง ระบบได้ทำการซื้อสิทธิ์ให้คุณไว้แล้ว ขอให้คุณมีความสุขในการใช้ชีวิต!]
โจวหลีอัน "......"
ตอนนี้โจวหลีอันไม่ค่อยมีความสุขเท่าไหร่ เธอรู้สึกสงสารกระเป๋าเงินใบน้อยมาก
[ขอให้ผู้เล่นเติมเงินให้พื้นที่โดยเร็ว หากยอดเงินในบัญชีผู้เล่นติดลบเกินสามวัน ทุกสิ่งในพื้นที่จะหยุดการเจริญเติบโต]
โจวหลีอัน "......"
แม้ว่าเกมควรจะเล่นแบบนี้ แต่เธอก็ยังคิดถึงมิติก่อนหน้านี้ที่ดูเหมือนจะสามารถปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์ได้อย่างอิสระ!
โจวหลีอันมองดูคำว่า 'เติมเงิน' สีทองที่กะพริบอยู่บนหน้าจอเห็ด เธอก็มีคำถามหนึ่งเกิดขึ้น
ถ้าตอนนี้เธอเติมเงินซื้อที่ดินสองหมู่ เธอก็จะมีที่ดินทั้งหมดสามหมู่ แล้วเมื่อเธอปลูกพืชเพื่ออัพเกรดเป็นพื้นที่ระดับสอง เธอจะมีที่ดินกี่หมู่กัน?
การยกระดับของพื้นที่ในเกมจะส่งผลกระทบต่อสิ่งที่เธอซื้อด้วยเงินจริงหรือไม่?
หน้าจอแสดงผลขึ้น
[ที่ดินที่ผู้เล่นซื้อเป็นของผู้เล่น เมื่อพื้นที่เกมยกระดับขึ้น ที่ดินที่มาพร้อมกับระบบจะถูกรวมเข้ากับที่ดินที่ผู้เล่นซื้อ
ที่ดินที่ผู้เล่นเป็นเจ้าของจะเท่ากับที่ดินมาตรฐานของระบบในระดับปัจจุบัน บวกกับจำนวนที่ดินที่ผู้เล่นซื้อเอง]
โจวหลีอันรู้สึกว่าเกมนี้มีความฉลาดอยู่บ้าง
เมื่อเห็นถึงตรงนี้ เธอก็รู้สึกสบายใจขึ้น
โจวหลีอันกดปุ่มเติมเงินสีทองนั้น แล้วเติมเงินเข้าไปเร็วๆ ยอดเงินคงเหลือในบัญชีแสดงเก้าสิบหยวน
โจวหลีอันใช้เงินเก้าสิบหยวนนี้ทั้งหมดในการซื้อที่ดิน
ตอนนี้เธอมีที่ดินทั้งหมดสิบหมู่ที่สามารถเพาะปลูกได้ในพื้นที่มิติพิเศษ
หนึ่งในที่ดินนั้น โจวหลีอันจะนำมาปลูกข้าวสาลี ส่วนที่ดินที่เหลือทั้งหมดใช้สำหรับปลูกข้าว
ข้อดีของพื้นที่ในเกมเมื่อเทียบกับโลกภายนอก
หนึ่ง คือสามารถเติบโตได้อย่างรวดเร็ว
สอง คือการดำเนินการที่ซับซ้อนสามารถทำได้ด้วยการกดปุ่มเดียวบนหน้าจอเห็ดการเตรียมต้นกล้าเหล่านั้น พื้นที่สามารถช่วยเธอทำให้สำเร็จได้ทั้งหมดในคราเดียว และที่ดินก็จะเปลี่ยนแปลงไปตามพืชที่เธอต้องการปลูก
ที่ดินที่เพิ่งออกมาจากระบบนั้นเป็นที่ดินแห้ง
แต่เนื่องจากโจวหลีอันต้องการปลูกข้าว ในพื้นที่เก้าหมู่ที่ถูกเลือกจึงเปลี่ยนเป็นนาข้าวที่เหมาะสำหรับการปลูกข้าว
หลังจากปลูกข้าวและข้าวสาลีเสร็จแล้วโจวหลีอันก็ไปดูปลาที่บ่อต่อ
เธอลืมไปแล้วว่าเธอปล่อยปลาลงไปในบ่อเลี้ยงปลาทั้งหมดกี่ตัว ตอนนี้มิติพิเศษบอกเธอว่ามีปลาเล็กทั้งหมดยี่สิบสามตัว ซึ่งทุกตัวยังขนาดเล็กอยู่
โจวหลีอันครุ่นคิดสักครู่ แล้วหยิบน้ำพุศักดิ์สิทธิ์ขึ้นดื่มเองหนึ่งหยด ส่วนอีกหยดเธอเทลงในบ่อปลา
ที่ทำเช่นนี้ก็เพื่อพิสูจน์สมมติฐานของเธอ
น้ำพุศักดิ์สิทธิ์ในมิติพิเศษที่เธอใช้ไปเมื่อวานนี้ ดูเหมือนว่าวันรุ่งขึ้นจะฟื้นคืนสภาพแล้ว
ไม่เพียงเท่านั้น ดูเหมือนว่าพุศักดิ์สิทธิ์ในมิติพิเศษจะเพิ่มขึ้นตามจำนวนพืช และสัตว์ที่เพิ่มขึ้นในมิติด้วย
เหตุการณ์จะเป็นไปตามที่โจวหลีอันคิดไว้หรือไม่? คงต้องรอดูพรุ่งนี้ถึงจะรู้!
เพราะครั้งนี้ไม่ได้ป้อนน้ำพุศักดิ์สิทธิ์ให้กับปลาตัวใดตัวหนึ่ง โจวหลีอันจึงไม่ได้เห็นปลาโตขึ้นในทันที เพียงแต่รู้สึกว่าปลาเหล่านั้นดูเหมือนจะโตขึ้นทีละนิดๆ
ส่วนโจวหลีอันที่ดื่มน้ำศักดิ์สิทธิ์หนึ่งหยดคราวเดียว รู้สึกว่าสมองแจ่มใส และร่างกายก็สบายตัวมากขึ้น
หลังจากทำสิ่งที่ต้องการในมิติพิเศษเสร็จแล้ว โจวหลีอันก็ออกมา
เธอเริ่มทำบัญชีบันทึกรายจ่าย
ซื้อเสบียงอาหารไปสี่สิบห้าหยวน
ใช้จ่ายในพื้นที่ไปหนึ่งร้อยหยวน
ซื้อของที่โรงงานแปรรูปเนื้อสัตว์ไปยี่สิบหกหยวนแปดเหมา
ใช้จ่ายที่สหกรณ์การค้าไปหกหยวนเก้าเหมา รวมกับอีกห้าหยวนที่จ่ายไปก่อนหน้านี้สำหรับยาบำรุงของลู่เยี่ยนโจว
รวมทั้งหมดใช้ไปหนึ่งร้อยแปดสิบสามหยวนเจ็ดเหมา จากหกร้อยหยวนที่มี เหลืออยู่ประมาณสี่ร้อยกว่าหยวน
หลังจากนี้ยังต้องจ่ายค่าวัสดุอุปกรณ์ ค่าแรงสำหรับสร้างบ้าน แล้วยังต้องซื้อประตูหน้าต่าง และเฟอร์นิเจอร์อื่นๆอีก
โจวหลีอันรู้สึกว่าเงินที่ได้มาไม่พอใช้จ่ายจริงๆ
โชคดีที่หนึ่งเดือนต่อมา ข้าวในมิติพิเศษของเธอก็ใกล้จะสุกแล้ว
แม้ว่าผลผลิตของหนึ่งหมู่จะมีเพียงหกร้อยจิน แต่หากประมาณตามราคาของหน่วยใหญ่ อีกหนึ่งเดือนต่อมา ข้าวก็จะมีมูลค่าถึงสองร้อยหกสิบหยวนหกเหมา
ถ้าเธอจะไปขายที่ตลาดมืด คงได้ราคาสูงกว่าขายที่นี่
เมื่อคิดถึงตรงนี้ จิตใจที่ได้รับแรงกระตุ้นเล็กน้อยจากการใช้เงินอย่างสิ้นเปลืองก็ผ่อนคลายลง
โจวหลีอันปิดสมุดบัญชีของตัวเอง คิดสักครู่ ก็ตัดสินใจที่จะเก็บสมุดบัญชีเข้าไปในมิติพิเศษอีกครั้ง
ท้ายที่สุดแล้ว ไม่มีที่ไหนปลอดภัยไปกว่ามิติพิเศษที่เป็นของเธอโดยเฉพาะอีกแล้ว ผลลัพธ์คือตอนนี้การเก็บของจากภายนอกเข้าไปในคลังเก็บของในมิติพิเศษก็ต้องเสียเงินด้วย
โจวหลีอัน "......"
สมกับเป็นพื้นที่เกมจริงๆ ไม่ว่าที่ไหนก็ต้องให้ผู้เล่นจ่ายเงินทั้งนั้น!
[คู่มือการเช่าโกดัง]
[หนึ่งหยวนสามารถเช่าพื้นที่ขนาดหนึ่งลูกบาศก์เมตร และสามารถใช้เก็บสิ่งของจากภายนอกได้เป็นเวลาหนึ่งเดือน]
บทที่ 17: หญิงผอมบาง
[หนึ่งหยวนสามารถเช่าพื้นที่ขนาดหนึ่งลูกบาศก์เมตรได้]
แม้ว่าจะต้องจ่ายเงินอีก แต่หลังจากโจวหลีอันครุ่นคิดสักครู่ เธอก็ตัดสินใจจ่ายอีกหนึ่งหยวนเพื่อเช่าพื้นที่ขนาดหนึ่งลูกบาศก์เมตรเป็นเวลาหนึ่งเดือน
อย่างไรก็ตาม การเก็บของในมิติพิเศษก็สะดวกมากกว่าการเก็บไว้ข้างนอก เพื่อไม่ให้เงินหนึ่งหยวนนี้สูญเปล่า โจวหลีอันคิดว่าในอนาคตควรใช้ระบบการจัดเก็บในมิติพิเศษให้มากขึ้น
หลังจากใช้เงินไปอีกหนึ่งหยวน และจดบันทึกค่าใช้จ่ายลงในสมุดเล่มเล็กแล้ว โจวหลีอันก็เตรียมตัวเข้านอน
เมื่อมองดูลู่เยี่ยนโจวที่นอนอยู่บนเตียง เธอรู้สึกอย่างบอกไม่ถูกว่าอีกฝ่ายดูเหมือนเจ้าหญิงนิทรา ที่จำเป็นต้องมีเจ้าชายมาจุมพิตปลุกเขาหรือไม่นะ?
เนื่องจากลู่เยี่ยนโจวเป็นเด็กผู้ชาย คนที่จะจุมพิตเขาได้ก็ต้องเป็นเด็กผู้หญิงเท่านั้น
โจวหลีอันหัวเราะคิกคักใส่ลู่เยี่ยนโจวสองครั้ง แล้วยื่นมือไปจับมือที่เย็นเล็กน้อยของอีกฝ่าย "คุณวางใจได้เลย ฉันจะคืนเงินให้คุณเร็วๆนี้อย่างแน่นอน!"
ส่วนเรื่องจูบน่ะเหรอ?
เธอไม่ได้บ้าคลั่งถึงขนาดนั้นหรอก!
การเช็ดตัวเพื่อให้เขาสะอาดก็เพียงพอแล้ว แต่การจูบคนที่ไม่มีสติแบบนั้นมันเกินไปแล้ว แม้ว่าลู่เยี่ยนโจวจะเคยนอนบนเตียงนี้มาแล้ว แต่โจวหลีอันก็ยังรู้สึกว่าเตียงนี้เล็กไป เมื่อคิดได้ไม่นานเธอก็หลับไปอย่างรวดเร็ว
เช้าวันรุ่งขึ้น เธอไปดูในมิติพิเศษอีกครั้ง
เมล็ดพืชที่ปลูกไว้ยังไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ ปลาใบบ่อเลี้ยงมีขนาดใหญ่ขึ้นกว่าที่เห็นเมื่อคืนเล็กน้อย และน้ำพุศักดิ์สิทธิ์ก็มีปริมาณมากขึ้นอีกด้วย สิ่งนี้ยืนยันข้อสันนิษฐานของโจวหลีอันอย่างไม่ต้องสงสัย
น้ำพุศักดิ์สิทธิ์ที่ใช้ จะกลับมาใหม่ในวันถัดไป
ยิ่งไปกว่านั้น การมีสิ่งของในมิติพิเศษมากเท่าไหร่ น้ำพุศักดิ์สิทธิ์ก็จะยิ่งมีมากขึ้นเท่านั้นด้วย การค้นพบสิ่งวิเศษนี้ทำให้โจวหลีอันรู้สึกเต็มเปี่ยมไปด้วยพลัง
เธอไม่ได้อยู่ในมิติพิเศษนานนัก เพราะวันนี้มีหลายสิ่งที่ต้องทำ!
ขณะที่โจวหลีอันกำลังล้างหน้าแปรงฟัน โจวซู่อันก็ตื่นขึ้นมาแล้วเช่นกัน
โจวซู่อันที่ทำงานติดต่อกันสองวันจนเหนื่อยล้านั้น แม้แต่ตอนล้างหน้าแปรงฟันก็ยังลืมตาไม่ขึ้น แตกต่างจากโจวหลีอันที่ดูสดชื่นกระปรี้กระเปร่า
"พี่รอง สวัสดีตอนเช้าค่ะ"
โจวหลีอันทักทายด้วยเสียงเบาๆ ทำให้โจวซู่อันถูกดึงดูดความสนใจด้วยเสียงนั้น เขามองไปที่โจวหลีอันแล้วหยุดชั่วครู่ก่อนจะพูดว่า
"ทำไมพี่รู้สึกว่าวันนี้เธอดูสวยขึ้นกว่าเดิมล่ะ?"
ก่อนหน้านี้ โจวหลีอันก็สวยอยู่แล้ว แต่เนื่องจากรอบตัวเหมือนมีอารมณ์หดหู่อยู่ จึงทำให้ใบหน้าที่สวยงามของเธอดูหม่นหมองลง
ไม่เหมือนกับตอนนี้ที่เธอดูเต็มไปความสดใส ราวกับดอกไม้กำลังพลิบานอยู่
ไม่มีใครที่ไม่ชอบฟังคำพูดจาอ่อนหวาน โจวหลีอันคิดว่าที่เธอสวยขึ้นคงเป็นเพราะเมื่อคืนดื่มน้ำพุศักดิ์สิทธิ์ไปหนึ่งหยด วันนี้เธอก็ต้องให้คนในครอบครัวได้ดื่มด้วย
อาหารเช้ายังคงเป็นโจ๊กเหมือนเคย โจวหลีอันเป็นคนอาสาทำหน้าที่ตักข้าวให้ทุกคน
ในที่สุด นอกจากชามของจางเฉี่ยวลี่แล้ว ชามของคนในครอบครัวก็ถูกโจวหลีอันหยดน้ำพุศักดิ์สิทธิ์ลงไปหนึ่งหยด
โจวซู่อันเป็นคนแรกที่สังเกตเห็น "แปลกจริง วันนี้กินโจ๊กแล้วไม่รู้สึกอยากอาเจียนเลย กลับรู้สึกว่าอร่อยดีนะ" เมื่อได้ยินเขาพูดแบบนั้น เด็กๆสองคนในบ้านก็พูดเสริมว่า "โจ๊กวันนี้ หวานดีจัง"
แม่โจวก็เห็นด้วยว่าโจ๊กวันนี้อร่อยเป็นพิเศษ
แต่แม่โจวทำอาหารปกติเหมือนทุกวัน อาจจะเป็นเพราะมือหนัก รสชาติเลยดีขึ้นก็เป็นได้
โจวหลีอันฟังบทสนทนาเหล่านี้แล้วก็ค่อยๆกินโจ๊กอย่างช้าๆ
หลังมื้ออาหารเช้า
แม่โจวพูดกับโจวหลีอันว่า "วันนี้ลุงเฉิงของลูกก็เริ่มงานแล้ว ลูกอย่าลืมเอาน้ำหวานใส่ถังไปส่งให้พวกเขานะ"
"ได้ค่ะ"
โจวหลีอันเองก็คิดแบบนี้เหมือนกัน เธอได้ยินแม่โจวพูดต่อว่า "ตอนเที่ยงแม่จะกลับมาเร็วหน่อยเพื่อช่วยลูก ลูกอยากได้อะไรในบ้านก็ใช้ได้ตามสบายเลยนะ"
"สำหรับอาหารจานเนื้อ หนูจะทำหมูตุ๋นมันฝรั่งซอสแดง และผัดพริกเขียวกับหัวหมูต้มพะโล้"
"ส่วนผัก จะทำมะเขือม่วงผัด ผัดผักกาดขาว และสุดท้ายเป็นซุปไข่ดีไหมคะ?" โจวหลีอันถามพลางมองแม่โจว
แม่โจวพยักหน้ารับเบาๆ "มีอาหารจานเนื้อสองอย่างแล้ว แม่ว่าพอแล้วล่ะ!"
ยุคนี้มีประเพณีคือวันแรกที่สร้างบ้านต้องกินอาหารอย่างดีที่สุด
เมื่อได้รับความเห็นชอบจากแม่โจวแล้ว โจวหลีอันพยักหน้ารับคำของแม่ "แม่ ขอกุญแจห้องใต้ดินของบ้านหน่อยค่ะ"
เมื่อได้ยินโจวหลีอันพูดแบบนั้น แม่โจวก็ส่งกุญแจบ้านทั้งหมดให้โจวหลีอันทันที
สำหรับลูกสาวของตัวเองแม่โจววางใจได้เสมอ แต่แม่โจวก็รู้สึกสงสัยอยู่บ้าง "ลูกจะเอากุญแจห้องใต้ดินไปทำอะไรเหรอ?"
ห้องใต้ดินทางใต้ใช้สำหรับเก็บรักษาของแช่แข็ง
"ข้างล่างหนาวมาก หนูจะเอาเนื้อหมูสามชั้นไปเก็บไว้ข้างล่างบ้าง จะได้เก็บไว้ได้นานขึ้น"
แม่โจวแม้จะไม่เคยทำแบบนี้มาก่อน แต่ก็รู้ว่าเนื้อจะไม่เสียง่ายในอากาศหนาวจัดจริงๆ เมื่อเห็นลูกสาวพูดแบบนั้น เธอก็ปล่อยให้ลูกสาวทำตามใจ
ก่อนหน้านี้เธอยังกังวลว่าลูกสาวซื้อเนื้อกลับมาเยอะขนาดนี้จะจัดการไม่ไหวเสียอีก
หลังจากที่คนในบ้านออกไปกันหมดแล้ว โจวหลีอันก็ยึดครองห้องครัวทันที โดยการเริ่มต้นด้วยการจุดไฟต้มน้ำ
ในขณะที่รอน้ำเดือด เธอนำเนื้อหมูสามชั้นที่นำกลับมาเมื่อวานออกมา แล้วแบ่งออกเป็นชิ้นๆ
โจวหลีอันแบ่งเก็บชิ้นที่มีน้ำหนักมากกว่าไว้ ส่วนที่เหลือทั้งหมดเธอนำไปเก็บไว้ในมิติพิเศษเพื่อรักษาความสดไว้ เรื่องห้องใต้ดินเป็นเพียงข้ออ้างของเธอเท่านั้น…
ห้องใต้ดินจะเก็บของไว้ดีกว่ามิติพิเศาของเธอได้อย่างไร!
อย่างไรก็ตาม กุญแจของห้องใต้ดินในบ้านก็อยู่ในมือของโจวหลีอันแล้ว เธอจึงไม่ต้องกังวลว่าคนอื่นจะค้นพบ
ส่วนเหตุผลที่ทำไมเธอไม่ซื้อมาน้อยลงตั้งแต่แรก หรือเก็บทั้งหมดไว้ในมิติพิเศษตั้งแต่ต้น แล้วค่อยนำออกมาทีละนิด ความคิดนั้นโจวหลีอันรู้สึกว่ามันยุ่งยากเกินไป
ถ้าจะเอาเนื้อออกมาจากมิติพิเศษ ก็จำเป็นต้องไปที่อำเภออีกครั้ง
ในยุคนี้พวกเขามีรถแทรกเตอร์และเกวียนวัวที่ต่างก็เป็นสมบัติล้ำค่าของหมู่บ้าน หากไม่มีเหตุจำเป็นพิเศษก็จะไม่มีใครนำมาใช้ โดยปกติแล้วจะใช้เฉพาะตอนไถนาหรือไปส่งธัญพืชที่คอมมูนเท่านั้น
ดังนั้นถ้าจะไปในเมืองอำเภอ จึงต้องเดินไปหรือไม่ก็ไปยืมจักรยานผู้ใหญ่บ้าน
โจวหลีอันยอมรับว่าตัวเองเป็นคนขี้เกียจ ถ้าไม่มีเหตุจำเป็นพิเศษก็ไม่อยากเดินไป แต่ก็ไม่สามารถไปยืมจักรยานจากบ้านผู้ใหญ่บ้านบ่อยๆได้ นอกจากคนอื่นจะต้องใช้แล้ว ไปบ่อยเช่นนี้มันก็ไม่เหมาะสม
ดังนั้น จึงต้องซื้อกลับมาให้มากหน่อยในคราวเดียว เพื่อให้ผ่านสายตาแม่โจวก่อน จากนั้นค่อยนำออกมาใช้
เมื่อน้ำเดือดแล้ว โจวหลีอันใช้ทัพพีตักใส่ในถังข้าวที่สะอาด เติมน้ำตาลกรวดลงไป แล้วคนให้ละลาย
โจวหลีอันไม่ได้รีบไปส่งน้ำหวาน แต่เริ่มจัดการกับหัวหมูก่อน
หัวหมูถูกใส่ลงในหม้อน้ำเย็น เติมขิง กระเทียม และเหล้า จากนั้นรอน้ำเดือด ก็ตักฟองออก แล้วนำขึ้นมาล้างให้สะอาด
ต่อไปเติมเครื่องเทศเพื่อต้มน้ำซุป เมื่อน้ำซุปเดือดแล้ว ใส่หัวหมูลงไป แล้วเติมเกลือ พริก ซีอิ๊ว และน้ำตาลกรวด ต้มด้วยไฟอ่อนๆอย่างช้าๆ การต้มนี้ต้องใช้เวลาอย่างน้อยหนึ่งชั่วโมง โจวหลีอันจุดไฟเสร็จแล้วก็หิ้วน้ำตาลออกจากบ้านไป
ตลอดทางโจวหลีอันไม่เจอใครเลย
ในเวลานี้ คนส่วนใหญ่ออกไปทำงานกันหมดแล้ว
ส่วนคนที่ไม่ได้ออกไปทำงาน ก็มีธุระของตัวเองที่ต้องทำ เมื่อใกล้จะถึงเขาด้านหลังโจวหลีอันก็พบกับคนคนหนึ่ง
เป็นผู้หญิงที่ผอมมากและกำลังก้มหน้าอยู่
ผอมมากแค่ไหนน่ะเหรอ? ก็ดูจากแขนที่เผยออกมาจากเสื้อนั้น เห็นกระดูกข้อมือชัดเจน ถึงขั้นที่มีแต่หนังหุ้มกระดูกแล้ว
ขณะที่ร่างกายขยับ แขนเสื้อก็หดขึ้นด้านบน โจวหลีอันเห็นสีบางอย่างผ่านไปวูบหนึ่ง
โจวหลีอันมองไม่ชัดว่าเป็นสีเขียว หรืออาจจะเป็นสีม่วง แต่โดยสัญชาตญาณ เธออยากจะมองให้ชัดเจน จึงยืนอยู่กับที่ไม่ไปไหน
หญิงสาวที่ก้มหน้าลงคนนั้นคงไม่ได้มองทางเช่นกัน เธอจึงชนเข้ากับตัวโจวหลีอันอย่างจัง
โจวหลีอันถูกชนกระแทกหนึ่งที เมื่อรู้สึกตัวได้จึงพยายามใช้มือข้างที่ว่างคว้าตัวอีกฝ่ายไว้ แต่ก็ไม่ทัน สุดท้ายหญิงสาวคนนั้นก็ล้มลงบนพื้นอย่างแรง
เมื่อหญิงสาวล้มลงบนพื้น ใบหน้าของเธอก็ปรากฏให้เห็นชัดเจน โจวหลีอันจึงจำได้ว่าคนคนนี้เป็นใคร คำขอโทษที่กำลังจะหลุดออกมาจากปากจึงติดค้างอยู่ในลำคอ
บทที่ 18: พี่สาว ‘จางโหรวโหรว’
"พี่โหรวโหรว?"
โจวหลีอันเรียกคนที่ยืนตรงหน้าอย่างไม่แน่ใจนัก
ความจริงแล้ว คนตรงหน้าเธอกับความทรงจำของร่างเดิมนั้นแตกต่างกันมากเกินไป จางโหรวโหรวในความทรงจำของร่างคนเดิมเป็นผู้หญิงที่อ่อนโยนและนุ่มนวลมาตลอด
หน้าตาสวยงาม เวลายิ้มดูอบอุ่นและน่ามอง
แต่ตอนนี้ทำไมเธอถึงกลับกลายเป็นแบบนี้? บรรยากาศรอบตัวดูหม่นหมองและหดหู่จนหน้าสงสาร ใบหน้าผอมจนเห็นกระดูก ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีรอยฟกช้ำและบาดแผลมากมายบนใบหน้าอีกด้วย
เมื่อมองดวงตาที่ดูไร้ชีวิตชีวาคู่นั้น ทำให้โจวหลีอันรู้สึกตกใจและสะเทือนใจเป็นอย่างยิ่ง
เมื่อเห็นบาดแผลบนใบหน้าของจางโหรวโหรวแล้ว โจวหลีอันก็ไม่จำเป็นต้องจ้องมองข้อมือของอีกฝ่ายอีกต่อไป เพราะที่ข้อมือนั้นเต็มไปด้วยบาดแผล
"อันอัน?"
สายตาของจางจางโหรวโหรวจ้องมองใบหน้าของโจวหลีอันอยู่นาน กว่าจะจำได้
"ใช่ ฉันเอง" โจวหลีอันพูดจบ วางถังน้ำในมือลง แล้วเอื้อมมือไปจับอีกฝ่ายเบาๆ
"พี่โหรวโหรว ลุกขึ้นมาก่อนแล้วค่อยคุยกัน"
มือของโจวหลีอันยังไม่ทันได้แตะตัวจางโหรวโหรวเลย ก็ถูกอีกฝ่ายหลบไปเสียก่อน
จางโหรวโหรวหลบการสัมผัสของโจวหลีอัน จากนั้นลุกขึ้นจากพื้นอย่างรวดเร็ว แล้วรีบวิ่งหนีไปทันที ท่าทีแบบนี้ทำโจวหลีอันขมวดคิ้วเล็กน้อยโดยไม่รู้ตัว เธอรีบวิ่งตามหลังไปสองสามก้าว
ขณะที่วิ่งไป เธอก็เรียกชื่อของอีกฝ่ายไปด้วย
แต่ใครจะรู้ว่ายิ่งเธอเรียก อีกฝ่ายก็ยิ่งวิ่งเร็วขึ้น จนโจวหลีอันจำต้องหยุด
เธอแน่ใจแล้วว่าตอนนี้อีกฝ่ายไม่ต้องการพบเธอ
โจวหลีอันยืนอยู่กับที่สักครู่ ก่อนจะไปส่งน้ำให้คนงาน
เมื่อเธอมาถึงที่หมาย เธอเห็นคนหลายคนกำลังทำงานอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย คนที่ต้องขุดรากก็ขุดไป คนที่ต้องขนอิฐก็ขนอิฐไป
"ลุงเฉิง หนูเอาเครื่องดื่มมาให้ค่ะ" โจวหลีอันเดินเข้าไปใกล้แล้วเรียกลุงเฉิงพลางเอ่ยปากเรียก
"วางไว้ตรงนั้นก่อนแล้วกัน เดี๋ยวพวกเราเหนื่อยแล้วจะไปดื่ม"
"ได้ค่ะ" โจวหลีอันหาที่ว่างแห่งหนึ่ง แล้วจึงวางถังน้ำพร้อมแก้วที่นำมาด้วย
เมื่อเห็นโจวหลีอันจัดวางของเสร็จ ลุงเฉิงก็ยืนยันรายละเอียดของบ้านให้กับโจวหลีอันอีกครั้ง ก่อนจะปล่อยให้โจวหลีอันเดินจากไป
เมื่อโจวหลีอันกลับถึงบ้าน เวลาผ่านไปนานกว่าหนึ่งชั่วโมง
เธอตักหัวหมูที่ต้มอยู่ในหม้อขึ้นมา พลางแกะกระดูกออกในขณะที่ยังร้อนอยู่ หลังจากจัดการกับหัวหมูเสร็จแล้ว โจวหลีอันก็เริ่มเตรียมวัตถุดิบทำอาหารต่อ
ขณะที่กำลังปอกเปลือกมันฝรั่งอยู่นั้น โจวหลีอันก็แบ่งความสนใจส่วนหนึ่งไปวางแผนงานที่จะทำในช่วงบ่าย
เธอตั้งใจว่าช่วงบ่ายจะขึ้นเขาไปเก็บเห็ดกลับมาบ้าง ตอนนี้เป็นฤดูกาลเก็บเห็ดพอดี เก็บกลับมาแล้วก็นำมาทำอาหารเพิ่มอีกได้
หลังจากขึ้นเขา เธอยังสามารถเก็บฟืนได้อีกเล็กน้อย
เธอมีมิติพิเศษ ออกจากบ้านทีก็ต้องกลับมาพร้อมกับของมากมาย โจวหลีอันคิดขณะที่กำลังหั่นมันฝรั่ง อืม… บนภูเขายังมีไก่ป่าและกระต่ายป่าที่น่าสนใจอยู่
พูดตามตรงโจวหลีอันอยากกินสองอย่างนี้ แต่กว่าจะได้มาก็ช่างยากลำบาก เธอจึงจำใจต้องล้มเลิกความคิดนั้นอย่างเสียดาย
แม่โจวทำตามที่พูดไว้เมื่อเช้า วันนี้เลิกงานกลับมาเร็วเพื่อช่วยโจวหลีอันทำอาหารเพียงแต่ตอนที่เธอกลับมาโจวหลีอันได้เตรียมอาหารไว้ใกล้เสร็จแล้ว และกำลังทำเนื้อตุ๋นมันฝรั่งซอสแดง
โจวหลีอันหั่นเนื้อสามชั้นที่เหลือเป็นชิ้นเล็กๆ แล้วใส่ลงในหม้อน้ำ เติมต้นหอม ขิง และเหล้าเพื่อดับกลิ่นคาว
เมื่อน้ำเดือดแล้ว ก็ตักฟองออก แล้วตักเนื้อขึ้นมา นำไปทอดในกระทะจนทั้งสี่ด้านเป็นสีเหลืองทอง จากนั้นตักขึ้นมาพักน้ำมันอีกครั้ง
ใส่น้ำตาลทรายแดงลงในน้ำมัน ผัดจนเป็นสีน้ำตาล หลังจากนั้นผัดเนื้อหมูสามชั้นให้ทุกชิ้นเคลือบน้ำตาลแดง แล้วเติมเครื่องเทศ ซีอิ๊ว และน้ำเล็กน้อย จากนั้นก็ตุ๋นรอให้สุก
เมื่อใกล้จะเสร็จ ให้ใส่มันฝรั่งหั่นเป็นชิ้นลงไปต้มด้วย แม่โจวมองดูการทำอาหารของโจวหลีอันแล้วยิ้มชมว่า "ลูกสาวของแม่เก่งจริงๆ"
คำชมที่ตรงไปตรงมาจากผู้ใหญ่แบบนี้ ทำให้เธอรู้สึกเขินอายอยู่บ้าง
โจวหลีอันหลบตาลงแล้วพูดว่า "สิ่งที่เก่งที่สุดที่ลูกสาวของแม่ทำได้อีกคือการมีแม่ที่ดีที่สุดในโลก"
คราวนี้กลับเป็นแม่โจวที่รู้สึกเขินอายเล็กน้อย
โจวหลีอันปิดฝาหม้อให้เรียบร้อย นึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อเช้านี้ จึงพูดกับแม่โจวว่า "แม่คะ วันนี้หนูเห็นพี่โหรวโหรวมาที่หมู่บ้านด้วย แม่มีข่าวคราวของเธอบ้างไหมคะ?"
โจวกั๋วอันหลังจากแต่งงานกับจางเฉี่ยวลี่ไม่นาน ก็เริ่มเก็บกด ไม่สนใจเรื่องราวภายนอกมากนัก
ยิ่งไปกว่านั้น หลังจากโจวกั๋วอันแต่งงาน และต่อมาลู่เยี่ยนโจวประสบเหตุอีก ทำให้โจวกั๋วอันไม่มีแรงเหลือพอที่จะสนใจเรื่องอื่นๆ
เมื่อได้ยินลูกสาวถามเช่นนั้นแม่โจวเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบว่า "เธอแต่งงานไปแล้ว แถมยังแต่งกับคนในหมู่บ้านของเราด้วย"
"พูดถึงเรื่องนี้ ต่อไปจางโหรวโหรวก็ถือว่าเป็นเพื่อนบ้านของลูกในอนาคตนะ" แม่โจวมองไปที่โจวหลีอันแล้วพูดต่อ "ที่เนินเขานั่นเคยมีครอบครัวหนึ่งอาศัยอยู่ แต่ก็ไกลจากบ้านลูกพอสมควร แต่ยังไงก็ระแวกใกล้กันถือว่าเป็นเพื่อนบ้านกันแล้วล่ะ โหรวโหรวแต่งงานเข้าไปอยู่กับครอบครัวนั้น แต่ครอบครัวนั้นเพิ่งย้ายมาอยู่ใหม่ไม่ค่อยได้ติดต่อกับคนในหมู่บ้านเท่าไหร่ แม่ก็ไม่ค่อยรู้ว่าพวกเขาเป็นคนยังไงกันแน่"
"ทำไมก่อนหน้านี้หนูถึงไม่เคยเห็นพี่โหรวโหรวเลยล่ะ?"
แม่โจวพูดอย่างจนปัญญา "ช่วงที่เธอแต่งงานเข้าไปอยู่ที่นั่น เธอก็แทบไม่ได้ออกไปไหนเลย พอเจอกันข้างนอกเห็นพวกเราทีไรก็เดินหลบไปทุกที ไม่แปลกที่ลูกจะไม่ได้เจอเธอ" พอแม่โจวพูดจบก็ถอนหายใจลึกๆ "อืม ก็ถือว่าเป็นเวรกรรมนะ"
พูดถึงจางโหรวโหรวคนนี้ เธอคือตัวเลือกสะใภ้ในใจของแม่โจว ที่จะต้องแต่งงานกับโจวกั๋วอันนั่นเอง
ในความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม โจวกั๋วอันและจางโหรวโหรวชอบพอกันตั้งแต่ตอนที่ยังเรียนหนังสืออยู่ โจวกั๋วอันเดิมทีคิดว่า เมื่อถึงวัยแต่งงานก็จะหาคนไปสู่ขอที่บ้านตระกูลจาง
ไม่มีใครคาดคิดว่า ตอนไปสู่ขอจะเกิดเหตุไม่คาดฝัน มีจางเฉี่ยวลี่โผล่มาขัดจังหวะกลางทาง
ไม่สนใจชื่อเสียง ถอดเสื้อผ้าแล้วกระโจนเข้าหาพี่ชายคนโตอย่างไม่อายฟ้าอายดิน
โจวหลีอันครุ่นคิดสักครู่ แล้วก็เล่าเรื่องที่วันนี้เห็นรอยแผลบนใบหน้าและร่างกายของจางโหรวโหรวให้แม่โจวฟัง "หนูสงสัยว่าครอบครัวของพวกเขามีการใช้ความรุนแรงในครอบครัว"
แม่โจวครุ่นคิดตามไปด้วย "แม่ไม่รู้เลยว่าบ้านนั้นจะมีปัญหาแบบนี้เกิดขึ้น"
หลังจากพูดจบแม่โจวก็ถอนหายใจยาว "ต่อไปลูกต้องระวังตัวให้มากเวลาอยู่ที่นั่น ถ้าเป็นไปได้ก็ช่วยดูแลเธอที" นอกจากนี้แม่โจวก็คิดไม่ออกว่าพวกเธอจะทำอะไรได้อีก
ตระกูลโจวไม่อนุญาตให้มีการใช้ความรุนแรงในครอบครัว
แต่ในยุคนี้ การใช้ความรุนแรงในครอบครัวของคนอื่นไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร แม่โจวทนไม่ได้กับความรุนแรงในครอบครัว แต่ก็ทำอะไรกับครอบครัวอื่นไม่ได้เช่นกัน ทำได้แต่เพียงกำชับลูกๆในบ้านไม่ให้ใช้ความรุนแรงในครอบครัว
"ตอนนี้ก็ทำได้แค่นี้แหละ"
ประโยคนี้เป็นคำตอบของโจวหลีอันที่ตอบกลับแม่โจว แม้จะรู้ว่าจางโหรวโหรวถูกทำร้ายร่างกาย แต่นี่ก็เป็นเรื่องของครอบครัวอื่น ไม่ควรเข้าไปยุ่งเกี่ยวโดยไม่รู้เรื่องราว ได้แต่รอให้เข้าใจสถานการณ์มากขึ้นก่อนแล้วค่อยว่ากันอีกที
หลังจากทำอาหารกลางวันเสร็จ พ่อโจวและโจวซู่อันก็ไปเรียกลุงเฉิงและคนอื่นๆมาทานอาหารที่บ้านด้วยกัน
เมื่อเห็นอาหารยกขึ้นโต๊ะ ลุงเฉิงและคนงานต่างก็รู้สึกประหลาดใจทันที
แม้ว่าในยุคนี้ผู้คนมักจะใช้ของดีๆในการต้อนรับแขก แต่การเตรียมอาหารจานเนื้อถึงสองอย่างที่มีปริมาณมากขนาดนี้ได้ในคราวเดียว ก็ถือว่าหาได้ยากจริงๆ การดูว่าคนอื่นให้ความสำคัญกับคุณแค่ไหน แค่กินมื้อเดียวก็รู้แล้ว
เมื่อเห็นอาหารแบบนี้ คนงานกับลุงเฉิงต่างตัดสินใจว่า เมื่อกลับไปจะต้องทำงานให้หนักขึ้น เพื่อสร้างบ้านดินที่แข็งแรงที่สุดในหมู่บ้าน
แต่เดิมลุงเฉิงและคนอื่นๆไม่คิดว่าอาหารจะดีขนาดนี้ พวกเขาเกรงใจและตั้งใจจะกินน้อยๆ
แต่พอได้ลองชิม กลับพบว่ามันอร่อยอย่างไม่เคยคิดมาก่อน เนื้อหมูพันด้วยเส้นสีแดงกัดทีก็ละลายในปาก มันฝรั่งในน้ำซุปเนื้อก็เต็มไปด้วยรสชาติของเนื้อ
หัวหมูผัดพริกเขียวยิ่งเป็นเมนูที่กินคู่กับข้าวได้อย่างลงตัว
เมื่อพวกเขารู้สึกตัวอีกครั้ง อาหารบนโต๊ะก็ถูกกินจนหมดเกลี้ยงแล้ว หลังจากทานข้าวกันเสร็จและเตรียมตัวจะออกไปทำงานต่อ พวกเขาได้ตัดสินใจอย่างแน่วแน่อีกครั้งว่าจะต้องสร้างบ้านดินที่แข็งแรงที่สุด
แขกมากินข้าวที่บ้านหลายคน ชามและตะเกียบก็ย่อมมีมากขึ้นเป็นเรื่องธรรมดา
แม่โจวตาไวหันไปเรียกจางเฉี่ยวลี่ที่กำลังจะแอบหนีกลับห้อง "จะไปไหน มาล้างจานให้ฉันเดี๋ยวนี้!" ตอนกินก็กินเยอะแต่กลับขี้เกียจไม่ยอมทำงาน
จางเฉี่ยวลี่ที่ถูกเรียกให้หยุด จำต้องเข้าไปในครัวเพื่อเตรียมล้างจาน ส่วนโจวหลีอันและแม่โจวยังคงอยู่ในลานบ้านกำลังเก็บชามและจานเปล่า
จางเฉี่ยวลี่มองดูชามและตะเกียบที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆในอ่าง จึงขมวดคิ้วพูดว่า "ชามเปล่าจานเปล่ามีมากมายขนาดนี้ ตอนทำอาหารไม่รู้ว่าใช้ฟืนไปเท่าไหร่ แต่ก็ไม่เห็นเธอเก็บกลับมาสักท่อน เฮอะ! เหมือนกับว่าครอบครัวเราทุกคนต้องมาช่วยให้เธอสร้างบ้านอย่างนั้นแหละ"
จางเฉี่ยวลี่แค่ไม่อยากล้างจานมากมายขนาดนี้ จึงเริ่มหาเรื่องตามความเคยชิน โดยไม่ได้คิดเลยว่าเพียงแค่ประโยคเดียวนี้ จะนำพาสิ่งที่เธอไม่อาจจะยอมรับได้มา
บทที่ 19: ถ้ารู้แต่แรกก็ยอมให้พี่ใหญ่ติดคุกดีกว่า
จางเฉี่ยวลี่พูดประโยคนี้ในขณะที่แม่โจวกำลังถือชามและจานเปล่าเตรียมจะเข้าห้อง
เมื่อได้ยินประโยคที่เธอพูดขึ้นมา แม่โจวก็ถามด้วยน้ำเสียงเย็นชาทันที "ของที่ทำไว้เธอไม่ได้กินเหรอ?"
จางเฉี่ยวลี่ "กินแล้ว”
แม่โจวกลอกตา "กินมากกว่าคนอื่นอีก ทั้งครอบครัวต้องเลี้ยงดูเธอคนเดียวหรือไง? แล้วฟืนพวกนั้นมีสักท่อนไหมที่เธอเป็นคนเก็บกลับมา?"
จางเฉี่ยวลี่ "......"
ไม่ใช่ว่าเธอไม่อยากพูด แต่เธอไม่มีอะไรจะพูดจริงๆ
เมื่อแต่งงานเข้าบ้านตระกูลโจว ทุกวันนอกจากไปทำงานแล้ว เธอก็แค่ซักเสื้อผ้าของตัวเองเท่านั้น ส่วนอาหารมีแม่โจวเป็นคนทำ เด็กๆทั้งสองคนก็ให้แม่โจวคอยดูแล แม้แต่เสื้อผ้าของโจวกั๋วอันเขาก็ซักด้วยตัวเองทั้งหมด ไม่เคยรบกวนเธอแม้แต่ครั้งเดียว
ตั้งแต่เธอแต่งงานมาอยู่บ้านนี้ ก็ไม่เคยต้องเก็บฟืนอีกเลย
ฟืนส่วนใหญ่ในบ้านหลังนี้ ล้วนเป็นพ่อโจวกับลูกชายทั้งสองคนของตระกูลโจวที่ขึ้นเขาไปตัดมาในเวลาที่ไม่ได้ทำงาน
"จางเฉี่ยวลี่ เธอควรจะส่องกระจกดูตัวเองให้ดีว่ามีประโยชน์แค่ไหนกันแน่" แม่โจวนึกถึงวิธีที่จางเฉี่ยวลี่แต่งงานเข้ามาในครอบครัวแล้วก็รู้สึกโมโห
เข้ามาด้วยวิธีไม่ชอบมาพากล พอเข้ามาในบ้านก็ยังกล้ารังแกลูกสาวของเธออีก!
แม่โจวยิ่งคิดยิ่งโกรธ "ฉันบอกเธอเลยนะ ถ้าเธอยังพูดจาไร้สาระแบบนี้อีก ก็ไสหัวไปซะ! ตระกูลโจวของเราทนคนที่ชอบก่อกวนแบบเธอไม่ไหวหรอก!"
จางเฉี่ยวลี่ไม่คิดว่าตัวเองพูดแค่ไม่กี่คำ กลับทำให้แม่สามีโกรธถึงขนาดนี้
โจวกั๋วอันแม้จะไม่รู้เรื่องราวทั้งหมด แต่เมื่อเห็นแม่ของเขาโกรธขนาดนี้ ก็รู้ว่าจางเฉี่ยวลี่ต้องทำอะไรไม่ดีจนทำให้แม่ของเขาโกรธแน่ๆ
"แยกครอบครัวกันเถอะ" โจวกั๋วอันพูดขึ้นด้วยความจริงจัง
ถึงแม้เสียงของเขาไม่ดังนัก แต่ก็ทำให้ทุกคนที่อยู่ในที่นั้นต่างตกตะลึงกันหมด
หลังจากรอสักพัก เมื่อเห็นว่าทุกคนไม่มีท่าทีอะไร โจวกั๋วอันก็มองไปที่แม่โจวแล้วพูดอีกครั้ง "แม่ครับ ผมตัดสินใจจะแยกครอบครัว"
แม่โจวเห็นโจวกั๋วอันพูดแค่ประโยคเดียวโดยไม่มีท่าทีจะพูดอะไรเพิ่มเติม รู้ว่าอีกฝ่ายคงคิดมาแล้ว แต่ก็ยังถามอีกครั้งเพื่อความแน่ใจ "ลูกคิดดีแล้วเหรอ?"
ที่จริงแล้วแม่โจวก็เคยคิดที่จะแยกครอบครัว
ตราบใดที่จางเฉี่ยวลี่ยังอยู่ในบ้านหลังนี้ก็จะไม่มีวันสงบสุขแน่นอน แต่ท้ายที่สุดแล้ว เธอก็ไม่อยากทิ้งลูกชายคนโตคนนี้
ถ้าจริงๆแล้วต้องแยกจากกัน สุดท้ายคนที่จะต้องทุกข์ทรมานก็คือลูกชายคนโตของเธอเท่านั้น
"ครับ ผมคิดดีแล้ว" โจวกั๋วอันพูดด้วยน้ำเสียงที่สงบนิ่ง
เขาคิดแล้วว่า การที่ชาตินี้ได้พบกับคนแบบจางเฉี่ยวลี่นั่นเป็นเพราะโชคชะตาของเขาไม่ดี
แต่เขาไม่สามารถปล่อยให้จางเฉี่ยวลี่รังควานครอบครัวต่อไปได้อีกแล้ว
จางเฉี่ยวลี่เห็นโจวกั๋วอันเป็นแบบนี้ ก็รู้สึกหวั่นใจอย่างมาก "แม่คะ ฉันผิดไปแล้ว"
"เราไม่แยกครอบครัวกันได้ไหม?"
จางเฉี่ยวลี่รู้ดีว่า หลังจากแยกครอบครัวแล้ว เธอจะไม่มีวันได้ใช้ชีวิตสบายๆอย่างที่เป็นอยู่อีกต่อไป หลังจากแยกครอบครัว เธอต้องทำอาหารเอง ต้องเลี้ยงลูกเอง...
แม้ว่าโจวกั๋วอันจะได้รับคะแนนเต็มทุกวัน แต่ก็ไม่สามารถเลี้ยงดูตัวเองรวมถึงเธอและลูกสองคนได้ ถ้าเธอไม่ทำงานอย่างขยันขันแข็ง พวกเขาก็จะต้องอยู่อย่างอดอยาก
เมื่อคิดถึงตรงนี้ จางเฉี่ยวลี่ก็รู้สึกตื่นตระหนกอีกครั้ง ใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยความกังวล เธออยากจะเข้าไปดึงแม่โจวเพื่อขอร้อง แต่ก็ไม่กล้า ได้แต่แสดงท่าทีอ่อนแอพูดว่า "แม่ ฉันผิดไปแล้ว ฉันจะไม่ทำอีก เราไม่แยกครอบครัวกันได้ไหม"
แม่โจวมองดูจางเฉี่ยวลี่ด้วยสายตาที่เย็นชา คำวิงวอนของจางเฉี่ยวลี่ไม่ได้ทำให้แววตาของแม่โจวสั่นไหวแม้แต่น้อย
"เธอไม่มีสิทธิ์พูดอีกต่อไป"
ในอดีตแม่โจวเคยคำนึงถึงลูกชายคนโตของเธอ แต่ตอนนี้เขากลับเสนอให้แยกครอบครัวเองแล้ว...
"โจวซู่อันไปตามผู้ใหญ่บ้านมาหน่อย"
ในยุคนี้ถ้าไม่มีทะเบียนบ้าน การแยกครอบครัวก็ต้องให้ผู้ใหญ่บ้านมาเป็นพยาน
โจวซู่อันรีบไปหาผู้ใหญ่บ้านทันที ในขณะที่แม่โจวเริ่มสั่งการให้พ่อโจวและโจวกั๋วอันขนอาหารออกมาจากบ้าน
แม่โจวไปขอกุญแจบ้านจากโจวหลีอันเพื่อนำเงินเก็บออกมาจากบ้าน และถือโอกาสขนของที่เก็บไว้ในห้องใต้ดินออกมาด้วย ห้องใต้ดินถูกเปิดโดยโจวหลีอัน ในทันทีที่เปิดเธอได้นำเนื้อหมูสามชั้นที่เก็บไว้ในมิติพิเศษออกมาแล้ว ดังนั้นเรื่องนี้จึงไม่มีใครสงสัยได้แน่นอน
เมื่อนำหมูสามชั้นไปที่ห้องครัว โจวหลีอันถือโอกาสล้างชามที่ใช้ก่อนหน้านี้ด้วย ไม่นานผู้ใหญ่บ้านถูกเรียกตัวมาอย่างรวดเร็วโดยโจวซู่อัน
ฝูงชนหลายคนก็ตามมาดูเหตุการณ์ด้วย
ในชนบทช่วงทศวรรษ1970 ยังไม่มีกิจกรรมบันเทิงมากนัก ดังนั้นชาวบ้านหลายคนจึงกระตือรือร้นอย่างมากที่จะมาดูเหตุการณ์นี้
"ผู้ใหญ่บ้าน คุณมาแล้ว" แม่โจวทักทายกับสวี่โหย่วเต๋อก่อน จากนั้นจึงพูดว่า "ขอรบกวนคุณช่วยเป็นพยานให้หน่อย วันนี้ครอบครัวเราจะแยกลูกชายคนโตออกไปอยู่ต่างหาก"
"แยกกันอย่างไรเหรอ?" ผู้ใหญ่บ้านสวี่โหย่วเต๋อถาม
"ในเมื่ออาหารจะถูกแบ่งตามคะแนนการทำงาน ให้เปรียบเทียบคะแนนที่ผู้ใหญ่สองคนนั้นได้รับเมื่อปีที่แล้วกับผลรวมของคะแนนที่สมาชิกคนอื่นๆในครอบครัวได้รับ แล้วแบ่งอาหารตามสัดส่วนนี้"
วิธีการแบ่งอาหารแบบนี้ไม่ต้องสงสัยเลยว่ายุติธรรม พ่อโจวและแม่โจวไม่ได้เอาเปรียบครอบครัวของโจวกั๋วอันเลยแม้แต่น้อย
ดังนั้น อาหารจึงถูกแบ่งออกไป "แล้วบ้านล่ะ จะแบ่งกันยังไง?" ผู้ใหญ่บ้านถามต่อ
แม่โจวตอบ "ห้องครัวและห้องตากผ้า ก่อนที่พวกเขาจะซ่อมแซมเอง ก็ยังคงใช้ร่วมกัน ส่วนห้องพักอาศัยมีทั้งหมดสี่ห้อง แบ่งให้ครอบครัวของพวกเขาสองห้อง ห้องที่อันอันอยู่ตอนนี้ พออีกไม่กี่วันอันอันย้ายออกไป ก็จะเป็นของพวกเขา"
"ได้เลย"
ผู้ใหญ่บ้านสวี่โย่วเต๋อพยักหน้า "แล้วไก่ล่ะ?"
"ที่บ้านมีไก่ไข่อยู่สองตัว แบ่งให้พวกเขาหนึ่งตัว ไข่ไก่ที่บ้านก็แบ่งครึ่งกัน"
แม่โจวกล่าวด้วยเสียงเรียบเฉย
ชาวบ้านคนอื่นๆที่มาดูเหตุการณ์ เมื่อได้ยินถึงตรงนี้ ต่างรู้สึกว่ามันไม่ค่อยยุติธรรมเท่าไหร่ ไม่เพียงแต่ไม่เอาอาหารของครอบครัวลูกชายคนโต แต่ยังแบ่งบ้านสองห้องจากทั้งหมดสี่ห้อง รวมถึงไก่ด้วย นี่พ่อโจวแม่โจวยังมีโจวซู่อันที่ยังไม่ได้แต่งงานอีกคนนะ!
ผู้ใหญ่บ้านสวี่โย่วเต๋อเห็นว่าแม่โจวเป็นคนมีการประเมินที่ดี เมื่อเผชิญกับการแบ่งแบบนี้จึงไม่ได้พูดอะไร เพียงแต่ถามเป็นครั้งสุดท้ายว่า "แล้วเงินจะแบ่งกันอย่างไร?"
แม่โจวนำเงินออกมาทั้งหมดสามร้อยยี่สิบเอ็ดหยวนเจ็ดเหมาสี่เฟิน
ไม่นับเศษ คิดเป็นสามร้อยยี่สิบหยวน
"เงินเก็บของครอบครัวเรา รวมกับเงินที่พี่น้องฝ่ายครอบครัวเดิมของจางเฉี่ยวลี่ยืมไปแต่งงาน รวมทั้งหมดสี่ร้อยหยวน" เมื่อแม่โจวพูดจบ จากเงินสามร้อยยี่สิบหยวนในมือของเธอ เธอนับออกมาแค่ยี่สิบหยวน แล้วเพิ่มเศษเงินเข้าไป ก่อนจะมองไปที่โจวกั๋วอัน
"รวมทั้งหมดสี่ร้อยหยวน แบ่งให้คุณหนึ่งร้อย แบบนี้ตกลงไหม?"
"ครับ ขอบคุณครับแม่"
โจวกั๋วอันเพียงแค่พูด เขารู้ว่าการแบ่งแบบนี้ถือว่าเป็นการปฏิบัติที่ดีต่อครอบครัวแล้ว แม่ของเขาทำแบบนี้เพราะคำนึงถึงว่าเขามีลูกสองคน
เขารับเงินนั้นไปด้วยความรู้สึกผิด เพราะยังมีลูกที่ต้องเลี้ยงดูอีกสองคน
"จางเฉี่ยวลี่ก่อนหน้านี้ยืมไปแปดสิบหยวน ตอนนี้ฉันให้เธออีกยี่สิบหยวน" แม่โจวพูดจบพลางยื่นเงินในมือให้กับโจวกั๋วอัน
จางเฉี่ยวลี่มองดูโจวกั๋วอันรับเงินนั้นไปต่อหน้าต่อตา แค่ยี่สิบหยวน นั่นก็คือเงินเก็บของครอบครัวพวกเขาแล้ว
จางเฉี่ยวลี่ทนไม่ไหวในทันที
"ทำไมมีเงินตั้งสี่ร้อยหยวน แต่กลับให้พวกเราแค่หนึ่งร้อย ทั้งๆที่ไก่กับบ้านก็แบ่งกันครึ่งๆ!"
เมื่อได้ยินเธอพูดแบบนั้น ทุกคนที่อยู่ในที่นั้นต่างรู้สึกเสียดายและสงสารเล็กน้อย
เคยเห็นคนหน้าด้านมาแล้ว แต่ไม่เคยเห็นใครหน้าด้านขนาดนี้มาก่อน!
แม่โจวมีน้ำใจแบ่งให้พวกเขามากขนาดนั้น แต่จางเฉี่ยวลี่กลับรู้สึกว่านี่เป็นสิ่งที่ไม่สมควร มีสะใภ้แบบนี้ในบ้านไม่แปลกใจเลยที่ตระกูลโจวต้องการแยกครอบครัวลูกชายคนโตออกไป
อย่างที่รู้กันว่าในยุคนี้ส่วนใหญ่แล้วครอบครัวในชนบท พ่อแม่มักจะอาศัยอยู่กับลูกชายคนโต
แม่โจวได้ยินดังนั้นก็หัวเราะเยาะ "แค่แบ่งห้องให้เธอสองห้อง และจ่ายค่าสินสอดหนึ่งร้อยห้าสิบหยวน" แม่โจวมองไปทางจางเฉี่ยวลี่ด้วยสายตารังเกียจ
"ถ้ารู้แต่แรกว่าเธอเป็นคนแบบนี้ ฉันยอมให้ลูกชายคนโตไปติดคุกดีกว่าที่จะแต่งงานกับเธอ!"
บทที่ 20: แยกครอบครัว
ย้อนกลับไปหลังจากจางเฉี่ยวลี่ถอดเสื้อผ้าออกทั้งหมดแล้วกระโจนเข้าหาโจวกั๋วอัน เธอก็ข่มขู่ครอบครัวโจวว่า ถ้าโจวกั๋วอันไม่แต่งงานกับเธอ เธอจะแจ้งความว่าเขาลวนลาม
ในสถานการณ์ที่มีเพียงผู้เกี่ยวข้องรับรู้ เมื่อฝ่ายหญิงกล่าวหาฝ่ายชายว่าลวนลาม โดยไม่มีหลักฐานเช่นนี้ กฎหมายมักจะเอนเอียงไปทางฝ่ายหญิงเสมอ
กฎหมายที่ควรจะปกป้องผู้หญิง สุดท้ายกลับกลายเป็นความสะดวกสบายสำหรับคนอย่างจางเฉี่ยวลี่ แต่แม่โจวจะยอมให้ลูกชายที่ดีของตัวเองไปติดคุกได้อย่างไร
คุกมันเป็นสถานที่แบบไหนกัน?
คนดีๆเข้าไปแล้ว จะออกมาดีๆได้หรือไม่ก็เป็นเรื่องที่ไม่แน่นอน นึกถึงเรื่องราวในวันนั้นแม่โจวก็รู้สึกโมโหขึ้นมา!
"มีอะไรไม่พอใจก็เก็บไว้ในใจซะ มีแต่เธอเท่านั้นที่ทำผิดต่อคนอื่น ไม่มีใครทำผิดต่อเธอหรอก"
แม่โจวพูดจบ แล้วก็ระงับอารมณ์ลงก่อนจะพูดกับผู้ใหญ่บ้านว่า "ผู้ใหญ่บ้าน พวกเราแบ่งเสร็จแล้ว"
"ตกลงตามนี้เลยนะ"
ผู้ใหญ่บ้านสวี่โหย่วเต๋อประกาศเสียงดัง "วันนี้ตระกูลโจวได้แยกครอบครัวต่อหน้าฉันแล้ว ต่อไปนี้โจวกั๋วอัน จางเฉี่ยวลี่จะแยกเป็นครอบครัวใหม่ แรงงานและอาหารจะถูกคำนวณแยกกัน"
หลังจากผู้ใหญ่บ้านเดินออกไป แม่โจวก็ไปที่ห้องครัวเพื่อแบ่งชาม ตะเกียบ เครื่องปรุง และฟืน
"ตั้งแต่คืนนี้เป็นต้นไป สองครอบครัวจะแยกกันทำอาหาร" จางเฉี่ยวลี่มองดูสิ่งของที่แบ่งมาให้ครอบครัวของเธอ นอกจากบ้านและไก่แล้ว ทุกอย่างที่เหลือมีน้อยกว่าของแม่โจวเสียอีก! เธอเห็นเช่นนั้นจึงอารมณ์เสียและกลับเข้าห้องไป
พ่อโจวแม่โจว และโจวซู่อันกำลังจัดการสิ่งของที่แบ่งมา ข้าวและของอื่นๆถูกขนออกมาแล้ว แต่ยังต้องเก็บกลับเข้าไปอีก
โจวหลีอันมองเห็นเงาหลังของโจวกั๋วอันที่กำลังเก็บของอยู่เงียบๆคนเดียว เธอรู้สึกเจ็บปวดในดวงตาอย่างบอกไม่ถูก โจวหลีอันจึงรีบเดินเข้าไปช่วย แต่ถูกโจวกั๋วอันที่รู้ตัวแล้วห้ามไว้ "พี่ทำเองได้"
"พี่ใหญ่..."
เห็นน้องสาวคนเล็กของตัวเองอยากพูดแต่ก็หยุดไว้ โจวกั๋วอันเช็ดมือกับเสื้อของตัวเอง หลังจากเช็ดมือสะอาดแล้วจึงลูบศีรษะน้องสาวคนเล็กของตัวเองเบาๆ พลางกังวลว่าโจวหลีอันจะคิดมากเรื่องการแยกครอบครัว เขาจึงพูดว่า "เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับเธอหรอก พี่อยากแยกครอบครัวมานานแล้ว"
"แต่เธอสิ ตั้งแต่พี่ชายคนโตแต่งงาน… กับภรรยา ก็ทำให้เธอต้องลำบากมาตลอด"
น้องสาวคนเล็กถูกพวกเขาทั้งครอบครัวเลี้ยงดูอย่างทะนุถนอมมาตลอด นิสัยจึงค่อนข้างอ่อนไหว ถึงได้เจ็บปวดจากคำพูดของจางเฉี่ยวลี่เป็นอย่างมาก
ตอนนั้นเขายังไม่ได้ตั้งสติจากความเจ็บปวดที่ไม่มีวันได้อยู่กับคนรัก จึงใช้ชีวิตอย่างเลื่อนลอยมาหลายวัน เมื่อตระหนักได้ว่าน้องสาวถูกรังแกมาตลอด ก็เป็นเวลาหนึ่งปีแล้ว
เขาเคยพยายามเปลี่ยนแปลงจางเฉี่ยวลี่ทุกวิถีทาง แต่เมื่อแต่งงานกันแล้ว เธอก็คือภรรยาของเขา เป็นคนที่ต้องใช้ชีวิตร่วมกันไปตลอดชีวิต แต่โจวกั๋วอันก็พบว่า… เขาไม่สามารถทำให้จางเฉี่ยวลี่เปลี่ยนตัวเองได้เลย
ความรู้สึกไร้พลังนั้น ทำให้เขาเลือกที่จะหลีกหนีอีกครั้ง โดยทุ่มเทพลังงานทั้งหมดไปกับการทำงาน ทุกวันเขาเหนื่อยจนแทบไม่เหลือแรงกลับบ้านสักวัน เพราะจะได้ไม่ต้องคิดอะไรมาก
และเขาก็หลีกหนีเรื่อยมา จนถึงตอนนี้ความขัดแย้งในครอบครัวดูเหมือนจะรุนแรงกว่าก่อนหน้านี้มาก แต่ความจริงแล้วก็แค่น้องสาวคนเล็กของเขาเรียนรู้ที่จะต่อต้านเท่านั้น
นี่เป็นเรื่องดี
น้องสาวคนเล็กที่เคยเปราะบางราวกับจะแตกสลายเมื่อถูกสัมผัส ก็เปลี่ยนไปเป็นเหมือนคนละคน เขาไม่มีเหตุผลที่จะหลบหนีอีกต่อไป
อย่างน้อยก็ไม่ควรปล่อยให้ตัวเองเป็นภาระของทั้งครอบครัว ดังนั้นเขาจึงตัดสินใจแยกครอบครัว "พี่ก็จะเป็นพี่ของเธอตลอดไป อยู่บ้านนู้นดูแลตัวเองให้ดีๆนะ"
โจวกั๋วอันยิ้มกว้างอย่างที่ไม่ค่อยได้เห็น
แต่โจวหลีอันมองดูโจวกั๋วอันแบบนี้แล้วรู้สึกจมูกแสบขึ้นมา ดูเหมือนจะยังมีความรู้สึกเป็นพี่ชายคนเดียวกันกับที่อยู่ในความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม
แต่เมื่อเทียบกับพี่ชายในช่วงที่เรียนหนังสือ พี่ชายที่อยู่ตรงหน้านี้ ดวงตาไม่มีประกายแล้ว
แต่หลังจากจัดการเรียบร้อยแล้ว ผู้ใหญ่คนอื่นๆในตระกูลโจวก็ทยอยออกไปทำงานกันหมด
จางเฉี่ยวลี่ยังคงอยู่ในห้องไม่ได้ออกมา ส่วนโจวหลีอันก็ไม่ได้สนใจเธอนัก พลางแบกตะกร้าและถือมีดเล็กขึ้นเขาไปตามแผนที่วางไว้ก่อนหน้านี้
ที่บริเวณรอบนอกของภูเขา โจวหลีอันไม่เห็นฟืนและเห็ดที่ต้องการ สงสัยจะถูกชาวบ้านคนอื่นเก็บไปหมดแล้วโจวหลีอันค่อยๆเดินลึกเข้าไปในภูเขาทีละน้อย เห็นเศษฟืนแห้งๆและเห็ดบนพื้นก็เริ่มมีมากขึ้น
โจวหลีอันเก็บเห็ดใส่ตะกร้าสะพายหลัง พลางเก็บเศษฟืนแห้งๆใส่ในมิติพิเศษของเธอไปด้วย
ขณะที่กำลังเก็บอยู่นั้น เธอยังพบต้นหอมป่าที่อยู่ในความทรงจำของร่างเดิมอีกด้วย โจวหลีอันใช้มีดเล็กที่นำมาด้วยงัดต้นหอมป่าขึ้นมาจากดิน
ใบหอมเรียวบาง รากกลม พอขุดขึ้นมาจากดินก็ได้กลิ่นหอมของต้นหอมทันที
สิ่งนี้ในความทรงจำเจ้าของร่างเดิม เป็นของกินที่อร่อยมาก ดังนั้นโจวหลีอันจึงตัดสินใจแล้วว่าจะนำต้นหอมป่านี้กลับไปทำยำหูหมู
ถ้าเดินไปแล้วเจออีก เธอจะขุดเพิ่มอีกหน่อย
เพราะต้นหอมป่านี้ แม้ไม่ได้ทำยำหูหมู แค่เพียงเติมซีอิ๊วนิดหน่อยก็อร่อยมากแล้ว
หลังจากนั้นโจวหลีอันก็ทำงานของเธออย่างจริงจังมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่นานเธอพบว่าในภูเขาลูกนั้นถือเป็นขุมทรัพย์เลยทีเดียว มีเห็ดอร่อยๆโผล่ให้เห็นมากมาย เธอคิดวิธีการกินไว้หมดแล้ว
เมื่อเหนื่อยก็หยุดพักดื่มน้ำพุศักดิ์สิทธิ์สักหน่อย
หลังจากดื่มน้ำพุศักดิ์สิทธิ์แล้ว ทันใดนั้นเธอก็รู้สึกว่าตัวเองยังสามารถทำงานต่อไปได้อีก ด้วยเหตุนี้โจวหลีอันจึงเก็บเห็ดได้เต็มตะกร้าอย่างรวดเร็ว และมิติพิเศษของเธอก็เต็มไปด้วยฟืน
ความดื้อรั้นครั้งสุดท้ายของโจวหลีอันคือการวางฟืนไว้บนตะกร้า เมื่อเห็นว่าไม่สามารถใส่อะไรลงไปได้อีกแล้ว เธอจึงแบกลงเขากลับไป
การขึ้นเขาลงเขาครั้งนี้ใช้เวลาไม่ถึงสองชั่วโมงเท่านั้น หลังจากกลับไปโจวหลีอันก็ส่งน้ำให้ลุงเฉิงและคนอื่นๆดื่ม แล้วกลับมาขึ้นเขาอีกครั้ง
คราวนี้เธอเปลี่ยนทิศทางเดิน และได้พบไก่ป่าในภูเขา
แต่เมื่อมันอยู่ห่างจากเธออยู่มาก เธอยังไม่ทันได้เข้าไปจับ ไก่ป่าเหล่านั้นก็บินหนีไปแล้ว
โชคดีที่เรื่องนี้อยู่ในความคาดหมายของโจวหลีอัน แต่มันก็ไม่ได้ขัดขวางความต้องการกินไก่ป่าของเธอ!
ในขณะที่กำลังคิดเช่นนั้นโจวหลีอันก็เห็นกระต่ายป่าตัวสีเทาๆ วิ่งผ่านไปอย่างรวดเร็วตรงหน้า
โจวหลีอันเห็นแล้วก็อยากกินมาก
เธอคิดถึงไก่ป่าและกระต่ายป่า ขณะที่เก็บเห็ดและฟืน เธอค่อยๆเคลื่อนตัวไปข้างหน้า
เมื่อผ่านบริเวณที่ไก่ป่าตัวนั้นบินหนีไปก่อนหน้านี้ โจวหลีอันเห็นสีขาวๆจากหางตา เธอหันหลังไปและแหวกพุ่มหญ้าออกเล็กน้อย เห็นว่าข้างในเป็นรังไข่ของไก่ป่า
โจวหลีอันดีใจจนตาเบิกกว้าง
ถึงไม่มีไก่ป่า แต่มีไข่ไก่ป่าก็ดีแล้ว รังนี้มีถึงเก้าฟองเลยทีเดียว!
โจวหลีอันรีบเอาไข่ใส่ลงในตะกร้าสะพายหลังอย่างรวดเร็ว
ในตะกร้ามีเห็ดที่เก็บมาก่อนหน้านี้อยู่เต็มด้านล่าง จึงไม่ต้องกังวลว่าไข่จะกระทบกระเทือน หลังจากนั้นเธอก็เก็บเห็ดต่อไป ขณะที่เธอกลับไปเธอในตะกร้าของเธอเต็มไปด้วยเห็ดและฟืนแห้ง
แม้ว่าวันนี้จะเหนื่อยไปหน่อย แต่วิธีการได้มาของสิ่งของด้วยแรงงานของตัวเองก็ทำให้ติดใจได้เช่นกัน
เมื่อกลับถึงบ้าน โจวหลีอันวางตะกร้าลงก่อน จากนั้นนำฟืนแห้งที่เก็บมาไปเก็บในห้องใต้ดิน แล้วจึงออกไปหายอดต้นชุนเพื่อนำกลับมา ไข่เจียวยอดต้นชุนเป็นหนึ่งในอาหารที่อร่อยที่สุดในความทรงจำของร่างเดิม
เมื่อเห็นว่าใกล้จะถึงเวลาเลิกงานแล้ว โจวหลีอันก็เริ่มเตรียมอาหารเย็นอย่างคล่องแคล่ว
เนื่องจากเธอจัดเตรียมอาหารกลางวันให้กับคนงานซ่อมบ้านเท่านั้น ดังนั้นอาหารเย็นที่โจวหลีอันจึงทำเป็นมื้อสำหรับครอบครัวของเธอเอง
พูดให้ถูกต้องก็คือ มีเพียงพ่อโจวแม่โจว และโจวซู่อันเท่านั้น เหตุผลก็คือครอบครัวของโจวกั๋วอันได้แยกออกไปแล้ว
อาหารมื้อเย็นโจวหลีอันเตรียมทำข้าวอบมันฝรั่ง
สำหรับกับข้าวโจวหลีอันจะทำ เธอเริ่มจากการหั่นหูหมูหนึ่งชิ้น เพื่อนำไปผัดกับต้นหอมป่า
จากนั้นใช้ไข่ไก่ป่าสี่ฟองกับยอดต้นชุน ทำเป็นไข่เจียวยอดต้นชุน ต่อมาก็ผัดเห็ดอีกจาน สุดท้ายทำซุปเห็ดร้อนๆ
โจวซู่อันกินแล้วก็ชมไม่หยุดปากเช่นเคย
"ซุปนี้อร่อยมาก!" โจวหลีอันคิดในใจ ใส่น้ำพุศักดิ์สิทธิ์ลงไปแล้ว มันก็ต้องสดอร่อยอยู่แล้วสิ
"ถ้าชอบก็ทานเยอะๆนะคะ"
โจวหลีอันตักซุปให้ทุกคนบนโต๊ะอาหารคนละชาม
ขณะที่ทางนี้โจวหลีอันกินเกือบหมดแล้ว โจวกั๋วอันที่อยู่ทางนั้นเพิ่งจะได้เริ่มกินข้าว
จบตอน
Comments
Post a Comment