บทที่ 111: เรื่องแปลกประหลาดบางอย่าง
ความคิดเหล่านี้ก็ไม่อาจพูดออกมาได้อย่างชัดเจน
หญิงชราจึงได้แต่ซักถามอย่างอยากรู้อยากเห็น "ลูกสาวของเธอพาลู่เยี่ยนโจวไปเมืองหลวงเพื่อรักษาตัวไม่ใช่หรือ ทำไมกลับมาเร็วจัง? แล้วลูกเขยเธอเป็นยังไงบ้าง?"
แม้ว่าสุดท้ายหญิงชราจะถามถึงอาการของลู่เยี่ยนโจวแต่ในใจเธอก็มีคำตอบอยู่แล้ว
คงรักษาไม่หายแน่ๆ
ถ้ารักษาได้ จะกลับมาเร็วขนาดนี้หรือ
รถยนต์ที่ยืมมาจากกองพันทหารทำให้ชาวบ้านทั้งหมู่บ้านรู้ว่าเมื่อสี่วันก่อนโจวหลีอันพาลู่เยี่ยนโจวไปเมืองหลวงเพื่อรักษาตัว
เพราะในตอนนี้รถยนต์ยังเป็นของหายาก หลายคนยังไม่เคยเห็นด้วยซ้ำ
สิ่งแปลกใหม่ย่อมดึงดูดความสนใจของผู้คนเป็นธรรมดา
เฉียวเหม่ยอิงได้ยินคำพูดนั้นแล้วคิดในใจว่า ในที่สุดก็ถามถึงประเด็นสำคัญเสียที
เฉียวเหม่ยอิงยิ้มกว้าง พูดทันทีว่า "ขอบคุณสวรรค์ ขาของลูกเขยฉันรักษาได้"
"จริงหรือ?"
คำถามนี้ถูกถามออกมาอย่างรวดเร็ว แฝงไปด้วยความไม่อยากจะเชื่อ
เหล่าหญิงชราที่อยู่ในที่นั้นต่างก็ประหลาดใจกัน
"ฉันจะโกหกไปทำไมล่ะ?"
เฉียวเหม่ยอิงแกล้งทำหน้าไม่พอใจ
เหล่าหญิงชรา "......"
มันทำให้พวกเธอรู้สึกงง
เพราะพวกเธอต่างก็เคยสงสารโจวหลีอันมาหลายครั้ง
อย่างที่รู้กัน ผู้หญิงจะมีชีวิตที่ดีได้ก็ต้องพึ่งผู้ชาย
แต่ถ้าผู้ชายคนนั้นพึ่งพาไม่ได้ ชีวิตที่เหลือก็คงต้องลำบากแน่ๆ
แต่พวกเธอไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะมีการพลิกผัน ขาของลู่เยี่ยนโจวสามารถรักษาให้หายได้
เหล่าหญิงชรากับเฉียวเหม่ยอิงต่างมองหน้ากันไปมา ไม่รู้จะพูดอะไร
สักพักหนึ่ง หญิงชราคนที่มีปฏิกิริยาไวกว่าคนอื่นจึงเอ่ยขึ้นว่า "ยินดีด้วยนะ"
"ใช่ๆ"
หลังจากที่หญิงชราคนอื่นๆตอบ พวกเธอก็พูดเสริมว่า "นี่มันเรื่องดีนะ ต่อไปเธอก็ไม่ต้องกังวลเรื่องลูกสาวแล้ว"
"พอลูกเขยหายดี ฉันก็ไม่ต้องกังวลเรื่องลูกสาวแล้ว นั่นก็เป็นเรื่องของพวกเขาสองคนแล้วล่ะ" เฉียวเหม่ยอิงรู้สึกดีใจจริงๆ
ลู่เยี่ยนโจวหายดีแล้ว นอกจากชีวิตของโจวหลีอันจะดีขึ้นแล้ว เธอยังได้ระบายความแค้นออกมาด้วย หลังจากที่มีข่าวว่าลู่เยี่ยนโจวเดินไม่ได้ คนในหมู่บ้านพูดจาน่าเกลียดขนาดไหน
"รักษาหายแล้ว เขาจะกลับไปกองพันทหารอีกไหม"
สุดท้ายทุกการสนทนาก็หนีไม่พ้นเรื่องนินทา
หลังจากมีคนถาม ก็มีคนเริ่มถามต่อว่า "ก่อนหน้านี้ฉันได้ยินมาว่า มีคนจากกองพันทหารมาจัดการเรื่องงานให้แล้วใช่ไหม"
"เรื่องจะกลับไปกองพันทหารหรือไม่ ฉันไม่รู้"
เฉียวเหม่ยอิงตอบเพียงคำถามแรก "ขอแค่ขาหายดี จะกลับไปกองพันทหารหรือไม่ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร"
"ใช่แล้ว!"
ถึงยังไง ไม่ว่าจะกลับหรือไม่ ลู่เยี่ยนโจวก็คงไม่ต้องมาขุดดินหาอาหารเหมือนพวกเขาอีกแล้ว
ใครจะคิดว่าขาของเขาจะหายดีได้อีกล่ะ?
เหล่าหญิงชรารู้สึกว่าครอบครัวเล็กๆของลู่เยี่ยนโจวกับโจวหลีอันช่างแปลกประหลาดเหลือเกิน
แต่ก่อนคิดว่าพวกเขาตกต่ำถึงที่สุดแล้ว!
แต่สุดท้ายพวกเขากลับลุกขึ้นมาได้
และเหตุการณ์แบบนี้ก็เกิดขึ้นไม่ใช่แค่ครั้งสองครั้ง
เมื่อลู่เยี่ยนโจวหายดีแล้ว ต่อไปโจวหลีอันก็จะต้องมีชีวิตที่ดีขึ้นแน่.นอน
หญิงชราหลายคนที่อยู่ที่นั่นต่างคิดในใจว่า ถ้าพวกเธอจะไปหลังเขา จะต้องเดินอ้อมทางอื่นแทน!
เพื่อไม่ให้เป็นเหมือนตอนวันหยุดที่ผ่านมา ที่ได้กลิ่นหอมจนน้ำลายสอ แต่กลับไม่ได้กิน ช่างน่าเสียดายจริงๆ
"ต่อไปลูกสาวของเธอ คงจะเป็นคนที่มีชีวิตดีที่สุดในหมู่บ้านของพวกเราแล้วล่ะ" หญิงชราคนหนึ่งพูดกับเฉียวเหม่ยอิงด้วยน้ำเสียงทั้งอิจฉาและประจบประแจง
สีหน้าของเฉียวเหม่ยอิงดูโล่ง.อกขึ้น "เธอพูดแบบนั้นได้ยังไง ในหมู่บ้านของเรามีครอบครัวที่มีฐานะดีตั้งมากมาย แต่ในฐานะที่ฉันเป็นแม่ ฉันก็หวังว่าต่อจากนี้ชีวิตของลูกสาวจะดีขึ้นบ้าง"
"พวกเธอลองคิดดูสิว่าก่อนหน้านี้ลูกสาวฉันต้องผ่านอะไรมาบ้าง"
เมื่อเฉียวเหม่ยอิงเอ่ยเตือนความจำแบบนั้น บรรดาหญิงชราก็นึกถึงเรื่องที่เคยเกิดขึ้นกับโจวหลีอัน
แต่งงานยังไม่ทันได้เข้าเรือนหอ สามีก็ถูกเรียกตัวไปแล้ว
คนปกติดีเดินออกไป พอกลับมาก็อยู่ในอาการน่าเป็นห่วง
ยังมีจ้าวชุ่ยฮวา แม่สามีประหลาดคนนี้ที่เธอไล่พวกเขาออกจากบ้าน
กลับไปบ้านเดิมก็ถูกพี่สะใภ้ใหญ่รังแก
ย้ายออกไปอยู่ที่อื่นก็มีคนจะทำร้ายเธอ
สามีเพิ่งจะฟื้นขึ้นมา แต่กลับได้ยินว่าขาไม่สามารถยืนได้
แค่คิดถึงเรื่องพวกนี้ก็ทำให้คนเหนื่อยใจแล้ว
"โชคดีที่เรื่องราวที่เกิดขึ้นก็ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี" เฉียวเหม่ยอิงพูดด้วยน้ำเสียงโล่ง.อก
ในชั่วพริบตา เฉียวเหม่ยอิงก็กลับกังวลขึ้นมาอีกครั้ง จึงถามหญิงชราที่อยู่ในที่นั้นว่า "ทุกเรื่องที่เกิดขึ้นล้วนผ่านไปได้ ลูกสาวของฉันคงไม่ใช่ตัวโชคร้ายอะไรใช่ไหม?"
พวกหญิงชรา "......"
ก่อนหน้านี้พวกเธอแอบคิดว่ามันก็มีส่วนเกี่ยวข้องอยู่บ้าง
เพราะพวกเธอไม่เคยเห็นใครโชคร้ายขนาดนี้มาก่อน
"ถ้าฉันได้ยินใครพูดแบบนี้อีก ฉันจะไปรายงาน!"
น้ำเสียงของเฉียวเหม่ยอิงแฝงไปด้วยความแค้นเคือง
ก่อนหน้านี้หลังจากลู่เยี่ยนโจวฟื้นขึ้นมา ชาวบ้านได้ยินว่าขาของเขาพิการ ก็มีคนพูดว่าโจวหลีอันเป็นตัวกาลกิณี
เฉียวเหม่ยอิงโกรธมาก เธอนึกถึงวิธีที่โจวหลีอันเคยไปรายงานจ้าวชุ่ยฮวา
แต่ชาวบ้านนินทากัน เธอก็ไม่สามารถไปรายงานได้ เฉียวเหม่ยอิงจึงต้องปล่อยเรื่องไว้แค่นั้น
แต่ตอนนี้ลู่เยี่ยนโจวก็หายดีแล้ว ถ้ายังมีคนพูดจาไร้สาระอีก
เฉียวเหม่ยอิงคิดในใจว่า อย่าโทษว่าเธอไม่ใจดีล่ะ
ที่พูดแบบนี้ต่อหน้าหญิงชราหลายคน
เฉียวเหม่ยอิงก็หวังว่าหญิงชราเหล่านี้จะช่วยส่งต่อคำพูดของเธอ
เมื่อได้ยินเฉียวเหม่ยอิงพูดแบบนั้น หญิงชราที่เคยดูถูกว่าโจวหลีอันโชคไม่ดี ก็รู้สึกขนหัวลุกในทันที
ในยุคนี้การถูกลากตัวไปอบรมไม่ใช่เรื่องน่าภาคภูมิใจเลย
พวกเธอไม่ได้หน้าด้านเหมือนจ้าวชุ่ยฮวา ดังนั้นก็ยังกลัวอยู่
พวกเธอต่างพากันปลอบเฉียวเหม่ยอิงว่า "เหม่ยอิง ใจเย็นๆ พวกเรารู้ความจริงก็พอแล้ว ต่อไปถ้าได้ยินใครพูดแบบนี้ พวกเราจะช่วยว่าพวกเขาให้แน่นอน"
"พวกเธอนี่แหละที่เข้าใจฉัน"
เฉียวเหม่ยอิงพูดอย่างพอใจ
เมื่อเห็นว่าการพูดคุยใกล้จบแล้ว โจวหลีอันจึงเดินเข้าไปเรียก "แม่"
หลังจากเรียกเฉียวเหม่ยอิงแล้ว โจวหลีอันก็ทักทายหญิงชราที่อยู่ในที่นั่น
เมื่อบรรดาหญิงชราเห็นเธอ ต่างก็พากันแสดงความยินดี บอกว่าโชคดีกำลังจะมาเยือนเธอ
โจวหลีอันพูดคุยทักทายสองสามประโยคแล้วก็พูดว่า "ดึกแล้ว พวกคุณรีบกลับไปทานข้าวกันเถอะ ระวังจะหิวนะคะ"
"เหม่ยอิง ลูกสาวเธอช่างรู้ความจริงๆ!"
"ใช่ๆ"
"งั้นพวกเราขอตัวก่อนนะ"
หลังจากส่งบรรดาหญิงชรากลับแล้ว โจวหลีอันก็จูงมือเฉียวเหม่ยอิงกลับบ้าน
ในตอนนั้น โจวกั๋วอันกับโจวซู่อันกำลังช่วยกันฆ่าไก่ พ่อโจวนั่งสูบบุหรี่อยู่ในลานบ้าน เด็กน้อยสองคนคงออกไปเล่นข้างนอก ส่วนโจวโจวน้อยหลังจากที่โจวหลีอันเข้ามาในลานบ้าน ก็จ้องมองเธอตาไม่กะพริบ
โจวหลีอันทักทายทุกคนแล้วก็อุ้มโจวโจวน้อยที่ติดแจเข้าบ้านพร้อมกับเฉียวเหม่ยอิง
พอเข้าไปในบ้าน โจวหลีอันก็ยื่นม้วนเงินที่เตรียมไว้ให้เฉียวเหม่ยอิงพลางพูดว่า "แม่คะ เงินที่แม่ให้มาก่อนหน้านี้หนูไม่ได้ใช้ ตอนนี้หนูเอามาคืนแม่นะคะ"
บทที่ 112: ฉลาดแกมโกง
เฉียวเหม่ยอิงถือเงินม้วนนั้นและพยายามจะยัดกลับเข้าไปในมือของโจวหลีอัน "ไม่ใช่ว่าต้องใช้ยาพิเศษหรอกหรือ? เอาเงินนี้ไปใช้ก่อนสิ"
เมื่อมียาแล้ว คนก็จะต้องหายเร็วขึ้นแน่.นอน
"เงินมีพอแล้วค่ะ" โจวหลีอันหลบมือของเฉียวเหม่ยอิงที่พยายามยัดเงินให้
"จริงหรือ?"
โจวหลีอันหัวเราะเบาๆ "หนูจะโกหกแม่ไปทำไม"
เฉียวเหม่ยอิงดูเหมือนจะคิดว่าคำพูดของลูกสาวมีเหตุผล จึงเก็บเงินไว้
แตกต่างจากโจวหลีอันที่ม้วนเงิน เฉียวเหม่ยอิงมีนิสัยชอบเก็บเงินให้เรียบร้อย
เมื่อเห็นเฉียวเหม่ยอิงกำลังรีดธนบัตรให้เรียบทีละใบ โจวหลีอันจึงไม่พูดอะไร รอให้เฉียวเหม่ยอิงเป็นฝ่ายถามก่อน
ไม่นานนักเธอก็ได้ยินเฉียวเหม่ยอิงถามว่า "ทำไมมีเงินตั้งสองร้อยสิบหยวน? ลูกนับเกินมาสิบหยวนหรือ? นับเงินแบบนี้ไม่ได้นะ ต้องระวังหน่อย"
พูดจบ เฉียวเหม่ยอิงจะคืนธนบัตรให้โจวหลีอันหนึ่งใบ
"หนูไม่ได้นับผิด"
โจวหลีอันอุ้มโจวโจวน้อยพลางพูดว่า "ในนั้นมีห้าหยวนที่พี่รองให้มาด้วย"
เฉียวเหม่ยอิงนึกออกทันทีว่าทำไมลูกชายคนรองถึงให้เงินห้าหยวนกับลูกสาว
เฉียวเหม่ยอิงจึงยัดเงินคืนให้โจวหลีอัน "พี่ให้ลูกมา แล้วจะเอามาให้แม่ทำไม?"
"หนูไม่เอาเงินนี้"
เฉียวเหม่ยอิงฟังจบก็แสดงความไม่เห็นด้วยทันที "ลูกนี่ทำไมถึงไม่รับเงินล่ะ?"
โจวหลีอันเริ่มอธิบายเหตุผลให้เฉียวเหม่ยอิงฟัง "แม่คะ พี่รองช่วยหนูมาตั้งเยอะ เขาเคยเรียกเก็บเงินบ้างไหมคะ?"
เฉียวเหม่ยอิงเข้าใจความหมายของโจวหลีอัน แต่ก็ยังขมวดคิ้วพูดอย่างไม่เห็นด้วย "มันคนละเรื่องกัน สิ่งที่เขาทำก็ไม่ได้มีค่าอะไรมากมาย แล้วเขาก็เป็นพี่ชาย การช่วยเหลือน้องสาวก็เป็นเรื่องปกติไม่ใช่หรือ?"
คำพูดของเฉียวเหม่ยอิงแสดงถึงความลำเอียงว่าเธอรักลูกสาวอย่างมาก
"ถึงเขาจะเป็นพี่ชายหนู แต่หนูก็ไม่ควรเอาเปรียบเขาตลอดไปนะคะ?"
โจวหลีอันยิ้มพลางพูดกับเฉียวเหม่ยอิง "แม่คะ หนูคิดว่าคนในครอบครัวควรต้องมีการให้และรับนะคะ"
"ไม่มีเหตุผลที่พี่ชายต้องช่วยเหลือน้องสาวเสมอไป ทุกคนต่างช่วยเหลือซึ่งกันและกัน และงานนี้ก็ไม่ได้มีค่าจ้างมากมายอะไร"
สุดท้าย โจวหลีอันสรุปว่า "แม่คะ หนูไม่อยากได้เงินนี้จริงๆ ช่วยไปคุยกับพี่รองให้หน่อยนะคะ"
ให้เฉียวเหม่ยอิงไปคุยกับโจวซู่อันทำให้โจวหลีอันรู้สึกว่าตัวเองได้ลดภาระไปอีกหนึ่งเรื่อง
เธอฉลาดแกมโกงจริงๆ
"ได้"
เฉียวเหม่ยอิงเห็นว่าลูกสาวไม่อยากได้เงินจึงตกลงแล้วเปลี่ยนไปถามคำถามอื่น "บอกแม่หน่อยสิว่าห้าหยวนนี่เงินค่าอะไร"
ถ้าไม่ใช่การนับผิด เงินห้าหยวนที่เหลือก็ต้องมีที่มาที่ไป
"นี่เป็นเงินที่หนูตั้งใจจะมอบให้พ่อกับแม่ค่ะ"
โจวหลีอันพูดพลางเกาคางให้โจวโจวน้อย
เมื่อได้ฟังคำพูดของลูกสาว เฉียวเหม่ยอิงก็รู้สึกดีใจ
พ่อแม่คนไหนบ้างที่จะไม่ชอบเวลาลูกๆใจดีกับพวกเขา
แต่เฉียวเหม่ยอิงคิดว่าแค่มีน้ำใจก็พอแล้ว
"พวกเรายังทำงานไหว ไม่จำเป็นต้องให้เงินพวกเราหรอก รีบเอากลับไปเถอะ"
"หนูไม่เอา"
โจวหลีอันถอยหลังหนึ่งก้าว หลบมือของเฉียวเหม่ยอิงที่พยายามยัดเงินคืนให้ พูดอย่างจริงจังว่า "เงินนี้แม่จำเป็นต้องรับไป"
ความจริงจังที่โจวหลีอันแสดงออกมา ทำเอาเฉียวเหม่ยอิงงุนงงไปชั่วขณะ
เธอทำสีหน้าให้เป็นปกติแล้วพูดว่า "ลองพูดมาสิ"
โจวหลีอันแกล้งทำหน้าไม่พอใจพูดว่า "คนในหมู่บ้านคงจะทนไม่ได้ที่เห็นหนูดีกับแม่ขนาดนี้ พวกเขายังแอบนินทาพวกเราอยู่เลย"
เฉียวเหม่ยอิง "......"
นั่นเป็นความจริง
เฉียวเหม่ยอิงปลอบลูกสาวว่า "มันเป็นเรื่องในครอบครัวของเรา ลูกไม่ต้องไปสนใจว่าพวกเขาจะพูดอะไร"
"แต่พวกเขาคิดว่าการดีกับลูกสาวมันไม่มีประโยชน์นี่นา!"
"ถ้าหนูไม่ดีกับแม่ นั่นก็เท่ากับว่าหนูทำให้คำพูดของพวกเขาเป็นจริงน่ะสิ แล้วพวกเขาก็จะดีใจ หนูไม่อยากให้คนที่แอบนินทาพวกเราได้ใจหรอก"
โจวหลีอันแกล้งทำเสียงโกรธ
"หนูจะดีกับแม่ ให้พวกเขารู้ว่าทุกอย่างที่แม่ทำนั้นถูกต้องแล้ว!"
โจวหลีอันใช้ทักษะการพูดจาหว่านล้อมของตัวเองต่อไป "อีกอย่าง แม่ก็ไม่ชอบผู้หญิงที่ปฏิบัติไม่ดีกับลูกสาวของตัวเองไม่ใช่หรือ?"
"ถ้าหนูปฏิบัติดีกับแม่ให้พวกเขาได้เห็น บางทีถ้าพวกเขาเห็นหนูปฏิบัติกับแม่ พวกเขาอาจจะปฏิบัติดีกับลูกสาวของตัวเองบ้างก็ได้"
ประโยคสุดท้ายนี้พูดถูกใจเฉียวเหม่ยอิงอย่างยิ่ง
ครอบครัวของเฉียวเหม่ยอิงก็ชอบลูกชายมากกว่าลูกสาว
ในตอนนั้น เฉียวเหม่ยอิงยังไม่ได้แต่งงาน แต่ก็คิดไว้แล้วว่าถ้าในอนาคตมีลูกสาว จะต้องดูแลเธอให้ดี ไม่ให้ลูกสาวต้องใช้ชีวิตแบบที่ตัวเองเคยเป็นมา
เฉียวเหม่ยอิงก็หวังว่าผู้หญิงคนอื่นจะปฏิบัติดีกับลูกสาวของพวกเขา แต่เฉียวเหม่ยอิงไม่สามารถเปลี่ยนแปลงคนอื่นได้
"อีกอย่าง หนูก็อยากกตัญญูต่อแม่นะ"
โจวหลีอันพูดออดอ้อนกับเฉียวเหม่ยอิง "แม่ให้เงินหนูอย่างเดียวได้ แล้วหนูจะให้เงินกับแม่บ้างไม่ได้เลยหรือ ไม่ยุติธรรม ถ้าเป็นแบบนั้น ต่อไปถ้าแม่ให้อะไรหนู หนูก็จะไม่รับเหมือนกัน"
"เด็กคนนี้นี่!"
เฉียวเหม่ยอิงไม่รู้จะทำอย่างไรกับลูกสาวของเธอดี จึงได้แต่พูดว่า "ก็ได้ แม่รับไว้ก็แล้วกัน"
"แบบนี้สิถูกต้องแล้ว"
โจวหลีอันยิ้มสดใสให้กับเฉียวเหม่ยอิงพลางพูดว่า "รอให้หนูหาเงินได้มากกว่านี้ หนูจะให้แม่เพิ่มอีก"
เมื่อเทียบกับคนอื่นๆ โจวหลีอันก็หาเงินได้ไม่น้อยแล้ว
แต่เธอไม่เคยอวดเรื่องเงินต่อหน้าเฉียวเหม่ยอิง ถ้าให้มากไป เฉียวเหม่ยอิงอาจจะไม่ยอมรับ โจวหลีอันจึงวางแผนที่จะค่อยๆเพิ่มทีละนิด
ครั้งนี้ให้ห้าหยวน ครั้งหน้าก็จะเป็นสิบหยวน
รอให้ถึงช่วงปฏิรูปเปิดประเทศที่สามารถหาเงินได้อย่างเปิดเผย พอเฉียวเหม่ยอิงรู้ว่าเธอมีเงิน เธอก็จะสามารถให้ได้มากขึ้น
เฉียวเหม่ยอิงถือเงินห้าหยวนที่ลูกสาวให้มา ก็รู้สึกพอใจมากแล้ว
ในตอนนั้น เสียงของโจวซู่อันดังมาจากด้านนอก
"น้องสาว พี่ฆ่าไก่เสร็จแล้ว จะทำยังไงต่อดี?"
โจวหลีอันคิดสักครู่แล้วตอบว่า "คืนนี้กินไก่ผัดแห้งดีไหม?"
"เอาตามที่เธอว่า"
โจวซู่อันแสดงท่าทีว่าไม่มีความเห็นอะไร
โจวหลีอันก็ทำอะไรออกมาก็อร่อยทั้งนั้น
"ฟังอาสิ! กินไก่ผัดแห้งกันเถอะ!"
ตอนนั้นเด็กๆสองคนที่เพิ่งกลับมาจากข้างนอกก็พูดเสริมขึ้นมา
ส่วนคนอื่นๆ โจวหลีอันก็ชินชาแล้วที่พวกเขาไม่ค่อยมีความเห็นอะไร
พ่อโจว เฉียวเหม่ยอิงและพี่ชายเป็นพวกที่กินได้ทุกอย่าง ไม่เรื่องมาก
"แม่ งั้นหนูออกไปทำอาหารนะ"
โจวหลีอันพูดจบก็เตรียมจะเดินออกไปข้างนอก
เฉียวเหม่ยอิงรั้งลูกสาวไว้ พูดด้วยความเป็นห่วง "ลูกเพิ่งกลับมาจากข้างนอก ต้องพักผ่อนให้ดี ให้แม่ไปทำเองก็ได้"
โจวหลีอันจับมือเฉียวเหม่ยอิงไว้ "แม่เป็นห่วงหนู หนูก็เป็นห่วงแม่เหมือนกัน แม่ทำงานมาทั้งวันก็เหนื่อยแล้ว อีกอย่างหนูก็กลับมาตั้งแต่ตอนเที่ยง บ่ายก็ได้พักมาแล้ว แม่ต่างหากที่ควรพักผ่อนให้ดี"
โจวหลีอันพูดจบก็เดินออกจากห้องไป
หลังจากวางโจวโจวน้อยที่อุ้มอยู่ โจวหลีอันจึงเข้าไปในครัว
ด้วยความช่วยเหลือจากพี่ชายทั้งสอง ไก่ถูกสับเป็นชิ้นๆอย่างรวดเร็ว และวัตถุดิบที่ต้องใช้ทำอาหารก็ถูกเตรียมพร้อมในเวลาอันรวดเร็ว
อาหารเย็นมีจานหลักเพียงจานเดียว นั่นคือไก่ผัดแห้งหอมกรุ่นหนึ่งหม้อใหญ่
นอกจากนี้ โจวหลีอันยังทำซุปด้วย
เนื่องจากไม่มีวัตถุดิบอื่น โจวหลีอันจึงทำซุปไข่อย่างเรียบง่าย และในจังหวะที่คนอื่นไม่ทันสังเกต โจวหลีอันได้เติมน้ำพุศักดิ์สิทธิ์ลงไปในซุป
บทที่ 113: แหล่งรายได้หลัก
อาหารหลักคือข้าวหุงกับมันฝรั่ง
โจวหลีอันซาบซึ้งใจ ถึงแม้ว่าก่อนหน้านี้เธอจะซื้อมันฝรั่งกลับมาเยอะ จนถึงตอนนี้เธอก็ยังไม่ได้กินมันฝรั่งมานานแล้ว
"อร่อยจัง!"
เด็กน้อยทั้งสองคนพูดแสดงความรู้สึกออกมาระหว่างกินข้าว
โจวหลีอันพูดว่า "ถ้าอร่อยก็กินให้หมดเลย!"
"เย้! เย้!"
นั่นคือเสียงน่ารักน่ารักที่เด็กทั้งสองคนส่งออกมา
ในขณะที่ตระกูลโจวกำลังมีความสุข ที่หมู่บ้านข้างๆ ตระกูลจางกลับไม่ค่อยจะปรองดองกันเท่าไหร่
หลังจากที่อาหารถูกจัดวางบนโต๊ะ จางเป่าเกินมองดูข้าวในชามแล้วก็มองไปที่กับข้าวจานใหญ่เพียงจานเดียวบนโต๊ะ บะหมี่หมูตุ๋นกับผักกาดขาว
ในนั้นมีผักกาดขาวกับบะหมี่เป็นส่วนใหญ่ แทบจะมองไม่เห็นเนื้อหมูสักชิ้น
นี่ก็เป็นเนื้อหมูที่จางเฉี่ยวลี่นำกลับมาวันนี้
นำกลับมาน้อยเกินไป จางเป่าเกินรู้สึกไม่พอใจจึงถามแม่ว่า "แม่ วันนี้วันเกิดคุณปู่ ทำไมพี่ไม่กลับมาล่ะ?"
พี่สาวคนที่สองของจางเป่าเกินก็คือจางเฉี่ยวลี่ที่ยังคงรับการศึกษาอยู่จนถึงตอนนี้เพราะจดหมายแนะนำฉบับหนึ่งของโจวหลีอัน
เมื่อได้ยินลูกชายพูดแบบนั้น จางต้าซุ่นพ่อของจางเป่าเกินก็รู้สึกไม่พอใจเช่นกัน
เขาวางชามลงบนโต๊ะอย่างแรง แล้วพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า "ไม่เหมาะสมเข้าไปทุกที!"
หลังจากที่จางต้าซุ่นพูดจบ ก็ได้ยินลูกชายพูดว่า "พ่อ ผมก็รู้สึกว่ามันไม่เหมาะสม ช่วงนี้เธอไม่กลับมาเลย ไม่อยากมีบ้านเกิดแล้วหรือไง?"
"ไม่ได้เด็ดขาด!"
จางต้าซุ่นได้ฟังลูกชายพูดจบก็ตบโต๊ะดังสนั่น กัดฟันพูดว่า "กล้าดียังไง!"
"งั้นพรุ่งนี้ฉันจะไปดูสักหน่อย"
เมื่อเห็นทั้งพ่อและลูกชายสีหน้าไม่ดี อู๋ต้าหนี่แม่ของจางเฉี่ยวลี่รีบพูดขึ้นทันที
"ไม่ไปทำงานแล้วหรือ?!" จางต้าซุ่นถลึงตาพ่นลมออกจมูกพูด
อู๋ต้าหนี่ได้ยินแล้วรีบประจบว่า "ถ้าฉันไปแล้วจะได้ค่าแรงหนึ่งวันกลับมาหรือไง? ถ้าไม่ใช่เพราะเธอไม่กลับบ้าน ฉันก็คงไม่ต้องเสียเวลางานไปตามหาเธอ"
ตลอดการสนทนา ปู่ของจางเฉี่ยวลี่ และน้องสะใภ้ไม่ได้พูดอะไรเลย
ในเวลาเดียวกันจางเฉี่ยวลี่ที่กำลังถูกตัดผมสั้นและรับการอบรม ก็จามออกมา
หยางเยว่ที่ถูกตัดผมเช่นกัน นั่งอยู่ข้างๆ รีบถามด้วยความห่วงใย "หนาวเหรอ?"
ที่จางเฉี่ยวลี่จามไม่ใช่เพราะหนาว
แต่เมื่อได้ยินหยางเยว่ถามแบบนั้น เธอก็ก้มหน้าพูดอย่างเขินอาย "นิดหน่อยค่ะ"
พอพูดจบ เธอก็ได้ยินหยางเยว่พูดทันทีว่า "ถ้าหนาวก็เอนมาพิงฉันสิ"
จางเฉี่ยวลี่ทำตามที่บอก
แม้สภาพแวดล้อมจะแย่ แม้จะต้องถูกลากออกไปอบรมอีกสามวัน จางเฉี่ยวลี่ก็ยังรู้สึกมีความสุข
การมีคนอย่างหยางเยว่ที่มีแต่เธอเต็มหัวใจ ทำให้จางเฉี่ยวลี่รู้สึกว่าในที่สุดเธอก็มีความสุขแล้ว
"อีกสามวัน พวกเราก็จะเป็นอิสระแล้ว"
จางเฉี่ยวลี่เอนตัวพิงที่ข้างหยางเยว่พลางพูด
"อืม" หยางเยว่ตอบรับสั้นๆ
จางเฉี่ยวลี่ขยับตัวเข้าไปซุกที่ตัวหยางเยว่ก่อนจะพูดต่อว่า "ต่อไปฉันจะอยู่กับคุณนะ"
มีผู้หญิงมาอยู่ด้วย หยางเยว่ย่อมไม่มีทางปฏิเสธ
"ได้" เขาตอบ
ที่บ้านตระกูลโจว
หลังจากทุกคนทานข้าวเสร็จแล้ว โจวหลีอันก็เล่าให้โจวซู่อันฟัง
วันพรุ่งนี้จะมีผักใหม่มาส่ง
"ผักที่ยังไม่ได้ขนส่งก็ยังเหลืออีกสามพันชั่งนะ" โจวซู่อันพูด
"ส่วนใหญ่ก็เป็นหัวไชเท้า แครอท มะเขือ และถั่วฝักยาว ไม่มีผักใบเลย ถ้ามีผักอื่นๆ ก็ดีนะคนจะได้กินผักที่ตัวเองชอบมากขึ้น" โจวหลีอันอธิบาย
โจวซู่อันรู้สึกว่าที่โจวหลีอันพูดมาก็มีเหตุผล แต่ว่า...
"น้องสาว ทำไมพี่รู้สึกว่าเธอมีบทบาทสำคัญในการค้าขายผักครั้งนี้นะ?"
โจวหลีอัน "......"
นั่นไม่ใช่เรื่องสำคัญหรือ?
ผักพวกนั้นเป็นของเธอทั้งหมด
"ก็แน่สิ เพราะผักพวกนั้นฉันเป็นคนเอาออกมาเองนี่นา"
โจวหลีอันพูดความจริงด้วยสีหน้าไร้เดียงสา แต่กลับได้รับสายตาจากโจวซู่อันว่า ่คิดว่าฉันจะเชื่อเหรอ' จากพี่รองของเธอ
บางครั้งความจริงบางอย่างเมื่อได้ยินแล้วก็ฟังดูเหมือนคำโกหก
"ฉันพูดความจริงนะ" โจวหลีอันพูดต่อ
โจวซู่อันพูดอย่างจนปัญญา "ไม่เป็นไร ถ้าพูดไม่ได้ก็ไม่ต้องพูด ฉันแค่ถามไปตามเรื่องเท่านั้น แต่ถ้าเธอจะทำอะไรแบบนี้ ก็ต้องระวังตัวให้ดีๆนะ"
ผักสามารถซื้อขายได้อย่างอิสระ แต่จำกัดเฉพาะปริมาณน้อยๆเท่านั้น
งานที่โจวหลีอันทำอยู่จึงมีความเสี่ยง
เพราะแหล่งที่มาของผักมาจากโจวหลีอัน โจวซู่อันก็อยากจะช่วยเธอ
การที่โจวหลีอันจากไปครั้งนี้ ทำให้โจวซู่อันรู้สึกได้ถึงบางสิ่ง
คนที่ขายผักให้พวกเขา จะไม่ได้ให้ความสำคัญกับการร่วมมือกับพนักงานจัดซื้อเท่าไหร่
ไม่เช่นนั้น คงไม่ส่งผักให้แค่เจ็ดวันเพียงเพราะโจวหลีอันต้องจากไปสักระยะ
ถ้าเธอไม่กลับมา พวกเขาก็จะไม่ส่งผักมาให้อีกเลย
ก่อนหน้านี้ยังพอเดาได้ว่าอาจเป็นเพราะผักไม่พอ หรือไม่มีผักแล้ว
แต่พอเธอกลับมาก็มีผักให้เห็น
ไม่งั้นพอโจวหลีอันกลับมาก็คงไม่มีผักมาให้หรอก
นั่นมันผักราคายี่สิบหยวนต่อวันเชียวนะ มากกว่าเงินเดือนของเขาในตอนนี้เสียอีก
โจวซู่อันคิดว่า อาจจะเป็นเพราะคนทางนั้นไม่ได้ขาดแคลนเงินยี่สิบหยวนต่อวัน หรือหกร้อยหยวนต่อเดือนสำหรับค่าผักหรอก
นี่มันเป็นความเข้าใจผิด!
โจวหลีอันขัดสนเงินมากเลย
การขายผักได้เงินหกร้อยหยวนต่อเดือน เป็นรายได้หลักของเธอ
หลังจากคุยเรื่องค่าผักกับโจวซู่อันแล้ว โจวหลีอันก็อุ้มโจวโจวน้อยกลับไป
ส่วนเฉียวเหม่ยอิงก็เรียกโจวซู่อันมาคุยเรื่องที่โจวหลีอันไม่ต้องการเงิน
เฉียวเหม่ยอิงเริ่มคิดได้แล้ว ก่อนหน้านี้เธอมักคิดว่าพี่ชายควรช่วยเหลือน้องสาว
แต่ความสัมพันธ์ที่ปกติ ควรมีการให้และรับซึ่งกันและกันจึงจะดี
เฉียวเหม่ยอิงกลับต้องใช้เวลาพอสมควรในการห้ามโจวซู่อันที่ตั้งใจจะให้เงินน้องสาวของเขา
ในเวลานั้น โจวหลีอันกลับมาถึงเขตหลังเขาแล้ว
เธออุ้มโจวโจวน้อยแต่ไม่ได้กลับบ้านทันที กลับไปหาจางโหรวโหรวก่อน
เธออุ้มโจวโจวน้อยแล้วเคาะประตูบ้านที่จางโหรวโหรวอาศัยอยู่
ไม่นานประตูก็ถูกเปิดออกจากด้านใน
โจวหลีอันไม่แน่ใจว่าเป็นความรู้สึกของเธอหรือเปล่า แต่รู้สึกว่าช่วงที่ไม่ได้เจอกัน จางโหรวโหรวดูผอมลงกว่าเดิม
ร่างกายเหมือนมีแต่หนังหุ้มกระดูก แขนเสื้อและขากางเกงดูหลวมโพรง
เมื่อจางโหรวโหรวเห็นโจวหลีอันเธอก็ยิ้มออกมาทันที "เข้ามานั่งก่อนสิ"
โจวหลีอันจึงอุ้มโจวโจวน้อยเข้าไปข้างใน
เห็นจางโหรวโหรวจะไปรินน้ำให้ โจวหลีอันจึงห้ามไว้ "ไม่ต้องหรอกพี่โหรวโหรว ฉันไม่อยากดื่มน้ำตอนนี้ แค่แวะมานั่งคุยกับพี่สักหน่อย"
เมื่อโจวหลีอันพูดแบบนั้น จางโหรวโหรวก็รินน้ำให้โจวหลีอัน
แต่กลับถามด้วยความเป็นห่วงว่า "กลับมาแล้วเหรอ แล้วสามีของเธอเป็นยังไงบ้าง?"
"สบายดี ตอนนี้เขาไปรักษาตัวที่ปักกิ่งกับสหายแล้ว"
"งั้นก็ดีแล้ว"
จางโหรวโหรวดีใจกับโจวหลีอัน
หลังจากคุยกันได้สักพัก โจวหลีอันก็พูดถึงจุดประสงค์ที่มาหาเธอ
"พี่โหรวโหรว ตอนเย็นไปทานข้าวที่บ้านฉันไหม?"
เมื่อได้ยินที่โจวหลีอันพูด จางโหรวโหรวก็อึ้งไปชั่วขณะ ก่อนจะถามว่า "ทำไมกะทันหันจัง?"
บทที่ 114: มิตรภาพ
โจวหลีอันยิ้มเล็กน้อย ตอนแรกเธอไม่ได้คิดถึงเรื่องการกินอาหารเลย
"ฉันเพิ่งจะมีความคิดหนึ่งขึ้นมา"
เมื่อครู่ตอนที่เดินเข้ามาเห็นจางโหรวโหรวซูบผอมทำให้เธอมีความคิดนี้ขึ้นมา
อาหารการกินของเธอก็ไม่เลวนัก ถ้าจางโหรวโหรวมากินด้วย บางทีอาจจะเพิ่มน้ำหนักได้บ้าง
ในเรื่องนี้ โจวหลีอันเองก็จะได้ประโยชน์ด้วย
เธออยากขอให้จางโหรวโหรวช่วยตัดเสื้อผ้าให้ และสอนเธอไปด้วย
ตอนนี้จางโหรวโหรวต้องไปทำงานทุกวัน ถ้าตอนเย็นเลิกงานแล้วมากินข้าวที่บ้านเธอเลย ก็จะช่วยประหยัดเวลาทำอาหารของจางโหรวโหรวได้
พวกเธอจะได้มีเวลาตัดเสื้อผ้าด้วยกันมากขึ้น
นี่ถือว่าเป็นผลประโยชน์ร่วมกันทั้งสองฝ่าย
โจวหลีอันยิ้มพลางกล่าวว่า "ที่จริงฉันอยากขอให้พี่ช่วยตัดเสื้อผ้าให้ และสอนฉันด้วย อาหารมื้อนี้ก็ถือว่าเป็นค่าเรียนแล้วกันนะ"
"ไม่จำเป็นต้องทำขนาดนั้นหรอก"
จางโหรวโหรวถอนหายใจพลางกล่าวว่า "แค่เอามาให้ฉันช่วยตัดก็พอแล้ว"
"ทำแบบนั้นไม่ได้หรอก เพราะต้องตัดเสื้อผ้าเยอะมาก ต้องทำให้ทั้งครอบครัว อย่างน้อยคนละสองชุด ฉันอยากทำให้เสร็จเร็วๆ"
ด้วยความสามารถพิเศษในการเข้าถึงมิติเกม โจวหลีอันสามารถหาเงินได้อย่างง่ายดาย
ผ่านมาสองเดือนแล้วตั้งแต่ย้ายมาที่นี่ งานที่ต้องทำก็เสร็จเกือบหมดแล้ว
วันต่อๆไปในความคิดของโจวหลีอันก็คือ
ก่อนการสอบเข้ามหาวิทยาลัย เธอหาเงินไปเรื่อยๆ
นอกจากหาเงินก็อ่านแต่หนังสือ ยังเหลือเวลาอีกสองปี เธอต้องหาอย่างอื่นทำเพื่อผลาญเวลา
โจวหลีอันคิดว่าการตัดเย็บเสื้อผ้าก็ไม่เลว ในยุคปัจจุบันเธอชอบซื้อเสื้อผ้าอยู่แล้ว
เธอถึงขั้นไปศึกษาเรื่องการออกแบบ แต่ยังไม่ทันได้ลงมือทำอะไร ก็ข้ามมิติมาเสียก่อน
"พี่โหรวโหรว มีงานเยอะขนาดนี้คงทำคนเดียวไม่ไหว แถมยังมีเพื่อนกินข้าวด้วย ตกลงนะ?"
หลังจากโจวหลีอันมาอยู่ในโลกนี้ คนส่วนใหญ่ที่เธอพบเจอล้วนอายุมากกว่าเธอ ตอนนี้เธอจึงออดอ้อนได้อย่างเป็นธรรมชาติแล้ว
จางโหรวโหรวมองดูโจวหลีอันที่กำลังออดอ้อนตัวเอง เกือบจะตกลงอยู่แล้ว
โชคดีที่ในวินาทีสุดท้าย จางโหรวโหรวได้สติกลับคืนมา
"ฉันขอแวะไปบ้างเป็นครั้งคราวได้ไหม?"
เธออยากมีความสนุกสนานที่ได้อยู่เป็นเพื่อนโจวหลีอัน แต่ก็กลัวที่จะต้องเจอหน้าโจวกั๋วอัน
โจวหลีอันไม่ยอมแพ้ พยายามต่อรองว่า "ทำไมไม่มาทุกวันล่ะ?"
"ไม่ได้จริงๆ"
จางโหรวโหรวยืนกราน
คนในบ้านตระกูลโจวมักจะมาทานข้าวที่บ้านโจวหลีอันบ่อยๆ จางโหรวโหรวไม่อยากเผชิญหน้ากับโจวกั๋วอันเลยจริงๆ
"แบบนั้นก็ได้"
โจวหลีอันตกลง แล้วเสนอทันทีว่า "วันพรุ่งนี้ตอนเย็นพี่มาทานข้าวที่นี่ก่อนไหม? แล้วก็แวะมาสอนฉันตัดเสื้อผ้าด้วย"
เมื่อได้ยินประโยคหลังของโจวหลีอัน จางโหรวโหรวก็ตอบตกลงทันที
หลังจากนั้น โจวหลีอันได้พูดคุยกับจางโหรวโหรวเกี่ยวกับเรื่องการเรียนอีกสักพัก แล้วจึงกลับบ้าน
พอกลับมาถึงบ้าน โจวหลีอันรู้สึกว่ายังไม่ชินอยู่บ้าง
เพราะก่อนหน้านี้ตอนที่ลู่เยี่ยนโจวอยู่บ้าน โจวโจวน้อยมักจะติดลู่เยี่ยนโจวตลอด แต่ตอนนี้ลู่เยี่ยนโจวไม่อยู่บ้าน โจวโจวน้อยก็เริ่มมาติดเธอแทน
ชีวิตประจำวันดูเหมือนจะย้อนกลับไปเป็นเหมือนตอนที่โจวโจวน้อยเพิ่งมาอยู่ที่บ้านนี้ใหม่ๆ
แต่ก็ไม่เหมือนเดิม ตอนที่โจวโจวน้อยเพิ่งมาใหม่ๆ ลู่เยี่ยนโจวก็แค่คนไข้ที่นอนนิ่งไม่มีตัวตน
แต่ตอนนี้คนไข้คนนั้นไม่อยู่แล้ว โจวหลีอันกลับรู้สึกว่าทุกที่ล้วนมีร่องรอยของเขา
แม้แต่ตอนนอน โจวหลีอันก็เริ่มรู้สึกหงุดหงิดกับเตียงฝั่งตรงข้าม รู้สึกว่าเตียงนั้นกินที่เปล่าๆ!
วันรุ่งขึ้น
โจวหลีอันกินอาหารเช้าเสร็จแล้วก็ขี่จักรยานออกไปส่งผัก
หลังจากส่งผักเสร็จก็กลับมาที่บ้าน เวลายังเช้าอยู่
มองดูลานบ้านที่ว่างเปล่า โดยเฉพาะใต้ต้นแตงกวาที่ไม่มีใครอยู่ โจวหลีอันรู้สึกเหงา
ปกติเวลานี้ จะเป็นเวลาที่เธอทำกายภาพบำบัดให้ลู่เยี่ยนโจว
ในขณะที่โจวหลีอันกำลังคิดถึงลู่เยี่ยนโจวที่หมู่บ้านอิงเถา
ลู่เยี่ยนโจวที่นั่งอยู่บนรถไฟไปปักกิ่งก็กำลังคิดถึงภรรยาของเขาเช่นกัน
ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกไม่สบายใจ
เขาไม่อยู่บ้าน แม้จะมีโจวโจวน้อยอยู่ด้วย แต่ถ้าเกิดเจอคนร้ายขึ้นมาจะทำยังไง
ลานบ้านแบบนั้นก็ป้องกันคนไม่ได้นี่
ยิ่งคิดก็ยิ่งไม่สบายใจ ระหว่างที่รถไฟจอดที่สถานี ลู่เยี่ยนโจวจ่ายเงินให้เจ้าหน้าที่ไปรษณีย์เพื่อส่งโทรเลขกลับบ้าน
……
ลู่เยี่ยนโจวไม่อยู่ ไม่ต้องช่วยทำกายภาพบำบัด
หลังจากอ่านหนังสือไปสักพัก โจวหลีอันพบว่าเธออ่านหนังสือไม่เข้าหัว จึงไม่ฝืนต่อ แล้วเข้าไปในมิติพิเศษเพื่อปลูกอ้อย
หลังจากใช้น้ำพุศักดิ์สิทธิ์ไปยี่สิบมิลลิลิตร โจวหลีอันก็หยุด
หลังจากทำภารกิจปลูกพืชของวันนี้เสร็จ โจวหลีอันนึกขึ้นได้ว่าเธอยังติดค้างของขวัญกับเซี่ยเหออยู่
เธอจึงไปหาว่านหางจระเข้ที่ได้มาจากจางโหรวโหรว
ก่อนที่จะไปหาว่านหางจระเข้ เธอเตรียมจะทำน้ำกลั่นดอกเก๊กฮวยผสมน้ำพุศักดิ์สิทธิ์ให้เซี่ยเหอ
แต่พอมีว่านหางจระเข้แล้ว โจวหลีอันก็เตรียมจะทำที่ทาผิวว่านหางจระเข้แทน
หลังจากใช้น้ำพุศักดิ์สิทธิ์เร่งการเติบโตของว่านหางจระเข้ เก็บใบอ่อนบางส่วนไว้ตัดปักชำ ส่วนที่เหลือโจวหลีอันนำมาทำที่ทาผิวทั้งหมด
เธอตัดว่านหางจระเข้ แล้วเฉือนขอบที่มีหนามทั้งสองด้านออก ลอกเปลือกสีเขียว เอาเฉพาะเนื้อใสตรงกลาง
บดให้ละเอียด กรอง เติมน้ำจากน้ำพุศักดิ์สิทธิ์ที่เจือจางแล้ว สุดท้ายก็บรรจุลงในกระบอกไม้ไผ่
ตอนนี้โจวหลีอันมีแค่กระบอกไม้ไผ่เป็นภาชนะ
โจวหลีอันทำทั้งหมดสี่ส่วน แบ่งให้เซี่ยเหอ เฉียวเหม่ยอิง ตัวเธอเอง และจางโหรวโหรวผู้ให้ว่านหางจระเข้มา
พวกเธอล้วนเป็นผู้หญิงที่มีความสัมพันธ์ที่ดีกับเธอ
ที่ทาผิวว่านหางจระเข้มีคุณสมบัติในการเติมความชุ่มชื้น บำรุงผิวให้ขาว และฟื้นฟูผิว โจวหลีอันรู้สึกว่ามันใช้ได้ดีทีเดียว
ยังมีคุณสมบัติในการเจือจางน้ำพุศักดิ์สิทธิ์ โจวหลีอันคิดว่าที่ทาผิวว่านหางจระเข้ที่เธอทำต้องเป็นที่ทาผิวที่ดีที่สุดในโลกนี้แน่นอน!
ในขณะที่โจวหลีอันกำลังทำที่ทาผิวว่านหางจระเข้อยู่ในมิติพิเศษ อู๋ต้าหนี่แม่ของจางเฉี่ยวลี่ก็เดินทางมาถึงหมู่บ้านอิงเถา
อีกไม่กี่วันก็จะถึงเดือนมิถุนายนแล้ว
แม้จะยังไม่ถึงเที่ยง แต่แดดก็ร้อนจัด
หลายคนไม่สามารถทำงานติดต่อกันไปจนถึงเที่ยงได้ ต้องหยุดพักก่อนจึงจะทำงานต่อได้
อู๋ต้าหนี่มาถึงพอดีตอนที่กลุ่มหญิงชราและสะใภ้พักผ่อนเสร็จแล้ว กำลังจะเริ่มทำงานต่อ
หลินเซียงเหมยที่ไม่อยากทำงานต่อสังเกตเห็นอู๋ต้าหนี่
การปรากฏตัวของอู๋ต้าหนี่ดึงดูดความสนใจของหลินเซียงเหมยได้ หลินเซียงเหมยถามว่า "นั่นใครน่ะ?"
ดูไม่เหมือนคนแถวนี้เลย
ทำไมไม่ทำงาน มาเดินเพ่นพ่านอยู่ข้างนอกทำไม
ป้าหลี่ที่ลุกขึ้นยืนเตรียมจะไปทำงานต่อ สนใจคำพูดของหลินเซียงเหมย ป้าหลี่มองตามสายตาของหลินเซียงเหมยไป แล้วก็เห็นอู๋ต้าหนี่
ป้าหลี่สนิทกับเฉียวเหม่ยอิง จึงเคยเห็นอู๋ต้าหนี่มาก่อน
รู้ว่าคนคนนี้ไม่ใช่คนที่จะพูดด้วยเหตุผลได้ ป้าหลี่คิดว่าเธอมาหาเรื่องตระกูลโจวแน่ๆ
ป้าหลี่พูดว่า "นี่ใช่คนจากบ้านลุงจางหมู่บ้านข้างๆใช่ไหม วันนี้มีเวลาว่างมาแถวนี้ได้ยังไง"
อู๋ต้าหนี่กำลังจะหาคนถามว่าจางเฉี่ยวลี่ไปทำงานที่ไหน แล้วก็มีคนมาให้ถามพอดี
"อ้อ ป้าหลี่นี่เอง"
อู๋ต้าหนี่มองดูป้าหลี่แวบหนึ่ง แล้วพูดพร้อมรอยยิ้ม "ฉันมาหาลูกสาว คุณรู้ไหมว่าตอนนี้เธอไปทำงานที่ไหน"
"คุณยังไม่รู้อีกเหรอ" ป้าหลี่แสร้งทำตกใจ
"ลูกสาวคุณแอบมีชู้ โดนคอมมูนพาตัวไปอบรมแล้วนะ!"
อู๋ต้าหนี่ "!"
เธอนึกในใจว่า ทำไมจางเฉี่ยวลี่ถึงไม่กลับบ้านเกิด ที่แท้ก็เป็นแบบนี้นี่เอง!
ยัยเด็กบ้านี่
อู๋ต้าหนี่ได้ยินข่าวนี้แล้วก็โกรธจางเฉี่ยวลี่จนกัดฟันกรอด
โชคดีที่ลูกสาวคนอื่นๆของเธอแต่งงานออกไปแล้ว ไม่อย่างนั้นเรื่องของจางเฉี่ยวลี่ ลูกสาวคนอื่นๆของเธอจะแต่งงานได้อย่างไร?
จางเฉี่ยวลี่ถูกพาตัวไปแล้ว เธอคงไม่มีทางตามหาเจอ
แต่จะให้เธอกลับไปมือเปล่าอย่างนั้นหรือ?
ไม่ใช่แค่ตัวเธอเองที่ไม่ยอม แม้แต่จางต้าเกินก็คงไม่ปล่อยเธอไว้
ขณะนั้น ดวงตาของอู๋ต้าหนี่ก็กลอกไปมาอย่างรวดเร็ว
บทที่ 115: หย่าร้าง
ไม่นาน อู๋ต้าหนี่ก็คิดแผนขึ้นมาได้
ใบหน้าเหี่ยวย่นของเธอแสดงความตกใจ เจ็บปวด และไม่อยากจะเชื่อ
เธอพูดราวกับยอมรับไม่ได้ "ลูกสาวที่ดีของฉันจะไปมีชู้ได้ยังไง?"
หลินเซียงเหมยที่ยืนฟังอยู่ข้างๆ แค่นเสียงอย่างดูแคลน "ทุกคนเห็นกับตา จะโกหกได้ยังไง?"
หลินเซียงเหมยดูถูกจางเฉี่ยวลี่ที่ไม่รู้จักรักษาภาพลักษณ์ของตัวเอง พอรู้ว่าอู๋ต้าหนี่เป็นแม่ของจางเฉี่ยวลี่เธอก็ยิ่งดูถูกมากขึ้น
อู๋ต้าหนี่ไม่สนใจคำพูดของหลินเซียงเหมย เธอแสดงต่อไป "หรือว่าตระกูลโจวรังแกลูกสาวของฉัน?"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ป้าหลี่กับหลินเซียงเหมยสบตากัน ต่างเห็นความรำคาญในดวงตาของกันและกัน
ช่างไร้ยางอายเสียจริง นี่มันมาโจมตีกันชัดๆ
เรื่องที่จางเฉี่ยวลี่แอบไปมีชู้นั้น ใครๆก็รู้ว่าเป็นความผิดของเธอที่ทำไม่ดีกับตระกูลโจวไม่ใช่หรือ?
ใครๆก็รู้ว่าจางเฉี่ยวลี่อยู่ที่บ้านตระกูลโจวแทบไม่ต้องทำอะไรเลย!
อาหารก็มีแม่สามีทำให้ ลูกก็มีแม่สามีช่วยเลี้ยง ทุกวันที่ไปทำงานก็แอบขี้เกียจ เอาแต้มงานกลับมาแค่ไม่กี่คะแนน ก็ไม่มีใครว่าอะไร... นี่มันภาพที่ลูกสะใภ้หลายคนในหมู่บ้านอิงเถาใฝ่ฝัน
เพราะสภาพความเป็นอยู่ของจางเฉี่ยวลี่ในบ้านตระกูลโจว ยังมีหญิงชราหลายคนอยากจะยกลูกสาวให้แต่งเข้าตระกูลโจวเลย
ถ้าไม่ใช่เพราะเห็นว่าโจวซู่อันเป็นคนไม่ค่อยเอาไหน ไม่เคยไปทำงาน ป่านนี้ตระกูลโจวจะมีลูกสะใภ้แค่คนเดียวหรือ?
หลินเซียงเหมยมองอู๋ต้าหนี่อย่างรังเกียจพลางพูดว่า "ฉันขอร้องละ อย่ามาพูดโกหกตรงนี้เลยได้ไหม"
อู๋ต้าหนี่เห็นหลินเซียงเหมยมองด้วยสายตารังเกียจก็รู้สึกไม่พอใจ
เธอเอามือท้าวเอวตะโกนเสียงดัง "ทุกอย่างก็ดีอยู่แล้ว ทำไมลูกสาวฉันต้องไปแอบมีชู้ด้วย? เธอไม่มีสามีหรือไง ถึงต้องออกไปหาข้างนอก?"
หลินเซียงเหมย "......"
ป้าหลี่ "......"
หลังจากที่พวกเธอได้ฟังคำพูดของอู๋ต้าหนี่ ต่างรู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง แต่ในตอนนี้กลับไม่รู้จะโต้แย้งอย่างไรดี
คนที่แอบมีชู้มักจะเป็นหญิงม่าย แต่อย่างจางเฉี่ยวลี่ที่มีสามีแล้วยังไปแอบมีชู้ นี่นับว่าเป็นครั้งแรกจริงๆ
เมื่อเห็นว่าตนเองพูดจนทั้งสองคนตรงหน้าโต้แย้งไม่ได้ อู๋ต้าหนี่รู้สึกภูมิใจ จึงแสดงท่าทีดุดันทันทีว่า "ไม่ได้! เรื่องนี้ฉันต้องไปเอาคำตอบจากบ้านตระกูลโจว!"
พูดราวกับว่าบ้านตระกูลโจวเป็นฝ่ายทำผิดต่อเธอ
"พวกคุณรู้ไหมว่าเฉียวเหม่ยอิงอยู่ที่ไหน?"
การจะเรียกร้องความเป็นธรรมก็ต้องหาตัวคนมาก่อน ไม่งั้นจะไปเรียกร้องกับใคร
อู๋ต้าหนี่กวาดสายตามองไปมาระหว่างหลินเซียงเหมยกับป้าหลี่
หลินเซียงเหมยเดินจากไป ไม่อยากยุ่งกับคนอย่างอู๋ต้าหนี่ แม้เรื่องจะวุ่นวายก็ไม่อยากดู
ป้าหลี่ก็ไม่อยากพูดอะไร แต่เห็นท่าทางของอู๋ต้าหนี่ ดูก็รู้ว่าถ้าไม่เจอตัวคนที่ต้องการคงไม่ยอมเลิกรา
เพื่อไม่ให้เรื่องบานปลาย ป้าหลี่จำต้องพาอู๋ต้าหนี่ไปหาเฉียวเหม่ยอิง
ในตอนนั้น เฉียวเหม่ยอิงกำลังถอนหญ้าอยู่ในทุ่งนา
ทั้งที่เป็นวันที่อากาศร้อนจัด แต่เฉียวเหม่ยอิงกลับรู้สึกหนาวสะท้านที่แผ่นหลัง
ยังไม่ทันได้รู้ว่าความรู้สึกนี้มาจากไหน ก็ได้ยินเสียงที่แม้จะไม่ได้ยินมานาน แต่ก็ยังคงเป็นเสียงที่เฉียวเหม่ยอิงรังเกียจ
"เฉียวเหม่ยอิง!"
เฉียวเหม่ยอิงหันหลังกลับไป และเห็นอู๋ต้าหนี่ยืนอยู่ไม่ไกลนัก
เฉียวเหม่ยอิงถอยหลังด้วยความรังเกียจก่อนจะพูดว่า "ลูกชายคนโตของฉันหย่ากับจางเฉี่ยวลี่ลูกสาวเธอไปแล้ว!"
อู๋ต้าหนี่ "!"
เรื่องนี้เธอไม่เคยได้ยินมาก่อนเลย
อู๋ต้าหนี่รู้สึกดีใจขึ้นมา
เพราะเธอนึกถึงผู้หญิงคนหนึ่งในหมู่บ้านที่แต่งงานออกไป แต่งไปได้ไม่นานสามีก็ตาย หลังจากที่ตระกูลของเธอรับตัวกลับมา ไม่นานก็จัดการแต่งงานใหม่ให้เธออีกครั้ง
นี่มันไม่ใช่โอกาสที่จะได้ค่าสินสอดเพิ่มอีกรอบหรอกหรือ?
คุ้มจริงๆ!
การหย่าร้างนี่ดีนะ หย่าแล้วแต่งงานใหม่ ตระกูลของเธอได้กำไร
แต่ว่า...
"หย่างั้นหรือ!"
อู๋ต้าหนี่จ้องมองเฉียวเหม่ยอิงอย่างระแวง "เรื่องหย่าเป็นตระกูลโจวที่ร้องขอ สินสอดก็อย่าหวังจะได้คืน และยังต้องจ่ายค่าชดเชยให้ตระกูลของฉันด้วย!"
เฉียวเหม่ยอิงเริ่มไม่อยากจะเชื่อ แต่แล้วก็หัวเราะออกมา
เรื่องสินสอดนั้น จากที่เฉียวเหม่ยอิงรู้นิสัยเอาเปรียบของตระกูลจางดี เธอก็ไม่ได้คิดจะเรียกคืนอยู่แล้ว
แต่ตระกูลโจวไม่ได้ร้องขอ ทางตระกูลจางกลับมาเรียกร้องค่าชดเชย
"จางเฉี่ยวลี่แอบไปมีชู้เพราะไม่รักษากฎระเบียบ แค่พูดออกมาฉันก็รู้สึกอับอายขายหน้า แล้วใครควรจะชดเชยให้ใครล่ะ?" เฉียวเหม่ยอิงแทบไม่อยากจะเชื่อว่าอู๋ต้าหนี่กล้ามาที่บ้าน จริงๆแล้วไม่รู้สึกผิดเลยหรือไง?
อู๋ต้าหนี่เอามือเท้าเอว พูดอย่างมั่นใจว่า "แน่นอนว่าตระกูลของพวกคุณต้องชดเชยให้ตระกูลพวกเราสิ!"
คนอื่นๆ "......"
นี่มันไร้ยางอายจริงๆ
อู๋ต้าหนี่ยังคงแสดงท่าทีไร้ยางอายต่อไป พูดอย่างหน้าด้านว่า "ลูกสาวของฉันมาอยู่ที่บ้านของพวกคุณอย่างดีๆ แต่กลับต้องถูกลากออกไปอบรม ไม่รู้ว่าจะต้องทนทุกข์อีกเท่าไหร่ พวกคุณไม่ควรชดเชยเลยหรือ?"
เฉียวเหม่ยอิงรู้สึกปวดหัวกับตรรกะแบบโจรของอีกฝ่าย "นั่นมันเพราะเธอไม่รักษาภาพลักษณ์ของตัวเองต่างหาก จะมาโทษตระกูลเราได้ยังไง?"
อู๋ต้าหนี่กลอกตา "ไม่โทษพวกคุณ แล้วจะให้โทษพวกเราหรือ? ตอนอยู่บ้านเรา ทำไมเธอไม่เคยแอบไปมีชู้?"
"หรือว่าที่บ้านของพวกคุณทารุณเธอ หรือว่าลูกชายคนโตของบ้านคุณไม่เอาไหน? แม้แต่ภรรยาตัวเองยังดูแลไม่ได้ ช่างไร้ค่าจริงๆ!"
"ลูกสาวของฉันต้องทนทุกข์ทรมาน พวกคุณต้องชดใช้ค่าเสียหาย ไม่งั้นฉันจะมาก่อกวนที่นี่ทุกวัน!"
เฉียวเหม่ยอิงโกรธ เมื่อเห็นใบหน้าน่ารังเกียจของอู๋ต้าหนี่ เธอก็ตบซ้ายขวาเข้าที่ใบหน้าของอู๋ต้าหนี่ทันที
อู๋ต้าหนี่ถูกตบจนงงงัน
เธอไม่คิดเลยว่าเฉียวเหม่ยอิงจะลงมือ
เพราะเธอได้ยินจากจางเฉี่ยวลี่ที่กลับมาเล่าว่า ตอนที่เธออยู่บ้านสามี เธอทำอะไรไว้มากมาย แต่ตระกูลโจวก็ไม่เคยลงมือตบตีเธอเลย
เพราะคำพูดที่จางเฉี่ยวลี่กลับมาเล่า อู๋ต้าหนี่จึงคิดว่าตระกูลโจวเป็นคนอ่อนแอ จะรังแกยังไงก็ได้
"เธอจะพูดเรื่องลูกชายคนโตของฉันอีกไหม?"
เฉียวเหม่ยอิงโกรธ ลูกชายคนโตของเธอต้องมาเจอคนอย่างจางเฉี่ยวลี่ เขาต้องทนทุกข์มามากแค่ไหน
หลังจากหย่าร้างมาด้วยความยากลำบาก ยังต้องมาถูกตระกูลจางใส่ร้าย เฉียวเหม่ยอิงในฐานะแม่ทนไม่ไหว
เธอไม่เคยทำร้ายคน แต่ไม่ได้บอกว่าจะไม่ทำร้ายสัตว์!
อู๋ต้าหนี่ที่ได้สติกลับมา เริ่มต่อต้าน มือพยายามจะข่วนใส่เฉียวเหม่ยอิงพร้อมกับตะโกนว่า "เธอกล้าตบฉันเหรอ!"
เฉียวเหม่ยอิงได้เปรียบเพราะลงมือก่อน อีกทั้งโมโหจนปลดปล่อยพลังที่ไม่เคยมีมาก่อน จัดการอู๋ต้าหนี่ได้อย่างง่ายดาย
การต่อต้านของอู๋ต้าหนี่ ทำให้เฉียวเหม่ยอิงตบที่ใบหน้าหนักขึ้น "ถ้าเธอกล้าพูดจาใส่ร้ายลูกชายคนโตของฉันอีกแม้แต่คำเดียว ฉันจะสู้จนตายไปข้าง!"
ตอนที่เฉียวเหม่ยอิงพูดประโยคนั้น คนอื่นๆที่อยู่ในที่เกิดเหตุก็ตกใจกันหมด
เพราะปกติแล้วเฉียวเหม่ยอิงมักจะทำตัวสุภาพอ่อนโยน ไม่เคยพูดจารุนแรงแบบนี้มาก่อน
แต่คนที่อ่อนโยนสุภาพ เมื่อเกิดคลุ้มคลั่งขึ้นมา กลับน่ากลัวยิ่งกว่า
ทุกคนที่อยู่ในที่นั้นแทบไม่มีใครคิดว่าเฉียวเหม่ยอิงกำลังพูดโกหก
อู๋ต้าหนี่ตกใจ หลังจากเฉียวเหม่ยอิงตบหน้าเธอไปอีกหลายที ด้วยความโมโหที่ไม่อาจระงับได้ จึงเริ่มชกและเตะทันที
อู๋ต้าหนี่ล้มลงกับพื้น ร้องครวญครางไม่หยุด
ตอนแรกคนอื่นๆรู้สึกแค่สะใจ เพราะอู๋ต้าหนี่นั้นไร้ยางอายเกินไป
แต่พอเห็นเสียงร้องครวญครางของอู๋ต้าหนี่เบาลงไป ป้าหลี่ก็เริ่มกังวลว่าจะเกิดเรื่องไม่ดีขึ้น จึงเข้าไปดึงเฉียวเหม่ยอิง
เมื่อเห็นป้าหลี่ดึง คนอื่นที่กังวลก็พากันเข้าไปดึงเฉียวเหม่ยอิงด้วย
เฉียวเหม่ยอิงถูกทุกคนช่วยกันดึงออกมาพร้อมเสียงจอแจ แต่แล้วในวินาทีถัดมาเธอก็หมดสติไป
บทที่ 116: เจตนาดีแต่ทำเรื่องแย่
เสียงร้องตกใจดังขึ้นในกลุ่มคน
โจวซู่อันที่ได้รับโทรเลขและรีบปั่นจักรยานกลับมาอย่างเร่งรีบ เห็นผู้คนมารวมตัวกันอยู่แถวนี้ตั้งแต่ไกล
เขายังสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น แต่พอขี่จักรยานเข้ามาใกล้ ก็เห็นภาพแม่ของเขาหมดสติ โจวซู่อันกระโดดลงจากรถแล้ววิ่งไปทางแม่ของเขาทันที
เขารีบอุ้มแม่ขึ้นมาทันที แล้วถามคนอื่นๆว่า "เกิดอะไรขึ้นกับแม่ของผม?"
"น่าจะโดนคนนี้ทำให้โกรธจนเป็นลมไปน่ะ..." มีคนชี้ไปที่อู๋ต้าหนี่ที่นอนอยู่บนพื้น
เมื่อเห็นว่าเป็นอู๋ต้าหนี่ สีหน้าของโจวซู่อันฉายแววโกรธเกรี้ยว เขาอุ้มแม่ของตัวเองขึ้นมา ขณะเดินผ่านข้างอู๋ต้าหนี่ก็ไม่ลืมที่จะเตะเธออีกที "ถ้าแม่ฉันเป็นอะไรไป ฉันจะไม่ปล่อยเธอไว้แน่!"
ขณะที่โจวซู่อันพูดประโยคนั้น สีหน้าของเขาดูน่ากลัว จนคนที่เห็นรู้สึกอึดอัดไปตามๆกัน หนุ่มคนนี้ปกติแล้วมักจะยิ้มแย้มแจ่มใสกับทุกคน
พูดถึงแม่ของจางเฉี่ยวลี่ เธอก็เป็นคนที่มีความสามารถ เพียงแค่มาครั้งเดียวก็สามารถบีบให้คนตระกูลโจวแสดงท่าทีที่พวกเขาไม่เคยเห็นมาก่อน
สมกับคำพูดเก่าแก่ที่ว่า แม้แต่กระต่ายเมื่อถูกบีบคั้นก็ยังกัดคนได้
โจวซู่อันก็อุ้มเฉียวเหม่ยอิงวิ่งไปที่รถ แม่ของเขาสุขภาพแข็งแรงมาตลอด นี่เป็นครั้งแรกที่เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น จำเป็นต้องรีบพาไปหาหมอตรวจดูโดยเร็ว
หลังจากโจวซู่อันพาเฉียวเหม่ยอิงออกไปแล้ว เหลือเพียงบรรดาคนที่มองดูอู๋ต้าเนี่ยที่ยังนอนอยู่บนพื้น พวกเธอต่างมองหน้ากันไปมา
"อย่าให้เกิดเรื่องอะไรขึ้นเลย เราควรพาเธอไปที่สถานีอนามัยดีไหม?" หญิงชราคนหนึ่งถามอย่างลังเล
หลังจากที่หญิงชราคนนี้พูดจบ มีคนพยักหน้าเห็นด้วย แต่ไม่มีใครขยับตัว
ใครจะไปล่ะ พวกเขาเข้าใจอย่างชัดเจนว่า อู๋ต้าหนี่นั้นสามารถพูดให้สิ่งที่ดำกลายเป็นขาวได้
ทุกคนรู้ว่าการมีชู้นั้นเป็นความผิดของจางเฉี่ยวลี่ แต่อู๋ต้าหนี่กลับกล้ามาเรียกร้องค่าเสียหายจากตระกูลโจว
ถ้าเป็นพวกเขา หากส่งคนนี้ไปที่สถานีอนามัยแล้วกลับถูกกล่าวหาจะทำอย่างไร ในขณะที่เหล่าหญิงชรายังลังเลอยู่ อู๋ต้าหนี่ก็ผ่านช่วงเวลาที่ทรมานไปได้ และลุกขึ้นมาจากพื้น
เหล่าหญิงชราในหมู่บ้านอิงเถาเห็นว่าอู๋ต้าหนี่เคลื่อนไหวลำบาก แต่ก็ยังพอขยับตัวได้ ต่างก็พากันถอนหายใจด้วยความโล่งอก แล้วรีบแยกย้ายกันไปทำงาน
อู๋ต้าหนี่เองก็ไม่คิดว่าการมาครั้งนี้ จะไม่ได้ประโยชน์อะไร ยังต้องมาโดนทุบตีเสียอีก อู๋ต้าหนี่ย่อมไม่ยอมแพ้ง่ายๆ
แต่เมื่อนึกถึงท่าทางที่เฉียวเหม่ยอิงทุบตีเธอก่อนหน้านี้ ประกอบกับเฉียวเหม่ยอิงเป็นลมหมดสติไปในภายหลัง อู๋ต้าหนี่ก็ไม่กล้าไปหาคนในตระกูลโจวอีก
ถ้าเฉียวเหม่ยอิงโกรธจนเกิดเรื่องร้ายขึ้นมา แล้วเธอไปที่นั่น มันก็เหมือนกับการเดินเข้าไปในปากกระบอกปืนไม่ใช่หรือ อู๋ต้าหนี่เป็นคนไม่รู้จักอาย แต่ไม่ใช่คนไม่มีสมอง
อู๋ต้าหนี่ที่ไม่ได้รับประโยชน์อะไรจากที่นี่ เอามือยันเอว เดินกลับไปอย่างเชื่องช้า
เธอเดินช้ามาก โดยหลักๆมีสองสาเหตุ
สาเหตุแรกคือร่างกายของเะอมีบาดแผล
สาเหตุที่สอง คือไม่ได้รับประโยชน์อะไร กลับไปก็ไม่รู้จะอธิบายยังไงดี
วิธีจัดการของตระกูลจาง ก็คงไม่พ้นการลงโทษด้วยการตี แต่วันนี้อู๋ต้าหนี่ก็โดนตีมาแล้ว เธอจึงไม่อยากกลับไปเพื่อโดนตีอีก
ในขณะที่อู๋ต้าหนี่กำลังคิดว่าจะหลบเลี่ยงการถูกตีเมื่อกลับไปได้อย่างไร เธอก็เห็นจางโหรวโหรวที่กำลังพักผ่อนอยู่ในทุ่งนา
จางโหรวโหรวเติบโตมา แม้จะอยู่ห่างกัน อู๋ต้าหนี่ก็ยังจำหลานสาวคนนี้ได้
แม้จะไม่ได้เอาเปรียบตระกูลโจว แต่การเอาเปรียบจางโหรวโหรว อู๋ต้าหนี่ก็ยังรู้สึกว่าตัวเองทำได้ดี
อู๋ต้าหนี่ไปหาจางโหรวโหรว คว้าแขนเรียวบางของเธอไว้ แล้วตะโกนว่า "เด็กคนนี้ ฉันไม่เคยเห็นคนที่ไม่กตัญญูเหมือนเธอมาก่อนเลย! เมื่อวานวันเกิดปู่ของเธอ ไม่รู้จักแสดงน้ำใจอะไรบ้างเลยหรือ?"
จางโหรวโหรวใช้เวลานึก จำได้ว่าผู้หญิงที่หน้าบวมและจมูกช้ำตรงหน้าเธอคือป้าใหญ่ของเธอ
หลังจากที่แม่ของหวังต้าเฉวียนเสียชีวิต เธอก็ตัดขาดการกับตระกูลจาง
เพราะหวังต้าเฉวียนช่วยเธอไล่ป้าใหญ่ที่พยายามจะเอาเปรียบออกไป ถือเป็นเรื่องเดียวที่วังต้าเฉวียนทำตามใจเธอ นับตั้งแต่ที่เธอแต่งงานกับเขา
ตอนนี้วังต้าเฉวียนไม่อยู่แล้ว เธอจะทำอย่างไรดี?
จางโหรวโหรวรู้สึกตื่นตระหนก "คุณป้าก็รู้สถานการณ์ของฉันดี ฉันไม่มีอะไรจะให้" จางโหรวโหรวพูดอย่างหวาดกลัว
"ฉันไม่สนหรอก!"
อู๋ต้าหนี่พยายามที่จะยึดจางโหรวโหรวเอาไว้เป็นเหมือนฟางเส้นสุดท้าย เธอจะปล่อยไปง่ายๆได้อย่างไร
"ถึงแม้เธอจะกลับไปแล้วถูกสามีตีตาย เธอก็ต้องเอาอะไรมาให้คุณปู่บ้าง ไม่อย่างนั้นเขาก็เลี้ยงดูเธอมาเสียเปล่า"
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ จางโหรวโหรวรู้สึกแต่เพียงความเสียดสี ปู่ของเธอเคยเลี้ยงดูเธอตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?
จากน้ำเสียงของอู๋ต้าหนี่ ดูเหมือนว่าเธอยังไม่รู้เรื่องที่หวังต้าเฉวียนถูกจับเข้าคุกจางโหรวโหรวคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วพูดกับอู๋ต้าหนี่ด้วยสีหน้าเรียบเฉย "ไม่ต้องให้เขาฆ่าฉันหรอก ป้าฆ่าฉันเองเลยก็ได้ ยังไงฉันก็ไม่มีอะไรจะให้อยู่แล้ว"
อู๋ต้าหนี่กัดฟันกรอด
เธอไม่คิดว่าการขอของบางอย่างจากจางโหรวโหรวจะยากเย็นถึงเพียงนี้
อู๋ต้าหนี่คิดในใจว่า เธอแก่กว่าจางโหรวโหรวตั้งหลายปี จะจัดการจางโหรวโหรวไม่ได้หรือไง?
อู๋ต้าหนี่หัวเราะเยาะ "อยากตายใช่ไหม? งั้นฉันจะกลับไปเทอุจจาระที่หลุมศพแม่เธอ คงไม่มีปัญหาอะไรใช่ไหม? ในเมื่อเธออยากตายนี่!"
คำพูดของอู๋ต้าหนี่ ทำให้หญิงชราคนอื่นที่แอบสังเกตการณ์อยู่มีสีหน้าประหลาดใจ คนคนนี้ช่างไม่มีมารยาทจริงๆ!
เทอุจจาระใส่หน้าหลุมศพของคนอื่น ไม่กลัวว่าวิญญาณจะมาหลอกหลอนเลยหรือไง
มีเพียงจางโหรวโหรวที่รู้ว่าอู๋ต้าหนี่สามารถทำเรื่องแบบนี้ได้ จางโหรวโหรวทั้งโกรธแค้น แต่กลับทำอะไรอู๋ต้าหนี่ไม่ได้ เธอไม่อยากให้แม่ของเธอที่ตายไปแล้วไม่ได้พักผ่อนอย่างสงบ
เมื่อเห็นท่าทีลังเลของจางโหรวโหรว อู๋ต้าหนี่พูดอย่างหงุดหงิด "ยังไม่รีบกลับไปเอาของมาให้ฉันอีก?"
จางโหรวโหรวไม่มีทางเลือก จำใจกลับบ้านไป ส่วนอู๋ต้าหนี่นั่งไม่สนใจอะไรอยู่ที่เดิม รอให้จางโหรวโหรวหยิบของมาให้
ความห่วงใยที่จางโหรวโหรวมีต่อแม่ของเธอ อู๋ต้าหนี่ไม่กังวลเลยว่าจางโหรวโหรวจะไม่มา
จางโหรวโหรวเป็นคนซื่อ อีกทั้งยังมีผู้ชายอย่างหวังต้าเฉวียนเป็นสามี ทำให้หลายคนรู้สึกสงสารเธอ
เมื่อเห็นอู๋ต้าหนี่บังคับให้จางโหรวโหรวกลับไปหยิบของ พวกเขาก็อยากช่วยจางโหรวโหรว "คุณเป็นป้าของเด็กคนนี้จริงๆหรือ?"
มีหญิงชราคนหนึ่งถามอู๋ต้าหนี่ที่มีใบหน้าช้ำและบวมเขียว
"แล้วฉันจะโกหกไปทำไม?" อู๋ต้าหนี่ตอบกลับอย่างหงุดหงิด
"ถ้าคุณเป็นป้าจริงๆ ก็ควรจะดีกับเธอหน่อย สามีของเธอพยายามก่ออาชญากรรมแล้วยังใช้ความรุนแรงจนต้องติดคุก ตอนนี้เธอเป็นผู้หญิงคนเดียวที่ต้องแบกรับภาระทั้งตระกูล พวกคุณซึ่งเป็นญาติหากไม่ช่วยเหลือก็แล้วไป ยังจะมาเรียกร้องเอาของอีก มันเหมาะสมแล้วหรือ?" หญิงชราคนนั้นพูดอย่างไม่เห็นด้วย
เมื่อได้ยินดังนั้น ดวงตาของอู๋ต้าหนี่ก็เปล่งประกายขึ้นมาทันที เธอเก็บสีหน้าที่แสดงความไม่อดทนก่อนหน้านี้ออกไป แล้วถามหญิงชราที่พูดว่า "คุณพูดความจริงหรือ?"
บทที่ 117: ทำบะหมี่เย็น
"...จะเป็นเรื่องโกหกได้ยังไง?"
หลังจากพูดประโยคนี้จบ หญิงชราคนก็เริ่มสงสัย เมื่อได้ยินว่าสามีของหลานสาวถูกจับเข้าคุก ดูเหมือนจะมีความสุข
อู๋ต้าหนี่ก็มีความสุขจริงๆนั่นแหละ สามีของจางโหรวโหรวเข้าคุกไปแล้ว เธอเป็นผู้หญิงคนเดียวคงจะใช้ชีวิตลำบาก ไม่ควรจะแต่งงานใหม่หรือ
การแต่งงานใหม่ ถ้าไม่มีผู้ใหญ่จัดการให้จะทำอย่างไรได้ พ่อแม่ของจางโหรวโหรวเสียชีวิตไปนานแล้ว ป้าใหญ่อย่างเธอก็ต้องรับหน้าที่เป็นผู้ใหญ่ หาสามีให้จางโหรวโหรว
การมาครั้งนี้ จางเฉี่ยวลี่ก็หย่าร้างไปแล้ว แถมสามีของหลานสาวก็เข้าคุกอีก อู๋ต้าหนี่รู้สึกว่าความเจ็บปวดในร่างกายหายไปทันที การแต่งงานใหม่อีกครั้งก็หมายถึงการได้รับสินสอดอีกรอบ
เธอมาที่นี่ก็เพราะลูกชายสุดที่รักไม่มีเนื้อกิน
เธอจะกลับไปจัดการหาคู่ครองให้กับจางเฉี่ยวลี่และจางโหรวโหรว
เธอยังจะกังวลว่าที่บ้านจะไม่มีเนื้อกิน
เธออยากจะรีบกลับไปหาแม่สื่อเดี๋ยวนี้เลย
จางโหรวโหรวมาถึงพอดี ในมือถือไข่ไก่สิบฟองและน้ำตาลทรายแดงหนึ่งชั่ง
ไข่ไก่เป็นของที่เธอเก็บสะสมไว้ ส่วนน้ำตาลทรายแดงเป็นของที่โจวหลีอันให้มาตอนที่เธอช่วยโจวหลีอันตัดเสื้อผ้า จางโหรวโหรวไม่อยากจะให้น้ำตาลทรายแดงไป แต่ในบ้านก็ไม่มีอะไรที่มีค่าเหลืออยู่แล้ว
เพื่อไม่ให้อู๋ต้าหนี่ไปก่อเรื่องที่หลุมศพของแม่เธอ จางโหรวโหรวจำใจต้องเอาน้ำตาลทรายแดงออกมา
แม้จะเป็นเช่นนั้น จางโหรวโหรวก็ยังกังวลว่าอู๋ต้าหนี่จะไม่พอใจ เพราะความต้องการของอู๋ต้าหนี่ก็ไม่ใช่น้อยๆ พอจางโหรวโหรวยื่นของให้ อู่ต้าหนี่มองดูแล้วก็แสดงความไม่พอใจทันที "ทำไมมีแค่นี้?"
"ที่บ้านไม่มีอะไรแล้วจริงๆ"
จางโหรวโหรวกำเงินสองหยวนในกระเป๋าแน่น นี่เป็นเงินที่เธอเก็บสะสมมาไว้สำหรับซ่อมแซมบ้าน จะไม่ยอมให้เงินนี้กับอู๋ต้าหนี่เด็ดขาด
จางโหรวโหรวพร้อมที่จะรับมือกับการรบเร้าของอู๋ต้าหนี่แล้ว
แต่ไม่คิดว่าหลังจากอู๋ต้าหนี่ฟังเธอพูดจบ ก็เดินจากไปโดยไม่มีท่าทีอะไร ทำให้จางโหรวโหรวไม่คุ้นเคยอย่างมาก เธอรู้สึกว่าต้องมีอะไรบางอย่างรอคอยเธออยู่
แต่การเดินทางมาจากหมู่บ้านข้างๆก็ไม่ใช่เรื่องง่าย การเดินเท้าก็ต้องใช้เวลาครึ่งวัน แม้อู๋ต้าหนี่จะมาอีก ก็คงเป็นเรื่องในภายหลัง
จางโหรวโหรวก็กลับไปทำงานต่อ เธอต้องทำงานให้ดี ทำงานจนมีบ้านเป็นของตัวเอง เธอถึงจะสบายใจได้
หญิงชราที่เคยช่วยพูดให้จางโหรวโหรวก่อนหน้านี้ เห็นจางโหรวโหรวให้ของแก่อู๋ต้าหนี่ แต่เดิมคิดจะพูดอะไรบางอย่าง แต่สุดท้ายก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา
ท้ายที่สุดแล้ว เธอจะพูดอะไรได้ล่ะ ให้จางโหรวโหรวไม่ให้ของหรือ ถ้าป้าของจางโหรวโหรวเกิดบ้าไปอาละวาดที่หน้าหลุมศพแม่ของจางโหรวโหรวจริงๆละก็ บาปกรรมของเธอคงจะหนักหนาสาหัสเลยทีเดียว
หญิงชราคนนั้นคิดในใจ ทุกบ้านก็มีเรื่องยากๆให้ต้องจัดการกันทั้งนั้น
หลังจากโจวหลีอันทำที่ทาผิวว่านหางจระเข้เสร็จในมิติพิเศษ ก็ออกมาจากมิติพิเศษทันที พอเดินออกม เธอก็สังเกตเห็นแสงแดดที่แผดเผาลงบนพื้นปูนในลานบ้าน
เพียงแค่มองดู โจวหลีอันก็รู้สึกร้อน ถ้าต้องทำงานในทุ่งนาจะทนไหวได้อย่างไร
นึกถึงพ่อแม่และพี่ชายคนโตที่ยังอยู่ในทุ่งนา โจวหลีอันไม่ลังเลเลยที่จะเดินไปยังห้องครัวนำถั่วเขียวออกมาแช่น้ำ โจวหลีอันเตรียมทำน้ำถั่วเขียวเพื่อส่งไปให้เฉียวเหม่ยอิงและคนอื่นๆเพื่อคลายร้อน
พอถึงหน้าร้อน บางครั้งก็ไม่อยากกินอาหารร้อนๆ
ในขณะที่ทำน้ำถั่วเขียว โจวหลีอันก็เริ่มนวดแป้งเพื่อเตรียมทำบะหมี่เย็นไว้กินด้วย
แต่เดิมตั้งใจจะทำบะหมี่เย็น แต่เนื่องจากไม่ได้เตรียมถั่วงอกไว้ โจวหลีอันจึงวางแผนว่าจะทำบะหมี่เย็นในภายหลัง แป้งนวดเสร็จแล้ว แต่ยังต้องใช้เวลาอีกสักพักให้แป้งขึ้นฟู
ในช่วงเวลานี้ โจวหลีอันก็ไม่ได้อยู่เฉย เธอเข้าไปในมิติพิเศษอีกครั้ง
เพียงแค่นำถั่วเหลืองและถั่วเขียวที่ปลูกไว้ก่อนหน้านี้มาเพาะเป็นถั่วงอก ได้ถั่วงอกทั้งหมดสิบชั่ง ถั่วหนึ่งชั่งสามารถงอกเป็นถั่วงอกได้สิบกว่าชั่ง ในมิติพิเศษใช้เวลาเพียงวันกว่าๆ ถั่วงอกก็พร้อมรับประทานแล้ว
โจวหลีอันเตรียมที่จะกินเอง แล้วส่งไปให้โรงงานทอผ้าบ้าง
ในมิติพิเศษใช้ถั่วสิบชั่งเพาะถั่วงอก ไม่ต้องใช้เวลามากนัก หลังจากเพาะถั่วงอกเสร็จ โจวหลีอันก็เริ่มคิดเรื่องการปลูกถั่วอีก
ก่อนหน้านี้ เธอได้ปลูกถั่วบางชนิดพร้อมกับพริก และมันก็เติบโตขึ้นมาบ้างแล้ว
เธอเก็บเกี่ยวถั่วเหลือง ถั่วเขียว และพริก เหลือเพียงแต่ถั่วแดงที่ยังไม่สุก เธอจึงยังไม่ได้แตะต้อง
แต่ตอนนี้ โจวหลีอันคำนวณดูแล้วว่า ถั่วแดงใช้เวลาอีกหนึ่งเดือนกว่าจะสุก เธอจึงตัดสินใจปลูกถั่วเหลืองและถั่วเขียว ส่วนพริก โจวหลีอันวางแผนว่าจะแยกไปปลูกใหม่ต่างหาก
โจวหลีอันยังคงรู้สึกว่าการปลูกพืชหลายชนิดในพื้นที่หนึ่งหมู่นั้นดูวุ่นวายและยากต่อการจัดการ
การแยกปลูกพืชแต่ละชนิดในอนาคตต้องค่อยๆทำไปทีละขั้น
หลังจากปลูกถั่วเหลืองและถั่วเขียวในมิติ โจวหลีอันก็นำไข่ออกมาทำไข่ดาว
ไม่มีเนื้อหมู ก็ใช้ไข่แทน หลังจากไปเมืองหลวงของมณฑลหนึ่งครั้ง มิติพิเศษของโจวหลีอันมีไข่เกือบสี่สิบฟอง
โจวหลีอันใจกว้างมาก เธอทำไข่ดาวสิบสี่ฟองในคราวเดียว ให้สมาชิกแต่ละคนในตระกูลโจวคนละสองฟอง
หลังจากทำไข่ดาวเสร็จ โจวหลีอันก็เริ่มทำบะหมี่เย็นและเตรียมส่วนผสมที่จำเป็นให้พร้อม เห็นว่าใกล้จะเลิกงานแล้ว จึงหิ้วของพวกนี้ไปที่บ้านของเฉียวเหม่ยอิง
ระหว่างทางเจอหญิงชราที่กำลังเลิกงาน
"หลีอัน ไปเยี่ยมแม่เหรอ"โจวหลีอันยิ้มพลางพยักหน้า "ฉันเห็นว่าวันนี้อากาศร้อน ก็เลยคิดจะทำน้ำถั่วเขียวไปส่งให้แม่กับพวกเขา"
"หลีอัน เธอยังไม่รู้เหรอ แม่ของเธอเป็นลม พี่ชายคนที่สองของเธอพาไปแล้ว"
โจวหลีอัน "!"
เธอไม่รู้เรื่องนี้จริงๆ
เมื่อได้ยินว่าเฉียวเหม่ยอิงเป็นลม โจวหลีอันก็ไม่มีเวลาถามว่าเป็นลมได้อย่างไร เธอคิดว่าควรไปดูคนก่อนแล้วค่อยว่ากัน โจวหลีอันจึงหันหลังเดินกลับทันที
พอถึงบ้าน เธอโยนของเข้าไปในมิติพิเศษ แล้วขี่จักรยานออกไปข้างนอกทันที แม่ของเธอเป็นลม ถ้าโจวซู่อันเห็นก็จะพาไปส่งที่สถานีอนามัย โจวหลีอันจึงมุ่งหน้าไปยังสถานีอนามัย
เมื่อใกล้ถึงสถานีอนามัย โจวหลีอันเห็นว่าไม่มีใครอยู่รอบๆ จึงหยิบกระบอกไม้ไผ่ออกมาจากมิติพิเศษข้างในบรรจุน้ำพุศักดิ์สิทธิ์
หลังจากทำสิ่งเหล่านี้เสร็จ โจวหลีอันก็รีบเข้าไปในสถานีอนามัยอย่างรวดเร็ว
สถานีอนามัยแห่งนี้เป็นของคอมมูน ไม่กว้างขวาง มีเพียงสองห้องที่เชื่อมต่อกันห้องทางด้านซ้ายเป็นสถานที่ที่แพทย์ใช้ตรวจรักษาผู้ป่วย ส่วนห้องทางด้านขวาใช้เป็นที่พักอาศัยของแพทย์และเป็นห้องเก็บของ
โจวหลีอันเดินเข้าไปในห้องทางซ้าย ก็เห็นเฉียวเหม่ยอิงนอนอยู่บนเตียงคนไข้ ใบหน้าสีเหลืองซีด เธอกำลังได้รับน้ำเกลือ
นอกจากเฉียวเหม่ยอิงแล้ว โจวหลีอันไม่เห็นคนอื่นอยู่ในห้องเลยในตอนนั้น เฉียวเหม่ยอิงฟื้นขึ้นมาแล้ว แต่ดูเหมือนว่าสีหน้าของเธอไม่ค่อยดีนัก
"แม่ แม่เป็นอะไรหรือเปล่า"
โจวหลีอันเดินเข้าไปจับมือของเฉียวเหม่ยอิงและถามด้วยความเป็นห่วง เมื่อเห็นลูกสาวมาถึง เฉียวเหม่ยอิงยิ้มเล็กน้อย แล้วปลอบใจว่า "แม่ไม่เป็นไรหรอก อย่ากังวลไปเลย"
"พี่รองล่ะ?"
บทที่ 118: ความคิดถึง
หมอไม่อยู่ โจวหลีอันไม่เห็นโจวซู่อัน เธอตั้งใจจะพูดคุยกับโจวซู่อันเพื่อทำความเข้าใจสถานการณ์
"ออกไปแล้ว"
เฉียวเหม่ยอิงยิ้มเล็กน้อย "วันนี้ทำให้เขาตกใจไปหน่อย"
นี่เป็นครั้งแรกที่เฉียวเหม่ยอิงเห็นพี่โจวซู่อันมีสีหน้าแย่ ดูเหมือนจะคล้ายผู้ชายขึ้นมาบ้างแล้ว
"ฉันได้ยินว่าแม่เป็นลม ก็รู้สึกตกใจเหมือนกัน แม่ต้องดูแลสุขภาพให้ดีนะ"
พูดจบ โจวหลีอันก็หยิบกระบอกไม้ไผ่ เทน้ำจากกระติกที่วางอยู่ข้างเตียงออกมาเล็กน้อย ผสมกับน้ำพุศักดิ์สิทธิ์แล้วป้อนให้เฉียวเหม่ยอิงดื่ม
น้ำพุศักดิ์สิทธิ์ที่เหลืออยู่ โจวหลีอันเทลงไปในน้ำถั่วเขียวแล้ว ตั้งใจจะเอาไปให้เฉียวเหม่ยอิงบำรุงร่างกาย แต่สุดท้ายก็ยังไม่ได้ใช้น้ำพุวิเศษที่เหลือ
ถ้าไม่เจือจางก็ไม่สามารถดื่มได้
เฉียวเหม่ยอิงดื่มน้ำที่ลูกสาวป้อนให้ รู้สึกสบายขึ้นมาก
เป็นเพราะลูกสาวน่ารัก เชื่อฟัง และหน้าตาดี
เธอไม่เคยดื่มน้ำที่คนอื่นให้ แต่เธอรู้สึกว่าน้ำที่ลูกสาวให้หวานที่สุด
หลังจากป้อนน้ำให้เฉียวเหม่ยอิงดื่มเสร็จ โจวซู่อันก็กลับมา
โจวหลีอันรีบถามทันที "พี่รอง แม่เป็นลมได้ยังไง หมอว่ายังไงบ้าง?"
เธอมาถึงที่นี่สักพักแล้ว แต่ก็ยังไม่เห็นหมอเลย
โจวหลีอันรู้สึกว่าหมออาจจะไปกินข้าวแล้ว
โจวซู่อันมองน้องสาวแล้วพูดว่า "หมอบอกว่าแม่อยู่กลางแดดนานเกินไปจนเป็นลมแดด และยังถูกอู๋ต้าหนี่ทำให้โมโหด้วย ถึงได้เป็นลมไป พอให้น้ำเกลือขวดนี้หมดก็ไม่เป็นไรแล้ว"
เมื่อได้ยินว่าเฉียวเหม่ยอิงจะไม่เป็นไรหลังจากให้น้ำเกลือหมด โจวหลีอันก็รู้สึกโล่งใจ
แต่ว่า...
"อู๋ต้าหนี่คือใคร?"
"แม่ของจางเฉี่ยวลี่"
พูดถึงคนคนนี้ โจวซู่อันก็มีสีหน้าที่ไม่ดีเลย
โจวหลีอันมองไปทางเฉียวเหม่ยอิง แล้วถามว่า "แม่คะ เธอทำอะไรแม่"
หลังจากรู้ว่าอู๋ต้าหนี่เป็นใคร โจวหลีอันก็ได้ดึงเอาความทรงจำเกี่ยวกับอู๋ต้าหนี่ออกมาจากเจ้าของร่างเดิม และรู้ว่าอีกฝ่ายคงทำเรื่องไม่ดีแน่ๆ แต่โจวหลีอันคิดว่าควรจะฟังว่าคนคนนี้ทำอะไรลงไป
เฉียวเหม่ยอิงจึงเล่าเหตุการณ์ให้โจวหลีอันฟัง แม้ว่าเฉียวเหม่ยอิงจะบอกว่าเธอตีอู๋ต้าหนี่ และโจวซู่อันโจวก็บอกว่าเขาเตะอู๋ต้าหนี่ไปหนึ่งที แต่โจวหลีอันก็ยังรู้สึกว่ามันไม่เพียงพอ
หลังจากเขียนจดหมายแนะนำถึงคอมมูน โจวหลีอันก็วางเรื่องของจางเฉี่ยวลี่ไว้ ส่วนคนในตระกูลจางที่อยู่เบื้องหลังจางเฉี่ยวลี่นั้น โจวหลีอันไม่ได้สนใจเลยแม้แต่น้อย
แต่ตอนนี้อู๋ต้าหนี่ทำให้แม่ของเธอป่วยเพราะโมโห ถ้าเธอไม่ทำอะไรสักอย่างก็คงจะไม่ได้
อู๋ต้าหนี่อยากได้ผลประโยชน์
โจวหลีอันคิดว่าภารกิจของเธอคือการทำให้อู๋ต้าหนี่และคนตระกูลจางไม่ได้รับผลประโยชน์แม้แต่น้อย!
แต่นั่นเป็นเรื่องในอนาคต
สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการดูแลเฉียวเหม่ยอิงให้ดี
หลังจากนั้นเฉียวเหม่ยอิงก็ได้รับน้ำเกลือ ภายใต้การดูแลเอาใจใส่และคอยถามไถ่อาการจากลูกสาว
พวกเขาทั้งสามเพิ่งออกมาจากสถานีอนามัย ก็เห็นโจวกั๋วอันขี่จักรยานพาพ่อโจวมา
"แล้วเด็กทั้งสองคนที่บ้านจะทำยังไง?"
แม้จะรู้ว่าพ่อโจวและโจวกั๋วอันต่างเป็นห่วง แต่เฉียวเหม่ยอิงก็ยังพูดด้วยความไม่เห็นด้วย
เธอเป็นผู้ใหญ่ มีลูกชายลูกสาวคอยดูแลอยู่ข้างๆจะเกิดอะไรขึ้นได้? ให้เด็กสองคนอยู่ที่บ้าน เธอไม่สบายใจเลย
"พวกเราก็แค่เป็นห่วงน่ะ"
พ่อโจวมองดูเฉียวเหม่ยอิงด้วยความกังวล "หมอว่ายังไงบ้าง?"
"ฉันไม่เป็นไร แค่โมโหอู๋ต้าหนี่เท่านั้น" เฉียวเหม่ยอิงโบกมือไปมา พอนึกถึงสีหน้าของอู๋ต้าหนี่ก็ทำปากเบ้อย่างไม่พอใจ
หลังจากได้ยินภรรยาพูดเช่นนั้น พ่อโจวก็ยังไม่วางใจ จึงมองไปทางโจวหลีอันและโจวซู่อันด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยคำถาม
เมื่อได้รับสัญญาณจากลูกทั้งสองคนว่าไม่ต้องกังวล พ่อโจวจึงรู้สึกสบายใจ
"กลับกันเถอะ" พ่อโจวกล่าว
โจวกั๋วอันมองไปทางเฉียวเหม่ยอิง รู้สึกละอายใจอย่างบอกไม่ถูก
เฉียวเหม่ยอิงไม่เคยโมโหจนเป็นลมมาก่อน
ทั้งหมดนี้เป็นเพราะเขา
"แม่..." พันคำหมื่นประโยค ทั้งหมดอยู่ในคำเรียกขานเพียงคำเดียว
เฉียวเหม่ยอิงมองดูลูกชายคนโตแวบหนึ่ง ก็รู้ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่
ลูกชายคนโตนั้นดีทุกอย่าง เพียงแต่นิสัยอ่อนโยนเกินไป
"เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับลูกหรอก เพราะตอนนั้นแม่จะให้เธอติดคุก เธอก็คงไม่ต้องทนรับความอัดอั้นมากมายขนาดนี้ เป็นความผิดของแม่เอง" เฉียวเหม่ยอิงรู้สึกสงสารลูกชายคนโตจริงๆ แต่ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ เธอคงไม่ยอมให้จางเฉี่ยวลี่ต้องติดคุก
โจวกั๋วอันได้ยินคำพูดของแม่แล้ว กลับพูดอะไรไม่ออกเลย
"พอเถอะ" โจวหลีอันพยายามเปลี่ยนหัวข้อสนทนา "พวกเรากลับกันเถอะ ฉันทำบะหมี่เย็นเตรียมไว้ที่บ้าน รอพวกเรากลับไปกินอยู่"
ทุกคนจึงกลับบ้าน
เมื่อถึงหมู่บ้าน พ่อโจวไปรับเด็กๆมาที่บ้านของโจวหลีอัน ส่วนโจวกั๋วอันก็ไปคืนจักรยานที่ยืมมาจากผู้ใหญ่บ้าน
หลังจากที่ทุกคนในครอบครัวมาพร้อมหน้าพร้อมตากันแล้ว ไข่ดาวสองฟอง บะหมี่เย็นหนึ่งชามรสเปรี้ยวเผ็ด และตามด้วยน้ำถั่วเขียวชามใหญ่ที่เย็นลงแล้ว ทำให้รู้สึกสดชื่นกระปรี้กระเปร่า ความร้อนอบอ้าวก็จางหายไปไม่น้อย
"บ่ายนี้แม่ไม่ต้องไปทำงานนะ อยู่บ้านพักผ่อนให้สบายๆดีกว่า" โจวหลีอันพูดกับเฉียวเหม่ยอิง
เฉียวเหม่ยอิงเป็นคนขยันขันแข็ง จะยอมอยู่เฉยๆได้อย่างไร
"ตอนนี้แม่ดีขึ้นมากแล้ว รู้สึกกระฉับกระเฉงกว่าตอนเช้าที่ตื่นขึ้นมาอีก งานก็ต้องทำ ถ้าไม่ได้ทำแม่ก็รู้สึกไม่สบายใจ"
"งั้นก็เก็บกวาดที่บ้านเถอะ" พ่อโจวพูดต่อ
ถึงแม้ว่าตอนนี้แดดจะร้อน แต่สำหรับพวกเขาที่ทำงานในทุ่งนามาเป็นเวลานาน ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรเลย
แต่สถานการณ์ในบ้านก็ไม่ได้อยู่ในสภาพที่จะพักได้ พ่อโจวจึงคิดจะให้เฉียวเหม่ยอิงอยู่บ้าน
"ก็ได้"
แม้ว่าส่วนใหญ่เรื่องในตระกูลโจวจะเป็นเฉียวเหม่ยอิงที่ตัดสินใจ แต่เมื่อพ่อโจวพูดอะไร เฉียวเหม่ยอิงก็ยังคงฟัง
หลังจากแก้ปัญหาของเฉียวเหม่ยอิงเสร็จแล้ว โจวซู่อันก็นึกขึ้นได้ว่าทำไมเขาถึงรีบร้อนกลับมาที่นี่
เขาหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งออกมายื่นให้โจวหลีอันพลางพูดว่า "น้องสาว นี่คือโทรเลขที่น้องเขยส่งมาให้เธอ"
โจวหลีอันรับโทรเลขมาอ่าน
นี่ไม่ใช่โทรเลขที่ส่งมาให้เธอ แต่เป็นโทรเลขที่ส่งมาให้โจวซู่อันชัดๆ ข้างบนเพียงแค่บอกว่าหลังจากเขาจากไป เขาไม่สบายใจที่จะให้เธออยู่คนเดียว หวังว่าโจวซู่อันจะไปอยู่ด้วย ช่วยดูแลเธอหน่อย
เฉียวเหม่ยอิงก็ได้อ่านเนื้อหาในโทรเลขเช่นกัน รู้สึกพอใจกับพฤติกรรมของลู่เยี่ยนโจวที่ยังคิดถึงโจวหลีอันแม้จะอยู่ข้างนอก จึงพูดกับโจวซู่อันว่า "งั้นวันนี้ลูกจัดของแล้วย้ายมาอยู่ที่นี่เลยนะ"
อย่างไรเสียโจวซู่อันก็ไม่มีใคร จะอยู่ที่ไหนก็ได้
"ตกลง"
โจวซู่อันรู้สึกว่าตัวเองจะอยู่ที่ไหนก็ได้
หลังจากที่ผู้ชายในบ้านออกไปกันหมดแล้ว เฉียวเหม่ยอิงจับมือโจวหลีอันแล้วพูดว่า "เยี่ยนโจวก็ไม่เลวนะ ออกไปข้างนอกยังนึกถึงลูก ตอนนี้เขายังอยู่บนรถไฟใช่ไหม? ไม่รู้ว่าเขาส่งโทรเลขให้ลูกยังไง" หลังจากพูดประโยคนั้นจบ เฉียวเหม่ยอิงก็เปลี่ยนหัวข้อสนทนา
"ลูกถามเขาหรือยังว่า หลังจากที่ขาของเขาหายดีแล้ว เขามีแผนอะไรบ้าง? จะกลับไปกองพันทหารไหม?"
"หนูไม่ได้ถาม" โจวหลีอันพูดจบแล้วเสริมว่า "แต่คิดว่าน่าจะใช่นะ"
ถึงแม้ว่าลู่เยี่ยนโจวจะไม่เคยพูดอะไร แต่โจวหลีอันก็สังเกตเห็นว่าคนคนนี้ชอบกองพันทหารมาก
"ถ้าเขาไปกองพันทหาร แล้วลูกล่ะ จะติดตามไปด้วยไหม?" เฉียวเหม่ยอิงถามต่อเพื่อเป็นการเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างคู่สามีภรรยา การที่โจวหลีอันไปติดตามย่อมเป็นเรื่องดี เพราะจะได้เจอกันทุกวัน
แต่การที่โจวหลีอันต้องไปติดตาม เฉียวเหม่ยอิงกลับรู้สึกเสียดาย
โจวหลีอันต้องอยู่ข้างนอกคนเดียว ถ้าหากไปเจอเรื่องไม่ดีหรือถูกรังแกอะไรเข้า เธอในฐานะแม่ก็จะไม่รู้เรื่องเลย แค่คิดเฉียวเหม่ยอิงก็รู้สึกเจ็บปวดในใจแล้ว
บทที่ 119: แม่สื่อ
ธุรกิจของโจวหลีอันอยู่ที่นี่ทั้งหมด แม้ว่าอาหารและผ้าจะขายได้ไม่ว่าจะไปที่ไหนก็ตาม
แต่ถ้าติดตามลู่เยี่ยนโจวไปกองพันทหาร จะไม่มีอิสระเหมือนตอนนี้ การออกไปนอกหน่วยทหารหรืออะไรก็ตาม ก็ต้องลงทะเบียนใช่ไหม
แม้ไม่คำนึงถึงปัญหาการลงทะเบียน การไปยังสถานที่ใหม่ก็เหมือนการเริ่มต้นใหม่ทั้งหมด ไม่ใช่ว่าทุกที่จะมีคนเหมือนเซี่ยเหอ
ไม่ว่าจะเป็นอิสรภาพหรือด้วยเหตุผลอื่นใด โจวหลีอันก็ไม่ได้วางแผนที่จะติดตาม
"ไม่ไปหรอก อย่างมากก็ไปดูเขา"
เฉียวเหม่ยอิง "......"
แม้ว่าโจวหลีอันจะไม่ได้เตรียมตัวไปกับกองพันทหาร เธอไม่จำเป็นต้องกังวลว่าโจวหลีอันจะถูกรังแก
แต่เมื่อโจวหลีอันไม่ไปกับกองพันทหาร เฉียวเหม่ยอิงก็เริ่มกังวลเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างโจวหลีอันและลู่เยี่ยนโจว คู่สามีภรรยานี้พบกันได้เพียงปีละครั้ง ความรักจะยืนยาวได้อย่างไร
เฉียวเหม่ยอิงคุยกับโจวหลีอันอยู่สักพัก แล้วก็กลับไปทำงาน เธอไม่สามารถอยู่เฉยๆได้
หลังจากเฉียวเหม่ยอิงจากไป โจวหลีอันก็เริ่มคิดว่าจะจัดการกับตระกูลจางอย่างไร
โจวหลีอันก็ตัดสินใจฟ้องร้องตระกูลจาง เหตุผลก็คือ ยืมเงินแล้วไม่คืน
โจวหลีอันยังไม่ลืมเรื่องที่จางเฉี่ยวลี่เคยยืมเงินไปเพื่อช่วยเหลือตระกูลจาง
ถ้าพวกเขาไปทวงเงินเอง โอกาสที่จะได้เงินคืนจากตระกูลจางที่ชอบเบี้ยวหนี้นั้นแทบจะเป็นศูนย์ และยังยุ่งยากอีกด้วย
โจวหลีอันไม่ชอบความยุ่งยาก
เธอจึงเตรียมที่จะมอบเรื่องยุ่งยากให้ทางการเป็นผู้จัดการ เพราะเมื่อเทียบกับคนทั่วไปแล้ว ทางการมีอำนาจที่คนธรรมดาไม่มี
เมื่อทางการมาช่วย เธอก็จะถือโอกาสเรียกคืนเงินสินสอด น่าจะทำให้พวกเขาเจ็บปวดมากกว่า
โจวหลีอันรู้ว่าการที่คนในตระกูลจางทำร้ายคนอื่นและถูกทำร้าย พวกเขาอาจจะชินไปแล้ว แม้จะถูกตีอีกสักครั้งก็คงไม่ได้น่าจดจำมากนัก
หลังจากคิดวิธีรับมือกับตระกูลจางแล้ว โจวหลีอันก็เริ่มอ่านหนังสือ
ครั้งนี้ เธอจมดิ่งอยู่ในหนังสือได้ในที่สุด
ขณะที่ โจวหลีอันกำลังอ่านหนังสืออยู่
อู๋ต้าหนี่ก็กลับมาถึงบ้าน เธอนึกถึงเรื่องของจางโหรวโหรวและจางเฉี่ยวลี่ตลอดทางกลับบ้าน ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกมีความหวัง ร่างกายไม่รู้สึกเจ็บปวดเลยแม้แต่น้อย
"ที่รัก!"
อู๋ต้าหนี่กลับมาถึงบ้านหลังจากเวลาอาหารกลางวันผ่านไปแล้ว บ้านเงียบสงัด เวลานี้ทุกคนในบ้านคงกำลังนอนกลางวันกันอย่างไม่ต้องสงสัย
อู๋ต้าหนี่วิ่งเข้ามาในบ้านอย่างตื่นเต้น
จางต้าซุ่นเพิ่งสูบยาเส้นเสร็จ กำลังจะเข้านอน แต่ถูกเสียงตะโกนของอู๋ต้าหนี่ปลุกให้ตื่นขึ้นมา
เมื่อมองดูใบหน้าของอู๋ต้าหนี่ที่บวมช้ำเขียวคล้ำ จางต้าซุ่นก็สูดหายใจแล้วถามว่า "เกิดอะไรขึ้น?" พูดจบ ไม่รอให้อู๋ต้าหนี่พูด เขาก็มองไปที่สิ่งของในมือของอู๋ต้าหนี่แล้วถามว่า "เธอเอาอะไรกลับมาด้วย?"
อู๋ต้าหนี่ยังคงคิดถึงเรื่องการแต่งงานอีกครั้งและรับสินสอดอีกรอบอยู่ในใจ เมื่อได้ยินจางต้าซุ่นถามถึงสิ่งของ เธอจึงส่งของที่นำกลับมาให้เขาโดยไม่คิดอะไร
จางต้าซุ่นรับสิ่งของเหล่านั้นมาดู คิ้วของเขาก็ขมวดเข้าหากัน "คุณเดินทางไกลไปหาเธอ แล้วเธอให้ของแค่นี้เองเหรอ? ฉันว่าเธอคงอยากโดนตีเสียแล้ว!"
ไม่รู้จักให้เนื้อสักหน่อย!
"ที่รัก คุณอย่าเพิ่งโกรธสิ ฟังฉันก่อน" เมื่อเห็นว่าจางต้าซุ่นโกรธ อู๋ต้าหนี่รีบปลอบประโลมทันที
จางต้าซุ่นไม่ได้สงบลงจากการปลอบประโลม เขาชี้ไปที่อู๋ต้าหนี่และพูดว่า "คุณก็ไร้ประโยชน์เหมือนกัน คุณเป็นแม่ ถ้าเธอไม่ให้ คุณไม่รู้จักเอาเองหรือ? ถ้าคุณเป็นแม่แล้วเอาของของเธอมาบ้าง ใครจะกล้าพูดอะไร?"
อู๋ต้าหนี่ "...ที่รัก ฟังฉันก่อน! บ้านเรามีเรื่องดีๆเกิดขึ้นสองเรื่อง!"
จางต้าซุ่นรู้ดีว่า อู๋ต้าหนี่ไม่กล้าพูดเรื่องไร้สาระต่อหน้าเขา เมื่ออู๋ต้าหนี่บอกว่าเป็นเรื่องดี มันก็ต้องเป็นเรื่องดีจริงๆแน่.นอน
จางต้าซุ่นจึงกลั้นความรู้สึกไม่พอใจเอาไว้แล้วถามว่า "พูดมาสิ เรื่องดีอะไรกัน?"
อู๋ต้าหนี่เล่าเรื่องการหย่าร้างของจางเฉี่ยวลี่และเรื่องที่สามีของจางโหรวโหรวติดคุกให้เขาฟัง เธอยังพูดถึงเรื่องการแต่งงานอีกครั้งเพื่อรับสินสอดด้วย
"จางเฉี่ยวลี่เด็กนั่นไม่ต้องพูดถึงหรอก เราเป็นคนให้กำเนิดเธอ สินสอดควรเป็นของเรา ส่วนจางโหรวโหรว..."
ดวงตาของอู๋ต้าหนี่มองไปรอบๆ "สินสอดของเธอครั้งก่อน เธอเอาไปใช้จ่ายฟุ่มเฟือยหมดแล้ว ครั้งนี้ควรจะให้ตระกูลบ้าง ถึงแม้ว่าเราจะเป็นลุงป้า แต่ก็ยังมีปู่แท้ๆของเธออีก การเอาสินสอดของเธอมาเป็นเรื่องที่สมควร"
จางต้าซุ่นรู้สึกว่าสิ่งที่อู๋ต้าหนี่พูดมีเหตุผล จึงรีบพูดว่า "ตอนนี้ไปหาแม่สื่อหวังรีบจัดการเรื่องนี้ให้เร็วหน่อย" ในเวลานั้น พวกเขาจะได้ทั้งเงินและกินเนื้อหมูด้วย
หนึ่งคนสองร้อยหยวน สองคนก็เป็นสี่ร้อยหยวน นับเป็นเงินก้อนใหญ่ทีเดียว
เมื่อมีเงินแล้ว จางต้าซุ่นก็ไม่อยากทำงานหนักอีกต่อไป!
เมื่อเห็นจางต้าซุ่นพูดออกมา อู๋ต้าหนี่ก็ไม่สนใจเรื่องอื่น รีบออกจากบ้านไปอย่างมีความสุข
ระหว่างทางไปบ้านแม่สื่อหวัง อู๋ต้าหนี่ถึงนึกขึ้นได้ว่าเธอยังไม่ได้กินข้าว
เมื่อนึกถึงเรื่องอาหาร ท้องของอู๋ต้าหนี่ก็ส่งเสียงร้องขึ้นมาทันที
แต่เธอก็ไม่ได้หันหลังกลับ เพราะรู้ว่าถ้าเธอไปที่บ้านคงไม่ได้เก็บอาหารไว้ให้ ถ้ากลับไปก็ต้องทำอาหารเอง ยังไงก็ทำธุระให้เสร็จแล้วค่อยไปกินทีหลังดีกว่า
คิดได้ดังนั้น อู๋ต้าหนี่ก็รู้สึกฮึกเหิมขึ้นมา
เมื่อมาถึงหน้าบ้านหลังคากระเบื้องก่ออิฐสีเขียวหลังเดียวในหมู่บ้าน เธอก็ร้องเรียก "แม่สื่อหวังอยู่บ้านไหม?"
"ใครน่ะ?"
แม่สื่อหวังที่มีใบหน้าอวบอ้วน นั่งอยู่บนเก้าอี้ในบ้านและตอบกลับด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด
ถ้าเป็นปกติ แม่สื่อหวังคงยิ้มแย้มต้อนรับออกไปแล้ว เพราะอาชีพแม่สื่อของเธอต้องติดต่อกับผู้คน ใครบ้างไม่ชอบคนที่ยิ้มแย้มล่ะ แต่ตอนนี้เธอกำลังรู้สึกหงุดหงิด
อู๋ต้าหนี่ที่อยู่นอกประตูก็ไม่ได้สนใจท่าทีของแม่สื่อหวัง ตอนนี้ในหัวของเธอมีแต่เรื่องสินสอดเท่านั้น
"นี่ฉันเองนะ อู๋ต้าหนี่" แม่สื่อหวังได้ยินว่าเป็นอู๋ต้าหนี่ ก็ยิ่งไม่อยากออกไปเปิดประตู
เธอที่ทำอาชีพแม่สื่อ มีบ้านที่หญิงสาวหรือชายหนุ่มที่ยังไม่ได้แต่งงาน ส่วนลูกสามคนของอู๋ต้าหนี่แต่งงานกันไปหมดแล้ว
เมื่อไม่ได้ยินเสียงตอบรับ อู๋ต้าหนี่ก็ตะโกนอีกว่า "แม่สื่อหวัง เปิดประตูหน่อยสิ ฉันมีธุระ"
"มีอะไรหรือ?"
แม่สื่อหวังนั่งอยู่โดยไม่ขยับตัว
"ตระกูลของเรามีงานสู่ขอสองงานที่อยากให้คุณช่วยจัดการ"
เมื่อได้ยินอู๋ต้าหนี่พูดเช่นนั้น หวังแม่สื่อก็นั่งไม่ติด รีบเปิดประตูต้อนรับทันที
ตอนนี้เธอกังวลว่ามีงานจับคู่หนึ่งที่ทำไม่สำเร็จ
แม่สื่อหวังวิ่งวุ่นไปมาหลายรอบ แต่ก็ยังไม่สามารถทำให้สำเร็จได้ แต่แม่สื่อหวังก็ยังไม่ยอมแพ้ เพราะอย่างไรเสียเงินที่ผู้คนให้มาก็มากอยู่ดี
แต่ถ้าหากมีงานแม่สื่ออีกสองงานพร้อมกัน เงินที่เธอจะได้ก็ใกล้เคียงกับงานที่ยาก
ถ้าทำไม่ไหวเธอก็ไม่ทำ
แต่ว่า...
แม่สื่อหวังมองไปที่อู๋ต้าหนี่ที่หน้าตาบวมช้ำ แม้จะสงสัยว่าอู๋ต้าหนี่โดนจางต้าซุ่นสามีของเธอตีอีกหรือเปล่า แต่เงินก็ยังสำคัญกว่า
"มีงานสู่ขอสองงานพร้อมกันได้ยังไง?"
"ลูกสาวของฉันหย่ากับสามีแล้ว หลานสาวของฉันก็ด้วย ไม่รู้ว่าคุณยังจำจางโหรวโหรวได้ไหม สามีของเธอติดคุก ฉันไม่อยากให้หลานสาวต้องรอสามีที่ติดคุกกลับมาหรอก ก็เลยมาหาคุณให้จัดการเรื่องคู่ให้"
ความตื่นเต้นของแม่สื่อหวังก็หายไปอีกครั้ง "ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะหาคู่ให้ผู้หญิงที่แต่งงานมาแล้วหนึ่งครั้ง" ขณะที่พูดประโยคนี้ แม่สื่อหวังก็เตรียมพร้อมที่จะวิ่งแล้ว
ตอนนี้เธอก็มีงานยากถึงสามงานอยู่ในมือแล้ว!
"ถ้าคุณจริงจัง ในช่วงสองสามวันนี้ฉันจะช่วยหาดูว่ามีตระกูลไหนต้องการบ้างไหม สินสอดคงจะไม่สูงนัก" แม่สื่อหวังกล่าว
"ทำแบบนั้นได้ยังไง?"
อู๋ต้าหนี่ไม่พอใจ สินสอดน้อยลงแม้แต่หยวนเดียว นั่นก็เหมือนกับการเฉือนเนื้อของเธอนั่นแหละ
อู๋ต้าหนี่จึงจับมือของแม่สื่อหวังอย่างประจบประแจงแล้วพูดว่า "แม่สื่อหวัง ช่วยดูให้หน่อยสิว่ามีใครที่ให้สินสอดเยอะๆบ้างไหม ถึงสภาพแย่หน่อยก็ไม่เป็นไร"
ยังไงเสียก็ไม่ใช่เธอที่ต้องแต่งงานอยู่แล้ว
เมื่อได้ยินอู๋ต้าหนี่พูดเช่นนั้น ดวงตาของแม่สื่อหวางก็เป็นประกายขึ้นมาทันที
บทที่ 120: นี่ดูเหมือนจะรีบร้อนไปหน่อย
แม่สื่อหวังเป็นคนที่เหมาะสมกับความต้องการของอู๋ต้าหนี่จริงๆ
เงื่อนไขไม่ดี แต่เงินที่ให้ก็มากจริงๆ
เธอกังวลเรื่องนี้อยู่พอดี เพราะหาหญิงสาวจากตระกูลที่มีฐานะไม่ดีมาหลายคนแล้ว แต่ก็ไม่มีใครสนใจลูกชายตระกูลเหอเลย
แต่ตอนนี้เมื่อได้ฟังอู๋ต้าหนี่ เธอรู้สึกว่างานอาจจะสำเร็จ
แม่สื่อหวังก็ยิ้มออกมา มองดูอู๋ต้าหนี่ที่หน้าตาบวมช้ำก็รู้สึกว่าน่ามองขึ้นมาก
นี่มันเทพเจ้าแห่งโชคลาภชัดๆ แม่สื่อหวังจับมือของอู๋ต้าหนี่อย่างสนิทสนม แล้วพูดว่า "เธอมาได้จังหวะพอดีเลย ฉันมีตระกูลที่เหมาะสมกับความต้องการของเธอพอดีเลยนะ"
"จริงหรือ?"
อู๋ต้าหนี่ก็รู้สึกดีใจมาก ดวงตาทั้งสองข้างของเธอเป็นประกายวาววับขณะมองแม่สื่อหวัง "นั่นเป็นเรื่องธรรมดา"
"แล้วตระกูลของพวกเขาให้สินสอดเท่าไหร่ล่ะ?" อู๋ต้าหนี่ถามเมื่อได้ยินเช่นนั้น
แม่สื่อหวังคนนี้ย่อมรู้เรื่องนี้ดี เธอทำสัญญาณมือให้อู๋ต้าหนี่
"สองร้อยห้าสิบหยวน?" อู๋ต้าหนี่ถามด้วยความตื่นเต้นดีใจ
แม่สื่อหวังพยักหน้า
"นี่มันตระกูลไหนกันที่ให้สินสอดมากมายขนาดนี้!" อู๋ต้าหนี่คิดว่าการมีเงินสองร้อยหยวนก็ถือว่าสุดยอดแล้ว แต่นี่ยังเพิ่มอีกห้าสิบหยวน
ในชนบท ห้าสิบหยวนถือว่าไม่น้อยเลย
"ตระกูลเหอ สภาพความเป็นอยู่ของตระกูลไม่ค่อยดีนัก"
แม่สื่อหวังพูดตรงๆว่า "ชายหนุ่มที่จะแต่งงานก็มีข้อบกพร่องเหมือนกัน ถ้าเป็นชายหนุ่มที่ดีๆ จะแต่งงาน ก็คงไม่ต้องให้สินสอดมากขนาดนี้"
"ก็จริงนะ"
อู๋ต้าหนี่เห็นด้วย ตอนที่ลูกชายของเธอแต่งงานก็ให้สินสอดไปแค่หนึ่งร้อยยี่สิบหยวน เธอยังรู้สึกว่ามากเกินไปเลย
"เขามีข้อบกพร่องอะไรหรือ?"
แม้ว่าเมื่อเผชิญกับสินสอดสองร้อยห้าสิบหยวน อู๋ต้าหนี่ได้ตัดสินใจแล้วว่าจะตกลง แต่เธอก็ยังรู้สึกว่าควรจะทำความเข้าใจก่อนที่จะตัดสินใจ "ไม่มีมือขวา"
"เกิดอะไรขึ้น หลุดไปเหรอ?"
อู๋ต้าหนี่ถามด้วยดวงตาเบิกกว้าง การไม่มีมือขวาไม่ใช่ข้อบกพร่องเล็กๆน้อยๆนะ
"ไม่ใช่อย่างนั้นหรอก" แม่สื่อหวังโบกมือพลางพูดเสียงเบา "เขาเกิดมาโดยไม่มีมือขวาเลย"
"งั้นก็เป็นตัวประหลาดน่ะสิ?!"
อู๋ต้าหนี่ถอยหลังไปก้าวหนึ่งพลางพูดกับแม่สื่อหวังอย่างไม่เห็นด้วย "ไม่ควรพูดแบบนี้นะ เขาเกิดมาพิการ ถ้าเขาไม่พิการ ก็คงไม่ต้องจ่ายสินสอดสองร้อยห้าสิบหยวนหรอก"
ก่อนที่จะพูดถึงเงื่อนไขของฝ่ายชาย แม่สื่อหวังเห็นท่าทีของอู๋ต้าหนี่ที่มีต่อสินสอด เธอคิดว่าเรื่องนี้มีโอกาสสำเร็จมาก
แต่หลังจากพูดถึงเงื่อนไขของฝ่ายชายแล้ว แม่สื่อหวังก็รู้สึกทันทีว่าโอกาสที่เรื่องนี้จะสำเร็จนั้นไม่มากนัก ไม่มีตระกูลไหนที่ใจสั่นกับตัวเลขของสินสอด แต่หลังจากที่ได้รู้เงื่อนไขของฝ่ายชายแล้ว ทุกคนก็ไม่ยอมรับ
แม่สื่อหวังก็รู้สึกท้อเล็กน้อย จึงพูดกับอู๋ต้าหนี่ว่า "ฉันก็ได้เล่าเงื่อนไขให้ฟังแล้ว คุณกลับไปพิจารณาดูก่อน ถ้าเต็มใจ ฉันก็จะจัดการให้ทั้งสองฝ่ายได้พบกัน"
ดวงตาของอู๋ต้าหนี่ก็กลอกไปมา อู๋ต้าหนี่ก็ดึงแขนแม่สื่อหวังที่กำลังจะส่งเธอกลับ แล้วพูดว่า "เงื่อนไขของฝ่ายชายเป็นแบบนี้ ถ้าลูกสาวของฉันแต่งงานไปอยู่กับเขา ก็เท่ากับไปลำบากน่ะสิ"
แม่สื่อหวังมองอู๋ต้าหนี่แวบหนึ่ง แล้วคิดในใจว่า 'แล้วเธอคิดว่ายังไงล่ะ?'
ในโลกนี้ไม่มีอาหารกลางวันแบบไม่ต้องจ่ายเงินหรอกนะ! แม่สื่อหวังไม่ได้พูดประโยคนี้ออกมา เพราะเธอก็ยังอยากจะทำการสู่ขอครั้งนี้ให้สำเร็จ จึงต้องสุภาพกับอู๋ต้าหนี่สักหน่อย
แม่สื่อหวังจึงกล่าวว่า "เรื่องความลำบาก คุณไม่ต้องกังวลมากหรอก ที่บ้านฝ่ายชายยังมีพี่สาวอีกสองคน พวกเธอไม่ได้วางแผนจะแต่งงาน แต่จะอยู่บ้านเพื่อหาเขยมาอยู่ด้วย ลูกสาวของคุณแต่งไปแล้วไม่ต้องกังวลว่าจะไม่มีข้าวกิน แค่ดูแลสามีให้ดีก็พอ"
อู๋ต้าหนี่ไม่ได้สนใจเรื่องความลำบาก "ถึงแม้จะเป็นแบบนั้น แต่ก็ยังเป็นคนพิการอยู่ดี ในยุคนี้ใครบ้างจะยอมให้ลูกสาวที่ปกติดีแต่งงานกับคนพิการล่ะ" อู๋ต้าหนี่แกล้งทำเป็นไม่พอใจ
เมื่อเห็นอู๋ต้าหนี่พูดแบบนั้น แม่สื่อหวังรู้สึกผิดหวัง คิดว่างานนี้คงไม่สำเร็จ
แต่สิ่งที่อู๋ต้าหนี่พูดก็ไม่ได้ไร้เหตุผล ถึงแม้จะไม่สำเร็จ เธอก็ยังสามารถช่วยหาลูกชายตระกูลอื่นให้กับลูกสาวและหลานสาวของอู๋ต้าหนี่ได้
แม่สื่อหวังกำลังจะบอกให้อู๋ต้าหนี่กลับไปรอ เธอจะหาใหม่ให้ แต่แล้วก็ได้ยินอู๋ต้าหนี่ถามว่า "คนพิการคนนี้ ก็ไม่ใช่ว่าจะแต่งงานด้วยไม่ได้ แต่ลองดูสินสอดสิ... เพิ่มอีกหน่อยได้ไหม? ถึงยังไงลูกสาวของฉันก็เป็นคนปกติดีนะ"
แม่สื่อหวัง "......"
เสียเวลาตั้งนาน ที่แท้ก็มีเจตนาแบบนี้นี่เอง
น่าเสียดายที่เธอยังคิดว่าอู๋ต้าหนี่นั้นจริงใจคิดถึงผลประโยชน์ของลูกสาว แต่ในใจกลับดูถูกอู๋ต้าหนี่ แม่สื่อหวังก็ยังตอบรับว่า "ได้ ฉันจะไปถามให้"
เงื่อนไขของลูกชายตระกูลเหอนั้น มันยากจริงๆที่จะหาคู่ให้ได้
โอกาสแบบนี้ เธอในฐานะแม่สื่อก็ไม่อยากพลาดเช่นกัน
"ฉันจะไปกับคุณด้วย" อู๋ต้าหนี่พูดอย่างกระตือรือร้น
เธออยากให้จางเฉี่ยวลี่ และจางโหรวโหรวแต่งงานออกไปโดยเร็วที่สุด เพื่อจะได้รับเงินสินสอดทันที
แม่สื่อหวัง "..." นี่ดูเหมือนจะรีบร้อนไปหน่อย
เธอเป็นแม่สื่อมาหลายครั้งแล้ว แต่นี่เป็นครั้งแรกที่เธอเห็นอะไรแบบนี้ มันเป็นเรื่องที่ต้องอยู่มานานถึงจะได้เห็น
ดูจากสภาพของอู๋ต้าหนี่ตอนนี้ กลัวว่าพอตกลงเรื่องสินสอดเสร็จ อีกไม่กี่นาทีเธอคงอยากจะยกลูกสาวให้แต่งงานไปเลย
แม่สื่อหวังยังพาอู๋ต้าหนี่ไปยังบ้านของตระกูลเหอ
ตลอดทาง แม่สื่อหวังได้แนะนำเงื่อนไขของตระกูลเหอให้อู๋ต้าหนี่ฟังอย่างละเอียดแม่เฒ่าเหอเป็นคนที่มีชีวิตที่ลำบาก
เธอมีลูกทั้งหมดสามคน สองคนแรกเป็นลูกสาว
คนที่สามเป็นลูกชาย เขาเกิดมาโดยไม่มีมือขวา
หลังจากคลอดลูกชายชื่อเหอต้าเป่าไม่นาน สามีของเธอก็เสียชีวิต แม่เฒ่าเหอเลี้ยงดูเด็กสามคนมาด้วยตัวคนเดียว ถึงเวลาที่ลูกชายจะแต่งงานแล้ว แต่ก็หาแม่สื่อมาหลายคน แต่ก็ยังไม่มีงานแต่งงานไหนสำเร็จเลย
จึงได้แต่เพิ่มค่าสินสอดขึ้นทุกปี หวังว่าจะสามารถหาภรรยาให้ลูกชายได้
หลังจากเข้าใจเงื่อนไขของตระกูลเหอแล้ว อู๋ต้าหนี่ก็ไปพบแม่เฒ่าเหอที่บ้านและพูดว่า "ตระกูลของเรามีลูกสาว เธอสามารถแต่งงานกับลูกชายของคุณได้ แต่ทางเราต้องการสินสอดสามร้อยหยวน เมื่อได้รับสินสอดแล้ว เราสามารถจัดงานแต่งงานได้ทันที"
คำพูดของอู๋ต้าหนี่ พูดถูกใจแม่เฒ่าเหอเป็นอย่างยิ่ง
การที่จะสามารถหาภรรยาให้ลูกชายได้ นี่เป็นสิ่งที่เธอใฝ่ฝันมาตลอดสองปีที่ผ่านมา ส่วนเรื่องสินสอดที่เพิ่มขึ้นห้าสิบหยวน แม่เฒ่าเหอได้เตรียมใจไว้แล้ว เดิมทีเธอก็คิดจะเพิ่มเงินสินสอดอยู่แล้ว เพราะลูกชายก็โตแล้ว
"ตกลง สินสอดที่สามร้อยหยวน"
แม่เฒ่าเหอพูดกับอู๋ต้าหนี่ว่า "แต่ที่คุณบอกว่าจะรีบ ต้องรีบจริงๆนะ"
แม่สื่อหวัง "..." หญิงชรายังไม่ได้สอบถามเงื่อนไขให้ชัดเจนเลย ตกลงแบบนี้เลยหรือ?
แม่สื่อหวังก็เข้าใจความรู้สึกของแม่เฒ่าเหอที่ต้องการลูกสะใภ้ แต่เธอก็ยังต้องอธิบายให้ชัดเจน
แม่สื่อหวังจับมือแม่เฒ่าเหอแล้วพูดว่า "คุณป้าฟังฉันนะ หญิงสาวคนนี้แม้จะเป็นคนดี แต่เธอเคยแต่งงานมาก่อนแล้ว"
พวกเธอที่เป็นแม่สื่อ ไม่ว่าจะเป็นเงื่อนไขของฝ่ายชายหรือฝ่ายหญิง ล้วนต้องอธิบายให้อีกฝ่ายหนึ่งเข้าใจอย่างชัดเจน เพื่อป้องกันไม่ให้คนอื่นมาสร้างปัญหาให้พวกเธอในภายหลัง
จบตอน
Comments
Post a Comment