100M ep51-60

บทที่ 51: เจรจาธุรกิจกับตลาดมืด


   นี่เป็นอีกครั้งที่เกินความคาดหมายของโจวหลีอัน


   เธอคิดว่าอีกฝ่ายจะเจรจาเรื่องราคากับเธอก่อน


   "ถ้าหากมีสินค้าเพิ่มเติมในภายหลังราคาจะเป็นเท่าไหร่ และถ้าไม่มีสินค้าราคาจะเป็นเท่าไหร่?" โจวหลีอันถามจบ ก็เห็นหญิงสาวตรงหน้ายิ้มเล็กน้อย 


   จากนั้นหญิงสาวตรงหน้าก็ตอบด้วยเสียงที่ฟังดูทรงเสน่ห์เล็กน้อยว่า


   "ถ้าหากมีครั้งต่อไป และมีปริมาณแบบนี้ ฉันสามารถให้ราคาข้าวคุณจินละหนึ่งเหมาห้าเฟิน และแป้งจินละสองเหมาเจ็ดเฟินได้ แต่ถ้ามีแค่ครั้งเดียว ฉันให้ราคาข้าวได้แค่จินละหนึ่งเหมาสามเฟิน ส่วนแป้งจินละสองเหมาห้าเฟิน"


   "แล้วถ้าต่อไปฉันสามารถส่งให้คุณได้อย่างน้อยสามพันจินต่อเดือน จะคิดราคายังไง?" โจวหลีอันถามพลางมองหน้าอีกฝ่าย แต่เดิมเธอยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะปลูกธัญพืชเพิ่มหรือไม่?


   เพราะถ้าไม่มีที่ขาย การขายธัญพืชจะยุ่งยากกว่าการขายผัก


   ตอนนี้เธอเห็นแนวโน้มของช่องทางจำหน่ายแล้ว เมื่อกลับไปเธอจะต้องปลูกธัญพืชต่อไปอย่างแน่นอน! ผลผลิตของเธอทุกวันคงขายได้มากกว่าหนึ่งพันจินแน่นอน ต่อจากนี้ถ้าไม่มีอะไรผิดปกติ ราคาก็คงไม่ขึ้นหรือไม่ลด


   แต่ธัญพืชนั้นต่างออกไป ความต้องการธัญพืชมีมากกว่าผัก


   คำพูดของโจวหลีอันทำให้เซี่ยเหอที่ยิ้มแย้มอยู่ตรงข้ามเปลี่ยนสีหน้าไปเล็กน้อย เธอถามโจวหลีอันอย่างจริงจังว่า "คุณพูดจริงเหรอ?"


   "แน่นอนสิ" โจวหลีอันตอบกลับด้วยรอยยิ้ม


   เมื่อทุกคนมาที่ตลาดมืดแล้วล้วนเผชิญหน้ากันโดยตรง ข้อมูลที่ทุกคนเปิดเผยก็ใกล้เคียงกัน


   ยิ่งไปกว่านั้น แม้ว่าอีกฝ่ายจะไม่ใช่เจ้าของตลาดมืด แต่ก็เป็นคนที่หากินกับตลาดมืด โจวหลีอันจึงไม่กังวลว่าอีกฝ่ายจะทำอะไรกับตัวเอง พอมาคิดดูแล้ว ถ้าหากพวกเขาสามารถร่วมมือกันได้จริง พวกเขาก็จะเป็นเทพเจ้าแห่งโชคลาภให้ซึ่งกันและกันได้


   "ถ้าเป็นอย่างที่คุณพูดจริง ฉันจะให้ราคาข้าวสารหนึ่งเหมาหกเฟิน แป้งสองเหมาแปดเฟิน" เซี่ยเหอพูด


   เท่ากับว่าทุกๆหนึ่งจิน พวกเขาจะได้กำไรในตลาดมืดสองเฟิน สำหรับโจวหลีอันแล้ว นี่เป็นข้อตกลงที่คุ้มค่าอย่างไม่ต้องสงสัย การลดราคาลงสองเฟินต่อจิน หมายความว่าเธอจะไม่ต้องวิ่งไปวิ่งมาบ่อยๆอีกต่อไป


   "ตกลงค่ะ" โจวหลีอันกล่าวตกลงพร้อมรอยยิ้มอีกครั้ง


   หลังจากที่เธอพูดจบ เธอก็เห็นหญิงตรงหน้ายิ้มหวานให้พลางถามขึ้นว่า "แล้วจะรับสินค้าอย่างไรดี?"


   "ฉันจะให้พวกเขาส่งของไปใกล้ๆตลาดมืด พรุ่งนี้เมื่อของมาถึง คุณก็ส่งคนของคุณไปรับสินค้า"


   "ได้"


   "ทุกครั้งที่รับของ สถานที่จะสุ่มเปลี่ยนไป แต่ก็จะอยู่ละแวกนี้ คุณเข้าใจใช่ไหม?"


   นี่คือสิ่งที่โจวหลีอันคิดเพื่อตัวเอง


   แต่ละเดือนมีจำนวนของมากขนาดนี้ มันไม่ใช่จำนวนเล็กน้อยเลยจริงๆ ถ้ามีคนไปแอบดูเธอ แม้จะระมัดระวังแค่ไหนแต่ความเสี่ยงที่ตลาดมืดจะถูกเปิดเผยก็ยังสูงมาก


   "เข้าใจแล้ว" เซี่ยเหอยิ้มเล็กน้อย "คุณวางใจได้ พวกเรารู้กฎระเบียบดี ฉันรับรองว่าในช่วงที่เราร่วมมือกัน จะไม่มีใครจากฝั่งเราสืบหาช่องทางของคุณแน่นอน"


   "งั้นก็ขอให้ความร่วมมือเป็นไปอย่างราบรื่น" มือทั้งสองที่สวยงามเหมือนกัน จับกันเพียงชั่วครู่


   โจวหลีอันกล่าวว่า "สินค้าครั้งนี้ ฉันจะมาอีกครั้งพรุ่งนี้"


   แม้ว่าของจะอยู่ในคลังสินค้าในพื้นที่เกมของเธอ และเธอสามารถนำออกมาได้ทุกที่ทุกเวลา


   แต่คนธรรมดาก็ต้องเตรียมตัวบ้าง


   "ได้สิ ฉันจะไปส่งคุณ"


   เมื่อโจวหลีอันกลับถึงบ้าน ก็เป็นเวลาสี่โมงเย็นแล้ว


   ระหว่างทางกลับบ้าน เธอได้หยิบของกินบางอย่างออกมาจากมิติพิเศษแล้ว ตอนนี้จึงไม่รู้สึกหิวเท่าไหร่


   อย่างไรก็ตาม ตอนนี้เธอไม่ได้อยู่คนเดียวแล้ว โจวหลีอันมองดูโจวโจวน้อยที่กำลังกินอย่างหิวโหยราวกับหมาป่ากินเหยื่อ ดังนั้นเธอตัดสินใจอีกครั้งที่จะวางแผนซื้อจักรยาน


   การที่เธอต้องเดินเหนื่อยและเสียเวลาเป็นเรื่องหนึ่ง อีกเรื่องคือทุกครั้งที่เธอเดินไปอำเภอ เธอไม่สามารถกลับมาได้ภายในช่วงเช้า ซึ่งจะทำให้โจวโจวน้อยของเธอต้องหิวโหย


   หลังจากโจวโจวน้อยกินเสร็จ โจวหลีอันจัดการทำความสะอาดเล็กน้อย แล้วเริ่มทำอาหารเย็นสำหรับวันนี้ เธออยากทานเกี๊ยว จึงเริ่มวางแผนที่จะทำเกี๊ยวไส้หมูกับต้นหอม


   พูดแล้วก็ทำเลย!


   อันดับแรกเธอล้างหมูรมควันที่ซื้อมาวันนี้ให้สะอาด จากนั้นก็หั่นออกมาเล็กน้อยผสมเนื้อติดมันกับเนื้อล้วนในอัตราส่วนหนึ่งต่อสาม ตัดเป็นชิ้นเล็กๆ จากนั้นหยิบต้นหอมจากมิติพิเศษมาล้างให้สะอาด แล้วนำไปผสมกับหมูรมควัน แล้วจึงเริ่มสับให้ละเอียด


   หลังจากสับจนละเอียดแล้ว ก็ตอกไข่ไก่สองฟองลงไป


   ไข่ไก่นี้เป็นไข่ที่แม่โจวเอามาให้เมื่อไม่กี่วันก่อน แต่ตอนนี้เหลือแค่สามฟองแล้ว อีกไม่กี่มื้อก็น่าจะหมดแล้ว


   โจวหลีอันประมาณการดูแล้ว แม้แต่ไก่รุ่นแรกที่เธอซื้อมา กว่าจะออกไข่ได้ก็ต้องใช้เวลาอีกเจ็ดสิบห้าวันในโลกภายนอก หรือยี่สิบห้าวันในมิติพิเศษ ดูเหมือนว่าหลังจากนี้เธอจะต้องไปซื้อไข่ในหมู่บ้านแล้วล่ะ! ตอนนี้บ้านแม่โจวมีไก่ไข่เพียงตัวเดียว แต่มีคนกินถึงสามคน เธอไม่ควรปล่อยให้แม่โจวมาส่งไข่ให้เธอบ่อยๆ


   ในขณะที่กำลังคิดถึงเรื่องเหล่านี้ โจวหลีอันก็ทำไส้เกี๊ยวเสร็จเรียบร้อยแล้ว


   เธอวางไส้เกี๊ยวไว้ด้านข้าง แล้วหยิบแป้งออกมาเริ่มทำแผ่นเกี๊ยว การทำแผ่นเกี๊ยวเหนื่อยกว่าการทำเส้นบะหมี่มาก แต่ตอนนี้ไม่มีอะไรที่จะซื้อแผ่นเกี๊ยวได้ ในพื้นที่เกมสามารถสร้างโรงงานขึ้นมาได้ แต่ตอนนี้โจวหลีอันต้องการประหยัดเงินไปก่อน ดังนั้นจึงต้องอดทนรอ ไม่ได้แค่คิดอย่างเดียวมือของเธอก็นวดแป้งไปด้วย


   ขณะที่โจวหลีอันกำลังพักแป้ง โจวซู่อันก็มาถึงแล้ว


   เขายังคงปั่นรถสามล้อของโรงงานทอผ้าเหมือนเดิม แต่ครั้งนี้แตกต่างจากครั้งก่อน คือในรถสามล้อมีกล่องรังผึ้งสองอัน "อันอัน นี่เป็นเงินค่าผักสำหรับพรุ่งนี้"


   โจวซู่อันยัดเงินยี่สิบหยวนให้กับโจวหลีอันก่อน จากนั้นจึงออกไปจัดการกับกล่องรังผึ้งที่ลานบ้าน


   โจวหลีอันไม่มีอะไรทำ จึงออกไปดูอีกรอบ


   ไม่รู้ว่าเป็นความรู้สึกของเธอหรือเปล่า แต่เธอรู้สึกว่ากล่องผึ้งสองอันนี้ทำได้ดีกว่าอันแรกพอสมควร นี่น่าจะเป็นโจวซู่อันเริ่มคุ้นเคยกับมันแล้ว


   เมื่อโจวซู่อันใช้ขี้ผึ้งก่อนหน้านี้หมดแล้ว กล่องน้ำผึ้งทั้งสองใบก็เต็มไปด้วยน้ำผึ้ง


   โจวหลีอันจู่ๆก็เกิดความคิดบางอย่างขึ้นมา "พี่รอง คุณช่วยทำถังซักผ้าให้ฉันได้ไหม?"


   แค่ทุกวันต้องซักผ้าด้วยมือ มือก็ขาวซีดไปหมดแล้ว


   ถ้าเรื่องเครื่องซักผ้า โจวหลีอันไม่คิดหวังเลย เพราะตอนนี้เธอไม่เพียงแต่ซื้อไม่ไหว แต่ถ้าซื้อมาแล้วก็ไม่สามารถใช้ที่นี่ได้อยู่ดี เพราะหมู่บ้านอิงเถายังไม่มีไฟฟ้าใช้


   "ถังซักผ้าคืออะไร?" โจวซู่อันถามอย่างสงสัย


   "ก็คือถังใบหนึ่ง ตรงกลางมีที่หมุน แขนของถังมีฟันเหมือนกระดานซักผ้าไงล่ะ"


   โจวหลีอันพูดจบก็หยิบกระดาษแผ่นหนึ่งออกมาวาดให้โจวซู่อันดู มีแบบแปลนแล้ว ไม่ต้องสงสัยเลยว่าจะเห็นภาพได้ชัดเจนยิ่งขึ้น


   "อืมๆ พี่จะกลับไปลองดูนะ? ถ้าสิ่งนี้ทำออกมาได้จริง ตอนซักผ้าในฤดูหนาว มือก็จะไม่ต้องเป็นหิดน้ำแข็งอีกแล้ว" โจวซู่อันจำได้ว่าทุกปีในฤดูหนาวแม่โจวจะไปซักผ้าที่ริมแม่น้ำ และสุดท้ายก็มักจะเป็นหิดน้ำแข็ง


   "พี่จะไปทำเดี๋ยวนี้เลย!"


   ยิ่งคิดโจวซู่อันยิ่งหวังว่าจะทำสิ่งนี้ให้เสร็จเร็วๆ


   โจวหลีอันเรียกโจวซู่อันไว้ "เดี๋ยวก่อน อีกสักครู่ฉันจะทำเกี๊ยวน้ำ พี่ช่วยเอาไปฝากพ่อแม่หน่อยสิ" เมื่อเห็นโจวหลีอันพูดแบบนั้น โจวซู่อันจึงจำต้องระงับความตื่นเต้นและรอคอย


   หลังจากรออยู่สักพัก เขาไปล้างมือแล้วเริ่มช่วยน้องสาวรีดแผ่นแป้งเกี๊ยวทันที


   ด้วยการช่วยของโจวซู่อัน การห่อเกี๊ยวของโจวหลีอันก็เร็วขึ้นอย่างเห็นได้ชัด


   ใช้เวลาแค่ครึ่งชั่วโมง ในที่สุดก็ห่อไส้เกี๊ยวจนเสร็จสิ้น โจวหลีอันตักเกี๊ยวให้โจวซู่อันเกือบเต็มชาม หลังจากตักเสร็จแล้วก็ไปหั่นหมูรมควันอีกเพื่อให้โจวซู่อันนำกลับบ้านไปด้วย


   ที่บ้านตระกูลโจวมีคนเยอะ ที่เธอแบ่งมาก็มากพอแล้ว


   "มากเกินไปหรือเปล่า?" โจวซู่อันถามอย่างลังเล


   "ฉันคนเดียวกินไม่ไหวหรอก ถ้าเกี๊ยวทำเสร็จแล้วไม่กินก็จะเสียนะ"


   โจวซู่อันรู้สึกว่าน้องสาวของเขาพูดมีเหตุผลอยู่บ้าง "งั้นหมูรมควันเธอเก็บไว้เยอะหน่อยนะ?"


   "ที่บ้านพี่มีคนกินหลายคน แต่ฉันอยู่คนเดียว ฉันเก็บไว้เยอะแล้วนะ ถ้าเยอะกว่านี้ก็กินไม่หมดหรอก"


   โจวหลีอันตอบโจวซู่อันตอนนี้เธอได้พบตำแหน่งของตลาดมืดแล้ว เมื่อต้องการกินอะไรก็สามารถไปซื้อได้


   คนในตระกูลโจวทุกคนยกเว้นจางเฉี่ยวลี่ต่างก็ดีกับเธอ เธอจึงจ้องตอบแทนในสิ่งที่เธอทำได้ โจวหลีอันเตรียมที่จะปรับปรุงชีวิตความเป็นอยู่ของตระกูลโจวไปพร้อมกัน


   อาหารเย็นนี้ โจวหลีอันทานเกี๊ยวน้ำร้อนๆ


   โจวโจวน้อยตอนนี้ยังกินเกี๊ยวทั้งลูกไม่ได้ โจวหลีอันจึงบดเกี๊ยวสามลูกให้ละเอียดแล้วเติมน้ำซุปลงไปเล็กน้อยให้โจวโจวน้อยกิน


   เมื่อฟ้ามืดแล้ว ลู่ไห่หยางก็กลับมาอีกครั้ง


   วันนี้เขาอ้างว่าขาบาดเจ็บ จึงขอให้ลู่ซานเหอช่วยลาหยุดงานให้ ถึงแม้ข้อเท้าเขาจะพลิกจริงๆ แต่เขาก็ยังมาที่นี่


   [1] หิดน้ำแข็ง ใช้ในความหมายเปรียบเทียบ หมายถึง อาการคันหรือความรู้สึกยิบๆที่ผิวหนังคล้ายโดนอะไรเย็นจัดกัด ทำให้เกิดอาการผิวแห้ง และระคายเคืองในช่วงฤดูหนาว



บทที่ 52: ทำให้เขาไปไม่กลับมา



   เรื่องนี้นอกจากตัวเขาเองแล้ว เขาไม่ไว้ใจให้คนในครอบครัวมาทำ


   แต่เขารอมาทั้งคืน กลับไม่ได้เห็นหวังต้าเฉวียนออกมาเลย!


   โจวหลีอันทานอาหารเย็นเสร็จแล้วก็เริ่มล้างหน้าแปรงฟันอย่างรวดเร็ว


   หลังจากล้างหน้าแปรงฟันเสร็จ เธอก็รีบไปซักผ้าต่อทันที


   หลังจากทำงานทำความสะอาดเสร็จทุกอย่าง เธอก็อ่านหนังสือสักพัก เพื่อทบทวนความรู้ที่เคยเรียนมาก่อนหน้านี้ หลังจากทำสิ่งเหล่านี้เสร็จ เธอจึงเข้าไปเยี่ยมชมในมิติพิเศษ


   เธอปลูกข้าวในที่ดินห้าหมู่ที่เหลือจากเมื่อวาน


   แน่นอนว่านี่ยังไม่เพียงพอ! การปลูกข้าวในที่ดินห้าหมู่หลังจากหนึ่งเดือนจะได้ผลผลิตข้าวเปลือกมากที่สุดเพียงสองพันห้าร้อยจิน เมื่อนำไปสีเป็นข้าวสารแล้วก็จะเหลือไม่มากนัก ดังนั้นเธอจึงจำเป็นต้องซื้อที่ดินเพิ่ม


   ทุกเดือนต้องใช้อย่างน้อยสามพันจิน เธอจำเป็นต้องปลูกข้าวอย่างน้อยสี่หมู่


   ด้วยความคิดเช่นนี้ โจวหลีอันจึงมานั่งอยู่ที่หน้าจอเห็ด พลางคิดว่าจะปลูกเพิ่มอีกหนึ่งหมู่จากเดือนที่แล้ว เธอจึงเติมเงินเข้าไปในพื้นที่เกมอีกห้าสิบหยวนทันที


   เธอป้อนตัวเลือกซื้อที่ดินห้าหมู่ ผลลัพธ์ที่แสดงออกมาคือ


   [ยอดเงินไม่เพียงพอ]


   โจวหลีอัน "???"


   ไม่ใช่ว่าราคาสิบหยวนต่อหนึ่งหมู่หรอกเหรอ?


   [เนื่องจากการเพิ่มระดับพื้นที่ ตอนนี้ที่ดินหนึ่งหมู่ในพื้นที่มีมูลค่ายี่สิบหยวน]


   โจวหลีอัน "......"


   เธอกดปุ่มช่วยเหลือ แล้วพิมพ์ต่อ


   [พื้นที่นั้นถ้าเพิ่มระดับถึงระดับสาม หนึ่งหมู่ก็ราคาสามสิบหยวนแล้วใช่ไหม?]


   [สมกับเป็นผู้เล่นเกมที่น่าเคารพจริงๆ คุณนี่ช่างเป็นคนฉลาดเหลือเกิน]


   โจวหลีอัน "......" 


   เธออยากถามต่อว่า มีคนอื่นที่มีความสามารถพิเศษแบบเดียวกับเธอ และดูน่าตื่นเต้นแบบนี้อีกไหม?


   [ราคาขึ้นเร็วขนาดนี้ ไม่กลัวโดนแจ้งความเหรอ?]


   [สิทธิ์ในการอธิบายทุกอย่างเกี่ยวกับราคาในพื้นที่เกม ล้วนเป็นของพื้นที่เกมโดยสมบูรณ์นะ]


   โจวหลีอันมองดูประโยคนี้ และสงสัยอย่างจริงจังว่า เธอเป็นเครื่องมือในการหาเงินของพื้นที่เกมนี้หรือไม่?


   พื้นที่เกมก็เป็นแค่นายทุนใจดำ และเธอก็เป็นแค่คนงานที่ถูกนายทุนกดขี่ขูดรีด! แต่เธอก็ทำอะไรต่อไม่ได้


   ทำได้เพียงเติมเงินสิบหยวน และซื้อที่ดินสามหมู่เพื่อปลูกข้าวเท่านั้น


   ไม่ใช่ว่าเธอไม่อยากซื้อห้าหมู่ในคราวเดียว แต่เป็นเพราะเธอไม่มีเงินมากพอ


   หลังจากซื้อที่ดินสามหมู่แล้ว ในตอนนี้เธอเหลือเงินแค่แปดหยวนแปดเหมาแปดเฟินเท่านั้น เสียงพ้องของ 'แปดแปดแปด' ที่ฟังคล้าย 'รวยรวยรวย' ไม่ต้องสงสัยเลยว่านี่เป็นการเยาะเย้ยเธอ!


   เธอทำงานหนักมาเป็นเดือนกว่า แต่ก็ยังไม่มีเงิน!


   โจวหลีอันโกรธจัดจึงออกจากมิติพิเศษแล้วไปนอน วันรุ่งขึ้นตั้งแต่เช้าตรู่ เธอนวดให้ลู่เยี่ยนโจวด้วยน้ำพุศักดิ์สิทธิ์เช่นเคย ยังไม่ทันได้ล้างหน้าล้างตาเลย ก็ได้ยินเสียงเคาะประตูดังขึ้น


   มีแค่เสียงเคาะประตูเท่านั้น ไม่มีเสียงคนพูด


   การทำเช่นนี้ทำให้โจวหลีอันมั่นใจว่าคนที่มาไม่ใช่คนในตระกูลโจว ถึงอย่างไรคนในตระกูลโจวก็เหมือนกับโจวซู่อัน พวกเขามักจะเคาะประตูพร้อมกับเรียกเธอไปด้วย


   "ใครน่ะ?" โจวหลีอันเดินไปที่หลังประตูรั้วและถามขึ้น


   "ฉันเอง จางโหรวโหรว" เมื่อได้ยินเสียงนั้น โจวหลีอันรู้สึกว่าเหตุการณ์นี้ช่างคุ้นเคยเหลือเกิน


   นึกย้อนไปตอนที่เธอเพิ่งย้ายมาอยู่ที่บ้านนี้ใหม่ๆ จางโหรวโหรวก็มาคืนชามแบบนี้เหมือนกัน


   เพียงแต่ตอนนั้นเป็นเวลากลางคืน และเห็นจางโหรวโหรวที่ผอมจนเหลือแต่กระดูกยืนอยู่ตรงนั้น


   ตอนนี้เห็นข้อมือที่โผล่ออกมาของเธอ โจวหลีอันยังคงเห็นรอยช้ำสีม่วงทั้งเก่าและใหม่


   แม้จะรู้ว่าจางโหรวโหรวอาจไม่ต้องการให้เธอถามเรื่องนี้ แต่หลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่ง โจวหลีอันก็ยังคงอยากถามสักหน่อย เมื่อเห็นอีกฝ่ายยืนอยู่ที่ประตูและดูเหมือนจะกังวลอยู่บ้าง ทั้งที่อีกฝ่ายจะบอกว่าหลังจากนี้จะไม่มาติดต่อกันอีก


   โจวหลีอัน ก็ยังคงลองถามดูว่า "เข้ามานั่งสักหน่อยไหม?"


   "...ได้"


   โจวหลีอันเห็นจางโหรวโหรวพยักหน้าช้าๆ จากนั้นก็ก้มหน้าเดินตามเธอเข้าประตูบ้านไป


   โจวหลีอันหาที่นั่งให้อีกฝ่ายก่อน จากนั้นก็รินน้ำใส่น้ำตาลให้ ที่บ้านของเธอไม่มีน้ำตาลทรายแดง มีแต่น้ำตาลกรวดที่ซื้อมาครั้งก่อน


   นึกถึงบาดแผลบนตัวของจางโหรวโหรว โจวหลีอันจึงเติมน้ำจากน้ำพุศักดิ์สิทธิ์ลงไปอีกหนึ่งหยด จางโหรวโหรวก้มหน้ารับน้ำจากมือของโจวหลีอัน แล้วก้มหน้ากล่าวขอบคุณ "...ขอบคุณนะ"


   เมื่อเห็นว่าจางโหรวโหรวไม่ได้พูดถึงเรื่องราวโดยตรง โจวหลีอันจึงไปหยิบยาดองเหล้ามา


   "รอยช้ำบนตัวพี่ ถ้าทายาดองเหล้าแล้วนวดให้ซึม ก็จะหายเร็วขึ้นนะ"


   ยาดองเหล้านี้เป็นของที่แม่โจวเตรียมไว้ให้เธอ จางโหรวโหรวไม่คิดว่าโจวหลีอัน จะให้สิ่งนี้กับเธอ นับตั้งแต่แม่ของเธอเสียชีวิตจากโรคภัย ก็ไม่มีใครสนใจเธออีกเลย


   ดวงตาของจางโหรวโหรวเริ่มร้อนผ่าว เธอผลักยาดองกลับไป และยืนกรานปฏิเสธว่า "ขอบคุณนะ แต่ไม่ต้องหรอก"


   อย่างไรก็ตาม ถ้ารอยแผลเธอหายดีแล้ว ผู้ชายคนนั้นก็ต้องทำร้ายเธออีก


   "เขาทำร้ายคุณบ่อยๆใช่ไหม?"


   "...อืม"


   "แล้วพี่เคยคิดจะทิ้งเขาไปบ้างไหม?" โจวหลีอันรู้ว่าคำพูดของตัวเองล้ำเส้นไป แต่เมื่อจางโหรวโหรวมาหาถึงที่วันนี้ เธอก็อยากจะพูดออกมาสักประโยค ในความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมนั้น จางโหรวโหรวเป็นคนดีมาก


   คนดีไม่ควรโดนทำร้ายเช่นนี้


   เธอไม่สามารถควบคุมทุกคนในโลกได้ แต่ไม่รู้ทำไมโจวหลีอันอยากจะดูแลจางโหรวโหรวคนนี้


   เหตุผลที่โจวหลีอันถามว่าจะออกไปเลยหรือไม่ เป็นเพราะเธอไม่เชื่อว่าคนที่ทำร้ายร่างกายคนในครอบครัวจะสามารถเปลี่ยนแปลงได้เหมือนกับการนอกใจ เพราะความรุนแรงในครอบครัวมีเพียงไม่มีหรือมีจนนับครั้งไม่ถ้วน


   "ถ้าฉันจากเขาไป ฉันจะไปไหนได้ล่ะ? ฉันไม่มีบ้านแล้ว" จางโหรวโหรวพูดเสียงแผ่วเบา


   นี่คือความเศร้าโศกในยุคนี้เมื่อเทียบกับยุคหลัง การหย่าร้างในยุคนี้เป็นเรื่องที่ลำบากมาก


   โจวหลีอันยังอยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่จางโหรวโหรวก็ขัดจังหวะเธอเสียก่อน "วันนี้ฉันมาหาคุณเพราะมีเรื่องสำคัญจะพูด"


   เมื่อได้ยินจางโหรวโหรวพูดแบบนั้น โจวหลีอันจึงจำต้องเปลี่ยนหัวข้อสนทนาตามเธออย่างไรก็ตาม เรื่องของครอบครัวจางโหรวโหรวนั้น เธอได้พูดถึงตอนต้นไปแล้ว จึงตัดสินใจว่าจะพูดถึงอีกครั้งในภายหลัง และคิดหาวิธีแก้ไขเพื่อช่วยเธอ


   ตอนที่จางโหรวโหรวรับแก้วน้ำจากมือ โจวหลีอันก็เห็นรอยช้ำสีม่วงบนข้อมือของเธอ นั้นเป็นที่น่าตกใจมาก


   เธอกังวลว่าสักวันหนึ่ง จางโหรวโหรวอาจถูกทุบตีจนเสียชีวิต


   แม้ว่าอีกฝ่ายอาจไม่ได้ตั้งใจจะฆ่าคน แต่ก็อาจพลาดพลั้งจนทำให้คนตายได้


   "พูดมาสิ"


   หลังจากที่โจวหลีอันพูดจบ ก็เห็นจางโหรวโหรวอ้าปากค้างไป เวลาผ่านไปสักพักเธอถึงเอ่ยขึ้นมา ราวกับว่าพูดออกมาได้อย่างยากลำบาก "คนที่ฉันแต่งงานด้วยชื่อหวังต้าเฉวียน เขาสนใจคุณเพราะคุณสวย ตอนนี้เขาก็รู้เรื่องครอบครัวคุณแล้ว ฉันก็เลยอยากจะ... ตอนกลางคืน..."


   แม้ว่าจางโหรวโหรวจะพูดไม่จบ แต่พอพูดเธอถึงเรื่องตอนกลางคืน โจวหลีอันก็เดาได้แล้วว่าหวังต้าเฉวียนต้องการทำอะไร


   เธอคิดว่าแต่เดิมอีกฝ่ายเพียงคิดลามกเท่านั้น แต่ตอนนี้กลับคิดจะก่ออาชญากรรมเสียแล้ว เห็นโจวหลีอันไม่พูดอะไรต่อ จางโหรวโหรวจึงเอ่ยถามเสียงเบาอีกครั้ง "แล้วคุณจะทำยังไงต่อ? ควรบอกคนที่บ้านไว้หน่อยไหม?"


   โจวหลีอันจะทำอย่างไรต่อไปกับเรื่องนี้?


   เธอเตรียมพร้อมที่จะไม่มีวันกลับมาแล้ว


   จริงๆ ถ้าหวังต้าเฉวียนกล้าเข้ามาในรั้วบ้านของเธอ เธอก็จะสามารถจับได้คาหนังคาเขาเลย เมื่อถึงเวลานั้น เพียงแค่ส่งหวังต้าเฉวียนเข้าสถานีตำรวจไป ก็ไม่ต้องกังวลว่าอีกฝ่ายจะทำร้ายจางโหรวโหรวแล้ว


   "พี่โหรวโหรว ขอบคุณที่บอกฉันนะ"


   "ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร" จางโหรวโหรวโบกมือด้วยความตื่นตระหนก "มันเป็นสิ่งที่ฉันควรทำอยู่แล้ว"


   "พี่จะว่าอะไรไหมถ้าฉันจะแจ้งตำรวจ?" โจวหลีอันถามออกไป


   จางโหรวโหรวที่กำลังงุนงง ก็ตอบกลับว่า "ถ้าไม่มีหลักฐาน ตำรวจจะรับเรื่องไหม?"


   จากคำตอบในทันทีของจางโหรวโหรว โจวหลีอันก็เดาทัศนคติของเธอออกแล้ว


   จางโหรวโหรวไม่ได้สนใจหวังต้าเฉวียนคนนั้นเลย!


   ใช่แล้ว คนปกติที่ไหนจะไปสนใจคนที่ทำร้ายร่างกายตัวเองเป็นประจำล่ะ! โจวหลีอันสายตาเย็นชาขึ้นมาทันที


   "ถ้าไม่มีหลักฐานก็แค่สร้างหลักฐานขึ้นมา ถ้าเขากล้าเข้าประตูนี้ ทุกเรื่องก็จะจบแล้ว"


   "ส่งเขาเข้าไปอยู่ในคุก ต่อไปฉันจะอยู่ที่นี่ได้โดยไม่ต้องกลัวหรือหวาดระแวง พี่โหรวโหรวก็จะไม่ต้องถูกทุบตีอีก"


   เมื่อได้ยินโจวหลีอันพูดแบบนั้น ดวงตาของจางโหรวโหรวก็เป็นประกายขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว เธอไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้มาก่อนเลย


   ก่อนที่เธอจะมา เธอคิดแค่ว่าถึงแม้คนในตระกูลโจวจะมาถามเธอ เธอจะรู้สึกอับอาย แต่เธอจำเป็นต้องมาเพราะไม่อยากให้โจวหลีอันได้รับอันตราย


   ตอนนี้ เธอมีวิธีที่จะปลดปล่อยตัวเองได้จริง ๆ เหรอ? จางโหรวโหรวเคยคิดจะใช้ความตายเพื่อหลุดพ้น แต่ก่อนที่แม่ของเธอจะจากไป แม่ได้บอกให้เธอมีชีวิตอยู่อย่างดี... เธอจึงคิดว่าตัวเองต้องใช้ชีวิตให้ดีตลอดไป



บทที่ 53: พูดความจริง

   

   "จะสร้างหลักฐานยังไง?"


   จางโหรวโหรวถามขึ้นด้วยความสงสัย


   โจวหลีอันยิ้มเบาๆแล้วตอบ "การที่เขาเข้ามาในบ้านของฉันโดยไม่มีเหตุผล แค่นี้ก็เป็นหลักฐานแล้ว"


   "แล้ว… แล้วเธอจะไม่เป็นอันตรายใช่ไหม" จางโหรวโหรวรู้สึกว่าโจวหลีอันคนนี้แตกต่างไปจากที่เธอจำได้ โจวหลีอันในความทรงจำของเธอไม่ได้เป็นคนที่กล้าขนาดนี้


   "ฉันจะระวังตัวค่ะ ยังไงก็ให้ความร่วมมือฉันด้วยนะคะ"


   โจวหลีอันไม่ได้หยิ่งผยองถึงขนาดจะทำอะไรคนเดียว อย่างไรเสียพละกำลังของผู้หญิงก็ยังคงมีความแตกต่างกับผู้ชายอยู่บ้าง


   "แล้ว… แล้วฉันต้องทำอะไรไหม?" จางโหรวโหรวพูดด้วยความคลุมเครือ


   "ตอนนี้ยังไม่ต้องทำอะไร"


   โจวหลีอันคิดสักครู่แล้วพูดต่อว่า "เมื่อถึงเวลาที่ตำรวจถามคำถาม พี่โหรวโหรวแค่พูดความจริงก็พอ"


   "ดี ดี"


   จางโหรวโหรวพยักหน้าพลางพูดคำว่า "ดี" ติดต่อกันสองครั้ง จากนั้นเธอก็นึกขึ้นได้ และหันไปมองโจวหลีอันอย่างรวดเร็ว "ถ้าฉันพูดความจริง ตำรวจจะคิดว่าเธอกำลังใส่ร้ายเขาหรือเปล่า?"


   "เรื่องนี้พี่ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นไปก็แล้วกัน ตำรวจคงไม่ถามคำถามนี้กับพี่หรอก สิ่งที่ฉันอยากให้พี่พูดความจริง คือเรื่องที่หวังต้าเฉวียนทำร้ายพี่มาตลอด"


   "ในเมื่อส่งเขาเข้าคุกไปแล้ว ก็ให้เขาติดคุกสักสองสามปีด้วยข้อหาทำร้ายร่างกายโดยเจตนา ในเมื่อเขากล้าทำร้ายพี่ ก็สมควรได้รับการลงโทษ" จางโหรวโหรวไม่คิดว่าโจวหลีอันจะพูดความจริงแบบนี้ 


   "แต่ตำรวจจะจัดการเรื่องนี้ได้เหรอ?"


   ในยุคนี้ เรื่องผู้ชายทำร้ายผู้หญิง จางโหรวโหรวเห็นมามากเกินไปแล้ว


   ปู่ตีย่า ลุงใหญ่ตีป้าใหญ่ พ่อตีแม่ของเธอ…


   "พวกเขาจะจัดการได้ แต่พี่ต้องแจ้งความก่อน ถ้าพี่ไม่แจ้งความ พวกเขาก็จะไม่จัดการให้" ถ้าเป็นเรื่องเล็กๆน้อยๆ พวกเขาคงไม่สามารถจัดการได้ทั้งหมด


   และการใช้ความรุนแรงในครอบครัวไม่ใช่เรื่องที่ถูกต้อง


   "ฉันเข้าใจแล้ว" จางโหรวโหรวก้มหน้าลงอีกครั้ง "ฉันจะพูดความจริงทั้งหมด ฉันต้องการให้เขาได้รับการลงโทษ"


   "ดีเลยค่ะ"


   โจวหลีอันเห็นจางโหรวโหรวถือแก้วน้ำไว้โดยไม่ดื่ม เธอจึงพูดขึ้นว่า "ดื่มน้ำหน่อยสิ"


   เมื่อสายตาเห็นบาดแผลบนมือของอีกฝ่าย เธอจึงถามว่า "พี่อยากให้ฉันช่วยทายาให้ไหม?"


   "ไม่… ไม่ต้องหรอก" 


   จางโหรวโหรวจำได้ว่าร่างกายของเธอดูน่าเกลียดมาก เธอไม่อยากให้คนอื่นเห็น "ฉันทำเองได้"


   "อืม จำไว้ว่าต้องทาตลอดนะ"


   เมื่อโจวหลีอันพูดจบ จึงผลักยาดองไปทางจางโหรวโหรวอีกนิดหนึ่ง


   จางโหรวโหรวมองการกระทำของโจวหลีอัน เธอขอบตาร้อนผ่าว นึกถึงตอนที่โจวหลีอันให้เธอดื่มน้ำก่อนหน้านี้ จึงก้มหน้าลงดื่มอีกหนึ่งอึก น้ำนี้ช่างหวานเหลือเกิน…


   ช่างเป็นโอกาสหายากที่ได้ลบล้างรสขมในปากของเธอที่มีมาหลายปี


   ตั้งแต่แม่ของเธอจากไป เธอก็ไม่เคยดื่มน้ำหวานอีกเลย จนแทบจะลืมรสชาติของความหวานไปแล้ว


   โจวหลีอันเห็นจางโหรวโหรวบอกว่าจะทำเอง เธอก็เลยไม่ได้บังคับอีกฝ่าย จางโหรวโหรวจิบน้ำหนึ่งอึก ความคิดของเธอล่องลอยไปครู่หนึ่ง ก่อนที่เธอจะดึงมันกลับมา


   "ฉันนึกถึงอีกเรื่องหนึ่ง"


   จางโหรวโหรวพูดอย่างรู้สึกอึดอัดเล็กน้อย "จริงๆแล้ว ช่วงที่ผ่านมา ฉันสังเกตเห็นว่าหวังต้าเฉวียนมีความรู้สึกแบบนั้นกับคุณ"


   "ก็ตอนที่เธอมาส่งไส้หมูให้น่ะ ฉันบอกเขาว่าสามีของเธอเป็นนายทหารที่เก่งกาจมาก ฉันอยากขู่เขาให้กลัวจนไม่กล้าคิดอะไรกับเธอ เพราะปกติเขาไม่ค่อยคบหากับคนในหมู่บ้าน พูดได้ว่าแทบไม่ออกจากบ้านเลย ฉันก็เลยไม่กังวลว่าเขาจะรู้ว่าฉันโกหก"


   "จนกระทั่งเมื่อวานซืน เขาได้เจอกับญาติของสามีเธอ พวกเขาเล่าเรื่องของเธอให้หวังต้าเฉวียนฟังหมดแล้ว อีกทั้งยังขอให้เขาช่วยดูแลเธอด้วยนะ พวกเขากลัวว่าเธอจะทำอะไรที่ไม่ดีต่อสามีของเธอ"


   "เขาคงคิดว่าถ้าเกิดอะไรขึ้น บ้านฝ่ายสามีเธอคงไม่ช่วยเหลือเธอหรอก เลยเกิดความคิดไม่ดีขึ้นมาอีก" ได้ยินจางโหรวโหรวพูดแบบนั้น โจวหลีอันเริ่มขมวดคิ้วเล็กน้อย


   หากหวังต้าเฉวียนไม่ค่อยออกไปไหน การที่เขาเจอคนตระกูลลู่เมื่อวานซืนก็มีความเป็นไปได้สูงว่าจะเป็นแถวนี้


   และคนตระกูลลู่ที่มาที่นี่เมื่อวานซืนก็มีแค่ลู่ไห่หยาง


   ทำไมลู่ไห่หยางถึงกังวลว่าเธอจะทำผิดต่อลู่เยี่ยนโจวล่ะ? ช่างน่าขันเสียจริง


   เขาคงอยากให้เธอทำผิดต่อลู่เยี่ยนโจวมากกว่า


   ตอนนี้ลู่เยี่ยนโจวเป็นคนที่อยู่ในภาวะผัก ดังนั้นความเป็นไปได้ที่ลู่ไห่หยางจะมุ่งเป้าไปที่ลู่เยี่ยนโจวนั้นค่อนข้างต่ำ ฉะนั้นอีกฝ่ายน่าจะมาเล่นงานเธอมากกว่า ลู่ไห่หยางคงจะขอร้องหวังต้าเฉวียนให้เป็นหูเป็นตาให้ แต่ในใจลึกๆ เขาไม่ได้คิดแบบนั้น… งั้นแสดงว่าพวกเขาเคยมีความเกี่ยวข้องกันมาก่อนเป็นแน่


   การมีความเกี่ยวข้องกันย่อมหมายถึงการมีความเข้าใจกันในระดับหนึ่ง จากปฏิกิริยาของหวังต้าเฉวียนหลังจากรู้เรื่องราวของเธอ ดูเหมือนว่าลู่ไห่หยางน่าจะหวังให้หวังต้าเฉวียนมาทำร้ายเธอ แล้วการทำร้ายเธอแบบนี้จะมีประโยชน์อะไร?


   การระบายความแค้นก็เป็นเหตุผลหนึ่ง


   แล้วจะมีจุดประสงค์อื่นอีกไหม? ลู่ไห่หยางคงจะเกลียดเธอมากที่ทุกเดือนเธอสามารถรับเงินจากเขาได้ ดังนั้นเขาอาจจะมีความคิดในด้านนี้ด้วย


   จากความทรงจำของร่างเดิม โจวหลีอันรู้จักลู่ไห่หยางมาก่อน เขาน่าจะต้องการทำลายเธอ เพื่อไม่ให้เธอสามารถคุกคามเขาได้อีกต่อไป


   ดังนั้น หากหวังต้าเฉวียนทำร้ายเธอโดยไม่มีใครรู้ ก็คงทำให้แผนของลู่ไห่หยางล้มเหลว


   นึกมาถึงตรงนี้ โจวหลีอัน ก็พอจะเดาแผนการของอีกฝ่ายออกแล้ว! เธอยิ้มขึ้นมาเล็กน้อย แล้วพูดกับจางโหรวโหรวว่า "ขอบคุณพี่โหรวโหรวนะคะ ที่เริ่มปกป้องฉันตั้งแต่เนิ่นๆ"


   ถ้าไม่มีจางโหรวโหรวมาพูดเรื่องพวกนี้ โจวหลีอันคงคิดว่าเธอมีแค่โจวโจวน้อยและมิติพิเศษ ก็ไม่มีปัญหาใหญ่โตอะไรมากมาย แต่ความจริงไม่เป็นเช่นนั้น


   แต่ถ้าเป็นอย่างนั้น ก็คงไม่มีโอกาสวางแผนแก้แค้นล่วงหน้าได้


   "ไม่ ไม่ต้องขอบคุณหรอก"


   จางโหรวโหรวส่ายหน้า "ฉันก็ไม่ได้ทำอะไรมาก ถ้าไม่มีฉัน เธอคงไม่ได้ส่งอาหารไปให้บ้านนั้น แล้วก็คงไม่โดนหวังต้าเฉวียนจับตามองด้วย"


   โจวหลีอันเห็นจางโหรวโหรวพูดประโยคหลังแล้วก้มหน้าต่ำลงไปอีก เห็นได้ชัดว่ารู้สึกผิดมาก


   "พี่โหรวโหรว" โจวหลีอันเรียกเธอ


   "หืม?"


   "ทำไมฉันรู้สึกว่าพี่โง่ขนาดนี้ล่ะ ถึงแม้พี่จะไม่ใช่เพื่อนบ้านของฉัน แต่ฉันเพิ่งย้ายมาที่นี่ ก็ต้องติดต่อกับเพื่อนบ้านบ้างสิ การถูกจับตามองแบบนี้เป็นเรื่องปกติ มันเกี่ยวอะไรกับพี่ด้วยล่ะ?" 


   จางโหรวโหรวฟังประโยคนั้นจบแล้วก็งงไปชั่วขณะ


   ทันใดนั้น เธอก็รู้สึกว่าสิ่งที่โจวหลีอันพูดมาก็ดูมีเหตุผล


   คนในตระกูลโจวล้วนเป็นคนดีและมีน้ำใจมาก แม้ว่าจะไม่มีเธอ เมื่อเพิ่งย้ายมาอยู่แถวนี้ ฉันก็ต้องไปเคาะประตูบ้านเพื่อนบ้านอยู่แล้ว


   เมื่อคิดได้เช่นนี้ ก้อนหินที่ทับอยู่ในหัวใจของจางโหรวโหรวก็เคลื่อนออกไปได้บ้าง เธอรู้สึกมาตลอดว่าตัวเองเป็นดาวอัปมงคล


   ไม่เพียงแต่ทำร้ายโจวกั๋วอันเท่านั้น ตอนนี้ยังทำให้โจวหลีอันถูกหวังต้าเฉวียนจับตามองอีกด้วย


   "เธอต้องระวังตัวให้ดีนะ"


   จางโหรวโหรวนึกถึงแผนการของโจวหลีอัน แล้วกำชับสิ่งที่เธอไม่ได้พูดออกมา ส่วนเธอจะคอยจับตาดูหวังต้าเฉวียนให้ดี หากมีอะไรผิดปกติ เธอจะรีบวิ่งเข้าไปทันที


   ถึงเวลานั้น แม้ต้องแลกด้วยชีวิต เธอก็จะปกป้องโจวหลีอันให้ได้


   หลังจากที่เธอทำร้ายโจวกั๋วอันไปแล้ว เธอไม่อาจทนดูน้องสาวที่โจวกั๋วอันรักใคร่เอ็นดูต้องเป็นอันตรายอีก


   "พี่ก็เหมือนกัน" โจวหลีอันเตือนจางโหรวโหรวเช่นกัน


   "เขาน่าจะถูกส่งตัวเข้าคุกในไม่ช้า ในช่วงนี้ถ้าเขาพยายามทำร้ายพี่ พี่ก็ป้องกันตัวหน่อยนะ อย่าให้เขาทำร้ายพี่ได้เด็ดขาด"


   "ได้ๆ" จางโหรวโหรวตอบตกลงทันที


   "งั้นก็ดื่มน้ำต่อไปนะ น้ำหวานนี่ฉันเตรียมไว้ให้พี่โดยเฉพาะ ต้องดื่มให้หมดล่ะไม่งั้นเสียดายของแย่"


   ข้างในมีน้ำพุศักดิ์สิทธิ์ผสมอยู่เล็กน้อย ซึ่งดีต่อร่างกายของจางโหรวโหรว


   "อืม" จางโหรวโหรวพูดจบ เธอก็ดื่มน้ำอึกใหญ่ในแก้วนั้นจนหมด


   ไม่รู้ว่าเป็นความรู้สึกผิดพลาดของเธอหรือไม่ จางโหรวโหรวรู้สึกว่าหลังจากดื่มน้ำแก้วนี้หมด ร่างกายของเธอรู้สึกเบาสบายอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน


   จางโหรวโหรววางแก้วลงบนโต๊ะเบาๆ แล้วลุกขึ้นพลางพูดว่า "ฉันขอตัวกลับก่อนนะ"


   โจวหลีอันตอบรับเสียงหนึ่ง หลังจากยัดยาดองบนโต๊ะใส่มือของอีกฝ่ายแล้ว เธอจึงลุกขึ้นส่งจางโหรวโหรวออกไป


   ตามปกติแล้วด้วยความรู้สึกขอบคุณ โจวหลีอันควรจะเชิญจางโหรวโหรวมาทานข้าวด้วยกันที่นี่ด้วย


   แต่จากคำบรรยายของจางโหรวโหรว โจวหลีอันพอจะเดาได้ว่า หวังต้าเฉวียนน่าจะรู้เรื่องที่จางโหรวโหรวขัดขวางไม่ให้เขามาที่นี่ในตอนนี้ ถ้ารู้จางโหรวโหรวมาที่นี่ แล้วเจอกับหวังต้าเฉวียนเข้า แผนการของพวกเธออาจจะล้มเหลวได้


   นี่ไม่ใช่สิ่งที่โจวหลีอันอยากเห็น ดังนั้นเรื่องการทานข้าวจึงต้องพูดกันทีหลัง


   เช้านี้คุยกับจางโหรวโหรวนานจนเสียเวลาไปบ้าง หลังจากโจวหลีอันล้างหน้าแปรงฟันเสร็จแล้ว ก็ทำอาหารเช้าให้เธอกับโจวโจวน้อยทันที เธอรีบออกบ้านจนไม่ได้ล้างจาน…



บทที่ 54: ยังอยากทำการค้าอีก



   โจวหลีอันไปส่งผักที่ยอดเขาเฟิงหยางก่อน จากนั้นจึงรีบมุ่งหน้าไปยังตลาดมืด


   หลังจากที่เธอมาถึงบริเวณใกล้เคียงกับตลาดมืด เธอก็เริ่มสำรวจพื้นที่โดยรอบ โดยวางแผนในหัวว่าสถานที่ไหนเหมาะสำหรับใช้ส่งมอบสินค้า


   หลังจากที่เข้าใจสภาพโดยรวมแล้ว โจวหลีอันจึงนำข้าวสารสามพันจินและแป้งหนึ่งร้อยห้าสิบจินออกมาจากคลังสินค้าในมิติพิเศษ ซึ่งข้าวสารและแป้ง เธอเก็บไว้หนึ่งร้อยจินและห้าสิบกว่าจินสำหรับตัวเอง


   หลังจากจัดเก็บของเรียบร้อยแล้ว โจวหลีอันจึงรีบมุ่งหน้าไปยังตลาดมืด


   เธอมองเห็นชายหนุ่มคนหนึ่งยืนเฝ้าอยู่ที่ทางเข้าตลาดมืดแต่ไกล เมื่อเดินเข้าไปใกล้ โจวหลีอันจึงพบว่าเป็นคนที่เธอรู้จัก


   เป็นหวงหู่ที่เฝ้าประตูเช่นเดียวกับเมื่อวานนี้


   โจวหลีอันยื่นค่าเข้าตลาดมืดหนึ่งเหมาไปให้ แล้วพูดว่า "ขอรบกวนพาฉันไปหาหัวหน้าของพวกคุณหน่อย ฉันมาส่งของ"


   หวงหู่ปฏิเสธเงินของโจวหลีอัน "ผมมาที่นี่เพื่อรอคุณนี่แหละ ตามผมมา"


   พูดจบ เขาก็ผลักประตูใหญ่ของตลาดมืดให้เปิดออก


   เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่รับเงิน โจวหลีอันจึงเก็บหนึ่งเหมากลับเข้ากระเป๋าอีกครั้ง


   ถึงอย่างไรตอนนี้เธอก็ยากจน ประหยัดได้เท่าไหร่ก็ประหยัดเอาไว้ก่อน ตอนนี้เธอเป็นคนที่มีเงินติดตัวไม่ถึงสิบหยวนด้วยซ้ำ…


   ทางหวงหู่รีบเดินไปหาคนมาช่วยเฝ้าประตูให้เขา แล้วพาโจวหลีอันไปยังห้องเดิมที่เคยมาเมื่อวานนี้


   โจวหลีอันเดินเข้ามา ก็พบเซี่ยเหอที่สวมเสื้อเชิ้ตผ้าไหมสีเขียวรออยู่ข้างในอยู่แล้ว


   เมื่อวานสีแดงสด วันนี้สีเขียวสด แม้ว่าทั้งสองสีจะดูดีมาก แต่โจวหลีอันรับรองได้ว่าการแต่งตัวแบบนี้ เพียงแค่เดินออกไปข้างนอกก็จะต้องเป็นที่สะดุดตาของผู้คนแน่นอน เธอพลางคิดว่าคนที่ทำงานให้กับตลาดมืดไม่จำเป็นต้องเก็บตัวเงียบๆหรอกเหรอ?


   หรือมีผู้หญิงคนไหนบ้างที่ไม่ชอบเสื้อผ้าสวยๆ?


   แน่นอนว่าเรื่องเหล่านั้นโจวหลีอันแค่จินตนาการไปเอง


   "มาแล้ว นั่งสิ" เซี่ยเหอเชิญให้โจวหลีอันนั่งลง


   "สินค้าครั้งนี้อยู่หลังเนินเขาที่สาม ทางขวาถัดจากทางออกตลาดมืด" โจวหลีอันบอกตำแหน่งของสินค้าทั้งหมด ก่อนที่เธอจะนั่งลง


   "ดี ฉันจะจัดการให้คนไปตรวจสอบสินค้าทันที คุณไม่รังเกียจที่จะรออยู่ที่นี่สักครู่ใช่ไหม?" เซี่ยเหอถามโจวหลีอันพร้อมรอยยิ้ม


   "ไม่รังเกียจหรอกค่ะ"


   ถึงอย่างไรก็เป็นการซื้อขายครั้งแรก ไม่ว่าจะเป็นโจวหลีอันหรือเซี่ยเหอ ต่างก็ต้องระมัดระวัง เรื่องนี้โจวหลีอันเข้าใจเป็นอย่างดี


   โชคดีที่ลูกน้องของเซี่ยเหอทำงานได้รวดเร็ว ไม่ถึงครึ่งชั่วโมงก็กลับมากระซิบบอกเซี่ยเหอสองสามประโยค เมื่อเธอฟังจบแล้วก็พูดกระซิบกับลูกน้องคนนั้นอีกเล็กน้อย รอจนลูกน้องจากไปแล้วจึงลุกขึ้นไปหยิบเงินให้โจวหลีอัน


   "ข้าวสารสามพันจิน ราคาจินละหนึ่งเหมาหกเฟิน แป้งหนึ่งร้อยห้าสิบจิน ราคาจินละสองเหมาแปดเฟิน รวมทั้งหมดห้าร้อยยี่สิบสองหยวน ยินดีที่ได้ร่วมงานกันนะ"


   โจวหลีอันเห็นเซี่ยเหอใช้มือคู่ที่สวยงามเป็นพิเศษของเธอนับเงินเสร็จแล้วยื่นเงินมาตรงหน้า เนื่องจากเซี่ยเหอนับเงินแล้วโจวหลีอันจึงไม่จำเป็นต้องนับเงินอีกครั้ง จึงรีบรับเงินมาทันที


   "ยินดีที่ได้ร่วมงานเช่นกันค่ะ"


   โจวหลีอันพูดพร้อมรอยยิ้ม "ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด การส่งมอบสินค้าครั้งต่อไปเป็นอีกหนึ่งเดือนข้างหน้า"


   ทำไมถึงตั้งหนึ่งเดือนล่ะ?…


   ก็เพราะว่าข้าวของเธอปลูกได้แค่แปดหมู่ เนื่องจากราคาที่ดินในมิติพิเศษสูงขึ้นนั่นเอง โจวหลีอันเตรียมที่จะนำเงินที่ได้กลับไปปลูกเพิ่มอีกสองหมู่ เพื่อให้สามารถส่งมอบสินค้าได้ครบถ้วน


   "ฉันเข้าใจแล้ว"


   ณ จุดนี้ รายละเอียดเกี่ยวกับการซื้อขายธัญพืชระหว่างทั้งสองคนได้ถูกตกลงกันเรียบร้อยแล้ว แต่โจวหลีอันยังไม่ได้เตรียมตัวจะออกไป


   เธอกลับพูดว่า "ฉันยังอยากทำธุรกิจกับคุณอีกสักอย่าง"


   "ธุรกิจอะไรเหรอ?" เซี่ยเหอรู้สึกสนใจขึ้นมา


   เธอรู้สึกอยากรู้อยากเห็นว่าอีกฝ่ายต้องการทำอะไรอีก


   ถึงแม้ว่าเธอจะทำธุรกิจในตลาดมืดมาไม่น้อยแล้ว แต่นี่เป็นครั้งแรกที่เธอได้พบกับสาวใจถึงอย่างโจวหลีอัน


   "คราวนี้ฉันจะซื้อของจากคุณ" โจวหลีอันพูด


   "อ้อ งั้นเหรอ? คุณอยากซื้ออะไรล่ะ"


   เซี่ยเหอสังเกตเห็นว่า เมื่อวานและวันนี้ อีกฝ่ายมองสำรวจเสื้อผ้า เธอจึงคิดว่ามันอาจจะเป็นอย่างนี้หรือเปล่า?


   ถึงอย่างไรก็ตาม การรักในความงามนั้นมีอยู่ในใจของทุกคน


   แต่ว่าเธอเดาผิดอย่างเห็นได้ชัด


   "ฉันอยากซื้อลูกหมูจากคุณ"


   เซี่ยเหอ "..."


   เซี่ยเหอพูดไม่ออก เธอดูเหมือนคนที่จะขายลูกหมูเหรอ?


   เมื่อนึกถึงลักษณะของลูกหมู เซี่ยเหอก็หัวเราะลั่น


   โจวหลีอันเห็นท่าทีของอีกฝ่ายแบบนั้น ก็รู้ว่าอีกฝ่ายไม่มี แต่โจวหลีอันก็ไม่ได้เตรียมตัวที่จะเปลี่ยนคำพูด


   เมื่อมีทรัพยากร ก็ต้องเรียนรู้ที่จะใช้ประโยชน์จากมัน


   เห็นว่ามีคนขายเนื้อหมูสดในตลาดมืด เธอก็สามารถไปสอบถามพวกเขาได้ แต่ก็กังวลว่าพวกเขาอาจจะไม่บอกเธอ หรือความจริงแล้วพวกเขาอาจไม่มีลูกหมูขาย


   แต่การหาซื้อจากเซี่ยเหอโดยตรง นั้นแตกต่างออกไป แม้ว่าอีกฝ่ายอาจจะไม่มีในมือ แต่เครือข่ายของตลาดมืดก็กว้างขวางกว่าเธอมาก อีกอย่างเซี่ยเหอก็มีโอกาสที่จะหาลูกหมูได้มากกว่าเธอหลายเท่า


   เหมือนกับการไปถามคนขายเนื้อหมูสดในตลาดมืด ถ้าเธอไปสอบถาม อีกฝ่ายอาจจะไม่บอกเธอ เพราะเป็นช่องทางของตัวเอง แต่ถ้าเป็นคนในตลาดมืดไปสอบถามก็จะแตกต่างกัน


   เพื่อที่จะทำธุรกิจในตลาดมืดต่อไป อีกฝ่ายก็สามารถบอกเบาะแสบางอย่างได้แน่นอน การทำธุรกิจต้องมีความเต็มใจจากทั้งสองฝ่าย


   เมื่อโจวหลีอันเห็นได้ชัดว่าเธอไม่มี แต่ก็ยังไม่เปลี่ยนคำพูด เซี่ยเหอทำได้เพียงถอนหายใจเบาๆ พลางพูดว่า "ฉันไม่มีในมือตอนนี้ แต่จะช่วยสอบถามให้ทีหลังนะ"


   โจวหลีอันต้องการคำตอบแบบนี้พอดี เธอจึงรีบคว้าโอกาสนั้นไว้ "ขอบคุณมาก เอามาเท่าไหร่ก็ได้ ถ้าเป็นไปได้อยากได้ทั้งตัวผู้และตัวเมีย"


   ด้วยวิธีนี้ เธอจะสามารถผสมพันธุ์หมูได้เองในมิติพิเศษ และไม่จำเป็นต้องออกไปซื้อลูกหมูอีกต่อไป


   เซี่ยเหอ "......"


   ประโยคที่ว่า "เท่าไหร่ก็ได้" ฟังดูค่อนข้างห้าวหาญอยู่สักหน่อย แม้ว่าเธอจะไม่เคยเลี้ยงหมูมาก่อน แต่เธอก็รู้ว่าการเลี้ยงหมูต้องใช้อาหารไม่น้อยเลยไม่ใช่เหรอ?


   ไม่อย่างนั้น ยุคนี้ในชนบทเกือบทุกครัวเรือนก็เลี้ยงไก่กันแล้ว ทำไมไม่มีครัวเรือนไหนเลี้ยงหมูล่ะ? แต่นั่นไม่ใช่เพราะเลี้ยงไม่ไหวหรอก


   อย่างไรก็ตาม เมื่อนึกถึงว่าอีกฝ่ายสามารถจัดหาอาหารได้มากมายขนาดนั้นทุกเดือน เซี่ยเหอก็ไม่รู้สึกว่าอีกฝ่ายจะเลี้ยงดูไม่ไหว


   "ฉันจะสืบข่าวให้ ถ้าได้เรื่องแล้วต้องพบคุณที่ไหน?"


   "อีกหนึ่งสัปดาห์ ฉันจะมาที่ตลาดมืด" ไปด้วยตัวเองดีกว่าเปิดเผยที่อยู่ อย่างไรตลาดมืดก็อยู่ตรงหน้าแล้ว


   เธออยากมาเดือนละครั้ง แต่มาเพิ่มอีกครั้งก็ไม่เป็นไร


   "ตกลง"


   เซี่ยเหอตอบรับ


   "งั้นก็เป็นตามนี้แล้วกัน ฉันขอตัวก่อนนะ" โจวหลีอันลุกขึ้นพูด


   "ฉันจะไปส่งคุณ"


   เซี่ยเหอส่งโจวหลีอันออกจากห้อง จากนั้นหวงหู่ก็พาโจวหลีอันกลับไป เธอไม่ได้กลับบ้านในทันที แต่หลังจากที่หวงหู่กลับไปแล้ว เธอก็ไปยังสถานที่ซื้อขายในตลาดมืด


   เมื่อเข้ามาอีกครั้ง เธอสังเกตเห็นว่าคนที่ซื้อคูปองเมื่อวานนี้ยังคงอยู่ที่นั่น


   โจวหลีอันเดินเข้าไปหาคนนั้นเพื่อซื้อคูปองรถจักรยาน ตอนนี้เธอมีเงินแล้ว แน่นอนว่าต้องซื้อของดีๆสักหน่อย เพราะยิ่งซื้อเร็วก็ยิ่งได้ใช้เร็ว


   นอกจากนี้ การซื้อจักรยานก็จะเป็นประโยชน์สำหรับเธอในการจัดการกับหวังต้าเฉวียนในภายหลังด้วย


   หากมีจางโหรวโหรวอยู่ โจวหลีอันก็มั่นใจแล้วว่าหวังต้าเฉวียนต้องมาที่นี่เพราะเธอแน่นอน


   ตอนที่จับหวังต้าเฉวียนได้ เธอจะไม่ยอมให้ตัวเองเป็นอันตรายเด็ดขาด ท้ายที่สุดแล้วการจัดการกับคนเลวก็ไม่คุ้มค่าที่จะเสี่ยงตัวเองมากเกินไป


   แต่นี่ก็เปิดโอกาสให้หวังต้าเฉวียนได้แก้ตัว


   คนที่มีความรู้เพียงเล็กน้อยก็รู้ว่า โทษฐานลักทรัพย์มักจะเบากว่าการข่มขืนผู้หญิง โจวหลีอันไม่รู้ว่าหวังต้าเฉวียนจะเข้าใจหรือไม่? แต่เพื่อป้องกันไว้ก่อนในกรณีที่หวังต้าเฉวียนเข้าใจ และใช้ข้ออ้างว่าขโมยเงิน เธอต้องทำให้ดูเหมือนว่าเธอได้ใช้เงินทั้งหมดไปแล้ว


   ท้ายที่สุด สำหรับคนไร้ค่าอย่างหวังต้าเฉวียน เมื่อตัดสินใจจะจัดการเขาแล้ว ก็ต้องจัดการให้ถึงที่สุด



บทที่ 55: คำโกหกที่มีเจตนาดี



   หลังจากซื้อคูปองจักรยานแล้ว โจวหลีอันก็ไม่ได้ไปที่ร้านสหกรณ์เพื่อซื้อจักรยานทันที


   เธอยังคงอยู่ที่นั่นและซื้อของจากสองแผงจนหมด


   แผงหนึ่งขายไข่ไก่ อีกแผงหนึ่งขายเนื้อหมู ในยุคนี้คนที่มาขายของในตลาดมืดด้วยตัวเอง ส่วนใหญ่ก็มีสินค้าไม่มากนัก


   โจวหลีอันซื้อไข่ไก่จากแผงจนหมดเกลี้ยง แต่ได้ไข่ไก่มาเพียงสองจิน เสียเงินไปหนึ่งหยวนหกเหมา


   และซื้อเนื้อหมูสดสิบจิน ในนั้นมีหมูสามชั้นอีกสามจิน ส่วนที่เหลือเป็นเนื้อไม่ติดมัน ซึ่งคนส่วนใหญ่ในยุคนี้ไม่ชอบนัก รวมแล้วเสียเงินไปสิบสองหยวนเก้าเหมา หลังจากซื้อไข่ไก่และเนื้อหมูเสร็จแล้ว โจวหลีอันจึงไปที่ร้านสหกรณ์เพื่อซื้อจักรยานคันใหม่


   รวมค่าใช้จ่ายทั้งหมดหนึ่งร้อยหกสิบสองหยวนห้าเหมา


   รายรับวันนี้ห้าร้อยยี่สิบสองหยวน ค่าใช้จ่ายสามร้อยยี่สิบเจ็ดหยวนรวมกับเงินที่เหลือติดตัวก่อนหน้านี้ โจวหลีอันมีเงินทั้งหมดสองร้อยสามหยวนแปดเหมาแปดเฟิน


   ขณะปั่นจักรยานกลับบ้าน โจวหลีอันรู้สึกว่าตัวเองร่ำรวยอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน!


   เมื่อโจวหลีอันกลับถึงหมู่บ้าน เธอพลาดเวลาอาหารกลางวันไป แต่เวลานี้ก็เป็นเวลาที่ทุกคนออกไปทำงานในช่วงบ่ายกันหมดแล้ว


   โจวหลีอันมองหาที่ไร้คน แล้วนำเนื้อหมูที่ซื้อออกมายึดติดกับเบาะหลังจักรยาน ส่วนไข่ไก่นั้นถูกแขวนไว้ที่จับรถจักรยาน เพราะในยุคนี้รถจักรยานส่วนใหญ่ไม่มีตะกร้าด้านหน้า


   หลังจากทำสิ่งเหล่านี้เสร็จ โจวหลีอันจึงปั่นจักรยานต่อไปข้างหน้าเรื่อยๆ เตรียมพร้อมที่จะรับมือกับความอยากรู้อยากเห็นและคำนินทาจากป้าๆในหมู่บ้าน


   เป็นไปตามที่โจวหลีอันคาดการณ์ไว้ เธอปั่นจักรยานคันใหม่เอี่ยม ไม่นานก็ดึงดูดความสนใจจากคนอื่นๆ "ลูกสาวตระกูลโจว ซื้อเนื้อมากขนาดนี้เลยเหรอ?"


   "ลูกสาวตระกูลโจว ในถุงด้านหน้านั่นมีอะไรเหรอ?"


   โจวหลีอันตอบคำถามเกี่ยวกับถุง "ฉันซื้อไข่ไก่มาบ้าง ไก่ที่บ้านของฉันเพิ่งเอามาเลี้ยงไม่นาน? ยังไม่สามารถออกไข่ได้ ก็เลยคิดว่าจะซื้อมากินก่อน"


   "อย่างนี้นี่เอง..."


   ช่างไม่รู้จักวิธีใช้ชีวิตเลย


   "ลูกสาวตระกูลโจว เธอได้จักรยานมาจากไหนล่ะ?" มีป้าคนหนึ่งสงสัยจนตะโกนถามขึ้น


   โจวหลีอันตอบว่า "ฉันซื้อมาเอง"


   "อย่างนั้นเองเหรอ..."


   "ป้าๆ พวกคุณทำงานกันต่อเถอะ ฉันขอตัวก่อนนะ" หลังจากได้รับความสนใจจากบรรดาป้าๆในหมู่บ้านจนสำเร็จแล้ว


   โจวหลีอันก็พูดเบาๆ "ดีเลย"


   โจวหลีอันยังไม่ทันเดินไปไกล ก็ได้ยินเสียงซุบซิบจากบรรดาป้าๆดังมาทางด้านหลัง


   "พูดไปเถอะ มีเงินมันก็ต่างกันจริงๆนะ ถึงขนาดซื้อจักรยานได้เลย" คนหนึ่งพูดจบ ก็มีคนโต้แย้งขึ้นมาทันที


   "มีเงินอะไรอีก รวมทั้งหมดนั่นก็ได้มาจากตระกูลลู่ไง ก่อนหน้านี้ก็สร้างบ้าน ตอนนี้ซื้อจักรยานราคาแพงขนาดนั้น แถมยังซื้อเนื้อซื้อไข่อีก ฉันเห็นเธอใช้เงินแบบนี้แล้วรู้สึกกังวลใจ"


   "นี่! เธอจะกังวลอะไร ไม่ได้ใช้เงินบ้านเธอสักหน่อย"


   "ซื้อเนื้อมากขนาดนั้นในคราวเดียว ได้คูปองมากขนาดนั้นมาจากไหนกันล่ะ"


   "โอ๊ยๆ เธอไม่รู้เหรอ? ก็ใช้เงินน่ะสิ ถ้ามีเงินก็สามารถแลกคูปองได้หมดแหละ"


   "แบบนั้นไม่ขาดทุนเหรอ?"


   "ความคิดของคนรวยน่ะ ใครจะเหมือนเธอกันล่ะ"


   "ทำไมลูกสาวตระกูลโจวไม่ซื้อไข่ไก่ในหมู่บ้านล่ะ จะได้ประหยัดเวลาด้วย"


   "พวกเด็กรุ่นใหม่พวกนี้ไม่ได้ดูแลบ้าน เด็กๆไม่เคยออกไปไหน จะนึกออกได้ยังไงว่าซื้อในหมู่บ้านนั้นดีกว่า"


   "ฉันคาดว่าหลังจากสร้างบ้านเสร็จแล้วซื้อรถต่อ เธอคงเหลือเงินไม่มากแล้วล่ะ"


   "ใช่แล้ว เงินมากแค่ไหนก็คงทนไม่ไหวถ้าใช้จ่ายแบบนี้ เธอว่าจักรยานราคาแพงขนาดนั้น ซื้อมาแล้วจะมีประโยชน์อะไร?"


   "......"


   โจวหลีอันปั่นจักรยานอยู่ เมื่อเจอกับแม่โจวที่กำลังไปทำงาน จึงเอ่ยทักขึ้น


   "แม่คะ เย็นนี้มากินข้าวที่บ้านนะ หนูมีเรื่องจะคุยด้วย"


   แม่โจวเห็นลูกสาวของตัวเองปั่นจักรยานมาแต่ไกล ไม่รู้ว่าลูกสาวไปหาจักรยานมาจากที่ไหนอีกแล้ว?!


   เมื่อเข้าใกล้ขึ้น จึงสังเกตเห็นว่าบนตะแกรงท้ายรถของลูกสาวมีเนื้อหมูสดผูกไว้มากมาย


   เห็นลูกสาวของตัวเองซื้อเนื้อมากินอย่างสุรุ่ยสุร่ายแบบนี้ แม่โจวก็อยากจะตักเตือน แต่ตอนนี้มีคนอยู่รอบข้างมากมาย เธอไม่อยากพูดถึงลูกสาวต่อหน้าคนอื่น จึงจำใจตกลงรับคำเชิญของลูกสาวสำหรับมื้อเย็น


   คิดว่าเมื่อได้พบลูกสาวตอนเย็น เธอจะต้องพูดคุยกับลูกสาวอย่างแน่นอน


   มีเงินต้องใช้อย่างประหยัด ไม่ควรใช้จ่ายอย่างสุรุ่ยสุร่ายแบบนี้ ไม่อย่างนั้นเงินในมือจะหมดไป แล้วต่อไปจะใช้ชีวิตอย่างไร?


   ต้องรู้ว่าการเปลี่ยนจากความฟุ่มเฟือยมาสู่ความประหยัดนั้นยากเย็นนัก


   โจวหลีอันไม่รู้ถึงความคิดเหล่านี้ของแม่โจว เมื่อเธอกลับถึงบ้าน เธอก็เริ่มทำอาหารให้กับโจวโจวน้อยที่หิวแล้ว


   วันนี้เธอไม่ได้หยิบของกินจากมิติพิเศษมากินระหว่างทาง พลางคิดว่าโจวโจวน้อยที่บ้านก็คงหิวไม่น้อย เธอจึงอยากกลับมาทานข้าวด้วยกัน เหลือบไปมองขาของโจวโจวน้อยที่ยังไม่หายดี โจวหลีอันเห็นมันกินเสร็จแล้ว จึงเช็ดปากให้โจวโจวน้อย ก่อนจะอุ้มมันไปวางข้างๆลู่เยี่ยนโจว


   ตอนที่วางโจวโจวน้อยลง โจวหลีอันรู้สึกได้ว่าโจวโจวน้อยถูไถมือของเธอ ราวกับกำลังขอบคุณเธอ


   ตอนแรกที่เลี้ยงสัตว์เล็กๆ ก็เพื่อป้องกันไม่ให้มีคนบุกเข้ามาตอนกลางคืน ขณะนี้โจวหลีอันดูแลเจ้าโจวโจวน้อยอย่างดีเพราะเธอชอบมัน แม้ว่าเจ้าตัวนี้ดูเหมือนจะชอบลู่เยี่ยนโจวมากกว่าก็ตาม!


   โจวหลีอันลูบหัวโจวโจวน้อย แล้วจึงไปจัดบ้านต่อ


   หลังจากจัดบ้านเสร็จ เธอก็นั่งลงที่โต๊ะเขียนหนังสือและเริ่มอ่านหนังสือ


   ก่อนที่จะข้ามมิติมา เธอจบมหาวิทยาลัย ความรู้มัธยมปลายก็คืนให้ครูไปหมดแล้ว อีกทั้งเนื้อหาในปัจจุบันก็แตกต่างจากในยุคหลังอยู่พอสมควร ดังนั้นเธอจึงจำเป็นต้องตั้งใจเรียนอย่างจริงจัง


   หลังจากอ่านหนังสือมาสามชั่วโมงกว่า เห็นว่าใกล้จะเลิกงานตอนเย็นแล้ว โจวหลีอันจึงเดินไปที่ห้องครัว


   แต่ทว่า โจวหลีอันอยู่ในห้องครัวได้เพียงครู่เดียว ก็ออกมาที่ลานบ้านอีกครั้ง


   เธอรีบปล่อยลูกไก่ออกมาจากมิติพิเศษ เพราะอีกไม่นานแม่โจวผู้รู้ทุกอย่างก็จะมา โจวหลีอันกังวลว่าอีกฝ่ายจะถาม แม้ว่าลูกไก่ของเธอจะดูแปลกไปบ้าง เพราะมันเติบโตเร็วกว่าปกติถึงสามเท่าในมิติพิเศษ เมื่อเทียบกับการเลี้ยงภายนอก


   แต่เธอก็ไม่มีวิธีที่จะทำให้ลูกไก่ตัวเล็กลงได้ จึงต้องปล่อยให้เป็นแบบนี้ไป หากแม่โจวถามถึงขนาดของลูกไก่ เธอก็แค่ทำเป็นไม่รู้อะไรเลยสักอย่าง


   หลังจากทำสิ่งเหล่านี้เสร็จ โจวหลีอันกลับเข้าไปในครัวอีกครั้ง


   คืนนี้ เธอวางแผนที่จะทำหมูสามชั้นตุ๋นซีอิ๊ว ฟักทองผัดหมู หมูผัดพริกหยวก และซุปไข่ร้อนๆ เมื่อเธอทำเสร็จ โจวซู่อันก็มาพร้อมกับแม่โจวและคนอื่นๆ


   เหมือนเช่นเคยโจวซู่อันยื่นเงินยี่สิบหยวนให้โจวหลีอันก่อน "เงินค่าผักสำหรับพรุ่งนี้"


   หลังจากโจวหลีอันรับเงินไปแล้ว เธอก็เห็นแม่โจวกำลังสำรวจเล้าไก่อย่างที่คาดไว้


   เธอยังเห็นว่าแม่โจวดูสับสนเล็กน้อย เมื่อเห็นลูกไก่เหล่านั้นของเธอ แต่แม่โจวก็ไม่ได้ถามอะไร


   ท้ายที่สุดแล้ว นอกจากขนาดตัวที่ใหญ่กว่าปกติ ไก่เหล่านั้นก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร


   อีกทั้งโจวหลีอันก็ไม่สามารถทำให้ไก่ตัวใหญ่ขึ้นได้ ดังนั้นเธอจะถามอะไรล่ะ?


   แม่โจวเดินไปที่ห้องครัวเพื่อช่วยลูกสาวยกอาหารขึ้นโต๊ะ


   เมื่อเห็นอาหารจานเด็ดถูกยกมาวางบนโต๊ะทีละจาน แม่โจวรู้สึกสับสนในใจ


   ลูกสาวคนนี้นี่จริงๆเลย คิดแต่จะให้สิ่งดีๆทั้งหมดกับครอบครัว เมื่อวานก็ฝากเกี๊ยวที่ห่อไว้กับเนื้อที่ซื้อมาให้โจวซู่อันเอากลับบ้านไปเกือบครึ่ง


   นึกถึงตรงนี้แม่โจวก็รีบกำชับว่า


   "ต่อไปถ้ามีของดีๆอะไรอีก ก็คิดถึงตัวเองก็พอ แม่กับพ่อแก่แล้วไม่จำเป็นต้องกินของดีๆแบบนี้ ส่วนพี่ชายของลูกพวกนั้นยังหนุ่มยังแน่น ให้พวกเขาไปหาของอร่อยๆกินเองเถอะ ลูกเป็นน้องสาวไม่ควรเอาไปให้พวกเขาตลอด ถ้าจะเอาไปให้ก็ควรเป็นพวกเขาเอามาให้มากกว่า"


   ได้ยินแม่โจวพูดแบบนี้ โจวหลีอันก็รู้ว่าอีกฝ่ายคงเป็นห่วงเงินของเธอแน่ๆ เพื่อไม่ให้แม่โจวต้องเจ็บปวดใจมากเกินไป ในภายหลังโจวหลีอันจำเป็นต้องโกหกด้วยความหวังดี



บทที่ 56: ไม่ดีต่อชื่อเสียง



   "แม่คะ หนูรู้ว่าแม่เป็นห่วงว่าหนูจะใช้เงินหมด แต่แม่วางใจได้เลย ฉันยังมีเงินอยู่นะ"


   โจวหลีอันเริ่มคิดโกหก "หนูไม่ได้แนะนำแหล่งผักให้พี่รองหรอกเหรอคะ ความจริงแล้วหนูเป็นคนกลาง พวกเขาให้เงินหนูวันละหนึ่งหยวน คิดดูแล้วหนึ่งเดือนก็ได้ตั้งสามสิบหยวนเลยนะคะ!"


   "ดังนั้นแม่ไม่ต้องเป็นห่วงเงินของหนูหรอกค่ะ หนูหาเงินได้ หนูเรียกครอบครัวเรามาทานข้าวด้วย เพราะงั้นทุกคนต้องทานกันให้เต็มอิ่มนะ" พอโจวหลีอันพูดจบก็คีบเนื้อตุ๋นชิ้นใหญ่ให้กับแม่โจว


   เมื่อได้ยินลูกสาวพูดแบบนั้น แม่โจวก็ไม่ได้สงสัยอะไรอีก


   ได้ยินว่าลูกสาวสามารถมีรายได้สามสิบหยวนต่อเดือน แม่โจวก็รู้สึกสบายใจขึ้นทันที ขณะที่ทานอาหารกันก็ไม่ได้คิดอะไรมากแล้ว เมื่อคิดว่าลูกสาวได้รับเงินเดือนเช่นเดียวกับลูกคนรอง การอยู่กินดีๆเช่นนี้ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร


   การหาเงินเยอะๆ ก็เพื่อที่จะใช้ชีวิตให้ดีขึ้น


   คิดแบบนั้นแล้ว แม่โจวก็คีบอาหารให้โจวหลีอันหลายคำ "แม่ได้คอยดูแลพี่รองอ่านหนังสือหรือเปล่า?" โจวหลีอันเริ่มเกริ่นเรื่องสนทนา


   โจวซู่อันได้ยินแล้วคิดในใจ ‘นี่คือน้องสาวแท้ๆเหรอ? ทำไมเธอขุดหลุมพรางให้พี่แบบนี้ล่ะ?’


   แม่โจวตอบ "พี่ใหญ่ของลูกน่ะ มีความรับผิดชอบมาก ส่วนพี่รองของลูกน่ะ…"


   ในขณะที่หัวใจของโจวซู่อันเต้นแรงด้วยความกังวลเล็กน้อย แม่โจวจึงค่อยๆพูดว่า "พี่รองของลูกช่วงนี้ก็ไม่เลวนะ" โจวซู่อันตั้งใจอ่านหนังสือมากกว่าแต่ก่อนที่แม่โจวต้องคอยเรียกให้อ่านเยอะเลย


   อาหารมื้อนี้จบลงท่ามกลางการพูดคุยเรื่องราวในครอบครัว


   หลังจากทานอาหารเสร็จ โจวซู่อันอาสาไปล้างจานด้วยความกระตือรือร้น


   แม่โจวและโจวหลีอันก็ไม่ได้ปฏิเสธ ปล่อยให้เขาไปทำตามที่ขอ


   โจวหลีอันเอื้อมมือมาจับมือแม่โจวเบาๆ แล้วพูดว่า "แม่คะ หนูมีเรื่องจะบอกค่ะ"


   หลังจากพูดประโยคนั้นจบ โจวหลีอันก็เล่าเรื่องที่จางโหรวโหรวมาบอกเธอเมื่อเช้านี้ รวมถึงการคาดเดาของเธอเกี่ยวกับลู่ไห่หยาง


   หลังจากฟังโจวหลีอันพูดจบ สีหน้าของแม่โจวและพ่อโจวก็ไม่ค่อยดีนัก โจวซู่อันได้ยินแล้วแทบจะทำชามหลุดมือตกแตก


   "บ้าเอ๊ย! ฉันจะไปซัดสองไอ้หมอนั่นให้ตายเดี๋ยวนี้เลย!"


   พูดจบประโยคนั้น เขาก็ไม่สนใจจะล้างชามอีกต่อไป พลางพับแขนเสื้อขึ้นแล้วจะพุ่งออกไปข้างนอก


   "พ่อไปด้วย" พ่อโจวที่มักจะสุขุมก็ลุกขึ้นยืนตามไปด้วย


   โจวกั๋วอันที่เป็นคนจิตใจดีถ้าหากอยู่ที่นี่ด้วย โจวหลีอันคาดเดาว่า น่าจะมีท่าทีคล้ายๆกับพ่อโจวเช่นกัน โจวหลีอันจึงรีบดึงทั้งสองคนไว้ "ใจเย็นๆก่อนนะคะ การฆ่าคนผิดกฎหมายนะ!"


   แม้ว่าโจวซู่อันจะถูกโจวหลีอันดึงไว้ แต่ขาของเขาก็ยังมีแนวโน้มที่จะออกไปข้างนอก เขากัดฟันแล้วพูดว่า "การฆ่าคนผิดกฎหมาย แต่ถ้าไม่ฆ่าก็ไม่หายแค้น!"


   โจวหลีอันหัวเราะเมื่อเห็นท่าทางโกรธจัดของโจวซู่อัน โจวซู่อันมองรอยยิ้มของโจวหลีอันแล้วรู้สึกว่าน้องสาวคนนี้ของเขาคงจะโง่ไปแล้วแน่ๆ ในเวลาแบบนี้ยังยิ้มออกมาได้อีก!


   เมื่อเห็นโจวซู่อัน มองตัวเองด้วยสายตาเหมือนมองคนโง่ โจวหลีอันรีบทำสีหน้าจริงจังขึ้นมาทันที แล้วดึงโจวซู่อันให้มีสติแล้วนั่งลง


   "ฟังฉันนะ ถ้าเราจะฆ่าพวกเขาจริงๆ มันไม่คุ้มค่าหรอก การฆ่าคนโดยไม่มีเหตุผล นอกจากจะต้องติดคุกแล้ว คนนอกก็จะมองเราไม่ดีอีกด้วย เพราะชาวบ้านเห็นว่าฉันไม่เป็นอะไร ส่วนคนที่พี่จะไปจัดการนั้น แม้จะถูกทำร้ายจนสภาพน่าเวทนา ก็คงมีแต่คนสงสารเขา"


   "แล้วจะให้ทำยังไงล่ะ?" โจวซู่อันพูดอย่างหงุดหงิด!


   เมื่อโจวซู่อันได้ยินเรื่องนี้แล้ว เขารู้สึกอยากจะต่อยใครสักคนเพื่อระบายอารมณ์จริงๆ


   ทำไมน้องสาวที่แสนดีของเขาถึงต้องถูกพวกขยะพวกนี้จับจ้องด้วย!


   "ฟังนะ ความคิดของฉันคือให้พวกเราแกล้งทำเป็นไม่รู้อะไรเลยก่อน แล้วรอให้หวังต้าเฉวียนมาที่นี่ จากนั้นก็จับตัวเขาไปแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ให้เขาถูกจับเข้าคุกสักสองสามปี ฉันคิดว่าถ้าทำแบบนี้แล้ว ฉันก็ไม่ต้องกังวลอีก"


   "ไม่ได้"


   แม่โจวขมวดคิ้วไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอของโจวหลีอัน "ทำแบบนี้ไม่ดีต่อชื่อเสียงของลูก"


   "ชื่อเสียงไม่สำคัญเท่ากับการอยู่อย่างสบายใจหรอกค่ะ แม่คะ หนูไม่อยากทิ้งบ้านใหม่ที่เพิ่งสร้างเสร็จไว้โดยที่ตัวเองไม่อยู่ แล้วไปหลบหนีหวังต้าเฉวียนที่อื่น"


   โจวหลีอันรู้ถึงความกังวลของแม่โจว แต่เธอยังคงยืนยันความคิดเดิม


   "หรือเอาแบบนี้ดีกว่า"


   แม่โจวเสนอว่า "ลูกย้ายไปอยู่ที่บ้านของพวกเรา แม่กับพ่อจะมาอยู่ที่นี่แทน แบบนี้ก็ไม่ต้องกังวลแล้ว"


   "ไม่เอาค่ะ"


   โจวหลีอันปฏิเสธ


   วิธีการที่แม่โจวพูดถึงนั้น จริงๆแล้วสามารถปกป้องและรักษาชื่อเสียงของเธอไว้ได้ แต่ถ้าย้ายไปอยู่ที่นั่น ก็จะกลายเป็นการอยู่รวมกันเป็นครอบครัวใหญ่อีกครั้ง


   ไม่ว่าจะเป็นการใช้มิติพิเศษหรือทำสิ่งอื่นๆก็จะไม่สะดวกสบายเช่นกัน


   นี่มันไม่ใช่การกลับไปสู่จุดเริ่มต้นเดิมหรอกเหรอ? งั้นการซ่อมบ้านของเธอก่อนหน้านี้ก็เสียเปล่าน่ะสิ


   "แม่คะ หนูไม่ได้สนใจเรื่องชื่อเสียงขนาดนั้นหรอก ชีวิตเราก็ต้องใช้ด้วยตัวเองนี่คะ อีกอย่าง คนที่เข้าใจเรื่องราวจริงๆ เขาก็จะไม่พูดนินทาหรอก"


   "แล้วหนูก็มีลู่เยี่ยนโจวกับโจวโจวโจวน้อยแล้ว หนูไม่ได้วางแผนจะแต่งงานใหม่อีกแล้วค่ะ"


   โจวหลีอันรู้ดีว่า เหตุผลที่แม่โจวอยากรักษาชื่อเสียงของเธอไว้ ก็เพื่อให้เธอสามารถแต่งงานใหม่ได้ในอนาคต ในยุคนี้ถ้าแต่งงานอีกครั้งก็จะเป็นการแต่งงานครั้งที่สอง ถ้าฝ่ายชายมีชื่อเสียงที่ดี พอแต่งงานแล้วชีวิตก็จะดีขึ้นเล็กน้อย


   แม่โจวมองดูลูกสาวของตัวเอง เมื่อเห็นสายตาที่มุ่งมั่นของอีกฝ่าย ก็รู้ว่าตัวเองไม่สามารถเอาชนะลูกสาวได้


   แต่ถ้าจะไม่แต่งงานใหม่นั้น คงเป็นไปไม่ได้ ขณะนี้แม่โจวกำลังคิดทบทวนเรื่องการหาคู่ครองให้ลูกสาวอีกครั้งแล้ว


   อย่างไรก็ตาม ความคิดเหล่านี้ เธอไม่ควรพูดออกมาเพื่อทำลายความสุขของลูกสาว


   "เอาตามที่ลูกว่าก็ได้" แม่โจวประนีประนอมพูด


   ตระกูลโจวมักจะให้ความสำคัญกับสิ่งที่แม่โจวพูด เมื่อแม่โจวตกลงแล้วก็ไม่มีใครคัดค้านได้


   "คืนนี้ผมจะย้ายมาอยู่ที่นี่ จะพักอยู่ในห้องเก็บฟืนจนกว่าเรื่องนี้จะจบลง"


   "อืม" แม่โจวตอบรับ


   "ลูกต้องมาอย่างเงียบๆ ห้ามให้แผนของน้องสาวล้มเหลวเด็ดขาด"


   "ครับ ผมรู้แล้ว" โจวซู่อันพยักหน้าตอบรับ


   เมื่อเรื่องราวเป็นแบบนี้ คนในครอบครัวโจวก็ต้องมาเฝ้าอยู่ด้วย ทางลู่ไห่หยางที่ขายังไม่หายไป ก็แบกตัวเองมาดูเหตุการณ์แล้ว


   นี่เป็นคืนที่สามแล้วที่เขามาเฝ้าดู เขายังไม่รู้ว่าคืนนี้หวังต้าเฉวียนจะลงมือหรือไม่?


   ความจริงแล้วลู่ไห่หยางรู้สึกร้อนใจอยู่บ้าง ที่ต้องลางานบ่อยๆ แต่เดิมก็มีคนไม่พอใจเขาอยู่ไม่น้อยแล้วในตอนที่เขาอยู่ในโรงงานเครื่องจักร


   ถ้าหวังต้าเฉวียนไม่ลงมือทำอะไรสักที เขาก็จะทนไม่ไหวแล้ว หลังจากที่ต้องมาตากลมเย็นอยู่ข้างนอกติดต่อกันสองคืน เขาก็เริ่มจะเป็นหวัดแล้ว


   คืนนี้แม่โจวก็ไม่ยอมไปไหน แต่ถ้าไม่ไปพวกเขาก็ไม่สามารถอยู่ที่นี่ได้ทั้งหมด


   หลังจากแม่โจวและพ่อโจวเดินออกไป โจวซู่อันก็ขนเก้าอี้และม้านั่งไปที่ห้องเก็บฟืน เขาตั้งใจจะใช้สิ่งเหล่านี้ทำเตียงอย่างง่ายๆ โจวหลีอันเห็นเช่นนั้นจึงรีบนำผ้าห่มมาให้โจวซู่อัน


   ผ้าห่มผืนนี้เป็นของที่แม่โจวทำให้เป็นสินสอดตอนที่แต่งงานกับลู่เยี่ยนโจว


   หลังจากที่ให้ผ้าห่มกับโจวซู่อันแล้ว เขาก็ปูมันอย่างคล่องแคล่ว โจวหลีอันพูดขึ้นจากด้านข้างว่า "พี่รอง พรุ่งนี้ตอนที่พี่ไปส่งผัก ช่วยแวะไปที่โรงงานเครื่องจักรและสืบข่าวเงียบๆหน่อยว่าลู่ไห่หยางกลับไปทำงานหรือยัง"


   แผนการก่อนหน้านี้ของพวกเขามุ่งเป้าไปที่หวังต้าเฉวียนเป็นหลัก


   แต่เพื่อทำให้โจวหลีอันเสียชื่อเสียง ลู่ไห่หยางจะต้องจับตาดูทางนี้อย่างแน่นอน


   แค่ไม่รู้ว่าเขาจะจับตาดูด้วยตัวเองหรือให้คนในตระกูลลู่คอยจับตาดู เรื่องนี้ต้องหาความกระจ่างให้ได้ เธอถึงจะสามารถวางแผนเรื่องต่อไปได้ดีขึ้น


   "ตกลง" โจวซู่อันตอบรับ


   หลังจากพี่น้องคู่นี้คุยกันเสร็จ โจวหลีอันก็ไปหาของมาให้โจวซู่อันสำหรับล้างหน้าล้างตา การย้ายมาที่นี่อย่างกะทันหัน ดังนั้น โจวซู่อันจึงไม่มีแปรงสีฟัน โจวหลีอันจึงบอกให้อีกฝ่ายใช้น้ำเกลือจางๆบ้วนปากไปก่อน


   หลังจากจัดการเรื่องพวกนี้เสร็จ โจวหลีอันจึงไปต้มน้ำเพื่อล้างหน้าแปรงฟันตัวเองต่อ


   เมื่อจัดการเรื่องสุขอนามัยส่วนตัวเสร็จแล้ว โจวหลีอันกลับเข้าห้องและไม่ได้อ่านหนังสือต่ออีก


   ลู่เยี่ยนโจวนอนหลับไปแล้ว โดยมีโจวโจวน้อยนอนอยู่ข้างๆ เมื่อโจวหลีอันขึ้นเตียงแล้ว ก็ยังคงปล่อยม่านลงตามความเคยชิน จากนั้นก็เข้าไปในมิติพิเศษทันที


   เธอใช้เงินสี่สิบหยวนซื้อที่ดินสองหมู่ หลังจากปลูกข้าวแล้ว ก็เก็บเกี่ยวผักได้หนึ่งพันจิน แล้วจึงออกจากมิติพิเศษและรีบเข้านอน


   วันรุ่งขึ้นตั้งแต่เช้า โจวซู่อันก็เดินอ้อมไปทางหลังเขาเพื่อกลับบ้าน เพื่อไม่ตีหญ้าให้งูตื่น


   ส่วนโจวหลีอันตื่นขึ้นมาทำกิจวัตรของตนเองเช่นทุกวัน เริ่มจากการเดินเล่นในมิติพิเศษ จากนั้นก็นวดให้ลู่เยี่ยนโจวด้วยน้ำพุศักดิ์สิทธิ์


   หลังจากทำสิ่งเหล่านี้เสร็จ เธอก็ทานอาหารเช้าพร้อมกับโจวโจวน้อย จากนั้นก็ไปส่งผัก พอทำทุกอย่างเสร็จแล้วก็กลับมาอ่านหนังสือต่อ


   ตอนบ่ายโจวซู่อันมาให้เงินตามเดิม และนำข่าวมาบอกโจวหลีอันว่า ลู่ไห่หยางขอลาหยุดหลายวันแล้ว


   โจวหลีอันครุ่นคิดสักครู่ แล้วหยิบเงินสองร้อยหยวนใส่ไว้ในลิ้นชักโต๊ะเขียนหนังสือ


   [1] ‘เพื่อไม่ตีหญ้าให้งูตื่น’ คือ สำนวนจีนที่หมายความว่า ไม่ทำให้ศัตรูไหวตัวทันหรือไม่ให้คนร้ายรู้ตัวก่อนที่จะลงมือ



บทที่ 57: หวังต้าเฉวียนลงมือในที่สุด



   เธอวางเงินไว้ในลิ้นชักเพื่อเป็นการลองใจ


   ถ้าหวังต้าเฉวียนเข้ามาและเริ่มค้นลิ้นชักก่อน โจวหลีอันก็จะหาทางให้อีกฝ่ายมีความผิดเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งข้อหา


   แต่ถ้าเขาไม่หยิบเงิน นั่นก็จะเป็นหลักฐานว่าหวังต้าเฉวียนไม่ได้มาขโมยเงิน อย่างไรก็ตาม คนที่มาขโมยเงินส่วนใหญ่จะเริ่มค้นตู้เสื้อผ้าก่อน


   ส่วนทางด้านของโจวซู่อันก็พักอยู่ในห้องเก็บฟืนของโจวหลีอันเป็นวันที่หกแล้ว


   แม้ว่าโจวหลีอันจะบอกว่า ถ้ามีคนมาให้โจวโจวน้อยส่งสัญญาณเตือน เมื่อถึงเวลาที่ต้องลงมือ ก็จะได้ยินเสียงโจวโจวน้อย ถึงอย่างนั้นโจวซู่อันก็ยังไม่กล้านอนในตอนกลางคืน เพราะเขากังวลว่าจะไม่ได้ยินเสียงโจวโจวน้อย


   ดังนั้น ตราบใดที่ยังไม่ง่วงจนหลับไป โจวซู่อันจะมองออกไปนอกหน้าต่างของห้องเก็บฟืนเสมอ


   ค่ำคืนนี้ ในที่สุดวันที่รอคอยก็มาถึง เมื่อได้เห็นหวังต้าเฉวียนปีนกำแพงเข้ามาอย่างลับๆล่อๆ


   เป็นเวลาเกือบหนึ่งสัปดาห์แล้วที่นอนไม่หลับ เมื่อเห็นหวังต้าเฉวียนลงมือทำในที่สุด โจวซู่อันถึงกับรู้สึกโล่งอก


   นอกจากโจวซู่อันแล้ว ลู่ไห่หยางก็รู้สึกโล่งอกเช่นกันเมื่อเห็นหวังต้าเฉวียนเริ่มบุกเข้ามาในบ้านโจวหลีอัน


   ลู่ไห่หยางนั้นหลบซ่อนตัวอยู่ข้างนอกพร้อมกับอาการหนาวเหน็บ ต่างจากโจวซู่อันที่มีผ้าห่มและที่นอนอุ่นๆในห้องเก็บฟืน


   แม้จะสวมเสื้อผ้าหนาๆแล้ว ลู่ไห่หยางก็ยังเป็นหวัดและมีไข้ หากไม่เกี่ยวข้องกับงานละก็… ลู่ไห่หยางคงไม่สามารถรอจนถึงตอนนี้ได้


   เมื่อเห็นว่าหวังต้าเฉวียนเข้าบ้านไปจริงๆ ลู่ไห่หยางจึงรีบวิ่งไปยังหมู่บ้านทันที


   จุดหมายของเขาชัดเจนมาก นั่นคือบ้านของผู้ใหญ่บ้านสวี่โหย่วเต๋อ เพราะเขาถือเป็นคนที่มีอิทธิพลมากที่สุดในหมู่บ้าน


   หลังจากมาถึงบ้านของผู้ใหญ่บ้านแล้ว ลู่ไห่หยางใช้แรงทั้งหมดที่มีเคาะประตู พร้อมกับตะโกนว่า "ผู้ใหญ่บ้าน ผู้ใหญ่บ้าน ผมเห็นโจวหลีอันแอบมีชู้ คุณต้องรีบไปทวงคืนความยุติธรรมให้พี่ชายของผมด้วยนะ!"


   ไม่นานหลังจากที่เขาตะโกนจบ ตะเกียงน้ำมันในบ้านของผู้ใหญ่บ้านก็สว่างขึ้น หลังจากเห็นไฟสว่างขึ้น ลู่ไห่หยางก็ยังไม่หยุดตะโกน "ผู้ใหญ่บ้านครับ คุณรีบไปจับคนมีชู้กับผมเร็วๆสิ ถ้าไปช้าก็จะจับไม่ได้แล้ว โจวหลีอันผู้หญิงใจง่ายคนนี้ทำผิดต่อพี่ชายของผม คุณต้องจัดการเรื่องของครอบครัวพวกเราด้วยนะครับ"


   ตอนนี้ผู้ใหญ่บ้านสวี่โหย่วเต๋อกำลังแต่งตัวอยู่ เขาพูดกับป้าชุ่ยอวิ๋นขณะที่กำลังแต่งตัว


   "ต้องเป็นครอบครัวลู่ก่อเรื่องอีกแน่ๆ ฉันเห็นว่าลูกสาวตระกูลโจวนั้นเป็นคนดีนะ อย่าให้เกิดเรื่องอะไรขึ้นเลย เดี๋ยวฉันจะออกไปหาทางถ่วงเวลาสักหน่อย เธอรีบไปบ้านตระกูลโจว แล้วรีบให้คนที่บ้านไปหาเธอหน่อย"


   "ได้ๆ"


   ป้าชุ่ยอวิ๋นก็ไม่รอช้า ลุกขึ้นแต่งตัวอย่างรวดเร็ว เมื่อผู้ใหญ่บ้านสวี่โหย่วเต๋อออกจากบ้าน เพื่อนบ้านของเขาเกือบทั้งหมดก็แต่งตัวพร้อมและออกมาแล้ว หลายคนถือตะเกียงน้ำมันออกมาด้วย เห็นได้ชัดว่าพวกเขาตั้งใจจะตามไปดูเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น


   ผู้ใหญ่บ้านสวี่โหย่วเต๋อรู้สึกปวดหัวเล็กน้อย เขากำลังคิดหาวิธีถ่วงเวลาโดยไม่ให้ใครสังเกตเห็น เขานึกในใจว่าและไม่เชื่อว่าโจวหลีอันจะทำเรื่องแบบนั้นเด็ดขาด


   ท้ายที่สุดแล้วทำไมต้องทำด้วย?


   ถ้าเธอไม่อยากอยู่กับลู่เยี่ยนโจว เธอจำเป็นต้องดูแลเขาเป็นเวลาหนึ่งปีด้วยเหรอ? ตั้งแต่ตอนที่ลู่เยี่ยนโจวกลับมา เธอก็คอยดูแลตลอดเลยนะ


   ยิ่งคิด ผู้ใหญ่บ้านสวี่โหย่วเต๋อก็ยิ่งรู้สึกว่าตระกูลลู่กำลังก่อเรื่อง!


   เขามองลู่ไห่หยางอย่างเคร่งขรึมแล้วพูดว่า "บอกมาสิ ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่?"


   ลู่ไห่หยาง "......"


   พูดอะไรบ้าๆ!


   ตอนนี้ไม่ควรรีบไปจับคนมีชู้หรือไง?


   "ผู้ใหญ่บ้าน เรื่องพวกนี้เอาไว้คุยกันทีหลังได้ไหม ผมเห็นหวังต้าเฉวียนแอบเข้าไปในบ้านของโจวหลีอันดึกๆดื่นๆ ตอนนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดคือไปจับคนมีชู้ไม่ใช่หรือ?"


   "ใช่แล้ว ใช่แล้ว!"


   "รอถามทีหลังเถอะ ตอนนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการจับคนมีชู้!"


   หลังจากที่ลู่ไห่หยางพูดจบ ชาวบ้านคนอื่นก็รีบร้อนเห็นด้วยกับเขา รู้ได้ทันทีว่า ฝูงชนที่กำลังดูเรื่องอื้อฉาวนี้อยู่ไม่สามารถอดทนได้อีกต่อไปแล้ว


   ผู้ใหญ่บ้านสวี่โหย่วเต๋อยืนกรานถามว่า "คุณเห็นกับตาตัวเองใช่ไหม? ว่าหวังต้าเฉวียนเข้าไปจริงๆ"


   "ใช่!"


   ลู่ไห่หยางรีบตอบทันที "ผมเห็นกับตาตัวเองครับ"


   ผู้ใหญ่บ้านสวี่โหย่วเต๋อยิ่งถามก็ยิ่งรู้สึกว่ามีปัญหา เขาขมวดคิ้วพลางมองลู่ไห่หยาง


   "ดึกดื่นป่านนี้ คุณวิ่งไปทำอะไรแถวนั้น?"


   ลู่ไห่หยาง "......"


   แย่แล้ว! ปัญหานี้เขายังไม่เคยคิดถึงมาก่อน


   "โอ้ ผู้ใหญ่บ้านถามอะไรมากมาย ถ้าไม่รีบไปเดี๋ยวนี้ อีกฝ่ายก็คงจัดการเสร็จหมดแล้ว"


   พูดจบ คนที่ใจร้อนก็ถือตะเกียงน้ำมันเดินมุ่งหน้าไปทางเขาด้านหลังทันที เมื่อมีคนนำหน้า คนอื่นๆที่สนใจก็ตามไปเองตามธรรมชาติ


   พวกเขาไม่สนใจหรอกว่าทำไมลู่ไห่หยางถึงมาตอนดึกดื่น พวกเขารู้แค่ว่ามีเรื่องสนุกสนานให้ดูเท่านั้นเอง


   เมื่อเห็นว่ามีคนนำหน้าแล้ว ผู้ใหญ่บ้านสวี่โหย่วเต๋อก็รู้ว่าตัวเองคงยื้อเวลาต่อไปไม่ได้เขาจึงไม่ถามลู่ไห่หยางอีกต่อไป แล้วเดินตามคนเหล่านั้นไป


   ในอดีต ไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์แบบไหน เขาก็สามารถควบคุมคนในหมู่บ้านได้บ้างพอสมควร


   เมื่อเห็นว่าผู้ใหญ่บ้านไม่ถามอะไรอีก ลู่ไห่หยางก็แอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก สักพักก็มีคนในฝูงชนถามขึ้นว่า


   "แล้ว… หวังต้าเฉวียนคนนี้เป็นใครกัน?"


   "ไม่รู้เหมือนกัน ไม่เคยได้ยินมาก่อน"


   "หรือว่าจะเป็นคนจากหมู่บ้านอื่น?"


   ป้าชุ่ยอวิ๋นมาถึงบ้านตระกูลโจว เธอรีบเคาะประตูเรียก "เหม่ยอิง เหม่ยอิง! เกิดเรื่องแล้ว! ออกมาเร็ว!"


   "เหม่ยอิง! เธอได้ยินหรือเปล่า มีเรื่องเกิดขึ้นแล้ว!"


   "ออกมาเร็ว!"


   ‘เหม่ยอิง’ คือชื่อของแม่โจว


   ในช่วงหลายวันนี้ ไม่เพียงแค่โจวซู่อันที่นอนไม่หลับ แม่โจวและพ่อโจวก็นอนไม่หลับเช่นกัน ในตอนนี้ได้ยินเสียงป้าชุ่ยอวิ๋นมาเคาะประตู แม่โจวก็รู้ทันทีว่าหวังต้าเฉวียนและลู่ไห่หยางได้ลงมือแล้ว


   พ่อโจวและแม่โจวรีบลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว ถือตะเกียงน้ำมันออกจากบ้านและเดินตามไปทันที


   ในช่วงหลายมาวันนี้ แม่โจวและพ่อโจวต่างนอนโดยไม่ถอดเสื้อผ้า เพื่อที่จะสามารถออกจากบ้านให้เร็วที่สุด


   แม้ว่าลูกสาวจะวางแผนไว้อย่างดี และก็มีลูกชายคนรองอยู่ที่นั่นคอยช่วยเหลือ ไม่น่าจะเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันอะไร แต่ในฐานะพ่อแม่ สิ่งที่ควรกังวลก็ยังคงต้องกังวลอยู่ดี


   เมื่อเห็นพ่อโจวและแม่โจวออกมาอย่างรวดเร็ว ป้าชุ่ยอวิ๋นรีบพูดทันทีว่า "รีบมากับฉันเร็ว ลูกสาวคนเล็กของคุณเกิดเรื่องแล้ว"


   จางเฉี่ยวลี่ที่ถูกปลุกด้วยเสียงเคาะประตู กำลังจะโมโห แต่ก็ได้ยินประโยคนี้ของป้าชุ่ยอวิ๋นเสียก่อน


   จางเฉี่ยวลี่หายโกรธทันที พลางคิดในใจว่า ค่ำคืนแบบนี้ยังมีเรื่องดีๆเกิดขึ้นอีกด้วยเหรอ! เธอไม่รู้สึกง่วงนอนอีกต่อไปแล้ว


   จางเฉี่ยวลี่รีบลงจากเตียงอย่างรวดเร็ว แม้กระทั่งเหยียบขาของลูกสาวโดยไม่ทันสังเกตเห็น


   "ป้าชุ่ยอวิ๋น เกิดอะไรขึ้นเหรอ?"


   จางเฉี่ยวลี่ยังไม่ทันออกจากประตู เสียงก็มาถึงก่อนแล้ว


   คิดว่าในเมื่อเป็นคนในครอบครัวเดียวกัน ป้าชุ่ยอวิ๋นจึงเล่าเรื่องที่ลู่ไห่หยางเรียกผู้ใหญ่บ้านไปบ้านโจวหลีอันให้ฟัง


   "เหม่ยอิง รีบไปดูกับฉันก่อนเร็ว! สามีฉันบอกว่าเขาจะพยายามถ่วงเวลาให้นานที่สุด" พูดจบ ป้าชุ่ยอวิ๋นก็ดึงแม่โจวเดินไปข้างหน้า แม่โจวได้ยินประโยคนี้จากป้าชุ่ยอวิ๋นก็รู้สึกซาบซึ้งใจทันที


   ส่วนจางเฉี่ยวลี่ฟังจบแล้วก็แอบด่าครอบครัวผู้ใหญ่บ้านในใจว่าชอบยุ่งเรื่องชาวบ้าน!


   แต่นั่นก็ไม่ได้ขัดขวางเธอที่จะตามไปด้วย ส่วนโจวกั๋วอันเดินตามไปเป็นคนสุดท้าย


   เขาได้ยินคำพูดของป้าชุ่ยอวิ๋นเช่นกัน ถึงแม้จะกังวลมาก แต่ท่าทางของเขากลับมั่นคงและรวดเร็ว ช่วยสวมเสื้อผ้าให้เสี่ยวชงที่กำลังขยี้ตาอยู่


   จากนั้นเขาก็ไปตามเสี่ยวฮุ่ย ในเมื่อเขาเป็นพ่อแล้วตอนนี้ ถ้าไม่จัดการลูกให้ดี ก็กังวลว่าจะมีเรื่องเกิดขึ้นกับลูก


   แม้ว่าผู้ใหญ่บ้านจะพยายามถ่วงเวลา แต่ป้าชุ่ยอวิ๋นก็วิ่งไปที่บ้านตระกูลโจวอีกรอบ เมื่อคนจากบ้านตระกูลโจวมาถึง พวกเขาก็ไม่ได้มาเร็วกว่ากลุ่มชาวบ้านมากนัก


   เมื่อพวกเขามาถึง ไฟที่บ้านของโจวหลีอันก็สว่างอยู่แล้ว พวกเขาจึงไปเคาะประตู โจวหลีอันเป็นคนมาเปิด


   เมื่อเห็นลูกสาวปลอดภัยดี แม่โจวและพ่อโจวต่างก็ถอนหายใจอย่างโล่งอกในที่สุด


   ป้าชุ่ยอวิ๋นไม่คิดว่าโจวหลีอันจะอยู่ที่บ้านอย่างปลอดภัยและสวมเสื้อผ้าเรียบร้อย เพราะเหตุผลที่ลู่ไห่หยางกล้าไปที่บ้านผู้ใหญ่บ้านนั้น ก็เพราะจะต้องมีบางอย่างเกิดขึ้นแน่นอน ถึงแม้เธอจะไม่รู้เรื่องราวทั้งหมด แต่เมื่อเห็นโจวหลีอันปลอดภัยก็ดีแล้ว เมื่อเห็นเช่นนั้นเธอก็รู้สึกโล่งใจ


   ไม่นานนัก ชาวบ้านกลุ่มใหญ่ก็มาถึง


   ระหว่างทาง เห็นได้ชัดว่ามีคนเข้าร่วมเพิ่มมากขึ้น ทำให้ชาวบ้านเดินกันเป็นกลุ่มใหญ่และดูฮึกเหิมมาก โดยมีลู่ไห่หยางที่เดินนำหน้าพร้อมกับผู้ใหญ่บ้าน


   เมื่อถึงที่หมาย เขาขมวดคิ้วทันที เมื่อเห็นโจวหลีอันยืนอยู่ตรงนั้นอย่างปกติ


   สิ่งนี้ไม่เหมือนกับที่เขาจินตนาการไว้เลย!



บทที่ 58: ลู่เยี่ยนโจวตื่นขึ้นมาแล้ว



   ลู่ไห่หยางมองดูโจวหลีอัน ในขณะที่โจวหลีอันก็กำลังมองเขาอยู่เช่นกัน


   เมื่อเห็นว่าเขายังเดินกะเผลกอยู่ กลับนึกถึงการกระทำของอีกฝ่าย ความพยายามเช่นนี้ก็ถือว่าเป็น 'ผู้พิการที่มีความมุ่งมั่น' แล้ว


   ผู้ใหญ่บ้านสวี่โหย่วเต๋อเห็นโจวหลีอันยืนอยู่ตรงนั้นอย่างปลอดภัย ก็รู้ว่าเรื่องวันนี้คงไม่มีปัญหาใหญ่แล้ว เขากระแอมเบาๆ แล้วถามว่า "สะใภ้บ้านลู่ ลู่ไห่หยางบอกว่าเห็นหวังต้าเฉวียนเข้าไปในบ้านของเธอ เธอช่วยเล่าให้พวกเราฟังหน่อยได้ไหมว่าเกิดอะไรขึ้น?"


   โจวหลีอัน "......"


   เธอใช้เวลาครู่ใหญ่กว่าจะตระหนักได้ว่า 'สะใภ้บ้านลู่' ที่พูดถึงนั้นหมายถึงตัวเธอเอง… ให้อภัยเธอเถอะ ก่อนหน้านี้ไม่เคยมีใครเรียกเธอแบบนี้มาก่อน


   โจวหลีอันที่ตั้งสติได้แล้ว ก้มหัวให้กับผู้ใหญ่บ้านก่อน แล้วจึงเล่าว่า "เรื่องมันเป็นอย่างนี้ คืนนี้ฉันนอนหลับไปได้สักพัก จู่ๆก็ได้ยินเสียงบางอย่าง ฉันเลยเปิดม่านออกมาดูข้างนอก..."


   "โอ้โห! ฉันเห็นเงาร่างหนึ่งยืนอยู่ที่หัวเตียง แล้วเงานั้นก็กำลังดิ้นรนอยู่ตลอดเวลา"


   "ตอนแรกฉันตกใจอยู่บ้าง แต่พอเห็นว่าเงาร่างนั้นแค่ดิ้นรนไปมา และไม่ได้ทำอันตรายใดๆ ฉันก็แอบจุดตะเกียงน้ำมันที่หัวเตียงขึ้นมา"


   "พอจุดไฟ ฉันก็เห็นทันทีว่ามีผู้ชายคนหนึ่งยืนอยู่ที่หัวเตียงของสามีฉัน ที่เขาดิ้นรนอยู่ตลอดเวลาก็เพราะสามีฉันจับมือเขาเอาไว้ ทำให้เขาไม่สามารถสลัดหลุดได้"


   ลู่ไห่หยางฟังโจวหลีอันพูดจบ ก็เอ่ยปากด่าทันที


   "โจวหลีอัน คุณทำอะไรผิดมาหรือเปล่าถึงได้กลัวแบบนี้? แต่งเรื่องก็ยังแต่งไม่เนียนเลย คิดว่าพวกเราโง่หรือไง? ใครๆก็รู้ว่าลู่... พี่ชายของผมเป็นคนที่อยู่ในภาวะผักนะ?"


   "คุณไม่เพียงแต่ทำเรื่องที่ทำให้พี่ชายของผมผิดหวัง แต่ยังจะลากพี่ชายของผมมาเป็นพยานการเล่าความเท็จให้คุณด้วยใช่ไหม? นี่คุณกำลังรังแกเขาในตอนที่เขาอยู่ในภาวะผัก แล้วไม่สามารถพูดได้ใช่ไหม?"


   อาจเป็นเพราะรู้สึกว่าสิ่งที่ลู่ไห่หยางพูดมีเหตุผล จึงมีคนเห็นด้วยและพูดว่า


   "ใช่แล้ว"


   "ฉันไม่เคยคิดเลยว่าลูกสาวตระกูลโจวจะเป็นคนแบบนี้..."


   "ฉันเห็นเธอใช้เงินอย่างสุรุ่ยสุร่าย ไม่ใช่คนที่จะอยู่เฉยๆแน่นอน"


   "ถ้าให้ฉันพูด ลูกชายคนโตของตระกูลลู่ช่างน่าสงสารจริงๆ ตั้งแต่เด็กก็ไม่เคยมีชีวิตที่ดีเลย พอโตขึ้นมาและมีความสามารถจนได้เป็นทหาร แต่กลับกลายเป็นคนป่วยที่ไม่รู้สึกตัวแบบนี้ แล้วยังต้องมาถูกภรรยานอกใจอีก"


   "......"


   เห็นคนอื่นๆพูดจาหยาบคายมากขึ้นเรื่อยๆ แม่โจวก็ออกมายืนเท้าสะเอวและเตือนว่า "พูดจาเหลวไหลอะไรกัน?!"


   "พวกคุณเห็นลูกสาวฉันทำเรื่องเลวร้ายหรือไง?"


   มีคนไม่พอใจและโต้แย้งว่า


   "ก็ลู่ไห่หยางเห็นมากับตาแล้ว!"


   "พวกเราไม่ได้เห็น แต่มีคนเห็นแล้ว"


   "ถ้าให้ฉันพูด พวกเขาเป็นพี่น้องกันแท้ๆ จะพูดเรื่องไม่จริงได้อย่างไร?"


   แม่โจวได้ยินคำพูดเหล่านี้แล้วโกรธจนตาเหลือก เธอกำลังจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ถูกโจวหลีอันขัดจังหวะเสียก่อน


   โจวหลีอันมองคนเหล่านั้น ก่อนจะพูดว่า "แน่ใจเหรอว่าเขาไม่พูดโกหก?"


   พอพูดจบโจวหลีอันก็ไม่สนใจคนอื่น เธอเพียงแค่พูดกับผู้ใหญ่บ้านสวี่โหย่วเต๋อว่า "ลุงคะ ลุงพาคนเข้าไปดูในบ้านกับฉันหน่อยค่ะ"


   "ได้สิ"


   ดังนั้น ผู้ใหญ่บ้านสวี่โย่วเต๋อจึงพาคนเดินตามหลังโจวหลีอันเข้าไปในห้องของโจวหลีอัน เนื่องจากไม่สามารถให้ทุกคนเบียดเสียดเข้าไปได้ คนที่อยู่ด้านหลังจึงมองไม่เห็นสภาพภายในห้อง และถามคนที่อยู่ด้านหน้าว่า


   "เห็นอะไรบ้าง?"


   "คนที่อยู่ในภาวะผักตื่นขึ้นมาจริงๆด้วย!"


   "มีเตียงสองเตียงด้วย!"


   "มีคนถูกมัดอยู่ตรงกลางระหว่างเตียงสองเตียง"


   "แน่นอนว่าเขาต้องโดนตี ดูสิหน้าบวมปูดไปหมด"


   "โอ้ บ้านหลังนี้สว่างจังเลยนะ"


   อาจเพราะคนอยู่ในภาวะผักมานานเป็นปีฟื้นขึ้นมา คำถามแรกที่ดังออกมาจากปากของชาวบ้านคนอื่นๆกลับเป็น


   "ลู่ต้า นายตื่นมาตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?"


   เมื่อได้ยินประโยคนี้ โจวหลีอันก็หันไปมองลู่เยี่ยนโจว่ที่นั่งพิงหัวเตียงอยู่ เมื่อนึกถึงลักษณะการพูดของเขาก่อนหน้านี้ โจวหลีอันจึงรีบตอบก่อนเขาว่า


   "เขาตื่นขึ้นมาตอนที่คนร้ายบุกเข้ามาในห้องพอดี เขาเพิ่งตื่นยังพูดไม่คล่อง ฉันเลยช่วยตอบแทนเขา"


   เมื่อได้ยินประโยคนี้จากโจวหลีอัน ลู่เยี่ยนโจวที่ยังพูดไม่คล่องจริงๆ ก็มีประกายอบอุ่นวูบผ่านดวงตา เพราะตั้งแต่เด็กจนโตไม่เคยมีใครสนใจเขา หรือห่วงใยเขาแบบนี้มาก่อนเลย


   เห็นได้ชัดว่าชาวบ้านคนอื่นๆ สนใจแค่ครึ่งแรกของประโยคที่โจวหลีอันพูด


   "ลู่ต้าตื่นตอนที่คนร้ายบุกมาถึงเลยเหรอ นั่นมันช่างบังเอิญจริงๆ!" เมื่อได้ยินประโยคนี้ โจวหลีอันก็รู้สึกว่ามันช่างน่าอัศจรรย์เหลือเกิน


   จริงๆแล้วตอนที่หวังต้าเฉวียนมา เธอไม่ได้นอนหลับอยู่


   เธอเตรียมไม้พร้อมที่จะฟาดหวังต้าเฉวียนให้สลบอยู่ข้างเตียงแล้ว แต่ไม่คาดคิดว่าแทบจะไม่ได้ใช้ไม้เลย ลู่เยี่ยนโจวใช้มือเพียงข้างเดียวก็จับหวังต้าเฉวียนไว้จนดิ้นไม่หลุด


   ไม่รู้ว่าเขาที่เพิ่งฟื้นจากการเป็นเจ้าชายนิทรามีแรงมากขนาดนั้นได้อย่างไร?


   ลู่ไห่หยางเมื่อได้ยินว่าลู่เยี่ยนโจวตื่นขึ้นมาอย่างบังเอิญ ก็รู้สึกว่าลู่เยี่ยนโจวเป็นคนที่มาขัดขวางแผนการของเขา


   ถ้าหากลู่เยี่ยนโจวไม่ตื่นขึ้นมาในเวลานี้ เรื่องราวอาจจะสำเร็จไปแล้วก็ได้


   เมื่อคิดถึงตรงนี้ ลู่ไห่หยางก็เริ่มรู้สึกรังเกียจหวังต้าเฉวียนอีกครั้ง ‘แม้แต่คนที่อยู่ในภาวะผักก็ยังจัดการไม่ได้ ช่างเป็นคนไร้ประโยชน์จริงๆ!’


   "ลุงผู้ใหญ่บ้านคะ แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจเถอะค่ะ"


   เมื่อโจวหลีอันพูดเช่นนั้น ผู้ใหญ่บ้านสวี่โหย่วเต๋อที่ตกใจกับการตื่นขึ้นมาอย่างกะทันหันของลู่เยี่ยนโจว จึงนึกขึ้นได้ว่าเรื่องนี้ต้องแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ "ได้ๆ ลุงจะหาคนไปแจ้งเดี๋ยวนี้"


   พูดจบ เขาก็หันไปชี้ชายหนุ่มคนหนึ่ง "หลี่เอ้อร์ นายปั่นจักรยานของฉันไปแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจหน่อย"


   "ได้ครับ ลุงผู้ใหญ่บ้าน"


   หลี่เอ้อร์รับคำแล้วก็วิ่งออกไปทันที หลังจากที่มีคนไปแจ้งความ ผู้ใหญ่บ้านจึงหันมองหวังต้าเฉวียนที่ถูกทุบจนอ่อนระทวยอยู่ระหว่างเตียง


   คนอื่นอาจจะไม่รู้จักหวังต้าเฉวียน แต่เมื่อหวังต้าเฉวียนย้ายมาอยู่ในหมู่บ้านนี้ผู้ใหญ่บ้านต้องรู้จักอยู่แล้ว เขาจึงรีบถามว่า "หวังต้าเฉวียน คุณมาที่บ้านคนอื่นดึกดื่นแบบนี้ ตั้งใจจะทำอะไร?"


   "ผม ผม ผม..." เมื่อชาวบ้านเห็นว่าหวังต้าเฉวียนคิดอยู่นาน แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา พวกเขาจึงรู้สึกรังเกียจเล็กน้อย


   ป้าคนหนึ่งคิดในใจ ‘ผู้ชายตัวโตคนหนึ่ง พูดจาไม่รู้เรื่อง สู้หลานชายวัยสามขวบของเธอยังไม่ได้เลย!’


   ช่างเป็นคนไร้ค่าอย่างแท้จริง!


   แน่นอนว่าคงเป็นคนไร้ค่ามากจนหาภรรยาไม่ได้ ถึงได้ทำเรื่องผิดกฎหมายแบบนี้


   โชคดีที่สาวคนนั้นไม่เป็นอะไร แต่ถึงจะไม่เป็นอะไร ชื่อเสียงก็คงเสียไปบ้างแล้ว ดีที่ลูกสาวตระกูลโจวแต่งงานไปแล้ว ถ้าเรื่องนี้เกิดขึ้นกับลูกสาวที่ยังไม่ได้แต่งงาน เธอคงโมโหตายแน่! เมื่อเห็นว่าหวังต้าเฉวียนไม่พูด คนที่มีอารมณ์ร้อนก็ช่วยพูดแทนเขา


   "เขาเป็นผู้ชายตัวโตขนาดนั้น มาบ้านผู้หญิงดึกๆดื่นๆ จะมาทำอะไรได้?"


   "ใช่แล้ว ใช่แล้ว!" เมื่อมีคนพูดก็เริ่มมีคนเห็นด้วย


   "คนแบบนี้ช่างเลวร้ายเหลือเกิน!"


   มีป้าคนหนึ่งพูดด้วยความรังเกียจ


   "ถ้าไม่ใช่เพราะลู่ต้าตื่นขึ้นมาพอดี วันนี้อาจจะเกิดเรื่องขึ้นก็ได้!"


   "หรือว่า เขาอาจจะรู้ว่าภรรยาของตัวเองกำลังเจอกับอันตราย เขาถึงได้ฟื้นขึ้นมาใช่ไหม?"


   "คุณพูดแบบนี้ก็มีเหตุผลนะ มันเป็นเรื่องมหัศจรรย์จริงๆ"


   แต่ลู่ไห่หยางไม่รู้สึกว่ามันเป็นเรื่องมหัศจรรย์เลย


   เขารู้สึกว่ามันเป็นเรื่องโชคร้ายเท่านั้น เขาเคยรังแกลู่เยี่ยนโจวมาตั้งแต่เด็กจนโต ดังนั้นความสัมพันธ์ระหว่างเขากับลู่เยี่ยนโจวจึงไม่ดีเท่าไหร่ ตอนนี้ลู่เยี่ยนโจวฟื้นแล้ว แน่นอนว่าเขาจะไม่ยอมให้อีกฝ่ายได้เปรียบอีกต่อไป


   เรื่องแบบนี้บางทีอาจจะถึงขั้นทำให้เขาต้องตกงานเลยก็ได้


   เมื่อนึกถึงภาพที่ลู่เยี่ยนโจวจะทำให้เขาตกงานในอนาคต ลู่ไห่หยางก็ยิ่งไม่อยากปล่อยโจวหลีอันไป! สามีภรรยาคู่นี้ต่างก็เป็นจุดอ่อนของเขา หากสามารถจัดการใครได้สักคนก็ยังดี!


   ดังนั้น เขาจึงมองไปที่โจวหลีอัน แล้วพูดว่า "ทั้งหมดนี้เป็นเพียงคำพูดด้านเดียวของพวกคุณ ไม่ว่าอย่างไรก็ควรฟังว่าเขาจะพูดอะไรบ้างสิ?"


   ทุกคนที่อยู่ในที่นั้นต่างรู้ดีว่า คำว่า "เขา" ที่พูดถึงนั้น หมายถึง หวังต้าเฉวียนที่ถูกมัดอยู่บนพื้น ลู่ไห่หยางไม่อยากจะเชื่อเลย ในเมื่อเขาพูดไปขนาดนี้แล้ว หวังต้าเฉวียนยังไม่รู้จะพูดอะไรเลยเหรอ?



บทที่ 59: สิ่งที่เราสัญญากันไว้



   แม้จะคิดเช่นนั้น แต่ลู่ไห่หยางก็รู้สึกไม่สบายใจอย่างยิ่ง จึงพยายามชี้นำโดยกล่าวว่า


   "บางทีอาจเป็นเพราะคุณแอบมีชู้ แล้วพี่ชายผมบังเอิญมาเจอเข้าพอดีก็ได้นะ?"


   ในยุคนี้ การมีชู้ไม่ใช่ความผิดที่ต้องติดคุก โทษอย่างหนักก็คือการอบรมสั่งสอนแค่ไม่กี่วัน


   การติดคุกกับการถูกอบรมสั่งสอนไม่กี่วัน ลู่ไห่หยางเชื่อว่าหวังต้าเฉวียนรู้ดีว่าควรพูดอย่างไร


   ในที่สุดเขาก็ได้ยินหวังต้าเฉวียนพูดเสริมว่า "ใช่"


   ในตอนนี้ หวังต้าเฉวียนดูเหมือนจะพบทางออกแล้ว "ผมกับลูกสาวตระกูลโจวนัดกันไว้ สามีของเธอเป็นคนไข้ที่อยู่ในภาวะผัก เธอทนความเหงาไม่ไหว! ตอนนี้สามีของเธอจับได้ เธอเลยโยนความผิดทั้งหมดมาให้ผม"


   ดูเหมือนว่าเรื่องราวจะเป็นไปได้ โจวหลีอันรู้สึกได้อย่างชัดเจนว่า หลังจากที่หวังต้าเฉวียนพูดจบ สายตาของคนอื่นๆที่มองมาที่เธอนั้นเต็มไปด้วยความสงสัยและไม่แน่ใจ


   ท้ายที่สุดแล้ว เช่นเดียวกับผู้คนที่ไม่ชอบเห็นเทพเจ้านั่งอยู่บนบัลลังก์สูงส่ง พวกเขากลับชอบเห็นเทพเจ้าตกลงมาสู่โลกมนุษย์มากกว่า


   ระหว่างการที่โจวหลีอันเป็นสาวที่เรียบร้อยกับการเป็นหญิงเจ้าชู้ พวกเขาก็ชอบที่จะเห็นแบบหลังมากกว่า


   แน่นอนว่า โจวหลีอันจะไม่ยอมให้ลู่ไห่หยางและหวังต้าเฉวียนสมหวังกับเรื่องนี้หรอก


   "คุณบอกว่าเราได้นัดกันไว้งั้นเหรอ?"


   โจวหลีอันมองดูหวังต้าเฉวียนที่นอนอยู่บนพื้น ราวกับกำลังมองขยะอยู่ "งั้นคุณบอกมาให้ชัดเจนสิ เราได้นัดกันไว้เมื่อไหร่ ที่ไหน และในสถานการณ์แบบไหน?"


   สำหรับเรื่องที่ไม่มีมูลความจริงแบบนี้ โดยทั่วไปแล้ว ยิ่งถ้ามีคนมาถามรายละเอียดมากเท่าไหร่ อีกฝ่ายก็จะยิ่งพลาดมากขึ้นเท่านั้น แม้ว่าจิตใจของอีกฝ่ายจะเข้มแข็งมากเพียงใด แต่ถ้าเจอคำถามที่เฉพาะเจาะจงเท่าไหร่ ก็ยิ่งง่ายที่จะหาจุดบกพร่องจากคำตอบมากขึ้นเท่านั้น


   แต่เห็นได้ชัดว่า หวังต้าเฉวียนไม่ใช่คนที่มีจิตใจเข้มแข็งแบบนั้น!


   เมื่อได้ยินโจวหลีอันถามเช่นนั้น หวังต้าเฉวียนที่ยังคงอยู่บนพื้น ดวงตาทั้งคู่ของเขาเริ่มกวาดมองไปมาอย่างไม่มีสติ นี่เป็นหนึ่งในอาการที่แสดงถึงความรู้สึกหวาดกลัวอย่างชัดเจน


   "เมื่อไม่กี่วันก่อน"


   ในที่สุด หวังต้าเฉวียนก็พูดออกมาเพียงไม่กี่คำ


   "แล้วมันคือกี่วันก่อนกันแน่ เมื่อไหร่ ที่ไหน?"


   โจวหลีอันถามต่อ


   "......ผมลืมไปแล้ว!"


   หวังต้าเฉวียนไม่สามารถคิดอะไรออกมาได้ในทันที จึงตัดสินใจยอมแพ้


   "ยังไงคุณก็นัดผมมาแล้ว"


   โจวหลีอันชี้ให้เห็นข้อบกพร่องอย่างใจเย็น "ถ้าฉันนัดคุณมาจริง แล้วทำไมคุณต้องปีนกำแพงเข้ามาด้วย? ถ้านัดกันไว้แล้ว ฉันก็ต้องไปต้อนรับคุณที่หน้าประตูบ้านสิ"


   "ผม... ผม... คุณเป็นคนบอกว่าการปีนกำแพงมันตื่นเต้นกว่านี่นา" หวังต้าเฉวียนพยายามโยนความผิดให้โจวหลีอัน


   "จริงเหรอ?"


   โจวหลีอันยิ้มกว้างๆ "ถ้างั้น เมื่อนัดกับฉันแล้ว ทำไมคุณถึงหาเตียงผิด แล้วไปโผล่ที่เตียงของสามีฉันล่ะ?"


   "เอ่อ"


   โจวหลีอันขัดจังหวะหวังต้าเฉวียน พลางหัวเราะเยาะอย่างเย็นชา


   "คุณไม่มีกระจกเหรอ? ไม่ปัสสาวะเหรอ? ไปฉี่แล้วส่องดูตัวเองสิ คุณมีค่าพอที่ฉันจะนัดคุณตรงไหน? คุณหล่อเหมือนสามีฉันเหรอ? คุณมีความสามารถเท่าสามีฉันเหรอ?"


   หวังต้าเฉวียน "..."


   "ดูสิ คุณก็ดูเป็นคนปกติดี แต่ยังสกปรกกว่าสามีฉันเสียอีก แม้แต่จะมองคุณแค่ครู่เดียว ฉันยังรู้สึกขยะแขยงเลยรู้ไหม?" พูดจบประโยคนั้น โจวหลีอันก็ถอยหลังไปก้าวหนึ่งด้วยความรังเกียจ


   เมื่อได้ยินโจวหลีอันพูดถึงความน่าขยะแขยง คนจำนวนไม่น้อยที่อยู่ในที่นั้นต่างนึกถึงเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ ที่ผู้ใหญ่บ้านถามคำถามหวังต้าเฉวียน แล้วหวังต้าเฉวียนก็พูดติดขัดอยู่นานโดยไม่สามารถพูดอะไรออกมาได้ ดูเหมือนคนไร้ประโยชน์จริงๆ


   เมื่อรวมกับการแต่งกายของหวังต้าเฉวียนที่ไม่สะอาดเรียบร้อย ทุกคนจึงแสดงสีหน้ารังเกียจเหมือนกับโจวหลีอัน เว้นแต่… ลู่เยี่ยนโจว เขารู้สึกว่าหูของตัวเองร้อนผ่าวเล็กน้อย เพราะคำพูดของโจวหลีอันก่อนหน้านี้ที่บอกว่าเขาหล่อและมีความสามารถ


   ในสายตาของลู่เยี่ยนโจวนั้น ไม่อาจละจากโจวหลีอันได้เลย


   เขาไม่ได้รู้สึกว่าโจวหลีอันเป็นคนแปลกหน้าแต่อย่างใด ถึงอย่างไรตอนที่เขายังเป็นคนที่อยู่ในภาวะผัก เขาก็ได้ยินคำพูดมากมายที่โจวหลีอันพูดกับเขา


   แม้จะเป็นเพียงคำพูดที่ขาดๆหายๆ แต่สิ่งที่เขาจำได้ชัดเจนที่สุดคือตอนเธอบอกว่า เธอจะไปขอเงินที่บ้านตระกูลลู่ และบอกว่าเขากับจ้าวชุ่ยฮวาหน้าตาไม่เหมือนกันสักนิด


   นั่นคือการรับรู้เพียงอย่างเดียวที่เขามีต่อโลกภายนอกในช่วงที่จิตใจของเขายังสับสนวุ่นวาย ดังนั้นหลังจากตื่นขึ้นมา สายตาของเขาก็อดไม่ได้ที่จะมองตามโจวหลีอันไปตลอด


   โจวหลีอันไม่ได้สังเกตว่า ลู่เยี่ยนโจวกำลังมองเธออยู่ เพราะเธอกำลังมองหวังต้าเฉวียนด้วยสายตารังเกียจ


   "คำพูดของคุณไม่มีความจริงเลยสักคำ อีกสักพักเมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจมาถึง พวกเขาคงไม่มาถกเถียงกับคุณแบบที่ฉันทำหรอก" เมื่อพูดจบโจวหลีอันก็ไม่มองหวังต้าเฉวียนอีกเลย แต่หันไปมองผู้ใหญ่บ้านสวี่โหย่วเต๋อแทน


   "ลุงผู้ใหญ่บ้านคะ คุณก็เห็นสถานการณ์แล้ว ขอรบกวนช่วยเป็นพยานให้ฉันด้วยเมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจมาถึง ฉันเห็นแล้วรู้สึกขยะแขยงจนอยากโยนเขาออกนอกบ้านจริงๆ"


   ผู้ใหญ่บ้านสวี่โหย่วเต๋อลองนึกถึงสถานการณ์ของโจวหลีอัน แม้ว่าเขาจะมีความคิดแบบผู้ชายตัวใหญ่ๆ แต่คิดเช่นนั้นก็ยังรู้สึกขยะแขยงเช่นกัน


   ดังนั้น ผู้ใหญ่บ้านสวี่โหย่วเต๋อจึงพยักหน้ารับคำขอของโจวหลีอัน "ให้ลุงช่วยโยนออกไปไหม?"


   "ไม่เป็นไรหรอกค่ะ ฉันมีพี่ชายอีกสองคนที่นี่"


   พูดจบโจวกั๋วอันและโจวซู่อันก็ก้าวออกมาข้างหน้าทันที


   "รบกวนเพื่อนบ้านออกไปก่อนนะ ฉันจะให้พี่ชายของฉันโยนเขาออกไป" โจวหลีอันพูดกับคนอื่นๆที่ยืนขวางอยู่ที่ประตู


   พอชาวบ้านได้ชมความคึกคักแล้ว และได้ยินเจ้าของบ้านเอ่ยปากเช่นนั้น พวกเขาก็ไม่มีเหตุผลที่จะยืนขวางหน้าประตูบ้านคนอื่นอีกต่อไป ดังนั้นชาวบ้านที่มาดูจึงรีบออกไปอย่างรวดเร็ว


   ในชั่วขณะนั้นในห้องเหลือเพียงโจวหลีอัน โจวกั๋วอัน โจวซู่อัน ลู่เยี่ยนโจว โจวโจวน้อย และหวังต้าเฉวียน


   เมื่อหวังต้าเฉวียนเห็นโจวซู่อันเข้ามาใกล้ ร่างกายของเขาก็สั่นอย่างเห็นได้ชัด รู้ได้ทันทีว่าเขากลัวการที่ถูกตีก่อนหน้านี้ โจวหลีอันมองหวังต้าเฉวียนด้วยสายตาเย็นชา แต่บนใบหน้ากลับยิ้มพลางกล่าวว่า


   "แต่เดิมเพื่อรักษาชื่อเสียงของฉัน อย่างมากก็แค่ตีคุณสักยก แต่ใครใช้ให้ลู่ไห่หยางเรียกคนมามากมายขนาดนั้นล่ะ หึ! เมื่อเหตุการณ์มาไกลขนาดนี้แล้ว คุณคงต้องไปนอนในคุกแล้วล่ะ"


   รอยยิ้มของโจวหลีอันลึกขึ้น แววตาก็เย็นชาขึ้นด้วย


   "ได้ยินมาว่าคนในคุกชอบตีกันอย่างรุนแรง ตอนนี้ฉันขอให้คุณโชคดีก็แล้วกัน"


   เมื่อโจวหลีอันพูดประโยคนี้จบ ก็เห็นว่าหวังต้าเฉวียนสั่นหนักขึ้น ซึ่งการโจมตีอย่างแม่นยำในครั้งนี้ ยังเป็นสิ่งที่โจวหลีอันคาดเดาเอาไว้แล้ว เพราะจากท่าทีการขอความเมตตาของหวังต้าเฉวียนที่เคยโดนโจวซู่อันทุบตีอย่างหนัก


   ตอนนี้ดูเหมือนว่าการคาดเดานั้นจะแม่นยำเลยทีเดียว ฟังคำพูดของโจวหลีอันที่ราวกับเสียงกระซิบของปีศาจ หวังต้าเฉวียนรู้สึกว่า ถ้าเขารู้แต่แรกว่าโจวหลีอันเป็นคนแบบนี้ ต่อให้เธอสวยแค่ไหน เขาก็คงไม่กล้าคิดอะไรกับเธอแน่นอน


   แต่คิดได้ตอนนี้ก็สายเกินไปแล้ว


   เมื่อนึกถึงความหมายที่แฝงอยู่ในคำพูดของโจวหลีอัน หวังต้าเฉวียนก็พลันเกิดความเกลียดชังอย่างรุนแรงต่อลู่ไห่หยาง หวังต้าเฉวียนรู้สึกว่า ถ้าไม่ใช่เพราะลู่ไห่หยางบอกเขาตั้งแต่แรกว่าสามีของโจวหลีอันเป็นคนที่อยู่ในภาวะผัก และครอบครัวฝ่ายสามีระแวงเธอ เขาก็คงไม่กล้าทำอะไรขนาดนี้


   และถ้าไม่ใช่เพราะลู่ไห่หยางเรียกคนมามากมาย เขาก็คงโดนตีแค่ครั้งสองครั้ง


   คงไม่ต้องไปโดนตีในคุกทุกวันแบบนี้


   ดังนั้น ทุกอย่างนี้ ล้วนเป็นความผิดของลู่ไห่หยางทั้งนั้น!


   โจวหลีอันพูดจบแล้วจ้องมองปฏิกิริยาของหวังต้าเฉวียนด้วยสายตาเย็นชา


   หลังจากแน่ใจว่าได้ผลลัพธ์ตามที่ต้องการแล้ว เธอจึงพยักหน้าให้สัญญาณพี่ชายทั้งสองคนพาหวังต้าเฉวียนออกไป


   เมื่อหวังต้าเฉวียนออกไปแล้ว ในห้องก็เหลือเพียงโจวโจวน้อย โจวหลีอัน และลู่เยี่ยนโจวเท่านั้น


   ลู่เยี่ยนโจวเป็นทหาร เขาจึงฟังออกถึงนัยแฝงในคำพูดที่โจวหลีอันพูดกับหวังต้าเฉวียนก่อนหน้านี้


   เขาไม่รู้สึกว่ามันเป็นเรื่องใหญ่อะไร


   แม้ว่าหวังต้าเฉวียนจะทำอะไรบางอย่างเพราะคำพูดของเธอ มันก็เป็นเพียงผลกรรมที่ลู่ไห่หยางก่อขึ้นเอง ถ้าลู่ไห่หยางไม่คิดร้ายเสียเอง โจวหลีอันก็คงไม่ต้องวางแผนเล่นงานเขา


   เมื่อห้องว่างลง โจวหลีอันนึกถึงคำพูดที่เธอเพิ่งพูดกับหวังต้าเฉวียน เธอคิดว่า ทหารอย่างลู่เยี่ยนโจวที่น่าจะเป็นคนค่อนข้างซื่อตรง คงจะไม่ชอบการกระทำแบบนี้ของเธอสินะ


   คิดถึงตรงนี้ โจวหลีอันก็รู้สึกหวาดหวั่นเล็กน้อยที่จะมองปฏิกิริยาของลู่เยี่ยนโจว


   แต่การหลบเลี่ยงก็ไม่ใช่วิธีแก้ปัญหา หลังจากที่โจวหลีอันครุ่นคิดครู่หนึ่ง ถ้าลู่เยี่ยนโจวมีความประทับใจที่ไม่ดีต่อเธอเพราะสิ่งที่เธอทำเหล่านี้ ก็แค่เลิกกันไปเท่านั้นเอง!


   แม้ว่าลู่เยี่ยนโจวจะหน้าตาดี แต่ถ้าเขาไม่เห็นด้วยกับวิธีการตาต่อตาฟันต่อฟันของเธอ นั่นก็คือมุมมองชีวิตไม่ตรงกัน


   คนที่มีมุมมองชีวิตไม่ตรงกัน ก็ไม่ควรฝืนอยู่ด้วยกัน



บทที่ 60: คุณทำได้ดีมาก



   เมื่อคิดถึงตรงนี้ โจวหลีอันก็เริ่มคิดในหัวว่าจะคืนเงินทั้งหมดให้ลู่เยี่ยนโจวเมื่อไหร่


   อ้อ ยังมีคูปองอีกนิดหน่อย


   ครอบครัวลู่ให้เงินเธอมาทั้งหมดหกร้อยสามสิบหกหยวน เป็นค่าฉีดยาให้ลู่เยี่ยนโจวไปยี่สิบห้าหยวน เธอยังติดหนี้อยู่หกร้อยสิบเอ็ดหยวน ซึ่งตอนนี้เธอมีเงินอยู่ในมือเพียงสองร้อยเจ็ดสิบแปดหยวนแปดเหมาแปดเฟิน


   แต่ทุกวันเธอมีเงินค่าผักยี่สิบหยวนเข้ากระเป๋า ส่วนที่ยังขาดอีกสี่ร้อยหยวนนั้น ใช้เวลาเพียงยี่สิบกว่าวันก็จะคืนหมด


   สำหรับคูปองที่ใช้จ่ายไปแล้ว เธอสามารถไปซื้อในตลาดมืดได้ ดังนั้นหากลู่เยี่ยนโจวต้องการตัดขาดจากเธอ แค่นี้ก็คงทำได้ไม่ยากนัก


   "โจวหลีอัน"


   โจวหลีอันได้ยินเสียงลู่เยี่ยนโจวเรียกเธอกะทันหัน เธอเงยหน้าขึ้นมองแล้วก็เห็นว่าอีกฝ่ายกำลังจ้องมองเธออย่างไม่กะพริบตา ลู่เยี่ยนโจวมองดูโจวหลีอันแล้วพูดอย่างช้าๆ แต่หนักแน่นว่า


   "คุณทำได้ดีมาก"


   ผู้หญิงตรงหน้านี้ แตกต่างจากภรรยาในความทรงจำของเขาอยู่บ้าง


   อาจเป็นเพราะแต่เดิมเขาใช้เวลาอยู่กับภรรยาไม่นาน จึงยังไม่ทันได้ทำความรู้จักอีกฝ่ายอย่างดี หรืออาจเป็นเพราะประสบกับเหตุการณ์ที่เปลี่ยนแปลงชีวิต ทำให้คนก็เปลี่ยนไปด้วย


   โจวหลีอัน "......"


   เธอรู้สึกว่าเมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว ลู่เยี่ยนโจวทำได้ดีกว่าหน่อย


   อย่างไรก็ตาม ตอนนี้เขาสามารถช่วยชีวิตแต่งงานที่กำลังจะสั่นคลอนไปเมื่อครู่ได้ด้วยคำพูดเพียงประโยคเดียว


   โจวหลีอันมองดูลู่เยี่ยนโจวที่มีใบหน้าหล่อเหลา และรู้สึกว่าความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขายังสามารถดำเนินต่อไปได้


   เมื่อคิดได้เช่นนั้น โจวหลีอันจึงยิ้มให้กับลู่เยี่ยนโจว


   ลู่เยี่ยนโจวมองรอยยิ้มของอีกฝ่าย รู้สึกว่าดวงตาของเขาพร่าเลือนไปชั่วขณะ


   เธอยิ้มแล้วดูสวยขึ้นอีก ลู่เยี่ยนโจวคิดในใจ


   "ฉันจะออกไปดูข้างนอกก่อนนะ พอเรื่องนี้จบ ฉันจะพาคุณไปโรงพยาบาล"


   "...ได้" เมื่อเสียงตอบรับดังขึ้น ลู่เยี่ยนโจวก็รู้สึกไม่สบายใจขึ้นมา


   เสียงของเธอนั้นไพเราะมาก ในขณะที่เสียงของเขากลับแหบแห้งและน่ารำคาญเหลือทน โจวหลีอันเห็นลู่เยี่ยนโจวตอบรับเสียงเบาแล้วก็ก้มลงมองพื้นอย่างไม่มีเหตุผล เธอรู้สึกว่าอีกฝ่ายดูน่าสงสารเล็กน้อย


   ดังนั้น เธอจึงเดินเข้าไปลูบโจวโจวน้อยที่ว่านอนสอนง่ายมาตลอด จากนั้นก็อุ้มโจวโจวน้อยขึ้นมาวางไว้ข้างมือของลู่เยี่ยนโจว ให้ขนฟูๆของโจวโจวน้อยแนบชิดกับหลังมือของลู่เยี่ยนโจว "เดี๋ยวพวกเราจะออกไปกันหมด ให้เจ้าโจวโจวน้อยอยู่เป็นเพื่อนคุณนะ ดูแล้วมันน่าจะชอบคุณมากกว่าฉันอีก"


   ลู่เยี่ยนโจวรู้สึกถึงสัมผัสนุ่มฟูบนแขนของเขา


   มันเป็นความรู้สึกที่เปราะบาง แต่ทำให้หัวใจของเขาอ่อนโยนลง


   ลู่เยี่ยนโจวมองไปที่โจวโจวน้อยที่ตัวเล็กมาก ขาหลังข้างหนึ่งพันด้วยไม้แผ่นบาง จากนั้นก็หันไปมองโจวหลีอันแล้วพูดด้วยน้ำเสียงสงสัยว่า "โจว… โจว… น้อย?"


   โจวหลีอัน "......"


   เธอรู้สึกอึดอัดเล็กน้อยโดยไม่ทราบสาเหตุ อย่างไรก็ตาม การตั้งชื่อสุนัขโดยใช้ชื่อของอีกฝ่ายฟังแล้วก็ดูแปลกจริงๆ


   "มันตั้งชื่อเองนะ"


   ลู่เยี่ยนโจวตอบกลับโจวหลีอันด้วยสายตาที่บอกว่า 'คุณคิดว่าผมจะเชื่อเหรอ?'


   การสนทนาสั้นๆ ดูเหมือนจะทำให้ความสัมพันธ์ของทั้งสองผ่อนคลายลงบ้าง


   ลู่เยี่ยนโจวมองดูโจวหลีอัน ความรู้สึกไม่สบายใจในอกของเขาหายไปแล้ว โจวหลีอันมองไปทางลู่เยี่ยนโจวอีกที แต่ก็ยังรู้สึกประหม่าอยู่บ้าง


   สาเหตุหนึ่งที่ทำให้เธอรู้สึกประหม่าก็คือเขาหน้าตาดี…


   อีกสาเหตุหนึ่ง คือโจวหลีอันคุ้นเคยกับลู่เยี่ยนโจวที่หลับตาอยู่เสมอ แต่ลู่เยี่ยนโจวที่ลืมตาขึ้นมานี้กลับมีความดุดันเล็กน้อย ทำให้โจวหลีอันรู้สึกทนไม่ไหวกับสายตาและหน้าตาของเขา


   ดังนั้น โจวหลีอันจึงรีบออกไปทันที เธอก้าวเดินออกจากห้องไปอย่างลนลานเล็กน้อย


   ลู่เยี่ยนโจวเห็นเช่นนั้นจึงมีรอยยิ้มผุดขึ้นในดวงตา


   เขาพยายามใช้หลังมือลูบเจ้าโจวโจวน้อย จนในที่สุดโจวโจวน้อยก็หันหัวมากดมือเขาไว้


   เมื่อเห็นเช่นนั้น ลู่เยี่ยนโจวมองเจ้าโจวโจวน้อยพลางพูดเบาๆว่า "เธอ… ดี… มาก"


   ลู่เยี่ยนโจวรู้สึกว่าตนเป็นเป็นภาระให้เธอ


   เขาจึงอยากหายเร็วๆ เมื่อคิดแบบนั้นเขาจึงเริ่มพยายามขยับแขนขาอย่างหนัก


   แต่สุดท้ายแล้วร่างกายที่หลับใหลมาเป็นเวลาหนึ่งปี แค่จะทำการเคลื่อนไหวง่ายๆเหมือนแต่ก่อน ก็ยังดูยากลำบากไปหมด


   ในขณะที่ โจวหลีอันกำลังสนทนากับลู่เยี่ยนโจวอยู่ข้างใน ชาวบ้านในลานบ้านก็ไม่ได้อยู่เฉยๆ พวกเขารวมตัวกันเป็นกลุ่มเล็กกลุ่มน้อยเพื่อพูดคุยกันเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้น


   "พวกคุณคิดว่าคนนี้จะต้องติดคุกกี่ปี?" มีคนถามขึ้น


   "ไม่รู้สิ" มีคนตอบขึ้นมา


   "ไม่แน่ใจเลย"


   "ฉันรู้แค่ว่าในหมู่บ้านของเราเคยมีคนขโมยเงินของยุวชนที่มาทำงานในชนบท ดูเหมือนว่าเขาจะถูกตัดสินจำคุกสามปี"


   "แต่คนที่ถูกจับวันนี้ไม่ได้ขโมยเงินนี่นา ยังไม่รู้ว่าจะถูกตัดสินยังไง"


   "ทำไมฉันรู้สึกว่าสิ่งที่เขาทำผิดร้ายแรงกว่าการขโมยเงินนะ?"


   "ฉันก็รู้สึกแบบนั้น... แม้ว่าจะทำไม่สำเร็จ แต่รู้สึกว่าเรื่องนี้ก็ไม่ใช่เรื่องเล็กๆเลย"


   ไม่ใช่แค่หวังต้าเฉวียนเท่านั้นที่สนใจเรื่องนี้ ยังมีหลินเซียงเหมยที่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านข่าวลือที่กำลังเดินไปมาในกลุ่มคนด้วย


   ตอนนั้นเองที่เธอรีบแทรกขึ้นมาว่า "ในหมู่บ้านของเราเคยมีนักเลงนะ เขาเคยทำร้ายร่างกายเด็กสาวคนหนึ่ง ครอบครัวของเด็กสาวจึงแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ นักเลงคนนั้นก็ถูกจับเข้าคุก รู้ไหมติดคุกกี่ปี… ได้ยินมาว่าโดนจำคุก20ปีเลยนะ"


   "หา!? นานขนาดนี้เลยเหรอ!"


   หลินเซียงเหมยพูดต่อว่า "ดูเหมือนจะเป็นเรื่องการปกป้องสตรีเพื่อนร่วมอุดมการณ์ ยังไงก็ต้องมากขนาดนี้แหละ!"


   มีคนถามอย่างสงสัยว่า "แล้วเรื่องเมื่อครู่ล่ะ ก็คงจะพอๆกันใช่ไหม?"


   "เรื่องนี้ฉันก็ไม่ค่อยแน่ใจนัก"


   หลินเซียงเหมยพูดเสริมว่า "ถ้าเขาทำสำเร็จก็น่าจะติดนานนะ แต่วันนี้เขาทำไม่สำเร็จ ก็ต้องเข้าไปกินข้าวในคุกสักสิบปี อืม…ฉันคิดว่าก็พอๆกันแล้วล่ะ"


   "สมควรแล้ว! อย่ารีบปล่อยให้เขาออกมาทำเช่นนี้อีก!"


   หวังต้าเฉวียนได้ยินแล้วก็กลัวจนตัวสั่น


   หลังจากกลัวอยู่พักหนึ่ง ดวงตาที่ขุ่นมัวสีเหลืองของเขาก็กลอกไปมาอีกครั้ง


   ในตอนนี้ น้ำที่แม่โจวเตรียมไว้ให้ทุกคนก็เดือดแล้ว


   มันเป็นเพียงแค่น้ำธรรมดาเท่านั้น ในใจของแม่โจวพลางคิดว่าคนที่มานั้นล้วนมาดูความสนุกสนานของลูกสาวของเธอ แค่มีน้ำดื่มก็ถือว่าดีแล้ว!


   ส่วนคนดีคนอื่นๆนั้น อย่างป้าชุ่ยอวิ๋น เธอจะขอบคุณเป็นการส่วนตัวในภายหลังแล้วกัน ส่วนโจวหลีอันเดินวนด้านนอกหนึ่งรอบ เห็นว่าไม่มีอะไรที่ตัวเองต้องทำ จึงกลับเข้าไปในห้องอีกครั้ง


   แม้ว่าสายตาของลู่เยี่ยนโจวจะทำให้เธอรู้สึกทนไม่ไหวอยู่บ้าง แต่เธอยอมอยู่ในห้องดีกว่าถูกลากออกไปข้างนอกแล้วถูกถามนั่นถามนี่


   ภายในห้องมีการจุดตะเกียงน้ำมัน ภายใต้แสงสลัวนี้ ใบหน้าของลู่เยี่ยนโจวดูมีมิติมากขึ้น พูดตามตรงโจวหลีอันสงสัยอีกครั้งว่าลู่เยี่ยนโจวผู้นี้อาจไม่ใช่ลูกแท้ๆของจ้าวชุ่ยฮวาก็เป็นได้


   ถ้าหากเป็นพี่น้องแท้ๆ ลู่ไห่หยางกับลู่ซานเหอ คงจะด้อยกว่าลู่เยี่ยนโจวมากทีเดียว


   โจวหลีอันสังเกตเห็นว่าหน้าผากของลู่เยี่ยนโจวมีเหงื่อซึม ริมฝีปากก็ดูแห้งและซีดเล็กน้อย เธอจึงหยิบผ้าเช็ดหน้ามาซับเหงื่อที่หน้าผากของเขาโดยไม่รู้ตัว


   หลังจากทำเสร็จ และเผลอสบตากับลู่เยี่ยนโจว เธอรู้สึกอึดอัดเล็กน้อย จึงวางผ้าเช็ดหน้าไว้ข้าง ๆ "ฉันชินกับการทำแบบนี้แล้ว คุณอย่าได้ถือสาเลยนะ"


   “ไม่… ถือ… สา… ขอบ… คุณ”


   เมื่อได้ยินลู่เยี่ยนโจวพูดแบบนั้น โจวหลีอันก็รู้สึกสบายใจขึ้น


   สายตาของเธอสัมผัสกับริมฝีปากที่แห้งผากของลู่เยี่ยนโจวอีกครั้ง เธอจึงออกไปหยิบชามสะอาดกลับมา แล้วรินน้ำใส่ชามให้ลู่เยี่ยนโจว


   ไม่มีทางเลือก มีแต่ชามก็ดื่มในชาม ในบ้านหลังนี้มีแก้วน้ำของเธอคนเดียวเท่านั้น หลังจากรินน้ำเสร็จ โจวหลีอันยังแอบเติมน้ำพุศักดิ์สิทธิ์ลงไปอีกเล็กน้อย


   ลู่เยี่ยนโจวเพิ่งฟื้นจากภาวะผักได้ไม่นาน ยังคงต้องให้เขาดื่มของดีๆบ้าง


   "ดื่มน้ำหน่อยสิ"


   เมื่อเห็นน้ำที่ถูกยื่นมาตรงหน้า ลู่เยี่ยนโจวกลับไม่สามารถดื่มได้ด้วยตัวเอง เขาจึงก้มหน้าและหลบตาลง


   "ฉันจะป้อนน้ำให้คุณ" โจวหลีอันไม่ได้คิดจะให้ลู่เยี่ยนโจวดื่มน้ำเองอยู่แล้ว


   ก่อนหน้านี้เธอได้นวดและเช็ดตัวให้เขา เธอได้เห็นร่างกายของเขาแล้ว ดังนั้นเธอจึงไม่รู้สึกลำบากใจที่จะป้อนน้ำให้เขาดื่ม


   "อ้าปากหน่อย"


   ลู่เยี่ยนโจว "......"


   เขาสาบานได้เลยว่านี่เป็นครั้งแรกในความทรงจำของเขาที่มีคนจะป้อนน้ำให้ เขาดื่มหลังจากประโยคที่เธอพูดว่า 'เธอชินแล้ว' และการกระทำที่เป็นธรรมชาติตรงหน้าลู่เยี่ยนโจว ก็สามารถจินตนาการได้คร่าวๆ ว่าก่อนหน้านี้เธอดูแลเขาอย่างไร




จบตอน

Comments