บทที่ 156 จะจีบก็จีบชายวัยกลางคน
ฉีจิงกระแอมออกมาสองครั้ง ทันใดนั้นเขาก็ยื่นมือออกไปกุมมือของนางแน่น “รับปากแล้วไม่อนุญาตให้คืนคำ”
หญิงสาวได้ยินก็อดที่จะหัวเราะออกมาไม่ได้ เขามีจังหวะของตัวเองเสมอ นับเป็นแนวคิดที่พุ่งเป้าของฉีจิงเพราะไม่ว่าจะแกล้งจะจีบอย่างไรก็ล้วนตรงไปตรงมาทั้งสิ้น
ในขณะที่ทั้งสองกำลังยืนจับมือกันอยู่บนถนนนั้น จู่ๆก็ได้มีใครบางคนวิ่งเข้ามาอย่างรีบร้อน “พ่อหนุ่มฉี! พ่อหนุ่มฉี!”
ฉีจิงปรับสีหน้าเป็นปกติเก็บท่าทีที่อ่อนโยนไว้ภายใต้ท่าทางเรียบเฉยพลางหันหลังกลับไป มือข้างหนึ่งไขว้ไปข้างหลังด้วยความเคยชิน ส่วนอีกข้างหนึ่งยังคงกุมมือของนางไว้แน่น
คนผู้นั้นได้วิ่งมาถึงด้านหน้าพลางถามว่า “พ่อหนุ่มฉี สำนักศิลปะการต่อสู้ยังรับเด็กอยู่หรือไม่?”
ถังฉือเย่เลิกคิ้ว คิดในใจว่าตอนนี้หลังจากผ่านเหตุการณ์ในวันนี้แล้ว สำนักศิลปะการต่อสู้ของฉีจิงจะต้องมีชื่อเสียงโด่งดังขึ้นมาอย่างแน่นอน
หลังจากนั้นหลายวันถัดมา คนหมู่บ้านใกล้ๆไปจนไปถึงผู้คนในเมือง ต่างส่งลูกหลานมาเรียนที่นี่กันทั้งนั้น!
ในหัวของถังฉือเย่จึงผุดการค้าขึ้นได้อีกอย่างหนึ่งในหมู่บ้าน เนื่องด้วยมีเด็กบางส่วนที่ถูกเลี้ยงอย่างประคบประหงมดังนั้นจึงมีพ่อแม่หรือคนใช้คอยติดตามไปด้วย พวกเขาจำเป็นที่จะต้องเช่าบ้านอาศัยอยู่ในหมู่บ้าน… แม้แต่ผู้คนในเมืองยังเป็นเช่นนี้ นับประสาอะไรกับคนในหมู่บ้านเล่า
เหล่าคนที่เคยส่งลูกไปเรียนแล้วกลัวลูกลำบากจึงได้รับกลับมา พวกเขาล้วนเสียใจภายหลัง พยายามทุกวิถีทางที่จะส่งลูกกลับเข้ามาเรียนอีกครั้ง แต่ฉีจิงเป็นคนใจแข็ง ไม่ว่าคนพวกนี้จะร้องไห้อ้อนวอนอย่างไร เขาก็ปฏิเสธทั้งหมดโดยไม่ลังเลเลยสักนิด
ต่อมาเมื่อผู้คนเหล่านั้นเห็นฉากนี้กับตาตัวเอง จึงได้ให้ความสำคัญและระมัดระวังเรื่องนี้ให้มากขึ้น ดังนั้นช่วงนี้จึงแทบจะไม่มีเด็กๆลาออกกลางคันอีกเลย
อากาศเริ่มหนาวขึ้นเรื่อยๆเมื่อถังฉือเย่ไปที่ร้านเหล้าตระกูลถังอีกครั้งก็เป็นเวลาครึ่งเดือนหลังแล้ว ความจริงแล้วนางยึดหลักการใช้คนอย่าระแวง ถ้าระแวงก็ไม่ต้องใช้คน ดังนั้นจึงมาที่ร้านเหล้าน้อยมาก เพียงแต่หากนางทำอาหารอะไรใหม่ก็จะส่งไป หรือว่าต้องการจะซื้ออะไรก็จะแวะไปบ้างเท่านั้น
ในระหว่างที่กำลังนั่งดูบัญชีอยู่นั้นก็มีชายหนุ่มหลายคนเดินเข้ามา พลางกล่าว “เจ้าบ้านถัง ด้านนอกมีคนท้าพนันว่าท่านจะเลี้ยงเหล้า คนอื่นๆจึงรวมตัวกันล้อมอยู่รอบร้านไม่ไปไหน”
“ใครกัน?” ถังฉือเย่ถาม
“เขาไม่ได้บอก” ชายคนนั้นเกาหัวเล็กน้อยก่อนจะกล่าวต่อ “เขาบอกว่ารู้จักเจ้าบ้านถัง ข้าดูแล้วเหมือนว่าเขาจะไม่ได้โกหก”
“เช่นนั้นข้าจะไปดู” นางเลิกคิ้วขึ้น ก่อนจะเดินออกไป แล้วก็พบชายร่างสูงสวมเสื้อผ้าขาดๆกำลังนำมือข้างหนึ่งพิงไว้ที่โต๊ะพูดล้อเล่นกับคนที่อยู่ด้านนอก ถังฉือเย่เห็นเพียงผมเผ้าและหนวดเคราที่พะรุงพะรังของเขาเท่านั้น
เมื่อชายคนนั้นหันหน้ามา แววตาของถังฉือเย่ก็เป็นประกาย พลางเรียกเขาด้วยความประหลาดใจ
“อาอี้ เจ้ากลับมาแล้วเหรอ?”
หานอี้ส่งยิ้มให้ ก่อนจะพูดกับคนด้านนอก “ข้าบอกแล้วว่าเถ้าแก่ร้านเหล้าตระกูลถังจะต้องเลี้ยงเหล้าพวกเราแน่นอน”
ถังฉือเย่ดีใจมาก เพราะหานอี้หายไปนานกว่าสองเดือนแล้ว แม้ว่าท่านยายเย่จะไม่พูดอะไร แต่หญิงสาวก็ดูออกว่าหญิงชราคงเป็นกังวลอยู่ไม่น้อย เพราะแม้แต่ตัวนางเองก็ยังเป็นกังวล หานอี้เป็นหัวหน้าอันธพาลอยู่ดีๆ หากต้องตายเพราะถูกนางส่งตัวออกไป ถังฉือเย่ก็คงจะละอายใจมากจริงๆ
ฉะนั้นนางจึงพูดขึ้นว่า “เชิญๆ ในเมื่อพี่ใหญ่หานบอกว่าเลี้ยง ก็แน่นอนว่าต้องเลี้ยงอยู่แล้ว”
หญิงสาวกล่าวพลางโบกมือให้พนักงานเอาเหล้าออกมาหนึ่งไห พวกเขาหยิบกระบวยขึ้นมาตักก่อนจะส่งต่อให้แต่ละคนดื่ม
ถังฉือเย่ชำเลืองมองไปรอบๆอย่างสังเกต คนเหล่านี้มีลักษณะท่าทางที่หยาบคาย ผมเผ้ายุ่งเหยิง การแต่งกายดูมีกลิ่นอายของทุ่งหญ้าดูแล้วไม่น่าจะเป็นคนในเมืองนี้ แต่ก็ดูเหมือนจะคุ้นเคยกับหานอี้เป็นอย่างดี และในขณะที่พวกเขากำลังดื่มเหล้ากันอยู่นั้น หานอี้ก็ใช้โอกาสนี้โน้มตัวไปหานางท่าทางราวกับว่าจะพูดบางอย่าง
ถังฉือเย่ก็โน้มตัวเข้าไปโดยไม่รู้ตัวก่อนจะได้ยินเสียงเขาพูดว่า “ดีใจที่เห็นข้ากลับมาขนาดนี้เลยเหรอ?”
ถังฉือเย่เลิกคิ้วมอง…นี่เขาคิดจะจีบนางอย่างนั้นเหรอ…หานอี้มองกลับมาก่อนจะหัวเราะแล้วรีบปรับท่าที
“ข้านำขนแกะมาแล้ว ประมาณสามพันกว่าชั่ง คนเหล่านี้คือพ่อค้าที่มีความคุ้นเคยกับทุ่งหญ้าเป็นอย่างดี ตอนนี้พวกเขากำลังจะไปที่ฉางอัน ข้าคุยกับพวกเขาแล้วว่าให้ส่งจดหมายให้ข้าเมื่อกลับมา หากเจ้าต้องการเพิ่ม ปีหน้าก็ยังสามารถซื้อได้อีกครั้งหนึ่ง” หานอี้พูดพร้อมกับลมหายใจที่คละกลิ่นเหล้า
ถังฉือเย่พยักหน้ารับก่อนจะถอยหลังไปเล็กน้อย หานอี้แนะนำทั้งสองฝ่ายคร่าวๆก่อนจะพาคนเหล่านั้นออกไป จากนั้นรถเกวียนของนางก็ออกเดินทางมาถึงโรงเหล้าซื่อฟาง
เถ้าแก่เฉินที่กำลังกังวลว่าไม่มีเรื่องอะไรให้เอาใจถังฉือเย่แล้ว เมื่อเห็นนางเต็มใจมาหาเขาก็เริ่มรู้สึกว่ามีแสงสว่างรออยู่ข้างหน้าอีกครั้ง จึงออกมาต้อนรับอย่างเต็มที่ แล้วสั่งอาหารเพิ่มอีกหลายอย่างให้กับหานอี้
หญิงสาวนั่งอยู่ครู่หนึ่งก็กลับไปที่หมู่บ้านเพื่อคุยกับท่านยายเย่ก่อน รอจนกระทั่งยามซวี หานอี้จึงกลับมา ชายหนุ่มนั่งลงดื่มชาพลางหยิบมีดที่เอวก่อนจะโกนหนวดเคราตัวเอง และตอบคำถามท่านยายเย่อย่างไม่ค่อยให้ความสำคัญเท่าไรนัก
เมื่อพาท่านยายเย่เข้านอนในเวลาค่ำมากแล้ว หานอี้จึงหันมาพูดกับฉีจิง “ขอบใจมาก ครั้งนี้โชคดีที่มีจดหมายฉบับนั้นของเจ้า”
ความจริงตอนที่พวกของหานอี้เพิ่งถึงหลานโจวนั้นทุกอย่างราบรื่นมาก พวกเขาไม่ได้พึ่งพาหูเฉิงผู้นั้นเลยเพราะคิดจะหาทางด้วยตนเอง หานอี้และพรรคพวกเริ่มทำความคุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมท้องถิ่น และสอบถามเรื่องราวดูก่อน
จากนั้นก็ค่อยๆคลำหาลู่ทาง และหาคนที่รู้จักยี่ห้อสินค้าของแต่ละร้าน ก่อนจะตามหาหูเฉิง แต่ปรากฏเกิดเรื่องขึ้นเสียก่อนด้วยการตะลุมบอนทะเลาะวิวาท คนของเขาถูกจับไป หานอี้คิดที่จะช่วยคนของตัวเองออกมาก่อนด้วยการบุกเข้าไป แต่ก็ถูกจับได้ จนท้ายที่สุดต้องใช้กฎของอันธพาล นั่นคือการเดิมพันมีด ด้วยการเอากล่องเปล่าจำนวนสองสามใบใส่มีดไว้หนึ่งกล่องที่เหลือใส่ขวดเปล่า แล้วให้เขาเลือกกล่องมาหนึ่งใบ หากเปิดแล้วเจอมีดก็ต้องแทงตัวเอง!
ถังฉือเย่ฟังอย่างตั้งใจ ซ้ำยังร้องออกมาด้วยความเป็นกังวล ส่วนฉีจิงกล่าวนิ่งๆ “เดิมพันชนะ?”
“ก็ไม่นับว่าชนะ” หานอี้บอก “ข้าหูดี ตอนที่พวกเขาใส่มีดลงไป ข้าฟังออกว่าอันไหนเป็นมีดอันไหนเป็นขวด ดังนั้นข้าจึงเดิมพันเดินตรงเข้าไปชี้อันที่เป็นมีดทั้งหมด”
หานอี้หัวเราะอย่างมีความสุข “เป็นเพียงอันธพาลข้างถนนไม่ใช่หรือ บางครั้งก็ต้องใช้กำลัง บางครั้งก็ต้องอาศัยโชคช่วย ท้ายที่สุดเพราะว่าพี่ใหญ่ของพวกเขาเชื่อใจข้า จึงได้ส่งตัวเพื่อนข้ามา แต่เรื่องนี้กลับรู้ไปถึงทางการแล้ว ข้าก็เลยนึกถึงคนที่เจ้าพูดถึงจึงลองไปดู ชายคนนั้นสุภาพมาก เขายังถามไถ่ว่าช่วงนี้เจ้าเป็นอย่างไร ทำอะไรบ้าง แล้วหลังจากนั้นทางการก็ปล่อยคนออกมาในวันรุ่งขึ้น!”
“เป็นเช่นนั้นก็ดีแล้ว”
หานอี้ถอนหายใจเล็กน้อย “หลังจากที่เรื่องราวผ่านไป ข้าจึงรู้ว่าไม่ควรตื่นตระหนกไป เมื่อมาย้อนคิดดูมันก็สนุกดีเหมือนกัน”
“ยังกล้าไปอีกไหม?” ถังฉือเย่แกล้งถาม
“กล้าแน่นอน! ครั้งต่อไปจะต้องราบรื่นกว่าครั้งนี้แน่ หลายๆเรื่องพอไปครั้งหนึ่งก็จะรู้อะไรมากขึ้น มันจะต้องราบรื่นขึ้นเรื่อยๆ” หานอี้พูดก่อนจะหันกลับมามองนาง ด้วยดวงตาที่เป็นประกาย
“พี่ๆน้องๆเองก็ล้วนมีความสุข พวกเราก็เป็นคนที่สามารถทำเรื่องสำคัญได้แล้ว”
“ถ้าเช่นนั้นข้าจะบอกให้พวกเจ้ามีความสุขอีกหน่อย ขนแกะที่ข้ากำลังจะทำเหล่านี้ มันเป็นครั้งแรกที่ข้าจะทำ ซึ่งนับกำไรยาก คนที่ไปในครั้งนี้จะได้รับคนละหนึ่งร้อยตำลึงเป็นค่าเหนื่อยไปก่อน ไว้ครั้งหน้าข้าจะอิงตามกำไรแล้วแบ่งให้พวกเจ้า ส่วนคนเหล่านี้ที่เจ้าพามา ข้าจะให้ค่าเหนื่อยกับพวกเขาครึ่งหนึ่ง”
หานอี้เอียงศีรษะ สายตาของเขาดูประหลาดใจ “ครึ่งหนึ่ง จะเหลือเท่าไหร่?”
ถังฉือเย่เงยหน้าขึ้นพลางคิดคำนวณ เส้นขนแกะในครั้งนี้คงทำให้ละเอียดมากไม่ได้อย่างแน่นอน เช่นนั้นโดยปกติเสื้อไหมพรมขนาดสำหรับผู้ใหญ่จะใช้เส้นไหมประมาณหนึ่งชั่ง กางเกงไหมพรมก็ใช้เส้นไหมหนึ่งชั่งเช่นกัน บวกกับรองเท้าหมวกและอื่นๆก็เป็นสองชั่งกว่าๆ
เมื่อลองคำนวณอย่างละเอียดดูแล้วชุดนี้ก็ทำออกมาเป็นแบบใหม่ หลายสิบตำลึงก็น่าจะขายได้ แม้ว่าขายสองร้อยตำลึงก็มีคนซื้อ ดังนั้นในหนึ่งร้อยตำลึง หากไม่รวมการย้อมสี ไม่รวมค่าแรงงานและอื่นๆ กำไรที่ได้ก็มีประมาณแปดสิบตำลึงเห็นจะได้ ซึ่งคราวนี้พวกเขาได้มาสามพันกว่าชั่ง พวกเขาไปกันหกคน เมื่อแบ่งแล้วหนึ่งคนจะได้เกือบสามร้อยตำลึง!
บทที่ 157 รับศิษย์
“ขอเพียงในการเดินทางแต่ละครั้งไม่ต่ำกว่าหนึ่งพันชั่ง และพาคนไปประมาณสิบคน ปกติแล้วก็ได้จะคนละสองถึงสามร้อยตำลึง หากเข้าฤดูหนาว พวกเจ้าสามารถนำขนแกะมาได้อีกก็จะยิ่งได้เยอะขึ้น” ถังฉือเย่กล่าว
พร้อมกันนั้นดวงตาทั้งสองข้างของหานอี้ก็เป็นประกายด้วยความหวัง ความจริงแล้วเขาไม่ได้สนใจจริงๆจังๆว่าจะได้เงินเท่าไหร่ เขาเพียงต้องการสัมผัสกับประสบการณ์เช่นนี้อย่างละเอียดก็เท่านั้น…ความรู้สึกในการหาเงินอย่างสุจริต!
หานอี้ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่ท้ายที่สุดจะหันไปพูดกับนางด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม “ตกลง…อาเย่ ความจริงข้ากำลังคิดกลับไปว่า เฉียนโฮ่วคนนั้น เขาน่าเชื่อถือหรือไม่ หากเขาเป็นคนที่เชื่อถือได้ เช่นนั้นก็ยกงานรวบรวมขนแกะให้กับเขาทำจะดีกว่า เพราะเขาเป็นคนพื้นที่ น่าจะคุ้นเคยกับสภาพแวดล้อม สู้ปล่อยให้เขาเก็บอย่างช้าๆ ย่อมดีกว่าพวกเราที่เร่งรีบเก็บมากๆ” เขาหยุดไปนิดหนึ่งก่อนจะพูดต่อ “สามารถหาเงินได้จากการทำงานจริงๆจังๆ ใครอยากจะเป็นอันธพาลกัน เจ้าว่าใช่หรือไม่?” ยังไม่ทันที่เขาจะพูดจบ ถังฉือเย่ก็ยิ้มพูดขัดจังหวะ
“เรื่องนี้เจ้าต้องเป็นคนตัดสินใจเอง ข้าดูเพียงผลลัพธ์เท่านั้น ข้าไม่ได้รู้จักเฉียนโฮ่วผู้นั้นเสียหน่อย จะช่วยเจ้าตัดสินใจได้อย่างไร?”
หานอี้นิ่งเงียบเป็นเวลานานก่อนที่เขาจะเอามือปิดหน้าอย่างเสียไม่ได้ ไม่รู้กี่ครั้งแล้วที่เขาพ่ายแพ้ต่อความกล้าหาญและเด็ดเดี่ยวของเด็กสาวผู้นี้
“เอาล่ะ เอาล่ะ ข้าเข้าใจแล้ว เจ้าเชื่อใจข้าเพียงนี้เลยเหรอ แม้แต่ข้ายังไม่เชื่อใจตัวเองเลย”
ถังฉือเย่อมยิ้มตรงมุมปากพลางเอ่ยปากถาม “ตอนนี้ขนแกะเหล่านั้นอยู่ที่ไหน?”
“ข้ากำลังคิดจะเอามันกลับมา เราอาจไม่มีที่ให้เก็บ ข้าจึงได้เก็บมันไว้ที่บ้านหลังใหญ่ในตัวเมืองก่อน เจ้าบอกให้ขนย้ายตอนไหน ข้าก็จะไปขนตอนนั้น”
ถังฉือเย่ขมวดคิ้วพลางครุ่นคิด ขนแกะจำนวนหนึ่งพันห้าร้อยชั่งจะบอกว่าเยอะก็ไม่เยอะ แต่ก็ไม่น้อย ที่สำคัญคือต้องทำความสะอาด ย้อมสี ตากแห้ง ขั้นตอนทั้งหมดต้องใช้พื้นที่และแรงงานคน หลังจากนั้นยังต้องขยี้เส้นไหม ไปจนถึงขั้นตอนการทอหรือถักเสื้อไหมพรม ซึ่งเป็นงานฝีมือที่ละเอียดอ่อนต้องใช้เวลามาก…ดูเหมือนว่าหากต้องการทำในระยะยาว การก่อสร้างโรงทอขึ้นมาก็เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างเลี่ยงไม่ได้
ด้วยเหตุนี้ถังฉือเย่จึงหันไปพูดกับหานอี้ว่า “เจ้ากลับไปผูกมิตรกับคนเหล่านั้นเอาไว้ก่อน แล้วสอบถามว่ามีโรงย้อมที่ไหนบ้างในเมืองที่ค่อนข้างดี หลังจากที่พวกเขาไปแล้ว พวกเราก็ตามไป พรุ่งนี้ข้าจะไปหาฉีจิงเพื่อเลือกสถานที่ก่อน จากนั้นค่อยไปหาเจ้าในเมือง”
หานอี้ตอบรับอย่างรวดเร็ว แต่ก่อนที่เขาจะจากไป ถังฉือเย่ก็เรียก “รอเดี๋ยว!”
จากนั้นนางก็เรียกเตากวางกับเจี้ยนอิ่งออกมา พร้อมกับสั่งให้พวกมันไปหาถังตงจึและถังจวิ้นเหลียง จากนั้นก็บอกพวกเขาว่า
“พรุ่งนี้ให้พวกเจ้าไปกับพี่ใหญ่หาน เขาให้เจ้าทำอะไร พวกเจ้าก็ทำตามนั้น”
หานอี้รู้ว่าถังฉือเย่ต้องการให้เด็กสองคนนี้ออกมาพบปะผู้คน เพื่อสั่งสมประสบการณ์ ต่อไปจะได้ใช้งานได้ ดังนั้นเขาจึงยิ้มและตอบรับอย่างไม่เกี่ยงงอน พอขึ้นไปบนรถเกวียนก็ล้มตัวนอนหลับ ปล่อยให้เด็กหนุ่มทั้งสองคลำทางขับรถเข้าไปในเมืองด้วยตัวเอง
เมื่อพวกเขาจากไปก็เป็นเวลาค่ำแล้ว ถังฉือเย่และอีกสองคนถูกกวนจนไม่รู้สึกง่วงเลยสักนิด จึงยังคงนั่งพูดคุยกันอยู่ในสวน การค้าเริ่มเยอะขึ้นเรื่อยๆ สิ่งที่ปวดหัวที่สุดก็คือไม่มีใครที่สามารถใช้งานได้เลยสักคน ท่านลุงสี่เป็นคนที่เรียบง่ายและซื่อสัตย์ เขาทำได้เพียงรักษาเอาไว้เท่านั้นแต่ยังต่อยอดไม่ได้โดยเฉพาะในการสื่อสารกับผู้คน ดังนั้นเรื่องร้านเหล้านางจึงยังวางมือไม่ได้ แต่หากโรงทอเปิดขึ้นมาเมื่อไหร่น่าจะวุ่นวายพอควรทีเดียว นางสามารถจัดการเรื่องภายนอกได้แต่จะไว้ใจใครให้จัดการเรื่องภายใน คุณนายโจวเองก็ไม่ได้ถนัดในด้านนี้อีกทั้งยังตั้งครรภ์อยู่ด้วยถังฉือเย่คิดอย่างกังวล
ถังฉือเย่คิดว่าต่อไปคงจะแอบขี้เกียจยากขึ้นเรื่อยๆจึงทำหน้าเซ็งๆ ฉีจิงที่สังเกตเห็นอยู่ตลอดจึงพูดขึ้นท่ามกลางความเงียบ “งานฝีมือจำเป็นต้องได้รับการสืบทอด หากเจ้าจะสอนคน ก็ไม่สามารถจะทำง่ายๆเช่นนี้ได้แล้ว”
“เจ้าหมายความว่า ต่อไปข้าจะต้องรับลูกศิษย์อย่างนั้นเหรอ?”
“ถูกต้อง…เป็นอาจารย์วันเดียว แต่เป็นพ่อตลอดชีวิต มีเพียงการคำนับอาจารย์และรับเป็นศิษย์เท่านั้น จึงจะนับว่าเป็นครอบครัวเดียวกัน”
ถังฉือเย่ครุ่นคิด ก่อนจะพยักหน้าอย่างช้าๆยอมรับว่าในยุคสมัยนี้เป็นยุคที่ให้ความเคารพกับ ‘อาจารย์’ เป็นอย่างมาก อาจารย์มีอำนาจมากกว่าผู้เป็นบิดาด้วยซ้ำ ดังนั้นหากนางรับลูกศิษย์ ก็เท่ากับมีญาติรุ่นหลังเพิ่มมาอีกคนหนึ่ง
พอพูดถึงเรื่องรับลูกศิษย์ ถังฉือเย่ก็นึกอะไรขึ้นมาได้ นางหันขวับกลับไปถามฉีจิงว่า “แล้วลูกศิษย์สองคนนั้นของเจ้า เจ้ารับหรือยัง?”
“เริ่นตงเป็นคนที่มีจิตใจสงบนิ่ง ข้าตัดสินใจรับแล้ว ส่วนคนผู้นั้น...เขามีความแค้นมากเกินไป ข้ากำลังลังเลอยู่”
หนุ่มน้อยคนนั้นจนทุกวันนี้ก็ยังไม่บอกชื่อ เพียงแต่เรียกตัวเองว่า ‘อาหนี้’ เท่านั้น ถังฉือเย่ส่ายหน้าน้อยๆ พลางกล่าว “ความแค้นมากเกินไป นับเป็นข้อเสียอย่างนั้นเหรอ สิ่งสำคัญคือความแค้นของเขามันสมเหตุสมผลหรือเปล่า บางคนเพื่อเงินทอง เพื่ออำนาจ เพื่อความก้าวหน้า เพื่อเหตุผลต่างๆก็สามารถพัฒนาตนเองได้ แต่สิ่งเหล่านี้ ก็เทียบไม่ได้กับการทำเพื่อความแค้น เพราะความแค้นจะเป็นแรงผลักดันที่ยิ่งใหญ่และลึกซึ้งที่สุดที่จะทำให้คนก้าวหน้า”
“ข้ารู้” ฉีจิงถอนหายใจ “แต่เขาไม่ยอมที่จะพูดเรื่องนี้ออกมา ดังนั้นจึงไม่มีทางที่จะตัดสินได้เลย หากจิตใจของเขาผ่านเกณฑ์ การสอนกังฟูให้เขาก็เป็นเรื่องที่ดี แต่หากเขามีจิตใจที่ดื้อรั้นเกินไป เช่นนั้นการสอนกังฟูให้เขาก็เกรงว่าจะเกิดปัญหาขึ้นแทน”
หญิงสาวพยักหน้า ไม่ได้ถามรายละเอียดอะไรต่อ นางถามเขาอีกครั้งว่า “จะว่าไปแล้ว เจ้ารู้จักคนที่สามารถเข้าได้กับทุกฝ่ายอย่างเถ้าแก่เฉินบ้างไหม?”
“คิดไม่ถึงว่าเจ้าจะมองเขาสูงเพียงนี้ ข้าคิดว่าเจ้าจะไม่ต้อนรับเขาแล้วเสียอีก” ฉีจิงถามออกไปประโยคหนึ่ง “แล้วปีหน้า เจ้ายังจะให้เขาขายเหล้าฟู่โช่วอยู่ไหม?”
“เมื่อถึงตอนนั้นค่อยคิดกันอีกที” หญิงสาวตอบอย่างไม่ใส่ใจ “แม้ว่าข้าจะให้เขาขาย แต่ก็คงไม่ทำสัญญาเหมือนเดิมอีกแล้ว”
ฉีจิงพยักหน้า จู่ๆก็พูดขึ้นมาว่า “เถ้าแก่เฉินคือคนของข้า”
เมื่อได้ยินถังฉือเย่ก็ตกใจไปชั่วขณะ รีบเงยหน้ามองอีกฝ่ายอย่างหมดคำพูด
ฉีจิงสบตากับนางเงียบๆ ก่อนจะพูดว่า “ตอนนั้นข้าตกลงกับเขาแล้ว คิดไม่ถึงว่าเจ้าจะทำมันสำเร็จด้วยตัวเองโดยไม่พึ่งข้า”
“แล้วเหตุใดเจ้าไม่รีบบอกก่อนหน้านี้?”
“หากพูดก่อนหน้านี้ ไม่ใช่ว่าเจ้าจะอารมณ์ไม่ดีเหรอ?” ฉีจิงเลิกคิ้วพลางยิ้มมุมปาก “อีกอย่างร่วมมือกับข้าโดยตรง ก็ดีกว่าร่วมมือกับเขาไม่ใช่เหรอ หากเจ้ามีเรื่องอะไรก็สามารถมอบหมายให้ข้าทำได้โดยตรง”
“เช่นนั้นเจ้าอยากทำงานทอไหมพรมนี่ไหม?” ถังฉือเย่ถามยิ้มๆจงใจแกล้งเขา แต่คาดไม่ถึงว่าชายหนุ่มจะมีสีหน้าปกติแล้วตอบกลับมาว่า
“ข้าไม่ทำงานที่รู้ว่าตัวเองทำไม่ได้ แต่ข้าสามารถหาคนที่ทำแทนได้ เพียงแต่คิดว่าเรื่องนี้เจ้าคิดเองก็ควรทำด้วยตัวเอง?”
หญิงสาวครุ่นคิด ทันใดนั้นก็นึกบางเรื่องออก “ข้ามีเรื่องบางเรื่องที่อยากให้เจ้าทำจริงๆ แต่ว่าจะต้องทดสอบก่อนสักหน่อย”
“อะไร?”
“เป็นความลับสวรรค์ที่ไม่สามารถเปิดเผยได้ รอให้ข้าว่างข้าจะวาดรูปให้เจ้าดู” นางยิ้มอย่างมีเลศนัย ความจริงแล้วเรื่องเหล้าหวานนี้นางคิดจะทำมาตั้งนานแล้ว แถมยังมั่นใจว่าการกลั่นเหล้าหวานนี้จะต้องออกมาสำเร็จและสวยงามเป็นแน่ เพราะอย่างแรกในฤดูหนาวที่หมู่บ้านจวี้เป่าแห่งนี้แทบไม่มีผลไม้อะไร เหล้าฟู่โช่วและเหล้าผลไม้จึงต้องถูกระงับไว้ก่อน แม้ว่าจะสามารถกลั่นเหล้าดอกไม้ได้นิดหน่อย แต่มันก็ไม่มากพอ นอกจากนี้การค้าเส้นไหม ในเมื่อต้องทำในระยะยาว และต้องร่วมงานค้าขายกับคนจากทุ่งหญ้านั้น การใช้สินค้าแลกเปลี่ยนย่อมใช้ดีกว่าเงิน อีกทั้งทุ่งหญ้าก็มีอากาศหนาวเย็น อะไรจะดีไปกว่าเหล้าคุณภาพดีกัน เพียงแต่การกลั่นเหล้าเช่นนี้ต่างจากการกลั่นเหล้าผลไม้ ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่ร้านเหล้าชนบทเล็กๆจะสามารถรับผิดชอบได้
นอกจากนี้เมื่อเจอกับเรื่องคดีความคราวที่แล้ว ถังฉือเย่ก็สังเกตเห็นว่า ท่านลุงสี่กับท่านป้าโจวทั้งสองนั้นดูพึงพอใจกับสิ่งที่เป็นอยู่ตอนนี้แล้ว กลัวเพียงว่าพวกเขาจะไม่ยอมสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆเพิ่มอีกอย่างแน่นอน แต่หากฉีจิงทำได้นางก็เต็มใจให้เขาทำ!
บทที่ 158 กลั่นเหล้า
ถังฉือเย่คิดว่าหากฉีจิงคิดอยากที่จะทำขึ้นมาจริงๆ ก็เป็นเรื่องที่ง่ายมาก นางจำได้ว่าในหนังสือ ‘เปิ๋นเฉ่ากังมู่’ เคยมีการเขียนถึงการต้มและการกลั่นว่า ‘การต้มเหล้าไม่ได้เป็นวิธีโบราณ มีจุดเริ่มต้นมาตั้งแต่ราชวงศ์หยวน วิธีการทำคือใช้เหล้าที่เข้มข้นและกากที่เหลือจากการทำเหล้า ต้มจนมีไอน้ำระเหย จากนั้นก็ใช้เครื่องมือในการกลั่นให้เป็นหยดน้ำค้าง เหล้าที่เปรี้ยวหรือเหล้าที่เสียแล้วก็นำทั้งสองนั้นมาต้มและกลั่น’
จากการบันทึกจะเห็นได้ว่าเป็นการกลั่นจากของเหลว ที่สำคัญคือการเก็บรวบรวมไอน้ำที่ต้มจากเหล้าและของเหลวที่ได้จากการกลั่น ถังฉือเย่จึงคิดที่จะทำหม้อกลั่นสักหม้อ ถึงแม้ว่านางจะไม่เคยได้สัมผัสถึงวิธีการกลั่นเหล้าแบบโบราณ แต่กรรมวิธีที่ทำก็ไม่ใช่เรื่องยากอะไร หากได้ทดลองทำสักครั้งสองครั้งก็น่าจะทำได้ โดยหม้อกลั่นนั้นนางคิดที่จะใช้ทองแดงในการทำซึ่งดีกว่าหม้อเหล็กที่ขึ้นสนิมได้ แม้ว่าเหล็กของที่นี่จะมีราคาถูกกว่าก็ตามเพราะอยู่ใกล้เหมืองแร่เหล็ก
กระนั้นเรื่องการทำหม้อกลั่นก็มิได้เร่งด่วนเท่ากับการหาสถานที่ให้ได้ก่อน ดังนั้นวันถัดมาถังฉือเย่จึงไปเรียกฉีจิงเพื่อไปเดินดูสถานที่รอบๆหมู่บ้าน โดยต้องการเลือกสถานที่ในการสร้างโรงงานที่เหมาะสม
ระหว่างเดินไปในหัวของหญิงสาวก็ครุ่นคิดไปไม่หยุด เพราะเมื่อสร้างโรงงานเสร็จแล้ว ขั้นตอนต่อไปที่จะยุ่งยากไม่แพ้กันก็คือ การหาแรงงานคนที่ต้องใช้เป็นจำนวนมาก แค่คนในหมู่บ้านจวี้เป่าเพียงอย่างเดียวไม่น่าจะพอ รวมทั้งคุณสมบัติพิเศษของขนแกะที่กลัวความชื้น แล้วไหนจะเรื่องป้องกันไฟไหม้อีก ดังนั้นเรื่องเหล่านี้ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ
ทั้งสองคนพูดคุยพลางเดินไปพลาง คนที่ไม่รู้ก็คิดว่าพวกเขากำลังเดินเล่นเตร็ดเตร่อยู่ซึ่งเดินไปได้เพียงหนึ่งรอบ ฉีจิงก็พาถังฉือเย่กลับมา ไม่ทันที่จะเปิดประตูของสำนักศิลปะการต่อสู้ ก็ได้ยินเสียงท่านป้ารองสะใภ้คนที่สองของถังต้าหวยที่กำลังยิ้มพลางเดินเข้ามาหาพร้อมร้องทักมาแต่ไกล
“เย่เอ๋อร์!”
ถังฉือเย่เลิกคิ้วเล็กน้อย…ท่านป้ารองผู้นี้ก็คือมารดาของถังตงจึและถังชิวเอ๋อร์ที่เสียชีวิตในคฤหาสน์ของเถ้าแก่หนิวที่อยู่ในเมืองนั่นเอง อาจเป็นเพราะเรื่องของถังชิวเอ๋อร์ที่ทำให้ถังฉือเย่ไม่ค่อยชอบนางสักเท่าไหร่จึงขานรับอย่างไม่ใส่ใจนัก
“ท่านป้ามีอะไรกับข้าอย่างนั้นรึ?”
“ตงจึของพวกเราถูกเจ้าเรียกให้ไปในเมืองหรือ?”
ถังฉือเย่พยักหน้า ท่านป้ารองที่เห็นนางไม่ยอมอธิบายเสียที ใบหน้าก็ดูเหมือนจะโกรธเล็กน้อยแต่ก็ไม่กล้าทำอะไรนอกจากก้มหน้าลงพลางซับน้ำตาและพูดขึ้นว่า
“เย่เอ๋อร์ ตงจึของพวกเรายังเด็กนัก ป้ารู้ว่าเขาทำงานอะไรหนักไม่ได้เท่าไหร่ ดังนั้นปกติที่เจ้าให้เขาทำงานบังคับเกวียนขับรถม้า ทำงานที่จุกจิก งานเหล่านี้ก็เหมาะสมกับเขาแล้ว เจ้าเป็นเจ้าของร้าน พวกข้าก็ไม่กล้าพูดอะไร แต่เขายังเด็กมาก เจ้าให้เขาไปตามพวกอันธพาลที่มั่วสุมกันในเมืองพวกนั้น เขาทำไม่ได้
จริงๆ หากเขาเลียนแบบในสิ่งที่ไม่ดีจากพวกนั้นมาจะทำอย่างไร ไม่ว่าอย่างไรพวกเราก็เป็นญาติกัน เจ้าก็ถือเสียว่าช่วยป้าของเจ้าสักครั้ง อย่าให้เขาทำเรื่องพวกนี้เลย”
ทันทีที่ได้ฟังสีหน้าของถังฉือเย่ก็ขรึมขึ้นมาในทันที เดิมทีนางก็ไม่เคยมีความรู้สึกที่ดีกับครอบครัวนี้อยู่แล้ว เพียงแต่เห็นว่าถังตงจึมีความฉลาดและคล่องแคล่วที่พัฒนาได้นางจึงให้โอกาสเขา
แต่กลับกลายเป็นว่าพวกเขากลับมองไม่เห็นความปรารถนาดีนี้ คำพูดที่ว่า ‘เจ้าเป็นเจ้าของร้าน พวกข้าจึงไม่กล้าพูด’ มันจะหมายความอย่างไรได้ นอกจากคิดว่านางรังแกเขาอย่างนั้นเหรอ
ถังตงจึเป็นเด็กที่ผอมแห้งแรงน้อย เพราะฉะนั้นงานหนักๆในร้านเหล้าก็ทำไม่ได้ การที่นางมอบหมายหน้าที่ให้เขาเป็นคนขับเกวียนนั่นก็เพราะเห็นว่าเป็นคนปากหวานพูดจาไพเราะสามารถเชื่อมความสัมพันธ์กับผู้อื่นได้ง่าย รวมทั้งอยากพาเขาไปเห็นโลกภายนอก อบรมสั่งสอน มีครั้งไหนบ้างที่ให้เขาขับเกวียนแล้วจะไม่ให้เงินหรือสิ่งของตอบแทน แต่สิ่งเหล่านี้กลับไม่หลุดออกมาจากปากของท่านป้ารองสักคำ
อีกอย่างท่านป้ารองผู้นี้มีสิทธิ์อะไรมาดูถูกหานอี้…เขารู้จักโลกภายนอกมากกว่าเป็นไหนๆ นี่กลายเป็นว่านางทำคุณบูชาโทษชัดๆ!
ใบหน้าของถังฉือเย่เรียบเฉย เหลียวมองรอบกายก็เห็นว่าสถานที่ซึ่งยืนอยู่นั้นมีต้นไม้อยู่หลายต้น ตั้งแต่ที่ฉีจิงให้คนมาวางโต๊ะและม้านั่งเอาไว้ก็กลายเป็นที่รวมตัวของคนเฒ่าคนแก่ในหมู่บ้าน หรือแม้กระทั่งหนุ่มสาวก็ยังชอบยกชามข้าวมานั่งกินกันที่นี่เลย
เมื่อชาวบ้านที่อยู่ข้างๆขยับที่ให้ ถังฉือเย่จึงนั่งลงบนม้านั่ง จากนั้นก็มองดูท่านป้ารองด้วยสายตาเย็นชาก่อนจะพูดขึ้นว่า “ท่านป้า ความหมายของท่านคือตัวท่านเอง หรือเป็นท่านลุงและท่านปู่รองกันแน่ที่ขอให้ท่านออกหน้ามาพูดกับข้าครั้งนี้”
ถังฉือเย่ถามเสียงเรียบ ความจริงแล้วนางนั้นค่อนข้างรำคาญถังต้าหวย…เขาเป็นพวกที่ไม่ว่าจะเรื่องอะไรก็จะให้ผู้หญิงในบ้านออกหน้ารับแทนตลอด หรือถ้าหากเกิดเรื่องจริงๆ เขาก็จะพูดว่า ‘พวกผู้หญิงไม่ค่อยเข้าใจหรอก’ เพียงเท่านั้นแล้วก็เดินจากไป ซึ่งเห็นได้ชัดว่าท่านป้ารองคิดไม่ถึงว่าจะได้ยินคำถามอย่างนี้ นางจึงพูดด้วยสีหน้าที่บูดบึ้งว่า
“ข้าแค่จะมาพูดกับเจ้าก็เท่านั้น ไม่ได้เป็นเรื่องใหญ่อะไร”
“ท่านหมายความว่า พวกเขาไม่รู้เรื่องพวกนี้หรือ?”
“เรื่องนี้…ไม่ใช่เรื่องที่พวกผู้หญิงอย่างเราพูดกันหรอกเหรอ” ท่านป้ารองไม่ได้เป็นคนที่เข้มแข็งหนักแน่นอะไร เมื่อโดนถามแบบนั้นนางก็ไม่รู้ว่าจะตอบอย่างไรดี
“ท่านป้ารอง ถึงแม้ว่าข้าจะเป็นผู้หญิงแต่เรื่องที่จัดการอยู่ตอนนี้ไม่ใช่เรื่องของผู้หญิง แล้วอีกอย่างถังตงจึก็ไม่ใช่ผู้หญิงด้วย ดังนั้นหากท่านไม่ใช่เจ้าบ้านก็กลับไปก่อนเถอะ หาคนที่เป็นเจ้าบ้านมาพูดคุยกันดีกว่า ข้าจะรอท่านสักครึ่งชั่วยาม”
จากนั้นนางหันไปเรียกเด็กคนหนึ่ง “โก่วเอ๋อร์ เจ้าไปบอกท่านยายเย่ว่า ข้ากับอาจิงจะกินข้าวกันที่นี่”
เด็กคนนั้นขานรับก่อนจะรีบวิ่งไป หลังจากนั้นไม่นานนักท่านยายเย่ก็ถือปิ่นโตมาให้ ถังฉือเย่และฉีจิงนั่งกินข้าวกันที่โต๊ะหินพลางเรียกให้คนที่สนิทมานั่งกินด้วยกัน
หญิงสาวกินข้าวไป หางตาก็เหลือบไปมองมุมบ้านที่อยู่ไกลๆ เห็นท่านลุงรองและภรรยาของเขากำลังทะเลาะกันอยู่ ท่านลุงผลักท่านป้าไปครั้งหนึ่ง จากนั้นก็ด่าว่า
“พวกผู้หญิงไร้ค่า!” พร้อมกับเดินมาหานางด้วยสีหน้าที่ฝืนยิ้ม
“เย่เอ๋อร์”
ถังฉือเย่ยิ้มทักทายพลางเชิญให้เขานั่งลง
“ตงจึของพวกข้าเป็นเด็กที่ซื่อๆ ที่ให้เขาไปที่ร้านเหล้าก็เพื่ออยากที่จะให้เขาเรียนรู้งานฝีมืออะไรบ้าง พวกข้าก็เป็นคนธรรมดาตัวเล็กๆก็ไม่กล้าที่จะไปมาหาสู่กับพวกอันธพาลอย่างพวกนั้น วันๆเอาแต่นั่งๆนอนๆ ไม่ทำการทำงาน เจ้าก็คิดถึงความเป็นญาติพี่น้องกันหน่อยเถอะ เจ้าก็คงไม่อยากให้ผู้อื่นมาพูดว่าเจ้าบ้านถังรังแกผู้อื่นหรอกนะ”
ถังฉือเย่หัวเราะออกมาอย่างเย็นชา นางเรียกเด็กคนหนึ่งมาอีกครั้ง “ฉือโถ่ว เจ้าไปที่ร้านเหล้าแล้วไปเรียกเฉินจิ่วมาที บอกกับเขาว่าข้าเรียกมาเพราะมีธุระ”
จากนั้นไม่นานเฉินจิ่วก็มาถึง ถังฉือเย่บอกกับเขาว่า “เจ้าจงเข้าไปในเมืองแล้วไปหาพี่ใหญ่หาน บอกกับเขาว่าข้าให้มาหาถังตงจึ มีเรื่องด่วนบอกให้เขารีบกลับมา”
เฉินจิ่วรีบไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นจังหวะเดียวกับถังฉือเย่ที่ยิ้มพลางพูดกับท่านลุงรองว่า “นี่คือสิ่งที่ท่านสั่ง ข้าจำได้แล้วว่าหลังจากนี้เป็นต้นไป งานที่ให้วิ่งไปทำธุระต่างๆ ข้าก็จะไม่ให้ตงจึทำอีกแล้ว จะให้ตงจึทำงานฝีมือที่ร้านเหล้าอย่างเดียว”
ท่านลุงอึ้งไปชั่วขณะ ก่อนจะรีบพูดขึ้นว่า “งานที่ขับเกวียนไปทำธุระอะไร ตงจึยังคงทำได้”
ถังฉือเย่หุบยิ้มฉับพลันรู้ทันทีว่าเขาคงเห็นว่าทุกครั้งที่ถังตงจึขับเกวียนให้นางแล้วก็จะได้เงินมาเกือบยี่สิบอีแปะเสมอ เพราะฉะนั้นจึงทำใจปล่อยงานนี้ไปไม่ได้
แต่สายเกินไปแล้ว เมื่อถังฉือเย่เอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยเย็นชาว่า “สิ่งดีๆมักต้องเลือกเพียงอย่างเดียวเสมอ คนที่ข้าจะใช้งานต้องเป็นคนที่เข้าใจในทุกๆเรื่อง ทำอะไรได้ทุกอย่าง ไม่เลือกงาน และยิ่งไม่ให้ผู้อื่นมาชี้นิ้วออกคำสั่งแทน ในเมื่อท่านไม่วางใจข้า ถ้าอย่างนั้นก็เอาถังตงจึกลับไปก็ได้”
ท่านลุงรองลุกขึ้นในทันทีพลางถลึงตาใส่ ใจอยากจะด่าออกมาว่าไม่เคารพผู้ใหญ่เอาเสียเลย แต่เขาก็ไม่กล้า มีใครบ้างที่ไม่รู้ว่าทุกวันนี้หมู่บ้านจวี้เป่าจะยั่วโมโหใครก็ได้แต่ต้องไม่ใช่ถังฉือเย่!
นางไม่ได้มีเพียงแต่ความสามารถเท่านั้น ที่สำคัญนางยังเป็นหญิงสาวผู้โชคดี หากทำให้นางโกรธคงจะมีจุดจบที่ไม่ดีเป็นแน่!
“ให้ตงจึของพวกข้าไปคบค้ากับพวกอันธพาล เจ้ามีเหตุผลตายล่ะ!” ท่านป้ารองที่ยืนฟังอยู่ด้วยอดไม่ได้ที่จะตำหนิ แต่ถังฉือเย่ก็ทำเป็นไม่ได้ยิน และในขณะนั้นเองเฉินฉางหยวนก็กำลังวิ่งมา!
บทที่ 159 อาเย่ทำอะไรไม่เคยผิดพลาด
เฉินฉางหยวนที่เป็นลูกชายคนโตของหลี่เจิงนั้นได้ชื่อว่าเป็นคนที่รอบคอบ วางตัวเหมาะสมแถมยังมีความรู้กว้างขวาง ยิ่งพักหลังๆมานี้เขาได้มีโอกาสติดต่อกับฝ่ายต่างๆอยู่เสมอก็ยิ่งทำให้เขาดูสุขุมมากขึ้นไปอีก มิหนำซ้ำยังช่างพูดช่างจาดูแล้วเหมือนเป็นเจ้าของร้านคนที่สองมากกว่าท่านลุงสี่ตระกูลถังเสียอีก
“เจ้าบ้านถัง” เฉินฉางหยวนวิ่งมาพร้อมกับรอยยิ้มทักทาย ถังฉือเย่นึกว่าที่ร้านเหล้าเกิดเรื่องจึงรีบลุกขึ้นทันที ชายหนุ่มก็พูดอย่างรวดเร็วว่า
“ข้าเพิ่งจะได้ยินมาว่าพ่อของตงจึไม่อยากให้เขาเข้าไปในเมือง ข้ากลับอยากให้เสี่ยวจิ่วของข้ามาทำงานหาประสบการณ์กับเจ้าบ้านถัง…ความจริงข้าคิดเรื่องมานานแล้ว ไม่ว่าจะให้ไปที่ไหนหรือไม่ว่าจะให้ทำอะไร เจ้าบ้านถังก็เชิญสั่งมาได้เลย ข้าให้สิทธิ์ท่านในการสอนสั่งเต็มที่ ข้าจะไม่ออกความคิดเห็นใดๆเลย”
หญิงสาวทำหน้าครุ่นคิด เฉินจิ่วเองก็ถือว่าเป็นหนึ่งในเด็กที่ฉลาดเฉลียวคนหนึ่ง ใช้งานใช้การอะไรก็สามารถทำได้คล่องแคล่ว เพียงแต่นางเป็นคนสกุลถัง อย่างไรเสียก็ควรดูแลสกุลถังก่อน
ส่วนเฉินฉางหยวนเองก็ฉลาดหลักแหลมมีไหวพริบ คาดว่าเขาคงน่าจะเห็นช่องทางมาแต่เนิ่นๆแล้ว ทันทีที่ได้ยินเรื่องนี้ เขาก็รู้ว่ามันคือโอกาสดีจึงได้รีบมา และด้วยความที่ถังฉือเย่เป็นคนที่ทำอะไรจะยึดตามความคิดของตัวเองเป็นหลัก เมื่อสิ่งที่เขาพูดกลายเป็นการช่วยฉีกหน้าพ่อแม่ของถังตงจึ นางจึงรู้สึกสะใจขึ้นมาทันที
หญิงสาวยิ้มนิดหนึ่งพลางพูดขึ้นว่า “นี่ท่านพูดเองนะ ถ้าอย่างนั้นข้าก็จะไม่เกรงใจละ”
“ท่านเจ้าบ้านถังอย่าได้เกรงใจเป็นอันขาด ท่านใช้งานเสี่ยวจิ่วข้าก็จะรู้สึกขอบใจท่านเป็นอย่างมากแล้ว!”
ทั้งสองคนต่างพากันหัวเราะก่อนจะเดินจากไป ท่ามกลางความตะลึงงันของผู้คนที่เหลือ พวกเขามองหน้ากันไม่รู้ว่าจะเอ่ยคำใดดี เฉินฉางหยวนนั้นนับว่าเป็นคนที่มีความรู้คนหนึ่งในหมู่บ้าน การที่คนที่มีความรู้อย่างเขารีบร้อนมาที่นี่เพื่อของานให้บุตรชายทำจากเจ้าบ้านถังนั้นแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าการได้ร่วมงานกับถังฉือเย่นั้นดีอย่างไร
พ่อแม่ของถังตงจึเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดด้วยความตกตะลึงและแสนจะเสียดายอยู่อย่างนั้น!
เมื่อถังฉือเย่เดินมาถึงบ้านหินนางก็ได้แยกกับเฉินฉางหยวน ฉีจิงที่ยืนอยู่ข้างๆพยายามพูดเกลี้ยกล่อม “คนในหมู่บ้านพวกเขาก็เป็นแค่คนธรรมดา ไม่ได้ไม่มองการณ์ไกล เจ้าอย่าได้โมโหไปเลย”
“ตอนนี้ข้าไม่ได้โมโหแล้ว” ถังฉือเย่พูดขึ้น “คนโง่ที่ไม่รู้ว่าตัวเองโง่ ข้าเพียงรู้สึกว่าพวกเขาน่าเวทนาก็เท่านั้น”
ท่านยายเย่ที่ยืนฟังอยู่เงียบๆ อดที่จะรู้สึกโกรธขึ้นมาเล็กน้อยไม่ได้ ตอนเช้าที่แม่ของตงจึมาถามนั้น ด้วยความหวังดี นางจึงบอกไปว่าถังตงจึออกไปข้างนอก คิดไม่ถึงว่าจะมีผลลัพธ์เช่นนี้ คนพวกนี้คงมองหานอี้เป็นเหมือนตัวเชื้อโรคที่ต้องหลีกหนี ไม่ว่าเขาจะทำงานสุจริตหรือกำลังช่วยงานถังฉือเย่ ทุกคนก็ยังมองเห็นเขาเป็นอันธพาลคนหนึ่งเท่านั้น แล้วอย่างนี้นางยังจะดีใจได้อีกหรือ
หญิงชราทำเสียงลึกๆในลำคอก่อนจะพูดเยาะเย้ยว่า “พวกเขาคงจะเสียดายแย่ คนเป็นพ่อเป็นแม่กลับมาขัดขวางในสิ่งดีๆของลูกเช่นนี้!”
“มันเป็นคำสาปของคนโง่ที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด!” ถังฉือเย่บอกเสียงนิ่ง “ใช้คำว่าหวังดีมาหลอกลวงผู้อื่น คนที่ถูกหลอกนั้นพอไม่เชื่อฟังก็จะทำให้ดูไม่มีคุณธรรมไปด้วย แบบนี้ถึงจะเรียกว่าน่าอึดอัดและน่าน้อยใจ”
แล้วตอนนั้นเองที่ฉีจิงจ้องมองไปที่นางก่อนจะหัวเราะออกมา หญิงสาวหันขวับกลับไปมองเพราะไม่เข้าใจว่าเขาหัวเราะอะไร แต่พอได้เห็นชายหนุ่มเท่านั้นนางก็อดใจไม่ไหว หัวเราะตามไปด้วยพร้อมกับดึงแขนเสื้อของเขาพลางถาม
“เจ้าหัวเราะอะไร?”
ฉีจิงเหลือบมองคุณนายโจว จากนั้นก็อมยิ้มตอบว่า “ข้ากำลังคิดว่า แบบท่านป้าถึงจะเรียกว่าคนฉลาด บางเรื่องท่านป้าก็ไม่ได้เข้าใจ แต่ก็ไม่ได้คิดมาก เพียงแค่จำประโยคที่ว่า ‘อาเย่ทำอะไรไม่เคยผิดพลาด’ ทุกสิ่งทุกอย่างก็ออกมาเป็นผลสำเร็จ ถ้าหากผู้อื่นเรียนรู้ในสิ่งนี้ได้ก็คงจะลดเรื่องทะเลาะวิวาทลงไปได้เยอะ”
เมื่อได้ฟังคุณนายโจวเองก็หัวเราะร่วน จากนั้นก็ตบไปที่หลังของเขาเบาๆครั้งหนึ่ง “เจ้าเด็กคนนี้นี่ มาหยอกล้อข้าเล่นเสียแล้ว!”
ถังฉือเย่เบิกตากว้างพร้อมกับจ้องมองเขา…ไม่รู้ว่าเด็กหนุ่มผู้นี้แอบไปเรียนรู้คำหยอกล้อพวกนี้มาจากไหน เหตุใดจึงพูดออกมาอย่างนี้ นางเองจะต้านทานกับเสน่ห์ของเขาไม่ไหวอีกแล้ว!
………………………………………..
ตอนบ่ายถังฉือเย่และฉีจิงได้ไปหาท่านหัวหน้าตระกูลและหลี่เจิงด้วยกัน เพื่อซื้อที่ดินตามกฎหมาย โดยขอให้ท่านหัวหน้าตระกูลช่วยออกหน้าแทน พร้อมกับหาคนกลุ่มหนึ่งมาช่วยสร้างโรงงาน
ท่านหัวหน้าตระกูลจ้องมองหญิงสาวตระกูลถังที่สร้างความตกตะลึงให้เขาอีกครั้ง แต่ขึ้นชื่อว่านางเป็นหญิงสาวผู้โชคดี เขาจึงอดที่จะรู้สึกนับถือและเชื่อมั่นในตัวของนางอยู่ลึกๆ ไม่ได้คิดสงสัยเลยแม้แต่น้อย!
อีกอย่างการที่ช่วยนางจัดการเรื่องต่างๆ ถังฉือเย่เองก็ไม่เคยเอาเปรียบ เขาจึงยินดีที่จะช่วยอยู่แล้ว ดังนั้นจึงไม่ลังเลที่จะตอบตกลงทันที หลังจากนั้นท่านหัวหน้าตระกูลและหลี่เจิงจึงได้ประกาศหาคนพร้อมกับเล่าเรื่องราวให้ฟัง
ก่อนหน้านี้เมื่อถังฉือเย่สอนชาวบ้านทำเหลียงเฟินก็ยังมีคนพูดเหน็บแนม แม้แต่การทำฟองเต้าหู้ก็ยังมีคนกล้าทำเป็นด่าว่ากระทบกระเทียบนาง แต่หลังจากเรื่องที่ท่านย่าซุนถูกหมาป่ากัดครั้งนั้นนั่นแหละ จึงทำให้ทุกคนในหมู่บ้านไม่มีใครกล้าที่จะไม่เคารพหญิงสาวตระกูลถังผู้นี้เลยแม้แต่คนเดียว ดังนั้นจึงมีคนถามนางว่า
“เจ้าบ้านถัง การที่สร้างโรงงานนี้ขึ้นมานั้นต้องใช้คนสักกี่คนล่ะ?”
ถังฉือเย่เงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะบอกด้วยสีหน้ายิ้มๆว่า “ยิ่งเยอะก็ยิ่งดี หลายสิบอาจจะถึงร้อยก็ได้”
แล้วตอนนั้นเองที่คนเหล่านั้นต่างพากันตกตะลึง “ถ้าอย่างนั้น…คนในหมู่บ้านเราก็คงไม่พอหรอก”
“ข้ากำลังพูดกับท่านลุงเรื่องนี้พอดี เมื่อสร้างโรงงานนี้เสร็จแล้ว หมู่บ้านที่อยู่ละแวกนี้ก็สามารถมาเรียนกันได้”
หญิงสาวนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะพูดประโยคที่สำคัญว่า “ครั้งนี้ ผู้หญิงที่ยังไม่แต่งงานก็สามารถมาได้”
“ถ้าอย่างนั้นงานฝีมือจะไม่ถูกถ่ายทอดออกนอกหมู่บ้านอย่างนั้นเหรอ?”
“ถูกต้อง เจ้าเข้าใจถูกแล้ว”
“เพราะเหตุใด?”
“งานนี้หากคนน้อยคงทำไม่สำเร็จหรอก อีกอย่างข้าก็ยังคิดอีกว่าหากงานฝีมือนี้สามารถทำให้หญิงสาวจากหมู่บ้านโดยรอบมีคุณค่ามากขึ้นก็จะทำให้หลังจากที่พวกนางแต่งงานไปแล้วไม่ถูกคนในครอบครัวสามีดูถูกดูแคลน ถ้าเป็นแบบนั้นจริงถึงจะถูกถ่ายทอดออกไปก็ไม่เป็นไร”
เมื่อถังฉือเย่เงียบเสียงลงก็มีผู้หญิงจำนวนไม่น้อยที่กลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ ก่อนจะมีคนพูดขึ้นด้วยเสียงที่สั่นเครือ “เจ้าบ้านถัง ท่านช่างมีคุณธรรมที่สูงส่งเป็นดั่งพระโพธิสัตว์จริงๆ”
ถังฉือเย่โบกมือไปมา “ความจริงแล้วทุกคนอย่าได้กังวลมากไป เรื่องนี้หากจะเรียนนั้นเป็นเรื่องง่าย แต่หากจะเรียนให้เก่งนั้นเป็นเรื่องยาก พวกเจ้าเข้ามาในโรงงานครั้งแรก ข้าก็จะสอนเพียงขั้นพื้นฐานให้ หลังจากนั้นจึงจะคัดคนที่ฝีมือดี มีคุณธรรมมาเป็นศิษย์ และจะมีเพียงศิษย์ของข้าเท่านั้นที่ข้าจะสอนสิ่งที่ลึกซึ้งซึ่งเป็นเคล็ดลับให้”
หลังจากนั้นทุกคนจึงต่างปรึกษาหารือกันด้วยใบหน้าเคร่งเครียด บังเอิญถังฉือเย่มีธุระที่ต้องไปทำจึงเอ่ยปากขอตัวไปทำธุระก่อนโดยมีฉีจิงตามเข้าไปในเมืองด้วยกัน พอมาถึงเกวียนก็เห็นถังตงจึนั่งรออยู่ตรงนั้นก่อนแล้วพร้อมกับตาแดงๆ เห็นได้ชัดว่าเพิ่งร้องไห้มาอย่างหนัก
ถังฉือเย่เองก็มีคนในครอบครัวที่ถ่วงความเจริญอย่างนี้ นางจึงรู้สึกเห็นใจพลางถามเขาว่า “เป็นอะไรไป?”
ถังตงจึคุกเข่าลงกับพื้นก่อนจะบอกด้วยเสียงที่สะอึกสะอื้นว่า “เจ้าบ้านถัง ข้าขอโทษ ข้ารู้ว่าท่านหวังดี ข้ารู้ว่าท่านอยากให้ข้าได้เปิดโลกกว้าง มีความสามารถ แต่ท่านพ่อท่านแม่ของข้าไม่เข้าใจในสิ่งนี้เอง”
“ลุกขึ้นเถอะ ข้าไม่ได้โกรธเจ้าเสียหน่อย แต่ข้าก็คงจะไม่สามารถให้เจ้าทำงานในแบบที่พ่อแม่ของเจ้าเข้าใจอย่างนั้นได้ เจ้าเข้าใจใช่หรือไม่ ดังนั้นกลับไปเถอะ”
ถังตงจึรู้สึกหมดหวัง แต่เขาก็ไม่ได้พูดอะไรมาก เพียงแต่ก้มคำนับก่อนจะลุกขึ้นแล้วเดินจากไปอย่างเศร้าสร้อย ดังนั้นฉีจิงจึงต้องเป็นคนขับเกวียนด้วยตัวเอง หลังจากนั้นทั้งสองคนจึงเดินทางเข้าไปในเมืองอย่างรวดเร็ว ก่อนจะพุ่งตรงไปที่ร้านเหล้าที่มีคนหลายคนกำลังดื่มเหล้ากันอยู่ แล้วเดินขึ้นเข้าไปที่ห้องส่วนตัวพร้อมกับสั่งอาหารมากิน
หลังจากนั้นไม่นานนักเมื่อคนในร้านเริ่มบางตาลง พวกเขาก็ได้ยินเสียงใครสักคนกำลังคุยโม้โอ้อวดกันอยู่ด้านนอก!
บทที่ 160 กองกำลังตระกูลฮั่ว
ถังจวิ้นเหลียงมีแววตาที่สื่อเป็นนัย แต่เขาเป็นคนพูดไม่ค่อยเก่ง นิสัยของเฉินจิ่วคล้ายกับถังตงจึคือมีนิสัยรื่นเริงเป็นอย่างมาก แม้ว่าจะมาทีหลัง แต่ก็กลับสนิทและพูดคุยกับพวกเขาได้อย่างรวดเร็ว
คนเหล่านั้นมาจากหลานโจวก็ไม่ได้น่ารังเกียจอะไร เฉินจิ่วเองก็อยากรู้อยากเห็นเช่นกัน จึงได้ถามพวกเขาไปว่า “ที่หลานโจวของพวกท่านมีอะไรน่าสนใจบ้างหรือ แตกต่างจากที่นี่อย่างไรบ้าง?”
“มีหลายสิ่งที่แตกต่างกัน” ชายผู้นั้นยิ้มพลางกล่าว “แถวชายแดนทุ่งหญ้า มีคนผ่านไปผ่านมามากมาย มีพอค้าไม่น้อย และก็มีทหารเป็นจำนวนมาก”
“ข้ารู้แล้ว!” เฉินจิ่วพูดโพล่งออกไป “ข้าเคยได้ยินมาว่าสถานที่ซึ่งพวกท่านอยู่แถวนั้นติดกับด่านชายแดน ซึ่งมีกองกำลังทหารตระกูลฮั่วที่แข็งแกร่งไร้พ่ายอยู่!”
“กองกำลังทหารตระกูลฮั่วอะไร” ชายผู้นั้นยิ้ม “ตอนนี้ยังมีกองกำลังทหารตระกูลฮั่วอยู่ที่ไหนกันล่ะ ตอนนี้ทั้งหมดล้วนกลายเป็นกองกำลังทหารตระกูลตู้แล้วทั้งนั้น!”
เมื่อกล่าวเช่นนี้แล้ว แม้แต่หานอี้เองก็รู้สึกสงสัยอยู่ไม่น้อย “ไม่ใช่ได้ยินมาว่า ตระกูลฮั่วล้วนเป็นแม่ทัพของเทพจากรุ่นสู่รุ่นหรือ ข้าได้ยินมาว่าด่านชายแดนล้วนถูกปกป้องโดยกองกำลังทหารตระกูลฮั่วมาตลอดไม่ใช่เหรอ?”
“ไม่มีอีกแล้วล่ะ” ชายคนนั้นกดเสียงต่ำ “หัวหน้าแม่ทัพที่ด่านชายแดนในตอนนี้เป็นคนสกุลตู้ ท่านแม่ทัพตู้!”
เฉินจิ่วถามอย่างไม่รอช้า “เช่นนั้นแล้วแม่ทัพฮั่วล่ะ?”
“ตายไปแล้ว!”
เฉินจิ่วตกใจร้องเสียงหลง “ท่านพูดว่าอะไรนะ เรื่องจริงหรือนี่!”
“ก่อนหน้านี้ ตระกูลฮั่วเป็นแม่ทัพแห่งเทพจากรุ่นสู่รุ่น แม่ทัพฮั่วป๋ายที่รู้จักกันในนามแม่ทัพผู้ชนะร้อยศึก เขากล้าหาญมากๆ แต่น่าเสียดายที่ลูกไม้ดันตกไกลต้น ฮั่วอี้ ลูกชายของเขา เป็นคนที่ไม่เอาถ่านไร้ความสามารถว่ากันว่าแม้ตัวจะอยู่ในค่ายทหารแต่เขาก็รู้เพียงการเขียนกลอนวาดภาพไปวันๆ ท้ายที่สุดได้ข่าวว่าฮูหยินของเขาตาย จึงได้ฆ่าตัวตายตามไปเพราะความรัก ดูแล้วน่าจะเป็นคนที่มีอารมณ์อ่อนไหวมากๆคนหนึ่ง”
“อารมณ์อ่อนไหวอะไรกัน!” หานอี้กล่าวอย่างอดไม่ได้ “หากในสนามรบล้วนมีแต่คนเช่นนี้ เช่นนั้นมันก็เป็นเพียงพวกเศษสวะไร้ค่าเท่านั้น”
“เจ้าพูดอะไรก็ระวังคำพูดด้วย ข้าว่าพวกเราอย่าคุยเรื่องประเทศชาติกันเลย มาๆดื่มเหล้ากันเถอะ”
ถังฉือเย่นั่งฟังอย่างออกรสออกชาติ นางคาดไม่ถึงว่าบนโลกนี้จะมีคนที่ยอมตายเพื่อความรักอยู่จริง ถึงแม้จะดูน่าชื่นชม แต่หากในสนามรบมีคนเช่นนี้จริง เช่นนั้นมันก็เป็นอย่างที่หานอี้พูด มันดูไม่ค่อยดีสักเท่าไหร่!
หญิงสาวหันกลับไปคิดจะพูดคุยกับฉีจิงสักหน่อย แต่กลับเห็นสีหน้าท่าทางของชายหนุ่มเปลี่ยนไป เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย เม้มปากเป็นเส้นตรง และนั่งตัวตรงอยู่เช่นเดิม
ถังฉือเย่ครุ่นคิดอย่างสงสัยระคนประหลาดใจ เกิดอะไรขึ้นกับฉีจิงหรือว่าเขาเป็นคนหนึ่งในตระกูลแม่ทัพกระนั้นเหรอ…เขาเคยเห็นสนามรบด้วยตาตัวเองรึเปล่า หรือว่าบิดาของเขาเคยเป็นทหารด่านชายแดนด้วยหรือเปล่า?
การต่อสู้ในสนามรบนั้นโหดร้ายเสมอ คนทั่วไปมองเห็นมันจากเพียงระยะไกลเท่านั้น ใครบ้างที่จะเห็นตัวเองต้องย้อมไปด้วยเลือดกระนั้นเหรอ
ถังฉือเย่หมดความสนใจในการฟังเรื่องซุบซิบด้านนอกแล้ว นางยิ้มตาหยีพลางเรียกเขา “อาฉี?” ฉีจิงรีบเงยหน้าขึ้นมาอย่างรวดเร็วก่อนจะมองนางด้วยความสงสัย
“ก่อนหน้านี้ข้าบอกเจ้าว่ามีบางอย่างให้เจ้าทำ เจ้าอยากรู้หรือไม่ว่ามันคืออะไร?”
“อยากสิ” ดวงตาสีเข้มของชายหนุ่มเป็นประกายขึ้นมาวูบหนึ่งทำเอาหัวใจของหญิงสาวอ่อนปวกเปียกเพราะคำพูดที่ได้ยิน…หนุ่มน้อยเจ้าช่างเจ้าเล่ห์ มีเสน่ห์มากเกินไปแล้ว!
หญิงสาวได้แต่บอกกับตัวเองอยู่ในใจ ทั้งที่ภายนอกกลับสงบนิ่ง จากนั้นจึงหยิบกระดาษใบหนึ่งออกมาจากกระเป๋าเสื้อด้านในซึ่งเป็นภาพวาดใบหนึ่ง นางกางวางบนโต๊ะพร้อมอธิบายให้เขาฟังอย่างละเอียด
“ความจริงแล้วมันก็ยังคงเป็นการกลั่นเหล้า แต่หากเจ้ากลั่นเหล้าตามสูตรของข้าแล้ว เหล้าที่กลั่น จะแรงกว่าเหล้าในตอนนี้หลายเท่านัก”
ฉีจิงนั่งฟังด้วยความสนใจเป็นอย่างมาก ซึ่งหลังจากพูดคุยกันอยู่สักพัก พวกเขาทั้งสองคนจึงออกจากร้านแล้วตรงไปหาช่างทองแดงเพื่อสั่งทำอุปกรณ์สำหรับการกลั่นเหล้าตามที่ถังฉือเย่วาดมาจำนวนสองชุด พร้อมกับกำชับช่างทองแดงผู้นั้นว่าให้เก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับ รอจนเสร็จสิ้นธุระเมื่อทั้งสองคนเดินออกมาจากโรงตีเหล็ก ท้องฟ้าก็มืดลงแล้ว หญิงสาวจึงตัดสินใจเดินทางกลับบ้านเพื่อมาใหม่อีกครั้งในวันรุ่งขึ้น
วันถัดมาหญิงสาวจึงเดินทางเข้ามาในเมืองตั้งแต่เช้าตรู่เพื่อมาพบหานอี้ให้เขาพานางไปดูขนแกะที่ซื้อมา ก่อนจะไปหาร้านย้อมผ้าตระกูลหลินซึ่งเป็นร้านย้อมผ้าที่ดีที่สุดในเมือง
ถังฉือเย่รู้ดีว่าขนแกะจำเป็นต้องล้างให้สะอาด ตากแดดให้แห้งก่อน แล้วจึงใช้วิธีการย้อมผ้า โดยการย้อมสีขนแกะนั้นห้ามย้อมสีเหลืองและสีม่วงซึ่งเป็นการผิดประเพณี แต่หากจะย้อมเป็นสีอ่อน นางก็กลัวว่าเสื้อผ้านั้นอาจสกปรกได้ง่าย ดังนั้นจึงเลือกสีแดง สีฟ้า สีเขียว และสีดำมาย้อมไปก่อนชั่วคราว แต่ละสีแบ่งออกเป็นสีเข้มและสีอ่อนอย่างละสองชนิด
หานอี้อธิบายให้ฟังว่าในยุคสมัยนี้ผู้คนนิยมใช้ผ้าสีแดงเยอะที่สุด เพราะว่าดอกคำฝอยและสีย้อมครามเป็นสีที่หาได้ง่าย โดยหากต้องการสีแดงนั้นจะต้องใช้ดอกคำฝอย ใช้น้ำลูกพรุนต้มออกมา จากนั้นก็กรองหลายๆชั้น จนได้สีที่ใสและสว่างขึ้น ส่วนสีม่วงจะใช้ฝางและกำมะถันเขียว สีดำใช้น้ำครามย้อมให้เป็นสีดำเข้ม นำใบกก เปลือกผลหยางเหมยมาต้มในสัดส่วนที่เท่าๆกัน สีเขียวได้มาจากสีของถั่วย้อมด้วยน้ำหวงป๋อสีเหลืองอำพัน และปิดด้วยน้ำคราม น้ำมันสีเขียวจะใช้ดอกกุ้ยฮวาบางๆมาย้อมปิดด้วยกำมะถันเขียว
ความจริงแล้วขนแกะทาสีนั้นง่ายกว่าเนื้อผ้าหลายชนิด ถังฉือเย่ทดลองอยู่สองสามครั้ง ก่อนจะแยกย้อมออกมาสองสามก้อน เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยไม่มีปัญหาอะไร นางจึงพยักหน้ายิ้มด้วยความพอใจ ก่อนจะเริ่มทำการย้อมสีขนแกะทั้งหมด ซึ่งคงจะต้องใช้เวลานานพอสมควรคาดว่าน่าจะใกล้เสร็จพร้อมกับโรงทอผ้าที่กำลังลงมือสร้างพอดิบพอดี
หญิงสาวง่วนอยู่กับการสั่งการในโรงย้อมผ้าของตระกูลหลินเกือบทั้งวัน จนเมื่อเดินทางกลับมาถึงหมู่บ้านจวี้เป่าท้องฟ้าก็มืดลงอีกครั้ง นางพบว่าหลานชายวัยเก้าขวบของท่านหัวหน้าตระกูลกำลังรออยู่ที่ทางเข้าหมู่บ้าน ทันทีที่เห็นเขาจึงรีบก้าวไปข้างหน้า ก่อนจะพูดว่า
“พี่อาเย่ ท่านปู่มีเรื่องจะคุยกับท่าน จึงให้ข้ามารอท่านตรงนี้”
ถังฉือเย่ยิ้มพลางดึงตัวเขาขึ้นมาแล้วหยิบขนมให้เขากิน ก่อนที่รถเกวียนจะมุ่งหน้าไปยังบ้านท่านหัวหน้าตระกูลทันที
เมื่อเห็นว่าท่านหัวหน้าตระกูลและหลี่เจิงต่างก็นั่งรอนางอยู่ที่นั่นมาทั้งวัน หญิงสาวจึงรีบขออภัย
“ข้าต้องขอโทษด้วย ข้ามีธุระในเมือง จึงไม่ทราบว่าท่านลุงและหลี่เจิงกำลังหาข้าอยู่”
“ไม่เป็นไร” ท่านหัวหน้าตระกูลกล่าวอย่างอ่อนโยน “เจ้ากินอะไรมาหรือยัง?”
“ยังเลยเจ้าค่ะ ต้องฝากท้องไว้กับท่านลุงแล้ว”
เมื่อเห็นว่านางไม่ถือว่าเขาเป็นคนอื่นไกล สีหน้าของท่านหัวหน้าตระกูลก็อ่อนโยนขึ้น เขายิ้มพร้อมกับพูดอย่างยินดีว่า “มาถึงที่บ้านข้า ข้าไม่ปล่อยให้เจ้าท้องหิวอยู่แล้ว”
จากนั้นท่านหัวหน้าตระกูลก็หันไปสั่งให้สะใภ้รีบทำอาหาร ก่อนจะหันกลับมาคุยกับนางต่อ “เย่เอ๋อร์ เรื่องโรงทอ ข้ากับหลี่เจิงปรึกษาหารือกันแล้ว และจะบอกให้เจ้าฟัง”
“เย่เอ๋อร์ยังเป็นเด็กและขาดความรู้ บางครั้งอาจจะคิดไม่รอบคอบ ท่านลุงอย่าลังเลที่จะกล่าวเลย”
ท่านหัวหน้าตระกูลเผยยิ้มนิดหนึ่งด้วยความโล่งอกก่อนจะบอกว่า “เจ้าให้เด็กสาวที่ยังไม่ได้แต่งงานมาเรียนด้วย เจ้าช่างมีคุณธรรมจริงๆ เพียงแต่หากงานฝีมือนี้ถูกเผยแพร่ออกไป เราจะไปสู้กับเหล่าคนชั้นสูงเช่นนั้นได้อย่างไร ไหนจะพวกพ่อค้าที่ร่ำรวยอีก หมู่บ้านที่มีชื่อเสียงขึ้นมาได้จากงานเย็บงานปัก เดิมทีก็มีหญิงสาวที่มีฝีมืออยู่แล้ว หญิงสาวของหมู่บ้านเราสู้ไม่ได้หรอก”
ถังฉือเย่ครุ่นคิดตามคำพูดที่ได้ยิน ก่อนที่อึดใจต่อมานางจะคิดได้แล้วบอกอีกฝ่ายไปว่า “ใช่แล้ว! ข้าไม่ได้คิดถึงเรื่องนี้จริงๆ ท่านหัวหน้าตระกูลช่างเป็นคนที่มีสายตากว้างไกลกว่าข้ายิ่งนัก”
จบตอน
Comments
Post a Comment