ตอนที่ 164: จดหมาย
หลายปีที่ผ่านมา ครอบครัวของนางจางมีฐานะดีขึ้นเรื่อยๆ กระนั้น ป้าสะใภ้ทั้งสองก็ไม่ได้ลอบช่วยเหลือครอบครัวของตนเอง
ต่อมาเมื่อนางจางเป็นคนออกปากว่าจะช่วย สะใภ้ทั้งสองจึงพาครอบครัวของพวกนางมาร่วมด้วยความซาบซึ้งใจ
เมื่อสกุลหวังช่วยเหลือเกื้อหนุนสกุลหลี่ ดังนั้นเวลานี้ครอบครัวของป้าสะใภ้ทั้งสองก็เจริญรุ่งเรืองเช่นกัน
แน่นอนว่าโชคลาภทั้งหมดนี้ พวกนางยกเป็นความดีความชอบของถังฉี
ทุกปีในวันเกิดของถังฉี ไม่ว่าพวกนางจะยุ่งเพียงใด ป้าสะใภ้ทั้งสองก็จะหาเวลามาเยี่ยมนางด้วยตนเองเสมอ
เป็นผลให้ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองครอบครัวใกล้ชิดกันมากขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
“เอาล่ะ อย่ามัวยืนอยู่ตรงนี้เลย เข้าไปคุยกันข้างในเถอะ! หวังอัน หวังเข่อ อย่าให้พวกเด็กๆลงมือลงแรกอยู่ฝ่ายเดียว ไปช่วยพวกเขาขนของเข้าไปในบ้าน!”
ขณะที่นางจางดึงถังฉีเข้าไปในบ้าน นางก็ไม่ลืมที่จะกำชับบุตรชายทั้งสอง
“เข้าใจแล้ว ท่านแม่!”
หวังอันตอบอย่างรวดเร็ว
จากนั้น พวกผู้หญิงก็พากันเข้าไปในลานบ้านอย่างมีความสุข
เนื่องจากไม่มีผู้หญิงคนอื่นอยู่ในบ้าน ถังอู่จึงไม่หลีกเลี่ยงพวกนาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อทุกคนล้วนเป็นญาติสนิท
เมื่อเห็นนางจางและสะใภ้ทั้งสองเข้ามา เขาก็รีบเข้ามาทักทายพวกนางทันที
“เอาล่ะ เอาล่ะ พักเรื่องพูดคุยกันไว้ก่อน วันนี้เรามาเพื่อแสดงความยินดีกับฉีเอ๋อร์ รวมทั้งมาเชยชมพระราชโองการจากฮ่องเต้ให้เป็นขวัญตา”
นางจางไม่ลังเลและประกาศวัตถุประสงค์ของการมาเยือนครั้งนี้ทันที
ถังฉีย่อมไม่ปฏิเสธ
เมื่อเห็นป้าสะใภ้พาลูกๆติดสอยห้อยตามมาด้วย นางก็คาดเดาความตั้งใจของพวกนางได้แล้ว
ท้ายที่สุดแล้ว พระราชโองการเป็นสิ่งที่หลายคนไม่มีโอกาสได้เห็นเลยในชีวิต
เมื่อหวังอันและน้องชายขนของกำนัลทั้งหมดลงจากเกวียนวัวแล้ว ถังฉีก็พาทุกคนล้างไม้ล้างมือก่อนเข้าไปในห้องที่จัดวางพระราชโองการ
“จุจุจุ... ไม่คิดเลยว่าพระราชโองการต้องวางไว้บนโต๊ะบูชาเช่นนี้!”
นางจางอดส่งเสียงชื่นชมมิได้เมื่อเห็นการตกแต่งห้อง
“ท่านยาย แม้พระราชโองการจะอยู่ในบ้านของเรา แต่ก็ยังต้องทำให้สมพระเกียรติ หากคนอื่นพบว่าพวกเราหมิ่นพระราชโองการ นั่นคงเป็นความผิดร้ายแรง!”
ถังฉีไม่ได้กล่าวเกินไป ในยุคที่พระราชอำนาจของฮ่องเต้ถือเป็นที่สุด ทุกสิ่งจึงเป็นจริงตามนั้น!
เมื่อได้ยินดังนั้น ป้าสะใภ้ทั้งสองก็รีบก้าวถอยหลังอย่างรวดเร็ว และกำชับลูกๆของตนว่าอย่าแตะต้องสิ่งใด
อย่างไรก็ตาม ใบหน้าของพวกเขายังคงเปล่งประกายด้วยความปีติยินดี นี่คือพระราชโองการจากฮ่องเต้! บรรพบุรุษของพวกเขาแปดชั่วอายุคนยังไม่เคยมีบุญได้เห็น แต่วันนี้ทุกคนได้เห็นเป็นขวัญตาแล้ว!
นับจากนี้ พวกเขาจะมีเรื่องให้คุยโวโอ้อวดเมื่อกลับไปยังภูมิลำเนา
ทุกคนอยู่ในห้องเก็บพระราชโองการได้พักหนึ่ง ไม่นานก็ย้ายไปที่ห้องรับรอง
“ฉีเอ๋อร์ งานใหญ่เช่นนี้ไม่ยอมบอกกล่าวกันล่วงหน้า หากครั้งหน้ายังทำเช่นนี้อีก ยายจะโกรธเจ้าจริงๆ!”
ขณะกล่าว น้ำตาของนางจางก็เริ่มไหลอาบใบหน้า
“ท่านยาย...”
ถังฉีรู้สึกสับสนเล็กน้อย ไม่คิดว่าจู่ๆ ยายของนางจะร้องไห้ออกมาเช่นนี้
“ฉีเอ๋อร์ ยายดีใจแทนเจ้าจริงๆ แม่ของเจ้าในปรโลกก็ต้องยินดีด้วยเป็นแน่!”
มองไปยังหลานสาวผู้อ่อนช้อยงดงาม ริมฝีปากของนางจางหยกยกเป็นรอยยิ้ม
ป้าสะใภ้ทั้งสองเข้ามาปลอบประโลมแม่สามี
ถังฉีเฝ้าดูภาพตรงหน้า สัมผัสได้ถึงความอบอุ่นในหัวใจ
แต่ละวันที่ผ่านพ้นไป ชาวบ้านยังคงอบอุ่นใจทุกครั้งที่พบถังฉี แม้แต่ท่าทีก็คล้ายจะเคารพยำเกรงยิ่งขึ้น
ชาวบ้านมาที่บ้านตระกูลถังบ่อยครั้งเพื่อถามถังฉีเรื่องหอยกาบ และนางก็ยินดีตอบทุกคำถามของพวกเขา
หมู่บ้านตระกูลถังรุ่งเรืองเฟื่องฟูขึ้นเรื่อยๆ
วันเวลาเคลื่อนคล้อย กระทั่งสารทหลีกลี้แก่เหมันต์ เปลี่ยนหมู่บ้านตระกูลถังให้กลายเป็นโลกที่ปกคลุมไปด้วยประกายสีเงิน
ยืนพิงประตูในชุดคลุมสีขาว ถังฉีทอดสายตาออกไปนอกหน้าต่าง มองดูเกล็ดหิมะที่ร่วงหล่นลงมาเป็นครั้งคราว
ฝ่ามืออันบอบบางและซีดเซียวถือเตาอุ่นมือไว้เตาหนึ่ง แขนเสื้อของนางปักเป็นลวดลายกิ่งก้านสลับซับซ้อนด้วยเส้นไหมสีน้ำตาลเข้ม
ขณะที่ส่วนลวดลายดอกบ๊วยบานสะพรั่งปักด้วยไหมสีชมพูตั้งแต่ชายกระโปรงไล่ไปจนถึงเอว
แถบผ้าสีม่วงอ่อนเส้นใหญ่คาดเอวเรียวเล็ก ขับเน้นรูปร่างอ้อนแอ้นอรชรให้ยิ่งมีสง่าราศี
เสื้อคลุมสีม่วงอ่อนคลุมไหล่เอาไว้ ส่วนเรือนผมประดับด้วยปิ่นมุกที่ถังอู่เคยทำให้นาง
หน้าผากมีผมหน้าม้ายาวปรกลงมาอย่างเป็นระเบียบ คิ้วโก่งดั่งกิ่งหลิวยิ่งขับผิวพรรณให้ผุดผ่อง
ดวงตาหงส์ทรงเสน่ห์ชวนให้เย้ายวนใจยิ่งขึ้น
รถม้าค่อยๆเข้าใกล้หมู่บ้านตระกูลถัง
“เร็วๆ เร็วเข้าสิ!”
นั่งอยู่ในรถม้า ฉีเซิ่งแง้มม่านอย่างร้อนใจ แต่เมื่อลมหนาวพัดสวนเข้ามา จึงรีบปิดม่านอย่างรวดเร็ว
"คุณชายฉี ถนนปกคลุมไปด้วยหิมะ เราไปได้เร็วกว่านี้ไม่ได้แล้ว อันตรายเกินไป!"
คนขับรถม้าตัวสั่นสะท้านเพราะความหนาวหันศีรษะกลับมาและร้องบอก
เมื่อได้ยินดังนั้น ฉีเซิ่งก็สงบลงทันที
เขาหยุดเร่งเร้าคนขับรถม้า และนั่งนิ่งๆอ่านจดหมายที่จ้าวไป่จือส่งมาซ้ำแล้วซ้ำเล่า
หลังจากนั้นไม่นาน รถม้าก็มาจอดที่ทางเข้าบ้านในที่สุด
ฉีเซิ่งกระชับเสื้อคลุมของเขารอบกาย ฝ่ามือกำจดหมายไว้แน่นแล้วก้าวลงจากรถม้า เดินไปเคาะประตูเสียงดัง
"มาแล้วๆ!"
เสียงขานรับของถังอู่ดังมาจากลานบ้าน
หลังจากพักผ่อนไม่กี่เดือน อาการบาดเจ็บภายในของเขาก็เริ่มหายดีแล้ว เสียงของเขาจึงเปี่ยมไปด้วยพลัง
เมื่อเปิดประตูและเห็นฉีเซิ่งยืนอยู่ข้างนอก เขาก็รีบเชิญเขาและคนขับรถม้าเข้ามา
"ฉีเซิ่ง ไยเจ้าถึงมาที่หมู่บ้านท่ามกลางอากาศหนาวเย็นเช่นนี้? หากมีเรื่องด่วน ส่งแค่คนรับใช้มาก็ได้!"
ถังอู่กล่าวพลางยื่นชาร้อนๆสองถ้วยให้ฉีเซิ่งและคนขับรถม้า
ฉีเซิ่งไม่สนใจความร้อนของชา ก่อนจะดื่มเข้าไปอึกใหญ่
"ท่านอาถัง ข้ามาพบฉีเอ๋อร์เพราะมีเรื่องด่วน นางอยู่ไหน? อากาศหนาวเย็นเช่นนี้ นางคงไม่ได้ไปล่าสัตว์บนภูเขาใช่หรือไม่?"
ฉีเซิ่งกล่าวพลางมองออกไปข้างนอกอย่างกังวลใจ
“ฉีเอ๋อร์อยู่ในบ้าน ข้าจะไปตามนางมาให้!”
เนื่องจากหิมะตกหนักในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา พวกถังซานจึงพำนักที่สำนักศึกษาชั่วคราว เหลือเพียงถังอู่และถังฉีอยู่ที่บ้าน
เมื่อเห็นฉีเซิ่ง ถังอู่ก็รู้สึกใกล้ชิดกับเขาเป็นพิเศษ
"ดี!"
ฉีเซิ่งตอบโดยไม่ได้ลุกขึ้นยืน
หลายปีมานี้ ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับตระกูลถังเริ่มแน่นแฟ้น การมาเยี่ยมพวกเขาจึงแทบไม่ต่างจากการได้กลับบ้าน
ในไม่ช้า ถังฉีก็เดินตามถังอู่เข้ามาในห้อง
หลังจากที่ได้รับตำแหน่งท่านหญิงแล้ว ฉีเซิ่งก็พานางข้าหลวงอาวุโสจากในวังมาสอนมารยาทพื้นฐานให้กับนาง
ด้วยประสบการณ์และความรู้อันมากมายจากโลกเดิม ถังฉีจึงเรียนรู้มารยาทในวังได้อย่างรวดเร็ว
เมื่อเห็นความสง่างามอย่างเป็นธรรมชาติ นางข้าหลวงจึงสอนถังฉีด้วยความเอาใจใส่เป็นพิเศษ
เวลานี้ ทุกการเคลื่อนไหวของถังฉีดูมีสง่าราศียิ่งนัก
“พี่ฉี ข้าจะทำน้ำแกงขิงให้ท่านกิน จะได้ไม่เป็นหวัด!”
ถังฉีเดินเข้ามาอย่างสง่างาม น้ำเสียงของนางบ่งบอกความกังวลเมื่อเห็นฉีเซิ่ง
"ฉีเอ๋อร์ น้ำแกงขิงเอาไว้ก่อนเถอะ ไป่จือเขียนจดหมายมาแล้ว!"
Comments
Post a Comment