ตอนที่ 67 เฝ้าระวัง
“พี่ใหญ่ ท่านมีวิธีใหม่ในการหาเงินแล้วหรือขอรับ?”
ถังเฟิงเป็นผู้ที่อ่อนไหวในเรื่องเงินๆทองๆมากที่สุดเสมอ
“เจ้าปีศาจน้อย หัวไวเหลือเกินนะ ข้าไม่เคยซ่อนแผนการหาเงินจากเจ้าได้สักที!” ถังฉีกล่าวพร้อมกับเอื้อมมือไปบีบแก้มถังเฟิง
“หอยกาบในคุ้งน้ําฝั่งตะวันออกของหมู่บ้านสามารถเก็บเกี่ยวได้แล้ว”
ถังฉีกล่าวอย่างใจเย็น ทว่าหัวใจของนางกลับลิงโลดยิ่งกว่าภายนอกที่นางแสดงให้เห็นมาก
“หอยกาบ?”
เมื่อได้ยินนางกล่าวเช่นนี้ พี่น้องก็แสดงท่าทีตื่นเต้นดีใจเช่นกัน
“อืม ข้าเพิ่งไปที่นั่นเมื่อตอนเย็นและตรวจสอบดูแล้ว”
ถังฉีกล่าวจบก็แบมือ เผยให้เห็นไข่มุกสีขาวหลายเม็ด
เทียบกับไข่มุกที่พวกเขาพบในแม่น้ําเมื่อสองสามปีก่อน ไข่มุกที่อยู่ในมือของถังฉีเวลานี้มีลักษณะกลมและเกลี้ยงเกลายิ่งกว่า
“โอ้โฮ พี่ใหญ่ พวกเราจะรวยแล้ว!”
ถังเฟิงจินตนาการถึงทองคําแท่งมากมายนับไม่ถ้วนที่กวักมือเรียกเขาอยู่
“คืนนี้ท่านอาโส่วเหรินและท่านลุงหม่านกุ้ยคอยเฝ้าที่นั่นอยู่ พรุ่งนี้เราจะไปเก็บหอยขึ้นมาให้หมด”
ถังฉีกล่าวพร้อมรอยยิ้มกว้าง
“พี่ใหญ่ ตอนนี้ก็ดึกมากแล้ว พวกท่านอาโส่วเหรินคงจะหิวแล้ว เราส่งขนมกับนมเปรี้ยวไปให้พวกเขาดีหรือไม่ขอรับ?”
เวลานี้จิตใจของถังเฟิงเต็มไปด้วยไข่มุก อยากจะงอกปีกบินไปทางฝั่งตะวันออกของหมู่บ้านเพื่อปกป้องหอยร่วมกับถังโส่วเหรินและคนอื่นๆให้รู้แล้วรู้รอด
“ใช่แล้ว พี่ใหญ่ หลายปีมานี้พวกชาวบ้านดูแลพวกเราพี่น้องเป็นอย่างดีจริงๆ”
นานๆที ถังซานจะเห็นพ้องกับถังเฟิงสักครั้งหนึ่ง
“เข้าใจแล้ว พวกเจ้าไปเถอะ แต่ระวังตัวด้วย”
ถังฉีเผยสีหน้าจนใจ นางเพียงอยากจะแบ่งปันข่าวดีกับน้องชาย ไม่คิดว่าพวกเขาจะตื่นเต้นดีใจถึงเพียงนี้
“พกไฟฉายติดตัวไปด้วย”
ถังฉีกล่าวจบก็หยิบไฟฉายออกมาจากตู้ใกล้ๆ
“โอ้ พี่ใหญ่ เวลานี้ท่านยอมใช้ไฟฉายแล้วหรือ? ข้าหมายถึง.... ท่านตระหนี่เกินไปจริงๆ ครั้งก่อนท่านซื้อของพวกนี้จากพ่อค้าชาวญี่ปุ่นตั้งหลายชิ้น
ดวงตาของถังเฟิงเป็นประกายขึ้นมาทันที!
ชาวบ้านทุกคนล้วนรู้เรื่องไฟฉาย
เมื่อปีกลาย ตอนที่หมู่บ้านมีหิมะตกหนักจนชาวบ้านออกนอกบ้านไม่ได้ กระทั่งเทียนที่กักตุนไว้ก็ถูกใช้จนหมด พวกเขาขาดเรียนไปเกือบครึ่งเดือน
วันหนึ่ง บังเอิญมีเด็กคนหนึ่งหายตัวไป พวกชาวบ้านช่วยกันค้นหาจนเวลาล่วงไปยามค่ําคืน และคบเพลิงของพวกชาวบ้านก็ดับลงจนหมด
ตอนนั้นเองที่ถังฉีนําไฟฉายหลายกระบอกมาให้ชาวบ้านใช้
ชาวบ้านในหมู่บ้านตระกูลถังไม่เคยเห็นไฟฉายมาก่อน มันไม่เพียงเย็นเมื่อสัมผัส แต่ยังส่องสว่างในระยะไกล!
มันเป็นของหายาก แม้แต่ถังซานจางผู้ซึ่งเดินทางท่องเที่ยวอย่างกว้างขวางก็ยังไม่เคยเห็นมาก่อน
ชาวบ้านใช้ไฟฉายส่องถึงได้พบเด็กนอนตัวสั่นอยู่ในหลุม เมื่อพ่อแม่อุ้มเด็กกลับบ้าน พวกชาวบ้านคนอื่นๆก็ห้อมล้อมถังฉีเพื่อถามเรื่องไฟฉาย
ของเช่นนี้ช่างล้ําค่ายิ่งนัก
“ครั้งก่อนข้าได้มาจากพ่อค้าชาวญี่ปุ่นในเมืองชิงเหลียง เขาขายให้ข้าในราคาสูงถึงหนึ่งร้อยตําลึงเงินทีเดียว”
เพียงประโยคเดียวจากถังฉี ก็ขจัดความคิดเรื่องไฟฉายของชาวบ้านตระกูลถัง
พวกชาวบ้านนําไฟฉายซึ่งมีมูลค่าหนึ่งร้อยตําลึงเงินคืนให้ถังฉีอย่างระมัดระวัง
ถังซานจางซื้อไฟฉายจากถังฉีไปสองกระบอกหลังจากลังเลอยู่พักใหญ่
แม้รู้ว่าที่บ้านมีไฟฉาย แต่เด็กหนุ่มก็ไม่เคยได้รับอนุญาตให้ใช้
วันนี้ถังฉีกลับเต็มใจหยิบไฟฉายออกมา พวกเขาจะไม่ปีติยินดีได้อย่างไร?
“แม้พวกเราจะมีไม่กี่กระบอก แต่ราคาของพวกมันก็ไม่ถูกเลย ทําให้ครอบครัวเราต้องเสียเงินไปไม่น้อย!”
ถังฉีกล่าวพลางปั้นหน้าแสร้งทําเป็นโกรธ
นางนําไฟฉายออกมา แม้จะค่อนข้างเสี่ยง แต่โชคดีที่ชาวบ้านไม่สงสัยในคําพูดของนาง
“เข้าใจแล้ว พี่ใหญ่ เราไปก่อนนะ!”
เมื่อกล่าวจบ ถังเฟิงก็ไปที่ห้องเก็บของ หยิบอาหารใส่ในตะกร้าไม้ไผ่ จากนั้นสามพี่น้องก็รีบออกไปข้างนอกบ้าน
ถังเหวินนั่งย่อตัวขณะเฝ้าสังเกตการณ์ กระทั่งจู่ๆเขาก็เห็นสามพี่น้องเดินออกมา จึงเร้นกายอย่างรวด เร็วในมุมมืด
“พวกเขาแอบย่องมาทําอะไรดึกๆดื่นๆป่านนี้?”
ประกายแสงฉายวาบในดวงตาของถังเหวินทันที!
เขาติดตามทั้งสามไปอย่างลับๆ
ตอนนั้นเอง ศีรษะเล็กๆก็โผล่ออกมาจากบ้าน เห็นร่างที่กําลังสะกดรอยตามของถังเหวินจึงรีบวิ่งกลับเข้าไปข้างใน
“พี่ใหญ่!”
ถังเจียงเดินไปที่ประตูห้องของถังฉีด้วยสีหน้าเคร่งขรึม พลางยื่นมือไปเคาะประตู
“เกิดอะไรขึ้น?”
ถังฉีกําลังจะพักผ่อน เมื่อได้ยินเสียงเรียกของถังเจียงจึงรีบเปิดประตูทันที
“พี่ใหญ่ ข้าเพียงอยากตามพวกพี่รองไปด้วย แต่กลับเห็นถังเหวินแอบตามหลังพวกเขาไป ข้าควรเล่นงาน เขาจนพิการดีหรือไม่?”
ดวงตาของถังเจียงคุกรุ่นด้วยโทสะ
หลายปีที่ผ่านมา คนของบ้านเก่าคอยค่อนแคะ เยาะเย้ย และถากถางพวกเขาไม่หยุดปาก ถังเจียงเองก็เคยเผชิญมาหลายครั้ง
“ไม่จําเป็น”
สายตาของถังฉีฉายแววเย็นเยียบเช่นกัน นางไม่คาดคิดว่าถังเหวินจะแอบซุ่มอยู่นอกบ้านของนางจริงๆ
“น้องเจียง เจ้ากับอาซานอยู่บ้านดูแลน้องห้า ข้าจะพาอาต้ากับอาเอ้อร์ตามพวกเขาไป”
ไม่นานนัก ถังฉีก็เตรียมการทุกอย่างเรียบร้อย
นางผิวปากไปทางลานบ้าน และในไม่ช้า สุนัขที่ว่องไวสามตัวก็รีบวิ่งเข้ามา
“อาซาน เจ้าเฝ้าบ้านให้ดี! อาต้า อาเอ้อร์ ตามข้ามา”
เมื่อถังฉีพูดจบ นางก็หยิบไฟฉายขึ้นมา และสุนัขสองตัวก็ตามนางไป
ถังฉีส่องไฟฉายเดินออกจากหมู่บ้าน มุ่งหน้าไปยังทิศทางที่เลี้ยงหอยกาบ
ด้านหลังถังซาน ถังเหวินสังเกตเห็นแสงจากด้านหลัง จึงรีบซ่อนตัวอยู่หลังพุ่มไม้
ในไม่ช้า เขาก็เห็นถังฉีและสุนัขสีดําสองตัวเดินผ่านไป ถังเหวินกลั้นหายใจ กลัวว่าอาต้าและอาเอ้อร์จะตามกลิ่นได้
ขณะที่อาต้าและอาเอ้อร์ผ่านพุ่มไม้ที่ถังเหวินซ่อนตัวอยู่ หางของพวกมันก็กระดิกเร็วกว่าปกติ
เมื่อเห็นดังนั้น ถังฉีรู้สึกเคลือบแคลงในใจ
“พวกน้องรองหุนหันพลันแล่นกันจริงๆ พวกเขาออกไปก่อนที่เราจะพูดจบเสียอีก! ไข่มุกในหอยกาบพวกนี้มีค่ามาก จะยอมให้เกิดเรื่องไม่ได้เด็ดขาด!”
น้ําเสียงของถังฉีบ่งบอกถึงความสิ้นหวัง และนางก็เร่งฝีเท้าเร็วขึ้น
ถังเหวินซ่อนตัวอยู่หลังพุ่มไม้ หัวใจของเขาเต้นแรง เสียงเดียวที่ยังก้องสะท้อนอยู่ในหูคือคําพูดของถังฉีเกี่ยวกับไข่มุก
แสนล้ําค่า!
ทันใดนั้น หัวใจของเขาก็พองโตขึ้นมา
ถังฉีมาถึงเนินทางทิศเหนือและแอบมองไปข้างหลัง แทบไม่เห็นร่างใดซ่อนอยู่หลังพุ่มไม้
รอยยิ้มแฝงเลศนัยปรากฏบนริมฝีปากของนาง
“ถังซานหรือ?”
ในบ้านพักชั่วคราวริมแม่น้ํา ถังโส่วเหรินและคนอื่นๆยังไม่เข้านอน จึงเห็นถังซานเดินเข้ามาใกล้
“ท่านอาโส่วเหริน พี่สาวให้ข้านําขนมมาให้ขอรับ”
เมื่อกล่าวจบ ถังซานก็ยื่นตะกร้าไม้ไผ่ที่เขาถืออยู่ให้ผู้ใหญ่
“ฮ่าฮ่า พี่สาวของเจ้าช่างใส่ใจดีจริง พวกข้ากําลังหิวอยู่พอดี จะได้มีอะไรรองท้อง”
ถังโส่วเหรินไม่ลังเล รับอาหารจากมือของถังซานแล้วแจกจ่ายให้กับคนอื่นๆที่เฝ้ายามอยู่ด้วยกัน
“อื้ม... ฝีมือทําอาหารของฉีเอ๋อร์ดีขึ้นเรื่อยๆ สงสัยจริงว่าเจ้าโง่ผู้โชคดีคนไหนจะได้แต่งงานกับนาง!”
Comments
Post a Comment