7brother ep1-10

อายุแค่ห้าขวบแต่หนวนหน่วนก็ต้องลุกมาขึ้นเขาผ่าฟืนให้อาหารไก่เสียแล้ว ชีวิตน้อยๆช่างอาภัพนัก ชายชราที่คอยเลี้ยงดูก็ตายจาก ทิ้งเธอไว้ในกระท่อมโกโรโกโสเพียงลำพัง แต่แล้ววันหนึ่งรถหรูก็มาจอดเทียบถึงบ้าน บอกว่าเธอเป็นสมบัติล้ำค่าตระกูลกู้

หนวนหน่วนฟังไม่ผิดใช่ไหม ตระกูลที่รวยซะยิ่งกว่ารวยนั่นน่ะเหรอ? แล้วพี่ชายทั้งเจ็ดคนของตระกูลนี้ก็ไม่ธรรมดากันทั้งนั้น พวกเขาจะต้อนรับเธอในฐานะน้องสาวหรือเปล่านะ?

เหล่านักเผือกของหมู่บ้านเองก็ทำตาโตเท่าไข่ห่านหลังเห็นคนที่ลงมาจากรถ ที่บอกว่าหนวนหน่วนเป็นลูกสาวที่หายไปหมายความว่ายังไง โอ๊ย น่าอิจฉาซะจริง!

ได้ยินมาว่าลูกชายตระกูลนั้นสืบทอดใบหน้าหล่อเหลากันมาทุกคน แถมยังเพียบพร้อมไปด้วยความสามารถ บางคนเป็นถึงดาราดังเลยนะ!

เหอะ เอาเถอะ หนวนหน่วนไปอยู่ที่นั่นก็คงถูกรังแก ไม่มีทางถูกรักหรอก ถึงจะคิดแบบนั้น แต่ไหงได้ข่าวอีกที เด็กคนนี้ถึงกลายเป็นดวงใจพวกพี่ชายกันได้นะ หนวนหน่วนทำได้ยังไงกัน!


บทที่ 1: หนวนหน่วน

เมฆหมอกยามเช้าเริ่มปกคลุมไปทั่วตัวหมู่บ้านเล็กๆ ไม่นานแถวของรถยาวเหยียดที่ขับเข้ามาก็ทำลายความเงียบสงบของหมู่บ้านที่ตั้งอยู่บนเขาแห่งนี้เสียสิ้น ชาวนาผิวคล้ำคนหนึ่ง มือหนึ่งถือจอบ อีกมือหนึ่งกำวัชพืช เห็นแล้วก็ลุกขึ้นยืนเหยียดตัวตรง เหลียวมองรถหรูที่เคยเห็นแค่ในทีวีจนรถแล่นไปลับสายตา “ที่รัก คิดว่ารถพวกนั้นราคาเท่าไหร่?” คนในรถย่อมเป็นเศรษฐี เพราะมีเพียงเศรษฐีที่สามารถขับรถมูลค่าสามแสนหยวนชวนอิจฉาตาร้อนแบบนี้ได้ เหล่าชาวบ้านต่างเข้าใจว่าหมู่บ้านมีผู้มีอิทธิพลมาเยือนเสียแล้ว รถที่แล่นผ่านหน้าไปดูโฉบเฉี่ยวกว่าคันเมื่อครู่เป็นเท่าตัว ตามคำบอกเล่าของคนหนุ่มสาวในหมู่บ้าน รถหนึ่งคันมีราคาหลายล้าน สำหรับคนที่ยังชีพด้วยการขุดหาอาหารในทุ่งนาแล้วถือเป็นเงินมหาศาล ว่ากันว่าคนบ้านนั้นมีรถมากกว่าหนึ่งคัน! “ไปๆ รีบไปดูกันเร็วเข้า!” หมู่บ้านเล็กๆบนภูเขาแห่งนี้ไร้ซึ่งแสงสีเสียง ดังนั้นการทำอะไรที่ต่างจากเดิมอาจทำให้ทั้งหมู่บ้านแตกตื่น แม้แต่คนจากเมืองใหญ่ การมีรถหรูยาวขับตามกันเป็นแถวแบบนี้ก็ชวนน่าตกใจอยู่ไม่น้อย แล้วจะนับประสาอะไรกับหมู่บ้านเล็กๆแบบนี้ รถหรูจอดเรียงรายอยู่หน้ากระท่อมไม้ซุงทรุดโทรมพร้อมร่วงเอนหลังหนึ่ง สายตาของชาวบ้านรอบข้างต่างจ้องมองมาอย่างประหลาดใจ พวกเขากรูเข้ามาดู ตามมาด้วยเสียงพูดคุยกระซิบกระซาบ “เห็นอะไรไหม? ครอบครัวของหนวนหน่วนมาล่ะ” “เดี๋ยวนะที่รัก แสดงว่าครอบครัวของหนวนหน่วนร่ำรวยมากเลยสิ ดูน่าจะมาจากตระกูลผู้ลากมากดีนะ เสี่ยวหลิวบอกว่ารถพวกนั้นเก่าและหายาก แถมยังแพงมากอีกต่างหาก” ท่ามกลางเสียงที่พูดคุยกัน จู่ๆ ก็มีเสียงแทรกบทสนทนาที่ฟังดูไม่ลงรอยดังขึ้นมา หญิงชราที่กำลังแกะทุบเมล็ดแตงโมเอ่ยขึ้น คำพูดค่อนข้างเฉียบคมและแฝงไปด้วยความนัย “งั้นเด็กคนนั้นยังจะอยากอยู่ที่แบบนี้อีกเหรอ? เหอะ... หนวนหน่วนเติบโตมาในหมู่บ้านบนภูเขา คงจะชื่นชอบครอบครัวที่มีฐานะร่ำรวยน่าดู” คำพูดเหล่านั้นกระทบเข้ากับหูของบอดี้การ์ดที่เฝ้าอยู่ด้านนอกพอดี พวกเขาจึงมองมาด้วยสายตาดุดัน จู่ๆ หญิงชราก็แทะเมล็ดแตงโมต่อไม่ลง ด้วยความที่เธอเป็นเพียงผู้หญิงบ้านนอก และไม่เคยพบเห็นเหตุการณ์แบบนี้ ประกอบกับว่ากลัวที่จะถูกทุบตี เธอจึงรีบพาหลานชายที่กำลังน้ำลายไหลในขณะที่กำลังจ้องมองไปที่รถของคนอื่นออกไป หลังจากนั้น เสียงร้องของเด็กรูปร่างอ้วนท้วมก็ดังลั่นขึ้นหลังได้เห็นรถ ก่อนจะค่อยๆสงบลงแล้วตามมาด้วยเสียงของหญิงชราที่ให้คำมั่นสัญญากับหลานว่าจะซื้อรถให้เขาในอนาคต ชาวบ้านที่ยืนมองรู้สึกหวาดกลัวเช่นกัน แต่หลังจากที่สองย่าหลานเดินจากไปพวกบอดี้การ์ดชุดดำก็ไม่ได้ให้ความสนใจพวกเขาอีก ดังนั้นผู้คนโดยรอบจึงกล้ากระซิบกระซาบต่อ บางคนกล่าวอวยพรให้หนวนหน่วนมีชีวิตที่ดีในอนาคต ส่วนบางคนก็เย้ยหยันหญิงชราเมื่อครู่ ภายในกระท่อมไม้ แต่ละห้องค่อนข้างสะอาดและเป็นระเบียบ แต่ถึงอย่างนั้นบุคคลที่ยืนอยู่ตรงทางเข้าก็แต่งตัวค่อนข้างเรียบหรู ดูแล้วช่างไม่เข้ากับบรรยากาศของบ้านนี้เอาเสียเลย เด็กหญิงตัวเล็กผอมบางผู้เป็นเจ้าของกระท่อมหลังเล็กจ้องมองพวกเขาอย่างประหม่าและวิตกกังวลนิดหน่อย เธอมีดวงตาฉ่ำน้ำกลมโตราวกับลูกองุ่นสีดำ ส่วนของตาขาวชัดเจน มองรวมกันแล้วให้ความรู้สึกน่ามองเป็นพิเศษ ผู้หญิงท่าทางสง่างามก้าวเดินช้าๆไปหาเด็กหญิงตัวน้อยด้วยนัยน์ตาแดงก่ำ เธอเอื้อมมือไปกุมมือเล็กๆของเด็กน้อยตรงหน้าอย่างระมัดระวัง เพียงได้สัมผัสในใจก็พลันสั่นไหว “หนูชื่อหนวนหน่วนใช่ไหม ฉันเป็นแม่ของหนูนะ” ผู้หญิงคนนั้นสะอื้น เอ่ยด้วยเสียงสั่นเครือ ดวงตาของเธอทวีสีแดงก่ำ พอสูดจมูกได้ฟืดหนึ่งก็มองไปที่เด็กหญิงตัวเล็กผอมบางตรงหน้า แต่แล้วไม่นาน มุมปากของเธอก็ยกยิ้มขึ้นราวกับยินดีที่ได้พบสมบัติล้ำค่าของตนเองที่หายสาบสูญไป หนวนหน่วนจ้องมองผู้หญิงสวยสง่าตรงหน้าด้วยความประหม่า ใช้ดวงตากลมโตสดใสมองกลับไป เห็นผู้เป็นแม่แล้วหัวใจเธอก็อ่อนไหว มือที่บางและน่าเกลียดของเธอถูกกอบกุมเอาไว้ หนวนหน่วนคิดในใจว่าเธอไม่คู่ควรที่จะได้รับจึงพยายามดึงมือกลับ แต่ก็ไม่สามารถทำเช่นนั้นได้ ผู้หญิงตรงหน้ายังคงกุมมือเล็กๆ ที่ดูไม่น่าจับของเด็กหญิงด้วยสัมผัสที่นุ่มนวลและมั่นคง “หนวนหน่วน กลับบ้านกับแม่ดีไหมจ๊ะ?” ทว่าได้ฟังแล้วเด็กหญิงวัยห้าขวบผู้สวมชุดสีขาวเนื้อตัวขาวสะอาดสะอ้านสีหน้าไม่สู้ดีนัก ถ้ามองใกล้ๆ จะเห็นว่าใบหน้าน้อยๆมีเค้างดงาม เพียงแต่มันถูกบดบังอยู่ภายใต้เรือนผมที่ยุ่งเหยิง นัยน์ตาสีดำสั่นไหว ขับประกายสว่างสดใสไปที่ผู้หญิงตรงหน้า ไม่นานน้ำตาก็พรั่งพรูออกมา ราวกับไม่ยินยอมกับสถานการณ์ตรงหน้าแต่อย่างใด ไม่รู้ว่าเพราะสาเหตุใดหนวนหน่วนถึงรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจขึ้นมา ผู้เป็นแม่เอามือเล็กๆ เช็ดน้ำตาอย่างเงอะงะ “อย่าร้องไห้” คำพูดที่ว่า ‘อย่าร้องไห้’ ช่างแผ่วเบาและน่าฟังมาก คำพูดเพียงสองพยางค์ทำให้ความรู้สึกภายในจิตใจยิ่งเอ่อล้น ผู้หญิงตรงหน้าไม่สามารถหักห้ามใจที่จะไม่ร้องไห้ได้ เธอสวมกอดเด็กน้อยที่จากไปนานถึงสามปีไว้ในอ้อมแขนก่อนจะร้องไห้ออกมา ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาเธอเอาแต่ตกอยู่ในความหวาดกลัวที่เสียลูกไป ในที่สุดตอนนี้ก็ได้สุขใจที่ได้เด็กน้อยกลับคืน ชายหนุ่มวัยกลางคนรูปร่างหน้าตาหล่อเหลาและสง่างามเดินเข้ามาสวมกอดผู้เป็นภรรยาและลูกสาวไว้ในอ้อมแขน ราวกับว่าอยากสร้างที่หลบภัยและความรู้สึกมั่นคงให้กับทั้งสอง ทันทีที่หนวนหน่วนถูกทั้งสองสวมกอด เธอก็รู้สึกถึงความอบอุ่นอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน ในใจแอบรู้สึกละโมบ ไม่อยากถูกพรากความอบอุ่นแบบนี้ไปอีก ผลพวงของการร้องไห้ทำเอาแสบจมูก ดวงตาของหนวนหน่วนแดงก่ำ หยดน้ำตาเม็ดใหญ่ที่ไหลลงมาจากดวงตาทำเอาภาพตรงหน้าพร่าเลือนไปหมด และในตอนนั้น เด็กชายที่อายุเพียงสิบสองปีเดินสะเปะสะปะเข้ามาอย่างไม่สบอารมณ์ เขาเหลือบมองเด็กน้อยเจ้าของกระท่อม เอ่ยออกมาว่า “ก็หาเจอแล้วไม่ใช่เหรอ จะร้องไห้กันอยู่ทำไม!” ตามรูปลักษณ์ที่สืบทอดกันมาประจำตระกูลกู้ พวกเขามีรูปร่างหน้าตาดีทั้งตระกูล แต่ถึงอย่างนั้นจะรู้ได้อย่างไรว่าเด็กผู้หญิงคนนี้เป็นน้องสาวของเขาที่ตกจากหน้าผาไปในวันนั้น เห็นเด็กคนนี้แล้วเขาคงไม่แม้แต่จะกล้าเอ่ยปากบอกเพื่อนว่าตนเองมีน้องสาว ดูเธอเข้าสิ น่ารังเกียจสิ้นดี ถ้าคนอื่นอยากไล่เธอ เขาก็คงไม่ลังเลที่จะร่วมผสมโรง น่ารำคาญชะมัด “ไอ้เด็กตัวเหม็นคนนี้หนิ กลับไปที่รถซะ อย่ามาทำตัวอ่อนแอแถวนี้!” แววตาของกู้หลินโม่ฉายแววเจ็บปวดเมื่อมองร่างเล็กตรงหน้า เด็กน้อยผอมบางจนลมพัดแทบปลิวอยู่แล้ว ในที่สุดลูกสาวคนนี้ก็หวนคืนสู่ตระกูล หน้าที่อย่างเดียวที่เขาควรทำก็คือไม่ทำให้เธอรู้สึกว่าตนเองไม่เป็นที่ต้อนรับสำหรับครอบครัวนี้ “ไปกันเถอะ ผมไม่อยากอยู่ที่นี่แล้ว!” กู้อันเชิดหน้าตัวเองขึ้นอย่างเย่อหยิ่ง สองมือล้วงเข้าในกระเป๋ากางเกง ท่าทางประหนึ่งว่าตนเองไร้ที่ติ กู้หลินโม่กำหมัดแน่น “ไม่ต้องกลัวนะหนวนหน่วน นี่คือพี่ชายคนเล็กของลูก เขาชอบทำตัวน่ารังเกียจแบบนี้แหละ ถ้าเขารังแกลูก ให้มาบอกพ่อกับแม่ หรือจะบอกพี่น้องคนอื่นก็ได้ ครอบครัวเราจะคอยสั่งสอนเขาเอง ลูกจะได้ไม่ถูกรังแก” ดวงตากลมโตของหนวนหน่วนจดจ้องพี่ชายผู้ทะนงตัวราวกับไก่แจ้ชูคอ ก่อนจะถูกน้ำเสียงอ่อนโยนของแม่ดึงกลับมาจากภวังค์ เธอได้แต่ตอบกลับไปพร้อมกับน้ำเสียงที่ยังคงประหม่าอยู่ “ค่ะ” แม้ว่าจะเป็นคำพูดเพียงพยางค์เดียว แต่กลับทำให้ผู้ใหญ่ทั้งสองเอ็นดูอย่างเหลือเชื่อ คุณหญิงกู้ใช้มือสัมผัสเรือนผมนุ่มๆของลูกสาวก่อนจะร้องไห้ออกมาอีกครั้ง ตอนลาจากหมู่บ้านบนภูเขา พ่อและแม่ของหนวนหน่วนก็ได้นำของขวัญไปมอบให้บรรดาชาวบ้าน ทุกคนต่างทราบกันดีว่า ตั้งแต่ชายชราที่รับเลี้ยงหนวนหน่วนได้เสียชีวิตลง เธอก็ใช้ชีวิตมาเพียงลำพังเป็นปี คนในหมู่บ้านต่างห่วงใยคอยช่วยเหลือ แต่บางคนก็ไม่แม้จะชายตามอง สำหรับผู้ที่คอยช่วยเหลือลูกสาว สองสามีภรรยาได้ให้ของขวัญอย่างสมน้ำสมเนื้อ ส่วนผู้ที่รังแกลูกสาวสุดที่รัก พวกเขาไม่อาจใจกว้างที่จะให้อภัย ถึงพวกเขาไม่สามารถปกป้องลูกสาวสุดที่รักได้อย่างถึงที่สุด แต่ก็ไม่อยากปักใจเอาเรื่องกับผู้คนที่มารังแก เพราะท้ายที่สุด พวกเขาก็ตระหนักได้ว่ามันเป็นความผิดของพวกเขาเองที่สูญเสียหนวนหน่วนไป โชคดีที่คนส่วนใหญ่ในหมู่บ้านนี้รับหนวนหน่วนไว้ดูแลด้วยความใจดี ก่อนจะจากไป หนวนหน่วนก็รวบรวมความกล้าทั้งหมดโดยใช้มือเล็กๆ ดึงเสื้อผ้าของคุณหญิงกู้ไว้ “หนวนหน่วนเป็นอะไรหรือเปล่าจ๊ะ” คุณหญิงกู้ย่อตัวนั่งลง ก่อนจะมองไปที่หนวนหน่วนแล้วพูดคุยกับเธอด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ใบหน้าของหนวนหน่วนขึ้นสีแดงก่ำด้วยความเขินอาย เสียงของเธอจึงแผ่วเบาราวกับลูกแมวตัวน้อย “เป็นไปได้ไหม ถ้าหนูจะพาต้าหวงกับเหม่ยฉิวกลับไปด้วย” หลังจากที่พูดจบ เธอก็ก้มหน้าลงเล็กน้อยอย่างกล้าๆกลัวๆ ก่อนจะใช้ถูนิ้วชี้เข้าด้วยกัน บ่งบอกได้ดีว่าไม่สบายใจ เด็กน้อยกำลังกลัวว่าพวกเขาจะไม่ชอบหากเธอเอ่ยถามมากเกินไป คุณหญิงกู้วางฝ่ามืออุ่นลงบนศีรษะของสาวน้อยอย่างแผ่วเบา จากนั้นก็ตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงนุ่มทุ้มเต็มไปด้วยความน่าเชื่อถือ “แน่นอนสิจ๊ะ”


บทที่ 2: หนวนหน่วน พวกเรากลับถึงบ้านแล้ว

“นอกจากต้าหวงกับเหม่ยฉิวแล้ว หนวนหน่วนมีอะไรจะเอากลับไปอีกไหมจ๊ะ?” ต้าหวงกับเหม่ยฉิวที่ว่าคือสุนัขและแมวดำที่เลี้ยงไว้ มันคอยตามติดหนวนหน่วนมาตลอด “ไม่ ไม่มีแล้วค่ะ" เมื่อได้ยินว่าสามารถพาต้าหวงกับเหม่ยฉิวไปด้วยได้ ใบหน้าของหนวนหน่วนก็ปรากฏรอยยิ้ม “เหอะ... หมากับแมวอัปลักษณ์แบบนี้จะไปมีประโยชน์อะไร ฮัสกี้ที่เพื่อนรักของฉันเลี้ยงไว้สวยและสง่ากว่าตั้งเยอะ ไว้จะพาไปดู!” กู้อันเชิดหน้าขึ้น มองไปยังสุนัขขนสีน้ำตาลไหม้และแมวดำด้วยสายตาถูกเหยียดหยาม แต่หลังจากที่พูดจบ เขาก็รู้สึกเสียใจ ถ้าเขาอยากจะให้สาวน้อยคนนี้พบกับฮัสกี้ ก็แปลว่าต้องพาเธอไปพบเพื่อนสนิทของเขา ไม่ได้นะ จะปล่อยให้เพื่อนของเขารู้ว่าเขามีน้องสาวไม่ได้ เพราะน้องสาวของเขาคนนี้มันน่ารังเกียจ ให้เอาสุนัขตัวนี้กลับบ้านน่ะถูกแล้ว ยัยเด็กคนนี้จะได้เล่นกับมันแทน “หุบปากซะ!” กู้อันลุกลี้ลุกลนเมื่อถูกพ่อของตนจับจ้องมา เขาเงยหน้าขึ้น สบตาผู้เป็นพ่ออย่างไม่เชื่อสายตา ทำไมพวกพ่อถึงด่าเขา? แน่จริงก็ตีเขาเลยสิ ถ้ากล้าพอ! “หนวนหน่วน อย่าไปสนใจพี่โง่ๆของหนูเลย พี่ชายของลูกมันไร้สมอง” คุณหญิงกู้เกรงว่าหนวนหน่วนจะรู้สึกไม่ดี เธอจึงต้องอธิบายด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนกว่าเดิม จากนั้นก็มองคาดโทษไปยังกู้อัน หนวนหน่วนเม้มริมฝีปาก ยกยิ้มเล็กน้อย อันที่จริง เธอรู้สึกได้ว่าพี่ชายไม่ได้คิดร้ายต่อเธออย่างที่เขาแสดงออกหรอก ต่อมาพวกชาวบ้านก็มองตามรถหรูที่เคลื่อนตัวออกจากหมู่บ้าน ผู้คนต่างโบกมือลาหนวนหน่วน ถึงแม้ว่าจะรู้สึกอิจฉาที่เด็กสาวได้กลับคืนสู่ครอบครัวที่ร่ำรวยอย่างกะทันหัน แต่ภายในใจก็รู้สึกยินดีอยู่ไม่น้อย เพราะในที่สุด หนวนหน่วนก็เติบโตมาอย่างดี เธอประพฤติตัวดีและสุภาพอยู่เสมอ ทุกคนในหมู่บ้านต่างเอ็นดูเธอมาก ยกเว้นอยู่ครอบครัวเดียว... “คุณย่า คุณย่า ผมอยากได้ของขวัญ! ทุกคนมีแต่ผมยังไม่มีเลย ผมอยากได้ของขวัญ แล้วก็อยากได้รถคันนั้นด้วย…” เด็กชายอายุเจ็ดขวบรูปร่างอ้วนท้วมกำลังนอนร้องไห้เกลือกกลิ้งไปทั่วพื้นโดยไม่สนว่าตนเองจะเปรอะเปื้อนมากแค่ไหน ส่วนหญิงชราที่เขาเรียกว่าคุณย่าก็ทำหน้าบูดบึ้งมากขึ้นกว่าเดิม ทุกคนในหมู่บ้านได้รับของขวัญ แต่ครอบครัวของหญิงชรากลับไม่ได้ของขวัญสักชิ้น คิดแล้วก็อับอายขายขี้หน้าอย่างยิ่ง แล้วตอนนี้หลานชายก็กำลังเอะอะโวยวาย ทำให้ทุกคนในหมู่บ้านมองเป็นตัวตลก หญิงชราจึงต้องลงโทษหลานชายเป็นครั้งแรก “ฉันต้องการของขวัญที่ไหนล่ะ? ครอบครัวของพวกเราไม่ได้ขาดแคลนอาหารหรือเครื่องดื่มที่ถึงขั้นจะต้องขอทานใคร เหอะ... จะอวดดีอะไรขนาดนั้น ยังไงฉันก็เลี้ยงดูยัยเด็กนั่นมา ก็แค่เด็กขี้ขลาดตาขาวหรอก!” “นี่ แม่เฒ่าจ้าว จะคิดยังไงก็ช่าง แต่ก่อนหน้านี้ทำกับหนวนหน่วนยังไงก็รู้อยู่แก่ใจไม่ใช่เหรอ ปล่อยให้หลานชายรังแกหนวนหน่วน ทำเป็นไม่รับรู้อะไร พ่อแม่ของหนวนหน่วนไม่เอาเรื่องถือว่าดีแค่ไหนแล้ว ถ้ายังสร้างเรื่องวุ่นวายที่นี่ สักวันพวกเขาจะรับรู้ เดี๋ยวก็เดือดร้อนหรอก” หญิงชราหรี่ตา ผินหน้าไปทางรถคันหรูที่กำลังเคลื่อนตัวออกไป “อะไรที่ยิ่งหายาก ก็ยิ่งเสียมาก อีกไม่นานหรอก…” “แม่เฒ่าจ้าวก็ควรซื่อสัตย์กับการกระทำและคำพูดของตนเองนะ ไม่เห็นหรือว่าเกิดอะไรขึ้นกับเด็กที่ประพฤติดีและสุภาพอย่างหนวนหน่วน? ฉันดูออกว่าพ่อแม่เธอตามหาเธออย่างยากลำบาก” แม่เฒ่าจ้าวพูดด้วยน้ำเสียงยากที่จะให้อภัย “ใครจะรู้เรื่องหลังม่านของตระกูลร่ำรวยพวกนั้นได้ รอดูต่อไปเถอะ เจ้าหนวนหน่วนตัวน้อยจะต้องพบเจอช่วงเวลาที่ยากลำบากอย่างแน่นอน” ความจริงแล้วภายในใจหญิงชราอิจฉาแทบเจียนตาย เด็กขี้แพ้คนนั้นจะมีพ่อแม่ที่รวยขนาดนี้ได้อย่างไร? หากสิ่งนี้เกิดขึ้นกับหลานชายของเธอแทนคงจะเป็นเรื่องดี มองเข้าไปในบนรถหรูตอนนี้ หนวนหน่วนกำลังนั่งอยู่ด้านหลังกับพี่ชาย เพราะได้นั่งติดกัน กู้อันเลยมองขึ้นลง สำรวจร่างของน้องสาวตนเอง เธอผอมบาง อีกทั้งยังดูขี้อายมากอีกต่างหาก “เธออายุเท่าไหร่ ทำไมตัวเล็กจัง” เขาเปรียบเทียบส่วนสูงอย่างภาคภูมิใจ “ฉันสูงกว่าเธอมากเลยแฮะ!” ตอนนี้เขาไม่ได้เตี้ยที่สุดในครอบครัวอีกแล้ว “ห้า… ห้าขวบ” หนวนหน่วนตอบอย่างเขินอาย “ห้าขวบแล้วก็ยังดูเด็กน้อยอยู่เลย เหมือนกับเด็กสามขวบไม่มีผิด เหอะ... ต่อไปเธอก็กินให้มากกว่านี้ล่ะ ถ้ามีคนมาเจอเข้าคงได้เข้าใจผิด คิดว่าบ้านเรากำลังอดอยากแน่ แล้วก็… ถ้าอยู่ข้างนอกก็ไม่ต้องมาพูดคุยกับฉัน ตอนไปโรงเรียนห้ามบอกใครเด็ดขาดว่าฉันเป็นพี่ชายเธอ ไม่อย่างนั้นฉันจะทุบเธอแน่!” ขณะที่เขาพูดก็ได้ชูกำปั้นขึ้นมาแสดงพลังของตน หนวนหน่วนยอมเชื่อฟังอย่างว่าง่าย “กู้อัน!!!” เสียงพูดดังกึกก้องมาจากหน้ารถ น้ำเสียงที่เปล่งออกมาแสดงถึงความโกรธอย่างยิ่ง ไม่นานใบหูของกู้อันก็โดนบิดโดยผู้เป็นแม่ผู้ที่มีบุคลิกอ่อนโยน แต่ยังดีที่ว่ากู้หลินโม่ไม่สามารถหันมาสมทบด้วยได้ ไม่เช่นนั้น เจ้ากู้อันตัวน้อยอาจโดนคู่สามีภรรยาจัดการแพ็คคู่ “เด็กนี่หนิ ทำมาตกใจ ไม่โดนตีแค่สามวันทำไมถึงทำตัวแบบนี้ พูดกับน้องแบบนี้ได้ยังไง?” “โอ๊ยๆๆ หม่าม๊า ผมเจ็บ ไม่อ่อนโยนกับลูกแล้วเหรอ แล้วผมพูดอะไรผิดตรงไหน ยัยเด็กนี่ผอมมาก หน้าตาก็ไม่ดี น้องสาวคนอื่นผิวขาวเนียนกันทั้งนั้น ออกไปพบคนอื่นคงอายเขาตาย!” กู้หลินโม่ได้ยินเข้าก็โกรธมาก เขาตบเข้าที่หัวของกู้อันดังผัวะ “เด็กคนนี้นี่! เดี๋ยวน้องก็ไม่สนใจแกหรอก!” หนวนหน่วนมองดูภาพครอบครัวอย่างตื่นตาตื่นใจ เมื่อเห็นพี่ชายตกอยู่ในสถานการณ์ยากลำบาก เธอก็กระวนกระวายใจน้อยลง เริ่มมีรอยยิ้มน้อยๆในนัยน์ตาคู่โต ตระกูลกู้ถือได้ว่าเป็นหนึ่งในตระกูลที่ร่ำรวยและมั่งคั่งที่สุดในหลินเฉิง แม้ว่าจะมีอายุเพียงสามชั่วอายุคน แต่ทายาทรุ่นใหม่ก็ทำได้ดี ทายาททุกคนของตระกูลล้วนเป็นอัจฉริยะ ธุรกิจของครอบครัวยิ่งเฟื่องฟูหลังอยู่ในมือของพวกเขา ทำให้ตอนนี้ตระกูลกู้กลายเป็นตระกูลที่ร่ำรวยที่สุดในประเทศ เมื่อเดินทางมาถึงคฤหาสน์ของครอบครัวกู้ หนวนหน่วนจ้องมองดูโลกที่แปลกประหลาดภายนอกจากกระจกรถด้วยความหวาดหวั่น คฤหาสน์ที่สวยงามและใหญ่โตเช่นนี้เป็นสถานที่ที่เธอจะอาศัยอยู่ในอนาคตจริงหรือ? มันให้ความรู้สึก… เหมือนฝัน พื้นที่ช่างกว้างใหญ่เมื่อเทียบกับที่เธอเคยอยู่มาก่อนหน้า ทำให้หนวนหน่วนรู้สึกตนเองช่างต้อยต่ำ ความวิตกกังวลพลันพรั่งพรูขึ้นมา แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็พยายามอย่างยิ่งที่จะไม่แสดงอารมณ์พวกนั้นออกมา มืออันอ่อนโยนคู่หนึ่งจับนิ้วที่พันกันยุ่งเหยิงของเธอ “หนวนหน่วน เรากลับถึงบ้านกันแล้วนะ” หนวนหน่วนจ้องมองผู้เป็นแม่และพ่อผู้แสนอ่อนโยน พอเห็นว่ามีครอบครัวคอยให้กำลังใจ เด็กน้อยจึงพยักหน้าลงอย่างหนักแน่น เหมือนกับลูกแมวที่ก้าวเข้าสู่ดินแดนใหม่ เธอเดินตามหลังพ่อแม่ที่คุ้นเคยอย่างเขินอาย สายตาเหลือบมองโดยรอบอย่างกล้าๆกลัวๆ แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็เดินตามเข้าไปในประตูบ้านอย่างเชื่อฟัง หลังจากนั้น บุคคลที่เดินตรงมาหาคือชายชราในชุดสูทสีดำ บนเรือนผมมีผมสีขาวแซมอยู่เป็นส่วนใหญ่ เขายืนตัวตรงสง่า บนใบหน้าปรากฏรอยยิ้มอ่อนโยน “นายท่าน นายหญิง ในที่สุดก็กลับมาแล้วหรือครับ” “พวกเราหิวแล้ว บอกป้าหลิวให้ช่วยเตรียมอาหารที่ชอบให้หน่อยนะ” แม้จะถูกบ้องหัวไปหยกๆ แต่กู้อันก็จำได้ว่าตนยังไม่ได้ทานอะไร เมื่อลงจากรถเขาก็สวมบทนายน้อยผู้หยิ่งผยองและจองหองประจำตระกูลกู้ทันที ผู้ดูแลคฤหาสน์ตอบกลับด้วยรอยยิ้ม “เตรียมไว้พร้อมแล้วขอรับ” พลันสายตาของเขาก็จ้องมองไปที่เด็กหญิงตัวเล็ก ทว่าพอเห็นหน้าหนวนหน่วน เขาก็ชะงักไปครู่หนึ่ง ไม่นานดวงตาก็ย้อมสีแดงก่ำ มุมปากฉาบรอยยิ้มอันแสนอ่อนโยน ผู้ดูแลคฤหาสน์พยายามอย่างหนักที่จะควบคุมมืออันสั่นเทาของตนเองเพื่อไม่ให้คนตัวเล็กหวาดกลัว เขาจึงลดเสียงพูดลง “คุณหนวนหน่วน ยินดีต้อนรับกลับบ้าน ปู่กำลังรออยู่เลย” เหมือนมาก… ช่างเหมือนเหลือเกิน... แต่เห็นรูปร่างผอมบางของหนวนหน่วนแล้ว เขากลับรู้สึกทุกข์ทรมานใจเหลือเกิน กู้หลินโม่กับแม่บ้านหันมามองหน้ากัน เห็นได้ชัดว่าพวกเขากำลังคิดอะไรอยู่ในใจ “นี่คือคุณปู่ผู้ดูแลบ้าน” คุณหญิงกู้ลูบผมหนวนหน่วนอย่างอ่อนโยน แนะนำตัวลูกน้อยให้ทุกคนฟังด้วยรอยยิ้ม


บทที่ 3: คุณปู่

หนวนหน่วนกุมมือผู้เป็นแม่เอาไว้ เงยหน้ามองผู้ดูแลคฤหาสน์ด้วยรอยยิ้มเขินอาย ก่อนจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา บุคลิกที่สุภาพอ่อนน้อมและวางตัวดีของเธอช่างพบเจอได้ยาก ผู้ดูแลคฤหาสน์เอ่ยขึ้นเป็นครั้งที่สองอย่างเศร้าใจ ดวงตาของเขายังคงแดงก่ำ “คุณหนูผอมมากเลย ควรทานให้เยอะๆนะครับ ทางเราไม่ทราบว่าคุณหนูชอบทานอะไร จึงเตรียมตามอาหารโปรดของนายท่านและท่านหญิง” คุณหญิงกู้พยักหน้าด้วยรอยยิ้ม “ต้องขอโทษที่ทำให้ลำบากนะ” ขณะที่กำลังเดินไปยังห้องนั่งเล่น ชายชราที่นั่งรออยู่อย่างใจจดใจจ่อก็ไม่สามารถนั่งนิ่งได้เมื่อเห็นหลานชายเข้ามา “กลับมาแล้วรึ น้องสาวแกอยู่ไหน” กู้อันทำหน้ามุ่ยทันที แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังมีความเกรงอกเกรงใจเมื่ออยู่ต่อหน้าชายชรา “คุณปู่ กังวลอะไรขนาดนั้นครับ ทุกคนกำลังเดินมาแล้วนี่ไง ทำไมทุกคนเอาแต่สนใจแต่เด็กนั่นกันนะ ไม่เห็นหัวผมบ้างเลย” ชายชราหันไปมองหลานชาย “ถ้าใจเย็นลงบ้างก็จะดีต่อตัวแกนะ” เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าดังมาจากข้างนอก ชายชราก็อดใจรอแทบไม่ไหว เขาลุกยืนขึ้นแล้วจัดเสื้อผ้าของตนเองอย่างเป็นระเบียบ ก่อนจะรีบนั่งลงพร้อมกับชุดที่ดูสง่างาม แต่เมื่อคิดพิจารณาอีกครั้ง เขาอาจทำให้หลานสาวที่น่ารักของตนเกิดตกใจได้ เขาจึงผ่อนสีหน้าลง ชายชราคนนี้ โดยปกติใช้เวลาส่วนใหญ่ในห้างสรรพสินค้า ตอนนี้เขารู้สึกประหม่าอยู่ไม่น้อย แต่หากบอกใครว่าประหม่า ก็คงไม่มีใครเชื่อ แต่ทั้งหมดคือความจริง “คุณพ่อครับ” ชายชราพยักหน้าให้ลูกชายและลูกสะใภ้ สายตาจับจ้องไปยังหลานสาวร่างผ่ายผอมที่ยืนอยู่ถัดจากพวกเขา เมื่อมองไปที่ใบหน้าของหนวนหน่วน จู่ๆเขาก็ลุกขึ้นยืน ดวงตาทั้งคู่เบิกกว้าง มือทั้งสองข้างสั่นเล็กน้อย “นี่… นี่มัน…” กู้หลินโม่รีบลูบหลังชายชราเพื่อปลอบให้เขาตั้งสติ “คุณพ่อ ใจเย็นๆก่อน” “ตกลง ตกลง ตกลง…” ชายชราตอบตกลงซ้ำแล้วซ้ำเล่าด้วยริมฝีปากสั่นเครือ เขาอดใจไม่ไหว เดินเข้าไปหาหนวนหน่วน คุกเข่าลง รอยยิ้มอันอ่อนโยนของเขาฉายแววอยู่ในดวงตาที่ตื่นตระหนกของเด็กหญิงตัวเล็ก “ไม่ต้องกลัวนะหนวนหน่วน ฉันเป็นคุณปู่ของหนู” “ทำไมผอมแบบนี้ล่ะ” “หนวนหน่วนของเราผ่านความทุกข์ยากมามาก ต่อไปในอนาคตหลานจะไม่ลำบากอีกแล้วนะ” เขาสวมกอดคนตัวเล็กไว้ในอ้อมแขนแน่นจนตัวสั่นเทา อันที่จริงแล้วเขาไม่จำเป็นต้องตรวจพิสูจน์ทางสายเลือดเลยด้วยซ้ำว่านี่คือหลานสาวของตนเองหรือไม่ หนวนหน่วนไม่สามารถรู้ได้ว่าเหตุใดคุณปู่จึงเศร้าใจ เธอยืนนิ่งอยู่ในอ้อมกอดของเขาอย่างเชื่อฟัง ริมฝีปากเม้มแน่น ค่อยๆใช้มือน้อยๆยกขึ้นปาดน้ำตาบนใบหน้าของชายชราอย่างระมัดระวัง ดวงหน้าฉายชัดว่ากำลังเขินอาย “คุณปู่ ไม่ร้องไห้นะคะ” เธอปลอบเขาด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา ชายชรามองไปยังเด็กหญิงตัวน้อยแล้วพยักหน้าซ้ำๆ “ปู่ไม่ได้ร้องเพราะเศร้าใจ แต่เพราะปู่มีความสุขมาก” เสียงของเขาช่างอ่อนโยนอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน ทำให้กู้อันที่ยืนมองตกตะลึงอยู่ไม่น้อย คุณปู่ยังมีความอ่อนโยนอยู่ภายในจิตใจอีกเรอะ? ร้องไห้เป็นด้วย! เหลือเชื่อ!!! เมื่อได้ยินเด็กหญิงตัวน้อยเรียกตนว่าคุณปู่ ชายชรารู้สึกอบอุ่นในใจยิ่งนัก ในที่สุดเขาก็มีหลานสาวสักที แถมยังเป็นหลานสาวที่เชื่อฟัง หน้าตาภรรยาผู้ล่วงลับของเขาอีกต่างหาก “นี่ ลูกสาวเราเก่งจังเลย” เมื่อได้รับคำชม ใบหน้าของหนวนหน่วนขึ้นสีแดงเรื่อด้วยความเขินอาย เมื่อพบว่าชายชราใจดี เธอก็ไม่จำเป็นต้องเกรงกลัวสิ่งใดอีกต่อไป ดวงตากลมโตที่สวยสดใสจึงจดจ้องมองชายชราอย่างไม่หวั่นเกรง ชายชราเองก็อ่อนโยนลงเมื่ออยู่กับเธอ “หลานสาวของเราสวยมาก โดยเฉพาะตา เหมือนของคุณย่าเป๊ะๆเลย แถมยังฉลาดพูด เป็นเด็กดี แค่เนื้อตัวผอมบางเกินไป ต่อไปต้องดูแลให้ดี ให้เธอทานเยอะๆ จะได้อ้วนท้วนหน่อย ดูดีขึ้นอย่างแน่นอน” กู้อันที่กำลังนั่งรออาหารเย็นมองไปที่หนวนหน่วนอยู่หลายรอบ คิดว่าปู่ของตนอาจแก่มากแล้ว สายตาจึงพร่ามัว มองอย่างไรถึงบอกว่าเด็กนี่นั่นสวย? เขาจินตนาการไม่ออกจริงๆ ว่าหนวนหน่วนจะหน้าตาดีขนาดไหนหากเธอถูกเลี้ยงจนอ้วนท้วมอย่างที่ว่า อัปลักษณ์แบบตอนนี้สิถึงเพลินตาเป็นที่สุด กู้อันมิวายสงสัยว่าน้องสาวคนนี้จะเป็นอย่างไร ถ้าหน้าตาดีขึ้นมาภายหลัง ผู้เฒ่ากู้อุ้มหนวนหน่วนขึ้น พูดคุยกันอยู่สักพัก เมื่ออาหารพร้อมจึงเริ่มทานพร้อมกันทั้งครอบครัว ยกเว้นกู้อันไว้คนหนึ่ง ผู้เฒ่ากู้ตักอาหารลงในชามของหนวนหน่วน “หนวนหน่วนลองกินกุ้งตัวนี้สิ” “ปลาไม่มีก้าง หนวนหน่วนทานได้เลยนะ ไม่ต้องกังวล” “สังขยาอร่อยมาก ลูกแม่ควรกินให้เยอะกว่านี้นะ แล้วดื่มนมสักแก้วหลังกินข้าว ต่อไปตัวจะได้สูงๆ” เมื่อพิจารณาไปรอบๆ ผู้ใหญ่ทั้งสามขยันกันเอาอกเอาใจเธออย่างมาก ต่างกับเอาใจกู้อันลิบลับ นั่นจึงทำให้เด็กชายโกรธมาก “ทุกคนทำเกินไปแล้วนะ เอาแต่ห่วงน้องไม่สนใจผมเลย!” สิ้นเสียงทุกสายตาก็หันไปจับจ้องที่กู้อัน จากนั้นผู้เป็นพ่อก็หยิบปีกไก่ขึ้นแล้ววางลงในชามของเขาด้วยรอยยิ้มเชือดเฉือน กู้อันจึงต้องหลบสายตา “มา เดี๋ยวพ่อดูแลแกเอง!” ชายชราปรายตามองก่อนจะหยิบตะเกียบแล้วคีบผักให้หลานชาย “อันอัน ดูเหมือนช่วงนี้จะน้ำหนักขึ้นนะ อย่าเพิ่งกินเนื้อสัตว์เยอะ กินผักให้มากขึ้นดีกว่า โภชนาการจะได้สมดุล” กู้อัน “....” ทำเวรทำกรรมอะไรไว้เนี่ย! ภายใต้แรงกดดันจากสายตาทั้งสามคู่ กู้อันจึงต้องจำใจยอมทานผักและปีกไก่ในชามอย่างน่าสมเพช เหอะ ทำไมครอบครัวของเขาต้องมีน้องสาว มีแค่พ่อกับแม่ก็เพียงพอแล้ว! เอ๊อะ ยังมีคุณปู่อีกคนนี่หว่า! เมื่อเห็นว่าทุกคนให้ความสนใจกับพี่ชายของตนเอง หนวนหน่วนก็รู้สึกโล่งใจอย่างบอกไม่ถูก แต่อาหารในชามก็ชิ้นค่อนข้างใหญ่และแข็งจนเธอเคี้ยวแทบไม่ได้ โชคดีที่ผู้ใหญ่ทั้งสามเหมือนจะคิดได้ว่าอาหารที่ตักให้เธอนั้นเยอะพอแล้วจึงไม่ได้ตักมาเพิ่มให้หนวนหน่วนอีก เมื่อรับประทานอาหารเสร็จ คุณหญิงกู้ก็พาขึ้นไปเปลี่ยนเสื้อผ้าข้างบน เธอพาหนวนหน่วนไปยังห้องหนึ่ง ผลักประตูออกแล้วจูงมือเล็กๆเดินเข้าไป “หนวนหน่วน จากนี้ไปนี่คือห้องของลูกนะ” พิศมองโดยรอบแล้ว หนวนหน่วนเห็นว่าห้องนี้มีขนาดใหญ่กว่าบ้านไม้ที่เธอเคยพักอาศัยมาก อีกทั้งการตกแต่งที่หรูหราชวนฝันภายในนั้นช่างเหนือจินตนาการ ความรู้สึกแปลกใหม่นี้ทำให้ปากของเธออ้ากว้างขึ้น “ห้องนี้คือ… ของหนวนหน่วนเหรอคะ?” หนวนหน่วนยอมรับความจริงด้วยความรู้สึกมึนงงเล็กน้อย ราวกับตนยังอยู่ในโลกความฝัน “ใช่แล้ว ทั้งห้องเตรียมไว้ให้หนวนหน่วนโดยเฉพาะเลย ทั้งของเล่นบนเตียงแล้วก็โต๊ะตรงนั้น พอได้ไปโรงเรียนแล้ว หนูเก็บหนังสือและเก็บของตรงนี้นะ…” คุณหญิงกู้แนะนำของในห้องให้หนวนหน่วนได้รู้จักทีละอย่าง คำพูดที่อ่อนโยนของเธอทำให้เด็กน้อยคลายความกังวลใจลงได้อย่างรวดเร็ว เมื่อเปิดตู้เสื้อผ้าออกดู ข้างในมีเสื้อผ้าและกระโปรงสวยๆ เต็มไปหมดจนหนวนหน่วนไม่กล้าแม้แต่จะมอง แต่สิ่งที่ทำให้ประหลาดใจก็คือมีเสื้อผ้าทารกที่ใส่ไม่ได้แล้ววางอยู่ด้วย คุณหญิงกู้เดินเข้าไปหยิบเสื้อผ้าตัวเล็กๆพวกนั้นออกมาบางส่วน เธอดึงหนวนหน่วนมานั่งบนเตียงแล้วพูดพร้อมกับแววตาที่แดงก่ำ “เสื้อผ้าพวกนี้ แม่เตรียมไว้ให้ตั้งแต่ลูกยังเด็ก ซื้อให้ใหม่ทุกปีในวันเกิดของลูกเลยนะ แม่น่ะ หวังว่าวันหนึ่งลูกกลับมาจะได้ใส่ชุดที่เตรียมไว้ให้” หนวนหน่วนจ้องมองชุดและกระโปรงที่สวยงามพวกนั้น มันโดนจัดวางอย่างเป็นระเบียบอยู่ในตู้ เห็นแล้วก็เคืองจมูก แววตาเริ่มพร่าเลือนไปด้วยน้ำตา ไม่อาจมองเห็นสิ่งที่อยู่ตรงหน้าได้อย่างชัดเจน กลับกลายเป็นว่า… ที่ผ่านมายังมีคนเฝ้ารอเธออยู่เสมอ เธอไม่ใช่เด็กที่ไม่มีใครต้องการ “ลูกสาวของแม่… กลับมาสักที ดีจริงๆ” คุณหญิงกู้อุ้มลูกสาวตัวน้อยไว้ในอ้อมแขน ไม่มีใครนอกจากครอบครัวของเธอเองที่รู้ว่าการสูญเสียลูกสาวตัวน้อยแห่งตระกูลกู้นั้นทำให้เสียใจมากแค่ไหน เธอถึงกับเคยอยากตายด้วยซ้ำ โชคดีที่เด็กสาวรอดชีวิตมาได้เพราะคนในหมู่บ้านเล็กๆนั่นช่วยไว้ ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เธอไม่เคยละทิ้งความพยายามในการตามหาลูกสาวตัวน้อยเลย ตราบใดที่มีข่าวคราวเกี่ยวกับเธอ ไม่ว่าหนทางจะลำบากแค่ไหนก็จะไปหาให้จนได้ ถึงแม้จะเจอข่าวที่ผิดหวังก็ตาม แต่ถึงอย่างไร เธอก็ไม่ล้มเลิกการตามหาลูกสาว เพราะเธอคิดถึงลูกสาวตัวน้อยสุดหัวใจ ตอนได้ยินข่าวของหนวนหน่วน ทั้งครอบครัววิตกกังวลกันมาก จนได้เห็นใบหน้าของหนวนหน่วน ทุกคนก็มั่นใจในทันทีว่าเด็กน้อยคนนี้เป็นลูกสาวของพวกเขาอย่างแน่นอน พวกเขามั่นใจโดยไม่จำเป็นต้องตรวจสอบทางสายเลือดเพื่อให้ทุกอย่างกระจ่างชัดแจ้งเลย


บทที่ 4: อัลบั้มภาพพี่ใหญ่กับพี่รอง


“หนวนหน่วน หนูมีพี่ชายอีกสองคนนะ พอดีพวกเขาไปต่างประเทศเพื่อทำโปรเจ็คต์สำคัญ ยังไม่สามารถกลับมาได้ แต่ยังไงเขาก็ใกล้จะจบแล้ว อีกไม่นานก็กลับมาแล้ว"


ขณะที่พูด คุณหญิงกู้ก็หยิบอัลบั้มรูปออกมาเปิดดูพร้อมกับแนะนำสมาชิกในครอบครัวให้หนวนหน่วนได้รู้จักด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน


ในภาพเป็นวัยรุ่นสองคนที่มีหน้าตาเหมือนกันทุกประการ คนหนึ่งดูเคร่งขรึม อีกคนมีมาดสง่างาม ดูปราดเดียวก็สามารถแยกพวกเขาได้จากลักษณะนิสัยใจคอที่แตกต่างกัน


“คนที่ดูเย็นชาคือพี่ชายคนโต ส่วนคนถัดไปที่หน้าเหมือนกันแต่ใส่แว่นคือพี่ชายคนรอง พวกเขาเป็นฝาแฝดกัน แต่นิสัยใจคอต่างกันอย่างกับฟ้ากับเหว”


“พี่ชายคนโตน่ะไม่ค่อยพูด ใจเย็น บางทีก็เรียกว่าเย็นชาได้เลยแหละ ส่วนพี่ชายคนรอง พื้นฐานมีนิสัยอ่อนโยน ตอนนี้ทำงานในสถาบันวิจัยทางวิทยาศาสตร์ ลักษณะงานพิเศษหน่อย เราเลยติดต่อเขาไม่ได้ เขายังไม่รู้เลยว่าลูกได้กลับบ้านแล้ว”


คุณหญิงกู้พูดพลางลูบศีรษะหนวนหน่วนไปด้วย “พี่ชายสองคนเฝ้ารอวันที่ลูกจะกลับมาบ้านเสมอนะ”


หนวนหน่วนใช้นัยน์ตาดำขลับจ้องมองคนทั้งสองในอัลบั้มภาพ เธอรู้สึกว่าพี่ชายทั้งสองคนช่างดูดีเหลือเกิน ดูดีจนรู้สึกไม่มั่นใจขึ้นมา พวกเขาจะชอบเธอจริงหรือ?


ราวกับรู้สึกได้ถึงความกังวลใจ คุณหญิงกู้ยกยิ้ม พูดต่อว่า “ตอนลูกเกิด พี่ชายทั้งสองคนนี้ชอบกอดลูกมากกว่าแม่อีกนะ ลูกเองก็ชอบให้พวกพี่เขากอดมาก หลังจากที่หนวนหน่วนหายไป พวกพี่เขาแทบจะพลิกทั้งหลินเฉิงตามหาลูก ไม่มีวันไหนเลยที่พวกพี่เขาไม่คิดอยากตามหาลูก”


หนวนหน่วนพยักหน้า ดวงตาแดงก่ำ เอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาออกมาว่า “พวกพี่ใจดีจัง”


คุณหญิงกู้ยิ้มก่อนจะหยิบรูปถ่ายที่มีคนอื่นๆในครอบครัวขึ้นมาให้เธอดู โดยเฉพาะกู้อัน เจ้าพี่ชายตัวดี


“ตานี่นี่ก็พี่ชายของลูก เจ้ากู้อันอายุมากกว่ากันแค่ไม่กี่ปีหรอก เขาปากไม่ตรงกับใจตั้งแต่เด็ก เป็นอันธพาลตัวน้อยของครอบครัว มีแค่พวกพี่ชายและคุณปู่เท่านั้นที่สามารถคุมเขาได้ พูดจาแต่ละอย่างก็ไม่ค่อยใช้สมองกลั่นกรองสักเท่าไหร่ เพราะฉะนั้นถ้าหนวนหน่วนได้ยินพี่เขาพูดไม่ดีใส่ บอกคุณปู่หรือพ่อกับแม่ได้ตลอดเลย แม่เดี๋ยวจะช่วยสั่งสอนให้เอง ถ้าหนวนหน่วนทำให้เจ้าพี่ชายตัวดีคนนี้ศิโรราบลงพื้นได้ก็ยิ่งดี”


คุณหญิงกู้พูดติดตลกออกมาในที่สุด


หนวนหน่วนยิ้มอย่างเขินอาย เธอตัวเล็กบอบบางแบบนี้จะตีเขาได้อย่างไร


สองแม่ลูกพลิกดูอัลบั้มภาพแล้วพูดคุยกันอยู่เนิ่นนาน นอกจากนี้หนวนหน่วนยังเห็นรูปถ่ายของตัวเองเมื่อตอนอายุเพียงขวบเดียวด้วย เธออุ้มตุ๊กตาตัวเล็กสีขาวขนเนียนเรียบ ดูน่ามองต่างจากรูปลักษณ์ปัจจุบันของเธออย่างสิ้นเชิง


คุณหญิงกู้เอ่ยขึ้น “หนวนหน่วนเกิดมาหน้าตาดี ลูกหน้าตาเหมือนกับคุณย่ามากที่สุดในครอบครัวเลยนะ คุณย่าเป็นคนที่สวยที่สุดในตระกูลกู้เลย ตอนนี้ลูกผอมลงนิดหน่อย เลยดูขาดสารอาหาร ถ้ามีน้ำมีนวลมากกว่านี้ต้องเป็นสาวน้อยที่น่ารักที่สุดในตระกูลแน่นอน”


ได้ยินแล้วหนวนหน่วนก็รู้สึกเขินอายขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก


คุณหญิงกู้เปิดรูปเก่าให้ดู ซึ่งในรูปเป็นสาวงามในชุดกี่เพ้า เธอสวยราวกับนางฟ้าลงมาจุติ แม้แต่หนวนหน่วนก็ยังตกตะลึง


“นี่ไงจ๊ะคุณย่าของลูก น่าเสียดายที่ท่านไม่อยู่แล้ว…”


คุณหญิงกู้พูดพลางถอนหายใจ เด็กผู้หญิงในรูปรุ่นราวคราวเดียวกับเธอเมื่อยังเป็นเด็ก คุณย่ากู้เป็นผู้หญิงที่เธอชื่นชอบมากที่สุด เป็นดั่งเทพธิดาในใจของหญิงสาวผู้เกิดในครอบครัวมั่งคั่งทุกคน


“คุณย่า”


คุณหญิงกู้ยิ้มแล้วพยักหน้า “หนวนหน่วนของเรากับคุณย่าหน้าคล้ายกันถึงหกจุดเลยนะ ถ้ารอให้โตกว่านี้อีกหน่อย คงจะคล้ายกันเจ็ดหรือแปดจุดได้ คุณปู่รักคุณย่ามาก ตอนที่ท่านเจอหนวนหน่วนจึงร้องไห้อย่างไรล่ะ”


หนวนหน่วนยืนฟังผู้เป็นแม่เล่าเรื่องราวของคุณปู่กับคุณย่า มือยังคงถือรูปถ่าย ดวงตาจ้องมองผู้ไปยังหญิงที่ยิ้มอยู่ในรูปถ่าย คุณย่าช่างสวยจับใจเหลือเกิน


หลังจากดูอัลบั้มภาพและฟังเรื่องราวแล้ว คุณหญิงกู้ก็พาลูกสาวไปอาบน้ำสระผมและชำระร่างกายอย่างหมดจด ผมที่แห้งกร้านตอนนี้ได้รับการดูแลเป็นอย่างดี เท่านั้นยังไม่พอ หนวนหน่วนยังได้สวมชุดนอนสีเหลืองสดใสสวยงาม เนื้อตัวห้อมล้อมไปด้วยไออุ่น


แม้ว่าร่างกายเธอจะผอมบางและเล็กแกร็น แต่สวมชุดใหม่แล้วก็ดูดีขึ้นมาก


ค่ำคืนนี้ หนวนหน่วนเข้านอนพร้อมกับคุณแม่บนเตียงใหญ่แสนนุ่มสบาย ช่วงแรกอาจมีเกร็งนิดหน่อย แต่เมื่อแม่เอื้อมมากอด เธอก็ผ่อนคลายลง เรือนผมพันยุ่งเหยิงอยู่ในอ้อมแขนของผู้เป็นแม่ คุณหญิงกู้ไม่ยี่หระ ลูบลงเบาๆราวกับลูกสาวเป็นแมวน้อย


ทุกอย่างที่เกิดขึ้นในวันนี้ช่างเหมือนความฝันของหนวนหน่วน เธอยังรู้สึกมึนงง ตั้งแต่จำความได้ เธอเติบโตขึ้นมาโดยการรับรู้ว่าตนเองไม่มีพ่อแม่ เป็นเพียงเด็กน้อยผู้น่าสงสารที่ไม่มีใครต้องการ


หลังจากที่คุณตาเสียชีวิต เธอมีชีวิตยากลำบาก ต้องอาศัยอยู่เพียงลำพัง คิดแล้วก็คับแค้นใจ ได้แต่สูดจมูกขึ้นพรืดหนึ่งแล้วซุกหาอ้อมอกผู้เป็นแม่


“แม่…”


น้ำเสียงอันแสนอ่อนโยนของคนในอ้อมกอด ใครเล่าได้ยินแล้วไม่น้ำตาพาลไหล


“ขอบคุณคุณแม่ คุณพ่อ พี่ชายทุกคนนะคะ”


ขอบคุณที่ไม่ยอมแพ้ในการพยายามตามหาเธอมาตลอด ถึงจะอายุเพียงห้าขวบ แต่เธอก็อาศัยอยู่ในหมู่บ้านบนภูเขา เติบโตมาในครอบครัวที่ยากจน เธอย่อมต้องทำงานหนัก ที่ผ่านมาได้แต่ทำงานหนักเพราะมองไม่เห็นอนาคตที่ปลายทางข้างหน้า


“หนวนหน่วนเด็กดี”


เมื่อคุณหญิงกู้นึกถึงความยากลำบากที่หนวนหน่วนได้ผ่านมาในช่วงหลายปี เธอก็คิดว่าลูกสาวควรจะได้รับสรรเสริญจากคนหลายพันคน เพราะหนวนหน่วนต้องทนทุกข์ทรมานจากความประมาทเลินเล่อของพวกเขา


“คุณแม่ ไม่ร้องนะ”


หนวนหน่วนเอ่ยขึ้นพลางยกมือออกมาจากใต้ผ้านวมผืนใหญ่เพื่อเช็ดน้ำตาให้ผู้เป็นแม่


“อืม แม่จะไม่ร้องไห้แล้ว”


คุณหญิงกู้ยิ้ม กระชับเด็กหญิงตัวเล็กไว้ในอ้อมแขน


เย็นวันนี้คนในตระกูลกู้ที่หัวใจหนักอัดอึ้งมาหลายปี ในที่สุดก็สงบลงเสียที


….................


ในวันรุ่งขึ้น หนวนหน่วนก็ตื่นแต่เช้าตรู่ เพราะนี่คือนาฬิกาชีวิตที่ถูกฝึกมา เธอลืมตาก่อนหกโมงเช้าเสียอีก ดวงตากลมโตกวาดมองสภาพแวดล้อมอันไม่คุ้นชิน ภายในหัวยังคงว่างเปล่า กว่าความทรงจำจะกลับมาก็สักพักเลยทีเดียว


เมื่อนึกถึงเรื่องเมื่อวาน ดวงตาทั้งสองของหนวนหน่วนก็เบิกกว้างขึ้น เธอมองไปด้านข้าง พอเห็นว่าแม่ของตนนอนอยู่ข้างกายก็โล่งใจ ความอัดอึ้งในใจที่แล่นผ่านเข้ามาเมื่อครู่นั้นยิ่งเป็นการยืนยันว่าสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่ความฝัน


“มันไม่ใช่ความฝัน...”


หนวนหน่วนพึมพำอย่างมีความสุข


มือเล็กยกขึ้นตบหน้าตนเอง กระนั้นสีหน้าก็ยังงุนงงเล็กน้อย เธอใช้ฝ่ามือยันคาง นั่งหัวเราะคิกคักอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นขมวดคิ้วสงสัย ดูจากภายนอกไม่สามารถรู้ได้เลยว่าเธอกำลังคิดอะไรอยู่


หนวนหน่วนเหลือบมองแม่ที่ยังหลับสนิท ก่อนจะลุกออกจากเตียงด้วยเสียงเบาที่สุด เท้าเล็กบรรจงสวมรองเท้าแตะนุ่มสบายแล้วก้าวทีละก้าวด้วยความระมัดระวัง ใบหน้าตอนนี้เปี่ยมไปด้วยความสุขใจ


เด็กหญิงตัวน้อยเขย่งเอาผ้านวมคลุมห่มให้ผู้เป็นแม่แล้ววิ่งเข้าห้องน้ำไป เธอม้วนแขนเสื้อขึ้น หยิบเสื้อผ้าสกปรกที่เปลี่ยนเมื่อวานขึ้นมาพลางเดินไปรอบๆ


เธอไม่รู้ว่าต้องเอาไปซักที่ไหน


หลังจากคิดอยู่เนิ่นนาน หนวนหน่วนก็เปิดประตูอย่างเบาที่สุดแล้วเดินออกไป


ผู้ดูแลคฤหาสน์ปกติเป็นคนตื่นเช้า เขายืนอยู่ข้างล่างรออยู่แล้ว เมื่อได้ยินเสียงก็เงยหน้าขึ้น เห็นหนวนหน่วนเดินออกมาจากห้องนอนพอดี


“ทำไมคุณหนูตื่นเช้าขนาดนี้ล่ะครับ”


เมื่อเห็นชายชราเดินมา หนวนหน่วนก็ประสานมือเข้าด้วยกันเพื่อแสดงมารยาท


“อรุณสวัสดิ์ค่ะ คุณปู่ผู้ดูแล”


เสียงเล็กฟังดูนุ่มนวลราวกับสัมผัสขี้ผึ้งและผิวของน้ำนม ฟังแล้วช่างไพเราะจับใจผู้ฟังเหลือเกิน


ผู้ดูแลคฤหาสน์เดินมาหาด้วยท่าทางอ่อนโยน เขามองเด็กหญิงตัวน้อยแล้วย่อเข่าลงเล็กน้อย “คุณหนูมีอะไรหรือเปล่าครับ?”


หนวนหน่วนเล่นนิ้วพันกันอย่างเขินอาย “หนู… หนูอยากซักชุดที่เปลี่ยนเมื่อวาน แต่… แต่ไม่รู้จะเอาไปซักที่ไหน”


ผู้ดูแลคฤหาสน์ชะงักไปครู่หนึ่ง แล้วเขาก็นึกได้ถึงประสบการณ์ของหนวนหน่วนตลอดหลายปีที่ผ่านมา เขาจึงลูบผมของเธออย่างอ่อนโยน


คุณหนูคงลำบากมาเยอะ…


“คุณหนูไม่ต้องทำของพวกนี้หรอก ที่บ้านมีคนใช้ที่สามารถซักผ้าและเตรียมเสื้อผ้ามากมายให้นายหญิง เสื้อผ้าเก่าๆพวกนี้สั้นไปแล้วสำหรับคุณหนู อาจจะไม่ต้องใส่มันอีกแล้ว”


ด้วยความเคยชินกับการที่ต้องอดออม หนวนหน่วนจึงไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่ผู้ดูแลคฤหาสน์พูดสักเท่าไหร่ แต่แล้วเด็กหญิงตัวน้อยก็จำได้ว่าในตู้มีเสื้อผ้าและกระโปรงสวยงามอยู่มากมาย เธอจึงไม่จำเป็นต้องใส่ชุดเดิมซ้ำๆอีกต่อไปแล้ว


เมื่อคิดอย่างนั้นแล้ว ชุดที่เธอนำมาก็ดูเหมือนจะไม่เข้ากับที่นี่สักเท่าไหร่ และอาจจะใส่ต่อไม่ได้แล้วด้วย ถ้ายังนำมาใส่ เธออาจถูกคนอื่นหัวเราะเยาะได้ รวมถึงแม่ก็อาจถูกหัวเราะเยาะเช่นกัน


หนวนหน่วนเงยหน้าขึ้น พยักหน้าอย่างเชื่อฟังและจริงจัง “อืม หนวนหน่วนคงใส่ไม่ได้แล้ว”


เธอมีเสื้อผ้าใหม่หลายชุดที่แม่ของเธอเตรียมไว้ให้ ดังนั้นจึงไม่ต้องกังวลว่าจะไม่มีเสื้อผ้าใส่อีกต่อไป อย่างไรก็ถือว่าเป็นเรื่องดีอีกเรื่องหนึ่ง


บทที่ 5: กิจกรรมครอบครัว


ผู้ดูแลคฤหาสน์เก็บอาการแทบไม่อยู่เมื่อเห็นท่าทางน่ารักของเด็กน้อยจึงเอ่ยถามอีกครั้งว่าทำไมเธอจึงตื่นเช้า


หนวนหน่วนส่งยิ้มอ่อนโยนและน้ำเสียงที่นุ่มนวลราวกับน้ำนมกลับไป


“หนวนหน่วนหลับต่อไม่ลงแล้วค่ะ เลยตื่นเวลานี้”


หนวนหน่วนเคยต้องให้อาหารไก่และเป็ดตอนตื่นนอนรวมถึงขึ้นภูเขาไปเก็บฟืน จากนั้นก็รดน้ำผักในสวน แต่เมื่อตื่นขึ้นมาในวันนี้ เธอกลับพบว่าตนเองไม่ต้องทำสิ่งเหล่านั้นอีกต่อไปแล้ว


เธอเป็นอิสระจากตารางชีวิตเช่นนั้นแล้ว


เมื่อมองไปที่เด็กหญิงตัวเล็กที่อยู่ตรงหน้า สายตาของผู้ดูแลคฤหาสน์ก็ยิ่งเป็นทุกข์


“นอนไม่หลับงั้นสินะ”


หนวนหน่วนพยักหน้าอย่างเชื่อฟัง พอตื่นแล้วก็หลับไม่ลงตามความเคยชิน


“งั้นไปดูการ์ตูนกันไหมครับคุณหนู”


พ่อบ้านพาเธอไปนั่งบนโซฟานุ่มแล้วเปิดทีวีให้หนวนหน่วนได้นั่งดูการ์ตูนอนิเมชั่น สนุกจนละสายตาไม่ได้แม้ชั่วขณะเดียว


ตอนอยู่ที่หมู่บ้านเก่า เธอก็เคยดูทีวี แต่เนื่องจากต้องทำงานและยุ่งมาก เวลาในการดูจึงมีเพียงน้อยนิด


หนวนหน่วนพยายามควบคุมสายตาไม่ให้หันไปจ้องมองผู้ดูแลคฤหาสน์


“คุณผู้ดูแล หนวนหน่วนยังไม่ได้ล้างหน้า แปรงฟันกับหวีผมเลย”


“ถ้าอย่างนั้น...”


“เดี๋ยวผมพาหนวนหน่วนไปเอง”


ก่อนที่คุณผู้ดูแลจะพูดจบ เสียงของกู้หลินโม่ก็ดังขึ้นจากชั้นบน


หนวนหน่วนเงยใบหน้าน้อยๆของตนขึ้นมองไปทางต้นเสียง ดวงตากลมโตสีดำสนิทสบเข้ากับผู้เป็นพ่อพอดี


สีหน้าของกู้หลินโม่อ่อนโยนลงอย่างช่วยไม่ได้ “หนวนหน่วน มานี่มาลูก พ่อจะพาไปอาบน้ำ โอเคไหม”


แน่นอนว่าผู้ดูแลปลื้มใจที่ได้เห็นภาพนี้ตรงหน้า เพราะการเริ่มต้นเช่นนี้ย่อมช่วยพัฒนาความสัมพันธ์ให้แนบแน่นขึ้น


หนวนหน่วนเงยหน้าขึ้น สบตาผู้เป็นพ่ออย่างมีความหวังและพยักหน้าลงอย่างเชื่อฟัง


ในตอนท้าย เด็กน้อยพยายามรักษาสีหน้าของตนเอง แต่สุดท้ายก็ยิ้มหวาน เอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลว่า


“ขอบคุณค่ะคุณพ่อ”


หลังจากพูดจบ หนวนหน่วนก็กระโดดลงจากโซฟาแล้วเดินขึ้นบันไดด้วยขาสั้นๆของตนเอง เมื่อไปถึงข้างกายผู้เป็นพ่อ มือหนาก็ยื่นออกมาตรงหน้าเธอ


หนวนหน่วนเม้มปากลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอื้อมมือเล็กไปกอบกุมมือพ่อตนเองไว้ มือคู่นี้ทั้งใหญ่และอบอุ่น ทำให้เธอรู้สึกปลอดภัยเป็นอย่างมาก


หนวนหน่วนแสบจมูก ดวงตาเริ่มแดงก่ำ เธอรีบก้มหน้าลง กลัวว่าพ่อจะเห็นว่าเธอร้องไห้ อย่างไรเธอก็ไม่ใช้คนขี้แงขนาดนั้น


กู้หลินโม่กุมมือน้อยๆของลูกสาวไว้พลางเดินช้าลง เขาพาเด็กน้อยไปที่ห้องนอน หนวนหน่วนเดินตามข้างกายเขาไปทีละก้าวโดยแอบชำเลืองมองฝ่ามือของเขาเป็นระยะ รอยยิ้มที่ปิดไว้ไม่อยู่ปรากฏขึ้นบนใบหน้า คิ้วและดวงตาโค้งหยี หากมองไปที่ดวงตาของหนวนหน่วนในตอนนี้ ก็จะพบว่ามันขับประกายสดใสได้น่ามองอย่างยิ่ง


คุณหญิงกู้ที่กำลังนอนหลับอยู่พอถูกปลุกด้วยเสียงประตูที่เปิดขึ้น เธอก็รีบเหลือบมองไปยังข้างตัวเองทันที


ลูกสาวสุดที่รักของเธอหายไปไหน!


คุณหญิงกู้ตื่นตระหนก เลิกผ้านวมออกแล้วลุกขึ้นนั่ง เมื่อเห็นว่าสามีของเธอจับมือลูกสาวตัวน้อยเข้ามา อีกทั้งหนวนหน่วนยังคงดูอ่อนโยนและเชื่อฟังเหมือนเดิม จู่ๆ หัวใจของคุณหญิงกู้ก็ผ่อนความหนักอึ้งลง เธอสวมรองเท้าเดินไปหาหนวนหน่วนก่อนจะย่อตัวลงกอดลูกไว้ในอ้อมแขน


“แม่กลัวแทบแย่ นึกว่าเมื่อวานเป็นแค่ความฝัน”


หนวนหน่วนใช้แขนคล้องคอผู้เป็นแม่แล้วออกแรงลูบแผ่นหลังคนตรงหน้าอย่างแผ่วเบาเป็นการปลอบโยน


“แม่ไม่ต้องกลัวนะคะ หนวนหน่วนอยู่ตรงนี้แล้ว”


สาวน้อยรู้สึกอบอุ่นใจมาก


พอรู้ว่าสามีเข้ามาซักผ้ากับหนวนหน่วน คุณหญิงกู้จึงรีบออกปากว่าอยากทำด้วย


“หนวนหน่วนจะซักเองหรือให้พ่อช่วย”


หนวนหน่วนใบหน้าแดงก่ำ ก่อนจะตอบว่า “หนวนหน่วนจะซักเองค่ะ”


อ่างล้างหน้าสูงเกินไปสำหรับเด็กน้อย กู้หลินโม่จึงนำเก้าอี้ตัวเล็กมาต่อให้ก่อนจะจับเข้าที่รักแร้ของหนูน้อยแล้วอุ้มขึ้น


ตอนโดนอุ้ม หนวนหน่วนก็อุทานออกมาเล็กน้อย แต่แล้วก็ยิ้มอย่างมีความสุข


“นี่แปรงสีฟันของลูก”


เขาหยิบแปรงสีฟันสีชมพูอันเล็ก บีบยาสีฟันใส่ให้ก่อนจะส่งมาให้เธอ


“ขอบคุณค่ะปะป๊า”


หนวนหน่วนหยิบแปรงสีฟันของตนเองออกมาแล้วเอ่ยขอบคุณด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา จากนั้นจึงเริ่มแปรงฟันท่ามกลางสายตาอันแสนอ่อนโยนของพ่อและแม่ พอเธอทำความสะอาดฟันซี่เล็กของตนจนเสร็จเรียบร้อย คุณหญิงกู้ก็เข้ามาสอนลูกสาวล้างหน้าด้วยโฟมล้างหน้า ก่อนหน้านี้คุณหญิงกู้ขอให้คนเตรียมเอาไว้ให้จึงมีทุกอย่างที่จำเป็นสำหรับเด็กโดยเฉพาะ ทั้งหมดเป็นสารสกัดจากธรรมชาติและไม่ทำอันตรายต่อผิว อีกทั้งยังมีกลิ่นหวานรสนมอีกด้วย


กู้หลินโม่ใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นเช็ดโฟมล้างหน้าออกให้


กิจกรรมครอบครัวนั้นทำให้หนวนหน่วนได้สานสัมพันธ์กับพ่อแม่ตนมากขึ้น


หลังจากที่คุณหญิงกู้ทาครีมบำรุงผิวบนใบหน้าของหนวนหน่วนแล้ว เธอก็หวีผมและถักเปียช่อน่ารักๆให้เด็กน้อย


กู้หลินโม่เฝ้ามองดูไม่วางตา เขาเองก็อยากเป็นคนหวีผมนุ่มๆให้ลูกสาวด้วย


คุณหญิงกู้เชิดหน้าขึ้นอย่างภูมิใจ “ลืมความคิดนั้นไปได้เลยเจ้าคนมือหนัก เดี๋ยวจะทำให้หนวนหน่วนเจ็บเอา”


กู้หลินโม่ไม่ยอมแพ้ “ผมมือหนาแล้วเกี่ยวอะไรด้วย ให้ผมทำเป็นก่อนเถอะ หนวนหน่วน พ่อมาหวีให้หนวนหน่วนคราวหลังดีไหม?”


ประโยคหลังเขาเอ่ยถามหนวนหน่วน


เด็กหญิงตัวน้อยเอนหลังพิงแม่ของตน พยักหน้าอย่างเชื่อฟัง “ดีค่ะ”


“น่ารักมาก!”


คุณหญิงกู้จูบลงบนหน้าผากของลูกสาวด้วยความรักเต็มเปี่ยม


หนวนหน่วนก้มหน้าลงอย่างเขินอาย นัยน์ตาของเธอเป็นประกายจนเห็นได้ชัดเจนว่าเธอกำลังมีความสุขมากแค่ไหน


เวลาล่วงเลยผ่านไปจนกระทั่งหกโมงครึ่ง เมื่อทุกอย่างเรียบร้อย หนวนหน่วนก็กุมมือพ่อไว้ข้างหนึ่ง ส่วนอีกข้างคว้าจับมือแม่ของตน ดวงตากลมโตสวยของเธอโค้งขึ้นเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยวเล็กอย่างสวยงาม


ชายชรากำลังนั่งดื่มชาอยู่ข้างล่าง เมื่อเห็นหนวนหน่วนลงบันไดมา แววตาเขาก็ฉายประกายออกมาทันที เขาโบกมือให้เด็กหญิงตัวน้อยอย่างร่าเริง


“หนวนหน่วน มาหาปู่มา”


หนวนหน่วนตอบรับอย่างเชื่อฟัง เธอเดินไปหาชายชราตรงหน้า มองดูเขายิ้มและลูบผมของเธอ


“ได้ยินว่าหลานตื่นเช้ามาก หิวไหม? อยากกินอะไรเป็นพิเศษหรือเปล่า?”


หนวนหน่วนส่ายหน้าก่อนจะตอบเบาๆ “หนวนหน่วนไม่จู้จี้จุกจิกค่ะ”


“ไม่จู้จี้จุกจิกถือเป็นเรื่องที่ดี ไม่เลือกกินก็จะทำให้สูง สุขภาพหนูจะดีขึ้นแน่นอน”


หนวนหน่วนพยักหน้าตอบพร้อมกับดวงตาที่สาดประกาย “อื้ม หนวนหน่วนจะสูงขึ้นค่ะ”


ชายชราพบว่าพฤติกรรมเชื่อฟังเช่นนี้นั้นช่างพบเจอได้ยาก แน่นอนว่าการมีเด็กผู้หญิงอยู่ในครอบครัวนั้นเป็นเรื่องที่ดี ดูสิว่าเธอเชื่อฟังมากขนาดไหน ส่วนเด็กผู้ชาย ถึงจะแข็งแกร่งกว่ามาก แต่ก็มีนิสัยเด็กๆอยู่ไม่น้อย


อาหารเช้าวันนี้ละลานตา หนวนหน่วนนั่งบนเก้าอี้ มองดูก้อนซาลาเปาน่ารักน่ารัก ที่ถูกจัดวางอย่างประณีตบนโต๊ะ ทั้งเรื่องรูปร่างและรสชาติดูเอาใจใส่อย่างยิ่ง โจ๊กทะเลก็ช่างน่าอร่อย เกี๊ยวน้ำและนมสดร้อนๆ ที่ยังมาไม่ถึงโต๊ะอาหารก็คงอร่อยเช่นกัน


ทำไม… ถึงเยอะขนาดนี้ จะยัดทั้งหมดนี้ลงไปได้จริงเหรอ?


“หนวนหน่วน ถ้ากินเหลือก็ไม่เป็นไรนะ ถ้าไม่ไหวจริงๆ ยัดเข้าไปก็มีแต่จะปวดท้อง ถ้ากินเสร็จเดี๋ยวปู่พาไปเดินเล่นรอบบ้าน หลานจะได้รู้จักบ้านมากขึ้น แล้วก็ได้ไปหาแมวกับหมาที่หลานพามาด้วย”


หนวนหน่วนเงยหน้ามองอย่างอยากรู้อย่างเห็น เมื่อคืนเธอไม่เห็นต้าหวงกับเหม่ยฉิวเลย


ชายชราหัวเราะเมื่อเห็นท่าทางของเด็กน้อยตรงหน้า


“ไม่ต้องห่วง เจ้าสองตัวนั้นสบายดี คนรับใช้พามันไปอาบน้ำฉีดวัคซีนให้เรียบร้อยแล้ว ต่อไปพวกมันจะอยู่ที่บ้านหลังนี้กับหนวนหน่วนนะ”


“ขอบคุณค่ะคุณปู่!”


คำขอบคุณของหนวนหน่วนดังกึกก้องชัดเจน ทำเอาชายชราเปี่ยมล้นไปด้วยความปปีติยามได้ฟัง


บทที่ 6: นิสัยเด็กน้อยของคุณปู่และคุณพ่อ


ผู้เฒ่ากู้เฝ้ามองลูกชายและลูกสะใภ้อย่างอิ่มเอมใจ หารู้ไม่ว่าตนแสดงสีหน้าสดใสออกมาโดยไม่ตั้งใจ บนหน้าแทบจะเขียนว่า ‘หนวนหน่วนคนโปรดของปู่’


กู้หลินโม่ยังไม่ยอมแพ้ “เดี๋ยวกินข้าวเสร็จเราไปเดินเล่นด้วยกันนะหนวนหน่วน”


เด็กน้อยพยักหน้าอย่างเชื่อฟังแล้วยิ้มเผล่ออกมา แม้ว่าผิวของเธอจะคล้ำแต่ก็ไม่สามารถซุกซ่อนความน่ารักน่ามองเอาไว้ได้ ยิ่งยิ้มหนวนหน่วนก็ยิ่งขับความน่ารักออกมา


เด็กหญิงตัวน้อยเอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา “ขอบคุณค่ะคุณพ่อ”


กู้หลินโม่เงยหน้ามองชายชราด้วยสายตาเรียบๆ


ผู้เฒ่ากู้ “...”


ไอ้ลูกอกตัญญูคนนี้นี่!


เมื่อเห็นสายตาของทั้งคู่ คุณหญิงกู้ก็แทบกลั้นหัวเราะเอาไว้แทบไม่อยู่ สองผู้อาวุโสในบ้านเริ่มทำตัวไร้เดียงสาเช่นนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน


“คุณแม่ แล้วพี่ล่ะคะ?”


ซาลาเปาในมือของหนวนหน่วนถูกกัดกลายเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยวไปแล้ว มันอร่อยมากจนทำให้ตาหนวนหน่วนเป็นประกายกระจ่างยิ่งกว่าธารน้ำใส


หนวนหน่วนทานอย่างมีความสุข แม้ว่าตัวเธอจะผอมบางแต่ก็ไม่อาจซ่อนความน่ารักเอาไว้ได้


เมื่อมองดูหลานสาวกำลังทานอาหาร ความอยากอาหารของผู้เฒ่ากู้ก็เพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย


“ช่างเขาเถอะ คงกำลังหลับอยู่ เจ้านั่นไม่ตื่นจนกว่าสิบโมง”


หนวนหน่วนพยักหน้าอย่างเชื่อฟัง ก่อนจะแลบลิ้นเพื่อเลียริมฝีปากจัดการกับซาลาเปาที่เหลือ แก้มของเธอพองราวกับหนูแฮมเตอร์ตัวน้อยกำลังอยากอาหาร มองอย่างไรก็น่าหยิกน่าฟัดเป็นที่สุด


เดิมทีการหักห้ามใจเป็นนิสัยหลักของหนวนหน่วน เมื่อก่อนตอนอาศัยที่หมู่บ้าน เธอไม่ค่อยกล้าทานเยอะสักเท่าไหร่ เพราะกลัวว่าจะถูกผู้คนรังเกียจ และในวันนี้ก็เช่นกันเธอพยายามหักห้ามใจตนเองไม่ให้ทานมากจนเกินไป


แต่อาหารเช้านี้อร่อยเหลือเกิน รู้สึกตัวอีกทีซาลาเปาก็โดนเธอจัดการไปแล้วรวมถึงพวกโจ๊กทะเลชามเล็กๆ และขนมจีบสองสามชิ้นพวกนี้ด้วย


หนวนหน่วนวางตะเกียบลงด้วยท่าทีเกร็งๆ และปรายตามองคนอื่นบนโต๊ะด้วยความรู้สึกผิด


อยากกินอีกจัง จะน่าเกลียดไหมนะ


หนวนหน่วนทำสีหน้าเคร่งเครียด สองนิ้วพันวนกันอยู่ใต้โต๊ะอาหาร


“หนวนหน่วน อิ่มแล้วเหรอ?”


เมื่อเห็นว่าเธอหยุดทาน คุณหญิงกู้จึงเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง “กินให้เยอะกว่านี้ได้ไหมจ๊ะ เอาให้เยอะกว่าที่เคยกินมาเลย แต่อย่าให้มากเกินไป ไม่อย่างนั้นลูกจะปวดท้องเอาได้ รู้ไหม”


ผู้ใหญ่อีกสองท่านบนโต๊ะก็ร่วมแสดงความห่วงใยเธอด้วยเช่นกัน


เมื่อเห็นว่าพวกเขาไม่ได้รังเกียจตน หนวนหน่วนจึงยอมคลายความกังวลลงในที่สุด เธอนั่งอยู่บนเก้าอี้อย่างเชื่อฟังก่อนจะยิ้มอย่างเขินอาย


“อื้ม กินอิ่มแล้วค่ะ”


ผู้เฒ่ากู้เช็ดปากอย่างละเมียดละไมแล้วพูดกับหนวนหน่วนด้วยรอยยิ้มใจดี


“ปู่เห็นหนวนหน่วนกินข้าวอร่อยมาก งั้นกินโจ๊กเพิ่มอีกชามด้วยนะ”


ผู้ดูแลคฤหาสน์ส่งยิ้มให้หนวนหน่วนเช่นกันก่อนจะพูดขึ้นว่า “ดูเหมือนว่าหลังจากคุณหนูกลับมาที่นี่ สุขภาพของท่านจะดีขึ้นเรื่อยๆ คงเป็นพรจากนางฟ้าตัวน้อยสินะครับ”


ไม่กี่วันที่ผ่านมา ชายชราอยากอาหารและทานได้น้อยลง ทุกคนจึงแอบกังวล แต่ ณ ตอนนี้ ชายชรากลับมาทานอาหารได้มากขึ้นแล้ว ใครเห็นย่อมสบายใจ


หนวนหน่วนหัวเราะชอบใจก่อนจะเกลี้ยกล่อมเสียงเบา “คุณปู่ควรทานให้เยอะกว่านี้นะคะ”


ชายชราปรบมือหัวเราะชอบใจยกใหญ่ “ตกลง ตกลง จากนี้ไปปู่จะกินข้าวกับหนวนหน่วน เราสองคนมากินกันให้เยอะๆเลยนะ”


หนวนหน่วนพยักหน้าอย่างหนักแน่น แน่นอนว่าเธอมีความสุขมาก


“ไปกันเถอะหนวนหน่วน ปู่จะพาหมากับแมวสองตัวของหนูไปเดินเล่น”


กู้หลินโม่ไม่ยอมน้อยหน้า “อะไรกัน เราตกลงกันแล้วว่าจะให้ผมพาไปไม่ใช่หรือไง”


ผู้เฒ่ากู้มองไปที่เขาก่อนจะจับมือเล็กของหนวนหน่วน “แกควรไปทำงานที่บริษัทได้แล้ว”


กู้หลินโม่เดินมาจับมือหนวนหน่วนอีกข้าง “ผมไม่รีบ ยังไม่ถึงเวลา อีกอย่างผมเป็นประธานบริษัท ใครจะกล้าติผมที่เข้าทำงานสาย? เปรียบเทียบความสำคัญแล้ว ลูกสาวของผมย่อมสำคัญกว่า”


กู้หลินโม่จงใจเน้นย้ำคำว่า ‘ลูกสาวของผม’ หนักแน่นเป็นพิเศษ


ผู้เฒ่ากู้บ่นเสียงดัง เขาเคยคิดว่าลูกชายของตนเป็นคนสุภาพและสุขุม แต่ตอนนี้เหมือนจะถูกพรากความสุขุมนั้นไปเสียแล้ว!


“ลูกสาวของแกอย่างนั้นเหรอ? แล้วไม่ใช่หลานสาวของฉันหรือไง!”


สองพ่อลูกเริ่มทะเลาะกันอย่างจริงจังหลังจากมีความเห็นไม่ลงรอยกัน สถานการณ์แบบนี้พบเจอได้ค่อนข้างยาก เรียกได้ว่าไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน


ทั้งพ่อบ้านและคุณหญิงกู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างพูดอะไรไม่ออก ทำไมพวกเขาถึงกลายเป็นเด็กไร้เดียงสากันได้ถึงเพียงนี้


หนวนหน่วนมองดูสถานการณ์ กำมือแน่นแล้วพูดว่า


“คุณพ่อ คุณปู่ พวกเราไปด้วยกันนะคะ”


เด็กน้อยยืนคั่นอยู่ตรงกลาง ไม่ได้เบียดเบียนพื้นที่ของพวกเขาแม้แต่น้อย


“ก็ได้ เพื่อหนวนหน่วน ปู่จะทำเป็นไม่ใส่ใจนิสัยเด็กน้อยของพ่อหนูก็ได้”


ชายชราร่าเริง เขาก้าวเดินอย่างกระฉับกระเฉง ไม่หลงเหลือร่างความชราออกมาเลยแม้แต่น้อย


กู้หลินโม่อดกลอกตาแทบไม่ได้ คนที่เด็กน้อยคือใครกันแน่


ทั้งสองพาหนวนหน่วนไปหาต้าหวงกับเหม่ยฉิวที่อาศัยอยู่ในบ้านไม้ในสวน บ้านไม้หลังนี้มีขนาดใหญ่กว่าบ้านที่หนวนหน่วนเคยอาศัยอยู่มาก แถมยังสวยมากเสียด้วย


“ปกติตรงนี้เป็นห้องสำหรับเก็บของจิปาถะ หลังจากที่ย้ายของทั้งหมดออกไป ก็ถูกสร้างขึ้นให้เป็นห้องของพวกมัน มีทุกอย่างเหมือนที่สัตว์เลี้ยงของคนอื่นมีเลย”


ยังไม่ทันก้าวไปถึงหน้าประตู แมวกับหมาทั้งสองที่หูตาไวก็เดินกระดิกหางออกมาหาหนวนหน่วนด้วยท่าทางสุขล้น


ก่อนที่มันจะเดินไปถึงตัวหนวนหน่วนก็มีเงาอะไรบางอย่างพุ่งลงมาจากฟ้า เหยียบหัวเจ้าตัวขนสีน้ำตาลไหม้ก่อนจะกระโดดขึ้นมาเข้าสู่อ้อมแขนของหนวนหน่วนด้วยท่วงท่าสมบูรณ์แบบไร้ที่ติ


ส่วนต้าหวงได้แต่เดินโซซัดโซเซ ยอมนอนลงแต่โดยดี


โฮ่ง โฮ่ง โฮ่ง!!!


ต้าหวงเห่าแมวดำที่อยู่ในอ้อมแขนของหนวนหน่วนอย่างบ้าคลั่ง!


เจ้าแมวขนสีดำหมอบลงในอ้อมแขนของหนวนหน่วน เลียอุ้งเท้าด้วยท่าทางงดงาม ก่อนจะเหลือบมองต้าหวงด้วยสายตาเย่อหยิ่งและเหยียดหยาม


‘เอาอีกแล้วเจ้าตัวดี แบบนี้ไม่ได้การแล้ว’


ต้าหวงกำลังจะกระโดดขึ้นมากัดเหม่ยฉิว แต่ถึงอย่างนั้นเจ้าแมวดำก็ไม่ได้ยอมเป็นฝ่ายกระทำง่ายๆ มันใช้เวลาเพียงสองวินาทีในการยกอุ้งเท้าของตัวเองขึ้นมาแล้วตบเข้าที่หน้าของต้าหวงอย่างรุนแรง


ผู้เฒ่ากู้และลูกชายที่เฝ้ามองอยู่รู้สึกเป็นกังวลว่าหนวนหน่วนจะบาดเจ็บ แต่อันที่แล้วพวกเขาเพียงคิดมากไป แม้ว่าทั้งสองจะชอบกัดกัน แต่พวกมันก็ดูแลหนวนหน่วนเสมอ ไม่ได้คิดทำร้ายเธอเลยแม้แต่น้อย


หนวนหน่วนห้ามทั้งคู่เอาไว้ ทั้งสองตัวจึงยอมหยุดลงอย่างกะทันหัน แต่ก็ยังไม่ยอมมองหน้ากันอยู่ดี


“หยุดตีกันได้แล้ว!”


หนวนหน่วนวางเหม่ยฉิวลงไว้ข้างๆต้าหวง ก่อนจะใช้มือลูบลงบนลำตัวของมัน ต้าหวงใช้ดวงตากลมโตมองกลับมา ก่อนจะนั่งลงอย่างเชื่อฟัง


หนวนหน่วนดูเหมือนผู้ใหญ่ในร่างของเด็กน้อยมาก เธอใช้นิ้วน้อยๆ จิ้มไปยังบริเวณหน้าผากที่มีขนปุกปุยทั้งสองข้างแล้วเริ่มอบรมสั่งสอน


“บอกกี่ครั้งแล้ว ต้าหวงกับเหม่ยฉิวเป็นครอบครัวเดียวกัน คนในครอบครัวต้องไม่รังแกหรือทะเลาะกัน ถ้าบาดเจ็บขึ้นมาจะทำยังไง? มันจะเจ็บเอามากๆนะ ต้าหวงกับเหม่ยฉิวไม่เชื่อฟังกันเลย เป็นเด็กไม่ดีทั้งคู่ เด็กดื้อแบบนี้จะต้องโดนตี!”


ตอนที่ 7: หนวนหน่วนพอใจมากแล้ว


เสียงของหนวนหน่วนช่างนุ่มละมุนราวกับน้ำนม ทำให้คนที่รับฟังรู้สึกได้ถึงความไพเราะ ผู้ใหญ่ที่ยืนอยู่ข้างกายต่างมีความสุขยามดูเจ้าตัวน้อยสอนบทเรียนแมวและสุนัขด้วยท่าทีเหมือนผู้ใหญ่


หลังจากที่หูของปุกปุยทั้งสองร่วงลง หนวนหน่วนก็จำได้ว่าพ่อและปู่ของเธอยืนอยู่ด้วย ใบหน้าของเธอขึ้นสีแดงระเรื่อด้วยความเขินอาย


“ฮ่าฮ่า… หนวนหน่วนของเรานี่สุดยอดจริงๆ”


ท่าทางเขินอายของหนวนหน่วนทำให้ผู้เฒ่ากู้อดที่จะหัวเราะไม่ได้


หนวนหน่วนสวมกอดเจ้าพวกก้อนขนแล้วฝังหน้าลงไป พวกมันเพิ่งอาบน้ำเมื่อวานนี้ทำให้ได้กลิ่นที่หอมฟุ้งบนขนชัดเจน


“แล้วหนวนหน่วนจะยังอยากไปเล่นอยู่ไหมละเนี่ย?”


กู้หลินโม่ถามติดตลก


“ไปค่ะ”


คนตัวเล็กเงยหน้าขึ้น ตอบด้วยน้ำเสียงที่คมชัด ก่อนจะเดินไปหาคุณพ่อและคุณปู่ด้วยขาสั้นๆ


เธอวางเหม่ยฉิวลงแล้วจับมือทั้งสองแล้วเดินต่อไป


เดิมทีแมวและสุนัขมีความระแวดระวังมากในสภาพแวดล้อมที่แปลกใหม่ แต่พวกมันค่อยๆลดความหวาดระแวงลงเมื่อเห็นว่าหนวนหน่วนเริ่มเดินเตร็ดเตร่ไปที่โน่นที่นี่ ตอนนี้พวกมันเปลี่ยนมาดมกลิ่นเพื่อกำหนดอาณาเขต


ต้าหวงวิ่งไปรอบๆอย่างตื่นเต้น ก่อนจะกระดิกหางและส่งเสียงเห่าเป็นระยะ ในขณะที่เหม่ยฉิวยังคงนิ่งเงียบ มันจะกระโดดขึ้นไปบนรั้วและปีนขึ้นต้นไม้ เฝ้าดูเจ้าหมาโง่กระโดดโลดเต้นไปมา


“หนวนหน่วน ที่นี่เป็นสวนของบ้านเรา ไปนั่งชิงช้าเล่นกับปู่ไหม”


หนวนหน่วนกะพริบตาปริบๆ นึกถึงช่วงเวลาในหมู่บ้าน ตอนนั้นเธอกำลังเล่นเถาวัลย์เส้นหนาอยู่ในป่า ข้างต้นลูกหยีเป็นที่ที่เธอโปรดปรานอย่างมาก ได้ยินว่าที่นั่นมีชิงช้าที่จะทำให้ตัวลอยขึ้นไปในอากาศ ถึงแม้ว่ามันจะดูอันตรายแต่ก็สนุกมากเช่นกัน


แต่ในเวลานั้น หนวนหน่วนกำลังวุ่นอยู่กับการเก็บฟืนเพื่อหาหญ้าให้ไก่และเป็ดที่บ้านกิน สุดท้ายได้แต่มองมันจากที่ไกลๆ ด้วยความอิจฉาแล้วทำได้แค่เดินจากไป


“ไปค่ะ”


หนวนหน่วนพยักหน้าตอบรับอย่างแผ่วเบา แววตาเป็นประกายสดใส ใบหน้าฉาบไปด้วยรอยยิ้ม


เมื่อได้ยินเธอพูดดังนั้น ผู้ใหญ่ทั้งสองก็จูงมือเธอไปในสวนด้วยใจที่เปี่ยมสุข พวกเขาตื่นเต้น เริ่มคิดวางแผนทำให้หนวนหน่วนมีความสุข ว่าจะหาสไลเดอร์มาวางไว้ในสวน ไม่ก็พวกม้าไม้ตัวเล็ก บ่อทราย หรือทุกสิ่งทุกอย่างที่เด็กชอบ เปลี่ยนสวนแห่งนี้ให้เป็นสนามเด็กเล่นเสียเลยก็ดี


หนวนหน่วนรีบโบกมือ “ไม่ค่ะ ไม่เป็นไร มีแค่ชิงช้าก็พอ”


“ได้สิ... ไม่เป็นไรหรอก”


กู้หลินโม่สูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วลูบผมหนาๆของหนวนหน่วน


“หนวนหน่วนไม่จำเป็นต้องเกรงใจมากหรอกนะ ยังไงลูกก็เป็นเชื้อสายตระกูลกู้ของพวกเรา ถ้าต้องการอะไรให้บอกพ่อกับแม่หรือคุณปู่ได้เลย ไม่มีใครว่าอะไรหนูหรอก”


อันที่จริงเขารู้สาเหตุที่หนวนหน่วนคอยเกรงใจอยู่ตลอด และนั่นยิ่งทำให้เขารู้สึกเศร้าใจ เด็กคนนี้ควรเติบโตขึ้นมาในบ้านหลังนี้อย่างไร้กังวลสิถูก


หนวนหน่วนเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย มือเล็กยังคงกอบกุมฝ่ามือกว้างของผู้เป็นพ่อไว้ คิ้วน้อยๆโก่งขึ้นเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยวดวงน้อยที่สวยที่สุดในโลก ดวงตาใสกระจ่างคู่นั้นตอนนี้กำลังส่องประกายแสงดาวพร่างพราวออกมา


“แต่หนวนหน่วนพอใจมากแล้วค่ะ”


เธอพูดด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาพลางถูไถผมบนฝ่ามือของผู้เป็นพ่อ


“หนวนหน่วนมีความสุขมากที่ได้มีพ่อ มีแม่ คุณปู่และพี่น้อง”


เพราะนี่เป็นสิ่งที่เธอไม่เคยกล้าคิดฝันมาก่อน


คุณหญิงกู้ลูบหัวลูกสาว ดวงตาเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำ


ทำไมหนวนหน่วนของเราถึงเชื่อฟังขนาดนี้…


“เอาล่ะ หลังจากนี้หนวนหน่วนก็จะมีแต่ความสุขแล้ว”


หนวนหน่วนพยักหน้า ยิ้มกว้างเผยให้เห็นฟันซี่เล็กที่ขาวสะอาดเป็นประกายราวกับดอกทานตะวันออกมา


เมื่อเห็นภาพนั้น ผู้เฒ่ากู้ก็น้ำตาลพาลไหล เขาแอบเช็ดดวงตาของตนเอง ถึงจะแก่ตัวลงมาก แต่เขาก็อารมณ์อ่อนไหวลงมากเช่นกัน


ช่างเป็นเรื่องดีที่สาวน้อยของพวกเขาหวนคืนกลับมา ในที่สุดหมอกควันที่รุมเร้าตระกูลนี้มาตลอดหลายปีก็ได้จางหายไปในที่สุด


ก่อนพบหนวนหน่วน แม้ว่าทุกคนจะใช้ชีวิตปกติดังเช่นคนทั่วไป แต่ก็มีเพียงพวกเขาเท่านั้นที่รับรู้ถึงการสูญเสียหนวนหน่วนไป และมันเป็นเรื่องที่กระทบกระเทือนใจกับตระกูลเป็นอย่างมาก พวกเขาต้องใช้เวลาเยียวยาถึงสามปีเต็ม


“คุณปู่ ไปเล่นกันเถอะค่ะ”


เสียงอันอบอุ่นและนุ่มนวลเรียกสติชายชรากลับมา หลานตัวน้อยมองเขายิ้มๆ และส่งแววตาใสซื่อมาหา เธอที่เดินนำหน้าไปแล้วอุตส่าห์หันกลับมาชักชวนเขาให้ไปด้วยกัน


“เย้… ปู่มาแล้ว!”


ชายชราก้าวเดินอย่างกระฉับกระเฉงราวกับว่าอายุของตนเองลดน้อยลงไปกว่าเดิม


การออกมาเดินเล่นครั้งนี้ เป็นทั้งการออกกำลังกายให้ได้ย่อยอาหารอีกทั้งยังทำให้หนวนหน่วนได้คุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมที่บ้านอีกด้วย และที่สำคัญยังเป็นการส่งเสริมความสัมพันธ์ของเธอกับทุกๆคน หากจะหากิจกรรมที่เหมาะกว่านี้คงไม่มีอีกแล้ว


น่าเสียดายที่เรามีตัวขี้เกียจนอนอุดอู้อยู่ในบ้าน และดูไม่มีวี่แววว่าจะตื่นขึ้นมาจนกว่าจะเที่ยงวัน


เมื่อถึงเวลาเดินกลับเข้าไปในบ้าน หนวนหน่วนก็เห็นว่ามีรถขับเคลื่อนเข้ามา ก่อนจะมีใครสักคนก้าวลงจากรถ เขาเป็นผู้ชายที่ดูคล้ายกับพ่อเธอเป็นอย่างมาก


หลังจากก้าวลงจากรถเขาก็รีบพูดขึ้นทันที “ป๊า ได้ข่าวว่าหนวนหน่วนกลับมาแล้วเหรอ”


ขณะที่พูด สายตาของเขาก็จับจ้องไปยังเด็กหญิงตัวเล็กผอมแห้งที่ยืนอยู่ข้างกายผู้เฒ่ากู้ หลังจากเห็นภาพนั้น แววตาของเขาก็เริ่มเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำ


“ทำไมผอมจัง ใครทารุณเธอขนาดนี้!”


หญิงสาวอีกคนที่แววตาดูสดใสตามลงมาติดกัน ก่อนจะสัมผัสเข้าใบหน้าเล็กของหนวนหน่วนด้วยความรู้สึกทุกข์ทน


“ตอนเด็กหนวนหน่วนอ้วนท้วมสมบูรณ์จะตาย แล้วผอมขนาดนี้ได้ยังไงกัน”


หนวนหน่วนจับมือคุณปู่ไว้แน่น มองคนแปลกหน้าทั้งสองอย่างสงสัยและประหม่า แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ไม่ได้รู้สึกกลัว


เด็กน้อยอ่อนไหวต่ออารมณ์ของผู้คนมาก เลยรับรู้ได้ว่าทั้งสองต่างเห็นอกเห็นใจและไม่มีเจตนาร้ายอย่างแท้จริง


เธอจึงไม่ถอยหนีคนทั้งคู่


“ไม่ต้องกลัวนะหนวนหน่วน”


ผู้เฒ่ากู้เอ่ยขึ้นก่อนจะแนะนำบุคคลตรงหน้าให้หนวนหน่วนรู้จัก “หนวนหน่วน พวกนี้คืออากู๋กับอาอี๋ของหลาน”


“อากู๋ อาอี๋[1] สวัสดีค่ะ~”


หนวนหน่วนเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงชวนน่าฟัง มันช่างนุ่มนวลราวกับน้ำนม ช่างหาฟังได้ยากสำหรับอาทั้งสองที่ไม่มีลูกสาว


“แหม...หนวนหน่วนเป็นเด็กดีจังเลย นี่ของฝากจากอานะ”


ขณะที่หญิงสาวพูด เธอก็หยิบสร้อยรูปกุญแจออกมาสวมใส่บนคอของหนวนหน่วน


“นี่คือเครื่องรางเสริมความปลอดภัย อาขออวยพรให้หนวนหน่วนปลอดภัย ไม่พบปะอันตรายอีกต่อไป อาเคยอุ้มหนูตอนเด็กๆด้วยนะ แต่น่าเสียดายที่ตระกูลเรามีเด็กผู้หญิงแค่คนเดียว ตอนนั้นอากับปู่ทะเลาะกันเพราะเราแย่งกันอุ้มหลานตลอดเลย พ่อของหลานต้องคอยห้ามอยู่นานมาก กว่าจะได้อุ้มไม่ใช่เรื่องง่ายเลยเพราะเขาไม่ยอมปล่อย ตอนนั้นหลานยังเป็นเหมือนลูกบอลเล็กๆอยู่เลย ดูตอนนี้สิ โตแล้วนะเนี่ย"


เมื่อพูดถึงหนวนหน่วน ทุกคนต่างอดนึกถึงช่วงที่เธอเป็นเด็กเล็กไม่ได้ ตระกูลกู้มีเด็กผู้ชายค่อนข้างเยอะ คุณหญิงกู้เองก็ได้ให้กำเนิดลูกสามคนเป็นผู้ชายทั้งหมด ครอบครัวทางฝั่งอาก็มีลูกสองคนเช่นกัน ทั้งคู่เป็นเด็กผู้ชาย เพราะฉะนั้นการมีหนวนหน่วนเป็นผู้หญิงเพียงหนึ่งเดียวจึงเป็นเรื่องล้ำค่า


เชิงอรรถ


1. อากู๋ คือ พี่ชายหรือน้องชายของแม่ อาอี๋ คือ น้องของแม่ ป้า หรือน้าผู้หญิง


บทที่ 8: พี่ชายคนที่สี่ กู้หมิงหลี่


แต่เด็กหญิงตัวเล็กที่อยู่ภายใต้อ้อมกอดของพวกเขากลับหายสาบสูญไปด้วยน้ำมือของพี่เลี้ยง และในเวลานั้นบริษัทของพวกเขาก็เข้าขั้นวิกฤตครั้งใหญ่ เนื่องจากลูกน้องของผู้เฒ่ากู้ที่อุตส่าห์อบรมสั่งสอนมาเกิดหักหลังกันกะทันหัน ตระกูลกู้เสียใจอย่างมาก ทุกคนรวมถึงผู้เฒ่ากู้ต่างเครียดและมีอะไรหลายอย่างให้จัดการ แต่นั่นก็เป็นเพียงเหตุผลข้ออ้าง พวกเขาความประมาทเลินเล่อเองที่ทำสมบัติล้ำค่าที่สุดของตระกูลหายไป


ตอนแรกพวกเขาคิดว่าเป็นเพราะพี่เลี้ยงเพียงคนเดียวที่ทำให้เกิดเรื่องเช่นนี้ แต่หลังจากที่กู้หลินโม่ตรวจสอบก็พบว่าการหายไปของหนวนหน่วนมีผู้สมรู้ร่วมคิดที่ร่วมมือกับพี่เลี้ยง โดยมีจุดประสงค์เพื่อทำให้ทั้งตระกูลกู้ชุลมุนวุ่นวาย


โดยแผนการแรกของพวกเขาคือการลักพาตัวหนวนหน่วนเพื่อข่มขู่พวกตระกูลกู้ แต่พวกเขาสื่อสารกันผิดพลาดจึงไม่รู้ว่าหนวนหน่วนเดินออกไปตอนไหนทำให้เด็กสาวหลงทาง แต่ในท้ายที่สุดแล้วการที่หนวนหน่วนไปโผล่ที่หมู่บ้านเสี่ยวซีก็ยังเป็นปริศนาอยู่จนถึงตอนนี้


การหายตัวไปของหนวนหน่วนสร้างความสูญเสียครั้งใหญ่ต่อตระกูลกู้ แต่ในที่สุดผู้เฒ่ากู้ก็พลิกสถานการณ์กลับมาจัดการกับคนทรยศทั้งหมดในบริษัทได้ อีกทั้งยังเกลี้ยกล่อมให้และสนับสนุนกู้หลินโม่ให้แก้แค้นผู้ที่มีส่วนร่วมในการลักพาตัวและการหายสาบสูญของหนวนหน่วน ซึ่ง ณ ตอนนี้ผู้คนพวกนั้นยังถูกคุมขัง และได้รับ ‘การดูแลอย่างดี’ อยู่ภายในคุก


“หมิงหลี่ มาหาน้องเร็วเข้า!”


อาอี๋เรียกใครสักคน


“มาแล้ว” เสียงของเด็กชายดังขึ้น


หนวนหน่วนจ้องมองเขาด้วยดวงตากลมโต ก่อนจะพบว่ามีพี่ชายรูปหล่อยืนอยู่ข้างหน้าตน ทั้งคิ้วและดวงตาของเขาฉายแววความดื้อรั้น ผมสีแดงแปร๊ดตรงหน้าก็สะดุดตาเป็นอย่างมาก เธอจึงอดไม่ได้ที่จะเงยหน้าขึ้นมอง


เมื่อผู้เฒ่ากู้เห็นผมสีแดงแรงฤทธิ์ของกู้หมิงหลี่ก็แทบลมจับทันที เขาจ้องมองกู้หมิงหลี่แน่นิ่งก่อนจะเดินกลับเข้าไปในคฤหาสน์ แม้ว่าจะเห็นมาแล้วหลายรอบแต่ก็รู้สึกขัดตาขัดใจอยู่ไม่น้อย


กู้หมิงหลี่จ้องมองหนวนหน่วนด้วยสายตาคมกริบ เขาคิ้วขมวด ก่อนจะเดินไปจับผมหนาๆ จนเด็กน้อยทำตัวแทบไม่ถูก


เสียงที่ออกไปทางเย้ยหยันจากคนที่ยืนอยู่เหนือศีรษะดังขึ้น "คนอ่อนแอไม่มีที่ยืนหรอกนะ"


หนวนหน่วน “....”


พี่ชายคนนี้กำลังสั่งสอนเธอเหรอ....


อาอี๋ขมวดคิ้ว เริ่มสั่งสอนลูกชายของตนทันที “ทำอะไร เจ้าเด็กนี่! หนวนหน่วนยังเด็ก อ่อนโยนกับน้องไม่เป็นหรือไง!”


กู้หมิงหลี่แคะใบหูของตนเอง “รู้แล้ว รู้แล้ว ครั้งหน้าจะอ่อนโยนกว่านี้”


“หนวนหน่วน นี่พี่สี่นะจ๊ะ ส่วนพี่สามยังไม่มา เขาไปเที่ยวถ่ายรูปบนเขา โทรศัพท์ไม่มีสัญญาณ ยังไม่รู้ว่าจะกลับตอนไหน”


หนวนหน่วนกล่าวทักทายอย่างว่าง่าย “สวัสดีค่ะ พี่สี่”


กู้หมิงหลี่ยกยิ้มมุมปาก ถือว่าเป็นรอยยิ้มที่ยั่วยุอารมณ์อย่างบอกไม่ถูก ซึ่งเขาเองก็ไม่รู้ว่าเพราะอะไรรอยยิ้มของเขาจึงยั่วยุทุกคนได้ ราวกับมันเก่งในเรื่องกวนประสาทคนในแบบที่ไม่ต้องพยายามอย่างนั้นแหละ


อาอี๋และอากู๋เริ่มคันไม้คันมือเมื่อเห็นลูกชายทำกิริยาเช่นนั้นกับหนวนหน่วน แต่โชคดีที่หนวนหน่วนไม่ใช่คนคิดมาก แถมยังส่งยิ้มหวานตอบกลับไปให้เขาด้วยความเขินอายอีก


อากู๋กับอาอี๋รู้สึกได้ทันทีว่าลูกสาวของพี่ชายตนนั้นเติบโตขึ้นมาอย่างดี ทำให้พวกเขารู้สึกอบอุ่นหัวใจ ไม่เหมือนเด็กในครอบครัวของตนที่ชอบทำให้พวกเขาหนักใจ


ทุกคนในครอบครัวกำลังมุ่งหน้าไปที่ห้องนั่งเล่น หนวนหน่วนเดินตรงไปข้างหน้าก่อนจะหันหลังกลับมาชายตามองพี่สี่เป็นครั้งคราว กู้หมิงหลี่จึงทำได้เพียงขมวดคิ้วขึ้นและชักสีหน้าบึ้งตึงใส่เธอ


หนวนหน่วนยิ้มตาหยีให้ทันที


กู้หมิงหลี่คิดในใจว่า เด็กน้อยคนนี้ถึงแม้จะดูผอมบางและมีเนื้อหนังน้อยนิด แต่เวลายิ้มดูสวยชอบกล


“แล้วเจ้ากู้อันยังไม่ตื่นอีกเหรอ?”


กู้หมิงหลี่นั่งอยู่บนโซฟา กำลังจะยกขาขึ้นก็เหลือบไปเห็นสายตาของคุณปู่ที่จ้องมองเขาด้วยหางตาซะก่อน เขาจึงนั่งด้วยท่าทางที่สงบเสงี่ยมขึ้นในทันที แต่ท่าทางการนั่งก็ยังคงแสดงความหยิ่งยโสเหมือนหัวหน้าโจรอยู่เล็กน้อย


“หนวนหน่วน ไปเรียกพี่คนเล็กให้หน่อยสิจ๊ะ”


คุณหญิงกู้จับไหล่คะยั้นคะยอหนวนหน่วน


เธอหวังให้หนวนหน่วนได้มีความสัมพันธ์ที่ดีกับคนในครอบครัวโดยเฉพาะกับพี่น้อง ลูกชายคนเล็กของเธอปากไม่ค่อยดีสักเท่าไหร่ แถมในตอนเด็กยังเอาแต่ใจเก่งกว่าพ่อของตนเสียอีก


หนวนหน่วนพยักหน้าแล้วเดินขึ้นชั้นบนไปด้วยขาเล็กๆของตน ตามมาด้วยกู้หมิงหลี่ที่ยืนเต็มความสูง เขาพูดขึ้นว่า “เดี๋ยวผมขึ้นไปดูเอง”


หนวนหน่วนชะงักไปเมื่อได้ยินเช่นนั้น เธอหยุดยืนอยู่ตรงบันไดแล้วหันหน้ามามองเขาอย่างกระตือรือร้น


กู้หมิงหลี่เดินมาลูบศีรษะน้อยๆของเธอ “ไปกันเถอะ”


หนวนหน่วนยิ้มหวานก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแผ่วเบา


“พี่สี่รู้ไหมคะว่าห้องพี่คนเล็กอยู่ที่ไหน~”


“พี่สี่ วันนี้มาหาหนวนหน่วนใช่หรือเปล่า”


“พี่สี่...”


กู้หมิงหลี่รู้สึกดีเวลาได้ยินเสียงอันเบาหวิวและนุ่มนวลราวกับน้ำนมของสาวน้อย เขาจูงมือเล็กให้ตามมาราวกับเป็นหางตามติดตนเอง


“อ๊ะ!”


จู่ๆ หนวนหน่วนก็ตัวลอยขึ้นไปบนฟ้า เธออุทานออกมาเล็กน้อยก่อนจะตกลงสู่อ้อมกอดกู้หมิงหลี่ เขาไม่พูดพร่ำทำเพลง มือยกขึ้นบีบแก้มของเธอทันที


“ไม่เห็นรู้มาก่อนเลยว่าเด็กผู้หญิงตัวเล็กแค่นี้จะพูดมาก แล้วนี่ชอบพี่สี่ไหม”


กู้หมิงหลี่ขมวดคิ้วสงสัย เขามีรูปลักษณ์ภายนอกดุเหมือนสัตว์ร้าย เด็กส่วนใหญ่จึงไม่กล้าเข้าใกล้ เด็กพวกนั้นมักจะร้องไห้ บอกว่าเขาดูเหมือนคนไม่ดี ตัวเขาเองก็เกลียดเด็กเวลาร้องไห้อย่างกับอะไรดี


ตอนเดินทางมาที่นี่ เขาคาดหวังว่าจะได้เจอกับเด็กที่หวาดกลัวเขาเพิ่มอีกหนึ่งราย แต่กลับผิดคาด เด็กหญิงตัวเล็กคนนี้ช่างกล้าหาญ เธอพูดคุยกับเขาด้วยน้ำเสียงไพเราะนุ่มนวล เขารู้สึกได้ว่าตนเองกำลังทำตัวเหมือนเด็กเข้าไปทุกที นี่จึงเป็นสาเหตุหนึ่งที่เขาไม่ชอบพูดคุยกับเด็กเล็ก


หนวนหน่วนพยักหน้าที่ตอนนี้ขึ้นสีแดงระเรื่อก่อนจะจับเข้าที่นิ้วของเขาอย่างอ่อนโยน “ชอบค่ะ ชอบพี่สี่ คุณพ่อ คุณแม่ คุณปู่ แล้วก็พี่ชายคนเล็ก....”


“หืม... ใครสนกันล่ะว่าเธอชอบฉันหรือไม่ชอบ จะบอกอะไรให้นะ ที่โรงเรียนมีคนชอบฉันเยอะมาก ถ้านับเป็นจำนวนคน คงวนรอบสนามได้สักสองรอบล่ะมั้ง!”


ทว่าจู่ๆ ไม่รู้ว่ากู้อันโผล่ออกมาตอนไหน เขาก้าวเดินออกมาจากห้องพร้อมกับหัวที่ฟูราวกับรังนก เจ้าตัวดูยังไม่ได้ทำความสะอาดขี้ตาของเขาด้วยซ้ำ แถมยังพูดจาไร้สาระอีก


กู้หมิงหลี่ชำเลืองมองด้วยสายตาที่แสดงให้ว่าคนตรงหน้างี่เง่าเพียงใด “ดูนั่นสิ เจ้าสิ่งมีชีวิตขี้โม้เกินจริง ทำไมปากดีได้ขนาดนี้กันนะ”


กู้อัน “...”


เขารู้สึกโกรธที่ถูกทำให้อับอายจึงขมวดคิ้วใส่กู้หมิงหลี่ “ยัยนี่เป็นน้องสาวผมไม่ใช่ของพี่! พี่สี่ ทำไมถึงมาอยู่กับยัยนี่ได้?”


กู้หมิงหลี่ “ความสุขของฉัน ว่าแต่แกก็รู้ตัวด้วยเหรอว่ามีน้องสาวกับเขา”


“พี่ชาย… หนูมาเรียกให้ลงไปกินข้าวเช้าค่ะ”


เสียงแผ่วเบาของหนวนหน่วนขัดจังหวะการเผชิญหน้ากันของทั้งสองคน


กู้อันทำหน้าบึ้งตึง “รู้แล้ว ใครใช้ให้เธอมาปลุก ถึงจะเป็นนายน้อยของบ้านแต่ฉันก็ตื่นเองได้”


หลังจากพูดจบ เขาก็จ้องมองกู้หมิงหลี่อีกครั้งก่อนจะหันหลังกลับแล้วเดินเข้าไปในห้องนอน


กู้หมิงหลี่ขมวดคิ้วไม่พอใจ “เฮ้? ไอ้เด็กนี่ วันหลังต้องสั่งสอนสักหน่อยแล้ว”


แต่กลับรู้สึกว่าตนเองก็ไม่ได้เพียบพร้อมที่จะสั่งสอนใครได้


หนวนหน่วนเอามือปิดปากตนเองแล้วหัวเราะออกมา แต่ก่อนจะหัวเราะออกมาครั้งที่สองเธอกลับโดนกู้หมิงหลี่จับเข้าที่ศีรษะของตน


“หัวเราะอะไร”


หนวนหน่วนส่ายหน้าอย่างไร้เดียงสา “ไม่มีอะไรค่ะ”


กู้หมิงหลี่บีบแก้มทั้งสองข้างของเธอ ก่อนจะเขย่าคนตัวเล็กในอ้อมแขน แรงของพี่สี่ทำคิ้วทั้งสองของเธอพันกันยู่


“กินให้เยอะ หน้าเธอไม่มีเนื้อเอาซะเลยนะ”


น้ำเสียงนั้นไม่ให้ความรู้สึกเกลียดชังแม้แต่น้อย


“หนูกินเยอะแล้ว QAQ”


เพราะแก้มถูกบีบเอาไว้ หนวนหน่วนจึงได้แต่พูดด้วยน้ำเสียงอู้อี้


บทที่ 9: พี่สี่กับพี่คนเล็กต่อสู้กัน


กู้อันสวมเสื้อผ้า เดินออกมาจากห้องอย่างรวดเร็ว เมื่อต้องเดินผ่านหน้าหนวนหน่วนและกู้หมิงหลี่ เขาก็ยกแขนตนเองขึ้นกอดอกแล้วเชิดหน้าขึ้นอย่างเย่อหยิ่ง


กู้หมิงหลี่ไม่ได้ใส่ใจแม้แต่จะปรายตามองน้องชาย เขาเพียงแค่ลูบผมและหยิกแก้มหรือมือน้อยๆของหนวนหน่วน ก่อนจะแสดงความคิดเห็นออกมา


“เล็บก็เหมือนตีนไก่ เมื่อไหร่จะอ้วนเนี่ย”


หนวนหน่วนที่เพิ่งจะโดนเปรียบเทียบมือเป็นตีนไก่ส่ายหน้าอย่างไร้เดียงสา “ไม่รู้สิคะ”


"จุ๊จุ๊... ผมแห้งเสียอะไรขนาดนี้ ทรงผมนี้ก็เชยสะบัด หลังอาหารเย็นเดี๋ยวพี่จะพาไปบำรุงผม เปลี่ยนลุคให้อินเทรนด์หน่อย”


หนวนหน่วนเงยหน้า ใช้นัยน์ตากระจ่างจ้องมองกู้หมิงหลี่ “ผมหนูจะสีแดงแปร๊ดเหมือนพี่หรือเปล่าคะ”


กู้หมิงหลี่ “...”


“ไม่ พี่จะพาไปเปลี่ยนทรงผม ไม่ได้ทำสี”


พอนึกถึงครั้งแรกที่ย้อมผม เขาก็จำได้ว่าถูกชายชราถือไม้เท้าไล่ตีไปทั่วสนาม แต่ด้วยความดื้อรั้น ยิ่งห้ามก็เหมือนยิ่งยุ เขาจึงเปลี่ยนสีผมทุกสองสัปดาห์


และตอนนี้ทุกคนในครอบครัวเคยชินเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทุกคนมองข้ามไปเสียด้วยซ้ำ แต่หากเขาย้อมผมให้หนวนหน่วนขึ้นมาจริงๆ รับรองได้เลยว่าเขาต้องถูกครอบครัวทารุณอย่างไร้มนุษยธรรมแน่นอน ใช้หัวของกู้อันมายืนยันได้เลย


เขายังอายุน้อยอยู่ ยังต้องเอาตัวรอด เพราะงั้นไม่ทำหรอก


หนวนหน่วนไม่รู้ว่าพี่สี่กำลังคิดอะไรอยู่ เจ้าตัวเงียบไปพักใหญ่แล้ว เธอได้แต่พยักหน้าลงอย่างเชื่อฟัง “โอเคค่ะ...”


กู้อันเดินไปข้างหน้า เอามือไพล่หลังราวกับว่าเขาไม่สนใจอะไร แต่ก็ไม่วายกดเสียงต่ำแล้วพูดออกมา


“เชื่อฟังเขาไปซะทุกอย่าง ถ้าทำผมให้เธอน่าเกลียดกว่าเดิมจะยิ่งขี้เหร่เข้าไปใหญ่นะ”


สิ้นเสียง กู้หมิงหลี่ก็ใช้สันแข้งเตะก้นเขาดังป้าป ก่อนจะปรายตามาเหมือนเห็นคนโง่


“คิดว่าทุกคนจะน่าเกลียดเหมือนหมูแบบนายหรือไง”


กู้อันขมวดคิ้วไม่พอใจ “ฉันพูดความจริงนี่ กู้หมิงหลี่ พี่น่ะพาเธอไปเพราะจะสนองความสนุกตนเองต่างหาก ไร้สาระมาก”


กู้หมิงหลี่หัวเราะเยาะ “นายนี่มันตลกจริงๆ”


กู้อันใช้เวลาคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่จะรู้ตัวแล้วทำหน้าโกรธเหมือนปลาปักเป้าพองลม “รอก่อนเถอะ ตอนนี้ผมยังสู้พี่ไม่ได้ อีกสิบปีจะแก้แค้นให้ดู!”


ข้อดีอย่างหนึ่งของกู้อันคือเขารู้ตัวเองดี ดั่งเช่นตอนนี้ แม้ว่าเขาจะโกรธและกลายเป็นปลาปักเป้าพองลมไปแล้วก็ตาม แต่เขาก็รู้ดีว่าตนไม่ใช่คู่ต่อสู้ของกู้หมิงหลี่ ดังนั้นเขาจึงไม่เข้าไปใกล้จะได้ไม่โดนเตะอีกรอบ


กู้หมิงหลี่ยกมือขึ้นตั้งท่าจะจัดจากกู้อันอีกรอบ แต่เจ้าตัวถอยไปไกลแล้ว แถมยังยิ้มเยาะที่เขาเข้าไปจัดการไม่ได้อีกต่างหาก


“เฮอะ ถึงจะรออีกกี่สิบปีนายก็ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของฉันหรอก”


กู้อัน “...”


แต่ช็อกได้แป๊บเดียวกู้อันก็กวัดแกว่งมือไปมาในอากาศ ก่อนจะยกหมัดทั้งสองข้างมาทางกู้หมิงหลี่แล้วชูนิ้วกลางขึ้นอย่างเย่อหยิ่ง


กู้หมิงหลี่ “ไอ้กู้อัน ฉันเริ่มหมดความอดทนแล้วนะ!!!”


เสียงที่โกรธเกรี้ยวของกู้หมิงหลี่พูดได้เลยว่า ‘ดังกึกก้องไปทั่วฟ้า’


กู้อันวิ่งสุดกำลังไปที่บันได ใช้มือข้างหนึ่งจับราวบันได กระโดดขึ้นคร่อมแล้วสไลด์ตัวลงไปพร้อมกับเสียงกรีดร้องดังลั่น


“อากู๋ อาอี๋ พี่สี่จะตีผมอีกแล้ว!”


กู้หมิงหลี่กำลังจะไล่ตามไปสั่งสอน แต่น่าเสียดายที่กู้อันอยู่ห่างเกินไป


ไอ้เด็กคนนี้มันเจ้าเล่ห์นัก!


“โกหก มันกวนผมก่อน!”


กู้อันวิ่งไปหลบข้างหลังอาอี๋กู้พร้อมกับออดอ้อนด้วยน้ำเสียงไร้เดียงสาน่าสงสาร


“พี่สี่ตลกอ่ะ ผมตัวเล็กเท่านี้จะกวนพี่ได้ยังไง ผมเอาชนะพี่ไม่ได้หรอก อากู๋กับอาอี๋ต้องช่วยผมนะครับ...”


กู้อันฉลาดหลักแหลมมาก เหตุผลที่เขาไม่วิ่งไปหาพ่อแม่ของตนเนื่องจากเขารู้ดีว่าพวกท่านไม่มีทางปกป้องตนอย่างแน่นอน เช่นนั้นเขาจึงวิ่งไปหาอาอี๋แทน


วะฮ่าฮ่า เป็นไงล่ะ


เขายังเด็กแถมยังหน้าตาดี ตราบใดที่ทำตัวเรียกร้องความสนใจจากพวกผู้ใหญ่ อย่างน้อยเขาก็ไม่โดนพี่สี่ทุบตีอย่างแน่นอน ฮ่าฮ่า!


แน่นอนว่าอาอี๋กู้ลูบไหล่กู้อันเพื่อปลอบโยนก่อนจะส่งสายตาคมกริบใส่ลูกชายของตน


“กู้หมิงหลี่! อยากใช้กำลังมากใช่ไหม มาสู้กับแม่นี่มา!”


กู้หมิงหลี่กลอกตาขึ้นอย่างเหนื่อยหน่าย ไม่ได้พูดอะไรต่ออีก


“พี่สี่ปกป้องยัยจิ้งจอกน้อยนั่นอยู่ได้!”


ทว่าคุณหญิงกู้ปรี่เข้ามาบิดหูกู้อันเสียก่อน “อย่ามาแกล้งทำเป็นไร้เดียงสา ถ้าไม่สร้างเรื่องสักวันจะเป็นจะตายมากเลยใช่ไหม”


“แม๊ โอ๊ย...ใจร่มๆสิครับ”


ผู้เฒ่ากู้มองหลานทั้งสองด้วยท่าทางสงบ “แล้วหนวนหน่วนอยู่ไหน”


“หนูอยู่นี่”


หนวนหน่วนในสภาพหัวฟูฟ่องใช้มือน้อยๆ จับราวบันไดเดินลงมาพร้อมกับดวงตาที่โค้งหยี และมุมปากที่ยกขึ้นอย่างน่าเอ็นดู


“คุณปู่ หนวนหน่วนอยู่นี่ค่ะ”


พอน้ำเสียงนุ่มนวลของหนวนหน่วนดังขึ้น ผู้คนรอบตัวก็หัวเราะให้กับท่าทีประหม่าและเขินอายเหมือนกระต่ายสีขาวตัวน้อยของเด็กน้อยตรงหน้า


“ลงมาเร็ว ทานข้าวเสร็จเดี๋ยวแม่จะพาไปเดินเล่น”


“ค่ะคุณแม่”


เด็กน้อยกำลังจะก้าวลงไปชั้นล่าง แต่กลับถูกกู้หมิงหลี่ก้มลงอุ้มเธอขึ้นเอาไว้ก่อน


หนวนหน่วนรู้สึกประหลาดใจอยู่ครู่หนึ่ง แต่ก็เพียงครู่เดียว เธอหัวเราะออกมาอย่างมีความสุขแล้วหันไปกอดคอของกู้หมิงหลี่


“ขอบคุณพี่สี่~”


เสียงน้องสาวเขาเพราะจริงๆ


กระนั้นกู้หมิงหลี่ทำเหมือนกับว่าตนไม่ได้ใส่ใจอะไรสักเท่าไหร่ “ฉันแค่จะทำให้มันสะดวก”


ไม่มีใครสังเกตว่ามุมปากของเขายกยิ้มอยู่นิดๆ


แต่ทุกคนก็ต่างประหลาดใจกับการกระทำของเขาเป็นอย่างมาก ที่ผ่านมากู้หมิงหลี่มองว่ามนุษย์นั้นโง่เง่า สายตาที่มองทุกคนเหมือนจะบอกว่า ‘ยกเว้นฉัน ทุกคนก็โง่เง่ากันหมด’ อยู่กลายๆ


เขาค่อนข้างใจร้อนแต่กลับอดทนกับหนวนหน่วนได้อย่างน่าประหลาดใจ


คุณหญิงกู้และอาอี๋มองหน้ากันราวกับรู้ใจว่าพวกเธอพอใจกับภาพตรงหน้ามากขนาดไหน


เมื่อคุณหญิงกู้สบตาเข้ากับอาอี๋ ในพริบตาก็เหมือนมีความรู้สึกบางอย่างทิ่มแทงเข้ามาราวกับเหล็กกล้า ลูกชายคนนี้โง่จริงเชียว ถ้าวันนึงหนวนหน่วนเกิดโดนลักพาตัวอีกครั้ง ครอบครัวของเราและครอบครัวอากู๋ก็คงเสียใจ!


อีกด้าน กู้อันกำลังจ้องมองไปยังกู้หมิงหลี่และหนวนหน่วนอย่างโกรธเคือง


มีอะไรที่น่าชื่นชมนัก! เขาต่างหากที่เป็นพี่ชายแท้ๆของเด็กคนนั้นน่ะ!


“อาอี๋ครับ ผมขอพาหนวนหน่วนไปทำผมหลังทานอาหารเย็นเสร็จได้ไหม ทรงนี้น่าเกลียดไปหน่อย”


ผู้เฒ่ากู้ปรายตามอง “ย้อมผมสีแดงกลับให้ได้ก่อนเถอะ! ยังมีหน้ามาว่าทรงผมหนวนหน่วนน่าเกลียดอีก!”


กู้หมิงหลี่ถูจมูก ในฐานะนักเรียนเกเรประจำโรงเรียน พูดได้เลยว่าเขาไม่เคยใส่ชุดนักเรียนได้ถูกระเบียบสักครั้ง สีผมของเขาคือการแหกกฎขั้นสุด เขาจะไม่ย้อมดำกลับแน่นอนไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น!


“หนวนหน่วนมาหาปู่มา”


หลังจากตำหนิกู้หมิงหลี่แล้ว ผู้เฒ่ากู้ก็เปลี่ยนสีหน้าของตนเองอย่างเร็ว หลานสาวของเขาจะได้ไม่ตกใจ


ทุกคนเลยได้แต่คิดในใจว่าชายชราคนนี้สองมาตรฐานจริงๆ


กู้หมิงหลี่ “...”


ใครใช้ให้คลอดเขาออกมาเป็นเด็กผู้ชายกัน? สิ่งที่ตระกูลนี้ต้องการมากที่สุดคือเด็กผู้ชายไม่ใช่เหรอ


แต่ถ้าเป็นเขา เขาก็จะ... ไม่ชอบเด็กผู้ชายเหมือนกัน อย่างเจ้าตัวที่หลงตัวเองอย่างกู้อันเป็นต้น


เขามองกู้อัน พอเจ้าตัวสบตากลับมา เขาก็รีบเบือนหน้าหนีด้วยความขยะแขยง


กู้หมิงหลี่ ‘ทำไมหมอนี่ดูโง่กว่าเดิม?’


กู้อัน ‘อย่างน้อยฉันก็เติบโตมาอย่างดีแหละวะ!’


ทั้งสองคนเหมือนกำลังส่งกระแสจิตอาฆาตหากันไม่มีผิด



บทที่ 10: น้องสาวฉันเพิ่งกลับมา วันนี้เลยต้องอยู่กับเธอ


หนวนหน่วนวิ่งไปหาผู้เฒ่ากู้ด้วยขาสั้นๆของตนเองแล้วปีนขึ้นไปบนเก้าอี้ข้างๆ แต่ไม่ทันได้ออกแรง ชายชราก็ช้อนมือเข้าที่รักแร้หลานสาวอย่างร่าเริงแล้ววางเธอลงบนเก้าอี้เสร็จสรรพ


หนวนหน่วน “...”


อันที่จริงแล้วเธอนั่งเองได้ แต่ผู้ใหญ่ดูจะชอบอุ้มเธอนั่งกันจังเลย


มื้อนี้เป็นมื้อกลางวันที่หรูหราอีกเช่นเคย อาหารแตกต่างจากเมื่อคืนอย่างสิ้นเชิง ทุกจานดูน่ารับประทานมาก


หนวนหน่วนแกว่งเท้าไปมาในอากาศ ดวงตาเปล่งปลั่งระยิบระยับราวกับดวงดาว เด็กน้อยหยีตาเป็นเสี้ยวพระจันทร์ ยิ่งขับเน้นให้เด็กน้อยดูมีความสุขเข้าไปใหญ่


บนโต๊ะอาหาร สายตาของเกือบจะทุกคนจับจ้องมาที่เธอ ราวกับว่ามองเธอแล้วจะทำให้อาหารรสชาติดียิ่งขึ้น


หนวนหน่วนสวมกระโปรงตัวเล็กเรียบร้อย ดูบอบบางน่าทะนุถนอมและน่ารัก แม้จะยังผอมบางและดูน่าสงสาร แต่รอยยิ้มของเธอก็ช่วยเยียวยาจิตใจทุกคนได้ราวกับเป็นนางฟ้าตัวน้อยๆ


อาอี๋กู้บอกว่าอยากมีลูกสาว แต่ด้วยกิจการของตระกูลจึงจำเป็นต้องมีลูกชาย


เมื่อนึกได้แบบนี้ เธอก็เม้มริมฝีปาก ตัดสินใจไม่พูดถึงมันอีก ลูกชายทั้งสองคนทำให้เธอแทบเจียนตาย เกือบจะต้องเข้าออกโรงพยาบาลเป็นว่าเล่น


“หนวนหน่วนกินเนื้อเยอะๆนะ”


พวกผู้ใหญ่เริ่มคีบอาหารส่งให้หนวนหน่วนอย่างใจดี แน่นอนว่าส่วนใหญ่เป็นเนื้อสัตว์


เพียงชั่วพริบตา จานตรงหน้าเธอก็เต็มไปด้วยอาหาร


หนวนหน่วน “...ถ้าหนวนหน่วนกินไม่หมดจะทำยังไง QAQ”


แม้ว่าจะใช้เวลาเพียงหนึ่งวันในการอาศัยอยู่ที่บ้านตระกูลกู้ แต่บรรดาญาติเหล่านี้กลับทำให้เธอรู้สึกมั่นคงและปลอดภัย ดังนั้น หนวนหน่วนตัวน้อยจึงไม่ประหม่าที่จะพูดสิ่งที่คิดออกมา


กู้หลินโม่ยิ้มก่อนจะพูดว่า “ไม่เป็นไร ถ้าหนวนหน่วนกินไม่หมดเดี๋ยวพ่อกินให้เอง”


คุณหญิงกู้ยกยิ้มเช่นกัน “แม่ก็กินให้ได้นะ”


ผู้เฒ่ากู้ลูบหัวหนวนหน่วนอย่างมีความสุข “ปู่ไม่รังเกียจที่จะกินของเหลือจากหลานสาวหรอกนะ”


หนวนหน่วนหน้าแดงทันที เธอทำแก้มป่องพร้อมทั้งให้กำลังใจตัวเอง


ต้องกินเยอะๆ จะได้อ้วน!


กู้อันรู้สึกโกรธมากจนกินข้าวไม่ลง เขาหันไปบ่นอุบอิบกับกู้หมิงหลี่ “เกิดอะไรขึ้นเนี่ย ทำไมฉันรู้สึกเหมือนพ่อกับปู่ของกลายเป็นคนละคน!”


กู้หมิงหลี่พูดขึ้นลอยๆด้วยน้ำเสียงเยาะเย้ย “เป็นเด็กผู้หญิงคนเดียวในครอบครัวหรือเปล่าล่ะ นายนิสัยอบอุ่น มีเหตุผล อ่อนหวานเหมือนเธอไหม ก็ไม่”


กู้อัน “...”


เขามีที่ไหนนิสัยนุ่มนิ่มแบบนั้น


คำพูดของกู้หมิงหลี่เต็มไปด้วยการเสียดสี “นายมีดีอะไรถึงคาดหวังว่าอากู๋กับปู่จะมองนายต่างจากขี้”


กู้อัน “...”


เขากำหมัดแน่น แต่ก็ไม่สามารถทำอะไรได้


ทำไมพี่สี่ทำตัวน่าโดนต่อยขนาดนี้?


มื้ออาหารมื้อนี้อีกฟากของโต๊ะเต็มไปด้วยความคุกรุ่น กลิ่นดินปืนลอยคลุ้งหอมหวน


หลังจากรับประทานอาหารเสร็จ หนวนหน่วนก็ออกไปบอกลาต้าหวงกับเหม่ยฉิวอย่างลังเลใจก่อนจะขึ้นรถหรู คุณหญิงกู้นั่งอยู่ทางซ้ายมือ อาอี๋อยู่ทางขวา พี่สี่อยู่ข้างหน้า ส่วนพี่ชายคนเล็กหนีไปนั่งอยู่หลังรถอย่างไม่ทราบสาเหตุ


ไม่รู้ทำไมกู้อันถึงยืนกรานว่าจะตามมาด้วย


“ไปห้างก็ใช้บัตรอาอี๋ได้เลยนะ ไม่ต้องเกรงใจ”


อาอี๋กู้หยิบการ์ดออกมาอย่างกล้าๆกลัวๆ ก่อนจะยัดใส่มือหนวนหน่วน


คุณหญิงกู้ชะงัก “ได้ยังไงกัน หนวนหน่วนเป็นลูกสาวฉันนะ จะใช้ของเธอได้ยังไง ยังไงพ่อหนวนหน่วนก็เป็นคนหาเงินอยู่แล้ว ไม่ได้ขัดสนอะไรเลย”


“ของพวกเธอก็คือส่วนของพวกเธอสิ แต่ในฐานะป้า ฉันยินดีที่จะซื้อของให้หนวนหน่วนเหมือนกัน”


ผู้หญิงสองคนเถียงกัน ไม่คำนึงถึงภาพลักษณ์ความสง่าบนใบหน้าของตนแต่อย่างใด


“คุณแม่ อาอี๋ อย่าทะเลาะกันเลยนะคะ...”


หนวนหน่วนยุ่งอยู่กับการเกลี้ยกล่อมทั้งคู่อยู่พักหนึ่ง


กู้หมิงหลี่ที่นั่งอยู่ด้านหน้ากำลังนอนดูละครอย่างใจจดใจจ่อ เขาไม่ได้สนใจสิ่งที่เกิดขึ้นสักเท่าไหร่ สองคนนี้มักจะทำตัวสนิทชิดเชื้อราวกับเป็นพี่สาวน้องสาวเสมอ ไม่เคยคิดเลยว่าวันหนึ่งจะเกือบทะเลาะกันเพราะเด็กคนเดียว


แต่เขาบอกเลยว่าเด็กตัวเล็กๆอย่างหนวนหน่วนจะกลายเป็น ‘สาวสวย’ ได้แน่นอน...


“ถ้าอย่างนั้นฉันจะซื้อเสื้อกับกระโปรงให้หนวนหน่วน”


“งั้นฉันจะซื้อรองเท้ากับเครื่องประดับเล็กๆน้อยๆให้หนวนหน่วนล่ะกัน”


ในที่สุดทั้งสองคนก็บรรลุข้อตกลงร่วมกัน


น้ำเสียงเรียบๆของกู้หมิงหลี่ที่ดังขึ้น “แม่ครับ ในเมื่อแม่อดใจใช้เงินแทบไม่ไหว แม่ไม่สนใจให้เงินค่าขนมผมบ้างเหรอ”


อาอี๋กู้จ้องตาเขม็งมาทางเขา “ขืนให้แก มีหวังแกโดดเรียนเอาเงินไปเล่นเกมอีก ไม่ก็คงไปต่อยตีกับชาวบ้าน ผลาญเงินไปไม่รู้เท่าไหร่ ทำไมถึงเรียนแย่ก็ไม่รู้!”


กู้หมิงหลี่ยกนิ้วปัดจมูกตนเองอย่างเขินอาย “แล้วผมไม่ใช่ลูกแม่เหรอ ทำไมทำกับผมแบบนี้”


อาอี๋กู้กอดอก เอ่ยอย่างเย็นชาว่า “ถ้าอยากได้ค่าขนมเพิ่มก็ต้องสอบให้ได้ท็อปห้าของห้องก่อน”


“ผมน่ะ คนที่ห้านับจากล่างต่างหาก…”


กู้หมิงหลี่ทำหน้าปวดใจ ส่วนคุณหญิงกู้หัวเราะชอบใจที่อาอี๋แกล้งลูกชายของเธอได้สำเร็จ


“ก็เพราะแกได้ที่ห้าจากปลายแถวน่ะสิ ดูสิว่าแม่ใจกว้างแค่ไหนที่ปล่อยผ่านเรื่องนี้มาตลอด ฮ่าฮ่า!”


เธอยอมแพ้กับเรื่องนี้ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เพราะการบังคับให้ลูกชายของเธอเรียนหนังสือก็เหมือนกับการออกรบ ทั้งที่มียีนของตระกูลกู้แท้ๆ ทำไมจึงเรียนไม่เก่งกันนะ?


หนวนหน่วนเอนกายอยู่ในอ้อมแขนอันอบอุ่นของคุณหญิงกู้ แอบหัวเราะคิกคักกับภาพตรงหน้า


และด้วยความที่หนวนหน่วนไม่เคยเห็นตึกสูงและความเจริญของเมือง เมื่อมองจากในรถเธอจึงรู้สึกตื่นเต้นจนถึงกับอ้าปากค้าง


“ใหญ่จังเลย…”


หนวนหน่วนคิดว่ามันไม่เพียงแค่กว้างใหญ่เท่านั้น แต่ยังสว่างไสวอีกด้วย เธอรู้สึกเวียนหัวจนต้องคว้ามือคุณหญิงกู้ไว้แน่นก่อนจะเดินตามราวกับเป็นลูกเป็ดเดินตามแม่เป็ด ไม่อย่างนั้นเธออาจหลงทางได้


“ไปเถอะ พาหนวนหน่วนไปดูแลผิวก่อน”


คุณหญิงกู้และอาอี๋เข้าไปในร้านเสริมสวยระดับไฮเอนด์พร้อมกับหนวนหน่วนอย่างเร่งรีบ ที่นี่มีบริการดูแลเด็กเป็นพิเศษเพราะส่วนผสมทุกชนิดทำจากธรรมชาติ อ่อนโยนและไม่เป็นอันตรายต่อผิวเด็กหรือก่อให้เกิดการระคายเคืองและผลข้างเคียงใดๆ


สองคนนี้เป็นแขกวีไอพีของที่นี่อยู่แล้ว ดังนั้นพวกเธอจึงรู้เรื่องนี้เป็นอย่างดี


“พี่สี่ เรามาทำอะไรที่นี่”


กู้อันได้แต่จ้องมองไปที่ผู้หญิงสามคนด้วยแววตาเย็นชืด ตอนนี้ทั้งสองหนุ่มถูกทิ้งไว้ที่ห้องรับแขก


“พักผ่อน”


หลังจากพูดจบ กู้หมิงหลี่ก็เอนกายลงบนโซฟานุ่มแล้วหยิบโทรศัพท์ออกมาก่อนจะเริ่มส่งข้อความถึงเพื่อนในกลุ่ม


[หลี่: เล่นกันกี่คน]


[ฮ่าว: อ้าวพี่ มาแล้วเหรอ ไม่ได้เข้ามาเล่นนานมากคิดว่าเป็นอะไรไปซะแล้ว]


[ฟ่าง: จริง หายไปหลายครั้งแล้ว พี่หลี่มาลงแรงค์กันถอะ (ส่งรูปภาพ)]


[หลี่: พอดีมีเรื่องต้องทำนิดหน่อย น้องสาวฉันเพิ่งกลับมา วันนี้เลยต้องอยู่กับเธอ]


[ฮ่าว: ไอ้บ้า!]


[ฟ่าง: เดี๋ยวๆ! น้องสาวที่ไหน]


กู้หมิงหลี่ขมวดคิ้ว มองไปในกลุ่มแชทที่ปรากฎอยู่บนหน้าจอแล้วยกยิ้มมุมปากขึ้น


กู้อันเองก็ขมวดคิ้วเช่นกัน เขาได้แต่สงสัยว่าทำไมคนตรงหน้าถึงยิ้มเยาะเช่นนั้น?



จบตอน

Comments