7brother ep11-20

 บทที่ 11: ถ้าโดนแกล้งจะทำยังไง

กู้อันแอบเหลือบมอง แต่เมื่อโดนจับได้เขาก็ทำหน้าทำตาเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

“เล่นเกมเครื่องตัวเองไป”

กู้อันเบะปาก “ทำอย่างกับว่าเกมตัวเองหายากอย่างนั้นแหละ”

เขานั่งลงบนโซฟาก่อนจะใช้นิ้วเรียวของตนประกอบเลโก้อย่างรวดเร็ว

ทางด้านกู้หมิงหลี่ เมื่อเพื่อนสนิททั้งสองของเขาเอ่ยถามเกี่ยวกับเรื่องของน้องสาวว่าเกิดอะไรขึ้นกับเธอ เขากลับเลี่ยงความอยากรู้อยากเห็นของเพื่อนโดยการบอกให้พวกเขาเล่นเกมไป

ภายในร้านเสริมสวยแห่งนี้ถูกตกแต่งอย่างสบายตาและหรูหราซะจนทำให้หนวนหน่วนรู้สึกว่าตัวเองแปลกแยก ไม่แปลกที่เธอจะประหม่าและรู้สึกอึดอัดเล็กน้อย

แต่คุณหญิงกู้กับอาอี๋ช่วยกันปลอบโยนและให้กำลังใจอยู่ไม่ห่าง หนวนหน่วนจึงพยายามอย่างหนักที่จะไม่ทำให้พวกเขาอับอายขายหน้า

พี่สาวคนสวยประจำร้านเสริมสวยเริ่มล้างหน้าและทาครีมให้อย่างเบามือ อาจเป็นเพราะขั้นตอนนี้ทำให้รู้สึกสบายเกินไป หนวนหน่วนจึงรู้สึกผ่อนคลายมากขึ้นเรื่อยๆ และผล็อยหลับไปในที่สุด

“ถึงคุณหนูจะมีผิวแห้งกร้าน แต่เครื่องหน้าก็น่ารักน่ามองเลยนะคะ ถ้ามีน้ำมีนวลกว่านี้สักหน่อยจะดูดีขึ้นมากเลยค่ะ”

ช่างเสริมสวยที่ดูแลผิวให้หนวนหน่วนกล่าวชม “ฉันเห็นเด็กมาหลายคน แต่ยังไม่เคยเห็นเด็กคนไหนมีใบหน้านุ่มนิ่มได้เท่าคุณหนูเลยค่ะ ดูสิคะ ดวงตาก็สดใส ถ้าขาวขึ้น มีน้ำมีนวลขึ้นน่าจะยิ่งดี”

ใครจะไม่ถูกใจที่ลูกตัวเองถูกชม แม้ว่าสิ่งที่พนักงานพูดจะเป็นเรื่องจริงหรือไม่ก็ตาม คุณหญิงกู้ก็ชอบใจอย่างมาก

แต่ครั้งนี้ช่างเสริมสวยไม่ได้พูดเกินจริง เธอเก่งที่สุดในนี้แล้วเรื่องการวิเคราะห์ใบหน้าผ่านการมองเพียงผิวเผิน เธอพบเห็นใบหน้ามามากมาย แม้แต่ชายอ้วนที่หนักเป็นร้อยกิโลเธอก็สามารถวิเคราะห์ใบหน้าของเขาตอนลดน้ำหนักลงได้อย่างแม่นยำ

หนวนหน่วนน้ำหนักลดลงเพราะทำงานหนัก ผิวแห้งกร้านจากการตากแดดตลอดทั้งปี แต่ใบหน้ายังคงน่ารัก ต่อไปเธอจะเป็นนางฟ้าตัวน้อยที่เติบโตไปอย่างดี

ช่างเสริมสวยมองหนวนหน่วนและคุณหญิงกู้อย่างพิจารณา ถึงคุณหญิงกู้จะเป็นลูกค้าประจำของทางร้าน แต่ก็ไม่ได้เปิดเผยเรื่องส่วนตัวให้รู้กัน จึงไม่ทราบแน่ชัดว่าคุณหญิงกู้มีลูกกี่คนกันแน่ แต่ก็น่าแปลกที่จู่ๆก็มีลูกสาวมาเพิ่มอีกคน แถมสภาพหน้าตาเช่นนี้คงไม่ใช่เด็กที่โตมาในครอบครัวที่มีฐานะแน่นอน

เธอไม่ได้เอ่ยถามอะไรมากมายแล้วจัดการขัดสีฉวีวรรณตามทำหน้าที่ของตนเองต่อไป

หลังจบการดูแลทั้งหมด หนวนหน่วนลืมตาตื่นขึ้นด้วยความงุนงงอยู่ครู่หนึ่ง หลังจากตั้งสติได้ เด็กน้อยก็หน้าแดงซ่านไปด้วยความลำบากใจ

“ขอโทษค่ะคุณหญิงกู้ ที่หนู… หลับไป”

ใบหน้าของหนวนหน่วนแดงก่ำ เธอก้มศีรษะลงเล็กน้อย แววตาสั่นระริก กระนั้นก็ยังคงน้ำเสียงนุ่มนวลและอ่อนหวานเอาไว้ ด้วยเหตุนี้ผู้คนจึงมักลังเลในการต่อว่าเธอเวลาเธอทำผิด แล้วนับประสาอะไรกับตอนนี้ที่เธอไม่ผิดอะไรเลย

ช่างเสริมสวยวางมือบนกลุ่มผมบนหัวน้อยๆ ตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า “ขอโทษคุณหญิงกู้ทำไมกันจ๊ะ คุณหญิงกู้กับอาอี๋เห็นว่าหนวนหน่วนนอนหลับสบายแบบนี้ ต้องคิดว่าพวกพี่ฝีมือดี ทำให้หนวนหน่วนหลับปุ๋ยต่างหาก”

หนวนหน่วนพยักหน้า มุมปากสีชมพูจางๆยกขึ้น เผยให้เห็นรอยยิ้ม “ขอบคุณค่ะพี่สาว”

หัวใจของพวกช่างเสริมสวยอ่อนระทวยลงทันที พวกเขาไม่เคยพบเจอเด็กคนไหนที่พูดจาไพเราะและมีน้ำเสียงนุ่มนวลชวนฝันเช่นนี้มาก่อน เธอน่ารักมากเลย

“ไม่ต้องขอบคุณหรอกนะ มันเป็นหน้าที่ของพวกพี่อยู่แล้ว”

หนวนหน่วนสัมผัสใบหน้าของตนเอง พบว่ามันนุ่มละมุนขึ้น ผิวที่มือก็เช่นกัน ขาวขึ้นกว่าเดิมเสียอีก

และเมื่อมองเข้าไปในกระจก หนวนหน่วนก็พบว่ารูปลักษณ์ของเธอแปลกตาออกไปจากเดิม

อันที่จริงก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปมากสักเท่าไหร่ มีเพียงสภาพผิวที่ดีและขาวขึ้นเล็กน้อยเท่านั้น แต่การเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยนี้ก็ทำให้รูปลักษณ์ของเธอดูดีมากขึ้นเป็นเท่าตัว

หากเป็นเมื่อก่อน หนวนหน่วนอาจไม่ค่อยใส่ใจกับรูปร่างหน้าตาสักเท่าไหร่นัก แต่อย่างไรสาวน้อยก็เป็นคนรักสวยรักงามพอตัว เธอจึงมีความสุขที่ได้เห็นตัวเองดูดีมากขึ้น ที่สำคัญหน้าเธอตอนนี้เนียนมาก!

เด็กน้อยไม่เคยรู้สึกแบบนี้มาก่อน หลังจากเดินออกไปจากเก้าอี้เสริมสวย หนวนหน่วนก็ได้แอบสัมผัสใบหน้าของตนไม่ต่ำกว่าห้าครั้ง เธอแอบทำไม่ให้มีใครจับได้ หารู้ไม่ว่ามีผู้ใหญ่สองคนกำลังจับตามองดูเธอเป็นพิเศษ ทั้งสองยกยิ้มก่อนจะแสร้งทำว่าไม่เห็นอะไร

“ออกมากันได้แล้วเหรอ!”

หลังจากรอมาเกือบหลายชั่วโมง หนุ่มน้อยทั้งสองที่ใกล้จะทนไม่ไหวก็ลุกขึ้นยืนเต็มความสูงทันที

“ผู้หญิงนี่ปัญหาเยอะจริง!”

กู้อันพึมพำออกมาเบาๆ ก่อนจะโดนคุณหญิงกู้ออกแรงบิดเข้าที่หูอย่างจัง

“เมื่อกี้พูดว่ายังไงนะฟังไม่ชัด แน่จริงพูดอีกรอบสิ”

คุณหญิงกู้พูดขู่พร้อมรอยยิ้ม

“ผมยังไม่ได้พูดอะไรเลย!!!”

กู้อันพูดแก้ตัวเสียงดัง

หนวนหน่วนที่เพิ่งเดินออกมาถูกหยิกแก้มนุ่มอย่างเอ็นดู ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าใคร

กู้หมิงหลี่บีบแก้มก่อนจะเลิกคิ้วขึ้นด้วยความสงสัย “จริงด้วย ผิวขาวขึ้นแล้วนี่ ดูดีขึ้นแล้วด้วย”

เพียงเสี้ยววินาที มือของกู้หมิงหลี่ก็ถูกปัดออกไป เขาเงยหน้าขึ้น เห็นคุณหญิงกู้มองมาด้วยสายตาพิฆาต “อย่าหยิกแก้มหนวนหน่วนนานนักสิ”

“น้องสาวผม ทำไมผมจะทำไม่ได้”

กู้หมิงหลี่ยกยิ้มมุมปาก ก่อนจะหรี่ตามองหนวนหน่วน

หนวนหน่วนยกมือขึ้นปิดแก้ม ดวงตากลมโตขยับไหวไปมา เธอถอยหลังไปสองก้าว ก่อนจะพยักหน้าอนุญาตอย่างเชื่อฟัง

กู้หมิงหลี่ครุ่นคิดว่าน้องสาวคนนี้ใจดีเกินไปแล้ว เขาจึงยกมือขึ้นลูบหัวของเธอ

“จิตใจดีจังเลยนะ ถ้าคนอื่นรังแกเธอจะทำยังไง?”

หนวนหน่วนเอียงศีรษะครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง น้ำเสียงของเธอดูไม่ค่อยมั่นใจนัก “กัด… กัดตอบไป”

กู้หมิงหลี่หัวเราะออกมาทันทีก่อนจะยื่นมือของตนออกมา “ลองกัดสักครั้งไหม”

หนวนหน่วน “QAQ”

เธอไม่เคยกัดใครมาก่อน

และสุดท้ายเธอก็ไม่ได้กัดกู้หมิงหลี่จนกระทั่งได้เวลาออกจากร้าน

กู้อันฮัมเพลงเสียงดังราวกับกลัวทุกคนมองข้ามตนเอง

เขากอดอกมองหนวนหน่วนด้วยความเกลียดชัง “ทำไมขี้ขลาดจัง ถ้าเขาอยากให้กัดก็กัดเขาแรงๆสิ ถ้าเขากล้าทำเธอกลับ อาอี๋ต้องไม่พอใจแน่”

หนวนหน่วนพองแก้มก่อนจะปรายตามองพี่สี่อย่างตั้งใจ

กู้หมิงหลี่มองกู้อันด้วยแววตาอาฆาต “กู้อัน นายไม่ได้แค้นเองหรอกใช้ไหม?”

กู้อันแทรกขึ้น “ก็พี่พูดเองไม่ใช่เหรอ?”

หลังจากพูดจบเขาก็กลอกตา จากนั้นก็ยื่นมือไปตรงหน้าหนวนหน่วน “กัดฉันสิ เป็นกระต่ายก็ต้องรีบกัด ไม่สิเธอมันไม่เก่งเท่ากระต่ายหรอก ยิ่งออกไปเจอคนก็จะยิ่งถูกเขารังแก ถึงฉันจะเป็นพี่ชายเธอแต่ยังไงฉันก็จะรวมหัวกับคนอื่นแกล้งเธออยู่ดี แต่ไม่มีใครแกล้งเธอก็ดี เพราะฉันไม่อยากให้ใครรู้ว่ามีน้องสาวเด็กเป็ดขี้เหร่…. อ๊าก!”

หนวนหน่วนอ้าปากกว้าง กัดเข้าที่มือของคนตรงหน้าก่อนจะจ้องมองตาเขม็ง


บทที่ 12: การเปลี่ยนแปลงของหนวนหน่วน

“กัดจริงเรอะ! เมื่อกี้กู้หมิงหลี่ก็ให้เธอกัดทำไมเธอไม่ทำ?”

กู้อันจ้องมองไปที่หนวนหน่วน ถึงแม้ว่าแรงกัดจะไม่มากพอที่จะให้รู้สึกเจ็บ แต่เขาก็เสียใจอยู่ไม่น้อย นี่เขาเป็นพี่ชายแท้ๆนะ!

หนวนหน่วนหยุดงับแขนพี่ชาย ใช้ขาสั้นๆหนีไปซ่อนอยู่ข้างหลังกู้หมิงหลี่ก่อนจะเอี้ยวหน้าออกมา

“ก็พี่… ให้หนวนหน่วนกัดเอง”

พูดอยู่นั่นว่าหนวนหน่วนขี้เหร่ เกินไปแล้วนะ!

“กู้หมิงหลี่สั่งให้เธอกัดฉันเหรอ!”

กู้อันยืนเท้าเอวอย่างไม่ยอมกัน

นิ้วเรียวยาวของกู้หมิงหลี่จิ้มลงบนหน้าผากของคนขี้โวยวาย “พูดอะไรของนาย พูดว่าพี่ไม่เป็นเหรอ สมควรแล้วที่โดนกัด แล้วใครใช้ให้ปากหมา มาว่าน้องขี้เหร่ได้ยังไง มีแต่แกนั่นแหละที่น่าเกลียดเกินทน”

กู้อัน “ทำไมจะว่าไม่ได้ ก็เธอเป็นน้องสาวของฉัน!”

กู้หมิงหลี่เย้ยหยันอย่างมีเลศนัย “เหมือนจะมีใครบอกไว้ว่าจะไม่นับญาติกับหนวนหน่วนตอนอยู่ข้างนอกนะ จำที่ตัวเองพูดไม่ได้เหรอ ต้องเตือนความจำหน่อยไหม”

กู้อันชะงัก “ฉัน… ฉันแค่บอกว่าอย่าพูดต่อหน้า!”

ทั้งสองเดินไปเถียงไป ส่วนหนวนหน่วนเดินตามหลังกู้หมิงหลี่ มือเล็กๆของเธอจับอยู่ตรงปลายเสื้อของเขา เดินตามไปทีละก้าวเหมือนหางตามติด

กู้หมิงหลี่ขายาวมาก เขาเคยเดินอย่างองอาจในทุกย่างก้าว แต่ในตอนนี้กลับเดินช้าลงเล็กน้อย และพยายามก้าวให้สั้นลงเพื่อให้หนวนหน่วนที่จับปลายเสื้อของตนเดินตามได้ทัน ใบหน้าของเขาดูเป็นธรรมชาติ ราวกับว่าเขาไม่ได้ฝืนการกระทำนี้แม้แต่น้อย

คุณหญิงกู้รวมถึงอาอี๋ที่เดินตามมาได้แต่แย้มยิ้ม ทั้งสองไม่ได้เข้าไปขัดการทะเลาะกันของพวกเด็กผู้ชาย หวังอยู่ในใจว่าหนวนหน่วนจะสามารถอยู่ได้โดยไม่ต้องเข้าไปช่วย

คุณหญิงกู้ “ฉันจับตามองหมิงหลี่ตลอด ไม่คิดมาก่อนว่าเขาจะแอบทำอะไรแบบนี้เป็นด้วย”

เห็นความปากไม่ตรงกับใจของกู้หมิงหลี่แบบนี้แล้วก็โล่งใจอยู่บ้าง

“เจ้าลูกชายคนเล็กในบ้านนี่แหละปัญหา อยากรู้ว่าถ้าหนวนหน่วนเมินเฉยใส่เขาขึ้นมาจะเป็นยังไง”

อาอี๋กู้ยิ้มก่อนจะพูดขึ้นว่า “กู้อันเป็นเด็กเปิ่นๆ ปากบอกว่าไม่สนใจมากับเรา แต่เขาก็อดทนนั่งรอในร้านเสริมสวยได้เป็นชั่วโมง เธอคิดว่าถ้าเขาไม่สนใจจริงๆ จะนั่งรอแบบนี้ไหมล่ะ?”

ทั้งสองหัวเราะ จากนั้นก็พูดคุยกันต่อ เห็นหนวนหน่วนเข้ากับพี่ชายทั้งสองได้ดี แบบนี้ก็รู้สึกสบายใจอย่างบอกไม่ถูก

“ไปเถอะ เดี๋ยวจะพาไปตัดผม”

กู้หมิงหลี่อุ้มเด็กหญิงตัวเล็กที่เดินตามหลังเขาขึ้นมาไว้ในอ้อมแขนแล้วเดินไปที่ร้านทำผมด้วยขายาวๆของตน

หนวนหน่วนจู่ๆ ตัวก็ลอยขึ้นไปในอากาศ สีหน้าดูงุนงงเล็กน้อย เธอไม่มีปฏิกิริยาโต้ตอบใดอีกจนกระทั่งได้นั่งลงบนเก้าอี้สำหรับเด็ก

“ตัดผมให้เธอหน่อยครับ”

หลังจากพูดจบ เขาก็เอนหลังพิงบนเก้าอี้ ก่อนจะยกขาขึ้นไขว่ห้างด้วยท่าทางที่หยิ่งยโสโดยไม่รู้ตัว

แล้วกู้หมิงหลี่ก็ถูกแม่ของตนตบเข้าที่หลังศีรษะจนเรียกสติกลับมาได้ เขาถึงเห็นว่าตนนั่งท่าอวดดีขนาดไหน ลืมไปเสียสนิทว่าแม่ตามมาด้วย

กู้อันยืนขำชอบใจอยู่ข้างๆ พอเดินผ่านหน้ากู้หมิงหลี่เลยโดนเตะก้นดังผัวะ

คุณหญิงกู้กำลังพูดคุยกับครูโทนี่ถึงเรื่องที่ต้องการให้เขาช่วย “ช่วยดูแลผมลูกสาวฉันให้ดูดีกว่านี้หน่อยค่ะ แล้วก็ทำทรงผมน่ารัก น่ารัก ให้แกด้วย”

ครูโทนี่พยักหน้าเข้าใจ หลังจากบำรุงอยู่หลายครั้ง ผมที่ค่อนข้างแห้งเสียของหนวนหน่วนก็กลับมานุ่มฟู เขาตัดผมสั้นให้เหมาะกับรูปลักษณ์เด็กน้อย ดูรวมๆแล้วน่ารักขึ้นเป็นเท่าตัว

หลังจากตัดผมเสร็จ รูปลักษณ์ของเธอก็เปลี่ยนแปลงไปมาก จนกู้อันต้องขยี้ตาด้วยความประหลาดใจ เขาเดินไปสำรวจรอบตัวหนวนหน่วน ราวกับสงสัยว่าเธอถูกสลับตัวมาหรือเปล่า

“เธอใช่น้องสาวที่ขี้เหร่คนนั้นจริงเหรอ?”

เขาเอามือแตะหน้าหนวนหน่วน ถึงแม้ว่าจะยังผอมแห้ง แต่ผิวที่นุ่มละมุน ผมที่ยาวสลวยทำให้รู้สึกว่าตอนนี้เธอเป็นเหมือนสัตว์น้อยน่ารักตัวหนึ่ง

มือของเขาแตะไปแตะมาพลางครุ่นคิด

อันที่จริง… เขาจะให้คนอื่นรู้ว่าเธอเป็นน้องสาวของเขาไม่ได้อยู่แล้ว

กู้อันแอบคิดในใจว่าหากเธออยากจะพูดอะไรบางอย่างด้วย เขาจะทำเป็นหลบตาและไม่สนใจ

ส่วนกู้หมิงหลี่ไม่รอช้า เขาบรรจงลูบผมที่นุ่มฟูของหนวนหน่วน จนผมที่เพิ่งทำเสร็จเริ่มเหมือนแป้งทอดขึ้นทุกที

เธอยกมือขึ้นบดบังศีรษะของตัวเอง “พี่สี่ ใจเย็นค่ะ ผมของหนวนหน่วนยุ่งหมดแล้วนะ”

เด็กน้อยร้องทักท้วงขึ้น แม้ว่าการโดนลูบหัวจะไม่ใช่เรื่องที่ร้ายแรงก็ตาม

เมื่อเห็นหนวนหน่วนลุกลี้ลุกลน แทบจะหดคอหนี กู้หมิงหลี่ที่เมื่อสักครู่อารมณ์ไม่ดีก็ยิ้มออกมาอย่างช่วยไม่ได้

ทว่าวินาทีต่อมา เขาก็ถูกตีเข้าอย่างแรงจนอารมณ์กลับมาเสียยิ่งกว่าเดิม

“เจ้าเด็กนี่ มือของแกสกปรกนะ! หนวนหน่วนเพิ่งทำผมเสร็จมาใหม่ๆ!”

เขาลุกหนีไป ท่าทางเหมือนหนูที่ถูกไล่ตีไม่มีผิด

กู้อันดึงสีหน้านิ่งบึ้งตึง ก่อนจะจ้องมองที่กู้หมิงหลี่ด้วยความโกรธเคือง ภายในใจเริ่มหงุดหงิดขึ้นมา เพราะเขายังไม่ได้ลูบผมน้องสาวเลย!

หนวนหน่วนที่กำลังจะเดินออกจากร้านทำผมกับคุณหญิงกู้สังเกตเห็นว่าพี่ชายของตนยืนทำหน้าบูดบึ้ง เธอเอียงคอด้วยความงุนงงก่อนจะครุ่นคิด ไม่รู้ว่าเขาโกรธอะไร ถึงอย่างนั้นขาสั้นๆของเธอจะต้องก้าวเดินตามผู้เป็นแม่ไป เธอไม่ลืมที่จะหันมาจับมือของกู้อันอย่างเขินๆ ก่อนจะใช้ดวงตากระจ่างช้อนมองอย่างประหม่า

“พี่ชาย ไปกันเถอะ”

เสียงอันนุ่มนวลของหนวนหน่วนดับไฟร้อนในใจของกู้อันไปได้ชั่วขณะ นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้สัมผัสมือของหนวนหน่วน พอได้จ้องเข้าไปในดวงตากลมโตที่ส่องสกาวนั่น เขาก็เคอะเขินเล็กน้อย แต่ก็ไม่วายเชิดหน้าขึ้นอย่างภูมิใจ

“เห็นว่าเธออยากจับมือฉันมากหรอกนะถึงให้จับแบบนี้ ไปกันเถอะ”

เขากระชับฝ่ามือแน่นขึ้นและมองไปที่กู้หมิงหลี่ด้วยสายตาภาคภูมิใจ

‘เห็นไหม เห็นไหม คนที่น้องชอบที่สุดยังไงก็เป็นฉัน’

เขารู้สึกราวกับมีความสุขขึ้นมาในที่สุด

กู้หมิงหลี่มองกู้อันด้วยสายตาเหยียดหยามในความโง่เง่า การที่หนวนหน่วนยอมจับมือใช่ว่าเธอจะยกให้เป็นคนโปรดซะเมื่อไหร่ เทียบกับตอนหนวนหน่วนดึงชายเสื้อเขาและเดินตามติดแล้ว การกระทำเพียงเท่านี้ถือว่ายังน้อยนิด

จัดการรูปลักษณ์ภายนอกของหนวนหน่วนเรียบร้อย เหลือเพียงรอให้น้ำหนักของเธอขึ้นมากกว่าเดิมอีกสักหน่อย เพียงเท่านี้ภาพลักษณ์ของสาวน้อยน่าสงสารที่มาจากชนบทก็ไม่หลงเหลืออีกต่อไปแล้ว

ณ สำนักงานใหญ่บริษัทตระกูลกู้ หลังจากเสร็จสิ้นการประชุม กู้หลินโม่ก็ชำเลืองมองดูเวลา แล้วก็พบว่ายังเหลือเวลาอีกสองชั่วโมงกว่าตนจะได้เลิกงาน!

ไม่เคยรู้สึกว่าเวลาเดินช้าขนาดนี้มาก่อน เขาขมวดคิ้ว เม้มปาก บรรยากาศรอบข้างดูอึมครึมขึ้นมาทันตา

เลขาที่ยืนอยู่ข้างกายแอบชำเลืองมองราวกับพบว่ามีบางอย่างผิดปกติกับเจ้านายของตน

วันนี้ประธานกู้ทำตัวแปลกมาก!

ตั้งแต่ต้นจนจบการประชุมทั้งหมด เขาเห็นท่านประธานชำเลืองมองนาฬิกาอยู่ประมาณหกครั้งได้ ราวกับว่าเขารู้สึกกระสับกระส่ายจนแทบรอไม่ไหวที่จะเลิกงาน

ช่างเป็นผู้ชายที่รักครอบครัวจริงๆ เขาจำได้ว่าเรื่องแบบนี้เคยเกิดขึ้นตอนท่านประธานเพิ่งแต่งงานใหม่ๆ งั้นสิ่งใดกันที่ทำให้เจ้านายของเขากลับมาเป็นแบบนี้อีกครั้ง

ไม่นานโทรศัพท์ของกู้หลินโม่ก็ดังขึ้น

เขาอดใจรอที่จะรับสายนี้แทบไม่ไหว “ฮัลโหล?”

[คุณพ่อ~]

เสียงของหนวนหน่วนทำให้สีหน้าของกู้หลินโม่อ่อนโยนลงทันที

เลขาชักจะสงสัย

หรือคุณหญิงกู้จะโทรมา?!


บทที่ 13: ประธานกู้แปลกไป!

[หนวนหน่วนเองค่ะ]

เสียงที่อ่อนโยนนั้นทำให้กู้หลินโม่รู้สึกราวกับจะละลาย

เดี๋ยวก่อน!

หนวนหน่วน? คือใครกัน?

ทันใดนั้นเลขาก็จ้องมองเจ้านายของตนด้วยสายตาแปลกใจ

[คุณพ่อจะกลับบ้านเมื่อไหร่คะ หนวนหน่วนกับคุณแม่ อาอี๋ แล้วก็พวกพี่ๆกลับถึงบ้านแล้วค่ะ]

น้ำเสียงอันนุ่มนวลของหนวนหน่วนดังแว่วขึ้นราวกับสามารถได้กลิ่นหอมน้ำนมโชยออกมาจากทางหน้าจอ กู้หลินโม่แทบจะใจอ่อนระทวย

“พ่อจะรีบกลับไปนะ วันนี้หนวนหน่วนไปทำอะไรกับแม่บ้างเอ่ย?”

[พวกเราไปดูแลผิว ทำผม คุณแม่กับอาอี๋ก็ซื้อเสื้อผ้าสวยๆ และรองเท้าคู่เล็กๆให้หนวนหน่วนเยอะมากเลยค่ะ]

เมื่อฟังสิ่งที่ลูกสาวพูดไปเรื่อยพร้อมกับจินตนาการถึงสิ่งที่เธอไปทำมา กู้หลินโม่ที่กำลังเดินเข้าออฟฟิศก็เผลอยิ้มออกมาทันที ผู้คนที่พบเห็นเขาระหว่างทางแทบตกตะลึงในรอยยิ้มนั้น

ผู้ถือหุ้นและคณะกรรมการทั้งหลายมองไปยังกู้หลินโม่ที่เดินจากไปด้วยความงุนงง ก่อนจะหันมามองหน้ากัน

“ประธานกู้เป็นอะไรไป?”

“คุยกับใครถึงหัวเราะออกมาแบบนั้น?”

ผู้คนต่างกระซิบกระซาบด้วยความอยากรู้อยากเห็น แต่น่าเสียดายที่ไม่มีใครรู้ว่ากู้หลินโม่คุยกับใคร

เมื่อกู้หลินโม่ไปถึงห้องทำงาน เขาก็วางสายอย่างไม่เต็มใจนัก จากนั้นก็เหลือบดูเวลาที่เหลือ พบว่าอีกตั้งสองชั่วโมงกว่าจะเลิกงาน

“มีกำหนดการอะไรหรือเปล่าครับ?”

เลขาถามขึ้นด้วยความสงสัย ประธานกู้แทนตนเองว่าพ่อกับปลายสายที่โทรเข้ามา นึกไม่ถึงว่าเขาจะพูดคุยกับลูกชายด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนเช่นนั้นได้ แต่หนวนหน่วนมันชื่อของผู้หญิงชัดๆไม่ใช่หรือ

แต่พอนึกได้ว่าตระกูลกู้ไม่มีลูกสาว เขาก็อยากรู้อยากเห็น แต่ก็ไม่สามารถถามออกไปได้โดยตรง เพราะเขาควรแสดงให้เจ้านายเห็นว่าเขาเป็นเลขาที่ยอดเยี่ยมเพียงใด

เลขาคนเดิมยืดตัวตรงแล้วตั้งใจทำหน้าที่ของตนเองต่อ ราวกับว่าเขาไม่ได้คิดอะไรเกี่ยวกับเรื่องที่ได้ยินแม้แต่น้อย

“ประธานกู้ครับ คุณหลี่ตงขอนัดทานข้าวเย็น”

กู้หลินโม่ลุกขึ้นยืนเต็มความสูงทันที “เลื่อนไปก่อน รอให้กู้หนานกลับมาก่อน ถ้าไม่มีอะไรแล้วฉันขอตัว”

หลังจากพูดจบ เขาก็รีบพุ่งตัวออกไปแทบจะทันที หลี่เต๋อจู้ถึงกับตกใจกับภาพตรงหน้า เกิดอะไรขึ้นกับคนเคร่งกฎอย่างประธานกู้กัน?

เจ้านายของเขาเคร่งเรื่องเวลาการทำงานยิ่งกว่าอะไร เขาไม่เคยกลับก่อนเวลา แม้แต่ตอนตกหลุมรักหรือเพิ่งแต่งงานกันก็ไม่เคยกลับก่อนสักครั้ง!

เจ้านายแอบโดดงานจริงด้วย!

แต่หลี่เต๋อจู้ไม่อยากคิดแล้ว เขายังมีเรื่องอื่นๆที่ต้องจัดการ เดี๋ยวต้องไปประชุมแพลนงานครั้งถัดไปกับเลขาฝ่ายอื่นอีกสองสามคน

“คุณแม่ หนูคุยกับคุณพ่อเสร็จแล้ว~”

เมื่อขึ้นรถกลับถึงบ้าน หนวนหน่วนก็คืนโทรศัพท์ให้ผู้เป็นแม่ คิ้วที่โค้งงอและรอยยิ้มที่มีความสุขของเธอยามนี้ขับความน่ารักออกมาเต็มเปี่ยม

หัวใจของอาอี๋กู้แตกสลาย หนวนหน่วนช่างเป็นคนที่น่ารักเหลือเกิน หากรอให้มีน้ำมีนวลกว่านี้ ดาเมจจะรุนแรงมากแค่ไหนกันนะ

“เด็กดี คุณพ่อบอกว่าจะกลับบ้านเมื่อไหร่คะ?”

“จะกลับให้เร็วที่สุดค่ะ”

บนรถอุ่นสบายอย่างน่าเหลือเชื่อ หนวนหน่วนได้แต่นั่งจ้องแสงไฟจากรถที่ส่องไปกระทบรถคันหน้า จนกระทั่งเสียงหนึ่งดังขึ้น

“เป็นความผิดของเธอ ทำไมฉันต้องมานั่งกับพี่สี่ด้วย พอเธอมาอยู่ที่นี่ก็ได้นั่งข้างแม่ซะงั้น แล้วทำไมฉันถึงนั่งด้วยไม่ได้!”

กู้หมิงหลี่กอดอก มองคนข้างกายด้วยสายตาเย้ยหยันราวกับอยากให้มันทิ่มแทงกู้อันเสียให้ได้

“ได้ยังไงกัน? ก่อนหน้าแกรังเกียจไม่อยากให้หนวนหน่วนเรียกว่าพี่ไม่ใช่เหรอ ตอนนี้คิดเสียใจหรือไง?”

กู้อันสะดุ้ง ร้อนรนราวกับแมวถูกเหยียบหาง

“ใครว่าฉันทำแบบนั้นเพราะยัยเด็กนั่น ก็แค่อยากนั่งรถกับแม่แล้วก็อาอี๋ แปลกตรงไหน?”

“เรอะ ทำไมฉันไม่เคยเห็นว่าใส่ใจใครขนาดนี้มาก่อน?”

“มองไม่เห็นเหรอ ตาบอดน่ะสิ!”

“ไอ้… กู้… อัน…”

กู้หมิงหลี่ยกยิ้มอย่างเลือดเย็น ก่อนจะตามมาด้วยเสียงหักนิ้วมือดังกร๊อบ

กู้อันรู้สึกกลัวขึ้นมาจึงรีบหดหัว นั่งด้วยท่าทางสงบเสงี่ยมทันที

“กู้หมิงหลี่ อย่ามาสาระแนไปหน่อยเลย อาอี๋คงไม่ยอม…. อ๊าก! พี่! พี่สี่ผมผิดไปแล้ว!”

คนขับรถ “…”

แข็งแกร่งจริงพวกเด็กบ้านนี้…

….......

ณ คฤหาสน์ตระกูลกู้

ผู้เฒ่ากู้นั่งรออยู่ตรงประตู ข้างๆมีแมวสีดำและสุนัขขนสีน้ำตาลไหม้ตัวใหญ่นอนอยู่ ดวงตาทั้งสามคู่จับจ้องออกมาข้างนอกอย่างใจจดใจจ่อ

ผู้ดูแลคฤหาสน์ยืนอยู่ข้างชายชราตามหน้าที่ของตน เขากล่าวขึ้นว่า “นั่งรอมาสองชั่วโมงแล้วนะครับ กลับเข้าไปข้างในก่อนดีกว่า”

ผู้เฒ่ากู้โบกมือปฏิเสธ “ไม่เป็นไรหรอก ฉันแค่อยากนอนอาบแดด เดี๋ยวอีกสักพักหนวนหน่วนคงกลับมาแล้ว”

ผู้ดูแลคฤหาสน์ถอนหายใจออกมาอย่างช่วยไม่ได้ พอชายชราอายุมากขึ้นก็ดื้อรั้นขึ้นเหลือเกิน

ไม่นานรถที่คุ้นเคยก็ขับเข้ามาจอดในคฤหาสน์ เมื่อเห็นดังนั้นชายชราก็ดวงตาเป็นประกายขึ้นมาทันที เขาลุกขึ้นยืนอย่างกระฉับกระเฉง

“กลับมาแล้ว กลับมากันแล้ว!”

โฮ่ง! โฮ่ง!

ต้าหวงเองก็ลุกขึ้นยืนเช่นกัน มันแลบลิ้น กระดิกหาง สะบัดตัวไปมาด้วยความรู้สึกตื่นเต้น แตกต่างจากก่อนหน้าโดยสิ้นเชิง

แมวดำบนกำแพงก็ยืนขึ้น ถดบั้นท้ายไปข้างหลังแล้วยกก้นขึ้นอย่างเกียจคร้าน ยืดตัวเต็มที่แล้วก็กระโดดลงจากกำแพงลงมายืนด้วยท่าทางที่สง่างาม แน่นอนว่าที่ที่แลนดิ้งคือหัวของต้าหวง

สายตาของต้าหวงเหลือบมองขึ้นข้างบนอย่างไม่พอใจ มันสะบัดหัวไปมา แต่แมวดำก็ยังคงยืนนิ่งอยู่บนหัวอย่างมั่นคง

ต้าหวงแลบลิ้น ไม่ได้สนใจสิ่งมีชีวิตด้านบนต่อแต่อย่างใด ตอนอาศัยอยู่ที่หมู่บ้านเก่าก็เป็นแบบนี้ ไม่ว่าทำเช่นไรก็ไม่สามารถสะบัดเหม่ยฉิวให้ร่วงลงมาได้เลยสักครั้ง

“คุณปู่ หนวนหน่วนกลับมาแล้วค่ะ”

รถยังไม่ทันจอดสนิท หนวนหน่วนก็ยื่นหัวกลมๆ ออกมานอกหน้าต่าง

หนวนหน่วนเอ่ยเรียกคุณปู่ด้วยน้ำเสียงอ่อนหวานนุ่มนวล เธอจับมือทักทายชายชราตรงหน้าแล้วยิ้มจนคิ้วโก่ง ช่างเป็นยิ้มที่เต็มไปด้วยความสุขและสวยงามจริงๆ

กู้อันที่นั่งอยู่ข้างหน้าหันกลับมาตะคอกใส่ “โง่เง่า ไร้สาระ!”

กู้หมิงหลี่เย้ยหยันกลับไปทันที

กู้อันอยากจะลงไม้ลงมือแต่ก็ทำไม่ได้แต่อย่างใด

ต้าหวงวิ่งมาตรงหน้าประตูรถพร้อมกับเหม่ยฉิวที่ยืนอยู่บนหัว พอหนวนหน่วนก้าวลงจากรถก็ถูกทั้งสองตัวรุมอย่างเอาเป็นเอาตาย

“ต้าหวง เหม่ยฉิว” เด็กน้อยเอ่ยเรียกพวกมันเบาๆ พร้อมกับดวงตาคู่สวยที่โค้งงอเป็นเสี้ยวพระจันทร์ ก่อนจะยกมือของตนขึ้นลูบตัวของพวกมัน

หลังจากทักทายสัตว์เลี้ยงทั้งสองแล้ว หนวนหน่วนก็วิ่งไปหาชายชราด้วยขาสั้นๆทั้งสองข้าง เธอจับมือเหี่ยวย่นของเขาไว้ด้วยมือเล็กๆของตน แล้วแหงนไปหน้าขึ้นถาม

“คุณปู่ทำไมถึงอยู่ตรงนี้คะ~”

ชายชราท่าทางมีความสุขมาก “ปู่มารอหนวนหน่วนไง ต้าหวง เหม่ยฉิวแล้วก็ปู่มารอหนวนหน่วนกันหมดเลยนะ”

เมี๊ยว~

เหม่ยฉิวส่งเสียงร้องเบาๆ ก่อนจะกระโดดจากหัวของต้าหวงมายังไหล่ของหนวนหน่วนแล้วใช้หางสีดำยาวพันคล้องคอเด็กน้อยไว้

ต้าหวงเองก็กระดิกหาง ขยับเข้าไปใกล้แล้วถูไถตัวกับขาของหนวนหน่วน

เด็กหญิงตัวน้อยจูงมือชายชราเดินไปทางคฤหาสน์ด้วยกัน ระหว่างทางเธอก็ถามขึ้นเสียงเบา

“คุณปู่รอนานหรือเปล่าคะ”

“ไม่นาน ไม่นาน แค่นิดหน่อยเอง ยังไงปู่ก็ได้โดนแดดด้วย มันดีต่อสุขภาพ”

“ถ้าอย่างนั้นวันหลังหนวนหน่วนจะออกมารับแดดกับคุณปู่ค่ะ”

“ปู่จะรอนะ”


บทที่ 14: กู้หนาน

ปู่หลานเดินคุยเคียงข้างกันไป หนวนหน่วนสังเกตได้ชัดเจนว่าถึงแม้เธอจะเพิ่งกลับมาอยู่ที่นี่ได้ไม่นาน แต่เธอสามารถเข้ากับชายชราได้อย่างน่าเหลือเชื่อ

คุณหญิงกู้และอาอี๋มองดูภาพตรงหน้าก่อนจะหลุดยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว

“คุณปู่ ผมจะไปรับแดดด้วย!”

กู้อันเดินขนาบข้างชายชราก่อนจะเอ่ยขึ้นมา ขณะที่เขาพูด สายตาก็จับจ้องไปที่หนวนหน่วนอย่างภาคภูมิใจ

ผู้เฒ่ากู้เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเบื่อหน่าย “แกเนี่ยนะจะมาเดินรับแดดกับฉัน ไม่เอาหรอก อย่ามากวนฉันดีกว่า”

แม้ว่าคำพูดจะดูรังเกียจ แต่กลับมีรอยยิ้มปรากฏขึ้นในดวงตาคู่นั้น

กู้อันได้แต่เถียงกับตัวเอง “คุณปู่มองผมแบบนั้นเหรอ”

หนวนหน่วนหัวเราะชอบใจจนดวงตาโค้งงอสวยงาม กู้อันหันขวับมาพูดทันที “ไม่ต้องมาหัวเราะ!”

เด็กหญิงตัวเล็กเชื่อฟังอย่างว่าง่าย เธอพยายามอย่างสุดความสามารถเพื่อปิดปากตนเอง แต่รอยยิ้มในดวงตาของเธอยังชัดเจน ไม่สามารถปกปิดได้แต่อย่างใด

ผู้เฒ่ากู้เคาะเข้าที่หน้าผากของกู้อัน “อย่าว่าน้อง”

“มากเกินไปแล้วนะ ทำไมทุกคนเข้าข้างแต่เธอ! ผมยังไม่ได้ทำอะไรเธอเลยด้วยซ้ำ แค่มองเฉยๆเอง”

ก่อนที่ทุกคนจะเดินไป พวกเขาก็ได้ยินเสียงรถดังขึ้น

หนวนหน่วนหันกลับไปมอง แล้วตามมาด้วยเสียงของกู้อันที่ตะโกนขึ้น “ทำไมวันนี้พ่อกลับมาเร็วจัง”

“คุณพ่อเหรอ?”

เมื่อได้ยินคำพูดของกู้อัน ดวงตาของหนวนหน่วนก็เบิกกว้างขึ้นทันที

ชายชราลูบผมนุ่มสลวยของเธอแล้วพยักหน้าตอบ “ใช่ คุณพ่อของหลานกลับมาแล้ว”

พอเห็นว่าคนตัวเล็กจ้องมองไปทางพ่อของตนด้วยแววตาสดใสอย่างไม่ลดละ ชายชราก็หัวเราะออกมา “ไปหาพ่อเถอะไป”

หนวนหน่วนส่งยิ้มหวานกลับไปด้วยความเขินอาย เธอเอียงศีรษะ ปล่อยมือคุณปู่แล้ววิ่งไปที่รถสีดำ

ผู้เฒ่ากู้มองตามไปที่รถ ในไม่ช้าประตูก็เปิดออกพร้อมกับร่างของประธานกู้ที่ก้าวลงมาจากรถ

เขาตะโกนขึ้น “ไอ้คนขี้เกียจ! กลับมาก่อนเวลางานได้ยังไง ไม่มีวินัยจริงๆ ไม่เหมือนสมัยฉัน ขยันจนทำล่วงเวลา!”

ผู้ดูแลที่ยืนอยู่ข้างๆ “…”

นั่นเป็นเพราะคุณไม่มีลูกสาวอย่างไรล่ะ!

“คุณพ่อ~”

เมื่อเห็นคนที่ลงจากรถ แววตาของหนวนหน่วนเป็นประกายสวยงาม เธอเรียกคุณพ่อด้วยเสียงเจื้อยแจ้วก่อนจะโดนร่างสูงอุ้มขึ้นไป

คนตัวเล็กใช้แขนคล้องคอพ่ออย่างเขินๆ ถึงใบหน้าจะแดงก่ำ แต่ดวงตาของเธอก็ยังขับประกายสดใสดังเดิม

“หนวนหน่วนคิดถึงพ่อหรือเปล่า”

กู้หลินโม่อุ้มเด็กหญิงขึ้นไว้บนแขนที่แข็งแรงของเขาแล้วเอ่ยถาม ตอนนี้เขายิ้มเหมือนคนโง่ ถ้าเพื่อนและคู่แข่งห้างสรรพสินค้าเห็นจะต้องสงสัยอย่างแน่นอนว่าเขาโดนทำของใส่หรือเปล่า

ว่าแต่รอยยิ้มเขายังเหมือนเสือแยกเขี้ยวดูน่าสะพรึงกลัวอยู่หรือเปล่านะ?

หนวนหน่วนพยักหน้าอย่างเชื่อฟังและตอบคุณพ่อด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา “คิดถึง หนวนหน่วนโทรหาคุณพ่อแล้วไงคะ”

กู้หลินโม่หัวเราะ ดวงตาของเขาเป็นประกายเมื่อเห็นหน้าของหนวนหน่วน เธอคือลูกสาวของเขาจริงๆ ทั้งสวยและน่ารัก หลังจากขัดสีฉวีวรรณแล้วก็ไม่มีใครน่ารักเท่าเธออีก

“คุณพ่อครับ ทำไมวันนี้เลิกงานเร็วจัง”

กู้อันกระโดดเข้ามาขวางทางแล้วเอ่ยถาม

กู้หลินโม่ยิ้มค้างไปชั่วขณะ จากนั้นเขาก็เอ่ยตอบอย่างเป็นธรรมชาติ “ที่บริษัทไม่มีงานแล้ว ก็เลยออกมาก่อนเวลา”

ผู้เฒ่ากู้หัวเราะฮ่าๆสองครั้ง ไม่มีงานแล้วอย่างนั้นเหรอ? ตำแหน่งประธานบริษัทยุ่งมากจะตาย ยุ่งจนแทบไม่มีเวลากินข้าวและพักผ่อนเลยด้วยซ้ำ!

กู้หลินโม่จ้องมองสายตาของพ่อตนเองก่อนจะเกาจมูกอย่างประหม่า

แต่ถึงอย่างไร เขายังมีลูกชายที่ทั้งอายุยังน้อยและแข็งแรง แล้วยังต้องกังวลอะไรอีก?

“ฮัดชิ้ว…”

กู้หนานอยู่ที่ต่างประเทศจามออกมาโดยไม่ทราบสาเหตุ เขาบีบจมูก ไม่ได้เอะใจอะไรต่อ

เลขาของเขารีบวิ่งเข้ามาถาม “นายน้อยมีไข้หรือเปล่าขอรับ?”

เพราะอากาศที่นี่ค่อนข้างเย็น เขาจึงเรียกให้คนนำเสื้อกันลมสีดำมาให้

สีหน้าเคร่งขรึมของกู้หนานไม่แปรเปลี่ยนไปตามกาลเวลา ราวกับใบหน้าของเขามีปุ่มกดหยุดการเคลื่อนไหว แม้แต่ดวงตาของเขาก็แสดงออกถึงความเย็นชาเช่นกัน ส่วนใหญ่คนที่คุยกับเขาต่างประหม่ากันทั้งนั้น เนื่องด้วยสีหน้าของเขาทำให้รู้สึกถึงความกดดันเล็กน้อย

กู้หนานหยิบเสื้อกันลมมา ก่อนจะสวมมันลงบนร่าง จากนั้นก็หยิบโทรศัพท์ออกมาแล้วเปิดเครื่อง ภาพเด็กน้อยน่ารักคนหนึ่งปรากฏขึ้นบนหน้าจอโทรศัพท์ เป็นเด็กผู้หญิงยิ้มแย้มจนตาเป็นสระอิ แววตาส่องประกายระยิบระยับราวกับดวงดาวสะท้อนบนผืนน้ำ อีกทั้งทรงผมของเธอก็ยังพลิ้วสลวยน่ารักราวกับสัตว์ขนปุกปุย

ภาพนี้แม่ของเขาถ่ายเอาไว้หลังจากที่หนวนหน่วนตัดผมเสร็จแล้ว ดูท่าคงส่งมาอวดให้ลูกชายดู

เมื่อมองไปที่รูปภาพ ดวงตาที่เย็นชาของกู้หนานอ่อนโยนลงเล็กน้อย ในสายตาของคนอื่นอาจไม่มีใครสังเกตเห็น แต่เลขาของเขาสามารถสังเกตได้

เพราะเหตุนี้เลขาจึงรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย แต่เขาไม่ได้ยื่นหน้าเข้าไปดูว่านายน้อยของเขากำลังมองดูสิ่งใดอยู่ สายตาถึงเปลี่ยนเป็นคนอ่อนโยนเช่นนั้น

“เรื่องที่เหลือเดี๋ยวจะรีบแก้ไขให้เร็วที่สุด อีกสองวันจองตั๋วเครื่องบินให้ด้วย”

อันที่จริงแล้วเขายังมีเวลาอีกหนึ่งสัปดาห์ที่จะจัดการกับเรื่องทั้งหมด แต่กู้หนานก็อดใจรอกลับบ้านไม่ไหวแล้ว

เมื่อมองดูรูปภาพแล้ว เขาก็อดก็อดนึกถึงวันวานไม่ได้ ตอนที่น้องสาวของตนอายุเพียงไม่กี่เดือน ในช่วงเวลานั้นเขายังไม่ได้วุ่นเรื่องงาน จึงมีเวลามากมายที่จะอยู่กับน้องสาววัยหนึ่งขวบและน้องรอง กู้เป่ยจำได้ว่าเขามักจะอุ้มเธอติดตัวไปด้วยทุกที่

ตอนน้องสาวแสนนุ่มนิ่มเริ่มพูดเจื้อยแจ้ว ผู้ที่ตื่นเต้นเป็นคนแรกกลับไม่ใช่คุณพ่อกับคุณแม่แต่เป็นบรรดาพี่ชายทั้งหลาย

กู้หนานเริ่มกำหมัดแน่นแล้วเรียกทุกคนเข้าประชุม วันนี้ต้องทำงานล่วงเวลา!

จนทั้งเลขาและลูกน้องทุกคนต่างสงสัยว่าร่างกายของเขาทำมาจากเหล็กหรือไม่

หนวนหน่วนทานอาหารมื้อเย็นอย่างเอร็ดอร่อยโดยไม่รู้ตัวเลยว่าพี่ชายที่อยู่ต่างแดนกำลังคิดถึงเธอมาก หลังจากทานเสร็จเธอจึงออกไปเดินเล่นกับคุณปู่พร้อมเหล่าสัตว์เลี้ยงเพื่อให้อาหารย่อย หนวนหน่วนรู้สึกอยากตอบแทนความห่วงใยที่ตระกูลนี้มีต่อเธอจึงคิดอยากมอบของขวัญแก่ทุกคน แต่เธอไม่รู้ว่าควรให้สิ่งใด

สีหน้าของหนวนหน่วนเต็มไปด้วยความกังวล

“คิดอะไรอยู่หนวนหน่วน”

เสียงของชายชราดังขึ้นมาจากข้างบน หนวนหน่วนจึงได้สติกลับมา

“คือว่า… คุณปู่คะ หนูอยากจะทำอะไรบางอย่าง แต่ไม่รู้ว่ามันจะต้องทำยังไง?”

“อยากทำอะไรก็บอกปู่ได้เลยนะ ไม่อย่างนั้นดูในหนังสือก็ได้ ในหนังสือมีทุกอย่าง”

ใช่แล้ว หนวนหน่วนอ่านหนังสือออก!

แต่วินาทีต่อมาหนวนหน่วนก็รู้สึกท้อใจ เพราะตอนเรียนอนุบาลในหมู่บ้าน เธอได้เรียนรู้คลังคำศัพท์น้อยเกินไป

“คุณปู่ หนวนหน่วนอยากรู้ตัวอักษร!”

เด็กน้อยเงยหน้าก่อนจะพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่หนักแน่น

“ได้สิ ต่อไปหนวนหน่วนจะต้องเป็นเด็กที่เก่งมากแน่เลย ถึงอยากให้ปู่สอนอ่านหนังสือแบบนี้”

“คุณพ่อจะสอนให้ได้ยังไงคะ ให้กู้อันสอนหนวนหน่วนก็ได้ ให้อยู่เฉยๆทั้งวันคงไม่มีอะไรทำแน่ มาสอนตรงนี้น่าจะทำให้เขาใจเย็นลงได้บ้าง”

คุณหญิงกู้ขอให้กู้อันสอนให้ เผื่อสองพี่น้องจะกระชับความสัมพันธ์กันมากขึ้น


บทที่ 15: กลิ่นนมของหนวนหน่วนตัวน้อย

เห็นได้ชัดว่าผู้เฒ่ากู้คิดหนักเกี่ยวกับสิ่งที่คุณหญิงกู้เสนอ เขาจึงยอมตกลง

ตนเองเป็นชายแก่ ได้สานสัมพันธ์ฉันท์ปู่หลานก็ดีอยู่หรอก แต่การสานสัมพันธ์ระหว่างคนอายุน้อยนั้นสำคัญกว่ามาก เพราะในท้ายที่สุดแล้ว พี่น้องจะต้องช่วยเหลือและสนับสนุนซึ่งกันและกันต่อไป แน่นอนว่าเป็นพี่ชายก็ควรปกป้องน้องสาว แต่สิ่งนั้นจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อพวกเขามีสัมพันธไมตรีที่ดีต่อกัน

ชายชรามั่นใจในนิสัยใจคอของลูกหลานตนมาก แม้ว่าจะมีบางคนที่ดื้อรั้นไปบ้างแต่นิสัยก็ไม่ได้แย่ไปซะทุกอย่าง อย่างหลานชายตัวน้อยที่ชอบพูดว่าไม่ชอบหน้าหนวนหน่วน แต่การกระทำกลับไม่เป็นแบบนั้น…

เหอะ… ก็แค่เด็กเอาแต่ใจคนหนึ่ง อีกไม่นานคงรับรู้สิ่งที่ตัวเองเคยทำ

“หนวนหน่วน ให้พี่เขาสอนอ่านตัวอักษรดีไหม?”

คุณปู่เอ่ยถามอย่างอ่อนโยน อย่างไรเรื่องนี้ขึ้นอยู่กับความสมัครใจของหนวนหน่วนเป็นหลัก

เด็กหญิงตัวเล็กพยักหน้าอย่างไม่ลังเลจนผมสะบัด เป็นเหตุให้บางส่วนของผมหนวนหน่วนกระดกขึ้นมานิดหนึ่ง

คุณหญิงกู้และกู้หลินโม่ “!!!”

ดวงตาของพวกเขาเบิกกว้างขึ้นทันที

แม้แต่ผู้เฒ่ากู้เองก็มองอย่างไม่ละสายตาเช่นกัน

สายลมยังคงพัดมา กลุ่มผมสีหม่นจึงปลิวไสวไปมาราวกับกำลังทักทายพวกเขา

ทั้งสามคนมีความคิดเดียวกัน

‘คันไม้คันมืออยากจับจังเลย’

เมื่อเห็นว่าทุกคนจับจ้องมา หนวนหน่วนจึงรู้สึกงุนงงเล็กน้อย เด็กน้อยยกมือขึ้นจับผมตนเอง

“มีอะไรอยู่บนหัวหนวนหน่วนหรือเปล่าคะ”

นิ้วเล็กคลำไปตามเส้นผมของตนเองแล้วพยายามจัดกลุ่มผมสีหม่นให้เรียบลง แต่ทันทีที่เธอปล่อยมือออก กลุ่มผมเส้นเล็กนั้นก็ฟูฟ่องขึ้นอีกครั้ง

คุณหญิงกู้ใจสั่น ผมหนวนหน่วนช่าง… น่ารักอะไรอย่างนี้!

“เปล่าหรอก”

เธอยิ้ม ลูบผมสีหม่นให้หนวนหน่วนเบาๆ

“ผมเด้งน่ะจ้ะ”

หนวนหน่วนยอมเชื่อ ถ้ามันเป็นเพียงเส้นผมก็คงไม่เป็นอะไรมาก

อย่างไรเธอก็ไม่สามารถมองเห็นว่าผมของตัวเองเป็นยังไงจากมุมมองตรงนี้

ก่อนตัดผม หนวนหน่วนมีผมที่ยาวมากจนสามารถรวบได้ ผมจึงไม่เคยชี้ฟู แต่หลังจากตัดตามทรงที่ช่างเสริมสวยหาให้ พอผ่านไปสักระยะมันก็ชี้ฟูขึ้นมา

หนวนหน่วนยังคงเดินต่อไปอย่างสบายใจแม้ผมบางเส้นจะกระดกอยู่บนศีรษะ เธอพาสุนัขและแมวไปเดินเล่น และเมื่อใกล้ถึงเวลากลับเข้าบ้านเธอก็เดินกลับอย่างว่าง่ายโดยมีผู้ใหญ่เดินตาม

ในหัวมีแต่เรื่องอยากอ่านออกเขียนได้ แต่เธอก็ขี้อายเกินกว่าจะบอกให้พี่ชายคนเล็กช่วยสอนให้ เธอจึงออดอ้อนส่งสายตาหาคุณหญิงกู้อย่างไม่ลดละ

“คุณแม่คะ ถ้าพี่กู้อันไม่อยากสอนหนวนหน่วน หนูขอเรียนกับคุณปู่หรือคุณพ่อได้ไหมคะ”

ถ้าเป็นแบบนั้นเธอจะตั้งใจเรียนแน่นอน

“ได้สิจ๊ะ ถ้ากู้อันไม่อยากสอนให้ก็ไม่เป็นไร เขาไม่ใช่คนเดียวในครอบครัวที่อ่านหนังสือได้สักหน่อย หนูให้คนอื่นช่วยสอนให้ก็ได้”

เมื่อได้ยินดังนั้น หนวนหน่วนก็หายตระหนกทันที หากกู้อันไม่สอน เธอขอร้องคุณปู่หรือคุณแม่แทนก็ได้

คุณหญิงกู้พาหนวนหน่วนไปที่หน้าประตูห้องนอนของกู้อัน ก่อนจะเคาะประตูเบาๆ ไม่นานกู้อันโผล่ออกมา

“มีอะไรครับ?”

“หนวนหน่วนยังอยู่อนุบาล ยังจำคำศัพท์ไม่ค่อยได้”

คุณหญิงกู้เอ่ยถามความสมัครใจของกู้อัน จริงอยู่ที่เธอต้องการให้ครอบครัวอบอุ่น แต่มองอีกมุมหนึ่งเธอก็ไม่อยากมองข้ามความรู้สึกของกู้อัน เพราะนั่นไม่เพียงทำลายความสัมพันธ์ระหว่างแม่กับลูก แต่จะทำให้ลูกชายหัวรั้นของเธอต่อต้านหนวนหน่วนมากขึ้นอีกด้วย

เธอไม่ต้องการให้มันกลายเป็นแบบนั้น เธอจึงต้องถามความสมัครใจทั้งจากลูกชายและลูกสาวของตน

กู้อันเชิดหน้าขึ้นก่อนจะมองไปที่หนวนหน่วนด้วยท่าทางที่ภาคภูมิใจ “เหอะ … อ่านหนังสือไม่ออกอย่างนั้นเหรอ”

หนวนหน่วนรีบแก้ตัวด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา “ไม่ใช่ค่ะ หนวนหน่วนจำตัวอักษรได้มากกว่าสามร้อยตัวแล้วนะ”

เธอรู้จักทุกคำที่ครูในโรงเรียนอนุบาลสอนให้

กู้อันหยิ่งทะนง ตั้งท่าราวกับไก่ที่วางท่าอวดเก่งก่อนจะพูดจาโอ้อวดว่า “เหอะ… แค่สามร้อยตัวฉันรู้หมดแล้ว!”

คุณหญิงกู้รู้สึกได้ว่าเปลือกตาของตนกระตุก รู้สึกว่าเจ้าลูกชายคนนี้กำลังพยายามอวดเก่งมากไป เธออยากรู้นัก ถ้าหากหนวนหน่วนเอ่ยถามคำศัพท์ที่เขาไม่ได้รู้จักขึ้นมาจะเป็นอย่างไร!

“ว้าว… พี่เก่งจังเลยค่ะ!”

หนวนหน่วนจ้องมองไปที่กู้อันด้วยแววตาเป็นประกายราวกับดวงดาวสุกสกาว ก่อนจะเอ่ยชมเขาด้วยน้ำเสียงจริงจัง

เธอไม่ถามอะไรต่อ เชื่อทุกสิ่งอย่างที่กู้อันบอกอย่างสุดใจ

คุณหญิงกู้ “…”

เขากล้าพูดแบบนั้นออกมาได้ยังไง หรือลูกชายของเธอจะไม่รู้จักตัวเองดีพอ? อยู่ในห้องได้ที่รองสุดท้ายแท้ๆ

แต่เขาสามารถจดจำตัวอักษรในหนังสือได้หมดแล้ว ถ้าให้เขาสอน… ก็คงไม่มีปัญหาหรอกมั้ง

และดูเหมือนว่าจะมีใครบางคนกำลังโดนหนวนหน่วนตกเพราะสายตาอันน่ารักและเต็มไปด้วยความชื่นชม โดยที่ไม่ได้คำนึงถึงเกรดที่ต่ำเตี้ยเรี่ยดินของตนเองเลยแม้แต่น้อย

“เห็นว่าเธอปลื้มฉันหรอกนะ เดี๋ยวจะหาเวลาว่างมาสอนให้ล่ะกัน”

“ขอบคุณค่ะพี่ชาย”

น้ำเสียงที่เอ่ยขอบคุณเต็มไปด้วยความนุ่มนวลและแสดงออกถึงความจริงใจ ทำให้หัวใจของกู้อันเต็มเปี่ยมไปด้วยความสุข แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็แสร้งทำเหมือนว่าตนเองไม่รู้สึกอะไร ต่อให้มุมปากของเขายกยิ้มขึ้นมาก็เถอะ

คุณหญิงกู้รู้สึกว่าลูกชายของตนนั้นช่างซื่อบื้อเหลือเกิน ซื่อบื้อพอกันกับพ่อของเขานั่นแหละ ไม่เคยเก็บอาการได้แนบเนียนเลยสักครั้ง!

ด้วยเหตุนี้หนวนหน่วนจึงได้คุณครูตัวน้อยมาช่วยสอนให้ โดยเริ่มในวันพรุ่งนี้หลังจากที่กู้อันเลิกเรียน

เมื่อพูดถึงโรงเรียน กู้อันก็รู้สึกราวกับถูกสายฟ้าฟาด

“แว้ก! พรุ่งนี้วันจันทร์แล้วนี่หน่า!”

แววตาของเขามองมาที่หนวนหน่วนด้วยความอิจฉา “ทำไมน้องไม่ได้ไปโรงเรียนล่ะ”

สำหรับคนขี้เกียจ การไปโรงเรียนเป็นเรื่องที่เจ็บปวดที่สุดแล้ว!

คุณหญิงกู้เอ่ยอย่างใจเย็น “น้องจะอยู่ที่บ้านก่อนสักพัก เปิดเทอมปีหน้าค่อยให้ไปโรงเรียน แกอยู่ประถมสี่แล้ว อย่าให้อายน้องนะ”

เมื่อนึกถึงผลการเรียนที่ย่ำแย่ของตน ดวงตาของกู้อันก็ฉายแววความรู้สึกผิดขึ้นมาทันที แต่ถึงอย่างนั้นเขาจะไม่ยอมหน้าเสียต่อหน้าน้องสาวเด็ดขาด เพราะเขาพูดอย่างออกนอกหน้าไปแล้ว

“ไม่มีทางหรอก!”

เอาเขาไปเปรียบเทียบกับน้องสาวได้อย่างไรกัน

คุณหญิงกู้ไม่อยากพูดเยอะไปกว่านี้ มืดแล้ว หนวนหน่วนต้องเข้านอน

เธอเห็นกู้หลินโม่ยกนมอุ่นขึ้นมาพอดี “หนวนหน่วน ดื่มนมสักแก้วแล้วเข้านอนนะ”

นมสดอุ่นกำลังดี รสชาติกลมกล่อมพร้อมกับมีกลิ่นผลไม้รสองุ่นหวานอยู่ด้านใน

“ขอบคุณค่ะ คุณพ่อ~”

หนวนหน่วนรับนมมา มันอุ่นกำลังดี เธอยกแก้วขึ้นดื่มอย่างเอร็ดอร่อย รสละมุนและความหอมหวานของนมทำให้ดวงตาของเด็กสาวเบ่งบานไปด้วยความสุข

หลังจากดื่มเสร็จ หนวนหน่วนก็เรอออกมาเป็นกลิ่นน้ำนม ริมฝีปากมีคราบสีขาวของน้ำนมติดอยู่เล็กน้อย ขับให้หนวนหน่วนน่ารักน่าเอ็นดู เหมือนหนูแฮมเตอร์ตัวน้อยไม่มีผิด

“หนวนหน่วนหอมกลิ่นนมมากเลยค่ะ”

คุณหญิงกู้อุ้มหนวนหน่วนขึ้นมาก่อนจะจุ๊บแก้มของลูกสาว หนวนหน่วนหน้าแดงก่ำแต่ก็พยายามรวบรวมความกล้า จุ๊บคุณแม่กลับไปเช่นกัน

คุณหญิงกู้ปลื้มปริ่มใจ “ลูกสาวของคุณแม่เก่งจังเลย ฮ่าฮ่า…”

เสียงหัวเราะดังคลอไปทั่วห้อง กู้หลินโม่มองดูภาพตรงหน้าอย่างปลื้มใจ


บทที่ 16: อยากไปส่งพี่ที่โรงเรียน

เมื่อเห็นว่าพ่อตนจ้องมองมาอย่างจริงจัง หนวนหน่วนก็ใช้ดวงตากลมโตที่เปล่งประกายเหมือนผิวน้ำยามแสงแดดสาดส่องเหลือบมองเขา

กู้หลินโม่เดินเข้าไปหา “หนวนหน่วนชอบแต่แม่เหรอ”

น้ำเสียงไม่พอใจและแกมไปด้วยความอิจฉาทำให้คุณหญิงกู้หลุดหัวเราะออกมาเสียงดัง

หนวนหน่วนพูดด้วยความเอ็นดู “หนูก็ชอบคุณพ่อเหมือนกัน”

เด็กน้อยจุ๊บลงบนใบหน้าของกู้หลินโม่ ก่อนจะออดอ้อนโดยการซุกหน้าลงไปที่ไหล่ของผู้เป็นแม่ จากนั้นก็ยิ้มหวานออกมาพร้อมกับดวงตาที่เปล่งประกายระยิบระยับ

คุณหญิงกู้กอดและลูบหลังหนวนหน่วนอย่างอ่อนโยน กู้หลินโม่ที่พึงพอใจแล้วก็จุ๊บหน้าผากลูกสาวต่อ “ฝันดีนะหนวนหน่วน นอนกับคุณแม่นะ”

หนวนหน่วนเงยหน้าขึ้นมองผู้เป็นพ่อแล้วบอกราตรีสวัสดิ์เขาด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา

“ฝันดีเช่นกันค่ะ คุณพ่อ”

กู้หลินโม่เดินออกจากห้องแล้วปิดประตูลง เขาถอนหายใจอย่างเศร้าสร้อยเพราะตนเองก็อยากนอนกับภรรยาและลูกสาวเช่นกัน

แต่ต้องค่อยเป็นค่อยไป…

หนวนหน่วนอาบน้ำกับคุณแม่เสร็จแล้วก็สวมชุดนอนลายหนูแฮมเตอร์ตัวน้อยสีขาวราวกับสีของนม ด้านหน้าของชุดมีกระเป๋าน่ารักเย็บอยู่ด้วย

เด็กน้อยก้าวเท้าเปลือยเปล่าขึ้นไปบนเตียงนุ่ม ยกเว้นส่วนที่โดนแสงแดด ผิวของเธอก็ขาวหมดจด รวมถึงเท้าของเธอก็ขาวอมชมพูเช่นกัน แม้จะไม่จ้ำม่ำแต่ก็เรียกว่างามประดุจไข่มุก

คุณหญิงกู้จับเข้าเท้าเล็กๆของหนวนหน่วนเข้าไปในผ้าห่ม จากนั้นก็เล่านิทานก่อนนอนให้ฟังด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา

ภายใต้โคมไฟตั้งโต๊ะแสนอบอุ่น หนวนหน่วนมองผู้เป็นแม่ด้วยดวงตากลมโต มุมปากยกขึ้นน้อยๆ เธอขยับร่าง เอนตัวพิงแม่ของตนแล้วใช้แขนโอบกอดร่างตรงหน้าเอาไว้ ใบหน้าที่ซุกลงที่ท้องค่อยๆปรือปรอยก่อนจะหลับไปพร้อมกับเสียงเล่านิทานอันอ่อนโยน

ใบหน้าเล็กแนบอิงกับท้องของผู้เป็นแม่ที่กระเพื่อมขึ้นลงจากการหายใจอย่างสม่ำเสมออยู่แบบนั้น

คุณหญิงกู้ค่อยๆวางเจ้าตัวเล็กลงบนหมอน เธอโน้มใบหน้าลงจูบหน้าผากของหนวนหน่วนก่อนจะเอื้อมตัวไปปิดไฟโดยมีเจ้าตัวเล็กนอนอยู่ในอ้อมแขน

วันรุ่งขึ้นเด็กน้อยตื่นตามเวลาปกติตามเคย หนวนหน่วนขยี้ตาแล้วลุกขึ้นนั่ง คุณหญิงกู้ที่นอนอยู่ข้างกายก็ลืมตาตื่นเช่นกัน

“หนวนหน่วน”

คุณหญิงกู้ยกมือขึ้นลูบหัวของลูกสาว “หนูไม่ต้องตื่นเช้าขนาดนี้ก็ได้ นอนอีกหน่อยเถอะ”

หนวนหน่วนพยักหน้า ตายังพร่ามัว เลยได้แต่หาวเล็กน้อยแล้วล้มตัวลงนอนอีกครั้ง เธอขดตัวเข้าไปอยู่ในอ้อมแขนของผู้เป็นแม่แล้วหลับตาลงช้าๆ

คราวนี้เธอหลับสนิท

จนกระทั่งเจ็ดโมงครึ่ง ตอนกู้หลินโม่เดินเข้ามาในห้องนอน เธอก็ยังหลับไม่ตื่น

“เดี๋ยวผมจะพากู้อันไปโรงเรียน”

คุณหญิงกู้ที่ลูบหนวนหน่วนอยู่พยักหน้าตกลง ในขณะที่พวกเขากำลังพูดกันต่อ หนวนหน่วนก็ลืมตาตื่นขึ้นอย่างงุนงง

“คุณแม่~”

หนวนหน่วนเพิ่งตื่นนอน เสียงของเธอจึงหวานนุ่มราวกับจะทำให้น้ำตาลในเลือดสูงปรี๊ดได้

“ตื่นแล้วเหรอจ๊ะ จะนอนต่อไหม”

คนตัวเล็กส่ายหัวไปมาด้วยผมที่ฟูฟ่องแล้วจ้องมองคนตรงหน้าในห้องด้วยดวงตากลมโตที่พร่ามัว ไม่นานเธอก็เอ่ยเรียกผู้เป็นพ่อด้วยน้ำเสียงเจื้อยแจ้วเหมือนเด็กน้อย

กู้หลินโม่หัวใจแทบอ่อนระทวย เขายื่นมือไปกอดเจ้ากล่องนมตัวน้อยที่ยังมึนงงอยู่

“จะไม่นอนต่อเหรอ?”

หนวนหน่วนส่ายหัวไปมาเป็นการบอกว่าไม่อยากนอนแล้วจริงๆ

กู้หลินโม่พยักหน้า “โอเค ถ้าอย่างนั้นพ่อจะพาไปล้างหน้าแปรงฟัน แล้วเราค่อยลงไปกินข้าวเช้ากัน วันนี้พี่เขาจะลงไปกินข้าวเช้าด้วยนะ”

หนวนหน่วนเบิกตากว้างด้วยความตื่นเต้น “พี่ชายตื่นแล้วเหรอคะ?”

ภาพจำของพี่ชายคนเล็กสำหรับเธอคือเขาต้องนอนตื่นสาย

กู้หลินโม่ยิ้มแล้วอุ้มหนวนหน่วนขึ้นขี่คอ ทำเอาคนตัวเล็กอุทานออกมาก่อนจะหัวเราะอีกครั้ง

“เพราะวันนี้พี่เขาต้องไปโรงเรียน”

เขาพาหนวนหน่วนไปอาบน้ำและแต่งตัว เสร็จเรียบร้อยทั้งสามคนก็ลงไปข้างล่าง ก่อนจะพบว่ากู้อันนั่งกัดซาลาเปาอยู่อย่างหดหู่ใจด้วยสีหน้าที่ไม่มีความสุข

ทันทีที่หนวนหน่วนลงมาข้างล่าง เธอก็เอ่ยทักทายผู้คนด้วยน้ำเสียงเด็กน้อย

“อรุณสวัสดิ์ค่ะคุณปู่ คุณปู่ผู้ดูแลด้วย~”

“ดีๆๆ อรุณสวัสดิ์เหมือนกันนะหนวนหน่วน”

ชายชราสองคนหัวเราะจนไม่เห็นฟัน สีหน้าของพวกเขาตึงเครียดน้อยลงเมื่อเห็นหนวนหน่วน

หนวนหน่วนกะพริบตาก่อนจะหันไปจ้องมองกู้อันที่แอบชำเลืองมองเธอเป็นครั้งคราว เธอเอ่ยทักทายเขาเสียงเจื้อยแจ้วอีกครั้ง

“อรุณสวัสดิ์ค่ะพี่ชาย~”

เด็กน้อยเอ่ยด้วยกิริยาสุภาพและอ่อนโยนมาก

เมื่อกู้อันเห็นดังนั้น เขาก็เชิดหน้าชูคอขึ้นทันที “วันนี้ฉันตื่นเร็วกว่าเธอนะ”

หนวนหน่วนขมวดคิ้ว ผงกหัวลงอย่างอ่อนโยน จากนั้นก็เอ่ยชมเชยอย่างจริงใจ “พี่สุดยอดมากเลยค่ะ”

กู้อันรู้สึกพอใจขึ้นทันที คิ้วที่ขมวดขึ้นอยู่ในตอนแรกคลายลง กลายเป็นมุมปากที่ยกยิ้มขึ้นแทน

แต่เมื่อคิดว่าจะต้องเรียนหนังสือในอีกไม่ช้า เขาก็รู้สึกไม่สบายอยู่ดี

เมื่อหนวนหน่วนนั่งทานข้าวเช้า เขาก็ขยับตัวเข้าไปหาด้วยท่าทางเงอะงะ

“จะไปโรงเรียนเมื่อไหร่”

ในตอนนี้เขาเป็นคนเดียวในครอบครัวที่ไปโรงเรียน หากไม่นับพี่สี่ของครอบครัวอากู๋ ถ้ามีหนวนหน่วนไปด้วย เขาก็จะมีเพื่อนร่วมเผชิญชะตากรรมเดียวกัน

หนวนหน่วนตอบเสียงแผ่ว “เมื่อคืนคุณพ่อบอกว่าหนวนหน่วนจะยังไม่ได้ไปโรงเรียนจนกว่าจะเปิดเทอมหน้า”

กู้อันหน้ามุ่ยขึ้นมาทันที “ช้าเร็วมันต่างกันยังไง?”

หนวนหน่วนกัดซาลาเปาแสนอร่อย แก้มของเธอพองขึ้นเหมือนหนูแฮมเตอร์ที่กำลังทานอาหารอย่างมีความสุข

กู้อันแอบมองแก้มพองๆนั่น ก่อนจะคิดสงสัยว่ามันพองขนาดนั้นได้อย่างไร ในเมื่อตัวเธอผอมบางขนาดนั้น?

“ให้หนวนหน่วนไปส่งที่โรงเรียนไหมคะ?”

หลังจากกลืนทุกอย่างลงท้อง หนวนหน่วนก็พูดคุยกับพี่ชายของตนเบาๆ

กู้อันที่ค่อนข้างอีโก้สูง เขาจึงพูดออกมาด้วยความเย่อหยิ่ง “ฉันไม่ต้องการให้เธอไปส่ง”

“อ้อ”

หนวนหน่วนพูดคำว่า “อ้อ” ขึ้นอย่างเชื่อฟังและไม่มีคำพูดใดออกมาอีก

กู้อัน “….”

กู้อันตกตะลึง เกิดอะไรขึ้น? ทำไมเธอไม่เซ้าซี้ให้มากกว่านี้ บางทีเขาอาจจะใจอ่อนและยอมให้เธอไปก็ได้?

เขากระวนกระวายเหมือนมีแมวที่คอยกางเล็บขีดข่วนใจ แต่หลังจากทานอาหารเช้าเสร็จ หนวนหน่วนก็ไม่ได้เอ่ยพูดถึงเรื่องที่จะไปส่งเขาที่โรงเรียนอีกเลย

กู้อัน “…”

ไม่ยื้อกันเลยหรือไง!

เขารู้สึกโกรธมาก แต่เอาเถอะ ใครจะอยากให้เธอไปส่งกัน!

“ช่างเถอะ ในเมื่อเธออยากไปส่งมากขนาดนั้น ก็ไปเถอะ ฉันเป็นคนใจกว้างแต่ก็ไม่ได้เต็มใจอยากให้ไปสักเท่าไหร่หรอกนะ”

กู้อันโน้มตัวเข้าไปใกล้หนวนหน่วนที่กำลังดื่มนมก่อนจะเชิดหน้าขึ้นอย่างเย่อหยิ่งตามเคย “นายน้อยคนนี้ยินดีอย่างยิ่ง”

หนวนหน่วน “…”

อันที่จริงเธอไม่ได้คิดมากอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้

แต่ในเมื่อคุณพ่ออยากให้ไปด้วย หนวนหน่วนจึงพยักหน้ายอมอย่างว่าง่าย

“ดีมาก”

สีหน้าของกู้อันมีชีวิตชีวามากขึ้น ไม่เหมือนครั้งแรกที่เขาต้องไปโรงเรียนเลยสักนิด ตอนนั้นสีหน้าเขาขมขื่นอย่างยิ่ง

‘เด็กน้อย ฉันรู้ว่าเธออยากไปส่งฉันที่โรงเรียน แต่ไม่กล้าพูดออกมาล่ะสิ’

กู้อันคิด

ทุกคนในบ้านตระกูลกู้ “…”

เจ้าเด็กซื่อบื้อคนนี้!

ส่วนกู้หลินโม่มีความสุขอย่างออกนอกหน้า เพราะเขาจะได้พาหนวนหน่วนไปที่บริษัทด้วย

กู้หลินโม่ถามเอ่ยถาม “อยากไปที่ทำงานพ่อไหม”

หนวนหน่วนกอดแก้วนม แกว่งเท้าไปมาอยู่บนเก้าอี้ ครุ่นคิดอยู่แวบหนึ่ง เธอเงยหน้า มองกู้หลินโม่พร้อมกับรอยยิ้ม

“เดี๋ยวหนูกวนคุณพ่อทำงานหรือเปล่าคะ?”

สิ่งเดียวที่ติดอยู่ภายในใจของหนวนหน่วนคือกลัวจะรบกวน ไม่ใช่ความอยากหรือไม่อยากไป

หัวใจของกู้หลินโม่แทบละลาย ทำไมหนวนหน่วนช่างเชื่อฟังและน่ารักได้ขนาดนี้!


บทที่ 17: ไปที่ทำงานคุณพ่อ

“ไม่กวนหรอก”

กู้หลินโม่พูดอย่างมั่นใจ “ตอนพ่อไม่ว่าง หนวนหน่วนก็ดูทีวีคนเดียวในออฟฟิศ จะนอนหรือไม่ก็กินขนมก็ได้ ถ้าพ่อไม่ยุ่งมากเดี๋ยวจะสอนหนวนหน่วนอ่านหนังสือ แบบนี้ดีไหม?”

หนวนหน่วนพยักหน้าแล้วเอ่ยเสียงหวาน “หนูจะเป็นเด็กดีค่ะ”

หลังจากพูดจบเธอก็มองไปยังผู้เป็นแม่ “แล้วคุณแม่ล่ะคะ?”

คุณหญิงกู้ยกยิ้มก่อนจะเอ่ยขึ้น “เมื่อวานหนวนหน่วนอยู่กับแม่มาทั้งวันแล้ว วันนี้อยู่กับพ่อบ้างก็ได้ แม่จะรอเตรียมของอร่อยให้พวกหนูอยู่ที่บ้านเอง”

“โอเคค่ะ คุณแม่ตกลงแล้ว”

“แล้วปู่ล่ะ? หนวนหน่วนไม่ถามปู่บ้างเหรอ? ปู่เสียใจนะ”

เด็กน้อยส่ายหัวอย่างรวดเร็ว หางม้าที่รวบขึ้นบนศีรษะกวัดแกว่งไปมา ให้ความรู้สึกทะมัดทะแมงมาก

กู้อันอดใจมองไม่ไหว

“ถ้าอย่างนั้นคุณปู่อยากไปกับหนวนหน่วนแล้วก็คุณพ่อไหมคะ?”

คนตัวเล็กที่ดูยุ่งจนรัดตัวพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

การกระทำเช่นนั้นทำให้ผู้เฒ่ากู้ผ่อนคลายจนเผลอหัวเราะออกมา “ได้สิ ปู่เองก็ไม่ได้เข้าบริษัทนานแล้ว ถ้าหนวนหน่วนเบื่อคุณพ่อ เดี๋ยวปู่จะพาเดินเที่ยวรอบๆเอง”

กู้หลินโม่อยากจะพูดว่า แล้วทำไมลูกสาวจะต้องรู้สึกเบื่อเขาด้วย? ไม่เข้าใจว่าทำไมพ่อของเขาถึงชอบพูดจาให้หนวนหน่วนเข้าใจภาพลักษณ์ของเขาผิดตลอดเลย!

เมื่อขึ้นไปนั่งบนรถหลังจากทานอาหารเช้าเสร็จ กู้อันก็ยกมือลูบผมของหนวนหน่วนที่ถูกมัดรวบเอาไว้ ทำให้เด็กหญิงตัวเล็กค่อนข้างงุนงงกับการกระทำนั้น

หลังสายตาของเขากับหนวนหน่วนประสานเข้ากัน เด็กชายจึงค่อยๆลดมือลง “ผมเธอชี้ตั้งขึ้นมาแล้ว คุณหนูน้อย เดี๋ยวฉันจัดผมให้”

หลังจากพูดจบเขาก็ลูบผมที่ชี้ฟูให้เธอ มันเรียบลงสักครู่ก่อนจะฟูฟ่องขึ้นตามเดิม

น่าสนุกแฮะ

กู้อันคิด

หนวนหน่วนยกมือขึ้นสัมผัสกลุ่มผมที่ฟูฟ่องของตน

“ทำให้มันลงมาไม่ได้เหรอ?”

ถึงจะลูบไปสุดท้ายผมก็พองขึ้นอยู่ดี

กู้อัน “เฮ้อ ถ้าทำให้มันเรียบลงไม่ได้… ก็ปล่อยมันไปเถอะ”

หลังจากนั้นกู้อันก็เริ่มพูดจาโอ้อวดว่าเขาเก่งแค่ไหนตอนอยู่ที่โรงเรียน

“ฉันเป็นหัวหน้าห้องด้วยนะ นักเรียนทุกคนต้องเชื่อฟังฉัน ทุกคนเป็นลูกน้องฉัน ถ้าฉันบอกให้ไปขวาพวกเขาก็หันขวา”

หนวนหน่วนจ้องมองเขาอย่างชื่นชมด้วยแววตาเปล่งประกาย “พี่สุดยอดมากเลยค่ะ”

สายตาชื่นชมของหนวนหน่วนยิ่งทำให้กู้อันเขินกว่าเดิม

เมื่อรถเคลื่อนตัวถึงประตูโรงเรียน หนวนหน่วนก็กดเปิดกระจกรถก่อนจะโผล่หัวออกไป รูม่านตาสีดำขยายกว้างขึ้นทันทีเมื่อเห็นตึกสวยงามตระการตาตั้งอยู่เต็มไปหมด

สายตาของเธอบ่งบอกได้เลยว่าเธออยากเข้าเรียนที่นี่มากขนาดไหน เมื่อเทียบกับ โรงเรียนเล็กๆในแถบหมู่บ้านแล้วช่างแตกต่างอย่างสิ้นเชิง

“พี่เรียนหนังสือที่นี่เหรอคะ? กว้างใหญ่แล้วก็สวยมากเลย”

โรงเรียนในเมืองใหญ่มีลักษณะแบบนี้นี่เอง

เมื่อได้ฟังคำยกยอจากหนวนหน่วน กู้อันก็รู้สึกภาคภูมิใจที่ได้เรียนโรงเรียนนี้ขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก

“แน่นอน ต่อไปถ้าเธอจะเข้าโรงเรียนก็ต้องมาเรียนที่นี่ เธอต้องเริ่มเรียนชั้นอนุบาล ส่วนฉันแก่กว่าเธอสองปี”

หนวนหน่วนมองโรงเรียนด้วยแววตาเป็นประกาย ก่อนจะหันมามองผู้เป็นพ่อด้วยความแปลกใจ

“คุณพ่อ หนวนหน่วนจะได้เรียนที่โรงเรียนนี้ไหมคะ?”

ที่นี่น่าเรียนมากเลย

กู้หลินโม่พยักหน้า “มาเรียนที่เดียวกับพี่ชายหนูเลย ต่อไปถ้ามีใครมารังแกหนวนหน่วนก็ให้บอกพี่เขานะ แล้วค่อยมาบอกคุณพ่อ”

ตอนอยู่ที่บ้าน หนวนหน่วนเป็นคนอ่อนโยนมาก ดังนั้นกู้หลินโม่จึงรู้สึกกังวลว่าเธอจะถูกรังแก เด็กในโรงเรียนนี้ค่อนข้างโหดร้าย วิธีที่จะเอาตัวรอดในโรงเรียนนี้ได้คือต้องแข็งแกร่งเหมือนหมี ซึ่งลูกชายคนเล็กของเขาเป็นเช่นนั้น ยิ่งกู้อันสามารถปกป้องน้องสาวได้ก็ยิ่งดี

ผู้เฒ่ากู้เข้าเอ่ยเสริม “หนวนหน่วนต้องมาบอกปู่ด้วย ลูกสาวคนเล็กของตระกูลกู้ใครหน้าไหนก็ห้ามมารังแก”

กู้อันเชิดหน้าขึ้น “หนวนหน่วนอ่อนโยนมาก โดนแกล้งง่ายแน่นอน แต่ถ้าวันนั้นมาถึงก็ไม่ต้องห่วงไป เห็นแก่ว่าเธอเป็นน้องสาวของฉัน ฉันจะปกป้องเธอเอง”

ผู้เฒ่ากู้และกู้หลินโม่ “…”

แค่พูดสิ่งที่ใจคิดจะตายเหรอ? ทำไมต้องแสร้งพูดแบบนี้ด้วย เก็บอาการเก่งเกินไปแล้ว!

หนวนหน่วนผู้เชื่อฟังพยักหน้าลง ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ขอบคุณค่ะ”

“ต้องรีบไปเรียนแล้ว!”

กู้หลินโม่ส่งลูกชายออกไป

หนวนหน่วนมองตามแผ่นหลังของพี่ชายที่เดินจากไปด้วยสายตาโหยหา

“หนวนหน่วนอยากไปโรงเรียนไหม?”

กู้หลินโม่เอ่ยถามพลางใช้มือลูบผมเธออย่างแผ่วเบา

หนวนหน่วนผู้เป็นเด็กดีพยักหน้า “หนวนหน่วนอยากเรียน แล้วก็อยากอ่านหนังสือด้วยค่ะ”

“ได้เลย แต่ว่าต้องรอปิดเทอมอีกหนึ่งเดือนก่อน แล้วพ่อจะพาหนวนหน่วนมาเรียน ตกลงไหม?”

“ค่ะ หนวนหน่วนจะรอไปโรงเรียน”

‘ช่างเป็นเด็กดีเสียจริง’

นี่คือความคิดของทุกคนบนรถ

รถเคลื่อนมาจอดตรงลานจอดรถของบริษัท หนวนหน่วนคว้ามือของผู้เป็นพ่อและปู่มาจับไว้ เธอเงยหน้ามองตึกสูงตระหง่านตรงหน้า มันสูงจนแทบมองไม่เห็นข้างบนเลย

กู้หลินโม่เอ่ยขึ้น “ตึกทั้งหมดนี้เป็นบริษัทของตระกูลกู้ คราวหลังถ้าหนวนหน่วนอยากมาก็มาได้เลยนะ”

“มัน… ใหญ่โตจังเลยค่ะ”

ตระกูลกู้บริหารธุรกิจด้วยกัน พอได้ยินว่ามันคืออาคารทั้งหมดตรงหน้านี้ หนวนหน่วนก็ตาโตขึ้นมาทันที

คุณพ่อร่ำรวยขนาดนั้นเลยเหรอ?

หนวนหน่วนครุ่นคิดจนเวียนหัว

“ครอบครัวเรามีทรัพย์สินมากมาย คราวหน้าไว้พ่อจะพาหนวนหน่วนไปดูนะ”

ทั้งสองเดินเข้าไปในบริษัทพร้อมกับหนวนหน่วน พนักงานที่พบเจอระหว่างทางต่างกล่าวทักทายพวกเขาทั้งนั้น

“ท่านประธาน…”

เมื่อพวกเขาเดินผ่านพ้นไป พนักงานก็เริ่มซุบซิบขึ้นทันที

“นายท่านใหญ่กู้มาที่บริษัททำไม?”

“มีใครรู้บ้างว่าประธานกู้พาเด็กน้อยที่ไหนมา?”

“หนูน้อยคนนั้นดูเป็นเด็กดีมากเลย แต่ดูผอมไปหน่อย”

“มากับประธานกู้และก็นายท่านใหญ่กู้เลยเหรอ พระเจ้า มีใครรู้จักเด็กน้อยคนนั้นบ้าง?”

ในระหว่างการสนทนา ผู้คนต่างถือโทรศัพท์ขึ้นมาเพื่อแชทซุบซิบกันภายในกลุ่ม แต่น่าเสียดายที่ไม่มีใครรู้จักตัวตนของเด็กหญิงตัวน้อยคนนั้นเลย

เลขาของกู้หลินโม่ไม่พอใจอย่างมากที่เห็นพนักงานจับกลุ่มคุยกัน แต่แล้วเธอก็ขมวดคิ้วเมื่อเห็นประเด็นที่พวกพนักงานพูดคุยกัน

หนูน้อย?

ทันใดนั้นเขาก็จำอาการแปลกๆของประธานกู้ตอนทำงานเมื่อวานได้ จำได้ว่าเขาพูดคุยโทรศัพท์กับคนที่ชื่อหนวนหน่วน หรือว่าเธอจะเป็นหนูน้อยคนนั้น?

แต่จำได้ว่าตระกูลกู้ไม่มีเด็กผู้หญิงนะ

เขาทำงานกับประธานกู้มาอย่างน้อยสิบปีได้ ในชีวิตการทำงาน เขาเป็นเลขาที่ยอดเยี่ยม รับรู้เรื่องราวในตระกูลกู้เป็นอย่างดี เช่นเรื่องราวเมื่อสามปีที่แล้วที่ตระกูลกู้สูญเสียเด็กผู้หญิงคนหนึ่งไป

ไม่จริงหรอก…

เขาเบิกตากว้างขึ้นทันที

เมื่อประตูลิฟต์เปิดออก หนวนหน่วนก็เดินตามคุณพ่อและคุณปู่ไปทีละก้าว เธอมองทุกสิ่งอย่าง อย่างอยากรู้อยากเห็น ไม่ทันเห็นว่าเลขาของกู้หลินโม่พินิจใบหน้าน่ารักน่ามองของเธออยู่อย่างไม่วางตา


บทที่ 18: ไม่ค่อยเต็มใจ

เป็นไปตามการคาดเดา เขาจ้องมองหนวนหน่วนแต่กลับพบว่าไม่มีส่วนไหนคล้ายท่านประธานเลยแม้แต่น้อย

เลขา “…”

เขาเริ่มมีความคิดน่าละอายอยู่ภายในจิตใจ ด้วยความรู้สึกว่าครอบครัวของท่านประธานจะหน้าตาดีกันแทบทุกคน พวกเขามีโครงหน้าชัดเจน ดวงตายาวเรียว ดั้งจมูกเห็นเป็นสันชัดเจน แต่ดวงตาของเด็กน้อยคนนี้กลับกลมโตราวกับลูกองุ่นสีดำ จมูกเรียวบางเสริมความน่ารัก ถึงแม้ใบหน้าจะซูบผอม แต่ริมฝีปากกลับอวบอิ่มและดูน่ารักมาก

เด็กน้อยคนนั้นดูไม่มีเค้าโครงของประธานกู้เลยแม้แต่น้อย

“เลขาหลี่ วานไปซื้อขนมที่เด็กๆชอบทานกันมาให้หน่อยสิ แล้วก็ดูหมอนอิงใบเล็กกับผ้านวมมาเพิ่มด้วย อะไรที่เด็กๆชอบ ซื้อเพิ่มเข้ามาได้เลยนะ”

หลังจากสั่งเลขา กู้หลินโม่ก็เอ่ยถามลูกสาวเบาๆ “หนวนหน่วนชอบกินผลไม้ไหม?”

มือเล็กของหนวนหน่วนกุมนิ้วมือของผู้เป็นพ่อไว้แน่น เธอกำลังอาย โดยเฉพาะเมื่ออยู่ต่อหน้าคนแปลกหน้าและสภาพแวดล้อมที่แปลกไปจากเดิม

“ไม่… ไม่มีค่ะ”

น้ำเสียงของหนวนหน่วนแผ่วเบาเหมือนแมวน้อยหิวนม กู้หลินโม่ใช้ฝ่ามือลูบผมนุ่มๆของคนตัวเล็กพลางปัดหน้าม้าที่คลอเคลียหน้าผากออก

ทันทีที่เขาปล่อยมือ ผมก็ฟูฟ่อง อีกทั้งยังพลิ้วไหวไปมาราวกับอยากโบกมือทักทายพวกเขา

“หนวนหน่วนไม่ต้องอายนะลูก”

ผู้เฒ่ากู้เดินเข้ามาอุ้มเด็กหญิงตัวน้อยที่กำลังประหม่าด้วยน้ำเสียงเป็นมิตรและน่าเชื่อถือ

“หนวนหน่วนทำตัวตามสบายเหมือนอยู่บ้านตัวเองได้เลย ถ้าต้องการอะไรบอกปู่มาได้นะ”

กู้หลินโม่ที่อยู่ข้างๆ เอ่ยขึ้นอย่างไม่ยอมแพ้ “บอกพ่อด้วยก็ได้ หนวนหน่วนไม่มีผลไม้ที่ชอบเลยเหรอ ถ้าไม่มีพ่อจะให้พนักงานซื้ออะไรก็ได้มาให้สองสามชิ้นนะ”

หนวนหน่วนส่ายหัวตัวเองไปมา “ไม่ต้องเยอะมากหรอกค่ะ เดี๋ยวกินไม่หมด หนูกลัวจะเปลืองตัง”

หลังจากพูดจบเธอก็ทำหน้ามุ่ยอีกครั้ง ก่อนจะเอ่ยน้ำเสียงนุ่มละมุนและหนักแน่นออกมา “หนูอยาก… อยากได้องุ่นค่ะ หนวนหน่วนชอบกินองุ่น”

“ได้เลย แล้วนอกจากองุ่นมีอย่างอื่นอีกไหม?”

เด็กน้อยน่ารักส่ายหัวไปมาก่อนจะเอ่ยถามผู้ใหญ่สองคนด้วยน้ำเสียงเจื้อยแจ้ว “แล้วคุณพ่อกับคุณปู่ล่ะคะ ชอบกินอะไร อย่าให้หนวนหน่วนกินคนเดียวสิ”

“ได้ ถ้าอย่างนั้นซื้อสตอเบอรี่มาเพิ่มด้วย เหมือนเด็กหลายคนจะชอบทานกันนะ”

หลี่เต๋อจู้จดรายการที่สั่งเอาไว้แล้วออกไปข้างนอก หลังจากซื้อทุกอย่างตามที่ประธานกู้สั่งแล้ว เขาก็เหลือบไปเห็นตุ๊กตากระต่ายสีชมพูอ่อนที่ตั้งอยู่ในร้าน

มันไม่ใหญ่เกินไป เด็กน่าจะอุ้มด้วยมือข้างเดียวได้ ทันใดนั้นเขาก็นึกได้ว่าประธานกู้ที่ให้ซื้อของที่เด็กชอบติดกลับไปด้วย เขาจึงซื้อตุ๊กตาตัวนี้โดยไม่ลังเล

กู้หลินโม่ค่อนข้างยุ่งมากในฐานะประธานบริษัท อันที่จริงแล้วไม่จำเป็นต้องจัดการกับเรื่องเล็กน้อยเหล่านี้ด้วยซ้ำ เขามีเรื่องให้ต้องเข้าประชุมมากมายทุกวัน ทั้งประชุมกับบริษัทคู่ค้าและประชุมอื่นๆ

เพราะฉะนั้นหลังจากที่เขาพาหนวนหน่วนมาที่บริษัท เขาจึงไม่ได้ตัวติดอยู่กับหนวนหน่วนตลอดเวลา แม้จะทำใจยาก แต่ก็ต้องเป็นไปตามหน้าที่

“หนวนหน่วนต้องการอะไรมาบอกปู่ได้เลยนะ เดี๋ยวจะบอกเลขากับพนักงานให้ โอเคไหม?”

“ใช่แล้ว หนวนหน่วนอยู่กับผู้อาวุโสอยากฉันแล้ว แกจะต้องกังวลอะไรอีก?”

ผู้เฒ่ากู้โบกมือให้ลูกชายของตนอย่างกระวนกระวายใจ ไม่รู้มาก่อนเลยว่าลูกชายจะทำหน้าที่พ่อดีได้ขนาดนี้

กู้หลินโม่มองพ่อตนเองด้วยความอิจฉา เขาพาหยวนหยวนมาที่บริษัทใช้เวลาอยู่กับเธอ ไม่ได้อยากทำงานเสียหน่อย!

หนวนหน่วนจ้องมองพ่อของตนด้วยสีหน้าจริงจัง จากนั้นก็เขย่งเท้าขึ้นจุ๊บแก้มของเขาก่อนจะยิ้มเอียงอาย

เมื่อกี้เป็นสัมผัสที่นุ่มนวลเหลือเกิน

“คุณพ่อตั้งใจทำงานนะคะ”

กู้หลินโม่มีแรงขึ้นมาทันที เขาสวมกอดลูกสาวแสนดีของตน พร้อมกับจุ๊บลงใบหน้าเธออย่างอ่อนโยน

“พ่อจะหาเงินมาให้หนูกับแม่ จะได้เอาไปซื้อของที่อยากได้นะ!”

ดวงตาของหนวนหน่วนฉายแววว่าไม่ต้องการสิ่งที่พ่อตนเอ่ย แต่กู้หลินโม่ก็เดินออกจากห้องไปแล้ว

เลขาที่เข้ามาเชิญประธานกู้ไปเข้าร่วมการประชุมเห็นภาพพ่อลูกรักใคร่กลมเกลียวกันพอดิบพอดี “…”

ตอนแรกแทบจะทนรอให้ประธานไปเข้าร่วมการประชุมแทบไม่ไหว ตอนนี้กลับมึนงงแทน

แค่มาตามไปประชุม ทำไมเขาถึงดูเหมือนปีศาจที่มาพรากพ่อลูกให้แยกจากกันไปได้นะ

แต่ที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือ ตัวตนของหนูน้อยที่ทุกคนต่างพากันคาดเดาคือลูกสาวของประธานกู้!

ไม่รู้มาก่อนว่าประธานกู้มีลูกสาวด้วย เด็กก็ไม่ได้หน้าตาเหมือนเขาขนาดนั้น แถมตอนนี้ประธานกู้จะกลายเป็นพ่อที่แสนอ่อนโยนไปแล้ว

หลังจากที่ประธานกู้เดินออกมา เลขาที่เฝ้ามองอยู่ก็พบว่าสีหน้าของเขาแปรเปลี่ยนไปทันที ตอนนี้ประธานกู้แผ่ไอสุขุมเยือกเย็นราวกับเป็นผู้มีอำนาจเหนือทุกสิ่งออกมาเหมือนเดิมแล้ว

กระนั้นเลขาก็ไม่ได้แสดงท่าทีตกใจอะไรออกไป

“หนวนหน่วนชอบแต่คุณพ่อไม่ชอบปู่แล้วเหรอ?”

เมื่อเห็นหนวนหน่วนจุ๊บแก้มลูกชายของตน ชายชราก็ใจเสียขึ้นมาทันที

เหอะ อย่าคิดว่าเขาจะไม่รู้ว่าเจ้านั่นชอบใจมากขนาดไหน

หนวนหน่วนส่ายหัวไปมาอย่างรวดเร็ว ทำให้เจ้าหมีกัมมี่น้อยที่ห้อยอยู่ที่คอกวัดแกว่งไปมา “ชอบคุณปู่ด้วยเหมือนกันค่ะ”

“ถ้าอย่างนั้นหอมแก้มปู่บ้างสิ”

ถึงอย่างไรก็จุ๊บคุณพ่อกับคุณแม่ไปแล้ว ถ้าเป็นคุณปู่อีกก็คงไม่ต้องอายอีกต่อไป

หนวนหน่วนจุ๊บแก้มของคุณปู่ตนเอง ทันใดนั้นใบหน้าของชายชราก็อิ่มเอิบใจจนแทบอยากจะโทรหาพวกเพื่อนๆ เพื่ออวดหลานสาวให้ทุกคนได้รับรู้

ไม่มีใครเทียบหลานสาวตัวน้อยของเขาได้หรอก!

“ไปกันเถอะหนวนหน่วน ไปดูเจ้าหมีตัวน้อยกัน!”

หลังจากหลานสาวตัวน้อยจุ๊บแก้ม คุณปู่กู้ก็พาเธอไปดูการ์ตูนด้วยกันอย่างกระปรี้กระเปร่า

หนวนหน่วนเชื่อฟังแต่โดยดี เธอเดินตามคุณปู่ไปทีละก้าว นั่งลงบนเก้าอี้ที่นุ่มสบายเพื่อดูการ์ตูนสำหรับเด็กที่กำลังฉายอยู่บนแล็ปท็อป

เธอกับชายชรานั่งดูอย่างเพลิดเพลินใจ เมื่อหลี่เต๋อจู้เคาะประตูและเปิดเข้ามา เขาก็เห็นว่าหนวนหน่วนกอดกระต่ายน้อยสีชมพูเอาไว้ในอ้อมอก

ช่างเป็นภาพที่ลงตัวจริงๆ

เก้าอี้ที่กู้หลินโม่ใช้นั่งทำงานนั้นใหญ่เกินไปสำหรับเธอ เขาจึงซื้อชุดโต๊ะและเก้าอี้สำหรับเด็กมาใหม่ตามคำสั่งของเจ้านาย ความสูงของโต๊ะพอดีกับหนวนหน่วน ส่วนเก้าอี้ก็ตัวเล็กและนุ่มสบาย หนวนหน่วนเลยพักพิงได้อย่างสบายใจ


บทที่ 19: หนวนหน่วนกับแมว

หนวนหน่วนผู้เป็นเด็กดีและอ่อนโยนนั่งกอดตุ๊กตากระต่ายได้อย่างน่ารักอย่างยากจะหาใครเปรียบ

หลี่เต๋อจู้ชำเลืองมองที่เธอ ก่อนจะคิดว่าหนูน้อยช่างเชื่อฟังและไม่จุกจิกเลย ก็ไม่แปลกใจที่ประธานกู้จะรักเธอขนาดนี้ นอกจากนี้เขาไขข้อข้องใจของตนเองแล้วด้วย เรื่องที่ว่าลูกสาวที่หายตัวไปได้กลับมาสู่ตระกูลกู้เรียบร้อยแล้ว…

ตอนนี้แล็ปท็อปย้ายไปตั้งบนโต๊ะเล็กเรียบร้อยแล้ว ด้านซ้ายมือเต็มไปด้วยจานผลไม้ที่ถูกล้างเตรียมเอาไว้เรียบร้อย องุ่นรูปร่างกลมส่งกลิ่นหอมออกมา อีกทั้งสีแดงสดของสตอเบอรี่ก็น่าดึงดูดมาก นอกจากนี้ยังมีแอปเปิลที่ถูกปลอกเป็นรูปกระต่าย รวมถึงกล้วยและส้มด้วย

เต็มไปด้วยของกินจริงๆ เพราะถัดจากถ้วยผลไม้ก็ยังมีชานมแฮนด์เมดอีกหนึ่งถ้วย ส่วนอีกด้านมีขนมต่างๆอีกมากมายวางอยู่

หนวนหน่วนกอดตุ๊กตากระต่ายไว้แน่น ใช้คางเล็กเกยอยู่บนหัวของมัน ดวงตากลมโตสดใสของเธอมองไปที่หลี่เต๋อจู้ เจ้าตัวกำลังจดบันทึกรายการเพื่อจัดทุกอย่างให้เรียบร้อยเพื่อความสะดวกสบายให้เธอ

เด็กน้อยนึกถึงคุณปู่ผู้ดูแลคฤหาสน์ เวลาหนวนหน่วนจะทานข้าว เขาจะจัดทุกอย่างให้เป็นระเบียบเรียบร้อยและสวยงามเสมอ

“ขอบคุณค่ะคุณอา”

เจ้าเกี๊ยวสีน้ำนมตัวน้อยเอ่ยขอบคุณด้วยน้ำเสียงหวานละมุนเหมือนรสของนม

รอยยิ้มแสนอ่อนโยนปรากฏขึ้นบนใบหน้าของหลี่เต๋อจู้ทันที

“คุณหนูหนวนหน่วน ถ้าต้องการอะไรอีกให้โทรหาผมได้เลยนะครับ”

พอหนวนหน่วนเด็กดีพยักหน้าลง หลี่เต๋อจู้ก็หันไปมองผู้เฒ่ากู้ “หากนายท่านใหญ่ไม่มีอะไรแล้วผมขอตัวก่อนนะครับ”

“ไปเถอะ ไปเถอะ ทำได้ดีมาก”

ชายชรามองไปที่หนวนหน่วนก่อนจะแสดงสีหน้าพึงพอใจออกมา

หลี่เต๋อจู้อยากจะกระโดดโลดเต้นจะแย่ที่โดนชม แต่เขาก็ทำเพียงยิ้มออกมาแล้วตีสีหน้าราบเรียบดังเดิม

คุณหนูน้อยช่างอ่อนโยนและสุภาพ รอยยิ้มหวานหยาดเยิ้ม น้ำเสียงนุ่มนวล มองอย่างไรก็น่ารักเหลือเกิน

แถมเขายังได้รับคำชมจากประธานคนเก่าอีกต่างหาก!

“คุณปู่กินกล้วยไหมคะ”

หนวนหน่วนวางกระต่ายน้อยไว้ข้างๆอย่างระมัดระวัง ก่อนจะปอกกล้วยแล้วยื่นให้ผู้เฒ่ากู้

“หลานสาวของปู่น่ารักมากเลย หนวนหน่วนไม่ต้องสนใจปู่หรอก กินไปเถอะ”

“หนวนหน่วนเข้าใจแล้วค่ะ”

คนตัวเล็กพยักหน้าอย่างเชื่อฟัง เธอหยิบองุ่นลูกกลมเข้าปาก แก้มข้างนึงเลยพองออกมา ดวงตาดั่งจันทร์ครึ่งเสี้ยวส่องประกายสดใส ยิ่งมองยิ่งรู้สึกถึงนุ่มนิ่มน่ามอง

ผู้เฒ่ากู้รู้สึกอยากทานองุ่นขึ้นมาทันที เพราะมันดูน่าอร่อยมาก

เขาอดไม่ได้ที่จะหยิบองุ่นลูกกลมใส่ปาก

อืม… หวาน กลิ่นก็หอมละมุน

หนวนหน่วนดูการ์ตูนไปทานผลไม้ไป ไม่ลืมที่จะหยิบป้อนให้คุณปู่ไปด้วย หลังจากทานองุ่นไปได้ห้าลูก เธอก็จัดการกับสตอเบอรี่ต่ออีกหนึ่งลูก มันทั้งเปรี้ยวและหวานเข้มข้น หากเอาไปทำเป็นน้ำผลไม้จะยิ่งเข้มข้นเข้าไปอีก แค่กัดเพียงคำเดียวก็ให้ความรู้สึกหอมฟุ้งไปทั้งปาก หนวนหน่วนรู้สึกได้ถึงความหอมที่แผ่ซ่านไปทั่วตัว

“คุณปู่คะ สตอเบอรี่อันนี้ก็อร่อยค่ะ”

ชายชรารับมาแล้วทานอย่างมีความสุข จากนั้นก็ชี้ไปที่ขนมที่วางอยู่ “หนวนหน่วนลองขนมพวกนั้นด้วยสิ”

เด็กน้อยตอบรับด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา “ได้ค่ะ”

ชายชราเคี้ยวขนม ดูการ์ตูนอย่างมีความสุข หนวนหน่วนใช้มือทั้งสองข้างยกดื่มชานมที่วางอยู่ ข้างในนั้นมีข้าวบาร์เลย์ ถั่วแดงต้มสุกผสมอยู่ เธออมมันไว้จนแก้มพองโต

เจ้าตัวเล็กกินเก่งมาก หลังจากนั้นไม่นานก็รู้สึกว่าท้องเริ่มอิ่ม

ผู้เฒ่ากู้ลุกขึ้นยืนยืดเส้นสาย “อีกนานเลยกว่าพ่อของหลานจะประชุมเสร็จ ถ้าหนวนหน่วนกินอิ่มแล้วเดี๋ยวปู่พาไปเดินเล่นดีไหม?”

หนวนหน่วนพยักหน้าขึ้นลง เธออุ้มตุ๊กตากระต่ายสีชมพูขึ้นมาจากเก้าอี้ เดินไปหาชายชราด้วยขาสั้นๆของตนแล้วจับมือของเขาไว้

หลี่เต๋อจู้ได้รับคำสั่งมาว่างานของเขาในวันนี้คือการดูแลชายชราและหนวนหน่วน เมื่อเห็นทั้งสองเดินออกมาจากห้อง เขาก็รีบเดินเข้ามาหาทันที

“นายท่านใหญ่ ต้องการอะไรเพิ่มเติมหรือเปล่าครับ?”

ผู้เฒ่ากู้พูดอย่างร่าเริงด้วยน้ำเสียงอบอุ่น “ฉันจะพาหลานสาวตัวน้อยออกไปเดินเล่นเสียหน่อย แกไปทำความสะอาดในออฟฟิศให้เรียบร้อยไป”

“ครับ”

เขาขอให้เลขาช่วยทำความสะอาด และตามทั้งสองคนไปเพื่ออำนวยความสะดวก

บริษัทนี้ใหญ่มาก ชายชราไม่ได้มาที่นี่เป็นเวลานานมากแล้ว ดังนั้นพนักงานใหม่ๆอาจไม่รู้จักเขา เนื่องจากผู้บริการอาวุโสต่างก็เข้าร่วมการประชุมกันหมด มีเพียงหลี่เต๋อจู้เท่านั้นที่คอยเดินติดตามพวกเขา ทำให้คาดเดาได้ไม่ยากว่าสองคนนี้เป็นใคร

เมี๊ยว~

เมื่อเดินไปได้เรื่อยๆ เสียงแมวเหมียวร้องเบาๆ ก็ดึงดูดความสนใจหนวนหน่วนทันที

เธอจับมือคุณปู่แน่นราวกับว่ากลัวตัวเองจะหลงทาง พอมีแมวเหมียวปรากฏขึ้นมา เธอก็รู้สึกผ่อนคลายทันที

“แมวเหรอ?”

หนวนหน่วนมองหลี่เต๋อจู้ด้วยความสงสัย

หลี่เต๋อจู้เหลือบมองแมวที่มีสายจูงก่อนจะยกยิ้ม “นั่นคือฝ่ายพัฒนา ปกติแล้วข้างในจะมีกลุ่มโปรแกรมเมอร์อยู่ เพราะว่าอาชีพนี้ค่อนข้างเจอปัญหาเยอะ ทั้งเครียดและกดดัน บางคนผมร่วงจนหัวล้านเลยนะ ประธานกู้เลยสร้างห้องนี้ขึ้นมา พวกเขาจะได้คลายเครียด ห้องนี้เป็นห้องสำหรับสัตว์เลี้ยงเพื่อพวกเขาโดยเฉพาะ สามารถนำสัตว์เลี้ยงมาที่นี่ได้ ถ้าที่พวกเขางานยุ่งก็ปล่อยให้สัตว์เลี้ยงเล่นอยู่ในห้องนี้ พอเวลาพักก็มาให้อาหารพวกมันและพักผ่อนที่นี่ได้”

นอกจากนี้ยังมีห้องพิเศษเตรียมไว้เพื่อป้องกันไม่ให้สัตว์เลี้ยงกัดหรือต่อสู้กัน เพราะมันจะรบกวนการทำงานได้

เจ้าเหมียวที่ออกมาเมื่อครู่เห็นได้ชัดว่าเป็นของพนักงานที่ทำงานมานานแล้ว

เมื่อได้ฟังคำอธิบายของหลี่เต๋อจู้ หนวนหน่วนก็หัวเราะออกมา ดวงตาของเธออ่อนโยนมากเวลามองแมวตัวนั้น

เธอคุกเข่าลง กวักมือเรียกเจ้าแมวเหมียวที่ยืนอยู่ตรงนั้นให้เข้ามาหา

“เหมียวเหมียว มานี่มา”

เสียงของเธอแผ่วเบาอย่างกับเสียงร้องของแมว ใครฟังแล้วอาจหัวใจระทวยได้

“เมี๊ยว?”

เจ้าแมวที่มีเชือกจูงเนื้อตัวสะอาดสะอ้านเอียงหัวปุกปุยแล้วส่งเสียงร้องเบาๆออกมา

หนวนหน่วนเอียงศีรษะ ส่งสายตาไปที่เจ้าลูกแมวแล้วร้องเหมียวๆออกมาด้วยเสียงแผ่วเบา ช่างน่ารักเหลือเกิน

หลี่เต๋อจู้พยายามหักห้ามมือของตนเองไม่ให้ลูบหัวของหนวนหน่วน

เจ้าเหมียวขนปุกปุยจ้องมองหนวนหน่วน ก่อนจะเดินมาหาเธอด้วยท่าทางสง่างาม

โดยปกติแล้วแมวแร็กดอลล์เป็นสัตว์ที่ค่อนข้างเชื่องและขี้อ้อนมาก ทันทีที่มันเดินมาถึงด้านข้างของหนวนหน่วนก็เอียงหัวปุกปุยมาถูกับฝ่ามือของเธอทันที มันใช้หางปุกปุยนั่นพันรอบข้อขา ในขณะที่หัวคลอเคลียกับนิ้วมือของเธออยู่

แม้ว่ามันจะขี้อ้อน แต่กับคนแปลกหน้าก็ยากที่จะเข้าถึงนะ!

หลี่เต๋อจู้แอบคิดในใจ เจ้าแมวเหมียวตัวนี้ตอนแรกก็คงเฉยๆ แต่พอได้ยินเสียงร้องเหมียวนุ่มๆของหนวนหน่วนก็คงทนไม่ไหวเหมือนเขาเหมือนกัน


บทที่ 20: คุณอาน่ากลัว

เห็นได้ชัดว่าแมวแร็กดอลล์ตัวนั้นชอบหนวนหน่วน ทั้งสองอยู่ด้วยกันแล้วดูนุ่มนิ่มน่ารักทำเอาคนที่เฝ้ามองกระอักเลือดได้

ผู้เฒ่ากู้หยิบโทรศัพท์ออกมาอย่างร่าเริงก่อนจะกดเปิดฟังก์ชันกล้อง ช่วงนี้เขาค่อนข้างคลั่งกับการถ่ายภาพ โดยเฉพาะภาพหลานสาวตัวน้อย ไม่เพียงเท่านั้นแต่เขายังอัปมันลงอินเทอร์เน็ตอีกด้วย

เมื่อก่อนเขาไม่เคยทำเรื่องพวกนี้เลย เมื่อแก่ตัวลงจึงต้องรบกวนคนหนุ่มสาวให้สอนวิธีถ่ายรูปสวยๆ และการโพสต์ลงอินเทอร์เน็ตให้

ไม่จำเป็นต้องใส่ใจเรื่องมุมกล้องมากนัก เมื่อหนวนหน่วนกอดเจ้าแมวน้อยตัวนั้น ภาพก็ออกมาสวยงามทันที

“เมี๊ยว~”

“เมี๊ยว~”

เสียงแมวและเสียงหนวนหน่วนร้องเหมียวๆดังขึ้น หลี่เต๋อจู้นึกถึงบรรยากาศนุ่มนิ่มละมุนดั่งนมข้นขึ้นมาทันที

หากชายชราไม่ได้ยืนอยู่ข้างกาย เขาคงหยิบโทรศัพท์ออกมาถ่ายรูปสิ่งมีชีวิตตัวน้อยน่ารักคนนี้แล้ว! แฟนสาวของเขาต้องชอบมากแน่ที่ได้เห็นอะไรแบบนี้

น่าเสียดายที่เขารู้สึกเกรงใจผู้อาวุโสเกินไป

“องค์หญิง องค์หญิง…”

มีคนออกมาตามหาแมว เขาเป็นชายหัวล้านที่มีผมประดับศีรษะเพียงไม่กี่เส้น จากการพิจารณา เห็นได้ชัดว่าเขาเป็นชายหนุ่มหน้าตาดีที่อายุไม่เกินสามสิบ แต่เพราะเขาสวมเสื้อยืด กางเกงขาสั้นที่นิยมใส่กันตามริมชายหาด และรองเท้าแตะ รวมถึง ‘ทรงผมอันสวยงาม’ นั่น เขาเลยดูมีอายุ

ผู้เฒ่ากู้ “…”

“ไม่ทราบว่าแบบนี้จะส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของบริษัทเราไหม?”

หลี่เต๋อจู้กระตุกยิ้มมุมปาก “เดี๋ยวนี้ไม่ว่าจะก่อนหรือหลังเวลาเลิกงาน พวกเขาก็นิยมแต่งกายไม่เป็นทางการแบบนี้ครับ”

เนื่องจากว่าพวกโปรแกรมเมอร์ส่วนใหญ่ชอบมีพฤติกรรมดึงเสื้อผ้าหน้าผมเวลาอารมณ์ไม่ดี ดังนั้นการได้นั่งทำงานในสภาพแวดล้อมที่สบายจึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด ด้วยเหตุนี้ทางแผนกจึงตัดสินใจกันว่า เมื่อเดินทางเข้าหรือออกจากบริษัทจะแต่งตัวให้เรียบร้อย แต่ในเวลาทำงานสามารถเปลี่ยนไปใส่ชุดลำลองที่สบายและคล่องตัวเหมือนอยู่บ้านได้

โปรแกรมเมอร์ที่สามารถเข้าทำงานกับฝ่ายพัฒนาได้ล้วนเป็นผู้เชี่ยวชาญในวิทยาการคอมพิวเตอร์ จึงมีบุคลากรหลายคนที่ไม่ได้มาจากการคัดเลือกโดยประธานกู้ แต่มาจากการคัดเลือกของกู้หนาน ดังนั้นการสวมใส่เสื้อผ้าที่สะดวกสบายจึงไม่ได้มีผลใดๆ เพราะประธานกู้และกู้หนานต่างไม่ได้ใส่ใจกับเรื่องการแต่งกายมากนัก เว้นแต่จะมีผู้แต่งกายไม่เหมาะสมกาลเทศะ อย่างไรพวกเขาก็สนใจเรื่องการพัฒนาเทคโนโลยีมากกว่า

ผู้เฒ่ากู้ไม่ค่อยเข้าใจมากนัก รู้แค่เพียงว่าตอนนี้ลูกชายและหลานชายของตนมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาเกมและอินเทอร์เน็ต ซึ่งมันเป็นโลกของคนสมัยใหม่ เขาจึงไม่ได้ใส่ใจเกี่ยวกับแผนกนี้มากมายนัก

“หลี่เต๋อจู้ ทำไมถึงไม่ไปอยู่กับประธานกู้ มาที่นี่ทำไม?”

ชายที่เดินออกมาพูดจาหยอกล้อกับหลี่เต๋อจู้ “ประธานกู้มีอะไรจะพูดไม่ใช่เหรอ?”

หลี่เต๋อจู้ส่ายหัว “ไม่มี ฉันกำลังพานายท่านใหญ่กับคุณหนูน้อยเยี่ยมชมบริษัท”

“องค์หญิงน้อย!”

ชายคนนั้นมองไปยังหนวนหน่วนที่กำลังอุ้มแมวอยู่อย่างไม่ละสายตา เขากุมใจตนเองแล้วตะโกนออกมา

“ทำไมน่ารักขนาดนี้!”

“สวัสดีค่ะคุณอา”

หนวนหน่วนเอ่ยทักทายอย่างสุภาพ ผมของสาวน้อยฟูฟ่อง นุ่มสลวย ขับเน้นใบหน้าที่งดงามของเธอได้เป็นอย่างดี ประกอบกับการดูแลผิวที่เธอได้ได้รับการบำรุงมาเมื่อวาน แม้ว่าหนวนหน่วนจะยังไม่ได้อยู่ในรูปลักษณ์ที่งดงามราวกับหยกแกะสลัก แต่ก็ยังเต็มเปี่ยมไปด้วยความน่ารัก

เธอจับอุ้งเท้านุ่มนิ่มขององค์หญิงน้อยด้วยมือเล็กๆของตน ก่อนจะส่งเสียงร้องหวานราวกับขนมปังทอฟฟี่

ทันทีที่เธอเดินตามเจ้าแมวไป มันก็ส่งเสียงร้องคลอ ยิ่งหนวนหน่วนร้องตามก็ยิ่งทำให้คนที่ได้ยินใจละลายแบบทวีคูณ

โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับคนที่แห้งเหี่ยวอย่างหลัวหลิน ตอนนี้รู้สึกว่าเลือดเขาแทบหมดตัวแล้ว

หลี่เต๋อจู้ “…”

ลืมไปว่าพวกเนิร์ดนี้โปรดปรานเด็กน้อยนุ่มนิ่มเพียงใด

เฮ้อ คุณหนูน้อยของพวกเขาจะน่ารักอะไรขนาดนี้…

“หนูชื่ออะไรเอ่ย อยากกินขนมไหม อามีขนมอยู่นะ…”

น้ำเสียงหลัวหลินเหมือนกับหมาป่าตัวโตกำลังเกลี้ยกล่อมหนูน้อยหมวกแดงไม่มีผิด

หนวนหน่วนค่อนข้างขี้อาย เธอจึงกอดกระต่ายสีชมพูอ่อนแน่น อีกมือคว้าเจ้าแมวแล้ววิ่งไปซ่อนข้างหลังของผู้เฒ่ากู้

เด็กน้อยโผล่หัวออกมาจากด้านหลังของคุณปู่อย่างเขินอาย แค่มีคุณปู่อยู่ด้วย หนวนหน่วนก็จะไม่กลัวอะไร!

“เฮ้… อาไม่ใช่คนไม่ดีนะ…”

หลัวหลินยกมือขึ้นแตะหน้าผากของตน ไม่เพียงรู้สึกโดนทำร้ายจิตใจเท่านั้น แต่เหมือนโดนดูถูกด้วย เขาถูกปฏิบัติเหมือนเป็นคนประหลาดน่ากลัวไปแล้ว

พูดแล้วอยากจะร้องไห้ แต่ก็เกรงว่าเด็กจะกลัวมากกว่าเดิม เขาจึงทำอะไรไม่ได้

“ขอโทษนะครับ หลานคุณน่ารักมากเลย”

หลัวหลินรู้สึกประหม่าเมื่อพบกับสายตาที่สุขุมและสง่างามของชายชรา

ผู้เฒ่ากู้พยักหน้ายอมรับ เพราะหลานสาวตัวน้อยของเขาน่ารักจริงๆ

“หนวนหน่วนของฉันน่ารักก็จริง แต่เธอขี้อายนิดหน่อย อย่าเข้าใจผิดนะพ่อหนุ่ม”

หลัวหลินรีบโบกมือ “ไม่ ไม่ ผมบุ่มบ่ามเองครับ”

หลังจากที่พวกเขาพูดจบ หลี่เต๋อจู้ก็เริ่มแนะนำพวกเขาให้รู้จักกัน

“คุณหนูหนวนหน่วน นี่คือคุณอาหลัวจากฝ่ายพัฒนาเกมของเรา เขาเป็นเพื่อนคุณพ่อของคุณหนูด้วยนะครับ”

เมื่อได้ยินว่าเขาเป็นเพื่อนของพ่อ หนวนหน่วนจึงมองเขาอย่างอยากรู้อยากเห็น ความกลัวในใจหายไปในทันที

หลัวหลินอึ้งไปสักพัก “ใครคือพ่อของเธอนะ?”

หลี่เต๋อจู้กระตุกยิ้มมุมปากก่อนจะเอ่ยชื่อบุคคลที่ทำให้หลัวหลินรู้สึกเกรงกลัวขึ้นมา “ประธานกู้”

หลัวหลิน “???”

หลัวหลินอีกรอบ “!!!”

ดวงตาของเขาเบิกกว้าง มองไปที่ยังเด็กน้อยที่น่ารักราวกับตุ๊กตาที่สวมใส่กระโปรงตัวเล็ก ก่อนจะนึกถึงกู้หลินโม่เพื่อนของเขาขึ้นมา

“ลูกสาวของกู้หลินโม่เหรอ น่ารักจัง! เดี๋ยวนะ กู้หลินโม่มีลูกสาวตั้งแต่เมื่อไหร่กัน”

หลัวหลินตกใจมาก เขาคิดเสมอว่าในครอบครัวของกู้หลินโม่มีเพียงลูกชายสามคนเท่านั้น แต่ตอนนี้ อยู่ๆลูกสาวที่น่ารักก็ปรากฏตัวอยู่ตรงหน้าของเขา?

นี่คือลูกสาวแบบที่เขาใฝ่ฝันถึง แม้ว่าในตอนนี้เขาจะยังไม่มีแฟน แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้เขาหยุดฝันที่จะมีลูกสาวที่น่ารักและอ่อนโยนแต่อย่างใด

ผู้เฒ่ากู้เริ่มอวดทันที เอาจริงๆ เขาอวดหลานสาวเก่งมากอย่างน่าเหลือเชื่อ

“หนวนหน่วนของเราน่ารักใช่ไหมล่ะ ฉันมีหลานตั้งมากมาย แต่ไม่เคยเห็นใครเชื่อฟังได้มากกว่าเธอเลย ได้ยินหนวนหน่วนเรียกคุณปู่เบาๆทุกวัน ฉันรู้สึกดีมาก…”

ผู้เฒ่ากู้พูดไปเรื่อยอย่างไม่รู้จบ เช่นเดียวกับสายตาของหลัวหลินแสดงความอิจฉาอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

ส่วนหนวนหน่วน… เด็กน้อยรู้สึกเขินอายอย่างมาก เธอจึงฝังใบหน้าเล็กๆของตนลงบนท้องอันนุ่มนิ่มของเจ้าแมวเหมียว

เจ้าแมวส่งเสียงร้องเมี๊ยวสองสามครั้ง ก่อนจะใช้อุ้งเท้านุ่มนิ่มโอบรอบคอหนวนหน่วนเอาไว้

หลี่เต๋อจู้ “…”

เขารู้สึกไม่ค่อยเข้าใจสักเท่าไหร่ ทั้งสองพูดคุยกันราวกับวันนี้เป็นวันสุดท้ายอย่างนั้นแหละ

“หนวนหน่วนอยากไปที่แผนกของอาไหม มีหมาแมวเยอะเลย ไปดูเล่นกับพวกมันได้นะ”

หลัวหลินเริ่มพยายามหลอกล่อสาวน้อยน่ารักคนนี้ไปที่แผนกของตน

หนวนหน่วนลังเลใจอยู่สักพัก ในที่ทำงานมีคนแปลกหน้ามากมาย เธอจึงไม่ค่อยอยากไปสักเท่าไหร่

แต่เขาบอกว่ามีแมวและสุนัขเยอะมาก เหตุผลนี้ทำให้เธอลังเลใจอยู่ไม่น้อย

คนตัวเล็กกอดแมวด้วยสีหน้าครุ่นคิดจริงจัง



จบตอน

Comments