บทที่ 31: หนวนหน่วนโทรหาพี่สี่
เมื่อได้ยินคำชมจากน้องสาว คนเป็นพี่ก็รู้สึกสุขใจมาก แต่สุดท้ายก็ไม่พูดอะไรตามเดิม
เหล่าผู้ใหญ่ที่เฝ้ามองอยู่ถึงกลับกลอกตา
แต่ถึงอย่างนั้น หนวนหน่วนตัวน้อยก็ยังไม่ลืมคนอื่นๆ เธอตักอาหารไปวางไว้ในจานของทุกคนอย่างพิถีพิถัน
“คุณปู่กินให้มากกว่านี้อีกนิดนะคะ คุณพ่อกับคุณแม่ก็ด้วย”
คนตัวเล็กพยักหน้าลงน้อยๆ ก่อนจะจับชามแล้วลงมือทานข้าวอย่างจริงจัง ทุกคนที่มองอยู่ต่างอยากอาหารมากกว่าเดิม
“หนวนหน่วน กินสิ”
กู้อันเอ่ยเสียงเบาหวิวขณะคีบผัก แววตาที่เป็นประกายของหนวนหน่วนอาจทำให้ผู้ที่พบเห็นเสียอาการได้ และความแปลกใหม่ที่เพิ่มเข้ามานี้ก็ทำให้ตระกูลกู้ยินดีปรีดายิ่งนัก
หลังทานอาหารเย็นเสร็จเรียบร้อย หนวนหน่วนนั่งพักพิงเอนกายข้างคุณพ่อก่อนจะใช้โทรศัพท์โทรหาพี่สี่หรือกู้หมิงหลี่
กู้หมิงหลี่เล่นบาสเกตบอลอยู่กับเพื่อนๆในโรงเรียน เขากำลังขยี้เรือนผมสีแดงปลาบของตน ต้องบอกว่าการย้อมสีผมเช่นนี้บ้าบิ่นมาก แม้ว่าอาจารย์จะบังคับให้ย้อมสีผมกลับ แต่มีหรือคนอย่างเขาจะยอมโดยดี หากโดนขัดใจ เขามักจะชอบโดดเรียน ใครในครอบครัวก็ห้ามไม่ได้ สุดท้ายจึงต้องเมินเฉยสีผมเขาแทน
“ลูกพี่หมิง ฉันรับให้แล้ว!”
กู้หมิงหลี่ชู้ตบาสลงในแป้นบาส ความหล่อเหลาและท่วงท่าการเคลื่อนไหวที่สง่างามของเขานั้นทำให้นักเรียนที่มาเข้าชมการแข่งขันรู้สึกเจ็บใจอยู่ไม่น้อย ส่วนเหล่านักเรียนหญิงนั้นนั่งกรี๊ดกร๊าดกันยกใหญ่
เห็นได้ว่าเขาเป็นที่ชื่นชอบในโรงเรียนอยู่ไม่น้อย
“ใครวะ?”
เขาใช้นิ้วมือแคะหูเพื่อให้ได้ยินเสียงชัดเจนมากขึ้น ก่อนจะเดินเปื่อยออกนอกสนามไป
เด็กชายร่างอ้วนท้วมชำเลืองมองตัวอักษรที่อยู่บนหน้าจอแล้วพูดว่า “ลุงนายโทรมา”
กู้หมิงหลี่เดินตัวโซเซจากความเหนื่อยล้า ร่างแทบประทับลงบนพื้น
“ใครนะ?”
อู๋คว่างยื่นโทรศัพท์ออกไปให้ “ลุงแกไง! เอาไปดูสิ”
กู้หมิงหลี่เดินไปหยิบโทรศัพท์อีกครั้งเพื่อดูว่าไม่ได้ตาฝาด ทำไมจู่ๆลุงก็โทรมาล่ะ?
แต่แล้วเขาก็นึกถึงเจ้าเด็กหนวนหน่วนขึ้นมา ไม่รู้ว่ายัยตัวเล็กนั่นจะโทรมาหรือเปล่า
จิตใต้สำนึกกระซิบเสียงเบาว่าให้รับโทรศัพท์ ก่อนหน้านี้เขาคิดว่าจะได้ยินเสียงของลุง ไม่คิดว่าจะเป็นเสียงนุ่มนวลของหนวนหน่วนที่ดังแว่วขึ้นมา
[พี่สี่...]
เสียงน้ำนมเรียกคำว่าพี่ชายสองครั้ง จนสามารถได้กลิ่นความหวานทะลักหน้าจอออกมา มุมปากรวมถึงคิ้วของเขาต่างยกขึ้นเล็กน้อย
“ก็สงสัยอยู่ว่าลุงจะโทรมาทำไม ที่แท้ก็เป็นเจ้าเด็กน้อยนี่เอง”
คราวนี้น้ำเสียงของกู้หมิงหลี่ร่าเริงขึ้นเช่นเดียวกับเหล่าวัยรุ่นคนอื่นแล้ว
เมื่อได้ยินเสียงของกู้หมิงหลี่ หนวนหน่วนก็หัวเราะขึ้นเบาๆ นัยน์ตาของเธอสุกสกาวเป็นประกายขึ้นมาทันที
[หนวนหน่วนคิดถึงพี่สี่]
อารมณ์ของกู้หมิงหลี่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด “ถ้าอย่างนั้นก็ไม่สูญเปล่า คิดถึงก็เลยโทรมาหาเหรอ?”
[คุณพ่อบอกว่าเดี๋ยวจะเข้าไปหาพี่สี่ ได้หรือไม่ได้คะ?]
เสียงหวานๆเล็กๆ ที่อยู่อีกด้านหนึ่งของโทรศัพท์ถามขึ้นอย่างเกรงใจ ทำให้กู้หมิงหลี่นึกภาพใบหน้าที่อยากรู้อยากเห็นแต่ก็เกรงใจของญาติผู้น้อง และน้ำเสียงนี้ก็เต็มไปด้วยความคาดหวัง
เขาคลี่ยิ้มออกมา “ถ้าอยากมาก็มาเถอะ ใช่ว่าพี่จะห้ามความอยากของเธอได้ซะเมื่อไหร่”
เมื่อได้ยินว่าตนสามารถไปได้ เสียงของหนวนหน่วนก็ดีใจขึ้นมาราวกับได้ติดปีก
[ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวหนูกับคุณพ่อจะไปหาพี่สี่นะคะ…]
ยังไม่ทันจะพูดจบ ก็รู้สึกได้ถึงสายตาความไม่พอใจของใครบางคนส่งมา หนวนหน่วนหันไปมองก่อนจะพบเข้ากับกู้อันที่กำลังจ้องเธอเขม็ง
หนวนหน่วน “...”
ช่าง… ช่างน่ากลัวอะไรแบบนี้!
เธอเอียงศีรษะด้วยท่าทางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง “พี่อยากไปด้วยกันไหมคะ?”
กู้อันตอบกลับด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ใครจะสนใจอยากไปกับเธอล่ะ!”
จนถึงตอนนี้มองเธอผิดไปจริงๆ น่าเสียดายที่เขาตักอาหารให้เธอมากมาย แล้วยังสอนให้เธออ่านเขียนอีก แบบนี้มันอกตัญญูชัดๆ!
หนวนหน่วนมองคุณพ่อที่กำลังมองดูเขา “พี่จะไม่ไปจริงเหรอคะ?”
เห็นได้ชัดว่าอยากไปนี่นา
กู้อันบ่นกระปอดกระแปดไปมา เหตุการณ์ที่ผ่านมาทำให้เขาไม่กล้าพูดอะไรออกมาอีก ไม่อย่างนั้นเด็กน้อยคนนี้อาจเข้าใจผิดและคิดว่าเขาจะไม่ไปด้วยกัน
“เห็นแก่ว่าเธออุตส่าห์ชวนหรอกนะ ฉันก็เลยจะไปด้วย”
หนวนหน่วนเม้มริมฝีปากไม่ให้ยิ้ม แววตาของเธอเป็นประกายวิบวับ “ถ้าอย่างนั้น คุณพ่อกับพี่ไปกับหนวนหน่วนเนอะ”
หลังจากพูดจบเธอก็มองไปอีกทาง “คุณปู่ คุณแม่ จะไปด้วยกันไหมคะ?”
คุณหญิงกู้ส่ายหัว “คืนนี้แม่มีนัดกับอาอี๋แล้ว”
ผู้เฒ่ากู้ก็ส่ายหัวปฏิเสธไม่ไปเช่นกัน “คนแก่เขาไม่ไปหาความสนุกที่โรงเรียนกันแล้วล่ะ”
หนวนหน่วนพยักหน้ารับ ก่อนจะคุยกับกู้หมิงหลี่ทางโทรศัพท์ต่อ
[หนวนหน่วน พ่อ แล้วก็พี่กู้อันจะไปหาพี่สี่ด้วยกันค่ะ]
กู้หมิงหลี่ได้ยินเสียงสนทนาของพวกเขาเป็นที่เรียบร้อย ในใจคิดว่าคงดีกว่านี้หากกู้อันไม่มาด้วย
“ได้สิ ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวจะรอนะ”
[พี่สี่ เดี๋ยวหนูจะเอาอาหารเย็นไปให้ หนูกับคุณพ่อคุณแม่ช่วยกันทำเกี๊ยวไว้]
กู้หมิงหลี่เลิกคิ้ว “ได้สิ ถ้าอย่างนั้นฉันรอฝากท้องมื้อเย็นกับเธอแล้วกันนะ”
น้ำเสียงราวกับน้ำนมอุ่นๆ พร้อมกับการกระทำอันหวานชื่นตอบกลับมา [อื้ม พี่สี่ไม่ต้องกลัวอดหรอกค่ะ]
เสียงเล็กๆช่างหวานเจี๊ยบ กู้หมิงหลี่อาจไม่ทันสังเกตตัวเอง แต่ตอนนี้เขากลับยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ออกมา เพื่อนของเขาเลยได้แต่มองด้วยความสงสัย
เมื่อวางสายโทรศัพท์ ร่างท้วมใหญ่ก็เดินเข้ามาตรงหน้า “ใครโทรมาน่ะ ดูสิ นายยิ้มจนคิ้วชนกันแล้ว”
สีหน้าชื่นใจเมื่อครู่ดูเบื่อหน่ายขึ้นมาในทันที กู้หมิงหลี่ใช้มือดันใบหน้าอ้วนท้วมนั่นออกไป
“หรือว่ามีแฟนแล้ว?”
บุคคลผู้มาเยือนจากอีกด้านหนึ่งเองก็ซุบซิบเพื่อถามข้อมูลด้วยความอยากรู้อยากเห็น
กู้หมิงหลี่ยกขาเตะเพื่อนอย่างไม่เกรงใจ “อย่าเดาไปเรื่อย นี่น้องสาวฉัน”
หลังจากพูดถึงน้องสาว หน้าเขาก็เปี่ยมไปด้วยความสุข
เด็กชายรูปร่างหน้าตาหล่อเหลาคนหนึ่งก็เดินมาส่งขวดน้ำให้กู้หมิงหลี่ เมื่อได้ยินคำพูดก่อนหน้าก็ถึงกับใช้นิ้วชี้ดันแว่นของตน
“หมายถึงน้องสาวที่พูดถึงในแชทกลุ่มวันนั้นใช่ไหม?”
ถังเล่อกระโดดเข้ามาร่วมวงอย่างร่าเริงหลังจากโดนเตะไป “เห้ย เรื่องจริงเหรอเนี่ย? นึกว่าท่านหมิงหลอกพวกเราซะอีก?”
กู้หมิงหลี่เงยหน้าขึ้นดื่มน้ำ ท่วงท่าการเคลื่อนไหวนั้นบ่งบอกถึงรสนิยมที่เก๋ไก๋และต้องมนต์สะกดอย่างอธิบายไม่ได้
เขาจ้องไปทางถังเล่อ “แล้วใครบอกนายว่าล้อเล่น? น้องสาวของฉันชื่อหนวนหน่วน ชื่อนี้น่ารักใช่ไหม”
“ให้ตาย…”
ถังเล่อใช้มือลูบขนแขนตนเอง “พี่ชาย ทำไมถึงเป็นแบบนี้ไปได้”
กู้หมิงหลี่ยกขาเตะเพื่อนอีกรอบ “ที่พูดนี่จริงๆนะ ไม่ใช่แค่ชื่อที่น่ารักด้วย แต่ทั้งน้ำเสียง ทั้งหน้าตา น้องสาวฉันก็ดีไปหมด”
ท่าทางที่ดูภาคภูมิใจเล็กน้อยราวกับว่าเขากำลังยกย่องตัวเองนั่นทำให้เพื่อนทั้งสามคนที่ยืนอยู่ข้างกู้หมิงหลี่รู้สึกประหลาดใจ ตั้งแต่เมื่อไหร่กันที่เขาเอ่ยปากชมพี่น้องของตนแบบนี้ ปกติแล้วเห็นมีแต่ดูหมิ่นผู้อื่น แต่นี่กลับเยินยออย่างนั้นหรือ? ประโยคเมื่อกี้ออกมาจากปากของกู้หมิงหลี่จริงหรือ?
อู๋คว่างผู้มีรูปร่างอ้วนท้วมยกมือเกาศีรษะด้วยความงุนงง “ฉันไม่เคยรู้เลยว่าครอบครัวนายมีน้องสาวด้วย?”
กู้หมิงหลี่ “ไม่ใช่น้องสาวแท้ๆ เป็นเด็กของบ้านลุงน่ะ”
ถังเล่อพูดขึ้น “เอ้า ดูท่าทางของนายเมื่อกี้สิ ภูมิใจมากจนฉันนึกว่าเป็นน้องสาวแท้ๆซะอีก”
อารมณ์ของกู้หมิงหลี่เริ่มไม่ดี “แล้วทำไมเธอถึงจะเป็นน้องสาวฉันไม่ได้ ลุงก็เป็นคนในตระกูลฉันไม่ใช่หรือไง?”
บทที่ 32: ทำเกี๊ยว
ในฐานะเพื่อนที่คบกันมาตั้งแต่สมัยเด็กของกู้หมิงหลี่ ลู่สิงจื่อทราบดีว่าบ้านลุงของเพื่อนคนนี้ไม่ได้มีลูกสาว แต่จู่ๆก็มีเด็กหญิงมาอาศัยอยู่ในบ้านของตระกูลกู้
เมื่อเขาเห็นว่ามีเสียงเด็กน้อยเรียกเพื่อนตนว่าพี่ กู้หมิงหลี่ก็ดูแปลกไป หากเขาทำเหมือนไม่อยากยอมรับคำว่าพี่ แล้วน้องสาวคนนี้มาจากไหน?
เมื่อเห็นว่าโดยรอบไม่มีผู้คน ลู่สิงจื่อจึงเอ่ยถามขึ้น
กู้หมิงหลี่ไปที่อ่างล้างหน้า ควักน้ำล้างหน้าตัวเองจนผมสีแดงที่ร่วงลงบนหน้าผากเปียกชุ่ม เขาเสยผมขึ้น ตอบลู่สิงจื่อไปว่า
“นายต้องไม่เคยรู้เรื่องนี้อยู่แล้ว บ้านฝั่งลุงฉันเคยมีลูกสาวอยู่คนหนึ่ง ตอนนั้นเธออายุแค่หนึ่งขวบเองมั้ง เธอถูกพี่เลี้ยงลักพาตัวไป หลังจากนั้นก็ไร้วี่แววเธออยู่นาน ตอนนั้นครอบครัวของลุงต่างเจ็บปวด ทั้งครอบครัวเลยพร้อมใจเก็บงำความลับนี้ไว้ น้อยคนมากที่จะรู้”
ลู่สิงจื่อมองมาด้วยแววตาประหลาดใจ “และนี่คือ... เจอตัวแล้ว?”
กู้หมิงหลี่พยักหน้าแล้วเสยผมขึ้นไปด้านหลัง เผยให้เห็นหน้าผากสง่าของตน มันทำให้รูปลักษณ์ของเขาดูดุดันและเฉียบคมมากขึ้นไปอีก
“อีกอย่าง เพิ่งกลับมาได้สองสามวันนี่เอง พ่อกับแม่เพิ่งพาฉันไปที่บ้านใหญ่ หนวนหน่วนเหมือนคุณย่าของฉันมาก แสนดีด้วย เพิ่งจะผ่านไปแค่หนึ่งวันเอง แต่ก็เอาโทรศัพท์ลุงมาโทรหาฉันแล้ว บอกว่าจะเอาข้าวเย็นมาให้ ว่าแล้วเชียวน้องเล็กบ้านนี้ไม่งี่เง่า…”
เขาพูดพล่ามออกมาไม่ยอมหยุดปาก ลู่สิงจื่อถึงกับกระตุกยิ้มขึ้นที่มุมปากและแอบคิดสงสัยว่านี่คือเพื่อนคนเดียวกับที่เคยรู้จักมาก่อนหรือเปล่า
กู้หมิงหลี่พูดกับผู้คนน้อยมาก ส่วนใหญ่จะพ่นคำพูดที่รุนแรงออกมามากกว่า อย่าง ‘ไสหัวไป รนหาที่ตายหรือไงวะ’
ตั้งแต่เมื่อไหร่กันนะที่เขากลายเป็นคนพูดมากเช่นนี้? แถมยังกลายเป็นคนที่พูดจาโอ้อวดอีกต่างหาก
ลู่สิงจื่อดันแว่นของตนขึ้น นี่มัน… ช่างเหลือเชื่อ เขานึกสงสัยในตัวของหนวนหน่วนคนนี้อยู่ไม่น้อย
“ฮัดชิ้ว~”
เสียงจามของเด็กน้อยดังออกมาจากจมูกเล็กๆของหนวนหน่วน
“มีคนแอบคิดถึงหนวนหน่วนของพวกเราเหรอเนี่ย?”
เสียงคุณหญิงกู้ดังขึ้นมาจากทางด้านหลัง เด็กหญิงผมนุ่มยาวสลวยจึงเอียงศีรษะแล้วครุ่นคิด “อาจจะเป็นพี่สี่ก็ได้ค่ะ พี่สี่อาจจะคิดถึงหนวนหน่วนแล้ว”
หลังจากพูดจบเด็กน้อยก็ผงกศีรษะลงราวกับสนับสนุนความคิดของตนเอง
เมื่อกู้หลินโม่เดินเข้ามาเห็นท่าทีของหนวนหน่วนเช่นนั้นก็อดขำไม่ได้
ไม่คิดว่าลูกสาวของเขาจะน่ารักขนาดนี้!
คุณหญิงกู้ก็อดหัวเราะไม่ได้เช่นกัน เธอวางชามใส่แป้งลงบนเคาน์เตอร์ครัว หนวนหน่วนใช้มือเล็กค้ำตัวเองกับขอบเคาน์เตอร์เพื่อจะเขย่งปลายเท้าให้ตนเองมองเห็นสิ่งที่อยู่ข้างในชาม
“เดี๋ยวพ่อจะนวดแป้งให้ ส่วนแม่จะรีดแป้งแล้วให้หนวนหน่วนกับพี่ปั้นเกี๊ยว ดีไหมจ๊ะ?”
ถือว่าไม่เลวที่คืนนี้จะทำเกี๊ยวทานกันเองในครอบครัว
กู้อันที่ยืนอยู่ตรงประตูรู้สึกสะอิดสะเอียน “ใครบอกว่าผมจะทำเกี๊ยวด้วย?”
กู้หลินโม่จ้องมองกลับไปที่เขา “ทำไม? ถ้าคิดว่าทำไม่สวยก็ไม่ต้องก็ได้ แป้งที่แม่แกทำจะได้ไม่เสียของ”
กู้อันอึกอัก “ใครว่าผมจะทำไม่สวย? เรื่องเล็กน้อยแค่นี้ไม่ได้ยากเกินไปสำหรับนายน้อยอย่างผมหรอก ใครจะมาเทียบผมได้?”
หนวนหน่วนเองก็เครียดขึ้นมา “หนวนหน่วนจะตั้งใจเรียนรู้ค่ะ”
กู้อัน “...ใครจะเรียนรู้ไม่ได้บ้าง ก็แค่ห่อแป้ง!”
เขาตรงไปหาหนวนหน่วน พอเห็นยัยตัวเล็กเตี้ยกว่าเขามากก็หัวเราะขึ้นอย่างไร้ความปรานี
“จะทำเกี๊ยวได้ยังไง สูงยังไม่เท่าเคาน์เตอร์ครัวเลย?”
เขาหลุดหัวเราะเยาะออกมาแล้วใช้นิ้วจิ้มเข้าตรงหน้าผากของหนวนหน่วน และจังหวะที่กำลังยืนเขย่งเท้ายืดตัว เขาก็กระแทกโดนตัวหนวนหน่วนจนเกือบจะล้มลง
ไม่นานเขาก็โดนกู้หลินโม่ตบหัวไปฉาดหนึ่ง
กู้อัน “...”
หนวนหน่วนใช้มือก่ายหน้าผาก มองพี่ชายด้วยน้ำตาที่เอ่อคลอเบ้า
กู้หลินโม่ “ไปเอาเก้าอี้ตัวเล็กมาให้น้องสิ!”
กู้อันโอดครวญออกมา ก่อนจะยอมเดินไปยกเก้าอี้มาอย่างเชื่อฟัง
สีหน้าของหนวนหน่วนเริงร่าขึ้นทันที เธอไม่ได้ใส่ใจเรื่องที่พี่ชายจิ้มหน้าผาก เดี๋ยวมันดูเจ้าคิดเจ้าแค้นมากเกินไป
“ขอบคุณค่ะพี่”
กู้อันพูดขึ้นด้วยท่าทีหยาบคาย “ขาสั้นไปหน่อยนะ”
เมื่อเห็นว่าจะถูกพ่อตบเข้าอีกครั้ง เขาก็รีบวิ่งไปหลบอยู่ข้างหลังน้องสาวของตน
“พ่อ เห็นๆอยู่ว่าเรื่องจริง เข้าข้างที่ผมพูดบ้างสิ!”
กู้หลินโม่จ้องมองไปที่ลูกชายของตน “ไม่ได้!”
กู้อันเม้มปากลงทันที เขารู้ดีว่าน้องสาวของตนคือสมบัติล้ำค่าที่สุดของตระกูล พวกผู้ใหญ่ดุเขาแต่กลับอ่อนโยนกับเธอราวกับว่าแปรเปลี่ยนเป็นคนละคน หลบหลังน้องสาวแบบนี้แหละปลอดภัยที่สุด
“ปีนขึ้นไปเองได้หรือเปล่า ให้นายน้อยคนนี้ช่วยไหม” กู้อันพูดด้วยหน้าที่บูดบึ้ง โดนดุต่อหน้าน้องสาวแบบนี้น่าอายจริงๆ
กู้หลินโม่แทบจะฉุนเฉียวใส่ลูกชายของตน “แกกำลังพูดถึงใครว่านายน้อย?”
กู้อัน “... ก็แค่ติดปาก”
เขาเรียกแทนตัวเองแบบนี้ตลอดถ้าอยู่ข้างนอก เพราะมันให้ความรู้สึกมีอำนาจเหนือกว่าผู้อื่น!
หนวนหน่วนคิดว่าตนอยู่ไม่ไกลมากนักและสามารถปีนขึ้นไปเองได้ แต่ก่อนที่เธอจะได้ยกเท้าขึ้น กู้หลินโม่ก็อุ้มเธอขึ้นไปเหยียบบนเก้าอี้
หนวนหน่วน “...”
เธอเตี้ยมากขนาดนั้นเลยเหรอ QAQ
ห้องครัววันนี้ครึกครื้น ผู้เฒ่ากู้ที่กำลังหยอกสุนัขอยู่ในห้องนั่งเล่นได้ยินเสียงดังมาจากในห้องครัวเข้าก็รู้สึกดีอยู่ไม่น้อย
คฤหาสน์ที่ใหญ่โตมโหฬารนี้กลับมีชีวิตชีวากว่าเมื่อก่อนมาก
กู้หลินโม่นวดแป้งอย่างแข็งขัน ส่วนคุณหญิงกู้ยืนปรุงส่วนผสมเนื้ออยู่ โดยมีเด็กทั้งสองเบิกตากว้างมองดูอย่างอยากรู้อยากเห็น
คุณหญิงกู้ยิ้มและพูดขึ้นว่า “ถึงจะทำอาหารไม่เก่ง แต่แม่ก็เคยเรียนทำอาหารมา อาหารง่ายๆอย่างพวกขนมเนี่ยแม่ทำได้อยู่แล้ว ตอนเรียนก็ได้ที่หนึ่งในชั้นเลยนะ”
“คุณแม่สุดยอดมากเลยค่ะ”
หนวนหน่วนเบิกตากว้างแล้วเอ่ยชมอย่างจริงใจ
เมื่อไหร่ก็ตามที่เธอเอ่ยชม แววตาของเธอจะเต็มเปี่ยมไปด้วยความชื่นชมอย่างเห็นได้ชัด และน้ำเสียงที่หวานชื่นราวกับน้ำนมก็ไม่เสแสร้งเกินตัว ใครที่ได้รับฟังต่างพึงพอใจกันทั้งนั้น
รอยยิ้มบนใบหน้าของคุณหญิงกู้ปรากฏชัดเจนขึ้น แน่นอนอยู่แล้วว่าลูกสาวตัวน้อยของเธอนั้นอบอุ่นราวกับเสื้อคลุมนุ่มฟูที่ได้สวมใส่ในวันที่หนาวเหน็บ
เมื่อเริ่มทำเกี๊ยว คุณหญิงกู้ได้ยืนอยู่ท่ามกลางวงล้อมและเริ่มสอนอีกสามคนผู้ที่ทำอาหารไม่เป็น
ด้วยวิธีการสอนแบบเดียวกัน ในที่สุด คุณหญิงกู้ก็ตระหนักได้ว่าเธอช่างไร้ประสิทธิภาพในการเป็นอาจารย์เสียจริง ทั้งสามคนได้รับความรู้ไม่เท่ากันเลยสักนิด
สาเหตุหนึ่งอาจเป็นเพราะหนวนหน่วนทำอาหารทานเองที่บ้านและชอบดูคนอื่นทำขนมจีบ นิ้วมือของเธอเลยค่อนข้างว่องไว สามารถทำได้อย่างรวดเร็วและทำออกมาได้ดีพอสมควร
ส่วนอีกสองคนนั้น พูดได้แค่เพียงว่า ‘สอนแล้วไม่จำ’!
กู้อันทำเกี๊ยวชิ้นแรกออกมาเหมือนข้าวเหนียวปั้น ชิ้นที่สองมีจีบเพียงสามจีบแลดูใหญ่น่าเกลียด ชิ้นที่สามเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส และชิ้นที่สี่...
กู้หลินโม่ห่อเกี๊ยวขนาดเล็กไว้ในฝ่ามือใหญ่ของตน ใบหน้าของเขาบึ้งตึงและจริงจังมาก เขาใส่ไส้มากเกินไปและห่ออย่างงุ่มง่ามจนไม่สามารถประกบแป้งด้วยกันได้ จะเหมือนซาลาเปาก็ไม่ใช่ ขนมจีบยิ่งไม่ใช่กว่า
เมื่อทำชิ้นที่สอง เขาก็ประกบมันได้แต่ไส้ก็แตกทะลักออกมาอยู่ดี ส่วนชิ้นที่สาม... พูดง่ายๆก็คือ ไม่มีชิ้นไหนออกมาเหมือนเกี๊ยวเลยสักชิ้น
บทที่ 33: เอาอาหารเย็นไปให้พี่สี่
ถึงแม้ว่า… ขั้นตอนการทำนั้นจะยุ่งยาก แต่สุดท้ายก็ทำสำเร็จจนได้
ในบรรดาคนทั้งหมดที่ลงมือทำ เกี๊ยวของคุณหญิงกู้และหนวนหน่วนดูน่ากินที่สุด ตัวเกี๊ยวสีขาวนวล ไส้ห่อไว้กำลังดี ด้วยความพิถีพิถันของคุณหญิงกู้ พวกมันจึงถูกจัดวางเรียงกันอย่างเป็นระเบียบ
“เอาล่ะ เกี๊ยวพวกนี้เก็บไว้ทานกันเองล่ะกัน ส่วนพวกนี้เอาไปให้หมิงหลี่ก่อน”
“โอเค~”
หนวนหน่วนขยันขันแข็งมาก เด็กน้อยตามติดแม่ตนราวกับเป็นหางติดตัวเพื่อไปดูเกี๊ยว หลังเกี๊ยวสีขาวถูกนำใส่หม้อก็รู้สึกภูมิใจอย่างบอกไม่ถูก
ส่วนพ่อลูกสองหน่อกำลังจ้องมองผลงานของตนเองด้วยสายตารังเกียจและเหยียดหยาม
“พ่อ ทำไมทำได้น่าเกลียดกว่าผมอีก”
กู้หลินโม่ขมวดคิ้ว “ไร้สาระ แกน่ะสิน่าเกลียดกว่า!”
เขาได้ทีก็วิ่งห้าสิบก้าว หัวเราะเยาะคนที่วิ่งหนึ่งร้อยก้าว*[1] ใส่ลูกชาย
หลังจากเกี๊ยวสุกเรียบร้อย หนวนหน่วนกอดกล่องอาหารที่ห่อเรียบร้อยแล้วขึ้นไปนั่งบนรถพร้อมกับคุณพ่อและพี่ชาย
“คุณปู่ คุณแม่ บ๊ายบาย หนวนหน่วนจะรีบกลับค่ะ”
เด็กน้อยกล่าวอำลาอย่างแผ่วเบาก่อนจะจากไป ซึ่งทำให้คนฟังทั้งสองหัวเราะอย่างมีความสุข
“จะกลับแล้วโทรหาหม่าม๊าก่อนนะ”
“ค่ะ~”
ณ โรงเรียนมัธยมหนานเฉิงกุ้ยจื่อ หลังจากคาบการศึกษาด้วยตนเองในตอนเย็น หลายคนก็รีบไปทานอาหารที่โรงอาหาร
กู้หมิงหลี่มองหน้าจอโทรศัพท์ เมื่อไร้วี่แววสายเรียกเข้าก็ทำให้เขารู้สึกหงุดหงิดเล็กน้อย ยัยเด็กน้อยนั่นลืมไปแล้วใช่ไหม
เขากดหาหมายเลขโทรศัพท์ของลุง ลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะใช้นิ้วหัวแม่มือจ่อปุ่มโทรออก ผ่านไปครู่ใหญ่ก็ไม่ได้กดลงไปสักที
เขายังคงกลัวลุงของตนอยู่เล็กน้อย ถ้าเป็นลุงรับสายเขาคงอายจนอยากมุดดินหนี
“เกือบไปแล้วไหมล่ะ!” กู้หมิงหลี่พึมพำออกมา
“เฮ้ ลูกพี่ กินข้าวเย็นยัง? ไปด้วยกันไหม?”
ถังเล่อวิ่งมาจากด้านหลัง พาดแขนลงบนไหล่ของกู้หมิงหลี่แล้วถามขึ้น
กู้หมิงหลี่เอาสองมือล้วงในกระเป๋า แววตาสาดไอดุดัน “ไม่ไป”
“ทำไมถึงไม่ไปล่ะ ปกติก็กินข้าวเย็นไม่ใช่เหรอ?”
กู้หมิงหลี่ยกยิ้มขึ้นที่มุมปาก “วันนี้ไม่ปกติไง เดี๋ยวมีคนเอาอาหารมาให้ ฉันกลับหอก่อนนะ”
หลังจากพูดจบ เขาก็ใช้ร่างสูงๆของตนเดินจากไปอย่างว่องไว ว่องไวที่ว่าคือนั่งคร่อมราวบันไดแล้วไถลลงไป คิ้วและดวงตาดูตื่นเต้นชอบกล ใครที่มองตามเรือนผมสีแดงปลาบคงได้แต่คิดว่า แม้แต่ในตอนกลางคืนที่ไร้แสงสาดส่องก็ยังดูไม่สุภาพอยู่ดี
กู้หมิงหลี่เป็นคนหล่อเหลาแต่ก็ดูดุร้าย การย้อมผมสีแดงนี้ทำให้เขาดูเหมือนตัวละครที่เดินออกมาจากการ์ตูนมากกว่า ไม่ได้ทำให้ใบหน้าหม่นหมองลงแต่อย่างใด
ถังเล่อมองไปยังกู้หมิงหลี่ที่เดินจากไปอย่างกระฉับกระเฉง ก่อนจะยกมือเกาหัวด้วยความงุนงง “เกิดอะไรขึ้นเนี่ย?”
ลู่สิงจื่อเดินมาจากทางด้านหลังอย่างไม่เร่งรีบ ท่าทางที่เย็นชาและความเป็นหนอนหนังสือของเขานั้นทำให้เข้ากับเพื่อนนอกกลุ่มไม่ค่อยได้ มีเพียงไม่กี่คนที่รู้ว่าผู้ชายคนนี้แสบไม่แพ้กู้หมิงหลี่เลย
“เย็นนี้น้องสาวจะเอาอาหารมาให้ เขาก็เลยไม่อยากไปโรงอาหารไงล่ะ”
ลู่สิงจื่อเอ่ยขึ้นเบาๆ
“อะไรนะ!!!”
ถังเล่อและอู๋คว่างยืนตกใจอยู่ด้วยกัน “น้องสาวของเขาจะนำอาหารมาให้เหรอ?”
ลู่สิงจื่อไม่พูดอะไรมาก เขาเดินไปข้างหน้าต่อ
ตอนนี้ทั้งสองคนจึงไม่ไปที่โรงอาหารเช่นกัน พวกเขามุ่งหน้าเดินตามกู้หมิงหลี่ไป
“พี่หมิง ทำไมไม่ตอบเลย! น้องสาวของพวกเราจะมาตอนไหนเหรอ? เธอทำอาหารอะไรมาให้?”
กู้หมิงหลี่ตะโกนกลับไป “ใครคือน้องสาวนายกัน? ไม่เกี่ยวกันเลยสักนิด!”
หลังจากรีบกลับมาที่หอพัก เปิดประตูห้องไปก็พบว่าความเป็นระเบียบเรียบร้อยที่สุดในห้องคือโต๊ะทำงานของลู่สิงจื่อ นอกนั้นไม่ต่างอะไรจากที่นอนสุนัขเลย
กู้หมิงหลี่ “…”
เมื่อก่อนไม่เคยคาดคิดว่าเป็นเรื่องใหญ่ แต่ตอนนี้...
“รีบทำความสะอาดที่นอนพวกแกสองคนด้วย อย่าให้น้องสาวฉันมาเห็น!”
น้องสาวของเขาช่างอ่อนหวานนุ่มนวล หากมาพบเจอหอพักที่เต็มไปด้วยกลิ่นอับราวกับกลิ่นรองเท้าเช่นนี้ หนวนหน่วนคงกลัวเป็นแน่
เมื่อทั้งสองรับรู้ว่าบุคคลที่จะมาเป็นเด็กหญิงตัวน้อยจึงรีบลงมือทำความสะอาด
ในขณะที่สามหน่อกำลังทำความสะอาดห้องพัก รถคันหรูได้เคลื่อนตัวเข้ามาจอดตรงหน้าประตูโรงเรียน และหลังจากที่ประตูรถเปิดออก เด็กหญิงตัวน้อยก็ก้าวขาลงมา
หนวนหน่วนใส่ถุงน่องสีขาว เท้าน้อยๆสวมรองเท้ารูปกระต่ายตัวน้อย ท่อนล่างเป็นกระโปรงสีชมพูอ่อน ประกอบกับผมฟูฟ่องและใบหน้าน่ารักน่ามองนั้นทำให้ผู้คนเหลียวมองอย่างช่วยไม่ได้
ไม่อยากจะพูดสักเท่าไหร่นะ แต่โดยรวมแล้วหนวนหน่วนเป็นคนที่สวยพอสมควร เพิ่งกลับมาบ้านแค่เพียงไม่กี่วัน สภาพผิวของเธอกลับดีขึ้นเรื่อยๆ แตกต่างจากเมื่อก่อนอย่างสิ้นเชิง การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ราวกับลูกปัดเปื้อนฝุ่นที่ถูกเช็ด นานวันยิ่งเปล่งประกายแสงของตัวเองออกมาในที่สุด
“คุณพ่อเอามาให้หนวนหน่วนเถอะค่ะ”
หนวนหน่วนที่ลงจากรถแล้วยังไม่ได้ก้าวเดินต่อไป เธอหันหลังกลับพลางยื่นแขนออกไปเพื่อรับกล่องอาหารที่ทำมาให้พี่สี่
“ไปเถอะ พ่อถือให้”
หนวนหน่วนเด็กดีผงก เธอเดินตามคุณพ่อที่กำลังถือกล่องอาหารไป ก่อนจะเบิกตามองดูโรงเรียนที่พี่สี่เรียนอยู่อย่างอยากรู้อยากเห็น
“ใหญ่จัง”
เด็กน้อยแววตาเป็นประกาย เมื่อเข้าไปในโรงเรียนก็ตกใจมาก ทำไมโรงเรียนในเมืองใหญ่ถึงงดงามเช่นนี้?
กู้อันเดินอยู่ข้างๆหนวนหน่วน เมื่อได้ยินเช่นนั้นเขาจึงพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเหยียดๆ “โรงเรียนของฉันก็ใหญ่ เดี๋ยวก็เป็นโรงเรียนของเราด้วยนั่นแหละ”
คิ้วและดวงตาของหนวนหน่วนตวัดขึ้น เด็กน้อยตอบกลับด้วยท่าทีไร้เดียงสา “ถ้าอย่างนั้นพี่จะมาเรียนที่นี่ด้วยใช่ไหมคะ?”
กู้อัน “ใช่… ใช่แล้ว”
หนวนหน่วนเม้มปาก ก่อนจะคลี่ยิ้ม เผยฟันขาวสวยให้เห็น “ถ้าอย่างนั้นที่นี่ก็จะเป็นโรงเรียนของพี่กับหนวนหน่วนใช่ไหมคะ?”
กู้อัน “....”
คะแนนสอบเข้าของโรงเรียนสูงไปหน่อย แต่ว่า… ในฐานะพี่ชาย เขาต้องไม่เสียหน้าต่อหน้าน้องสาว!
“ใช่! แต่ต้องตั้งใจเรียนหนักมากถึงจะเข้าได้!”
หนวนหน่วนพยักหน้าลงอย่างเชื่อฟัง “อื้ม หนวนหน่วนจะตั้งใจเรียน พี่ก็ต้องตั้งใจเรียนเหมือนกัน ไม่รู้ว่าพี่จะช่วยสอนให้หนวนหน่วนได้ไหม?”
เธอทำตาโต ขับประกายเปล่งปลั่งยามจ้องไปที่กู้อัน
กู้อันสวมบทหยิ่งผยองขึ้นทันที “ฉันฉลาดมาก ไม่มีอะไรที่ทำไม่ได้ ถ้าเธอขอฉันก็จะช่วยสอนให้”
หลังจากพูดจบ กู้หลินโม่ก็จ้องมองด้วยสายตาเหนื่อยหน่าย
เกรดไม่ดีแท้ๆ ยังกล้าพูดอีก!
คนจำนวนไม่น้อยต่างเข้ามาหาพวกเขา
กู้หลินโม่จึงหันไปหาลูกสาว “หนวนหน่วน ให้พ่ออุ้มมา”
หนวนหน่วนส่ายหัว “หนวนหน่วนยังไม่เหนื่อยค่ะ”
เธอยังพอมีแรงเหลือเฟือ เพราะเคยทำงานอย่างหนักตอนอยู่ที่หมู่บ้านเสี่ยวซี และแม้ว่าขาของเธอจะสั้นมาก แต่ก็ขึ้นบันไดได้อย่างไม่เหน็ดเหนื่อย
แต่มีปัญหาอยู่อย่างหนึ่งที่ทำให้รู้สึกเหนื่อยใจ นั่นคือการที่คุณพ่อคิดว่าเธอเหนื่อยแล้ว
หลังจากนั้นไม่นาน กู้หลินโม่ก็อุ้มหนวนหน่วนขึ้นก่อนจะเดินไปด้วยกัน
[1] วิ่งห้าสิบก้าวหัวเราะเยาะคนที่วิ่งหนึ่งร้อยก้าว เป็นสำนวนแปลว่า หัวเราะคนอื่นทั้งที่ตัวเองก็มีข้อบกพร่อง
บทที่ 34: เพื่อนร่วมห้องของพี่สี่
หนวนหน่วนตื่นตาตื่นใจ เอ่ยเสียงออดอ้อนออกมา รู้ตัวอีกทีก็มีผู้คนมองกลับมาเต็มไปหมด เธอจึงกอดกล่องห่ออาหารแน่นด้วยความเขินอาย ขนตาหนากะพริบปริบๆ ก่อนจะอิงซบลงบนไหล่ของผู้เป็นพ่ออย่างรวดเร็ว
“คุณพ่อ คุณพ่อไปเร็วค่ะ”
กู้หลินโม่ได้ยินเสียงเล็กร้องพึมพำตรงไหล่ มุมปากก็ยกขึ้น เขาอุ้มลูกของตนเดินไปอย่างรวดเร็วด้วยขายาวๆของตัวเอง
กู้อัน “!!!”
“รอกันบ้างสิ!”
หลังจากที่พวกเขาเดินออกไป บทสนทนาที่สนุกสนานก็ดังขึ้น
“เมื่อกี้น้องสาวใคร? น่าเอ็นดูที่สุด ท่าถือกล่องอาหารเหมือนเพนกวินน้อยเลย”
“คงต้องรอดูว่ากล่องอาหารที่เธอทำมาตกอยู่ในมือใคร ใครกันนะ ชีวิตดีเกินไปแล้ว”
“ทำไมครอบครัวฉันมีแต่น้องชายอ่ะ เด็กผู้ชายน่ะคอยหาเรื่องตลอด!”
ไม่น่าแปลกใจสักเท่าไหร่ที่ผู้คนในโรงเรียนหนานเฉิงกุ้ยจู่มีคนการนำอาหารมาส่ง เนื่องจากเหล่าคุณหนูและนายน้อยบางคนไม่ชอบทานอาหารในโรงอาหาร ดังนั้นพวกเขาจึงให้ครอบครัวนำมาส่งให้แทน แต่ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นพี่เลี้ยงมาส่งให้มากกว่าญาติมากันเอง
รอบนี้เป็นเจ้าหนูน้อยน่ารักแบบนี้ด้วย คนที่เป็นเจ้าของกล่องอาหารชีวิตดีเกินไปจริงๆ
กู้หมิงหลี่รวมถึงคนอื่นๆเพิ่งทำความสะอาดเสร็จ เสียงกริ่งหน้าประตูก็ดังขึ้นพอดี
กู้หมิงหลี่กระโดดจากเตียงแล้วเดินไปเปิดประตูอย่างรวดเร็ว
“พี่สี่~”
เสียงเล็กอ่อนหวานหยาดเยิ้มดั่งนมข้นดังลอดออกมา พวกเขายังไม่ทันเห็นใคร แต่เพียงเสียงเรียกพี่สี่ดังขึ้นมา อีกสามคนในห้องก็รู้ได้ทันทีว่าเธอต้องเป็นเด็กน้อยน่ารักแน่นอน
ถังเล่อและอู๋คว่างแทบจะตะเกียกตะกายไปเปิดประตู แต่เมื่อเห็นกู้หลินโม่ปรากฏตัวขึ้น พวกเขาก็ตัวแข็งทื่อ
“พี่สี่ อันนี้เป็นเกี๊ยวที่หนวนหน่วนทำกับคุณพ่อ มันยังร้อนอยู่เลย รีบกินเลยนะคะ”
หนวนหน่วนตัวน้อยยืนอยู่ตรงประตูแล้วส่งยิ้มหวานมาให้ ดวงตาคู่สวยฉ่ำน้ำของเธอโค้งเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยว มือน้อยๆขาวผุดผ่องถือกล่องอาหารเก็บความร้อนอยู่ไม่นานก็ส่งให้พี่สี่ของตน
กู้หมิงหลี่รับกล่องอาหารมาพลางยกยิ้มขึ้น หากมองไปรอบๆ จะพบว่าทุกคนรอบ ตัวหนวนหน่วนดูมีความสุขมาก
“ฉันคิดว่าเธอลืมไปแล้วซะอีก”
หนวนหน่วนเม้มปากแล้วยิ้มออกมา ลักยิ้มที่น่าเอ็นดูปรากฏบนแก้มทั้งสองข้าง ผมที่ปลิวไสวนั้นราวกับสัตว์เลี้ยงที่รอคอยเจ้าของลูบหัวอย่างไรอย่างนั้น
กู้หมิงหลี่ไม่รอช้า เขาเอื้อมมือไปลูบผมฟูๆของหนวนหน่วน คราวนี้การกระทำอ่อนโยนกว่าตอนที่เจอกันครั้งแรก ตอนนั้นเขาเกือบจะจับคนตัวเล็กพลิกตัว
หนวนหน่วนเอียงศีรษะ เบียดแก้มลงบนมือของกู้หมิงหลี่ราวกับแมวน้อย มันทั้งดูนุ่มนิ่มและน่ารักในเวลาเดียวกัน
กู้อันคิดในใจทันที
ทำไมถึงอารมณ์เสียขนาดนี้นะ! หนวนหน่วนไม่เคยให้เขาจับหัวของเธอแบบนี้เลย แล้วก็ไม่เคยถูไถแบบนี้ด้วย!
เขาเป็นพี่แท้ๆนะ!
“คุณลุงก็มาด้วยเหรอครับ”
กู้หมิงหลี่ปรายสายตามองไปยังหนุ่มน้อยตรงหน้าที่กำลังจะกลายเป็นปลาปักเป้าพองลมด้วยความพึงใจ
ดูทำหน้าเข้า ไม่รู้เป็นบ้าอะไรอีก
“พาหนวนหน่วนมาไม่ลำบากหรอก”
กู้หลินโม่ตอบ เขาดูกลายเป็นทาสรักของลูกสาวโดยสมบูรณ์แล้ว
“สวัสดีครับคุณลุง”
วัยรุ่นอีกสามคนทักทายอย่างสุภาพและเชื่อฟังตามประสาผู้ที่ชื่นชอบกู้หลินโม่ ถึงแม้ว่าเขาจะดูสง่าแต่กลับให้ความรู้สึกถึงความมีอำนาจเหนือผู้อื่น พวกเขาจึงต้องแสร้งทำตัวเป็นหลานที่ดีต่อหน้าเขา เพราะเห็นได้ชัดว่าลูกพี่หมิงเชื่อฟังเขามากขนาดไหน
หนวนหน่วนจ้องมองพี่ชายสามคนที่ยืนอยู่ข้างหลังพี่สี่ด้วยความอยากรู้อยากเห็น
คราวนี้ทั้งสามคนมองเห็นน้องสาวตัวน้อยที่กู้หมิงหลี่พูดถึงเมื่อสองวันที่ผ่านมาเต็มตา
ว้าว! แค่เพียงมองแวบแรกเท่านั้น ช่างดูนุ่มนิ่มน่ารักอะไรเช่นนี้ อย่างกับตุ๊กตาbjdเลย แค่เปลี่ยนจากตุ๊กตากลายมาเป็นคนจริงเดินได้ อิจฉาเลยแฮะ
ทุกคนอดไม่ได้ที่จะจ้องมองไปยังกู้หมิงหลี่ด้วยแววตาอิจฉา ตอนแรกคิดว่าเขาแค่พูดจาเกินจริงเกี่ยวกับน้องสาวคนนี้ ไม่คิดเลยว่า…
ถังเล่อโชว์ฟันขาวทุกซี่ด้วยรอยยิ้มอันสดใสแล้วเอ่ยเรียก “น้องสาว!”
เขาจึงโดนกู้หมิงหลี่ศอกเข้าทันที
แกเรียกใครน้องสาว?
ถังเล่อ “...”
แค่นี้ทำไมต้องใจร้ายกันด้วย!
ลู่สิงจื่อแสดงกิริยาสุภาพ “คุณลุงครับเข้ามานั่งพักข้างในก่อนครับ”
กู้หลินโม่ส่ายหัว ไม่ถือสาที่จะยืนหน้าประตู “ไม่เป็นไรหรอก ว่าจะคุยธุระกับเลขาสักหน่อย เดี๋ยวจะไปรอข้างนอกโรงเรียน กินเสร็จแล้ววานไปส่งกู้อันกับหนวนหน่วนหน่อยนะ”
หลังจากพูดประโยคสุดท้ายจบ กู้หลินโม่ก็เดินจากไป เขารู้ดีว่าหากอยู่ต่อเด็กๆอาจรู้สึกอึดอัดได้ จึงไม่อยากรบกวนพื้นที่ส่วนตัวของพวกเขา
กู้หมิงหลี่พยักหน้าให้คำมั่น “วางใจเถอะครับคุณลุง!”
หนวนหน่วนจับนิ้วผู้เป็นพ่อก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงเจื้อยแจ้ว “คุณพ่อ เดี๋ยวหนวนหน่วนจะไปหานะคะ”
กู้หลินโม่บรรจงลูบหัวเธออย่างแผ่วเบา “อืม”
เมื่อมองดูคุณพ่อเดินจากไป แววตาของหนวนหน่วนเริ่มฉายแววไม่เต็มใจนัก เมื่อต้องทิ้งเขาไว้ข้างหลัง แต่สุดท้ายกู้หมิงหลี่ก็เป็นคนอุ้มเธอเข้าไปในห้องพัก
หนวนหน่วนตัวน้อยโดนพี่สี่อุ้มขึ้นอย่างง่ายดาย ไม่ดิ้นเลยแม้แต่น้อย เมื่อเขาวางเธอบนเตียงสีฟ้าน้ำทะเล หนวนหน่วนก็ประหม่าขึ้นมา
“อ่า… น้องสาวของฉันน่ารักมาก!”
ถังเล่อคร่ำครวญก่อนจะรีบถลาพุ่งเข้าไปกอดหนวนหน่วน
“ไสหัวไป!”
“อย่าเข้าใกล้เธอ!”
เสียงอันเกรี้ยวกราดดังขึ้นมาจากคนทั้งสอง จากนั้นถังเล่อก็ถูกคว้าคอเสื้อทั้งที่อยู่ห่างจากหนวนหน่วนไม่ถึงสองเซนติเมตร
ก่อนที่หนวนหน่วนผู้นุ่มนวลจะถูกโอบกอดโดยกู้อัน เขาก็มองไปที่ถังเล่อด้วยความโกรธ
“นี่น้องสาวผม! ไม่อนุญาตให้กอด!”
ถังเล่อ “....ลูกพี่หมิงกับฉันเป็นเพื่อนซี้กัน น้องสาวของเขาก็เหมือนน้องสาวของฉันนั่นแหละ แถมน้องก็น่ารักมาก ทำไมจะกอดไม่ได้?”
กู้หมิงหลี่จ้องมองเขาด้วยความโกรธ “ใครคือน้องสาวนาย? แล้วนี่น้ำหนักก็ตั้งเท่าไหร่ หนวนหน่วนตัวเล็กแบบนี้ถ้านายกอดจะทับน้องไหม?”
หนวนหน่วนกะพริบตาพริ้ม ในใจอยากพูดออกมาว่าเธอไม่ได้อ่อนแอขนาดนั้น
ถังเล่อกรีดร้องขึ้น “ลูกพี๊ ดูถูกมากเกินไปแล้ว ฉันดูเป็นคนโผงผางไม่รู้เรื่องขนาดนั้นเลยเหรอ แค่กอดไม่ทำให้ถึงกับโดนทับหรอก ใช่ไหมหนวนหน่วน”
ระหว่างพูดเขาก็มองหนวนหน่วนไปด้วยเพื่อหาแนวร่วม
“คิกคิก…”
หนวนหน่วนอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา คิ้วเด็กน้อยเลยโก่งรับรอยยิ้มอันสวยงามไปด้วย
เธอยกมือน้อยๆขึ้นปิดปากพลางยกดวงตาหยี
รอยยิ้มนี้ทำเอาใจของเด็กหนุ่มทั้งสามคนในห้องอ่อนระทวย
นางฟ้าตัวน้อยแสนอ่อนโยนมาจุติบนโลกเหรอเนี่ยะ!
“หนวนหน่วน นี่พี่ถังเล่อนะ ลองเรียกสักครั้งได้ไหม?”
ถังเล่อทำหน้าตาทะเล้น ถึงจะเสี่ยงต่อการโดนกู้หมิงหลี่ซัด เขาก็โน้มตัวไปข้างหน้าหนวนหน่วนและขอให้เธอเรียกเขาว่าพี่ชาย เคยได้ยินคนตัวเล็กเรียกกู้หมิงหลี่ว่าพี่สี่ เสียงของเธอนุ่มนวลและหวานชื่นราวกับน้ำมนต์ มันคงจะดีหากเขามีน้องสาวที่มีเสียงเพราะๆแบบนี้ จะได้ตั้งเสียงของเธอเป็นริงโทนโทรศัพท์ได้
แววตากลมโตของหนวนหน่วนขลับแสง มุมปากปรากฏรอยยิ้มอบอุ่นขึ้นมา เธอเอ่ยเสียงนุ่มว่า
“พี่ถังเล่อ~”
ถังเลอกุมหัวใจของตัวเองอย่างออกนอกหน้า “ตายอย่างสงบศพสีชมพูแล้ว!”
อู๋คว่างมองไปยังกู้หมิงหลี่ที่ตอนนี้ดูโกรธเคืองไปแล้วก่อนจะพูดว่า
“ส่วนฉันพี่อู๋คว่างของเธอ”
“พี่อู๋คว่าง สวัสดีค่ะ~”
อู๋คว่างกระโดดโลดเต้นไปมาด้วยความตื่นเต้น “หนวนหน่วนชอบอะไร เดี๋ยวพี่จะหาซื้อมาให้!”
เมื่อได้ยินเสียงหนวนหน่วนเรียกว่าพี่ เขาก็แทบอยากจะสรรหาทุกสิ่งอย่างที่ดีที่สุดบนโลกมาประเคนให้เธอทันที
บทที่ 35: บ๊ายบายพี่สี่
หลังจากเอ่ยเรียกทั้งสองคนแล้ว หนวนหน่วนก็มุ่งความสนใจไปที่ลู่สิงจื่อเป็นคนสุดท้าย
มุมปากของลู่สิงจื่อยกยิ้มขึ้น ภาพของหนวนหน่วนที่ดูเชื่อฟังสะท้อนเข้ามาในดวงตาชัดเจน
“ฉันชื่อลู่สิงจื่อ”
หนวนหน่วนเรียกเขาเสียงหวาน “พี่ลู่ สวัสดีค่ะ~”
ปกติแล้วลู่สิงจื่อมีท่าทีสุขุมมาตลอด แต่เขาเอื้อมมือไปลูบหัวคนตัวเล็กโดยไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ สายตาและปลายคิ้วของเขาผ่อนอ่อนโยนลงกว่าเดิมหลายเท่า
กู้หมิงหลี่ “…”
ถังเล่อและอู๋คว่าง “…”
ไม่มีใครทันคาดคิดกับสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้า
ถังเล่อกรีดร้อง อยากจะสัมผัสหัวนุ่มๆของหนวนหน่วน แต่น่าเสียดายที่เขาโดนกู้หมิงหลี่ผลักออกไปเสียก่อน สายตาอันดุร้ายของเจ้าตัวตอนนี้จับจ้องไปที่ลู่สิงจื่อแทน
ไอ้เพื่อนคนนี้!
ลู่สิงจื่อขมวดคิ้ว สงสัยใคร่รู้อะไรบางอย่าง หลังจากลูบหัวหนวนหน่วนแล้ว เขาถึงยอมถอยออกไปอย่างสงบเสงี่ยม
กู้หมิงหลี่รู้สึกว่าเขาเองก็อยากใช้เวลาฉันพี่น้องบ้าง
“พี่สี่ นี่เกี๊ยวค่ะ”
หนวนหน่วนมองดูกล่องอาหารอย่างตั้งใจ ในใจครุ่นคิดว่าหากปล่อยทิ้งไว้นานเกี๊ยวจะไม่อร่อย
กู้หมิงหลี่ลูบหัวน้อยๆของเธอก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า “เข้าใจแล้ว”
“ว้าว… หอมจัง”
เมื่อเปิดกล่องอาหารเก็บความร้อนออก กลิ่นหอมของเกี๊ยวก็ลอยออกมาทันที หอมจนถังเล่อและอู๋คว่างรู้สึกอยากทานไปด้วย
อู๋คว่างนักชิมตัวยงก้าวเข้ามาหาทันที “พี่กินหมดไหม แบ่งให้ผมหน่อยได้หรือเปล่า?”
กู้หมิงหลี่ผลักพวกเขาออกไป “ไปให้พ้น!”
ราวกับคนละคน เมื่อไหร่ก็ตามที่เขาเอ่ยพูดคุยกับหนวนหน่วน น้ำเสียงจะอ่อนโยนลงหลายระดับ แต่กับพวกเขานั้นกู้หมิงหลี่ยังคงเย่อหยิ่ง แบบนี้สองมาตรฐานชัดๆ
“หนวนหน่วนกินหรือยัง กินกับพี่สี่ไหมคะ?”
หนวนหน่วนส่ายหัวจนหางม้าที่รวบไว้กวัดแกว่งไปมา
“ก่อนจะเอามาให้พี่สี่ หนวนหน่วนกับพี่กู้อันกินกันเรียบร้อยแล้วค่ะ”
กู้หมิงหลี่มองตามมือของเด็กน้อยที่กำลังวางอยู่บนท้องตนเอง อดไม่ได้ที่จะใช้นิ้วเรียวยาวสะกิดมัน
หนวนหน่วนเบี่ยงตัวหนี “อย่าจิ้มท้องซี่”
พี่ชายผู้ประสบความสำเร็จในการแกล้งน้องหัวเราะออกมาทันทีเมื่อเห็นปฏิกิริยาของเธอ เหล่าเด็กหนุ่มในห้องที่เหลือจึงมีชีวิตชีวาขึ้นไปด้วย
แน่นอนว่านิสัยของเขาไม่หยุดแค่เอานิ้วจิ้มท้องหรอก เด็กหนุ่มบีบแก้มนุ่มๆของคนตัวเล็กอย่างแรง ไม่ใช่แค่ครั้งเดียวด้วย เขาเล็งเป้าหมาย บีบถึงสองครั้งติดกัน
หนวนหน่วนที่โดนหยิกแก้ม “!!!”
น้ำตาของเธอเกือบไหล เด็กน้อยได้แต่ปากมุ่ย เธอจับข้อมือของพี่สี่แล้วออกแรงดิ้นหนีเพราะเปิดปากไม่ได้ QAQ
แต่ด้วยความที่พี่สี่ควบคุมแรงของตนไว้จึงทำให้เธอไม่เจ็บมาก
หนวนหน่วนดิ้นอยู่สองสามครั้งก่อนจะยอมแพ้ ตอนนี้เธอยอมรับชะตากรรมของตนเองแต่โดยดี
ในทางกลับกัน กู้อันที่อยู่ข้างๆ กลับรู้สึกโกรธมาก เขารีบแกะมือของกู้หมิงหลี่ออก “ปล่อยเธอ!”
กู้หมิงหลี่ตะคอกใส่กู้อัน ก่อนจะปรายตามองคนขัดจังหวะด้วยแววตาดูถูกเหยียดหยาม อีกมือที่ว่างอยู่จึงถูกใช้กดคนเตี้ยกว่าให้นั่งลง
กู้อันโกรธจนหน้าพองเหมือนปลาปักเป้า “รอก่อนเถอะ ฉันจะขอให้พ่อพาไปเรียนศิลปะการต่อสู้ ถ้ากลับมาคราวหน้า ฉันจะใช้วิชาที่เรียนมาสั่งสอนพี่!”
กู้หมิงหลี่ตอบอย่างหยิ่งยโส “แค่นั้นเหรอ ฉันรอมาสิบปีแล้ว ถึงยังไงแกก็จะเป็นไอขี้แพ้ตลอดไปนั่นแหละ”
กู้อันคิด ‘ให้ตายสิ ฝากไว้ก่อนเถอะ!’
“อี๊อี่~(พี่สี่)”
หนวนหน่วนที่ถูกหยิกแก้มร้องเรียกพี่สี่อย่างออดอ้อน น้ำเสียงนุ่มนวลคล้ายเม็ดข้าวฟังดูรื่นหูอย่างยิ่ง
กู้หมิงหลี่ยอมปล่อยมืออย่างไม่ใคร่เต็มใจนัก “เธอกินเกี๊ยวสักชิ้นสิ เพิ่มเนื้อหน่อย”
สัมผัสเมื่อสักครู่นี้ยังไม่ค่อยเป็นที่น่าพึงพอใจนัก หนวนหน่วนยังไม่เจ้าเนื้อขึ้นเลย เมื่อไหร่จะอ้วนสักที
เขาคีบเกี๊ยวก้อนอวบขึ้นแล้วป้อนให้เด็กหญิงตัวเล็ก
หนวนหน่วนเอามือลูบท้องของตน คิดในใจว่าตนน่าจะยังกินได้อีก
แต่แล้วหนูน้อยก็ชะงักเล็กน้อย ใบหน้าเล็กเริ่มขึ้นสีแดงระเรื่อ เธอใช้ดวงตาฉ่ำน้ำจ้องมองไปยังพี่สี่อย่างอ่อนโยนก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า “ถ้าอย่างนั้น… หนวนหน่วนกินแค่อันเดียวนะ”
เสียงเล็กๆดังออกมาเบาหวิว
กู้หมิงหลี่พยักหน้าลง รอยยิ้มฉายแววขึ้นในดวงตาแสนดุร้าย แม้จะยังดูยโสโอหัง แต่ที่จริงแล้วเขาแค่อยากลองป้อนอาหารเจ้าตัวเล็กเท่านั้นเอง
“อา…”
หนวนหน่วนอ้าปากเล็กน้อยรับเกี๊ยวเข้าปาก แก้มน้อยๆของเธอป่องขึ้นมาทันใด
สีหน้าของสาวน้อยค่อนข้างจริงจังเสมอเมื่อเป็นเรื่องทานอาหาร ดวงตาของเธอขับประกายสดใสรับรสชาติ ตอนนี้เธอช่างเหมือนตั๊กแตนที่กำลังยัดอาหารเข้าปากจนแก้มป่อง
แม้จะโตแล้วแต่ทุกคนก็ต่างใจสั่นเมื่อเห็นความน่ารักของหนวนหน่วนตอนกิน คนอื่นๆในห้องแทบจะผลักตัวกู้หมิงหลี่ออกเพราะอยากป้อนเจ้าตัวเล็กด้วยเหมือนกัน
“กินอีก”
กู้หมิงหลี่ไม่ยอมทานเองเลยสักนิด เขากำลังยุ่งอยู่กับการป้อนอาหารเจ้าตัวน้อยสีน้ำนม จนกระทั่งหนวนหน่วนทานเกี๊ยวชิ้นแรกเสร็จ เขาถึงบังคับให้เธอทานเข้าไปอีกครั้ง เด็กหญิงตัวเล็กส่ายหัวปฏิเสธพร้อมกับใช้มือกุมท้องแน่น ไม่นานก็เรอออกมาเบาๆ
“หนวนหน่วน… หนวนหน่วน ไม่ไหวแล้ว”
เสียงเจ้าตัวน้อยฟังดูน่าสงสาร ใครเล่าจะปฏิเสธคำขอของเธอได้
กู้หมิงหลี่ทำได้เพียงแค่มองท้องน้อยๆของหนวนหน่วนอย่างคิดเสียดาย “ถ้ามาหาพรุ่งนี้ต้องเก็บท้องมากินกับพี่ด้วยนะ เข้าใจไหม?”
หนวนหน่วน “พรุ่งนี้มาได้เหรอคะ?”
กู้อัน “ไม่ต้องมา!”
กู้หมิงหลี่ “ได้สิ!”
เกิดเสียงแตกแยกเป็นสองฝ่ายก่อนที่สองพี่น้องจะมองหน้ากัน
กู้หมิงหลี่ ‘หึ… เจ้าเด็กโง่นี่กล้าท้าทายฉันเรอะ!’
กู้อัน ‘ไอ้หน้าใหญ่! วันๆคิดแต่ห่วงแต่เรื่องหน้าตา!’
ส่วนการถามว่าอยากมาหรือไม่นั้น หนวนหน่วนอาจต้องถามคุณพ่อก่อน เพราะถึงอยากมา แต่ถ้าพ่อตนไม่พามาก็มาหากันไม่ได้
เธอนำเกี๊ยวมาค่อนข้างมาก และในท้ายที่สุด แม้ว่ากู้หมิงหลี่จะไม่เต็มใจนัก แต่เขาก็ยอมแบ่งบางส่วนแก่เพื่อนๆของเขา
แน่นอนว่าอู๋คว่างผู้ที่ชอบกินเป็นชีวิตจิตใจขอกู้หมิงหลี่ให้ตักเพิ่มให้เขาอีกหน่อย
หลังจากทานอาหารเสร็จ หนวนหน่วนและกู้อันก็ต้องเดินทางกลับ เด็กวัยรุ่นทั้งสี่คนจึงเดินไปส่งพวกเขาที่ประตูโรงเรียน หนวนหน่วนจึงเอื้อมจับมือข้างหนึ่งคุณพ่อก่อนจะโบกมือลาพวกเขา
“หนวนหน่วน คราวหน้ามาอีกนะ!”
คนตัวเล็กโผล่หัวกลมๆออกมาจากกระจกรถก่อนจะใช้ดวงตาฉ่ำน้ำมองพวกเขา
“ค่ะ หนวนหน่วนจะจำไว้ค่ะ”
ถังเล่อลังเลที่จะปล่อยมือ “อย่าลืมคิดถึงพี่ถังเล่อนะ”
อู๋คว่างชี้ไปที่ตัวเอง “ฉันด้วย”
ถึงแม้ว่าลู่สิงจื่อจะไม่ได้พูด แต่ดวงตาที่จ้องมองไปยังหนวนหน่วนนั้นเปี่ยมไปด้วยความหมายบางอย่าง
น่าเสียดายที่เจ้าเกี๊ยวน้อยอายุเพียงห้าขวบ จึงไม่สามารถอ่านแววตานั้นได้ เธอเลยเอ่ยตอบอย่างเชื่อฟัง
“หนวนหน่วนจะคิดถึงพี่ถังเล่อ พี่อู๋คว่าง และพี่ลู่ นะคะ”
กู้หมิงหลี่ “…”
เขากัดฟันดังกรอด “แล้วฉันล่ะ?”
หนวนหน่วนยิ้มตาพริ้ม นัยน์ตาดำสนิทซ่อนแสงเจิดจ้าดุจดวงดาวพร่างพราวเสน่ห์เอาไว้ไม่มิด
เด็กน้อยตะโกนเรียกพี่สี่
“พี่สี่มาตรงนี้หน่อยค่ะ หนวนหน่วนมีอะไรจะบอก”
กู้หมิงหลี่ทิ้งความรู้สึกน้อยใจของตนก่อนหน้านี้ออกไปแล้วเดินเข้าไปหาทันที “มีอะไร? จะพูดอะไรหรือเปล่า?”
เขาเดินเข้าไปหาแล้วโน้มหน้าลงถามหนูน้อยน่ารักที่โผล่หัวออกมาจากกระจกรถ เจ้าตัวเม้มริมฝีปาก บรรจงหอมแก้มของเขาฟอดหนึ่ง
“บ๊ายบายค่ะพี่สี่ หนวนหน่วนจะคิดถึงพี่นะคะ”
กู้หมิงหลี่ตะลึงไปสามวินาที
เขาเพิ่งโดนหนวนหน่วนจุ๊บแก้มไปใช่หรือเปล่า?
ในพริบตานั้น ดวงตาเฉียบคมก็เอ่อคลอไปด้วยความรู้สึกมากมาย
บทที่ 36: ความรู้สึกผิดชอบของกู้อัน
หลังจากที่รถของตระกูลกู้เคลื่อนออกมาจากโรงเรียนหนานเฉิงกุ้ยจื่อ คนตัวเล็กกลับรู้สึกได้ถึงเสียงที่ดังมาจากด้านข้างของเธอ
หนวนหน่วน “???”
เธอหันหน้าไปมองพี่คนเล็ก ก่อนจะเห็นว่าเขากอดอก เชิดหน้าขึ้นเล็กน้อยแล้วหันศีรษะไปอีกด้าน
ได้ยินผิดไปหรือเปล่านะ?
“ฮึ่ม!”
คราวนี้เสียงชัดเจนมากขึ้น กู้อันเหลือบมองหนวนหน่วนแล้วตะคอกใส่เธออย่างจงใจก่อนจะหันหน้าไปอีกทาง
หนวนหน่วนมองเขาด้วยสายตาว่างเปล่า “พี่เป็นอะไรหรือเปล่าคะ?”
กู้อัน “เปล๊า!”
หนวนหน่วนจ้องมองเขาแล้วกะพริบตาพริ้ม ก่อนจะไม่เอื้อนเอ่ยสิ่งใดออกมาอีก
กู้อัน “...”
“ฮึ่ม!”
หนวนหน่วน “...”
พี่คนเล็กดูอึดอัดในลำคอมากเป็นพิเศษ
“ถามหน่อย เธอเป็นน้องสาวแท้ๆของใคร?”
ด้วยความที่น้องสาวไม่ค่อยฉลาดนัก อย่าได้หวังเลยว่าเธอจะคิดออกด้วยตนเอง กู้อันเลยต้องเกริ่นออกมา
หนวนหน่วนตอบทันที “เป็นน้องสาวของพี่ค่ะ”
กู้อัน “แล้วทำไมถึงทำกับกู้หมิงหลี่ดีกว่าฉัน!”
หนวนหน่วนแก้ตัวอย่างสัตย์จริง “ก็นั่นพี่สี่ไงคะ พี่สี่ของหนวนหน่วน แล้วก็เป็นพี่สี่ของพี่ด้วย”
“จะมีพี่ที่ไหนทะเลาะกับน้องชายเช้ายันค่ำแบบนี้?”
“แต่ว่าเขาเป็นพี่สี่จริงๆนี่หน่า ไม่เชื่อลองถามคุณพ่อดูก็ได้”
กู้อันเงียบลงอย่างไม่เต็มใจ รับรู้ได้ทันทีว่าหัวข้อสนทนานี้มันออกนอกลู่นอกทางไปแล้ว เขาจึงวางมือบนสะโพก ตีหน้าขมึงทึงใส่น้องสาว
“ไม่เข้าใจที่ฉันพูดเหรอ? เธอโง่รึเปล่า ต่อจากนี้ไปเธอต้องให้ฉันปกป้องเธอที่โรงเรียน!”
หนวนหน่วนมองเขาด้วยความไร้เดียงสา “เก่งจังเลยนะคะ”
กู้อัน “...”
หลังจากเห็นอีกฝ่ายงอแงอยู่นาน ในที่สุดหนวนหน่วนก็คิดบางอย่างออก
พี่คนเล็กพูดอย่างฉุนเฉียวราวกับว่า...
“พี่อิจฉาเหรอคะ?”
หนวนหน่วนพูดอย่างตรงไปตรงมา ทำให้สีหน้าของกู้อันแดงขึ้นด้วยความเขินอาย เขาตะโกนกลับไปเสียงดัง “จะเป็นไปได้ยังไง! ฮะฮะ อิจฉา? อิจฉาอะไรกัน! นายน้อยอย่างฉันไม่ใช่คนขี้อิจฉานะ!”
กู้หลินโม่ที่กำลังขับรถอยู่ข้างหน้าแอบหาอุปกรณ์บันทึกเสียงบนรถ ก่อนจะตัดสินใจกดบันทึกคำพูดที่เต็มไปด้วยความทะเยอทะยานของเจ้าลูกชายคนเล็ก
เขาว่าจะเอามาแบล็กเมลภายหลัง
“เบาเสียงลงหน่อย หยุดแกล้งน้องได้แล้ว แล้วนั่นเรียกใครว่านายน้อย?”
กู้หลินโม่พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นชา กู้อันเลยกลัวหัวแทบหด เขาพยายามไม่แทนตัวเองว่านายน้อยอีกต่อไป
“ถึงยังไงก็ไม่ได้อิจฉา!”
หนวนหน่วนเด็กดีผงกหัวยอมรับ “อื้มๆ เห็นแล้วค่ะว่าพี่ไม่ได้อิจฉา”
กู้อันหยุดพูดไปชั่วขณะหลังรถไมบัค*[1] สีดำเคลื่อนเข้าไปในรั้วคฤหาสน์ของตระกูลกู้ ก่อนจะตามมาด้วยเสียงเห่าของสุนัขที่ต้อนรับการกลับบ้าน
และในที่สุด ความหวังของกู้หมิงหลี่ก็ไม่เป็นไปดั่งที่คิด เพราะวันต่อมา คุณหญิงกู้ก็ได้พาเจ้าตัวเล็กไปเล่นที่สวนน้ำทั้งวัน หนวนหน่วนตื่นตาตื่นใจอย่างไม่ต้องสงสัย เล่นเสร็จเด็กน้อยก็เหนื่อยจนผล็อยหลับไป
ไม่แม้แต่จะตื่นมารับกู้อันหลังเลิกเรียนด้วย
กู้อันวิ่งออกจากประตูโรงเรียนอย่างตื่นเต้น เมื่อเขาเห็นเพียงพ่อของตนก็รู้สึกทั้งโกรธทั้งผิดหวัง
เขาดึงสีหน้าให้ไม่บูดบึ้งแล้วโยนกระเป๋านักเรียนใส่ในรถ แต่สุดท้ายก็ไม่วายหน้าบึ้งจนได้
ใช่สิ! ใครจะสนใจมารับเขาล่ะ!
กู้หลินโม่ละสายตาออกจากแท็บเล็ต เมื่อเห็นว่าสีหน้าของลูกชายคนเล็กแปรเปลี่ยน ไม่สามารถซ่อนอารมณ์ของตัวเองได้เลยสักนิดก็เงียบไปสักครู่หนึ่ง
“ไม่ถามหน่อยเหรอว่าทำไมหนวนหน่วนถึงไม่มารับ?”
กู้อันตอบกลับเสียงดัง “ใครจะสนกันว่าเธอจะมารับไหม ยังไงผมก็กลับเองได้!”
ช่างปากแข็งเหลือเกิน แต่อารมณ์โกรธที่แสดงออกมาดูไม่เหมือนกับคนที่ไม่สนใจเลยนะ?
งั้นก็อารมณ์ไม่ดีต่อไปเถอะ
เมื่อกลับถึงบ้าน กู้อันก็สาดส่องสายตาไปรอบๆ ด้วยความดุเดือด แต่เขากลับไม่พบร่างคนตัวเล็กเลยแม้แต่น้อย
เขาแสร้งทำเป็นไม่สนใจ “คุณปู่ ทำไมวันนี้ยัยเด็กคนนั้นถึงไม่ได้อยู่ด้วยกันล่ะ”
ผู้เฒ่ากู้จ้องมองไปที่เขา “ยัยเด็กอะไร นั่นน้องสาวแกนะ!”
เพราะสายตาอยากรู้อยากเห็นของกู้อัน หลังจากจิบชาแล้ว ชายชราก็เอ่ยขึ้นด้วยเสียงเนิบช้า "แม่เขาพาหนวนหน่วนไปเล่นสวนน้ำ สงสัยเล่นเยอะเกินไปหน่อยเลยผล็อยหลับไป ตอนนี้ก็ยังหลับอยู่”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ความว้าวุ่นในใจของกู้อันก็เบาลง เขาเดินบ่นกระปอดกระแปดขึ้นไปข้างบน
“ทำไมแม่ไม่รอปิดเทอมก่อนแล้วค่อยพาไป”
หลังจากวิ่งขึ้นไปข้างบน กู้อันก็นำกระเป๋านักเรียนไปเก็บก่อนจะวิ่งออกไปอีกครั้ง คราวนี้เขาแอบเข้าไปในห้องของหนวนหน่วน
ในห้องที่กว้างขวางสว่างสดใสและตกแต่งอย่างอบอุ่น เจ้าตัวน้อยกำลังนอนหลับบนเตียงนุ่มขนาดใหญ่พร้อมกับกอดตุ๊กตากระต่ายไว้ข้างกาย โดยใบหน้าครึ่งหนึ่งของเธอจมอยู่ในผ้าห่ม ทำให้กู้อันได้เห็นเพียงผมสีดำนุ่มสลวยที่โผล่พ้นออกมาเท่านั้น เด็กน้อยดูเป็นเด็กดีเชื่อฟังเหลือเกิน การหายใจที่ยาวสม่ำเสมอนั้นทำให้หน้าท้องของเธอขยับขึ้นลงอย่างสม่ำเสมอไปด้วย
กู้อันก้าวย่องเข้าไปหยิบตุ๊กตากระต่ายออกมา ทำให้ผ้าห่มเปิดออกและเห็นท่าทางการนอนของเธออย่างชัดเจน
มือเล็กสองข้างยกเหนือศีรษะ นิ้วนุ่มนิ่มทั้งสิบนิ้วงอเล็กน้อย เมื่อมองดูแล้วกลับไม่มีความเย้ายวนเลยสักนิดเพราะนิ้วและฝ่ามือพวกนั้นเต็มไปด้วยบาดแผลและหนังที่ด้านจากการทำงาน
ในตอนนี้ คนตัวเล็กกำลังนอนหลับอย่างสงบด้วยใบหน้าที่แดงก่ำเหมือนสัตว์ตัวน้อยที่ไม่มีพิษภัย
หนวนหน่วนนอนหลับตาพริ้ม ขนตาตกอยู่ภายใต้แสงเกิดเงาทอดออกมาเป็นเส้น ๆ ใบหน้าที่บอบบางดูสงบเสงี่ยม ราวกับตุ๊กตาที่ถูกประดิษฐ์ขึ้นอย่างประณีต
ยิ่งมองยิ่งเหมือนอ่อนแอและรังแกได้ง่าย แต่ถึงอย่างนั้น ความบอบบางเช่นนี้กลับเป็นสิ่งที่ทำให้ผู้คนรู้สึกอยากปกป้อง
กู้อันวางมือของตนลงบนมือน้อยๆของหนวนหน่วน ก่อนจะลูบไล้ฝ่ามือของเธอเพื่อสัมผัสรอยแผลที่เกิดขึ้น มันทำให้เขารู้สึกเจ็บปวดใจอย่างบอกไม่ถูก
เขายังเด็กตอนสูญเสียน้องสาวไป จำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าในตอนนั้นนึกเสียใจหรือไม่ ความทรงจำนั้นเลือนรางเหลือเกิน สามปีที่เขาไม่ได้พบหนวนหน่วน เวลาเพียงเท่านี้แต่กลับเจือจางหลายสิ่งหลายอย่างไปได้มากมาย เขานึกถึงรูปลักษณ์ของน้องสาวไม่ค่อยออกนัก ดูเหมือนว่าความรักที่มีต่อเธอจะค่อยๆเลือนหายไปเช่นกัน
แต่ตอนนี้เมื่อได้เห็นบาดแผลบนมือเล็กของน้องสาว เป็นครั้งแรกที่กู้อันรู้สึกเกลียดทุกคนที่มีส่วนร่วมในการลักพาตัวเธอไป
“พี่…”
หนวนหน่วนกำมือของกู้อันแน่นก่อนจะลืมตาขึ้นมา ดวงตาเหลือบมองคนคุ้นเคยที่ยืนอยู่ข้างเตียงด้วยความงุนงง เด็กน้อยเรียกสติกลับมาได้ทีละนิด ท้ายสุดจึงเอ่ยเรียกคำว่า “พี่” ออกมาอย่างแผ่วเบา
เสียงร้องของน้องสาวทำให้กู้อันรู้สึกว่าตนต้องแสดงหน้าที่ความเป็นพี่ชายอย่างอธิบายไม่ได้ เขาไม่เคยเป็นเช่นนี้มาก่อน เขาอยากทำตัวเหมือนผู้ใหญ่ จะได้ปกป้องน้องสาวตัวน้อยให้อยู่ภายใต้ปีกอันแข็งแกร่งอย่างปลอดภัย
เขาไม่อยากให้เธอต้องเจ็บปวดอีกแล้ว
[1] ไมบัค เป็นรถยนต์สัญชาติเยอรมนี ถือว่าเป็นรถยนต์หรูหราขนาดใหญ่ราคาแพง ได้รับความนิยมอย่างมากในประเทศจีน
บทที่ 37: พี่ใหญ่จะกลับมาแล้ว
หนวนหน่วนคว้านิ้วของกู้อัน ลืมตาขึ้นอย่างล่องลอย เพราะเพิ่งตื่นนอน ผมก็เลยยุ่งเหยิง ดวงตายังพร่ามัว ท่าทางมึนงง มองแล้วช่างน่ารักและน่าแกล้งเหลือเกิน
กู้อันทำตามกู้หมิงหลี่ เขาลองบีบแก้มทั้งสองข้างของเจ้าเกี๊ยวน้อยเอาไว้ แม้ว่าเธอจะดูไม่มีเนื้อหนัง แต่แก้มกลับนุ่มมืออย่างยิ่ง
ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมกู้หมิงหลี่ถึงชอบหยิกแก้มของหนวนหน่วน
เด็กหญิงตัวเล็กผู้ถูกบีบหน้าเพิ่งจะได้สติ เธอลืมดวงตาฉ่ำน้ำขึ้นก่อนจะเอ่ยถามด้วยเสียงน้ำนม “พี่ กี่โมงแล้วคะ”
กู้อันมองไปบนนาฬิกาข้อมือของตน “อีกนิดก็จะหกโมงเย็น ใกล้ถึงเวลากินข้าวแล้ว”
หนวนหน่วนลุกขึ้นนั่งแล้วสะบัดหัวของตนเองไปมา “หนวนหน่วนเข้าใจแล้วค่ะ”
หลังจากนั้นเธอก็ลุกขึ้นนั่งบนเตียงแล้วจัดเตียงให้เป็นระเบียบเรียบร้อย ทำเอาสายตาของกู้อันที่จ้องมองมาตกตะลึงไปเลยที่น้องสาวคนนี้พับผ้าห่มออกมาได้เรียบร้อยสวยงามได้อย่างง่ายดาย
กู้อันลองนึกถึงเตียงรกๆของตน “….”
เห็นความแตกต่างเห็นได้อย่างชัดเจน
ไม่แปลกใจที่พ่อกับแม่เกลียดเขาเหลือเกิน
หนวนหน่วนปัดไม้ปัดมือของตน ปีนลงจากเตียง สวมรองเท้าแตะนุ่มๆ แล้วเดินไปหยุดที่ข้างกายกู้อัน จากนั้นก็เริ่มจับมือของเขา
“ไปกันเถอะค่ะพี่”
มือเล็กที่จับฝ่ามือของเขานั้นช่างอ่อนปวกเปียก เธอดูผอมบางอย่างเห็นได้ชัด ทำไมร่างกายเด็กคนนี้ถึงอ่อนนุ่มได้เช่นนี้?
มุมปากของกู้อันยกยิ้มขึ้น เขากำมือเล็กของหนวนหน่วนที่กำลังหิวโหยแล้วมุ่งเดินตรงไปข้างหน้าอย่างเงียบๆ
คนตัวเล็กอาจเดินลำบาก ดังนั้นจึงต้องนำทางให้เธอก่อนหนึ่งก้าวเสมอ
นั่นเป็นวิธีที่ควรปฏิบัติต่อน้องสาวของเขา
ขณะที่เดินอย่างมีความสุข กู้อันก็ได้พึมพำทุกสิ่งอยู่ภายในใจของเขา
“หนวนหน่วนตื่นแล้วเหรอ?”
เมื่อเห็นหนวนหน่วน คุณหญิงกู้ก็เดินเข้าไปอุ้มเธอขึ้นมาหอมแก้ม
“หลับเต็มอิ่มไหม?”
คนตัวเล็กพยักหน้าลงเล็กน้อย “อื้ม เต็มอิ่มแล้วค่ะ”
หลังจากพูดจบเธอก็หอมแก้มผู้เป็นแม่ฟอดหนึ่ง
กู้อันรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมา ทำไมน้องสาวจึงไม่ตื่นขึ้นมาแล้วหอมแก้มเขาบ้าง?
เมื่ออาหารเย็นพร้อมแล้ว ทุกคนในบ้านก็กินกันจนอิ่มหนำสำราญ รวมถึงต้าหวงกับเหม่ยฉิวด้วย จากนั้นทุกคนจึงออกไปเดินเล่นกัน
อยู่ๆ กู้หลินโม่ก็พูดขึ้นว่า “พรุ่งนี้พี่ใหญ่จะกลับมาที่บ้าน หนวนหน่วนอยากไปรับพี่ด้วยกันไหม?”
ไม่ได้ยินเช่นนั้น ดวงตาของหนวนหน่วนก็เบิกกว้างขึ้น “พี่ใหญ่กลับมาแล้วเหรอคะ?”
ทั้งความตื่นเต้นและความวิตกกังวลผสมกันไปหมด เด็กน้อยกังวลพี่ใหญ่จะถูกชะตากับเธอหรือเปล่า?
กู้หลินโม่พยักหน้า “อืม พรุ่งนี้ตอนเช้าพ่อจะไปรับที่สนามบิน”
“แล้ว… คุณพ่อกับแม่ไปด้วยหรือเปล่าคะ?”
คุณหญิงกู้ลูบหัวเจ้าตัวน้อยอย่างแผ่วเบา “แม่ไม่ได้ไปจ้ะ แต่พ่อจะไปกับหนู”
ตอนเจอพี่ใหญ่ ให้หนวนหน่วนอยู่กับคนที่เธอคุ้นเคยก็คงดี เพราะเจ้าตัวดูอยากไปรับพี่ใหญ่จริงๆ
หนวนหน่วนพยักหน้าลงอย่างหนักแน่น
“อื้ม หนวนหน่วนจะไปรับพี่ใหญ่ค่ะ”
กู้อันมองตาขวาง “ถ้าอย่างนั้นผมขอไปกับน้องนะครับ”
“ไม่ได้!”
ผู้ใหญ่ทั้งสามพูดขึ้นแทบจะพร้อมกัน ทำลายความคิดที่จะไม่ต้องไปโรงเรียนของกู้อันทันที
เขาพึมพำปากขมุบขมิบ
ไม่ไปก็ไม่ไป!
หนวนหน่วนอุ้มเหม่ยฉิวขึ้นมา ก่อนจะใช้นิ้วเรียวลูบไล้ตั้งแต่หัวไปหาง ขนเหม่ยฉิวให้ความรู้สึกนุ่มฟู หนวนหน่วนชอบตุ๊กตาจึงชอบลูบเป็นพิเศษ นอกจากนี้ยังช่วยให้ผ่อนคลายได้อีกด้วย
จากที่เคยได้เห็นเพียงในรูปถ่ายเท่านั้น พรุ่งนี้จะได้เจอพี่ใหญ่แล้ว ในรูปเขาดูเย็นชาและพูดน้อย ถ้าเจอกันพรุ่งนี้จะทำตัวสนิทสนมกับเขายังไงดีนะ?
จะทำอย่างไรถ้าพี่ใหญ่เกิดไม่ชอบเธอขึ้นมา?
เด็กน้อยคิดแล้วคิดอีก พลิกตัวไปมาอยู่บนเตียงอยู่แบบนั้น ไม่นานก็เริ่มง่วงงุน
“หนวนหน่วนกังวลไหมที่พรุ่งนี้จะได้เจอพี่ใหญ่ใช่ไหม?”
เสียงของคุณหญิงกู้ดังขึ้นเหนือศีรษะ เธอใช้มือข้างหนึ่งลูบไล้ไปตามแผ่นหลังเล็กราวกับอยากจะปลอบลูกสาว
เด็กหญิงตัวเล็กยอมรับว่าตนขัดเขินอยู่บ้างจึงโผล่หัวออกมาครึ่งหนึ่งจากใต้ผ้าห่ม จากนั้นก็ใช้นัยน์ตากระจ่างมองใบหน้าของผู้เป็นแม่
“แม่ หนวนหน่วนทำให้ตื่นหรือเปล่าคะ?”
คุณหญิงกู้จับความผิดปกติในน้ำเสียงลูกสาวได้ ปกติลูกสาวนอนดิ้นไปมาแค่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่ดูเหมือนว่าในคืนนี้เธอจะนอนดิ้นไปมาเยอะเป็นพิเศษ
“คิดอะไรอยู่เหรอ?”
คุณหญิงกู้ถามยิ้มๆ พลางใช้สองนิ้วมือของตนบีบจมูกน้อยๆของหนวนหน่วน
“แม่ก็ยังไม่หลับ เดาว่าหนูคงคิดมากเรื่องพี่ใหญ่”
หนวนหน่วนซบหน้าลงบนร่างผู้เป็นแม่ด้วยใบหน้าแดงก่ำโดยไม่พูดอะไรสักคำ
คุณหญิงกู้ยิ้มก่อนจะเอ่ยขึ้น “หนูกังวลว่าพี่ใหญ่จะชอบหนูไหม ใช่ไหม”
เจ้าเกี๊ยวน้อยแสนขี้อายพยักหน้าก่อนจะร้องหงิงเหมือนแมวหิวนม
คุณหญิงกู้ลูบศีรษะของหนวนหน่วนอีกครั้ง “หนวนหน่วนสบายใจได้เลย พี่ใหญ่ชอบหนูอยู่แล้ว ที่น่ากังวลคือเขาจะเปิดศึกแย่งชิงหนูกับพ่อนี่สิ”
ตอนหนวนหน่วนเพิ่งเกิด ทุกครั้งที่พี่ใหญ่ทั้งสองกับกู้หลินโม่มาเจอกัน ส่วนใหญ่จะเปิดศึกแย่งชิงเพื่อดูว่าใครจะกอดหนวนหน่วนได้มากกว่ากัน
หนวนหน่วนคาดไม่ถึงและคิดว่าคงไม่มีทางเป็นเช่นนั้นได้แน่นอน ทำไมกู้หลินโม่จะต้องเปิดศึกแย่งชิงเธอกับพวกพี่ด้วย?
“หนวนหน่วนคือคนในครอบครัวของพวกเรา ทำไมไม่มั่นใจล่ะ?”
คุณหญิงกู้สัมผัสใบหน้าเล็กๆของหนวนหน่วนด้วยความทุกข์ ใจ หากพวกเขาเลี้ยงเธอมาตั้งแต่เด็ก เจ้าหนูน้อยคงไม่กังวลเช่นนี้
หนวนหน่วนจับใบหน้าของแม่ รับรู้อารมณ์ของคนตรงหน้าได้ และด้วยไหวพริบ เด็กน้อยจึงเลือกที่จะไม่พูดเกี่ยวกับเรื่องนี้อีก เพราะเธอไม่อยากทำให้แม่เสียใจ
“ถ้าอย่างนั้น หนวนหน่วนเตรียมของขวัญให้พี่ดีไหมคะ?”
คุณหญิงกู้ “แล้วแต่หนวนหน่วนเลยค่ะ”
หนวนหน่วนพยักหน้าอย่างเชื่อฟังแล้วครุ่นคิดเกี่ยวกับของขวัญ
"พรุ่งนี้ค่อยขอให้พ่อเขาพาไปห้าง ตอนนี้ถึงเวลาเข้านอนแล้ว หนวนหน่วนหลับให้สบายใจนะคะ"
"ค่ะ หนวนหน่วนเข้าใจแล้ว ราตรีสวัสดิ์ค่ะแม่"
"ราตรีสวัสดิ์ค่ะที่รัก"
หลังจากหลับสนิท วันต่อมาหนวนหน่วนก็ตื่นตั้งแต่เช้า ล้างหน้าแปรงฟัน สวมกระโปรงตัวเล็กแล้วเดินลงไปข้างล่างอย่างมีความสุข
วันนี้จะได้ไปเจอพี่ใหญ่แล้ว หลังจากที่แม่เล่าให้ฟังเมื่อคืน หนวนหน่วนก็กังวลใจน้อยลง เธอเปลี่ยนมาตั้งหน้าตั้งตารอคอยที่จะได้พบเจอพี่ใหญ่
“คุณพ่อ”
กู้หลินโม่ก็ตื่นเช้ามากเช่นกัน วันนี้เขาจะพาลูกสาวคนเล็กไปรับลูกชายคนโตจึงขอลาไม่เข้าบริษัท
เมื่อได้ยินเสียงนุ่มนวลของหนวนหน่วนเรียกตนเอง กู้หลินโม่ก็วางหนังสือพิมพ์ในมือลงแล้วขานรับเด็กหญิงตัวน้อยที่แสนเชื่อฟัง เขาอุ้มคนตัวเล็กขึ้นนั่งบนตัก แตะจมูกของสาวน้อยอย่างแผ่วเบาแล้วยิ้มออกมา
"ตื่นเช้าจังเลย อยากเจอพี่ใหญ่แล้วใช่ไหม?"
หนวนหน่วนเม้มริมฝีปาก ยิ้มออกมาเล็กน้อยพร้อมกับดวงตาที่เป็นประกาย ใบหน้าที่แสนบอบบางขึ้นริ้วสีแดงระเรื่ออย่างเขินอาย พอกะพริบตา ขนตาที่งามงอนก็ไหวสั่นราวกับผีเสื้อขยับปีก
กู้หลินโม่ได้ฟังเสียงที่ไพเราะนุ่มนวลของลูกสาวแล้วก็พูดว่า "เดี๋ยวจะออกไปแต่เช้า หนวนหน่วนจะได้ซื้อของขวัญให้พี่ใหญ่ด้วย"
บทที่ 38: เลือกของขวัญ
หากพูดกันตามตรงแล้ว ตอนนี้กู้หลินโม่รู้สึกอัดอั้นเล็กน้อย ตอนที่ลูกสาวของเขากลับมาบ้านครั้งแรก เขาไม่เคยแม้แต่จะให้ของขวัญเธอเลยด้วยซ้ำ
ส่วนกู้อันวันนี้ก็ตื่นเช้าเช่นกัน เขาเดินลงไปข้างล่างก่อนจะพบว่าพ่อตนกำลังหวีผมให้น้องสาว!!
ผมของหนวนหน่วนดูยุ่งเหยิงเล็กน้อย แต่เพราะตัดสั้นจึงหวีให้ผมเรียบลงง่าย
กู้หลินโม่ถือหวีด้วยความเงอะงะ ราวกับกลัวว่าจะออกแรงมากเกินไป เขาหวีอย่างระมัดระวังและเบามือที่สุด
เจ้าตัวเล็กนุ่มนิ่มนั่งอยู่บนตักผู้เป็นพ่ออย่างเชื่อฟัง ดวงตาของเธอยกหยีฉายแววสดใส
เมื่อดวงตากลมโตเห็นคนที่ลงมาจากข้างบน เธอก็ร้องเรียกทันที
"อรุณสวัสดิ์ค่ะพี่~"
กู้อันรู้สึกได้ถึงกลิ่นหอมราวกับน้ำนมที่ออกมาจากน้ำเสียงนั้น เสียงของน้องช่างนุ่มละมุน ได้กลิ่นน้ำนมลอยฟุ้งอยู่หน่อยๆ
"พ่อ ให้ผมหวีบ้างสิ!"
กู้อันก้าวเดินเข้าไปหาด้วยความตื่นเต้นพลางทึกทักว่าตนหวีผมให้น้องสาวดีกว่าพ่อแน่นอน เขาอยากสัมผัสผมที่นุ่มสลวยนั้นมานานแล้ว
ตั้งแต่หนวนหน่วนตัดผมมาก็ได้รับการบำรุงมาตลอด ผมของเด็กน้อยจึงดูสลวยขึ้นเป็นเท่าตัว เพราะผมนุ่มและดกดำเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว มองแบบนี้จึงให้ความรู้สึกเหมือนขนแมวที่นุ่มฟูอยู่กลายๆ
คุณพ่อกู้มองไปที่ลูกชายของตนก่อนจะเอ่ยไล่ แน่นอนว่าเป็นการพูดที่ค่อนข้างมีวาทศิลป์อยู่ไม่น้อย
"ไปกินข้าวได้แล้ว น้องไม่ได้ต้องการแกหรอก"
กู้อันคิดในใจ ‘ต้องการมากเลยต่างหาก!’
แต่เขาไม่กล้าขัดขืนคุณพ่อ จึงทำได้แค่เดินจากไปด้วยความสิ้นหวัง
หลังหวีผมให้หนวนหน่วนอย่างเร่งรีบ กู้หลินโม่ก็รู้สึกเสียดายมากที่ผมของหนูน้อยสั้นเกินจะถักเปียได้ ถ้าเริ่มฝึกถักเปียในตอนนี้ พอหนวนหน่วนผมยาวเขาก็คงถักเป็นพอดี
ต้องขอให้เลขาไปซื้อวิกผมหนาๆมาใช้เป็นหุ่นซ้อมฝึกมือซะแล้ว
"เสร็จหรือยังคะคุณพ่อ?"
หนวนหน่วนเงยหน้าขึ้นแล้วเอ่ยถามคนข้างหลังเสียงหวาน
กู้หลินโม่ตอบ "อืม เสร็จแล้ว"
จากนั้นเขาก็อุ้มเด็กน้อยนุ่มนิ่มลงบนพื้นอย่างไม่ค่อยเต็มใจนัก
หนวนหน่วนลองแตะๆผมตนเองแล้วขมวดคิ้วอย่างอยากรู้อยากเห็น พอใจแล้วก็เขย่งปลายเท้าขึ้นเพื่อหอมแก้มผู้เป็นพ่อ
"ขอบคุณค่ะคุณพ่อ"
น้ำเสียงนุ่มนวลราวกับน้ำนมทำเอาหัวใจของกู้หลินโม่แทบละลาย
เมื่อได้ทานอาหารเช้าอย่างอิ่มหนำสำราญ หนวนหน่วนจึงยิ้มตาหยีอย่างมีความสุข เธอดื่มนมร้อนจนแก้มป่องพลางกวัดแกว่งขาที่ห้อยอยู่บนเก้าอี้สูงไปมาอย่างอารมณ์ดี
กู้อันไม่ชอบดื่มนม เห็นน้องสาวดื่มแล้วก็จัดการแก้วของตนเองจนเกลี้ยง
เกลียดจริง! ทำไมทุกอย่างที่น้องกินถึงดูน่าอร่อยไปหมด!
"พี่ เดี๋ยวน้องกับคุณพ่อจะไปส่งที่โรงเรียนนะคะ"
หลังจากดื่มนมแล้ว หนวนหน่วนตัวน้อยก็เดินมาจับมือพี่ชายของตน เดี๋ยวนี้เสียงของพี่กู้อันคนนี้นุ่มนวลกว่าเดิม เธอเลยอยากจะฟังเสียงอีกสักครั้งสองครั้ง
"ไปเถอะ"
กู้อันเชิดหน้าขึ้นอย่างหยิ่งยโส แต่ความจริงถ้ามีหางโผล่ออกมามันก็คงจะกระดิกอยู่
หนวนหน่วนตัวน้อยจับมือคุณพ่อข้างหนึ่ง ส่วนอีกข้างกอบกุมมือของพี่ชายเอาไว้ มุมปากของเธอยกยิ้ม เห็นฟันซี่เล็กขาวเกลี้ยงเกลา นัยน์ตากระจ่างราวกับสายธาร หากได้ดำดิ่งลงไปคงเหมือนได้ทะยานขึ้นสู่พื้นผิวน้ำในยามรุ่งอรุณ มันช่างสวยงามเหลือเกิน
เมื่อมาถึงโรงเรียน หนวนหน่วนก็แอบอิงที่หน้าต่างเพื่อบอกลาพี่ชายของตน
“บ๊ายบายค่ะพี่ หนวนหน่วนกับคุณพ่อจะมารับหลังเลิกเรียนนะ”
กู้อันมองไปรอบตัว บ้าจริง! ทำไมเพื่อนร่วมชั้นของเขาถึงไม่อยู่ตรงนี้กันสักคน
อยากให้คนพวกนั้นมาเห็นตอนที่หนวนหน่วนเรียกเขาว่าพี่ชะมัด
ใช่ เขายอมรับว่าแอบรู้สึกเศร้าใจที่เพื่อนของกู้หมิงหลี่ได้เจอกับหนวนหน่วน พวกนั้นรับรู้ว่ากู้หมิงหลี่เป็นพี่ชาย แต่เพื่อนเขาไม่มีใครรู้
“อืม รักษาคำพูดด้วยล่ะ”
กู้อันสะพายกระเป๋านักเรียนเอาไว้ข้างหลัง ตอนบ่ายเขาจะพาพรรคพวกของตนมาด้วยแน่นอน
กู้หลินโม่ลูบศีรษะของหนวนหน่วน “ไปห้างเซ็นจูรี่กันเถอะ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น คนขับก็รีบเคลื่อนรถออกไปจากโรงเรียนอย่างรวดเร็ว
ห้างนี้เปิดตัวได้ไม่นานจึงค่อนข้างปลอดผู้คนและร้างมาก ตอนนี้ผู้จัดการห้างสรรพสินค้ากำลังอธิบายบางอย่างกับพนักงาน ทันใดนั้นเขาก็เห็นใครบางคนผ่านทางหางตาของตนเอง ตอนแรกเขาคิดว่าเห็นภาพหลอน
แต่เดี๋ยวก่อนนะ โว้ว!
นั่นประธานกู้แบบตัวจริงเสียงจริง ที่สำคัญคือกำลังจับมือตุ๊กตาตัวน้อยน่ารักบอบบางอยู่
เขานึกถึงข่าวลือเมื่อวานที่แพร่กระจายในบริษัทขึ้นมาทันที รูปถ่ายนั้น… พระเจ้า หรือประธานกู้พาลูกสาวมาเดินห้างสรรพสินค้า ทำไมกะทันหันแบบนี้!
“ที่เหลือเอาไปวางแผนแล้วเอามานำเสนอให้เร็วที่สุด”
หลังจากพูดจบ เขาก็ทิ้งพนักงานจำนวนหนึ่งไว้ข้างหลัง ก่อนจะก้าวเดินไปข้างหน้าและไปหยุดอยู่ข้างๆกู้หลินโม่อย่างรวดเร็ว
“ประธานกู้ทำไมถึงมาอยู่ที่นี่ได้ล่ะครับ”
ท่าทีนอบน้อมนั่นทำให้พนักงานที่ถูกทิ้งไว้ด้านหลังระเบิดหัวเราะ
“นั่นใครกันเหรอ?”
“ให้ตายเถอะ ไม่รู้จักจริงๆเหรอ ไม่ได้ยินที่ผู้จัดการเรียกเมื่อกี้หรือไง? ประธานกู้ ประธานบริษัทของพวกเราไง!!”
“คุณพระ ประธานกู้มาที่นี่ทำไม หรือว่ามาตรวจงาน?”
“ไม่น่าใช่ ไม่เห็นเหรอว่าเขาจูงมือเด็กน้อยมาด้วย? น่าจะมาชอปปิ้งมากกว่า”
กู้หลินโม่ทักทายผู้จัดการทั่วไปสั้นๆ แล้วพาลูกสาวของตนเดินชอปปิ้งในห้างสรรพสินค้าต่อ
“หนวนหน่วนอยากซื้ออะไรให้พี่ใหญ่?”
หนวนหน่วนมืดแปดด้าน เธอไม่เคยซื้อของขวัญให้ใครมาก่อนจึงไม่รู้ว่าควรซื้อสิ่งใด
“คุณพ่อ พี่คนโตชอบอะไรเหรอคะ?”
กู้หลินโม่ลูบศีรษะของหนวนหน่วนพลางกล่าว “พี่ของลูกไม่ได้ชอบอะไรเป็นพิเศษหรอก ว่างๆเขาก็จะหาเงิน”
ถ้าอย่างนั้นหนวนหน่วนจะให้อะไรได้
คิ้วน้อยๆของหนวนหน่วนขมวดพันกันทันที
กู้หลินโม่จึงแนะนำด้วยรอยยิ้ม “พี่ของหนูมีของที่ชอบน้อยมาก แต่ส่วนใหญ่เวลาทำงานจะชอบพกปากกาติดตัวตลอด หนวนหน่วนลองเลือกไปให้พี่ก็ได้นะ”
เมื่อได้ยินสิ่งที่คุณพ่อพูด ปัญหาในใจก็เหมือนจะคลี่คลายลงในทันที คนตัวเล็กเงยหน้าแล้วส่งยิ้มหวานให้เขา
“ขอบคุณค่ะคุณพ่อ”
ในไม่ช้าเธอก็ลงตงปลงใจที่ปากกาหมึกซึมสีดำ ด้ามปากกาเป็นขอบทอง จับแล้วให้ความรู้สึกพิเศษ รูปลักษณ์ให้ความรู้สึกหรูหรา เช่นนั้นแล้วเด็กน้อยจึงชอบมันอย่างมาก
หนวนหน่วนเดินถือกล่องของขวัญที่บรรจุปากกาอยู่ภายในแล้วเดินตามคุณพ่อไปทีละก้าว
“แล้วคุณพ่อชอบอะไรคะ?”
เธอคิดไม่ออกจริงๆ ว่าจะซื้ออะไรให้พ่อตนเอง
กู้หลินโม่ก้มลงมองหนวนหน่วนอย่างประหลาดใจ เมื่อครู่เขาเห็นถึงความจริงใจของเธอในการเลือกของขวัญ ความอัดอั้นภายในใจจึงมลายหายไปอย่างสิ้นเชิง
บทที่ 39: พี่ชายคนโต
กู้หลินโม่ก้มลงบีบจมูกน้อยของลูกสาวอย่างเบามือ "ซื้อกระดุมข้อมือให้พ่อเม็ดหนึ่งก็แล้วกัน"
เขาจะเอาไว้ใส่ในโอกาสที่พิเศษที่สุด!
“ได้ค่ะ ถ้าอย่างนั้นคุณพ่อพาหนวนหน่วนไปนะคะ” หนวนหน่วนจูงมือคุณพ่อแล้วเดินตามเข้าไปในร้านหรูอีกร้านหนึ่ง
ในที่สุดหนวนหน่วนก็ได้ซื้อกระดุมข้อมือให้พ่อของตน มันเป็นไพลินสีเข้ม มองแล้วให้ความรู้สึกอบอุ่นและหรูหราในเวลาเดียวกัน ไพลินเม็ดนี้เข้ากับลักษณะนิสัยของคุณพ่อได้ดีมาก
ด้วยคำแนะนำจากคุณพ่อ หนวนหน่วนจึงซื้อดอกไม้กลับไปให้ผู้เป็นแม่ด้วย ซึ่งก็คือช่อดอกคาร์เนชั่นที่ถูกจัดแต่งอย่างหรูหรา ส่วนของขวัญสำหรับพี่คนเล็กและพี่สี่นั้น เธอเป็นคนเลือกด้วยตัวเอง เป็นพวงกุญแจแมวสีดำและฟิกเกอร์ตัวน้อยของอนิเมะเรื่องหนึ่ง
คุณพ่อบอกว่ามันดูน่ารักเหมือนหนวนหน่วน!
หลังจากซื้อของขวัญให้คนในครอบครัวแล้ว หนวนหน่วนก็จูงมือคุณพ่อแล้วเดินจากไปอย่างมีความสุข
เครื่องบินแลนด์ดิ้งตอนเก้าโมงเช้า กว่าหนวนหน่วนกับคุณพ่อจะมาถึงสนามบินก็เป็นเวลาแปดโมงสี่สิบแล้ว
ผ่านไปยี่สิบนาที กู้หลินโม่จึงหยิบโทรศัพท์โทรหาลูกชายของตน แต่กลับไม่สามารถติดต่อได้ อาจเป็นเพราะเครื่องบินยังมาไม่ถึงตามเวลาที่กำหนด
“คุณพ่อ พี่ยังไม่มาเหรอคะ?”
หนวนหน่วนที่กำลังถือกล่องของขวัญอยู่ข้างผู้เป็นพ่อใช้ดวงตากลมโตมองมาอย่างใจจดใจจ่อ
กู้หลินโม่พูดปลอบโยน “บางทีเที่ยวบินอาจจะล่าช้า เป็นเรื่องปกติน่ะ”
สายตาของหนวนหน่วนเป็นประกาย “คุณพ่อเคยขึ้นเครื่องบินไหมคะ แล้วตอนอยู่ข้างบนนั้นน่ากลัวไหม?”
หนวนหน่วนเคยเห็นเพียงเครื่องบินที่บินผ่านบนท้องฟ้าตอนที่เธออาศัยอยู่ในหมู่บ้านเสี่ยวซี แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้มองเห็นชัดเจน เธอจึงจินตนาการถึงตอนที่ได้นั่งอยู่บนเครื่องบินไม่ค่อยออกสักเท่าไหร่
กู้หลินโม่ยื่นแขนออกไปโอบกอดลูกสาวตัวน้อยของตน เด็กหญิงตัวเล็กจึงเอนพิงผู้เป็นพ่อที่กำลังลูบหัวของเธอด้วยความรัก
ลูกสาวเขาน่ารักราวกับสัตว์ตัวน้อยเสียจริง
“ครอบครัวเรามีเครื่องบินเจ็ตส่วนตัว สักวันเดี๋ยวพ่อจะลองพาหนวนหน่วนขึ้นเครื่อง โอเคไหม”
แววตาของหนวนหน่วนเป็นประกายขึ้นมาในทันที คนตัวเล็กยิ้ม ยกดวงตาโค้งเป็นเสี้ยวกลมน่ารัก ก่อนที่จะเอ่ยกลับไปว่าโอเค
“คุณพ่อ หนวนหน่วนอยากเข้าห้องน้ำค่ะ”
เมื่อรอมาสักพักแล้วยังไม่เจอพี่ชาย หนวนหน่วนก็อยากไปเข้าห้องน้ำ
“เดี๋ยวพ่อพาไป หนูเข้าไปเองได้ไหม?”
คนตัวเล็กพยักหน้าอย่างเชื่อฟังเพื่อแสดงว่าเธอสามารถทำได้ กู้หลินโม่จึงพาเธอไปห้องน้ำแล้วปล่อยให้หนวนหน่วนเดินเข้าไปเพียงลำพัง
คุณแม่เคยสอนให้เข้าห้องน้ำข้างนอกมาก่อน เธอจึงเข้าห้องน้ำเองได้
หลังจากเข้าห้องน้ำเสร็จ หนวนหน่วนก็ค่อยๆเดินออกมาแล้วหยุดอยู่ตรงอ่างล้างมือ
อ่างล้างมือสูงเกินไปสำหรับเธอ
ไม่เป็นมิตรกับคนตัวเล็กเลย QAQ
หนวนหน่วนยืนเขย่งปลายเท้า หวังจะล้างมือแต่กลับเอื้อมไม่ถึงสักที ระหว่างใบหน้าเด็กน้อยเริ่มแดงก่ำด้วยความอับอาย ฝ่ามือใหญ่คู่หนึ่งก็อุ้มเธอขึ้น
ทันใดนั้น ตัวของเธอก็ลอยอยู่ในอากาศ กลิ่นสนจากคนที่อยู่ข้างหลังเป็นกลิ่นที่ไม่คุ้นเคยสำหรับหนวนหน่วนเลยสักนิด เด็กหญิงตัวเล็กรู้สึกหวาดกลัวอยู่ชั่วขณะหนึ่ง เธอพยายามบิดตัวไปมองคนที่อุ้มตนอยู่
แต่เนื่องจากเขาสูงมาก หนวนหน่วนจึงมองเห็นได้เฉพาะคางของผู้ชายที่อุ้มเธอเอาไว้เท่านั้น
“ไม่ล้างมือหรือไง?”
เสียงที่เย็นชาไร้ซึ่งความอบอุ่นดังมาจากด้านหลัง ถึงจะเย็นชา แต่กลับทุ้มลึกและน่าฟังอย่างคาดไม่ถึง
หนวนหน่วนกะพริบตาแล้วรีบล้างมือทันที
“ข… ขอบคุณค่ะพี่ชาย วางหนวนหน่วนลงได้แล้วค่ะ”
เสียงของเด็กหญิงตัวเล็กช่างนุ่มนวลและแหลมเล็กเหมือนเสียงแมว สร้างความเพลิดเพลินในการฟังเป็นอย่างมาก
คนที่อยู่ข้างหลังปล่อยหนวนหน่วนลงอย่างช้าๆ ก่อนที่เธอจะเดินจากไป เขาก็ย่อตัวลง ใช้นิ้วเรียวยาวหยิบผ้าเช็ดหน้าสีเทาเข้มออกจากกระเป๋าเสื้อสูท จากนั้นก็เช็ดมือของเด็กน้อยอย่างระมัดระวัง
ในตอนนี้ หนวนหน่วนสามารถมองเห็นหน้าตาของคนคน นั้นได้อย่างชัดเจน ใบหน้าของเขาช่างเย็นชา เครื่องหน้าคมชัด ดวงตาลึกราวกับบ่อน้ำโบราณ กลิ่นอายที่แผ่ออกมาเย็นยะเยือกเหมือนกับหิมะในฤดูหนาวที่โหมกระหน่ำลงมาจนผู้คนไม่กล้าเข้าใกล้
แต่เดี๋ยว… หน้าคุ้นๆนะ!
หนวนหน่วนจ้องมองใบหน้านั้นซ้ำแล้วซ้ำอีกจนคิ้วยับยุ่ง
เลขาและบอดี้การ์ดด้านหลังต่างพากันมองการกระทำของเขาอย่างตกตะลึงและงุนงง
เจ้านายของพวกเขาอุ้มเด็กหญิงตัวเล็กคนนั้นเพื่อให้เธอล้างมือ!
อุ้มเธอให้ล้างมือไม่เท่าไหร่ แต่เอาผ้าเช็ดหน้าออกมาเช็ดมือให้ด้วย!
นี่พวกเขากลับประเทศใช่ไหม? ไม่ใช่กลับดินแดนแห่งความฝันหรอกนะ
“พี่?”
เสียงแผ่วเบาจากเด็กน้อยตรงหน้าดังขึ้น เหล่าคนที่อยู่ในภวังค์จึงได้สติกลับมา กระนั้นสีหน้าทุกคนก็ยังงุนงงอยู่
เด็กน้อยคนนี้ช่างกล้า ไม่กลัวเจ้านายของพวกเขาไม่พอ แต่ยังเรียกว่าพี่อีกต่างหาก!
“อืม”
เสียงทุ้มที่ผสานความเย็นชาดังขึ้น
นายน้อยของพวกเขาพูดแล้ว!!!
กู้หนานเช็ดมือให้เด็กหญิงตัวเล็กทีละนิ้ว เมื่อปลายนิ้วของเขาเลื่อนไปสัมผัสกับรอยแผลบนฝ่ามือหนวนหน่วน ความหนาวเหน็บเสียดกระดูกก็วาบผ่านดวงตาสีเพลิงของเขาแทบจะทันที แม้ว่าเลขารวมถึงลูกน้องของเขาจะอยู่ห่างออกไปถึงสามเมตร พวกเขาก็รู้สึกถึงไอเย็นยะเยือกที่แผ่ซ่านออกมาชัดเจน
แต่นายน้อยกลับมอบความอ่อนโยนให้กับเด็กน้อยที่ยืนอยู่ตรงหน้า
“นึกออกหรือยัง?”
กู้หนานสัมผัสหลังคอของเด็กน้อย อุณหภูมิเย็นยะเยือกที่ส่งผ่านปลายนิ้วไปยังหลังคอทำเอาหนวนหน่วนต้องหดคอกลับเล็กน้อย นัยน์ตาสีดำขลับจ้องมองชายหนุ่มรูปร่างสูงใบหน้าสง่าตรงหน้าแน่นิ่ง
เด็กน้อยคลี่ยิ้มอย่างเขินอาย ดวงตากลมโตสวยยกหยี แก้มเผยลักยิ้มที่ดูเหมือนลูกแพรน้อยออกมา มันขับความน่ารักออกมาเต็มเปี่ยม
“นึกออกแล้ว พี่ใหญ่ของหนวนหน่วน”
น้ำเสียงหวานหยาดเยิ้มดังขึ้นอย่างเริงร่า เธอรวบรวมความกล้า คว้านิ้วมือของกู้หนานมาจับไว้
นิ้วมือของกู้หนานที่โดนหนวนหน่วนจับกุมไว้เอนไปตามแรง ชายหนุ่มรู้สึกได้ว่ามือของเจ้าตัวเล็กช่างอบอุ่นเหลือเกิน
กู้หนานหลบตาหนวนหน่วนมาจ้องมองมือเล็กๆที่แสนจะนุ่มนิ่ม สัมผัสครั้งแรกก็รู้แล้วว่าคนตรงหน้าบอบบางเหลือเกิน เขาไม่กล้าที่จะออกแรงมากนัก เกรงว่าตนจะไม่ทันระวังแล้วทำให้ตุ๊กตาตัวน้อยบอบช้ำ
หนวนหน่วนใช้ดวงตากลมโตช้อนมองชายหนุ่มตรงหน้า ก่อนจะเรียกเขาด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
“พี่ใหญ่”
“อืม”
เมื่อได้ฟังคำตอบ หนวนหน่วนก็รู้สึกมีความสุขขึ้นมาทันที ริมฝีปากสีชมพูจางๆยกยิ้มขึ้น ประกายในดวงตาก็เช่นกัน มันสว่างไสวขึ้นราวกับแสงอาทิตย์เจิดจ้า หลอมละลายน้ำแข็งในใจของผู้ที่มองอยู่ไปเสียสิ้น
เด็กน้อยของเขาโตขึ้นมากแล้ว
“พี่ใหญ่คะ คุณพ่อรออยู่ข้างนอกค่ะ”
“อืม”
กู้หนานส่งเสียงออกมาเพียงเล็กน้อยราวกับกลัวทองคำจะหลุดร่วงออกจากปาก
เขาอุ้มคนตัวเล็กไว้ด้วยแขนข้างหนึ่ง คิดในใจคิดว่าน้องสาวคนนี้ช่างตัวเบาเหลือเกิน
ชายหนุ่มอารมณ์เยือกเย็นตวัดคิ้วไขว้ ครุ่นคิดถึงเรื่องการเลี้ยงดูเจ้าตัวน้อยในอนาคตข้างหน้าว่าจะทำอย่างไรใดบ้าง
การเห็นชายใบหน้าไร้อารมณ์สีหน้าเข้มงวดอุ้มเด็กหญิงบอบบางน่ารักราวกับตุ๊กตาบีเจดี*[1] ไว้ในอ้อมแขนข้างหนึ่งนั้นช่างให้ความรู้สึกที่แปลกประหลาดอย่างมาก
ลูกน้องของกู้หนานต่างตกตะลึงจนอ้าปากค้าง พวกเขาไม่เคยจินตนาการถึงภาพเจ้านายจะอุ้มเด็กมาก่อน แต่ว่าวันนี้ได้เห็นด้วยตาตัวเองแล้ว
เมื่อร่างสูงผู้ไม่แยแสต่อสิ่งใดเดินจากไปพร้อมกับเด็กหญิงตัวเล็กในอ้อมแขน เลขาและคนอื่นๆ ต่างรีบเดินตามไปพลางพยายามปรับสีหน้าให้สงบ แม้ว่าในใจจะว้าวุ่นจนไม่สามารถนิ่งลงได้ก็ตาม
[1] BJD บีเจดี หรือตุ๊กตาข้อต่อ เป็นตุ๊กตาที่นิยมผลิตในประเทศจีน เกาหลี ญี่ปุ่น ข้อต่อสามารถขยับได้เสมือนคน มีใบหน้าเป็นเอกลักษณ์ ส่วนมากจะปั้นหน้าสวยหวานคมชัด
บทที่ 40: ของขวัญสำหรับพี่ใหญ่
นิ้วเรียวบางนุ่มนิ่มของหนวนหน่วนคว้าเสื้อบนไหล่ของพี่ชายเอาไว้ ส่วนก้นเล็กๆ วางอยู่บนท่อนแขนแกร่ง บนใบหน้ายังคงรอยยิ้มเอาไว้ไม่เปลี่ยนแปลง
“กอดแน่นๆ”
เสียงทุ้มไร้อารมณ์ใดดังมาจากข้างหูของหนวนหน่วน หากใครเห็นคงคิดว่าเขาไม่ชอบเธอ แต่สัมผัสที่เขามอบให้หนวนหน่วนนั้นช่างนุ่มนวลและอ่อนโยนเป็นอย่างมาก
หนวนหน่วนก็รับรู้ได้ว่าพี่ชายคนโตไม่ได้เกลียดเธอเลย ถึงแม้ว่าจะดูเย็นชามากก็ตาม
เด็กน้อยส่งเสียงตอบรับออกไป ก่อนจะจ้องมองพี่ชายคนโตด้วยสีหน้าจริงจัง แขนเล็ก ๆ ของเธอเริ่มโอบคอชายหนุ่มแล้วขยับเข้าใกล้เขามากขึ้น
กู้หนานยังคงหน้านิ่งตามเดิม สายตาเย็นชาคู่นั้นกำลังจ้องมองคนตัวเล็กในอ้อมแขนอยู่ แต่หากจะให้อ่อนโยนลงมากกว่านี้มันคงเป็นเรื่องที่ยากเกินไป
แน่นอนว่าคนนอกอาจมองไม่เห็นความอ่อนโยนแบบนี้ แต่กับคนที่ติดตามเขาทุกวันนั้นแตกต่างออกไป
หนานเฟิง เลขาของกู้หนานรับรู้การเปลี่ยนแปลงของเจ้านายตนได้เป็นอย่างดี แต่บอกตามตรง เขายังไม่ค่อยเข้าใจสักเท่าไหร่นักที่เจ้านายของเขาไปเข้าห้องน้ำแล้วอุ้มเด็กคนหนึ่งกลับมาด้วย! แบบนี้มันผิดกฎหมายนะครับท่าน!!
แต่เขาก็ไม่กล้าพูด ได้แต่มองร่างสูงที่เดินอยู่ข้างหน้า ไม่รู้จะหยุดเรื่องนี้อย่างไรดี?
กู้หนานเดินไปข้างหน้าด้วยความรู้สึกประหม่าอย่างบอกไม่ถูก แม้ว่าเขาจะอุ้มเด็กหญิงตัวเล็กไว้ในอ้อมแขน แต่กลับไม่ได้ทำให้ความประหม่าลดน้อยลงเลย และดูเหมือนคนรอบข้างจะหลบเขาไปคนละทางซะด้วย
ภาพชายหนุ่มที่ให้ความรู้สึกกระชุ่มกระชวยหัวใจทุกคนรอบๆ เคยเห็นแค่ในทีวีหรือโฆษณาเท่านั้น ไม่คาดคิดว่า... จะได้เห็นด้วยตาในชีวิตจริง!
ผู้คนที่เห็นกู้หนานรวมถึงผู้ติดตามของเขาตกอยู่ในอาการงุนงง
“คุณพระ ดูหุ่นเขาสิ ไม่เคยเห็นใครหุ่นแบบนี้เลย ขาก็ย๊าวยาว ไม่กล้าสบตาเลย!”
“หล่อสุดๆ ไม่เคยคิดว่าจะมีใครหล่อเหมือนหลุดมาจากโฆษณาแบบนี้ นี่มันต้นแบบพระเอกในนิยายที่ฉันใฝ่ฝันชัดๆ”
“พี่เห็นเด็กที่เขาอุ้มเมื่อกี้มั้ยคะ เหมือนกระต่ายน้อยเลย เห็นคนหล่อๆอุ้มเด็กแล้วใจระทวยอ่ะ น่าร้าก!”
“ฮ่าฮ่าฮ่า ลืมถ่ายรูปไปเลย!”
“ไม่ควรถ่ายนะ บอดี้การ์ดอยู่รอบตัวเต็มไปหมด อย่าเข้าไปยุ่งกับคนแบบนี้ดีกว่า”
กู้หนานเดินผ่านมาแล้วจึงไม่ได้รับรู้บทสนทนาที่เกิดขึ้น ทันที่ออกจากฝูงชนได้เขาก็เดินไปที่โถงรับรอง ทันใดนั้นความอึดอัดของกู้หนานที่เหมือนอยู่บนยอดภูเขาหิมะมลายหายไปในทันที
แน่นอนว่ายังมีผู้คนที่คอยแอบมองเขาอยู่เช่นกัน
หนวนหน่วนนั่งอยู่บนท่อนแขนของพี่ชายเลยรู้ว่าพี่ชายของตนสูงมากขนาดไหน
เด็กน้อยมองเห็นผู้คนโดยรอบมากมายอยู่ใต้สายตาเธอ
ภาพที่หนวนหน่วนถูกกอดจึงอยู่ในมุมที่สูงมากในสายตาคนอื่นเช่นกัน (^ω^)
คนตัวเล็กรู้สึกมีความสุข เธอเคยมองเห็นวิวแบบนี้มาก่อนตอนที่คุณพ่ออุ้มเธอไว้ ตอนนี้มาได้มองจากอ้อมกอดของพี่แล้ว คิกคิก
เพราะกู้หนานและหนวนหน่วนโดดเด่นมากในฝูงชน นั่นทำให้กู้หลินโม่มองหาพวกเขาได้อย่างง่ายดาย
หนวนหน่วนที่ถูกอุ้มอยู่สูงมองเห็นคุณพ่อได้ในระยะไกล พ่อของเธอเองก็โดดเด่นมากเช่นกัน
อืม… คงเป็นเพราะพี่มีสายเลือดของคุณพ่อสินะถึงสูงเหมือนกัน
“คุณพ่อ”
พอกู้หลินโม่เดินเข้ามา หนวนหน่วนก็เอ่ยเรียกเขาด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลและร่าเริง ขึ้นกว่าเดิม เสียงที่กังวานดังผ่านหูของคนบริเวณนั้นและดึงดูดให้หันมามองดูอย่างสนใจ
น้ำเสียงหวานชื่นราวกับน้ำนมสร้างความเพลิดเพลินใจให้กับผู้คนอีกครั้ง
“คุณพ่อ หนวนหน่วนเจอพี่แล้วค่ะ”
คนตัวเล็กไม่ได้สังเกตคนรอบข้างสักเท่าไหร่ รอยยิ้มของเธอยังสดใสดุจนางฟ้าตัวน้อยที่ร่ายพรปลดเปลื้องทุกข์ให้ผู้คน ไม่รู้ว่าใจละลายกันไปมากน้อยแค่ไหนแล้ว
หนานเฟิงแทบสำลักน้ำลายตัวเองเมื่อเขาได้ยินหนวนหน่วนเรียกกู้หลินโม่ว่าคุณพ่อ
แน่นอนว่าเขาต้องรู้จักพ่อของเจ้านายตัวเอง ถ้าอย่างนั้น… เจ้าหนูน้อยเป็นน้องสาวของนายน้อยเหรอ? น้องสาวแท้ๆอ่ะนะ!
ในฐานะที่เขาทำงานเป็นทั้งเลขาและผู้ดูแลบ้านให้นายน้อยมาหกปี เข้าออกบ้านตระกูลกู้บ่อยพอสมควร สาบานได้ว่าเขาไม่เคยเห็นลูกสาวของตระกูลกู้มาก่อนเลย!
ปกปิดได้ยอดเยี่ยมมาก!
“พ่อ”
เมื่อกู้หลินโม่เดินมาถึง กู้หนานก็เอ่ยทักทายเขาด้วยแววตาที่ว่างเปล่าและเฉยเมย แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าความสัมพันธ์ของพวกเขาไม่ดี แต่เพราะลักษณะนิสัยของเขาเย็นชาเหมือนก้อนน้ำแข็งเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว
กู้หลินโม่ที่เคยชินกับนิสัยแบบนี้จึงตบบ่าลูกชายคนโตด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน
“กลับมาก็ดีแล้ว ฉันมีของขวัญให้แกด้วย”
กู้หนานไม่โต้ตอบสิ่งใดนอกจากแสดงท่าทางเย็นชา เขามั่นใจว่าของขวัญชิ้นนี้ต้องไม่ใช่ของดีแน่นอน
เมื่อพูดถึงของขวัญ หนวนหน่วนก็นึกถึงสิ่งที่เธอได้เตรียมไว้ให้พี่ชาย เด็กน้อยจึงกะพริบตาปริบๆ
“คุณพ่อ ของขวัญ หนวนหน่วนจะเอาของขวัญให้พี่ใหญ่”
น้ำเสียงหวานชื่นราวกับน้ำนมเจือความกังวลเล็กน้อย ดวงตาที่คลอไปด้วยน้ำของเธอแทบทำให้หัวใจของผู้คนละลายได้
เมื่อได้ยินว่าหนวนหน่วนเตรียมของขวัญให้ตัวเอง กู้หนานก็ชะงัก ดวงตาที่เย็นชาและเฉียบคมของเขาจ้องมองเด็กหญิงตัวเล็กในอ้อมแขนด้วยความดีใจ
เด็กน้อยหยิบกล่องของขวัญสี่เหลี่ยมสีดำใบเล็กมาจากผู้เป็นพ่อแล้วยื่นให้พี่ชายของตน
“พี่ใหญ่ ของขวัญค่ะ”
น้ำเสียงนุ่มๆ ราวกับล่องลอยมากับกลิ่นน้ำนมทำให้ฝ่ามือเรียวยาวรีบคว้ากล่องจากคนตัวเล็กไปถือไว้ทันที
“ส่งหนวนหน่วนมาให้ฉัน แกจะได้ดูเองว่าข้างในคืออะไร”
กู้หลินโม่กำลังจะเอื้อมมือไปอุ้มหนวนหน่วน แต่กู้หนานกลับก้าวหลบแล้วเบี่ยงตัวไปด้านข้างอย่างสวยงาม แถมยังส่งกล่องของขวัญในมือออกไปอีกทางอย่างเป็นธรรมชาติ
หนานเฟิงจึงก้าวไปหาเพื่อรับมันมาอย่างรู้งาน ก่อนจะเปิดมันออก ซึ่งเผยให้เห็นปากกาที่วางอยู่ข้างในอย่างเรียบๆ
กู้หลินโม่ “….”
ช่างรู้ใจเจ้านายตัวเองเสียจริง!
ดูเหมือนว่ากู้หนานจะมองไม่เห็นสายตายุแหย่ของผู้เป็นพ่อ เขาก้มลงมองเด็กน้อยในอ้อมแขน ก่อนจะพบเข้ากับดวงตากลมโตที่จ้องมองมาราวกับลูกหมาตัวน้อยที่รอคำชมพร้อมกับเสียงหงีดหงิง
นิ้วเรียวยาวหยิบปากกาในกล่องของขวัญขึ้นมาพินิจ มันเป็นปากการะดับไฮเอนด์ พื้นผิวสีดำ ลวดลายสีทองหรูหรา ถึงแม้ว่าจะออกแบบเรียบง่ายแต่ก็เข้ากับเขาอย่างบอกไม่ถูก
เจ้าตัวเล็กสายตาเฉียบแหลมมาก
มุมปากของกู้หนานยกยิ้มขึ้นเล็กน้อยจากที่ไม่เคยเป็นมาตลอดทั้งปี ถึงแม้จะขยับน้อยมากจนแทบมองไม่เห็น แต่หนานเฟิงผู้ละเอียดถี่ถ้วนกลับมองเห็นทุกอย่าง
กู้หนาน “….”
ต่อให้ปากกาจะราคาแพงแค่ไหนก็ไม่เคยเห็นเขายิ้มเลยสักครั้ง
“ฉันชอบมาก”
เขาพูดอย่างรวบรัดแล้วเก็บปากกาใส่ไว้ในกระเป๋าตรงหน้าอกของชุดสูทสีดำ
แม้ว่าพี่ชายคนโตจะเอ่ยพูดเพียงสามคำ แต่หนวนหน่วนตัวน้อยก็มีความสุขที่ได้มอบของขวัญให้กับเขา ดวงตากลมโตยกหยี เผยรอยยิ้มบนใบหน้าน้อยๆออกมาอีกครั้ง
จบตอน
Comments
Post a Comment