ancestry ep1-10

ไม่คิดเลยว่า ‘คุณย่า’ ที่เขาต้องไปรับ กลับกลายเป็น ‘เด็กวัยสามขวบ’ แถมเธอยังมีความสามารถในการทำนายดวงชะตา แต่ว่า…นี่เขาต้องเรียกเด็กน้อยคนนี้ว่าคุณย่าจริงๆเหรอ?!


เสิ่นมู่เหยี่ย กำลังรอรับ ‘คุณย่า’ ที่สนามบิน แต่กลับต้องช็อกเมื่อพบว่า ‘คุณย่า’ คนนั้นคือเด็กหญิงวัย3ขวบ ชื่อ 'เสิ่นจืออิน' ที่มาพร้อมขวดนมและกระเป๋าเป้ใบเล็ก เธอมาพร้อมจดหมายยืนยันว่าเธอคือคุณย่าของเขาจริงๆ ยังไม่พอแค่นั้น คุณย่าคนนี้ยังทำนายทายทักดวงชะตาของคนอื่นๆไปทั่ว พร้อมกับมอบยันต์ให้พวกเขาอีกด้วย ไม่น่าเชื่อเลยจริงๆ!


บทที่ 1: ฉันคือคุณย่าของเธอ


   

   “เขาอยู่ไหน?”

   

   ในสนามบิน ชายหนุ่มผมสีแดงฉูดฉาดตะคอกใส่โทรศัพท์ด้วยความหงุดหงิด

   

   ไม่รู้ปลายสายพูดว่าอะไรแต่เขากลับตัดสายทิ้งทันที

   

   ‘ให้ตายสิ ฉันจะรออีกแค่หนึ่งนาที ถ้ายังไม่มาอีกก็ไปรับเองเถอะตาเฒ่า!’ เสิ่นมู่เหยี่ยคิดในใจ

   

   เขาที่กำลังทำสีหน้าบึ้งตึงอยู่นั้นก็รู้สึกได้ถึงแรงดึงที่เสื้อของตัวเองจึงก้มลงไปมอง

   

   “เด็กน้อยนี่มาจากไหนเนี่ย ไปไกลๆเลยไป”

   

   ที่ด้านข้างของเสิ่นมู่เหยี่ย เด็กหญิงตัวเล็กๆสวมเสื้อคลุมสีเทา ผมสั้นสีดำถูกรวบเป็นมวย อายุประมาณสามขวบ ใบหน้าอ่อนเยาว์อ้วนกลมราวกับตุ๊กตา คนหนึ่งยืนอยู่ตรงนั้น

   

   ที่คอของเธอมีขวดนมห้อยอยู่ ด้านหลังสะพายกระเป๋าเป้ใบเล็ก ทั้งตัวดูน่ารักน่าเอ็นดูอย่างยิ่ง

   

   เมื่อเผชิญหน้ากับเด็กที่น่ารักขนาดนี้ แม้แต่เสิ่นมู่เหยี่ยที่กำลังหงุดหงิดก็ยังมีน้ำเสียงที่อ่อนโยนลงเล็กน้อย แต่ก็แค่เล็กน้อยเท่านั้น

   

   ถ้าเป็นคนอื่นล่ะก็ ชายหนุ่มนามว่าเสิ่นมู่เหยี่ยคงไล่ตะเพิดไปไกลแล้ว

   

   เขาไม่ค่อยชอบอยู่กับเด็กเล็กๆสักเท่าไหร่

   

   “เธอคือเสิ่นมู่เหยี่ยใช่ไหม?”

   

   เด็กน้อยไม่ยอมไปไหน และยังเอ่ยถามเขาด้วยน้ำเสียงที่น่าเอ็นดู

   

   เสิ่นมู่เหยี่ยก้มลงมองเด็กหญิงตรงหน้าอย่างพิจารณา เขาไม่เคยเห็นเด็กคนนี้มาก่อน ถึงแม้เขาจะจำหน้าใครไม่ค่อยได้ แต่ถ้าเป็นเด็กคนนี้ เขาจะต้องจำได้แน่

   

   “เด็กบ้า เธอเป็นใครกัน?”

   

   เสิ่นจืออินทำแก้มป่องอย่างไม่พอใจพลางยกขวดนมในมือขึ้นโชว์

   

   “ฉันเป็นย่าของเธอไงล่ะ คุณย่าเสิ่นจืออิน!”

   

   เสิ่นมู่เหยี่ยหัวเราะในลำคอพลางหยิบมวนบุหรี่ขึ้นมาคาบไว้ที่มุมปาก มือทั้งสองข้างล้วงกระเป๋าด้วยท่าทางหยิ่งยโส

   

   “คุณย่าของฉันงั้นเหรอ? ยัยหนู เธอมีความทะเยอทะยานไม่น้อยเลยนะ ถ้าเธอเป็นย่าของฉัน งั้นฉันคงจะเป็นปู่ทวดของเธอไปแล้ว”

   

   เสิ่นจืออินเม้มปาก ฮึมฮัมสองสามที และวางขวดนมไว้อย่างเรียบร้อย ก่อนจะค้นหาในกระเป๋าเป้จนเจอจดหมายฉบับหนึ่งแล้วยื่นให้เขา

   

   “อะไรน่ะ?” เสิ่นมู่เหยี่ยเลิกคิ้วถาม

   

   เสิ่นจืออินเตี้ยเกินไป เด็กหญิงวัยสามขวบคนนี้สูงยังไม่เท่าขาของเสิ่นมู่เหยี่ยเลยด้วยซ้ำ เธอยืนเขย่งปลายเท้าอย่างสุดความพยายามเพื่อยื่นจดหมายให้เขา

   

   “จดหมาย อ่านแล้วก็รู้เองแหละ”

   

   เสิ่นมู่เหยี่ยส่งเสียงจิ๊จ๊ะในลำคอแล้วรับจดหมายมา เขาไม่ได้ระแวงเด็กหญิงตัวเล็กตรงหน้าเลยสักนิด ท้ายที่สุดแล้ว ผู้ชายตัวโตอย่างเขาจะโดนเด็กน้อยหลอกได้ยังไงกัน?

   

   “ยุคสมัยนี้แล้ว ใครยังเขียนจดหมายอยู่อีก”

   

   หลังจากเปิดอ่านคร่าวๆ ร่างกายของเขาก็ยืดตรงขึ้นเรื่อยๆ สีหน้าที่ดูเฉยเมยในตอนแรกแปรเปลี่ยนเป็นตกตะลึง

   

   เขาจ้องมองเนื้อหาในจดหมาย จากนั้นก็มองไปยังเด็กน้อยที่ยังสูงไม่เท่าขาของเขา ความเหลือเชื่อเต็มเปี่ยมอยู่ในแววตา ในวินาทีต่อมา ใบหน้าของเขาก็มืดครึ้ม

   

   “เธอ...เธอเป็นคุณย่าของฉันจริงๆเหรอเนี่ย? คุณย่าที่ยังไม่หย่านม!”

   

   เด็กตัวน้อยพยักหน้าและจิบนมในขวดช้าๆ ก่อนจะทำหน้าตึงใส่พลางพูดด้วยน้ำเสียงที่ดูแก่แดด

   

   “หลานชาย เมื่อกี้เธอเสียมารยาทมาก ปู่ทวดของฉันเสียไปนานแล้ว”

   

   อาจเป็นเพราะยังเด็ก การพูดจาจึงค่อนข้างช้าและเว้นจังหวะบ่อยแต่ก็เข้าใจง่าย

   

   ไม่เหมือนเด็กสามขวบทั่วไปที่มักจะพูดไม่ค่อยรู้เรื่อง

   

   แต่เดิมทีเสิ่นมู่เหยี่ยก็ไม่รู้หรอกว่าเด็กสามขวบเขาพูดกันยังไง จึงไม่ได้รู้สึกประหลาดใจอะไร

   

   เพียงแต่เขาถูกทำให้ไปไม่ถูกโดยคำพูดของเด็กน้อย

   

   ใครจะไปคิดว่า ‘คุณย่า’ ที่ต้องมารับจะเป็นเด็กน้อยที่ยังไม่หย่านม เรียกเขาว่าหลานชาย และยังเป็นคุณย่าของเขาจริงๆอีกด้วย!

   

   เขารู้สึกหน้าเสียจนอยากจะไปต่อยพ่อตัวเองสักทีที่ไม่ยอมบอกว่าคุณย่าที่ว่า แท้จริงแล้วเป็นเด็กน้อยแบบนี้!

   

   แบบนี้มัน...ทำลายภาพพจน์ชัดๆ!

   

   “แล้วก็นะ ในนี้ไม่ใช่นม แต่เป็นยาของฉัน”

   

   เป็นขวดนมแล้วมันทำไมเหรอ? อย่ามาดูถูกกันนะ

   

   ขวดนมมันพกพาสะดวกนี่นา

   

   เสิ่นมู่เหยี่ยไม่ได้ต่อล้อต่อเถียงกับเธอ เขาเหลือบมองไปรอบๆ “เธอมาคนเดียวเหรอ?”

   

   เสิ่นจืออินพยักหน้าหงึกหงัก

   

   เสิ่นมู่เหยี่ยรู้สึกเหมือนจะบ้า ไม่ได้มีคนมาส่งเธอหรอกเหรอ? ใครกันใจร้ายใจดำขนาดปล่อยให้เด็กตัวแค่นี้ขึ้นเครื่องบินคนเดียวได้ลงคอ?

   

   ชายหนุ่มพาเสิ่นจืออินออกจากสนามบินด้วยใบหน้ามืดมน แต่ระหว่างที่เดินผ่านร้านขายขนมหวานเธอก็หยุดชะงัก ดวงตากลมโตสีดำขลับจ้องมองขนมหวานสวยงามน่ากินตรงหน้าไม่วางตา

   

   “หนูน้อย พ่อแม่หนูอยู่ไหนจ๊ะ?”

   

   เสิ่นจืออินกะพริบตาปริบๆ แล้วตอบอย่างมั่นใจ “หนูไม่มีพ่อแม่ค่ะ”

   

   ถ้าจะว่ากันตามตรง เธอต่างหากที่เป็นผู้ปกครอง

   

   “อย่างนี้นี่เอง…”

   

   พนักงานสาวมองไปรอบๆ คิดว่าเด็กหญิงตัวน้อยคงจะเดินหลงทางเข้าแน่ๆ เธอจึงหยิบขนมปังนมมาส่งให้

   

   “หนูหลงทางมาหรือเปล่า หิวแล้วใช่ไหม กินนี่ก่อนนะ เรารอตรงนี้กันดีไหม?”

   

   หนูน้อยจืออินพยักหน้ารับอย่างว่าง่าย เธอรับขนมปังมาแล้วกัดกินคำเล็กๆ ดวงตากลมโตเป็นประกายในทันที

   

   อร่อยจัง! นุ่มมาก!

   

   น่ารักอะไรอย่างนี้!!!

   

   เฉินเสี่ยวอันกรีดร้องในใจ ใจละลายไปหมดแล้ว เด็กคนนี้เป็นใครกันนะ น่ารักเหมือนนางฟ้าตัวน้อยจากสวรรค์เลย!

   

   “ขอบคุณค่ะ”

   

   จืออินมองหญิงสาวพร้อมเอ่ยขอบคุณด้วยน้ำเสียงหวานใส จากนั้นก็ก้มลงค้นหากระเป๋าใบเล็กของตัวเอง ก่อนจะหยิบยันต์สีเหลืองที่พับเป็นรูปสามเหลี่ยมส่งให้เธอ

   

   “อันนี้ให้พี่ค่ะ”

   

   เฉินเสี่ยวอันทำหน้างง นี่เขานิยมให้ของขวัญแบบนี้กันด้วยเหรอ?

   

   แปลกคนจริงๆ

   

   เธอกำลังจะเอ่ยปากถาม ซึ่งเป็นเวลาเดียวกับที่เสิ่นมู่เหยี่ยเดินหน้าบึ้งตึงเข้ามา

   

   “เธอกำลังทำอะไรอยู่ ทำไมไม่เดินตามมา!”

   

   เขาเดินนำหน้าไปก่อน พอรู้สึกว่าเงียบผิดปกติจึงหันกลับมามองก็ปรากฏว่าเด็กที่เพิ่งมารับหายไปเสียแล้ว

   

   เขาหาอยู่พักใหญ่จึงเจอเสิ่นจืออินยืนอยู่หน้าร้านขนม กำลังพูดคุยหัวเราะอย่างถูกคอกับคนแปลกหน้า

   

   ยัยเด็กโง่นี่ ถ้าโดนขายไปคงช่วยเขานับเงินด้วยล่ะมั้ง!

   

   เสิ่นจืออินส่งเสียง ‘หึ’ ในลำคอ ก่อนจะเบือนหน้าหนีและไม่ยอมมองเขา

   

   “หน้าไม่อาย เดินเร็วขนาดนั้นแล้วจะให้เด็กตัวแค่นี้วิ่งตามหรือไง!”

   

   เธอแกล้งสะบัดขาอ้วนๆไปมาตรงหน้าเสิ่นมู่เหยี่ย

   

   “ขาสั้นๆแบบนี้ วิ่งยังไงก็วิ่งตามไม่ทันหรอก!”

   

   เสิ่นมู่เหยี่ยก้มลงมองขาป้อมๆสั้นๆของเธออย่างสำนึกผิด

   

   เขาไม่เคยนึกถึงเธอเลย เอาแต่เดินลิ่วๆอยู่ฝ่ายเดียว

   

   ปากน้อยๆของเสิ่นจืออินยังคงบ่นไม่หยุด “หลานชายตัวแสบ ไม่เคารพผู้ใหญ่ ไม่รักเด็ก เกือบทำคุณย่าหายไปแล้ว!”

   

   ไม่ว่าจะแก่หรือเด็ก ยังไงเธอก็ใหญ่กว่าทั้งนั้น!

   

   เสิ่นมู่เหยี่ยพูดไม่ออก

   

   เด็กน้อยคนนี้ปากเก่งจริงๆ ขนาดกินไปด้วยยังปิดปากเธอไม่ได้เลยสินะ!

   

   “อิ่มหรือยัง จะไปต่อไหม?” เสิ่นมู่เหยี่ยแกล้งทำเป็นโมโหและใจร้อนเพื่อขัดจังหวะการบ่นของเธอ

   

   เขามองขนมปังในมือเธอด้วยสายตารังเกียจ ก่อนจะหันไปมองเฉินเสี่ยวอัน “ห่อเค้กแบล็คฟอเรสต์ให้ผมหน่อย”

   

   เฉินเสี่ยวอันรีบยัดยันต์นั้นลงในกระเป๋าเสื้อ “ได้เลยค่ะ รบกวนรอสักครู่นะคะ”

   

   “ไปกันเถอะ”

   

   เสิ่นมู่เหยี่ยพูดพลางเชิดคางขึ้นเล็กน้อยขณะที่ถือกล่องเค้กที่ห่อเรียบร้อยแล้วไว้ในมือ

   

   เธอตัดสินใจทำตัวเป็นผู้ใหญ่ ไม่ถือสาเอาความกับหลานชายตัวแสบคนนี้

   

   ไม่ใช่เพราะเค้กในมือเขาหรอกนะ

   

   ก่อนจากไป เธอหันไปพูดกับเฉินเสี่ยวอัน “ตอนพี่กลับบ้าน ถ้าเจอเรื่องทะเลาะวิวาทกันก็อย่าไปยุ่งเกี่ยวด้วยล่ะ ไม่งั้นจะต้องมีอันเป็นไปแน่”

   

   เฮ้อ ตอนนี้แค่พูดก็เหนื่อยแล้ว

   

   ทั้งเฉินเสี่ยวอันและเสิ่นมู่เหยี่ยต่างก็งุนงงกับคำพูดของเธอ



บทที่ 2: เสิ่นมู่เหยี่ย: คำสาปอันแสนร้ายกาจ!


   

   แต่เสิ่นจืออินกลับไม่คิดจะอธิบายอะไรอีก และก้าวขาที่สั้นป้อมเดินตามเสิ่นมู่เหยี่ยไป

   

   ครั้งนี้ เสิ่นมู่เหยี่ยเดินช้าลงมาก

   

   “โอ้ คุณย่าของฉันดูดวงเป็นด้วยเหรอ? ระวังไปพูดมั่วๆกับคนอื่นแล้วโดนตีเอาล่ะ”

   

   น้ำเสียงของเขาแฝงไปด้วยความเย้ยหยัน

   

   เสิ่นจืออินสำลักขนมปังที่กำลังกินอยู่ เธอคว้านิ้วของเขาทันที “หลานชาย ฉันขอน้ำหน่อย”

   

   นมของเธอหมดแล้ว

   

   ชายหนุ่มโวยวายทันที “อย่าเรียกหลานชาย เรียกฉันว่าเสิ่นมู่เหยี่ย!”

   

   ถูกเด็กตัวแค่นี้เรียกว่าหลานชาย ถ้าพวกเพื่อนๆรู้เข้าเขาคงโดนหัวเราะเยาะแน่

   

   “ฉันขอน้ำ”

   

   นมของเธอหมดแล้ว ท่านอาจารย์ใจแคบให้เธอมาแค่ขวดเดียวเท่านั้น เธอจึงต้องกินอย่างประหยัด!

   

   เสิ่นมู่เหยี่ยกลอกตามองบนอย่างเหลืออด แต่ก็ยอมพาเธอไปซื้อเครื่องดื่มแต่โดยดี

   

   “จะดื่มน้ำหรือโยเกิร์ต?”

   

   ดวงตาของเสิ่นจืออินเป็นประกาย “ฉันขอโยเกิร์ต!”

   

   ทั้งสองออกมาจากสนามบิน เมื่อมองไปที่มอเตอร์ไซค์ที่ขี่มา เสิ่นมู่เหยี่ยก็เงียบไป

   

   รถแบบนี้ จะพาเด็กซ้อนไปด้วยได้ยังไงกัน?

   

   คำตอบคือเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว เสิ่นมู่เหยี่ยยังไม่อยากถูกจับเข้าคุกเพราะเรื่องแบบนี้

   

   เขาเรียกรถกลับไปด้วยสีหน้าบูดบึ้ง ขณะนั่งบนรถเสิ่นจืออินที่อุ้มโยเกิร์ตไว้ก็เปิดหน้าต่างรถที่เบาะหลัง ดวงตาสีดำขลับมองดูเมืองที่ทันสมัยแห่งนี้ด้วยความสนใจใคร่รู้

   

   เธอไม่ใช่คนยุคนี้ พูดให้ถูกก็คือวิญญาณของเธอไม่ได้มาจากยุคนี้ ถ้านับภพชาตินี้ด้วย เธอก็มีชีวิตมาแล้วถึงสามภพ

   

   ภพแรกเป็นเด็กสาวชาวบ้านธรรมดาในยุคสาธารณรัฐจีน เสียชีวิตเพราะภัยสงคราม จากนั้นก็ไปเกิดใหม่ในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียร ด้วยความพยายามอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยของตนเอง ในที่สุดก็กลายเป็นผู้ยิ่งใหญ่ที่ใกล้บรรลุเซียนในสามพันปีต่อมา

   

   แต่ยามเผชิญทัณฑ์สวรรค์ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะโชคร้ายหรืออะไร ทัณฑ์สวรรค์สายนั้นกลับแฝงไว้ซึ่งกฎแห่งสวรรค์ ทำให้แม้กำลังจะบรรลุเป็นเซียน แต่ทัณฑ์สวรรค์สายนั้นกลับฟาดใส่อย่างจัง ทำให้ตัวเธอหายวับไป

   

   พอลืมตาขึ้นมาอีกทีก็มาอยู่ในโลกนี้แล้ว และยังเป็นทารกแรกเกิดอีกต่างหาก

   

   ดินแดนแห่งนี้ชื่อว่าแคว้นหลานโจว เธอเคยถามท่านผู้เฒ่าเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของประเทศนี้ ในช่วงแรกๆ มันก็คล้ายกับโลกแรกในความทรงจำของเธอ แต่พอกลางยุคราชวงศ์ถัง ประวัติศาสตร์ก็กลับพลิกผัน ตัวตนที่เก่งกาจเทียบเท่าหลี่ซื่อหมินได้ปรากฏตัวขึ้น พลิกสถานการณ์ช่วยราชวงศ์ถังที่กำลังล่มสลายให้กลับมาได้

   

   หลังจากนั้นพัฒนาการก็ต่างจากประเทศจีนโดยสิ้นเชิง บุคคลผู้นั้นมีวิธีการทำงานคล้ายกับหลี่ซื่อหมิน จนถึงตอนนี้ก็ยังมีคนคาดเดาว่าเป็นหลี่ซื่อหมินกลับชาติมาเกิด หรือมีใครบางคนทะลุมิติมา

   

   ด้วยเหตุนี้ แม้ระดับการพัฒนาของโลกนี้จะคล้ายกับประเทศจีน แต่บางอย่างก็ยังคงรูปแบบของยุคโบราณอยู่

   

   ยกตัวอย่างเช่น สถานีตำรวจที่นี่เรียกว่าสำนักลาดตระเวน ตำรวจเรียกว่าสายตรวจ และยังคงมีราชวงศ์อยู่ แต่ในปัจจุบัน ราชวงศ์ไม่มีอำนาจแล้ว เป็นเหมือนเพียงสัญลักษณ์เท่านั้น

   

   นี่เป็นครั้งที่สิบที่เธอมาเกิดในโลกนี้ เนื่องจากร่างกายตอนเป็นทารกไม่สามารถรองรับพลังวิญญาณของเธอได้ แก่นญาณถูกผนึกไว้บางส่วน ทำให้เธอมีอาการไม่เต็มสักเท่าไหร่ตอนที่เกิดมา บวกกับที่แม่ป่วยเป็นมะเร็งก่อนจะคลอดเธอออกมา ดังนั้นเมื่อคลอดเธอแล้ว แม่ของเธอจึงจากไปทันที ทำให้เธอไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพ่อของเธอเป็นใคร

   

   สุดท้าย เธอก็ถูกส่งไปที่ศาลเจ้าเล็กๆบนเขาในหมู่บ้านตระกูลเสิ่น และถูกเลี้ยงดูโดยปู่ซึ่งเป็นเจ้าอาวาสเพียงคนเดียวของศาลเจ้านั้น

   

   ตาแก่นิสัยแปลกที่ไม่ยอมให้เรียกปู่ ให้เรียกท่านผู้เฒ่าอย่างเดียว

   

   ด้วยอายุของเธอในตอนนี้ควรจะได้ไปโรงเรียนแล้ว แต่ที่นั่นไม่มีโรงเรียนดีๆ แถมตาแก่ก็จนยิ่งกว่าอะไรจึงได้แต่ส่งเธอมาที่นี่

   

   หลังจากบำรุงรักษามาสามปี จิตวิญญาณหลักของเธอก็ค่อยๆฟื้นฟูขึ้นบ้างแล้ว แต่คาดว่าคงจะต้องใช้เวลาอีกสักพักกว่าจะหายสนิท ดังนั้นแม้ว่าพฤติกรรมของเธอจะดีกว่าเด็กทั่วไป แต่หลายครั้งก็ยังดูไม่ต่างจากเด็กทั่วไปนัก

   

   แต่นั่นก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการฝึกฝนของเธอ

   

   เมื่อกลับมาถึงคฤหาสน์ตระกูลเสิ่น ภายในคฤหาสน์หลังโตมีเพียงพ่อบ้าน ป้าแม่ครัว และคนรับใช้ที่คอยทำความสะอาดอีกสองคนเท่านั้น

   

   พวกเขารู้ว่าวันนี้จะมีแขกคนสำคัญมาจึงเตรียมตัวกันแต่เช้า

   

   “คุณชาย ทำไมไม่ให้คนขับรถไปรับพวกคุณล่ะครับ แล้วคุณย่าอยู่ไหนครับ?”

   

   คุณชายไม่ได้ไปรับหรอกเหรอ? ทำไมไม่เห็นคุณย่าแต่กลับเห็นเพียงเด็กน้อยที่ยืนอยู่ข้างคุณชาย?

   

   โอ้ น่ารักจังเลย น่ารักกว่าคุณชายตอนที่ยังเด็กๆอีกนะเนี่ย!

   

   “อยู่นี่ไง”

   

   เสิ่นมู่เหยี่ยมองไปที่เสิ่นจืออินด้วยสีหน้าไม่ดีนัก แม้ว่าเขาจะไม่อยากยอมรับก็ตาม

   

   เหล่าคนรับใช้ต่างก็พูดไม่ออก

   

   ล้อเล่นแรงไปหรือเปล่า? คุณชายต้องเรียกเด็กหญิงตัวน้อยว่า ‘ย่า’ อย่างนั้นเหรอ?

   

   “สวัสดีค่ะ" เสียงเล็กๆน่ารักน่าเอ็นดูของคุณย่าตัวน้อยทักทายขึ้น ใบหน้าป้อมและแก้มยุ้ยน่ารักน่าชังนั่นยิ่งขับให้เสียงเล็กๆนั้นฟังดูไพเราะน่าฟังยิ่งขึ้น

   

   เธอช่างเหมือนลูกแมวแร็กดอลตัวน้อยแสนสวยที่มีอายุราวหนึ่งเดือนเสียจริง!

   

   “สวัสดีครับนายหญิง อาหารกลางวันและห้องพักเตรียมพร้อมแล้วครับ ไม่ทราบว่าคุณชายและนายหญิง จะรับประทานอาหารเลยหรือไม่ครับ?”

   

   ถึงแม้จะแปลกใจอยู่บ้าง แต่พ่อบ้านก็ยังคงรักษามารยาทอย่างมืออาชีพ เขาตอบกลับพร้อมกับรอยยิ้ม

   

   เมื่อได้ยินคำว่า ‘ทานข้าว’ ดวงตากลมโตของเด็กน้อยก็เบิกกว้างขึ้น

   

   ถึงแม้ว่าบนรถ เธอเพิ่งจะกินเค้กที่ชายหนุ่มซื้อให้ไปแล้วก็ตาม แต่ตอนนี้ เธอก็ยังสามารถทานอะไรต่อได้อีกเยอะ!

   

   เด็กน้อยเดินตามเข้าไปติดๆ ทันใดนั้นก็ชะงักฝีเท้าพลางเงยหน้ามองไปยังคนรับใช้คนหนึ่งที่เดินผ่านมา

   

   เขาคนนั้นก้มหน้าลงและยิ้มซื่อๆให้เธอ

   

   “สวัสดีครับนายหญิง ผมเป็นคนขับรถของตระกูลเสิ่นครับ”

   

   เธอกะพริบตาปริบๆแล้วพยักหน้า จากนั้นก็ไม่พูดอะไรและเดินตรงไปที่โต๊ะอาหารทันที

   

   ธรรมเนียมของตระกูลเสิ่นนั้นดีมาก อาหารบนโต๊ะอาหารถูกจัดเตรียมไว้สำหรับแค่สองที่เท่านั้น ไม่ได้หรูหราฟุ่มเฟือยจนเต็มโต๊ะ

   

   ขณะมองอาหารรสชาติเยี่ยมตรงหน้า เสิ่นจืออินในร่างเด็กน้อยก็ไม่อาจเก็บอาการเฉยเมยได้อีกต่อไป น้ำลายของเธอแทบจะไหลออกมา

   

   “ท่าทางหิวโหยน่าดู”

   

   เธอไม่ได้สนใจเขา สายตามุ่งมั่นกับอาหารตรงหน้าเท่านั้น!

   

   ระหว่างทานอาหาร บรรยากาศบนโต๊ะนั้นเงียบมาก เธอตั้งใจกินและอาหารทุกอย่างก็ถูกปากเธอมาก

   

   อาหารอร่อยขนาดนี้ ชาติที่แล้วเธอพลาดอย่างมากที่ถูกหลอกให้กินแต่ยาเม็ดมาตลอด ช่างน่าเสียดายจริงๆ!

   

   เสิ่นมู่เหยี่ยมองดูเธอจัดการกับน่องไก่ ผักหลากชนิด ปลาครึ่งตัว และลูกชิ้นอีกจำนวนหนึ่ง

   

   สายตาของเขาจ้องมองไปที่ท้องของเด็กน้อยอย่างอดไม่ได้

   

   เด็กตัวแค่นี้กินเข้าไปได้ยังไงตั้งเยอะแยะ?

   

   ที่สำคัญที่สุดคือ หลังจากกินอิ่มแล้ว เธอยังอุ้มขวดนมแล้วเรียกพี่เลี้ยงให้เติมนมเข้าไปอีกขวดหนึ่ง

   

   เมื่อกินหมดแล้วเธอก็อุ้มขวดนมและเรอออกมา

   

   “ฉันอยากไปเดินย่อยหน่อย คุณหลานชายไปไหม?”

   

   “ไม่ไป”

   

   ใครใช้ให้เธอกินเยอะขนาดนั้น สมควรแล้ว

   

   “กินข้าวเสร็จแล้วเดินย่อยจะได้สุขภาพดี นั่งอยู่เฉยๆ ก้นจะเบี้ยวนะ”

   

   เธอแช่งเสิ่นมู่เหยี่ยด้วยคำสาปอันแสนร้ายกาจ!

   

   สุดท้ายเขาก็จำใจยอมไปเดินย่อยกับเสิ่นจืออิน

   

   ทั้งสองคนเดินวนรอบบ้านพักตากอากาศอย่างไม่รีบร้อน ส่วนใหญ่เป็นเพราะว่าขาของเธอมันสั้นเกินไป

   

   “คนขับรถคนนั้นทำงานกับที่บ้านของเธอมานานแค่ไหนแล้ว?”

   

   “สี่ปีแล้ว อยู่ๆทำไมถามถึงเขาล่ะ?”

   

   เธอตบพุงกลมๆของตัวเองเบาๆ เสียงหวานใสเอ่ยประโยคชวนตกใจ

   

   “งั้นเธอช่วยไปตรวจสอบเขาหน่อยสิ ฉันดูแล้ว เขากับบ้านของเธอมีเรื่องบาดหมางผูกพันธ์กันอยู่ ฉันลองคำนวณดูแล้ว สาเหตุมาจากทรัพย์สินของบ้านเธอ ถ้าจัดการไม่ดี จะมีคนในบ้านเธอต้องเจอกับภัยพิบัติถึงเลือดถึงเนื้อ”

   

   เสิ่นมู่เหยี่ยกะพริบตาปริบๆ

   

   “อายุแค่นี้ทำไมถึงได้ทำตัวเป็นหมอดูไปได้ ที่ผ่านมาเธออยู่ที่ไหนกันแน่?”

   

   ถึงแม้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในรถเมื่อครู่ก่อนจะดูลึกลับ แต่เขาก็ไม่เชื่อเรื่องงมงายพวกนี้เลยสักนิด

   

   ดวงตากลมโตของเสิ่นจืออินจ้องมองเขาอย่างจริงจัง

   

   “ถ้าเธอไม่เชื่อฉัน งั้นเธอก็ลองไปตรวจสอบดูสิ ตรวจสอบคนขับคนนั้นกับครอบครัวของเขา ดูซิว่ามีใครที่กำลังจะติดหนี้ก้อนโตภายในครึ่งเดือนนี้หรือไม่”

   

   เสิ่นจืออินสามารถบอกเรื่องทั้งหมดนี้ได้จากใบหน้าของคนขับรถคนนั้น

   

   เธอบอกเสิ่นมู่เหยี่ยเพราะเธอเกี่ยวข้องกับตระกูลเสิ่น

   

   แม้ว่าหลานชายคนนี้จะหยาบคายกับผู้อาวุโสไปบ้าง แต่เขาก็เป็นคนที่ไม่เลว

   

   และในเมื่อต่อไปเธอต้องอาศัยอยู่ในตระกูลเสิ่น ก็ถือว่าเป็นบุญคุณที่เธอติดค้างไว้ การช่วยเหลือพวกเขาก็เป็นสิ่งที่เธอควรทำ

   

   เสิ่นมู่เหยี่ยพยักหน้ารับฟังแบบขอไปที

   

   “เข้าใจแล้ว เข้าใจแล้ว”

   

   เมื่อเห็นว่าเขาไม่ได้ใส่ใจฟังที่เธอพูด เด็กน้อยจึงทำแก้มป่องอย่างขัดเคือง

   

   “ถ้าเธอไม่เชื่อที่ฉันพูด จะไปสืบเองก็ได้นะ ฉันถือว่าเตือนเธอแล้ว”

   

   

   [1] หลี่ซื่อหมิน พระนามเดิมของจักรพรรดิถังไท่จง จักรพรรดิรัชกาลที่สองแห่งราชวงศ์ถังของประเทศจีน (ราว1,600ปี) ได้ยึดถือหลักคำสอนของขงจื๊อในการปกครองประเทศ และทำให้ประเทศจีนในยุคที่พระองค์ปกครองเป็นยุคที่รุ่งเรืองที่สุดยุคหนึ่งในประวัติศาสตร์จีนและเป็นประเทศมหาอำนาจของโลก



 บทที่ 3: ขอบคุณเทพน้อยที่ช่วยชีวิต


   

   เห็นเธอเอาจริงเอาจังแบบนี้ เสิ่นมู่เหยี่ยจึงขมวดคิ้ว “ฉันจะให้คนไปตรวจสอบ” พูดจบเขาก็รู้สึกว่าตัวเองน่าขัน ถูกเด็กน้อยหลอกได้

   

   เด็กสามขวบพูดชัดเจนขนาดนี้เชียวหรือ?

.....   

   หลังเลิกงาน เฉินเสี่ยวอันก็กลับบ้านเช่นกัน ปกติเธอจะเดินกลับบ้านเส้นทางเดิมทุกวัน แต่วันนี้ระหว่างทางกลับบ้าน เธอเหลือบไปเห็นคนกลุ่มหนึ่งกำลังมุงดูอะไรบางอย่าง พร้อมกับเสียงเอะอะโวยวายดังเล็ดลอดออกมา

   

   ด้วยความอยากรู้อยากเห็น เฉินเสี่ยวอันจึงรีบเดินเข้าไปหาฝูงชนทันที เพราะเห็นว่ามีคนมุงดูกันเยอะมาก

   

   แต่พึ่งจะเดินไปได้ครึ่งทาง เธอก็นึกถึงคำพูดของเด็กหญิงตัวน้อยที่สนามบินได้

   

   ‘ตอนที่เธอกลับบ้าน ถ้าเจอคนทะเลาะกัน อย่าเข้าไปยุ่งเด็ดขาด ไม่อย่างนั้นจะต้องเจอเรื่องเลือดตกยางออกแน่’

   

   เฉินเสี่ยวอันหยุดชะงัก เธอเริ่มลังเลว่าควรจะเดินเข้าไปมุงดีหรือไม่

   

   ทันใดนั้นเอง ก็มีเสียงกรีดร้องด้วยความหวาดกลัวดังลั่นออกมาจากฝูงชน!

   

   “อ๊า! ฆ่าคนแล้ว!”

   

   ทันใดนั้นเอง บรรยากาศในที่เกิดเหตุก็วุ่นวายขึ้น ผู้คนแตกตื่นไปทั่ว เฉินเสี่ยวอันก็ถูกชนจนเซไปด้วย

   

   ยังไม่ทันที่เธอจะทรงตัวได้ ก็รู้สึกว่ามีใครบางคนมาจับแขนไว้แน่น เสียงหายใจหอบถี่และเจ็บปวดดังอยู่ข้างหู

   

   พอยืนได้ เธอก็เห็นผู้ชายคนหนึ่งที่ทำหน้าตาน่ากลัว ตาแดงก่ำ กำลังถือมีดเปื้อนเลือด เดินตรงปรี่เข้ามาหาเธอ ในเสี้ยววินาทีนั้น สมองของเธอว่างเปล่า

   

   แต่ทว่าตอนที่คมมีดกำลังจะเฉียดถูกตัวเธอ ก็มีแสงสีทองวาบขึ้นแวบหนึ่งที่ตัวเธอ ไม่มีใครสังเกตเห็น แสงนั้นสะท้อนคมมีดในมือชายคนนั้นจนกระเด็นหลุดมือไป

   

   ชายร่างสูงใหญ่หลายคนอาศัยจังหวะนี้รีบเข้ามาล็อกตัวชายคลั่งคนนั้นไว้

   

   รอดแล้ว เฉินเสี่ยวอันทรุดตัวลงนั่งกับพื้น เพราะขาสั่นไปหมด ในใจทั้งสับสน ทั้งหวาดกลัว เกือบไปแล้ว เกือบไปแล้ว เธอเกือบโดนฆ่าตายแล้ว

   

   กระทั่งมาถึงสำนักลาดตระเวน ภายใต้การปลอบโยนอย่างอ่อนโยนของพี่สายตรวจหญิง เธอถึงได้ตั้งสติได้

   

   เรื่องในครั้งนี้ สำหรับเธอแล้วมันเป็นอุบัติเหตุที่ไม่คาดฝัน เธอแค่ตั้งใจจะไปดูเหตุการณ์สนุกๆเหมือนอย่างเคย ใครจะไปรู้ว่า เธอเกือบจะเอาชีวิตไม่รอด

   

   ซวยจริงๆ โดนชนจนวิ่งหนีไม่ทัน แถมยังโดนผู้หญิงคนที่เป็นเป้าหมายของชายคนนั้น คว้าแขนเอาไว้บังตัว ตอนนั้นผู้ชายคนนั้นคงขาดสติ คิดอะไรไม่ออก เลยถือมีดแทงเข้ามาตรงๆ

   

   “ซวยจริงๆด้วย!”

   

   “ยังดีที่ไอ้ฆาตกรมันถือมีดไม่แน่น ไม่งั้นเธอแย่แน่ คราวหลังอย่าไปมุงอะไรแบบนี้อีกนะ”

   

   คุณสายตรวจสาวพูดด้วยความโล่ง.อก

   

   เฉินเสี่ยวอันพยักหน้าหงึกๆ แล้วนึกอะไรบางอย่างขึ้นได้ เธอรีบคว้าเอาแผ่นยันต์ที่ซีดจางลงจนแทบไม่เห็นสีในกระเป๋าเสื้อออกมา

   

   นึกถึงคำพูดของเด็กน้อยคนนั้น กับภาพที่ผู้ชายคนนั้นเอามีดแทงเข้ามา ยันต์ที่เคยเป็นประกายแผ่นนี้กลับกลายเป็นแบบนี้ภายในคืนเดียว เธอยิ่งมั่นใจว่าเด็กน้อยคนนั้นต้องเป็นคนช่วยชีวิตเธอไว้แน่

   

   แต่นอกจากเธอ ใครจะไปเชื่อล่ะ

   

   เฉินเสี่ยวอันกำยันต์ไว้ในมือ แล้วพนมมือไหว้ขึ้นฟ้า

   

   “ขอบคุณเทพน้อยที่ช่วยชีวิต!”

   

   ส่วนคุณสายตรวจ “...”

   

   มาขอบคุณสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในโรงพักแบบนี้ เธอต้องการสิ่งใดกันแน่?

   

   ระหว่างที่ให้ปากคำกับสายตรวจ เธอก็ได้รู้เรื่องราวของคดีสยองขวัญนี้โดยละเอียด

   

   มันเป็นเรื่องทะเลาะเบาะแว้งกันระหว่างสามีภรรยา

   

   ฝ่ายสามีเป็นคนใจร้อน โมโหง่าย แถมยังติดเหล้าอีก เวลาดื่มเหล้าทีไรก็ชอบอาละวาดที่บ้าน บางครั้งถึงขั้นลงไม้ลงมือกับภรรยา

   

   ภรรยาของเขาสุดจะทน จนต้องไปมีชู้

   

   เมื่อสามีรู้เข้า ทั้งคู่ก็เริ่มโต้เถียงกันเสียงดัง ทะเลาะกันไปมาจนเลือดขึ้นหน้า สามีคว้ามีดผลไม้ที่พกติดตัวออกมา

   

   ...แล้วก็เอามีดเล่มนั้นแทงภรรยาของเขา

   

   คมมีดไม่ได้โดนจุดสำคัญ ภรรยาของเขายังมีชีวิตรอด จึงวิ่งหนีเอาตัวรอด และบังเอิญมาเจอกับตัวซวยอย่างเธอ

   

   ผู้หญิงคนนั้น...กลับผลักเธอไปรับมีดแทน!

   

   เฉินเสี่ยวอันอยากจะร้องไห้จริงๆ ทำไมเธอถึงไม่เชื่อคำพูดของเด็กน้อยคนนั้นแล้วรีบหนีออกมาจากตรงนั้นซะก่อนนะ

   

   หลังจากออกจากสำนักลาดตระเวน เธอรู้สึกหวาดผวา จึงเล่าเรื่องทั้งหมดให้เพื่อนสนิทฟัง รวมถึงคำเตือนและยันต์คุ้มภัยที่เด็กหญิงตัวน้อยมอบให้

   

   เพื่อนรักพูดขึ้นว่า “เธอต้องเจอเซียนเข้าแล้วล่ะ!”

   

   น่าเสียดายที่เฉินเสี่ยวอันไม่รู้วิธีติดต่อกับเด็กหญิงตัวน้อยคนนั้นเลย ไม่เช่นนั้นคงต้องไปคุกเข่ากราบขอบคุณเธอสักครั้งแล้ว

   

   ในเวลานี้ ท้องฟ้ามืดแล้ว ขณะที่เสิ่นจืออินกำลังนั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียง ทันใดนั้นเธอก็สัมผัสได้ถึงพลังแห่งความปรารถนาและแสงสีทองแห่งบุญกุศลหลั่งไหลเข้ามา ระดับการบ่มเพาะพลังวิญญาณของเธอเพิ่มขึ้นเล็กน้อย จากเดิมที่หยุดอยู่ที่ระดับสองของการฝึก บัดนี้มีเค้าลางของการพัฒนาขึ้น

   

   เธอใช้มือน้อยๆ นับนิ้วคำนวณ ที่แท้ก็เป็นเด็กสาวที่มอบขนมปังให้เธอที่สนามบินนั่นเอง

   

   ดูเหมือนว่าเธอจะรอดพ้นจากภัยพิบัติครั้งนั้นแล้ว

   

   เสิ่นจืออินจึงนั่งสมาธิต่อ

   

   เช้าวันรุ่งขึ้น เสิ่นจืออินคาบซาลาเปาในปากแล้ววิ่งไปเคาะประตูห้องของเสิ่นมู่เหยี่ย

   

   “มีอะไร!” เมื่อคืนเสิ่นมู่เหยี่ยนอนดึก แถมยังมีอาการงัวเงียหลังตื่นนอน เขาจึงมองเด็กน้อยที่อยู่หน้าประตูด้วยสายตาไม่พอใจ และเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เย็นชา

   

   “เสิ่นมู่เหยี่ย ฉันพาสัตว์เลี้ยงมาเลี้ยงที่บ้านตระกูลเสิ่นได้ไหม?”

   

   เสิ่นจืออินไม่ได้รู้สึกกลัวเขาเลย เธอเงยหน้าเล็กๆที่สวยงามขึ้นพร้อมเอ่ยถามเสียงหวาน

   

   “สัตว์เลี้ยงอะไรเหรอ?”

   

   “ก็...แมวน่ะ ตัวค่อนข้างใหญ่ ตอนนี้อยู่กับอาจารย์ ถ้าสะดวก ฝากเธอบอกอาจารย์เอามาให้หน่อยได้ไหม”

   

   แมวอย่างนั้นเหรอ ถึงเขาจะชอบสุนัขมากกว่า แต่ก็ไม่ได้รังเกียจถ้าคนในบ้านจะเลี้ยงสัตว์ชนิดอื่น

   

   “ได้ แต่อย่าให้มันมารบกวนฉันก็พอ”

   

   เธอเบิกตากว้างด้วยความดีใจ มองเขาด้วยแววตาเอ็นดู

   

   “ขอบคุณนะ แล้ว...เธอช่วยบอกพ่อของเธอให้หน่อยได้ไหม ฉันไม่รู้จะติดต่อเขายังไง”

   

   “เข้าใจแล้ว เธอไม่มีโทรศัพท์ใช่ไหม งั้นเดี๋ยวฉันบอกคนดูแลให้ไปซื้อมาให้”

   

   คุณย่าตัวน้อยคนนี้มาจากในป่าลึก ไม่มีโทรศัพท์ก็พอเข้าใจได้ แต่เพื่อความสะดวกในการติดต่อในภายหลัง ซื้อติดตัวไว้สักเครื่องก็ดี

   

   “งั้นฉันขอไม่รับของเธอฟรีๆ เอาอันนี้ไป”

   

   เสิ่นจืออินหยิบยันต์สีเหลืองที่พับเป็นรูปสามเหลี่ยมออกมา ซึ่งไม่เหมือนกับอันที่ให้เฉินเสี่ยวอัน อันที่ให้เสิ่นมู่เหยี่ยนั้นยังผูกด้วยเชือกสีแดง สามารถคล้องคอหรือข้อมือได้

   

   ไม่ว่าจะเป็นเชือกสีแดงหรือสีของยันต์ก็ดูสดใส ดูใหม่มาก

   

   เสิ่นมู่เหยี่ยมองด้วยสายตาดูถูกเล็กน้อย ก่อนจะรับมันมา

   

   “นี่อะไร? ยังไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องงมงายพวกนี้อีกเหรอ ไม่รู้รึไงว่าตอนนี้กำลังปราบปรามเรื่องงมงายอยู่น่ะ”

   

   เสิ่นจืออินพองแก้มใส่เขา

   

   “นี่คือยันต์คุ้มภัย ป้องกันอันตราย เธอไม่เอาก็คืนมา”

   

   เสิ่นมู่เหยี่ยไม่รอให้เธอแย่งกลับไป เขายกแขนขึ้น

   

   “ของที่ให้ไปแล้วจะเอากลับคืนได้ยังไง แบบนี้ไม่ดีเลยนะคุณย่า”

   

   เสิ่นจืออินส่งเสียงฮึดฮัด ก่อนจะหันหลังวิ่งลงไปข้างล่าง ยังมีเกี๊ยวที่ยังกินไม่หมดรออยู่

   

   เมื่อเสิ่นมู่เหยี่ยกลับเข้าห้อง เขาตั้งใจจะโยนยันต์คุ้มภัยไว้บนโต๊ะข้างเตียงอย่างลวกๆ แต่แล้วก็ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเม้มริมฝีปากแล้วคล้องมันไว้ที่คอ

   

   ยันต์คุ้มภัย มีไว้คุ้มครองความปลอดภัย

   

   เขาจำได้ว่าเพื่อนสนิทคนหนึ่งก็คล้องสิ่งนี้ไว้กับตัวเหมือนกัน เพื่อนเล่าว่าแม่ของเขาเดินทางไปขอมาจากวัดใหญ่โตแห่งหนึ่ง

   

   ตอนที่ถูกถามถึงเรื่องนี้ สีหน้าของเพื่อนดูขัดเขิน พูดจาเหมือนไม่เต็มใจ แต่จริงๆแล้วใบหน้ากลับเปื้อนไปด้วยรอยยิ้ม

   

   เหมือนใครไม่เคยมีอย่างนั้นแหละ



บทที่ 4: เสิ่นจืออิน: โฮ่งๆๆ!


   

   เดิมทีตั้งใจจะลางานไปรับคน วันนี้ตอนบ่ายเขาจึงต้องกลับโรงเรียน

   

   ระหว่างทางไปโรงเรียน เสิ่นมู่เหยี่ยพันเชือกสีแดงของยันต์คุ้มภัยไว้ที่ข้อมือ ยันต์รูปสามเหลี่ยมเล็กๆนั้นดูประณีต สีสันสดใส สวยงาม เมื่อพันไว้ที่ข้อมือของเขาก็ดูมีสไตล์

   

   ใกล้ถึงโรงเรียนแล้ว เมื่อมองคนขับรถ เสิ่นมู่เหยี่ยก็นึกถึงคำพูดของเสิ่นจืออินเมื่อวานนี้

   

   “ลุงหลิว ช่วงนี้ผมเห็นลุงดูไม่ค่อยสบาย มีเรื่องอะไรไม่สบายใจที่บ้านหรือเปล่าครับ”

   

   คนขับรถที่กำลังขับรถอยู่ พอถูกถามอย่างนั้นก็รู้สึกประหม่า มือที่จับพวงมาลัยตึงขึ้นมาทันที

   

   เขายิ้มเจื่อนๆออกมา “ไม่...ไม่มีอะไรครับ คงเป็นเพราะช่วงนี้นอนไม่ค่อยพอ นี่ถึงโรงเรียนคุณชายแล้วครับ”

   

   เสิ่นมู่เหยี่ยตอบรับคำ “งั้นลุงกลับไปก่อนเถอะ”

   

   เขาไม่ได้ซักถามเรื่องเมื่อครู่ต่อ

   

   มองคนขับรถขับรถออกไป สีหน้ากวนๆของเสิ่นมู่เหยี่ยก็พลันจมลง

   

   เขาอาจจะสะเพร่าไปบ้าง แต่ไม่ได้หมายความว่าเขาโง่นะ

   

   คนตระกูลเสิ่นไม่มีใครโง่สักคน

   

   เมื่อครู่ตอนที่เขาถามออกไป น้ำเสียงของคนขับรถฟังดูแปลกๆ ถ้าเป็นปกติเขาคงไม่เอะใจอะไร แต่พอคุณย่าวัยสามขวบเตือนขึ้นมา เขาก็ยิ่งคิดและยิ่งรู้สึกทะแม่งๆ

   

   ดูท่าแล้ว คงต้องให้คนไปสืบเรื่องคนขับรถที่บ้านสักหน่อยแล้ว

   

   ตระกูลเสิ่น...

   

   หลังจากที่ใช้เวลาสองวันทำความรู้จักกับสภาพแวดล้อมของตระกูลเสิ่นจนเกือบหมดแล้ว เสิ่นจืออินก็อยากจะออกไปเดินเล่นข้างนอกดูบ้าง

   

   พ่อบ้านเป็นห่วงเลยจะส่งบอดี้การ์ดไปด้วย แต่เธอปฏิเสธ

   

   เธอทำหน้าจริงจังแล้วบอกว่า “ไม่ต้องห่วงนะ ฉันแค่เดินเล่นแถวๆนี้เอง”

   

   จะให้พ่อบ้านวางใจได้ยังไงกัน เขาจึงยืนกรานจะให้คนตามไปด้วย

   

   เธอเลยรีบวิ่งแจ้นออกไปทันที เธอไม่ชอบให้ใครมาตามอยู่แล้ว ยิ่งไปกว่านั้น เธอเก่งมากเลยนะ

   

   “ฉันไปก่อนนะ จะรีบกลับมา!”

   

   พ่อบ้านกระวนกระวายใจจนทำอะไรไม่ถูก

   

   “นายหญิง เดินช้าๆหน่อยครับ!”

   

   อันที่จริง เสิ่นจืออินไม่ได้เดินไปไหนไกล แถวนี้ล้วนเป็นย่านที่อยู่อาศัยของคนร่ำรวย เธอแค่รู้สึกอยากรู้อยากเห็น เลยอยากจะเดินดูรอบๆเท่านั้นเอง

   

   ส่วนข้างนอกน่ะ เสิ่นจืออินไม่มีเงินติดตัว เธอไม่น่าจะออกไปได้

   

   “คุณเป็นอะไรไปเนี่ย พาหมาออกมาไม่ใส่สายจูงแบบนี้ได้ยังไง ถ้ามันกัดเด็กขึ้นมาจะทำยังไง!”

   

   มีเสียงทะเลาะกันดังมาจากข้างหน้า เส้นทางที่เสิ่นจืออินกำลังจะไป ต้องผ่านตรงนั้นพอดี

   

   พอเข้าไปใกล้ เสียงทะเลาะของทั้งสองฝ่ายก็ยิ่งดังขึ้น

   

   เสิ่นจืออินฟังอยู่ครู่หนึ่งก็เข้าใจสถานการณ์ คุณตาคนหนึ่งพาหลานชายมาเดินเล่นในสวนสาธารณะ อีกคนเป็นผู้หญิงวัยกลางคนแต่งตัวร่ำรวย พาหมาของเธอออกมาเดินเล่น

   

   แต่ผู้หญิงคนนั้นไม่ได้ใช้สายจูงผูกหมาไว้ เนื่องจากหมาตัวนั้นมีลักษณะดุร้ายและตัวใหญ่ มันจึงพุ่งเข้าหาคุณตากับหลานชาย แล้วยังเห่าใส่พวกเขาหลายเสียง จนทำให้เด็กน้อยร้องไห้ด้วยความหวาดกลัว

   

   “เด็กสมัยนี้ช่างขี้แย แค่นี้ก็ร้องไห้แล้ว ไอลี่ของฉันไม่กัดใครหรอก ฉันว่าพวกคุณสองคนต่างหากที่หาเรื่องแกล้งฉันหรือเปล่า”

   

   หญิงสาวกล่าวโทษชายชราและเสียงร้องไห้ของเด็ก โดยที่เธอไม่มีท่าทีรู้สึกผิดแม้แต่น้อย แถมยังจ้องเขม็งใส่ทั้งสองคนอย่างกับจะกินเลือดกินเนื้อ

   

   เสิ่นจืออินมองไปที่หมาพันธุ์ใหญ่สีดำตัวนั้น มันอาจไม่ใช่สายพันธุ์ที่ดุร้าย แต่สัญชาตญาณของมันก็ไม่เหมือนกับที่เธอพูดว่ามันไม่กัดใคร

   

   ยิ่งตอนที่เธอกำลังโต้เถียงกับชายชรา หมาตัวนั้นก็ยิ่งขู่คำราม แถมยังย่อตัวลงจ้องมองเด็กที่อยู่ในอ้อมแขนของชายชราอย่างไม่วางตา

   

   ท่าทางแบบนั้นมันจ้องจะตะครุบเหยื่อชัดๆ

   

   เสิ่นจืออินรีบสาวเท้าเดินเข้าไปหา

   

   “โฮ่ง!”

   

   ทันใดนั้น หมาร่างยักษ์ก็พุ่งเข้าใส่ชายชรา

   

   “กรี๊ด...!!!”

   

   แทนที่หญิงสาวจะรีบห้ามหมาของตัวเอง แต่เธอกลับกรีดร้องอยู่ข้างๆซะอย่างนั้น

   

   ชายชราตกใจจนต้องกอดเด็กชายในอ้อมแขนถอยหลังกรูด แต่ด้วยอายุที่มากแล้ว พอถอยหลังได้ไม่กี่ก้าวก็ล้มลงไปกองกับพื้น

   

   เขาใช้ร่างกายตัวเองปกป้องเด็กชายในอ้อมกอดโดยสัญชาตญาณ

   

   “เอ๋ง!”

   

   ไม่มีเสียงกรีดร้องของมนุษย์ แต่กลับเป็นเสียงร้องโหยหวนของหมา

   

   ชายชราลืมตาขึ้นด้วยความตกใจ เห็นเด็กหญิงตัวเล็กๆยืนขวางอยู่ตรงหน้า

   

   แม้ตัวเธอจะสูงไม่ถึงเอวของเขา แต่กลับใช้มือทั้งสองข้างง้างปากหมาสีดำตัวใหญ่นั่นไว้ได้ มือของเธอออกแรงบิดอย่างรวดเร็ว หมาสีดำตัวใหญ่ก็ถูกพลิกจนหงายท้องกระแทกลงกับพื้นอย่างแรง

   

   เสิ่นจืออินปล่อยมือจากหมา ยืนเท้าเอวทำหน้ามู่ทู่ บริเวณนั้นมีเพียงเธอกับชายชราและเด็กชาย

   

   “แกทำอะไร!”

   

   จ้าวอี้เห็นหมาของตนถูกเหวี่ยงจนร้องโหยหวนก็ตวาดถามเสิ่นจืออินด้วยน้ำเสียงแหลมสูง

   

   เธอยังไม่ทันเอ่ยคำใด เจ้าหมาดำก็พุ่งเข้าใส่ด้วยท่าทีดุร้ายอีกครั้ง

   

   “ระวัง!”

   

   ชายชราเตือนด้วยน้ำเสียงสั่นเทา

   

   ทันใดนั้นเธอก็กัดฟันขาวเรียงเป็นระเบียบราวกับลูกหมาที่พยายามทำท่าดุร้าย

   

   “โฮ่งๆๆ!”

   

   เจ้าหมาดำยืนเห่าใส่เธออย่างดุร้าย

   

   “กรรร!” เธอขู่ตอบ

   

   จากนั้นคนกับหมาก็ยืนด่าทอกัน โดยที่ไม่มีใครเข้าใจว่าพวกเขากำลังด่าอะไร

   

   ชายชราได้แต่นิ่งมอง...

   

   จากสถานการณ์ที่ตึงเครียด บรรยากาศกลับผ่อนคลายลงอย่างไม่น่าเชื่อ

   

   คงเป็นเพราะหมาดำตัวนั้นสบถหยาบคายเกินไป ในที่สุดเสิ่นจืออินก็ทนไม่ไหว พุ่งตัวเข้าไปจิ้มตาหมาดำด้วยดาบไม้เล่มเล็กในมือ แล้วยกขาเตะเข้าที่คางของมัน ทั้งที่ดูไม่มีพิษสงอะไร แต่กลับเตะหมาดำตัวนั้นล้มหงายหลัง ร้องครวญครางพร้อมกับวิ่งหนีไป

   

   “อ๊า!!! ไอลี่ของฉัน พวกแกรู้ไหมว่ามันราคาเท่าไหร่ พวกแกจ่ายไหวเหรอ?!”

   

   ชายชราโกรธจนมือสั่น

   

   “มาถึงขนาดนี้แล้ว คุณยังห่วงสุนัขของคุณอยู่หรือเปล่า คุณไม่รู้เหรอว่ามันเกือบจะกัดพวกเรา!”

   

   “ก็ยังไม่ได้กัดสักหน่อย! ถึงโดนกัดขึ้นมา ฉันจ่ายไม่กี่เหรียญก็จบเรื่อง ทำเป็นเรื่องใหญ่โตไปได้! บอกไว้ก่อนเลยนะ ถ้าไอลี่เป็นอะไรไป ฉันไม่ปล่อยพวกแกไว้แน่”

   

   ให้ตายเถอะ แม้แต่เสิ่นจืออินยังมองค้อน

   

   นี่มันไม่ใช่สังคมที่เคารพกฎหมายและมีอารยธรรมแล้วเหรอ? ยังมีคนแบบนี้ที่ไม่เห็นคุณค่าชีวิตคนอื่น เหมือนอันธพาลในสมัยก่อน หยิ่งยโสและน่ารังเกียจ

   

   ในท้ายที่สุด กลุ่มคนที่เกือบจะตกเป็นเหยื่ออย่างพวกเขาไม่ได้แจ้งความ แต่กลับเป็นจ้าวอี้ที่โทรแจ้งตำรวจ

   

   ในระหว่างที่รอตำรวจ จ้าวอี้ที่ยังคงโกรธเคืองก็เดินตรงเข้ามาหาเสิ่นจืออิน และชี้หน้าเธอราวกับจะตบ

   

   “นังเด็กแสบ แกมันยุ่งไม่เข้าเรื่อง!”

   

   เสิ่นจืออินหลบได้ทัน “ยัยตัวซวย! บ้านเธอจะล้มละลายเพราะเธอ!”

   

   “แกพูดว่าอะไรนะ!!!”

   

   สีหน้าของจ้าวอี้บิดเบี้ยวอย่างน่ากลัว เมื่อได้ยินเสิ่นจืออินสาปแช่งให้บ้านของเธอล้มละลาย

   

   “นังเด็กสารเลว บ้านแกสิล้มละลาย!!”

   

   แม้ว่าเธอจะแต่งตัวดี แต่คำพูดหยาบคายที่หลุดออกมาจากปากของเธอนั้น ชวนให้ขนลุกและรู้สึกขยะแขยง แม้แต่เด็กๆก็ตาม

   

   ชายชรารีบเข้ามาขวางเสิ่นจืออินไว้เบื้องหลังและเผชิญหน้ากับจ้าวอี้ เขาไม่สามารถโต้เถียงด้วยคำพูดหยาบคายได้ จึงตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบ

   

   เสิ่นจืออินยกมือขึ้น ยันต์สีเหลืองใบหนึ่งปลิวไปติดที่หลังของจ้าวอี้

   

   “อือ...อือ...”

   

   ขณะที่จ้าวอี้กำลังด่าทออย่างเมามัน จู่ๆเสียงของเธอก็ดับหายไปราวกับถูกกลืน เสียงด่าทอกลายเป็นความเงียบงัน เธอตกใจจนใบหน้าซีดเผือด

   

   ภาพเหตุการณ์อันน่าขนลุกนี้ ไม่ใช่แค่ตัวเธอเท่านั้นที่หวาดผวา แม้แต่คุณตาก็พลอยรู้สึกสะพรึงกลัวไปด้วย

   

   พวกเขาไม่เห็นยันต์ที่เสิ่นจืออินแอบโยนออกไป จึงยิ่งหวาดกลัวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

   

   คุณตาพนมมือขึ้นอย่างรวดเร็ว ก่อนจะโค้งคำนับไปทุกทิศทาง

   

   “กรรมแล้ว กรรมแล้ว สงสัยบาปหนาจนพระพุทธองค์ไม่ทรงรับฟังแล้วล่ะ เธอก่อกรรมทำเข็ญอะไรไว้หนักหนา”

   

   แม้ในใจจะรู้สึกขนลุกอยู่บ้าง แต่ก็ต้องยอมรับว่า เห็นแบบนี้แล้วมันสะใจจริงๆ



บทที่ 5: เป็นยอดฝีมือ


   

   จ้าวอี้ยังคงส่งเสียงในลำคอออกมาอย่างต่อเนื่อง เห็นได้ชัดว่าเธอก็ค่อนข้างตกใจเช่นกัน

   

   แต่ไม่ยากที่จะสังเกตเห็นว่าแม้ในยามตื่นตระหนก เธอก็ยังคงพึมพำสบถออกมา ไม่สำนึกผิดแม้แต่น้อย

   

   เมื่อเจ้าหน้าที่สายตรวจมาถึง เสิ่นจืออินลงบันทึกประจำวันไว้ ส่วนยันต์ปิดปากนั้นปลิวไปกับสายลมแล้ว จ้าวอี้จึงเปล่งเสียงออกมาได้อีกครั้ง

   

   เมื่อได้ยินเสียงของตัวเอง จ้าวอี้ก็ตื่นเต้นดีใจ รีบวิ่งเข้าไปหาเจ้าหน้าที่สายตรวจทันที

   

   “ผี ผีหลอกค่ะ เมื่อกี้มีผี อยู่ๆฉันก็พูดไม่ได้ พวกเขาก็เห็นกันหมด”

   

   เสิ่นจืออินทำสีหน้าไร้เดียงสา เมื่อเผชิญกับสายตาของเจ้าหน้าที่สายตรวจที่มองมา

   

   “คุณพูดอะไรของคุณ คุณเอาแต่ด่าพวกเรามาตลอด หยาบคายมากเลย รู้ไหมอินอินกลัวแทบแย่”

   

   ชายชราก็รู้ทัน จึงรีบพยักหน้าเห็นด้วย เขาโอบกอดหลานชายของตัวเองไว้ ขณะที่เสิ่นจืออินก็ทำสีหน้าโกรธเคืองเช่นกัน

   

   “ใช่แล้ว คุณเจ้าหน้าที่ ผู้หญิงคนนี้เอาแต่ด่าพวกเรา แล้วยังพูดจาหยาบคายมาก ผมอายุขนาดนี้ยังไม่เคยได้ยินคำหยาบคายแบบนี้มาก่อนเลย แล้วเธอยังพาหมาตัวเบ้อเริ่มออกมาโดยไม่ใส่สายจูง เกือบจะกัดพวกเราแล้วด้วย พวกคุณสามารถตรวจสอบกล้องวงจรปิดได้”

   

   “พวกแกพูดจาเหลวไหล!” จ้าวอี้ชี้นิ้วใส่พวกเขาแล้วเริ่มด่าทอ

   

   คำด่าทอที่แม้กระทั่งเจ้าหน้าที่สายตรวจยังทนฟังไม่ได้

   

   “คุณผู้หญิง กรุณาใจเย็นๆก่อน อย่าเพิ่งด่าด้วยคำหยาบคายครับ!”

   

   น้ำเสียงของเจ้าหน้าที่สายตรวจเริ่มเข้มงวดขึ้น จ้าวอี้จึงหยุด

   

   “ฉันเป็นคนแจ้งความ พวกคุณจะเข้าข้างพวกมันได้ยังไง หมาของฉันโดนยัยเด็กนั่นทำร้าย พวกคุณจับมันไปให้หมดเลย”

   

   เจ้าหน้าที่สายตรวจกล่าว “ไม่ว่าใครจะเป็นคนแจ้งความ พวกเราก็จะให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ตอนนี้เชิญทุกท่านไปที่สำนักลาดตระเวนเพื่อให้ปากคำด้วยครับ”

   

   “ทำไมต้องไป! ฉันไม่ผิด ฉันจะไปสำนักลาดตระเวนทำไม จับพวกมันสิ!”

   

   เมื่อเห็นว่าเจ้าหน้าที่สายตรวจยืนยันจะพาตัวเธอไป จ้าวอี้จึงเริ่มโวยวายและข่มขู่

   

   “รู้ไหมสามีฉันเป็นใคร ถึงกล้าจับฉัน เชื่อไหมฉันจะทำให้พวกคุณอยู่ไม่ได้!”

   

   “โอ้โห สามีคุณเป็นใครกัน ถึงได้ใหญ่โตขนาดนี้ บอกมาให้ฟังหน่อยสิ” เสียงทุ้มต่ำกึ่งกวนประสาทดังขึ้น ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ ไถผมเกรียน ใบหน้าคมคาย เดินเข้ามาใกล้ เขาล้วงกระเป๋ากางเกงทั้งสองข้าง ท่าทางดูกร่างกว่าคุณชายเสิ่นเสียอีก

   

   สายตรวจที่ยืนอยู่ข้างๆ ต่างพากันยิ้มให้เขาพร้อมเอ่ยทัก “หัวหน้าฉิน”

   

   “นาย...นายนี่เอง”

   

   ฉินเจินเลิกคางขึ้นเล็กน้อย

   

   “ไปกันเถอะป้า สามีป้าแน่จริงก็ให้เขามาประกันตัวเอาแล้วกัน”

   

   พูดจบเขาก็แสยะยิ้มอย่างเหยียดหยัน ไม่ได้สนใจใยดีท่าทางเอาแต่ใจของหญิงตรงหน้าเลยแม้แต่น้อย

   

   จ้าวอี้โกรธจนหน้าแดงก่ำ แต่น่าแปลกที่เธอกลับไม่กล้าอาละวาดใส่ชายหนุ่มตรงหน้า

   

   “ต่อให้นายเป็นคนตระกูลฉิน ก็ไม่มีสิทธิ์มาจับคนแบบนี้ได้นะ!”

   

   เห็นได้ชัดว่า เธอรู้จักชายหนุ่มคนนี้เป็นอย่างดี แถมยังเกรงกลัวเขาไม่น้อย

   

   “จะรู้ก็ต่อเมื่อไปถึงสำนักลาดตระเวนนั่นแหละ”

   

   เมื่อไปถึงสำนักลาดตระเวน เจ้าหน้าที่ก็ได้เปิดกล้องวงจรปิดของคอนโดขึ้นมา

   

   ภาพที่ปรากฏตรงกับที่ชายชราเล่ามา จ้าวอี้เป็นฝ่ายผิด เธอพาหมาออกมาเดินเล่นโดยไม่ใส่สายจูง แถมมันเกือบจะกัดคนอื่น แล้วเธอยังกล้าทำท่าทางก้าวร้าวอีก

   

   แต่พอเห็นภาพจากกล้องวงจรปิดที่เสิ่นจืออินจัดการสุนัขดุร้ายตัวนั้นด้วยเวลาเพียงไม่กี่วินาที แล้วยังเตะมันออกไป ทำให้เจ้าหน้าที่สายตรวจต่างก็ตกตะลึง

   

   พวกเขาถึงกับสงสัยว่าตัวเองตาฝาดหรือเปล่า จึงดูซ้ำอีกครั้ง

   

   แต่ไม่ว่าจะดูกี่ครั้ง ภาพก็ยังเหมือนเดิม

   

   “โอ้โห เด็กตัวเล็กๆคนนี้ เธอเป็นยอดฝีมือหรือเปล่าเนี่ย!”

   

   ฉินเจินเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย สายตาของทุกคนต่างก็จับจ้องไปที่เสิ่นจืออิน

   

   “น้องสาว เก่งมากเลยนะ เรียนแบบนี้มาจากไหนเนี่ย?”

   

   อายุแค่นี้เอง แถมยังตัวเล็กเท่านี้ แต่กลับเตะหมาตัวเบ้อเริ่มนั่นกระเด็นได้

   

   บางคนถึงกับยกนิ้วโป้งให้เธอ

   

   เสิ่นจืออินนั่งตัวตรงเรียบร้อย ดูเป็นกุลสตรีในสมัยก่อน

   

   แต่ตอนนี้เธอยังเด็ก ท่าทางจริงจังแบบนั้นช่างน่ารักเหลือเกิน

   

   “เรียนกับอาจารย์ค่ะ”

   

   “นี่ พวกคุณดูกล้องวงจรปิดแล้ว เป็นยัยเด็กคนนี้ที่ทำร้ายหมาของฉัน ยังไงก็ต้องให้เธอชดใช้ค่าเสียหาย นี่มันหมาพันธุ์ร็อตไวเลอร์นะ แพงจะตาย ปกติที่บ้านก็เลี้ยงดูอย่างดี ให้กินของดีๆ กว่าจะโตมาขนาดนี้ก็เสียเงินไปเยอะ ยังไงก็ต้องจ่ายสักล้านนึง”

   

   คราวนี้ไม่ต้องพูดถึงชายชรา แม้แต่สายตรวจก็ยังทนไม่ไหว

   

   ถ้าไม่ติดว่าเป็นสายตรวจ พวกเขาคงด่าไปแล้วว่า หน้าไม่อาย

   

   แต่มีสายตรวจคนหนึ่งที่ไม่คิดแบบนั้น

   

   ฉินเจินหัวเราะเยาะ “ป้าครับ การก่อสร้างกำแพงเมืองจีนไม่ได้เอาหน้าป้าไปสร้าง นับเป็นความสูญเสียของวงการก่อสร้างอย่างแท้จริง ถึงแม้สติปัญญาของคนเราจะมีสูงมีต่ำ แต่ก็ไม่น่าจะถึงขั้นสมองฝ่อขนาดนี้นะครับ”

   

   “ขี้ของหมาบ้านป้ามันเป็นทองหรือไง ถึงได้บูชาเทียบเท่าพ่อแม่ตัวเองแบบนี้ โอ๊ะ ผมขอโทษที พ่อแม่แท้ๆของป้ายังไม่ได้รับการดูแลแบบนี้เลยมั้ง ป้าแน่ใจนะว่าตอนนี้จะมาถกเถียงกับผมเรื่องชีวิตหมาสำคัญกว่าชีวิตคน?”

   

   คำพูดประชดประชันที่ถูกเปล่งออกมา ทำให้ทุกคนที่อยู่ตรงนั้นรู้สึกสะใจ

   

   โดยเฉพาะเสิ่นจืออิน เธอมองไปที่ชายหนุ่ม ดวงตาทั้งสองข้างเปล่งประกายวิบวับ

   

   ที่แท้ก็ด่าแบบนี้ได้ด้วยเหรอ เรียนรู้เพิ่มอีกแล้ว!

   

   เพียงแต่ตอนนี้เธอพูดช้าไปหน่อย เสียงยังนุ่มๆ ด่าคนแล้วไม่ค่อยมีพลัง

   

   “นาย...นายกล้าด่าฉันเหรอ!”

   

   หลังจากโกรธเป็นฟืนเป็นไฟอยู่นาน จ้าวอี้ก็พูดออกมาได้แค่นี้

   

   จินเฉินมองด้วยความประหลาดใจ “โอ้ ฟังภาษาคนออกด้วยเหรอ แบบนี้จะเรียกว่าด่าได้ยังไง ในเมื่อเทียบกับป้าแล้ว ผมยังห่างชั้นอีกเป็นกาแล็กซี่เลยนะ คำว่าด่าผมคงไม่กล้ารับหรอก”

   

   คนรอบข้างที่โกรธแทน ต่างเปลี่ยนท่าทีเป็นคนเผือกกันหมด พูดได้อีก พูดอีก!

   

   เห็นหน้าจ้าวอี้ซีดเผือดแบบนี้ พวกเขารู้สึกสะใจสุดๆ

   

   แต่อย่างน้อยหลังจากสะใจแล้ว ก็ต้องทำเป็นห้ามปรามสักหน่อย

   

   “เอาล่ะ เอาล่ะ พวกเราเป็นสายตรวจก็อย่าไปถือโทษโกรธเคืองป้าคนนี้เลย”

   

   จ้าวอี้ “…”

   

   นี่มันเรียกห้ามหรือยุส่งกันแน่ ใครใช้ให้เรียกเธอว่าป้า!

   

   ถึงแม้จะโดนตอกกลับมาแบบนั้น แต่จ้าวอี้ก็ยังยืนยันที่จะเรียกร้องค่าเสียหาย

   

   ยิ่งไปกว่านั้น หลังจากสามีของเธอมาถึง เธอก็ยิ่งมั่นใจมากขึ้น

   

   สามีของจ้าวอี้เป็นถึงตระกูลเศรษฐีร่ำรวย แซ่หวัง ธุรกิจของที่บ้านก็ไม่ใช่เล็กๆ

   

   ด้วยเหตุนี้เธอถึงได้มั่นใจมากขนาดนี้

   

   ฉินเจินกอดอกพลางเอ่ย “อยากเรียกร้องค่าเสียหายก็ไม่ใช่ว่าจะทำไม่ได้หรอกนะ แต่ว่าค่าเสียหายทางจิตใจที่พวกเขาได้รับ พวกคุณจะไม่จ่ายชดเชยให้หน่อยเหรอ”

   

   มุมปากของสามีจ้าวอี้กระตุก เขาไม่กล้าโกรธเพราะเกรงบารมีของฉินเจิน แต่การโดนเด็กเมื่อวานซืนมาหักหน้าแบบนี้ก็ทำให้เขาไม่พอใจอยู่ไม่น้อย

   

   “ฉินเจิน นี่มันเรื่องของพวกเรา ไม่เกี่ยวอะไรกับนายสักหน่อย ทำไมต้องเข้ามายุ่งด้วย”

   

   ฉินเจินเผยยิ้มออกมา จนเห็นรอยบุ๋มข้างแก้ม ดูเจ้าเล่ห์แสนกล

   

   “ไม่มีอะไรหรอก นี่มันก็เป็นหน้าที่ของสายตรวจไม่ใช่เหรอที่ต้องยุ่งเรื่องชาวบ้าน พอผมใส่ชุดเครื่องแบบนี้แล้ว ก็คงปล่อยให้พวกคุณรังแกคนอื่นไปเฉยๆไม่ได้หรอก”

   

   หวังคังไม่กล้ามีเรื่องกับตระกูลฉิน เพราะเขารู้ดีว่าตระกูลหวังเป็นแค่เศรษฐีใหม่ เทียบกับตระกูลฉินไม่ได้เลย

   

   เมื่อเห็นว่าฉินเจินเข้าข้างทั้งสามคนนั้นแล้ว เขาก็ไม่เซ้าซี้ต่อ อีกอย่างเรื่องนี้จริงๆ แล้วก็เป็นความผิดของพวกเขาเอง

   

   ที่จริงพวกเขารู้แก่ใจดี เพียงแต่เคยชินกับการใช้อำนาจข่มเหงคนอื่น และไม่อยากเสียหน้าจึงต้องหาเรื่องให้ตัวเองดูดี

   

   จ้าวอี้เห็นว่าสามีทำท่าจะปล่อยเรื่องนี้ไป ก็แสดงอาการไม่พอใจขึ้นมาทันที

   

   “ทำไมต้องปล่อยมันไป ไอลี่โดนมันฆ่าตายแล้วนะ นั่นฉันซื้อมันมาแพงนะ...”

   

   เธอโวยวายไม่หยุด หวังคังได้ยินแบบนั้นก็ชักเริ่มจะหมดความอดทน “คุณจะไปรึเปล่า ถ้าไม่ไปก็อยู่ที่นี่คนเดียวแล้วกัน”

   

   พูดจบเขาก็เดินจากไป

   

   จ้าวอี้จ้องมองเสิ่นจืออินด้วยสายตาอาฆาต ก่อนจะจำใจเดินตามสามีไป



บทที่ 6: ฉันเป็นย่าของเขา


   

   “พวกคุณกลับไปก็ระวังตัวกันด้วยล่ะ เพราะยังไงก็อยู่ในละแวกเดียวกัน อีกอย่างคนแบบนั้น ดูยังไงก็ไม่น่าจะใจกว้างพอที่จะปล่อยเรื่องนี้ไปได้”

   

   สายตรวจหนุ่มหันไปพูดกับคุณตาและเสิ่นจืออินก่อนจะบอกให้ทั้งคู่แสดงบัตรประชาชนเพื่อลงบันทึกประจำวัน จากนั้นก็สามารถกลับบ้านได้

   

   แต่ทว่า…

   

   เธอไม่มีบัตรประชาชน แถมยังไม่ได้เป็นญาติอะไรกับคุณตาด้วย

   

   “หนูไม่ใช่หลานสาวคุณตาเหรอ?”

   

   เธอส่ายหน้า

   

   คุณตาจึงรีบอธิบายว่า “คุณสายตรวจครับ จริงๆแล้วเป็นเด็กคนนี้ที่ช่วยพวกเราสองคนตาหลานเอาไว้ คุณสายตรวจพอจะอนุญาตให้ผมพาเด็กคนนี้กลับไปด้วยกันได้ไหมครับ?”

   

   “ไม่ได้ครับ”

   

   สายตรวจหนุ่มปฏิเสธเสียงแข็ง

   

   “ต้องให้ญาติของเด็กมารับตัวไปเท่านั้น เด็กคนนี้ยังเล็กเกินไป”

   

   ปวดหัว เด็กน้อยตัวแค่นี้ แถมยังมีขวดนมห้อยคออยู่แบบนี้ กล้าหาญไปตีหมาตัวเบ้อเร่อเท่านั้นได้ยังไงกันนะ

   

   เรื่องเหลือเชื่อที่สุดคือ เธอเอาชนะมันได้จริงๆ

   

   หลังจากปล่อยให้ตาหลานคู่นั้นกลับไป พวกเขาก็เริ่มถามเธอว่า เธอรู้เบอร์โทรศัพท์ติดต่อที่บ้านหรือไม่

   

   เสิ่นจืออินกอดขวดนมแล้วดูดนมเข้าไปคำใหญ่ นมขวดนี้อร่อยกว่าที่ตาเฒ่าคนนั้นซื้อให้เยอะเลย เสียดายใกล้หมดแล้ว

   

   “ไม่รู้ค่ะ หนูเพิ่งมาถึงเมืองเอ ตอนนี้มาอาศัยอยู่บ้านญาติค่ะ”

   

   เธอพูดจาฉะฉาน มีเหตุผล เพียงแต่พูดช้าไปหน่อย พวกสายตรวจต่างก็รู้สึกเหลือเชื่อ

   

   เด็กคนนี้ไม่ธรรมดา ฉลาด แถมยังสู้คนอีกด้วย

   

   จากคำพูดของเสิ่นจืออิน เจ้าหน้าที่สายตรวจตัดสินว่าเธอน่าจะบอกรายละเอียดของที่บ้านได้

   

   พวกเขาจึงถามข้อมูลเกี่ยวกับบ้านญาติที่เธออาศัยอยู่

   

   “แซ่เสิ่น ชื่อเสิ่นควาน เขายังมีลูกชายอีกคนชื่อเสิ่นมู่เหยี่ย”

   

   “พุบ ค่อก แค่ก แค่ก…”

   

   เสิ่นจืออินมองไป เห็นฉินเจินที่กำลังดื่มชาสำลักออกมา

   

   โอ้โห…เเต่เธอดื่มนมยังไม่เคยสำลักเลยนะ

   

   “เธอว่าบ้านใครนะ?”

   

   เสิ่นจืออินพูดด้วยน้ำเสียงน่ารักน่าเอ็นดูอีกครั้ง ก่อนจะเอียงคอเล็กน้อยมองเขา

   

   “คุณก็รู้”

   

   เป็นการยืนยัน ไม่ใช่การตั้งคำถาม

   

   ฉินเจินเดินไปนั่งยองๆข้างๆเธอ ก่อนจะกวาดตามองขึ้นลง “โอ้โห จริงๆด้วย เป็นบ้านตระกูลเสิ่นนี่เอง ทำไมฉันไม่รู้เลยว่าบ้านตระกูลเสิ่นมีลูกสาวที่พลัดพรากอยู่ข้างนอก เป็นน้องสาวหรือน้องสาวคนละแม่ของเสิ่นมู่เหยี่ยหรือเปล่า?”

   

   เสิ่นจืออินส่ายหน้า เสียงหวานใสของเธอแฝงไปด้วยความร่าเริง

   

   “เสิ่นมู่เหยี่ยเป็นหลานชายของฉัน ฉันเป็นย่าของเขา”

   

   เธอพูดเสียงดังฟังชัด

   

   “แค่กๆๆ...”

   

   ฉินเจินไออีกครั้ง คราวนี้หนักกว่าเดิม

   

   เสิ่นจืออินมองเขาอย่างสงสัย แต่ดูจากสีหน้าแล้ว ก็ไม่เหมือนคนป่วย

   

   ดูแข็งแรงดี ทำไม...

   

   ฉินเจินขยับเข้ามาใกล้เด็กหญิงตัวน้อย แล้วถามอีกครั้ง “เธอเป็นย่าของเสิ่นมู่เหยี่ยจริงๆเหรอ? ถ้าอย่างนั้น เธอก็เป็นย่าของเสิ่นซิวหนานด้วยสิ”

   

   เสิ่นซิวหนาน เธอพยายามนึกถึงข้อมูลที่ท่านผู้เฒ่าเคยเล่าให้ฟัง เหมือนจะเป็นลูกชายของบ้านตระกูลเสิ่นที่เป็นทหาร

   

   “คุณรู้จักกับเสิ่นซิวหนานเหรอ?” เสิ่นจืออินถามพลางดูดนมจากขวดนม

   

   ฉินเจินพยักหน้า “เราเคยเป็นรูมเมทกันสมัยเรียนอยู่โรงเรียนทหาร”

   

   และดูเหมือนว่าพวกเขาจะสนิทกันมาก ไม่งั้นคงไม่ตกใจขนาดนั้นตอนที่รู้ว่าเสิ่นจืออินเป็นใคร

   

   เสิ่นซิวหนานมีคุณย่าตัวน้อยขนาดนี้เชียวหรือ ฮ่าๆๆ...

   

   หลังจากหัวเราะเยาะเย้ยในใจอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็ตัดสินใจพาเด็กน้อยคนนี้ออกไป

   

   “ไปกันเถอะ ฉันจะพาเธอกลับบ้านตระกูลเสิ่น”

   

   เสิ่นจืออินกล่าวขอบคุณอย่างสุภาพ การที่ฉินเจินพาเธอออกไปได้แบบนี้ก็ดีที่สุดแล้ว ตอนนี้ไม่มีใครอยู่บ้านตระกูลเสิ่น มีเพียงเสิ่นมู่เหยี่ยคนเดียวที่อยู่ในเมืองเอ แต่เขายังเรียนอยู่ เธอไม่อยากรบกวนเขา

   

   หลังจากออกจากสำนักลาดตระเวน เสิ่นจืออินก็หยิบยันต์สีเหลืองออกมาจากกระเป๋าที่เธอพกติดตัวแล้วยื่นให้เขา

   

   “คุณช่วยฉัน ฉันก็ให้ของขวัญคุณ นี่คือยันต์คุ้มภัย จะปกป้องคุ้มครองให้คุณปลอดภัย”

   

   ฉินเจินมองเธออย่างจนใจ

   

   “นี่เจ้าตัวน้อย ลองหันไปดูข้างหลังเราสิว่าคือที่ไหน แล้วดูชุดที่ฉันใส่อยู่สิ เธอคิดว่ามันเหมาะกับฉันเหรอ?”

   

   กล้ามาโฆษณาสินค้าแบบนี้ต่อหน้าสายตรวจ เจ้าเด็กคนนี้มันต้องไปได้ไกลแน่

   

   เสิ่นจืออินยัดยันต์ใส่มือเขาพร้อมกับพูดด้วยน้ำเสียงหงุดหงิดว่า “ก็เพราะคุณเป็นสายตรวจไงฉันถึงเอามาให้ ยันต์นี่จะช่วยคุ้มครองคุณให้ปลอดภัยจริงๆนะ!”

   

   ถึงจะไม่ค่อยเชื่อเรื่องนี้ แต่ฉินเจินก็รับยันต์ไว้ อย่างน้อยคำพูดที่บอกว่าจะปกป้องเขาให้ปลอดภัยของเด็กคนนี้ก็ดูจริงใจดี

   

   “นี่ ฉันรับไว้แล้ว ไปกันเถอะ เดี๋ยวฉันขับรถไปส่ง”

   

   ตอนที่ไปส่งเสิ่นจืออินที่บ้าน ก็เห็นพ่อบ้านกำลังร้อนรนตามหาเธออยู่พอดี

   

   อย่างที่คิด กังวลอยู่ว่าจะต้องเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น

   

   ถ้าเธอกลับมาช้ากว่านี้ พ่อบ้านคงต้องโทรแจ้งสายตรวจแล้วแน่ๆ

   

   “นายหญิงครับ นายหญิงหายไปไหนมาครับ พวกเราตามหาแถวนี้ก็ไม่เจอนายหญิง”

   

   เห็นทีต้องให้บอดี้การ์ดคอยติดตามเธอไปด้วยแล้วล่ะ

   

   เสิ่นจืออินกอดขวดนมด้วยความรู้สึกผิดเล็กน้อย “ฉันไม่ได้ตั้งใจ”

   

   มีทั้งหมาทั้งคนมาหาเรื่องเธอ!

   

   พ่อบ้านโบกมือปฏิเสธอย่างรวดเร็ว “กลับมาได้ก็ดีแล้วครับ ดีแล้วครับ

   

   “คุณชายฉิน ทำไมคุณถึงมาอยู่ที่นี่ได้ล่ะครับ”

   

   สายตาของเขาเพิ่งไปสะดุดกับฉินเจิน

   

   ฉินเจินตอบ “คุณย่าคนนี้ไปที่สำนักลาดตระเวนเพราะมีเรื่องน่ะ ผมเลยมาส่งเธอ”

   

   เขาเล่าเรื่องราวโดยย่อ ทำให้พ่อบ้านขมวดคิ้ว

   

   “เป็นเรื่องของบ้านตระกูลหวังอีกแล้วเหรอ? ก่อนหน้านี้ก็เคยได้ยินมาว่า หมาบ้านนั้นเกือบจะกัดคน พอเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยไปเตือน ผู้หญิงคนนั้นก็ด่าไล่เจ้าหน้าที่ไป คิดไม่ถึงเลยว่าจะยังไม่เข็ดหลาบ”

   

   ดวงตาของเขาฉายแววดูถูก บางคนพอได้ร่ำรวยขึ้นมาก็ทำตัวเย่อหยิ่ง ไร้มารยาท ชอบอวดเบ่งไปทั่ว

   

   แถมหมานั่นก็เหมือนเป็นเครื่องประดับไว้สำหรับแสดงฐานะของจ้าวอี้

   

   บริเวณนี้มีคนร่ำรวยอยู่มากมาย เธอไม่รู้หรือไงว่าถ้าเกิดหมาของเธอสร้างเรื่องอะไรขึ้นมาจะต้องมานั่งเสียใจภายหลัง

   

   ยิ่งไปกว่านั้น ตระกูลหวังก็ไม่มีอะไรมาเทียบกับตระกูลเสิ่นของพวกเขาได้เลย กล้าดียังไงถึงมาหาเรื่องนายหญิงของตระกูลเสิ่น ช่างไม่รู้อะไรบ้างเลย!

   

   เขาจะไปฟ้องท่านเจ้าบ้านเดี๋ยวนี้!

   

   หลังจากยิ้มส่งฉินเจินกลับไปแล้ว พ่อบ้านก็รีบถามเสิ่นจืออินว่าตกใจอะไรบ้างไหม

   

   เสิ่นจืออินจ้องมองอาหารหลากหลายบนโต๊ะด้วยตาลุกวาว น้ำลายแทบไหล รีบส่ายหน้าทันที

   

   “ไม่ๆๆ พวกเขาหาเรื่องฉันไม่ได้หรอก ฉันเก่งจะตายไป!”

   

   พ่อบ้านเห็นว่าเธอสบายดีจึงไม่ได้ถามอะไรต่อ แต่ยังไงเขาก็จะไปฟ้องอยู่ดี!

   

   กินเนื้อ กินเนื้อ กินให้อร่อย เธอจะไม่มีวันเลิกกินอาหารอร่อยขนาดนี้ แม้จะต้องบำเพ็ญเพียรทั้งชีวิตก็ตาม

   

   ทุกคนในตระกูลเสิ่นล้วนมีงานทำ บางคนไม่ได้พักอยู่ที่บ้านตระกูลเสิ่นด้วยซ้ำ ยกเว้นแต่เสิ่นมู่เหยี่ยที่ยังเรียนอยู่

   

   จะมีก็แค่วันสำคัญ สำคัญเท่านั้นที่ทุกคนจะมารวมตัวกันที่บ้านตระกูลเสิ่นเพื่อทานข้าวพร้อมหน้า

   

   ระหว่างที่เสิ่นมู่เหยี่ยไปโรงเรียน บ้านตระกูลเสิ่นก็ยิ่งเงียบเหงาขึ้นไปอีก

   

   ส่วนเสิ่นจืออินก็อยู่บ้านเฉยๆมาหลายวันแล้ว พอเธอได้โทรศัพท์มือถือคืน เธอก็รีบทักหาอาจารย์ทันที เพื่อขอให้เจ้าเหมียวมาอยู่ด้วย

   

   อาจารย์ก็ตกลง แต่ติดตรงที่เอกสารต่างๆยังไม่เรียบร้อย ต้องรอไปอีกสองสามวัน

   

   พอถึงวันศุกร์ เสิ่นจืออินก็อยู่เฉยไม่ได้แล้ว

   

   เธออยากออกไปข้างนอก มีหลายอย่างที่เธออยากได้ แต่เธอไม่มีเงิน

   

   ทำได้อย่างเดียวคือไปขอยืมเสิ่นมู่เหยี่ยก่อน แล้วค่อยหาวิธีหาเงินมาคืนทีหลัง

   

   จริงๆแล้ว เสิ่นจืออินก็แอบคิดอยู่เหมือนกันว่าจะลองไปตั้งแผงดูดวงดีไหม เพราะช่วงนี้เธออ่านนิยายกับดูซีรีส์ไปเยอะมาก แล้วนางเอกที่เป็นหมอดูในนิยายหาเงินเก่งกันทุกคนเลย!



บทที่ 7: ฉันเขียนอักษรหวัด


   

   ฝีมือระดับนี้ของเธอก็น่าจะหาเงินได้อยู่หรอก เพียงแต่…

   

   เสิ่นจืออินมองรูปร่างเตี้ยๆของตัวเองแล้วถอนหายใจพลางกอดขวดนม

   

   เด็กน้อยที่ยังถือขวดนมอยู่ ใครจะไปเชื่อว่าเป็นเด็กฉลาด

   

   เด็กน้อยนั่งอยู่บนเก้าอี้ แกว่งขาไปมา มือข้างหนึ่งถือขวดนม อีกข้างถือพู่กันอย่างชำนาญ กำลังเขียนสิ่งของที่ต้องซื้อลงบนกระดาษ

   

   มองดูดีๆจะเห็นว่าเป็นชื่อของสมุนไพรจีนทั้งหมด

   

   หลังจากเขียนเสร็จ เธอก็โยนพู่กันทิ้ง เธอรู้สึกง่วงแล้ว ขอนอนก่อน เรื่องฝึกวิชาอะไรนั่นค่อยว่ากันหลังจากตื่นแล้วก็ได้ ไม่รีบ ไม่รีบ

   

   ใกล้ถึงเวลาเลิกเรียนของเสิ่นมู่เหยี่ย คนขับรถก็ไปรับ เสิ่นจืออินก็ไปด้วย เธอต้องไปยืมเงินเสิ่นมู่เหยี่ย

   

   หลังเลิกเรียนตอนบ่าย เสิ่นมู่เหยี่ยมักจะเล่นบาสเกตบอลกับเพื่อนสนิทสองสามคน เขาอยู่ที่โรงเรียนหลายวันแล้วจนลืมคุณย่าตัวน้อยที่บ้านไปเลย ไม่ได้รีบกลับบ้าน

   

   ตอนที่อุ้มลูกบาสไปที่สนาม เขารู้สึกเหมือนลืมอะไรไปสักอย่าง

   

   “พี่เสิ่น เป็นอะไรไป ทำไมดูใจลอยแบบนั้น”

   

   เสิ่นมู่เหยี่ยขมวดคิ้ว “ฉันรู้สึกเหมือนลืมอะไรบางอย่างไป แต่ก็นึกไม่ออก”

   

   “นึกไม่ออกก็ช่างมันเถอะ ไปกันได้แล้ว เดี๋ยวสนามบาสโดนคนอื่นยึดไปก่อนหรอก”

   

   กลุ่มเด็กหนุ่มที่เปี่ยมไปด้วยพลังเริ่มเล่นบาสเกตบอล และลืมเรื่องอื่นๆไปจนหมดสิ้น

   

   ส่วนเสิ่นจืออินกอดขวดนมนั่งยองๆรออยู่หน้าประตูโรงเรียนมัธยมหนานเฉิงเป็นเวลานาน นานจนนับมดที่เดินผ่านหน้าไปได้กว่าห้าสิบตัวแล้ว แต่ก็ยังไม่เห็นคนที่เธอรอโผล่มาเสียที

   

   เธอคิดคำนวณดู อืม...ตอนนี้น่าจะยังอยู่ในโรงเรียน

   

   เสิ่นจืออินพองแก้มอย่างขัดใจ ก่อนจะลุกขึ้นยืนแล้วเดินตรงไปที่โรงเรียน

   

   หลังจากแจ้งเรื่องราวกับยามเฝ้าประตูเรียบร้อย เธอก็เข้ามาในโรงเรียน แต่ติดตรงที่ เธอไม่รู้ว่าเสิ่นมู่เหยี่ยอยู่ที่ไหน

   

   หรือว่า...จะลองพับกระดาษเป็นรูปคนตัวเล็กๆ แล้วตามหาดีนะ?

   

   “หนูน้อย มาหาใครเหรอจ๊ะ?”

   

   อาจเป็นเพราะเห็นเธอเป็นเด็กตัวเล็กๆยืนอยู่คนเดียว เด็กสาวใจดีคนหนึ่งจึงเดินเข้ามาถาม

   

   เสิ่นจืออินพยักหน้า แล้วล้มเลิกความคิดที่จะพับกระดาษเป็นรูปคนตัวเล็กๆ

   

   เพราะยังไงซะ กระดาษรูปคนตัวเล็กๆก็ไม่สามารถล่องหนได้ ถ้าถูกพบเข้าต้องทำให้ตกใจกันแน่ๆ

   

   “หนูตามหาเสิ่นมู่เหยี่ย คุณรู้ไหมคะว่าเขาอยู่ที่ไหน”

   

   “เสิ่นมู่เหยี่ย เสิ่นมู่เหยี่ยคนนั้นน่ะเหรอ”

   

   เสิ่นจืออินทำหน้างง “???”

   

   โรงเรียนพวกคุณมีเสิ่นมู่เหยี่ยหลายคนเหรอ

   

   “เอ่อ...คือตอนนี้คนชื่อซ้ำกันมีเยอะก็จริงนะ แต่ที่ฉันรู้จักมีเสิ่นมู่เหยี่ยแค่คนเดียว เขาน่าจะกำลังเล่นบาสเกตบอลอยู่ ฉันพาเธอไปดูไหม”

   

   เสิ่นจืออินตอบกลับด้วยรอยยิ้มที่สดใส “ขอบคุณมากๆค่ะ”

   

   ตอนนี้เสิ่นจืออินตัวเล็กๆหน้าตาน่ารักน่าเอ็นดู ริมฝีปากแดงระเรื่อ ผิวขาวราวกับหยวกกล้วย เหมือนตุ๊กตาตัวน้อยๆที่ออกมาจากภาพวาด ทั้งงดงามและน่ารัก

   

   ระหว่างทางที่เดินไป มีแต่คนหันมามองเต็มไปหมด

   

   ข้อเท็จจริงได้พิสูจน์แล้วว่า แม้แต่เด็กนักเรียนก็ยังอดใจไม่ไหวกับเด็กน่ารักแบบนี้

   

   ถึงแม้จะเลิกเรียนแล้ว แต่ที่สนามบาสก็ยังมีนักเรียนอยู่ไม่น้อย

   

   ส่วนใหญ่เป็นผู้ชาย เพราะบาสเกตบอลเป็นกีฬายอดฮิตของเด็กผู้ชายมัธยมปลายพวกนี้อยู่แล้ว

   

   ส่วนพวกผู้หญิงก็มาดูหนุ่มๆนั่นแหละ

   

   ถึงแม้ผู้ชายที่ชอบเล่นบาสจะไม่ได้หล่อทุกคน แต่ก็ต้องมีสักคนสองคนที่ทั้งหน้าตาและส่วนสูงโดนใจพวกเธอ ไม่งั้นคงไม่มานั่งดูหรอก

   

   “เธอดูคนนั้นสิ คนที่ใส่เสื้อบาสสีแดง เห็นชัดเลย”

   

   ก็นะ จะไม่ให้เห็นชัดได้ยังไง ในเมื่อเสิ่นมู่เหยี่ยไม่เพียงแค่ใส่เสื้อบาสสีแดง แต่ยังทำผมสีแดงแรงฤทธิ์อีก แถมยังสูงโดดเด่นกว่าใครในกลุ่มนักบาสมัธยมปลาย

   

   ตอนที่เสิ่นจืออินมองไป ก็เห็นเขากำลังกระโดดชู้ตลูกบาสลงห่วงพอดี

   

   เสียงกรี๊ดกร๊าดดังมาจากรอบทิศ

   

   “อืม นั่นไงล่ะ เขาเอง”

   

   หลานชายของเธอคนนี้ ทำเอาสาวๆใจสั่นไปไม่รู้กี่คนแล้ว

   

   หลังจากร่ำลากับเด็กสาวใจดีแล้ว เธอก็เดินตรงไปยังกลุ่มคน

   

   ทุกที่ที่เธอเดินผ่าน ผู้คนรอบข้างต่างก็รู้สึกราวกับถูกใครบางคนผลักเบาๆให้หลีกทาง

   

   เหล่านักเรียนที่ถูกผลักพากันงุนงง “???”

   

   เกิดอะไรขึ้นเนี่ย?

   

   เสิ่นจืออินเดินมาถึงด้านหน้าได้อย่างราบรื่น เสื้อผ้ายังคงสะอาดสะอ้าน แม้แต่ผมก็ไม่ยุ่งเหยิงเลย

   

   แค่รู้สึกเปลืองพลังวิญญาณไปหน่อย

   

   หาหลานชายนี่มันเหนื่อยชะมัด ขอเธอดูดนมสักพักเถอะ

   

   เสิ่นมู่เหยี่ยกำลังจะเข้าไปแย่งลูกบาสจากฝั่งตรงข้าม แต่สายตาของเขากลับเหลือบไปเห็นร่างเล็กๆร่างหนึ่ง แล้วเขาก็สบถออกมา

   

   เผลอวอกแวกเพียงเสี้ยววินาที ลูกบาสก็พุ่งเข้ากระแทกหน้าเขาอย่างจัง

   

   “โอ๊ย...”

   

   เขานั่งลงกับพื้นพลางเอามือกุมสันจมูกไว้

   

   “เฮ้ย! พี่ไม่เป็นไรใช่มั้ย!”

   

   เสิ่นมู่เหยี่ยขมวดคิ้ว จมูกของเขายังคงรู้สึกเจ็บแปลบ จากการโดนลูกบาสกระแทก

   

   “เสิ่นมู่เหยี่ย”

   

   เสียงเล็กๆอ่อนหวาน ดังขึ้นท่ามกลางเสียงห้าวๆของเด็กหนุ่มวัยกำลังแตกเนื้อหนุ่ม ทำให้ทุกคนหันไปสนใจ

   

   พวกเด็กหนุ่มร่างสูงใหญ่หันไปมองตามเสียง เด็กหญิงหน้าตาน่ารักน่าเอ็นดูราวกับตุ๊กตาตัวน้อยๆกำลังวิ่งดุ๊กดิ๊กเข้ามาหา มือเล็กๆกำขวดนมแน่น

   

   น่ารักจัง เหมือนตุ๊กตาเลย เหมือนน้องสาวในฝันของพวกเขาเลย

   

   “เสิ่นมู่เหยี่ยเจ็บหรือเปล่า โง่จัง”

   

   เสิ่นจืออินพองแก้มอย่างขัดใจ แล้วหยิบพลาสเตอร์ยาจากกระเป๋าสะพายข้างออกมา

   

   “ยื่นมือมาสิ”

   

   เด็กหนุ่มจอมเอาแต่ใจยื่นมือออกไปโดยไม่รู้ตัว

   

   เสิ่นจืออินเข้าไปใกล้ๆ แล้วติดพลาสเตอร์ยาให้เขาอย่างรวดเร็ว

   

   เพียงไม่กี่วินาที ไม่รู้ว่าเขาคิดไปเองหรือเปล่า จมูกของเขารู้สึกเย็นๆเหมือนจะหายเจ็บแล้ว

   

   แต่ตอนที่โดนลูกบาสกระแทกจมูก น้ำตาก็ไหลออกมาโดยไม่รู้ตัว ตอนนี้ตาของเขายังแดงๆอยู่ ดูแล้วน่าอายชะมัด

   

   “เธอมาได้ยังไง”

   

   เสิ่นมู่เหยี่ยพูดเสียงอู้อี้

   

   พวกเด็กหนุ่มรอบข้างเบิกตากว้าง จ้องเขม็งไปที่เสิ่นจืออินไม่วางตา

   

   เด็กคนนี้เป็นใครของพี่เสิ่น?

   

   “เชี่ย! พี่เสิ่น นี่ลูกสาวของพี่เหรอ! โตขนาดนี้แล้วเนี่ยนะ”

   

   แน่นอนว่าพวกนั้นแค่พูดเล่น พอโดนสายตาดุๆของเสิ่นมู่เหยี่ยปรามเข้าหน่อย พวกนั้นก็หดคอหลบไปอย่างรวดเร็ว

   

   “ก็มาหาเธอน่ะสิ มาขอยืมเงินซื้อของหน่อย” เสิ่นจืออินไม่ได้สนใจคำพูดเหล่านั้นสักนิด

   

   พวกนั้นมันก็แค่เด็กเมื่อวานซืน เธอใจกว้างพอ ไม่ถือสาหาความหรอก เชอะ!

   

   เสิ่นมู่เหยี่ยรอจนเลือดกำเดาหยุดไหล จึงหันไปบอกกับเพื่อนๆว่า “พวกนายอยากเล่นต่อก็เล่นไปเลย ฉันไปละ”

   

   “นี่พี่ แล้วเธอเป็นใครอะ ไม่เห็นเคยได้ยินว่าพี่มีน้องสาว”

   

   เสิ่นมู่เหยี่ยหยิบเสื้อคลุมนักเรียนที่ตกอยู่บนพื้นขึ้นมาคลุมไหล่ แล้วใช้มือปัดผมที่เปียกเหงื่ออย่างลวกๆ เผยให้เห็นหน้าผากและใบหน้าอันหล่อเหลาชัดเจน

   

   “ฉันก็ไม่ได้บอกสักหน่อยว่าเธอเป็นน้องสาวฉัน”

   

   แต่เขาก็ไม่ยอมปริปากบอกว่าเธอเป็นใคร

   

   ไม่ใช่ว่าเขารู้สึกอับอาย เพียงแต่เขาเรียกเด็กหญิงตัวแค่นี้ว่า ‘คุณย่า’ ไม่ลงจริงๆ

   

   บนรถ เสิ่นจืออินหยิบรายการช้อปปิ้งออกมาทันที พลางพูดเจื้อยแจ้วถึงสิ่งที่เธอต้องการจะซื้อ

   

   “ตอนนี้ฉันยังไม่มีเงิน เธอให้ฉันยืมเงินหน่อยสิ ซื้อของทั้งหมดที่อยู่ในนี้ก่อน พอฉันหาเงินได้แล้วจะรีบเอามาคืนให้”

   

   เด็กน้อยมองเขาด้วยแววตาเว้าวอน ในฐานะที่เป็นผู้ใหญ่ เธอรู้สึกเขินอายเล็กน้อยที่ต้องเอ่ยปากขอยืมเงินจากเด็ก

   

   แต่ของทั้งหมดที่อยู่ในรายการเป็นสิ่งที่เธอต้องการในตอนนี้

   

   เสิ่นมู่เหยี่ยรับรายการมาดูแล้วพูดว่า “นี่เธอเขียนอะไรเนี่ย? ตัวหนังสืออ่านยากชะมัด”

   

   ใบหน้าเล็กๆของเสิ่นจืออินแดงก่ำ เดิมทีตัวหนังสือของเธอสวยมาก แต่ตอนนี้เธอยังเด็กเกินไป จึงยังไม่ได้ฝึกเขียนพู่กัน

   

   เธอรีบคว้ารายการคืนมาแล้วแก้ตัวเสียงอ่อย “ฉันเขียนอักษรหวัด เธออ่านไม่ออกก็แสดงว่าเป็นเพราะไอคิวต่ำเองแหละ”

   

   ไม่ใช่ความผิดของเสิ่นจืออินอย่างแน่นอน



บทที่ 8: แกล้งทำเป็นไม่รู้


   

   เสิ่นจืออินถือรายการอยู่ในมือและเริ่มพูดออกมาตามลำดับด้วยเสียงเล็กๆ ทั้งหมดเป็นสมุนไพรจีน นอกจากนี้ยังมีเมล็ดพันธุ์บางอย่าง

   

   “เธอซื้อมันทำไม?”

   

   เสิ่นจืออินตอบกลับอย่างซื่อๆ “ฉันต้องการปรุงยา”

   

   เสิ่นมู่เหยี่ย “...”

   

   จบแล้ว เขากลัวว่าคุณย่าตัวน้อยของเขาคงโตมาในสภาพของลัทธิแปลกๆ

   

   เสิ่นจืออินตบที่หน้าอกน้อยๆของเธอเพื่อรับประกัน “ไม่ต้องห่วง ฉันจะคืนเงินให้ ไม่มีเงินไม่มีนมกิน!”

   

   เสิ่นมู่เหยี่ยจ้องเธอ “ปรุงยาอะไร ไม่รู้เหรอว่าจักรพรรดิที่หลงเสน่ห์ยาเสพติดในประวัติศาสตร์ทั้งหมดนั้นสุดท้ายก็ตายเร็ว? อายุแค่นี้ทำไมต้องเชื่อถือเรื่องไสยศาสตร์แบบนี้?”

   

   เสิ่นจืออินพองแก้ม เธอในร่างเด็กคนนี้มีสิ่งหนึ่งที่พิเศษคือ ถ้าปิดปากแน่นๆ แก้มจะพองขึ้นเหมือนซาลาเปานุ่มๆ

   

   “เธออย่ามาว่าฉันสิ ฉันมีศาสตร์ที่สืบทอดมาอย่างถูกต้อง”

   

   “เด็กแบบเธอจะไปมีศาสตร์ที่สืบทอดมาอย่างถูกต้องได้ยังไง โดนหลอกแล้วยังโง่ให้เงินเขาอีก”

   

   “ถ้าเธอไม่ให้ฉันยืม ฉันก็จะไปหายืมคนอื่น”

   

   ไม่ให้ยืมก็ไม่ให้ยืม! ถ้าเธอไม่ใช่เด็กตัวแค่นี้ ป่านนี้เธอคงไปตั้งร้านดูดวงใต้สะพานแล้ว

   

   การเป็นหมอดูนี่ทำเงินได้ดีเชียวนะ

   

   พอเห็นเจ้าตัวเล็กงอนเข้าจริงๆ เสิ่นมู่เหยี่ยก็ได้แต่จิ๊ปาก

   

   “ตัวแค่นี้ ใจใหญ่จัง แถมยังห้ามไม่ให้พูดอีก ฉันก็ไม่ได้บอกว่าจะไม่ให้ยืมสักหน่อย”

   

   วินาทีต่อมา ดวงตากลมโตของเสิ่นจืออินก็เป็นประกาย

   

   “หลายชายใจดีที่สุดเลย~”

   

   น้ำเสียงหวานๆของเธอ ทำเอาเสิ่นมู่เหยี่ยรู้สึกสดชื่นเหมือนได้ดื่มน้ำผึ้งใส่น้ำแข็ง

   

   เอาเถอะ ซื้อก็ซื้อ เดี๋ยวเขาคอยดูอยู่ห่างๆก็แล้วกัน

   

   หลังจากได้เงินสนับสนุนจากหลานชาย คราวนี้เสิ่นจืออินก็ซื้อสมุนไพรที่ต้องการได้ครบแล้ว

   

   เมื่อกลับมาถึงบ้าน เธอจัดการแยกประเภทสมุนไพรทั้งหมดอย่างขะมักเขม้น

   

   “หลานชาย ราตรีสวัสดิ์นะ”

   

   พอถึงเวลาเข้านอน เธอก็กลับเข้าห้องของตัวเอง ส่วนพ่อบ้านเดินเข้ามารายงานเรื่องราวที่เกิดขึ้นในวันนี้ให้เสิ่นมู่เหยี่ยฟัง

   

   ยิ่งฟังไปเรื่อยๆ สีหน้าของเสิ่นมู่เหยี่ยก็ยิ่งดูแย่ลง

   

   “ตระกูลหวังงั้นเหรอ เหอะ…”

   

   หนุ่มน้อยรำพึงพร้อมกับแสยะยิ้มเย็นชา

   

   ปกติแล้วเขาไม่ค่อยใส่ใจเรื่องอะไรมากนัก แต่เรื่องปกป้องคนของเขานั้นถือเป็นข้อยกเว้น

   

   ถึงแม้ว่าเสิ่นจืออินจะเพิ่งมาอยู่ที่นี่ได้ไม่นาน แต่ลำดับญาติของเธอในตระกูลก็ถือว่าเป็นถึงระดับคุณย่า แม้ว่าจะเพิ่งมาอยู่ด้วยกันได้ไม่กี่วัน ความผูกพันอาจจะยังไม่มากนัก แต่ก็นับว่าเป็นคนของตระกูลเสิ่นแล้ว เมื่อรู้ว่าเธอถูกกลั่นแกล้ง เสิ่นมู่เหยี่ยไม่มีทางอยู่เฉยแน่ๆ

   

   เขาเป็นแค่เด็กมัธยมปลาย คงไม่สามารถทำให้ตระกูลหวังล่มสลายได้หรอก แต่การสั่งให้คนไปสร้างความวุ่นวายให้ตระกูลหวัง หรือทำให้จ้าวอี้และตระกูลหวังเดือดร้อนนั้นไม่ใช่เรื่องยาก

   

   ทันใดนั้น ตระกูลหวังที่กำลังเผชิญกับเรื่องโชคร้ายอยู่แล้ว ก็ต้องพบกับเรื่องเลวร้ายยิ่งกว่าเดิม

   

   หวังคัง หัวหน้าครอบครัวที่กำลังปวดหัวกับปัญหาสารพัด ก็ยิ่งร้อนใจมากขึ้นไปอีกเมื่อไม่สามารถสืบหาต้นตอของเรื่องราววุ่นวายได้ สุดท้ายต้องเข้าโรงพยาบาลเพราะอาการหัวร้อนจนกระอักเลือด

   

   ในวันหนึ่ง ขณะที่เสิ่นจืออินกำลังเดินเล่น เธอก็ได้ยินเรื่องราวของตระกูลหวังจากตาหลานคู่นั้นเข้า

   

   เธอเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อยพร้อมกับเอ่ยด้วยน้ำเสียงลึกลับว่า “ฉันบอกแล้วไง ว่าพวกเขาจะต้องล้มละลาย”

   

   คุณตาที่ได้ยินแบบนั้นก็รู้สึกขอบคุณเธอเป็นอย่างมาก จึงเอ่ยคำชมเชยออกมาสองสามประโยค

   

   เมื่อคนชั่วได้รับผลกรรม เสิ่นจืออินก็รู้สึกดีใจจนเผลอยกนิ้วขึ้นมาคำนวณดู

   

   อะไรกันเนี่ย! ที่แท้ต้นเหตุที่ทำให้ตระกูลหวังล้มละลายเป็นเพราะตัวเธอเองนี่นา!

   

   อ๊ะ ไม่นะ เธอไม่ได้ตั้งใจทำให้พวกเขาต้องล้มละลายสักหน่อย แกล้งทำเป็นไม่ได้คำนวณก็แล้วกัน

   

   สวรรค์อย่าเพิ่งเอาความผิดทั้งหมดมาลงที่เธอเลยนะ

   

   ไปซื้อของขวัญให้หลานชายดีกว่า มีความสุขจัง~

   

   แต่ว่าเงินหมดแล้ว คงต้องวาดยันต์ให้หลานชายหลายๆใบแทนแล้วล่ะ

   

   วันเสาร์อาทิตย์นี้ นอกจากวาดยันต์แล้ว เธอก็ไม่ได้อยู่เฉยๆ

   

   เธอให้พ่อบ้านช่วยปรับปรุงระเบียงห้อง จากนั้นก็ลากเสิ่นมู่เหยี่ยมาขุดดินด้วยกันอย่างขะมักเขม้น

   

   จอบเล็กๆในมือ ถูกเธอแกว่งเล่นไปมาจนดูเหมือนพู่กัน

   

   เสิ่นมู่เหยี่ยมองเธอด้วยสีหน้าที่อธิบายไม่ถูก เขาคงบ้าไปแล้วแน่ๆ ที่มายอมเล่นดินกับเจ้าเด็กนี่

   

   “หลานชาย เร็วหน่อย เอาดินพวกนี้ไปไว้ที่ระเบียงกันเถอะ”

   

   เขาเหลือบมองเธอ “ฉันถามหน่อยเถอะ เธอจะลงทุนลงแรงไปถึงไหน ปลูกตรงนี้ก็ไม่ได้ต่างกันสักหน่อย ทำไมต้องลำบากยกไปปลูกบนระเบียงด้วย”

   

   “บางต้นชอบร่มเงา ไม่ควรปลูกตรงนี้ ปลูกในระเบียงจะดูแลง่ายกว่า”

   

   ขณะที่เสิ่นจืออินกำลังพูด เธอก็ยกกระถางต้นไม้ใบใหญ่ที่เต็มไปด้วยดินขึ้นมาอย่างง่ายดาย ทำเอาเสิ่นมู่เหยี่ยตกใจแทบแย่

   

   “เฮ้ย วางลงเดี๋ยวนี้นะ”

   

   เขากลัวว่าเธอจะรับน้ำหนักไม่ไหว จึงรีบเข้าไปช่วยยกกระถางต้นไม้นั้นลงวางบนพื้น

   

   “ปล่อยเถอะ เดี๋ยวฉันทำเอง เธอจะหาเรื่องตายรึไง”

   

   เสิ่นจืออินเขย่ากระถางในอ้อมแขนเบาๆ แล้วพูดว่า “ฉันยกไหวหน่า หลานชายหลบไปเลย”

   

   เสิ่นมู่เหยี่ยบ่นอุบอิบขณะขนดินขึ้นไป “ขอโทษนะ แต่ถ้าพ่อฉันรู้เข้า คงคิดว่าฉันรังแกเธอแน่ๆ หลบไปเลยนะ อย่ายุ่ง”

   

   ดินพวกนี้มันหนักจริงๆ หลังจากขนดินขึ้นมาได้ถังเดียว เขาก็รู้สึกว่าแขนตัวเองแทบจะหลุด

   

   เขานี่มันโง่จริงๆ ทำไมถึงต้องลงมือขนดินเองด้วยนะ

   

   “พวกบอดี้การ์ดที่บ้านกินเงินฉันไปเปล่าๆหรือไง?”

   

   เสิ่นมู่เหยี่ยเรียกคนทันที

   

   ไม่นานระเบียงห้องของเสิ่นจืออินก็ถูกซ่อมเสร็จเรียบร้อยโดยเหล่าบอดี้การ์ด

   

   เสิ่นจืออินเริ่มขนหินและต้นไม้ดอกไม้ขึ้นไปบนระเบียงอย่างขะมักเขม้น เธอจะมาสร้างค่ายกลตรงนี้

   

   ต้นไม้ดอกไม้พวกนี้เพิ่งซื้อมาสดๆร้อนๆ เธอจะจัดวางพวกมันเพื่อสร้างค่ายกลรวมพลังวิญญาณ เพื่อให้การบ่มเพาะพลังของเธอเร็วขึ้น และเมล็ดพันธุ์ก็จะงอกเร็วขึ้นด้วย

   

   เวลาพักผ่อนสองวันผ่านไปอย่างรวดเร็ว เสิ่นมู่เหยี่ยต้องไปโรงเรียนแล้ว

   

   “ยันต์คุ้มภัยสองแผ่น ยันต์ปัดเป่าสามแผ่น ยันต์สงบจิตใจสามแผ่น ยันต์วายุสามแผ่น”

   

   เธอส่งยันต์ที่วาดในสองวันที่ผ่านมาให้เสิ่นมู่เหยี่ย

   

   “เก็บไว้ดีๆ เวลาจะใช้ก็แค่หยิบออกมาติดตัวไว้ก็พอ”

   

   เจ้าตัวน้อยกอดขวดนมที่เพิ่งอุ่นเสร็จแล้วดูดอย่างเอร็ดอร่อย ถ้าเปลี่ยนขวดนมใบอื่นให้ เธอไม่ยอมแน่ๆ เพราะขวดนมใบนี้ เธออุตส่าห์ค้นหาส่วนผสมอยู่นานเพื่อเอามาทำ แม้จะดูเล็กน่ารัก แต่จุนมได้เยอะมาก

   

   เสิ่นมู่เหยี่ยหมดคำจะพูด

   

   เขาเบ้ปากใส่เธอทันที

   

   “ยันต์นี่เธอซื้อแบบยกโหลมาใช่ไหม”

   

   “พูดบ้าๆ นี่ฉันวาดเองทีละขีดๆเลยนะ!”

   

   เสิ่นจืออินจ้องมองเสิ่นมู่เหยี่ยเก็บยันต์ลงกระเป๋าจนหมด ถึงได้พยักหน้าอย่างพอใจ

   

   ถึงเขาจะปากแข็งไปหน่อย แต่ก็นับว่าเป็นหลานที่เชื่อฟังคนหนึ่งล่ะนะ

   

   “ฉันไปแล้วนะ มีอะไรก็โทรหาหรือส่งข้อความมา ฉันเอาโทรศัพท์ติดตัวไปด้วย”

   

   สองสามวันมานี้ เขาไม่ได้ออกไปเที่ยวกับพวกเพื่อนๆเลย เพราะต้องมาคอยรับใช้คุณย่าคนนี้ รู้สึกเสียเวลาจริงๆ

   

   เช้าวันรุ่งขึ้น หลังจากที่เสิ่นมู่เหยี่ยจากไป เสิ่นจืออินก็สะพายเป้ใบเล็กออกจากบ้านไปอย่างร่าเริง

   

   ขวดนมถูกเติมนมจนเต็มแล้ว เพียงพอให้เธอดื่มได้ไปอีกนาน

   

   จากบทเรียนครั้งก่อน คราวนี้พ่อบ้านจึงสั่งให้คนแอบตามไปปกป้องอย่างลับๆ

   

   แต่ทว่า...

   

   “นายหญิงหนีพวกเราไปแล้ว หาไม่เจอครับ”

   

   ใครจะไปรู้ พวกเขาเป็นถึงบอดี้การ์ดที่ผ่านการฝึกฝนมาอย่างมืออาชีพ แต่เพิ่งจะออกจากประตูบ้านตระกูลเสิ่นไป คนที่ต้องปกป้องก็หนีหายไปทันที

   

   ทั้งสามคนออกตามหาบริเวณรอบๆอยู่พักหนึ่ง แต่ก็หาตัวเธอไม่เจอ

   

   เด็กสามขวบอย่างเธอ ทำแบบนั้นได้ยังไงกัน!

   

   ตอนแรกยังคิดว่าภารกิจครั้งนี้ง่ายดายที่สุดแท้ๆ แต่เพิ่งจะก้าวขาออกจากบ้านก็โดนตบหน้าแบบนี้ ถ้าเล่าออกไปคงจะโดนหัวเราะเยาะแน่!

   

   เมื่อพ่อบ้านได้รับแจ้งเรื่องนี้ก็ถึงกับพูดไม่ออก…



บทที่ 9: ฮัลโหล นี่สำนักลาดตระเวนใช่ไหมคะ?


   

   เสิ่นจืออินหลุดพ้นจากบอดี้การ์ดได้อย่างง่ายดาย เธอแกะยันต์ล่องหนบนตัวออก แล้วเดินจากไปอย่างสบายใจ

   

   เธอต้องการออกไปซื้อเตาเผาสำหรับหลอมยา

   

   เธอโทรหาเสิ่นมู่เหยี่ยเพื่อถามว่าเตาเผาหาซื้อได้ที่ไหน

   

   ในโลกนี้ไม่มีใครหลอมยาแล้ว ดังนั้นจึงไม่มีร้านขายเตาเผาสำหรับหลอมยาโดยเฉพาะ

   

   เธอส่งข้อความไปถามเสิ่นมู่เหยี่ยก่อนว่าเขารู้หรือไม่

   

   ‘หลานชาย เตาเผาสำหรับหลอมยามีขายที่ไหนบ้าง?’

   

   เสิ่นมู่เหยี่ยอาจจะกำลังเรียนอยู่ เขาจึงไม่ได้ตอบกลับข้อความ เธอก็ไม่รีบร้อน แล้วไปเดินเล่นก่อน

   

   เสิ่นจืออินอยากรู้อยากเห็นเกี่ยวกับหลายสิ่งหลายอย่างในโลกนี้ ทั้งของกิน ของใช้ และของเล่น

   

   ด้วยเงินที่เสิ่นมู่เหยี่ยให้เธอเมื่อวานนี้ เธออยากลองทุกอย่าง

   

   ในที่สุดเธอก็มาหยุดอยู่หน้าตู้คีบตุ๊กตา เด็กๆต่างพากันสนุกสนานกับการคีบตุ๊กตาน่ารักน่ารัก

   

   แต่เพราะเธอนั้นตัวเล็กมาก เธอจึงต้องเขย่งปลายเท้าขึ้นเพื่อที่จะมองเห็นภายในตู้ได้ชัดเจน ดวงตากลมโตสีดำขลับของเธอมองไปยังตุ๊กตาในตู้และที่คีบตุ๊กตาอย่างตั้งใจ

   

   กึก!

   

   ตุ๊กตากระต่ายอีกหนึ่งตัวถูกเธอคีบออกมาได้สำเร็จ

   

   “คีบได้อีกแล้ว นี่ตัวที่สิบกว่าแล้วนะเนี่ย”

   

   “โอ้โห ยัยหนูนี่เจ๋งจริงๆ อายุเท่าไหร่เนี่ย เก่งจัง”

   

   “น้องคะ น้องคีบยังไง บอกเคล็ดลับพี่หน่อยได้ไหม”

   

   “หนูน้อย พ่อแม่ของหนูอยู่ไหนจ๊ะ ทำไมมาอยู่คนเดียวแบบนี้ล่ะ”

   

   “มันคีบง่ายจะตายไป” เธอตอบพลางกะพริบตาปริบๆ

   

   แบบนี้ต้องมีเคล็ดลับอะไรอีกเหรอ? แค่มีมือก็ทำได้แล้วไม่ใช่รึไง?

   

   ทุกคนถึงกับอึ้งไปตามๆกัน

   

   แม้ว่าจะดูโอ้อวดไปหน่อยแต่เธอก็...น่ารักดีนะ

   

   จากนั้นเสิ่นจืออินก็เลือกตุ๊กตาสิงโตตัวน้อยหนึ่งตัวจากกองตุ๊กตาที่เธอเพิ่งเล่นได้ แล้วแบ่งตัวที่เหลือให้กับเด็กๆที่อยู่ตรงนั้น

   

   ใจดีสุดๆไปเลย

   

   เธอกอดตุ๊กตาสิงโตตัวน้อยเดินออกมา ทำให้เจ้าของร้านถอนหายใจด้วยความโล่งอก

   

   เป็นเวลานานแล้วที่เธอไม่ได้รู้สึกผ่อนคลายแบบนี้

   

   ชีวิตในชาติที่แล้วของเธอนั้นยากลำบาก คงเป็นเพราะแบบนั้นที่ทำให้เธอต้องเก็บกดตัวเองเอาไว้ พอได้เกิดใหม่ในชาตินี้ เธอก็เลยชอบกิน ชอบเที่ยว ชอบเล่นสนุก เหมือนอยากจะชดเชยสิ่งที่ตัวเองพลาดไป แน่นอนว่าบางทีมันก็เป็นเพราะจิตวิญญาณหลักของเธอยังไม่ฟื้นคืนร่างเต็มร้อย

   

   เสิ่นจืออินเดินเล่นไปเรื่อยเปื่อยโดยไม่มีจุดหมาย จนกระทั่งมาถึงหน้าบาร์แห่งหนึ่ง

   

   แน่นอนว่าตอนนั้นเธอไม่รู้หรอกว่ามันคือบาร์ แค่รู้สึกว่าข้างในมันดูครึกครื้นดี เลยอยากเข้าไปดูเท่านั้นเอง

   

   ด้วยความที่เธอตัวเล็ก แถมตอนนั้นคนก็เยอะมาก เธอเลยแอบเข้าไปได้อย่างง่ายดาย

   

   ภายในบาร์ทั้งมืดทั้งเสียงดัง คงไม่มีใครสังเกตเห็นเด็กตัวเล็กๆคนหนึ่งหรอก

   

   เสิ่นจืออินไม่ชอบบรรยากาศแบบนี้เลย เสียงดังเกินไป

   

   เธอกำลังจะออกไป สายตาก็เหลือบไปเห็นผู้หญิงคนหนึ่งเมาแอ๋ กำลังโดนผู้ชายสองคนพยุงแขนเดินเข้าห้อง

   

   เท้าที่กำลังจะก้าวออกไปก็เปลี่ยนทิศทาง แล้วเดินตามไป

   

   สภาพแวดล้อมในบาร์ชุลมุนวุ่นวายอยู่แล้ว ผู้ชายสองคนพยุงผู้หญิงที่เมาจนแทบเดินไม่ไหวแบบนี้ก็ดูไม่แปลกอะไร

   

   “เร็วๆ พาเข้าไปข้างใน”

   

   “แม่ง ผู้หญิงคนนี้ไม่เจอดีไม่ชอบ โดนเฮียมาดูแลแบบนี้ถือว่าบุญแล้ว ยังจะกล้าขัดขืนอีก”

   

   ทั้งสองคนกำลังพาผู้หญิงเข้าห้องไป ปากก็ยังสบถด่าไม่หยุด

   

   ผู้หญิงที่โดนพยุงตัวไปยังพอมีสติอยู่บ้าง

   

   “พวกแก...ฉัน...ฉันจะแจ้งสายตรวจ”

   

   คำพูดไม่กี่คำนี้ เธอต้องใช้ความพยายามอย่างมาก กว่าจะเปล่งเสียงออกมาได้

   

   “ฮ่าๆ ...รอให้ผ่านคืนนี้ไปก่อนสิ ถ้าแกยังกล้าแจ้งสายตรวจ ถือว่าพวกเราแพ้”

   

   เธอรู้สึกสิ้นหวัง ได้แต่มองตัวเองถูกพาเข้าไปในห้องที่มีแต่ควันบุหรี่ ก่อนที่ประตูจะถูกปิดลง

   

   “โอ้ พี่หม่ามาแล้วเหรอ”

   

   “จูหลิน เธอยังทำเป็นหยิ่งอะไรอีก พี่หม่าเป็นคนดีขนาดนี้ ตามเขาไปก็ไม่เสียหายหรอก”

   

   แม้ร่างกายของเธอจะอยู่ในสภาพสะลึมสะลือ แต่พอได้ยินเสียงนี้ จูหลินก็แทบอยากจะฆ่าใครบางคนให้ตายคามือ

   

   เธอไม่เคยคิดเลยว่า เพื่อนร่วมห้องที่เคยสนิทกัน จะหลอกเธอมาที่นี่ได้ลงคอ

   

   ชายร่างกำยำหน้าตาธรรมดาอุ้มจูหลินขึ้นมา

   

   “น้องสาว ตามพี่ไปรับรองว่าไม่เสียใจแน่ ได้ข่าวว่าเธอเป็นดาวโรงเรียน พี่ยังไม่เคยลองลิ้มรสชาติดาวโรงเรียนเลย ฮ่าๆๆ...”

   

   คำพูดและเสียงหัวเราะพวกนั้นทำให้จูหลินรู้สึกขยะแขยง เธออยากจะดิ้นรนแต่ร่างกายที่ถูกวางยาไปนั้นกลับไม่สามารถขัดขืนได้

   

   ท่ามกลางเสียงหัวเราะเยาะเย้ย จูหลินรู้สึกสิ้นหวัง

   

   เธอถูกโยนลงบนโซฟา ชายคนนั้นคร่อมร่างเธอและกำลังจะล่วงเกิน

   

   ปัง! ปัง!

   

   ท่ามกลางเสียงเพลงที่ดังกระหึ่มและเสียงหัวเราะชอบใจ เสียงทุบประตูก็ดังสนั่นหวั่นไหว

   

   ทุกคนหยุดส่งเสียงแล้วหันไปมองที่ประตู

   

   ปัง!

   

   เสียงทุบประตูดังขึ้นอีกครั้ง พวกเขามองเห็นแม้กระทั่งประตูที่เริ่มบุบเข้ามา

   

   ต้องใช้แรงเยอะขนาดไหนกันนะ

   

   บางคนถึงกับเบิกตากว้าง

   

   “แม่งเอ๊ย ใครวะ ไอ้ลูกหมาตัวไหนกล้ามาขัดความสุขของฉัน”

   

   ชายคนนั้นลุกขึ้นยืนสบถด้วยความโมโห และสั่งลูกน้องคนสนิทให้ไปเปิดประตู

   

   ลูกน้องคนนั้นกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก แล้วเดินเข้าไปด้วยท่าทางหวาดกลัว

   

   มือของเขาเพิ่งจะแตะลูกบิดประตู ประตูก็ถูกกระแทกเข้ามาอีกครั้ง ล้มลงกับพื้นเสียงดังสนั่น

   

   ลูกน้องผู้อับโชคคนนั้นถูกประตูทับร่างเข้าอย่างจัง

   

   ทันใดนั้น บรรยากาศภายในห้องก็เงียบสงัด มีเพียงเสียงเพลงจากเครื่องเล่นคาราโอเกะเท่านั้นที่ยังคงดังอยู่

   

   เสิ่นจืออินค่อยๆโผล่ศีรษะเล็กๆ มองเข้าไปข้างในอย่างระแวดระวัง เพียงแค่มองแวบเดียวก็เห็นผู้หญิงคนนั้น รวมถึงสิ่งของบางอย่างที่ผู้คนในห้องกำลังสูบกันอย่างเมามาย

   

   ในขณะนี้ สายตาของทุกคนในห้องต่างจับจ้องไปที่เด็กน้อยหน้าตาน่ารักน่าเอ็นดูที่ยืนอยู่หน้าประตู

   

   ทุกคน “...”

   

   เด็กน้อยที่ยังติดขวดนมนั่น หายไปแล้วงั้นเหรอ?

   

   แล้วใครเป็นคนถีบประตู?

   

   พวกเขาไม่เชื่อหรอกว่าเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆที่ขายังไม่เท่าขาของพวกเขาจะมีแรงเยอะขนาดนั้น

   

   “แม่งเอ๊ย ใครมันเล่นตลกบ้าๆนี่”

   

   พี่หม่าโกรธจนหน้าเขียว

   

   เสิ่นจืออินหยิบโทรศัพท์ออกมา สูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วตะโกนด้วยน้ำเสียงของเด็กน้อยที่ใสซื่อว่า “ฮัลโหล นี่สำนักลาดตระเวนใช่ไหมคะ ที่ห้อง404 บาร์XX มีคนแอบมั่วสุมเสพยาและบังคับค้าประเวณีค่ะ”

   

   ทุกคนในห้องต่างตกตะลึง

   

   “ไอ้บ้าเอ๊ย!”

   

   “แย่งโทรศัพท์มันมา นังเด็กเวร แกอยากตายรึไง”

   

   ไม่มีใครคาดคิดว่าเสิ่นจืออินจะโทรแจ้งสายตรวจ แถมสิ่งที่เธอพูดออกไป...มันคือเรื่องจริงทั้งหมด

   

   พวกเขาทนการสอบสวนไม่ได้จึงร้อนรนจนตาแดงก่ำ

   

   ชายคนหนึ่งตบเข้าที่หน้าอย่างไม่ลังเล

   

   แต่ในเสี้ยววินาทีถัดมา...ชายคนนั้นก็กระเด็นออกไป

   

   และกระแทกเข้ากับเพื่อนอีกหลายคน เสียงร้องครวญครางดังประสานกัน

   

   “พี่หม่า...เด็กคนนั้นมันแปลกๆ”

   

   เมื่อเห็นกับตาว่าเธอจับแขนแล้วโยนเขาออกไปได้ง่ายๆ หลายคนก็ตกใจจนถอยหลังไปหลายก้าว

   

   เด็กผู้หญิงตัวเล็กๆคนหนึ่ง โยนชายร่างยักษ์คนหนึ่งปลิวออกไปได้!

   

   พวกเขามึนงงจนเห็นภาพหลอนงั้นเหรอ?

   

   สีหน้าของพี่หม่าไม่สู้ดีนัก รู้สึกเหมือนถูกตบหน้า ในเวลานี้เขาโกรธจนขาดสติ

   

   “จับตัวมันมาให้ได้!”

   

   บรรยากาศแบบนี้หาคนมีสติได้ยาก ทุกคนต่างสนุกสนานกับการดื่มกินและดูดฝิ่น

   

   พวกเขาต่างกรูกันเข้ามาไม่หยุดหย่อน เสิ่นจื่ออินคาบขวดนมไว้ในปาก ก่อนจะกางขาท่าทางเหมือนม้าพร้อมเอ่ยว่า “ฮ่า! มาเลย!”

   

   วันนี้คุณย่าจะจัดการพวกแกให้หมด อย่าหาว่าไม่เตือน!

   

   แม้ตัวจะเล็ก แต่ไม่เป็นอุปสรรคต่อการใช้กำลังของเธอแม้แต่น้อย



บทที่ 10: ฉันทำความดี


   

   ร่างกายของนักบำเพ็ญเพียรในช่วงฝึกฝนพลังวิญญาณนั้นแข็งแกร่งกว่าคนทั่วไปมาก แม้ว่าเธอจะเป็นเพียงเด็กตัวเล็กๆที่คาบขวดนม แต่การรับมือกับขี้เมาพวกนี้ก็ไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไร

   

   เมื่อเห็นคนถูกซัดจนตัวปลิวออกไปพร้อมกับร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวด คนอื่นๆในห้องส่วนตัวก็เริ่มรู้สึกตัว

   

   พวกเขาพบว่าสถานการณ์ไม่ค่อยสู้ดีนัก จึงคิดจะหลบหนี แต่ทว่าประตูทางออกถูกเสิ่นจืออินยืนขวางเอาไว้

   

   แม้ว่าจะมีบางคนที่ฉวยโอกาสตอนชุลมุนวิ่งฝ่าออกไปได้ แต่ก็ถูกมือเล็กๆของเธอคว้าจับโยนกลับเข้ามาในห้อง

   

   วันนี้มีเสิ่นจืออินอยู่ที่นี่ เธอจะไม่ปล่อยให้ผู้ร้ายแม้แต่คนเดียวหนีไปได้!

   

   หลังจากได้รับการสั่งสอนจากท่านผู้เฒ่าเป็นเวลากว่าหนึ่งปี เธอจึงมีความรู้เรื่องกฎหมายอยู่บ้าง

   

   แต่ดูเหมือนว่า...จะไม่มากเท่าไหร่

   

   เมื่อเจ้าหน้าที่สายตรวจมาถึง พวกเขาเห็นเสิ่นจืออินนั่งไขว่ห้างอยู่บนแผ่นไม้หน้าประตู กอดอกเอาไว้พร้อมกับจ้องมองผู้คนภายในห้องอย่างไม่วางตา

   

   ผู้จัดการบาร์และเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยยืนตัวสั่นเทาด้วยความกลัวอยู่หน้าประตู ไม่กล้าเข้าใกล้เสิ่นจืออิน

   

   เพราะตอนที่พวกเขามาถึง พวกเขาได้เห็นภาพเด็กหญิงตัวน้อยกำลังโชว์ฝีมืออย่างดุเดือด

   

   นี่มันตัวอะไรกัน พวกเขาไม่กล้าแม้แต่จะเข้าใกล้!

   

   “ใครเป็นคนแจ้งสายตรวจ”

   

   “ฉัน ฉันเอง”

   

   เมื่อได้ยินเสียงเรียก เสิ่นจืออินจึงยืดคอพร้อมกับชี้มาที่ตัวเอง ดวงตากลมโตเป็นประกายวิบวับเมื่อเห็นคนรู้จักอยู่ในกลุ่มนั้น

   

   ฉินเจิน “...”

   

   คุณย่าเสิ่นคนนี้ไม่ธรรมดาจริงๆ ไม่กี่วันก่อนก็เพิ่งก่อเรื่องไป วันนี้ก็…

   

   “ไปกับพวกเราหน่อย”

   

   ภายในห้อง เหล่าคนที่กำลังร้องโอดครวญ เมื่อเห็นสายตรวจก็พากันร้องไห้ระงมอย่างน่าเวทนา ราวกับเห็นพระเจ้ามาโปรด

   

   ยัยเด็กนั่นมันปีศาจชัดๆ!

   

   ณ สำนักลาดตระเวน

   

   หลังจากที่ได้ทราบเรื่องราวทั้งหมด กลุ่มของพี่หม่าก็ได้สร้อยข้อมือเงินมาครอบครอง

   

   เสิ่นจืออินนั่งตัวตรงอยู่บนเก้าอี้ มือเล็กๆทั้งสองข้างวางอย่างเรียบร้อยอยู่บนตัก ดูไร้เดียงสาอย่างที่สุด

   

   “นี่เธอคิดว่าที่นี่เป็นบ้านหรือไงกัน แค่ไม่กี่วันก็มาถึงสองครั้งแล้ว”

   

   ฉินเจินพูดติดตลกว่า “เด็กตัวแค่นี้ ทำไมถึงไปอยู่ในบาร์แบบนั้นได้ หย่านมแล้วหรือยังเนี่ย?”

   

   “ฉันไม่รู้นี่ว่าเด็กเข้าไม่ได้ เห็นพวกเขาลากผู้หญิงที่ดูไม่เต็มใจไป ฉันก็เลยเข้าไปช่วยเหลือ”

   

   เธอพูดอย่างฉะฉานและมีเหตุผล และจากกล้องวงจรปิด สิ่งที่เธอพูดนั้นเป็นความจริง

   

   ฉินเจินถามขึ้นว่า “เธอรู้ได้ยังไงว่าผู้หญิงคนนั้นไม่เต็มใจ”

   

   เสิ่นจืออินเอียงคอเล็กน้อย “ก็ดูออกนะ เธอโดนวางยา แถมยังมีเคราะห์ร้ายติดตัวอยู่”

   

   ฉินเจิน “...”

   

   พูดไปพูดมา ทำไมเธอถึงโยงไปเรื่องไสยศาสตร์ได้ล่ะเนี่ย

   

   “หัวหน้าฉินครับ”

   

   สายตรวจชายคนหนึ่งเดินเข้ามา เขามองเสิ่นจืออินด้วยสายตาแปลกๆ

   

   “ถามชัดเจนแล้วครับ ทุกคนพูดตรงกันว่าโดนเด็กคนนี้ทำร้าย”

   

   ถ้ามีแค่คนเดียวหรือสองคนที่พูดแบบนี้ พวกเขาอาจคิดว่าคนพวกนั้นเสพยาจนเกิดภาพหลอน

   

   แต่ทุกคน รวมถึงผู้จัดการบาร์และเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยต่างก็พูดแบบเดียวกัน

   

   แสดงว่าเป็นเรื่องจริง

   

   “เธอเป็นคนทำร้ายพวกเขาจริงๆเหรอ?”

   

   ฉินเจินรู้สึกว่าไม่น่าเชื่อ เด็กตัวแค่นี้ กระโดดต่อยยังโดนแค่ไหล่คนอื่นเลยมั้ง

   

   เสิ่นจืออินกอดขวดนมดูดไปสองสามที พอเหลือบมองนมที่เหลืออยู่ก็รู้สึกเสียดายเล็กน้อย

   

   “ฉันต่อยพวกเขาผิดกฎหมายเหรอ?”

   

   ฉินเจินตอบว่า “การทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นเรื่องผิดกฎหมาย”

   

   เสิ่นจืออินรีบส่ายหน้าปฏิเสธทันที “ฉันไม่ได้ต่อยนะ ฉันตัวแค่นี้เอง พวกนั้นตัวใหญ่กว่าตั้งเยอะ แถมยังมากันตั้งหลายคน!” เธอพูดด้วยแววตาใสซื่อ บ่งบอกถึงความบริสุทธิ์ใจ

   

   ฉินเจินอดไม่ได้ที่จะยกยิ้มมุมปาก ถ้าเรื่องมันไม่เหนือความคาดหมายขนาดนี้ เขาคงไม่มีทางเชื่อหรอกว่าเด็กอย่างเสิ่นจืออินจะสามารถต่อยผู้ใหญ่ได้มากขนาดนั้น แถมส่วนใหญ่ยังเป็นผู้ชายอีกต่างหาก

   

   ถึงแม้ว่าก่อนหน้านี้เธอจะมีประวัติอันน่าทึ่งในการจัดการกับหมาดุมาก่อนก็เถอะ

   

   แต่เรื่องแบบนี้ ไม่ว่าใครก็ต้องรู้สึกเหลือเชื่อทั้งนั้นแหละ

   

   “นี่เป็นสถานการณ์พิเศษ พวกเขาเสพยาเสพติด แถมยังวางยาคนอื่นอีก เธอเป็นพลเมืองดี กล้องวงจรปิดก็แสดงให้เห็นแล้วว่า พวกนั้นเป็นฝ่ายเริ่มทำร้ายเธอก่อน เธอแค่ป้องกันตัว ถือเป็นการกระทำที่ชอบธรรมตามกฎหมาย ดังนั้นต่อให้เธอเป็นคนต่อยจริงๆ มันก็ไม่ส่งผลกระทบอะไรกับเธอหรอก”

   

   เจ้าหน้าที่สายตรวจที่อยู่ข้างๆ เสริมว่า “และเนื่องจากเธอแจ้งความและช่วยสายตรวจจับกุมผู้เสพยาทั้งหมดนี้ได้ เธอจะได้รับรางวัลอีกด้วย”

   

   เมื่อได้ยินแบบนั้น คำพูดของเสิ่นจืออินก็เปลี่ยนไปทันที

   

   เธอยืดอกเล็กๆของตัวเองอย่างภาคภูมิใจ “ใช่แล้ว! ฉันเป็นคนโทรแจ้งเอง ฉันเห็นเหตุการณ์ไม่ชอบมาพากลจึงช่วยเหลือ!”

   

   ทั้งฉินเจินและสายตรวจคนนั้นต่างก็พูดไม่ออก การเปลี่ยนท่าทีเพื่อฉวยโอกาสของเธอช่างรวดเร็วจริงๆ ไม่รู้ว่าใครเป็นคนสอนเด็กน้อยเจ้าเล่ห์คนนี้มา

   

   หลังจากที่ทุกอย่างชัดเจนแล้ว ฉินเจินกำลังจะไปส่งเธอกลับบ้าน

   

   “คุณรู้ไหมว่าที่ไหนขายเตาหลอมยาบ้าง?”

   

   ฉินเจินขมวดคิ้ว “เตาหลอมยา?”

   

   “หมายถึงหม้อดินเผาสำหรับต้มยาอะไรทำนองนั้นเหรอ?”

   

   เด็กหญิงตัวเล็กๆส่ายหัว “ก็คือเตาแบบที่ใช้ในการเล่นแร่แปรธาตุไง”

   

   ฉินเจินพูดไม่ออกไปครู่หนึ่ง “เธอติดละครมากเกินไปหรือเปล่า เด็กๆไม่ควรดูละครกำลังภายในมากเกินไป”

   

   “ตอนนี้ที่บ้านไม่มีใครอยู่ ฉันไม่อยากกลับไป คุณพาฉันไปซื้อหน่อยสิ ฉันจำเป็นต้องใช้”

   

   “ก็ได้” ฉินเจินทนคำออดอ้อนของเธอไม่ไหว จึงตอบตกลง

   

   ทั้งสองคนมาถึงถนนสายโบราณวัตถุ

   

   ทันทีที่เข้ามาในถนนสายนี้ เสิ่นจืออินก็ตกตะลึง “ว้าว ยังมีที่แบบนี้อยู่อีกเหรอ?”

   

   เธอมองดูถนนสายนี้ที่เต็มไปด้วยมนต์ขลัง ดวงตากลมโตเป็นประกายงดงาม ดูท่าวันนี้เธอต้องหาเตาหลอมยาได้แน่ๆ

   

   “เตาที่เธอพูดถึง ถนนสายนี้น่าจะมีขาย ที่นี่เป็นที่ขายโบราณวัตถุ แต่ส่วนใหญ่จะเป็นของปลอม”

   

   “อืม” เสิ่นจืออินพยักหน้า จากนั้นก็รีบเดินเข้าไปกับฉินเจินทันที

   

   ในวงการโบราณวัตถุมีของปลอมมากมาย หากไม่มีวิสัยทัศน์ที่ดีพอ ก็อาจถูกหลอกลวงได้โดยง่าย

   

   ที่นี่ค่อนข้างมีผู้คนพลุกพล่าน

   

   เสิ่นจืออินมองสำรวจไปรอบๆด้วยความอยากรู้อยากเห็น

   

   “อันนี้ขายยังไงคะ?”

   

   เสิ่นจืออินนั่งยองๆหน้าแผงขายของ พลางชี้ไปที่หม้อสามขาใบเล็กซึ่งทำจากทองสัมฤทธิ์

   

   “หนูน้อย ตาแหลมนะเนี่ย นี่มันหม้อสามขาสมัยราชวงศ์ฉินเชียวนะ รู้ไหมว่าราชวงศ์ฉินน่ะผ่านมากี่ปีแล้ว...”

   

   พ่อค้าแผงลอยพูดน้ำไหลไฟดับ พรรณนาอย่างออกรสออกชาติ ก่อนจะบอกราคาออกมา

   

   “เห็นว่าเธอเป็นเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ วันนี้ฉันจะยอมขายขาดทุนให้ไปเลยแล้วกัน แค่ห้าแสน!”

   

   ฉินเจินที่ยืนอยู่ด้านหลังถึงกับทนฟังต่อไปไม่ไหว

   

   “พูดอะไรน่ะ เท้านายยังไม่เท่าเท้าสิงโตเลย แต่ปากนายนี่สิ ใหญ่กว่าปากสิงโตอีก! จะขายตั้งห้าแสนเนี่ยนะ? ห้าร้อยยังไม่ถึงเลยมั้ง”

   

   “ใหม่เอี่ยมขนาดนี้ คนอื่นเขายังอุตส่าห์ทำให้ดูเก่าหน่อยมาหลอกขาย นี่อะไร ถึงจะบอกว่าการซื้อของแบบนี้มันก็เหมือนเสียค่าโง่ แต่คนอื่นเขายังใส่ใจกับรายละเอียด นี่มันไม่ใช่ของที่ขุดได้สมัยราชวงศ์ฉินหรอก มันเพิ่งออกมาจากเตาเผาชัดๆ”

   

   พ่อค้าหน้าสั่น คนนี้พูดความจริงออกมาทำไมกัน

   

   เขาประมาทไปหน่อย ไม่คิดว่าจะมีผู้ปกครองที่รู้ทันมาด้วย

   

   หรือว่าเขาไม่ชอบให้มันดูเก่าลงหน่อยเหรอ? แต่เตาเผานี้ไม่ว่าเขาจะทำยังไงก็ดูใหม่เอี่ยม ไม่รู้เหมือนกันว่าใช้วัสดุอะไร

   

   “ไปเถอะ พวกเราไปดูที่อื่นกัน”

   

   ฉินเจินจูงมือเสิ่นจืออินและกำลังจะออกไป

   

   เจ้าของแผงลอยรีบตะโกนเรียก “เดี๋ยวก่อน ราคาคุยกันได้ ถึงแม้ว่า...เอาเตาใบนี้กลับไปตั้งที่บ้านก็ดูดีไม่ใช่เหรอ”

   

   เขาพูดด้วยสีหน้าประจบสอพลอ พร้อมกับเอามือถูกันไปมา

   

   “คุณลองว่าราคามาสิ เท่าไหร่ฉันก็ขาย”

   

   เสิ่นจืออินมองเตาใบนั้นตาละห้อย แล้วดึงมือฉินเจินเบาๆ

   

   ฉินเจินก้มลงถามเสียงเบา “อยากได้จริงๆเหรอ?”

   

   เสิ่นจืออินพยักหน้า

   

   อยากได้!

   

   ฉินเจินพูดว่า “ห้าสิบ”

   

   พ่อค้า “...”

   

   พี่ชาย เล่นตลกอะไรเนี่ย?

   

   “ห้าสิบไม่ได้หรอก ถึงจะไม่ใช่ของสมัยราชวงศ์ฉิน แค่งานฝีมือ วัสดุ ก็เกินห้าสิบแล้ว อย่างต่ำต้องห้าร้อย!”

   

   “หนึ่งร้อย”

   

   “สี่ร้อยห้าสิบ”

   [1] ปากใหญ่กว่าปากสิงโต เปรียบกับสำนวนจีน ‘สิงโตอ้าปากกว้าง’ มักใช้เพื่ออธิบายบุคคลที่ขอราคาสูงเกินสมควรหรือเรียกร้องมากเกินไป



จบตอน

Comments