ancestry ep101-110

บทที่ 101: เสิ่นจืออินสอนกระบวนทัพยันต์

   

   ทั้งสองฝ่ายต่อสู้กันอย่างดุเดือด เสิ่นมู่เหยี่ยที่เห็นเหตุการณ์รู้สึกเลือดเดือดพล่าน อยากจะเข้าร่วมรบด้วยตัวเองเหลือเกิน

   

   เพียะ! เสิ่นจืออินตบหนึ่งฉาดเขาเพื่อเรียกสติ

   

   "เอายันต์ระเบิดเพลิงที่ฉันให้เธอออกมาทั้งหมด"

   

   พอได้ยินคำนี้ เสิ่นมู่เหยี่ยก็รู้ว่าคุณย่าตัวน้อยของเขากำลังจะช่วย จึงไม่พูดพร่ำทำเพลง และหยิบยันต์ทั้งหมดที่มีติดตัวออกมา

   

   "ต่อไปนี้ดูการเคลื่อนไหวของฉันให้ดี"

   

   เสิ่นมู่เหยี่ยรู้ว่าคุณย่าตัวน้อยกำลังจะสอนเขา เขาตื่นเต้นจนแทบจะกระโดดขึ้นมา

   

   เสิ่นจืออินส่งสายตาเตือนเขาเล็กน้อย เด็กหนุ่มก็สงบลงทันที แต่ในใจยังคงตื่นเต้นไม่น้อย

   

   "หลิน ปิง โต่ว เจ๋อ เจี้ย เลี่ย เจิ้น เฉียน สิง"

   

   ทุกๆคำที่เธอเอ่ยออกมา ปลายนิ้วก็จะเปลี่ยนท่าทางไปตามลำดับ

   

   ยันต์เรียกสายฟ้าเก้าแผ่นที่วางอยู่ตรงหน้าเธอลอยขึ้นมาเองโดยอัตโนมัติ และหมุนวนอยู่ในจุดทั้งเก้าทิศ

   

   "เข้ามาสิ"

   

   เสิ่นมู่เหยี่ยมองอย่างตั้งใจ พอได้ยินคำพูดของคุณย่าตัวน้อยก็รีบลองทำทันที

   

   น่าเสียดายที่การจำคำพูดนั้นง่าย แต่การทำท่ามือให้สมบูรณ์แบบนั้นยากมาก

   

   หลังจากลองห้าครั้งภายใต้คำแนะนำของเสิ่นจืออิน เขาก็ทำได้สำเร็จในที่สุด

   

   ยันต์ระเบิดเพลิงทั้งเก้าแผ่นลอยขึ้นมาประกอบกันเป็นรูปร่าง

   

   "ดูให้ดี นี่คือท่าสุดท้าย"

   

   เสิ่นจืออินกางมือทั้งสองข้าง ทำท่ามือที่ซับซ้อน โดยพยายามทำอย่างช้าที่สุด

   

   "ระเบิดเพลิง!"

   

   ครั้งนี้เสิ่นมู่เหยี่ยพยายามเพียงสองครั้งก็สำเร็จ และในช่วงเวลาที่ท่าร่ายคาถาสำเร็จ พลังวิญญาณธาตุไฟในร่างกายที่เขายังใช้ไม่เป็นก็ดูเหมือนจะเกิดการสั่นพ้องกับยันต์ระเบิดเพลิงเหล่านั้น

   

   "ระเบิดเพลิง!"

   

   ทันทีที่ท่าร่ายคาถาของเขาเสร็จสิ้น ยันต์ทั้งเก้าแผ่นก็เกิดการระเบิด เกิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหว จนดึงดูดความสนใจของทหารวิญญาณที่กำลังต่อสู้กันอยู่อีกฝั่ง

   

   มีทหารวิญญาณร้ายหลายคนโบกอาวุธวิ่งบุกเข้ามาหาพวกเขาทันที

   

   เสิ่นมู่เหยี่ยตกใจสุดขีด

   

   "คุณย่า คุณย่า พวกเขามาแล้ว พวกเขามาแล้ว!"

   

   จินตนาการกับความเป็นจริงยังมีความแตกต่างกันอยู่บ้าง แม้เขาจะจินตนาการถึงการออกรบฆ่าศัตรูอย่างกล้าหาญ แต่พอศัตรูบุกเข้ามาจริงๆ สมองของเขากลับว่างเปล่าไปหมด

   

   เขาทำได้เพียงขอความช่วยเหลือจากคุณย่าตัวน้อยตามสัญชาตญาณเท่านั้น

   

   เสิ่นจืออินถามว่า "กลัวอะไร จำคาถาและท่าร่ายที่เพิ่งทำเมื่อกี้ได้ไหม?"

   

   เมื่อเห็นท่าทางสงบนิ่งของเสิ่นจืออิน เสิ่นมู่เหยี่ยก็รู้สึกเริ่มมีควมกล้าขึ้นมาเล็กน้อย

   

   "ครับ ผมจำได้หมดแล้ว"

   

   "ดีแล้ว ไปกับฉัน เราจะโต้กลับและกำจัดพวกเขา"

   

   ร่างเล็กๆกลับเปล่งวาจาที่เต็มไปด้วยความมั่นใจและเด็ดเดี่ยว

   

   "หลิน!"

   

   ภายใต้การนำของเสิ่นจืออิน เสิ่นมู่เหยี่ยก็ตั้งสติและเริ่มทำท่ามือตาม

   

   "หลิน!"

   

   เมื่อกองทัพวิญญาณร้ายอยู่ห่างจากพวกเขาหนึ่งร้อยเมตร พวกเขาก็เริ่มร่าย “ปิง”

   

   ยันต์สองแผ่นลอยขึ้นมาด้านหน้าและด้านขวาของพวกเขา ตามด้วยอักษรและท่ามืออื่นๆที่ค่อยๆก่อตัวเป็นวงกลม

   

   เมื่อกองทัพวิญญาณร้ายอยู่ห่างจากพวกเขาไม่ถึงสิบเมตร กระบวนทัพยันต์ของเสิ่นมู่เหยี่ยก็ลอยออกไปกักขังพวกมันไว้

   

   ตามมาด้วยกระบวนทัพยันต์ของเสิ่นจืออิน ที่ลอยออกไปสร้างวงกลมขนาดใหญ่กว่าล้อมรอบกระบวนทัพยันต์ของเสิ่นมู่เหยี่ยและกองทัพวิญญาณร้ายเหล่านั้น

   

   "ระเบิดเพลิง!"

   

   "อัสนีบาต!"

   

   ในชั่วพริบตา เปลวไฟและสายฟ้าพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า กลายเป็นมังกรยักษ์โจมตีไปยังเหล่าทหารปีศาจที่ถูกกักขัง ทุกที่มังกรที่ผ่านไป ทหารวิญญาณที่ดุร้ายก็กลายเป็นเถ้าถ่านในทันที

   

   พวกเขากำจัดทหารวิญญาณไปได้บางส่วน ทหารฝ่ายธรรมะก็จัดการส่วนที่เหลือได้ง่ายขึ้น

   

   ตอนนี้เสิ่นมู่เหยี่ยเหนื่อยจนเหงื่อโชกไปทั้งตัว ใบหน้าซีดลงเล็กน้อย

   

   พลังวิญญาณที่สะสมมาตั้งแต่เริ่มฝึกฝนถูกใช้จนหมดในคราวเดียว แถมยังดึงพลังวิญญาณธาตุไฟจากในอากาศมาใช้อีกไม่น้อย

   

   พอเสร็จเรื่องนี้ เขาก็รู้สึกว่าร่างกายถูกสูบเอาพลังงานออกไปจนหมด

   

   แต่เด็กหนุ่มก็มีความสุขมาก ไม่เคยต่อสู้ได้เร้าใจขนาดนี้มาก่อน

   

   "ฮ่าๆๆ... คุณย่าตัวน้อย คุณเห็นไหม ผมทำสำเร็จแล้ว ผมทำสำเร็จแล้ว แค่กๆ..."

   

   เขาตื่นเต้นมากเกินไปจนสำลักน้ำลายตัวเอง

   

   รอยยิ้มที่ผุดขึ้นบนใบหน้าของเด็กหนุ่มสดใสและภาคภูมิใจราวกับดวงอาทิตย์

   

   เสิ่นจืออินมอบรางวัลให้เขา "ทำได้ดีมาก ฉันจะมอบดาบไม้ท้อนี้ให้เธอ"

   

   เสิ่นมู่เหยี่ยที่เดิมนอนอยู่บนพื้นลุกขึ้นนั่งอย่างตื่นเต้น เขากอดดาบไม้ท้อแล้วจูบมันอย่างแรงสองครั้ง

   

   แต่ดาบไม้ท้อที่เสิ่นจืออินใช้เป็นประจำนั้นเล็กเกินไป

   

   แน่นอนว่านี่เป็นดาบไม้ท้อพิเศษที่เธอทำขึ้น สามารถเปลี่ยนขนาดได้ เสิ่นจืออินจึงสอนวิธีควบคุมให้เขา

   

   หลังจากเสิ่นมู่เหยี่ยได้เรียนรู้ก็เริ่มลองทำทันที เขาเกือบจะสิ้นใจคาที่

   

   ร่างกายของเขาอ่อนล้าอย่างหนัก ทั้งตัวล้มลงอย่างหมดแรง นิ้วมือยังสั่นไม่หยุด

   

   เสิ่นจืออินกลอกตา "...จะรีบร้อนไปทำไมกัน?"

   

   เสิ่นมู่เหยี่ยอยากจะพูดโต้ตอบ แต่ไม่มีแรงแล้ว

   

   เด็กน้อยกลอกตาอย่างจนใจ แล้วยัดยาเม็ดหนึ่งเข้าไปในปากของเขา

   

   อีกด้านหนึาง การต่อสู้ระหว่างกองทัพวิญญาณทั้งสองก็สิ้นสุดลงแล้ว ในที่สุดฝ่ายรักษาความสงบก็กำจัดพวกฆาตกรที่ปรากฏตัวที่นี่ได้

   

   "ขอบคุณทั้งสองท่านที่ช่วยเหลือ"

   

   แม่ทัพวิญญาณนำลูกน้องของตนมาขอบคุณ

   

   "ไม่เป็นไรค่ะ"

   

   เสิ่นจืออินโยนยันต์เรียกวิญญาณหลายแผ่นไปให้ การต่อสู้ครั้งนี้ทำให้ร่างวิญญาณของพวกเขาโปร่งแสงขึ้นเล็กน้อย

   

   ยันต์เรียกวิญญาณเหมือนกับการเติมลมให้พวกเขา ทำให้พวกเขาดูดซับพลังหยินได้เร็วขึ้น ร่างวิญญาณจึงกลับมาแข็งแกร่งอีกครั้งอย่างรวดเร็ว

   

   แม่ทัพผีขอบคุณอีกครั้ง และโยนตราประทับสีดำให้เสิ่นจืออินหนึ่งอัน

   

   บนตราประทับนั้นมีอักษรจีนโบราณสลักคำว่า "ทหาร" ขนาดใหญ่

   

   "ตราประทับนี้สามารถเรียกพวกเราได้ หากต่อไปนักพรตน้อยพบเจอปัญหาใด ขอเพียงเรียกหา พวกเราจะไม่หวั่นแม้ต้องตายนับหมื่นครั้ง!"

   

   เสิ่นจืออินรับตราประทับไว้ พร้อมทั้งมอบยันต์เรียกวิญญาณที่เหลืออีกสิบกว่าแผ่นให้พวกเขา

   

   ในที่สุด เสิ่นมู่เหยี่ยก็มีเรี่ยวแรงขึ้นมาบ้าง เขาลุกขึ้นมาด้วยความตื่นเต้นและกล่าวว่า "พอกลับไปแล้ว ผมจะจุดธูปบูชาพวกท่านแน่นอน"

   

   แม่ทัพวิญญาณพยักหน้า แล้วควบม้าพาทหารวิญญาณจากไป

   

   เสิ่นจืออินก็พาเสิ่นมู่เหยี่ยที่ยังอ่อนแรงออกจากเส้นทางวิญญาณ

   

   การหยุดพักครั้งนี้ใช้เวลานานไปหน่อย กว่าพวกเขาจะไปถึงเขาฉินหลิงก็ผ่านไปสองชั่วโมงแล้ว

   

   เสิ่นอวี้จู๋กังวลใจจนตาแดง

   

   พอเห็นทั้งสองคนปรากฏตัว เขารีบวิ่งเข้าไปหาทันที

   

   "ทำไมพวกคุณถึงเพิ่งมา ผมตกใจแทบตาย แล้วเกิดอะไรขึ้นกับน้องห้าเหรอครับ?"

   

   เสิ่นจืออินกำลังจะอธิบาย เสิ่นมู่เหยี่ยรีบพูดว่า "คุณย่าตัวน้อย ให้ผมเล่าเองเถอะ ให้ผมเล่าเอง!"

   

   ไม่ว่าอย่างไรเขาก็ต้องอวดความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ด้วยตัวเอง

   

   แม้จะยังอ่อนแอ แต่ก็ไม่เป็นอุปสรรคต่อการเล่าเรื่องของเขาเลย อีกทั้งยังแต่งเติมเรื่องราวอย่างแนบเนียน ทำให้ตัวเองดูยิ่งใหญ่ เต็มไปด้วยกลิ่นอายของความเป็นวีรบุรุษ

   

   เสิ่นจืออินคิดในใจ เด็กผู้ชายทุกคนชอบแบบนี้หรือ?

   

   "หิวน้ำจัง ขอน้ำหนึ่งแก้วหน่อย"

   

   เสิ่นอวี้จู๋ฟังแล้วอุทานด้วยความทึ่ง รีบส่งน้ำหนึ่งแก้วให้ทันที

   

   แม้แต่เหวินเจวี๋ยก็ยังเงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจ

   

   ถึงแม้ว่าสิ่งที่เสิ่นมู่เหยี่ยพูดอาจจะเกินจริงไปบ้าง แต่เรื่องที่เจอกองทัพวิญญาณในเส้นทางวิญญาณนั้นเป็นเรื่องจริง

   

   นั่นคือโลกมหัศจรรย์ที่พวกเขาไม่เคยสัมผัสมาก่อน

   

   หลังจากที่เสิ่นมู่เหยี่ยเล่าจบ เขาก็รู้สึกหิวขึ้นมาทันที

   

   ใช้พลังงานไปมากขนาดนั้น ไม่หิวก็แปลกแล้ว

   

   ดังนั้นเหวินเจวี๋ยเริ่มลงมือทำอาหาร

   

   เสิ่นมู่เหยี่ยคนเดียวกินข้าวไปตั้งเจ็ดชามใหญ่ สุดท้ายยังไม่พอ พวกเขาต้องกินเนื้อแห้งที่พกมาเป็นของว่างด้วยถึงจะอิ่ม

   

   หลังกินข้าวเสร็จเสิ่นมู่เหยี่ย ยังคงฝึกท่ามือร่ายคาถาเหล่านั้น ด้วยกลัวว่าตัวเองจะลืม

   

   เสิ่นอวี้จู๋ก็ฝึกตามอยู่ข้างๆ แต่เขายังไม่สามารถเข้าสู่การฝึกตนได้ จึงใช้ยันต์โจมตีแบบนั้นไม่ได้

   

   เสิ่นจืออินตีหลานชายเบาๆ บอกให้อย่าได้ภูมิใจมากเกินไป

   

   "จิตวิญญาณธาตุไฟบริสุทธิ์ของเธอสามารถดึงพลังของยันต์ธาตุไฟได้ง่าย แต่ถ้าเป็นยันต์อื่นก็ทำไม่ได้หรอก"



บทที่ 102: คณาจารย์จากยมโลก


   

   แม้จะเป็นเช่นนั้น เสิ่นมู่เหยี่ยก็ยังรู้สึกดีใจ เพราะอย่างไรก็ตาม ธาตุไฟของเขามีพลังทำลายล้างสูงอยู่ดี

   

   ไม่ได้การแล้ว ตอนนี้ต้องรีบฝึกฝนโดยเร็ว เขารู้สึกว่าหลังจากใช้พลังวิญญาณหมดแล้วฝึกฝนใหม่ ดูเหมือนจะดูดซับพลังวิญญาณได้มากกว่าเดิมเล็กน้อย

   

   ตกกลางคืน ทุกคนนอนอยู่ในเต็นท์ ไม่รู้ว่าหิมะตกลงมาตั้งแต่เมื่อไหร่

   

   พอตื่นขึ้นมา พบว่าบนต้นไม้และพื้นดินถูกปกคลุมด้วยหิมะหนา

   

   อุณหภูมิในเต็นท์อบอุ่นพอดี แต่ด้านนอกเต็นท์หนาวจนตัวสั่น

   

   แม้แต่คนที่มีจิตวิญญาณธาตุไฟอย่างเสิ่นมู่เหยี่ย พอเปิดม่านประตูเต็นท์โผล่หัวออกไปก็รีบหดหัวกลับเข้ามาทันที รีบใส่เสื้อผ้า แล้วกระโดดไปหาคุณย่าตัวน้อยเพื่อขอยันต์กันหนาว

   

   ขาขอมาแค่ใบเดียว แปะไว้ตรงท้องก็พอแล้ว ส่วนเสิ่นอวี้จู๋ติดไว้สี่แผ่นบนร่างกาย ด้านหน้าอกหนึ่งแผ่น ด้านหลังหนึ่งแผ่น และอีกสองแผ่นติดที่ฝ่าเท้า

   

   สิ่งนี้อุ่นกว่าแผ่นให้ความร้อนทั่วไปเสียอีก และใช้ได้ต่อเนื่องเป็นเวลาหนึ่งวัน นับเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการผ่านฤดูหนาวเลยทีเดียว

   

   ถ้าเอาออกไปขาย ไม่รู้ว่าจะมีคนอยากได้มากแค่ไหนในหน้าหนาว

   

   เหวินเจวี๋ยก็แปะไว้แค่แผ่นเดียวแล้วก็ไม่ขอเพิ่มอีก

   

   "หิมะตกหนักขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย แค่คืนเดียวเอง"

   

   เสิ่นมู่เหยี่ยพึมพำพลางถ่ายรูปหิมะกับเต็นท์ แล้วโพสต์ลงในโซเชียลและกลุ่มเพื่อนสนิทอย่างภาคภูมิใจ

   

   ไม่แปลกใจเลยที่ได้รับความอิจฉาจากเหล่าเพื่อนฝูง นี่มันเรื่องที่คนทำกันหรือ?

   

   เสิ่นมู่เหยี่ยยิ้มอย่างภูมิใจ แต่ไม่นานเด็กหนุ่มก็ยิ้มไม่ออกอีกต่อไป

   

   เสิ่นจืออินทำตามที่พูดไว้ รีบติดต่อผู้พิพากษาให้ช่วยหาครูที่สอนดีๆมาสอนหนังสือให้หน่อย

   

   ทุกวันนี้คนอยากมีลูกน้อยลงเรื่อยๆ ทำให้โควตาการเกิดใหม่ก็น้อยลงตามไปด้วย ผีหลายตนต้องติดค้างอยู่ในโลกวิญญาณอย่างเบื่อหน่าย

   

   มีแค่ช่วงเทศกาลผีเท่านั้นที่พวกเขาจะได้ออกมาเที่ยวเล่นสักวัน

   

   ณ ยมโลก...

   

   เหล่าผีเฒ่าที่กำลังเล่นไพ่อย่างเบื่อหน่ายพากันถอนหายใจด้วยความเซ็ง

   

   "เมื่อไหร่จะได้ออกจากยมโลกสักที ที่นี่ไม่มีอะไรให้เล่นเลย แม้แต่หนังสือสักเล่มก็ไม่มี คิวไปเกิดของฉันก็ต้องรออีกตั้งสามปี"

   

   "ดีแค่ไหนแล้ว อย่างน้อยพวกเราก็พอมีบุญกุศลได้สิทธิ์พิเศษ ยังมีความหวังรอวันไปเกิด แค่ต้องรอไม่กี่ปีเท่านั้น ลองดูพวกที่ต้องรอคิวปกติสิ บางคนต้องรอตั้งร้อยปีกว่าจะได้ไปเกิด นั่นแหละที่เรียกว่าซวยของจริง"

   

   พูดไปพูดมาก็ถอนหายใจอีกครั้ง ที่ยมโลกมีประชากรผีเพิ่มขึ้นมากเกินไป ที่อยู่ก็เกือบจะไม่พอแล้ว

   

   พวกเขาก็ไม่สามารถออกจากยมโลกได้ ถ้าถูกจับได้ว่าแอบหนีออกไป คิวไปเกิดที่แย่งมาได้อย่างยากลำบากก็จะถูกริบไป

   

   อีกอย่าง ถ้าออกจากยมโลกโดยไม่ได้รับอนุญาตจากท่านผู้พิพากษา เมื่อเจอเรื่องอันตรายข้างนอก ยมโลกก็จะไม่ช่วย ถ้าถูกจับกลับมาก็ต้องไปรับโทษทัณฑ์ในนรกอีก

   

   ลำบากแสนสาหัส น่าเบื่อสุดๆ

   

   ในตอนนั้นเอง ยมทูตตนหนึ่งเดินมาทางพวกเขา

   

   "เบื้องบนมีภารกิจ ต้องการครูสองสามคนไปสอนนักเรียนคนหนึ่งในโลกมนุษย์ มีใครสนใจอยากไปไหม?"

   

   ไม่ต้องพูดถึงเรื่องอื่น เพียงแค่เงื่อนไขอันแสนล่อใจว่าจะได้ไปโลกมนุษย์ ก็ทำให้ผีที่เคยอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขต่อสู้กันทันที

   

   “ฉันจะไป ฉันเป็นศาสตราจารย์มหาวิทยาลัยชื่อดัง เรื่องสอนหนังสือไว้ใจฉันได้เลย”

   

   “ตลกละ ใครๆก็เป็นอาจารย์ได้ ฉันเป็นอาจารย์คณิตศาสตร์ของมหาวิทยาลัยXX ท่านยมทูตไปสืบดูได้เลย นักเรียนของฉันตอนนี้ล้วนมีผลการเรียนที่ยอดเยี่ยม…”

   

   “ท่านยมทูตให้ฉันไปเถอะ พวกคนแก่พวกนี้สอนไม่ดีเท่าฉันหรอก…”

   

   ผีหลายตนต่างพยายามอย่างหนักเพื่อให้ได้ไปโลกมนุษย์ ไม่เพียงแต่เหยียบย่ำกันแต่ยังดึงผมกันด้วย

   

   จนกระทั่งผมที่มีอยู่ไม่มากบนหัวของผีตนหนึ่งถูกดึงออกมา ตามมาด้วยเสียงร้องโหยหวนของผี

   

   “ใครดึงผมฉัน ฉันไม่ปล่อยมันไว้แน่!”

   

   ผีที่เดินผ่านมาเห็นกลุ่มนักวิชาการต่อสู้กันจนยุ่งเหยิงต่างงงงันและแอบสมน้ำหน้า

   

   “มีเรื่องอะไรกันถึงได้ต่อสู้กันรุนแรงขนาดนี้ ปกติเป็นกลุ่มผีที่มีหน้ามีตา พอต่อสู้กันขึ้นมาก็ไม่ต่างอะไรกับพวกแม่ค้าปากจัดเลยนะ”

   

   ผีที่ไม่ได้ไปสู้ข้างๆ ร้องไห้น้ำตานองหน้าเป็นสายเลือด "ถ้าเป็นไปได้ ฉันก็อยากไปสู้เหมือนกัน เพราะนี่เป็นโควตาที่จะได้ไปโลกมนุษย์นะ"

   

   แถมอาจจะไม่ใช่แค่วันเดียวด้วย การสอนหนังสือแค่หนึ่งวันจะพออะไร

   

   ผีที่เดินผ่านมาได้ยินคำพูดนี้ก็เงียบไปสองวินาที แล้วคว้าไหล่ผีตนนั้นเขย่า

   

   "มีข้อกำหนดอะไรบ้าง บอกมาเร็ว!"

   

   "ไปโลกมนุษย์เพื่อสอนนักเรียนคนหนึ่ง คงเป็นเพราะครอบครัวของนักเรียนคนนั้นมีคนรู้จักผีในยมโลก"

   

   ผีที่เดินผ่านมาเงียบไปชั่วครู่ แล้วอุทาน! ไม่คิดว่าพวกนักวิชาการจะได้รับความนิยมแม้แต่ในยมโลก!!!

   

   หลังจากคัดเลือกอย่างละเอียด ในที่สุดก็ได้ครูเก้าคนที่สอนวิชาหลักในระดับมัธยมปลาย พวกเขาล้วนเป็นผู้เชี่ยวชาญในแต่ละสาขาวิชา

   

   บวกกับผีจิตรกรอีกหนึ่งตน เป็นผู้ที่เก่งกาจในการวาดภาพจีนโดยเฉพาะ

   

   วันนั้นผีทั้งสิบตนก็ถือใบอนุญาตผ่านทางออกไปอย่างกระตือรือร้น ท่ามกลางสายตาอิจฉาริษยาของผีตนอื่นๆ

   

   ใบอนุญาตผ่านทางทำให้พวกเขาไม่ถูกเผาไหม้แม้จะอยู่กลางแสงแดดในตอนกลางวัน

   

   ในตอนนี้ เสิ่นมู่เหยี่ยกำลังเล่นเกม ไม่รีบร้อนที่จะฝึกฝน เป็นการผสมผสานระหว่างการทำงานและการพักผ่อน

   

   ทันใดนั้น เขาก็จามหลายครั้ง และตาขวาก็กระตุกไม่หยุด

   

   รู้สึกว่าจะมีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้น เลยลองคำนวณดู... แต่คำนวณไม่ออก

   

   ไม่สนละ เล่นเกมต่อดีกว่า

   

   วินาทีถัดมา คุณย่าตัวน้อยของเขาก็ปรากฏตัวขึ้น

   

   "หลานชาย มานี่หน่อยสิ" เสิ่นจืออินยิ้มอย่างไร้เดียงสาและบริสุทธิ์

   

   เสิ่นมู่เหยี่ยเข้าไปใกล้อย่างไม่ระวังตัว จากนั้นเสิ่นจืออินก็ใช้นิ้วดีดไปที่หน้าผากของเขา

   

   ตาทิพย์ของเขาเปิดขึ้น และเขาก็เห็นผีเก้าตนที่อยู่ด้านหลังเสิ่นจืออิน

   

   แตกต่างจากผีที่เคยเห็นมาก่อน ผีทั้งเก้าตนนี้ส่วนใหญ่สวมแว่นตา แม้จะกลายเป็นผีแล้ว แต่บุคลิกของพวกเขาก็ยังดูสง่างามและมีกลิ่นอายของนักวิชาการเก่า

   

   เสิ่นมู่เหยี่ยมีลางสังหรณ์ไม่ดี รอยยิ้มบนใบหน้าค่อยๆจางหายไป

   

   เสิ่นจืออินยิ้มกว้างขึ้น "หลานชายตัวน้อยดีใจไหม? นี่เป็นของขวัญที่ฉันให้เธอนะ พวกเขาล้วนเป็นครูที่จะมาสอนเธอต่อจากนี้ไงล่ะ"

   

   เสิ่นมู่เหยี่ยหัวเราะแห้งๆ ดีใจสิ เขาดีใจจนแทบตายแล้ว

   

   ผีครูหลายคนลอยเข้ามาพร้อมรอยยิ้ม 'อ่อนโยน' "เธอคือนักเรียนของพวกเราใช่ไหม มาๆ เรามาวางแผนตารางเรียนกันเถอะ"

   

   ตอนนี้เหล่าคุณครูต่างก็ฝากความหวังไว้กับนักเรียนคนนี้ พวกเขาล้วนหวังว่าจะได้อยู่ในโลกมนุษย์นานขึ้น ดังนั้นพวกเขาจึงทุ่มเทสุดความสามารถในการสอนเสิ่นมู่เหยี่ย

   

   และนับตั้งแต่คืนนั้นเป็นต้นมา ชีวิตอันแสนละเค็ญของเสิ่นมู่เหยี่ยก็ได้เริ่มต้นขึ้น

   

   ส่วนครูสอนวาดภาพจีนนั้นถูกเสิ่นจืออินพาไปหาเสิ่นอวี้จู๋

   

   เมื่อเทียบกับการต่อต้านและไม่อยากเรียนของเสิ่นมู่เหยี่ยแล้ว เสิ่นอวี้จู๋กลับพูดคุยกับครูคนนั้นอย่างสนุกสนาน

   

   หากไม่ใช่เพราะเสิ่นจืออินเตือน พวกเขาคงจะคุยกันจนดึกดื่น

   

   คนหนึ่งกับผีหนึ่งที่เพิ่งได้พบกันต่างรู้สึกเสียดายที่ไม่ได้พบกันก่อนหน้านี้

   

   พอตื่นขึ้นมาในเช้าวันรุ่งขึ้น พวกเขาคนหนึ่งอ่อนเพลียไม่มีแรง อีกคนหนึ่งกระปรี้กระเปร่า

   

   เสิ่นจืออินเปิดตาทิพย์ให้เหวินเจวี๋ยแล้ว อย่างน้อยก็ทำให้เขารู้ว่าทั้งสองคนกำลังทำอะไรอยู่ ไม่เช่นนั้นการพูดกับอากาศจะทำให้คุณชายทั้งสองอาจดูเหมือนคนบ้า

   

   เหวินเจวี๋ยมองดูเสิ่นมู่เหยี่ยที่ถูกผีเก้าตนล้อมรอบ และเสิ่นอวี้จู๋ที่กำลังคุยกับผีตนหนึ่งอย่างสนุกสนาน สีหน้าของเขาเรียบเฉย

   

   ช่วงเวลาไม่ถึงหนึ่งเดือนที่ได้อยู่กับเสิ่นจืออิน มันช่างน่าตื่นเต้นกว่าชีวิตที่ผ่านมาทั้งหมดของเขาเสียอีก

   

   ยิ่งเดินลึกเข้าไปในเขาฉินหลิง ต้นไม้ก็ยิ่งหนาแน่น ภูมิประเทศก็ยิ่งอันตรายมากขึ้น

   

   พวกเขาไม่ได้รีบร้อนเดินทาง แต่จะเดินเล่นไปเรื่อยๆ

   

   ในเวลาเพียงไม่กี่วัน เสิ่นมู่เหยี่ยเรียนจนตาลาย

   

   ครูทั้งเก้าตน เขาต้องเรียนวันละห้าชั่วโมง พวกเขาผลัดกันสอนอย่างลงตัว

   

   ถ้าไม่ใช่เพราะยังมีเวลาเล่นและฝึกฝน เขาคงอยากจะกลับบ้านแล้ว

   

   ความรักอันหนักอึ้งนี้ เขาแบกรับไม่ไหวจริงๆ



บทที่ 103: สัตว์วิญญาณในทะเลสาบ


   

   "คุณย่าตัวน้อย พรุ่งนี้เป็นวันเกิดของคุณใช่ไหมครับ?"

   

   ที่ริมทะเลสาบแห่งหนึ่งในใจกลางเขาฉินหลิง มีคนสี่คนกำลังนั่งตกปลาอยู่

   

   ผิวน้ำในทะเลสาบมีน้ำแข็งบางๆเกาะอยู่ ทั้งสี่คนสวมเสื้อขนเป็ดและนั่งอย่างสบายอารมณ์บนเก้าอี้เล็กๆ

   

   พวกเขามาอยู่ที่เขาฉินหลิงนี้เป็นเวลาหนึ่งเดือนแล้ว

   

   เสิ่นมู่เหยี่ยยังไม่ได้กลับบ้าน หนึ่งเพราะเขาเองก็ไม่อยากกลับ แม้ว่าที่นี่จะถูกบังคับให้เรียนโดยไม่ได้หยุดพักผ่อนเลย แต่ก็มีสิ่งที่น่าตื่นเต้นและสนุกสนานมากมายไปหมด

   

   เมื่อคืนตอนพวกเขานอน ยังได้ยินเสียงเสือคำรามด้วย

   

   ถ้าเป็นเมื่อก่อน พวกเขาคงต้องระวังเรื่องความปลอดภัยแน่นอน

   

   แต่ตอนนี้ เสือตัวนั้นคงไม่พอให้คุณย่าตัวน้อยของเขาต่อยด้วยซ้ำ

   

   จริงๆแล้วเขาก็อยากลองดูเหมือนกัน บางทีตอนนี้เขาอาจจะสามารถต่อสู้กับเสือสักตัวได้แล้วก็ได้

   

   แน่นอนว่าเขาไม่กล้าฆ่าหรอก อย่างมากก็แค่อยากลองประลองฝีมือกับเสือดูสักหน่อย

   

   "ดูเหมือนจะใช่นะ?"

   

   เสิ่นจืออินเองก็ไม่ค่อยแน่ใจ ชาติที่แล้วเธออายุมากเกินไปจนจำเรื่องวันเกิดไม่ได้แล้ว

   

   ชาตินี้เพิ่งอายุสามขวบ ตอนที่อายุได้สามขวบ ท่านผู้เฒ่าไปซื้อไก่จากหมู่บ้านมาต้มซุปให้เธอกิน รสชาติมันช่าง…สุดยอดเกินจะบรรยาย

   

   ของดีๆ พอมาถึงมือท่านผู้เฒ่าก็เสียเปล่าหมด เนื้อไก่แสนอร่อยกลับถูกตุ๋นจนมีกลิ่นคาวและขม

   

   วันเกิดตอนอายุสามขวบ เธอต้องฝืนกินซุปไก่หนึ่งชามใหญ่ด้วยสีหน้าบึ้งตึง

   

   เสิ่นมู่เหยี่ย "พี่เหวินเจวี๋ยทำเค้กวันเกิดเป็นไหม? พวกเราจะทำเค้กสักชิ้นจากของที่มีอยู่ตรงนี้ได้ไหม?"

   

   ครูผีคนหนึ่งโผล่ออกมาพูดว่า "ฉันทำเป็นนะ ถึงตอนนี้ฉันจะขยับมือไม่ได้ แต่ก็สั่งการได้"

   

   พวกเขาใช้ชีวิตอย่างสุขสบายในโลกมนุษย์มาหนึ่งเดือนแล้ว ยังไงตอนที่พวกเขาไม่มีสอน เสิ่นจืออินก็ไม่ได้กักขังพวกเขา จะไปเที่ยวที่ไหนก็ได้

   

   หลังจากถูกขังอยู่ในยมโลกมาหลายปี ตอนนี้พวกเขามองใบไม้แค่ใบเดียวก็รู้สึกหอมสดชื่น

   

   แน่นอนว่า เหล่าคุณครูผีทั้งหลายจึงต้องพยายามเอาอกเอาใจเสิ่นจืออินอย่างสุดความสามารถ เพื่อให้ได้อยู่ต่อนานขึ้น

   

   ยิ่งไปกว่านั้น ตอนนี้พวกเขาก็รู้แล้วว่ารอบตัวเสิ่นจืออินมีผีอยู่เป็นกลุ่ม พวกผีเหล่านั้นดูเหมือนไม่อยากไปเกิดใหม่ในยมโลก ก่อนหน้านี้ส่วนใหญ่เป็นวิญญาณอาฆาต

   

   แม้ไม่ได้ไปยมโลก แต่พวกเขาก็มียันต์ที่เสิ่นจืออินให้มา ทำให้บินไปไหนมาไหนได้ในตอนกลางวัน ยังมีธูปหอมๆให้กิน บางครั้งยังได้รับกระดาษเงินกระดาษทองที่เสิ่นจืออินพับให้อีกด้วย

   

   ชีวิตแบบนี้ช่างสุขสบายยิ่งกว่าพวกเขาเสียอีก

   

   ข้อได้เปรียบอย่างเดียวของพวกเขาก็คือ พวกเขายังมีคิวเกิดใหม่ แต่ผีพวกนั้นก็ไม่ได้สนใจ พวกเขาไม่อยากเกิดใหม่

   

   เฮ้อ… ผีรุ่นใหม่สมัยนี้นะ ไม่อยากเกิดใหม่กันมากขึ้นเรื่อยๆเลย

   

   เสิ่นจืออินไม่สนใจวันเกิดของตัวเอง แต่คนอื่นๆกลับตื่นเต้นและเริ่มปรึกษากันว่าจะทำอะไรกันดี

   

   เค้กวันเกิดอย่างนั้นเหรอ?

   

   หลังจากเสิ่นจืออินเห็นรูปเค้กวันเกิด เธอก็สนใจขึ้นมาทันที

   

   "วัตถุดิบสำหรับทำเค้กวันเกิดพอไหม? ถ้าไม่พอ ฉันจะให้พวกผีไปหามาเพิ่ม"

   

   "ผลไม้บนระเบียงบ้านของฉันยังมีอยู่นะ ไปเอามาได้"

   

   "ฉันอยากได้เค้กสตรอเบอร์รี่ลูกโตๆ"

   

   "สตรอเบอร์รี่และบลูเบอร์รี่ ฉันปลูกไว้บนระเบียงทั้งหมด"

   

   เด็กหญิงตัวน้อยจับคันเบ็ดด้วยมือข้างเดียวแล้วเข้าร่วมการสนทนาอย่างร่าเริง ไม่มีท่าทีไม่สนใจเหมือนก่อนหน้านี้อีกต่อไป

   

   ขณะที่กำลังเลือกเค้กอย่างจริงจัง จู่ๆก็มีแรงดึงมหาศาลส่งผ่านมาจากมือ เสิ่นจืออิน ทั้งร่างเล็กๆถูกกระชากออกไปหลายก้าว

   

   คนอื่นๆ "???"

   

   เกิดอะไรขึ้น?

   

   "คุณย่าตัวน้อย..."

   

   เสิ่นมู่เหยี่ยพูดยังไม่ทันจบ ก็เห็นคุณย่าตัวน้อยของเขาจับคันเบ็ดด้วยสองมือ ยันส้นเท้ากับพื้น แต่ยังถูกลากออกไปราวครึ่งเมตร

   

   คันเบ็ดนั้นโค้งงอจนแทบจะหักอยู่รอมร่อ ดูท่าทางมันจะรับน้ำหนักไม่ไหว

   

   ทุกคนอุทานด้วยความตกใจ "!!!"

   

   พวกเขารู้ดีว่าเสิ่นจืออินมีพละกำลังมากแค่ไหน แต่สิ่งที่กำลังลากอยู่ในน้ำนั้นมันใหญ่โตมหึมาขนาดไหนกัน!

   

   นี่มันทะเลสาบนะ! พวกเขาไม่ได้กำลังตกปลาวาฬในทะเลสักหน่อย!

   

   ทุกคนกำลังจะเข้าไปช่วย แต่เสิ่นจืออินห้ามเอาไว้

   

   "อย่าเพิ่งขยับ"

   

   เธอจ้องมองผิวน้ำเขม็ง ทุกคนจึงมองตามไปด้วย แล้วก็ต้องสูดหายใจเฮือกด้วยความตกใจ

   

   เงาดำนั้นใหญ่กว่าเรือขนาดกลางทั่วไปเสียอีก

   

   ถึงทะเลสาบนี้จะใหญ่ แต่ก็ไม่น่าจะมีสิ่งมีชีวิตในน้ำที่ใหญ่โตขนาดนี้ได้!

   

   เงาดำดูกว้างและยาว ตอนนี้ทุกคนยังมองไม่ชัดว่ามันเป็นสิ่งมีชีวิตอะไรกันแน่ในน้ำ

   

   "คุณย่าตัวน้อย คุณยังจับคันเบ็ดอยู่ทำไม ปล่อยมันสิ!"

   

   เสิ่นจืออินไม่มีทางยอมปล่อยเด็ดขาด!

   

   แต่คันเบ็ดดูเหมือนจะทนแรงดึงไม่ไหวและกำลังจะหัก เสิ่นจืออินจึงถอดเสื้อนอกแล้วกระโดดลงน้ำไปเลย

   

   "ฉันจะไปดู พวกเธออย่าตามมานะ!"

   

   เสิ่นจืออินคาดเดาว่ามันน่าจะเป็นสัตว์วิญญาณ ถ้าที่นี่มีสัตว์วิญญาณเกิดขึ้นได้ ก็ต้องมีสถานที่ลับที่อุดมไปด้วยพลังวิญญาณแน่นอน!

   

   นี่ไม่ใช่สถานที่ที่เธอกำลังมองหาอยู่หรอกหรือ?

   

   กำลังกังวลว่าจะไปทางไหนอยู่พอดี แล้วก็มีตัวนำทางมาให้ถึงที่เลย

   

   เสิ่นจืออินกระโดดลงน้ำ จับคันเบ็ดแล้วถูกพาเข้าไปในส่วนลึกของทะเลสาบ เธอยังได้ยินเสียงคนบนฝั่งตะโกนเรียกชื่อตัวเองอยู่เลือนราง

   

   อย่างไรก็ตาม เธอได้มอบเครื่องรางป้องกันตัวให้กับคนเหล่านั้นไว้แล้ว จึงไม่น่าจะมีปัญหาใหญ่โตนัก

   

   ส่วนสามคนบนฝั่งมองเห็นเงาดำนั้นว่ายไกลออกไปเรื่อยๆ ก็รู้สึกกระวนกระวายใจอย่างมาก เสิ่นมู่เหยี่ยถึงกับคิดจะถอดเสื้อผ้าแล้วกระโดดลงไป แต่ถูกเหวินเจวี๋ยที่ยังมีสติอยู่บ้างดึงกลับมา

   

   "ปล่อยฉันนะ!"

   

   เสิ่นอวี้จู๋พูดว่า "น้องห้า ใจเย็นๆหน่อย! ถ้านายลงไปก็มีแต่จะเป็นการสร้างปัญหาให้คุณย่าตัวน้อยเท่านั้นแหละ!"

   

   เสิ่นมู่เหยี่ยพยายามสงบสติอารมณ์ "คุณย่าตัวน้อยว่ายน้ำเป็นไหม?"

   

   เสิ่นอวี้จู๋ตอบว่า "อย่าดูถูกคุณย่าตัวน้อยเพราะอายุน้อยสิ เธอทำอะไรรอบคอบกว่านายตั้งเยอะ แถมฉันยังเคยเห็นกับตาตัวเองว่าเธอฆ่างูตัวใหญ่ขนาดนั้นได้ สิ่งที่อยู่ในน้ำนั่นคงไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเธอหรอก"

   

   เขาพูดแบบนี้เพื่อปลอบใจทั้งน้องชายและตัวเองไปพร้อมๆกัน

   

   เสิ่นมู่เหยี่ยนึกถึงกองงูขนาดเท่าภูเขาเล็กๆที่บ้านเมื่อก่อนหน้านี้

   

   "งั้นพวกเราก็รออยู่ที่นี่แหละ"

   

   เขาก็ไม่ใช่ว่าไม่อยากไป แต่สาเหตุหลักคือพบว่าถ้าเขาไปจริงๆ ก็จะเป็นการเพิ่มความยุ่งยากเท่านั้น

   

   ตอนนี้เสิ่นมู่เหยี่ยอยากจะแข็งแกร่งขึ้นอย่างเร่งด่วน ไม่เช่นนั้นในอนาคตทุกครั้งที่เจอปัญหาอะไร เขาจะต้องมองดูคุณย่าตัวน้อยวิ่งออกไปข้างหน้าพวกเขาเท่านั้นหรือ?

   

   แต่ในตอนนี้ จริงๆแล้วเสิ่นจืออินไม่ได้สบายอย่างที่พวกเขาจินตนาการไว้

   

   แม้ว่าเธอจะไม่กลัวและว่ายน้ำเป็น แต่เธอไม่สามารถหายใจใต้น้ำได้

   

   และก็ไม่มียันต์ที่จะช่วยให้เธอหายใจใต้น้ำได้

   

   เสิ่นจืออินทำได้เพียงแค่ลอยขึ้นมาหายใจเอาออกซิเจนตอนที่สิ่งนั้นพยุงเธอให้อยู่ใกล้ผิวน้ำ

   

   จากนั้นก็กลั้นหายใจดำลงไปอีกครั้ง คราวนี้ขาสั้นๆของเธอตีน้ำอย่างรวดเร็ว เข้าใกล้สัตว์วิญญาณตัวนั้นมากขึ้นเรื่อยๆ

   

   ตอนนี้เธอมองเห็นชัดแล้วว่ามันคืออะไร

   

   มันเป็นเต่าตัวใหญ่

   

   เป็นเต่าน้ำจืดชนิดที่มีขาแข็งแรง มันมีกระดองหนาเหมือนภูเขาลูกเล็กๆ ความจริงแล้วว่ายน้ำได้ค่อนข้างช้า แต่เพราะตัวมันใหญ่มาก แค่ขยับตัวเบาๆก็ไปได้ไกลแล้ว

   

   เสิ่นจืออินใช้มือเล็กของเธอเกาะกระดองของมันไว้แน่น พยายามปีนขึ้นไปอย่างยากลำบาก

   

   สัตว์วิญญาณตัวนี้คงไม่ได้สังเกตเห็นเธอ หรือไม่ก็ไม่สนใจเธอเลย มันยังคงว่ายน้ำต่อไปอย่างไม่ยี่หระ

   

   ไม่ไหวแล้ว เธอกลั้นหายใจไม่ไหวอีกต่อไป

   

   เสิ่นจืออินว่ายขึ้นไปยังผิวน้ำ พอโผล่ศีรษะขึ้นมา เธอก็สูดหายใจเข้าลึกๆ

   

   คราวนี้เธอไม่ได้ว่ายตามเต่าวิเศษตัวนั้นไปอีก

   

   แต่เธอหยิบขวดยาที่บรรจุยาเม็ดบำรุงวิญญาณออกมาเปิดฝา

   

   เมื่อครู่เธอแอบใส่ยาเม็ดบำรุงวิญญาณลงไปในเหยื่อตกปลาที่โดนงับไปด้วย คิดว่าเต่าวิเศษคงได้กลิ่นและว่ายตามมา



บทที่ 104: สิ่งมีชีวิตขนาดมหึมา


   

   เสิ่นจืออินเกาะกิ่งไม้แห้งที่กลายเป็นน้ำแข็งอยู่บนผิวน้ำ แล้วรออยู่ครู่หนึ่ง ไม่นานก็เห็นเต่าวิญญาณที่กำลังว่ายลงไปก้นทะเลสาบว่ายกลับมาทางนี้

   

   เธอถือยันต์เรียกสายฟ้าและยันต์โจมตีอื่นๆไว้ในมือ แต่ความจริงแล้วเธอไม่มั่นใจนักว่าจะจัดการเต่าวิญญาณตัวนี้ได้

   

   เพราะในน้ำเป็นอาณาเขตของมัน อีกทั้งเต่าทุกชนิดก็มีการป้องกันที่น่ากลัวมาก

   

   เธอสามารถรับประกันได้เพียงว่า ถ้าต่อสู้กันจริงๆ ตัวเองจะหนีรอดไปได้อย่างปลอดภัย

   

   ก่อนอื่นต้องดูก่อนว่าเต่าวิญญาณตัวนี้จะสื่อสารกันได้หรือเปล่า

   

   เงาดำขนาดใหญ่ค่อยๆเคลื่อนเข้ามาใกล้เสิ่นจืออิน ปลาที่อยู่ก้นทะเลสาบว่ายหนีไปอย่างรวดเร็วตั้งแต่เต่าวิญญาณเข้ามาแล้ว

   

   เต่าวิญญาณตัวนั้นไม่ได้พุ่งเข้ามาทันที แต่ว่ายวนรอบเสิ่นจืออินหนึ่งรอบ

   

   ดูเหมือนว่าตัวนี้จะฉลาดอยู่

   

   ซ่า...

   

   เมื่อเต่าวิญญาณตัวนี้ลอยขึ้นมาเหนือผิวน้ำ น้ำในทะเลสาบและก้อนน้ำแข็งมากมายก็ไหลลงมาจากกระดองที่ขรุขระราวกับเนินเขาเล็กๆของมันเหมือนน้ำตกขนาดย่อม

   

   ในที่สุดมันก็โผล่หัวขึ้นมามองไปที่ขวดเล็กๆในมือของเสิ่นจืออิน ดูท่าทางอยากกินสุดๆ

   

   "เข้าใจภาษาคนไหม?"

   

   เต่าวิญญาณจ้องมองเธอด้วยดวงตาสีดำขลับ แล้วค่อยๆพยักหน้าอย่างเชื่องช้า

   

   โดยทั่วไปแล้วเต่ามักมีนิสัยดี แม้แต่ในโลกชาติก่อนของเธอ ก็แทบไม่มีเต่าที่มีนิสัยดุร้าย

   

   เมื่อเห็นว่าเต่าวิญญาณตัวนี้เข้าใจภาษาคนได้ ก็ยิ่งดีเข้าไปใหญ่

   

   เสิ่นจืออินรู้สึกตื่นเต้นดีใจ เธอเดิมพันถูกแล้ว

   

   "ฉันอยากทำข้อตกลงกับแก โดยแลกกับยาเม็ดบำรุงวิญญาณที่อยู่ในมือฉันนี่"

   

   เต่าวิญญาณเอียงหัวมองเธอ

   

   เสิ่นจืออินยึดหลักการที่ว่า ‘ถ้าไม่ยอมสละลูกก็จะไม่ได้หมาป่า’ เธอจึงใจกว้างให้ยาแก่มันไปหนึ่งเม็ด

   

   "ขาของฉันอ่อนแรงมากเลยตอนนี้ ขอขึ้นไปนั่งบนหลังของแกเพื่อคุยกันได้ไหม"

   

   ขาสั้น ๆ ของเธอไม่อาจต้านทานสภาพอากาศในตอนนี้ไหว

   

   เครื่องรางวิเศษต่างๆในชาติที่แล้วไม่ได้ติดตามมาด้วย มีหลายอย่างที่สามารถทำให้เธอหายใจใต้น้ำได้

   

   เต่ายักษ์ที่กินยาบำรุงวิญญาณไปแล้วมีอารมณ์ดีมาก มันดำลงไปในน้ำแล้วแบกเด็กหญิงตัวน้อยที่แทบไม่มีน้ำหนักขึ้นมาบนกระดองทันที

   

   เพื่อให้สะดวกในการเจรจาเรื่องต่อไป เสิ่นจืออินจึงนั่งลงบนส่วนที่ยื่นออกมาด้านหน้าของกระดอง

   

   เธอร่ายคาถาทำความสะอาดตัวเองก่อน แล้วทำให้ตัวแห้ง สุดท้ายก็แปะยันต์กันหนาวไว้บนตัว

   

   "แกพาฉันไปยังที่ที่มีพืชวิญญาณได้ไหม ฉันเป็นนักปรุงยา ต้องการหาพืชวิญญาณมาปรุงยา ฉันจะใช้ยาบำรุงวิญญาณนี้แลกกับแก"

   

   โดยทั่วไปแล้วสถานที่ที่มีสัตว์วิญญาณอาศัยอยู่มักจะอุดมไปด้วยพลังวิญญาณ ไม่เช่นนั้นเต่ายักษ์ตัวนี้คงไม่โตขนาดนี้ มันเป็นสัตว์วิญญาณระดับสามแล้ว

   

   งูเฝ้าสุสานที่เธอฆ่าก่อนหน้านี้เป็นแค่ระดับสองเท่านั้น

   

   อ้อ จริงด้วย ที่ที่งูเฝ้าสุสานอยู่ต้องมีพืชวิญญาณแน่นอน เธอลืมเรื่องนี้ไปเลย

   

   พอกลับไปแล้วจะให้หวงเหยาพาฉันไปดูในสุสานนั้น

   

   เต่าวิญญาณจ้องมองยาเม็ดบำรุงวิญญาณในมือของเธอ แล้วอ้าปากร้องสองครั้ง

   

   เสียงร้องของเต่าวิญญาณให้ความรู้สึกเก่าแก่และลึกล้ำ

   

   "แกหมายความว่าต้องการสองขวดใช่ไหม? ตอนนี้ฉันไม่มีติดตัว แต่ฉันยังสามารถปรุงได้อีก รอขึ้นฝั่งแล้วจะปรุงให้นะ"

   

   ตราบใดที่สามารถเจรจากันได้ ก็ไม่มีปัญหา เสิ่นจืออินยิ้มตาหยี

   

   "ฉันไม่โกหกแกหรอก ถ้าโกหก ต่อไปฝึกฝนก็จะไม่ก้าวหน้า"

   

   คำสาบานของนักพรตจะถูกควบคุมโดยกฎสวรรค์ ดังนั้นเต่าวิญญาณจึงพอใจ

   

   อย่างไรก็ตาม เสิ่นจืออินไม่ได้ให้มันพาเธอไปหาพืชวิญญาณตอนนี้ แต่รบกวนให้มันกลับขึ้นฝั่งไปบอกหลานๆของเธอก่อน

   

   ไม่อย่างนั้นถ้านานไปพวกเขาจะเป็นห่วง

   

   เต่าวิญญาณตอบรับด้วยอารมณ์ดี แล้วพาเสิ่นจืออินว่ายกลับไปยังฝั่งที่พวกเขามา

   

   มองจากระยะไกล มันเหมือนกับภูเขาเล็กๆ กำลังเคลื่อนที่

   

   ส่วนบนฝั่ง เสิ่นมู่เหยี่ยและคนอื่นๆ กำลังกังวลใจอย่างมาก

   

   "ไม่ได้ ฉันต้องลงไปหา!"

   

   ถึงแม้คุณย่าตัวน้อยของพวกเขาจะเก่งกาจแค่ไหน แต่ในน้ำก็ไม่แน่เสมอไป อีกทั้งเวลาก็ผ่านไปหลายชั่วโมงแล้ว

   

   เสิ่นมู่เหยี่ยไม่สนใจคำทัดทาน กระโดดลงไปในทะเลสาบทันที

   

   ตอนแรกที่สัมผัสผิวน้ำ มันรู้สึกเย็นมาก แต่พอลงไปใต้น้ำแล้วกลับไม่รู้สึกหนาวเท่าไหร่

   

   เสิ่นมู่เหยี่ยดำลงไปในทะเลสาบและเริ่มค้นหา เหวินเจวี๋ยก็ลงน้ำเช่นกัน โดยสั่งให้เสิ่นอวี้จู๋รออยู่บนฝั่ง

   

   อย่างไรก็ตาม พวกเขาค้นหาเป็นเวลาครึ่งชั่วโมงแล้วก็ยังไม่พบใคร

   

   ทันใดนั้น ทุกคนก็เริ่มรู้สึกสิ้นหวังขึ้นมา

   

   เสิ่นมู่เหยี่ยถึงกับร้องไห้ด้วยความรู้สึกผิด

   

   "ฉันไม่ควรปล่อยให้คุณย่าตัวน้อยลงไปเลย สัตว์ประหลาดนั่นเคลื่อนที่เร็วมาก ใครจะรู้ว่าตอนนี้มันไปถึงไหนแล้ว"

   

   เขาไม่เคยร้องไห้ตอนทะเลาะวิวาทจนบาดเจ็บ ไม่เคยร้องไห้ตอนเกือบตายจากการแข่งรถที่ถูกปองร้าย แต่ตอนนี้เสิ่นมู่เหยี่ยกลับกลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่อยู่ เขาร้องไห้ดวงตาแดงก่ำ

   

   แต่เขายังต้องค้นหาต่อไป ถ้าหาคุณย่าตัวน้อยของเขาไม่เจอ เขาก็จะไม่กลับบ้าน

   

   ในทะเลสาบน้ำแข็งที่หนาวเย็นนี้ ริมฝีปากของเสิ่นมู่เหยี่ยเริ่มเป็นสีม่วง

   

   เหวินเจวี๋ยพูดว่า "กลับไปก่อนเถอะ ถ้าค้นหาต่อไป พวกเราสองคนจะเป็นอันตรายก่อน"

   

   เสิ่นมู่เหยี่ยดื้อรั้นและหัวแข็ง ไม่ยอมฟังคำเตือนเลย

   

   เขาดำน้ำลงไปอีกครั้งด้วยดวงตาแดงก่ำ

   

   เหวินเจวี๋ยกัดฟันตามไป

   

   หลังจากผ่านไปราวสองสามนาที ทั้งสองคนโผล่ขึ้นมาเหนือน้ำอีกครั้งเพื่อหายใจ ตอนนี้พวกเขาแทบไม่มีแรงเหลือแล้ว

   

   คราวนี้เหวินเจวี๋ยตั้งใจว่าจะต้องพาเสิ่นมู่เหยี่ยขึ้นไปให้ได้

   

   ในขณะที่ทั้งสองกำลังโต้เถียงกันอยู่นั้น เสิ่นมู่เหยี่ยก็ร้องตกใจขึ้นมาทันที เขาเบิกตากว้างมองสิ่งมีชีวิตประหลาดขนาดมหึมาราวกับภูเขาลูกเล็กๆ ที่กำลังว่ายมาทางพวกเขา

   

   เหวินเจวี๋ยก็ตกตะลึงจนนิ่งอึ้งไปเช่นกัน

   

   ทั้งสองคนลอยอยู่บนผิวน้ำ ใบหน้าเขียวคล้ำด้วยความหนาวเย็น มองสิ่งมีชีวิตขนาดมหึมาที่กำลังมุ่งหน้ามาทางพวกเขาอย่างงงงัน

   

   เสิ่นจืออินตาไวเห็นพวกเขาเข้า "ทำไมพวกเธอลงน้ำล่ะ ฉันบอกให้รออยู่บนฝั่งไม่ใช่เหรอ?"

   

   เนื่องจากยังอยู่ห่างกันพอสมควร เสิ่นจืออินจึงยืนอยู่บนกระดองเต่าวิญญาณแล้วตะโกนสุดเสียงจนแทบจะแตกพร่า

   

   เธอเคาะกระดองเต่าวิญญาณให้ว่ายเข้าไปใกล้ทั้งสองคน จากนั้นก็โน้มตัวลงมา แล้วยื่นมือออกไป

   

   "รีบยื่นมือมาเร็ว"

   

   เธอใช้มือน้อยๆ ดึงหลานชายขึ้นมาทันที ในพริบตาเดียวก็ดึงหลานชายตัวน้อยที่หนักกว่าห้าสิบกิโลกรัมขึ้นมาก่อน จากนั้นก็ดึงเหวินเจวี๋ยขึ้นมา

   

   หลังจากที่ทั้งสองคนขึ้นมาแล้ว เธอจึงทำท่าร่ายมนตร์เพื่อทำให้เสื้อผ้าของพวกเขาแห้ง

   

   สุดท้ายเธอติดยันต์กันหนาวหลายแผ่นทั่วตัวพวกเขา

   

   ยันต์กันหนาวออกฤทธิ์อย่างรวดเร็ว ร่างกายของทั้งสองที่สั่นเทาอย่างควบคุมไม่ได้ในสายลมหนาวก็อุ่นขึ้นในที่สุด

   

   แต่ในตอนนี้ ทั้งสองคนต่างจ้องมองหัวเต่าตรงหน้าและกระดองเต่าขนาดเท่าภูเขาเล็กๆด้านหลังอย่างตกตะลึง

   

   เสิ่นมู่เหยี่ยพูดเสียงสั่น "คุณ...คุณย่าตัวน้อยครับ นี่...นี่มันอะไรกันแน่?"

   

   มันใหญ่เกินไปแล้ว

   

   ตอนนี้พวกเขาทั้งสามคนยืนอยู่บนกระดองเต่าใหญ่ที่ยกตัวขึ้นด้านหน้า ยังมีที่ว่างเหลืออยู่ ไม่ต้องพูดถึงกระดองเต่าใหญ่ด้านหลังนั่น มันจะยืนได้กี่คนกัน

   

   "เต่าวิญญาณไงล่ะ ก็ตัวที่ฉันตกได้ด้วยคันเบ็ดก่อนหน้านี้ไง"

   

   เสิ่นมู่เหยี่ยและเหวินเจวี๋ยกลืนน้ำลายอึกใหญ่ ตัวใหญ่ขนาดนี้ แต่ก่อนหน้านี้เสิ่นจืออินกลับถูกลากไปแค่ครึ่งเมตรเท่านั้น

   

   พวกเขาได้รับรู้ถึงพละกำลังของเสิ่นจืออินมากขึ้นอีกระดับ

   

   ความตกตะลึงในใจของทั้งสองคนในตอนนี้ไม่อาจบรรยายเป็นคำพูดได้เลย

   

   โดยเฉพาะอย่างยิ่งเหวินเจวี๋ย

   

   เขาอายุมากกว่าเสิ่นมู่เหยี่ย ไปเที่ยวมาหลายที่ ประสบการณ์ย่อมไม่น้อย

   

   แต่ช่วงเวลาที่ติดตามคุณย่าตัวน้อยแห่งตระกูลเสิ่นคนนี้ออกมา โลกทัศน์ของเขาถูกทำลายซ้ำแล้วซ้ำเล่าไม่หยุด และได้เห็นอีกด้านหนึ่งของโลกใบนี้ที่ไม่เป็นที่รู้จักอย่างแท้จริง

   

   "ทำไมก่อนหน้านี้ผมไม่เคยเห็นสิ่งมีชีวิตใหญ่ขนาดนี้มาก่อนเลย?"

   

   เสิ่นจืออิน "โลกนี้พลังวิญญาณเบาบาง สัตว์วิญญาณมีน้อยมาก ถ้าเต่าวิญญาณตัวนี้ไม่ได้กลิ่นยาเม็ดบำรุงวิญญาณ อาจจะไม่ออกมาด้วยซ้ำ"



บทที่ 105: ของขวัญจากเต่าวิญญาณ


   

   อย่างไรก็ตาม ยิ่งเข้าไปในเขาฉินหลิงลึกมากเท่าไหร่ พลังวิญญาณก็ยิ่งเข้มข้นมากขึ้น

   

   ไม่รู้ว่าทั้งภูเขานี้ซ่อนสัตว์วิญญาณไว้มากมายเพียงใด

   

   ทั้งสามคนอยู่บนตัวเต่าวิญญาณ อีกสองคนจ้องมองมันอย่างสนใจทั้งซ้ายและขวา

   

   แม้เหวินเจวี๋ยจะอายุมากกว่าและมีประสบการณ์มากกว่า จึงดูสุขุมกว่า ส่วนเสิ่นมู่เหยี่ยอยากจะปีนขึ้นไปบนกระดองเต่ายักษ์ใจจะขาด

   

   "คุณย่าตัวน้อย ช่วยถามให้หน่อยได้ไหมครับว่าถ้าผมปีนขึ้นไป เขาจะโกรธไหม"

   

   เต่าตัวใหญ่ขนาดนี้ ก็น่าเกรงขามอยู่เหมือนกัน ไม่กล้าปีนขึ้นไปสุ่มสี่สุ่มห้า กลัวจะถูกโยนลงทะเลสาบ

   

   เสิ่นจืออินตะโกนปรึกษากับเต่าวิญญาณ เต่าวิญญาณพยักหน้าอย่างไม่ใส่ใจ

   

   สำหรับมัน จะอยู่ตรงไหนบนกระดองก็เหมือนกันหมด

   

   เมื่อได้รับอนุญาต เสิ่นมู่เหยี่ยก็รีบกระโดดขึ้นไปอย่างตื่นเต้นทันที

   

   เหวินเจวี๋ยก็มองด้วยความอิจฉา แล้วปีนตามขึ้นไป

   

   ทั้งสองคนมีความคล่องแคล่วไม่เลว ไม่นานก็ปีนขึ้นไปถึงด้านบนแล้ว

   

   เมื่อยืนอยู่บนกระดองเต่าขนาดมหึมา พวกเขาถึงได้เห็นความใหญ่โตของเต่าวิญญาณตัวนี้อย่างแท้จริง และรู้สึกตกตะลึงอีกครั้ง

   

   "สุดยอดไปเลย!"

   

   ถ่ายรูป ถ่ายรูป! เรื่องแปลกประหลาดแบบนี้ไม่ถ่ายรูปได้ยังไง

   

   แต่ว่า... บ้าเอ๊ย โทรศัพท์อยู่ในเสื้อผ้าบนฝั่งนี่นา

   

   ดีที่พวกเขากำลังจะไปที่ริมฝั่ง เดี๋ยวค่อยถ่ายก็ได้

   

   ตอนนี้ที่ริมฝั่งทะเลสาบ เสิ่นอวี้จู๋กำลังเดินวนไปมาด้วยความกังวล ชะโงกหน้ามองไปที่ทะเลสาบ

   

   "ทำไมยังไม่กลับมาอีก"

   

   เขาแทบจะร้องไห้ด้วยความกังวลแล้ว

   

   อย่างไรก็ตาม ก่อนที่เขาจะร้องไห้ออกมา เขาก็เห็นสิ่งมีชีวิตขนาดมหึมากำลังมุ่งหน้ามาทางนี้

   

   เสิ่นอวี้จู๋สะดุ้งตกใจ เบิกตากว้าง เสื้อผ้าที่ถืออยู่ในมือหล่นลงพื้น

   

   เขาคิด งูที่เห็นครั้งที่แล้วก็ใหญ่มากแล้ว ไม่คิดว่าวันนี้จะได้เห็นอะไรที่ใหญ่กว่านั้นอีก!

   

   แต่ต่างจากงูเฝ้าสุสานที่ดูดุร้ายและโหดเหี้ยม เต่าวิญญาณตัวนี้กลับให้ความรู้สึกหนักแน่นและมั่นคง

   

   จากนั้นเขาก็ได้ยินเสียงของเสิ่นมู่เหยี่ย

   

   "พี่สาม พี่สาม พวกเรากลับมาแล้ว ฮ่าๆๆ..."

   

   "รีบเอาโทรศัพท์มาถ่ายรูป ถ่ายท่าที่หล่อที่สุดของคุณชายคนนี้เอาไว้เร็ว!"

   

   เสิ่นอวี้จู๋ตามเสียงนั้นไป จึงเห็นเสิ่นมู่เหยี่ยและเหวินเจวี๋ยที่อยู่บนกระดองของเต่าวิญญาณ

   

   เขาอ้าปากค้าง

   

   ภายใต้การเร่งเร้าของเสิ่นมู่เหยี่ย เขาจึงหยิบโทรศัพท์ออกมาถ่ายรูป

   

   ในทะเลสาบอันกว้างใหญ่ เต่าวิญญาณขนาดมหึมาดูราวกับเรือลำใหญ่ สิ่งมีชีวิตเช่นนี้ช่างน่าอัศจรรย์เหลือเกิน

   

   แม้แต่ผีหลายตนก็ยังแสดงสีหน้าตกตะลึง

   

   "โอ้พระเจ้า เต่าตัวนี้กินอะไรเข้าไปถึงได้โตขนาดนี้"

   

   เหล่าคุณครูผีต่างเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็นเกี่ยวกับเต่าวิญญาณ พวกเขาลอยเข้าไปล้อมรอบมัน สายตาของพวกเขาเต็มไปด้วยความกระตือรือร้น

   

   น่าเสียดายที่พวกเขาตายไปแล้ว ไม่เช่นนั้นพวกเขาคงอยากจะศึกษามันจริงๆ

   

   เต่าวิญญาณมาถึงริมฝั่ง ทั้งสามคนก็กระโดดลงมาจากกระดองเต่า

   

   "ตกใจไหมล่ะ คุณย่าตัวน้อยเก่งสุดๆไปเลยใช่ไหม!"

   

   เสิ่นจืออินยืดอกผึ่งผายด้วยคำชมอันหลากหลายของเสิ่นมู่เหยี่ย

   

   จากนั้นก็ให้เต่าวิญญาณกินยาเม็ดบำรุงวิญญาณไปหนึ่งเม็ด

   

   เต่าวิญญาณมีนิสัยเชื่องช้า หลังจากกินยาเม็ดบำรุงวิญญาณหนึ่งเม็ดแล้วก็หาที่อาบแดด

   

   แม้แสงแดดในตอนนี้จะไม่อบอุ่น แต่มันก็ไม่รังเกียจ

   

   เสิ่นจืออินตัวเล็กแขนขาสั้น พอสวมเสื้อขนเป็ดตัวน้อยก็เริ่มสั่งการชายหนุ่มสามคนจนวุ่นวายไปหมด

   

   คนทำอาหารก็ทำอาหาร คนจัดของก็จัดของ

   

   เสิ่นมู่เหยี่ยฉวยโอกาสตอนที่คุณย่าตัวน้อยไม่ทันสังเกตเห็นเขา คว้าเนื้องูแห้งชิ้นหนึ่งแล้ววิ่งกระโดดโลดเต้นไปหาเต่าวิญญาณ

   

   "ท่านเต่าผู้ยิ่งใหญ่ จะกินเนื้อแห้งไหมครับ?"

   

   ต้องสร้างความสัมพันธ์ที่ดีเอาไว้

   

   เต่าวิญญาณลืมตาขึ้นมองเขาแวบหนึ่ง สุดท้ายสายตาก็จับจ้องไปที่เนื้อแห้งในมือของเขา

   

   ไม่ใช่เนื้อแห้งธรรมดา งั้นมันก็ไม่เกรงใจแล้ว

   

   ดังนั้น เสิ่นมู่เหยี่ยจึงป้อนเนื้อแห้งให้มันสามชิ้น ทำให้เนื้อแห้งส่วนของเขาในวันนี้ถูกกินจนหมดเกลี้ยงเลย

   

   ถึงแม้ว่าที่บ้านจะมีเนื้องูแห้งเยอะ แต่ก็ต้องมีวันที่กินหมด ดังนั้นทุกคนจึงมีปริมาณเนื้อที่กินได้ในแต่ละวันอย่างจำกัด

   

   "หมดแล้ว"

   

   เต่าวิญญาณกินเสร็จแล้วก็หาว มันไม่ได้โลภมากแต่อย่างใด มันแค่สะบัดร่างกายเล็กน้อย มีชิ้นส่วนหนึ่งร่วงออกมาจากกระดองเต่า

   

   เป็นรูปสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน สีเทา ขนาดเท่าลูกบาสเกตบอล

   

   เสิ่นมู่เหยี่ยงงไปชั่วขณะ "นี่คืออะไร?"

   

   เต่าวิญญาณมีร่างกายใหญ่โต การป้องกันแข็งแกร่ง แต่ก็มีจุดอ่อนเช่นกัน

   

   มันเคลื่อนไหวบนบกได้เชื่องช้ามาก

   

   มันพยายามใช้ขาคุ้ยเขี่ยหลายครั้ง กว่าจะดันแผ่นกระดองนั้นมาไว้ตรงหน้าเสิ่นมู่เหยี่ย

   

   เด็กหนุ่มงงงันไปชั่วครู่ ก่อนจะถูกโจมตีด้วยความประหลาดใจอย่างใหญ่หลวง

   

   "ให้ฉันเหรอ? นี่ให้ฉันใช่ไหมท่านเต่า!"

   

   เต่าวิญญาณพยักหน้าเบาๆ แล้วค่อยๆหดหัวกลับเข้าไปในกระดอง ราวกับจะบอกว่าอย่ามารบกวนมันถ้าไม่มีธุระ

   

   เสิ่นมู่เหยี่ยไม่ได้ใส่ใจ กอดแผ่นกระดองไว้แน่นแล้วรีบวิ่งไปหาเสิ่นจืออิน

   

   "คุณย่า~~~"

   

   เสียงนั้นไพเราะจนลอยไปไกลถึงสิบแปดโค้ง

   

   "คุณย่าคนสวยดูนี่สิ นี่คือของขวัญที่ท่านเต่าให้ผมมา"

   

   เขาทำท่าทางภูมิใจอย่างโอ้อวด อุ้มแผ่นกระดองหมุนรอบตัวหลายรอบต่อหน้าเหวินเจวี๋ยและเสิ่นอวี้จู๋

   

   เสิ่นอวี้จู๋มองอย่างสนใจ

   

   "นี่คืออะไรเหรอ? ทำไมมันดูเก่าๆจัง?"

   

   เสิ่นมู่เหยี่ยตอบ "หนักมากเลย ฉันคาดว่าแผ่นนี้น่าจะหนักเกือบร้อยกิโลเลยนะ"

   

   เสิ่นจืออินมองดูแวบหนึ่งแล้วพูดว่า "นี่คือแผ่นกระดองที่หลุดออกมาจากกระดองของเต่าวิญญาณ เป็นวัสดุชั้นเยี่ยมสำหรับหลอมอาวุธป้องกัน"

   

   เธอพูดพร้อมกับอมลูกอมในปาก อธิบายให้ทั้งสามคนฟังว่า "สัตว์วิญญาณประเภทเต่าขึ้นชื่อเรื่องการป้องกันของพวกมัน แม้แต่จรวดปืนใหญ่สมัยใหม่ของพวกเธอยิงใส่มันก็ไม่ทำให้เกิดความเสียหายแม้แต่น้อย"

   

   เสิ่นมู่เหยี่ยและเสิ่นอวี้จู๋อาจจะไม่มีความเข้าใจมากนัก แต่เหวินเจวี๋ยที่เคยเป็นทหารมาก่อนกลับมีประกายในดวงตา

   

   "แผ่นกระดองนี้สามารถนำไปหลอมเป็นกระจกป้องกันหัวใจ หรือจะนำไปหลอมเป็นเสื้อเกราะเพื่อเพิ่มการป้องกันก็ได้"

   

   เหวินเจวี๋ยถามว่า "เทียบกับเสื้อเกราะกันกระสุนแล้วเป็นยังไงบ้างครับ?"

   

   เสิ่นจืออินไม่เคยเห็นเสื้อเกราะกันกระสุนมาก่อน เธอจึงไม่รู้

   

   แต่ว่า...

   

   เสิ่นจืออินโยนยันต์ระเบิดเพลิงออกไป

   

   เสียงระเบิดดังขึ้น เสิ่นจืออินพูดด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยว่า "ป้องกันการโจมตีแบบนี้ได้สบายๆ"

   

   ม่านตาของเหวินเจวี๋ยหดเล็กลงทันที

   

   พลังโจมตีของยันต์เมื่อครู่นี้เทียบเท่ากับระเบิดลูกหนึ่งเลยทีเดียว!

   

   เขาเคยได้ยินเสิ่นมู่เหยี่ยพูดถึงยันต์ระเบิดเพลิงมาก่อน แต่ไม่เคยเห็นกับตาตัวเอง

   

   วิชาแบบนี้ นอกจากเสิ่นจืออินแล้ว ในประเทศยังมีคนอื่นที่มีความสามารถแบบนี้อยู่อีกไหม?

   

   เหวินเจวี๋ยหยุดคิดสักพักก่อนจะพูดต่อว่า "แต่อันนี้อย่างน้อยก็ต้องหนักร้อยกว่ากิโลกรัมเลยนะครับ"

   

   เสิ่นจืออินพูดเสียงอ่อนหวานว่า "อันนี้มีสิ่งเจือปนอยู่ เมื่อใช้ไฟเผาเพื่อกำจัดสิ่งเจือปนออกไป น้ำหนักจะลดลงบางส่วน แถมยังแข็งแรงขึ้นด้วย อีกทั้งยังสามารถสลักอักขระเบาตัวลงไปในระหว่างการหลอมได้ อักขระที่สลักลงบนวัตถุแบบนี้เรียกว่าอักขระจารึก"

   

   เมื่อเทียบกับการวาดยันต์ การใช้จิตวิญญาณและพลังวิญญาณสลักอักขระจารึกลงบนวัตถุนั้นยากกว่ามาก

   

   พูดมาตั้งมากมาย สุดท้ายเสิ่นจืออินก็พูดกับเสิ่นมู่เหยี่ยว่า

   

   "หลานชายคนเล็กสามารถเรียนรู้การหลอมอาวุธได้นะ จิตวิญญาณธาตุไฟบริสุทธิ์ของเธอเหมาะสมที่สุดสำหรับการหลอมอาวุธแล้ว"

   

   ส่วนเรื่องที่ว่ามีพรสวรรค์หรือไม่ ก็ต้องลองดูก่อนถึงจะรู้

   

   เธอไม่รู้อะไรมากนักเกี่ยวกับการหลอมอาวุธ ที่บ้านยังมีกองกระดูกงูและเกล็ดงูที่ยังไม่ได้จัดการอีกตั้งเยอะ

   

   ดวงตาเสิ่นมู่เหยี่ยลุกเป็นไฟ "ดีเลย รอให้ผมใช้พลังวิญญาณเป็นก่อน แล้วผมจะรีบเรียนทันที!"

   

   เขาหวงแหนแผ่นกระดองนี้มาก แต่ก็พบว่าไม่มีที่เก็บ

   

   ดังนั้นจึงต้องรบกวนคุณย่าตัวน้อยของเขา

   

   เสิ่นจืออินจึงช่วยเก็บไว้ให้ชั่วคราว

   

   กลิ่นปลาย่างที่เหวินเจวี๋ยทำอาหารหอมมาก แม้แต่เต่าวิญญาณที่หลับอยู่ในกระดองก็ยังถูกดึงดูดออกมา

   

   เมื่อมันเคลื่อนที่บนพื้นดิน พูดว่าแผ่นดินไหวภูเขาถล่มก็ไม่เกินจริง

   

   มองจากระยะไกลแล้วดูเหมือนภูเขาลูกเล็กๆ กำลังเคลื่อนที่จริงๆ



บทที่ 106: ดินแดนลับ


   

   ตึง ตึง ตึง...

   

   ทุกครั้งที่มันเดิน พื้นดินก็สั่นสะเทือน ทำให้คนที่เห็นรู้สึกหวาดกลัว

   

   ด้วยขนาดร่างกายที่ใหญ่โตขนาดนี้ ไม่ต้องพูดถึงพลังโจมตีและการป้องกันของมันหรอก แค่เดินผ่านก็เหมือนรถถังหนักที่สามารถบดขยี้คนตายได้มากมาย

   

   ความคิดแรกของเหวินเจวี๋ยคือ ถ้าสิ่งนี้ไปอยู่ในสนามรบ มันจะสามารถฆ่าศัตรูได้มากแค่ไหน

   

   เต่าวิญญาณลากร่างกายอันใหญ่โตมาที่หน้าแผงขายอาหารเล็กๆของพวกเขา ดวงตาของมันจ้องมองปลาบนเตาย่าง

   

   มือของเหวินเจวี๋ยสั่นเล็กน้อย เขาเคยทำภารกิจมามากมายในกองทัพ เป็นชายชาตรีที่ผ่านห่ากระสุนมาแล้ว

   

   แต่ในตอนนี้ ภายใต้สายตาของเต่าวิญญาณ เขารู้สึกถึงแรงกดดันอันหนักอึ้ง

   

   "มันอยากกินสิ่งนี้เหรอ?"

   

   เหวินเจวี๋ยพูดด้วยน้ำเสียงที่เรียบนิ่ง

   

   เสิ่นจืออินพยักหน้า "ใช่ เหลือไว้ให้ฉันหนึ่งตัว ที่เหลือจะให้มันกินเท่าไหร่ก็ตามใจ"

   

   เด็กน้อยพูดอย่างมั่นใจ อย่างไรก็ไม่ยอมเสียเปรียบ เธอยังอยู่ในช่วงเจริญเติบโตนี่นา!

   

   ก่อนหน้านี้พวกเขาตกปลาได้เยอะมาก

   

   โดยเฉพาะของเธอ เพื่อที่จะได้ปลาตัวใหญ่ที่สุด เธอแอบเติมยาบำรุงวิญญาณลงในเหยื่อปลาด้วย ฮิ ฮิ

   

   เหวินเจวี๋ยพยักหน้า เหลือปลาย่างไว้ให้เสิ่นจืออินหนึ่งตัว และอีกหนึ่งตัวสำหรับพวกเขาสามคน ที่เหลือทั้งหมดให้เต่าวิญญาณ

   

   เขาวางปลาย่างที่ทำเสร็จแล้วลงในอ่างสแตนเลสขนาดใหญ่ แล้วยกไปวางตรงหน้าเต่าวิญญาณ

   

   ปลาย่างที่เพิ่งออกจากเตายังร้อนอยู่ แต่สำหรับเต่าวิญญาณแล้วไม่ใช่ปัญหาเลย

   

   มันอ้าปาก กินหมดในคำเดียว

   

   เหวินเจวี๋ย : ...

   

   แม้จะไม่แสดงออกทางสีหน้า แต่ตอนที่เขาย่างปลาที่เหลือ ความเร็วของมือนั้นรวดเร็วมาก จนแทบจะเห็นประกายไฟกระเด็นออกมา

   

   สุดท้ายปลาอีกสิบกว่าตัวก็เข้าไปอยู่ในท้องของเต่าวิญญาณทั้งหมด ยกเว้นปลาที่เก็บไว้

   

   เมื่อเห็นว่าไม่มีอะไรเหลือแล้ว เต่าวิญญาณจึงหดคอกลับเข้าไป

   

   มันยังสลัดแผ่นกระดองออกมาให้เหวินเจวี๋ยด้วย แต่มีขนาดเล็กกว่าของเสิ่นมู่เหยี่ยเล็กน้อย

   

   เสิ่นมู่เหยี่ยร้องอย่างประหลาดใจว่า "แผ่นกระดองของมันมีมากแค่ไหนกันนะ!"

   

   เสิ่นจืออินกินจนท้องกลมป่อง แล้วเรอออกมา

   

   "คงมีไม่น้อยเลย เห็นส่วนที่นูนขึ้นมาบนหลังของมันไหม? เต่าวิญญาณชนิดนี้จะลอกกระดองเปลี่ยนใหม่ทุกๆสิบปี เต่าตัวนี้อายุไม่ต่ำกว่าสามร้อยปีแน่ๆ"

   

   เนื่องจากเต่าวิญญาณมีร่างกายที่เติบโตเร็ว ทุกครั้งที่กระดองเก่าหลุดออก ขนาดร่างกายของมันก็จะใหญ่ขึ้น

   

   เต่าวิญญาณก็ไม่ได้ทิ้งกระดองของมันไปเปล่าๆ กระดองขนาดใหญ่ขนาดนี้ไม่ได้มีไว้เพื่อป้องกันเท่านั้น สิ่งที่มันแบกไว้บนหลังนั้นเป็นบ้านหลังใหญ่มากจริงๆ

   

   ข้างในมีพื้นที่กว้างขวางมาก ของดีๆที่เต่าวิญญาณสะสมไว้ล้วนถูกซ่อนอยู่ในกระดองทั้งหมด

   

   เมื่อเห็นว่าทั้งสองคนนั้นต่างก็มีเกราะเต่าแล้ว เสิ่นอวี้จู๋ก็รู้สึกไม่อยากน้อยหน้า

   

   แม้เขาจะไม่รู้วิธีย่างปลา แต่เขามีเนื้องูตากแห้งนี่นา

   

   ดังนั้นเขาจึงถือเนื้องูแห้งเดินไปป้อนเต่าวิญญาณ

   

   ที่จริงแล้วเหวินเจวี๋ยก็มีเหมือนกัน เพราะเขาเป็นคนที่คอยปกป้องเสิ่นอวี้จู๋มานานแล้ว เสิ่นจืออินก็ไม่ตระหนี่ที่จะให้เขาสองแผ่นทุกวัน

   

   แต่เหวินเจวี๋ยเป็นคนรู้จักของดี หลังจากกินไปสองวันก็รู้ว่าของสิ่งนี้ดีอย่างไร ไม่เพียงแต่สภาพร่างกายดีขึ้น แต่เขายังรู้สึกว่าตาข้างที่บาดเจ็บของเขาดีขึ้นด้วย ไม่รู้ว่าเป็นความรู้สึกของเขาเองหรือเปล่า

   

   ดวงตาข้างนั้นของเขาไม่เพียงแต่มีผลกระทบต่อการมองเห็น แต่ยังเจ็บเมื่อสภาพอากาศเปลี่ยนแปลง บางครั้งถึงกับทำให้เส้นประสาทในสมองปวดด้วย

   

   แม้จะอยู่ในระดับที่ทนได้ แต่ใครบ้างที่ไม่อยากให้ร่างกายของตัวเองแข็งแรงดี

   

   หลังจากกินเนื้อแห้งมาระยะหนึ่ง แม้การมองเห็นยังไม่ฟื้นคืน แต่ดวงตาก็ไม่เจ็บปวดแล้ว

   

   ตอนนี้เขาได้รับชิ้นส่วนเกราะเต่าจากฝีมือการย่างปลาแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องเสียเนื้อแห้งอีก

   

   แม้จะเหนื่อยไปหน่อย แต่ก็ไม่มีต้นทุนอะไรมาก

   

   คราวนี้ทั้งสามคนได้รับเปลือกกระดองเต่า ส่วนของเหวินเจวี๋ยและเสิ่นอวี้จู๋ก็ฝากให้เสิ่นจืออินช่วยเก็บไว้ให้ก่อน

   

   เสิ่นจืออิน : …กระเป๋าของฉันเต็มไปหมดแล้ว

   

   ที่จริงพื้นที่นี้ก็เล็กเกินไป ถ้าหาหินวิเศษได้ก็คงดี ถ้าเจอเธอจะทำอันที่ใหญ่ขึ้น

   

   หลังจากกินอิ่มกันอิ่มหนำสำราญและเก็บข้าวของเรียบร้อยแล้ว เสิ่นจืออิน จ่ายค่าจ้างเป็นยาบำรุงวิญญาณสามเม็ด ให้เต่าวิญญาณช่วยเก็บของของพวกเขาไว้ในพื้นที่ของมันก่อน จากนั้นทุกคนก็ขึ้นนั่งบนหลังเต่าวิญญาณออกเดินทางไปยังดินแดนลับ

   

   ระหว่างทางมีช่วงหนึ่งที่ต้องดำน้ำลงไปใต้ทะเลสาบ เสิ่นจืออิน และคนอื่นๆจำเป็นต้องกลั้นหายใจ

   

   พวกเขาใช้เชือกผูกตัวเองไว้ด้วยกัน ปลายอีกด้านผูกไว้กับขาของเต่าวิญญาณ หลังจากเตรียมพร้อมอย่างดีแล้ว ทุกคนก็สูดหายใจลึกๆแล้วเริ่มดำน้ำ

   

   เสิ่นจืออินยังพอไหว แม้เธอจะอายุน้อยแต่มีพลังวิญญาณช่วย สามารถหายใจเล็กน้อยในน้ำได้ ก่อนหน้านี้ตอนอยู่ในน้ำเธอก็ทำแบบนี้ แต่ก็ไม่สามารถอยู่ในน้ำได้ตลอดเวลา

   

   เหวินเจวี๋ยได้รับการฝึกฝนมาเป็นพิเศษ สามารถกลั้นหายใจใต้น้ำได้สามนาที

   

   คนที่แย่ที่สุดคือเสิ่นอวี้จู๋

   

   ในระหว่างนั้น เสิ่นจืออินก็ใช้พลังวิญญาณช่วยเขาปรับตัวด้วย

   

   เต่าวิญญาณได้เพิ่มความเร็วแล้ว แต่กว่าจะโผล่ขึ้นมาเหนือน้ำอีกครั้งก็ผ่านไปห้านาที พวกเขาเกือบจะขาดอากาศหายใจตายในน้ำ

   

   เมื่อถูกพาขึ้นมาเหนือน้ำ ทุกคนอยู่ในสภาพขาดออกซิเจน ใบหน้าเขียวคล้ำ โชคดีที่เต่าวิญญาณได้พาพวกเขาขึ้นมาบนกระดองของมัน

   

   ทั้งสี่คนนอนแผ่อยู่บนหลังเต่าอย่างไม่สนใจภาพลักษณ์ มองท้องฟ้าสีฟ้าสดใสด้วยสมองว่างเปล่า ไม่สามารถคิดอะไรได้

   

   หลังจากผ่านไปสักพัก เหวินเจวี๋ยเป็นคนแรกที่ได้สติ

   

   "ไม่ใช่ว่าเข้าฤดูหนาวแล้วหรอกเหรอ?"

   

   แต่นี่มันอะไรกัน? เพียงไม่กี่นาทีเท่านั้น ทำไมถึงเปลี่ยนจากฤดูหนาวเย็นยะเยือกมาเป็นฤดูใบไม้ผลิอันอบอุ่นได้?

   

   เสิ่นจืออินเบิกตากว้าง

   

   "ฮ่าๆๆ... ฉันเดาไม่ผิดเลย ที่นี่มีดินแดนลับอยู่จริงๆด้วย!"

   

   ดินแดนลับ ในโลกชาติก่อนของเธอนั้นพบเห็นได้บ่อยมาก แต่ละสำนักใหญ่ต่างครอบครองดินแดนลับนับพันแห่ง ดินแดนลับขนาดใหญ่มีน้อย แต่ดินแดนลับขนาดเล็กกลับมีเยอะมาก

   

   เพราะทุกครั้งที่ผู้ฝึกตนระดับสูงขึ้นสวรรค์หรือตายไป ก็มักจะทิ้งหรือสร้างดินแดนลับไว้ ทรัพยากรในดินแดนลับนั้นพวกเขาไม่สามารถนำติดตัวไปได้ จึงมอบให้คนรุ่นหลังบนผืนแผ่นดินนั้นใช้ฝึกฝน

   

   นี่ก็ถือเป็นวิธีหนึ่งในการตอบแทนแผ่นดินที่หล่อเลี้ยงพวกเขามา

   

   แต่โลกนี้ พลังวิญญาณบางเบามาก กระนั้นก็ยังมีตำนานเกี่ยวกับเทพเจ้ามากมายที่เป็นของโลกนี้โดยเฉพาะ

   

   เสิ่นจืออินเคยคาดเดาไว้ว่าโลกนี้อาจเคยมีผู้ฝึกตนในอดีตอันไกลโพ้น ตำนานเทพเจ้า นักพรต พระสงฆ์ รวมถึงนักเวทย์โบราณต่างๆ ก็เป็นหลักฐานยืนยันได้เพียงพอแล้ว

   

   เพียงแต่ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดพลังวิญญาณในโลกนี้จึงเริ่มเจือจางลงเรื่อยๆ ทั้งดาวสีฟ้าดวงนี้ผ่านการเปลี่ยนแปลงมาหลายยุคสมัย จนถึงปัจจุบันสิ่งเหล่านั้นกลายเป็นเพียงตำนาน และไม่มีผู้ฝึกตนที่แท้จริงหลงเหลืออยู่อีกแล้ว

   

   แต่ดินแดนลับนั้นต้องมีอยู่แน่นอน เพียงแต่คนธรรมดาไม่สามารถค้นพบหรือหามันเจอได้ เหมือนกับยมโลกที่อยู่ในอีกมิติหนึ่งที่มองไม่เห็น

   

   เสิ่นจืออินจิบนมสองสามอึก แล้วส่งต่อให้คนอื่นๆ

   

   "พวกเธออยากดื่มไหม? มันช่วยฟื้นฟูพลังงานนะ"

   

   เสิ่นอวี้จู๋หยิบมาดื่มสองอึก

   

   เสิ่นมู่เหยี่ยพูดว่า "คุณย่าตัวน้อย ให้ยาเม็ดผมโดยตรงเลยดีกว่า"

   

   เสิ่นจืออินกอดอกแล้วหันหน้าหนีพลางทำเสียงฮึดฮัด ยังรังเกียจขวดนมของเธออีก!

   

   ดีที่เหวินเจวี๋ยไม่ได้ตอบตกลง เมื่อเทียบกับการดื่มนม เขาก็ขอกินยาเม็ดโดยตรงดีกว่า

   

   หลังจากฟื้นฟูพลังงานแล้ว เสิ่นจืออินก็อธิบายเรื่องดินแดนลับให้พวกเขาอย่างคร่าวๆ

   

   ทั้งสามคนฟังด้วยความตื่นเต้น

   

   "แบบนี้ก็แปลว่า ตัวละครในตำนานปรัมปราเหล่านั้นอาจจะมีอยู่จริงสินะ?"

   

   เสิ่นจืออินลุกขึ้นแล้วมองไปรอบๆ

   

   "เรื่องอื่นๆฉันไม่รู้ แต่ส่วนใหญ่ในหนังสือ 'ซานไห่จิง' นั้นต้องเป็นเรื่องจริงแน่นอน"

   

   เพื่อที่จะทำความเข้าใจวิธีการฝึกฝนของโลกใบนี้ เธอได้ตั้งใจค้นหาหนังสือเหล่านั้นมาอ่านเป็นพิเศษ

      

   [1] ซานไห่จิง เป็นตำราคลาสสิกจีนซึ่งประมวลภูมิประเทศและสัตว์ในตำนานเอาไว้



บทที่ 107: ปิดด่านฝึกฝนขั้นหลอมพลังวิญญาณระดับที่เก้า


   

   พลังวิญญาณในดินแดนลับนี้เข้มข้นกว่าภายนอกอย่างเห็นได้ชัด อีกทั้งยังมีพืชพรรณมากมายที่ไม่มีบนโลก

   

   ตอนนี้ยังไม่รู้ว่าจะมีสมุนไพรที่เธอต้องการหรือไม่ แต่ที่นี่เหมาะสำหรับการฝึกฝนแน่นอน

   

   แม้แต่เสิ่นมู่เหยี่ยก็สามารถรู้สึกได้อย่างชัดเจนว่าที่นี่มีพลังวิญญาณมากมาย

   

   อย่างไรก็ตาม พลังวิญญาณธาตุน้ำมีมากกว่าเล็กน้อย

   

   ดังนั้นพวกเขาจึงเริ่มสำรวจดินแดนลับแห่งนี้

   

   ในดินแดนลับนี้ นอกจากเต่าวิญญาณแล้ว ดูเหมือนจะไม่มีสัตว์วิญญาณอื่นๆอีก มีแต่สัตว์บกธรรมดา เช่น กระต่าย ไก่ป่า กวางน้อย และนกต่างๆ

   

   ทางเชื่อมระหว่างดินแดนลับกับภายนอกเป็นสระน้ำขนาดใหญ่ สามารถรองรับเต่าวิญญาณได้ถึงสามตัว

   

   พวกเขาออกมาจากในสระน้ำนั่นเอง

   

   สระน้ำเป็นน้ำจืด รอบๆมีสมุนไพรวิเศษบางชนิด อายุก็ไม่น้อยเลยทีเดียว

   

   เสิ่นจืออินไม่ให้คนอื่นแตะต้อง เธอเก็บสมุนไพรอย่างระมัดระวังด้วยตัวเอง

   

   แต่เธอรู้จักพอประมาณ เก็บเฉพาะที่มีอายุมากแล้ว ส่วนที่อายุน้อยก็ปล่อยไว้ให้เติบโตต่อไป

   

   "คุณย่าตัวน้อย มาดูนี่เร็ว ผลไม้ชนิดนี้กินได้หรือเปล่า?"

   

   "คุณย่าตัวน้อย ตรงนี้มีเห็ด สวยมากเลย คุณมาดูหน่อยว่ากินได้ไหม?"

   

   "ตรงนี้ก็พบผลไม้อีกชนิดหนึ่ง"

   

   เสิ่นมู่เหยี่ยกับชายหนุ่มอีกสองคนเหมือนกำลังล่าสมบัติ เห็นอะไรก็รู้สึกแปลกใหม่ไปหมด

   

   แต่พวกเขาก็ไม่กล้าเก็บมั่วๆ กลัวว่ามันจะมีพิษ จึงตะโกนเรียกหาเสิ่นจืออินไปทั่ว

   

   เสิ่นจืออินตัวน้อยต้องขุดสมุนไพรวิเศษ แถมยังต้องไปช่วยพวกเขาแยกแยะพืชพวกนั้น วุ่นวายจนหัวหมุนไปหมด

   

   เธอโกรธจนอยากจะเอาจอบที่ใช้ขุดสมุนไพรฟาดหัวทั้งสามคน "มานี่ให้หมดเดี๋ยวนี้!"

   

   วันๆเอาแต่วิ่งเพ่นพ่านไปทั่ว

   

   ในที่สุดทั้งสามคนก็เดินตามเธออย่างว่านอนสอนง่าย ไปเรียนรู้วิธีแยกแยะพืชเหล่านี้

   

   ในช่วงครึ่งเดือนต่อมา พวกเขาได้สำรวจดินแดนลับแห่งนี้จนเกือบหมดแล้ว

   

   นี่เป็นดินแดนลับขนาดเล็กจริงๆ เป็นแค่เกาะเล็กๆเกาะหนึ่ง นอกเกาะเป็นทะเลที่มีเมฆหมอกล้อมรอบ มองไม่เห็นอะไรเลย

   

   เสิ่นจืออินก็ไม่คิดจะพาพวกเขาไปผจญภัย เธอหาสมุนไพรที่ต้องการในดินแดนลับเจอแล้ว คราวนี้หลานชายคนโตจะลุกขึ้นยืนได้แล้ว

   

   อาการของหลานชายคนโตไม่ได้รุนแรงนัก สมุนไพรที่ต้องการก็ไม่ได้หายากมาก ตราบใดที่มีพลังวิญญาณและสภาพแวดล้อมเหมาะสม ก็สามารถหาสมุนไพรที่รักษาได้

   

   แต่เธอไม่ได้ตั้งใจจะจากไปตอนนี้ โอกาสดีๆแบบนี้ต้องรีบปิดด่านฝึกฝน

   

   เสิ่นมู่เหยี่ยก็เริ่มฝึกฝนอย่างขยันขันแข็ง ส่วนอีกสองคนที่ไม่ได้ร่วมฝึกก็ไม่รู้สึกเบื่อ

   

   เหวินเจวี๋ยสร้างเต็นท์เสร็จแล้ว เสิ่นอวี้จู๋หยิบกระดานวาดภาพของตัวเองออกมาเตรียมจะเริ่มวาดรูป ตอนนี้เขามีแรงบันดาลใจมากมาย!

   

   การมาภูเขากับคุณย่าเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง

   

   การปิดด่านฝึกฝนเป็นเรื่องที่ใช้เวลาตั้งแต่หลายเดือนไปจนถึงหลายปี

   

   เสิ่นจืออินมีพื้นฐานการฝึกฝนที่ดี รวมกับจิตวิญญาณที่ล้ำลึก และพลังวิญญาณที่สะสมในร่างกาย หลังจากปิดด่านครั้งนี้ ระดับการฝึกฝนของเธอพุ่งขึ้นไปถึงขั้นหลอมพลังวิญญาณระดับที่เก้า เกือบจะถึงขั้นสร้างฐานได้แล้ว

   

   แต่เธอก็พอใจแล้ว ร่างกายของเธอตอนนี้เพิ่งอายุสี่ขวบเท่านั้น

   

   ใช่แล้ว ในช่วงเวลาที่อยู่ในดินแดนลับ วันเกิดครบรอบอายุสี่ขวบของเธอก็ผ่านไปอย่างเรียบง่าย

   

   "คุณย่าตัวน้อยตื่นแล้วเหรอ!"

   

   เมื่อเสิ่นจืออินออกจากการปิดด่าน เสิ่นอวี้จู๋เป็นคนแรกที่พบและร้องออกมาด้วยความดีใจทันที

   

   "พวกเราคิดว่าคุณจะเป็นอะไรไปซะแล้ว"

   

   เสิ่นมู่เหยี่ยและเหวินเจวี๋ยได้ยินเสียงก็วิ่งเข้ามา เมื่อเห็นเธอต่างก็ตื่นเต้นจนควบคุมตัวเองไม่อยู่

   

   เสิ่นจืออินลูบท้องพลางพูดว่า "ฉันปิดด่านมานานเท่าไหร่แล้ว รู้สึกหิวจัง"

   

   "คุณปิดด่านมาหนึ่งเดือนแล้ว"

   

   "อาหารเสร็จพอดีเลย รีบไปกินอะไรหน่อยเถอะ"

   

   ในช่วงที่ปิดด่าน เสิ่นจืออินจะไม่มีสติ แน่นอนว่าในระหว่างปิดด่านฝึกฝนจะไม่ตายเพราะความหิว แค่พอออกจากด่านก็จะหิวมาก

   

   เหวินเจวี๋ยเตรียมของไว้อย่างพร้อมพรั่ง เธอกินไปฟังหลานชายสองคนพูดคุยเจื้อยแจ้วถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นระหว่างที่เธอปิดด่านไป

   

   เช่นเสิ่นมู่เหยี่ยที่ถูกคุณครูผีหลายตนไล่ตามสอนหนังสือทุกวัน จนตอนนี้เขาเรียนรู้ทักษะการซ่อนตัว จนคนอื่นไม่สามารถค้นพบเขาได้ง่ายๆแล้ว

   

   ส่วนเสิ่นอวี้จู๋ก็วาดภาพหลายภาพ

   

   พวกเขาเก็บผลไม้มากมายแล้วทำเป็นผลไม้กระป๋องหรือแยมเก็บไว้ เตรียมจะเอากลับไปให้คนอื่นๆในครอบครัวกิน

   

   ยังมีการตกปลาได้มากมาย ส่วนหนึ่งเอาไปให้เต่าวิญญาณกิน อีกส่วนหนึ่งตากแห้งเป็นปลาแผ่น เตรียมจะเอากลับไปด้วย

   

   "คุณย่าตัวน้อย ผมจะบอกให้นะ ปลาที่นี่สวยมากเลย แถมยังบินได้ด้วย แต่มันจะปรากฏตัวเฉพาะคืนพระจันทร์เต็มดวงเท่านั้น สวยงามมาก พวกเราเห็นเต่าวิญญาณล่าพวกมัน แล้วก็ตามไปจับมาได้บ้าง"

   

   "เนื้อมันอร่อยมาก ผมไม่เคยกินเนื้อปลาที่สดอร่อยขนาดนี้มาก่อนเลย แค่ต้มน้ำเปล่าไม่ต้องใส่เครื่องปรุงอะไรเลยก็อร่อยแล้ว"

   

   เสิ่นมู่เหยี่ยพยักหน้า "แบบนี้ต่อให้ผมเป็นคนทำมันก็ยังอร่อย"

   

   "คุณลองชิมดูสิ เนื้อย่างก็อร่อยมากนะ พวกเราไม่ได้ใส่เครื่องปรุงอะไรเลย"

   

   เสิ่นจืออินหยิบเนื้อปลาแห้งขึ้นมาแล้วอุทานว่า "เนื้อปลานี้มีพลังวิญญาณด้วย"

   

   เหวินเจวี๋ยเข้ามาใกล้ๆ ลังเลอยู่ครู่หนึ่งแล้วก็พูดว่า "ผมว่าปลานั่นดูคล้ายกับปลาเหวินที่บรรยายไว้ใน 'ซานไห่จิง' มาก"

   

   เขาพอจะรู้จักสัตว์ประหลาดที่มีชื่อเสียงในซานไห่จิงอยู่บ้าง

   

   "นี่คือเกล็ดและปีกของปลานั่น"

   

   ปีกของมันดูคล้ายกับปีกนก แต่ก็แค่ดูเหมือนกับขนนกเท่านั้น

   

   ในฐานะที่เป็นปลาที่อาศัยอยู่ในน้ำ ถึงแม้จะมีปีก แต่ปีกทั้งสองข้างของมันก็เป็นเพียงเกล็ดบางๆชนิดหนึ่งที่รูปร่างเหมือนขนนกเท่านั้น

      

   และเมื่อกางออก ก็จะส่องประกายระยิบระยับล้อกับแสงแดด ดูสวยงามมาก

   

   "เอาเก็บไว้ก่อน ตอนนี้พวกเราควรกลับบ้านได้แล้ว ยังไม่รีบกลับ คนที่บ้านจะเป็นห่วง"

   

   อย่างไรก็ตาม พวกเขาอยู่ในดินแดนลับนี้เป็นเวลาเกือบสองเดือนแล้ว ไม่สามารถติดต่อกับโลกภายนอกได้เลย เพราะที่นี่ไม่มีสัญญาณ

   

   เสิ่นจืออินก็ไม่ได้ตั้งใจจะอยู่นานเกินไป

   

   แต่ต้องรีบปรุงยาบำรุงวิญญาณที่สัญญากับเต่าวิญญาณให้เสร็จก่อน

   

   โชคดีที่เธอนำเตาหลอมยามาด้วย ดังนั้น เสิ่นจืออินจึงเริ่มปรุงยาต่อหน้าต่อตาทุกคน

   

   เมื่อเห็นเปลวไฟที่พุ่งออกมาจากมือของเธอ ทุกคนต่างเบิกตากว้าง

   

   "คุณย่าตัวน้อย ไม่ใช่ว่าคุณมีจิตวิญญาณธาตุไม้เหรอ? ทำไมถึงมีไฟด้วยล่ะ?"

   

   เสิ่นจืออินจัดการกับสมุนไพรพลางตอบคำถามไปด้วย

   

   "ไฟก็มีธาตุที่แตกต่างกัน ของฉันเป็นไฟธาตุไม้ เป็นไฟวิญญาณสวรรค์ธาตุไม้ มันอ่อนโยน เหมาะสำหรับการปรุงยามากที่สุด"

   

   "นอกจากไฟธาตุไม้แล้วยังมีไฟหยิน ไฟสายฟ้า และอื่นๆอีก... ในบรรดาไฟเหล่านั้น ไฟบริสุทธิ์และไฟสายฟ้ามีพลังโจมตีที่แข็งแกร่งที่สุด ส่วนไฟหยินจะไม่เผาไหม้วัตถุจริง แต่กลับเป็นภัยคุกคามอย่างมากต่อวิญญาณ"

   

   เธอโยนสมุนไพรลงในเตาหลอมยาอย่างชำนาญ

   

   ยาบำรุงวิญญาณเป็นหนึ่งในยาที่เธอปรุงเป็นประจำ ดังนั้นเธอจึงปรุงมันอย่างง่ายดายและผ่อนคลาย ใช้เวลาเพียงครึ่งชั่วโมงก็ปรุงเสร็จหนึ่งเตา

   

   เป็นยาหนึ่งเตาเต็ม สิบสองเม็ดโดยไม่มีเม็ดใดเสียเลย

   

   มีหกเม็ดคุณภาพสูง สามเม็ดคุณภาพปานกลาง และอีกสามเม็ดเป็นคุณภาพต่ำ

   

   เยี่ยมเลย ระดับการฝึกฝนของเธอที่เพิ่มขึ้น ทำให้อัตราความสำเร็จในการปรุงยาของเธอสูงมาก!

   

   มาต่อกันเลยดีกว่า

   

   ทั้งสามคนและผีอีกหลายตนต่างมองด้วยความประหลาดใจ

   

   เพียงแค่โยนสมุนไพรเข้าไปเผา ทำท่าร่ายเวทสองสามครั้ง สมุนไพรเหล่านั้นก็กลายเป็นยาเม็ดกลมๆ ช่างน่าอัศจรรย์เหลือเกิน!

   

   หลังจากปรุงยาเสร็จสองเตา เสิ่นจืออินก็มอบค่าตอบแทนที่สัญญาไว้ให้กับเต่าวิญญาณ และยังให้เพิ่มอีกสองเม็ด

   

   "ขอบคุณมากนะ"

   

   เต่าวิญญาณที่ได้รับยาบำรุงวิญญาณก็ดีใจมาก

   

   เสิ่นจืออินตบมือ "เตรียมเก็บของกันเถอะ พวกเราจะกลับบ้านกันแล้ว"



บทที่ 108: นั่นคือ...นั่นคืออะไร เต่ายักษ์เหรอ?!!!


   

   "เร็วเข้า เรือของพวกเราอยู่ข้างหน้านั่นแล้ว"

   

   "บ้าเอ๊ย ไล่ตามพวกเรามานานขนาดนี้ สินค้าล็อตนี้เสียเปล่าหมดแล้ว"

   

   "เอาชีวิตรอดไว้ก่อนเถอะ ยังจะห่วงของอะไรอีก!!"

   

   ในป่าลึกแห่งเขาฉินหลิง ชายห้าคนถือปืนวิ่งหนีอย่างทุลักทุเล

   

   ไม่นานพวกเขาก็วิ่งมาถึงริมทะเลสาบใหญ่แห่งหนึ่ง ลากเรือเล็กที่ซ่อนไว้ก่อนหน้านี้ออกมา ทุกคนรีบกระโดดขึ้นเรือทันที

   

   "ฮ่าๆๆ...ดีที่ฉันเตรียมพร้อมไว้ก่อน ฉันบอกแล้วไงว่าทะเลสาบนี้ไม่มีวันแข็งตัวแม้ในฤดูหนาว และมันก็ใหญ่พอที่พวกเราจะแล่นตรงไปอีกฝั่งเพื่อสลัดพวกนั้น"

   

   ตอนที่เรือเล็กแล่นออกไปได้ราว300เมตร กลุ่มทหารในชุดลายพรางก็ไล่ตามมาทัน

   

   "เวรเอ๊ย! พวกมันมีเรือด้วย!"

   

   "พลซุ่มยิงเตรียมพร้อม!"

   

   แน่นอนว่าคนในเรือก็สังเกตเห็นพวกเขาแล้วเช่นกัน

   

   "เร็วเข้า เปิดห้องโดยสารเรือ เอาโล่กันระเบิดข้างในออกมาบังไว้"

   

   "โอ้โห นายเตรียมพร้อมมาอย่างครบถ้วนเลยนะ"

   

   "นั่นสิ ฮ่าๆๆ... ถ้าคราวนี้พวกเราออกไปได้อย่างปลอดภัย จะต้องหาทางแก้แค้นให้ได้"

   

   "แม่งเอ๊ย! ทำให้พวกพี่น้องของฉันต้องตายไปตั้งเยอะ แถมยังสูญเสียสินค้าไปมากมาย ถ้าไม่แก้แค้น หลังจากนี้เสือใหญ่แบบฉันจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน!"

   

   เสียงปืนดังขึ้นริมทะเลสาบ

   

   "ต้องอ้อมไปทางอื่นแล้ว"

   

   "ไม่ได้ อ้อมไปก็ไล่ไม่ทันหรอก ทะเลสาบนี้ใหญ่มากและภูมิประเทศก็ซับซ้อนด้วย"

   

   "แล้วจะทำยังไง? อุตส่าห์ตามจับมาตั้งนาน จะปล่อยให้พวกมันหนีไปเฉยๆแบบนี้เหรอ?"

   

   ไม่ยอมเด็ดขาด!

   

   ทหารคนหนึ่งถอดเสื้อนอกแล้วเดินไปทางริมทะเลสาบ

   

   "นายจะทำอะไร!"

   

   "ว่ายน้ำไล่ตามไป ฉันไม่เชื่อหรอกว่าพวกเราคนเยอะขนาดนี้จะจับพวกมันห้าคนไม่ได้!"

   

   "นายอยากตายหรือไง ตอนนี้เป็นฤดูหนาวนะ นายว่ายน้ำไล่ตามทันเหรอ? พวกเขายังมีปืนอยู่ในมือ ลงน้ำไปก็เท่ากับเอาชีวิตไปทิ้งเปล่าๆ"

   

   ห้าคนบนเรือหัวเราะอย่างยโส แม้ระยะทางจะห่างออกไปเรื่อยๆ แต่พวกเขาก็ยังได้ยินเสียงหัวเราะที่ลอยมาตามลม

   

   กลุ่มสายตรวจตาแดงด้วยความโกรธ

   

   "แจ้งทุกหน่วย เพิ่มกำลังคนเข้าไปค้นหาในภูเขา ไม่ว่ายังไงตราบใดที่พวกมันยังไม่ออกจากเขาฉินหลิง เราก็ยังมีโอกาสจับพวกมันได้"

   

   เพื่อจับพวกค้ายาเสพติดกลุ่มนี้ พวกเขาได้สูญเสียสายลับและเพื่อนร่วมงานไปหลายคนแล้ว พวกค้ายาเจ้าเล่ห์ ถ้าหนีไปได้ก็ไม่รู้ว่าจะต้องใช้เวลานานแค่ไหนกว่าจะหาพวกเขาเจออีก

   

   ขณะที่กลุ่มสายตรวจกำลังจะอ้อมไปทางอื่น จู่ๆ ผิวน้ำในทะเลสาบก็เกิดการสั่นสะเทือน

   

   "เดี๋ยวก่อน"

   

   หัวหน้าทีมทำสัญญาณมือให้หยุด ทุกคนหันไปมองทะเลสาบ

   

   จากนั้นพวกเขาก็พบว่าทิศทางที่พวกค้ายาหลบหนีไปนั้น มีน้ำวนขนาดใหญ่ปรากฏขึ้น

   

   ในตอนนี้ พวกค้ายาบนเรือก็เริ่มตื่นตระหนก

   

   "เกิดอะไรขึ้น?"

   

   "ไม่รู้ รีบเร่งความเร็วออกไปจากที่นี่เร็ว"

   

   "นั่น...นั่นคืออะไร..."

   

   หนึ่งในพวกค้ายามองลงไปในทะเลสาบ เพียงแค่มองครั้งเดียวก็ทำให้เขาตกใจจนเสียขวัญ ชี้ไปที่เงาดำขนาดมหึมาในทะเลสาบด้วยเสียงสั่นเครือ

   

   เงาดำนั้นใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ และดูเหมือนว่ากำลังมุ่งหน้ามาที่ผิวน้ำ

   

   "เร็วเข้า เร่งความเร็วสิ!"

   

   ตอนนี้พวกเขาไม่มีท่าทางโอหังเหมือนก่อนหน้านี้อีกแล้ว แต่ละคนตกใจจนหน้าซีดเผือดและขาสั่นงันงก

   

   คนที่กำลังขับเรือนั้นมือสั่นไปหมดแล้ว

   

   ส่วนสายตรวจบนฝั่ง แม้จะอยู่ห่างออกไป แต่ก็ยังสามารถมองเห็นเงาดำขนาดใหญ่ที่อยู่ในทะเลสาบนั้นได้อย่างชัดเจน

   

   พวกเขาเบิกตากว้างด้วยความตกใจ "นั่นมันอะไรกัน?"

   

   ไม่มีใครรู้

   

   ซู่ม...!!

   

   เรือเล็กของพวกค้ายาไม่อาจต้านทานเต่าวิญญาณขนาดมหึมาได้เลย เมื่อเต่าวิญญาณโผล่ขึ้นมาเหนือผิวน้ำ เรือของพวกเขาก็ถูกคลื่นในทะเลสาบพลิกคว่ำทันที

   

   ส่วนสายตรวจบนฝั่งก็เห็นสิ่งที่โผล่ขึ้นมาเหนือผิวน้ำเช่นกัน แต่มันใหญ่มากราวกับเป็นภูเขาลูกเล็กๆที่ผุดขึ้นมาจากก้นทะเลสาบอย่างกะทันหัน

   

   "ถ่ายภาพเอาไว้ ส่งภาพกลับไปที่สำนักงานใหญ่ทันที"

   

   "ทุกคน ซ่อนตัวและเตรียมพร้อม!"

   

   พวกเขารีบซ่อนตัวอย่างรวดเร็ว สังเกตสิ่งที่ผุดขึ้นมาอย่างกะทันหันนั้นอย่างละเอียด

   

   ในจำนวนนั้น เจ้าหน้าที่เทคนิคได้ปล่อยโดรนบินเข้าไปใกล้ เพราะมีเพียงการเข้าไปใกล้เท่านั้นที่จะได้ข้อมูลเกี่ยวกับสัตว์ประหลาดนั้นมากขึ้น

   

   เต่าวิญญาณโผล่เพียงกระดองขนาดมหึมาขึ้นมาบนผิวน้ำ ส่วนลำตัวถูกบดบังอยู่ใต้น้ำ ดังนั้นพวกเขาจึงไม่เห็นและไม่รู้ว่าสิ่งมหึมานี้คือเต่า

   

   เสิ่นจืออินและคนอื่นๆ โผล่ขึ้นมาจากน้ำและหายใจเอาอากาศบริสุทธิ์เข้าปอดอย่างเต็มที่

   

   เนื่องจากระดับการบ่มเพาะพลังของเสิ่นจืออินพัฒนาขึ้น จึงใช้พลังวิญญาณเปลี่ยนเป็นออกซิเจนทำให้พวกเขาอยู่ใต้น้ำได้นานขึ้น ดังนั้นครั้งนี้จึงไม่เกิดสถานการณ์เกือบขาดอากาศหายใจ

   

   "คุณย่าตัวน้อย สิ่งที่พวกเราเห็นในทะเลสาบเมื่อครู่คือคนใช่ไหมครับ?"

   

   เสิ่นจืออินตอบ "ฉันไม่รู้ พวกเธอจะลงไปดูไหม?"

   

   เนื่องจากเป็นเรื่องของชีวิตคน เหวินเจวี๋ยและเสิ่นมู่เหยี่ยจึงดำลงไปในทะเลสาบเพื่อค้นหา

   

   แน่นอนว่ามีบางคนที่ไม่จำเป็นต้องค้นหาก็ว่ายขึ้นมาเอง

   

   ในนั้นมีพ่อค้ายาเสพติดสองคนที่ว่ายน้ำอย่างบ้าคลั่งพลางตะโกนว่า "ปีศาจ!"

   

   อีกสามคนถูกกระแทกจนสลบไป

   

   เสิ่นมู่เหยี่ยและเหวินเจวี๋ยลากคนที่สลบทั้งสามคนขึ้นมาและโยนขึ้นไปบนกระดองของเต่าวิญญาณ

   

   เสิ่นจืออินก็ปีนขึ้นไปเช่นกัน จากนั้นก็ได้ยินเสียงหึ่งๆ จึงเงยหน้าขึ้นมอง

   

   "นั่นคืออะไร?"

   

   ทุกคนมองไปตามทิศทางที่เธอชี้

   

   เหวินเจวี๋ยตอบ "ดูเหมือนจะเป็น... โดรนของทหาร?"

   

   ในขณะเดียวกัน สายตรวจที่อยู่บนฝั่งก็อ้าปากค้าง

   

   "ทำไมถึงมีคนอยู่ที่นั่นได้?!"

   

   พวกเขามองภาพที่โดรนถ่ายบนจอแสดงผลเป็นเวลานาน และยืนยันว่าเป็นคนจริงๆ

   

   "นกฮูก ลองคุยกับพวกเขาดูหน่อย" หัวหน้าทีมตัดสินใจทันที

   

   "ครับ!"

   

   เสิ่นจืออินกำลังจะใช้ดาบท้อจิ้มโดรน ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงดังออกมาจากข้างใน

   

   [สวัสดี]

   

   มือของเสิ่นจืออินสั่น ดาบท้อเกือบจะหลุดออกจากมือเธอ

   

   เธอไม่เคยเห็นของแบบนี้มาก่อน!

   

   ในตอนนี้ เหวินเจวี๋ยแน่ใจแล้วว่านี่คือโดรนของทหาร เขาลุกขึ้นยืนตรงและทำความเคารพโดยสัญชาตญาณ

   

   เมื่อเห็นการกระทำของเขา กลุ่มสายตรวจบนฝั่งก็ดีใจเป็นบ้าเป็นหลัง

   

   [รายงานครับ พวกเราคือสายตรวจปราบปรามยาเสพติดจากหน่วยxx ตอนนี้กำลังไล่ล่าผู้ต้องหาทั้งห้าคน ไม่ทราบว่าพวกคุณเป็นใครครับ?]

   

   เสิ่นมู่เหยี่ยเตะคนที่สลบไป "เฮ้ย งั้นพวกนี้ก็คือพ่อค้ายาสินะ?"

   

   เสิ่นอวี้จู๋ร้องบอก "ทางโน้นยังมีอีกสองคนที่หนีไป"

   

   "คุณย่าตัวน้อย รีบไล่ตามเร็ว..."

   

   เสิ่นจืออินพยักหน้าให้หลานชายทั้งสอง เธอยืนอยู่ด้านหน้า มือถือดาบท้อเล่มเล็ก ชี้ไปทางพ่อค้ายาสองคนที่กำลังว่ายน้ำอย่างสุดกำลัง

   

   "เต่าวิญญาณ หันกลับไปไล่ตามพวกเขา!"

   

   เด็กน้อยตัวเล็กๆ แต่กลับมีท่าทางองอาจกล้าหาญ

   

   เหวินเจวี๋ยมองทั้งสามคนที่กำลังตื่นเต้นด้วยสีหน้าเหยเก

   

   "ผมเป็นทหารผ่านศึก พวกเรามาที่นี่เพื่อ... เอ่อ... ท่องเที่ยวน่ะครับ"

   

   กลุ่มสายตรวจปราบยาเสพติด "..."

   

   ท่องเที่ยวงั้นเหรอ???

   

   และ... เพียงแค่เด็กหญิงตัวน้อยคนนั้นพูด สิ่งที่มีขนาดเท่าภูเขานั่นก็หันกลับไปไล่ตามพ่อค้ายาเสพติดสองคนจริงๆ

   

   คราวนี้พวกเขาได้เห็นหัวของเต่าวิญญาณที่โผล่ออกมาอย่างชัดเจน ทำให้ต้องสูดลมหายใจเฮือกใหญ่ด้วยความตกใจ

   

   "นั่นมัน... นั่นมันอะไรกัน เต่าเหรอ?!!!"

   

   เหวินเจวี๋ยตอนนี้ก็ไม่รู้จะอธิบายยังไงแล้วเหมือนกัน

   

   แต่เสิ่นจืออินกำลังสนุกกับการเล่นกับหลานชายตัวน้อยสองคน จึงไม่มีความกังวลใจเช่นนั้นเลย

   

   พวกเขาไล่ตามผู้ร้ายที่กำลังหลบหนีสองคนทันอย่างรวดเร็ว

   

   การช่วยจับผู้ร้ายที่หลบหนีเป็นครั้งแรก แถมยังเป็นพ่อค้ายาเสพติดด้วย ทำให้ เสิ่นมู่เหยี่ยและเสิ่นอวี้จู๋ต่างรู้สึกตื่นเต้น

   

   เสิ่นมู่เหยี่ยหยิบดาบท้อออกมา แล้วฟาดลงไปที่คนหนึ่งในสองคนนั้น

   

   "โดนแล้ว โดนแล้ว แต่จะลากตัวคนขึ้นมายังไงดี?"

   

   เสิ่นอวี้จู๋กระโดดโลดเต้นอย่างกระตือรือร้น "คนที่เหลือให้ฉันจัดการเอง"

   

   เสิ่นมู่เหยี่ย "ไม่ใช่ว่าผมดูถูกพี่นะ แต่พี่สามจะไหวเหรอ?"

   

   เสิ่นอวี้จู๋ "นายคิดว่าฉันเป็นใครกัน? อย่างน้อยฉันก็เคยเห็นโลกกว้างมาแล้วนะ!"



บทที่ 109: เต่าเสวียน


   

   เสิ่นมู่เหยี่ยไม่ยอมส่งดาบไม้ท้อของตัวเองให้เสิ่นอวี้จู๋ สุดท้ายเสิ่นจืออินเลยให้จอบที่ใช้ขุดสมุนไพรแก่เขา

   

   เสิ่นอวี้จู๋ถือไว้ในมือแล้วชั่งน้ำหนักดู "อันนี้... จะตีคนตายไหมนะ?"

   

   มันแหลมมาก

   

   เสิ่นจืออินยักไหล่ "เธอก็ลองดูสิ"

   

   เหวินเจวี๋ย : ...

   

   พ่อค้ายาเสพติดที่อยู่ข้างหน้ากำลังว่ายน้ำสุดชีวิต ทั้งมือและเท้าตะเกียกตะกายตีน้ำจนแทบเกิดประกายไฟอยู่แล้ว

   

   สุดท้ายเสิ่นอวี้จู๋ก็ไม่ได้ลงมือ เพราะชายคนนั้นเป็นตะคริวที่ขาจนจมลงไปในทะเลสาบ

   

   เหวินเจวี๋ยกระโดดลงไปในน้ำแล้วช่วยคนที่เกือบจะจมน้ำตายขึ้นมา

   

   เสิ่นอวี้จู๋แสดงสีหน้าเสียดายอย่างเต็มที่ "ฉันยังไม่ทันได้ลงมือเลย"

   

   เหวินเจวี๋ยกระตุกมุมปาก รีบเปลี่ยนหัวข้อสนทนาบอกพวกเขาถึงตำแหน่งปัจจุบันของสายตรวจปราบปรามยาเสพติด เสิ่นจืออินจึงให้เต่าวิญญาณพาพวกเขามุ่งหน้าเข้าใกล้ฝั่ง

   

   เมื่อเห็นเต่ายักษ์มุ่งหน้ามาทางพวกเขา กลุ่มสายตรวจก็รีบออกมาจากที่ซ่อนทันที

   

   พวกเขายืนอยู่บนฝั่ง มองดูสิ่งมีชีวิตขนาดมหึมานั้นด้วยความตื่นตะลึงอย่างยิ่ง เมื่ออยู่ในระยะใกล้ เต่าวิญญาณให้ความรู้สึกกดดันราวกับปืนใหญ่

   

   ผ่านไปสักพัก พวกเขาถึงได้เอ่ยปาก

   

   "โอ้โห วันหนึ่งต้องกินอาหารมากแค่ไหนกันเนี่ย"

   

   เพียงไม่กี่นาที เต่าวิญญาณก็อยู่ห่างจากพวกเขาไม่ถึงสิบเมตร

   

   "สวัสดีครับ"

   

   ทั้งสองฝ่ายพบกัน พวกค้ายาเสพติดถูกส่งมอบให้กับสายตรวจ

   

   หลังจากนั้นเป็นการสนทนาระหว่างเหวินเจวี๋ยกับหัวหน้าทีมสายตรวจ สายตาของคนอื่นๆ จ้องมองไปที่เต่ายักษ์อย่างอดไม่ได้

   

   ในบรรดาเจ้าหน้าที่ มีสายตรวจที่ค่อนข้างช่างพูด เขาเดินเข้ามาใกล้เสิ่นมู่เหยี่ยและคนอื่นๆ แล้วถามอย่างกระตือรือร้น

   

   "เต่ายักษ์ตัวนี้เป็นสัตว์เลี้ยงของพวกคุณเหรอ?"

   

   เสิ่นมู่เหยี่ยพูดอย่างเปิดเผยว่า "ใครจะเลี้ยงสัตว์เลี้ยงตัวใหญ่ขนาดนี้ในฉินหลิงกัน?"

   

   ก็จริงนะ เขาฉินหลิงไม่ใช่สถานที่ที่จะมาได้บ่อยๆ และเต่าตัวนี้ดูอายุไม่น้อยเลย

   

   "มันมีอายุเท่าไหร่แล้ว ทำไมถึงโตขนาดนี้?"

   

   เสิ่นมู่เหยี่ยแนะนำอย่างคล่องแคล่ว "คุณย่าตัวน้อยของผมบอกว่าอย่างน้อยสามร้อยปีแล้ว ผมบอกเลยว่า ถ้ามองจากบนกระดองมันจะยิ่งใหญ่กว่านี้อีก ผมเคยวัดมาก่อน เต่าวิญญาณตัวนี้ยาวเกือบยี่สิบเมตร ไม่ต้องพูดถึงน้ำหนักของมันเลย มันอาจจะหนักกว่าเรือด้วยซ้ำ..."

   

   "คุณย่าตัวน้อยของคุณคือใคร?"

   

   เสิ่นมู่เหยี่ยอุ้มคุณย่าตัวน้อยของเขาขึ้นมา

   

   ดวงตาของทั้งสองสบกัน เสิ่นจืออินมองอย่างไร้เดียงสา ดูเหมือนเด็กจริงๆเลย

   

   สายตรวจคนนั้น : ...

   

   แต่ก่อนหน้านี้เขาเคยเห็นเด็กหญิงคนนี้สั่งการเต่ายักษ์ผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์ ไม่รู้ว่าเป็นเรื่องบังเอิญหรือมันฟังคำสั่งของเธอจริงๆ

   

   ในขณะที่พวกเขากำลังทึ่งกับเต่าวิญญาณอยู่นั้น จู่ๆเต่าก็เคลื่อนไหว

   

   พวกสายตรวจรีบถอยหลังทันที

   

   เต่าวิญญาณส่งเสียงร้องอย่างองอาจ แล้วมุ่งหน้าดำลงสู่ทะเลสาบ

   

   "มันกำลังจะไปแล้วหรือ?"

   

   ทุกคนจ้องมองอย่างตาไม่กะพริบ แต่ไม่มีใครกล้าไล่ตามไป

   

   เสิ่นจืออินพยักหน้า "ไปแล้ว กลับบ้านไปแล้ว"

   

   เมื่อได้ยินคำตอบนี้ พวกสายตรวจต่างรู้สึกเสียดาย ถ้าพวกเขาได้ปีนขึ้นไปบนกระดองเต่าใหญ่นั้นสักครั้งก็คงดี แค่มองดูก็ตื่นเต้นมากแล้ว

   

   "มันดูเชื่องพอสมควรนะ เต่าทะเลในทะเลก็ไม่ใหญ่เท่ามัน บางทีอาจมีแต่วาฬเท่านั้นที่จะเทียบขนาดกับมันได้"

   

   เหวินเจวี๋ยนึกอะไรขึ้นมาได้ "พวกคุณเอาข้อมูลของเต่าวิญญาณกลับไป จะไม่มีใครมาจับมันใช่ไหม?"

   

   หลังจากได้อยู่ด้วยกันมาระยะหนึ่ง เหวินเจวี๋ยก็ค่อนข้างชอบเต่าวิญญาณตัวนี้ และไม่อยากให้มันได้รับอันตราย

   

   หัวหน้าลู่ส่ายหัว "พวกเราก็ไม่รู้เหมือนกัน"

   

   เรื่องของเต่าตัวนั้นคงปิดบังไม่ได้แน่ ไม่ต้องพูดถึงพวกเขา แม้แต่พวกค้ายาเสพติดอีกหลายคนก็เห็นมันแล้ว

   

   ส่วนเรื่องที่ทางการจะทำอย่างไรเมื่อรู้เรื่องนี้ ก็ไม่ใช่เรื่องที่พวกเขาจะไปยุ่งได้

   

   บางทีอาจจะส่งคนมาตรวจสอบ ผลสุดท้ายก็คือไม่ถูกจับ ก็ถูกจัดให้เป็นสัตว์คุ้มครอง

   

   เขาคิดว่าเต่าตัวนี้มีนิสัยอ่อนโยน ผลลัพธ์ก็น่าจะเป็นอย่างหลังมากกว่า

   

   เสิ่นจืออินและคนอื่นๆ เก็บข้าวของและออกจากเขาฉินหลิงพร้อมกับสายตรวจ เสิ่นจืออินส่งข้อความไปบอกหลานชายว่าปลอดภัยดี

   

   อีกด้านหนึ่ง เสิ่นควานเป็นกังวลมาก ถึงขนาดส่งคนไปค้นหาร่องรอยของพวกเขาที่เขาฉินหลิงแล้ว

   

   แม้แต่ทางการทหารของเมืองเอก็ยังส่งคนเข้าไปค้นหาในภูเขา เมื่อรู้ว่าเสิ่นจืออินหายตัวไปนานขนาดนั้น

   

   พวกเขาต่างกังวลว่าเสิ่นจืออินและอีกสามคนอาจประสบอันตราย เพราะไม่มีการติดต่อมานานมากแล้ว

   

   ในที่สุดก็มีข่าวคราว เสิ่นควานรีบโทรศัพท์มาสอบถามทันที พอได้ยินเสียงของเสิ่นจืออิน เขาก็โล่งใจ

   

   เด็กหญิงตัวน้อยอธิบายให้เขาฟังคร่าวๆ ว่าพวกเขาไปในที่ที่ไม่สามารถติดต่อกับโลกภายนอกได้

   

   "อย่ากังวลเลยนะ ฉันหาสมุนไพรให้หลานชายคนโตได้แล้ว พอกลับไปก็จะรักษาเขาทันที"

   

   เสิ่นควานพูดว่า "ขอแค่ทุกคนปลอดภัยก็พอแล้ว"

   

   ......

   

   ระหว่างทางพวกเขาเจอกับทหารที่มาช่วยเหลือ สุดท้ายพวกเขาออกจากเขาฉินหลิงโดยเฮลิคอปเตอร์

   

   เสิ่นจืออินและอีกสามคนถูกพาตัวไปยังกองทัพโดยตรง เนื่องจากเรื่องของเต่าวิญญาณ

   

   เสิ่นจืออินรู้สึกดีกับเหล่าทหารที่เต็มไปด้วยพลังแห่งความชอบธรรมเหล่านี้ พวกเขายังซื้อนมให้เธอด้วย

   

   คนที่สนทนากับเสิ่นจืออินเป็นทหารหญิง

   

   เดิมทีทุกคนไม่ได้ตั้งใจจะถามข้อมูลหลักจากเสิ่นจืออิน แต่ทุกครั้งที่พวกเขาถามอะไร สายตาของทั้งสามคนก็จะมองไปที่เด็กหญิงตัวน้อยโดยไม่รู้ตัว

   

   แม้ว่าเรื่องราวจะดูแปลกประหลาดไปบ้าง แต่พวกเขาก็ตัดสินใจที่จะลองดู

   

   ส่วนเสิ่นจืออินตอบคำถามที่เธอสามารถตอบได้ทั้งหมด ส่วนสิ่งที่พูดไม่ได้เธอก็ปิดปาก เช่น เรื่องดินแดนลับนั้น

   

   "ทำไมพวกคุณถึงไปเขาฉินหลิง?" ท่าทีของทหารหญิงดีมาก ไม่เพียงแต่ให้นมแก่เสิ่นจืออิน แต่ยังมีอมยิ้มด้วย

   

   เสิ่นจืออินตอบ "ไปหาสมุนไพรค่ะ หลานชายของฉันประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ขาได้รับบาดเจ็บ ต้องหาสมุนไพรมารักษาเขา"

   

   "พวกคุณรู้ที่มาของเต่าตัวนั้นไหม?"

   

   เสิ่นจืออิน "น่าจะเป็นลูกหลานของเต่าเสวียน สายเลือดไม่ค่อยบริสุทธิ์ ไม่งั้นคงตัวใหญ่กว่านี้"

   

   "เต่าเสวียน?"

   

   "ก็เต่าเสวียนที่อยู่ในตำนานซานไห่จิงไงล่ะ"

   

   นายทหารหญิง : ...

   

   นี่ไม่ได้กำลังล้อเล่นกันใช่ไหม?

   

   แต่เต่าตัวใหญ่ขนาดนั้น พวกเขาแค่เห็นภาพก็รู้สึกตกตะลึงแล้ว จะบอกว่าเป็นเต่าธรรมดาคงไม่ได้แน่

   

   หลังจากถูกถามเสร็จ เสิ่นจืออินและคนอื่นๆ ถูกเชิญให้อยู่รับประทานอาหารที่กองทัพ

   

   จากนั้นก็มีคนอีกไม่น้อยที่ตกตะลึงกับปริมาณอาหารที่เธอรับประทาน

   

   "คุณย่าตัวน้อย พวกเราพูดทุกอย่างไปแล้ว ไม่กลัวหรือว่าพวกเขาจะส่งคนไปจับเต่าวิญญาณตัวนั้นเหรอ?"

   

   เสิ่นจืออินกำลังแทะขาไก่ชิ้นใหญ่อย่างเอร็ดอร่อย

   

   "ไม่กลัวหรอก พวกเขาจับไม่ได้หรอก เต่าวิญญาณตัวนั้นไม่เพียงแต่มีพลังป้องกันที่แข็งแกร่ง แต่ยังควบคุมน้ำได้ด้วย อีกอย่างถ้าหาดินแดนลับไม่เจอก็ไม่มีทางหามันเจอแน่นอน"

   

   ดินแดนลับนั้น เว้นแต่ผู้ที่มีระดับการบ่มเพาะพลังขั้นสร้างรากฐานขึ้นไป ถึงจะหาทางเข้าได้ นอกจากนั้นก็มีเพียงวิธีเดียวคือให้เต่าเสวียนพาเข้าไป

   

   แม้มนุษย์ธรรมดาจะดำลงไปใต้น้ำ หรือสูบน้ำในทะเลสาบออกจนหมดก็ไม่มีทางหาเจอ

   

   เมื่อได้ยินคำพูดของเธอ เสิ่นมู่เหยี่ย และอีกสองคนต่างก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก

   

   เสิ่นจืออินและคนอื่นๆ อยู่ที่นี่เพียงวันเดียวก็ต้องกลับไปแล้ว แม้ว่าพวกเขาจะไม่อยากให้กลับไป ก็ทำไม่ได้ เพราะทางกองทัพที่เมืองเอต้องการตัวพวกเขาแล้ว

   

   ไม่ต้องพูดถึงว่าตระกูลเสิ่นก็มีความสัมพันธ์กับกองทัพ ตอนนี้เสิ่นจืออินก็เป็นคนที่ทางกองทัพให้ความสนใจเป็นพิเศษ

   

   พวกเขารู้ถึงความสามารถของเด็กหญิงคนนี้ดี จึงไม่อาจปล่อยให้คนเมืองเอสรู้มากกว่านี้และแย่งตัวไปได้เด็ดขาด

   

   พวกเขากลับเมืองเอโดยขึ้นเฮลิคอปเตอร์ เป็นเฮลิคอปเตอร์ที่ตระกูลเสิ่นส่งมา พวกเขาอยากพาเธอกลับบ้านไปโดยเร็วที่สุด

   

   "ในที่สุด...ก็กลับมาแล้ว!"



บทที่ 110: เข้าร่วมงานเลี้ยง


   

   เสิ่นอวี้จู๋พูดว่า "ดูเหมือนน้องสี่น่าจะกลับมาได้สักพักแล้ว แต่เขามีตารางงานต้องขึ้นเวทีวันปีใหม่"

   

   เสิ่นมู่เหยี่ยพูดว่า "จะไปสนใจเขาทำไม? มีปีไหนที่เขาเคยกลับบ้านมาฉลองปีใหม่บ้าง?"

   

   ทุกคนต่างยุ่งกับการหาเงิน หากทั้งบ้านมีแต่เงินทว่าไร้ความอบอุ่น ก็ไม่รู้ว่าหาเงินมากมายขนาดนั้นไปทำอะไร

   

   "ไปกันเถอะคุณย่าตัวน้อย กลับบ้านกัน!" เสิ่นมู่เหยี่ยอุ้มเด็กน้อยตัวอวบขึ้นมาแล้วเดินออกไปด้วยท่าทางไม่แยแสใคร

   

   ถ้าใส่แว่นกันแดดแล้วคาบบุหรี่ด้วยก็คงจะดูเท่มาก

   

   รถของตระกูลเสิ่นมารับพวกเขาแล้ว

   

   ใกล้จะถึงช่วงปีใหม่ ตามท้องถนนในเมืองเอเต็มไปด้วยการตกแต่งที่เกี่ยวกับเทศกาล ดูครึกครื้นมาก

   

   เสิ่นจืออินที่นั่งอยู่ในรถมองออกไปด้วยความสนใจ พอเงยหน้าขึ้นก็เห็นจอแสดงผลขนาดใหญ่ของตึก มีชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาสง่างามกำลังกล่าวคำอวยพรปีใหม่

   

   "บ้าเอ๊ย! ทำไมปีนี้เขายังโผล่มาอีก"

   

   เสิ่นมู่เหยี่ยมองดูแล้วเบ้ปาก "ดูเหมือนปีนี้ดูรายการวันปีใหม่ก็ต้องเจอเขาอีกแล้ว ไม่รู้ว่าพวกแฟนคลับกินยาอะไรผิดไป ถึงได้ยอมตายเพื่อเขาขนาดนั้น"

   

   เสิ่นจืออินชี้ไปที่หน้าจอแสดงผลที่มีภาพชายหนุ่ม "นั่นหลานชายคนที่สี่เหรอ?"

   

   ถูกต้อง ชายหนุ่มหล่อคนนั้นก็คือลูกชายคนที่สี่ของตระกูลเสิ่น

   

   "ใช่ๆๆ ก็ไอ้หนุ่มเจ้าสำอางคนนี้แหละ ผมบอกเลยนะคุณย่าตัวน้อย เขาหลงตัวเองมาก แถมยังชอบแต่งตัว วันๆทำตัวเหมือนนกยูงรำแพนหางไปทั่ว..."

   

   ยังไม่ทันได้เจอหน้า เสิ่นมู่เหยี่ยก็พูดบ่นถึงข้อเสียนิสัยของเสิ่นมู่จิ่น ลูกชายคนที่สี่ของตระกูลเสิ่นไปมากมาย

   

   นี่แหละพี่น้องแท้ๆ เอาแต่ข้อเสียของอีกฝ่ายมาบ่นได้ไม่หยุด

   

   เมื่อถึงบ้าน พวกเขาก็เห็นเสิ่นซิวหรานทันที

   

   "พี่ใหญ่ อากาศแบบนี้พี่ออกมาทำไม?"

   

   เสิ่นมู่เหยี่ยกระโดดลงจากรถ แล้วหันไปอุ้มคุณย่าตัวน้อยลงมา

   

   "รอพวกนายไง"

   

   ระหว่างทางกลับบ้าน เสิ่นมู่เหยี่ยแทบจะกลั้นไม่อยู่ที่จะเล่าเรื่องการผจญภัยครั้งนี้ออกมา รวมถึงตอนที่เจอกองทัพผี เขายังคงใช้ลีลาการพูดแบบเดิม โดยเน้นย้ำถึงตัวเขาเองและเสิ่นจืออิน ส่วนคนอื่นๆก็แค่พูดถึงแค่ประโยคเดียว

   

   "ถ้าเอาประสบการณ์ครั้งนี้ของผมไปสร้างหนังคงจะตื่นเต้นมากแน่ๆ"

   

   เสิ่นจืออินคิดใจใน : ...ยังมีหน้ามาบอกว่าพี่ชายคนที่สี่ของเธอหลงตัวเองอีกเหรอ?

   

   "พี่ใหญ่ ดูของขวัญที่ผมเอามาฝากสิ"

   

   เมื่อถึงบ้าน เสิ่นมู่เหยี่ยถอดเสื้อนอกออกทันที แล้วหยิบก้อนหินเล็กๆสวยงามออกมาจากกระเป๋าเสื้อ ที่จริงแล้วมันก็คือหินกรวดนั่นเอง

   

   "นี่คือสิ่งที่ผมเอาออกมาจากดินแดนลับนั่น ของอย่างอื่นเก็บรักษายาก แต่อันนี้เก็บไว้นานแค่ไหนก็ไม่มีปัญหา ฮ่าๆ..."

   

   ต้องยอมรับว่า เขาเป็นคนฉลาดแกมโกงจริงๆ

   

   เสิ่นอวี้จู๋พูดว่า "ผมเอาดินกลับมาหนึ่งถุง"

   

   นี่ก็ถือว่าเป็นของฝากเหมือนกันสินะ?

   

   เสิ่นมู่เหยี่ยพูดอย่างดูถูก "ทำไมพี่ถึงเอาดินกลับมาล่ะ?"

   

   เสิ่นจืออินกล่าวว่า "ดินในดินแดนลับนั้นมีพลังวิเศษ ปลูกอะไรก็เติบโตได้ดี"

   

   เธอเองก็นำมาไม่น้อย และครั้งนี้ไม่เพียงแต่หาสมุนไพรมารักษาหลานชายคนโตได้ แต่ยังมียาสมุนไพรสำหรับการปรุงยาสร้างรากฐานด้วย

   

   เมื่อเธอปรุงยาสร้างรากฐานเสร็จ ทุกอย่างก็จะราบรื่นยิ่งขึ้น

   

   เธอได้นัดหมายกับเต่าวิญญาณไว้แล้วว่า เมื่อถึงเวลาสร้างรากฐาน เธอจะไปยังดินแดนลับอีกครั้ง เต่าวิญญาณจะมารับเธอ ตอนนั้นการสร้างพื้นฐานในดินแดนลับก็จะปลอดภัย และไม่ต้องกังวลว่าพลังวิญญาณจะไม่เพียงพอ

   

   นอกจากนี้ เสิ่นจืออินรู้สึกว่าในดินแดนลับนั้นน่าจะมีเหมืองแร่พลังวิญญาณ แต่ตอนนี้เธอเพิ่งอยู่ในขั้นหลอมพลังวิญญาณ ยังไม่จำเป็นต้องใช้หินพลังวิญญาณในการฝึกฝน เมื่อถึงขั้นสร้างพื้นฐาน พลังวิญญารที่ต้องก็จะมีมากขึ้น ถึงตอนนั้นค่อยไปหาหินพลังวิญญาณมาก็ได้

   

   สีหน้าของเสิ่นมู่เหยี่ยดูเหมือนจะแตกสลายเล็กน้อย นั่นหมายความว่าดินนั่นดีกว่าหินที่เขานำมาใช่ไหม

   

   เด็กหนุ่มพูดว่า "ผมยังมีเกล็ดปลานั่นอีกนะ อันนั้นต้องมีประโยชน์แน่ๆ"

   

   พูดพลางหยิบเกล็ดและปีกของปลาเหวินออกมา

   

   มันสวยงามก็จริง แต่ไม่มีประโยชน์อะไร เป็นได้แค่ของตกแต่งสวยๆเท่านั้น

   

   เกล็ดของปลาเหวินมีความแข็งเทียบเท่ากับอัญมณี แต่มันบางกว่าอัญมณีและมีประกายระยิบระยับสวยงามมาก

   

   สิ่งที่สำคัญที่สุดคือของหายาก สิ่งนี้มีน้อย และยังได้มาจากสัตว์วิญญาณ ดังนั้นมูลค่าของมันจึงต้องมีค่ามากกว่าอัญมณีหลายเท่า

   

   เสิ่นซิวหรานฟังพวกเขาคุยกันจ้อกแจ้ก มุมปากก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมา

   

   ช่วงปีใหม่ก็ควรจะคึกคักหน่อยสิ

   

   ส่วนผสมสมุนไพรสำหรับปรุงยาให้เสิ่นซิ่วหรานยังต้องใช้เวลาจัดการอีกสักพัก เสิ่นจืออิน จึงให้เขากินซุปไก่ที่ใส่ยาฟื้นฟูครึ่งเม็ดไปก่อนเพื่อบำรุงร่างกาย

   

   ในช่วงเทศกาลปีใหม่ ตระกูลเสิ่นมีงานเลี้ยงและงานสังสรรค์ต่างๆ ที่ต้องเข้าร่วมเพิ่มขึ้นมากมาย

   

   วันนี้ก็มีงานเลี้ยงที่จำเป็นต้องไปร่วม เป็นงานฉลองวันเกิดครบ80ปีของคุณปู่คนหนึ่งที่มีความสัมพันธ์เป็นญาติกับตระกูลเสิ่น

   

   ความสัมพันธ์ทางเครือญาตินี้ไม่ได้ใกล้ชิดมากนักแต่ก็ไม่ได้ห่างไกลเกินไป เป็นลูกพี่ลูกน้องของคุณปู่เสิ่นควาน เขาต้องเรียกอีกฝ่ายว่าคุณลุงใหญ่

   

   อย่างไรก็ตามพวกเขาก็เป็นญาติกัน อีกทั้งครอบครัวของพวกเขายังถือหุ้นในบริษัทเสิ่นด้วย กรุ๊ป ยิ่งไปกว่านั้นยังเป็นวันเกิดครบ80ปี เสิ่นควานจึงต้องไปร่วมงานสักหน่อย

   

   ไม่เพียงแต่เสิ่นควานจะไป นอกจากสองหนุ่มที่ยังไม่กลับมา คนอื่นๆทั้งหมดก็ต้องไปด้วย

   

   เสิ่นจืออินก็ไปด้วยเช่นกัน

   

   งานฉลองวันเกิดครบ80ปีนี้จัดขึ้นที่ภัตตาคารที่ใหญ่ที่สุดในเมืองเอ เมื่อเสิ่นจืออินและคนอื่นๆมาถึง ก็มีคนมากมายอยู่แล้ว

   

   ครอบครัวนั้นแสดงท่าทีกระตือรือร้นต่อพวกเขามาก เสิ่นควานก็แนะนำเสิ่นจืออินให้พวกเขารู้จัก

   

   "โอ้โห งั้นคนนี้ก็เป็นคนที่อายุน้อยที่สุดแต่มีศักดิ์ใหญ่ที่สุดในตระกูลเสิ่นของเราสินะ อยู่รุ่นเดียวกับเหล่าหยางของเราเลย"

   

   คนพูดเป็นผู้หญิงที่อายุมากกว่าเสิ่นควานหนึ่งรุ่น อายุราวๆหกสิบกว่าปี เธอเป็นพี่สะใภ้ของเสิ่นควาน

   

   "แต่ก็ยังเป็นเด็กอยู่นะ ให้หลานชายหลานสาวของฉันพาเธอไปเล่นแถวโซนเด็กดีไหม? ที่นั่นมีของเล่นและขนมที่เด็กๆชอบเยอะแยะเลย"

   

   แน่นอนว่าเสิ่นควานต้องถามความเห็นของเสิ่นจืออินก่อน

   

   เสิ่นจืออินพยักหน้า จะไปไหนก็ได้ทั้งนั้น อีกอย่างเธอก็ไม่อยากทักทายผู้ใหญ่มากมายขนาดนั้น มันเหนื่อยจะตาย

   

   หญิงคนนั้นเห็นท่าทีของเสิ่นควาน ดวงตาก็วาววับขึ้นมา

   

   แม้ว่าทุกคนจะเป็นคนตระกูลเสิ่น แต่ความสัมพันธ์ของเสิ่นจืออินนับว่ายังห่างไกลกว่าครอบครัวของพวกเขา

   

   ไม่รู้ว่าญาติของเด็กหญิงคนนี้ใช้วิธีอะไรถึงได้เกาะติดครอบครัวเสิ่นควาน

   

   "อาจารย์ตัวน้อย พวกเราจะไปเดินดูรอบๆ ว่ามีเรื่องซุบซิบอะไรมาแบ่งปันให้คุณหรือเปล่า"

   

   งานเลี้ยงแบบนี้ มีเรื่องซุบซิบเยอะที่สุด

   

   ผีดาราดูตื่นเต้น ติดตามอาจารย์ตัวน้อยไปเขาชินหลิงนานขนาดนั้น ไม่ได้ไปกินแตงเรื่องชาวบ้านเลย ช่างอึดอัดเหลือเกิน

   

   "ไปเถอะ"

   

   เสิ่นจืออินกลมกลืนเข้ากับกลุ่มเด็กๆได้อย่างรวดเร็ว เธอชอบกินขนมมากที่สุด

   

   แต่บางครั้งเด็กๆก็มีเรื่องให้ปวดหัวเหมือนกัน เช่นตอนนี้ เด็กหญิงอายุหกขวบคนหนึ่งสวมชุดเจ้าหญิงเดินมาข้างๆเธอ

   

   "เธอเป็นลูกของใครกัน? ทำไมฉันไม่เคยเห็นเธอมาก่อน?"

   

   เด็กหญิงเชิดคางสูง หน้าตาน่ารัก แต่คงถูกครอบครัวตามใจมากเกินไป

   

   "แล้วเธอล่ะเป็นใคร?"

   

   เสิ่นจืออินยืนเท้าเอว แม้ว่าอีกฝ่ายจะพาลูกน้องมาด้วยมากมาย แต่เรื่องต่อยตีนั้น เสิ่นจืออินไม่กลัวหรอก!

   

   "ฉันคือเสิ่นเจียวเจียว เป็นคุณหนูของตระกูลเสิ่น!"

   

   ตระกูลเสิ่นที่พูดถึงนี้ก็คือเจ้าภาพที่กำลังจัดงานเลี้ยงอยู่ตอนนี้นั่นเอง

   

   เสิ่นจืออินตอบรับเบาๆ "งั้นเธอเรียกเสิ่นมู่เหยี่ยว่าพี่ชายใช่ไหม?"

   

   พี่ชายที่เป็นญาติห่างๆน่ะ

   

   เสิ่นเจียวเจียวแค่นเสียง "แน่นอนสิ พวกพี่ชายในตระกูลเสิ่นชอบฉันที่สุดเลย"

   

   เสิ่นจืออินคิด ...แล้วทำไมฉันไม่เคยได้ยินพวกเขาพูดถึงเธอเลยนะ?

   

   "กำไลข้อมือของเธอสวยดีนะ เอามาให้ฉันซะ"

   

   โอ้โห พูดออกมาอย่างไม่อายเลยนะ

   

   เสิ่นจืออินกลอกตาอย่างเหลืออด ถ้าให้ไป เธอกลัวว่าเด็กคนนี้จะรับไม่ไหว

   

   "ไม่ให้"

   

   เธอหมุนตัวเตรียมจะกินขนมของตัวเองต่อ

   

   ใครจะไปรู้ว่าเด็กคนนั้นไม่มีมารยาท สั่งให้เด็กผู้ชายตัวโตกว่าที่อยู่รอบๆ มาแย่งกำไลของเธอ




จบตอน

Comments