ancestry ep11-20

บทที่ 11: ผีเด็ก

   

   หลังจากต่อรองราคาอย่างดุเดือด ในที่สุดก็ขายเตาใบนี้ได้ในราคาสามร้อยหยวน

   

   เสิ่นจืออินถือมันไว้ในมือ พร้อมกับยิ้มจนตาหยี “คุณนี่ต่อราคาเก่งจัง ครั้งหน้าฉันจะชวนคุณไปซื้อของด้วย”

   

   ฉินเจิน “…”

   

   นี่เธอเห็นเขาเป็นตัวอะไรกัน?

   

   “แต่ว่าเตาใบนี้เป็นของแท้นะ ไม่ใช่ของปลอม”

   

   “เหอะ...ตัวเล็กแค่นี้ เธอยังรู้เรื่องของแท้ของปลอมอีกเหรอ? เตาใบนี้ยังดูใหม่เอี่ยม มองปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นงานฝีมือสมัยใหม่”

   

   “ไม่ใช่นะ”

   

   เพียงแต่เตาใบนี้ทำจากวัสดุพิเศษ ภายในมีการสลักอักขระทำความสะอาดเอาไว้ มันถึงไม่ติดฝุ่นผง และดูใหม่เอี่ยมอยู่แบบนี้ต่างหาก

   

   ของที่อยากได้ก็ซื้อแล้ว แต่เสิ่นจืออินยังไม่ยอมกลับคฤหาสน์ตระกูลเสิ่น เธอกลับเกาะติดฉินเจินไปที่บ้านของเขาแทน

   

   “มาที่นี่ทำไม? คอนโดเล็กๆแบบนี้ ไม่หรูหราเท่าคฤหาสน์ตระกูลเสิ่นหรอกนะ”

   

   ถึงแม้ว่าคอนโดจะไม่อาจเทียบขนาดและความหรูหราของวิลล่าได้ แต่คอนโดที่ฉินเจินซื้อเองหลังนี้ก็จัดว่าอยู่ในระดับที่คนร่ำรวยเท่านั้นถึงจะซื้อได้

   

   เสิ่นจืออินมองไปรอบๆ

   

   “แน่นอนว่าฉันมาช่วยคุณจับผีไง คุณมีกลิ่นอายผีติดอยู่นะ”

   

   ฉินเจินได้แต่นวดกลุ่มผมที่รวบเป็นมวยเล็กๆบนหัวของเจ้าตัวน้อยด้วยสีหน้าเอือมระอา

   

   “นี่เธอไปเรียนอะไรแบบนี้มาจากไหน รู้ไหมว่าอยู่ต่อหน้าสายตรวจแบบนี้จะพูดมั่วๆไม่ได้นะ”

   

   เสิ่นจืออินส่ายหัวไปมาพลางพูดว่า “ไม่เชื่อก็ตามฉันมาสิ”

   

   เธอหาตำแหน่งคร่าวๆของผีตนนั้นเจอแล้ว จึงจับสองนิ้วของฉินเจินและวิ่งเตาะแตะไปทางลานจอดรถใต้ดิน

   

   ฉินเจินเดินตามหลังเธอไปอย่างเชื่องช้า

   

   เขาก้มมองดูเวลาแล้วคิดในใจว่า รอให้เสิ่นซิวหนานกลับมาเมื่อไร เขาจะต้องเรียกดอกเบี้ยจากเสิ่นซิวหนานให้ได้ ทั้งที่ตัวเองงานยุ่งขนาดนี้ ยังต้องมาช่วยตระกูลเสิ่นเลี้ยงเด็กอีก

   

   เมื่อทั้งสองคนลงมาถึงชั้นใต้ดิน เสิ่นจืออินอาศัยร่องรอยของกลิ่นอายผี จนในที่สุดก็พบเป้าหมายที่ต้องการตรงมุมกำแพงในลานจอดรถ

   

   ที่มุมกำแพง เสิ่นจืออินและฉินเจินพบกับผีเด็กหญิงคนหนึ่ง เธอสวมชุดลายดอกไม้สีเหลืองขาดวิ่นดูน่าสงสาร ผิวซีดขาวราวกับไร้เลือด ดวงตาสีดำสนิท เธอนั่งยองๆอยู่ตรงนั้น เมื่อได้ยินเสียง เธอจึงเงยหน้าขึ้นจ้องมองเสิ่นจืออินและฉินเจินอย่างว่างเปล่า แต่ก็ไม่ได้ขยับเขยื้อนร่างกายไปไหน

   

   หากเป็นคนอื่นที่ถูกผีเด็กหญิงตนนี้จ้องมองแบบนี้ คงหวาดกลัวจนสิ้นสติไปแล้ว แต่เสิ่นจืออินกลับไม่สะทกสะท้าน เธอเดินเข้าไปใกล้

   

   ‘ความไม่พอใจของเด็กคนนี้ช่างรุนแรง คงใกล้กลายเป็นผีร้ายเต็มทีแล้ว’ เสิ่นจืออินคิดในใจ

   

   “สวัสดี เธออยู่ที่นี่นานหรือยัง?” เสิ่นจืออินเอ่ยถาม

   

   ผีเด็กหญิงเหลียวหลังไปมอง แต่ไม่พบใคร แสดงว่าเสิ่นจืออินกำลังพูดกับเธออยู่?

   

   ผีเด็กหญิงเบิกตากว้าง

   

   “เธอ...กำลังคุยกับฉันเหรอ?” ผีเด็กหญิงเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือก ราวกับมาจากขุมนรก และยังมีเสียงสะท้อนอยู่ด้วย

   

   เสิ่นจืออินพยักหน้า จากนั้นก็เริ่มซักถามข้อมูลของผีเด็กหญิง

   

   ฉินเจินที่ยืนอยู่ด้านหลัง เห็นเด็กน้อยพูดกับกำแพง พยายามจะไม่เชื่อเรื่องแบบนี้ แต่ตอนนี้ขนลุกไปหมดแล้ว

   

   ยิ่งไปกว่านั้น เขาไม่รู้ว่าคิดไปเองหรือเปล่า แต่เขารู้สึกเย็นยะเยือก

   

   ให้ตายเถอะ อยากออกไปจากที่นี่แล้ว คุณย่าของเสิ่นซิวหนานนี่ดูน่ากลัวอยู่หน่อยๆ

   

   “เธอกำลังทำอะไรอยู่”

   

   เสิ่นจืออินหันกลับมา “ฉันบอกคุณแล้วไง ว่าคุณต้องเจอผีแน่ๆ คือเธอนั่นแหละ”

   

   ฉินเจินขนลุกซู่ “เด็กน้อยพูดอะไรไร้สาระ ตรงนั้นไม่มีอะไรสักหน่อย”

   

   “อ๊ะ ฉันลืมไปว่าคุณมองไม่เห็น”

   

   เสิ่นจืออินค้นหาในกระเป๋าของเธออยู่นาน ก่อนจะหยิบยันต์ออกมา

   

   “เอาอันนี้ไปติดตัวไว้”

   

   ฉินเจินรู้สึกหงุดหงิด “พอได้แล้ว ฉันไม่มีเวลาเล่นกับเธอหรอก”

   

   เสิ่นจืออินยืนกอดอก ส่งเสียงฮึดฮัด ก่อนจะพูดว่า “ติดยันต์แค่นี้เปลืองแรงรึไง ตาทึ่ม ระวังจะหาเมียไม่ได้นะ!”

   

   “นี่เจ้าเด็กน้อย เธอ...”

   

   เขายังพูดไม่ทันจบ ยันต์ก็ลอยขึ้นมาติดที่หัวของเขา

   

   แต่เพียงเสี้ยววินาที ยันต์ก็หายวับไป

   

   ฉินเจินตกตะลึง เขามองไปที่เสิ่นจืออินด้วยความตื่นตระหนก จนเกือบจะสิ้นสติ

   

   “อึก...อะไรกันเนี่ย!”

   

   ข้างๆเสิ่นจืออิน ปรากฏร่างของเด็กคนหนึ่งที่เห็นได้ชัดว่าไม่ใช่คนธรรมดา ผิวพรรณและดวงตาของเธอน่ากลัวอย่างบอกไม่ถูก แม้แต่ฉินเจิน ผู้ผ่านชีวิตการเป็นสายตรวจมานานปีก็ยังรู้สึกหวาดผวาจนต้องถอยหลังกรูด

   

   ในตอนนี้ ผีเด็กตนนั้นกำลังจ้องมองมาที่ฉินเจินด้วยแววตาอันดำมืด

   

   ฉินเจินเอื้อมมือไปที่เอวอย่างลืมตัวเพื่อจะชักปืน แต่แล้วก็นึกขึ้นได้ว่าวันนี้เขาไม่ได้ใส่ชุดเครื่องแบบ

   

   “เธอชื่อไป๋เค่อเค่อ”

   

   เทียบกับฉินเจินที่เป็นผู้ชายตัวโตแล้ว เสิ่นจืออินกลับไม่กลัวแม้แต่น้อย แถมยังแนะนำให้ฉินเจินรู้จักด้วยความกระตือรือร้น

   

   “อาฉินไม่ต้องกังวลไปหรอก เธอไม่เคยทำร้ายใคร”

   

   ถ้าผีตนนี้ฆ่าคนมาจริงๆ เสิ่นจืออินคงต้องลงมือต่อสู้กับเธอก่อนแล้วค่อยพูด

   

   ฉินเจินกุมศีรษะ แล้วนั่งยองๆ เหงื่อเย็นไหลออกมาด้วยความกลัว

   

   “ปล่อยให้ฉันตั้งสติก่อน”

   

   ผ่านไปครู่ใหญ่ เขาก็เริ่มฟังเสิ่นจืออินพูดต่อจนจบ

   

   ผีเด็กชื่อไป๋เค่อเค่อ เมื่อคนเราตายกลายเป็นผี ความทรงจำจะเลือนหายไป

   

   แต่ถ้ามีความปรารถนาอย่างแรงกล้า หรือตายไปพร้อมความแค้น พวกเขาก็จะวนเวียนอยู่ในโลกนี้

   

   ความทรงจำของไป๋เค่อเค่อก็เลือนหายไปเช่นกัน แต่เธอยังจำชื่อของตัวเองได้ เธอยังจำได้ว่าเธออยากกลับบ้าน

   

   และเธอยังมีแรงอาฆาตแค้นมากเกินไป ดูก็รู้ว่าตายแบบผิดธรรมชาติ

   

   เสิ่นจืออินเองก็รู้ข้อมูลไม่มาก

   

   “วิญญาณเธอวนเวียนอยู่ที่นี่ ไม่ออกไปไหน คาดว่าร่างน่าจะอยู่ที่นี่แหละ”

   

   สีหน้าของฉินเจินเคร่งขรึมขึ้นมาทันที ถ้าเป็นเรื่องจริง นี่มันคดีฆาตกรรมชัดๆ

   

   แต่ทว่า…การที่เขารู้เรื่องนี้ด้วยวิธีนี้ เขาไม่รู้เลยว่าควรจะตกใจหรือเป็นห่วงดี

   

   เด็กน้อยคนนี้เห็นผีได้จริงๆด้วย!

   

   ไม่ใช่แค่เห็นเอง แต่ยังทำให้เขาเห็นด้วย

   

   ตอนนี้ ความเชื่อของฉินเจินพังทลายลงและกำลังสร้างใหม่อย่างยากลำบาก

   

   “ฉันจะรีบแจ้งให้คนมาตรวจสอบ แน่ใจนะว่าอยู่ที่นี่?”

   

   “ที่นี่”

   

   ผีเด็กพูดขึ้นมาอย่างกะทันหัน น้ำเสียงเย็นเยียบ แค่สองพยางค์ก็ทำให้ฉินเจินขนลุกแล้ว

   

   “โอเค รู้แล้ว”

   

   หลังจากพยายามพูดประโยคนี้ออกมาจนจบ เขาก็อุ้มเสิ่นจืออินและวิ่งออกจากลานจอดรถใต้ดินอย่างรวดเร็วราวกับจรวด

   

   เมื่อออกมาสัมผัสกับแสงแดดภายนอก เขาก็รู้สึกเหมือนได้ชีวิตใหม่

   

   เขาทรุดตัวลงนั่งบนขอบแปลงดอกไม้อย่างไม่รักษาภาพลักษณ์ ควักบุหรี่ออกมาหวังจะสูบสักมวน แต่พอมองไปเห็นเด็กน้อยข้างๆเขาก็เลยต้องวางลง

   

   “บนตัวฉัน...มีกลิ่นอายผีอยู่จริงๆเหรอ?”

   

   การถูกตบหน้าครั้งนี้มันเร็วเกินไปหน่อย ก่อนหน้านี้ยังไม่เชื่อเลยว่าจะได้เจอผีจริงๆ

   

   “ไม่อย่างนั้นฉันจะมาเล่นที่บ้านคุณทำไมล่ะ”

   

   เสิ่นจืออินเบะปากใส่เขา

   

   ฉินเจิน “...”

   

   เด็กน้อยอายุสามขวบ พูดจาโอหังขนาดนี้เลยเหรอ?

   

   “คุณมีกลิ่นอายผีติดตัวไม่มาก ไม่เป็นไรหรอก คนอื่นสิ น่าเป็นห่วง”

   

   ฉินเจินเป็นถึงสายตรวจ มีพลังแห่งความชอบธรรมแผ่ซ่านทั่วร่าง กลิ่นอายผีจึงทำอะไรเขาไม่ได้ แค่โดนแสงอาทิตย์สักพักก็สลายหายไปหมดสิ้น

   

   แต่คนอื่นไม่เหมือนกัน

   

   ต่อให้ผีเด็กไม่ได้ตั้งใจทำร้ายใคร แต่หากใครเผลอไปสัมผัสกลิ่นอายผีเข้า ก็อาจจะเจ็บป่วยหรือโชคร้ายได้

   

   “ยิ่งความแค้นพุ่งสูง ผีเด็กตนนั้นก็ยิ่งแข็งแกร่ง เมื่อไรที่เธอควบคุมตัวเองไม่ได้ ก็จะเริ่มทำร้ายคน”

   

   ตอนนี้ผีเด็กยังควบคุมตัวเองได้ แต่เมื่อความแค้นก่อกองสะสมมากขึ้นเรื่อยๆ ใครจะรับประกันได้ว่า เธอจะไม่ทำร้ายใคร

   

   โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากเธอได้เห็นคนที่ทำร้ายเธอ ปรากฏตัวที่ลานจอดรถใต้ดินล่ะก็ ความแค้นของผีเด็กจะพลุ่งพล่านขึ้นมาในพริบตา เปลี่ยนเธอเป็นผีร้ายในทันที

   

   เสิ่นจืออินอธิบายเรื่องราวทั้งหมดอย่างช้าๆ พยายามใช้คำพูดที่เข้าใจง่ายที่สุดให้ฉินเจินฟัง จากนั้นก็ยกขวดนมขึ้นดื่มจนหมด

   

   การอธิบายเรื่องยากๆแบบนี้ แน่นอนว่าเป็นเรื่องลำบากสำหรับเด็กสามขวบอย่างเธอ



บทที่ 12: ถ้าไม่กลับบ้านภรรยาคุณตายแน่


   

   “นมฉันหมดแล้ว”

   

   เธอกินหมดเร็วกว่าที่ตัวเองคาดไว้

   

   “ฉันจะซื้อให้เธอ!”

   

   นี่มันบรรพบุรุษตัวน้อยคนสำคัญจริงๆ

   

   จนกว่าเรื่องผีเด็กจะเรียบร้อย เขาคงต้องพึ่งพาบรรพบุรุษตัวน้อยของตระกูลเสิ่นคนนี้ไปก่อน

   

   เขาลูบหัวตัวเองด้วยความรู้สึกหงุดหงิดเล็กน้อย

   

   “บ้าเอ๊ย ฉันเพิ่งซื้อบ้านนี้”

   

   ใครจะรู้ว่าที่นี่ดันมีผีอยู่

   

   ฉินเจินอารมณ์ไม่ดี จึงสั่งคนให้มารื้อถอนลานจอดรถใต้ดินทันที

   

   ความวุ่นวายที่เกิดขึ้น ดันไปรบกวนนักพัฒนาโครงการอสังหาฯนี้เข้า

   

   “ไอ้สารเลวฉินเจิน! นายกำลังทำบ้าอะไรอยู่!”

   

   คนที่สามารถสร้างคอนโดหรูหราในย่านทองคำแห่งนี้ได้ พื้นเพคงไม่ธรรมดาแน่นอน

   

   กู้ไฮว๋ยืนหน้าเครียด ถ้าไม่ติดว่าต่อยฉินเจินไม่ไหว เขาคงต่อยไอ้บ้านี่ไปแล้ว

   

   ฉินเจินลืมตาขึ้นมามอง “อีกเดี๋ยวนายก็รู้เองแหละ รื้อแค่ตรงนี้ ไม่ได้รื้อทิ้งทั้งหลังสักหน่อย”

   

   ฟังสิ ฟังที่มันพูดสิ! พูดแบบนี้มันใช่คนหรือเปล่า?

   

   “นาย...”

   

   “เจอแล้ว! มีจริงๆด้วย!”

   

   กู้ไฮว๋กำลังจะด่า แต่ก็มีเสียงดังขึ้นมาจากคนงานที่กำลังขุดดิน

   

   ฉินเจินหายใจเข้าลึกๆ ยกแขนขึ้นคล้องคอกู้ไฮว๋ในทันที

   

   “พี่ชาย เรามีเรื่องใหญ่แล้ว”

   

   มองดูโครงกระดูกที่ถูกขุดขึ้นมา กู้ไฮว๋รู้สึกหน้ามืดไปชั่วขณะ

   

   ฉินเจินมองเขาอย่างเห็นใจ ก่อนจะโทรศัพท์เรียกคนมา

   

   ที่ฉินเจินไม่ได้เรียกเพื่อนร่วมงานมาตั้งแต่แรก เพราะเรื่องนี้มันอธิบายยาก แถมตัวเขาเองก็ยังไม่แน่ใจ

   

   แต่ตอนนี้หลักฐานปรากฏอยู่ตรงหน้าแล้ว

   

   ฉินเจินมองไปทางเสิ่นจืออินด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อน

   

   ในขณะนั้น ผีเด็กที่ยืนอยู่ข้างๆ เสิ่นจืออินก็กำลังจ้องมองโครงกระดูกของตัวเองอย่างตกตะลึง ดวงตาสีดำสนิทปล่อยให้น้ำตาสีเลือดไหลอาบแก้ม

   

   ภาพที่เห็นยิ่งน่าขนลุก เขาจึงรีบหลบสายตา

   

   ความแค้นพยาบาทในตัวผีเด็กทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ แต่เสิ่นจืออินเตรียมพร้อมไว้แล้ว เธอโยนยันต์สงบจิตใจไปให้

   

   ผีเด็กที่กำลังจะคลุ้มคลั่งค่อยๆสงบสติอารมณ์ลง

   

   “เมื่อกี้ทำไมฉันถึงรู้สึกเย็นอย่างนั้นนะ”

   

   “จริงเหรอ ในลานจอดรถใต้ดินมันเย็นขนาดนั้นเลยเหรอ?”

   

   เมื่อเห็นท่าทางของเสิ่นจืออิน ฉินเจินก็ถอนหายใจอย่างโล่ง.อก คนอื่นอาจจะไม่รู้ แต่เขาเห็นเต็มสองตา ผีเด็กเมื่อกี้มันน่ากลัวจริงๆ

   

   ไม่นาน โครงกระดูกของผีเด็กก็ถูกนำออกมาและมอบให้กับแพทย์นิติเวช

   

   กู้ไฮว๋และฉินเจินยืนสูบบุหรี่อยู่ในสวน

   

   “เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น บ้านฉันจะขายออกอยู่ไหมเนี่ย?”

   

   ขาดทุนไปเท่าไหร่กันนะ

   

   ฉินเจินตบบ่าเขา “อย่าเพิ่งไปสนใจบ้านเลยน่า ขาดทุนนิดหน่อยแค่นี้ครอบครัวนายรับไหวอยู่แล้ว เรื่องนี้คงต้องไปตามทีมก่อสร้างเมื่อปีก่อนมาแล้วล่ะ”

   

   “ใช่ๆ อย่าเพิ่งไปสนใจเรื่องบ้านเลย ตอนนี้บ้านเก่าของคุณไฟไหม้แล้ว รีบกลับบ้านไป ไม่งั้นภรรยาคุณตายแน่”

   

   จู่ๆก็มีเสียงเด็กใสๆดังแทรกขึ้นมา ทั้งกู้ไฮว๋และฉินเจินก้มมองเด็กหญิงตัวเล็กๆที่กำลังดูดนมจากขวด

   

   ฉินเจินกะพริบตาถี่ๆอย่างตื่นตกใจ

   

   ขณะที่กู้ไฮว๋ย่นคิ้ว “เธอกำลังพูดถึงฉัน?”

   

   เสิ่นจืออินพยักหน้าหงึกหงัก “ใช่ กำลังพูดถึงคุณ”

   

   ดูคุณสิ โชคร้ายจนเหมือนมีเมฆดำปกคลุม เธออยากจะมองไม่เห็นก็คงไม่ได้ พอคำนวณดูแล้ว เธอจึงรู้ว่ามีบางอย่างผิดปกติ

   

   กู้ไฮว๋กัดฟันแน่น พยายามบอกตัวเองว่าอย่าไปทะเลาะกับเด็กน้อย

   

   แต่ทว่า...

   

   “เด็กน้อย รู้ไหมว่าการที่หนูไปสาปแช่งภรรยาคนอื่นแบบนี้ อาจจะโดนตีได้นะ”

   

   นี่มันลูกเต้าเหล่าใครกัน หน้าตาก็น่ารักน่าเอ็นดู ทำไมปากถึงได้เสียแบบนี้

   

   ฉินเจินพูดขึ้นว่า “กู้ไฮว๋ ไม่ลองโทรไปถามหน่อยเหรอ”

   

   กู้ไฮว๋หัวเราะอย่างไม่สบอารมณ์ “ฉินเจิน นี่นายกำลังจะบอกว่านายเชื่อเรื่องนี้ด้วยอย่างนั้นเหรอ? ก่อนหน้านี้ทำไมฉันไม่เห็นว่านายโง่อย่างนี้นะ”

   

   ฉินเจินสูดควันบุหรี่เข้าไปลึกๆ มือทั้งสองข้างล้วงกระเป๋า กริยาท่าทางแสดงออกถึงความเศร้าใจ

   

   “นายรู้ไหมว่าฉันรู้ได้ยังไงว่าที่นั่นมีศพเด็ก”

   

   กู้ไฮว๋ขมวดคิ้วมองเขา

   

   “รีบโทรไปถามเถอะ”

   

   ด้วยคำพูดของฉินเจิน แม้กู้ไฮว๋จะยังไม่ปักใจเชื่อ แต่สุดท้ายก็โทรศัพท์กลับบ้าน

   

   แต่เขาโทรไปหลายสายแล้ว ภรรยาของเขาก็ยังไม่รับ กู้ไฮว๋ใจหาย มือเริ่มสั่น

   

   คงไม่เกิดเรื่องร้ายแรงขึ้นจริงๆใช่ไหม!

   

   “โทรหาพี่เลี้ยงสิ” ฉินเจินกล่าว

   

   “ใช่ โทรหาพี่เลี้ยง”

   

   ครั้งนี้มีคนรับสาย

   

   “น้าหวัง ตอนนี้อยู่ที่ไหน” ทันทีที่โทรศัพท์ถูกเชื่อมต่อ กู้ไฮว๋ก็ถามอย่างรีบร้อน

   

   “คุณชายเหรอคะ น้าอยู่ข้างนอก กำลังซื้อผักอยู่จ้ะ”

   

   “น้ารีบกลับไปดูอาซิ่นที่บ้านหน่อยสิ ผมโทรหาเธอหลายสายแล้ว ไม่มีคนรับเลย”

   

   ระหว่างที่พูด กู้ไฮว๋ก็เดินก้าวยาวๆไปที่รถ เตรียมตัวกลับบ้าน

   

   ฉินเจินก็อุ้มเสิ่นจืออินเดินตามไปติดๆ

   

   ยังไงซะสองบ้านนี้ก็ถือว่าเป็นเพื่อนกัน กู้ไฮว๋อายุมากกว่าเขาห้าปี แต่งงานมาสองปีแล้ว พอรู้ว่าพี่สะใภ้เกิดเรื่องก็ต้องรีบไปดู

   

   “เดี๋ยวฉันขับเอง”

   

   ตอนนี้กู้ไฮว๋อยู่ในสภาพที่ไม่ค่อยดี กลัวว่าถ้าขับรถไปเองจะเกิดเรื่องอะไรขึ้นอีก

   

   “ขอบใจมากน้องชาย”

   

   ระหว่างทาง พี่เลี้ยงก็โทรศัพท์มา

   

   “เกิดเรื่องไม่ดีแล้วค่ะคุณชาย คุณนายตกบันได ตอนที่น้ากลับไปเธอกำลังนอนหมดสติอยู่บนพื้น”

   

   สมองของกู้ไฮว๋ชาไปทันที มือที่ถือโทรศัพท์กำแน่นขึ้นมา

   

   เขาพยายามบังคับตัวเองให้สงบ.ลง

   

   “โทรเรียกรถพยาบาลแล้วหรือยัง?”

   

   “โทรแล้วค่ะ รถพยาบาลกำลังจะมา”

   

   เสียงของพี่เลี้ยงหวังสั่นเครืออย่างเห็นได้ชัด เธอก็รู้สึกตกใจไม่แพ้กัน

   

   เสียงของกู้ไฮว๋สั่นเล็กน้อย แต่ยังพอควบคุมสติได้

   

   “น้าไปกับอาซิ่นที่โรงพยาบาลก่อน ผมจะรีบตามไปทันที”

   

   “ได้ค่ะ คุณชาย”

   

   หลังจากสั่งการไปไม่กี่คำ กู้ไฮว๋ก็วางสายโทรศัพท์ เขาให้ฉินเจินขับรถไปที่โรงพยาบาลทันที ก่อนจะโทรหาคนอื่นๆในครอบครัว

   

   ทั้งรีบทั้งกังวล จนลืมไปเลยว่ามีเจ้าตัวเล็กนั่งอยู่ข้างๆ

   

   ฉินเจินมองเสิ่นจืออินผ่านกระจกมองหลัง นิ้วมือที่กำพวงมาลัยเกร็งแน่น

   

   เด็กอายุแค่สามขวบ ทำไมถึงมีฝีมือขนาดนี้ ตระกูลเสิ่นรู้เรื่องนี้หรือเปล่า?

   

   เมื่อไปถึงโรงพยาบาล กู้ไฮว๋ก็ตรงดิ่งไปที่ห้องฉุกเฉินทันที

   

   ฉินเจินอุ้มเสิ่นจืออินตามไปข้างหลัง

   

   “ภรรยาของเขาจะไม่เป็นไรใช่ไหม?”

   

   เสิ่นจืออินถูกเขาอุ้มอย่างสบายใจ เธอลูบท้องน้อยๆของตัวเองแล้วส่ายหน้า

   

   “ไม่มีอันตรายถึงชีวิต”

   

   เธอหิวแล้ว ดื่มแต่นมมันไม่อิ่มนะ

   

   เจ้าตัวเล็กขมวดคิ้วเล็กๆอย่างน่าเอ็นดู แล้วถอนหายใจเบาๆ

   

   ตัวเล็กๆของเธอต้องแบกรับอะไรไว้มากมายเหลือเกิน

   

   “ภรรยาผมเป็นยังไงบ้าง?”

   

   พี่เลี้ยงที่รออยู่นอกห้องฉุกเฉินเห็นกู้ไฮว๋ก็ถอนหายใจด้วยความโล่ง.อก

   

   “ไม่ทราบค่ะ คุณนายเข้าไปแล้วคุณหมอยังไม่ออกมาเลยค่ะ ที่หัวเหมือนจะโดนกระแทก เลือดออกเยอะมาก”

   

   ตอนที่พี่เลี้ยงกลับมาเห็นคุณนายนอนจมกองเลือด หน้าของเธอก็ซีดเผือด

   

   “มันเกิดอะไรขึ้น ในบ้านไม่มีคนอื่นแล้วเหรอ?”

   

   กู้ไฮว๋ถามด้วยสีหน้าเย็นชา มือที่อยู่ข้างตัวสั่นเทาเล็กน้อย

   

   “ก่อนที่น้าจะออกไปซื้อของ คุณนายกับคุณหนูอวิ๋นยังอยู่บ้านค่ะ แต่พอกลับมา น้าก็ไม่เห็นคุณหนูอวิ๋นแล้ว”

   

   “น้องสาวเหรอ?”

   

   แววตาของกู้ไฮว๋เย็นเยียบ

   

   เรื่องนี้...หวังว่าเธอจะไม่เกี่ยวข้องด้วย ไม่งั้นเขากับทางบ้านเก่าคงไม่จบแน่!

   

   ฉินเจินอุ้มเสิ่นจืออินเอาไว้ ไม่ได้พูดอะไรออกมา ในตอนนั้นเองก็มีหมอเดินออกมา กู้ไฮว๋รีบเข้าไปถามอาการ

   

   “โชคดีที่พบเธอทันเวลาครับ คนไข้เสียเลือดมาก บวกกับศีรษะได้รับบาดเจ็บเลยหมดสติไป แต่ไม่มีอันตรายถึงชีวิตครับ”

   

   เมื่อได้ยินว่าไม่มีอันตรายถึงชีวิต กู้ไฮว๋ก็รู้สึกโล่งอกและทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้

   

   ตอนนี้ญาติฝั่งภรรยาของเขาก็ได้รับข่าวแล้วรีบมาที่โรงพยาบาล

   

   หลังจากหลินเฟิงซินถูกเข็นออกมาจากห้องผ่าตัด ทุกคนก็ตามไปที่ห้องพักผู้ป่วย

   

   ตอนนี้กู้ไฮว๋และครอบครัวของภรรยาได้ทราบเรื่องราวทั้งหมดจากพี่เลี้ยงแล้ว

   

   สีหน้าของกู้ไฮว๋ดูไม่ดีเลย เขานั่งข้างเตียง จับมือภรรยาเอาไว้ ในใจเต็มไปด้วยความหวาดกลัว

   

   โชคดี โชคดีจริงๆ...



บทที่ 13: ทำไมในปากฉันถึงมีรสชาติของนม


   

   หลินเฟิงเซี่ยวน้องชายของหลินเฟิงซินเป็นเด็กหนุ่มเลือดร้อน เขาพูดขึ้นว่า “พี่เขย ถ้าเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับน้องสาวพี่ ผมไม่ปล่อยเธอไว้แน่!”

   

   สีหน้าพ่อแม่ของหลินเฟิงซินดูไม่ดีนัก แต่ก็ไม่ได้เอ่ยอะไรออกมา เห็นได้ชัดว่าพวกเขาก็คิดแบบเดียวกัน เพราะพวกเขาเกือบจะต้องสูญเสียลูกสาวไปแล้ว

   

   กู้ไฮว๋สูดหายใจเข้าลึกๆ “ผมเข้าใจ เรื่องนี้ผมจะให้คำตอบพวกคุณอย่างแน่นอน”

   

   จนกระทั่งปลอดภัยแล้ว กู้ไฮว๋ถึงนึกถึงเสิ่นจืออินขึ้นมาได้

   

   “จริงสิพ่อ เรื่องนี้พวกเราต้องขอบคุณคนคนหนึ่ง”

   

   เขาหันไปมองเสิ่นจืออินที่หลับอยู่บนไหล่ของฉินเจิน มุมปากกระตุกเล็กน้อย

   

   “ต้องขอบคุณ…เด็กคนนี้จริงๆ”

   

   ในวินาทีนี้ ไม่มีใครล่วงรู้เลยว่าความรู้สึกในใจของเขามันสับสนวุ่นวายมากแค่ไหน

   

   เขาจะอธิบายให้พ่อตาเข้าใจได้อย่างไรว่า ที่เขารู้ว่าภรรยาเกิดเรื่องขึ้น นั่นก็เป็นเพราะเด็กน้อยที่ห้อยขวดนมอยู่นี่บอกเขามาอีกที

   

   พ่อหลินทำหน้างุนงง “???”

   

   “ว่าไงนะ?”

   

   เด็กคนนี้ไปเกี่ยวข้องอะไรกับภรรยาเขา เขาอธิบายเรื่องราวทั้งหมดให้ชัดเจนได้ไหม?

   

   ไม่ใช่แค่พ่อหลินเท่านั้น แม้แต่หลินเฟิงเซี่ยวก็ยังทำหน้าตกใจ

   

   กู้ไฮว๋ยกมือขึ้นลูบหน้า “ผมก็ไม่อยากจะเชื่อหรอก แต่...เป็นเด็กคนนี้ที่บอกผมเองว่าภรรยาผมเกิดเรื่อง”

   

   เขาเล่าเรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้นให้ฟังคร่าวๆ พร้อมกับดึงตัวฉินเจินเข้ามาใกล้ “ไม่เชื่อก็ลองถามฉินเจินดูสิครับ เขาอยู่ด้วยกันกับผมตลอด”

   

   ท่ามกลางสีหน้าแบบ ‘ล้อกันเล่นหรือเปล่า?’ ของครอบครัวหลิน ฉินเจินพยักหน้า

   

   พวกเขาแทบไม่อยากจะเชื่อ

   

   ถึงแม้พวกเขาจะรู้ว่าโลกนี้อาจมีนักพรตที่มีฝีมืออยู่จริง แต่...ไม่น่าจะเป็นเด็กตัวเล็กๆแบบนี้ แล้วยังเป็นเด็กที่อมขวดนมอยู่ด้วย

   

   “สวัสดีครับ ไม่ทราบว่านี่ใช่อาหารที่คุณสั่งหรือเปล่าครับ?” เสียงพนักงานส่งอาหารทำลายบรรยากาศที่แปลกประหลาดนี้ลงในตอนที่ทุกอย่างกำลังเงียบ

   

   ฉินเจินตอบกลับ “ของผมเอง เอามาเถอะ”

   

   เสิ่นจืออินที่เพิ่งหลับไปไม่นานตื่นขึ้นมาเพราะกลิ่นหอม เธอได้กลิ่นไก่ทอดแสนอร่อยในฝันอย่างเลือนราง จึงอ้าปากงับโดยไม่ลังเล

   

   “โอ๊ย...ฉิบหาย!”

   

   ใบหน้าของฉินเจินบิดเบี้ยว เขาจับหัวเล็กๆของอีกฝ่ายออกแล้วบีบแก้มทั้งสองข้างของเธอ

   

   ฟันน้ำนมสีขาวของเสิ่นจืออินโผล่ออกมา

   

   “ฉันกำลังกินไก่ทอดอยู่เหรอเนี่ย?”

   

   ฉินเจินหน้าดำ “เธอคิดว่าฉันเหมือนไก่ทอดเหรอ?”

   

   เสิ่นจืออินที่เพิ่งตื่นนั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวเล็ก ฉินเจินซื้อนมสดให้เธอ นมในขวดนมของเธอถูกเติมจนเต็มอีกครั้ง เธอโยนยาเม็ดสีขาวหยกหนึ่งเม็ดลงไปในนั้น

   

   ต้องรีบปรุงยาเดี๋ยวนี้ ยารักษาจิตวิญญาณของเธอไม่มีเหลือแล้ว

   

   ตอนแรกเธอกัดไก่ทอด แล้วพูดว่าตัวเองฝันเห็นไก่ทอดได้ยังไง ที่แท้ก็มีอยู่จริงๆนี่นา

   

   กู้ไฮว๋ถามเสิ่นจืออินด้วยความสงสัยว่าเธอได้เรียนมาจากที่ไหน

   

   เสิ่นจืออินดูดนมหนึ่งอึก “อาจารย์ของหนูชื่อ นักพรตชิงผิน”

   

   หลายคนที่อยู่ที่นั่นมุมปากกระตุก ทำไมชื่อนี้ฟังดูยากจน

   

   “แล้วนักพรตน้อยสามารถดูหน่อยได้ไหมว่าทำไมภรรยาของฉันยังไม่ตื่นขึ้นมา?”

   

   ผ่านไปหลายชั่วโมงแล้ว พวกเขาทุกคนเป็นห่วงมาก

   

   เสิ่นจืออินยื่นคอเล็กๆไปดูหนึ่งที “ตกใจจนวิญญาณหลุดออกจากร่างน่ะ”

   

   “ถ้าอย่างนั้นจะทำยังไงดี? นักพรตน้อยช่วยฉันด้วย! ถ้าภรรยาของฉันฟื้นขึ้นมา ตระกูลกู้จะมอบรางวัลอย่างงามให้กับเธอแน่นอน” กู้ไฮว๋และครอบครัวหลินได้ยินดังนั้นก็รีบร้อนขึ้นมาทันที

   

   ดวงตาของเสิ่นจืออินเป็นประกาย เธอจะเริ่มมีรายได้แล้วใช่ไหม?

   

   เธอเชิดหน้าอกเล็กๆขึ้น ยิ้มจนเห็นฟัน ดูซื่อๆแต่ก็ดูน่ารัก

   

   “วางใจได้ ฝากไว้กับหนูเถอะ”

   

   เสิ่นจืออินแลบลิ้นเลียริมฝีปาก บอกให้ฉินเจินช่วยเช็ดคราบมันบนริมฝีปากให้เธอ

   

   ฉินเจินพูดอย่างไม่สบอารมณ์ “ฉันเป็นอะไรของเธอเนี่ย”

   

   แต่เขาก็เช็ดให้เธอโดยไม่ลังเล

   

   “ฉันถือขวดนมอยู่ ทำอะไรไม่สะดวก”

   

   “แล้วมืออีกข้างล่ะ?”

   

   เธอพูดอย่างองอาจผ่าเผยว่า “มือข้างนี้ได้รับบาดเจ็บจากการต่อสู้ มันต้องพัก”

   

   พูดจบก็บิดขาป้อมๆ เดินไปที่ข้างเตียงคนป่วย

   

   ตอนที่ทุกคนคิดว่าเธอจะร่ายเวทย์หรืออะไรสักอย่าง ก็เห็นเธอกระเสือกกระสนปีนขึ้นไปบนเตียง จากนั้นก็ยกขวดนมของตัวเองขึ้นมาจ่อปากของหลินเฟิงซิ่น

   

   ทุกคน “!!!”

   

   หลินเฟิงเซี่ยวร้องออกมา “เธอทำอะไรเนี่ย!”

   

   แบบนี้มันจะไปรักษาโรคได้ยังไง เด็กคนนี้มันช่างไร้มารยาทจริงๆ

   

   พวกเขาไม่น่าไปเชื่อเลย อาจารย์ที่แท้จริงที่ไหนจะเรียกวิญญาณคนด้วยการเอาขวดนมยัดปากแบบนี้

   

   สายตาของกู้ไฮว๋พร่ามัวไปหมด แย่แล้ว ก่อนหน้านี้เด็กคนนี้คงไม่ได้บังเอิญทำสำเร็จหรอกนะ

   

   ฉินเจินก็รู้สึกผิดอย่างมาก รีบตรงเข้าไปอุ้มเธอออกมา

   

   เสิ่นจืออินทำท่าไม่พอใจ ยืน.กอด.อก

   

   “อย่ามาดูถูกนมของหนูนะ บอกเลยว่านี่มันของดี!”

   

   คนอื่นเธอยังไม่ให้กินเลย

   

   หลินเฟิงเซี่ยวพูดว่า “นั่นมันก็แค่นมสดธรรมดา พวกเราดูออกน่า”

   

   ยังมีหน้ามาบอกว่าเป็นของดี นั่นมันก็แค่ของที่มีเงินก็ซื้อได้เป็นโหลๆไม่ใช่หรือไง?

   

   เสิ่นจืออินไม่ยอมแพ้ เธอเถียงกลับ พร้อมกับตั้งใจจะพิสูจน์ให้ได้ว่านมของเธอไม่เหมือนใคร

   

   ไม่มีใครสังเกตเห็นเลยว่า คนบนเตียงฟื้นแล้ว

   

   “อาไฮว๋…”

   

   แม้เสียงของหลินเฟิงซิ่นจะยังแผ่วเบา แต่ครอบครัวหลินที่คอยเฝ้าดูเธออยู่ตลอดก็ยังได้ยิน

   

   “ลูกสาว ลูกสาวของเราตื่นแล้ว”

   

   เสียงของพ่อและแม่ของหลินเฟิงซิ่นเต็มไปด้วยความยินดี กู้ไฮว๋เองก็รีบเข้ามาหาเช่นกัน

   

   “ที่รัก รู้สึกยังไงบ้าง ยังปวดหัวอยู่ไหม อยากดื่มน้ำหรือเปล่า?”

   

   หลินเฟิงซิ่นอ้าปาก “ฉัน...”

   

   ทุกคนมองเธอด้วยความเป็นห่วง

   

   “ทำไมในปากฉันถึงมีรสชาติของนม?”

   

   กู้ไฮว๋ “...”

   

   หลินเฟิงเซี่ยว “...”

   

   พ่อหลินและแม่หลิน “...”

   

   พวกเขามองไปที่เสิ่นจืออินพร้อมกัน

   

   เด็กน้อยเงยหน้าขึ้น พร้อมกับยกขวดนมในมือ

   

   “ตอนนี้เชื่อหรือยัง ว่านมของหนูไม่ใช่นมธรรมดา”

   

   หลินเฟิงเซี่ยวอ้าปากค้าง หน้าแดงก่ำ “หรือว่าจะเป็น ‘ลูกอม’ ที่ใส่เข้าไปก่อนหน้านี้”

   

   พวกเขาคิดจริงๆว่ามันคือลูก.อม

   

   คนไข้ฟื้นขึ้นมาแล้ว ฉินเจินจึงจะพาเธอกลับไปก่อน

   

   ตอนนี้ก็ดึกมากแล้ว เด็กน้อยกินอิ่ม และนอนหลับพิงไหล่เขา

   

   เธอหลับเป็นตายเลยทีเดียว เดิมทีครอบครัวกู้จะให้เงินเธอ แต่ตอนนี้ไม่อยากปลุกเธอแล้ว

   

   “ฉินเจิน พรุ่งนี้รบกวนพาเธอมาที่บ้านกู้ทีนะ ฉันจะได้ขอบคุณเธออย่างดี”

   

   ฉินเจินพยักหน้า ก่อนจะอุ้มเด็กน้อยที่น้ำลายไหลยืดกลับบ้านฉิน

   

   เขาไม่อยากกลับคอนโดในตอนนี้ กลัวว่าถ้าเผลอหลับไป จะมีผีเด็กมา.นอนทับ.อก

   

   บ้านเก่าตระกูลฉินเวลาตีสองกว่า ฉินเจินมีสีหน้าซังกะตาย เขาแบกเด็กน้อยที่หลับสนิทอยู่บนบ่า พลางหาวหวอดขณะเปิดประตูเข้าไป

   

   ทุกคนหลับกันหมดแล้ว เขาก็ตรงดิ่งกลับห้องนอนไปเช่นกัน

   

   เสิ่นจืออินถูกโยนขึ้นเตียง

   

   เช้าวันรุ่งขึ้น ขณะที่ครอบครัวฉินกำลังรับประทานอาหารเช้า พวกเขาก็ตกตะลึงที่เห็นเด็กหญิงตัวน้อยน่ารักวิ่งลงมาจากชั้นบน

   

   “เด็กที่ไหนเนี่ย? มาตอนไหน?”

   

   ทุกคนในครอบครัวฉินต่างงุนงง เสิ่นจืออินเองก็มึนงงไม่แพ้กัน

   

   เกิดอะไรขึ้น? ที่นี่ไม่ใช่บ้านเสิ่นหรอกเหรอ?

   

   เธอคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะวิ่งกลับไป

   

   “ฉินเจิน ฉินเจิน...”

   

   “แค่กๆๆ... ฉันไม่ได้ยินผิดไปใช่ไหม? เด็กน้อยคนนั้นเรียกชื่อลูกชายเรานี่”

   

   หลังจากสำลักน้ำลาย แม่ฉินก็ตื่นเต้นขึ้นมาทันที

   

   พระเจ้า ลูกชายของพวกเขาโสดมาเป็นเวลานาน แต่จู่ๆก็พาเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆคนนี้มา พวกเขามีหลานสาวตัวโตแล้ว!

   

   พ่อแม่ฉินเป็นห่วงเรื่องการแต่งงานของลูกชายหัวแก้วหัวแหวนเหลือเกิน หากเขาพาสาวๆกลับมาให้พวกเขารู้จักสักคน ป่านนี้พวกเขาคงไม่ต้องเป็นกังวลเช่นนี้  

   

   [1] ชิงผิน มีความหมายว่า สภาพความเป็นอยู่ที่เรียบง่าย ปราศจากสิ่งฟุ่มเฟือย หรืออีกนัยหนึ่งหมายถึงความยากจน



บทที่ 14: ใครบังอาจปล้น ฉันจะแทงมัน


   

   นายคนนี้ ตั้งแต่เข้าโรงเรียนทหาร ฝึกทหาร จนมาเป็นตำรวจ ตอนนี้ก็อายุ27ปี จะ30ปีแล้ว ไม่เคยมีแฟนเลยสักคน

   

   ตอนนี้จู่ๆมีเด็กผู้หญิงที่ดูเหมือนหลานสาวโผล่มา พวกเขาจะไม่ตื่นเต้นได้ยังไง?

   

   ตอนที่ฉินเจินพาเสิ่นจืออินลงมาจากชั้นบน เขาก็ต้องเผชิญกับสายตาเป็นประกายของพ่อแม่ตัวเอง

   

   เขารู้สึกเสียวสันหลังวาบ

   

   “พ่อ แม่”

   

   แม่ของฉินเจินรีบผลักลูกชายของตัวเองออกไป แล้วอุ้มเสิ่นจืออินขึ้นมา

   

   เสิ่นจืออินคิดในใจ ‘ฉันดูน่ารักขนาดนั้นเลยเหรอ?’

   

   “หนูน้อยน่ารักจังเลย แม่ของหนูอยู่ไหนจ๊ะ?”

   

   ฉินเจินได้ยินแล้วถึงกับพูดไม่ออก “แม่ครับ แม่ทำอะไรเนี่ย เธอเป็นคนของตระกูลเสิ่นนะครับ”

   

   แม่ฉินพูดว่า “ตระกูลเสิ่น? ตระกูลเสิ่นไหน?”

   

   พ่อฉินขมวดคิ้วแล้วพูดว่า “บ้านของเสิ่นควานเหรอ? ฉันจำไม่ได้ว่าพวกเขามีลูกสาวนะ?”

   

   ฉินเจินเห็นท่าทางของพวกเขาก็รู้ทันทีว่าพวกเขาเข้าใจผิด

   

   “นี่คุณย่าของเสิ่นซิวหนาน คุณลุงเสิ่นยังต้องเรียกเธอว่าคุณป้า พ่อกับแม่อย่าคิดมาก”

   

   แม่ฉินถึงกับผิดหวัง ปล่อยให้เธอดีใจเก้อชัดๆ

   

   เธอกอดเสิ่นจืออินไว้ แล้วหยิบหมอนอิงขว้างใส่ลูกชายตัวเอง

   

   “จะกินอะไร ยังไม่ได้พาแฟนกลับบ้านเลยนะ ยังมีหน้ามากินข้าวอีกเหรอ คนอื่นอายุเท่าแกเขามีลูกกันหมดแล้ว เมื่อไหร่แกจะมีหลานสาวน่ารักแบบนี้ให้แม่ได้อุ้มบ้าง แม่จะได้ฝันหวานทุกคืน”

   

   ตอนนี้เสิ่นจืออินเข้าใจแล้ว พวกเขานึกว่าเธอเป็นหลานสาวสินะ

   

   ฉินเจินรีบหลบการโจมตีด้วยข้าวของของแม่ แล้วอุ้มเสิ่นจืออินวิ่งออกไปทันที

   

   “ผมมีธุระ พ่อกับแม่กินก่อนเลย พวกเราไปก่อนนะ”

   

   “ไอ้เด็กบ้า แกทิ้งเด็กไว้สิ จะอุ้มเด็กไปทำงานทำไม!”

   

   ยังไม่ทันจะได้อุ้มให้หนำใจเลย เมื่อไหร่เธอจะได้อุ้มหลานสาวหน้าตาน่ารักน่าชังแบบนี้บ้างนะ

   

   “น่าสงสารจริงๆ ยังไม่ได้กินข้าวเช้าก็โดนไล่ออกมาแล้ว”

   

   ในร้านเกี๊ยวน้ำ เสิ่นจืออินกินเกี๊ยวหมดภายในสองสามคำ ยังไม่วายหัวเราะเยาะเย้ยฉินเจิน

   

   ฉินเจินทำได้เพียงแค่กรอกตาใส่

   

   “พูดเหมือนตัวเองได้กินอย่างนั้นแหละ”

   

   เสิ่นจืออินแกว่งขาไปมา แม้ในปากจะเต็มไปด้วยอาหารแต่ก็ไม่เป็นอุปสรรคในการพูด

   

   “ฉันไม่เหมือนคุณนะ ป้าฉินชอบฉัน ป้าฉินยังให้ฉันอยู่ต่อเลย”

   

   คอยดูเถอะ กินอาหารเช้าที่เขาซื้อให้ ยังจะกล้ามาหัวเราะเยาะเขาอีก ไร้มารยาทจริงๆ

   

   ทางสำนักลาดตระเวนยังคงยุ่งอยู่กับเรื่องของเด็กผี เพราะเกี่ยวข้องกับตระกูลกู้ ฉินเจินจึงอาศัยจังหวะนี้ พาเสิ่นจืออินไปที่บ้านตระกูลกู้ โดยอ้างว่าไปทำงาน

   

   เอาเข้าจริงก็มีหลายเรื่องที่ต้องให้ตระกูลกู้จัดการ

   

   เช้านี้ทางตระกูลกู้รับตัวหลินเฟิงซิ่นกลับบ้านแล้ว และให้หมอประจำตระกูลกับพยาบาลดูแลอย่างใกล้ชิด

   

   ส่วนครอบครัวของหลินเฟิงซิ่นมาพักที่บ้านตระกูลกู้ชั่วคราว เพื่อความสะดวกในการดูแลลูกสาว เมื่อพวกเขาเห็นฉินเจินกับเสิ่นจืออินก็รีบเชื้อเชิญให้เข้าบ้านอย่างกระตือรือร้น

   

   “เรื่องเมื่อวานต้องขอบคุณนักพรตน้อยมาก งั้นฉันขอมอบค่าตอบแทนให้นะ”

   

   เสิ่นจืออินชอบคนที่ทำอะไรตรงไปตรงมาแบบนี้

   

   แต่ทว่า...

   

   เธอไม่มีบัตรธนาคาร!

   

   จะโอนเงินผ่านแอปก็ไม่ได้ เพราะยอดเงินมีไม่พอ

   

   เสิ่นจืออินจึงโบกมือเล็กน้อย แล้วหยิบเป้ออกมา

   

   “เอาเงินสดมาให้หนูปึกหนึ่งก่อนเลย!” เสียงเล็กๆกล่าวออกมาอย่างองอาจ

   

   มุมปากของฉินเจินกระตุกเล็กน้อย “เธอยังเด็กอยู่ พกเงินสดติดตัวเยอะแบบนี้ระวังโดนปล้นเอานะ”

   

   เสิ่นจืออินดึงดาบไม้เล่มเล็กออกมา “ใครบังอาจปล้น ฉันจะแทงมัน”

   

   กล้าดียังไงมาปล้นเงินเธอ เธอจะจัดการมันเอง

   

   ที่บ้านตระกูลกู้มีเงินสดอยู่ พวกเขาเลยเอาใส่กระเป๋าเป้ใบเล็กของเสิ่นจืออินไปห้าปึก รวมเป็นเงินทั้งหมดสองแสนห้าหมื่นหยวน จนใส่ไม่พอ

   

   ค่าตอบแทนที่กู้ไฮว๋ให้ยังมีมากกว่านี้ ส่วนที่เหลือเขาบอกว่าจะปรึกษากับเสิ่นควานแล้วค่อยโอนเข้าบัญชีของเธอ และให้เสิ่นควานเป็นคนเอาไปให้

   

   เสิ่นจืออินกอดถุงเงินอย่างมีความสุขจนเห็นฟัน ถ้าท่านผู้เฒ่าเห็นคงต้องอิจฉาตาย

   

   ใครจะไปเหมือนเขา มีห้าข้อเสียสามข้อบกพร่อง ทั้งชีวิตไม่เคยมีเงินเก็บเลย ชาติก่อนคงเป็นยาจกมาก่อนแน่ๆ

   

   ตอนที่เธอถูกส่งตัวไป ท่านผู้เฒ่ายังพร่ำบอกให้เธอขยันทำเงิน ซื้อบ้านหลังใหญ่โตให้เขาได้อยู่สุขสบายวัยชรา ช่างเป็นการกดขี่แรงงานเด็ก ไร้จิตสำนึก!

   

   “โฮ่งๆๆ...”

   

   ขณะที่ฉินเจินและกู้ไฮว๋กำลังคุยกันเรื่องเด็กผี เสิ่นจืออินเกิดอาการเบื่อจึงเดินออกมาข้างนอก

   

   แล้วเธอก็เจอกับหมาตัวหนึ่ง รูปร่างหน้าตาดูหล่อเหลาและฉลาดเฉลียว แต่แววตากลับดูทึ่มๆ

   

   “จุ๊ๆๆ น้องหมามานี่เร็ว”

   

   เสิ่นจืออินกวักมือเรียก เจ้าตูบคาบบอลเอาไว้ สะบัดหางดุ๊กดิ๊ก แล้ววิ่งมาหาด้วยความดีใจ

   

   “โฮ่งๆๆ...”

   

   เด็กน้อยกับหมานั่งลงบนขั้นบันไดในสวนเล็กๆ แล้วเริ่มต้นบทสนทนาที่แสนจะเข้าอกเข้าใจกัน

   

   แม่บ้านของบ้านตระกูลกู้ได้แต่มองแล้วส่ายหัว

   

   เด็กคนนี้หน้าตาก็น่ารักน่าเอ็นดูแท้ๆ แต่ทำไมดูเหมือนจะมีอาการทางประสาทไม่ค่อยปกติ

   

   “จริงเหรอ? มิน่าล่ะ คุณป้ากู้ถึงได้บาดเจ็บสาหัสขนาดนั้น แถมคนบ้านนั้นก็ไม่มีใครไปเยี่ยมเลย”

   

   “โฮ่งๆ...”

   

   “เธอทำแบบนั้นได้ยังไง แกน่ารักจะแย่ เธอยังตีแกอีก ใจร้ายจริงๆ”

   

   “โฮ่งๆ”

   

   เจ้าตูบส่ายหัวไปมาจนหัวแทบหลุด

   

   พอคุยเรื่องชาวบ้านเสร็จ เสิ่นจืออินก็เล่นกับเจ้าตูบต่อ

   

   เพราะเธอตัวเล็ก พอปีนขึ้นไปบนหลังของมัน ขาสั้นๆก็ก้าวไม่ถึงพื้น ต้องเอามือสองข้างจับหูมันไว้แน่นพลางตะโกน

   

   “ไปเร็ว!”

   

   “บรู้ว... โฮ่งๆๆ”

   

   เจ้าตูบวิ่งเต็มฝีเท้า สวนบ้านกู้ก็กว้างขวางพอให้เจ้าตูบกับเจ้าตัวแสบเล่นซนได้อย่างเต็มที่

   

   เมื่อได้ยินเสียงหมาของตัวเองเห่าอย่างตื่นเต้น กู้ไฮว๋กลัวว่ามันจะทำให้เสิ่นจืออินตกใจ จึงรีบวิ่งมาดู แต่ได้พบกับภาพที่ ‘แสนอบอุ่น’ แทน

   

   กู้ไฮว๋ “…”

   

   ดูไม่ฉลาดเอาซะเลย

   

   ถ้าบอกใครต่อใครว่าเป็นนักพรตผู้เก่งกาจ ใครจะเชื่อกัน

   

   เจ้าตูบพาเสิ่นจืออินเบรกกะทันหันตรงหน้ากู้ไฮว๋ แต่เบรกแตกเลยพุ่งชนเขาเต็มๆ

   

   กู้ไฮว๋ผู้ถูกชนจนปลิวร้องออกมาว่า “เจ้าโง่!”

   

   เสิ่นจืออินยกมือเล็กๆทั้งสองข้างขึ้นปฏิเสธทันควัน

   

   “ไม่เกี่ยวกับหนูนะ เป็นความคิดของเจ้าตูบเอง ถ้าคุณด่ามัน คุณจะด่าหนูไม่ได้นะ”

   

   ดวงตาของเสิ่นจืออินเต็มไปด้วยความจริงใจและไร้เดียงสา

   

   ดวงตาของเจ้าตูบก็ไร้เดียงสาและตื่นเต้นเช่นกัน

   

   กู้ไฮว๋อยากจะด่าแต่ก็ด่าไม่ออก

   

   “หมาบ้านคุณตัวใหญ่มากเลย นี่มันชื่อ ‘ต้าเปิ้น’ เหรอ?”

   

   อี๋...แค่ฟังชื่อก็ดูไม่ค่อยฉลาดแล้ว

   

   เสิ่นจืออินก้มลงมองเจ้าไซบีเรียนฮัสกี้หน้าตาน่ารักและดูทึ่มๆที่แลบลิ้นออกมา ก่อนจะลูบหัวมัน

   

   “แต่ชื่อนี้…มันเหมาะกับคุณดีนะ”

   

   กู้ไฮว๋ “...”

   

   วันนี้เขาพูดไม่ออกหลายครั้งเกินไปแล้ว

   

   บ้านตระกูลกู้เลี้ยงอาหารพวกเขา เสิ่นจืออินได้เจอกับหลินเฟิงซิ่น

   

   บนหัวของเธอยังพันผ้าพันแผลอยู่ แต่ดูเหมือนจะฟื้นตัวได้ดี

   

   กู้ไฮว๋แอบถามเสิ่นจืออินว่า “เมื่อวานเธอใส่…อะไรลงไปในนมที่ให้ภรรยาฉันดื่มเหรอ?”

   

   หูของทั้งกู้ไฮว๋และฉินเจินต่างก็ตั้งขึ้นทันที

   

   “นั่นมันเป็นยาน่ะสิ” เสิ่นจืออินมองเขาด้วยสายตาที่เหมือนจะบอกว่า ‘นายนี่มันโง่จริงๆ’

   

   กู้ไฮว๋ถึงกับพูดไม่ออก เขารู้อยู่แล้วว่ามันคือยา แต่ประเด็นคือมันเป็นยาอะไรกันแน่?

   

   ที่สำคัญคือหลังจากที่ภรรยาของเขาดื่มนมนั่นเข้าไป เธอไม่เพียงแต่ฟื้นขึ้นมาเท่านั้น แต่อาการของเธอยังดีขึ้นอย่างรวดเร็วอีกด้วย หมอที่ตรวจดูอาการยังรู้สึกประหลาดใจ

   

   “นั่นคือยาที่ใช้เพื่อรักษาจิตวิญญาณเอาไว้ แน่นอนว่ามันมีสรรพคุณในการฟื้นฟูร่างกายอยู่บ้าง”

   

   ถึงแม้จะไม่ได้มากมายอะไรนัก แต่สำหรับคนทั่วไป มันก็เพียงพอแล้ว

   

   ดวงตาของหลินเฟิงเซี่ยวเป็นประกาย “ขอถามท่านนักพรตน้อยหน่อยเถอะครับ ยานั่นยังมีเหลืออยู่ไหม?”

   

   ฟังดูเหมือนยาอายุวัฒนะของพวกเซียนเลย เขารู้สึกอยากรู้อยากเห็นขึ้นมาจริงๆ

   

   เสิ่นจืออินส่ายหัว “ไม่มีแล้วล่ะ เมื่อวานกินหมดแล้ว”

   

   วันนี้เธอยังไม่มีอะไรจะกินเลยด้วยซ้ำ   

   

   [1] ห้าข้อเสียสามข้อบกพร่อง เป็นสำนวนจีนโบราณที่ใช้อธิบายถึงลักษณะของบุคคลที่มีโชคชะตาไม่ดี มักพบกับอุปสรรคและความยากลำบากในชีวิต


   [2] ต้าเปิ้น หมายถึง เจ้าโง่ใหญ่



 บทที่ 15: ข้อมูลสุดฮือฮา


   

   กู้ไฮว๋เผยสีหน้าผิดหวัง แต่ในวินาทีต่อมาก็ได้ยินเสียงเล็กๆน่ารักของเด็กน้อยพูดขึ้น

   

   “หนูเตรียมจะกลับไปปรุงแล้ว คุณต้องการไหม? แต่ไม่ฟรีนะ”

   

   นี่เป็นลูกค้ารายใหญ่ เธอคิดว่าน่าจะลองขายยาของตัวเองดูสักหน่อย

   

   “หนูมียาบำรุงผิวให้ขาวเนียน รักษาผมร่วง รักษาบาดแผลภายนอกและภายใน รักษารอยแผลเป็น แล้วยังมี...”

   

   เธอเหลือบมองกู้ไฮว๋ “แล้วยังมียาบำรุงไตด้วยนะ”

   

   “แค่กๆๆ...”

   

   กู้ไฮว๋ยิ้มกระตุกที่มุมปาก เธอมองหน้าเขาทำไม ไตของเขาไม่ได้อ่อนแอสักหน่อย!

   

   ฉินเจินเกือบจะหัวเราะตายแล้ว

   

   เสิ่นจืออินมองเขาแวบหนึ่ง “ยารักษาผมร่วงดีไหม คุณไม่ดูแลตัวเองมันจะทำให้คุณหัวล้านก่อนวัยนะ”

   

   หนังศีรษะของฉินเจินรู้สึกชาไปหมด เขาลังเลอยู่สองสามวินาทีก่อนจะเอ่ยปากว่า

   

   “ขอลองหน่อยได้ไหม?”

   

   ถึงแม้ว่าตอนนี้ผมของเขาจะไม่ยาว แต่ผมสั้นกับหัวล้านก็ยังคงแตกต่างกันมากอยู่ดี

   

   เสิ่นจืออินพยายามขายยาชนิดต่างๆหลายขนาน กู้ไฮว๋จึงซื้อมาลองดูเสียหน่อย จากนั้นเขาก็ยื่นเงินจำนวนหนึ่งให้เสิ่นจืออิน เธอดีใจจนยิ้มแก้มปริ

   

   พอกลับไป เธอก็ถ่ายรูปเงินก้อนนั้นส่งไปอวดท่านผู้เฒ่า ทำให้เขาอิจฉาเธอแทบแย่

   

   พวกเขายังกินข้าวกันไม่เสร็จ ก็มีคนกลุ่มหนึ่งมาถึงที่หน้าบ้าน

   

   พอเห็นคนกลุ่มนั้น สีหน้าของกู้ไฮว๋และคนในครอบครัวหลินก็เคร่งขรึมลงทันที

   

   ไม่มีใครสังเกตเห็นเลยว่า เสิ่นจืออินที่กำลังกินข้าวอยู่ พอเห็นคนกลุ่มนั้นกลับตาเป็นประกาย

   

   เธอเพิ่งจะซุบซิบนินทากับเจ้าตูบไปเมื่อกี้ ไม่คิดเลยว่าเจ้าของเรื่องจะมาปรากฏตัวตรงหน้าเร็วขนาดนี้

   

   คนที่มาเป็นผู้หญิงสองคนกับผู้ชายหนึ่งคน ผู้หญิงที่อายุมากที่สุดคือแม่ของกู้ไฮว๋ เพราะดูแลตัวเองดี อายุสี่สิบกว่าปีแล้วแต่ยังดูเหมือนผู้หญิงอายุสามสิบกว่าๆ

   

   ชายอีกคนดูอายุไม่ต่างจากกู้ไฮว๋เท่าไหร่ ส่วนหญิงสาวที่กำลังร้องไห้อยู่นั่นคงเป็นน้องสาวของกู้ไฮว๋

   

   “พวกแกมาทำอะไรที่นี่!” หลินเฟิงเซี่ยวลุกขึ้นยืนเป็นคนแรกด้วยความโกรธ

   

   “พวกแกยังทำร้ายพี่สาวฉันไม่พออีกเหรอ! คนบางคนนี่มันหน้าหนาจริงๆ!”

   

   “ตระกูลหลินสอนลูกแบบนี้เองเหรอ สมแล้วที่เป็นแค่ตระกูลกระจอกงอกง่อย ไม่มีมารยาทเอาซะเลย” คุณนายกู้มองหลินเฟิงเซี่ยวอย่างเย็นชา “ที่นี่คือบ้านตระกูลกู้ กู้ไฮว๋เป็นลูกชายฉัน พวกเธอต่างหากที่เป็นคนนอก อย่ามาทำเป็นใหญ่โตคับฟ้า คิดจะเคารพผู้ใหญ่บ้างก็ไม่มี!”

   

   กู้ไฮว๋วางตะเกียบลงบนโต๊ะเสียงดัง ใบหน้าเรียบเฉยขณะมองพวกเขา “แม่ ถ้าแม่จะมาหาเรื่องก็เชิญกลับไป ส่วนเรื่องน้อง...”

   

   เขามองหญิงสาวที่กำลังร้องไห้ด้วยสายตาเบื่อหน่าย

   

   “ฉันเคยบอกแล้วใช่ไหม ว่าอย่ามาให้ฉันและครอบครัวของฉันเห็นหน้าอีก”

   

   “พี่ใหญ่ ฉันไม่ได้ตั้งใจนะ ถ้าเธอไม่แย่งของฉันล่ะก็... อีกอย่าง ฉันไม่ได้ผลักเธอนะ เธอสะดุดล้มเองต่างหาก!”

   

   เพี๊ยะ!

   

   ไม่มีใครคาดคิดว่ากู้ไฮว๋จะโกรธถึงเพียงนี้ เขาตบหน้ากู้อวิ๋นไปฉาดใหญ่

   

   กู้ไฮว๋ตวาดลั่น “นี่เธอพูดอะไรออกมารู้ตัวไหม กล้าดียังไงมาพูดแบบนี้กับพี่สะใภ้ตัวเอง เธอเกือบจะเอาชีวิตเขาไปแล้วนะ! แล้วนั่นก็เป็นของที่ฉันซื้อให้พี่สะใภ้เธอเอง ทำไมเธอถึงบอกว่าเขาแย่งของของเธอไปล่ะ!”

   

   “แกทำอะไรลงไป!” คุณนายกู้กรีดร้อง มองลูกชายด้วยสายตาอาฆาต

   

   “หล่อนก็ไม่ได้เป็นอะไรสักหน่อย แกเป็นพี่ชายแท้ๆ กลับทำร้ายน้องสาวตัวเองเพื่อผู้หญิงคนนั้นเนี่ยนะ!

   

   “พี่ชาย นี่มันไม่ถูกต้องแล้วนะ พวกเรามาขอโทษ แต่ทำแบบนี้พวกเราก็ไม่จำเป็นต้องขอโทษแล้ว!

   

   กู้ไฮว๋รู้สึกสิ้นหวัง เขาไม่เคยเป็นที่รักของแม่มาตั้งแต่เด็กๆผ่านมานานหลายปี เขาก็เคยชินกับมันไปแล้ว

   

   แต่ตอนนี้ ภรรยาเขาเกือบจะเอาชีวิตไม่รอดเพราะน้องสาวแท้ๆ แต่คนพวกนี้กลับยังมาซ้ำเติมเขาอีก!

   

   “ทำไมลุงกู้คนนั้นถึงเรียกคุณว่าพี่ชายล่ะคะ ทั้งๆที่เขาไม่ใช่น้องชายแท้ๆของคุณสักหน่อย” เสียงเล็กๆใสๆดังขึ้นข้างหู สายตาทุกคู่มองตามนิ้วป้อมๆของเสิ่นจืออินก็พบกับ กู้หมิง น้องชายของกู้ไฮว๋

   

   เพียงแค่ประโยคสั้นๆ แต่กลับทำให้คุณนายตระกูลกู้โมโหราวกับโดนเหยียบหาง

   

   “นังเด็กเวร แกพูดจาเหลวไหลอะไร!”

   

   เสิ่นจืออินแลบลิ้นใส่เธอ

   

   “หนูพูดความจริงนะ เขามีสายเลือดเดียวกับคุณ แต่กับ คุณชายกู้... พวกเขาก็มีสายเลือดเดียวกัน แต่อาจจะไม่มากเท่าไหร่”

   

   ทันใดนั้น กู้ไฮว๋ก็ลืมเรื่องที่กำลังทะเลาะกันไป แล้วรีบถามขึ้น

   

   “นักพรตน้อย หมายความว่ายังไง?”

   

   “กู้ไฮว๋ แกไปเอาเด็กเมื่อวานซืนนี้มาจากไหน รีบพาเธอออกไปให้พ้นหน้าฉัน ใครอนุญาตให้เธอมาพูดจาเหลวไหลที่นี่!”

   

   คุณนายกู้ตกใจจนร้องเสียงหลง เธอพยายามจะคว้าตัวเสิ่นจืออิน เพื่อไม่ให้พูดอะไรออกไปอีก

   

   เสิ่นจืออินรีบวิ่งไปหลบหลังฉินเจิน พร้อมกับส่งเสียงใสๆที่บ่งบอกถึงความสะใจ

   

   “ว้าว คุณลุงกู้ ดูสิคะ เธอรีบร้อนแล้ว รีบร้อนแล้ว”

   

   กู้ไฮว๋มองแม่ตัวเองด้วยสีหน้าเรียบเฉย

   

   ฉินเจินอุ้มเสิ่นจืออินขึ้นมาแล้วจ้องมองคุณนายกู้ด้วยสีหน้าดุดัน

   

   “เด็กของผม ยังไม่ถึงคราวที่คุณนายกู้จะมาสั่งสอน”

   

   เสิ่นจืออินยิ้มตาหวาน “คุณย่าแอบมีชู้ตั้งนานแล้ว แถมชู้ก็คือพี่ชายแท้ๆของพ่อคุณ น้องชายโง่ๆของคุณก็เป็นลูกของเธอกับลุงของคุณไง~”

   

   เด็กน้อยพูดด้วยน้ำเสียงร่าเริง พูดจบก็หอบหายใจ ไม่ง่ายเลยที่เธอจะพูดเยอะขนาดนี้ กินเผือกเรื่องนี้สนุกจริงๆ

   

   “เหลวไหล!”

   

   กู้หมิงคำรามด้วยสีหน้าบิดเบี้ยว “ยัยเด็กเวร แกกล้าพูดมั่วๆ ระวังฉันจะฆ่าแกซะ”

   

   เขาพยายามจะเอื้อมมือไปคว้าตัวเสิ่นจืออิน แต่ฉินเจินคว้ามือเขาไว้ก่อน

   

   “โอ๊ย! ปล่อย!”

   

   ดวงตากลมโตของเสิ่นจืออินวาววับ ก่อนจะหยุดลงที่ตัวของกู้อวิ๋น

   

   “แล้วก็นี่ เธอขโมยเอกสารที่คุณเก็บไว้ในห้องทำงานไปให้ลุงใหญ่ของคุณด้วย แถมกำลังวางแผนจะโค่นล้มคุณอยู่”

   

   ตอนนี้กู้ไฮว๋ทำสีหน้าไม่ถูกกับเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้น

   

   แม่แอบนอกใจพ่อตั้งแต่ตอนที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ แล้วยังเป็นการแอบคบกับพี่ชายของสามีตัวเองอีก

   

   น้องชายก็ไม่ใช่พี่น้องแท้ๆ

   

   ส่วนน้องสาวยังขโมยเอกสารของเขาไปให้ลุงใหญ่อีก

   

   กู้ไฮว๋หัวเราะออกมาอย่างเหลือเชื่อ ดวงตาแดงก่ำจ้องมองคนทั้งสาม

   

   “พวกคุณช่างเป็นครอบครัวที่ดีของฉันจริงๆ”

   

   น้ำเสียงที่เอ่ยออกมานั้นราวกับกัดฟันกรอด

   

   หลินเฟิงเซี่ยวและคนอื่นๆ ต่างตกตะลึงกับเรื่องราวที่เกิดขึ้น

   

   หลังจากตื่นตระหนกได้ครู่หนึ่ง คุณนายกู้ก็พยายามสงบสติอารมณ์ ก่อนจะเอ่ยว่า

   

   “กู้ไฮว๋ ฉันคือแม่ของแกนะ แกยังจะไปเชื่อคนนอกแล้วไม่เชื่อแม่อีกเหรอ?”

   

   กู้ไฮว๋แสยะยิ้มเย็นชา “คุณมีอะไรให้ผมควรค่าแก่การเชื่อใจบ้าง!”

   

   หลินเฟิงเซี่ยวมองหน้าคุณนายกู้ แล้วพูดขึ้นว่า “อยากให้พี่เขยเชื่อก็ง่ายนิดเดียว ไปตรวจดีเอ็นเอก็สิ้นเรื่อง”

   

   ดวงตาของคุณนายกู้เบิกกว้าง จ้องเขม็งไปที่หลินเฟิงเซี่ยวด้วยความโกรธเกรี้ยว ก่อนจะตวาดลั่น “แกหุบปาก! เรื่องของตระกูลกู้ ไม่มีความจำเป็นต้องให้แกมายุ่ง!”

   

   กู้ไฮว๋หันไปทางประตู แล้วสั่งคนรับใช้ว่า “เรียกคนมาเชิญพวกเขาออกไป”

   

   เขาย่อมต้องไปตรวจสอบเรื่องนี้ให้แน่ชัด เพียงแต่ตอนนี้ เขาไม่อยากเห็นหน้าคนพวกนี้อีกแม้แต่วินาทีเดียว

   

   ในที่สุด คนตระกูลกู้ทั้งสามคนก็ถูกไล่ออกไปด้วยความอัปยศอดสู พวกเขาไม่มีทางกล้าไปตรวจดีเอ็นเอแน่นอน

   

   กู้ไฮว๋นวดขมับตัวเองเบาๆ ข้อมูลที่ได้รับในวันนี้ช่างรุนแรงเกินไป จนเขาปวดหัวตุบๆ

   

   แต่หลังจากนี้ยังมีเรื่องต้องจัดการอีกมาก เขาต้องเข้มแข็งเข้าไว้

   

   หลินเฟิงซิ่นอยู่ข้างๆ คอยปลอบใจด้วยความสงสารจับใจ

   

   เมื่อทุกอย่างสงบลง สายตาทุกคู่ต่างจับจ้องไปที่เสิ่นจืออิน

   

   “นักพรตน้อย สิ่งเหล่านั้น...เธอคำนวณออกมาได้ทั้งหมดเลยเหรอ?”

   

   เสิ่นจืออินหาวเบาๆ “ไม่ใช่นะ”

   

   เธอเอนกายซบไหล่ฉินเจิน แล้วพูดเสียงเล็กๆ

   

   “หมาบอกหนูเอง”

   

   ทุกคน “???”

   

   เสิ่นจืออินเองก็อธิบายไม่ถูก จะพูดไปพวกเขาก็คงไม่เชื่ออยู่ดี

   

   เวลาล่วงเลยมาถึงยามดึก ฉินเจินจึงพาเสิ่นจืออินกลับไป

   

   หลังจากนั้น กู้ไฮว๋และครอบครัวหลินก็มีธุระมากมายจึงไม่ได้อยู่ต่อ เพียงแค่ขอเป็นเพื่อนกับเสิ่นจืออินเพื่อแสดงความขอบคุณ

   

   ส่วนฉินเจิน หลังจากไปส่งเสิ่นจืออินที่บ้านตระกูลเสิ่นแล้ว เขาก็ต้องไปทำงานที่สำนักลาดตระเวน



บทที่ 16: เจ้าเสืออ้วน เจ้าเหมียวอ้วน


   

   “นายหญิง ในที่สุดก็กลับมาแล้ว”

   

   เสิ่นจืออินรู้สึกเขินอายเล็กน้อย เธอจึงยื่นของขวัญที่บ้านตระกูลกู้ให้มา ยัดใส่มือพ่อบ้านไปอันหนึ่ง

   

   “นี่สำหรับคุณค่ะ”

   

   ถึงยังไง เธอก็เป็นคนหนีบอดี้การ์ดออกมาเอง

   

   แต่ครั้งหน้าเธอก็จะทำอีก

   

   “ไม่ต้องห่วงฉันหรอกค่ะ ฉันเก่งมาก”

   

   แม้แต่ผีก็ยังสู้เธอไม่ได้ เธอน่ะดุจะตาย

   

   หลังจากปลอบพ่อบ้านไปสองสามประโยค เสิ่นจืออินก็สะพายกระเป๋าขึ้นไปชั้นบน เมื่อกลับถึงห้อง เธอก็รีบเทเงินออกมา

   

   แล้วถ่ายรูปกองเงินส่งให้ท่านอาจารย์ของเธอ

   

   เสิ่นจืออิน [รูปภาพ]

   

   เสิ่นจืออิน [เงินทองไหลมาเทมา ดูเงินที่หนูหามาได้สิ!]

   

   นักพรตชิงผิน [เด็กบ้า ไปปล้นใครมา ได้เงินมาเยอะขนาดนี้]

   

   นักพรตผู้ยากไร้รู้สึกอิจฉาจริงๆ เขาเป็นคนจนมาตลอดชีวิต ทำงานเท่าไหร่ก็เสียเงินเท่านั้น ดังนั้นเขาจึงต้องเอาเงินที่หามาได้ไปบริจาคทุกครั้ง

   

   แม้แต่บ้านก็ยังเป็นเพียงศาลเจ้าเล็กๆบนเขา ส่วนบ้านหลังอื่นๆที่เป็นชื่อของเขา ไม่โดนไฟไหม้ก็พังทลายลงมา

   

   น่าสมเพชจริงๆ

   

   เสิ่นจืออิน [หนูหามาได้ด้วยความสามารถ ท่านนั่นแหละที่อิจฉาหนู]

   

   นักพรตชิงผิน [รีบไปซื้อบ้านให้มันเร็วๆสิ อาจารย์จะได้ไปอยู่ด้วย]

   

   เสิ่นจืออินทำเสียงฮึดฮัด คนอื่นเขาเกาะพ่อแม่กิน แต่อาจารย์คนนี้ดันมาเกาะลูกศิษย์กิน หน้าไม่อายจริงๆ

   

   น่าสงสาร ตอนเธออายุแค่ขวบเดียว เธอต้องขายหน้าตาหาเงินค่าขนม พออายุสามขวบก็ต้องทำงานหาเงินซื้อบ้าน แม้แต่แรงงานเด็กยังไม่โดนกดขี่ขนาดนี้เลย!

   

   เสิ่นจืออินตัดสินใจเปลี่ยนเรื่องคุย เรื่องบ้านยังอีกไกล ที่นี่บ้านช่องราคาแพงเหลือเกิน

   

   เสิ่นจื่ออิน [ท่านอาจารย์คะ แล้วเจ้าเหมียวอ้วนของหนูจะมาถึงเมื่อไหร่คะ หนูคิดถึงมันแล้ว]

   

   นักพรตชิงผิน [เร็วๆนี้แหละ พรุ่งนี้ก็น่าจะถึงแล้ว]

   

   เพราะสัตว์เลี้ยงตัวโปรดของเธอใกล้จะมาถึงแล้ว วันนี้เสิ่นจืออินจึงไม่ได้ไปไหน เลือกที่จะอยู่ฝึกปรุงยาที่บ้านอย่างว่าง่าย

   

   เตาสัมฤทธิ์ใบเล็กในมือของเธอ ขยายใหญ่ขึ้นหลายเท่าในพริบตา เมื่อได้รับพลังวิญญาณที่ถูกหล่อเลี้ยงเข้าไป

   

   เสิ่นจืออินร่ายมุทรา เพลิงสีส้มแดงพลันลุกโชนขึ้นใต้เตาหลอมอย่างรวดเร็ว

   

   หลังจากนั้น เธอก็ค่อยๆใส่สมุนไพรที่เตรียมไว้แล้วลงไปทีละอย่างอย่างใจเย็น

   

   หากเป็นคนอื่นที่มีพลังปราณระดับสอง โอกาสประสบความสำเร็จในการปรุงยานั้นแทบจะเป็นศูนย์

   

   แต่เสิ่นจืออินมีประสบการณ์จากชาติที่แล้ว ยาเม็ดระดับต่ำจึงสำเร็จได้ในการลองครั้งเดียว

   

   เพียงแต่หลังจากปรุงยาเสร็จ พลังวิญญาณของเธอก็หมดลงเช่นกัน

   

   เธอเช็ดเหงื่อที่ผุดพรายบนหน้าผาก ก่อนจะรีบลุกขึ้นวิ่งไปที่เตาหลอม ยืนเขย่งปลายเท้ามองเข้าไปข้างใน

   

   “หนึ่ง... สอง...”

   

   ทั้งหมดห้าเม็ด จากสิบสองเม็ดเต็ม เธอถอยหลังไปไกลถึงขนาดความสำเร็จลดลงเหลือเพียงครึ่งเดียว

   

   เธอหอบหายใจอย่างเหนื่อยอ่อน ขณะบรรจุยาเม็ดกลมๆห้าเม็ดลงในขวดเซรามิกเล็กๆ กากยาที่เหลืออยู่ก็ไม่อาจทิ้งไปได้

   

   แม้พลังวิญญาณของเธอจะไม่เพียงพอที่จะกลั่นกากยาที่เหลือให้เป็นยาเม็ดได้ แต่เธอก็ยังสามารถปั้นมันให้เป็นยาเม็ดได้ด้วยมือ

   

   ความแตกต่างเพียงอย่างเดียวระหว่างยาทั้งสองแบบ คือกากยายังมีสิ่งเจือปนอยู่มาก และประสิทธิภาพก็ไม่ดีเท่ายาเม็ด

   

   แต่เมื่อเทียบกับยาทั่วไปแล้ว ยานี้ยังคงให้ผลลัพธ์ที่รวดเร็วทันใจ และไม่มีผลข้างเคียงใดๆ รวมถึงการดื้อยาด้วย

   

   ในขณะที่เสิ่นจืออินกำลังนั่งไขว่ห้างปั้นยาเม็ดอยู่ ‘พัสดุ’ ของเธอก็มาถึง

   

   “คุณเสิ่น นี่คือพัสดุของคุณ กรุณาเซ็นรับด้วยครับ”

   

   ของถูกส่งมาด้วยเฮลิคอปเตอร์โดยตรง ทั้งพ่อบ้านและบอดี้การ์ดของตระกูลเสิ่นต่างพากันแตกตื่น

   

   เพราะ ‘พัสดุ’ นั้นใหญ่โตมาก

   

   เสิ่นจืออินเขียนชื่อตัวเองลงไปอย่างรวดเร็ว

   

   “นายหญิง...นี่มันอะไรกันครับ?”

   

   ทำไมเขารู้สึกเหมือนมีอะไรขยับอยู่ข้างใน?

   

   เสิ่นจืออินปลอบเขา “คุณลุงอย่ากลัวสิ นี่คือสัตว์เลี้ยงของฉันชื่อ ‘ต้ามี’ มันตัวใหญ่ไปหน่อย กินเยอะไปหน่อย แต่จริงๆแล้วนิสัยดี”

   

   พ่อบ้าน “…”

   

   บ้านไหนจะใช้กรงขนาดนี้ใส่สัตว์เลี้ยงกัน รู้สึกไม่ดีเลย

   

   ในไม่ช้าความรู้สึกไม่ดีของเขาก็เป็นจริง

   

   เมื่อม่านรอบกรงถูกเปิดออก พ่อบ้านและบอดี้การ์ดรอบๆ ต่างร้องอุทานด้วยความตกใจ

   

   ในกรงนั้นมีเสืออยู่ตัวหนึ่ง

   

   “เฮ้ย! อ้วนชะมัด!”

   

   “นี่มันลูกบอลอะไรกันเนี่ย ใหญ่จัง!”

   

   พ่อบ้านรู้สึกตากระตุก เขาจ้องมองลวดลายบนหน้าผากของเสือตัวนั้น จึงแน่ใจว่าตัวเองไม่ได้จำผิด

   

   “นายหญิงครับ จับเสือมันผิดกฎหมายนะครับ”

   

   นี่มันจะเรียกว่าสัตว์เลี้ยงได้ยังไง นี่มันเสือติดคุกชัดๆ!

   

   นายหญิงตัวน้อยวัยสามขวบของพวกเขานี่ช่างใจกล้าอะไรเช่นนี้

   

   แต่เสือตัวนี้มันอ้วนจริงๆ มองจากด้านหลังเหมือนพรมหนังเสือเลย

   

   “อ๊า...”

   

   ทันทีที่เสือเห็นเสิ่นจืออิน มันก็ตื่นเต้นขึ้นมาทันที มันพุ่งเข้าใส่กรงจนเกิดเสียงดังสนั่น

   

   เสิ่นจืออินวิ่งเข้าไปหาเสือ ท่ามกลางสายตาหวาดกลัวของพ่อบ้านและคนอื่นๆ มือเล็กๆของเธอที่ไม่พอแม้แต่จะอุดช่องว่างระหว่างซอกฟันของเสือตัวนั้นก็วางลงบนหัวของมัน

   

   “ฉันมีใบอนุญาตเลี้ยงสัตว์ค่ะ ฉันเลี้ยงต้ามีมาตั้งแต่ตัวเท่านี้เอง”

   

   พูดถึงเรื่องนี้ เสิ่นจืออินก็ใจหาย เธอยังเด็กมาก วิ่งก็ยังไม่เป็น พูดก็ยังไม่คล่อง แต่เธอไม่เพียงต้องหาเงินค่าขนมให้ตัวเอง แต่ยังต้องหาให้ต้ามีด้วย

   

   ถ้าหวังพึ่งท่านอาจารย์ที่ยากจนของเธอ คงได้อดตายกันพอดี

   

   “ก่อนหน้านี้ฉันเคยถามหลานชายแล้ว เขาอนุญาตให้ฉันเลี้ยงมันนะ” เสิ่นจืออินมองไปที่พ่อบ้านด้วยสายตาเว้าวอน

   

   เสือที่อยู่ด้านหลังเธอก็ทำตาละห้อยเช่นกัน ดวงตาของคนกับเสือช่างเหมือนกันอย่างกับแกะ

   

   ไม่เสียแรงที่เธอเลี้ยงดูมา

   

   ต้องบอกว่าเสือตัวนี้ นอกจากจะมีรูปร่างใหญ่โตแล้ว ที่จริง...มันอ้วนกลมเป็นลูกบอล ท่าทางของมันก็ดูซื่อๆ ไม่มีความน่าเกรงขามเอาเสียเลย

   

   พ่อบ้านเป็นคนใจกว้าง ด้านหลังคฤหาสน์ของตระกูลเสิ่นมีสนามหญ้ากว้างและป่า เขาจึงให้บอดี้การ์ดเข็นกรงไปวางไว้ทางนั้น

   

   “นายหญิงต้องรับปากนะครับ ว่ามันจะไม่วิ่งไปที่สนามหน้าบ้าน”

   

   “อืมๆ ฉันรับปาก” เสิ่นจืออินพยักหน้าหงึกๆราวกับลูกไก่จิกข้าว

   

   รอจนกระทั่งพ่อบ้านและบอดี้การ์ดถอยห่างออกไป เสิ่นจืออินจึงปล่อยให้ต้ามีออกมา

   

   ทันทีที่ออกมาจากกรง ต้ามีก็รีบวิ่งมาคลอเคลียเสิ่นจืออินอย่างมีความสุขพร้อมกับส่ายหางไปมา มันนอนหมอบลง ใช้ขาอันใหญ่โตกอดเธอเอาไว้ พลางร้องครางหงิงๆ

   

   มันกำลังพร่ำบ่นกับเสิ่นจืออินว่า ตอนที่ถูกส่งมาที่นี่มันเมารถ กินอะไรไม่ค่อยได้ ผอมลงไปเยอะเลย

   

   เสิ่นจืออินเหลือบมองไขมันทั้งตัวมัน

   

   “ลดน้ำหนักพอดีเลย อีกหน่อยแกจะได้ไม่หอบแฮ่กๆตอนเดิน”

   

   ต้ามีเกิดที่สวนสัตว์ ตอนนั้นเธอถูกท่านอาจารย์พาไปหางานหาเงินค่าขนมพอดี

   

   เนื่องจากตอนที่ต้ามีเกิด มันคลอดลำบาก เกือบจะตายตั้งแต่อยู่ในท้องแม่ คุณหมอสัตว์ยังช่วยไม่ได้

   

   หลังจากนั้น เสิ่นจืออินจึงอุ้มมันออกมา และใช้ยาเม็ดช่วยชีวิตมันไว้

   

   ถึงท่านอาจารย์ของเธอจะจน แต่ก็ยังมีความสามารถและมีเส้นสายกับผู้มีอิทธิพลมากมาย

   

   การใช้เส้นสายพวกนั้นเพื่อให้เธอได้ใบอนุญาตเลี้ยงต้ามีจึงไม่ใช่เรื่องยาก

   

   หลังจากที่ต้ามีบ่นเสร็จ มันก็ยื่นหางมาใส่มือของเสิ่นจืออิน

   

   เธอก้มลงมองแล้วก็ต้องร้องออกมา

   

   “เสี่ยวหลี ทำไมถึงตามมาได้ล่ะเนี่ย!”

   

   “ฟู่~”

   

   งูสีเขียวมรกตตัวเล็กเลื้อยตามหางของต้ามีอย่างเฉื่อยชา จนมาถึงแขนของเสิ่นจืออิน

   

   มันเป็นงูตัวเล็กๆที่ยังไม่โตเต็มวัย นิ้วของผู้ใหญ่ยังดูใหญ่กว่า น่ารักมาก

   

   แต่ความจริงแล้วมันมีพิษร้ายแรง และยังเป็นงูพิษสายพันธุ์ใหม่ที่ยังไม่เคยถูกค้นพบมาก่อน

   

   ตอนนี้มันพันรอบแขนของเสิ่นจืออิน หัวชนหาง กลายเป็นกำไลรูปงูที่สวยงาม และไม่ขยับเขยื้อนอีกเลย

   

   เสิ่นจืออิน “…”



บทที่ 17: กินแตงโม


   

   “อยู่ในป่าไม่ดีกว่าหรือไง ทำไมต้องตามมาถึงที่นี่ด้วย”

   

   เสินจืออินพึมพำเบาๆ พร้อมใช้นิ้วป้อมๆจิ้มไปที่เสี่ยวหลี แต่เจ้างูกลับไม่ขยับเขยื้อน

   

   เหตุผลที่เธอรับต้ามีเข้ามา ก็เพราะมันไม่มีความสามารถในการเอาตัวรอดในป่าเลย

   

   ที่สำคัญคือมันยังกินจุ ท่านผู้เฒ่าเลี้ยงไม่ไหวแน่ๆ

   

   ส่วนเสี่ยวหลีนั้นแตกต่าง มันเป็นจ่าฝูงในป่า!

   

   เป็นจ่าฝูงดีๆไม่ชอบ ดันอยากมาอยู่กับเธอ กลายเป็นกำไลข้อมือสวยๆ

   

   วันนี้ทั้งวัน เสิ่นจืออินพาต้ามีวิ่งเล่นอยู่ในสวนดอกไม้ของตระกูลเสิ่น

   

   ถึงแม้ต้ามีจะล่าสัตว์ไม่ได้ แถมยังอ้วนจนไม่เห็นแม้แต่เค้าโครงเสือ แต่แรงของมันก็เยอะมาก แบกเสิ่นจืออินวิ่งไปทั่วโดยไม่มีปัญหา

   

   “ขยับหน่อย ขยับหน่อย เพิ่งวิ่งไปแค่ครึ่งรอบเอง จะพักแล้วเหรอ?”

   

   เด็กผู้หญิงตัวเล็กๆที่อยู่บนหลังเสืออ้วนดึงหูมันพลางตะโกนให้กำลังใจ

   

   เสือตัวนี้ขี้เกียจจริงๆ

   

   มันนอนแผ่แบนราบกับพื้นแล้วกลอกตาทำเป็นตาย ทำเอาเสิ่นจืออินโกรธจนแทบจะกัดเสือเสียให้รู้แล้วรู้รอด

   

   ตอนเด็กๆก็เป็นแบบนี้ เวลาฝึกทักษะการเอาตัวรอดในป่าทีไรก็ชอบแกล้งตาย พอถึงเวลาอาหารเช้ากลับวิ่งเร็วกว่าใครเพื่อน

   

   พ่อบ้านกับบอดี้การ์ดมองดูอยู่ห่างๆเป็นนานสองนาน

   

   “นี่มันเสือจริงๆเหรอเนี่ย หรือเป็นแมวสีส้มกลายพันธุ์?”

   

   แขนขาสี่ข้างที่ดูหนานั้นวิ่งทีเหมือนจะหนักอึ้ง พุงกับไขมันก็สั่นไปมา

   

   ที่สำคัญคือดูขี้ขลาด แล้วยังออดอ้อนแกล้งตายเพราะขี้เกียจอีก

   

   ดูเหมือนจะเป็นเสือแต่ก็เหมือนจะไม่ใช่ทั้งหมด

   

   ดูเหมือนว่าพวกเขาไม่จำเป็นต้องระวังตัวมากเกินไปแล้ว

   

   เสิ่นจืออินทำแก้มป่อง เตะก้นเสือเบาๆ

   

   “แกล้งตายเข้าสิ คืนนี้ไม่มีอะไรให้กินแล้ว”

   

   พอได้ยินแบบนั้น เสือโคร่งตัวโตก็ทนไม่ได้ ต้องลุกขึ้นมาคลอเคลียเสิ่นจืออินอย่างเอาใจ

   

   ‘ไขมันของฉันที่มากมายขนาดนี้ ล้วนเป็นสิ่งที่เธอป้อนให้ฉันกินทีละคำ ทีละคำ ห้ามผอมลงเด็ดขาด!’

   

   เสี่ยวหลีที่อยู่บนข้อมือเสิ่นจืออินมองเสือด้วยสายตาเหยียดหยัน

   

   หลายวันต่อมา นอกจากปรุงยาแล้ว เสิ่นจืออินก็จัดการชีวิตประจำวันของเจ้าเสือ เพื่อให้พ่อบ้านกับคนอื่นๆสบายใจ เสิ่นจืออินจึงติดตั้งรั้วรอบบริเวณสวนหลังบ้าน

   

   ช่วงนี้มีเรื่องใหญ่โตในแวดวงไฮโซ เกี่ยวข้องกับเสิ่นจืออินด้วย

   

   กู้ไฮว๋จากตระกูลกู้ทะเลาะกับแม่และน้องชายอย่างรุนแรง

   

   เขาก็เป็นคนโหดเหมือนกัน ไม่ได้ปกปิดเรื่องที่แม่นอกใจไปมีสัมพันธ์กับพี่ชายของพ่อ แม้กระทั่งเรื่องที่น้องชายเป็นลูกชู้ก็ถูกเปิดเผยออกมา

   

   เขาเตรียมตัวมาอย่างดี ไปตรวจดีเอ็นเอเรียบร้อยแล้ว ถึงได้ไปหาเรื่องพวกนั้น

   

   แบบนี้เขาถึงได้ตัดขาดกับคนพวกนั้นอย่างสิ้นเชิง

   

   เสิ่นจืออินได้ยินเรื่องฉาวโฉ่นี้จากปากของนกที่บินมาที่บ้านตระกูลเสิ่น

   

   ดูเหมือนพวกมันจะรู้ใจเธอดี เหล่านกน้อยจึงตั้งใจบินไปที่บ้านตระกูลกู้เพื่อสืบเรื่องมาเล่าให้เธอฟังโดยเฉพาะ

   

   เธอนั่งอยู่ข้างๆต้ามี ฟังเรื่องซุบซิบจากนกน้อย พลางดื่มนมจากขวดอย่างเอร็ดอร่อย

   

   “ลุงของกู้ไฮว๋กับภรรยาทะเลาะกันบ้านแทบแตก เชื่อไหมล่ะ... เสียดายจังที่ฉันไม่ได้ไปดูด้วยตาตัวเอง”

   

   “จริงเหรอ? แล้ววันนี้ภรรยาของเขาจะไปหาเรื่องแม่ของกู้ไฮว๋อีกรึเปล่านะ?”

   

   เธออยากไปดูเหตุการณ์สดๆ ด้วยตาตัวเองเหลือเกิน!

   

   ดวงตาของเสิ่นจืออินเป็นประกาย เธอเรียกนกน้อยให้บินลงมาหา แล้วโปรยข้าวสารวิญญาณที่เปล่งประกายระยิบระยับให้พวกมันกินเป็นรางวัล

   

   ข้าวสารวิญญาณพวกนี้ เธอปลูกมันขึ้นมาด้วยพลังวิญญาณของเธอเอง ตอนนี้เหลือไม่มากแล้ว

   

   ระหว่างที่มองดูนกน้อยแย่งข้าวสารวิญญาณกินกันอย่างเอร็ดอร่อย เสิ่นจืออินกำลังครุ่นคิดหาข้ออ้างที่จะไปบ้านตระกูลกู้อย่างเปิดเผย พอดีกับที่ฉินเจินมาหาเธอ

   

   เขามาหาเสิ่นจืออินเพราะเรื่องผีเด็ก จนถึงตอนนี้ยังไม่มีความคืบหน้าใดๆเลย

   

   เมื่อวิธีการทางวิทยาศาสตร์ใช้ไม่ได้ผล เขาจึงคิดจะลองวิธีที่ไม่ค่อยจะวิทยาศาสตร์ดูบ้าง

   

   เมื่อเสิ่นจืออินเห็นเขา ดวงตาของเธอก็เป็นประกายในทันที

   

   รวมถึงเจ้าเสืออ้วนข้างๆเธอด้วย

   

   “โอ้โห”

   

   ฉินเจินก้าวถอยหลังไปเงียบๆ มองเสือที่อยู่ด้านหลังรั้วอย่างพิจารณา

   

   เสือตัวนี้ดูอุดมสมบูรณ์ไปหน่อยนะ

   

   “นี่...เสือจริงๆเหรอ?”

   

   อาการคันไม้คันมือเริ่มกำเริบ เขาอยากจะสอนบทเรียนให้เด็กน้อยตระกูลเสิ่นสักหน่อย

   

   “เธอรู้ไหม เลี้ยงเสือมันผิดกฎหมายนะ”

   

   เสิ่นจืออินฮึดฮัดสองที “แน่นอนสิ ฉันเรียนมาแล้วนะ!”

   

   เธอยืดอกอย่างภาคภูมิใจ

   

   “ฉันมีใบรับรองการฝึกเลี้ยงต้ามีด้วย ให้ดู”

   

   เธอพกติดตัวไว้ตลอด เตรียมพร้อมที่จะนำออกมา ดูสิ เธอช่างมีวิสัยทัศน์จริงๆ

   

   ฉินเจินรับมาดู โอ้โห มันคือของจริงนี่นา

   

   “ฉันมีเรื่องอยากจะขอร้องเธอหน่อย”

   

   เรื่องของเสือผ่านไปแล้ว ฉินเจินมองเสิ่นจืออินอย่างจริงใจ

   

   “ต่อไปนี้ นมของเธอ ฉันจะเป็นคนจ่ายให้ แล้วก็จะให้ค่าตอบแทนด้วย”

   

   ไม่ต้องทำงานฟรีๆ เรื่องแบบนี้ดีมาก

   

   “แล้วนมของต้ามีล่ะ จะจ่ายด้วยได้ไหม?”

   

   ฉินเจิน “...”

   

   นี่เธอจะซื้อหนึ่งแถมหนึ่งอีกเหรอ?

   

   “ได้!”

   

   เสิ่นจืออินยิ้มแก้มปริ เธอนี่ฉลาดจริงๆ

   

   “ฉินเจิน ก่อนช่วยคุณ แวะไปบ้านตระกูลกู้ก่อนได้ไหม?”

   

   “หืม?”

   

   เสิ่นจืออินยกขวดนมในมือขึ้น เสียงหวานน่าเอ็นดูเอ่ยด้วยความตื่นเต้น

   

   “วันนี้ป้าสะใภ้ของกู้ไฮว๋จะไปทะเลาะกับแม่เขา ฉันอยากไปดู!”

   

   “เธอรู้ได้ยังไง?” ฉินเจินถาม

   

   เรื่องนี้แม้แต่เขายังไม่รู้เลย

   

   พ่อบ้านที่อยู่ข้างๆก็แอบหูผึ่ง เรื่องของตระกูลกู้ เขาพอรู้มาบ้าง ตอนนี้เรื่องราวใหญ่โตน่าดู

   

   เสิ่นจืออินชี้ไปที่นกนานาชนิดบนพื้นดิน

   

   “พวกมันเล่าให้ฉันฟังว่า เมื่อวันก่อนคุณลุงของกู้ไฮว๋โดนภรรยาตัวเองตบ หน้าเป็นรอยเล็บข่วนไปหมด”

   

   ฉินเจินพึมพำ “มิน่าล่ะ ถึงได้เป็นเรื่องใหญ่โตขนาดนี้ แต่ยังไม่เห็นกู้โย่วโผล่หน้ามาเลย คงโดนข่วนจนหน้าเละไปแล้วมั้ง”

   

   พ่อบ้าน “???”

   

   นี่คุณชายฉินไม่คิดจะสงสัยอะไรบ้างเลยเหรอ?

   

   ฉินเจินไม่เพียงไม่สงสัย เขายังพาเสิ่นจืออินไปดูเหตุการณ์ด้วยตัวเองอีกด้วย

   

   ส่วนเรื่องผีเด็ก ไม่ต้องรีบร้อนอะไรขนาดนั้น เขาต้องไปติดต่อกับทางสำนักลาดตระเวนก่อน เผื่อว่าจะได้พาเด็กๆเข้าไปด้วยได้

   

   “บอกตามตรงนะ ผมก็อยากไปดูเหมือนกัน” พ่อบ้านพูด

   

   ต้ามีก็อยากไป แต่ด้วยสถานะเสืออ้วนพุงพลุ้ยของมัน ทำให้มันไม่สามารถวิ่งพล่านไปทั่วได้

   

   แต่เสิ่นจืออินสัญญาว่าจะอัดวิดีโอมาให้มันดู

   

   ต้ามีพยักหน้าอย่างพึงพอใจ

   

   ฉินเจินประหลาดใจ “มันฟังรู้เรื่องด้วยเหรอ?”

   

   เสิ่นจืออินตอบกลับ “อืม ต้ามีฉลาดจะตาย”

   

   ตอนที่ทั้งสองคนมาถึงหน้าประตูบ้านตระกูลเสิ่น เสิ่นมู่เหยี่ยก็กลับมาพอดี

   

   เมื่อทั้งสองฝ่ายพบกัน ต่างก็เบิกตากว้างจ้องหน้ากัน

   

   “พวกเธอไปไหนกันมา?”

   

   เสิ่นมู่เหยี่ยทำหน้าบึ้ง เขาคิดว่าวันนี้เลิกเรียน เสิ่นจืออินจะมารับเขาเหมือนครั้งที่แล้ว เลยไม่ได้ไปเล่นบาสเกตบอลกับเพื่อนๆ แถมยังรีบมาถึงหน้าโรงเรียนตั้งนาน แต่คนที่เขารอกลับไม่มา!

   

   ตลอดทางที่กลับบ้านเสิ่นมู่เหยี่ยอารมณ์ไม่ดีเลย

   

   เสิ่นจืออินกะพริบตาปริบๆ วิ่งดุ๊กดิ๊กไปจับนิ้วเขา

   

   “หลานชาย ไปกินแตงโมกันเถอะ!”

   

   พูดจบเธอก็ลากเขาขึ้นรถของฉินเจิน

   

   ระหว่างอยู่บนรถ เสิ่นจืออินก็เล่าเรื่องราวของตระกูลกู้ที่ตัวเองรู้มาทั้งหมดให้เขาฟังอย่างออกรสออกชาติ เรื่องบางเรื่องแม้แต่ฉินเจินเองก็ยังไม่รู้มาก่อน

   

   อย่างเช่นเรื่องที่กู้โย่วไม่เพียงแต่มีความสัมพันธ์ที่ไม่ชัดเจนกับน้องสะใภ้ของตัวเอง แต่นอกบ้านยังมีภรรยาน้อยอีกหลายคน แถมยังมีลูกนอกสมรสอีกสองคน โดยที่ทั้งภรรยาของเขาและแม่ของกู้ไฮว๋ต่างก็ไม่รู้เรื่องนี้เลยสักนิด

   

   หรือเรื่องที่กู้หมิงถูกลูกชายภรรยาหลวงของกู้โย่วจ้างคนมารุมทำร้ายจนหัวปูดบวมเหมือนหัวหมู แถมมือยังเกือบหัก

   

   ส่วนกู้โย่วเองก็ไม่น้อยหน้า ถูกภรรยาตัวเองข่วนหน้าจนเป็นแผลเหวอะหวะ เสี่ยงต่อการเสียโฉม แถมเจ้าโลกยังเกือบโดนเหยียบจนแหลกอีกด้วย

   

   เสิ่นมู่เหยี่ย “…”

   

   ในช่วงเวลาที่เขาอยู่ที่โรงเรียน เกิดเรื่องอะไรขึ้นมากมายที่เขาไม่รู้บ้างนะ

   

   แล้วทำไมเธอถึงรู้เรื่องพวกนี้ได้ละเอียดขนาดนี้กันล่ะ



บทที่ 18: กินแตงโมสดๆ


   

   ฉินเจินถึงกับอึ้งกับแหล่งข่าวของเสิ่นจืออิน และ...เธอเพิ่งจะสามขวบ การกินแตงโมแบบนี้ทุกวันมันปกติจริงๆเหรอ?

   

   เสิ่นมู่เหยี่ยทำหน้าบึ้ง “เธอเรียนรู้เรื่องพวกนี้มาจากไหน?”

   

   เสิ่นจืออินวางมือลงบนเข่าอย่างว่าง่าย แล้วเอ่ยเสียงหวานใสไร้เดียงสา “เจ้านกน้อยบอกฉันมาเอง~”

   

   อีกอย่าง ถึงแม้ภายนอกเธอจะเป็นเด็ก แต่เธอก็โตแล้วนะ

   

   อายุมากกว่าคุณย่าทวดของทุกคนที่นี่อีก!

   

   ในตอนหลัง เสิ่นมู่เหยี่ยไม่ได้รู้สึกหดหู่ใจอีกต่อไป แต่เขากลับถูกดึงดูดความสนใจด้วยเรื่องราวที่ค่อยๆเปิดเผยออกมาเรื่อยๆ

   

   เสิ่นจืออินพูดจนปากแห้ง เธอเหนื่อยแทบตายเพื่อแบ่งปันเรื่องราวนี้ให้กับหลานชาย

   

   เธอพิงเบาะรถแล้วดูดนมเพิ่มพลัง ขอพักสักหน่อย

   

   “แล้วยังไงต่อ? ลูกนอกสมรสของกู้โย่วถูกเปิดเผยหรือยัง?”

   

   เสิ่นจืออินทำปากจู๋ “ใจเย็นๆสิ ฉันเหนื่อยนะ”

   

   ระหว่างที่พูดคุย รถของฉินเจินก็วิ่งด้วยความเร็วสูงสุดเพื่อไปหากู้ไฮว๋

   

   ตอนแรกหลินเฟิงเซี่ยวแปลกใจว่าทำไมพวกเขาถึงมาหา ฉินเจินอึกอัก เสิ่นจืออินเลยพูดตรงๆ

   

   เมื่อได้ยินเสิ่นจืออินพูดว่าป้าสะใภ้ของพี่เขยไปหาแม่ของเขา หลินเฟิงเซี่ยวก็ขยับตัวทันที

   

   “ต้องเอาเมล็ดแตงโมไปด้วยไหม?”

   

   ฉินเจิน “...”

   

   เตรียมพร้อมมาเชียวนะเนี่ย

   

   หลังจากที่กู้ไฮว๋รู้ว่าพวกเขากำลังจะไปทำอะไร เขาก็ไม่ได้ห้าม แต่เขาไปด้วยไม่ได้

   

   ไม่ใช่ว่าเขายังมีความรู้สึกอะไรกับสามคนนั้นอยู่หรอกนะ ตอนที่รู้ว่าแม่ของเขาแอบคบชู้กับลุงใหญ่ ทั้งๆที่พ่อยังมีชีวิตอยู่ ในใจของเขาก็เหลือแต่ความเกลียดชัง

   

   แต่ถ้าตอนนี้เขาไปที่นั่น แล้วทั้งสองฝ่ายทะเลาะกันจริงๆ เขาคงจะต้องเข้าไปเกี่ยวข้องอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

   

   เมื่อทุกคนมาถึงบ้านพักตากอากาศที่แม่ของกู้ไฮว๋อาศัยอยู่ ก็มีคนมามุงดูอยู่หน้าบ้านไม่น้อยแล้ว

   

   ได้ยินเสียงกรีดร้องด่าทอจากในบ้านพักตากอากาศดังมาแต่ไกล

   

   หลินเฟิงเซี่ยวตื่นเต้นมาก เขาวิ่งตรงเข้าไปทันที กลัวว่าจะพลาดฉากที่หญิงแก่คนนั้นโดนตบ

   

   เสิ่นมู่เหยี่ยก็อดใจไม่ไหว อุ้มเสิ่นจืออินตัวน้อยวิ่งตามไปติดๆ

   

   เสิ่นจืออิน “...”

   

   เด็กนี่กระตือรือร้นกว่าเธออีก

   

   แต่เขาก็ยังนึกถึงเธออยู่ ช่างเป็นเด็กที่กตัญญูจริงๆ

   

   เมื่อพวกเขาวิ่งเข้าไป ก็ไม่ได้ดึงดูดความสนใจจากคนอื่นมากนัก เพราะทุกคนต่างจ้องมองไปที่บ้านพักตากอากาศด้วยแววตาเป็นประกาย

   

   ป้าสะใภ้ของกู้ไฮว๋ไม่เพียงแต่พาลูกชายลูกสาวมาด้วย แต่ยังพาบอดี้การ์ดมาด้วย

   

   ประตูบ้านตระกูลกู้ถูกเปิดทิ้งไว้ ทำให้เหล่านักข่าวสามารถบุกไปถึงแนวหน้า แล้วบันทึกภาพดึงผมตบหน้าอย่างเมามันด้วยกล้องวิดีโอ

   

   ด้านนอกสมรภูมิมีทั้งเพื่อนบ้านและผู้ชมที่ได้ยินข่าวลือรีบวิ่งมากินเผือก

   

   ทุกคนล้วนเป็นคนในแวดวงไฮโซ ยังคงต้องรักษาหน้าตาบ้าง จึงไม่ได้เข้าไปใกล้มากนัก

   

   “หม่าหลานจือ แกมันผู้หญิงสารเลว หน้าไม่อายจริงๆ กระต่ายยังไม่กินหญ้าใกล้รัง แต่แกกลับกินเรียบ แถมยังเป็นพี่ชายตัวเองอีก แกมันหิวขนาดนั้นเลยเหรอ ฉันว่าแล้ว ทำไมพวกแกสองคนถึงได้ทำตาหวานใส่กัน ฉันอายุเยอะขนาดนี้แล้วยังไม่เคยเจอคนไหนต่ำช้าเท่าแกมาก่อนเลย!”

   

   ดูเหมือนว่าป้าสะใภ้จะเป็นนักสู้ที่แข็งแกร่ง ตอนนี้กำลังขี่อยู่บนตัวหม่าหลานจือ แล้วตบหน้าเธอไม่ยั้ง

   

   ขณะที่ตบ ปากก็ด่าไปด้วย

   

   หม่าหลานจือพยายามดิ้นไปมาหลายครั้ง แต่ก็ไม่สามารถพลิกตัวได้ เธอจึงได้แต่ร้องโวยวายโต้กลับไปว่า

   

   “หวังซี อย่าไปหลงเชื่อคำพูดของไอ้เด็กเวรอย่างกู้ไฮว๋นะ ผลตรวจดีเอ็นเอนั่นต้องเป็นฝีมือของมันแน่ๆ ฉันไม่ได้ทำ ฉันกับพี่ใหญ่บริสุทธิ์ใจ!”

   

   ยังไงตอนนี้ก็ต้องปฏิเสธหัวชนฝาไว้ก่อน

   

   แต่ป้าสะใภ้ไม่ใช่คนโง่ที่หลอกง่ายๆ หลังจากตบจนพอใจแล้ว เธอก็ยืนขึ้นพลางสะบัดผม ก่อนจะเรียกบอดี้การ์ดคนหนึ่งถือเอกสารเข้ามาหา

   

   “แกคิดว่าฉันโง่เหรอ? ถ้าผลตรวจของกู้ไฮว๋เชื่อถือไม่ได้ งั้นผลตรวจของฉันล่ะ!”

   

   พูดจบเธอก็โยนรายงานผลตรวจดีเอ็นเอใส่หน้าของหม่าหลานจือทันที

   

   “ทั้งแกและลูกนอกสมรสของแก อย่าหวังว่าจะได้สมบัติแม้แต่นิดเดียวจากตระกูลกู้! อีกอย่าง เงินที่พวกแกเคยโกงจากกู้โย่วไปเท่าไหร่ รีบคืนมาให้หมด! นั่นเป็นทรัพย์สินร่วมของฉันกับเขา กู้โย่วไม่มีสิทธิ์เอาไปให้ใครตามใจชอบ”

   

   หม่าหลานจือถูกตบหน้าจนบวมเป่งราวกับหัวหมู เมื่อเห็นผลตรวจดีเอ็นเอก็รู้ดีว่าเรื่องนี้ปิดไม่มิดอีกต่อไป

   

   เธอปล่อยโฮออกมาอย่างน่าเวทนา แต่แววตากลับเต็มไปด้วยความเคียดแค้น

   

   ความเกลียดชังที่มีต่อกู้ไฮว๋ ความเกลียดชังที่มีต่อหวังซี หรือแม้แต่ความเกลียดชังที่มีต่อกู้โย่วก็ตาม

   

   “แม่ แม่ช่วยผมด้วย หยุดตีได้แล้ว!”

   

   ตอนนี้กู้หมิงเองก็ถูกซ้อมโดยลูกชายของหวังซี สภาพของเขาแย่กว่าหม่าหลานจือเสียอีก

   

   แม้ร่างกายจะเจ็บปวด แต่ความรักที่หม่าหลานจือมีต่อกู้หมิงนั้นเป็นของจริง เธอแผดเสียงร้องก่อนจะพุ่งตัวเข้าไปขวาง

   

   “พวกแกหยุดนะ หยุดเดี๋ยวนี้นะ!”

   

   กู้อวิ๋นเองก็ถูกตบไปหลายฉาดเช่นกัน ตอนนี้นั่งร้องไห้อยู่บนพื้น

   

   เธอร้องไห้ให้กับความอัปยศอดสูที่ได้รับ และร้องไห้ให้กับความสิ้นหวังในวันข้างหน้า

   

   ตอนนี้คนทั้งวงในต่างรู้กันหมดแล้วว่าแม่ของเธอไปมีชู้ตอนที่ยังแต่งงานอยู่ แถมยังไปเป็นชู้กับพี่ชายของสามีตัวเองอีก แบบนี้เธอจะอยู่ในวงสังคมได้ยังไง

   

   เมื่อคิดถึงชีวิตอันน่าเวทนาของตัวเอง กู้อวิ๋นก็พลันรู้สึกเกลียดชังหม่าหลานจือขึ้นมา

   

   “ทั้งหมดเป็นเพราะแม่ ทำไมแม่ถึงไร้ยางอายขนาดนี้ ไปมีชู้ตอนแต่งงานก็แย่อยู่แล้ว ยังไปยุ่งกับพี่ชายสามีตัวเองอีก หลังจากนี้จะให้หนูใช้ชีวิตยังไง!”

   

   กู้หมิงเองก็เริ่มรู้สึกโกรธแม่ขึ้นมาบ้างแล้ว

   

   ที่จริงแล้ว เขาเคยรู้เรื่องชาติกำเนิดของตัวเองมาก่อน หลังจากที่พ่อของกู้ไฮว๋เสียไป หม่าหลานจือก็ไม่ได้ปิดบังเขาเรื่องนี้

   

   ตอนนั้นเขาไม่ได้รู้สึกอะไร แถมยังรู้สึกมีความสุขกับเงินที่ได้รับจากอาของเขาด้วยซ้ำ

   

   แต่พอตอนนี้ทุกอย่างถูกเปิดเผยและย้อนกลับมาทำร้ายพวกเขา เขาก็เริ่มรู้สึกเกลียดชัง และโกรธที่แม่ของตัวเองไม่ซื่อสัตย์ ไม่อย่างนั้นเรื่องมันคงไม่บานปลายแบบนี้

   

   กู้หมิงผลักแม่ที่พยุงเขาอยู่ แม้จะไม่เอ่ยวาจาใดๆออกมา แต่แววตาตำหนิของเขาก็ทำให้หม่าหลานจือไม่สามารถมองข้ามไปได้

   

   ดวงตาของเธอฉายแววไม่อยากเชื่อ “แก พวกแกโทษฉัน?”

   

   หม่าหลานจือจ้องมองลูกชายอย่างไม่ละสายตา “แกก็โทษแม่งั้นเหรอ?”

   

   กู้หมิงหลบสายตา ไม่กล้ามองหน้าเธอ “ถ้าไม่ใช่เพราะแม่กับลุงใหญ่...พวกเราคงไม่ต้องกลายเป็นแบบนี้ ต่อไปนี้พวกเราจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน”

   

   ในตอนนี้ เขาตระหนักได้อย่างชัดเจนว่า การมีตัวตนของเขานั้น เลวร้ายยิ่งกว่าการเป็นลูกนอกสมรสเสียอีก

   

   ตอนที่โดนตบตี หม่าหลานจือไม่ได้รู้สึกผิดหรือเสียใจแม้แต่น้อย มีเพียงความโกรธแค้นที่ไม่ได้ฆ่ากู้ไฮว๋ ลูกอกตัญญูคนนั้นเสียตั้งแต่ตอนนั้น

   

   แต่ในตอนนี้ เมื่อถูกลูกชายที่ตนเองรักและเอ็นดูต่อว่า เธอรู้สึกเสียใจอย่างสุดซึ้ง

   

   ผู้คนรอบข้างต่างซุบซิบนินทา

   

   หวังซีเห็นแบบนั้นก็รู้สึกว่าสมควรแล้ว นี่เป็นผลกรรมของหม่าหลานจือ

   

   หลินเฟิงเซี่ยวก็คิดแบบเดียวกัน

   

   แต่ก่อนพี่สาวของเขาโดนยายแก่ใจร้ายคนนี้ทรมานไม่รู้เท่าไหร่ ครั้งนี้ก็เกือบเอาชีวิตไม่รอด

   

   หลังจากละครฉากใหญ่ของตระกูลกู้จบลง พวกเขาก็จากไป

   

   ตลอดทาง หลินเฟิงเซี่ยวยังดูไม่หนำใจ เขาเล่าเรื่องชั่วๆที่หม่าหลานจือกับลูกชายลูกสาวของเธอเคยทำไม่หยุดปาก

   

   “กิจการของบริษัทในนามของพี่เขยกำลังไปได้สวย ภายใต้ความพยายามของเขาและพี่สาวของผม แต่ลูกชายของหม่าหลานจือกลับไม่ได้เรื่อง แถมยังติดการพนันอีก พอเกิดเรื่องก็มาขอเงินพี่เขย สิ่งที่แย่ที่สุดคือ พวกเขายังทำเหมือนเป็นเรื่องที่ถูกต้อง ผมบอกเลยว่ามันน่ารังเกียจมาก”

   

   “ส่วนยายแก่คนนั้นไม่ชอบพี่สาวของผม เพราะอยากจะยัดเยียดหลานสาวฝั่งบ้านเธอให้แต่งงานกับพี่เขย หวังจะได้ควบคุมเขา แต่พี่เขยไม่ยอมเลย ยืนกรานที่จะแต่งงานกับพี่สาวของผม”

   

   “เรื่องน่ารังเกียจที่พวกเขาทำ ผมไม่อยากจะพูดถึงเลย ถ้าพี่สาวกับพี่เขยไม่ได้รักกันมากขนาดนี้ คงโดนพวกเขาทำลายไปนานแล้ว”  

   

   [1] แม้แต่กระต่ายยังไม่กินหญ้าใกล้รัง เป็นสำนวนสุภาษิตจีน หมายถึง คนที่จะไม่ทำอะไรที่เป็นการทำร้ายหรือเกิดผลเสียกับคนใกล้ตัว เพราะท้ายที่สุดก็จะกระทบตัวเองด้วย เปรียบเหมือนกระต่ายที่ไม่กินหญ้าใกล้รัง เพราะรู้ว่าถ้ากินหมด รังของตัวเองก็จะถูกเปิดเผย



บทที่ 19: เซอร์ไพรส์พวกเธอไง!


   

   ถึงแม้ว่าเสิ่นมู่เหยี่ยจะรู้ว่าบางครอบครัวในแวดวงนี้ ภายนอกดูดี แต่ภายในเน่าเฟะ แต่เขาก็ไม่เคยเจอเรื่องอื้อฉาวมากมายและต่อเนื่องขนาดนี้มาก่อน

   

   วันนี้หลังเลิกเรียน เขาก็ได้เปิดหูเปิดตา

   

   หลังจากไปส่งหลินเฟิงเซี่ยวที่บ้านของกู้ไฮว๋แล้ว ฉินเจินก็พาอีกสองคนไปที่สำนักลาดตระเวน

   

   เสิ่นมู่เหยี่ยยืนกอดอกอยู่หน้าสำนักลาดตระเวน พร้อมกับส่งเสียงจิ๊จ๊ะ น้ำเสียงยียวนกวนประสาทปนกับความเอาแต่ใจ

   

   “ว่าไง? เมื่อวานนี้ฉันไปตีกับคนอื่นที่โรงเรียนแล้วโดนแจ้งความ หรือว่าการสูบบุหรี่กับไม่ส่งการบ้านมันผิดกฎหมาย?”

   

   ฉินเจิน “...”

   

   นายอยากโดนแสงสว่างแห่งความถูกต้องสั่งสอนรึไง?

   

   เสิ่นจืออินหยิบขวดนมขึ้นมาจิ้มที่เอวเขา

   

   “เธอสูบบุหรี่เหรอ?”

   

   เสิ่นมู่เหยี่ยตอบกลับ “เหอะๆ คุณย่า อย่าบอกนะว่าเธอจะสั่งสอนไม่ให้ฉันสูบบุหรี่? บอกเลยว่าไม่มีทาง!”

   

   เขานี่มันตายด้านไปแล้วรึไงนะ

   

   เสิ่นจืออินเบะปากเล็กน้อย “ฉันแค่จะถามว่าบุหรี่รสชาติเป็นยังไง อร่อยไหม?”

   

   เสิ่นมู่เหยี่ยถึงกับพูดไม่ออก เมื่อมองดวงตาที่เต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็นของเธอ เขาก็ไม่รู้จะตอบยังไงดี

   

   “เด็กๆไม่ควรมายุ่งกับเรื่องพวกนี้”

   

   พูดจบก็รู้สึกว่าไม่หนักแน่น จึงเสริมอีกประโยค “เด็กผู้หญิงอย่าสูบบุหรี่ โตขึ้นก็ห้ามสูบ”

   

   เพื่อความปลอดภัย ต่อไปนี้อย่าให้มีบุหรี่อยู่ในบ้านแม้แต่มวนเดียว

   

   เสิ่นจืออินส่งเสียงฮึดฮัด ก่อนจะเงยหน้าเล็กๆอย่างหยิ่งผยอง ไม่สนใจใครทั้งนั้น

   

   “เธอไม่ต้องมายุ่งกับฉัน!”

   

   ยืนหยัดในความดื้นรั้น เหมือนกับเสิ่นมู่เหยี่ย

   

   เสิ่นมู่เหยี่ย “…”


   ตอนที่ตัวเองดื้อรั้นก็ไม่เห็นรู้สึกอะไร ตอนนี้พอคุณย่าดื้อรั้นขึ้นมา ทำไมเขารู้สึกปวดหัวขนาดนี้


   คุยกันไป ทะเลาะกันไป ทั้งสามคนก็มาถึงแผนกนิติเวชแล้ว


   ตอนนี้แพทย์นิติเวชหลายคนกำลังตรวจสอบกระดูกอยู่


   ฉินเจินยืนอยู่ที่ประตู ไม่อยากเข้าไปจริงๆ


   คนอื่นไม่รู้ แต่เขารู้ว่ามีผีอยู่ข้างใน


   เมื่อนึกถึงเวลาทำงานที่นี่จะต้องถูกผีจ้องมอง เขาก็รู้สึกไม่สบายไปทั้งตัว


   มีแต่คนที่ไม่รู้อะไรเลย ถึงจะมีความสุข


   เขาพาเสิ่นจืออินเข้าไปด้วยความรู้สึกหนักอึ้ง


   แพทย์นิติเวชคนหนึ่งสนิทกับฉินเจิน เห็นเขาเข้ามา ก็ไม่ได้ว่าอะไร แต่พอเห็นเขาพาเด็กสองคนเข้ามา ก็...


   “ฉินเจิน นายจะทำอะไร? พาเด็กสองคนเข้ามาทำไม?”

   

   ฉินเจินพูดว่า “นายให้คนอื่นออกไปก่อน ฉันมีเบาะแสบางอย่าง”

   

   หลูติ้งอันยักไหล่ แล้วให้คนอื่นออกไป

   

   นี่เป็นครั้งแรกที่เสิ่นมู่เหยี่ยมาที่แบบนี้ พอเห็นกระดูกพวกนั้น ถึงแม้เขาจะเป็นคนกล้าแค่ไหน ก็ยังรู้สึกเสียวสันหลังวาบขึ้นมา

   

   แต่ไม่นานเขาก็ปรับตัวได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเห็นเสิ่นจืออินที่ดูสงบนิ่ง

   

   เขาจะไม่ยอมแพ้เด็กสามขวบหรอกนะ

   

   “เอ่อ...เธออยู่ที่นี่เหรอ?” ฉินเจินนั่งลงแล้วถามเสิ่นจืออิน

   

   เสิ่นจืออินมองไปทางด้านข้างของเขา ฉินเจินขนลุกซู่ รีบขยับไปอีกด้านอย่างรวดเร็ว

   

   หลูติ้งอันกับเสิ่นมู่เหยี่ยมองดูทั้งสองคนอย่างงุนงง พวกเขากำลังเล่นอะไรกันอยู่?

   

   “ตอนนี้ เรื่องนี้น่าจะไม่เกี่ยวข้องอะไรกับตระกูลกู้มากนัก แต่พวกเราได้ตามตัวคนงานก่อสร้างในตอนนั้นมาสอบสวนแล้ว พวกเขาก็ไม่รู้ว่ามีศพเด็กถูกฝังอยู่ข้างใน และดูเหมือนจะไม่ได้โกหก”

   

   คดีนี้สืบสวนมาถึงทางตัน และใช้เวลานานเกินไป สำนักลาดตระเวนทุ่มเทกำลังไปมากแต่ก็ยังหาต้นตอไม่ได้

   

   ฉินเจินจึงนึกถึงเสิ่นจืออิน และอยากลองให้เด็กคนนี้ช่วยหาเบาะแสอะไรเพิ่มเติม

   

   เสิ่นจืออินเหลือบมองผีเด็กหญิง ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงใสซื่อแต่แฝงไว้ด้วยความมั่นใจ

   

   “ฉันทำให้เธอระลึกถึงเรื่องราวได้ แต่ถ้าทำแบบนั้นเธออาจจะกลายเป็นผีร้ายได้นะ”

   

   ฉินเจินรู้สึกหนักใจ เขาอยากปิดคดีก็จริง แต่พอได้ยินคำว่าผีร้ายก็รู้สึกไม่ดี

   

   เพราะเคยเจอผีเด็กมาก่อน เมื่อกลับไปเขาจึงสืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับผีทางอินเทอร์เน็ต

   

   ผีร้ายถ้าควบคุมไม่อยู่อาจฆ่าคนได้

   

   “แล้วจะทำยังไงดีล่ะ?”

   

   เขาไม่คิดว่าเสิ่นจืออินจะสู้ผีร้ายไหว เด็กตัวแค่นี้ ต่อให้ต่อยคนได้ แต่ผีกับคนมันคนละระดับกัน ยิ่งเป็นผีร้ายด้วยแล้ว

   

   เสิ่นจืออินเชิดหน้าอกตอบอย่างมั่นใจ “ให้ฉันเถอะ ฉันทำได้!”

   

   เธอน่ะสุดยอดมาก! เก่งกว่าท่านผู้เฒ่าเสียอีก

   

   ฉินเจินมองไปที่เด็กน้อยร่างเล็กจ้ำม่ำ แก้มยุ้ยน่ารัก พูดจาน้ำเสียงอ่อนหวาน แถมยังมีขวดนมติดมือกับแขนขาป้อมๆ

   

   ต่อให้เธอจะพยายามเชิดหน้าอกให้ดูน่าเชื่อถือ เขาก็ยังไม่เชื่ออยู่ดี

   

   “ขอถามหน่อย พวกนายออกมาจากโรงพยาบาลบ้าไหนกัน?”

   

   หลูติ้งอันที่ยืนอยู่ข้างๆทนไม่ไหว ถ้าไม่ติดว่ามีเด็กอยู่ตรงนี้ เขาคงด่ากราดใส่หน้าฉินเจินไปแล้ว

   

   ส่วนเสิ่นมู่เหยี่ยนั้น เห็นด้วยอย่างยิ่ง

   

   คุณย่าตัวน้อยของเขาก็ว่าไปอย่าง เพราะเธอยังเด็ก ความคิดความอ่านเลยเหมือนม้าพยศ บังคับไม่ได้

   

   แต่ไม่เคยได้ยินว่าฉินเจินเคยเข้าโรงพยาบาลบ้าสักหน่อยนี่

   

   “ฉันรู้ว่ามันฟังดูเหลือเชื่อ แต่ถ้าบอกไปนายอาจจะไม่เชื่อ กระดูกพวกนี้เธอเป็นคนพาฉันไปเจอมันเอง...”

   

   ระหว่างที่ฉินเจินกำลังอธิบายให้หลูติ้งอันฟัง เสิ่นจืออินก็เริ่มลงมือแล้ว

   

   เธอเอาขวดนมคาบไว้ในปาก แล้วใช้มือทั้งสองข้างเริ่มร่ายมุทรา

   

   มือของเด็กสามขวบนั้นเล็กและอ่อนนุ่ม บนหลังมือยังมีรอยบุ๋ม นิ้วมือก็สั้นป้อม

   

   แต่เธอเปลี่ยนท่าทางอย่างคล่องแคล่ว พลังงานบางอย่างที่มนุษย์มองไม่เห็นก็เปลี่ยนแปลงไปตามการเคลื่อนไหวของเธอ

   

   ในที่สุด ตราประทับลึกลับก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าเสิ่นจืออิน เธอจึงส่งมันเข้าไปในร่างของผีเด็กทันที

   

   เสิ่นมู่เหยี่ยสงสัย “เมื่อกี้เธอกำลังทำอะไรอยู่?”

   

   ดูเหมือนไม่ได้ทำส่งๆ ท่าทางสวยงามมาก

   

   เสิ่นจืออินดูดนมไปสองสามคำ “เซอร์ไพรส์พวกเธอไง!”

   

   ความแค้นของผีร้ายนั้นแข็งแกร่ง ตราบใดที่เธอต้องการ มนุษย์ก็สามารถมองเห็นได้เช่นกัน

   

   หัวใจของฉินเจินกระตุกวูบ

   

   “เธอ เธอ เธอ... เธอทำให้เด็กคนนั้นกลับมาได้แล้วเหรอ?”

   

   เสิ่นจืออินบ่นพึมพำ “ยังหรอก”

   

   ฉินเจินถอนหายใจด้วยความโล่งอก เขายังไม่พร้อม

   

   แต่ไม่ทันไร เสียงเล็กๆก็เอ่ยขึ้นว่า “กำลังฟื้นฟูอยู่”

   

   เมื่อสิ้นเสียง พลังความแค้นรอบๆ ตัวผีเด็กที่หลับตาอยู่ก็รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ

   

   หลอดไฟในห้องผ่าศพเริ่มกะพริบ อุณหภูมิโดยรอบลดลงอย่างรวดเร็ว และยังมีลมเย็นพัดมาเป็นระยะระยะ

   

   เสิ่นมู่เหยี่ยกลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก ก่อนถามหลูติ้งอัน “นี่...นี่เป็นเพราะไฟในห้องผ่าศพของพวกคุณเก่าแล้วใช่ไหม?”

   

   หลูติ้งอันรู้สึกใจสั่นเล็กน้อย “น่า...น่าจะใช่นะ”

   

   พวกเขาพยายามปลอบใจตัวเอง แต่ไม่ทันไรก็ได้ยินเสียงกรีดร้องแหลมอย่างโกรธแค้น ฟังดูน่าขนลุก

   

   ไฟในห้องผ่าศพระเบิดทันที

   

   ฉินเจินตะโกน “บ้าเอ๊ย บอกแล้วไงว่ายังไม่พร้อม!”

   

   แย่แล้ว แย่แล้ว พวกเขาคงไม่ตายกันหมดหรอกนะ

   

   ผีเด็กที่ฟื้นคืนความทรงจำทั้งหมดในตอนนี้ ได้กลายเป็นผีร้ายไปแล้ว และความแค้นได้ครอบงำจิตใจจนขาดสติ

   

   สิ่งแรกที่คิดจะทำคือ ฆ่า ฆ่าทุกสิ่งรอบตัว

   

   ในขณะนั้น แสงไฟในห้องผ่าศพแม้จะค่อนข้างมืด แต่พวกเขาก็ยังมองเห็นสถานการณ์รอบข้างได้

   

   ทั้งสามคนเห็นร่างผีเด็กที่รวมตัวขึ้นจากความโกรธแค้น

   

   เสิ่นมู่เหยี่ยร้องออกมาว่า “บ้าชิบ!”

   

   หลูติ้งอันก็ร้องลั่น “พระเจ้าช่วย!”

   

   ทั้งสองคนกอดกันด้วยความหวาดกลัว ใบหน้าเต็มไปด้วยความตกใจและหวาดผวา

   

   “จบกัน” ฉินเจินเอ่ย

   

   ผีเด็กพุ่งเข้ามาหาพวกเขาแล้ว

   

   ฉินเจินตะโกนเสียงดังว่า “เสิ่นจืออิน ช่วยคิดหาวิธีหน่อยสิ!!!”

   

   ไม่งั้นพวกเราคงต้องตายที่นี่แน่ๆ



บทที่ 20: สติกลับคืนมาหรือยัง?


   

   “จิตใจบริสุทธิ์ สงบเยือกเย็น วิญญาณทั้งสามคงอยู่ จิตวิญญาณทั้งเจ็ดไม่แตกสลาย จงสำเร็จโดยพลัน!”

   

   เสียงที่อ่อนเยาว์แต่หนักแน่นดังขึ้น ขณะที่ผีเด็กกำลังจะมาถึงตัวพวกเขาทั้งสามคน แผ่นยันต์สีเหลืองก็พันธนาการเธอไว้ราวกับโซ่ตรวน

   

   เสิ่นจืออินร่ายมนต์และรวบรวมพลังอย่างรีบเร่ง แต่ก็ยังช้าไปหน่อย

   

   สติของผีเด็กก็กลับมาช้าเช่นกัน

   

   เห็นเธอยังคงดิ้นรน เสิ่นจืออินจึงทำเสียงจิ๊จ๊ะด้วยความรำคาญ

   

   เธอหยิบดาบไม้เล่มเล็กออกมาจากกระเป๋าอย่างรวดเร็ว ด้วยพลังวิญญาณ ดาบไม้เล่มนั้นก็ขยายใหญ่จนเท่ากับตัวเธอ

   

   “ช้าจริงๆ ตีเลยดีกว่า!”

   

   เด็กหญิงวัยสามขวบอมขวดนมในปาก แล้ววิ่งเข้าไปพร้อมกับดาบไม้ท้อในมือ

   

   หลังจากการต่อสู้ที่มองไม่เห็นชัดเจนและเสียงกรีดร้องอันน่าสยดสยองของผีร้าย ไม่กี่นาทีต่อมาทุกอย่างก็สงบ.ลง

   

   ตุ๊กตาเด็กน้อยน่ารักน่าชัง เหยียบเท้าข้างหนึ่งลงบนตัวผีเด็ก มืออีกข้างถือดาบไม้อยู่ในมือ เธอเคาะไปที่หัวผีเด็กเบาๆสองสามครั้ง

   

   ท่าทางของเธอช่างเรียกได้ว่าเย่อหยิ่งนัก

   

   เพียงแต่รูปร่างเตี้ยๆป้อมๆ บวกกับจุกนมที่คาอยู่ในปาก ทำให้ดูขัดหูขัดตาอยู่บ้าง

   

   “ตื่นสิ ตื่นขึ้นมาเดี๋ยวนี้”

   

   เธอยังคงใช้ดาบไม้จิ้มไปที่ผีเด็กอีกสองสามที พวกเขาอีกสามคนที่เหลือเห็นได้อย่างชัดเจนว่า ผีเด็กที่ก่อนหน้านี้เต็มไปด้วยความแค้น ตอนนี้นอนหมอบตัวสั่นอยู่บนพื้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนที่โดนจิ้มไปเมื่อครู่นี้

   

   ในชั่วขณะหนึ่ง พวกเขาก็แยกไม่ออกว่า จริงๆแล้วใครกันแน่ที่เป็นผี

   

   ผีเด็กร้องไห้ออกมา น้ำตาสีเลือดสองสายไหลอาบแก้ม ดูทั้งน่ากลัวและน่าสงสาร

   

   มีวิธีที่อารยะกว่านี้ในการทำให้เธอมีสติสัมปชัญญะ ทำไมต้องใช้กำลัง ในเมื่อเธอยังเป็นแค่เด็กตัวเล็กๆ เป็นเด็กผู้หญิงด้วย ทำไมถึงได้ดุร้ายแบบนี้ ฮือๆๆ...

   

   ส่วนทางด้านสามหนุ่มที่ถืออาวุธที่หยิบได้แถวนั้น “...”

   

   เกิดอะไรขึ้น?

   

   ฉันเป็นใคร? แล้วที่นี่ที่ไหน?

   

   ชายสามคนจ้องมองไปยังผีเด็กที่ถูกตบจนล้มไปกองกับพื้นโดยที่ไม่สามารถตอบโต้ได้ พวกเขายังไม่หายตกใจจากการได้เห็นผี ผีเด็กตนนั้นก็ถูกจัดการเรียบร้อยแล้ว

   

   เมื่อเห็นว่าผีเด็กมีสติขึ้นมาแล้ว เสิ่นจืออินก็ยกขาน้อยๆขึ้นนั่งไขว่ห้างพลางดื่มนมอย่างสบายอารมณ์

   

   แต่นี่ไม่ใช่นมธรรมดานะ นี่มันพลังงานต่างหาก!

   

   “พวกคุณอยากจะรู้อะไรก็ถามมาสิ”

   

   ไม่ได้ต่อยตีกับใครนาน ร่างกายเล็กๆของเธอจึงเริ่มเหนื่อยล้า

   

   ฉินเจินมีปฏิกิริยาตอบสนองรวดเร็วที่สุด เพราะเขาเคยเจอผีเด็กตนนี้มาก่อน เขาจึงใช้นิ้วสะกิดแขนหลูติ้งอันที่ยืนอ้าปากค้างอยู่ข้างๆให้ได้สติ

   

   “เอาปากกากับกระดาษมาหน่อย”

   

   เขาพูดพร้อมกับนั่งยองๆ ลงบนพื้นห่างจากผีเด็กประมาณหนึ่งเมตร แล้วเริ่มซักถามอย่างระมัดระวัง

   

   ผีเด็กหน้าตาบูดบึ้งราวกับยางรั่ว เอ่ยตอบอย่างไร้เรี่ยวแรง

   

   เสิ่นจืออินวางดาบไม้ไว้ข้างเท้า จิบนมพลางเงี่ยหูฟัง

   

   ไป๋เค่อเค่อไม่รู้ว่าบ้านของเธออยู่ที่ไหน เพราะเธอยังเด็ก รู้เพียงแต่ว่าบ้านของเธออยู่ในหมู่บ้านบนภูเขา หลังจากที่เธอเกิดมา ปู่ย่าและพ่อก็ไม่ชอบเธอ

   

   “ย่าบอกว่าฉันเป็นตัวซวย เป็นเพราะฉัน น้องชายถึงไม่กลับบ้าน ต่อมามีคนแปลกหน้ามาที่บ้าน ปู่ย่าก็ขายฉันไป”

   

   ไป๋เค่อเค่อไม่มีวันลืม แม้เธอจะร้องไห้และอ้อนวอนอย่างไร ปู่ย่าก็ไม่สนใจ ผลักเธอไปให้ผู้ชายแปลกหน้า แล้วตัวเองก็ยืนนับเงินอย่างมีความสุข

   

   ความทรงจำเหล่านั้นผุดขึ้นมาในหัวอย่างชัดเจน ความแค้นของไป๋เค่อเค่อกำลังจะปะทุขึ้นอีกครั้ง

   

   คราวนี้จัดการง่ายหน่อย มีคาถาปลุกวิญญาณบริสุทธิ์เป็นพื้นฐาน เสิ่นจืออินเพียงแค่โยนยันต์สงบจิตใจไป ก็สามารถควบคุมสถานการณ์ได้

   

   “ฉันหนีไปสองครั้ง แต่พวกเขาก็จับฉันกลับมา พวกเขาไม่ให้ฉันกินข้าว แล้วยังตีฉันอีก เจ็บไปหมดเลย...”

   

   “ฉันอยากกลับบ้าน ฉันอยากไปหาแม่”

   

   แม่ของเธอเป็นเพียงคนเดียวที่ดีกับเธอมาก แต่แม่ก็จะถูกตี

   

   เธอหายไป แม่ต้องเสียใจมากแน่ๆ

   

   ถึงแม้ว่าสองครั้งแรกที่หนีไปจะถูกตี ไม่มีข้าวกิน เธอก็ยังอยากจะหนีกลับไป

   

   แต่ครั้งที่สาม เธอถูกซ้อมจนตาย

   

   เสิ่นจืออินฟังไปก็รู้สึกว่านมในปากนั้นจืดชืดไปเสียแล้ว

   

   ส่วนเสิ่นมู่เหยี่ยนั้น ใบหน้าเต็มไปด้วยความไม่อยากจะเชื่อ ทายาทตระกูลร่ำรวยผู้เอาแต่ใจและไม่รู้ร้อนรู้หนาวคนนี้ ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าบนโลกนี้จะมีปู่ย่าที่โหดเหี้ยมขนาดนี้

   

   สีหน้าของฉินเจินและหลูติ้งอันนั้นทั้งมืดครึ้มและเคร่งเครียด

   

   ในฐานะสายตรวจ ฉินเจินพบเจอเรื่องราวมืดมนมามาก เขาก็เคยจับคนลักพาตัวเด็กมาแล้ว แต่พอได้ยินเรื่องนี้ เขาก็ยังคงไม่สามารถระงับความโกรธในใจได้

   

   “แล้วเธอยังจำหน้าตาของคนที่ซื้อเธอไปได้ไหม? แล้วใครเป็นคนพาเธอไปที่เขตเหิงหยาง?”

   

   “จำได้”

   

   แน่นอนว่าเธอจำได้ และจะไม่มีวันลืม

   

   หลูติ้งอันรีบหยิบกระดาษกับปากกาเตรียมตัวทันที

   

   ภายใต้การแนะนำของฉินเจิน ไป๋เค่อเค่อเล่าลักษณะบางอย่างของชายคนนั้น บอกว่าคนที่พาเธอไปที่เขตเหิงหยางกับคนที่ซื้อเธอนั้นเป็นคนเดียวกัน

   

   ถึงแม้ว่าตอนนั้นเธอจะตายไปแล้ว แต่วิญญาณอาฆาตแค้นก็ยังคงติดตามไปด้วย

   

   หลังจากวาดภาพคนคนนั้นเสร็จแล้ว เมื่อเห็นใบหน้าที่คุ้นเคย ไป๋เค่อเค่อเกือบจะคลุ้มคลั่งขึ้นมาอีกครั้ง

   

   ต้องรอให้เสิ่นจืออินช่วยพูดเกลี้ยกล่อมและฉินเจินรับปาก เธอจึงยอมสงบลงได้

   

   “ฉันจะไปตรวจสอบตัวตนของชายคนนี้เดี๋ยวนี้” ฉินเจินกล่าว

   

   เมื่อมีรูปวาดแล้ว ทุกอย่างหลังจากนี้ก็ง่ายขึ้นมาก

   

   ปัญหาเดียวคือ การปล่อยให้ไป๋เค่อเค่ออยู่ที่นี่ต่อไป คงไม่ได้แน่ๆ

   

   ตอนนี้เธอมีพลังของผีร้ายแล้ว หากเธอขาดสติขึ้นมา คงไม่มีใครหยุดยั้งเธอได้

   

   ดังนั้น...ทุกคนจึงหันมองไปที่เสิ่นจืออินเป็นตาเดียว

   

   เพราะเธอเป็นคนเดียวที่สามารถติดต่อกับผีได้

   

   ฉินเจินทำหน้าหนา ลูบมือไปมา “บรรพบุรุษน้อย ช่วยจัดการไป๋เค่อเค่อให้หน่อยได้ไหม?”

   

   เพื่อความปลอดภัยของทุกคน อย่าว่าแต่เรียกเสิ่นจืออินว่าบรรพบุรุษน้อยเลย ต่อให้เขาต้องกราบไหว้เขาก็ยอม

   

   เสิ่นจืออินหยิบแผ่นไม้เล็กๆธรรมดา ธรรมดาแผ่นหนึ่งออกมา

   

   “นี่ทำจากต้นไฮว๋อายุร้อยปี เธอเข้าไปอยู่ในนี้ก่อนนะ”

   

   แค่สะกดวิญญาณ เรื่องเล็กน้อย

   

   ไป๋เค่อเค่อไม่ได้ขัดขืน กลายเป็นควันสีเขียวจางๆ พุ่งเข้าไปในแผ่นไม้อย่างรวดเร็ว

   

   ถามสิ่งที่ควรจะถามไปแล้ว ผีร้ายก็ถูกจัดการไปแล้ว เสิ่นจืออินและเสิ่นมู่เหยี่ยก็เตรียมตัวกลับบ้านตระกูลเสิ่น

   

   แต่ฉินเจินยังยุ่งอยู่กับเรื่องของไป๋เค่อเค่อ ดังนั้นเสิ่นมู่เหยี่ยจึงโทรเรียกคนขับรถของตระกูลเสิ่นให้มารับ

   

   ระหว่างรอรถ เสิ่นมู่เหยี่ยมองดูคุณย่าตัวน้อยที่นั่งอยู่ข้างๆด้วยอาการอึกอัก

   

   “เป็นอะไร พูดไม่ออกรึไง?” เสิ่นจืออินเห็นเขาอึกอักหลายครั้งแต่ก็ไม่ยอมพูดสักที จึงทำตาขวางใส่ด้วยท่าทางน่ารักน่าเอ็นดู

   

   เสิ่นมู่เหยี่ยคิดในใจ ‘ถ้าเธอบอกให้ฉันพูด ฉันก็จะพูดเลยนะ’

   

   “คือ...ยันต์ที่เธอให้ฉันมา มันใช้ได้จริงเหรอ?”

   

   “แล้วเรื่องการเล่นแร่แปรธาตุที่เธอพูดถึง มันก็มีอยู่จริงงั้นสิ?”

   

   “เธออายุแค่สามขวบจริงๆใช่ไหม ไม่ใช่ปีศาจชราอะไรนั่นน่ะ ทำไมถึงจับผีร้ายได้...”

   

   โอ้โห ตอนไม่พูดก็อึกอัก พอพูดแล้วหยุดไม่ได้เลยสินะ

   

   “จริงทั้งหมดเลย...”

   

   แต่ถ้าว่ากันตามตรง เธอก็เหมือนปีศาจชรานั่นแหละ

   

   แต่นั่นมันก็เป็นเรื่องของชาติที่แล้ว ชาตินี้มันไม่เกี่ยวกันสักหน่อย เธอเป็นแค่เด็กน้อยน่ารักที่ชอบเอาแต่นอนกอดขวดนมกินนมเท่านั้นเอง

   

   เด็กหนุ่มย่อมเปิดรับสิ่งแปลกใหม่อยู่เสมอ

   

   ในตอนแรก เสิ่นมู่เหยี่ยยังไม่ทันได้รู้สึกตัว แต่ตอนนี้เขาเต็มไปด้วยความตื่นเต้นและเร้าใจ

   

   เขามองไปที่คุณย่าตัวน้อยวัยสามขวบของตัวเองด้วยแววตาเป็นประกาย

   

   คุณย่าวัยสามขวบของเขาสามารถจับผีได้ จะมีอะไรที่เจ๋งไปกว่านี้อีกไหม?



จบตอน

Comments