ancestry ep181-190

บทที่ 181: เสิ่นจืออิน : ครอบครัวนี้ขาดฉันไม่ได้

   

   ขณะที่ไป๋ลั่วกำลังจะอธิบายด้วยความน้อยใจ เสิ่นจืออินก็ย่อตัวลงข้างก้อนหินที่เธอนั่งอยู่ แล้วใช้กิ่งไม้เล็กๆแหย่ไปที่พื้น

   

   ทันใดนั้น ตะขาบสีแดงตัวหนึ่งก็ถูกเธอเขี่ยขึ้นมา มันขดตัวเป็นก้อนกลมทันทีที่ถูกสัมผัส กิ่งไม้ในมือของเสิ่นจืออินเสียบเข้าไปตรงที่มันขดตัวอยู่พอดี

   

   “กรี๊ด...!!!!”

   

   เสียงกรีดร้องอันแหลมสูงของไป๋ลั่วดังลั่น ทำลายภาพลักษณ์ดอกไม้บริสุทธิ์ของเธอในพริบตา

   

   เธอกระโดดผลุงขึ้นทันที กอดแขนตัวเองแน่นพลางเต้นกระโดดโลดเต้น

   

   “เอาออกไป เร็วเข้า เอาออกไป!”

   

   เสียงแหลมสูงของเธอแตกต่างจากน้ำเสียงอ่อนหวานนุ่มนวลที่เธอใช้ปกติราวกับเป็นคนละคน

   

   เสิ่นจืออินมองเธอแวบหนึ่ง ก่อนจะโยนตะขาบทิ้งไปไกลๆ

   

   แมลงตัวนั้นน่ากลัวมาก แม้แต่อวี่ซินหรานก็ยังกอดแขนตัวเองถอยหนีไปด้านข้าง

   

   “ที่นี่คงไม่ได้มีแมลงพวกนั้นเต็มไปหมดใช่ไหม?” อวี่ซินหรานพูดเสียงสั่น

   

   ตอนนี้ไป๋ลั่วรู้สึกเสียใจจริงๆที่สวมกระโปรงมา เธอไม่กล้าจินตนาการเลยว่า ถ้าผิวของเธอสัมผัสกับแมลงน่าขยะแขยงพวกนั้นจะรู้สึกแย่แค่ไหน

   

   “พี่ซินหราน พี่มีชุดกีฬาเหลือไหมคะ?” ไป๋ลั่วเดินตัวสั่นเข้าไปหาอวี่ซินหราน

   

   อวี่ซินหรานเห็นสภาพของเธอแล้วก็ตัดสินใจให้ยืมชุดหนึ่ง

   

   “ตอนนี้ก็ไม่มีที่เปลี่ยนเสื้อผ้า เราต้องเดินต่อไปก่อนนะ”

   

   หรงอี้ยื่นขวดยาผงให้เธอ “จัดการบาดแผลก่อนนะ”

   

   เมื่อมีภัยคุกคามจากแมลงพวกนั้น ไป๋ลั่วก็ไม่ได้เรียกร้องที่จะพักอีกต่อไป

   

   หรงอี้นำทางอยู่ข้างหน้า เสิ่นจืออินกระโดดโลดเต้นตามหลัง คอยเขี่ยแมลงเป็นครั้งคราว แมลงสีสันสดใสพวกนั้นทำให้ผู้หญิงอีกสองคนแทบจะกอดกันเป็นก้อนกลมแล้ว

   

   หรงอี้อดไม่ได้ที่จะมองเด็กหญิงตัวน้อยอีกครั้ง รู้สึกประหลาดใจที่เสิ่นจืออินดูนุ่มนิ่มน่ารัก แต่กลับไม่กลัวแมลงเลยสักนิด และเดินมาจนถึงตอนนี้ เธอไม่เคยบ่นว่าเหนื่อยเลย แถมสภาพยังดีกว่าผู้ชายอีกสองคนด้วยซ้ำ

   

   ในขณะที่ทุกคนเหนื่อยหอบแฮ่กๆ ขาสั่นงันงก ในที่สุดก็พบสถานที่ที่สามารถพักชั่วคราวได้ ข้างหน้ามีลำธารเล็กๆ

   

   “ฉันจะไปตักน้ำ”

   

   น้ำที่พวกเขาพกมาก็ดื่มจนเกือบหมดแล้ว

   

   หลายคนหาที่นั่งลง ไม่อยากขยับตัวอีกแล้ว มีเพียงเสิ่นจืออินที่ยังขยับขาสั้นๆของเธอ มือถือกิ่งไม้เดินไปที่ริมแม่น้ำเล็กๆพร้อมกับหรงอี้

   

   หรงอี้เหงื่อออกทั่วตัวแล้ว เห็นเด็กหญิงตัวน้อยยังคงกระโดดโลดเต้นอยู่ก็อดไม่ได้ที่จะถาม

   

   “เธอไม่เหนื่อยเลยเหรอ?”

   

   [พูดตามตรง ฉันก็อยากถามเธอแบบนั้นเหมือนกัน]

   

   [ตอนแรกฉันคิดว่าทีมงานให้เด็กเข้ามาคงจะสร้างปัญหา เด็กตัวเล็กขนาดนี้ดูก็รู้ว่าต้องเป็นตัวถ่วงแน่ๆ แต่ตอนนี้... ฉันไม่รู้ด้วยซ้ำว่าใครกันแน่ที่เป็นตัวถ่วง]

   

   [เด็กๆมีพลังงานมากขนาดนี้เลยเหรอ? เดินมาหลายชั่วโมงแล้ว ไม่เคยขอให้อุ้มเลย แถมยังเดินเร็วกว่าใครๆอีก รวมถึงเดินตามกลุ่มอย่างว่าง่ายไม่วิ่งไปไหน นี่มันไม่เหมือนกับที่ฉันเคยรู้มาเลยนะ]

   

   [ถ้าเป็นลูกฉัน ต้องอุ้มเดินแน่ๆ]

   

   [ถ้าเป็นน้องชายฉันที่โตกว่าเธอหน่อย ก็คงไม่ว่าง่ายขนาดนี้หรอก]

   

   [หลานชายและหลานสาวตัวน้อยของฉันตอนนี้คงนั่งอยู่บนพื้นและเริ่มงอแงแล้วแน่ๆ]

   

   สรุปแล้วก็คือ คนที่ไม่ปกติคือเสิ่นจืออิน!

   

   เสิ่นจืออินนั่งยองๆอยู่ริมแม่น้ำ ชะโงกหน้าที่มีผมฟูฟ่องมองลงไปในน้ำ แล้วก็เห็นปลาตัวเล็กๆกำลังว่ายน้ำอย่างสบายอารมณ์

   

   เสิ่นจืออินชี้นิ้วเรียวเล็กไปที่น้ำ “มีปลา!”

   

   เป็นปลาตัวเล็กๆขนาดฝ่ามือเท่านั้น แถมยังเป็นปลาน้ำจืดด้วย

   

   ปกติแล้วพวกดาราที่ถูกตามใจมาตลอดคงไม่แม้แต่จะมองด้วยซ้ำ

   

   แต่ตอนนี้... ทุกคนหิวจริงๆ ไม่มีอาหารติดตัวมา จึงต้องหาอาหารบนเกาะนี้

   

   เมื่อได้ยินว่ามีปลา เสิ่นมู่จิ่นและคนอื่นๆก็อยากจะเข้ามาดู แต่พอลุกขึ้นยืนก็ต้องนั่งลงอีก

   

   ขาไม่มีแรงจะลุกยืนแล้ว

   

   เป็นจริงตามที่หรงอี้พูดไว้ คนที่ไม่ได้เดินทางไกลบ่อยๆ เดินมานานขนาดนี้ก็เหนื่อยจนนั่งลงแล้วไม่อยากลุกขึ้นอีก ลุกไม่ขึ้นเลยจริงๆ

   

   หรงอี้นำน้ำกลับมา “น้ำนี้ดื่มตรงๆไม่ได้ ต้องหาฟืนมาต้มน้ำ แล้วก็ทำอาหารด้วย”

   

   ไป๋ลั่วถามว่า “ต้องหาผักป่าใช่ไหมคะ? ฉันรู้จักผักป่าสองสามชนิด แต่ดูเหมือนที่นี่จะไม่มีเลย”

   

   เพื่อที่จะแสดงออกหน้ากล้อง เธอได้ศึกษามาบ้างแล้ว

   

   อวี่ซินหราน “มีเห็ดไหม? พวกเราอาจจะหาเห็ดได้นะ”

   

   นักร้องอู๋ฮวนพูดว่า “ผมกับอาจารย์เสิ่นไปหาฟืนดีกว่า เราจะเก็บเห็ดมาแบบสุ่มสี่สุ่มห้าไม่ได้ มันอาจจะเป็นอันตราย”

   

   เสิ่นมู่จิ่นพูดว่า “ไม่เป็นไร ฉันมีคุณย่าตัวน้อยอยู่”

   

   ทุกคน “…”

   

   คุณย่าตัวน้อย ฉันยอมแพ้เธอจริงๆ!

   

   หลังจากพักผ่อนมาพอสมควร แม้ขาทั้งสองข้างจะอ่อนแรงและไม่อยากลุกขึ้น แต่ความหิวก็บีบคั้น ทุกคนจึงจำใจลงมือทำอะไรบางอย่าง

   

   พวกเขาแบ่งกันเป็นคู่ๆ ผู้ชายสองคนไปหาฟืนสำหรับก่อไฟ ผู้หญิงสองคนไปหาผักป่าหรืออะไรที่กินได้

   

   หรงอี้ไปจับปลา แต่เมื่อไปถึงริมแม่น้ำ กลับพบว่าเสิ่นจืออินพับขากางเกงขึ้นและลงน้ำไปแล้ว

   

   โชคดีที่น้ำตื้น ไม่อย่างนั้นเขาคงตกใจแย่

   

   เขาเดินเข้าไปหา “เสิ่นจืออิน เธอรีบ...”

   

   ยังพูดไม่ทันจบประโยค ก็เห็นเสิ่นจืออินใช้มือทั้งสองข้างคว้าปลาตัวหนึ่งโยนขึ้นฝั่ง

   

   หรงอี้อ้าปากค้าง

   

   พอก้มลงมอง บนพื้นหญ้าริมฝั่งมีปลานอนอยู่สามตัวแล้ว อ้าปากพะงาบจ้องเขาด้วยตาปลาตาย

   

   ปลาที่นี่ไม่ใหญ่ แต่... เธอจับมันได้อย่างไร?

   

   เสิ่นจืออินไม่เพียงแต่จับปลา ยังเลื่อนก้อนหินออกและจับปูตัวเล็กๆได้อีกตัวหนึ่ง

   

   หรงอี้กลืนน้ำลาย “ฉันจะไปหาอะไรมาใส่ เธออย่าวิ่งไปที่น้ำลึกนะ”

   

   โอ้แม่เจ้า เขารู้สึกทันทีว่าที่เสิ่นมู่จิ่นพูดติดปากว่า “ฉันมีคุณย่าตัวน้อย” ก็ไม่ใช่เรื่องไร้เหตุผล

   

   เขาอดสงสัยอีกครั้งไม่ได้ว่า นี่เป็นเด็กจริงๆหรือ?

   

   ตอนที่หรงอี้กลับไปเอาภาชนะ เสิ่นมู่จิ่นก็ลากกิ่งไม้ใหญ่กลับมาอย่างยากลำบากและดูเปรอะเปื้อนเล็กน้อย

   

   กิ่งไม้นั้นยังเขียวอยู่ ไม่ได้แห้งเลย

   

   หรงอี้ “...แล้วนายจะเผามันได้ยังไง?”

   

   เสิ่นมู่จิ่นถามอย่างงุนงง “เผาไม่ได้เหรอ? ฉันอุตส่าห์ลำบากลำบนเอากลับมาเชียวนะ”

   

   หรงอี้ตอบ “ต้องรอให้แห้งก่อนถึงจะใช้ได้ ช่างเถอะ นายเอาถังใบเล็กนี้ไปที่ริมแม่น้ำเพื่อใส่ปลาที่คุณย่าตัวน้อยของนายจับมาแทนก็แล้วกัน”

   

   พูดถึงตรงนี้ สีหน้าของเขาดูแปลกไปเล็กน้อย

   

   เสิ่นมู่จิ่นยืดอกอย่างภาคภูมิใจ “ฉันบอกแล้วไงว่าคุณย่าตัวน้อยของฉันเก่งมาก”

   

   หรงอี้ถอนหายใจ “ฉันกับอู๋ฮวนจะไปหาฟืน นายไปช่วยคุณย่าตัวน้อยของนายเถอะ ฉันจะลองดูว่ามีอะไรกินได้อีกบ้างไหม”

   

   เสิ่นมู่จิ่นไม่รีรอ คว้าถังใบเล็กแล้ววิ่งกระโดดโลดเต้นไปทางแม่น้ำ พลางร้องเรียก “คุณย่าตัวน้อย ผมมาแล้วครับ~~~”

   

   [ฮ่าๆๆ นี่ใครกันแน่ที่เป็นเด็ก]

   

   [เสิ่นจืออิน : ผู้ใหญ่รุ่นนี้ดูแลยากจริงๆ]

   

   [เสิ่นจืออิน : ครอบครัวนี้ขาดฉันไม่ได้]

   

   [แต่เธอเก่งจริงๆนะ ถ้าเป็นฉัน คงจับปลาพวกนั้นไม่ได้แน่ๆ]

   

   [ตอนนี้ฉันเข้าใจแล้ว ที่แท้เสิ่นมู่จิ่นนั่นแหละที่เป็นตัวถ่วง]

   

   เสิ่นมู่จิ่นผู้เป็นตัวถ่วง ถือถังใบเล็กเดินกระโดดโลดเต้นตามหลังคุณย่าตัวน้อย คอยรับปูตัวเล็ก ปลาน้อย และกุ้ง

   

   มองไปมองมาเขาก็เริ่มสนใจ จึงพับขากางเกงขึ้นแล้วลงน้ำ เลียนแบบท่าทางของเสิ่นจืออินด้วยการเลื่อนก้อนหินออก จากนั้นก็ยื่นมือไปคว้าปูอย่างตื่นเต้น ทันใดนั้น เสียงกรีดร้องอย่างสนั่นหวั่นไหวก็ดังขึ้น

   

   ปลาในแม่น้ำต่างตกใจแตกฮือหนีไปหมด

   

   เสิ่นมู่จิ่นตะโกนเสียงดังลั่นพลางมองหาคุณย่าตัวน้อยไปทั่ว “คุณย่าตัวน้อย คุณย่าตัวน้อย มันหนีบผม!”

   

   เสิ่นจืออินกลอกตามองอย่างเหลืออด



บทที่ 182: ถ้าไม่เชื่อก็ลองกินดูสิ


   

   “เธอแค่วางมือไว้ในน้ำอย่าขยับ มันจะออกมาเอง”

   

   เสิ่นมู่จิ่นตื่นเต้นราวกับเด็กน้อย ในขณะที่เสิ่นจืออินซึ่งเป็นเด็กตัวจริงกลับดูนิ่งและสุขุมกว่า

   

   แน่นอนว่าเด็กที่สุขุมนั้นชอบกินมาก จึงจับปลาและปูน้ำจืดได้ไม่น้อยเลย

   

   “พวกนี้น่าจะพอแล้วนะ”

   

   เสิ่นมู่จิ่นอุ้มถังเล็กๆ พลางหัวเราะคิกคัก เมื่อเทียบกับคนอื่นแล้ว เขาสบายกว่าเยอะ

   

   เห็นได้ชัดว่าการพาคุณย่าตัวน้อยมาด้วยเป็นตัวเลือกที่ถูกต้องที่สุด

   

   ตอนที่นำปลา ปูน้ำจืด และกุ้งเล็กๆกลับมา อู๋ฮวนที่เหนื่อยจนหอบตามหลังหรงอี้มา

   

   ตอนนี้เขาไม่มีท่าทางสง่างามเหมือนก่อนหน้านี้แล้ว เสื้อผ้าเปรอะเปื้อน ผมเปียกเหงื่อ อุ้มฟืนแห้งด้วยสีหน้าที่ดูไม่ค่อยดีนัก

   

   เมื่อเห็นเสิ่นมู่จิ่นที่ถือถังเดินมาอย่างสบายๆ ทั้งยังคงดูหล่อเหลาเปล่งประกาย ดวงตาของเขาก็แฝงไปด้วยอารมณ์ที่ซับซ้อน

   

   “อาจารย์เสิ่น คุณจับปลาได้เยอะจังเลยนะครับ เก่งมากเลย” อู๋ฮวนมองปลาในถังแล้วยิ้มแห้งๆ พยายามรักษาภาพลักษณ์ของตัวเองไว้

   

   “คุณย่าตัวน้อยของฉันเป็นคนจับพวกนี้ทั้งหมดเองนะ!” เสิ่นมู่จิ่นภูมิใจราวกับว่าเขาเป็นคนจับเอง

   

   อู๋ฮวนและหรงอี้ต่างก็กระตุกมุมปาก

   

   ไป๋ลั่วและอวี่ซินหรานก็กลับมาแล้ว แต่ดูจากสีหน้าของทั้งสองคนแล้วไม่ค่อยดีนัก และยังทะเลาะกันอีกด้วย

   

   อวี่ซินหรานพูดอย่างหงุดหงิด “เธอบ่นอะไรกัน ตอนมาก็บอกแล้วว่าให้เปลี่ยน แต่เธอไม่ยอมเปลี่ยนเอง ฉันไม่ใช่ที่ระบายอารมณ์ของเธอนะ ทำไมต้องมาระบายอารมณ์ใส่ฉันด้วย ฉันไม่ใช่แม่เธอที่ต้องตามใจเธอนะ การที่ฉันพยุงเธอกลับมาก็ถือว่าทำดีที่สุดแล้ว ยังจะให้ฉันแบกเธอกลับมาอีกเหรอ หน้าด้านเกินไปหรือเปล่า?”

   

   ไป๋ลั่วเดินไปพลางร้องไห้ไปพลาง ดวงตาแดงก่ำ ขาก็เดินกะเผลก

   

   “อาจารย์อวี่ คุณเข้าใจผิดแล้วค่ะ ฉันไม่ได้บ่นว่าคุณ แค่โกรธตัวเองเท่านั้น ขอโทษนะคะ อย่าโกรธเลย”

   

   สองคนยืนอยู่ด้วยกัน ฝ่ายหนึ่งดูเหยียดหยาม อีกฝ่ายดูอ่อนแอน่าสงสาร ใครเห็นก็คงคิดว่าไป๋ลั่วถูกรังแก

   

   ในห้องถ่ายทอดสด แฟนคลับของไป๋ลั่ววิพากษ์วิจารณ์กันอย่างดุเดือด

   

   [ลั่วลั่วของฉันบาดเจ็บแล้ว ทำไมไม่ปฏิบัติกับเธอดีๆหน่อยล่ะ เธอไม่ได้เลือกที่จะไปป่าเอง ไม่รู้ว่าสถานการณ์จะยากลำบากขนาดนี้]

   

   [อวี่ซินหรานช่างโหดร้ายเหลือเกิน ด่าจนลั่วลั่วของฉันร้องไห้แล้วยังไม่หยุดอีก]

   

   [พวกแม่พระมาอวดอะไรกันตรงนี้ พี่อวี่ของฉันพูดผิดตรงไหน ก่อนมาก็เตือนแล้วไม่ใช่หรือ แถมพี่อวี่ยังให้ยืมเสื้อผ้าด้วย ทำไมถึงไม่รู้จักบุญคุณ ตอนนี้เปลี่ยนเสื้อผ้าไม่ได้ก็ไม่ใช่ความผิดของพี่สาวฉัน จะโทษใคร โทษตัวเองที่เรื่องมากสิ!]

   

   [ก็เพิ่งรู้จักกันเอง ทั้งเหนื่อยทั้งหิว ใครจะมาดูแลอารมณ์เธอเหมือนพ่อแม่ล่ะ!]

   

   สองฝ่ายโต้เถียงกัน คนอื่นๆได้แต่พยายามห้ามปราม

   

   เมื่อสอบถามจึงทราบว่า ขณะที่ไป๋ลั่วไปเก็บผักป่า เธอพลาดท่าล้มลงจนข้อเท้าพลิก หลังจากนั้นก็ร้องไห้คร่ำครวญน้อยใจ พูดเป็นนัยว่าอยากให้อวี่ซินหรานแบกเธอกลับมา

   

   แม้จะเป็นเช่นนั้น เธอก็ยังแสดงท่าทีเข้มแข็งและอดทนต่อหน้ากล้อง

   

   ด้วยความเห็นแก่เพื่อนร่วมงาน อวี่ซินหรานจึงช่วยพยุงเธอขึ้นมา แต่เธอก็ยังบ่นไม่พอใจ อยากให้แบก

   

   แล้วทั้งสองคนก็เกิดปากเสียงกัน

   

   ฝ่ายหนึ่งอารมณ์ร้อน อีกฝ่ายร้องไห้ฟูมฟายพูดจาประชดประชัน

   

   “ขอโทษค่ะ ทั้งหมดเป็นความผิดของฉันที่ไม่เอาไหน เพิ่งวันแรกก็ข้อเท้าพลิกแล้ว ฉันควรจะอดทนไว้ไม่ให้อาจารย์อวี่ต้องลำบากช่วยเหลือ”

   

   หรงอี้ย่อตัวลงตรวจดูเท้าของเธอ “ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง แต่วันนี้คงเดินไม่ไหวแล้ว” เขากล่าวเสริม “เธอก็อย่าร้องไห้อีกเลย ร้องไห้มากเกินไปจะทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำและเสี่ยงต่อการเป็นลมแดดได้ง่าย”

   

   สภาพอากาศแถวนี้ค่อนข้างร้อน ไม่ใช่ความร้อนแบบแดดจัด แต่เป็นความรู้สึกอบอ้าวมาก

   

   ไป๋ลั่วกลั้นความรู้สึกอยากด่าคนเอาไว้ แล้วมองไปทางเสิ่นมู่จิ่นด้วยสายตาน่าสงสาร

   

   ตอนนี้ในสายตาของเสิ่นมู่จิ่นมีแต่อาหาร เขาถามด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้น “คุณย่าตัวน้อย อยากกินปูแบบไหนครับ?”

   

   ความหิวโหยทำให้ตาของเขาเป็นประกายวาววับ

   

   ไป๋ลั่วกัดฟันด้วยความหงุดหงิด ผู้ชายพวกนี้ช่างไม่รู้จักถนอมน้ำใจผู้หญิงเลย!

   

   อวี่ซินหรานมองท่าทางของเธอด้วยสายตาเยาะเย้ย คิดว่าเสิ่นมู่จิ่นเป็นคนโง่งั้นหรือ?

   

   โชคดีที่สุดท้ายอู๋ฮวนก็เดินเข้าไปปลอบใจไป๋ลั่ว

   

   “พวกนี้กินได้ไหม? พวกเราเห็นเห็ดบางชนิดที่นั่นก็เลยเก็บกลับมาด้วย”

   

   สภาพอากาศในป่าบนเกาะนี้เหมาะกับการเติบโตของเห็ดพอดี อวี่ซินหรานยึดหลักว่ายิ่งสีสันฉูดฉาดยิ่งมีพิษมาก จึงเก็บเห็ดสีเทาๆกลับมาหลายดอก

   

   หรงอี้มองดูแล้วขมวดคิ้ว “เห็ดพวกนี้ผมรู้จักน้อยมาก อันนี้กินไม่ได้” เขาหยิบเห็ดสีขาวที่มีวงแหวนขึ้นมาดอกหนึ่ง “อันนี้มีพิษ ที่เหลือผมไม่รู้จักเลย”

   

   อย่างไรก็ตาม เห็ดที่เขารู้ว่ากินได้ ที่นี่ไม่มีสักดอกเลย

   

   เสิ่นจืออินเข้าไปใกล้ “ให้ฉันดูหน่อย” เธอหยิบเห็ดสองสามดอกออกมาจากถุง

   

   ไป๋ลั่วถามด้วยน้ำเสียงดีใจ “อันอื่นๆกินได้ทั้งหมดใช่ไหม? ฉันกับอาจารย์อวี่เก็บมานานมากเลยนะ”

   

   เธอเข้าไปใกล้ๆเพื่อร่วมวงด้วย ด้วยความกังวลว่าอวี่ซินหรานจะเอาความดีความชอบไปหมด

   

   อวี่ซินหรานกลอกตาอย่างเบื่อหน่าย

   

   เสิ่นจืออินมองพวกเธอทั้งสองด้วยสายตาเห็นใจ แล้วกล่าวว่า “นอกจากที่ฉันคัดออกมาสองสามดอกนั้น ที่เหลือเป็นพิษทั้งหมด”

   

   โชคดีแบบนี้ก็นับว่าสุดยอดแล้ว

   

   สีหน้าของอวี่ซินหรานและไป๋ลั่วแข็งค้างทันที

   

   “ไม่… ไม่มีทางเป็นไปได้” พวกเธอพึมพำอย่างไม่อยากเชื่อ

   

   พวกเธอเก็บมาตั้งมากมาย แต่กินได้แค่นิดเดียวเท่านั้นเองเหรอ?

   

   ไป๋ลั่วแสดงความไม่พอใจออกมา “เธอคงไม่ได้เก็บมาแบบไม่เลือกหรอกนะ เด็กน้อยไม่รู้เรื่องก็อย่าพูดส่งเดชสิ ที่เธอคัดออกมาสองดอกนั่นต่างหากที่ดูเหมือนมีพิษ ร่มเห็ดเป็นสีแดงด้วยนะ”

   

   เห็นได้ชัดว่าเธอไม่เชื่อคำพูดของเสิ่นจืออิน

   

   เสิ่นมู่จิ่นทนฟังไม่ไหวอีกต่อไป “เธอหมายความว่ายังไง กล้าสงสัยคุณย่าตัวน้อยของฉันเหรอ? รู้ไหมว่าใครจับปลาพวกนี้? คุณย่าตัวน้อยของฉันจับเอง รู้ไหมว่าใครจับปูพวกนี้? ก็คุณย่าตัวน้อยของฉันอีกนั่นแหละ! เธอจะสงสัยฉันก็ได้ แต่ห้ามสงสัยคุณย่าตัวน้อยของฉันเด็ดขาด!”

   

   ท่าทางที่ยืนเคียงข้างเสิ่นจืออินอย่างไม่มีเงื่อนไขและต่อว่าไป๋ลั่วเช่นนี้ อาจดูเหมือนไร้เหตุผลในสายตาคนอื่น

   

   [หา...มั่นใจขนาดนี้เลยเหรอ?]

   

   [ฉันยอมรับว่าเด็กน้อยคนนี้ดูเก่งจริงๆ แต่เรื่องเห็ดนี่ไม่ควรกินแบบสุ่มเสี่ยงนะ]

   

   [ร่มแดงก้านขาว กินแล้วอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้เลยนะ]

   

   [ไม่ใช่อย่างนั้นหรอก เห็ดที่เสิ่นจืออินเก็บมานั้นกินได้จริงๆ เห็ดร่มสีแดงนั่นเรียกว่าเห็ดน้ำนม ส่วนเห็ดที่ดูธรรมดา ธรรมดาบางชนิดนั่นแหละที่มีพิษร้ายแรง เห็ดที่เสิ่นจืออินเก็บมาทั้งหมดนั้นกินได้ทั้งนั้น]

   

   [เห็นความคิดเห็นด้านบนแล้วผมก็อยากจะถามว่าเขาเป็นใครถึงกล้าพูดว่าเห็ดที่เสิ่นจืออินเก็บมากินได้หมด แต่พอเห็นจังหวัดที่เขาอยู่ผมก็เงียบไป สิ่งที่เขาพูดน่าจะถูกต้องทั้งหมด]

   

   จังหวัดวาย เป็นจังหวัดที่มีชื่อเสียงด้านเห็ด แม้แต่เห็ดพิษพวกเขาก็กล้าลอง

   

   เสิ่นจืออินไม่ได้โต้เถียงกับไป๋ลั่ว เพียงแต่ทิ้งประโยคหนึ่งด้วยสีหน้าเย่อหยิ่งเล็กน้อย

   

   “ถ้าไม่เชื่อก็ลองทำกินเองสิ”

   

   สีหน้าของไป๋ลั่วแข็งค้างทันที

   

   หากให้เธอลงมือทำจริงๆ เธอก็ไม่กล้าแน่นอน

   

   ด้วยเหตุนี้ เธอจึงดึงอวี่ซินหรานเข้ามาร่วมวงสนทนา

   

   “อาจารย์อวี่คะ คุณคิดว่าสิ่งที่เธอพูดถูกต้องหรือคะ? ฉันไม่ได้ไม่เชื่อนะคะ แต่นี่มันเป็นสิ่งที่พวกเราอุตส่าห์ลำบากลำบนเก็บมา อีกอย่าง เธอก็อายุน้อยมาก...”

   

   อวี่ซินหรานไม่หลงกลคำพูดของเธอแม้แต่น้อย

   

   “เหนื่อยหน่อยก็ยังดีกว่าต้องสูญเสียชีวิต ถ้าไม่เชื่อก็ลองชิมดูเองสิ”

   

   ไป๋ลั่วแสดงสีหน้าเศร้าสร้อย “อาจารย์อวี่ดูเหมือนจะไม่ชอบฉันเลย มีอะไรที่ฉันทำผิดพลาดไปหรือเปล่าคะ”

   

   อู๋ฮวนกล่าวขึ้น “อย่าคิดมากเลย พวกเรามาเตรียมอาหารกันดีกว่า”

   

   เขารู้สึกหิวโหยและอ่อนล้าอย่างมาก จึงกล่าวปลอบประโลมอย่างขอไปที



บทที่ 183: ถ้าครอบครัวนี้ไม่มีเธอคอยดูแล คงจะวุ่นวายมากแน่ๆ!


   

   วัตถุดิบทุกอย่างเตรียมพร้อมแล้ว แต่คนที่ทำอาหารเป็นมีเพียงคนเดียว

   

   หรงอี้มองดูเหล่าคุณหนูและคุณชายที่ได้รับการเลี้ยงดูอย่างดีเหล่านี้ด้วยความรู้สึกหมดปัญญา

   

   แต่ก็ดีที่อย่างน้อยมีหนึ่งหรือสองคนที่พอจะช่วยได้บ้าง

   

   เสิ่นมู่จิ่นพยายามฆ่าปลา แม้ว่าระหว่างกระบวนการจะมีเสียงร้องโวยวายเป็นระยะ แต่ก็ถือว่าทำสำเร็จลุล่วงไปได้

   

   “กลิ่นแรงมาก ตัวฉันมีกลิ่นคาวไปหมดแล้ว...” เขาบ่นพึมพำ

   

   กลิ่นคาวปลาทำให้เขารู้สึกคลื่นไส้

   

   “คุณย่าตัวน้อย มีวิธีอะไรไหม ผมทนกลิ่นนี้ไม่ไหวแล้วจริงๆ”

   

   เสิ่นจืออินกำลังล้างปูและผักร่วมกับอวี่ซินหราน

   

   อวี่ซินหรานตั้งใจจะรับหน้าที่ส่วนใหญ่เพื่อดูแลเด็กหญิงตัวน้อย แต่ความจริงกลับกลายเป็นว่า... เธอแทบไม่กล้าจับปูเลย

   

   พวกปูเหล่านั้นกางก้ามออกมาดูน่ากลัว เธอกลัวมากว่าตัวเองจะถูกหนีบ

   

   สุดท้ายเสิ่นจืออินเป็นคนล้างเกือบทั้งหมด ทำให้อวี่ซินหรานรู้สึกเกรงใจมาก

   

   เสิ่นจืออินพูดปลอบ “ไม่เป็นไร ชินแล้ว”

   

   อู๋ฮวนกำลังก่อไฟ ควันลอยฟุ้งไปทั่วแต่ไม่มีประกายไฟสักนิด

   

   ไป๋ลั่วกำลังหั่นผัก แต่เกือบจะหั่นนิ้วตัวเองจนเริ่มร้องไห้ด้วยความน้อยใจอีกครั้ง

   

   สภาพที่วุ่นวายนี้ เกือบจะทำให้หรงอี้หมดสติไปแล้ว

   

   ‘มื้อนี้จะได้กินเมื่อไหร่กันนะ!’ เขาคิดในใจอย่างสิ้นหวัง

   

   มื้ออาหารที่เต็มไปด้วยปัญหา ทำให้ผู้ชมในห้องไลฟ์หัวเราะร่าเริง เพราะการเห็นดาราในสภาพที่ยุ่งเหยิงแบบนี้นั้นหาดูได้ยากมาก

   

   ผู้กำกับที่นั่งอยู่หน้าจอมอนิเตอร์ยิ้มกว้างเมื่อเห็นตัวเลขผู้ชมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

   

   คนที่ไปล้างผักและทำความสะอาดปลากลับมาแล้ว เมื่อเห็นปลาและปูขนาดเล็กที่เตรียมไว้เรียบร้อย หรงอี้รู้สึกโล่งอกไปทีหนึ่ง อย่างน้อยก็มีวัตถุดิบที่พอจะไว้ใจได้บ้างแล้ว

   

   เสิ่นจืออินหยิบขวดเซรามิกใบเล็กออกมาจากกระเป๋าแล้วยื่นให้เสิ่นมู่จิ่น พลางกล่าวว่า “เอาไปล้างเองนะ”

   

   เสิ่นมู่จิ่นเทของข้างในออกมา ปรากฏเป็นลูกกลมเล็กๆขนาดเท่าลูกแก้ว เขาถามอย่างสงสัย “นี่คืออะไรเหรอ?” สีสันของมันดูแปลกตาน่าสนใจ

   

   “ลูกบอลอาบน้ำ” เสิ่นจืออินตอบ

   

   สิ่งนี้ทำจากกากยาที่เหลือ ผสมกับเทคนิคการทำสบู่แฮนด์เมดของโลกนี้ ด้วยนิสัยชอบทำของให้เป็นทรงกลม จึงออกมาสวยงามและใช้งานสะดวก สามารถใช้ล้างหน้าได้และพกพาง่าย เสิ่นจืออินคาดว่าน่าจะได้ใช้ในป่าจึงนำติดตัวมาด้วย

   

   เสิ่นมู่จิ่นไม่สงสัยเลยว่าของที่คุณย่าตัวน้อยให้มาจะไม่ใช่ของดี เขาหยิบลูกหนึ่งแล้วรีบวิ่งไปที่ริมแม่น้ำอย่างกระตือรือร้น

   

   อวี่ซินหรานรีบตามไปด้วย พลางร้องขอ “ขอฉันลูกหนึ่งด้วยสิ ฉันก็อยากล้างตัว!”

   

   วัตถุดิบเตรียมพร้อมแล้ว หรงอี้จึงสอนให้อู๋ฮวนก่อไฟให้ดีก่อนที่จะเริ่มทำอาหาร

   

   เสิ่นจืออินนั่งอยู่บนก้อนหินเล็กๆจ้องมองเหม่อลอย ทันใดนั้นไป๋ลั่วก็เข้ามาใกล้

   

   “น้องสาว” ไป๋ลั่วเอ่ยขึ้น “เธอรู้ไหมว่าอาจารย์เสิ่นของเธอชอบอะไรบ้าง? ฉันเป็นแฟนคลับของเขาน่ะ อยากรู้จักเขาให้มากขึ้นหน่อย”

   

   ไป๋ลั่วใช้ข้ออ้างว่าเป็นแฟนคลับเพื่อสอบถามเสิ่นจืออินเกี่ยวกับความชอบของเสิ่นมู่จิ่น

   

   เสิ่นจืออินมองเธอแวบหนึ่ง แล้วตอบสั้นๆ “ไม่รู้”

   

   “จริงเหรอ? เธอไม่ได้อยู่กับเขาเหรอ? ทำไมถึงไม่รู้ล่ะ งานอดิเรกประจำวันของเขา ชอบเล่นเกมหรือเปล่า สิ่งเหล่านี้น่าจะสังเกตเห็นได้นะ”

   

   เสิ่นจืออินกลอกตาเล็กน้อย แล้วตอบตรงๆ “ฉันรู้แค่ว่าคนก่อนหน้านี้ที่อ้างว่าเป็นแฟนคลับของเขาถูกส่งตัวไปโรงพักแล้ว”

   

   “เธอ...”

   

   หากไม่ใช่เพราะยังมีกล้องอยู่ ไป๋ลั่วคงอดไม่ไหวที่จะเปลี่ยนสีหน้าแล้ว

   

   “ฉันแค่อยากถามเท่านั้นเอง ทำไมเด็กอายุน้อยอย่างเธอถึงได้พูดจาร้ายกาจแบบนี้ล่ะ แฟนคลับของอาจารย์เสิ่นก็ไม่ได้มีแค่ฉันคนเดียว ถ้าเธอพูดแบบนี้ แฟนคลับของเขาคงรู้สึกไม่พอใจแน่”

   

   เสิ่นจืออิน “อ๋อ เธอรู้สึกไม่พอใจหรือ แล้วเห็ดพิษพวกนั้นคุณยังจะกินอยู่ไหม?”

   

   ไป๋ลั่ว “…”

   

   ฉันต้องอดทน!

   

   “อาจารย์เสิ่นเป็นราชาแห่งวงการภาพยนตร์ มีแฟนคลับมากมาย การที่เธอทำแบบนี้จะทำให้เขาถูกวิพากษ์วิจารณ์นะ รู้ไหม?”

   

   “ฉันรู้ว่าเขามีแฟนคลับเยอะ คุณทำแบบนี้เพราะกำลังพยายามเกาะกระแสใช่ไหม?”

   

   ใบหน้าเล็กๆที่งดงามของเสิ่นจืออินแสดงออกถึงความไร้เดียงสาและบริสุทธิ์ แต่คำพูดที่ออกมาจากเสียงอ่อนหวานนั้นกลับตรงไปตรงมาและแทงใจดำ

   

   “ฉันได้ยินคนพูดว่า ในวงการนี้สิบคนมีแปดคนที่จะอ้างว่าเป็นแฟนคลับของหลานชายคนที่สี่ของฉัน”

   

   “ในวงการของพวกเธอ สิบคนจะมีครึ่งหนึ่งที่เป็นสาวน้อยผู้บริสุทธิ์ น่ารัก อ่อนโยน และเข้าอกเข้าใจ จริงหรือเปล่า?” คนที่พูดคือผีดารา

   

   “คนที่ดูบริสุทธิ์แบบนี้มีเยอะ แต่ลับหลังกลับร้ายกาจนัก ไป๋ลั่วคนนี้ก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น เธอไม่เพียงแต่มีความสัมพันธ์ทางกายกับชายหลายคน แถมยังมีเสี่ยเลี้ยงอีก แต่ชายคนนั้นทั้งแก่ทั้งน่ารังเกียจ ไป๋ลั่วคนนี้คงอยากหาเหยื่อที่อายุน้อยกว่า เลยจ้องหลานชายคนที่สี่ของคุณไว้”

   

   เสิ่นจืออินมองดูเสิ่นมู่จิ่นที่เพิ่งล้างมือเสร็จแล้วก็กระโดดโลดเต้นมาด้วยความดีใจ

   

   สีหน้าของเธอเคร่งขรึมขึ้นมาทันที ในฐานะผู้อาวุโสเธอต้องปกป้องหลานชายคนที่สี่ผู้ซึ่งดูฉลาดแต่แท้จริงแล้วซื่อเกินไปและถูกหลอกได้ง่าย!

   

   “คุณย่าตัวน้อย อันนี้ใช้ดีจังเลยครับ กลิ่นหอมแปลกดี ผมชอบมากๆเลย~” เสิ่นมู่จิ่นร้องอย่างตื่นเต้น

   

   ทันทีที่เสิ่นมู่จิ่นวิ่งเข้ามา ไป๋ลั่วก็ลุกพรวดขึ้นยืน

   

   “อาจารย์เสิ่น อ๊ะ!” เธอร้องด้วยความเจ็บปวด แล้วเอนตัวล้มไปทางเสิ่นมู่จิ่น

   

   เสิ่นจืออินลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว ไม่มีใครทันเห็นการเคลื่อนไหวของเธอ รู้แต่เพียงว่าเธอเกี่ยวและเตะที่ข้างเท้าของไป๋ลั่ว โดยไม่แตะต้องเท้าข้างที่บาดเจ็บ ทำให้ไป๋ลั่วพลิกตัวหงายหน้าขึ้นระหว่างที่ล้ม

   

   จากนั้นเธอก็ใช้มือน้อยๆ รองรับร่างของไป๋ลั่วที่กำลังจะล้ม พอทรงตัวได้แล้วก็วางเธอลงบนพื้นอย่างนุ่มนวล

   

   แล้วเธอก็ถามด้วยน้ำเสียงห่วงใย “คุณไม่เป็นไรใช่ไหม? คงไม่เจ็บนะ”

   

   ไป๋ลั่วที่นอนอยู่บนพื้นงงงันไปครู่หนึ่ง ก่อนจะโกรธจนหน้าแดงก่ำ

   

   แผนของเธอคือจะล้มลงในอ้อมกอดของเสิ่นมู่จิ่นเพื่อสร้างบรรยากาศโรแมนติก แต่ไม่คิดว่ามันจะกลับตาลปัตรเช่นนี้!

   

   เสิ่นมู่จิ่นก็งุนงงไปสองสามวินาที ก่อนจะปรบมือด้วยความชื่นชม

   

   “คุณย่าตัวน้อย ทำได้ยังไงเนี่ย เก่งมากเลยครับ!”

   

   ทุกคนต่างอึ้งไปตามๆกัน เมื่อครู่นี้เธอใช้มือเพียงข้างเดียวรับร่างของไป๋ลั่วที่ตัวใหญ่โตได้อย่างง่ายดาย อีกทั้งยังมั่นคงจนแทบไม่สั่นไหวเลย

   

   ไม่เพียงแต่แรงที่เพิ่มขึ้น แต่ท่วงท่าการยืนยังต้องมั่นคงอย่างน่าทึ่ง!

   

   ผู้กำกับหวังที่อยู่หน้าจอมอนิเตอร์ตื่นเต้นจนถูมือไปมา สายตาจับจ้องไปที่ห้องไลฟ์ ทุกคนต่างประหลาดใจและตกตะลึง

   

   [โอ้โห! ตาฉันฝาดไปหรือเปล่า? เธอใช้เพียงไม่กี่จังหวะพลิกร่างไป๋ลั่วที่ล้มคว่ำหน้าให้กลายเป็นหงายหลัง แถมยังใช้มือเดียวรับร่างของเธอไว้ได้!]

   

   [นี่ต้องเป็นกังฟูในตำนานที่สูญหายไปแล้วแน่ๆ เด็กคนนี้เก่งกาจจนน่าเหลือเชื่อ]

   

   [แรงของเธอมหาศาลจริงๆ ปกติเด็กวัยนี้อย่าว่าแต่รับคนทั้งตัวเลย แค่ครึ่งตัวก็แทบจะรับไม่อยู่แล้ว!]

   

   [เสิ่นมู่จิ่นนี่พาคุณย่ามาจริงๆ แถมยังเป็นคุณย่าที่เก่งกาจไม่ธรรมดาด้วย]

   

   [ฉันเข้าใจผิดไปแล้ว ก่อนหน้านี้ฉันยังสงสัยว่ารายการนี้ทำทุกวิถีทางเพื่อเรตติ้ง แต่ตอนนี้ดูแล้ว... ผู้ใหญ่หลายคนยังสู้เด็กคนเดียวไม่ได้เลย]

   

   [ฮ่าๆๆ... ไป๋ลั่วงงไปเลย]

   

   แม้ตอนนี้ในใจไป๋ลั่วจะไม่ยอมรับ แต่เธอก็จำต้องลุกขึ้นกล่าวขอบคุณ ทว่าแววตานั้นไม่มีความจริงใจแม้แต่น้อย

   

   เสิ่นจืออินไม่สนใจท่าทีของไป๋ลั่ว เธอรู้สึกโล่งใจที่สามารถปกป้องความบริสุทธิ์ของหลานชายคนที่สี่ไว้ได้

   

   เธอมองเสิ่นมู่จิ่นที่ยังคงยิ้มเขินอายแล้วเอามือไพล่หลังส่ายหัวน้อยๆด้วยความเอ็นดู

   

   ถ้าครอบครัวนี้ไม่มีเธอคอยดูแล คงจะวุ่นวายไม่น้อยเลยทีเดียว!



บทที่ 184: เสิ่นจืออินปีนต้นไม้


   

   ในที่สุดก็ได้กินอาหารเสียที รสชาติไม่ได้อร่อยมากนัก แต่คนที่หิวโหยกินอะไรก็ได้ทั้งนั้น

   

   เสิ่นมู่จิ่นจิบน้ำซุปเล็กน้อย พอมีอะไรตกถึงท้องแล้วก็ค่อยๆแกะก้างปลาออกอย่างระมัดระวัง กินเนื้อปลาพลางถอนหายใจ

   

   “ชาตินี้ฉันไม่เคยกินอะไรที่ด้อยคุณภาพขนาดนี้มาก่อน แม้แต่ข้าวกล่องในกองถ่ายยังอร่อยกว่านี้เลย”

   

   คุณชายเสิ่นที่ถูกเลี้ยงดูอย่างทะนุถนอม รู้สึกเสียดายอีกครั้งที่มาร่วมรายการนี้

   

   ไป๋ลั่วพยักหน้าเห็นด้วย “ทำไมเนื้อปลานี่ยังมีกลิ่นคาวอยู่เลย คงจัดการไม่ดีแน่ๆ”

   

   เธอรู้สึกรังเกียจ กินไปนิดหน่อยก็ไม่อยากกินแล้ว เธอไม่เคยกินปลาที่ไม่อร่อยขนาดนี้มาก่อน ทั้งยังมีก้างเยอะ กินลำบากมาก

   

   หรงอี้อธิบาย “พวกเราไม่ได้เอาเครื่องปรุงมามากขนาดนั้น ได้แค่จัดการอย่างง่ายๆ”

   

   มีอะไรให้กินก็ดีแล้ว เขากินอย่างตั้งใจ

   

   สิ่งที่ทำให้เขาประหลาดใจคือ คนอื่นๆกินอย่างฝืนๆ แต่เสิ่นจืออินกลับกินอย่างเอร็ดอร่อย ดูไม่มีทีท่าฝืนเลยสักนิด

   

   หรงอี้อดไม่ได้ที่จะชื่นชม “ลูกสาวของนายเลี้ยงง่ายจริงๆ เด็กสมัยนี้ส่วนใหญ่เลือกกินกันมากนะ”

   

   ไม่เพียงแต่เลือกกิน ยังต้องให้ผู้ใหญ่คอยป้อนอีกด้วย

   

   เสิ่นจืออินดูเหมือนจะกินอะไรก็อร่อยไปหมด ทำให้คนอื่นๆรู้สึกอยากกินมากขึ้น

   

   เสิ่นมู่จิ่นเชิดหน้าอย่างภาคภูมิ “นี่ไม่ใช่ลูกของฉัน แต่เป็นคุณย่าตัวน้อยของฉันต่างหาก!”

   

   เสิ่นจืออินไม่เพียงแต่ไม่จู้จี้จุกจิกเรื่องอาหารเท่านั้น แต่เธอยังกินมากกว่าใครๆอีกด้วย

   

   อาหารไร้รสชาติพวกนี้จะเทียบอะไรได้? แม้แต่อาหารที่ท่านผู้เฒ่าของเธอทำ ซึ่งเทียบเท่ากับยาพิษ เธอยังกินลงได้เลย

   

   “กินเยอะขนาดนี้ ไม่กลัวท้องอืดเหรอ?”

   

   เสิ่นจืออินจับปลาได้จำนวนมาก แต่เดิมหรงอี้คิดว่าคงกินไม่หมด น่าจะเก็บไว้เป็นมื้อเย็นได้ แต่เสิ่นจืออินขอให้ทำทั้งหมด

   

   ตอนนี้... ปลาส่วนใหญ่เข้าไปอยู่ในท้องของเธอหมดแล้ว และดูเหมือนว่าเธอจะยังกินไม่อิ่มอีกด้วย

   

   เสิ่นจืออินไม่จำเป็นต้องล้างจานแล้ว วันนี้เธอทำงานเยอะมาก

   

   หลังจากกินเสร็จ ทุกคนก็หันไปมองไป๋ลั่ว มื้อนี้เธอแทบไม่ได้ช่วยอะไรเลย ผักป่าและเห็ดที่ได้มาล้วนเป็นอวี่ซินหรานที่ไปเก็บมา

   

   ไป๋ลั่วกุมเท้า ตาแดงก่ำ แล้วพูดด้วยน้ำเสียงน่าสงสารว่า “วันนี้ทุกคนเหนื่อยกันมาก ฉันจะล้างจานเอง” แต่พอลุกขึ้นยืน เธอก็หน้าซีดและทรุดตัวนั่งลงไปอีก

   

   “ฉัน… ฉันลุกไม่ขึ้นแล้ว”

   

   อวี่ซินหรานกอดอก เธอรู้ว่ามันจะเป็นแบบนี้

   

   ไป๋ลั่วทำท่าน่าสงสาร “ขอโทษนะ ทั้งหมดเป็นเพราะฉันไร้ประโยชน์ ถ้าฉันไม่ได้บาดเจ็บ...” คำพูดต่อจากนั้นเธอไม่ได้พูดออกมา เพียงรอให้ใครสักคนตอบ

   

   อวี่ซินหรานไม่ตอบ เสิ่นมู่จิ่นยิ่งไม่อยากขยับ หรงอี้สีหน้าเย็นชา เขามีความรับผิดชอบสูงแต่ก็ไม่ใช่คนโง่

   

   อู๋ฮวน... เขาก็ไม่อยากขยับเช่นกัน

   

   ไป๋ลั่วแทบจะกลายเป็นรูปปั้นไปแล้ว

   

   ให้ตายเถอะพวกนี้ไม่มีใครเป็นคนดีเลย อู๋ฮวนพูดจาดีแต่พอถึงเวลาสำคัญกลับไม่คิดจะช่วยเหลือเลย

   

   หรงอี้ทำหน้าบึ้งตึง แล้วประกาศว่า “คราวนี้ฉันจะล้างจานเอง ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป งานล้างจานต้องจัดการให้เรียบร้อย ทุกคนผลัดกันทำวันละคน ยกเว้นเสิ่นจืออิน ไม่มีใครมีปัญหากับเรื่องนี้ใช่ไหม?”

   

   คนอื่นๆต่างส่ายหัว

   

   เนื่องจากข้อเท้าของไป๋ลั่วแพลงและตอนนี้เธอเดินไม่ได้แล้ว จึงได้แต่หาสถานที่ใกล้เคียงเพื่อสร้างที่พักพิงชั่วคราว

   

   ทุกคนแยกย้ายกันทำงาน เสิ่นจืออินพาหลานชายคนที่สี่ไปหาใบไม้ขนาดใหญ่ หรงอี้พาอู๋ฮวนและอวี่ซินหรานไปหากิ่งไม้สำหรับรองรับที่พัก ส่วนไป่ลั่วซึ่งเท้าแพลงจึงอยู่ที่เดิมคอยดูแลกระเป๋าของทุกคน

   

   “คุณย่าตัวน้อย นั่นต้นกล้วยใช่ไหมครับ?” เสิ่นมู่จิ่นมองต้นกล้วยสูงใหญ่ที่มีผลห้อยระย้าด้วยความอยากกิน ทั้งที่ปกติเขาไม่ชอบกินกล้วย

   

   “ใบของมันใช้ทำหลังคาที่พักได้ไหมครับ?”

   

   เสิ่นจืออินเงยหน้ามองแล้วพยักหน้า “ได้สิ”

   

   แต่ต้นกล้วยสูงลิบและลำต้นก็ลื่นมาก เสิ่นมู่จิ่นพยายามสุดแรงก็ยังปีนขึ้นไปไม่ได้

   

   เสิ่นจืออินดึงตัวหลานชายที่พยายามปีนอยู่ครึ่งวันแต่ไม่ขยับเขยื้อนลงมาอย่างรำคาญ “อยู่ห่างๆไว้”

   

   แล้วเธอก็ปีนขึ้นไปอย่างรวดเร็วราวกับลิง ร่างเล็กๆไต่ขึ้นต้นกล้วยที่ลื่นได้อย่างคล่องแคล่วว่องไว

   

   ผู้ชมห้องถ่ายทอดสดต่าตกตะลึง “!!!” เธอขึ้นไปได้ยังไงกัน?!

   

   ทุกคนรู้สึกตาพร่าไปชั่วครู่ แล้วจู่ๆเธอก็ปรากฏตัวอยู่บนต้นกล้วยเสียแล้ว

   

   “เร็วเข้า! ควบคุมกล้องถ่ายทอดสดของเสิ่นจืออินให้ตามขึ้นไป!”

   

   ผู้กำกับหวังตะโกนสั่งการ ทั้งตื่นเต้นและกังวลใจ เขารู้สึกทึ่งกับความสามารถอันน่าทึ่งของเธอ แต่ก็เป็นห่วงว่าหากเกิดอุบัติเหตุขึ้นมา ทีมงานของเขาคงแย่แน่

   

   เขาจ้องมองจอภาพของเสิ่นจืออินอย่างเคร่งเครียด เหงื่อเย็นๆผุดซึมออกมาตามขมับ พนักงานคนอื่นๆรอบข้างก็ต่างตื่นเต้นไม่แพ้กัน

   

   เสิ่นจืออินโผล่หน้าที่มีผมฟูฟ่องออกมาจากกิ่งไม้ เธอนั่งอยู่บนต้นกล้วยอย่างสบายๆ ไม่มีทีท่าหน้าแดงหรือหอบแม้แต่น้อย

   

   ส่วนเสิ่นมู่จิ่นที่อยู่ด้านล่างนั้น ใจเต้นรัวราวกับจะหลุดออกมาจากอก แม้จะรู้ดีว่าคุณย่าตัวน้อยมีความสามารถ แต่การปีนต้นไม้แบบนี้ก็ยังทำให้เขาหวาดหวั่น

   

   เสิ่นจืออินมองลงมาด้านล่าง ตอนนี้เธออยู่สูงจากพื้นราวห้าเมตรกว่า ความสูงขนาดนี้ทำให้ผู้ชมในห้องถ่ายทอดสดต่างใจหายใจคว่ำ กลัวว่าเธอจะพลัดตกลงมา

   

   [โอ้พระเจ้า! เธอช่างกล้าหาญจริงๆ ปีนได้สูงขนาดนี้ได้ยังไง!]

   

   [เด็กน้อยหน้าตาน่ารักน่ารักแบบนี้ กลับเป็นสาวแกร่งเสียนี่ เก่งยิ่งกว่าสาวแกร่งเสียอีก]

   

   [รีบลงมาเถอะ ฉันดูผ่านหน้าจอยังเหงื่อแตกเลย]

   

   ให้ลงไปตอนนี้คงเป็นไปไม่ได้หรอก เธอปีนขึ้นมาโดยไม่ต้องใช้แรงเลย

   

   เสิ่นจืออินพูดด้วยรอยยิ้ม “รับด้านล่างให้ดีนะ ฉันจะเริ่มตัดใบไม้แล้ว”

   

   เธอหยิบมีดที่เหน็บไว้ที่เอวออกมา แล้วเริ่มตัดใบกล้วยขนาดใหญ่อย่างคล่องแคล่ว มันใหญ่มากจริงๆ

   

   เสิ่นจืออินมีพละกำลังมหาศาล เธอสามารถตัดใบไม้แต่ละใบได้อย่างรวดเร็วภายในไม่กี่ครั้ง ในขณะที่ผู้ใหญ่คนอื่นอาจต้องใช้เวลามากกว่านี้หลายเท่า

   

   เมื่อใบกล้วยร่วงหล่น เธอก็เคลื่อนไหวอย่างคล่องแคล่วไปตัดใบต่อไปทันที

   

   หลังจากตัดไปได้ราวสิบใบ เสิ่นมู่จิ่นที่อยู่ด้านล่างก็เก็บใบกล้วยจนเหงื่อโซมกาย

   

   ใบกล้วยแต่ละใบช่างใหญ่โตเหลือเกิน แค่ยกใบเดียวเขาก็รู้สึกเหนื่อยล้าแล้ว

   

   “พอแล้วครับ คุณย่าตัวน้อย พอได้แล้ว” เสิ่นมู่จิ่นเอ่ยขึ้นพลางเอามือยันเข่า หอบหายใจแรง

   

   [เสิ่นมู่จิ่น นายหมดแรงแล้วเหรอ? คุณย่าตัวน้อยยังไม่บอกว่าเหนื่อยเลย แต่นายกลับเหนื่อยขนาดนี้แล้ว]

   

   [คุณย่าตัวน้อยครับ ผมยอมแพ้แล้ว คุณคือเทพเจ้าของผม!]

   

   [ฉันขอประกาศว่า ในรายการนี้นอกจากหรงอี้กับคุณย่าตัวน้อยแล้ว คนอื่นทั้งหมดเป็นตัวถ่วง]

   

   [คุณย่าตัวน้อยครับ เสิ่นมู่จิ่นไม่ไหวแล้ว ช่วยพาฉันไปด้วยเถอะ]

   

   หลังจากได้เห็นความสามารถอันน่าทึ่งของเด็กหญิงคนนี้ ทุกคนก็เลิกเรียกเธอว่าเด็กน้อยหรือแม้แต่ชื่อจริง แต่พากันเรียกตามเสิ่นมู่จิ่นว่า “คุณย่าตัวน้อย” กันถ้วนหน้า

   

   ฉายา “คุณย่าตัวน้อย” นี้ เธอสมควรได้รับอย่างยิ่ง!

   

   เมื่อตัดใบกล้วยเสร็จสิ้น เสิ่นจืออินก็ส่งกล้วยหวีหนึ่งลงไป จากนั้นทุกคนก็เห็นเธอทำท่าทางราวกับกำลังอวดฝีมือ คว้าใบกล้วยขนาดใหญ่ใบหนึ่งแล้วไถลลงมา ท่ามกลางเสียงกรีดร้องดังลั่นในห้องถ่ายทอดสด สุดท้ายเธอก็คว้าปลายใบกล้วยไว้เพื่อชะลอความเร็ว ก่อนจะกระโดดลงบนใบกล้วยอีกใบที่วางอยู่ด้านล่าง

   

   ในที่สุดเธอก็ลงถึงพื้นอย่างปลอดภัย หัวใจของทุกคนเต้นรัวราวกับตกลงมาพร้อมกับเท้าของเธอที่แตะพื้นในชั่วขณะนั้น

   

   ความจริงแล้ว หากไม่มีการถ่ายทอดสด เสิ่นจืออินสามารถบินลงมาได้โดยง่าย

   

   แต่เธอก็ต้องระมัดระวังตัวเอาไว้ก่อน

   

   ทว่าสิ่งที่เธอคิดว่าเป็นการระมัดระวังนั้น แท้จริงแล้วก็ไม่ได้ระมัดระวังเลยแม้แต่น้อย

   

   ขณะนี้มีหลายประเด็นร้อนแรงที่เกี่ยวข้องกับเธอ

   

   หลังจากลงถึงพื้น เธอปัดมือเบาๆ ร่างเล็กๆของเธอพยายามแบกเครือกล้วยที่สูงกว่าตัวเธอขึ้นมา

   

   เสิ่นมู่จิ่นอุ้มใบกล้วยไว้หลายใบ พยายามออกแรงสุดความสามารถ... แต่ก็ไม่อาจลากมันไปได้

   

   ชายหนุ่มชะงักไปครู่หนึ่ง แล้วพึมพำ “เดี๋ยวก่อน เมื่อกี้ผมคงใช้แรงมากเกินไป”

   

   เขาไม่สนใจสภาพของตัวเองที่แค่ใบกล้วยไม่กี่ใบก็ยกไม่ไหว สูดหายใจลึกๆ แล้วพยายามอีกครั้ง ใบหน้าแดงก่ำด้วยความพยายาม แต่ก็เดินได้เพียงไม่กี่ก้าวก็ไม่มีเรี่ยวแรงจะเดินต่อแล้ว

   

   เสิ่นมู่จิ่น : ...

   

   ช่างน่าอายที่เขาประเมินความสามารถของตัวเองสูงเกินไป



บทที่ 185: รอหลานชายที่ไม่เอาไหนยของคุณย่าตัวน้อยด้วย!


   

   สุดท้ายก็ต้องขอความช่วยเหลือจากคุณย่าตัวน้อย

   

   เสิ่นจืออินใช้มือข้างหนึ่งแบกกล้วยเครือใหญ่ไว้ พร้อมกับแอบส่งพลังวิญญาณเร่งให้สุกอย่างช้าๆ เพื่อไม่ให้ผู้ชมในห้องถ่ายทอดสดสังเกตเห็น มืออีกข้างจับใบกล้วยใบใหญ่เจ็ดแผ่นที่มัดด้วยเชือก แม้จะถือของมากมายแต่ก็ยังเดินนำหน้าไปอย่างคล่องแคล่ว

   

   เสิ่นมู่จิ่นถือใบกล้วยที่เหลืออีกสามแผ่นอย่างงุ่มงาม เดินตามหลังอย่างทุลักทุเล เดินไปเดินมา เขาก็ตามไม่ทันเสียแล้ว จึงตัดสินใจเลิกแสดงต่อหน้ากล้อง ทิ้งใบไม้ไปอีกหนึ่งแผ่น แล้วถือใบไม้สองแผ่นที่เหลือเดินตามหลังคุณย่าตัวน้อยอย่างกระตือรือร้น

   

   แต่เขาก็ยังต้องแก้ตัวเล็กน้อย “ไม่ใช่ว่าผมไร้ประโยชน์ แต่คุณย่าตัวน้อยของผมเก่งเกินไปต่างหาก!” นี่ไม่ใช่ปัญหาของเขาอย่างแน่นอน

   

   ผู้ชมในห้องถ่ายทอดสดต่างแสดงความคิดเห็น

   

   [ใช่ๆๆ… คุณไม่ได้ไร้ประโยชน์ ไม่ได้ไร้ประโยชน์เลย แค่ต้องการคุณย่าตัวน้อยวัยสี่ขวบคอยดูแลเท่านั้นเอง]

   

   [ขอคุณย่าตัวน้อยแบบนี้ให้ฉันบ้างสิ การได้นอนอยู่เฉยๆ มันดีมากจริงๆ ฉันไม่อยากพยายามอะไรเลย]

   

   [ช่วยด้วย เธอตามใจหลานชายมากเลย เสิ่นมู่จิ่นนี่โชคดีอะไรขนาดนั้น ทั้งที่ต้องมาเอาชีวิตรอดในป่าแต่เขากลับสบายกว่าใครเลย]

   

   [มีคุณย่าตัวน้อยแบบนี้ ต่อไปพาออกไปต่อยกับใครก็คงไม่ต้องกลัว พละกำลังของเธอคงสู้คนสิบคนได้แน่ๆ!]

   

   [ฉันคิดว่าคำพูดเกินจริงแบบพลังเหนือธรรมชาติ แข็งแกร่งเหมือนเทพเจ้า มีแต่ในทีวีและนิยายเท่านั้น ตอนนี้รู้แล้วว่าฉันคิดผิด]

   

   [ถ้าเป็นสมัยโบราณ อย่างต่ำก็ต้องเป็นนายพลหญิงแน่ ถ้าไม่ใช่ก็ต้องเป็นนางเอกนิยายแนวพลังเหนือมนุษย์แน่นอน ใครกล้ายุ่งกับเธอมีหวังหัวขาดแน่]

   

   เสิ่นจืออินสงสัย : หืม? ทำไมจู่ๆถึงได้รับพลังศรัทธามากมายขนาดนี้?

   

   เธอกะพริบตาอย่างงุนงง ไม่คิดว่าการเข้าร่วมรายการนี้จะมีเซอร์ไพรส์แบบนี้ด้วย!

   

   ด้วยเหตุนี้ เธอจึงเดินอย่างองอาจ ยืดอกผึ่งผาย ดูทรงพลังมาก ขาสั้นๆก้าวอย่างรวดเร็ว เสิ่นมู่จิ่นที่วิ่งตามหลังมาจนหอบแทบขาดใจก็ยังตามไม่ทัน

   

   เสิ่นมู่จิ่น “!!!”

   

   “คุณย่าตัวน้อย รอผมด้วย!” เขาร้องตะโกนไล่หลัง “รอหลานชายคนที่สี่ที่ไร้ประโยชน์คนนี้ด้วย!”

   

   เสิ่นจืออินเหลียบมองไปด้านหลัง สายตาแทบจะถูกบังด้วยใบกล้วยมัดรวมที่สูงลิบเธอยืนเขย่งเท้าเพื่อมองดูหลานชายคนที่สี่ของเธอที่กำลังหอบแฮ่ก ใบหน้าและหูแดงก่ำ

   

   “เธอแบกของนิดเดียวแค่นั้น เดินให้เร็วกว่านี้ไม่ได้หรือไง?” เธอถามด้วยน้ำเสียงดูถูกเหยียดหยาม

   

   สายตาคู่นั้นแสดงความรังเกียจอย่างไม่ปิดบัง

   

   เสิ่นมู่จิ่นรู้สึกอับอายอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะเปลี่ยนเป็นภาคภูมิใจและมั่นใจ

   

   “คุณย่าตัวน้อย ใครใช้ให้คุณเก่งเกินไปล่ะ ขาสั้นๆแต่เดินสง่าผ่าเผยราวกับแม่ทัพใหญ่!”

   

   เสิ่นจืออินตะคอกกลับ “ขาฉันสั้นแต่ก้าวได้เร็วนะ”

   

   เมื่อพวกเขามาถึงที่พักชั่วคราว คนอื่นๆที่กลับมาก่อนแล้วต่างตกตะลึง ราวกับเห็นกองกล้วยยักษ์มีขาสองข้างเดินมาเอง พอมองใกล้ๆอีกที โอ้พระเจ้า นั่นก็คือเสิ่นจืออิน!

   

   ทุกคนตาเหลือกลานและอ้าปากค้างเมื่อเห็นเธอแบกกล้วยเครือใหญ่มา พร้อมลากใบกล้วยกองมหึมาตามหลัง

   

   อู๋ฮวนที่หายใจหอบและเหนื่อยล้าเพราะเขากลับมาพร้อมท่อนไม้ที่หนาเท่าแขน ดวงตาของเขาเริ่มพร่ามัว มือของหรงอี้ที่ถือขวดน้ำสั่น และน้ำในมือของเขาเกือบจะหกลงพื้น

   

   ทุกคนตกอยู่ในภาวะงุนงง ไม่รู้ว่าตัวเองเป็นใคร อยู่ที่ไหน จนกระทั่งเสิ่นจืออินเดินเข้ามาและวางกล้วยที่แบกบนไหล่ลงบนพื้น

   

   “พวกคุณกลับมาแล้วเหรอคะ?” เธอทักทายอย่างสุภาพ

   

   หลายคนพยักหน้างุนงงเมื่อได้ยินเสียงนั้น มันฟังดูเด็กมากจริงๆ ทั้งยังมีเสียงแหลมเล็กราวกับเด็กน้อยอีกด้วย

   

   ด้วยเหตุนี้จึงยิ่งทำให้พวกเขาตกใจมากขึ้นไปอีก

   

   หรงอี้ถึงกับลองยกเครือกล้วยนั้นขึ้นมา เขามีแรงพอที่จะยกได้ แต่หากต้องแบกไว้นานๆ ก็คงจะเหนื่อยล้าเป็นอย่างมาก

   

   เสิ่นจืออินเป็นเด็กหญิงคนหนึ่ง ไม่เพียงแบกกล้วยที่สูงกว่าตัวเองมากกลับมา แต่ยังนำใบกล้วยขนาดใหญ่มาด้วยมากมาย

   

   สิ่งนี้ทำให้ทุกคนต้องปรับความเข้าใจเกี่ยวกับพละกำลังของเธออีกครั้งอย่างแท้จริง

   

   อวี่ซินหรานอดไม่ได้ที่จะถาม “เธอแข็งแกร่งขนาดไหนกันเนี่ย?”

   

   เธอยังบีบแขนเล็กๆขาวผ่อง อวบอิ่ม และนุ่มนิ่มของเสิ่นจืออินที่เหมือนรากบัวด้วย

   

   ดูเหมือนจะไม่แตกต่างจากเด็กทั่วไป เนื้อก็นุ่มนิ่ม แล้วทำไมถึงมีพละกำลังมหาศาลขนาดนั้นได้?

   

   เสิ่นจืออินไม่ถ่อมตัวเลยสักนิด “ก็แค่มากนิดหน่อยเท่านั้น”

   

   อู๋ฮวนมองดูเธอแล้วกลืนน้ำลาย จากนั้นก็เหลือบมองไปที่เสิ่นมู่จิ่นที่เหงื่อท่วมตัวอยู่ด้านหลัง

   

   อู๋ฮวนรู้สึกโล่งใจ ที่แท้ก็ไม่ใช่แค่เขาคนเดียวที่ไร้ประโยชน์

   

   ดูเหมือนว่าคนคนนี้จะแย่กว่าเขาเสียอีก อย่างน้อยเขาก็แบกท่อนไม้ใหญ่ขนาดนั้นกลับมาได้

   

   “พวกคุณ แฮ่ก… กลับมาเร็วจังนะ”

   

   เขารีบหยิบน้ำขึ้นมาดื่มทันที

   

   หรงอี้มองเขาด้วยสายตาซับซ้อนแล้วพูดว่า “อืม ในป่านี้มีท่อนไม้อยู่เยอะมาก พวกเราก็หาเจอไม่ไกลแล้วเอากลับมา”

   

   เสิ่นจืออินกำลังแกะกล้วยออกมากิน

   

   กล้วยป่าที่เร่งให้สุกนี้ แม้เนื้อจะไม่ดิบแล้ว แต่ยังคงมีเมล็ดอยู่มาก

   

   กินไม่อร่อยเท่ากล้วยปลูก แล้วยังต้องคอยคายเมล็ดออกอีก

   

   แต่ในยามนี้ก็มีเพียงเท่านี้ เสิ่นจืออินกินโดยไม่เรื่องมาก หรงอี้อดถอนหายใจไม่ได้ ช่างเป็นคนเลี้ยงง่ายเสียจริง

   

   ในห้องถ่ายทอดสด บรรดาคุณพ่อคุณแม่ต่างรู้สึกพ่ายแพ้

   

   [ถ้าลูกฉันมีความอยากอาหารแบบนี้ คงต้องกราบไหว้บรรพบุรุษทั้งวันทั้งคืน]

   

   [เด็กๆก็เหมือนกัน ลูกฉันไม่มีแรงขนาดนั้นก็ช่างเถอะ แต่ยังเลือกกินอีก]

   

   [มองลูกชายแล้วอดรู้สึกรังเกียจไม่ได้ ความสามารถสู้ไม่ได้ก็ไม่เป็นไร แต่กินข้าวยังเลือกนู่นนี่ ทุกครั่งที่กินข้าว ฉันล่ะอยากจะให้เขาไปเกิดใหม่ซะจริง]

   

   [ต่างครอบครัวก็ต่างกัน แต่เด็กเลือกกินเหมือนกัน ทำไมเด็กสมัยนี้กินข้าวยากจัง ต้องอ้อนวอนราวกับบูชาบรรพบุรุษ ดูเสิ่นจืออินสิ กินอะไรก็อร่อยไปหมด]

   

   [ก็แค่พวกคุณนั่นแหละ ปล่อยให้เด็กหิวสักสองมื้อ เขาก็กินเองแล้ว ฉันยึดหลักว่าอยากกินก็กิน ไม่อยากก็ไม่ต้องฝืน]

   

   [ลูกฉันก็เลือกกิน ปู่ย่าต้องอ้อนวอนกว่าจะยอมกินนิดหน่อย แต่ตอนฉันดูแลไม่ตามใจหรอก ถึงเวลากินไม่กินก็อย่ากิน หิวจนถึงมื้อถัดไปเดี๋ยวก็ยอมกินเอง ถึงจะร้องไห้งอแงก็ไม่ได้ผล]

   

   ความเห็นหลังๆนี้ดูคล้ายคุณแม่ยุค90 ที่เลี้ยงลูกแบบเข้มงวด

   

   ขณะสร้างที่พักพิง เสิ่นจืออินอยากช่วย แต่หรงอี้รีบห้าม “เธอนั่งพักเถอะ พวกเราทำเองได้”

   

   อวี่ซินหรานพยักหน้าเห็นด้วย “ใช่ๆ พวกเราจัดการเอง”

   

   เสิ่นมู่จิ่นรู้สึกสงสารคุณย่าตัวน้อย เธอกินกล้วยพลางคายเมล็ดออกมาพูดว่า “คุณย่าตัวน้อย คุณลำบากมามากแล้ว ที่เหลือพวกเราจัดการเองได้”

   

   แม้แต่ไป๋ลั่วก็ไม่กล้าทำอะไร ไม่กล้าแม้แต่จะพูดเสียงดังกับเสิ่นจืออินด้วยซ้ำ เกรงว่าหากทำให้เด็กโกรธจนตีตัวเองเข้า อาจทำให้กระดูกหักได้

   

   ภายใต้การนำของหรงอี้ ไป๋ลั่วที่ขาเจ็บจำต้องช่วยส่งใบไม้ให้อย่างไม่เต็มใจ

   

   ในที่สุด หลังจากเวลาผ่านไปหนึ่งชั่วโมง ที่พักอาศัยชั่วคราวอย่างเรียบง่ายก็สร้างเสร็จ สามารถป้องกันลมและฝนได้พอสมควร

   

   เมื่อใบไม้ที่มีอยู่ไม่เพียงพอ พวกเขาจึงเข้าไปในป่าเพื่อหามาเพิ่มเติม

   

   ขณะนี้ ที่พักสามารถรองรับผู้คนได้หลายคนแล้ว

   

   ไป๋ลั่วรีบเข้าไปเปลี่ยนเสื้อผ้าทันที เธอไม่อยากสวมกระโปรงตัวนี้แม้แต่วินาทีเดียว มีเพียงสวรรค์เท่านั้นที่รู้ว่าเธอรู้สึกสิ้นหวังเพียงใดในตอนที่แมลงตัวจิ๋วไต่ขึ้นมาตามขาของเธอ



บทที่ 186: ‘สัตว์เลี้ยง’ ของเสิ่นจืออิน


   

   หลังจากสร้างที่พักพิงเสร็จแล้ว พวกเขาก็ต้องออกไปหาอาหารเย็นต่อ

   

   ก่อนหน้านี้ตอนอาหารเช้า ทุกคนกินกันน้อย แต่หลังจากออกแรงกลางแจ้งมาทั้งวัน พลังงานก็ถูกเผาผลาญไปอย่างรวดเร็ว ทำให้ทุกคนหิวโหยขึ้นมาทันที

   

   แค่วันแรกพวกเขายังพอเลือกกินได้บ้าง แต่อีกสองวันต่อจากนี้ คงต้องกินแม้กระทั่งแมลง

   

   ในขณะที่คนอื่นๆแม้จะไม่เต็มใจนัก แต่ก็ร่วมแรงร่วมใจกันสร้างที่พักพิง เสิ่นจืออินกลับหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่มีใครรู้

   

   ถึงแม้เธอจะเป็นเพียงเด็ก แต่นอกจากสร้างความตกตะลึงให้พวกเขาเป็นระยะระยะแล้ว โดยปกติเธอก็ค่อนข้างนิ่งเงียบ

   

   ถ้าเป็นเด็กคนอื่นที่นิ่งเงียบแบบนี้ คงกำลังคิดแผนซุกซนแน่ๆ

   

   แต่เสิ่นจืออินดูปกติดี พอพวกผู้ใหญ่รู้ตัวว่าเด็กหายไป ก็ถึงกับตาค้าง

   

   “คุณย่าตัวน้อยของฉันไปไหนแล้ว!”

   

   คุณย่าตัวน้อยที่ถูกนึกถึงตอนนี้กำลังจ้องมองปูมะพร้าวตัวใหญ่อยู่ อืม... พูดให้ถูกคือปูมะพร้าวนั่นแหละที่กำลังจ้องมองเธออยู่

   

   ตัวใหญ่มากจริงๆ

   

   อยากกิน แต่น่าเสียดายที่เป็นสัตว์คุ้มครอง

   

   เสิ่นจืออินมองปูมะพร้าวพลางถอนหายใจ

   

   ในห้องถ่ายทอดสดของเธอ เสียงกรีดร้องดังลั่น

   

   เพราะว่าก้ามของปูมะพร้าวมีแรงบีบสูงมาก สามารถหนีบกระดูกคนให้หักได้เลยทีเดียว

   

   ตอนนี้ปูมะพร้าวตัวนั้นอยู่ใกล้เสิ่นจืออินมาก ทั้งยังชูก้ามขึ้นมาอย่างดุร้าย

   

   เสิ่นจืออินตบมันลงไปหนึ่งที “อยู่นิ่งๆหน่อย ที่ไม่จับเธอกินก็ต้องขอบคุณตัวเองที่เป็นสัตว์คุ้มครองนะ ไม่งั้นฉันจะเอาไปต้มเดี๋ยวนี้เลย!”

   

   “ตัวใหญ่ขนาดนี้ จะได้เนื้อเยอะแค่ไหนนะ?”

   

   “ได้ยินมาว่าปูมะพร้าวอร่อยมากเลยนะ”

   

   เธอจ้องปูมะพร้าวจนน้ำลายไหล ทุกครั้งที่มันยกก้ามขึ้นมา เธอก็จะตบมันไปทีหนึ่ง แล้วมันก็จะสงบลง

   

   ผู้ชมถึงกับเห็นความอัดอั้นตันใจจากปูมะพร้าวตัวนั้น

   

   [ฮ่าๆๆ เมื่อกี้ฉันยังกังวลว่าเธอจะโดนหนีบอยู่เลย]

   

   [ปูมะพร้าว: โชคดีที่ฉันเป็นสัตว์คุ้มครอง ไม่งั้นวันนี้คงไม่รอด]

   

   [เห็นได้ชัดเลยว่าคุณย่าตัวน้อยหิวจริงๆ]

   

   เสิ่นจืออินก้าวเท้าสั้นๆตามหลังปูมะพร้าว กินไม่ได้ก็ขอดูให้เพลินตาก็ยังดี

   

   เธอถึงขนาดหาเถาวัลย์มามัดขาปูมะพร้าวข้างหนึ่งแล้วพาไปเดินเล่นเหมือนสัตว์เลี้ยง ทำเอาผู้ชมในห้องถ่ายทอดสดถึงกับพูดไม่ออก

   

   เดินไปเดินมาก็เข้าไปลึกในป่า

   

   ระหว่างทางยังเจองูสีสวยมากตัวหนึ่ง สีเขียวอ่อน แต่ดูสีหัวมันแล้วต้องมีพิษแน่นอน!

   

   คนในห้องถ่ายทอดสดและทีมงานรายการตกใจจนไม่กล้าหายใจ

   

   ทำไมถึงโชคร้ายไปเจองูพิษได้!!!

   

   ผู้กำกับหวังที่ดูแลรายการนี้แน่นอนว่าต้องมีการเตรียมพร้อม แม้จะมีอันตรายอยู่บ้าง แต่จริงๆแล้วไม่ไกลจากแขกรับเชิญมีบอดี้การ์ดอยู่ และพวกเขามีใบอนุญาตพกปืนด้วย

   

   นอกจากนี้ยังมีเซรุ่มแก้พิษงูชนิดต่างๆ รวมถึงเฮลิคอปเตอร์ด้วย

   

   หากมีคนประสบอันตราย เช่น ถูกงูพิษกัด พวกเขาจะฉีดเซรุ่มทันทีและใช้เฮลิคอปเตอร์พาไปโรงพยาบาลเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้

   

   สำหรับรายการวาไรตี้นี้ หวังลี่คังได้ทุ่มเททุกอย่างที่มี แม้กระทั่งขายรถ วิงวอนขอการลงทุนจากทุกคน แม้แต่เฮลิคอปเตอร์ก็ต้องยืมมา

   

   แม้ว่าเขาไม่อยากให้แขกรับเชิญประสบอันตรายถึงชีวิตบนเกาะ แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก็ทำให้ทุกคนใจเต้นระทึก

   

   เมื่อเห็นงูเขียวหางไหม้ปรากฏตัวต่อหน้าเสิ่นจืออิน ทุกคนต่างตื่นตระหนก หัวใจเต้นรัวด้วยความหวาดกลัว

   

   เสิ่นจืออินและงูเขียวหางไหม้สบตากันชั่วครู่ ทันใดที่งูพยายามจะหลบหนี เธอก็ฉวยโอกาสคว้าคอมันและดึงลงมาอย่างรวดเร็ว

   

   “โอ้!” เสียงอุทานดังขึ้นพร้อมกัน

   

   ผู้ชมทั้งหมดสูดหายใจเฮือกใหญ่ด้วยความตกใจ พร้อมถอยหลังอย่างระมัดระวัง

   

   ผู้กำกับหวังรีบดื่มน้ำเพื่อสงบสติอารมณ์ ในใจคิดว่าเด็กหญิงคนนี้ช่างกล้าหาญเหลือเกิน ราวกับไม่รู้จักความกลัว! เขารีบสั่งให้ทีมรักษาความปลอดภัยเตรียมพร้อมเข้าช่วยเหลือ

   

   “งูชนิดนี้… เป็นสัตว์คุ้มครองใช่ไหม?” เสิ่นจืออินนึกทบทวนและคิดว่าน่าจะใช่

   

   ขณะนี้ งูพิษที่ถูกจับไว้กำลังดิ้นรนอย่างบ้าคลั่งพยายามหลุดพ้น ร่างสีเขียวสดบิดเบี้ยวไปมาบนแขนขาวเนียนของเธอ

   

   งูเขียวหางไหม้ตัวนั้นมีขนาดใหญ่เท่าแขนของเธอแล้ว!

   

   แต่สิ่งที่น่าประหลาดใจคือ ตั้งแต่ถูกจับจนถึงตอนนี้ งูไม่เคยพยายามกัดเสิ่นจืออินเลยแม้แต่ครั้งเดียว

   

   ทุกคนสังเกตเห็นอาการตื่นตระหนกของงูพิษตัวนั้นอย่างชัดเจน มันดูเหมือนอยากจะหนีไปให้ไกลที่สุด

   

   แต่เสิ่นจืออินไม่ยอมปล่อย

   

   กำลังเบื่ออยู่พอดี จะจับมากินก็ไม่ได้ จึงรีบเอาเถาวัลย์เส้นเล็กๆ มาพันรอบคอมันสองสามรอบอย่างคล่องแคล่ว แล้ววางลงบนพื้นเพื่อเพิ่มสมาชิกใหม่ให้กับกองทัพสัตว์เลี้ยงตัวน้อยของเธอ

   

   งูเขียวหางไหม้ สั่นเทาและดูหมดอาลัยตายอยาก

   

   ผู้ชมในห้องถ่ายทอดสด : ...

   

   ผู้กำกับ : …

   

   ทีมบอดี้การ์ : ...

   

   การกระทำของเธอทำให้ความกลัวและความกังวลของพวกเราดูไร้สาระ ราวกับเป็นตัวตลก

   

   แม้จะเป็นเช่นนั้น ทุกคนก็ยังคงหวาดกลัว เพราะนั่นคืองูพิษร้ายแรง!

   

   หลังจากนั้น ทุกคนมองดูเสิ่นจืออินเดินไปเรื่อยๆ พลางจับสัตว์ต่างๆอย่างไม่สะทกสะท้าน

   

   นกแก้วซึ่งเป็นสัตว์เลี้ยงของเธอที่ยังบินไม่ได้ถูกจับได้

   

   จิ้งจกตัวหนึ่งถูกเสิ่นจืออินจับขึ้นมาพิจารณา ก่อนจะโยนทิ้งอย่างรังเกียจ

   

   “น่าเกลียดเกินไป” ไม่คู่ควรที่จะเป็นสัตว์เลี้ยงของฉัน

   

   จิ้งจกที่ถูกโยนทิ้งรีบวิ่งหนีอย่างรวดเร็ว ขอบคุณที่มันวิวัฒนาการมาให้ดูไม่น่าดึงดูดใจเสียจริง!

   

   ต่อมาเธอพบแมวตัวหนึ่ง ‘น่ารักดีนะ’ เสิ่นจืออินเขย่งเท้า ส่งเสียงเมี้ยวๆใส่แมวลายแปลกตาที่อยู่บนต้นไม้

   

   แมวสีเทาตัวใหญ่ที่กำลังคาบเหยื่อไว้ในปาก เกือบจะลื่นตกลงมาเพราะเสียงร้องเมี้ยวๆที่เธอส่งออกมาอย่างกะทันหัน

   

   โชคดีที่แมวมีความสามารถในการทรงตัวที่ดีเยี่ยม มันใช้กรงเล็บเกาะกิ่งไม้และปีนขึ้นไปอย่างรวดเร็ว

   

   จากนั้นมันก็จ้องมองเสิ่นจืออินที่อยู่ใต้ต้นไม้อย่างระแวดระวัง

   

   เสิ่นจืออินเงยหน้าขึ้น สบตากับแมวจากระยะไกล

   

   “แมวน้อยลงมาสิ ฉันมีของกินให้นะ”

   

   เสิ่นจืออินชื่นชอบสัตว์ขนฟูเป็นพิเศษ ถึงขนาดหยิบยาบำรุงวิญญาณออกมาเป็นของล่อ

   

   ในขณะที่ ‘สัตว์เลี้ยง’ ตัวอื่นๆไม่ได้รับการปฏิบัติเช่นนี้เลย

   

   ‘สัตว์เลี้ยง’ ตัวอื่นๆ : …

   

   พวกมันอดน้อยใจไม่ได้ที่ไม่มีขนปกคลุมทั้งตัวเช่นนี้

   

   ยกเว้นนกแก้วตัวหนึ่ง ที่บินมาเกาะบนไหล่ของเสิ่นจืออินเองโดยไม่ต้องเรียก

   

   แม้ว่าขนของเสือลายเมฆจะเป็นสีเทา แต่ลวดลายบนตัวมันดูคล้ายก้อนเมฆขนาดใหญ่ สร้างความโดดเด่นอย่างน่าทึ่ง

   

   มันเป็นสัตว์คุ้มครองที่หาได้ยากยิ่ง

   

   เสิ่นจืออินส่งเสียงร้องเมี๊ยวๆใส่มันสองสามครั้ง เสือลายเมฆวางเหยื่อไว้บนกิ่งไม้แล้วเลียริมฝีปาก มันเอียงศีรษะมองเด็กมนุษย์ที่อยู่เบื้องล่างครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจปีนลงมาจากต้นไม้

   

   หวังลี่คังตื่นเต้นเป็นอย่างมาก

   

   “เร็วเข้า... ให้กล้องถ่ายทอดสดติดตามอย่างระมัดระวัง นั่นคือเสือลายเมฆ สัตว์ที่ใกล้สูญพันธุ์และได้รับการคุ้มครองเป็นพิเศษ!” โดยปกติแล้ว สัตว์กินเนื้อที่มีสัญชาตญาณการป้องกันตัวสูงเช่นนี้ ไม่เพียงแต่ยากที่จะได้พบเห็นหรือทักทาย แทบจะไม่มีโอกาสได้เห็นตัวด้วยซ้ำ!

   

   ผู้เชี่ยวชาญที่เข้าใจพฤติกรรมของเสือลายเมฆต้องสืบค้นร่องรอยการมีอยู่ของพวกมัน แล้วเฝ้าสังเกตเป็นเวลานานกว่าจะมีโอกาสบันทึกภาพเงาของพวกมันได้

   

   แต่ตอนนี้พวกเขากำลังเห็นอะไร เสือลายเมฆป่าตัวหนึ่ง หลังจากเห็นมนุษย์แล้วไม่เพียงแต่ไม่วิ่งหนี แต่ยังยอมปีนลงมาจากต้นไม้เมื่อเสิ่นจืออินเรียก

   

   เสิ่นจืออินทิ้งสัตว์เลี้ยงอื่นๆไว้เบื้องหลัง แล้วถือบำรุงวิญญาณวิ่งกระโดดโลดเต้นเข้าไปหา

   

   เสือลายเมฆค่อยๆเคลื่อนกายเข้าใกล้เธออย่างระมัดระวัง พลางส่งเสียงครางต่ำออกมาจากลำคอ

   

   ดวงตาสีน้ำตาลเข้มคู่นั้นจ้องมองเสิ่นจืออินอย่างสนใจ หนวดสั่นไหวเบาๆ พร้อมส่งเสียงร้องแผ่วเบา “เหมียว”

   

   เสียงของเสือลายเมฆนั้นฟังดูนุ่มนวลชวนฟัง ราวกับเสียงแมวผสมผสานกับเสียงนกอย่างลงตัว

   

   รูปร่างของมันไม่ได้ใหญ่โตนัก แต่ลวดลายบนลำตัวกลับโดดเด่นและงดงามอย่างน่าทึ่ง

   

   มันค่อยๆเดินวนรอบตัวเสิ่นจืออินด้วยความระมัดระวัง จมูกสีชมพูอ่อนขยับไปมาอย่างกระตือรือร้น แต่ก็ยังไม่กล้าเข้าใกล้เธอมากนัก



บทที่ 187: อย่าเข้ามานะ!


   

   ขณะที่เสือลายเมฆค่อยๆสำรวจอย่างระมัดระวัง ผู้ชมที่กำลังดูการถ่ายทอดสดต่างรู้สึกตื่นเต้นไปด้วย พวกเขาทั้งกลัวว่าเสือลายเมฆจะตกใจหนีไป และกังวลว่ามันอาจทำร้ายเสิ่นจืออิน แม้ว่าขนาดตัวของเสือลายเมฆจะไม่ใหญ่เท่าเสือหรือเสือดาวชนิดอื่น แต่มันก็เป็นสัตว์นักล่าที่ดุร้ายเช่นกัน

   

   ในที่สุด เสือลายเมฆก็เข้าใกล้เสิ่นจืออิน มันค่อยๆสูดดมตัวเธออย่างระมัดระวัง จากนั้นก็ใช้ลิ้นม้วนยาบำรุงวิญญาณในมือเธอเข้าปาก หลังจากกินเสร็จ มันก็ไม่ได้จากไป แต่นั่งยองๆอย่างสง่างามบนพื้นและเลียอุ้งเท้าของมัน

   

   เสิ่นจืออินพูดพึมพำกับมันราวกับกำลังสนทนา แต่ไม่มีใครเข้าใจ ทุกคนคิดว่าเธอกำลังพูดจาไร้สาระ

   

   เสือลายเมฆเอียงหัวเล็กน้อย แล้วจู่ๆก็เอาหัวเข้าไปถูไถกับศีรษะของเสิ่นจืออินเบาๆ เด็กหญิงตัวน้อยรีบกอดหัวของมันและลูบขนลายสวยของแมวตัวใหญ่นี้ทันที

   

   “อ๊า...!!!”

   

   เสียงกรีดร้องด้วยความตื่นเต้นดังก้องในห้องถ่ายทอดสด โชคดีที่เสิ่นจืออินและเสือลายเมฆไม่ได้ยิน มิเช่นนั้นเสือลายเมฆคงจะตกใจวิ่งหนีไปแล้ว คนหนึ่งคนกับเสือดาวหนึ่งตัวอยู่ด้วยกันอย่างกลมกลืน

   

   [ผมจะมาบอกทุกคนให้ฟังนะครับว่า สัตว์ตัวนี้ชื่อเสือลายเมฆ เป็นสัตว์ป่าคุ้มครองระดับ1 ที่สำคัญของประเทศ เคยเกือบสูญพันธุ์ไปแล้ว และตอนนี้ก็ยังหายากมากที่เราจะได้เห็นมัน แต่ที่น่าประหลาดใจก็คือ เราได้เห็นมันอย่างใกล้ชิดในไลฟ์สดของรายการวาไรตี้]

   

   [มีนักเรียนคนหนึ่งมาบอกฉันว่า เห็นเสือลายเมฆในไลฟ์สดนี้ ตอนแรกฉันไม่เชื่อเลย แต่พอได้ดูจริงๆ ก็พบว่าเป็นอย่างที่เขาบอก และจากขนาดตัวของมัน คาดว่าน่าจะเป็นเสือลายเมฆที่โตเต็มวัย...]

   

   [น่าเหลือเชื่อจริงๆที่ได้เห็นภาพเสือลายเมฆอยู่ร่วมกับมนุษย์ เพราะเสือลายเมฆเป็นสัตว์ที่ระวังตัวสูงมาก แม้แต่ช่างภาพมืออาชีพก็ยังจับภาพมันได้ยากเลย]

   

   ในห้องถ่ายทอดสดมีความคิดเห็นแปลกๆมากมาย บางส่วนก็ให้ความรู้เกี่ยวกับเสือลายเมฆและสภาพแวดล้อมที่มันอยู่อาศัย และบางส่วนก็แสดงความตกตะลึง

   

   ต่อมา ทีมงานรายการ ‘เรามาผจญภัยด้วยกันเถอะ’ ก็ถูกหน่วยงานคุ้มครองสัตว์ป่าของประเทศจับตา

   

   เหตุการณ์นี้ทำให้หวังลี่คงตื่นเต้นจนต้องรีบกินยาทันที เขากลัวว่าตัวเองจะหัวใจเต้นเร็วเกินไปจนต้องเข้าโรงพยาบาล และยิ่งรู้สึกโชคดีที่ได้พาเสิ่นจืออินมาด้วย

   

   เสิ่นมู่จิ่นเป็นดาวนำโชคของเขาจริงๆ!

   

   ทางด้านเสิ่นจืออินกำลังเล่นกับเสือลายเมฆ ขณะที่กำลังลูบขนสัตว์ใหญ่อย่างมีความสุข เธอได้ยินเสียงเรียกหลายเสียงดังขึ้น

   

   เสือลายเมฆได้ยินเช่นกัน มันสะบัดหูแล้วกระโดดขึ้นต้นไม้ไปอย่างรวดเร็ว

   

   ในขณะที่ผู้ชมในห้องไลฟ์สดกำลังเสียดาย เสือลายเมฆกลับไม่ได้จากไป แต่คาบเหยื่อบนต้นไม้ลงมาวางไว้ตรงหน้าเด็กหญิง

   

   “ให้ฉันเหรอ?”

   

   มันเป็นกระต่ายป่าโตเต็มวัย เพิ่งตายไม่นาน ตัวค่อนข้างใหญ่

   

   “เมี๊ยวๆ”

   

   เสือลายเมฆเอาหัวมาถูคอของเสิ่นจืออิน สุดท้ายเสิ่นจืออินก็ให้ยาบำรุงวิญญาณอีกเม็ด พร้อมกับที่เสียงของทุกคนดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ มันก็ใช้ความคล่องแคล่วว่องไวจากไป

   

   เสิ่นจืออินถือกระต่ายที่ตายแล้ว พาสัตว์เลี้ยงของเธอเดินกลับ

   

   “ฉันอยู่นี่” เธอตะโกนตอบ

   

   ในที่สุดก็ได้ยินเสียงตอบของเสิ่นจืออิน ไป๋ลั่วและอู๋ฮวนที่ทั้งหิวทั้งเหนื่อยแถมยังต้องออกมาตามหาเด็กจึงอดบ่นไม่ได้

   

   อู๋ฮวน “ทำไมเธอถึงวิ่งไปไหนมาไหนล่ะ ฉันบอกแล้วว่าไม่ควรพาเด็กมาร่วมรายการ เด็กๆไม่มีความอดทน นั่งนิ่งๆไม่ได้ ที่นี่เป็นป่าไม่ใช่ที่บ้าน หายไปแล้วยังต้องให้พวกเราออกมาตาม นี่มันสร้างปัญหาให้คนอื่นไม่ใช่เหรอ?”

   

   ตอนนี้ไป๋ลั่วที่อารมณ์ไม่ดีก็เริ่มแสดงตัวตนที่แท้จริงออกมา เห็นได้ชัดว่าสิ่งที่เสิ่นจืออินทำก่อนหน้านี้ได้รับความสนใจมาก ห้องไลฟ์ของเธอต้องมีคนดูเยอะมากแน่นอน

   

   ที่สำคัญที่สุดคือเสิ่นจืออินไม่ใช่คนในวงการ ทำให้ไป๋ลั่วอิจฉามาก

   

   “ใช่แล้ว คิดอะไรอยู่ถึงได้พาเด็กมาด้วย นึกว่าเธอจะต่างจากเด็กคนอื่นๆที่ไหนได้ พอหันหลังก็วิ่งหายไปไม่รู้ที่ไหน ยังต้องให้พวกเราหลายคนออกมาตามอีก”

   

   เสิ่นมู่จิ่นทนฟังไม่ไหว จึงโต้กลับทันที

   

   “พอวางชามปุ๊บก็ด่าแม่คนอื่นปั๊บเลยใช่ไหม ปลาที่กินตอนเช้าใครจับมา? กล้วยใครหามา? แม้แต่ใบตองที่เราใช้สร้างที่พักก็คุณย่าตัวน้อยของฉันเป็นคนนำกลับมา ตอนกินทำไมไม่เห็นพวกเธอหุบปากไม่กินล่ะ แค่หาคนยังทำให้พวกเธอหยิ่งได้ขนาดนี้ ถ้าไม่รู้คงคิดว่าพวกเธอสองคนทำอะไรยิ่งใหญ่มาก ทำอะไรก็ไม่เป็น แต่ตอนกินของคุณย่าตัวน้อยของฉันกลับขยันนัก ก็แค่หน้าด้านๆมาเสวยสุขเท่านั้นแหละ”

   

   พูดจบยังกลอกตาใส่ทั้งสองคนอีก

   

   ไป๋ลั่วและอู๋ฮวนที่ถูกทำให้อับอายมีสีหน้าไม่สู้ดีนัก

   

   อู๋ฮวนเอ่ยขึ้น “กล้วยกับปลาก็ไม่ใช่ของพวกนาย มันขึ้นบนเกาะนี้ ทำไมพวกเราจะกินไม่ได้?”

   

   ไป๋ลั่วพยายามประนีประนอม “อาจารย์เสิ่น คุณเข้าใจผิดแล้วค่ะ พวกเราแค่เป็นห่วงเสิ่นจืออินเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องโกรธขนาดนี้นะคะ”

   

   จริงๆแล้ว ในวงการเขาลือกันว่าเสิ่นมู่จิ่นพูดจาเสียดสีร้ายกาจ ก่อนหน้านี้เธอยังไม่เชื่อเลย แต่ตอนนี้เชื่อสนิทแล้ว!

   

   เสิ่นมู่จิ่นไม่แม้แต่จะมองพวกเขา เดินต่อไปข้างหน้า แต่นั่นไม่ได้หยุดคำพูดจากปากของเขา

   

   “ของมันอยู่บนเกาะ แต่ก็ไม่เห็นพวกเธอไปหามาเองนี่ กินของที่เด็กน้อยหามาแล้วยังมีหน้ามาบอกว่าเธอมาสร้างความวุ่นวาย วันนี้ฉันได้เปิดหูเปิดตาจริงๆ ดูเหมือนจะมีร่างกายแข็งแรงดี แต่เดินยังสู้คุณย่าตัวน้อยของฉันไม่ได้ แรงก็ไม่มากเท่าคุณย่าตัวน้อยของฉัน แค่หักกิ่งไม้กลับมาก็ทำไม่ได้ พวกเธอมีหน้ามาบอกว่าเธอสร้างความวุ่นวายได้ยังไง อ๋อ ใช่ ฉันลืมไปเลยว่าพวกเธอหน้าด้านขนาดไหน!”

   

   “แล้วอย่ามาพูดกับฉันด้วยน้ำเสียงประชดประชันแบบนั้น มีแค่คนไม่กี่คน พวกเธอยังจะเล่นเกมชิงอำนาจอีกเหรอ? ฉันพูดจาเสียดสีร้ายกาจ อารมณ์ร้อนแล้วไง เธอยังมีหน้าพูดถึงเด็กน้อย ทำไมฉันจะพูดถึงเธอไม่ได้ เธอสูงส่งนักหรือไง เธอบอบบางนัก อย่ามาอ้างว่าเธอเป็นผู้หญิงต้องเกรงใจเธอ สมัยนี้ชายหญิงเท่าเทียมกันแล้ว ทำไมฉันต้องเกรงใจเธอ เธอไม่ใช่น้องสาวฉัน ไม่ใช่แฟนฉัน ทำไมฉันต้องเกรงใจเธอ?”

   

   ไป๋ลั่วกับอู๋ฮวนรวมกันสองยังสู้เสิ่นมู่จิ่นคนเดียวไม่ได้เลย สุดท้ายก็ถูกด่าจนหน้ามืดตาลาย

   

   ฝีปากของเสิ่นมู่จิ่นจัดจ้านเกนใคร หรงอี้กับอวี่ซินหรานต่างหลบไปด้านข้างเงียบๆ กลัวจะถูกลูกหลง

   

   เสิ่นจืออินมาแล้ว เสิ่นมู่จิ่นรีบเก็บปากกล้าคมกริบของเขาทันที ยิ้มสดใสให้คุณย่าตัวน้อยของเขา

   

   วินาทีถัดมา “โอ้โห!!!”

   

   คุณย่าตัวน้อยของเขาไปทำอะไรมาเนี่ย!

   

   “กรี๊ด...!!!”

   

   หรงอี้ เสิ่นมู่จิ่น และอู๋ฮวนพอจะควบคุมตัวเองได้ แต่ไป๋ลั่วและอวี่ซินหรานกรีดร้องลั่นเมื่อเห็นงูยักษ์ในมือของเสิ่นจืออิน

   

   งูเขียวหางไหม้ชูคอพร้อมเสียงฟ่อๆ

   

   หรงอี้กลืนน้ำลายเฮือก “นั่น… นั่นมันงูพิษนะ รีบโยนทิ้งเร็ว!”

   

   เสิ่นจืออินทักทายพวกเขา แต่เมื่อเธอพาสัตว์เลี้ยงเข้ามาใกล้อีกก้าว คนอื่นๆก็ถอยกรูดไปสามก้าวทันที!

   

   นอกจากนกแก้ว สัตว์เลี้ยงอีกสองตัวของเสิ่นจืออินคือ งูพิษขนาดเท่าแขนเด็ก และปูมะพร้าวที่ดูราวกับแมงมุมยักษ์ ทั้งคู่ช่างน่าขนลุกสุดๆ

   

   “ไปให้พ้น เอามันออกไป!”

   

   “เธออย่าเข้ามานะ!”

   

   ห้องไลฟ์ของเสิ่นจืออิน

   

   [พูดตามตรง ฉันรอคอยการพบกันครั้งนี้มาตลอด และมันก็น่าตื่นเต้นเหมือนที่ฉันคาดไว้จริงๆ]

   

   แขกรับเชิญหญิงสองคนตกใจจนหน้าซีด เสิ่นจืออินจึงจำใจปล่อยสัตว์เลี้ยงทั้งสองตัวไปในที่สุด

   

   “ฉันนึกว่าพวกคุณจะชอบเสียอีก ปูมะพร้าวนั่นรสชาติดีแต่กินไม่ได้ เอามาให้ดูเล่นๆ ส่วนงูเขียวหางไหม้ก็สวยมาก ฉันอยากให้พวกคุณได้ลองสัมผัสเกล็ดของมันด้วยซ้ำ”

   

   ทุกคนพร้อมใจตอบว่า “ขอบคุณนะ แต่ไม่จำเป็น!”

   

   สุดท้ายเหลือเพียงนกแก้วที่เสิ่นจืออินอุ้มไว้ให้หลานชายทั้งสี่ได้ลูบคลำ ก่อนจะปล่อยมันไปเช่นกัน นกแก้วตัวนี้มีขนาดค่อนข้างใหญ่ แต่พวกเขาไม่รู้สึกกลัวมันอีกต่อไป



บทที่ 188: รังแกเด็ก ไร้ยางอาย


   

   เนื่องจากการกระทำของเสิ่นจืออินที่นำงูพิษและปูมะพร้าวตัวใหญ่กลับมา ทำให้ไป๋ลั่วและอู๋ฮวนต้องปิดปากเงียบกริบ

   

   เด็กผู้หญิงคนนี้กล้าจับอะไรก็ได้จริงๆ ถ้าเกิดเธอโกรธขึ้นมาแล้วไปจับงูพิษมาให้พวกเขาโดนกัดจะทำยังไงดี?

   

   หลังจากปล่อยสัตว์ทั้งสองตัวไปแล้ว เสิ่นจืออินจึงโยนสิ่งที่ถืออยู่ในมือออกมา

   

   เมื่อเห็นกระต่าย ทุกคนต่างตื่นเต้นดีใจ

   

   “ไปจับกระต่ายตัวใหญ่ขนาดนี้มาจากไหนกัน?”

   

   ตอนนี้ไม่ต้องพูดถึงคนอื่นเลย แม้แต่หรงอี้ก็ยังรู้สึกเกรงใจ

   

   เขาเป็นชายหนุ่มที่เคยผ่านชีวิตในป่ามาอย่างโชกโชน แต่ตอนนี้กลับดูเหมือนจะเป็นผู้ชายที่อาศัยแรงเด็กหญิงตัวเล็กๆ

   

   เสิ่นจืออินตอบ “แมวป่าตัวใหญ่ตัวหนึ่งมอบให้ฉัน”

   

   คนอื่นๆต่างมีสีหน้างุนงงสงสัย แต่เสิ่นมู่จิ่นรู้ดีถึงความสามารถของคุณย่าตัวน้อยของเขา จึงไม่รู้สึกแปลกใจแต่อย่างใด

   

   “ไปกันเถอะ พวกเราไปกินกระต่ายกัน แต่ไม่รู้ว่าบางคนจะกล้ากินหรือเปล่านะ” เสิ่นมู่จิ่นกล่าวเหน็บแนม

   

   สีหน้าของอู๋ฮวนและไป๋ลั่วเปลี่ยนเป็นอับอายและโกรธแค้นในทันที

   

   พวกเขาก็แค่หิวและเหนื่อยแล้วบ่นออกมานิดหน่อยเท่านั้นเอง ทำไมเสิ่นมู่จินที่เป็นผู้ชายถึงได้คิดเล็กคิดน้อยขนาดนี้

   

   ระหว่างทางกลับ หรงอี้ก็ไม่ได้อยู่เฉย เขาหาผลไม้ป่าที่กินได้มาด้วย

   

   “ไม่มีขิง เราสามารถใช้ผลไม้พวกนี้ดับกลิ่นคาวได้” หรงอี้บอก

   

   เสิ่นจืออินก็พบหญ้าป่าที่ดูธรรมดาบางอย่าง จึงถอนขึ้นมาส่งให้หรงอี้

   

   “เพิ่มอันนี้เข้าไป จะหอมขึ้นอีก” เธอแนะนำ

   

   คราวนี้หรงอี้ไม่สงสัยเลยแม้แต่น้อย คุณย่าตัวน้อยของบ้านเสิ่นมู่จิ่นนั้นเข้าใจสิ่งต่างๆมากกว่าผู้ใหญ่จริงๆ

   

   เขาอดรู้สึกอิจฉาไม่ได้ เด็กคนนี้ได้รับการอบรมสั่งสอนมาอย่างไรกันนะ

   

   หรงอี้รับหน้าที่จัดการกระต่ายเอง เพราะต้องทำการลอกหนังและอื่นๆ พวกดาราที่ถูกตามใจมาตลอดไม่มีใครทำได้หรอก

   

   กระต่ายตัวเดียวกินไม่พอแน่นอน หลังจากนั้นพวกเขาจึงจับปลามาเพิ่ม และหาผักป่ากับเห็ดที่รับประทานได้มาต้มน้ำซุปด้วย

   

   กว่าจะเตรียมอาหารเย็นเสร็จ ท้องฟ้าก็มืดสนิทแล้ว ขณะรับประทานอาหาร เสิ่นมู่จิ่นก็ไม่ลืมที่จะเย้ยหยันไป๋ลั่วกับอู๋ฮวน

   

   “รู้สึกว่าคุณย่าตัวน้อยของฉันเป็นภาระไม่ใช่เหรอ? งั้นก็อย่ากินเนื้อกระต่ายและปลาที่คุณย่าตัวน้อยของฉันเอากลับมา ตกลงไหม?”

   

   เนื้อเล็กน้อยแค่นี้ยังไม่พอให้คุณย่าตัวน้อยของเขากินหรอก

   

   ไป๋ลั่ว “ไม่กินก็ไม่กิน!”

   

   ใครจะอยากกินล่ะ

   

   เพื่อรักษารูปร่าง ดาราก็แทบไม่ค่อยรับประทานเนื้ออยู่แล้ว อีกอย่างนี่เพิ่งเป็นวันแรกของรายการเท่านั้น แม้กลิ่นเนื้อกระต่ายจะหอมยั่วยวน แต่ไป๋ลั่วกับอู๋ฮวนก็ยังอดทนได้

   

   พวกเขาสองคนก็มีศักดิ์ศรีอยู่ จึงไม่แตะต้องเลยจริงๆ กินแต่ซุปผักป่ากับซุปเห็ด พวกเขาก็ช่วยกันขุดผักป่าและเก็บเห็ดด้วย แถมยังช่วยกันสร้างที่พักพิงอีกต่างหาก เพราะงั้นเสิ่นมู่จิ่นเลยไม่ได้ว่าอะไรมาก

   

   หลังอาหารเย็น ทุกคนนั่งอยู่ในที่พัก ได้ยินเสียงแมลงดังหึ่งๆอยู่ข้างหู

   

   เพี๊ยะ!

   

   เสียงตบดังขึ้น อวี่ซินหรานเกาคอและแขนของเธอ

   

   “ที่นี่ตอนกลางคืนยุงเยอะมาก”

   

   เธอแทบทนไม่ไหวแล้ว คนอื่นๆก็ไม่ได้ดีไปกว่านี้เท่าไหร่

   

   ยกเว้นเสิ่นจืออิน

   

   เสิ่นจืออินกำลังผสมสมุนไพรบางอย่างแล้วใส่ลงในถุงผ้าเล็กๆ จากนั้นก็ส่งให้เสิ่นมู่จิ่น

   

   “นี่ ยากันยุง”

   

   เสิ่นมู่จิ่นรีบรับมาทันทีแล้วพูดว่า “คุณย่าตัวน้อยใจดีจังเลย”

   

   ยาไล่ยุงของเสิ่นจืออินเห็นผลทันตา ฝูงยุงที่บินว่อนรอบตัวเขาลดลงอย่างเห็นได้ชัด

   

   คนอื่นๆเห็นดังนั้นก็จ้องมองเสิ่นจืออินตาเป็นประกาย ต่างรอคอยให้เธอแบ่งปันให้พวกเขาบ้าง

   

   สำหรับเสิ่นจืออิน มันเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย แต่หลังจากได้ยินเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตอนบ่ายจากหลานชายคนที่สี่ เธอก็ไม่อยากช่วยเหลือพวกเขาอีกต่อไป โดยเฉพาะไป๋ลั่วและอู๋ฮวน

   

   “อยากได้ก็ขอโทษก่อน” เธอมองไปที่ไป๋ลั่วและอู๋ฮวน

   

   เธอไม่ใช่คนยอมให้ใครรังแก โดนสองคนนั้นดูถูกมาแล้ว ตอนนี้จะให้มาคอยรับใช้พวกเขาอีกเหรอ?

   

   เธอส่งยาไล่ยุงให้หรงอี้และอวี่ซินหรานคนละอัน ทั้งสองรีบขอบคุณและรับไปอย่างยินดี

   

   บรรพบุรุษน้อยแม้ปกติจะใจดี แต่ก็มีอารมณ์โมโหเหมือนกัน!

   

   สีหน้าของไป๋ลั่วและอู๋ฮวนเริ่มบึ้งตึง การต้องขอโทษเด็กคนหนึ่งต่อหน้าแฟนคลับและผู้ชมมากมายในขณะถ่ายทอดสด ทำให้พวกเขาไม่อยากเสียหน้า

   

   หลังจากกินดื่มอิ่มหนำ ไป๋ลั่วตาแดงขึ้นมาอีกครั้งและพยายามจะสร้างภาพลักษณ์ของตัวเอง

   

   เสิ่นจืออินไม่รอให้เธอร้องไห้ออกมา รีบส่งเสียงฮึมฮัมเบาๆ “รังแกเด็ก ช่างไร้ยางอายเสียจริง”

   

   เธอพูดอย่างหนักแน่น

   

   ทั้งสองคนนิ่งเงียบ

   

   ไป๋ลั่วทำหน้าน้อยใจ “ฉันไม่ได้ทำอะไรผิด ก่อนหน้านี้ฉันแค่เป็นห่วงเธอเท่านั้น เพราะเธออายุยังน้อย นี่เป็นป่า ถ้าหลงทางไปจะทำยังไง?”

   

   เสิ่นจืออินยิ่งแสดงความน้อยใจ “ฉันไม่ได้ลำบาก ฉันเก่งมากนะ”

   

   หากพูดถึงความน่าสงสาร ผู้ใหญ่อย่างเธอสู้เด็กไม่ได้แน่นอน แถมยังเป็นเด็กผู้หญิงที่ทั้งสวย น่ารัก อ่อนโยน และน่าเอ็นดูอีกด้วย

   

   ตอนนี้ทุกคนลืมความจริงที่ว่าเสิ่นจืออินโหดเหี้ยมมากขนาดไหนไปแล้ว

   

   [หมาป่าตาขาวกำลังกินอาหารที่คุณย่าตัวน้อยนำมาให้ แล้วยังบ่นเพราะต้องออกมาตามหาแค่แป๊บเดียว]

   

   [น้องสาวไม่ร้องนะ พวกเราสนับสนุนเธอทุกคน]

   

   [มียางอายกันบ้างไหม เป็นผู้ใหญ่รังแกเด็กแล้วยังมาทำเป็นน้อยใจอีก?]

   

   [พวกคุณเข้าใจผิดกันหมดแล้ว ลั่วลั่วไม่ได้มีเจตนาร้าย เธอแค่เป็นห่วงจริงๆ]

   

   [น้ำเสียงประชดประชันแบบนั้นคุณบอกว่าเป็นห่วงอีกเหรอ?]

   

   [ขอร้องเถอะ ตอนนั้นเธอควบคุมตัวเองไม่ได้จนต้องกลอกตาและทำหน้าบึ้งนะ]

   

   [สมกับเป็นการถ่ายทอดสดที่ทำให้เห็นนิสัยที่แท้จริงของคนได้ดีที่สุด เพราะจะแสร้งทำเป็นภาพลักษณ์ได้แค่ชั่วคราว แต่ไม่สามารถแสร้งได้ตลอดไป]

   

   [เพิ่งวันแรกก็มีปัญหากันแล้ว ตื่นเต้นจังที่จะได้เห็นนิสัยที่แท้จริงของพวกเขาในวันข้างหน้า]

   

   สุดท้ายแม้ว่าไป๋ลั่วจะขอโทษ แต่การขอโทษนั้นดูเหมือนจะเป็นการแกล้งทำน่าสงสารและแอบเหน็บเสิ่นจืออินไปด้วยมากกว่า ไม่ว่าอย่างไร เสิ่นจืออินก็กลอกตาใส่เธออย่างเหลืออด และไม่ได้ให้ยายากันยุงด้วย

   

   อู๋ฮวนไม่ได้ขอโทษเลย เขาคิดว่าแค่ยุงตัวเล็กๆเท่านั้น ตัวเองสามารถทนได้

   

   คืนนั้นทุกคนเข้านอนกันแต่หัวค่ำ ไม่มีโทรศัพท์มือถือหรือเกมให้เล่น อีกทั้งเหนื่อยมาทั้งวัน ทุกคนก็ผล็อยหลับไป

   

   แม้ว่าสภาพแวดล้อมในการนอนจะเรียบง่ายและไม่สะดวกสบายนัก แต่ความเหนื่อยล้าทางร่างกายก็ทำให้พวกเขาหลับสนิท

   

   แน่นอนว่า กลางดึกก็มีคนตื่นขึ้นมาบ้าง

   

   วันที่สองทุกคนตื่นแต่เช้า ประมาณเจ็ดโมงเช้า

   

   ยกเว้นไป่ลั่วและอู๋ฮวน สภาพจิตใจของคนอื่นๆก็ฟื้นตัวแล้ว

   

   ไป๋ลั่วแทยจะสติแตกเมื่อเธอเห็นตุ่มสีแดงบนร่างกายของตัวเอง

   

   พวกเขาสองคนถูกยุงกัดทั้งคืนจนนอนไม่หลับ แถมยังเหนื่อยอยู่ ผ่านไปแค่หนึ่งคืน ใบหน้าก็มีรอยคล้ำใต้ตาหนาเตอะ สีหน้าดูเหนื่อยล้าและทรุดโทรม

   

   ดูเหมือนจะหมดราศีดารา กลายเป็นคนธรรมดาไปเสียแล้ว

   

   เนื่องจากเป็นเช้าตรู่ จึงไม่มีโอกาสในการแต่งหน้า

   

   แม้ว่ารายการจะเป็นการเอาชีวิตรอดในป่า แต่ก็มีการวางแผนเส้นทางและกำหนดเวลาไว้

   

   พวกเขาต้องเดินทางผ่านป่าไปถึงอีกฝั่งของเกาะภายในหนึ่งสัปดาห์ อีกฝั่งมีเรือของทีมงานรายการรออยู่

   

   หลังจากทำภารกิจสำเร็จ นอกจากจะได้รับเงินรางวัลหนึ่งล้านแล้ว ยังมีข้อเสนอโฆษณาจากแบรนด์ดังด้วย

   

   ข้อเสนอโฆษณานั้นเป็นการสนับสนุนจากพี่ชายของเสิ่นมู่จิ่น และหวังลี่คังใช้ความสัมพันธ์ดึงมาให้

   

   หลังจากการถ่ายทอดสดจบลง ผู้ชมจะทำการโหวต ผู้ที่ได้คะแนนสูงสุดจะได้รับข้อเสนอโฆษณาจากแบรนด์ดังและเงินรางวัลหนึ่งล้าน

   

   อันดับที่สองและสามก็จะได้รับข้อเสนอโฆษณาเช่นกัน แต่ระดับจะต่ำกว่าเล็กน้อย และยังมีเงินรางวัลคือห้าแสนและสองแสนตามลำดับ

   

   หลังจากอันดับที่สามก็จะไม่มีรางวัลอื่นใด มีเพียงค่าตัวสำหรับการถ่ายทำในช่วงไม่กี่วันนี้เท่านั้น

   

   แต่ละคนจะได้รับค่าตัวสามแสนหยวนสำหรับการถ่ายทำเจ็ดวัน



บทที่ 189: เสือลายเมฆกลับมาอีกครั้ง


   

   หากคำนวณตามวิธีการโหวต ผู้เข้าแข่งขันคนอื่นๆจะเสียเปรียบมาก และเสิ่นมู่จิ่นจะได้เปรียบกว่าอย่างแน่นอน

   

   แต่นี่เป็นการถ่ายทอดสดการเอาชีวิตรอดในป่า ไม่มีใครรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นระหว่างการถ่ายทอด ดาราอาจสร้างภาพลักษณ์ได้ชั่วครู่ต่อหน้ากล้อง แต่ในการถ่ายทอดสดต่อเนื่องหลายวัน ย่อมมีช่วงที่พวกเขาต้องเผยธาตุแท้ออกมาแน่นอน

   

   โดยเฉพาะในป่าที่ต้องทำทุกอย่างด้วยตัวเอง ทั้งเหนื่อยทั้งง่วง ความหงุดหงิดอาจทำให้พวกเขาลืมไปว่าตัวเองอยู่ต่อหน้ากล้อง เมื่อเวลาผ่านไปนานขึ้นก็ยิ่งยากจะปิดบังตัวตนที่แท้จริง

   

   ดังนั้นรายการวาไรตี้แบบนี้อาจสร้างดาราคนหนึ่งขึ้นมา หรืออาจทำลายภาพลักษณ์ของดาราอีกคนจนสูญเสียแฟนคลับจำนวนมาก จนกว่าจะถึงช่วงสุดท้าย ไม่มีใครรู้ว่าเสิ่นมู่จิ่นจะเป็นฝ่ายที่ภาพลักษณ์พังทลายและถูกแฟนคลับทอดทิ้ง หรือจะก้าวหน้าขึ้นไปอีก

   

   ดาราคนอื่นๆที่เข้าร่วมส่วนหนึ่งเพราะเงินรางวัลกับสัญญาโฆษณาที่ล่อใจ อีกส่วนก็อยากลองเสี่ยงดู หรงอี้เข้าร่วมเพราะเงินรางวัลล้วนๆ และนี่เป็นเรื่องที่เขาถนัด จึงตัดสินใจตกลงหลังลังเลเพียงเล็กน้อย

   

   ภารกิจที่ทีมงานมอบหมายคือเดินข้ามเกาะ โดยมีเส้นทางหลายเส้นถูกวางแผนไว้บนแผนที่ พวกเขาเพียงต้องเลือกและเดินตามเส้นทางเท่านั้น หากต้องการได้รับเงินรางวัลก็ไม่สามารถอยู่เฉยได้ และพวกเขายังต้องรีบออกเดินทางด้วย

   

   ดังนั้นแม้จะเหนื่อยมาก ไป๋ลั่วและอู๋ฮวนก็ต้องกัดฟันตามให้ทัน ผู้กำกับไม่ได้กำหนดว่าพวกเขาต้องช่วยเหลือกันและเดินไปด้วยกัน คนอื่นๆสามารถแยกกันเดินได้

   

   ไป๋ลั่วลูบใบหน้าตัวเอง พอหยิบกระจกส่องดูแล้วก็อยากร้องไห้ ตอนนี้เธอดูทรุดโทรมมากเมื่อเทียบกับเมื่อวาน ดาราทุกคนใส่ใจภาพลักษณ์ของตัวเองมาก แม้แต่ดาราชายก็ไม่ยกเว้น พวกเขารีบล้างหน้า จากนั้นใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวเพื่อดูแลใบหน้าเล็กน้อย

   

   ไม่มีเวลามาแต่งหน้าแล้ว

   

   หลังจากรีบจัดการธุระเสร็จ เมื่อมองดูคนอื่นๆที่ไม่ถูกยุงกัดเลย และมีสภาพที่ดีกว่าอย่างเห็นได้ชัด ไป๋ลั่วและอู๋ฮวนรู้สึกทั้งโกรธและอิจฉา

   

   พวกเขาจึงยิ่งโทษเสิ่นจืออิน

   

   เด็กคนหนึ่งที่อารมณ์ร้อนและขี้งกขนาดนั้น โตขึ้นคงต้องเสียเปรียบแน่ๆ!

   

   ไป๋ลั่วพยายามอดทนไม่เกาหน้า แล้วร้องไห้ด้วยความน้อยใจ

   

   ครั้งนี้เธอร้องไห้จริงๆ เธอไม่เคยถูกทำให้รู้สึกแย่ขนาดนี้มาก่อน และเมื่อความรู้สึกนี้ถูกขยายใหญ่ขึ้น เธอรู้สึกเหมือนทุกคนกำลังรังแกเธอ

   

   "พวกคุณมียาแท้ๆ ทำไมถึงไม่แบ่งให้ฉันบ้าง เมื่อคืนฉันถูกยุงกัดจนนอนไม่หลับทั้งคืน พวกเราอยู่ด้วยกันก็ควรช่วยเหลือกันไม่ใช่เหรอ?"

   

   การใช้ศีลธรรมบีบบังคับผู้อื่นถือเป็นเรื่องถนัดของเธอเลยก็ว่าได้

   

   เสิ่นมู่จิ่นพูดว่า "เมื่อวานพวกเราก็ให้โอกาสเธอไปแล้วไม่ใช่เหรอ? การขอโทษมันยากเย็นขนาดนั้นเลยหรือไง? ถ้าไม่อยากขอโทษก็อย่าทำตัวประชดประชันทำให้คนอื่นไม่พอใจสิ"

   

   "แต่เมื่อวานนี้ฉันขอโทษไปแล้วนะ"

   

   อวี่ซินหรานทนไม่ไหวแล้ว "นั่นเธอเรียกว่าขอโทษเหรอ? ไม่รู้สึกตัวบ้างเลยหรือไง? ประชดประชันเหยียบย่ำใครกันแน่ ทั้งอยากได้ประโยชน์แถมยังอยากเหยียบคนอื่นแล้วเรียกความน่าสงสาร เธอหน้าด้านเกินไปหรือเปล่า?"

   

   เสิ่นจืออินอุ้มขวดนมถอนหายใจ นมหมดแล้ว วันนี้ต้องดื่มแต่น้ำเปล่า

   

   หลังจากดื่มนมมานาน จู่ๆต้องดื่มน้ำเปล่า รู้สึกจืดชืดจริงๆ

   

   เรื่องทะเลาะกัน เธอไม่กลัวเสียเปรียบหรอก มีหลานชายคนที่สี่นี่นา

   

   เธออายุยังน้อย ถ้าต้องทะเลาะกับคนอื่นลิ้นอาจจะพันกันได้ การทะเลาะคือเรื่องของท่าที ถ้าพูดช้าๆก็จะดูไม่น่ากลัว

   

   แต่ถ้าเป็นเรื่องต่อยตี เธอจะจัดการเอง ส่วนการทะเลาะวิวาทหลานชายจะเป็นคนจัดการแทน

   

   ดังนั้นเธอจึงไม่สนใจไปยุ่งกับไป๋ลั่วที่บ่นอุบอิบตั้งแต่ต้นจนจบ

   

   ขณะที่กำลังอุ้มขวดนมพลางถอนหายใจอยู่นั้น เธอก็ได้ยินเสียงเคลื่อนไหวบางอย่างจากป่าไม่ไกลนัก

   

   เธอเขย่งเท้ายืดคอมองไป เห็นหางขนฟูสีเทาลายจุดโผล่ออกมาจากพุ่มไม้ห่างออกไปราวสองสามร้อยเมตร

   

   เสิ่นจืออินรีบวิ่งไปทางนั้นทันที

   

   เมื่อหรงอี้ที่เป็นคนกลางถูกเสิ่นมู่จิ่นที่กำลังโมโหต่อว่าอย่างไม่ไว้หน้าไปด้วย เขาก็เกาศีรษะแกรกๆ แล้วเห็นเสิ่นจืออินวิ่งไป จึงตัดสินใจวิ่งตามไปด้วย

   

   การห้ามทะเลาะกันแบบนี้ไม่เหมาะกับเขาเลย หนีดีกว่า

   

   เจตนาของเขาคือกังวลว่าเสิ่นจืออินที่อายุยังน้อยจะวิ่งหลงทาง ตอนนี้กำลังจะออกเดินทางแล้ว อย่าให้มีเรื่องวุ่นวายอะไรอีกเลย

   

   พอวิ่งตามไปได้ราวสี่ห้าร้อยเมตร จู่ๆก็มีสัตว์ร้ายตัวหนึ่งกระโจนออกมาจากพุ่มไม้อย่างว่องไว แยกเขี้ยวขู่คำราวมใส่เขา ดวงตาเต็มไปด้วยความดุร้ายจ้องมองมาที่เขา

   

   แต่มันกลับปกป้องเสิ่นจืออินไว้ข้างหลัง

   

   "เวรเอ๊ย!"

   

   หรงอี้ตกใจจนหลุดคำอุทานออกมาเมื่อเห็นเสือลายเมฆปรากฏตัวขึ้นอย่างกะทันหัน เขารีบคว้ามีดที่เอวอย่างรวดเร็ว

   

   เสิ่นจืออินโผล่หัวออกมาจากหลังเสือลายเมฆ มือน้อยๆลูบขนสัตว์ร้ายตัวใหญ่เบาๆ

   

   "ไม่ต้องกลัว เป็นพวกเดียวกัน"

   

   [โอ้โห ไม่คิดเลยว่าจะได้เจอเสือลายเมฆอีก!]

   

   [เมื่อวานฉันเข้ามาในห้องถ่ายทอดสดช้าไป ตอนนั้นเสือลายเมฆไปแล้ว กำลังเสียดายอยู่เชียว ไม่คิดว่าวันนี้จะได้เห็น]

   

   [โชคดีจริงๆ เสือลายเมฆสวยมากเลย ฉันก็อยากลูบขนสัตว์ตัวใหญ่ขนาดนี้บ้าง]

   

   [ฉันแทบจะร้องไห้ ท่าทางของมันเหมือนกำลังปกป้องคุณย่าตัวน้อยเลย มันรักเธอมากจริงๆ!]

   

   [อยากเลี้ยงแมวใหญ่แบบนี้บ้างจัง]

   

   การปรากฏตัวของเสือลายเมฆส่งผลให้เรตติ้งของรายการพุ่งสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แมวป่าขนาดใหญ่เช่นนี้ดึงดูดสายตาผู้ชมได้อย่างน่าทึ่ง

   

   ด้วยความที่เสิ่นจืออินปลอบประโลมเสือลายเมฆ มันจึงไม่ได้โจมตีหรงอี้ แต่ยังคงระแวดระวังอยู่ ทุกครั้งที่หรงอี้ก้าวเข้ามาใกล้แม้เพียงก้าวเดียว มันก็จะขู่ทันที

   

   หรงอี้ไม่กล้าเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว แม้เขาจะไม่รู้จักสายพันธุ์ของเสือดาวตัวนี้ แต่ก็เดาได้ว่ามันเป็นสัตว์คุ้มครอง ยิ่งไปกว่านั้น ตัวหรงอี้เองก็ชื่นชอบสัตว์ดุร้ายเช่นนี้มาก

   

   ทั้งรูปร่างและลวดลายบนตัวของเสือลายเมฆล้วนงดงามอย่างยิ่ง หรงอี้ไม่กล้าขยับตัว แต่สายตาที่มองมันกลับเต็มไปด้วยความชื่นชม

   

   เสือลายเมฆและเสิ่นจืออินต่างเอาหัวถูกันอย่างสนิทสนม หลังจากแน่ใจว่ามนุษย์คนนั้นจะไม่โจมตี มันก็กระโดดกลับเข้าไปในพุ่มไม้อีกครั้ง

   

   หรงอี้เอ่ยด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น "เมื่อกี้นั่นเป็นเสือดาวป่าใช่ไหม เธอรู้จักมันเหรอ?"

   

   เสิ่นจืออินพยักหน้าอย่างสงวนท่าที "เจอกันเมื่อวาน มันเป็นเพื่อนของฉันค่ะ"

   

   ฮิฮิ ฉันใช้ยาบำรุงวิญญาณล่อมันมาน่ะ~

   

   หรงอี้ : ...เมื่อวานของเธอนี่ช่างน่าตื่นเต้นจริงๆ

   

   เสือลายเมฆปรากฏตัวอีกครั้ง คาบกวางขนาดกลางมาด้วย มันกระดิกหางเบาๆ เดินมาหยุดตรงหน้าเสิ่นจืออิน แต่มันมองไปที่หรงอี๋ด้วยสายตาระแวดระวัง ก่อนจะทิ้งเหยื่อในปากแล้วคำรามใส่เขา

   

   เนื่องจากหรงอี้ยืนอยู่ในระยะประชิด เสือลายเมฆจึงขู่คำรามใส่ หรงอี้รีบยกมือทั้งสองข้างขึ้นแสดงท่าทีไม่เป็นภัย พลางถอยหลังเล็กน้อย

   

   "เฮ้ ยังมีสัญชาตญาณสัตว์ป่าอยู่มากเลยนะ" เขาอดสงสัยไม่ได้ว่าเสิ่นจืออินฝึกเสือดาวตัวนี้มาอย่างไร

   

   "ให้ฉันเหรอ?" เสิ่นจืออินย่อตัวลงแล้วชี้ไปที่ซากกวาง เงยหน้าถามหรงอี้ "กินได้ไหม?"

   

   หรงอี้ตอบด้วยน้ำเสียงเสียดาย "กินไม่ได้" การบริโภคสัตว์คุ้มครองนั้นผิดกฎหมาย

   

   เสิ่นจืออินเบ้ปากแล้วร้อง "อ๋อ" อย่างผิดหวัง ก่อนจะกอดหัวเสือลายเมฆแล้วลูบเบาๆราวกับลูบแมว เธอใช้ภาษาสัตว์บอกเสือดาวว่ากวางตัวนี้เธอกินไม่ได้

   

   หรงอี้มองด้วยความงุนงง "เธอพูดอะไรน่ะ?"

   

   ทางด้านเสิ่นมู่จิ่น หลังจากโต้เถียงกันมาพักใหญ่ เขาพบว่าคุณย่าตัวน้อยของเขาหายไปอีกแล้ว จึงรีบตามหาจนพบว่าเธออยู่ห่างออกไปหลายร้อยเมตร ดูเหมือนจะมีอะไรบางอย่างอยู่ข้างๆพวกเขาด้วย เสิ่นมู่จิ่นจึงรีบเข้าไปหา

   

   ไป๋ลั่วถูกเสิ่นมู่จิ่นด่าจนแทบจะควบคุมอารมณ์ไม่อยู่และอยากด่ากลับ แต่เมื่อนึกได้ว่ากำลังถ่ายทอดสดอยู่ และการกระทำเช่นนี้ของเสิ่นมู่จิ่นจะต้องถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างแน่นอน ในใจก็รู้สึกดีขึ้นมาก

   

   ขอให้แฟนคลับของนายหายไปให้หมด!

   

   เธอมองไปทางเสิ่นจืออินและคนอื่นๆ สายตาของเธอก็วูบไหว ก่อนจะเดินตามไป

   

   พอเห็นชัดๆว่าข่างเสิ่นจืออินเป็นเสือดาว ไป๋ลั่วก็รู้สึกทั้งตกตะลึงและอิจฉาในคราวเดียวกัน

   

   สิ่งที่ทำให้เธออิจฉาคือเสือดาวตัวนั้นดูเหมือนจะสนิทกับเสิ่นจืออินมาก

   

   ไม่ต้องสงสัยเลยว่านี่จะต้องกลายเป็นประเด็นร้อนแรงที่ขึ้นเทรนด์อย่างแน่นอน!

   

   ฝีเท้าของไป๋ลั่วเร่งรีบมากขึ้นด้วยความกระตือรือร้น

   

   อา... ทำไมโอกาสดีๆ ทั้งหมดถึงตกเป็นของเสิ่นจืออินล่ะ ตอนนี้เธออยากจะเป็นคนที่ยืนเคียงข้างเสือดาวตัวนั้นเหลือเกิน

   

   ด้วยความอิจฉา ทำให้ไป๋ลั่วลืมนึกถึงอันตรายของสัตว์ป่าไปโดยสิ้นเชิง



บทที่ 190: เริ่มตบตีกันแล้วเหรอ?!


   

   เมื่อพวกเขาเข้าใกล้ เสือลายเมฆจ้องมองอย่างระแวดระวังก่อนจะคาบเหยื่อจากไป

   

   เสิ่นจืออินให้มันกินยาบำรุงวิญญาณเพิ่มอีกสองเม็ด เหยื่อที่เธอไม่กิน มันก็จะไม่ทิ้งไว้ให้ผู้อื่น

   

   "น่าทึ่งจริงๆ! เธอทำได้ยังไงกัน?"

   

   หรงอี้ไม่สามารถรักษาท่าทีสุขุมเหมือนพี่ชายคนโตได้อีกต่อไป รู้สึกเสียดายที่ไม่ได้ลูบเสือลายเมฆตัวนั้น

   

   อู๋ฮวนรีบถามเช่นกัน "นั่นเป็นเสือดาวชนิดไหน? เธอสนิทกับมันเหรอ?"

   

   หากสนิทกัน เขาก็อยากจะสร้างความสัมพันธ์กับเสือลายเมฆตัวนั้นด้วย แบบนี้ความนิยมของเขาจะต้องพุ่งกระฉูดแน่

   

   ไป๋ลั่วมีความคิดเดียวกัน แม้ไม่ได้ถามแต่ก็ตั้งใจฟังอย่างใกล้ชิด

   

   เสิ่นจืออินตบมือพลางตอบ "แมวป่าตัวใหญ่ที่รู้จักเมื่อวานนี้เอง"

   

   นอกจากนั้นเธอก็ไม่ได้พูดอะไรเพิ่มเติม

   

   อู๋ฮวนและไป๋ลั่วเห็นได้ชัดว่าไม่เชื่อ สัตว์ป่าดุร้ายที่ไม่สนิทกันจะเชื่องกับคนได้อย่างไร

   

   พวกเขาคิดว่าเธอคนนี้เป็นลูกสาวคนโปรดของสวรรค์จริงๆ ทำไมถึงมาร่วมรายการนี้แล้วมีแต่เรื่องที่น่าสนใจตลอดเลย?

   

   พอนึกย้อนตั้งแต่เมื่อวานจนถึงวันนี้ก็ยังไม่มีผลงานโดดเด่นเลย พวกเขาคิดว่าตอนโหวตครั้งสุดท้ายคงจะเสียเปรียบมากแน่ๆ

   

   ทั้งสองคนจึงเริ่มกระวนกระวาย

   

   พวกเขาเดินตามหลังมา ไป๋ลั่วและอู๋ฮวนสบตากัน ต่างมองเห็นความความทะเยอทะยานในสายตาของอีกฝ่าย พวกเขาคิดว่าไม่สามารถปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไปได้อีกแล้ว

   

   พวกเขาไม่มีพละกำลังและโชคดีเหมือนเสิ่นจืออิน อีกทั้งไม่สามารถฝึกสัตว์ป่าได้ ดังนั้นจึงต้องใช้วิธีดั้งเดิมของวงการบันเทิง นั่นคือการปั่นกระแสคู่จิ้น

   

   แม้ว่าไป๋ลั่วจะอยากได้กระแสความนิยมของเสิ่นมู่จิ่นมากกว่า ทว่าตั้งแต่เมื่อวานจนถึงวันนี้ เธอถูกเสิ่นมู่จิ่นใช้คำพูดเสียดสีจนแทบจะหมดความมั่นใจ

   

   เธออยากจะเข้าไปสร้างความสนิทสนม แต่ก็ต้องให้เสิ่นมู่จิ่นยินยอมร่วมมือด้วย มิฉะนั้นหากถูกต่อว่าอีกครั้ง ภาพลักษณ์ของเธอคงจะย่ำแย่

   

   ดังนั้นหลังจากพิจารณาข้อดีข้อเสียอย่างถี่ถ้วนแล้ว ไป๋ลั่วจึงเลือกอู๋ฮวน

   

   เมื่อตัดสินใจได้แล้ว เธอก็แสร้งทำท่าอ่อนแรงพลางกุมเท้าไว้

   

   อู๋ฮวนปรากฏตัวข้างๆเธอพอดี และถามด้วยความห่วงใย "เป็นยังไงบ้าง ยังเดินไหวไหม?"

   

   ไป๋ลั่วหลับตาพลางพูดว่า "ขอโทษนะคะ ฉันทำให้ทุกคนลำบาก รอให้ฉันพักสักหน่อย เดี๋ยวก็ตามทันแล้วค่ะ"

   

   อู๋ฮวนพูดอย่างอ่อนโยน "ไม่เป็นไรหรอก ฉันจะช่วยเธอเอง"

   

   คนอื่นๆที่อยู่ข้างๆ ต่างมองด้วยความสงสัย

   

   เสิ่นมู่จิ่นและอวี่ซินหรานต่างก็อยู่ในวงการ พวกเขาจึงเข้าใจทันทีว่าคู่นี้กำลังจะทำอะไร

   

   นี่เป็นความสมัครใจของพวกเขา จึงไม่อยากเข้าไปยุ่งเกี่ยว

   

   ส่วนเสิ่นจืออินกำลังฟังเรื่องซุบซิบของผีดารา

   

   "อืม... ผู้ชายเจ้าเล่ห์กับผู้หญิงเจ้าเล่ห์ สองคนนี้เหมาะสมกันดีจริงๆ"

   

   ตอนที่ผีดารายังมีชีวิตก็เป็นดารา พอมาเป็นผีแล้วก็ชอบซุบซิบนินทาเป็นที่สุด นอกจากติดตามข่าวฉาวในวงการไฮโซแล้วก็มีแต่ข่าวในวงการบันเทิง เธอเข้าใจสถานการณ์ของไป๋ลั่วและอู๋ฮวนเป็นอย่างดี

   

   ไม่จำเป็นต้องพูดถึงไป๋ลั่ว เธอมีผู้สนับสนุนหลายคนอยู่เบื้องหลัง ก่อนหน้านี้เธอเคยนอนกับผู้กำกับเพื่อให้ได้บทบาทบางอย่าง

   

   ส่วนอู๋ฮวนก็เช่นกัน เขามีแฟนสาวซึ่งก็คือผู้จัดการของเขานั่นเอง

   

   เพื่อผลักดันให้เขาโด่งดัง ผู้จัดการของเขาทุ่มเทอย่างสุดความสามารถ ทรัพยากรที่มีค่าทั้งหมดก็มอบให้เขาเลือกใช้ก่อนใคร

   

   แต่สิ่งที่ผู้จัดการไม่รู้ก็คือ เพื่อก้าวเข้าสู่วงการภาพยนตร์และโทรทัศน์ อู๋ฮวนแอบไปมีความสัมพันธ์ลับๆกับนักลงทุนบางคน

   

   ที่สำคัญที่สุดคือเขาชอบทั้งชายและหญิง

   

   เรื่องนี้เขาปกปิดไว้อย่างมิดชิด

   

   ผีดาราไม่อยากให้เสิ่นจืออินล่วงรู้เรื่องสกปรกเหล่านี้ จึงอดทนเก็บงำไว้

   

   ใครจะคาดคิดว่าเพียงวันแรก ทั้งสองคนก็มุ่งเป้าไปที่เสิ่นจืออินแล้ว ทำให้ผีดารารู้สึกไม่พอใจอย่างมาก จึงตัดสินใจเปิดเผยข้อมูลบางอย่างให้เสิ่นจืออินรับรู้

   

   เธอบอกเพียงว่าไป๋ลั่วมีผู้สนับสนุนอยู่เบื้องหลัง และแฟนสาวของอู๋ฮวนคือผู้จัดการของเขา เพื่อให้เสิ่นจืออินระแวดระวังไว้บ้าง หากทั้งสองคนนี้จะทำอะไรเหลวไหลต่อไป ก็อย่าโทษว่าเธอไม่เตือน

   

   ถ้าไม่บอกเสิ่นจืออิน เธอก็ต้องบอกเสิ่นมู่จิ่นแน่นอน!

   

   ...

   

   พวกเขาเดินทางมาหลายชั่วโมงแล้ว ระหว่างทางทุกคนได้กินอาหารที่ทำจากผักป่าล้วนๆ

   

   เสิ่นจืออินวิ่งออกไปหาผลไม้ป่ากิน

   

   คราวนี้ทุกคนออกไปหาด้วยกัน หาได้เท่าไหร่ก็กินเท่านั้น

   

   พวกเขาใช้พลังงานไปมาก การกินแต่น้ำซุปจืดๆกับผักป่า ทำให้ใบหน้าของไป๋ลั่วและอู๋ฮวนซีดเซียวไปหมด

   

   โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อวานนี้ที่ทั้งสองคนไม่ได้กินเนื้อเลย

   

   ด้วยอารมณ์ที่หงุดหงิด พวกเขาจึงอดไม่ได้ที่จะเริ่มจับผิดอีกครั้ง

   

   "เมื่อวานเธอสามารถจับสัตว์ป่าได้ไม่ใช่เหรอ? ทำไมวันนี้ถึงไม่มีล่ะ"

   

   "เธอโอ้อวดว่าตัวเองเก่งมาตลอดไม่ใช่เหรอ? ทำไมเธอไม่ออกไปหาเองล่ะ ตอนนี้ฉันเหนื่อยมากจนไม่อยากขยับตัว"

   

   "พวกเราเป็นเพื่อนร่วมทางกัน คนที่มีความสามารถควรช่วยเหลือคนที่อ่อนแอกว่าไม่ใช่เหรอ?"

   

   เมื่อพูดประโยคเหล่านี้ออกมา ไป๋ลั่วก็รู้ตัวว่าเริ่มทำลายภาพลักษณ์ที่สร้างเอาไว้หมดแล้ว

   

   แต่เธอทั้งเหนื่อยทั้งหิว บวกกับอากาศที่ร้อนอบอ้าว เมื่อคืนก็นอนไม่หลับ สภาพจิตใจก็แย่ ตอนกลางวันในป่าก็มียุงรุมกัด ภายใต้ปัจจัยหลายอย่างเหล่านี้ ไป๋ลั่วจึงรู้สึกหงุดหงิดจนไม่มีแรงจะรักษาบุคลิกที่สร้างไว้อีกต่อไป

   

   อู๋ฮวนฉลาดกว่า แม้เขาจะรู้สึกหงุดหงิดเช่นกัน แต่เขาใช้ไป๋ลั่วเป็นเครื่องมือให้พูดคำไม่น่าฟังเหล่านั้นแทน

   

   เสิ่นมู่จิ่นโกรธมาก แต่ยังไม่ทันได้โต้ตอบ ไป๋ลั่วก็หันไปโจมตีอวี่ซินหรานแล้ว

   

   "อาจารย์อวี่ เสื้อผ้าฉันสกปรกแล้ว ขอยืมอีกชุดหนึ่งได้ไหม ฉันอยากอาบน้ำ"

   

   อวี่ซินหรานพูดอย่างไม่พอใจ "ฉันเอามาแค่สามชุด ให้เธอใส่แล้วฉันจะใส่อะไร?"

   

   "แต่ตัวฉันคันมาก ยุงที่นี่กัดแรงมาก คุณไม่มีอะไรทำอยู่แล้ว ให้ฉันยืมใส่หน่อยจะเป็นไรไป หรือไม่ก็ให้ฉันใช้ถุงหอมกันยุงของคุณสักพัก พอไม่มียุงรอบตัวฉันแล้วจะคืนให้คุณ"

   

   อวี่ซินหรานถึงกับหัวเราะด้วยความโมโห คิดในใจว่า ที่แท้ก็วางแผนไว้ ถ้าให้ยืมไป เธอจะได้คืนมาจริงๆเหรอ?

   

   เธอกลอกตาแล้วพูด "ฉันมีแค่อันเดียว ไม่ให้ยืม!"

   

   ไป๋ลั่วร้องไห้พลางกล่าวหาทุกคน "ฉันไม่ได้ทำอะไรผิดเลย ทำไมพวกคุณถึงไม่ชอบฉัน"

   

   "ไม่แปลกใจเลยที่คุณหย่า ในอินเทอร์เน็ตบอกว่าสามีเก่าของคุณเป็นคนชอบใช้ความรุนแรงในครอบครัว ฉันว่าคงเป็นเพราะนิสัยแบบนี้ของคุณที่ทำให้เขาทนไม่ไหวถึงได้ทำร้ายคุณ ลูกของคุณก็ไม่อยากอยู่กับคุณใช่ไหม? อาจารย์อวี่ คนเราควรจะใจกว้างหน่อย ไม่งั้น..."

   

   พูดยังไม่ทันจบ อวี่ซินหรานก็โกรธจนตบหน้าเธอไปแล้ว "เธอคิดว่าฉันคงให้เกียรติเธอมากไปใช่ไหม? ปากจัดจ้านนัก ถ้าไม่สั่งสอนสักหน่อย ก็คงคิดว่าฉันเป็นคนอ่อนแอสินะ!"

   

   การตบครั้งนี้ยังไม่สาแก่ใจ อวี่ซินหรานจึงกระชากผมของเธอแล้วตบอีกครั้ง

   

   ไป๋ลั่วกรีดร้องและตอบโต้กลับทันทีโดยไม่ลังเล

   

   "นังสารเลว แกนี่มันไร้ค่าจริงๆ ไม่แปลกใจเลยที่โดนหย่า!"

   

   เสิ่นมู่จิ่นและหรงอี้ร้องอุทานพร้อมกัน : โอ้พระเจ้า!

   

   นี่พวกเธอทะเลาะกันถึงขั้นตบตีกันแล้วเหรอ?!



จบตอน

Comments