ancestry ep21-30

บทที่ 21: เสิ่นมู่เหยี่ย: ฉันจะบำเพ็ญเซียน

   

   ระหว่างทางที่นั่งรถมา เสิ่นมู่เหยี่ยเอาแต่ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่เหมือนคนบ้า สีหน้าเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา

   

   เสิ่นจืออินได้แต่คิดในใจ...

   

   แย่แล้ว ไอ้เด็กนี่คงไม่โดนหลอกจนเสียสติไปแล้วหรอกนะ

   

   ถึงจะไม่เสียสติ แต่ก็กลายเป็นเหมือนลูกหมาไปแล้ว

   

   ยกตัวอย่างตอนลงจากรถ

   

   “คุณย่าครับ ผมอุ้มเอง”

   

   ก่อนหน้านี้ ถ้าให้เขาเรียกเด็กสามขวบว่าคุณย่า เขาไม่มีทางยอมเรียกเด็ดขาด แต่ตอนนี้...เขากลับเรียกได้อย่างเป็นธรรมชาติ

   

   เสิ่นมู่เหยี่ยอุ้มเสิ่นจืออินมาถึงบ้านตระกูลเสิ่น

   

   เรื่องยังไม่จบแค่นี้นะ...

   

   เสิ่นมู่เหยี่ยรีบวิ่งดุ๊กดิ๊กไปที่ห้องครัวเพื่อรินนมอุ่นๆออกมาให้เธอ แล้วยังถามไถ่ด้วยความเป็นห่วงเป็นใย

   

   พ่อบ้านที่ยืนอยู่ข้างๆถึงกับตาค้าง

   

   เกิดอะไรขึ้น? คุณชายของเขาที่ปกติทำเหมือนโลกนี้ไม่มีอะไรน่าสนใจ ถูกผีเข้าสิงเหรอ?

   

   เสิ่นจืออินกลับรู้สึกเฉยๆ และออกคำสั่งเขาอย่างองอาจผ่าเผย

   

   “คุณย่า นอกจากปราบผีแล้ว คุณย่ายังทำอะไรได้อีก? บินบนดาบแบบนักพรตในทีวีได้ไหม?”

   

   เขาจ้องมองเสิ่นจืออินด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความคาดหวัง

   

   ต้องยอมรับว่าเด็กผู้ชายทุกคนตอนเด็กๆ ต่างก็มีความฝันอยากเป็นจอมยุทธ์ การเหาะเหินเดินอากาศด้วยดาบนับเป็นสิ่งที่พวกเขาใฝ่ฝันมากที่สุด แม้แต่ในฝันก็ยังฝันถึงการเหาะเหินเดินอากาศ

   

   มันทั้งเท่ ทั้งดูดีมีสไตล์ น่าตื่นเต้นกว่าการแข่งรถซะอีก

   

   ว่ากันตามจริง พวกนักพรตในโลกนี้อาจจะไม่เก่งเท่าไหร่ เพราะงานหลักของพวกเขาคือการปราบผีและวาดยันต์ แต่เสิ่นจืออินนั้นเก่งจริงๆ

   

   ในชีวิตที่แล้วของเธอ ในทวีปที่เธอจากมา ผู้ฝึกตนทุกคนต้องเรียนรู้การเหาะเหินเดินอากาศด้วยดาบเมื่อบรรลุขั้นสร้างรากฐาน

   

   แต่ไม่ใช่ตอนนี้

   

   “การเหาะเหินเดินอากาศมีอยู่จริง แต่ตอนนี้ยังไม่ได้”

   

   เสิ่นมู่เหยี่ยรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาทันที เด็กหนุ่มผู้หยิ่งยโสในตอนนี้ดูเหมือนสุนัขตัวโตที่จ้องมองเธอด้วยความกระตือรือร้น

   

   “งั้นดูสิว่าผมเรียนได้ไหม?”

   

   ส่วนเรื่องจะเชื่อหรือไม่เชื่อ ผีเขายังเห็นมาแล้ว เพื่อความฝันที่จะเหาะเหินด้วยดาบ เขาต้องเชื่อให้ได้

   

   เสิ่นจืออินมองเขาสองครั้ง “ยื่นมือออกมาสิ ฉันขอดูก่อน”

   

   เสิ่นมู่เหยี่ยรีบยื่นมือออกไปทันที

   

   เสิ่นจืออินจับมือเขา ใช้พลังวิญญาณตรวจสอบภายในร่างกายของเขาอย่างรวดเร็ว เธอถึงกับประหลาดใจเมื่อพบว่าเด็กคนนี้มีจิตวิญญาณจริงๆ

   

   ยิ่งไปกว่านั้น ยังเป็นจิตวิญญาณธาตุไฟบริสุทธิ์เสียด้วย ถ้าอยู่ในทวีปอูเหิงละก็ นี่คงเป็นต้นกล้าชั้นดีที่สำนักต่างๆต้องแย่งชิงกันอย่างแน่นอน

   

   รู้ไหมว่าในทวีปอูเหิง ในหมื่นคนอาจจะมีเพียงคนเดียวเท่านั้นที่มีจิตวิญญาณ และส่วนใหญ่เป็นจิตวิญญาณธาตุผสม จิตวิญญาณธาตุบริสุทธิ์นั้น ในแสนคนอาจมีเพียงคนเดียว

   

   นึกไม่ถึงเลยว่า คนแรกที่เธอได้เจอในโลกนี้จะเป็นคนที่มีจิตวิญญาณบริสุทธิ์ซะได้

   

   น่าเสียดายที่ที่นี่ไม่มีศิลาทดสอบจิตวิญญาณ เลยตรวจสอบระดับของจิตวิญญาณเขาไม่ได้

   

   ยิ่งไปกว่านั้น พลังวิญญาณในโลกนี้ทั้งเบาบางและปะปนกันไปหมด แม้ว่าเขาจะมีจิตวิญญาณบริสุทธิ์ การดูดซับพลังวิญญาณก็เป็นเรื่องยากอยู่ดี

   

   “เป็นยังไงบ้าง?” เสิ่นมู่เหยี่ยมองเสิ่นจืออินด้วยแววตาที่ทั้งคาดหวังและกังวล

   

   เสิ่นจืออินเอื้อมแขนป้อมๆไปตบบนแขนของเขาเบาๆ “เธอโชคดีมากเลยนะที่มีคุณสมบัติในการฝึกฝน”

   

   “จริงเหรอ!” เสิ่นมู่เหยี่ยตื่นเต้นจนเกือบกระโดด

   

   เสิ่นจืออินแกว่งขาเล็กๆไปมาพลางพูดอย่างเชื่องช้าว่า “แต่ถ้าอยากฝึกฝน เธอต้องปูพื้นฐานให้แน่นก่อน ยิ่งไปกว่านั้น พลังวิญญาณในโลกนี้เบาบางมาก ถึงแม้เธอจะฝึกฝน ความเร็วในการพัฒนาก็ช้ามากอยู่ดี”

   

   “ผมไม่กลัว ผมอยากฝึกวิชาครับ คุณย่า ช่วยสอนผมเถอะ”

   

   ในฐานะลูกชายคนเล็กของตระกูลเสิ่น การจะได้อะไรมาครอบครองนั้นช่างง่ายดายสำหรับเสิ่นมู่เหยี่ย การเรียนก็เป็นเรื่องไม่สำคัญสำหรับเขา

   

   เพราะเขามีพี่ชายที่เก่งกาจถึงสามคน คอยประคับประคองดูแลเขา ไม่ว่าต่อไปเขาจะทำอะไรก็ตาม

   

   แต่ในบรรดาคนตระกูลเสิ่น เขาเป็นเพียงคนเดียวที่ไม่เคยได้เห็นหน้าแม่ และไม่เคยได้รับความรักจากแม่เลย

   

   ถึงแม้คนอื่นๆในตระกูลเสิ่นจะคอยดูแลเอาใจใส่เขา แต่ทุกคนก็ต่างยุ่งกับเรื่องของตัวเอง ความรักที่มอบให้เขาจึงมีจำกัด สิ่งที่ได้รับมามากที่สุดคือการชดเชยด้วยวัตถุ

   

   สภาพแวดล้อมเช่นนี้หล่อหลอมให้เสิ่นมู่เหยี่ยเป็นคนชอบแสวงหาความตื่นเต้น ชอบท้าทาย ไม่ชอบอยู่ในกรอบ

   

   เขาชอบการแข่งรถ ชอบกีฬาเอ็กซ์ตรีมทุกรูปแบบที่ทำให้ได้เสี่ยงชีวิต ถึงแม้ตระกูลเสิ่นจะสั่งห้ามไม่ให้เขาข้องเกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้ แต่เขาก็ยังแอบไปเล่น ไปเสี่ยงอยู่ดี

   

   เพราะหากไม่มีสิ่งเหล่านี้ที่ทำให้ชีวิตของเขามีสีสันและแตกต่าง ชีวิตของเขาก็คงจืดชืด ไร้รสชาติ เหมือนน้ำนิ่ง

   

   บังเอิญที่เสิ่นมู่เหยี่ยเป็นคนดื้อรั้น เขาไม่ชอบใช้ชีวิตแบบนั้น

   

   การปรากฏตัวของคุณย่าตัวน้อยคนนี้ ทำให้เสิ่นมู่เหยี่ยมีทางเลือกใหม่ที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง

   

   แม้ว่าจะมีอุปสรรคมากมายขวางกั้น แต่เขาก็ยังอยากลอง

   

   เสิ่นจืออินไม่รู้สึกว่ามันเป็นเรื่องแย่อะไร เด็กดีมีแววจะสอนก็สอนไป

   

   เพียงแต่...เธอไม่เคยมีศิษย์มาก่อนนี่สิ

   

   หรือจะลองสอนสิ่งที่ควรสอนให้เขาไปก่อน แล้วปล่อยให้เขาพัฒนาตัวเองไปตามธรรมชาติ?

   

   ตกลง งั้นทำแบบนั้นก็แล้วกัน

   

   “รอก่อนนะ พรุ่งนี้ฉันจะเอาตำราวิชาตัวเบา วิชายุทธ และพื้นฐานต่างๆมาให้”

   

   เสิ่นมู่เหยี่ยกำหมัดร้อง ‘เย้’ แววตาที่เขามองเสิ่นจืออินไม่ใช่แววตาที่มองเด็กน้อยอีกต่อไป แต่เป็นแววตาที่มองปู่ย่าตายายของเขา!

   

   ฟ้ามืดแล้ว เสิ่นจืออินไม่ได้ไปหาต้ามี แต่กลับห้องของเธอ

   

   เฮ้อ...ตำราวิชาตัวเบาและวิชายุทธที่จะให้เสิ่นมู่เหยี่ย เธอยังต้องเขียนออกมาเอง น่าเบื่อจัง

   

   หลังจากเขียนอักษรไปได้บรรทัดเดียว เธอก็โยนพู่กันลงบนโต๊ะแล้วทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ เหนื่อยจนไม่อยากขยับตัว

   

   เสิ่นจืออินหยิบยาเม็ดหนึ่งเข้าปาก นั่งแกว่งเท้า ใบหน้าเล็กๆขมวดคิ้ว เธอคิดว่าตัวเองคงตอบตกลงเร็วเกินไป

   

   เห็นได้ชัดว่าเป็นของเสิ่นมู่เหยี่ย ทำไมเธอต้องมาลำบากด้วยนะ

   

   ที่สำคัญกว่านั้น เสิ่นมู่เหยี่ยอ่านลายมือของเธอไม่ออกสักตัว!

   

   หลังจากหาข้ออ้างที่น่าเชื่อถือได้แล้ว เสิ่นจืออินก็รีบวิ่งเตาะแตะไปหาเสิ่นมู่เหยี่ย

   

   “หลานชายจ๋า รีบออกมาเร็ว!”

   

   เสิ่นมู่เหยี่ยกำลังคุยโวกับเพื่อนสนิทอยู่ว่า คุณย่าของเขาเป็นเซียน จากนั้นเพื่อนๆก็ถามเขาอย่างสุภาพว่า เขาไปเจออะไรมาหรือเปล่า หรือว่าช่วงนี้จิตใจไม่ค่อยดี

   

   หึ…พวกมนุษย์ธรรมดาไม่มีทางเข้าใจโลกของเขาหรอก!

   

   ทันใดนั้น คุณย่าตัวน้อยก็มาเคาะประตู เขาจึงรีบวิ่งไปเปิดประตูทันที

   

   หลังจากนั้น…ก็เริ่มต้นชีวิตที่แสนทรหดในการคัดลายมือ

   

   พูดให้ถูกก็คือ เสิ่นจืออินนั่งข้างๆกอดขวดนม ดื่มนมเป็นลิตรๆ ปากก็พึมพำเกี่ยวกับเนื้อหาที่ต้องจด ส่วนเสิ่นมู่เหยี่ยหยิบปากกามาเขียนอย่างบ้าคลั่ง

   

   ในนั้นมีหลายคำที่ไม่คุ้นเคย เขาเขียนไม่เป็น

   

   เสิ่นมู่เหยี่ยใช้ชีวิตมาจนถึงทุกวันนี้ ไม่เคยจดอะไรจริงจังขนาดนี้มาก่อน แม้แต่จดหมายสำนึกผิดก็มีคนอื่นเขียนให้ตลอด

   

   คุณย่าสุดที่รักไม่รักเขาแล้ว ทำไมมันเยอะขนาดนี้ เขาจะต้องเขียนถึงเมื่อไหร่กัน

   

   ถึงแม้จะน่าสงสาร แต่เขาไม่ยอมแพ้ คำที่ไม่คุ้นเคยก็ใช้มือถือค้นหาแล้วเขียนต่อ

   

   การเขียนครั้งนี้ ด้วยพลังจากยันต์ของเสิ่นจืออิน ทำให้เขาเขียนตั้งแต่กลางคืนยันเช้า

   

   นี่ก็เพิ่งจะเขียนความรู้พื้นฐานของการบ่มเพาะพลังเบื้องต้นเสร็จ เสิ่นมู่เหยี่ยรู้สึกว่ามือของเขาใกล้จะหักแล้ว

   

   “เอาล่ะ เธอไปพักผ่อนก่อนเถอะ แล้วฉันจะมาอธิบายเนื้อหาให้ฟัง”

   

   เสิ่นจืออินโยนยาเม็ดให้เขาหนึ่งเม็ด

   

   “อันนี้คือ ยาหรงชุน ใช้ฟื้นฟูพลังงานที่ร่างกายใช้ไป”

   

   เสิ่นมู่เหยี่ยรู้สึกกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาทันที ความเหนื่อยล้าที่มีอยู่ก่อนหน้าหายไปหมด

   

   เขาหยิบยาเม็ดกลมเกลี้ยงราวกับไข่มุกขึ้นมาพิจารณาดูอย่างละเอียด แต่ก็ดูไม่ออกว่ามันคืออะไร สุดท้ายเขาก็ตัดสินใจกลืนลงคอไป

   

   ผลลัพธ์ของยานั้นเห็นผลทันตาสำหรับคนธรรมดาอย่างเขา ร่างกายของเสิ่นมู่เหยี่ยที่เหนื่อยล้าจากการอดหลับอดนอนมาทั้งคืนกลับฟื้นคืนอย่างรวดเร็ว เขารู้สึกสดชื่นมีชีวิตชีวากว่าเดิม

   

   “คุณย่าครับ ตอนนี้ผมรู้สึกสดชื่นมากจนไม่อยากพักเลยครับ” เขารู้สึกตื่นตัวกว่าที่เขานอนหลับเสียอีก

   

   เขาอยากเรียนรู้เดี๋ยวนี้เลย!

   

   เสิ่นจืออินได้แต่คิดในใจว่า นี่มันจะขะมักเขม้นกว่าเธอในชาติที่แล้วอีกนะ

   

   “ไม่เอา ตอนนี้ฉันอยากจะพักผ่อน แล้วค่อยสอนหลังกินข้าวเสร็จ นายดูเองไปก่อนก็ได้”

   

   เธอยังเด็กอยู่เลย รังแกเด็กแบบนี้มันบาปนะ

   

   เสิ่นจืออินพูดปฏิเสธเสียงงุ้งงิ้ง แล้วไล่หลานชายที่กระตือรือร้นอยากเรียนรู้ออกไป

   

   เสิ่นมู่เหยี่ยมองประตูที่ถูกปิดลง มือลูบจมูกเบาๆ แต่ความกระตือรือร้นของเขากลับไม่ลดลงเลย

   

   ดูเองก็ได้

   

   เมื่อถึงเวลาอาหารเช้า เสิ่นจืออินได้กลิ่นหอมลอยมา ก็รีบลงไปชั้นล่างเป็นคนแรก

   

   รอจนเสิ่นจืออินกินจนอิ่มแปล้แล้ว ก็ยังไม่เห็นคุณชายของบ้านลงมากินข้าว

   

   รอยยิ้มบนใบหน้าของพ่อบ้านเกือบจะหายไป

   

   เรื่องอื่นจะเอาแต่ใจยังไงก็ได้ แต่เรื่องไม่กินข้าวเช้านี่ไม่ได้

   

   ดังนั้นเขาจึงไปเชิญด้วยตัวเอง

   

   ประตูห้องของเสิ่นมู่เหยี่ยไม่ได้ปิด พ่อบ้านเห็นคุณชายน้อยจอมดื้อกำลังก้มๆเงยๆอยู่กับสมุดบันทึก ปากก็พึมพำอะไรบางอย่าง ดูตั้งใจมาก ทำเอาพ่อบ้านถึงกับตกใจ

   

   เขาฝันไปรึเปล่า คุณชายไม่ได้เล่นเกม แต่เหมือนกับ...กำลังเรียนอยู่?

   

   พ่อบ้านถึงกับสงสัยว่าตาตัวเองฝาดไปแล้ว คุณชายจะเรียนหนังสือเนี่ยนะ ไม่อยากจะเชื่อ!

   

   ด้วยความไม่แน่ใจ เขาจึงปิดประตูลงด้วยรอยยิ้มแห้งๆ แล้วเปิดออกอีกครั้ง

   

   ภาพที่เห็นยังคงเหมือนเดิม พ่อบ้านถึงกับช็อก

   

   “คุณชาย?”

   

   แย่แล้ว คุณชายของเขาต้องมีปัญหาอะไรแน่ๆ!

   

   เสิ่นมู่เหยี่ยหันมามองเขา “อย่ามารบกวนผมเรียนหนังสือ”

   

   เหมือนนึกอะไรขึ้นได้ เขาลุกขึ้นยืนทันที “คุณย่าตัวน้อยอยู่ไหน?”

   

   พ่อบ้านถึงกับสูดหายใจเฮือกใหญ่ “คุณชาย เป็นอะไรไปครับ? หรือว่าโดนอะไรกระตุ้นมาจากโรงเรียน?”

   

   เรียกนายหญิงว่า คุณย่าตัวน้อย งั้นเหรอ!

   

   “ช่างเถอะ งั้นผมไปหาคุณย่าตัวน้อยเองก็ได้” เสิ่นมู่เหยี่ยกล่าว

   

   วันนี้เขาจะต้องเริ่มฝึกเซียนให้ได้!

   

   ส่วนเสิ่นจืออินน่ะเหรอ ฝึกเซียนน่ะไม่มีหรอก มีแต่ฝึกคน!

   

   หลังจากกินข้าวเช้าเสร็จ บรรพบุรุษน้อยตระกูลเสิ่นก็เดินมาพร้อมกับขวดนมที่สะพายอยู่บนไหล่ เธอนั่งเอนหลังพิงเก้าอี้ในสวนเล็กๆ และกินแตงโมอย่างสบายอารมณ์

   

   “ตั้งใจหน่อยสิ ยังไม่ถึงครึ่งชั่วโมงเลยนะ ขาเธอสั่นไปหมดแล้ว...”

   

   เสิ่นจืออินทำเสียงจิ๊จ๊ะพร้อมกับส่ายหัวไปมา

   

   เสิ่นมู่เหยี่ยผู้กำลังฝึกยืนม้านึกในใจ...

   

   ‘ถ้ามีความสามารถก็วางแตงโมลงก่อนสิ!’

   

   เขาไม่กลัวความลำบาก แต่ใครจะทนได้ล่ะ เวลาที่เรากำลังลำบากแท้ๆ ยังมีคนกินแตงโมอย่างสบายใจ แถมยังมาคอยจิกกัดเราอีก

   

   เสิ่นจืออินพูดว่า “เธออายุขนาดนี้เพิ่งเริ่มฝึก คงสายไปหน่อย คนทั่วไปเขาเริ่มฝึกกันตั้งแต่อายุห้าขวบ”

   

   หลังจากกินแตงโมเสร็จ เสิ่นจืออินก็เริ่มอธิบายข้อกำหนดเบื้องต้นของการบ่มเพาะพลังอย่างเชื่องช้า

   

   “สิ่งสำคัญคือต้องสร้างรากฐานให้ดี”

   

   “นายหญิง เชิญไปดูต้ามีหน่อยเถอะค่ะ ดูเหมือนมันกำลังตามหานายหญิง”

   

   เสิ่นมู่เหยี่ยตัวสั่นเทา เหงื่อท่วมตัว ถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “ต้ามีคืออะไร?”

   

   เสิ่นจืออินมองด้วยสายตาใสซื่อและบริสุทธิ์ “สัตว์เลี้ยงของฉันไง ฉันเคยบอกเธอไปแล้ว เธอลืมแล้วเหรอ?”



บทที่ 22: ตั้งชื่อว่า ต้ามี นี่มันหลอกกันชัดๆ!


   

   เสิ่นมู่เหยี่ยนึกขึ้นได้ ชื่อต้ามีมันฟังดูเหมือนชื่อแมว

   

   พอครบครึ่งชั่วโมง เสิ่นมู่เหยี่ยก็ทนไม่ไหวทรุดตัวลงนั่งกับพื้น

   

   “เธอนั่งพักก่อนนะ ฉันจะไปดูต้ามี”

   

   เสิ่นมู่เหยี่ยทิ้งตัวลงนอนราบกับพื้น ตอนนี้เขาไม่อยากพูดอะไรทั้งนั้น

   

   “คุณชาย เป็นอะไรรึเปล่าครับ?” พ่อบ้านเดินเข้ามาถามด้วยความเป็นห่วง คุณชายน้อยของเขากลายเป็นเด็กดีเชื่อฟังแบบนี้ไปได้ยังไงกันนะ?

   

   ที่ไม่น่าเชื่อที่สุดคือการเชื่อฟังเด็กหญิงอายุสามขวบ ถึงแม้ว่าเด็กหญิงคนนั้นจะเป็นญาติผู้ใหญ่ของคุณชายก็เถอะ

   

   บอกให้ยืนม้าครึ่งชั่วโมง เขาก็ยืนจริงๆ

   

   เสิ่นมู่เหยี่ยโบกมือรับน้ำจากพ่อบ้านมาดื่มอึกหนึ่ง “เรื่องคนขับรถจัดการเรียบร้อยหรือยัง?”

   

   คนขับรถคนนั้นคือคนเดียวกับที่เสิ่นจืออินเคยเตือนเขาเอาไว้

   

   วันนั้นตอนไปโรงเรียน เขารู้สึกผิดสังเกตกับท่าทางของคนขับรถ เลยให้คนไปสืบดู ซึ่งผลก็เป็นอย่างที่คุณย่าตัวน้อยของเขาบอกไว้ไม่มีผิด

   

   น้องชายของคนขับรถติดการพนัน ตอนนี้แม้จะยังไม่เป็นหนี้พนันก้อนโตอย่างที่เสิ่นจืออินบอก แต่คงอีกไม่นานแน่

   

   การพนันน่ะ สัมผัสแม้เพียงนิด สุดท้ายก็มีแต่พังทลายทั้งครอบครัว

   

   ตอนนี้เสิ่นมู่เหยี่ยเชื่อคำพูดของคุณย่าตัวน้อยโดยสนิทใจแล้ว แน่นอนว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะให้คนขับรถคนนั้นทำงานในตระกูลเสิ่นต่อ

   

   พ่อบ้านรายงานว่า “จัดการย้ายออกไปจากตระกูลเสิ่นเรียบร้อยแล้วครับ”

   

   เสิ่นมู่เหยี่ยพยักหน้ารับเบาๆ ไม่ได้ซักถามอะไรต่อ

   

   พ่อบ้านช่วยพยุงเขาขึ้น ตอนนี้เขายังพอไปหาคุณย่าตัวน้อยได้!

   

   พ่อบ้านมองตามคุณชายออกไป ก่อนจะก้มหน้าลงส่งข้อความหาท่านเจ้าบ้านอย่างรวดเร็ว

   

   [ท่านเจ้าบ้าน ไม่ดีแล้วครับ! อาการของคุณชายหนักขึ้นเรื่อยๆแล้ว ตอนนี้นายหญิงว่าอย่างไร เขาก็ว่าตามนั้นหมดเลยครับ!]

   

   เสิ่นควาน [...]

   

   เสิ่นควาน [เข้าใจแล้ว ผมกับลูกชายคนโตจะกลับไปอาทิตย์หน้า]

   

   เด็กนั่นกินยาผิดหรือไง?

   

   เขาก็อยากจะกลับไปดูคุณย่าสามขวบด้วยเหมือนกัน ว่าจะเก่งกาจแค่ไหนถึงปราบลูกชายหัวรั้นของเขาได้

   

   เสิ่นมู่เหยี่ยผู้พิการแต่ใจสู้ เดินทางไปหาเสิ่นจืออิน แล้วก็ต้องตาค้างเมื่อเห็นคุณย่าตัวน้อยนั่งอยู่บนหลังเสืออย่างดุดัน

   

   “นี่...ต้ามีเหรอ?”

   

   บอดี้การ์ดที่รับผิดชอบดูแลต้ามีพยักหน้า

   

   “คุณชายไม่ทราบหรือครับ นายหญิงบอกว่าเป็นคุณที่ให้เลี้ยง”

   

   เสิ่นมู่เหยี่ย “...”

   

   แล้วเขาจะไปรู้ได้ยังไง ว่าสัตว์เลี้ยงของคุณย่าจะเป็นเสือ!”

   

   อ้วนกลมขนาดนี้ ยังจะกล้าตั้งชื่อว่าต้ามีอีก นี่มันหลอกลวงกันชัดๆ!

   

   เสิ่นมู่เหยี่ยรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังฝันไป คุณย่าตัวน้อยของเขาเลี้ยงผีได้ เลี้ยงเสือก็คงไม่แปลก

   

   เสิ่นจืออินที่กำลังดึงหูต้ามีอยู่พลางสั่งสอนมันไปด้วย พอเห็นหลานชายเดินมาก็โบกมือเรียก

   

   “หลานชาย มาทางนี้เร็ว”

   

   น้ำเสียงเล็กๆแฝงไปด้วยความร่าเริง

   

   เสิ่นมู่เหยี่ยมองดูเจ้าเสือที่กำลังมองมาทางเขาด้วยความอยากรู้อยากเห็น แต่เขากลับไม่เดินเข้าไปหา แถมยังถอยหลังไปอีกสองก้าว

   

   “ผมว่า...ไม่เข้าไปดีกว่า”

   

   เสือตัวอ้วนขนาดนี้ อาหารการกินต้องดีมากแน่ๆ ถ้ามันเกิดติดใจในรสชาติของเด็กหนุ่มอย่างเขาขึ้นมาจะทำยังไง?

   

   “โอ๊ย...ขี้ขลาดจัง ฉันกะจะให้ต้ามีช่วยฝึกซะหน่อย”

   

   เสิ่นมู่เหยี่ย “...”

   

   ตอนนี้ถ้าเขาบอกว่าไม่อยากฝึกเซียนแล้ว จะยังทันไหมนะ?

   

   แน่นอนว่าเขาก็แค่คิดเท่านั้น

   

   จริงๆแล้ว เสิ่นมู่เหยี่ยที่ชอบความตื่นเต้นและการผจญภัยนั้น ชอบสัตว์ร้ายที่แข็งแกร่งอย่างเสือมาก

   

   ดังนั้น ในตอนที่เสิ่นจืออินเอาดาบไม้ท้อออกมาจ่อที่คอต้ามี พร้อมกับข่มขู่ไม่ให้มันขยับเขยื้อน เขาก็ยังพยายามเข้าไปใกล้ๆ

   

   ต้ามีรู้สึกเบื่อหน่าย จึงหาวหวอดพร้อมกับกลอกตาไปมา

   

   มันก็ไม่อยากขยับอยู่แล้ว เพราะเปลืองแรง

   

   หลังจากที่ได้สัมผัสตัวเสือแล้ว เสิ่นมู่เหยี่ยก็ไม่รู้สึกกลัวอีกต่อไป

   

   “คุณย่า นี่คือเสือที่เธอเลี้ยงไว้เหรอ?”

   

   เสือตัวนี้ลูบเพลินดีจริงๆ ดีกว่าการลูบแมวเสียอีก

   

   พูดถึงเรื่องนี้ เสิ่นจืออินก็เงยหน้าขึ้นอย่างภาคภูมิใจ “ฮึ่ม มันน่ะ ฉันเลี้ยงด้วยนมผงจนโตเลยนะ!”

   

   ลำบากเธอแทบตาย

   

   เสิ่นมู่เหยี่ยมองร่างกายของเสือแล้วแลบลิ้น “คุณย่าช่างไม่ธรรมดาจริงๆ เลี้ยงเสือได้อ้วนกว่าในสวนสัตว์อีก”

   

   ต้ามีคิดในใจ ‘แกนี่มันช่างกล้าจริงๆ ถึงจะเป็นเรื่องจริง แต่พูดจาอ้อมค้อมหน่อยไม่ได้รึไง?’

   

   หลังจากหายกลัวแล้ว เสิ่นมู่เหยี่ยก็ถ่ายรูปคู่กับต้ามีหลายรูป

   

   เสิ่นจืออินก็สนใจเข้าร่วมด้วย

   

   ต้ามีเลยกลายเป็นฉากหลังหลากหลายแบบไปโดยปริยาย

   

   เสิ่นจืออินวางแผนให้เสิ่นมู่เหยี่ยฝึกฝนร่างกายในตอนกลางวัน พอตกกลางคืน เธอก็เอายาที่กลั่นเสร็จแล้วไปให้เสิ่นมู่เหยี่ยที่เหนื่อยล้าทั้งตัว

   

   “ข้างในนี้คือยาชำระเส้นเอ็น เธอเอามันไปใส่ลงในอ่างอาบน้ำแล้วแช่ตัวลงไป อาจจะเจ็บนิดหน่อย ทนเอาหน่อยนะ”

   

   หลังจากมอบมันให้เขาแล้ว เสิ่นจืออินก็ไม่สนใจใยดีอีก เธอกลับไปดูละครโทรทัศน์ต่อ

   

   เสิ่นมู่เหยี่ยคิดว่าที่เธอพูดว่าเจ็บนิดหน่อยคงจะแค่เจ็บนิดหน่อยจริงๆ

   

   แต่ในความเป็นจริง เขาเจ็บจนร้องลั่นออกมาอย่างน่าสังเวช พ่อบ้านถึงกับคิดว่าเขาโดนทำร้าย

   

   ในที่สุด ตอนที่เขาปีนออกมาจากอ่างอาบน้ำ เขาก็รู้สึกเหมือนวิญญาณหลุดออกจากร่าง

   

   แต่เมื่อมองดูน้ำอาบที่สกปรกจนกลายเป็นสีดำคล้ำ แถมยังส่งกลิ่นเหม็น

   

   ถึงแม้จะไม่มีแรง เขาก็ยังรู้สึกตื่นเต้น

   

   นี่มันต้องเป็นการชำระล้างไขกระดูกในตำนานอย่างแน่นอน!

   

   หลังจากพักไปครู่หนึ่ง เขาก็รวบรวมพลังลุกขึ้น อาบน้ำแล้วเข้านอน หลับเป็นตายตั้งแต่หัวถึงหมอน

   

   เช้าวันรุ่งขึ้น เสิ่นมู่เหยี่ยพบว่าการฝึกฝนร่างกายเมื่อวานไม่เพียงแต่ไม่ทำให้เขารู้สึกปวดเมื่อยหรือเหนื่อยล้า แต่ร่างกายของเขากลับเบาสบายอย่างยิ่ง

   

   รู้สึกเบาสบายเหมือนไม่ได้อาบน้ำมาหลายเดือน แล้วอยู่ๆก็ได้ชำระล้างคราบไคลที่ฝังแน่นมานาน

   

   เขารู้สึกมหัศจรรย์และตื่นเต้น ความมุ่งมั่นที่จะฝึกฝนกับคุณย่าของเขาก็แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

   

   นับจากนี้ไป ถ้าคุณย่าของเขาจะให้เขาไปทางทิศตะวันออก เขาจะไม่ไปทางทิศตะวันตกอย่างแน่นอน!

   

   ในช่วงวันหยุดสองวันนี้ เขาอยู่ภายใต้คำสั่งของเสิ่นจืออิน

   

   ในระหว่างที่เขากำลังวิ่ง เสิ่นจืออินนั่งอยู่บนหลังของต้ามี โดยถือเบ็ดตกปลาไว้ในมือ ที่ปลายเบ็ดมีเม็ดยาบำรุงวิญญาณห้อยอยู่ ซึ่งมีแรงดึงดูดอย่างมากสำหรับสัตว์

   

   เสิ่นมู่เหยี่ยวิ่งสุดชีวิต ดวงตาของต้ามีจ้องเขม็งไปที่เม็ดยาที่อยู่ข้างหน้า น้ำลายไหลย้อย เนื้อตัวสั่นระริกด้วยไขมัน ขณะที่มันวิ่งอย่างหนักหน่วงจนแผ่นดินสะเทือน

   

   เสิ่นมู่เหยี่ยร้องตะโกน “อา...คุณย่าครับ ผมวิ่งเองได้ ไม่ต้องให้ต้ามีไล่ตามผมก็ได้ ผมรู้สึกเหมือนกำลังถูกภูเขาบดขยี้อยู่!”

   

   เสิ่นจืออินดื่มนมจากขวดนมอย่างเอร็ดอร่อย ราวกับว่าเธอกำลังดื่มเหล้าอยู่

   

   “ไม่ได้หรอก มีแรงกดดัน ถึงจะมีแรงผลักดัน หลานชาย สู้ๆ!”

   

   เสิ่นมู่เหยี่ยคิดในใจ ‘เธอเหยียบฉันตายไปเลยดีกว่า!’

   

   หลังจากกลับมาถึงบ้านในตอนเย็น เสิ่นมู่เหยี่ยก็ยังคงต้องแช่ตัวในอ่างยาอีกครั้ง

   

   โชคดีที่อาการปวดหลังจากนั้นไม่รุนแรงเท่าครั้งแรก และน้ำก็สะอาดขึ้นเรื่อยๆ

   

   เมื่อเสิ่นมู่เหยี่ยต้องไปโรงเรียน เสิ่นจืออินจึงไม่สามารถฝึกซ้อมให้หลานชายได้ ทำให้รู้สึกเสียดายอยู่บ้าง

   

   แต่ถึงอย่างนั้น คนที่ถูกฝึกฝนก็ไม่ใช่เธออยู่แล้วนี่นา

   

   “จำไว้นะ แม้จะอยู่ที่โรงเรียนก็อย่าลืมฝึกฝนบ่อยๆล่ะ~”

   

   เสิ่นมู่เหยี่ย “...ครับ รู้แล้วครับ”

   

   หลังจากมองหลานชายออกไปแล้ว เสิ่นจืออินก็กระโดดกลับไปที่โต๊ะ หยิบยาเม็ดที่เตรียมไว้ให้กู้ไฮว๋และฉินเจินมาบรรจุใส่กล่องอย่างดี จากนั้นก็ผูกไว้กับดาบไม้ท้อพร้อมกับติดยันต์ลงไปสองแผ่น

   

   เธอยืนอยู่ริมหน้าต่างแล้วตบไปที่ดาบไม้ท้อเบาๆ “ไปได้”

   

   ดาบไม้ท้อในมือสั่นเล็กน้อย ก่อนจะพุ่งทะยานออกไปในพริบตา

   

   หลังจากทำทุกอย่างเสร็จแล้ว เสิ่นจืออินก็มองไปยังยาเม็ดที่เหลืออยู่

   

   นอกจากที่เธอต้องการแล้ว ยาเม็ดที่เหลืออีกหลายชนิดที่ใช้รักษาอาการบาดเจ็บภายใน บาดเจ็บภายนอก และถอนพิษ เธอก็ไม่ได้ใช้

   

   เพราะเธอมักจะปรุงยาอะไรก็ได้ตามแต่ว่ามียาสมุนไพรอะไร

   

   นอกจากสมุนไพรที่ให้เสิ่นมู่เหยี่ยช่วยซื้อมาให้ ยังมีอีกส่วนหนึ่งที่เธอเก็บมาจากบนเขา เธอนำมากลั่นเป็นยาเม็ดทั้งหมดแล้ว

   

   ส่วนใหญ่จะเป็นยาเม็ดที่ปั้นด้วยมือ



บทที่ 23: ฉันบอกว่าเธอเป็นยอดฝีมือ พวกนายเชื่อไหม?


   

   ยาเม็ดพวกนี้ใช้กับเธอไม่ได้ โยนทิ้งก็เสียดาย

   

   ทันใดนั้นเสิ่นจืออินก็นึกขึ้นได้ ตระกูลเสิ่นมีหลานชายคนหนึ่งที่เป็นทหารอยู่ไม่ใช่เหรอ เธอจึงบรรจุยาเม็ดทั้งหมดอย่างดี คิดอยู่ครู่หนึ่งก็หยิบยาอีกสองขวดใส่เข้าไปด้วย

   

   ถือว่าเป็นของขวัญต้อนรับหลานชายแล้วกัน

   

   หลังจากเก็บของเสร็จ เธอก็ไปหาพ่อบ้าน “พ่อบ้านคะ นี่คือของขวัญต้อนรับที่ฉันจะให้หลานชายคนที่สอง ช่วยส่งไปให้เขาด้วยนะคะ”

   

   พูดจบเธอก็วิ่งออกไป เธอจะไปซุบซิบนินทากับนกและผึ้งทั้งหลาย

   

   พ่อบ้าน “…”

   

   ฝ่ายเสิ่นมู่เหยี่ย พอมาถึงโรงเรียนก็ถูกเพื่อนซี้ล้อมหน้าล้อมหลังทันที

   

   “พี่เหยี่ย เกิดอะไรขึ้นวะ พวกเรานัดกันวันเสาร์พี่ก็ไม่มา”

   

   “ใช่ อาทิตย์ที่แล้วพี่ก็ไม่มา อาทิตย์นี้ก็ไม่มาอีก พี่ไม่อยากคบพวกเราแล้วใช่ไหม”

   

   “เลิกเล่นเกมแล้วเหรอ พวกผมว่าพี่แปลกๆไปนะ” พอมาถึงโรงเรียน เสิ่นมู่เหยี่ยก็กลับไปทำตัวเป็นเด็กเกเรเหมือนเดิม กางขาไขว่ห้างบนโต๊ะแล้วกอด.อก

   

   “พวกนายไม่รู้อะไรหรอก ฉันกำลังจะไปทำเรื่องใหญ่ต่างหาก”

   

   เพื่อนๆได้แต่คิดในใจ… ‘ก่อนหน้านี้เสิ่นมู่เหยี่ยแม้จะชอบทำเท่แต่ก็ยังดูมีชั้นเชิง แต่ตอนนี้ดูซื่อบื้อมาก’

   

   “ว่าแต่ ยันต์ที่ฉันให้พวกนายไปวันก่อนเอามานี่หน่อย” เขาเริ่มรู้สึกเสียดาย เพราะยันต์พวกนั้นเป็นของจริงทั้งหมด เป็นยันต์ที่คุณย่าของเขาทำให้ ซึ่งไม่มีทางเป็นของปลอมได้ แต่เพราะอาทิตย์ก่อนเขามีติดตัวมาหลายใบ เลยไม่ได้ใส่ใจ แบ่งให้เพื่อนๆไปจนหมด เหลือแค่ใบแรกที่คุณย่าให้ไว้คือยันต์คุ้มภัย

   

   “ของแบบนั้นพี่ยังจะเอาอีกเหรอวะ ผมทิ้งไปตั้งนานแล้ว”

   

   “อะไรนะ!” เสิ่นมู่เหยี่ยร้องเสียงหลง ทำเอาเพื่อนนักเรียนในห้องต่างหันมามองเป็นตาเดียว

   

   “นายเอาไปทิ้งไว้ไหน?”

   

   “ก็...ถังขยะห้องนอน ตอนนี้น่าจะ...น่าจะอยู่ที่กองขยะแล้ว”

   

   “พี่เสิ่น นั่นมันไม่ใช่ของที่พี่ไม่เอาแล้วเหรอ?”

   

   เสิ่นมู่เหยี่ยได้แต่อ้ำอึ้ง เขาจะตอบยังไงดีล่ะ ในเมื่อตอนนั้นเขาตาถั่วมองไม่เห็นคุณค่าของสิ่งนั้น

   

   “ของผมน่าจะยังอยู่ ตอนนั้นผมใส่ไว้ในลิ้นชักห้องนอน”

   

   “เลิกเรียนแล้วรีบไปหามาให้ฉัน!” เสิ่นมู่เหยี่ยออกคำสั่ง

   

   เสิ่นจืออินไม่รู้เลยว่าหลานชายของเธอกำลังรู้สึกเสียดายอย่างหนัก ตอนนี้เธอกำลังรดน้ำต้นไม้อยู่ที่ระเบียงอย่างสบายใจ

   

   การมีค่ายกลรวมพลังวิญญาณช่วยส่งเสริมนี่มันต่างกันจริงๆ ตอนนี้ระเบียงเล็กๆของเธอมันใกล้จะกลายเป็นป่าขนาดย่อมแล้ว

   

   มีพืชพรรณแปลกๆอยู่มากมาย

   

   สิ่งเหล่านี้ล้วนแต่เป็นสิ่งที่เธอต้องลำบากลำบนไปหามาตอนที่อยู่กับท่านผู้เฒ่าบนเขา

   

   แม้ว่าพลังวิญญาณในโลกนี้จะเบาบาง แต่ในภูเขาลึกก็ยังมีพืชพรรณบางชนิดที่มีพลังวิญญาณอยู่

   

   เพียงแต่พืชวิญญาณพวกนี้เชี่ยวชาญการซ่อนตัว คนทั่วไปไม่มีทางหาเจอหรอก

   

   พืชวิญญาณระดับต่ำพวกนี้ แต่ก่อนเธอมองผ่านมันไปเลยด้วยซ้ำ แต่ตอนนี้...ถึงจะเป็นแมลงเล็กๆก็ยังดีกว่าไม่มี

   

   หลังจากที่มองดูพืชวิญญาณที่เติบโตงอกงามดีแล้ว เสิ่นจืออินก็นั่งขัดสมาธิฝึกฝนอยู่พักหนึ่ง

   

   ผลลัพธ์จากการฝึกฝนตอนนี้มันดีกว่าตอนที่เพิ่งมาถึงตระกูลเสิ่นใหม่ๆเยอะเลย

   

   ทันใดนั้นก็มีคนโทรเข้ามา

   

   เป็นฉินเจิน

   

   [ฉินเจิน ได้รับยาแล้วใช่ไหม? ถ้าได้รับแล้วอย่าลืมกินล่ะ ครั้งหน้าถ้าต้องการยาอะไรอีกก็ติดต่อมาได้เลยนะ]

   

   เสียงเล็กๆน่ารักน่าเอ็นดูของเสิ่นจืออินดังมาตามสายโทรศัพท์ทันทีที่ฉินเจินรับสาย

   

   ไม่พูดถึงเรื่องนี้ก็ดีอยู่หรอก พอพูดขึ้นมาแล้วเขาก็นึกถึงตอนที่เพิ่งกลับห้องพักที่สำนักลาดตระเวน ดาบไม้เล่มหนึ่งก็พุ่งเข้าใส่เขาทันที

   

   ทำเอาเขาตกใจแทบตาย คิดว่าเจอผีเข้าซะแล้ว

   

   “ได้รับแล้ว แต่ทำไมดาบไม้ของเธอถึงบินได้ด้วยล่ะ?”

   

   เขาตกตะลึงมาก แต่พอเขารับดาบไม้มาแล้วมันก็ไม่ขยับเขยื้อนอีกเลย

   

   เสิ่นจืออิน [อย่าลืมเอาดาบไม้มาคืนฉันด้วยนะ ฉันแปะยันต์ส่งมาให้เท่านั้น]

   

   ที่แท้ก็เป็นเพราะยันต์นี่เอง

   

   ดาบไม้เล่มเล็กนี่ก็ดูน่ารักดี เสียดายที่ไม่ใช่ของเขา

   

   หลังจากรู้สึกเสียดายอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็นึกถึงเรื่องสำคัญขึ้นได้

   

   “จริงสิ คดีของไป๋เค่อเค่อมีความคืบหน้าแล้ว พวกเราจับคนร้ายตามภาพวาดได้แล้ว และจากเบาะแสของเขาทำให้รู้ที่อยู่บ้านของไป๋เค่อเค่อ แต่ปัญหาคือหมู่บ้านนั้นอาจเป็นแหล่งกบดานของพวกค้ามนุษย์”

   

   “แม่ของเธออาจถูกหลอกไปขายที่หมู่บ้านบนภูเขานั่น ดังนั้น ไป๋เค่อเค่อต้องรอให้พวกเรากวาดล้างพวกค้ามนุษย์พวกนั้นให้สิ้นซากก่อน ถึงจะได้เจอแม่”

   

   เฉินเจินยิ่งกังวลเรื่องความปลอดภัยของแม่ไป๋เค่อเค่อในตอนนี้

   

   พวกค้ามนุษย์เป็นพวกไร้มนุษยธรรม หากแม่ของไป๋เค่อเค่อถูกหลอกไปขายที่หมู่บ้านบนภูเขานั่นจริง ชีวิตของเธอคงไม่ดีแน่

   

   ในขณะที่พวกเขากำลังคุยกัน ไป๋เค่อเค่อก็บินออกมาจากป้ายไม้ด้วยความร้อนใจ

   

   “ฉันจะไปเดี๋ยวนี้ ไปหาแม่”

   

   เสิ่นจืออินบอกความต้องการของไป๋เค่อเค่อกับฉินเจิน

   

   ฉินเจินอึกอัก “แต่ฉันจะพาเธอไปได้ยังไง?”

   

   ถ้าเธอคลุ้มคลั่งขึ้นมา เธอคงไม่แยกแยะฝ่ายแน่

   

   เสิ่นจืออินพูดว่า [ฉันไปด้วย ฉันจะพาไป๋เค่อเค่อไปด้วย]

   

   ฉินเจินพูดว่า “คุณย่า ฉันจะไปจับคนลักพาตัวเด็ก พาเธอไปด้วยมันไม่เหมาะสมหรอก”

   

   เสิ่นจืออินเบะปาก “งั้นคุณจะกับไป๋เค่อเค่อ หรือไปกับฉัน เลือกเอาอันใดอันหนึ่ง”

   

   ฉินเจิน “...”

   

   ระหว่างการถูกเพื่อนร่วมงานมองด้วยสายตาประหลาด ประหลาด เมื่อพาเด็กไปด้วย กับชีวิตน้อยๆของเขา เขาก็ขอเลือกอย่างแรกแล้วกัน

   

   แต่ตอนนี้ถึงเขาจะมีอำนาจบ้าง แต่ก็ไม่สามารถพาเด็กไปทำภารกิจอันตรายได้ตามใจชอบ

   

   ดังนั้นฉินเจินจึงได้แต่ใช้ไม้ตายสุดท้าย

   

   “ฮัลโหลพ่อครับ ผมเอง ขอคุยด้วยหน่อย...”

   

   สุดท้ายฉินเจินก็โดนด่าเปิง แต่ด้วยการร้องขอและอธิบายอย่างน่าสงสาร ในที่สุดพ่อของเขาก็ใจอ่อน ยอมตกลงช่วยเหลือ

   

   แต่มีข้อแม้ว่า หลังจากภารกิจนี้เสร็จสิ้น เมื่อเขากลับไปแล้วจะต้องยอมไปนัดดูตัวตามที่แม่เขาจัดให้

   

   ฉินเจินทำหน้าบูดบึ้ง “บรรพบุรุษน้อย ฉันยอมเสียสละครั้งยิ่งใหญ่เพื่อเธอเลยนะ!”

   

   วันปฏิบัติภารกิจ สายสืบที่ไปกับฉินเจินต่างมองเด็กน้อยที่สะพายขวดนมและกระเป๋าเป้ใบเล็กด้วยความเงียบงัน

   

   เด็กหญิงตัวน้อยน่ารักน่าเอ็นดู ริมฝีปากแดงระเรื่อ ฟันขาวสะอาด บ่งบอกถึงชาติตระกูลที่ดี แต่...ไม่ว่าจะดูดีแค่ไหน ก็ไม่ควรมาอยู่ที่นี่

   

   “ฉินเจิน อธิบายหน่อยสิ”

   

   ฉินเจินตอบอย่างจริงใจ “ถ้าฉันบอกว่าเธอเป็นยอดฝีมือ พวกนายเชื่อไหม?”

   

   ทุกคนต่างคิดในใจ… ‘ฉินเจินมองพวกเขาว่าเก่งบ้างไหม?’

   

   ฉินเจินลูบหน้าตัวเองเบาๆ ก่อนจะอุ้มเสิ่นจืออินขึ้นมา “ไปกันเถอะ เรื่องนี้หัวหน้าอนุมัติแล้ว ฉันจะเป็นคนรับผิดชอบความปลอดภัยของเธอเอง”

   

   “เหลวไหล พวกเรากำลังจะไปปฏิบัติภารกิจนะ พาเธอไปด้วยแบบนี้ได้ยังไง!”

   

   ฉินเจินตอบกลับไปว่า “ฉันคิดไว้แล้ว ตอนนั้นฉันจะปลอมตัวเป็นนักท่องเที่ยวที่พาลูกสาวไปเที่ยวภูเขา พอเห็นเด็ก พวกมันจะลดความระแวงลง”

   

   เสิ่นจืออินพยักหน้า “หนูจะให้ความร่วมมือค่ะ”

   

   “ไม่ได้ มันอันตรายเกินไป พวกเรากำลังจะไปจับคนร้าย เป็นไปไม่ได้ที่จะให้เด็กตัวเล็กๆไปเสี่ยง อย่างนั้นพวกเราสายตรวจจะกลายเป็นอะไร”

   

   “นั่นไม่ใช่เด็กที่เก่งเรื่องต่อสู้หรอกเหรอ?”

   

   ดูเหมือนจะมีสายตรวจคนหนึ่งจำเสิ่นจืออินได้

   

   ก่อนหน้านี้ คดีมั่วสุมเสพยาในบาร์ก็เป็นเด็กผู้หญิงคนนี้ที่แจ้งความ แถมยังจัดการพวกคนเสพยาจนร้องเสียงหลงอีกด้วย

   

   “อะไรนะ?”

   

   ฉินเจินอุ้มเสิ่นจืออินขึ้นรถทันที

   

   “ขึ้นรถก่อน พวกเรารีบอยู่ อย่าไปเสียเวลากับเรื่องไร้สาระพวกนี้เลย”

   

   สายตรวจรุ่นเก่าหลายคนแทบอยากจะด่าฉินเจินออกมาดังๆ

   

   ระหว่างทางก็ทำท่าทางไม่สบอารมณ์ใส่เขาตลอด

   

   จริงๆแล้วพวกเขามองฉินเจินในแง่ดีมาตลอด ถึงแม้บางครั้งเจ้าเด็กนี่จะทำอะไรไม่ค่อยเข้าท่า แต่ความสามารถของเขาก็เป็นของจริง

   

   แต่ตอนนี้พวกเขามองฉินเจินด้วยความไม่พอใจเท่าไรนัก!



บทที่ 24: บรรพบุรุษน้อยจะสั่งสอนพวกเขาให้รู้รสชาติ!


   

   ฉินเจินทำตัวนอบน้อมตลอดทาง ซึ่งหาได้ยากนัก

   

   แต่ที่ไม่น่าเชื่อคือ เสิ่นจืออินกลับสนุกสนานร่าเริงบนรถ

   

   “คุณลุงคะ หนูเห็นเวลาอากาศเริ่มเย็นทีไร ลุงก็ชอบบอกว่ามือเจ็บ เป็นอะไรหรือเปล่าคะ?”

   

   สายตรวจที่นั่งข้างๆ มองเธอด้วยความประหลาดใจ “หนูรู้ได้ยังไง?”

   

   พูดจบก็มองไปที่ฉินเจิน “นายบอกเธอเหรอ?”

   

   ฉินเจินยักไหล่แบมือ ไม่ใช่เขานะ!

   

   เสิ่นจืออินพูดด้วยน้ำเสียงน่ารักน่าเอ็นดู “หนูดูออกเองค่ะ มือของคุณลุงเคยได้รับบาดเจ็บ แต่รักษาไม่หายขาดใช่ไหมคะ?”

   

   ตอนนี้สายตรวจมั่นใจแล้วว่าฉินเจินต้องเป็นคนบอกแน่ๆ ไม่งั้นเด็กอย่างเธอจะไปรู้ได้ยังไง

   

   “แล้วก็คุณลุงคนนั้น หนูว่าช่วงนี้ลุงปวดหัวบ่อยๆใช่ไหมคะ?”

   

   เธอพูดถูก ทำให้สายตรวจมีสีหน้าแปลกใจ เรื่องนี้เขาไม่ได้บอกใคร เด็กคนนี้รู้ได้ยังไง!

   

   “จริงเหรอ?”

   

   เพื่อนร่วมงานเห็นสีหน้าของเขาก็เริ่มสงสัยและประหลาดใจ

   

   สายตรวจคนนั้นพยักหน้า “ช่วงนี้ผมมักจะปวดหัวบ่อยๆ ไม่รู้เป็นอะไร นอนก็ไม่ค่อยหลับ”

   

   “มิน่าล่ะ ช่วงนี้คุณลุงถึงเข้าเวรทั้งที่ใต้ตาคล้ำแบบนี้”

   

   “หนูน้อย เธอรู้ได้ยังไง?”

   

   ทุกคนบนรถต่างมองเธอด้วยความสงสัย

   

   เสิ่นจืออินแกว่งขาเล็กๆของเธอไปมา เสียงเล็กๆอ่อนหวานน่าฟังเอ่ยขึ้น

   

   “หนูเรียนหมอมาค่ะ”

   

   ได้ยินดังนั้น ทุกคนบนรถต่างพากันหัวเราะ “เธอเริ่มเรียนหมอตอนกี่ขวบเนี่ย เก่งขนาดนี้เลยเหรอ”

   

   “หนูเรียนหมอตั้งแต่ยังไม่เกิดค่ะ”

   

   คำพูดของเสิ่นจืออินทำเอาพวกเขาตกใจ แม้ว่าเธอจะเรียนรู้ตั้งแต่อยู่ในท้องแม่ แต่เธอก็ไม่น่าจะสามารถบอกอาการของบุคคลได้อย่างรวดเร็วขนาดนี้

   

   “งั้นเธอลองดูสิว่าฉันป่วยเป็นอะไรหรือเปล่า”

   

   สายตรวจหนุ่มอีกคนที่อยู่บนรถเอ่ยแซวขึ้นพร้อมกับขยับเข้ามาใกล้ๆ

   

   เสิ่นจืออินทำท่าทางจริงจัง บอกให้เขายื่นมือออกมา

   

   หมอเทวดาตัวน้อยอย่างเสิ่นจืออินกำลังจะเริ่มจับชีพจรแล้ว

   

   เธอวางนิ้วลงบนข้อมือของสายตรวจหนุ่มอย่างตั้งอกตั้งใจ ท่าทางของเธอนั้นช่างดูน่าเชื่อถือเสียจริง

   

   ทุกคนมองเธอด้วยรอยยิ้มเอ็นดู

   

   เสิ่นจืออินส่ายหน้าไปมาพลางกล่าวว่า “ร่างกายของคุณแข็งแรงดี ไม่มีปัญหาอะไรใหญ่โต แค่นอนดึกไปหน่อยนะ”

   

   ซ่งหยางและคนอื่นๆไม่ได้ใส่ใจอะไร คิดในใจว่าวัยรุ่นสมัยนี้ใครบ้างไม่นอนดึกกัน?

   

   เหตุการณ์เล็กๆนี้ ทำให้เสิ่นจืออินสนิทกับเหล่าสายตรวจได้อย่างรวดเร็ว ทุกคนต่างเอ็นดูเด็กหญิงตัวน้อยที่ฉลาดเฉลียว ไม่งอแงคนนี้

   

   ส่วนฉินเจินได้แต่คิดในใจ ‘หรือว่ามีแต่ฉันที่เจ็บปวดอยู่คนเดียว?’

   

   ไม่นานนัก พวกเขาก็มาถึงเชิงเขาชิงหยาง หมู่บ้านที่ไป๋เค่อเค่ออาศัยอยู่มีชื่อว่าหมู่บ้านเสี่ยวหยาง ตั้งอยู่ลึกเข้าไปในภูเขาชิงหยาง

   

   มีคนกล่าวไว้ว่า ‘ภูเขาลึกน้ำเชี่ยว ย่อมมีคนเถื่อน’ แม้คำกล่าวนี้จะใช้ไม่ได้กับทุกหมู่บ้านบนภูเขา แต่สำหรับบางแห่งที่ตั้งอยู่ในหุบเขา มีความคิดล้าหลังและการศึกษาเข้าไม่ถึง ก็ดูเหมือนจะเข้าเค้า

   

   หมู่บ้านเสี่ยวหยางก็เช่นกัน ชาวบ้านสืบทอดความคิดชายเป็นใหญ่มาหลายชั่วอายุคน ประกอบกับที่ตั้งของหมู่บ้านอยู่ไกลจากตัวเมือง ทำให้ไม่สามารถเข้าถึงวัฒนธรรมและการศึกษาสมัยใหม่ได้ พวกเขาจึงไม่รู้กฎหมาย และไม่เกรงกลัวต่อกฎหมาย

   

   ความคิดชายเป็นใหญ่ บวกกับความไม่รู้กฎหมาย และที่ตั้งที่ห่างไกล ล้วนเป็นปัจจัยที่เอื้อต่อการค้ามนุษย์ โดยเฉพาะผู้หญิงและเด็ก

   

   “จะให้เธอไปจริงๆเหรอ? มันอันตรายเกินไป”

   

   ฉินเจินทนไม่ไหวแล้ว เขาจึงอุ้มเสิ่นจืออินขึ้นมาทันที “พวกคุณคนไหนเอาชนะเธอได้ ผมถึงจะไม่พาเธอไปด้วย!”

  

   เขาตัดสินใจเปิดประตูปล่อยเสิ่นจืออิน ให้คนพวกนี้รู้ตัวเสียทีว่าคิดผิดขนาดไหน

   

   บ้าไปแล้ว พวกเขานั่นแหละที่กำลังจะโดนสั่งสอน

   

   เพื่อนร่วมทีมของฉินเจินต่างมองเขาด้วยสายตาเหมือนคนโง่

   

   ‘นายเอาจริงดิ?’

   

   ฉินเจินพูดว่า “บรรพบุรุษน้อย สั่งสอนให้พวกเขารู้รสชาติหน่อยเป็นไง!”

   

   เสิ่นจืออินแสร้งทำเป็นไม่ได้ยิน ไม่ขยับเขยื้อน เธอยังเด็กอยู่เลยนะ การต่อสู้ฆ่าฟันมันไม่ดีหรอก

   

   ฉินเจินกระซิบ “กลับไปฉันจะซื้อลูกอมน้ำตาลกับชานมไข่มุกให้”

   

   เสิ่นจืออินรีบยืดตัวตรงทันที “ก็ได้! ในเมื่อคุณเรียกฉันว่าบรรพบุรุษน้อย”

   

   เสิ่นจืออินคาบขวดนมไว้ที่ปากเตรียมพร้อม ท่าทางมั่นคงด้วยขาเล็กๆที่ยืนแบบนักมวยจีน

   

   “มาเลย!”

   

   สายตรวจคนอื่นๆ “…”

   

   “พี่ฉิน ผมเชื่อใจพี่ งั้นผมลองก่อนละกัน”

   

   ซ่งหยางเป็นคนแรกที่ออกมายืน

   

   เขาและฉินเจินค่อนข้างสนิทกัน และฉินเจินก็เป็นแบบอย่างในการฝึกฝนของเขามาโดยตลอด

   

   “เหลวไหล!”

   

   เซี่ยจ้งมีสีหน้าบึ้งตึง จะให้มาสู้กับเด็กสามขวบที่ยังคาบขวดนม พวกเขาที่ทำงานในสำนักลาดตระเวนคงเสียหน้าแย่

   

   แต่ความจริงแล้วเรื่องมันน่าขายหน้ากว่านั้น

   

   เสิ่นจืออินเป็นฝ่ายเริ่มโจมตีก่อน

   

   แม้เธอจะตัวเล็กขาสั้นแต่เธอกระโดดได้สูงมาก

   

   เจ้าตัวน้อยกระโดดฮึบเดียว ยกขาสั้นๆเตะไปที่ท้องของซ่งหยาง

   

   ซ่งหยางยังคงตกใจที่เธอกระโดดได้สูงขนาดนี้ วินาทีต่อมาท้องก็ถูกเตะจนตัวงอเป็นกุ้งลอยออกไป

   

   เสิ่นจืออินลงถึงพื้นพร้อมๆกับที่ซ่งหยางลงสู่พื้นห่างออกไปสองเมตร

   

   ทุกคนยกเว้นเฉินเจินต่างร้องออกมาด้วยความตกใจ

   

   ตาฝาดไปรึเปล่า ไม่แน่ใจดูอีกที

   

   โอ้พระเจ้า ซ่งหยางลอยไปจริงๆ โดนเด็กน้อยเตะจนปลิวเลย!

   

   เสิ่นจืออินวิ่งดุ๊กดิ๊กไปหาฉินเจิน หัวเล็กๆมองเขาด้วยแววตาอวดเก่ง

   

   เธอพูดเบาๆต่อรองกับฉินเจิน “ฉันจะเลือกเองนะ ฉันเอาชานมสามแก้ว แก้วหนึ่งต้องใหญ่พิเศษด้วย”

   

   ฉินเจินทำท่าโอเคใส่เธอ เรื่องแค่นี้สบายมาก

   

   หลังจากที่เพื่อนร่วมทีมช่วยกันพยุงซ่งหยางขึ้นมา ฉินเจินก็กอดอกอย่างยโส

   

   “ผมบอกแล้ว พวกคุณไม่เชื่อ เชอะ…”

   

   ท่าทางน่าโดนต่อยสักที

   

   แต่ตอนนี้ สายตาทุกคู่ต่างจับจ้องไปที่เสิ่นจืออิน

   

   โดยเฉพาะซ่งหยางที่กุมท้องตัวเองไว้ แล้วยิ้มแหยๆ

   

   “บ้าจริง นี่เธอเตะฉันจริงดิ”

   

   ถ้าไม่ได้โดนกับตัว ใครจะไปเชื่อ

   

   เสิ่นจืออินทำเสียงในลำคอ “หนูแข็งแรงกว่าที่คิดนะ”

   

   ร่างกายของเธอถูกหล่อหลอมด้วยพลังวิญญาณมาตั้งแต่เด็ก แม้ตอนนี้จะดูบอบบางน่าทะนุถนอม แต่กระดูกของเธอแข็งแรงกว่าคนทั่วไปถึงสิบเท่า แถมยังมีพลังมากพอจะยกของหนักเป็นพันชั่งได้อีกด้วย

   

   มือเล็กๆนุ่มนิ่มของเธอตอนนี้สามารถบีบก้อนหินให้แตกละเอียดได้อย่างง่ายดาย

   

   เพราะร่างกายต้องแข็งแกร่งมากพอ ถึงจะรองรับจิตวิญญาณของเธอได้

   

   ตอนนี้ร่างกายของเธอยังแข็งแกร่งไม่พอ แก่นญาณของเธอยังถูกผนึกไว้ส่วนใหญ่

   

   ตอนที่เตะซ่งหยาง เธอใช้พลังไปแค่สามส่วนเท่านั้น

   

   หลังจากเสิ่นจืออินแสดงให้ดูด้วยการยกก้อนหินที่สูงกว่าตัวเธอขึ้น ทุกคนถึงได้เชื่อ

   

   เซี่ยจ้งและคนอื่นๆใช้เวลาอยู่นานกว่าจะหายตกใจ พอหันไปมองก็เห็นว่าฉินเจินตกใจไม่ต่างกัน

   

   “เธอลืมบอกนายเรื่องพลังของเธอเหรอ?” เซี่ยจ้งถาม

   

   “ผมไม่เคยรู้เรื่องนี้เลย” ฉินเจินตอบ

   

   เขารู้แค่ว่าเสิ่นจืออินต่อสู้เก่ง แถมยังปราบผีได้ แต่ไม่คิดว่าเธอจะมีพลังมากขนาดนี้

   

   ก้อนหินก้อนนั้น แม้แต่ผู้ใหญ่สองคนก็ยังไม่แน่ว่าจะยกขึ้นได้

   

   เซี่ยจ้งตบไหล่ฉินเจินแล้วพูดว่า “เด็กที่ไหนเนี่ย แค่พลังก็เป็นทหารได้สบายแล้ว!”

   

   สายตรวจทุกคนมองเสิ่นจืออินราวกับเธอเป็นอัญมณีล้ำค่า

   

   ด้วยความสามารถขนาดนี้ ถ้าโตขึ้นฝึกฝนดีๆ เธออาจจะเป็นทหารหญิงที่เก่งกาจได้เลยนะ

   

   “ไปเถอะ แต่อย่าลืมว่า...เธอยังเด็กอยู่ ไม่ว่ายังไงก็ต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของเธอเป็นอันดับแรก”

   

   ฉินเจินรีบทำความเคารพ “ครับ รับทราบ!”



 บทที่ 25: หมู่บ้านเสี่ยวหยาง


   

   เพื่อไม่ให้ชาวบ้านเสี่ยวหยางตื่นตระหนกเกินไป คนที่ไปในครั้งนี้จึงมีเพียงฉินเจิน ซ่งหยาง และเสิ่นจืออิน พร้อมกับสายตรวจหญิงอีกหนึ่งคน

   

   พวกเขาปลอมตัวเป็นนักท่องเที่ยวต่างถิ่น

   

   เส้นทางภูเขาชันยาวและเดินลำบาก เสิ่นจืออินจึงถูกอุ้มตลอดทาง

   

   จริงๆแล้วเธอเดินเองได้ เพียงแต่สายตรวจทั้งสามคนเห็นว่าเธอตัวเล็กเกินไป การตามพวกเขามาก็ลำบากมากพอแล้ว อย่าให้ลำบากไปกว่านี้เลย

   

   เอาเถอะ ยังไงซะคนอุ้มก็ไม่ใช่เธอ

   

   เมื่อเข้าสู่เขตหมู่บ้าน เสียงเห่าของหมาก็ดังขึ้น

   

   แต่หมู่บ้านกลับเงียบสงบ ราวกับไม่ได้ยินเสียงเห่าของหมา

   

   เสิ่นจืออินซุกคอฉินเจิน กระซิบข้างหูเขาว่า

   

   “มีคนแอบดูพวกเราอยู่บนบ้านหลังนั้น”

   

   พวกเขาอยู่ไกลขนาดนี้ มองไปยังบ้านในหมู่บ้านก็คงมองเห็นคนไม่ชัดหรอก แต่ถ้าเป็นฝั่งโน้นแค่ใช้กล้องส่องทางไกลก็เห็นพวกเขาชัดแล้ว

   

   “วิวที่นี่สวยมากเลย คุณว่าไหม ลุงหวังพูดไม่ผิดจริงๆ พวกเรามาหาแรงบันดาลใจที่นี่ถูกแล้วล่ะ”

   

   ฉินเจินพูดเสียงดังหลังจากตั้งสติได้ เขาใช้กล้องบันทึกภาพวิวทิวทัศน์บนภูเขา

   

   “พ่อขา หมาใหญ่”

   

   เสิ่นจืออินนอนซบไหล่ฉินเจิน พูดด้วยน้ำเสียงน่ารักน่าเอ็นดู ดูเหมือนจะกลัวนิดหน่อย

   

   แต่พอรอกระทั่งหมาตัวนั้นเดินเข้ามาใกล้ เธอกลับทำท่าดุร้ายแยกเขี้ยวใส่ ปล่อยจิตสังหารออกมา

   

   หมาดุร้ายสามตัวที่เห่าพวกเขาอย่างเอาเป็นเอาตายเมื่อครู่ รีบวิ่งหางจุกตูด และมองพวกเขาด้วยแววตาหวาดกลัว

   

   ทุกคนถอนหายใจอย่างโล่ง-อก ถ้าหากหมาสามตัวนี้พุ่งเข้ามาจริงๆ แผนการของพวกเขาคงต้องล้มเลิกไป

   

   “นี่หมาบ้านไหนเลี้ยงไว้เหรอครับ ช่วยดูหน่อยได้ไหม”

   

   หลังจากตะโกนเรียกอยู่หลายครั้ง ชายวัยกลางคนหน้าตาซื่อๆคนหนึ่งก็วิ่งร้องลั่นออกมา

   

   “โอ๊ะ ขอโทษที ขอโทษจริงๆ พวกคุณไม่เป็นไรใช่ไหม ตกใจหรือเปล่า?”

   

   “พวกเราไม่เป็นไรหรอก แต่เด็กตกใจหมดแล้ว” ซ่งหยางร้องบอก

   

   เสิ่นจืออินทำท่าทางหวาดกลัว ซบหน้าลงกับไหล่ของฉินเจิน พร้อมกับส่งเสียงสะอื้นเบาๆ

   

   ชายคนนั้นมองเสิ่นจืออินแวบหนึ่ง ก่อนจะหยิบเอาบุหรี่ออกมาแบ่งให้เป็นการขอโทษ “คือว่าพวกผมเลี้ยงหมาไว้เฝ้าบ้าน แถวชนบทแบบนี้ ปกติก็ไม่มีใครผ่านไปผ่านมา เลยไม่ได้ล่ามโซ่ไว้ พวกคุณมาทำธุระอะไรแถวนี้กันล่ะ?”

   

   “พวกเรามาจากต่างถิ่น มีคนท้องที่แนะนำมาว่าที่ภูเขาชิงหยางวิวสวย พวกเราเลยมาเที่ยวกัน” ซ่งหยางพูดพลางเท้าเอว

   

   “นี่...ภูเขาแบบนี้ มันจะไปสู้พวกสถานที่ท่องเที่ยวได้ยังไง”

   

   “พวกเราอยากมาเที่ยวภูเขาที่ยังไม่ค่อยมีคนรู้จักนี่แหละ ถึงได้ดูเป็นธรรมชาติไง ภูเขาที่คนรู้จักกันเยอะแล้วมันดูไม่เป็นธรรมชาติ” ซ่งหยางตอบ

   

   “แล้วแบบนี้ ยังพาเด็กมาด้วยอีกเหรอ?”

   

   “คือฉันกับสามีชอบเที่ยวแบบนี้น่ะค่ะ ทิ้งลูกไว้บ้านก็ไม่ค่อยสบายใจ เลยพามาด้วย แต่วิวทิวทัศน์ที่นี่สวยจริงๆนะคะ ยิ่งตอนเช้าๆที่มีหมอกลงปกคลุม...” จ้าวชิง สายตรวจหญิงเอ่ยขึ้น

   

   จ้าวชิงพูดจ้อไม่หยุด เธอพูดเรื่องกล้องอย่างมืออาชีพ ทำเอาชายคนนั้นปวดหัว

   

   แต่ก็ทำให้เขาคลายความระแวงลงมาก

   

   “พ่อ หนูหิว” เสิ่นจืออินทำหน้าตาน่าสงสาร พร้อมกับเอามือลูบท้องตัวเอง

   

   “นมหมดแล้ว” ก็แค่แสดงละคร จะมีอะไรยากสำหรับเธอคนนี้

   

   “คุณลุงคะ คือว่าน้ำร้อนเราใกล้หมดแล้ว พอจะไปขอต้มน้ำร้อนที่บ้านคุณลุงได้ไหมคะ?”

   

   ชายวัยกลางคนลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบตกลง

   

   ทุกคนเดินเข้าไปในหมู่บ้านเสี่ยวหยางอย่างราบรื่น

   

   ระหว่างทาง สายตรวจทั้งสามคนก็ทำหน้าที่ของตัวเองอย่างเต็มที่ ถามคำถามและสังเกตสภาพแวดล้อมโดยไม่ให้คนอื่นจับสังเกตได้

   

   แค่มองไปรอบๆ ปากทางเข้าหมู่บ้าน พวกเขาก็ได้ข้อมูลมาไม่น้อยเลยทีเดียว

   

   ชาวบ้านที่นี่ระแวงคนต่างถิ่นอย่างพวกเขามาก ไม่ว่าจะเดินไปทางไหนก็ดูเหมือนมีคนคอยจับตามองอยู่ตลอดเวลา

   

   หลังจากที่ออกมาจากหมู่บ้านแล้ว พวกเขาก็มาสรุปข้อมูลที่ได้

   

   “ในหมู่บ้านแทบจะไม่มีผู้หญิงวัยสาวเลย แม้แต่พวกยายๆที่ทักทาย พวกเขาก็ยังยิ้มแบบขอไปที แถมยังดูระแวงพวกเราอีก” จ้างชิงรายงาน

   

   “หลายๆคนที่ดูเหมือนกำลังทำไร่ทำนา แต่จริงๆแล้วพวกเขากำลังจับตาดูพวกเราอยู่ ผมมั่นใจเลยว่าถ้าพวกเราทำอะไรเกินเลยแม้แต่นิดเดียว พวกเขาจะต้องรุมเข้ามาเล่นงานพวกเราแน่” ซ่งหยางเอ่ยเสริม

   

   “ในหมู่บ้านนี้มีอยู่ประมาณหกสิบกว่าหลังคาเรือน เห็นผู้ชายแข็งแรงกันหลายคน เด็กผู้ชายก็มีเยอะแยะ แต่เด็กผู้หญิงนี่แทบจะไม่เห็นเลย”

   

   ข้อมูลสุดท้ายนี่เองที่ทำให้สีหน้าของทุกคนดูเคร่งเครียดขึ้นมาทันที

   

   การมีลูกเป็นเรื่องของโอกาส ถึงอย่างนั้นก็ไม่น่าเป็นไปได้ที่จะมีแต่ลูกผู้ชายแบบนี้

   

   แล้วเด็กผู้หญิงหายไปไหนกันหมด?

   

   เสิ่นจืออินขมวดคิ้ว ดวงตากลมโตนั้นมองไปทางหมู่บ้านเสี่ยวหยางด้วยความรังเกียจ

   

   เธอพูดอย่างเชื่องช้า “หมู่บ้านเสี่ยวหยางมีแม่น้ำสายหนึ่ง”

   

   ทั้งสามคนมองเธอ

   

   เสิ่นจืออินดูอารมณ์ไม่ดีนัก ดวงตาที่กระจ่างใสราวกับแก้วมองฉินเจิน แล้วเอ่ยทีละคำ

   

   “ในแม่น้ำสายนั้นเต็มไปด้วยความแค้น”

   

   ซ่งหยางและจ้าวชิงไม่เข้าใจ แต่ฉินเจินกลับเข้าใจได้ในทันที

   

   เขากัดฟันกรอด แสดงสีหน้าเหี้ยมเกรียม “พวกมันเอาเด็กผู้หญิงที่เกิดใหม่โยนลงไปในแม่น้ำ จนตาย!”

   

   ใบหน้าของซ่งหยางและจ้าวชิงซีดลง โดยเฉพาะจ้าวชิง

   

   เธอตาแดงก่ำ “ไม่...เป็นไปไม่ได้ นี่มันยุคปัจจุบันแล้ว...”

   

   แต่เธอก็พูดอะไรไม่ออกอีก

   

   เพราะเรื่องแบบนี้มันเกิดขึ้นได้จริงๆ

   

   ก่อนหน้านี้พวกเขาแค่เคยได้ยิน แต่ไม่เคยเจอเรื่องแบบนี้มาก่อน

   

   ฉินเจินกล่าวว่า “พวกมันต้องมีอาวุธแน่ๆ แล้วพวกผู้หญิงกับเด็กที่ถูกหลอกมาก็ไม่รู้ว่าซ่อนไว้ที่ไหน ต้องหาวิธีเข้าไปสืบดู แล้วค่อยวางแผน ไม่อย่างนั้นถ้าเกิดสู้กันขึ้นมา พวกมันเอาเด็กกับผู้หญิงที่ถูกหลอกมาเป็นตัวประกันจะแย่”

   

   จ้าวชิงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ดวงตาฉายแววเด็ดเดี่ยว “หรือไม่งั้นฉันไปเองก็ได้ ฉันจะบอกว่าพวกเราเจอสัตว์ร้ายในป่าเลยหนีมาขอความช่วยเหลือที่หมู่บ้าน พอเห็นฉันเป็นผู้หญิงคนเดียวพวกมันต้องจับฉันไว้แน่ๆ”

   

   “ไม่ได้ แบบนั้นมันอันตรายเกินไป”

   

   ทั้งฉินเจินและซ่งหยางต่างไม่เห็นด้วย

   

   เสิ่นจืออินดึงชายเสื้อฉินเจิน

   

   “มีอะไรเหรอ เบื่อหรือว่าหิว เดี๋ยวพวกเราก็กลับแล้ว”

   

   “ไม่ใช่ ฉันแค่คิดว่าไม่เห็นต้องยุ่งยากขนาดนั้นเลย”

   

   ทั้งสามคนก้มมองเธอ ไม่เข้าใจว่าเด็กหญิงตัวเล็กๆ หมายความว่าอย่างไร

   

   เสิ่นจืออินหาหินสะอาด สะอาด แล้วนั่งลง ก่อนจะยัดขวดนมใส่มือของฉินเจิน

   

   “ถือไว้ให้หน่อย”

   

   จากนั้นเธอก็รื้อค้นกระเป๋าเป้ หยิบขวดเซรามิกใบเล็กๆออกมาใบหนึ่ง

   

   “รอฉันหาคนช่วยก่อนนะ”

   

   ทั้งสามคน “???”

   

   จ้าวชิงและซ่งหยางคิดว่าเธอพูดเล่น จึงปรึกษาแผนกันต่อ

   

   มีเพียงฉินเจินที่มองไปที่เสิ่นจืออิน เขามองเด็กน้อยหยิบยาเม็ดกลมๆสีเหลืองอ่อนออกมาจากขวดเซรามิก

   

   ไม่นานนัก นกกระจอกสีเทาตัวเล็กๆ ก็บินมาเกาะที่ไหล่ของเธอ

   

   “จิ๊บๆ~”

   

   เสิ่นจืออินลูบขนของนกกระจอก พลางพูดกับมันด้วยน้ำเสียงน่าเอ็นดู

   

   “เธอช่วยฉันหน่อยสิ ถ้าทำสำเร็จฉันจะให้เธอกิน”

   

   “จิ๊บ…”

   

   “รอเดี๋ยวนะ ไปหาพวกสัตว์มาเพิ่มหน่อย”

   

   “เฮ้ย!”

   

   ไม่กี่นาทีต่อมา ฉินเจินก็เบิกตากว้าง

   

   ซ่งหยางและจ้าวชิงที่กำลังทะเลาะกันอยู่หันไปมอง พวกเขาต่างตกใจสุดขีด

   

   ตอนนี้รอบๆตัวเสิ่นจืออินเต็มไปด้วยสัตว์น้อยใหญ่สารพัดชนิด

   

   มีทั้งนกที่โผบินอยู่บนท้องฟ้า แมวป่าที่วิ่งอยู่บนพื้นดิน หนู แม้กระทั่งงู ผึ้ง และมด

   

   สิ่งที่ไม่น่าเชื่อที่สุดคือ พวกมันอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขและล้อมรอบเสิ่นจืออินอย่างว่าง่าย

   

   ช่างเป็นภาพที่น่าเหลือเชื่อจริงๆ

   

   เสิ่นจืออินพูดพึมพำกับพวกมัน กลุ่มสัตว์น้อยทำสีหน้าจริงจัง พยักหน้าและส่งเสียงร้องเป็นบางครั้งราวกับเข้าใจ



บทที่ 26: สัตว์น้อยสืบข่าว


   

   ซ่งหยางกับจ้าวชิงตาค้าง “นี่...นี่มันเรื่องอะไรกัน?”

   

   พวกเขาเพิ่งก้มหน้าปรึกษากันแปบเดียว ทำไมรอบๆเสิ่นจืออินถึงเต็มไปด้วยสัตว์แปลกประหลาดมากมายขนาดนี้

   

   ตอนนี้ฉินเจินแอบย่องเข้าไปใกล้ๆเสิ่นจืออินแล้ว

   

   รอจนกระทั่งเหล่าสัตว์ต่างแยกย้ายกันไปหมด ทั้งสามคนก็ล้อมเธอไว้ ดวงตาเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็นและตกตะลึง

   

   จ้าวชิงเอ่ย “เธอทำได้ยังไงเนี่ย มันมหัศจรรย์มากเลย!”

   

   ซ่งหยางพยักหน้าเห็นด้วย “เท่มาก มีเทคนิคอะไรหรือเปล่า?”

   

   ฉินเจินรีบผลักสองคนที่ไม่เข้าท่าออกไป

   

   “บรรพบุรุษน้อย เมื่อกี้เธอให้พวกมันไปสืบข่าวในหมู่บ้านใช่ไหม?”

   

   นี่เป็นสิ่งที่เขาเป็นห่วงมากที่สุด

   

   จ้าวชิงและซ่งหยางต่างก็ยืนงง

   

   ให้ใครไปสืบข่าว?

   

   พวกสัตว์เมื่อกี้น่ะเหรอ? นี่ไม่ได้ล้อกันเล่นใช่ไหม?

   

   เสิ่นจืออินพยักหน้า “อืม ไม่งั้นฉันจะเรียกพวกมันมาทำไมล่ะ”

   

   เธอหันกลับมามองฉินเจินด้วยแววตาคาดหวัง “ถ้าฉันสืบข่าวได้ จะมีรางวัลให้ไหม?”

   

   ไม่ใช่ว่าเธอเห็นแก่เงิน แต่เพราะที่บ้านยังมีท่านผู้เฒ่าและเสือตัวโตที่ต้องเลี้ยงดู

   

   ฉินเจินพยักหน้า “ต้องมีสิ!”

   

   ถ้าเสิ่นจืออินสามารถสั่งให้สัตว์พวกนั้นไปสืบเรื่องราวได้ เขาจะยกเงินรางวัลให้เธอทั้งหมดเลย!

   

   จ้าวชิงและซ่งหยางได้แต่มองหน้ากันเลิ่กลั่ก

   

   นี่พวกเขาไม่ได้อยู่ในโลกเดียวกันกับสองคนนั้นเหรอ? ช่วยอธิบายให้ชัดกว่านี้หน่อยได้ไหม?

   

   พวกเขาอยากรู้ใจจะขาด

   

   จ้าวชิงรู้สึกครึ่งหลับครึ่งตื่น “ฉันเข้าใจถูกใช่ไหม? พวกสัตว์เมื่อกี้ไปสืบข่าวในหมู่บ้านเหรอ?”

   

   ซ่งหยางถาม “เธอฟังภาษาสัตว์ออกเหรอ?”

   

   จะฟังออกหรือไม่อีกเดี๋ยวก็รู้

   

   สัตว์ที่ถูกดึงดูดด้วยยาของเสิ่นจืออินล้วนมีขนาดเล็ก โดยเฉพาะอย่างยิ่งผึ้ง มด และหนู พวกมันสามารถไปได้ทุกที่และไม่ดึงดูดความสนใจ

   

   ที่สำคัญที่สุดคือรวดเร็ว

   

   พวกเขาไม่ต้องรอนาน สัตว์ที่จากไปก็กลับมาทีละตัว

   

   พวกมันต่างมารวมตัวกันข้างๆเสิ่นจืออิน และเริ่มพูดภาษาที่มนุษย์ฟังไม่รู้เรื่อง

   

   นอกจากเสิ่นจืออินแล้ว อีกสามคนทำได้แค่มองตาปริบๆ

   

   หลังจากได้รับข้อมูลทั้งหมดแล้ว เสิ่นจืออินก็แบ่งยาให้พวกมัน เหล่าสัตว์ต่างพากันอุ้มยาส่วนของตัวเองจากไปอย่างตื่นเต้น

   

   “สิ่งที่เธอให้พวกมันคืออะไร พวกมันดูเหมือนจะชอบมาก” ซ่งหยางครุ่นคิด เสิ่นจืออินคงใช้สิ่งนี้ทำให้พวกมันช่วยแน่ๆ

   

   เสิ่นจืออินตอบ “มันคือยาบำรุงวิญญาณ สัตว์ทุกชนิดชอบกินมันมาก”

   

   เธอตั้งใจปรุงมันขึ้นมาเพื่อให้เสี่ยวหลีกับต้ามีกินโดยเฉพาะ ตอนหลังบังเอิญได้ยินนกกระจิบพูดคุยกันก็เลยแบ่งให้พวกมันไปบ้าง

   

   ไม่นึกเลยว่าวันนี้จะได้ใช้อีก

   

   เสิ่นจืออินลูบขวดนมพร้อมกับเล่าข้อมูลที่ได้จากการสืบหาของเหล่าสัตว์ให้พวกเขาฟัง

   

   “ทุกบ้านในหมู่บ้านนี้มีห้องใต้ดินขนาดเล็ก พวกเขาเอาไว้ขังภรรยาที่ถูกลักพาตัวมาและไม่ยอมเชื่อฟัง ส่วนเด็กๆและผู้หญิงคนอื่นๆที่รอการขายจะถูกขังไว้ในถ้ำหลังเขา”

   

   “อ้อ แล้วก็พวกค้ามนุษย์ตัวจริงไม่ใช่คนในหมู่บ้านนี้ พวกชาวบ้านแค่ช่วยบังหน้าให้พวกมัน”

   

   “ในหมู่บ้านนี้มีการขายเด็กผู้หญิงที่พวกเขาไม่ต้องการเลี้ยงดูบ่อยๆ แต่เด็กผู้หญิงส่วนใหญ่จะถูกโยนลงแม่น้ำไปตั้งแต่เกิด พวกเขาไม่อยากเสียแรงเลี้ยงดูให้โต”

   

   พอพูดถึงตรงนี้ เสิ่นจืออินก็โกรธจนดื่มนมต่อไม่ลง

   

   แต่ทว่า...

   

   เสิ่นจืออินฮึดฮัดเบาๆสองครั้ง “พวกคนในหมู่บ้านโดนเอาคืนแล้วล่ะ”

   

   เธอพูดถึงเรื่องนี้ด้วยน้ำเสียงที่ดูร่าเริงขึ้น

   

   ซ่งหยางรีบถาม “โดนเอาคืนยังไง?”

   

   เสิ่นจืออินพูดอย่างสะใจ “วิญญาณอาฆาตในแม่น้ำมีเยอะมาก เมื่อเดือนก่อนพวกคนในหมู่บ้านก็เลยได้โรคประหลาด เป็นแผลผีกันทั้งหมู่บ้าน”

   

   “แผลผี?”

   

   ซ่งหยางถามอย่างกระตือรือร้น “แผลผีแบบที่โดนผีเข้าสิงหรือเปล่า?”

   

   เสิ่นจืออินส่ายหน้า “โดนผีเข้าสิงกับแผลผีน่ะมันต่างกัน แผลผีเกิดจากการที่พวกชาวบ้านกินหรือดื่มของที่ปนเปื้อนด้วยความแค้นของคนตายต่างหากล่ะ”

   

   “พวกเขาเอาคนไปทิ้งแม่น้ำตั้งเยอะ แถมศพก็กองเกลื่อนอยู่ใต้น้ำ พวกเขาก็ยังเอาน้ำในแม่น้ำนั่นมาดื่มกิน พอความแค้นและพลังด้านลบในแม่น้ำสะสมมากเข้า พวกนั้นก็เลยโดนเอาคืน แผลผีนั่นแหละคือวิธีเอาคืนของพวกเขา”

   

   เสิ่นจืออินพรรณนาถึงรูปลักษณ์ของแผลผีด้วยน้ำเสียงเล็กๆ น่ารักน่าเอ็นดู จนทำให้ทั้งสามคนขนลุกซู่

   

   “เดี๋ยวก่อน...แผลผีอะไรกัน พวกเราเป็นสายตรวจนะ!” จ้าวชิงพูดขึ้น ที่น่าเหลือเชื่อที่สุดคือเมื่อกี้เธอดันเชื่อซะอย่างนั้น

   

   “เออใช่ พวกเรามาจับคนลักพาตัวไม่ใช่เหรอ ทำไมอยู่ๆถึงกลายเป็นเรื่องลี้ลับแบบนี้ไปได้” ซ่งหยางเกาหัวพูด พวกเขาทั้งคู่มองเสิ่นจืออินอย่างงุนงง

   

   เด็กหญิงตัวน้อยหน้าตาน่ารักน่าชังเหมือนตุ๊กตา กำลังกอดขวดนมดูดอย่างเอร็ดอร่อย ดวงตากลมโตสีดำขลับเป็นประกายไร้เดียงสา

   

   เธอพูดความจริงนะ ปากก็บอกว่ากระหายน้ำ เชื่อหรือไม่เชื่อก็แล้วแต่พวกคุณเถอะ

   

   ฉินเจินเชื่อ ดังนั้นเขาจึงตั้งใจจะไปดูที่เนินเขาหลังหมู่บ้านที่เสิ่นจืออินบอกก่อน ตอนนี้ที่นั่นน่าจะเป็นที่ที่สืบหาข้อมูลได้ง่ายที่สุด

   

   “ถ้าพวกมันเลี้ยงหมาไว้ที่นั่นล่ะ?” ซ่งหยางถามขึ้นอย่างกังวล

   

   จมูกหมาไวมาก พวกเขาอาจถูกพบตัวก่อนจะเข้าไปใกล้ก็ได้

   

   “ชาวบ้านแถวนี้เลี้ยงหมาทุกบ้าน ทางเข้าถ้ำน่าจะยิ่งเข้มงวด”

   

   ฉินเจินถามขึ้น “สเปรย์กำจัดกลิ่นที่สถาบันวิจัยให้มาน่ะ เอาติดตัวมาหรือเปล่า?”

   

   “เอามาครับ”

   

   “ถ้าอย่างนั้นก็ไปกันเถอะ จ้าวชิง เธอพาเสิ่นจืออินกลับไปรอก่อน”

   

   “ค่ะ”

   

   ตอนที่พวกเขากำลังจะไป เสิ่นจืออินก็ร้องเรียกพวกเขาไว้ “เอายันต์คุ้มภัยไหม?”

   

   ฉินเจินตอบทันควันโดยไม่รอให้ซ่งหยางพูด “เอาสิ เธอมียันต์คุ้มภัยกี่แผ่น?”

   

   ตอนนี้เขาเสียใจมากที่ไม่รู้ว่าเอายันต์คุ้มภัยที่เสิ่นจืออินเคยให้ไปวางไว้ที่ไหน

   

   เสิ่นจืออินตอบ “ห้าแผ่น แต่ฉันวาดเพิ่มได้นะ ราคาไม่แพงแค่พันเดียวเอง ลดให้คุณแล้วนะ”

   

   ฉินเจินได้ยินแบบนั้นก็ได้แต่ยิ้มแห้งๆ “ขอบคุณนะ”

   

   แต่ถ้ายันต์คุ้มภัยนี่ใช้ได้ผลจริงๆ ราคานี้ก็ไม่แพงหรอก

   

   “รบกวนเธอกลับไปวาดมาเพิ่มอีกหลายๆแผ่นหน่อยนะ แจกให้พวกเขาคนละแผ่น เดี๋ยวกลับไปเบิกที่สำนักงานใหญ่”

   

   “ได้เลยค่า~”

   

   มีเงินเล็กๆน้อยๆเข้าบัญชีแล้วสิ อิอิ

   

   หลังจากมอบยันต์คุ้มภัยให้กับฉินเจินและซ่งหยางที่ยังคงงงๆแล้ว เสิ่นจืออินก็จูงมือจ้าวชิงวิ่งกระโดดโลดเต้นออกไป

   

   “พี่จ้าวชิง พี่ก็มียันต์คุ้มภัยแผ่นหนึ่ง ต้องพกติดตัวไว้นะคะ”

   

   จ้าวชิงรู้สึกสงสัยมากขึ้นเรื่อยๆ ว่าครอบครัวของเธอทำอาชีพอะไรกันแน่ ทำไมเรื่องราวมันชักจะแฟนตาซีขึ้นทุกทีนะ?

   

   ฉินเจินและซ่งหยางเริ่มลงมือทันที ทั้งสองคนเคลื่อนไหวอย่างคล่องแคล่วว่องไว ผ่านไปมาระหว่างต้นไม้ในป่า เพราะมีตำแหน่งที่แน่นอนจากเหล่าสัตว์ พวกเขาจึงมาถึงจุดหมายปลายทางอย่างรวดเร็ว

   

   ที่นี่มีสุนัขจริงๆ แต่สเปรย์กำจัดกลิ่นที่รัฐบาลแจกให้ก็ใช้ได้ผลดีมาก ประกอบกับฝีมือของพวกเขา ตอนนี้พวกเขาจึงซ่อนตัวอยู่บนต้นไม้ใหญ่ที่อยู่ห่างจากกลุ่มค้ามนุษย์ไม่ถึงร้อยเมตร

   

   ก่อนหน้านี้ ซ่งหยางไม่ค่อยเชื่อที่เสิ่นจืออินพูดนัก เพราะเขาเป็นสายตรวจมาหลายปีและไม่เคยเจอการสืบสวนโดยใช้สัตว์เล็กๆเลย

   

   แต่เมื่อเห็นคนและหมาที่อยู่ฝั่งนั้นแล้ว เขาเลิกสงสัยอย่างสิ้นเชิง

   

   มัน...ความสามารถนี้มันยอดเยี่ยมและโกงเกินไปแล้ว!

   

   เพราะว่าสัตว์พวกนั้นมันไม่เป็นที่น่าสังเกต แบบนี้เธออยากจะรู้ข่าวอะไรก็ง่ายเหมือนพลิกฝ่ามือเลยสิ?

   

   ซ่งหยางมองฉินเจินด้วยแววตาตื่นเต้น

   

   ฉินเจินทำท่าทางให้เงียบแล้วกระซิบเตือน

   

   “ของทุกอย่างบนตัวนายอย่าให้ส่งเสียงดังออกมาเด็ดขาด ปิดเสียงโทรศัพท์แล้วส่งข้อความหาหัวหน้าเซี่ยกับทีมของเขา”

   

   ซ่งหยางทำท่าทางโอเคตอบกลับ



บทที่ 27: หนูว่าตอนนี้งูน่าจะกลัวพี่มากกว่า


   

   ฝั่งของเซี่ยจ้งหลังจากที่ได้รับข่าวก็รีบลงมือทันที

   

   ก่อนไปพวกเขาต่างก็พกยันต์คุ้มภัยที่เสิ่นจืออินยัดใส่มือมาให้

   

   เด็กน้อยจ้องพวกเขาอย่างดุๆ จนกระทั่งเห็นพวกเขานำไปใส่ไว้ในกระเป๋าเสื้อผ้าเรียบร้อยแล้ว เธอจึงยอมให้ไป

   

   เสิ่นจืออินส่งเสียงฮึดฮัดอย่างเอาแต่ใจ ยันต์พวกนี้ต้องใช้เงินซื้อนะ จะต้องให้ทุกคนพกติดตัวไว้คนละแผ่น

   

   สุดท้ายก็เหลือเพียงจ้าวชิงที่รออยู่กับเธอ จ้าวชิงอยากจะพาเธอลงจากเขาไปด้วย แต่เสิ่นจืออินไม่ยอม

   

   “พี่จ้าวชิง ไปเดินเล่นในภูเขากับหนูเถอะ”

   

   จ้าวชิงถามอย่างสงสัย “ในภูเขา? ไปทำอะไรในภูเขา?”

   

   “ไป...เก็บเห็ด”

   

   ที่จริงแล้วเธอต้องการไปเก็บสมุนไพรต่างหาก แต่ถ้าพูดออกไป จ้าวชิงก็คงไม่เชื่ออยู่ดี

   

   เหตุผลที่เธอมาที่นี่ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะไป๋เค่อเค่อ อีกส่วนหนึ่งก็เพราะอยากจะเข้ามาเก็บสมุนไพรบนเขาลูกนี้

   

   “เด็กดี ตอนนี้บนเขามันอันตราย พวกเรากลับไปก่อนเถอะ”

   

   “ไม่กลัวหรอกค่ะ ถ้าเจอพวกค้ามนุษย์ที่กำลังหลบหนี หนูก็จะจับพวกมันมาให้ได้ ถ้าไม่เจอ พวกเราก็แค่เก็บเห็ดไปเรื่อยๆ”

   

   จ้าวชิงคิดๆดูแล้วก็เห็นด้วย แถมภูเขาชิงหยางก็กว้างใหญ่ พาเธอไปเดินเล่นแถวๆนี้ก็คงไม่เป็นไร

   

   ความจริงแล้ว เธอก็ไม่ได้วางใจเพื่อนร่วมงานของเธอเท่าไรนัก

   

   ไม่น่าเชื่อว่าบนภูเขานี้จะมีเห็ดมากขนาดนี้ พวกเขาสองคนเดินเล่นไปเรื่อยๆ ก็เจอเห็ดจำนวนมาก

   

   เสิ่นจืออินไม่พูดพร่ำทำเพลง หยิบเถาวัลย์ข้างๆมาหนึ่งเส้นแล้วนั่งถักอย่างขะมักเขม้น

   

   จ้าวชิงถามด้วยความสงสัย “เธอกำลังทำอะไรอยู่เหรอ?”

   

   เสิ่นจืออินตอบโดยไม่เงยหน้าขึ้นมา “ถักตะกร้าเถาวัลย์ค่ะ”

   

   วิชานี้ท่านผู้เฒ่าเป็นคนสอน เพราะเขายากจนมาก ของหลายๆอย่างจึงต้องทำเอง

   

   นอกจากงานหลักของเขาที่เป็นนักพรตแล้ว เขายังมีความสามารถพิเศษเล็กๆน้อยๆในชีวิตประจำวันอีกมากมาย

   

   เสิ่นจืออินมีพลังวิญญาณเข้มแข็ง ทำให้ความจำดีเยี่ยม เพียงแค่ดูครั้งสองครั้งก็จำได้แล้ว

   

   จ้าวชิงเห็นตะกร้าใบหนึ่งค่อยๆเป็นรูปเป็นร่างในมือของเด็กหญิงอายุเพียงสามขวบ เธอรู้สึกตกตะลึงและทึ่งมาก

   

   โอ้พระเจ้า เด็กคนนี้เก่งเกินไปแล้ว!

   

   “ให้นี่แก่พี่จ้าวชิง เอาเห็ดที่เก็บได้ใส่ไว้ในนี้”

   

   เสิ่นจืออินส่งตะกร้าให้จ้าวชิง หลังจากนั้นนิ้วมือเล็กๆของเธอก็เริ่มขยับอย่างว่องไว สานตะกร้าใบใหม่ให้ตัวเอง

   

   การเก็บเห็ดเป็นเรื่องที่คลายเครียดและทำให้ติดใจได้อย่างไม่น่าเชื่อ จ้าวชิงเองก็จดจ่ออยู่กับมันอย่างรวดเร็ว แต่มีเห็ดหลายชนิดที่เธอไม่รู้จัก เธอจึงต้องถามเสิ่นจืออินอย่างเขินอาย

   

   เมื่อเทียบกับเธอแล้ว เสิ่นจืออินดูเหมือนจะรู้จักทุกอย่าง

   

   ในตอนนี้ สมองของเธอเต็มไปด้วยความคิดที่ว่า เธอเป็นถึงคนที่จบการศึกษาจากโรงเรียนสอนศิลปะการต่อสู้แท้ๆ แต่กลับสู้เด็กน้อยอายุสามขวบไม่ได้

   

   เด็กสมัยนี้พัฒนาการน่ากลัวขนาดนี้เลยเหรอ?

   

   เสิ่นจืออินฮัมเพลงเด็ก ‘เสือน้อยสองตัว’ ด้วยน้ำเสียงใสๆไร้เดียงสา เห็นเห็ดก็เก็บเห็ด เห็นสมุนไพรก็เก็บสมุนไพร

   

   โดยไม่รู้ตัว ทั้งสองคนก็เดินมาไกลแล้ว

   

   จนกระทั่งจ้าวชิงเห็นงูตัวหนึ่ง เธอก็ร้องกรี๊ดด้วยความตกใจ จากนั้นก็จับหางงูตัวนั้นแล้วเริ่มออกอาการคลุ้มคลั่ง กรีดร้องไปเหวี่ยงไป

   

   “กรี๊ด...!!! งู!!!”

   

   ถึงเธอจะเป็นสายตรวจ แต่เธอก็กลัวงูนะ

   

   เสิ่นจืออิน “...”

   

   เสี่ยวหลี “...”

   

   เสิ่นจืออินคิดในใจ ‘ผู้หญิงคนนี้น่ากลัวเกินไปแล้ว’

   

   เสี่ยวหลี ‘ฉันต่างหากที่ควรจะกลัว ถูกจ้าวชิงจับแบบนี้ เมาหัวจนอยากจะอ้วก’

   

   สุดท้ายงูตัวนั้นไม่รู้ว่าเธอเขวี้ยงไปติดบนต้นไม้ต้นไหน รู้แค่ว่าไกลมาก

   

   จ้าวชิงรู้สึกตัวอีกที ก็เห็นเสิ่นจืออินกำลังจ้องเธอด้วยสีหน้าเอือมระอา

   

   เธอหัวเราะแห้งๆ “คือ...ฉันกลัวงู”

   

   เสิ่นจืออินพูดด้วยน้ำเสียงน่าเอ็นดู “พี่จ้าวชิงไม่ต้องกลัวนะ หนูว่าตอนนี้งูน่าจะกลัวพี่มากกว่า”

   

   ทั้งน้ำเสียงและแววตาของเธอดูจริงใจมาก

   

   จ้าวชิง “...”

   

   “แล้วนี่...พวกเรามาอยู่ที่ไหนกัน?”

   

   เสิ่นจืออินกางมือออก “ไม่รู้ค่ะ~”

   

   หมู่บ้านเสี่ยวหยาง...

   

   การปรากฏตัวอย่างกะทันหันของสายตรวจ ทำลายความสงบของหมู่บ้านแห่งนี้

   

   เสียงปืนเริ่มดังขึ้นจากข้างนอก ฉินเจินพาพวกที่มีฝีมือดีไปที่เขาหลังหมู่บ้านเพื่อช่วยเหลือเด็กและผู้หญิงที่ถูกจับตัวไป

   

   พวกเขามีจำนวนน้อยและเป็นทีมที่ค่อนข้างเก่ง ดังนั้นจึงเน้นการโจมตีแบบสายฟ้าแลบ

   

   คนกลุ่มนี้คงได้ยินเสียงปืนจากหมู่บ้านเสี่ยวหยางแล้ว พวกเขาจึงระแวดระวังมากขึ้น และเตรียมย้ายคนที่ถูกลักพาตัวไป

   

   ฉินเจินและพวกเขาจัดการกับคนที่อยู่โดดเดี่ยวทีละคน และสุดท้ายก็เผชิญหน้ากับกลุ่มคนที่เฝ้าปากถ้ำ

   

   กระสุนปืนไร้ตา แม้จะหลบได้ดีแค่ไหนก็มีความเสี่ยงที่จะถูกยิง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อฝ่ายตรงข้ามมีพลซุ่มยิงซ่อนอยู่

   

   ในตอนที่ซ่งหยางรู้สึกว่ามีกระสุนพุ่งเข้ามาหาเขา มันก็สายเกินไปที่จะหลบแล้ว ในชั่วขณะนั้น ความคิดมากมายผุดขึ้นในหัวของเขา สุดท้ายก็หยุดอยู่ที่จดหมายลาตายที่เขาเขียนไว้ก่อนออกปฏิบัติภารกิจ

   

   หวังว่าพ่อแม่จะไม่เสียใจมากเกินไปหลังจากที่ได้อ่านจดหมายนี้

   

   ความคิดทั้งหมดผุดขึ้นในชั่วพริบตา

   

   กระสุนนัดนั้นกำลังจะโดนซ่งหยาง เขาก็ได้ยินเสียงดังแกร๊ก

   

   กระสุนนั้นโดนอะไรบางอย่างสะบัดออกไปก่อนจะถึงตัวเขาเพียงหนึ่งเซนติเมตร

   

   ซ่งหยาง “!!!”

   

   เขาเบิกตาโต หายใจหอบ หน้าซีดขาว ตาลอยมองไปข้างหน้าราวกับยังไม่ทันได้ตั้งสติ

   

   “ซ่งหยาง”

   

   เสียงของฉินเจินทำให้เขาสะดุ้งตื่น

   

   “รีบหลบซะ!”

   

   ตอนนี้ไม่มีเวลาคิดอะไรอีก สมองของซ่งหยางยังไม่ทันตั้งสติ แต่การฝึกฝนมาหลายปีทำให้ร่างกายของเขาตอบสนองเองโดยอัตโนมัติ เขารีบไปหาที่กำบังแล้วซ่อนตัว

   

   ในช่วงเวลาสั้นๆนั้น เกิดอะไรขึ้นกันแน่

   

   ซ่งหยางหลับตาลง แล้วลืมตาขึ้นมาอีกครั้งด้วยสีหน้าจริงจัง ก่อนจะจับปืนและเริ่มปฏิบัติการต่อ

   

   หลังจากต่อสู้กันอย่างดุเดือดถึงห้าชั่วโมง ในที่สุดพวกเขาก็สามารถจับกุมชาวบ้านและแก๊งค้ามนุษย์ที่หมู่บ้านเสี่ยวหยางได้ทั้งหมด

   

   พวกเขายังช่วยเหลือกลุ่มคนที่ถูกลักพาตัว รวมถึงผู้หญิงที่ถูกชาวบ้านกักขังไว้ในห้องใต้ดิน

   

   สภาพของพวกเธอแย่มาก บางคนท้องแก่ แต่ร่างกายกลับผอมแห้งแรงน้อยเพราะถูกทรมาน ท้องของพวกเธอดูแล้วน่ากลัวมาก

   

   บางคนผอมจนเห็นกระดูกชัดเจน

   

   บางคนก็มีสภาพจิตใจที่ไม่ปกติ

   

   แม้แต่สายตรวจที่คลุกคลีกับคดีแบบนี้มานานปี พอได้เห็นสภาพของพวกเธอก็ยังโกรธจนพูดไม่ออก

   

   พวกสัตว์เดรัจฉาน!

   

   ทันใดนั้นเองก็มีผู้หญิงคนหนึ่งพุ่งเข้ามาจับเสื้อผ้าของสายตรวจพลางตะโกนว่า “พวกมันไม่ใช่แค่แก๊งค้ามนุษย์นะ แต่ยังเป็นแก๊งค้ายาด้วย พวกมันทั้งเสพทั้งขายยา!!!”

   

   เสียงของผู้หญิงคนนั้นแหบแห้งราวกับมีเลือดปน

   

   สีหน้าของสายตรวจเคร่งขรึมลงทันที

   

   พวกเขาเอะใจกับความผิดปกติของหมู่บ้านนี้มาระยะหนึ่งแล้ว เพียงแต่ไม่คิดว่าแก๊งค้ามนุษย์จะมีอาวุธครบมือขนาดนี้ แถมยังมีพลซุ่มยิงอีกด้วย

   

   ในใจของทุกคนต่างเต็มไปด้วยความสงสัย สายตรวจจึงทำการค้นหาภายในหมู่บ้านต่อ และในที่สุดคำให้การของผู้หญิงคนนั้นก็ยืนยันความสงสัยของพวกเขา

   

   “คุณรู้ไหมว่าพวกมันซ่อนยาเสพติดไว้ที่ไหน?”

   

   หลังจากที่ผู้หญิงคนนั้นตะโกนออกไป เธอก็ทรุดลงกับพื้น ดวงตาเลื่อนลอย เธอเสียสติไปแล้ว ไม่ตอบคำถามใดๆทั้งสิ้น มีเพียงเสียงพึมพำเรียกหาแต่ลูกสาว

   

   ไม่ต้องคิดก็รู้ว่าลูกสาวของเธอคงถูกพวกเดรัจฉานทำร้ายไปแล้ว

   

   พวกเขาทำอะไรไม่ได้ นอกจากต้องตามหายาเสพติดกันเอง เพราะต่อให้ตาย พวกคนที่ถูกจับได้ก็ไม่มีทางยอมปริปากบอกที่ซ่อนยาเสพติดแน่นอน

   

   ขณะที่ทุกคนกำลังวุ่นวายกับการค้นหาอยู่นั้น ฉินเจินก็เดินถือ...หนูตัวหนึ่งเข้ามา

   

   สีหน้าของเซี่ยจ้งและคนอื่นๆ ต่างก็มืดครึ้มไปตามๆกัน

   

   “นายกำลังทำอะไร?”

   

   “พวกคุณเงียบก่อน รอผมถามมันก่อน” ฉินเจินกล่าว

   

   เขาจำหนูตัวนี้ได้ มันคือหนึ่งในหนูที่เคยมารุมล้อมเสิ่นจืออิน

   

   มันต่างจากหนูสีเทาตัวอื่นๆขนของมันเป็นสีเงินเทา บนหัวมีขนสีขาวอยู่กระจุกหนึ่ง ทำให้ง่ายต่อการแยกแยะ

   

   “เธอพอจะช่วยพวกเราหาของได้ไหม เสร็จแล้วฉันจะไปซื้อยาเม็ดบำรุงวิญญาณที่เด็กผู้หญิงคนนั้นชอบให้เธอกินเป็นรางวัล”



บทที่ 28: เรื่องน่าประหลาดใจ


   

   ทุกคน “...”

   

   เซี่ยจ้งยิ่งมองเขาด้วยสีหน้าไม่อยากจะเชื่อ “นายบ้าไปแล้วเหรอฉินเจิน!”

   

   เขาไปขอความช่วยเหลือจากหนูเนี่ยนะ!

   

   “จี๊ด!”

   

   หนูตัวนี้ดูฉลาดทีเดียว ถึงแม้จะไม่เข้าใจที่ฉินเจินพูดทั้งหมด แต่มันก็รู้จักคำว่า ‘ยาเม็ดบำรุงวิญญาณ’

   

   “จี๊ด จี๊ด...”

   

   ฉินเจินหยิบยาเสพติดที่ค้นได้จากบ้านของชาวบ้านออกมา วางไว้ตรงหน้าหนู

   

   เซี่ยจ้งและคนอื่นๆ ต่างประหลาดใจที่เห็นหนูเข้าไปดูใกล้ๆ แล้วดมๆ

   

   ซ่งหยางพูดขึ้นว่า “หัวหน้าเซี่ย บางทีหนูตัวนี้อาจจะทำให้เราประหลาดใจก็ได้นะครับ”

   

   เขาเอื้อมมือไปแตะยันต์คุ้มภัยที่อยู่ในกระเป๋าเสื้อด้านหน้า

   

   ตอนนี้ซ่งหยางมั่นใจแล้วว่าที่กระสุนนัดก่อนหน้านี้ถูกสะท้อนออกไปได้ แน่นอนว่าต้องเป็นเพราะยันต์คุ้มภัย

   

   ถ้าไม่ติดว่าเขายังปฏิบัติภารกิจอยู่ เขาอยากจะลากฉินเจินมาถามตอนนี้เลยว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่

   

   หนูตัวนั้นดมกลิ่นเสร็จก็รีบวิ่งหายเข้าไปในหมู่บ้าน พวกเขาไล่ตามมันไม่ทัน เพราะมันวิ่งลงรูไปแล้ว

   

   เซี่ยจ้ง “...”

   

   เขาไม่น่าไปหวังลมๆแล้งๆเลย

   

   หลายคนมองฉินเจินกับซ่งหยางด้วยสายตาประมาณว่า ‘นี่เหรอที่พวกนายบอกว่าเป็นเรื่องน่าประหลาดใจ?’

   

   ทั้งสองคนได้แต่ยิ้มแห้งๆ

   

   “พูดไปท่านอาจจะไม่เชื่อ แต่ที่พวกเราสามารถหาฐานที่มั่นบนเขาด้านหลัง รวมถึงห้องใต้ดินพวกนั้นเจอได้ง่ายๆ ก็เพราะสัตว์พวกนี้ช่วยพวกเราไว้ทั้งนั้น”

   

   ซ่งหยางพยายามอธิบาย

   

   เพราะนี่เป็นสิ่งที่เขาเห็นกับตาตัวเอง

   

   แต่ถึงอย่างไร คนอื่นก็ไม่ได้เห็น จึงมีเพียงฉินเจินคนเดียวเท่านั้นที่เชื่อ

   

   ซ่งหยางกับฉินเจินหมดหนทาง เรื่องแบบนี้อธิบายไปก็ไม่มีใครเข้าใจ เหมือนกับที่พวกเขาไม่เชื่อว่าบนโลกนี้มีผีอยู่จริงนั่นแหละ

   

   ตอนที่พวกเขากำลังจะไป ก็ได้ยินเสียง ‘จี๊ดๆ’ ดังมาจากในโพรง

   

   เป็นเสียงของหนู

   

   ทุกคนหันไปมองที่ปากโพรงอย่างพร้อมเพรียง และต่างก็ตกตะลึงเมื่อเห็นว่าเจ้าหนูตัวนั้นกลับมาแล้ว

   

   ไม่ใช่แค่กลับมาตัวเดียว แต่ยังมีหนูตัวเล็กตัวน้อยสีเทาๆ ตามหลังมาอีกสิบกว่าตัว

   

   โอ้โห นี่มันพาลูกหลานออกมาทั้งตระกูลเลยรึไงเนี่ย

   

   “เวรเอ๊ย!” มีคนเผลอร้องออกมาอย่างลืมตัว

   

   ไม่คิดเลยว่าจะได้เห็นภาพแบบนี้

   

   “จี๊ดๆ”

   

   หนูสีเงินเทาตัวนั้นพูดอะไรบางอย่างกับหนูตัวอื่น ไม่นานหนูสิบกว่าตัวก็วิ่งออกไป

   

   เซี่ยจ้งและคนอื่นๆกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก

   

   “นี่...นี่พวกมันจะออกไปตามหาจริงๆเหรอ?”

   

   ทีแรกเขาคิดว่าถ้าหาไม่เจอคงต้องไปขอยืมสุนัขสายตรวจมา ตอนนี้...หรือว่าจะลองดูอีกสักหน่อย?

   

   ฉินเจินเองก็ไม่ค่อยแน่ใจ “น่าจะใช่มั้งครับ”

   

   ซ่งหยางกลับตาเป็นประกาย “ต้องใช่แน่ๆ”

   

   เขามั่นใจสุดๆ ก็หนูพวกนี้เคยสัมผัสกับเสิ่นจืออินนี่นา!

   

   ฉินเจินและทีมของเซี่ยจ้งต่างมองไปที่เขาเป็นตาเดียว

   

   “ทำไมนายถึงมั่นใจกว่าฉันอีก?”

   

   ซ่งหยางทำสีหน้าจริงจัง ดึงยันต์คุ้มภัยที่ตอนนี้กลายเป็นสีเทาหม่นออกมาจากกระเป๋าเสื้ออย่างระมัดระวัง

   

   “วันนี้ผมเกือบตาย”

   

   พูดถึงเรื่องนี้ ซ่งหยางยังคงรู้สึกหวาดกลัวไม่หาย

   

   “เกิดอะไรขึ้น?” เซี่ยจ้งถามอย่างเคร่งขรึม

   

   ซ่งหยางจึงเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้ฟังอย่างละเอียด

   

   “หัวหน้าเซี่ย ผมไม่ได้ล้อเล่น ตอนนั้นผมเห็นชัดๆเลยว่า มีบางอย่างที่มองไม่เห็น สะท้อนกระสุนออกไป”

   

   เมื่อเขาพูดจบ สายตรวจอีกคนหนึ่งก็ยกมือขึ้น

   

   “พูดถึงเรื่องนี้ ผมก็เกือบโดนยิงที่ขา”

   

   เขาเหลือบมองยันต์คุ้มภัยในมือของซ่งหยาง และรีบค้นหาบนตัวอย่างรวดเร็ว ในไม่ช้าก็หยิบยันต์คุ้มภัยสีเทาออกมา

   

   “มันหมองจริงๆด้วย”

   

   เซี่ยจ้ง “…”

      

   “แล้วทำไมเสี่ยวจ้าวถึงได้รับบาดเจ็บ” เขาถามอย่างไม่อยากจะเชื่อ

   

   เสี่ยวจ้าวถูกแทงตอนต่อสู้กับพวกค้ามนุษย์

   

   ตอนนี้เขากำลังได้รับการปฐมพยาบาลอยู่ เขากัดฟันแน่นด้วยความเจ็บปวด

   

   “เดี๋ยวค่อยไปถามเขาก็ได้”

   

   ขณะที่พวกเขากำลังคุยกัน หนูพวกนั้นที่กระจายตัวออกไปก็กลับมารวมตัวกันอีกครั้ง พวกมันรุมล้อมหนูสีเงินเทาตัวนั้น เหมือนกับว่ากำลังประชุมอะไรบางอย่าง

   

   ในที่สุดหนูสีเงินเทาก็ส่งเสียงร้องจี๊ดๆสองสามครั้ง มันหันไปทางทิศหนึ่งแล้ววิ่งออกไป

   

   ฉินเจินมองไปที่เซี่ยจ้ง “ตามไปไหมครับ?”

   

   เซี่ยจ้งกัดฟัน “ไปสิ”

   

   วันนี้เป็นวันที่แปลกประหลาดที่สุดเท่าที่เขาเคยพบเจอมาเลย

   

   พวกเขาวิ่งตามเจ้าหนูสีเงินเทาตัวนั้นไปจนถึงป่าไผ่ แล้วมาหยุดอยู่ที่ปากหลุมใต้ดินแห่งหนึ่ง

   

   หลุมแบบนี้โดยปกติแล้วใช้เก็บของ

   

   “เปิดออก”

   

   หลังจากเปิดปากหลุมแล้ว พวกเขาต้องรอสักพักถึงจะลงไปได้ ไม่อย่างนั้นอาจเกิดภาวะคาร์บอนไดออกไซด์เป็นพิษ

   

   หลังจากรอให้ก๊าซภายในระบายออกไปจนเกือบหมดแล้ว เจ้าหนูสีเงินเทาก็รีบไต่ลงไป

   

   ฉินเจินก็ถือไฟฉายโดดตามลงไปด้วย

   

   ดูจากภายนอกแล้ว หลุมแห่งนี้ก็ไม่มีอะไรพิเศษ และไม่มีร่องรอยของยาเสพติดเลย

   

   แต่เจ้าหนูสีเงินเทาตัวนั้นยังคงยืนร้องจี๊ดๆอยู่บนกองดินกองหนึ่ง

   

   ในที่สุดเจ้าหน้าที่สายตรวจทุกคนก็ช่วยกันขนดินที่อยู่ในหลุมขึ้นไปจนหมด พอขุดดินที่ปกคลุมอยู่ออกไปชั้นหนึ่ง พวกเขาก็พบกับความลับที่ซ่อนอยู่ภายในเสียที

   

   แถวนี้ทั้งเปลี่ยวและน่ากลัว ถ้าให้พวกเขาหาคงไม่เจอง่ายๆแน่

   

   แถมยังมีกลิ่นฉุนรุนแรง ต่อให้เอาสุนัขสายตรวจมาคงหาไม่เจอในเวลาอันสั้น

   

   หนูพวกนี้มันช่างซอกแซกเข้าไปได้ทุกที่จริงๆ แม้แต่ที่ที่ซ่อนเร้นแบบนี้ก็ยังหาเจอ

   

   “เจอแล้ว แถมเยอะซะด้วย”

   

   ไม่คิดเลยว่า แค่ศพเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆคนเดียว จะสาวไปถึงคดีใหญ่ขนาดนี้ได้

   

   การขนย้ายคน อาวุธ และยาเสพติดออกไปต้องใช้เวลาอีกสักพัก

   

   ฉินเจินพาหนูสีเงินเทาในมือ เดินฝ่าสายตาซับซ้อนของเซี่ยจ้งและคนอื่นๆไปหาเสิ่นจืออิน

   

   เพราะเขายังไม่ได้ให้รางวัลที่สัญญาไว้กับเจ้าหนูนี่เลย

   

   “อ้าว คนไปไหนซะแล้วล่ะ”

   

   “หรือว่ากลับไปแล้ว ลองโทรถามดูดีกว่า”

   

   แน่นอนว่าต้องโทรหาจ้าวชิง

   

   ตอนนี้ทั้งจ้าวชิงและเสิ่นจืออินอยู่บนต้นไม้

   

   เสิ่นจืออินถูกจ้าวชิงอุ้มขึ้นมา เพราะข้างล่างมีฝูงหมาป่าล้อมรอบอยู่

   

   จ้าวชิงแทบจะร้องไห้ “ทำไมบนเขานี้ถึงมีหมาป่าด้วย”

   

   “เสิ่นจืออิน อย่าขยับนะ หมาป่าปีนต้นไม้ไม่เป็น พวกเรารอก่อน เดี๋ยวพวกมันก็คงไป”

   

   การฆ่าหมาป่าเป็นเรื่องผิดกฎหมาย เธอจึงทำได้แค่รอ

   

   ฝูงหมาป่าข้างล่างยังคงจ้องมองพวกเขาที่อยู่บนต้นไม้ ดูเหมือนว่าพวกมันไม่มีทีท่าจะจากไปง่ายๆ

   

   เสิ่นจืออินยืนอยู่บนกิ่งไม้ “หนูคิดว่า พวกมันคงไม่อยากสู้หรอก”

   

   จ้าวชิงทำหน้าเศร้า “ใช่ๆๆ พวกมันไม่อยากสู้ พวกมันแค่อยากกินพวกเราต่างหากล่ะ”

   

   เสิ่นจืออินคิดในใจ เธอไม่ได้หมายความแบบนั้น

   

   ทันใดนั้น ก็มีเสียงบางอย่างดังมาจากที่ไกลๆ ดึงดูดความสนใจของฝูงหมาป่า

   

   ใบหูของพวกมันขยับ แล้วจ่าฝูงก็แหงนหน้าขึ้นหอน

   

   ฝูงหมาป่าออกไปอย่างรวดเร็วและเป็นระเบียบภายใต้การนำของมัน

   

   ดวงตาของจ้าวชิงเป็นประกาย “ไป เร็วเข้า รีบวิ่งกันเถอะ”

   

   หลังจากลงจากต้นไม้ เธอก็ตะโกนบอกเสิ่นจืออินว่า “ค่อยๆลงมา พี่สาวรอรับข้างล่าง อย่าเพิ่ง...”

   

   ยังไม่ทันที่คำว่า ‘กลัว’ จะหลุดออกจากปาก เสิ่นจืออินก็กระโดดลงมาจากความสูงกว่าสองเมตร ทำเอาหัวใจของจ้าวชิงเกือบหยุดเต้น

   

   เมื่อเห็นว่าเสิ่นจืออินลงมาถึงพื้นอย่างปลอดภัยแล้ว เธอจึงเอามือกุมอกพร้อมกับมองบน

   

   อยู่กับบรรพบุรุษน้อยคนนี้ คนที่หัวใจไม่แข็งแรงคงต้องช็อกตายแน่ๆ



  บทที่ 29: ฝูงหมาป่าบาดเจ็บ


   

   จ้าวชิงรีบอุ้มเสิ่นจืออินที่มีส่วนสูงเพียงสามส่วนของคนธรรมดามาไว้ในอ้อมแขน แล้ววิ่งลงเขาไป

   

   พวกเธอยังคงได้ยินเสียงหอนของหมาป่าอย่างเลือนราง

   

   ทันใดนั้นเองโทรศัพท์ของจ้าวชิงก็ดังขึ้น เธอหยิบมันออกมาด้วยความดีใจ

   

   “โชคดีจริงๆที่ในเขาลึกแบบนี้ยังมีสัญญาณ”

   

   “ฮัลโหล ซ่งหยาง...”

   

   ปัง! ปัง!

   

   เสียงปืนดังขึ้นพร้อมกับเสียงของเธอ

   

   จ้าวชิงกอดเสิ่นจืออินไว้แน่น ก่อนจะหมอบลงกับพื้นอย่างรวดเร็ว

   

   “เกิดอะไรขึ้น พวกเธออยู่ที่ไหน?”

   

   พวกเขาได้ยินเสียงปืนเช่นกัน จึงรีบถามด้วยน้ำเสียงร้อนใจ

   

   เสียงปืนดังขึ้นพร้อมกับเสียงร้องโหยหวนของหมาป่า

   

   เสิ่นจืออินดิ้นหลุดจากอ้อมกอดของจ้าวชิง “พี่จ้าวชิงอย่าวิ่งไปไหนนะ หนูจะรีบกลับมา”

   

   พูดจบเธอก็วิ่งไปทางเสียงปืน มือคว้าดาบไม้เล่มเล็กของเธอไว้

   

   “เดี๋ยวก่อน...กลับมานะ!” จ้าวชิงร้องเรียก

   

   น่าเสียดายที่ถึงแม้ขาของเสิ่นจืออินจะสั้น แต่เธอกลับวิ่งเร็วมาก

   

   จ้าวชิงรีบหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา พูดด้วยน้ำเสียงเร่งรีบ “ตอนนี้พวกเราอยู่ในเขาชิงหยาง ไม่รู้ตำแหน่งที่แน่นอน แต่คิดว่าน่าจะอยู่ลึกเข้าไป เพราะที่นี่มีฝูงหมาป่า...”

   

   เธอพูดไปด้วยวิ่งตามเสิ่นจืออินไปด้วย เสียงหายใจฟังดูไม่มั่นคงนัก

   

   [พวกเธอกลับมาก่อน พวกนั้นน่าจะเป็นพวกที่หลุดรอดจากหมู่บ้านเสี่ยวหยาง] เสียงของเซี่ยจ้งดังมาตามสาย

   

   “เสิ่นจืออินวิ่งไปทางนั้นแล้ว ฉันต้องไปตามเธอกลับมา”

   

   พูดจบเธอก็วางสาย การวิ่งไปคุยโทรศัพท์ไปมันช่างเหนื่อยเสียจริงๆ

   

   ……

   

   “แย่ล่ะ มีฝูงหมาป่าโผล่มาได้ยังไง?”

   

   บุคคลที่ปรากฏตัวขึ้นอย่างกะทันหันในหุบเขาลึกแห่งนี้มีทั้งหมดสามคน แต่ละคนถืออาวุธ ตอนนี้พวกเขากำลังเผชิญหน้ากับฝูงหมาป่า

   

   แต่สถานการณ์ตึงเครียดก็ถูกทำลายลงอย่างรวดเร็ว ทั้งสามคนรีบร้อนหลบหนี พวกเขากลัวว่าเสียงปืนจะดึงดูดความสนใจของสายตรวจ แต่พวกเขารอไม่ไหว จึงตัดสินใจยิงปืนออกไปก่อน

   

   เสียงปืนนัดนั้นได้สร้างความโกลาหลให้ฝูงหมาป่า หมาป่านับสิบตัวพุ่งเข้าใส่พวกเขาพร้อมๆกัน

   

   แม้ว่าพวกเขาจะมีปืนอยู่ในมือ แต่เมื่อถูกล้อมด้วยฝูงหมาป่าจำนวนมาก พวกเขาก็ไม่อาจต้านทานได้

   

   เสียงปืนดังขึ้นพร้อมกับเสียงสบถ ทันใดนั้นเอง หมาป่าตัวหนึ่งก็พุ่งเข้ากัดที่คอของชายคนหนึ่ง

   

   “อ๊า...! ช่วยด้วย ช่วย...”

   

   ไม่ทันขาดคำ คอของเขาก็ถูกกัดขาดในทันที

   

   กลิ่นคาวเลือดอบอวลไปทั่วบริเวณ ฝูงหมาป่าและชายที่เหลืออยู่สองคนต่างก็คลุ้มคลั่งราวกับเสียสติ ชายผู้มีไหวพริบกว่าเล็งปืนไปที่จ่าฝูง แม้แขนข้างหนึ่งจะถูกหมาป่าขย้ำอยู่ เขาก็ยังฝืนกัดฟันยิงปืนออกไป

   

   ปัง!

   

   ทว่ากระสุนนัดนั้นกลับไม่โดนเป้าหมาย มันถูกปัดกลางอากาศโดยดาบไม้เล่มเล็กที่พุ่งตัดหน้าอย่างไม่คาดฝัน

   

   เหตุการณ์น่าเหลือเชื่อนี้เกิดขึ้นต่อหน้าต่อตา จ่าฝูงหมาป่ายังคงยืนนิ่งอยู่ เพียงแต่หันไปมองตามทิศทางที่ดาบไม้เล่มนั้นพุ่งมา

   

   เสิ่นจืออินเดินเข้ามาใกล้ด้วยสีหน้าบูดบึ้ง เธอก้มลงหยิบก้อนหินที่แหลมคมขึ้นมาจากพื้น ก่อนจะปาออกไปโดยเล็งไปที่ศีรษะของชายคนหนึ่ง

   

   แม้ระยะห่างจะไกลถึงสามร้อยเมตร แต่ก้อนหินก็พุ่งไปถูกเป้าหมายอย่างแม่นยำ ศีรษะของชายคนนั้นถึงกับแตกเลือดอาบ แม้จะไม่ถึงตายแต่เขาก็สลบไปในทันที

   

   เหลือเพียงคนเดียวที่พยายามจะหนี แต่ก็ถูกหมาป่าสองตัวกระโจนเข้าใส่ และกัดอย่างไม่ปรานี เสียงร้องโหยหวนดังกึกก้อง ก่อนที่ชายคนนั้นจะล้มลง

   

   จ้าวชิงวิ่งหอบหายใจมาถึง สงครามก็จบลงแล้ว

   

   เสิ่นจืออินกำลังป้อนยาให้หมาป่าที่ได้รับบาดเจ็บ

   

   หมาป่าฝูงนี้สูญเสียสมาชิกไปสี่ตัว และบาดเจ็บสาหัสอีกเจ็ดตัว

   

   ด้วยความสูญเสียระดับนี้ หากพวกมันกลับไป ฝูงของพวกมันคงจะล่มสลาย เพราะการแข่งขันในป่านั้นโหดร้าย หมาป่าที่บาดเจ็บสาหัสนั้น สุดท้ายแล้วคงจะต้องตาย ส่วนที่เหลือรอดกลับไปได้ คงจะมีเพียงสี่หรือห้าตัวเท่านั้น

   

   นี่เป็นเรื่องที่ส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อฝูงหมาป่า

   

   เสิ่นจืออินใช้พลังวิญญาณบังคับกระสุนออกจากร่างกายของหมาป่าที่ถูกยิง ก่อนจะป้อนยาให้กับพวกมัน

   

   “เอาล่ะ ไปพักข้างๆนู่นไป”

   

   เพียงเธอใช้นิ้วเล็กๆชี้ออกไป หมาป่าตัวนั้นก็หางตก และเดินไปอย่างว่าง่าย

   

   ยาเม็ดสมานแผลระดับหนึ่ง แม้จะไม่สามารถรักษาแผลให้หายได้ในพริบตา แต่ก็เพียงพอที่จะห้ามเลือดได้

   

   เวลาผ่านไปเพียงสิบลมหายใจ เลือดบริเวณบาดแผลของพวกมันก็หยุดไหล

   

   ภาพฝูงหมาป่าเข้าแถวรอรับการรักษาอย่างว่าง่าย ปรากฏแก่สายตาจ้าวชิง จนเธอตกตะลึง ยืนอ้าปากค้างอยู่ไม่ไกล

   

   ‘บรรพบุรุษน้อย เธอยังมีเรื่องน่าประหลาดใจอะไรที่ฉันไม่รู้อีกบ้าง’

   

   ในเวลานี้ ภายในใจของเธอเผลอเรียกเสิ่นจืออินว่า ‘บรรพบุรุษน้อย’ ตามฉินเจินโดยไม่รู้ตัว และยินดีที่จะเรียกเช่นนั้นจากใจจริง

   

   เธอไม่กล้าเข้าไปใกล้มากเกินไป ดังนั้นเธอจึงมองเห็นไม่ชัดว่าเสิ่นจืออินรักษาฝูงหมาป่าอย่างไร

   

   ยิ่งไปกว่านั้น การปรากฏตัวของเธอ ทำให้สายตาของฝูงหมาป่าจับจ้องมาที่เธอ เธอจึงยืนแข็งทื่ออยู่กับที่ ไม่กล้าขยับ

   

   ตอนนี้เสิ่นจืออินเป็นเพียงผู้บำเพ็ญเพียรขั้นหลอมพลังวิญญาณ การใช้พลังวิญญาณเพื่อบังคับกระสุนออกจากหมาป่าจำนวนมากเช่นนี้ นับว่าฝืนตัวเองอยู่บ้าง

   

   แต่ไม่เป็นไร เธอยังสามารถกินยาเพื่อฟื้นฟูพลังได้

   

   หลังจากกินยาฟื้นฟูพลังวิญญาณไปสามครั้งติดต่อกัน ในที่สุดเธอก็สามารถบังคับให้กระสุนทั้งหมดที่อยู่ในร่างกายของหมาป่าออกมาได้

   

   เมื่อห้ามเลือดจากบาดแผลของหมาป่าตัวสุดท้ายเสร็จแล้ว จ่าฝูงก็เดินเข้ามาถูหัวกับเสิ่นจืออินอย่างรักใคร่

   

   ‘ขอบคุณนะ’

   

   หมาป่าทุกตัวต่างส่งเสียงขอบคุณเสิ่นจืออิน

   

   เสิ่นจืออินยกแขนเล็กๆ ขึ้นลูบหัวหมาป่าที่ค่อนข้างสะอาดและไม่มีเลือดมากนัก “ไม่เป็นไร พวกแกก็ช่วยกำจัดภัยให้ประชาชนเหมือนกัน”

   

   ถึงแม้ว่าจุดประสงค์แรกเริ่มจะเป็นเพราะคนทั้งสามคนนั้นบุกรุกเข้าไปในดินแดนของพวกมันก็ตาม

   

   ฝูงหมาป่าจากไป ในขณะที่สายตรวจคนอื่นๆก็วิ่งหอบฮักมาถึงอาณาเขตของฝูงหมาป่า

   

   เสิ่นจืออินบอกพวกมันว่าทั้งหมดเป็นเพื่อนของเธอ ฝูงหมาป่าจึงอนุญาตให้พวกเขาก้าวเข้ามาในดินแดนของพวกมันได้ชั่วคราว แต่ไม่อยากเผชิญหน้ากับมนุษย์ จึงพากันจากไปอย่างเป็นระเบียบ

   

   ตอนจากไปพวกมันยังคาบศพหมาป่าสี่ตัวที่ตายไปด้วย

   

   รอจนกระทั่งพวกมันหายลับไปหมดแล้ว จ้าวชิงถึงกับเหงื่อออกทั้งตัว และทรุดลงนั่งกับพื้น

   

   ขณะนั้นท้องฟ้าก็มืดลงแล้ว วันนี้ช่างเป็นวันที่น่าตกใจยิ่งกว่าการไปจับพวกค้ามนุษย์เสียอีก

   

   ในบรรดาผู้รอดชีวิตสามคนจากหมู่บ้านเสี่ยวหยาง หนึ่งในนั้นคือหัวหน้าของแก๊งค้ามนุษย์ เป็นคนที่ต้องการฆ่าจ่าฝูงหมาป่า

   

   ชีวิตของเขายังคงอยู่ แม้จะยังไม่ตาย แต่มันก็แขวนอยู่บนเส้นด้าย

   

   “เขาจะตายไม่ได้นะ” จ้าวชิงพูดอย่างร้อนรนพลางส่องไฟฉาย

   

   เสิ่นจืออินไม่เข้าใจ “ทำไมล่ะ? เขาเลวขนาดนั้นไม่สมควรตายเหรอ?”

   

   ถึงแม้ว่าจะเข้าใจกฎหมายสมัยใหม่บ้าง แต่ความคิดในการทำสิ่งต่างๆของเสิ่นจืออินก็ยังคงเหมือนกับชาติที่แล้ว

   

   คนชั่วแบบนี้ ในชาติที่แล้วคงถูกเธอฆ่าไปแล้ว

   

   จ้าวชิงอธิบายกับเธออย่างอดทน “เขาสมควรตาย แต่ถ้าพวกเราสามารถเค้นเอาข้อมูลเพิ่มเติมจากปากของเขาได้ ก็จะมีเหยื่ออีกมากที่ได้รับการช่วยเหลือ”

   

   เสิ่นจืออินพยักหน้าเบาๆ จากนั้นก็หยิบยาเม็ดออกมาหนึ่งเม็ด บีบปากของเขาอย่างรุนแรงแล้วใส่เข้าไป

   

   ในเมื่อไม่ว่าจะตายเร็วหรือตายช้าก็ต้องตาย งั้นแกก็ทิ้งคุณค่าอะไรไว้บ้างก่อนตายแล้วกัน

   

   ฉินเจินและคนอื่นๆยกไฟฉายส่องมา พอเห็นทั้งสองคนปลอดภัยดีก็ถอนหายใจอย่างโล่ง.อก

   

   แต่พอเห็นสามคนที่นอนสลบอยู่ตรงนั้น พวกเขาก็ประหลาดใจ

   

   “นี่มัน...”

   

   พวกเขามองหน้าจ้าวชิงด้วยความงุนงง ถึงจะยอมรับในความสามารถของผู้หญิง แต่สู้ทีเดียวสามคน... ตอนนี้เธอยังทำแบบนั้นไม่ได้หรอกนะ

   

   “ถูกสัตว์ป่ากัด” ฉินเจินตรวจดูบาดแผลของพวกนั้นอย่างรวดเร็ว ก่อนจะสรุปออกมา

   

   “เอาตัวพวกมันไป จ้าวชิง เธอกลับไปเขียนรายงานชี้แจงมาให้ฉันด้วย!”

   

   “!!!” เธอเกลียดการเขียนรายงานที่สุด!

   

   เสิ่นจืออินหาวหวอด อุ้มขวดนมและยกขึ้นดื่มจนหมด ก่อนจะปรือตาแล้วกางแขนออก

   

   “อุ้มหน่อย~”

   

   ตอนนี้เธอเหนื่อยมากและอยากนอนแล้ว



บทที่ 30: คุณแม่ของไป๋เค่อเค่อ


   

   ฉินเจินอุ้มเจ้าตัวน้อยขึ้นมา เธอซบไหล่เขาหลับเป็นตายภายในเวลาไม่กี่วินาที

   

   ความรวดเร็วขนาดนี้ช่างน่าทึ่งมาก

   

   แต่ก็ไม่มีใครรบกวนเธอ แม้แต่เซี่ยจ้งก็ยังให้คนอื่นๆเบาเสียงลง

   

   ส่วนอีกด้านหนึ่ง ที่ค่ายทหารประจำเมือง

   

   “ผู้กองเสิ่น มีพัสดุสำหรับคุณ”

   

   เสิ่นซิวหนานเพิ่งกลับมาจากปฏิบัติภารกิจได้ไม่นาน เขาก็ถูกเรียกตัว พัสดุสี่เหลี่ยมถูกส่งมาอยู่ในมือของเขา

   

   ชายหนุ่มสวมเพียงเสื้อกล้ามสีดำ กางเกงขายาวสีเขียวทหาร ยืนตัวตรง พลางเขย่ากล่องในมือเบาๆ

   

   “ของผม?”

   

   เขาเหลือบมองที่อยู่บนกล่อง มันเป็นของเขาจริงๆ ส่งมาจากคฤหาสน์ตระกูลเสิ่น

   

   ตอนนี้นอกจากเจ้าเด็กเสิ่นมู่เหยี่ย ก็ไม่มีใครอยู่ที่นั่นแล้ว

   

   เขาหอบกล่องกลับหอพัก เพื่อนร่วมห้องคนหนึ่งเอาผ้าขนหนูพาดบ่า เดินเข้ามาหา

   

   “อะไรน่ะ? ที่บ้านนายมีคนส่งของมาให้ด้วยเหรอ?”

   

   เป็นเรื่องแปลกจริงๆ

   

   แม้ว่าครอบครัวของเสิ่นซิวหนานจะมีพี่น้องหลายคน แต่ทุกคนก็เป็นผู้ชาย ไม่ค่อยใส่ใจเรื่องเล็กๆน้อยๆ ในชีวิตประจำวันของเสิ่นซิวหนาน เขาจึงต้องจัดการชีวิตตัวเองทั้งหมด

   

   หลังจากที่แม่ของเขาเสียไป ก็ไม่มีใครส่งของมาให้เขาอีกเลย

   

   “ขอดูหน่อย ขอดูหน่อย”

   

   เพื่อนร่วมห้องหลายคนดูตื่นเต้น เสิ่นซิวหนานเลยสนองความอยากรู้อยากเห็นให้พวกเขา

   

   ระหว่างที่เพื่อนๆกำลังดูของที่ส่งมา เขาก็หยิบจดหมายขึ้นมาอ่าน

   

   พออ่านจบ เขาก็ถึงบางอ้อว่าใครเป็นคนส่ง มันคือคุณย่าที่เขาไม่เคยเจอหน้ามาก่อนนั่นเอง

   

   เสิ่นซิวหนานเลิกคิ้วขึ้น ไม่รู้ว่าคุณย่าคนนี้ต้องการอะไรกันแน่

   

   ในตอนนี้ เสิ่นซิวหนานยังไม่รู้ว่าคุณย่าของเขาเป็นเพียงเด็กหญิงตัวน้อยๆอายุสามขวบเท่านั้น

   

   เสิ่นควานไม่ได้พูดอะไร เขาแค่อยากเห็นปฏิกิริยาของลูกชาย หลังจากได้เห็นหน้าคุณย่าตัวน้อยด้วยตาตัวเอง

   

   “นี่มันอะไรกันเนี่ย ลูกอมช็อกโกแลตเหรอ หรือว่าลูกอมน้ำตาลกัน?”

   

   “ทำไมฉันได้กลิ่นยา?”

   

   “บนขวดมีฉลากอธิบายอยู่นะ”

   

   พวกชายหนุ่มหัวเกรียนหลายคนพากันมุงดู

   

   “ยาห้ามเลือด ยาฟื้นฟูพลัง ฝั่งนี้ก็เป็นยาเม็ด ชื่อคล้ายๆกันหมดเลย”

   

   เสิ่นซิวหนานยกจดหมายในมือขึ้น “ในนี้บอกว่า ยา ‘ตัน’ ดีกว่ายา ‘หวัน’ มาก”

   

   ทุกคนต่างมองหน้ากัน เสิ่นซิวหนานบิดขี้เกียจพลางพูดอย่างไม่ใส่ใจว่า “พวกนายเชื่อเหรอ? ส่วนฉันไม่เชื่อหรอก”

   

   “แต่นี่ไม่ใช่ญาติฝั่งบ้านนายส่งมาเหรอ? ใครจะรู้บางทีอาจจะใช้ได้จริงๆก็ได้”

   

   เสิ่นซิวหนานพูดขึ้น “คุณย่าที่ไม่เคยเจอหน้ากันเลย ไม่รู้เหมือนกันว่าท่านทำอะไรอยู่”

   

   “เฮ้ย ไม่เชื่อก็ต้องลองดูสิ ถึงรู้! บังเอิญภารกิจนี้ฉันโดนเล่นงานมา ร่างกายยังไม่หายดี ยังพันแผลอยู่เลย เอามาให้ฉันลองหน่อยสิ”

   

   ด้วยความสงสัย หลี่หรงจึงหยิบยาฟื้นฟูพลังที่อยู่ในมือเข้าปาก

   

   เสิ่นซิวหนานอุทานออกมาว่า “เวรเอ๊ย! นายนี่มันหมูชัดๆ กินเข้าไปได้ยังไง”

   

   ทันใดนั้นหลี่หรงก็ส่งเสียง ‘อื้อ’ ทุกคนที่อยู่รอบข้างพากันตึงเครียดขึ้นมาในทันที

   

   “เป็นไง เป็นไงบ้าง!”

   

   หลี่หรงลูบหัวตัวเองพลางพูดว่า “เอ่อ...รสชาติใช้ได้นี่หว่า ฮ่าๆ”

   

   ทุกคน “...”

   

   อย่างไรก็ตาม หลังจากที่หลี่หรงกินยาเข้าไปแล้วก็ยังไม่มีปฏิกิริยาใดๆ ทุกคนจึงคิดว่ายาปริศนานี่คงจะเป็นลูกอมที่คุณย่าของเสิ่นซิวหนานส่งมาให้   

   ……

   เมื่อเสิ่นจืออินและคนอื่นๆกลับมาถึงในเมือง ก็ปาเข้าไปตีสี่ครึ่งแล้ว เหล่าสายตรวจต่างทำงานกันอย่างหนัก ไม่มีใครได้นอนหลับเลยสักคน เพราะคดีนี้นับว่าเป็นคดีใหญ่

   

   ที่สำคัญที่สุดคือ คดีใหญ่ขนาดนี้ พวกเขากลับสามารถจับกุมคนร้ายได้ทั้งหมดภายในวันเดียว

   

   ประสิทธิภาพระดับนี้ ไม่เคยปรากฏมาก่อนในอดีต

   

   มีเพียงเสิ่นจืออินเท่านั้นที่นอนหลับสบายอยู่ในห้องนอนของฉินเจิน

   

   สิ่งแรกที่เธอทำหลังจากตื่นขึ้นมาคือการเติมนมในขวดให้เต็ม

   

   ฉินเจินเตรียมไว้ให้เธอเรียบร้อยแล้ว

   

   นี่คือผู้มีพระคุณคนสำคัญ จะยอมให้ลำบากไม่ได้เด็ดขาด

   

   “อ้อจริงสิ พบแม่ของไป๋เค่อเค่อแล้วล่ะ”

   

   ไป๋เค่อเค่อซึ่งร้อนใจรอมาทั้งวันทั้งคืน เมื่อได้ยินแบบนั้นจึงอ้อนวอนให้เสิ่นจืออินปล่อยเธอออกไป

   

   เสิ่นจืออินเองก็ไม่ได้ขัดขวาง

   

   ทันทีที่ไป๋เค่อเค่อออกมา อุณหภูมิโดยรอบก็ลดลงอย่างเห็นได้ชัด

   

   ถึงแม้จะเคยเจอมาแล้วสองครั้ง แต่ร่างกายของฉินเจินก็ยังแข็งทื่ออย่างไม่รู้ตัวเมื่อเผชิญหน้ากับไป๋เค่อเค่อ

   

   “แม่ของฉันอยู่ไหน?” เสียงนั้นลอยเข้ามาในหูของเขา

   

   “เอ่อ...เชิญทางนี้”

   

   แน่นอนว่าการพาไป๋เค่อเค่อไปเพียงลำพังนั้นไม่ปลอดภัย ดังนั้นฉินเจินจึงไม่ลังเลที่จะก้มลงอุ้มเสิ่นจืออินขึ้นมา

   

   พาเธอไปด้วยแบบนี้ปลอดภัยกว่า

   

   แม่ของไป๋เค่อเคอสภาพจิตใจย่ำแย่มาก เธอคือผู้หญิงที่เคยตะโกนว่าชาวบ้านในหมู่บ้านเสี่ยวหยางติดยาเสพติดนั่นแหละ

   

   คนที่ถูกช่วยเหลือออกมาส่วนใหญ่ถูกพาตัวส่งโรงพยาบาล ในตอนนี้แม่ของไป๋เค่อเค่อมีอาการคลุ้มคลั่ง หัวเราะและกรีดร้องเป็นระยะ

   

   เธอสวมชุดคนไข้ ทั้งผมและร่างกายสะอาดสะอ้าน เห็นได้ชัดว่าได้รับการดูแลจากพยาบาลเป็นอย่างดี

   

   ทันทีที่ไป๋เค่อเค่อเห็นหน้าแม่ เธอก็วิ่งเข้าไปหา น้ำตาไหลพราก

   

   เสิ่นจืออินคว้าตัวเธอไว้

   

   “ปล่อยฉัน ปล่อยฉัน...”

   

   ไป๋เค่อเค่อเกือบจะคลั่ง

   

   “เธออยากให้แม่ของเธอตายหรือไง” เสิ่นจืออินเอ่ยตำหนิเสียงดัง ทั้งที่ยังคงเป็นเสียงใสๆของเด็ก

   

   คนกับผีแตกต่างกัน ไม่ใช่แค่เพราะพวกเขาอยู่ในสองโลกที่ต่างกัน

   

   แต่เป็นเพราะผีมีพลังหยินติดตัว ซึ่งพลังหยินนี้ไม่ถูกกับพลังของคน ถ้าถูกพลังหยินรบกวน คนๆนั้นจะเจ็บป่วยได้ง่าย ร้ายแรงถึงขั้นเสียชีวิต

   

   หลังจากโดนดุไป สีหน้าของไป๋เค่อเค่อก็สงบลง เธอจ้องมองเสิ่นจืออินพร้อมกับแววตาอ้อนวอน

   

   “รอไปก่อน ใครห้ามไม่ให้เธอเข้าใกล้” เสิ่นจืออินเบ้ปาก

   

   เธอค้นหากระเป๋าอยู่นาน ก่อนจะหยิบยันต์แผ่นหนึ่งออกมา แล้วนำไปติดที่ตัวของไป๋เค่อเค่อ

   

   ทันใดนั้น พลังหยินรอบๆตัวของไป๋เค่อเค่อก็ถูกสะกดเอาไว้

   

   “เอาล่ะ แบบนี้ก็ได้แล้ว”

   

   ปกติเธอไม่ค่อยได้ใช้ยันต์แบบนี้เท่าไหร่ แผ่นนี้เป็นแผ่นสุดท้ายที่เธอมี

   

   ไป๋เค่อเค่อจึงค่อยๆเดินเข้าไปหาผู้หญิงคนนั้นอย่างระมัดระวัง

   

   ถึงแม้ว่าผู้หญิงคนนั้นจะมองไม่เห็นไป๋เค่อเค่อ แต่ในตอนที่ไป๋เค่อเค่อเดินเข้าไปใกล้ๆ เธอกลับหยุดนิ่งอย่างน่าประหลาด

   

   ไป๋เค่อเค่อนั่งลงข้างๆเธอ ฟังเธอพร่ำเรียกหาลูกสาว น้ำตาและเลือดไหลอาบหน้าราวกับสายน้ำ

   

   “แม่ยังจำหนูได้ แม่ของหนูยังจำหนูได้!”

   

   ฉินเจินมองดูเหตุการณ์ตรงหน้า ความเกลียดชังต่อพวกค้ามนุษย์ก็ยิ่งทวีคูณขึ้น

   

   พวกมันสมควรตายจริงๆ!

   

   “พวกเราไปกันเถอะ ปล่อยให้พวกเขาอยู่ด้วยกันตรงนี้”

   

   ตอนนี้ที่โรงพยาบาลมีพยาบาลคอยดูแล และหมอก็จะแวะเวียนมาเป็นระยะ ไม่ควรให้ใครเห็นไป๋เค่อเค่อ

   

   ฉินเจินอุ้มเสิ่นจืออินเดินออกจากโรงพยาบาล ทันใดนั้นเสียงโทรศัพท์จากพ่อของเขาก็ดังขึ้น

   

   พอเขารับสายก็โดนด่ากราดทันที

   

   “ไอ้ลูกเวร แกทำอะไรลงไป วันนั้นเด็กผู้หญิงคนนั้นเป็นคนของตระกูลเสิ่น หรือเป็นลูกสาวแกกันแน่? หน้าไม่อาย เอาแต่พาเด็กไปไหนมาไหน ตระกูลเสิ่นโทรมาหาฉันแล้วเนี่ย!”

   

   ฉินเจิน “…”

   

   “พ่อครับ พ่อช่วยคุยกับทางตระกูลเสิ่นให้หน่อย ผมยังต้องให้บรรพบุรุษน้อยคนนี้ช่วยอยู่ ผมมีธุระ ต้องไปก่อนนะครับ”

   

   พอพูดจบเขาก็กดวางสาย แล้วปิดเสียงโทรศัพท์ทันที

   

   ตราบใดที่เขาไม่ได้ยินเสียงโทรศัพท์ ก็เท่ากับว่าไม่มีใครโทรมา

   

   หลอกตัวเองชัดๆ  

   

   [1] ยา ‘ตัน’ หมายถึง ยาที่ทำจากสมุนไพรจีนที่มีสรรพคุณสูงกว่ายา ‘หวัน’


   [2] ยา ‘หวัน’ หมายถึง ยาที่ทำจากสมุนไพรจีนทั่วไป



จบตอน

Comments