ancestry ep241-250

บทที่ 241: อะไร? นายจะกัดฉันงั้นเหรอ?


   "จะแยกกันทำไม? คนอื่นต้องนอนอัดกันแทบไม่มีที่หายใจ แต่พวกเขากลับได้ไปสวีทกันสองคนในห้องส่วนตัว คิดว่าตัวเองกำลังฝันหวานอยู่รึไง?"


   เสียงบ่นอุบอิบดังขึ้น หนึ่งในกลุ่มคนจึงเสนอขึ้นอย่างหัวเสีย "ถ้ายังไม่เชื่อฟังก็มัดไว้ซะ!"


   พอได้ยินแบบนั้น อู๋ฮวนและไป๋ลั่วก็เริ่มกลับมามีสติอีกครั้ง


   แม้จะยังคงมึนงงอยู่ แต่ไป๋ลั่วก็ยังพยายามตวาดใส่ทุกคนด้วยสายตาแข็งขืน เธอยังคงไว้ซึ่งท่าทางเย่อหยิ่งและเอาแต่ใจเช่นเคย


   "พวกคุณทำแบบนี้กับฉันได้ยังไง! ฉันไม่ใช่อาชญากรนะ จะมาจับมัดฉันทำไม!"


   ไป๋ลั่วจ้องมองทุกคนด้วยความไม่พอใจ แววตาของเธอบ่งบอกถึงความโกรธเกรี้ยว


   "พวกคุณเป็นสายตรวจไม่ใช่เหรอ? ทำไมถึงไม่รีบพาฉันออกไปจากที่นี่ ถ้าพวกคุณมากันเร็วกว่านี้ฉันก็ไม่ต้องมาทนทุกข์ทรมานแบบนี้! พวกคุณมีหน้าที่ช่วยเหลือประชาชนไม่ใช่หรือไง? กลับจะมาจับมัดฉันแบบนี้ ฉันจะต้องร้องเรียนให้หมดทุกคนเลย!"


   "ถ้าแน่จริงก็ไปเลยสิ!"


   "จับตัวเธอไว้! อยากรู้จริงๆ ว่าจะไปฟ้องใครได้!" เธอยังคงคิดว่าตัวเองเป็นคนพิเศษอยู่สินะ?


   แม้คนในสำนักงานบริหารพิเศษจะมีทหารของแคว้นหลานโจว แต่ก็ยังมีอัจฉริยะมากมายที่ถูกค้นพบจากคนทั่วไปอยู่ไม่น้อย


   ถึงแม้พวกเขาจะได้รับการฝึกฝนแบบทหารมาอย่างดี แต่ด้วยลักษณะงานที่หน่วยงานได้รับมอบหมาย ทำให้วิธีการจัดการกับสถานการณ์ต่างๆของพวกเขาไม่เหมือนกับทหารหลานโจวที่ซื่อสัตย์และยึดมั่นในคุณธรรม


   ดังนั้น คำขู่ของไป๋ลั่วจึงไม่ส่งผลใดๆกับพวกเขาเลยแม้แต่น้อย


   สุดท้าย ไป๋ลั่วและอู๋ฮวนก็ถูกมัดไว้แน่นหนา


   เสิ่นมู่จิ่นส่ายหน้าพลางถอนหายใจ "พวกนายนี่มันจริงๆเลย หาเรื่อฃใส่หัวทำไม? รู้ไหมว่าใกล้จะได้เวลากลับแล้ว"


   อู๋ฮวนมองเห็นเสิ่นมู่จิ่น เสิ่นจืออิน และคนอื่นๆในคราวเดียวกัน ดวงตาของเขาฉายแววเกลียดชังขึ้นมาทันที


   สายตานั้นน่ากลัวจนเสิ่นมู่จิ่นต้องถอยกรูดไปสองก้าว "อะไร? นายจะกัดฉันเหรอ?"


   ความเกลียดชังที่อู๋ฮวนมีส่วนใหญ่เป็นเพราะความรู้สึกไม่ยุติธรรม


   ทั้งๆที่เข้าร่วมรายการวาไรตี้เหมือนกัน แต่ทำไมโชคชะตาของเขาถึงได้เล่นตลก ส่งเขาไปเจอกับแก๊งอาชญากร ในขณะที่คนอื่นๆได้ไปอยู่บนเกาะสาปสูญนั่น


   แม้สุดท้ายแล้วเขาจะได้รับการช่วยเหลือ แต่ฝันร้ายบ้าๆนี่ก็ยังคงตามหลอกหลอนเขาไม่เลิกรา


   อู๋ฮวนไม่รู้สึกผิดแม้แต่น้อย เขารู้สึกว่าตัวเองกำลังถูกกลั่นแกล้ง ถูกทุกคนรุมทำร้าย แม้แต่ฟ้าดินก็ยังไม่เข้าข้าง


   เขาป่วยเป็นซิฟิลิสแล้วมันผิดตรงไหน? ในวงการบันเทิงแบบนี้ ใครบ้างไม่อยากไต่เต้าขึ้นไป?


   ทำไมเสิ่นมู่จิ่นถึงได้ดูดีนัก? ทำไมถึงเป็นเขาที่ได้เข้าไปในเกาะนั่น!


   เสิ่นมู่จิ่นมองบนอย่างเบื่อหน่าย ไม่อยากรับรู้ความคิดในหัวของอู๋ฮวน ปล่อยให้ทั้งคู่ถูกมัดติดกัน ในที่สุดพวกเขาก็สงบสติอารมณ์ลง


   การออกจากเกาะเป็นไปอย่างราบรื่น เกาะสาปสูญจมหายไปพร้อมกับสนามแม่เหล็กประหลาด ทำให้ทุกคนติดต่อกับโลกภายนอกได้อีกครั้ง


   ตอนนี้ผู้กำกับหวังลี่คังซึ่งเฝ้ารออยู่ถึงกับน้ำตาคลอด้วยความโล่งอก เมื่อทราบว่าทุกคนกลับมาอย่างปลอดภัย


   เยี่ยมมาก เยี่ยมมาก ทุกคนปลอดภัยแล้ว


   แม้ทุกคนจะปลอดภัยแล้ว แต่หวังลี่คังก็รู้ดีว่าแฟนๆคงเป็นห่วงมาก เขาจึงขออนุญาตทางการ แล้วโพสต์อัพเดทบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียชื่อดัง


   [ถึงแฟนๆรายการ 'เรามาผจญภัยด้วยกันเถอะ' ทุกคน ตอนนี้ทีมงานของเรากลับมาอย่างปลอดภัยแล้ว ทุกคนสบายดี กำลังเดินทางกลับ รอติดตามข่าวและการแจ้งเตือนจากพวกเรานะครับ]


   แม้จะผ่านไปเกือบครึ่งเดือนแล้ว แต่แฟนๆรายการก็ยังคงติดตามข่าวคราวและเป็นห่วงผู้เข้าร่วมรายการไม่เปลี่ยน


   ทันทีที่บัญชีทางการของรายการอัพเดทโพสต์ล่าสุด เหล่าแฟนคลับ แฟนรายการ รวมถึงคนทั่วไปที่ติดตามความคืบหน้าของแก๊งอาชญากรต่างก็กรูกันเข้ามาแสดงความคิดเห็นกันอย่างล้นหลาม


   [นี่ฉันเข้าใจถูกไหม? ทุกคนปลอดภัยดีใช่ไหม? แล้วเสี่ยวจิ่นหลีของฉันล่ะ เป็นยังไงบ้าง?]


   [ฮือๆๆ ฉันกังวลแทบแย่ ในที่สุดก็มีข่าวอัพเดทสักที เปิดไลฟ์สดตอนนี้เลยได้ไหม ฉันอยากเห็นหน้าค่าตาพวกเขาว่าเป็นยังไงกันบ้าง]


   [แล้วสรุปแก๊งอาชญากรนั่นโดนจับหมดแล้วใช่ไหม?]


   [น่ารำคาญชะมัด พูดให้มันชัดๆหน่อยได้ไหมเนี่ย สรุปตอนนี้สถานการณ์เป็นยังไงกันแน่?]


   น่าเสียดายที่ไม่ว่าแฟนๆจะร้องขอเท่าไหร่ ผู้กำกับที่เคยโพสต์ข้อความก็เงียบหายไปราวกับล่องหน


   จนกระทั่งประมาณหกโมงเย็น ห้องไลฟ์สดของรายการที่ปิดตายมานานก็กลับมาเปิดอีกครั้ง


   แต่คราวนี้มีเพียงห้องเดียว และเป็นห้องของผู้กำกับเท่านั้น


   "สวัสดีครับทุกท่าน จุดประสงค์หลักที่ผมมาเปิดไลฟ์สดในวันนี้ก็เพื่อแจ้งให้ทุกคนทราบว่า ตอนนี้แขกรับเชิญของเราทุกคนปลอดภัยดีแล้วครับ และกำลังเดินทางมาที่นี่ คาดว่าคงอีกไม่นานเกินรอ เราเข้าใจดีว่าทุกคนกังวลมากแค่ไหน แต่ข่าวดีก็คือ ทุกคนปลอดภัยดี ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง แถมแก๊งอาชญากรก็โดนจับกุมเรียบร้อยแล้ว ตอนนี้เรามาร่วมต้อนรับการกลับมาอย่างปลอดภัยของแขกรับเชิญของเรากันดีกว่าครับ"


   แน่นอนว่ากว่าผู้กำกับหวังจะได้รับอนุญาตให้เปิดไลฟ์สดได้นั้น ต้องผ่านการเจรจาต่อรองกันอย่างหนักหน่วง แต่ด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัย เขาไม่สามารถเผยแพร่ใบหน้าของทหารหลานโจวและเจ้าหน้าที่สายตรวจได้ ดังนั้นมุมกล้องที่ใช้จึงต่ำกว่าปกติมาก กล้องจับภาพได้แค่ช่วงลำตัวลงไปเท่านั้น


   ถึงอย่างนั้น ก็ยังมีผู้ชมมากมายหลั่งไหลเข้ามาในห้องถ่ายทอดสด


   ผ่านไปเกือบครึ่งเดือน ไอดอลที่พวกเขารอคอยก็กลับมาเสียที ไม่รู้ว่าที่ผ่านมาพวกเขาต้องทนทุกข์ทรมานแค่ไหนบ้าง


   ข่าวที่พวกเขาเข้าไปพัวพันกับแก๊งอาชญากรรมข้ามชาติ ทำให้มีคนมามุงดูการไลฟ์สตรีมมากมาย


   และในที่สุด พวกเขาก็เห็นเรือแล่นเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ


   [เดี๋ยวก่อนนะ... หรือว่าฉันตาฝาดไป สิ่งที่นอนอยู่บนเรือนั่นมันสิงโตใช่ไหม?]


   [โอ้พระเจ้า สัตว์พวกนั้นกลายเป็นปีศาจไปแล้วเหรอเนี่ย? ไม่ใช่แค่สิงโตนะ ทางนั้นยังมีเสือด้วย!]


   [อ๊า... เลือดเต็มไปหมดเลย พวกมันคงไม่ได้กิน... ไม่นะ!]


   [ไม่น่าใช่นะ บนเรือยังมีคนยู่เลย]


   [น่ากลัวจังเลย ทำไมบนเรือถึงมีสัตว์กินเนื้อเยอะแยะไปหมด]


   [หรือว่า... ทุกคนบนเรือจะเป็นอะไรไปหมดแล้ว หวังลี่คัง คุณอยู่ไหน? ออกมาเดี๋ยวนี้ บอกฉันทีว่าทุกคนปลอดภัย]


   [ใจเย็นๆก่อน บางทีทุกคนอาจจะแค่หาที่ซ่อนอยู่ก็ได้ ฉันว่าอย่าเพิ่งคิดมากไปเลย]


   ขณะที่เรือค่อยๆแล่นเข้ามาใกล้ ภาพเบื้องหน้าสร้างความตกตะลึงให้กับทุกคน ไม่เว้นแม้แต่แฟนๆที่เฝ้ารับชมการถ่ายทอดสด รวมถึงทหารของหลานโจวที่ประจำการ ณ จุดเกิดเหตุ พวกเขาทั้งหมดเบิกตากว้างด้วยความตื่นตระหนก ก่อนจะพยายามตั้งสติและยกปืนขึ้นเตรียมพร้อม


   สีหน้าของผู้กำกับหวังลี่คังนั้นซีดเผือด ดวงตาเบิกกว้างด้วยความหวาดกลัว


   "นี่มัน... นี่มันเกิดอะไรขึ้น?" เสียงของเขาสั่นเครือ "ไม่ใช่ว่าปลอดภัยแล้วหรือไง ทำไม... ทำไมถึงมีสัตว์กินเนื้อมากมายขนาดนั้นอยู่บนเรือ!"


   หวังลี่คังรู้สึกเหมือนโลกหมุนคว้าง ร่างกายโงนเงนราวกับจะล้มลงไปกองกับพื้น


   "ผู้กำกับหวังใจเย็นๆครับ" เสียงของใครบางคนดังขึ้นข้างๆ "ดูดีๆสิครับ สิ่งที่พวกมันกิน... ไม่ใช่มนุษย์นะ ดูเหมือนจะเป็นขาหมูมากกว่า"


   หวังลี่คังเหลือบตามองอย่างรวดเร็วไปยังสัตว์พวกนั้น ใบหน้าของมันเปรอะเปื้อนไปด้วยเลือดจนดูน่ากลัว แต่เนื้อของมัน...ชัดเจนว่าไม่ใช่มนุษย์


   ในที่สุดสิ่งที่เห็นก็ปรากฏชัดขึ้น ขาและกีบเท้า รวมถึงหนังหมูป่าสีดำที่ยังมีขนติดอยู่ประปราย


   สีหน้าของหวังลี่ผ่อนคลายลงเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าคนบนเรือนั้นจะปลอดภัย


   "ถึงแล้วเหรอ?"


   ทันใดนั้น ก็มีศีรษะโผล่ออกมาจากห้องโดยสารเรือ


   อวี่ซินหรานเห็นธงชาติที่คุ้นเคยบนเรือฝั่งตรงข้าม รวมถึงเครื่องแบบทหารที่คุ้นตาของทหารหลานโจว เธอจึงวิ่งออกมาด้วยความตื่นเต้น


   "พวกเรารอดแล้ว! ออกมาจากเกาะนั่นได้แล้ว!"


   ท่ามกลางเหล่าทหารและธงผืนใหญ่ที่โบกสะบัด เธอรู้สึกปลอดภัยอย่างแท้จริง


   [อะไรกันเนี่ย! นั่นอาจารย์อวี่นี่!]


   [โอ้ พระเจ้า! ฉันรู้สึกเหมือนหัวสมองกำลังจะระเบิด อาจารย์อวี่ไม่กลัวสิงโตกับเสือพวกนั้นเลยรึไง?]


   [โอ้ไม่ โอ้ไม่ หัวสิงโตหันมาทางอาจารย์อวี่แล้ว!]


   แต่สิงโตตัวนั้นเพียงแค่ปรายตามองเธอแวบเดียว ก่อนจะหันกลับไป


   ครู่เดียวกัน ก็มีคนกลุ่มใหญ่ออกมาจากห้องโดยสาร


   ทุกคนถือจานเนื้อไว้ในมือ


   พวกเขากำลังสนุกสนานกับการกินเนื้อย่างกันอยู่ เป็นเนื้อหมูป่าที่เสิ่นจืออินแบ่งให้


   ถึงจะเป็นหมูป่าแค่ตัวเดียว แต่น้ำหนักห้าถึงหกร้อยจินก็นับว่ามากพอที่จะทำให้อาหารมื้อนี้ของเหล่าสัตว์กินเนื้อบนเรืออิ่มหนำสำราญ


   แต่ด้วยร่องรอยการกัดกินอย่างเอร็ดอร่อยของพวกมันนี่เอง ทำให้บรรยากาศโดยรอบดูราวกับเป็นสถานที่เกิดเหตุฆาตกรรมสยองขวัญไม่มีผิด



บทที่ 242: ผมไม่รู้จริงๆนะ!



   พอเห็นทุกคนก้าวออกมา เหล่าผู้คนที่จับตาดู รวมถึงผู้ชมในห้องถ่ายทอดสด ต่างก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก


   ทว่าดูเหมือนความโล่งอกนั้นจะเกิดขึ้นเร็วเกินไป เพราะเพียงชั่วพริบตา ห้องถ่ายทอดสดก็ถูกปิดลงอย่างกะทันหัน เพราะภาพเบื้องหน้านั้นน่าหวาดหวั่นเกินกว่าจะปล่อยให้เผยแพร่ออกไปได้


   เหล่าผู้ชมในห้องถ่ายทอดสดได้แต่นิ่งงัน : ...


   ผู้กำกับหวังลี่คังถอนหายใจอย่างโล่งอกหลังจากผ่านช่วงเวลาชุลมุนวุ่นวายมาได้


   เมื่อการถ่ายทอดสดเริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง เหล่าสัตว์ก็ถูกต้อนไปยังสถานที่ปลอดภัยและกักบริเวณไว้ก่อน ส่วนเหล่าอาชญากรก็ถูกควบคุมตัวและส่งไปยังที่ที่เหมาะสมเรียบร้อยแล้ว


   "จริงสิ...ลืมสองคนนั้นที่เป็นโรคซิพิลิสไปเลย"


   ทันทีที่ห้องถ่ายทอดสดเปิดขึ้นอีกครั้ง ผู้ชมที่เข้ามาก็ได้แต่พิมพ์ข้อความแสดงความงุนงงเต็มไปหมด : ???


   อะไรนะ? นี่พูดถึงอะไร? ซิฟิลิสที่ว่านี่หมายถึงซิฟิลิสที่พวกเขาเข้าใจใช่ไหม??


   เจ้าหน้าที่ของสำนักงานบริหารพิเศษตบบนหน้าผากตัวเองเบาๆ แล้วหันไปพูดว่า "จริงสิ ลืมไปเลย พวกเขาสองคนเป็นผู้เข้าร่วมรายการของคุณใช่ไหม? จะพาไปด้วยหรืเปล่า?"


   หวังลี่คังขมวดคิ้ว "ใครเหรอครับ?"


   เขากำลังจะถามว่า ไป๋ลั่วกับอู๋ฮวนอยู่ไหน แต่ช้าก่อน... โรคซิฟิลิส? ไม่ใช่แบบที่เขาคิดหรอกนะ?


   "ไม่รู้เหรอ? อู๋ฮวนดันเป็นซิฟิลิสน่ะสิ แล้วไป๋ลั่วก็ดันโชคร้ายติดเชื้อไปด้วย"


   คนที่พูดคือชายฉกรรจ์ตัวใหญ่ๆคนหนึ่งของสำนักงานบริหารพิเศษ เขาคิดว่าหวังลี่คังน่าจะรู้เรื่องฉาวโฉ่ของอู๋ฮวนอยู่แล้ว และคงรังเกียจคนในวงการบันเทิงที่ชีวิตส่วนตัววุ่นวายแบบนี้


   แต่หวังลี่คังกลับทำสีหน้าตื่นตะลึง รีบปฏิเสธเสียงหลงว่า “ผมไม่รู้... ไม่รู้เรื่องนี้เลยจริงๆนะ!”


   [ว้าวๆๆ ได้ยินอะไรเด็ดๆเข้าแล้วสิเนี่ย]


   [งานนี้มีแตงสดใหม่ให้กินยาวๆแน่ เพิ่งกดเข้ามาดูก็เจอข่าวใหญ่ซะแล้ว!]


   [อ๊ะ... นี่มันเรื่องที่เราควรรู้ด้วยเหรอ? มันดูวุ่นวายไปหมด ใครก็ได้ช่วยอธิบายให้ฉันฟังหน่อยได้ไหมว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?]


   [โอ้โห รู้สึกว่าการถ่ายทอดสดวันนี้มันจะเข้มข้นกว่าที่คิดไว้เยอะเลย!]


   [แล้วตกลงตอนนี้อู๋ฮวนกับไป๋ลั่วหายไปไหนแล้วล่ะ?]


   [ฉันรู้อยู่แล้วว่าห้องถ่ายทอดสดของรายการนี้ต้องมีข่าวฉาวให้ดู ก่อนหน้านี้ข่าวฉาวใหญ่ๆหลายเรื่องก็ระเบิดออกมาจากรายการนี้ทั้งนั้น ฮ่าๆๆ…]


   [จบแล้ว ทั้งสองคนนี้พังยับเยินไปเลย]


   [ฉันไม่เชื่อ ต้องมีความเข้าใจผิดอะไรสักอย่างแน่ๆ!]


   ถึงอย่างนั้น ก็ยังมีแฟนคลับของอู๋ฮวนและไป๋ลั่วที่ยังคงพยายามหาทางแก้ต่างให้ ขณะที่ทั้งสองคนนั้นถูกพาตัวออกไปจากห้องส่งสด


   เชือกที่มัดร่างทั้งสองคลายออก พวกเขาเป็นอิสระพร้อมกับเสียงสบถคำหยาบคาย


   อู๋ฮวนไม่เหลือคราบความสุภาพบุรุษอีกต่อไป ความทุกข์ทรมานที่เพิ่งผ่านพ้นทำให้ทั้งเขาและไป๋ลั่วดูโทรมกว่าคนทั่วไปเสียอีก


   ไม่ว่าจะเคยรักมากแค่ไหน แต่ภาพลักษณ์ที่ย่ำแย่ไร้การปรุงแต่ง บวกกับสภาพที่ดูไม่ได้ของทั้งคู่ ทำเอาแฟนคลับที่ยังหลงเหลืออยู่ต่างตีจากไปเกือบหมด


   บรรยากาศมาคุที่แสนตึงเครียดพลันสลายหายไปในทันที เมื่อแขกรับเชิญของรายการปรากฏตัวพร้อมหน้า กล้องซูมเข้าไปใกล้ๆ บันทึกภาพใบหน้าของแต่ละคนเอาไว้


   อู๋ฮวนกับไป๋ลั่วที่จิกกัดกันไม่หยุดเมื่อครู่ รีบเปลี่ยนสีหน้าทันทีที่เห็นเลนส์กล้อง


   ไป๋ลั่วร้องเสียงหลง "ปิดเดี๋ยวนี้นะ ปิดเร็วๆเลย!!!"


   อู๋ฮวนเองก็อยู่ในสภาพที่ไม่ต่างกัน หวังลี่คังถอนหายใจ ก่อนจะอธิบายว่า "ที่จริงแล้ว สถานการณ์ของพวกคุณได้รับความสนใจจากคนภายนอกมากทีเดียว ทั้งเว็บไซต์ของสำนักลาดตระเวน และเว็บไซต์ของรายการ ต่างก็มีคนจำนวนมากสอบถามถึงพวกคุณทุกวัน ดังนั้นตอนนี้พวกเราจึงจำเป็นต้องให้แฟนคลับของพวกเธอได้รู้ว่าทุกคนปลอดภัยดี"


   ที่ต้องทำเช่นนั้นก็เพราะว่า นอกจากจะมีคนจำนวนมากสอบถามผ่านทางเว็บไซต์แล้ว ในทุกๆวันยังมีทั้งผู้ปกครองของผู้เข้าร่วมรายการ รวมถึงแฟนคลับอีกมากมายที่เดินทางไปสอบถามสถานการณ์ด้วยตัวเองที่สำนักลาดตระเวนในท้องที่ ดังนั้นหลังจากที่ยืนยันแล้วว่าทุกคนปลอดภัยดี พวกเขาจึงอนุญาตให้มีการถ่ายทอดสดได้


   แต่ใครจะไปคิดว่าการถ่ายทอดสดครั้งนี้ จะมีผู้เคราะห์ร้ายถึงสองคน


   จากทั้งหกคน หากไม่นับไป๋ลั่วกับอู๋ฮวน สภาพของคนอื่นๆก็ถือว่าค่อนข้างดี


   อวี่ซินหรานดูท่าทางจะผ่านอะไรมาอย่างหนักหนา ใบหน้าที่มักยิ้มแย้มกลับฉายแววเหนื่อยล้า เสื้อผ้าที่เคยเรียบร้อยก็ดูยับยู่ยี่ แต่ถึงอย่างนั้น ก็ไม่ได้ทำให้ความงดงามของเธอลดลงเลยแม้แต่น้อย


   ในขณะที่หรงอี้และเสิ่นจืออินนั้นยังคงดูดีเช่นเดิม ไม่ต่างจากตอนเริ่มรายการ


   ทว่า...มีอยู่หนึ่งคนที่ดูเปลี่ยนไปราวกับเป็นคนละคน


   แม้ว่าเสิ่นมู่จิ่นจะไม่ได้แต่งหน้า แต่เขากลับดูดีขึ้นกว่าเดิม ผิวของเขาแม้จะซูมดูผ่านกล้องความละเอียดสูงเท่าไหร่ก็กลับไม่เห็นรอยตำหนิแม้แต่น้อย กลับกัน ผิวยังดูขาวเนียนละเอียดละออขึ้นไปอีก ใบหน้าโดยรวมก็ดูคมขึ้น


   ดวงตาก็ดูเปล่งประกายสดใสขึ้น ริมฝีปากแดงระเรื่อราวกับแอบทาลิปสติกบางๆ


   เหล่าผู้ชมสัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงบางอย่างในตัวเสิ่นมู่จิ่น


   [ฉันรู้สึกราวกับว่าเสิ่นมู่จิ่นกำลังเปล่งประกายเลย]


   [แปลกจริง ทั้งที่โดนลักพาตัวไปเหมือนกัน ทำไมบางคนถึงโทรมลง แต่บางคนอย่างกับไปรีเซ็ตร่างกายมาแบบนี้?]


   [นี่เสิ่นมู่จิ่นโดนจับตัวไปนะ ไม่ใช่โดนพาไปเข้าคอร์สเสริมความงาม! ดูสิ นี่มันเด็กหนุ่มหน้าใสชัดๆ เอฟเฟกต์ลบเลือนริ้วรอยระดับสิบ แถมผิวพรรณยังผ่องใสขึ้นอีก ทำไมคนที่โดนจับตัวไปแล้วยังดูดีกว่าคนใช้ชีวิตปกติแบบนี้นะ อิจฉาชะมัด!]


   [แบบนี้ใครจะจำอู๋ฮวนกับไป๋ลั่วได้ล่ะเนี่ย เดินกลางฝูงชนยังไม่มีใครรู้จัก]


   [อืม... นั่นสิ จุดแดงๆเต็มตัวเลย น่าจะติดซิฟิลิสจริงๆนั่นแหละ]


   [วงการบันเทิงมันก็วุ่นวายแบบนี้แหละ แต่ที่ผ่านมาภาพลักษณ์อู๋ฮวนก็ดูดีมาตลอด ใครจะไปคิดว่า…]


   [โอ๊ย... ฉันรักใบหน้าพี่ชายที่สุดเลย ถ่ายมุมไหนก็ดูดีไปหมด บอกว่าเป็นสมบัติล้ำค่าของวงการบันเทิงก็ไม่ผิดใช่ไหมเนี่ย ไม่ผิดสักนิด!]


   [พี่เขามีอะไรอยู่ในมือนะ? เอ๊ะ นั่นปลาหรือเปล่า ปลาคาร์ฟนี่นา]


   [ปลาคาร์ฟอุ้มปลาคาร์ฟ น่ารักจังเลย]


   อู๋ฮวนกับไป๋ลั่วรีบคว้าโทรศัพท์มือถือมาอย่างเขินอาย ผู้กำกับยื่นโทรศัพท์คืนให้พร้อมกับพูดติดตลกว่า "ผ่านไปตั้งครึ่งเดือน ในที่สุดก็ได้คืนของให้เจ้าของซะทีนะ"


   เสิ่นมู่จิ่นเอ่ยถามด้วยความสงสัย "ว่าแต่ผู้กำกับครับ รายการของเรามีซีซั่นต่อไปไหมครับ?"


   หวังลี่คงปรายตามองอย่างหมั่นไส้ "นายคิดว่าไงล่ะ?" เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นแล้ว คงไม่มีซีซั่นต่อไปแน่ๆ


   "เสียดายจัง ถ้าตัดต่อออกอากาศได้ เรตติ้งต้องพุ่งกระฉูดแน่ๆ แต่นี่ดันโดนสั่งห้ามซะก่อน"


   หรงอี้ไม่ค่อยรู้เรื่องวงการบันเทิงเท่าไหร่ เลยถามออกไปว่า "ทำไมไม่ตัดฉากพวกคนร้ายตอนหลังๆออกไปล่ะ"


   หวังลี่คังแอบหงุดหงิดใจ อยากจะสูบบุหรี่แก้กลุ้ม แต่พอลอบมองเสิ่นจืออินที่นั่งอยู่ข้างๆ เขาก็ได้แต่เก็บซองบุหรี่ไว้ในมือโดยไม่ได้จุดไฟ


   "เบื้องบนไม่อนุญาตน่ะสิ"


   หวังลี่คังพึมพำอย่างไม่สบอารมณ์ เขารู้สึกไม่เห็นด้วยกับที่ถูกสั่งห้ามเผยแพร่ เขามั่นใจว่ารายการที่ถ่ายทำอยู่นี้ ถ้าตัดต่อออกไปต้องดังเป็นพลุแตกแน่ๆ


   ถึงแม้รายกรจะมีแค่ซีซั่นเดียว แต่กระแสตอบรับก็ออกมาดีเกินคาด


   แต่ถ้าผู้ใหญ่ไม่ปลื้ม เขาก็ทำอะไรไม่ได้อยู่ดี


   "งั้นเงินทุนที่ผมลงไปก็สูญเปล่าเลยสิครับ" เสิ่นมู่จิ่นไม่ได้เสียดายเงินทองเท่าไหร่หรอก แต่เขากลับรู้สึกเห็นใจหวังลี่คังมากกว่า


   "อาจารย์หวังโชคร้ายจังนะครับ"


   หวังลี่คังฝืนยิ้ม ทั้งยังพยายามพูดติดตลกว่า "ทุกคนเรียกนายว่าเสี่ยวจิ่นหลีไม่ใช่เหรอ? แบ่งโชคของนายให้ฉันบ้างสิ ฮ่าๆๆ..."


   ทันใดนั้น เสินจืออินก็ถามขึ้นว่า "เสี่ยวจิ่น อยากให้รายการนี้ออกอากาศไหม?"


   เสิ่นมู่จิ่นกะพริบตาปริบๆ แล้วตอบว่า "อยากสิครับ ในเมื่อทุกคนตั้งใจทำงานกันอย่างหนัก แถมยังเป็นรายการที่คุณย่าตัวน้อยมาร่วมกับผมด้วย ผมว่าเป็นรายการที่น่าจดจำมากเลยนะ"


   เสิ่นจืออินรับคำ "งั้นฉันจะลองคุยกับถังซื่อดูนะ" เธอหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาโทรหาถังซื่อทันที เล่าเรื่องราวของทีมงานรายการให้เขาฟังด้วยน้ำเสียงสุขุม


   ถังซื่อตอบกลับอย่างไม่ลังเล [ได้ครับอาจารย์เสิ่น เรื่องนี้ผมจัดการให้เองครับ]



บทที่ 243: นี่มันปลาคาร์ฟนำโชคจริงๆด้วย!



   ไม่กี่นาทีต่อมา โทรศัพท์ของหวังลี่คังก็ดังขึ้น


   เขารับสายด้วยสีหน้าสับสน จนกระทั่งวางสายไปแล้วก็ยังคงงุนงง


   จากนั้นเขาก็มองเสิ่นมู่จิ่นและเสิ่นจืออินด้วยสายตาที่ไม่อยากจะเชื่อ


   "ปลาคาร์ฟนั่นมันเป็นปลาคาร์ฟนำโชคจริงๆด้วย!"


   เสิ่นมู่จิ่น : …


   หวังลี่คังจับมือเสิ่นมู่จิ่นเขย่าเบาๆด้วยความตื่นเต้นดีใจ ก่อนจะหยิบขนมชิ้นเล็กชิ้นน้อยจำนวนมากออกมา แล้วนำไปมอบให้เสิ่นจืออินด้วยท่าทางเคารพ


   "ขอบคุณท่านอาจารย์!"


   หรงอี้ไม่แปลกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นเลย เพราะเคยพวกเขาเคยร่วมลำบากมาด้วยกัน อีกทั้งยังพอทราบข้อมูลเกี่ยวกับสำนักงานบริหารพิเศษอยู่บ้าง เพราะกำลังจะได้เข้าร่วมงานกับหน่วยงานลับแห่งนี้ในอีกไม่ช้า


   หลังจากนั้น หวังลี่คังกับเสิ่นมู่จิ่นก็พูดคุยกันถึงรายการวาไรตี้ ส่วนเสิ่นจืออินก็นั่งอยู่บนเก้าอี้พร้อมกับส่งเสียงเคี้ยวขนมขบเคี้ยวอย่างเมามัน ไม่ว่าจะเป็นมันฝรั่งทอดกรอบ ขนมปังกรอบ และอื่นๆ


   เสียงโทรศัพท์จากตระกูลเสิ่นดังขึ้นสองสามครั้ง แต่เธอก็ยังคงเอร็ดอร่อยกับขนมตรงหน้าต่อไป


   ไม่นานขนมขบเคี้ยวทั้งหมดก็ถูกเธอหยิบเข้าปากจนหมดเกลี้ยง


   เมื่อเรือเทียบท่าก็เป็นเวลาตีห้าแล้ว แต่ถึงแม้จะดึกป่านนี้ ที่ริมฝั่งก็ยังมีญาติๆ รอคอยอยู่เต็มไปหมด


   ทุกคนที่หลับใหลบนเรือมาสองสามชั่วโมงต่างพากันตื่นขึ้นอย่างงัวเงียเพื่อลงจากเรือ เสิ่นจืออินเพิ่งจะหาวหวอดๆ ไปทีเดียวก็ถูกเสียงดังสนั่นหวั่นไหวทำให้สะดุ้งตาเบิกโพลง


   ยังไม่ทันได้มองให้ชัดเจน ร่างของเธอก็ถูกโอบกอดเข้าไปในอ้อมแขนเสียก่อน


   เสียงดังๆของเสิ่นมู่เหยี่ยดังขึ้นข้างใบหู


   "คุณย่าตัวน้อย ในที่สุดคุณก็กลับมาแล้ว! ผมคิดถึงคุณแทบแย่!"


   เสิ่นจืออินยกมือป้อมๆขึ้นผลักใบหน้าขนาดใหญ่ที่แนบแก้มนุ่มของเธอออกอย่างงัวเงีย


   "เธอมาที่ทำไม?"


   เสิ่นมู่เหยี่ยแสดงท่าทางร่าเริงราวกับสุนัขไซบีเรียน หากตอนนี้เขามีหาง คงกระดิกจนเห็นเป็นเงาพัดไปมาแล้ว


   "ก็ต้องรีบมาหาคุณอยู่แล้วสิ รู้ข่าวพวกคุณปุ๊บ ผมก็นั่งเครื่องบินมาทั้งคืนเลยนะ คุณย่าตัวน้อย คุณไม่รู้หรอกว่าตอนที่คุณหายไป พวกเราวุ่นวายตามหาคุณแทบแย่..."


   เสิ่นมู่จิ่นหรี่ตาลงพลางหาวหวอด "ฉันง่วง ขอนอนก่อนได้ไหม น้องชาย เสียงดังจนปวดหูไปหมดแล้ว"


   "งั้นก็ดี ปวดจนไม่ได้ยินอะไรไปเลยก็ดีเหมือนกัน"


   เสิ่นอวี้จู๋พยายามเบียดเข้าพร้อมจ้องมอง 'คุณย่าตัวน้อย' ที่อยู่ในอ้อมกอดของน้องชายอย่างไม่วางตา


   "น้องห้า... พี่ขอกอดคุณย่าตัวน้อยด้วยสิ พี่ก็เป็นเธอจะแย่เหมือนกันนะ" ดวงตาของเสิ่นอวี้จู๋แดงก่ำด้วยความกังวล


   เสิ่นมู่เหยี่ยทำท่าทางรังเกียจ "พี่สาม ผมบอกพี่กี่ครั้งแล้วว่าคุณย่าแข็งแกร่งจะตาย เธอไม่เป็นอะไรหรอก ถ้าจะมีใครซวยก็น่าจะเป็นคนอื่นมากกว่า พี่ร้องไห้มาหลายรอบแล้ว หยุดร้องได้แล้ว"


   เสิ่นอวี้จู๋พึมพำอย่างขัดใจ “ฉันก็ไม่อยากร้องไห้หรอก แต่น้ำตามันไม่เชื่อฟังนี่"


   เสิ่นจืออินเห็นดังนั้นจึงลูบผมของเสิ่นอวี้จู๋อย่างเบามือเพื่อปลอบโยน รอยยิ้มผุดขึ้นบนใบหน้าของเขาทันที งดงามและใจดีราวกับแมวแร็กดอลล์


   เสิ่นควานและเสิ่นซิวหรานไม่ได้เดินทางมาด้วย พวกเขายังติดธุระอยู่ จึงส่งเพียงเครื่องบินส่วนตัวมารับแทน


   เสิ่นซิวหนานกอดอกแน่น ขมวดคิ้วเป็นปม


   "ไม่จริงใช่ไหม นี่พวกเราโดนมองข้ามง่ายๆแบบนั้นเลยเหรอ? สายตาของคนพวกนั้นมองไม่เห็นเราสองคนเลยหรือไง"


   เสิ่นมู่จิ่นบ่นพึมพำ "ถ้าเป็นผม ผมก็จะมองแต่คุณย่าตัวน้อยเหมือนกัน" คุณย่าตัวน้อยของเขาหน้าตาน่ารัก ตัวเล็กแต่เก่งมาก อยู่ใกล้แล้วรู้สึกปลอดภัย ใครจะไม่ชอบล่ะ?


   เทียบกันแล้ว พวกพี่ชายคนอื่นๆจะสู้คุณย่าตัวน้อยได้ยังไง?


   เพราะทุกคนยังง่วงนอนกันอยู่ เลยยังบินกลับบ้านไม่ได้ในทันที พวกเขาจึงมองหาโรงแรมใหญ่ใกล้ๆ เพื่อพักผ่อนชั่วคราว


   โรงแรมแห่งนี้เป็นทรัพย์สินของตระกูลเสิ่นอยู่แล้ว ทั้งอวี่ซินหราน หรงอี้ และผู้กำกับหวังลี่คัง จึงได้รับอภินันทนาการห้องพักวีไอพีไปอย่างสบายๆ


   ทุกคนนอนหลับพักผ่อนกันอย่างเต็มอิ่มจนฟ้ามืดสนิท


   เสิ่นจืออินกลับมาร่าเริงแจ่มใสอีกครั้ง เช้าตรู่วันนี้เธออาสาออกไปหาซื้ออาหารเช้าด้วยตัวเอง แม้จะยังไม่คุ้นเคยกับสถานที่แห่งนี้ แต่เธอก็ดูเหมือนจะมีเซนส์เรื่องของกินเป็นพิเศษ รู้ได้ทันทีว่าร้านไหนขายอะไร อร่อยแค่ไหน เพียงแค่เห็นจากกล่องใส่เท่านั้น


   ขณะที่ก้าวเท้าเล็กๆไปตามทาง เสิ่นจืออินก็แอบคิดถึงสกู๊ตเตอร์คู่ใจขึ้นมาจับใจ


   น้ำเต้าหู้ ปาท่องโก๋ ซาลาเปาไส้ต่างๆ บะหมี่ เกี๊ยว... โอ้โห อร่อยทุกอย่างเลย!


   โรงแรมที่นี่อยู่ติดกับถนนขายอาหารพอดี เสิ่นจืออินตาลเดินกินเพลินตั้งแต่ต้นซอยยันท้ายซอย


   พอออกมาจากร้านก๋วยเตี๋ยว เสิ่นจืออินก็วิ่งปรู๊ดไปร้านบะหมี่ข้างๆอย่างอารมณ์ดี กินเสร็จก็วิ่งข้ามถนนไปร้านปาท่องโก๋ต่อเลย


   เธอเดินเข้าออกร้านแล้วร้านเล่า ลิ้มลองอาหารเช้าจากร้านต่างๆรอบบริเวณ จนเป็นที่น่าสนใจของลูกค้าคนอื่นๆที่อดไม่ได้จะหันมามองตาม


   "ออกมาแล้ว ออกมาแล้ว ทายสิว่า ร้านต่อไปของเธอคือร้านไหน?"


   "โอ้โห กินจุขนาดนี้ ท้องเล็กๆแบบนั้นเอาไปเก็บไว้ตรงไหนหมดนะ?"


   "นี่เธอไม่ได้สั่งอาหารเหรอ? ใครจะกินเยอะขนาดนั้นไหว"


   "สั่งสิ ฉันเห็นกับตาเลย ในร้านก๋วยเตี๋ยว เธอสั่งก๋วยเตี๋ยวไก่เผ็ดชามเบ้อเริ่ม กินหมดเกลี้ยงแล้วยังวิ่งปรู๊ดไปร้านข้างๆต่ออีก เด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ น่าตาน่ารักขนาดนั้น ฉันเลยลองตามไปดู เห็นไหมล่ะ สั่งบะหมี่เต้าหู้ชามยักษ์ไปอีกแล้ว"


   "นั่นยังไม่พอนะ ยังสั่งปาท่องโก๋ห้าชิ้นกับน้ำเต้าหู้อีกสองถ้วยใหญ่"


   "โอ้โห... นี่เธอไม่ใช่มนุษย์ธรรมดาแล้ว ต้องเป็นยักษ์กลับชาติมาเกิดแน่ๆ กระเพาะเล็กๆนั่นมีมิติลับซ่อนอยู่รึไง ถึงยัดลงไปได้ขนาดนั้น"


   "มีใบหน้าที่น่ารักที่สุด แต่กินดุที่สุด!"


   "นั่นไง เธอกำลังวิ่งไปร้านเกี๊ยวอีกแล้ว"


   เสิ่นจืออินซึ่งกำลังกินอย่างเอร็ดอร่อยอยู่เงยหน้าขึ้นมองเล็กน้อย แล้วก็เห็นว่าทุกคนยังคงซุบซิบนินทาเธอ


   เสิ่นจืออิน : ...ฉันแค่กินข้าวเอง พวกคุณว่างมากนักหรือไง? อยากจะกลอกตาเสียให้รู้แล้วรู้รอด


   หลังจากจัดการเกี๊ยวน้ำจนหมดอย่างรวดเร็ว เธอก็ไปสั่งเหลียงเฟินต่ออีกถ้วย


   เจ้าของร้านมองท้องน้อยๆของเสิ่นจืออินด้วยสายตาแปลกๆ


   "ยังไหวอยู่ค่ะ ขอพริกเพิ่มอีกหน่อยได้ไหมคะคุณลุง" เสิ่นจืออินพูดพร้อมกับก้มมองเหลียงเฟินในมือ


   "พ่อแม่ของเธอล่ะ หืม?"


   "คุณพ่อคุณแม่อยู่บ้านค่ะ ยังไม่ตื่น"


   ขณะที่เสิ่นจืออินกำลังเพลิดเพลินกับเหลียงเฟิน เธอก็ได้ยินเสียงใครหลายคนร้องแซวว่า "กินจุจริงๆ !"


   เสิ่นจืออิน : ฉันจะกินเยอะแค่ไหนมันก็เรื่องของฉัน พวกคุณไม่ได้เลี้ยงฉันสักหน่อย


   หลังจากจัดการเหลียงเฟินจนหมด เธอก็มุ่งหน้าไปยังร้านซาลาเปาที่ส่งกลิ่นหอมกรุ่น เสิ่นจืออินซื้อซาลาเปาไส้หมูห้าเข่ง ซาลาเปาไส้ผักสามเข่ง และน้ำเต้าหู้ไปอีกหลายแก้ว


   ยังไม่หมดเพียงเท่านี้ เธอยังแวะร้านปาท่องโก๋ ซื้อปาท่องโก๋ไปอีกสิบกว่าชุด พร้อมกับน้ำเต้าหู้อีกหลายแก้ว...


   พอออกมจากถนนขายอาหาร มือทั้งสองของเสิ่นจืออินก็เต็มไปด้วยขงกินพะรุงพะรังจนแทบมิดร่างเล็กๆของเธอ


   ผู้คนที่เดินผ่านไปมาอดเป็นห่วงไม่ได้ หลายคนอาสาจะช่วยถือ แต่เสิ่นจืออินก็ปฏิเสธเสียงแข็ง พร้อมกับรอยยิ้มจริงจัง


   "ไม่เป็นไรค่ะ แค่นี้เอง สบายมาก!"


   ท่าทางจริงจังของเธอไม่รู้เลยว่าทำให้คนอื่นเอ็นดูมากแค่ไหน ต่างพากันร้องชมว่า "น่ารักจัง!"


   เสิ่นจืออินกลับมาถึงโรงแรม ทุกคนตื่นกันหมดแล้ว


   พอเห็นของที่เธอถือมา เสิ่นซิวหนานถึงกับอ้าปากค้าง "คุณย่าตัวน้อย ทำไมซื้ออาหารเช้ามามากมายขนาดนี้ล่ะครับ? ปล่อยให้พวกเราไปซื้อก็ได้"


   เสิ่นจืออินตอบว่า “ฉันตื่นเช้า”


   หลังจากจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว เธอทรุดตัวลงนั่งบนโซฟา คว้าซาลาเปาไส้เนื้ออุ่นๆขึ้นมากัด รสชาติอร่อยถูกใจจนแก้มยุ้ยออกมาเป็นก้อนน่าเอ็นดู



บทที่ 244: นี่ทั้งครอบครัวเป็นลูกของสวรรค์หรือเปล่า?



   การทานอาหารของเสิ่นจืออินไม่ได้ดูน่าเกลียดแม้แต่นิดเดียว กลับน่าเอ็นดูเสียมากกว่าตามประสาเด็ก


   แม้จะทานอย่างเอร็ดอร่อย แต่เธอก็ทานเร็วมาก จนเสิ่นซิวหนานอดเป็นห่วงไม่ได้ว่าเธอจะสำลัก


   "คุณย่าตัวน้อย ทานช้าๆหน่อยก็ได้นะครับ"


   เสิ่นซิวหนานมองดูเธอแล้วคิดว่า เธอคงหิวมากแน่ๆ ตั้งแต่ถ่ายรายการที่เกาะก็ปาเข้าไปเกือบเดือนแล้วที่ไม่ได้กินอาหารดีๆแบบนี้


   "คุณย่าตัวน้อย!"


   เสิ่นมู่จิ่นวิ่งออกมาด้วยผมยุ่งเหยิงชี้ฟู


   "คุณย่าตัวน้อย ทำไมคุณถึงติดเทรนด์อีกแล้วครับเนี่ย!"


   พวกเขาเพิ่งตื่นนอน แต่คุณย่าตัวน้อยของพวกเขาก็ไปสร้างเรื่องให้เป็นที่ฮือฮาจนติดเทรนด์อีกแล้ว เสิ่นจืออินมองหลานชายคนที่สี่แวบหนึ่ง ก่อนจะพูดอย่างไม่สะทกสะท้านว่า "ไม่รู้เหมือนกัน"


   ก็เธอแค่ออกไปซื้ออาหารเช้าเองนะ


   "ว่าแต่ เทรนต์อะไรเหรอ?" เสิ่นมู่เหยี่ยเอ่ยถามพลางเดินออกมาพร้อมกับหาว ท่าทางของเขาดูง่วงงุนอยู่เล็กน้อย


   ฝั่งเสิ่นอวี้จู๋ก็เดินตามออกมาอย่างงัวเงีย เขาอ้าปากงับซาลาเปาหมูที่คุณย่าตัวน้อยป้อนให้พลางพูดว่า "อื้ม อร่อยจัง"


   เสิ่นจืออินเอ่ยขึ้นว่า "อ้อ ใช่ มีน้ำเต้าหู้ด้วยนะ"


   เสิ่นอวี้จู๋รีบย้ายตัวมานั่งข้างๆทันที พร้อมกับอ้าปากรับอาหารจากเธออย่างไม่เกรงใจ


   เสิ่นจืออินถือซาลาเปาไว้ในมือข้างละลูก โดยลูกใหญ่เป็นของเธอ ส่วนลูกเล็กขนาดพอดีคำเป็นของเสิ่นอวี้จู๋ พี่น้องทั้งสามคนนั่งเบียดกันดูโทรศัพท์มือถือของเสิ่นมู่จิ่นอย่างตั้งอกตั้งใจ...


   พวกเขากลับไปมองเสิ่นจืออินที่กำลังใช้ทั้งสองมือประคองซาลาเปาเข้าปากราวกับกำลังหิวโซ แล้วมองเสิ่นจืออินในวิดีโอที่เดินออกมาจากร้านแรก ก่อนจะตรงเข้าร้านถัดไป


   "นี่... นี่คุณย่าตัวน้อยของพวกเราใช่ไหม?"


   สีหน้าของเสิ่นซิวหนานดูเหมือนจะไม่เชื่อสายตาตัวเอง


   เสิ่นมู่เหยี่ยพึมพำเบาๆ "ช่วงนี้คุณย่าตัวน้อยกินจุขึ้นรึเปล่านะ"


   อาหารบนโต๊ะมันเยอะมากจริงๆ ครอบครัวธรรมดาทั่วไปคงเลี้ยงเธอไม่ไหว แต่ก็นับว่าโชคดีที่ตระกูลเสิ่นของพวกเขานั้นไม่เคยต้องกังวลเรื่องเงินทอง


   เสิ่นมู่จิ่นเกาหัว "คุณย่าตัวน้อยครับ ซาลาเปากับปาท่องโก๋มีของพวกเราด้วยรึเปล่าครับ" อาหารมากมายเต็มโต๊ะขนาดนี้ คงไม่ใช่ว่าคุณย่าตัวน้อยซื้อมาเพื่อกินคนเดียวทั้งหมดหรอกนะ?


   เสิ่นจืออินแกว่งขาเล็กๆของเธอไปมา "อยากกินก็หยิบเอาสิ"


   หลังจากนั้น พี่น้องตระกูลเสิ่นทั้งสี่ก็อิ่มหนำสำราญ แต่ทั้งหมดที่พวกเขากินไปก็ยังไม่ถึงหนึ่งในสามของอาหารเช้าทั้งหมดเลยด้วยซ้ำ


   ส่วนที่เหลือทั้งหมดถูกเสิ่นจืออินกวาดเรียบจนหมดเกลี้ยง เธออ้าปากกว้าง ยัดอาหารเข้าไปไม่หยุด


   พี่น้องทั้งสี่นั่งมองเธอ เท้าคางมองดูอย่างขบขัน ถึงแม้เสิ่นจืออินจะกินจุไปหน่อย แต่การได้เห็นเธอกินอย่างเอร็ดอร่อยแบบนี้ก็ให้ความรู้สึกสนุกไปอีกแบบ


   ถึงแม้เด็กหญิงตัวน้อยจะกินเร็วแค่ไหน แต่ทุกคำที่ตักเข้าปากก็ล้วนสะอาดหมดจด แก้มยุ้ยๆที่ป่องอยู่แล้ว ยิ่งพองออกเหมือนซาลาเปาไส้หวานน่ารักน่าเอ็นดู


   น่ารักจังเลย!


   พออิ่มท้องจากมื้อเช้าแล้ว ก็ได้เวลาที่จะต้องเตรียมตัวกลับบ้าน


   เสิ่นมู่จิ่นอุ้มปลาคาร์ฟไว้ในอ้อมแขน บอกมือทักทายคนอื่นๆด้วยรอยยิ้มสดใส "กลับพร้อมกันเลยไหมครับ?"


   อวี่ซินเป็นคนแรกที่ขานรับ


   ที่จริงแล้ว คนของสำนักงานบริหารพิเศษต่างก็อยากสร้างความสัมพันธ์อันดีกับตระกูลเสิ่นอยู่แล้ว เพราะไม่ใช่แค่ตระกูลเสิ่นจะมีบุคคลสำคัญอย่างเสิ่นจืออินเท่านั้น แต่ตอนนี้ยังมีอัจฉริยะที่มีจิตวิญญาณธาตุบริสุทธิ์ถึงสองคนปรากฏตัวขึ้นอีก


   ระหว่างที่เดินเข้ามาใกล้ ถังซื่อก็สัมผัสได้ถึงพลังงานประหลาดที่แผ่ออกมาจากร่างกายของเสิ่นมู่เหยี่ยเช่นกัน


   เมื่อคืนคนเยอะ เสียงก็ดัง บรรยากาศวุ่นวายไปหมด เขาเองก็เหนื่อยมาก จึงไม่ได้สังเกตเห็นอะไรผิดปกติรอบตัวเสิ่นมู่เหยี่ยเป็นพิเศษ


   แต่ตอนนี้เข้ามาใกล้แล้ว เขากลับสัมผัสได้ถึงความแปลกอย่างหนึ่ง ความรู้สึกที่เกิดขึ้นกับผู้ฝึกตนด้วยกันเท่านั้น


   "หรือว่า...หรือว่านายก็เป็นผู้ฝึกตนเหมือนกัน?"


   ดวงตาของถังซานเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย ปกติแล้วเขามักจะเป็นคนที่สุขุมใจเย็น แต่ตอนนี้อารมณ์เริ่มสั่นคลอน ตระกูลเสิ่นนี่ไม่ธรรมดาจริงๆ มีอัจฉริยะที่มีจิตวิญญาณธาตุบริสุทธิ์ถึงสองคนแล้ว แล้วเสิ่นมู่เหยี่ยก็มีจิตวิญญาณธาตุบริสุทธิ์ด้วยอย่างนั้นเหรอ?


   เสิ่นมู่เหยี่ยผงกศีรษะขึ้นอย่างองอาจ ใบหน้าฉายแววภูมิใจราวกับไก่หนุ่มที่กำลังโก่งคอขัน


   "ผมมีจิตวิญญาณธาตุไฟบริสุทธิ์ครับ คุณย่าตัวน้อยบอกว่าเป็นจิตวิญญาณที่มีพลังโจมตีแข็งแกร่งที่สุด!"


   เสิ่นจืออินที่กำลังดูดขวดนมอยู่ : ... ฉันไม่เคยพูดแบบนั้นนะ อย่ามาใส่ร้ายฉัน


   นักพรตเคราแพะที่เพิ่งเข้ามาได้ยินแบบนั้น มือไม้ก็สั่นจนดึงเคราสีเงินหลุดร่วงลงมาอีกเส้นหนึ่ง


   ตอนนี้ในหัวของเขามีเพียงความตกตะลึง


   ตระกูลเสิ่น...มีผู้มีจิตวิญญาณธาตุบริสุทธิ์อีกคนงั้นเหรอ?


   ประโยคที่ว่ายังคงวนเวียนอยู่ในหัวของเขาไม่หยุดหย่อน


   ทันใดนั้นเอง เสียงของเสิ่นซิวหนานก็ดังขึ้นข้างๆตัวเขา "หืม? พลังโจมตีแข็งแกร่งที่สุดเหรอ?"


   เสิ่นมู่เหยี่ยไม่ได้รู้สึกผิดสังเกตอะไร เพราะด้วยระดับการบ่มเพาะพลังวิญญาณที่อยู่ในขั้นหลอมรวม เขายังอ่อนเกินกว่าจะสัมผัสถึงระดับพลังของคนอื่นได้อย่างชัดเจน


   "พี่รอง กลับมาพอดีเลย มาสู้กันสักตั้งสิ!"


   เสิ่นซิวหนานกำหมัดแน่น "ฉันบอกกี่ครั้งแล้วว่าอย่ามาเรียกฉันแบบนั้น เสียมารยาท"


   เสิ่นมู่เหยี่ยแสยะยิ้มอย่างท้าทาย "ถ้าแน่จริงก็มาสู้กันเลยสิ!" ความอัปยศอดสูที่เคยถูกพี่ชายคนรองเหยียบย่ำ เขาจะต้องล้างแค้นให้ได้!


   "ได้เลย กลับไปจะจัดการนายเอง"


   ถึงตอนนั้น จะได้รู้ว่าพี่ชายก็ยังคงเป็นพี่ชายอยู่วันยังค่ำ


   สองพี่น้องหยอกล้อกัน สร้างความงุนงงให้กับทั้งถังซื่อและนักพรตเคราแพะ ผ่านไปเนิ่นนานกว่าทั้งสองจะตั้งสติได้


   "เอ่อ... ถ้าฉันจำไม่ผิด ตระกูลเสิ่นมีลูกห้าคนใช่ไหม?" นักพรตเคราแพะเอ่ยถามอย่างตะกุกตะกัก


   ถังซื่อพยักหน้าอย่างงุนงง


   "ทอง น้ำ ไฟ... งั้นสองคนที่เหลือ คงไม่ใช่จิตวิญญาณธาตุไม้กับจิตวิญญาณธาตุดินหรอกใช่ไหม?"


   ถ้าเป็นเมื่อก่อน เขาคงไม่กล้าเดาแบบนี้แน่ๆ เพราะไม่ว่าจะมองยังไง มันก็ฟังดูเหมือนกำลังล้อกันเล่นอยู่ดี


   ครอบครัวหนึ่งมีลูกห้าคน แต่ละคนมีพลังที่ควบคุมธาตุทั้งห้าได้แตกต่างกันไป


   ครอบครัวนี้เป็นลูกรักของสวรรค์รึเปล่าเนี่ย?


   แต่ว่า… ทั้งสามคนต่างก็มีจิตวิญญาณธาตุบริสุทธิ์ แล้วอีกสองคนที่เหลือจะเป็นไปไม่ได้เชียวเหรอ?


   โอ้... ตระกูลเสิ่นนี่จะต่อกรกับสวรรค์รึไง?!


   "ลองไปถามเจ้าเด็กนั่นดูไหม?"


   นักพรตเคราแพะผงกหัวไปทางเสิ่นอวี้จู๋ที่ยืนอยู่ข้างๆเสิ่นจืออิน


   ถังซื่อยังคงนิ่งเฉย "ไม่ล่ะ ขอเวลาผมตั้งสติสักพักก่อน"


   เขากลัวว่าคำตอบที่ได้ยินต่อไปอาจทำใจสลาย เขาจึงอยากได้เวลาสงบใจสักหน่อย


   "ไว้ค่อยไปหาตระกูลเสิ่นวันหลังก็แล้วกัน" ถังซื่อพูดขึ้น


   เขาก็อยากรู้เหมือนกันว่า อีกสองคนที่เหลือของตระกูลเสิ่น เป็นคนที่มีจิตวิญญาณธาตุบริสุทธิ์เหมือนกันหรือเปล่า


   ตระกูลเสิ่นดูร้อนใจมาก ถึงขั้นส่งเครื่องบินส่วนตัวมารับเลยทีเดียว


   ภายในเครื่องบินตกแต่งอย่างหรูหรา อำนวยความสะดวกครบครัน ทันทีที่ทุกคนขึ้นเครื่อง พนักงานต้อนรับก็ยกผลไม้สดหลากหลายชนิด เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ชั้นเลิศ และขนมขบเคี้ยวมาเสิร์ฟมากมาย


   ทุกคนเบิกตากว้างมองภาพตรงหน้าด้วยความตกตะลึงราวกับไม่เคยเห็นสิ่งใดหรูหราเช่นนี้มาก่อน แม้แต่ถังซื่อที่คร่ำหวอดกับการเดินทางด้วยเครื่องบินมาอย่างโชกโชน ก็ยังไม่เคยสัมผัสประสบการณ์ระดับนี้มาก่อน


   อวี่ซินหรานมองด้วยความทึ่ง ก่อนจะหันไปถามเสิ่นมู่จิ่น "เสิ่นมู่จิ่น นายนี่มันลูกเศรษฐีตัวจริงเลยนี่!"


   เสิ่นมู่จิ่นยิ้มรับคำทัก เขาสังคมเก่งจนเป็นที่รู้กันว่ามีภูมิหลังไม่ธรรมดา หากแต่ไม่มีใครล่วงรู้ถึงฐานะที่แท้จริง เพราะทุกครั้งที่เสิ่นมู่จิ่นเผชิญปัญหาใหญ่เกินกำลัง ก็มักมีคนปรากฏตัวขึ้นช่วยเหลืออย่างทันท่วงที


   แต่แทบจะไม่มีใครรู้เบื้องหลังของเขาจริงๆเลย


   เสิ่นมู่จิ่นตอบกลับไปว่า "เครื่องบินลำนี้เป็นของพ่อผม ไม่ใช่ของผมสักหน่อย"


   "ถึงอย่างนั้นก็เป็นทรัพย์สมบัติของที่บ้านนายอยู่ดีนั่นแหละ"


   ท่ามกลางความตื่นเต้นของทุกคนในเครื่องบินส่วนตัว เสิ่นจืออินกลับไม่สนใจอะไร นอกจากเรื่องกิน


   ริมฝีปากของเธอขยับเคี้ยวไม่หยุด สลับไปมาระหว่างผลไม้หลากชนิดบนเครื่องกับผลไม้และถั่วสารพัดแบบที่หยิบออกมาจากกำไลมิติข้างกาย



บทที่ 245: อดีตสามีของเธอมาขอคืนดี



   เสิ่นซิวหนานมองท้องของเสิ่นจืออินอย่างเป็นกังวล เธอกลัวว่าจะกินมากเกินไปจนอึดอัด


   เสิ่นจืออินมองออกว่าเขากำลังกังวลเรื่องอะไร จึงพูดปลอบว่า "ไม่ต้องกลัวหรอก ก่อนที่นักบำเพ็ญเพียรจะบรรลุขั้นที่ไม่ต้องกินอาหาร อาหารที่เรากินเข้าไปจะถูกเปลี่ยนเป็นพลังงานหล่อเลี้ยงร่างกาย ยิ่งระดับการบ่มเพาะพลังสูงก็ยิ่งกินได้มาก ยกเว้นเสียแต่ว่าอาหารนั้นจะมีพลังวิญญาณเข้มข้นมาก"


   ชาติที่แล้ว หลังจากที่เสิ่นจืออินเริ่มฝึกฝน อาหารในสำนักล้วนมีพลังวิญญาณผสมอยู่ ดังนั้นปริมาณที่กินจึงไม่ต่างจากคนทั่วไป


   ในโลกนี้ อาหารที่อุดมด้วยพลังวิญญาณหายากมาก


   อีกอย่าง มีของอร่อยมากมายขนาดนี้ แถมร่างนี้ยังเป็นแค่เด็กตัวเล็กๆ กินขนมนิดหน่อยจะเป็นไรไป


   อย่างมากก็แค่มีสิ่งสกปรกตกค้าง แต่ไม่เห็นจะเป็นปัญหา เธอเป็นถึงนักปรุงยา กินยาชำระเส้นเอ็นหรือแช่น้ำยาสมุนไพรสักหน่อยก็เรียบร้อย


   เครื่องบินแตะพื้นสนามบินเมืองเอลงอย่างปลอดภัย ผู้โดยสารต่างแยกย้ายกันไปตามเส้นทางของตัวเอง


   อวี่ซินหรานขอติดรถตระกูลเสิ่นไปด้วย สายตากวาดมองข่าวบนหน้าจอโทรศัพท์ เธออดไม่ได้ที่จะทึ่งกับกระแสของเสิ่นจืออินในวันนี้ นอกจากเรื่องที่คุณย่าตัวน้อยของตระกูลเสิ่นจะกินจุเป็นที่สุด เธอก็ดูข่าวอื่นๆต่อ อย่างเช่นข่าวฉาวของไป๋ลั่วและอู๋ฮวนที่โดนแฉว่าติดเชื้อซิฟิลิส


   แค่ข่าวนี้ข่าวเดียวก็ครองพื้นที่สื่อไปตั้งหลายช่องแล้ว


   สองคนนั้นอยากดังไม่ใช่เหรอ? แบบนี้ก็สมใจอยากแล้วนี่


   แต่แน่นอนว่าพวกเขาไม่ได้อยากดังแบบนี้…


   "ฮ่าๆๆ! เมื่อคืนพวกเขายังอุตส่าห์ลงวิดีโอแก้ตัวว่าไม่ได้เป็นซิฟิลิส โดนยุงกัดตอนไปถ่ายทำรายการต่างหาก แต่ไม่มีใครเชื่อสักคน"


   อวี่ซินหรานอ่านไปก็ขำลั่น "มีหมอหลายคนออกมาคอนเฟิร์มเลยนะ บอกว่าดูจากลักษณะแล้วเป็นซิฟิลิสชัวร์"


   เธอรู้สึกสะใจกับความโชคร้ายของคนทั้งสอง แสดงท่าทีสมน้ำหน้าออกมาอย่างไม่ปิดบัง


   เรื่องขัดแย้งเล็กๆน้อยๆในรายการก่อนหน้าช่างมันเถอะ แต่ตอนที่ถูกจับบนเรือนั่น คำพูดของอู๋ฮวนกับไป๋ลั่วมันน่าโมโหจริงๆ


   ถึงจะรู้ว่าการที่คนเราจะกลัวจนยยอมขายเพื่อนร่วมงานเป็นเรื่องธรรมดา แต่การที่พวกเขาจะเกลียดคนทรยศก็เป็นเรื่องธรรมดาเหมือนกันไม่ใช่หรือ? ไม่ใช่แค่อวี่ซินหรานหรอก เสิ่นมู่จิ่นและคนอื่นๆก็ไม่ได้มีจิตใจสูงส่งพอจะตอบแทนความชั่วด้วยความดีเช่นกัน


   หลังจากเรื่องอื้อฉาวของอู๋ฮวนกับไป๋ลั่วจบสิ้นลง อวี้ซินหรานก็เบนความสนใจไปที่ครอบครัวของอดีตสามี


   ถึงแม้จะรู้ชะตากรรมของตระกูลเจิ้งจากปากของเสิ่นจืออินแล้ว แต่การได้เห็นกับตาตัวเองย่อมให้ความรู้สึกที่ต่างออกไป


   ยิ่งไปกว่านั้น ตอนนี้ดูเหมือนว่าฝั่งตระกูลเจิ้งกำลังจะมีเรื่องวุ่นวายเกิดขึ้นอีกแล้ว


   หลังจากครอบครัวของเจิ้งอี้หยางออกจากโรงพยาบาลกลับบ้าน บริษัทของเขาก็มีปัญหาใหญ่ตามมาอีก เรื่องราววุ่นวายไม่จบสิ้น พ่อแม่ของเขาก็ทะเลาะกันจะหย่าร้างอีก


   มีคำเดียวที่สามารถบรรยายความรู้สึกตอนนี้ได้ นั่นคือ 'สะใจ!'


   "คุณย่าตัวน้อย รอให้ฉันจัดการเรื่องนี้เสร็จเรียบร้อยก่อนนะ แล้วฉันจะพาไปกินข้าวอร่อยๆ"


   ทั้งหมดนี้ต้องขอบคุณคุณย่าตัวน้อย ที่ทำให้ครอบครัวของอดีตสามีเธอต้องพบจุดจบแบบนี้


   เสิ่นจืออินไม่ขัดข้องเรื่องอาหาร เธอพยักหน้ารับคำอย่างรวดเร็ว


   ทันใดนั้นเอง เสียงโทรศัพท์ของอวี่ซินหรานก็ดังขึ้น เป็นเบอร์แปลกที่เธอไม่คุ้นเคย


   ใบหน้าของหญิงสาวซีดเผือดลงทันทีที่รับสาย ราวกับเพิ่งกลืนอะไรบางอย่างที่แสนจะขมขื่นเข้าไป เพราะคนที่โทรมาคนอดีตสามีแสนสารเลวของเธอ


   เสิ่นจืออินเงี่ยหูฟังทันที ได้ยินเสียงพูดแผ่วเบาจากปลายสาย


   อวี่ซินหรานเห็นดังนั้น จึงกดเปิดลำโพงทันที เธออยากให้ทุกคนได้ยินถ้อยคำไร้ยางอายที่ผู้ชายคนนี้กำลังจะเอ่ยออกมา


   [ซินหราน] เสียงเรียกที่เต็มไปด้วยความรัก ทำให้พี่น้องตระกูลเสิ่นทุกคนถึงกับตัวชาวาบ


   น่าขยะแขยง น่ารังเกียจสิ้นดี!


   อวี่ซินหรานพยายามกลั้นอาการคลื่นไส้เอาไว้


   "ขอร้องล่ะ พูดแบบปกติหน่อยได้ไหม?"


   อวี่ซินหรานเอ่ยอย่างหงุดหงิด "จะมาปรึกษาเรื่องแบ่งทรัพย์สินกับฉันเหรอ? ไม่ต้องมาถามฉันหรอก ฉันจะให้ทนายไปหาที่บ้านตระกูลเจิ้งเอง"


   เจิ้งอี้หยางเงียบไปครู่หนึ่ง ทันทีที่อวี่ซินหรานกำลังจะวางสายด้วยความโมโห เขาก็เอ่ยขึ้น


   [ผมขอโทษ ผมรู้ว่าผมผิด ผิดอย่างมหันต์ อวี่ซินหราน กลับมาหาผมเถอะนะ ที่ผ่านมาผมเพิ่งได้รู้ใจตัวเองว่าคนที่ผมรักจริงๆคือคุณ ผมอยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีคุณ]


   อวี่ซินหรานเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน "อ้อ...เลิกหลงเสน่ห์สาวงามบริสุทธิ์ผุดผ่อง อ่อนหวานบอบบางคนนั้นแล้วเหรอ? ลูกสาวแสนไร้เดียงสา น่ารัก น่าเอ็นดูของนายล่ะ? ไม่รักแล้วเหรอ? แล้วลูกชายในอนาคตที่จะมาสืบทอดตระกูลเจิ้งของนายล่ะ? ไม่ต้องการแล้วหรือไง?"


   ทันใดนั้นเอง พี่น้องตระกูลเสิ่นและเสิ่นจืออินต่างก็ยกนิ้วโป้งให้กับอวี่ซินหรานอย่างชื่นชม


   ปลายสายเงียบไปอึดใจ หายใจหนักอย่างขุ่นเคือง


   แต่เจิ้งอี้หยางก็เป็นคนเจ้าเล่ห์ เขาตั้งสติได้อย่างรวดเร็ว


   [ซินหราน อย่าโกรธสิครับ ผมรู้แล้วว่าโม่ชิวโหร่วมันร้ายกาจยังไง เธอหลอกผมมาตลอด ที่เราต้องเลิกกันก็เพราะเธอยุแยงทั้งนั้น กลับมาหาผมเถอะนะครับ มาเริ่มต้นใหม่ ผมรักคุณจริงๆ]


   เจิ้งอี้หยางเอ่ยถ้อยคำแสนหวาน แต่กลับไม่ได้ส่งผลต่อหัวใจของหวี่ซินหรานแม้แต่น้อย


   "ได้สิ ตอนนี้นายอยู่ไหน เรานัดเจอกันเลยดีกว่า" เธอคันไม้คันมืออยากต่อยคนมานานแล้ว


   เจิ้งอี้หยางเอ่ยด้วยน้ำเสียงดีใจจนแทบจะลอย [ซินหราน คุณให้อภัยผมแล้วใช่ไหม? รอผมอยู่ที่บ้านนะ ผมจะรีบกลับไปหาคุณ ทุกอย่างที่บ้านคุณเป็นคนตัดสินใจได้เลย ต่อไปนี้แม้แต่แม่ของผมก็ไม่มีสิทธิ์มายุ่งกับคุณแม้แต่ปลายเล็บ]


   อวี่ซินหรานไม่อยากจะคุยกับเขาต่อ เธอรีบกดวางสายทันที


   เสิ่นมู่เหยี่ยพูดว่า “ไม่นะพี่สาว พี่ยังจะให้โอกาสเขาอีกเหรอ? พี่เป็นคนโง่ที่ถูกหลอกจนหน้ามืดตามัวมากี่ปีแล้ว ไปกินผักป่าล้างสมองหน่อยไหม?”


   อวี่ซินหรานกลอกตาใส่เขา “คิดอะไรของนายเนี่ยน้องชาย พี่ก็แค่อยากจะตบเขาให้หายแค้นสักที ถ้าพลาดโอกาสนี้ไปก็คงไม่มีอีกแล้ว แถมเขานั่นแหละที่หน้าด้านตามตื๊อพี่เอง”


   เสิ่นมู่เหยี่ยแสดงความชื่นชมออกมาทันที "พี่สาวสุดยอดไปเลย!"


   แล้วเขาก็กังวลขึ้นมา "หรือว่าผมไปด้วยดีกว่า? ไม่ใช่ว่าอยากดูหรอกนะ แต่ผมกลัวว่าพี่สาวจะสู้กับไอ้ผู้ชายเลวๆนั่นไม่ได้ ปล่อยผมไปจัดการมันเลยดีกว่า!"


   จะไปกินแตงอยู่บ้านทำไม ในเมื่อไปกินถึงที่เกิดเหตุได้ ฮ่าๆ


   เสิ่นจืออินยกแขนป้อมๆของตัวเองขึ้น "ฉันก็จะไปด้วย ไปช่วยคุณจัดการเขา!"


   เสิ่นมู่จิ่น "งั้นผมไปด้วย พี่อวี่ไม่ต้องกลัวนะ"


   เสิ่นอวี้จู๋พยักหน้า "ใช่ๆ"


   ฝ่ายเสิ่นซิวหนาน แม้จะไม่ได้เอ่ยปากพูดอะไร แต่ก็แสดงออกอย่างชัดเจนว่าเขาจะไปด้วย


   แม้จะรู้ว่าเจตนาที่แท้จริงของพวกเขาคืออยากจะไปกินแตง แต่อวี่ซินหรานรู้สึกอบอุ่นหัวใจ


   ผีดาราถามว่า "ให้ฉันไปแอบฟังพวกนั้นที่บ้านดีไหมว่าเขาวางแผนอะไรกันอยู่?"


   เสิ่นจืออินบอกคำพูดของผีดาราให้กับอวี่ซินหรานฟัง


   อวี่ซินหรานลูบแขนตัวเองอย่างหวั่นๆ "คือ...คุณย่าตัวน้อยกำลังคุยกับใครอยู่เหรอ?"


   เสิ่นจืออินตอบว่า “ผีน่ะ”


   อวี่ซินหรานรู้สึกได้ถึงลมเย็นปะทะจากปลายเท้าจนถึงศีรษะ พูดด้วยเสียงสั่นเทาว่า


   "งั้น... ตอนนี้เธออยู่..."


   เสิ่นจืออินร่ายมนตร์ด้วยการแตะนิ้วลงบนหว่างคิ้วของเธอ ก่อนจะแตะไปที่เสิ่นซิวหนานด้วยเช่นกัน


   เพราะภายในรถเต็มไปด้วยผู้โดยสาร ผีดาราจึงเกาะอยู่บนเพดานรถในท่าทางประหลาด


   เธอห้อยหัวลงมา ผิวขาวซีดจนเห็นเส้นเลือดสีเขียว ใบหน้าซีดเซียวไร้สีสัน ปล่อยเส้นผมสีดำขลับสยายลงมาปกคลุมใบหน้า


   ไม่ว่าใครก็ตาม หากต้องเผชิญกับภาพตรงหน้า คงไม่วายรู้สึกหวาดกลัวจนร้องกรีดลั่น จนหมดสติล้มลงไป


   และแน่นอนว่าอวี่ซินหรานก็เช่นกัน เธอตกใจหวาดผวาจนเป็นลมหมดสติไปในที่สุด


   แม้แต่เสิ่นซิวหนานที่ขึ้นชื่อเรื่องความใจกล้า ก็ยังอดสะดุ้งตกใจไม่ได้ แต่เขาก็ตั้งสติได้อย่างรวดเร็ว โชคดีที่คนขับรถด้านหน้ามีแผงกั้นบังตาอยู่ ทำให้มองไม่เห็นเหตุการณ์ระทึกขวัญที่เกิดขึ้น ไม่เช่นนั้นคงได้เกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์ขึ้นแน่ๆ


   เสิ่นจืออินเห็นท่าทางของเธอก็บ่นว่า "ขี้ขลาดจังเลยนะ" แล้วก็ยัดยาเข้าไปในปากอวี่ซินหราน ก่อนจะบีบนวดให้


   ไม่นาน อวี่ซินหรานก็รู้สึกตัว แต่พอหันไปมองก็เห็นผีดาราอีกครั้ง ร่างกายของเธอสั่นไปมาเหมือนกับจะเป็นลมอีกแล้ว


   เสิ่นจืออินบีบจมูกของเธอแล้วพูดว่า “อดีตสามีของคุณมาขอคืนดีแล้ว”


   คำพูดนั้นราวกับสายฟ้าฟาดกลางใจ อวี่ซินหรานผุดลุกขึ้นทันควัน


   "ไอ้สารชั่ว… ฝันไปเถอะ!"


   เธอหันไปพูดกับเสิ่นจืออินต่อว่า "เอ่อ... คุณย่าตัวน้อย เลิกร่ายมนต์นี้ได้ไหม ฉันไม่อยากเห็น?”


   เสิ่นมู่จิ่นออกความเห็นว่า “ในเมื่อพี่รู้ว่าบนรถนี้มีผี แต่ถ้ามองไม่เห็นจะยิ่งไม่รู้สึกกลัวกว่าเดิมเหรอครับ?”


   ใช่แล้ว รู้ทั้งรู้ว่ามีผีอยู่ด้วย การมองไม่เห็นแบบนี้มันน่าปั่นประสาทและน่ากลัวยิ่งกว่ามองเห็นเสียอีก



บทที่ 246: แผนการของตระกูลเจิ้ง



   อวี่ซินหราน : พูดมีเหตุผล ฉันเถียงไม่ได้เลย


   เธอพยายามฝืนใจไม่ให้ตัวเองตาเหลือกจนเป็นลมไปอีก


   "งั้น... งั้นก็ตามนั้นเถอะ"


   ผีดาราอยากจะกลอกตา แต่พอคิดถึงดวงตาสีขาวโพลนของตัวเองก็ได้แต่ถอนหายใจ


   "ฉันหน้าตาดีขนาดนี้ แม้แต่เป็นผีก็เป็นผีที่สวยที่สุด แค่ผิวเขียวขึ้นนิดหน่อย ตาขาวโพลนขึ้นมาหน่อย ผมยาวขึ้นอีกนิด แถมลอยได้ ทำไมต้องกลัวขนาดนั้นด้วย"


   "ว่าไปแล้ว เราก็นับเป็นเพื่อนร่วมวงการกันนะ ฉันก็เคยอยู่ในวงการบันเทิงตอนยังมีชีวิตอยู่ ถึงจะไม่ดังเท่าเธอก็เถอะ"


   อวี่ซินหรานพยายามอย่างยิ่งที่จะไม่สบตากับผีดาราตรงหน้า เธอท่องในใจซ้ำๆว่าใช่ๆๆ เธอพูดถูกทุกอย่าง แต่ขอร้องล่ะ อย่าเข้ามาใกล้นะ!


   ฮือๆๆ แบบนี้... คืนนี้ฉันจะข่มตาหลับลงได้ยังไงกัน”


   “พอได้แล้ว คุยกันเรื่องจริงจังดีกว่า” เสิ่นจืออินวางขวดนมลงบนโต๊ะทันทีที่พูดจบ ผีดาราก็กลับมาตั้งหน้าตั้งตาฟังอย่างจริงจัง


   "ตอนนี้อดีตสามีคุณกับตระกูลเจิ้งนั่นคงกำลังวางแผนฮุบสมบัติของเธออยู่แน่ๆ เธอเลยอยากให้ฉันไปดูให้ใช่ไหม?"


   "อยากสิ! ช่วยไปดูให้หน่อยได้ไหม?" อวี่ซินหรานมองไปที่ผีดารา


   สุดยอดไปเลย ครอบครัวอดีตสามีเธอทำให้เธอกล้ามาเผชิญหน้ากับผีได้แล้ว


   เสิ่นมู่เหยี่ย "ฉันอยากไปดูด้วย"


   "หรือว่า... จะให้ฉันถ่ายทอดสดผ่านโทรศัพท์ให้เหมือนอย่างเคยดี?"


   เสิ่นจืออินเองก็อยากจะเห็นสถานการณ์จริง จึงยินดีช่วยเหลือเต็มที่


   ผีดาราจากไปทางเส้นทางวิญญาณ ตอนนี้เธอสามารถไปไหนมาไหนในโลกวิญญาณได้อย่างอิสระแล้ว


   ด้วยพลังของยันต์ที่เสิ่นจืออินมอบให้ ผีร้ายตนอื่นไม่กล้าเฉียดเข้าใกล้ แถมยังมีทหารวิญญาณมากมายคอยคุ้มครองบนเส้นทางนี้ เธอเพียงแค่บอกว่ามาทำธุระแทนเสิ่นจืออิน เหล่าทหารก็พร้อมจะอำนวยความสะดวกให้ทันที


   เสิ่นจืออินรีบกดรับสายทันทีที่ได้ยินเสียงเรียกเข้า


   วิดีโอคอลปรากฏขึ้น เผยให้เห็นภาพภายในห้องรับแขกของบ้านตระกูลเจิ้งอย่างชัดเจน อวี่ซินหรานคุ้นเคยกับห้องนี้ดี เพราะเธอเคยอาศัยอยู่ที่นี่มาเป็นเวลานาน


   ต่อมา ภาพพ่อและแม่เจิ้งก็ปรากฏขึ้นในกล้อง อวี่ซินหรานเกลียดที่สุดก็คืออดีตสามีเลวๆกับแม่ของเขา ตอนที่ยังอยู่ที่บ้าน เธอไม่เคยรอดพ้นจากการกลั่นแกล้งของยายแก่คนนั้นเลยสักครั้ง ทั้งที่ไม่มีบุญวาสนาเหมือนคุณนายใหญ่ในตระกูลเก่าแก่ แต่กลับทำตัวราวกับเป็นคุณนายใหญ่


   ช่างน่าสมเพชจริงๆ!


   ส่วนอดีตพ่อสามีนั้น แม้จะไม่เคยรังแกเธอโดยตรง แต่เขาก็เป็นคนเห็นแก่ตัวและเลือดเย็น คิดถึงแต่ผลประโยชน์ของตัวเอง ไม่เคยสนใจอะไรในบ้านเลย นอกเสียจากว่าเรื่องนั้นจะส่งผลกระทบต่อตัวเขาเอง


   เพราะบริษัทของลูกชายมีรายได้ลดลงทุกวัน พ่อเจิ้งจึงเริ่มรู้สึกกระสับกระส่าย เขากลัวว่าชีวิตบั้นปลายจะต้องเผชิญกับความลำบาก


   "เธอมันตัวซวย! โชคร้ายจริงๆที่แต่งงานกับคนอย่างเธอ! ทำอะไรก็มีแต่จะพาซวย ตระกูลแทบจะล่มจม อวี่ซินหรานอยู่ที่นี่ก็ดีอยู่แล้ว เธอนั่นแหละที่ก่อเรื่องไม่หยุด จนได้ผู้หญิงชั้นต่ำมาทำให้ลูกชายฉันกลายเป็นคนโง่งมโดนสวมเขา เธออยากให้ชีวิตบั้นปลายของฉันลำบากใช่ไหม?!"


   แม่เจิ้งตะโกนแข่งด้วยเสียงแหลมสูงว่า "ตอนนี้มาโทษฉันอย่างนั้นเหรอ! เหล่าเจิ้ง ฉันถามหน่อยเถอะ ตั้งแต่แต่งงานกันมา คุณเคยสนใจเรื่องในบ้านบ้างไหม? ตอนที่ฉันมีเรื่องกับผู้หญิงคนนั้นก็ไม่เห็นพูดอะไร พอตอนนี้กลับมาพูดไร้สาระ กลัวตัวเองจะไม่ได้อยู่อย่างสุขสบายงั้นสิ! แล้วก่อนหน้านี้คุณหายไปไหนมา ? อายุขนาดนี้แล้วยังไปยุ่งกับเด็กสาวข้างนอก ไม่รู้สึกอายบ้างหรือไง! ฉันเสียใจที่สุดที่แต่งงานกับผู้ชายไร้ค่าอย่างคุณ!"


   พ่อเจิ้งโกรธจนตัวสั่น ลุกขึ้นฟาดมือไปที่ใบหน้าของภรรยาเต็มแรง “เธอยังมีหน้ามาพูดอีกหรือ! เธอทำลายตระกูลของฉัน ทำให้วงศ์ตระกูลเจิ้งต้องสิ้นสุดเพียงรุ่นเรา คลอดแต่ลูกชายไร้ศักยภาพ สืบสกุลไม่ได้ เธอทำให้วงศ์ตระกูลเจิ้งต้องเสื่อมเสีย!”


   แม่เจิ้งเองก็ไม่ใช่คนยอมคน โต้กลับทันควัน ต่างฝ่ายต่างตวาดใส่กันเสียงดังลั่น


   ทั้งสองที่อายุก็ปาเข้าไปห้าหกสิบปีแล้ว กลับกอดรัดฟัดเหวี่ยงกันไม่ต่างอะไรกับคนหนุ่มสาว


   "โอ้โห! ครอบครัวนี้ช่างครื้นเครงกันจริงๆ" เสิ่นมู่เหยี่ยหัวเราะร่วน "ฮ่าๆๆ ดูสิ เส้นผมที่เหลืออยู่บนหัวล้านๆของลุงนั่น โดนดึงจนแทบจะหมดหัวอยู่แล้ว"


   เสิ่นมู่จิ่นเบิกตากว้าง "แย่แล้ว ลุงสู้ไม่ได้แน่ๆ ป้าคนนั้นตัวใหญ่กว่าตั้งเยอะ แถมยังนั่งทับจนลุงลุกไม่ขึ้นเลย"


   อวี่ซินหรานหัวเราะเยาะ "ตระกูลเจิ้งมีพี่สะใภ้ที่ไม่ค่อยมีเหตุผลอยู่คนหนึ่ง ชอบมาหาเรื่องยืมเงินพ่อของเจิ้งอี้หยางอยู่เรื่อย พอดีว่าพ่อเขาก็เป็นคนรักหน้าตาตัวเอง ชอบคุยโวโอ้อวด ครอบครัวพี่สะใภ้เลยได้ใจ ทำตัวน่าสงสาร ร้องห่มร้องไห้ว่าลำบาก ขอยืมเงินบ้างล่ะ ขอให้ช่วยหางานบ้างล่ะ”


   “พอเวลาผ่านไปนานๆเข้า พวกเขาก็ยิ่งได้ใจ เรียกร้องมากขึ้นทุกที จนแม่ของเจิ้งอี้หยางทนไม่ไหว ต้องลงมือทะเลาะกับพี่สะใภ้คนนั้น แทบทุกเดือนต้องมีเรื่องกันสองสามครั้งเห็นจะได้ เธอเลยชำนาญเรื่องตบตีไปเลย"


   อวี่ซินหรานมองสองสามีภรรยาตบตีกันอย่างสนุกสนาน ดูสิ วิธีการตบตี ดึงผมนั่น... ไม่ใช่ฝีมือระดับมือสมัครเล่นแล้ว


   "ก่อนหน้านี้ตอนที่บ้านฉันมีปัญหา ฉันก็ทนไม่ไหวเลยเถียงกลับไปบ้าง เธอก็ลงมือตีฉันเลยนะ แต่ฉันไม่ใช่คนยอมคนง่ายๆ ต่อมา เธอก็ยุยงให้เจิ้งอี้หยางตบตีฉัน หลังจากที่ฉันโดนครอบครัวนั่นทำร้ายร่างกาย ฉันถึงได้สติ หลังจากที่โดนมันหลอกใช้ในครอบครัวจนหมดประโยชน์ ฉันก็เลยตัดสินใจหย่ากับมันซะเลย"


   ก่อนหน้านี้มีอยู่ช่วงหนึ่งที่เธอโดนเจิ้งอี้หยางกดขี่ข่มเหงทางจิตใจ ทำเอาเธอคิดอะไรไม่ออกไปพักใหญ่ ทนอยู่ในตระกูลเจิ้งแบบนั้นโดยไม่ปริปากบ่นซักคำ มารู้สึกตัวอีกทีก็ตอนที่โดนเจิ้งอี้หยางลงไม้ลงมือแล้ว


   และผู้ชายสารเลวนั่นก็ช่างร้ายกาจ ตีเธอทีไรก็เลือกตีตรงที่คนอื่นมองไม่เห็นตลอด เธอเลยไม่กล้าปริปากบอกใคร


   "พี่สาวตาถั่วจจริงๆ ไปคบกับไอ้พวกตระกูลเจิ้งแบบนั้นได้ยังไง? แต่ช่างเถอะ พี่ก็ตีคืนเยอะๆเลย เอาให้สาสมกับที่เคยโดนรังแกมาก่อนหน้านี้!" เสิ่นมู่เหยี่ยปลอบใจเธอ เด็กหนุ่มมัธยมปลายอย่างเขายึดมั่นในความยุติธรรม ยิ่งเห็นผู้ชายทำร้ายร่างกายผู้หญิงแบบนี้ยิ่งทนไม่ได้


   แน่นอนว่าผู้หญิงที่ทำร้ายผู้ชายก็เหมือนกัน คนเราเท่าเทียมกัน ไม่เลือกปฏิบัติไม่ว่าเป็นเพศอะไร


   ในวิดีโอ พ่อเจิ้งถูกทุบตีจนร้องโอดโอยและตะโกนขอหย่า


   ดูเหมือนไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดเหตุการณ์แบบนี้ แม่ของเจิ้งเองก็ไม่ได้สะทกสะท้านกับคำขู่ของสามี เธอกลับตอบโต้ด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าวว่า "หย่าก็หย่าสิ! ลูกชายฉัน ฉันเลี้ยงเองได้!"


   "ไม่ได้! ลูกชายนามสกุลเจิ้ง ก็ต้องเป็นคนตระกูลเจิ้ง!" พ่อเจิ้งตวาด


   อย่าเข้าใจผิด คำพูดสวยหรูพวกนี้ไม่ได้แฝงไปด้วยความรักหรือความห่วงใยลูกชายเลยแม้แต่น้อย ที่ทั้งคู่ทะเลาะกันแบบนี้ เป็นเพราะต่างก็แก่ตัวลงทุกวัน และกลัวว่าแก่ตัวไปจะไม่มีใครดูแล


   ถึงบริษัทของเจิ้งอี้หยางจะเพิ่งเริ่มต้น แถมธุรกิจยังไม่ค่อยดีนัก แต่เขาก็พอมีเงินเลี้ยงดูพ่อกับแม่


   แน่นอนว่าแม่เจิ้งยังรักและเป็นห่วงลูกชายอยู่


   ลูกชายมีบริษัทเป็นของตัวเองแล้ว ถึงจะยังไม่รุ่งเรืองนักแต่ก็ยังมีเงินใช้ ไม่ต้องออกไปร่อนเร่หาเงินข้างนอก พวกเขาอายุปูนนี้แล้ว จะให้ออกไปหาเงินได้ยังไง?


   ทันทีที่เจิ้งอี้หยางกลับถึงบ้าน ก็พบว่าข้าวของกระจัดกระจายเต็มไปหมด เสียงพ่อกับแม่ทะเลาะกันดังลั่น


   แววตาของเขาฉายชัดถึงความรำคาญใจ ทุกครั้งที่ทะเลาะกันก็มักจะวนเวียนอยู่แต่เรื่องเดิมๆ บ้านหลังนี้ช่างไม่เหมือนบ้านอีกต่อไป


   "หยุดเดี๋ยวนี้นะ!"


   เจิ้งอี้หยางคำรามเสียงเข้ม สีหน้าบึ้งตึงจนคนแก่ทั้งสองอดหวั่นเกรงไม่ได้ ต่างพากันปิดปากเงียบ


   "รีบจัดบ้านให้เรียบร้อย อวี่ซินหรานกำลังจะกลับมา"


   คำพูดนั้นทำให้ดวงตาของแม่เจิ้งเบิกกว้างขึ้นทันที "หล่อนยอมกลับมาแล้วเหรอ? ฉันบอกแล้วไงว่าหล่อนน่ะรักลูกชายฉันจะตายไป ลูกชายฉันน่ะมีเสน่ห์แค่ไหน แค่กระดิกนิ้วเรียก หล่อนก็ต้องรีบวิ่งกลับมาแทบไม่ทันแล้ว"


   น้ำเสียงของเธอยังคงเต็มไปด้วยความยโสและดูถูก "งั้นต่อไปนี้ฉันจะไม่เร่งเรื่องให้หล่อนมีลูกแล้ว ผู้หญิงผ่านการหย่าร้างมาแล้วแบบนั้น นอกจากตระกูลเจิ้งของเราแล้ว จะมีผู้ชายดีๆหรือครอบครัวไหนที่ไหนกล้ารับหล่อนไว้ได้อีก ไหนจะงานของหล่อนอีก ไม่ต่างอะไรกับพวกนางโลมในโรงน้ำชาสมัยก่อน ตระกูลเจิ้งของเรายอมรับหล่อนเข้าบ้าน หล่อนก็ควรจะสำนึกบุญคุณและกตัญญูกับพวกเราสิ"


   คำพูดของเธอทำเอาคนตระกูลเสิ่นเดือดจนแทบจะระเบิดออกมา แต่กลับกัน ชายทั้งสองจากตระกูลเจิ้งไม่ได้มีทีท่าอยากจะโต้แย้งแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม พวกเขากลับทำท่าทางเห็นด้วย



บทที่ 247: ไม่พอใจก็กลืนมันลงไปซะ



   "จะทำยังไงดี ฉันอยากจะฆ่าพวกนั้นจริงๆ"


   เสิ่นมู่เหยี่ยรีบดึงร่างเล็กๆของเสิ่นจืออินเข้ามากอด ก่อนจะลูบกลุ่มผมนุ่มเพื่อสงบสติอารมณ์


   "เอาล่ะ ตอนนี้ฉันใจเย็นขึ้นแล้ว"


   เพราะตอนนี้คนพวกนั้นไม่ได้อยู่ที่นี่ เขาเลยไม่มีที่ระบายอารมณ์ จึงต้องกอดคุณย่าตัวน้อยเพื่อให้ใจเย็นลง


   เสิ่นจืออินได้แต่นิ่งเงียบ ใบหน้าเรียบเฉยจนอ่านความรู้สึกไม่ออก


   อวี่ซินหรานสูดหายใจลึก "ไม่เป็นไร ฉันเข้าใจดี ครอบครัวนี้มันเป็นแบบนี้แหละ"


   เธอจะรอดูว่าคนพวกนั้นจะพูดอะไรน่าตกใจออกมาอีก


   เสียงของเจิ้งอี้หยางดังออกมาจากในโทรศัพท์ว่า “เม่ พอซินหรานกลับมาแล้ว แม่ก็ทำดีกับเธอหน่อยนะ อย่าทำเหมือนเมื่อก่อนอีก”


   เสิ่นมู่จิ่นลูบปลาคาร์ฟน้อยที่อยู่ในในน้ำ ก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า "เราเปิดไลฟ์สดดีไหมครับ?"


   ข้อเสนอนั้นทำเอาอวี่ซินหรานตาเป็นประกาย "ได้เหรอ?"


   เสิ่นมู่เหยี่ยอาสาว่า "เดี๋ยวผมส่งข้อความไปหาผีดาราให้"


   ผีดาราตื่นเต้นสุดขีดเมื่อรู้ว่าสามารถไลฟ์สดได้ เธอรีบตั้งชื่อห้องที่ดึงดูดความสนใจ ก่อนจะกดปุ่มเริ่มไลฟ์ทันที


   นักแสดงยอดเยี่ยมอวี่กลับมาแล้ว! มาดูกันว่าสามีเก่าจะได้รับผลกรรมอะไรจากการกระทำชั่วๆของเขา!


   ทันทีที่ข้อความนี้ปรากฎ แฟนคลับของอวี่ซินหรานและชาวซุบซิบตัวยงต่างแห่กันเข้ามาในห้องไลฟ์ คนที่เข้ามาทันช่วงแรกๆ ได้ยินประโยคที่เจิ้งอี้หยางพูดพอดี


   [เดี๋ยวก่อน นักแสดงอวี่กำลังจะกลับมาจริงๆเหรอ? คิดอะไรอยู่กันเนี่ย!]


   [ฉันสงสัยว่าใครเป็นคนไลฟ์ หรือว่ามีคนแอบติดกล้องในบ้านพวกเขารึเปล่า?]


   [ได้ยินว่าที่นี่มีแตงให้กิน รีบเอาออกมาเร็วเข้า!]


   [โอ้โห ในที่สุดเจิ้งอี้หยางคนนั้นก็ยอมพูดจาเป็นภาษาคนกับเขาสักที]


   ชาวเน็ตที่เข้ามาทีหลังคิดว่าที่เจิ้งอี้หยางพูดแบบนี้เพราะสำนึกผิดแล้วจริงๆ


   ชาวเน็ตหลายคนก่อนหน้าเสียดายที่ชาวเน็ตพวกนั้นไม่ได้ยินสิ่งที่ตระกูลเจิ้งพูดก่อนหน้านี้


   เสิ่นมู่จิ่นเชิดหน้าขึ้นอย่างสง่าราศี ดวงตาเป็นประกายราวกับนกยูงที่กำลังแผ่ขนอย่างภาคภูมิใจ


   "ไม่เป็นไรหรอก เมื่อกี้ฉันอัดหน้าจอไว้หมดแล้ว" ฉลาดใช่ไหมล่ะ?


   ทันใดนั้น เสียงตัดพ้ออย่างไม่พอใจของแม่เจิ้งก็ดังขึ้น "ว่ายังไงนะ! ฉันเป็นแม่แกนะ แกจะมาต่อว่าฉันเพื่อผู้หญิงคนนั้นอย่างนั้นเหรอ? ฉันเลี้ยงดูแกมาตั้งแต่เล็กจนโตอย่างยากลำบาก ผู้หญิงคนนั้นยังไม่ทันจะก้าวขาเข้าบ้าน แกก็เริ่มแสดงท่าทีไม่พอใจฉันแล้วหรือ? อกตัญญูจริงๆ!"


   เจิ้งอี้หยางขมวดคิ้วด้วยความไม่พอใจ "แม่ครับ ฟังผมพูดให้จบก่อนได้ไหมครับ ถ้าแม่ไม่ทำดีกับเธอ แล้วผมจะง้อเธอกลับมาได้ยังไง? ตอนนี้บริษัทผมกำลังขาดทุนอย่างหนัก ต้องใช้เงินทุนหมุนเวียนก้อนใหญ่ ถ้าเรากู้ชื่อเสียงของบริษัทกลับมาไม่ได้ บริษัทก็ล้มละลายแน่! ถึงตอนนั้น พวกเราก็คงได้พากันไปเก็บขยะกินข้างถนนแล้ว!"


   พ่อและแม่ของเจิ้งอี้หยางเริ่มกังวล "ทำไมถึงขาดทุนหนักขนาดนั้นล่ะ? นี่มันเรื่องใหญ่แล้วนะ แต่มันเกี่ยวอะไรกับนังอวี่ซินหรานด้วย?"


   แววตาของเจิ้งอี้หยางเป็นประกายด้วยเล่ห์เหลี่ยม "ตอนนี้อวี่ซินหรานกำลังมาแรง ถ้าเธอกลับเข้าวงการบันเทิงแล้วบริหารจัดการดีๆ รับรองว่าทำเงินได้มหาศาล พวกแม่ก็รู้นี่ครับ ว่าดาราสาวในวงการบันเทิงทำเงินได้มากแค่ไหน"


   "ก่อนหน้านี้ บริษัทผมพึ่งพาเงินทุนของเธอมาโดยตลอด แค่เราเกลี้ยกล่อมเธอให้ใจอ่อน ยอมให้เราปล่อยวิดีโอชี้แจงเรื่องราวทั้งหมดลงอินเทอร์เน็ตเพื่อกู้ชื่อเสียงของบริษัท ทุกอย่างก็จะเรียบร้อย"


   [โห สุดยอดไปเลย ขนาดฉันที่อยู่ต่างประเทศยังได้ยินเสียงลูกคิดของพวกเขาเลย]


   [โห นี่มันแผนชั่วชัดๆ คิดจะหลอกใช้แม้กระทั่งนักแสดงอวี่ แถมยังจะเอาชื่อเสียงของเธอไปเสี่ยงอีก ต่ำช้าจริงๆ]


   [แผนโสโครกแบบนี้ คิดได้ยังไงกัน ใจคอพวกนายทุนนี่ทำด้วยอะไรกัน]


   [แหม...พูดแบบนี้หมายความว่าไง ที่จริงเขายังไม่ถึงขั้นเป็นนายทุนหรอก แค่คนขี้แพ้ที่เอาแต่เกาะเมียกิน ไม่ยอมทำมาหากิน แถมยังชอบใช้ความรุนแรงทางจิตใจกดขี่บังคับภรรยาอีกต่างหาก สุดท้ายก็โดนทิ้งซะเอง สมน้ำหน้า]


   [พี่สาวพูดถูกใจมาก! นี่สินะ ที่เขาเรียกว่ากรรมตามทัน]


   [ว่าแต่... ฟังจากที่พวกเขาคุยกัน นักแสดงอวี่คงไม่คิดจะกลับไปจริงๆใช่ไหม?]


   [ใช่ ฉันเองก็คิดแบบนั้นนะ เห็นๆอยู่ว่าครอบครัวนี้ไม่รู้เรื่องกล้องวงจรปิดเลยสักนิด ใครนะใจบุญเหลือเกิน ถ่ายทอดสดแผนการชั่วๆของตระกูลเจิ้งให้เราดูแบบนี้]


   [ถ้าสมองเธอมีแต่เรื่องความรักขนาดนั้น ฉันจะเลิกเป็นแฟนคลับ ไปขุดผักป่ากินยังดีกว่า]


   [คิดในแง่ดี บางทีคุณหนูอวี่อาจจะกำลังดูไลฟ์นี้อยู่ก็ได้นะ เธออาจจะไม่กลับไปเลย หรือไม่ก็กลับไปเพื่อซัดพวกนั้นก็ได้ รู้สึกว่าพี่สาวคนนั้นไม่ใช่คนที่จะยอมอยู่เฉยๆแน่]


   [นั่นสิ ถ้าเธอกลับไปจัดการกับครอบครัวนั้นจริงๆ ฉันอยากดูเหมือนกัน]


   [ไม่ได้หรอก ถ้าเธอไปลุยเดี่ยวแบบนั้น เธอจะตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบ พาบอดี้การ์ดไปด้วยเยอะๆเลยนะ]


   ขณะที่ครอบครัวเจิ้งยังคงถกเถียงกันถึงวิธีที่จะรีดเค้นผลประโยชน์จากอวี่ซินหรานให้ได้มากที่สุด ฝั่งของอวี่ซินหรานกับคนของตระกูลเสิ่นก็เดินทางมาถึงสนามรบเป็นที่เรียบร้อย


   อวี่ซินหรานรวบผมยาวสลวยขึ้นเป็นหางม้าสูง ใบหน้าสวยคมเฉียบในชุดเดรสสีดำขับเน้นให้ดูโดดเด่นยิ่งขึ้น ยิ่งท่วงท่าการก้าวลงจากรถด้วยรองเท้าส้นสูง ยิ่งเผยให้เห็นถึงออร่าความดุดันมั่นใจ


   ชุดเดรสสีดำผ่าสูงที่เธอสวมในวันนี้ ดูราวกับชุดเกราะสง่างาม ปกคลุมร่างระหงจนเธอดูคล้ายสาวนักฆ่า


   พี่น้องตระกูลเสิ่นทยอยลงจากรถอย่างไม่รีบร้อน เดินตามหลังเธอมาติดๆ


   เสิ่นมู่เหยี่ยลงจากรถเป็นคนสุดท้าย เขายื่นมือไปรับเสิ่นจืออินที่กำลังจะกระโดดลงมาอุ้มไว้ในอ้อมแขนอย่างคล่องแคล่ว


   ขาสั้นๆของเสิ่นจืออินลอยละลิ่วกลางอากาศอยู่ครู่หนึ่ง


   "ฉันเดินเองได้"


   "ผมรู้ แต่คุณย่าตัวน้อย คุณก้าวสั้น ต้องก้าวถี่แค่ไหนถึงจะตามพวกเราทันกัน? ถึงคุณไม่เหนื่อย แต่พวกผมเห็นแล้วรู้สึกเหนื่อยแทน"


   คุณย่าตัวน้อยของเขาก้าวฉับๆไวมาก แต่ก็นั่นแหละ ขาสั้นเสียขนาดนั้น พวกเขาก้าวหนึ่งก้าว เสิ่นจืออินต้องรีบวิ่งสองสามก้าวถึงจะตามทัน ดูยุ่งเหยิงเร่งรีบน่าดู


   เสิ่นจืออินเม้มปากอย่างขัดใจ "ฉันจะให้โอกาสเธอพูดใหม่"


   น้ำเสียงเล็กๆนั้นฟังดูน่าหวาดหวั่นอย่างประหลาด เสิ่นมู่เหยี่ยรีบพูดประจบ "ให้ผมอุ้มไม่ดีเหรอครับ?"


   เสิ่นจืออินพยักหน้ารับเบาๆ "ถ้าอย่างนั้นก็ได้"


   แบบนี้ก็ถือว่าตกลงกันแล้ว เสิ่นมู่เหยียดยิ้มกว้าง เผยฟันขาวสะอาดราวกับไข่มุก แขนแข็งแรงโอบไหล่คุณย่าตัวน้อยวัยสี่ขวบที่ดูเรียบร้อยราวกับตุ๊กตาเซรามิก เดินตามหลังอวี่ซินหรานไปอย่างมั่นคง


   อวี่ซินหรานกดกริ่งบ้านตระกูลเจิ้งโดยไม่ลังเล เจิ้งอี้หยางที่เปิดประตูออกมาต้อนรับมีรอยยิ้มละไมปรากฏบนใบหน้า


   ทว่า รอยยิ้มนั้นกลับแข็งค้างไปในทันทีที่เห็นบุคคลที่ยืนอยู่ด้านหลังหญิงสาว


   "ซินหราน นี่ใครเหรอ?"


   อวี่ซินหรานเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย ก้าวฉับๆเข้ามาในห้องราวกับราชินี ท่าทางองอาจนั้นทำให้ทุกคนต่างหลีกทางให้ "พวกเขาเป็นเพื่อนฉัน ฉันพาเขากลับมาเที่ยวบ้าน คุณอาไม่มีปัญหาอะไรใช่ไหม?"


   หญิงสาวกอดอก ปลดแว่นกันแดดออกจากใบหน้า เผยให้เห็นสายตาคมกริบที่กวาดมองครอบครัวของเจิ้งอย่างดูแคลน


   ก่อนที่คนตระกูลเจิ้งจะพูดอะไร อวี่ซินหรานตวัดสายตามองอย่างเฉียบขาด ก่อนเอ่ยเสียงเย็นว่า "ถึงไม่พอใจก็กลืนมันลงไปซะ"


   [โอ้โห โอ้โห นักแสดงอวี่ช่างเท่และดุดัน สมเป็นไอดอลของฉัน!]


   [อ๊า!!! เป็นแบบนี้ตั้งแต่แรกก็จบ! ไม่น่าไปเสียเวลากับผู้ชายแบบนั้นเลย!]


   [สีหน้าของครอบครัวเจิ้งนี่ตลกชะมัด มาเป็นตัวตลกให้ดูหรือไงเนี่ย ฮ่าๆๆ]


   [พี่ซินหรานไม่ได้ใส่กระโปรงสักหน่อย นั่นน่ะชุดเกราะ! บุกเข้าไปเลยพี่สาว! ไปฆ่าไอ้ผู้ชายสารเลวนั่นซะ!]


   ออร่าความโอหังและพลังที่แผ่ออกมาจากอวี่ซินหราน ทำให้บรรยากาศของห้องไลฟ์สดเดือดพล่านในทันที



บทที่ 248: อวี่ซินหรานผู้แข็งแกร่ง



   ไม่ต้องเดาก็พอจะรู้ได้เลยว่า สีหน้าของคนในตระกูลเจิ้งตอนนี้ดูย่ำแย่แค่ไหน


   แม่เจิ้งพยายามจะเอ่ยปากต่อว่าหลายครั้ง แต่เจิ้งอี้หยางก็ห้ามไว้เสียก่อน


   อวี่ซินหรานเดินไปลากเก้าอี้ตัวหนึ่งมานั่ง ก่อนจะผายมือเชื้อเชิญให้คนในตระกูลเสิ่นที่ยืนอยู่ด้านหลังหาที่นั่งลงตามสบาย


   ทันทีที่พี่น้องตระกูลเสิ่นปรากฏตัว ห้องไลฟ์สดก็กลับมาคึกคักอีกครั้ง


   [ใครกันน่ะ? พวกเขาเป็นใคร? โอ้พระเจ้า ในห้องไลฟ์นี้มีหนุ่มหล่อเยอะขนาดนี้เลยเหรอ? นอกจากคนตระกูลเจิ้งแล้ว ทุกคนล้วนแต่หน้าตาดีไปหมด!]


   [หนุ่มน้อยหน้าคมเข้ม ดุดันเหมือนลูกหมาป่า คุณชายรูปงามอ่อนโยน ปราดเปรื่องเหมือนนักปราชญ์ แล้วยังมีหนุ่มผิวแทน มาดเข้ม แน่วแน่ แม้จะไว้ผมสั้นก็ยังดูดีมาก! พระเจ้าช่วย พวกเขายืนอยู่ข้างๆเสิ่นมู่จิ่น ทั้งบุคลิกและหน้าตา ไม่ได้ดูด้อยไปกว่ากันเลย พวกเขาเป็นใครกันเนี่ย?]


   [พวกคุณลืมไปหรือเปล่าว่ายังมีสาวน้อยน่ารักอย่างเสี่ยวจืออินของเราอยู่อีกคนนะ หรือว่าเสี่ยวจืออินไม่มีสง่าราศีพอให้พวกคุณสนใจ?]


   "อวี่ซินหราน คุณหมายความว่ายังไง? พวกเขาเป็นใครกันแน่?" เจิ้งอี้หยางเอ่ยถาม อดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้วแน่นจ้องมองอวี่ซินหรานอย่างไม่สบอารมณ์ แม่เจิ้งยังคงแสดงท่าทีรังเกียจอดีตลูกสะใภ้อย่างเคย เหมือนสุนัขติดกินของเสีย ยังไงก็เปลี่ยนนิสัยไม่ได้


   เสิ่นมู่เหยี่ยกอดคุณย่าตัวน้อยไว้แนบอกอย่างไม่เกรงกลัว เดินตึงตังเข้ามาในบ้าน "พวกคุณยังดูไม่ออกอีกเหรอ? พวกเรากลัวว่าพวกคุณจะมารังแกพี่ซินหรานน่ะสิ ถึงได้ยกขบวนกันมาเป็นกำลังใจให้พี่สาวไงล่ะ"


   สีหน้าของทุกคนในตระกูลเจิ้งดูแข็งค้างราวกับถูกสาป เจิ้งอี้หยางพยายามระงับท่าทีของตัวเอง "เป็นไปไม่ได้หรอก พวกเราไม่มีทางทำแบบนั้น"


   อวี่ซินหรานหัวเราะในลำคอ "ไม่มีทางเหรอ?"


   เจิ้งอี้หยางนิ่งงันไป มองอวี่ซินหรานด้วยสายตาเว้าวอน


   อวี่ซินหรานเดินตรงไปหาเขาอย่างรวดเร็ว ไม่ปล่อยให้คนตระกูลเจิ้งได้ทันตั้งตัว เธอก็ยกมือฟาดเข้าที่หน้าของเขาอย่างเต็มแรง


   เพียะ!! เสียงตบดังสนั่นหวั่นไหว


   "โอ๊ย!!! แก แก แก... นังสารเลว แกกล้าดียังไงมาตบลูกชายฉัน!"


   แม่เจิ้งเป็นคนแรกที่ตั้งสติได้ รีบพุ่งตัวเข้าไปดูลูกชายอย่างร้อนใจ ก่อนจะหันขวับไปหาอวี่ซินหรานอย่างเอาเรื่อง


   "แก! แกทำลูกฉันทำไม!"


   อวี่ซินหรานตวาด "ทุกคนอย่าเข้ามายุ่ง เรื่องนี้ฉันจัดการเอง!"


   เสียงตวาดทรงอำนาจทำให้พี่น้องตระกูลเสิ่นชะงัก อวี่ซินหรานไม่รอช้า คว้าหมับเข้าที่ผมของแม่เจิ้งอย่างไม่ปราณี ก่อนจะกระชากลงกับพื้นอย่างแรง


   "ฉันจะไม่ทนอีกต่อไปแล้ว! ยายแก่ไร้ยางอายอย่างแกทนฉันมาได้ตั้งนาน ตอนอยู่ที่บ้าน แกก็ชอบหาเรื่องฉัน คอยแต่จะด่าว่าฉันทั้งต่อหน้าและลับหลังว่าเป็นแม่ไก่ที่ไม่ออกไข่ ทั้งยังเอาแต่ยัดเยียดอะไรก็ไม่รู้ให้ฉันกิน บังคับให้ไอ้ชั่วเจิ้งอี้หยางมาตีฉันอีก..."


   ผู้หญิงทั้งสองกอดรัดฟัดเหวี่ยงกันกลิ้งไปมาบนพื้น ทั้งคู่ต่างจิกผม ตบหน้า และกรีดร้องใส่กัน


   ส่วนเสียงกรีดร้องส่วนใหญ่นั้นมาจากแม่ของเจิ้งอี้หยาง


   "ปล่อยฉันนะ อวี่ซินหราน! แกมันเลวจริงๆ กล้าดียังไงมาทำกับแม่สามีแบบนี้ ลูกชาย! ลูกชาย! รีบมาฆ่ามันเลย! เหล่าเจิ้ง แกตายไปแล้วรึไง! เมียแกกำลังโดนรังแกอยู่เนี่ย!”


   "ถุยย! ใครอยากเป็นลูกสะใภ้แก! ฉันเลิกเป็นนานแล้ว ตอนนี้ฉันเป็นเจ้าหนี้ของบ้านแกต่างหากย่ะ!"


   วิธีการต่อสู้แบบนี้ทำให้พี่น้องตระกูลเสิ่นและเสิ่นจืออินต่างตกตะลึงอยู่กับที่


   เสิ่นจืออินตั้งสติได้อย่างรวดเร็ว เธอหยิบเมล็ดสนออกมา และถามหลานๆที่อยู่ข้างๆว่า "อยากกินเมล็ดสนไหม?"


   เสิ่นอวี้จู๋เป็นคนแรกที่เอ่ยปาก "อยากครับ"


   ทุกคนต่างก็พากันกินเมล็ดสนพลางชมการประลองฝีมืออย่างสนุกสนาน


   เจิ้งอี้หยางหน้าเครียด ก้าวพรวดเข้าไปหมายจะเข้าห้ามปราม แต่อวี่ซินหรานที่สวมรองเท้าส้นสูงอยู่ก็สกัดไว้ด้วยการเตะไปที่เขาทันที


   ปลายแหลมของรองเท้าส้นสูงจิ้มลงบนจุดสำคัญของเจิ้งอี้หยางอย่างจัง


   เขาหน้าเบ้ด้วยความเจ็บปวด กุมเป้าตัวเองแน่น อวี่ซินหรานกระชากผมแม่เจิ้ง อัดหมัดเข้าใบหน้าสองครั้งอย่างแรง ก่อนจะลุกขึ้นยืน เตะเจิ้งอี้หยางซ้ำอีกที


   "ปิดไว้ทำไม? ของแกมันใช้การไม่ได้แล้ว จะทำยังไงก็สืบทอดตระกูลเจิ้งไม่ได้หรอก นอกจากแกจะโดนสวมเขาแล้วเลี้ยงลูกคนอื่น ว่าแต่... ก่อนหน้านี้ แกชอบเฝิงเมิ่งเมิ่งกับลูกในท้องของโม่ชิวโหร่วนักหนาไม่ใช่เหรอ? ในเมื่อแกไม่มีลูกเอง ทำไมไม่รับพวกเขากลับมาเลี้ยงล่ะ เป็นสามีที่โดนสวมเขาเนี่ย แกคงชินแล้วสินะ"


   พูดจบเธอก็เหลือบมองไปที่พ่อเจิ้ง ผู้ชายขี้ขลาดและเห็นแก่ตัวคนนั้นเอาแต่นั่งหดตัวอยู่บนโซฟาตั้งแต่ต้นจนจบ ไม่แม้แต่จะกล้าส่งเสียง


   อวี่ซินจัดเสื้อผ้าและผมของตัวเองเล็กน้อย "ยังคิดจะเอาเปรียบฉันอีกเหรอ บอกเลยว่าชาติหน้าก็ไม่มีวัน! ฉันบอกให้พวกแกเตรียมเงินที่ต้องให้ฉันไว้ให้พร้อม ไม่งั้นเราเจอกันที่ศาล!"


   อวี่ซินหรานตัดสินใจแน่วแน่แล้วว่าจะไม่ยอมคืนดีอีกต่อไป แม้จะถูกเตะสองทีและดูถูกเหยียดหยามเมื่อครู่ก็ตาม เจิ้งอี้หยางเห็นดังนั้นก็ยิ่งโมโห คว้าเก้าอี้ที่อยู่ใกล้ๆ เตรียมฟาดใส่ร่างบางตรงหน้าอย่างไม่ปรานี


   แต่เก้าอี้นั้นยังไม่ทันได้สัมผัสร่างกายของอวี่ซินหราน ก็ถูกมือหนาสีช็อกโกแลตคว้าไว้เสียก่อน


   ร่างสูงสง่าราว190เซนติเมตรของเสิ่นซิวหนาน ยืนขวางอยู่ตรงหน้าเจิ้งอี้หยาง สายตาคมกริบราวกับเหยี่ยวจ้องมองอีกฝ่ายอย่างดุดัน สร้างความกดดันให้กับเจิ้งอี้หยางจนแทบหายใจไม่ออก


   รูปร่างสมบูรณ์แบบ ไหล่กว้าง หลังตรง เอวบาง และขายาว บวกกับความรู้สึกปลอดภัยที่แผ่ออกมา ทำให้คนในห้องไลฟ์สดพลันกรีดร้องออกมา


   "แกเป็นใคร... เป็นชู้กับยัยนั่นใช่ไหม!"


   เจิ้งอี้หยางหวาดผวาอย่างเห็นได้ชัด เขาถอยกรูดไปเล็กน้อยภายใต้สายตาเย็นชาของเสิ่นซิวหนาน แต่อีกใจหนึ่งกลับคุกรุ่นไปด้วยโทสะ ก่อนจะระเบิดออกมาเป็นคำด่าทออย่างบ้าคลั่ง


   เสิ่นซิวหนานแสยะยิ้ม "นายควรขอบคุณที่ฉันไม่ใช่คนชอบใช้กำลังนะ"


   หากตอนนี้ลูกน้องคนสนิทของเสิ่นซิวหนานอยู่ด้วย เขาคงต้องส่ายหน้าอย่างระอา ก่อนจะเอ่ยขึ้นอย่างเหลืออดเหลือทนว่า "ไม่ชอบใช้กำลังก็จริง แต่นายก็ยืนดูเฉยๆแบบนี้เนี่ยนะ มันถูกต้องแล้วเหรอ?!"


   อวี่ซินหรานเอ่ยขอบคุณเสิ่นซิวหนาน ก่อนจะพุ่งเข้าหาเจิ้งอี้หยางในทันที เธอตบหน้าเขาอย่างแรงจนเกิดเสียงดังลั่น


   "เจิ้งอี้หยาง นายมันไม่เคยเปลี่ยนไปเลยสักนิด! ปากสกปรกเหมือนเดิมไม่มีผิด ฉันมันตาบอดจริงๆ ที่เคยหลงคบกับคนอย่างนาย ทำร้ายจิตใจฉัน ทุบตีฉัน! นายมันก็แค่ไอ้ขยะไร้ค่า!"


   เล็บยาวของเธอข่วนลงบนใบหน้าของเจิ้งอี้หยางอย่างรุนแรง ทิ้งรอยแผลเป็นสีแดงสดไว้หลายรอย


   เสิ่นซิวหนานได้แต่ยืนมองอยู่ห่างๆ เอ่ยปากห้ามแบบขอไปทีราวกับต้องทำตามหน้าที่ "อย่าทะเลาะกันแบบนี้สิ ไม่ดีต่อภาพลักษณ์นะ"


   “จุ๊ๆๆ… ผู้หญิงเขาตบตีกัน ผมเป็นผู้ชายก็ไม่กล้าเข้าไปห้ามหรอก ใช่ใช่อะไรนะ แค่กลัวว่าจะโดนฟ้องข้อหาลวนลาม”


   "โอ๊ย เบาๆหน่อยสิ หน้าเขาโดนข่วนจนเป็นรอยหมดแล้ว"


   แต่ทันทีที่เจิ้งอี้หยางจะลงมือ เสิ่นซิวหนานก็จะคว้าแขนเขาไว้แน่น


   "นายนี่มันตัวโตแต่ใจปลาซิว! รังแกผู้หญิงได้ลงคอหรือไง หัดมีความเป็นคนหน่อยสิ"


   เจิ้งอี้หยางได้แต่คิดในใจอย่างหัวเสีย : เวรเอ๊ย!"


   [ฮ่าๆๆ... พี่ชายคนนั้นตลกชะมัด นี่ตกลงจะห้ามทะเลาะหรือยุยงส่งเสริมกันแน่]


   [พี่ชาย : ทุกคนเห็นกันหมดแล้วนะ ฉันพยายามห้ามแล้ว แต่ถ้าห้ามไม่อยู่ฉันก็ทำอะไรไม่ได้หรอก]


   [เจิ้งอี้หยาง : เยี่ยมจริงๆ นี่คือวิธีห้ามทะเลาะของนายเหรอ? ทำไมห้ามแค่ฉันคนเดียว สองมาตรฐานแบบนี้ได้ยังไง!]


   [โอ้โห นี่มันเข้าข้างกันเห็นๆเลยเนี่ย ได้รู้เรื่องใหม่เลย พูดถูกใจจริงๆ ตระกูลเจิ้งสมควรโดนแบบนี้แหละ]


   [พี่ชายทำได้เยี่ยมมาก! อ้อ ถามหน่อยสิคะ พี่ชายมีแฟนรึยังเอ่ย? (รูปภาพอีโมจิเขิน)]


   [ดูจากท่าทางแล้ว เหมือนเขาเคยเป็นทหารมาก่อนเลยนะ ยืนตรงเชียว คงเดาไม่ผิดหรอก อย่างน้อยก็ต้องเคยผ่านการฝึกทหารมาบ้างแหละ]


   [กรี๊ด... รู้สึกยิ่งชอบเขามากกว่าเดิมอีก!!!]


   [นี่มันดาราสาวคนไหนเนี่ย กล้ามาตีผู้ชายออกสื่อแบบนี้? นี่เป็นภาพที่พวกเราควรจะได้เห็นเหรอ?]


   [ตีกันบ้านแกสิ นี่มันรณรงค์ต่อต้านความรุนแรงในครอบครัวต่างหาก! ดาราสาวเบอร์ใหญ่อย่างนี้ เขาใช้โอกาสนี้แสดงให้เห็นกันจะๆเลยว่า ถ้าเจอคนในบ้านทำร้ายร่างกาย ต้องเรียกผู้ชายแกร่งๆในบ้านให้จัดการกลับไปบ้าง!]


   [แปลกคนแฮะ ไลฟ์แบบนี้ยังไม่โดนแบนอีกเหรอ?]


   [ฉันเองก็ดูอย่างหวาดหวั่น กลัวว่าไลฟ์จะโดนตัดไปดื้อๆ]


   ผีดาราเชิดหน้าขึ้นอย่างภาคภูมิใจ : ไม่ต้องห่วงหรอก มีน้องชายฉันคุมอยู่ ไลฟ์นี้ไม่มีทางโดนแบนแน่!


   จนกระทั่งเจิ้งอี้หยางโดนซ้อมจนใบหน้าปูดบวมน่าสงสาร อวี่ซินหรานถึงได้สติกลับมา


   แม้เสิ่นซิวหนานจะคอยช่วยเหลือ แต่การลงมือของเธอก็รุนแรงเกินไปหน่อย ผมเธอจึงยุ่งเหยิงไปหมด



บทที่ 249: อาชญากรซ้ำซาก... ไม่ว่ายังไงก็จะทำแต่ความผิดเดิมซ้ำๆ!



   ไลฟ์สดการทะเลาะวิวาทยังคงดำเนินต่อไป แต่อย่างน้อยก็เรียกความสนใจจากสายตรวจให้มาเยี่ยมเยียนได้


   ทันทีที่นักสืบผีรายงานว่าสายตรวจกำลังมา เสิ่นจืออินก็หยิบขวดยาขึ้นมาส่งให้เสิ่นซิวหนาน


   "ให้สองคนนั่นกินคนละเม็ด"


   เสิ่นซิวหนานจัดการทุกอย่างอย่างรวดเร็ว หลังจากป้อนยาให้เรียบร้อย สายตรวจก็เปิดประตูเข้ามาพอดี


   ทันทีที่เห็นสายตรวจ คนในตระกูลเจิ้งก็เหมือนเห็นญาติผู้ใหญ่


   แม่เจิ้งถึงกับทรุดตัวลงกอดขาของสายตรวจหนุ่มคนหนึ่งไว้แน่น


   "คุณลุงสายตรวจคะ ช่วยด้วย! อวี่ซินหรานพาคนมาจะฆ่าพวกเราค่ะ"


   สายตรวจหนุ่ม : … ไม่อยากจะตอบรับคำว่า "ลุง" เลย


   "ใจเย็นๆครับ ลุกขึ้นมาก่อน ค่อยๆเล่าให้ผมฟังนะ"


   แม่เจิ้งชี้ตรงไปที่อวี่ซินหรานพลางด่าทออย่างเจ็บแสบ น้ำตาไหลอาบแก้ม ปนกับน้ำมูกที่ไหลย้อย แต่ก็ยังไม่ยอมปล่อยขาของสายตรวจหนุ่มคนนั้น


   สายตรวจหนุ่มมองสภาพกางเกงตัวเองที่เปื้อนน้ำตาและน้ำมูกของเธอแล้วได้แต่คิดในใจ : ... ทำไมฉันต้องเป็นคนเดินนำหน้าด้วยนะ ตอนนี้ฉันอยากแจ้งความจับเธอคนนี้เหมือนกัน!


   สายตรวจที่ดูมีอายุมากกว่าที่ยืนอยู่ข้างๆ เห็นท่าไม่ดีจึงรีบเข้ามาดึงตัวแม่เจิ้งออก พร้อมกับตวาดเสียงลั่นจนเธอสะดุ้งและยอมปล่อยมือไป


   ทุกคนถูกพาตัวไปที่สำนักลาดตระเวน


   ตระกูลเสิ่นและอวี่ซินหรานนั่งเรียงแถว ก้มหน้าฟังเจ้าหน้าที่ตำหนิตักเตือน


   "คุณเป็นทหารหลานโจวเชียวนะ ทำไมถึงได้ยืนดูคนเค้าทะเลาะกันอยู่เฉยๆล่ะ!"


   สายตรวจวัยกลางคนมองไปที่เสิ่นซิวหนาน


   เสิ่นซิวหนานนั่งหลังตรง แม้จะอยู่ในท่าที่ผ่อนคลาย "ผมห้ามแล้วครับ แต่ห้ามไม่อยู่" เขาตอบอย่างมั่นใจ


   "นี่คุณเรียกว่าห้ามเหรอ? นี่มันเข้าข้างกันชัดๆ!"


   "แถมยังพาเด็กมาด้วยอีก คิดอะไรกันอยู่เนี่ย ไม่กลัวเด็กจะพลอยเสียคนไปด้วยรึไง ห๊ะ? ถ้าโตไปไม่ดี ใครจะมารับผิดชอบ!"


   ทันใดนั้นเอง ก็มีเสียงรายงานดังขึ้น


   "รายงานครับ..." สายตรวจนายหนึ่งเดินเข้ามารายงาน พอเหลือบไปเห็นเด็กน้อยตัวป้อมน่ารักก็อุทานออกมาทันที


   "อ๊ะ... บรรพบุรุษน้อย!"


   เสิ่นจืออินจ้องมองอีกฝ่าย ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก็จำได้ คนคนนี้เป็นเพื่อนร่วมงานของฉินเจิน คนที่บุกไปช่วยเด็กๆที่โดนลักพาตัวที่หมู่บ้านเสี่ยวหยาง


   เธอยกมือเล็กๆขึ้นทักทายเขา


   "นายรู้จักพวกเขาเหรอ?"


   สายตรวจวัยกลางคนขมวดคิ้ว ทำสีหน้าเคร่งขรึงก่อนจะบ่นออกมา


   "คิดดูสิ พาเด็กมาด้วยแท้ๆ ยังจะกล้ามารวมหัวตีรันฟันแทงกันถึงขนาดบุกไปบ้านอีกฝ่าย ไม่กลัวเด็กจะพลอยโดนลูกหลงไปด้วยรึไง"


   ซ่งหยางได้แต่เกาหัวแก้เขิน ไม่รู้จะพูดอะไรต่อ


   "เอ่อ… สายตรวจจ้าว ครั้งแรกที่เด็กคนนี้มาที่นี่ก็เพราะเรื่องทะเลาะวิวาทนั่นแหละครับ"


   สายตรวจจ้าว : …อะไรนะ นี่ฉันหูฝาดไปหรือเปล่า?


   ซ่งหยางกระแอมไอสองที ก่อนจะอธิบาย "คุณพึ่งย้ายมา คงยังไม่รู้เรื่อง สาวน้อยคนนั้นไปซัดกับพวกอันธพาลด้วยตัวคนเดียวมาเมื่อปีที่แล้ว แถมยังอัดคนพวกนั้นจนลงไปกองกับพื้น แต่ที่เธอลงมือไป ก็เพื่อช่วยเด็กผู้หญิงอีกคนที่กำลังโดนพวกนั้นรังแกอยู่"


   สายตรวจจ้าวมอเขาอย่างดูแคลนและคิดในใจ : รู้ตัวไหมว่าอะไรออกมา? เด็กตัวเล็กๆที่ยังแขวนขวดนมอยู่จะไปสู้กับกลุ่มนักเลงได้ยังไง?


   ในตอนนั้นเอง ไหล่ของเสิ่นมู่เหยี่ยและเสิ่นมู่จิ่นก็สั่นระริก พวกเขากำลังพยายามกลั้นเสียงหัวเราะเอาไว้สุดชีวิต


   หลังจากที่ซ่งหยางอธิบายสถานการณ์อย่างยากลำบากและจากไป สายตรวจจ้าวก็ได้แต่นิ่งเงียบ มองคนตรงหน้าอย่างพูดไม่ออกอยู่พักใหญ่


   อาชญากรซ้ำซาก... ไม่ว่ายังไงก็จะทำแต่ความผิดเดิมซ้ำๆ!


   ครอบครัวนี้ไม่ธรรมดาจริงๆ ทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่ แต่ละคน... ทะเลาะวิวาทกันเก่งเหลือเกิน


   อวี่ซินหรานยกมือขึ้นอย่างกล้าๆกลัวๆ "เอ่อ… คุณสายตรวจจ้าวคะ ดิฉันทนไม่ไหวจริงๆค่ะ เลยต้องตอบโต้ไปบ้าง"


   จากนั้นพวกเขาก็ส่งวิดีโอบันทึกก่อนหน้านี้ รวมถึงการบันทึกการถ่ายทอดสดที่ตัดฉากการต่อสู้ออกไป


   "ดิฉันไม่รู้ว่าคุณสายตรวจติดตามข่าวสารทางอินเทอร์เน็ตหรือเปล่านะคะ ดิฉันถูกครอบครัวของอดีตสามีรังแกอย่างน่าสงสาร..." อวี่ซินหรานเริ่มแสดงท่าทางน่าสงสาร ประกอบกับมีวิดีโอเป็นหลักฐาน ทำให้สายตรวจสายตรวจจ้าวถึงกับขมวดคิ้วแน่น


   "แต่คุณก็ไม่ควรทำร้ายร่างกายคนอื่นนะครับ ตอนนี้ครอบครัวของคุณเจิ้งต้องการให้ตรวจร่างกายและชดใช้ค่าเสียหาย"


   อวี่ซินหรานหันไปมองเสิ่นจืออินแวบหนึ่งก่อนจะตอบกลับ "ตรวจเลยค่ะ ค่ารักษาพยาบาลทั้งหมด ดิฉันจะเป็นคนจ่ายเอง!"


   เสิ่นซิวหนานเอ่ยขึ้น "แต่เพื่อป้องกันไม่ให้พวกนั้นติดสินบนหมอให้ปลอมรายงานการตรวจร่างกาย เพื่อหลอกลวงคุณผู้หญิง ผมขอให้มีสายตรวจสายตรวจไปกับพวกเขาตอนไปตรวจร่างกายด้วย"


   ผลการตรวจร่างกายไม่ได้ออกมาเร็วอย่างที่คิด พวกเขาจึงต้องนั่งรอที่สำนักลาดตระเวนทั้งวันหลังจากกลับมาถึงเมืองเอ


   จนกระทั่งเย็นวันนั้น รายงานผลการตรวจร่างกายก็ออกมา ผลสรุปคือเป็นการบาดเจ็บเล็กน้อย ไม่เข้าข่ายความผิดทางอาญาที่ต้องถูกควบคุมตัว


   บรรยากาศตึงเครียดขึ้นทันทีเมื่อผลตรวจร่างกายของตระกูลเจิ้งออกมา พวกเขากล่าวหาโรงพยาบาลและสายตรวจที่อยู่ในเหตุการณ์ว่ารุมทำร้ายร่างกาย เรื่องบานปลายใหญ่โตถึงขั้นทำร้ายร่างกายทั้งแพทย์และสายตรวจ จนในที่สุดสมาชิกตระกูลเจิ้งที่อยู่ที่โรงพยาบาลก็ถูกควบคุมตัวไปยังสำนักลาดตระเวน


   อวี่ซินหรานรออยู่ที่สำนักลาดตระเวนด้วยสีหน้ายิ้มแย้มราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น


   ทันทีที่แม่เจิ้งเห็นอวี่ซินหราน ก็วิ่งปรี่เข้ามาหาเธอด้วยท่าทางคลุ้มคลั่ง ทั้งพยายามจะเข้าไปทำร้ายร่างกายอวี่ซินหราน พร้อมกับตะโกนด่าทอด้วยถ้อยคำหยาบคาย


   ในที่สุดแม่เจิ้งก็ถูกควบคุมตัวชั่วคราวในข้อหาทำร้ายร่างกายเจ้าพนักงาน ส่วนอวี่ซินหราน เสิ่นจืออิน และคนอื่นๆในตระกูลเสิ่นได้รับการปล่อยตัวโดยไม่มีความผิด


   ทันทีที่ก้าวพ้นออกมาจากสำนักลาดตระเวน อวี่ซินหรานก็รู้สึกโล่งใจจนประกาศอย่างอารมณ์ดีว่า "ไปกันเถอะ! ฉันจะเลี้ยงข้าวเย็นทุกคนเอง!"


   ตระกูลเสิ่นช่วยเหลือเธอไว้มากมาย อย่างน้อยที่สุดเธอก็ควรจะได้เลี้ยงข้าวพวกเขาสักมื้อ


   "ทุกคนอยากทานอะไรกันบ้าง?"


   เสิ่นจืออินเอ่ยปาก "บาร์บีคิวกับกุ้งเครย์ฟิช"


   "ถ้าจะให้ดีต้องกินบาร์บีคิวแกล้มเบียร์เย็นๆด้วย" เสิ่นมู่เหยียเสริมอย่างรู้ใจ


   "บาร์บีคิว บาร์บีคิว!" เสิ่นมู่จิ่นร้องอย่างตื่นเต้น


   เขาไม่ได้กินบาร์บีคิวอร่อยๆมานานแล้ว ที่สำคัญคือตอนนี้ไม่ต้องกังวลว่ากินแล้วจะร้อนในจนสิวขึ้นเต็มหน้าอีกด้วย


   เสิ่นอวี้จู๋เอ่ยขึ้น "คุณย่าตัวน้อยอยากกินอะไร ผมกินด้วยได้หมด"


   เสิ่นซิวหนาน "ฉันกินอะไรก็ได้"


   เมื่อตกลงกันได้แล้วว่าจะกินบาร์บีคิว ทั้งสามคนจึงมุ่งหน้าไปยังร้านบาร์บีคิวทันที


   อวี่ซินหรานยังคงเล่าเรื่องราวการต่อสู้กับตระกูลเจิ้งอย่างออกรส


   “บอกเลย… สะใจมาก!” เธอพูดพลางยกขวดเบียร์ขึ้นกระดกอย่างกล้าหาญ


   ส่วนเสิ่นจืออินก็นั่งถือโทรศัพท์ สั่งชานมแก้วโปรดมาหลายแก้วพร้อมกับขนมขบเคี้ยวอีกเพียบ ก่อนจะหยิบขวดนมขึ้นมาจิบรออาหารอย่างใจเย็น


   เสิ่นมู่จิ่นเอ่ยขึ้น "ไลฟ์ของเรากำลังเป็นกระแสเลยนะ ร้อนแรงกว่าข่าวแก๊งอาชญากรรมโดนจับอีก"


   สายตาของเขามองต่ำลงมาที่กระแสข่าวถัดมาซึ่งดูจะซาๆลงไปบ้าง เป็นข่าวของเสิ่นจืออินที่กวาดล้างร้านอาหารเช้า


   "คนพูดกันเยอะเลยว่าพี่ตีได้สะใจมาก"


   อวี่ซินหรานกอดขวดเหล้าไว้แน่น หัวเราะทั้งน้ำตา แต่ยิ่งหัวเราะ เสียงหัวเราะกลับกลายเป็นเสียงสะอื้นไห้


   หญิงสาวปล่อยโฮออกมาอย่างไม่แยแสภาพลักษณ์ ราวกับจะระบายความเจ็บปวดที่เก็บกดไว้ภายในใจ


   "ในที่สุด...ฉันก็แก้แค้นให้ตัวเองได้สำเร็จ" เธอพึมพำ "เจิ้งอี้หยางมันก็แค่คนขี้ขลาด คอยแต่จะรังแกคนอ่อนแอ! รังแกที่ฉันไม่มีครอบครัว! ไอ้คนสารเลว ใช้แม้กระทั่งความรุนแรงในครอบครัว! ตอนนั้นฉันมันตาบอด คลั่งรักหัวปักหัวปำ ฉันไปชอบคนอย่างมันได้ยังไง! ฉันสวยขนาดนี้...เจิ้งอี้หยางมันจะคู่ควรกับฉันได้ยังไงกัน!"


   อวี่ซินหรานร้องไห้ออกมาอย่างไม่นึกอายสายตาใคร ด่าทอออกมาไม่หยุด สร้างความงุนงงให้กับพี่น้องตระกูลเสิ่น พวกเขาไม่เคยรับมือกับผู้หญิงที่กำลังเศร้าเสียใจแบบนี้มาก่อน


   จนกระทั่งเสิ่นมู่เหยี่ยนคิดอะไรบางอย่างออก เขาเดินเข้าไปอุ้มเสิ่นจืออินที่กำลังนั่งกอดแก้วชานมดูดอย่างเอร็ดอร่อยอยู่บนเก้าอี้ แล้วยัดร่างเล็กๆนั้นใส่อ้อมกอดของอวี่ซินหรานอย่างรวดเร็ว


   เสิ่นมู่เหยี่ยนพูดขึ้น "ถ้ากอดคุณย่าตัวน้อยไว้ รับรองว่าอารมณ์ดีขึ้นเป็นกอง ไม่มีเรื่องอะไรให้ต้องกลุ้มใจอีกแล้ว"


   เสิ่นจืออิน : …ไอ้เด็กอกตัญญู!


   เสิ่นจืออินทำหน้าบึ้งตึงจ้องกลับไป


   ดวงตากลมโตคู่นั้นช่างน่ารักเกินไป แถมยังไม่โกรธเขาจริงๆอีก เลยยิ่งดูน่ารักน่าเอ็นดูขึ้นไปใหญ่


   แก้มนุ่มๆสีขาวอมชมพูนั่นก็ดูอิ่มเอิบจนเขานึกอยากจะลองบีบดูสักครั้ง


   และดูเหมือนฤทธิ์แอลกอฮอล์จะทำให้คนขี้ขลาดอย่างอวี่ซินหรานกล้าขึ้น จึงเอื้อมมือไปหาแก้มนุ่มๆของเสิ่นจืออินอย่างอดไม่ได้


   เธอบีบแก้มของเด็กน้อยเบาๆ และร้องไห้ออกมาพร้อมกับหัวเราะอย่างโล่งใจ


   "จัดการไอ้พวกตระกูลเจิ้งนั่นซะสิ้นซากไปเลย! ฉันไม่เสียดายพวกมันหรอก แค่ได้แก้แค้นที่อัดอั้นมานานแบบนี้ก็รู้สึกดีขึ้นเยอะแล้ว!"



บทที่ 250: น้องชายก็ยังเป็นน้องชายอยู่วันยังค่ำ



   บรรยากาศแห่งความครึกครื้นในร้านบาร์บีคิวเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและกลิ่นหอมยั่วน้ำลาย แต่แล้วทุกสายตาก็ต้องหันไปจับจ้องที่รถหรูซึ่งแล่นมาจอดเด่นอยู่หน้าร้าน


   ประตูรถเปิดออก ชายหนุ่มรูปงามก้าวลงมา ท่วงท่าสง่างามราวกับเทพบุตร ขายาวระหงอยู่ในชุดสูทที่ตัดเย็บอย่างดี บ่งบอกถึงรสนิยมและฐานะอันมั่งคั่ง ทั่วทั้งร่างกายแผ่รังสีของผู้บริหารระดับสูงอย่างชัดเจน


   "หรือว่าผมจะตาฝาดนะ ทำไมเหมือนเห็นพี่ใหญ่เลย?" เสิ่นมู่เหยี่ยเอ่ยขึ้นขณะที่กำลังค่อยๆแทะบาร์บีคิวอยู่ในมือ


   คำพูดของเสิ่นมู่เหยี่ยทำให้ทุกคนต่างพร้อมใจกันเงยหน้าขึ้นมองไปยังทิศทางเดียวกัน


   เสิ่นจืออินที่กำลังแทะขาหมูอยู่เงยหน้าขึ้นมอง "ใช่แล้ว นั่นหลานชายคนโต"


   เสิ่นซิวหรานเดินตรงเข้ามาหาพวกเขา ดูก็รู้ว่าคงจะเหนื่อยมาไม่น้อย เขาเคาะนิ้วลงบนโต๊ะเบาๆ


   "ถึงเวลากลับบ้านกันแล้ว"


   เสียงของเสิ่นซิวหรานนั้นสงบนิ่งราวกับพ่อที่มารับลูกๆกลับบ้าน เขาและเสิ่นซิวหนานเป็นฝาแฝด ทั้งคู่มีดวงตาแบบเดียวกันราวกับแกะแบบพิมพ์เดียวกัน แต่คนหนึ่งมีผิวสีแทนเข้ม ขณะที่อีกคนซีดเซียวราวกับไม่ได้รับแสงแดด


   ก็คงต้องเป็นแบบนั้นแหละ คนหนึ่งต้องทำงานกลางแจ้ง อีกคนทำงานอยู่แต่ในห้องทำงานที่บ้าน


   แม้ใบหน้าจะถอดแบบกันมา แต่นอกเหนือจากนั้นแล้ว พี่น้องคู่นี้ช่างแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง


   "พี่ใหญ่ หายหน้าหายตาไปนานเลยนะ" เสิ่นซิวหนานยกแก้วเบียร์ในมือขึ้น "เอาสักแก้วไหม?"


   เสิ่นซิวหรานมองโต๊ะย่างบาร์บีคิวที่ดูไม่ค่อยน่ามองนักแล้วส่ายหน้าปฏิเสธทันที หยิบผ้าเช็ดมือออกมาเช็ด "อีกนานไหมกว่าจะกินเสร็จ?"


   อาหารที่เขากินมักจะรสชาติอ่อนๆ แต่ร้านนี้กลับมีแต่เมนูรสจัด กลิ่นฉุนตลบอบอวลไปทั่ว บรรยากาศรอบๆก็ไม่คุ้นเคย ทำให้เสิ่นซิวหรานรู้สึกอึดอัดขึ้นมาเล็กน้อย


   ถ้าไม่ติดว่าต้องมารับน้องชายกับคุณย่าตัวน้อยกลับบ้าน เขาคงไม่เหยียบมาที่นี่เด็ดขาด


   ไม่ใช่ว่าเสิ่นซิวหรานรังเกียจร้านอาหารปิ้งย่างแบบนี้หรอกนะ เพียงแต่เขาเป็นคนรักสะอาดและพิถีพิถันมากเท่านั้นเอง


   "ใกล้แล้ว ใกล้แล้ว พี่ใหญ่ไม่ลองชิมหน่อยเหรอ อร่อยนะ"


   เสิ่นซิวหรานส่ายหน้า "ฉันไปรอที่รถก่อนก็แล้วกัน"


   หลังจากเสิ่นซิวหรานเดินออกไป อวี่ซินหรานที่แก้มแดงก่ำก็ทำท่าทางเกินจริง "บ้านนายนี่หน้าตาดีกันทั้งบ้านเลย เทพีหนี่วาเป็นคนปั้นให้รึเปล่าเนี่ย?!"


   อย่าเข้าใจผิดไป ที่แก้มเธอแดงไม่ใช่เพราะเขินหรอก แต่เพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์ต่างหาก


   เสิ่นมู่จิ่นเชิดหน้าอย่างภูมิใจราวกับนกยูงกำลังรำแพนหาง "ผมนี่แหละคือคนที่หล่อที่สุดในบ้าน"


   อวี่ซินหรานได้แต่คิดในใจอย่างเข้าอกเข้าใจ "ก็แน่ล่ะ"


   ใครๆก็ต้องอิจฉาเสิ่นมู่จิ่นที่เกิดมาเพียบพร้อมขนาดนี้


   หลังจากอิ่มหนำกับบาร์บีคิวแล้ว อวี่ซินหรานก็เป็นคนไปจ่ายเงิน ก่อนจะแยกทางกับครอบครัวของเสิ่นมู่จิ่น


   พอขึ้นรถได้ เสิ่นซิวหรานก็ขมวดคิ้วทันที กลิ่นบาร์บีคิวกับเบียร์ที่ติดตัวพวกเขามันแรงเกินไป


   เขาหยิบขวดสเปรย์ฆ่าเชื้อออกมาจ้องมองเหล่าน้องชายแล้วพูดว่า "ฉีดหน่อย"


   "ไม่เอาด้วยหรอก! กลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อนี่มันชวนเวียนหัวจะตาย" เสิ่นมู่เหยี่ยรีบออกตัวเป็นคนแรก


   "ไม่เห็นต้องขนาดนั้นเลย" เสิ่นจืออินเอ่ย


   เธอสะบัดนิ้วก้อยเบาๆ ร่ายคาถาชำระล้าง เพียงพริบตาเดียวอากาศรอบตัวก็สดชื่นขึ้น แถมคราบน้ำมันที่เผลอเปื้อนตามเสื้อผ้าก็หายไปจนหมดสิ้น


   ทุกคนที่อยู่ตรงนั้นถึงกับตาโตด้วยความทึ่ง


   "อันนี้ใช้ดีจริงๆเลย สะดวกมาก รู้สึกเหมือนได้อาบน้ำจริงๆเลย คุณย่าตัวน้อย เมื่อกี้คุณทำท่ายังไงนะ"


   เสิ่นมู่จิ่นวางตู้ปลาที่บรรจุุปลาคาร์ฟไว้ด้านข้าง แล้วทำท่าร่ายมนต์เลียนแบบอย่างงุ่มง่าม


   เสิ่นจืออินจึงสาธิตวิธีการอย่างละเอียดให้เขาดูอีกครั้ง


   เธอเป็นคุณย่าตัวน้อยที่อดทนมาก เสิ่นมู่เหยี่ยกับเสิ่นมู่จิ่นเรียนอย่างตั้งใจ


   เสิ่นมู่เหยี่ยมองพี่ชายคนที่สี่ แล้วเลิกคิ้วขึ้น "พี่จะเรียนทำไม? ยังไม่ได้เข้าสู่การฝึกตนสักหน่อย"


   เสิ่นมู่จิ่นมองเขาด้วยสายตาที่ราวกับมองคนโง่ "น้องชาย นายมันก็ยังเป็นน้องชายของเราอยู่วันยังค่ำนั่นแหละ"


   เสิ่นมู่เหยี่ยขมวดคิ้ว "หมายความว่าไงกัน?"


   เสิ่นจืออินอธิบาย "คาถาชำระล้างน่ะ ถ้าไม่ใช่มือฉมังจริงๆ คนที่มีจิตวิญญาณธาตุน้ำจะเหมาะสมที่สุด"


   เพราะแต่เดิมคาถาชำระล้างก็พัฒนามาจากวิชาของผู้มีจิตวิญญาณธาตุน้ำอยู่แล้ว ใครที่จิตวิญญาณธาตุอื่น ถ้าอยากจะใช้คาถานี้ได้ ต้องใช้ความชำนาญอย่างมากในการควบคุมธาตุของตัวเองให้ไปควบคุมธาตุน้ำอีกที ถึงจะร่ายคาถานี้ได้


   เสิ่นมู่เหยี่ยหน้าเสียทันที : งั้นฉันก็จบกันแล้วสิ จิตวิญญาณธาตุไฟของฉันกับจิตวิญญาณธาตุน้ำเป็นศัตรูคู่อาฆาต


   พอร่ายมนต์เป็นครั้งที่ห้า ความรู้สึกเย็นสบายที่คุ้นเคยก็แผ่ซ่านไปทั่วทั้งคันรถ


   ทุกสายตาหันไปจับที่เสิ่นมู่จิ่นเป็นตาเดียว ก่อนเจ้าตัวจะเปล่งเสียงหัวเราะลั่น "ฮ่าๆๆ... ฉันทำสำเร็จแล้ว!"


   เสิ่นมู่เหยี่ยเบิกตากว้าง รู้สึกราวกับถูกแทงข้างหลังอย่างไรอย่างนั้น


   "นี่... ทำไมพี่ถึง…"


   เสิ่นมู่จิ่นพูดอย่างภูมิใจ "ฉันมีจิตวิญญาณธาตุน้ำ และตอนที่พวกเราถูกจับตัวไปก็ได้เขาไปในเกาะสาปสูญ..."


   เขาเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นบนเกาะสาปสูญอย่างภาคภูมิใจ รวมถึงวิธีที่เขาก้าวสู่การฝึกตน


   เสิ่นมู่เหยี่ยมองพี่ชายคนที่สี่ของตัวเองด้วยสายตาหมั่นไส้ สมกับที่เขาว่ากันว่า น้ำกับไฟเข้ากันไม่ได้จริงๆ!


   "มีอะไรน่าภูมิใจนักหนา ฉันปลุกพลังได้ก่อนพี่ตั้งนาน แถมพลังธาตุไฟของฉันยังรุนแรงกว่าตั้งเยอะ" เสิ่นมู่เหยี่ยอย่างอวดเก่ง


   "แต่พลังธาตุน้ำของฉันทำให้หน้าตาดีขึ้นได้นะ" เสิ่นมู่เหยี่ยเถียงกลับอย่างไม่ยอมแพ้


   "หน้าตาดีขึ้นแล้วมีประโยชน์อะไร! เป็นผู้ชายคิดแต่เรื่องสวยๆงามๆทั้งวัน สู้ผมได้รึเปล่ายังไม่รู้เลย" เสิ่นมู่เหยี่ยพูดจิกกัด พลางทำหน้าตาเลียนแบบพี่ชายอย่างน่าหมั่นไส้


   เสิ่นมู่จิ่นพูดอย่างเฉยเมย "ฉันชอบแบบนี้ นายอย่ามายุ่งเรื่องของฉัน"


   สองพี่น้องโต้เถียงกันอย่างเผ็ดร้อนในรถ กำลังจะลงไม้ลงมือกันอยู่รอมร่อ


   ด้วยความโมโห เสิ่นมู่เหยี่ยจึงปล่อยเปลวไฟเล็กๆออกมาจากปลายนิ้วโดยไม่รู้ตัว ไฟนั้นเลียปลายผมของเสิ่นมู่จิ่นจนเกิดประกายไฟวูบขึ้น


   โชคดีที่เสิ่นจืออินดับไฟได้ทันเวลา ไม่งั้นแย่แน่


   เสิ่นมู่จิ่นรู้สึกโมโหโดนน้องชายแกล้ง เลยสาดน้ำใส่หน้าเสิ่นมู่เหยี่ย


   น้ำนั้นถึงถึงมากจากตู้ปลา ตอนนี้เขายังไม่สามารถควบคุมน้ำจากอากาศได้


   เรื่องนี้เขาทำได้โดยบังเอิญ แถมยังทำให้เสื้อผ้าของเขาเปียกไปเล็กน้อย


   แต่บรรยากาศชุลมุนวุ่นวายภายในรถก็ทำให้เสิ่นซิวหรานต้องทำสีหน้าเย็นชาข่มน้องๆด้วยอำนาจพี่ใหญ่


   สมกับเป็นพี่ใหญ่จริงๆ!


   "พวกนายโตเป็นผู้ใหญ่กันหมดแล้ว ทำตัวให้มันสมวัยหน่อยได้ไหม!"


   เสิ่นจืออินพยักหน้าเห็นด้วย "ใช่ๆ"


   หลังจากเหตุการณ์เล็กๆน้อยๆนั้น ในที่สุดรถก็แล่นมาถึงยังคฤหาสน์ตระกูลเสิ่น


   เสิ่นมู่จิ่นก้าวลงจากรถพร้อมกับปลาคาร์ฟตัวน้อยในอ้อมแขน ตามมาด้วยเสิ่นจืออินที่อุ้มหอยทะเลขนาดใหญ่ไว้แนบอก


   หัวหน้าพ่อบ้านยืนรออยู่ที่หน้าประตูคฤหาสน์ด้วยท่าทีนอบน้อม แสดงถึงความรับผิดชอบต่อหน้าที่อย่างเต็มเปี่ยม


   "ยินดีต้อนรับกลับบ้านครับ คุณชาย นายหญิง"


   "สวัสดีตอนเย็นค่ะ คุณพ่อบ้าน" เสิ่นจืออินยื่นลูกท้อลูกใหญ่ให้อย่างสุภาพ


   พ่อบ้านรับลูกท้อด้วยความปลื้มปีติ ยิ้มกว้าง "ขอบคุณมากครับนายหญิง"


   เสิ่นมู่จิ่นเดินผ่านมาพร้อมกับเอ่ยว่า "พ่อบ้านอย่าลืมทานนะครับ ลูกท้อพวกนี้ไม่ใช่ลูกท้อธรรมดานะ"


   เสิ่นมู่จิ่นและเสิ่นซิวหนานรู้ดีว่าลูกท้อเหล่านั้นคืออะไร พวกเขาจึงไม่ได้แสดงสีหน้าอะไรออกมาขณะที่เสิ่นจืออินมอบลูกท้อให้กับพ่อบ้าน


   ถึงอย่างนั้น ลูกท้อก็ยังเหลืออีกมาก ยาเม็ดที่ทำจากลูกท้อพวกนั้นต้องมีส่วนของพวกเขาอย่างแน่นอน


   "คุณพ่อ พวกเรากลับมาแล้ว~" เสิ่นมู่จิ่นกระโดดโลดเต้นกลับเข้ามาในบ้านอย่างอารมณ์ดี


   เสิ่นควานมองตามด้วยหางตา ก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ "ทำตัวให้มันเรียบร้อยหน่อย"


   เสิ่นมู่จิ่นรับคำแผ่วเบา ก่อนจะทำเสียงออดอ้อน "ผมแค่ดีใจที่ได้เจอพ่อ คิดถึงพ่อจะแย่ พ่อไม่คิดถึงลูกชายคนนี้นิดหน่อยเหรอครับ?"


   "ไม่" เสิ่นควานตอบสั้นๆ


   เสิ่นมู่จิ่นเม้มริมฝีปากแน่น เขาไม่อยากคุยกับพ่อแล้ว!


   "พ่อครับ"


   ทันใดนั้น เสินซิวหนานก็เดินเข้ามาทักทายด้วยอีกคน


   เสิ่นควานไปยังเหล่าลูกชายโดยสีหน้ายังคงเรียบเฉย แต่เมื่อสายตาเลื่อนมาหยุดที่เสิ่นจืออิน ริมฝีปากของเขาก็คลี่ยิ้มบางๆ ดวงตาที่แฝงไว้ด้วยแววอ่อนโยน


   “คุณป้า เหนื่อยหน่อยนะครับ”


   การที่ต้องคอยดูแลลูกชายสองคนที่โตแล้วเพียงลำพัง จะไม่เหนื่อยได้อย่างไร?




จบตอน

Comments