บทที่ 261: การพบหน้า
"อาจารย์น้อย!!!"
เสียงแหบแห้งดังขึ้นอย่างกะทันหัน ก่อนที่เสิ่นจือจั้วจะทันได้ตั้งตัว ร่างของเขาก็ถูกสวมกอดแน่น
เขาขมวดคิ้ว แสดงสีหน้ารังเกียจเล็กน้อย ก่อนจะแกะมือที่โอบรัดตัวเขาออก "เฮ้ ตาแก่! มาทำเป็นญาติดีอะไรกัน เกือบทำให้กระดูกฉันหักหมดแล้ว"
"อาจารย์น้อย อาจารย์น้อยครับ ผมเสี่ยวสือจากสำนักคุนชิงไงครับ"
คุณปู่หลิวร่ำไห้โฮ กอดขาเสิ่นจือจั้วแน่นไม่ยอมปล่อย
"ผมตามหาพวกท่านตั้งนาน หาเท่าไหร่ก็ไม่เจอ ฮือๆๆ..."
ทันทีที่ได้ยินชื่อสำนักคุนชิงและเสี่ยวสือ ร่างทั้งร่างของเสิ่นจือจั้วก็พลันแข็งค้าง เท้าที่กำลังง้างเตะอีกฝ่ายชะงักค้างกลางอากาศ
"เสี่ยวสือ?"
คุณปู่หลิวพยักหน้าทั้งน้ำตา ร้องไห้คร่ำครวญ "ใช่แล้ว ผมเอง อาจารย์น้อย ผมคิดถึงท่านเหลือเกิน คิดถึงทุกๆคนเหลือเกิน"
ดวงตาของเสิ่นจือจั้วเริ่มแดงก่ำ "ยังมีชีวิตอยู่เหรอ..."
คุณปู่หลิวโอบกอดขาของเสิ่นจือจั้วไว้แน่น ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตา นักพรตเฒ่าจ้องมองอย่างพินิจพิจารณาอยู่ครู่หนึ่ง ดวงตาเริ่มแดงก่ำขึ้น คำพูดมากมายที่ผุดขึ้นมาจุกอยู่ที่ลำคอ สุดท้ายแล้วกลับกลายเป็นประโยคที่ว่า "เธอแก่ลงมากเลยนะ"
คุณปู่หลิว : …ผ่านมาห้าสิบกว่าปีแล้ว จะไม่ให้แก่ได้ยังไงกัน?
"อาจารย์น้อย ท่านก็แก่แล้วเหมือนกันนะครับ"
เสิ่นจือจั้วลูบใบหน้าของตัวเองอย่างภูมิใจเล็กน้อย "อย่างน้อยฉันก็ยังดูหนุ่มกว่าเธออีกนะ"
คุณปู่หลิว : เป็นไปไม่ได้ ฉันอายุน้อยกว่าท่านตั้งเกือบยี่สิบปีเชียวนะ!
เขาลุกขึ้นยืน เพื่อนสนิทที่ยืนอยู่ด้านหลังเดินเข้ามาใกล้ ก่อนจะเอ่ยแซว "พูดไปก็เท่านั้นแหละน่า ยิ่งเวลานายยืนข้างอาจารย์น้อยของนาย ยิ่งดูแก่มากกว่าเขามากเลยรู้ตัวไหม?"
"อาจารย์น้อยอาวุโสกว่านาย ดังนั้นเขาก็น่าจะอายุเยอะแล้วใช่ไหม?"
เสิ่นจือจั้วลูบคางของตัวเอง "คนแก่ไร้ความสามารถอย่างฉันก็ใกล้จะอายุร้อยปีแล้วสินะ" ว่าจบก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่
ถึงแม้เวลาจะผ่านไปนานจนอายุล่วงเลยร้อยปี แต่ร่างกายของเขายังคงแข็งแกร่ง มือและเท้ายังคงคล่องแคล่วว่องไว ถ้าไม่บอกก็คงไม่มีใครเดาอายุของเขาได้ถูก
หลังจากได้เจอหน้ากันแล้ว พวกเขาก็โบกมือลาผู้คนในหมู่บ้าน ก่อนจะมุ่งหน้าสู่ยอดเขาเบื้องหน้า
เส้นทางสู่ยอดเขานั้นไม่มีถนนให้รถยนต์สัญจร พวกเขาจึงต้องอาศัยสองเท้าปีนป่ายขึ้นไปอย่างยากลำบาก
"ทำไมถึงเอาเต็นท์มาด้วยเยอะแยะแบบนี้ละครับ?" เสินมู่จิ่นมองเต็นท์มากมายที่ถูกหยิบออกมาจากท้ายรถด้วยสีหน้างุนงง
เสิ่นจืออินเอ่ยขึ้น "วัดเต๋าเล็กนิดเดียว คงรองรับคนเยอะขนาดนี้ไม่ไหวหรอก"
เสิ่นซิวหนานยิ้ม "ก็ถือว่ามาปิกนิกแล้วกัน"
เสิ่นจืออินเห็นว่าของสัมภาระเยอะแยะมากมาย พวกเขาต้องแบกขึ้นเขาไปเองคงไม่สะดวกแน่ เลยสั่งให้ผีดาราพาลูกน้องขนผลไม้ ผักสด เต็นท์ และข้าวของเครื่องใช้ต่างๆขึ้นไปบนวัดเต๋าก่อน
ของที่เคยอยู่ตรงหน้ากลับหายวับไปต่อหน้าต่อตา ทุกคนต่างรู้สึกประหลาดใจ ยกเว้นแต่เสิ่นอวี้จู๋กับเสิ่นจือจั้วที่ยังคงดูนิ่งเฉย
"นี่... นี่มันถูกส่งขึ้นไปข้างบนแล้วงั้นเหรอ?"
"แล้วเส้นทางวิญญาณนั่น... พวกเราก็ไปได้ด้วยอย่างนั้นเหรอ?" มีคนถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น
เสิ่นจือจั้ว "ได้สิ ถ้าเข้าโลงศพเร็วๆ ก็ไปได้แล้ว"
ผู้เฒ่าหลี่และคนอื่นๆ : ...ตาแก่คนนี้ ผีเจาะปากมาพูดจริงๆ
เส้นทางขึ้นเขานี้ยาวไกลกว่าที่คิด หลายชั่วโมงผ่านไป ทุกคนต่างเหนื่อยล้าจนแทบหมดแรง เหลือเพียงเสิ่นจือจั้วกับคุณปู่หลิวเท่านั้นที่ยังพอมีเรี่ยวแรงเหลืออยู่บ้าง
"ไม่ไหวแล้ว ขอพักก่อนเถอะ ทางขึ้นเขาแบบนี้สมัยหนุ่มๆ ถือว่าจิ๊บจ้อย แต่นี่แก่แล้ว เดินไม่ไหวจริงๆ"
คนที่แย่กว่าผู้เฒ่าหลี่และผู้อาวุโสคนอื่นๆคือเสิ่นมู่จิ่น แม้ว่าเสิ่นอวี้จู๋จะดูเป็นคนเรียบร้อย ไม่สู้คน แต่ร่างกายเขาแข็งแรงกว่าเสิ่นมู่จิ่นมาก
"แฮ่กๆๆ..."
เสิ่นมู่จิ่นหอบหายใจเหมือนคนกำลังจะขาดใจ ทั้งๆที่มีพี่น้องสองคนคอยพยุงอยู่ข้างๆ แต่ขาทั้งสองข้างของเขากลับอ่อนปวกเปียกไร้เรี่ยวแรง
"ฉัน...ฉันคงไม่รอดแล้ว" เขาเอื้อมมือที่สั่นเทาไปหาเสิ่นจืออิน "คุณย่าตัวน้อย ก่อน...ก่อนที่ผมจะตาย ผมอยากจะลองบินบนดาบสักครั้ง"
สายตาของทุกคนต่างจับจ้องไปที่เสิ่นจืออินเป็นตาเดียว ในมือของเธอกำลังเขย่าขวดน้ำที่ใส่ยาฝูหยวนอาไว้หนึ่งเม็ด
"ฝันไปเถอะ ดาบไม้ท้อของฉันพังไปแล้ว ยังไม่ได้ทำอันใหม่เลย"
เสิ่นมู่จิ่นแลบลิ้น เอียงคอ แล้วทิ้งตัวลงนอนแผ่หลาอย่างอ่อนแรง ราวกับคนป่วยไข้ใกล้ตาย "ถ้าผมตายไป ก็เผากระดาษเงินไปให้ผมด้วยนะ"
เสิ่นจือจั้วส่ายหน้าพลางหัวเราะในลำคอ "เด็กหนุ่มสมัยนี้ ไม่อึดถึกทนเหมือนคนรุ่นปู่เอาซะเลย"
เสิ่นอวี้จู๋ก็เหนื่อยมากเช่นกัน เขาทรุดตัวลงนั่งข้างๆ ดวงตาใสซื่อราวกับนักศึกษามองไปที่นักพรตเฒ่าอย่างชื่นชม
"คุณปู่เสิ่น… บรรพบุรุษ ท่านขึ้นลงเขาแบบนี้บ่อยๆเลยเหรอครับ?"
เดิมทีเขาอยากจะเรียกอีกฝ่ายว่าคุณปู่เสิ่น แต่ตามลำดับญาติแล้ว เสิ่นจือจั้วถือว่ารุ่นใหญ่กว่าคุณปู่ของเขาเสียอีกจึงเปลี่ยนคำเรียก
"แน่นอนอยู่แล้ว" เสิ่นจือจั้วเชิดหน้าอย่างภาคภูมิใจ
แต่เสิ่นจืออินแฉว่า
"แต่บางทีก็ถูกหามลงมาเหมือนกันนะ"
เธอแอบนึกถึงหลายๆครั้งที่ท่านผู้เฒ่าต้องลงไปนอนหมดสภาพเพราะอาหารเป็นพิษ
เสิ่นจือจั้วจ้องมองเธออย่างขุ่นเคือง : เรื่องนั้นมันเป็นอดีตเมื่อนานมาแล้ว จะขุดคุ้ยขึ้นมาทำไม ตอนนี้ฝีมือการทำอาหารของฉันก้าวหน้าไปมาก ไม่ได้ทำตัวเองอาหารเป็นพิษมาเป็นเดือนแล้วนะ!
เสิ่นจืออินยื่นน้ำให้เหล่าผู้อาวุโสดื่ม
"ข้างในใส่ยาที่ช่วยฟื้นฟูร่างกายเอาไว้ ดื่มคนละอึกสิคะ" เสิ่นจืออินพูดพลางยื่นน้ำให้ผู้เฒ่าหลี่และคนอื่นๆ
ตอนที่ผู้เฒ่าหลี่และคนอื่นๆรับมา บอดี้การ์ดก็อยากจะเอ่ยปากห้าม
"หลีกไป! ไปให้พ้น! ไม่งั้นพวกนายก็กลับไปซะ!" เหล่าผู้อาวุโสไล่พวกเขาอย่างไม่พอใจ
บางครั้ง พวกผู้นำอาวุโสก็ดื้อยิ่งกว่าเด็กๆเสียอีก
เสิ่นจือจั้วหยิบขวดยาเม็ดขึ้นมาเทใส่ปากตัวเองราวกับเป็นลูกอมธรรมดา "นี่เป็นยาดีเลยนะ ปกติแล้วลูกศิษย์ของฉันไม่ให้คนอื่นหรอกนะ"
ถึงจะอายุมากแล้ว แต่เสิ่นจือจั้วก็ยังคงแข็งแรง ดวงตาก็ดีขึ้นมาก ทั้งหมดนี้เป็นเพราะการดูแลเอาใจใส่ของเสิ่นจืออินล้วนๆ ส่วนเรื่องยา...เขาก็ยอมกินแต่ยาที่เสิ่นจืออินปรุงขึ้นมาให้เท่านั้น
...แต่เด็กคนนี้ใจร้ายมาก! เวลาที่เขาไม่ยอมแช่น้ำสมุนไพร เสิ่นจืออินก็จะหยิบท่อนไม้ใหญ่มาไล่ตีเขาทุกที
ถึงอย่างนั้น เวลาอยู่ต่อหน้าคนอื่น เสิ่นจือจั้วก็จะแสดงออกว่าปกป้องหลานสาวคนนี้มาก "ไปให้พ้นหน้าฉันเดี๋ยวนี้เลย! มีคนแก่ตั้งหลายคน ใครจะไปทำร้ายพวกเขาได้ ห๊ะ!"
"อาจารย์น้อย ใจเย็นๆก่อนเถอะครับ พวกเขาก็แค่ทำตามหน้าที่" คุณปู่หลิวพยายามห้าม
"ฉันรู้! แต่ฉันก็ต้องปกป้องคนของฉันอยู่ดี"
เสิ่นจือจั้วยืนเท้าเอว ปกป้องหลานสาวอย่างไม่เกรงกลัวใคร
ท่าทางของเขาเรียกเสียงหัวเราะจากทุกคน ใช่แล้ว… ใครๆก็ต้องปกป้องคนที่ตัวเองรักกันทั้งนั้น
ผ่านไปเพียงไม่กี่นาทีหลังจากที่ได้ดื่มน้ำ ร่างกายของพวกเขาก็รู้สึกดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แรงที่หายไปกลับคืนมา ขาที่สั่นไม่มีเรี่ยวแรงก็หายเป็นปลิดทิ้ง ตอนนี้เหล่าคนชรารู้สึกเต็มไปด้วยพลัง พร้อมที่จะวิ่งอีกหลายรอบโดยไม่รู้จักเหนื่อย
"โอ้โห ยาอะไรเนี่ย สุดยอดไปเลย!"
เสิ่นจือจั้วก้าวเท้านำหน้า ทันใดนั้นก็ก้มลงคว้าจับงูตัวหนึ่งที่เลื้อยอยู่ข้างทางขึ้นมาอย่างรวดเร็ว
งูตัวนั้นมีหัวเป็นรูปสามเหลี่ยม บ่งบอกชัดเจนว่างูตัวนี้มีพิษร้ายแรง
แต่เสิ่นจือจั้วกลับไม่หวั่นเกรงแม้แต่น้อย เขาตบหัวงูเบาๆอย่างไม่ยี่หระ แล้วพูดว่า "ไปไกลๆเลย ไป อย่ามาเลื้อยแถวนี้"
เสิ่นมู่จิ่นมองตามงูที่ถูกโยนออกไป สายตากวาดผ่านเสิ่นจืออินแวบหนึ่ง ก่อนเอ่ย "สมกับเป็นคนในครอบครัวเดียวกันจริงๆ คุณย่าตัวน้อยพางูพิษไปเดินเล่นอย่างกับสัตว์เลี้ยง คงได้จะเรียนมาจากบรรพบุรุษท่านนี้นี่เอง"
เขายังจำได้ไม่ลืม ตอนที่ไปถ่ายรายการด้วยกัน คุณย่าตัวน้อยก็อุ้มงูเขียวหางไหม้ตัวเบ้อเริ่ม
"นี่มันวิชาลับเฉพาะตัวของลูกศิษย์ฉัน พวกเธอเรียนไม่ได้หรอกนะ"
เสิ่นจือจั้วกล่าวด้วยน้ำเสียงภาคภูมิใจ "เพราะแม้แต่ฉันเองก็ยังเรียนไม่ได้เลย"
ทุกคน : … น้ำเสียงแบบนั้นมันเหมือนกับว่าทำเป็นเลยนะ!
บทที่ 262: ยอดนักสู้ในบรรดาไก่บ้าน
หลังจากนั้น พวกเขาก็หยุดพักอีกครั้งก่อนจะเดินทางมาถึงจุดหมายปลายทาง
ทันทีที่มองเห็นศาลเจ้าเก่าทรุดโทรมตรงหน้า คุณปู่หลิวก็ปล่อยโฮออกมาอีกครั้ง น้ำตาที่ไหลรินนั้นเต็มไปด้วยความสะเทือนใจ
"อาจารย์น้อย... ที่นี่... ที่นี่คือที่ที่ท่านอาศัยอยู่หรือครับ?"
สมัยก่อน กว่าเสิ่นจือจั้วจะยอมเข้าไปอยู่ในสำนักคุนชิงได้ เขาต้องสั่งให้คนมาซ่อมประตูให้เรียบร้อยก่อนทุกครั้ง
ในสถานที่ห่างไกลเช่นนี้ เขายังจำได้ติดตา ตอนที่อาจารย์น้อยพาพวกเขาแอบหนีเที่ยว บ่นตลอดทางว่าคุนชิงทั้งไกล ทั้งเปลี่ยว จะลงเขาไปซื้อของหรือหาอะไรสนุกๆทำก็แสนลำบาก
แต่ตอนนี้... เขากลับโดดเดี่ยวอยู่ในสถานที่ซึ่งทรุดโทรม เงียบเหงา ราวกับถูกตัดขาดจากโลกภายนอก ห่างไกลยิ่งกว่าสำนักคุนชิงเสียอีก
ราวกับทุกสิ่งที่เขาเคยโหยหา ทุกสิ่งที่อาจารย์น้อยของเขาเคยรัก ตอนนี้กลับแสนไกลเกินเอื้อม
เสิ่นจือจั้วตบหัวเขาเบาๆ ก่อนเอ่ยว่า "โตป่านนี้แล้วยังร้องไห้อีก ฉันอยู่ที่นี่แข็งแรงดี วิ่งได้ กระโดดได้ เธอยังมีปัญหาอะไรอีกหรือไง?"
เขายังคงดูผ่อนคลายและไม่แยแส เหมือนกับตอนที่ยังหนุ่ม ท่วงท่าของเขาดูสง่าราวกับนักดาบหนุ่มผู้เก่งกาจในอดีตกลับมาอีกครั้ง
แต่... พอได้เห็นแบบนี้แล้ว คุณปู่หลิวก็อดรู้สึกสงสารไม่ได้
เขายังดูเป็นคุณชายผู้ไร้ซึ่งความกังวล "เอาล่ะ ไปกันเถอะ ฉันจะพาพวกเธอไปเที่ยวชมวัดของฉันเอง"
เสิ่นจือจั้วเอ่ยปากเรียก ก่อนจะพาพวกเขาเข้าไปในวัด
แต่ไม่ทันไร เสียงเล็กๆของเสิ่นจืออินก็ดังขึ้น พร้อมกับแววขุ่นเคือง
"ท่านผู้เฒ่า! ท่านเผาห้องครัวอีกแล้ว!"
เด็กน้อยผิวขาวนวลน่ารัก ยืนอยู่ในห้องครัว มองผนังทั้งสี่ด้านที่ดำมืด เผยร่องรอยการซ่อมแซมอยู่หลายจุด
เสิ่นจือจั้วสะดุ้งแล้วกระซิบเบาๆว่า "ก็ไฟมันควบคุมไม่ได้นี่นา ไม่เกี่ยวกับฉันสักหน่อย" พูดจบก็พับแขนเสื้อขึ้น เดินเข้าไปในครัวพลางบอก "เด็กดี ไปจุดไฟเถอะ วันนี้ฉันจะแสดงฝีมือให้ดู การทำอาหารของฉันพัฒนาขึ้นเยอะนะ เมื่อวานเพิ่งไปเก็บเห็ดบนเขามา จะเอามาทำเลี้ยงแขกพอดี"
"หนูไม่..." เสิ่นจืออินยังพูดไม่ทันจบ เสิ่นจือจั้วก็ลากเธอมาที่เตาอย่างไม่ใยดี
"เธอก็อยู่จุดไฟไป ฉันจะทำอาหารเอง รับรองว่าอร่อยกว่าที่เธอทำแน่ๆ"
เสิ่นจืออินมองเห็ดที่วางอยู่บนตะกร้า "หนูขอดูเห็ดที่ท่านเก็บมาก่อน"
"หมายความว่าไง แม้สายตาฉันจะไม่ดี แต่ก็ยังแยกออกว่าอันไหนเห็ดพิษ อันไหนเห็ดกินได้นะ ที่ก่อนหน้านี้กินแล้วอาหารเป็นพิษเพราะปรุงไม่ดีต่างหาก"
เสิ่นจืออิน : … ไม่ ท่านแยกไม่ออกต่างหาก
คุณปู่หลิวเอ่ยด้วยความเป็นห่วง "อาจารย์น้อย คุณจะทำอาหารจริงๆเหรอ? ปล่อยให้คนหนุ่มสาวทำเถอะ"
เสิ่นจือจั้วเอ่ยอย่างดื้อรั้น "ไม่ได้ ฉันจะทำเอง"
วันนี้เขาต้องทำให้หลานสาวได้เห็นว่าฝีมือทำอาหารของเขาพัฒนาขึ้นมากแค่ไหน ถือเป็นการพิสูจน์ตัวเองไปในตัว
แน่นอนว่าคนอื่นๆคงไม่ปล่อยให้เสิ่นจือจั้วทำอยู่คนเดียว พวกผู้ใหญ่ต่างก็อยากมีส่วนร่วม พากันผลักไสเสิ่นจืออินที่กำลังก่อไฟให้ออกไป
"เด็กน้อยจะมาก่อไฟได้ยังไง ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของฉันดีกว่า ตอนหนุ่มๆ ฉันเคยเป็นทหารอยู่แผนกครัวตั้งนานนะ"
เสิ่นจืออินมองเสิ่นจือจั้วด้วยดวงตากลมโต "หนูต้องคอยดูแลท่านผู้เฒ่าค่ะ"
"ดูแลอะไรกัน ฉันไม่ใช่เด็กๆแล้วนะ ตัวเองยังเล็กอยู่เลย จะมาห่วงเรื่องของผู้ใหญ่ทำไมกัน วางใจเถอะ มีพวกเราอยู่ทั้งคน"
เสิ่นจืออินถูกผลักออกมาจากประตู เด็กหญิงยืนอยู่หน้าประตู มองดูกลุ่มคนแก่ที่กำลังวุ่นวายอยู่ข้างใน
คนมากมายขนาดนี้ ต้องมีสักคนที่รู้จักเห็ดพิษบ้างสิ ใช่ไหม? เธอเคยบอกพวกเขาไปแล้วว่าท่านผู้เฒ่าแยกแยะเห็ดพิษกับเห็ดไม่มีพิษไม่ออก พวกเขาน่าจะช่วยดูแลได้บ้างละมั้ง?
เสิ่นจืออินยังคงอยากเข้าไป เธอเป็นคนช่างห่วงใยจริงๆ
แต่เสิ่นมู่จิ่นอุ้มเธอออกมา "คุณย่าตัวน้อย ถึงแม้ว่าวัดเต๋านี้จะทรุดโทรม แต่อากาศและทิวทัศน์ที่นี่ดีมากเลยนะครับ ผมเห็นต้นท้อด้วย คุณพาพวกเราไปเก็บลูกท้อกันเถอะ"
พลังวิญญาณที่นี่ดีกว่าในเมืองมาก เขาบังเอิญดูดซับพลังเข้าสู่ร่างกาย ถึงแม้จะยังไม่รู้วิธีฝึกฝน แต่ก็สามารถรู้สึกถึงพลังวิญญาณที่หมุนวนอยู่รอบตัวได้
เสิ่นมู่จิ่นมองปลาคาร์ฟน้อย "เสี่ยวจิ่นอยากออกไปข้างนอก ในภูเขานี้มีแม่น้ำหรือเปล่าครับ?"
เสิ่นจืออินพยักหน้าเบาๆ "มีลำธารอยู่ทางนั้น"
"แล้วลูกท้อสุกหรือยังครับ?”
“ช่วงนี้บางส่วนน่าจะสุกแล้วล่ะ แต่ก็ยังมีผลไม้อย่างอื่นอีกนะ"
เสิ่นจือจั้วปลูกต้นไม้ผลไว้หลายต้นบนเขาลูกนี้ก็เพื่อฆ่าเวลาคลายความเบื่อหน่ายที่ต้องอยู่เพียงลำพัง
บนภูเขาลูกนี้อุดมสมบูรณ์ไปด้วยผลไม้ให้เก็บกินได้ตลอดทั้งสี่ฤดู แม้เสิ่นจือจั้วจะทำอาหารไม่อร่อยเลย แต่สองตาหลานไม่มีทางอดตายแน่นอน
เสิ่นจืออินพาหลานชายทั้งสามออกไปเก็บผลไม้กิน พลางสำรวจสภาพแวดล้อมรอบๆไปด้วย จนลืมไปชั่วขณะว่ามีกลุ่มคนแก่อยู่กันอย่างวุ่นวายในครัว
ช่างเถอะ ถึงจะเป็นพิษก็ไม่เป็นไร ยังไงเธอก็มียาถอนพิษอยู่แล้ว
ฝ่ายเสิ่นจือจั้วในครัว กำลังถือเห็ดกลุ่มหนึ่งออกมาล้างอย่างขะมักเขม้น
"อาจารย์น้อยครับ เห็ดพวกนี้สีสันสดใสมากเลยครับ จะมีพิษหรือเปล่าครับ?" คุณปู่หลิวเอ่ยถามอย่างกังวล
"พูดเหลวไหล นั่นเห็ดน้ำนม มันเป็นสีแดงแบบนั้นอยู่แล้ว" เสิ่นจือจั้วตอบกลับอย่างมั่นใจ
"อ้อ" คุณปู่หลิวพยักหน้ารับ เขาเชื่อเรื่องนี้อย่างสนิทใจโดยไม่สงสัยเลย
"แล้วอันนี้ล่ะครับ?" คุณปู่หลิวยื่นเห็ดสีขาวพวงหนึ่งออกมา
"โง่จริง นั่นมันเห็ดพอร์ชินี ส่วนตรงโน้นเป็นเห็ดปลวก แล้วนั่นเห็ดมือผี..." เสิ่นจือจั้วชี้นิ้วไปทีละอย่าง น้ำเสียงและท่าทางมั่นอกมั่นใจสุดๆ
คุณปู่หลิวเห็นเสิ่นจือจั้วมั่นใจเช่นนั้น ก็เลยเชื่อสนิทใจ
"ไม่ต้องไปสนใจเจ้าเด็กนั่นหรอก พูดจาเหลวไหลน่ารำคาญ เห็ดพวกนี้ไม่มีพิษหรอกน่า ที่ฉันท้องเสียคราวก่อนเป็นเพราะปรุงไม่สุกต่างหาก ลองคิดดูสิ เห็ดพวกนี้ถึงมีพิษจริง พอโดนความร้อนมันก็สลายไปหมดแล้ว ถ้ามันอันตรายจริง ฉันคงตายไปนานแล้ว"
คุณปู่หลิวพยักหน้าเห็นด้วยอย่างยิ่ง ถูกของอาจารย์น้อย เขาช่างรอบรู้ขนาดนี้ ไม่มีทางแยกไม่ออกหรอกว่าเห็ดไหนกินได้ เห็ดไหนมีพิษ
พวกคนแก่อีกกลุ่มที่ยืนอยู่ข้างๆ ต่างก็สวมแว่นสายตายาว มองเห็ดในมือของคุณปู่หลิวอย่างพิจารณาพร้อมกับลูบคางไปด้วย
"นี่นายแยกแยะเห็ดเป็นรึเปล่าเนี่ย ไหนว่าเคยอยู่แผนกครัวมาก่อน?"
"ฉันเคยอยู่แผนกครัวจริง แต่ไม่เคยทำกับข้าวจากเห็ดน่ะสิ" คุณปู่หลิวตอบ "มีปัญหาอะไรเหรอ?"
"ไม่มีปัญหาหรอก!"
ว่าแล้วทุกคนก็เริ่มลงมือทำงานกันอย่างขะมักเขม้น ทั้งหั่นเห็ด ผัดเห็ด ต้มเห็ด...ส่วนเฉินจือจั๋วก็วิ่งแจ้นไปที่เล้าไก่ แล้วแย่งไข่กับแม่ไก่สามตัวจนถูกวิ่งไล่ขวักไขว่ไปทั่วเล้า
"พวกแกนี่! ฉันเลี้ยงมาแท้ๆ เลี้ยงจนอ้วนพี บึกบึนขนาดนี้ สุดท้ายกลับมาเนรคุณกันแบบนี้เหรอ แค่กินไข่พวกแกไม่กี่ฟองเอง ไม่ได้กินเนื้อสักหน่อย พวกแกจะออกไปหาคู่กับไก่ป่า ฉันก็ไม่เคยว่า แต่อย่ามาจิกฉันอีก เข้าใจไหม! ไม่งั้นฉันโกรธจริงๆแน่ รอก่อนเถอะ จะให้เด็กคนนั้นจัดการพวกแกเอง!"
เขากำลังหัวเสียอย่างหนัก ไอ้ไก่สามตัวนี่มันกินแต่อาหารของเขา แถมยังชอบแย่งของอร่อยๆอีกต่างหาก แค่เขาจะกินไข่มันบ้างสองฟอง ยังโดนจิกใส่อีก!
ฝ่ายคุณปู่หลิว เห็นอาจารย์น้อยของตนโดนไก่รังแกก็ทนไม่ไหว รีบพับแขนเสื้อเข้าไปช่วยเหลือทันที
ผลปรากฏว่า... สุดท้ายคนที่ถูกไก่ไล่จิกจนต้องวิ่งหนีป่าราบ กลับกลายเป็นสองตาแก่ ที่ตอนนี้วิ่งกันอย่างกับหนูถูกล่า
"อาจารย์น้อย ไก่ที่บ้านคุณมันเก่งขนาดนี้เลยเหรอ!"
เสิ่นจือจั้วพูดอย่างหัวเสีย "ไม่งั้นฉันจะดูแย่ขนาดนี้รึไง ไก่แค่สามตัว ถูกเด็กแสบคนนั้นเลี้ยงจนสู้กับเหยี่ยวบนเขายังได้ ถ้าเป็นเพียงพอนหรือหมาจิ้งจอก สู้กับพังพอนหรือหมาจิ้งจอกก็สามารถสู้ได้ทีละสามตัวเลยด้วยซ้ำ!"
ในภูเขาลูกที่พวกเขาอาศัยอยู่ มีสัตว์ป่าอาศัยอยู่มากมาย ก่อนหน้านี้ที่วัดเต๋าเลี้ยงไก่ไว้สิบตัว แต่ถูกพังพอนกับหมาจิ้งจอกป่าแอบมาคาบไปหลายตัว เสิ่นจืออินโกรธจนแทบบ้า จึงตัดสินใจฝึกไก่ที่เหลือเหมือนศิษย์ในสำนัก ทุกวันต้องวิ่งฝึกฝนร่างกายอ้วนๆของมันในป่า ไม่เพียงเท่านั้นยังฝึกให้บิน ฝึกเสร็จก็ให้กินยาบำรุงอีกด้วย
ระหว่างการฝึกฝนอันหนักหน่วง ไก่บางตัวถูกคัดออกและตายไป ร่างของพวกมันกลายเป็นอาหารในท้องของพวกเขา เหลือเพียงสามตัวนี้ที่รอดชีวิตจากการฝึกสุดโหด พวกมันแข็งแกร่งขึ้นจนศัตรูตัวฉกาจอย่าง พังพอน สุนัขจิ้งจอก หรือนกอินทรี ไม่ใช่เรื่องยากเย็นอีกต่อไป พวกมันคือยอดนักสู้ในบรรดาไก่บ้านอย่างแท้จริง
บทที่ 263: ความรักจากเสิ่นจือจั้ว
เรื่องแค่ไข่ไก่ไม่กี่ฟองกลับบานปลายกลายเป็นเรื่องใหญ่ราวกับยกทัพไปรบ คนแก่ทั้งสองเดินออกมาพร้อมขนไก่ติดหัวเต็มไปหมด สีหน้าบ่งบอกชัดเจนว่าไม่สบอารมณ์สักเท่าไหร่
"สักวันฉันจะฆ่าพวกมันกินให้หมด!"
เสิ่นจือจั้วสบถอย่างเคืองแค้น ส่วนคุณปู่หลิวก็พึมพำอย่างหัวเสียไม่แพ้กัน "หลานสาวคุณนี่ก็ไม่ใช่เล่นๆนะ ฝึกไก่ได้ขนาดนี้"
วัตถุดิบทุกอย่างเตรียมพร้อม เสิ่นจือจั้วพับแขนเสื้อขึ้น ก่อนจะลงมือทำอาหารทันที
เมนูแรกที่เขาเลือกทำคือเห็ดผัด ซึ่งเป็นเมนูโปรดของเขาเอง
"ใส่เกลือขนาดนี้จะเค็มไปรึเปล่านะ"
ผู้เฒ่าซ่งจ้องมองเสิ่นจือจั้วตักเกลือใส่หม้อไปหลายช้อน คิ้วขมวดมุ่น แม้ตัวเขาจะไม่ได้ทำอาหารมานานหลายปี แต่เกลือขนาดนั้นมันมากเกินไปอย่างเห็นได้ชัด
เสิ่นจือจั้วกล่าวอย่างมั่นใจ “ไม่หรอก ฉันมีประสบการณ์!"
คนที่ทำอาหารไม่เป็นก็ไม่ได้รู้สึกว่ามีอะไรผิดปกติ ส่วนคนที่ทำอาหารเป็น ส่วนใหญ่ก็เลิกทำมายี่สิบกว่าปีแล้ว แม้จะรู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง แต่ในฐานะแขก พวกเขาก็ไม่กล้าทักท้วงเสิ่นจือจั้ว
สุดท้าย เมื่อจานเห็ดผัดที่ทั้งเห็ดและกระเทียมกลายเป็นสีดำปี๋ถูกยกขึ้น ทุกคนก็พากันเงียบกริบ
เสิ่นจือจั้วโบ้ยความผิดอย่างหน้าตาเฉย "ดูเหมือนจะใส่ซีอิ๊วเยอะไปหน่อย" เขาพูดต่อว่า "ไก่ตุ๋นใกล้ได้ที่แล้ว เดี๋ยวใส่เห็ดนี่ลงไปด้วยก็ได้"
ไก่ตัวนั้น เขาตั้งใจไปซื้อมาจากบ้านที่เลี้ยงไก่เก่งที่สุดในหมู่บ้าน เพราะเห็นว่ามีแขกมาเยอะเลยเลือกตัวที่ใหญ่ที่สุดมา
เสิ่นจืออินกะเวลาได้พอดี จึงเรียกหลานชายทั้งสามที่วิ่งเล่นอยู่ทั่วหุบเขากลับมา
ชายหนุ่มทั้งสามคนหอบผลไม้ป่านานาชนิดเต็มไม้เต็มมือ โดยเฉพาะเสิ่นมู่จิ่นที่ดูจะติดใจผลไม้พื้นเมืองชนิดหนึ่งหน้าตาคล้ายสตรอว์เบอร์รี แต่เล็กจิ๋วเท่าปลายนิ้วก้อยสีแดงสด แถมยังมีสตรอว์เบอร์รีป่าลูกเล็กๆอีกด้วย
สัตว์ป่าแถบนี้มีให้เห็นหลายชนิด แถมยังไม่ค่อยกลัวคนเสียด้วย
"คุณย่าตัวน้อย สัตว์ที่นี่ดูไม่ค่อยกลัวคนเลยนะครับ"
เสิ่นจืออินพยักหน้าเห็นด้วย "ใช่ มันไม่กลัวเลย"
หนำซ้ำยังชอบมาแย่งของงกินของท่านผู้เฒ่าอีกด้วย
"ผมเห็นหงส์ด้วย อยู่ในน้ำตรงโน้น แต่ดูอ้วนๆป้อมๆ คอก็หนาเชียว"
เสิ่นจืออินพูดพลางหยิบลูกสตรอว์เบอร์รีป่าเข้าปากเคี้ยวตุ้ยๆ "นั่นไม่ใช่หงส์หรอก นั่นมันห่านที่ฉันเลี้ยงไว้เอง"
เสิ่นอวี้จู๋เบิกตากว้างอย่างไม่อยากเชื่อ "แต่... แต่ผมเห็นพวกมันกับตาว่ามันบินได้นะครับ!"
เสิ่นจืออินเผยรอยยิ้มมุมปากเล็กๆ "ฉันเป็นคนฝึกเองน่ะ"
สัตว์ที่สามารถเติบโตได้อย่างปลอดภัยในวัดเต๋า ไม่มีตัวไหนอ่อนแอ พวกเขามีห่านตัวโตอยู่ห้าตัว แม้แต่หมาป่าบนเขายังต้องหลบให้
โอ้ ยกเว้นแต่ต้ามี
ต้ามีถือเป็นความล้มเหลวครั้งใหญ่ในชีวิตของเธอเลยล่ะ!
พอกลับมาถึงวัดเต๋า ยังไม่ทันได้ก้าวเข้าไปข้างใน เสิ่นจืออินก็ได้กลิ่นประหลาดลอยโชยมาแตะจมูก กลิ่นเหม็นตุๆ น่าสะพรึงกลัวราวกับฝันร้าย ทำเอาเธออดจินตนาการถึงรสชาติอันแสนสะอิดสะเอียนของอาหารตรงหน้าไม่ได้
ในขณะที่สามพี่น้องตระกูลเสิ่น ที่ยังไม่ได้ลิ้มรสอาหารพิษสังหารของเสิ่นจือจั้ว ก็กำลังนั่งรออย่างไม่รู้เรื่องรู้ราว
"กลับมาแล้วเหรอ! มากินข้าวกันเถอะ"
คนมากันเยอะ เสิ่นจือจั้วเลยยกโต๊ะออกมาสองตัว
เสิ่นจืออินมองโต๊ะตัวหนึ่งอย่างคุ้นตา จึงเลื่อนสายตาไปมองอีกครั้ง
"ท่านเอาโต๊ะบูชามาวางทำไม?"
ใช่แล้ว โต๊ะบูชาแบบเดียวกับที่ตั้งอยู่ในห้องโถงใหญ่ ใช้สำหรับจุดธูปบูชาเทพเจ้าลัทธิเต๋าสามองค์ รวมถึงรูปของเจ้าสำนักคุนชิงทุกรุ่น
คุณปู่หลิวได้แต่ก้มหน้า ไม่กล้าพูดอะไร แม้จะพยายามห้ามปรามอาจารย์น้อยแล้วก็ตาม แต่ก็ห้ามไม่อยู่
อาจารย์น้อยผู้นี้ แม้จะอายุอานามปูนนี้แล้ว ท่านก็ยังคงเป็นคนเดิมไม่เคยเปลี่ยน ดื้อรั้นไม่ยอมฟังใคร
"ฉันแค่ขอยืมโต๊ะของเทพเจ้ามาใช้ ไม่ได้คิดจะไม่เอาไปคืนเสียหน่อย"
เสิ่นจืออินส่ายหน้าอย่างระอา : ท่านยังกล้าขอพรจากเทพเจ้าให้ท่านโชคดีอีกเหรอ? ถ้าเทพเจ้าคุ้มครองท่านได้ ฉันขอยอมแพ้เลย
บนโต๊ะอาหารค่ำวันนี้เต็มไปด้วยเมนูอาหารมากมาย หลังจากทุกคนนั่งประจำที่เรียบร้อยแล้ว สิ่งแรกที่เสิ่นจืออินทำคือหยิบขวดยาออกมาวางบนโต๊ะ ก่อนจะประกาศเสียงดังฟังชัดว่า "หนึ่งคนหนึ่งเม็ดนะ"
ทุกคนต่างมองหน้ากันด้วยความฉงน
เอ่อ... นี่มันธรรมเนียมอะไรกันเหรอ? หรือว่าต้องกินยาก่อนกินข้าว?
เสิ่นจือจั้วทำหน้าบูดบึ้งเหมือนโดนใส่ร้าย "ศิษย์เอ๋ย นี่เธอไม่เชื่อใจฉันเหรอ?!"
เสิ่นจืออินผู้มีดวงตากลมโตเบิกกว้างอย่างจริงใจ "อาจารย์ นี่เป็นผลดีกับทุกฝ่ายนะคะ"
จากนั้นเธอก็ชี้ไปที่ขวดยา "และนี่ คือยาถอนพิษ"
ทุกคน : ...
เวอร์เกินไปแล้วมั้ง?
สีหน้าของเสิ่นจือจั้ว ทำให้คุณปู่หลิวตัดสินใจได้ เขายอมร่วมมือกับอาจารย์น้อยเพื่อต่อสู้กับศัตรูคนเดียวกัน
ไหนๆอาจารย์น้อยก็อุตส่าห์ลงมือทำอาหารให้เป็นพิเศษ จะให้เขาขัดใจได้อย่างไรกัน
เสิ่นจืออินเห็นทุกคนกินยาแล้ว ยกเว้นก็แต่สองคนที่ยังคงนั่งหน้าบอกบุญไม่รับ จึงพูดขึ้นว่า
"เอาล่ะ เอาล่ะ ไม่บังคับแล้วก็ได้"
ในที่สุดก็ได้เวลาอาหาร เสิ่นจืออินไม่แม้แต่จะชายตามองเห็ดพวกนั้นเลยด้วยซ้ำ ตะเกียบของเธอตรงไปยังแตงกวาดองจานเล็กอย่างไม่ลังเล แต่เพียงแค่เห็นก็รู้แล้วว่า นี่ไม่ใช่มือของท่านผู้เฒ่าที่ทำแน่ๆ
ท่านผู้เฒ่าชื่นชอบการปรุงอาหารแบบเรียบง่าย เขามักจะเลือกทำอาหารที่ซับซ้อน แม้ว่ารสชาติอาหารจะแย่เหมือนเดิมตลอดหลายปีที่ผ่านมา
เสิ่นจือจั้วตักซุปไก่ใส่ชามให้ทุกคนอย่างกระตือรือร้น เสิ่นจืออินได้รับความเอาใจใส่อย่างล้นหลาม ในชามซุปไก่ของเธอมีน่องไก่ชิ้นโตวางอยู่
"ศิษย์รัก รีบกินซะ ฉันยกน่องไก่ให้เธอด้วยนะ"
เสิ่นจืออิน …ขอบคุณนะคะ แต่ไม่ต้อง
เธอแอบกลอกตาไปมา พลางคิดหาทางกำจัดน่องไก่นั้น แต่เสิ่นจือจั้วกลับเอาแต่จ้องมองมาที่เธอ
เสิ่นจืออินเห็นดังนั้นก็ทำหน้าเศร้า เมื่อก่อนก็ช่างมันเถอะ... แต่ตอนนี้ให้คนที่เคยกินทั้งไก่ทอด ไก่ย่าง ไก่โคล่า มากินไก่รสชาติประหลาดแบบนี้ เธอจะกินลงคอได้ยังไง?
เธอถือขาไก่ไว้ กำลังจะงับเข้าปากด้วยฟันซี่เล็กๆ ทันใดนั้นเอง เสียง "แหวะ~" ก็ดังขึ้น
แต่ไม่ใช่เสียงของเธอ
เธอหันไปมอง เห็นเสิ่นมู่จิ่นวางถ้วยน้ำซุปไก่ลง แล้วทำท่าจะอาเจียนออกมา "โอ้โห...เค็มอะไรขนาดนี้ แล้วทำไมถึงมีรสขมกับเผ็ดด้วย?"
นี่มันซุปไก่ที่ไหนกัน รสชาติมันแปลกประหลาดจนเขาบรรยายไม่ถูก
สีหน้าของทุกคนบิดเบี้ยวราวกับพยายามกลืนอะไรบางอย่างที่ขมขื่นจนเกินจะรับไหว ร่างกายของพวกเขาแข็งทื่อไปหมด ยิ่งไปกว่านั้น คุณปู่หลิวน่าสงสารกว่าใคร เพราะอาจารย์น้อยเป็นคนตักน้ำซุปประหลาดนี้ให้เขาด้วยความเอ็นดู เขาจึงซดลงไปจนหมดชามด้วยความเร็ว ตอนนี้คุณปู่หลิวได้แต่กุมคอ พูดไม่ออก
เสิ่นจืออินคีบเนื้อไก่เข้าปาก เคี้ยวอย่างช้าๆ
รสชาติคุ้นเคยนี้ยังคงเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน
“คุณย่าตัวน้อย…”
เสิ่นอวี้จู๋กำลังดื่มน้ำ เสิ่นซิวหนานมองเธอค่อยๆกลืนเนื้อไก่ลงไปด้วยสีหน้าที่พูดไม่ออก
"รสชาติเนื้อไก่ดีไหม?" ในน้ำเสียงแฝงไปด้วยความหวังอยู่รำไร
เสิ่นจืออินยิ้มจนตาหยี แก้มยุ้ยทั้งสองข้างปรากฏรอยบุ๋มน่ารัก "คุณลองชิมดูสิคะ เนื้อไก่ยังไม่ค่อยซึมซับรสชาติเท่าไหร่ น่าจะดีกว่านะ"
ทุกคนลองชิมดู เนื้อไก่ก็ดีขึ้นกว่าหน่อย แต่ก็ไม่ได้ดีกว่ากันมากนัก
เสิ่นจือจั้วเอ่ยอย่างไม่อยากเชื่อ "ไม่อร่อยเหรอ? ก็อร่อยดีนี่นา"
เขากินอย่างเอร็ดอร่อยจนคนอื่นอดสงสัยไม่ได้ว่าประสาทรับรสของเขาผิดปกติไปหรือเปล่า
คุณปู่หลิวหัวเราะ แห้ง "ฮ่าๆ... งั้นลองชิมอย่างอื่นดูไหม?"
ยังไงซะ เสิ่นจือจั้วก็ตั้งใจทำให้ขนาดนี้ ถ้าไม่กินเลยก็ดูจะใจร้ายเกินไปหน่อย
หลังจากนั้นไม่นาน…
“อุแหวะ…”
งั้นก็ทำให้เขาเสียใจไปเลยเถอะ
เขาทำได้ยังไงกันนะ? ถึงทำให้ทุกอย่างทั้งเค็ม ขม เผ็ด ได้ขนาดนี้? ลิ้นของพวกเขาชาไปหมดแล้ว
เสิ่นจืออินตักข้าวคำแล้วคำเล่าอย่างไม่รู้สึกรู้สา จนคนอดเป็นห่วงไม่ได้
"คุณย่าตัวน้อย คุณไม่รู้สึกว่า..." อาหารมันไม่อร่อยบ้างเหรอ?
เสิ่นจืออินวางช้อนลง "ก็พอกินได้ ฉันกินจนชินแล้ว"
ทุกคนมองเสิ่นจืออินด้วยแววตาสงสารจับใจ
เสิ่นจือจั้วนั้นขึ้นชื่อเรื่องปกป้องคนใกล้ชิด แต่บางครั้งการปกป้องที่มากเกินไปก็อาจไม่ส่งผลดีเสมอไป
เพราะการแสดงออกความรักของเขา ไม่ได้แสดงออกแค่การปกป้องเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงเรื่องอาหารการกินด้วย เขาจะคอยตักอาหารใส่ชามให้กับคนที่สนิทด้วยความเคยชิน ซึ่งค่อยๆกลายเป็นความใส่ใจที่แสดงออกอย่างชัดเจน
เสิ่นจืออินนั้นคุ้นเคยกับการดูแลแบบแปลกๆนี้ไปเสียแล้ว แต่คนที่น่าสงสารที่สุดคงหนีไม่พ้นคุณปู่หลิว
"น้องสิบ นี่ผอมลงไปหรือเปล่า กินเนื้อไก่เพิ่มอีกหน่อย เห็ดนี่ก็อร่อยมาก เอาไปอีก..."
คุณปู่หลิวมองด้วยแววตาแดงก่ำ : ฮือๆๆ... อาจารย์น้อย คุณแบ่งปันความรักของคุณให้คนอื่นบ้างเถอะ ผมรับไม่ไหวแล้ว
บทที่ 264: อาหารเป็นพิษ
ท่าทางน่าสงสารของคุณปู่หลิว ทำเอาเพื่อนเก่าแก่ทั้งหลายรู้สึกสงสารจับใจ
แต่พวกเขาก็ไม่กล้าแม้แต่จะส่งเสียง ถ้าท่านผู้อาวุโสเสิ่นเกิดอยากแบ่งปันความรักอันหนักอึ้งนี้ให้พวกเขาบ้างล่ะ จะทำอย่างไร?
คุณปู่หลิวได้แต่คิดในใจ : ...เลือกคบเพื่อนผิดซะจริง!"
ด้วยหลักการไม่กินทิ้งขว้าง เสิ่นจือจั้วกินจนอิ่มแล้ว เห็นว่าน้องสิบกินไม่ไม่ไหวแล้ว จึงยกหม้อเนื้อไก่ที่ยังเหลืออีกเกือบเต็มหม้อไปวางตรงหน้าเสิ่นจืออิน
"ศิษย์รัก นี่คือของกินที่อาจารย์เก็บไว้ให้เธอโดยเฉพาะ" รอยยิ้มของเขาช่างแสนอบอุ่นเหลือเกิน
เสิ่นจืออินอดไม่ได้ที่จะแอบเบ้ปากเล็กน้อย ถึงแม้รสชาติอาหารจะแย่แค่ไหน แต่เสิ่นจือจั้วก็ยังคงมีนิสัยเหมือนตอนหนุ่มๆที่ไม่ชอบกินของค้างคืน ตั้งแต่เด็กเธอเป็นคนกินเก่งอยู่แล้ว อาหารที่คนอื่นกินไม่หมด เธอจะเป็นคนจัดการเอง
คราวนี้ก็ไม่ต่างกัน เสิ่นจือจั้วทุ่มเทพยายามป้อนอาหารทุกอย่างที่เขาคิดว่าอร่อยให้กับหลานสาวสุดที่รักของเขา
สายตาของพี่น้องตระกูลเสิ่นทั้งสามที่นั่งอยู่ข้างๆ มองมาด้วยความหวาดหวั่น พวกเขากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก
ทุกสายตาต่างจับจ้องไปที่สีหน้าเศร้าสร้อยของคุณย่าตัวน้อยอย่างเห็นใจและสงสารปนกัน
พวกเขาควรจะยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือดีไหมนะ...
ยังไม่ทันที่เสิ่นจืออินจะตักข้าวคำที่สอง คุณปู่หลิวก็ฟุบลงไปกับโต๊ะเสียแล้ว
"เป็นอะไรรึเปล่าเนี่ย อิ่มจนหน้ามืดไปเลยรึไง" ผู้เฒ่าซ่งที่นั่งอยู่ข้างๆ เอ่ยถามพลางใช้มือสะกิดเบาๆ
พอโดนผลัก คุณปู่หลิวก็ล้มลงพื้นทันที ตาเหลือกและน้ำลายฟูมปาก
"กรี๊ด!!!!!" เสียงกรีดร้องดังขึ้น ทุกคนต่างก็ตกใจ
คุณปู่หลิวอาหารเป็นพิษ มือที่สั่นเทาชี้ขึ้นเหนือศีรษะของตัวเอง ปากมีฟองสีขาวเอ่อออกมา พูดจาไม่ชัดนัก บอกว่าเห็นคนตัวเล็กๆอยู่เต็มไปหมด
บอดี้การ์ดถึงกับใจหายวาบ รีบคว้าโทรศัพท์มือถือออกมาเพื่อจะโทรเรียกรถพยาบาล แล้วก็ถามผู้อาวุโสคนอื่นๆว่ารู้สึกไม่สบายตรงไหนบ้าง
"ไม่มีหรอก ฉันไม่ได้รู้สึกอะไรสักหน่อย"
เสิ่นจืออินเดินเข้ามาพร้อมกับเคี้ยวเนื้อไก่ในปาก พูดอย่างไม่ใส่ใจว่า "ไม่เห็นต้องเรียกหมอเลย แค่กินยาถอนพิษสักเม็ดก็หายแล้ว"
เสิ่นจืออินรีบบีบคางคุณปู่หลิว ก่อนจะยัดยาลูกกลอนเข้าไปในปากอย่างรวดเร็ว
ถ้ามัวแต่รอให้รถพยาบาลมาถึงที่นี่ ก็คงไม่ทันแล้ว
"ทำไมพวกเราถึงไม่เป็นอะไร? เป็นเพราะยาถอนพิษที่พวกเรากินเข้าไปก่อนหน้านี้รึเปล่า?" เสียงใครคนหนึ่งดังขึ้นอย่างสงสัย
เสิ่นจืออินพยักหน้า "ใช่แล้วค่ะ จะเป็นอะไรไปได้อีกล่ะ"
เสิ่นจืออินพยักหน้าหงึกหงัก มือเล็กๆเท้าเอว แม้จะต้องเงยหน้ามองคู่สนทนา แต่ก็ไม่ได้ทำให้ความน่าเกรงขามของเธอลดลงเลยแม้แต่น้อย
"ฉันบอกพวกคุณแล้วว่าท่านผู้เฒ่าแยกไม่ออกระหว่างเห็ดพิษกับเห็ดที่กินได้ บอกแล้วว่าขอฉันดูก่อน แต่พวกคุณกลับไล่ฉันออกมา" เสียงเล็กเอ่ยอย่างคาดโทษ "พวกคุณมีกันตั้งเยอะแยะ แต่ไม่มีใครที่จะแยกเห็ดออกแม้แต่คนเดียวเลยเหรอ?"
เด็กหญิงอายุสี่ขวบอย่างเสิ่นจืออินทำให้เหล่าคุณปู่ทั้งหลายต้องหน้าหงายไปตามๆกัน
เสิ่นจืออินพึมพำ "ในสายตาของท่านผู้เฒ่า เห็ดอะไรที่สีแดงๆก็เรียกเห็ดน้ำนม เห็ดอะไรสีเทาๆขาวๆก็เรียกเห็ดปลวก เห็นอะไรต้นใหญ่ๆหน่อยก็เรียกเห็ดพอร์ชินี..."
เหล่าคุณปู่ทั้งหลายได้ยินดังนั้นก็ได้แต่นิ่งเงียบไปตามๆกัน
น้ำเสียงหนักแน่นของเสิ่นจือจั้วทำให้ทุกคนคล้อยตามโดยไม่รู้ตัว
"แต่ท่านผู้อาวุโสเสิ่นเองก็ไม่ได้กินนี่นา ทำไมเขาถึงไม่เป็นอะไรล่ะ?"
ทุกคนหันซ้ายขวามองหาเสิ่นจือจั้ว แต่หาเท่าไหร่ก็ไม่เจอ
จนในที่สุดก็เจอตัวเขาอยู่ในเล้าไก่
เขากำลังกำคอไก่ตัวเมียไว้แน่นเพื่อป้อนน้ำซุป "กินเข้าไปสิ เจ้าลูกศิษย์อกตัญญู ฉันอุตส่าห์ต้มให้กินแท้ๆ ยังจะมาจิกมือฉันอีก!"
"กุ๊ก กุ๊ก กะต๊าก กะต๊าก!!!!" ไก่ตัวเมียร้องตอบอย่างไม่ยอมแพ้
แม่ไก่ตีปีกส่งเสียงร้องลั่น เล็บแหลมคมของมันเกี่ยวเอาปอยผมของเสิ่นจือจั้วติดไปด้วย เขาร้องลั่นด้วยความเจ็บ "ปล่อยนะเสิ่นจืออิน! ยัยเด็กบ้า ปล่อยเดี๋ยวนี้นะ ได้ยินไหม!"
เสิ่นจืออินได้แต่นิ่งเงียบ : …มีปู่และอาจารย์แบบนี้ ฉันก็ยอมใจจริงๆ!
คนอื่นๆ : ….
อืม คนนี้ก็อาหารเป็นพิษ แถมยังสติไม่ดี เอาเนื้อไก่ไปป้อนไก่ นี่มันอะไรกันเนี่ย!
ผู้เฒ่าซ่งมองเหตุการณ์ตรงหน้าอย่างไม่เข้าใจ พลางพึมพำกับตัวเองเบาๆว่า " หรือว่านี่จะเป็นสาเหตุที่ทำให้ไก่พวกนั้นไม่ค่อยชอบหน้าท่านผู้อาวุโสเสิ่น?"
หลังจากนั้นไม่นาน ทุกคนก็ช่วยกันแยกเสิ่นจือจั้วที่กำลังสู้กับแม่ไก่ตัวนั้นอย่างเอาเป็นเอาตาย แถมยังตะโกนด่าไม่หยุดปากออกมาได้สำเร็จ
บอดี้การ์ดสองคนคว้าแขนเสิ่นจือจั้วไว้แน่นก่อนจะรีบวิ่งพาเขาเข้าไปในวัดเต๋า แม่ไก่ก็บินตามไป
ฝ่ายเสิ่นจืออินเห็นดังนั้นจึงรีบกระโดดคว้าไก่ตัวที่กำลังบินพล่านอย่างไม่รู้ทิศทางเอาไว้ได้ แล้วตบหัวมันหนึ่งที
ไก่สงบลงในทันที ดวงตาเล็กๆจ้องมองเสิ่นจืออินนั้นฉายแววน้อยใจ เสิ่นจืออินหยิบยาบำรุงวิญญาณป้อนให้มันอย่างแผ่วเบา เมื่อกินเสร็จมันจึงค่อยๆเดินเชิดหน้าชูคอกลับไปยังเล้าของมันอย่างสง่าผึ่งผาย
หลังจากได้รับยาถอนพิษ อาการของคนทั้งสองก็เริ่มทุเลาลงอย่างรวดเร็ว ทว่ากว่าพิษจะถูกขับออกจากร่างกาย พวกเขาก็ต้องทรมานจากการอาเจียนและท้องเสียอยู่พักใหญ่
ส่วนคนอื่นๆที่ได้รับพิษไปนั้น แม้จะมีอาการท้องเสียแตกต่างกันไป แต่ทุกคนก็ยังกังวล จนกระทั่งเสิ่นจืออินอธิบายว่าเป็นเพียงอาการปกติของร่างกายที่กำลังขับพิษ พวกเขาจึงค่อยใจชื้นขึ้น
หลังจากวุ่นวายกันเสร็จ ก็ล่วงเข้ายามดึกสงัด
เหล่าบอดี้การ์ดและพี่น้องตระกูลเสิ่นช่วยกันกางเต็นท์อยู่ด้านนอก ขณะที่เสิ่นจืออินมองเสิ่นจือจั้วที่แกล้งหลับอยู่บนเตียงอย่างเงียบๆ
"อาจารย์~"
เสิ่นจือจั้วขยับเปลือกตาขึ้นเล็กน้อย แต่ก็ยังไม่ยอมลืมตาขึ้นมา
"ต่อไปนี้ห้ามกินเห็ดอีกนะ"
"ไม่ได้หรอก!"
เสิ่นจือจั้วที่เมื่อครู่นี้ยังคง "หมดสติ" อยู่ พลันลุกพรวดขึ้นมาทันที
"ถึงเธอจะเป็นศิษย์ของฉัน แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าเธอจะมายุ่งกับงานอดิเรกของฉันได้นะ!"
"งานอดิเรกอะไรกัน? ลองชิมยาพิษด้วยตัวเองแล้วกินเห็ดพิษงั้นเหรอ? ท่านคิดว่าตัวเองเป็นเทพเสินหนงที่ชิมสมุนไพรนับร้อยหรือไง?"
"ไม่ใช่เพราะเห็ดพิษหรอก คงเป็นเพราะฉันทำอาหารผิดพลาดตรงไหนแน่ๆ ใช่แล้ว ต้องเป็นอย่างนั้น ไม่ใช่ความผิดของเห็ดแน่!"
เขาช่างรักเห็ดมากเหลือเกิน ไม่ว่ายังไงก็โทษตัวเองก่อน ไม่เคยคิดโทษเห็ดเลยสักนิด แถมยังหาเหตุผลมาหักล้างได้อย่างน่าฟังอีกด้วย
"ตอนที่ฉันเก็บเห็ด ฉันยังเห็นสัตว์กินเข้าไปอยู่เลย"
คุณปู่หลิวที่เพิ่งรู้สึกตัวหลังจากสลบไป ได้ยินดังนั้นก็อดคิดไม่ได้ว่า สัตว์อะไรกันมันจะเบื่อชีวิตถึงขนาดกินเห็ดพิษฆ่าตัวตาย? ฝ่ายผู้เฒ่าหลี่กับคนอื่นๆที่นั่งจิบชาอยู่ในห้องก็รู้สึกสงสัยไม่ต่างกัน
เสิ่นจืออินเหลือบมองตามไป ก่อนจะเอ่ยถามแทนทุกคน "สัตว์อะไรหรือ?"
เสิ่นจือจั้วตอบอย่างอึกอัก "ขนฟูๆนุ่มนิ่ม สีสันสดใสเต็มไปหมดเลย"
คุณปู่หลิวขมวดคิ้ว "สัตว์อะไรของคุณกันครับ?"
เสิ่นจืออินกล่าวสั้นๆ "หนอน แถมยังมีพิษด้วย"
คุณปู่หลิว : …นั่นมันสัตว์เหรอ?
เสิ่นจือจั้วมองสายตาที่เต็มไปด้วยความเคลือบแคลงสงแง่ของคุณปู่หลิว "อย่าดูถูกแมลงสิ แม้ตัวเล็กแต่ก็เป็นสัตว์เหมือนกัน ทำไมพวกเธอถึงใจร้ายกับมันแบบนี้"
ทุกคน : …
สงสัยพวกเขาคงรู้จักโลกน้อยไปหน่อย
เสิ่นจืออินเบื่อหน่ายเต็มทีที่ต้องมาต่อปากต่อคำกับตาแก่ที่ทำตัวเป็นเด็กอยู่ในร่างผู้ใหญ่แบบนี้
"หนูเอาเหล้าองุ่นหมักมาให้ค่ะ ทำจากองุ่นที่ปลูกเองกับมือเลยนะ แถมยังผสมน้ำผึ้งชั้นดีที่กำลังจะกลายเป็นน้ำผึ้งวิญญาณลงไปด้วย"
ดวงตาของเสิ่นจือจั้วเป็นประกายทันที "ศิษย์รัก! รู้ใจฉันจริงๆ ไม่เสียแรงที่เลี้ยงดูเธอมา! แล้วเหล้าอยู่ไหน?"
“ท่านต้องสัญญากับหนูก่อนว่าจะไม่กินเห็ดพิษนั่นอีก" ทันทีที่เธอเอ่ยจบ ใบหน้าหล่อเหลาของเสิ่นจือจั้วก็ดูหงอยลงไปในทันที
"นี่เธอกำลังบังคับฉันอยู่นะ!"
เสิ่นจืออินจ้องเขม็งด้วยดวงตากลมโตดำขลับ "อืม ท่านก็เลือกเองแล้วกัน"
เสิ่นจือจั้วได้แต่คิดในใจ เด็กคนนี้โตขึ้นแล้ว ไม่เหมือนเมื่อก่อนที่หลอกง่าย เชื่อฟัง และน่ารักเลยสักนิด!
เขาพูดอย่างตัดพ้อ "อย่างมากที่สุด ฉันจะไม่ไปเก็บเห็ดหนึ่งอาทิตย์" เขาเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะเสริม "เหล้าพวกนี้เอาไปให้คนอื่นเถอะ"
"หนึ่งเดือน น้อยกว่านี้ไม่ได้แล้ว"
เสิ่นจือจั้วรีบสวมรองเท้าแตะ วิ่งตามเด็กน้อยวัยสี่ขวบไปอย่างร้อนรน
“เธอทำกับอาจารย์แบบนี้ได้ยังไง? ฉันมีงานอดิเรกแค่ไม่กี่อย่าง หนึ่งเดือนมันนานเกินไปจริงๆ เสี่ยวจืออิน เธอไม่รู้หรอกว่าตอนที่เธอไม่อยู่ ฉันอยู่คนเดียวบนเขานี้มันเหงาแค่ไหน..."
เสิ่นจือจั้วพูดด้วยท่าทางที่น่าสงสาร คุณปู่หลิวที่เพิ่งฟื้นเห็นเช่นนั้นแล้วก็อดสงสารไม่ได้
[1] เทพเสินหนง เป็นเทวดาในศาสนาพื้นบ้านจีน ได้รับการยกย่องให้เป็นเทพแห่งการรักษา และเขียนตำรายาสมุนไพรเล่มแรกในประวัติศาสตร์จีน
บทที่ 265: ความทรงจำในชีวิตของเสิ่นจือจั้ว
ยามค่ำคืนบนภูเขางดงามมาก ราวกับบทกวีของหลี่ไป๋ที่กล่าวว่าสามารถเอื้อมมือไปเก็บดวงดาวได้นั้นกลายเป็นจริง
เต็นท์ถูกกางไว้โดยรอบ ตรงกลางระหว่างเต็นท์มีโต๊ะไม้สี่เหลี่ยม บนโต๊ะวางผลไม้นานาชนิดที่นำมาจากตระกูลเสิ่น
แตงโมถูกหั่นเป็นสามเหลี่ยมขนาดเท่าๆกัน เนื้อแตงโมสีแดงสด เพียงแค่มองก็ชวนให้น้ำลายไหล ถัดไปอีกนิดก็เป็นเตาย่างบาร์บีคิว เสิ่นจืออินหยิบเนื้อหมูป่าที่นำมาจากเกาะสาปสูญออกมา เนื้อถูกหั่นเตรียมไว้แล้ว ไม่ได้มีมากนัก
นอกจากพี่น้องสามคนของตระกูลเสิ่นที่รู้ว่าเธอมีมิติเก็บของ คนอื่นๆต่างคิดว่าเสิ่นจืออินหยิบมันออกมาจากเสบียงพวกนั้น
แม้จะบอกว่าเป็นเนื้อหมูป่า แต่กลับไม่มีกลิ่นสาบมากนัก ตรงกันข้ามกลับมีกลิ่นหอมของสมุนไพร
มื้ออาหารของเสิ่นจือจั้ว นอกจากเสิ่นจืออินแล้วไม่มีใครกินอิ่มเลย พอกลิ่นหอมของเนื้อหมูย่างโชยออกมา ทุกคนก็มารุมล้อม
"เนื้อหมูนี่เอามาจากไหนกันนะ หอมจริงๆ"
เสิ่นจือจั้วก็เข้ามาใกล้เช่นกัน ถึงแม้ว่าเขาจะมองไม่ค่อยเห็น แต่จมูกของเขายังคงดีอยู่
"หอมจัง!"
แน่นอนว่าเป็นลูกศิษย์ตัวน้อยของเขาที่นำมา นี่ไม่ใช่เนื้อธรรมดาแน่นอน
"เนื้อย่างเสร็จแล้ว ทุกคนระวังร้อนด้วยนะ"
คนหนุ่มสาวรับหน้าที่ย่างเนื้อ ส่วนผู้สูงอายุรับหน้าที่กินอาหารย่างรสเลิศ ผลไม้ และเหล้าที่เสิ่นจืออินหมักเอง แค่จิบเดียวก็ทำให้ลิ้นของพวกเขาหอมฟุ้ง
กินแบบนี้แล้วไม่ต้องกังวลเรื่องอาหารไม่ย่อยเลย
ชีวิตแบบนี้แหละคือชีวิตที่ควรจะเป็นหลังเกษียณ
สุดท้ายพวกคนแก่ทั้งหลายต่างก็เมาไปตามๆกัน คุณปู่หลิวอาศัยฤทธิ์เหล้าพูดไม่หยุด ใบหน้าเหี่ยวย่นแดงก่ำกอดขาเสิ่นจือจั้วร้องไห้โฮไม่หยุด
"อาจารย์น้อย อาจารย์น้อย ทำไมคุณไม่กลับมาหาผม ทำไมไม่กลับไปที่สำนักคุนชิง แล้วก็ *สะอึก*... ท่านอาจารย์ เถ้ากระดูกของพี่ชายพี่สาวร่วมสำนัก ผมหาไม่เจอสักคนเลย ผมหาไม่เจอเลยสักคนเดียว"
"คุณไม่รู้หรอก ผมฝันอยากเจอพวกคุณทุกคืน แต่ว่า... แต่ว่าพวกคุณไม่มีใครมาหาผมเลย แม้แต่ในฝันก็ไม่มาสักครั้ง พวกคุณไม่ต้องการผมแล้วใช่ไหม ฮือๆๆ..." เขาร้องไห้อย่างน่าสงสารมาก
ใต้แสงจันทร์ เสิ่นจือจั้วในชุดเสื้อคลุมนักพรตเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย มือที่มีริ้วรอยแห่งวัยชราลูบศีรษะของคุณปู่หลิวที่เอนมาพิงเบาๆ
เขามองดวงจันทร์ แม้ว่าขณะนี้จะมีคนอยู่รอบข้างมากมาย แต่เขากลับรู้สึกเหมือนอยู่ตัวคนเดียว ทั้งมีกลิ่นอายของเซียนและนักพรต แต่ก็แฝงไปด้วยความเดียวดาย
"กลับไปไม่ได้แล้วสินะ"
เสิ่นจือจั้วพึมพำเบาๆ พลางเงยหน้าดื่มเหล้าอีกอึก
เสิ่นจืออินนั่งยองๆ กอดเข่าของตัวเองอยู่ข้างเขา
เธอรู้สึกว่าคุณปู่ของเธอดูเหมือนกำลังย้อนรำลึกถึงอดีตผ่านดวงจันทร์
ตั้งแต่วินาทีที่ตัดสินใจลงจากเขา เสิ่นจือจั้วก็ได้ทำนายดวงชะตาให้กับทุกคน
เป็นดวงชะตาแห่งความตาย
ไม่ว่าจะทำนายกี่ครั้ง ผลลัพธ์ก็ยังคงเป็นดวงชะตาแห่งความตายเสมอ ไม่ใช่แค่คนเดียว แต่เป็นทุกคน เขาถึงกับเกลียดชังตัวเองที่มีความสามารถในการทำนายชะตา เพราะแม้จะทำนายได้ แต่กลับไม่มีวิธีแก้ไข
เขาใช้เวลาคำนวณอย่างหนักถึงสามวันเต็ม ในที่สุดก็คำนวณหาหนทางรอดได้เพียงเส้นทางเดียว
เส้นทางรอดเพียงหนึ่งเดียวนี้ ก็เพียงแค่รักษาสืบทอดวิชาของสำนักคุนชิงไว้ได้เล็กน้อยเท่านั้น ส่วนคนที่เหลือยังคงต้องตายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
เขานำผลการทำนายไปให้ศิษย์พี่ทันที
เมื่อเผชิญหน้ากับความเป็นความตาย ศิษย์พี่ที่มักจะเคร่งขรึมกลับหัวเราะ
"แล้วจะช่วยผู้คนได้มากแค่ไหน?"
เสิ่นจือจั้วเอ่ยด้วยเสียงแหบพร่า "เยอะมาก สองเมือง หนึ่งหมู่บ้าน และผลกระทบที่จะสืบเนื่องต่อไปอีกนับไม่ถ้วน"
คำตอบของศิษย์พี่ของเขาคือ "ถ้าอย่างนั้นก็คุ้มค่าแล้ว"
เพียงแค่คำว่า "คุ้มค่า" นี้ ถึงแม้จะรู้ว่าหลังจากออกจากภูเขาไปสู่โลกภายนอกแล้วจะต้องเผชิญกับจุดจบแบบไหน พวกเขาก็ยังตัดสินใจเด็ดเดี่ยวที่จะเข้าร่วมกองกำลังต่อต้านของแคว้นหลานโจว
ต่อมา ตามที่เขาทำนายไว้ ศิษย์ในสำนักก็ได้ทยอยตายจากไปทีละคน
ผู้ที่เสียชีวิตเป็นคนแรกคือศิษย์พี่ พร้อมกับศิษย์เอกสองคนที่ไปปกป้องเมือง พวกเขาสละชีวิตเพื่อเปิดใช้ค่ายกลป้องกันเมือง
กองทัพศัตรูโจมตีด้วยปืนใหญ่เป็นเวลาห้าวัน พวกเขาไม่ได้นอนหลับพักผ่อนเลย จนกระทั่งกองกำลังเสริมมาถึง เลือดของพวกเขาก็เหือดแห้ง แต่ประชาชนในเมืองไม่ได้รับบาดเจ็บแม้แต่คนเดียว
เสิ่นจือจั้วเก็บรวบรวมศพของพวกเขาและนำไปเผาด้วยตัวเอง หลังจากนั้น ศิษย์คนที่สาม ศิษย์คนที่สี่...
พวกเขาทุกคนล้วนถูกเสิ่นจือจั้วไปพบและจัดการเก็บศพเผาด้วยตัวเอง
แม้จะรู้ผลลัพธ์ล่วงหน้า แต่การได้เห็นชีวิตที่เคยมีชีวิตชีวากลายเป็นเถ้ากระดูกเพียงหยิบมือในมือของตัวเองครั้งแล้วครั้งเล่า ก็ทำให้เสิ่นจือจั้วรู้สึกเจ็บปวดในหัวใจอย่างรุนแรง
สุดท้ายก็มาถึงตาของเขาและศิษย์ที่เหลือ พวกเขาทุกคนต่างเห็นพ้องกันโดยไม่ต้องพูด ที่จะมอบความหวังในการมีชีวิตอยู่ให้กับศิษย์คนที่สิบซึ่งอายุน้อยที่สุด เพียงแต่สิ่งที่เสิ่นจือจั้ว ไม่คาดคิดก็คือ ในช่วงสุดท้าย ลูกศิษย์สองคนสุดท้ายจะร่วมมือกันผลักเขาออกจากค่ายกล
"อาจารย์น้อย ท่านได้ทำเพื่อพวกเราทุกคนมากพอแล้ว ทุกอย่างที่เหลือขอให้พวกเราจัดการเองเถอะ"
ในตอนนั้น เขาได้กลายเป็นคนตาบอดไปแล้ว
ดวงตาทั้งสองของเสิ่นจือจั้วที่ปิดด้วยผ้าขาวมีเลือดไหลออกมา เขาหมดสติไปในทันทีที่ค่ายกลถูกเปิดใช้งาน
เมื่อฟื้นขึ้นมา สถานที่นั้นกลายเป็นซากปรักหักพังไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นคนของพวกเขาหรือศัตรู ต่างก็ตายอยู่ใต้อุกกาบาตทั้งสิ้น
หลังจากนั้น เขานั่งเหม่อลอยอยู่ท่ามกลางสายฝนที่โปรยปรายตลอดทั้งคืน คลำหาร่างของลูกศิษย์สองคนและนำกลับไปด้วย เช่นเดียวกับคนอื่นๆที่เปลี่ยนร่างเป็นเถ้ากระดูกและพกติดตัวไว้
แต่เขาที่ตาบอดสนิทและสูญเสียความสามารถทั้งหมดไปแล้ว ไม่สามารถหาทางกลับได้อีกต่อไป ได้แต่เดินเร่ร่อนอย่างไร้จุดหมาย พยายามสืบหาเส้นทางกลับไปยังสำนักคุนชิง และสอบถามข่าวคราวเกี่ยวกับบ้าน
ต่อมาเขาได้ยินข่าวว่าตระกูลเสิ่นประสบเหตุร้าย เมืองที่ตระกูลเสิ่นอาศัยอยู่ถูกยึดครอง ประชาชนจำนวนมากรวมถึงตระกูลเสิ่น ได้ลุกขึ้นต่อต้านและสู้รบจนเสียชีวิตในที่สุด
น้องสิบและกองทัพของเขารีบเดินทางไปช่วยเหลือ
แต่เขาที่เป็นคนตาบอด เมื่อไปถึงก็สายเกินไปแล้ว ทุกอย่างจบสิ้นไปนานแล้ว
สุดท้ายเขาก็ทำตามแผนเดิม พาศิษย์พี่และลูกศิษย์ของสำนักคุนชิงกลับบ้าน เขาใช้เวลาสามปีกว่าจะหาทางกลับไปได้ แต่สำนักคุนชิงก็ได้รับผลกระทบและพังทลายลง
เขาไม่มีความสามารถที่จะซ่อมแซมสำนักคุนชิงได้อีก สุดท้ายจึงพาพวกเขาทั้งหมดติดตัวไปด้วยและเดินทางต่อไป
สำนักคุนชิงไม่มีอยู่อีกต่อไป เขาไม่สามารถสืบหาข่าวของน้องสิบได้ ตระกูลเสิ่นก็หายไปแล้ว
ต่อมา ด้วยความช่วยเหลือของภรรยา เขาจึงได้กลับมายังบ้านเกิดของตระกูลเสิ่น
เขาได้ตั้งรกรากอยู่ที่วัดเต๋าแห่งนี้ ตอนนั้นเขาอายุ45ปีแล้ว หลังจากนั้น ภรรยาของเขาก็จากไป ทิ้งไว้เพียงลูกสาววัยสามขวบ
เขากลัว กลัวว่าโชคร้ายที่ติดตัวเขาจะส่งผลกระทบถึงลูกสาว และในที่สุดเขาอาจสูญเสียญาติคนสุดท้ายที่เหลืออยู่ในโลกนี้ไป ดังนั้นเขาจึงมอบลูกสาวให้กับคู่สามีภรรยาสูงอายุที่ไม่มีลูกที่อาศัยอยู่เชิงเขา แล้วกลับมาที่วัดเต๋าคนเดียว
ต่อมา อาจเป็นเพราะสวรรค์เห็นใจ ในวัยที่ใกล้จะก้าวเข้าโลงแล้ว สวรรค์ก็ส่งเด็กหญิงตัวน้อยๆที่เหมือนกับเทพธิดามาให้เขา แต่กลับพรากชีวิตลูกสาวของเขาไป
อย่างไรก็ตาม เขาไม่ได้พูดถึงเรื่องเหล่านี้ เพียงแค่ตบไหล่คุณปู่หลิวเบาๆ
"น้องสิบเอ๋ย อาจารย์น้อยคิดว่าเธอจากไปแล้ว ไม่คิดว่าเธอจะสร้างผลงานยิ่งใหญ่ได้ขนาดนี้ ถ้าท่านอาจารย์รู้เข้าคงจะภูมิใจมาก"
"ฮือๆๆ..."
คุณปู่หลิวร้องไห้อีกแล้ว ร้องไห้อย่างเศร้าโศกเสียใจ
การได้พบกันอีกครั้งหลังจากพรากจากกันไปนาน ในขณะที่รู้สึกดีใจ ก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกเศร้าไปด้วย
เสิ่นจือจั้วมองดูคุณปู่หลิวที่เมาจนหลับไป เขายิ้มพลางดื่มเหล้า
"ที่แท้ก็ผ่านมานานขนาดนี้แล้วสินะ"
นานจนเด็กน้อยกลายเป็นคุณปู่ผมขาวโพลนไปแล้ว
"คุณปู่"
เสิ่นจืออินเพิ่งพึมพำเรียกสองคำก็ถูกเคาะที่หน้าผาก
"บอกกี่ครั้งแล้วว่าอย่าเรียกฉันว่าคุณปู่!"
เสิ่นจืออินก็ดื้อรั้นเช่นกัน เม้มปากพูด "ก็หนูชอบ ปากอยู่บนตัวหนู ท่านจะมายุ่งได้ยังไง?"
"ทำไมฉันจะยุ่งไม่ได้ล่ะ ฉันเป็นอาจารย์ของเธอนะ"
"แต่ท่านก็ยุ่งไม่ได้อยู่ดี"
ทั้งคู่ทะเลาะกันเสียงดัง ทำให้เสิ่นจือจั้วรู้สึกเหมือนถูกดึงกลับมาจากภวังค์
บทที่ 266: พวกคุณคือศิษย์รุ่นที่แย่ที่สุดที่ฉันเคยสอนมา!
"เด็กน้อยอายุแค่นี้ไม่เรียนให้ดี ดื่มเหล้าไปเท่าไหร่แล้ว?"
เสิ่นจืออินอุ้มขวดนมพลางส่ายศีรษะน้อยๆ ใบหน้าขาวผ่องแดงระเรื่อเล็กน้อย แต่ริมฝีปากยังคงดื้อรั้นมาก
"ไม่ได้ดื่ม"
เสิ่นจือจั้วแย่งขวดนมของเธอมาดมดู "อย่าคิดว่าเอาเหล้าใส่ขวดนมแล้วฉันจะดมไม่รู้นะ!"
เสิ่นจืออินจึงส่งเสียงงอแงพลางใช้นิ้วชี้แสดงระยะห่างที่เล็กมากๆ
"หนูดื่มแค่นิดเดียวเองนะ"
เธอสะอึกแล้วตอบกลับอย่างหนักแน่น "ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น หนูเรียนรู้มาจากคุณนั่นแหละ"
เสิ่นจือจั้วคว้าไม้ปัดขนไก่ขึ้นมาแล้วฟาดใส่ทันที
เสิ่นจืออินหลบหลีกอย่างรวดเร็ว พร้อมกับเชิดคางน้อยๆอย่างท้าทาย ถ้าไม่ใช่เพราะยังมีสติรู้ว่าคนตรงหน้าคือคุณปู่ของเธอ เธอคงชูนิ้วกลางใส่ไปแล้ว
"มาสิ!" เสิ่นจืออินยืนด้วยขาสั้นๆสองข้างของเธอ แล้วกระดิกนิ้วเรียก "ถ้าท่านตีหนูโดน ถือว่าท่านแพ้"
สมองของเสิ่นจือจั้วยังมึนงง ไม่ทันได้คิดถึงคำพูดของเธอให้ถี่ถ้วน เขาก็พับแขนเสื้อขึ้นแล้วไล่ตามไป
แม้เขาจะแก่แล้ว แต่การเคลื่อนไหวก็ยังคงคล่องแคล่วว่องไว คนแก่หนึ่งคนกับเด็กหนึ่งคนกระโดดโลดเต้นไปมา ทำให้สถานที่นั้นวุ่นวายไปหมด
"คุณย่าตัวน้อย นั่นหลังคาเต็นท์ ขึ้นไปไปไม่ได้นะครับ!"
"เหล้าของฉัน ใครแย่งเหล้าของฉันไป!"
"เต็นท์ที่ฉันตั้งขึ้นมาอย่างยากลำบาก ฮือๆ"
"อ้าก!!... คุณย่าตัวน้อย นั่นมันตู้ปลาของผม ปลาคาร์ฟตัวน้อยของผมไม่ใช่อาวุธนะ!"
สุดท้ายแล้วมันกลายเป็นการต่อสู้อย่างวุ่นวายได้อย่างไรเนี่ย?
เสิ่นจืออินเอาชนะทุกคนที่ยืนอยู่ในสายตาได้ เธอยืนอยู่บนเก้าอี้ด้วยสีหน้าเหยียดหยามอย่างชัดเจน
"ลุกขึ้นมา พวกคุณแต่ละคนยังสู้ไก่ที่ฉันเลี้ยงไว้ไม่ได้เลย แบบนี้ต่อไปจะไปฟื้นฟูสำนักได้ยังไง จะไปบรรลุเซียนได้ยังไง!"
เธอเมาแล้ว และเข้าใจผิดคิดว่าทุกคนเป็นศิษย์ของสำนักเหวินเจี้ยน
จากนั้นเธอก็วิ่งไปที่ต้นไม้ต้นหนึ่งด้วยขาสั้นๆของเธอ แล้วกอดลำต้นไว้แน่น พยายามถอนมันขึ้นมาจากพื้นดินอย่างสุดแรง
"เฮือก?!..." คนที่ถูกซัดล้มลงบนพื้นต่างพากันสูดลมหายใจเฮือกใหญ่เมื่อเห็นภาพตรงหน้า
ที่หน้าต่างของวัดเต๋า มีหัวผมขาวโพลนโผล่ออกมาสอดส่องดูเหตุการณ์อยู่หลายคน
"โอ้โห สาวน้อยคนนี้เมาแล้วน่ากลัวจริงๆ"
แต่เดิมพวกเขาก็เมาเช่นกัน แต่พอเห็นเสิ่นจืออินเริ่มอาละวาดไปทั่ว บอดี้การ์ดก็ทำตามหน้าที่ด้วยการแบกร่างชราของพวกเขากลับเข้าไปข้างใน ตอนนี้ฤทธิ์เหล้าจึงเริ่มจางลงไปบ้างแล้ว
เสิ่นจืออินถอนต้นพุทราขนาดใหญ่ขึ้นมา ลำต้นของมันหนาเท่ากับขาของผู้ใหญ่สองคนรวมกัน
หลังจากที่เธอถอนมันขึ้นมา ใบหน้าเล็กๆขาวนวลของเธอกลับแดงระเรื่อ เธอยกมือขึ้นทันที รวบรวมพลังให้กลายเป็นใบมีดคม แล้วฟันต้นพุทรานั้นออกเป็นชิ้นๆในไม่กี่วินาที!
คนที่นอนอยู่บนพื้น : … นี่มันคนอะไรกันแน่ นี่ยังเป็นมนุษย์อยู่หรือเปล่า?
พวกเขารีบวิ่งหนีดีกว่า เดี๋ยวเธอจะกลับมาฟันพวกเขาเป็นสองท่อน!
แม้ว่าจะถูกทุบตีจนเจ็บปวดไปทั้งตัว แต่ในตอนนี้สิ่งที่บอดี้การ์ดเหล่านี้คิดคือต้องหนีให้ได้แม้จะต้องคลานก็ตาม
บรรพบุรุษน้อยคนนี้ของตระกูลเสิ่นอันตรายเกินไปแล้ว ฮือๆ
ความคิดนั้นช่างสวยงาม แต่พวกเขาก็ไม่สามารถหนีไปได้
เสิ่นจืออินขวางพวกเขาไว้ กอด-อก พร้อมกับทำหน้าจริงจัง
“พวกคุณจะไปไหน?"
"เปล่าๆ ไม่ได้ไปไหน..." ทุกคนส่ายหัว
เสิ่นจืออินโยนท่อนไม้ที่ผ่าเสร็จแล้วให้พวกเขา
"จับไว้ ฝึกดาบ ห้ามขี้เกียจ!"
เธอถือท่อนไม้ไว้ในมือด้วย "ทุกคนยืนให้ตรง!"
พอเสียงเล็กๆสั่งการออกมา ทำให้บอดี้การ์ดทั้งหมดรวมถึงเสิ่นซิวหนานต่างยืนตรงโดยอัตโนมัติ แถวก็เป็นระเบียบเรียบร้อย
เสิ่นจืออินพยักหน้าอย่างพอใจ แล้วเดินไปยืนอยู่ด้านหน้าพวกเขา
"ดูให้ดีนะ อาจารย์น้อยจะสอนพวกคุณ"
แม้ว่าเธอจะเมาแล้ว แต่ดวงตาของเธอยังคงแจ่มใสและชัดเจน ไม้ธรรมดา ไม้ธรรมดา ในมือของเธอ ในชั่วขณะนั้นดูเหมือนจะกลายเป็นดาบจริงๆ
เสิ่นจืออินสอนวิชาดาบพื้นฐานที่ศิษย์ทุกคนของสำนักเหวินเจี้ยนจะต้องเรียนรู้
มีเพียงไม่กี่ท่า ได้แก่ การชักดาบ การแทงขึ้น การฟัน การแทง การเกี่ยว ท่าเหล่านี้ผสมผสานกับการเคลื่อนไหวของเท้า เชื่อมต่อกันอย่างลื่นไหลราวกับสายน้ำ
เสิ่นซิวหนานและคนอื่นๆถึงกับได้ยินเสียงลมรอบตัวที่ถูกพัดพาจนเกิดเป็นเสียงคล้ายใบมีดคมกริบฉีกอากาศ แม้ว่าในมือของเธอจะถือเพียงแค่ไม้ และแม้ว่าเธอจะตัวเล็กมาก แต่ทุกการเคลื่อนไหวของเธอกลับแฝงไปด้วยความคมกริบและรวดเร็ว ยากที่จะจินตนาการได้ว่านั่นคือพลังที่สามารถระเบิดออกมาจากข้อมือของเด็กหญิงวัยสี่ขวบ
พวกเขารู้สึกว่าแม้จะถือเพียงแค่ไม้ เสิ่นจืออินก็สามารถสังหารคู่ต่อสู้ของเธอได้อย่างง่ายดาย
เมื่อเก็บไม้กลับมา เด็กหญิงตัวน้อยที่สวยและน่ารักเกินไปคนนี้ กลับยืนถือไม้อยู่ตรงหน้าพวกเขาและถามราวกับเป็นครูน้อย
"ทุกคนดูเข้าใจแล้วหรือยัง? เรียนรู้แล้วหรือยัง?"
เหล่าบอดี้การ์ด : ...
เช่นเดียวกับคุณปู่หลิว พวกเขาเรียนไม่รู้เรื่องเลย
พวกเขาจะตอบอย่างไรดี? พวกเขาจำได้แค่ท่าแรกๆเท่านั้น ส่วนท่าหลังๆ ไม่สามารถจำได้เลย!
เสิ่นซิวหนานตอบอย่างแข็งขัน "เรียนรู้แล้วครับ!"
เสียงตอบกลับดังก้องกังวาน เสิ่นจืออินรู้สึกพอใจมาก
แต่สำหรับคนอื่นๆ เธอกลับทำหน้าบูดบึ้งด้วยใบหน้าเล็กอันงดงาม "พวกคุณเป็นลูกศิษย์รุ่นที่แย่ที่สุดที่ฉันเคยสอนมา!"
เหล่าบอดี้การ์ด : ช่วยด้วย บรรพบุรุษน้อยคนนี้ไปเรียนมาจากที่ไหนกัน รู้สึกเหมือนย้อนกลับไปสู่วันที่ถูกฝึกอีกครั้งเลย
"เธอ มาสาธิตให้พวกเขาดูหน่อย" เสิ่นจืออินชี้ไปที่เสิ่นซิวหนาน
เสิ่นซิวหนานแสดงให้ดู เขาสมกับเป็นเด็กที่มีแววเป็นนักดาบตามที่เสิ่นจืออินยืนยันด้วยปากตัวเองจริงๆ เขาจำท่าทางได้แม่นยำ แต่บางจุดยังไม่ถูกต้องนัก
เสิ่นจืออินจึงแก้ไขให้ครั้งแล้วครั้งเล่า จนกระทั่งพอใจ
"ทำท่าทั้งหมดซ้ำอีกหนึ่งร้อยครั้ง"
"พวกคุณต้องทำหนึ่งพันรอบ!" เธอยังคงไม่พอใจและกลอกตาใส่พวกเขาเล็กน้อย
ทุกคน : ... ไม่กล้าส่งเสียง
พวกเขาทำได้เพียงปฏิบัติตามคำสั่งของเสิ่นจืออิน ถือไม้ในมือและฝึกฝนท่าทางเหล่านั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า มันดูเหมือนจะง่าย แต่หลังจากทำไปห้าสิบครั้ง มือของพวกเขาก็เริ่มปวดและอ่อนล้า จนถึงตอนหลัง เพียงแค่จะยกไม้ขึ้นก็ยังยากขึ้นเรื่อยๆ
เสิ่นจืออินนั่งบนเก้าอี้คอยดูอยู่ แต่แล้วก็หาวหนึ่งที ใบหน้าเล็กๆแดงระเรื่อ พิงเก้าอี้แล้วหลับไป
เสิ่นซิวหนานฝึกครบหนึ่งร้อยครั้งแล้วหันกลับไปมอง เห็นร่างเล็กๆนุ่มนิ่มอยู่ใต้แสงจันทร์ ท่าทางตอนหลับช่างน่ารักและอ่อนโยนเหลือเกิน ใครจะคิดว่านี่คือเด็กน้อยที่แข็งแกร่งและเก่งกาจในการต่อสู้ แล้วยังเอาพวกเขามาฝึกเป็นศิษย์อีกด้วย
"อืมๆ... แล้วพวกเรายังต้องฝึกต่อไหม?"
เห็นเสิ่นจืออินหลับไปแล้ว พวกเขาถอนหายใจอย่างโล่งอกพร้อมกับคุยกันเสียงเบา
"จริงๆแล้ว ฉันก็อยากเรียนเรื่องนี้อยู่นะ" บอดี้การ์ดคนหนึ่งที่เหงื่อท่วมศีรษะมองด้วยสายตาเป็นประกาย "ถึงจะเหนื่อย แต่มันเจ๋งจริงๆ"
แม้พวกเขาจะไม่รู้วิชาดาบ แต่ก็ไม่ใช่คนตาถั่ว พวกเขาสามารถมองเห็นได้ว่าท่าไม่กี่ท่าที่เสิ่นจืออินแสดงออกมานั้นเก่งกาจแค่ไหน
อย่างน้อยท่าเหล่านั้นก็ทำให้พวกเขาสามารถเอาชนะศัตรูได้อย่างง่ายดาย แม้จะไม่มีอาวุธในมือ
"ฉันก็อยากฝึกเหมือนกัน"
แม้จะเหนื่อยก็จริง แต่พวกเขาทั้งหมดล้วนผ่านการคัดเลือกและฝึกฝนมาจากกองทัพแห่งแคว้นหลานโจว ไม่มีใครกลัวความเหนื่อยล้า
เสิ่นซิวหนาน "งั้นก็ฝึกกันเถอะ"
เขาอุ้มคุณย่าตัวน้อยขึ้นมาแล้วพูดว่า "วันนี้คุณย่าตัวน้อยเมาแล้วถึงได้สอนพวกเรา อย่าพลาดโอกาสดีๆแบบนี้นะ"
ถ้าเป็นคนอื่นพูดแบบนี้ ก็คงจะดูหยิ่งผยองเกินไป แต่นั่นคือเสิ่นจืออินนะ
แม้จะอายุแค่สี่ขวบ ก็กล้าต่อสู้กับเทพอสูร ตอนประลองกับคุณปู่หลิวก็ใช้ดอกไม้และใบไม้เป็นอาวุธลับ
บอดี้การ์ดทุกคนต่างได้เห็นกับตาตัวเองว่าเธอประลองกับคุณปู่หลิว และได้เห็นเธอใช้มือเปล่าฟันต้นไม้ใหญ่ให้แยกออกจากกัน
บทที่ 267: เมื่อวานใครตีฉันกันนะ?
เสิ่นซิวหนานอุ้มคุณย่าตัวน้อยไปนอน แต่ไม่มีบอดี้การ์ดคนไหนขี้เกียจหรือพักผ่อนเลย
แม้แต่หลังจากเสิ่นซิวหนานกลับมา พวกเขายังรุมล้อมเขาเพื่อขอให้สอนการเคลื่อนไหวของเท้าทั้งหมดให้พวกเขา
คืนนั้น พวกเขาฝึกฝนอย่างไม่หยุดหย่อน ในที่สุดก็เหนื่อยล้าจนทรุดลงนอนหลับกันไปตรงนั้น
วันรุ่งขึ้นเมื่อฟ้าสาง เสิ่นจือจั้ว คุณปู่หลิว และผู้เฒ่าหลี่ต่างตื่นขึ้นมา
พวกเขาเดินออกจากลานบ้านด้วยความสดชื่นแจ่มใส แต่ก็ต้องประหลาดใจเมื่อเห็นบอดี้การ์ดนอนหลับกรนอยู่บนพื้นดิน
"พวกเด็กๆเหล่านี้คงไม่ได้ฝึกฝนกันทั้งคืนเมื่อวานนี้หรอกนะ?"
"น่าจะใช่นะ ดูสิ ข้อมือของพวกเขาแดงขนาดนั้น ดูท่าคงเหนื่อยไม่ใช่น้อยเลย"
"อย่าปลุกพวกเขาเลย ไปกันเถอะ ตาเฒ่าจะพาพวกเธอไปฝึกไท่เก๊กอีกด้านหนึ่ง" เสิ่นจือจั้วเดินนำหน้าพร้อมกับพวกคนแก่ผมขาวโพลนไปยังเชิงเขาด้านหลังเพื่อออกกำลังกาย
หลังจากที่พวกเขาจากไปไม่นาน เสิ่นมู่จิ่นและเสิ่นอวี้จู๋ก็ตื่นขึ้นมา
"เมื่อวานใครตีฉันน่ะ?" เสิ่นมู่จิ่นเดินออกมาด้วยสีหน้าหงอยๆ เมื่อคืนเขาก็เมา ความทรงจำจึงขาดหายไปบ้างเล็กน้อย
พอตื่นขึ้นมาก็ปวดไปหมดทั้งตัว แสดงว่าต้องมีคนทำร้ายเขาแน่ๆ แต่เขานึกไม่ออกเลย!
แย่จริงๆ!
นอกจากนี้ เขาเป็นคนผิวขาว มีรอยช้ำหลายแห่งบนร่างกาย ซึ่งเห็นได้ชัดเจนมาก
รอยบนใบหน้ายิ่งเด่นชัด เขาเสียโฉมไปแล้ว!
เสิ่นอวี้จู๋หลบสายตา เมื่อวานเขาไม่ได้ดื่มมากนัก จึงยังค่อนข้างมีสติ
จู่ๆ คุณย่าตัวน้อยก็คลุ้มคลั่งและทุบตีทุกคนที่อยู่ใกล้ บอดี้การ์ดรีบพาผู้เฒ่าหลี่และคนอื่นๆไปยังที่ปลอดภัย ด้านหลังนอกจากผู้อาวุโสไม่กี่คนแล้ว ทุกคนกลายเป็นคู่ซ้อมของคุณย่าตัวน้อยไปหมด
น้องชายของเขาก็ถูกลากเข้าไปด้วย แต่ไม่นานก็ถูกโยนออกมาพร้อมเสียงร้องโหยหวนราวกับผีหรือหมาป่า
เสิ่นอวี้จู๋ฉวยโอกาสแก้แค้น แอบตีเขาไปหลายที
คงไม่โดนจับได้หรอกมั้ง?
เสิ่นจืออินตื่นขึ้นมาเพราะได้กลิ่นหอมของอาหาร
วันนี้ทุกคนตัดสินใจอย่างแน่วแน่ว่าจะไม่ให้เสิ่นจือจั้วเข้าใกล้ห้องครัว ผลกระทบจากมื้ออาหารเมื่อวานนั้นรุนแรงเกินไปสำหรับพวกเขา
ผลสุดท้าย มื้ออาหารนี้ถูกทำโดยบอดี้การ์ดที่นอนเพียงแค่สามชั่วโมง พวกเขาลุกขึ้นมาทำอาหารทั้งๆที่ร่างกายยังปวดเมื่อยไปทั้งตัว แม้ว่าฝีมือการทำอาหารของพวกเขาจะไม่ได้ดีเลิศเท่าไหร่ แต่ก็ทดแทนด้วยวัตถุดิบที่ดีได้
เสิ่นจือจั้วยังนำไก่ตัวหนึ่งกลับมาจากภูเขาด้วย
"นี่เป็นไก่ป่าใช่ไหม? ดูแล้วไม่ค่อยเหมือนนะ?"
เสิ่นจือจั้วแค่นเสียง "ไก่สามตัวในวัดเต๋าของฉันชอบออกไปจีบไก่ป่าบ่อยๆ หลายปีมานี้พวกมันออกไปวางไข่ข้างนอกไม่น้อย แล้วยังแอบฟักไข่ออกมาเป็นลูกไก่ด้วย รอบๆนี้มีไม่น้อยที่เป็นลูกของไก่ป่ากับแม่ไก่สามตัวของฉันที่โตขึ้นมา"
มันไม่ยอมให้เขากินไข่ แต่กลับชอบไปวางไข่ข้างนอก
เขากินไปหนึ่งฟอง แล้วมันก็ไล่จิกเขาไปทั่ว คิดแล้วก็โมโห!
แต่ต้องยอมรับว่า ไก่พันธุ์ใหม่ที่เกิดจากการผสมพันธุ์ของไก่สองสายพันธุ์นี้ดูแข็งแรงมาก ตัวใหญ่ นิสัยดุร้าย และขนก็สวยงามสะดุดตามาก สิ่งที่สำคัญที่สุดคือเนื้อนุ่มและแน่น
เสิ่นจือจั้วยังต้องต่อสู้กับมันก่อนจึงจะจับได้
ในที่สุดไก่ตัวนี้ก็กลายเป็นอาหารเช้าของพวกเขาในวันนี้
เสิ่นจืออินเดินออกมาพร้อมกับจมูกเล็กๆที่ขยับไปมา ใบหน้าน้อยๆของเธอเปล่งปลั่งและผิวขาวผ่อง เนื่องจากเธอเพิ่งตื่น ทำให้ดวงตาทั้งสองข้างพร่ามัว
เมื่อเห็นเธอ บอดี้การ์ดทั้งหมดรวมถึงเสิ่นซิวหนานรู้สึกว่าร่างกายของพวกเขาอ่อนยวบลง
"สวัสดีครับคุณหนูเสิ่น"
บอดี้การ์ดหลายคนยืนตรงและคำนับพร้อมกัน เสิ่นจืออินกะพริบตาเบาๆ ขณะที่ความทรงจำเมื่อคืนหลังจากดื่มเหล้าเมาได้ผุดขึ้นมาในหัวอย่างฉับพลัน
เสิ่นจืออิน : ...
อ๊ะ... ดูเหมือนเธอจะเมาแล้วอาละวาดอีกแล้ว ดันเข้าใจผิดคิดว่าพวกเขาเป็นศิษย์ของ สำนักเหวินเจี้ยนซะได้
เธอเกาศีรษะ กลอกตาไปมา แล้วแกล้งทำเป็นจำไม่ได้
"อืม ดีๆๆ" เธอปีนขึ้นไปบนเก้าอี้แล้วนั่งตัวตรง "เมื่อไหร่จะได้กินข้าวเหรอ?"
เธอเป็นแค่เด็กน้อย เรื่องราวเมื่อวานเธอไม่จำอะไรได้เลยนะ
เสิ่นจือจั้วมองออกทันทีว่าเด็กหญิงตัวแสบคนนี้กำลังแกล้งทำ
"กิน กินเดี๋ยวนี้เลย อยากให้เอาเหล้ามาให้หน่อยไหมล่ะ?"
เสิ่นจืออินพึมพำเบาๆ "ก็ได้"
คุณกล้าให้ฉัน ฉันก็กล้าดื่ม
เสิ่นจือจั้วจิ้มหัวเธอเบาๆ "เก่งขึ้นมากเลยนะ ยังกล้าเอาเหล้าใส่ขวดนมอีก ใช้ขวดนมนี่ใส่ได้ทุกอย่างเลยสินะ!"
เด็ฏที่ไหนจะเอาเหล้าใส่ขวดนม?
ก็มีแต่เสิ่นจืออินคนนี้ที่มีแต่ความคิดแปลกๆในหัวเท่านั้นแหละถึงจะคิดออกได้
หลังจากอาหารเช้าเสร็จ เสิ่นจือจั้วตั้งใจจะพาทุกคนไปเดินเล่นในภูเขาเพื่อหาของกินเพิ่มเติม นี่เป็นกิจกรรมที่เขาชอบมากที่สุด ตอนที่อาศัยอยู่บนภูเขาหาของมาเติมเต็มห้องเก็บของเล็กๆในวัดเต๋า เหมือนกับหนูแฮมสเตอร์ที่สะสมอาหารไว้
เสิ่นจืออินใช้ชีวิตอยู่กับเขามาหลายปี จึงมีนิสัยชอบสะสมอาหารเล็กๆน้อยๆเหมือนกัน แต่หลังจากย้ายไปเมืองเอกับตระกูลเสิ่นแล้ว ที่นั่นไม่มีภูเขาแบบนี้ จึงหาของได้น้อยลง
ก็มีแค่ตอนไปเขาฉางไป๋ที่เอาถั่วและของกินอื่นๆกลับมาไม่น้อย
คุณปู่หลิวและคนอื่นๆยังคิดถึงเรื่องที่บ้านสามีของเฉียนล่ายตี้ พวกเขาอยากไปจัดการเรื่องนั้นให้เรียบร้อยก่อน
เสิ่นจือจั้วไม่รู้เรื่อง เสิ่นมู่จิ่นจึงเล่าเรื่องราวของผู้ชายที่ทำร้ายภรรยาและผีผู้หญิงอย่างกระตือรือร้น
เสิ่นจือจั้วถอนหายใจ "ถ้าคนต้องการทำชั่ว แม้จะมีกฎหมายควบคุม พวกเขาก็มักจะหาวิธีสนองความปรารถนาชั่วร้ายในใจของตัวเองได้เสมอ"
เมื่อก่อนเขาสามารถมองเห็นผีได้ ไม่ว่าจะเป็นผีร้าย ผีที่มีความแค้นฝังลึก หรือผีที่มีความยึดติดมากจนไม่ยอมไปยังยมโลก พวกเขาล้วนมีเรื่องราวของตัวเอง เสิ่นจือจั้วได้ยินมามากมาย และในยุคที่วุ่นวายนั้น มีผีหลายตนที่ประสบชะตากรรมน่าเวทนายิ่งกว่าผีผู้หญิงคนนั้นเสียอีก
"ความทุกข์ยากที่มนุษย์ต้องเผชิญส่วนใหญ่มักไม่ใช่ภัยธรรมชาติ แต่เป็นภัยที่มนุษย์สร้างขึ้นเอง"
วิถีแห่งสวรรค์ไร้ซึ่งความรู้สึก ภัยพิบัติทางธรรมชาติก็ไร้ซึ่งความปรานี แต่มันยุติธรรมต่อทุกคนเท่าเทียมกัน
ส่วนภัยที่มนุษย์สร้างขึ้นนั้น มักเกิดจากความต้องการของมนุษย์ และมีเป้าหมายเฉพาะเจาะจง
"ภัยธรรมชาติและภัยจากมนุษย์ ภัยจากมนุษย์นั้นถูกจัดอยู่ในระดับเดียวกับภัยธรรมชาติ จะเห็นได้ว่ามันอันตรายมาก"
เสิ่นจือจั้วลุกขึ้น "ไปกันเถอะ ตาเฒ่าจะไปดูด้วยกันกับพวกคุณ ขอแค่พวกคุณอย่ารังเกียจคนตาไม่ดีแบบฉันก็พอ"
คุณปู่หลิว "จะรังเกียจได้ยังไงครับ? การที่อาจารย์น้อยยินดีไปกับพวกเรานั้นดีที่สุดแล้ว!"
เขาดีใจราวกับเป็นสุนัขพันธุ์ซามอยด์ ใบหน้าที่แก่ชรายิ้มเผยฟันออกมาเต็มปาก
บ้านสามีของเฉินล่ายตี้อยู่ในเมืองจี แต่อยู่ในอำเภอข้างๆ ถ้าขับรถไปก็ใช้เวลาประมาณหนึ่งชั่วโมง
แต่ตอนไปสืบ คุณปู่หลิวและคนอื่นๆกลับไปไม่ได้ พวกคุณปู่เหล่านี้ดูไม่ใช่คนธรรมดาเลย และยังโดดเด่นเกินไปด้วย บอดี้การ์ดก็ไม่อยากให้พวกเขาไปเสี่ยงอันตราย
คุณปู่หลิวและคนอื่นๆรู้สึกไม่พอใจอย่างมาก "อะไรกัน! ไอ้สารเลวคนนั้นจะเป็นคู่ต่อสู้ของพวกเราได้ยังไง? ถึงพวกเราจะแก่แล้ว แต่ก็สามารถจัดการมันได้สิบคนเชียวนะ!"
เหล่าชายชราที่เคยผ่านสนามรบมาแล้วนั้นดื้อรั้นและไม่ยอมแก่ พวกเขาต้องการไปจัดการกับคนเลวนั่นด้วยตัวเอง
เสิ่นซิวหนานทำหน้าเครียด "ตอนนี้เรายังทำอะไรไม่ได้ พวกเราต้องไปหาหลักฐานก่อน"
"พวกเธอก็ไปหาหลักฐาน ส่วนพวกเราจะไปดื่มชากับไอ้สารเลวนั่นเอง"
"ใช่แล้ว ถ้าพวกมันกล้าลงมือ พวกมันคิดว่าพวกเรากินเจหรือไง? คิดว่าพวกบอดี้การ์ดกินเจหรือไง?"
เสิ่นซิวหนาน : ...ถ้าเป็นคนรุ่นเดียวกัน เขาคงใช้กำปั้นเอาชนะได้แล้ว
แต่พวกคุณปู่เหล่านี้ ทั้งตีก็ไม่ได้ ด่าก็ไม่ได้ ช่างน่าอึดอัดเหลือเกิน
คุณย่าตัวน้อยช่วยด้วย…
เสิ่นจืออินเหลือบตาขึ้นมอง ช่วยอะไรกันล่ะ คุณปู่ของเธอก็กำลังร่วมวงอย่างสนุกสนานอยู่เหมือนกัน
พูดอย่างไรก็ไม่ฟัง คนแก่ที่ดื้อรั้นแบบนี้ไม่มีทางเกลี้ยกล่อมได้หรอก
สุดท้ายก็ต้องประนีประนอมกัน พวกคนหนุ่มสาวไปตรวจสอบหลักฐาน ส่วนคนแก่นั่งอยู่ในรถ ดูความคืบหน้าของพวกเขาผ่านวิดีโอ
บทที่ 268: เสิ่นจืออินปราบผี
พวกเขารวมตัวกันปรึกษาหารือกันเป็นเวลานานว่าจะใช้อุปกรณ์อะไรดี
"ไม่ได้เอาคอมพิวเตอร์มาด้วย ถ้าเชื่อมต่อกับโทรศัพท์มือถือแล้วมีคนมากมายมารวมตัวกันมันจะแออัด"
เสิ่นมู่จิ่นกัดแอปเปิ้ลแล้วเข้ามาร่วมวง "ง่ายนิดเดียว เปิดไลฟ์สตรีมเลยสิ"
"ยังไงครอบครัวนั้นก็ไม่ใช่คนดีอะไรทั้งนั้น เปิดเผยออกไปเลยดีกว่า จะได้ข่มขู่คนที่ชอบใช้ความรุนแรงในครอบครัวด้วย"
ตรงนี้ไม่ได้หมายถึงแค่ผู้ชายโดยเฉพาะ เพราะก็มีผู้หญิงที่ใช้ความรุนแรงในครอบครัวเหมือนกัน แค่มีน้อยกว่า
"วิธีนี้ใช้ได้นะ พวกเราก็จะได้ดูกันทั้งหมด"
"ถ่ายทอดสด? มันต้องทำยังไงเหรอ?" คุณปู่หลิวและคนแก่เหล่านี้ไม่ค่อยใช้อินเทอร์เน็ต ไม่ต้องพูดถึงการดูไลฟ์สด นี่มันเกินขอบเขตความรู้ของพวกเขาแล้ว
ในขณะที่พวกเขากำลังปรึกษากันว่าจะทำไลฟ์อย่างไร เสิ่นซิวหนานก็อุ้มคุณย่าตัวน้อยหนีไปแล้ว
เสิ่นมู่จิ่นเห็นแล้วก็รีบวิ่งตามไป "เสิ่นซิวหนาน พี่นี่มันร้ายกาจจริงๆ รอผมด้วย!"
เสิ่นอวี้จู๋รีบวิ่งตามไปด้วย "รอผมด้วย"
เขาไม่อยากถูกทิ้งไว้ข้างหลัง
พวกบอดี้การ์ดก็อยากจะตามไปด้วยเหมือนกัน พวกเขารู้ดีว่าถ้ามีเสิ่นจืออินอยู่ด้วย การสืบสวนครั้งนี้จะต้องไม่ใช่วิธีการธรรมดาแน่นอน แต่พวกเขาต้องทำตามหน้าที่ของตัวเอง
เสิ่นซิวหนานกลอกตา "พวกนายจะไปทำอะไร? ไปให้กำลังใจฉันกับคุณย่าตัวน้อยเหรอ?"
เสิ่นมู่จิ่นพูดอย่างชอบธรรม "ผมอยากดูสถานการณ์จริง ถ้าจำเป็นผมก็สามารถช่วยต่อยไอ้คนเลวนั่นได้"
เสิ่นอวี้จู๋ยกมือ ดวงตาเต็มไปด้วยความกระตือรือร้น "ผมก็ทำได้เหมือนกัน"
แต่เขายังไม่เคยต่อสู้มาก่อนเลย
ในเมื่อเสิ่นซิวหนานไม่สามารถไล่น้องชายทั้งสองไปได้ จึงต้องพาพวกเขาไปด้วย
"ตอนนี้พวกเราจะไปทำอะไรก่อน? จะไปเคาะประตูบ้านของไอ้สารเลวนั่นเหรอ?"
เสิ่นซิวหนานตอบว่า "ถามเรื่องสถานการณ์ของผีผู้หญิงนั่นจากผีดาราก่อนดีกว่า"
ตอนนี้ ผีดาราได้ไปหาผีผู้หญิงคนนั้นแล้ว เมื่อได้ยินว่ามีคนมาช่วยแก้แค้นให้ ผีผู้หญิงก็ไม่ลังเลที่จะตามผีดารามาหาเสิ่นจืออินและคนอื่นๆ
เสิ่นจืออินเปิดตาทิพย์ให้กับสามพี่น้องตระกูลเสิ่น แม้ว่าจะเคยเห็นผีมาไม่น้อยแล้ว แต่สภาพอันน่าสยดสยองของผีผู้หญิงก็ยังทำให้พวกเขาตกใจกลัว
เพราะความแค้น เธอจึงยังคงมีสภาพเหมือนตอนที่ตาย
ใบหน้าผอมแห้งจนเห็นกระดูก ดวงตาโปนออกมาพร้อมรอยเลือด ร่างกายผอมบาง แต่กลับมีท้องที่ใหญ่โตมาก
ท้องของเธอมีรอยแผลน่ากลัว เลือดที่ไหลออกมาก็น่าขนพองสยองเกล้าอยู่แล้ว ยังเห็นศีรษะสีดำมืดอยู่ในท้องอีกด้วย
เมื่อสายตาหลายคู่มองไปด้วยความหวาดกลัว ศีรษะเล็กๆนั้นก็หมุน ใบหน้าผีทารกที่มีผิวสีเขียวและใบหน้าเลือนรางหันมา พร้อมกับยิ้มอย่างน่าขนลุกให้กับพวกเขา
เสิ่นมู่จิ่นกลอกตาขาวและเกือบจะเป็นลมไป
นี่เป็นผีที่น่ากลัวที่สุดที่เขาเคยเห็นมาเลย!
แม้จะน่ากลัว แต่เมื่อนึกถึงชะตากรรมของแม่ลูกคู่นี้ก็รู้สึกสะเทือนใจ
รูปลักษณ์ของผีผู้หญิงนั้นเห็นได้ชัดว่าเธอเคยถูกทารุณกรรมมาเป็นเวลานานก่อนที่จะเสียชีวิต
พลังอาฆาตที่แผ่ซ่านรอบตัวผีผู้หญิงนั้นหนาแน่น ซึ่งส่งผลกระทบต่อสติสัมปชัญญะของเธอแล้ว พอปรากฏตัวขึ้นมาก็ถามซ้ำๆทันที "ใครสามารถช่วยฉันแก้แค้นได้บ้าง ช่วยฉันแก้แค้นที ฉันต้องการแก้แค้น ฆ่ามันซะ ฆ่าพวกมันทั้งหมด!!!"
ผีดาราพยายามปลอบ "ใจเย็นๆก่อน อาจารย์น้อยเสิ่นสามารถช่วยเธอได้"
เธอลอยไปอยู่ด้านหลังเสิ่นจืออิน
ผีผู้หญิงเห็นเด็กหญิงอายุสี่ขวบก็รู้สึกว่าตัวเองถูกหลอก ยิ่งโกรธมากขึ้น "หลอกฉัน พวกแกหลอกฉัน ตาย พวกแกไปตายซะ!"
ผีผู้หญิงพลันโกรธจัดพุ่งเข้าใส่เสิ่นจืออิน
"บ้าเอ๊ย!" เสิ่นมู่จิ่นตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันจนถึงกับสบถออกมาดังๆ
เสิ่นอวี้จู๋คว้าตัวน้องชายที่กำลังจะวิ่งเข้าไปเอาไว้
"พี่จะทำอะไร? ไม่เห็นหรือว่าคุณย่ากำลังตกอยู่ในอันตราย?"
เสิ่นอวี้จู๋พูดว่า "ถ้านายเข้าไป คุณย่าตัวน้อยจะยิ่งเป็นอันตรายกว่าเดิมนะ"
เป็นแค่ผีตัวเล็กๆ คุณย่าตัวน้อยจะสู้ไม่ได้เชียวเหรอ? งูตัวใหญ่ขนาดนั้นและพังพอนที่ฝึกตนสำเร็จก็ยังไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเธอเลย
น้องชายโง่คนนี้ ถ้าเข้าไปแล้วถูกจับเป็นตัวประกันต่างหากที่จะอันตรายจริงๆ
ผีผู้หญิงบินพุ่งเข้ามา เสิ่นจืออินไม่ตื่นตระหนกเลยแม้แต่น้อย ค่อยๆยกมือขึ้นมาข้างหนึ่ง แล้วตบฉาดใหญ่ใส่ผีผู้หญิง ทำให้เธอถูกตบกระเด็นกลับไปยังที่เดิมเหมือนแผ่นกระดาษบางเบาที่ปลิวไปตามลม หมุนวนไปมาก่อนจะตกลงแนบกับพื้น
เมื่อเห็นแม่ถูกทำร้าย ผีทารกที่แทบไม่มีสติสัมปชัญญะก็กรีดร้องพลางคลานออกมาจากช่องท้องของผีผู้หญิงที่ถูกกรีดเปิด มันทิ้งรอยเลือดไว้ตลอดทาง อ้าปากเผยฟันคมกริบเหมือนฉลามแล้วพุ่งเข้าใส่เสิ่นจืออิน
เพียะ! เสียงตบดังกังวาน ผีทารกก็ถูกตบกระเด็นกลับไปเช่นเดียวกับชะตากรรมของแม่ผี หมุนติ้วกลับไปในลักษณะเดียวกัน
เสิ่นจืออินทำหน้าเบ้ "น่าตบจริงๆ"
พูดพลางหยิบกิ่งต้นท้อออกมาจากพื้นที่มิติ วิ่งเข้าไปหา แล้วเริ่มตีผีทั้งสองตนไม่ยั้ง
"กรี๊ด!!!!"
เสียงกรีดร้องดังขึ้นสองครั้ง เสียงของผีนั้นแหลมเสียดหูจริงๆ
สามพี่น้องตระกูลเสิ่นแสดงสีหน้าเจ็บปวดพลางอุดหูไว้
ผีดาราแยกเขี้ยวยิงฟัน "สมควรแล้ว มาช่วยพวกคุณแท้ๆ ยังจะมาเนรคุณอีก"
แม้ว่าจะรู้ดีว่าพวกเธอเป็นแบบนี้เพราะถูกพลังอาฆาตครอบงำ แต่นั่นก็ไม่ได้ขัดขวางผีดาราจากการสนับสนุนเสิ่นจืออินอย่างเต็มที่
การเฆี่ยนพวกเธอให้ได้สติก็เป็นเรื่องดี
ประสิทธิภาพของกิ่งต้นท้อพันปีนั้นยอดเยี่ยมมาก แม้จะทำให้ผีทั้งสองร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวด แต่ก็ทำให้พวกเธอได้สติกลับมาอย่างสมบูรณ์
ผีผู้หญิงอุ้มลูกสาวคุกเข่าร้องไห้ต่อหน้าเสิ่นจืออิน
"ขอโทษท่านอาจารย์ พวกเราทำผิดไปแล้ว"
เสิ่นจืออินถือกิ่งไม้ด้วยมือน้อยๆ "รู้สึกตัวแล้วเหรอ?"
ผีผู้หญิงพยักหน้าราวกับกำลังตำกระเทียม และยังกดหัวลูกสาวของตัวเองให้พยักหน้าด้วย
"ฉันรู้สึกตัวแล้ว รู้สึกตัวแล้ว"
ถ้าไม่รู้สึกตัวคงถูกตีตายแน่
ฮือๆๆ... เจ็บจัง
ผีทารกเห็นเสิ่นจืออินหยุดมือแล้ว จึงรีบวิ่งหายเข้าไปในท้องของแม่อย่างรวดเร็ว ไม่ยอมออกมาอีกเลยไม่ว่าจะเป็นตายอย่างไร
ผีผู้หญิงเผชิญหน้ากับเสิ่นจืออินตามลำพัง สีหน้าดูทุกข์ทรมานมาก
"เล่าสถานการณ์ของเธอให้ฉันฟังหน่อย" เสิ่นจืออินก็ไม่ได้ตีอีกต่อไป เธอเพียงแค่หยิบเก้าอี้เล็กๆมานั่ง
ผีผู้หญิงเริ่มเล่าเรื่องราวชีวิตอันน่าเศร้าของเธอพลางร่ำไห้
เธอถูกลักพาตัวตั้งแต่เด็ก จนจำไม่ได้แล้วว่าพ่อแม่แท้ๆของตัวเองเป็นใคร แต่เดิมเธอถูกขายให้กับครอบครัวในหมู่บ้านบนภูเขาเพื่อเป็นเจ้าสาวเด็กให้กับคนโง่คนหนึ่ง ชีวิตของเจ้าสาวเด็กก็ไม่ได้ดีอะไร เธอถูกทารุณกรรมตั้งแต่เด็ก ไม่เพียงแต่ถูกบังคับให้ออกจากโรงเรียนตั้งแต่มัธยมต้น แต่ยังต้องทำงานทุกอย่างให้กับทั้งครอบครัวด้วย แต่ต่อมาครอบครัวนั้นประสบปัญหาและต้องการเงินอย่างเร่งด่วน จึงขายเธอให้กับครอบครัวของเติ้งถูฝู
นั่นเป็นเพียงการตกจากปากเสือเข้าสู่รังหมาป่าเท่านั้น
เรื่องราวที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น เสิ่นจืออินและคนอื่นๆก็รู้กันดี
อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบกับผีดาราแล้ว สถานการณ์ที่ผีผู้หญิงเล่าด้วยตัวเองนั้นยังน่าเวทนากว่า
"ฉันมาเกิดมาในโลกนี้ทำไม เพื่อทนทุกข์ทรมานงั้นหรือ? ฉันไม่ยอม ฉันจะแก้แค้นด้วยตัวเองและฆ่าพวกมันให้หมด!"
เสิ่นซิวหนานพูดว่า "ถ้าอยากแก้แค้นก็ทำได้ แต่พวกเราต้องดำเนินการตามกระบวนการทางกฎหมายก่อน เพื่อให้พวกมันได้รับการลงโทษตามกฎหมาย"
"ทำไมต้องทำแบบนั้นด้วย!!!" ผีผู้หญิงเกิดอารมณ์รุนแรงขึ้นมาอีกครั้ง "แบบนั้นมันง่ายเกินไปสำหรับพวกเขา ฉันต้องแก้แค้นด้วยตัวเอง ฉันจะควักท้องพวกเขาออกมาเหมือนกัน ให้พวกเขาได้รับความทุกข์ทรมานเหมือนที่ฉันเคยได้รับ!"
เสิ่นจืออินยกกิ่งต้นท้อขึ้น ผีผู้หญิงสั่นเทาเล็กน้อย อารมณ์โกรธแค้นค่อยๆถูกกดลงไป แต่ในดวงตายังคงแสดงความไม่ยอมแพ้และดื้อรั้น พร้อมกับพึมพำเบาๆ
"ทำไมพวกเขาถึงได้นั่งคุกอย่างสบายๆ แล้วสุดท้ายก็จบชีวิตด้วยกระสุนนัดเดียว แค่เจ็บครั้งเดียวจะไปสาสมอะไร ฉันต้องทนเจ็บปวดมาทั้งชีวิต ฉันไม่ยอม ไม่ยอมหรอก"พูดไปพูดมา เธอก็หลั่งน้ำตาสีเลือดออกมาสองสาย
"ยังพูดไม่จบเลย เธอรีบร้อนไปไหน?"
เสิ่นจืออินขัดจังหวะเสียงร้องไห้ของเธอ "รอจนส่งเข้าคุกแล้ว ค่อยส่งเธอไปคุยกับพวกเขา"
ทันใดนั้น ดวงตาของผีผู้หญิงก็เปล่งประกายสว่างจ้า
บทที่ 269: สอบถาม
"ขอบคุณท่านอาจารย์มาก!"
ผีผู้หญิงโค้งคำนับเสิ่นจืออินอย่างจริงจัง แถมยังดึงลูกในท้องออกมากดลงกับพื้นให้โค้งคำนับพร้อมกันด้วย
ผีทารก : ...แม่ไม่รักหนูแล้วเหรอ?
หลังจากที่ทุกคนรู้เรื่องราวทั้งหมดของผีผู้หญิงแล้ว พวกเขาก็ปรึกษากันเพื่อวางแผน
สุดท้าย พวกเขาตัดสินใจที่จะแสร้งทำเป็นญาติของผีผู้หญิง เพื่อไปก่อกวนที่บ้านของผู้ชายที่ใช้ความรุนแรงในครอบครัว
อย่างไรก็ตาม ก่อนที่จะทำเช่นนั้น พวกเขาได้สอบถามให้แน่ใจว่าครอบครัวนั้นไม่ค่อยได้ใช้อินเทอร์เน็ตและไม่รู้จักพวกเขา หลังจากนั้นพวกเขาจึงเดินทางไปที่บ้านอย่างองอาจ
ต่างหูข้างซ้ายของเสิ่นมู่จิ่นเป็นกล้องขนาดจิ๋ว ซึ่งตอนนี้กำลังถ่ายทอดสดอยู่ เมื่อการถ่ายทอดสดเริ่มต้นขึ้น เสิ่นจือจั้วและคนอื่นๆที่ได้รับข่าวล่วงหน้าก็เข้ามาดูทันที
"ขอถามหน่อยครับ ที่นี่คือหมู่บ้านตระกูลเติ้งใช่ไหม?"
เสิ่นมู่จิ่นถามชาวบ้านคนหนึ่ง การแต่งกายของพวกเขาดูดีมีระดับ เห็นได้ชัดว่าไม่ใช่คนธรรมดา คนผู้นั้นจึงรีบพยักหน้าทันที ดวงตากวาดมองขึ้นลงสำรวจร่างกายของทุกคน
"พวกคุณคือ?"
ถึงเวลาที่เสิ่นมู่จิ่นจะแสดงความสามารถทางการแสดงของเขาแล้ว"พวกเรามาที่นี่เพื่อตามหาคน พี่สาวของพวกเราถูกลักพาตัวไปตั้งแต่เด็ก หลังจากนั้นพวกเราก็พยายามสืบหาข่าวคราวมาตลอด เพิ่งได้รับข่าวว่าพี่สาวของผมอาจจะอยู่แถวนี้ เลยมาดูสักหน่อย"
"เป็นไปไม่ได้หรอก หมู่บ้านของพวกเราไม่มีใครทำเรื่องซื้อเด็กแน่นอน"
คนนั้นรีบปฏิเสธทันที
"พวกเรารู้ แต่ฉันอยากถามป้าหน่อยว่า คุณรู้จักหยางเถาไหม?"
เมื่อได้ยินชื่อหยางเถาป้าคนนั้นก็ชะงักไปทันที
"หยางเถา นั่นไม่ใช่ นั่นไม่ใช่..."
คำพูดที่เหลือเธอไม่กล้าพูดออกมา พร้อมกับมองคนกลุ่มนี้แวบหนึ่งด้วยสีหน้าที่ดูเศร้าสลด ไม่คิดเลยว่าหยางเถาจะมีญาติที่ร่ำรวยขนาดนี้ น่าเสียดายที่เธอไม่ได้มีโอกาสได้รับความสุขนั้นแล้ว
"ฉันไม่รู้จักหรอก พวกคุณลองไปถามคนอื่นดูสิ"
ครอบครัวของเติ้งคนฆ่าหมูเป็นพวกอันธพาลในหมู่บ้าน ถ้าพวกเขารู้ว่าเธอเป็นคนแพร่ข่าวออกไป สามีและลูกชายของเธอคงถูกอันธพาลนั่นทุบตีจนเกือบตาย
เธอไม่กล้าไปหาเรื่องกับเติ้งคนฆ่าหมูเด็ดขาด
คุณป้าคนนี้กำลังจะเดินจากไป แต่แล้วเงินสีแดงก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าเธอ ดูคร่าวๆน่าจะประมาณหนึ่งพันหยวน
เสิ่นมู่จิ่นพูดว่า "ป้าครับ พวกเราจะจ่ายค่าตอบแทนสำหรับข้อมูลด้วยนะครับ"
เมื่อเห็นเงินจำนวนนี้ คุณป้าก็ถึงกับก้าวเท้าไม่ออก
"รู้แล้ว รู้แล้ว หยางเถาใช่ไหม? ฉันรู้จัก" เธอถูมือทั้งสองข้าง "ฮี่ๆ ... เกรงใจจังเลย"
แต่ตอนที่รับเงินนั้นกลับดูไม่ได้รู้สึกเกรงใจเลยแม้แต่น้อย เธอมองซ้ายมองขวา แล้วพาพวกเขาไปยังที่ลับตาคน หลังจากแน่ใจว่าไม่มีใครอยู่รอบๆ เธอจึงเริ่มเล่า
"หยางเถาเป็นหญิงสาวที่ดีคนหนึ่ง แต่ชีวิตเธอนั้นช่างลำบากเหลือเกิน..." พอเริ่มพูดขึ้นมา ป้าก็พูดไม่หยุดปาก เล่าถึงความทุกข์ทรมานที่หยางเถาต้องเผชิญหลังจากแต่งงานมาอย่างละเอียด
"เติ้งถูฝูนั่นหน้าตาเหมือนหมีตัวใหญ่ แถมนิสัยยังไม่ดีอีก มักจะดื่มเหล้าแล้วกลับบ้านมาทุบตีภรรยา เสียงร้องโหยหวนของหยางเถานั่น คนในหมู่บ้านของเราได้ยินกันเกือบทั้งหมด แต่พวกเราก็ไม่กล้าพูดอะไรหรือเตือนอะไร”
“เติ้งถูฝูเป็นอันธพาลในหมู่บ้านของเรา ไม่เกรงกลัวใคร กล้าทำร้ายทุกคน แม้จะถูกสายตรวจจับไปขัง เขาก็ออกมาได้ พอออกมาแล้วยังไปก่อเรื่องกับครอบครัวที่แจ้งความเขาหนักกว่าเดิม ไปฆ่าไก่ห่าน หรืออะไรต่อมิอะไรที่บ้านเขาเลี้ยงไว้แล้วขโมยกลับมา"
“แบบนี้ใครจะกล้าไปยุ่งกับเขาล่ะ ดังนั้นแม้ว่าหยางเถาจะถูกทำร้าย พวกเราถึงอยากจะช่วยแต่ก็ทำอะไรไม่ได้ แม่สามีของเธอก็ไม่ใช่คนดี ทั้งครอบครัวนั้นล้วนเป็นพวกไร้ยางอาย ตอนนี้ถูฝูมีลูกสาวสองคน พวกเธอผอมมากเหมือนกับคนอดอยากเลยล่ะ"
ไม่มีใครรู้ตัวเลยว่า ตอนนี้เริ่มมีคนเข้ามาในห้องไลฟ์สดของพวกเขาเยอะขึ้นแล้ว
[นี่เป็นบทละครหรือเปล่าเนี่ย?]
[คนเลวแบบนี้ควรจะถูกจับไปขังสักสองสามปี]
[ไม่ได้หรอก เขาก็ไม่ได้ทำความผิดร้ายแรงอะไร ยังไม่ถึงขั้นต้องรับโทษ แต่การกระทำของเขามันน่าขยะแขยงจริงๆ]
[คนที่ชื่อหยางเถาคนนั้นก็น่าสงสารเกินไปแล้ว]
[นี่มันไม่ใช่บทละครจริงๆเหรอ? ฉันหวังว่านี่จะไม่ใช่เรื่องจริงนะ]
"แต่ว่า คนที่พวกคุณกำลังตามหาตอนนี้ไม่ได้อยู่ในหมู่บ้านจริงๆ หยางเถาหนีตามผู้ชายไปแล้ว"
"อะไรนะ!!!"
เสิ่นมู่จิ่นทำสีหน้าตกใจ เสิ่นอวี้จู๋ก็เลียนแบบตาม แสดงออกมาอย่างเกินจริงเสิ่นซิวหนานขมวดคิ้วอย่างแรง
เสิ่นจืออินก็อยากจะแสดงสีหน้าบ้างเช่นกัน แต่รู้สึกว่าใบหน้าของตัวเองบิดเบี้ยว
สุดท้ายก็ล้มเลิกความพยายาม แล้วซุกหน้าลงบนไหล่ของหลานชายคนที่สองแทน
ผู้ชมในห้องถ่ายทอดสดต่างก็ตกตะลึง จากนั้นก็มีความคิดเห็นที่แตกต่างกันไป บางคนคิดว่าดีแล้ว เพราะถ้าไม่หนีจากผู้ชายที่เอาแต่ทำร้ายร่างกายแบบนั้น จะรอให้โดนทุบตีต่อไปในอนาคตหรือ?
นอกจากนี้ยังมีคนที่คิดว่าบางทีเติ้งถูฝูอาจมีเหตุผลในการทุบตี อาจเป็นเพราะหยางเถาแอบนอกใจก่อนหรืออะไรทำนองนั้น
ผีผู้หญิงโกรธมากจนเส้นผมปลิวไสว
"คนหลอกลวง คนหลอกลวง ฉันถูกฆ่า ฉันตายอย่างทรมาน..." น่าเสียดายที่นอกจาก เสิ่นจืออินและหลานชายทั้งสามแล้ว ไม่มีใครได้ยินเสียงของเธอ
"จริงๆแล้วฉันก็ไม่ค่อยเชื่อเท่าไหร่ หยางเถาเป็นคนขี้กลัว ตั้งแต่แต่งงานมาก็อยู่แต่ในหมู่บ้าน ครอบครัวของเติ้งถูฝูก็คอยจับตาดูอย่างใกล้ชิด ไม่มีใครเคยเห็นเธอสนิทสนมกับผู้ชายคนไหนเลย แต่มีคนบอกว่าเห็นกับตาว่าเธอหนีไปกับผู้ชายคนหนึ่ง ครอบครัวของเติ้งถูฝูก็พูดแบบนี้เหมือนกัน"
ไม่เพียงแต่พูดแบบนี้เท่านั้น พวกเขายังป่าวประกาศไปทั่วราวกับกลัวว่าคนอื่นจะไม่รู้ แม่สามีของหยางเถาเลวร้ายยิ่งกว่านั้น เธอด่าทอด้วยคำหยาบคายทุกคำที่นึกออก
"ฉันรู้แค่นี้แหละ แต่ฉันแนะนำว่าพวกคุณไม่ควรไปที่บ้านของเติ้งถูฝู พวกคุณสู้เขาไม่ได้หรอก แต่อย่าบอกใครนะว่าฉันเป็นคนพูด"
เสิ่นมู่จิ่นพยักหน้า "วางใจได้ พวกเราจะไม่บอกใครแน่นอน"
พูดจบ ป้าคนนั้นก็ลุกขึ้น "งั้นฉันขอตัวก่อนนะ"
หลังจากที่ป้านั้นจากไป เสิ่นมู่จิ่นหันไปมองคนอื่นๆ
"ต่อไปเราจะทำยังไงดี?"
ในตอนนี้เองที่ใบหน้าของพวกเขาหลายคนปรากฏขึ้นในห้องถ่ายทอดสด ก่อนหน้านี้มีแต่เสียงเท่านั้น แต่ก็มีแฟนคลับของเสิ่นมู่จิ่นที่รู้สึกคุ้นหูกับเสียงนั้น
[โอ้โห หน้าคุ้นจัง!]
[เสิ่นจืออิน!!!]
[นั่นหนุ่มหล่อนี่!!!]
[เดี๋ยวก่อน ก่อนหน้านี้ฉันรู้สึกว่าเสียงนั้นคุ้นหูมาก คงไม่ใช่เสียงของเสี่ยวจิ่นหลีของฉันใช่ไหม?]
[อ๊ะ... นี่มันเรื่องอะไรกัน ฉันไม่เคยคิดมาก่อนเลย พวกเขากำลังทำอะไรกันน่ะ?]
การปรากฏตัวของพวกเขาทำให้มีผู้ชมเข้ามาในห้องถ่ายทอดสดมากขึ้น
เสิ่นมู่จิ่นจึงเริ่มทักทายผู้ชมในห้องถ่ายทอดสด "สวัสดีทุกคน ผมได้รับข่าวว่าที่นี่มีคดีฆาตกรรมเกิดขึ้น เนื่องจากยังไม่มีหลักฐาน พวกเรากำลังสืบสวนอยู่ ทุกคนนั่งดูในห้องไลฟ์ก็พอนะ อย่าส่งของขวัญมา ผมปิดฟังก์ชันรับของขวัญไปแล้ว"
[เดี๋ยวสิ… นี่มันควรจะเป็นหนเาที่ของสำนักลาดตระเวนไม่ใช่เหรอ?]
[เสี่ยวจิ่นหลีของพวกเราเปลี่ยนอาชีพแล้วเหรอ? นี่มันต่างกันมากเลยนะ]
เสิ่นมู่จิ่นก็ไม่สนใจข้อความที่พรั่งพรูออกมาเหมือนน้ำพุในห้องไลฟ์อีก ทุกคนรวมตัวกันเพื่อวางแผนขั้นตอนต่อไป
ท้ายที่สุด พวกเขาตัดสินใจแยกย้ายกันเป็นสองกลุ่ม เสิ่นมู่จิ่นและเสิ่นซิวหนานไปที่บ้านของเติ้งถูฝู ส่วนเสิ่นจืออินและเสิ่นอวี้จู๋ไปตามหาศพของหยางเถา
การค้นหาศพนั้นต้องอาศัยผีผู้หญิง เสิ่นจืออินจำเป็นต้องไป
ส่วนที่บ้านของเติ้งถูฝูก็ต้องมีคนที่สู้เก่งไปด้วย ในสี่คนนี้มีเพียงเสิ่นจืออินและเสิ่นซิวหนานที่สู้เก่ง ดังนั้น เสิ่นซิวหนานจึงต้องไปที่บ้านของเติ้งถูฝู ส่วนเสิ่นมู่จิ่นรับผิดชอบในการแสดง ทำให้เรื่องใหญ่โตที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อดึงดูดชาวบ้านทั้งหมดมา ถ้าสามารถพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของหยางเถาได้ก็จะดีที่สุด
หลังจากแยกย้ายกันเป็นสองทาง แน่นอนว่าไลฟ์สดต้องติดตามไปทางฝั่งของเสิ่นมู่จิ่นและพี่รองของเขา
มีคนบอกว่าอยากดูการค้นหาศพ เสิ่นมู่จิ่นจึงตอบว่า "พวกคุณก็ดูการทะเลาะกันไปเถอะ ถ้าไปดูศพ ไลฟ์คงจะโดนแบบแน่ๆ"
เขาถือโทรศัพท์มือถือไว้พลางพูดคุยกับผู้ชม
"รอดูการแสดงของผมดีกว่า อ้อ ผมต้องไปหาฆ้องหรือปี่สักอันก่อนก่อน พอดีจะได้ลองทดสอบวิชาที่ได้รับสืบทอดมา ดูว่าคนที่ไม่มีพรสวรรค์ทางดนตรีอย่างผมจะเล่นอะไรออกมาได้บ้าง"
บทที่ 270: เสิ่นมู่จิ่นปะทะแม่ของผู้ชายที่ทำร้ายภรรยา
เสิ่นมู่จิ่นและเสิ่นซิวหนานยืมของมาได้อย่างรวดเร็ว เขายังหยิบโทรโข่งมาด้วยอีกอัน
ทั้งสองคนถือเครื่องดนตรี คนหนึ่งถือปี่ อีกคนถือฆ้อง
คนหนึ่งยิ้มแย้มบนใบหน้า อีกคนไม่แสดงอารมณ์ใดๆ "ทุกคนครับ ช่วงนี้ผมกำลังเรียนเครื่องดนตรีอยู่ เดี๋ยวจะโชว์ให้พวกคุณดูนะ"
หลังจากได้รับการสืบทอดวิชา ทุกคืนเขาจะเข้าสู่ความฝัน แล้วจะมีครูคนหนึ่งสอนให้เขารู้จักเครื่องดนตรีต่างๆและฝึกฝนโน้ตเพลง
วันนี้เขาจะลองเป่าปี่ซั่วน่า
[อืม... แล้วทำไมคุณถึงเลือกเรียนปี่ซั่วน่าล่ะ?]
[ที่รัก รีบวางปี่ซั่วน่าลงเถอะ ฉันหัวเราะจนแทบทนดูไม่ไหวแล้ว ดีนะที่มองไม่เห็นหน้า]
[พี่ชายข้างๆ ถือฆ้องด้วยท่าทางสิ้นหวัง]
[แม้ว่าพวกคุณมาที่นี่เพื่อสืบคดีฆาตกรรม ฉันคิดว่าควรจะจริงจังกว่านี้หน่อย แต่พอเห็นคุณถือปี่ซั่วน่าราวกับมางานศพ ฉันก็อดขำไม่ได้จริงๆ]
เสิ่นมู่จิ่นพูดว่า "สิ่งที่พวกเราต้องทำตอนนี้คือดึงดูดความสนใจของทุกคนในหมู่บ้าน แน่นอนว่าปี่และฆ้องเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด"
จากนั้นเขาก็นำปี่มาแนบริมฝีปากแล้วสูดลมหายใจเตรียมเป่า
ปู๊ด~~~
เสิ่นซิวหนาน : ... ถอยห่างออกมาเงียบๆ เขาไม่รู้จักคนคนนี้
ผู้ชมในห้องถ่ายทอดสดต่างพากันงุนงง
[ใครตด?]
[ไลฟ์สดที่มีกลิ่นโชยออกมา]
[นี่คุณเรียนดนตรีมาแล้วจริงเหรอ? บอกฉันหน่อยว่าครูคนไหนสอน ฉันจะได้หลีกเลี่ยงเขาถ้าจะเรียนดนตรีในอนาคต]
เสิ่นมู่จิ่นรู้สึกเขินขายเล็กน้อยเช่นกัน "ขอโทษนะ ผมยังไม่ได้เตรียมตัว"
เมื่อเขาเตรียมพร้อมและเริ่มเป่าอีกครั้ง เสียงดนตรีที่ดังออกมาจากปี่นั้นฟังดูเหมือนผีร้ายกำลังกรีดร้องด้วยเสียงแหบแห้งอย่างสุดกำลัง
ต้องยอมรับว่าเสียงของปี่ซั่วน่าดังมากจริงๆ เสียงนั้นแผ่กระจายไปทั่วครึ่งหมู่บ้านในทันที คนที่กำลังทำงานอยู่และคนที่กำลังคุยกันต่างสะดุ้งโหยงพร้อมกันเมื่อได้ยินเสียงนั้น
"แม่เจ้า! บ้านใครกำลังฆ่าหมูกันเนี่ย?"
"ไร้สาระ นั่นมันเสียง เสียง... ฉันก็บอกไม่ถูกว่านี่เป็นเสียงอะไร แต่มันฟังแล้วน่ารำคาญมาก"
เสียงปี่ที่น่ารำคาญยังคงดังก้องหมู่บ้านไม่หยุด แถมยังมีเสียงฆ้องทองเหลืองดังแทรกเข้ามาด้วย
นี่มันยิ่งกว่าขบวนส่งศพเสียอีก นี่มันเสียงที่ส่งตรงไปนรกชัดๆ!
"เฮ้อ... พวกนั้นกำลังทำอะไรกันน่ะ? พวกคุณนี่รีบส่งคนไปเกิดใหม่กันหรือไง!"
คนที่อยู่ใกล้ที่สุดโผล่หัวออกมาจากประตูบ้าน แล้วตะโกนเสียงดังลั่น
น่าเสียดายที่เสียงทางฝั่งของเสิ่นมู่จิ่นดังเกินไปจนไม่ได้ยิน
ในที่สุดก็มีคนทยอยออกมาไม่น้อย ชายหนุ่มคนหนึ่งวิ่งเข้าไปด้วยสีหน้าบึ้งตึงแล้วแย่งปี่ซั่วน่าของเสิ่นมู่จิ่นไป "พวกนายมาทำอะไรที่นี่? มาหาเรื่องที่หมู่บ้านตระกูลเติ้งหรือไง ไอ้พวกบ้า!"
คนอื่นๆ ต่างมองพวกเขาสองคนด้วยสายตาประหลาด
"หน้าตาก็ดี ทำไมถึงมีปัญหาทางสมองได้นะ?"
"พวกนี้เป็นญาติของใครกัน? ต้องพาไปโรงพยาบาลให้หมอตรวจสมองหรือเปล่า?"
เสิ่นมู่จิ่น : ...
เสิ่นซิวหนาน : ...
ตอนแรก ผู้ชมในห้องถ่ายทอดสดเกือบจะกดออกจากห้องไลฟ์ เพราะเสียงปี่และฆ้องที่ดังอึกทึกครึกโครม แม้แต่แฟนคลับตัวยงของเสิ่นมู่จิ่นก็ยังทนไม่ไหวอยากจะหนีไปเหลือเกิน
แต่ในตอนนี้ เมื่อได้ยินการสนทนาของชาวบ้านหมู่บ้านตระกูลเติ้ง พวกเขาก็แทบจะหัวเราะพรวดออกมาอีกครั้ง
[ฮ่าๆๆ... ส่งต่อข่าวไปว่าไอดอลของพวกเขากลายเป็นคนบ้าไปแล้ว]
[ฮ่าๆๆ ไอ้บ้า สมองมีปัญหา ฮ่าๆๆ…]
หลังจากเหตุการณ์นี้ ชื่อเสียงของพี่น้องตระกูลเสิ่นก็พลอยเสียหายไปด้วย
เสิ่นซิวหนาน : ทำไมฉันถึงโดนลากเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยล่ะ?
"คุณลุงคุณป้าทั้งหลาย ผมก็ไม่อยากทำแบบนี้หรอก แต่ผมมีเหตุผลจำเป็น"
เริ่มแล้ว เริ่มแล้ว การแสดงของเสิ่นมู่จิ่นเริ่มขึ้นแล้ว
"พวกเรามาตามหาพี่สาวของผมชื่อหยางเถา ได้ยินว่าเธอแต่งงานกับเติ้งถูฝูในหมู่บ้านของพวกคุณ แต่พวกเราตามสืบมาตลอดทาง พี่สาวของผมช่างน่าสงสารเหลือเกิน เธอไม่เพียงแต่ถูกทำร้ายทารุณจากครอบครัวของเติ้งถูฝู แต่ยังถูกใส่ร้ายว่าหนีตามชายอื่นไปอีก..."
เสิ่นมู่จิ่นพูดด้วยน้ำตานองหน้า เขาเป็นคนหน้าตาดีอยู่แล้ว การที่สามารถไต่เต้าขึ้นมาถึงตำแหน่งราชาแห่งวงการบันเทิงได้นั้น ไม่ใช่แค่อาศัยหน้าตาเป็นดอกไม้ประดับเท่านั้น
เขาร้องไห้ด้วยท่าทางที่น่าสงสารเป็นอย่างมาก ใบหน้าแดงก่ำ เส้นเลือดที่คอปูดโปนขึ้นมา
"ตระกูลเติ้งช่างไร้มนุษยธรรม!"
"แกกำลังพูดเหลวไหลอะไรอยู่!"
หญิงวัยกลางคนคนหนึ่งพุ่งออกมาอย่างกะทันหัน แม้ว่าเธอจะดูอ้วน แต่การเคลื่อนไหวว่องไว เธอกำลังจะเข้าไปผลักเสิ่นมู่จิ่น
เสิ่นซิวหนานตอบโต้อย่างรวดเร็ว เขาโยนฆ้องในมือออกไป มือของหญิงวัยกลางคนกระแทกกับผิวฆ้องที่แข็งกระด้างส่งเสียงดังก้อง ทำให้เธอเจ็บจนใบหน้าบิดเบี้ยว
เสิ่นมู่จิ่นวิ่งไปหลบหลังพี่รองของตนเองอย่างรวดเร็ว "คุณเป็นใคร?"
"เธอคือแม่ของเติ้งถูฝูนั่นแหละ" มีคนตะโกนออกมาจากฝูงชน
เสิ่นมู่จิ่นกระโดดออกไปอีกครั้ง "ดีเลย เธอก็คือยายแก่ใจร้ายที่รังแกพี่สาวของฉันใช่ไหม ฉันพูดเหลวไหลตรงไหนล่ะ? บอกฉันมาสิว่าฉันพูดผิดตรงไหน ฉันสืบมาอย่างละเอียดแล้ว พี่สาวของฉันเป็นคนดีและซื่อสัตย์มาก เธอไม่ได้แต่งงานหรอก แต่ถูกครอบครัวแม่เลี้ยงที่เลวทรามขายให้กับพวกเธอต่างหาก”
“ใครๆก็รู้นิสัยของเติ้งถูฝูกันทั้งนั้น เขาเป็นคนเลวที่ชอบดื่มเหล้าและทุบตีภรรยา ส่วนเธอ ยายแก่ที่เลี้ยงลูกชายเลวๆแบบนั้นมาก็ไม่ใช่คนดีอะไรเหมือนกัน กดขี่ลูกสะใภ้ ใช้งานหล่อนเหมือนวัวเหมือนควาย!"
"ตอนที่หล่อนท้องยังคอยรับใช้ทั้งครอบครัวของพวกเธอ แถมยังต้องคอยล้างเท้าให้เธออีก สมองของเธอโดนประตูหนีบหรือไง คิดว่านี่ยังเป็นยุคศักดินาอยู่เหรอ? ยังจะมาแสดงอำนาจกับลูกสะใภ้อีก เรื่องที่หล่อนหนีไปกับคนอื่นนั่นต้องเป็นข่าวลือที่ครอบครัวเธอสร้างขึ้นมาแน่ๆ บางทีพี่สาวของฉันอาจจะถูกพวกเธอทรมานจนตายไปแล้วก็ได้!"
เสิ่นมู่จิ่นไม่ให้โอกาสเธอได้พูดเลย พอเขาอ้าปากก็พ่นคำด่าออกมาไม่หยุด
"ไม่มีวาสนาเป็นคุณนาย ยังจะทำตัวเป็นสูงศักดิ์อีก พี่สาวของฉันแต่งเข้ามาในบ้านของพวกเธอไม่ใช่มาเป็นลูกสะใภ้ แต่มาเป็นสาวใช้ต่างหาก บอกฉันมาให้ชัดๆ พี่สาวของฉันถูกพวกเธอทำร้ายจนตายใช่ไหม!"
"แกพูดเหลวไหล หยางเถาคือหญิงไร้ยางอายที่หนีไปกับคนอื่น! หล่อนเป็นแค่ผู้หญิงไร้ค่าที่ไม่รู้จักพอ เป็นนังแพศยาสกปรกที่ใครๆก็ขึ้นขี่ได้..."
แม่ของเติ้งถูฝูแสดงสีหน้าบิดเบี้ยวพลางด่าทออย่างหยาบคาย เธอพูดคำหยาบทั้งหมดที่เธอนึกออกเพื่อด่าผู้หญิงออกมา
ที่สำคัญคือเสียงของเธอดังมาก
ทันใดนั้น เสิ่นมู่จิ่นก็หยิบโทรโข่งออกมา เป็นโทรโข่งสีขาวขนาดใหญ่แบบที่คนรับซื้อของเก่าใช้ "เธอนั่นแหละที่พูดเหลวไหล!"
ใครจะโง่พอที่จะไปตะโกนแข่งกับเธอล่ะ ในเมื่อมีเครื่องมืออยู่แล้ว?
พอเขาเอาโทรโข่งออกมา เสียงของแม่เติ้งก็ถูกกลบลงไปทันที คนที่ยืนอยู่ใกล้ๆ ต่างก็ยกมือขึ้นมาปิดหูตัวเอง
"ทุกคนก็เห็นกันอยู่แล้วว่าพี่สาวของฉันเป็นคนแบบไหน เธอมีนิสัยอ่อนแอและยอมคนง่ายตั้งแต่เด็ก เพราะประสบการณ์ถูกลักพาตัวและอยู่ในครอบครัวแม่บุญธรรม
ตอนที่ถูกขายให้กับไอ้สารเลวเติ้งถูฝูนั่น เธอแทบไม่มีทางต่อต้านได้เลย เธอขี้ขลาดมากนะ แม้แต่ตอนโดนแม่สามีด่าทอ หรือโดนไอ้สารเลวเติ้งถูฝูทุบตีด่าว่า ก็ไม่กล้าโต้ตอบอะไรเลย"
“ฉันขอถามหน่อย มีคนที่ใจร้าย เห็นแก่ตัว และไร้ยางอายแบบพวกคุณคอยจับตาดูอยู่ เธอจะมีโอกาสได้พบปะกับผู้ชายคนอื่นได้ยังไง เธอกลัวว่าลูกสะใภ้ที่ซื้อมาจะหนีไป ถึงได้ติดตามเธอตลอดใช่ไหม? แล้วทำไมเธอถึงกลายเป็นแม่เล้าที่หาผู้ชายมาให้ลูกชายตัวเองโดนสวมหมวกเขียวแบบนี้ล่ะ?”
พรืด...
ตอนแรกก็ยังพอไหว แต่ประโยคสุดท้ายนั่นทำให้หลายคนอดไม่ได้ที่จะหัวเราะพรืดออกมา แม่เล้าที่จงใจหาคนมาให้ลูกชายของตัวเองโดนนอกใจ ฮ่าๆๆ... คำอธิบายนี้ช่างยอดเยี่ยมจริงๆ
จบตอน
Comments
Post a Comment