บทที่ 31: หนึ่งพันต่อหนึ่งแผ่น
ส่วนเรื่องที่ฉินเจินต้องการให้เสิ่นจืออินช่วยนั้น แน่นอนว่าต้องเป็นเรื่องแผลพุพองประหลาดบนตัวชาวบ้านพวกนั้น
หลังจากชาวบ้านจากหมู่บ้านเสี่ยวหยางถูกจับกุม พวกเขาก็เริ่มร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวด และกลิ้งเกลือกไปมาบนพื้น
ตอนแรกทุกคนคิดว่าพวกเขาแกล้งทำเพื่อหนีการพิจารณาคดี แต่ต่อมาก็พบว่าชาวบ้านที่ถูกจับจากหมู่บ้านเสี่ยวหยางเกือบทุกคน ล้วนมีแผลพุพองที่น่ากลัวขึ้นตามร่างกาย
แผลพุพองพวกนั้นมีขนาดใหญ่เท่ากำปั้น แถมบนแผลยังมีรูปร่างเลือนรางคล้ายกับใบหน้า ทำให้รู้สึกขยะแขยงและน่าสะพรึงกลัว
ตอนนั้นเอง ฉินเจินก็นึกถึงเรื่องแผลผีที่เสิ่นจืออินเคยพูดถึง
เขาเล่าเรื่องนี้ให้เซี่ยจ้งและผู้กำกับวังฟัง
ถ้าเป็นเมื่อก่อน เซี่ยจ้งคงไม่เชื่อแน่ แต่หลังจากที่ได้เห็นหนูช่วยตามหายาเสพติดมาแล้ว เขาก็ไม่ยึดติดกับความคิดเดิมๆอีกต่อไป ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ
ส่วนผู้กำกับวังนั้น เขาเปิดรับเรื่องแบบนี้ได้ง่ายกว่า
เพราะตำแหน่งหน้าที่การงานที่สูงขึ้น ทำให้เขาได้พบเจอเรื่องราวต่างๆมากกว่าคนอื่น
“บอกพวกคุณตามตรงนะ ในโลกของพวกเราน่ะ สิ่งลี้ลับพวกนี้คุณอาจจะไม่เชื่อ แต่ต้องเคารพยำเกรงเอาไว้ ไม่มีอะไรที่แน่นอนหรอก”
“สิ่งที่บรรพบุรุษสืบทอดกันมา พวกเราไม่อาจเข้าใจได้ แต่ก็ยังมีคนที่ศึกษาเรื่องพวกนี้โดยเฉพาะอยู่ การสืบทอดนี้ไม่เคยขาดช่วงเลย”
ผู้กำกับวังพูดแค่พอเป็นนัย ทำให้เซี่ยจ้งครุ่นคิด
“แต่เด็กผู้หญิงที่พวกคุณพูดถึงนั่น ผมสนใจมากเลย เก่งจริงๆเหรอ?”
เขาเคยเจอคดีที่วิทยาศาสตร์อธิบายไม่ได้มาก่อน ภายหลังคดีเหล่านั้นถูกรับไปโดยหน่วยมังกรของประเทศทั้งหมด
ตอนนั้นเองที่เขาได้รู้ว่า แท้จริงแล้วประเทศยังมีองค์กรลับแบบนี้อยู่ด้วย
ไม่คิดเลยว่าครั้งนี้พวกเขาจะได้เจอกับเรื่องเหลือเชื่ออีกครั้ง และยังได้รับประโยชน์จากเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆคนหนึ่งจนแก้ปัญหาได้
อีกทั้งจุดเริ่มต้นของคดีนี้ก็เป็นเรื่องลี้ลับมาก
ถ้าไม่รู้ว่าฉินเจินเป็นคนแบบไหน พวกเขาคงไม่กล้าเชื่อว่าเขาได้เห็นผีจริงๆ
และไม่ใช่แค่เขาที่เห็น แต่หลูติ้งอันจากแผนกนิติเวชก็เห็นด้วย
ผู้กำกับวังจึงอยากพบกับเด็กที่พวกเขากล่าวถึง
จากนั้นฉินเจินก็พาเสิ่นจืออินมาที่นี่
เมื่อเห็นเสิ่นจืออินที่ยังคาบขวดนมอยู่ ผู้กำกับวังก็เงียบไปครู่หนึ่ง
เอ่อ...เด็กขนาดนี้เลยเหรอ?
ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมเซี่ยจ้งถึงสงสัย เขาก็สงสัยเหมือนกัน
“โรคแผลผีนี่รักษาได้ไหม?”
โรคแบบนี้ ใช้การแพทย์รักษาไม่ได้หรอก
เสิ่นจืออินสงสัย “ทำไมต้องรักษาพวกเขาด้วยล่ะ?”
“แผลผีคือผลกรรมที่พวกเขาก่อขึ้น เป็นสิ่งที่พวกเขาสมควรได้รับ”
“แต่ว่า...พวกเขาดูทรมานมาก...”
เสิ่นจืออินส่ายหัว เสียงเล็กๆของเด็กเอ่ยคำพูดที่ทำให้ทุกคนถึงกับตะลึง “ไม่ได้หรอก นอกเสียจากพวกเขาจะได้รับการให้อภัยจากวิญญาณเด็กทารกกว่าสองร้อยคนที่ถูกพวกเขากดน้ำตาย”
สองร้อยกว่าคน!
ตัวเลขนี้ทำให้ทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างตกใจ แม้แต่สายตรวจที่ผ่านเรื่องราวความเลวร้ายของมนุษย์มานับไม่ถ้วน
พวกเขามองไปยังกลุ่มคนที่กำลังร้องโอดโอยด้วยความเจ็บปวดด้วยสายตาขยะแขยง
เสิ่นจืออินเองก็รู้สึกขยะแขยงคนพวกนั้นจากหมู่บ้านเสี่ยวหยางไม่ต่างกัน “นี่แค่เด็กที่ถูกพวกเขาทิ้งลงแม่น้ำนะ”
หมู่บ้านเสี่ยวหยางตั้งรกรากอยู่มานานหลายชั่วอายุคน จำนวนทารกหญิงที่ถูกทิ้งลงแม่น้ำมีมากกว่าสองร้อยคน
หมู่บ้านก็ค่อยๆเหลือแต่ผู้ชาย แต่การจะสืบเชื้อสายต่อไป พวกเขาจำเป็นต้องมีลูก
ในเมื่อไม่มีผู้หญิง พวกเขาเลยเบนเป้าหมายไปที่ผู้หญิงข้างนอก
ผู้กำกับวังโบกมือ “ช่างเถอะ เรื่องแบบนี้รักษาไม่หาย แยกขังพวกมันไว้คนละห้องก็พอ ปวดก็ปล่อยให้ปวดไป อย่างน้อยก็ไม่ตายหรอก”
ก่อบาปกรรมไว้มากมาย ได้รับความทุกข์ทรมานบ้างก็สมควรแล้วไม่ใช่เหรอ?
เรื่องแผลผีจึงจบลงเพียงเท่านั้น
เสิ่นจืออินดึงชายเสื้อของฉินเจินแล้วพูดเบาๆ
“พวกคุณหาเวลาพาฉันไปที่หมู่บ้านเสี่ยวหยางที วิญญาณแค้นที่นั่นจะได้ไม่กลายเป็นปีศาจ”
แม้ว่าฉินเจินจะไม่รู้ว่าปีศาจคืออะไร แต่เขาก็รู้ว่ามันไม่ใช่สิ่งที่ดีอย่างแน่นอน
“งั้นฉันจะไปขอลากับหัวหน้า วันเสาร์นี้จะพาเธอไป”
จริงๆแล้วเสิ่นจืออินไม่ได้สนใจอะไร เธอไปคนเดียวก็ได้ แต่ที่ให้ฉินเจินพาไปก็แค่ต้องการติดรถไปด้วยเท่านั้น
“หนูน้อย หนูน้อย รอก่อน”
ตอนที่กำลังจะออกจากสำนักลาดตระเวน ผู้กำกับวังก็เรียกเธอไว้
“ยันต์คุ้มภัยของหนูยังมีอีกไหม?”
ภารกิจครั้งนี้มีคนบาดเจ็บเพียงคนเดียว ถือว่าเป็นเรื่องเหลือเชื่อมากสำหรับการยิงปะทะกันแบบนั้น
เมื่อสอบถามดู ทุกคนต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าตอนที่กระสุนใกล้จะถูกตัว พวกเขารู้สึกได้ว่ามีพลังงานลึกลับบางอย่างสะท้อนกระสุนออกไป
เมื่อทุกคนหยิบยันต์คุ้มภัยออกมาเทียบกัน พวกเขาก็พบว่ายันต์คุ้มภัยที่เสิ่นจืออินเคยให้ไว้ดูหมองลง บางอันถึงขั้นกลายเป็นสีเทาไปเลย
นี่หมายความว่าอะไร? หมายความว่าระดับความรุนแรงที่ต่างกันส่งผลต่อพลังงานของยันต์คุ้มภัย ยันต์นี่สามารถช่วยชีวิตพวกเขาไว้ได้จริงๆ!
ส่วนคนที่บาดเจ็บนั้นหาทั่วตัวยังไงก็ไม่พบยันต์คุ้มภัย ไม่ต้องคิดก็รู้ว่าเขาต้องทำหายระหว่างทางแน่ๆ
ด้วยเหตุนี้ เขาจึงนอนเจ็บใจอยู่ที่โรงพยาบาล
เพราะทุกคนได้ประสบกับประสิทธิภาพของยันต์คุ้มภัยของเสิ่นจืออินด้วยตัวเอง ทำให้สายตรวจหลายนายที่เข้าร่วมภารกิจในครั้งนี้พากันไปหาผู้กำกับวัง
จะมัวรออะไรอยู่ ต้องรีบไปถามสิว่าพอจะซื้อเพิ่มได้ไหม ของแบบนี้มันช่วยชีวิตได้เชียวนะ!
“ยันต์คุ้มภัยเหรอ? ตอนนี้หนูไม่มีแล้วค่ะ” เสิ่นจืออินกางมือทั้งสองข้างพร้อมกับทำตาใสซื่อ
ผู้กำกับวังได้ยินดังนั้นก็รีบถามด้วยความร้อนใจ “งั้น...เธอยังขายอยู่ไหม?”
เด็กหญิงพยักหน้าอย่างร่าเริง “ขายค่ะ ขายค่ะ”
ผู้กำกับวังยิ้มดีใจ ก่อนจะถามพลางลูบมือ “งั้นราคาเท่าไหร่ดีล่ะ...”
เขาก็ไม่อยากเอาเปรียบเด็กแต่ถ้าแพงเกินไป ทางกรมก็จ่ายไม่ไหวเหมือนกัน
เสิ่นจืออินยื่นนิ้วป้อมๆออกมาหนึ่งนิ้ว
“แผ่นละแสนหยวนเลยเหรอ?”
เสิ่นจืออินแลบลิ้นเลียริมฝีปาก ยันต์คุ้มภัยของเธอขายแผ่นละแสนหยวนก็ไม่ใช่ว่าไม่ได้ เธอวาดยันต์ได้ขลังมาก แม้แต่ท่านผู้เฒ่ายังต้องการเลย
แต่นี่ขายให้สายตรวจ
“หนึ่งพันหยวน แผ่นละหนึ่งพันหยวนค่ะ”
สายตรวจที่แคว้นหลานโจวล้วนมีจิตใจชอบธรรม เธอเต็มใจให้ความสะดวกกับคนเหล่านี้
“แต่หนูให้พวกคุณได้แค่สิบแผ่นทุกๆสามวัน”
วันหนึ่งเธอวาดได้เป็นสิบใบ แต่พลังวิญญาณของเธอต้องใช้ทำอย่างอื่นด้วย เช่น หลอมยา ปลูกสมุนไพร
อีกอย่าง ถ้าเธอต้องวาดยันต์มากขนาดนั้นทุกวัน เธอคงหงุดหงิดแน่ เลยกำหนดไว้แค่สามวันต่อสิบแผ่น
“ดะ ดี ดี ขอบคุณหนูเสิ่นจืออินมากนะ แต่ว่าพันหนึ่งมันไม่ถูกไปหน่อยเหรอ?”
ของดีขนาดนี้ ขายแค่ใบละพันเดียว เขารู้สึกผิดยังไงก็ไม่รู้
เด็กน้อยคนนี้ช่างเป็นเด็กดีจริงๆ
เสิ่นจืออินเอ่ยเสียงใส “พวกคุณคือสายตรวจ ทำความดี หนูยินดีขายราคาถูกค่ะ”
ของๆเธอ เธออยากขายยังไงก็ขาย
ผู้กำกับวังยิ่งประทับใจ เด็กคนนี้ยังเล็กอยู่แท้ๆ แต่มีความคิดความอ่านสูงส่ง ราวกับได้รับการปลูกฝังมาอย่างดี
ในตอนนี้ สายตาที่ผู้กำกับวังมองเสิ่นจืออินนั้น เหมือนกับมองลูกสาวแท้ๆของตัวเอง
เขายังชวนเธอคุยเรื่องทั่วๆไป จนเกือบจะพาเธอกลับไปกินข้าวที่บ้านแล้ว
ฉินเจิน “...”
“หัวหน้าครับ ตระกูลเสิ่นเร่งผมมาแล้วครับ”
“รู้แล้ว รู้แล้ว ไม่ต้องรีบร้อนขนาดนั้นก็ได้”
ในที่สุดผู้กำกับวังก็ยอมปล่อยเสิ่นจืออินไปอย่างอาวรณ์
ฉินเจินรีบอุ้มเด็กน้อยขึ้นรถ ไม่งั้นเขากลัวว่าผู้กำกับวังจะกักตัวเธอไว้จริงๆ
หลังจากไปส่งเธอที่ตระกูลเสิ่นแล้ว ฉินเจินก็อุ้มเธอไปส่งให้กับพ่อบ้านด้วยตัวเอง
พ่อบ้านของตระกูลเสิ่นยิ้มแห้งๆ “คุณชายฉิน นายหญิงของเรายังเด็ก ที่นั่นไม่เหมาะจะพาเธอไปเล่นหรอกนะครับ”
ฉินเจินเอามือลูบจมูก “เอ่อ...ผมพาคนมาส่งแล้ว ผมขอตัวก่อนนะครับ”
พอพูดจบเขาก็รีบโบกมือลาเสิ่นจืออินแล้วจากไปอย่างรวดเร็ว
[1] หน่วยมังกร หมายถึง หน่วยงานหรือองค์กรลับของรัฐบาล ที่มีหน้าที่จัดการกับภัยคุกคามเหนือธรรมชาติ หรือภารกิจลับสุดยอดต่างๆ
บทที่ 32: อุบัติเหตุทางรถยนต์
พ่อบ้านนำขนมนานาชนิดมาวางเรียงรายตรงหน้าเสิ่นจืออิน รวมถึงชานมที่ทำเองที่บ้านด้วย
“นายหญิงครับ ข้างนอกมันอันตราย นายหญิงอายุแค่สามขวบครึ่งเอง ต่อไปนี้พยายามอย่าออกไปข้างนอกเลยนะครับ พวกเราเป็นห่วงแทบแย่ที่เมื่อคืนนายหญิงไม่กลับบ้าน”
เสิ่นจืออินกอดแก้วชานมเอาไว้ ขาเล็กๆแกว่งไปมาขณะที่เธอดื่ม
“ฉันสามขวบครึ่งแล้ว อีกสามเดือนก็สี่ขวบแล้วนะ”
“สี่ขวบก็ยังเด็กอยู่ดี ข้างนอกมันอันตราย...”
พ่อบ้านพร่ำเตือนด้วยความหวังดี เขาเป็นห่วงว่าบรรพบุรุษตัวน้อยจะถูกหลอกลวงไป เพราะเด็กหญิงวัยสามขวบอย่างเธอไม่ได้รู้เรื่องอะไรเลย ยิ่งเดี๋ยวนี้พวกค้ามนุษย์ก็ระบาดหนักเสียด้วย
แววตาเจ้าเล่ห์ฉายวาบในดวงตาของเสิ่นจืออิน การไม่ออกไปข้างนอกเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ เธอต้องหาเงินเยอะๆ และต้องออกไปตามหาพืชพันธุ์วิเศษด้วย
หลังจากอิ่มท้องแล้ว เสิ่นจืออินก็ไปเล่นกับต้ามี
เธอขี่หลังเสือโคร่งวิ่งพล่านไปทั่วราวกับเป็นจอมยุทธ์ เมื่อเหนื่อยก็หยุดพักฟังสัตว์น้อยใหญ่พูดคุยกัน
ผึ้งและนกเป็นแหล่งข้อมูลที่กว้างขวางที่สุด แน่นอนว่ายังมีหนูด้วย แต่ในเมืองใหญ่นี้ หนูมีชีวิตที่ลำบาก ไม่ต้องพูดถึงครอบครัวอย่างตระกูลเสิ่น แค่มีรูหนูปรากฏขึ้นมาก็ถือว่าคนสวนบกพร่องในหน้าที่แล้ว
สิ่งที่อยู่รอบตัวเสิ่นจืออินคือนกนานาชนิด รวมถึงผึ้งและผีเสื้อเหล่านี้
พ่อบ้านและคนอื่นๆคุ้นเคยกับเรื่องนี้แล้ว ทุกครั้งที่นายหญิงอยู่บ้าน ตระกูลเสิ่นก็เหมือนสวนสัตว์ไปเลย
พ่อบ้านไม่เพียงแต่ไม่ให้คนไล่สัตว์เหล่านั้น แต่ยังเตรียมอาหารนกและน้ำผึ้งให้นายหญิงเลี้ยงสัตว์น้อยเหล่านั้นด้วย
พ่อบ้านคนนี้ทำหน้าที่ได้อย่างดีเยี่ยมจริงๆ
‘เกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์ที่อุโมงค์หมีซาน’
นกตัวหนึ่งนำข่าวใหม่มา มันกระโดดมาตรงหน้าเสิ่นจืออิน แล้วจัดปีกของมันเล็กน้อย
‘รถชนกันหลายคันเลย’
เสิ่นจืออินเอามือยันคาง “มีสายตรวจและแพทย์ไปถึงที่เกิดเหตุแล้วหรือยัง?”
‘ไปกันหมดแล้ว’
ทันใดนั้น เสิ่นจืออินก็รู้สึกสะกิดใจขึ้นมา เธอจึงก้มหน้าลงใช้นิ้วน้อยนับคำนวณดู
“ไม่ดีแล้ว เรื่องนี้ต้องเกี่ยวข้องกับฉันแน่ๆ!”
แน่นอนว่าอุบัติเหตุรถชนไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับเธอ แต่คนที่ประสบอุบัติเหตุอาจจะเกี่ยวข้องกับเธอก็ได้
เธอขมวดคิ้วเล็กๆนั้นอย่างตั้งใจขณะคำนวณ
“นายหญิง ท่านชายและคุณชายใหญ่กำลังจะถึงบ้านแล้ว นายหญิงอยากจะดูรูปของพวกเขาก่อนเพื่อทำความรู้จักกันไว้ก่อนไหมครับ?”
พ่อบ้านเป็นคนที่รอบคอบเสมอ เพื่อให้เสิ่นจืออินปรับตัวได้เร็วที่สุด เขาจึงตั้งใจจะเล่าเรื่องนิสัยใจคอและข้อห้ามต่างๆของท่านชายและคุณชายใหญ่ให้เธอฟังก่อน
เสิ่นจืออินลุกขึ้นยืนในทันที พร้อมกับเอ่ยเสียงใสๆที่แฝงไปด้วยความร้อนใจออกมา
“ฉันถึงได้บอกไงว่ามันเกี่ยวข้องกับฉัน พ่อบ้านรีบไปที่อุโมงค์หมีซานเร็วเข้า หลานชายของฉันประสบอุบัติเหตุ”
พ่อบ้านทำหน้าเหรอหรา “หา?”
แม้กระทั่งขึ้นรถมาแล้ว พ่อบ้านก็ยังไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น ใครประสบอุบัติเหตุ?
ทันใดนั้นเอง เสียงจากวิทยุในรถก็ดังขึ้น
‘เกิดอุบัติเหตุรถชนกันหลายคันที่อุโมงค์หมีซาน เนื่องจากรถยนต์คันหนึ่งชนท้ายรถคันหน้า สายตรวจและแพทย์กำลังรุดไปยังที่เกิดเหตุ ขณะนี้ยังไม่มีรายงานความคืบหน้า…’
กึกกึก...
ทันใดนั้นเอง สมองของพ่อบ้านราวกับถูกกระตุก เขาคิดถึงอุโมงค์หมีซาน ที่นั่นเป็นเส้นทางที่ขาดไม่ได้ในการเดินทางจากสนามบินไปยังคฤหาสน์ตระกูลเสิ่น
เมื่อรวมกับสิ่งที่เสิ่นจืออินพูดไปก่อนหน้านี้ พ่อบ้านจึงรีบคว้าโทรศัพท์มือถือออกมา นิ้วสั่นเทาขณะกดโทรหาท่านชาย
แต่รออยู่นานก็ไม่มีคนรับสาย
เขาไม่ละความพยายาม โทรหาคุณชายใหญ่อย่างเสิ่นซิวหรานดูบ้าง
แต่ก็ไม่มีคนรับสายเช่นกัน
“เร็วกว่านี้หน่อย เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้”
ในเวลานั้น พ่อบ้านก็ตระหนักได้ว่า ท่านชายและคุณชายใหญ่ของเขาอาจได้รับอันตราย
คนขับรถฝ่าไฟแดงหลายดวง ในที่สุดก็มาถึงอุโมงค์หมีซานภายในเวลาครึ่งชั่วโมงด้วยความเร็วสูงสุด
ณ ที่เกิดเหตุมีการกั้นเขตไว้แล้ว พ่อบ้านรีบอธิบายสถานการณ์อย่างร้อนรน แล้วพาเสิ่นจืออินเข้าไป
“เห็นรถเบนซ์รุ่นxxไหมครับ นายท่านกับคุณชายใหญ่ของพวกเราอยู่ข้างใน”
เจ้าหน้าที่สายตรวจที่ถูกถามตอบว่า “อยู่ตรงนั้นครับ รถเบนซ์คันนั้นถูกอัดอยู่ใต้รถบรรทุกคันใหญ่ เจ้าหน้าที่สายตรวจกำลังหาวิธีลากรถออกมาอยู่ครับ”
ทันทีที่ได้ยิน พ่อบ้านก็รู้สึกหน้ามืด
เสิ่นจืออินกลัวว่าเขาจะเป็นลม จึงรีบยัดยาเม็ดหนึ่งเข้าไปในปาก
“พ่อบ้าน อย่าเพิ่งเป็นลมนะคะ”
ถ้าเขาเป็นลม เธอจะไปตามหาหลานชายได้ยังไง
“ใช่ๆๆ ผมจะเป็นลมไม่ได้ ผมต้องช่วยท่านชายกับคุณชายออกมาให้ได้” พ่อบ้านน้ำตาไหลพราก หากท่านชายและคุณชายใหญ่เป็นอะไรไปจริงๆ เขาจะเอาหน้าไปพบคุณท่านหลังความตายได้ยังไง
เขาแทบจะวิ่งไปในทิศทางที่สายตรวจบอก
“คนในรถเบนซ์ยังมีสัญญาณชีพ รีบไปหาเครนมาลากรถบรรทุกคันนี้ออกไปเร็ว”
ได้ยินดังนั้น พ่อบ้านทั้งตกใจและร้อนรน
โชคดีที่รถบรรทุกคันนั้นมีท้องสูง หลังจากที่รถเบนซ์ถูกชนท้าย มันเลยเข้าไปติดอยู่ด้านในพอดี
แต่คนที่อยู่ข้างในต้องได้รับบาดเจ็บแน่ๆ
เสิ่นจืออินเดินรอบรถ เธอสัมผัสได้ว่าในรถเบนซ์มีลมหายใจอยู่สองสาย และทั้งสองสายก็อ่อนแรงมากแล้ว
กว่ารถเครนจะมาก็ไม่รู้ต้องรอนานแค่ไหน
เธอหาจุดที่ไม่มีคนอยู่รอบๆรถบรรทุก แล้วเอายันต์เบาตัวออกมาหลายแผ่นติดไว้บนรถบรรทุก จากนั้นก็ออกแรงยกที่ล้อสุดชีวิต
ถึงแม้รถบรรทุกจะติดยันต์เบาตัวไว้ แต่ถ้าเธอใช้แค่กำลังอย่างเดียวก็ไม่มีทางยกมันขึ้นมาได้ ต้องใช้พลังวิญญาณช่วยด้วยถึงจะพอไหว
เสิ่นจืออินรวบรวมพลังวิญญาณทั้งหมดไว้ที่มือทั้งสองข้าง
‘ครืนครืน…’
“เกิดอะไรขึ้นเนี่ย รถบรรทุกมันขยับเองได้ยังไง?”
“เร็วเข้า รีบๆหลบไป”
แม้ว่าสถานการณ์ตรงหน้าจะดูประหลาด แต่เจ้าหน้าที่สายตรวจก็เริ่มอพยพฝูงชนออกไปอย่างรวดเร็ว
เสิ่นจืออินต้องการให้เป็นแบบนี้ พอเห็นว่าคนแถวนั้นออกไปจนหมดแล้ว เธอก็ปล่อยพลังทั้งหมด ยกรถบรรทุกขึ้น
โครมคราม!
รถบรรทุกพลิกตะแคงข้าง ส่งเสียงเสียดสีกับพื้นดังสนั่น ก่อนจะไถลไปไกลแล้วหยุด.ลง
เสิ่นจืออินหมดแรง เธอหอบหายใจแรงๆ แล้วทรุดตัวลงนั่งกับพื้นอย่างไม่ห่วงภาพลักษณ์
เหนื่อยแทบตาย ขอเวลาเธอดื่มนมวัวเพิ่มพลังก่อน
เธอใส่ยาเม็ดลงในขวดนม เขย่าเล็กน้อย ก่อนจะยกขึ้นดื่ม
ในขณะเดียวกัน สายตากลมโตยังคงจับจ้องไปที่พ่อบ้านและหมอที่กำลังช่วยเหลือผู้ประสบอุบัติเหตุออกมาจากรถ
“ในรถมีคนทั้งหมดสามคน คนขับเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ ส่วนอีกสองคนได้รับบาดเจ็บสาหัส”
คนขับรถโชคร้ายมาก เพราะกระจกหน้ารถแตกละเอียดจนเศษกระจกทิ่มแทงร่างกาย ส่วนคนที่นั่งอยู่ด้านหลังนั้นโชคดีกว่า
พ่อลูกตระกูลเสิ่นถูกนำตัวขึ้นรถพยาบาล พ่อบ้านรีบตามขึ้นไป ส่วนเสิ่นจืออินก็รีบวิ่งตามต้อยๆโดยไม่ลืมถือขวดนมในมือ
“นายหญิงครับ ขอโทษที ผมเกือบลืมนายหญิงไปเลย”
สภาพจิตใจในตอนนี้ของพ่อบ้านว้าวุ่นและยุ่งเหยิงมาก จนไม่ได้ทันสังเกตเห็นเสิ่นจืออิน
“ไม่เป็นไรค่ะ” เสิ่นจืออินตอบกลับด้วยน้ำเสียงน่าเอ็นดู
เธอเป็นผู้ใหญ่ใจกว้าง ไม่ถือสาหาความกับคนธรรมดาอย่างเขาหรอก
ในรถพยาบาล ผู้บาดเจ็บสองคนได้รับการให้น้ำเกลือแล้ว เสิ่นจืออินจึงเขย่งเท้าดูพวกเขา
ศีรษะเต็มไปด้วยเลือด ตอนนี้ยังคงหมดสติอยู่ อวัยวะภายในได้รับความเสียหาย กระดูกซี่โครงหักไปหลายซี่ และที่สำคัญที่สุดคือขาทั้งสองข้างของหลานชายคนโตของเธอ
เนื่องจากถูกกดทับ หากรักษาขาทั้งสองข้างของเขาไม่หาย อาจต้องนั่งรถเข็นไปตลอดชีวิตที่เหลือ
ช่างน่าสงสารจริงๆ
เสิ่นจืออินพูดว่า “พ่อบ้าน ป้อนยาสองเม็ดนี้แก่หลานชายทั้งสองคนทีค่ะ”
พ่อบ้านรับยาจากเธอไป
“นี่คือยาห้ามเลือด ส่วนนี่คือยาสมานแผล”
เสิ่นจืออินไม่ได้บอกว่าเธอเป็นคนปรุงยาเอง เพียงแค่บอกว่าเป็นยาที่อาจารย์ของเธอให้มา
พ่อบ้านก็รู้จักอาจารย์ของเสิ่นจืออิน และรู้ข้อมูลมากกว่าเสิ่นควานเสียอีก
บทที่ 33: อุบัติเหตุที่ไม่ธรรมดา
เพราะก่อนหน้านี้พ่อบ้านเคยติดตามคุณปู่มาก่อน ช่วงนั้นคุณปู่ยังติดต่อกับอาจารย์ท่านนั้นอยู่ แถมตระกูลเสิ่นยังได้รับความช่วยเหลือจากเขาจนผ่านพ้นวิกฤตใหญ่มาได้
ด้วยเหตุนี้ ตระกูลเสิ่นจึงติดหนี้บุญคุณอาจารย์ของเสิ่นจืออิน
และตอนนี้ อาจารย์ท่านนั้นได้ใช้น้ำใจนี้ ขอให้เสิ่นจืออินมาพักอาศัยอยู่ที่คฤหาสน์ตระกูลเสิ่นชั่วคราว
เมื่อเห็นยาในมือของเสิ่นจืออิน แล้วมองดูทั้งสองคนที่บาดเจ็บสาหัส พ่อบ้านก็กัดฟันป้อนยาให้พวกเขาทันที
“เฮ้ คุณทำแบบนี้ได้ยังไง ใครอนุญาตให้คุณป้อนยาพวกเขา!”
หมอจะห้ามก็ไม่ทันการณ์แล้ว
พ่อบ้านกำมือแน่น “นั่นคือยาห้ามเลือดและยาสมานแผลที่พวกเราซื้อมาจากหมอแผนโบราณครับ”
หมอและพยาบาลที่อยู่บนรถรีบเข้ามาตรวจอาการของทั้งสองคนทันที
พยาบาลคนหนึ่งยังคงไม่พอใจ “หมอแผนโบราณอะไรกัน หมอแผนจีนสมัยนี้ล้วนแต่หลอกลวงทั้งนั้น”
เสิ่นจืออินได้ยินน้ำเสียงดูถูกเหยียดหยามหมอแผนจีนของเธอ เธอก็โกรธขึ้นมาทันที
“หุบปาก! พูดมากน่ารำคาญ!”
ถึงแม้จะเป็นเด็กตัวเล็กๆ แต่ออร่าความน่าเกรงขามก็ไม่น้อยหน้าใคร
พยาบาลคนนั้นไม่คิดว่าตัวเองจะโดนเด็กตัวแค่นี้ด่า เลยโกรธจนเกือบจะสวนกลับไปแล้ว แต่ถูกหมอที่อยู่ข้างๆดึงไว้ก่อน
“คุณทำอะไรน่ะ ก็เธอมาด่าฉันก่อน!”
เสิ่นจืออินส่งเสียงฮึดฮัดเบาๆสองที “หมอแผนจีนไม่ใช่หมอเถื่อน! คนไม่รู้อะไรก็แบบนี้แหละ”
“เธอ เธอ...”
“เลือดหยุดแล้ว!”
ทันใดนั้น หมอก็ร้องเสียงหลงออกมา ทำเอาคำพูดต่อมาของพยาบาลคนนั้นติดอยู่ในลำคอ
เธอหันไปมองด้วยความไม่อยากจะเชื่อ แต่กลับพบว่ามันเป็นเรื่องจริง
“เลือดหยุดไหลแล้ว ยาออกฤทธิ์เร็วมาก”
“เดี๋ยวก่อน นี่เป็นผลของยาจริงๆหรือเปล่า หรือบางทีอาจจะเป็นเพราะความพยายามของเราก็ได้นะ”
พยาบาลคนนั้นยังไม่อยากจะเชื่อ เธอเพิ่งจะบอกว่าหมอแผนจีนเป็นเรื่องหลอกลวง เลือดก็หยุดไหลซะแล้ว มันน่าขายหน้าจริงๆ
หมอบนรถมองเธอ “ผลการรักษาของพวกเรามันจะเป็นยังไง เธอเป็นพยาบาลมานานขนาดนี้แล้วไม่รู้หรือไง?”
พวกเขาสามารถห้ามเลือดได้จริงๆ แต่ต้องผ่านขั้นตอนการทายาและพันแผลก่อน
แต่ตอนนี้ยังไม่ได้เริ่มพันแผลเลย เลือดก็หยุดไหลแล้ว
ตอนนี้พ่อบ้านรู้สึกตื่นเต้นมาก มันได้ผล ยานั่นได้ผลจริงๆด้วย!
หลังจากมาถึงโรงพยาบาล เสิ่นควานและเสิ่นซิวหราน สองพ่อลูกก็ถูกพาตัวเข้าห้องฉุกเฉินอย่างรวดเร็ว
พ่อบ้านกับเสิ่นจืออินนั่งอยู่บนเก้าอี้พักผ่อนหน้าห้องฉุกเฉิน
“ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร ต้องไม่เป็นไรแน่ๆ ใช่ไหมครับนายหญิง”
เสิ่นจืออินพยักหน้า “ทุกคนกินยาของฉันไปแล้ว พวกเขาจะต้องไม่เป็นไร แต่ขาของหลานชาย ฉันไม่รู้ว่าหมอสมัยนี้จะรักษาได้หรือเปล่า”
สามชั่วโมงต่อมา ประตูห้องฉุกเฉินก็เปิดออก
คนแรกที่ออกมาคือ เสิ่นควาน
“คนไข้ปลอดภัยแล้ว รอให้ยาชาหมดฤทธิ์ เขาก็น่าจะฟื้น” หมอเจ้าของไข้พยักหน้าให้กับพ่อบ้านที่กำลังรอคอยด้วยแววตาเต็มไปด้วยความหวัง
ในที่สุดพ่อบ้านก็รู้สึกโล่งใจขึ้นมาบ้าง “ดีแล้ว”
หลังจากจัดการเรื่องของเสิ่นควานเรียบร้อยแล้ว พวกเขาก็ต้องรอเกือบชั่วโมง เสิ่นซิวหรานจึงถูกเข็นออกมา
“คนไข้พ้นขีดอันตรายแล้ว”
พ่อบ้านยังไม่ทันได้ดีใจ ประโยคถัดมาของหมอก็เหมือนกับผลักเขาตกลงไปในเหวลึก
“แต่...ขาของเขา...เราทำเต็มที่แล้ว”
ภายในห้องพักผู้ป่วย...
พ่อบ้านมองเสิ่นซิวหรานด้วยแววตาแห่งความเสียใจ น้ำตาคลอเบ้า
“มันเกิดขึ้นได้ยังไง ทำไมถึงเป็นแบบนี้ คุณชายของพวกเรายังหนุ่มยังแน่น เขายังมีอนาคตที่สดใสรออยู่”
คุณชายใหญ่ของพวกเขายอดเยี่ยมขนาดนี้ ทำไมถึงต้องมาพบเจอกับเรื่องแบบนี้ด้วย!
เสิ่นจืออินนั่งอยู่บนทางเดินระหว่างเตียงคนไข้ทั้งสอง ดวงตากลมโตจ้องมองพวกเขาอยู่นาน
เธอต้องยอมรับว่า ยีนของตระกูลเสิ่นนั้นดีเลิศจริงๆ
ถึงแม้ตอนนี้พ่อลูกคู่นี้จะพันผ้าพันแผลอยู่บนศีรษะ แต่พวกเขาก็ยังคงดูดี
แต่อุบัติเหตุทางรถยนต์ในครั้งนี้ ดูเหมือนจะไม่ใช่อุบัติเหตุธรรมดา
แต่ตอนนี้ แม้เธอจะรู้เรื่องนี้เพียงคนเดียว ก็ไม่สามารถแก้ไขอะไรได้ เธอต้องรอให้ทั้งสองคนฟื้นขึ้นมาก่อน
เสิ่นควานฟื้นขึ้นมาก่อนเวลาที่คาดการณ์ไว้
แม้ร่างกายจะเต็มไปด้วยความเจ็บปวด แต่หลังจากที่คุณหมอมาตรวจอาการแล้ว กลับเผยสีหน้าแปลกใจและตกตะลึง
“เป็นไปได้ยังไง แม้จะมีร่างกายแข็งแรงแค่ไหน ก็ไม่น่าหายเร็วขนาดนี้”
ร่างกายของเสิ่นควานกำลังฟื้นฟูตัวเองอย่างรวดเร็ว และตอนผ่าตัด คุณหมอก็รู้สึกแปลกใจมาก เพราะดูจากบาดแผลที่สาหัส แต่ตอนผ่าตัด พวกเขากลับพบว่า อวัยวะภายในได้รับความเสียหายน้อยกว่าที่คิดไว้มาก
คุณหมอจากไปพร้อมกับความสงสัย เสิ่นควานหลับตาพักผ่อนครู่หนึ่ง เมื่อลืมตาขึ้นก็สบเข้ากับดวงตาที่ใสซื่อบริสุทธิ์
เสิ่นจืออินยิ้มอย่างบริสุทธิ์ไร้เดียงสาให้เขา
“หลานชาย~”
คำว่า ‘หลานชาย’ นั้นช่างหนักแน่นและมั่นคง
เสิ่นควาน “...”
เขารู้ได้ทันทีว่าเด็กหญิงตัวเล็กๆคนนี้เป็นใคร
“ท่านชายครับ คราวนี้ต้องขอบคุณยาที่นายหญิงนำมาให้ด้วย...”
เขาอธิบายให้เสิ่นควานฟังอย่างละเอียดว่ายาที่เสิ่นจืออินให้มานั้นคืออะไร
เสิ่นควานมองไปที่เด็กหญิงตัวน้อยข้างๆด้วยความประหลาดใจ
“อย่างนี้นี่เอง ดูเหมือนว่าตระกูลเสิ่นของเรานั้นเป็นหนี้บุญคุณอันใหญ่หลวงอีกแล้ว”
เสิ่นจืออินแกว่งขาเล็กๆไปมา “ไม่เป็นไรหรอกค่ะ เสิ่นมู่เหยี่ยให้ฉันเลี้ยงสัตว์เลี้ยงที่บ้านคุณลุงได้ ตราบใดที่คุณลุงไม่ไล่ต้ามีออกไปก็พอแล้ว”
เสิ่นควานยิ้ม “ตกลง แค่สัตว์เลี้ยงตัวเดียวเอง”
พ่อบ้านอยากจะอธิบายให้เขาฟังชัดๆ ว่านั่นไม่ใช่สัตว์เลี้ยงธรรมดานะ
“แล้วอาการของลูกชายล่ะ เป็นยังไงบ้าง?”
พ่อบ้านอ้ำอึ้ง “เขาปลอดภัยดีครับ เพียงแต่...”
“พูดมา”
“ขาของคุณชายใหญ่...”
ไม่ต้องอธิบายต่อ เสิ่นควานรู้สึกหน้ามืด และคลื่นไส้คล้ายมีเลือดคั่งที่ลำคอ
เขากัดฟันแน่น พยายามตั้งสติ
“ติดต่อหมอเบอร์นาร์ด หมอรักษาขาที่ดีที่สุดในต่างประเทศ บอกเขาว่าต้องรักษาขาของเสิ่นซิวหรานให้หาย!”
ลูกชายคนโตผู้เพียบพร้อมของเขา ถูกเขาเลี้ยงดูมาอย่างดี และอบรมสั่งสอนให้เป็นทายาทผู้สืบทอด
แต่ตอนนี้... เสิ่นควานรู้จักนิสัยของลูกชายตัวเองดี ทะนงตนแบบนั้นจะรับเรื่องนี้ได้ยังไง
เสิ่นมู่เหยี่ยก็รีบมาที่โรงพยาบาลหลังทราบเรื่องจากพ่อบ้าน
พี่ชายที่เก่งกาจของเขา หากในอนาคตต้องนั่งรถเข็นไปตลอด คงเป็นเรื่องที่ยอมรับได้ยากสำหรับพี่ชาย
เสิ่นมู่เหยี่ยรู้สึกสับสนวุ่นวายใจอย่างที่สุด
“ต้องมีวิธีสิ ใช่ไหม บนโลกนี้มีหมอเก่งๆตั้งเยอะแยะ ต้องมีวิธีแน่ๆ”
“คุณชายน้อยใจเย็นๆก่อนนะครับ พวกเรากำลังติดต่อหมอเบอร์นาร์ดที่ประเทศอังกฤษ เขาตอบตกลงว่าจะรีบมาภายในสามวันนี้ครับ”
ด้วยฐานะของตระกูลเสิ่น การหาหมอที่เก่งด้านการผ่าตัดไม่ใช่เรื่องยาก
แต่ที่น่ากลัวคือ ต่อให้หมอที่เก่งที่สุดมา ก็อาจจะไม่มีวิธีรักษา
หลังจากที่เสิ่นซิวหรานฟื้นขึ้นมา ถึงแม้ทุกคนจะพยายามปิดบังเขา
แต่ร่างกายของเขา เขาเองย่อมรู้สึกได้
ดวงตาของชายหนุ่มจ้องมองไปที่ขาของตัวเอง ดวงตาทั้งสองข้างดูหม่นหมองลง
แต่เพื่อไม่ให้ทุกคนเป็นห่วง เขาจึงพยายามทำเป็นไม่สนใจ
“คุณย่าตัวน้อย”
เสิ่นมู่เหยี่ยเรียกเสิ่นจืออินออกมาข้างนอก “คุณย่าตัวน้อยพอจะมีวิธีไหม ยาเม็ดวิเศษพวกนั้นพอจะมีอันไหนช่วยพี่ชายของผมได้บ้าง ถ้ามี ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยอะไรผมก็ยอม”
เสิ่นจืออินกินลูกอมที่เขาซื้อมาให้พลางพยักหน้า เสียงเล็กๆน่าเอ็นดูทำให้เขามีความหวัง
“มี แต่เธออย่าเพิ่งดีใจไป ฉันไม่มีพืชวิญญาณที่ใช้ปรุงยาแบบนั้น”
เสิ่นมู่เหยี่ยร้อนใจ “ต้องใช้พืชวิญญาณอะไร ผมจะไปหามาให้”
“เธอก็เป็นห่วงพวกเขามากเหมือนกันนะเนี่ย”
“ฉันไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะหาเจอไหม พืชวิญญาณบนโลกนี้มันช่างหายาก”
เสิ่นมู่เหยี่ยพูดอย่างแน่วแน่ “ถ้าหาที่หนึ่งไม่เจอ ก็หาที่อื่นต่อ พี่ใหญ่ของผมจะต้องไม่พิการไปตลอดชีวิต”
“หมอที่นี่ก็เก่งไม่ใช่เหรอ บางทีหมอที่จะมาถึงพรุ่งนี้อาจรักษาหลานชายให้หายได้”
“เตรียมพร้อมไว้ก่อนก็ดี”
ถ้าหมอเบอร์นาร์ดทำไม่ได้ อย่างน้อยก็ยังมียาของคุณย่าตัวน้อย
ไม่ว่าจะอย่างไร ก็ต้องมีความหวัง สิ่งที่น่ากลัวคือการไม่มีแม้แต่ความหวัง
“หลานรัก เรื่องอุบัติเหตุรถยนต์ของคุณพ่อกับพี่ชายคนโต ครั้งนี้ไม่ธรรมดานะ”
เสิ่นมู่เหยี่ยได้ยินแบบนั้นก็เบิกตากว้าง
“คุณย่าหมายความว่ายังไง?!”
บทที่ 34: การแก้แค้นของไป๋เค่อเคอ
“เมื่อกี้ฉันดูแล้ว พลังชะตาของทั้งสองคนนี้ไม่ค่อยปกตินะ”
“โดนคนเล่นงานเข้าแล้วล่ะ แถมในนั้นน่าจะมีคนที่รู้วิชาไสยเวทเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ถ้าไม่ได้กินยาห้ามเลือดและยาสมานแผล คงตายไปแล้ว”
“ใคร!” เสิ่นมู่เหยี่ยกัดฟันกรอดด้วยความแค้น
เสิ่นจืออินส่ายหน้า “ตอนนี้ยังไม่รู้ แต่ฝ่ายตรงข้ามน่าจะรู้วันเดือนปีเกิดของพ่อกับพี่ชายเธอ แล้วยังต้องเอาเลือดหรือผมของพวกเขาไปด้วย”
เสิ่นมู่เหยี่ยพยักหน้า แล้วโค้งคำนับเสิ่นจืออินด้วยความรู้สึกขอบคุณอย่างสุดซึ้ง
“ขอบคุณมากครับ คุณย่าตัวน้อย”
เสิ่นจืออินส่ายหน้า “ไม่เป็นไรหรอก พวกเขาก็ลูกหลานในสายตาของฉันทั้งนั้น”
ในฐานะที่เป็นผู้ใหญ่กว่า เธอก็ต้องคอยเป็นห่วงเป็นใยอยู่แล้ว
โรงพยาบาลแห่งนี้เป็นโรงพยาบาลที่แม่ของไป๋เค่อเค่อรักษาตัวอยู่พอดี เมื่อเห็นว่าไม่มีอะไรแล้ว เธอจึงบอกลาเสิ่นมู่เหยี่ย แล้วไปหาไป๋เค่อเค่อ
เนื่องจากเป็นกรณีพิเศษ คุณแม่ของไป๋เค่อเค่อจึงพักรักษาตัวเพียงลำพังในห้องพัก
เสิ่นจืออินเข้าไปในห้องได้อย่างง่ายดาย และได้พบกับไป๋เค่อเค่อที่ยังคงอยู่ในสภาพวิญญาณ เฝ้ามองอยู่ข้างเตียง
เดิมทีคุณแม่ของไป๋เค่อเค่อนอนหลับอยู่ แต่พอเสิ่นจืออินผลักประตูเข้าไป เธอก็สะดุ้งตื่นขึ้นมาทันที เธอลุกขึ้นนั่ง และจ้องมองมาที่ประตูอย่างหวาดระแวง
นี่เป็นปฏิกิริยาตอบสนองตามสัญชาตญาณของเธอตลอดหลายปีที่ผ่านมา ไป๋เค่อเค่อมองดูด้วยความเจ็บปวด น้ำตาสีเลือดไหลรินอาบแก้ม
“คุณป้าคะ คุณป้าอยากเจอไป๋เค่อเค่อไหมคะ?” เสิ่นจืออินถามออกไปตรงๆ โดยไม่เกริ่นนำใดๆ
ดวงตาของผู้หญิงคนนั้นเป็นประกายขึ้น เมื่อได้ยินชื่อของไป๋เค่อเค่อ “เค่อเค่อ ลูกสาวของแม่... ลูกอยู่ที่ไหน แม่ขอโทษ...”
ผู้หญิงคนนั้นสลับไปมาระหว่างร้องไห้กับหัวเราะ สักพักก็กุมศีรษะตัวเองแล้วทุบอย่างบ้าคลั่ง
“หนูอยู่นี่ แม่ หนูอยู่ตรงนี้ไง!”
ไป๋เค่อเค่อตะโกนสุดเสียง แต่ดูเหมือนแม่ของเธอจะไม่ได้ยินที่เธอพูดเลยแม้แต่น้อย
วิธีเดียวที่เธอจะทำให้แม่เห็นเธอได้คือตอนที่เธอกลายเป็นผีร้าย แต่ตอนนั้นเธอจะขาดสติ เธอจึงไม่กล้ารับประกันว่าจะไม่ทำร้ายแม่ตัวเองเข้า
เสิ่นจืออินเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าไป๋เค่อเค่อ แล้วตบลงบนไหล่เธอสองที
ความจริงแล้วเธออยากจะตบหัวมากกว่า แต่...เอื้อมไม่ถึง
ไป๋เค่อเค่อรู้สึกเพียงพลังอันแข็งแกร่งถูกถ่ายทอดเข้าสู่ร่างกาย จากนั้นร่างของเธอก็ค่อยๆดูเหมือนมีชีวิต
ในจังหวะเดียวกันนั้น ราวกับสัมผัสได้ถึงบางสิ่งบางอย่าง แม่ของไป๋เค่อเค่อก็หันขวับมามองทางนี้
ทันทีที่เห็นไป๋เค่อเค่อ ดวงตาของเธอก็เบิกกว้างอย่างไม่เชื่อสายตาตัวเอง
ผู้หญิงคนนั้นคลานไปที่ข้างเตียงของไป๋เค่อเค่อ ดวงตาแดงก่ำ ริมฝีปากซีดเผือด
ในแววตาของเธอตอนนี้ เต็มไปด้วยภาพร่างเล็กๆของลูกสาว มือของเธอสั่นเทาอยากจะสัมผัส แต่ก็ไม่กล้า
“เค่อเค่อ นี่ลูกคือเค่อเค่อ ลูกสาวของแม่ใช่ไหม?”
เสียงของผู้หญิงคนนั้นสั่นเครือจนแทบพูดไม่ออก
ไป๋เค่อเค่อจับมือเธอไว้ “แม่ หนูเอง เค่อเค่อกลับมาแล้ว”
แม่ของไป๋เค่อเค่อชื่อไป๋หลิน เธอเคยเป็นนักศึกษาที่อนาคตสดใส
แต่เพียงเพราะการท่องเที่ยวครั้งเดียว เธอกลับถูกหลอกมาขายที่หมู่บ้านเสี่ยวหยาง
ผู้คนในหมู่บ้านนั้น ไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ ล้วนเป็นปีศาจร้าย
พวกเขาต้องการผู้หญิง แต่กลับทารุณผู้หญิงที่ซื้อมาเหมือนกับสัตว์เดรัจฉาน
ไป๋เค่อเค่อเป็นลูกสาวคนแรกของไป๋หลิน สำหรับลูกสาวที่เกิดมาจากการถูกบังคับให้คลอด เธอเกลียดชังและไม่ชอบใจอย่างมากในตอนแรก
หลังคลอด เธอถึงขั้นไม่แม้แต่จะชายตามอง
การเกิดของไป๋เค่อเค่อก็ไม่เป็นที่ต้องการของพ่อ ปู่ ย่า เช่นกัน
แต่ตอนที่กำลังจะเอาไป๋เค่อเค่อไปทิ้งแม่น้ำ พ่อของเธอพูดขึ้นว่าเสียดาย เลี้ยงให้โตแล้วขายเอาเงินดีกว่า
เธอจึงถูกเก็บไว้ด้วยเหตุนี้
แต่ชีวิตของเธอแย่ยิ่งกว่าหมา
แม้จะเป็นเช่นนั้น เด็กหญิงตัวเล็กๆร่างผอมแห้งคนนี้ เมื่อสามารถออกไปหาอาหารในภูเขาเพื่อประทังชีวิตได้ เธอจะแอบนำไข่ไก่ป่าหนึ่งฟองและผลไม้ป่าเล็กน้อยซ่อนไว้กับตัวกลับบ้าน
เพื่อนำกลับมาให้แม่ที่ถูกพ่อทุบตีด่าว่าทุกวัน และถูกปู่ย่าทารุณ
เธอเหมือนลูกสัตว์ที่ถูกทอดทิ้ง โหยหาความรัก
แม้ว่าแม่จะรังเกียจเธอ ไป๋เค่อเค่อก็ยังค่อยๆเข้าใกล้ ทุกวันเธอจะนำอาหารมาให้และเป่าแผลให้แม่
ไป๋เค่อเค่อค่อยๆกลายเป็นความปลอบประโลมเพียงหนึ่งเดียวของไป๋หลินในนรกนั้น
สองชีวิตที่บอบช้ำโอบกอดกันไว้ เพื่อให้มีกำลังใจในการมีชีวิตอยู่ต่อไปได้
ชื่อเดิมของไป๋เค่อเค่อคือเจาตี้ ไป๋หลินแอบตั้งชื่อเธอว่าไป๋เค่อเค่อ และเรียกเธอว่าเค่อเค่อ
แต่เมื่อลูกสาวคนที่สองเกิดมา ครอบครัวนั้นเชื่อว่าการมีอยู่ของไป๋เค่อเค่อทำให้เด็กผู้ชายไม่อยากมาที่บ้านของพวกเขา
พวกเขาจับลูกสาวที่เพิ่งเกิดใหม่โยนทิ้งลงแม่น้ำ และขายไป๋เค่อเค่อออกไป
ไป๋หลินจึงเสียสติไปอย่างสิ้นเชิงหลังจากนั้น
ตอนนี้ ในที่สุดเธอก็ได้พบกับเค่อเค่อของเธออีกครั้ง
ไป๋หลินกอดไป๋เค่อเค่อและร้องไห้โฮ
ถ้าไม่ใช่เพราะเสิ่นจืออินสร้างค่ายกลกั้นเสียงในห้องนี้ พยาบาลและหมอข้างนอกคงได้ยินกันหมดแล้ว
หลังจากร้องไห้เป็นเวลานาน ไป๋หลินจึงปล่อยลูกสาวของเธอ แล้วลูบผมไป๋เค่อเค่ออย่างอ่อนโยน
เธอมองด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความรักใคร่ “เค่อเค่อของแม่สวยขึ้นเรื่อยๆ แต่คงใช้ชีวิตลำบากข้างนอก ตอนนี้ยังไม่สูงขึ้นเลย”
เธอพูดไปพลางน้ำตาไหล “แม่ไม่มีความสามารถพอที่จะปกป้องลูกให้ดี”
“พวกมันถูกจับแล้ว หลังจากนี้...จะไม่มีใครทำร้ายพวกเราได้อีก”
“เค่อเค่ออยู่กับแม่นะ ต่อไปนี้แม่จะเลี้ยงดูหนูเอง ตกลงไหม?”
ตอนที่พูดประโยคเหล่านี้ เสียงของเธอนุ่มนวลมาก แต่น้ำตาไหลอาบใบหน้าไปแล้ว
“แม่” ไป๋เค่อเค่ออยากจะพูด แต่ถูกเธอขัดจังหวะ
“เค่อเค่อเป็นเด็กดีนะ ตอนนี้แม่มีแค่หนูคนเดียวแล้ว”
สุดท้ายไป๋เค่อเค่อก็ไม่ได้พูดคำปฏิเสธออกมา
เสิ่นจืออินมองอยู่ครู่หนึ่ง แล้วเดินออกจากห้องผู้ป่วยนี้ไปเงียบๆ
แต่ตอนที่จากไป เธอส่งเสียงถึงไป๋เค่อเค่อด้วยพลังวิญญาณ
“ไปทำในสิ่งที่เธออยากทำเถอะ แต่อย่าฆ่าพวกเขา แผลผีจะทำให้พวกเขาใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ในความทุกข์ทรมานไม่สิ้นสุด”
คนเห็นแก่ตัวและต่ำช้าในหมู่บ้านเสี่ยวหยาง อยากตายก็ไม่กล้าตาย มีชีวิตอยู่ก็เหมือนตายทั้งเป็น
การฆ่าพวกเขาโดยตรงกลับเป็นการปลดปล่อยอย่างหนึ่ง
และนั่นยังไม่ถือว่าจบ เมื่อถึงเวลาที่อายุขัยของพวกเขาหมดลง ไปถึงยมโลกก็จะมีวิญญาณผู้ถูกกระทำนับไม่ถ้วนมาฟ้องร้อง พวกเขาจะถูกลงโทษด้วยการทรมานนานาชนิดในนรกเป็นเวลาหลายพันหลายหมื่นปีเพราะกรรมที่ติดตัว สุดท้ายอาจถูกส่งไปยังนรกขุมลึกสุด หรือไปเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานที่ถูกฆ่า
เสิ่นจืออินรู้สึกว่ายมโลกในโลกนี้ยังมีอะไรที่น่าสนใจมาก
ไป๋เค่อเค่อเข้าใจความหมายของเสิ่นจืออินแล้ว คืนนั้นหลังจากที่ไป๋หลินหลับ เธอก็ไปหาครอบครัวเดรัจฉานนั่นที่คุก
คืนนั้น มีเสียงกรีดร้องด้วยความหวาดกลัวดังมาจากในคุก
หลังจากเสิ่นจืออินจัดการธุระเสร็จแล้ว เธอก็หาวพลางเดินกลับไปที่ห้องพักผู้ป่วยของตระกูลเสิ่น
“คุณย่าตัวน้อย นมที่ซื้อมาให้ยังอุ่นๆอยู่เลย รีบดื่มตอนที่ยังร้อนนะ”
ต่อหน้าเสิ่นจืออิน เสิ่นมู่เหยี่ยช่างกระตือรือร้นและเอาอกเอาใจเหลือเกิน
เห็นแล้วทำให้เสิ่นซิวหรานถึงกับลืมเรื่องขาทั้งสองข้างของตัวเองไปชั่วคราว
พวกเขารู้นิสัยของเสิ่นมู่เหยี่ยเป็นอย่างดี ก่อนหน้านี้ยังคิดว่าพ่อบ้านพูดเกินจริงเสียอีก
ตอนนี้ดูเหมือนจะเป็นเรื่องจริง
เสิ่นจืออินเปิดขวดนมของตัวเองแล้วเทนมใส่ จากนั้นก็โยนยาลงไป
เมื่อพบว่าคนป่วยสองคนกำลังมองตัวเองอยู่ เธอจึงยกแขนเล็กๆขึ้นโบกไปมาพร้อมถามอย่างกระตือรือร้น
“พวกเธออยากดื่มด้วยเหรอ?”
เสิ่นควาน “...”
เสิ่นซิวหราน “...”
บทที่ 35: นายมันบ้าไปแล้วรึไง!
น่าเสียดาย พวกเขาไม่ต้องการ
เสิ่นจืออินรู้สึกเสียดายเล็กน้อย และกำลังจะเก็บของ แต่เสิ่นมู่เหยี่ยก็เข้ามาใกล้ด้วยความกระตือรือร้น
“คุณย่า ยาที่อยู่ในนี้มีประโยชน์ต่อร่างกายของพ่อกับพี่ใหญ่ของผมไหมครับ?”
“แน่นอนสิ”
ยาที่เธอใช้เพื่อเสริมสร้างพลังวิญญาณและเสริมสร้างร่างกายของเธอ ย่อมมีประโยชน์อย่างมากต่อคนทั่วไปอย่างแน่นอน
ทันใดนั้น เสิ่นมู่เหยี่ยก็หยิบขวดนมของเธอไปให้พ่อและพี่ชายของเขาโดยไม่พูดอะไรสักคำ
“พ่อ พี่ใหญ่ ดื่มหน่อยสิครับ สิ่งนี้ดีต่อร่างกาย”
เสิ่นควาน “...”
ถ้าตอนนี้ร่างกายของเขาขยับได้ เขาจะต้องเตะเจ้าเด็กโง่นี่สักสองที
ในที่สุด เสิ่นมู่เหยี่ยก็ถูกพ่อของเขามองกลับมาด้วยสายตาดุจนต้องยอมแพ้
“งั้นให้คุณย่าตัวน้อยดีกว่า พ่อกับพี่ชายไม่ค่อยรู้เรื่อง พวกเขาไม่ได้ตั้งใจจะไม่รับนะครับ”
เสิ่นจืออินแสดงออกอย่างใจกว้างว่าเธอไม่ถือสา
“เอ่อ ยาแบบนั้นยังมีอีกไหม?”
แน่นอนว่าต้องมี ครั้งนี้เสิ่นจืออินก็ยังคงให้ยาฟื้นฟูพลังแก่พวกเขาเหมือนเดิม
เพราะสรรพคุณของยานี้ไม่รุนแรง เหมาะสำหรับใช้ฟื้นฟูร่างกายมากที่สุด
“นี่คือยาแบบที่เคยให้พวกเรากินหรือเปล่า?”
เสิ่นควานมองเม็ดยาในมือ แต่ก็ไม่ได้สงสัยอะไรและกลืนลงไป
เสิ่นซิวหรานก็เช่นกัน ชีวิตของพวกเขาได้รับการช่วยเหลือจากคุณย่าตัวน้อยคนนี้ด้วยยาเม็ดนี้ ไม่มีอะไรต้องสงสัยอีกแล้ว
แท้จริงแล้ว เสิ่นมู่เหยี่ยยังอยากถามพวกเขาเกี่ยวกับเรื่องอุบัติเหตุทางรถยนต์ แต่เห็นว่าตอนนี้พวกเขาดูเหนื่อย เขาจึงตัดสินใจเก็บคำถามนี้ไว้ก่อน
เสิ่นจืออินก็หาวหวอดๆเหมือนกัน เธออยากนอนแล้ว
ในห้องพักผู้ป่วยยังมีเตียงว่างอยู่อีก เสิ่นจืออินจึงเดินไปทิ้งตัวลงนอนทันที
วันนี้เธอเหนื่อยมาก เพราะใช้พลังวิญญาณไปเยอะ ทำให้นอนหลับสนิทยิ่งกว่าทุกครั้ง
เสิ่นควานและเสิ่นซิวหราน ทั้งสองคนฟื้นขึ้นมาแล้ว ตอนนี้พ่อบ้านกำลังดูแลพวกเขาอยู่
เสิ่นมู่เหยี่ยรู้สึกเป็นห่วง โดยเฉพาะหลังจากที่ได้ฟังพ่อบ้านเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวาน
รถบรรทุกคันนั้นเกิดพลิกคว่ำไปเอง ตำรวจตรวจสอบอยู่นาน แม้แต่กล้องวงจรปิดก็ดูแล้วหลายรอบ แต่กลับไม่พบความผิดปกติใดๆ
มันช่างลึกลับ
คนอื่นอาจไม่รู้ แต่เสิ่นมู่เหยี่ยน่ะรู้ดี เรื่องนี้ต้องเป็นฝีมือคุณย่าตัวน้อยของเขาแน่ๆ!
ดังนั้นเสิ่นมู่เหยี่ยจึงรู้สึกขอบคุณเสิ่นจืออินมาก และในขณะเดียวกันก็อดเป็นห่วงไม่ได้ว่าเธอจะได้รับบาดเจ็บหรือเปล่า
ในเมื่อรถบรรทุกคันใหญ่ขนาดนั้น
หลังจากที่เสิ่นควานและเสิ่นซิวหรานได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ตลอดทั้งคืน วันนี้อาการของทั้งคู่ก็ดีขึ้นกว่าเมื่อวานมาก ถึงขั้นสามารถลุกขึ้นนั่งและกินอาหารเองได้
ความเร็วในการฟื้นตัวของร่างกายนี้ หากพูดออกไป ทั่วโลกต้องตกตะลึงอย่างแน่นอน
แม้แต่ผู้อำนวยการโรงพยาบาลยังต้องมาดูด้วยตัวเอง ในตอนนี้มีหมอหลายคนยืนล้อมรอบทั้งสองคนอยู่ หลังจากที่ตรวจร่างกายเสร็จ พวกเขาก็พากันแปลกใจ
“นี่มันเป็นเรื่องมหัศจรรย์ทางการแพทย์ชัดๆ คุณเสิ่น คุณพอจะทราบสาเหตุไหมครับ?”
คำถามนี้ค่อนข้างเสียมารยาท แต่พวกเขาก็อยากรู้จริงๆ ว่าเรื่องแบบนี้มันเกิดขึ้นได้อย่างไร
เสิ่นควานยิ้มแล้วพูดว่า “ขออภัยครับ ผมเองก็ไม่ทราบเหมือนกัน”
เขาไม่ได้ปริปากพูดถึงยาของเสิ่นจืออิน เพราะยานั่นเป็นยาของอาจารย์ของเธอ เธอต้องได้รับความยินยอมจากอาจารย์ของเธอก่อน ถึงจะบอกเรื่องนี้กับหมอได้
ยิ่งไปกว่านั้น ในฐานะที่เป็นคนป่วย เสิ่นควานและเสิ่นซิวหรานยิ่งรู้ซึ้งถึงความมหัศจรรย์ของยานั้น เขาไม่อยากให้เสิ่นจืออินที่ยังเด็กต้องถูกใครบางคนจ้องมอง
นอกจากที่ขาทั้งสองข้างของเสิ่นซิวหรานยังไม่รู้สึกอะไร ส่วนอื่นๆของร่างกายเขาก็ปกติดี
ในวันนี้ ใจของเขาไม่ได้รู้สึกสิ้นหวังและเจ็บปวดเหมือนเมื่อวานแล้ว
ไม่ใช่ว่าจู่ๆ เขาก็รู้แจ้งเห็นจริงหรอก
แต่เป็นเพราะหลังจากที่เขารับรู้ถึงสรรพคุณของยานี่อย่างชัดเจนแล้ว เขาก็นึกถึงความเป็นไปได้อีกอย่างหนึ่งขึ้นมา นั่นก็คือ จะมียาที่รักษาขาของเขาได้หรือไม่
“คุณ...เธอยังไม่ตื่นอีกเหรอ?”
เสิ่นซิวหรานอ้าปาก แต่สุดท้ายเขาก็เรียกคำว่า ‘คุณย่า’ ไม่ออกอยู่ดี
อายุขนาดนี้มันเด็กเกินไปจริงๆ
เสิ่นมู่เหยียนส่ายหัว แถมยังค่อยๆยื่นมือไปอังที่จมูกของเสิ่นจืออินอย่างระมัดระวัง
จากนั้นเขาก็ถอนหายใจอย่างโล่ง.อก โชคดียังหายใจอยู่
ส่วนเสิ่นควานกับเสิ่นซิวหรานที่เห็นการกระทำนั้นของเขาก็ถึงกับพูดไม่ออก
“นายมันบ้าไปแล้วรึไง!”
เสิ่นมู่เหยี่ยพูดว่า “พ่อกับพี่ใหญ่ไม่รู้หรอกว่าคุณย่าตัวน้อยของผมเจออะไรมาบ้างเมื่อวาน!”
เสิ่นจืออินตื่นขึ้นมาเพราะความหิว เธอพลิกตัวลงจากเตียง นั่งหาวหวอดๆด้วยความงัวเงีย แล้วเอื้อมมือควานหาขวดนมของเธอ
ขวดนมของเธออยู่ไหน?
เสิ่นมู่เหยี่ยเห็นว่าเธอตื่นแล้ว จึงรีบวิ่งเข้ามาพร้อมกับขวดนมที่เต็มไปด้วยนมสด
“คุณย่าตัวน้อยหิวแล้วใช่ไหม ดื่มนมรองท้องก่อนนะ อาหารเช้าที่ผมสั่งไว้ใกล้จะมาแล้วครับ”
เสิ่นจืออินรับขวดนมมาดื่มจนหมดเกลี้ยง
จากนั้นเธอก็ปล่อยให้หลานชายอุ้มลงจากเตียง ก่อนจะเดินเตาะแตะไปมาด้วยเท้าเปล่า
เสิ่นควานรู้สึกเหมือนลูกชายคนเล็กของเขากำลังเลี้ยงลูกสาว
เขาต้องตาฝาดไปแน่ๆ
“หลานชาย เป็นยังไงบ้าง ดีขึ้นหรือยัง?”
“แล้วหลานล่ะ เป็นไงบ้าง อย่าเสียใจไปเลยนะ ถ้าพรุ่งนี้หมอคนนั้นรักษาขาให้หายไม่ได้ ฉันมีวิธี” เสิ่นจืออินที่นอนหลับเต็มอิ่มแล้ว รู้สึกสดชื่นแจ่มใส ในฐานะที่เธอเป็นผู้ใหญ่กว่า จึงต้องเป็นฝ่ายเอ่ยถามไถ่หลานทั้งสองคนนี้ก่อน
ดวงตาของเสิ่นซิวหรานเป็นประกาย “ขอบคุณครับ…คุณย่า”
ถึงแม้จะไม่ค่อยคุ้นเคยและรู้สึกเขินอายอยู่บ้าง แต่เสิ่นซิวหรานก็ยังยอมเรียกเธอว่าคุณย่า
แน่นอนว่า สิ่งที่เขาคิดในตอนนี้คือ คุณย่าต้องไปตามอาจารย์ของเธอให้มาช่วยรักษาขาของเขาแน่ๆ
เสิ่นซิวหรานไม่รู้เลยว่า วิธีที่เสิ่นจืออินพูดถึง คือการที่เธอจะลงมือปรุงยาเอง
เพราะมีความหวัง พ่อลูกคู่นี้จึงไม่รู้สึกหนักใจอีกต่อไป
พวกเขาทั้งสองคนยังต้องจัดการเรื่องของบริษัท แม้ว่าตอนนี้จะยังนอนอยู่บนเตียงก็ตาม เพราะตอนนี้บนอินเทอร์เน็ตต่างพากันปล่อยข่าวลือว่าพวกเขากำลังจะตาย หากไม่รีบจัดการ เหล่าผู้ถือหุ้นของบริษัทคงจะแตกตื่น และราคาหุ้นของบริษัทเสิ่นกรุ๊ปก็คงจะร่วงหนัก
ทั้งคู่เป็นคนที่ทำงานหนัก เป็นบุคคลสำคัญในแวดวงธุรกิจ พวกเขาร่วมมือกันสร้างบริษัทเสิ่นกรุ๊ปจนขึ้นเป็นบริษัทอันดับหนึ่งของหลานโจว พวกเขาไม่อยากให้ความพยายามทั้งหมดสูญเปล่า
ตอนที่กำลังจะติดต่อผู้ช่วย เสิ่นมู่เหยี่ยก็รีบห้ามพ่อเอาไว้
“เดี๋ยวก่อนครับพ่อ อุบัติเหตุครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ”
เมื่อได้ยินคำพูดของลูกชาย เสิ่นควานก็เบิกตากว้าง มือที่ถือโทรศัพท์อยู่บีบแน่น
เสิ่นซิวหรานก็ทำสีหน้าเย็นชาขึ้นมาเช่นกัน
เขาสามารถก้าวขึ้นมาเป็นผู้สืบทอดบริษัทเสิ่นกรุ๊ปได้ตั้งแต่อายุยังน้อย ถึงแม้ตอนนี้ขาจะหัก ใส่ชุดคนป่วยอยู่ ก็ไม่อาจปิดบังรัศมีของผู้มีอำนาจของเขาได้
“เกิดอะไรขึ้น?”
ตอนนี้ไม่ว่าจะสืบยังไง อุบัติเหตุในครั้งนี้ก็ดูเหมือนเป็นอุบัติเหตุทางรถยนต์ธรรมดา
เกิดจากคนเมาแล้วขับมาชนท้ายทำให้เกิดอุบัติเหตุรถยนต์หลายคันซ้อน พวกเขาแค่โชคร้ายเท่านั้น
นี่เป็นผลสรุปจากสายตรวจจราจร
พ่อบ้านก็ไปตรวจสอบกล้องวงจรปิดกับสายตรวจมาแล้ว ไม่พบร่องรอยของการกระทำโดยเจตนา
เสิ่นมู่เหยี่ยเกาหัว ไม่รู้จะอธิบายยังไง เลยตัดสินใจอุ้มเสิ่นจืออินขึ้นมาด้วยการหนีบเธอไว้ใต้รักแร้
ทันใดนั้น เสิ่นควานและเสิ่นจืออินก็สบตากัน ต่างคนต่างเบิกตากว้าง
“คุณย่าตัวน้อย ช่วยผมอธิบายหน่อย!” เสิ่นมู่เหยี่ยร้องขอ
“ปล่อยฉันลงนะเจ้าหลานชายอกตัญญู!” เสิ่นจืออินดิ้นไปดิ้นมาด้วยความอับอาย เสิ่นมู่เหยี่ยจึงเปลี่ยนมาอุ้มเธอแทน
เสิ่นควานรู้สึกว่าลูกชายคนเล็กของเขาต้องมีปัญหาอะไรในหัวแน่ๆ
“พวกเธอสองคนมีร่องรอยของการถูกสาป แถมตัวกลางที่ใช้ปล่อยคำสาปยังเป็นสิ่งของที่สัมผัสกับร่างกายด้วย” เสิ่นจืออินพูดด้วยน้ำเสียงสดใสไร้เดียงสา บอกเล่าเรื่องราวที่พวกเขาฟังรู้เรื่องแต่ก็ไม่ค่อยเข้าใจนัก
บทที่ 36: โชคชะตาถูกขโมย
ทั้งสองคนล้วนเป็นคนฉลาด พวกเขาจึงรู้โดยธรรมชาติว่าคำสาปที่เธอพูดถึงไม่ใช่สิ่งดี
แต่…พวกเขาถูกสาปงั้นเหรอ?
“แน่นอน นอกจากวันเดือนปีเกิดแล้ว เลือดและผมของพวกเธอก็ใช้ได้เหมือนกัน แต่ว่า...”
เสิ่นจืออินจ้องมองพวกเขาด้วยดวงตาสีดำขลับราวกับออบซิเดียน แต่ดูเหมือนว่าเธอไม่ได้มองที่พวกเขาจริงๆ
แต่เหมือนกำลังมองทะลุผ่านพวกเขาไปยังบางสิ่งบางอย่าง
“โชคชะตาของพวกเธอถูกขโมยไป เรื่องนี้ต้องเกี่ยวข้องกับวันเดือนปีเกิดอย่างแน่นอน”
สิ่งที่เสิ่นจืออินมองเห็น คือโชคชะตาและชะตาชีวิตที่พันรอบตัวทั้งสองคน
เสิ่นควานและเสิ่นซิวหรานต่างก็มีโชคชะตาสีม่วงทองพันรอบตัว โดยมีโชคชะตาสีทองมากกว่า
ในสมัยโบราณ คนที่มีโชคชะตาสีม่วงมักจะได้เป็นขุนนาง ส่วนคนที่มีโชคชะตาสีทองมักจะเป็นคนทำความดี มีบุญคุ้มครอง ชีวิตในบั้นปลายมักจะร่ำรวยและมีเกียรติ
ตระกูลเสิ่นสืบทอดกันมาสามชั่วอายุคนล้วนรับราชการทหาร ยิ่งไปกว่านั้นยังมียศถาบรรดาศักดิ์สูงส่ง
มาถึงรุ่นของเสิ่นควาน ตระกูลเสิ่นก็มีเขาเป็นบุตรชายเพียงคนเดียว อีกทั้งเขายังชื่นชอบในการค้าขายมากกว่าการเป็นทหาร
ดังนั้น โชคชะตาของครอบครัวพวกเขาจึงได้รับพรอันประเสริฐจากบรรพบุรุษ ประกอบกับความสามารถของพวกเขาเอง ส่งผลให้บารมีของพวกเขาเปล่งประกายสีม่วงทองสอดประสานกัน
ด้วยสภาพแวดล้อมที่เติบโตมา ทำให้เสิ่นควานและเสิ่นซิวหรานมีนิสัยซื่อสัตย์สุจริต แม้ว่าบริษัทจะดำเนินกิจการใหญ่โตเพียงใด พวกเขาก็ยังคงเสียภาษีอย่างถูกต้อง และยังก่อตั้งองค์กรการกุศลมากมาย
แสงสีทองของบุญกุศลแผ่รัศมีสว่างไสวรอบกาย นี่แสดงให้เห็นว่าชะตาชีวิตของพวกเขาในภายภาคหน้าอาจพบเจออุปสรรคบ้าง แต่เมื่อก้าวข้ามผ่านพ้นไปได้แล้ว จะส่งผลให้พวกเขายิ่งใหญ่ขึ้นไปอีก
ทว่าในตอนนี้ บารมีของพวกเขากลับดูเหมือนถุงลมรั่ว ไหลรวมกันเป็นเส้นสายล่องลอยขึ้นไปบนอากาศจนลับสายตา
ยิ่งไปกว่านั้น แสงสีเลือดกำลังกัดกร่อนแสงสีทองของบุญกุศลอย่างต่อเนื่อง
คนอื่นไม่อาจมองเห็นได้ นอกจากเสิ่นมู่เหยียที่เชื่อเธอแล้ว คนอื่นๆกลับรู้สึกว่าเรื่องเหล่านี้ช่างน่าเหลวไหลสิ้นดี
เสิ่นจืออินเป็นแค่เด็กหญิงตัวน้อยวัยสามขวบ สูงเพียงสามส่วน เธอพูดอะไรออกมา จะมีใครกล้าเชื่อกัน!
เสิ่นมู่เหยี่ยตกใจจนทำอะไรไม่ถูก “คุณย่าตัวน้อย ถ้าโชคชะตาถูกขโมยไป พวกเขาจะต้องเผชิญเคราะห์กรรมหนักขนาดนี้เลยเหรอครับ?”
เสิ่นจืออินส่ายหน้า พร้อมกับอธิบายเรื่องราวด้วยน้ำเสียงอ่อนหวานอย่างมีเหตุผล
“ไม่ใช่อย่างนั้นหรอก การถูกขโมยโชคชะตา จะทำให้ค่อยๆล้มละลาย ไม่มีเงิน แล้วก็กลายเป็นคนยากจนข้นแค้นแค่นั้นเอง”
บ้าเอ๊ย! นี่ยังจะเรียกว่า ‘แค่นั้นเอง’ อีกเหรอ? วิธีการโจมตีแบบไหนกันเนี่ย โหดร้ายชะมัด!
ใครมันจะอยากล้มละลายเป็นคนยากจนข้นแค้นกันล่ะ!
“แล้วคนที่ขโมยโชคชะตาไปล่ะครับ?”
เสิ่นมู่เหยี่ยกัดฟันกรอดอย่างหัวเสีย ดวงตาแดงก่ำ
อย่าให้เขารู้ตัวคนขโมยโชคชะตาได้เชียว ไม่อย่างนั้นเขาได้ฆ่ามันแน่!
“คนที่ขโมยโชคชะตาไป ไม่ว่าจะทำอะไรก็จะเริ่มราบรื่นขึ้นเรื่อยๆ ถ้าปล่อยไปจนโชคชะตาของทั้งสองคนตกเป็นของอีกฝ่ายทั้งหมด ชะตาชีวิตของพวกเขาก็จะถูกขโมยไปด้วย เป็นชะตาชีวิตที่ร่ำรวยมั่งคั่งเชียวนะ”
“ต่อให้เป็นแค่คนโง่เง่า พอขโมยโชคของพวกเขาไปก็จะกลายเป็นคนฉลาดขึ้นมาทันที อืม...หลานชายทั้งสองคนก็ฉลาดมาก ต่อไปสมองของพวกเขาก็จะกลายเป็นของอีกฝ่ายแล้ว”
เสิ่นควานและเสิ่นซิวหราน “...”
เรื่องน่าขนลุกแบบนี้ ต่อให้หลุดออกมาจากปากเด็กสามขวบ พวกเขาก็อดเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งไม่ได้
ที่สำคัญคือ เรื่องพวกนี้ไม่น่าใช่เรื่องที่เด็กสามขวบจะแต่งขึ้นเองได้
บรรพบุรุษน้อยของพวกเขานี่มาจากไหนกันแน่ ถ้าเด็กขนาดนี้รู้เรื่องพวกนี้ก็น่ากลัวเกินไปแล้ว
เสิ่นจืออินเอาแต่ลูบคาง พลางพึมพำอย่างไม่เข้าใจ “แต่อันที่จริงโชคชะตาของพวกเธอยังคงแข็งแกร่ง ตามหลักแล้ว ก่อนที่พวกมันจะขโมยไปจนหมด พวกมันไม่น่าจะทำร้ายพวกเธอนะ ไม่แน่ว่าพวกมันอาจจะเป็นคนละกลุ่มกันหรือเปล่า?”
เสิ่นมู่เหยี่ยรีบพูด “พ่อ พี่ใหญ่ อย่าเพิ่งไม่เชื่อสิ ความสามารถของคุณย่าตัวน้อยผมเห็นมากับตา เธอไม่ได้แค่จับผีนะ แต่ยังช่วยฉินเจินสืบคดีด้วย ยาที่ทั้งสองคนกินก็เป็นยาที่เธอปรุงเอง ทั้งสองคนรอดจากใต้ท้องรถบรรทุกมาได้ก็เพราะเธอ...”
พวกเขาไม่เชื่อ แต่เสิ่นจืออินกลับไม่ร้อนใจ หันไปหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเสียบหูฟังดูการ์ตูนแทน
ปล่อยให้หลานชายเป็นคนอธิบายไปเถอะ
จะว่าไปแล้ว โทรศัพท์มือถือของโลกใบนี้ก็เป็นของดีเหมือนกันนะเนี่ย
เสิ่นมู่เหยี่ยอธิบายอยู่นานสองนาน ที่จริงเสิ่นควานกับเสิ่นซิวหรานก็เชื่อไปเกือบหมดแล้ว พวกเขาแค่กำลังครุ่นคิดอยู่ว่าจะมีใครที่อยากทำร้ายพวกเขา
“คุณ...คุณป้า แล้วพวกเราจะตรวจสอบได้ยังไงว่าใครขโมยโชคชะตาและสาปพวกเรา”
เสิ่นควานเอ่ยเรียก ‘คุณป้า’ ออกมาอย่างยากลำบาก เขาอายุขนาดนี้แล้ว แถมยังมีลูกตั้งสี่คน
เสิ่นจืออินในวัยนี้เป็นหลานสาวของเขาได้เลยนะ!
“เธอลองหาวิธีเรียกคนที่สามารถเอาเลือดและเส้นผมของเธอมาได้ ให้มาที่นี่สิ ฉันจะช่วยดูให้”
ยุคสมัยนี้ การจะได้มาซึ่งเส้นผมและเลือดของคนสักคนนั้นไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไรนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคนทั่วไปที่ไม่ได้ระแวดระวังตัวเป็นพิเศษ
อย่างไรก็ตาม ด้วยฐานะของคนตระกูลเสิ่นอย่างพวกเขาแล้ว คนที่มีความเป็นไปได้มากที่สุด คงหนีไม่พ้นคนใกล้ตัวที่อยู่ด้วยกันเป็นประจำ
ไหนๆก็เป็นรุ่นหลานในบ้าน ก็ต้องช่วยเหลือกันสักหน่อย
เสิ่นจืออินผู้ที่ปฏิบัติตนราวกับเป็นบรรพบุรุษ ก็ไม่ได้เกรงใจแม้แต่น้อย
เสิ่นควานพยักหน้ารับ “ตกลง ขอรบกวนคุณป้าด้วย”
“แล้วใครกันที่รู้วันเดือนปีเกิดของพวกเธอ?”
ผู้คนที่รู้วันเดือนปีเกิดของเสิ่นซิวหรานนั้นอาจมีมากมาย แต่คนที่รู้วันเดือนปีเกิดของเสิ่นควาน คงมีจำนวนน้อยกว่ามาก
ภาพใบหน้าหนึ่งแวบเข้ามาในหัวของเสิ่นควาน
“มีคนหนึ่ง แต่ฉันไม่แน่ใจ”
เสิ่นจืออินพูดขึ้นขณะนั่งอยู่บนเก้าอี้เตี้ยๆ นิ้วของเธอกดเล่นเกมจับคู่ภาพอยู่โดยไม่เงยหน้าขึ้น
“แบบนั้นก็ง่ายน่ะสิ เธอก็ให้คนไปสืบคนที่เธอสงสัยดู ว่ามีใครที่ปกติเป็นคนไม่ฉลาด ทำอะไรก็ผิดพลาด แต่จู่ๆกลับฉลาดขึ้น ทำอะไรก็ราบรื่นขึ้นมาหรือเปล่า”
“ตกลง ขอบคุณมากนะครับคุณป้าที่ให้คำแนะนำ” เสิ่นควานกล่าว
หลังจากที่เรียกแบบนั้นเป็นครั้งแรก ครั้งต่อๆไปก็เรียกได้ง่ายขึ้น
เขามองไปที่เสิ่นมู่เหยี่ย “เสี่ยวอู่ ลูกบอกพ่อบ้านให้ปล่อยข่าวออกไปว่า พวกเราแม้รอดชีวิตแต่ก็บาดเจ็บสาหัส คนร้ายที่อยู่เบื้องหลังจะต้องรีบมาสืบข่าวเพื่อยืนยันอย่างแน่นอน”
คนที่รู้วันเดือนปีเกิดของพวกเขาได้ จะต้องเป็นคนที่สนิทแน่ๆ
เขาไม่อยากจะสงสัย แต่...
เมื่อนึกถึงอุบัติเหตุครั้งนี้ พวกเขารอดตายอย่างหวุดหวิด แม้จะรอดชีวิตมาได้ แต่ขาของลูกชายเขา...คงจะยืนไม่ได้ตลอดไป
แววตาของเสิ่นควานฉายแววร้ายกาจออกมา
ไม่ว่าใคร ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไร คนทรยศไม่เคยสมควรได้รับการให้อภัย
อาหารเช้าที่เสิ่นมู่เหยี่ยสั่งมาถึงแล้ว ดูหรูหราอลังการมาก
แล้ว...
บนเตียงคนป่วย พ่อลูกได้กลิ่นหอมของอาหารที่ลอยฟุ้งอยู่ในอากาศ แต่กลับได้กินแค่โจ๊กจืดชืด ทั้งคู่มองไปยังคนทั้งสองที่กำลังกินอย่างเอร็ดอร่อยด้วยสายตาเศร้าสร้อย
“คุณย่า กินเนื้อปลานี่สิ ผมแกะก้างออกให้หมดแล้ว”
เสิ่นควาน “…”
ลูกชายของเขาไม่เคยแกะก้างปลาให้เขาเลยสักครั้ง
“กุ้งก็อร่อย ปอกเปลือกให้แล้วนะ”
ช่างเป็นเด็กดีและกตัญญูจริงๆ
คุณพ่อ “...”
พี่ชายคนโต “...”
ตอนนี้พวกเขาเริ่มสงสัยว่าลูกชายคนเล็กของบ้านอาจจะถูกเปลี่ยนตัวไปแล้ว
หลังจากกินอิ่มหนำสำราญแล้ว เสิ่นจืออินก็เดินเล่นไปรอบๆเพื่อย่อยอาหาร
สามวันหลังจากอุบัติเหตุ หมอเบอร์นาร์ดก็มาถึง แต่ผลการตรวจร่างกายของเสิ่นซิวหรานกลับไม่ค่อยดีนัก
การผ่าตัดให้เสิ่นซิวหรานมีความเสี่ยงสูงมาก
สีหน้าที่หล่อเหลาของเสิ่นซิวหรานมืดมนลงอย่างเห็นได้ชัด
เขาเป็นคนหยิ่งทะนง เพียงแค่คิดว่าชีวิตที่เหลือจะต้องอยู่บนรถเข็น...
“หลานชาย เธอไม่ต้องกลัว ถึงเขาจะรักษาเธอไม่ได้ แต่ฉันมีทางออก”
หลังจากที่หมอเบอร์นาร์ดและคนอื่นๆไปแล้ว เสิ่นจืออินก็เดินเตาะแตะด้วยขาสั้นๆของเธอไปที่ข้างเตียงของเสิ่นซิวหรานและพูดปลอบใจด้วยน้ำเสียงน่ารักน่าเอ็นดู
[1] เสี่ยวอู่ หมายถึง ลูกคนที่ห้า
บทที่ 37: คนขโมยโชคชะตา
“หลานชาย เธอไม่ต้องกลัว ถึงเขาจะรักษาเธอไม่ได้ แต่ฉันมีทางออก” เสิ่นจืออินตบบริเวณหน้าอกเล็กๆของเธออย่างมั่นใจ
“ตราบใดที่ยังมียาครบ ฉันจะปรุงยาต่อกระดูกและยาเชื่อมเส้นเลือดให้ แล้วขาของนายก็จะหายดีเอง~”
เธอพูดอย่างผ่อนคลาย ทำให้เสิ่นซิวหรานคลายความกังวลลงไปได้บ้าง
“ขอบคุณคุณย่าตัวน้อย”
ใบหน้าซีดเซียวของเขาเอื้อมมือขึ้นลูบผมนุ่มของเสิ่นจืออินอย่างอ่อนโยน
แม้เสิ่นจืออินจะอายุยังน้อย แต่ผมสีดำของเธอกลับยาวสลวย เธอถักเปียสองข้างอย่างสวยงามห้อยลงมาด้านข้าง
ประกอบกับใบหน้าที่จิ้มลิ้ม ดวงตากลมโตไร้เดียงสา ผิวขาวอมชมพู ขนตายาวงอนงามราวกับพัดเล็กๆ
ใบหน้าเด็กน้อยอ้วนกลมน่ารักน่าเอ็นดู พูดจาเสียงหวานนุ่มนวล แม้จะพูดช้าแต่ก็ไม่ทำให้คนอื่นรู้สึกเบื่อหน่าย
การมีเด็กน้อยเช่นนี้อยู่เคียงข้าง ช่างทำให้รู้สึกผ่อนคลายและสดชื่นหัวใจอย่างแท้จริง
ในตระกูลเสิ่นไม่มีลูกสาวเลย แม้ว่าคนนี้จะมีอายุมากกว่าคนอื่นในรุ่นเดียวกัน แต่ก็เป็นเพียงเด็กหญิงอายุสามขวบที่ยังพูดเสียงอ้อแอ้และปลอบโยนเขาเท่านั้น
เสิ่นจืออินไม่ได้หลบหนี แต่กลับเอนตัวไปข้างๆเขา และเริ่มเล่าเรื่องสนุกๆที่ได้ยินมาจากสัตว์ตัวเล็กๆ
พร้อมกับเล่าเรื่องซุบซิบของตระกูลกู้อีกครั้ง
เสิ่นมู่เหยี่ยยังคงเสริมฉากการต่อสู้ที่เขาเห็นในวันนั้น
เสิ่นควานอดไม่ได้ที่จะมองไปทางลูกชายคนโตของเขา
เป็นเพราะเขาหน้าตาไม่หล่อเท่าลูกชาย เด็กผู้หญิงถึงไม่ชอบเข้าใกล้เขาหรือ?
พูดถึงตรงนี้ ในบ้านมีลูกชายหลายคน เขาอยากมีลูกสาวสักคนมาตลอด แต่น่าเสียดายที่หลังจากลูกคนที่ห้าเกิด ภรรยาของเขาก็เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็ง
ตอนที่ตั้งครรภ์ลูกคนที่ห้า เขานำรูปและวิดีโอของเด็กผู้หญิงให้ภรรยาดูทุกวัน แต่พอคลอดออกมาก็ยังเป็นเด็กผู้ชายอีก
ตอนนี้ลักษณะของเสิ่นจืออิน ตรงกับความคิดของเขาเกี่ยวกับลูกสาวอย่างสมบูรณ์แบบเลย
แต่ว่า...เขาต้องเรียกเด็กผู้หญิงคนนี้ว่าคุณย่า
หลังจากนั้น เสิ่นจืออินก็ไปโรงพยาบาลทุกวัน แต่พอกินอาหารเสร็จเธอก็จะออกไปเดินเล่น
การเดินเล่นครั้งนี้นำพาเธอไปพบกับสถานที่แห่งหนึ่ง ซึ่งเต็มไปด้วยผู้สูงอายุพักอาศัยอยู่
เสิ่นจืออินไม่ได้อยู่เฉย เธอออกวิ่งด้วยขาสั้นๆของเธอไปยังกลุ่มผู้สูงอายุที่กำลังเล่นหมากรุก
ไม่นาน เธอก็เข้ากับกลุ่มผู้สูงอายุได้
“คุณปู่หลิว ปู่ปวดหลังใช่ไหมคะ หนูช่วยนวดให้ค่ะ”
เด็กหญิงตัวเล็กๆปีนขึ้นไปยืนบนเก้าอี้ เธอใช้นิ้วจิ้มไปที่หลังของคุณปู่เบาๆ ไม่รู้ว่าเธอทำอย่างไร จู่ๆก็มีเสียง ‘แครก’ ดังขึ้น
“เฮ้! หายจริงๆด้วย!”
คุณปู่หลิวถึงกับไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเอง
เขาบิดเอวไปมา “หนูน้อย เธอเรียนวิธีนี้มาจากไหนกัน เก่งจริงๆ”
เสิ่นจืออินไม่รู้จักความถ่อมตน เธอรับคำชมอย่างไม่เคอะเขิน
“เรื่องเล็กน้อย เรื่องเล็กน้อย” เสียงเล็กๆนั้นน่ารักน่าเอ็นดู ทำเอาเหล่าผู้สูงอายุพากันหัวเราะชอบใจ
“คุณหมอตัวน้อยเก่งจัง งั้นมาช่วยตรวจให้ตาหน่อยสิ” คุณตาคนหนึ่งเอ่ยขึ้น
เสิ่นจืออินเดินวนรอบตัวเขาหนึ่งรอบ แล้วจึงจับชีพจร
“คุณตาความดันสูงนิดหน่อย แถมวันนี้ยังแอบดื่มเหล้าอีกด้วย” เธอพูด
“ชู่ววว...” คุณตาท่านนั้นได้ยินที่เธอพูดก็ตกใจ รีบเอามือปิดปากเธอทันที
“อย่าพูดดังสิ ตาน่ะชอบดื่ม แต่ที่บ้านเข้มงวด ไม่ให้ดื่ม”
เสิ่นจืออินพยักหน้า ไม่พูดถึงเรื่องนี้อีก แล้วยังกระซิบเสียงเบากับเขา
“จริงๆ คุณตาดื่มได้นะคะ หนูทำเหล้าสมุนไพรอยู่ คุณตาดื่มได้ แถมยังดีต่อสุขภาพด้วย แต่ว่าทุกครั้งที่ทำเสร็จ อาจารย์ของหนูก็แย่งไปดื่มหมดเลย ครั้งนี้ไม่ได้เอามา”
“ฮ่าฮ่าฮ่า งั้นตาก็จะรอชิมเหล้าของหนูนี่แหละ มานี่ มานี่ เรามาเป็นเพื่อนกันเถอะ”
เสิ่นจืออินตรวจอาการให้คนแก่อีกสองสามคนที่เหลือ พวกเขาก็แค่มีปัญหาเล็กๆน้อยๆ
บางคนมีปัญหาเรื่องกระดูก เช่นเดียวกับคุณปู่หลิวที่ปวดหลัง เสิ่นจืออินก็สามารถรักษาพวกเขาได้ทันที
“เด็กคนนี้ เก่งจริงๆ”
“หนูเป็นลูกใครกันเนี่ย? บ้านไหนช่างโชคดีมีบุญอย่างนี้”
ตอนนี้เหล่าผู้สูงอายุรู้สึกเอ็นดูเสิ่นจืออินมากขึ้นเรื่อยๆ
หลังจากที่เสิ่นจืออินตรวจอาการให้พวกเขาเสร็จ เธอก็นั่งกอดขวดนมแล้วดื่มนมอย่างรวดเร็ว
“หนูเป็นคนของตระกูลเสิ่นค่ะ”
คุณย่าตัวน้อยของตระกูลเสิ่นพูดด้วยรอยยิ้ม
“ร่างกายของพวกคุณไม่ค่อยดี ต้องออกกำลังกายกันหน่อยแล้ว”
เสิ่นจืออินวางขวดนมลง จากนั้นจึงเริ่มนำพวกเขาออกกำลังกายเพื่อเสริมสร้างความแข็งแรง
ท่าออกกำลังกายนี้ดัดแปลงมาจากท่าพื้นฐานในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียร เหมาะสำหรับผู้คนในยุคนี้มากกว่า
แม้จะดูคล้ายกับไทเก๊ก แต่ทุกท่วงท่ากลับแฝงไปด้วยพลังโจมตี ไม่ใช่ท่าทางที่เน้นความสวยงามราวกับดอกไม้ประดับ
เมื่อญาติๆของเหล่าผู้สูงอายุมาเยี่ยม ก็ได้เห็นเด็กน้อยวัยสามขวบ ใบหน้าจิ้มลิ้มน่ารัก แสดงสีหน้าจริงจัง ยืนกางแขนกางขาเล็กๆนำอยู่ข้างหน้า
ส่วนเหล่าผู้สูงอายุด้านหลังก็ทำตามอย่างกระฉับกระเฉง
บรรดาญาติๆ ต่างก็คิดในใจ
สรุปว่าเกิดอะไรขึ้น?
ที่นี่คือบ้านพักคนชราที่อยู่ติดกับโรงพยาบาล แถมยังเป็นบ้านพักคนชราที่สภาพแวดล้อมดีมากอีกด้วย
ส่วนเสิ่นจืออินก็ก้าวเท้าเตาะแตะเข้ามา แถมยังเข้ากับกลุ่มผู้สูงอายุได้ดีอีกต่างหาก
“พ่อ แม่ พวกคุณกำลังทำอะไรกัน?”
ชายหญิงแต่งตัวดีหลายคนเดินเข้ามา
เหล่าผู้สูงอายุรีบแนะนำเสิ่นจืออินให้พวกเขารู้จัก และเรียกเธอว่า ‘เพื่อนตัวน้อย’
คำพูดคำจาของพวกเขาล้วนแต่เอ่ยถึงเธอ
ส่วนลูกชายลูกสาวตัวจริงได้แต่นั่งฟัง
เด็กน้อยคนนี้สุดยอดมาก กลายเป็นขวัญใจของเหล่าผู้สูงอายุไปแล้ว
พวกเขามักจะแวะมาที่นี่เป็นระยะเพื่อเยี่ยมเหล่าผู้สูงอายุ ก่อนหน้านี้พวกเขามักจะได้ยินพ่อแม่บ่นว่าพวกเขายุ่งเกินไป ไม่ค่อยได้มาเยี่ยม
แต่ตอนนี้ ทั้งคำพูดและน้ำเสียงของพ่อแม่กลับเต็มไปด้วยเรื่องราวของเด็กหญิงวัยสามขวบ แถมยังดูมีความสุขมากเสียจนไม่บ่นเรื่องพวกเขาอีกเลย
เสิ่นจืออินได้รับโทรศัพท์จากเสิ่นมู่เหยี่ยจึงขอตัวกลับ
“หนูต้องไปแล้ว ไว้คราวหน้าจะมาเยี่ยมใหม่นะคะ”
เหล่าผู้สูงอายุดูเหมือนจะค่อนข้างใจหาย
“ถ้าอย่างนั้น เพื่อนตัวน้อยจืออิน เธอต้องมาให้ได้นะ”
เสิ่นจืออินโบกมือลาพวกเขา ขาเล็กๆก้าวเตาะแตะอย่างร่าเริงมุ่งหน้าไปทางโรงพยาบาล
เมื่อไปถึงห้องพักผู้ป่วย คนที่ควรมาต่างก็มาถึงกันหมดแล้ว
เสิ่นจืออินเดินเข้าไปเงียบๆ แล้วไปยืนข้างๆเสิ่นมู่เหยี่ย
“เสิ่นควาน เธอไม่เป็นไรแล้วใช่ไหม เรื่องร้ายแรงแบบนี้มันเกิดขึ้นกับเธอได้ยังไง”
ชายชราผมสีดอกเลาคนหนึ่งตาแดงก่ำ มองไปที่เสิ่นควานด้วยสายตาเจ็บปวด ราวกับว่าคนที่ประสบอุบัติเหตุเป็นลูกชายของตัวเอง
ไม่ว่าจะเป็นน้ำเสียงหรือสีหน้าก็ดูจริงใจ แน่นอนว่าเขาเองก็กลัวว่าตอนนี้พวกเขาจะตาย
เสิ่นจืออินมองเห็นว่า โชคชะตาของหลานชายทั้งสองพันเกี่ยวอยู่กับชายชราคนนั้น
‘โชคชะตาที่ทั้งสองถูกขโมยไปนั้นไม่ได้ตกไปอยู่ที่ชายชรา แต่เกี่ยวข้องกับเขา’
เสิ่นจืออินส่งข้อความนี้ให้เสิ่นมู่เหยี่ย
คนที่ขโมยโชคชะตา น่าจะเป็นญาติของเขา
เสิ่นจืออินบอกให้เสิ่นมู่เหยี่ยถามเขาว่า ทำไมลูกชายหรือหลานชายที่เขาหมายตาไว้ถึงไม่มา
คนที่ขโมยโชคชะตาของคนอื่นไปนั้น หากโชคชะตาของตนยังไม่แข็งแกร่งกว่าพวกเขา เมื่อใดที่พบหน้ากัน คนคนนั้นจะถูกทำให้กลับสู่สภาพเดิมทันที
มันเหมือนกับการเอาของจริงกับของปลอมมาวางเปรียบเทียบกัน ดังนั้น ก่อนที่โชคชะตาจะถูกขโมยไปกว่าครึ่ง พวกเขาจึงไม่สามารถพบหน้ากันได้
อย่างไรก็ตาม โชคชะตาของหลานชายคนโตค่อนข้างแปลก ผู้ที่ได้รับผลประโยชน์มีความสัมพันธ์กับชายชราคนนั้น แต่ก็เหมือนจะไม่ใช่ญาติกัน
เสิ่นมู่เหยี่ยก้มหน้าลง พยายามอย่างหนักที่จะปกปิดอารมณ์รุนแรงในใจ
เมื่อเงยหน้าขึ้นมาอีกครั้ง เขาก็ถามชายชราด้วยรอยยิ้มที่คล้ายจะยิ้มแต่ก็ไม่ใช่
“คุณปู่ครับ ผมไม่ได้เจอคุณลุงกับพี่ชายมานานแล้ว พวกเขายุ่งมากขนาดนั้นเลยเหรอครับ พ่อกับพี่ใหญ่เกิดเรื่องใหญ่โตขนาดนี้ก็ยังไม่มาเยี่ยม”
การกระทำของเสิ่นมู่เหยี่ยดูเหมือนไม่พอใจ แต่นิสัยของเขาเป็นแบบนี้อยู่แล้ว จึงไม่มีใครสงสัยอะไร
บทที่ 38: ตอบแทนบุญคุณด้วยการเนรคุณ
เสิ่นมู่เหยี่ยจ้องมองใบหน้าของชายชราไม่วางตา เมื่อได้ยินคำพูดนั้น เขาก็จับสังเกตเห็นความแข็งทื่อและความรู้สึกผิดที่ผุดขึ้นมาบนใบหน้าของชายชราชั่วขณะหนึ่ง
แต่ไม่นานนัก รอยยิ้มก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเขา
เสิ่นมู่เหยี่ยกำมือแน่น
“พวกเขาน่ะ อาควาน เธอก็อย่าไปโทษน้องชายของเธอเลย เขาเพิ่งเดินทางไปทำธุรกิจต่างประเทศ ฉันโทรหาเขาหลายครั้งแล้วแต่ก็ยังติดต่อไม่ได้ ส่วนหลานชายของเธอก็กำลังเรียนอยู่ที่โรงเรียน เธอก็รู้นี่ว่าช่วงนี้โรงเรียนของพวกเขากำลังจะเข้าร่วมการแข่งขันคณิตศาสตร์โอลิมปิกระดับประเทศ เขาถูกคัดเลือกโดยครูให้ไปฝึกซ้อมแบบเข้มข้น”
เสิ่นควานและเสิ่นซิวหรานยังคงสีหน้าปกติ พูดด้วยน้ำเสียงเรียบๆตำหนิเสิ่นมู่เหยี่ย
“เสี่ยวอู่ พูดกับผู้ใหญ่แบบนี้ได้ยังไง”
“ผมพูดอะไร? พ่อ ทำไมพ่อต้องคอยตำหนิผมตลอดเวลาด้วย ถ้าผมจำไม่ผิด ผลการเรียนของพี่ชายไม่ค่อยดีนี่นา ทำไมเขาถึงได้ถูกเลือกให้ไปแข่งขันคณิตศาสตร์โอลิมปิกระดับประเทศล่ะ? หรือว่าพี่ชายเป็นอัจฉริยะที่ซ่อนเร้นกันแน่? โอ้โห ผมไม่เคยสังเกตเห็นมาก่อนเลย”
เสิ่นซิวหรานพยายามอย่างหนักที่จะกลั้นยิ้มไว้
น้องชายของเขารู้วิธีแทงใจดำคนจริงๆ
แน่นอน สีหน้าของชายชรายิ่งแข็งทื่อขึ้น
“ฮ่ะๆ... ลูกพี่ลูกน้องของเธอตอนนี้กำลังตั้งใจเรียนอย่างจริงจังแล้ว”
เนื่องจากสถานการณ์ของลูกชายและหลานชายในครอบครัวดีขึ้น ช่วงนี้เขาจึงโอ้อวดในวงสนทนาอย่างภาคภูมิใจ
แต่เมื่อเผชิญหน้ากับคนตระกูลเสิ่น เขาก็ยังรู้สึกไม่มั่นใจอยู่บ้าง
เสิ่นมู่เหยี่ยหัวเราะเยาะเย้ย คนขโมยจะไม่รู้สึกไม่มั่นใจได้ยังไง?
นึกถึงสิ่งที่ค้นพบในช่วงนี้ เขาอยากจะฉีกหน้าที่แสร้งทำเป็นซื่อของคุณปู่จริงๆ!
แต่เสิ่นมู่เหยี่ยอดทนเอาไว้ ก่อนที่จะเอาโชคชะตาที่เป็นของพ่อและพี่ชายกลับคืนมา ก็ปล่อยให้พวกเขาสบายใจไปก่อน
หลังจากแขกที่มาเยี่ยมกลับไปหมดแล้ว เสิ่นมู่เหยี่ยก็ปิดประตูห้องผู้ป่วย สายตาสามคู่ต่างจ้องมองไปที่เสิ่นจืออินพร้อมกัน
เสิ่นจืออินก็ไม่อ้อมค้อม “คนที่ขโมยโชคชะตาคือคุณปู่ของพวกเธอ”
สีหน้าของเสิ่นควานจมดิ่งลงทันที
ดูเหมือนว่าเขาจะเลี้ยงหมาป่าตาขาวจริงๆ
“แล้วคนที่สาปล่ะ? เป็นเขาด้วยเหรอ?”
นี่แหละคือประเด็นสำคัญที่สุด
“ไม่ใช่หรอก” เสิ่นจืออินส่ายหน้า
“เขาขโมยโชคชะตา แต่ตอนนี้ยังไม่อยากให้พวกคุณตาย”
เสิ่นควานและเสิ่นซิวหรานก็คิดถึงจุดนี้ คุณปู่คนนี้โลภและรักหน้า ถ้าโชคชะตาของพวกเขาสามารถทำให้ลูกชายและหลานชายที่ไร้ค่าของเขาดีขึ้นได้ เขาคงไม่อยากทำอะไรกับพวกเขาก่อนที่จะใช้ประโยชน์จนหมด
ดังนั้น คนที่ลงมือกับพวกเขาต้องเป็นคนอื่น
“หลานชาย คนที่ยืนอยู่ทางซ้ายมือของเขาเมื่อกี้คือใคร?”
เสิ่นควานหลับตาลง เสียงของเขามีความเศร้าหมองอยู่บ้าง “เป็นเขาเหรอ?”
นั่นคือผู้ช่วยส่วนตัวที่อยู่กับเสิ่นควานมาสิบกว่าปี
“ไม่ใช่เขา แต่มีความเกี่ยวข้องกับเขาอยู่บ้าง”
เสิ่นจืออินครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง “แต่ก่อนที่จะได้เจอตัวจริง ฉันก็ไม่รู้ว่าเป็นใคร”
เสิ่นควานพยักหน้า “อีกสองสามวันผมก็ออกจากโรงพยาบาลไปบริษัทได้แล้ว ตอนนั้นจะขอรบกวนคุณป้าไปบริษัทด้วยกันสักหน่อยนะ”
“ได้สิ”
เสิ่นจืออินไม่มีปัญหา เธอเป็นคนอยู่นิ่งไม่ได้ ตอนอยู่ที่ตระกูลเสิ่นก็ปรุงยาและปลูกพืชวิญญาณ
ตอนอยู่ข้างนอกก็หาของกินหรือไม่ก็เดินเที่ยวไปทั่ว
สำหรับเธอแล้วไปไหนก็ได้ทั้งนั้น
แต่ “พรุ่งนี้ฉันไม่มานะ ฉันจะไปหมู่บ้านเสี่ยวหยางกับฉินเจิน”
เธอหยิบยันต์คุ้มภัยออกมาจากกระเป๋าใบเล็กของตัวเอง แล้วเก็บส่วนที่จะให้ผู้กำกับวังกลับเข้าไป
ส่วนที่เหลือ เธอนั่งข้างเตียงคนไข้แล้วใช้มือน้อยๆของเธอค่อยๆพับอย่างตั้งใจ
ใช้เวลาไม่กี่นาทีก็พับแผ่นกระดาษเหลืองที่มีลวดลายลึกลับให้กลายเป็นรูปสามเหลี่ยมเล็กๆที่พกพาสะดวก
เธอพับทั้งหมดหกอัน แล้วยัดใส่มือคนป่วยสองคน คนละสามอัน
เสิ่นมู่เหยี่ยมองอย่างกระหายอยู่ข้างๆ
“แล้วของผมล่ะ คุณย่าตัวน้อย ของผมล่ะ?”
ดูเหมือนสุนัขตัวใหญ่ที่กำลังขออาหาร
เสิ่นจืออินชำเลืองตามองเขา “เธอก็มีอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ?”
“คุณย่าตัวน้อย ใครจะรังเกียจยันต์คุ้มภัยกันล่ะครับ”
นี่มันของดีนะ เขาได้ยินฉินเจินพูดแล้วว่า ยันต์คุ้มภัยของคุณย่าตัวน้อยสามารถป้องกันกระสุนได้ด้วย
เสิ่นจืออินไม่มีเหลือในมือแล้ว แต่เธอก็ยังคงตามใจหลานชายคนนี้
เธอหยิบกระดาษสีเหลือง พู่กัน และหมึกสีแดงออกมาจากกระเป๋าเป้ใบเล็กอย่างไม่ลังเล
ดูเธอวาดยันต์ตรงนั้นเลย!
พ่อลูกตระกูลเสิ่นอ้าปากค้าง
“คุณย่าตัวน้อย กระเป๋าเป้ใบเล็กของเธอนี่บรรจุของได้เยอะจริงๆนะ”
เสิ่นจืออินเชิดคางขึ้นเล็กน้อย เสียงเด็กๆแฝงความภูมิใจเล็กน้อย
“แน่นอนสิ กระเป๋าเป้ใบนี้ของฉันใช้ค่ายกลอวกาศ”
ตั้งแต่หาวัสดุจนถึงทำเสร็จ เธอใช้เวลาครึ่งปีเต็มๆเลยนะ
“อวกาศ? เป็นอวกาศที่ผมรู้จักใช่ไหม?”
เสิ่นจืออินส่งเสียงรับในลำคอ แล้วโยนกระเป๋าให้เขาไปศึกษาเอง ก่อนจะก้มหน้าวาดอย่างตั้งอกตั้งใจ
เสิ่นมู่เหยี่ยยื่นมือเข้าไปในกระเป๋า โอ้โห กระเป๋าใบนี้ดูเล็ก แต่กลับกลืนแขนของเขาเข้าไปได้ครึ่งท่อนเลย
มีความลึกลับซับซ้อนอยู่ข้างใน!
เสิ่นควานและเสิ่นซิวหรานก็รู้สึกอยากรู้อยากเห็นเช่นกัน แต่พวกเขาสงวนท่าทีมากกว่าเสิ่นมู่เหยี่ย
ทั้งสองคนส่งสัญญาณตาให้เขา ‘รีบเอามาให้พวกเราดูหน่อยสิ’
น่าเสียดายที่เสิ่นมู่เหยี่ยคนโง่คนนี้ไม่สามารถรับสัญญาณจากพ่อและพี่ชายของตัวเองได้ เขากำลังตื่นเต้นศึกษาอยู่ตรงนั้น
เสิ่นควานและเสิ่นซิวหราน “...”
ลูกชายและน้องชายที่น่าปวดหัว
“เอาละ ให้เธอ”
เสิ่นจืออินส่งยันต์คุ้มภัยให้เสิ่นมู่เหยี่ย แล้วหยิบ.อมยิ้มแท่งหนึ่งออกมาจากกระเป๋าเสื้อขึ้นมากิน
เมื่อเห็นเขาสนใจกระเป๋าอวกาศมากขนาดนี้ เธอจึงพูดอย่างใจกว้างว่า
“รอให้หาวัสดุได้แล้ว ฉันจะทำให้เธอสักใบหนึ่ง”
กระเป๋าอวกาศนี้เป็นของธรรมดาที่สุดในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียร ใครก็ตามที่รู้จักค่ายกลก็สามารถทำได้
อย่างไรก็ตาม กระเป๋าเก็บของที่สร้างขึ้นด้วยค่ายกลจะมีขนาดใหญ่ที่สุดไม่เกินหนึ่งร้อยตารางเมตร
หากไม่ใช่เพราะเธอไม่ได้นำแหวนเก็บของของตัวเองติดตัวมาด้วย เธอคงไม่สนใจกระเป๋าอวกาศนี้เลย
เพียงแค่ใช้หินอวกาศหลอมเป็นอุปกรณ์อวกาศ พื้นที่ก็จะใหญ่ขึ้น และยังสามารถเพิ่มฟังก์ชันพิเศษบางอย่างได้อีกด้วย
เช่น การถนอมอาหาร เป็นต้น
แต่เธอไม่รู้ว่าโลกนี้มีหินอวกาศหรือไม่ และเธอก็ไม่รู้วิธีการหลอมเพื่อสร้างอุปกรณ์ด้วย
“ดีเลย!”
เสิ่นมู่เหยี่ยดีใจราวกับเด็กน้อยหนักร้อยกว่ากิโล เขาอุ้มคุณย่าตัวน้อยขึ้นมา และจะจูบแก้มอวบอิ่มของเธอเสียให้ได้
เสิ่นจืออิน “...”
นี่เรียกว่าตอบแทนบุญคุณด้วยการเนรคุณชัดๆ!
เสิ่นจืออินตบหน้าเขาเบาๆอย่างรังเกียจ
เสิ่นมู่เหยี่ยก็ไม่โกรธ ยังคงยิ้มโง่ๆต่อไป
ฮ่าๆๆ... คุณย่าตัวน้อยของเขารักเขามากที่สุดจริงๆ!
เสิ่นควาน “...”
เสิ่นซิวหราน “...”
ทำไมครอบครัวของพวกเขาถึงได้มีคนโง่แบบนี้ด้วยนะ
ใครบางคนอิจฉาพวกเขาแต่ไม่ยอมพูดออกมา!
คืนนั้น เสิ่นจืออินกลับไปนอนที่คฤหาสน์หลังใหญ่ของตระกูลเสิ่น เพราะฉินเจินจะมารับเธอแต่เช้า
วันรุ่งขึ้น เสิ่นมู่เหยี่ยก็มาด้วย
เขายิ้มเหมือนเด็กหนุ่มที่สดใสร่าเริง
“คุณย่าตัวน้อยครับ ผมจะไปกับพวกคุณด้วย”
เขาได้ยินเรื่องราวของหมู่บ้านเสี่ยวหยางมาบ้างแล้ว นี่เป็นโอกาสดีที่จะได้ไปเปิดหูเปิดตา ในฐานะลูกศิษย์เพียงคนเดียวของคุณย่าในตอนนี้ เขาจำเป็นต้องไปด้วย
“นายไม่ต้องดูแลพ่อกับพี่ชายคนโตแล้วเหรอ?”
เสิ่นจืออินขี้เกียจเดิน ตอนนี้เธอถูกฉินเจินอุ้มอย่างเอาใจ
เธอดื่มนมมื้อเช้าจนหมดรวดเดียว
“พ่อของผมหายดีแล้ว ไม่ต้องดูแล ส่วนพี่ชายคนโตก็มีพ่อบ้านคอยดูแลอยู่”
[1] หมาป่าตาขาว เป็นสำนวนจีน หมายถึง คนที่ไม่รู้จักบุญคุณ หรือคนที่ทรยศต่อคนที่เคยมีพระคุณต่อตนเอง
บทที่ 39: ไม่ใช้สมองจะโง่เอาได้
เสิ่นมู่เหยี่ยมองฉินเจินอย่างรังเกียจ “เอาคุณย่าตัวน้อยมาให้ฉัน นายอุ้มแบบนั้นเธอคงจะไม่สบายตัว”
ฉินเจิน “...”
เด็กบ้านี่ ตั้งแต่เด็กก็ไม่น่ารัก โตมาแล้วยิ่งไม่น่ารักเข้าไปใหญ่
แต่เขาต้องขับรถ อุ้มคนไปด้วยก็ไม่สะดวกจริงๆ
เสิ่นมู่เหยี่ยอุ้มเสิ่นจืออินไปนั่งที่เบาะหลัง
ระหว่างทางเขาถามเรื่องเกี่ยวกับหมู่บ้านเสี่ยวหยางตลอด
เสิ่นจืออินเล่าเรื่องที่เธอรู้และมีส่วนร่วมให้เขาฟัง ถึงแม้ว่าน้ำเสียงจะยังเด็กๆ แต่เธอก็มีพรสวรรค์ในการเล่าเรื่องอยู่ไม่น้อย
ไม่งั้นเธอคงไม่ชอบฟังเรื่องซุบซิบนินทาจากเหล่าสัตว์น้อยเป็นแน่
เมื่อได้ยินว่าเธอใช้กำลังเอาชนะสายตรวจทุกนายจนได้เข้าร่วมภารกิจ และยังใช้ประโยชน์จากเหล่าสัตว์ในภูเขาหาข่าวสารต่างๆ เสิ่นมู่เหยี่ยก็ได้แต่เสียดายที่ไม่ได้อยู่ตรงนั้นด้วย!
“คุณย่าตัวน้อยครับ อีกหน่อยมีเรื่องแบบนี้เรียกผมไปด้วยสิ!”
เขาอยากดูเหตุการณ์สดๆ
เสิ่นจืออินอ้าปากกินเมล็ดทานตะวันและถั่วลิสงที่เขายื่นให้ แก้มทั้งสองข้างป่องออกเหมือนกระรอกน้อย น่ารักน่าเอ็นดู
“เธอยังต้องไปโรงเรียนนะ”
“ผมก็ลาได้”
ด้วยผลการเรียนที่อยู่ท้ายตารางแบบนั้น อยู่โรงเรียนก็เสียเวลาเปล่าๆ สู้มาเรียนวิชากับคุณย่าตัวน้อยยังดีกว่า
“ไม่ได้หรอก ต้องมีหัวคิดฉลาดๆ ถึงจะเข้าใจวิธีการฝึกฝนได้เร็วกว่า สมองทึบๆน่ะเรียนรู้ช้า”
การบ่มเพาะพลังวิญญาณไม่ใช่แค่ดูที่พรสวรรค์ แต่ต้องดูที่สติปัญญาด้วย
สติปัญญากับความฉลาดเฉลียวก็มีความเกี่ยวข้องกันมาก
เสิ่นจืออินมองเขาด้วยหางตา “ไม่ใช้สมองจะกลายเป็นคนโง่ พอโง่แล้วสติปัญญาก็ไม่ดี”
เสิ่นมู่เหยี่ย “...”
ทำไมการบำเพ็ญเซียนยังต้องดูเรื่องการเรียนด้วยนะ
เขาไม่พอใจ สีหน้าดูบูดบึ้งไปหมด
“ผมเข้าใจแล้ว ผมจะพยายามเรียนให้หนักขึ้น”
เพื่อที่จะบำเพ็ญเซียนได้ การให้เขาไปเรียนสิ่งเหล่านั้นก็ไม่ใช่เรื่องแย่ แต่ว่า...
พอคิดถึงเนื้อหาวิชาที่ตัวเองตกหล่นไปมากมาย เสิ่นมู่เหยี่ยก็รู้สึกปวดหัว
ไม่คิดแล้ว ไปดูคุณย่าตัวน้อยจับผีดีกว่า
หมู่บ้านเสี่ยวหยางไม่มีคนแล้ว ผู้ใหญ่ในหมู่บ้านถูกจับไปเกือบหมด
พวกเด็กๆที่มีความคิดบิดเบี้ยวไปแล้วถูกส่งไปสถานพินิจ ซึ่งล้วนแต่เป็นเด็กผู้ชาย
ส่วนเด็กที่อายุน้อยเกินไปจนยังไม่รู้เรื่อง หรือเด็กผู้หญิงที่มักถูกรังแก ถ้ามีญาติก็ถูกส่งไปอยู่กับญาติที่ยินดีรับพวกเขา ส่วนคนที่ไม่มีญาติก็ถูกส่งไปสถานสงเคราะห์
บางทีสำหรับเด็กผู้หญิงเหล่านั้น สถานสงเคราะห์อาจจะดีกว่าหมู่บ้านเสี่ยวหยางนี้มาก
ในหมู่บ้านเสี่ยวหยางทั้งหมู่บ้านไม่มีใครที่บริสุทธิ์เลยสักคน
ตอนนี้ทั้งหมู่บ้านว่างเปล่ามาก แม้แต่สุนัขสักตัวก็ไม่มี
พวกเขาทั้งสามเดินเข้าไปในหมู่บ้าน ต้นไม้ใหญ่ที่ปากทางเข้าหมู่บ้านส่ายไหวเบาๆ ลมเย็นพัดมา ราวกับว่าในชั่วพริบตาเดียวก็เปลี่ยนจากฤดูร้อนอันอบอุ่นมาเป็นฤดูหนาวที่หนาวเหน็บ
“หนาวจัง”
เสิ่นมู่เหยี่ยสั่นเทาเล็กน้อย รีบกอดเสิ่นจืออินไว้แน่น
คุณย่าตัวน้อยของเขาตัวเล็กๆและยังนุ่มนิ่ม กอดแล้วเหมือนเตาทำความร้อนขนาดเล็ก
ช่างดีจริงๆ!
พวกเขาเห็นแม่น้ำในหมู่บ้านนั้น
แค่คิดถึงว่าในนั้นมีกระดูกของเด็กๆมากมายเพียงใด ความโกรธในใจของฉินเจินก็ยากจะสลาย
พวกมันสมควรตาย!
ตอนนี้แม้แต่บางคนที่ถูกจับได้ก็ยังไม่สำนึกผิด พวกมันคิดว่าเด็กเหล่านั้นเป็นลูกที่พวกมันให้กำเนิด ดังนั้นพวกมันจึงมีสิทธิ์ตัดสินใจชีวิตและความตายของพวกเขา
เสิ่นจืออินติดยันต์ให้เสิ่นมู่เหยี่ย ทันใดนั้นเด็กหนุ่มก็รู้สึกอบอุ่นขึ้นทั่วร่าง
“คุณย่าตัวน้อย ลมเย็นยะเยือกเมื่อกี้นี้ ที่นี่มีผีหรือเปล่าครับ?”
เสิ่นจืออินมองไปยังเงาของผีที่ลอยอยู่เหนือแม่น้ำ บางตนมองไม่เห็นแม้แต่ใบหน้า มีเพียงความมืดดำ เธอพยักหน้า
เสิ่นมู่เหยี่ยกอดคุณย่าตัวน้อยของเขาแน่นขึ้นโดยไม่พูดอะไร
“พวกเธออยากเห็นไหม?”
ฉินเจินลังเลใจอยู่บ้าง อยากดูก็อยากดูอยู่หรอก แต่ในใจเขาก็ยังกลัวอยู่ดี
ส่วนเสิ่นมู่เหยี่ยนั้นไม่ลังเลเลย นิสัยรักการผจญภัยของเขา แม้จะกลัวแต่ความตื่นเต้นก็ต้องมี
“อยากครับ!”
จากนั้นเสิ่นจืออินก็เปิดตาทิพย์ให้เขาชั่วคราว
ฉินเจินเห็นสถานการณ์ก็ไม่ลังเลอีก “ฉันจะดูด้วย”
หลังจากเปิดตาทิพย์แล้วลืมตาขึ้นมา โลกในสายตาของทั้งสองคนก็เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง
ตอนเข้ามายังดูปกติ เพียงแต่รู้สึกว่าหมู่บ้านเสี่ยวหยางค่อนข้างเย็นยะเยือก แต่ตอนนี้ในสายตาของพวกเขา มันถูกปกคลุมไปด้วยพลังอาฆาตที่ดุร้ายอย่างสมบูรณ์
แม้แต่ต้นไม้ที่ปากทางเข้าหมู่บ้านก็ยังมีผีแขวนอยู่
ใช่แล้ว เป็นผีแขวนคอตาย และไม่ใช่แค่ตัวเดียว
ส่วนใหญ่ที่แขวนคอตายบนต้นไม้เป็นผู้หญิง ลิ้นยื่นยาว ดวงตาสีเลือดดูเหมือนจะระเบิดออกมา น่าสยดสยองมาก
เสิ่นมู่เหยี่ยและฉินเจินสูดลมหายใจเฮือกใหญ่ ถึงแม้ในใจจะเตรียมพร้อมมาก่อนแล้ว แต่ตอนนี้ก็ยังรู้สึกถึงความหนาวเย็นที่พุ่งตรงขึ้นสมอง
“โอ้โห น่ากลัวมาก!”
นี่มันน่าตื่นเต้นกว่าไปบ้านผีสิงอีก
ฉินเจินเผลอตัวกำปืนที่เอวแน่น
เพราะตอนนี้พวกผีจ้องมองมาที่พวกเขาตาเขม็ง
เสิ่นจืออินตวัดตาใส่พวกเธอทันที พร้อมกับกัดฟันขู่ เธอคว้าดาบไม้เล่มเล็กขึ้นมาแล้วปาใส่พวกเธอ
“มองอะไร ดูให้ดีสิ ผีมีเจ้ากรรมนายเวร พวกเราไม่ใช่เจ้ากรรมนายเวรของพวกเธอ!”
ท่าทางก้าวร้าวแบบเด็กๆ ประกอบกับท่าทางเท้าเอวเล็กๆของเธอเหมือนกำลังจะปกป้องลูกๆ
ใช่แล้ว ในสายตาของเธอ เสิ่นมู่เหยี่ยและฉินเจินเป็นเหมือนเด็กน้อย
พวกผีแขวนคอ “...”
เมื่อสัมผัสได้ถึงอันตรายจากดาบไม้ท้อ พวกเธอจึงค่อยๆหันหลังกลับไป ไม่สนใจพวกเขาอีก
เสิ่นมู่เหยี่ยรีบประจบ “คุณย่าตัวน้อย ท่านช่างป็นเทพธิดาของข้า!”
เสิ่นจืออินเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อยอย่างไม่ใส่
จากนั้นสายตาของทุกคนก็จับจ้องไปที่แม่น้ำ
แม่น้ำแห่งหมู่บ้านเสี่ยวหยางค่อนข้างกว้าง สายน้ำไม่ไหลเชี่ยว บนตลิ่งยังมีพืชน้ำอย่างต้นอ้อและกกขึ้นอยู่มากมาย
เงาดำนับไม่ถ้วนลอยอยู่เหนือผิวน้ำ มีทั้งเงาดำเล็กๆที่มองไม่เห็นรูปร่างชัดเจน และเงาของหญิงสาวที่โตเต็มวัย
ดวงตาของพวกเธอมองตรงมายังหมู่บ้านเสี่ยวหยาง และเต็มไปด้วยความแค้น
เมื่อเห็นเงาดำเล็กๆเหล่านั้น ใจของฉินเจินก็รู้สึกอึดอัด
สีหน้าของเสิ่นมู่เหยี่ยก็เคร่งขรึมขึ้นเช่นกัน
“คุณย่าตัวน้อยครับ พวกนั้น...พวกนั้นจมน้ำตายหมดเลยเหรอครับ?”
เด็กหนุ่มที่เติบโตมาอย่างสุขสบายไม่เคยคิดเลยว่าจิตใจของมนุษย์จะดำมืดได้ถึงเพียงนี้
เขาไม่เข้าใจ ทำไมพวกมันถึงทำกับลูกๆของตัวเองได้ลงคอ
เพียงเพราะเพศสภาพ เพียงเพราะพวกเธอเป็นผู้หญิง พวกเธอถึงขั้นไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะลืมตาดูโลกใบนี้
ถ้าตระกูลเสิ่นมีลูกสาวสักคน หรือถ้าเขามีน้องสาว เขาคงจะตามใจเธอจนเหลิงแน่ๆ
เสิ่นจืออินพยักหน้า “ฉันต้องหาวิธีช่วยให้พวกเขาไปสู่สุคติ”
ที่นี่มีพลังอาฆาตแค้นมากเกินไป แถมไม่รู้ทำไมวิญญาณอาฆาตมากมายขนาดนี้ถึงไม่มียมทูตมาเก็บ
คงมีใครบางคนมาทำอะไรบางอย่างในหมู่บ้านนี้แน่ๆ
เสิ่นจืออินบอกให้เสิ่นมู่เหยี่ยวางเธอลง แล้วเริ่มหยิบของออกมาจากกระเป๋าเป้
ตุ๊กตาของเล่นที่เด็กๆชอบหลากหลายแบบ มีทั้งกระต่ายน้อย หมีน้อย แมวน้อย ม้าน้อย...
ฉินเจิน “...ไม่ใช่จะช่วยให้ไปสู่สุคติหรอกเหรอ?”
เสิ่นจืออินยังคงหยิบของต่ออย่างขยันขันแข็ง “เดี๋ยวก่อน พวกเขาไม่เคยได้เล่นของเล่นพวกนี้เลย ไม่ต้องรีบช่วยให้ไปสู่สุคติหรอก”
โลกนี้มีของเล่นที่เด็กๆชอบเล่นมากมาย เสิ่นจืออินคิดว่าพวกเธอคงจะชอบ
“คุณย่าตัวน้อย บอกมาสิว่าจะให้ทำอะไร ผมจะช่วยเอง”
“เอาของกินกับของเล่นแยกกันไว้คนละที่นะ ฉินเจิน ไปหาไม้กวาดมากวาดตรงนี้ให้สะอาดหน่อย”
พอพูดจบ เสิ่นจืออินก็หันไปคุยกับหลานชายว่าจะทำอย่างไรถึงจะทำให้เด็กๆเล่นกันอย่างสนุกสนานได้มากกว่านี้
“เสียดายจัง เวลาไม่พอ ไม่งั้นผมจะให้พ่อลงทุนเนรมิตที่นี่เป็นสวนสนุกให้เด็กๆเล่นกันไปเลย”
บทที่ 40: เปิดประตูยมโลก
ถึงแม้จะไม่มีสวนสนุก แต่พวกเขาทั้งสามคนก็ช่วยกันเนรมิตพื้นที่เล่นสนุกๆขึ้นมาได้
เมื่อของเล่นและขนมหวานนานาชนิดถูกนำออกมาวางเรียงรายเต็มพื้นที่ ดวงวิญญาณเด็กน้อยที่อยากรู้อยากเห็นก็ถูกดึงดูดสายตาให้มองมา
โดยธรรมชาติแล้ว เด็กๆมักจะไม่มีแรงต้านทานต่อของเล่นและขนมหวานเหล่านี้ ยิ่งเป็นเด็กกลุ่มนี้ที่ถูกทอดทิ้งตั้งแต่ยังเป็นทารกด้วยแล้ว ยิ่งไม่อาจละสายตาไปได้
“เหลืออีกแค่ขั้นตอนสุดท้ายแล้ว” เสิ่นจืออินพูดขึ้น
เสิ่นจืออินหยิบกระดาษสีเหลือง พู่กัน และหมึกสีแดงสดออกมา แล้วเริ่มวาดยันต์
ยันต์ไม่เพียงสามารถใช้จับผีได้ แต่ในทางกลับกัน ยันต์ก็สามารถช่วยเหลือผีที่น่าสงสารเหล่านี้ได้เช่นกัน
ร่างวิญญาณของเด็กทารกจำนวนมากไม่สามารถรวมตัวกันได้ สิ่งที่เสิ่นจืออินต้องทำตอนนี้คือรวบรวมพลังหยิน เพื่อทำให้ร่างวิญญาณของพวกเขามีรูปร่างที่ชัดเจนขึ้น
เสิ่นมู่เหยี่ยและฉินเจินมองดูอยู่ข้างๆด้วยความอยากรู้อยากเห็น และไม่กล้ารบกวนแม้แต่น้อย
เมื่อวาดยันต์เสร็จแล้ว เสิ่นจืออินก็ใช้นิ้วเล็กๆของเธอทำท่าทางลับๆอย่างคล่องแคล่ว ทันใดนั้น ยันต์รวบรวมพลังหยินสิบกว่าแผ่นก็ลอยขึ้นไปในอากาศโดยไม่มีลมพัด มุ่งหน้าไปยังแม่น้ำเบื้องหน้า
“ค่ายกลรวบรวมพลังหยิน สำเร็จแล้ว”
ทันทีที่น้ำเสียงสดใสของเธอดังขึ้น พลังหยินทั้งหมดรอบๆตัวก็ไหลมารวมกัน วิญญาณของเด็กทารกเหล่านั้นค่อยๆปรากฏชัดเจนขึ้นทีละน้อย เริ่มมีรูปร่างหน้าตา มือ และเท้า
ยิ่งไปกว่านั้น ภายใต้อิทธิพลของค่ายกลรวบรวมพลังหยิน วิญญาณของพวกเขายังคงเติบโตขึ้น เด็กทารกที่เดินไม่ได้ก็ค่อยๆเติบโตจนมีรูปร่างเหมือนเด็กอายุสามขวบ
เสิ่นจืออินหยิบกระดิ่งเล็กๆขึ้นมาเขย่า “มาเล่นกันเถอะเด็กๆ”
เด็กน้อยทั้งหลายรอคำพูดนี้อยู่แล้ว พวกเขาวิ่งกรูกันเข้ามาแย่งขนมและของเล่นกันยกใหญ่
ทั้งของเล่นและขนม ล้วนเป็นสิ่งที่พวกเขาสามารถเล่นและกินได้
ตอนแรกเสิ่นมู่เหยี่ยและฉินเจินยังรู้สึกกลัวอยู่บ้าง แต่เมื่อเห็นว่านอกจากผิวที่ซีดขาวผิดปกติแล้ว เด็กๆเหล่านี้ก็ไม่ได้แตกต่างจากเด็กทั่วไปเลย
พวกเขาน่าสงสารยิ่งกว่าเด็กธรรมดามาก เสิ่นมู่เหยี่ยและฉินเจินจึงรวบรวมความกล้า สอนให้พวกเขากินขนมและเล่นของเล่น
เสิ่นจืออินงับจุกนมอย่างเป็นธรรมชาติ และไม่นานก็กลายเป็นหัวหน้าแก๊งเด็กๆไป
เธอเล่นสไลเดอร์ชั่วคราว เตะลูกบอลเล็กๆและหวีผมตุ๊กตากับเหล่าผีเด็ก
แม้แต่มีเด็กมาแย่งขวดนม เธอก็สู้กับผีเด็กตัวนั้นตรงๆ ตอนร้องไห้ก็ยังนั่งร้องไห้จ้าแข่งกับผีเด็กพวกนั้น ไม่ต่างจากเด็กดื้อเลยสักนิด!
เสิ่นมู่เหยี่ย “...”
ฉินเจิน “...”
บรรพบุรุษน้อย เธอดูสิ่งที่เธอกำลังทำอยู่หน่อยสิ
ถ้าเธอไม่ได้แสดงท่าทางแบบนี้ พวกเขาคงลืมไปแล้วว่าบรรพบุรุษน้อยก็เป็นแค่เด็กสามขวบ
ถ้าพวกเขาถามขึ้นมา เสิ่นจืออินคงเถียงเสียงดังว่า เป็นเด็กเหมือนกัน ทำไมเธอถึงทะเลาะกับร้องไห้ไม่ได้!
ฝั่งนี้ครึกครื้น ส่วนฝั่งพวกผีที่แขวนคอและโดดน้ำต่างก็อิจฉา
พวกเขาไม่ได้เล่น ไม่ได้หัวเราะแบบนี้มานานแค่ไหนแล้ว
เสิ่นจืออินเล่นกับเหล่าผีเด็กจนถึงตอนเย็น ถ้าฉินเจินไม่เตือน เธอคงลืมไปแล้วว่าตัวเองมาทำอะไร
เด็กน้อยหน้าตาเลอะเทอะไปหมด เธอปัดฝุ่นออกจากตัว ก่อนจะลูบหัวผีเด็กที่เธอเล่นด้วยเบาๆ
“ถึงเวลาที่พวกเธอต้องไปแล้วนะ ชาติหน้าเกิดใหม่ก็ขอให้เจอพ่อแม่ที่รักพวกเธอนะ”
พลังวิญญาณของเสิ่นจืออินกลับคืนมาแล้ว เธอหยิบธูปสามดอกกับกระดาษเงินทองที่พับเตรียมไว้ออกมา
เสิ่นจืออินในชุดนักพรตน้อยจัดวางกระดาษเงินทองที่พับอย่างเรียบร้อยแล้วจุดธูปสามดอก
หลังจากร่ายมนตร์เสร็จ เธอก็ทำสีหน้าจริงจัง เสียงเล็กๆของเธอดังใสกังวาน “ประตูยมโลกเปิด วิญญาณมาปรากฏ”
เพียงไม่กี่คำแต่กลับมีพลังน่าเกรงขาม
ดวงจันทร์บนท้องฟ้ากลายเป็นสีเลือดแดงในพริบตา บนฝั่งแม่น้ำมีลมหมุนสีดำมืดมัวราวกับจะดูดกลืนทุกสิ่งลงไป
เด็กผีทุกตนต่างพากันหวาดกลัวหลบอยู่ด้านหลังของเสิ่นจืออิน แม้แต่ผีอื่นๆรอบข้างก็ยังอยากจะซ่อนตัวเอง
หลังจากลมหมุนสีดำหายไป ประตูโบราณบานใหญ่สองบานก็ปรากฏขึ้นต่อหน้าทุกคน บนประตูมีหน้าผีที่น่าเกลียดน่ากลัว
“ใครบังอาจเปิดประตูยมโลก!”
ทันทีที่ประตูยมโลกเปิดออก เสียงเย็นยะเยือกชวนสยองก็ดังขึ้น พริบตานั้นเอง ยมทูตร่างสูงใหญ่สองตนก็ปรากฏกายขึ้นเบื้องหน้า ตนหนึ่งมีหัวเป็นวัว อีกตนหนึ่งมีหัวเป็นม้า ร่างกายของพวกเขาใหญ่ราวกับภูเขา ปกคลุมไปด้วยหมอกสีดำ ทั้งยังแผ่รังสีอำมหิตน่าหวาดหวั่น ความเย็นยะเยือกแล่นปราดจากปลายเท้าถึงศีรษะ
“ฉันๆๆ ฉันเอง”
แม้เผชิญหน้ากับสิ่งที่ยิ่งใหญ่เช่นนี้ แต่เสิ่นจืออินกลับไม่เกรงกลัวแม้แต่น้อย ด้วยเพราะร่างกายที่เล็กจิ๋ว เด็กน้อยจึงกระโดดโลดเต้นโบกมือไปมา กลัวว่ายมทูตทั้งสองจะมองไม่เห็นตน
ยมทูตทั้งสองเบิกตากว้างจ้องมองเด็กน้อยตรงหน้า เกือบคิดไปว่าตนเองตาฝาด ในโลกใบนี้ แม้แต่ปรมาจารย์ผู้แก่กล้ายังไม่อาจเปิดประตูยมโลกได้โดยง่าย แล้วเด็กน้อยเช่นนี้จะเปิดประตูยมโลกได้อย่างไร ช่างน่าขันสิ้นดี!
ยมทูตตนที่มีหัวเป็นวัว ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องอารมณ์ร้อน กำลังจะเอ่ยปากต่อว่า แต่ถูกยมทูตตนที่มีหัวเป็นม้ารั้งเอาไว้เสียก่อน
“ลองดูพลังวิญญาณในตัวเธอสิ”
โลกในตอนนี้ การจะฝึกตนเองได้นั้นยากยิ่ง ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการฝึกฝนพลังวิญญาณ
ร่างกายเล็กๆของเสิ่นจืออินนั้น ไม่เพียงแต่บรรลุถึงขั้นหลอมพลังวิญญาณระดับที่สี่แล้ว สิ่งที่น่าตกใจยิ่งกว่านั้นคือ พลังวิญญาณอันพลุ่งพล่านในตัวเธอที่แม้แต่ร่างกายของเธอยังแทบจะต้านทานไว้ไม่อยู่
ถ้าร่างกายและวิญญาณของเธอไม่ได้สอดคล้องกัน ยมทูตทั้งสองคงคิดว่า เด็กน้อยคนนี้ถูกสิ่งใดสิงสู่เข้าเสียแล้ว
“ไม่แปลกใจเลยที่เธอสามารถเปิดประตูยมโลกได้ง่ายดายเช่นนี้”
“คนแบบนี้ ห้ามล่วงเกิน”
เด็กคนนี้อายุยังน้อย แต่สามารถเปิดประตูยมโลกได้แล้ว ใครจะรู้ว่าต่อไปเธอจะกลายเป็นเซียนหรือไม่
ดังนั้น ยมทูตทั้งสองจึงย่อร่างกายให้เท่ากับมนุษย์ธรรมดา แล้วเดินมาข้างๆเสิ่นจืออิน
“ท่านนักพรต ท่านมีคำสั่งอันใดหรือไม่”
เสิ่นจืออินชี้ไปที่ผีต่างๆที่อยู่ข้างหลัง และพวกที่แขวนคอบนต้นไม้กับจมน้ำอีกหลายตน
“พวกเขาต้องไปเกิดใหม่ทั้งหมด”
ยมทูตทั้งสองเห็นแล้วก็ตกใจจนหน้าซีด “ทำไมถึงมีวิญญาณพยาบาทมากมายขนาดนี้”
ที่สำคัญที่สุดคือ มีวิญญาณพยาบาทมากมายในหมู่บ้านแห่งนี้ แต่พวกเขากลับไม่รู้ตัวเลยแม้แต่นิดเดียว
“ท่านรออยู่ที่นี่ ข้าจะไปรายงานท่านผู้พิพากษา”
ยมทูตหัวม้าเดินผ่านประตูผีไป ไม่นานเขาก็พาชายสวมชุดขุนนางออกมา
ท่านผู้พิพากษาเห็นเสิ่นจืออินแวบแรกก็ประหลาดใจ “ท่านนักพรตน้อย”
เสิ่นจืออินก็คารวะอย่างนอบน้อม “ท่านผู้พิพากษา”
ท่านผู้พิพากษามองไปยังเด็กๆที่ตายอย่างไม่ยุติธรรมก็ขมวดคิ้ว เขาหยิบสมุดขึ้นมาเปิดดู ยิ่งดูสีหน้าก็ยิ่งมืดลง
“โชคชะตาของหมู่บ้านเสี่ยวหยางถูกบดบังด้วยเลือดเนื้อของเด็กๆเหล่านี้ พวกยมทูตจากยมโลกจึงไม่สามารถรับรู้ถึงสถานที่แห่งนี้ได้”
ยมโลกมีวิญญาณมากมาย และตอนนี้จำนวนวิญญาณในยมโลกก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว หลายคนไม่ต้องการมีลูก วิญญาณในยมโลกจึงเกิดใหม่ได้ยาก เหล่ายมทูตต้องทำงานหนักทุกวัน จึงไม่มีทางสังเกตเห็นความผิดปกติของหมู่บ้านเล็กๆแห่งนี้
“ผีเด็กพวกนี้ถูกขังอยู่ในที่แห่งนี้มานานหลายปีแล้ว ไม่เคยมียมทูตตนไหนค้นพบเลย”
“ขอบใจท่านนักพรตเสิ่นมากที่ช่วยพวกข้าขจัดปัญหาใหญ่เช่นนี้”
ผีเด็กพวกนี้หากได้อยู่ในที่แห่งนี้นานไป ในที่สุดจะกลายเป็นผีร้าย และพุ่งออกไปจากหมู่บ้านเสี่ยวหยาง ในอนาคตไม่รู้ว่าจะก่อปัญหาใหญ่หลวงเพียงใด
เสิ่นจืออินมองดูผีเด็กเหล่านั้นถูกพาตัวไปยมโลกแล้ว ก็ถือว่าสะสางปัญหาไปได้เรื่องหนึ่ง
“ไม่ต้องขอบคุณหรอก ว่าแต่พอชาวบ้านที่หมู่บ้านเสี่ยวหยางลงไปแล้ว พวกท่านต้องไต่สวนให้ดีล่ะ พวกนั้นร้ายกาจมาก”
ท่านผู้พิพากษาพยักหน้ารับ ก่อนจะจากไปก็ยิ้มแห้งๆให้เสิ่นจืออิน
“ไม่ทราบว่าท่านนักพรตเสิ่นยังมีธูปอยู่หรือไม่?”
จบตอน
Comments
Post a Comment