ancestry ep311-320

บทที่ 311: นายนี่ช่างเป็นคนที่ปรับตัวเก่งจริงๆ


   ซูฉือหัวเราะแห้งๆ "ฮ่าๆๆ... นาย นายมาตั้งแต่เมื่อไหร่?"


   ซูจิ่นหมิงสมกับเป็นคุณชายที่ได้รับการอบรมมาอย่างดีจากตระกูลซู เขาทำงานเป็นผู้นำมาหลายปีจนมีบารมีและออร่าของผู้มีอำนาจติดตัว


   ซูฉือหดคอพูดตะกุกตะกัก


   ซูจิ่นหมิงหัวเราะเย็นชา "หัวล้าน พุงพลุ้ย ตาแก่มันเยิ้ม?"


   ซูฉือพึมพำ "ไม่... ไม่ได้พูดถึงนายสักหน่อย"


   อย่างไรก็ตาม สุดท้ายซูจิ่นหมิงก็ไม่ได้สั่งสอนเขา เพียงแค่จับจ้องไปที่เสิ่นมู่จิ่น


   "ช่วยแนะนำคุณย่าตัวน้อยของบ้านนายให้ฉันรู้จักหน่อยได้ไหม?"


   เดิมทีเขาตั้งใจจะไปหาเสิ่นควานหรือเสิ่นซิวหราน แต่หลิวเหวินเหวินคอยจับตาดูเขาอย่างใกล้ชิด เขากังวลว่าเธออาจจะสังเกตเห็นบางอย่าง จึงไม่ได้ไป


   เขาจึงมาหาเสิ่นมู่จิ่นโดยอ้างว่ามาคุยเรื่องงาน หลิวเหวินเหวินก็ไม่ได้สงสัยอะไร เพราะนี่ไม่ใช่ครั้งแรก


   เวลาของเขามีจำกัด เกรงว่าคงไม่สามารถไปที่ตระกูลเสิ่นได้


   "ฉันอยากให้เธอมาช่วยดูหน่อย ฉันรู้สึกว่าร่างกายมีอะไรผิดปกติ"


   ตอนนี้เขากำลังค่อยๆลืมความทรงจำเกี่ยวกับอาเหวิน ไม่ใช่... ไม่ใช่การลืม แต่เป็นการที่คนในความทรงจำเหล่านั้นกลายเป็นหลิวเหวินเหวินแทน


   ถ้าไม่ใช่เพราะจิตใจของเขาแข็งแกร่งพอละก็…


   เสิ่นมู่จิ่นมองเห็นรอยคล้ำใต้ตาและความเหนื่อยล้าในดวงตาของเขา รวมถึงท่าทางที่ดูหมดอาลัยตายอยาก ก็รู้สึกสงสารเขาขึ้นมา


   โชคร้ายจริงๆ โดนอะไรเล่นงานก็ไม่รู้


   "ได้ ผมจะบอกคุณย่าตัวน้อยให้เอง"


   หลังจากคิดสักครู่ เสิ่นมู่จิ่นก็ยื่นยันต์ให้ซูจิ่นหมิงสองสามแผ่น "นี่คือยันต์คุ้มภัยและเครื่องราง คุณลองเอาไปดูก่อนว่าใช้ได้ผลหรือเปล่า"


   "ขอบคุณ"


   หลังจากที่ซูจิ่นหมิงกล่าวขอบคุณแล้วก็ยื่นมือออกไป นิ้วมือของเขาเพิ่งแตะโดนผิวของยันต์คุ้มภัย ยันต์ก็ถูกกระตุ้นขึ้นมาทันที อักขระบนยันต์ราวกับมีชีวิตขึ้นมา แล้วซึมซับเข้าไปในร่างกายของเขา หลังจากนั้น ยันต์คุ้มภัยก็กลายเป็นเถ้าถ่านปลิวไป


   ซูจิ่นหมิงครางออกมาเบาๆ ส่วนซูฉือที่อยู่ข้างๆ ตกตะลึงจนอ้าปากค้าง


   แม้ว่าร่างกายจะเจ็บปวดไปชั่วขณะ แต่ซูจิ่นหมิงก็รู้สึกตัวขึ้นมา ความทรงจำที่กำลังถูกกลืนกินก็เริ่มมั่นคงขึ้น ในใจเกิดความรู้สึกรังเกียจอย่างรุนแรงต่อหลิวเหวินเหวิน


   "หลิวเหวินเหวินมีปัญหาจริงๆ"


   ในวินาถัดมา โทรศัพท์มือถือของซูจิ่นหมิงก็ดังขึ้น เขาหยิบมันขึ้นมาดูด้วยสายตาเย็นชา ก่อนจะทำสัญญาณมือให้คนทั้งสองที่อยู่ในที่นั้นเงียบเสียง แล้วจึงรับสาย


   [พี่จิ่นหมิง พี่อยู่ไหนคะ?]


   เสียงออดอ้อนของหลิวเหวินเหวินดังมาจากโทรศัพท์


   สีหน้าของซูจิ่นหมิงยิ่งดูเย็นชาลง นิ้วที่กำโทรศัพท์ไว้ถึงกับซีดขาว แต่น้ำเสียงของเขากลับอ่อนโยนมาก เหมือนกับที่เขาพูดกับหลิวเหวินเหวินในยามปกติไม่มีผิดเพี้ยน


   "ที่ชั้นล่างของเซิงอวี่ มีอะไรเหรอ?"


   [ฉันคิดถึงพี่น่ะ พี่จิ่นหมิง ตอนนี้ร่างกายของคุณเป็นยังไงบ้าง? เจอกับสิ่งของหรือคนแปลกๆอะไรบ้างไหม?]


   ซูจิ่นหมิง [คนแปลกๆเหรอ? เมื่อกี้เจอหมอดูตาบอดคนหนึ่ง เขายัดเยียดแผ่นยันต์แผ่นหนึ่งให้ฉัน บอกว่าเป็นของคุ้มครองให้ปลอดภัย]


   [โยนยันต์นั่นทิ้งไปซะ!]


   เสียงของหลิวเหวินเหวินพลันแหลมขึ้นมาอย่างกะทันหัน แฝงไปด้วยความตื่นตระหนกเล็กน้อย


   ซูจิ่นหมิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน "เป็นอะไรไปหรือเหวินเหวิน?"


   หลิวเหวินเหวินปรับอารมณ์ได้อย่างรวดเร็ว และพูดต่อด้วยน้ำเสียงหวานเยิ้ม [พี่จิ่นหมิง ฉันเป็นห่วงพี่นะคะ อย่าไปรับของแปลกๆพวกนั้นมาเลย ถ้าเกิดติดสิ่งไม่ดีมาจะทำยังไง? พี่จิ่นหมิงโยนยันต์นั่นทิ้งไปเถอะนะคะ]


   น้ำเสียงของเธอในประโยคสุดท้ายนั้นแฝงไปด้วยการล่อลวง


   ในอดีต แม้จะคุยกันทางโทรศัพท์ ซูจิ่นหมิงก็จะรู้สึกเหมือนร่างกายถูกควบคุม ราวกับเป็นหุ่นเชิดที่ในจิตใจไม่มีอะไรอื่นนอกจากคำพูดของหลิวเหวินเหวิน และมีเสียงหนึ่งคอยบอกตัวเองว่าต้องฟังคำพูดของหลิวเหวินเหวิน


   แต่ตอนนี้ เขาเพียงแค่รู้สึกสับสนชั่วขณะก็กลับมามีสติอีกครั้ง แต่เขายังคงตอบด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า "ได้"


   หลังจากนั้น พวกเขาทั้งสองคนก็พูดคุยกันอีกสักพัก ซูจิ่นหมิงจึงวางสายด้วยสีหน้าบึ้งตึง


   ชายหนุ่มสองคนที่อยู่ข้างๆ ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรงๆ แม้จะอยู่ห่างไกลแค่ไหน พวกเขาก็ยังรู้สึกได้ถึงความบ้าคลั่งอันชั่วร้ายของหลิวเหวินเหวิน แต่ว่า... ทักษะการแสดงของคุณชายใหญ่แห่งตระกูลซูนั้นก็ไม่เลวเลยนะ


   "ขอโทษด้วย ตอนนี้ฉันคงรับยันต์นี่ไว้ไม่ได้แล้ว"


   เพียงแค่ยันต์แผ่นเดียวก็ทำให้คนฝั่งตรงข้ามรู้สึกได้แล้ว เขาไม่กล้าที่จะทำให้เกิดความระแวงต่อไปอีก


   เสิ่นมู่จิ่นส่ายหัว มองเขาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความสงสารมากขึ้น


   "ผมจะกลับไปถามคุณย่าตัวน้อยของผมดู แต่จะให้ไปหาคุณได้ยังไงล่ะ?"


   ซูจิ่นหมิงมองด้วยดวงตาเย็นชา "มะรืนนี้ฉันจะไปเยี่ยมกองถ่ายของเธอ"


   เนื่องจากการเปิดเผย 'โดยไม่ตั้งใจ' เรื่องความสัมพันธ์แบบคู่รักระหว่างเขากับหลิวเหวินเหวิน ได้ถูกสื่อนำไปรายงานอย่างกว้างขวาง อาเหวินก็รู้เรื่องนี้จากข่าวเหล่านี้เช่นกัน


   ซูจิ่นหมิงต่อสู้กับจิตสำนึกในหัวของเขาทุกวัน บางครั้งเขารู้ว่ารอบตัวเขาอันตรายมาก และอยากจะใช้โอกาสนี้ปล่อยมือให้อาเหวินจากไป อย่างน้อยการออกห่างจากเขาก็จะปลอดภัยกว่ามาก


   แต่ความรู้สึกเจ็บปวดในหัวใจนั้นเป็นสิ่งที่เขาไม่สามารถเมินเฉยได้เลย


   ซูจิ่นหมิ ยิ้มอย่างเหนื่อยล้าและขมขื่น


   "ถ้าอย่างนั้นก็ต้องรบกวนพวกนายแล้ว"


   สุดท้าย เขามองไปที่ซูฉือ "ฉันจะโอนเงินให้นายก้อนหนึ่ง ช่วยทำอะไรให้ฉันหน่อย”


   ซูฉือรู้สึกตื่นเต้น พี่ชายต่างแม่ถึงกับมาขอความช่วยเหลือจากเขาเลยเหรอ?


   "ช่วยอะไรเหรอ?"


   "ช่วยปกป้องอาเหวิน ฉันสงสัยว่าหลิวเหวินเหวินอาจจะรู้ถึงการมีตัวตนของเขาแล้ว ฉัน… รู้สึกไม่สบายใจ"


   ซูฉือเชิดคางขึ้น "ได้ เอาเถอะ เห็นแก่ที่นายมาขอร้องฉัน ฉันจะช่วยนายสักหน่อยก็แล้วกัน"


   เมื่อเห็นเงินที่ซูจิ่นหมิงโอนมาให้ เขาตื่นเต้นจนแทบจะกระโดดขึ้นมา


   สามสิบล้าน!!!


   ฮ่าๆๆ... เขากลายเป็นเศรษฐีแล้ว!


   แต่หลังจากความตื่นเต้นผ่านไป เขาก็อดไม่ได้ที่จะสบถในใจ


   บ้าเอ๊ย... ก่อนหน้านี้ฉันเหนื่อยแทบตายเพื่อคิดหาวิธีต่างๆนานาเพื่อหลอกเขา แต่ก็หลอกได้แค่สามล้านเท่านั้น แต่ตอนนี้เพื่อผู้ชายคนหนึ่ง เขากลับเต็มใจให้ถึงสามสิบล้าน


   พอเปรียบเทียบกันแล้ว อันไหนด้อยค่ากว่าก็ต้องโยนทิ้งสินะ!


   เสิ่นมู่จิ่นคงรู้สึกว่าเขาน่าสงสารเกินไป หลังจากที่ซูจิ่นหมิงจากไปแล้ว เขาก็จะกลับไปหาคุณย่าตัวน้อย


   ซูฉือรีบสวมหน้ากากแล้วตามไปอย่างรวดเร็ว


   "รอฉันด้วย เสิ่นมู่จิ่น ฉันจะกลับไปพร้อมกับนาย"


   บ้านของซูฉืออยู่ในหมู่บ้านเดียวกันกับเสิ่นมู่จิ่นและคนอื่นๆ แต่ว่า... มันอยู่คนละระดับกันเลย


   หมู่บ้านหมิงซานแบ่งออกเป็นสองโซน คือโซนในและโซนนอก บ้านโซนนอกเป็นแบบขนาดเล็ก แม้ว่าจะเป็นบ้านเดี่ยวทั้งหมด แต่บ้านหลายหลังก็ตั้งอยู่ติดกัน


   มีสวนเล็กๆติดมาด้วย เป็นสวนที่เล็กมากจริงๆ มีพื้นที่พอสำหรับจอดรถหนึ่งคันเหลือพื้นที่ว่างอีกนิดหน่อยเท่านั้น ซึ่งราคาบ้านแถวนี้ล้วนมีราคาแพง


   ยิ่งเข้าไปลึกเท่าไหร่ บ้านก็ยิ่งหรูหราและมีพื้นที่กว้างขวางมากขึ้นเท่านั้น สุดท้ายเมื่อเลี้ยวผ่านเนินเขาลูกหนึ่ง บ้านที่อยู่ลึกที่สุดก็เป็นแบบที่มีสวนขนาดใหญ่ในตัว แถมบ้านที่มีสวนขนาดใหญ่แบบบ้านตระกูลเสิ่นมีแค่สามหลัง ซึ่งทั้งสามหลังตั้งอยู่ห่างกันมาก


   ซูฉือนั่งอยู่บนรถของเสิ่นมู่จิ่น เข้าไปในบ้านของตระกูลเสิ่น เขายังพาสุนัขโง่ๆของเขามาด้วย ทั้งคนทั้งหมาโผล่หัวออกมานอกหน้าต่างรถ มองด้วยความอิจฉาจนน้ำลายไหลออกมา


   "ใหญ่จริงๆ รวยโคตร หรูหราสุดๆ..."


   "โฮ่งๆ"


   เขามองดูเสิ่นมู่จิ่น ด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป "นายคิดว่าถ้าฉันแสดงไมตรีจิตกับนายตอนนี้ เราจะเป็นพี่น้องกันได้ไหม?"


   เสิ่นมู่จิ่นเบ้ปาก "อย่าเลย ฉันไม่มีน้องชายแบบนายหรอก"


   ซูฉือ "อย่าขี้งกแบบนี้สิ ระหว่างพวกเราไม่ได้มีความแค้นเคืองอะไรกันถึงชีวิต ที่จริงแล้วฉันยังชื่นชมนายมากเลยนะ"


   เสิ่นมู่จิ่น "...นายนี่ช่างเป็นคนที่ปรับตัวเก่งจริงๆ"


   "ขอบคุณสำหรับคำชม ถ้ามีเพื่อนร่ำรวยแบบนายเพิ่มมาอีกสักสองสามคน ฉันก็ไม่รังเกียจหรอกนะ"



บทที่ 312: นี่แหละคือคนบ้าที่กล้าคิดทุกอย่าง



   ในตอนนี้ที่ตระกูลเสิ่น เสิ่นจืออินกำลังศึกษาวิจัยว่าจะทำอย่างไรให้ยาเม็ดมีรสชาติเหมือนเนื้อตุ๋นหรืออาหารจานเนื้ออื่นๆ


   แต่โชคร้ายที่เกิดการระเบิดขึ้น


   เธอออกมาที่ลานบ้านพร้อมกับอุ้มเตาหลอมยาใบเล็ก ใบหน้าดำมะเมื่อม และผมที่ฟูขึ้นเพราะแรงระเบิด


   จวินหยวนมองดูท่าทางของเธอแล้วพูดอย่างไม่สบอารมณ์ "โดนฟ้าผ่าหรือไง?"


   เสิ่นจืออินนั่งลงข้างๆเขา "ทำไมยาเม็ดนี่ถึงทำให้มีรสชาติเหมือนหมูตุ๋นไม่ได้นะ?"


   จวินหยวนมองดูสภาพของเธอตอนนี้แล้วรู้สึกแสบตาจริงๆ เขายกมือขึ้นแล้วร่ายคาถาทำความสะอาดร่างกายของเธอ


   ในวินาถัดมา เธอก็กลับมาเป็นสาวน้อยผิวขาวนุ่มนวลที่ดูงดงามอีกครั้ง แค่ผมยุ่งนิดหน่อย และชุดกระโปรงขาดเล็กน้อยเท่านั้น


   จวินหยวนมองเธอด้วยหางตา พิงตัวอยู่บนเก้าอี้โยกและแกว่งไปมาอย่างสม่ำเสมอ ในมือถือโทรศัพท์ที่กำลังเล่นเกมอยู่


   "ทำไปทำไม? ตระกูลเสิ่นขาดแคลนอาหารหรือเครื่องดื่มหรือไง? ทำไมเธอถึงเปลี่ยนยาเม็ดให้มีรสชาติแปลกๆพิลึกพิลั่นแบบนั้น?"


   เสิ่นจืออินถอนหายใจ "ฉันแค่อยากลองดู ว่าจะทำให้มันอร่อยขึ้นได้ไหม"


   [ไอ้เวรเอ๊ย ไอ้ชาติชั่ว แกเล่นเกมด้วยเท้าหรือไงถึงได้ห่วยแตกขนาดนี้ อยากให้ฉันส่งแกลงนรกหรือไง!]


   เสียงด่าทอดังออกมาจากโทรศัพท์มือถือ ส่วนจวินหยวนที่โดนด่าก็สีหน้าดำคล้ำ


   "ตัวเองเล่นเกมห่วยแบบนี้ แล้วมีหน้ามาว่าฉันได้ยังไง?" จวินหยวนหัวเราะเยาะ "กล้าดีนักนะ กล้าด่าท่านจักพรรดิอย่างฉัน ถ้าคืนนี้แกไม่ได้ฝันร้ายไปเที่ยวนรกขุมที่สิบแปด ก็ถือว่าฉันแพ้"


   "คุณย่าตัวน้อย ผมกลับมาแล้วครับ~"


   เสิ่นจืออินหันไปมองเสิ่นมู่จิ่นที่กำลังวิ่งเข้ามาหาเหมือนผีเสื้อ เธอยังไม่ทันได้พูดอะไร หลานชายคนที่สี่ก็ถูกคนข้างๆคว้าตัวไปแล้ว


   เขาชี้ไปที่คนที่ด่าเขาในเกม "ด่าคนนี้ให้ฉันหน่อย"


   เสิ่นมู่จิ่น "...เอ่อ ทำไมคุณไม่ด่าเขาด้วยตัวเองล่ะ?"


   จวินหยวนมองด้วยสายตาดูถูก "ให้ฉันต้องลดตัวลงไปพูดกับเขาน่ะเหรอ? เขาคู่ควรด้วยเหรอ?"


   เสิ่นมู่จิ่นมุมปากกระตุก คิดในใจ แสดงว่าฉันไม่ใช่การลดตัวลงมาสินะ?


   แต่ในเมื่อเป็นคำสั่งของท่านจักรพรรดิ ก็มีแต่ต้องทำตาม ดังนั้น เสิ่นมู่จิ่นจึงเปิดไมค์และเริ่มด่าอีกฝ่ายทันที


   "ปากที่อยู่บนตัวแกกับปากที่อยู่ในกองขยะมันต่างกันตรงไหน? ตอนที่เรียนหนังสือมาตั้งเก้าปี แกหลบไปกินขี้ในห้องน้ำใช่ไหม..."


   จวินหยวนรู้สึกพอใจ


   ซูฉือวิ่งกระโดดโลดเต้นเข้ามา “เอามา ฉันจะด่าเอง” เขาเชี่ยวชาญในการด่าคนตอนเล่นเกมมาก


   เขาเข้ามาใกล้เสิ่นมู่จิ่น แล้วร่วมด่าฝ่ายตรงข้ามไปด้วยกัน


   ทั้งสองคนต่างก็พูดจาโผงผาง จนทำให้ฝ่ายตรงข้ามต้องปิดไมค์แล้วออฟไลน์หนีไปเลย


   เสิ่นมู่จิ่นส่งโทรศัพท์มือถือให้จวินหยวน "ภารกิจเสร็จสิ้นแล้ว"


   จวินหยวนพยักหน้า "ดีมาก"


   จากนั้นเขาก็โยนผลไม้สีฟ้าให้อีกฝ่าย เป็นผลไม้วิญญาณธาตุน้ำ


   เขาชำเลืองมองซูฉือแวบหนึ่ง แล้วพยักหน้าเล็กน้อยก่อนโยนผลไม้สีขาวนวลลูกหนึ่งให้เขา มันคือผลไม้วิญญาณไร้ธาตุ


   ซูฉือรู้สึกตื่นเต้นดีใจ "พี่ชายใจดีจังเลย นี่มันผลไม้อะไรกัน? ผมไม่เคยเห็นมาก่อนเลย?"


   เขากัดกินคำหนึ่ง อร่อยจนลอยได้เลย!


   เสิ่นมู่จิ่น "เรียกใครว่าพี่น่ะ?"


   ซูฉือแสดงสีหน้าเกินจริง “อย่าใจแคบไปหน่อยเลยน่า พวกเราอายุเท่ากัน ฉันเรียกว่าพี่ชายไม่ได้เหรอ?”


   เสิ่นมู่จิ่นหัวเราะเบาๆ เดินไปข้างเสิ่นจืออินแล้วแนะนำ "คนนี้คือคุณย่าตัวน้อยของฉัน กับผู้อาวุโสต้องมีมารยาทหน่อยสิ"


   ซูฉือ : ...


   ภายใต้สายตาหลายคู่ที่จ้องมอง ซูฉือกลืนน้ำลายอย่างยากลำบากแล้วเรียกเสียงแห้งๆว่า "คุณย่าตัวน้อย"


   "เรียกเด็กตัวเล็กแค่นี้ว่า 'คุณย่าตัวน้อย' ไม่รู้สึกว่าทำให้เธอดูแก่เกินไปหรือ?"


   เสิ่นจืออินส่ายหน้า ส่งยิ้มหวานให้ "ไม่หรอก เธอเรียกฉันว่าบรรพบุรุษน้อยก็ได้"


   เสิ่นมู่จิ่นแนะนำจวินหยวนต่อ "ส่วนคนนี้ นายก็ต้องเรียกว่าบรรพบุรุษเหมือนกัน"


   ซูฉือเบิกตากว้าง "นายกำลังหลอกฉันใช่ไหม?"


   เสิ่นมู่จิ่นมองเขาด้วยหางตา "ถ้าพูดถึงเรื่องลำดับชั้นและ... ทั้งครอบครัวของเราคงต้องเรียกเขาว่าบรรพบุรุษ"


   เขาไม่กล้าพูดคำว่า "อายุ" ออกมา เพราะดูเหมือนว่าจักรพรรดิท่านนี้จะค่อนข้างอ่อนไหวกับเรื่องนี้อยู่สักหน่อย


   หลังจากพูดจาหยอกล้อกันไปสักพัก เสิ่นมู่จิ่นก็เริ่มพูดถึงจุดประสงค์ที่แท้จริงของการกลับมาครั้งนี้


   "ดูเหมือนว่าสถานการณ์ของซูจิ่นหมิงจะแย่ลงนิดหน่อยนะ..."


   เขาเล่าทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในการพบกับซูจิ่นหมิงวันนี้ให้เสิ่นจืออินฟัง


   เด็กหญิงลูบคางครุ่นคิด "ฟังดูแล้วเหมือนว่าอาจจะมีปีศาจที่มีความสามารถในการสะกดจิตเข้าสิงหลิวเหวินเหวิน แต่ว่า..."


   เธอไม่ได้ลืมเรื่องกู่ที่จวินหยวนพูดถึงวันนั้น ถ้าเป็นวิญญาณของปีศาจที่มีความสามารถในการสะกดจิตจริงๆ ทำไมถึงต้องยุ่งยากใช้กู่ด้วยล่ะ?


   "ฉันจะถามผีดาราว่าสถานการณ์ทางนั้นเป็นยังไงบ้าง"


   หลังจากวันที่เจอซูจิ่นหมิงกับหลิวเหวินเหวินแล้ว เธอก็ส่งผีไปหลายตนเพื่อติดตามคนทั้งสอง โดยเฉพาะหลิวเหวินเหวิน


   ไม่นานนัก ผีดาราก็ปรากฏตัวขึ้น เสิ่นจืออินถามเธอว่า "มีอะไรผิดปกติเกี่ยวกับหลิวเหวินเหวินบ้างไหม?"


   ซูฉือมีสีหน้างุนงง อะไรกัน? ทำไมคุณย่าตัวน้อยของเสิ่นมู่จิ่นถึงพูดกับอากาศล่ะ?


   "หงิง หงิง..."


   ไอ้โง่ที่ปกติไม่กลัวฟ้าไม่กลัวดินตอนนี้กลับหดหาง นอนราบกับพื้น ใช้อุ้งเท้าปิดตาและหัวของมัน


   ซูฉือเพิ่งนึกขึ้นได้ว่า เจ้าหมาโง่ของเขาดูเหมือนจะตื่นเต้นอยู่พักหนึ่งหลังจากเข้ามาในบ้านตระกูลเสิ่น จากนั้นก็เงียบจนผิดปกติ


   เขาขยับเข้าไปใกล้เสิ่นมู่จิ่นแล้วถามเสียงเบา


   "เกิดอะไรขึ้น พวกเขากำลังทำอะไรกันอยู่?"


   เสิ่นมู่จิ่นตอบ "นายมองไม่ออกเลยเหรอ? ถ้ามองไม่ออกก็เดาไม่เป็นหรือไง? ปกตินายชอบโอ้อวดว่าตัวเองฉลาดไม่ใช่เหรอ? เธอกำลังคุยกับผีอยู่ไง"


   ซูฉืองุนงง "ผี?"


   แม้ว่าเขาจะเดาว่าเสิ่นจืออินมีความสามารถบางอย่าง แต่ไม่คิดว่าจะสามารถเลี้ยงผีได้ด้วย และนั่นก็ไม่เหมือนการแสร้งทำเลยสักนิด


   ซูฉือไม่ได้รู้สึกกลัว แต่กลับถามต่อว่า "ผีอะไรกัน? สวยไหม รวยไหม?"


   เสิ่นมู่จิ่น "...สวยหรือไม่สวย รวยหรือไม่รวย ทำไม? นายอยากได้ผีไปเลี้ยงเหรอ?"


   ซูฉือพึมพำเบาๆ "ตราบใดที่มันไม่กินฉัน ไม่ดูดพลังหยางของฉัน ไม่ลดอายุขัยของฉัน จะให้เลี้ยงผีฉันก็ไม่สนหรอก ถ้ามันทำให้ฉันได้นอนสบายๆ ครึ่งชีวิตที่เหลือมั่งคั่งไร้กังวล ฉันจะบูชามันเหมือนบรรพบุรุษเลย! แค่จูบปากนิดหน่อยก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่..."


   เสิ่นมู่จิ่น : … พ่อแกสิ นี่มันไอ้บ้าชัดๆ กล้าคิดไปได้ทุกอย่าง


   ทางด้านผีดาราที่ได้ยินคำพูดอันกล้าหาญของซูฉือ ก็เริ่มรู้สึกสนใจ ถึงแม้จะไม่พูดถึงอย่างอื่น แต่ซูฉือที่ถูกมองว่าเป็นศัตรูตัวฉกาจของเสิ่นมู่จิ่นนั้น มีใบหน้าและรูปร่างที่ยอดเยี่ยมจริงๆ


   น่าเสียดายที่แม่เธอจะคิดว่าตัวเองสวย แต่เธอไม่ใช่เศรษฐินี สิ่งที่ซูฉือต้องการ เธอให้ไม่ได้


   แม้แต่จวินหยวนก็หันมามองด้วย เขาเอามือเท้าคางมองซูฉือ


   "รสนิยมไม่เลว นายอยากได้ผีเก่าแก่อายุหลายพันปีหลายร้อยปี พร้อมสุสานโบราณ ไหมล่ะ?"


   ซูฉือรีบส่ายหัว "ไม่ได้หรอกครับ ผมไม่ได้รังเกียจอายุของบรรพบุรุษผีพวกนั้น แต่ปัญหาหลักคือการขุดหลุมศพมันผิดกฎหมาย ผมอยากนอนสบายๆ มีเงินใช้ไปชั่วชีวิต แต่ไม่ใช่นอนอยู่ในคุก"


   จวินหยวนร้องโอ้ออกมา เสียงเย็นชาไร้ความรู้สึก "งั้นนายก็เป็นคนจนต่อไปเถอะ นอกจากของโบราณที่ฝังไว้ในหลุมศพโบราณแล้ว เงินที่ผีใช้นายก็ใช้ไม่ได้อยู่ดี"


   ซูฉือ : ...รู้สึกเหมือนโดนลูกธนูปักเข้าที่ร่างกาย


   ฮึ่ม...ฉันยังเช่าวิลล่าอยู่ที่นี่ได้เลย ก็ไม่ได้จนขนาดนั้นนะ?


   ผีดารารู้สึกเสียดายที่ต้องยอมแพ้ และเมื่อเล่าเรื่องของหลิวเหวินเหวินให้เสิ่นจืออินฟัง ซูฉือก็อยากฟังด้วย เขาจึงถูกเปิดตาทิพย์


   เมื่อเห็นลักษณะของผีดารา เขาก็ดับความคิดที่อยากจะให้ผีดูแลให้ร่ำรวยไปตลอดชีวิต ถึงแม้เขาจะชอบสาวสวยผมยาวสลวย แต่ผมที่ยาวและเคลื่อนไหวได้ขนาดนี้ เขาขอยกเลิกดีกว่า เขากลัวว่าถ้าไม่ระวังอาจจะถูกรัดคอตายได้



บทที่ 313: ความผิดปกติของหลิวเหวินเหวิน



   "ช่วงนี้หลิวเหวินเหวินจับแมวมาเยอะมาก ทั้งแมวจรจัดหรือไปรับอุปการะจากศูนย์ช่วยเหลือแมวจรจัด... เธอไม่ได้จับเอง แต่ไปซื้อกับพ่อค้าแมว แค่ไม่กี่วันที่เราติดตามเธอ เธอพาแมวกลับไปแล้วถึงแปดตัว แต่ไม่รู้ว่าเธอเอาไปทำอะไร”


   “หลิวเหวินเหวินระมัดระวังตัวมาก พอเราเข้าใกล้หน่อยเธอก็รู้สึกได้ทันที ตัวเธอมีของชั่วร้ายติดตัวอยู่ ลูกน้องของฉันคนหนึ่งถูกของสิ่งนั้นทำร้ายจนบาดเจ็บ"


   ซูฉือสงสัย "เธอจับแมวไปทำไม? หลิวเหวินเหวินไม่ใช่คนที่แมวชอบนะ ก่อนหน้านี้ฉันเคยร่วมงานกับเธอในกองถ่ายหนึ่ง ในกองมีแมวจรจัดสองตัว แทบจะขู่ฟ่อและข่วนเธอทุกครั้งที่เธอเข้าใกล้ แต่หลังจากนั้นฉันก็ไม่เห็นแมวสองตัวนั้นในกองอีกเลย จะไม่ใช่ว่าถูกเธอจับไปแล้วใช่ไหม?"


   เสิ่นมู่จิ่นขนลุก "เธอคงไม่ใช่คนวิปริตที่ชอบทารุณแมวหรอกนะ?"


   ผีดาราพูดว่า "ในหมู่บ้านที่หลิวเหวินเหวินอาศัยอยู่ มีกระดูกแมวและสิ่งต่างๆ ฝังอยู่ใต้ดินจำนวนมาก และบริเวณที่หลิวเหวินเหวินล็อคไว้นั้น มีพลังอาฆาตและกรรมจากการฆ่าสัตว์ตัดชีวิตหนาแน่นมาก"


   ซูฉือลูบหัวเจ้าหมาโง่ด้วยความโมโห “เธอทำแบบนี้ได้ยังไง? หรือว่าเธอเป็นโรคจิตจริงๆ? พี่ชายที่ไม่ได้เรื่องของฉันไปอยู่กับคนแบบนี้ คงจะไม่โดนเธอฆ่าตายง่ายๆใช่ไหม?"


   "แต่เรื่องนี้มันเกี่ยวอะไรกับความชั่วร้ายที่อยู่ในตัวเธอล่ะ?"


   เสิ่นจืออินพูดว่า "ไปดูวันมะรืนก็จะรู้เอง"



   คืนนั้น ในบ้านหลังหนึ่งที่ไม่มีใครสนใจ ชายคนหนึ่งกำลังนอนหลับอย่างไม่สงบ เพราะตอนนี้เขากำลังฝันร้าย


   ในความฝัน เขาได้ท่องเที่ยวนรกฟรีหนึ่งวัน และได้ลองสัมผัสประสบการณ์ 'การเล่น' แบบต่างๆในนรกขุมที่สิบแปด


   ชายคนนั้นพยายามดิ้นรนอย่างสุดกำลัง แต่ไม่ว่าจะทำอย่างไรก็ไม่สามารถตื่นขึ้นมาได้


   ฟ้าสาง ปีศาจใบหน้าเขียวเขี้ยวงอกตนหนึ่งเตะก้นของเขาอย่างแรง


   "คราวหน้าถ้าเล่นเกม ระวังปากของนายให้ดี ถ้ายังพูดจาสกปรกอีก นายก็มาลองเล่นเกมในยมโลกต่อได้เลย"


   ชายหนุ่มลุกพรวดขึ้นนั่ง ก้มมองตัวเองถึงได้พบว่าร่างกายชุ่มไปด้วยเหงื่อ


...


   สองวันผ่านไปอย่างรวดเร็ว เสิ่นจืออินสวมชุดฮั่นฝูกระโปรงสั้นสีเขียวอ่อน ผมของเธอรวบด้วยปิ่นไม้ท้อเพียงอันเดียว ดูน่ารักและแฝงไว้ด้วยความเท่นิดๆ


   ครั้งนี้เธอนำแค่ขวดนมมาด้วย ส่วนกระเป๋าเก็บไว้ที่บ้าน เพราะตอนนี้เธอมีกำไลมิติที่มีพื้นที่กว้างขวางมากขึ้นแล้ว


   "ฉันออกไปแล้วนะ คุณอยู่บ้านเล่นคนเดียว อย่าไปรังแกผึ้งวิญญาณของฉันล่ะ พวกมันยังต้องผลิตน้ำผึ้งอยู่ ถ้าผลผลิตน้ำผึ้งวิญญาณของฉันลดลง คุณต้องรับผิดชอบนะ แล้วก็คู่เหยี่ยวไห่ตงชิงนั่นเริ่มฟักไข่แล้ว คุณก็อย่าไปถอนขนของพวกมันอีกล่ะ..."


   ทั้งที่จวินหยวนเป็นปีศาจแก่อายุไม่รู้กี่ปีแล้ว แต่เสิ่นจืออินก็ยังรู้สึกไม่วางใจปล่อยให้เขาอยู่บ้านคนเดียวเลยสักนิด แม้ว่าในบ้านจะมีคนดูแล แต่ก็ไม่สามารถควบคุมจวินหยวนผู้เป็นเหมือนบรรพบุรุษที่มีชีวิตคนนี้ได้เลย


   ไม่รู้ว่าเป็นเพราะนอนนานเกินไปหรือเปล่า เจ้าหมอนี่ถึงได้ปากไวมือไวขนาดนี้


   เขาเกือบจะจับเหยี่ยวไห่ตงชิงสองตัวในบ้านมาถอนขนให้พ่อบ้านเอาไปต้ม ทำเอาพ่อบ้านตกใจจนส่งเสียงร้องแหลมออกมา


   ถ้าไม่ใช่เพราะคู่สามีภรรยานกคู่นี้ได้วางไข่สองฟองบนต้นไม้ใหญ่ของตระกูลเสิ่นและยังไม่ได้ฟักออกมา พวกมันคงอยากย้ายบ้านหนีไปให้ไกลจากปีศาจแก่นี่แล้ว


   ฝูงผึ้งในบ้านก็เห็นเขาแล้วบินเลี่ยงไป เพราะเขาเกือบจะกินน้ำผึ้งบนต้นไม้หมด แค่เพื่อจะกินหมูย่างราดน้ำผึ้งวิญญาณ


   แม้แต่นางพญาผึ้งก็เกือบจะโดนเขาทอดกิน


   เสิ่นจืออินรู้สึกเสียใจ ทำไมเธอถึงได้พาเขาไปกินของพวกนั้น? ไอ้หมอนี่อยากกินอะไรก็หันมาทำลายของของเธอซะงั้น


   จวินหยวน "เข้าใจแล้ว ถ้าไม่กินของเธอ ฉันจะไปจับเองก็แล้วกัน"


   เสิ่นจืออินเตือน "อย่าไปจับสัตว์คุ้มครองนะ"


   จวินหยวนไม่สบอารมณ์ "พวกมนุษย์นี่แปลกจริงๆ คุ้มครองสัตว์และพืชทุกชนิด แล้วมนุษย์อยู่ในสัตว์คุ้มครองด้วยเหรอ?


   เสิ่นจืออินอธิบายสั้นๆ "ถ้าไม่ปกป้องตอนนี้ พวกเขาก็จะกลายเป็นสัตว์ใกล้สูญพันธุ์กันหมดแล้ว"


   พูดจบ เธอก็ขับสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าเล็กๆออกไป ใช้ระบบนำทางตรงไปยังบริษัทของเสิ่นมู่จิ่น


   จวินหยวนเล่นเกมอยู่สักพักหลังจากที่เธอจากไป จากนั้นก็ลุกขึ้นเดินออกไปเช่นกัน เขาต้องไปฝึกขับรถเพื่อสอบใบขับขี่กฎจราจร


   ช่างซับซ้อนจริงๆ มีกฎมากมายที่ต้องจดจำ


   ผู้ถือหุ้นรายใหญ่เบื้องหลังบริษัทบันเทิงเซิงอวี่ที่เสิ่นมู่จิ่นสังกัดอยู่ จริงๆแล้วก็คือตัวเสิ่นมู่จิ่นเอง


   เพราะก่อนหน้านี้หลังจากเซ็นสัญญากับเซิงอวี่ เขาเจอกับหัวหน้าโง่เง่าคนหนึ่งที่พยายามจะจับเขาขายบริการ เขาจึงขอให้พ่อของเขาซื้อกิจการเซิงอวี่ ผู้บริหารระดับสูงถูกเปลี่ยนใหม่หมดเขาขอให้พ่อหาผู้จัดการมืออาชีพมาดูแลบริษัท ส่วนตัวเขาเองก็เป็นเจ้านายใหญ่อยู่เบื้องหลัง


   "สวัสดีค่ะ ฉันมาหาเสิ่นมู่จิ่นค่ะ"


   พนักงานต้อนรับมองไปทางเสิ่นจืออิน ทันใดนั้นดวงตาของเธอก็เปล่งประกาย


   พวกเธอทำงานอยู่ในวงการบันเทิง แม้ว่าพวกเธอจะไม่ใช่ดารา แต่ก็เคยเห็นดาราหลายคน ดาราเด็กมีหลายประเภท แต่คนที่จะดังจริงๆ ก็มีแค่ไม่กี่คน


   เด็กน้อยตรงหน้านี้สวยจริงๆ มีคำพูดหนึ่งที่บอกว่า "สวยเหมือนกันไปหมด" ซึ่งจริงๆแล้วก็ไม่ได้ไร้เหตุผล ในวงการนี้มีคนสวยมากมาย แต่เพราะมีมากเกินไป ทำให้คนเกิดความเบื่อหน่าย ใบหน้าที่ไม่มีเอกลักษณ์ ผู้ชมก็จำไม่ได้


   แต่เด็กน้อยตรงหน้านี้ ไม่เพียงแต่หน้าตาดี แม้อายุยังน้อยก็มีบุคลิกที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ เพียงแค่มองปราดเดียวก็ทำให้คนรู้สึกตื่นตาตื่นใจ


   อย่างไรก็ตาม ทำไมถึงดูคุ้นตาจังนะ?


   "เธอคือ?"


   "ฉันคือคุณย่าตัวน้อยของเสิ่นมู่จิ่นค่ะ"


   พนักงานต้อนรับเบิกตากว้าง "คุณย่าตัวน้อย!"


   เสิ่นจืออิน : …ฉันคือคุณย่าตัวน้อยของเสิ่นมู่จิ่น ไม่ใช่คุณย่าตัวน้อยของคุณนะ


   "คุณย่าตัวน้อย คุณมาหาพี่เสิ่นใช่ไหม เขาอยู่ที่ห้องพักชั้นบนนะ ฉันจะพาคุณไปเดี๋ยวนี้"


   พนักงานต้อนรับแสดงออกอย่างกระตือรือร้นมาก


   เสิ่นมู่จิ่นกำลังอ่านบทละครที่พี่หลี่ให้เขา บนโต๊ะในห้องมีตู้ปลาหรูหราขนาดเล็ก ภายในมีปลาคาร์ฟสีแดงสวยงามตัวหนึ่งที่กระโดดออกจากตู้ปลาเป็นครั้งคราว


   “แกหมายถึงให้ฉันรับบทนี้เหรอ?” เขาถือบทละครในมือและเคาะนิ้วลงบนตู้ปลา


   เสี่ยวจิ่นพ่นฟองอากาศออกมา


   "ได้เลย ฉันจะรับบทละครนี้"


   พี่หลี่เปลือกตากระตุก "ช่วยอย่าตอบรับแบบขอไปทีได้ไหม? ฉันเลือกบทละครนี้มาเพราะเห็นว่าบทตัวละครนี้น่าสนใจ แต่มันเป็นหนังทุนต่ำ นักแสดงที่ตกลงรับงานแล้วส่วนใหญ่เป็นหน้าใหม่ทั้งนั้น เรื่องเครื่องแต่งกาย แต่งหน้า และฉากไม่ได้มาตรฐานเลย"


   เสิ่นมู่จิ่นวางบทละครลงบนโต๊ะ สีหน้าเคร่งขรึมมาก "ผมเชื่อในวิสัยทัศน์ของเสี่ยวจิ่น"


   "อีกอย่าง ถ้าไม่มีเงินก็ลงทุนสิ ถ้าเสี่ยวจิ่นเดิมพันด้วย ผมลงทุนไป จะต้องได้กำไรมหาศาลแน่นอน ถ้าขาดเงิน ผมจะไปขอพี่ชายผม"


   ถ้าพี่ใหญ่กับพ่อไม่ให้ เขาก็จะพาซูฉือกับสุนัขของเขาไปอ้อนวอน


   ส่วนเหตุผลที่ทำไมต้องเป็นซูฉือและสุนัขของเขา? ก็เพราะทั้งสองนั้นไม่รู้จักอายพอๆกัน


   แต่เขารู้จักอาย


   พอเสิ่นจืออินมาถึง เสิ่นมู่จิ่นก็โยนบทละครทั้งหมดทิ้งไปจากสมองทันที "คุณย่าตัวน้อย พวกเราไปกันเลยตอนนี้ไหมครับ?"


   เสิ่นจืออินส่งเสียงตอบรับเบาๆ


   "ไปกันเถอะ"


   "พี่หลี่ ช่วยดูแลเสี่ยวจิ่นให้ดีๆนะ"


   พูดจบก็พาเสิ่นจืออินออกไป มุ่งหน้าไปยังกองถ่ายที่หลิวเหวินเหวินกำลังถ่ายทำอยู่


   ตอนนี้บรรยากาศในกองถ่ายคึกคักมาก เนื่องจากการมาถึงของซูจิ่นหมิงซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ในกองถ่ายมีทั้งคนที่มามุงดูเหตุการณ์ และพวกที่มีความทะเยอทะยานอิจฉาหลิวเหวินเหวิน อยากจะเหยียบเธอขึ้นมาแทนที่


   หลิวเหวินเหวินยิ้มรับดอกไม้จากมือของซูจิ่นหมิง แล้วแนะนำให้ทุกคนรู้จักราวกับกำลังอวดของเล่นชิ้นใหม่


   "นี่คือแฟนหนุ่มของฉัน ซูจิ่นหมิง คงไม่จำเป็นต้องแนะนำแล้วล่ะ ทุกคนคงรู้จักกันอยู่แล้ว จิ่นหมิงเอาชานมมาด้วย ทุกคนแบ่งกันดื่มคนละแก้วนะ"



บทที่ 314: เสิ่นมู่จิ่นปะทะหลิวเหวินเหวิน



   ซูจิ่นหมิงมีแววตาเหม่อลอยเล็กน้อย แต่บางครั้งก็มีประกายของการดิ้นรนผ่านเข้ามา พยายามทำให้ตัวเองมีสติอยู่เสมอ


   หลังมือที่วางอยู่บนรถเข็นของเขาปรากฏเส้นเอ็นนูนขึ้นมา ใบหน้ามีรอยยิ้มที่ดูแข็งทื่อ


   แต่ผู้คนรอบข้างที่กำลังสนุกสนานกันไม่ได้สังเกตเห็นความผิดปกติของเขา เพราะน้ำเสียงที่เขาพูดนั้นเป็นปกติ อ่อนโยนและแฝงไปด้วยความเอ็นดู


   หลิวเหวินเหวินพาซูจิ่นหมิงออกไปด้วยความพึงพอใจอย่างมาก


   "หลิวเหวินเหวินช่างโชคดีจริงๆ นั่นคือประธานซูเลยนะ ต่อไปนี้แต่งงานเข้าตระกูลร่ำรวยแล้วไม่ต้องกังวลอะไรอีกเลย"


   "น่าเสียดายที่ประธานซูต้องนั่งรถเข็นเพราะป่วย ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะหายดี"


   "ว่าแต่ น้ำหอมที่หลิวเหวินเหวินใช้เป็นยี่ห้ออะไรนะ? หอมจังเลย..."


   เสิ่นมู่จิ่นและเสิ่นจืออินมาถึงในขณะที่กองถ่ายกำลังพักกอง


   พวกเขามาในนามของการมาเยี่ยมกองถ่าย มาเยี่ยมดาราตัวเล็กๆคนหนึ่งของเซิงอวี่เอ็นเตอร์เทนเมนท์


   ในตอนนี้ ดาราคนนั้นรู้สึกตื่นเต้นและประหลาดใจเล็กน้อยที่ได้รับเกียรติเช่นนี้


   เสิ่นจืออินเห็นหลิวเหวินเหวินในฝูงชนในทันที


   ไม่ใช่เพราะเธอโดดเด่นเป็นพิเศษ แต่เป็นเพราะวิญญาณอาฆาตที่บิดเบี้ยวกำลังอยู่รอบตัวเธอ


   แม้จะบิดเบี้ยวไปบ้าง แต่ก็พอจะมองออกว่าวิญญาณอาฆาตเหล่านั้นล้วนมีใบหน้าเป็นแมว


   ดังที่คาดไว้... หลิวเหวินเหวินจับแมวพวกนั้นกลับไปคงไม่ใช่เรื่องดีแน่


   แต่ก็ต่างจากการฆ่าแมวธรรมดา ร่างกายของหลิวเหวินเหวินกำลังดูดซับพลังของแมวพวกนั้น


   และถ้าสังเกตอย่างละเอียด การเคลื่อนไหวทุกอย่างของเธอก็มีลักษณะบางอย่างของแมวด้วย


   เช่น ท่าทางการเดิน ดวงตาของเธอก็เหมือนกับดวงตาแมว รูปหน้าก็มีทั้งความน่ารักและเย้ายวนของแมว แน่นอนว่าความเย้ายวนมีมากกว่า


   ไม่ว่าจะเป็นแมวปีศาจในตำนานหรือที่เสิ่นจืออินเคยเห็น ล้วนแล้วแต่เป็นสัญลักษณ์ของความสวย


   พวกมันเหมือนกับสุนัขจิ้งจอก เพียงแต่ชื่อเสียงของสุนัขจิ้งจอกนั้นโด่งดังกว่าเล็กน้อย


   เสิ่นจืออินรู้ดีว่าหลิวเหวินเหวินไม่ใช่แมวปีศาจ รวมถึงไม่ได้ถูกแมวปีศาจเข้าสิงด้วย


   แล้วธอกำลังใช้วิธีลับอะไรเพื่อสร้างตัวเองให้เป็นแมวปีศาจ?


   "ไปทักทายซูจิ่นหมิงกันเถอะ"


   เสิ่นมู่จิ่นไม่ลังเล พาเสิ่นจืออิน เดินเข้าไปหา


   หลิวเหวินเหวินมองดูเสิ่นมู่จิ่นที่เดินเข้ามาด้วยสายตาหวานซึ้ง "ทำไมพระเอกเสิ่นถึงมาที่นี่ล่ะคะ~"


   เสียงของเธอทั้งอ่อนหวานและนุ่มนวล ถ้าเป็นคนอื่นฟังคงจะรู้สึกว่าไพเราะน่าฟัง


   แต่เมื่อเข้าหูเสิ่นจืออิน มันกลับกลายเป็นเสียงแมวร้องที่แหลมและบิดเบี้ยวน่ารำคาญ


   หลิวเหวินเหวินก็สังเกตเห็นเสิ่นจืออินที่อยู่ข้างๆเสิ่นมู่จิ่น เธอจ้องมองใบหน้าอันงดงามของเด็กน้อย ดวงตาของหลิวเหวินเหวินเปล่งประกายด้วยความอิจฉา


   แน่นอนว่าสิ่งนี้ไม่อาจหลุดรอดสายตาของเสิ่นจืออินได้ เธอแค่นเสียงด้วยความรังเกียจในใจ ผู้หญิงคนนี้อยากจะตายรึไง?


   เสิ่นมู่จิ่นยังคงสีหน้าเรียบเฉย พูดว่า "ท่านประธานซูเป็นเพื่อนกับพี่ชายของฉัน ฉันแค่มาดูและทักทายเขาเท่านั้น มันเกี่ยวอะไรกับเธอด้วย?"


   หลิวเหวินเหวินมีกลิ่นตัวที่แรงขึ้นเรื่อยๆ คนอื่นได้กลิ่นหอม แต่เสิ่นมู่จิ่นมีเครื่องรางคุ้มครอง เขาจึงได้กลิ่นเหม็นที่ทำให้คลื่นไส้อย่างแท้จริง


   มีเพียงฟ้าดินเท่านั้นที่รู้ว่าเขาต้องอดทนมากแค่ไหน ผู้หญิงคนนี้ยังเข้ามาใกล้อีก เธอคิดว่าเขายังไม่เป็นลมไปเพราะกลิ่นหรืออย่างไร?


   "กลิ่นตัวเธอแรงเกินไป อยู่ห่างๆฉันหน่อย"


   เดิมทีหลิวเหวินเหวินตั้งใจจะเข้าใกล้เสิ่นมู่จิ่น รูม่านตาของเธอเปลี่ยนเป็นรูปทรงแนวตั้งเหมือนแมวในชั่วขณะหนึ่ง


   แต่เสิ่นมู่จิ่นไม่เพียงแต่ไม่หลงเสน่ห์เธอเหมือนผู้ชายคนอื่นๆ แต่ยังรังเกียจกลิ่นตัวของเธอด้วย


   สีหน้าของหลิวเหวินเหวินเปลี่ยนเป็นไม่พอใจทันที


   "ประธานซู รสนิยมของคุณแย่ลงขนาดนี้เลยเหรอ? กินได้ทุกอย่างทั้งดีและไม่ดี ผู้หญิงคนนี้ขึ้นชื่อในวงการของเราว่าเป็นคนชอบเล่นชู้ เดินผ่านทุ่งหญ้าใบไม้ก็ติดตัวไปหมด ตอนที่คุณประกาศว่าเธอเป็นแฟนของคุณ ครอบครัวของคุณไม่โกรธจนตายเลยเหรอ?"


   คนที่กล้าพูดจาถากถางและด่าคนอย่างเผ็ดร้อนต่อหน้าเจ้าตัวแบบนี้ ก็มีแต่เสิ่นมู่จิ่นเท่านั้น


   ถ้าเป็นคนอื่นคงกลัวว่าจะทำให้หลิวเหวินเหวินโกรธแล้วถูกกระซิบบอกให้แบนออกจากวงการ แต่เสิ่นมู่จิ่นชัดเจนว่าไม่กลัวเลยแม้แต่น้อย เขามีขาใหญ่อยู่ที่บ้านถึงสองคน แล้วจะกลัวใครล่ะ?


   หลิวเหวินเหวินโกรธจนตัวสั่นไปทั้งร่าง ใบหน้าบิดเบี้ยว ตั้งแต่ที่เธอมีความสามารถนั้น แม้จะเคยถูกผู้หญิงบางคนด่า แต่เธอคิดว่าทั้งหมดนั้นเป็นเพราะความอิจฉา และเพียงแค่ใช้วิธีการเล็กน้อย ผู้หญิงเหล่านั้นก็จะถูกแฟนคลับหรือคนที่หลงรักเธอโจมตี


   แต่ผู้ชายที่ถูกเธอหลอกล่อ ใครบ้างที่ไม่ประจบประแจงเอาใจเธอ หลิวเหวินเหวินไม่เคยถูกด่าแบบนี้มาก่อนเลย!


   "คุณพูดว่าอะไรนะ!"


   หลิวเหวินเหวินจ้องมองเสิ่นมู่จิ่นด้วยสายตาอาฆาต


   หากเป็นคนอื่นอาจจะตกใจกลัว แต่สำหรับเสิ่นมู่จิ่นแล้ว เขามีที่พึ่งที่แข็งแกร่ง ไม่มีอะไรต้องกลัว!


   "ฉันบอกว่าเธอทำตัวต่ำช้า ในวงการนี้มีดาราชายกี่คนแล้วที่เธอไปยั่วยวน ไม่รู้สึกตัวบ้างเลยเหรอ? พวกที่โสดก็ยังพอว่า แต่เธอยังไปมีความสัมพันธ์กับผู้ชายที่มีภรรยาแล้ว เธอเคยคิดถึงความรู้สึกของภรรยาของพวกเขาบ้างไหม?"


   ถ้าเป็นความสมัครใจก็ยังพอว่า แต่สำหรับคนอย่างหลิวเหวินเหวินนี่ คาดว่าบางคนคงถูกสะกดจิต นี่มันทำร้ายคนอื่นชัดๆ


   "คิดว่าตัวเองเป็นนางฟ้าหรือไง? ได้รับความชื่นชอบจากผู้ชายมากมายขนาดนั้น พฤติกรรมแบบนี้ของเธอ ถ้าอยู่ในสมัยโบราณก็คงเป็นแค่นางโลมเท่านั้นแหละ"


   คนรอบข้างที่กำลังดูเหตุการณ์หัวเราะพรืดออกมา


   ส่วนใหญ่ผู้หญิงที่สะใจกับความเดือดร้อนของคนอื่น


   หลิวเหวินเหวินไม่สนใจผู้หญิง แถมยังรู้สึกรังเกียจเพศเดียวกันด้วย เธอมีท่าทีเป็นศัตรูและมีความรู้สึกไม่ดีต่อผู้หญิงที่มีหน้าตาดีทุกคน แต่กลับเป็นเหมือนผีเสื้อที่บินวนเวียนอยู่รอบๆนักแสดงชายและแม้กระทั่งผู้กำกับ


   บางคนมีแฟนหรือภรรยาอยู่แล้ว ใครเห็นภาพแบบนี้จะไม่โกรธได้ยังไง พวกผู้ชายน่ารังเกียจพวกนั้นยังบอกว่าเป็นเพราะหลิวเหวินเหวินมีเสน่ห์มาก ทุกคนถึงได้ชอบเธอ


   ดูสิ มีคนที่มีสติสัมปชัญญะแล้ว!


   พวกผู้หญิงเหล่านั้นรู้สึกว่า เมื่อเทียบกับเสิ่นมู่จิ่นแล้ว ผู้ชายคนอื่นๆช่างอ่อนแอเหลือเกิน!


   ภายใต้สายตาที่เต็มไปด้วยความแค้นและบิดเบี้ยวของหลิวเหวินเหวิน เสิ่นมู่จิ่นกล่าวขอโทษซูจิ่นหมิงอย่างขอไปที


   "ขอโทษนะประธานซู ผมเป็นคนแบบนี้แหละ มีอะไรก็พูดออกมาตรงๆ คุณอย่าถือสาหาความเลยนะครับ"


   พูดจบก็พาเสิ่นจืออินจากไป


   เมื่อมาถึงจุดที่หลิวเหวินเหวินมองไม่เห็น เสิ่นมู่จิ่นก้มหน้าลงถามด้วยความตื่นเต้นเล็กน้อย


   "เป็นไงบ้าง คุณย่าตัวน้อย ผมแสดงเป็นยังไงบ้าง?"


   เสิ่นจืออินมองเขาด้วยสายตาชื่นชม "ดีมาก คราวหน้าก็ทำแบบนี้ต่อไปนะ"


   ได้เห็นใบหน้าของหลิวเหวินเหวินที่โกรธจนเกือบเสียสติ เธอรู้สึกสะใจเป็นอย่างมาก


   "ฉันได้วางเครื่องติดตามไว้บนตัวเธอแล้ว รอให้เธอออกจากกองถ่ายแล้วค่อยตามไปดู"


   ตอนนี้ยังไม่มีเวลามารอเธออยู่ที่นี่ และยังอาจทำให้เกิดความสงสัยได้อีกด้วย ดังนั้น เสิ่นจืออินจึงพาหลานชายคนที่สี่ไปกินอาหารจากร้านขายของกินเล่นรอบๆจนทั่ว


   หลิวเหวินเหวินไม่ได้จากไป แต่ซูจิ่นหมิงออกมาก่อน


   ถึงอย่างไรเขาก็เป็นประธานบริษัทใหญ่ มีงานมากมาย แม้หลิวเหวินเหวินจะอยากครอบครองเขาตลอดเวลา แต่สิ่งที่เธอต้องการมากกว่านั้นคือชีวิตที่หรูหรา เธอยังต้องการให้ซูจิ่นหมิงหาเงินให้เธออยู่


   หลังจากที่ซูจิ่นหมิงจากหลิวเหวินเหวินมา เขารู้สึกมีสติมากขึ้น นั่งอยู่ในรถด้วยสีหน้าหดหู่


   ก๊อก ก๊อก...


   เสียงเคาะดังขึ้นที่กระจกรถ คนในรถมองไปทางต้นเสียง


   จู่ๆ มีคนปรากฏตัวขึ้นที่กระจกรถ คนขับแทบจะพุ่งชนตึกข้างทาง


   ซูจิ่นหมิงก็ตกใจเช่นกัน ปฏิกิริยาแรกของเขาคิดว่าเป็นผี


   เสิ่นจืออินเคาะกระจกรถอีกครั้ง ตอนนี้เธอดูเหมือนสไปเดอร์แมนที่กำลังเกาะอยู่บนรถด้วยแขนขาทั้งสี่


   ร่างเล็กๆนั้นแม้จะหน้าตาสวยงาม แต่การกระทำและท่าทางกลับน่ากลัวเกินไปหน่อย



บทที่ 315: กู่แมว



   เมื่อซูจิ่นหมิงรู้สึกตัวและเห็นว่าเป็นใคร เขารีบเปิดหน้าต่างรถทันที


   เสิ่นจืออินพยายามยื่นขาสั้นๆของเธอเข้าไปในรถอย่างทุลักทุเล


   คนขับรถหน้าซีดเผือด เหงื่อเย็นไหลออกมา เขามองไปด้านหลังด้วยความหวาดกลัว ไม่แน่ใจว่าสิ่งที่เห็นนั้นเป็นคนหรือผี


   "คุณย่าตัวน้อยตระกูลเสิ่น?"


   ซูจิ่นหมิงมองไปที่เด็กหญิงตัวน้อยข้างๆ และถาม


   เสิ่นจืออินพยักหน้า ดวงตากลมโตของเธอจ้องมองเขาหลายครั้ง แล้วนิ้วมือของเธอก็ทำท่าร่ายคาถาแตะที่หน้าผากของเขา


   ในทันใดนั้น ซูจิ่นหมิงรู้สึกว่าตัวเองกลับมามีสติอย่างสมบูรณ์


   "ฉันได้ปิดผนึกสิ่งที่อยู่ในร่างกายของคุณไว้ชั่วคราว"


   ในขณะนี้ ซูจิ่นหมิงมีความคิดที่แจ่มชัดอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน พร้อมกับนึกย้อนถึงเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ผ่านมา ทั่วทั้งร่างของเขาแผ่ซ่านไปด้วยความรู้สึกสิ้นหวังและหดหู่


   แต่สำหรับหลิวเหวินเหวิน ในใจของเขามีเพียงความรังเกียจอย่างรุนแรงและความต้องการที่จะฆ่าเท่านั้น "ขอบคุณมาก"


   เสิ่นจืออิน "ไม่เป็นไร ฉันจะเก็บค่าตอบแทนนะ"


   เธอไม่ทำงานฟรีแน่นอน


   ซูจิ่นหมิงพยักหน้า และไม่พูดอะไรอีกเลย เขาเตรียมจะโอนเงินให้เสิ่นจืออินทันที


   เสิ่นจืออินรู้สึกพอใจกับลูกค้าที่กระตือรือร้นในการจ่ายเงินคนนี้ "ในร่างกายของคุณมีกู่ชนิดหนึ่ง น่าจะเป็นสิ่งที่หลิวเหวินเหวินใช้ควบคุมคุณอยู่"


   ซูจิ่นหมิงรีบถามทันที "ความทรงจำของฉันก็กำลังถูกแก้ไขด้วย มันเกี่ยวข้องกับกู่นั้นหรือเปล่า?"


   "ขอฉันดูหน่อย" เธอคว้ามือของซูจิ่นหมิงเพื่อจับชีพจร พร้อมกับใช้พลังวิญญาณตรวจร่างกายของเขาทั้งหมด ไม่นานก็พบที่อยู่อาศัยของกู่ในร่างกายของเขา


   มันเป็นแมลงตัวเล็กสีชมพูอ่อน


   "มันคือตัวอ่อนของผีเสื้อทอฝัน"


   ผีเสื้อทอฝัน ตามชื่อของมัน สามารถสร้างฝันได้


   แต่ชัดเจนว่ามันไม่ได้มีแค่นั้น ผีเสื้อทอฝันถูกนำมาสร้างเป็นกู่ มันไม่เพียงแต่สามารถช่วยหลิวเหวินเหวินควบคุมจิตสำนึกของซูจิ่นหมิงได้ แต่ยังสามารถแก้ไขความทรงจำได้อีกด้วย


   "ฉันสามารถเอากู่ออกจากร่างกายของคุณได้ แต่ถ้าทำแบบนั้นหลิวเหวินเหวินก็จะรู้ตัว"


   ซูจิ่นหมิงถามว่า "เธอมั่นใจเหรอว่าจะควบคุมหล่อนได้?"


   เสิ่นจืออินพยักหน้า "แต่ฉันอยากเห็นมากกว่าว่าเธอทำตัวเองให้กลายเป็นแมวปีศาจได้ยังไง ดังนั้นฉันจะปิดผนึกตัวอ่อนของผีเสื้อทอฝันให้คุณก่อน รอจัดการกับหลิวเหวินเหวินเสร็จแล้ว ฉันจะกลับมาเอาออกให้คุณ"


   ซูจิ่นหมิงพยักหน้า ตอนนี้เขาโล่งอกอย่างมาก ขอแค่แก้ปัญหาได้ก็ดีแล้ว


   แม้ว่าอีกฝ่ายจะเป็นเด็กหญิงตัวเล็กๆ แต่พอได้รับคำยืนยันจากเสิ่นจืออิน เขาก็รู้สึกสบายใจขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก


   เสิ่นจืออินจากไปแล้ว เธอปีนออกไปทางหน้าต่างรถเหมือนตอนที่มา


   ซูจิ่นหมิง : ...


   รอให้รถหยุดก่อนแล้วค่อยลงจากรถก็ได้


   บรรพบุรุษน้อยของตระกูลเสิ่นคนนี้ชอบทำอะไรแปลกๆจริงๆ


   เสิ่นจืออินขี่สกู๊ตเตอร์ไปหาเสิ่นมู่จิ่นอย่างรวดเร็ว


   "เป็นยังไงบ้างคุณย่าตัวน้อย?"


   เสิ่นจืออินเขย่าโทรศัพท์มือถือเล็กน้อย ใบหน้าเล็กๆอันงดงามของเธอแสดงออกถึงความภาคภูมิใจ


   "ฉันทำเงินได้อีกสิบล้านหยวนแล้ว และนี่เป็นยอดหลังหักภาษีด้วยนะ"


   เสิ่นมู่จิ่นปรบมือ "คุณย่าตัวน้อยเก่งจริงๆเลย เก่งกว่าผมอีก"


   อย่างไรก็ตาม เมื่อได้รับเงินแล้ว ก็ต้องช่วยคนอื่นขจัดเคราะห์กรรมด้วย


   ในที่สุด หลิวเหวินเหวินก็ออกจากกองถ่าย รถตู้สีดำคันหนึ่งมารับเธอไป


   อย่างไรก็ตาม เธอไม่ได้กลับไปที่พักหรือบริษัท แต่มาถึงจุดนัดพบที่เงียบสงบแห่งหนึ่ง


   เสิ่นจืออินและเสิ่นมู่จิ่นติดยันต์ล่องหน แอบตามหลิวเหวินเหวินมาอย่างเงียบๆ พวกเขาเห็นเธอทำการซื้อขายแมวสองตัวกับพ่อค้าแมวคนหนึ่ง


   เธอหยิบแมวเปอร์เซียสีขาวตัวหนึ่งอย่างไม่ใส่ใจ ด้วยสีหน้าที่พอใจ


   "แมวตัวนี้ดูดีทีเดียว"


   แมวทั้งสองตัวล้วนเป็นพันธุ์ที่มีรูปร่างหน้าตาสวยงาม ตัวหนึ่งเป็นแมวเปอร์เซียสีขาว อีกตัวหนึ่งเป็นแมวพันธุ์แรกดอล ตอนนี้แมวทั้งสองตัวหมดสติอยู่ เห็นได้ชัดว่าโดนวางยา


   หลังจากได้รับเงินแล้ว เธอก็เดินจากไปด้วยรองเท้าส้นสูง


   เสิ่นจืออินมอบดาบไม้ท้อหนึ่งเล่ม ยันต์หนึ่งชุด และผีอีกสองสามตนให้กับเสิ่นมู่จิ่น แล้วสั่งให้เขาไปฝึกฝนโดยการจัดการกับพวกค้าแมวเหล่านั้น จากนั้นตัวเองก็ตามหลิวเหวินเหวินไป


   เธอตามเธอไปจนถึงบ้านของอีกฝ่าย มองดูหลิวเหวินเหวินปลุกแมวทั้งสองตัวให้ตื่นแล้วโยนพวกมันเข้าไปในห้องหนึ่ง ห้องนั้นไม่มีหน้าต่าง ถูกปิดสนิทอย่างแน่นหนา เหลือเพียงประตูบานเดียว


   ภายในห้องเต็มไปด้วยพลังอาฆาตที่หลงเหลืออยู่ทุกที่ ทั้งบนผนัง พื้น และแม้แต่บนเพดานก็มีคราบเลือดกระเซ็น กลิ่นคาวเลือดในห้องนั้นเหม็นคลุ้ง


   ในห้องนั้น รวมกับแมวสองตัวที่เพิ่งถูกส่งเข้าไป ตอนนี้มีแมวทั้งหมดสิบตัวแล้ว แมวตัวอื่นๆต่างมีอารมณ์ค่อนข้างฉุนเฉียว พวกมันใช้กรงเล็บข่วนผนังห้องไม่หยุด บางตัวถึงกับทะเลาะกัน หลายตัวมีบาดแผลเต็มตัว


   แต่หลิวเหวินเหวินกลับรู้สึกพอใจกับภาพเตุการณ์นี้มาก


   เธอหยิบชามสองใบที่บรรจุของเหลวปริศนามาผสมกับอาหารแมว จากนั้นก็มองดูแมวที่กระโจนเข้ามาแย่งกินอาหารด้วยรอยยิ้มอันน่าขนลุก


   "กินเข้าไปเถอะ ตอนนี้มีแมวสิบตัวแล้ว สามารถสร้างกู่แมวได้อีกหนึ่งตัวแล้ว"


   เธอลูบใบหน้าของตัวเอง "รอให้ฉันกินกู่แมวตัวนี้ ฉันก็จะสวยขึ้นกว่าเดิม"


   เธอคว้าแมวสองตัวที่เพิ่งมาถึงไปให้อาหาร โดยไม่สนใจการดิ้นรนของพวกมัน พยายามจะเทของเหลวปริศนาเข้าปากของพวกมัน


   ฟิ้ว...


   ดาบไม้เล็กๆอันหนึ่งพุ่งมา แทงทะลุชามที่บรรจุน้ำซุปในมือของหลิวเหวินเหวิน


   หลิวเหวินเหวินปล่อยมือโดยสัญชาติญาณ แมวเปอร์เซียตัวนั้นดิ้นรนอย่างสุดกำลังและใช้กรงเล็บข่วนใบหน้าของเธออย่างรุนแรง


   หลังจากนั้นมันกระโดดออกไปอย่างรวดเร็ว ก่อนจะหันมาทางหลิวเหวินเหวิน ย่อตัวลง ขนพองขึ้น และแยกเขี้ยวออกมา


   ความเจ็บปวดแสบร้อนบนใบหน้าทำให้หลิวเหวินเหวินร้องกรีดออกมา ยังไม่ทันได้จัดการอะไร รีบเอามือปิดหน้าวิ่งออกจากห้องไป ในที่สุดก็หากระจกได้บานหนึ่ง แล้วเอาขึ้นมาส่อง


   เมื่อเห็นรอยข่วนเป็นเลือดบนใบหน้า หลิวเหวินเหวินกรีดร้องเสียงดังราวกับคนเสียสติ


   "ฉันจะฆ่าพวกแก ฉันจะฆ่าพวกแกให้หมด"


   เธอตัวสั่นขณะไปหยิบมีดที่เป็นประกายวาววับออกมาจากห้องครัว ค่อยๆก้าวเดินไปยังห้องนั้น ในที่สุดเธอก็จ้องมองแมวเปอร์เซียด้วยสายตาเต็มไปด้วยความเกลียดชัง


   นอกจากแมวเปอร์เซียและแมวแร็กดอลล์ แมวตัวอื่นๆที่กินอาหารแมวที่ถูกวางยาไว้ ตอนนี้กำลังฆ่ากันเองอย่างโหดเหี้ยม


   แมวสองตัวที่ยังไม่ได้กินยาตัวสั่นเทาและซ่อนตัวไปทั่ว


   "น่าเกลียดอะไรอย่างนี้"


   หลิวเหวินเหวินกำลังโกรธจัดและเตรียมจะไปจับแมวเปอร์เซียตัวที่ข่วนหน้าเธอ พลันได้ยินเสียงใสๆดังขึ้นในห้อง


   แม้จะอยู่ท่ามกลางเสียงแมวร้องแหลมหูดังสนั่น เสียงของเธอก็ยังคงดังชัดเจนเข้าสู่หูของหลิวเหวินเหวิน


   ในตอนนี้ หลิวเหวินเหวินทนฟังคำว่า "น่าเกลียด" ไม่ได้ เธอหันขวับไปมองด้วยดวงตาแดงก่ำราวกับปีศาจร้าย จ้องมองเสิ่นจืออิน ที่ปรากฏตัวขึ้นอย่างกะทันหันในห้องของเธอ


   "แก!"


   เธอจ้องมองใบหน้าของเสิ่นจืออิน ดวงตาคู่นั้นวาบไหวด้วยความอิจฉาและความเกลียดชัง


   "หน้าของเธอช่างน่าเกลียดจริงๆ" เสิ่นจืออินชี้ไปที่ใบหน้าของเธอด้วยสีหน้าจริงจัง


   หลิวเหวินเหวินเอามือปิดหน้าตัวเองแล้วกรีดร้อง


   "ห้ามมอง ห้ามมองนะ!"


   "ไปตายซะ ไปตายกันให้หมด!"


   ในตอนนี้ หลิวเหวินเหวินได้สูญเสียสติไปแล้ว เธอถือมีดและฟันไปทางทิศทางของ เสิ่นจืออิน


   เสิ่นจืออินกระโดดขึ้น เตะมีดในมือของเธอออกไปอย่างง่ายดาย แล้วเตะเข้าที่ท้องของเธออีกครั้ง ทำให้ร่างของเธอลอยไปกระแทกกับกำแพง


   หลิวเหวินเหวินชนกำแพงแล้วร่วงลงมา เธอกุมท้องและครวญครางด้วยความเจ็บปวดเจ้าแมวเปอร์เซียคาบแมวแร็กดอลล์ที่ตกใจจนทำอะไรไม่ถูกอย่างยากลำบาก วิ่งไปหลบอยู่หลังเสิ่นจืออิน มันฉลาดพอที่จะรู้ว่าที่นี่คือที่ที่ปลอดภัยที่สุด


   ในขณะนี้แมวตัวอื่นๆในห้องถูกกัดตายหมดแล้ว ในที่สุดก็มีแมวเพียงตัวเดียวที่ชนะการต่อสู้ค่อยๆเดินออกมาจากห้อง


   มันไม่เหลือลักษณะของแมวอีกต่อไปแล้ว


   พูดให้ถูกต้องกว่านั้น นี่คือสิ่งที่เรียกว่า "กู่"


   หลิวเหวินเหวินใช้วิธีการเลี้ยงกู่โดยขังแมวหลายตัวไว้ด้วยกัน ใช้ยาป้อนเพื่อกระตุ้นความดุร้ายและเปลี่ยนแปลงเลือดในร่างกายของพวกมัน ในที่สุดแมวทั้งหมดก็ฆ่ากันเอง แมวที่ชนะกินซากศพของแมวตัวอื่นๆจนกลายเป็นกู่แมวยาที่ดุร้าย


   ส่วนหลิวเหวินเหวินเพียงแค่กินกู่แมวตัวนั้น ก็จะค่อยๆได้รับคุณสมบัติของแมวปีศาจ เช่น กลายเป็นคนที่สวยงามขึ้น และยังสามารถสะกดจิตผู้อื่นได้



บทที่ 316: จุดจบของหลิวเหวินเหวิน



   พอเห็นกู่แมวที่ยังไม่สมบูรณ์เดินออกมา ดวงตาของหลิวเหวินเหวินก็เปล่งประกายขึ้นทันที


   เธอทนความเจ็บปวด รีบหยิบนกหวีดกระดูกออกมาจากบริเวณลำคอ


   เมื่อเสียงนกหวีดดังขึ้น ม่านตาสีเลือดของกู่แมวก็หดตัวเป็นเส้นตรงแนวตั้ง


   "ฆ่าเธอซะ เร็วเข้า ฆ่าเธอให้ฉันเดี๋ยวนี้!"


   หลิวเหวินเหวินชี้ไปที่เสิ่นจืออิน ดวงตาเต็มไปด้วยความบ้าคลั่งและตื่นเต้น


   "เมี้ยว!"


   กู่แมวพองขน ร่างกายเต็มไปด้วยกลิ่นคาวเลือดอันรุนแรง กระโจนเข้าใส่เสิ่นจืออิน


   เสิ่นจืออินยกมือขึ้น จับคอของกู่แมวแล้วกระแทกลงบนพื้น


   ในขณะที่มันดิ้นรน เล็บของมันได้ข่วนแขนของเสิ่นจืออิน แต่นอกจากเสื้อผ้าที่ถูกฉีกขาดเล็กน้อย ผิวหนังของเธอไม่ได้รับบาดเจ็บแม้แต่น้อย


   เธอตบหน้ากู่แมวอย่างแรงพลางพูดว่า "อยู่นิ่งๆ!"


   น่าเสียดายที่กู่แมวไม่มีสติสัมปชัญญะและไม่สามารถเข้าใจคำพูดได้ เสิ่นจืออินจับปากมันไว้แน่น ทำให้มันไม่สามารถส่งเสียงร้องออกมาได้


   หลิวเหวินเหวินเห็นว่ากู่แมวของเธอถูกควบคุมได้ด้วยการโจมตีเพียงแค่ครั้งเดียว ในขณะที่เสิ่นจืออินยืนอยู่ตรงหน้าเธอโดยไม่ได้รับอันตราย เธอก็รับไม่ได้


   "เป็นไปไม่ได้!" กู่แมวเก่งขนาดนั้น ทำไมถึงโดนควบคุมได้ง่ายๆแบบนี้?


   เสิ่นจืออินจ้องมองกู่แมวตัวนั้น แล้วหันไปมองหลิวเหวินเหวินอีกครั้ง


   เธอกำลังคิดว่าจะเอานกหวีดควบคุมกู่แมวมาจากอีกฝ่าย แต่จู่ๆโทรศัพท์ของเธอก็ดังขึ้น


   มือข้างหนึ่งของเธอจับที่หางของมันและติดยันต์ปิดปากไว้ ส่วนมืออีกข้างหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา พอเห็นว่าชื่อที่แสดงอยู่บนหน้าจอเป็น "จวินหยวน" เปลือกตาเธอก็กระตุก รู้สึกว่าไม่ใช่เรื่องดีแน่ๆ


   แต่ในเมื่อเป็นโทรศัพท์จากจักรพรรดิ ก็ต้องรับสายอยู่ดี เพราะถือว่าเป็นขาใหญ่ ต่อไปถ้าอยากได้ของดีๆอะไร ก็อาจต้องพึ่งพาเขาอีก


   "โทรมาทำไม?"


   จวินหยวนพูดด้วยน้ำเสียงเอื่อยเฉื่อย [ครูฝึกที่นี่น่ารำคาญมาก เขาไม่ให้ฉันฝึกขับรถแล้ว]


   ในขณะนั้น ครูฝึกที่เพิ่งปีนออกมาจากรถที่พลิกคว่ำ ตะโกนด้วยความสิ้นหวัง


   [มีใครขับรถแบบคุณด้วยเหรอ? บ้านคุณอยู่ยมโลกหรือไง ถึงได้รีบร้อนขับเร็วขนาดนี้ รีบไปเกิดใหม่เหรอ วิญญาณผมแทบจะหลุดลอยออกมาแล้ว!!!]


   ใครจะไปรู้ว่าหมอนี่ขับรถเร็วเหมือนกับเครื่องบิน เขาไม่รู้เลยว่ารถของเขาจะเร็วขนาดนี้ ยางรถไม่ได้สัมผัสพื้นเลย รู้สึกเหมือนรถลอยได้เลย


   จวินหยวน ส่งสายตาชื่นชมให้กับโค้ช


   "ตัวนายอาจจะไม่ได้เรื่อง แต่สายตาไม่เลวเลยนะ"


   ยังรู้อีกว่าเขาอาศัยอยู่ในยมโลก


   ครูฝึกถึงกับกระอักเลือดออกมาทันที


   เห็นเสิ่นจืออินกล้ารับโทรศัพท์ในช่วงเวลาสำคัญแบบนี้ หลิวเหวินเหวินก็กัดฟันจนเลือดออก คนคนนี้ไม่ให้เกียรติเธอเอาเสียเลย!


   อย่างไรก็ตาม... ถึงแม้จะสู้เธอไม่ได้ แต่ก็สามารถฉวยโอกาสวิ่งหนีได้นี่นา


   หลิวเหวินเหวินจ้องมองเสิ่นจืออินอย่างเคียดแค้น รอดูเถอะ สักวันเธอจะต้องกลับมาเอาคืนแน่นอน


   หลิวเหวินเหวินฉวยโอกาสตอนที่เสิ่นจืออินไม่ทันสังเกต ลุกขึ้นยืนแล้ววิ่งไปทางประตูทันที


   แต่สิ่งที่เร็วกว่าเธอคือแผ่นยันต์ที่บินผ่านไป


   ดังนั้นเมื่อหลิวเหวินเหวินวางมือบนลูกบิดประตู เธอก็พบว่าไม่สามารถเปิดประตูได้ไม่ว่าจะพยายามอย่างไร


   เสิ่นจืออินพูดอย่างหงุดหงิด "ฉันไม่เคยฝึกขับรถ คุณหาฉันก็ไม่มีประโยชน์หรอก โทรหาหลานชายฉันสิ"


   จวินหยวนพูดอย่างมีเหตุผล [ฉันไม่มีเบอร์พวกเขา ฉันมีแค่ของเธอกับของเสิ่นมู่จิ่น ส่วนของคนอื่นฉันขี้เกียจบันทึก]


   เสิ่นจืออิน : คุณนี่มันก็ขี้เกียจจริงๆ


   "งั้นโทรหาเสิ่นมู่จิ่นสิ"


   [เขาไม่รับสาย]


   "งั้นก็ใช้อำนาจของเงินสิ รถพังใช่ไหม คุณก็ชดใช้ด้วยรถคันใหม่ คนไม่เป็นอะไรใช่ไหม?"


   จวินหยวนมองดูครูฝึกที่กำลังกระโดดโลดเต้นอย่างมีชีวิตชีวา [ไม่เป็นอะไร แต่เขาอยากไปเกิดใหม่ที่ยมโลก]


   ในใจของครูฝึก : ไอ้…


   จวินหยวน [ฉันรู้สึกว่าเขากำลังด่าฉันอยู่ในใจ ฉันสามารถตีเขาสักยกได้ไหม?]


   "ไม่ได้ มันผิดกฎหมาย"


   ในขณะที่เสิ่นจืออินกำลังรับโทรศัพท์อยู่นั้น หลิวเหวินเหวินก็วิ่งวุ่นไปทั่วห้องเพื่อหาทางออก เธอลองเปิดทั้งประตูและหน้าต่างทุกบาน ใช้แรงทั้งหมดที่มี แต่ก็ไม่สามารถเปิดได้สักอัน


   ในที่สุดเธอก็ตัดสินใจ สายตาของเธอเต็มไปด้วยความโหดร้าย เธอหยิบมีดที่ถูกเตะทิ้งไปก่อนหน้านี้ขึ้นมา แล้วค่อยๆย่องเข้าไปหาเสิ่นจืออินจากด้านหลัง


   เธอยืนอยู่ด้านหลังของเสิ่นจืออิน เธอยกมีดผ่าแตงโมในมือขึ้น พร้อมกับรอยยิ้มบ้าคลั่ง


   "ไปตายซะ!"


   โครม!...


   หลิวเหวินเหวินถูกปัดกระเด็นออกไปอีกครั้ง พร้อมกับมีดในมือ


   เสิ่นจืออินเล่นนกหวีดกระดูกในมือ ขณะที่ดวงตาของเธอชำเลืองมองหญิงสาวที่ล้มลงไปและไม่สามารถลุกขึ้นมาได้อีก


   [ตรงนั้นเกิดอะไรขึ้นน่ะ?]


   จวินหยวนพลิกรถที่คว่ำหนึ่งร้อยแปดสิบองศากลับมาตั้งตรงในทันที ท่ามกลางสายตาที่เบิกกว้างและตกตะลึงของครูฝึก


   เสิ่นจืออินตอบ "กำลังตีกันน่ะ ฝ่ายตรงข้ามเป็นคนที่ไม่รู้จักประเมินความสามารถของตัวเอง ฆ่าแมวไปหลายตัว และมือก็เปื้อนเลือดมนุษย์ด้วย"


   จวินหยวนถามว่า [ตายหรือยัง? ถ้าตายแล้ว ฉันจะส่งยมทูตไปรับวิญญาณ]


   "ไม่ ฉันไม่ฆ่าคนตามอำเภอใจ"


   พูดจบ เธอก็บีบนกหวีดกระดูกในมือจนแตกละเอียด


   กู่แมวหลุดพ้นจากการควบคุมของนกหวีดกระดูก มันรวบรวมความแค้นทั้งหมดไปที่หลิวเหวินเหวิน ผู้เป็นต้นเหตุของเรื่องทั้งหมดรวมถึงวิญญาณอาฆาตที่บิดเบี้ยวบนร่างของหลิวเหวินเหวิน


   หลิวเหวินเหวินที่เดิมทีหมดสติไปแล้ว ถูกปลุกให้ตื่นขึ้นมาด้วยเสียงร้องแหลมของแมวที่แทงทะลุวิญญาณเป็นระลอก


   เมื่อลืมตาขึ้นมา เธอก็สบตากับกู่แมวที่เธอเลี้ยงดูมาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความมุ่งร้าย


   หลิวเหวินเหวินตกใจจนสีหน้าซีดเผือด รีบค้นหานกหวีดกระดูกอย่างเร่งร้อน


   ไม่มี ไม่มี...


   "กำลังหาสิ่งนี้อยู่ใช่ไหม? ฉันบีบมันจนแหลกแล้ว"


   เสิ่นจืออินเขย่าเชือกในมือพลางยิ้มอย่างน่ารัก แต่ในสายตาของหลิวเหวินเหวิน มันกลับเป็นดั่งปีศาจร้าย


   กู่แมวนั้นพลันกระโจนเข้าใส่ กัดจมูกของเธอขาดในทันที


   เสียงกรีดร้องอย่างเจ็บปวดของหลิวเหวินเหวินดังขึ้น ความหวาดกลัวในใจของเธอพุ่งสูงถึงขีดสุด


   "อย่า อย่าฆ่าฉัน ฉันผิดไปแล้ว..."


   เธออยากจะหนี แต่แมวเหล่านั้นที่ถูกเธอทรมานจนตายจะยอมให้เธอหนีไปได้อย่างไร?


   เสิ่นจืออินช่วยเหลือวิญญาณแมวที่ตายไปแล้วเหล่านั้น ทำให้พวกมันปรากฏตัวในรูปแบบของวิญญาณ


   ดังนั้น ขณะที่หลิวเหวินเหวินวิ่งไป เธอก็พบว่าไหล่และคอของเธอหนักขึ้น ทั้งยังได้ยินเสียงหายใจหนักๆ และ...เสียงแมวร้องดังมาจากข้างหูเธอ


   หลิวเหวินเหวินหันหน้าไปด้วยความหวาดกลัว และเผชิญหน้ากับใบหน้าแมวที่มีร่างกายทรุดโทรมหลายตัว


   "เหมียว!"


   เสียงแมวร้องแหลมดังขึ้น ในวินาถัดมา ใบหน้าของเธอก็มีรอยแผลเป็นทางลึกจนเห็นกระดูกเพิ่มขึ้นหลายรอย


   "ไม่!!!"


   ใบหน้าที่เธอได้มาอย่างยากลำบากถูกทำลายแล้ว ถูกทำลายโดยแมวที่เธอใช้ในการสร้างกู่ แมวที่ตายอย่างทรมานทั้งหมดกลับมาแก้แค้นแล้ว


   วิญญาณอาฆาตของแมวนับไม่ถ้วนพุ่งเข้าใส่หลิวเหวินเหวิน รวมถึงกู่แมวด้วย


   ในชั่วพริบตา ผิวหนังบนร่างของหลิวเหวินเหวินแทบไม่เหลือส่วนดีเลยแม้แต่นิดเดียว


   เสิ่นจืออินปล่อยให้เธอเหลือลมหายใจรวยรินไว้ จึงค่อยขับไล่วิญญาณอาฆาตเหล่านั้นออกไป


   "ยังมีเรื่องที่ต้องถามอีกนิดหน่อย การแก้แค้นก็จบแค่นี้นะ"


   "เหมียว!"


   พลังอาฆาตที่รุนแรงของเหล่าแมวไม่ค่อยพอใจนัก พวกมันต้องการฆ่ามนุษย์คนนี้และกินวิญญาณของเธอ


   เสิ่นจืออินปลอบพวกมัน "ไม่ต้องกังวลไป เธอรักสวยรักงามขนาดนี้ ฉันจะให้คนขังเธอไว้ในห้องที่เต็มไปด้วยกระจก ให้เธอได้เห็นสภาพของตัวเองทุกวัน แบบนี้ดีไหม?"


   น้ำเสียงที่เธอใช้ปลอบเหล่าแมวนั้นอ่อนโยนเหลือเกิน แต่หลิวเหวินเหวินที่นอนอยู่บนพื้นหายใจรวยรินกลับสั่นสะท้านไปทั้งร่าง


   แมวน้อยทั้งหลายได้รับการปลอบประโลม เสิ่นจืออินกักขังกู่แมวที่ไร้สติและยังคงพยายามจะกระโจนเข้ามาฆ่าเธอเอาไว้ เธอนั่งขัดสมาธิและท่องบทสวดจากคัมภีร์โบราณ


   แม้ว่าเธอจะเรียนรู้วิชาเต๋าจากท่านผู้เฒ่า แต่หากสิ่งใดมีประโยชน์ เธอก็ไม่รังเกียจที่จะใช้แม้แต่บทสวดของพุทธศาสนา


   บรรดาแมวน้อยที่เต็มไปด้วยพลังอาฆาตอันรุนแรงนั้น ได้กลับคืนสู่รูปลักษณ์ดั้งเดิมของพวกมัน ภายใต้เสียงสวดอันใสกังวานของเธอ


   แมวทุกตัวล้วนน่ารักหรือสวยงาม พวกมันลืมตากลมโตใสแจ๋วขึ้นมา แล้วเดินย่ำเท้าเล็กๆเข้ามาหาเสิ่นจืออินทีละตัว พร้อมกับเอาหัวมาถูไถมือของเธอ


   "เหมียว~"



บทที่ 317: คุณย่าตัวน้อย รีบมาช่วยผมด้วย



   เมื่อถูกแมวหลายตัวล้อมรอบ เสิ่นจืออินก็ถอนหายใจแล้วหยิบตราประทับออกมา


   มันคือตราประทับที่จวินหยวนมอบให้เธอนั่นเอง


   "เทพแห่งความตายทั้งสองโปรดตอบรับคำเชิญของฉัน"


   เมื่อเสียงของเธอเงียบลง บรรยากาศในห้องก็พลันเปลี่ยนเป็นน่าขนลุกขึ้นมาทันที ยมทูตสองตนหนึ่งดำหนึ่งขาวปรากฏตัวขึ้นในห้อง รูปร่างของพวกเขาสูงใหญ่ผิดปกติลอยอยู่กลางอากาศ


   แต่ไม่นานก็หดตัวลงมาเป็นขนาดคนปกติแล้วมองไปที่เสิ่นจืออิน


   ในตอนนี้ ยมทูตทั้งสองภายนอกดูสงบนิ่ง แต่ภายในใจกลับปั่นป่วนราวกับคลื่นในทะเล


   องค์จักรพรรดิถึงกับ... ถึงกับมอบตราประทับสำรองที่แสดงถึงสถานะให้กับเด็กผู้หญิงคนนี้อย่างนั้นเหรอ?


   เด็กคนนี้อาจจะเป็นลูกสาวของจักรพรรดิที่พลัดพรากไปหรือเปล่า?


   แต่เวลามันไม่สอดคล้องกันนะ จักรพรรดิของพวกเขาเพิ่งจะตื่นขึ้นมา จะเป็นไปได้อย่างไรที่จะมีลูกสาวโตขนาดนี้


   แม้ว่าเสิ่นจืออินจะเป็นมนุษย์ แต่ยมทูตทั้งสองก็ยังคงแสดงความเคารพอย่างสูงสุด "ท่านผู้สูงศักดิ์มีธุระอะไรหรือ?"


   เสิ่นจืออินชี้ไปที่แมวทั่วทั้งห้อง แล้วเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นอย่างคร่าวๆ


   "พวกคุณพาพวกมันออกไปเถอะ"


   ยมทูตทั้งสองมองดูหลิวเหวินเหวินที่นอนอยู่บนพื้นด้วยสายตาเย็นชา เธอเหลือลมหายใจเพียงเฮือกสุดท้าย


   "ขอบคุณท่านที่ช่วยปลดปล่อยวิญญาณเหล่านี้"


   ยมทูตขาวและดำโบกมือ "ถึงเวลาต้องไปแล้ว"


   วิญญาณแมวเหล่านั้นมองไปที่เสิ่นจืออินเป็นครั้งสุดท้าย จากนั้นก็กระโดดขึ้นไปบนตัวของยมทูตขาวและดำทีละตัว


   เหล่าแมวน้อยที่ฟื้นคืนสู่สภาพเดิมก่อนตายนั้นทั้งสะอาดและสวยงาม แม้แต่ยมทูตผู้มีหน้าที่นำวิญญาณไปยังปรโลก ก็ยังแสดงสีหน้าอ่อนโยนลงเมื่อเผชิญหน้ากับพวกมัน จากนั้นก็พาแมวทั้งหลายที่เกาะอยู่เต็มตัวกลับไปยังยมโลก


   ทางผ่านการเวียนว่ายตายเกิดในยมโลกที่เป็นที่รู้จักกันดีมีสองประเภท คือมนุษย์และสัตว์เดรัจฉาน แต่ความจริงแล้วนี่เป็นเพียงทางผ่านการเวียนว่ายตายเกิดของวิญญาณมนุษย์เท่านั้น


   หลังจากผู้ที่กระทำชั่วได้รับการลงโทษในนรกแล้ว ก็จะถูกส่งไปเกิดเป็นสัตว์ สัตว์ประเภทนี้มีไว้เพื่อให้มนุษย์เลี้ยงและฆ่าเพื่อเป็นอาหารโดยเฉพาะ ในขณะเดียวกัน ยังมีช่องทางการเวียนว่ายตายเกิดอีกประเภทหนึ่ง ซึ่งเตรียมไว้สำหรับวิญญาณของสัตว์อื่นๆในโลก เช่น สัตว์ป่า แมวและสุนัขที่เป็นสัตว์เลี้ยง ซึ่งเป็นวิญญาณที่ไม่มีปัญญาแต่บริสุทธิ์


   หากเกิดปัญญาขึ้นมา พวกมันสามารถเลือกได้ว่าจะกลายเป็นมนุษย์หรือจะเป็นสัตว์ต่อไป ส่วนพวกที่ยังไม่เกิดปัญญาก็จะเวียนว่ายตายเกิดเป็นสิ่งมีชีวิตในโลกนี้ต่อไป


   ยมทูตดำและยมทูตขาวทำหน้าที่เป็นผู้นำทางวิญญาณมานานแล้ว พวกเขาเคยเห็นสิ่งมีชีวิตที่เกิดปัญญาและเปลี่ยนไปสู่วิถีแห่งมนุษย์ แต่สุดท้ายแล้วหลายตนก็เสียใจภายหลัง


   ธรรมชาติของมนุษย์และอารมณ์ความรู้สึกนั้นซับซ้อน มีสิ่งที่ต้องเรียนรู้และประสบการณ์มากมายเหลือเกิน ไม่ว่าจะยุคสมัยไหน คนที่มีความสุขและไร้กังวลตลอดชีวิตก็มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้น


   ยังไม่ดีเท่ากับการเป็นสัตว์ตัวหนึ่งในโลกกว้างใหญ่ อันตรายมีอยู่ทุกหนแห่ง แต่เพราะสัตว์ไม่มีความคิดที่ซับซ้อนมากนัก พวกมันอาจรู้สึกมีความสุขและยินดีเพียงแค่ได้กินอิ่มมื้อหนึ่งเท่านั้น


   บางครั้งความสุขที่เรียบง่ายที่สุดกลับเป็นสิ่งที่หายากที่สุด


   หลังจากมองส่งยมทูตขาวดำจากไปแล้ว เสิ่นจืออินก็โทรศัพท์ไปหาสำนักงานบริหารพิเศษอีกครั้ง


   คนจากสำนักงานบริหารพิเศษมาถึงอย่างรวดเร็ว ครั้งนี้ก็ยังคงเป็นเสิ่นซิวหนานที่นำคนมา รวมทั้งหมดมีแค่สามคน ซึ่งล้วนเป็นคนที่เธอคุ้นเคย


   "คุณย่าตัวน้อย เราเอานมเปรี้ยวมาให้คุณด้วย ดื่มไหมครับ?"


   ไม่ต้องพูดมาก แน่นอนว่าต้องเอาสิ


   เสิ่นจืออินกอดกล่องนมเปรี้ยวแล้วดูดผ่านหลอดอย่างเอร็ดอร่อย เธอชี้ไปที่กู่แมวที่ถูกจับได้และหลิวเหวินเหวิน พร้อมทั้งอธิบายสถานการณ์ทั้งหมดให้ฟัง รวมถึงเรื่องของซูจิ่นหมิงด้วย


   "ฉันจะลองเอาแมวตัวนี้กลับไปดูว่าจะช่วยชีวิตมันได้ด้วยการปรุงยาหรือเปล่า ส่วนคนนี้ก็ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของพวกคุณแล้วกัน ฉันไม่ได้ลงมือทำอะไรนะ ฉันเป็นพลเมืองดีที่เคารพกฎหมาย ทั้งหมดนี้เป็นฝีมือของพวกแมวที่เธอฆ่าตายต่างหาก"


   เสิ่นซิวหนานทำสัญลักษณ์มือโอเค


   "พวกเราเข้าใจกันทั้งหมดแล้วครับ"


   "ป้อนยาให้เธอหนึ่งเม็ด พาตัวกลับไปสอบสวน คดีนี้น่าจะเกี่ยวข้องกับหมอผีที่พวกเราตามล่าอยู่ตลอด เธอใช้คนเป็นที่ฟักไข่กู่แมลงมาตลอด คุณย่าตัวน้อย ในร่างกายของเธอก็มีกู่แมลงอยู่ใช่ไหม?"


   เสิ่นจืออินพยักหน้า "ตัวอ่อนของผีเสื้อทอฝัน คาดว่าอีกไม่นานก็จะฟักตัวและลอกคราบ เมื่อผีเสื้อทอฝันตัวนั้นกลายเป็นตัวเต็มวัย ก็จะเป็นวันตายของเธอ"


   ในโลกนี้ไม่มีอะไรที่ได้มาฟรีๆหรอก เมื่อก่อนหลิวเหวินเหวินก็แค่คนธรรมดาคนหนึ่ง ดูก็รู้ว่าต้องมีคนอื่นสอนการฝึกฝนวิชากู่ให้เธอแน่ๆ


   ตัวหนอนผีเสื้อทอฝันที่อยู่ในตัวของหลิวเหวินเหวินเป็นตัวแม่ ส่วนตัวที่อยู่ในตัวของซูจิ่นหมิงเป็นตัวลูก เธอสามารถรับรู้และควบคุมกู่ที่อยู่ในตัวของเขาได้


   เมื่อตัวหนอนลอกคราบและฟักออกมา ทั้งสองคนก็จะกลายเป็นอาหารของผีเสื้อทอฝัน


   ยิ่งไปกว่านั้น ด้วยความที่หลิวเหวินเหวินเลี้ยงกู่แมว ทำให้ผีเสื้อทอฝันในร่างกายของเธอแข็งแกร่งมากหลังจากที่มันออกมาจากร่างกาย


   "พวกเราก็เคยได้รับคดีคล้ายๆกันมาก่อน หลังจากสืบสวนแล้วพบว่าทั้งหมดเป็นเพราะความรักที่ไม่สมหวัง ไม่รู้ว่าพวกเขาได้ตัวอ่อนผีเสื้อทอฝันมาจากหมอผีกู่ได้อย่างไร ภายหลังพวกเขาล้วนตายอย่างน่าอนาถ อวัยวะภายในถูกกินไปเกือบหมด"


   เรื่องแบบนี้ คนที่ทำชั่วนั้นสมควรตายแล้ว แต่อีกฝ่ายที่เป็นเหยื่อนั้นช่างน่าสงสารจริงๆ


   "คุณย่าตัวน้อย คุณมีวิธีที่จะยับยั้งตัวอ่อนของผีเสื้อทอฝันในร่างของเธอได้ไหม? พวกเราตัดสินใจจะเริ่มจากหลิวเหวินเหวินเพื่อดูว่าจะสามารถจับตัวหมอผีได้หรือเปล่า"


   "ได้ พรุ่งนี้คุณกลับบ้านมาเอายาเม็ดนะ"


   หลังจากที่เสิ่นซิวหนานและทีมของเขาพาหลิวเหวินเหวินและกู่แมวนั่นจากไป เสิ่นจืออินก็ปีนออกทางหน้าต่างจากไปเช่นกัน


   อย่างไรก็ตาม เธอยังต้องไปหาหลานชายคนที่สี่ รวมถึงจวินหยวนที่ยังคงวุ่นวายอยู่ในโรงเรียนสอนขับรถด้วย เสิ่นจืออินดื่มนมเปรี้ยวจนหมด แล้วขี่สกู๊ตเตอร์เล็กๆลอยจากไป


   "ฉันยุ่งจังเลย~~~"


   เธอยังไม่ทันได้โทรหาหลานชายคนที่สี่ เสิ่นมู่จิ่นก็โทรมาหาเธอก่อนแล้ว


   พอเชื่อมต่อสาย เสียงอันน่าสงสารของเสิ่นมู่จิ่นก็ดังขึ้นมา [คุณย่าตัวน้อย รีบมาช่วยผมหน่อย ผมถูกจับแล้ว]


   "ถูกจับที่ไหน?"


   เสิ่นมู่จิ่นตอบว่า [สถานที่ที่คุณคุ้นเคยดี]


   เสิ่นจืออิน : ...เข้าใจแล้ว ทำไมไม่พูดตรงๆว่าเข้าคุกไปเลยล่ะ? พูดแบบนี้เหมือนกับว่าฉันเข้าออกคุกเป็นว่าเล่นอย่างนั้นแหละ


   หลังจากวางสาย เสิ่นมู่จิ่นถอนหายใจ จะอธิบายเรื่องนี้กับผู้จัดการของเขายังไงดี กลับไปต้องโดนเทศน์หูชาแน่ๆ


   ได้แต่หวังว่าจะไม่โดนพวกช่างภาพปาปารัสซี่บ้าๆพวกนั้นถ่ายรูปเอาไว้ ไม่งั้นพวกนักข่าวชอบตั้งชื่อพาดหัวเรียกยอดคนดู จะเอาไปใส่สีตีไข่เขายังไงบ้างก็ไม่รู้


   ความจริงแล้วถ้าเป็นแค่การทะเลาะวิวาทธรรมดาก็คงไม่ร้ายแรงขนาดนั้น เขาแค่ไปให้ปากคำก็ออกจากคุกได้แล้ว เพราะยังไงเขาก็มีเหตุผลที่ต้องทำแบบนั้น เขาช่วยแมวมาทั้งคันรถเลยนะ


   แต่น่าเสียดายที่เขาเพิ่งเคยใช้ยันต์โจมตีคนเป็นครั้งแรก และยังทดลองวิชาที่ได้รับสืบทอดมา เขาตัดสินใจหยิบปี่ซั่วน่าที่เก็บไว้ในมิติออกมา แล้วเป่าใส่พวกพ่อค้าแมวอย่างเต็มที่


   ดูเหมือนว่าผลลัพธ์ที่ได้จะแรงเกินไปหน่อย หูของพวกเขาถูกสั่นสะเทือนจนเลือดออกยิ่งไปกว่านั้น... ยังถูกยันต์ระเบิดจนเลือดออกเยอะมากและหมดสติไปอีก


   สรุปก็คือ เมื่อสายตรวจมาถึง ถ้าไม่ใช่เพราะเสิ่นมู่จิ่น รีบร้อนป้อนยาให้กับพวกพ่อค้าแมวเหล่านั้น พวกเขาคงได้ไปเกิดใหม่กันหมดแล้ว


   ตอนนี้พวกพ่อค้าแมวถูกส่งไปโรงพยาบาลแล้ว ส่วนเขาถูกจับกุมตัวไป


   คิดแล้วก็รู้สึกเจ็บปวดใจ เสิ่นมู่จิ่นพูดอย่างโกรธแค้น "ไอ้พวกอ่อนแอ!" คนพวกนั้นทำให้เขาต้องถูกขัง


   สายตรวจที่เดินผ่านมา : ...


   "คุณระเบิดพวกเขาจนเป็นแบบนั้นแล้วยังบอกว่าอ่อนแอ? ถ้าเปลี่ยนเป็นคนที่ร่างกายแข็งแรงก็คงทนไม่ไหวเหมือนกัน"


   เสิ่นมู่จิ่นแก้ตัว "ผมแค่เป่าปี่และโยนยันต์ไปไม่กี่แผ่น ฉันจะยืนอยู่เฉยๆให้พวกเขาทำร้ายผมได้ยังไง? นี่ถือว่าเป็นการป้องกันตัวโดยชอบด้วยกฎหมายไม่ใช่รึไง?"


   สายตรวจกลอกตา "คุณคิดว่ายังไงล่ะ? ยังไงก็ให้คุณย่าตัวน้อยของคุณมาจัดการก็พอแล้ว พวกเราก็คุ้นเคยกับเรื่องแบบนี้แล้วเหมือนกัน"


   ส่วนใหญ่พวกเขาคุ้นเคยกับเสิ่นจืออินมากกว่า พวกเขายังซื้อยันต์จากเธอด้วย ดังนั้นถึงแม้จะจับเสิ่นมู่จิ่นมา แต่ก็แค่กักตัวไว้ชั่วคราว รอให้คนมาบันทึกปากคำ เซ็นชื่อ เตรียมเอกสารคดีให้เรียบร้อย แล้วก็ปล่อยตัว


   ถึงอย่างไรเสิ่นจืออินก็เป็นคนที่มีชื่อเสียง คนพวกนั้นกินยาแล้วส่งโรงพยาบาลก็ไม่มีอะไรมาก อย่างมากก็แค่หูอาจจะได้ยินไม่ค่อยชัด


   อืม... แต่พวกเขาคงต้องติดคุกอีกสักสองสามปี เพราะในรถนั้นไม่ได้มีแค่แมวเท่านั้น ยังมีสัตว์คุ้มครองอีกหลายตัวด้วย



บทที่ 318: มีแต่กำแพงเท่านั้นที่บาดเจ็บ



   หลังจากไปรับเสิ่นมู่จิ่นออกมาพร้อมกับแลกเปลี่ยนยันต์กันเสร็จ เสิ่นจืออินก็ยัดแมวสองตัวให้เขาอย่างคล่องแคล่ว


   เสิ่นมู่จิ่นอุ้มแมวตัวใหญ่สวยงามสองตัวไว้ด้วยท่าทางรังเกียจเล็กน้อย


   "ทำไมไม่อาบน้ำให้พวกมันล่ะ?"


   แมวสองตัวผ่านประสบการณ์การถูกจับโดยพวกค้าแมวเถื่อน และออกมาจากห้องที่สกปรกและมีกลิ่นเหม็น ขนสวยงามของพวกมันกลายเป็นสีเทาหม่นและมีคราบเลือดติดอยู่


   เสิ่นจืออินตอบ "ลืมน่ะ"


   "เหมียว~"


   แมวทั้งสองร้องเสียงออดอ้อนและน่าสงสารออกมา พร้อมกับใช้หัวของพวกมันถูไถมือของเสิ่นมู่จิ่น เขารีบกอดพวกมันทันที "น่ารักและสวยขนาดนี้ สกปรกนิดหน่อยจะเป็นไรไป ฉันไม่เอาชุดนี้แล้วก็ได้!"


   เขาก็ไม่อยากจะทำตัวไร้ค่าขนาดนี้หรอก แต่พวกมันมาออดอ้อนเขานี่นา


   เสิ่นจืออินมองเขาอย่างรังเกียจ แล้วทำท่าร่ายคาถา ทันใดนั้น เสิ่นมู่จิ่นและแมวก็สะอาดสะอ้านในพริบตา


   หลังจากทำความสะอาดแล้ว แมวทั้งสองตัวดูสวยขึ้นมาก แมวเปอร์เซียตัวนั้นมีตาสองสี คือสีฟ้าและสีทอง ขนทั้งตัวสีขาวบริสุทธิ์ไม่มีสีอื่นปน อุ้งเท้าและฝ่าเท้าเป็นสีชมพู


   แต่ดูผอมไปหน่อย แมวตัวนี้ดูอวบอ้วนก็เพราะขนที่ฟูฟ่องเท่านั้น


   ส่วนแมวแร็กดอลล์อีกตัวก็ดูสวยงามและน่ารักมาก ดวงตากลมโตและเสียงร้องก็ฟังดูอ่อนหวาน ดูเหมือนจะขี้อายนิดหน่อย


   "คุณย่าตัวน้อย พวกเรามาเลี้ยงแมวสองตัวนี้กันเถอะ พวกมันน่ารักมากเลย"


   "ตรงโน้นมีร้านขายสัตว์เลี้ยงอยู่ ไม่รู้ว่าพวกมันถูกพ่อค้าแมวบ้านั่นจับมาแล้วให้อาหารหรือเปล่า พวกเราไปซื้ออาหารแมวกันเถอะ"


   "คุณย่าตัวน้อย แล้วหลิวเหวินเหวินซื้อแมวพวกนี้กลับไปเพื่อทำอะไรกันแน่?"


   เสิ่นจืออินจึงเล่าเรื่องที่หลิวเหวินเหวินทำให้เขาฟังอย่างละเอียด


   เสิ่นมู่จิ่นพูดด้วยสีหน้าขยะแขยง "นังบ้าวิปริต!!!"


   เนื่องจากความโกรธที่พลุ่งพล่าน เสียงของเสิ่นมู่จิ่นพลันดังขึ้นอย่างฉับพลัน ทำให้ผู้คนรอบข้างหันมามองทันที


   "คนหล่อจัง แมวก็สวยด้วย"


   "ดูคุ้นๆนะ สาวน้อยคนนั้นก็สวยมากเลย"


   "โอ้โห หน้าตาดีมาก ดูคุ้นๆ เป็นดาราใช่ไหม?"


   "ดารา!!! โอ้พระเจ้า เขาคือ สิ่นมู่จิ่น!!!"


   เสิ่นมู่จิ่น : บ้าเอ๊ย ฉันถูกจำได้เหรอเนี่ย? ฉันก็ใส่แมสก์อยู่นะ พวกเขาเห็นว่าฉันหล่อได้ยังไง?


   แน่นอนว่าความหล่อของเขาไม่สามารถถูกปิดบังได้ไม่ว่าจะสวมหน้ากากกี่ชั้นก็ตาม


   ที่นี่ใกล้กับสำนักลาดตระเวน ซึ่งจริงๆแล้วไม่มีคนมากนัก ถ้าไม่ใช่เพราะเสียงตะโกนของเสิ่นมู่จิ่น


   เสียงตะโกนนั้นทำให้คนรอบข้างมารวมตัวกัน แล้วก็เริ่มถ่ายรูปพวกเขาอย่างบ้าคลั่ง "เสิ่นมู่จิ่น ทำไม... ทำไมถึงออกมาจากคุกได้?"


   เสียงของเด็กสาวคนหนึ่งถามด้วยความสงสัยและกังวลเล็กน้อย


   เสิ่นมู่จิ่น : …


   เวรเอ๊ย บางทีพวกช่างภาพปาปารัสซี่คงไม่ได้ถ่ายภาพตอนเขาเข้าสถานีตำรวจหรอก แต่เสียงตะโกนนี้กลับเป็นการเปิดเผยตัวเองซะงั้น


   เสิ่นจืออินอาศัยความได้เปรียบด้านความเตี้ยแอบเล็ดลอดออกไปจากฝูงชนอย่างเงียบๆ เธอยังรู้สึกไม่ค่อยคุ้นเคยกับการถูกผู้คนมากมายรุมล้อมและถ่ายรูป


   "แค่เกิดความเข้าใจผิดเล็กน้อยเท่านั้น ผมทะเลาะกับพวกพ่อค้าแมวสองสามคนแล้วพลั้งมือทำให้พวกเขาบาดเจ็บโดยไม่ตั้งใจ ก็แค่บาดเจ็บนิดหน่อยเท่านั้น ก็เลยมาที่สำนักลาดตระเวนเพื่อให้ปากคำ เอาล่ะ ผมยังมีธุระที่ต้องไปทำต่อ พวกคุณค่อยๆเดินเล่นกันนะ อย่าเอาไปรายงานข่าวเหลวไหลเชียวล่ะ ไม่งั้นพี่หลี่จะต้องตีผมตายแน่!"


   เมื่ออธิบายเสร็จ เสิ่นมู่จิ่นรีบอุ้มแมวสองตัววิ่งออกจากฝูงชนอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็วิ่งตามคุณย่าตัวน้อยไปด้วยขาเรียวยาว


   "คุณย่าตัวน้อยรอผมด้วย คุณจะทิ้งหลานชายสุดที่รักของคุณแบบนี้ไม่ได้นะ"


   ในกลุ่มคนด้านหลัง บางคนวิ่งตามไป แต่ส่วนใหญ่มองหน้ากันอย่างงุนงง


   อย่างไรก็ตาม ไม่นานข่าวที่เสิ่นมู่จิ่นออกมาจากสำนักลาดตระเวนก็ขึ้นเทรนด์ร้อนแรงแม้ว่าเขาจะได้อธิบายไปแล้ว แต่คนส่วนใหญ่ยังต้องการขุดคุ้ยลึกลงไปอีก เช่น ทำไมเขาถึงได้เจอกับพ่อค้าแมว และทำไมเขาดูเหมือนไม่ได้รับบาดเจ็บเลยหลังจากต่อสู้กับพ่อค้าแมว


   เรื่องนี้ดูไม่น่าเชื่อถือเอาเสียเลย


   นักข่าวซุบซิบทุ่มเทอย่างหนักเพื่อหาประเด็นร้อนๆเพิ่มเติม ทำให้โลกออนไลน์เดือดพล่านไปชั่วขณะ โชคดีที่ทางสำนักลาดตระเวนได้ออกมาชี้แจงเรื่องนี้ให้เขาอย่างรวดเร็ว


   พวกเขาเขียนข้อความสั้นๆประมาณว่า คุณเสิ่นได้ต่อสู้อย่างกล้าหาญกับพวกค้าแมว และช่วยชีวิตแมวไว้ได้กว่าร้อยตัว รวมถึงสัตว์คุ้มครองอีกหลายตัวที่ปะปนอยู่ด้วย ส่วนรายละเอียดของการต่อสู้นั้นไม่จำเป็นต้องอธิบาย


   หลังจากนั้น ชาวเน็ตก็เลิกคาดเดากันไปในทางที่ผิด และหันมาชื่นชมเขากันเป็นเสียงเดียว พวกเขายังชมอีกว่าแมวสองตัวที่เขาอุ้มอยู่นั้นดูดีมาก เข้ากับเขาได้อย่างลงตัวเลยทีเดียว


   แฟนคลับของเฉินมู่จิ่นได้ทีก็พากันอวดโอ้กันใหญ่


   อย่างไรก็ตาม เสิ่นมู่จิ่นยังไม่รู้เรื่องพวกนี้ทั้งหมดในตอนนี้ เพราะขณะนี้เขากำลังมาถึงโรงเรียนสอนขับรถที่จวินหยวนฝึกอยู่พร้อมกับเสิ่นจืออิน


   "ทำไมที่กำแพงถึงมีรูใหญ่ขนาดนั้น?"


   เสิ่นมู่จิ่นเบิกตากว้าง ตอนที่มาครั้งที่แล้วมันไม่ได้เป็นแบบนี้นี่นา?


   เสิ่นจืออินนับนิ้วคำนวณแล้วพูดว่า "ฉันรู้สึกว่าวันนี้จะโชคร้าย"


   เสิ่นมู่จิ่นพูดอย่างไม่ใส่ใจ "วันนี้ฉันผมโชคร้ายไม่พออีกเหรอ? ผมถูกจับไปสำนักลาดตระเวนนะ"


   ขณะที่พวกเขาทั้งสองกำลังคุยกันอยู่นั้น จู่ๆก็มีเสียงกรีดร้องดังขึ้นมา


   เป็นเสียงกรีดร้องทุ้มต่ำและหวาดกลัวของผู้ชาย จากนั้นก็มีเสียงฟิ้ว มีบางสิ่งบางอย่างบินผ่านพวกเขาไป


   ราวกับลมพายุพัดผ่าน ผมและชุดของเสิ่นจืออินปลิวไสว


   เสิ่นมู่จิ่นถูกลมพัดจนโคลงเคลงไปมา สุดท้ายก็ยืนทรงตัวได้อย่างหวุดหวิด แมวขนยาวทั้งสองตัวถูกลมพัดจนขนปลิวไปด้านหนึ่ง จนแทบมองไม่เห็นหน้า


   เสิ่นมู่จิ่นรู้สึกหวาดกลัว "อะไรน่ะ?"


   ฟิ้ว!


   สิ่งนั้นกลับมาอีกครั้ง คราวนี้กลับมาแบบไม่เกรงใจใครด้วยการถอยหลัง เสียงกรีดร้องแหลมสูงของผู้ชายดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ


   รถของโรงเรียนสอนขับรถคันหนึ่งปรากฏขึ้นตรงหน้าพวกเขาอย่างรวดเร็วราวกับวาปมา จากนั้นกระจกรถก็เลื่อนลง ใบหน้าหล่อเหลาของจวินหยวนก็ปรากฏขึ้น


   "ทำไมมาช้าจัง?"


   จวินหยวนจ้องมองทั้งสองคนด้วยดวงตาคู่คมกริบ


   เสิ่นมู่จิ่นมองเขาอย่างงงงวย "คนที่บินผ่านไปเมื่อกี้คือคุณเหรอ?"


   เสิ่นจืออิน "คุณเล่นคนเดียวก็สนุกดีไม่ใช่เหรอ?"


   มองเข้าไปข้างในอีกครั้ง ครูฝึกกำลังตาเหลือก ราวกับว่าจะเป็นลมได้ทุกเมื่อ


   "นี่คือครูสอนขับรถของคุณเหรอ?" ตอนสมัครเรียนไม่ใช่คนนี้นี่นา?


   จวินหยวนมองครูฝึกที่นั่งอยู่ข้างคนขับด้วยสายตาดูแคลน "ก็ประมาณนั้นแหละ เปลี่ยนมาแปดคนแล้ว"


   เสิ่นมู่จิ่นถามอย่างงุนงง "คนก่อนหน้านี้สอนไม่ดีเหรอ?"


   จวินหยวนตอบ "ไม่ใช่หรอก คนก่อนหน้านี้ขี้ขลาดจนเกือบจะเป็นลมไปแล้ว ฉันก็แค่ขับรถเร็วไปนิดหน่อย พวกเขาทำเหมือนเห็นผีกันไปหมด"


   ครูฝึกสอนที่จิตวิญญาณเปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่นแม้สังขารจะไม่ไหวแล้ว พูดด้วยเสียงสั่นเครือว่า "คุณไม่ได้ขับรถเร็วไปหน่อย แต่คุณขับรถจนพวกเราเห็นสะพานนรกกันแล้วนะ!"


   รู้สึกเหมือนอีกวินาทีเดียวก็จะต้องไปเกิดใหม่แล้ว ใครจะเข้าใจล่ะ... ไม่เคยเจอนักเรียนหัวแข็งแบบนี้มาก่อน เปลี่ยนครูฝึกมาแปดคนแล้ว ไม่มีใครสามารถทำให้เขาลดความเร็วลงได้เลย


   สำคัญที่สุดคือความเร็วนี้ได้ทะลุขีดจำกัดของรถพวกเขาไปแล้ว เขาทำได้ยังไงกันนะ!


   "แล้วรูนั่นล่ะ?"


   จู่ๆ เสิ่นจืออินก็มีความคิดแวบเข้ามาในหัว เธอชี้ไปที่รูใหญ่นั้นแล้วถามว่า "คุณทำเหรอ?"


   จวินหยวนเหลือบมองแวบหนึ่งแล้วตอบว่า "รถไม่เป็นอะไร คนก็ไม่เป็นอะไร มันแค่เกิดจากตอนที่ฉันยังไม่รู้วิธีเลี้ยวรถ แล้วไปชนเข้าโดยไม่ตั้งใจน่ะ"


   มีแค่กำแพงที่บาดเจ็บเท่านั้นเอง


   พวกมนุษย์เหล่านี้ช่างไม่รู้จักบุญคุณเสียจริง ในโลกนี้ไม่มีใครขับรถปลอดภัยไปกว่าเขาอีกแล้ว ใครจะสามารถแย่งชีวิตคนไปจากมือเขาได้?


   หลังจากนั้น เสิ่นจืออินและเสิ่นมู่จิ่นต่างได้เห็นกับตาว่าเขาขับรถอย่างไร


   โดยรวมแล้ว ถ้าไม่ใช่เพราะสนามฝึกนี้ใหญ่พอ มันคงไม่พอให้เขาสร้างความเสียหายแน่!


   เสิ่นมู่จิ่นแอบชูนิ้วโป้งให้เขาเงียบๆ สมแล้วที่เป็นจักรพรรดิแห่งยมโลก ช่างแข็งแกร่งเหลือเกิน ดุดันยิ่งกว่าคุณย่าตัวน้อยเสียอีก



บทที่ 319: ปล่อยเสิ่นมู่เหยี่ยออกไปคลั่ง



   เมื่อเห็นว่ามีญาติสองคนมาถึง ครูฝึกทั้งแปดคนรีบเข้าไปหาพวกเขาและเริ่มระบายความทุกข์ใจ เสิ่นจืออินฟังด้วยสีหน้าสิ้นหวัง


   วันนี้ช่างเป็นวันดวงซวยของเธอจริงๆ!


   รถและคนของโรงเรียนสอนขับรถไม่เป็นอะไร แต่สนามฝึกของโรงเรียนเสียหายอย่างหนัก ดังนั้น จวินหยวนก็ต้องควักเงินจ่ายอยู่ดี


   โชคดีที่เขาไม่ใช่คนขี้เหนียว เขาจ่ายเงินไปโดยตรง และยังส่งผลไม้ไปให้หนึ่งลังแก่บรรดาครูฝึกที่เขาทำให้แทบจะสิ้นใจ


   แต่เขาก็ถามคำถามหนึ่งที่ทำให้ครูฝึกตอบลำบากมาก


   "ฉันจะได้ใบขับขี่เมื่อไหร่?"


   ครูฝึก : … พวกเราจะกล้าให้ใบขับขี่คุณได้ยังไง?


   เมื่อเห็นพวกเขานิ่งเงียบไม่พูดอะไร จวินหยวนขมวดคิ้วด้วยสีหน้าไม่พอใจพลางกล่าวว่า "ก็ได้ พรุ่งนี้ฉันจะลดตัวมาฝึกขับรถที่นี่อีกครั้ง"


   "ไม่ ไม่ ไม่..."


   ครูฝึกทั้งหมดส่ายหัวรัวกันเป็นแถว สีหน้าแสดงความหวาดกลัวสุดขีด


   "ขอร้องล่ะ พวกเราจะให้เงินคุณไปสร้างความเดือดร้อน... เอ่อ ไม่ใช่สิ ไปสร้างชื่อเสียงให้โรงเรียนสอนขับรถที่อื่นดีกว่า" พวกเราทนไม่ไหวแล้วจริงๆ


   ครูฝึกจอมเจ้าเล่ห์และชั่วร้ายคนหนึ่งยังบอกชื่อโรงเรียนสอนขับรถที่เป็นคู่แข่ง และยื่นนามบัตรให้เขาด้วย


   "ค่าสมัครที่คุณจ่ายมาก่อนหน้านี้ พวกเราจะคืนให้ทั้งหมดโดยไม่หักแม้แต่หยวนเดียว และยังจะจ่ายค่าเสียเวลาให้อีกหนึ่งพันหยวน คุณคิดว่ายังไง?"


   "พื้นที่ฝึกของพวกเขาใหญ่กว่า มีรถมากกว่า มีครูฝึกมากกว่า และยังกล้าทำอะไรมากกว่า รับรองว่าคุณจะพอใจแน่นอน"


   เสิ่นมู่จิ่นมองดูครูฝึกเหล่านี้ด้วยความตกตะลึง พวกคุณช่างเจ้าเล่ห์จริงๆ...


   จวินหยวนรับนามบัตรมา "ได้ พรุ่งนี้จะไปดู"


   สนามกว้างกว่าเหรอ? งั้นก็ดีเลย


   เสิ่นจืออินถามขึ้นมาว่า "ที่นั่นรับสมัครเด็กตัวเล็กๆอย่างฉันได้ไหม?"


   เหล่าครูฝึก : ...


   พวกนี้เป็นตัวอะไรกันเนี่ย? ตัวอันตรายทั้งนั้นเลย! "ไม่ได้!"


   "โอ้"


   เสิ่นจืออินทำหน้าไม่พอใจพร้อมกับพองแก้มขึ้น แล้วก็กัดอมยิ้มในปากแตกเป็นชิ้นๆดังกรุบ


   หลังจากจัดการเรื่องของจวินหยวนเสร็จแล้วกลับมาที่ตระกูลเสิ่น พวกเขากลับมาถึงบ้านในเวลาค่อนข้างดึก พวกเขาพบว่าไม่เพียงแต่เสิ่นควานและเสิ่นซิวหรานที่กลับมาแล้ว แต่ซูจิ่นหมิงก็อยู่ที่นั่นด้วย


   ผู้นำทั้งสามคนของบริษัทนั่งอยู่ด้วยกัน ทุกคนสวมชุดสูทดูเหมือนกำลังประชุมกันอยู่


   แต่ความจริงแล้วพวกเขาแค่กำลังดื่มชาและกาแฟเท่านั้น


   เมื่อเห็นเสิ่นจืออินกลับมา ดวงตาของซูจิ่นหมิงก็เปล่งประกายวาววับ


   พวกเขากำลังจะพูดอะไรบางอย่าง แต่เสิ่นจืออินยกมือขึ้นด้วยสีหน้าเคร่งขรึม "หยุด มีอะไรค่อยพูดกันทีหลัง ตอนนี้... ฉันต้องกินข้าว!"


   เธอเน้นเสียงคำสุดท้ายอย่างหนักแน่น พ่อบ้านเดินออกมาพร้อมรอยยิ้ม "นายหญิง อาหารเตรียมพร้อมแล้ว ทั้งหมดเป็นอาหารที่คุณชอบที่สุด"


   เสิ่นจืออินรู้สึกดีใจทันที เธอรีบวิ่งด้วยขาสั้นๆไปที่โต๊ะอาหาร


   แน่นอนว่าสิ่งที่เสิ่นจืออินชอบที่สุดคืออาหารอร่อยๆทุกชนิด เธอไม่เลือกกินเลย


   "เหมียว~"


   สองแมวที่มาถึงบ้านใหม่ค่อยๆย่างเท้าออกมาอย่างระมัดระวัง ในที่สุดพวกมันก็ทิ้งเสิ่นมู่จิ่นที่อุ้มพวกมันมาตลอดทาง แล้วเดินด้วยเท้าเล็กๆไปหาเสิ่นซิวหราน พร้อมกับเดินเบียดและถูไถที่ข้างเท้าของเขา


   เสิ่นซิวหรานก้มมองลงมา แล้วอุ้มสัตว์ตัวน้อยขนฟูทั้งสองตัวขึ้นมา


   พูดถึงเรื่องแปลกๆที่เกิดขึ้นเมื่อเร็วๆนี้ เวลาที่เขาเดินไปตามถนน มักจะมีแมวหรือหมาน้อยมาเดินชนเขาเสมอ แม้แต่เหยี่ยวไห่ตงชิงสองตัวที่บังเอิญมาทำรังที่บ้านของเขา ก็ชอบมาเคาะหน้าต่างห้องของเขาทุกวัน ตรงเวลาราวกับนาฬิกาปลุก ดังนั้นช่วงนี้เขามีนิสัยเพิ่มขึ้นมาอย่างหนึ่งในตอนเช้า นั่นคือการนำเนื้อสดที่หั่นไว้แล้วจากในครัวไปให้อาหารเหยี่ยวไห่ตงชิง


   เสิ่นซิวหรานใช้นิ้วเรียวยาวของเขาเกาหัว หลังหู และใต้คางของแมวน้อยแสนสวยทั้งสองตัว


   พวกมันนอนแผ่ราบบนต้นขาของเขา เสิ่นควานเพียงแค่มองดูแวบเดียวก็ดื่มชาของตัวเองอย่างสงบนิ่ง


   ลูกชายคนโตของเขามีนิสัยหนักแน่น อันที่จริงแล้วตอนเด็กๆก็ชอบสัตว์มาก แต่ตอนเด็กต้องดูแลน้องชายและเรียนหนังสือ ไม่มีเวลาเลี้ยงสัตว์ พอโตขึ้นก็เริ่มเข้าบริษัทตั้งแต่มัธยมปลายเพื่อเรียนรู้งาน เป็นคนบ้างานเหมือนกับเขา จึงยิ่งไม่มีเวลาเลี้ยงแมวหรือสุนัขอะไรพวกนี้


   แต่ตอนนี้... ในบ้านมีผึ้งตัวใหญ่ขนาดนั้นแล้ว เหยี่ยวไห่ตงชิงที่เป็นนกล่าเหยื่อก็ยังอาศัยอยู่ในบ้านของพวกเขา ก็คงไม่แตกต่างอะไรกับการมีแมวเพิ่มอีกหนึ่งหรือสองตัว


   เสิ่นจืออิน จวินหยวน และเสิ่นมู่จิ่นต่างนั่งลงกินข้าว เสิ่นมู่จิ่นต้องแย่งกินถึงจะสามารถยัดอาหารเข้าท้องตัวเองได้มากขึ้น สองคนนั้นกินเยอะและเร็วมาก


   เสิ่นมู่จิ่นถอนหายใจแล้วพูดว่า "พ่อบ้าน คราวหน้าช่วยเตรียมอาหารแยกให้ผมสักชุดนะครับ"


   พ่อบ้านยิ้มพลางตอบตกลง


   หลังจากกินอิ่มดื่มเต็มที่แล้ว เสิ่นจืออินก็อุ้มขวดนมเดินอย่างช้าๆไปที่ข้างกายของซูจิ่นหมิง "ฉันจัดการกับหลิวเหวินเหวินเรียบร้อยแล้ว"


   ซูจิ่นหมิงถอนหายใจอย่างโล่งอก ความจริงแล้วเขาเองก็รู้สึกได้ว่าอิทธิพลของหลิวเหวินเหวินที่มีต่อเขาแทบจะไม่มีอีกต่อไปแล้ว


   "ขอบคุณมาก"


   เสิ่นจืออินลูบท้องน้อยของตัวเอง "ตอนนี้ฉันสามารถเอาตัวหนอนผีเสื้อทอฝันออกมาให้คุณได้ แต่ว่า... ฉันเห็นว่าตอนนี้คุณดูมีเคราะห์ร้ายนิดหน่อยนะ"


   ซูจิ่นหมิงงุนงง "หา?"


   เสิ่นจืออินจ้องมองใบหน้าของเขา แล้วยกนิ้วก้อยขึ้นมาคำนวณเล็กน้อย


   "ถ้าไม่ใช่คุณที่โชคร้าย ก็คงเป็นคนที่คุณใส่ใจหรือคนรอบตัวคุณที่จะโชคร้ายแทน"


   ขณะที่ฟังเธอพึมพำ สีหน้าของซูจิ่นหมิงก็เปลี่ยนไปทันที เขารีบหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาแล้วโทรออก


   ปลายสายไม่มีคนรับ สีหน้าของซูจิ่นหมิงยิ่งดูแย่ลงเรื่อยๆ เขาจึงโทรหาซูฉือ แต่ก็ยังไม่มีคนรับสาย


   ในขณะเดียวกัน เสิ่นมู่จิ่นได้รับข้อความอย่างกะทันหัน


   "ทำไมไอ้ตัวซวยซูฉือถึงส่งที่อยู่มาให้ฉันด้วย? แถมยังไม่ครบอีก..."


   ยังพูดไม่ทันจบ โทรศัพท์มือถือของเขาก็ถูกซูจิ่นหมิงแย่งไปทันที "พวกเขาต้องเกิดเรื่องแน่ๆ ฉันต้องไปตามหาพวกเขา"


   เสิ่นมู่จิ่นมองดูขาของเขาแล้วพูดว่า "อย่าเลยดีกว่า นี่คุณจะไปตามหาคนหรือไปส่งตัวเองให้คนอื่นกินกันแน่?"


   ซูจิ่นหมิง : ...


   เขามองไปที่เสิ่นจืออินด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความคาดหวัง เนื่องจากเรื่องของหลิวเหวินเหวินได้ถูกจัดการไปแล้ว ตอนนี้เขาจึงเชื่อมั่นในความสามารถของเด็กหญิงตัวน้อยคนนี้อย่างไม่มีข้อกังขา "เพิ่มอีกสิบล้านได้ไหม ช่วยฉันหาพวกเขาหน่อย"


   เสิ่นจืออินกะพริบตาแล้วถอนหายใจ "ก็ได้ ฉันก็แค่คนที่เกิดมาเพื่อทำงานหนักนี่แหละ"


   กลับมาคราวนี้ยังไม่ทันได้พักเลย


   ตระกูลเสิ่นก็รู้สึกไม่อยากให้เสิ่นจืออินไปเหมือนกัน พวกเธอทำงานกันมาทั้งวันแล้ว


   แต่เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับชีวิตคน พวกเขาจึงไม่กล้าพูดอะไรมาก


   เสิ่นจืออินอยากจะช่วยเหลือ แต่เธอก็ไม่ได้ลงมือทำเอง "พรุ่งนี้หลานชายคนที่ห้าหยุดเรียนใช่ไหม?"


   เสิ่นควานชะงักไปครู่หนึ่ง แล้วพยักหน้า


   "งั้นไปรับเขากลับมาเดี๋ยวนี้เลย ใกล้จะสอบแล้ว ให้เขาได้ผ่อนคลายก่อนสอบหน่อย"


   และวิธีที่เสิ่นจืออินให้เขาผ่อนคลายก็คือ... การต่อสู้!


   เสิ่นมู่เหยี่ยมีจิตวิญญาณธาตุไฟบริสุทธิ์ที่มักจะปั่นป่วนง่าย ในโรงเรียนมีเพียงการเล่นบาสเก็ตบอลและการวิ่งเท่านั้นที่เป็นกิจกรรมกีฬาที่ช่วยให้เขาได้ระบายพลังงานที่มากเกินไป


   แต่เมื่อใกล้ถึงการสอบเข้ามหาวิทยาลัย วิชาพละศึกษาก็ถูกยกเลิกไปทั้งหมด เขาจึงมีโอกาสไปเล่นบาสเก็ตบอลเป็นครั้งคราวเท่านั้น ทุกวันที่ถูกบังคับให้เรียนอย่างเดียว คาดว่าในใจคงจะรู้สึกอักอั้นน่าดู


   โอกาสแบบนี้จะไม่รีบคว้าไว้ได้ยังไง?


   เสิ่นควานพูดขึ้น "งั้นผมจะไปบอกให้คนขับรถไปรับเขากลับมา"


   การปล่อยให้ลูกชายคนเล็กของตัวเองออกไปคลั่ง เสิ่นควานไม่มีข้อกังขาใดๆเกี่ยวกับการตัดสินใจของเสิ่นจืออิน


   มีเพียงซูจิ่นหมิงเท่านั้นที่อยู่ในความสับสน


   เสิ่นมู่เหยี่ยในตอนนี้มีสภาพที่ไม่ค่อยดีนัก ช่วงนี้เป็นช่วงฤดูร้อนที่อากาศร้อนอบอ้าวอยู่แล้ว ประกอบกับคุณสมบัติจิตวิญญาณธาตุไฟของเขาที่พร้อมจะระเบิดได้ทุกเมื่อ ช่วงนี้เขามองอะไรก็ดูขัดหูขัดตาไปหมด


   ตอนเย็นเขาไม่ไปเรียนพิเศษแล้ว แต่ไปวิ่งและเล่นบาสเกตบอลที่สนามกีฬาแทน แต่มันก็ไม่ได้ช่วยให้เขารู้สึกดีขึ้นมากนัก


   ทันใดนั้น ครูประจำชั้นก็มาบอกเขาว่า วันนี้ทางบ้านได้ขออนุญาตลาให้เขากลับบ้านก่อน


   ครูประจำชั้นพูดจบ เสิ่นมู่เหยี่ยก็วิ่งหายไปแล้ว


   ครูประจำชั้น : ...



บทที่ 320: พบแล้ว



   ทันทีที่กลับถึงบ้าน เสิ่นมู่เหยี่ยก็เหมือนสุนัขป่าที่หลุดจากโซ่ เขากระโดดลงจากรถที่ยังจอดไม่สนิท แล้ววิ่งอย่างบ้าคลั่งเข้าไปในบ้าน


   "ในที่สุดคุณชายน้อยก็กลับมาแล้ว ฮ่าๆๆ..."


   เด็กหนุ่มในชุดนักเรียนยืนกอดอกหัวเราะร่าอยู่ที่หน้าประตู แต่ในวินาถัดมาเขาก็เห็นสายตาหลายคู่จากในบ้านที่จ้องมองเขาด้วยสีหน้าแปลกประหลาด


   ซูจิ่นหมิงกระตุกมุมปาก ใช้สายตาถามเสิ่นควานว่า 'นี่เป็นลูกชายคนเล็กของคุณเหรอ?'


   เสิ่นควาน : ...


   เขาหันหน้าหนี เขาไม่อยากยอมรับจริงๆ ว่านั่นคือลูกชายของเขา


   เสิ่นมู่เหยี่ยถามว่า "ป่านนี้แล้วยังมีแขกอยู่ที่บ้านอีกเหรอ?"


   แม้จะรู้สึกอึดอัดใจอยู่บ้าง แต่เขาก็รีบปรับอารมณ์ได้อย่างรวดเร็ว ตราบใดที่เขาไม่รู้สึกอึดอัด คนที่จะอึดอัดก็คือพ่อของเขานั่นแหละ!


   "แล้วนั่นใคร?"


   ในบรรดาคนเหล่านี้ คนที่มีตัวตนโดดเด่นที่สุดคงไม่พ้นจวินหยวน ผู้ชายคนนี้ดูท่าทางหยิ่งยโสกว่าเขาซะอีก


   เสิ่นควานตวาดว่า "อย่าไร้มารยาท คนนี้เป็นแขกของบ้านเรา"


   เสิ่นมู่เหยี่ยแค่นเสียงฮึ "เรียกผมกลับมาทำไม? คุณย่าตัวน้อยคิดถึงผมไหม? ผมอยู่ที่โรงเรียนคิดถึงคุณทุกวันเลยนะ"


   เสิ่นจืออินพยักหน้าเบาๆอย่างไม่ใส่ใจนัก "คิดถึง"


   เธอพูดต่อว่า "ฉันเรียกเธอกลับมาไปต่อยคน จะไปไหม?"


   "ไป!"


   พอพูดถึงเรื่องการต่อยตี ดวงตาของเสิ่นมู่เหยี่ยก็เปล่งประกายขึ้นมาทันที พร้อมกับพยักหน้าอย่างบ้าคลั่ง "ไปๆๆ... จะไปตีที่ไหน? ตอนนี้เลยเหรอ? ตีกับใคร?"


   แค่ฟังจากน้ำเสียงที่ร้อนรนนั้น ก็สามารถเห็นได้ว่าเด็กหนุ่มคนนี้กำลังจะเป็นบ้าเพราะความอัดอั้นแล้วจริงๆ


   "รอข่าวจากฉันก่อน"


   เสิ่นจืออินปลอบประโลมเขา หลังจากที่เสิ่นมู่จิ่นได้รับข่าว เธอก็ส่งผีดาราและสัตว์สายลับในบ้านไปค้นหาในพื้นที่นั้น


   ในขณะนี้ ที่นอกเมืองเอ ถ้ามีคนเงยหน้ามองท้องฟ้า ก็จะเห็นนกนานาชนิดและผึ้งจำนวนมากบินวนเวียนอยู่ แม้แต่นกที่อยู่ในห่วงโซ่อาหารเดียวกันก็ยังร่วมมือกันอย่างแข็งขัน


   "แปลกจัง ทำไมฉันถึงรู้สึกว่าเห็นเหยี่ยวบินผ่านไป?"


   "นกพิราบที่จัตุรัสหายไปไหนกันหมดแล้ว?"


   "โอ้โห ฉันเห็นเหยี่ยวบินไปกับนกพิราบ แต่กลับไม่จับนกพิราบเลย!"


   "มีนกเยอะมากเลย เมืองของเรามีนกมากขนาดนี้เลยเหรอ?"


   ไม่มีใครรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น จู่ๆก็มีนกนับไม่ถ้วนปรากฏขึ้นเหนือเมือง โดยเฉพาะบริเวณรอบๆถนนxx ในเขตตะวันตกของเมืองเอ เป็นจุดที่มีนกรวมตัวกันมากที่สุด และที่อยู่นี้ก็คือครึ่งหนึ่งของที่อยู่ที่ซูฉือให้กับเสิ่นมู่จิ่นนั่นเอง


   ซูจิ่นหมิงก็รู้สึกกระวนกระวายใจเช่นกัน เขาก็ส่งคนออกไปตามหาเหมือนกัน แต่ที่อยู่ที่ซูฉือให้มานั้นไม่สมบูรณ์ สามารถระบุได้แค่พื้นที่โดยคร่าวๆเท่านั้น แต่แค่พื้นที่เพียงเท่านี้ การค้นหาให้ทั่วก็ต้องใช้เวลาหลายวันแล้ว


   ในระหว่างที่รอคอยอยู่นั้น เสิ่นมู่เหยี่ยก็ได้เข้าใจสถานการณ์คร่าวๆแล้ว ที่แท้ก็คือคนสนิทของท่านประธานซูถูกลักพาตัวไป และดูเหมือนจะมีดาราคนหนึ่งด้วย


   เสิ่นจืออินก็ใช้เวลาช่วงนี้หยิบกระดาษยันต์และพู่กันออกมาเริ่มวาด


   มีทั้งแบบโจมตีและป้องกัน


   การเคลื่อนไหวของเธอรวดเร็วมาก คนอื่นอาจต้องใช้เวลาหนึ่งวันเพื่อวาดยันต์สามแผ่น แต่เธอสามารถวาดได้สามแผ่นในหนึ่งนาที เส้นสายที่ดูซับซ้อนเหล่านั้นกลับง่ายดายราวกับขีดเขียนตัวอักษรในมือของเธอ


   ลูกชายหลายคนของตระกูลเสิ่นต่างมารวมตัวกันดูรอบตัวเธอ แต่หลังจากดูไปได้เพียงไม่กี่นาที เสิ่นมู่เหยี่ยก็เดินจากไป


   เขาเพิ่งกลับมาจากโรงเรียน มองดูสัญลักษณ์ที่คุณย่าตัวน้อยวาดแล้วรู้สึกว่ามันยากพอๆกับโจทย์คณิตศาสตร์ ทำให้ปวดหัว


   ส่วนเสิ่นอวี้จู๋และเสิ่นมู่จิ่นกลับรู้สึกสนใจมาก


   ในบรรดาทุกคน ซูจิ่นหมิงเป็นคนที่กระวนกระวายที่สุด แต่ความกระวนกระวายก็ไม่ได้ช่วยอะไรเลย


   ครึ่งชั่วโมงต่อมา เหยี่ยวไห่ตงชิงตัวหนึ่งพุ่งเข้ามาเหมือนลูกธนู สุดท้ายมันก็กางปีกลงแล้วเกาะบนไหล่ของเสิ่นซิวหราน


   ซูจิ่นหมิงตกใจกับการบุกเข้ามาของเหยี่ยวไห่ตงชิง


   "เอี๊ยก!"


   เสิ่นจืออินเงยหน้าขึ้น "เจอแล้ว"


   ซูจิ่นหมิงรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย เร็วขนาดนี้เลยเหรอ? แต่ทันใดนั้นก็เกิดความตื่นเต้นดีใจ


   ในขณะเดียวกัน ผีดาราก็ปรากฏตัวขึ้น "เจอแล้ว เจอแล้ว อยู่ที่สนามแข่งใต้ดินเซิงหลง"


   ที่อยู่ที่เหยี่ยวไห่ตงชิงบอกก็เป็นสถานที่เดียวกัน


   นอกจากจวินหยวนและผู้นำตระกูลอย่างเสิ่นควานแล้ว คนอื่นๆ ต่างก็เริ่มเคลื่อนไหวกันแล้ว


   แน่นอนว่าคนที่ตื่นเต้นที่สุดมีเพียงเสิ่นมู่เหยี่ยเท่านั้น ส่วนพี่น้องคนอื่นๆ ล้วนแต่ไปร่วมสนุกเท่านั้น


   "สนามแข่งใต้ดินเซิงหลง เป็นสนามใต้ดินที่ฉันรู้จักใช่ไหม?"


   โลกนี้มีด้านที่สว่างไสว แต่ก็มักมีด้านมืดด้วยเสมอ เพียงแต่คนธรรมดาส่วนใหญ่ไม่รู้จักธุรกิจสีเทาหรือสีดำเหล่านี้


   "นายเคยไปที่นั่นด้วยเหรอ?"


   เสิ่นซิวหรานมองเขาด้วยหางตา


   ภายใต้ความกดดันจากพี่ชายคนโต เสิ่นมู่เหยี่ยก็สงบลงทันที "เปล่าหรอก ผมแค่เคยได้ยินคนพูดว่าที่นั่นมีการชกมวยใต้ดิน"


   เสิ่นมู่จิ่นหัวเราะเบาๆ "ฉันว่านายไม่ได้แค่ได้ยินมา แต่อยากไปด้วยสินะ"


   เสิ่นมู่เหยี่ยมองออกไปนอกหน้าต่าง "คืนนี้บรรยากาศดีจริงๆ"


   พวกเขามาถึงจุดหมายอย่างรวดเร็ว ที่นี่ภายนอกดูเหมือนเป็นบาร์ขนาดใหญ่ แต่ด้านล่างยังมีเมืองใต้ดินอีกด้วย มีเพียงบางคนที่มีสถานะพิเศษเท่านั้นที่สามารถเข้าไปได้


   เสิ่นมู่เหยี่ยเกาหัว "พวกเราจะเข้าไปได้ยังไง?"


   เสิ่นซิวหรานหยิบบัตรสีดำที่มีลวดลายพิเศษออกมาส่งให้กับพนักงานต้อนรับ เขาไม่ได้พูดอะไรเลย พนักงานต้อนรับรับบัตรสีดำด้วยความเคารพอย่างมาก "แขกผู้มีเกียรติทุกท่าน โปรดตามผมมา"


   พี่น้องคนอื่นๆของตระกูลเสิ่นมองพี่ชายคนโตของพวกเขาด้วยความตกตะลึง


   เสิ่นมู่เหยี่ยเข้าไปใกล้เขามากขึ้นและพูดว่า "พี่ใหญ่ พี่เคยมาที่นี่มาก่อนเหรอ พี่ไม่ซื่อสัตย์เลยนะ พ่อรู้เรื่องนี้หรือเปล่า?"


   เสิ่นซิวหรานมีรอยยิ้มบางๆที่มุมปาก แล้วเคาะศีรษะน้องชายอย่างไม่เกรงใจ


   "เพื่อนร่วมงานชาวต่างชาติพามา กลับไปอย่าพูดเรื่องนี้ส่งเดชนะ"


   เสิ่นมู่เหยี่ยส่งเสียงฮึดฮัด "พี่นั่นแหละที่ไม่ซื่อ พี่เล่าให้ผมฟังหน่อยสิว่าที่นั่นเป็นยังไงบ้าง"


   "ก็แค่บ่อนขนาดใหญ่ จริงๆแล้วมีสนามมวยใต้ดินด้วย เดี๋ยวนายก็ได้เห็นเอง"


   ที่นี่ไม่กล้ายุ่งเกี่ยวกับการค้ามนุษย์หรือค้ายาเสพติด แต่สถานที่แบบนี้ก็เป็นพื้นที่สีเทาอยู่ดี หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีคนฉวยโอกาส


   ไม่นานก็มีผู้จัดการมารับพวกเขาไป แต่ผู้จัดการคนนั้นมองดูเสิ่นจืออินอย่างไม่แน่ใจแล้วถามว่า


   "แขกผู้มีเกียรติ พวกคุณแน่ใจหรือว่าจะพาเด็กไปด้วย?"


   เสิ่นซิวหรานพยักหน้า "พาพวกเราลงไปเถอะ"


   ผู้จัดการคนนั้นเห็นสถานการณ์แล้วก็ไม่พูดอะไรมาก เพียงแต่อดไม่ได้ที่จะบ่นในใจ ช่างน่าตกใจจริงๆ ถึงกับพาเด็กเล็กขนาดนี้ไปยังสถานที่แบบนั้น


   พวกเขาตามผู้จัดการขึ้นลิฟต์ไปชั้นบนสุดก่อน จากนั้นจึงใช้ลิฟต์อีกตัวหนึ่งลงไปยังชั้นใต้ดิน


   ก่อนหน้านี้บาร์นั้นเสียงดังและวุ่นวาย แต่ที่สนามแข่งใต้ดินนั้นเสียงดังกว่า ซึ่งส่วนใหญ่แล้วมันเป็นความบ้าคลั่งมากกว่า


   หลายคนสวมชุดสูทที่เหมาะสมและชุดราตรีสวยงาม หากมองแวบแรกก็คงคิดว่าพวกเขามาร่วมงานเลี้ยงเสียอีก


   แต่ไม่นานภาพนี้ก็ถูกทำลายลง


   บนโต๊ะพนันมีคนหัวเราะดังลั่น แต่ก็มีคนที่หน้าซีดเผือด คนที่นี่ดูบ้าคลั่งกว่าคนในบาร์ เป็นความบ้าคลั่งที่เกิดจากความมั่งคั่งและความหรูหรา


   เสิ่นซิวหรานมองน้องชายของเขาด้วยสายตาดุดัน "ต่อไปนี้ฉันไม่สนใจว่าพวกนายจะทำอะไร แต่ถ้าพวกนายแตะต้องสิ่งเหล่านี้แม้แต่ครั้งเดียว ฉันจะหักมือพวกนายทิ้ง"


   ผู้จัดการที่นำทางอยู่ด้านหน้า : …พวกคุณมาที่นี่เพื่อก่อกวนใช่ไหม?


   เสิ่นมู่เหยี่ยเบ้ปาก "ฉันไม่ชอบอะไรแบบนี้หรอก สนามมวยใต้ดินอยู่ที่ไหน?"


   ดวงตาคู่นั้นของเขาเต็มไปด้วยความกระตือรือร้นอ


   ผู้จัดการมองดูเสิ่นซิวหรานแวบหนึ่ง "เอ่อ..."


   เสิ่นซิวหรานเอ่ยว่า "พาพวกเราไปที่ห้องหมายเลข3051 โซนเสวียนหน่อย"


   ผู้จัดการชะงักไปครู่หนึ่ง "แขกผู้มีเกียรติ ห้องนั้นถูกจองไปแล้วครับ"


   เสิ่นซิวหรานแสดงสีหน้าเรียบเฉย "ฉันรู้ ฉันมาที่นี่เพื่อหาพวกเขานั่นแหละ"



จบตอน

Comments