ancestry ep41-50

บทที่ 41: เก็บกู้กระดูก

   

   เมื่อได้ยินเขาถามเช่นนี้ ทั้งยมทูตหัววัวและยมทูตหัวม้าที่อยู่ข้างๆ ก็ต่างสอดส่ายหูฟัง จะไม่ให้สนใจได้อย่างไร กลิ่นหอมนี้มันช่างเป็นกลิ่นในฝันของพวกเขาจริงๆ

   

   เป็นเวลาร้อยปีแล้วที่พวกเขาไม่ได้ลิ้มลองธูปที่มีกลิ่นหอมบริสุทธิ์และอร่อยเช่นนี้!

   

   “มีสิ แต่ฉันไม่ได้เอามาเยอะ”

   

   เสิ่นจืออินเรียนรู้ทักษะการทำธูป เทียน และพับกระดาษทั้งหมดจากท่านผู้เฒ่า ตั้งแต่เธออายุได้หนึ่งขวบ เดินได้ และใช้นิ้วมือได้อย่างคล่องแคล่ว เธอก็ถูกบังคับให้เรียนรู้สิ่งเหล่านี้แล้ว เหมือนโดนกดขี่แรงงานเด็ก สิ่งของที่เธอทำทั้งหมดถูกขายให้กับชาวบ้านที่ประกอบพิธีศพ

   

   แน่นอน เงินทั้งหมดนั้นกลายเป็นค่าขนมของเธอ

   

   เสิ่นจืออินหยิบธูปออกมาอีกหกดอก

   

   ในวัยเพียงเท่านี้ เธอเชี่ยวชาญเรื่องเหล่านี้ยิ่งกว่าอาจารย์เสียอีก เมื่อเทียบกับธูปที่ท่านผู้เฒ่าทำ เหล่าวิญญาณชอบของเธอมากกว่า

   

   เพราะส่วนผสมที่เธอใช้ทำธูปนั้นล้วนแต่มีพลังวิญญาณแฝงอยู่ หรือไม่ก็เป็นส่วนผสมที่เธอปลูกเอง เวลาทำก็ใช้วิธีการเล่นแร่แปรธาตุ ใช้พลังวิญญาณหลอมรวมเข้าด้วยกัน

   

   ดังนั้น ธูปเหล่านี้จึงเป็นอาหารเสริมชั้นยอดแม้แต่กับยมทูต

   

   “ขอบใจท่านนักพรตเสิ่นมาก ข้าให้ตราอาญาสิทธิ์นี้ไว้กับท่าน หากมีเรื่องใหญ่ใดๆ ท่านสามารถใช้มันเรียกหาข้าได้โดยตรง”

   

   ตราอาญาสิทธิ์สีดำโบราณตกอยู่ในมือของเสิ่นจืออิน

   

   ที่เขาให้ตราอาญาสิทธิ์ไม่ใช่เพราะธูปหอมไม่กี่ดอก แต่เป็นเพราะพลังวิญญาณของเสิ่นจืออินนั้นแข็งแกร่งเกินไป แล้วยังมีเรื่องระดับพลังของเธออีก เด็กคนนี้น่าจะเป็นผู้ยิ่งใหญ่ที่กลับชาติมาเกิดแน่ๆ

   

   ดังนั้น การผูกมิตรไว้ย่อมดีที่สุด แน่นอนว่า อีกเหตุผลหนึ่งก็คือ อยากจะกินธูปหอมที่เธอทำอีกบ่อยๆนั่นแหละ

   

   เสิ่นจืออินรับตราอาญาสิทธิ์ไว้ ส่วนท่านผู้พิพากษา ยมทูตหัววัว และยมทูตหัวม้าก็รีบพาวิญญาณทั้งหมดรอบๆหมู่บ้านเสี่ยวหยางจากไป

   

   ประตูยมโลกหายไป วิญญาณทั้งหมดถูกพาตัวไปแล้ว เสิ่นจืออินจึงสลายพลังหยิน หมู่บ้านเสี่ยวหยางก็ไม่หนาวเย็นอีกต่อไป

   

   “ประสบการณ์วันนี้ช่างน่าตื่นเต้นจริงๆ”

   

   หลังจากนั้น แม้ว่าเสิ่นมู่เหยี่ยจะค่อนข้างเหนื่อยล้า แต่ดวงตาทั้งสองข้างก็เต็มไปด้วยความตื่นเต้น

   

   ประตูยมโลก นั่นคือประตูยมโลกในตำนานเชียวนะ

   

   คุณย่าตัวน้อยของเขาเปิดประตูยมโลกได้จริงๆด้วย

   

   ไม่เพียงเท่านั้น ยังได้พบกับยมทูตในตำนานอีก เรื่องแบบนี้ถ้าเอาไปพูด คนอื่นต้องคิดว่าเขาคุยโม้แน่ๆ แต่เรื่องแบบนี้กลับเกิดขึ้นข้างกายเขาจริงๆ เขาเห็นกับตา!

   

   ไม่ใช่แค่เสิ่นมู่เหยี่ยเท่านั้นที่ตื่นเต้น แต่จริงๆแล้วฉินเจินเองก็รู้สึกไม่สงบภายในใจเช่นกัน

   

   เพิ่งจะเจอผีไปหยกๆ ตอนนี้ก็มาเจอยมทูต แถมยังได้รู้ว่ายมโลกมีอยู่จริง

   

   “คุณย่าตัวน้อยเจ๋งเกินไปแล้ว ขอผมดูตราอาญาสิทธิ์นั้นหน่อยเถอะ”

   

   นั่นมันตราอาญาสิทธิ์ของท่านผู้พิพากษาเชียวนะ

   

   เสิ่นจืออินหยิบตราอาญาสิทธิ์ให้เขาดู แล้วหาวออกมาด้วยความง่วง

   

   “วันนี้กลับไม่ได้แล้ว พวกเราไปหาที่พักนอนกันก่อนเถอะ”

   

   ฉินเจินโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว เขาจึงทำตัวสุขุมกว่า เมื่อเห็นเธอเหนื่อยขนาดนี้ก็อุ้มเธอขึ้นมาทันที

   

   เสิ่นจืออินซบไหล่เขาแล้วพยักหน้า “พรุ่งนี้ต้องไปเก็บกระดูกพวกเขากลับมา”

   

   ศพเด็กๆเหล่านั้นอยู่ในแม่น้ำคงจะหนาวเหน็บ ชาวเมืองแคว้นหลานโจวให้ความสำคัญกับการฝังศพ ฉินเจินเองก็คิดจะเก็บกระดูกพวกเขามาฝังอย่างดีเช่นกัน

   

   แต่ว่า...ศพตั้งสองร้อยกว่าศพ พวกเขาไม่กี่คนคงทำไม่ไหว

   

   พรุ่งนี้ต้องไปตามคนมาช่วย

   

   คดีที่หมู่บ้านเสี่ยวหยางตอนนี้ปิดไปแล้ว และในวันรุ่งขึ้นก็มีคนมาที่หมู่บ้านเยอะมาก

   

   ซ่งหยางก็เป็นหนึ่งในนั้น

   

   เขายังนำนมสดมาด้วยตามคำขอของฉินเจิน

   

   นมสดตอนเช้าของเสิ่นจืออินจึงมีอีกครั้ง

   

   ซ่งหยางมาถึงก็เข้าไปกอดเสิ่นจืออิน แล้วพร่ำขอบคุณไม่หยุดปาก

   

   “ถ้าไม่มีเธอ วันนั้นฉันแย่แน่ รู้ไหมว่าตอนนี้มีคนในสำนักลาดตระเวนของเราซาบซึ้งในตัวเธอมากแค่ไหน...”

   

   ซ่งหยางก็เรียกเธอว่าบรรพบุรุษน้อยตามฉินเจิน เพราะความสามารถของเธอแบบนี้ เขาจึงรู้สึกว่าการเรียกเธอว่าน้องสาวนั้นไม่ค่อยเคารพเท่าไร

   

   เสิ่นมู่เหยี่ย “...”

   

   ‘นี่พวกนายจะมาแย่งกันอุ้มคุณย่าตัวน้อยของฉันไปได้ยังไง!’

   

   ตอนนี้ทุกคนรุมล้อมเสิ่นจืออินเต็มไปหมด ต่างก็รักและเอ็นดูเธอ พร้อมกับขนขนมมาให้เธอไม่มากมาย

   

   “บรรพบุรุษน้อย นั่งกินขนมข้างๆนี่ก่อนนะ พวกเรากำลังจะลงไปงมกระดูก”

   

   พวกเขายังเอาอุปกรณ์ดำน้ำมาด้วย

   

   หนุ่มๆหลายคนพากันกระโดดลงน้ำตูมๆ เสิ่นจืออินนั่งอยู่บนก้อนหินใต้ต้นหลิวใหญ่ ค่อยๆละเลียดกินขนมและดื่มชานม ส่วนขวดนมถูกวางทิ้งไว้ข้างๆตัวเธอชั่วคราว

   

   แม้แต่เสิ่นมู่เหยี่ยก็ลงไปในแม่น้ำด้วย ตอนนี้เหลือเพียงเธออยู่บนฝั่งเพียงคนเดียว

   

   เสิ่นจืออินรู้สึกทึ่งในใจ คนของแคว้นนี้ช่างดีเหลือเกิน โดยเฉพาะสายตรวจและทหาร

   

   มันช่างแตกต่างจากขุนนางในโลกที่เธอจากมาอย่างสิ้นเชิง ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมคนในแคว้นนี้ถึงได้สามัคคีกันและมีบารมีแข็งแกร่งเช่นนี้

   

   ในทุกๆโลกย่อมมีคนชั่ว แต่ก็ยังมีคนที่คอยช่วยเหลือและแก้ไขความชั่วที่พวกเขาได้ก่อไว้เสมอ

   

   “จี๊ด จี๊ด”

   

   เมื่อได้ยินเสียงหนูร้อง เสิ่นจืออินก็ก้มลงมอง เห็นหนูตัวเขื่องตัวหนึ่งอยู่ข้างเท้าเธอ

   

   มันคือหนูตัวเดิมที่เคยพาฉินเจินกับพวกเธอไปหาสารเสพติด

   

   เสิ่นจืออินหยิบมันฝรั่งทอดในมือยื่นให้มันชิ้นหนึ่ง

   

   “กินสิ”

   

   หนูตัวนี้ฉลาดแถมยังมีพรสวรรค์อีกด้วย ครั้งก่อนกินยาบำรุงวิญญาณของเธอไปสองเม็ด คราวนี้เจอกันอีกที เธอก็รู้สึกได้ถึงคลื่นพลังวิญญาณอ่อนๆจากตัวมัน

   

   นี่มันก้าวเข้าสู่เส้นทางแห่งการบำเพ็ญเพียรแล้วนี่

   

   แถมตัวมันยังใหญ่ขึ้นกว่าเดิม ขนก็ดูสวยขึ้นอีกด้วย

   

   ก่อนหน้านี้ถึงจะดูดีกว่าหนูทั่วไป แต่มันก็ยังดูหม่นๆอยู่ดี ตอนนี้กลับเริ่มกลายเป็นสีเงินแล้ว

   

   หนูตัวนั้นตรงเข้ามาใกล้ๆเสิ่นจืออิน ก่อนจะยืนสองขา และใช้อุ้งเท้าสีชมพูกอดมันฝรั่งทอดเอาไว้แล้วเริ่มแทะ

   

   หลังจากกินเสร็จ มันก็มองเสิ่นจืออินด้วยสายตาเว้าวอน

   

   “อยากได้ยาบำรุงวิญญาณเหรอ?”

   

   “จี๊ด!”

   

   หนูพยักหน้า ตอนนี้มันฟังภาษาคนรู้เรื่องแล้ว

   

   “อยากกินยาบำรุงวิญญาณทุกวันไหมล่ะ?”

   

   เสิ่นจืออินนึกแผนการหนึ่งออก

   

   “จี๊ด จี๊ด”

   

   แน่นอนว่าอยาก ยาบำรุงวิญญาณช่างเย้ายวนใจเหล่าสัตว์ยิ่งนัก ไม่เพียงเพราะรสชาติอร่อยล้ำ แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือมันช่วยเปิดปัญญา ทำให้พวกมันบำเพ็ญเพียรง่ายขึ้น

   

   “จำสายตรวจที่พาแกไปครั้งนั้นได้ไหม? ต่อไปนี้แกก็ตามเขาไป แล้วให้เขาแวะมาซื้อยาบำรุงวิญญาณที่บ้านฉันให้แกกินสิ”

   

   “จี๊ด จี๊ด?”

   

   ทำไมถึงไม่ให้ตามเธอล่ะ?

   

   เสิ่นจืออินส่ายหน้าอย่างหนักแน่นพร้อมปฏิเสธว่า “ไม่ได้หรอก ที่บ้านฉันมีแมวตัวเบ้อเริ่มอยู่หนึ่งตัว แกตัวแค่นี้ไม่พอให้มันยัดซอกฟันหรอก แถมยังมี...”

   

   เสิ่นจืออินแตะไปที่ข้อมือของเธอ สร้อยข้อมือปลอมๆที่รัดอยู่บนข้อมือก็ปรากฏร่างของเสี่ยวหลีออกมาในทันที

   

   อย่าดูถูกว่าเสี่ยวหลีตัวเล็กแค่นี้เชียวนะ มันคือราชากู่

   

   แค่ปล่อยจิตสังหารออกมาเพียงนิดเดียว เจ้าหนูตัวนั้นก็ขนลุกชันไปทั้งตัวแล้ว

   

   “ยังอยากจะตามฉันไปอีกไหม?”

   

   เด็กหญิงตัวน้อยใช้มือทั้งสองข้างประคองคาง มุมปากยกยิ้ม ดวงตากลมโตเป็นประกายคู่นั้นดูราวกับพระจันทร์เสี้ยวแสนสวย

   

   เพียงแต่ว่านิสัยอาจจะร้ายกาจไปสักหน่อยเท่านั้นเอง

   

   ตอนนี้เจ้าหนูน้อยวิ่งหนีไปไกลสามเมตรแล้ว แถมยังส่ายหัวยิกๆอีกด้วย

   

   “ถ้าอย่างนั้นแกก็ลองคิดดูแล้วกันนะ ว่าจะไปกับพวกเขาหรือจะมาเป็นข้าราชการในสังกัดของฉันดี”

   

   เจ้าหนูตัวนี้เป็นถึงราชาหนู ถึงแม้จะออกจากหมู่บ้านเสี่ยวหยางไปแล้วก็ยังสามารถควบคุมหนูตัวอื่นๆได้ หนูพวกนี้อาจจะถูกคนไล่ตีไปทั่ว แต่ก็อยู่ทุกหนทุกแห่ง คอยสืบข่าวคราวต่างๆเก่งมาก ที่สำคัญที่สุดคือ ไม่เป็นจุดสนใจ

   

   ฉินเจินน่าจะต้องการ



บทที่ 42: เจ้าหนูใหญ่


   

   พวกเขาช่วยกันงมโครงกระดูกเล็กๆที่ก้นแม่น้ำขึ้นมาทีละชิ้นๆ

   

   ถึงจะรู้ว่าเป็นแบบนี้ แต่พอได้เห็นโครงกระดูกพวกนี้กับตาตัวเอง ทุกคนก็โกรธจนตาแดงก่ำ

   

   โดยเฉพาะชาวบ้านพวกนั้น ดูเหมือนพวกเขากลัวว่าเด็กๆจะไม่ตายง่ายๆ ตอนโยนลงแม่น้ำ พวกเขายังเอาเชือกมัดหินผูกติดตัวเด็กๆไว้ด้วย

   

   คนแบบไหนกันถึงทำเรื่องโหดร้ายแบบนี้ลงคอ!

   

   “มันเกินไปแล้ว ทำไมถึงมีเดรัจฉานแบบนี้อยู่ในโลก”

   

   มองดูโครงกระดูกเล็กๆบนฝั่ง บางร่างน่าจะถูกทิ้งลงไม่นาน ถึงแม้จะยังไม่กลายเป็นกระดูก แต่เนื้อหนังก็เปื่อยยุ่ยไปหมดแล้ว

   

   ภาพแบบนี้ แม้แต่พวกเขาก็ยังอดกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่

   

   เสิ่นมู่เหยี่ยเองก็ทนดูไม่ได้เช่นกัน เขาเบือนหน้าหนี น้ำตาคลอเบ้า ไม่กล้ามอง

   

   ที่หมู่บ้านเสี่ยวหยางนี้ มีแต่พวกปีศาจร้ายอาศัยอยู่หรือไงกัน

   

   “ดีแล้ว ที่ไม่มีหมู่บ้านเสี่ยวหยางอีกต่อไป”

   

   คนในหมู่บ้านนี้ถูกกวาดล้างเกือบหมด ส่วนเด็กๆที่ออกมาจากหมู่บ้านเสี่ยวหยาง หลังจากนี้น่าจะถูกจับตาดูเป็นพิเศษ โดยเฉพาะพวกที่อยู่ในสถานพินิจ ถ้ายังไม่ปรับปรุงตัว คงไม่มีทางปล่อยออกไปเป็นภัยต่อสังคม

   

   “พวกเรามาหาที่ฝังพวกเขากันเถอะ”

   

   มีเสิ่นจืออินอยู่ การหาฮวงซุ้ยที่ดีไม่ใช่เรื่องยาก

   

   ทุกคนช่วยกันขุดหลุม วางโครงกระดูกของพวกเขาอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย จากนั้นจึงฝังลงในดิน

   

   หลังจากทุกอย่างเสร็จสิ้น เสิ่นจืออินก็ชี้ไปที่หนูตัวนั้นที่ตามพวกเขามา

   

   “ฉินเจิน หนูตัวนี้ พวกคุณจะเอาไหม มันถูกเปิดปัญญาแล้วนะ ออกไปข้างนอกก็สามารถสั่งการหนูตัวอื่นได้”

   

   ความสามารถในการสืบหาสิ่งของของหนูพวกนี้ ฉินเจินและพวกเขาได้เห็นมากับตาตัวเองแล้ว

   

   ไม่ใช่แค่ฉินเจิน ซ่งหยางและคนอื่นๆ ต่างก็ตาเป็นประกาย

   

   “เอาๆๆ!”

   

   พวกเขาเป็นสายตรวจ บางครั้งต้องออกตามหาสิ่งของ หรือแฝงตัวเพื่อสืบข่าว ซึ่งล้วนอันตรายเป็นอย่างยิ่ง

   

   แต่เจ้าหนูตัวนี้ไม่เหมือนใคร มันไม่เป็นจุดสังเกต แถมยังไปได้ทุกที่ เรียกได้ว่าเป็นตัวช่วยชั้นยอดในการสืบหาข่าวและปลอมตัว!

   

   อย่าลืมว่าก่อนหน้านี้ยาเสพติดทั้งหมดก็ได้หนูพวกนี้ช่วยตามหา

   

   แม้จะเป็นหนู แต่พวกเขาก็ไม่รังเกียจแม้แต่น้อย

   

   ยิ่งไปกว่านั้น เจ้าหนูตัวนี้ช่างน่ารักน่าเอ็นดู ตัวอ้วนกลม ขนเงางาม น่ารักไม่แพ้หนูแฮมสเตอร์เลยทีเดียว

   

   “เอ่อ...มันเต็มใจเหรอ?” ฉินเจินลูบมือพลางมองเจ้าหนูแสนรู้ด้วยแววตาเป็นประกาย

   

   เสิ่นจืออินพยักหน้า “แต่มีข้อแม้คือ ถ้ามันไปกับพวกคุณ พวกคุณก็ต้องซื้อยาเม็ดบำรุงวิญญาณจากฉันให้มันกินด้วย”

   

   “แล้วยาเม็ดบำรุงวิญญาณราคาเท่าไหร่ล่ะ?”

   

   เสิ่นจืออินตอบ “แค่เม็ดละห้าพัน ไม่ได้เอากำไรจากพวกคุณหรอก ให้มันกินเดือนละเม็ดก็พอ”

   

   การหลอมยานั้นยากกว่าการวาดยันต์มาก ที่สำคัญคือวัตถุดิบแพง ไม่เหมือนกระดาษยันต์สีเหลืองที่ราคาถูกกว่าหลายเท่า

   

   นี่มันคุ้มสุดๆไปเลย เดือนละห้าพันหยวน ไม่ต้องพูดถึงครอบครัวอย่างฉินเจินหรอก คนอื่นๆก็จ่ายไหวอยู่แล้ว

   

   ที่สำนักลาดตระเวนในเมืองเอ เรื่องเงินเดือนและสวัสดิการถือว่าค่อนข้างดี

   

   ในที่สุดก็จัดการเรื่องของหมู่บ้านเสี่ยวหยางเสร็จแล้ว ตอนนั่งรถกลับบ้าน ทุกคนก็พากันเล่นกับหนูตัวนั้นอย่างสนุกสนาน

   

   “ตอนนี้มันมีชื่อแล้วล่ะ เรียกว่า เจ้าหนูใหญ่”

   

   “เจ้าหนูใหญ่มากินขนมหน่อยเร็ว”

   

   “เจ้าหนูใหญ่ไม่กินนมเหรอ?”

   

   “เจ้าหนูใหญ่ แกเข้าใจที่พวกเราพูดหรือเปล่าเนี่ย จับมือหน่อยสิ”

   

   เจ้าหนูใหญ่เหลือบมองพวกเขาอย่างเบื่อหน่าย มันยื่นอุ้งเท้าออกมาจับมือแบบขอไปที แล้วก็รีบชักกลับ

   

   แววตาของมันช่างดูฉลาดเหลือเชื่อ

   

   “มันเข้าใจที่คนพูดจริงๆด้วย มันยังทำตาขวางใส่ฉันอีกแน่ะ”

   

   ซ่งหยางหัวเราะเสียงอย่างตื่นเต้น “มันจับมือกับฉันจริงๆด้วย”

   

   เสิ่นมู่เหยี่ยมองตาละห้อย “คุณย่าตัวน้อย ทำไมไม่ยอมให้เจ้าหนูใหญ่ตามพวกเรามาด้วยล่ะ”

   

   สัตว์ที่มีพลังวิญญาณแบบนี้ ต่อให้เป็นหนู เขาก็เลี้ยงดูอย่างดีได้

   

   เสิ่นจืออินนั่งแกว่งขาไปมาบนเบาะรถ ขณะที่กำลังเคี้ยวช็อกโกแลตจนแก้มข้างซ้ายพองขึ้นมา

   

   “ถึงฉันกล้าเลี้ยง มันก็ไม่กล้าอยู่หรอก”

   

   “ทำไมล่ะ บ้านเราก็ไม่ได้เลี้ยงแมว เอ่อ ต้ามีมันไม่กินหนูหรอกมั้ง”

   

   เสิ่นจืออินส่ายหัวเล็กน้อย “ไม่แน่หรอกนะ ต้ามีน่ะ อะไรก็กินได้”

   

   ยิ่งเจ้าหนูใหญ่ตัวอ้วนกลม แถมยังมีพลังวิญญาณอีก

   

   ต้ามีไม่น้ำลายไหลให้มันรู้ไป

   

   เสิ่นจืออินไม่ได้พูดถึงเรื่องของเสี่ยวหลี เสิ่นมู่เหยี่ยคิดถึงต้ามีที่เลี้ยงไว้ที่บ้านแล้วก็ได้แต่เสียดาย ก่อนจะหันหน้าหนี

   

   ฉินเจินและพวกเขากลับไปที่สำนักลาดตระเวน ส่วนเสิ่นจืออินและเสิ่นมู่เหยี่ยก็กลับไปที่คฤหาสน์ตระกูลเสิ่น

   

   “พวกเธอกลับมาแล้วเหรอ?”

   

   พอได้ยินเสียง เสิ่นซิวหรานก็วางหนังสือในมือลงแล้วมองไปที่ทั้งสองคน

   

   “พี่ใหญ่ ออกจากโรงพยาบาลแล้วเหรอ แล้วพ่อล่ะ?”

   

   เสิ่นซิวหรานนั่งอยู่บนรถเข็น เพราะสรรพคุณของยาฟื้นฟูอาการบาดเจ็บ ทำให้แผลตามตัวหายดีหมดแล้ว ไม่อยากนอนพักฟื้นที่โรงพยาบาลต่อ จึงขอทำเรื่องออกจากโรงพยาบาล

   

   “พ่อไปบริษัทแล้ว”

   

   เสิ่นซิวหรานสั่งให้พ่อบ้านรินนมอุ่นๆให้เสิ่นจืออิน จากนั้นก็หยิบยันต์คุ้มภัยที่เกือบจะกลายเป็นผุยผงออกมาวางไว้บนโต๊ะ

   

   “คุณย่าตัวน้อยครับ วันนี้ตอนที่พวกเรากำลังออกจากโรงพยาบาล ก็มีป้ายโฆษณาตกลงมาจากฟ้า ดีที่มียันต์คุ้มภัยนี่ ไม่งั้นพวกเราคงตายไปแล้ว”

   

   ชายหนุ่มพูดด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ราวกับว่าคนที่เจอเรื่องร้ายไม่ใช่ตัวเอง

   

   แต่ภายในแววตากลับเต็มไปด้วยความเย็นชา

   

   “อะไรนะ เกิดเรื่องอีกแล้ว!”

   

   เสิ่นมู่เหยี่ยถึงกับกระโดดขึ้นยืน “แม่งเอ๊ย! ไอ้สารเลวที่ไหน ฉันจะฆ่ามัน!”

   

   ดวงตาของเขาแดงก่ำ

   

   เรื่องร้ายแรงเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า โชคดีที่คุณย่าตัวน้อยเตรียมยันต์คุ้มภัยไว้ให้ก่อน ไม่งั้นคง...

   

   ถ้าพ่อกับพี่ใหญ่เป็นอะไรไปจริงๆ พี่น้องคนอื่นๆในตระกูลเสิ่นคงจะต้องช็อกหนัก

   

   “เป็นแบบนี้แล้วพ่อทำไมยังออกไปเสี่ยงอีก ถ้าเกิดเรื่องขึ้นมาจะทำยังไง!”

   

   เสิ่นซิวหรานเหลือบมองเขาอย่างไม่ใส่ใจ “นั่งลง”

   

   เพียงแค่สองคำที่เอ่ยออกมาอย่างใจเย็น แม้เสิ่นมู่เหยี่ยจะยังโกรธอยู่แต่ก็ยอมนั่งลง

   

   เขายังคงเชื่อฟังคำพูดของพี่ชายคนโตอยู่

   

   เสิ่นจืออินพูดขึ้นว่า “คำสาปในร่างกายของพวกเธอถูกเสริมความแข็งแกร่งขึ้น ตอนนี้ดูเหมือนจะเป็นคำสาปเลือด”

   

   เสิ่นซิวหรานขมวดคิ้วครุ่นคิด ถ้าเป็นแค่เส้นผมก็คงหาตัวยาก แต่ถ้าเป็นเลือด...

   

   “เมื่อครึ่งปีก่อน บริษัทมีการตรวจร่างกายเต็มรูปแบบ ผมและพ่อก็ตรวจด้วย”

   

   คนที่ได้เลือดของพวกเขาไป แล้วยังมีความเกี่ยวข้องกับผู้ช่วยหยาง...

   

   ปัญหาอยู่ที่โรงพยาบาลที่ตรวจร่างกาย หรือว่าคนในบริษัทกันแน่?

   

   เสิ่นซิวหรานคิดทบทวนคนทั้งหมดในใจ แต่เขาไม่เคยได้ยินว่าผู้ช่วยหยางเป็นญาติกับใครในบริษัทเลย

   

   “ผมขอไปถามผู้ช่วยหยางก่อน”

   

   เสิ่นจืออินเห็นท่าทีครุ่นคิดของเสิ่นซิวหรานก็เอ่ยปากขึ้นว่า “ฉันสามารถช่วยพวกเธอแก้คำสาปได้ แต่ต้องรอวัตถุดิบจากอาจารย์ของฉันก่อน ของน่าจะมาถึงในเร็วๆนี้ ตอนนี้เรามาหาคนที่ทำร้ายพวกเธอกันก่อนเถอะ”

   

   “ถ้าอย่างนั้นก็ขอรบกวนคุณย่าเสิ่นด้วยนะครับ” เสิ่นซิวหรานกล่าวอย่างรู้สึกขอบคุณ

   

   “ยันต์ป้องกันภัยนี่ ไม่เห็นจะได้ผลดีเลย” เสิ่นจืออินพูดพร้อมกับใช้นิ้วจิ้มยันต์คุ้มภัยที่ไร้ประโยชน์ไปแล้ว ทันใดนั้นยันต์คุ้มภัยก็กลายเป็นเถ้าธุลี

   

   “ถ้าพวกเธอหาหยกหรืออัญมณีที่ดีๆได้ ฉันจะช่วยทำเครื่องรางคุ้มครองให้ เอามาห้อยติดตัวไว้ได้ตลอดเลย”

   

   พอได้ยินที่เสิ่นจืออินพูด ดวงตาของเสิ่นซิวหรานกับเสิ่นมู่เหยี่ยก็เป็นประกายขึ้นมาทันที

   

   หยกชั้นดีหาได้ไม่ยากสำหรับครอบครัวอย่างพวกเขา เครื่องรางคุ้มครองอะไรนั่น ฟังดูน่าจะใช้ประโยชน์ได้ดีทีเดียว

   

   เสิ่นมู่เหยี่ยรีบเอาใจทันที “คุณย่าตัวน้อย ดื่มนมก่อนไหมครับ อยากกินอะไรอีกรึเปล่า? เค้กเอาไหม?”



บทที่ 43: ยันต์ความจริงและการสอบสวน


   

   เสิ่นซิวหนานถึงกับอดไม่ได้ที่จะหยิบการ์ดใบหนึ่งออกมายื่นให้เธอ

   

   เขาก็ไม่ได้มีอะไร นอกจากเงินเยอะ เลยให้คุณย่าตัวน้อยใช้ได้ตามสบาย

   

   “คุณย่าตัวน้อย ในบัตรนี้มีสิบล้านหยวน เธอเอาไปซื้ออะไรก็ได้ตามสบาย”

   

   เสิ่นจืออินรู้สึกประหลาดใจกับความร่ำรวยของหลานชายคนนี้ สามารถหยิบเงินสิบล้านหยวนออกมาได้อย่างง่ายดาย

   

   เธอไม่ได้เกรงใจอะไร และรับมาทันที เพราะยังไงเครื่องรางคุ้มครองก็ต้องใช้พลังวิญญาณของเธอสลักลงบนหยก ซึ่งมันยากมาก เธอตั้งใจจะทำอันใหญ่ที่สุดให้หลานชาย!

   

   ในใจก็คิดถึงเงินสดสิบล้านหยวน บวกกับที่ขายยาที่สะสมไว้ก่อนหน้านี้ ส่วนที่ขายยันต์ได้น่ะเหรอ แทบจะไม่ต้องนับ

   

   รวมๆแล้วเธอมีเงินทั้งหมดประมาณสิบสี่ล้านหยวนเห็นจะได้

   

   แต่น่าเสียดาย เงินสิบล้านหยวนที่ตระกูลเสิ่นให้มานี้ ไม่สามารถเอาไปซื้อบ้านได้ ไม่อย่างนั้นบ้านต้องถล่มลงมาทับอาจารย์ที่น่าสงสารของเธอแน่ๆ!

   

   เสิ่นจืออินไปหาต้ามีแล้ว ส่วนเสิ่นมู่เหยี่ยที่จริงก็อยากจะไปด้วย แต่ถูกพี่ชายคนโตเรียกเอาไว้

   

   “เรื่องของฉันกับพ่ออย่าเพิ่งบอกพี่ชายทั้งสามคนนะ”

   

   เสิ่นมู่เหยี่ยพูด “พี่รองติดต่อไม่ได้ คงกำลังทำภารกิจอยู่ พี่สามก็ยังอยู่ต่างประเทศ พี่สี่ก็ไม่รู้ไปถ่ายหนังอยู่บนเขาลูกไหน โทรศัพท์ก็ติดต่อไม่ได้ เรื่องพี่สามพี่ก็ไปอธิบายกับเขาเอาเองแล้วกัน”

   

   พี่ชายของเขาทุกคนต่างก็มีหน้าที่การงานเป็นของตัวเอง เขาจึงมักจะเป็นคนที่อยู่บ้านคนเดียว

   

   ก่อนหน้านี้ในใจของเขารู้สึกไม่ค่อยดีนัก เพราะเด็กหนุ่มที่เติบโตมาในสภาพแวดล้อมแบบนี้ย่อมต้องการความรักและความเอาใจใส่จากคนในครอบครัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเขาไม่เคยเจอหน้าแม่ของตัวเองเลย

   

   แต่ตอนนี้ เสิ่นมู่เหยี่ยไม่มีความคิดต่อต้านแบบนั้นอีกแล้ว

   

   ‘ฮ่าฮ่า ฉันคือผู้ที่จะต้องฝึกเซียน อีกหน่อยต้องเก่งกว่าพวกนายทุกคนแน่!’

   

   “ได้ เดี๋ยวฉันจัดการบอกน้องสามเอง”

   

   ……

   

   ที่บริษัทเกิดเรื่องขึ้น ไม่เช่นนั้นเสิ่นควานคงไม่มาที่บริษัทในตอนที่อันตรายแบบนี้

   

   หลังจากจัดการปัญหาเสร็จ ระหว่างทางกลับบ้านเขาก็เกือบประสบอุบัติเหตุ ตอนนี้เสิ่นควานจึงเข้าใจถึงความร้ายกาจของคำสาปนั้นแล้ว

   

   ความต้องการที่จะหาตัวคนคนนั้นจึงยิ่งทวีคูณมากยิ่งขึ้น

   

   วันต่อมา เขาก็พาเสิ่นจืออินไปที่บริษัท

   

   “เมื่อวานฉันถามผู้ช่วยหยางแล้ว โรงพยาบาลที่ตรวจสุขภาพให้บริษัทนั้น มีน้องสาวคนหนึ่งของเขาเป็นพยาบาลอยู่ คงจะต้องเกี่ยวข้องกับเธอแน่ๆ”

   

   เสิ่นจืออินพยักหน้าขณะถูกเขาอุ้มอยู่ “แล้วตอนนี้พวกเรามาที่บริษัททำไมเหรอ?”

   

   “ฉันให้คนพาเธอมาแล้ว” เสียงของเสิ่นควานแฝงไปด้วยความเย็นชา เขาอุ้มเด็กหญิงตัวน้อยตรงไปที่ห้องทำงาน

   

   ที่นั่นมีบอดี้การ์ดสองคนยืนคุมผู้หญิงคนหนึ่งอยู่ก่อนแล้ว

   

   ผู้หญิงคนนั้นถูกเชิญตัวมาในนามของผู้ช่วยหยาง พอเห็นบอดี้การ์ดทั้งสอง เธอก็รู้ว่าเรื่องที่ตัวเองทำคงจะถูกเปิดโปงเข้าแล้ว จึงมีสีหน้าร้อนรน

   

   ประตูถูกเปิดออก ผู้หญิงคนนั้นเห็นเสิ่นควานที่เดินเข้ามาจากด้านนอกเป็นคนแรก และเด็กหญิงตัวน้อยในอ้อมกอดของเขา

   

   “คุณ...คุณชายเสิ่น”

   

   เสียงของเธอสั่นเล็กน้อย แต่เธอก็ยังคงพยายามทำตัวให้สงบ

   

   “นี่มันเรื่องเข้าใจผิดหรือเปล่าคะ ทำไมคุณถึงจับฉัน”

   

   เธอจ้องมองเสิ่นควานด้วยแววตาเว้าวอน หวังว่าวิธีนี้จะทำให้เขาใจอ่อน

   

   เสิ่นควานมองเธอด้วยสายตาเย็นชา “คุณย่าตัวน้อย คือเธอคนนี้ใช่ไหม?”

   

   เสิ่นจืออินพยักหน้า “ใช่”

   

   ในยุคสมัยนี้ ไม่ค่อยมีใครให้ความสำคัญกับเรื่องลี้ลับเหนือธรรมชาติ การตรวจร่างกายและเจาะเลือดเป็นเรื่องธรรมดาที่ไม่มีใครใส่ใจ แต่ใครจะคาดคิดว่าสิ่งนี้จะกลายเป็นชนวนของเหตุการณ์ที่เกือบทำให้พ่อลูกตระกูลเสิ่นต้องตาย

   

   “คุณเอาเลือดของพวกเขาไปให้ใคร?” เสียงหวานใสของเสิ่นจืออินฟังดูแผ่วเบา ทว่ากลับดังก้องอยู่ในหัวของหยางเชี่ยนราวกับค้อนทุบลงกลางศีรษะ

   

   “เธอ เธอพูดอะไร ฉันไม่รู้เรื่อง”

   

   ร่างของหยางเชี่ยนสั่นสะท้านเมื่อได้ยินคำว่า ‘เลือด’ ใบหน้าซีดเผือดลงอย่างเห็นได้ชัด

   

   “ไม่ต้องแก้ตัวหรอก หากตระกูลเสิ่นอยากจะสืบหาความจริงว่าคุณเป็นคนขโมยเลือดไปหรือไม่ มันก็ไม่ใช่เรื่องยากอะไร”

   

   ก่อนหน้านี้ไม่ทราบเป้าหมายจึงทำการสืบสวนได้ยาก

   

   แต่เมื่อมีเป้าหมายที่ชัดเจนแล้ว การสืบหาของตระกูลเสิ่นก็ไม่ยากเย็น เพียงแค่ต้องใช้เวลาเท่านั้น

   

   “ฉัน ฉันไม่รู้ว่าพวกคุณกำลังพูดอะไรกัน ปล่อยฉันไปเดี๋ยวนี้ ไม่งั้นฉันจะแจ้งสายตรวจ!”

   

   เสิ่นจืออินหยิบยันต์ออกมาแผ่นหนึ่งแล้วโยนออกไป ทั้งที่เธอแค่โยนมันออกไปธรรมดา ธรรมดา แต่ยันต์กลับเหมือนมีดวงตาติดอยู่ มันบินไปติดอยู่บนตัวของหยางเชี่ยน

   

   “ยันต์ความจริง เธอถามได้เลย”

   

   เสิ่นควานพาเสิ่นจืออินไปนั่งบนเก้าอี้ทำงานของเขา แล้วยังให้คนไปตามผู้ช่วยหยางมา ส่วนตัวเองก็เดินไปหยุดอยู่ข้างๆหยางเชี่ยน

   

   หลังจากโลดแล่นอยู่ในวงการธุรกิจมานานหลายปี บารมีของเสิ่นควานนั้นไม่ธรรมดา โดยเฉพาะเวลาที่เขาทำหน้าเย็นชาแบบนี้

   

   “ใครเป็นคนสั่งให้เธอขโมยเลือดของพวกเรา”

   

   หยางเชี่ยนถูกจับแขนไว้ เธออ้าปากพยายามปฏิเสธ แต่คำพูดที่หลุดออกมา กลับกลายเป็น…

   

   “เป็น เป็นผู้จัดการจ้าวของบริษัทชางเสิ้ง”

   

   เธอเผลอพูดความจริงออกมาได้ยังไง!

   

   หยางเชี่ยนมีสีหน้าหวาดกลัวอย่างเห็นได้ชัด เธอไม่ได้อยากจะพูดแบบนี้นี่นา เกิดเรื่องประหลาดอะไรขึ้นเนี่ย!

   

   เสิ่นควานเลิกคิ้วขึ้น มองไปทางเสิ่นจืออินแวบหนึ่ง ถึงแม้จะรู้ว่าคุณย่าตัวน้อยคนนี้ไม่ธรรมดา แต่แค่ยันต์แผ่นเดียวก็ทำให้คนพูดความจริงออกมาได้ มันช่างน่าเหลือเชื่อจริงๆ

   

   ตอนที่ผู้ช่วยหยางมาถึง เสิ่นควานก็ถามคำถามเล็กๆน้อยๆไปบ้างแล้ว

   

   พอเห็นหยางเชี่ยน หัวใจของผู้ช่วยหยางก็กระตุกวูบ

   

   “ท่านประธานเสิ่น”

   

   เสิ่นควานพยักหน้า “ยืนฟังเธอก่อน”

   

   จากนั้นเขาก็ถามหยางเชี่ยนต่อ “ทำไมเธอถึงช่วยเขา”

   

   ปากของหยางเชี่ยนก็ไม่รู้เป็นอะไร หลุดทุกอย่างออกมาหมด

   

   ที่แท้หยางเชี่ยนเป็นคนหยิ่งยโส คิดว่าตัวเองหน้าตาดี เลยอยากเป็นคุณนายของตระกูลร่ำรวยที่ใครๆต่างอิจฉา ก่อนหน้านี้เธอก็เคยลองติดต่อกับลูกเศรษฐีอยู่บ้าง แต่คนพวกนั้นก็แค่เล่นๆกับเธอ ไม่ได้จริงจังอะไรด้วย

   

   และพวกครอบครัวเศรษฐีนั่นก็ดููถูกเธอ

   

   ต่อมาหยางเชี่ยนได้รู้เรื่องของเสิ่นควานจากญาติผู้พี่อย่างผู้ช่วยหยาง ถึงแม้เสิ่นควานจะมีอายุมากกว่า แต่เขาก็ดูดี เป็นผู้ใหญ่ นิ่งๆ แถมยังรวยอีกต่างหาก คนแบบเขาอายุมากขึ้นยิ่งดูมีเสน่ห์

   

   หยางเชี่ยนค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับเสิ่นควานบนอินเทอร์เน็ตมากมาย และอาศัยความสัมพันธ์ของญาติผู้พี่ แอบดูเสิ่นควานอยู่หลายครั้ง

   

   หลังจากนั้นเธอก็หลงรักเขาอย่างโงหัวไม่ขึ้น ที่สำคัญที่สุดคือ เสิ่นควานนั้นรวยมากจริงๆ

   

   หยางเชี่ยนพยายามทุกวิถีทางเพื่อขอร้องให้ญาติผู้พี่ช่วย เธออยากเป็นเลขาฯ คนสนิทของเสิ่นควาน

   

   แต่ผู้ช่วยหยางเป็นคนที่ซื่อสัตย์ต่อพ่อลูกตระกูลเสิ่น เขารู้ดีว่าน้องสาวคนนี้เป็นคนยังไง แถมยังไม่มีความสามารถในการเป็นเลขาฯ อีกด้วย ไม่มีทางที่เขาจะยอมให้เธอไปเป็นเลขาฯ ของเสิ่นควานแน่นอน

   

   หยางเชี่ยนตื๊ออยู่นานก็ไม่เป็นผล สุดท้ายเธอก็ถูกผู้จัดการจ้าว ผู้จัดการบริษัทชางเสิ้งตามตัว เธอต้องช่วยเขาจัดการเรื่องหนึ่ง แล้วเขาถึงจะยอมหาวิธีส่งเธอไปอยู่ข้างกายเสิ่นควาน

   

   หยางเชี่ยนไม่ใช่คนโง่ ไม่อย่างนั้นคงไม่ได้มาเป็นพยาบาลที่โรงพยาบาลที่ดีที่สุดในเมืองเอ เธอสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้อย่างภาคภูมิใจ

   

   แต่ความสนใจของเธอไม่ได้อยู่ที่งานที่สุจริตเลย เธอเอาแต่คิดจะเกาะผู้ชายรวยๆเป็นเศรษฐีนี ผู้จัดการจ้าวเลยฉวยโอกาสจากความต้องการในใจของเธอ มาหลอกใช้ได้อย่างง่ายดาย

   

   พนักงานบริษัทเสิ่นกรุ๊ป รวมถึงพ่อลูกทั้งสองคนจะต้องตรวจสุขภาพประจำปีโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ซึ่งเป็นสวัสดิการของบริษัท

   

   แต่ไม่คิดเลยว่าเพื่อที่จะได้เลือดของพวกเขา บริษัทชางเสิ้งจะใช้วิธีอ้อมโลกขนาดนี้

   

   เสิ่นจืออินที่นั่งฟังอยู่ข้างๆถึงกับตาโต ไม่คิดเลยว่าจะได้ยินเรื่องฉาวแบบนี้

   

   เสิ่นควานปล่อยตัวหยางเชี่ยนไปแล้ว แน่นอนว่าเขาไม่มีทางปล่อยเธอไปง่ายๆ งานของเธอก็อย่าหวังว่าจะรักษาไว้ได้ อีกทั้งเรื่องเลวๆที่เธอทำลงไป พรุ่งนี้ก็จะถูกเผยแพร่ไปทั่วอินเทอร์เน็ต

   

   ในตอนนี้ใบหน้าของผู้ช่วยหยางซีดเผือด สมองก็ว่างเปล่า

   

   เขาไม่คิดเลยว่าน้องสาวของเขาจะยังไม่หมดหวัง แถมดูเหมือนว่าจะทำเรื่องอะไรบางอย่างที่ร้ายแรงอีกด้วย



บทที่ 44: แมงมุมรับแทน


   

   “ขอโทษครับท่านประธานเสิ่น” ผู้ช่วยหยางก้มหน้าลง

   

   แม้ว่าทั้งหมดนี้ไม่ใช่สิ่งที่เขาทำ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าหยางเชี่ยนนั้นเกี่ยวข้องกับเขาจริงๆ

   

   เสิ่นควานตบไหล่เขาเบาๆ “ไม่เกี่ยวกับนายหรอก กลับไปจัดการเรื่องที่บ้านซะ”

   

   ‘หวังว่านายจะไม่ทำให้ฉันผิดหวัง’

   

   “ครับ”

   

   ผู้ช่วยหยางพยักหน้า ในใจก็รู้สึกโล่งอก

   

   ที่ท่านประธานเสิ่นพูดแบบนี้ แสดงว่าเขาไม่ได้ถูกลากเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย

   

   ผู้ช่วยหยางรู้สึกขอบคุณในใจ และตัดสินใจว่าเมื่อกลับไปจะต้องตัดขาดความสัมพันธ์กับครอบครัวของน้องสาวลูกพี่ลูกน้องให้ได้ ญาติแบบนี้เขารับไม่ไหวแล้ว

   

   “คุณย่าตัวน้อย พวกเราไปกันเถอะ”

   

   เสิ่นจืออินพยักหน้า “ของอาจารย์น่าจะส่งมาถึงแล้ว ฉันกลับไปจะช่วยพวกเธอปลดคำสาปก่อน”

   

   เสิ่นควานอุ้มเธอออกไป พนักงานบริษัทที่ไม่รู้เรื่องราวต่างพากันตกตะลึง

   

   พวกเขารู้ดีว่าภรรยาของท่านประธานเสียชีวิตไปนานแล้ว เด็กที่ท่านประธานเสิ่นอุ้มอยู่นี้ คงไม่ใช่ลูกสาวของเขาหรอกนะ?

   

   เสิ่นจืออินและเสิ่นควานไม่รู้เรื่องที่ทุกคนกำลังซุบซิบนินทาอยู่เบื้องหลัง

   

   ตอนนี้เสิ่นควานกำลังครุ่นคิดถึงเรื่องของบริษัทชางเสิ้ง

   

   ตระกูลจ้าวแห่งบริษัทชางเสิ้งก็เป็นตระกูลเศรษฐีเช่นกัน เพียงแต่ด้อยกว่าตระกูลเสิ่นของเขาเล็กน้อย

   

   เนื่องจากตระกูลจ้าวไม่มีทายาทที่ยอดเยี่ยมเหมือนลูกชายของเขา หลายปีมานี้จึงตกต่ำลงเรื่อยๆ

   

   เสิ่นควานคาดเดาได้ว่าทำไมพวกเขาถึงได้ลงมือกับเขาและลูกชายคนโต

   

   ความอิจฉาริษยาก็เป็นเพียงส่วนหนึ่ง สาเหตุสำคัญที่สุดคือเมื่อเร็วๆนี้ ตระกูลเสิ่นของเขากับตระกูลจ้าวกำลังแย่งชิงโครงการเดียวกัน ช่วงสองสามเดือนมานี้ เขาและลูกชายก็ยุ่งอยู่กับโครงการนี้

   

   อาจเป็นเพราะเห็นว่าฝ่ายเขามีโอกาสชนะมากกว่า ตระกูลจ้าวถึงได้ทนไม่ไหว

   

   แต่เสิ่นควานไม่คิดว่าพวกเขาจะใช้วิธีแบบนี้

   

   ก่อนหน้านี้ เขาไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับไสยศาสตร์ แม้ว่าในวงการจะมีหลายคนที่ยึดถือคติ ‘ไม่เชื่ออย่าลบหลู่’ เกี่ยวกับเรื่องเทพเจ้าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ แต่ส่วนใหญ่ก็เพื่อความสบายใจ เวลาจะพัฒนาโครงการอะไรก็จะหาฤกษ์งามยามดีจากอาจารย์ที่โด่งดัง

   

   เขาไม่เคยได้ยินเรื่องที่เอาไสยศาสตร์มาทำร้ายคนแบบลึกลับเช่นนี้มาก่อน

   

   จริงอยู่ ถ้าไม่ใช่เพราะคุณย่าตัวน้อย พวกเขาคงตายไปแล้วจากอุบัติเหตุ และคงไม่มีใครไปคิดเรื่องไสยศาสตร์หรอก

   

   เสิ่นควานนึกขึ้นได้ว่าคนที่เคยมีเรื่องบาดหมางกับตระกูลจ้าว ดูเหมือนว่าทุกคนจะประสบอุบัติเหตุ

   

   บางบริษัทก็ล้มละลาย บางคนก็เกิดอุบัติเหตุ

   

   ก่อนหน้านี้ เสิ่นควานไม่ได้คิดอะไรมาก แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าเรื่องพวกนั้นคงไม่ใช่อุบัติเหตุแล้ว

   

   เมื่อกลับมาถึงคฤหาสน์ตระกูลเสิ่น สิ่งของที่อาจารย์ส่งมาก็มาถึงพอดี

   

   สามพ่อลูกตระกูลเสิ่นต่างพากันมามุงดูด้วยความอยากรู้อยากเห็น

   

   “คุณย่าตัวน้อยครับ นี่มันอะไรเหรอครับ? มันจะแก้คำสาปให้พ่อกับพี่ชายผมได้จริงเหรอครับ?”

   

   เสิ่นจืออินกัดสตรอว์เบอร์รีเข้าปากคำโตจนปากอูม พูดอะไรไม่ออกสักพัก

   

   พอเธอเปิดกล่องออก พวกเขาก็เห็นแมงมุมสีแดงสองตัวปรากฎอยู่ตรงหน้า

   

   แมงมุมแต่ละตัวมีขนาดเท่าฝ่ามือ ทำเอาทั้งสามคนตกใจสุดขีด

   

   เสิ่นจืออินที่กำลังกินสตรอว์เบอร์รี่อยู่ เธอไม่รู้สึกกลัวแม้แต่น้อย กลับเอื้อมมือไปหยิบแมงมุมขึ้นมาต่อหน้าต่อตาพวกเขาทั้งสามคนที่มองด้วยความตกใจ

   

   เสิ่นมู่เหยี่ยรู้สึกขนลุกชัน รีบวิ่งไปหลบหลังพ่อของเขา

   

   “คุณย่าตัวน้อยครับ นี่ นี่ นี่... นี่มันอะไรกัน...”

   

   น่าขยะแขยงเกินไปแล้ว!

   

   เสิ่นจืออินมองเขา “เธอกลัวแมงมุมเหรอ?”

   

   เสิ่นมู่เหยี่ยเงยหน้าขึ้นเถียง “ใคร ใครบอกว่าผมกลัว!”

   

   แมงมุมพวกนั้นมันตัวใหญ่มาก ใครเห็นก็ต้องตกใจ

   

   เสิ่นจืออินหยิบแมงมุมทั้งสองตัวใส่ลงในชามแยกกัน

   

   “อย่าดูถูกแมงมุมพวกนี้นะ นี่คือ แมงมุมรับแทน”

   

   เธอให้เสิ่นควานและเสิ่นซิวหนานหยดเลือดลงในชามคนละหนึ่งหยด

   

   “รอให้พวกมันดูดเลือดของพวกเธอจนหมด ฉันจะย้ายวันเดือนปีเกิดของพวกเธอไปไว้บนตัวพวกมัน คำสาปที่พวกนั้นส่งมาจะได้ตกไปอยู่ที่พวกมันแทน”

   

   เมื่อเลือดของเสิ่นควานและเสิ่นซิวหนานหยดลงในชาม แมงมุมทั้งสองตัวก็ขยับตัวเล็กน้อย ดูแล้วน่ากลัวยิ่งกว่าเดิม

   

   เสิ่นมู่เหยี่ยกลืนน้ำลายดังเอื้อก “คุณย่าตัวน้อยครับ ผมว่า...ผมว่าเรื่องนี้มันไม่เหมือนกับที่นักพรตเขาทำกันเลยนะครับ”

   

   แมงมุมสองตัวนั้นมันดูน่าขนลุกเกินไป

   

   โดยปกตินักพรตมักจะใช้ยันต์ หรือไม่ก็ตุ๊กตาฟางอะไรทำนองนั้นไม่ใช่เหรอ?

   

   เสิ่นจืออินพยักหน้า “แน่นอนว่าไม่เหมือนหรอก”

   

   เธอยอมรับอย่างง่ายดาย

   

   “นี่เป็นเรื่องของศาสตร์ลึกลับ ไม่เกี่ยวกับลัทธิเต๋าหรอกนะ ฉันเรียนรู้มาจากคนอื่น”

   

   เธอและอาจารย์เคยไปปราบผีที่หมู่บ้านแห่งหนึ่ง ที่นั่นมีหมู่บ้านชาวเหมียว เสิ่นจืออินเรียนรู้ศาสตร์ลึกลับนี้จากคุณยายคนหนึ่งในหมู่บ้านนั้น

   

   แต่ก็ได้แค่ผิวเผิน ของที่ใช้ส่วนใหญ่ก็ได้เสี่ยวหลีหามาให้ทั้งนั้น

   

   “ฉันว่าใช้วิธีนี้แก้แค้นพวกเขาดีกว่า เพราะว่าหลังจากแมงมุมรับแทนได้รับความเจ็บปวด ผลร้ายจะสะท้อนกลับไปหาคนทำ มันมีพิษร้ายแรง ตอนที่คนเหล่านั้นคิดจะลงคำสาปอีกครั้งก็จะโดนพิษเล่นงานตัวเอง”

   

   เสิ่นจืออินเอามือลูบหน้า พลันคิดว่าสิ่งที่ตัวเองทำมันโหดร้ายไปหน่อยหรือเปล่า เพราะโลกใบนี้ไม่เหมือนโลกที่เธอจากมา

   

   “จริงๆ ก็มีอีกวิธีนะ คือใช้หุ่นฟางทำเป็นหุ่นเชิดแทน แต่วิธีนี้จะแค่แก้คำสาปที่อยู่บนตัวพวกเธอ แต่ไม่สามารถแก้แค้นกลับไปได้ พวกเธอเลือกเอาเองแล้วกัน”

   

   เสิ่นมู่เหยี่ยทำสีหน้าจริงจัง “จู่ๆ ผมก็รู้สึกว่าแมงมุมสองตัวนี้น่ารักดี เอาพวกมันนี่แหละ”

   

   ล้อเล่นหรือไง อีกฝ่ายเล่นจะเอาชีวิตพ่อกับพี่ชายเขาเชียวนะ ถ้าไม่แก้แค้นกลับไป เขาจะทนกลืนน้ำลายลงคอได้ยังไง

   

   ให้มันโดนพิษตายไปซะ ไอ้สารเลว

   

   คุณย่าตัวน้อยของเขาก็บอกไว้แล้วว่า พวกนั้นจะโดนคำสาปย้อนกลับไปก็ต่อเมื่อพวกนั้นใช้มันอีกครั้ง นี่มันอะไรกัน? นี่มันเรียกว่ากรรมตามสนอง!

   

   เสิ่นควานกับเสิ่นซิวหนานก็เลือกเจ้าแมงมุมยักษ์สองตัวนั่นเหมือนกัน

   

   จะว่าไป คำสาปที่ทำให้คนตายโดยไม่รู้ตัว พวกเขาก็เคยประสบกับตัวเองมาแล้ว ปล่อยให้ศัตรูแบบนี้อยู่ในที่มืด พวกเขาก็ยากที่จะวางใจได้

   

   พวกเขาเติบโตขึ้นมาแบบคนดีมีคุณธรรม ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาโง่ ในเมื่อเป็นภัยถึงชีวิตขนาดนี้ จะไปเห็นใจศัตรูทำไมกัน

   

   อีกอย่างเรื่องแบบนี้ แจ้งสายตรวจก็จัดการไม่ได้อยู่ดี

   

   เสิ่นจืออินยิ้มตาหยี พลางเอ่ยเสียงหวาน “ฉันก็รู้อยู่แล้วว่าพวกเธอคิดเหมือนฉัน~”

   

   ภายนอกดูสวยงาม น่ารัก และไร้เดียงสา แต่พ่อลูกตระกูลเสิ่นทั้งสามคนกลับรู้สึกว่า คุณย่าตัวน้อยคนนี้ต้องมีพลังแม่มดน้อยอยู่ในร่างแน่ๆ

   

   อย่างไรก็ตาม ความรักที่พวกเขามีต่อคุณย่าตัวน้อยคนนี้ก็ไม่ได้ลดลงเลยแม้แต่น้อย

   

   เสิ่นจืออินมองดูแมงมุมรับแทนทั้งสองตัวดูดเลือดในชามจนหมด แล้วใช้วันเดือนปีเกิดของพวกเขาปิดผนึกชามเอาไว้ ต่อไปก็แค่รอให้ฝ่ายนั้นลงมืออย่างใจเย็นก็พอ

   

   ในห้องลับห้องหนึ่งในห้องทำงานของตระกูลจ้าว เต็มไปด้วยอักขระสีเลือดที่ดูลึกลับ อักขระเหล่านั้นล้อมรอบโต๊ะขนาดใหญ่อยู่ตรงกลาง

      

   บนโต๊ะมีแท่นบูชาและธูปเทียน

   

   สิ่งที่โดดเด่นที่สุดคือตุ๊กตากระดาษสองตัวที่วางอยู่บนโต๊ะ

   

   ตุ๊กตากระดาษมักจะเตรียมไว้สำหรับคนตาย แต่ตอนนี้ตุ๊กตากระดาษกลับมีแผ่นป้ายที่แขวนอยู่ด้านหน้าซึ่งเขียนวันเดือนปีเกิดของเสิ่นควานและเสิ่นซิวหนาน

   

   วันเดือนปีเกิดนี้แน่นอนว่าได้มาจากลุงของเสิ่นควาน แม้แต่วิธีการขโมยโชคชะตาก็เป็นวิธีที่เขาให้มา

   

   เป้าหมายก็เพื่อลดทอนโชคชะตาของพ่อลูกตระกูลเสิ่น เพื่อให้คำสาปมีผลเร็วขึ้น

   

   “ลุงสอง คาถาของลุงทำไมไม่ได้ผลล่ะ เสิ่นควานและเสิ่นซิวหนานก็ออกจากโรงพยาบาลอย่างปลอดภัยแล้ว”

   

   ชายวัยกลางคนร่างอ้วนในชุดสูทพูดด้วยท่าทางกระวนกระวาย น้ำเสียงแฝงความตำหนิโดยไม่รู้ตัว



บทที่ 45: โต้กลับ


   

   “ตื่นตระหนกอะไรกัน!”

   

   ชายร่างผอมแห้ง สวมชุดเต๋าไว้หนวดเคราตะคอกขึ้นมา

   

   ชุดแบบนี้ควรจะดูมีออร่าแห่งความเป็นเซียน แต่พอมาอยู่บนตัวเขากลับให้ความรู้สึกขัดแย้งอย่างบอกไม่ถูก ทั้งตัวดูมืดมนน่ากลัว

   

   “เธอแน่ใจนะว่าสืบมาอย่างละเอียดแล้ว? พ่อลูกตระกูลเสิ่นคู่นั้นไม่มีผู้วิเศษคนอื่นอยู่ด้วยอย่างนั้นเหรอ?”

   

   สองวันมานี้เขาลงมือไปสองครั้งแล้ว แต่กลับถูกพ่อลูกตระกูลเสิ่นหลบเลี่ยงอันตรายไปได้อย่างหวุดหวิด

   

   เรื่องนี้ทำให้เขารู้สึกไม่ค่อยดีนัก จึงให้จ้าวเฉิงไปสืบดูว่าตระกูลเสิ่นได้ติดต่อผู้วิเศษคนอื่นบ้างหรือไม่

   

   “ไม่มีครับ ผมสืบมาอย่างละเอียดแล้ว พวกเขากลับจากโรงพยาบาลก็ไม่ได้พบปะกับคนนอกเลย”

   

   ส่วนเสิ่นจืออินนั้น พวกเขาไม่ได้สนใจเลยแม้แต่น้อย เพราะเป็นแค่เด็กตัวเล็กคนหนึ่งเท่านั้น

   

   “หรือว่าพวกมันจะมีของขลังติดตัว?”

   

   พอลองคิดดู ครอบครัวตระกูลเสิ่นมีฐานะสูงส่งขนาดนั้น การมีของขลังมาคุ้มกายไว้บ้างก็ไม่ใช่เรื่องแปลก

   

   ท่านผู้เฒ่าแค่นเสียงเย็นชา “ไม่เป็นไร ถึงพวกมันจะมีของคุ้มกายจริงๆ มันก็ป้องกันได้แค่ชั่วคราว ไม่ได้ตลอดไปหรอก คาถาที่ใช้ไปหลายครั้งก่อนหน้านี้คงจะกร่อนพลังของมันไปมากแล้ว ไปเอาเลือดของพวกมันมา”

   

   แววตาของจ้าวเฉิงฉายแสงแห่งความปิติยินดี รีบนำเลือดของเสิ่นควานและเสิ่นซิวหนานมาให้

   

   ครั้งนี้...พ่อลูกตระกูลเสิ่น ตายแน่!

   

   เวลาล่วงเลยมาจนถึงกลางดึก เสิ่นซิวหนานและเสิ่นควานนำเอาแมงมุมรับแทนเข้าไปในห้องของตน

   

   ช่วงแรกพวกเขายังคอยมองอยู่เป็นระยะ แต่เวลาผ่านไปหลายชั่วโมง ภายในห้องก็ไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ พวกเขาจึงค่อยๆละความสนใจจากแมงมุมรับแทน

   

   เสิ่นควานเริ่มจัดการเอกสารต่างๆที่กองพะเนินอยู่ของบริษัท ส่วนเสิ่นซิวหนานก็ประชุมออนไลน์

   

   พ่อลูกทำงานหนักจนถึงเที่ยงคืน การทำงานล่วงเวลาเป็นเรื่องปกติของพวกเขาไปแล้ว

   

   และในเวลาเที่ยงคืนพอดี แมงมุมรับแทนที่เคยอยู่นิ่งๆ ก็เริ่มดิ้นรนอย่างรุนแรง

   

   เสิ่นควานที่กำลังจะเข้านอนก็ลุกขึ้นยืนทันที แต่ไม่ได้ตื่นตระหนกตกใจแต่อย่างใด

   

   เขาตรงไปที่ห้องของลูกชายคนโตก่อน และพบว่าแมงมุมรับแทนของลูกชายก็มีปฏิกิริยาเช่นกัน

   

   พ่อลูกสบตากัน แล้วรีบไปหาเสิ่นจืออินทันที

   

   แม้จะไม่อยากทำ แต่พวกเขาก็ต้องปลุกเสิ่นจืออินที่กำลังหลับใหลให้ลุกขึ้นมา

   

   เสิ่นจืออินที่สวมชุดนอนตัวน้อย และกอดตุ๊กตากระต่ายตัวใหญ่ไว้ในอ้อมแขน ขยี้ตาพร้อมกับหาว แต่ก็ไม่ได้มีท่าทีงัวเงียแต่อย่างใด

   

   “ขอโทษด้วยนะคุณย่าตัวน้อย แมงมุมรับแทนมีปฏิกิริยาแล้วล่ะ”

   

   เสิ่นจืออินส่งเสียง ‘อืม’ ออกมาอย่างแผ่วเบา พร้อมกับกางแขนออกเพื่อขอให้ใครสักคนอุ้ม

   

   เธอไม่อยากใส่รองเท้าแล้ว

   

   เสิ่นควานอุ้มเสิ่นจืออินตัวน้อยที่มีกลิ่นน้ำนมขึ้นมาอย่างเป็นธรรมชาติ

   

   เด็กหญิงตัวเล็กๆอายุไม่ถึงสี่ขวบนั้นตัวเบามาก เสิ่นควานสามารถอุ้มเธอไว้ได้ด้วยแขนเพียงข้างเดียว

   

   ร่างกายของเสิ่นจืออินโน้มตัวพิงไหล่ของหลานชายคนโตอย่างอ่อนยวบ เหมือนไม่มีกระดูก ตาปรือครึ่งหลับครึ่งตื่น

   

   เธอให้พวกเขาทั้งสองคนนำแมงมุมรับแทนมารวมกัน

   

   “ฝ่ายนั้นเริ่มลงมือแล้ว แถมครั้งนี้คำสาปรุนแรงกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา ถ้าไม่มีแมงมุมรับแทน พวกเธอสองคนคงตายอย่างไม่ทราบสาเหตุแน่”

   

   ถึงโรงพยาบาลมาตรวจ ก็คงวินิจฉัยได้แค่ว่าเสียชีวิตจากอาการป่วยเฉียบพลันเท่านั้น

   

   เสิ่นควานได้ยินดังนั้น เหงื่อเย็นก็ไหลออกมาทันที

   

   หลานชายทั้งสองคนของเธอนี่น่าสงสารจริงๆ เสิ่นจืออินคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วให้เสิ่นควานไปหยิบกระเป๋าของเธอมา

   

   จากนั้น เธอก็หยิบพู่กันขึ้นมา ใช้เลือดของตัวเองหยดหนึ่งวาดยันต์ขึ้นกลางอากาศ

   

   นั่นคือ ยันต์อัปมงคล เมื่อวาดเสร็จก็ถูกส่งเข้าไปในแมงมุมรับแทนทันที

   

   คราวนี้ ไม่เพียงแต่คนที่ลงคำสาปจะได้รับผลสะท้อนกลับอย่างรุนแรง แต่คนที่อยู่เบื้องหลังเขา และมีกรรมเกี่ยวพันกับเสิ่นควานและเสิ่นซิวหนานก็จะโชคร้ายไปด้วยในระยะเวลาอันสั้น

   

   เช่น เรื่องเลวร้ายหรือเรื่องผิดศีลธรรมที่เคยทำไว้จะถูกเปิดเผยออกมาในเวลาอันรวดเร็ว

   

   เมื่อทำทุกอย่างเสร็จแล้ว แมงมุมรับแทนทั้งสองตัวก็ตายไป

   

   “เอาพวกมันไปฝังซะ”

   

   “แค่นี้ก็พอแล้วเหรอ?”

   

   เสิ่นจืออินพยักหน้า “แมงมุมรับแทนสองตัวนี้รับคำสาปแทนพวกเธอแล้ว คำสาปในร่างพวกเธอถูกปลดปล่อยแล้ว หลังจากฝังแล้วก็อย่าลืมจุดธูปสามดอกให้พวกมันล่ะ ฉันจะไปหยิบมาให้”

   

   ฝั่งตระกูลเสิ่นไม่รู้ว่าคนที่ทำร้ายพวกเขากลายเป็นอย่างไร แต่พอได้ยินว่าคำสาปในร่างของพวกเขาถูกปลดปล่อยแล้ว ก้อนหินใหญ่ในใจก็หายไป

   

   ภายในห้องลับของตระกูลจ้าว...

   

   หลังจากที่เห็นตุ๊กตาฟางทั้งสองล้มลง จ้าวเฉิงก็กระโดดขึ้นอย่างตื่นเต้น

   

   “ลุงสอง สำเร็จแล้วใช่ไหม เสิ่นควานกับเสิ่นซิวหนานตายสนิทแล้วใช่ไหม!”

   

   เรื่องแบบนี้จ้าวเฉิงไม่ใช่เพิ่งเคยเห็น คู่แข่งมากมายก่อนหน้านี้เขาก็ใช้วิธีนี้จัดการผ่านลุงสองมาแล้วทั้งนั้น

   

   ท่านผู้เฒ่ากล่าวอย่างหยิ่งผยอง “ไม่ต้องสงสัยเลย”

   

   เขาลงมือทีไร ไม่เคยพลาดแม้แต่ครั้งเดียว

   

   ท่านผู้เฒ่ายืนขึ้น หยิบตุ๊กฟางสองตัวขึ้นมา พลางเอ่ยว่า “ตุ๊กตาฟางสองตัวนี้...”

   

   แต่ยังพูดไม่ทันจบ เขาก็รู้สึกเจ็บปวดรุนแรงทั่วร่างกาย รีบปล่อยตุ๊กตาฟางลงทันที

   

   “ลุงสอง! ลุงสองเป็นอะไรไป”

   

   จ้าวเฉิงรีบวิ่งเข้าไปประคอง ในวินาทีต่อมาเขาก็ต้องตกตะลึงสุดขีด เมื่อเห็นเลือดไหลออกจากรูทั้งเจ็ดของท่านผู้เฒ่า!

   

   ท่านผู้เฒ่าอ้าปากพยายามพูดอะไรบางอย่าง แต่กลับอาเจียนเป็นเลือดสีดำออกมาเปรอะเปื้อนใบหน้าของจ้าวเฉิง

   

   จากนั้นศีรษะของเขาก็เอียงไปข้างหนึ่ง หมดลมหายใจตายในทันที

   

   จ้าวเฉิงตกใจสุดขีด รีบผลักศพของลุงสองออก แล้วล้มลงนั่งกับพื้น ตัวสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว ใบหน้าซีดเผือด

   

   ไม่รอช้า เขารีบหนีออกจากห้องลับแห่งนี้โดยไม่คิดชีวิต

   

   คืนนี้คงไม่มีใครในตระกูลจ้าวข่มตาหลับลงแน่ และจ้าวเฉิงเองก็ยังไม่รู้ว่า พรุ่งนี้จะมีการสะท้อนกลับที่รุนแรงยิ่งกว่ารอเขาอยู่

   

   ตระกูลเสิ่นคลี่คลายปัญหาใหญ่ได้แล้ว คืนนั้นเสิ่นควานกับเสิ่นซิวหนานเลยหลับสบาย

   

   แต่พอเช้าวันรุ่งขึ้น เสิ่นมู่เหยี่ยกลับหัวเสียสุดๆ

   

   “เมื่อคืนทั้งสามคนอยู่ด้วยกัน ทำไมไม่มีใครนึกถึงผมเลย?”

   

   เสิ่นควานนั่งจิบชา เสิ่นซิวหนานจิบกาแฟ ส่วนเสิ่นจืออินนั้นกำลังกอดขวดนมและกินนมอย่างเอร็ดอร่อย

   

   เสิ่นมู่เหยี่ยที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามรู้สึกราวกับถูกทอดทิ้ง

   

   “ผมไม่ใช่ลูกพ่อแล้วเหรอ? ไม่ใช่น้องชายพี่แล้วเหรอ? ไม่ใช่หลานรักของเธอแล้วเหรอ? เรื่องใหญ่ขนาดนี้ทำไมถึงไม่มีใครนึกถึงผมบ้าง?”

   

   “ก็มันไม่ใช่เรื่องน่ายินดีสักหน่อย จะไปดูทำไม” เสิ่นควานเอ่ย แม้ว่าตอนนั้นพวกเขาจะลืมเรียกเขามาจริงๆก็เถอะ

   

   เสิ่นมู่เหยี่ยไม่สน เขาโกรธแล้ว!

   

   เขาไม่กินข้าวเช้าแล้ววิ่งกลับไปเก็บกระเป๋าที่ห้อง บ้านหลังนี้ไม่ต้อนรับเขา เขาจะกลับไปเป็นหัวโจกที่โรงเรียน!

   

   เด็กหนุ่มยังคงดื้อรั้น สะพายกระเป๋าเตรียมตัวจะออกไป เสิ่นจืออินก็เอ่ยขึ้น

   

   “ฉันเพิ่งได้ข่าวมาว่า กรมสรรพากรกับสายตรวจไปที่บ้านตระกูลจ้าวแล้ว”

   

   ทันใดนั้น สายตาของสามพ่อลูกตระกูลเสิ่นก็จับจ้องไปที่เสิ่นจืออิน

   

   ผึ้งตัวน้อยที่ไม่สะดุดตาบนหัวของเสิ่นจืออินก็ปรากฏตัวออกมา

   

   “ตอนนี้บ้านตระกูลจ้าวคงวุ่นวายน่าดู”

   

   เธอจ้องมองไปที่เสิ่นควานด้วยแววตาเป็นประกาย “พวกเราไปดูที่เกิดเหตุกันดีไหม?”

   

   ดวงตาคู่สวยของเธอบ่งบอกชัดเจนว่าอยากไปมากแค่ไหน

   

   ใครบ้างไม่อยากไปเผือกเรื่องชาวบ้านล่ะ?

   

   แม้แต่เสิ่นซิวหนานที่นั่งรถเข็นอยู่ก็ยังอยากไป

   

   พ่อลูกสบตากัน “ยังไงซะตระกูลจ้าวก็เป็นคนทำกับเราไว้ ไปดูผลกรรมของพวกเขาหน่อยก็ดี”

   

   จากนั้นคนขับรถคนใหม่ก็มาถึง คนขับรถคนก่อนหน้านี้ที่เสียชีวิตไป ตระกูลเสิ่นได้มอบเงินชดเชยจำนวนมากให้กับครอบครัวของเขา เพราะถึงอย่างไร คนขับรถก็ได้รับเคราะห์กรรมเพราะพวกเขา ดังนั้นสิ่งที่ควรชดใช้ก็ต้องชดใช้

   

   เสิ่นมู่เหยี่ยบอกกับคนอื่นๆว่า “รอผมอยู่ตรงนี้ก่อนนะ”

   

   ในเวลานี้เขาจะไปสนใจโรงเรียนได้อย่างไร การได้เห็นจุดจบของตระกูลจ้าวด้วยตาตัวเอง เขาไม่มีทางพลาดอย่างแน่นอน

   

   ตอนที่พวกเขามาถึง บ้านของตระกูลจ้าวก็ถูกล้อมรอบด้วยรั้วกั้นของสายตรวจ และยังมีผู้คนที่มามุงดูเหตุการณ์อยู่ไม่น้อย รวมไปถึงนักข่าวที่รู้ข่าวเร็ว

   

   “ได้ยินมาว่าหลักฐานการหลบเลี่ยงภาษีของตระกูลจ้าว ถูกส่งไปยังกรมสรรพากรทั้งหมดภายในคืนเดียว”

   

   “ดูเหมือนว่าจะเป็นฝีมือของอดีตหัวหน้าฝ่ายการเงินของบริษัทชางเสิ้ง ลูกชายคนเดียวของจ้าวเฉิงที่ไม่ได้เรื่องได้ราวอะไร เพราะผู้หญิงคนหนึ่งทำให้เขาถูกไล่ออก แล้วยังปล่อยข่าวว่าไม่ให้บริษัทใดรับเข้าทำงาน ถ้าเป็นฉัน ฉันก็ต้องแก้แค้นเหมือนกัน”



บทที่ 46: ผลกรรมของตระกูลจ้าว


   

   “ไม่ใช่แค่นั้น ตระกูลจ้าวยังมีคดีฆาตกรรมด้วย ลูกชายของจ้าวเฉิงทำให้ผู้หญิงสองคนตาย ญาติของเหยื่อไปแจ้งความตั้งแต่กลางดึก”

   

   “ยังมีอีก เขายังเสพยาด้วย ลูกชายคนโตและคนรองของจ้าวเฉิงถูกจับข้อหารวมกลุ่มเสพยาและซื้อบริการทางเพศเมื่อตีสามของเมื่อวาน”

   

   ดูเหมือนคนรอบข้างจะมีข่าวสารที่ทันเหตุการณ์มาก เพียงแค่คืนเดียวทุกคนก็รู้ข่าวกันบ้างแล้ว

   

   และตอนนี้เมื่อรวบรวมข้อมูลทั้งหมด ทำให้คนตระกูลเสิ่นได้รับรู้เรื่องราวมากมาย

   

   “เอ๊ะ...ท่านประธานเสิ่นมาด้วยเหรอ?”

   

   ทุกคนอยู่ในวงสังคมเดียวกัน ตระกูลเสิ่นถือเป็นตระกูลชั้นสูงในวงสังคม และไม่เหมือนกับตระกูลจ้าวที่กำลังตกต่ำ ลูกๆของตระกูลเสิ่นล้วนประสบความสำเร็จอย่างยิ่ง ตระกูลเสิ่นนี้ ต่อไปยังต้องก้าวหน้าขึ้นไปอีก ดังนั้นใครก็ตามที่เจอพวกเขาก็อยากจะสร้างความสัมพันธ์ที่ดี

   

   แต่เมื่อเห็นเสิ่นซิวหนานนั่งอยู่บนรถเข็น สายตาของพวกเขาก็ฉายแววเสียดาย

   

   เด็กหนุ่มที่เก่งกาจเช่นนี้ ทำไมถึงต้องเกิดอุบัติเหตุแบบนั้นด้วย

   

   แต่เมื่อเห็นเสิ่นซิวหนานทำตัวปกติ ไม่ได้ท้อแท้เพราะเรื่องขาของเขาเลย พวกเขาก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกชื่นชม

   

   พูดตามตรง ถ้าพวกเขาเจอเรื่องร้ายแรงขนาดนี้ พวกเขาคงจะล้มแล้วลุกไม่ได้อีกต่อไป และพวกเขาน่าจะต้องเป็นบ้าไปแล้วแน่ๆ

   

   เสิ่นควานมองดูความโกลาหลภายในคฤหาสน์ของตระกูลจ้าว ริมฝีปากของเขาเผยรอยยิ้ม “เกิดอะไรขึ้นเหรอ?”

   

   ราวกับว่าพวกเขาเป็นแค่คนผ่านทาง ไม่รู้เรื่องราวของตระกูลจ้าวเลยแม้แต่น้อย

   

   เรื่องแบบนี้ แน่นอนว่ายิ่งคนเยอะก็ยิ่งสนุก

   

   ทุกคนต่างเอาเรื่องราวฉาวโฉ่ของตระกูลจ้าวที่ตัวเองรู้มาเล่าสู่กันฟัง

   

   “ไม่รู้ว่าใครเป็นคนเล่นงานตระกูลจ้าวนะ อยู่ๆ เรื่องผิดกฎหมายที่พวกเขาทำก็ถูกเปิดโปงออกมาทั้งหมด การหลีกเลี่ยงภาษียังถือว่าเล็กน้อย สินค้าที่ตระกูลจ้าวผลิตหลายอย่างก็เป็นสินค้าด้อยคุณภาพ ไม่ผ่านมาตรฐาน คนที่สมรู้ร่วมคิดกับเขาก็ถูกจับไปด้วย”

   

   “แล้วก็...”

   

   เสิ่นจืออินถูกเสิ่นมู่เหยี่ยอุ้ม ทั้งสองเบียดเสียดอยู่แถวหน้า และทุกครั้งที่ฟังถึงจุดสำคัญก็จะส่งเสียง ‘ว้าว’ อย่างตื่นเต้น

   

   เรื่องนี้ทำให้ทุกคนยิ่งสนุกกับซุบซิบนินทามากขึ้นไปอีก

   

   “ออกมาแล้ว ออกมาแล้ว จ้าวเฉิงโดนจับแล้ว”

      

   “นี่ พวกเขาหามศพใครออกมาอีกเนี่ย”

   

   “ไม่จริงน่า ในช่วงเวลาแบบนี้ จ้าวเฉิงยังจะฆ่าคนตายในบ้านอีกเหรอ? คราวนี้เขาจบเห่แน่”

   

   คดีความของบริษัทเขาก็น่าปวดหัวจะแย่อยู่แล้ว ตอนนี้ยังมีคนตายโผล่มาที่บ้านตระกูลจ้าวอีก

   

   โถ โถ โถ...

   

   งานนี้มีหวังได้กินข้าวแดงในคุกแน่

   

   ตอนนี้จ้าวเฉิงดูโทรมมาก หนวดเครารุงรัง ใต้ตาคล้ำจนแข่งกับหมีแพนด้าได้เลย ที่สำคัญคือ เส้นเลือดในตาแดงก่ำ น่ากลัวมาก

   

   เสิ่นควานยืนมองเขาอยู่ในกลุ่มคนอย่างเย็นชา

   

   คนที่ตาย ไม่ต้องคิดก็รู้ว่าเป็นตัวการที่ลงคำสาปใส่เขาและลูกชาย

   

   ทันใดนั้น จ้าวเฉิงก็เห็นเสิ่นควานที่ยืนอยู่ในฝูงชน ไม่รู้ว่าเขามีกำลังมากมายมาจากไหน ถึงได้สะบัดตัวหลุดจากตำรวจที่จับกุมเขาไว้ได้

   

   “แก! เป็นแกแน่ แกกับพวกของแก เสิ่นควาน! เรื่องทั้งหมดนี้เป็นฝีมือแกใช่ไหม!”

   

   จ้าวเฉิงคำรามอย่างบ้าคลั่งแล้วพุ่งเข้าใส่ ผู้คนรอบข้างต่างตกใจกับท่าทางของเขา

   

   เสิ่นควานไม่ได้หลบ เมื่อจ้าวเฉิงพุ่งมาถึงตัวก็ยกเท้าถีบจนอีกฝ่ายล้มลง

   

   เสิ่นมู่เหยี่ยก็ยกเท้าขึ้นพร้อมกับพ่อของเขา แม้จะอุ้มคุณย่าตัวน้อยอยู่ก็ไม่ได้ส่งผลต่อการลงมือของเขาแม้แต่น้อย

   

   การเตะอย่างร่วมแรงร่วมใจของพ่อลูกคู่นี้ไม่เบาเลยทีเดียว

   

   หลังจากเตะเสร็จ เสิ่นมู่เหยี่ยยังตะโกนเสียงดังว่า “ทุกคนเห็นกันหมดแล้วใช่ไหม ไอ้หมอนี่มันเข้ามาโจมตีพวกเราก่อน ผมกับพ่อแค่ป้องกันตัวเท่านั้น”

   

   ในที่สุดเสิ่นมู่เหยี่ยก็ได้ระบายความแค้นเล็กน้อย

   

   เสิ่นควานมองลงไปที่ชายคนนั้นซึ่งกำลังดิ้นอยู่บนพื้นราวกับหนอน รู้สึกเพียงแต่น่าขยะแขยง

   

   “จ้าวเฉิง นายกำลังพูดจาเหลวไหลอะไร โครงการนั้น พวกเราต่างคนต่างแข่งขันกันด้วยความสามารถ แม้นายจะเกลียดฉันมากแค่ไหน ก็ไม่ควรโยนความผิดแบบนี้มาให้ฉันแบบลอยๆ”

   

   บนใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยรอยยิ้ม แต่แววตาที่มองไปยังจ้าวเฉิงนั้นเย็นชาเหมือนคมมีด

   

   “นายเลี่ยงภาษี บริษัทก็ผลิตของไม่มีคุณภาพ จะมาโทษฉันงั้นเหรอ? ลูกชายของนายเสพยาและฆ่าคน ก็จะมาโทษฉันอีก? หรือศพที่เจอในบ้านนาย นั่นก็เป็นความผิดฉันเหรอ?”

   

   คนรอบข้างต่างก็ถึงบางอ้อ

   

   บางคนที่รู้เรื่องภายในกระซิบบอกกันว่าตระกูลจ้าวกับตระกูลเสิ่นกำลังแย่งชิงโครงการเดียวกันอยู่ คนที่มองเห็นสถานการณ์ก็ดูออกว่าตระกูลเสิ่นมีโอกาสได้ไปมากกว่า

   

   จ้าวเฉิงนี่ช่างคิดสั้นจริงๆ เวลาแบบนี้แล้วยังจะมาใส่ร้ายป้ายสีเสิ่นควานอีก

   

   ดูจากข้อหาทั้งหมดแล้ว ไม่มีอันไหนที่โยงมาถึงคนตระกูลเสิ่นได้เลยสักนิด

   

   จ้าวเฉิงคลุ้มคลั่งจ้องเสิ่นควานด้วยสายตาอาฆาต แต่สุดท้ายก็โดนลากตัวไปได้สำเร็จ

   

   เสิ่นควานตบเสื้อผ้าเบาๆ “ทำดีไม่ได้ดีจริงๆ เห็นแก่ที่เป็นคู่แข่งกัน ฉันถึงอุตส่าห์มาเยี่ยมเยียน”

   

   ทุกคน “...”

   

   ถ้าตอนพูด มุมปากของเขาไม่ยกยิ้มแบบนั้น พวกเขาก็คงเชื่อแล้วล่ะ

   

   ไม่คิดเลยว่าท่านประธานเสิ่นจะชอบเผือกเรื่องชาวบ้าน แถมยังพาครอบครัวมามุงดูด้วยกันอีกต่างหาก

   

   แต่ทว่า...

   

   “คุณเสิ่น นี่...ลูกสาวคุณเหรอ?”

   

   มีคนพยายามส่งซิก ส่งสัญญาณให้เสิ่นควาน พวกผู้ชายด้วยกันย่อมรู้ดี ภรรยาของคุณเสิ่นจากไปหลายปีแล้ว การมีผู้หญิงข้างนอกเป็นเรื่องปกติ

   

   แต่ ‘ลูกสาว’ คนนี้ดูสนิทสนมกับลูกชายของคุณเสิ่นมาก มันก็ดูแปลกๆอยู่

   

   หรือว่าตระกูลเสิ่นจะมีคุณนายคนใหม่แล้ว?

   

   สายตาของคนอื่นๆรอบๆ ก็ถูกดึงดูดไปที่เสิ่นจืออิน

   

   “คุณเสิ่น คุณมีลูกสาวตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย ยินดีด้วย ยินดีด้วย

   

   “หน้าตานี่ละม้ายคล้ายคลึงกับคุณ อนาคตต้องเป็นคุณหนูที่ยอดเยี่ยมแน่ๆ”

   

   “คุณเสิ่น เรื่องดีๆแบบนี้เกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่กัน”

   

   หลังจากซุบซิบนินทาเรื่องของตระกูลจ้าวเสร็จ หลายคนก็หันมาประจบประแจงเสิ่นควานทันที

   

   สีหน้าของเสิ่นควานบึ้งตึง “ไม่ใช่ พวกคุณอย่าพูดมั่ว”

   

   “อ๊ะ นี่ไม่ใช่ลูกสาวคุณเหรอ?”

   

   หรือว่าจะเป็นลูกของญาติกัน

   

   ดูท่าทางแล้วสนิทกันดีจริงๆ

   

   เสิ่นควานกระแอมไอสองที แบบนี้คงต้องแนะนำเสิ่นจืออินแล้วล่ะ

   

   “คนนี้คือ...คุณป้าของผมครับ”

   

   ตอนนี้เขาก็ทำได้แค่ปล่อยเลยตามเลยแล้ว ยังไงซะเดี๋ยวทุกคนก็รู้กันอยู่ดี แถมคุณป้าของเขาก็มีความสามารถ ไม่เห็นจะมีอะไรน่าอายที่จะแนะนำ

   

   “อุ๊บ...คุณพูดว่าอะไรนะ?”

   

   “คุณ...คุณ...”

   

   ดวงตาของหลายคนเบิกกว้างอย่างตกตะลึงเมื่อมองไปที่เสิ่นจืออิน

   

   เด็กน้อยคนนี้มีศักดิ์สูงมากจริงๆ!

   

   เสิ่นควานยิ้มแล้วพูดว่า “ทุกคน ถ้าไม่มีอะไรแล้ว พวกเราขอตัวก่อน”

   

   พอพูดจบ เขาก็พาลูกชายคนโต และลูกชายคนเล็กที่กำลังอุ้มบรรพบุรุษน้อยของบ้านออกไป

   

   แอบกินแตงโมของคนอื่นนี่มันดีจริงๆ โดยเฉพาะแตงโมของศัตรู

   

   แต่ถ้าให้คนอื่นมารุมกินแตงโมบ้านตัวเองแบบนี้ก็ไม่ดีเหมือนกัน

   

   พอทุกคนกลับมาถึงคฤหาสน์ตระกูลเสิ่นแล้ว ต่างก็รู้สึกสะใจกันถ้วนหน้า

   

   เสิ่นมู่เหยี่ยพูดขึ้นว่า “เสียดายชะมัด ปล่อยให้ไอ้สารเลวนั่นไปได้ แถมตอนนั้นมีสายตรวจอยู่ด้วย เลยทำอะไรมันมากไม่ได้”

   

   มือข้างหนึ่งของเสิ่นจืออินถือชานมที่เสิ่นมู่เหยี่ยซื้อให้ อีกข้างถือลูกอมน้ำตาล เธอยังมีเค้กชิ้นเล็กๆที่ห่ออย่างสวยงามวางอยู่ตรงหน้าอีกด้วย

   

   ทุกอย่างเป็นของเธอทั้งหมด

   

   “เรื่องนั้นมันง่ายจะตาย แค่ให้วิญญาณที่ยังมีความแค้น แล้วไม่ได้ไปเกิดใหม่พวกนั้นมาจัดการจ้าวเฉิงก็พอ”

   

   ทันใดนั้น ดวงตาของเสิ่นมู่เหยี่ยก็เป็นประกาย

   

   “คุณย่าตัวน้อย! วันนี้พวกเราลองเรียกผีกันดีไหม?”

   

   เสิ่นควาน “???”

   

   เสิ่นซิวหราน “???”

   

   เดี๋ยวก่อน ว่าไงนะ เรียกผี!!!



บทที่ 47: การแก้แค้นของผี


   

   ถึงแม้เสิ่นควานและเสิ่นซิวหนานจะยอมรับความจริงที่ว่าบรรพบุรุษน้อยของบ้านนั้นเก่งกาจมาก แต่พวกเขาก็ไม่คิดว่าเธอจะสามารถเรียกผีได้!

   

   เรื่องนี้สร้างความตกตะลึงแก่พวกเขาเป็นอย่างมาก

   

   ยิ่งไปกว่านั้น สิ่งที่ทำให้พวกเขางุนงงคือ เสิ่นจืออินเรียกผีออกมาจริงๆ

   

   ก่อนหน้านี้ ตอนที่จ้าวเฉิงถูกพาตัวไป เธอก็สังเกตเห็นแล้วว่า รอบๆตัวของจ้าวเฉิงมีผีอยู่หลายตน

   

   แต่ร่างของผีเหล่านั้นอ่อนแอมาก จนไม่สามารถแก้แค้นได้

   

   ลองคิดดูสิ ข้างกายจ้าวเฉิงยังมีนักพรตที่เก่งกาจอยู่คนหนึ่ง ถึงแม้ว่าจะเป็นพวกที่ชอบใช้วิธีชั่วร้ายก็ตาม

   

   ก่อนจะเรียกผีเหล่านั้นออกมา เสิ่นจืออินก็ยังนึกถึงเหล่าหลานชายของตัวเองอยู่

   

   “พวกเธออยากเห็นไหม? ถ้าอยากเห็น ฉันจะเปิดตาทิพย์ให้ดู”

   

   ตาทิพย์นี้อยู่แค่ชั่วคราว เป็นวิธีการพิเศษอย่างหนึ่งของลัทธิเต๋า แน่นอนว่าไม่ใช่ทุกคนจะทำได้ ต้องมีพลังวิญญาณมากพอจึงจะทำได้

   

   เสิ่นควานและเสิ่นซิวหนานเองก็ไม่ใช่คนขี้ขลาด ยิ่งไปกว่านั้น จ้าวเฉิงยังเป็นศัตรูที่หวังจะฆ่าพวกเขาอีก พวกเขาใช้เวลาคิดเพียงสองวินาทีก็ตัดสินใจอยู่ต่อ พวกเขาจะดู!

   

   จากนั้นเสิ่นจืออินก็เปิดตาทิพย์ชั่วคราวให้กับทั้งสามคน แล้วเริ่มเรียกวิญญาณ

   

   ก่อนหน้านี้ เธอต้องท่องคาถาเพื่อเรียกวิญญาณ

   

   แต่ตอนนี้ไม่เหมือนเดิมแล้ว เสิ่นจืออินหยิบตราอาญาสิทธิ์ที่ผู้พิพากษาให้ออกมา

   

   ไม่รู้จักชื่อของวิญญาณเหล่านั้นก็ไม่เป็นไร เพียงแค่ท่องชื่อของจ้าวเฉิง เหล่าวิญญาณที่ผูกพยาบาทกับเขาก็จะมีปฏิกิริยาตอบสนองอย่างรวดเร็ว วิญญาณของพวกเขาถูกดึงดูดโดยตราอาญาสิทธิ์

   

   ใช้เวลาเพียงไม่กี่วินาที สองพ่อลูกตระกูลเสิ่นก็รู้สึกได้อย่างชัดเจนว่าอุณหภูมิรอบข้างลดลง

   

   เสิ่นควานหยิบผ้าห่มมาคลุมขาให้ลูกชาย และปรับอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศให้สูงขึ้น

   

   เงาร่างของผีห้าตนปรากฏขึ้นต่อหน้าทุกคน

   

   ผีทั้งห้าตนเพิ่งย้ายสถานที่มาอย่างกะทันหัน พวกเขายังคงสับสน แต่เมื่อเห็นตราอาญาสิทธิ์ในมือของเสิ่นจืออิน พวกเขาทั้งหมดก็คุกเข่าลงพร้อมกัน

   

   หลังจากกลายเป็นผี พวกเขาทั้งหมดต่างสัมผัสได้ถึงแรงกดข่มจากตราอาญาสิทธิ์ของผู้พิพากษาอย่างชัดเจน

   

   “พวกคุณทั้งหมด...จ้าวเฉิงเป็นคนฆ่าใช่ไหม?”

   

   ทันทีที่ได้ยินชื่อของจ้าวเฉิง พลังวิญญาณของผีทั้งห้าก็ปั่นป่วนอย่างรุนแรง พวกเขาแผ่รังสีอำมหิตน่ากลัวออกมาจนทำให้เสิ่นควานและเสิ่นซิวหนานที่เพิ่งเคยเห็นผีเป็นครั้งแรก แม้จะเตรียมใจมาแล้วก็ยังอดตระหนกไม่ได้

   

   ผีสองตนในนั้นมีสภาพน่าสยดสยองมาก ตนหนึ่งประสบอุบัติเหตุจนร่างกายแหลกเหลว แม้ตอนนี้จะเป็นวิญญาณไปแล้วแต่ก็ยังดูน่ากลัว โดยเฉพาะศีรษะที่ยุบไปครึ่งหนึ่ง ส่วนอีกตนน่าจะถูกฆาตกรรมและถูกหั่นศพ ร่างกายของเขาไม่เสถียร ดูแหว่งวิ่นไปทั้งตัว

   

   แต่ด้วยพลังของเสิ่นจืออิน ผีทั้งห้าจึงสงบลงอย่างรวดเร็ว และเริ่มเล่าเรื่องราวของตัวเอง

   

   ผีตนที่ประสบอุบัติเหตุจนร่างกายแหลกเหลวเล่าว่า ตอนมีชีวิตอยู่เขาเป็นเจ้าของบริษัท แม้บริษัทจะไม่ใหญ่เท่าของจ้าวเฉิง แต่เขาก็มีความสามารถ ผลิตภัณฑ์ต่างๆล้วนมีคุณภาพดีกว่าของบริษัทจ้าวเฉิง

   

   เพราะสินค้าของทั้งสองบริษัทมีความคล้ายคลึงกัน ทำให้ผลประโยชน์ของตระกูลจ้าวในช่วงนั้นตกอยู่ในความเสี่ยงอย่างมาก

   

   จ้าวเฉิงไม่เคยโทษตัวเองแม้แต่น้อย เขาคิดแต่เพียงว่ามีใครบางคนมาขัดเส้นทางทำเงินของเขา

   

   เขาจึงเล็งเป้าหมายไปที่เจ้าของบริษัทคนนี้ ไม่เพียงแต่ใช้วิธีไสยศาสตร์ทำให้บริษัทของพวกเขามีปัญหาติดต่อกันเท่านั้น เขายังติดสินบนคนข้างกายของเจ้าของบริษัทเพื่อขโมยเทคโนโลยีหลักของบริษัทไปอีกด้วย

   

   ส่งผลให้บริษัทของเจ้าของบริษัทผู้โชคร้ายคนนี้ ไม่เพียงแต่ล้มละลายเท่านั้น เขายังเป็นหนี้ก้อนโต และสุดท้ายก็เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางรถยนต์เพราะความเหนื่อยล้าและเบลอ

   

   หลังจากตาย เขาก็เฝ้ามองภรรยาและลูกชายของเขาต้องเผชิญกับความยากลำบากเพราะหนี้สิน และถูกจ้าวเฉิงกดขี่ ลูกชายของเขาก็ถูกทำร้ายจนแขนหัก

   

   เขาจึงเต็มไปด้วยความแค้น และมาหาจ้าวเฉิง จนได้ยินกับหูตัวเองว่า จ้าวเฉิงคุยโอ้อวดอย่างภาคภูมิใจ และรู้ว่าทุกอย่างที่เขาต้องเผชิญ ล้วนเป็นฝีมือของจ้าวเฉิง

   

   แต่เขาไม่สามารถทำร้ายจ้าวเฉิงได้เลยแม้แต่น้อย เพราะจ้าวเฉิงมีเครื่องรางที่ทรงพลัง ไม่เพียงแต่จะทำร้ายไม่ได้แล้ว พลังวิญญาณของพวกเขายังอ่อนแอลงไปอีก

   

   ส่วนคนที่ถูกหั่นศพ ก่อนหน้านี้เขาเคยเป็นหุ้นส่วนของจ้าวเฉิง แต่เพราะผลประโยชน์ พวกเขาทั้งสองจึงแตกหักกัน และยังเป็นเรื่องที่น่าอับอายอย่างมาก

   

   วันหนึ่งหลังจากทะเลาะกัน จ้าวเฉิงเกิดอารมณ์โกรธสุดขีด จึงคว้าแจกันฟาดเข้าที่ศีรษะของเขาจนแตก

   

   ตอนนั้นเขายังไม่ตายหรอก หากส่งโรงพยาบาลก็ยังมีโอกาสรอด แต่พอจ้าวเฉิงตั้งสติได้ กลับคิดว่าถ้าช่วยชีวิตเขาไว้ ตนเองต้องถูกแจ้งความจับแน่ๆ สุดท้ายเลยตัดสินใจฆ่าปิดปาก

   

   เพื่อปกปิดเรื่องนี้ จ้าวเฉิงจึงหั่นศพเขาแล้วฝังไว้ในสวน ให้เป็นปุ๋ยดอกไม้

   

   ส่วนผีที่เหลืออีกสามตน ในนั้นมีผู้หญิงกับเด็กด้วย ไม่ต้องคิดก็รู้ว่าเป็นเวรกรรมจากเรื่องชู้สาว

   

   ผู้หญิงคนนั้นเป็นดารา ถูกจ้าวเฉิงมอมเหล้าแล้วข่มขืน แถมยังทำมากกว่าหนึ่งครั้งด้วย

   

   ตอนแรกผู้หญิงคนนั้นก็ยอมๆไปแล้ว แต่ไม่คิดว่าจ้าวเฉิงจะพาพวกโรคจิตมาเล่นสนุกกับเธออีก

   

   สุดท้ายเธอก็ทนไม่ไหว เกิดอาการทางจิต กรีดข้อมือฆ่าตัวตาย ตอนที่ฆ่าตัวตายนั้น เธอท้องอยู่แล้ว ลูกในท้องที่ยังไม่ทันลืมตาดูโลกก็กลายเป็นวิญญาณตามแม่ไปด้วย สองแม่ลูกเลยตามจองเวรจ้าวเฉิงด้วยกัน

   

   ส่วนอีกตนหนึ่งก็มีเรื่องขัดผลประโยชน์กับจ้าวเฉิง สุดท้ายบริษัทล้มละลายเลยโดดตึกฆ่าตัวตาย โดยที่เขาไม่รู้เลยว่าความซวยทั้งหมดที่เกิดขึ้นนั้น ล้วนเกี่ยวข้องกับจ้าวเฉิงทั้งสิ้น

   

   หลังจากที่ฟังพวกเขาระบายความแค้น พร้อมกับเล่าเรื่องราวของตัวเองจบ ตระกูลเสิ่นก็รู้สึกว่า จ้าวเฉิงนี่มันเป็นภัยสังคมชัดๆ!

   

   เขาคนเดียวก็เบียดเบียนชีวิตคนอื่นไปตั้งมากมาย แล้วยังมีลูกชายเลวระยำอีก

   

   เสิ่นจืออินพูดขึ้นว่า “ฉันจะช่วยเพิ่มพลังให้พวกคุณ พวกคุณจะได้ไปแก้แค้นเองได้ แต่ห้ามทำร้ายคนบริสุทธิ์เด็ดขาด”

   

   เมื่อได้ยินคำพูดของเสิ่นจืออิน พวกผีทั้งหมดก็ตื่นเต้นกันยกใหญ่

   

   “ขอบคุณท่านมาก!”

   

   พวกเขาไม่ยอมไปต่อแถวเกิดใหม่ที่ยมโลก เพราะต้องการจะแก้แค้นด้วยตัวเอง พวกเขายังแค้นใจไม่หาย!

   

   เสิ่นจืออินใช้ค่ายกลรวมพลังวิญญาณเพื่อทำให้วิญญาณของพวกเขาแข็งแกร่งขึ้น จากนั้นก็จะส่งพวกเขาไปหาจ้าวเฉิง

   

   “น่าเสียดายที่ไม่ได้เห็นเขารับกรรมแบบสดๆ” เสิ่นจืออินพึมพำเบาๆ

   

   ถึงเธอจะสามารถให้ผีเหล่านี้กลับมาเล่าให้ฟังได้ แต่มันก็ไม่สะใจเท่ากับการได้เห็นกับตาตัวเอง

   

   เสิ่นควานและเสิ่นซิวหนานก็รู้สึกเสียดายเช่นกัน

   

   พวกเขาอยากเห็นไอ้สารเลวนั่นตกต่ำ

   

   “เดี๋ยวก่อน ตอนนี้พวกคุณใช้โทรศัพท์มือถือได้แล้วใช่ไหม?”

   

   เสิ่นมู่เหยี่ยเรียกพวกเขาไว้ แล้วยื่นโทรศัพท์มือถือสำรองของตัวเองให้ผีตนหนึ่ง

   

   “ไปที่เกิดเหตุไม่ได้ แต่พวกเราดูวิดีโอได้นะ”

   

   ทันใดนั้น ดวงตาของเสิ่นจืออินก็เป็นประกาย

   

   เสิ่นควานและเสิ่นซิวหนานต่างก็มองลูกชายและน้องชายของตัวเองด้วยแววตาชื่นชม

   

   เจ้าเด็กนี่หัวไวใช้ได้เลย

   

   โทรศัพท์มือถือทั่วไปไม่สามารถถ่ายติดผีได้ แต่เสิ่นจืออินสามารถทำให้มันไม่ธรรมดาได้ แถมยังทำให้โทรศัพท์มือถือถูกซ่อนไว้ไม่ให้ใครมองเห็นได้ด้วย

   

   ไม่ปล่อยให้คนตระกูลเสิ่นรอนาน เสิ่นมู่เหยี่ยก็ได้รับคำเชิญวิดีโอคอล

   

   ตอนนี้พวกเขาเห็นแล้วว่าจ้าวเฉิงอยู่ในคุก เขาทั้งอิดโรยและดูน่าสมเพช

   

   แต่อาจเป็นเพราะเมื่อคืนเหนื่อยเกินไป สมองก็เลยมึนงงและง่วงนอน

   

   ในวิดีโอ ผีสาวเข้าไปหาจ้าวเฉิงก่อน จากนั้นก็ผ่าท้องแล้วควักทารกที่ยังไม่โตเต็มที่ออกมา

   

   อึ๋ย…

   

   ไม่รู้ว่าจ้าวเฉิงตกใจหรือเปล่า แต่พวกเขากลัวขึ้นมาเล็กน้อย

   

   ยกเว้น เสิ่นจืออิน

   

   ไม่นาน จ้าวเฉิงก็ได้ยินเสียงเด็กร้องไห้จ้า เสียงนั้นดังก้องเข้ามาในหัวของเขาโดยตรง



บทที่ 48: กรรมตามสนอง


   

   จ้าวเฉิงสะดุ้งตื่นลืมตาโพลงมองไปรอบๆอย่างหวาดกลัว

   

   เสิ่นมู่เหยี่ยพูดว่า “โทรศัพท์มือถือเครื่องเล็กแค่นี้ พวกเราดูกันสี่คนแบบนี้คงไม่ค่อยสะใจ งั้นพวกเราย้ายไปดูจอใหญ่ในห้องดูหนังกันเถอะ”

   

   พอฉายขึ้นจอใหญ่ ภาพก็ชัดเจนขึ้นมาก

   

   ตอนนี้จ้าวเฉิงเห็นผีตนนั้นและทารกผีแล้ว ท้องของผีตนนั้นมีรอยแผลขนาดใหญ่ เลือดไหลทะลัก ในมืออุ้มก้อนเนื้อที่กำลังร้องไห้งอแง

   

   ภาพตรงหน้าช่างน่าหวาดผวา แม้แต่คนที่ดูคลิปวิดีโอยังรู้สึกขนลุกขนพอง ยิ่งไม่ต้องพูดถึงจ้าวเฉิงที่เผชิญหน้ากับเหตุการณ์สยองขวัญนี้โดยตรง

   

   เขากลัวจนร้องเสียงหลง

   

   “อ๊า!!!”

   

   “จ้าวเฉิง นี่ลูกของแกนะ แกไม่คิดจะดูหน่อยเหรอ”

   

   ผีตนนั้นยิ้มจนปากฉีกถึงใบหู

   

   วินาทีต่อมา เธอเอียงคอลง เสียงกระดูกดังกรอบ คอของเธอบิดเบี้ยว ราวกับจะหัก

   

   นี่คือสภาพของเธอหลังจากกระโดดตึก

   

   จ้าวเฉิงกรีดร้องอย่างน่าอนาถอีกครั้ง

   

   นักโทษในห้องขังข้างๆ ทนไม่ไหว ต่างพากันด่าทอ

   

   “แม่งเอ๊ย! ไอ้บ้าที่ไหนวะ ทำไมไม่เอาไปขังโรงพยาบาลบ้า”

   

   “ผีหลอก! ผีหลอก!”

   

   ใบหน้าของจ้าวเฉิงเต็มไปด้วยความหวาดกลัว เขาอยากจะหนีออกไป แต่ถูกขังอยู่แบบนี้ไปไหนไม่ได้

   

   “จ้าวเฉิง แกยังจำฉันได้ไหม”

   

   ผีตนที่สองปรากฏตัวขึ้น เป็นผีที่ตายจากอุบัติเหตุทางรถยนต์

   

   “แกทำให้ฉันตายอย่างน่าอนาถ”

   

   จ้าวเฉิงถูกบีบคอ แล้วยังถูกผีหลายตนร่วมกันสร้างภาพลวงตา ทำให้เขาต้องทรมานซ้ำแล้วซ้ำเล่า รวมถึงความเจ็บปวดขณะที่พวกเขาตาย

   

   ภายในภวังค์แห่งความตายที่วนเวียน จ้าวเฉิงยังคงรู้สึกตัว เขาหวาดกลัวจนในที่สุดก็เริ่มร้องขอความเมตตา

   

   “ผมผิดไปแล้ว ผมขอโทษ แต่คนที่ฆ่าพวกคุณจริงๆ ไม่ใช่ผม เป็นลุงสองของผม ใช่แล้ว ทั้งหมดเป็นฝีมือของลุงสอง...”

   

   จ้าวเฉิงคุกเข่าลงบนพื้น น้ำตา น้ำมูกไหลพราก และขอร้องอย่างน่าเวทนา ตอนนี้เขาไม่มีทีท่าของคนหยิ่งผยองเหมือนก่อนหน้านี้อีกแล้ว

   

   ตอนที่สายตรวจมาถึง ก็ได้ยินเรื่องราวที่จ้าวเฉิงสารภาพถึงเรื่องเลวร้ายที่ลุงสองของเขาทำเอาไว้ทั้งหมดด้วยความตกตะลึง สุดท้ายเขาก็สารภาพเรื่องที่ตัวเองทำลงไปเช่นกัน เพราะถูกผีเหล่านั้นบีบบังคับ

   

   สายตรวจ “...”

   

   ตอนแรกโดนสอบสวนก็ไม่ยอมรับ แต่ตอนนี้กลับคลุ้มคลั่งสารภาพออกมาเอง?

   

   เสิ่นมู่เหยี่ยพูดว่า “สมน้ำหน้า ได้รับผลกรรมที่ตัวเองก่อแล้ว”

   

   คราวนี้จ้าวเฉิงคงหนีไม่พ้นคุกตะรางแน่นอน

   

   เมื่อเห็นจุดจบเช่นนี้ คนตระกูลเสิ่นก็รู้สึกสาสมใจ

   

   เสิ่นจืออินกินแตงโมอย่างเอร็ดอร่อย มือเล็กๆกอดขวดนมดูดอึกใหญ่ ก่อนจะเรอออกมาเป็นกลิ่นหอมอ่อนๆของนม

   

   เรื่องของตระกูลจ้าวตอนนี้โด่งดังไปทั่วโลกออนไลน์ แม้แต่บริษัทชางเสิ้งก็ยังวุ่นวายไปหมด

   

   “ตอนนี้แค่รอเอาโชคชะตาของพวกเธอกลับคืนมา”

   

   เสิ่นควานก็นึกถึงเรื่องนี้เช่นกัน รอยยิ้มที่ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเขาจากการได้รับผลกรรมของจ้าวเฉิงก็หายไป

   

   แม้ว่าพวกเขาจะเคยรู้จักกัน แต่ความสัมพันธ์ของเขากับจ้าวเฉิงก็ไม่ได้ดีนัก ดังนั้น เสิ่นควานจึงรู้สึกสะใจกับจุดจบของจ้าวเฉิง

   

   แต่การกระทำของลุงของเขานั้นเป็นการทรยศอย่างแท้จริง

   

   “คุณย่าตัวน้อย เราควรทำอย่างไรดีครับ?”

   

   เมื่อนึกถึงการกระทำของครอบครัวลุง เสิ่นมู่เหยี่ยก็รู้สึกขยะแขยง พวกเขาเป็นแค่หมาป่าตาขาวที่เลี้ยงไม่เชื่อง!

   

   “เรื่องนี้ง่ายมาก แค่หาโอกาสให้พวกเธอกับพวกเขาได้เจอกันก็พอแล้ว วิธีเปลี่ยนโชคชะตาที่ลุงสองของจ้าวเฉิงมอบให้กับพวกเขานั้นไม่เสถียร”

   

   “โชคชะตาก็มีเจ้าของ เมื่อถูกปิดบังชั่วขณะและวันเดือนปีเกิดของพวกเธอถูกสลับกับคนอื่นไป ดังนั้น พวกมันจึงหาเจ้าของไม่เจอ”

   

   “แต่พอถึงเวลาที่ทั้งสองฝ่ายได้เจอกัน โชคชะตาที่สลับกันก็จะไม่เสถียร พอถึงตอนนั้น โชคชะตาของพวกเธอก็จะกลับมาหาเอง” เสิ่นจืออินพูดอย่างช้าๆ แล้วหยิบลูก-อมเคลือบน้ำตาลเข้าปาก

   

   ตอนนี้ร่างกายของเธอยังเล็กอยู่ พูดมากไปก็จะเหนื่อยหอบ

   

   “แล้วยังมีอีกนะ”

   

   แก้มยุ้ยๆสีขาวราวหิมะของเธอเปื้อนน้ำตาลเคลือบ เสิ่นซิวหนานจึงหยิบผ้าเช็ดหน้ามาเช็ดให้

   

   เสิ่นจืออินเชิดหน้าขึ้นอย่างว่าง่าย เสียงเล็กๆยังคงพูดต่อ

   

   “พอโชคชะตาของพวกคุณกลับมาเมื่อไหร่ พวกนั้นก็จะโดนย้อนกลับเองแหละ ผลของความโลภก็คือความโชคร้ายที่จะย้อนกลับไปสิบเท่า”

   

   เมื่อได้ยินเช่นนี้ พ่อลูกตระกูลเสิ่นก็ไม่ได้รู้สึกเห็นใจแม้แต่น้อย

   

   ในเมื่อคนพวกนั้นร่วมมือกับคนนอกหักหลังตระกูลเสิ่น พวกเขาไม่เอาคืนก็ใจกว้างมากแล้ว

   

   ผลกรรมที่เกิดขึ้นกับคนพวกนั้นก็เป็นเพราะความโลภของตัวเอง

   

   เสิ่นควานกล่าวว่า “ฉันจะให้คนไปสืบหาเบาะแสของพวกเขา”

   

   “จะสืบหาอะไร บอกพวกเรามาเถอะ”

   

   เหล่าผีที่กลับมาคืนโทรศัพท์พอดีได้ยินคำพูดของเสิ่นควาน จึงรีบแสดงท่าทีทันที

   

   พวกเขาสามารถล่องหนบนฟ้าและพื้นดิน ทะลุกำแพง และดำน้ำได้โดยไม่ถูกพบเห็น การสืบหาข้อมูลอะไรแบบนี้ พวกเขาถนัดที่สุด

   

   ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขารู้สึกขอบคุณเสิ่นจืออินอย่างสุดซึ้งที่ให้พวกเขาได้แก้แค้นด้วยตัวเอง อีกทั้งยังอยากเอาใจเธออีกด้วย

   

   ท้ายที่สุดแล้ว เด็กน้อยคนนี้ก็เจ๋งมาก ในตัวมีตราอาญาสิทธิ์ของผู้พิพากษาด้วย

   

   เสิ่นควานหันไปมองเสิ่นจืออิน

   

   เด็กน้อยกินลูกอมน้ำตาลอีกหลายคำ ในที่สุดก็กินจนหมด

   

   เสิ่นซิวหนานกำลังเช็ดหน้าให้คุณย่าตัวน้อยอย่างอ่อนโยน

   

   “ได้เลย หลานชาย ถ้าอยากรู้ก็ให้พวกเขาไปสืบสิ”

   

   เสิ่นควานพยักหน้า การสั่งให้ผีไปสืบข่าว ถือเป็นเรื่องแปลกใหม่สำหรับเขาเอามากๆ

   

   “ไปสืบเรื่องลูกชายคนโตของลุงฉัน แล้วก็หลานชายคนโตของเขา”

   

   คนที่ลุงของเขารักและเอ็นดูที่สุดคือลูกชายคนโตกับหลานชายคนโต ถ้ามีเรื่องดีๆอย่างการเปลี่ยนโชคชะตาก็คงตกเป็นของคนพวกนั้น

   

   เหล่าผีพากันออกไป เสิ่นควานยังคงกังวลเรื่องอื่นๆ

   

   “คุณป้าตัวน้อยครับ นอกจากผมกับซิวหนานแล้ว โชคชะตาของลูกชายคนอื่นๆจะถูกขโมยไปด้วยหรือเปล่า?”

   

   เสิ่นมู่เหยี่ยสะดุ้งทันที “คุณย่าตัวน้อยครับ ช่วยดูให้ผมหน่อย ผมไม่เป็นไรใช่ไหม?”

   

   เสิ่นจืออินส่ายหน้า “ไม่เป็นไร”

   

   “ส่วนหลานชายอีกสามคน ฉันยังไม่เห็นหน้าพวกเขา เลยยังไม่รู้”

   

   เสิ่นซิวหนานเอ่ยถาม “ตอนนี้เราสามารถโทรหาน้องสามได้หรือเปล่า ให้เขากลับมาก่อน”

   

   เสิ่นควานพยักหน้า “ให้เขากลับมาก่อนเถอะ”

   

   “แต่ว่า...เราสามารถเริ่มจากครอบครัวของลุงเธอได้นะ ลองดูสิว่าในบ้านพวกเขามีใครโชคไม่ดีบ้าง”

   

   เสิ่นควานครุ่นคิด พบว่าวิธีนี้น่าสนใจ

   

   เหล่าผีต่างก็มีความสามารถในการทำงานสูงมาก ขณะที่เสิ่นจืออินนอนอยู่บนเตียง กำลังเสพข่าวฉาวของตระกูลจ้าวอย่างเมามัน พวกเขาก็กลับมาแล้ว

   

   “พวกคุณกลับมาแล้วเหรอ? ข่าวของพวกคุณก็ถูกปล่อยออกมาในอินเทอร์เน็ตแล้วนะ”

   

   สายตรวจใช้คำสารภาพของจ้าวเฉิงเป็นเบาะแส พบชิ้นส่วนศพที่ซ่อนอยู่ในสวนของคฤหาสน์ตระกูลจ้าว รวมถึงหลักฐานที่เขาใช้ฆ่าดาราสาว อีกทั้งกลุ่มนายทุนที่เคยรังแกดาราสาวในตอนนั้นก็ถูกจับกุมไปด้วย

   

   ตอนที่ดาราสาวฆ่าตัวตาย เธอถูกใส่ร้ายป้ายสีมากมาย แต่ตอนนี้ทุกอย่างพลิกกลับหมดแล้ว ในอินเทอร์เน็ตเต็มไปด้วยคำด่าทอจ้าวเฉิงและพวกของเขา

   

   ดาราสาวมองดูข้อความเหล่านั้น น้ำตาสีเลือดไหลรินออกมา

   

   ความอยุติธรรมที่เธอได้รับถูกชำระล้างแล้ว เธอแก้แค้นได้สำเร็จ ตอนนี้เหลือเพียงรอให้จ้าวเฉิงตาย แล้วพวกเขาก็จะรวมตัวกันไปซ้อมไอ้สารเลวนั่นสักสองสามที

   

   ลงนรกแล้ว ก็ต้องไปฟ้องท่านผู้พิพากษาด้วย!”

   

   “ท่านครับ พวกเราสืบทราบมาว่า อีกสองวันจ้าวเฉิงจะพาลูกชายคนโตและหลานชายคนโตไปร่วมงานเลี้ยงที่บ้านตระกูลซุน”

   

   “ตระกูลซุน?” เสิ่นจืออินไม่ค่อยคุ้นเคยกับตระกูลในแวดวงนี้ เธอจึงพาพวกเขาไปหาเสิ่นควานและเสิ่นซิวหนาน

   

   เธอยืนคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะวิ่งไปเคาะประตูห้องของเสิ่นมู่เหยี่ย

   

   เพื่อป้องกันไม่ให้วันพรุ่งนี้เจ้าเด็กนี่มาโวยวายอีกว่า พวกเขาไม่รัก

   

   ว่าแต่...เมื่อไหร่เขาจะไปโรงเรียน?

   

   เสิ่นมู่เหยี่ยเปิดประตู พอเห็นคุุณย่าตัวน้อย ดวงตาของเขาก็เป็นประกาย “คุณย่าตัวน้อย พวกเขากลับมาแล้วเหรอ?”

   

   เขาเพิ่งอาบน้ำเสร็จ แม้ช่วงนี้จะอยู่บ้าน แต่เขาก็ไม่เคยละเลยการฝึกฝนที่ เสิ่นจืออินมอบหมายไว้เลย



บทที่ 49: การวางแผนของตระกูลหวัง


   

   เมื่อได้ยินว่าเป็นผีพวกนั้นกลับมาแล้ว เสิ่นมู่เหยี่ยที่สวมชุดนอนก็รีบอุ้มคุณย่าตัวน้อยวิ่งออกไปทันที

   

   เสิ่นควานและเสิ่นซิวหนานรออยู่ก่อนแล้ว

   

   เนื่องจากเวลาเปิดตาทิพย์ผ่านไปแล้ว ดังนั้นตอนนี้พวกเขาจึงมองไม่เห็นผี

   

   แต่การที่มองไม่เห็น แล้วรู้ว่าตอนนี้ผีอยู่ที่นี่ มันน่ากลัวยิ่งกว่า

   

   พ่อลูกสองคน คนหนึ่งจิบชา อีกคนจิบกาแฟ สายตาชำเลืองมองขึ้นไปบนชั้นเป็นระยะ

   

   พอเห็นเสิ่นจืออินมาถึงก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก

   

   “คุณป้าตัวน้อย เชิญนั่งเร็วครับ”

   

   ในเวลานี้ ไม่มีอะไรทำให้อุ่นใจไปกว่าการที่บรรพบุรุษน้อยอยู่ข้างกาย!

   

   เสิ่นควานรีบแย่งเสิ่นจืออินมาจากอ้อมแขนลูกชายทันที

   

   เสิ่นมู่เหยี่ย “...”

   

   เสิ่นจืออินได้เปิดตาทิพย์ให้พวกเขาอีกครั้ง คราวนี้พวกเขาเห็นผีหลายตนยืนห้อมล้อมอยู่รอบตัว ใกล้เสียจนเกือบจะหน้าแนบหน้ากันอยู่แล้ว

   

   เสิ่นควานและเสิ่นซิวหนานถึงกับชะงัก

   

   ใจคอไม่ดีเลยแฮะ

   

   พวกเขารวบรวมข้อมูลที่ได้มาทั้งหมดอีกครั้ง รวมถึงเรื่องที่ได้รับฟังมาเกี่ยวกับลุงของเสิ่นควาน คือหวังเจียเฉิงวางแผนจะพาครอบครัวไปงานเลี้ยงที่บ้านตระกูลซุน ผีดาราสาวยังได้แสดงท่าทางประกอบอย่างมีชีวิตชีวาตามคำพูดของหวังเจียเฉิงในตอนนั้นด้วย

   

   ตอนที่ผีพวกนั้นไปถึง หวังเจียเฉิงกำลังปรึกษากับลูกชายคนโตและหลานชายคนโตเรื่องงานเลี้ยงของตระกูลซุนอยู่พอดี

   

   ตระกูลซุนเป็นตระกูลผู้ดีมีชื่อเสียง แต่แน่นอนว่าเทียบกับตระกูลเสิ่นไม่ได้

   

   หวังเจียเฉิงค่อนข้างทะเยอทะยาน เขาหวังที่จะให้หลานชายคนโตที่ ‘ยอดเยี่ยม’ ของเขาได้ทำความรู้จักกับหลานสาวของตระกูลซุนซึ่งอายุไล่เลี่ยกัน หวังเพียงว่าในอนาคตทั้งสองจะได้แต่งงานกัน เมื่อนั้นตระกูลของเขาก็จะได้ก้าวขึ้นสู่ตระกูลมหาเศรษฐี ไม่ต้องคอยระแวงตระกูลเสิ่นอีกต่อไป

   

   หวังหลินเฟิง ลูกชายคนโตของหวังเจียเฉิงยังคงลังเล “พ่อครับ เราจะไปจริงๆเหรอครับ? พ่อเคยบอกว่าโชคชะตาของเรายังไม่มั่นคง ถ้าเกิดน้องชายของพ่อดันไปร่วมงานเลี้ยงของตระกูลซุนด้วยล่ะครับ?”

   

   หวังเจียเฉิงหัวเราะ “เรื่องนั้นลูกไม่ต้องห่วงหรอก ตอนนี้เสิ่นซิวหนานขาพิการเพราะอุบัติเหตุทางรถยนต์ พวกผู้ถือหุ้นกำลังพิจารณาว่าจะให้เสิ่นควานเปลี่ยนตัวผู้สืบทอดหรือเปล่า เสิ่นควานเองก็วุ่นวายกับเรื่องนี้ เอาแต่สนใจดูแลลูกชายคนโต คงไม่มีเวลามาร่วมงานเลี้ยงหรอก อีกอย่าง ทั้งเสิ่นควานและเสิ่นซิวหนานก็ไม่เคยคิดจะมาร่วมงานเลี้ยงแบบนี้ด้วย”

   

   หวังวัง หลานชายคนโตของตระกูลหวังแสดงสีหน้าเย่อหยิ่ง พลางเอ่ยว่า “โชคชะตาพวกนั้นเป็นแค่ของเสริม ความสำเร็จที่พวกเรามีในตอนนี้ล้วนมาจากความพยายามของพวกเราเองทั้งนั้น มันเกี่ยวอะไรกับตระกูลเสิ่นด้วย”

   

   เห็นได้ชัดว่า ช่วงเวลาแห่งความสุขชั่วคราวบวกกับคำป้อยอของเพื่อนร่วมชั้นทำให้เขาเหลิง

   

   “อาวั่ง ก่อนที่พวกเราจะดึงโชคชะตาของตระกูลเสิ่นมาได้ทั้งหมด จำไว้ว่าอย่าไปพบกับเสิ่นซิวหนานเด็ดขาด” หวังเจียเฉิงเอ็ด

   

   หวังเจียเฉิงรู้สึกอิจฉาโชคชะตาของตระกูลเสิ่น

   

   เขาคิดว่าความสำเร็จของตระกูลเสิ่นในตอนนี้ล้วนมาจากสิ่งนี้ หากเปลี่ยนเป็นพวกเขา พวกเขาก็ทำได้เช่นกัน

   

   นี่แค่ขโมยมาได้เล็กน้อย ลูกชายของเขาก็ทำอะไรราบรื่นขึ้นเรื่อยๆ การเรียนของหลานชายก็ดีขึ้น

   

   ตอนนี้ใครบ้างไม่ชมว่าเขามีลูกชายและหลานชายที่ดี?

   

   ดังนั้น ความทะเยอทะยานของหวังเจียเฉิงจึงยิ่งใหญ่และโลภมากขึ้น เขายังคิดอย่างตื่นเต้นว่าสักวันหนึ่งครอบครัวของเขาจะเข้ามาแทนที่ตระกูลเสิ่นโดยสมบูรณ์

   

   หลังจากนั้น ทั้งสามคนก็เริ่มปรึกษาหารือกันว่าจะทำอย่างไรให้ตระกูลซุนมองพวกเขาในแง่ดีขึ้น แสดงออกอย่างไรจึงจะได้รับการยอมรับจากตระกูลซุน เป็นต้น

   

   โดยมีเป้าหมายหลักคือ สั่งสอนให้หวังวั่งดูแลคุณหนูตระกูลซุนให้ดี หากเอาชนะใจเธอได้ก็ยิ่งดี

   

   หลังจากผีหลายตนแสดงจบ สีหน้าของเสิ่นควานก็มืดครึ้ม

   

   นี่มันลุงที่ไหนกัน นี่มันงูพิษที่เลี้ยงไว้ข้างกายชัดๆ!

   

   ไม่คิดเลยว่าลุงของเขาที่ภายนอกดูซื่อสัตย์ จริงใจ พูดจาสนับสนุนเขาทุกอย่าง แต่เบื้องหลังกลับคิดจะช่วงชิงทุกอย่างของครอบครัวเขาไป

   

   ยอดเยี่ยมจริงๆ!

   

   เสิ่นซิวหนานเองก็โกรธ แต่เขากลับดูสุขุมกว่ามาก

   

   ต้องยอมรับว่าเขาเป็นอัจฉริยะที่สามารถยืนหยัดในวงการธุรกิจได้ตั้งแต่อายุยังน้อย ในสถานการณ์ที่โกรธ เขาก็ยิ่งคิดอย่างใจเย็นและมีเหตุผลมากขึ้น

   

   ส่วนเสิ่นมู่เหยี่ยนั้นตรงกันข้าม เขาเริ่มสบถด่าทอด้วยความโมโห ราวกับอยากจะพุ่งตัวไปที่ตระกูลหวังเพื่อลงไม้ลงมือด้วยตัวเอง

   

   “มีแค่พวกเขาสามคนที่ปรึกษาหารือกันงั้นเหรอ?”

   

   เสิ่นซิวหนานเอ่ยถาม

   

   ผีหลายตนพยักหน้า “มีแค่สามคน”

   

   เสิ่นซิวหนานก้มหน้าลง “ถ้าอย่างนั้นก็คงมีแค่ฉันกับพ่อที่ถูกพวกเขาขโมยโชคชะตาไป ส่วนน้องชายคนอื่นๆอาจจะเป็นเพราะตระกูลหวังไม่ยอมจ่ายในราคาที่มากพอ หรืออาจจะเป็นเพราะว่านักพรตคนนั้นต้องการเล่นงานแค่เราสองคน และไม่อยากให้เรื่องมันบานปลาย เลยไม่ยอมตกลง”

   

   หรืออาจจะเป็นไปได้ทั้งสองอย่าง

   

   ส่วนที่บอกว่าหวังเจียเฉิงต้องการขโมยโชคชะตาของคนแค่สองคน นั่นเป็นไปไม่ได้ จากที่เห็นตอนนี้ เขาเป็นคนที่ค่อนข้างโลภ โฉมหน้าที่ซื่อสัตย์สุจริตก่อนหน้านี้เป็นเพียงการเสแสร้ง

   

   คนที่โลภอย่างเขาจะไม่คิดขโมยโชคชะตาเชียวหรือ?

   

   คนอื่นๆในตระกูลเสิ่น ล้วนเป็นเหมือนหมูอ้วนในสายตาของเขา

   

   ยิ่งไปกว่านั้น หวังเจียเฉิงก็ไม่ได้มีลูกชายแค่คนเดียว

   

   ไม่ว่าจะอย่างไร การที่รู้ว่าลูกชายคนอื่นๆในบ้านไม่ได้ถูกขโมยโชคชะตาไป เสิ่นควานก็รู้สึกโล่งใจขึ้นมาบ้าง

   

   โดยเฉพาะลูกชายคนที่สองของเขาที่เป็นทหาร บางครั้งก็ต้องไปปฏิบัติภารกิจอันตราย หากเกิดอะไรขึ้น เขาสาบานได้เลยว่าจะฆ่าล้างตระกูลหวังให้หมด

   

   เสิ่นจืออินพูดว่า “รอเรื่องครั้งนี้จบแล้ว ฉันจะทำเครื่องรางคุ้มครองให้พวกเธอ พวกเธอจะได้ไม่โดนขโมยโชคชะตาไปอีก”

   

   เสิ่นควานโล่งใจ “ขอบคุณครับคุณป้าตัวน้อย”

   

   ตอนนี้เขาไม่รู้จะตอบแทนคุณป้าตัวน้อยคนนี้ยังไงดี จะให้เงินดีไหม หรือว่าจะลองถามดูว่าคุณป้าตัวน้อยต้องการหรือชอบอะไรเป็นพิเศษ

   

   “งานเลี้ยงของตระกูลซุนจัดในอาทิตย์หน้านี่ พวกเราได้บัตรเชิญหรือยัง?”

   

   “ได้แล้ว”

   

   เสิ่นซิวหนานพูด “ตระกูลซุนส่งบัตรเชิญมาแล้ว ถ้าวันนี้พวกเราไม่รู้ว่าพวกเขาจะไปร่วมงาน พวกเราก็คงไม่ไปหรอก”

   

   จริงๆแล้วทั้งพ่อและลูกชายต่างก็ไม่ชอบไปงานเลี้ยงไร้สาระแบบนั้น พวกเขาชอบทำงานมากกว่า

   

   ครั้งนี้เป็นงานวันเกิดลูกสาวตระกูลซุน เป็นงานเลี้ยงแบบที่ปกติพวกเขาไม่เคยไปร่วม

   

   แต่ตอนนี้มันต่างออกไป

   

   เสิ่นมู่เหยี่ยถาม “พวกคุณสืบเรื่องตระกูลหวังได้ข่าวอะไรเพิ่มเติมบ้างไหม ฉันอยากจะซัดพวกมันให้หมอบไปเลย”

   

   ก็แค่ในมือมันไม่มีจุดอ่อนให้เล่นงานได้

   

   เสิ่นจืออินตาเป็นประกาย ขณะเสนอความคิดเจ้าเล่ห์ “ฉันก็จะไปด้วย! หวังวั่งนั่น ฟังดูโง่ๆ ฉันจะไปยั่วโมโหมันเอง หลานรัก เธอค่อยช่วยฉันแก้แค้น ต่ยอมันให้สะใจเลย”

   

   “ไม่ได้หรอก เจ้านั่นมันเพี้ยน เผื่อมันทำร้ายเธอล่ะ จะทำยังไง?” เขาไม่อยากให้คุณย่าตัวน้อยต้องเจ็บตัวเพราะไปมีเรื่องกับเจ้าหวังวั่งนั่นหรอกนะ

   

   เสิ่นจืออินเหลือบตามอง “พูดอะไรเนี่ย ฉันก็สู้กลับเป็นเหมือนกันแหละน่า”

   

   ส่วนเรื่องที่ว่าเธอจะสวนกลับยังไง หวังวั่งจะรับไหวหรือเปล่านั่นอีกเรื่อง

   

   สามพ่อลูกตระกูลเสิ่นต่างไม่อยากให้เสิ่นจืออินเสี่ยงอันตราย เสิ่นจืออินพูดตอบตกลง แต่ดวงตากลับวาววับอย่างเจ้าเล่ห์ เห็นได้ชัดว่ากำลังคิดแผนอะไรบางอย่างอยู่

   

   ผีดาราสาวร่าเริง “พวกเราแอบตามคนตระกูลหวัง หาหลักฐานอะไรแฉพวกมันก็ได้นี่!”

   

   เมื่อพวกเขาล้างแค้นเสร็จแล้ว ผีดาราสาวก็ไม่คิดที่จะแก้แค้นอีกต่อไป แต่กลับเผยให้เห็นนิสัยชอบเผือกเรื่องชาวบ้าน โดยเฉพาะตอนนี้ การเผือกเป็นเรื่องง่ายมาก

   

   ผีดาราสาวและเสิ่นจืออินมองหน้ากัน ยืนยันด้วยสายตา เห็นตรงกันว่าเป็นพวกชอบสนุก ไม่กลัวเรื่องใหญ่

   

   “ไป ไป ไป พวกคุณไม่ต้องพัก ไปตอนนี้เลย”

   

   แน่นอน เสิ่นจืออินก็ไม่ใช่เจ้านายใจดำ ก่อนที่พวกเขาจะไป เธอยังทำธูปเพื่อเผาให้พวกเขาด้วย



บทที่ 50: เรื่องฉาวโฉ่ตระกูลหวัง


   

   ไม่นาน ผีทั้งหมดก็ถูกธูปที่เสิ่นจืออินทำขึ้นรมควันจนมึนงง

   

   นับจากนี้ไป พวกเขายิ่งเคารพและประจบสอพลอเสิ่นจืออินมากขึ้น

   

   ก่อนหน้านี้เป็นเพราะคำสั่งของท่านผู้พิพากษา แต่ตอนนี้เป็นเพราะธูป

   

   ดังนั้น พวกเขาจึงทำงานหนักขึ้น

   

   ในเวลาไม่กี่วัน ความลับทั้งหมดของตระกูลหวังก็ถูกพวกเขาขุดคุ้ยออกมาจนหมดสิ้น

   

   เย็นวันก่อนงานเลี้ยงตระกูลซุน ทุกคนในตระกูลเสิ่นนั่งรวมกันที่ห้องนั่งเล่น

   

   ทั้งเสิ่นควานและเสิ่นซิวหนานต่างก็พักงานชั่วคราว

   

   ส่วนเสิ่นมู่เหยี่ยยิ่งกว่านั้น เขาไปเรียนแบบไปเช้าเย็นกลับ พอเลิกเรียนตอนบ่ายก็กลับบ้านทันที

   

   แน่นอนว่า หลังจากฟังคำแนะนำของเสิ่นจืออิน ตอนนี้ที่บ้านก็หาครูสอนพิเศษมาให้เขาแล้ว พอถึงวันหยุดสุดสัปดาห์ก็จะสอนเสริมแบบตัวต่อตัว

   

   ดังนั้น ไม่ว่าเขาจะไปโรงเรียนหรือไม่ ก็ไม่ส่งผลกระทบอะไรแล้ว ในโรงเรียนตอนนี้เขาก็เรียนไม่รู้เรื่อง

   

   “ข่าวใหญ่! หวังวั่งไม่ใช่ลูกชายแท้ๆของหวังหลินเฟิง หวังหลินเฟิงโดนภรรยาตัวเองสวมเขา!”

   

   พอกลับมาถึง ผีดาราสาวก็ประกาศข่าวอันน่าตื่นเต้นนี้ออกมาทันที

   

   “พุ่บ...”

   

   เสิ่นควานที่กำลังจิบชาอยู่ถึงกับพ่นน้ำชาออกมา

   

   เขาเองก็ไม่ได้คาดคิดว่าข่าวแรกจะเป็นเรื่องใหญ่ขนาดนี้

   

   ส่วนเสิ่นซิวหนานตอนนี้ก็รู้สึกอึ้งไปเช่นกัน หวังเจียเฉิงทุ่มเทวางแผนให้หลานชายของเขาขนาดนี้ ถ้ารู้ข่าวนี้เข้าคงไม่แค้นจนตายเลยเหรอ

   

   เสิ่นจืออินร้อง “ว้าว”

   

   น่าตื่นเต้นจัง!

   

   ดวงตากลมโตของเด็กน้อยเป็นประกาย ทันใดนั้นเธอก็กระดกชานมเข้าไปเต็มคำอย่างเอร็ดอร่อย

   

   ตอนนี้เธอสลับกันดื่มนมสดกับชานมในขวดนม

   

   ขวดนมของเธอสามารถปรับอุณหภูมิได้ ต้องการดื่มแบบร้อนก็ดื่มแบบร้อน ต้องการดื่มแบบเย็นก็ดื่มแบบเย็น ภายในขวดนมมีความจุมากกว่าที่เห็นภายนอกมาก จึงสามารถบรรจุได้เยอะ

   

   อากาศร้อนๆแบบนี้ ดูดชานมเย็นๆสักหน่อย ก็จะช่วยให้สดชื่นขึ้น!

   

   เสิ่นมู่เหยี่ยก็ตื่นเต้น “เล่าต่อสิ”

   

   ผีดาราสาวปีนขึ้นไปนั่งบนโต๊ะแล้วพูดว่า “ภรรยาของหวังหลินเฟิงเป็นดาราหน้าใหม่ ก่อนที่จะมาเจอกับหวังหลินเฟิง เธอเคยมีอะไรกับผู้ชายหลายคน แต่ผู้ชายพวกนั้นก็แค่เล่นๆกับเธอ”

   

   เมื่อพูดถึงตรงนี้ ผีดาราสาวก็มีสีหน้าไม่พอใจ

   

   เพราะมีคนแบบนี้อยู่ในวงการบันเทิงเยอะเกินไป วงการถึงได้วุ่นวาย

   

   แน่นอนว่าบางคนก็ถูกบังคับเหมือนกับเธอ แต่บางคนก็ยอมนอนกับนายทุน นอนกับผู้กำกับเพื่อให้ได้ชื่อเสียงเงินทองมา

   

   ภรรยาของหวังหลินเฟิงเป็นแบบที่สมยอม

   

   “เธอมีเล่ห์เหลี่ยม รู้ว่าผู้ชายพวกนั้นเอาไม่อยู่ จึงตั้งเป้าไปที่หวังหลินเฟิง ผู้ชายคนนี้โง่ ถูกผู้หญิงคนนั้นหลอกจนหัวปั่น”

   

   ภรรยาของหวังหลินเฟิงเป็นหญิงสาวแสนบริสุทธิ์ คล้ายดอกไม้สีขาว บอบบาง อ่อนแอ และแสร้งทำเป็นเช่นนั้นได้อย่างแนบเนียน

   

   บังเอิญที่หวังหลินเฟิงชอบผู้หญิงแบบนี้มาก

   

   “แต่ผู้หญิงคนนั้นก็ไม่ได้อยู่เฉยๆ ก่อนจะแต่งงานกับหวังหลินเฟิง เธอก็ท้องแล้ว เธอวางแผนให้ตัวเองได้เสียกับหวังหลินเฟิงครั้งหนึ่ง จากนั้นก็บอกว่าเด็กคนนั้นเป็นลูกของหวังหลินเฟิง”

   

   ที่สำคัญที่สุดคือ หวังหลินเฟิงเชื่อ และไม่สงสัยแม้แต่น้อย

   

   “ที่สำคัญที่สุดรู้ไหมว่าคืออะไร? ผู้หญิงคนนั้นยังติดต่อกับพ่อแท้ๆของหวังวั่งอยู่ และหลายปีมานี้ก็เอาเงินทองและทรัพยากรของหวังหลินเฟิงไปเลี้ยงดูชายชู้ของเธอ”

   

   “ใคร!” เสิ่นมู่เหยี่ยและเสิ่นจืออินตาเป็นประกาย

   

   เสิ่นซิวหนานก็เงี่ยหูฟัง

   

   “ดารารุ่นใหญ่ในวงการบันเทิง นักแสดงนำชายยอดเยี่ยม ต้วนหง ไงล่ะ”

   

   แน่นอนว่า ในสายตาของผีดาราสาวตนนี้ ตำแหน่งนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมของต้วนหงนั้น ล้วนได้มาเพราะมีคนอุปถัมภ์

   

   ภรรยาของหวังหลินเฟิงทุ่มเงินทองและทรัพยากรสนับสนุนมากมาย สุดท้ายก็มีหนังดังอยู่เรื่องเดียว นอกนั้นก็...

   

   ไม่ได้น่าสนใจอะไรขนาดนั้นหรอก

   

   ที่หนังเรื่องนั้นดังได้ส่วนใหญ่ก็เพราะบทดี แล้วดูการแสดงของเขานั่นสิ ยังกล้าเรียกตัวเองว่าเป็นนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมอีกเหรอ

   

   เสิ่นควานทำสีหน้ายากจะอธิบาย เขารู้ดีว่าลูกพี่ลูกน้องของเขาคนนี้ไม่ค่อยฉลาด แต่ไม่คิดว่าจะโง่ได้ขนาดนี้

   

   ผู้หญิงที่อยู่ข้างกายเขามาหลายปี ใช้เงินเลี้ยงดูผู้ชายคนอื่น แล้วยังไม่รู้ตัวอีก

   

   เสิ่นมู่เหยี่ยพูดว่า “ฉันก็ว่าอยู่ ทำไมหวังวั่งกับคนตระกูลหวัง ถึงได้หน้าตาไม่เหมือนกันเลย”

   

   ยีนของผู้ชายตระกูลหวังก็ถือว่าแข็งแรงอยู่ หน้าตาออกไปทางซื่อๆ คิ้วเข้ม ตาโต ผิวก็ออกจะคล้ำๆน่อย

   

   ส่วนผู้หญิงก็มักจะมีหน้าตาที่ดูสง่างามและมีสง่าราศี แม่ของเสิ่นควานก็เป็นแบบนั้น

   

   หวังวั่งน่ะก็หล่ออยู่ แต่เป็นหล่อแบบหนุ่มหน้าหวาน ผิวก็ขาวมาก ไม่เหมือนคนตระกูลหวังเลยสักนิด

   

   แต่หวังเจียเฉิงดันรักหลานชายคนโตคนนี้มาก ถึงขั้นขโมยโชคชะตาของเสิ่นซิวหนานมาให้หลานได้

   

   ไม่รู้ว่าหวังเจียเฉิงจะทำหน้ายังไง ถ้ารู้ข่าวนี้เข้า

      

   เรื่องหมวกเขียวของตระกูลหวังนี่มันเรื่องใหญ่จริงๆ แถมผีเจ้าของบริษัทที่ตายไป ยังมีข่าวอื่นๆมาบอกอีก

   

   “เมื่อไม่นานมานี้ หวังหลินเฟิงได้ยินข่าวใหญ่มาจากงานเลี้ยงแห่งหนึ่ง ที่ดินในเขตบีของชานเมืองตะวันออก ถูกเขารับช่วงต่อมาแล้ว เขาไปกู้เงินธนาคารมาเยอะเลยนะ รวมๆแล้วหมดไปตั้ง1,300ล้านหยวน”

   

   เรื่องนี้เสิ่นควานเองก็พอได้ยินมาบ้าง

   

   “แล้วหวังหลินเฟิง ได้ข่าวอะไรมาล่ะ?”

   

   “ข่าวที่เขาได้ยินก็คือ เขาว่ากันว่าจะมีการสร้างรถไฟฟ้าผ่านเขตบีของชานเมืองตะวันออก แต่ยังไม่ได้ข้อสรุปที่แน่นอน แค่มีโอกาสสูงมากที่จะผ่านไปแถวนั้น หวังหลินเฟิงกำลังมั่นใจในโชคชะตาของตัวเองมาก เลยรีบไปประมูลมาแบบไม่รอช้า”

   

   1,300ล้านหยวน ถ้ารถไฟฟ้าวิ่งผ่านที่นั่นจริงๆ แค่ค่าชดเชยอย่างเดียว เขาก็คงได้กำไรมหาศาลแล้ว

   

   แต่ถ้าไม่ผ่านขึ้นมา ตระกูลหวังคงได้หมดตัวแน่

   

   ที่หวังหลินเฟิงคิดจะทำอะไรแบบนี้ได้ ก็เพราะโชคชะตาที่พวกเขาขโมยไปทั้งนั้น

   

   ถ้าโชคชะตาหายไป ตระกูลหวังจะต้องโดนเอาคืนเป็นสิบเท่า รถไฟฟ้าสายนั้นไม่มีทางผ่านไปที่นั่นแน่

   

   “ฉันเองก็มีข่าวมาเหมือนกันนะ”

   

   เสียงผีที่ถูกฆ่าหั่นศพลอยมาแผ่วเบา เยือกเย็นน่าขนลุก

   

   “ตอนนี้ โครงการที่หวังหลินเฟิงกำลังเจรจาอยู่หลายโครงการเกิดปัญหาขึ้น เพียงแต่ยังไม่ปะทุออกมา”

   

   ที่ว่าคนโง่แม้ขโมยโชคดีของคนอื่นไปก็ยังโง่อยู่วันยังค่ำ มัวแต่สนใจหาเงิน จนมองข้ามสิ่งสำคัญอื่นๆ

   

   ตอนนี้ที่ยังไม่ปะทุ เพียงเพราะถูกกดเอาไว้ แม้ว่าพวกเขาจะขโมยโชคชะตาของตระกูลเสิ่นไป แต่สุดท้ายมันก็แค่เรื่องของเวลาก่อนที่ปัญหาจะปะทุขึ้นมา

   

   เพราะโชคชะตาที่พวกเขาขโมยไปนั้น เมื่ออยู่ในมือของสองคนโง่เง่าแห่งตระกูลหวัง มันก็เป็นเพียงแค่ของฟุ่มเฟือย เมื่อใช้หมด พวกเขาก็จะไม่มีวันที่ดีอีกต่อไป

   

   “แล้วก็ โครงการลับล่าสุดที่บริษัทของคุณกำลังทำอยู่ ถูกหวังเจียเฉิงขโมยข้อมูลไปขายให้บริษัทคู่แข่ง หลักฐานอยู่ในโทรศัพท์ของเขา มีทั้งประวัติการสนทนาและบันทึกการโอนเงิน ต้องการให้ฉันแอบคัดลอกมาให้ไหม?”

   

   เสิ่นควานยิ้มอย่างเย็นชา “แน่นอน รบกวนด้วย”

   

   ผีดาราสาวแทรกตัวเข้ามาอย่างตื่นเต้น “มีข่าวเด็ดกว่านี้อีก หวังหลินเฟิงเป็นลูกชายของหวังเจียเฉิง แต่ไม่ใช่ลูกของภรรยาเขา ตอนที่ภรรยาหวังเจียเฉิงคลอดลูก สาวคนสนิทของเขาก็คลอดลูกที่โรงพยาบาลเดียวกัน และลูกก็เป็นลูกของเขา

   

   จริงๆแล้ว ลูกที่ภรรยาของหวังเจียเฉิงคลอดเป็นผู้หญิง แต่ถูกเขาสับเปลี่ยนไป แต่สาวคนสนิทของเขานั้นอายุสั้น ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตในเวลาต่อมา ด้วยเหตุนี้ หวังเจียเฉิงจึงรักและเอ็นดูลูกชายคนนี้มาก”

   

   ผีดาราสาวไม่สนใจเรื่องซุบซิบอื่นๆ เธอชอบเรื่องส่วนตัวแบบนี้ โดยเฉพาะเรื่องราวความรักที่แสนจะวุ่นวาย

   

   ถ้าอยากรู้ว่าเธอรู้เรื่องเก่าๆเหล่านี้ได้อย่างไร ก็ต้องไปถามพวกผีแถวตระกูลหวังที่ชอบเรื่องแบบนี้เหมือนกันดูสิ

      

   [1] หมวกเขียว (绿帽子) เป็นสำนวนที่ใช้เปรียบเทียบกับการที่สามีถูกภรรยานอกใจ เป็นการสื่อถึงความอับอายขายหน้า




จบตอน

Comments