ancestry ep411-420

บทที่ 411: เรียงความหนึ่งหมื่นคำ


   จวินหยวนขับรถแทรกเตอร์โดยเปิดระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติ เสียงครืนดังก้องท้องฟ้า ไม่มีสัตว์ประหลาดตัวไหนกล้าเข้ามาใกล้บริเวณนี้เลย


   เสิ่นจืออินนั่งอยู่ข้างๆ อมลูกอมในปากพลางถือโทรศัพท์มือถือดูการถ่ายทอดสด


   เนื้อหาการถ่ายทอดสดนั้นเป็นการจัดการของวิญญาณแห่งดินแดนลับ ในตอนนี้ หลานชายคนเล็กที่บ้าระห่ำในการต่อสู้ของเธอกำลังไล่ล่ากลุ่มลิงป่าอยู่


   เสียงดังสนั่นดังมาไม่หยุด ถ้าไม่รู้เรื่องคงคิดว่าเกิดการยิงปะทะกันเสียอีก


   "คุณสอบใบขับขี่ไปทำไม?"


   เมื่อเห็นจวินหยวนขับรถแบบอัตโนมัติ เสิ่นจืออินก็กลอกตาเล็กน้อย


   รถแทรกเตอร์บินขึ้นฟ้า ขับรถอัตโนมัติ ดูท่าทางคุณจะเก่งจริงๆ


   จวินหยวนกอดแขนพิงเบาะรถ พูดว่า "ปฏิบัติตามกฎจราจรของพวกคุณมนุษย์น่ะ เข้าเมืองตาหลิ่วต้องหลิ่วตาตาม ฉันเป็นจักรพรรดิแห่งยมโลกที่เข้าถึงง่ายมากนะ"


   จวินหยวนยกย่องตัวเองอย่างเป็นธรรมชาติ


   "โอ้ หลานชายคนเล็กของเธอดูเหมือนจะจุดไฟเผาป่าแล้วนะ"


   พอเป็นเรื่องการต่อสู้ เสิ่นมู่เหยี่ยจะเข้าสู่สภาวะคลั่ง ไม่สนใจสิ่งแวดล้อมและผู้คนรอบข้างเลย พลังการต่อสู้นั้นแข็งแกร่งจริงๆ แต่ดูเหมือนจะไม่สามารถแยกแยะระหว่างฝ่ายเดียวกันและศัตรูได้


   ชาวเน็ตเห็นป่าไฟไหม้ก็เริ่มรู้สึกกังวลขึ้นมา


   [เดี๋ยวสิ ถึงแม้ฉันจะยอมรับว่าเขาเก่งจริงๆ แต่ต้องแยกแยะสถานการณ์ด้วยนะ ไม่รู้หรือไงว่าไม่ควรจุดไฟในป่า!]


   [นักดับเพลิงรีบไปเร็วเข้า การแข่งขันนี้ดูจะสิ้นเปลืองทั้งเงินและคนจริงๆ]


   [นี่ถือว่าผิดกฎหมายไหม?]


   [ในเมื่อจัดการแข่งขันแบบนี้ขึ้นมา แล้วไม่มีมาตรการป้องกันอะไรเลยหรือ?]


   [แบบนี้คนที่ฝึกตนได้ก็ไม่ต้องสนใจคนอื่นและสิ่งแวดล้อมเลยเหรอ? ไม่เห็นต้องทำตัวเหนือกว่าคนอื่นเลย]


   กระแสบนอินเทอร์เน็ตค่อยๆไปในทิศทางที่ไม่ดี


   ในขณะนี้ เสิ่นมู่เหยี่ยพบว่าตนเองได้สังหารซานเซียวไปเกือบครึ่งหนึ่ง แต่ก็ได้ก่อเรื่องวุ่นวายขึ้น โชคดีที่เด็กคนนี้มีสมอง รีบโทรศัพท์ขอความช่วยเหลือ


   "พี่! พี่สี่ช่วยด้วย มาช่วยดับไฟเร็ว!"


   เสิ่นมู่จิ่น [นายเผาป่าเหรอ?]


   ไม่แปลกใจเลยจริงๆ


   เสิ่นมู่เหยี่ยร้อนใจอย่างกระวนกระวาย ทันใดนั้นฝนก็เริ่มตกลงมาจากท้องฟ้า


   แต่มันเป็นเพียงฝนเฉพาะจุดเท่านั้น และมันมาพร้อมกับเสียงดังสนั่น


   เสียงนั้นถูกเข้าใจผิดว่าเป็นเสียงฟ้าร้อง แต่จริงๆแล้วเป็นเสียงเครื่องยนต์รถแทรกเตอร์


   ในตอนนี้ รถแทรกเตอร์ที่สามารถบินบนท้องฟ้าได้ นอกจากของจวินหยวนและเสิ่นจืออินแล้ว ก็ไม่มีใครอื่นอีก


   ส่วนฝนนั้นเป็นจวินหยวนที่เรียกมา เขายืนอยู่บนรถแทรกเตอร์ที่ลอยอยู่กลางอากาศและดีดนิ้วทีหนึ่ง กลุ่มเมฆดำก็รวมตัวกันเหนือป่าที่กำลังลุกไหม้ ไม่นานฝนก็เทลงมาวิญญาณแห่งดินแดนลับฉลาดมาก มันซูมภาพไปที่จวินหยวน


   ในช่วงเวลานี้ ชาวหลานโจวทุกคนต่างก็ตกตะลึง


   เท่สุดๆไปเลย!


   ฝนที่ตกลงมาดับไฟที่ยังไม่ทันลุกลามใหญ่โต แน่นอนว่าเสิ่นมู่เหยี่ยก็เปียกปอนไปทั้งตัวเหมือนไก่ตกน้ำ


   แต่เขาไม่สนใจ กลับยิ้มออกมาอย่างโง่เขลา


   "ไม่ต้องมาแล้ว คุณย่าตัวน้อยกับบรรพบุรุษมาช่วยผมแล้ว ฮ่าๆๆ!"


   หลังจากเมฆดำสลายไป เสิ่นจืออินหยิบยันต์ออกมาและโยนลงไปในป่าที่ถูกเสิ่นมู่เหยี่ยทำลาย พร้อมกับใช้เคล็ดวิชาการฟื้นฟูพืชพรรณ


   เมล็ดพืชและดอกไม้นับไม่ถ้วนที่ฝังอยู่ใต้ดินงอกขึ้นมา จากนั้นก็เติบโตขึ้นด้วยความเร็วที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า


   พื้นที่ค่อนข้างกว้าง เมื่อต้นไม้เหล่านั้นสูงขึ้นสองสามเมตร เธอก็หยุด ยันต์ที่โยนลงไปจะช่วยให้ต้นไม้ในบริเวณนี้เติบโตต่อไปได้


   ภาพเหตุการณ์นี้ทำให้ผู้คนมากมายตกตะลึงจนไม่รู้ว่านานเท่าไหร่แล้ว


   จนถึงตอนนี้ แม้ว่าทุกคนจะรู้ว่ามีคนสามารถฝึกตนได้ ซึ่งก็คล้ายกับการบำเพ็ญเซียนในตำนาน


   แต่คนที่มีจิตวิญญาณธาตุก็ยังมีน้อยเกินไป แม้แต่คนรอบตัวที่มีจิตวิญญาณธาตุและสามารถฝึกฝนได้ พวกเขาก็ยังไม่ได้เริ่มต้นเลย แน่นอนว่าพวกเขาไม่สามารถทำสิ่งที่น่าอัศจรรย์เช่นนี้ได้ ดังนั้นทุกคนรู้ว่ามันมีอยู่ แต่ไม่เคยเห็นมันจริงๆ จึงไม่มีความรู้สึกว่ามันเป็นของจริง


   นี่เป็นครั้งแรกที่ได้เห็นเสน่ห์ของการฝึกตนอย่างชัดเจน


   จวินหยวนควบคุมรถแทรกเตอร์ให้ลอยขึ้นฟ้า เสิ่นมู่เหยี่ยใช้ยันต์เหล่านั้น แต่สิ่งเหล่านี้ไม่ได้น่าตื่นตะลึงเท่ากับสิ่งที่เห็นในตอนนี้ เพียงแค่ดีดนิ้วครั้งเดียว ก้อนเมฆสีดำก็รวมตัวกัน ดับไฟป่าที่กำลังจะลุกลามออกไป


   และยังมีพืชพันธุ์ที่เติบโตอย่างรวดเร็วอีกด้วย


   ทุกคนรู้สึกราวกับกำลังดูภาพยนตร์อยู่ แต่ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องจริง การถ่ายทอดสดของวิญญาณแห่งดินแดนลับทำให้ผู้ชมรู้สึกเหมือนอยู่ในสถานที่จริง มองเห็นได้อย่างชัดเจน


   [โอ้โห สุดยอดมาก!!!]


   [อ๊า บำเพ็ญเซียน บำเพ็ญเซียน ตอนนี้ฉันเริ่มเชื่อขึ้นมาแล้ว นี่คือตำนานการบำเพ็ญเซียนของแคว้นหลานโจวของพวกเราเลยนะ!]


   [ตื่นเต้นมาก ตอนที่เห็นพืชพวกนั้นเติบโตขึ้นมาเร็วขนาดนั้น ฉันแทบจะพูดไม่ออก รู้สึกว่าเลือดในกายเดือดพล่านขึ้นมา]


   [ขอร้องล่ะท่านเทพเจ้า โปรดประทานจิตวิญญาณธาตุที่สามารถเพาะปลูกได้ให้ฉันด้วย ฉันอยากได้ทักษะที่ทำให้พืชเติบโตในพริบตาเหมือนกัน ฉันไม่โลภหรอกนะ]


   [ฉันชอบพลังธาตุไฟ การต่อสู้ของเสิ่นมู่เหยี่ยดูแล้วสะใจมาก จิตวิญญาณนักสู้ของเขาสุดยอดไปเลย ฮ่าๆๆ…]


   [ที่แท้ก็มีมาตรการป้องกันและแก้ไขนี่เอง ก่อนหน้านี้ฉันก็คิดว่าใครมันสมองวอดวายถึงได้จัดการแข่งขันรถแทรกเตอร์ในป่า แล้วถ้าต้นไม้และป่าที่ถูกทำลายจะทำยังไง แต่ตอนนี้ฉันไม่กังวลเลยสักนิด พวกเขามีความสามารถแบบนี้ แล้วฉันจะกังวลอะไรอีกล่ะ]


   [อ๊ะๆๆ ผู้ชายคนนั้นหล่อมาก มีใครรู้ข้อมูลเกี่ยวกับเขาบ้างไหมนะ!]


   [อินอินก็เป็นคนเก่งระดับสุดยอดเหมือนกันนะ ไม่เพียงแต่เก่งการต่อสู้ แต่ยังสามารถทำให้ต้นไม้ผลิดอกออกใบได้ด้วย อินอิน ฉันรักเธอมากๆๆ!]


   [อยากได้คุณย่าตัวน้อยแบบนี้บ้างจัง]


   ตอนนี้ไม่มีใครพูดถึงปัญหาการจุดไฟและทำลายป่าของเสิ่นมู่เหยี่ยอีกแล้ว


   อย่างไรก็ตาม เสิ่นจืออินยังต้องเตือนอีกประโยคว่า "ทุกคนที่ดูการถ่ายทอดสดอย่าได้เลียนแบบนะ หลานชายโง่ของฉันมีคนจัดการให้ แต่พวกคุณไม่มี การจุดไฟเผาป่าเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย"


   จวินหยวนลูบคางอย่างครุ่นคิด "งั้นต้องเขียนรายงานการสำนึกผิดไหม?"


   เสิ่นจืออินมองเขาด้วยสีหน้างุนงง "???"


   ในวินาถัดมา เสียงของจวินหยวนดังเข้าสู่หูของเสิ่นมู่เหยี่ย


   "เสิ่นมู่เหยี่ย นายเผาภูเขาทำลายต้นไม้จำนวนมาก หลังจบการแข่งขันให้เขียนเรียงความสำนึกผิดหนึ่งหมื่นคำ"


   เสิ่นมู่เหยี่ยที่กำลังยืนอยู่รถแทรกเตอร์อยู่พอดี เกือบจะสะดุดล้มลงไปกับพื้นเลยทีเดียว


   เขากำลังไม่พอใจและอยากจะแก้ตัว ถึงอย่างไรเขาก็มีจิตวิญญาณธาตุไฟนี่นา แล้วสนามแข่งขันนี้ก็เป็นคุณเองที่เลือกไม่ใช่หรือ มันเกี่ยวอะไรกับผมด้วย!


   จากนั้น จวินหยวนก็พูดต่อว่า "นี่เป็นสิ่งที่คุณย่าตัวน้อยของนายพูดเอง"


   เสิ่นจืออิน: … ดูหม้อใบนี้สิ มันทั้งใหญ่และกลมด้วย!


   เสิ่นมู่เหยี่ยร้องครวญครางด้วยความทุกข์ทรมานทันที "คุณย่าตัวน้อย เปลี่ยนเป็นบทลงโทษอื่นให้ผมเถอะ ผมไม่อยากเขียนเรียงความสำนึกผิดหนึ่งหมื่นคำ!"


   เขาเพิ่งจบมัธยมปลายมาด้วยความยากลำบาก แล้วไปฝึกฝนเรียนรู้ที่สำนักงานบริหารพิเศษ สำนักงานบริหารพิเศษเน้นไปที่การฝึกฝนเป็นหลัก ซึ่งตรงใจเขามาก


   การเขียนเรียงความสำนึกผิดหนึ่งหมื่นคำนี่มันเป็นการลงโทษที่โหดร้ายเกินกว่าจะทนไหว


   เสิ่นจืออินพองแก้มเล็กๆของเธอ จ้องมองจวินหยวนอย่างโกรธเคือง


   "ทำไมคุณต้องใส่ร้ายป้ายสีฉันด้วยล่ะ"


   จวินหยวน "เธอแค่บอกมาว่าอยากดูเขาเขียนเรียงความสำนึกผิดหรือเปล่า"


   เสิ่นจืออินมองดูหลานชายคนเล็กของตัวเองแวบหนึ่ง แล้วก็พยักหน้า


   อย่างไรเสียก็ไม่ใช่เธอเป็นคนเขียนนี่นา


   "รีบไปเถอะนักดับเพลิง ดูเหมือนว่าทางโน้นก็จะเริ่มไฟไหม้แล้ว"


   เธอไม่ฟังเสียงร้องโหยหวนของหลานชายคนที่ห้า ไม่อย่างนั้นเธอจะใจอ่อนลง


   ต้องกำราบนิสัยหยิ่งผยองของหนุ่มน้อยคนนี้ลงบ้าง การที่เขาทำอะไรโดยไม่คำนึงถึงผลที่ตามมาอย่างนี้ไม่ดีต่อตัวเขาในอนาคต


   การลงโทษด้วยการเขียนเรียงความสำนึกผิดหนึ่งหมื่นคำนั้นมีประโยชน์ที่สุดสำหรับเขาแล้ว



บทที่ 412: ความพ่ายแพ้ของค้างคาว



   นอกจากเสิ่นมู่เหยี่ยแล้ว คนอื่นๆก็ได้พบเจอกับสัตว์และพืชที่กลายพันธุ์ในป่าอย่างต่อเนื่อง


   ในห้องถ่ายทอดสดของวิญญาณแห่งดินแดนลับ ทุกครั้งที่มีสิ่งเหล่านี้ปรากฏขึ้น หาก สำนักงานบริหารพิเศษมีข้อมูลอยู่ ก็จะมีการสอนสดแบบเรียลไทม์ เพื่อแนะนำลักษณะนิสัยต่างๆของสัตว์ประหลาดเหล่านี้


   เพื่อการนี้ ทางการได้จัดการถ่ายทอดสดเฉพาะสำหรับการให้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ โดยฉายการถ่ายทอดสดบนจอภาพของตึกสูงในเมืองต่างๆ


   ส่วนผู้รับผิดชอบในการให้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ผ่านการถ่ายทอดสดนั้นเป็นพิธีกรหญิงที่มีความสามารถสูงและชายวัยกลางคนคนหนึ่ง


   ภายในห้องถ่ายทอดสดของดินแดนลับ เสิ่นซิวหนานกำลังต่อสู้กับนกอินทรีตัวหนึ่ง แม้ว่าเขายังไม่สามารถบินด้วยดาบได้ แต่มีความสามารถในการกระโดดที่แข็งแกร่งมาก และดาบในมือของเขาก็ไม่ใช่ของธรรมดา พลังดาบสีทองที่พุ่งออกมาสามารถตัดขนของนกอินทรียักษ์บนท้องฟ้าได้ไม่น้อย


   ทางด้านการถ่ายทอดสดให้ความรู้ "ตอนนี้เสิ่นซิวหนานกำลังต่อสู้กับนกอินทรีหัวดำกลายพันธุ์ และเป็นการกลายพันธุ์แบบดุร้าย จุดแข็งที่สุดในการโจมตีของนกอินทรีภูเขาชนิดนี้คือกรงเล็บและจะงอยปากของมัน”


   “นกอินทรีหัวดำกลายพันธุ์มีขนาดใหญ่กว่าเดิมสิบเท่า กรงเล็บของมันสามารถจับรถยนต์เล็กของเราได้อย่างง่ายดาย นอกจากนี้ ดวงตาของพวกมันยังได้รับการปรับปรุงให้มองเห็นได้ไกลกว่าเดิมเมื่ออยู่บนที่สูง”


   “ดังนั้น ถ้าเจอนกอินทรีที่กลายพันธุ์ ทุกคนอย่าวิ่งในที่โล่งเด็ดขาด พยายามหาที่ซ่อนตัวที่สามารถปกปิดร่างกายของคุณได้"


   "จุดอ่อนของมันคือปีก ถ้าปีกได้รับบาดเจ็บจนเสียสมดุลและไม่สามารถบินได้ นักอินทรีกลายพันธุ์ก็จะจัดการได้ง่ายขึ้นมาก..."


   [พูดได้ดีมาก แต่คราวหน้าไม่ต้องพูดอีกนะ จุดอ่อนนี้พวกเราคนธรรมดาจะโจมตีได้หรือ?]


   [สรุปก็คือ ถ้าพวกเราคนธรรมดาเจอมันเข้า ก็ได้แต่รอความตายใช่ไหม?]


   [ฮ่าๆๆ... โลกนี้บ้าไปแล้ว ฉันก็กำลังจะบ้าตามไปด้วย…]


   [ตอนที่ดูพวกเขาต่อสู้กันดูเท่และน่าทึ่งมาก แต่สำหรับพวกเราคนธรรมดาแล้วมีแต่ตายอย่างเดียว]


   [ดีมาก ตอนนี้ไม่กล้าออกจากบ้านเลย แต่ถ้าไม่ออกไปทำงาน ใครจะจ่ายเงินเดือนล่ะ?]


   [เมื่อไหร่รัฐบาลจะออกมาตรการอะไรสักทีล่ะ พวกเราไม่สามารถเผชิญกับอันตรายได้ตลอดเวลาหรอกนะ ถ้าอย่างนั้นการมีชีวิตอยู่อย่างหวาดระแวงทุกวันจะมีความหมายอะไร?]


   แม้จะมีคำพูดในแง่ลบไม่น้อย แต่คนที่ยังอยากมีชีวิตอยู่ก็ยังคงอยากมีชีวิตต่อไป


   มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีความสามารถในการปรับตัวสูงมาก แม้แต่ในสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด ก็ยังมีคนจำนวนไม่น้อยที่ดิ้นรนอยากมีชีวิตอยู่ต่อไป


   มีเพียงคนส่วนน้อยเท่านั้นที่มีความกล้าพอจะฆ่าตัวตายทาง รัฐบาลได้ควบคุมการแสดงความคิดเห็น ทำให้คำวิจารณ์ในแง่ลบค่อยๆจางหายไป


   ทางรัฐบาลก็กำลังพยายามหาวิธีแก้ไขปัญหาอย่างเต็มที่ และตอนนี้ก็มีแนวทางบางอย่างแล้ว


   สำหรับคนที่ไม่มีจิตวิญญาณธาตุและไม่สามารถฝึกฝนได้ ก็ให้ฝึกฝนร่างกายแทน!


   เพียงแต่วิธีการฝึกฝนร่างกายยังต้องปรับปรุงและทดลองก่อนจึงจะสามารถเผยแพร่ออกไปในวงกว้างได้


...


   เสิ่นมู่จิ่นพกพาปลาคาร์ฟน้อยติดตัวไปด้วย เมื่อเจอสัตว์ที่กลายพันธุ์แบบดุร้าย เขาก็จะโยนยันต์ระเบิดเพลิงและยันต์เรียกสายฟ้าที่มีพลังโจมตีออกไป แม้ว่าพลังโจมตีของยันต์ที่เขาโยนออกไปจะไม่แรงเท่าเสิ่นมู่เหยี่ย แต่ก็เพียงพอที่จะรับมือกับสัตว์ประหลาดที่อยู่ตัวเดียวได้แล้ว


   สำหรับสัตว์ประหลาดที่อาศัยอยู่เป็นฝูง เช่นตอนนี้ เขาโชคร้ายไปเจอกับฝูงค้างคาวเข้าพอดี


   เสิ่นมู่จิ่นไม่เคยคิดเลยว่า เส้นทางที่เสี่ยวจิ่นผู้นำโชคของเขาชี้ให้เขาไปนั้น จะผ่านถ้ำที่มีฝูงค้างคาวอาศัยอยู่


   เสิ่นมู่จิ่น "...เสี่ยวจิ่น บอกพ่อมาสิ เธอชี้ทางผิดให้พ่อใช่ไหม ฉันเป็นปลาคาร์ฟสีดำ แต่เธอเป็นปลาคาร์ฟสีแดงนะ!"


   เสี่ยวจิ่นหลีจ้องมองเขาด้วยดวงตาไร้เดียงสา


   ค้างคาวในถ้ำได้รับรู้ถึงการมาถึงของเสิ่นมู่จิ่นแล้ว พวกมันส่งเสียงความถี่ต่ำที่ทำให้เวียนหัวและตาพร่ามัวขณะบินเข้ามา


   เสิ่นมู่จิ่นรู้สึกมึนหัว และยังรู้สึกเจ็บแปลบๆ ค้างคาวบินมาชนกับยันต์ป้องกันของรถแทรกเตอร์ของเขา แต่มันไม่ได้รับบาดเจ็บ


   ค้างคาวจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ รวมตัวกันรอบๆรถแทรกเตอร์ของเขา การโจมตีด้วยคลื่นเสียงที่พวกมันปล่อยออกมารวมกันนั้นมากพอที่จะทำให้คนคนหนึ่งหมดสติได้


   เสิ่นมู่จิ่นสูดหายใจลึก หลังจากโยนเสี่ยวจิ่นที่เวียนหัวเช่นกันลงไปในตู้ปลา เขามองค้างคาวเหล่านั้นด้วยสายตาดุร้าย


   "นี่เป็นเพราะพวกแกบังคับฉัน อย่าคิดว่ามีแค่พวกแกที่ทำการโจมตีทางจิตใจได้นะ คุณชายอย่างฉันก็ทำได้เหมือนกัน!"


   จากนั้นเขาก็หยิบอาวุธลับของเขาออกมา นั่นคือปี่ซั่วน่า


   ในตอนนี้ เหล่าค้างคาวยังไม่ตระหนักถึงความร้ายแรงของสถานการณ์


   แฟนคลับของเสิ่นมู่จิ่น ต่างตกใจกันใหญ่ คนที่มีหูฟังก็รีบหยิบออกมาสวมทันที


   เสิ่นมู่จิ่นไม่เคยเป่าปี่ในดินแดนลับมาก่อน ดังนั้นจึงมีคนจำนวนมากที่ไม่รู้ถึงพลังการต่อสู้ของปี่ของเสิ่นมู่จิ่น


   [เดี๋ยวๆ เอาปี่ออกมาตอนนี้หมายความว่าอะไร? เขายอมแพ้แล้วเหรอ?]


   [ฮ่าๆๆ เขาเป็นซุปเปอร์สตาร์ไม่ใช่เหรอ? ทำไมถึงพกปี่ติดตัวด้วยล่ะ ฮ่าๆๆ...]


   [ฉันไม่ได้เป็นแฟนคลับเขา แต่อยากถามหน่อยว่าเขาเรียนเป่าซั่วน่ามาเหรอ? นี่มันงานอดิเรกอะไรกันเนี่ย?]


   [นี่เขากำลังเตรียมเป่าเพลงงานศพให้ตัวเองหรือให้พวกค้างคาวกันแน่]


   [เชื่อฉันเถอะ ใครมีหูฟังรีบใส่เลย อย่าฟังเด็ดขาด ห้ามฟังเลยนะ!!!]


   [คำเตือน! อันตรายมาก อย่าฟัง อย่าฟังเด็ดขาด!!!]


   ชาวเน็ตที่งุนงงไม่เข้าใจอะไร แต่พวกเขามีนิสัยดื้อรั้นมาแต่กำเนิด ยิ่งไม่ให้ฟังพวกเขาก็ยิ่งอยากฟัง!


   และแล้ว... พวกเขาอยากย้อนเวลากลับไปตบตัวเองสักที อุตส่าห์มีคนเตือนแล้วทำไมถึงไม่ฟังคำเตือนกันนะ!


   เสิ่นมู่จิ่นยกปี่ซั่วน่าขึ้นแนบริมฝีปาก สูดหายใจลึก สีหน้าจริงจังและเคร่งขรึม จากนั้นเขาก็เป่า


   เสียงปี่ดังกึกก้องไปทั่วฟ้า สั่นสะเทือนไปทั้งโลก และไม่สนใจชีวิตผู้คน ทำให้ทั้งโลกดูเหมือนจะสั่นสะเทือนถึงสามครั้ง


   นี่ไม่ใช่ภาพลวงตา เพราะหน้าจอถ่ายทอดสดที่ลอยอยู่กลางอากาศของวิญญาณแห่งดินแดนลับนั้นสั่นไหวจริงๆ


   เสียงปี่ซั่วน่าดังสนั่นราวกับเป่าอยู่ข้างหูพวกเขา กระจายไปทั่วทุกมุมของหลานโจว ดังจนทำให้วิญญาณของผู้คนแทบจะหลุดออกจากร่าง


   ในช่วงเวลานั้น พวกเขาเหมือนได้เห็นเส้นทางสู่ยมโลก


   ผ่านไปนานมาก กว่าจะมีคนร้องครวญครางหาสิ่งของต่างๆที่สามารถอุดหูได้


   [ช่วยด้วย มีอะไรสกปรกเข้าไปในหูของฉันแล้ว!]


   [ฉันรู้สึกเหมือนวิญญาณของฉันกำลังจะหลุดออกจากร่าง จบกัน ตอนนี้ในหัวของฉันมีแต่เสียงของปี่ซั่วน่า ฉันเห็นเส้นทางสู่ยมโลกด้วย ฮิฮิ…]


   ดีมาก เป็นบ้ากันไปหมดแล้ว


   แม้ว่าการโจมตีครั้งนี้จะเป็นการทำร้ายทั้งศัตรูและตัวเอง แต่พวกค้างคาวเหล่านั้นก็ถูกสั่นสะเทือนจนร่วงลงมาจากท้องฟ้า


   ค้างคาวที่ใช้การโจมตีทางจิตด้วยคลื่นเสียงมักจะประสบความสำเร็จทุกครั้ง แต่ในตอนนี้พวกมันกลับต้องเผชิญกับความพ่ายแพ้ครั้งใหญ่ในชีวิตค้างคาว!



บทที่ 413: เขาช่างระมัดระวังตัวจริงๆ



   ด้วยการโจมตีคลื่นเสียงอันทรงพลังของปี่ซั่วน่า เหล่าค้างคาวที่เคยใช้คลื่นเสียงโจมตีก็พลันสับสนวุ่นวายไปหมด พวกมันถูกรบกวนจนต้องร่วงลงมา หรือไม่ก็บินพล่านไปมาอย่างไร้ทิศทาง


   เมื่อเห็นว่าสถานการณ์ใกล้จะจบลงแล้ว เสิ่นมู่จิ่นจึงเก็บปี่กลับ


   "ฮ่า... พวกแกคิดจะมาแข่งเรื่องเสียงกับฉันเหรอ? ยังอ่อนหัดอยู่นะ ฉันเรียนมาอย่างมืออาชีพเชียวนะ!"


   เขามีสีหน้าภาคภูมิใจ ราวกับว่าเสียงที่เขาเป่านั้นเป็นดนตรีที่ไพเราะน่าฟัง


   [...ขอถามหน่อย ประสาทการได้ยินของเขาพังไปแล้วหรือไง?]


   [พวกคุณเคยเห็นคนที่ร้องเพลงเพี้ยนแล้วคิดว่าตัวเองร้องเพราะบ้างไหม?]


   [ฉันจะเล่าเรื่องตลกให้ฟัง เสิ่นมู่จิ่นเคยเรียนเป่าปี่ซั่วน่ามาอย่างมืออาชีพ]


   [โอ้พระเจ้า ทำไมคนที่เรียนมาอย่างมืออาชีพถึงได้มีพลังทำลายล้างที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ฉันเกือบจะไม่รอดแล้ว]


   "ขอเล่าเรื่องน่ากลัวสักเรื่อง แต่เดิมในหมู่บ้านของพวกเราปรากฏสิ่งลึกลับน่าสะพรึงกลัวขึ้นมาตัวหนึ่ง ทุกคนต่างหวาดกลัวกันไปหมด แต่ดูเหมือนว่าสิ่งลึกลับน่าสะพรึงกลัวนั้นจะถูกเสียงปี่ซั่วน่าของเสิ่นมู่จิ่นทำให้ตกใจจนวิ่งหนีไปแล้ว]


   [เสียงปี่ของเสิ่นมู่จิ่นน่ากลัวยิ่งกว่าสิ่งประหลาด เขาเรียนมายังไงกันแน่ถึงได้ไม่มีโน้ตไหนถูกต้องเลย ตลอดทั้งเพลงเป่าออกมาวุ่นวายไปหมด แต่พวกเรากลับยังสามารถฟังออกว่าเขากำลังเป่าเพลง "โชคดีมาเยือน"]


   [การเป่าของเขาทำให้โชคดีของฉันหายไปหมด นี่มันฆาตกรรมชัดๆ]


   เสิ่นมู่จิ่นไปดูปลาคาร์ฟน้อยของเขา แล้วก็พบว่าปลาของเขาหงายท้องลอยขึ้นมาแล้ว!


   "เสี่ยวจิ่น เสี่ยวจิ่น เธอเป็นอะไรไป อย่าทำให้ฉันตกใจสิ อย่าตายนะ!!!"


   เขารีบทำการปั๊มหัวใจให้เสี่ยวจิ่น แล้วจ้องมองค้างคาวพวกนั้นด้วยความเคียดแค้น


   "ทั้งหมดนี้เป็นความผิดของพวกแก ถ้าไม่ใช่เพราะตอนนี้ฉันไม่ว่าง ฉันจะเป่าให้พวกแกฟังอีกนานๆเลย!"


   [เอ่อ... เป็นไปได้ไหมว่าที่เสี่ยวจิ่นหงายท้องไปเพราะเสียงซั่วน่าที่เขาเป่าน่ะ?]


   โชคดีที่เสี่ยวจิ่นมีพลังชีวิตที่แข็งแกร่ง อย่างไรก็ตาม มันไม่ใช่ปลาคาร์ฟธรรมดาอีกต่อไป


   แต่หลังจากนั้น ทั้งตัวของมันก็ดูอ่อนเพลียและไม่มีเรี่ยวแรง


   เสิ่นมู่จิ่นขับรถแทรกเตอร์บุกเข้าไปในถ้ำ นี่คือเส้นทางที่เสี่ยวจิ่นชี้บอก เขาเชื่อว่าในตัวเสี่ยวจิ่นต้องมีอะไรพิเศษแน่นอน


   อย่างไรก็ตาม หลังจากเข้าไปในถ้ำแล้ว...


   "อ๊าก!!! อุแหวะ... เหม็นจนฉันจะตายแล้ว!"


   ถ้ำที่มีค้างคาวอาศัยอยู่นับล้านตัว มูลค้างคาวที่สะสมมาตลอดหลายปีเกือบจะกลายเป็นภูเขาลูกหนึ่งแล้ว กลิ่นนั้นสุดจะบรรยายจริงๆ


   เสิ่นมู่จิ่นรู้สึกหมดสภาพ ทั้งขับรถไป ทั้งตะโกนพร้อมกับอาเจียนไป


   ที่สำคัญที่สุดคือ มูลเหล่านั้นเปรอะเปื้อนรถแทรกเตอร์ของเขาไปทั่ว


   อุแหวะ...


   ไม่ต้องพูดถึงเสิ่นมู่จิ่นที่รักความสะอาดอยู่แล้ว แม้แต่ผู้ชมที่กำลังดูการถ่ายทอดสดก็ยังรู้สึกเหมือนได้กลิ่นอันน่าสยดสยองนั้นผ่านหน้าจอเลยทีเดียว


   อุแหวะ~


   เสิ่นจืออิน : … หลานชายคนที่สี่ของเธอมีเวรกรรมอะไรกับอุจจาระรึไงเนี่ย?


   สวรรค์นี่ชอบเล่นตลกกับเขาจริงๆ


   จวินหยวนชี้นั่นชี้นี่ด้วยใบหน้าหล่อเหลาที่แสดงความรังเกียจอย่างชัดเจน "เขาสกปรกแล้ว หลังจากนี้อย่ามาให้ฉันเห็นเป็นเวลาหนึ่งเดือน"


   "แล้วถ้าเห็น คุณจะทำอะไรได้ล่ะ?"


   ริมฝีปากบางเฉียบของจวินหยวนขยับ "เหอะ... แค่อาจจะอดใจไม่ไหวโยนเขาลงน้ำไปเท่านั้นเอง"


   "ปลาคาร์ฟตัวนั้นไม่ธรรมดา ถึงแม้จะดูเหมือนว่ามันพามาผิดทาง แต่การผ่านไปทางนี้ก็เป็นเส้นทางที่สั้นที่สุดจริงๆ"


   เสิ่นจืออิน "...ฉันคิดว่าเขาคงไม่อยากใช้ทางลัดนี้หรอก"


   หลานชายคนที่สี่ของเธอเป็นคนรักความสะอาดและความสวยงาม แต่ทำไมถึงต้องเจอกับเรื่องน่าหงุดหงิดและโชคร้ายแบบนี้ทุกครั้ง?


   "ลองดูทางด้านของเสี่ยวอวี้จู๋สิ"


   เธอกำลังกินอยู่ ไม่อยากมองดูอึขณะที่กำลังกินอาหาร


   วิญญาณแห่งดินแดนลับเปลี่ยนภาพไปที่เสิ่นอวี้จู๋


   ในตอนนี้ เสิ่นอวี้จู๋ก็ถูกโจมตีเช่นกัน สิ่งที่โจมตีเขาคือฝูงนกชนิดหนึ่งที่มีชื่อว่านกกาปากแหลม


   นกชนิดนี้มีรูปร่างประหลาดเล็กน้อย ขนทั้งตัวสีดำ ตาสีแดง ปากยาวผิดปกติเหมือนมีด กรงเล็บบางแต่คม


   นกชนิดนี้อาศัยอยู่เป็นฝูง ชอบรุมโจมตีเหยื่อเป็นกลุ่มใหญ่ ฉีกเหยื่อเป็นชิ้นๆแล้วกินเลือดเนื้อ


   เนื่องจากมีจำนวนมากและปากคมเหมือนใบมีด เหยื่อที่ถูกโจมตีจึงเหมือนถูกเฉือนเนื้อเป็นร้อยครั้งในเวลาอันสั้น


   เสิ่นอวี้จู๋ไม่ได้มีพลังการต่อสู้สูงนัก แต่เขาเป็นคนที่ระมัดระวังตัว


   เขาติดยันต์และค่ายกลป้องกันไว้เต็มรถแทรกเตอร์


   ค่ายกลป้องกันบางอันเป็นของที่เสิ่นจืออินมอบให้ ดังนั้นแม้ว่าฝูงนกปากแหลมจะบุกโจมตีเสิ่นอวี้จู๋อย่างล้นหลาม แต่ผ่านไปนานขนาดนี้ก็ยังไม่สามารถทะลวงการป้องกันของเขาได้


   เมื่อเสิ่นอวี้จู๋เห็นว่ามียันต์ป้องกันเริ่มหมองลง ก็จะรีบวิ่งไปเสริมอีกสองชั้นทันที


   [...ช่างเอาตัวรอดเก่งจริงๆ]


   [ทำลายไปหนึ่งใบ เขาก็ติดเพิ่มอีกสองใบ]


   [แบบนี้ใครจะสามารถทำลายมันได้ล่ะ]


   [เพราะกลัวตายเลยทำการป้องกันเต็มที่ไปหมด]


   [ฮ่าๆๆ... ฉันจะหัวเราะตายเพราะเขาแล้ว เขาช่างรู้วิธีปกป้องตัวเองจริงๆ]


   [ไม่มีปัญหาอะไรนี่ พวกนกพวกนั้นดูน่ากลัวมาก สามีของฉันดูเซ่อๆ และไม่สามารถต่อสู้ได้ การป้องกันเต็มที่ก็เป็นเรื่องที่ควรทำไม่ใช่หรือ?]


   [ไม่ใช่แบบนั้น เขามียันต์ป้องกันแบบนั้นอีกเท่าไหร่กัน ถ้าใช้หมดแล้วจะทำยังไง?]


   เสิ่นอวี้จู๋หยิบยันต์ป้องกัยออกมาจากพื้นที่มิติอีกหนึ่งห่อ ใช้การกระทำบอกทุกคนว่ายันต์ของเขายังมีอีกเยอะมากและไม่มีทางใช้หมดในเร็วๆนี้


   จวินหยวนถามว่า "เธอเป็นคนให้เหรอ?"


   เสิ่นจืออินส่ายหัว "ฉันให้แค่นิดหน่อยเท่านั้น ที่เหลือเป็นของหลานชายคนที่สี่กับยันต์ที่เขาวาดเอง เสี่ยวอวี้จู๋ไม่สามารถวาดยันต์แบบอื่นได้ มีแต่ยันต์ป้องกันนี่แหละที่เขาถนัดที่สุด"


   จวินหยวน : …


   ในตอนนี้เขาเห็นด้วยอย่างยิ่งกับคำพูดของชาวเน็ต เสิ่นอวี้จู๋คนนี้ช่างเอาตัวรอดได้เก่งจริงๆ


   เสิ่นอวี้จู๋ขับรถช้าๆ เป็นคนที่ขับได้ระยะทางสั้นที่สุดในบรรดาทุกคน เพราะเขาต้องคอยเติมยันต์ป้องกันเป็นระยะๆ


   และเนื่องจากถูกนกปากแหลมล้อมรอบจนมองไม่เห็นถนนข้างหน้า เขาจึงมักจะชนต้นไม้หรือสิ่งอื่นๆเป็นครั้งคราว แล้วก็สุ่มฆ่านกปากแหลมไปสองสามตัว


   เขายังลงจากรถไปเก็บซากนกปากแหลมโยนใส่ในกระบะรถแทรกเตอร์อีกด้วย


   พวกนกปากแหลมที่แต่เดิมคิดจะจากไปเพราะไม่สามารถทำลายการป้องกันของเขาได้ : ...


   นี่มันยั่วโมโหชัดๆ ดังนั้นพวกมันจึงยิ่งโจมตีเสิ่นอวี้จู๋อย่างบ้าคลั่งมากขึ้น


   เสิ่นอวี้จู๋ฟังยินเสียงพวกนกปากแหลมพุ่งชนเข้ากับค่ายกลป้องกันของเขาพลางถอนหายใจของ


   "เมื่อไหร่พวกแกจะไปเนี่ย กินก็กินไม่ได้ ยังเสียเวลาไปมากมาย ฉันก็มองไม่เห็นทางแล้ว ชนต้นไม้หักไปตั้งหลายต้น ถ้าไม่ไปก็อย่าบังสายตาฉันได้ไหม มันน่ารำคาญจริงๆ"


   เสิ่นอวี้จู๋เริ่มเข้าโหมดบ่นพึมพำ


   "ฉันยังมียันต์ป้องกันอีกเยอะ ก่อนจะใช้หมดฉันก็จะวาดเพิ่มอีก พวกแกจะไม่ไปเลยจริงๆเหรอ? ก็ได้ ฉันหิวแล้ว ขอกินอะไรหน่อยแล้วกัน พอพวกแกเหนื่อยแล้วก็น่าจะไปเองแหละ"


   เสียงของเขาใสกระจ่างและอ่อนโยน ทำให้คนฟังรู้สึกสบายหู ที่สำคัญที่สุดคือทั้งสีหน้าและน้ำเสียงล้วนจริงจังมาก เขากำลังปรึกษาหารือกับพวกนกปากแหลมอย่างจริงจัง


   [ช่วยด้วย เขาน่ารักเกินไปแล้วแล้ว!]


   [ตั้งแต่ดินแดนลับแล้ว ฉันชอบเสิ่นอวี้จู๋มากเลย ไม่เพียงแต่หน้าตาดี เสียงพูดก็ชวนหลงใหล ที่สำคัญที่สุดคือนิสัยน่ารักมากจริงๆ]


   [เขาเป็นลูกคนที่สามใช่ไหม? แต่ฉันรู้สึกว่าเขาเหมือนเป็นน้องชายมากกว่า]


   เสิ่นอวี้จู๋ไม่รู้ตัวเลยว่าตัวเองได้แฟนคลับเพิ่มขึ้นอีกกลุ่มหนึ่ง ตอนนี้เขากำลังแทะผลไม้และดื่มน้ำ พลางจ้องมองพวกนกปากแหลมอยู่ครู่หนึ่ง


   หลังจากกินเสร็จแล้ว เขาก็ขับรถแทรกเตอร์ต่อไปด้วยความเร็วเท่าเต่าคลาน



บทที่ 414: เสิ่นอวี้จู๋อยากจะปล่อยตัวเอง



   เสิ่นมู่จิ่นเป็นคนแรกที่พบแท่นเคลื่อนย้ายด้วยความช่วยเหลือของปลาคาร์ฟน้อย


   แต่สีหน้าของเขาดูไม่ดีเอาเสียเลย


   หลังจากออกมาจากถ้ำ รถแทรกเตอร์ของเขาเต็มไปด้วยมูลค้างคาวและส่งกลิ่นเหม็นรุนแรง ถ้าสีหน้าของเขาจะดูดีได้ก็คงเป็นเรื่องแปลกประหลาด


   ถ้าไม่ใช่เพราะเขาห่อหุ้มตัวเองด้วยชั้นของม่านน้ำ เกรงว่าสุดท้ายร่างกายของเขาคงเต็มไปด้วยอึ


   หลังจากออกมาจากถ้ำ เสิ่นมู่จิ่นก็อาเจียนออกมาทันที


   สุดท้ายเขาก็ขับรถไปยังแหล่งน้ำแห่งหนึ่งและล้างทำความสะอาดรถทั้งคันจนรู้สึกดีขึ้น หลังจากออกมาจากน้ำ เสิ่นมู่จิ่นก็นอนอยู่เป็นเวลานาน


   จิตใจและวิญญาณของเขาได้รับบาดเจ็บอย่างรุนแรง


   "เมื่อไหร่ฉันจะไม่ต้องเกี่ยวข้องกับอึอีกนะ" รู้สึกเหนื่อยใจชะมัด...


   แต่ไม่นานหลังจากนั้น เขาก็เป็นคนแรกที่พบแท่นเคลื่อนย้ายในหุบเขาแห่งหนึ่ง ซึ่งช่วยปลอบประโลมหัวใจดวงน้อยที่บอบช้ำของเขาได้


   "เสี่ยวจิ่น ต่อไปถึงแม้ว่าระยะทางจะไกลขึ้นหน่อยและอ้อมไปนิด แต่อย่าให้ฉันต้องเจอกับเรื่องน่าขยะแขยงแบบนั้นอีกได้ไหม? แต่ยังไงก็ขอบคุณจริงๆนะที่เธอชี้ทางให้ฉัน”


   ในที่สุดก็พบแท่นเคลื่อนย้ายแล้ว เขาจึงยิงพลุสัญญาณขึ้นไปเพื่อบอกตำแหน่งให้กับคนที่ยังคงวุ่นวายค้นหาอยู่ทั่วไป


   สถานที่ต่อไปใครจะไปรู้ว่าจวินหยวนตั้งไว้ที่ไหน เขาไม่กล้าไปคนเดียวแน่นอน


   ยิ่งไปกว่านั้น พวกคนจากสำนักงานบริหารพิเศษ ยังมีงานสำคัญที่ต้องทำอีกด้วย


   การแข่งขันในป่าดำเนินต่อเนื่องเป็นเวลาสามวัน เมื่อฟ้ามืด พวกเขาก็เข้านอนในกระบะรถทันที อาหารที่กินนั้นนำออกมาจากพื้นที่มิติ


   ทุกวันเมื่อตื่นนอน ชาวเมืองหลานโจวก็มักจะเข้าไปดูการถ่ายทอดสดจนเป็นนิสัย นี่ถือเป็นวิธีผ่อนคลายความเครียดและปลอบประโลมจิตใจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของพวกเขาท่ามกลางความหวาดกลัวที่แพร่กระจายหลังจากการฟื้นคืนของพลังวิญญาณ


   การแข่งขันครั้งนี้ที่จัดโดยจวินหยวน กลับสร้างนักบำเพ็ญเพียรดาวรุ่งขึ้นมาหลายคนในช่วงเวลาวิกฤตินี้โดยบังเอิญ ไม่ต้องพูดถึงพี่น้องตระกูลเสิ่น พวกเขาทุกคนล้วนมีหน้าตาดี ไม่มีใครด้อยเลย และแต่ละคนก็มีบุคลิกที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ มีทั้งความเดือดดาลในการต่อสู้ รวมถึงความตลกขบขัน และความสงบที่ทำให้จิตใจสงบลงได้


   ทางด้านสำนักงานบริหารพิเศษก็มีความโดดเด่นเช่นกัน ความแกร่งกล้าและความเสียสละของพวกเขาในฐานะนักรบแห่งแคว้นหลานโจวทำให้รู้สึกอุ่นใจ และพวกเขาก็ไม่ได้อ่อนแอเลย ฉากการต่อสู้กับสัตว์ประหลาดก็ทำให้คนดูรู้สึกเลือดเดือดพล่านเช่นกัน


   สิ่งนี้ทำให้ทุกคนรู้สึกผ่อนคลายจากความกระวนกระวายหลังจากการฟื้นคืนของพลังวิญญาณได้ดีมาก สำนักงานบริหารพิเศษคงจะเห็นคุณค่าในเรื่องนี้เช่นกัน และกำลังพยายามประชาสัมพันธ์ในแง่บวก


   อย่างไรก็ตาม มักจะมีคนที่ชอบก่อกวนอยู่เสมอ


   พวกสายลับหรือคนที่ไม่หวังดีมักชอบเผยแพร่คำพูดที่ปลุกปั่นอารมณ์ด้านลบของประชาชน


   [อะไรกัน พลังวิญญาณฟื้นคืนชีพงั้นเหรอ ฉันว่ามันคือวันสิ้นโลกต่างหาก ต่อไปคนที่จะรอดชีวิตก็มีแต่พวกที่สามารถฝึกตนได้เท่านั้น ส่วนคนธรรมดาก็มีแต่ตายสถานเดียว]


   [สุดท้ายพวกเราก็จะถูกประเทศทอดทิ้ง ทุกคนอย่าดิ้นรนให้เหนื่อยเลย]


   [น่าขันจริงๆที่พวกคุณยังคิดว่าคนพวกนั้นเป็นวีรบุรุษอยู่อีก โลกใบนี้มันเป็นการคัดเลือกโดยธรรมชาติ ไม่มีจิตวิญญาณธาตุ ไม่สามารถฝึกตนได้ สิ่งที่รอพวกเราอยู่มีแค่การถูกคัดออกเท่านั้น]


   [คงไม่มีใครที่ซื่อจนเชื่อว่ารัฐบาลจะหาทางแก้ปัญหาได้จริงๆหรอกนะ? ต่อไปนี้จะเป็นยุคของผู้ฝึกตน ผู้คนจะถูกแบ่งชั้นวรรณะ และสถานะทางสังคมของคนธรรมดาจะยิ่งต่ำลงเรื่อยๆ]


   แม้จะเป็นคำพูดที่ปลุกระดมประชาชน แต่ต้องยอมรับว่าคำพูดเหล่านี้ก็สะกิดใจคนจำนวนมากและขยายความรู้สึกนั้นให้ใหญ่โตขึ้น


   แน่นอนว่ารัฐบาลไม่ได้นิ่งดูดาย


   เว็บไซต์ทางการของสำนักงานบริหารพิเศษแคว้นหลานโจวกล่าวว่า [ขณะนี้เรากำลังศึกษาวิธีที่จะทำให้ทุกคนมีความสามารถในการป้องกันตัวเอง การทดลองเบื้องต้นผ่านไปแล้ว ขอให้ทุกคนรอผลด้วยความอดทน ประเทศจะไม่ทอดทิ้งพลเมืองหลานโจวคนใดเลย]


   ข่าวนี้เมื่อออกมา ชาวหลานโจวทุกคนต่างรอคอยด้วยความคาดหวัง


   [เชื่อมั่นในหลานโจว ฉันยินดีที่จะรอคอย]


   [เชื่อมั่นในหลานโจว]


   [เชื่อมั่นในหลานโจว…]


   ด้านล่างทั้งหมดเป็นข้อความแสดงความเชื่อมั่นในหลานโจว ส่วนคนที่ยังคงพยายามสร้างปัญหาถูกรายงานโดยผู้คนจำนวนมาก เหตุผลก็ง่ายๆ พวกเขาสงสัยว่าคนเหล่านั้นเป็นสายลับ


   ในห้องถ่ายทอดสด ตอนนี้ผู้ที่ยังไม่รู้ถึงการเปลี่ยนแปลงภายนอกกำลังแข่งขันกันอย่างจริงจัง พวกเขาทั้งหมดรีบมุ่งหน้าไปยังทิศทางที่เสิ่นมู่จิ่นยิงพลุสัญญาณขึ้นมา


   ยกเว้น เสิ่นอวี้จู๋


   เขาอยากลองดูว่าถ้าไม่ไปจะถูกคัดออกหรือไม่


   เขาเป็นนักปรุงยา เรียนรู้สูตรยาและสมุนไพรต่างๆจากคุณย่าตัวน้อยมามากพอแล้วสำหรับเขาแล้ว เคล็ดวิชาระดับสูงที่มีพลังต่อสู้แกร่งกล้าไม่มีประโยชน์อะไรกับเขา และสิ่งที่เขาต้องการคือเตาหลอมยา ซึ่งคุณย่าตัวน้อยได้เตรียมไว้ให้เขาเรียบร้อยแล้ว


   จริงๆแล้วเขาไม่ขาดอะไรเลย เขาจึงเลือกที่จะนอนสบาย


   แต่ชัดเจนว่ามีคนบางคนไม่ต้องการให้เขานอนสบาย


   หลังจากที่เสิ่นมู่จิ่นรอจนพี่ชายคนที่สอง น้องชายคนที่ห้า เฟิงหยางและถังซื่อมาถึงแล้ว เขาก็ไม่รอคนอื่นอีก ทั้งห้าคนเข้าสู่แท่นเคลื่อนย้ายไปยังสนามแข่งขันถัดไป


   คนอื่นๆก็ทยอยมาถึงแท่นเคลื่อนย้ายและออกเดินทางไป


   มีเพียงเสิ่นอวี้จู๋ที่ไม่ขยับตัว จากนั้น จวินหยวนก็ยอมลดตัวลงมาด้วยตัวเอง


   เขาหยิบเสิ่นอวี้จู๋ขึ้นมาเหมือนกับจับลูกไก่


   เสิ่นจืออินพูดว่า "เบามือหน่อย เสี่ยววี้จู๋เป็นคนบอบบาง"


   จวินหยวนชายตามองเสิ่นอวี้จู๋อย่างไม่ใส่ใจ "ไม่อยากแข่งเหรอ?"


   เสิ่นอวี้จู๋พยักหน้า มองเขาด้วยสายตาคาดหวัง "ผมกลับไปรอพวกเขาได้ไหม?"


   เขาชำเลืองมองรถแทรกเตอร์ของจวินหยวน แม้จะเป็นรถที่ดูล้าสมัยมาก แต่เมื่อเขาขับมันกลับดูมีความสง่างามและทรงพลังอย่างน่าทึ่ง "หรือไม่ก็ ให้ผมนั่งรออยู่บนรถของคุณเหมือนกับคุณย่าตัวน้อย"


   รถของจวินหยวนมีการป้องกันที่แข็งแกร่งกว่า แม้ว่าจะไม่มีการป้องกันก็ตาม มันก็ยังปลอดภัยอย่างแน่นอน


   เขาสามารถนอนเฉยๆ และไม่ต้องสนใจอะไรเลยก็ได้


   จวินหยวนหัวเราะ แล้วเอ่ยสองคำท่ามกลางสายตาที่เต็มไปด้วยความคาดหวังของเสิ่นอวี้จู๋ "ไม่ได้"


   เสิ่นอวี้จู๋ : ...


   ในชั่วขณะนั้น ทุกคนรู้สึกราวกับว่าจิตใจเขาแตกสลายไปแล้ว


   ทำเอาทุกคนยกเว้นจวินหยวนรู้สึกสงสารเขาจนแทบทนไม่ไหว เสิ่นจืออินอดไม่ได้ที่จะช่วยเขาไว้ "คุณอย่าเข้มงวดกับเขานักเลย"


   เสี่ยวอวี้จู๋ของเธอช่างว่านอนสอนง่ายเหลือเกิน แม้แต่เธอเองก็อดไม่ได้ที่จะรักใคร่เอ็นดูเขามากขึ้น ทำไมถึงต้องดุเขาขนาดนั้นด้วย


   [เขากำลังจะแตกสลายแล้ว พระเอกของฉันแค่อยากจะขี้เกียจและปล่อยตัวเท่านั้น ไม่ได้ทำผิดกฎสวรรค์สักหน่อย ปล่อยให้เขาทำตามใจเถอะ!]


   [ท่านผู้ยิ่งใหญ่ ปล่อยให้เขาได้พักผ่อนเถอะ เขาพยายามมามากแล้ว พวกเราทุกคนเห็นกันหมด]


   [คุณไม่สงสาร แต่ฉันสงสาร ปล่อยสามีฉันเร็วเข้า!]


   จวินหยวนเขย่าร่างของชายหนุ่มในมือเบาๆแล้วยกมือขึ้น หยิบเตาขนาดเล็กที่มีลักษณะโบราณออกมา


   นี่แหละคือเตาหลอมยาที่แท้จริง และยังเป็นสมบัติเซียนอีกด้วย


   เสิ่นจืออินและเสิ่นอวี้จู๋ต่างมองไปที่เตาใบนั้น


   ดวงตาของเสิ่นอวี้จู๋เป็นประกาย นับตั้งแต่เขาได้เรียนรู้วิชาการหลอมยา เขาก็สามารถแยกแยะคุณภาพของเตาหลอมยาได้แล้ว


   อยากได้จังเลย…


   "อยากได้เหรอ?"


   เสิ่นอวี้จู๋พยักหน้า เสิ่นจืออินทำเสียงจุ๊แล้วลูบคางเล็กๆของตัวเองพลางมองดูจวินหยวน คิดว่าวันหลังจะขอให้เขาหลอมเตาหลอมยาให้ตัวเองสักอันดีไหม


   "ถ้าอยากได้ก็ไปแข่งสิ"


   ดวงตาที่เป็นประกายของเสิ่นอวี้จู๋หม่นลงเล็กน้อย "ผม...สู้เขาไม่ได้หรอก" เขารู้จักตัวเองดี เป็นแค่คนไร้ค่าที่ชอบเอาตัวรอด


   นักปรุงยาเป็นคนไร้ความสามารถในการต่อสู้ ไม่มีอะไรผิดปกติ


   ยกเว้นคุณย่าตัวน้อยของเขาที่แข็งแกร่งเกินไป


   "ไม่จำเป็นต้องได้อันดับอะไรหรอก แค่ผ่านก็พอแล้ว ได้ที่โหล่ก็ไม่เป็นไร"


   เสิ่นอวี้จู๋กลับมามีกำลังใจในทันที ดวงตาและน้ำเสียงของเขาแสดงความมุ่งมั่นเป็นพิเศษ "งั้นผมทำได้"


   จากนั้นเขาก็รีบวิ่งไปหาเสิ่นจืออินเพื่อขอยันต์ป้องกันเพิ่มอีกหลายแผ่น แล้วเสริมยันต์ป้องกันตัวให้กับรถของตัวเองอีกหลายชิ้น ก่อนจะออกเดินทางด้วยความกระตือรือร้น!



บทที่ 415: เขาพกเลื่อยไฟฟ้ามาด้วย



   "นี่มันที่ไหนกันเนี่ย ดูน่ากลัวขนาดนี้ จะมีสิ่งมีชีวิตอยู่ได้เหรอ?"


   หลังจากผ่านแท่นเคลื่อนย้ายมาถึงสนามแข่งขันอีกแห่งหนึ่ง เสิ่นมู่จิ่นนั่งอยู่บนที่จับของรถแทรกเตอร์ มองดูโลกสีเทาหม่นตรงหน้าด้วยสายตาเบื่อหน่าย


   ถ้าไม่รู้มาก่อน คงคิดว่าพวกเขาย้อนเวลามาถึงโลกหลังวันสิ้นโลกแน่ๆ


   ถังซื่อถือเครื่องมือชิ้นหนึ่งกำลังตรวจสอบบางอย่างอยู่


   "ค่าพลังงานสกปรกทางด้านนี้เกินมาตรฐานแล้ว พวกเรามาถึงเมืองเกาซานในเมืองจีจริงๆ"


   เมืองเกาซาน พื้นที่อันตรายสูงที่ถูกราชาผีดิบยึดครองและแบ่งเขตแดนไว้ เนื่องจากเป็นอาณาเขตของราชาผีดิบ คนนอกที่เข้ามาจะถูกค้นพบและถูกไล่ล่าโดยผีดิบทันที


   จากคนที่สำนักงานบริหารพิเศษส่งมาสิบกว่าคน กลับไปได้เพียงสองสามคนเท่านั้น


   อัตราการเสียชีวิตเช่นนี้ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าได้ทำให้สำนักงานบริหารพิเศษต้องเผชิญกับเมฆดำแห่งความมืดมน


   มีสิ่งประหลาดที่ครอบครองอาณาเขตเช่นเดียวกับราชาผีดิบไม่น้อย แต่ในเมืองของมนุษย์มีเขตอันตรายสูงเพียงสามแห่ง


   หนึ่งคืออาณาเขตที่ราชาผีดิบอาศัยอยู่ อีกหนึ่งคือต้นหลิวขนาดใหญ่ และสุดท้ายคือแมงมุมประหลาดที่อาศัยอยู่รวมกันในศูนย์การค้าแห่งหนึ่ง


   สำหรับสิ่งประหลาดที่ครอบครองพื้นที่ในที่อื่นๆยังไม่ต้องไปสนใจ แต่สำหรับสิ่งประหลาดที่อยู่ในเมืองมนุษย์และคุกคามความปลอดภัยของมนุษย์อย่างร้ายแรงนั้น จำเป็นต้องจัดการ


   ทางด้านเมืองเอของพวกเขาจะต้องเข้าร่วมในการกำจัดราชาผีดิบนี้


   กลิ่นเน่าเหม็นลอยอบอวลไปทั่วอากาศ เสิ่นมู่จิ่นแทบอยากจะปิดประสาทการรับกลิ่นของตัวเอง


   "ทุกคนต้องระวังตัวไว้ ในอาณาเขตที่ราชาผีดิบอาศัยอยู่ นอกจากจะมีราชาผีดิบที่มีพลังใกล้ระดับเอสแล้ว ยังมีผีดิบอีกนับไม่ถ้วนที่อยู่ใต้บังคับบัญชาของมัน"


   และพวกมันจะปรากฏตัวออกมาเป็นกลุ่มทุกครั้ง


   ทันทีที่ถังซื่อพูดจบ จู่ๆเขาก็รู้สึกถึงอันตรายอย่างรุนแรง


   เขารีบขับรถแทรกเตอร์พลางตะโกน "แยกย้ายกันไป!"


   คนอื่นๆก็รู้สึกได้เช่นกัน ในขณะที่พวกเขากระจายตัวออก พี่น้องตระกูลเสิ่นก็โยนยันต์โจมตีในมือของพวกเขาราวกับดอกไม้ที่โปรยปรายลงมาจากสวรรค์ กระจายไปทั่วบริเวณโดยรอบ


   เสียงระเบิดดังสนั่น "ตูม! ตูม! ตูม!"


   เสียงระเบิด ฟ้าผ่า และใบมีดแสงสีทองนับไม่ถ้วนร่วงหล่นลงมา ผีดิบที่มีผิวหนังสีเขียวคล้ำ เล็บมือยาวสีดำ และมีเขี้ยวงอก ดูราวกับศพแห้งก็ปรากฏตัวขึ้น


   ผีดิบระดับต่ำเคลื่อนที่ด้วยการกระโดด พวกมันมีพลังในการกระโดดที่แข็งแกร่ง และลงพื้นแทบจะไม่มีเสียง อีกทั้งไม่มีการเต้นของหัวใจหรือลมหายใจใดๆ หากไม่ได้คอยระวังตัวอยู่ตลอดเวลา ก็จะยากที่จะสังเกตเห็นพวกมัน


   ส่วนผีดิบระดับสูงได้วิวัฒนาการกลายเป็นผีดิบบิน พวกมันสามารถบินได้จริงๆ


   "ไม่น่าเชื่อ มีผีดิบบินถึงสองตัว!"


   เสิ่นจืออินเคยจัดการกับผีดิบบินหนึ่งตัวตอนที่อยู่ในขั้นหลอมพลังวิญญาณ สุดท้ายก็ต้องอาศัยสายฟ้าจากการบุกทะลวงระดับเพื่อสังหารมันจนสำเร็จ


   แต่ตอนนี้ ในอาณาเขตนี้มีผีดิบบินปรากฏตัวต่อหน้าถังซื่อและคณะถึงสองตัวด้วยกัน


   ผีดิบบินเคลื่อนที่ได้อย่างรวดเร็ว แทบจะในชั่วพริบตาที่พวกเขายังไม่ทันได้ตั้งตัว เล็บยาวที่ดูเหมือนจะชุบยาพิษก็พุ่งเข้ามาหาพวกเขาแล้ว


   เสิ่นมู่เหยี่ยและถังซื่อกลายเป็นผู้โชคดีที่ถูกผีดิบบินเลือก


   อย่างไรก็ตาม ทั้งสองคนไม่ได้กลัว แต่กลับถืออาวุธเผชิญหน้ากับมัน


   เสิ่นมู่เหยี่ยรู้สึกตื่นเต้น เขาหมุนหอกยาวในมือรอบเอว ราวกับมีพลังมหาศาลกวาดไปที่ผีดิบบินนั้น ในขณะเดียวกัน ลำหอกก็ลุกโชนด้วยเปลวไฟร้อนระอุ เมื่อปะทะกับผีดิบบินก็เกิดเสียงดังสนั่นหวีดหู


   ผีดิบบินถูกหวดกระเด็นออกไป กระแทกพื้นเป็นหลุมลึก แต่มันก็ลุกขึ้นมาอย่างรวดเร็วอีกครั้ง มันจ้องมองเสิ่นมู่เหยี่ยด้วยดวงตาที่เปล่งประกายสีแดง แล้วบินกลับมาอีกครั้ง คราวนี้มันคว้าอาวุธของเขาไว้


   เสิ่นมู่เหยี่ยจับด้ามหอกแล้วหมุนตัว หอกยาวที่มีเปลวไฟลุกโชนหมุนวนพุ่งเข้าแทงที่ลำคอของผีดิบบิน


   ผีดิบมีร่างกายที่จับต้องได้ แต่ก็มีเพียงผีดิบที่เพิ่งกลายร่างใหม่ๆ เท่านั้นที่ค่อนข้างง่ายต่อการจัดการ เมื่อขึ้นไปสองสามระดับแล้ว พวกมันจะมีผิวหนังแข็งเหมือนทองแดงและกระดูกแข็งเหมือนเหล็ก แม้กระทั่งแสงอาทิตย์ เปลวไฟ และยันต์บางชนิดก็ไม่สามารถทำอันตรายพวกมันได้


   ระดับของผีดิบแบ่งออกเป็น ระดับE ผีดิบม่วง ระดับD ผีดิบขาว ระดับC ผีดิบเขียว ระดับB ผีดิบขน ระดับA ผีดิบบิน ระดับS ผีดิบเร่ร่อน ระดับSS ผีดิบซ่อนตัว และสุดท้ายคือระดับSSS ผีดิบไม่เน่าเปื่อย


   อย่างไรก็ตาม ผีดิบระดับSขึ้นไปยังไม่เคยปรากฏให้เห็น


   กระดูกและผิวหนังของผีดิบบินนั้นแข็งแกร่งมาก แม้ว่าอาวุธในมือของเสิ่นมู่เหยี่ยจะเป็นอาวุธพิเศษที่จวินหยวนมอบให้ แต่ตัวเขาเองยังไม่ถึงขั้นสร้างรากฐาน ยังขาดอีกนิดหน่อยจะถึงขั้นหลอมพลังวิญญาณระดับเก้า


   ดังนั้นเมื่อเทียบกับผีดิบเหาะ ตอนนี้เขายังไม่สามารถทำลายการป้องกันของมันได้ แต่ก็สามารถกดดันมันได้บ้าง


   เมื่อเหนื่อยจากการต่อสู้ เขาก็ไม่ตระหนี่ที่จะโยนยันต์ออกไป แม้ว่าจะไม่กลัวเปลวไฟและแสงอาทิตย์ แต่สิ่งชั่วร้ายชนิดนี้ยังคงกลัวสายฟ้าซึ่งเป็นสิ่งที่ปราบพวกมันโดยธรรมชาติ


   ทางด้านถังซื่อก็กำลังต่อสู้กับผีดิบบินตัวหนึ่งอยู่เช่นกัน แต่ดูเหมือนจะเสียเปรียบเล็กน้อย


   เสิ่นมู่จิ่นโยนยันต์เรียกสายฟ้าของตัวเองไปให้หนึ่งอัน "ใช้อันนี้สิครับ"


   จากนั้นเขาก็หยิบค้อนออกมา


   ใช่แล้ว มันคือค้อนที่สามารถขยายใหญ่หรือหดเล็กได้


   ค้อนอันนี้มีสีน้ำเงินเข้ม และยังประดับด้วยอัญมณีด้วย ดูสวยงามทีเดียว


   เสิ่นมู่จิ่นติดยันต์ป้องกันตัวไว้บนร่างกายหลายอัน จากนั้นก็ยกค้อนขึ้นพุ่งเข้าไปในฝูงผีดิบ หลับตาทุบอย่างบ้าคลั่ง


   "อย่ามายุ่งกับฉัน ถ้าฉันเอาจริงขึ้นมา ตัวฉันเองยังกลัวเลย!"


   เสิ่นมู่จิ่นที่เผชิญหน้ากับสิ่งประหลาดโดยตรงเป็นครั้งแรก รู้สึกหวาดกลัวและหายใจติดขัด แต่ก็ไม่ยอมแพ้ง ค้อนที่ไม่เข้ากับรูปร่างสูงโปร่ง เอวบาง และขายาวของเขาถูกเหวี่ยงไปอย่าง… มั่วซั่ว


   เอ่อ... เขาไม่เคยเรียนรู้วิธีใช้อาวุธมาก่อน ไม่รู้วิธีใช้ดาบหรืออาวุธอื่นๆ แต่การเหวี่ยงค้อน แม้จะไม่มีทักษะอะไร แค่ฟาดลงไปก็สร้างความเสียหายได้มากทีเดียว


   อย่างไรก็ตาม เขาก็สามารถฟาดให้ผีดิบพวกนั้นกระเด็นออกไปได้หลายตัว


   "หนักจัง" เนื่องจากการฝึกฝนทำให้พละกำลังของเขาเพิ่มขึ้นไม่น้อย เมื่อใช้ค้อนเขาก็ได้เติมพลังวิญญาณเข้าไปด้วย แต่ถ้าใช้เป็นเวลานานก็ยังคงหนักอยู่ดี


   เสิ่นมู่จิ่นเหนื่อยจนหอบแฮ่ก วางค้อนลงบนพื้นแล้วพยุงตัวหายใจหอบ


   ผีดิบรอบๆตัวเขาล้อมเขาไว้ยกมือขึ้นอย่างแน่วแน่ พยายามทำลายการป้องกันของเขา


   เสิ่นมู่จิ่นเช็ดเหงื่อ ใบหน้าหล่อเหลาและงดงามเขาดูหยิ่งยโสเล็กน้อย แถมยังชูนิ้วกลางใส่พวกผีดิบอีกด้วย


   "พวกแกทำได้แค่ทำให้ฉันขยะแขยงเท่านั้นแหละ ไม่มีทางทำร้ายฉันได้หรอก!"


   แค่ทำร้ายจิตใจเขานิดหน่อย


   "พวกนี้ถูกดูดเลือดจนแห้งสินะ สภาพศพแห้งแบบนี้น่าเกลียดจนจำหน้าเดิมไม่ได้เลย"


   ขณะที่มองดูอยู่นั้น นอกจากดวงตาของเขาจะได้รับความเสียหายแล้ว เขายังรู้สึกเศร้าใจ เนื่องจากผีดิบระดับต่ำเหล่านั้นสวมใส่เสื้อผ้าสมัยใหม่ พวกเขาน่าจะเป็นมนุษย์ในพื้นที่นี้ที่ถูกผีดิบโจมตีแล้วเปลี่ยนสภาพ


   แต่พวกเขาได้ตายไปแล้ว ร่างกายเน่าเปื่อยและเหี่ยวแห้งจนดูน่าเกลียด


   "ฉันจะปลดปล่อยพวกแกเอง"


   ตอนนี้เสิ่นมู่จิ่นยกค้อนไม่ขึ้นแล้ว แต่เขายังมีอาวุธอื่นๆ


   ปืนไม่มีประโยชน์ ผีดิบจะไม่ตายเว้นแต่จะตัดหัวทิ้ง มิฉะนั้นพวกมันก็ยังสามารถเคลื่อนไหวได้


   แต่กระดูกของผีดิบนั้นแข็งแกร่ง แม้แต่ผีดิบที่เพิ่งเกิดใหม่ก็ยังมีกระดูกที่แข็งแกร่งกว่ามนุษย์ธรรมดามาก การใช้ค้อนทุบหัวพวกมันก็ยังไม่สามารถหยุดพวกมันได้


   ดังนั้น... เสิ่นมู่จิ่นจึงหยิบเลื่อยไฟฟ้าออกมา


   เขาถอนหายใจ แล้วเปิดสวิตช์เลื่อยไฟฟ้าอย่างไม่ลังเล


   เสียงหึ่งๆดังขึ้น แม้แต่คนที่กำลังต่อสู้กับผีดิบตัวอื่นๆก็อดไม่ได้ที่จะเหลือบมามอง


   แล้วพวกเขาก็เบิกตากว้างด้วยความตกใจ เขา... เขาพกเลื่อยไฟฟ้ามาด้วย!


   เสิ่นมู่จิ่นพูดอย่างไม่รู้สึกรู้สา "มองอะไร ฉันเป็นซุปเปอร์สตาร์นะ เป็นซุปเปอร์สตาร์ที่หน้าตาดีที่สุดในวงการบันเทิง แถมยังเป็นคุณชายแห่งตระกูลเสิ่น คนที่ทั้งรวยทั้งหล่อแบบนี้ พกอาวุธป้องกันตัวเยอะหน่อยไม่ได้เหรอ? ไม่สมควรหรือไง?!"


   เขาใช้เลื่อยไฟฟ้าฟันลงไปครั้งเดียว หัวของผีดิบก็ขาดกระเด็นออกมา


   ต้องบอกว่ามันใช้งานได้ดีกว่าค้อนเยอะเลย



บทที่ 416: ราชาผีดิบ



   [คุณอาจจะคิดว่ามันใช้งานได้ดี แต่ทำไมฉันรู้สึกว่าสมองของตัวเองใช้การไม่ได้แล้วล่ะเนี่ย?]


   [หมอนี่ไม่รู้เหรอว่ากำลังถ่ายทอดสดอยู่?]


   [เดี๋ยวก่อน ทำไมถึงมีความแตกต่างที่รุนแรงขนาดนี้? ทั้งค้อนทั้งเลื่อยไฟฟ้านั่น ดูแล้วเหมือนอุปกรณ์ประจำตัวของฆาตกรทั้งนั้น เขายังมีสติดีอยู่หรือเปล่า?]


   [จบแล้ว จบแล้ว ภาพลักษณ์ของดาราพังพินาศจนรับไม่ไหวแล้ว ก่อนหน้านี้เขาเป็นคุณชายผู้สูงศักดิ์ ถึงแม้จะปากร้ายไปหน่อย แต่ตอนนี้... คุณชายที่ไหนจะใช้ค้อนกับเลื่อยไฟฟ้าฆ่าผีดิบกัน?]


   [ฉันว่ามันเท่มากเลยนะ เหมือนเป็นคนบ้าคลั่งที่ไม่สนใจชีวิตและความตายของผู้คน]


   [เขาดูเหมือนตัวเอกในนิยายแนววนลูปไม่รู้จบกำลังลงดันเจี้ยนเลย]


   ก็เหมือนลงดันเจี้ยนจริงๆนั่นแหละ


   พลังวิญญาณฟื้นคืน จวินหยวนยังสร้างเรื่องราวแนวลูปไม่รู้จบขึ้นมาอีก


   ตูม!!...


   เสิ่นมู่เหยี่ยถูกผีดิบบินโจมตีจนกระเด็นไปชนกับตัวอาคาร ทำให้เกิดรูขนาดใหญ่บนผนัง


   ผีดิบบินไม่สามารถทำลายการป้องกันของเขาได้ แต่มันสามารถทำให้ทั้งตัวเขาและการป้องกันกระเด็นออกไปได้


   "เฮ้ย น้องห้า นายไม่เป็นอะไรใช่ไหม..."


   ยังพูดไม่ทันจบ เสิ่นมู่จิ่นก็ถูกซัดกระเด็นออกไปเสียแล้ว


   เป็นฝีมือของผีดิบบินอีกนั่นแหละ


   "ไอ้ ไอ้ ไอ้... แม่ง ผีดิบบินนั่นแรงเยอะเกินไปแล้ว” เสิ่นมู่เหยี่ยลุกขึ้นจากซากปรักหักพังในหมู่บ้าน คว้าหอกยาวแล้วพุ่งเข้าไปอีกครั้ง


   แต่ไม่นานนัก เขาก็ถูกซัดกระเด็นอีกครั้ง


   สถานการณ์ทางฝั่งของถังซื่อก็ไม่ต่างกันเท่าไหร่ ผีดิบมีมากเกินไป คนอื่นๆก็ไม่มีเวลาว่างที่จะมาช่วยเหลือได้เลย


   โครม!


   รถแทรกเตอร์อีกคันหนึ่งถูกส่งมา เสียงที่ตื่นตระหนกของเสิ่นอวี้จู๋ดังขึ้น


   "หลบหน่อย รถของฉันดูเหมือนจะควบคุมไม่ได้แล้ว!" เสิ่นอวี้จู๋ปรากฏตัวขึ้น เขาขับรถแทรกเตอร์พุ่งตรงไปข้างหน้าทันที


   การป้องกันที่ไม่สามารถทำลายได้นั้น สามารถพุ่งทะลวงผ่านผีดิบที่เบียดเสียดกันอย่างหนาแน่นได้อย่างง่ายดาย เหล่าผีดิบพุ่งเข้าไปพยายามขัดขวางการโจมตีเขา แต่พวกมันก็ชนเข้ากับเกราะป้องกันของเขา


   วิสัยทัศน์เสิ่นอวี้จู๋ถูกบดบัง เขาตื่นตระหนกจึงเหยียบคันเร่งอย่างบ้าคลั่ง ทำให้รถแทรกเตอร์พุ่งไปเร็วยิ่งขึ้น


   "ไปให้พ้นสิ ฉันมองไม่เห็นถนนแล้ว!!!"


   โครม!!...


   รถของเสิ่นอวี้จู๋พุ่งชนเข้ากับตัวอาคารพร้อมกับเหล่าผีดิบเหล่านั้น พุ่งชนไปตลอดทางไม่หยุด


   รั้วต่างๆบนท้องถนนถูกชนกระเด็น ร้านค้าและบ้านเรือนพังทลาย


   พวกผีดิบเหล่านั้นก็ถูกชนจนแบนราบ แม้แต่ผีดิบที่กระโจนเข้ามาก็ถูกกระแทกกระเด็นออกไป


   สาเหตุหลักเป็นเพราะการป้องกันที่แข็งแกร่งจนน่าเหลือเชื่อบนรถของเสิ่นอวี้จู๋ เนื่องจากเขาไม่เพียงแต่เพิ่มการป้องกันให้กับรถของตัวเอง แต่ยังเพิ่มค่ายกลโจมตีบางอย่างเข้าไปด้วย คนอื่นๆต่างตะลึงงันไปชั่วขณะ


   "ทำแบบนี้ได้ด้วยเหรอ?"


   ดวงตาของเสิ่นมู่เหยี่ยเปล่งประกายขึ้นมาในทันที "ใช่แล้ว พวกเราขับรถคันใหญ่ขนาดนี้ ไม่ชนพวกมันแล้วจะชนใคร!"


   ก่อนหน้านี้ความคิดของพวกเขาถูกจำกัด สนใจแต่การต่อสู้กับผีดิบเท่านั้น


   รถคันนี้... รถของพวกเขามีการป้องกันที่หนาแน่นและมีพลังในการชนที่แข็งแกร่งมาก ทำไมพวกเขาถึงไม่ใช้มันล่ะ!


   เสิ่นซิวหรานเป็นคนแรกที่ตอบสนอง เขายังเพิ่มยันต์แรงโน้มถ่วงที่หน้ารถอีกด้วย ต้องยอมรับว่ารถที่จวินหยวนเลือกมานั้นคุณภาพดีเยี่ยมจริงๆ แม้ว่า ยันต์แรงโน้มถ่วงจะทำให้ล้อรถจมลงไปเล็กน้อย แต่เครื่องยนต์ก็ยังสามารถขับเคลื่อนได้


   ดังนั้นเขาจึงขับพุ่งออกไป ผีดิบรอบๆถูกชนกระเด็นไปในทันที


   พี่น้องตระกูลเสิ่นต่างมีสีหน้าสดใส "ได้ผล!"


   คนจากสำนักงานบริหารพิเศษ : ...


   ก็ได้อยู่หรอก แต่การทำแบบนี้มันสิ้นเปลืองเงินเกินไปนะ พวกนั้นล้วนเป็นยันต์คุณภาพสูงทั้งนั้นเลย!


   เสิ่นมู่เหยี่ยก็ขึ้นรถเช่นกัน ตื่นเต้นราวกับเป็นสุนัขไซบีเรียนฮัสกี้ เขาก็ติดยันต์แรงโน้มถ่วงและยันต์เร่งความเร็วให้กับรถของตัวเอง จากนั้นก็เหยียบคันเร่งพุ่งชนเข้าไปอย่างบ้าคลั่ง "ฮ่าๆๆ มาเลย พี่ชายจะนวดให้พวกแกเอง!"


   เขาเหยียบคันเร่งพร้อมกับโยนยันต์เรียกสายฟ้า ยันต์ระเบิดเพลิง...


   เขาไม่สนใจทิศทางเลย ยังไงที่นี่ก็ไม่มีใครแล้ว กลายเป็นซากปรักหักพังไปหมดแล้ว


   เสิ่นซิวหรานและเสิ่นซิวหนานมีสติมากกว่า พวกเขามอบยันต์ป้องกันและยันต์เรียกสายฟ้าจำนวนไม่น้อยให้กับคนจากสำนักงานบริหารพิเศษ


   ถังซื่ และคนอื่นๆถูมือพลางพูดว่า "เกรงใจจัง"


   แต่การกระทำของพวกเขากลับสวนทางกับคำพูด ยิ้มกว้างจนเห็นฟันกรามเลยทีเดียว "ไปกันเถอะ เราต้องทำภารกิจไม่ใช่เหรอ?"


   ถังซื่อ "แค่พวกเราไม่กี่คน ถ้าราชาผีดิบถูกออกมา พวกเราคงมีแต่ตายกับตายเท่านั้น"


   พวกเขายังสู้ผีดิบบินสองตัวนั้นไม่ได้เลย ไม่ต้องพูดถึงราชาผีดิบเลย


   แต่พวกเขาก็ขึ้นรถโดยไม่ลังเล ตอนนี้รู้สึกขอบคุณจริงๆที่ท่านผู้ยิ่งใหญ่ จวินหยวนจัดการแข่งรถนี้ขึ้นมา แม้ว่ารถจะดูแปลกๆไปหน่อยก็ตาม แต่สิ่งนี้มันใช้งานได้ดีจริงๆ


   รถแทรกเตอร์ขนาดใหญ่มีประสิทธิภาพดี ทั้งใหญ่และทนทาน!


   โครม!


   ไม่รู้ว่ามีอาคารถูกชนพังไปกี่หลังแล้ว และก็ไม่รู้ว่านี่เป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้วที่ขับรถแทรกเตอร์ชนกับผีดิบบิน


   ยังไงก็ตาม ผีดิบบินโกรธจนหน้าดำหน้าแดง พวกมันค่อยๆคลุ้มคลั่งมากขึ้น


   "อย่าวิ่งสิ พวกcdวิ่งทำไม ก่อนหน้านี้ยังไล่ตามพวกเราอยู่เลยไม่ใช่เหรอ?"


   "โอ้โห ฉันนึกว่าพวกแกไม่มีสติปัญญา รู้จักแต่จะไล่ล่าพวกเราเสียอีก ไม่คิดว่าจะหนีด้วยนะ"


   "เร็วเข้า เร็วเข้า... ยันต์ป้องกันตัวของฉันกำลังจะหมดแล้ว เพิ่มให้ฉันหน่อย!"


   "โอ้โห บ้าเอ๊ย สมองกระเด็นออกมาเลย ยันต์แรงโน้มถ่วงนี่ใช้ได้ผลดีจริงๆ"


   เสิ่นอวี้จู๋ "ทำไมฉันเบรกไม่ได้แล้ว หยุดเร็วเข้า!!!"


   เสิ่นซิวหรานมองไปที่รถของเสิ่นอวี้จู๋ที่กำลังวิ่งพล่านไปมาบนถนน


   "นายทำยันต์แรงโน้มถ่วงตกลงไปบนคันเร่งแล้วกดทับมันอยู่"


   เสิ่นอวี้จู๋ : …


   อ๋อ เป็นอย่างนี้นี่เอง


   เขารีบก้มตัวลงแล้วฉีกยันต์แรงโน้มถ่วงที่กดทับคันเร่งอยู่ออก


   ตอนนี้รถสามารถชะลอความเร็วลงได้แล้ว แต่ก่อนที่เขาจะได้ถอนหายใจด้วยความโล่งอก ความรู้สึกกดดันอย่างรุนแรงก็โถมเข้าใส่ บรรยากาศอันเยือกเย็นปกคลุมทุกคนที่อยู่ในที่นั้น


   พวกเขาทั้งหมดหยุดชะงัก มองไปข้างหน้าด้วยสีหน้าเคร่งเครียด


   มีบางสิ่งกำลังมา


   "คงไม่ใช่ราชาผีดิบหรอกนะ"


   พวกเขาทำเสียงดังและอาละวาดในอาณาเขตของราชาผีดิบ เพราะว่าการป้องกันที่หนาแน่นทำให้ถึงแม้ว่าผีดิบบินจะแข็งแกร่ง แต่ก็ไม่สามารถฆ่าพวกเขาได้


   ตรงนี้ต้องขอบคุณการสนับสนุนของยันต์ป้องกันระดับสูงและยันต์จากตระกูลเสิ่นกับคุณย่าตัวน้อย


   ในที่สุดก็ทำให้ราชาผีดิบโกรธแล้วสินะ?


   "หา... หาแท่นเคลื่อนย้ายเจอหรือยัง?"


   ทุกคนต่างส่ายหัว พวกเขาค้นหาอย่างละเอียดทุกตารางนิ้วแล้ว


   ไม่รู้ว่าปลาคาร์ฟน้อยของเสิ่นมู่จิ่นใช้พลังงานมากเกินไปตอนอยู่ที่เทือกเขาเสินหนงเจี้ยหรือเปล่า จนถึงตอนนี้มันก็ยังคงนอนหงายท้องอยู่ในตู้ปลา ดังนั้นพวกเขาจึงต้องค่อยๆค้นหาทีละนิด


   แต่จนถึงตอนนี้ ก็ยังไม่เห็นแท่นเคลื่อนย้ายอะไรเลย


   และเพราะว่าทำเสียงดังเกินไป ไม่รู้ว่าผีดิบที่ถูกรังแกกลับไปฟ้องหรือเปล่า ดูเหมือนว่า... หัวหน้าใหญ่มาแล้ว


   ตึง!... พื้นดินสั่นสะเทือนเล็กน้อย


   ทันใดนั้น ทุกคนเบิกตากว้างมองดูผีดิบขนาดสูงเท่าตึกสิบกว่าชั้นกระโดดออกมาจากด้านหลังของอาคาร


   นี่เป็นผีดิบที่มีขนาดใหญ่มหึมา เมื่อมันปรากฏตัวออกมา กลิ่นเย็นเฉียบและเน่าเหม็นในอากาศก็ยิ่งเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ มันมีใบหน้าที่บิดเบี้ยวน่ากลัว เขี้ยวอันแหลมคมของมันมองเห็นได้ชัดเจน


   สิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่านั้นคือ มันยังกินผีดิบอีกด้วย!


   ไม่ผิดแน่ ราชาผีดิบตนนี้เป็นทรราชอย่างชัดเจน ดวงตาของมันจ้องมองกลุ่มคนของเสิ่นซิวหรานอย่างไม่วางตา ในขณะเดียวกันก็คว้าผีดิบตัวหนึ่งขึ้นมาโยนเข้าปากอย่างไม่ใส่ใจพร้อมกับเสียงเคี้ยวที่ทำให้ขนลุกซู่ ผีดิบตัวนั้นถูกมันกินเข้าไป!



บทที่ 417: อัญเชิญกองทัพวิญญาณอีกครั้ง



   ถังซื่อรู้สึกใจคอไม่ดี จึงหยิบเครื่องมือตรวจวัดค่าพลังงานออกมา


   [ปี๊บ... สิ่งประหลาดอันตรายระดับS]


   "ระดับSเหรอ? ข้อมูลผิดพลาดหรือเปล่า ไม่ใช่ว่าเป็นระดับA+ หรอกเหรอ?!"


   "วิ่งเร็วเข้า พวกเรารวมกันยังสู้มันไม่ได้!”


   ทุกคนยังคงรู้จักกาลเทศะดี พวกเขาขับรถแทรกเตอร์หมุนตัวกลับแล้วขับออกไปอย่างรวดเร็ว


   ราชาผีดิบไล่ตามมาข้างหลัง และผีดิบทั้งหมดในเมืองเล็กๆนี้ก็กำลังมุ่งหน้ามาหาพวกเขาตามคำสั่งของราชาผีดิบ


   เสิ่นมู่จิ่นร้องครวญครางว่า "แท่นเคลื่อนย้ายคงไม่ได้ถูกจวินหยวนตั้งไว้ที่รังของราชาผีดิบหรอกนะ!"


   พูดถึงเรื่องนี้ จวินหยวนก็สามารถทำเรื่องบ้าๆแบบนี้ได้จริงๆ!


   ทุกคนหันไปมองเสิ่นมู่จิ่นพร้อมกัน ดาราหนุ่มมีเหงื่อเย็นผุดขึ้นมาที่หน้าผาก "ไม่… ไม่จริงใช่ไหม?"


   "แล้วแบบนี้พวกเราจะกลับไปยังไง ด้านหลังมีผีดิบเยอะมาก!"


   สลัดไม่หลุด สลัดไม่หลุดเลยจริงๆ


   ทันใดนั้น ราชาผีดิบก็กระโดดมาอยู่ด้านหน้าของทุกคนพร้อมกับเสียงสั่นสะเทือนของพื้นดิน พวกเขาเกือบจะชนเข้าไปแล้ว


   ราชาผีดิบโน้มตัวลงและยื่นมือออกมา กรงเล็บที่มีเล็บสีดำยาวและคมกริบพุ่งเข้าหาพวกเขา


   "ผู้บุกรุก ตายซะ!" เมื่อมันพูดออกมา สิ่งสีดำมืดมนเหมือนหมอกก็พวยพุ่งออกมาจากปากของมัน


   คนที่มีสายตาดีสามารถมองเห็นเศษเนื้อและเลือดที่ติดอยู่บนฟันของมันได้อย่างชัดเจน


   เสิ่นมู่จิ่นพูดขึ้นว่า "หมอนี่ไม่ได้แปรงฟันมานานแค่ไหนแล้ว มันมีกลิ่นปากด้วย!" และกลิ่นเหม็นนั้นไม่ใช่แค่เล็กน้อย เขาเกือบจะเป็นลมไปแล้ว


   ไม่เพียงแต่เหม็น แต่ยังเย็นด้วย


   โชคดีที่กลิ่นอายอันเย็นเยียบนั้นถูกป้องกันไว้ส่วนใหญ่โดยยันต์ที่แปะอยู่บนรถ


   แต่เสิ่นมู่จิ่นเกิดอาการมึนงงขึ้นมา ทั้งรถและคนถูกราชาผีดิบจับตัวไว้


   ทุกคนหยุดชะงักและเริ่มโยนยันต์โจมตีทุกชนิดใส่ราชาผีดิบอย่างบ้าคลั่ง


   แต่ยันต์เหล่านั้นไม่สามารถสร้างความเสียหายให้กับผีดิบระดับSได้มากนัก


   "บ้าเอ๊ย! ทำอะไรมันไม่ได้เลย!"


   อาวุธของเสิ่นมู่เหยี่ยไม่สามารถสร้างรอยขีดข่วนแม้แต่นิดเดียวบนตัวของราชาผีดิบ


   ผิวหนังของมันแทงไม่เข้าเลย!


   เกราะป้องกันบนรถของเสิ่นมู่จิ่นส่งเสียงดังกรอบแกรบเนื่องด้วยแรงบีบของราชาผีดิบ


   เขารู้สึกขนลุกซู่ที่หนังศีรษะ สัญชาตญาณบอกว่าไม่ดีแน่ จึงอุ้มตู้ปลาแล้วกลิ้งตกลงจากรถอย่างลนลาน


   ราชาผีดิบคำรามด้วยความโกรธ รถแทรกเตอร์ในมือของมันถูกบีบจนแหลกละเอียด มันโยนรถทิ้งแล้วพุ่งเข้าไปคว้าตัวเขา


   "คุณย่าตัวน้อย!" ในเมื่อสู้ไม่ไหว ก็ต้องเรียกผู้ปกครองมาช่วยแล้วล่ะ


   ในขณะที่พี่น้องตระกูลตระกูลเสิ่นร้องเรียกคุณย่าตัวน้อย ดาบไม้ท้อเก้าเล่มก็พุ่งเข้าหาราชาผีดิบจากทิศทางต่างๆพร้อมกัน


   ในเวลาเดียวกัน ยันต์นับไม่ถ้วนรวมตัวกันเป็นแนวล้อมรอบ ก่อตัวเป็นโซ่ขังมันไว้ภายในค่ายกล


   ดาบไม้ท้อไม่ได้แทงทะลุผิวหนังของราชาผีดิบ แต่กลับทิ้งรอยแผลเป็นทางไว้บนร่างของมัน เลือดสีม่วงดำไหลออกมาจากผิวหนังของราชาผีดิบ


   ราชาผีดิบที่บาดเจ็บและถูกกักขังโกรธเกรี้ยว ใบหน้าที่เดิมทีก็มีสีเขียวและเขี้ยวยาวอยู่แล้วดูน่ากลัวมากขึ้น กรงเล็บมันเขาพุ่งเข้าหากระบวนทัพยันต์


   สายฟ้าสีม่วงแดงเผาไหม้มือของมันจนมีควันขาวลอยขึ้นมาไม่น้อย


   "อ๊าก! ไอ้พวกนักพรตน่ารังเกียจ พวกแกอยากตายรึไง!"


   เสิ่นจืออินลอยลงมาจากฟ้า ใช้ขาสั้นๆเตะไปที่ท้ายทอยของราชาผีดิบ ทำให้มันถูกเตะกระเด็นไปชนกระบวนทัพยันต์ ถูกเผาไหม้จนร้องโหยหวนและกระเด็นกลับมา


   มันหันหน้ามาจ้องมองร่างเล็กๆที่ลอยอยู่บนดาบอย่างเอาเป็นเอาตาย


   ตอนนี้ทั้งคนจากตระกูลเสิ่นและคนจากสำนักงานบริหารพิเศษเห็นเสิ่นจืออินปรากฏตัวขึ้น ก็พากันถอนหายใจด้วยความโล่งอกอย่างมาก เสิ่นมู่จิ่นลุกขึ้นจากพื้นอย่างทุกลักทุเล


   "คุณย่าตัวน้อย มันเกือบจะกินผมแล้ว คุณรีบจัดการมันเลยนะ!"


   เรื่องฟ้อง เขาถนัดมาก!


   ราชาผีดิบดูเหมือนจะโกรธจัดจนควบคุมตัวเองไม่อยู่ ถึงขนาดทนรับความเจ็บปวดจากกระบวนทัพยันต์และฝ่าออกมาอย่างบ้าคลั่ง


   เสียงคำรามด้วยความโกรธของมันทำให้เมืองเล็กๆปกคลุมไปด้วยเมฆดำทะมึน ผีดิบตนอื่นๆก็ราวกับคลุ้มคลั่งไปกันหมด พากันโจมตีเสิ่นมู่จิ่นและพวกของเขาอย่างบ้าคลั่ง


   เห็นได้ชัดว่าพวกเขากำลังจะถูกกลืนหายไปในฝูงผีดิบ ทำให้ชาวหลานโจวทุกคนที่กำลังดูการถ่ายทอดสดอยู่นั้นต่างรู้สึกตึงเครียดและหัวใจเต้นแรงไปตามๆกัน


   ในช่วงเวลานี้ นักพรตเคราแพะและบรรดาผู้บริหารระดับสูงบางคนต่างร้องเรียกสมาชิกคนอื่นๆที่อยู่ใกล้บริเวณอาณาเขตของราชาผีดิบอย่างบ้าคลั่ง


   "รีบเข้าไปช่วยเร็ว ผีดิบมีมากเกินไป พวกเขารับมือไม่ไหวแล้ว!"


   "เร็วเข้า การป้องกันของพวกเขากำลังจะถูกทำลายแล้ว"


   พวกสมาชิกในทีมก็รู้สึกกระวนกระวายใจเช่นกัน "พวกเราเข้าไปไม่ได้ รอบนอกของอาณาเขตราชาผีดิบมีพิษศพ และยังมีกำแพงผีด้วย!"


   ภายในอาณาเขตของราชาผีดิบ เสิ่นจืออินควบคุมดาบไม้ท้อเก้าเล่มพร้อมกัน สร้างเป็นแนวดาบล้อมราชาผีดิบเอาไว้


   ในขณะเดียวกัน เธอก็หันไปมองหลานๆของตัวเองด้วย เมื่อเห็นว่าพวกเขาเกือบจะทนไม่ไหวแล้ว เธอก็หยิบตราอาญาสิทธิ์ออกมาทันที "ขออัญเชิญท่านแม่ทัพวิญญาณ!"


   หึ่ง...


   ตราอาญาสิทธิ์ถูกโยนออกไปลอยอยู่กลางอากาศ เส้นทางวิญญาณเปิดออก


   เสียงฝีเท้าม้าดังมาแต่ไกลจากอีกโลกหนึ่ง


   พลังกลิ่นอายผีทับซ้อนกัน ทำให้อาณาเขตของราชาผีดิบก็สั่นสะเทือนจนไม่มั่นคง


   แม่ทัพวิญญาณที่ขี่ม้าศึกจากยมโลกปรากฏตัวขึ้น ตามมาด้วยกองทัพวิญญาณจำนวนมากที่ขี่ม้า ถืออาวุธ สวมชุดเกราะ และไม่สามารถมองเห็นใบหน้า ปรากฏในสายตาของทุกคน


   "กำลังเสริมที่คุณย่าตัวน้อยเรียกมา!"


   เสิ่นมู่เหยี่ย เสิ่นซิวหนาน และถังซื่อที่เคยเห็นกองทัพวิญญาณมาก่อน ต่างมีแววตาเต็มไปด้วยความตื่นเต้นดีใจ


   ร่างของทหารวิญญาณดูน่าเกรงขามและสูงใหญ่ รอบตัวแผ่พลังงานอาถรรพ์ออกมา คนธรรมดาเพียงแค่มองเห็นแวบเดียวก็จะถูกข่มขวัญจนสมองว่างเปล่าไปหมด


   เสิ่นจืออินยังคงต่อสู้กับราชาผีดิบอยู่ เธอหันไปพูดกับกองทัพวิญญาณว่า "ท่านแม่ทัพ ต้องรบกวนพวกคุณอีกแล้ว พวกนี้มันมากเกินไป ฉันคนเดียวรับมือลำบาก"


   แม่ทัพวิญญาณพยักหน้า มือถืออาวุธ ม้าศึกยกกีบหน้าขึ้นส่งเสียงร้อง


   "บุก!"


   ทหารวิญญาณที่อยู่ด้านหลังต่างยกอาวุธในมือขึ้นเช่นกัน เสียงทั้งหมดรวมกันราวกับเป็นเสียงเดียว "บุก!"


   เสียงตะโกนนี้ดังก้องไปทั่วท้องฟ้า ด้วยการฟันดาบเพียงครั้งเดียวก็สามารถตัดหัวผีดิบได้หนึ่งตัว


   ส่วนแม่ทัพวิญญาณและผู้ช่วยของเขาก็เผชิญหน้ากับผีดิบบินได้ที่แข็งแกร่งกว่า แม้ว่าจะไม่ใช่การพบกันครั้งแรก แต่เสิ่นมู่เหยี่ยก็ยังคงรู้สึกเลือดเดือดพล่าน


   คุณย่าตัวน้อยของเขาช่างเก่งกาจเหลือเกิน!


   เสิ่นมู่เหยี่ยที่ถูกกระตุ้นจากการต่อสู้ของกองทัพวิญญาณจนเหมือนได้รับการฉีดยากระตุ้น รีบกลืนยาเม็ดเพื่อรักษาบาดแผลบนร่างกาย จากนั้นก็ยกอาวุธขึ้นแล้วพุ่งเข้าไปร่วมการต่อสู้ทันที "สู้ สู้ สู้! คุณชายน้อยมาแล้ว!"


   ไม่ใช่แค่เสิ่นมู่เหยี่ยเท่านั้น แม้แต่คนที่กำลังดูการถ่ายทอดสดก็ต่างเบิกตากว้างด้วยความตกใจ


   [นั่นมันผีใช่ไหม?! คุณย่าตัวน้อยของตระกูลเสิ่นเรียกผีมาเป็นกำลังเสริมได้ด้วย!]


   [อินอินของฉันเก่งมากเลย ขอถามหน่อยว่ามีอะไรที่เธอทำไม่ได้บ้าง ตัวเล็กแต่มีพลังมหาศาล นี่มันอัจฉริยะอะไรกัน ชาติที่แล้วคงไม่ใช่เทพเจ้าหรอกนะ!]


   [เท่ชะมัดเลย! ทหารวิญญาณเป็นแบบนี้เอง ดูเท่สุดๆ!]


   [เก่งกาจขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย? ก่อนหน้านี้พวกผีดิบเคยกดดันเสิ่นมู่เหยี่ยและคนอื่นๆ จนต้องหนีกระเจิง แต่ตอนนี้ทหารวิญญาณกำลังต่อสู้กับพวกมันอย่างสูสี และยังมีท่าทีเหนือกว่าด้วย!]


   เสิ่นซิวหนานมองดาบในมือแล้วตัดสินใจเก็บมันไว้ก่อน ก่อนหน้านี้ตอนอยู่ในดินแดนลับ จุดตันเถียนของเขาได้รับความเสียหาย แม้ว่าในช่วงที่พักฟื้นอยู่ที่บ้าน คุณย่าตัวน้อยจะใช้ยาเม็ดบำรุงรักษาให้ แต่ตอนนี้เขาก็ยังไม่สามารถใช้พลังวิญญาณมากเกินไปได้ ดังนั้นเขาจึงไม่ได้ใช้ดาบ แต่หยิบเอายันต์ออกมาและโยนมันออกไปอย่างองอาจ


   ส่วนตระกูลเสิ่นคนอื่นๆก็...


   ที่สำคัญที่สุดคือ เสิ่นจืออินผู้เป็นญาติผู้ใหญ่ที่รักและตามใจหลานชายมาก ถึงขนาดที่ว่าแม้ในช่วงที่กำลังต่อสู้กับราชาผีดิบ ก็ยังสามารถหาช่องว่างส่งยันต์ให้พวกเขา


   "ใช้ได้เลย อย่าเก็บไว้!"


   แม้ว่าเธอจะถูกจวินหยวนจับตัวไปและไม่ได้เข้าร่วมการแข่งขัน แต่เธอก็ไม่ได้อยู่เฉยๆ เธอนั่งอยู่บนรถแทรกเตอร์นั่นและวาดยันต์


   ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา เธอวาดออกมาได้อีกเป็นพันแผ่นเลยทีเดียว



บทที่ 418: ราชาผีดิบสิ้นชีพ



   ด้วยการช่วยเหลือจากกองทัพวิญญาณ เสิ่นจืออินสามารถต่อสู้กับราชาผีดิบได้อย่างเต็มที่โดยไม่ต้องกังวลเรื่องอื่น


   แม้ว่าเธอจะอยู่ในระดับการบ่มเพาะพลังแค่ขั้นสร้างรากฐาน แต่การสร้างรากฐานของเธอนั้นแตกต่างจากคนอื่น


   แม้เธอจะอยู่ในขั้นสร้างรากฐาน แต่พลังวิญญาณที่สะสมอยู่ในร่างกายของเธอนั้นเทียบเท่ากับขั้นแก่นทองคำ การต่อสู้กับราชาผีดิบตนนี้อย่างสูสีจึงไม่ใช่ปัญหาสำหรับเธอ


   เด็กหญิงถือดาบประจำตัวไว้ในมือ พร้อมกับควบคุมดาบไม้ท้อทั้งเก้าเล่ม ในเวลาเพียงไม่กี่นาที พวกเขาได้ปะทะกันนับร้อยครั้ง คนทั่วไปไม่สามารถมองเห็นความเร็วของเธอและราชาผีดิบได้เลย


   "โฮก!"


   ร่างเล็กๆของเสิ่นจืออินลื่นไหลราวกับปลาไหล ราชาผีดิบไม่สามารถจับตัวเธอได้เลย มันโกรธจัดจนสุดทน ส่งเสียงคำรามด้วยความโกรธเกรี้ยว ขณะที่หมอกสีเขียวเข้มอันน่าสะพรึงกลัวพวยพุ่งออกมาจากร่างของมัน


   มันคือพิษจากศพ!


   เสิ่นจืออินหรี่ตาลง ยกมือขึ้น ดาบในมือถูกปกคลุมด้วยเปลวไฟสีเขียว


   "ควันบัวมรกต"


   นี่คือวิชาดาบที่เธอคิดค้นขึ้นหลังจากทำสัญญากับเปลวไฟบัวมรกต โดยผสานเปลวไฟศักดิ์สิทธิ์เข้ากับดาบ


   ตามการเคลื่อนไหวของเธอ ด้านหลังของเสิ่นจืออินปรากฏดอกบัวสีมรกตขนาด-มหึมา


   อากาศรอบข้างกลายเป็นร้อนระอุและบิดเบี้ยว ผีดิบที่อยู่ใกล้เสิ่นจืออินถูกเผาจนกลายเป็นเถ้าถ่านในทันที


   เหล่าทหารวิญญาณแทบจะถอยห่างปในทันทีที่เสิ่นจืออินเริ่มใช้ท่าดาบนี้ ราชาผีดิบรู้สึกถึงอันตราย จึงเร่งปล่อยพิษศพออกมาจากร่างกายของตนเองอย่างรวดเร็ว


   ตูม!!


   กลีบดอกบัวสีมรกตที่อยู่ด้านหลังของเสิ่นจืออินหลุดร่วงและลอยไปทางราชาผีดิบ แม้จะดูเป็นภาพที่สวยงาม แต่กลับแฝงไปด้วยอันตรายถึงชีวิต


   กลีบดอกไม้ที่ร่วงหล่นลงมาลุกไหม้ขึ้นทันทีที่สัมผัสกับพิษศพ


   บางกลีบทะลุผ่านพิษศพและระเบิดออกรอบตัวราชาผีดิบ ผิวหนังที่แข็งแกร่งดุจดั่งทองแดงและเหล็กของราชาผีดิบถูกเผาไหม้ ทำให้มันโกรธจัดและโจมตีทุกสิ่งรอบตัวอย่างบ้าคลั่ง


   เสิ่นจืออินใช้ปลายเท้าแตะพื้นเบาๆ มือถือดาบวิญญาณพุ่งเข้าแทงราชาผีดิบ


   พลังดาบสีเขียวมรกตแทงทะลุคอของราชาผีดิบที่กำลังคล้มคลั่ง แต่ราชาผีดิบยังไม่ตาย มันพยายามระเบิดตัวเองพร้อมกับอาณาเขต


   เสิ่นจืออินแสดงสีหน้าเคร่งเครียดขึ้นมา การโจมตีเมื่อครู่นี้ใช้พลังวิญญาณไปเยอะมากเพื่อหยุดยั้งการแพร่กระจายของพิษศพ ตอนนี้เธอรู้สึกอ่อนแรงเล็กน้อย


   แต่ไม่เป็นไร เสิ่นจืออินมองด้วยสายตาดุดัน หลังจากกินยาเม็ดไปสองสามเม็ด เธอก็โยนยันต์เรียกสายฟ้าระดับชั้นยอดออกไป


   เมื่อยันต์เรียกสายฟ้าที่ถูกโยนออกไปปรากฏขึ้น ยันต์ที่อยู่รอบตัวราชาผีดิบก่อนหน้านี้ก็เปล่งแสงสว่างขึ้นมา ลวดลายบนยันต์ทั้งหมดกะพริบวาบ


   ค่ายกลขนาดมหึมาปรากฏขึ้นใต้เท้าของราชาผีดิบ นี่คือค่ายกลที่เธอวางไว้ในระหว่างการต่อสู้


   บนท้องฟ้าเหนือราชาผีดิบ เมฆสีดำหนาทึบรวมตัวกันอย่างรวดเร็ว ดูราวกับว่าท้องฟ้ากำลังจะถล่มลงมา


   เสิ่นจืออินควบคุมดาบบินอยู่บนท้องฟ้า ใบหน้าเล็กขาวสะอาดงดงามของเธอมีรอยบาดแผลเล็กน้อย แต่เธอก็ยิ้มออกมา


   "ค่ายกลเรียกสายฟ้า - อัสนีบาต!"


   สิ้นเสียงของเธอ สายฟ้าที่เคลื่อนไหวราวกับมังกรในกลุ่มเมฆหนาทึบสีดำก็พุ่งลงมา


   ในชั่วขณะนั้น โลกทั้งใบกลายเป็นสีขาวสว่าง


   สายฟ้าอันน่าสะพรึงกลัวแล่นผ่านร่างของราชาผีดิบจากหัวจรดเท้า พลังงานที่ราชาผีดิบสะสมไว้เพื่อจะระเบิดตัวเองถูกขัดจังหวะ มันถูกฟ้าผ่าจนส่งเสียงร้องโหยหวนน่าขนลุก พลังงานอันทรงพลังปะทะกันก่อให้เกิดลมพายุอย่างบ้าคลั่ง พัดผู้คนและผีดิบโดยรอบปลิวกระเจิงออกไป


   เสิ่นจืออินยกมือขึ้นฟันดาบลงมาหนึ่งครั้ง ตัดผ่านพลังงานลมที่พุ่งเข้าหาเธอ ผมและชุดกระโปรงของเธอถูกลมพัดปลิวไสว


   ช่างดูเท่และทรงพลังมากๆ


   "คุณย่าตัวน้อย!"


   เสียงกรีดร้องดังขึ้น เสิ่นจืออินหันไปมองและพบว่าหลานๆของเธอถูกพัดปลิวไปหมดแล้ว


   ท่าทางสง่างามของนักพรตผู้สูงส่งของเธอหายไปในทันที


   "ไม่นะ ฉันไม่มีพลังวิญญาณแล้ว"


   ถึงจะช่วยหลานชายไม่ได้แล้ว แต่เธอก็ไม่กังวล


   การใช้ดาบครั้งสุดท้ายเพื่ออวดโอ่นั้นได้ใช้พลังวิญญาณของเธอไปหมดแล้ว เบื้องหลังเป็นเสียงร้องโหยหวนของราชาผีดิบ เสิ่นจืออินเพิ่งปล่อยพลังออกไปทั้งหมด ร่างกายของเธอก็ร่วงหล่นลงมา


   "จวินหยวน!"


   เสิ่นจืออินที่กำลังร่วงหล่นลงมาหยุดกะทันหัน ร่างทั้งร่างลอยค้างอยู่กลางอากาศ


   ดาบประจำตัวได้กลับเข้าไปในร่างกายของเธอแล้ว เสิ่นจืออินนอนลง เธอเหนื่อยแล้ว ยังไงก็ไม่มีทางตกลงไปอยู่ดี


   วินาทีถัดมาตัวเธอลอยขึ้นไป จนไปถึงรถแทรกเตอร์ลอยโดดเด่นเหนือกลุ่มเมฆ


   จวินหยวนนั่งอยู่บนนั้น นั่งไขว่ห้างอย่างสบายอารมณ์ เพียงแค่เขาขยับนิ้ว เสิ่นจืออินก็ลอยมาอยู่ข้างกายเขาแล้ว


   ตอนนี้เสิ่นจืออินหลับสนิท เธอเหนื่อยมาก


   จวินหยวน : ...


   เขาใช้นิ้วจิ้มที่แก้มของเธอ ทำให้เกิดรอยบุ๋มเล็กๆบนใบหน้าของเธอ


   "เก่งจริงๆเลยนะ หลับได้แบบนี้ ไม่กลัวฉันจะโยนเธอไปเป็นอาหารให้พวกผีดิบเหรอ?"


   เสิ่นจืออินที่หลับอยู่ไม่ได้ยิน แถมยังพลิกตัวอีกด้วย


   จวินหยวนจ้องมองผมของเธออยู่สองสามวินาที แล้วยื่นมือออกไป


   หลังจากนั้นไม่กี่นาที จวินหยวนก็โบกมือ เสิ่นจืออินที่ผูกผมเป็นโบว์ผีเสื้อก็ลอยไปอยู่ในกระบะรถด้านหลัง


   ที่กระบะหลังมีหนังสัตว์ที่มีขนปุกปุยปูอยู่ เสิ่นจืออินตกลงไปบนหนังสัตว์ บนร่างกายของเธอยังมีรอยแผลอยู่เล็กน้อย ทำให้หนังสัตว์ที่ดูแพงมากเปื้อนคราบเลือด


   จวินหยวนโยนเสิ่นจืออินไปด้านหลังแล้วก็ไม่สนใจอีก แต่กลับจ้องมองคนข้างล่าง


   เขาเอามือเท้าคาง แม้ว่าจะอยู่ห่างกันมาก คนบนพื้นดินก็แทบจะมองไม่เห็นแล้วในสายตาของคนทั่วไป แต่ในสายตาของจวินหยวนกลับมองเห็นได้อย่างชัดเจน


   ราชาผีดิบถูกฟ้าผ่าจากการโจมตีอันทรงพลังของค่ายกลเรียกสายฟ้า ตอนนี้ทั้งเมืองตกอยู่ในสภาพยับเยิน


   ทั้งมนุษย์และผีดิบต่างมึนงงสับสนจากพลังงานลมที่พัดกระหน่ำ หลังจากที่เมฆดำสลายไปและทุกอย่างสงบลง คนที่ยังไม่ตาย ผีดิบ และกองทัพวิญญาณต่างก็ลุกขึ้นยืน


   อย่างไรก็ตาม พวกเขายังคงรู้สึกหวาดกลัวอยู่


   กลุ่มแรกที่ตอบสนองคือพวกผีดิบที่ไม่มีสมอง ทันทีที่พวกมันลุกขึ้น สิ่งแรกที่พวกมันทำคือออกไปหาสิ่งมีชีวิตเพื่อกัดกิน


   "ไสหัวไป!"


   เสียงโกรธเกรี้ยวของเสิ่นมู่เหยี่ยดังขึ้น พร้อมกับแทงทะลุร่างผีดิบตัวหนึ่ง


   "ไอ้พวกชั่ว ไม่มีราชาผีดิบแล้ว คอยดูสิว่าฉันจะจัดการพวกแกยังไง ไอ้พวกลูกสมุนเลว!"


   ส่วนคุณย่าตัวน้อยที่หายตัวไปนั้น พี่น้องตระกูลเสิ่นไม่ได้กังวลเลย เพราะยังมีผู้ยิ่งใหญ่ตัวจริงที่ยังไม่ได้ลงมือ


   "แย่แล้ว เครื่องรางคุ้มครองของฉันแตกร้าวไปแล้ว"


   "ของฉันก็เหมือนกัน"


   "ยันต์ป้องกันตัวก็หายไปแล้ว"


   พวกเขาถูกพัดกระเด็นออกไปชนกับอาคารหลายหลัง โชคดีที่มีเครื่องรางคุ้มครองและยันต์ป้องกันตัวติดตัวอยู่จึงไม่ถึงกับเสียชีวิต


   แต่พลังงานของสิ่งเหล่านี้ก็ถูกใช้ไปจนเกือบหมดแล้ว


   ถึงแม้จะไม่มีเครื่องรางคุ้มครองและยันต์ป้องกันตัวแล้ว แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้พวกเขาเสียใจ


   "ราชาผีดิบตายแล้ว สุดท้ายก็ตายจนได้ ฮ่าๆๆ..."


   ราชาผีดิบตายแล้ว ผีดิบตัวอื่นๆไม่ใช่ปัญหาเลย!


   เมื่อราชาผีดิบตาย อาณาเขตที่มันสร้างขึ้นก็สลายไปด้วย ทีมกู้ภัยจากสำนักงานบริหารพิเศษที่เดินวนเวียนอยู่ข้างนอกโดยไม่สามารถเข้ามาได้ ในที่สุดก็เดินเข้ามาได้แล้ว "หัวหน้าถัง พวกเรามาช่วยคุณแล้ว!"


   ถังซื่อเห็นพวกเขาแล้วก็กระอักเลือดออกมา แต่ก็ยังยิ้มได้


   "มาได้จังหวะพอดี ร่วมมือกับทหารวิญญาณสังหารผีดิบทั้งหมดที่นี่ ปิดล้อมทั้งเมืองเล็กนี้ ห้ามปล่อยให้ผีดิบตัวไหนหนีออกไปเด็ดขาด!"


   "รับทราบ!"


   มนุษย์และทหารวิญญาณร่วมมือกัน เมื่อบาดเจ็บหรือหมดแรงก็กินยาเม็ด แล้วนั่งขัดสมาธิลงทันทีเพื่อฟื้นฟูพลังวิญญาณ


   เมื่อฟื้นตัวดีแล้วก็หยิบอาวุธขึ้นมาแล้วพุ่งเข้าไปในฝูงผีดิบอีกครั้ง หากหิวก็กินยาอดอาหาร พวกเขาต่อสู้อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยจนเลือดอาบร่าง สังหารพวกผีดิบจากปลายด้านหนึ่งของเมืองเล็กๆไปจนถึงอีกด้านหนึ่ง



บทที่ 419: ไม้ต้านฟ้าผ่า



   หลังจากผ่านไปหนึ่งสัปดาห์ ทุกคนที่มีกลิ่นเน่าเหม็นและคราบเลือดติดตัวยืนอยู่ในเมืองร้าง


   พวกเขามีบาดแผลตามร่างกาย เสื้อผ้าขาดวิ่น ทั้งตัวดูยับเยิน แต่กลับยิ้มออกมาได้


   ยิ้มอย่างมีความสุข


   "ฮ่า... ในที่สุด ในที่สุดก็ฆ่าหมดแล้ว"


   เสิ่นมู่จิ่นไม่สนใจว่าตัวเองจะเปรอะเปื้อนไปทั้งตัว เขาถือเลื่อยไฟฟ้าล้มตัวลงบนพื้น หอบหายใจพลางมองท้องฟ้าสีเทามัว


   แสงอรุณสาดส่อง แสงอาทิตย์ทะลุผ่านเมฆหมอก ทำลายเมฆดำที่ปกคลุมเหนือเมืองเล็กๆแห่งนี้มาโดยตลอด


   คนอื่นๆก็นอนลงบนพื้น พวกเขาใช้ยันต์ที่มีอยู่จนหมดแล้ว ยาเม็ดก็กินไปเกือบหมดเช่นกัน


   ร่างกายไม่เพียงแต่สกปรก แต่ยังมีรอยแผลด้วย


   เสิ่นมู่จิ่นมองท้องฟ้าอย่างเหม่อลอย "หลังจากนี้ฉันจะกลับไปเป็นดาราได้อีกไหม?"


   ชีวิตที่เคยสวยหรูของเขา หลังจากมาที่นี่ต้องคลานและกลิ้งไปมาบนพื้น เสื้อผ้าสกปรกมอมแมม ใบหน้ายังมีบาดแผล เวลาต่อสู้กับผีดิบก็ไม่มีเวลามาสนใจเรื่องหน้าตาอีกต่อไป


   ไม่รู้ว่าได้สร้างภาพน่าเกลียดไปมากแค่ไหนแล้ว


   [ฮือๆๆ เสี่ยวจิ่นหลี คุณเท่มาก ดาราเทียบไม่ติดหรอก ตอนนี้คุณคือวีรบุรุษ วีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ของหลานโจว!!!]


   [บ้านของฉันอยู่ที่นี่ พ่อแม่ของฉันถูกพวกผีดิบเหล่านั้นกินไปแล้ว ขอบคุณ... ขอบคุณที่พวกคุณแก้แค้นให้พ่อแม่ของฉัน ขอบคุณจริงๆ ฮือๆๆ...]


   [คุณไม่ได้น่าเกลียดเลย ตอนนี้คุณเป็นคนที่หล่อที่สุดในใจของพวกเราทุกคน หล่อกว่าที่เคยเป็นมาก่อนเลย]


   [สำเร็จแล้ว ในที่สุดพวกผีดิบบ้าๆพวกนั้นก็ถูกกำจัดหมด ในที่สุดก็ตายไปแล้ว…]


   [พวกคุณทุกคนเป็นคนที่ดีที่สุด ยอดเยี่ยมที่สุด เป็นวีรบุรุษที่แท้จริงของยุคสมัยนี้]


   [ฉันรู้สึกขอบคุณที่ได้เกิดมาในแคว้นหลานโจว แม้ว่าพวกเราจะเป็นคนธรรมดา แต่ประเทศก็ไม่ได้ทอดทิ้งพวกเรา มีคนมากมายที่กำลังพยายามช่วยโลกใบนี้และช่วยเหลือพวกเรา]


   [ตอนนี้ฉันร้องไห้แล้ว ซึ้งจริงๆ]


   [แก้แค้นได้แล้ว ในที่สุดก็แก้แค้นได้สำเร็จ…]


   ชาวหลานโจวจำนวนมากที่เดิมอาศัยอยู่ในเมืองเล็กๆแห่งนี้ แต่ต้องจากบ้านเกิดไปเพราะสูญเสียญาติพี่น้องจากภัยผีดิบ ตอนนี้พวกเขาจ้องมองการถ่ายทอดสดและร้องไห้ บางคนถึงกับปิดหน้าร้องไห้โฮกลางถนน


   ผู้คนรอบข้างต่างมองพวกเขาด้วยสายตาเห็นอกเห็นใจและเข้าใจ เพราะบ้านเกิดของคนเหล่านี้อยู่ในเมืองเล็กๆนั้น


   พวกเขาจับตาดูการถ่ายทอดสดมาหลายวันแล้ว ดวงตาแดงก่ำจากการอดหลับอดนอน ในที่สุดก็ได้เห็นผีดิบทั้งหมดถูกกำจัด คืนความสงบสุขให้กับบ้านเกิดของพวกเขา


   ทุกคนไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นในห้องถ่ายทอดสด แต่ก็พอจะเดาได้บ้าง


   เสิ่นซิวหรานไม่พูดอะไร เสิ่นซิวหนานยิ้มแล้วโยนผลไม้ให้เขา


   "ทำไมจะเป็นดาราไม่ได้ล่ะ ไม่ว่านายจะขี้เหร่แค่ไหน แฟนคลับของนายก็มองนายเป็นไซซีได้อยู่ดี"


   เสิ่นมู่จิ่นกลอกตาอย่างเบื่อหน่าย "พี่นั่นแหละที่เป็นไซซี"


   เสิ่นมู่เหยี่ยหัวเราะเสียงดัง "ฉันสร้างรากฐานสำเร็จแล้ว ในที่สุดฉันก็สร้างรากฐานได้สำเร็จ ฮ่าๆๆ..."


   เสิ่นอวี้จู๋หลับไปอย่างสกปรกมอมแมม เขาเหนื่อยจริงๆ การให้เขาซึ่งเป็นนักปรุงยาไปต่อสู้นั้นทำให้เขาลำบากเหลือเกิน


   ถังซื่อพูดพร้อมรอยยิ้มว่า "นี่ไม่ใช่การแข่งรถแล้ว นี่มันสนามฝึกที่ผู้ยิ่งใหญ่เตรียมไว้ให้พวกเราต่างหาก!"


   อย่างไรก็ตาม พวกเขาชอบสนามฝึกนี้


   ไม่เพียงแต่มีผู้ยิ่งใหญ่คอยคุ้มครองเท่านั้น แต่ยังสามารถกำจัดภัยคุกคามที่ทรงพลังของโลกมนุษย์ได้อีกด้วย สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือ ในการทดสอบครั้งนี้ ระดับการบ่มเพาะพลังของพวกเขาทุกคนได้เพิ่มขึ้นด้วย


   ทันใดนั้น ถังซื่อและคนอื่นๆลุกขึ้นนั่งและมองไปยังกองทัพวิญญาณที่อยู่ไม่ไกล


   ยกเว้นคนที่เหนื่อยจนหลับไปแล้ว คนอื่นๆทั้งหมดต่างพยุงตัวขึ้นยืนตรงและทำความเคารพแบบทหารให้กับกองทัพวิญญาณเหล่านั้น


   ส่วนคนที่ไม่ใช่ทหารก็ประสานมือคำนับ ใบหน้าที่มองไม่เห็นใต้หมวกเหล็กของอีกฝ่ายหันมาทางพวกเขา พยักหน้าเล็กน้อย แล้วเดินไปในทิศทางหนึ่งอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย


   เส้นทางวิญญาณได้เปิดออกตรงหน้าพวกเขา


   ก่อนที่จะก้าวเข้าสู่เส้นทางวิญญาณ แม่ทัพวิญญาณเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าตรงจุดหนึ่ง แม้จะมองไม่เห็นตัวคน แต่เขารู้ว่าที่นั่นมีบรรยากาศน่าสะพรึงกลัวที่ทำให้เขาหวาดกลัวอย่างมาก


   เขาเพียงแค่มองแวบเดียวแล้วก็หันสายตากลับ ขณะที่เขากำลังจะก้าวเข้าสู่ เส้นทางวิญญาณ ท่อนไม้สีม่วงดำก็ตกลงมาจากฟ้า


   เขายกมือขึ้นรับไว้ พอได้มองดูสิ่งที่อยู่ในมือก็ต้องตกตะลึง "ไม้ต้านฟ้าผ่า!"


   ไม้ต้านฟ้าผ่า เป็นไม้พิเศษชนิดหนึ่งที่สามารถต้านทานฟ้าผ่าได้ จัดเป็นวัตถุดิบล้ำค่าหายาก


   คำว่าหายากในที่นี้ หมายถึงเมื่อหมื่นปีก่อนตอนที่พลังวิญญาณยังมีอยู่อย่างอุดมสมบูรณ์ ในตอนนั้นไม่มีข่าวคราวของไม้ต้านฟ้าผ่าแล้ว พูดอีกอย่างคือมันได้สูญพันธุ์ไปแล้ว


   แต่ตอนนี้ ในมือของเขากลับมีไม้ต้านฟ้าผ่าขนาดเท่าฝ่ามือ


   สำหรับพวกผีร้ายอย่างพวกเขา นี่ถือเป็นของล้ำค่าที่ช่วยรักษาชีวิตได้


   ผีร้ายกลัวฟ้าผ่ามากที่สุด และพวกทหารวิญญาณอย่างพวกเขาก็เช่นกันแต่ ไม้ต้านฟ้าผ่าสามารถดูดซับสายฟ้าได้ จึงถือเป็นเครื่องรางป้องกันตัว


   "ขอบคุณท่านแม่ทัพผีที่ช่วยเหลือในครั้งนี้"


   เสิ่นจืออินยืนบนดาบไม้ท้อลงมาจากท้องฟ้า เมื่ออยู่ในระดับเดียวกับแม่ทัพผีและเหล่าทหารวิญญาณ เธอก็ประสานมือคำนับ รูปร่างเล็กๆของเธอดูจริงจังแต่ก็แฝงไปด้วยความน่ารัก


   "ไม้ต้านฟ้าผ่านี่เป็นค่าตอบแทนสำหรับความช่วยเหลือของพวกคุณในครั้งนี้"


   มันเป็นสิ่งที่เธอขอมาจากจวินหยวน


   แม่ทัพวิญญาณก็ไม่ได้เกรงใจ "ความช่วยเหลือของพวกเราไม่คุ้มค่ากับไม้ต้านฟ้าผ่านี้ แต่ฉันสามารถมอบตราอาญาสิทธิ์อีกหนึ่งอันให้กับหลานชายของท่านนักพรตได้ ถ้าต้องการความช่วยเหลือในอนาคต ก็สามารถสั่งการได้เลย"


   พูดจบเขาก็โยนตราอาญาสิทธิ์อีกหนึ่งอันออกมา


   ไม่ใช่ว่าเขาตระหนี่ แต่เพราะมีทั้งหมดแค่สามตราอาญาสิทธิ์เท่านั้น หนึ่งในนั้นถูกมอบให้ไปตั้งแต่พันปีก่อนและไม่รู้ว่าหายไปไหน ตอนนี้สองอันสุดท้ายตกอยู่ในมือของคนตระกูลเสิ่น


   หลังจากกล่าวลาอย่างจริงจัง แม่ทัพวิญญาณก็นำกองทัพวิญญาณเข้าสู่เส้นทางวิญญาณ และจากไปอย่างสมบูรณ์


   เสิ่นจืออินหันกลับไป แล้วเห็นว่าหลานๆของเธอ รวมถึงทุกคนจากสำนักงานบริหารพิเศษต่างนอนหลับอยู่บนพื้นในท่าทางแปลกประหลาดกระจัดกระจายไปทั่ว


   เธอมองดูพวกเขาแล้วยิ้มออกมา


   จวินหยวนมาอยู่ข้างๆเธอตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ แขนของเขาวางอยู่บนศีรษะเล็กๆของเธออย่างเป็นธรรมชาติ ร่างกายที่สูงกว่าเสิ่นจืออินมากเอนเข้าหาเธอเล็กน้อย ราวกับว่าน้ำหนักทั้งหมดของเขากำลังกดทับอยู่บนศีรษะของเธอ


   "ทุกคนบุกทะลวงระดับกันหมดแล้ว เธอจะตอบแทนฉันยังไงล่ะ?"


   ใบหน้าเล็กๆของเสิ่นจืออินหม่นหมองลงทันที เธอไม่อยากสนใจไยดีกับคนคนนี้อีกต่อไปแล้ว


   หลังจากที่ราชาผีดิบตาย เธอก็เหนื่อยจนหลับไป เมื่อตื่นขึ้นมาก็พบว่าทรงผมของตัวเองเปลี่ยนไป


   ผมทั้งหัวถูกถักเป็นเปียชี้ฟ้า ทั้งยังบิดเบี้ยวดูน่าเกลียดมาก บางส่วนของเส้นผมยังพันกันยุ่งเหยิง


   บนเปียชี้ฟ้ายังมีโบว์ติดอยู่ด้วย ในตอนนั้นเธอรู้สึกอยากจะฆ่าจวินหยวนเสียให้รู้แล้วรู้รอด


   ไม้ต้านฟ้าผ่านั่นก็ขอมาจากจวินหยวนเพราะเรื่องนี้นั่นเอง


   "คุณเป็นคนจัดการแข่งขันนี้ขึ้นมาเองไม่ใช่เหรอ?" เสิ่นจืออินกลอกตาเล็กน้อย


   แม้จะพูดแบบนั้น เธอก็รู้ว่าจวินหยวนเลือกสถานที่นี้เพื่อฝึกฝนคนพวกนี้จริงๆ


   แต่... เธอไม่มีอะไรที่จวินหยวนสนใจสักอย่างเลย


   ใบหน้าเล็กขาวสะอาดย่นเป็นริ้วด้วยความกังวลอยู่สองสามวินาที "ฉันจะกลับไปเอาผลไม้ที่นำออกมาจากดินแดนลับมาหมักเป็นเหล้าทั้งหมดเลย"


   จวินหยวนก็ไม่ได้เรื่องมากอะไร แต่เขากลับชูนิ้วขึ้นมาอย่างโอหังหนึ่งนิ้ว "ฉันต้องการหนึ่งร้อยไห"


   เสิ่นจืออิน : …ดื่มให้ตายไปเลยสิ


   ไม่สิ ไอ้หมอนี่ไม่มีทางตายหรอก แม้แต่ยมบาลก็ไม่กล้าเอาวิญญาณเขาไปเลย!


   "ไม่มีหรอก ให้แค่สิบไหเท่านั้น"


   จวินหยวน "นี่เธอต่อราคาแบบนี้เลยเหรอ? ตัดศูนย์ออกไปหนึ่งตัวเลยนะ"


   "จะเอาหรือไม่เอาก็ตามใจ ผมฉันสั้นไปแล้วตั้งเยอะ"


   จวินหยวนรู้สึกกระอักกระอ่วนเล็กน้อย "ฉันให้ไม้ต้านฟ้าผ่าแล้ว"


   "แต่ตอนนี้ฉันยังโกรธอยู่นะ"


   จวินหยวน "...ก็ได้ สิบไหก็สิบไห"


   ไม่เป็นไร เดี๋ยวหาโอกาสหลอกเอาเพิ่มทีหลังก็ได้นี่นา~


   [1] ไซซี เป็นหญิงงามที่มีชื่อเสียงเลื่องลือในเรื่องความงดงามเป็นอย่างมาก จนเป็นที่กล่าวขานกันว่า แม้แต่ปลายังต้องหยุดว่ายน้ำและจมลงไปใต้น้ำเพราะตะลึงในความงามของเธอ



บทที่ 420: คุณบอกว่านี่คือรถงั้นเหรอ?!



   หลังจากที่ทุกคนตื่นขึ้นมาแล้ว เสิ่นจืออินก็รักษาอาการบาดเจ็บให้พวกเขาทีละคน


   แขนหัก ข้อเคลื่อน หลังจากจัดกระดูกให้เข้าที่แล้วก็กินยาเม็ดสองเม็ด


   มีบางคนถึงกับลากขาที่หักของตัวเองกระโดดเขยกๆมาหาด้วยซ้ำ


   ต้องยอมรับว่า หลังจากที่ได้ฝึกฝนแล้ว พลังชีวิตของพวกเขาไม่ธรรมดาเลยทีเดียว


   "กินยาเม็ดแล้วเอาขานี้กลับไปผ่าตัด พักสักระยะก็จะหายดีแล้ว"


   "ครับ ขอบคุณอาจารย์เสิ่น"


   "คนต่อไป"


   เสิ่นมู่จิ่น "คุณย่าตัวน้อยช่วยดูให้ผมหน่อยสิ ใบหน้าของผมจะเป็นแผลเป็นจนหน้าตาเสียโฉมไหม"


   บนใบหน้าของเขามีบาดแผลมากมาย แต่ไม่ได้ดูน่ากลัว ตรงกันข้าม กลับมีความงามจากการผ่านสมรภูมิมา


   เสิ่นจืออินหยิบขวดครีมออกมาส่งให้เขา "เอาไปทาบนใบหน้า มันสามารถลบรอยแผลเป็นและทำให้ผิวขาวขึ้นได้"


   จากนั้น เสิ่นมู่จิ่นก็ใช้ยานั้นเป็นมาส์กหน้าทันที


   เสิ่นจืออิน : ...


   เธอชินแล้ว ไม่ว่าหลานชายที่สมองไม่ค่อยปกติจะทำอะไร เธอก็ไม่แปลกใจแล้ว


   หลังจากให้ยาพวกเขาทุกคนแล้ว เสิ่นจืออินก็เตรียมตัวจะจากไป


   เธอจัดกระเป๋าของตัวเองเรียบร้อยแล้วพูดว่า "เอาละ พวกคุณขับรถของตัวเองไปที่แท่นเคลื่อนย้ายได้แล้ว ถึงเวลาที่จะเปิดพื้นที่แข่งขันถัดไปแล้ว"


   ทุกคน "...แต่ว่ารถของพวกเรา"


   รถของพวกเขาได้รับความเสียหายอย่างหนักจากการต่อสู้ระหว่างเสิ่นจืออินกับราชาผีดิบ มันไม่สามารถเรียกว่าเป็นรถได้อีกต่อไป แต่เป็นเพียงเศษเหล็กเท่านั้น


   มีเพียงรถของเสิ่นอวี้จู๋ที่ค่อนข้างสภาพดีกว่าใคร การป้องกันมากมายของเขาไม่ได้ติดตั้งไว้เปล่าๆ


   "กำลังกังวลว่าตัวเองไม่มีรถใช่ไหม?" จวินหยวนปรากฏตัวขึ้นต่อหน้าทุกคนอย่างกะทันหัน "ไม่เป็นไร ฉันพอจะคาดการณ์ได้ว่าพวกนายไร้ประโยชน์ถึงขนาดปกป้องรถของตัวเองก็ยังไม่ได้"


   เมื่อได้ยินคำพูดของเขา ทุกคนต่างกระตุกมุมปากพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย


   "ดังนั้นฉันจึงเตรียมรถคันอื่นไว้ให้ แต่เพื่อเป็นการลงโทษ รถครั้งนี้จะมีระดับต่ำลงทั้งหมด"


   เสิ่นมู่เหยี่ย "รถแทรกเตอร์แบบนี้ยังจะลดระดับลงไปอีกเหรอ? มีรถที่แย่กว่ารถแทรกเตอร์อีกเหรอ?"


   เสิ่นมู่จิ่นเกาหัว "คงไม่ใช่รถมอเตอร์ไซค์หรอกนะ? แต่ก็พอได้นะ"


   เสิ่นซิวหรานตอบอย่างใจเย็น "ไม่หรอก รถมอเตอร์ไซค์สวยกว่ารถแทรกเตอร์ตั้งเยอะ เขาคงไม่ให้พวกเราสบายขนาดนั้นหรอก"


   เฟิงหยางจิ๊ปาก "หรือว่าจะรถจักรยานไฟฟ้าขนาดเล็ก? ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงๆก็เกินไปหน่อยนะ"


   "รถจักรยานไฟฟ้าขนาดเล็กน่ะเหรอ? ของแบบนั้นจะสามารถเคลื่อนที่ในซากปรักหักพังนี้ได้หรือ?"


   "ฉันคิดว่ามันน่าจะเป็นจักรยานธรรมดามากกว่า"


   เสิ่นมู่เหยี่ยพูดอย่างอวดดี "จริงๆแล้วฉันคิดว่ามันก็ยังโอเคนะ ไม่มีอะไรที่ฉันกลัวหรอก ปล่อยให้พายุโหมกระหน่ำเข้ามาเลย!"


   จากนั้น… พายุก็พัดโหมกระหน่ำจริงๆ


   เมื่อมองดู 'รถ' ตรงหน้า ทุกคนต่างเงียบกริบ รวมถึงเสิ่นมู่เหยี่ยที่เคยตะโกนให้พายุมาด้วย


   "รถเหรอ? คุณบอกว่านี่คือรถงั้นเหรอ?!" เสิ่นมู่เหยี่ยมีสีหน้าไม่อยากเชื่อ ก้มหน้ามองรถของเล่นที่อยู่ข้างเท้า


   ใช่แล้ว มันคือรถของเล่นแบบที่เด็กๆเล่นกัน แถมยังไม่ได้มีรูปทรงเหมือนรถยนต์ด้วยซ้ำ


   แต่นี่เป็นรุ่นขนาดใหญ่พิเศษ ด้วยความสูงของพวกเขา สามารถนั่งบนมันได้ แต่คงจะอึดอัดมาก


   จวินหยวนยิ้มเจ้าเล่ห์แล้วชี้ไปที่รถของเล่นคันนั้น "มันมีล้อมีพวงมาลัย ทำไมมันถึงไม่นับเป็นรถล่ะ?"


   ทุกคน : ...


   สิ่งที่พวกเขาคิดไว้ อย่างต่ำก็คงเป็นจักรยาน แต่ไม่คิดว่าจวินหยวนจะเหลือเชื่อยิ่งกว่า


   ในที่สุด สีหน้าที่สงบนิ่งของเสิ่นซิวหรานก็แตกสลาย


   รางวัลพวกนั้นไม่เอาแล้วก็ได้


   "ฉันขอสละสิทธิ์ได้ไหม?"


   จวินหยวนนั่งอยู่บนรถแทรกเตอร์ที่สะอาดเอี่ยมของเขา แล้วเอ่ยคำพูดสามคำอย่างเด็ดขาด


   "ไม่ได้หรอก~" จากน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มนั้น ก็สามารถรับรู้ได้ว่าอารมณ์ของเขาในตอนนี้ดีมากทีเดียว


   [ฉันคิดว่ามันอาจจะเกินไปหน่อย แต่ไม่คิดว่าจะเกินไปขนาดนี้]


   [ช่วยด้วย ผู้ยิ่งใหญ่ที่หล่อเหลาสุดๆ คนนี้ดูเหมือนจะมีนิสัยที่เลวร้ายนิดหน่อย แต่ฉันกลับชอบเขามากขึ้น จะทำยังไงดี]


   [รถเด็ก ปล่อยให้ฉันจัดการเรื่องนี้เอง ฉันสามารถสั่นจนเกิดเงาภาพติดตาและพุ่งไปข้างหน้าได้!]


   [ฮ่าๆๆ ฉันหัวเราะจนแทบตาย คนในห้องถ่ายทอดสดนี่แต่ละคนดูเป็นผู้ใหญ่และแข็งแกร่งมาก แต่กลับต้องขับรถของเด็ก]


   [ฮ่าๆๆ สภาพแต่ละคนดูไม่ได้เลย]


   [ไม่มีอะไรน่าขำหรอก รถแบบนี้มันเด็กเกินไปสำหรับเด็กๆ แต่สำหรับผู้ใหญ่มันพอดีเลยนะ]


   แม้จะไม่เต็มใจมากแค่ไหน ท้ายที่สุดพวกเขาก็ต้องนั่งลงบนรถอย่างน่าสงสารภายใต้สายตาที่ดูเหมือนจะยิ้มแย้มของจวินหยวน


   ถึงแม้รถคันนี้จะเป็นรุ่นขนาดใหญ่พิเศษ แต่เมื่อพวกเขานั่งลงไปก็ต้องขดตัวเป็นก้อนกลม


   ยิ่งไปกว่านั้น สำหรับพวกคุณชายแล้ว นี่เป็นเรื่องที่ยากลำบากอย่างที่สุดสำหรับพวกเขา


   "รถแบบนี้จะขับยังไง?"


   พวกเขามองดูขายาวของตัวเองที่ไม่รู้จะวางไว้ตรงไหน


   เสิ่นมู่เหยี่ยตัดสินใจจับพวงมาลัยธรรมดาธรรมดาเอาไว้ ขาเรียวยาวของเขาถีบไปข้างหน้าและข้างหลัง ใช้ขาเป็นระบบขับเคลื่อนแล้วพุ่งออกไปอย่างรวดเร็ว


   เสิ่นมู่เหยี่ย "เฮ้ เจ้านี่ก็สนุกดีเหมือนกันนะ"


   เสิ่นมู่จิ่นปฏิเสธท่าทางที่น่าเกลียดนี้ "นายดูเหมือนแมงมุมที่คลานอยู่ในความมืดเลย!"


   เสิ่นจืออินปรากฏตัวขึ้นพร้อมกับรถของเล่นขนาดเล็กของเธอ อมลูกอมแท่งไว้ในปากพลางส่งสายตาดูถูกให้พวกเขา


   "โง่จริงๆทั้งคู่เลย!" จากนั้นเธอก็ทำการสาธิต


   หลังจากนั่งลง เธอวางขาสั้นๆคู่นั้นลงบนที่วางเท้าขนาดเล็กด้านหน้ารถเด็ก แล้วเธอก็ส่ายพวงมาลัยไปมาซ้ายขวา ก่อนจะพุ่งออกไปข้างหน้า


   "แบบนี้ แบบนี้เห็นไหม มันง่ายมากเลย!" เธอสาธิตไปเรื่อยๆอย่างสนุกสนาน และเล่นอย่างมีความสุข จนกระทั่งเธอได้ชนกับเสิ่นมู่เหยี่ย ที่ใช้ขายาวเคลื่อนรถ


   โครม! รถเล็กของเสิ่นจืออินถูกชนจนถอยหลังไปเล็กน้อย


   เสิ่นจืออินจ้องมองหลานชายคนเล็กแล้วแปะยันต์แรงโน้มถ่วง ยันต์เร่งความเร็ว และยันต์ป้องกันตัวลงบนรถของตัวเองอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็หมุนพวงมาลัยอีกครั้งแล้วพุ่งออกไป


   "มาอีก!"


   เสิ่นมู่เหยี่ยไม่กลัวเลยแม้แต่น้อย เขาก็ติดยันต์ไว้บนรถเล็กของตัวเองสองสามแผ่น แล้วพุ่งชนเข้าไป


   โครม! โครม! โครม!


   รถของเล่นเด็กถูกพวกเขาสองคนเล่นจนกลายเป็นรถบั๊มไปแล้ว


   ก่อนหน้านี้ เสิ่นมู่เหยี่ยยังเคยโวยวายว่าอยากได้มอเตอร์ไซค์ที่มีรูปทรงเท่ๆ แต่ตอนนี้กลับสนุกสนานกับการเล่นรถชนกันอย่างเมามัน


   คนอื่นๆ : ...


   นี่คือสิ่งที่เรียกว่าคนอ่อนแอกล่าวโทษสภาพแวดล้อม ส่วนคนเข้มแข็งเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมใช่ไหม?


   พวกเขาเปลี่ยนรถของเล่นให้กลายเป็นรถบั๊มได้แล้ว ใครจะบอกว่านี่ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ล่ะ


   เสิ่นอวี้จู๋รู้สึกตื่นเต้น อยากลองเล่นบ้าง เขานั่งลงบนรถ แล้วก็หมุนพวงมาลัยไปมาพลางส่งเสียงหัวเราะคิกคักขณะขับวนไปรอบๆ


   คนอื่นๆก็เริ่มหมุนพวงมาลัยเช่นกัน


   คนที่รักหน้ารักตาบางคนถอนหายใจด้วยความเสียใจ อยากจะหาอะไรมาคลุมหน้าไว้เสียให้ได้


   เสิ่นมู่จิ่นพึมพำว่า "ในเมื่อขายหน้าไปแล้ว จะขายเพิ่มอีกหน่อยก็ไม่เป็นไรหรอกมั้ง"


   หลังจากปลอบใจตัวเองเสร็จแล้ว เขาก็ขับรถออกไปอย่างรวดเร็ว


   "ผมมาแล้วคุณย่าตัวน้อย ผมมาช่วยคุณแล้ว น้องห้า นายเตรียมตัวตายได้เลย!"


   เสิ่นมู่เหยี่ยแค่นเสียงเย็นชาและตะโกนดังๆว่า "ไอ้กบฏ ใครจะเป็นใครจะตายยังไม่แน่เลย วันนี้ฉันจะฆ่านายให้ไม่เหลือซากเลย!"


   สองคนนี้เล่นกันใหญ่แล้ว


   ถังซื่อไม่แสดงอารมณ์ใดๆบนใบหน้า เขาเป็นชายแกร่งวัยเกือบสี่สิบ ตอนนี้รู้สึกอับอายจริงๆ


   "หัวหน้าทีม นี่มันสนุกมากเลยนะ รีบมาไล่จับพวกเราสิ ทำไมช้าจังเลย"


   "หัวหน้าทีมถัง คุณทำไม่ถูกนะ คุณหมุนพวงมาลัยน้อยเกินไป คุณต้องทำแบบพวกเราสิ"




จบตอน

Comments