ancestry ep491-500

บทที่ 491: ช่วยข้ามผ่านทัณฑ์สวรรค์


   เสิ่นจืออินตกตะลึง


   จากนั้นเธอก็ถูกดึงเข้าไปในกลุ่มแชท


   สิ่งนี้ไม่จำเป็นต้องพิมพ์ด้วยซ้ำ เพียงแค่คิดก็สามารถเรัยบเรียงสิ่งที่ต้องการพูดเป็นข้อความแล้วส่งออกไปได้


   เสิ่นมู่เหยี่ย : [ฮ่าๆๆ... คุณย่าตัวน้อยตกใจใช่ไหมล่ะ นี่เป็นสิ่งที่ผมทำขึ้นมาทั้งหมดเลยนะ!]


   เสิ่นซิวหนาน : [ไม่ได้มีแค่กลุ่มแชทเท่านั้นนะ ยังมีเว็บบอร์ดด้วย คุณย่าตัวน้อยสามารถไปดูได้ ไม่เพียงแต่สามารถโพสต์และรับภารกิจได้ แต่ยังสามารถแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับคนอื่นๆได้ด้วย มันเป็นสถานที่ที่ดีทีเดียว]


   เสิ่นมู่จิ่น : [นอกจากนี้ เนื่องจากโลกนี้มีวัสดุมากมายที่ไม่เคยเห็นมาก่อน พวกเขาจึงสร้างผลิตภัณฑ์ที่ผสมผสานระหว่างศาสตร์ลึกลับและวิทยาศาสตร์ได้มากมาย]


   เสิ่นซิวหนานหยิบรถยนต์สีดำสุดเท่ออกมาจากพื้นที่มิติ รถคันนั้นดูราวกับสัตว์ป่า


   "ยกตัวอย่างเช่น รถเหาะคันนี้ ตอนนี้ไม่ใช่แค่ลูกศิษย์ที่บินด้วยดาบไม่ได้เท่านั้นที่ชอบ แต่คนที่บินด้วยดาบได้ก็ชอบมันเช่นกัน ไม่เพียงแต่ดูเท่ แต่ยังไม่ต้องเผชิญกับลมและแดดด้วย"


   เสิ่นซิวหรานพูดพร้อมรอยยิ้ม "และตอนนี้สำนักของเราก็ใช้ระบบข้อมูลขนาดใหญ่แบบดิจิทัลจัดการแล้ว สะดวกมาก"


   สะดวกจนตอนนี้ประมุขสำนักมีความสุขทุกวัน เมื่อเห็นกลุ่มคนพวกนี้ สายตาของเขาก็เต็มไปด้วยความกระตือรือร้น ทุกสิ่งที่ต้องใช้สัญญาณในที่นี่ถูกแทนที่ด้วยค่ายกลที่ถูกคิดค้นขึ้นมา มีขอบเขตกว้างขวางและไม่กินพื้นที่ สะดวกกว่าเสาสัญญาณหรืออะไรทำนองนั้นมาก และไม่ต้องใช้ดาวเทียมด้วย


   เสิ่นจืออินไปเดินดูรอบสำนักแล้วก็ตกตะลึง กลุ่มคนจากโลกสีน้ำเงินนำพลังของเทคโนโลยีมาผสมผสานกับการหลอมเครื่องมือและค่ายกลของที่นี่ ทำให้การทำอะไรก็สะดวกขึ้นมาก ประสิทธิภาพการดำเนินงานของทั้งสำนักก็สูงขึ้นไม่น้อย


   พวกเขา… เก่งจริงๆ


   เมื่อเทียบกันแล้ว เสิ่นจืออินรู้สึกละอายใจ เธอมาอยู่ที่นี่หลายปีแล้ว แต่ไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรเลย


   ตอนนี้ สำนักเหวินเจี้ยนกลายเป็นที่หมายปองของทั้งทวีปเหิงหยางก็ว่าได้ เพราะการพัฒนาที่สะดวกสบายและน่าสนใจ สำนักอื่นๆต่างมองด้วยความอิจฉาตาร้อน พวกเขาก็อยากมีการพัฒนาแบบนี้เหมือนกัน!


   ตอนนี้สำนักกำลังช่วยสำนักยาสร้างค่ายกลสัญญาณ ใครใช้ให้เสิ่นอวี้จู๋เป็นศิษย์ของหยุนอิน และดูเหมือนว่ากำลังจะแต่งงานกับสำนักเหวินเจี้ยน


   การพัฒนาเหล่านี้ของสำนักเหวินเจี้ยนทำให้ทั้งทวีปต้องตกตะลึง จนถึงตอนนี้ก็ยังมีคนพูดถึง แม้แต่สำนักใหญ่อื่นๆก็ยังพาศิษย์มาเรียนรู้ที่นี่


   จุดประสงค์ก็คือต้องการสร้างความสัมพันธ์ให้ใกล้ชิดขึ้น แล้วให้สำนักเหวินเจี้ยนช่วยสร้างค่ายกลสัญญาณ และเปลี่ยนหยกส่งข่าวให้สำนักของพวกเขา


   อย่างไรก็ตาม เสิ่นจืออินปรับตัวได้เร็วมาก ก็แค่ตกใจไปแป๊บเดียวเท่านั้น


   ถึงอย่างไรเธอก็เป็นคนจากโลกสีน้ำเงินนี่นา~


   ไม่นานนัก เสิ่นจืออินก็ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีการสื่อสารที่สะดวกรวดเร็วนี้ในการประกาศภารกิจ


   #ขณะนี้รับภารกิจช่วยก้าวผ่านทัณฑ์สวรรค์ เฉพาะนักบำเพ็ญเพียรที่มีระดับการบ่มเพาะพลังขั้นเทพจำแลงและต่ำกว่าเท่านั้น ขั้นเทพจำแลงราคาหินวิญญาณคุณภาพสูงสิบล้านก้อนหรือสมบัติที่มีมูลค่าเทียบเท่า ขั้นก่อกำเนิดราคาหินวิญญาณคุณภาพสูงสี่ล้านก้อนหรือสมบัติที่มีมูลค่าเทียบเท่า ขั้นแก่นทองคำราคาหินวิญญาณคุณภาพสูงหนึ่งล้านก้อนหรือสมบัติที่มีมูลค่าเทียบเท่า รับประกันผ่านทัณฑ์สวรรค์ ผู้ที่ต้องการบริการนี้โปรดติดต่อผ่านหยกสื่อสารหมายเลข#


   เมื่อภารกิจนี้ถูกประกาศออกไป ทุกคนที่เห็นต่างเบิกตากว้างด้วยความตกใจ


   เดี๋ยวก่อน นี่ใครกันที่บ้าบิ่นขนาดนี้!


   หลังจากเสิ่นจืออินประกาศภารกิจนี้แล้วก็รอ แต่รอไปนานพอสมควรก็ยังไม่มีใครมาขอความช่วยเหลือในการผ่านทัณฑ์สวรรค์เลยสักคน


   เสิ่นจืออิน : ...


   พวกคุณไม่สนใจเลยเหรอ?


   แผนการอันยิ่งใหญ่ของเธอที่จะใช้ทัณฑ์สวรรค์เพื่อหลอกเอาประโยชน์จากคนอื่นจะต้องจบลงแบบไม่มีอะไรเกิดขึ้นอย่างนั้นหรือ?


   จริงๆแล้วมีคนสนใจเยอะพอสมควร แต่แทบไม่มีใครเชื่อเลย


   เพราะไม่เคยมีใครสามารถช่วยคนอื่นให้ผ่านทัณฑ์สวรรค์ได้มาก่อน นอกจากนี้ เนื่องจากการแทรกแซงของบุคคลภายนอก ทัณฑ์สวรรค์ของพวกเขาก็จะยิ่งทวีความน่ากลัวขึ้น ใครจะกล้าเสี่ยงกันล่ะ


   เมื่อไม่มีลูกค้ามา เสิ่นจืออินรู้สึกผิดหวังอย่างมาก จากนั้นก็ไปหาอาจารย์เพื่อต่อสู้อีกครั้ง


   นี่เป็นการทำร้ายตัวเองอย่างแท้จริง สุดท้ายคนที่ถูกซ้อมอย่างหนักก็คือเธอ


   แต่เสิ่นจืออินยิ่งสู้ก็ยิ่งกล้า


   หลังจากถูกตี เธอก็ไปหาลูกศิษย์ เธอสามารถต่อสู้กับลูกศิษย์ที่อยู่ในขั้นหลอมสูญตาเช่นเดียวกับเธอได้อย่างสูสี ทั้งสองคนต่างได้รับความเข้าใจมากมายจากการประลอง


   เสิ่นจืออินรอมาสักพักแล้ว เธอเตรียมตัวจะไปต่อสู้ที่หอคอยดาบสักระยะ แต่ในที่สุดก็มีคนรับภารกิจของเธอ


   ยังคงเป็นคนจากสำนักเดียวกัน


   เสิ่นจืออินวิ่งไปอย่างตื่นเต้น


   เธอพบกับประมุขสำนักและศิษย์ที่อยู่ข้างๆเขาซึ่งมีสีหน้ากังวล


   ประมุขสำนักจิบชาแล้วเรียกเสิ่นจืออิน "จืออิน เข้ามาสิ อยากจะช่วยคนผ่านทัณฑ์สวรรค์ไม่ใช่เหรอ? ฉันหาคนให้เธอแล้ว เด็กคนนี้กำลังจะผ่านทัณฑ์สวรรค์ขั้นก่อกำเนิดแล้ว"


   ศิษย์คนนั้นทักทายเสิ่นจืออินด้วยสีหน้าเก้อเขิน


   "อาจารย์อาเสิ่น"


   เสิ่นจืออินกระตุกมุมปาก "ประมุขสำนัก ที่แท้ท่านก็มาช่วยเพิ่มผลงานให้ฉันนี่เอง งั้นฉันก็ไม่เกรงใจแล้วนะ"


   ศิษย์คนนั้น : …


   ในใจเขารู้สึกกังวล แต่เมื่อถึงเวลาที่ต้องก้าวผ่านทัณฑ์สวรรค์ก็ต้องทำให้ได้


   เมื่อถึงตอนที่เสิ่นจืออินลงมือ เธอดูดซับทัณฑ์สวรรค์ส่วนใหญ่เอาไว้ เหลือไว้เพียงส่วนเล็กน้อยให้กับศิษย์คนนั้น


   พวกเขาผ่านพ้นไปได้อย่างง่ายดาย ศิษย์น้อยคนนั้นถึงกับงงงวยไปทั้งตัว


   ไม่น่าเชื่อ... ไม่น่าเชื่อว่าจะทำได้จริงๆ!


   อาจารย์เสิ่นช่างเก่งกาจเหลือเกิน!!!


   เสิ่นจืออินรู้สึกพอใจมาก และยังให้ศิษย์คนนั้นให้คะแนนรีวิวห้าดาวด้วย


   เธอยังได้รับหินวิญญาณมาจำนวนหนึ่ง แต่ตอนที่จ่ายหินวิญญาณ ศิษย์น้อยคนนั้นดูเสียดายมาก


   "ฮือๆๆ… ฉันเป็นหนี้หินวิญญาณสำนักอีกแล้ว ฉันจะเอาอะไรไปใช้คืนล่ะ"


   นักดาบช่างยากจนเหลือเกิน


   ถึงกระนั้น หลังจากได้เห็นกับตาว่าเสิ่นจืออินสามารถช่วยคนผ่านทัณฑ์สวรรค์ได้จริง ศิษย์และผู้อาวุโสจำนวนมากของสำนักเหวินเจี้ยนที่ต้องผ่านทัณฑ์สวรรค์ต่างก็มาหาเธอ ทั้งหมดเป็นระดับต่ำกว่าขั้นเทพจำแลง


   หลังจากข่าวที่เสิ่นจืออินสามารถช่วยคนผ่านทัณฑ์สวรรค์ได้จริงแพร่ออกไป คนที่มาหาเธอก็ยิ่งมากขึ้น


   หลังจากผ่านไประยะหนึ่งที่ช่วยคนผ่านทัณฑ์สวรรค์และฝึกฝนร่างกายพร้อมทั้งรับหินวิญญาณ เสิ่นจืออินรู้สึกว่าพอสมควรแล้ว จึงถอนภารกิจนั้นชั่วคราวและเข้าไปฝึกฝนในหอดาบ


   ภายในหอดาบแต่ละชั้นมีวิธีการทดสอบที่แตกต่างกัน


   ชั้นแรกคือการฟันดาบหนึ่งหมื่นครั้งภายในหนึ่งวันในหอดาบ และทุกครั้งต้องมีพลังดาบฟันลงบนหินทดสอบและทิ้งร่องรอยไว้ หากมีแม้แต่ดาบเดียวที่ผิดพลาดไม่ทิ้งร่องรอยไว้ก็ถือว่าล้มเหลว


   ชั้นที่สองคือการฝึกซ้อมกับหุ่นเชิดที่มีระดับสูงกว่าตัวเองหนึ่งระดับ


   ชั้นที่สามคือการฝึกซ้อมกับกลุ่มหุ่นเชิด ระหว่างนั้นจะมีหุ่นเชิดที่มีระดับสูงกว่าตัวเองปรากฏขึ้นเป็นระยะ


   ชั้นที่สี่คือการเข้าสู่สนามทดสอบในสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกัน


   ชั้นที่ห้าคือการเรียนรู้และบรรลุวิชาดาบจากภาพบันทึกในเวลาอันสั้น


   ชั้นที่หกคือการทดสอบจิตวิญญาณแห่งดาบ


   ชั้นที่เจ็ด ซึ่งเป็นชั้นสุดท้าย คือกระบวนทัพดาบ


   มีการกล่าวว่ายังมีชั้นที่แปดที่มองไม่เห็นซ่อนอยู่ แต่ไม่มีใครเคยเข้าไปถึง


   เพราะชั้นที่แปดไม่เพียงแต่ต้องฝ่ากระบวนทัพดาบเท่านั้น แต่ยังต้องอาศัยโชคด้วย


   เคยมีคนโชคดีเข้าไปถึงชั้นที่แปด แต่ถูกโยนออกมาอย่างรวดเร็ว และเขาก็ไม่สามารถอธิบายได้ว่าในชั้นที่แปดมีอะไรอยู่กันแน่ เพราะความทรงจำของเขาถูกทำให้พร่าเลือน


   ใช่แล้ว เสิ่นจืออินก็เป็นหนึ่งในคนโชคร้ายเหล่านั้น ตอนนี้เธออยากจะลองอีกครั้ง


   จะได้ไปถึงชั้นที่แปดหรือไม่ก็แล้วแต่โชคชะตา เธอต้องการจะฝ่ากระบวนทัพดาบเป็นหลัก


   กระบวนทัพดาบมีประโยชน์อย่างมากในการพัฒนาวิชาดาบและระดับการบ่มเพาะพลังของเธอ


   การฝ่ากระบวนทัพดาบก่อนถึงขั้นเทพจำแลงนั้นดีที่สุด หลังจากขั้นเทพจำแลงไปแล้วก็ไม่มีความหมายมากนัก


   ตอนนี้เป็นจังหวะที่เหมาะสมพอดีสำหรับเสิ่นจืออิน



บทที่ 492: ชั้นที่แปด



   เธอเคยผ่านหอคอยดาบมาแล้วในชาติก่อน ดังนั้นการฝ่าด่านในชั้นแรกๆ จึงไม่มีความยากลำบากอะไร แต่ก็ใช้เวลาไม่น้อยเช่นกัน


   ยิ่งไปถึงช่วงหลังๆ การฝ่าด่านหอคอยดาบก็ยิ่งยากขึ้น และใช้เวลานานขึ้นด้วย


   อย่างเช่นการเข้าใจวิชาดาบนั้น แต่ละคนจะเห็นสิ่งที่แตกต่างกัน


   ครั้งนี้ สิ่งที่เสิ่นจืออินบรรลุและเห็นก็แตกต่างจากครั้งที่แล้วด้วย ไม่ว่าจะเป็นการบรรลุธรรมอะไรก็ตาม อย่างน้อยก็ต้องใช้เวลาหลายเดือน มากสุดก็หลายปี ยิ่งใช้เวลานานเท่าไหร่ก็ยิ่งดี


   ดังนั้น เมื่อเสิ่นจืออินไปถึงชั้นสุดท้ายของกระบวนทัพดาบ เวลาก็ผ่านไปสิบปีแล้ว


   ระดับการบ่มเพาะพลังของเธอก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในกระบวนทัพดาบ เวลาสิบปีทำให้เธอก้าวหน้าถึงขั้นเทพจำแลงระดับกลาง


   เหลือเพียงกระบวนทัพดาบชั้นสุดท้ายเท่านั้น


   กระบวนทัพดาบจะปรับความแรงตามระดับการบ่มเพาะพลังของนักบำเพ็ญเพียร ที่ครั้งที่แล้วที่เสิ่นจืออินเข้ามาก็อยู่ในขั้นเทพจำแลงเหมือนกัน แต่พอถึงชั้นสุดท้ายก็เพิ่งบรรลุขั้นเทพจำแลง และพลังยังไม่แข็งแกร่งเท่าตอนนี้


   คราวนี้กระบวนทัพดาบนั้นร้ายกาจกว่าตอนที่เข้ามาครั้งก่อนมาก พลังดาบระดับขั้นเทพจำแลงนับไม่ถ้วนพุ่งเข้าหาเธออย่างหนาแน่น เธอใช้วิชาตัวเบาหลบหลีกอย่างรวดเร็วที่สุด


   แม้ว่าเธอจะเร็วมากแล้ว คนภายนอกมองเห็นแค่เงาร่างที่เคลื่อนไหว แต่เธอก็ยังได้รับบาดเจ็บ


   แต่บาดแผลเหล่านี้สำหรับเธอแล้วยังพอทนได้


   นี่คือข้อดีของการฝึกร่างกายของเธอ ถ้าไม่ได้ฝึกร่างกายมา บาดแผลเหล่านั้นคงลึกถึงกระดูกไปแล้ว แต่ตอนนี้แค่ถลอกผิวหนังชั้นนอกเท่านั้น


   เสิ่นจืออินกำลังถือดาบในมือ พร้อมกับควบคุมพลังดาบของตัวเองเพื่อต่อต้านพลังดาบจากทุกทิศทางที่ฟันเข้ามาจากกระบวนทัพดาบ


   เวลาผ่านไปนานมาก ลูกศิษย์ที่อยู่นอกหอคอยดาบต่างตกตะลึง


   "ผ่านไปหลายเดือนแล้วนะ คนในกระบวนทัพดาบยังอยู่ข้างในอีกเหรอ?"


   คนส่วนใหญ่ที่เข้าไปท้าทายกระบวนทัพดาบเป็นครั้งแรกมักจะทนไม่ได้นานและถูกโยนออกมา พวกเขาจะรอจนกว่าบาดแผลจะหายดีแล้วจึงเข้าไปท้าทายอีกครั้ง ทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ จนกว่าจะประสบความสำเร็จ


   เมื่อมีคนเข้าไปท้าทายกระบวนทัพดาบ ชื่อของผู้ท้าทายจะปรากฏบนหอคอยดาบ


   เสิ่นจืออิน


   ศิษย์หลายคนเพิ่งได้ยินชื่อนี้เป็นครั้งแรก มีเพียงศิษย์อาวุโสบางคนของสำนักเหวินเจี้ยนและเหล่าผู้อาวุโสเท่านั้นที่รู้ถึงการมีตัวตนของเธอ


   เพราะถ้านับแล้วก็เป็นคนที่ตายไปเกือบห้าร้อยปีแล้ว


   "ศิษย์ที่ชื่อเสิ่นจืออินคนนี้ ท้าทายกระบวนทัพดาบเป็นครั้งแรกใช่ไหม ถึงได้เข้าไปนานขนาดนี้แล้วยังไม่ออกมา"


   พี่น้องตระกูลเสิ่นก็มาด้วย พวกเขามาเพื่อให้กำลังใจคุณย่าตัวน้อยของพวกเขา จนถึงตอนนี้ เกือบทั้งศิษย์ใหม่และศิษย์เก่าของสำนักเหวินเจี้ยนต่างก็รู้จักกลุ่มคนจากโลกสีน้ำเงินกันแล้ว


   โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่ได้รับเลือกให้เป็นศิษย์ในสำนัก


   เสิ่นซิวหรานพาลูกศิษย์บางคนออกไปเปิดร้านค้าหลายแห่ง สร้างงานมากมายให้กับสำนักเหวินเจี้ยนที่ยากจน ทำให้นักดาบหลายคนมีกระเป๋าเงินที่หนาขึ้นเรื่อยๆ พวกเขาต่างรู้สึกขอบคุณเขาเป็นอย่างมาก


   สิ่งที่สำคัญที่สุดคือรายได้ของสำนักเหวินเจี้ยนก็เพิ่มขึ้นเยอะมาก


   ตอนนี้ทั้งประมุขสำนักและผู้อาวุโสที่ดูแลการเงินต่างก็ถือว่าเขาเป็นสมบัติล้ำค่า เรื่องสำคัญหลายอย่างล้วนต้องให้เขามีส่วนร่วม


   เสิ่นซิวหนานทำงานได้ดีมากที่ศาลบังคับคดี ตอนนี้เขาได้รับการยกย่องอย่างสูง เขาได้พิมพ์กฎระเบียบมากมายของสำนักเหวินเจี้ยนลงในหนังสือเล่มเล็ก ศิษย์ใหม่ที่เข้ามาต้องท่องจำกฎของสำนัก และเขายังไปสำรวจด้วยตัวเอง เพื่อเติมเต็มช่องโหว่บางอย่างในกฎระเบียบ


   นอกจากนี้ ศิษย์ที่มาทีหลังก็ถูกจัดการแบบทหาร การฝึกทหารก็ถูกนำมาใช้ด้วย แต่เป็นเวอร์ชั่นที่เพิ่มการฝึกร่างกาย


   ตามคำพูดของเขา นักดาบต้องการร่างกายที่แข็งแรงที่สุด วิธีนี้ทำให้จัดการได้ง่าย เสริมสร้างความเชื่อมั่นในสำนักให้กับศิษย์ และยังช่วยวางรากฐานที่ดี


   พูดถึงตรงนี้ เมื่อผลการฝึกครั้งแรกออกมาและมีการสาธิต เมื่อประมุขและผู้อาวุโสเห็นแถวที่เป็นระเบียบเรียบร้อย แต่ละคนดูสง่าผ่าเผยและแข็งแกร่ง พวกเขารู้สึกว่ามันดีจริงๆ!


   เสิ่นอวี้จู๋ก็ทำได้ดีมากที่สำนักยา เพียงแต่ตอนนี้เขาชอบอยู่แต่ในบ้าน ใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการปรุงยา แต่ก็เพราะการมีอยู่ของเขา ทำให้ราคายาเม็ดที่สำนักยาให้กับศิษย์ของสำนักเหวินเจี้ยนนั้นค่อนข้างต่ำ ทั้งสองฝ่ายได้ร่วมมือกันในหลายโครงการด้วยความพยายามของเสิ่นซิวหราน


   ส่วนเสิ่นมู่จิ่นนั้น เขาพาพี่น้องร่วมสำนักจากยอดเขาหยวนเหยียนมาเป็นหน้าตาของสำนักเหวินเจี้ยนทั้งหมด แถมยังสร้างสิ่งที่เรียกว่าวงดนตรีสวรรค์ของสำนักเหวินเจี้ยน ทำให้ทุกอย่างดูหรูหราและสวยงาม


   แต่พวกเขามีแฟนคลับมากมาย เพราะมีชื่อเสียงมาก ศิษย์ใหม่จำนวนมากที่เข้าร่วมสำนักเหวินเจี้ยนล้วนมาเพราะพวกเขา


   ดังนั้น จำนวนศิษย์ใหม่ที่สำนักเหวินเจี้ยนรับเข้ามาจึงมากกว่าสำนักอื่นๆหลายเท่า เมื่อมีศิษย์มากขึ้น ย่อมมีคนที่มีพรสวรรค์มากขึ้นเป็นธรรมดา


   ส่วนเสิ่นมู่เหยี่ยนั้น เขาฝึกฝนทั้งดาบและการหลอมอาวุธ สิ่งใหม่ๆที่ปรากฏในสำนักส่วนใหญ่ล้วนเป็นผลจากการวิจัยร่วมกันระหว่างเขากับคนที่เข้าใจวิทยาศาสตร์กายภาพจากโลกสีน้ำเงิน


   โดยสรุปแล้ว ตอนนี้คนเหล่านี้ได้รับการยกย่องอย่างมากจากเหล่าศิษย์ของสำนักเหวินเจี้ยน


   พวกเขาไม่ได้ถือสาเรื่องเล็กๆน้อยๆ ตอนนี้กำลังถือแท่งไฟเรืองแสงอยู่ในมือ กำลังให้กำลังใจเสิ่นจืออินอยู่


   เสียงตะโกนนั้นดังสนั่นฟ้า


   โชคดีที่เสิ่นจืออินไม่ได้ยิน ไม่อย่างนั้นเธอคงต้องแบกดาบหนีไปกลางดึกแล้ว


   คนพวกนี้น่าอายจริงๆ นี่ไม่ใช่การต่อสู้บนเวที ไม่จำเป็นต้องตะโกนให้กำลังใจสักหน่อย!


   เสิ่นจืออินก็ไม่ได้ประสบความสำเร็จในการฝ่ากระบวนทัพดาบในครั้งเดียว


   การฝ่ากระบวนทัพดาบครั้งแรกของเธอใช้เวลาถึงห้าเดือน


   เธอก็ไม่ได้ออกจากหอคอยดาบ แต่กลับพักฟื้นอยู่ภายในหอคอย


   ในช่วงเวลาที่พักฟื้น เธอก็ทำการปรุงยาและวาดยันต์ จากนั้นก็พยายามต่อไป


   เวลาผ่านไปอีกสี่ห้าปีเช่นนี้


   ในที่สุด ในการฝ่ากระบวนทัพดาบครั้งสุดท้าย หลังจากที่เธอต่อสู้กับกระบวนทัพดาบอย่างดุเดือดเป็นเวลาหนึ่งปีติดต่อกัน เธอก็ประสบความสำเร็จ


   แต่ร่างกายของเธอก็เหนื่อยล้าจนหมดแรง เธอรู้สึกว่าเลือดในร่างกายของเธอแทบจะไหลออกมาจนหมด


   หลังจากฝ่าด่านกระบวนทัพดาบได้สำเร็จ ทุกคนที่ยืนดูอยู่ต่างก็เปล่งเสียงโห่ร้องด้วยความยินดี


   "หกปี เพียงแค่หกปีเท่านั้นก็สามารถผ่านด่านกระบวนทัพดาบได้แล้ว!"


   ศิษย์คนอื่นๆทยอยกันผ่านด่านกระบวนทัพดาบ เวลารวมกันแล้วอย่างน้อยก็ต้องใช้เวลาราวๆสามสิบกว่าปี


   "เธอช่างทุ่มเทจริงๆ ในช่วงนี้ไม่เคยออกจากหอดาบเลย"


   "เธอเป็นคุณย่าตัวน้อยของพี่เสิ่นและคนอื่นๆได้ยินมาว่าเก่งกว่าพวกพี่เสิ่นมากเลยนะ"


   "อยากเห็นจริงๆ ว่าเธอจะสง่างามแค่ไหน"


   "อีกเดี๋ยวก็น่าจะออกมาแล้วล่ะ"


   "ก็ไม่แน่นะ พวกคุณเคยได้ยินเกี่ยวกับชั้นที่แปดไหม? ถ้าเกิดว่า ถ้าเกิดว่าเธอเข้าไปถึงชั้นที่แปดล่ะ?"


   "คงเป็นไปไม่ได้หรอก ชั้นที่แปดนั้นว่ากันว่าไม่ได้ปรากฏมาหลายร้อยปีแล้วนะ"


   แต่ทุกคนต่างก็แอบมีความคาดหวังอยู่ในใจ


   ถ้าเกิดว่าเป็นไปได้ล่ะ ถึงอย่างไรเสิ่นจืออินก็เป็นคนที่ผ่านการทดสอบกระบวนทัพดาบได้ในเวลาอันสั้นนี่นา


   เสิ่นจืออินนอนอยู่บนพื้น รอให้หอคอยดาบส่งตัวเธอออกไป


   แต่ผลลัพธ์ที่ไม่คาดคิดคือ เธอถูกส่งตัวจริง แต่ไม่ใช่ออกไปข้างนอก


   ชั้นที่แปดของหอคอยดาบ...ปรากฏขึ้น


   เธอเคยเข้าไปในชั้นที่แปดของหอคอยดาบมาหนึ่งครั้ง แต่ความทรงจำในครั้งนั้นหายไปหมด เธอจำอะไรไม่ได้เลย


   แต่ตอนนี้… เสิ่นจืออินลุกขึ้นนั่งทันทีและมองสำรวจชั้นที่แปดนี้


   เธอไม่ได้รู้สึกเหมือนอยู่ในหอคอยดาบ ที่นี่...กลับดูเหมือนอยู่ในอวกาศมากกว่า


   "อ๊ะ กลิ่นอายที่คุ้นเคย เธอเคยมาที่นี่มาก่อนนี่นา"


   เสิ่นจืออินออกตามหาเสียงนั้น


   "ฉันคือวิญญาณประจำหอคอยดาบนี้ ดูเหมือนเธอกับที่นี่จะมีวาสนาต่อกันนะ"


   เสิ่นจืออินถาม "งั้น ชั้นที่แปดนี้มีไว้เพื่ออะไรกันแน่"


   "แผนที่ดวงดาว เพื่อทำความเข้าใจแผนที่ดวงดาว ส่วนจะสำเร็จหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับพรสวรรค์ในการเรียนรู้ของเธอ ผู้ที่ไม่สามารถทำความเข้าใจได้จะถูกส่งออกไป และสูญเสียความทรงจำทั้งหมดเกี่ยวกับสถานที่นี้"


   เสิ่นจืออินเข้าใจแล้ว



บทที่ 493: พลังดวงดาว ขั้นก้าวผ่านทัณฑ์สวรรค์



   ดูเหมือนว่าในชาติก่อนเธอคงไม่ประสบความสำเร็จ


   แต่ก็มีข้อสงสัยอยู่


   "ทำไมต้องสูญเสียความทรงจำด้วยล่ะ?"


   วิญญาณหอคอยดาบพูดด้วยน้ำเสียงหยิ่งผยอง "แผนที่ดวงดาวของฉันไม่ใช่แผนที่ดวงดาวธรรมดานะ นี่คือแผนที่ดวงดาวต้นกำเนิด แผนที่ดวงดาวอื่นๆล้วนแต่เป็นการตีความและพัฒนาต่อยอดมาจากแผนที่นี้ทั้งสิ้น แต่พวกนั้นเข้าใจความลึกลับภายในเพียงเศษเสี้ยวเท่านั้น”


   “แต่ก่อนหน้านี้เมื่อนานมาแล้วไม่มีข้อห้ามนี้ การสูญเสียความทรงจำหากไม่ได้ตีความให้ครบถ้วนนั้นทำความเข้าใจไม่สำเร็จเป็นข้อห้ามที่เจ้านายของฉันเพิ่มเข้ามาในภายหลัง เพราะถ้าดูแผนที่ดวงดาวที่ยังตีความไม่ครบถ้วนแล้วจะทำให้อายุสั้นแล้วก็โดนสวรรค์จับตามองได้ง่าย ซึ่งจะส่งผลเสียต่อการฝึกฝนในภายหลัง"


   เสิ่นจืออินเข้าใจแล้ว หลังจากกล่าวขอบคุณ เธอก็นั่งขัดสมาธิลงและเริ่มทำความเข้าใจ


   ต้องยอมรับว่าแผนที่ดวงดาวต้นกำเนิดนี้ยอดเยี่ยมจริงๆ เสิ่นจืออินรู้สึกราวกับว่าตัวเองกลายเป็นดวงดาวที่ไม่โดดเด่นดวงหนึ่งในจักรวาล เคลื่อนที่ไปพร้อมกับดวงดาวอื่นๆในห้วงอวกาศ


   ดวงดาวที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่าของมนุษย์นั้น แท้จริงแล้วกำลังหมุนและเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงในทุกวินาที


   เมื่อมองย้อนกลับไป เธอสามารถเห็นเส้นทางการเคลื่อนที่ของดวงดาวทุกดวง


   จักรวาลเปรียบเสมือนกระดาษสีดำขนาดมหึมาที่ไร้ขอบเขต และร่องรอยที่ดวงดาวเคลื่อนที่ผ่านไปนั้น ดูราวกับเป็นร่องรอยของค่ายกลลึกลับบางอย่าง นี่ไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์สามารถสร้างขึ้นได้ แม้แต่เทพก็ไม่อาจทำได้


   นี่คือความมหัศจรรย์ของธรรมชาติที่มีอยู่ในจักรวาล


   และพวกมันไม่ใช่ค่ายกล เพียงแต่ดูคล้ายกัน แต่เมื่อสัมผัสอย่างละเอียดจะพบว่ามันประกอบด้วยสรรพสิ่งทั้งปวง


   วิญญาณของเสิ่นจืออินทำงานอย่างรวดเร็วเพื่อจดจำร่องรอยเหล่านี้ทั้งหมด


   ในช่วงเวลานั้น เธอแทบไม่รู้สึกถึงการเคลื่อนผ่านของเวลาเลย อายุขัยของดวงดาวนั้นยาวนานมาก ยาวนานจนแทบไม่สามารถรับรู้ถึงการดำรงอยู่ของเวลาได้เลย


   ไม่... แผนที่ดวงดาวนั้นมีกฎเกณฑ์ของเวลาและมิติในตัวมันเองอยู่แล้ว


   ภายนอกหอคอยดาบ ตั้งแต่ที่เสิ่นจืออินผ่านหอคอยดาบไปแล้วแต่ไม่ได้ออกมาในทันที ทุกคนก็รู้ว่าเธอได้เข้าสู่ชั้นที่แปดแล้ว


   พวกเขารอคอยอยู่นอกหอคอยดาบเป็นเวลานานหลายปี ผ่านฤดูใบไม้ผลิ ฤดูร้อน ฤดูใบไม้ร่วง และฤดูหนาว แต่เธอก็ยังไม่ออกมา


   ในกลุ่มคนที่มาจากโลกสีน้ำเงิน ผ่านการบุกเข้าดินแดนลับ การฝึกฝน และการผจญภัยในสถานที่อันตรายต่างๆในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ระดับการบ่มเพาะพลังของทุกคนล้วนมีการพัฒนาขึ้น


   ก่อนหน้านี้ความก้าวหน้าของระดับการบ่มเพาะพลังของพี่น้องทั้งห้าคนนั้นใกล้เคียงกัน แต่ภายหลังเนื่องจากความแตกต่างในเวลาที่ใช้ในการฝึกฝน ทัศนคติ รวมถึงจำนวนครั้งของการผจญภัยและโอกาสต่างๆ ทำให้ระดับการบ่มเพาะพลังของพวกเขาค่อยๆห่างกันออกไป


   เสิ่นซิวหรานถูกผูกมัดด้วยโลกภายนอก เขามีเวลาออกไปผจญภัยน้อย การฝึกฝนก็น้อย ตอนนี้อยู่ในขั้นก่อกำเนิดระดับปลาย ใกล้จะถึงขั้นเทพจำแลงแล้ว


   แต่เสิ่นซิวหนานได้ถึงขั้นเทพจำแลงมานานแล้ว และอยู่ในระดับกลาง


   เสิ่นอวี้จู๋มีความเร็วในการพัฒนาด้านการปรุงยาที่รวดเร็วมาก ตอนนี้เป็นปรมาจารย์ด้านการปรุงยาแล้ว สามารถปรุงยาเม็ดระดับเจ็ดได้แล้ว


   ในทวีปเหิงหยาง ยาเม็ดมีระดับทั้งหมดสิบระดับ


   แต่ในความเป็นจริงแล้ว ยังมีระดับที่สูงกว่าสิบระดับอีก เมื่อเกินสิบระดับแล้วจะไม่นับเป็นยาเม็ดอีกต่อไป แต่จะกลายเป็นยาอายุวัฒนะ


   ระดับการบ่มเพาะพลังของเขาต่ำที่สุด ยังอยู่ในขั้นก่อกำเนิดเท่านั้น


   จริงๆแล้ว ถ้าไม่ใช่เพราะต้องการผลิตยาเม็ดระดับสูงขึ้น จำเป็นต้องมีระดับการบ่มเพาะพลังเป็นพื้นฐาน และจิตวิญญาณก็ต้องแข็งแกร่งด้วย เขาก็ไม่อยากจะฝึกฝนเลย


   เสิ่นมู่จิ่นก็ใกล้จะถึงขั้นเทพจำแลงแล้ว ส่วนเสิ่นมู่เหยี่ยก็ชอบต่อสู้และบุกเข้าไปในดินแดนลับเช่นกัน ตอนนี้ก็อยู่ในขั้นเทพจำแลงระดับกลาง นอกจากนี้ สองคนที่มาจากโลกสีน้ำเงินซึ่งมีจิตวิญญาณธาตุบริสุทธิ์ก็อยู่ในขั้นเทพจำแลงเช่นกัน


   ตอนนี้ทุกคนกำลังรอรอให้เสิ่นจืออินออกมาจากหอคอยดาบ แม้แต่เหล่าผู้อาวุโสของสำนักเหวินเจี้ยนก็ยังรออยู่


   เพราะไม่เคยมีใครเข้าไปในชั้นที่แปดของหอคอยดาบนานขนาดนี้โดยไม่ออกมา ทำให้ทุกคนเห็นความหวัง


   ความจริงแล้ว เสิ่นจืออินสามารถเข้าใจได้ถึงขนาดนี้ ก็เป็นเพราะประสบการณ์ก่อนหน้านี้


   ในช่องว่างมิติ กฎเกณฑ์ของมิติและร่างกายอันแข็งแกร่งที่เธอได้รับรู้ที่นั่น ทำให้เธอสามารถทนรับพลังดวงดาวในตอนนี้ได้


   คนภายนอกรอมาสิบปี แต่ในความเป็นจริงแล้ว เสิ่นจืออินใช้เวลาอยู่ในหอคอยดาบนานถึงร้อยปี


   เวลาภายในหอคอยเคลื่อนไหวเร็วกว่าโลกภายนอกมาก


   เวลาผ่านไปร้อยปี ในที่สุดเสิ่นจืออินก็เข้าใจถึงแก่นแท้ของพลังดวงดาวและลืมตาขึ้น


   ดวงตาของเธอเป็นสีทอง


   ในชั่วพริบตา ท้องฟ้าทั้งหมดก็มืดลง


   บนท้องฟ้านอกหอคอยปรากฏดวงดาวระยิบระยับ สอดคล้องกับจักรวาลแห่งดวงดาวในหอคอย


   "นั่นคือแผนที่ดวงดาว! แผนที่ดวงดาวจริงๆ!!!"


   ผู้ที่มีความรู้จดจำได้ทันที เสียงสั่นเครือด้วยความตื่นเต้น


   ความเคลื่อนไหวทางด้านสำนักเหวินเจี้ยนดึงดูดความสนใจจากทั่วทั้งทวีป ผู้ยิ่งใหญ่มากมายที่กำลังปิดด่านฝึกตนต่างถูกปลุกให้ตื่นและวิ่งมุ่งหน้าไปยังทิศทางของสำนักเหวินเจี้ยน ทุกคนมองดูแผนที่ดวงดาวและตกอยู่ในภวังค์


   นี่คือการเข้าสู่สมาธิ


   สำหรับนักบำเพ็ญเพียรทุกคนที่อยู่ในขอบเขตของแผนที่ดวงดาว นี่เป็นโอกาสอันยิ่งใหญ่


   การทำความเข้าใจแผนที่ดวงดาวสามารถทำให้ได้รับพลังดวงดาว พลังงานของพลังดวงดาวมีมากกว่าพลังวิญญาณเป็นร้อยเท่า


   คนที่มีสติปัญญาต่ำจะถูกบังคับให้ตื่นขึ้นมาในเวลาเพียงไม่กี่วัน ส่วนคนที่มีสติปัญญาสูงก็ยังคงนั่งสมาธิและทำความเข้าใจอยู่


   ส่วนเสิ่นจืออินที่อยู่ภายในหอคอยนั้นได้รับพลังดวงดาวมากที่สุดอย่างไม่ต้องสงสัย หากมีใครสามารถมองเห็นได้ ก็จะพบว่าพลังดวงดาวเป็นเส้นสายบางๆคล้ายเส้นด้าย ไหลวนตามวิถีลึกลับมารวมตัวกันที่ร่างของเธอ


   บางส่วนเข้าไปในดวงตาของเธอ บางส่วนเข้าไปในเส้นลมปราณของเธอ


   อีกหนึ่งปีผ่านไป ตลอดปีนี้ ท้องฟ้าของสำนักเหวินเจี้ยนมืดครึ้ม


   แต่ด้วยแสงของดวงดาว กลับสร้างทัศนียภาพที่แปลกตาขึ้นมา คนที่ตื่นขึ้นมาก็รีบใช้ทุกอย่างที่สามารถบันทึกภาพได้เพื่อบันทึกภาพท้องฟ้าทันที


   มีคนไม่น้อยที่ทยอยมุ่งหน้ามาทางสำนักเหวินเจี้ยน


   แต่สำนักเหวินเจี้ยนก็ไม่ใช่ว่าใครก็สามารถเข้ามาได้ ไม่อย่างนั้นคงวุ่นวายแน่


   ภายใต้การดูแลของเหล่าผู้อาวุโสที่ตื่นขึ้นมา ใครอยากเข้ามาก็ต้องจ่ายเงิน


   โอกาสดีขนาดนี้ ถ้าไม่หาเงินก็คงจะเสียใจแย่ เมื่อห้ามไม่ได้ก็ใช้หินวิญญาณมาแก้ปัญหา ยิ่งให้หินวิญญาณมากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งสามารถเข้าไปได้ลึกมากขึ้นเท่านั้น


   ครืน...


   ดวงดาวบนท้องฟ้าเริ่มบิดเบี้ยว


   ผู้คนที่กำลังทำสมาธิอยู่ถูกปลุกให้ตื่นขึ้นมา บางคนรู้สึกเสียดาย ในขณะที่บางคนก็รู้สึกดีใจ


   "เร็วเข้า ดูนั่นสิ นั่นคือเมฆแห่งการลงทัณฑ์!"


   เมฆแห่งการลงทัณฑ์หนาทึบรวมตัวกันขึ้นมา เสิ่นจืออินปรากฏตัวออกมา


   ทันทีที่เธอออกมา เธอก็ถูกเมฆแห่งการลงทัณฑ์ล็อคเป้าหมายทันที


   เมื่อระดับการบ่มเพาะพลังของเธอค่อยๆเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ เธอก็เลื่อนระดับจากขั้นเทพจำแลงที่เพิ่งเข้าสู่หอคมดาบ ไปสู่ขั้นหลอมสูญตา ขั้นหลอมรวมร่าง และขั้นผ่้านมหายาน


   พลังแห่งดวงดาวไหลผ่านเมฆแห่งการลงทัณฑ์เข้าสู่ร่างกายของเธออย่างต่อเนื่อง


   ภาพนี้ทำให้ผู้คนมากมายตะลึงงันไปไม่รู้กี่คนแล้ว "นี่... นี่... ระดับการบ่มเพาะพลัง สามารถเพิ่มขึ้นได้ขนาดนี้เลยหรือ?!"


   ไม่เคยมีใครเพิ่มระดับการบ่มเพาะพลังได้มากขนาดนี้มาก่อน ไม่เคยเลย!!!


   ระดับการบ่มเพาะพลังของเสิ่นจืออินเพิ่มขึ้นจนถึงช่วงปลายของขั้นผ่านมหายานแล้วจึงหยุดลง


   อีกนิดเดียวเธอก็จะถึงขั้นก้าวผ่านทัณฑ์สวรรค์แล้ว


   สิบปี จากขั้นเทพจำแลงสู่ขั้นมหายาน อีกนิดเดียวก็จะถึงขั้นก้าวผ่านทัณฑ์สวรรค์ นี่มันอสูรร้ายอะไรกันแน่!


   ในช่วงเวลาที่ระดับการบ่มเพาะพลังหยุดพุ่งสูงขึ้นอย่างบ้าคลั่ง ทัณฑ์สวรรค์ก็เริ่มขึ้น


   ทัณฑ์สวรรค์ที่ดูเหมือนจะมีพลังทำลายล้างฟ้าดินนั้น ทำให้ทุกคนที่เห็นต่างเปลี่ยนสีหน้าอย่างรวดเร็ว


   เสิ่นจืออินยืนอยู่ท่ามกลางทัณฑ์สวรรค์ ในขณะที่ใช้พลังดวงดาวก็ใช้เคล็ดวิชาฝึกจิตวิญญาณไปพร้อมกัน


   หากบาดเจ็บรุนแรงก็จะเปลี่ยนไปใช้เคล็ดวิชากำเนิดสรรพสิ่นแทน


   ในการหลอมร่างที่บ้าคลั่งเช่นนี้ กระดูกขาและกระดูกมือของเธอก็เปลี่ยนเป็นสีทองที่สวยงามมาก


   สีทองคือกระดูกเซียน


   ร่างกายของเธอกำลังเปลี่ยนแปลงไปสู่ร่างเซียน


   ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าไหร่ ทัณฑ์สวรรค์ของเสิ่นจืออินก็สิ้นสุดลง


   เธอก้าวผ่านทัณฑ์สวรรค์ได้สำเร็จ และยังใช้ประโยชน์จากทัณฑ์สวรรค์นั้นในการหลอมร่างกายของตัวเองด้วย


   ตอนนี้ ไม่ว่าเธอจะยืนอยู่ตรงไหน ก็ไม่มีใครสามารถมองข้ามเธอไปได้


   "คุณย่าตัวน้อย!"


   เมื่อเสิ่นจืออินเปลี่ยนชุดเสร็จและลงมา พี่น้องตระกูลตระกูลเสิ่นก็พากันวิ่งกรูเข้าไปล้อมเธอไว้


   ผู้บริหารระดับสูงของสำนักเหวินเจี้ยนก็รีบวิ่งเข้าไปหาเช่นกัน


   นี่คืออัจฉริยะของพวกเขาสำนักเหวินเจี้ยนนะ!


   ชาติที่แล้วก็เป็นอัจฉริยะอยู่แล้ว แต่ชาตินี้ยิ่งน่ากลัวกว่าชาติที่แล้วอีก นี่มันไม่ใช่มนุษย์ธรรมดาแล้วนะ!



บทที่ 494: ตัวตนของจวินหยวน



   เสิ่นจืออินรู้วิธีกลับไปยังโลกสีน้ำเงินแล้ว แต่ตอนนี้ความสามารถของเธอยังไม่เพียงพอ


   โอกาสที่วิถีสวรรค์และจวินหยวนพูดถึงก็คือแผนที่ดวงดาวนี้


   การดูดซับพลังของดวงดาว ทำให้ระดับการบ่มเพาะพลังของเธอเพิ่มขึ้นด้วยความเร็วสูงสุด


   ชาติที่แล้วเธอก็เคยไปถึงชั้นที่แปด แต่ไม่สามารถเข้าใจได้สำเร็จ


   เพราะในกระบวนการทำความเข้าใจ ไม่เพียงแต่ต้องมีสติปัญญาที่เพียงพอ แต่ยังต้องมีร่างกายและจิตวิญญาณที่แข็งแกร่งด้วย


   แต่ในชาตินี้ เธอได้รับเคล็ดวิชาฝึกจิตวิญญาณ และเคยอยู่ในรอยแยกมิติมาระยะหนึ่ง จึงคุ้นเคยกับความรู้สึกกดดันในมิตินั้น ดังนั้นเธอจึงสามารถทนต่อความรู้สึกกดดันในมิติของแผนที่ดวงดาวได้


   ทุกอย่างเหมือนกับเส้นทางแห่งโชคชะตาที่ถูกกำหนดไว้


   หากเธอไม่ได้ฝึกฝนเคล็ดวิชาฝึกจิตวิญญาณ ร่างกายของเธอคงไม่แข็งแกร่งพอ ก็คงไม่สามารถทนรับพลังดวงดาวมากมายขนาดนั้นได้ และสุดท้ายก็คงจบลงด้วยการระเบิดร่างตาย


   เสิ่นจืออินนั่งอยู่บนหลังคามองท้องฟ้า เรียกชื่อจวินหยวน


   ภาพวาดในมือของเธอกางออก เงาดำขนาดใหญ่เคลื่อนไหวอยู่ระหว่างเมฆ ครั้งนี้เสิ่นจืออินมองเห็นได้อย่างชัดเจน


   มันคือมังกร มังกรดำที่มีขนาดใหญ่มหึมา


   ในชั่วพริบตาถัดมา มังกรดำตัวนั้นก็เปลี่ยนร่างเป็นคนที่เธอคุ้นเคยและนั่งลงข้างๆเธอ


   "ที่แท้คุณก็เป็นมังกรนี่เอง"


   "อืม"


   จวินหยวนตอบรับ "ฉันคือมังกรดำตัวแรกที่เกิดขึ้นเมื่อฟ้าดินเริ่มก่อตัว เป็นพี่น้องกับมังกรบรรพกาล เขาเป็นพี่ชาย ฉันเป็นน้องชาย แต่เพราะสีผิวทำให้ไม่เป็นที่นิยมในหมู่เผ่ามังกร"


   "ทุกสิ่งในโลกนี้ล้วนมีสองด้าน ด้านบวกและด้านลบ แสงสว่างและความมืด พี่ชายของฉันคือมังกรบรรพกาลที่ทุกคนรู้จักกันดี เพราะเขามีพลังมหาศาล สีสันสวยงาม ปกครองทุกผืนน้ำ ส่วนฉันเป็นด้านตรงข้ามของเขา ฉันเกิดมามีพลังด้านลบและมีนิสัยเกียจคร้าน"


   "แต่ฉันก็ไม่ชอบออกไปโอ้อวดให้คนชื่นชมหรอก ตอนที่พี่ชายโง่เขลาของฉันออกไปขยายอำนาจจนถูกกฎสวรรค์จับตามอง ฉันกำลังนอนหลับ ดังนั้นตอนเกิดมหันตภัยมังกรและหงส์ ฉันจึงไม่ได้รับผลกระทบ"


   เสิ่นจืออินถึงกับได้ยินความภาคภูมิใจในน้ำเสียงของเขา


   หลังจากนั้น ฉันเห็นวิญญาณมากมายในโลก เพราะตัวเองชอบความมืดอยู่แล้ว ตอนนั้นฉันจึงเกิดความคิดสร้างยมโลกขึ้นมา ยมโลกเชื่อมโยงกับโลกมนุษย์อย่างแนบแน่น ฉันจึงกลายเป็นเทพโบราณองค์เดียวของสวรรค์


   "ถ้าสวรรค์ต้องการให้มนุษย์มีชีวิตอยู่ ยมโลกของฉันก็ไม่มีปัญหา พอฉันตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ทวีปบรรพกาลก็เหลือแค่แกนกลางลูกเดียว ส่วนอื่นๆหายไปไหนไม่รู้ สัตว์อสูรที่แข็งแกร่งและนักบำเพ็ญเพียรก็หายไปหมด เส้นทางเชื่อมต่อกับสวรรค์ก็ปิดหายไปด้วย"


   เสิ่นจืออิน "...คุณใช้ชีวิตแบบหลับๆตื่นๆมาตลอดเลยสินะ"


   จวินหยวนย้อนถาม "ไม่ดีหรือไง?"


   เสิ่นจืออิน "ดีสิ ดีเกินไปด้วยซ้ำ!"


   นี่มันโชคอะไรกันเนี่ย หมอนี่เป็นลูกรักของวิถีสวรรค์เลยสินะ


   "แล้วคุณอายุเท่าไหร่กันแน่?"


   จวินหยวน : ...


   "จำไม่ได้ เธอนับเวลาตอนนอนหลับด้วยหรือไง?"


   สำหรับเขาแล้ว เวลาช่างยาวนานเหลือเกิน จึงไม่มีความหมายที่จะจดจำมัน


   แต่เมื่อเทียบกันแล้ว เขาก็อายุมากกว่าเล็กน้อย


   หลังจากพูดติดตลกแล้ว เสิ่นจืออินนอนเอนหลังบนหลังคา "แล้วเรื่องของฉันล่ะเป็นยังไง? การที่ฉันเกิดใหม่บนโลกสีน้ำเงินพร้อมความทรงจำไม่ใช่อุบัติเหตุใช่ไหม?"


   จวินหยวน "เรื่องนี้ตอนแรกฉันก็ไม่รู้จริงๆ เพราะก่อนที่เธอจะอายุสามขวบ ฉันก็ยังหลับใหลอยู่"


   "แต่ฉันได้ถามวิถีสวรรค์ทางฝั่งโลกสีน้ำเงินแล้ว จริงๆแล้วเขาเป็นคนพาวิญญาณของเธอไปเกิดใหม่ การเก็บความทรงจำไว้ก็เป็นความตั้งใจ การพัฒนาของมนุษย์ได้มาถึงทางตันแล้ว เหตุผลที่วิถีสวรรค์ยับยั้งการเกิดและการเติบโตของสิ่งมีชีวิตที่ทรงพลังหลายอย่าง ส่วนใหญ่ก็เพราะเขาเหนื่อยมาก"


   เสิ่นจืออินมองเขา


   จวินหยวนพูดออกมาด้วยสีหน้าเรียบเฉย "ถ้าคุณเป็นวิถีสวรรค์ แล้วได้ยินคำพูดแบบ 'ชีวิตฉันฉันกำหนดเอง ไม่ใช่สวรรค์' 'วันนี้ฉันจะต่อต้านสวรรค์' 'สวรรค์ไร้เมตตา ฉันจะฆ่ามันซะ' รวมถึงพวกมังกรและหงส์ที่พูดว่า 'ไอ้หนูวิถีสวรรค์' ทุกคำพูด แถมยังอยากฆ่าวิถีสวรรค์เพื่อเป็นผู้ปกครองโลกนี้ หรือได้เห็นกับตาว่าเหล่าเทพเทวดาคบหากัน ทำให้สวรรค์และพื้นพิภพวุ่นวายจนพลิกกลับหัวกลับหาง สุดท้ายยังให้วิถีสวรรค์มารับผิดชอบ เธอจะทำยังไง?"


   เสิ่นจืออินกำหมัดแน่น "ฉันจะทุบหัวไอ้พวกนั้นให้แหลก!"


   อะไรกันเนี่ย


   แต่ว่า...


   "พวกนั้นไม่ใช่แค่ในนิยายหรอกเหรอ?"


   จวินหยวน "มันก็เกิดขึ้นจริงนะ ในช่วงเวลาอันยาวนานขนาดนั้น จะไม่มีคนประหลาดได้ยังไง พอดีว่าพวกคนประหลาดที่หลงตัวเองพวกนั้นก็มีความสามารถจริงๆด้วย ความสามารถนั้นทำให้พวกเขาไม่สนใจอะไรทั้งนั้น รวมถึงกฎสวรรค์ด้วย เพราะงั้นถึงได้มีคำพูดบ้าบอพวกนั้นออกมา"


   เหมือนกับจักรพรรดิที่นั่งอยู่บนบัลลังก์มังกรของตัวเองอย่าสงบสุข ก็มีกองทัพกบฏปรากฏตัวขึ้นมาต้องการฆ่ามังกรและอยากเป็นใหญ่ องค์ชายและเชื้อพระวงศ์รอบข้างต่างก็จ้องมองด้วยความโลภ ลองถามดูสิว่าใครบ้างไม่รู้สึกรำคาญ


   แล้วยังมีองค์ชายโง่เขลาคนหนึ่งตกหลุมรักกับหญิงชาวนา ทำให้ทั้งราชวงศ์และประชาชนวุ่นวายไปหมด สุดท้ายยังกลายเป็นคนชั่วร้ายและกล่าวโทษว่าเป็นความผิดของจักรพรรดิทั้งหมด โทษว่าเขาไม่อนุญาตให้พวกเขาคบหากัน!


   อา... แค่คิดก็รู้สึกอึดอัดแล้ว


   วิถีสวรรค์ต้องจัดการกับเรื่องวุ่นวายพวกนี้เป็นระยะระยะ เขาไม่มีความรู้สึก มองทุกคนเหมือนกันหมด แต่เธอไม่ใช่คนไร้ศักดิ์ศรีหรือคนโง่ เมื่อเจอคนที่ท้าทายตัวเองหรือทำผิด ก็ต้องหาทางจัดการ


   สุดท้ายเมื่อเบื่อหน่าย สวรรค์ก็มักจะมีคนโง่หนึ่งหรือสองคนลงมาคบหากับมนุษย์ และก่อเรื่องโง่ๆมากมาย วิถีสวรรค์โกรธจัดจึงปิดทางเชื่อมระหว่างสวรรค์และโลกมนุษย์


   เมื่อปิดแล้วก็ไม่สามารถเปิดได้อีก


   เนื่องจากเวลาที่ผ่านไป เทพเจ้าหายไป และสวรรค์ก็อ่อนแอลงเรื่อยๆ


   แต่การพัฒนาของมนุษย์ไม่ได้มุ่งไปทางศาสตร์ลึกลับ แต่กลับมุ่งไปทางเทคโนโลยี ทุกอย่างไม่ได้ดำเนินไปในทางที่ดีขึ้น เพราะมลพิษสิ่งแวดล้อมรุนแรงเกินไป การบริโภคทรัพยากรต่างๆบนโลกสีน้ำเงินมากเกินไป ชีวิตกำลังค่อยๆสูญเสียไป


   หากเป็นเช่นนี้ต่อไป โลกทั้งใบจะต้องเดินไปสู่ความพินาศในไม่ช้าก็เร็ว


   ดังนั้น วิถีสวรรค์จึงคำนวณและนำวิญญาณของเสิ่นจืออินที่เกือบจะสูญสลายกลับมาเกิดใหม่บนโลกสีน้ำเงิน โดยไม่ได้ลบความทรงจำเพราะต้องการให้เธอเติบโตขึ้นมาโดยเร็ว


   จากนั้นเขาได้ใช้พลังสุดท้ายของตนเองทำลายกำแพงที่กักขังโลกสีน้ำเงินมาโดยตลอด ทำให้พลังวิญญาณไหลเข้ามา เปิดศักราชแห่งการฟื้นคืนของพลังวิญญาณ


   แต่เนื่องจากโลกสีน้ำเงินเป็นแก่นกลางของทวีปบรรพกาล แม้จะมีพื้นที่เล็ก แต่ทวีปที่กระจัดกระจายมากมายและดินแดนลับต่างก็โคจรรอบโลกสีน้ำเงิน รวมถึงสิ่งมีชีวิตโบราณที่หลับใหลอยู่ด้วย


   ดังนั้นจึงต้องมีคนเปิดช่องทางไปสู่สวรรค์ และคนคนนั้นก็คือเสิ่นจืออิน


   เคล็ดวิชาฝึกจิตวิญญาณ ก็เป็นโชคชะตาที่วิถีสวรรค์มอบให้แก่เสิ่นจืออิน


   ในคำบอกเล่าของจวินหยวน เสิ่นจืออินก็เข้าใจเหตุผลทั้งหมดในที่สุด


   หลังจากฟังจบ เสิ่นจืออินกลับไม่รู้สึกโกรธหรือน้อยใจที่ถูกวางแผน


   อย่างไรก็ตาม สวรรค์ก็ได้ช่วยชีวิตเธอไว้ ให้โอกาสเธอได้มีชีวิตใหม่พร้อมความทรงจำเดิม


   เคล็ดวิชาฝึกจิตวิญญาณก็เป็นของดี เธอใช้ได้อย่างคล่องแคล่ว


   เมื่อได้รับบุญคุณช่วยชีวิต และยังได้รับของดีที่สวรรค์เตรียมไว้ให้ ก็คงไม่อาจไม่ทำงานได้


   ในโลกนี้คงไม่มีเรื่องดีๆแบบนั้นหรอก แต่ว่า...


   "ดังนั้นฉันต้องรอจนถึงตอนที่ได้ขั้นก้าวผ่านทัณฑ์สวรรค์ ถึงจะกลับไปได้ใช่ไหม?"


   จวินหยวนพยักหน้า "วิถีสวรรค์บอกว่าที่นั่นไม่มีทรัพยากรให้เธอฝึกฝนจนถึงขั้นก้าวผ่านทัณฑ์สวรรค์ ให้เธอมาใช้ทรัพยากรที่นี่ฝึกฝนอย่างเต็มที่ เขาได้ตกลงกับวิถีสวรรค์ที่นี่แล้ว รอให้เธอบรรลุขั้นก้าวผ่านทัณฑ์สวรรค์ และขึ้นสวรรค์แล้วค่อยจากไป"


   มุมปากของเสิ่นจืออินกระตุกเล็กน้อย ตอนนี้ภาพลักษณ์อันลึกลับของวิถีสวรรค์ในใจเธอพังทลายไปบ้างแล้ว


   จู่ๆ เสิ่นจืออินนึกอะไรขึ้นมาได้ เธอรู้สึกผิดเล็กน้อยจึงเอามือลูบจมูก "เอ่อ ตอนที่ฉันผ่านทัณฑ์สวรรค์ก่อนหน้านี้ ฉันก็เคยพูดว่าจะท้าทายสวรรค์เหมือนกัน"


   จวินหยวน "...เธอนี่ท้าทายสวรรค์จริงๆนะ แต่ไม่เป็นไร ยังไงเธอก็พูดกับวิถีสวรรค์ฝั่งนี้ ไม่เกี่ยวกับวิถีสวรรค์ของโลกสีน้ำเงิน"


   เสิ่นจืออินก็เลยวางใจ


   วิถีสวรรค์ของทวีปเหิงหยาง : …พวกนายคิดว่าตัวเองเหนือกว่าใช่ไหม!


   หลังจากอธิบายทุกอย่างให้กระจ่างแล้ว จวินหยวน ก็เตรียมตัวจากไป


   เสิ่นจืออินก็เริ่มต้นการเดินทางอันบ้าคลั่งของเธอ ที่ไหนมีอันตรายและโอกาส เธอก็จะไปที่นั่น


   นอกจากนี้เธอยังรับงานช่วยคนอื่นผ่านทัณฑ์สวรรค์ ชีวิตประจำวันของเธอช่างยุ่งเหยิงเหลือเกิน


   แต่ถึงแม้จะเป็นเช่นนั้น ระดับการบ่มเพาะพลังของเธอก็ค่อยๆสะสมขึ้นไปอย่างช้าๆ


   ยิ่งไปถึงช่วงหลังๆ ทรัพยากรที่จำเป็นสำหรับการฝึกฝนก็ยิ่งหายากมากขึ้น และเวลาที่ใช้ในการสะสมก็ยิ่งยาวนานขึ้น


   เสิ่นจืออินได้ไปเยือนสถานที่อันตรายต้องห้ามทั่วทั้งทวีปเหิงหยางจนครบ อีกยี่สิบปีผ่านไปจึงสามารถยกระดับระดับการบ่มเพาะพลังขึ้นไปถึงระดับปลายของขั้นผ่านมหายาน


   แต่เธอก็ไม่ได้ร้อนรน เพราะมีประสบการณ์มาก่อนแล้วหนึ่งครั้ง จิตใจจึงมั่นคงมาก


   เธอกำลังรอ


   รอการเปิดดินแดนลับที่ยิ่งใหญ่


   ตามตำนานเล่าว่าดินแดนลับนั้นมีความเชื่อมโยงกับโลกเบื้องบน พลังวิญญาณภายในดินแดนลับเข้มข้นจนสามารถรวมตัวเป็นน้ำได้ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ที่นั่นมีพลังอมตะอยู่


   บังเอิญว่า เวลาที่ดินแดนลับจะเปิดก็คือเร็วๆนี้


   แต่การเข้าไปในดินแดนลับของเกาะเซียนนั้นต้องใช้กุญแจ


   และเสิ่นจืออินมีกุญแจนั้นอยู่ดอกหนึ่ง


   ในชาติก่อนเธอมีกุญแจอยู่ในพื้นที่มิติ หลังจากที่เธอสิ้นใจ พื้นที่มิตินั้นถูกอาจารย์เก็บรักษาไว้


   "ท่านอาจารย์ คุณก็จะไปด้วยใช่ไหม? พาอาจารย์หญิงไปด้วยนะ"


   ใช่แล้ว หลังจากผ่านไปหลายปี หนานซูก็สามารถจีบหยุนอิงได้สำเร็จแล้ว


   หนานซูจ้องเธออย่างดุดัน "ไม่ต้องให้เธอบอกหรอก"


   เขาคิดไว้แล้ว


   ดินแดนลับนั้นอันตรายมาก ผู้ที่มีระดับการบ่มเพาะพลังต่ำกว่าขั้นหลอมสูญตา ไม่ควรเข้าไปดังนั้น เสิ่นจืออินจึงไม่ได้ตั้งใจจะให้หลานๆของเธอเข้าไป


   "ทรัพยากรที่ฉันนำกลับมาน่าจะเพียงพอให้พวกเธอฝึกฝนได้สักระยะหนึ่งแล้ว รอจนกว่าฉันจะกลับมานะ"


   เมื่อดินแดนลับเปิดออก เสิ่นซิวหรานและคนอื่นๆมองส่งเสิ่นจืออินและหนานซูเข้าไปในดินแดนลับ


   ต้องบอกว่าสมกับเป็นดินแดนลับที่เกี่ยวข้องกับโลกเบื้องบนจริงๆ เพียงแค่ก้าวเข้าไปในดินแดนลับ เสิ่นจืออินก็รู้สึกถึงพลังวิญญาณอันทรงพลังที่ไหลเข้าสู่ร่างกายของเธอ


   ทุกลมหายใจเข้าออกล้วนเต็มไปด้วยพลังวิญญาณ ช่างรู้สึกดีเหลือเกิน


   แต่...มันมาพร้อมกับอันตราย


   ใครจะเข้าใจล่ะ ในดินแดนลับนี้ แค่สัตว์อสูรโตเต็มวัยตัวเดียวก็มีระดับการบ่มเพาะพลังขั้นผ่านมหายานแล้ว


   บางทีก็มีสัตว์อสูรระดับการบ่มเพาะพลังขั้นผ่านมหายานรวมตัวกันเป็นฝูงๆด้วยซ้ำ


   เสิ่นจืออินตกลงไปในรังของฝูงนกอินทรียักษ์แห่งขุนเขา


   เมื่อนกอินทรีแต่ละตัวกางปีกออก ปีกของมันยาวกว่าความสูงของเธอเสียอีก


   เสิ่นจืออินต่อสู้กับนกอินทรียักษ์แห่งขุนเขาในสายลมหนาวเย็นที่คมกริบเหมือนใบมีดมาหลายวัน ท้ายที่สุดเธอก็ถูกไล่ล่าจนต้องหนี


   ฝูงนกอินทรียักษ์แห่งภูเขาเหล่านี้สามัคคีกันมากเมื่อเผชิญหน้ากับผู้บุกรุกจากภายนอก


   สุดท้ายเธอถูกไล่ล่าลงไปในทะเล และยังคงถูกไล่ล่าโดยฝูงสัตว์อสูรขั้นผ่านมหายาน หรือแม้กระทั่งระดับขั้นก้าวผ่านทัณฑ์สวรรค์


   ในที่สุดเธอก็ตกลงไปในหุบเขาลึกลับใต้ทะเล


   หุบเขาใต้ทะเลลึกที่เรียกว่าหุบเขาแห่งความตายนี้ แม้แต่สัตว์อสูรระดับขั้นก้าวผ่านทัณฑ์สวรรค์ก็ไม่กล้าเข้าไป


   เสิ่นจืออินรู้สึกว่าพลังชีวิตของตัวเองกำลังหายไปอย่างบ้าคลั่งหลังจากตกลงไป ผิวหนังบนร่างกายก็กำลังค่อยๆแก่ชราลง


   เสิ่นจืออิน "บ้าเอ๊ย!!!"


   ตูม!!


   เสิ่นจืออินตกลงไปในแม่น้ำสายหนึ่ง แม่น้ำสีเงินสวยงามมาก ดูราวกับแม่น้ำอมฤทธิ์ในความมืด


   แต่...นี่มันแม่น้ำแห่งกาลเวลา!


   เวลาของสิ่งมีชีวิตทุกอย่างที่เข้าไปในแม่น้ำสายนี้จะไหลผ่านไปด้วยความเร็วร้อยเท่า แม้แต่เทพเจ้าตัวจริงก็ทนการสูญเสียขนาดนี้ไม่ไหว


   ไม่แปลกใจเลยที่รู้สึกว่าพลังชีวิตกำลังค่อยๆหมดไป


   เสิ่นจืออินรู้สึกว่าผิวของตัวเองค่อยๆแก่ชราลง


   แบบนี้ไม่ได้!


   เธอรีบนั่งขัดสมาธิและเริ่มใช้พลังดวงดาว


   เกี่ยวกับเรื่องเวลา ตอนนี้เธอนึกได้แค่แผนที่ดวงดาวนั้น ไม่ว่าจะยังไงก็ต้องลองเสี่ยงดู!



บทที่ 495: อันตรายของสำนักเหวินเจี้ยน



   ความจริงพิสูจน์แล้วว่าแผนที่ดวงดาวนั้นมีประโยชน์จริง แต่ก็เพียงแค่ช่วยประวิงเวลาเท่านั้น


   พลังชีวิตในร่างของเสิ่นจืออินยังคงเสื่อมถอยลงเรื่อยๆ


   เธอพยายามจะออกจากสถานที่แห่งนี้ แต่เมื่อตกลงไปในแม่น้ำแห่งกาลเวลานี้แล้ว ก็ไม่สามารถออกไปได้


   แม่น้ำแห่งกาลเวลาที่งดงามในความมืดมิด กลับแฝงไปด้วยอันตรายถึงชีวิต


   เสิ่นจืออินถึงกับเห็นโครงกระดูกบางส่วนลอยคว้างอยู่ในแม่น้ำแห่งกาลเวลา เมื่อสบตากับเบ้าตาของโครงกระดูกขนาดมหึมานั้น เธอราวกับมองเห็นชะตากรรมของตัวเองในอนาคตอันใกล้


   เสิ่นจืออิน : ...


   ไม่ได้ ไม่ได้เด็ดขาด!


   ในเมื่อมันคือแม่น้ำแห่งกาลเวลา ถ้ามีเวลาที่เคลื่อนไปข้างหน้า ก็ควรจะมีเวลาที่ถอยหลังด้วย


   เธอสูดหายใจลึก แล้วใช้พลังดวงดาวว่ายไปในแม่น้ำ จากนั้นก็ค้นพบกฎเกณฑ์บางอย่าง


   การไหลไปตามกระแสคือการเร่งความเร็วของเวลา ส่วนการทวนกระแส เวลาจะช้าลง


   เธอหันหลังและว่ายทวนกระแส


   แต่นี่ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย


   สายน้ำแห่งกาลเวลาที่ดูเหมือนจะสงบนิ่งนี้ เมื่อว่ายตามกระแสก็ราบรื่นมาก แต่เมื่อว่ายทวนกระแสกลับรู้สึกเหมือนมีบางสิ่งกำลังขัดขวางอยู่


   เธอทุ่มเทพลังทั้งหมด แต่ในเวลาหนึ่งชั่วโมงก็ว่ายได้ระยะทางไม่ถึงห้าสิบเมตร


   และในระหว่างนั้น พลังชีวิตในร่างกายของเธอก็ยังคงสูญเสียไปอย่างต่อเนื่องแต่ตอนนี้เธอทำได้เพียงแค่ฝืนกระแสต่อไป


   เธอดิ้นรนอยู่ในแม่น้ำแห่งกาลเวลา ค่อยๆเปลี่ยนจากหญิงสาวผิวขาวเนียนละเอียดอ่อน กลายเป็นคนในวัยสามสิบกว่า ผิวหนังมีริ้วรอยเพิ่มขึ้นบ้าง


   จากนั้นผมบนศีรษะก็ค่อยๆขาวขึ้นเรื่อยๆ


   แต่การเคลื่อนไหวของเธอไม่ได้ช้าลงเลย กระดูกและอวัยวะภายในของเธอแข็งแกร่งกว่านักบำเพ็ญเพียรทั่วไป แม้แต่สัตว์อสูรก็ยังสู้ไม่ได้


   เวลาผ่านไปอย่างช้าๆ เสิ่นจืออินมองดูผิวหนังบนมือของตัวเองที่ค่อยๆหายไป เผยให้เห็นกระดูกสีทองงดงามด้านใน


   ผมสีดำกลายเป็นผมสีขาว แม้แต่ผิวหนังบนใบหน้าก็ค่อยๆหายไปกลายเป็นแสงดาว


   เมื่อเจอกับโครงกระดูกขนาดใหญ่อีกครั้ง เธอรู้สึกว่าไม่สามารถปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไปได้อีกแล้ว


   เจ้าของโครงกระดูกเหล่านั้นต้องเคยเป็นสัตว์อสูรแห่งสวรรค์อย่างแน่นอน แค่กลิ่นอายที่แผ่ออกมาจากโครงกระดูกก็ทำให้เธอรู้สึกใจสั่น


   แต่สิ่งมีชีวิตที่ทรงพลังขนาดนี้ ก็ยังค่อยๆตายไปในขณะที่พยายามฝ่าฝืนกระแสน้ำ


   คงจะเหมือนกับตัวเธอเอง ที่มองเห็นร่างกายของตัวเองค่อยๆหายไปอย่างชัดเจนนี่มันน่ากลัวเหลือเกิน


   เสิ่นจืออินปรับสภาพจิตใจของตัวเอง เธอไม่สามารถว่ายทวนกระแสต่อไปได้อีกแล้ว อย่างน้อยก็ไม่ใช่ตอนนี้


   แม้ว่ากระดูกและอวัยวะภายในของเธอจะแข็งแกร่งกว่าสัตว์อสูรหลายตัว แต่เธอก็ยังไม่มั่นใจพอที่จะเทียบกับสิ่งมีชีวิตขนาดมหึมาเหล่านี้ได้


   พวกมันทั้งหมดตายระหว่างกระบวนการว่ายทวนกระแส


   แม่น้ำแห่งกาลเวลานี้ไม่อาจมองเห็นจุดสิ้นสุดได้เลย แม้ว่าเสิ่นจืออินจะรู้สึกได้ว่าพลังชีวิตเสื่อมถอยช้ากว่าตอนไหลตามกระแสน้ำ แต่มันก็ยังคงเสื่อมถอยอย่างต่อเนื่อง


   ดังนั้น... การว่ายทวนกระแสไม่ใช่ทางรอด มันก็เป็นทางตายเช่นกัน อย่างน้อยร่างกายปัจจุบันของเธอก็ไม่สามารถทนได้จนถึงจุดสิ้นสุด


   เวลา เวลา


   "ในเมื่อสามารถเข้าใจกฎของมิติได้ แล้วทำไมจะเข้าใจกฎของเวลาไม่ได้ล่ะ"


   เสิ่นจืออินพึมพำ หลังจากคิดออกแล้วเธอก็หยุด นั่งขัดสมาธิและหลับตา ไม่สนใจผิวหนังที่กำลังหายไปจากร่างกายของเธอ


   ในกฎของเวลา ทุกช่วงเวลาล้วนสับสนวุ่นวาย


   เธอรู้สึกเหมือนกลับไปอยู่ในช่วงเวลาที่ไม่สามารถรับรู้ถึงกาลเวลาได้อีกครั้ง ที่นี่ไม่มีความแตกต่างระหว่างกลางวันและกลางคืน


   เสิ่นจืออินทำสามสิ่งพร้อมกัน ใช้พลังดวงดาว เคล็ดวิชาฝึกจิตวิญญาณ และเคล็ดวิชากำเนิดสรรพสิ่งไปพร้อมๆกัน


   เกือบครึ่งหนึ่งของผิวหนังบนร่างกายของเธอสลายไป เผยให้เห็นโครงกระดูกสีทองและอวัยวะภายในที่อยู่ลึกลงไป ตอนนี้สภาพของเธอดูยับเยินและน่ากลัวมาก


   แต่ด้วยผลของเคล็ดวิชากำเนิดสรรพสิ่ง ผิวหนังใหม่ก็งอกขึ้นมาบนกระดูกของเธอ


   เนื่องจากเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว ผลของเคล็ดวิชากำเนิดสรรพสิ่งก็เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วเช่นกัน ในสภาวะที่มีการเสื่อมสลายและงอกใหม่สลับกันไปมา สภาพของเธอในตอนนี้ดูน่ากลัวยิ่งขึ้นไปอีก


   ภายใต้อิทธิพลของพลังดวงดาว เธอค่อยๆเข้าใจกฎแห่งเวลา ดูดซึมพลังบางส่วนของเวลาเข้าสู่ร่างกาย พร้อมกับฝึกฝนเคล็ดวิชาฝึกจิตวิญญาณ


   กระดูกที่เผยออกมาของเธอเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัดด้วยตาเปล่า


   จากสีทอง ค่อยๆเปลี่ยนเป็นสีขาวที่มีเนื้อสัมผัสเหมือนหยก แต่บนกระดูกสีขาวหยกนั้นมีลวดลายสีทองลึกลับไหลเวียนอยู่


   ราวกับเป็นงานศิลปะ แต่เป็นงานศิลปะที่มนุษย์ไม่สามารถแกะสลักขึ้นมาได้


   พร้อมกับการเปลี่ยนแปลงของกระดูก ความเข้าใจของเธอเกี่ยวกับกฎแห่งเวลาก็ลึกซึ้งยิ่งขึ้น แม่น้ำแห่งกาลเวลารอบตัวเธอเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างช้าๆ


   แต่เดิมแม่น้ำแห่งกาลเวลาเป็นเพียงริบบิ้นสีน้ำเงินเส้นยาว แต่ตอนนี้เริ่มก่อตัวเป็นรูปวงวนตื้นๆโดยมีเสิ่นจืออินเป็นศูนย์กลาง


   และ เสิ่นจืออินอยู่ตรงกลาง 'ตา' ของวงวนนั้น


   แม่น้ำแห่งกาลเวลาในช่วงที่เสิ่นจืออินอยู่เกิดการไหลย้อนกลับ


   ตอนแรกเพียงแค่เกิดระลอกคลื่นเล็กๆไม่ชัดเจนนัก แต่ต่อมา ระลอกคลื่นที่เหมือนกับน้ำวนได้แผ่ขยายออกไปกว้างขึ้นเรื่อยๆ และลึกลงไปมากขึ้นด้วย


   กระดูกของเสิ่นจืออินเริ่มเปลี่ยนแปลงทีละน้อยจากบริเวณใกล้หัวใจ ตามด้วยกระดูกส่วนอื่นๆที่เปลี่ยนเป็นสีขาวหยกประดับลวดลายสีทอง น้ำวนก็ยิ่งปรากฏชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ


   ตอนนี้ เสิ่นจืออินเหลือเพียงโครงกระดูกที่สวยงามมาก แต่จิตสำนึกและวิญญาณของเธอยังคงอยู่


   เมื่อน้ำวนในแม่น้ำแห่งกาลเวลาที่มีเธอเป็นศูนย์กลางก่อตัวขึ้นอย่างสมบูรณ์ และแม่น้ำแห่งกาลเวลาทั้งสายเริ่มบิดเบี้ยว เนื้อและเลือดก็ค่อยๆปกคลุมกระดูกของเธอ


   จนในที่สุด เนื้อและเลือดก็มากขึ้นเรื่อยๆ…



   "คุณย่าตัวน้อยยังไม่กลับมาอีกเหรอ? ดินแดนลับนั่นจะเปิดอีกครั้งเมื่อไหร่กันนะ"


   ในสำนักเหวินเจี้ยน พี่น้องตระกูลเสิ่นรวมตัวกันด้วยสีหน้าเป็นกังวล


   ผ่านไปร้อยปีแล้วนับตั้งแต่ดินแดนลับบนเกาะอมตะปิดตัวลง


   ในช่วงร้อยปีนี้ หากไม่ใช่เพราะตะเกียงชีวิตของคุณย่าตัวน้อยแม้จะริบหรี่แต่ก็ยังไม่ดับสนิท พวกเขาคงเสียสติกันไปหมดแล้ว


   เมื่อร้อยปีก่อน ปรมาจารย์ระดับสูงกว่าขั้นมหายานสองในสามของทวีปเหิงหยางได้เข้าไปในดินแดนลับ แต่สุดท้ายมีผู้ออกมาไม่ถึงครึ่ง


   ด้วยเหตุนี้ อำนาจมากมายบนทวีปเหิงหยางจึงเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่


   คนที่ออกมาส่วนใหญ่ใกล้จะถึงขั้นก้าวผ่านทัณฑ์สวรรค์แล้ว ด้วยการมีบรรพบุรุษเหล่านี้คอยคุ้มครอง อำนาจเหล่านั้นก็ย่อมก้าวขึ้นไปอีกระดับ


   แต่ส่วนใหญ่กลับพ่ายแพ้


   สำนักเหวินเจี้ยนก็สูญเสียบรรพบุรุษขั้นผ่านมหายานไปสามคน และขั้นก้าวผ่านทัณฑ์สวรรค์ ไปหนึ่งคน หากไม่ใช่เพราะสำนักเหวินเจี้ยนยังมีบรรพบุรุษระดับขั้นก้าวผ่านทัณฑ์สวรรค์อีกสองคนคอยคุ้มครอง ก็คงถูกอำนาจอื่นๆหมายปองแล้ว


   ก่อนที่ดินแดนลับจะปิดลง เสิ่นจืออินไม่ได้กลับมา


   ทุกคนคิดว่าเธอตายแล้ว แต่ไม่นานก็มีข่าวจากสำนักเหวินเจี้ยนว่าตะเกียงชีวิตของเสิ่นจืออินยังคงสว่างอยู่


   พวกที่กำลังคิดจะทำอะไรบางอย่างก็ไม่กล้าลงมืออีกต่อไป


   ตอนที่อยู่ในภูมิภาคตะวันออก เสิ่นจืออินได้นำภาพวาดของจวินหยวนออกมา และชายหนุ่มที่ก้าวออกมาจากภาพได้สร้างความตื่นตะลึงให้กับภูมิภาคตะวันออกอย่างมาก


   ข่าวนี้ก็ได้แพร่กระจายไปยังภูมิภาคอื่นๆด้วยนอกจากนี้ เสิ่นจืออินยังสามารถบำเพ็ญเพียรจนถึงระดับการบ่มเพาะพลังขั้นผ่านมหายานได้ในเวลาอันสั้น และยังเข้าใจแผนที่ดวงดาวอีกด้วย แม้แต่กลุ่มที่มีนักบำเพ็ญเพียรขั้นก้าวผ่านทัณฑ์สวรรค์ จำนวนมากก็ไม่กล้าผลีผลาม เพราะกลัวว่าเสิ่นจืออินอาจจะยังมีชีวิตอยู่จริงๆ


   แต่เมื่อเวลาผ่านไปร้อยปี เสิ่นจืออินก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะกลับมา บางกลุ่มเริ่มกระวนกระวายที่จะเคลื่อนไหวอีกครั้ง


   วันนี้ ท้องฟ้ามีเสียงดังสนั่น สำนักเหวินเจี้ยนถูกโจมตี


   ปรมาจารย์ในขั้นก้าวผ่านทัณฑ์สวรรค์หลายคนร่วมกันล้อมโจมตีสำนักเหวินเจี้ยน


   หนานซูและบรรพบุรุษขั้นก้าวผ่านทัณฑ์สวรรค์อีกคนหนึ่งของสำนักเหวินเจี้ยนที่กำลังปิดด่านอยู่ถูกปลุกให้ตื่น พวกเขาบินขึ้นไปบนท้องฟ้าพร้อมกันเพื่อเผชิญหน้ากับปรมาจารย์ขั้นก้าวผ่านทัณฑ์สวรรค์เหล่านั้น


   "พวกคุณหมายความว่ายังไง?" หนานซูถามเสียงเย็นชา ดวงตาหรี่ลงจ้องอีกฝ่าย


   "หมายความว่ายังไงน่ะเหรอ สองร้อยปีก่อนสำนักเหวินเจี้ยนได้สังหารทายาทตระกูลโหวของพวกเรา วันนี้พวกเราก็มาเพื่อเรียกร้องความยุติธรรมอย่างแน่นอน!"


   เรียกร้องความยุติธรรมอะไรกันล่ะ มันก็แค่ข้ออ้างเท่านั้นเอง


   พวกนี้โลภอยากได้หอคอยดาบของสำนักเหวินเจี้ยนมานานแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่เสิ่นจืออินได้บรรลุแผนที่ดวงดาวจากหอคอยดาบ


   แผนที่ดวงดาวนั้นเย้ายวนพวกเขามากเกินไป หากได้แผนที่ดวงดาวมา แม้จะไปอยู่ในโลกเบื้องบนก็สามารถสร้างอาณาจักรของตัวเองได้


   เจ็ดปรมาจารย์ขั้นก้าวผ่านทัณฑ์สวรรค์ หนานซูและผู้อาวุโสอีกคนหนึ่งทุ่มเทสุดกำลังเพื่อสกัดกั้นห้าคน ส่วนอีกสองคนที่เหลือแยกย้ายกันโจมตีค่ายกลป้องกันภูเขาของสำนักเหวินเจี้ยน


   "ทุกคน รักษาค่ายกลป้องกันภูเขาเอาไว้!"


   ประมุขสำนักนำผู้อาวุโสทั้งหลายของสำนักเหวินเจี้ยนต้านทานการโจมตีของปรมาจารย์ขั้นก้าวผ่านทัณฑ์สวรรค์สองคน


   แต่นี่ไม่ใช่เรื่องที่จะสามารถต้านทานได้ด้วยจำนวนคนที่มากกว่า ช่องว่างระหว่างระดับการบ่มเพาะพลังนั้นเหมือนเหวลึกที่มองไม่เห็นขอบ


   ในเวลาอันสั้น สำนักเหวินเจี้ยนสูญเสียผู้อาวุโสไปกว่าสิบคน ดวงตาของประมุขสำนักสำนักเหวินเจี้ยนแดงก่ำ


   ศิษย์คนอื่นๆก็บินออกมาสาบานว่าจะต่อสู้จนตาย


   พี่น้องจากตระกูลเสิ่นก็อยู่ในนั้นด้วย


   เสิ่นซิวหนานเผชิญหน้ากับปรมาจารย์ขั้นก้าวผ่านทัณฑ์สวรรค์สองคนนั้นอย่างใจเย็นที่สุด


   "จัดกระบวนทัพดาบ!"


   พี่น้องตระกูลเสิ่นรวมถึงศิษย์ทั้งหมดของสำนักเหวินเจี้ยนต่างก้าวออกมา ภายใต้การบัญชาของเสิ่นซิวหนาน พวกเขาจัดรูปแบบการต่อสู้ด้วยดาบ


   พวกเขาหลายคนร่วมมือกันอย่างกลมเกลียว สร้างกระบวนทัพดาบที่ทรงพลัง กักขังปรมาจารย์ขั้นก้าวผ่านทัณฑ์สวรรค์คนหนึ่งเอาไว้


   ส่วนปรมาจารย์อีกคนถูกประมุขสำนักและผู้อาวุโสที่เหลือกักขังเอาไว้


   แม้ต้องตาย พวกเขาก็จะทุ่มเทสุดกำลังเพื่อถลกหนังพวกนั้นออกมาให้ได้!


   "พวกแกอยากตายรึไง!"


   ปรมาจารย์ระดับขั้นก้าวผ่านทัณฑ์สวรรค์ที่ถูกกระบวนทัพดาบล้อมไว้รู้สึกอับอายขายหน้า


   เขาจ้องมองไปที่เสิ่นซิวหนานซึ่งเป็นผู้บัญชาการ


   "หลานชายของเสิ่นจืออิน เป็นเด็กที่มีแววดีจริงๆ"


   เมื่อได้ยินคำพูดของเขา พี่น้องตระกูลเสิ่นรู้สึกใจหายวาบ


   ปรมาจารย์ระดับขั้นก้าวผ่านทัณฑ์สวรรค์ผู้นั้นไม่สนใจบาดแผลบนร่างกายตัวเอง แต่ทุ่มเทพลังทั้งหมดโจมตีเสิ่นซิวหนานเพียงครั้งเดียว


   ตอนนี้เสิ่นซิวหนานอยู่ในขั้นหลอมสูญตา เขาถูกปรมาจารย์ระดับขั้นก้าวผ่านทัณฑ์สวรรค์ล็อกเป้าหมายไว้จนไม่สามารถหนีไปไหนได้


   เขาใช้พลังทั้งหมดที่มีเพื่อป้องกันการโจมตีด้วยดาบหนึ่งครั้ง แต่ดาบของเขาแตกออกเป็นเสี่ยงๆ และตัวเขาเองก็ถูกซัดกระเด็นออกไป


   "พรวด..."


   กระดูกทั่วร่างเสิ่นซิวหนานแตกละเอียด เขาตายแล้ว


   พี่น้องคนอื่นๆของตระกูลเสิ่น เสียสติไปหมด "ฉันจะฆ่าแกให้ตาย!"


   เสิ่นมู่เหยี่ยพุ่งออกไปราวกับสัตว์ป่าที่คลุ้มคลั่ง


   เสิ่นซิวหราน เสิ่นมู่จิ่น เฟิงหยาง ทุกคนต่างกรูกันเข้าไปด้วยดวงตาแดงก่ำ


   ภายใต้การร่วมมือกันของพวกเขา โดยใช้ทุกสิ่งที่สามารถโจมตีได้ ในที่สุดก็กัดเนื้อของปู่เฒ่าขั้นก้าวผ่านทัณฑ์สวรรค์ได้หนึ่งคำ


   แต่พวกเขาก็เหลือลมหายใจรวยรินแล้ว


   บรรพบุรุษขั้นก้าวผ่านทัณฑ์สวรรค์โกรธแค้นจนหน้าแดง


   "ถ้าอยากตายนักฉันก็จะทำให้สมใจพวกแก!"


   พูดจบ เขาก็แสดงสีหน้าดุร้ายพร้อมโจมตีคนด้านล่างอย่างสุดกำลัง


   ในขณะที่การโจมตีนั้นกำลังจะลงมา มือใหญ่ที่มองไม่เห็นก็ขวางเอาไว้


   ในวินาทีถัดมา พื้นที่ว่างก็ฉีกขาดออก เสิ่นจืออินเดินออกมาจากตรงนั้น


   เมื่อมองเห็นสถานการณ์ของสำนักเหวินเจี้ยนอย่างชัดเจน เห็นหลานชายคนที่สองที่หมดลมหายใจไปแล้ว และหลานชายคนอื่นๆที่บาดเจ็บสาหัส พายุพลังงานที่มีเสิ่นจืออินเป็นศูนย์กลางก็แผ่กระจายออกไป


   "พวกแก..."


   เธอค่อยๆหันหน้าไปมองปรมาจารย์ขั้นก้าวผ่านทัณฑ์สวรรค์


   เมื่อปรมาจารย์ขั้นก้าวผ่านทัณฑ์สวรรค์เห็นเสิ่นจืออิน ม่านตาของเขาก็หดเล็กลง สัญญาณเตือนถึงอันตรายทำให้เขาอยากจะหันหลังวิ่งหนีทันที


   แต่เพียงชั่วพริบตาเสิ่นจืออินก็ปรากฏตัวอยู่ตรงหน้าเขาแล้ว


   ฉึก...


   ปรมาจารย์ท่านนั้นรู้สึกเจ็บปวดที่ร่างกาย เมื่อก้มลงมองก็พบว่าเสิ่นจืออินได้ใช้นิ้วมือทั้งห้าโนิ้วเป็นกรงเล็บ แทงทะลุร่างกายของเขาและบีบทำลายจุดตันเถียนของเขาในชั่วพริบตา


   "รนหาที่ตาย"


   เสียงของเธอที่เต็มไปด้วยความเย็นชาดังขึ้นข้างหูของปรมาจารย์ขั้นก้าวผ่านทัณฑ์สวรรค์


   ปรมาจารย์ขั้นก้าวผ่านทัณฑ์สวรรค์ที่เคยโอ้อวดอำนาจคนนี้ ถูกเสิ่นจืออินสังหารในพริบตา


   วิญญาณของเขายังอยากจะหนี แต่ถูกเสิ่นจืออินคว้าเอาไว้ได้ทันที ไม่ให้โอกาสเขาได้ขอความเมตตาเลย และเผาเขาตายทันที


   ในวินาทีถัดมา เธอก็ปรากฏตัวต่อหน้าปรมาจารย์ขั้นก้าวผ่านทัณฑ์สวรรค์อีกคนหนึ่ง


   ปรมาจารย์ผู้นั้นเมื่อเห็นว่าพวกพ้องของตนถูกสังหารในชั่วพริบตาเดียว ก็คิดจะหลบหนี แต่ก็หนีไม่พ้น


   เขาทำได้เพียงให้คนอื่นมาช่วยเหลือตัวเอง


   "เสิ่นจืออิน เธออย่าได้หยิ่งผยองนักเลย พวกเรามีคนมากมายขนาดนี้ จะไม่สามารถฆ่าเธอได้หรือไง!"


   ดังนั้น จึงเหลือสองคนไว้สกัดกั้นหนานซูที่บาดเจ็บสาหัสและผู้อาวุโสขั้นก้าวผ่านทัณฑ์สวรรค์อีกคนหนึ่งของสำนักเหวินเจี้ยน ส่วนนักบำเพ็ญเพียรขั้นก้าวผ่านทัณฑ์สวรรค์ที่เหลือทั้งหมดรุมโจมตีเสิ่นจืออิน


   เสิ่นจืออินเผชิญหน้ากับพวกเขา แต่ก็ไม่ได้เสียเปรียบแต่อย่างใด


   แต่ไม่นาน ก็มีปรมาจารย์ขั้นก้าวผ่านทัณฑ์สวรรค์มาอีก


   ประมุขสำนักมองดูคนที่มาด้วยสีหน้าเปลี่ยนไปอย่างมาก "ราชาปีศาจ พวกแกร่วมมือกับเผ่าปีศาจ!"


   ผู้ที่มาไม่ใช่แค่ราชาปีศาจเท่านั้น แต่ยังมีเผ่าปีศาจอีกมากมาย


   ราชาปีศาจมองผู้คนจากสำนักเหวินเจี้ยนและเสิ่นจืออินด้วยรอยยิ้มเยาะเย้ย


   เขาจ้องมองเสิ่นจืออินด้วยสายตาเต็มไปด้วยความแค้น


   "เสิ่นจืออิน เธอคงไม่คิดว่าจะมีวันที่เธอตกอยู่ในเงื้อมมือของฉันสินะ"


   เสิ่นจืออินมองเขาอย่างเย็นชา "ไม่คิดว่าจะยังไม่ตาย หนังเหนียวจริงๆ"


   ราชาปีศาจในชาติก่อนถูกเธอไล่ล่าและสังหาร แต่ไม่คิดว่าจะยังมีชีวิตอยู่ "คิดไม่ถึงใช่ไหม ฉันก็คิดไม่ถึงเหมือนกันว่าร่างกายของเธอถูกสับจนแทบไม่เหลือแล้วยังมีชีวิตอยู่ได้ พวกเราเหมือนกันเลยนะ"


   เขายิ้มอย่างชั่วร้ายพลางปรบมือ "ฆ่าพวกมันซะ หลังจากนี้สำนักเหวินเจี้ยนก็จะกลายเป็นดินแดนของพวกเรา"


   พูดจบก็โจมตีไปที่เสิ่นจืออินพร้อมกับลูกน้องอีกหลายคนที่มีระดับการบ่มเพาะพลัง ขั้นก้าวผ่านทัณฑ์สวรรค์เช่นเดียวกัน


   ตอนนี้แม้ว่า เสิ่นจืออินจะแข็งแกร่งแค่ไหน เมื่อเผชิญหน้ากับปรมาจารย์ระดับขั้นก้าวผ่านทัณฑ์สวรรค์มากมายขนาดนี้ ก็ยังตกเป็นรอง


   แต่เธอก็ไม่ได้ตื่นตระหนกแต่อย่างใด


   ราชาปีศาจหัวเราะเสียงดัง "ได้ยินมาว่าข้างกายเธอมีชายผู้หนึ่งที่แข็งแกร่งยิ่งกว่าปรมาจารย์ระดับขั้นก้าวผ่านทัณฑ์สวรรค์ แล้วทำไมเขาไม่มาปกป้องเธอล่ะ?"


   เสิ่นจืออินทั้งร่างเปรอะเปื้อนไปด้วยเลือด จ้องมองราชาปีศาจพลางยิ้ม


   ราชาปีศาจเห็นรอยยิ้มของเธอก็รู้สึกไม่สบายใจอย่างยิ่ง


   เสิ่นจืออินพูดว่า "ในเมื่อแกอยากเจอนัก งั้นฉันก็จะให้แกได้พบเขาเอง!"


   พูดจบเธอก็โยนภาพวาดนั้นออกมา ราชาปีศาจสีหน้าเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว "รีบทำลายภาพวาดนั้นเร็ว"


   แต่น่าเสียดายที่ภาพวาดนั้นไม่สามารถทำลายได้


   จวินหยวนออกมาจากข้างใน และออกมาในรูปแบบของมังกรดำ


   ทุกคนรวมกันยังไม่ใหญ่เท่าลูกตาของมังกรดำตัวมหึมานั้น


   มังกรดำอ้าปากครั้งเดียว ก็กลืนกินนักบำเพ็ญเพียรขั้นก้าวผ่านทัณฑ์สวรรค์ที่กำลังล้อมโจมตีเสิ่นจืออินเข้าไปหมด


   ราชาปีศาจใช้ยันต์เคลื่อนย้ายหนีไป


   แต่เขาก็ยังไม่ทันได้หนีไปไกล มังกรดำก็ปรากฏตัวขึ้นที่จุดที่เขาลงมา ใช้กรงเล็บบดขยี้ร่างกายและวิญญาณของเขาจนแหลกละเอียด


   เสิ่นจืออินนั่งอยู่บนหลังมังกรดำด้วยสีหน้าซีดขาว ดวงตาของเธอแดงก่ำ


   "จวินหยวน กลับกันเถอะ"


   เสียงของเสิ่นจืออินอ่อนแรง ไม่มีความเด็ดเดี่ยวเหมือนตอนที่เผชิญหน้ากับเหล่าปรมาจารย์ขั้นก้าวผ่านทัณฑ์สวรรค์มากมายเมื่อครู่นี้อีกต่อไป


   มังกรดำเชื่อฟังและกลับไปยังสำนักเหวินเจี้ยน


   ทันทีที่มันปรากฏตัว มันก็สังหารพวกปีศาจไปเกือบครึ่ง


   พวกปีศาจที่เหลือเห็นว่าราชาปีศาจตายแล้ว และมังกรดำก็แข็งแกร่งเกินกว่าที่พวกเขาจะคิดต่อต้าน จึงรีบหนีไปทันที


   ศิษย์ของสำนักเหวินเจี้ยนต่างไล่ตามไปด้วยความแค้น พวกเขาต้องฆ่าพวกปีศาจเหล่านั้นให้ได้!


   มังกรดำร่อนลงและเปลี่ยนร่างเป็นมนุษย์ สองมือโอบอุ้มเสิ่นจืออินที่กำลังอ่อนแรงอยู่


   "หลานชายคนที่สอง"


   "ไม่ต้องกังวล วิญญาณของเขายังอยู่ดี"


   เสิ่นจืออินได้ยินดังนั้นก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก ดีแล้ว ขอเพียงวิญญาณยังอยู่ก็พอ


   พอถอนหายใจเช่นนั้น เธอก็หมดสติไปอย่างสิ้นเชิง


   "คุณย่าตัวน้อย"


   พี่น้องตระกูลเสิ่นหลายคนบาดเจ็บสาหัส แต่ไม่ถึงตาย พวกเขานำร่างของเสิ่นซิวหนานมาด้วย


   พวกเขาร้องไห้จนดวงตาแดงก่ำ


   หลังจากผ่านเรื่องราวมามากมาย นี่เป็นครั้งแรกที่พวกเขาต้องเห็นพี่น้องของตัวเองตายต่อหน้าต่อตา


   จวินหยวนอุ้มเสิ่นจืออินแล้วพูดว่า "ตราบใดที่วิญญาณยังอยู่ เราก็สามารถสร้างร่างกายใหม่ให้เขาได้"


   เมื่อได้ยินคำพูดนั้น พี่น้องตระกูลเสิ่นหลายคนก็รู้สึกฮึกเหิมขึ้นมาทันที "น้องชายคนรอง เขายังมีชีวิตอยู่ได้"


   จวินหยวนพยักหน้า พี่น้องตระกูลเสิ่นล้อมรอบร่างไร้วิญญาณของเสิ่นซิวหนานและร่ำไห้อย่างโศกเศร้า


   ดีจังเลย ยังมีชีวิตอยู่ได้ก็ดีแล้ว



บทที่ 496: กลับสู่โลกสีน้ำเงิน



   จวินหยวนไม่สามารถอยู่ที่นี่ได้นานเกินไป เขาเพียงแค่สั่งการให้เก็บรักษาร่างของเสิ่นซิวหนานไว้ให้ดีแล้วก็จากไป


   เสิ่นอวี้จู๋และคนอื่นๆถูกทิ้งไว้ที่ถ้ำเพื่อดูแลเสิ่นจืออินที่ยังคงหมดสติอยู่ ส่วนคนที่เหลือต่างก็ยุ่งอยู่


   พวกเขายุ่งอยู่กับการจัดการเรื่องต่างๆ หลังจากการต่อสู้ครั้งนี้


   เสิ่นจืออินฟื้นขึ้นมาหลังจากผ่านไปสองวัน


   สิ่งแรกที่เธอทำหลังจากตื่นขึ้นมาคือตรวจสอบสถานการณ์ของเหล่าหลานๆของตัวเอง นอกจากเสิ่นอวี้จู๋แล้ว คนที่เหลือล้วนได้รับบาดเจ็บค่อนข้างหนัก แต่ด้วยเสิ่นอวี้จู๋ และยาเม็ดที่สำนักยานำมา ทำให้ผู้บาดเจ็บทั้งหมดไม่ต้องสูญเสียชีวิต


   ดวงตาของเสิ่นอวี้จู๋แดงก่ำ ไม่รู้ว่าเขาร้องไห้มานานแค่ไหนแล้ว


   เมื่อเห็นเสิ่นจืออินฟื้นขึ้นมา เขาก็ร้องไห้อีก


   เสิ่นจืออินตบไหล่เขาเบาๆ "วางใจเถอะ ฉันจะทำให้พี่รองของเธอฟื้นคืนชีพ และจะแก้แค้นให้ด้วย"


   ในโลกแห่งการบำเพ็ญเซียนนั้น มักเป็นเรื่องปกติที่เมื่อตีเด็กแล้วผู้ใหญ่ก็จะมา ความรับผิดชอบเชื่อมโยงกันเป็นลูกโซ่ ไม่มีคำว่าอยู่อย่างสงบโดยไม่ยุ่งเกี่ยวกับใคร


   ตอนนี้ตัวการใหญ่ถูกฆ่าตายแล้ว ตระกูลที่อยู่เบื้องหลังพวกเขาก็ต้องรับความโกรธแค้นไปด้วยเป็นธรรมดา


   สำนักเหวินเจี้ยนยุ่งอยู่กับการจัดการพวกเผ่าปีศาจภายนอกจนไม่มีเวลาไปจัดการกับตระกูลและอำนาจเบื้องหลังของพวกนักบำเพ็ญเพียรขั้นก้าวผ่านทัณฑ์สวรรค์เหล่านั้น แต่พอเสิ่นจืออินฟื้นขึ้นมา วันรุ่งขึ้นก็ไปหาเรื่องทันที


   ไม่เพียงแต่ฆ่านักบำเพ็ญเพียรที่ต่อต้านอย่างรุนแรงของอำนาจเหล่านั้นเท่านั้น ยังปล้นคลังสมบัติของพวกเขาอย่างโจ่งแจ้ง ไม่เหลือไว้แม้แต่น้อย


   เส้นพลังวิญญาณที่พวกเขาครอบครองก็ถูกปล้นไปด้วย


   ใครต่อต้านก็ฆ่าทิ้ง ส่วนพวกที่หนีไปเธอก็ไม่ได้สนใจมากนัก ในเมื่อกล้าคิดจะแย่งชิงของของคนอื่นและก่อสงคราม ก็ต้องพร้อมรับผลที่จะถูกแย่งชิงกลับ!


   กลุ่มอิทธิพลบางกลุ่มที่ได้ยินข่าวรีบเก็บข้าวของเตรียมหนี แต่สุดท้ายก็ถูกเสิ่นจืออินตามหาจนเจอ


   เสิ่นจืออินออกตามหาคนเพื่อแก้แค้นอย่างบ้าคลั่งไปทั่ว กลุ่มอิทธิพลอื่นๆทั่วทั้งทวีปก็ได้แต่มองดูโดยไม่กล้ายุ่งเกี่ยว


   ตอนนี้คนผู้นี้อยู่ในขั้นก้าวผ่านทัณฑ์สวรรค์แล้ว ยังมีมังกรดำที่แข็งแกร่งอยู่เบื้องหลังอีก ไม่มีใครกล้าไปยุ่งกับเธอเลย


   หลังจากเสิ่นจืออินออกไปแก้แค้นทั่วเป็นเวลาหนึ่งปีผ่านไป ในระหว่างนั้นเธอก็กลับไปที่สำนักเหวินเจี้ยน มอบทรัพยากรที่เหมาะสมสำหรับการฝึกฝนให้กับหลานๆ คนจากดาวสีน้ำเงินก็ได้รับด้วย แต่ไม่ล้ำค่าเท่ากับพี่น้องตระกูลเสิ่น


   ร่างของเสิ่นซิวหนานถูกเธอเก็บไว้อย่างดีแล้ว อยู่ในแม่น้ำแห่งกาลเวลา


   เธอได้เข้าใจกฎแห่งเวลาอย่างถ่องแท้แล้ว แม่น้ำแห่งกาลเวลาทั้งหมดถูกเธอดูดซับเข้าไป


   ตอนนี้เสิ่นจืออินใช้กฎแห่งมิติเปิดมิติขนาดใหญ่ขึ้นภายในร่างกายของตัวเอง แม่น้ำแห่งกาลเวลานั้นอยู่ภายในมิตินี้


   ร่างของเสิ่นซิวหนานก็ถูกนำไปไว้ในมิตินั้น เวลาหยุดนิ่ง และภายใต้ผลของเคล็ดวิชากำเนิดสรรพสิ่ง ร่างกายของเสิ่นซิวหนานค่อยๆฟื้นคืนทีละน้อย


   เวลาผ่านไปหนึ่งปี เสิ่นจืออินคำนวณเส้นพลังวิญญาณที่เธอหามาได้จากดินแดนลับในเกาะเซียน รวมถึงที่แย่งชิงมาจากศัตรู มีเพียงพอสำหรับพลังวิญญาณที่เธอต้องการในการขึ้นสู่สวรรค์แล้ว ดังนั้นเธอจึงมาบอกลาอาจารย์


   คนอื่นๆก็ไปลาอำลาอาจารย์ของตนเอง


   ความรู้สึกที่เกิดขึ้นจากการอยู่ร่วมกันมากว่าร้อยปีนั้น ไม่สามารถอธิบายได้ด้วยคำว่า "ลึกซึ้ง" เพียงคำเดียว


   พวกเขาได้มองอาจารย์เป็นเสมือนพ่อแม่ไปแล้ว


   "ในที่สุด ก็ถึงเวลาต้องจากไปแล้วสินะ"


   แม้จะรู้ว่าวันนี้ต้องมาถึงสักวัน แต่ทุกคนก็ยังรู้สึกเศร้าและอาลัยอาวรณ์อย่างมาก "อาจารย์ ท่านกับอาจารย์หญิงก็จะขึ้นสวรรค์แล้วใช่ไหม ถึงตอนนั้นพวกเราอาจจะได้พบกันในโลกเบื้องบนก็ได้นะ"


   เสิ่นจืออินพยายามคิดในแง่ดี


   หนานซูลูบหัวเธอเบาๆ "หลังจากเธอกลับมา ก็ยุ่งอยู่กับการฝึกวิชา ไม่ได้อยู่ด้วยกันอย่างเต็มที่เลย แต่ว่า รู้ว่าเธอยังมีชีวิตอยู่ก็ดีแล้ว ฉันก็วางใจได้"


   ดวงตาของเสิ่นจืออินเริ่มแดงเรื่อเล็กน้อย "ท่านอาจารย์"


   "ไปเถอะ"


   เสิ่นจืออินถอยหลังไปสองก้าว จากนั้นคุกเข่าลงตรงหน้าเขา และโค้งศีรษะคำนับอย่างแน่วแน่สามครั้ง


   หนานซูมองเธอ และรับการคำนับนั้น


   "เส้นทางต่อจากนี้ เธอต้องเดินด้วยตัวเองแล้ว"


   เสิ่นจืออินมองเขา แล้วยิ้มพลางกล่าวคำว่า "ค่ะ"


   หลังจากออกจากที่พักของอาจารย์ เธอก็เห็นเซี่ยหนานเซียวที่กำลังรออยู่ข้างนอก


   "อาจารย์"


   เซี่ยหนานเซียวมองเธอ "ดูแลตัวเองด้วยนะครับ"


   เสิ่นจืออินตบไหล่เขาเบาๆ แล้วนึกอะไรขึ้นมาได้จึงยื่นตำราวิชาเล่มหนึ่งให้เขา "นี่คือวิชาดาบไร้ธาตุ ฉันเพิ่งรู้ว่าเมื่อขึ้นไปยังโลกเบื้องบนแล้ว จิตวิญญาณธาตุไม่สำคัญเท่าไหร่ ความเข้าใจและพลังของตัวเองต่างหากที่สำคัญที่สุด ตั้งแต่นี้ไปเธอต้องฝึกฝนร่างกายและเสริมสร้างการฝึกฝนจิตวิญญาณ"


   เธอโยนตำราฝึกร่างกายให้เซี่ยหนานเซียว ไม่ใช่เคล็ดวิชาฝึกจิตวิญญาณ


   "นี่คือสิ่งที่ฉันพบบนเกาะเซียน เธอทำสำเนาหนึ่งชุดให้อาจารย์ เพื่อให้เขาได้เริ่มฝึกร่างกายหลังจากขึ้นสู่สวรรค์"


   เซี่หนานเซียวถือตำราพลางพยักหน้า "ครับ อาจารย์"


   หลังจากสั่งเสียเสร็จ เสิ่นจืออินก็ไปบอกลาผู้อาวุโสคนอื่นๆ และประมุขสำนัก


   หลังจากกล่าวคำอำลา เธอรวบรวมทุกคนที่มาจากโลกสีน้ำเงินเข้าด้วยกัน


   ในช่วงสงครามใหญ่ มีคนเสียชีวิตไปสิบกว่าคนรวมเสิ่นซิวหนาน เสิ่นจืออินได้เก็บร่างของพวกเขาทั้งหมดไว้แล้ว


   ส่วนวิญญาณนั้นอยู่กับจวินหยวน


   เพราะไม่มีใครเข้าใจวิธีการเก็บรักษาวิญญาณได้ดีไปกว่าจักรพรรดิแห่งยมโลกอีกแล้ว


   พวกเขาพากันมาที่หอคอยดาบด้วยกันเสิ่นจืออินหยิบยานข้ามมิติออกมา หลังจากทุกคนขึ้นยานแล้ว พวกเขาหันกลับไปมองสถานที่ที่พวกเขาอาศัยอยู่มากว่าร้อยปีเป็นครั้งสุดท้ายอย่างลึกซึ้ง


   การจากลาทำให้รู้สึกอาลัยอาวรณ์ แต่ไม่มีใครต้องการที่จะอยู่ต่อ


   โลกสีน้ำเงินต่างหากที่เป็นรากเหง้าของพวกเขา


   "พวกเรากำลังจะไปแล้ว"


   "ลาก่อนท่านอาจารย์"


   "ลาก่อนพี่ชาย พี่สาว น้องชาย น้องสาวทั้งหลาย พวกคุณต้องดูแลตัวเองให้ดีนะ"


   ทั้งสองฝ่ายต่างกล่าวคำอำลา ทุกคนร้องไห้


   เสิ่นจืออินกัดฟันแน่น นำทุกคนเข้าสู่ชั้นที่แปดของหอคอยดาบ


   วิญญาณแห่งหอคอยดาบดูเหมือนจะคาดการณ์ไว้ล่วงหน้าแล้ว กล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า "มาแล้วสินะ"


   เสิ่นจืออินพยักหน้า "ท่านผู้อาวุโส รบกวนท่านด้วยนะคะ"


   วิญญาณแห่งหอคอยดาบไม่ได้พูดอะไรมาก แต่ในไม่ช้า มิตินี้ก็ปรากฏวังวนมิติสีดำขนาดมหึมา


   วังวนมิติที่คุ้นเคย เหมือนกับตอนที่พวกเขามาถึง


   พวกเขาถูกดูดเข้าไปก่อนที่จะทันได้ตอบสนอง


   ดีมาก ยังคงเป็นรอยแยกมิติที่คุ้นเคย


   ครั้งนี้ เสิ่นจืออินยืนอยู่นอกยานข้ามมิติเพื่อรับพายุมิติโดยตรง เธอดูดซับพลังมิติจากพายุใบมีดมิติอย่างบ้าคลั่ง


   คนอื่นๆได้แต่มองอย่างอิจฉา ไม่สามารถดูดซับได้แม้แต่น้อย


   หลังจากเสิ่นจืออินคุ้นเคยกับการควบคุมพลังมิติที่นี่แล้ว เธอก็ส่งผ่านพลังบางส่วนเข้าไปในยานข้ามมิติ


   "พวกคุณลองดูดซับดูสิ"


   การดูดซับพลังแห่งมิตินั้นรู้สึกไม่สบายตัวมาก แต่ก็ช่วยขัดเกลาร่างกายได้จริง ตอนแรกทุกคนรู้สึกว่าร่างกายทนไม่ไหวแม้จะดูดซึมเพียงเล็กน้อย บางครั้งเส้นลมปราณและอื่นๆถูกฉีกขาดและระเบิดออก


   หลังจากกิน ยาเม็ด พวกเขาทุกคนไม่ยอมแพ้และยังคงดูดซึมต่อไป


   ในกระบวนการที่ได้รับบาดเจ็บอย่างต่อเนื่อง กินยาเม็ดเพื่อฟื้นฟู และเมื่อฟื้นฟูแล้วก็ดูดซึมต่อไป เส้นลมปราณและร่างกายของพวกเขาค่อยๆแข็งแกร่งขึ้น


   มันช่างทำให้ติดใจเหลือเกิน


   แม้กระทั่งตอนที่ออกมาจากรอยแยกมิติ พวกเขาก็ยังรู้สึกอยากได้อีก


   "ความรู้สึกที่มีพลังมหาศาลด้วยตัวเองโดยไม่ต้องพึ่งพาแรงภายนอกนั้นช่างยอดเยี่ยมจริงๆ"


   พวกเขากระโดดลงจากยานข้ามมิติ บางคนทุบหินแตกด้วยหมัดเดียว บางคนถอนต้นไม้ใหญ่ที่ต้องใช้คนหลายคนโอบได้ทันที


   โดยสรุปแล้วก็คือพวกเขามีพลังมหาศาลที่ใช้ไม่หมด


   ตอนอยู่บนยานนั้นพวกเขารู้สึกอึดอัดมาก


   "นี่มันที่ไหนกัน?"


   "พวกเรากลับมาที่โลกสีน้ำเงินแล้วใช่ไหม?"


   เสิ่นจืออินรู้สึกถึงอากาศรอบตัว พยักหน้าอย่างมั่นใจ "อืม กลับมาแล้ว"


   "แต่ดูเหมือนว่าพวกเราจะถูกล้อมไว้นะ"


   ตอนนี้พวกเขาอยู่บนภูเขา ต้นไม้ที่นี่กลายพันธุ์เป็นต้นไม้ยักษ์สูงเสียดฟ้า สัตว์ต่างๆก็กลายพันธุ์มีขนาดร่างกายใหญ่โตขึ้นตามไปด้วย


   และในตอนนี้ พวกเขาถูกล้อมด้วยฝูงหมูป่าผิวหยาบที่มีขนาดใหญ่เท่าภูเขาลูกเล็กๆ


   ในตอนนี้ หมูป่าทั้งหมดจ้องมองพวกเขาด้วยดวงตาสีแดงฉาน มีประมาณยี่สิบกว่าตัว


   พวกเขาดูเล็กมากเมื่อเทียบกับหมูป่าขนาดใหญ่เหล่านี้


   แต่...ความรู้สึกค่อยๆตื่นเต้นและเริ่มผิดปกติขึ้นมา


   "ช่างบังเอิญจริงๆ ฉันกำลังมีพลังล้นเหลือไม่รู้จะระบายที่ไหนพอดี"


   "ฮ่าๆๆ...มาเลยพวกเจ้าตัวน้อย!"


   สถานการณ์นี้ ไม่รู้ว่าใครกำลังล้อมใครกันแน่


   ทุกคนวิ่งพรวดพราดออกไปเพื่อแย่งชิงเหยื่อ


   แม้ว่าหมูป่ากลายพันธุ์จะมีจำนวนมาก แต่พวกเขามีคนมากกว่า


   สุดท้ายจำเป็นต้องให้หลายคนร่วมกันล่าหมูป่าหนึ่งตัว


   ดังนั้นฝูงหมูป่าเหล่านี้จึงประสบเคราะห์กรรม เสียงร้องโหยหวนดังก้องไปทั่วป่าทึบ



บทที่ 497: การขึ้นสู่สวรรค์



   หลังจากออกมาจากภูเขา พวกเขารีบกลับไปยังแคว้นหลานโจวทันที


   จริงๆแล้วตอนกลับไป ทุกคนต่างมีความรู้สึกกังวลใจเล็กน้อย


   เมื่อใกล้ถึงบ้านเกิด เวลาผ่านไปกว่าร้อยปีแล้ว ไม่รู้ว่าญาติพี่น้องยังอยู่หรือเปล่า


   และตอนนี้โลกสีน้ำเงินเปลี่ยนแปลงไปมากจริงๆ พวกเขาบินอยู่บนท้องฟ้าก็สามารถเจอสัตว์อสูรที่แข็งแกร่งได้ตลอดเวลา พืชพรรณก็เติบโตใหญ่โตผิดปกติ ใหญ่จนมองไม่เห็นเมืองของมนุษย์แล้ว


   "โอ้โห นั่นอะไรน่ะ มังกรเหรอ?"


   มังกร เมื่อได้ยินคำนี้ ทุกคนหันไปมองโดยอัตโนมัติ และทันทีที่มอง พวกเขาก็เบิกตากว้างด้วยความตกใจ


   มันเป็นมังกรจริงๆ แต่ไม่ใช่มังกรแบบตะวันออก แต่เป็นมังกรแบบตะวันตกที่มีปีกค้างคาวและท้องใหญ่


   นอกจากมังกรตะวันตกตัวนั้นแล้ว ยังมีจิ้งจอกเก้าหางที่สวยงามเป็นพิเศษด้วย สัตว์อสูรขนาดใหญ่สองตัวกำลังต่อสู้กันอยู่


   สภาพแวดล้อมโดยรอบถูกทำลายไปไม่น้อย ไม่รู้ว่าพวกมันต่อสู้กันมานานแค่ไหนแล้ว


   "ไปกันเถอะ ขึ้นไปช่วย"


   ส่วนเรื่องที่จะช่วยใครนั้น ก็เห็นได้ชัดอยู่แล้ว


   ไปซัดมังกรตะวันตกนั่นซะ


   แถวนี้เป็นเขตชายแดนของประเทศพวกเขา แม้ว่าสภาพแวดล้อมจะเปลี่ยนแปลงไปมาก แต่ทหารหลายคนก็ยังคงจำได้ มังกรตะวันตกตัวนั้นชัดเจนว่ามาเพื่อก่อกวน


   ส่วนจิ้งจอกเก้าหางตัวนั้นจะมีท่าทีต่อมนุษย์อย่างไรยังไม่รู้ จัดการมังกรตะวันตกก่อนแล้วค่อยว่ากัน


   ผู้คนบนยานข้ามมิติต่างพากันกระโดดลงไปทันที หลังจากฝึกฝนบนทวีปเหิงหยางมากว่าร้อยปี และมีเสิ่นจืออินคอยนำทรัพยากรมาป้อนให้เป็นครั้งคราว แม้แต่คนโง่เขลาก็สามารถยกระดับระดับการบ่มเพาะพลังได้ไม่น้อย


   ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขาไม่ได้โง่ ในกลุ่มคนเหล่านี้ แม้แต่คนที่มี ระดับการบ่มเพาะพลัง ต่ำที่สุดก็อยู่ในขั้นก่อกำเนิดระดับปลายแล้ว


   ด้วยการเข้าร่วมของพวกเขา สถานการณ์ที่เดิมทีสูสีกันก็กลายเป็นพลิกผันไปในทันที


   มังกรตะวันตกตัวนั้นถูกรุมทำร้ายจนต้องหนีไป ขณะที่วิ่งหนีก็ตะโกนว่า "เจ้าจิ้งจอกเก้าหางไร้ยางอายต่ำช้า กล้าดีนักที่หาพวกมาช่วย!"


   แต่ตอนนี้จิ้งจอกเก้าหางก็ไม่สนใจมันแล้ว เพียงแต่จ้องมองกลุ่มคนที่อยู่ตรงหน้าเท่านั้น "พวกคุณเป็นใครกัน?"


   สัตว์ที่ฝึกฝนจนสามารถพูดได้ไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับพวกเขา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเป็นจิ้งจอกเก้าหาง


   "สวัสดี พวกเราเป็นคนจากสำนักงานบริหารพิเศษของแคว้นหลานโจว"


   จิ้งจอกเก้าหางร้องโอ้เบาๆ แล้วสะบัดหางทั้งเก้าที่ฟูและสวยงามพลางหันหลังกลับ "ฉันไม่สนว่าพวกคุณเป็นใคร แค่อย่ามาแย่งดินแดนของฉันก็พอ"


   มันบ่นพึมพำ "ตอนนี้ดินแดนก็มีนิดเดียว ต้องคอยจับตาดูทุกวัน เหนื่อยจะตายอยู่แล้ว ไอ้กิ้งก่ามีปีกนั่นยังกล้าบอกว่าตัวเองเป็นมังกร นั่นเรียกว่ามังกรเหรอ!"


   จิ้งจอกเก้าหางเดินจากไปพร้อมกับคำสบถ ได้ยินความไม่พอใจอย่างมากจากน้ำเสียงของมัน


   ทุกคนสบตากันแล้วบินต่อไปยังเมืองของมนุษย์


   ระหว่างทางพวกเขาเห็นสิ่งประหลาดมากมายที่กำลังต่อสู้กันเพื่อแย่งชิงอาณาเขต บางพื้นที่กลายเป็นหนองน้ำเต็มไปด้วยก๊าซพิษ บางแห่งน้ำท่วม และบางแห่งก็มีภูเขาไฟระเบิด


   บางพื้นที่ที่เคยเป็นที่อยู่อาศัยของมนุษย์ถูกน้ำท่วม หรือถูกพืชยึดครอง หรือไม่สามารถอยู่อาศัยได้เนื่องจากภูเขาไฟระเบิด ไม่มีพืชพรรณใดๆเหลืออยู่เลย


   พื้นที่ที่มนุษย์สามารถอยู่รอดได้กำลังถูกบีบให้เล็กลงเรื่อยๆ สิ่งนี้ทำให้ทุกคนรู้สึกหดหู่ใจ


   ในที่สุดพวกเขาก็กลับมาถึงเมืองเอ ในฐานะที่เป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจและเมืองใหญ่ที่อยู่ใกล้กับเมืองหลวง จึงดูเหมือนว่าไม่มีการเปลี่ยนแปลงมากนัก


   เพียงแต่มีคนออกมาข้างนอกน้อยลง ส่วนใหญ่เป็นคนที่สวมเสื้อผ้าสีดำที่เรียบง่ายและสะดวกสบาย พร้อมถืออาวุธในมือ


   ราวกับว่าจากความหรูหราฟุ่มเฟือยในอดีต ได้เปลี่ยนเป็นสังคมที่เต็มไปด้วยบรรยากาศแห่งการต่อสู้


   เสิ่นจืออินและคณะกลับมาแล้ว พวกเขาจึงรีบไปยังสำนักงานบริหารพิเศษเป็นอันดับแรก


   อย่างไรก็ตาม ในระหว่างที่พวกเขากำลังบินไป เรือเหาะของพวกเขาถูกสกัดกั้น


   "ใครน่ะ!"


   ถังซื่อนำคนบินออกมาตรวจสอบสถานการณ์ พอเห็นก็ทำให้ดวงตาของเขาแดงก่ำทันที


   "หัวหน้าทีมถัง!"


   ทุกคนต่างตื่นเต้นและดีใจที่ได้ทักทายถังซื่อ


   ถังซื่อริมฝีปากสั่นระริก "พวกนาย...พวกนายกลับมาแล้วจริงๆ!"


   ถ้าไม่ใช่เพราะท่านผู้ยิ่งใหญ่จวินบอกว่าพวกเขาไม่เป็นไร ตลอดหลายปีมานี้ ทุกคนคิดว่าพวกเขาตายไปแล้ว


   หลังจากการพบกันอย่างตื่นเต้นยินดี เมื่อทุกคนได้สอบถามข้อมูลกันก็พบว่า ความเร็วของเวลาที่นี่กับทวีปเหิงหยางนั้นแตกต่างกัน


   พวกเขาอยู่ในทวีปเหิงหยางมาเป็นเวลากว่าร้อยปี แต่ที่นี่เพิ่งผ่านไปแค่สิบสามปีเท่านั้น


   พวกเขาหายตัวไปเพียงแค่สิบสามปีเท่านั้นเอง พวกเขายังมีญาติและเพื่อนอยู่ แม้แต่คนที่ไม่อยู่แล้วก็ไม่ใช่เพราะตายจากไปตามธรรมชาติ แต่เป็นเพราะถูกสิ่งประหลาดฆ่าตายเมื่อเผชิญกับอันตราย


   ถังซื่อก็เช่นกัน เมื่อเห็นระดับการบ่มเพาะพลัง ของคนเหล่านี้ในปัจจุบัน แม้จะรู้สึกอิจฉา แต่ส่วนใหญ่แล้วเขากลับรู้สึกภาคภูมิใจและหัวเราะดังลั่น


   "มีพวกนายอยู่ แคว้นหลานโจวก็จะมีความปลอดภัยมากขึ้น!"


   พวกเขาไม่ได้คุยกันนานนัก ไม่นาน เสิ่นควานก็มาถึงด้วยสภาพเหนื่อยล้าจากการเดินทาง


   ยังมีเสิ่นจือจั้วและตูกูหลี่ที่มาพร้อมกับเขา เมื่อเห็นเสิ่นจืออินและพี่น้องจากตระกูลเสิ่น พวกเขารู้สึกดีใจในตอนแรก แต่แล้วสีหน้าก็เปลี่ยนไปทันที


   "แล้วซิวหนานล่ะ?"


   เสิ่นอวี้จู๋ตาแดงก่ำพูดว่า "พี่รอง เขา... เขาเสียชีวิตแล้ว"


   "อะไรนะ!!!"


   เสิ่นควานยืนแทบไม่อยู่ เขาเกือบจะล้มลงไป แทบไม่อยากเชื่อข่าวนี้


   "พ่อ พ่อไม่ต้องกังวลนะ ถึงพี่รองจะตายไปแล้ว แต่ก็ยังมีชีวิตอยู่ได้ วิญญาณของเขาอยู่กับท่านผู้ยิ่งใหญ่จวิน เอ๊ะ แล้วท่านผู้ยิ่งใหญ่จวินล่ะ?"


   จนถึงตอนนี้ จวินหยวนก็ยังไม่ปรากฏตัวเลย


   เมื่อได้ยินว่าลูกชายคนที่สองยังมีชีวิตอยู่ได้ เสิ่นควานก็พยายามสงบสติอารมณ์ลง


   "ไม่รู้สิ ไม่ได้เจอเขามาหลายเดือนแล้ว"


   เสิ่นจืออินพูดว่า "ฉันจะไปตามหาเขาเอง อ้อ..." เธอหยิบขวดน้ำของตัวเองออกมา "เติมชานมให้ฉันให้เต็มก่อน!"


   ในที่สุด เสิ่นจืออินที่กอดขวดชานมเต็มขวด ก็มาถึงยมโลก


   หลังจากถามไปรอบหนึ่ง ถึงได้รู้ว่ายมบาลและคนอื่นๆ ก็ไม่ได้เห็นจวินหยวนมาสักพักแล้ว


   ภาพวาดก็หายไป เสิ่นจืออินทำได้แค่ส่งข้อความหาเขาไม่หยุด


   เขาไปไหน? บอกให้พวกเขากลับมาเร็วๆไม่ใช่เหรอ? แต่ตอนนี้เขากลับหายตัวไปเสียเอง!


   เสิ่นจืออินจิบชานมพลางกดโทรศัพท์มือถือ ส่งสติกเกอร์ไปมากมาย


   "กลับมาแล้ว"


   เสียงคุ้นหูดังขึ้นเหนือศีรษะ


   เสิ่นจืออินหันไปมอง คนที่กำลังตามหาอยู่ก็อยู่ข้างหลังนี่เอง


   "คุณไปไหนมา"


   จวินหยวนนั่งลงข้างเธอ "ฉันฝากหลานชายคนที่สองของเธอไว้ให้วิถีสวรรค์ดูแลก่อน"


   เสิ่นจืออินรู้สึกสงสัย


   จวินหยวน "วิถีสวรรค์มีของดีๆเยอะแยะ เธอกำลังจะช่วยเขาเปิดเส้นทางขึ้นสู่สวรรค์แล้ว เรื่องเล็กน้อยแค่นี้เขาก็ต้องช่วยสิ"


   เสิ่นจืออินเข้าใจแล้ว เป็นการฉวยโอกาสเอาประโยชน์จากวิถีสวรรค์


   เธอมองไปที่จวินหยวนด้วยสายตาชื่นชม


   "เธอจะขึ้นสวรรค์เมื่อไหร่ ตอนนี้พวกสัตว์อสูรที่ตื่นขึ้นมากำลังต่อสู้กันไปทั่ว ถ้ากลับมาช้ากว่านี้ โลกสีน้ำเงินคงถูกพวกมันทำลายจนพังพินาศแน่"


   เสิ่นจืออิน "เร็วๆนี้แหละ ฉันเตรียมพร้อมหมดแล้ว แค่รอเตรียมของอีกนิดหน่อย"


   จวินหยวนพยักหน้า "ดีที่สุดคือขึ้นสวรรค์ภายในหนึ่งเดือน"


   "ทำไมล่ะ?"


   "เพราะเถาเที่ยกำลังจะตื่น"


   เถาเที่ย เป็นสัตว์อสูรโบราณ มันโลภและตะกละ เหมือนกับว่ากินเท่าไหร่ก็ไม่อิ่มเลย


   หากรอให้มันตื่นขึ้นมา โลกทั้งใบอาจจะไม่พอให้มันกิน


   สิ่งนั้นกินทุกอย่างโดยไม่สนว่ากินได้หรือไม่ ในปากของมันไม่มีอะไรที่กินไม่ได้!


   เสิ่นจืออินสูดหายใจเฮือกใหญ่ เอาล่ะ เธอรู้สึกถึงความเร่งด่วนแล้ว


   "ฉันจะไปซื้อของเดี๋ยวนี้ หลังจากขึ้นสวรรค์แล้วก็ไม่รู้ว่าจะกลับมาได้หรือเปล่า ฉันต้องซื้อของอร่อยทุกอย่างให้พอ เผื่อว่าโลกเบื้องบนไม่มีอาหาร"


   จวินหยวน : ...ที่เธอพูดว่าเตรียมตัวก็คือเตรียมพวกนี้เหรอ?


   เถาเที่ยเป็นเป้าหมายสำคัญที่ต้องสังเกต จวินหยวนคอยเสริมความแข็งแกร่งให้กับผนึกของเถาเที่ยอยู่ตลอดเวลา


   แต่ผนึกนั้นก็ใกล้จะถูกเถาเที่ยกัดกินจนหมดแล้ว


   พลังส่วนใหญ่ของเขาต้องใช้ในการสนับสนุนการดำเนินงานของยมโลก ถูกผูกมัดด้วยกฎของสวรรค์ ถ้าตอนนี้เขาต้องเผชิญหน้ากับเถาเที่ยจริงๆ ก็ไม่ใช่ว่าไม่มีโอกาสชนะ แต่สิ่งที่แย่ก็คือยังมีสัตว์ร้ายอื่นๆอีกมากมายที่แอบจ้องมองอยู่เบื้องหลังเช่นกัน


   ในเวลาต่อมา นอกจากไปเยี่ยมเพื่อนสนิทแล้ว เสิ่นจืออินก็มัวแต่กักตุนสินค้าเข้าไปในพื้นที่มิติของตัวเองอย่างบ้าคลั่ง


   ชานม น้ำผลไม้ กักตุนไว้


   ไก่ทอด มันฝรั่งทอด เป็ดย่าง กักตุนไว้


   เนื้อย่าง น้ำซุปหม้อไฟหลากหลายรสชาติ ขนมปังประเภทต่างๆ เค้กชิ้นเล็ก ขนมขบเคี้ยว และอื่นๆอีกมากมาย...


   เธอใช้พื้นที่มิติหลายแห่งเพื่อกักตุนอาหารโดยเฉพาะ นิ้วทั้งห้าของเธอสวมแหวนมิติไว้เต็มไปหมด และที่เอวยังคาดเข็มขัดที่มีพื้นที่มิติหลายช่องอีกด้วย


   หนึ่งเดือนผ่านไป ทุกคนต่างช่วยเหลือเธอ เธอคนเดียวทำให้ร้านขายอาหารหลายร้านมีความสุขขึ้นมาก


   เมื่อแน่ใจว่าไม่มีอะไรตกหล่นแล้ว เสิ่นจืออินจึงเตรียมพร้อมสำหรับขั้นก้าวผ่านทัณฑ์สวรรค์เพื่อขึ้นสู่สวรรค์


   ตั้งแต่ดูดซับพลังจากมิติ ระดับการบ่มเพาะพลังของเธอก็ถึงระดับที่พร้อมจะขึ้นสวรรค์แล้ว แต่เธอยังคงกดข่มเอาไว้


   แน่นอนว่าการขึ้นสู่สวรรค์นั้นต้องเลือกสถานที่โล่งกว้าง ไม่เช่นนั้นเมื่อทัณฑ์สวรรค์ลงมา ทุกสิ่งรอบข้างก็จะพลอยเดือดร้อนไปด้วย


   เสิ่นจืออินเลือกที่จะบรรลุขั้นในทะเลทรายที่ใหญ่ที่สุดบนโลกสีน้ำเงิน


   หลังจากเตรียมพร้อมแล้ว เธอปล่อยระดับการบ่มเพาะพลังที่เคยกดไว้ออกมา


   ทันใดนั้น ท้องฟ้าก็รวมตัวกันเป็นเมฆดำทะมึนขนาดใหญ่ ถึงขนาดที่ครอบคลุมเกือบครึ่งหนึ่งของโลก ทำให้มืดสนิทไปทั่ว


   ทั้งโลกมืดลง เพราะอีกครึ่งหนึ่งก็อยู่ในความมืดของกลางคืนเช่นกัน


   เหตุการณ์นี้ดึงดูดความสนใจของผู้คนทั่วโลกให้มาชม


   เมื่อรู้สึกถึงพลังอันทรงพลังที่แฝงอยู่ในเมฆลงทัณฑ์ สัตว์อสูรที่กำลังแย่งชิงอาณาเขตก็หยุดต่อสู้ สัตว์อสูรทั้งหมดที่ตื่นขึ้นมาแล้วต่างจ้องมองไปในทิศทางเดียวกัน


   ในขณะเดียวกัน ณ สถานที่ที่ปิดผนึกเถาเที่ยก็แตกออก และรอยแยกนั้นมีแนวโน้มที่จะขยายกว้างขึ้นเรื่อยๆ


   โครม ครืน...


   สายฟ้าสีม่วงดำตกลงมา ส่องสว่างท้องฟ้าที่มืดมิด


   พลังที่แฝงอยู่ในสายฟ้าทำให้ทั้งโลกสั่นสะเทือน


   เสิ่นจืออินรับมือกับทัณฑ์สวรรค์สายแรกแล้วสูดหายใจลึก ใช้เคล็ดวิชาฝึกจิตวิญญาณ เคล็ดวิชากำเนิดสรรพสิ่ง และพลังดวงดาวอย่างรวดเร็ว


   ไม่นานนัก ทัณฑ์สวรรค์ก็ฟาดลงมาเป็นครั้งที่สอง


   เสิ่นจืออินที่สามารถดูดซับพลังของทัณฑ์สวรรค์เพื่อใช้ประโยชน์ได้แล้ว ในขณะนี้กลับรู้สึกถึงความเจ็บปวดรุนแรงที่ไม่เคยประสบมาก่อน จนถึงกับกระอักเลือดออกมาทันที


   เธอเช็ดเลือดที่มุมปาก แต่เคล็ดวิชาที่กำลังใช้อยู่ก็ไม่ได้หยุดชะงัก


   ทัณฑ์สวรรค์ฟาดลงมาเป็นครั้งที่สาม ดาบหยินซวงในร่างของเสิ่นจืออินบินออกมาป้องกันไว้บางส่วน


   จากนั้น ดาบหยินซวงก็ตกลงมา ดาบสีขาวเงินกลายเป็นสีดำสนิท เสิ่นจืออินสูดหายใจลึก รู้สึกเจ็บปวดมาก!


   เธอรีบเก็บดาบหยินซวงกลับเข้าสู่ร่างกาย


   แต่ด้วยการป้องกันของดาบประจำตัวในครั้งนี้ ทำให้ทัณฑ์สวรรค์ครั้งที่สามไม่รุนแรงเท่าไหร่นัก


   เมื่อเธอเตรียมตัวรับมือกับทัณฑ์สวรรค์ครั้งที่สี่อย่างแข็งขัน สิ่งของสีดำบางอย่างก็ปรากฏขึ้นเหนือศีรษะของเธอ


   มันคือเกล็ดมังกร เกล็ดมังกรของจวินหยวน


   เกล็ดมังกรที่แข็งแกร่งที่สุดแตกออกหลังจากโดนทัณฑ์สวรรค์ครั้งเดียว


   เธอมองไปยังทิศทางของจวินหยวน รีบซ่อมแซมบาดแผลภายในร่างกายอย่างเร่งด่วน


   ครั้งที่ห้า ครั้งที่หก...


   ทัณฑ์สวรรค์แต่ละครั้งยิ่งรุนแรงขึ้น รุนแรงจนทำให้สิ่งมีชีวิตทั้งหมดบนโลกสีน้ำเงินรู้สึกว่า นี่มันไม่ได้มาเพื่อทำลายโลกจริงๆใช่ไหม?


   เสิ่นจืออินหมุนเวียนพลังภายในร่างกายอย่างบ้าคลั่ง หลังจากผ่านทัณฑ์สวรรค์ไปครึ่งหนึ่ง ร่างกายของเธอก็ได้ก้าวเข้าสู่ระดับการบ่มเพาะพลัง ของกึ่งเซียนแล้ว จริงๆผู้ที่กำลังจะกลายเป็นกึ่งเซียนจำเป็นต้องดูดซับพลังวิญญาณจำนวนมาก หรือแม้กระทั่งพลังเซียน


   เสิ่นจืออินคำนวณจังหวะเวลาได้อย่างแม่นยำ จึงนำเส้นพลังวิญญาณที่เตรียมไว้ล่วงหน้าออกมาใช้ ทำให้พลังวิญญาณทั้งหมดไหลเข้าสู่ร่างกายของเธอ


   ภายในตันเถียน ดาบหยินซวงก็กำลังเปลี่ยนแปลงไปด้วย


   ตอนที่เหลือทัณฑ์สวรรค์สามครั้งสุดท้ายฟาดลงมา เสิ่นจืออินถือดาบหยินซวงที่เปลี่ยนรูปแล้ว ใช้พลังดวงดาวเริ่มร่ายรำดาบ ทั่งทั้งร่างเต็มไปด้วยเลือด


   บนท้องฟ้าหลังเมฆลงทัณฑ์หนาทึบ ดวงดาวเคลื่อนไหว พลังอันทรงพลังเริ่มโจมตีผนึกที่ปิดกั้นโลกสีน้ำเงิน


   เมื่อสายฟ้าสุดท้ายตกลงมา เสิ่นจืออินกัดฟัน ใช้พลังและกำลังทั้งหมดที่มีฟันไปยังจุดหนึ่งบนท้องฟ้า


   "อ๊าก... ครั้งหน้าฉันจะไม่รับบทนางเอกแบบนี้อีกแล้ว!!!!"


   เจ็บจนแทบจะตายอยู่แล้ว!


   ดาบหยินซวงในมือห่อหุ้มด้วยพลังดาบอันทรงพลังฟันออกไป พร้อมกับพลังดวงดาวที่ถูกดึงมาปะทะกัน


   แกร๊ก...


   เสียงอะไรบางอย่างแตกออกดังชัดเจนเข้ามาในหู ในขณะเดียวกันกับที่ผนึกที่ปิดกั้นโลกสีน้ำเงินแตกสลาย ผนึกของเถาเที่ยก็ถูกมันกัดกินจนหมด มันปรากฏตัวขึ้นมาอย่างยิ่งใหญ่


   "โฮก!!!"


   มันคือเถาเที่ย สัตว์ร้ายโบราณ ทั่วทั้งโลกดึกดำบรรพ์ไม่มีอะไรที่มันกินไม่ได้ เถาเที่ยกลับมาแล้ว!


   ในวินาถัดมา เถาเที่ยถูกบางสิ่งห่อหุ้มเอาไว้


   เถาเที่ย "???"


   "อะไรกันเนี่ย..."


   "ไปซะ!"


   เท้าขนาดใหญ่ที่มองไม่เห็นเตะเถาเที่ยให้ลอยออกไป


   เถาเที่ยที่เพิ่งโผล่ออกมา ยังไม่ทันได้เริ่มชีวิตสัตว์ร้ายที่น่าเกรงขามของมัน ก็ถูกเตะให้ลอยออกไปเสียแล้ว


   ช่องทางการขึ้นสวรรค์เปิดออก เสิ่นจืออินยังไม่ทันได้เข้าไป เถาเที่ยที่เพิ่งออกมาก็ได้รับตำแหน่งที่หนึ่งไปเสียก่อน ถูกวิถีสวรรค์เตะให้ลอยไปที่ไหนไม่รู้


   ทันใดนั้น แสงสีทองของบุญกุศลนับไม่ถ้วน ฝนหวานจากสวรรค์ และพลังเซียนอันทรงพลังต่างพุ่งเข้าใส่เสิ่นจืออินที่นอนอยู่บนพื้นโดยไม่สามารถขยับแม้แต่นิ้วเดียว


   ในเวลาเดียวกัน พลังวิญญาณบริสุทธิ์จำนวนมหาศาลได้หลั่งไหลเข้าสู่โลกสีน้ำเงิน ทำให้โลกเริ่มต้นเส้นทางแห่งการบำเพ็ญเซียนอย่างเป็นทางการ


   ไม่นาน บาดแผลบนร่างกายของเธอก็หายดี ผมของเธอก็งอกยาวขึ้นมาใหม่ ระดับการบ่มเพาะพลัง ของเธอยังก้าวกระโดดจากระดับเซียนธรรมดาไปสู่ระดับเซียนมนุษย์


   คนแรกที่เปิดเส้นทางการขึ้นสู่สวรรค์ต้องเผชิญกับอันตรายมหาศาล มีโอกาสเสียชีวิตสูง แต่หลังจากเปิดเส้นทางสำเร็จแล้ว ผลตอบแทนที่ได้รับก็ช่างน่าอิจฉาเป็นอย่างยิ่ง


   ร่างกายของเสิ่นจืออินได้เปลี่ยนแปลงเป็นร่างเซียนโดยตรงแล้ว จากนั้นแสงนำทางสีชมพูก็ตกลงมา เสิ่นจืออินที่เพิ่งลุกขึ้นนั่งก็รู้สึกว่าร่างกายลอยขึ้นสู่โลกเบื้องบนอย่างไม่อาจควบคุมได้


   "คุณย่าตัวน้อย!"


   ผู้คนมากมายวิ่งกรูกันมา แต่ทั้งหมดถูกกั้นไว้นอกแสงนำทาง


   เสิ่นจืออินสงบสติอารมณ์ได้อย่างรวดเร็ว "ฉันจะรอพวกเธออยู่ในโลกเบื้องบนนะ!"


   ตอนนี้พลังวิญญาณบนโลกเข้มข้นขึ้นแล้ว เธอเชื่อว่าหลานๆของเธอจะสามารถขึ้นไปยังโลกเบื้องบนได้ในเร็วๆนี้


   แต่ว่า


   "แหวนมิติของฉัน!!!"


   เธอเตรียมอาหารมานานมากแล้ว เพราะกลัวว่าอุปกรณ์มิติพวกนั้นจะทนต่อทัณฑ์สวรรค์ไม่ไหว จึงให้คนอื่นถือไว้แทน


   แต่ตอนนี้เธอตกตะลึง เธอไม่ได้เตรียมไว้ฟรีๆใช่ไหม?


   ทันใดนั้น มังกรดำตัวหนึ่งก็ผุดขึ้นมาจากพื้นดิน บินตรงไปที่ข้างกายเสิ่นจืออิน และใช้ร่างกายรองรับเธอไว้


   เสิ่นจืออินจึงนั่งลงบนหัวมังกรด้วยสีหน้างุนงง


   "อ๊า!!!"


   "มังกร มันคือมังกร มังกรแห่งตะวันออกตัวจริงเสียงจริง!!!"


   "รีบถ่ายรูป รีบถ่ายรูปเร็ว!"


   ผู้คนด้านล่างที่ตกตะลึงต่างหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาถ่ายรูปอย่างบ้าคลั่ง นี่มันมังกร มังกรเชียวนะ!


   แม้จะเป็นสีดำ แต่มังกรสีดำมันดูเท่สุดๆเลยนะ!


   เสียงของจวินหยวนดังเข้ามาในหูของเสิ่นจืออิน "ของกินทั้งหมดของเธออยู่กับฉัน"


   เมื่อได้ยินคำพูดนี้ เสิ่นจืออินรู้สึกสบายใจ จึงนั่งบนหัวมังกรอย่างสงบแล้วบินไปยังปลายแสงสีชมพูยามเย็น


   บนท้องฟ้าไม่ใช่อวกาศ แต่เป็นวิมานสวรรค์ในตำนาน


   และหลังจากมังกรดำ ฝูงสัตว์อสูรในตำนานก็บินตามขึ้นไปบนท้องฟ้า พวกมันสามารถรู้สึกได้ว่าดินแดนเบื้องบนนั้นกว้างใหญ่และดีกว่า


   สำหรับเรื่องนี้ ไม่ว่าจะเป็นวิถีสวรรค์หรือมนุษย์บนโลกสีน้ำเงินต่างก็ยินดี พวกบรรพบุรุษเหล่านี้ได้จากไปแล้ว ไม่เช่นนั้นโลกคงถูกพวกมันทำลายจนพังพินาศจริงๆ



บทที่ 498: สวรรค์ (ตอนจบ)



   ในขณะเดียวกัน ที่สวรรค์


   หลายพันปีแล้วที่ไม่มีใครได้ขึ้นสวรรค์ และสวรรค์ก็ไม่สามารถเชื่อมต่อกับโลกเบื้องล่างได้ หลายปีผ่านไป ทั้งสวรรค์ก็ดูเงียบเหงาและไร้ชีวิตชีวา


   วันนี้ สวรรค์สั่นสะเทือน ทุกคนรู้สึกได้ มันมาจากทางแท่นขึ้นสวรรค์!


   ในทันใดนั้น ร่างกายมากมายที่เปล่งประกายสว่างก็พุ่งไปทางแท่นขึ้นสวรรค์อย่างรวดเร็ว


   "เกิดอะไรขึ้น เกิดอะไรขึ้น?"


   "ดูเหมือนว่าจะมีความเคลื่อนไหวบางอย่างเกิดขึ้นที่แท่นขึ้นสวรรค์"


   "หลายปีมานี้ ในที่สุดก็มีคนที่สามารถเปิดช่องทางขึ้นสวรรค์และขึ้นมาได้แล้วเหรอ? ฉันรีบต้องไปดูว่าเป็นใคร!"


   พวกเขาต่างตื่นเต้น หลายปีมานี้ ในที่สุดก็มีคนใหม่มาเสียที


   สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ การเปิดช่องทางขึ้นสวรรค์ นั่นหมายความว่าพวกเขาสามารถติดต่อกับโลกเบื้องล่างได้อีกครั้งไม่ใช่หรือ?


   เหล่าเทพเจ้าต่างๆ ต่างเหาะไปบนเมฆเจ็ดสี หรือขี่สัตว์วิเศษอันสง่างามไปยังที่นั่นเนื่องจากอีกฝ่ายเป็นคนใหม่ พวกเขาจำเป็นต้องปรากฏตัวอย่างน่าตื่นตาตื่นใจ


   "ตอนนี้ก็ไม่รู้ว่าโลกเบื้องล่างพัฒนาไปถึงไหนแล้ว ฉันคิดว่าแม้แต่หลังจากฉันตายไปแล้วก็คงหาตำแหน่งของโลกเบื้องล่างไม่เจอ เพราะว่าหามานานมากแล้ว"


   ช่องทางเชื่อมต่อกับโลกมนุษย์ถูกปิด และยังเป็นการปิดโดยวิถีสวรรค์ พวกเขาหามานานแต่ก็ไม่สามารถหาตำแหน่งของโลกสีน้ำเงินได้


   แม้ว่าจะได้ขึ้นสวรรค์แล้ว แต่เทพเจ้าหลายองค์ที่นี่ก็มาจากโลกสีน้ำเงิน อาจกล่าวได้ว่าโลกสีน้ำเงินคือบ้านเกิดของพวกเขา


   วันนี้คึกคักยิ่งกว่าวันที่เง็กเซียนฮ่องเต้จัดงานเลี้ยงเสียอีก ทั้งคนแก่คนหนุ่ม ทั้งคนและไม่ใช่คน ต่างพากันมารวมตัวที่แท่นขึ้นสวรรค์ ทุกคนมาเพื่อดูความสนุกสนาน


   มีบางสิ่งลอยขึ้นมา ทุกคนพลันตื่นตัวขึ้นทันที


   แต่เดิมคิดว่าคนแรกที่จะขึ้นมาคือมนุษย์ แต่ไม่คาดคิดว่าสิ่งนั้นพุ่งผ่านหน้าพวกเขาไปอย่างรวดเร็ว กลายเป็นดาวตกที่ไม่สามารถควบคุมได้แล้วลอยหายไป


   เหล่าเทพเจ้า : ...


   เอ๊ะ เมื่อกี้มีอะไรพุ่งผ่านไปน่ะ?


   "อืม... ดูเหมือนว่าสิ่งนั้นจะเป็นเถาเที่ยจอมตะกละนะ"


   "เห้งเจียว่ายังไงบ้าง?"


   ซุนหงอคงกอดอกพลางกล่าวว่า "ฉันมองด้วยตาทิพย์"


   เมื่อได้ยินเช่นนั้น ทุกคนก็ไม่มีใครไม่เชื่ออีกต่อไป


   "เถาเที่ย!!! เจ้านั่นยังมีชีวิตอยู่อีกเหรอ?"


   "เร็วเข้า เร็วเข้า ไปตรวจสอบดูซิว่ามันบินไปที่ไหน ทำไมสิ่งที่บินขึ้นมาถึงเป็นเถาเที่ย โลกเบื้องล่างคงไม่ถูกมันกินจนหมดสิ้นใช่ไหม!"


   "ดูเหมือนว่า… มันบินไปทางเขตต้องห้ามในอวกาศแล้ว"


   "โอ้ งั้นไม่เป็นไร ที่นั่นเป็นที่ทิ้งขยะ มันเข้าไปก็ดีแล้ว มีความอยากอาหารมากขนาดนั้นก็ไปกินขยะเถอะ ยังไงสัตว์ตะกละก็ไม่เลือกกินอยู่แล้ว"


   "ไม่ได้ ต้องรีบไปรายงานเง็กเซียนฮ่องเต้ ให้คนไปทำตราผนึกที่เข้าได้แต่ออกไม่ได้ที่นั่น อย่าให้สิ่งนั้นหลุดออกมาได้ แต่ยังสามารถทิ้งขยะต่อไปได้"


   "คนที่ขึ้นสวรรค์ไปคือเถาเที่ยตัวนั้น ไม่ถูกสิ ไม่ควรเป็นแบบนี้นะ"


   "เดี๋ยวก่อน ข้าลองทำนายดู มาแล้ว!"


   แล้วก็มาจริงๆ แท่นขึ้นสวรรค์สั่นสะเทือนขึ้นมา เหล่าเทพเจ้าทั้งหมดต่างเบิกตากว้าง ต้องบอกว่าสมกับเป็นคนที่เปิดทางขึ้นสวรรค์จริงๆ ถึงกับสร้างความวุ่นวายใหญ่โตขนาดนี้


   ท่ามกลางสายตาของผู้คนมากมาย หัวมังกรขนาดใหญ่โผล่ขึ้นมาจากแท่นขึ้นสวรรค์


   เสิ่นจืออินนั่งอยู่บนหัวมังกร สง่างามน่าเกรงขามมาสบตากับเหล่าเทพเจ้า


   ความประทับใจแรก : สมแล้วที่เป็นโลกเบื้องบน อากาศช่างบริสุทธิ์จริงๆ


   ความประทับใจที่สอง : มีเทพเจ้ามากมาย ทำไมพวกเขาถึงจ้องเธอกับ... จวินหยวน ตาไม่กะพริบแบบนี้?


   จวินหยวนออกมาจากแท่นขึ้นสวรรค์ บรรดาสัตว์พาหนะที่ดูน่าเกรงขามของเหล่าเทพเจ้าต่างก็ไม่กล้าทำท่าองอาจอีกต่อไป พวกมันล้มตัวลงนอนราบกับพื้น


   คนที่ไม่รู้เรื่องอาจคิดว่าเสิ่นจืออินเป็นผู้ยิ่งใหญ่แห่งสวรรค์เสียอีก


   เหล่าเทพเจ้าจ้องมองมังกรตัวนั้นด้วยดวงตาเบิกกว้าง


   "เขา เขา เขา... ทำไมเขายังไม่ตายอีก!"


   เสียงร้องครวญครางดังขึ้น


   เสิ่นจืออิน : …นี่พวกเทพเจ้าทักทายกันแบบนี้เหรอ?


   ตามหลังมังกรดำ สัตว์อสูรนานาชนิดก็บินขึ้นมา พอมาถึงก็วิ่งพล่านไปทั่วราวกับปลดปล่อยอิสระภาพ


   พวกมันชอบที่นี่ ที่นี่มีอาณาเขตกว้างใหญ่มากมาย!


   เหล่าเทพเจ้า : !!!


   ทำไมถึงมีสัตว์อสูรตามมามากมายขนาดนี้? ตอนนี้สถานการณ์ยิ่งคึกคักขึ้นไปอีก


   ทหารสวรรค์และแม่ทัพที่รับผิดชอบความปลอดภัยของสวรรค์รีบไปจับสัตว์อสูรเหล่านั้นทันที


   มีเทพเจ้าบางองค์ที่ยังคงนิ่งสงบเหมือนภูเขา เพราะถึงอย่างไรงานนี้ก็ไม่ใช่หน้าที่ของพวกเขา


   จวินหยวนเปลี่ยนร่างเป็นมนุษย์ ยืนอย่างสง่างามต่อหน้าทุกคน มือข้างหนึ่งอุ้มเสิ่นจืออินที่ร่วงลงมา


   เขายิ้มมุมปาก กวาดตามองทุกคนแล้วทักทาย "โอ้ ทุกคนยังไม่ตายกันสินะ?"


   เหล่าเทพเจ้าที่อยู่ในที่นั้น : ...


   แต่มีบางคนที่ประหลาดใจและเข้ามาใกล้


   อย่างเช่น เห้งเจีย ซึ่งเป็นราชาลิงทองที่งดงามและสง่างามอย่างยิ่ง


   เขาถือกระบองทองและเดินวนรอบจวินหยวนหลายรอบ กระโดดขึ้นลงอย่างคล่องแคล่วและสง่างาม


   "โอ้ เป็นเจ้าหนูนี่เอง นายยังไม่ตายเหรอ?"


   จวินหยวน "มหาเทพ คุณยังติดหนี้ฉันอีกลูกท้อเซียนสามพันลูกและโสมหนึ่งร้อยผลอยู่นะ"


   ลิงไม่กระโดดอีกต่อไป หันหลังกลับและคิดจะวิ่งหนี


   "ล้อเล่นน่ะ ล้อเล่น ฉันคงเห็นภาพหลอนแน่ๆ"


   พูดพลางถอยหลังไปด้วยรอยยิ้มเจื่อนๆ


   บ้าเอ๊ย! ไม่ได้เจอมังกรตัวนี้มานานแล้ว หาทางลงไปโลกมนุษย์ก็ไม่เจอ เขาคิดว่ามังกรตัวนี้ตายไปแล้ว เลยกินท้อเซียนและโสมที่เก็บไว้จนหมดเกลี้ยง


   จวินหยวนเห็นเขาวิ่งหนีไปก็ไม่ได้ขวางไว้ เพียงแค่ตะโกนบอกว่า "วันหลังจะไปหานะ ราชาวานร"


   "ไม่อยู่ ไม่อยู่ ลิงน้อยอย่างฉันมีธุระต้องออกไปข้างนอก อย่ามาหาฉันนะ"


   "มังกรดำ เธอเป็นใครกัน? นายไปมีลูกสาวที่โลกมนุษย์หรือ?"


   เสียงใสกังวานของเด็กหนุ่มดังขึ้น แต่ทำไมถึงพูดแบบนี้ล่ะ?


   เสิ่นจืออินหันไปมอง โอ้โห คนคนนี้จำได้ง่ายมาก


   "นาจาไท้จื้อ?"


   สองจุกผมกลม ผ้าแพรสีแดงพลิ้วไหว วงแหวนทองคำ และล้อไฟสองล้อใต้เท้า


   "เธอรู้จักฉันเหรอ? ยังมีคนรู้จักฉันในโลกมนุษย์อีกเหรอเนี่ย?"


   เสิ่นจืออินพยักหน้า แล้วพูดว่า "ไม่คิดว่าคุณจะโตขึ้นได้ แต่ก็ยังดูเหมือนเด็กวัยรุ่นอยู่นะ"


   นาจาไท้จื้อรู้สึกเหมือนถูกแทงใจดำ "ใครบอกว่าฉันโตไม่ได้กันล่ะ ฉันแค่มีร่างกายพิเศษทำให้โตช้ากว่าคนอื่นนิดหน่อยเท่านั้นเอง!"


   เสิ่นจืออินส่งเสียงในลำคอ ก่อนจะพูดว่า "ฉันไม่ใช่ลูกสาวของเขา"


   "แล้วเธอเป็นใครล่ะ?"


   คำถามนี้ทำให้ทุกคนรู้สึกอยากรู้อยากเห็น


   เสิ่นจืออินเกือบจะหลุดปากพูดออกมาว่า ‘ฉันคือพ่อของเขา’ โชคดีที่หยุดพูดทันเวลา ชิ... ดูคลิปวิดีโอมากไปจนมีมุกตลกเยอะเกินไปแล้ว!


   "ฉันเป็นเพื่อนของเขา และฉันเป็นคนเปิดช่องทางขึ้นสวรรค์นี้ด้วย"


   "อ๋อ เป็นเธอนี่เอง"


   ทุกคนมองไปที่เสิ่นจืออิน อืม เธออยู่ในระดับการบ่มเพาะพลังขั้นเซียนมนุษย์ จริงๆแล้วก็... เดี๋ยวก่อน อะไรนะ? ทำไมเพิ่งขึ้นสวรรค์ก็ข้ามขั้นเซียนธรรมดาไปแล้วล่ะ!


   ไม่ว่าทุกคนจะตกใจแค่ไหน ข่าวที่ช่องทางขึ้นสวรรค์ถูกเปิดก็แพร่กระจายไปทั่วสวรรค์อย่างรวดเร็ว พร้อมกันนั้น ข่าวที่จวินหยวนไม่ตายและกลับมาก็เป็นที่รู้กันอย่างรวดเร็วเช่นกัน


   หลังจากที่เหล่าเทพเจ้าได้ดูจนพอใจแล้วก็แยกย้ายกันไป เสิ่นจืออินรู้สึกสงสัยว่าทำไมทุกคนดูเหมือนจะกลัวจวินหยวนมาก


   จวินหยวน "เพราะว่าเทพเจ้าส่วนใหญ่ติดหนี้ฉัน และก่อนที่ทางเชื่อมต่อจะถูกปิด ฉันก็หลับไหลไปนานแล้วไม่ได้ปรากฏตัว ทุกคนคงคิดว่าฉันตายไปแล้ว"


   เสิ่นจืออิน : เข้าใจแล้ว เห็นเจ้าหนี้ที่คิดว่า 'ตาย' ไปแล้วกลับมา ใครจะดีใจล่ะ


   ไม่นานหลังจากนั้น เสิ่นจืออินและจวินหยวนก็ไปพบกับหัวหน้าใหญ่ที่นี่ นั่นคือเง็กเซียนฮ่องเต้


   เง็กเซียนฮ่องเต้ก็รู้เรื่องที่ทางขึ้นสวรรค์ถูกเปิดแล้ว จึงหัวเราะอย่างร่าเริงและประกาศว่าจะจัดงานเลี้ยงฉลองให้พวกเขา


   เสิ่นจืออินได้พบเห็นเทพเจ้าหลายองค์ที่มีชื่อเสียงในตำนานที่คุ้นหูกันดีในงานเลี้ยง และได้ลิ้มรสท้อเซียนรวมถึงผลไม้นานาชนิด


   เทพเจ้าหลายองค์ก็รู้สึกสนใจในตัวเธอมาก ต่างพากันมาล้อมรอบเพื่อสอบถามเรื่องราวในโลกมนุษย์


   แม้ว่าช่องทางการขึ้นสวรรค์จะเปิดแล้ว แต่พวกเขาก็ไม่สามารถลงไปได้ตามใจชอบ


   เสิ่นจืออินเล่าถึงสถานการณ์ปัจจุบันบางอย่าง และยังแบ่งปันขนมขบเคี้ยวต่างๆที่เธอนำมาให้กับพวกเขา


   เหล่าเทพเจ้าเหล่านี้ก็เบื่อหน่ายมานานแล้ว เมื่อได้ฟังเรื่องโทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์ และสิ่งของต่างๆจากปากของเสิ่นจืออิน ดวงตาของพวกเขาก็เปล่งประกาย กระตือรือร้นอยากจะลองใช้ ถึงขนาดอยากจะลงไปยังโลกมนุษย์ในตอนนี้เลยทีเดียว แต่เป็นไปไม่ได้ จนกว่าเง็กเซียนฮ่องเต้จะเอ่ยปาก ไม่มีใครสามารถลงไปได้


   หลังจากวันนั้น เสิ่นจืออินก็เริ่มต้นชีวิตในสวรรค์อย่างเต็มตัว


   เธอยังไม่มีบ้านของตัวเองในสวรรค์ จึงต้องขุดถ้ำเล็กๆเพื่อค่อยๆสร้างชีวิตด้วยตัวเอง


   แต่... ใครใช้ให้เธอมีคนคอยช่วยเหลือล่ะ


   จวินหยวนเป็นเทพที่มีบ้านในสวรรค์ และยังเป็นวังที่ใหญ่โตมากด้วย ดังนั้น เสิ่นจืออินจึงหน้าด้านเข้าไปอาศัยอยู่


   ไม่เพียงแค่เข้าไปอาศัยอยู่เท่านั้น เธอยังติดตามจวินหยวนไปทวงหนี้ทุกที่อีกด้วย


   จวินหยวนจะแบ่งหนี้ที่ได้รับมาส่วนหนึ่งให้เธอ เสิ่นจืออินกอดสมบัติต่างๆไว้พลางยิ้มตาหยี แล้วยิ่งกระตือรือร้นวิ่งตามเขาไปทุกที่


   "จวินหยวน จวินหยวน เราจะไปหาใครต่อไปล่ะ"


   "ไปวังมังกรทะเลตะวันออก ชอบไข่มุกมังกรไหม?"


   "ชอบ ชอบมากเลย!!!"


   อา... การมีคนคอยดูแลและใช้ชีวิตอย่างสบายๆโดยไม่ต้องทำอะไรแบบนี้ มันช่างวิเศษเหลือเกิน!



บทที่ 499: ตอนพิเศษ - การฟื้นคืนชีพของเสิ่นซิวหนาน



   "วัสดุสำหรับซ่อมแซมร่างกายของหลานชายฉันพร้อมแล้วหรือยัง?"


   ภายในวังที่หรูหรา เสิ่นจืออินวิ่งไปมาด้วยเท้าเปล่าบนพื้นหยกที่เย็นและสะอาด


   หากต้องการฟื้นคืนชีพเสิ่นซิวหนาน กระดูกในร่างก่อนหน้านี้ของเขาใช้ไม่ได้แล้ว จำเป็นต้องหาใหม่


   จวินหยวนเอนกายบนเก้าอี้นอนสวยงาม เพียงแค่โบกมือเบาๆ ก็มีกระดูกสวยงามมากมายปรากฏขึ้น


   "ทางนั้นคือกระดูกมังกร กระดูกหงส์ และกระดูกกิเลน ยังมีกระดูกของสัตว์อสูรอื่นๆด้วย เธอลองดูสิว่าอยากได้แบบไหน"


   เสิ่นจืออิน "...เลือกยากจัง"


   "งั้นก็ให้หลานชายของเธอเลือกเองสิ"


   พูดจบก็คว้าคอเสื้อของเสิ่นจืออินแล้วหายตัวไปในวัง


   เสิ่นจืออินไม่พอใจกับการกระทำแบบนี้ของเขา "คุณพาฉันเดินไปดีๆไม่ได้เหรอ? ทำไมต้องคว้าคอเสื้อฉันตลอดเลย ตอนเด็กๆก็ช่างเถอะ แต่ตอนนี้ฉันตัวโตขนาดนี้แล้ว จะอวดว่าคุณแข็งแรงเหรอ?"


   จวินหยวนพูดอย่างไม่สนใจ "อ๋อ ชินแล้วน่ะ"


   เสิ่นจืออินเดินตามเขาไปพลางด่าทออย่างเงียบๆ และยังชกต่อยอากาศไปด้วย


   จวินหยวนหันกลับมา เธอรีบเอามือไพล่หลังทำท่าปกติทันที


   จวินหยวนหัวเราะเยาะ "ด่าฉันเหรอ?"


   เสิ่นจืออินไม่ยอมรับเด็ดขาด "ไม่ได้ด่า ฉันเป็นนางฟ้าน้อยที่มีอารยธรรม จะไปด่าคนได้ยังไงกัน?"


   จวินหยวน "ยัยโง่"


   เสิ่นจืออิน "ทำไมคุณถึงด่าฉันล่ะ!"


   "เธอด่าฉันแบบลับๆ ฉันก็จะด่าเธออย่างเปิดเผย"


   ทั้งสองคนทะเลาะกันจนมาถึงสถานที่ลับแห่งหนึ่ง นี่คือพื้นที่ที่วิถีสวรรค์สถิตอยู่


   เสิ่นจืออินรู้สึกสงสัยเกี่ยวกับวิถีสวรรค์มาก เพราะก่อนหน้านี้เธอไม่เคยเห็นเขาจริงๆมาก่อน


   แต่เธอไม่เคยคิดมาก่อนว่า วิถีสวรรค์จะเป็นเพียงก้อนแสงกลมๆ


   "คุณคือวิถีสวรรค์เหรอ?"


   "ใช่ ฉันเอง"


   เสียงของชายที่เป็นผู้ใหญ่ซึ่งปราศจากกลไกและอารมณ์ความรู้สึกของวิถีสวรรค์ดังขึ้น


   เสิ่นจืออิน "ฉันนึกว่าอย่างน้อยก็จะมีรูปร่างเหมือนคนสักหน่อย"


   จวินหยวน "วิถีสวรรค์ไม่มีรูปร่าง เขาสามารถเป็นอะไรก็ได้"


   วิถีสวรรค์ไม่มีความรู้สึก เพราะมันเป็นตัวแทนของระเบียบแห่งสรรพสิ่งในโลก จึงไม่สามารถมีความรู้สึกได้


   หากมีความรู้สึกก็จะเกิดความลำเอียง ระเบียบของโลกไม่อาจยอมให้เกิดความลำเอียงได้


   "คนของพวกเธอ"


   วิถีสวรรค์โยนวิญญารที่ฝากไว้ที่นี่ให้กับจวินหยวนและเสิ่นจืออิน แล้วก็ดีดพวกเขาออกไปทันที


   เสิ่นจืออิน มองดูวิญญาณในมือแล้วแหย่มันเบาๆ


   "เสี่ยวซิวหนาน วิญญาณของเธอแข็งแกร่งขึ้นแล้ว!"


   ผลประโยชน์จากสวรรค์ช่างหอมหวานจริงๆ


   "คุณย่าตัวน้อย"


   เสิ่นซิวหนานมองดูเสิ่นจืออินด้วยน้ำตาคลอเบ้า


   "แล้วคนอื่นๆล่ะครับ?"


   "พวกเขายังไม่ได้ขึ้นสวรรค์ ฉันกับจวินหยวนกำลังซ่อมแซมร่างกายของเธอเพื่อจะฟื้นคืนชีพเธอ ไปดูสิว่าเธอชอบวัสดุอะไรบ้าง"


   ทั้งสองพาเสิ่นซิวหนานกลับไปยังวังอีกครั้ง


   "มาดูสิ เธออยากได้กระดูกอะไร..."


   เสิ่นจืออินแนะนำกระดูกเหล่านี้ให้เสิ่นซิวหนานฟังทีละอัน


   เสิ่นซิวหนาน "...นี่ผมจะไม่ใช่มนุษย์แล้วใช่ไหม? ถ้าเอากนะดูเหล่านี้ใส่เข้าไปในร่างกายผมจะไม่มีผลข้างเคียงอะไรใช่ไหม? เช่น งอกเกล็ด หรือขนอะไรพวกนั้น"


   นี่นับว่าเป็นการปลุกสายเลือดพิเศษหรือเปล่า?


   จวินหยวนลูบคางพลางกล่าว "ไม่แน่ใจ ลองดูก็ได้ เมื่อก่อนเคยมีคนถ่ายเลือดกัน ดูเหมือนว่าจะมีลักษณะพิเศษบางอย่างติดมาด้วยจริงๆ"


   เสิ่นซิวหนาน : เขารู้สึกว่าเป็นมนุษย์ก็ดีอยู่แล้ว


   "มังกรดำ มังกรดำ ได้ยินว่าพวกคุณกำลังหาวัสดุเพื่อชุบชีวิตคนหนึ่งอยู่ใช่ไหม มาหาฉันสิ เรื่องนี้ฉันถนัด ฉันเอามาให้พวกคุณแล้ว"


   เด็กหนุ่มหน้าตาดีคนหนึ่งขี่วงล้อไฟบินมา เขายังอุ้มรากบัวสีขาวหยกขนาดใหญ่มาด้วย "อันนี้ อันนี้ ใช้อันนี้!"


   ทุกคนหันไปมอง


   "ตอนนั้นฉันก็ใช้สิ่งนี้ฟื้นคืนชีพเหมือนกัน นี่คือรากบัวที่เติบโตในทะเลสาบสวรรค์โบราณ ฉันตั้งใจหามาให้พวกคุณโดยเฉพาะ ใช้สิ่งนี้ทำร่างกายสิ ไม่เพียงแต่ใช้งานได้จริง แต่ยังกินได้ด้วย"


   พูดจบ เขาถอดแขนของตัวเองออกมาแล้วกัดกินอย่างเอร็ดอร่อย


   "แม้จะขาดไปก็งอกออกมาใหม่ได้นะ สะดวกมากใช่ไหมล่ะ"


   ทุกคน : …


   ที่เขาทำมันดูน่ากลัวมาก คิดจะขู่กันหรือไง


   เสิ่นซิวหนานงงไปชั่วขณะ แต่ก็รีบตั้งสติได้อย่างรวดเร็ว


   "คุณคือนาจาไท้จื้อใช่ไหม?"


   เป็นตัวละครในตำนานเลยนะ!


   "เฮ้ คนที่จะฟื้นคืนชีพก็คือนายสินะ เลือกรากบัวเถอะ เลือกรากบัวเลย"


   สีหน้าของเขาดูกระตือรือร้นอย่างมาก


   "รากบัวนี้มีความเข้ากันได้สูงมาก จะไม่ส่งผลกระทบต่อคุณสมบัติการฝึกฝนของนายในอนาคต กระดูกพวกนั้นล้วนมีลักษณะเฉพาะของแต่ละเผ่าพันธุ์ เช่น กระดูกมังกรนั่น ต่อไปนายจะชอบน้ำและอดใจไม่ไหวที่จะแช่น้ำอยู่ตลอด ถ้าเปลี่ยนเป็นกระดูกมังกรก็ต้องใช้เลือดมังกรเปลี่ยนเลือดในร่างกายของนายด้วย กระดูกอื่นๆก็เช่นกัน กระดูกหงส์ชอบไฟ นายจะอยากมุดเข้าไปในที่ร้อน..."


   นาจาไท้จื้อพูดพล่ามยืดยาว สรุปก็คือต้องการให้เสิ่นซิวหนานเลือกรากบัวโบราณ


   จวินหยวนหัวเราะเยาะ "พอเถอะ ถึงเขาจะเปลี่ยนมาใช้รากบัวโบราณเป็นโครงกระดูกร่างกาย ก็ไม่ได้หมายความว่าจะมีรูปร่างเป็นวัยรุ่นหรือเด็กหรอก นายเป็นแบบนั้นเพราะตายตั้งแต่เด็ก พอฟื้นคืนชีพก็เลยมีรูปร่างเป็นเด็ก รากบัวโบราณเติบโตช้า นายถึงได้เป็นคนแคระจนถึงตอนนี้ แต่เขาไม่เหมือนกัน เขาเป็นผู้ใหญ่แล้ว ถึงฟื้นคืนชีพก็ยังคงมีรูปร่างเป็นผู้ใหญ่ ไม่จำเป็นต้องเติบโตอีกแล้ว"


   อย่าคิดว่าเขาไม่รู้ว่าไอ้หมอนี่กำลังคิดอะไรอยู่


   ใบหน้าของนาจาไท้จื้อก็หม่นหมองลงทันที


   "อย่างนี้นี่เอง งั้นฉันคงต้องเอาดอกบัวโบราณกลับไปแล้วล่ะ ฉันขโมยมาจากท่านอาจารย์นะ ถ้าเขากลับมาเห็นว่ามันหายไป เขาต้องไล่ตามมาตีฉันแน่ๆ"


   จวินหยวน "แต่ว่าของสิ่งนี้มันเข้ากันได้ดีมากจริงๆ ไม่มีข้อจำกัดเลย"


   เสิ่นจืออินรีบพุ่งเข้าไปทันที "นาจาไท้จื้อ นาจาไท้จื้อ ของที่ส่งมาให้แล้วจะเอากลับไปได้ยังไงกันล่ะ!"


   "ปล่อยมือนะ ฉันต้องรีบกลับไปก่อนที่ท่านอาจารย์จะกลับมา"


   เสิ่นจืออิน "เอาโทรศัพท์ไปเล่นเกมซะ!!!"


   ไม่กี่นาทีต่อมา เด็กหนุ่มนั่งขัดสมาธิบนพื้น อมอมยิ้มในปาก ข้างๆมีชานมแก้วใหญ่และขนมขบเคี้ยวหลากหลายวางอยู่ มือถือโทรศัพท์เล่นเกมจับคู่อย่างสนุกสนาน


   เสิ่นจืออินพึมพำ "ดีนะที่มาถึงสวรรค์แล้วยังเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้"


   จวินหยวนก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเล่นเช่นกัน แต่เขาเล่นเกมยิงปืน แถมยังใช้สายตาดูถูกนาจาไท้จื้ออีกด้วย


   เสิ่นจืออินอาศัยขนมขบเคี้ยวต่างๆ และโทรศัพท์มือถือในการหลอกล่อรากบัวโบราณมาได้สำเร็จ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุไม่คาดฝัน เธอจึงรีบนำมันเข้าไปผสานกับร่างกายของเสิ่นซิวหนานทันที


   ในขณะที่กำลังผสานอยู่นั้น เธอก็พึมพำขอโทษไปด้วย


   "ขอโทษนะท่านไท่อี้เจินเหริน ฉันจะหาของมาคืนให้ท่านในภายหลัง!"


   เสิ่นจืออินใช้เวลาซ่อมแซมร่างกายของเสิ่นซิวหนานนานเท่าไหร่ นาจาไท้จื้อก็เล่นเกมนานเท่านั้น


   จากนั้น ท่านไท่อี้เจินเหรินที่พบว่ารากบัวโบราณของตนถูกขโมยไป ก็แบกพู่กันปัดฝุ่นของเขาไล่ล่าตามมา


   "อ๊ะๆๆ ท่านอาจารย์ ผมไม่ได้ขโมยนะ"


   "เธอพูดเหลวไหล ถ้าไม่ใช่เธอแล้วจะเป็นใครล่ะ รากบัวของฉันอยู่ไหน!"


   นาจาชี้ไปที่จวินหยวน "คุณถามมังกรดำนั่นสิ แฟนของเขาเอาไป"


   จวินหยวน : … ฉันไปมีแฟนตอนไหน?


   "มังกรดำอะไร เจ้าเด็กบ้านี่ บอกกี่ครั้งแล้วว่าให้เรียกว่าราชามังกร!"


   นี่คือเทพโบราณที่แก่กว่าเง็กเซียนฮ่องเต้เสียอีก เป็นน้องชายของมังกรบรรพบุรุษนะ!


   "เอ่อ ท่านมังกรดูสิครับ..."


   เขาเลี้ยงรากบัวโบราณมานานหลายปี รู้สึกเสียดายมันจนแทบขาดใจ


   จวินหยวนไม่พูดอะไร เพียงแต่โยนเมล็ดบัวให้เขาหนึ่งเมล็ด


   ไท่อี้เจินเหรินรีบรับไว้ทันที พอมองดูก็ถึงกับตาถลนออกมาเลยทีเดียว "เมล็ดบัวสีฟ้าแห่งความอลหม่าน!"


   บัวสีฟ้าแห่งความอลหม่านได้ให้กำเนิดผานกู่ และต่อมาได้แปรสภาพเป็นวัตถุล้ำค่ามากมายที่มีมาแต่กำเนิด


   พู่กันของไท่อี้เจินเหรินก็เป็นหนึ่งในนั้น


   แต่ก็มีเมล็ดบัวสามเมล็ดที่ปะปนอยู่ในบรรดาวัตถุล้ำค่าและลอยออกไปโดยไม่ทราบจุดหมาย


   ตอนนี้เขาเห็นอะไรกันแน่ จวินหยวน กลับมีเมล็ดบัวสีฟ้าแห่งความอลหม่านอยู่ในมือ และยังใช้มันมาแลกกับรากบัวโบราณของเขาอีก


   รากบัวโบราณนั้นมีค่า แต่ก็ไม่ได้มีค่าเท่ากับเมล็ดบัวของดอกบัวสีฟ้าแห่งความอลหม่าน!


   จวินหยวนพูดอย่างหนักแน่น "เมื่อครั้งที่สมบัติที่เกิดจากดอกบัวสีฟ้าแห่งความอลหม่านถูกแย่งชิง พวกผู้ทรงพลังต่างก็ได้ส่วนแบ่งกันทั้งนั้น ทำไมฉันถึงไม่ได้บ้างล่ะ ถึงฉันจะไม่ได้ไปแย่งชิง แต่เมล็ดบัวสามเม็ดก็ตกลงมาตรงที่ฉันนอนอยู่พอดี"


   ไท่อี้เจินเหริน : ...


   นาจา : ...


   จวินหยวนอวดอ้างต่อไปว่า "ตอนนั้นฉันกำลังหาว พลาดท่ากลืนเข้าไปหนึ่งเม็ดแล้วก็หลับไป เหลืออีกสองเม็ดก็ไม่มีประโยชน์กับฉันแล้ว ให้นายไปหนึ่งเม็ดก็แล้วกัน"


   ไท่อี้เจินเหรินอิจฉาจนหน้าเปลี่ยนสี จวินหยวนคงเป็นลูกรักของสวรรค์อย่างแท้จริง ตั้งแต่การสร้างฟ้าสร้างดินจนถึงตอนนี้ คนที่เคยมีพรสวรรค์โดดเด่นต่างก็ตายจากไปหมดแล้ว มีแต่เขาเท่านั้นที่ยังมีชีวิตอยู่


   ทุกครั้งที่เกิดหายนะครั้งใหญ่ เขาก็นอนหลับ พอตื่นขึ้นมาก็ยังมีชีวิตอยู่


   ใครจะมีชีวิตอยู่ได้นานกว่าเขากันล่ะ!


   ไท่อี้เจินเหรินพาความอิจฉาและเมล็ดบัวล้ำค่าจากไป


   จวินหยวนมองไปทางนาจาไท้จื้อด้วยสายตาอันตราย "ไอ้หนู นายบอกว่าใครเป็นแฟนของฉันงั้นเหรอ?"


   นาจาเกาศีรษะ "เธอไม่ใช่ลูกสาวของคุณนี่ คุณดีกับเธอขนาดนั้น ถ้าไม่ใช่แฟนแล้วจะเป็นอะไรล่ะ?"


   จวินหยวน "แค่เพื่อนเท่านั้น"


   นาจาไท้จื้อกลอกตาใหญ่ "เพื่อนเหรอ ฉันกับคุณก็รู้จักกันมาหลายปีแล้ว ก็เป็นเพื่อนกันใช่ไหม แล้วทำไมไม่เคยเห็นคุณพาฉันไปทวงหนี้ที่ไหน แถมยังแบ่งหนี้ที่ทวงมาได้ให้ฉันครึ่งหนึ่งด้วย หรือว่าฉันจะย้ายมาอยู่ที่นี่ดีไหม? ที่นี่กว้างขวางกว่าที่ของฉันตั้งเยอะ แถมของมีค่าที่เห็นอยู่ทั่วไปก็หยิบไปได้ตามใจชอบ?"


   จวินหยวน "ไปให้พ้น"


   นาจาไท้จื้อพูดด้วยน้ำเสียงประชดประชัน "แค่เพื่อนเท่านั้นเหรอ?"


   จากนั้นก็ถูกจวินหยวนเตะกระเด็นออกไป


   แต่เขาไม่ได้โกรธ กอดโทรศัพท์มือถือเดินกลับไปอย่างร่าเริง สิ่งที่เรียกว่าโทรศัพท์มือถือนี้สนุกจริง ๆ เขายิ่งอยากลงไปดูโลกมนุษย์มากขึ้นไปอีก


   ในขณะเดียวกัน จวินหยวนก็จมอยู่ในภวังค์ความคิด เขาดีกับเสิ่นจืออินขนาดนั้นจริงๆหรือ?


   ก็แค่เพราะเขามีของมีค่ามากมายจนไม่สนใจ ถึงได้ปล่อยให้เจ้าตัวเล็กนั่นหยิบไปตามใจชอบ


   "ฮัดชิ่ว..."


   เสิ่นจืออินที่กำลังซ่อมแซมร่างกายให้กับเสิ่นซิวหนานจามออกมาเสียงดัง


   "ใครกำลังคิดถึงฉันอยู่นะ?"


   ไม่สนใจแล้ว เมื่อเห็นว่าร่างกายหลานชายได้รับการซ่อมแซมเสร็จเรียบร้อยแล้ว เสิ่นจืออินจึงบอกให้เสิ่นซิวหนานรีบเข้าไปในร่างกาย


   "หลังจากที่วิญญาณของเธอเข้าสู่ร่างกายแล้ว อาจจะเกิดทัณฑ์สวรรค์ เมื่อผ่านมันไปได้ก็จะไม่มีปัญหาอะไร พยายามอดทนหน่อยนะ"


   เสิ่นซิวหนานพยักหน้า "ขอบคุณครับคุณย่าตัวน้อย"


   หลังจากพูดจบ เขาก็กลับเข้าสู่ร่างของตัวเอง


   ทันทีที่เสิ่นจืออินนำร่างของเขาออกมา เมฆแห่งการลงทัณฑ์ก็รวมตัวกัน


   สายฟ้าแห่งการลงทัณฑ์ตกลงมา เสิ่นจืออินมองดูอย่างกังวลอยู่ด้านข้าง


   ขอให้สำเร็จเถอะนะ


   จวินหยวนยืนอยู่ด้านหลังเธอ ก้มมองหญิงสาวตัวเล็กที่เตี้ยกว่าตนเองหนึ่งช่วงศีรษะ นึกย้อนไปถึงตอนที่เพิ่งพบกันครั้งแรก ตอนนั้นเธอยังสูงไม่ถึงขาของเขาเลย


   ทุกคนโตขึ้นแล้วสินะ เวลาผ่านไปเร็วจริงๆ


   "ไม่ต้องกังวลไป เขาได้หลอมรวมกับรากบัวโบราณแล้ว สวรรค์จะไม่ฟาดฟันเขาให้ตายหรอก"


   เสิ่นจืออินร้องอ๋อเบาๆ "งั้นนี่ก็เท่ากับว่าเขาได้ขึ้นสวรรค์ตามฉันแล้วสินะ ไม่ต้องลงไปอีกแล้วใช่ไหม?"


   "ไม่ต้องแล้ว"


   หลังจากผ่านทัณฑ์สวรรค์ เสิ่นซิวหนานก็เริ่มปรับตัวเข้ากับร่างกายใหม่ของตัวเอง


   "คุณย่าตัวน้อย ร่างกายนี้เหมือนกับร่างของผมเลย แถมยังดูดซึมพลังวิญญาณได้ง่ายกว่าเดิมด้วย"


   เสิ่นจืออินตบไหล่เขาเบาๆ "ยินดีด้วยนะ เธอฟื้นคืนชีพแล้ว"


   แม้ว่าจะยังอยู่ในระดับการบ่มเพาะพลังขั้นผ่านมหายานเท่านั้น แต่เพราะรากบัวโบราณ ร่างกายของเขาก็สามารถดูดซับพลังเซียนบนสวรรค์ได้โดยตรง



บทที่ 500: ตอนพิเศษ - ประสบการณ์การลงไปโลกมนุษย์ของเง็กเซียนฮ่องเต้



   "อยากไปโลกมนุษย์เหรอ? วิถีสวรรค์ไม่อนุญาต"


   เง็กเซียนฮ่องเต้รู้สึกรำคาญมากที่มีคนมากมายมาเร่งเร้าให้ไปโลกมนุษย์


   "เร่งๆๆ พวกนายเอาแต่เร่งอยู่นั่นแหละ ฉันก็อยากลงไปเหมือนกัน แต่ฉันไปได้ไหมล่ะ?"


   "วิถีสวรรค์ก็กลัวพวกนายแต่ละคนกับการกระทำแปลกๆมาก่อนหน้านี้แล้ว ไม่ใช่แค่วิถีสวรรค์หรอก ฉันก็รำคาญเต็มทีแล้ว พวกนายแต่ละคนก็อายุเป็นร้อยพันหมื่นปีแล้ว เป็นคนแก่กันหมดแล้ว ลงไปข้างล่างยังตัวเองเป็นหนุ่มสาวอยู่อีก พวกนายเป็นบรรพบุรุษของบรรพบุรุษของมนุษย์พวกนั้นแล้วนะ พวกนายคิดยังไงกันเนี่ย ยังจะไปมีความรักอีก ไม่อายบ้างเลย ไอ้พวกไม่รู้จักอาย!"


   "มีความรักก็แล้วไป แต่ทำให้เกิดความวุ่นวายใหญ่โตราวกับกลัวว่าคนอื่นจะไม่รู้ ทิ้งปัญหายุ่งเหยิงไว้มากมาย อย่าว่าแต่วิถีสวรรค์เลย ฉันเองก็อยากฆ่าพวกเขาให้ตายไปซะ!"


   เง็กเซียนฮ่องเต้ฮ่องเต้ตบโต๊ะอย่างโมโหพลางพูดกับจวินหยวน


   "ลองคิดดูสิ พวกนั้นน่ะ ตัวเองจะมีชีวิตอยู่ได้นานแค่ไหนไม่รู้จักประมาณตัวเลยหรือไง? ลงไปโลกมนุษย์เพื่อไปมีความรัก แล้วมนุษย์ธรรมดาจะมีชีวิตอยู่ได้นานแค่ไหนพวกเขาไม่รู้หรือไง?! เอาล่ะ มีความรักกันแล้ว พอถึงเวลาคู่รักตายไป ก็เริ่มอาละวาดวุ่นวายอยากจะชุบชีวิตคนตายขึ้นมา สุดท้ายฉันก็ต้องส่งทหารไปจับตัวมาจัดการกับปัญหายุ่งเหยิงพวกนี้!"


   เสิ่นจืออินที่อยู่ข้างๆ พยักหน้าเห็นด้วย "ทั้งๆที่เป็นเทพเจ้าเหมือนกัน ทำไมพอลงไปโลกมนุษย์ถึงได้มีสมองที่คิดแต่เรื่องความรักกันนักหนาล่ะ?"


   เง็กเซียนฮ่องเต้ฮ่องเต้เห็นว่ามีคนเห็นด้วย จึงไม่สนใจภาพลักษณ์อีกต่อไป นั่งลงข้างๆเสิ่นจืออิน แล้วระบายความทุกข์ใจออกมาอย่างมากมายเขาเป็นเพียงจักรพรรดิ การจัดการกับโลกและเรื่องราวมากมายในเวลาเดียวกันไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับเขา แล้วยังมีคนมาสร้างปัญหาให้อีก


   เสิ่นจืออินกลอกตาไปมา "บางทีอาจจะไม่ใช่ว่าไม่มีทางแก้ พวกเขาอยากลงไปโลกมนุษย์ไม่ใช่เหรอ? พวกเราสามารถส่งพวกเขาไปยังโลกที่สร้างขึ้นจากนิยายได้นะ ให้พวกเขาเป็นตัวละครที่ตายไวๆดูก่อน"


   เง็กเซียนฮ่องเต้สนใจขึ้นมา "อธิบายให้ละเอียดหน่อยสิ?"


   เสิ่นจืออินพูดแบบนี้เพราะรู้ว่าเง็กเซียนฮ่องเต้มีความสามารถนี้


   เง็กเซียนฮ่องเต้สามารถเปลี่ยนสิ่งที่คล้ายนิยายให้กลายเป็นโลกที่เสมือนจริงได้ แต่จริงๆแล้วมันก็แค่ภาพลวงตาที่สมจริงมากเท่านั้นเอง


   เธอจึงอธิบายให้เง็กเซียนฮ่องเต้เข้าใจว่าการเข้าไปในนิยายคืออะไร และถึงขั้นส่งนิยายที่คล้ายกันจากโทรศัพท์มือถือของเธอให้เขาดู


   ก่อนหน้านี้เสิ่นจืออินติดตามซีรีส์ อ่านนิยาย และเล่นเกม ในโทรศัพท์มือถือของเธอจึงมีนิยายยอดนิยมในปัจจุบันเก็บไว้ไม่น้อย


   "ให้พวกเขาถูกทรมานด้วยสมองที่คิดแต่เรื่องความรักบ้าง พวกเขาจะได้รู้ว่ามันเจ็บปวดแค่ไหน หรือไม่ก็จัดให้พวกเขามีบทบาทที่คิดแต่เรื่องความรัก"


   เง็กเซียนฮ่องเต้อ่านหนังสือได้เร็วมาก เพียงแค่กวาดตามองผ่านๆก็สามารถอ่านจบหนึ่งหน้าได้ในเวลาไม่กี่วินาที


   ไม่แปลกเลย เพราะเขาต้องจัดการเอกสารราชการมากมายทุกวัน เขาไม่ใช่คนไร้ประโยชน์


   พออ่านก็ติดหนึบ


   โอ้ นิยายเรื่องนี้น่าสนใจจริงๆ


   เมื่อเทียบกับนิยายที่มีจินตนาการกว้างไกลเหล่านี้แล้ว โชคชะตาแบบเดิมๆที่มักถูกเปลี่ยนแปลงบ่อยๆของซื่อหมิงก็ดูไม่น่าสนใจเท่าไหร่นัก


   ตอนนี้นิยายในโลกมนุษย์พัฒนาไปเร็วขนาดนี้เลยหรือ?


   "ลองดูสักหน่อยก็ได้!"


   ดังนั้นเขาจึงดึงเสิ่นจืออินมาและเริ่มกระซิบกระซาบ ปรึกษากันว่าจะใช้นิยายเรื่องไหนมาจัดการสร้างโลกขึ้นมา


   เง็กเซียนฮ่องเต้ควบคุมโลกมากมาย แต่ทั้งหมดล้วนเป็นดินแดนในโลกเบื้องบน


   ดังนั้นเขาสามารถสร้างโลกที่เป็นจริงขึ้นมาได้ รับรองว่าจะจัดการตัวละครทุกตัวในนิยายได้อย่างชัดเจนแน่นอน


   แต่ก่อนหน้านั้น เขาต้องไปเรียนรู้สักหน่อย


   เพราะเขาไม่เข้าใจเรื่องราวสมัยใหม่ และนิยายก็ใช้ฉากหลังสมัยใหม่เป็นพื้นฐาน พวกเขาต้องการไปยังโลกเบื้องล่างในยุคสมัยใหม่ด้วย


   ดังนั้นเขาจึงไปพบกับวิถีสวรรค์เพื่อเจรจา หลังจากนั้นก็มอบหมายงานทั้งหมดบนสวรรค์ให้กับลูกน้อง แล้วก็แอบลงไปโลกเบื้องล่างเพื่อสัมผัสประสบการณ์ชีวิต


   วิถีสวรรค์ยอมให้เขาลงไปยังโลกมนุษย์ เพราะเหตุผลหลักคือเง็กเซียนฮ่องเต้ได้ถอดรากฐานแห่งความรู้สึกของตัวเองออกไปแล้ว


   เขาจะไม่มีความรู้สึกใดๆ


   แม้แต่เง็กเซียนฮ่องเต้ก็ต้องปฏิบัติตามกฎของโลกมนุษย์ ดังนั้นเขาจึงกลับไปเกิดใหม่เป็นเด็กทารกง แต่ยังคงเก็บความทรงจำบางส่วนไว้


   โลกมนุษย์ในปัจจุบันนี้ เทคโนโลยีและการฝึกฝนดำเนินไปพร้อมกัน ตระกูลผู้ฝึกตนเฟื่องฟู เทคโนโลยีวิทยาศาสตร์ก็กำลังพัฒนาอย่างรุดหน้า และงานสร้างสรรค์ทางศิลปะก็ยังคงรุ่งเรืองเช่นกัน


   อันตรายใหญ่ๆทั้งหมดได้ย้ายขึ้นไปยังโลกเบื้องบนแล้ว โลกค่อยๆมีเสถียรภาพมากขึ้น


   ครอบครัวที่เง็กเซียนฮ่องเต้กลับชาตินั้นมีนามสกุลกู้ และเป็นตระกูลใหญ่


   เขาเป็นลูกชายคนเล็กสุดของครอบครัว ไม่มีจิตวิญญาณธาตุและไม่มีพรสวรรค์ในการฝึกฝน แต่ในครอบครัวมีพี่ชายและพี่สาวที่มีพรสวรรค์ในการฝึกฝนสูง อีกทั้งสามีภรรยาตระกูลกู้รักใคร่กลมเกลียวกัน ดังนั้นแม้เขาจะไม่มีพรสวรรค์ในการฝึกฝนก็ไม่ได้ถูกรังเกียจ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการถูกรังแก


   เง็กเซียนฮ่องเต้ : เขาไม่ใช่คนชอบความทรมานนะ แค่มาสัมผัสประสบการณ์ชีวิตเท่านั้น ไม่ใช่มาเพื่อผ่านการทดสอบ แน่นอนว่าต้องเลือกครอบครัวที่ดีให้ตัวเอง


   ดังนั้น การเติบโตของเง็กเซียนฮ่องเต้ตั้งแต่เด็กจนโตจึงค่อนข้างราบรื่น เขาจำภารกิจของตัวเองได้เสมอ ตั้งแต่เด็กเขาก็เริ่มสัมผัสกับนิยายหลากหลายประเภท รวมถึงวัฒนธรรมบันเทิงของโลกใบนี้


   เขาหานิยายเก่าๆมาอ่าน แล้วก็ด่าไปด้วยขณะที่อ่านเรื่องราวความรักที่ไร้เหตุผลในนั้น


   "พวกเขาไม่มีปากหรือไง? ในเมื่อมีความเข้าใจผิดทำไมไม่พูดกันตรงๆล่ะ ต้องเดาไปเดามาทำไม! แล้วพระเอกไม่ได้เก่งมากเหรอ? เรื่องใหญ่แค่นี้ที่ช่วยชีวิตกัน ผู้หญิงคนไหนพูดอะไรมาก็เชื่อเลยเหรอ? ไม่รู้จักไปสืบดูหน่อยเหรอ?"


   "ผู้ชายคนนี้สมองมีปัญหาหรือไง? คู่หมั้นที่สวย เก่ง ฐานะเท่าเทียมกันไม่เอา? ทำไมต้องเอาผู้หญิงโง่ที่ทำอะไรก็ไม่เป็นมีแต่สร้างปัญหาด้วย!"


   "อะไรนะ! เพื่อรักแรกถึงกับให้นางเอกควักหัวใจออกมา นี่มันผิดกฎหมายนะ! พระเอกคนนี้เป็นฆาตกรโรคจิตประเภทไหนกัน สุดท้ายก็มาเสียใจทีหลัง รู้แบบนี้แล้วทำไมถึงทำตั้งแต่แรก? ตอนนี้ถึงได้รู้ว่าตัวเองรักใครจริงๆ?!”


   “เดี๋ยวก่อน พระเอกแค่สำนึกผิด ยอมตากฝนนิดหน่อย นางเอกก็ให้อภัยแล้วเหรอ? โอ้โห ตอนนั้นเสียเลือดไปตั้งเยอะ ไตหายไปข้างนึงแล้ว ทำไมยังไม่ตายอีก ดูแล้วหงุดหงิดชะมัด!”


   “ครอบครัวนี้ไม่มีปัญหาจริงๆเหรอ? เอาลูกสาวบุญธรรมที่ถูกสลับตัวมาเลี้ยงดูเหมือนไข่ในหิน แต่ลูกสาวแท้ๆกลับปล่อยปละละเลย พวกนายนี่สมองเรียบจริงๆ เรียบจนแม้แต่แมลงวันเกาะยังต้องแยกขา ทำเอาฉันโมโหจนแทบตาย!”


   หลังจากอ่านนิยายน้ำเน่าเก่าๆไปหลายเรื่อง เง็กเซียนฮ่องเต้รู้สึกอึดอัดใจ


   พอมาอ่านนิยายแก้แค้นสะใจในช่วงหลัง และนิยายที่มีเหตุผลเขาถึงได้รู้สึกสบายใจขึ้นเนื่องจากเขาได้ดูนิยายและละครโทรทัศน์มากมาย เมื่อโตขึ้นเขาจึงเรียนการเขียนบทและกำกับภาพยนตร์


   ละครเรื่องหนึ่งก็เหมือนกับโลกใบหนึ่ง เขาคิดว่าสามารถใช้การถ่ายทำในโลกนี้เพื่อฝึกฝนก่อนได้


   ในวันที่ก้าวเข้าสู่วงการบันเทิง เง็กเซียนฮ่องเต้มองท้องฟ้าแล้วหัวเราะเยาะ


   "รอดูเถอะพวกเด็กๆกลับไปฉันจะจัดการเรื่องราวให้พวกเธอเป็นเรื่องเป็นราว เรื่องความรัก ฉันจะทำให้พวกเธอเห็นสมองที่คิดแต่เรื่องความรักแล้วต้องตบตัวเองโดยอัตโนมัติ ฉันจะทรมานพวกเธอให้ตายไปเลย!"


   ฮ่า... ก่อนหน้านี้พวกเธอทำให้ฉันต้องมาจัดการกับความยุ่งเหยิง ต่อไปนี้เรื่องราวของพวกเธอจะอยู่ภายใต้การควบคุมของฉัน!


   ที่สวรรค์ เหล่าเทพเจ้าหลายองค์ต่างจามพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย


   เกิดอะไรขึ้น? รู้สึกเหมือนจะเกิดเรื่องร้ายแรงขึ้น


   วิถีสวรรค์ตรวจสอบสถานการณ์ของเง็กเซียนฮ่องเต้ หลังจากดูเสร็จก็พยักหน้าอย่างพอใจ


   โชคดีที่เง็กเซียนฮ่องเต้ไม่ได้มีความรัก ไม่ต้องพูดถึงความรักเลย ตอนนี้เขาเป็นเพียงหุ่นยนต์ที่ไร้ความรู้สึก ยิ่งชื่อเสียงของเขาในวงการผู้กำกับเพิ่มมากขึ้นเท่าไหร่ คนที่พยายามใช้กฎใต้โต๊ะเพื่อปีนเตียงขึ้นสู่ตำแหน่งก็ไม่มีใครประสบความสำเร็จเลย


   ทุกคนถูกเขาโยนออกนอกประตูอย่างไร้ความปรานี


   หลังจากที่ได้รับรางวัลมากมายนับไม่ถ้วน เง็กเซียนฮ่องเต้ก็สิ้นสุดอายุขัยในโลกมนุษย์ และในวันที่เสียชีวิตนั้นเอง เขาก็ได้กลับคืนสู่สรวงสวรรค์


   วันแรกที่กลับมาถึง ก็เริ่มปลีกวิเวกเพื่อเขียนบทละครและสร้างโลกใหม่ทันที!




จบตอน

Comments