ancestry ep51-60

บทที่ 51: กรรมตามสนองหวังวั่ง

   

   เสิ่นจืออินกับเสิ่นมู่เหยี่ยร้องออกมาพร้อมกัน “ว้าว~”

   

   ส่วนเสิ่นควานกับเสิ่นซิวหนาน “…”

   

   ข่าวนี้มันช็อกยิ่งกว่าเดิมอีกนะเนี่ย สลับลูกสาว เศรษฐีนีตัวปลอมกับคุณหนูตัวจริง

   

   ก่อนหน้านี้ ข่าวที่ว่าหวังหลินเฟิงโดนสวมเขาก็น่าตกใจมากพอแล้ว แต่ไม่คิดว่าจะยังมีเรื่องนี้อีก!

   

   หวังเจียเฉิงคงสมองไม่ปกติ ถึงกล้าทำเรื่องแบบนี้ลงไป!

   

   ถ้าภรรยาของหวังเจียเฉิงรู้เรื่องนี้เข้า คงคลั่งตายแน่ๆ

   

   เสิ่นควานรู้ดีว่า คุณป้าสะใภ้ของเขานั้นเก่งกาจแค่ไหน

   

   ก่อนที่ตระกูลหวังจะรุ่งเรืองได้ด้วยการเกาะชายกระโปรงตระกูลเสิ่น พวกเขาก็ต้องพึ่งพาครอบครัวของป้าสะใภ้มาตลอด

   

   ตอนที่แม่ของเสิ่นควานตกลงแต่งงานกับพ่อของเขา ครอบครัวของพวกเขาก็แค่พอมีฐานะอยู่บ้างเท่านั้น

   

   หวังเจียเฉิงแต่งเข้าตระกูลภรรยา เพราะบ้านเธอมีฐานะร่ำรวย แต่เอาจริงๆ นิสัยใจคอของเธอก็ไม่ได้ดีนักหรอก

   

   เธอถูกหลอกมาเนิ่นนานขนาดนี้ ลูกชายก็ไม่ใช่ลูกของเธอ แถมลูกสาวไม่รู้ว่าไปลำบากอยู่ที่ไหน

   

   แต่เพราะหวังหลินเฟิงหน้าเหมือนพ่อของเขา ความจริงจึงถูกปิดบังได้นานขนาดนี้

   

   เสิ่นมู่เหยี่ยแอบซุบซิบเบาๆ “งานนี้มีเรื่องสนุกให้ดูแล้วสิ”

   

   ผีดาราสาวมองสีหน้าของพวกเขาด้วยความพอใจ แล้วค่อย ๆ ถอยห่างออกมา ปล่อยให้ผีตนอื่นดำเนินการต่อ

   

   “หวังวั่งคบผู้หญิงหลายคนในเวลาเดียวกัน โดยที่พวกเธอไม่รู้ตัวตนของกันและกันเลย ตอนนี้เขากำลังคบกับคุณหนูตระกูลซุนอยู่”

   

   ต้องยอมรับว่า หวังวั่งมีรูปลักษณ์ที่หล่อเหลาเอาการ คุณหนูตระกูลซุนรู้สึกดีกับเขาตั้งแต่ได้พบกันไม่กี่วัน

   

   เสิ่นมู่เหยี่ยถามขึ้นว่า “รู้รายชื่อผู้หญิงพวกนั้นไหม?”

   

   เขาอยากสร้างเรื่องวุ่นวาย

   

   เสิ่นควานกับเสิ่นซิวหนานไม่สนใจใยดี ปล่อยให้เป็นเรื่องของพรุ่งนี้ว่าจะไปป่วนงานวันเกิดคุณหนูตระกูลซุนหรือไม่

   

   พวกเขาช่วยตระกูลซุนเปิดเผยธาตุแท้ของหนุ่มเลวนั่น ป้องกันไม่ให้คุณหนูถูกหลอก ต้องขอบคุณพวกเขาสิ

   

   ในที่สุด ด้วยความพยายามตอบแทนบุญคุณของผีหลายตน เพียงไม่กี่วัน ตระกูลหวังก็ถูกเปิดโปงจนหมดเปลือก

   

   วันงานเลี้ยงของตระกูลซุน ตระกูลหวังมาถึงตั้งแต่เนิ่นๆ แถมยังทำตัวราวกับเป็นญาติสนิทมิตรสหาย คนของตระกูลหวังก็มาไม่น้อยหน้า

   

   ในช่วงเวลาที่พวกเขากำลังเหลิง ตระกูลซุนก็ได้ยินเรื่องราวของหวังหลินเฟิงมาบ้าง

   

   ประกอบกับตระกูลซุนกับตระกูลเสิ่นนั้นเป็นญาติกัน พวกเขาจึงทำเป็นไม่สนใจเรื่องระหว่างหวังวั่งกับหลานสาวของตน

   

   เพราะหวังวั่งเป็นนักเรียนที่มีชื่อเสียงในหมู่ครูและนักเรียน รูปลักษณ์ก็ดูดี

   

   เรื่องนี้ทำให้หวังเจียเฉิงรู้สึกภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง เขาคุยโวโอ้อวดกับคนของตระกูลซุนอย่างกระตือรือร้น

   

   เมื่อแขกในงานเลี้ยงมาถึงเกือบหมดแล้ว ทันใดนั้นก็มีเสียงอึกทึกครึกโครมดังมาจากข้างนอก

   

   ตระกูลซุนกำลังงุนงง ก็ได้ยินคนพูดว่า “คนของตระกูลเสิ่นมาแล้ว”

   

   เมื่อได้ยินดังนั้น ปฏิกิริยาของตระกูลซุนและตระกูลหวังก็ต่างกันโดยสิ้นเชิง

   

   คนตระกูลซุนต่างพากันดีใจกันยกใหญ่ ถึงแม้ว่าพวกเขาจะเป็นตระกูลใหญ่โต แต่ถ้าเทียบกับตระกูลเสิ่นแล้ว ก็ยังคงต้องยอมรับว่าด้อยกว่าอยู่บ้าง

   

   งานเลี้ยงครั้งนี้ พวกเขาก็แค่ส่งบัตรเชิญไปตามมารยาท ไม่ได้คาดหวังว่าคนตระกูลเสิ่นจะให้เกียรติมาร่วมงานด้วยซ้ำ

   

   ไม่คิดเลยว่าวันนี้พวกเขาจะได้รับเซอร์ไพรส์ใหญ่ขนาดนี้

   

   แต่สำหรับตระกูลหวัง กลับเป็นเรื่องน่าตกใจยิ่งกว่า

   

   หวังหลินเฟิงถึงกับควบคุมตัวเองไม่อยู่ แก้วไวน์ในมือร่วงหล่นแตกกระจาย

   

   คุณปู่ซุนมองไปทางเขา ดวงตาฉายแววไม่พอใจอย่างเห็นได้ชัด

   

   แต่เมื่อเห็นว่าเป็นหวังหลินเฟิง เขาก็ได้แต่เก็บคำพูดเอาไว้

   

   ในเวลานี้ หวังเจียเฉิงไม่สนใจตระกูลซุนอีกต่อไปแล้ว เขาอยากให้ลูกชายกับหลานชายรีบซ่อนตัว อย่าได้เผชิญหน้ากับคนตระกูลเสิ่นโดยเด็ดขาด

   

   ช่วงนี้หวังวั่งถูกรายล้อมด้วยคำยกยอปอปั้นจนเหลิง เขารู้สึกไม่พอใจอย่างมากที่ต้องหลบหน้าคนตระกูลเสิ่น

   

   เขาคิดว่าความสำเร็จที่เขามีในวันนี้ เป็นเพราะความฉลาดของตัวเองล้วนๆ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับโชคชะตาอะไรนั่นเลย

   

   ยิ่งไปกว่านั้น เขาอิจฉาเสิ่นมู่เหยี่ยและพวกพี่น้องอยู่แล้ว

   

   ตอนนี้ต้องให้เขาหลบหน้าพวกนั้น หวังวั่งรู้สึกว่าตัวเองต่ำต้อย เขาไม่ยอม “คุณปู่ ปู่คิดมากไปแล้ว เรื่องโชคชะตาอะไรนั่น มันจับต้องไม่ได้ ให้ผมหลบหน้าพวกนั้นไม่เท่ากับยอมรับว่าต่ำต้อยกว่าเหรอ?”

   

   สีหน้าของหวังเจียเฉิงดูไม่ดี “อาจารย์บอกว่า ก่อนจะเปลี่ยนโชคชะตาได้ ห้ามเจอหน้ากัน พวกเธอไปเร็ว!”

   

   น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความร้อนรน รู้สึกว่าวันนี้อับโชค ทำไมเสิ่นควานถึงมางานเลี้ยงเล็กๆแบบนี้ด้วย

   

   “คุณลุงจะไปไหนครับ?”

   

   เสียงยียวนกวนประสาทของเสิ่นมู่เหยี่ยดังขึ้น ดวงตาคมกริบจ้องมองไปที่หวังหลินเฟิงและหวังวั่ง

   

   “ไม่ได้เจอคุณลุงกับพี่ชายนานมาก วันนี้บังเอิญเจอกัน ทำไมไม่ทักทายกันสักคำ จะไปแล้วเหรอครับ”

   

   สีหน้าของหวังเจียเฉิงซีดเผือด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเห็นเสิ่นควานที่อยู่ด้านหลัง และเสิ่นซิวหนานที่นั่งรถเข็นอยู่

      

   จบสิ้น...ทุกอย่างจบสิ้นแล้ว

   

   สายตาทุกคู่ในงานเลี้ยงต่างจับจ้องมาที่พวกเขา หวังเจียเฉิงพยายามฝืนยิ้มออกมาอย่างยากลำบาก

   

   “ทำ...ทำไมถึงเป็นแบบนี้ พวกเรากำลังจะไปหาพวกเธออยู่พอดี”

   

   แต่รอยยิ้มนั่นช่างดูน่าเกลียดเหลือเกิน

   

   แขกคนอื่นๆเริ่มซุบซิบนินทา

   

   “เกิดอะไรขึ้น พวกเขาไม่ใช่ญาติกันเหรอ ทำไมฉันรู้สึกว่าคนในตระกูลหวังดูกลัวที่จะเจอคุณเสิ่น พวกเขาดูแปลกๆนะ”

   

   “ใช่ๆ คุณปู่หวังยิ้มเหมือนโดนบังคับ ไม่มีวี่แววของความดีใจเลย”

   

   “ฉันรู้สึกว่าบรรยากาศมันแปลกๆ รอดูกันต่อไปดีกว่า”

   

   หวังวั่งทนไม่ไหวอีกต่อไป “เสิ่นมู่เหยี่ย พ่อกับปู่ของฉันเป็นผู้ใหญ่กว่านาย นายไม่ควรพูดจาแดกดันแบบนี้”

   

   เสิ่นมู่เหยี่ยที่อุ้มเด็กหญิงตัวน้อยน่ารักน่าชังอยู่ในอ้อมแขน ค่อยๆเงยหน้าขึ้นมองหวังวั่งอย่างเชื่องช้า ก่อนจะส่งเสียงหัวเราะเยาะออกมา

   

   “ได้ยินมาว่าพี่ชายกำลังคบกับคุณหนูตระกูลซุนอยู่เหรอ?”

   

   ซุนเชี่ยนเชี่ยนไม่เข้าใจความหมายนัก แต่เธอก็รู้สึกดีกับหวังวั่งอยู่ไม่น้อย ตอนนี้จึงยืนอยู่ข้างเขา

   

   “ใช่ พวกเรากำลังคบหาดูใจกัน”

   

   น้ำเสียงของเธอแฝงไปด้วยความเขินอาย หวังวั่งเองก็มองเธอด้วยแววตาที่อ่อนโยน

   

   เปลือกตาของคุณปู่ซุนกระตุก เขาอดรู้สึกไม่ชอบมาพากลขึ้นมาไม่ได้

   

   เสิ่นจืออินร้อง ‘ว้าว’ เสียงเล็กๆแสนน่ารักของเธอดังฟังชัด

   

   “แล้วพี่สาวสวยๆข้างนอกนั่นล่ะคะ”

   

   “อะไรนะ?” ซุนเชี่ยนเชี่ยนขมวดคิ้ว

   

   ทันใดนั้นหวังวั่งก็รู้สึกถึงลางร้าย และในวินาทีต่อมา ลางสังหรณ์ของเขาก็เป็นจริง

   

   หญิงสาวร่างสูงโปร่งคนหนึ่งปรากฏตัวขึ้น ใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยความโกรธ เธอตรงเข้ามาหาหวังวั่งและตบหน้าเขาอย่างแรงโดยไม่พูดพร่ำทำเพลง

   

   “ไอ้เลว!”

   

   นอกจากผู้หญิงคนนั้นแล้ว ด้านหลังยังมีผู้หญิงอีกสามคนเดินตามมาด้วยใบหน้าบ่งบอกถึงอารมณ์ที่แตกต่างกัน

   

   หนึ่งในนั้นมองไปที่หวังวั่งด้วยดวงตาแดงก่ำ

   

   “พี่วั่ง พี่บอกว่าชอบฉันที่สุด รอฉันเรียนจบก็จะแต่งงานกับฉัน”

   

   อีกคนโกรธจนตัวสั่น “หวังวั่ง นายอธิบายมาให้ชัดเจน เธอเป็นใคร แล้วพวกเธอเป็นใคร!”

   

   “ถ้าวันนี้พวกฉันไม่บังเอิญเจอกัน คงไม่รู้สินะว่าไอ้ผู้ชายเลวอย่างแก แอบคบผู้หญิงหลายคนพร้อมกัน แกนี่มันมีกี่ขาถึงกล้าเหยียบเรือหลายลำขนาดนี้ นักบริหารเวลาก็ต้องยอมแพ้แก”

   

   หวังวั่งมองผู้หญิงที่รุมล้อมเข้ามาด้วยความตกตะลึงและสับสน

   

   ซุนเชี่ยนเชี่ยนในตอนนี้ก็ตกตะลึงเช่นกัน แต่เธอมองไปที่หวังวั่ง พยายามให้เขาอธิบาย

   

   “พวกเธอ...ทำไมพวกเธอมาอยู่ที่นี่”

   

   แขกที่อยู่โดยรอบต่างเบิกตากว้าง ยืดคอตั้งใจฟังราวกับกลัวว่าจะพลาดฉากสำคัญ

   

   “โอ้โห!” พวกเขาต่างก็อุทานออกมา

   

   ซุนเชี่ยนเชี่ยนโกรธจนหน้าแดง “หวังวั่ง พวกเธอเป็นใครกันแน่!”

   

   ตอนนี้หวังวั่งถึงกับเหงื่อแตกพลั่ก ไม่รู้จะอธิบายยังไงแล้ว



บทที่ 52: คนตระกูลหวังโดนซ้อม


   

   โชคยังดีที่แม่ของเขามีไหวพริบอยู่บ้าง รีบออกมาพูดขึ้นว่า

   

   “พวกเธอเป็นใคร? ลูกชายของฉันบอกกับพวกเราแล้วว่า เขาชอบแค่ซุนเชี่ยนเชี่ยน พวกเธอคงไม่ได้โดนจ้างมาป่วนใช่ไหม?”

   

   หวังวั่งเองก็ตั้งสติได้อย่างรวดเร็ว เขากลอกตาไปมาเล็กน้อย ก่อนจะพูดตามน้ำว่า

   

   “ฉันไม่รู้จักพวกเธอเลยสักคน เชี่ยนเชี่ยนเธอก็รู้นี่ ที่โรงเรียนมีคนไม่ชอบหน้าฉันเยอะ พวกเธอคงโดนจ้างมาแกล้งฉันแน่ๆ”

   

   แม่ของหวังวั่งรีบพูดขึ้นว่า “เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยไปไหน? มัวทำอะไรอยู่ รีบมาพาตัวพวกก่อกวนพวกนี้ออกไปเดี๋ยวนี้”

   

   น่าเสียดายที่เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยไม่ถูกเรียกตัวมา คุณปู่ซุนหน้าตาคร่ำเครียด

   

   “เชี่ยนเชี่ยน มานี่สิ”

   

   ซุนเชี่ยนเชี่ยนยังเด็ก อาจจะถูกหลอกได้ง่ายๆ แต่คนอื่นๆในตระกูลซุนไม่โง่ขนาดนั้นหรอก!

   

   ถ้าไม่รู้จักกัน แล้วตอนที่เห็นพวกเธอเมื่อกี้ ทำไมต้องทำท่าทางมีพิรุธด้วยล่ะ?

   

   “ได้เลย หวังวั่ง นายนี่มันแน่จริงๆ!”

   

   เหล่าหญิงสาวต่างพากันหัวเราะอย่างหัวเสีย

   

   “ฉันมีหลักฐานนะ” หญิงสาวที่ตบหน้าหวังวั่งกล่าวพร้อมกับหยิบโทรศัพท์มือถือออกมา “รูปถ่ายที่เราถ่ายด้วยกัน แล้วก็ข้อความแชตตอนคบกันไงล่ะ”

   

   “ยัยผู้หญิงชั้นต่ำ แกกล้าดียังไงมาทำลายชื่อเสียงหวังวั่งลูกชายฉัน!”

   

   แม่ของหวังวั่งเริ่มร้อนรน ไม่รอให้หญิงสาวคนนั้นเปิดโทรศัพท์มือถือ เธอก็พุ่งเข้าไปแย่งทันที

   

   แต่หญิงสาวคนนั้นไม่ใช่คนยอมคนง่ายๆ อย่างที่กล้าตบหน้าหวังวั่งต่อหน้าธารกำนัลก็บ่งบอกนิสัยของเธอได้เป็นอย่างดี เธอตรงเข้ากระชากผมแม่ของหวังวั่งแล้วตบตีกันอุตลุด ปากก็ไม่ลืมที่จะตอบโต้

   

   “ฉันไม่มียางอาย ฉันมันผู้หญิงชั้นต่ำงั้นเหรอ? ฉันว่าคำพวกนี้เหมาะกับแกมากกว่านะ ที่สอนให้ลูกชายตัวเองเป็นไอ้สารเลวนี่ได้ ตัวแกเองก็คงไม่ใช่คนดีอะไรหรอก มีปัญญาทำไมไม่ปล่อยให้ฉันเอาภาพถ่ายกับข้อความแชตออกมาล่ะ ในเมื่อเชื่อใจลูกชายตัวเองนักหนาก็ไม่เห็นต้องกลัวอะไรนี่!”

   

   แขกเหรื่อที่มาร่วมงานต่างพากันพยักหน้าเห็นด้วย ถ้าแน่จริงก็ปล่อยให้เธอเอาออกมาสิ!

   

   ในเมื่อเรื่องฉาวโฉ่นี้ไม่ใช่เรื่องของตัวเอง พวกเขาจึงได้แต่ยืนดูอย่างสนุกสนาน

   

   “โอ้โห ตีกันดุเดือดจริงๆ” เสิ่นมู่เหยี่ยหัวเราะร่วน “ฮ่าๆๆ คราวนี้มีเรื่องสนุกให้ดูแล้ว”

   

   หวังหลินเฟิงเห็นภรรยาโดนทำร้ายก็รีบเข้าไปช่วย

   

   หญิงสาวคนนั้นเรียนเทควันโดมาโดยเฉพาะ

   

   อย่างที่คิด หวังหลินเฟิงเข้าไปไม่ทันได้ทำอะไรก็โดนหญิงสาวจับทุ่ม หลังจากนั้นก็เหวี่ยงแม่ของหวังวั่งออกไป ก่อนจะกระชากคอเสื้อหวังหลินเฟิงแล้วต่อยเข้าที่ตาสองหมัด

   

   “ไม่ละอายบ้างเลย โตป่านนี้แล้วยังมาตบตีผู้หญิง ตัวเองนั่นแหละที่ไม่ใช่คนดี!”

   

   หวังหลินเฟิงโดนต่อยจนตาลาย

   

   ใครตีใครกันแน่!

   

   แม่ของหวังหลินเฟิงเห็นลูกชายถูกทำร้ายก็กรีดร้องเข้าร่วมวงด้วย

   

   ถึงแม้ว่าเธอจะอายุมากแล้ว แต่น้ำหนักตัวของเธอก็ไม่น้อยเลย

   

   หญิงสาวรีบหลบ ไม่ใช่ว่าสู้ไม่ได้ แต่กลัวคุณนายจะแกล้งล้มเรียกเงินมากกว่า

   

   คนดูต่างพากันถอยหลังไปหลายก้าว พวกเขากลัวว่าจะถูกลูกหลงไปด้วย

   

   “พวกเราก็มีหลักฐาน”

   

   เห็นหญิงสาวดุร้ายคนนี้จัดการคนทั้งตระกูลหวังได้ หญิงสาวคนอื่นๆจึงพากันเอาหลักฐานออกมา

   

   ต้องบอกเลยว่าหวังวั่งมั่นใจในตัวเองมาก บันทึกแชต รูปภาพ อะไรก็มีหมด

   

   นี่ไม่กลัวตัวเองจะพังเลยหรือไง

   

   เห็นได้ชัดว่า ตอนนี้หวังวั่งคงจะเสียใจแทบตาย

   

   “น่าขยะแขยงชะมัด ตอนนั้นฉันมองว่านายหล่อได้ยังไงเนี่ย ไอ้สารเลว!”

   

   พวกเธอต่างงัดหลักฐานออกมา ตอนนี้หวังวั่งจึงเถียงอะไรไม่ออก

   

   ซุนเชี่ยนเชี่ยนตบหน้าหวังวั่งไปหนึ่งฉาด

   

   “ไอ้สารเลว!”

   

   เธอวิ่งร้องไห้ตาแดงก่ำไปหาคุณปู่ บอกว่าโดนไอ้ผู้ชายเลวหลอก

   

   คุณปู่ซุนปลอบใจหลานสาว “หนูยังไม่ได้คบกับเขาอย่างเป็นทางการสักหน่อย ถึงยังไงหลานสาวตระกูลซุนอย่างหนู ต้องหาคนที่ดีกว่านี้ได้อยู่แล้ว”

   

   เขาก็อดหวั่นใจไม่ได้เหมือนกัน ไอ้หวังวั่งนี่มันช่างเสแสร้งได้แนบเนียน คิดจะแนะนำมันให้คนอื่นรู้จักในงานเลี้ยงซะหน่อย ดูท่าตอนนี้คงไม่ต้องแนะนำแล้วล่ะ!

   

   แต่งานวันเกิดหลานสาวของเขาก็ถือว่าพังไม่เป็นท่า

   

   หวังเจียเฉิงมองดูความวุ่นวายตรงหน้า รู้สึกเหมือนโลกมืดดับไปชั่วขณะ ทุกอย่างจบสิ้นแล้ว พังทลายไม่มีชิ้นดี

   

   ทันใดนั้น สายตาของเขาก็กวาดไปเห็นเสิ่นควานและเสิ่นซิวหนานที่ยืนดูเหตุการณ์อยู่ห่างๆ “เป็นพวกแก พวกแกต้องรู้เรื่องนี้แน่ๆ!”

   

   ในเวลานี้ หวังเจียเฉิงไม่คิดจะเสแสร้งอีกต่อไป ดวงตาของเขาแดงก่ำ จ้องมองคนตระกูลเสิ่นอย่างเคียดแค้น

   

   เสิ่นควานยกยิ้มมุมปาก ท่าทางสง่างามและสุขุม “คุณลุงพูดอะไรอย่างนั้น ทุกอย่างไม่ใช่เพราะหวังวั่งก่อหนี้รักเอาไว้หรอกเหรอ? ว่าแต่เรื่องในครอบครัวของคุณลุงนี่ไม่ค่อยดีเลยนะ”

   

   หวังเจียเฉิงมั่นใจแล้วว่าเสิ่นควานรู้เรื่องการขโมยโชคชะตา เห็นได้ชัดว่าพวกเขามางานเลี้ยงเล็กๆนี้เพราะเรื่องนี้ แม้แต่หญิงสาวเหล่านั้น พวกเขาก็น่าจะเป็นคนพามาด้วย

   

   หวังเจียเฉิงรู้สึกสิ้นหวัง แต่ยิ่งรู้สึกเกลียดชังมากขึ้น

   

   “เราเป็นญาติกัน แกทำกับฉันอย่างนี้ได้ลงคอเหรอ? ฉันเป็นลุงแกนะ!”

   

   เมื่อเห็นว่าโต้แย้งด้วยเหตุผลไม่ได้ หวังเจียเฉิงจึงเริ่มใช้เล่ห์เหลี่ยม เล่นบทผู้อาวุโส

   

   หวังหลินเฟิงก็รู้ตัว เขาชี้หน้าเสิ่นควานแล้วด่าทอ

   

   “เสิ่นควาน ไอ้สารเลว ตอนที่อาหญิงจากไป พ่อของฉันดูแลแกอย่างดี แกลืมไปแล้วเหรอ ตอนนี้ถึงพาคนมาทำลายพวกเรา!”

   

   เสิ่นควานหัวเราะเยาะ พวกคนเลวนี่กล้าพูดจาหน้าด้านๆแบบนี้ได้ยังไง

   

   ในบรรดาคนของตระกูลหวัง มีเพียงป้าสะใภ้ของเสิ่นควานเท่านั้นที่ยังไม่เข้าใจสถานการณ์

   

   คุณนายหวังถามด้วยท่าทางดุดัน “หมายความว่ายังไง? พวกคุณบอกว่าเสิ่นควานเป็นคนพาผู้หญิงพวกนี้มา? เสิ่นควาน อาวั่งเป็นหลานชายเธอนะ ทำไมเธอถึงทำกับเขาแบบนี้!”

   

   “หลานชายงั้นเหรอ…ยังไม่แน่หรอก!” เสิ่นควานเอ่ยเสียงเรียบเฉย แต่ดังพอที่ทุกคนรอบข้างจะได้ยิน

   

   “แกหมายความว่ายังไง!” คนที่โวยวายเสียงดังที่สุดคงหนีไม่พ้นแม่แท้ๆของหวังวั่ง เธอชื่อ หลิวเจิน

   

   นอกจากคนในตระกูลหวัง ทุกคนที่อยู่รอบข้างต่างพากันตั้งใจฟังด้วยสีหน้าตื่นเต้น ยิ่งกว่าดูงิ้วเสียอีก!

   

   เสิ่นมู่เหยี่ยแสยะยิ้มจนเห็นฟันขาวสะอาดตา “โอ๊ะ นี่พวกคุณดูไม่ออกกันจริงๆเหรอครับ พี่ชายที่แสนดีของผมคนนี้ ไม่เห็นเหมือนใครในตระกูลหวังสักนิด”

   

   ไม้เท้าในมือของหวังเจียเฉิงถึงกับสั่นเทิ้ม เสิ่นมู่เหยี่ยหมายความว่าไงกัน?

   

   ไม่...เป็นไปไม่ได้

   

   หวังหลินเฟิงรีบออกมายืนค้านเป็นคนแรก “เสิ่นมู่เหยี่ย! แกพูดจาเหลวไหลอะไร! อาวั่งไม่เหมือนฉันก็เพราะเขาเหมือนแม่ยังไงล่ะ!”

   

   เสิ่นมู่เหยี่ยเลิกคิ้ว “จริงเหรอ? แต่ผมดูยังไงก็ไม่เห็นเหมือนเลย”

   

   ตอนนี้ สายตาทุกคู่ต่างจับจ้องไปที่หวังวั่ง หวังหลินเฟิง และหลิวเจิน

   

   “ไม่เหมือนจริงๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคนในตระกูลหวัง ไม่มีส่วนไหนที่เหมือนเลยสักนิด”

   

   “กับหลิวเจินก็ไม่ค่อยเหมือนนะ แต่ฉันว่าดูคุ้นๆ”

   

   “ว่าแต่หลิวเจินเมื่อก่อนเป็นดาราไม่ใช่เหรอ? วงการบันเทิงมันซับซ้อนจะตาย”

   

   ทุกคนต่างพากันวิพากษ์วิจารณ์ สีหน้าของหลิวเจินดูไม่สู้ดีนัก แต่ไม่นานเธอก็แสร้งทำเป็นน่าสงสารซบลงบนอ้อมแขนของหวังหลินเฟิง

   

   “หลินเฟิง คุณอย่าไปหลงเชื่อคำพูดพวกเขานะคะ อาวั่งเป็นลูกของเราจริงๆ คุณเองก็ไม่เชื่อฉันแล้วเหรอคะ?”

   

   แม้หลิวเจินจะอายุสี่สิบสองปีแล้ว แต่เธอก็ดูแลตัวเองเป็นอย่างดี ก่อนหน้านี้หวังหลินเฟิงเคยแต่งงานมีภรรยามาก่อน แต่ก็ยังไม่มีลูกสักที

   

   หลังจากนั้นเขาก็แอบคบชู้กับหลิวเจิน จนกระทั่งเธอตั้งครรภ์ เขาจึงหย่ากับภรรยาเก่าแล้วแต่งงานกับหลิวเจิน

   

   เขาเองก็รักหลิวเจินอย่างแท้จริง พอเห็นเธอเศร้าโศกเสียใจแบบนี้ก็โกรธขึ้นมาทันที

   

   “เสิ่นควาน แกอิจฉาที่เห็นพวกเรามีความสุขใช่ไหม! หวังวั่งจะเป็นลูกชายฉันหรือเปล่า ทำไมต้องให้แกมาออกความเห็นด้วย!”



บทที่ 53: ความจริงและคุณนายตระกูลหวังผู้คลุ้มคลั่ง


   

   ในเวลานี้ หวังเจียเฉิงกลับไม่มีท่าทีที่ดีเหมือนลูกชายของตน

   

   เขารู้จักนิสัยของเสิ่นควานดี ในตอนนี้ต่อให้เกลียดพวกเขา เสิ่นควานก็คงไม่พูดเล่น

   

   หรือว่า... หรือว่า...

   

   หวังเจียเฉิงไม่กล้าแม้แต่จะคิดถึงความเป็นไปได้นั้น

   

   หวังหลินเฟิงกอดภรรยาของตนเองไว้ พลางด่าทอเสิ่นควานไม่หยุด ส่วนหวังวั่งก็โกรธจนแทบคลั่ง บุกเข้าไปจะทำร้ายเสิ่นมู่เหยี่ย

   

   แต่เขาไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเสิ่นมู่เหยี่ยแม้แต่น้อย ในสองจังหวะก็ถูกเตะจนกระเด็นออกไปแล้ว

   

   หลิวเจินเห็นลูกชายของตนเองถูกเตะจนกระเด็นออกไป ก็กรีดร้องออกมาเสียงดัง

   

   คุณนายตระกูลหวัง ผู้เป็นป้าสะใภ้ของเสิ่นควาน พุ่งเข้ามาหาด้วยความโกรธแค้น ทิ้งตัวลงนั่งกับพื้นแล้วเริ่มตะโกนด่าทอ

   

   “ไม่มีเหตุผล! ครอบครัวของหลานชายจะฆ่าพวกเราให้ตายหรือไงกัน พวกเราทำอะไรผิดถึงได้มาเจอครอบครัวอกตัญญูแบบนี้...”

   

   นิสัยเสีย ไร้ยางอาย หน้าด้าน! นี่แหละคือสิ่งที่เป็นจุดแข็งของป้าสะใภ้

   

   กับเธอไม่สามารถพูดเรื่องเหตุผลได้ และเธอไม่กลัวที่จะเสียหน้าด้วย

   

   แต่หวังเจียเฉิงที่อยู่ด้านข้างรู้สึกว่าทั้งศักดิ์ศรีและใบหน้าของตัวเองพังทลายลง เขามองไปที่หญิงชราด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความรังเกียจ

   

   ถึงแม้ว่าสิ่งที่เธอทำจะเป็นการปกป้องครอบครัวของพวกเขาก็ตาม

   

   “ป้าสะใภ้ ท่านรู้ไหมว่าลุงมีรักแรกที่อยู่ในใจเสมอมา”

   

   เสิ่นควานเพียงแค่พูดประโยคเดียวก็ทำให้คุณนายหวังถึงกับมึนงง

   

   เธอนั่งอยู่บนพื้น ลืมแม้กระทั่งการอาละวาด

   

   หัวใจของหวังเจียเฉิงเต้นแรง หน้าซีดเผือด รู้สึกได้ถึงลางร้าย

   

   “เสิ่นควาน! อย่ามาพูดจาเหลวไหลที่นี่นะ!”

   

   เขาขึ้นเสียงตำหนิ “รักแรกอะไรกัน พวกเราอายุเท่านี้แล้ว เธอไม่รู้จักมารยาทบ้างหรือไง!”

   

   คุณนายหวังพยักหน้าเห็นด้วย ตลอดเวลาที่ผ่านมา เธอก็ไม่เคยเห็นว่าสามีจะมีคนรักเก่าที่ไหน

   

   “เสิ่นควาน! แกมันไอ้เด็กเวร! แกมันจ้องจะทำลายตระกูลหวังของพวกเราสินะ! แล้วดูสิ พวกเราก็เป็นญาติกัน หวังเจียเฉิงก็เป็นพี่ชายแท้ๆของแม่แก! แกมันไอ้คนเนรคุณ!”

   

   เสิ่นจืออินทนฟังคำผรุสวาทไม่ไหวอีกต่อไป เธอจึงเปิดขวดนมของตัวเองแล้วสาดนมทั้งขวดใส่คุณนายหวัง

   

   เสิ่นมู่เหยี่ยก็ทำแบบเดียวกัน เขาหยิบไวน์แดงที่อยู่บนโต๊ะข้างๆ แล้วเทราดใส่คุณนายหวัง

   

   “กรี๊ด...!!!”

   

   ตอนนี้ร่างกายของคุณนายหวังเปรอะเปื้อนไปด้วยของเหลวสีขาวและสีแดง ดูแล้วน่าขยะแขยงอย่างมาก

   

   คุณนายหวังถึงกับพูดไม่ออก จากนั้นเธอก็คลั่งขึ้นมา ชี้หน้าด่าทอเสิ่นมู่เหยี่ยและเสิ่นจืออิน

   

   เสิ่นจืออินหยิบยันต์ออกมาแผ่นหนึ่งแล้วปาใส่คุณนายหวัง “หุบปากไปเลยนะ!”

   

   ยันต์ใบนั้นลอยไปติดที่ตัวของคุณนายหวังอย่างแม่นยำ พร้อมกับเสียงตะโกนของเสิ่นจืออิน

   

   เธออ้าปากค้างพยายามจะพูด แต่กลับไม่สามารถเปล่งเสียงใดๆออกมาได้

   

   ไม่ใช่แค่เธอเท่านั้น แต่คนที่อยู่บริเวณโดยรอบก็เบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง

   

   โอ้พระเจ้า! นี่มันเรื่องอะไรกันเนี่ย!

   

   เสิ่นจืออินยืนถือดาบไม้อยู่ในมือเล็กๆของเธอ ก่อนจะพูดขึ้นว่า “ถ้ายังหยาบคายอีก ฉันจะแทงเธอแล้วนะ!”

   

   น้ำเสียงที่ดูน่ารักปนน่ากลัว

   

   เพราะเธอน่ะ เป็นคนที่หวงคนของเธอมากๆ

   

   ทั้งพ่อและลูกชายทั้งสองคนของตระกูลเสิ่นต่างรู้สึกซาบซึ้งใจ

   

   “เอ่อ...นี่มันเกิดอะไรขึ้น?”

   

   “ดูเหมือนว่า เด็กหญิงตัวเล็กๆคนนั้น จะร่ายมนตร์ใส่คุณนายหวัง ทำให้เธอพูดไม่ได้”

   

   “เป็นไปไม่ได้หรอกมั้ง นี่มันเหลือเชื่อเกินไปแล้ว”

   

   “ถอยดีกว่า ถอยๆๆ กินเผือกก็กินไป แต่อย่าไปยุ่งเรื่องสกปรกเลย”

   

   คุณนายหวังตกใจสุดขีด พยายามจะลอกยันต์สีเหลืองที่ติดอยู่บนตัวออก แต่กลับพบว่าไม่สามารถลอกมันออกได้เลย

   

   เสิ่นจืออินกำลังโมโหที่เธอต้องเปลืองนมไปหนึ่งขวด

   

   “เธอยังจะมาเถียงอีกเหรอ ครั้งหน้าฉันจะให้เธอกินยาพิษเลย!”

   

   ปากเล็กๆของเสิ่นจืออินเริ่มแฉ “ลูกชายคนนี้น่ะไม่ใช่ลูกเธอหรอกนะ เป็นลูกของตาแก่กับผู้หญิงคนอื่นต่างหาก”

   

   เสิ่นมู่เหยียรีบพูดเสริมเสียงดัง “ลูกคนแรกที่คุณคลอดเป็นผู้หญิง ช่วงนั้นบังเอิญว่าคนรักเก่าของคุณปู่ก็คลอดลูกที่โรงพยาบาลพอดี เขาเลยแอบสลับลูกของพวกคุณ”

   

   “ตอนนี้ลูกสาวของคุณก็ไม่รู้ว่ากำลังลำบากอยู่ที่ไหน เพราะผู้หญิงคนนั้นเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ไปยี่สิบกว่าปีแล้ว ลูกสาวแท้ๆของคุณเลยกลายเป็นเด็กกำพร้าพ่อแม่”

   

   แขกที่อยู่โดยรอบพากันร้องออกมาด้วยความตกตะลึง

   

   โอ้โห บ้าไปแล้ว!

   

   คุณนายหวังตาแดงก่ำ อ้าปากค้างอย่างไม่อยากจะเชื่อ มันจะเป็นไปได้ยังไง!

   

   เสิ่นซิวหรานหยิบรายงานการตรวจดีเอ็นเอออกมา “นี่คือผลตรวจดีเอ็นเอของคุณกับหวังหลินเฟิง และนี่คือผลตรวจดีเอ็นเอของคุณปู่กับเขา”

   

   เสิ่นควานเปิดโทรศัพท์มือถือ เลื่อนดูรูปภาพ “คุณป้าจำผู้หญิงคนนี้ได้ไหมครับ?”

   

   รูปภาพนี้คัดลอกมาจากไฟล์เอกสารลับในคอมพิวเตอร์ของหวังเจียเฉิง เหล่าผีอยู่กับเขาทั้งวันทั้งคืน เห็นเขาเปิดไฟล์นั้นจึงรู้รหัสผ่าน จากนั้นก็คัดลอกทุกอย่างในไฟล์ออกมา

   

   เมื่อเห็นภาพถ่ายของหวังเจียเฉิงตอนหนุ่มๆกับผู้หญิงคนหนึ่ง ร่างกายของคุณนายหวังก็สั่นเทา

   

   เธอรู้จักผู้หญิงคนนั้น หวังเจียเฉิงถึงขั้นเคยพาเธอไปที่บ้านด้วยซ้ำ

   

   เขาบอกว่าเธอเป็นญาติห่างๆของเขา!

   

   ใบหน้าของหวังเจียเฉิงบิดเบี้ยว “เสิ่นควาน อย่าใส่ร้ายฉันนะ!”

   

   “เร็วเข้า คุณย่าตัวน้อย รีบเอายันต์ออกเร็ว!”

   

   หลักฐานมากมายขนาดนี้ ทำเอาคุณนายหวังสติแตก วิ่งเข้าไปหาหวังเจียเฉิงอย่างบ้าคลั่ง

   

   ทันใดนั้นเอง เธอก็แหกปากตะโกนออกมา

   

   “หวังเจียเฉิง แกหลอกลวงฉัน ผู้หญิงคนนั้นเป็นใครกันแน่ ไหนแกบอกว่าเธอเป็นลูกพี่ลูกน้องของแกไง หวังหลินเฟิงเป็นลูกฉันหรือเปล่า บอกฉันมาสิ! บอกมา!”

   

   คุณนายตระกูลหวังร่างท้วม ไม่แยแสสายตาใคร พุ่งเข้าไปกดหวังเจียเฉิงลงกับพื้น

   

   “บอกฉันมาเดี๋ยวนี้นะ ผู้หญิงคนนั้นเป็นใคร แล้วผลตรวจดีเอ็นเอนั้นจริงหรือเปล่า!”

   

   คุณนายหวังจ้องหวังเจียเฉิงตาขวาง ดวงตาแดงก่ำ

   

   “คุณ...คุณลุกขึ้นก่อน หลินเฟิงเป็นลูกของเราแน่นอน”

   

   ตอนนี้ต่อให้ตายเขาก็ไม่มีทางยอมรับเด็ดขาด ไม่อย่างนั้นยายแก่บ้านี่ได้ฉีกหน้าเขาต่อหน้าคนมากมายแน่ๆ

   

   “อื้อหือ...รูปแนบชิดกับลูกพี่ลูกน้องเนี่ยนะ? ซ่อนไว้ในเอกสารลับด้วย”

   

   รูปถ่ายพวกนั้นมันปลอมแปลงไม่ได้หรอก ยิ่งตอนนี้คุณนายหวังก็ฉลาดขึ้นมาหน่อย จำได้ถึงเรื่องผิดปกติหลายอย่างในตอนนั้น

   

   “ตอนที่ฉันคลอดลูก แกอยู่ที่ไหน? แล้วตอนที่ผู้หญิงคนนั้นตาย แกบอกว่าแกไปทำงานต่างเมือง แกไปงานศพเธอใช่ไหม บอกมาเดี๋ยวนี้นะ!”

   

   หวังเจียเฉิงเกือบโดนคุณนายหวังบีบคอตาย โชคดีที่สุดท้ายคนอื่นๆก็มาช่วยกันดึงเธอออกไปได้

   

   “คุณบ้าไปแล้วเหรอ!”

   

   ตอนนี้แววตาของเขาเต็มไปด้วยความรังเกียจ

   

   คุณนายหวังถูกกระตุ้นอย่างหนัก เธอใช้เล็บข่วนไปที่หน้าของเขา

   

   “หวังหลินเฟิงไม่ใช่ลูกชายฉันจริงๆด้วย แก่เฒ่าสารเลว นอกใจไปมีผู้หญิงอื่นแล้วยังเอาลูกสาวฉันไปสลับมาอีก ฉันจะฆ่าแก!”

   

   หวังหลินเฟิงรีบเข้าไปห้าม “แม่ครับ แม่กำลังทำอะไรอยู่เนี่ย นี่มันแผนของตระกูลเสิ่นทั้งนั้น อย่าไปหลงกลพวกมันสิครับ”

   

   คุณนายหวังจ้องเขาด้วยสายตาอาฆาต “แกก็รู้เห็นเป็นใจกับเขาด้วยเหรอ!”

   

   จู่ๆ เธอก็นึกขึ้นได้ว่าลูกชายของเธอไม่ค่อยสนิทกับเธอเท่าไหร่หลังจากที่เขาเรียนจบมหาวิทยาลัย แถมยังไม่ค่อยสนใจใยดีน้องชายทั้งสองคนของเขาด้วย

   

   สายตาของหวังหลินเฟิงดูเลิ่กลั่กเล็กน้อยเมื่อเผชิญกับสายตาที่จ้องมองของคุณนายหวัง

   

   แน่นอน เขารู้เรื่องนี้ดี หวังเจียเฉิงบอกกับเขาอย่างชัดเจนหลังจากเขาเรียนจบมหาวิทยาลัย

   

   หวังเจียเฉิงรู้สึกขยะแขยงคุณนายหวัง เพราะเธอทั้งอ้วน ทั้งไม่สวย แถมยังมีนิสัยแย่อีก

   

   ถ้าไม่ใช่เพราะเงิน เขาก็คงไม่แต่งงานกับเธอหรอก การมีตัวตนอยู่ของคุณนายหวังเป็นเหมือนรอยด่างพร้อยที่ใหญ่ที่สุดในชีวิตของเขา

   

   ดังนั้น เขาจึงต้องการให้ลูกชายจำแม่ที่แท้จริงของเขาให้ดี

   

   เพราะสิ่งที่สูญเสียไปแล้วนั้นมักจะงดงามเสมอ หวังเจียเฉิงจึงจดจำรักแรกของเขาเอาไว้ในใจมาตลอดชีวิต



บทที่ 54: ตระกูลหวังได้รับผลกรรม


   

   เขาไม่เพียงแต่ต้องการจะจดจำมันไว้ด้วยตัวเองเท่านั้น แต่ยังต้องทำให้ลูกชายคนโตของเขาจำได้ด้วยว่าแม่ผู้ให้กำเนิดคือใคร

   

   ดังนั้น หวังหลินเฟิงจึงรู้เรื่องนี้เช่นกัน และภายใต้การปลูกฝังความคิดของพ่อของเขา เขายังรู้สึกว่าแม่คนปัจจุบันทำให้ครอบครัวของเขาล้มเหลวอยู่บ่อยครั้ง มันช่างน่าอดสูอย่างมาก

   

   ท้ายที่สุด พวกเขาก็อยู่ด้วยกันมาหลายปี คุณนายหวังมองเห็นท่าทางที่รู้สึกผิดของเขาแล้วก็รู้ได้ทันที

   

   เธอจึงยิ่งคลุ้มคลั่ง โถมเข้าหาพ่อลูกคู่นั้นทั้งข่วนทั้งจิก

   

   ในตอนนี้ คนในตระกูลหวังกำลังทะเลาะวิวาทกันเอง จนไม่มีเวลามาสนใจตระกูลเสิ่นอีกต่อไป

   

   เสิ่นมู่เหยี่ยถือโอกาสนี้ต่อยหวังวั่งเพื่อระบายความโกรธ

   

   งานเลี้ยงวันเกิดของตระกูลซุน กลายเป็นเรื่องของคนในตระกูลหวังโดยสมบูรณ์ ทำให้ทุกคนได้กินแตงโมกันอย่างเต็มอิ่ม

   

   เพียงแต่คุณปู่ซุนรู้สึกเศร้าใจ งานเลี้ยงวันเกิดที่ดีของหลานสาวของเขา กลายเป็นแบบนี้ไปได้อย่างไร

   

   เสิ่นควานเหลือบมองไปยังกลุ่มคนที่กำลังต่อสู้กัน ก่อนจะเดินไปหาคุณปู่ซุน และพูดเบาๆ

   

   “คุณปู่ซุน ผมมีข้อเสนอความร่วมมือที่เราอาจจะคุยกันได้ครับ”

   

   เพราะตระกูลซุนคือผู้เสียหาย เสิ่นควานจึงเตรียมพร้อมสำหรับข้อเสนอความร่วมมือนี้ไว้แล้ว โดยคำนึงถึงเหตุการณ์วุ่นวายในวันนี้

   

   คุณปู่ซุนดูมีชีวิตชีวาขึ้นมาทันที รีบเรียกลูกชายของเขามาคุยด้วยท่าทางยินดี

   

   แม้ว่างานวันเกิดหลานสาวจะพังไม่เป็นท่า แต่การได้ร่วมมือกับตระกูลเสิ่นทำให้เขามีความสุขยิ่งกว่า

   

   ส่วนหลานสาว เขาจะชดเชยให้เธอทุกอย่างที่เธอต้องการ

   

   สุดท้ายงานเลี้ยงครั้งนี้ก็มีเพียงตระกูลหวังเท่านั้นที่ต้องเจ็บปวดกับเรื่องราวที่เกิดขึ้น

   

   เรื่องฉาวโฉ่ของตระกูลหวังแพร่กระจายออกไปอย่างรวดเร็ว ไม่เพียงแต่ในแวดวงสังคมชั้นสูงที่เอาเรื่องของพวกเขาไปนินทาเป็นเรื่องสนุก แต่ชาวเน็ตที่ติดตามเรื่องราวก็พากันวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างเมามัน

   

   ‘บ้าไปแล้ว นี่มันเรื่องจริงที่เหมือนละคร คุณหนูตัวจริงกับคุณชายตัวปลอมชัดๆ’

   

   ‘ตบกันเลย ตบกันเลย ยายแก่นั่นสู้เก่งเป็นบ้า สู้กับคนสองคนพร้อมกันยังเอาอยู่’

   

   ‘แม่งเอ๊ย ตาแก่สารเลวนั่นน่าขยะแขยงชะมัด เป็นทั้งสามีและพ่อเลวๆ แล้วยังกล้าสลับลูกอีก ใครจะไปรู้ว่าลูกสาวของคุณนายกำลังลำบากอยู่ที่ไหน’

   

   ‘คนแบบนี้มันใจร้ายจริงๆ แม้แต่ลูกในไส้ตัวเองยังทำได้ลงคอ หน้าตาก็ดูเป็นคนแท้ๆ แต่ทำไมจิตใจถึงได้เลวทรามต่ำช้าแบบนี้’

   

   ‘เอาเปรียบใช้ทรัพยากรของภรรยา แถมยังคิดร้าย วางแผนร้ายกับเธออีก ถ้าไม่ใช่เพราะเพื่อนหญิงคนสนิทของเขาตายไปซะก่อน ฉันว่าพวกเขาต้องหาทางฆ่าภรรยาหลวง แล้วฮุบสมบัติของเธอไปอย่างหน้าด้านๆแน่’

   

   ‘ฉันสนใจที่เด็กหนุ่มคนนั้นในวิดีโอพูดถึงเรื่องที่หลานชายของเขาไม่เหมือนคนในครอบครัวมากกว่า’

   

   ‘ท่าทางเรื่องนี้จะบานปลาย ยุ่งเหยิงน่าดู’

   

   ‘อยากรู้ตอนต่อไปจัง อยากรู้ว่าพวกเขากลับบ้านไปทะเลาะกันหรือเปล่า’

   

   แน่นอนว่าต้องทะเลาะกันสิ หลังจากคนตระกูลหวังออกจากงานเลี้ยง พวกเขาก็ตรงดิ่งไปโรงพยาบาลกันหมด แต่ถึงอย่างนั้นเรื่องวุ่นวายก็ยังไม่จบลงง่ายๆ

   

   คุณนายหวังเป็นคนพาลูกหลานไปตรวจดีเอ็นเอด้วยตัวเอง

   

   และเมื่อผลตรวจออกมา ก็เกิดเรื่องราวดราม่าใหญ่โตอีกครั้ง

   

   ผีดาราสาวตนนั้นก็ฉวยโอกาสทอง รีบคว้าโทรศัพท์ตามไปถ่ายวิดีโอเก็บทุกฉากเด็ดไว้ ทำให้คนตระกูลเสิ่นได้เห็นภาพความวุ่นวายโกลาหล ชีวิตพังพินาศของคนตระกูลหวังแบบเต็มๆตา

   

   เสิ่นมู่เหยี่ยเกิดปิ๊งไอเดียขึ้นมา “พวกเราดูกันเองมันก็น่าเสียดายแย่ ในเมื่อชาวเน็ตก็อยากรู้เรื่องราวหลังจากนี้เหมือนกัน...”

   

   เสิ่นจืออินเหลือบมองเขา “เธออยากทำอะไร?”

   

   เสิ่นมู่เหยี่ยพูดว่า “อือ...พวกเราสร้างบัญชีปล่อยข่าวลือดีไหม แล้วเอาคลิปวิดีโอที่เหลือของพวกนั้นไปปล่อยลงเน็ต”

   

   ความคิดนี้นับว่าใช้ได้ เด็กน้อยกับเด็กโตต่างก็เอาหัวชนกัน คิดใคร่ครวญอย่างขะมักเขม้น

   

   แต่ทว่าเสิ่นมู่เหยี่ยและเสิ่นจืออินไม่ค่อยรู้เรื่องบัญชีปล่อยข่าวลือเท่าไหร่ พยายามทำอยู่นานสองนานก็ยังทำไม่สำเร็จ

   

   จนกระทั่งผีดาราสาวกลับมา และได้ยินความคิดของพวกเขา ดวงตาของเธอก็เปล่งประกายน่ากลัว

   

   “ให้ฉันทำเอง! เรื่องแบบนี้ฉันถนัด!”

   

   เดิมทีเป็นแค่ความคิดชั่ววูบ เสิ่นจืออินและเสิ่นมู่เหยี่ยจึงวางใจมอบเรื่องนี้ให้ผีดาราสาวจัดการ

   

   ส่วนพวกเขาทั้งสองก็แค่กินแตงโม รอชมเรื่องราวอย่างสบายใจก็พอ

   

   เมื่อวิดีโอเหล่านั้นถูกเผยแพร่ออกไป ชาวเน็ตทุกคนต่างก็ตื่นเต้นดีใจ ไม่คิดว่าจะยังมีเรื่องให้ติดตามต่ออีก

   

   “น่าเสียดายจัง ที่ไม่ได้เปิดเผยตัวตนของหวังวั่งออกไป” หลังจากดูวิดีโอที่ผีดาราสาวคนนั้นโพสต์ เสิ่นมู่เหยี่ยก็พูดด้วยน้ำเสียงเสียดาย

   

   วันนั้นที่งานเลี้ยง หลังจากที่ตัวตนของหวังหลินเฟิงถูกเปิดเผย ทุกอย่างก็วุ่นวายไปหมด ถ้าเปิดเผยตัวตนของหวังวั่งออกไป ครอบครัวตระกูลหวังคงไม่มีเวลาไปสนใจอะไรอีกแล้ว

   

   “ไม่น่าเสียดายหรอก” เสิ่นจืออินใส่ยาลงในขวดนม แล้วดื่มนมทันที

   

   “โชคชะตาของครอบครัวพวกเขากำลังย้อนกลับแล้ว ในไม่ช้า พวกเขาก็จะต้องเผชิญกับการสูญเสียเงินทองและเหตุการณ์ต่างๆนานา ตัวตนของหวังวั่งอาจจะถูกเปิดเผยก็ได้”

   

   เสิ่นจืออินแค่คาดเดาอย่างมีเหตุผล แต่ไม่คิดว่าตัวตนของหวังวั่งจะถูกเปิดเผยเร็วขนาดนี้

   

   สาเหตุหลักเป็นเพราะตระกูลหวังล้มละลายและเป็นหนี้ก้อนโต

   

   ที่ดินที่ตระกูลหวังซื้อมาในราคา1,300ล้านหยวน กลายเป็นที่รกร้าง ปัญหาของโครงการต่างๆที่เคยร่วมมือกันก็ค่อยๆปรากฏออกมา

   

   ในช่วงเวลาสั้นๆ ตระกูลหวังเป็นหนี้กว่า2,000ล้านหยวน

   

   หลิวเจินเป็นคนที่เห็นแก่ตัวมาก พอเห็นสถานการณ์แบบนี้ก็รีบขอหย่าทันที และเผยธาตุแท้ออกมาจนหมด

   

   “ตอนนี้ตระกูลหวังเป็นแบบนี้แล้ว ไม่หย่าฉันก็ต้องแบกรับหนี้สินก้อนโตไปพร้อมกับพวกแกงั้นเหรอ? ตอนแรกที่ฉันแต่งงานกับแกก็เพราะอยากสบาย ไม่ได้อยากมาแบกหนี้ให้แกสักหน่อย!”

   

   หวังหลินเฟิงรู้สึกท้อแท้สิ้นหวังกับหนี้สินก้อนโตอยู่แล้ว ตอนนี้ได้ยินคำพูดของภรรยาเข้าไปอีก ยิ่งรู้สึกเหมือนถูกตอกย้ำ

   

   “เธอ...เธอไม่ได้บอกว่าแต่งงานกับฉันเพราะรักฉันเหรอ?”

   

   หลิวเจินหัวเราะเยาะ “ก็รักจริงๆนั่นแหละ รักเงินของแกต่างหาก ไม่อย่างนั้นแกคิดว่าทำไมฉันถึงพยายามทุกวิถีทางเพื่อแต่งงานกับแก? หลายปีมานี้ฉันก็เห็นชัดแล้วว่าแกมันไม่มีความสามารถอะไรเลย หวังหลินเฟิง ถ้าไม่ได้พึ่งพาตระกูลเสิ่น คงจะไปหิวตายที่ไหนแล้ว”

   

   สีหน้าของหวังหลินเฟิงบิดเบี้ยวด้วยความโกรธ “เธอจะหย่ากับฉันจริงๆเหรอ?”

   

   เขาจ้องมองหลิวเจินด้วยสายตาเย็นชา

   

   แม้ว่าหลิวเจินจะรู้สึกกลัวอยู่บ้าง แต่หลายปีมานี้ หวังหลินเฟิงก็ตามใจเธอทุกอย่าง ทำให้เธอเคยชินกับการไม่เกรงกลัวอะไร

   

   “ต้องหย่า และอาวั่งก็ต้องไปกับฉันด้วย”

   

   “ทำไมล่ะ! นั่นลูกชายฉันนะ!”

   

   ดวงตาของหวังหลินเฟิงแดงก่ำด้วยความโกรธ

   

   “ลูกชายแกเหรอ? ฮ่าๆๆ...” หลิวเจินหัวเราะเยาะ

   

   แววตาเหยียดหยันของเธอราวกับมีดแหลมคมกรีดแทงใจหวังหลินเฟิง เขากำหมัดแน่น พลางจ้องเธอตาเขม็ง

   

   “เธอหมายความว่ายังไง! หลิวเจิน เธอหมายความว่ายังไง!!!”

   

   คราวนี้หลิวเจินถึงกับสะดุ้งโหยงด้วยความกลัว ถอยหลังกรูดสองก้าว ดวงตาเหลือบไปมาอย่างหวาดระแวง

   

   เพราะกลัวว่าเขาจะคลุ้มคลั่งทำอะไรบ้าๆ เธอจึงไม่กล้าปริปากพูดความจริงออกมา

   

   “ก็แค่... ก็แค่... อาวั่งจะไปกับฉัน”

   

   พูดจบเธอก็จะหันหลังเดินหนี

   

   แต่หวังหลินเฟิงไม่มีวันยอมให้เป็นแบบนั้น

   

   เขารู้สึกเหมือนโลกทั้งใบกำลังถล่มทลาย คว้าผมของหลิวเจินกระชากกลับมาอย่างแรง

   

   หลิวเจินกรีดร้องออกมาสุดเสียง

   

   “หวังหลินเฟิง แกทำอะไร!!!”

   

   หวังหลินเฟิงบีบคอเธอด้วยใบหน้าบิดเบี้ยวราวกับปีศาจร้าย

   

   “พูดให้ชัดๆ บอกฉันให้ชัดๆ ว่าหวังวั่งเป็นลูกชายฉันรึเปล่า!”

   

   หลิวเจินพยายามใช้แรงทั้งหมดที่มีดึงมือของเขาที่บีบคอตัวเองออก ใบหน้าของเธอแดงก่ำ

   

   ผีดาราสาวที่สะกดรอยตามอยู่ รีบรายงานสถานการณ์ให้เสิ่นจืออินฟังทันที

   

   เสิ่นจืออินพูดว่า “งั้นก็แจ้งสายตรวจสิ แต่จะรอดไปถึงมือสายตรวจไหม ขึ้นอยู่กับโชคชะตาของเธอแล้วล่ะ”

   

   สำหรับเธอแล้ว หลิวเจินเป็นเพียงคนแปลกหน้า แถมยังเป็นคนแปลกหน้าที่มีจิตใจโสมม

   

   การที่เสิ่นจืออินยอมให้แจ้งสายตรวจ ก็ถือว่าใจดีมากแล้ว จะให้เธอวิ่งเข้าไปช่วยน่ะเหรอ ไม่มีทางหรอก

   

   แต่ดูท่าทางว่า ตระกูลหวังคงจะเจอเรื่องหนักแล้วล่ะ



บทที่ 55: จุดจบของตระกูลหวัง


   

   โชคร้ายที่หลิวเจินถูกหวังหลินเฟิงที่โกรธจนคลั่งรัดคอตาย ก่อนที่สายตรวจจะมาถึง

   

   เมื่อสายตรวจมาถึง เสียงเอะอะโวยวายก็ทำให้คนอื่นๆในตระกูลหวังแตกตื่น พวกเขาตามสายตรวจเข้ามา เห็นภาพในห้องก็กรีดร้องด้วยความตกใจ

   

   หวังวั่งตาแดงก่ำ พุ่งเข้าไปผลักหวังหลินเฟิงออก

   

   “แม่ แม่ตื่นสิ!”

   

   หวังหลินเฟิงถูกสายตรวจจับกุมตัวไว้ เขาได้สติกลับมาเมื่อเห็นหลิวเจินนอนแน่นิ่งไร้ลมหายใจ ร่างกายของเขาทรุดลงกับพื้น

   

   “ไม่ใช่ผม ผมไม่ได้ตั้งใจ เธอเป็นคนยั่วยุผมก่อน”

   

   หวังวั่งร้องไห้คร่ำครวญ “พ่อ ทำอะไรลงไป พ่อฆ่าแม่แล้ว!”

   

   หวังหลินเฟิงมองหวังวั่งพลางหัวเราะเสียงดัง แต่รอยยิ้มนั้นช่างดูน่าเกลียดน่ากลัว

   

   “แก รู้ไหม แกไม่ใช่ลูกของฉัน ฉันโดนสวมเขา เลี้ยงลูกให้คนอื่นมาตลอด ฮ่าฮ่าฮ่า...”

   

   เมื่อได้ยินดังนั้น หวังเจียเฉิงก็เซถอยหลัง มืดแปดด้าน รู้สึกเหมือนตัวเองกำลังจะล้มลง

   

   “แก…แกพูดว่าอะไรนะ?”

   

   เขาถามด้วยน้ำเสียงสั่นเทา ขณะเดียวกันก็พลันนึกถึงคำพูดของเสิ่นมู่เหยี่ยในงานเลี้ยงตระกูลซุนก่อนหน้านี้

   

   แต่ตอนนั้นเกิดเรื่องที่เปิดเผยตัวตนของหวังหลินเฟิงขึ้นมา อีกทั้งเรื่องร้ายๆที่เกิดขึ้นกับตระกูลหวังอย่างต่อเนื่อง ทำให้พวกเขาไม่มีเวลาคิดถึงเรื่องนี้เลย

   

   ตอนนี้เรื่องราวเหมือนกับฟ้าผ่า นำมาซึ่งคดีอาญาใหญ่โต

   

   ลูกชายที่เขารักและภาคภูมิใจที่สุด กลับกลายเป็นฆาตกร หลานชายที่รักที่สุด ก็ไม่ใช่หลานแท้ๆ!

   

   หวังเจียเฉิงแทบรับมือกับเรื่องนี้ไม่ไหว

   

   ส่วนคุณนายหวังที่ยืนอยู่ไม่ไกล กลับหัวเราะเยาะเย้ย

   

   “กรรมตามสนอง หวังเจียเฉิง นี่มันกรรมตามสนอง แกแย่งลูกสาวฉันไป ปล่อยให้ไอ้เดรัจฉานนี่เสวยสุขจากลูกสาวฉัน ตอนนี้หลานชายที่แกเลี้ยงดูมาอย่างดี กลับไม่ใช่หลานแท้ๆ นี่แหละคือกรรมที่แกควรได้รับ!”

   

   ตอนนี้คุณนายหวังไม่มีเยื่อใยใดๆกับหวังเจียเฉิงอีกแล้ว ในใจเธอมีแต่ความเกลียดชัง

   

   หวังเจียเฉิงพลันหน้ามืดตาลาย ครั้งนี้เขาทนรับกับความสะเทือนใจไม่ไหว สลบลงไปจริงๆ

   

   หลังจากเจ้าหน้าที่สายตรวจได้ทราบเรื่องราวสุดแสนจะวุ่นวายของตระกูลหวัง พวกเขาก็พากันส่ายหน้า พูดว่าชีวิตของตระกูลหวังช่างน่าตื่นเต้นยิ่งกว่าละครโทรทัศน์เสียอีก

   

   หวังหลินเฟิงถูกจับ หวังวั่งก็ไม่ใช่ลูกของตระกูลหวัง ตอนนี้แม่แท้ๆก็มาตายจาก

   

   ชีวิตของเขาจากที่เคยสูงส่งอยู่เหนือผู้คน กลับต้องตกลงไปในหล่มโคลนภายในเวลาไม่กี่วัน

   

   ทุกสิ่งทุกอย่างที่ครั้งหนึ่งเขาเคยได้รับความสนใจจากคนมากมาย ราวกับเป็นเพียงความฝัน

   

   ตระกูลหวังหลังจากที่แตกแยกก็วุ่นวายไปหมด และมีหนี้สินกว่าสองพันล้านหยวน แม้ว่าจะขายที่ดิน ขายของทุกอย่างในบ้าน รวมถึงหุ้นที่มีอยู่ สุดท้ายแล้วเมื่อรวมๆกันก็ยังคงขาดทุนอีกห้าร้อยล้านหยวน

   

   ทั้งชีวิตนี้พวกเขาก็ใช้หนี้ไม่หมด

   

   ยิ่งไปกว่านั้น หวังเจียเฉิงยังล้มป่วยเป็นอัมพาตจากการสลบในครั้งนั้น ครอบครัวไม่มีแม้แต่เงินที่จะรักษาเขา

   

   หลังจากที่รู้ถึงสิ่งที่เขาได้ทำลงไป คุณนายหวังและลูกชายแท้ๆอีกสองคนก็ไม่เต็มใจที่จะควักเงินเพื่อมารักษาเขา

   

   ผลกรรมจากการที่ตระกูลหวังไปขโมยโชคชะตาของตระกูลเสิ่นมา บังเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งเดือนด้วยซ้ำ

   

   และที่สำคัญที่สุด ตระกูลเสิ่นทำเพียงเฝ้ามองดูอย่างเย็นชา โดยไม่มีการตอบโต้ใดๆทั้งสิ้น พวกเขาพังทลายลงด้วยตัวเอง

   

   ระหว่างนั้น มีคนของตระกูลหวังมาขอร้องให้เสิ่นควานช่วยเหลือ

   

   เสิ่นควานไม่ได้ให้ความช่วยเหลือใดๆ เพียงแต่บอกเรื่องการขโมยโชคชะตาให้คุณนายหวังฟัง

   

   หลังจากนั้น คุณนายหวังก็ยิ่งเกลียดชังหวังเจียเฉิง หวังหลินเฟิง และหวังวั่งมากขึ้น

   

   เรื่องของตระกูลหวังจบลง เสิ่นมู่เหยี่ยก็กลับไปใช้ชีวิตนักเรียนตามปกติ

   

   ความเลือดร้อนของวัยรุ่นยังคงทำให้เขาต้องทะเลาะวิวาทกับนักเรียนคนอื่นๆในโรงเรียน แต่ในด้านการเรียนเขากลับจริงจังขึ้นมาก

   

   “คุณป้าตัวน้อย เรื่องของตระกูลเสิ่นครั้งนี้ต้องขอบคุณคุณป้ามาก”

   

   ตอนนี้เสิ่นควานให้ความเคารพเสิ่นจืออินอย่างมาก แม้ว่าเธอจะเป็นเพียงเด็กสามขวบ

   

   พวกเขาทั้งสามพ่อลูกต่างปฏิบัติต่อเธอเสมือนบรรพบุรุษตัวน้อยๆ

   

   เสิ่นควานถามเธอว่าตอนนี้เธออยากได้อะไรมากที่สุด

   

   เสิ่นจืออินตอบอย่างไม่ลังเล “บ้าน! ฉันอยากซื้อบ้านหลังใหญ่ให้ท่านผู้เฒ่า!”

   

   เพราะราคาบ้านที่นี่แพงมาก เธอไม่มีทางซื้อไหวในเร็วๆนี้

   

   เมื่อเสิ่นควานได้ยินดังนั้น เขารีบพูดขึ้นทันทีว่า “เรื่องบ้านน่ะง่ายมาก ผมให้คุณป้าหลังหนึ่งเลยเป็นไง”

   

   “ไม่ได้หรอก”

   

   ไม่ใช่ว่าเธอถือตัว แต่เป็นเพราะ…

   

   “เงินที่พวกเธอให้ ฉันเอามาใช้ซื้อบ้านไม่ได้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการให้บ้านกันตรงๆเลย ไม่อย่างนั้นท่านอาจารย์ของฉันคงเจอเรื่องแปลกๆแน่ๆ ถ้าเขาย้ายเข้าไปอยู่”

   

   เสิ่นจืออินนั่งไขว่ห้าง เล่าเรื่องราวอันน่าเศร้าของท่านผู้เฒ่าให้ฟัง

   

   การเสียเงินน่ะเป็นเรื่องเล็ก แต่ครั้งหนึ่งท่านผู้เฒ่าเกิดอยากลองของอร่อย เลยใช้เงินก้อนโตตั้งสามร้อยหยวนซื้อกุ้งมังกรตัวใหญ่มา

   

   สุดท้ายกุ้งมังกรกลับถูกแมวจรจัดคาบไปต่อหน้าต่อตา ทั้งๆที่เขาเป็นถึงคนที่สู้กับผีแบบสูสี แต่กลับวิ่งแข่งกับแมวไม่ได้

   

   ตอนนั้นเสิ่นจืออินอายุแค่ขวบกว่าๆ ก็ได้แต่มองดูอาหารอร่อยลอยผ่านไป

   

   เรื่องเงินเล็กๆน้อยๆยังขนาดนี้ เรื่องบ้านอย่าไปคิดเลย

   

   หลังจากเสิ่นควานฟังจบ “...”

   

   ไม่เคยเจอคนน่าสงสารแบบนี้มาก่อน

   

   พ่อบ้านที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็ดูเหมือนจะตกใจ “ผมกับคุณปู่ก็นึกว่าท่านอาจารย์ตั้งใจปลีกวิเวกและใช้ชีวิตเรียบง่ายเสียอีก”

   

   ที่แท้ก็มีเหตุผลน่าเศร้าแบบนี้อยู่ด้วยเหรอเนี่ย?

   

   เสิ่นจืออินคิดในใจ ‘นี่มันเป็นเรื่องเข้าใจผิดครั้งใหญ่เลยนะ’

   

   แต่นั่นแหละ ตาแก่นั่นก็ชอบทำตัวเหมือนฤๅษีอยู่แล้ว

   

   “ฉันกับเขามีศักดิ์เป็นอาจารย์ศิษย์และมีสายเลือดเดียวกัน ฉันไม่มีปัญหาเรื่องเคราะห์กรรมอะไรนั่นหรอก เขาอยู่บ้านที่ฉันซื้อก็ได้ แต่เงินที่ซื้อบ้านต้องเป็นเงินที่ฉันหามาเองอย่างถูกกฎหมาย”

   

   “พวกเธอกับฉันก็เป็นญาติกัน ฉันใช้เงินของเธอซื้อบ้านไม่ได้ ถือว่าโกง”

   

   เสิ่นควาน “...”

   

   นี่เป็นครั้งแรกที่เขาให้เงิน ให้บ้าน แต่กลับถูกปฏิเสธ

   

   เสิ่นควานนึกถึงเสือโคร่งที่สวนหลังบ้านและต้นไม้ที่เสิ่นจืออินปลูกบนระเบียงห้อง เธอชอบปลูกต้นไม้มาก เขาจึงเอ่ยว่า “ถ้าอย่างนั้นผมให้ที่ดินคุณป้าสักผืนดีไหมครับ แบบที่มีภูเขาและป่าไม้ จะได้มีพื้นที่กว้างๆให้ต้ามีไปวิ่งเล่น แถมยังมีดินที่อุดมสมบูรณ์ คุณป้าอยากปลูกอะไรก็ได้ ถ้าอยากได้เมล็ดพันธุ์อะไร ผมจะช่วยหาให้ครับ”

   

   ของขวัญชิ้นนี้โดนใจเสิ่นจืออินเข้าอย่างจัง เธอมองเสิ่นควานด้วยแววตาเป็นประกาย “หลานรัก ฉันมองคนไม่ผิดจริงๆ!”

   

   “งั้นดูหน่อยสิ ว่าเธอพอจะหาเมล็ดพันธุ์สมุนไพรพวกนี้ให้ฉันได้ไหม…”

   

   เสิ่นจืออินบอกชื่อพืชมาหลายชนิด

   

   “พืชพวกนี้จำเป็นต้องใช้รักษาขาให้หลานชาย ส่วนสมุนไพรหลักๆอีกไม่กี่อย่างแถวนี้ไม่มี ฉันต้องเข้าไปหาดูในป่าลึกอีกหลายที่”

   

   ใช้รักษาขาให้ลูกชายเขางั้นเหรอ!

   

   เสิ่นควานรีบท่องจำชื่อสมุนไพรเหล่านั้นไว้ทันที

   

   “ขอเป็นเมล็ดพันธุ์นะ ตอนนี้สมุนไพรที่เพาะปลูกกันทั่วไปมีสรรพคุณทางยาลดลง ฉันอยากลองปลูกเองดู” เสิ่นควานตื่นเต้นจนพยักหน้าหงึกๆ “ได้เลย เดี๋ยวผมจะให้คนไปถามหาให้นะครับ”

   

   เสิ่นซิวหรานไม่คิดเลยว่าของขวัญที่พ่อของเขาส่งมาจะกลายเป็นเรื่องน่ายินดีขนาดนี้

   

   เขารู้ดีว่าคุณย่าตัวน้อยเป็นห่วงเรื่องขาของเขาตลอด ถ้าไม่มีความรู้สึกตื้นตันเลยก็คงเป็นไปไม่ได้

   

   เสิ่นซิวหรานไม่มีอะไรจะตอบแทน จึงสั่งตัดชุดให้เธอมากมาย แม้แต่ชุดเต๋าเองก็สั่งตัดแบบใหม่ให้หลายชุด

   

   “คุณย่าตัวน้อยครับ พวกเรารวบรวมหยกและอัญมณีได้แล้ว คุณย่าอยากจะดูไหมครับ”

   

   เร็วขนาดนี้เลย?

   

   เสิ่นจืออินอยากดูอยู่แล้ว

   

   ตระกูลเสิ่นออกตามหาหยกและอัญมณีไปทั่ว จนคนในแวดวงไฮโซต่างพากันคาดเดากันว่าตระกูลเสิ่นกำลังจะผันตัวไปทำธุรกิจเครื่องประดับหรือเปล่า

   

   ทั้งเสิ่นควานและเสิ่นซิวหรานต่างก็ส่งคนออกไปเสาะหาหยกและอัญมณีคุณภาพดีทั่วประเทศ แม้แต่ต่างประเทศก็ไม่เว้น เพียงเวลาแค่เดือนเดียว พวกเขาก็จ่ายเงินไปหลายร้อยล้านหยวนแล้ว



บทที่ 56: เสิ่นอวี้จู๋


   

   แม้จะใช้เงินไปมาก แต่ของที่นำกลับมากลับมีไม่มากนัก

   

   สิ่งของประเภทหยกแพงมาตลอด โดยเฉพาะพวกที่มีคุณภาพดี และตระกูลเสิ่นก็ซื้อแต่หยกคุณภาพดีทั้งนั้น

   

   เสิ่นควานไม่อาจประมาทเรื่องชีวิตได้

   

   ในนั้นยังมีหยกเขียวจักรพรรดิขนาดเท่าลูกบาสเกตบอลอีกด้วย

   

   หยกเขียวจักรพรรดิใสราวกับกระจก ไร้ตำหนิ เพียงก้อนเดียวนี้ก็ใช้เงินไปกว่าร้อยล้านแล้ว

   

   แพงจริงๆ แพงไปหน่อย แต่ก็คุ้มค่า

   

   เพราะเสิ่นจืออินมองเห็นพลังวิเศษในหยกเหล่านี้

   

   สิ่งที่มีพลังวิเศษล้วนเป็นวัตถุศักดิ์สิทธิ์ที่ธรรมชาติหล่อเลี้ยง นอกจากสมุนไพร วัตถุประเภทแร่ธาตุในโลกก่อนหน้าของเธอส่วนใหญ่ใช้ในการฝึกฝนอาวุธวิเศษ

   

   หยกนี้ชัดเจนว่าเป็นประเภทหลัง

   

   ในโลกที่มีปริมาณพลังวิญญาณต่ำขนาดนี้ การมีพลังวิญญาณบริสุทธิ์แบบนี้หาได้ยากมาก สิ่งนี้เหมาะสำหรับการทำเป็นอาวุธวิเศษโดยธรรมชาติ!

   

   อาวุธวิเศษ ในโลกนี้เรียกว่า เครื่องราง

   

   เมื่อก่อนตอนที่เสิ่นจืออินติดตามท่านผู้เฒ่าผู้ยากจน เธอไม่เคยสัมผัสกับหยกแบบนี้

   

   ไม่คิดว่าหยกจะให้ความประหลาดใจกับเธอได้มากขนาดนี้

   

   “สิ่งเหล่านี้ทั้งหมดสามารถใช้ได้ และดีกว่าที่ฉันคิดไว้มาก เมื่อทำเป็นเครื่องรางแล้วไม่เพียงแต่จะสามารถปกป้องพวกคุณได้ แต่ยังบำรุงร่างกายด้วย”

   

   เธอมองไปที่เสิ่นซิวหราน “โดยเฉพาะหลานชายคนโต การสวมใส่เป็นเวลานานจะช่วยบำรุงเส้นเอ็น แม้ไม่กินยาฟื้นฟูร่างกาย ขาทั้งสองข้างของเธอก็จะไม่แย่ลงอีก เมื่อฉันปรุงยาเสร็จจะสามารถฟื้นฟูได้เร็วขึ้น”

   

   เมื่อได้ยินแบบนี้ สามพ่อลูกตระกูลเสิ่นต่างตื่นเต้น

   

   “ถ้าอย่างนั้นก็รบกวนคุณย่าตัวน้อยด้วย นอกจากเครื่องรางป้องกันตัวที่ให้พวกเรา หยกที่เหลือท่านสามารถจัดการได้ตามใจชอบ”

   

   ดีเลย เสิ่นจืออินกำลังคิดจะทำอาวุธวิเศษให้ตัวเองด้วยพอดี

   

   “งั้นฉันจะไม่เกรงใจแล้วนะ~”

   

   แม้ว่าเธอจะไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญในการฝึกฝนอาวุธวิเศษ แต่ใครจะไปรู้ว่าในชาติก่อนเธอเป็นอัจฉริยะ เธอเรียนรู้หลายสิ่งหลายอย่าง แม้จะไม่เชี่ยวชาญก็ไม่เป็นไร เครื่องรางป้องกันตัวง่ายๆ เป็นเรื่องเล็กน้อย

   

   หลังจากให้คนขนหยกทั้งหมดมาไว้ในห้องของเธอ เสิ่นจืออินก็เริ่มลงมือทำงานทันที

   

   การทำเครื่องรางป้องกันตัวต้องอาศัยพลังวิญญาณและพลังจิตค่อยๆแกะสลักอักขระที่ซับซ้อนลงบนหยก โชคดีที่อักขระเหล่านี้แม้จะซับซ้อนแต่ก็สามารถแยกแกะสลักทีละชิ้นได้

   

   ไม่เช่นนั้นหากให้เธอใช้พลังวิญญาณและพลังจิตแกะสลักให้เสร็จในคราวเดียว แม้จะรีดเค้นเธอจนหมดก็คงเป็นไปไม่ได้

   

   ตอนนี้เธอยังเป็นเพียงนักบำเพ็ญเพียรระดับต่ำเท่านั้น

   

   เมื่อพลังวิญญาณในร่างกายหมด เธอก็ดื่มนม และออกไปกินข้าวเมื่อหิว

   

   หลังจากอยู่ในห้องอย่างเงียบๆ เป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์ เครื่องรางป้องกันตัวชิ้นแรกก็เสร็จสมบูรณ์

   

   ภายใต้การใช้พลังวิญญาณอย่างเข้มข้น ระดับการฝึกฝนของเธอก็เพิ่มขึ้นอีกหนึ่งระดับ

   

   ตอนนี้เสิ่นจืออินเป็นนักบำเพ็ญเพียรขั้นหลอมพลังวิญญาณระดับที่ห้าแล้ว

   

   ส่วนเสิ่นมู่เหยี่ย ภายใต้การปรับเปลี่ยนของเธอ และการฝึกฝนอย่างขยันขันแข็งของเธอ ก็เริ่มรู้สึกถึงการมีอยู่ของพลังวิญญาณแล้ว

   

   ห่างจากการดึงพลังวิญญาณเข้าสู่ร่างกายเพียงก้าวเดียวเท่านั้น

   

   เสิ่นจืออินถือเครื่องรางหยกวิ่งลงบันไดตึกตัก ก่อนจะเห็นชายแปลกหน้าคนหนึ่ง

   

   เป็นชายหนุ่มที่มีใบหน้าประณีตงดงาม เพียงแค่ยืนอยู่ตรงนั้นก็ให้ความรู้สึกอบอุ่นนุ่มนวลราวกับหยก เขายังมีกลิ่นอายของหนังสืออีกด้วย

   

   เมื่อได้ยินเสียงจากชั้นบน เสิ่นอวี้จู๋ก็เงยหน้าขึ้นมอง

   

   สายตาของคนทั้งคู่สบกัน และต่างก็อึ้งไปชั่วขณะ

   

   เสิ่นอวี้จู๋พึมพำเบาๆ “บ้านเรามีเด็กผู้หญิงเพิ่มมาตั้งแต่เมื่อไหร่ เป็นลูกของใครกัน?”

   

   เขางุนงงอยู่ครู่หนึ่งว่านี่เป็นน้องสาวหรือหลานสาวกันแน่

   

   ถึงอย่างไรพ่อของเขาก็ยังมีเสน่ห์อยู่มาก แม่จากไปนานแล้ว การที่พ่อจะหาคนใหม่ข้างนอกก็ดูเหมือนจะไม่ใช่เรื่องยากที่จะเข้าใจ

   

   เสิ่นจืออินมองชายหนุ่มอยู่ครู่หนึ่งแล้วก็เดาได้ถึงตัวตนของเขา

   

   เด็กหญิงเอ่ยเสียงใสอ่อนหวาน “เสิ่นอวี้จู๋?”

   

   เสิ่นควานได้แนะนำลูกชายของเขาให้เธอรู้จักอย่างคร่าวๆแล้ว

   

   ลูกคนโตและคนเล็กไม่ต้องพูดถึง ลูกคนที่สองเป็นทหาร คนที่สามเป็นจิตรกร ชอบเที่ยวเตร่ไปทั่ว มักจะไม่อยู่บ้าน คนที่สี่เป็นดาราดัง มักจะยุ่งกับงานไม่ค่อยได้กลับบ้านเช่นกัน

   

   นอกจากนี้พวกเขาต่างก็มีบ้านของตัวเองข้างนอก ตอนอยู่ในเมืองเอ แต่ละเดือนก็กลับมาแค่ไม่กี่ครั้ง

   

   คนตรงหน้านี้ก่อนอื่นต้องตัดทหารออกไปก่อน เพราะยังมีกลิ่นอายของหนังสืออยู่

   

   นี่ก็ทำให้แยกแยะได้ง่ายขึ้นแล้ว

   

   เสิ่นอวี้จู๋เดินไปหาเสิ่นจืออิน แล้วย่อตัวลงมองเธอ

   

   “เธอรู้จักฉันสินะ งั้นเธอเป็นลูกสาวของพ่อฉันหรือพี่ชายคนโตของฉัน? หรือว่าพี่ชายคนที่สอง?”

   

   ไม่แน่ว่าอาจจะเป็นลูกของคนที่สี่ก็ได้ แต่คนที่สี่ตอนนี้อายุแค่19ปี เด็กคนนี้ดูอายุอย่างน้อยก็3ขวบแล้ว ถึงเขาจะเจ้าชู้แค่ไหนก็คงไม่มีทางมีลูกตอนอายุ16ปีหรอก

   

   เสิ่นจืออินพูดขึ้นว่า “...ไม่ใช่ทั้งหมดเลย”

   

   เสิ่นอวี้จู๋ชะงักไปครู่หนึ่ง “หา? แล้วเธอเป็นใครกัน?”

   

   เขาจำไม่ได้ว่าในบ้านมีญาติเป็นเด็กน้อยหน้าตาน่ารักขนาดนี้ แถมยังลงมาจากชั้นบนอีกด้วย

   

   เสิ่นจืออินเชิดคางน้อยๆ “ฉันคือคุณย่าของเธอ!”

   

   เสียงเล็กๆพูดออกมาด้วยท่าทางที่ทรงพลังมาก

   

   เสิ่นอวี้จู๋ “...”

   

   เขากลั้นหายใจ ใบหูขาวเนียนเริ่มแดงเรื่อขึ้นมาเล็กน้อย

   

   “เธอ...เธอด่าคนแบบนี้ไม่ได้นะ”

   

   “เด็กๆไม่ควรด่าคนนะ เธอต้องแก้ไขนิสัยนี้”

   

   ดูเหมือนเขาจะไม่เก่งเรื่องการสอนเด็กเลย ยังไม่ทันได้สอน หน้าตัวเองก็แดงเสียก่อน

   

   เสิ่นจืออินพูดว่า “ฉันไม่ได้ด่าคนนะ นี่คือความหมายตรงๆ ฉันคือคุณย่าของเธอ คุณย่าตามลำดับเครือญาติ”

   

   คราวนี้ได้ยินชัดแล้วใช่ไหม?

   

   โอ้โฮ หลานชายคนที่สามนี้ดูเหมือนจะสุภาพเรียบร้อย แต่กลับเขินอายง่ายจังเลยนะ

   

   เสิ่นอวี้จู๋ใช้เวลาครู่หนึ่งกว่าจะเข้าใจความหมายในคำพูดของเธอ

   

   “คุณย่า? คุณย่าที่พ่อให้เสี่ยวอู่ไปรับน่ะเหรอ?”

   

   เขาขุดคุ้ยความทรงจำเกี่ยวกับคุณย่าขึ้นมา ตอนนั้นพ่อส่งข้อความในกลุ่มให้คนไปรับคุณย่า

   

   ทุกคนรู้ว่าตอนนั้นเขากำลังไปถ่ายภาพบนภูเขา เขาแค่เหลือบดูแวบเดียวแล้วก็ไม่ได้สนใจอะไร

   

   แต่ไม่คิดว่าคุณย่าจะอายุน้อยขนาดนี้!

   

   ลำดับญาติแบบนี้ช่างห่างกันมากจริงๆ

   

   เสิ่นอวี้จู๋เริ่มเหม่อลอย

   

   นี่เป็นอาการปกติของเขา

   

   เขาเหม่อลอยเมื่อมีแรงบันดาลใจ เหม่อลอยเมื่อคิดอะไร บางครั้งก็เหม่อลอยเมื่อกำลังวาดรูป

   

   ตั้งแต่เด็ก เขาก็มักจะเป็นแบบนี้ ทำให้คนในครอบครัวเป็นห่วงว่าเขาอาจเป็นโรคออทิสติก

   

   หลังจากผ่านการตรวจสอบ พบว่าไม่ได้เป็นออทิสติก แค่ชอบจมอยู่ในโลกส่วนตัวมากเกินไปเท่านั้น

   

   เสิ่นจืออินเรียกเขาหลายครั้งแต่ไม่เห็นมีปฏิกิริยาตอบสนอง

   

   เธอเกือบกังวลว่าหลานชายคนที่สามนี้จะเสียสติไปแล้ว

   

   พอมองดูดีๆ ก็ไม่มีอะไรผิดปกติ

   

   เสิ่นจืออิน “...”

   

   ช่างเถอะ เธอจะไปหาหลานชายคนโตก่อน

   

   เสิ่นซิวหรานกำลังเล่นอยู่กับต้ามี

   

   เนื่องจากปัญหาที่ขาทั้งสองข้าง บริษัทจึงให้พ่อของเขารับหน้าที่แทนไปก่อน ช่วงนี้เขาจึงว่างมากขึ้น

   

   แน่นอนว่ายังมีงานอยู่ เพียงแต่ไม่ต้องไปประชุมที่บริษัทหรือเข้าร่วมงานเลี้ยงอะไรแบบนั้นแล้ว

   

   ส่วนเวลาว่างที่มีตอนนี้ เสิ่นซิวหรานชอบมาเดินเล่นใกล้ๆต้ามี

   

   ตอนแรกที่เห็นเสือตัวใหญ่ขนาดนี้อยู่ในบ้าน ทั้งเสิ่นควานและเขาต่างก็ตกใจกันไปตามๆกัน

   

   พอคุ้นเคยแล้ว ตอนนี้เสิ่นซิวหรานกลับชอบต้ามีมากทีเดียว

   

   ก็นั่นมันเสือนี่นา เขาชอบสัตว์ดุร้ายอยู่แล้ว

   

   แต่ว่า...ต้ามีดูไม่ค่อยฉลาดเท่าไหร่นัก

   

   “ต้ามี แกว่าทำไมคุณย่าตัวน้อยถึงตั้งชื่อแกแบบนี้ล่ะ”

   

   เสิ่นซิวหรานลูบหัวต้ามีพลางหยิบโทรศัพท์มือถือมาจ่อหน้ามัน

   

   “ดูสิ ถ้าฉันเลี้ยงหมาป่าสักตัวมาเป็นเพื่อนแกจะเป็นยังไงนะ?”

   

   จริงๆแล้วเมื่อเทียบกับสัตว์ตระกูลแมว เสิ่นซิวหรานชอบหมาป่ามากกว่า

   

   พลังของหมาป่าแต่ละตัวอาจสู้เสือไม่ได้ แต่หมาป่าเป็นสัตว์กินเนื้อที่อยู่รวมกันเป็นฝูง มีระเบียบวินัยในกลุ่มที่ชัดเจน และมีลำดับชั้นที่เข้มงวด โดยเฉพาะจ่าฝูงนั้นมีชื่อเสียงในด้านความฉลาดปราดเปรื่องในอาณาจักรสัตว์

   

   เขาชอบคบหากับสิ่งที่ฉลาด แต่ถ้าคนฉลาดเกินไปก็มักจะมีเล่ห์เหลี่ยมมาก ตัวเขาเองก็มีความคิดซับซ้อนนับไม่ถ้วน หากต้องมารวมตัวกับคนฉลาดอีกกลุ่มหนึ่ง คิดแล้วก็ปวดหัว

   

   สัตว์นั้นต่างออกไป เมื่อสัตว์ฉลาด เขากลับรู้สึกว่ามันเป็นสิ่งที่หายากและน่าทึ่ง



บทที่ 57: เสิ่นอวี้จู๋ผู้อ่อนไหวและมากความคิด


   

   “หลานชายคนโต เธอชอบหมาป่าสินะ งั้นจะให้ฉันไปจับมาให้สักตัวไหม?”

   

   ที่ภูเขาชิงหยางก็มีหมาป่าอยู่ เธออาจจะลองดูว่าจะใช้ยาบำรุงวิญญาณหนึ่งขวดแลกลูกหมาป่ามาสักตัวได้ไหม

   

   เสิ่นซิวหรานพูดขึ้นว่า “คุณย่าตัวน้อย”

   

   เมื่อเห็นเด็กหญิงตัวน้อย ดวงตาของเขาเปล่งประกายด้วยความยินดี จากนั้นก็ถามด้วยสีหน้าอ่อนโยน “หิวหรือยัง?”

   

   เสิ่นจืออินส่ายหน้าแล้วเดินไปข้างๆเขา ส่งเครื่องรางหยกที่ทำเสร็จแล้วให้เขา

   

   “นี่ไง ทำเสร็จแล้วหนึ่งอัน ใช้อันนี้ไปก่อนนะ”

   

   หยกเขียวจักรพรรดิขนาดเท่าฝ่ามือถูกแกะสลักเป็นรูปปี่เซียะ ในลวดลายเหล่านั้นแฝงไว้ด้วยอักขระป้องกันตัว

   

   ปี่เซียะหยกดูมีชีวิตชีวาและสวยงาม เสิ่นซิวหรานชอบมันตั้งแต่แรกเห็น

   

   “คุณย่าตัวน้อย นี่เป็นฝีมือแกะสลักของคุณย่าเหรอ?”

   

   เขารู้สึกประหลาดใจอย่างมากในตอนนี้ เขายังคิดว่าเครื่องรางหยกที่คุณย่าทำให้พวกเขาจะเป็นแผ่นหยกธรรมดา แต่ไม่คิดว่ามันจะเป็นงานแกะสลักที่ประณีตขนาดนี้

   

   เสิ่นจืออินส่งเสียงร้องเบาๆ ดวงตาที่เต็มไปด้วยความชื่นชมของหลานชายคนโตทำให้เธอรู้สึกพอใจอย่างมาก

   

   “ถึงฉันจะแกะสลักด้วยมือไม่ได้ แต่ฉันใช้พลังวิญญาณในการแกะสลักนะ”

   

   พลังวิญญาณของเธอแข็งแกร่ง การแกะสลักของชิ้นเล็กๆแค่นี้เป็นเรื่องเล็กน้อยเท่านั้น

   

   “อ้อใช่ เธอเห็นเสิ่นอวี้จู๋กลับมาหรือยัง?”

   

   เสิ่นจืออินจับใบหน้าอวบอ้วนของต้ามีมาบีบนวด ใบหน้าขนฟูนี้ช่างน่าสัมผัสเหลือเกิน

   

   “น้องสามกลับมาแล้วเหรอ?”

   

   เขาไม่รู้จริงๆ

   

   พูดถึงเสิ่นอวี้จู๋ควรจะกลับมานานแล้ว แต่หลังจากยืนยันว่า ตระกูลหวัง ไม่ได้ขโมยโชคชะตาของคนอื่นในครอบครัวของพวกเขาไป เขาก็โทรมาบอกว่าไม่ต้องรีบร้อนแล้ว ที่บ้านไม่มีปัญหาอะไร

   

   เสิ่นอวี้จู๋เป็นเด็กที่ซื่อสัตย์มาก เมื่อคนในครอบครัวบอกว่าไม่มีอะไร เขาก็เชื่อจริงๆ

   

   เขาไปที่ภูเขาอีกแห่งหนึ่งเพื่อหาแรงบันดาลใจ และเพิ่งกลับมาตอนนี้

   

   “ผมจะกลับไปดูเขาหน่อย”

   

   เสิ่นจืออินโยนยาบำรุงวิญญาณให้ต้ามีสองสามเม็ดแล้วกลับไปพร้อมกับเขา

   

   ตอนนี้เสิ่นอวี้จู๋ได้สติกลับมา และพบว่าคุณย่าตัวน้อยของเขาหายไปแล้ว

   

   เขาไม่คิดถึงปัญหาที่ทำให้ตัวเองลำบากใจอีกต่อไป แล้วไปหาผลไม้กินในครัว

   

   ขณะที่กำลังกินองุ่นและเดินออกมาจากครัว ก็เห็นพี่ชายคนโตนั่งอยู่บนรถเข็น ดวงตาของเขาสั่นไหว องุ่นที่ถืออยู่ในมือร่วงลงพื้น

   

   “พี่ใหญ่ ทำไมพี่ถึงนั่งรถเข็นล่ะ?”

   

   “ขาพิการเท่านั้นเอง”

   

   เสิ่นซิ่วหรานพูดประโยคนี้อย่างไม่ใส่ใจ

   

   สำหรับเสิ่นอวี้จู๋แล้ว มันเหมือนได้รับการกระแทกอย่างรุนแรง

   

   เสิ่นจืออินมองดูตาของเขาแดงขึ้นอย่างช้าๆ จากนั้นก็ทิ้งองุ่นแล้ววิ่งไปร้องไห้ต่อหน้าเสิ่นซิวหราน

   

   “ฮือๆๆ... ทำไมมันถึงเป็นแบบนี้ล่ะ พี่ไม่ได้บอกว่าไม่มีอะไรหรอกเหรอ ทุกคนหลอกผม”

   

   เสิ่นจืออินตกใจอย่างมาก ไม่คิดว่าหลานชายคนที่สามที่ดูนุ่มนวลเหมือนหยกจะเป็นคนขี้แยอย่างนี้!

   

   เสิ่นซิวหรานกลับคุ้นเคยกับเรื่องนี้ดี เขาตบหัวน้องชายเบาๆ “ไม่เป็นไร รักษาได้”

   

   ในบรรดาพี่น้อง น้องคนที่สามเป็นคนที่มีความคิดน้อยที่สุด เชื่อทุกอย่างที่คนอื่นพูด เป็นเด็กที่ซื่อๆ และเขายังมีอารมณ์อ่อนไหว บางครั้งดูละครทีวีก็ร้องไห้ได้ครึ่งวัน

   

   “รักษาได้จริงๆเหรอ?”

   

   เสิ่นอวี้จู๋น้ำตาคลอ “แล้วทำไมตอนนี้ยังไม่รักษาล่ะ”

   

   เสิ่นซิวหรานพูดว่า “ยายังหาไม่ครบ วางใจเถอะ ถ้ารักษาไม่ได้ฉันคงไม่ใจเย็นขนาดนี้หรอก”

   

   “โอ้ พี่ไม่ได้หลอกผมอีกใช่ไหม?”

   

   ชายหนุ่มพูดด้วยน้ำเสียงสะอื้นฟังดูน้อยใจ และบ่นอย่างเศร้าๆราวกับว่ากำลังตำหนิพวกเขาที่ปิดบังเรื่องใหญ่ขนาดนี้ไว้ไม่ยอมบอก

   

   เสิ่นซิวหรานลูบจมูก เขาไม่สามารถทำหน้าเย็นชาใส่น้องชายคนนี้ได้จริงๆ

   

   “ไม่หรอก อ้อใช่แล้ว น้องสาม นี่คือคุณย่าตัวน้อยของพวกเรา”

   

   เมื่อได้ยินพี่ชายที่ฉลาดของตนเรียกเด็กคนนั้นว่าคุณย่าตัวน้อยอย่างง่ายดาย เสิ่นอวี้จู๋ก็เบิกตากว้างมองไปที่เสิ่นจืออิน

   

   เธอทำได้อย่างไร?

   

   เสิ่นจืออินไม่พอใจ สายตาแบบนั้นของเขาหมายความว่าอะไร?

   

   “คุณย่าตัวน้อย”

   

   เสิ่นอวี้จู๋เรียกเบาๆ ภายใต้สายตาจ้องมองของเด็กน้อย

   

   เขายังค่อนข้างว่านอนสอนง่าย

   

   เสิ่นจืออินค้นหาบางอย่างในตัวครู่หนึ่ง ก่อนจะหยิบยันต์แผ่นหนึ่งออกมายื่นให้เขา

   

   “ของขวัญต้อนรับ”

   

   เธอยังคงมีท่าทางเหมือนผู้อาวุโสอยู่มาก

   

   เสิ่นอวี้จู๋จ้องมองของขวัญต้อนรับนั้น สิ่งนี้ควรรับไว้หรือไม่ควรรับดีนะ?

   

   “รับไว้เถอะ นี่เป็นของดีที่คุณย่าตัวน้อยมอบให้นะ”

   

   เสิ่นอวี้จู๋ตกใจสุดขีด “พี่ชาย เกิดอะไรขึ้นกับพี่ชาย พี่ประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์จนสมองเสียหายหรือเปล่า?”

   

   เสิ่นซิ่วหราน “...”

   

   แม้เขาจะรู้ว่าเธอกำลังเป็นห่วงเขา แต่เธอควรฟังตัวเองหน่อยว่ากำลังพูดอะไร คนที่ไม่รู้อาจคิดว่าเธอกำลังด่าเขา

   

   เสิ่นอวี้จู๋รู้สึกจริงๆ ว่าพี่ชายของเขาสมองกระทบกระเทือน ก่อนหน้านี้พี่ชายไม่เคยเชื่อเรื่องพวกนี้เลย

   

   “เอ่อ...คุณย่าตัวน้อยเธอไม่เหมือนคนอื่น”

   

   เสิ่นอวี้จู๋จ้องมองเสิ่นจืออินด้วยสายตาที่จริงจังมาก

   

   เขาสงสัย มีอะไรที่แตกต่างกันเหรอ? นี่ก็แค่เด็กธรรมดาคนหนึ่งเท่านั้นนี่นา

   

   เขามองเธอ เสิ่นจืออินก็มองกลับมาแบบเด็กๆเช่นกัน

   

   ดวงตาทั้งสองคู่เบิกกว้างไม่กะพริบ ราวกับกำลังแข่งขันกันอยู่

   

   แต่ไม่นาน ตาของเสิ่นอวี้จู๋ก็แดงขึ้น เป็นคนแรกที่ทนไม่ไหว และเริ่มกะพริบตา

   

   เสิ่นจืออินเอามือเท้าสะเอวหัวเราะอย่างภาคภูมิใจ “เธอกะพริบตาก่อน!”

   

   เสิ่นอวี้จู๋หันไปมองเสิ่นซิ่วหราน “พี่ดูสิ เธอก็แค่เด็กธรรมดาคนหนึ่ง”

   

   เสิ่นซิ่วหราน “...”

   

   “คุณย่าของนายยังเป็นเด็กอยู่เลย ทำไมนายต้องทำตัวเด็กๆตามด้วยล่ะ”

   

   เสิ่นอวี้จู๋ “...”

   

   พี่ไม่รักน้องชายแท้ๆแล้ว ถึงกับเข้าข้างเธอ!

   

   ด้วยการพูดจาหยอกล้อกันแบบนี้ เสิ่นอวี้จู๋ก็ลืมความเศร้าไปอย่างสิ้นเชิง

   

   แน่นอน เมื่อมองไปที่ขาทั้งสองข้างของเสินซิ่วหราน ในดวงตาของเขาก็ยังคงแสดงอารมณ์เศร้าโศกออกมา

   

   เด็กคนนี้ช่างเป็นคนอ่อนไหวและมีความรู้สึกลึกซึ้งจริงๆ

   

   พี่น้องทั้งสองนั่งอยู่ด้วยกัน เสินซิ่วหรานเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ให้เขาฟัง

   

   แน่นอน จำเป็นต้องพูดถึงเสิ่นจืออินด้วย เสินซิ่วหรานไม่มีพรสวรรค์ในการเล่าเรื่องเลยจริงๆ แม้ว่าเสียงของเขาจะไพเราะ แต่ก็ไม่อาจทนต่อน้ำเสียงราบเรียบของเขาตั้งแต่ต้นจนจบได้

   

   เรื่องราวที่น่าตื่นเต้นมาก แต่พอออกจากปากเขากลับเหมือนกำลังอ่านหนังสือเรียน

   

   ผีดาราสาวที่ออกไปกินแตงโมแล้วกลับมา เตรียมจะแบ่งปันให้เสิ่นจืออิน ฟังแทบชักดิ้นชักงอ

   

   พอเห็นเสิ่นซิวหรานเล่าเรื่องเธอก็คิดว่า น่าจะให้เธอเป็นคนเล่า! นี่เขากำลังเล่าอะไรอยู่ สะกดจิตหรือไง!

   

   น่าเสียดายที่ทั้งสองคนมองไม่เห็นเธอ

   

   แต่เสิ่นอวี้จู๋กลับตั้งใจฟังเสิ่นซิวหรานอย่างจริงจังเหมือนเด็กประถม

   

   “พี่ เรื่องนี้ก็ไม่เลวนะ แต่ทำไมตัวละครในเรื่องฟังดูคุ้นๆหูล่ะ? พี่ก็อ่านด้วยเหรอ? หนังสือชื่ออะไรล่ะ พี่เล่าไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ผมอยากอ่านเอง”

   

   เสิ่นซิ่วหราน “...”

   

   เขาพูดมาตั้งนาน น้องชายคิดว่าเขากำลังเล่านิทานอยู่หรือไง

   

   “รอให้เสี่ยวอู่กลับมาแล้วจะบอก”

   

   เขายืนกรานไม่ยอมรับว่าเป็นปัญหาของตัวเอง

   

   “น้องห้าจะกลับมาเหรอ แต่วันนี้วันพุธนะ เขาคิดจะหนีเรียนเหรอ?”

   

   “ไม่ใช่ เขาขอเป็นนักเรียนไปกลับแล้ว”

   

   “อ้อ งั้นผมควรไปรับเขาหรือเปล่า วันนี้ผมจะกินข้าวที่บ้านนะ”

   

   “เสี่ยวอู่โตแล้ว ไม่ต้องไปรับหรอก อยากอยู่ก็อยู่เถอะ”

   

   เสิ่นอวี้จู๋ยิ้มอย่างสดใสและอบอุ่น แถมยังมีท่าทางเขินอายเล็กน้อย “ก็กลัวว่าถ้าอยู่ที่บ้านนานๆ จะดูเหมือนผมไม่เป็นอิสระไง”

   

   “พี่ใหญ่ ยังต้องการยาอะไรอีกไหม ผมช่วยหายาให้ได้นะ”

   

   “พี่ชายทำไมไม่ทำการผ่าตัดล่ะครับ? พี่ไปหาหมอแผนจีนหรือเปล่า?”

   

   “พี่ชาย...”

   

   เสิ่นซิ่วหรานในหัวมีแต่คำว่าพี่ชาย น้องชายคนนี้ของเขาเหมือนเด็กมีปัญหาไม่มีผิด

   

   คุณย่าตัวน้อย มียาสักเม็ดที่ทำให้คนหลับไหมครับ!

   

   เสิ่นอวี้จู๋ที่เพิ่งกลับบ้านไม่ถึงวัน ก็ถูกพี่ชายแท้ๆรำคาญเข้าให้แล้ว



บทที่ 58: เด็กคนนี้ช่างอยากรู้อยากเห็นไปเสียทุกเรื่อง


   

   เสิ่นจืออินถือสตรอว์เบอร์รีลงมาชั้นล่างตอนที่เสิ่นซิวหรานแทบจะหมดอาลัยตายอยากแล้ว

   

   เมื่อเห็นเธอ เสิ่นซิวหรานรู้สึกเหมือนเจอผู้ช่วยเหลือ

   

   “คุณย่าตัวน้อย!”

   

   เสิ่นอวี้จู๋ที่เมื่อกี้ยังพูดไม่หยุดปาก ก็หยุดพูดทันที แล้วยกถ้วยชาขึ้นจิบเบาๆ

   

   ใครเห็นก็ต้องบอกว่าเป็นคุณชายที่ดูสง่างาม

   

   แต่น่าเสียดาย นี่เป็นเพียงชั่วคราวเท่านั้น

   

   “คุณย่าตัวน้อย สิ่งที่คุณย่าถืออยู่คือสตรอว์เบอร์รีใช่ไหม?”

   

   เสิ่นอวี้จู๋ตาโตขึ้น “ทำไมมันใหญ่ขนาดนั้น”

   

   แต่กลิ่นดูเหมือนจะอร่อยมากเลยนะ

   

   ผีดาราสาวเดินตามหลังเสิ่นจืออิน พลางส่งเสียงจิ๊จ๊ะสองครั้ง “ดูเหมือนว่าลูกชายคนที่สามของตระกูลเสิ่นจะไม่ค่อยฉลาดเท่าไหร่”

   

   พูดจาเหลวไหล!

   

   เสิ่นอวี้จู๋ฉลาดไหม? คำตอบคือแน่นอน

   

   เขาเป็นจิตรกรที่ได้รับการขนานนามว่าเป็นอัจฉริยะ ตอนนี้ภาพวาดของเขาที่ปรากฏในตลาดจะถูกแย่งซื้อทันที

   

   และราคาของภาพวาดแต่ละภาพอย่างน้อยก็อยู่ในระดับสิบล้าน

   

   เพราะแม้แต่คนที่ไม่เข้าใจภาพวาด ก็สามารถเห็นทิวทัศน์ธรรมชาติที่บริสุทธิ์ที่สุดจากภาพของเขา เขาสามารถใช้พู่กันวาดจิตวิญญาณของภูเขาและทิวทัศน์ทั้งหมดลงบนผืนผ้าใบเล็กๆ

   

   และทุกภาพให้ความรู้สึกที่แตกต่างกัน

   

   แต่ก็เพราะเหตุนี้ เสิ่นอวี้จู๋จึงเป็นคนที่บริสุทธิ์มาก

   

   โลกของเขาสะอาดบริสุทธิ์ มีครอบครัว และทิวทัศน์ที่สวยงามทั้งหมดในโลก

   

   เขาไม่ชอบติดต่อกับผู้คน ตั้งแต่เริ่มเรียนวาดภาพก็ชอบวิ่งไปดูทิวทัศน์ต่างๆทั่วทุกที่

   

   ตระกูลเสิ่นก็สนับสนุนเขา โดยเฉพาะการจัดหาบอดี้การ์ดมาดูแลความปลอดภัยและชีวิตความเป็นอยู่ของเขา เสิ่นอวี้จู๋ไม่ต้องกังวลอะไรเลย แม้แต่ภาพวาดที่ต้องการขายก็มีตระกูลเสิ่นจัดการให้

   

   พูดได้ว่า ตระกูลเสิ่นมอบสภาพแวดล้อมที่ดีที่สุดสำหรับการสร้างสรรค์ผลงานให้เขา

   

   แต่เขาก็เป็นจิตรกรอัจฉริยะ ส่วนในด้านการใช้ชีวิตนั้น...

   

   ค่อนข้างห่างเหินจากสังคมอยู่บ้าง

   

   จิตรกรมีกลิ่นอายของหนังสือและวรรณกรรม นี่คือรากฐานของเขา ประกอบกับการใกล้ชิดธรรมชาติมาเป็นเวลานาน ทำให้ทั้งตัวเขาดูอ่อนโยนและเป็นมิตร

   

   แต่เมื่อสร้างสรรค์ผลงาน เขาเผชิญหน้ากับทิวทัศน์ธรรมชาติที่ไม่พูดจา พอกลับถึงบ้านก็เผยตัวตนที่แท้จริงออกมา

   

   อารมณ์ความรู้สึกเต็มเปี่ยมและพูดมาก ราวกับต้องการระบายทุกคำพูดที่สะสมมาให้กับคนในครอบครัว

   

   ก็แค่เสียงดังไปหน่อย

   

   “นี่สำหรับเธอ หลานชายคนโตก็มีด้วย”

   

   นี่คือสตรอว์เบอร์รีที่เสิ่นจืออินปลูกเอง เลี้ยงด้วยพลังวิญญาณ

   

   แม้แต่ผลไม้ธรรมดา เมื่อรับประทานแล้วก็แตกต่างจากที่มีขายในท้องตลาดมาก

   

   ทั้งยังขนาดใหญ่มาก มือเล็กๆของเสิ่นจืออินยังกำได้ไม่หมด

   

   เสิ่นอวี้จู๋หยิบขึ้นมาแล้วรีบกินทันที

   

   จากนั้น...

   

   “คุณย่าตัวน้อย นี่เป็นสิ่งที่เธอปลูกจริงๆเหรอ? อร่อยมาก อร่อยกว่าสตรอว์เบอร์รีทุกลูกที่ฉันเคยกิน”

   

   “คุณย่าตัวน้อย เธอยังมีอีกไหม? ลูกเดียวไม่พอกินเลย”

   

   “คุณย่าตัวน้อย เธอปลูกผลไม้อื่นๆด้วยหรือเปล่า? ฉันขอไปดูได้ไหม?”

   

   “คุณย่าตัวน้อย...”

   

   เขาเรียกเธอว่าคุณย่าตัวน้อยทุกคำ แต่เสิ่นจืออินฟังแล้วก็ไม่รู้สึกรำคาญ เธอพาเขาเดินไปทางสวน

   

   “ตอนนี้ปลูกไม่มาก บางอย่างฉันปลูกบนระเบียงในห้อง บางอย่างอยู่ในสวน ฉันจะพาเธอไปดู”

   

   “พ่อของเธอจะมอบสวนให้ฉัน หลังจากนั้นฉันจะไปปลูกผลไม้มากมายที่นั่น เธออยากกินอะไรก็จะมีให้”

   

   เธอจะจัดวางค่ายกลขนาดใหญ่ด้วยหยกในสวน ไม่ว่าจะเป็นผลไม้จากภูมิภาคไหนก็สามารถเติบโตได้ที่นั่น และยังเจริญงอกงามได้อย่างดีเยี่ยม

   

   เด็กน้อยวัยสามขวบอุ้มขวดนมเดินนำหน้า ก้าวย่างของเธอดูเด็ดเดี่ยวราวกับไม่แยแสใครทั้งสิ้น

   

   ด้านหลังตามมาด้วยชายหนุ่มรูปงามที่เดินด้วยความตื่นเต้นและกระตือรือร้น ภาพนี้ทำให้เสิ่นซิ่วหรานอดกระตุกมุมปากไม่ได้

   

   แต่โชคดีที่คุณย่าตัวน้อยของเขายอมรับความช่างพูดของเสิ่นอวี้จู๋ได้ดี

   

   อาจเป็นเพราะเสิ่นจืออินเป็นเด็ก เสิ่นอวี้จู๋จึงเต็มใจที่จะสนิทสนมกับเธอ

   

   “ดูสิ พวกนี้ทั้งหมดฉันปลูกเองนะ!”

   

   เมื่อมาถึงสวน เสิ่นจืออินชี้ไปที่แปลงหนึ่งอย่างภาคภูมิใจ

   

   “ฉันกล้าพนันเลยว่า ในนี้มีพืชหลายชนิดที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อน”

   

   “ว้าว!”

   

   เสิ่นอวี้จู๋ตาเป็นประกาย เดินเข้าไปนั่งยองๆข้างเสิ่นจืออิน

   

   “นั่นคืออะไร?” เขาถาม

   

   “ดอกระฆัง ดูสิ ตอนมันบานดูเหมือนระฆังหยกเล็กๆเลยใช่ไหม ฉันบอกให้นะ ถ้าเธอเอาไปวางไว้ที่หน้าต่าง ตอนกลางคืนเวลาลมพัดมันจะส่งเสียงเหมือนระฆังด้วย”

   

   “จริงเหรอ?” เสิ่นอวี้จู๋ถามอย่างตื่นเต้น

   

   “อยากได้ไหม? ฉันจะให้เธอหนึ่งต้น”

   

   “อืม อืม อืม”

   

   “แล้วอันนั้นล่ะ คุณย่าตัวน้อย อันนั้นคืออะไร...”

   

   เสิ่นอวี้จู๋ดูเหมือนเด็กน้อยที่อยากรู้อยากเห็นมาก เขาชอบพืชอยู่แล้ว ตอนนี้เห็นพืชสวยๆที่ไม่เคยเห็นมาก่อนมากมายแบบนี้ ก็ควบคุมความอยากรู้อยากเห็นของตัวเองไม่ได้เลย

   

   เสิ่นจืออินพูดจนปากแห้ง จึงอุ้มขวดนมขึ้นมาดื่มนมอึกใหญ่

   

   เมื่อหันไปมอง ก็พบว่าเสิ่นอวี้จู๋กำลังจ้องขวดนมของเธออยู่

   

   เสิ่นจืออินพูดว่า “เด็กคนนี้ช่างอยากรู้อยากเห็นไปเสียทุกเรื่องจริงๆ”

   

   “ตอนเด็กเธอไม่เคยดื่มนมจากขวดนมเหรอ?”

   

   แม้แต่เรื่องนี้ก็ยังสงสัย

   

   เสิ่นอวี้จู๋ยิ้มอย่างเขินอาย “ไม่ใช่อย่างนั้น ฉันเลิกดื่มนมตั้งแต่อายุสองขวบแล้ว”

   

   ดวงตาของเขาฉายแววชัดเจนว่า ‘คุณย่าตัวน้อยครับ ทำไมเธอยังไม่เลิกดื่มนมอีกล่ะ’

   

   เสิ่นจืออินเบ้ปาก “ในนี้มีนมสดนะ ฉันก็เลิกดื่มนมนานแล้ว ใครบอกว่าขวดนมใส่นมสดไม่ได้”

   

   เสิ่นอวี้จู๋พูดว่า “งั้นให้ฉันดื่มบ้างสิ”

   

   เสิ่นอวี้จู๋ยังพอมีมารยาทอยู่บ้าง ไม่ได้ดูดนมจากจุกนม เขาเปิดฝาขวดแล้วยกขวดขึ้นดื่ม

   

   เสร็จแล้วก็ทำปากดังจ๊วบ “อร่อยกว่านมที่ฉันเคยดื่มมาอีก”

   

   เสิ่นจืออินรู้สึกภูมิใจ มองเขาด้วยสายตาที่บอกว่า ‘เธอมีรสนิยมดีนี่’

   

   “ฉันใส่ของดีๆไว้ในนี้นะ”

   

   ทั้งคนตัวโตและตัวเล็กรวมตัวกัน ผลัดกันดื่มนมจนหมดขวด

   

   จากนั้นก็แขวนขวดนมเปล่าไว้ที่คอ เสิ่นจืออินถือพลั่วเล็ก ส่วนเสิ่นอวี้จู๋ถือจอบเล็ก ทั้งสองคนขุดพืชแล้วย้ายปลูกลงกระถางอย่างขยันขันแข็ง

   

   ในชั่วพริบตาเดียว เสิ่นจืออินก็รับปากจะให้ดอกไม้หลายชนิดแก่เขา รวมถึงต้นสตรอว์เบอร์รีใหญ่ที่ถูกย้ายปลูกด้วย บนต้นยังมีสตรอว์เบอร์รีสีแดงสดห้อยอยู่มากมาย ดูแล้วน่ากินมาก

   

   สองคนอุ้มกระถางวิ่งขึ้นวิ่งลง เสิ่นซิ่วหรานนั่งอยู่บนรถเข็นอ่านเอกสาร พลางเงยหน้าขึ้นมองสองคนที่เคลื่อนไหวพร้อมกันเป็นระยะ

   

   เขาบีบสันจมูก ถ้าไม่รู้ คงคิดว่าเด็กผู้หญิงคนนี้เป็นลูกสาวของเสิ่นอวี้จู๋เสียอีก

   

   เขายิ้มพลางส่ายหน้า จิบกาแฟ สักพักโทรศัพท์ก็ส่งเสียง

   

   เสิ่นซิ่วหรานคิดว่าเป็นข้อความจากบริษัท แต่พอเหลือบมองกลับเป็นข้อความในกลุ่มครอบครัว

   

   คนที่ส่งข้อความคือเสิ่นอวี้จู๋ เขาถ่ายรูปกระถางต้นไม้บนระเบียงมากมายส่งเข้ากลุ่ม

   

   เสิ่นอวี้จู๋เป็นจิตรกร จึงมีความเชี่ยวชาญในเรื่องแสงและการจัดองค์ประกอบภาพ กระถางต้นไม้บนระเบียงที่เขาถ่ายออกมาดูสวยงามราวกับอยู่ในเทพนิยาย

   

   หลังจากส่งรูปภาพเสร็จ เสิ่นอวี้จู๋ก็ส่งข้อความอีกหนึ่งข้อความ

   

   เสิ่นอวี้จู๋ [คุณย่าตัวน้อยให้ผมมา ชอบมากๆเลย~]

   

   เสิ่นซิ่วหรานเห็นแล้วก็รู้สึกอิจฉานิดๆ คุณย่าตัวน้อยไม่เคยให้อะไรแบบนี้กับเขาเลย

   

   คนที่อิจฉาเหมือนกันก็คือเสิ่นมู่เหยี่ย

   

   เสิ่นมู่เหยี่ยเชิญเสิ่นจืออินเข้ากลุ่ม แล้วก็เริ่มบ่นโวยวายยกใหญ่

   

   เสิ่นมู่เหยี่ย [คุณย่าตัวน้อยลำเอียง ทำไมพี่สามกลับมาคุณย่าถึงให้ของเยอะแยะขนาดนั้น]

   

   เสิ่นมู่เหยี่ย [ทั้งๆที่ผมเป็นคนไปรับคุณย่านะ พวกเรารู้จักกันก่อนใครเพื่อนด้วย]

   

   เสิ่นมู่เหยี่ย [ผมไม่สน ของที่คุณย่าให้พี่สาม คุณย่าต้องให้ผมเป็นสองเท่า!]



บทที่ 59: นายกล้าขโมยดอกไม้ นายก็ต้องกล้าออกมาสิ!


   

   เสิ่นจืออินพิมพ์ด้วยนิ้วช้า เธอจึงส่งเป็นข้อความเสียงแทน

   

   เสิ่นจืออิน [หมดแล้ว เธอคิดว่ามันเป็นผักกาดขาวหรือไง ยังจะให้ขายส่งอีก]

   

   เสิ่นอวี้จู๋ [ฉันขอเป็นพยาน พืชของคุณย่าตัวน้อยแต่ละชนิดมีน้อยมาก พอนายกลับมา ฉันจะให้ต้นสตรอว์เบอร์รีสักสองสามต้น มันก็สวยดีนะ]

   

   มันโตและสวยมาก แม้จะเป็นรุ่นแรก แต่ดูเหมือนกับต้นสตรอว์เบอร์รีที่ปลูกอย่างพิถีพิถันเลยทีเดียว

   

   เสิ่นมู่เหยี่ย [ถ้าหมดแล้ว พี่สามก็แบ่งของพี่ให้ผมบ้างสิ]

   

   ทำไมเมื่อก่อนเขาถึงโง่นักที่ไม่ให้คุณย่าตัวน้อยแบ่งให้สักสองสามกระถาง ตอนนี้พี่สามได้ประโยชน์ไปหมดแล้ว

   

   เสิ่นอวี้จู๋ [นายเหม่อลอยในห้องเรียนอีกแล้วใช่ไหม?]

   

   ทั้งสามคนเกือบทะเลาะกันในกลุ่มแชต คุยกันอย่างสนุกสนาน

   

   ตอนบ่าย เมื่อเสิ่นมู่เหยี่ยกลับมา เสิ่นอวี้จู๋แทบจำน้องชายแท้ๆของตัวเองไม่ได้ เขาประหลาดใจมากจนต้องเดินวนรอบตัวน้องชายหลายรอบ

   

   “เสี่ยวอู่ ทำไมผิวของนายถึงขาวขึ้นมากขนาดนี้ แถมยังสูงขึ้นตั้งเยอะด้วย?”

   

   น้องชายคนนี้ของเขากินอะไรเข้าไป เผลอแปบเดียว ทำไมถึงสูงขึ้นมากขนาดนี้

   

   เสิ่นมู่เหยี่ยทั้งดีใจและไม่ดีใจ

   

   สิ่งที่ดีใจคือเขาสูงขึ้นจริงๆ ตอนนี้เป็นเด็กผู้ชายที่สูงที่สุดในห้อง อนาคตมีโอกาสที่จะสูงถึงสองเมตร

   

   สิ่งที่ไม่ดีใจคือ... ผิวสีแทนของเขาหายไปแล้ว!

   

   ตอนนี้กลายเป็นหน้าขาวเหมือนผู้หญิงไปเสียแล้ว

   

   เสิ่นมู่เหยี่ยยังคงชอบผิวสีแทนของเขาเมื่อก่อน ดูแล้วมีความเป็นลูกผู้ชายมาก ไม่เหมือนตอนนี้ ที่โรงเรียนยังมีเด็กผู้หญิงกล้ามาถามเขาว่าใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวอะไรด้วย

   

   ยังดีที่แม้ผิวเขาจะขาวขึ้น แต่กล้ามท้องยังอยู่ พละกำลังก็แข็งแกร่งกว่าเมื่อก่อนมากด้วย

   

   “ถ้าไม่พูดถึงเรื่องผิว พวกเราก็ยังเป็นพี่น้องที่ดีต่อกัน”

   

   เสินอวี้จู๋พูดว่า “แต่ฉันอยากรู้จริงๆนะ”

   

   เสิ่นมู่เหยี่ย “...”

   

   เสิ่นจืออินนั่งอยู่บนโซฟา แกว่งขาสั้นๆไปมา

   

   “ฉันคิดไว้แล้วว่าเธออยากรู้เรื่องนี้ ถามฉันสิ”

   

   เสิ่นอวี้จู๋รีบวิ่งเข้าไปหาทันที

   

   เสิ่นจืออินส่ายหัวพลางอธิบายให้เขาฟัง “หลานชายกำลังฝึกฝนกับฉันอยู่ ทุกคืนเขาจะแช่ตัวในยาสมุนไพรเพื่อขับสารพิษออกจากร่างกาย ทำให้ร่างกายทุกส่วนดีขึ้น”

   

   รวมถึงผิวพรรณด้วย

   

   พูดถึงเรื่องนี้ เสิ่นมู่เหยี่ยก็มองด้วยสายตาอิจฉาเป็นพิเศษ ผิวของเขาเป็นประเภทที่ไม่ว่าจะตากแดดอย่างไรก็ไม่ดำ

   

   เสิ่นอวี้จู๋รู้สึกว่าคุณย่าตัวน้อยช่างพูดจาเหลวไหลจริงๆ

   

   เขาไม่ได้ใส่ใจอะไรมาก แต่ตอนบ่ายก็ได้เห็นวิธีการฝึกของน้องชายแท้ๆของเขา

   

   คุณย่าตัวน้อยนั่งอยู่บนหลังเสือตัวใหญ่ ในมือถือคันเบ็ด ที่ปลายเบ็ดผูกน่องไก่ชิ้นใหญ่เอาไว้

   

   เสือใหญ่จ้องมองน่องไก่จนตาเข น้ำลายไหลย้อยขณะที่วิ่งไปข้างหน้า

   

   เสิ่นมู่เหยี่ยวิ่งนำหน้าไปอีก จนเท้าแทบจะลุกเป็นไฟ

   

   เสิ่นมู่เหยี่ยกำลังพัฒนา ตอนนี้ต้ามีก็กำลังพัฒนาเช่นกัน

   

   เสิ่นจืออินตัดสินใจแน่วแน่ที่จะให้ต้ามีลดน้ำหนัก ระหว่างที่ฝึกเสิ่นมู่เหยี่ยก็ฝึกต้ามีไปด้วย

   

   การฝึกครั้งนี้คนที่สบายที่สุดคือเสิ่นจืออิน

   

   เธอไม่เพียงแต่เพิ่มน้ำหนักให้ต้ามี แต่ยังพูดจาบ่นว่าเสิ่นมู่เหยี่ยวิ่งช้า

   

   “เร็วขึ้นอีกหน่อยสิ ต้ามีมีสี่ขาถึงจะอ้วนก็วิ่งได้เร็ว หลานชาย เธอกำลังจะถูกไล่ทันแล้วนะ”

   

   “พยายามเข้า รอให้เธอวิ่งเร็วกว่าต้ามีได้อย่างสบายๆ แล้วฉันจะ...”

   

   คิดว่าเธอจะพูดอะไรเป็นรางวัล แต่วินาทีถัดมาเขาก็ได้ยินเธอพูดด้วยเสียงอันนุ่มนวลราวกับนางฟ้าว่า

   

   “ฉันจะให้เธอเพิ่มน้ำหนัก ตอนนั้นทั้งมือและเท้าจะต้องใส่ห่วงถ่วงน้ำหนักฮิฮิฮิ...”

   

   พี่น้องตระกูลเสิ่นทั้งหลาย “...”

   

   เสิ่นอวี้จู๋คิดในใจ… เสี่ยวอู่ขยันมาก

   

   การฝึกแบบนี้ถ้าเปลี่ยนเป็นเขา ไม่ทันวิ่งไปได้ไกลคงถูกเสือตัวใหญ่นั่นบดขยี้แล้ว

   

   เสิ่นซิวหรานแสดงสีหน้าสงบนิ่ง เห็นได้ชัดว่าเขาคุ้นเคยกับภาพนี้แล้ว

   

   “นายก็ให้คุณย่าตัวน้อยฝึกได้นะ ไม่ต้องพูดถึงอย่างอื่น การฝึกของเธอก็มีประโยชน์มากทีเดียว”

   

   เขากับพ่อต่างรู้ว่าเสิ่นมู่เหยี่ยมีรากฐานพลังวิญญาณ ภายหลังอาจจะเดินตามเส้นทางของคุณย่าตัวน้อย

   

   ส่วนเขากับพ่อไม่เคยให้คุณย่าตัวน้อยตรวจสอบ

   

   พ่ออายุมากแล้ว และยังงานยุ่งอีก เขาไม่มีความคิดเกี่ยวกับการบำเพ็ญเซียน ไม่มีความยึดติดกับการมีชีวิตยืนยาว มองอะไรอย่างเปิดกว้าง

   

   เสิ่นซิวหรานสนใจเรื่องนี้อยู่เหมือนกัน แต่ด้วยสถานการณ์ตอนนี้ของเขา ถึงมีรากฐานพลังวิญญาณก็ไม่มีประโยชน์ ในเมื่อขายังพิการอยู่

   

   เสิ่นอวี้จู๋ไม่เคยเห็นความสามารถของเสิ่นจืออินด้วยตาตัวเอง ตอนนี้เขาจึงยังไม่เชื่อเรื่องนี้

   

   “ไม่ ผมไม่อยากถูกเสือไล่ล่าหรอก”

   

   อีกอย่างเขาก็เป็นคนอ่อนแอ จะฝึกร่างกายอะไรได้ ไม่ทำหรอก!

   

   หลังจากเสิ่นมู่เหยี่ยฝึกเสร็จ เขาก็นอนแผ่หลาบนพื้นด้วยความเหนื่อยล้า แล้วจึงไปแช่น้ำสมุนไพร

   

   ไม่ถึงครึ่งชั่วโมง เขาก็กระโดดโลดเต้นลงมาจากชั้นบนเพื่อกินข้าว

   

   เสิ่นอวี้จู๋มองเขาอย่างตกตะลึงที่กินข้าวไปถึงห้าชามใหญ่ ยังไม่นับอาหารอื่นๆที่กินเข้าไปด้วย

   

   “เสี่ยวอู่เก่งจัง”

   

   เขากินแค่สองชามก็อิ่มแล้ว

   

   “ต่อไปต้องเก่งกว่าพี่ชายคนที่สองแน่นอน นายตั้งใจฝึกหน่อยนะ พยายามชนะพี่ชายคนที่สองให้ได้ตอนเขากลับมา”

   

   “เรื่องเล็ก!”

   

   ตอนนี้เสิ่นมู่เหยี่ยมั่นใจมาก “ผมจะต้องบำเพ็ญเซียนให้ได้ พี่ชายคนที่สองเป็นแค่คนธรรมดา แน่นอนว่าสู้ผมไม่ได้!”

   

   เสิ่นอวี้จู๋กินข้าวเงียบๆ แย่แล้ว หลังจากพี่ใหญ่ประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์และสงสัยว่าสมองกระทบกระเทือน ตอนนี้ดูเหมือนสมองของน้องชายคนเล็กก็ไม่ค่อยดีด้วย

   

   หลังกินข้าวเสร็จ เสิ่นจืออินกอดผลไม้แล้วกัดกรุบๆ ส่วนเสิ่นมู่เหยี่ยถูกพี่ใหญ่ลากมาคุยกับเสิ่นอวี้จู๋เกี่ยวกับสถานการณ์ปัจจุบันของครอบครัว

   

   เรื่องไม่สำคัญภายนอก เสิ่นอวี้จู๋ไม่อยากรู้ แต่ตระกูลหวังเป็นญาติกับพวกเขา เสิ่นอวี้จู๋จึงจำเป็นต้องรู้สถานการณ์

   

   เสิ่นมู่เหยี่ยเล่าได้อย่างมีชีวิตชีวามาก ดึงดูดความสนใจของเสิ่นอวี้จู๋ไปทั้งหมด

   

   แต่ว่า... มุมมองของเขาก็เริ่มสั่นคลอน

   

   เรื่องคาถา การขโมยโชคชะตา การสะท้อนกลับ ทำให้เขางงไปหมด

   

   “เดี๋ยวก่อน ให้ฉันทำความเข้าใจก่อน...”

   

   แล้วก็เริ่มเหม่อลอย

   

   เสิ่นมู่เหยี่ยกลืนน้ำลาย “เอาล่ะ...คงต้องใช้เวลาสิบกว่านาทีกว่าเขาจะกลับมามีสติ”

   

   เสิ่นจืออินอยากรู้อยากเห็นจึงเข้าไปดูใกล้ๆ แถมยังใช้มือโบกไปมาตรงหน้าเขา แต่ก็ไม่มีปฏิกิริยาตอบสนอง

   

   เสิ่นจืออินพูดว่า “หลานชายคนที่สามช่างน่าอัศจรรย์จริงๆ”

   

   นี่เหมือนกับว่าเขาสูญเสียวิญญาณไปแล้ว

   

   “คุณย่าไม่ต้องสนใจเขาหรอก ผมจะไปที่ห้องของเขาสักครู่”

   

   ยังไงก็ต้องขโมยดอกไม้มาสักสองสามกระถาง

   

   ตอนนี้เขาสามารถรู้สึกถึงความแตกต่างระหว่างพืชที่คุณย่าตัวน้อยปลูกกับพืชทั่วไปได้อย่างชัดเจนแล้ว พวกนั้นล้วนมีพลังวิญญาณทั้งนั้น!

   

   เขาก็อยากจะทำสวนเล็กๆบนระเบียงของตัวเองบ้าง และขอให้คุณย่าตัวน้อยช่วยย้ายพืชที่มีพลังวิญญาณมาให้ด้วย บางทีตัวเขาเองอาจจะดึงพลังวิญญาณเข้าสู่ร่างกายได้ก็ได้

   

   สิบนาทีต่อมา เสิ่นอวี้จู๋ก็เข้าใจเรื่องราวทั้งหมดในที่สุด เขาขมวดคิ้ว

   

   “พวกนายไม่ได้ล้อเล่นจริงๆใช่ไหม?”

   

   เสิ่นซิวหรานตบไหล่เขาเบาๆ “ไม่เชื่อก็ช่างเถอะ ไม่จำเป็นต้องไปคิดมากหรอก”

   

   อย่างไรก็ตาม คุณย่าตัวน้อยก็อยู่ที่บ้าน บางทีเสิ่นอวี้จู๋อาจจะได้เห็นความสามารถของเธอด้วยตาตัวเองก็ได้

   

   เสิ่นอวี้จู๋เชื่อฟังมาก เขาจึงไม่ได้ไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้อีก

   

   ตอนกลางคืนกลับห้องไปพักผ่อน เพิ่งเข้าไปได้ไม่กี่นาทีก็วิ่งออกมาอย่างดุดัน แล้วไปเคาะประตูห้องของเสิ่นมู่เหยี่ย

   

   “เสิ่นมู่เหยี่ย นายออกมาเดี๋ยวนี้ นายกล้าขโมยดอกไม้ นายก็ต้องกล้าออกมาสิ!”

   

   “เสิ่นมู่เหยี่ย นายคืนดอกไม้ให้ฉันเดี๋ยวนี้ ถ้าไม่ออกมาฉันจะพังประตูแล้วนะ”

   

   เสิ่นควานทำงานล่วงเวลากลับมา บ้านก็วุ่นวายมาก

   

   เขาไม่แสดงสีหน้าใดๆ รู้สึกแค่ว่าเสียงดังโครมครามจากชั้นบนพร้อมกับเสียงตะโกนอย่างโกรธเกรี้ยวของลูกชายคนที่สามช่างน่ารำคาญเหลือเกิน



บทที่ 60: ไม่วางใจเลยสักนิด


   

   ความรู้สึกดีใจที่ลูกชายคนที่สามกลับมาลดลงไปครึ่งหนึ่งในทันที

   

   ตระกูลเสิ่นวุ่นวายกันจนถึงเที่ยงคืน ในที่สุดเสิ่นอวี้จู๋ก็แย่งกระถางต้นไม้สองกระถางกลับมาได้จึงสงบลง

   

   วันรุ่งขึ้นหลังจากเสิ่นมู่เหยี่ยไปโรงเรียนแล้ว เสิ่นจืออินก็ไปที่คฤหาสน์เล็กๆบนภูเขาตามคำเชิญอย่างมีน้ำใจของเสิ่นอวี้จู๋

   

   เสิ่นอวี้จู๋ชอบความเงียบสงบและชอบทิวทัศน์ธรรมชาติ ดังนั้นเขาจึงไม่เลือกซื้อบ้านในเมืองใหญ่ แต่สร้างคฤหาสน์เล็กๆบนไหล่เขาที่มีป่าไผ่

   

   ภูเขาลูกนั้นตระกูลเสิ่นซื้อสิทธิ์การใช้ประโยชน์แล้วมอบให้เขา บนภูเขาเต็มไปด้วยต้นไผ่ แต่ก็มีการปลูกต้นไม้ชนิดอื่นๆอย่างเป็นระเบียบด้วย

   

   ชายหนุ่มผิวขาวนุ่มสวมชุดกีฬาสีเทาอ่อนและหมวกกันน็อก ขี่รถจักรยานยนต์ไฟฟ้าสีฟ้าคันเล็ก ด้านหลังมีเสิ่นจืออินนั่งอยู่ เธอสวมหมวกกันน็อกสีชมพูเช่นกัน บนหมวกยังมีหูกระต่ายสองหูตั้งขึ้นมา

   

   ดูน่ารักน่าเอ็นดูมาก

   

   ใครจะคิดว่ารถคันโปรดของคุณชายสามแห่งตระกูลเสิ่นเป็นรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า?

   

   “คุณย่าตัวน้อยนั่งให้ดีนะ พวกเราออกเดินทางแล้ว~”

   

   เสิ่นอวี้จู๋มีรอยยิ้มบนใบหน้า ดวงตาของเขาดูอ่อนโยนมาก

   

   เสิ่นจืออินพูดว่า “ฉันนั่งเรียบร้อยแล้ว!”

   

   พ่อบ้านมองพวกเขาจากไป พลางโบกผ้าเช็ดหน้า “คุณชายสาม นายหญิง ระวังตัวด้วยนะครับ”

   

   เมื่อเทียบกับรถหรูราคาหลายสิบล้าน เสิ่นจืออินค่อนข้างชอบรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าคันนี้

   

   ลมเย็นๆนี่ช่างสบายจริงๆ

   

   รถจักรยานยนต์ไฟฟ้าพาคนตัวโตและคนตัวเล็กออกจากเมืองใหญ่ที่คึกคัก หลังจากออกนอกเขตเมืองแล้วรถก็น้อยลง

   

   เมื่อรถของพวกเขาไปถึงถนนใหญ่ในชานเมือง ด้านหลังก็มีเสียงดังกึกก้อง

   

   จากนั้นรถหรูหลายคันก็แล่นมาข้างๆพวกเขา

   

   “หนุ่มหล่อ อยากให้พวกเราไปส่งไหม?”

   

   บนรถเปิดประทุนสีแดง ผู้หญิงรูปร่างเย้ายวนสวมชุดบางๆ แต่งหน้าจัด ขยิบตาให้เสิ่นอวี้จู๋

   

   เสิ่นอวี้จู๋เกือบจะบังคับแฮนด์รถไม่อยู่แล้ว

   

   เสิ่นจืออินไม่ต้องมองก็รู้ว่าหน้าของหลานชายคนที่สามของเธอต้องแดงแน่ๆ

   

   แม้จะสวมหมวกกันน็อก แต่ด้วยรูปร่างเล็กๆ และบุคลิกของหลานชายคนที่สามของเธอ ไม่ว่าจะมองไกลหรือใกล้ก็ดูสดใสสะอาดตา ทั้งขายาวและเอวบางนั้นช่างน่าหลงใหลเสียจริง

   

   แต่ชายที่อยู่ข้างๆ ผู้หญิงคนนั้นกลับไม่พอใจ เขาหันไปมองหนุ่มหน้าหวานอย่างดุดัน

   

   วันนี้กว่าจะนัดสาวในดวงใจออกมาขับรถเที่ยวได้ ไม่ยอมให้เธอไปสนใจเจ้าหนุ่มนั่นหรอก

   

   “พี่อวิ้น พี่คุยอะไรกับเขา ดูสิว่าเขาขี่รถอะไร เห็นปุ๊บก็รู้แล้วว่าจน”

   

   จะมาเทียบชั้นกับเขาได้ยังไง สมัยนี้จีบสาวก็ต้องมีทุนนะ

   

   ในเรื่องนี้ ชายคนนั้นมั่นใจว่าหนุ่มหน้าหวานนั่นสู้เขาไม่ได้แน่

   

   เสิ่นอวี้จู๋รู้สึกหงุดหงิด เขาขี่รถไฟฟ้าของเขาอยู่ดีๆ ไม่ได้ไปรบกวนใครที่ไหน ทำไมถึงต้องมาโจมตีเขาด้วย

   

   เขาขี่รถหลบไปด้านข้างเล็กน้อย อยากจะรีบไปให้เร็วที่สุด

   

   แต่ชายคนนั้นกลับคิดว่าการกระทำนี้ของเสิ่นอวี้จู๋แสดงว่าเขากลัว ทำให้ชายคนนั้นไม่เพียงแต่ไม่ยอมไปก่อน แต่ยังได้ใจจนขับรถเข้ามาใกล้อีก

   

   “ไอ้หนุ่ม สมัยนี้การหาแฟนไม่ใช่แค่หน้าตาดีเท่านั้น ยังต้องมีสิ่งนี้ด้วย”

   

   เขาทำท่าเหมือนกำลังนับเงิน

   

   ไม่ได้สังเกตเลยว่าสาวสวยข้างๆ กำลังกลอกตาใส่

   

   “แค่รถจักรยานยนต์ไฟฟ้าเก่าๆของนาย ซื้อรถของฉันไม่ได้แม้แต่เศษเสี้ยว ระวังวันไหนเครื่องพังกลางทางจะต้องเข็นกลับบ้านนะ ฮ่าๆๆ...”

   

   เสิ่นอวี้จู๋โกรธ แต่ด้วยการอบรมที่ดีทำให้เขาไม่ด่าใคร

   

   เสิ่นจืออินรู้สึกได้ถึงอารมณ์ของเขา

   

   เธอมองชายที่กำลังคุยโวนั่นแวบหนึ่ง แล้วพูดเสียงดังด้วยน้ำเสียงเด็กๆ “ลุงคะ รอบตาคล้ำขนาดนั้น ร่างกายคงไม่แข็งแรงสินะคะ พูดแล้วมีกลิ่นปาก ปิดปากหน่อยได้ไหมคะ เหม็นถึงพี่สาวข้างๆ แล้ว แถมยังมีเศษพริกติดฟันอยู่เลย ยิ้มแล้วเห็นฟันชัดแบบนั้นน่าเกลียดมากค่ะ”

   

   ลุงร่างกายไม่แข็งแรง กลิ่นปาก มีพริกติดฟัน...

   

   คำพวกนี้เหมือนดาบหลายเล่มที่ปักเข้าไปในตัวชายคนนั้น

   

   ในรถเปิดประทุนคันอื่นๆ ข้างๆพวกลูกคนรวยต่างหัวเราะชอบใจ

   

   ดูแล้วก็รู้ว่าเป็นพวกเพื่อนเลว

   

   ไม่รู้ว่าคิดไปเองหรือเปล่า ชายคนนั้นรู้สึกว่าสาวสวยดูเหมือนจะรังเกียจแล้วขยับหนี

   

   ชายคนนั้นโกรธ “เด็กน้อย เธออยากตายหรือไง! ใครบอกว่าร่างกายอ่อนแอ ฉันแข็งแรงมากนะโว้ย!”

   

   เขายังเลียฟันอีก พริกแผ่นนั้นอยู่ไหนนะ!

   

   เสินอวี๋จู่ถือโอกาสขี่รถจักรยานยนต์ไฟฟ้าวิ่งไปข้างหน้า เขารู้สึกดีใจ คุณย่าตัวน้อยช่างเก่งจริงๆ

   

   แต่ดีใจได้ไม่นาน ชายน่ารังเกียจคนนั้นก็ไล่ตามมาอีกแล้ว

   

   “โอ้โห รถจักรยานยนต์ไฟฟ้าของนายสมรรถนะดีนี่ น้องชาย เรามาแข่งกันไหม?”

   

   เขาต้องการเอาชนะให้ได้เพื่อให้สาวสวยประทับใจ!

   

   “มาๆ ให้รถจักรยานยนต์ไฟฟ้าได้รู้สึกถึงแรงกดดันจากพวกเราหน่อย”

   

   “แค่รถจักรยานยนต์ไฟฟ้าคันเล็กๆ พวกเราขับสบายๆ ยังเร็วกว่ามันเลย ฮ่าๆๆ...”

   

   “ไม่แข่งไม่ใช่ลูกผู้ชาย มาแข่งกันเถอะ”

   

   พวกคนที่ชอบดูคนอื่นลำบาก เห็นชัดๆว่ากำลังรังแกเสิ่นอวี้จู๋

   

   บอดี้การ์ดของเขาอยู่ไหน!

   

   บอดี้การ์ดของเขาตอนนี้ไม่ได้อยู่ข้างกาย

   

   เสิ่นอวี้จู๋โกรธจนแทบตาย “ใครจะไปแข่งกับพวกนายล่ะ ฉันรู้จักพวกนายด้วยเหรอ?”

   

   เพราะอย่างนี้ เขาถึงไม่ชอบติดต่อกับผู้คนมากที่สุด

   

   ผู้ชายคนนั้นพูดอย่างภาคภูมิใจ “พี่อวิ้นเห็นไหมล่ะ ผู้ชายแบบนี้ก็แค่ดูดีหน่อย จริงๆแล้วไม่มีประโยชน์อะไรเลย ถ้าจะหาแฟนต้องเป็นแบบผมนี่แหละ”

   

   อึ๋ย!

   

   เสิ่นจืออินรู้สึกจะอาเจียนแล้ว “แข่งสิ เสิ่นอวี้จู๋ พวกเราไปแข่งกับพวกเขากัน!”

   

   เธอเป็นผู้อาวุโสในวงการบำเพ็ญเพียรที่ทนรับความอัปยศนี้ไม่ได้

   

   “โอ้โห...ไอ้หนุ่มหน้าหวานนี่ยังสู้เด็กน้อยไม่ได้เลยนะ”

   

   เสิ่นอวี้จู๋ “...”

   

   เชื่อไหมว่าเธอจะจัดการเขาให้ตาย!

   

   เสิ่นจืออินพูดว่า “รอสักครู่ ฉันจะมาแข่งกับพวกคุณเอง”

   

   เสิ่นจืออินยัดขวดนมเข้าปาก แล้วบอกให้เสิ่นอวี้จู๋จอดรถที่ข้างทาง

   

   พวกลูกคนรวย “???”

   

   อะไรกัน? พวกเขาไม่ได้ฟังผิดใช่ไหม เด็กน้อยคนนั้นพูดว่าอะไรนะ?

   

   เสิ่นอวี้จู๋ก็สงสัยว่าตัวเองได้ยินผิดไปหรือเปล่า

   

   แต่ก็ถูกคุณย่าตัวน้อยเร่งให้จอดรถที่ข้างทาง

   

   “คุณย่าตัวน้อย พวกเราไม่ต้องไปสนใจพวกนั้นหรอก เธอยังเด็กอยู่เลย ขาก็ยังเอื้อมไม่ถึงคันเร่ง จะขี่รถได้ยังไง”

   

   แม้ว่าการขี่รถจักรยานยนต์ไฟฟ้าจะไม่ต้องใช้เทคนิคอะไรมาก แต่ไม่ใช่ว่าใครก็ขี่ได้

   

   เขารู้สึกว่าคุณย่าตัวน้อยของบ้านไม่ใช่คนธรรมดาเลย

   

   เสิ่นจืออินบอกเขาด้วยการกระทำว่า เธอสามารถยืนเหยียบคันเร่งได้โดยตรง

   

   “หลานชายนั่งด้านหลัง วันนี้คุณย่าจะพาเธอบินล่ะ!”

   

   ให้เขาได้สัมผัสความรู้สึกเหมือนบินด้วยดาบวิเศษสักครั้ง

   

   เสิ่นอวี้จู๋ “...”

   

   ไม่เอาดีกว่า...

   

   “เร็วเข้า!”

   

   เมื่อถูกเธอตะโกนใส่แบบนั้น เสิ่นอวี้จู๋ก็ไปนั่งด้านหลังอย่างน้อยเนื้อต่ำใจ

   

   ลูกคนรวยทั้งหลาย “...”

   

   ไม่ใช่ สถานการณ์นี้พวกเขาไม่เคยคิดฝันมาก่อนเลย

   

   พวกเขาต้องการรังแกชายหนุ่มคนนั้นก็จริง แต่ไม่ได้คิดจะเอาชีวิตคนนี่นา

   

   “ไม่แข่งแล้ว ไม่แข่งแล้ว”

   

   พวกลูกคนรวยรีบส่ายหัว กลัวว่าถ้าเกิดเรื่องขึ้นมาจริงๆ พวกเขาทุกคนจะต้องติดคุก

   

   เสิ่นจืออินจ้องไปที่พวกเขา “ไม่ได้ ฉันต้องช่วยหลานชายกู้หน้ากลับมา!”

   

   เธออยากลองขี่จักรยานยนต์ไฟฟ้ามานานแล้ว ในที่สุดก็มีข้ออ้างเสียที

   

   “พวกคุณไปก่อนเลย”

   

   พวกลูกคนรวยรีบหนีไป ขอแค่รถของพวกเขาวิ่งเร็วพอ ถ้าสองคนโง่ๆข้างหลังนั่นเกิดเรื่องอะไรขึ้นมา ก็ไม่เกี่ยวกับพวกเขาแล้ว

   

   “คุณย่าตัวน้อย ให้ฉัน...”

   

   เสิ่นอวี้จู๋พยายามจะเรียกร้องสิทธิ์ในการควบคุมรถคืน

   

   แต่พูดยังไม่ทันจบ ความรู้สึกถูกผลักจากด้านหลังก็ถาโถมเข้ามา รถของพวกเขาพุ่งออกไปทันที

   

   เสียงเด็กๆและเปี่ยมด้วยความตื่นเต้นของเสิ่นจืออินดังขึ้นมาว่า “วางใจเถอะ ไม่มีทางตกหรอก~”

   

   เสิ่นอวี้จู๋ไม่วางใจเลยสักนิด!!!!

   

   “ช่วยด้วย~~~~~~”



จบตอน

Comments