บทที่ 91: การทำนายโชคชะตา
เห็นได้ชัดว่าเหวินเจวี๋ยเป็นบอดี้การ์ดที่มีความสามารถมาก ตลอดการเดินทางนี้เขาจัดการเรื่องที่พักและอาหารได้อย่างเรียบร้อย
แถบเขาฉินหลิงยังมีสถานที่ท่องเที่ยวอีกมากมาย เสิ่นจืออินและเสิ่นอวี้จู๋จึงไม่รีบร้อนเข้าไปในภูเขาทันที แต่ไปเที่ยวชมสถานที่ต่างๆก่อน
แน่นอนว่าพวกเขาไม่พลาดที่จะซื้ออาหารพื้นเมืองที่เป็นเอกลักษณ์ของที่นี่ รวมถึงไปเยี่ยมชมวัดและสำนักเต๋าด้วย
เสิ่นจืออินสงสัยใคร่รู้เกี่ยวกับวัดและสำนักเต๋าในโลกนี้มานานแล้ว ดังนั้นเธอจึงลากเสิ่นอวี้จู๋ไปหลายที่
จากนั้นเธอก็รู้สึกถึงความแตกต่างระหว่างคนรวยและคนจนในโลกใบนี้
ในจำนวนนั้นมีหลายวัดและสำนักเต๋าที่หลอกลวงผู้คน ข้างในไม่มีใครที่มีความสามารถจริงๆ เลย แต่กลับมีผู้คนมาไหว้พระจุดธูปอย่างคับคั่ง อย่างไรก็ตามก็ยังดีกว่าสำนักเต๋าเก่าๆที่หมู่บ้านตระกูลเสิ่นตั้งหลายเท่า
ที่นั่นมีแค่เธอกับท่านผู้เฒ่าที่จุดธูปไหว้ นานๆทีจะมีชาวบ้านมาสักสองสามคน
เสิ่นจืออินมองดูต้นไม้ที่ประดับด้วยผ้าแพรสีแดงและป้ายอธิษฐานมากมาย
"ตาแก่นั่นเอาแต่คุยโวกับฉันทุกวัน แล้วผลเป็นยังไง? นอกจากทำนายดวงชะตาให้คนในหมู่บ้าน กับช่วยเหลือชาวบ้านเล็กๆน้อยๆ บ้างเป็นครั้งคราว ก็ไม่มีอะไรเลย!"
เสิ่นอวี้จู๋ถามอย่างสงสัย "คุณย่าตัวน้อย คุณเก่งขนาดนี้แล้ว อาจารย์ของคุณก็ต้องเก่งมากเหมือนกันสินะ?"
เสิ่นจืออินตอบอย่างเย่อหยิ่ง "เขาก็เก่งอยู่หรอก เก่งเรื่องจนน่ะ ทำไมถึงได้ขัดสนนักก็ไม่รู้ ขาดคุณธรรมยังดีกว่าขาดเงินเสียอีก"
ทำให้เธอต้องลำบากตั้งแต่เด็ก ถูกบังคับให้ไปหาเลี้ยงชีพ อยากจะเป็นปลาเค็มสบายๆก็ไม่ได้
ที่สำคัญที่สุดคือเขาทำอาหารได้แย่มาก บางอย่างยังกินยากด้วย โชคดีที่วิญญาณและร่างกายของเธอแข็งแกร่ง ไม่งั้นคงถูกเขาทำให้อดตายไปแล้ว
เสิ่นอวี้จู๋ : ...
เสิ่นจืออินมองดูวัดเต๋าเหล่านั้นที่มีธูปเทียนมากมายด้วยความอิจฉา แล้วก็ดึงเสิ่นอวี้จู๋เข้ามากระซิบกระซาบ
เสิ่นอวี้จู๋ขมวดคิ้ว "แบบนี้ไม่ดีมั้งครับ?"
เสิ่นจืออินคิดในใจ : ถ้าเธอพูดแบบนี้โดยที่สายตาไม่ได้กระตือรือร้นขนาดนั้น ฉันก็จะเชื่อนะ
จริงๆแล้ว เสิ่นจืออิน ก็ไม่ได้พูดอะไรมาก เธอแค่อยากลองทำนายดวงชะตาดูว่าจะหาเงินได้บ้างไหม
จากนั้นทั้งสองคนก็ไปที่วัดเต๋า แล้วรบเร้าให้เด็กฝึกหัดคนหนึ่งขายชุดนักพรตที่เสิ่นอวี้จู๋และเหวินเจวี๋ยสามารถสวมใส่ได้ ส่วนเสิ่นจืออินมีชุดอยู่แล้วจึงไม่ได้ซื้อ
ทั้งสองคนลากเหวินเจวี๋ยไปเปลี่ยนเสื้อผ้า
เหวินเจวี๋ยได้แต่ต้องยอมทำตามด้วยความไม่เต็มใจ
ในที่สุดทั้งสามคนก็เปลี่ยนเป็นชุดนักพรต เสิ่นจืออินเดินนำหน้าอย่างองอาจผึ่งผาย
ด้วยท่าเดินที่ไม่แยแสใคร ถ้าใส่แว่นกันแดด แม้แต่หมาข้างทางก็อาจโดนเธอเตะสักป้าบ
เสิ่นอวี้จู๋สวมชุดนักพรตสีเทาหม่น แต่กลับให้ความรู้สึกเป็นสุภาพบุรุษผู้สง่างาม สงบเยือกเย็นดั่งต้นไผ่
ใบหน้าหล่อเหลาราวกับเทพบุตร บุรุษผู้ไร้คู่เทียม ทำให้สาวน้อยสาวใหญ่รอบข้างต่างหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายรูปเขา
"นี่เป็นนักพรตน้อยจากวัดไหนกันนะ หล่อจังเลย ดูเหมือนสามีในอนาคตของฉันเลย"
สาวๆที่กล้าหาญเริ่มแซวเขาขึ้นมาแล้ว
"นักพรตน้อย เธอชื่ออะไรหรือ? อยู่วัดไหน พวกเราจะได้ไปไหว้พระที่นั่น"
"นักพรตก็แต่งงานได้ใช่ไหม? นักพรตน้อย ลองดูสิว่าฉันเหมือนภรรยาในอนาคตของคุณหรือเปล่า"
"ท่านอาจารย์ ลูกสาวของฉันดูอายุไล่เลี่ยกับคุณเลย พวกเราแลกเบอร์ติดต่อกันดีไหม?"
เสิ่นอวี้จู๋ถูกผู้หญิงทั้งยังสาวและวัยกลางคนล้อมเอาไว้ คุณป้าบางคนถึงกับไม่สนใจมารยาท เกือบจะลูบแก้มเนียนใสของเสิ่นอวี้จู๋เข้าให้แล้ว
ตอนนี้เองเหวินเจวี๋ยก็ได้แสดงฝีมือออกมา
เขาทำหน้าบึ้งแล้วยืนข้างๆเสิ่นอวี้จู๋ ร่างกายและบรรยากาศรอบตัวเขาช่างน่าเกรงขาม สายตาคมกริบของเขากวาดมองไปรอบๆ ทำให้คนรอบข้างรู้สึกหวาดกลัว
ทุกคนรีบหดมือกลับไปอย่างว่าง่าย
เสิ่นอวี้จู๋กอดตัวเอง เขาไม่คิดว่เพียงแค่เปลี่ยนไปชุดเป็นเสื้อนักพรตสีเทา ก็จะกลายเป็นเป้าหมายของการถูกลวนลามเสียแล้ว
ผู้หญิงสมัยนี้ดุดันขนาดนี้เลยหรือ?
แล้วยังมีเหล่าคุณป้าที่อยากจะลูบหน้า จับมือ หรือแม้แต่ก้นของเขา ช่วยรักษามารยาทหน่อยได้ไหมเนี่ย!
"คุณย่าตัวน้อยของฉันล่ะ?"
เสิ่นจืออินที่ถูกดันออกไปนอกฝูงชน : ...
พลังการต่อสู้ของผู้หญิงเหล่านี้น่ากลัวเหลือเกิน เธอไม่เคยกลัวผีมาก่อน แต่กลับถูกกลุ่มคนเหล่านี้ดันออกมาได้
กว่าพวกเขาจะรวมตัวกันได้ในที่สุดก็รู้สึกหงุดหงิดเล็กน้อย เริ่มต้นได้ไม่ดีเลยจริงๆ
เสิ่นจืออินเห็นหลานชายคนที่สามของเธอบ่นเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นอย่างน้อยเนื้อต่ำใจราวกับลูกสะใภ้ที่ถูกรังแก เธอจะทำอย่างไรได้ล่ะ? แน่นอนว่าเธอทำได้แค่ปลอบใจเท่านั้น
เธอยัดช็อกโกแลตเม็ดหนึ่งเข้าปากหลานชาย แล้วก็กินเองสองเม็ด
"ไม่ต้องโกรธนะ ไม่ต้องโกรธ นี่ไง มีเหวินเจวี๋ยอยู่ เขาปกป้องเธออยู่นะ"
เสิ่นอวี้จู๋ยืดอกผึ่งผายทันที "เหวินเจวี๋ยเก่งมาก พอเขามายืนข้างผม พวกคุณป้าก็รีบวิ่งหนีไปหมดเลย"
"แต่ไม่รู้ว่าทำไมสาวๆอีกหลายคนกลับยิ่งกรี๊ดกร๊าดตื่นเต้นมากขึ้น แถมยังมองผมแปลกๆด้วย"
เสิ่นจืออินปรึกษาหารือกับเขาสักพัก แต่ก็ไม่ได้ข้อสรุปอะไร จึงปล่อยไปตามยถากรรม
อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่าหลานชายคนที่สามของเธอก็ไม่ได้ประสบเคราะห์กรรมอะไร
พวกเขาหาที่นั่ง แล้วนำป้ายที่เขียนข้อความไว้แล้วมาวางให้เรียบร้อย จากนั้นก็นั่งลงบนเก้าอี้พับที่เพิ่งซื้อมา และเริ่มรอคอย
ต้องบอกว่าเสิ่นจืออินนั้นหน้าตาน่ารักสดใสมาก ริมฝีปากอมชมพู ฟันขาว เมื่อรวมกับความหล่อเหลาของเสิ่นอวี้จู๋ที่อยู่ด้วย ก็ดึงดูดสายตาของสาวๆหลายคนให้มามุงดู
แม้ว่าพวกเธอจะมาดูแค่หน้าตา แต่ก็มีคนหนึ่งที่ขี้อายไม่กล้าเข้ามา เมื่อเห็นป้ายทำนายดวงชะตาก็คิดจะอุดหนุนธุรกิจสักหน่อย
"น้องชายคนนี้เป็นคนทำนายใช่ไหมคะ? หนึ่งพันต่อหนึ่งครั้งแพงไปหน่อยนะ"
แต่เมื่อเห็นหน้าตาของชายหนุ่มรูปงาม ก็คิดว่ายอมจ่ายได้
เสิ่นอวี้จู๋รีบโบกมือปฏิเสธ
"ไม่ใช่ผมครับ ไม่ใช่ผม คุณยายของผมต่างหากที่จะทำนายให้คุณ"
เห็นสาวคนนั้นจ้องมองเขาตาไม่กะพริบ เสิ่นอวี้จู๋จึงรีบอุ้มเด็กน้อยน่ารักที่อยู่ข้างๆขึ้นมาบังหน้าตัวเอง
ท่าทางแบบนี้ เหมือนกับว่าเอาเธอมาเป็นโล่กำบัง
เสิ่นจืออิน และหญิงสาวคนนั้นจ้องตากันไปมา
หญิงสาวถึงกับหัวเราะด้วยความโมโห "พวกคุณจะหลอกลวงกันก็ควรจะมืออาชีพหน่อยสิ คุณบอกว่าคุณดูดวงได้ ฉันยังพอเชื่อได้อยู่ ถึงแม้จะถูกหลอกเอาเงินพันหยวนไปก็ยอม แต่คุณให้เด็กน้อยมาดูดวงให้ฉันเนี่ยนะ?"
เสิ่นจืออินไม่ยอมแพ้ "อย่าดูถูกฉันที่อายุน้อย แต่ฉันมีวิชาแก่กล่ามากนะ"
ถ้าไม่ใช่เพราะเด็กน้อยคนนี้ดูน่ารักอ่อนนุ่ม หญิงสาวคนนั้นคงกลอกตาไปแล้ว
"งั้นเธอลองดูให้ฉันก่อนสิ จะดูยังไงก็ได้"
เสิ่นจืออินยื่นมือน้อยๆออกมา "คุณต้องจ่ายเงินก่อน นี่เป็นกฎ"
เสิ่นอวี้จู๋พึมพำเบาๆ "นี่เป็นกฎตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?"
ร้านของพวกเราเพิ่งเปิดไม่ใช่หรือ? ทำไมเขาถึงไม่รู้ว่ามีกฎนี้
เสิ่นจืออินพูดว่า "ผู้ใหญ่กำลังคุยกันอยู่ เด็กๆอย่าเพิ่งแทรก"
เสิ่นอวี้จู๋ : ...
ก็ได้ คุณอาวุโสกว่า คุณตัดสินใจเถอะ
ส่วนเหวินเจวี๋ยก็ยืนนิ่งเป็นเสาอยู่ด้านหลัง ก่อนหน้านี้ต้องดูแลเด็กซนที่วิ่งไปทั่วคนหนึ่ง ตอนนี้ต้องดูแลเด็กซนสองคน เขารู้สึกว่าได้รับเงินเดือนนี้มาโดยไม่เสียเปรียบเลยจริงๆ!
หลังจากโต้เถียงกันครั้งสุดท้าย หญิงสาวคนนั้นก็ยังคงโกรธจัดแต่ก็จ่ายเงินให้ก่อน
"บอกไว้ก่อนนะ ถ้าทำนายไม่แม่น คุณต้องจ่ายคืนฉันเป็นสองเท่า!"
เสิ่นจืออินเชิดคางขึ้น "คุณไม่มีโอกาสนั้นหรอก"
คนรอบข้างเห็นสองคนนี้ทะเลาะกันก็รู้สึกสนุก จึงมีคนมารวมตัวกันมากขึ้นเรื่อยๆ
พวกเขาอยากดูว่าเด็กน้อยคนนี้จะทำนายชะตาอย่างไร
พวกเขาเคยเห็นคนหลอกลวงมามาก แต่นี่เป็นครั้งแรกที่ได้เห็นการหลอกลวงแบบนี้
บทที่ 92: คงไม่ใช่อย่างที่เธอคิดหรอกนะ
เมื่อได้รับเงินแล้ว ก็ถึงเวลาที่เสิ่นจืออินจะแสดงความสามารถ
เธอพับแขนเสื้อขึ้น มองหน้าผู้หญิงคนนั้นสองสามครั้ง แล้วเริ่มทำนายชะตาอย่างจริงจัง
ความจริงแล้วเธอไม่ได้เก่งเรื่องการทำนายชะตามากนัก ส่วนใหญ่อาศัยข้อมูลที่ได้จากสัตว์และผีเร่ร่อนมาปะติดปะต่อกัน
เมื่อเทียบกับการทำนาย เธอถนัดการต่อสู้มากกว่า
แม้จะไม่มีผีติดตามผู้หญิงคนนั้น และถึงเธอจะไม่ใช่คนท้องถิ่น แต่ก็อยู่ในเมืองนี้มาหลายปีแล้ว ผีและสัตว์แถวนี้สามารถให้ข้อมูลเล็กๆน้อยๆได้ เมื่อรวมกับการทำนายของเธอก็สามารถปะติดปะต่อเรื่องราวได้มากมาย
"ฐานะของครอบครัวของคุณค่อนข้างดี คุณเป็นลูกสาวคนเดียวในบ้าน"
ผู้หญิงกอดอก "แค่นี้เองเหรอ?"
เสิ่นจืออินตอบกลับ "ฉันยังพูดไม่จบ ไม่ให้เด็กหายใจหน่อยเหรอ"
หญิงสาวคนนั้น : ...
คนรอบข้างต่างหัวเราะขึ้นมา เด็กคนนี้ช่างน่าขันจริงๆ
"แต่ก็เพราะในบ้านมีแค่ลูกสาวคนเดียว พ่อแม่จึงมีความต้องการควบคุมคุณอย่างมาก ตั้งแต่เด็ก ไม่ว่าจะต้องทำอะไรเวลาไหน ไปจนถึงการจัดการให้คุณเรียนพิเศษต่างๆ ต้องไปเรียนมัธยมปลายที่ไหน แม้กระทั่งเลือกเรียนสาขาอะไรในมหาวิทยาลัยก็เป็นพวกเขาที่จัดการให้คุณทั้งหมด"
หญิงสาวคนนี้ชื่อซูหลิง จากเดิมที่เธอมีท่าทีไม่ใส่ใจเริ่มเปลี่ยนไป
เธอนึกย้อนกลับไปยังอดีตตามคำพูดของเสิ่นจืออิน ถึงครอบครัวที่ทำให้เธอรู้สึกอึดอัด
พ่อแม่ของเธออยากจะจัดการเวลาทุกวินาทีของเธอตามความคิดของพวกเขา จนซูหลิงรู้สึกว่าตัวเองไม่ใช่ลูกของพวกเขา แต่เป็นตุ๊กตาที่พวกเขาบงการได้ตามใจชอบ
หลังจากสอบเข้ามหาวิทยาลัยเสร็จ พวกเขาก็กำชับซ้ำแล้วซ้ำเล่าให้เลือกสาขาที่พวกเขากำหนดไว้ พูดว่าทำเพื่อเธอบ้าง ฟังพวกเขาแล้วจะไม่ผิดพลาดบ้าง
แต่คงเป็นเพราะความดื้อรั้นทั้งหมดที่ถูกกดไว้ ได้ระเบิดออกมาในช่วงเวลาที่เลือกสาขา
เธอแอบเลือกสาขาที่ตัวเองถนัดและชอบอย่างลับๆ ทั้งยังกรอกชื่อมหาวิทยาลัยที่อยู่ไกลจากบ้านมากๆด้วย
ที่หนึ่งอยู่ทางใต้ อีกที่หนึ่งอยู่ทางเหนือ
ด้วยเหตุนี้ เมื่อจดหมายตอบรับเข้าเรียนมาถึง พ่อแม่ของเธอเกือบจะตีเธอตาย พวกเขายังขู่ว่าจะให้เธอเรียนซ้ำชั้นและต้องเลือกสาขาที่พวกเขาเห็นชอบ ไม่เช่นนั้นจะไม่ยอมรับว่าเธอเป็นลูกสาว และจะไม่จ่ายค่าเล่าเรียนให้เธอด้วย
ซูหลิงต่อต้านพ่อแม่เป็นครั้งแรก เธอแอบหนีออกจากบ้านพร้อมกระเป๋าเดินทางของตัวเอง
หลังจากนั้นเธอก็ทำงานพาร์ทไทม์จนถึงเวลาเปิดเทอม ไม่ว่าจะเหนื่อยยากแค่ไหนเธอก็ไม่เคยขอเงินจากที่บ้านแม้แต่หยวนเดียว
โชคดีที่เธออดทนมาได้ ตอนนี้เธอมีงานทำแล้ว และด้วยความพยายามและการฝึกฝนที่ผ่านมา ความสามารถในการทำงานของเธอก็ไม่เลวเลย
ซูหลิงไม่เคยเล่าสถานการณ์ของเธอให้ใครฟัง เธอส่งเงินจำนวนหนึ่งให้พ่อแม่ทุกเดือน แต่ไม่เคยคิดจะกลับไปพบพวกเขาเลย
เพราะตอนนั้นมันวุ่นวายมาก และเธอก็ไม่ชอบบรรยากาศที่อึดอัดในบ้านจริงๆ
ดังนั้นตอนนี้ เรื่องราวในอดีตทั้งหมดถูกเด็กหญิงคนนี้พูดออกมาแล้ว เธอเริ่มเชื่อจริงๆ ว่าหนูน้อยคนนี้สามารถทำนายอนาคตได้
ท่าทีของซูหลิงก็ดีขึ้นมาก
"งั้นเธอช่วยทำนายให้หน่อยได้ไหมว่า ฉันกับแฟนจะได้แต่งงานกันเมื่อไหร่?"
เธอเป็นคนชอบคนหน้าตาดี พอเห็นใบหน้าและบุคลิกของเสิ่นอวี้จู๋ก็เข้ามาหา แต่อันที่จริงเธอมีแฟนอยู่แล้ว
แม้จะเป็นคนชอบหน้าตา แต่เธอไม่ได้ทำอะไรเกินเลย อย่างมากก็แค่ชื่นชมเท่านั้น
ภายใต้สายตาที่เต็มไปด้วยความคาดหวังของซูหลิง เสิ่นจืออิน มองเธอด้วยสายตาเห็นอกเห็นใจ
ซูหลิงรู้สึกใจหายวาบในทันที "มี...มีอะไรหรือเปล่า?"
ผู้คนที่อยู่รอบๆ ก็เริ่มอยากรู้อยากเห็น รู้สึกเหมือนจะมีเรื่องให้ซุบซิบ
เสิ่นจืออินตอบว่า "อาจจะ ไม่ได้นะ"
ซูหลิงรู้สึกไม่พอใจทันที "ทำไมล่ะ? ฉันคิดว่าความสัมพันธ์ของฉันกับแฟนก็ยังดีอยู่นะ"
เสิ่นจืออินเอ่ยต่อ "แต่ทุกครั้งที่คุณพูดเป็นนัยกับเขาว่าอยากแต่งงาน เขาก็หาข้ออ้างต่างๆนานามาปฏิเสธใช่ไหม?"
ซูหลิงอยากจะโต้แย้ง แต่พอจะอ้าปากก็ไม่สามารถโต้แย้งได้เลย!
คนรอบข้างยิ่งสนใจมากขึ้น ต่างเงี่ยหูฟังด้วยดวงตาเป็นประกาย
"น้องสาว เธอคงไม่ได้เจอผู้ชายเลวๆหรอกนะ?"
"ใช่เลย ตอนนี้มีผู้ชายเลวๆเยอะมาก"
ซูหลิงพยายามทำใจให้สงบ "เป็นไปไม่ได้หรอก ฉันรู้จักเขามาสามปีแล้ว เขาไม่มีทางทรยศฉันหรอก"
เสิ่นจืออินถามเธอ "เมื่อเร็วๆนี้ คุณกำลังแข่งขันกับใครบางคนเพื่อโอกาสเลื่อนตำแหน่งใช่ไหม?"
ซูหลิงพยักหน้า หัวหน้าของเธอกำลังจะถูกย้ายไปที่อื่น ตำแหน่งนั้นก็จะว่างลง และเธอกับเพื่อนร่วมงานอีกคนมีโอกาสมากที่สุดที่จะได้รับเลือก
แต่มันเกี่ยวอะไรกับแฟนของเธอล่ะ?
เดี๋ยวก่อน...
ซูหลิงเบิกตากว้าง คงไม่ใช่อย่างที่เธอคิดหรอกนะ?
กลุ่มคนที่กำลังรอฟังเรื่องราว : รีบเล่ามาเร็วๆสิ!
"ไม่ได้หรอก เป็นไปไม่ได้ พวกเขาไม่รู้จักกันสักหน่อย"
เพื่อนร่วมงานที่แข่งขันกับเธอก็เป็นผู้หญิงเหมือนกัน มีเส้นสายในบริษัทอยู่บ้าง แม้จะอายุน้อยกว่าเธอเล็กน้อย แต่ก็เป็นคนที่มีโอกาสมากที่สุดที่จะแย่งตำแหน่งนั้นไปจากเธอ
เธอเป็นคนที่ไต่เต้าขึ้นมาด้วยความสามารถล้วนๆ เชื่อมั่นว่าแม้ผู้หญิงคนนั้นจะมีเส้นสาย ก็ไม่มีทางที่จะเบียดเธอออกไปได้
ความจริงก็เป็นเช่นนั้น ผู้หญิงคนนั้นถึงได้คิดหาวิธีอื่น
เพียงแต่วิธีนี้มันต่ำช้าไปหน่อย
"ตอนนี้คุณโทรไปหาเขาแล้วบอกว่าจะวางสายสิ แต่ไม่ต้องวางจริงๆ ส่วนที่เหลือฉันจะจัดการเอง"
อินเทอร์เน็ตเป็นสิ่งที่ดีจริงๆ ขอบคุณผีดาราสาวที่ชอบเรื่องซุบซิบ ทำให้ได้รู้จักเพื่อนผี และพนักงานมากมาย หนึ่งในนั้นมีผีอินเทอร์เน็ตคนหนึ่ง เป็นคนที่ตายกะทันหันขณะเล่นเกม เพราะเล่นเกมไม่จบ วิญญาณเข้าไปสิงในอินเทอร์เน็ต
แต่ผีตนนั้นก็มีความสามารถไม่มาก จึงไม่ได้ส่งผลกระทบอะไรต่ออินเทอร์เน็ต ทว่าสามารถทำการควบคุมให้โทรศัพท์ติดต่อกันได้
ซูหลิงโทรหาแฟนหนุ่มด้วยท่าทีสงสัย พูดคุยกับเขาสองสามคำโดยไม่แสดงอาการผิดปกติใดๆ แล้วบอกว่ามีธุระต้องวางสายก่อน
อีกฝ่ายก็ไม่สงสัย [งั้นที่รักเล่นให้สนุกนะ น่าเสียดายที่ผมยุ่งกับงานไม่มีเวลา ไม่งั้นคงไปเป็นเพื่อนคุณแล้ว]
ฟังดูเหมือนเป็นคนที่ใส่ใจมาก
ซูหลิงไม่ได้วางสาย ฝ่ายชายวางสายไป แต่ผ่านไปไม่นานเขาก็โทรกลับมา ซูหลิงรีบรับสายทันที
ทุกคนรวมทั้งซูหลิงรู้สึกว่ามันช่างมหัศจรรย์เหลือเกิน
[ยายแก่นั่นอีกแล้วเหรอ เรียกหล่อนที่รักที่รักทุกคำเลยนะ]
ซูหลิงกลัวว่าตัวเองจะพลาดอะไรไปจึงเปิดลำโพงให้ดังขึ้น
คราวนี้ทุกคนได้ยินชัดเจน เสียงที่พูดเป็นเสียงผู้หญิง แถมยังเสียงแหลมเล็กอย่างกับแมวร้อง
โอ้โห ฟังแล้วซูหลิงถึงกับหน้าเขียว
คนรอบข้างที่กำลังสอดรู้สอดเห็นต่างเบิกตาโพลง
มันเป็นเรื่องจริงเหรอเนี่ย!!!
ซูหลิงปิดปากแน่น ดวงตาเต็มไปด้วยความเกลียดชังและโกรธแค้น
เสียงนั้น มันเป็นเสียงของผู้หญิงคนนั้นจริงๆ!
[ผมแค่พูดปลอบหล่อนเท่านั้นแหละ ซูหลิงเป็นคนฉลาดมาก ถ้าเธอรู้เรื่องความสัมพันธ์ของเราสองคนคงแย่แน่ แต่เธอจะเทียบกับคุณได้ยังไงกัน?]
เสียงผู้ชายที่เมื่อครู่ยังคอยกำชับซูหลิงให้ระวังตัวอย่างใจเย็น ตอนนี้กำลังพูดปลอบผู้หญิงอีกคนอย่างอ่อนโยน
"ไอ้เลว!"
มีคนสบถเบาๆที่ไม่กล้าพูดเสียงดังเพราะกลัวว่าผู้ชายคนนั้นจะได้ยิน
ทุกคนรอบๆ ต่างเงี่ยหูฟังโดยไม่กล้าส่งเสียง อยากจะรู้นักว่าผู้ชายสารเลวกับผู้หญิงแพศยานั่นจะพูดอะไรที่หน้าไม่อายออกมาอีก!
บทที่ 93: เรื่องกินแตงไม่สำคัญ สิ่งที่สำคัญคือทนเห็นผู้ชายเลวๆไม่ได้
[หัวหน้าของพวกคุณกำลังจะย้ายไปใช่ไหม? พอเธอกลับมา ผมจะหาข้ออ้างมาทะเลาะกับเธอ แบบร่างทั้งหมดของเธอถูกเก็บไว้ในคอมพิวเตอร์ ผมรู้รหัสผ่านแล้ว
หลังจากนั้น ผมจะส่งแบบร่างทั้งหมดให้คุณ ตอนนั้นเธอคงจะวุ่นวายใจ พอไม่มีแบบร่าง พวกเขาก็คงไม่เลือกเธอแน่…]
[คุณดีกับฉันจริงๆ] เสียงของผู้หญิงยิ่งอ่อนหวานขึ้น [แต่คุณก็คบกับเธอมาตั้งสามปีแล้ว คุณจะทิ้งได้จริงๆหรือ?]
[ฮึ... ซูหลิงไม่ดีเท่าคุณหรอก เธออาศัยว่าตัวเองหาเงินได้มากกว่าผม กลับบ้านมาก็สั่งให้ผมทำงานบ้านทุกวัน ผู้ชายจะมาวนเวียนอยู่กับงานบ้านได้ยังไง? เธอไม่ได้สนใจผมเลย เธอแข็งกร้าวเกินไป ไม่มีความเป็นผู้หญิงเลยสักนิด กดดันผมจนหายใจไม่ออกทุกวัน ตลอดสามปีที่ต้องอยู่ภายใต้การกดขี่ของเธอ ผมทนไม่ไหวแล้ว]
ซูหลิงฟังคำพูดของผู้ชายคนนั้น เส้นเลือดที่ขมับปูดโปนขึ้นมาเพราะความโกรธ แต่เธอพยายามควบคุมตัวเองไม่ให้ระเบิดออกมา
ตอนแรกไม่ได้ตกลงกันหรอกหรือว่า ใครหาเงินได้มากกว่าในที่ทำงาน อีกคนก็จะรับผิดชอบงานบ้านทั้งหมด?
ถ้าไม่เต็มใจ ทำไมตอนนั้นไม่พูด ในขณะที่เสวยสุขจากเงินที่เธอหามาได้ก็บ่นว่าเธอแข็งกร้าวเกินไป นี่มันไม่ใช่การทำตัวหน้าซื่อใจคดเหรอ?
ในโทรศัพท์ สองคนนั้นพูดคุยกันไปเรื่อยๆ จนเริ่มทำสิ่งที่ไม่เหมาะสมสำหรับเด็ก
เสิ่นอวี้จู๋รีบปิดหูของคุณย่าตัวน้อยทันที
เด็กๆไม่ควรได้ยินคำพูดลามกอนาจารเช่นนี้
“อี๋~~~”
ในทันทีที่มีเสียงคนร้อง สายโทรศัพท์ก็ถูกตัดไป
"คุณได้ยินเสียงอะไรหรือเปล่า?" หญิงสาวกอดคอชายหนุ่มแล้วถามอย่างฉับพลัน
ชายหนุ่มกดเธอลงนอน "จะมีเสียงอะไรได้ล่ะ? คงเป็นเสียงเตียงของเรามากกว่า"
อีกด้านหนึ่ง ซูหลิงโกรธจนตัวสั่น แทบจะขว้างโทรศัพท์ของตัวเองทิ้งไป
"สองคนนั้นมันเลวมาก!"
เธอไม่เคยคิดเลยว่าแฟนหนุ่มที่คบกันมาสามปีจะทรยศเธอ ไม่เพียงแต่นอกใจ แต่ยังคิดจะแทงข้างหลังเธอด้วย!
หลังจากซูหลิงด่าเสร็จแล้ว เธอก็ร้องไห้ด้วยความน้อยใจ "เขากล้าบอกว่าฉันแข็งกร้าวเกินไป แต่นาฬิกาแบรนด์เนม รองเท้า และเสื้อผ้าที่เขาใส่ ทุกอย่างล้วนซื้อด้วยเงินของฉัน ตอนแรกเราตกลงกันว่าใครหาเงินได้น้อยกว่าจะรับผิดชอบงานบ้านทั้งหมด แต่พอเขาเบื่อก็บอกว่าฉันไม่มีความเป็นผู้หญิง ฉันกดดันเขาจนหายใจไม่ออก ถ้าไม่ชอบฉันจริงๆ ก็บอกตรงๆว่าอยากเลิกก็ได้ แต่ทำไมต้องทำแบบนี้ด้วย ฮือๆๆ..."
"ในขณะที่เขาใช้ทรัพยากรของฉัน แต่กลับรังเกียจและทรยศฉัน ทำไมสวรรค์ไม่ส่งสายฟ้ามาผ่าเขาให้ตายไปเลยล่ะ!"
หญิงสาวและบรรดาคุณป้ารอบข้างปลอบใจเธอ "คิดในแง่ดี ผู้ชายแบบนี้ไม่ควรเก็บไว้นะ"
"ใช่แล้ว ดีนะที่พวกคุณยังไม่ได้แต่งงานกัน ถ้าแต่งงานแล้วมารู้ทีหลังว่าเขานอกใจไปหาศัตรูของเธอ มันจะยิ่งแย่กว่านี้อีก"
"ไอ้ผู้ชายเลวกับผู้หญิงแพศยาสองคนนี้ควรจะถูกขังไว้ด้วยกัน น่ารังเกียจจริงๆ"
"พี่สาว คุณอาศัยอยู่ในเมืองนี้ใช่ไหม? ฉันก็อยู่ในเมืองนี้เหมือนกัน เรามาคิดหาวิธีสั่งสอนไอ้ผู้ชายเลวนั่นกันดีกว่า"
"ใช่ ฉันก็สามารถช่วยคุณได้นะ แฟนฉันเรียนพลศึกษา ร่างกายแข็งแรงตีเก่งมาก พาเขาไปสั่งสอนไอ้ผู้ชายเลวนั่นกันเถอะ"
สาวคนนั้นก็ดึงแฟนหนุ่มของเธอเข้ามาทันที
แฟนหนุ่ม : ...
"ยังมีน้องชายของฉันด้วย เขาชอบตีกันที่โรงเรียนเป็นประจำ น้องชายฉันก็จะช่วยคุณเหมือนกัน"
"พี่ชายของฉัน..."
"พ่อของฉัน..."
"ฉันสามารถโทรเรียกเพื่อนสนิทของฉันมาได้อีกหลายคนเลยนะ อยู่ไกลไหม? ถ้าไม่ไกลเราก็ไปกันเลยตอนนี้ก็ได้ บางทีอาจจะจับได้คาหนังคาเขาเลยด้วย ตอนนี้พวกเขาคงยังไม่เสร็จกิจกันหรอก"
ดังนั้นเหล่าสาวๆจึงลากผู้ชายรอบตัวมาทีละคน บอกว่าพวกเขาสามารถไปจัดการไอ้คนเลวด้วยกันได้
ตอนนี้เรื่องกินแตงไม่สำคัญ สิ่งที่สำคัญคือทนเห็นผู้ชายเลวๆไม่ได้
ทำไมถึงได้รังแกพี่สาวที่ทั้งสวยและรวยแบบนี้ได้ล่ะ?
ซูหลิง : ... เธอยังคงเสียใจอยู่ แต่ร้องไห้ไม่ออกแล้ว
แม้ว่าคนส่วนใหญ่จะมาด้วยความตั้งใจที่จะดูเรื่องสนุกๆ แต่... ตอนนี้เธอเกลียดไอ้คนเลวนั่นเข้ากระดูกดำแล้ว ทำไมต้องช่วยปกปิดความน่าอายให้คู่ชู้สาวคนเลวด้วย?
ในเมื่อพวกเขาไม่รู้จักอาย วันนี้เธอจะทำให้พวกเขาขายหน้าเสียเลย!
ซูหลิงสามารถพึ่งพาตัวเองได้ตั้งแต่เข้ามหาวิทยาลัยโดยไม่ต้องพึ่งครอบครัว ไม่เคยเป็นคนอ่อนแอ เมื่อเธอตัดสินใจได้แล้วก็ไม่ลังเลอีกต่อไป
ซูหลิงเช็ดน้ำตา "ตกลง ฉันจะไปหาพวกเขาเดี๋ยวนี้ ใครอยากไปด้วยก็ไปได้ ค่าใช้จ่ายในการเดินทางทั้งหมดฉันจะเป็นคนจ่ายเอง!"
เธอทำงานยุ่ง ช่วงที่ผ่านมาเครียดมากเพราะโปรเจกต์หนึ่ง หลังจากโปรเจกต์เสร็จก็ตั้งใจจะให้รางวัลตัวเองด้วยการพักผ่อนหนึ่งวัน
เพราะมีเวลาแค่วันเดียวเธอจึงไม่ได้ไปไหนไกล นั่งรถไฟฟ้ากลับบ้านใช้เวลาไม่ถึงชั่วโมงด้วยซ้ำ
ซูหลิงขอบคุณเสิ่นจืออิน และพยายามจะให้เงินเธอ แต่ถูกปฏิเสธ
"คุณจ่ายค่าดูดวงไปแล้ว ฉันรับเฉพาะส่วนที่ฉันควรได้รับเท่านั้น"
ไม่ว่าซูหลิงจะพูดอย่างไร เสิ่นจืออินก็ไม่ยอมรับค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม
สุดท้ายซูหลิงก็ไม่มีทางเลือก จึงไปซื้อชานมแก้วใหญ่พิเศษให้เธอ
เสิ่นจืออินจึงได้กอดชานมแล้วดื่มอย่างเอร็ดอร่อย
หลังจากนั้นซูหลิงก็พาเหล่าประชาชนผู้กระตือรือร้นที่อยากไปกินแตงกับเธอ อ๊ะ ไม่ใช่ อยากจะไปปราบชายเลวออกไป
แม้ว่า 'ประชาชนผู้กระตือรือร้น' จะจากไปบางส่วน แต่คนที่เหลืออยู่ก็ยังมีจำนวนมาก
"เก่งขนาดนั้นจริงหรือ? พวกนั้นไม่ใช่พวกที่จ้างมาหรอกเหรอ?"
แน่นอน แม้จะได้เห็นเรื่องของซูหลิงกับตา ก็ยังมีคนที่ไม่ค่อยเชื่อถือ
"ไม่น่าใช่นะ ถ้าคนมากขนาดนั้นเป็นพวกที่จ้างมา ต้นทุนก็สูงเกินไป แม้พวกเขาจะได้เงินคนละพันหยวน แต่ถ้าทำนายผิดครั้งต่อไปก็เสียเปล่าไม่ใช่หรือ? คนมากขนาดนั้นก็ต้องเสียเงินจ้างไม่ใช่น้อยเลยนะ"
ทันใดนั้น ชายชราคนหนึ่งวิ่งเข้ามาด้วยสีหน้าร้อนรน "หนูนักพรตน้อย ช่วยทำนายให้หน่อยได้หริอเปล่าว่าภรรยาฉันไปไหน เธอเป็นโรคสมองเสื่อมและหายตัวไป ตามหาเท่าไหร่ก็ไม่เจอ จะทำยังไงดีล่ะ"
ชายชราเกือบจะร้องไห้ด้วยความกังวล
คนรอบข้างรีบแนะนำด้วยความหวังดี "ไปหาเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยหรือผู้รับผิดชอบของสถานที่ท่องเที่ยวสิ"
"ประกาศหาคนทางเครื่องกระจายเสียงก็ได้นะ"
คุณปู่ร้องไห้พลางพูดว่า "ฉันหาแล้ว แต่นี่ก็ผ่านไปชั่วโมงหนึ่งแล้วยังไม่มีข่าวคราวอะไรเลย ฉันกังวลมาก"
เมื่อคุณปู่เห็นว่ามีคนรับทำนายดวงชะตา ถึงแม้จะเป็นการรักษาแบบสิ้นหวังก็ยังอยากจะเข้ามา
เสิ่นจืออินรีบพูดว่า "คุณบอกวันเดือนปีเกิดของเธอมาหน่อยสิคะ"
คุณปู่รีบให้วันเดือนปีเกิดของภรรยาแก่เธอ เสิ่นจืออินคำนวณสักครู่แล้วพูดว่า
"ฉันรู้แล้วว่าอยู่ที่ไหน ตามฉันมา"
ดังนั้น เสิ่นจืออิน พร้อมทั้งเสิ่นอวี้จู๋และเหวินเจวี๋ยที่อยู่ข้างกาย มีกลุ่มคนมากมายเดิน ตามหลังออกไปอย่างยิ่งใหญ่
คนที่ไม่รู้เรื่องอาจคิดว่านี่เป็นกรุ๊ปทัวร์
เสิ่นจืออินพาพวกเขาเดินวนไปวนมาในสถานที่ท่องเที่ยว ในที่สุดก็พบคุณย่าที่หน้าแผงขายกระต่าย
คุณปู่เห็นว่าภรรยาตนกำลังนั่งยองๆ ดูกระต่ายอยู่ก็รีบวิ่งเข้าไปอย่างตื่นเต้น
"ฉันบอกเธอแล้วหรือว่าอย่าเดินไปไหนมาไหน ทำไมไม่เชื่อฟังกันเลย ฉันเป็นห่วงจะตายอยู่แล้ว!"
กลุ่มคนที่มุงดูอยู่รอบๆเสิ่นจืออิน พูดว่า "โอ้โห หาคนเจอจริงๆเหรอเนี่ย?"
"นี่ก็เป็นการจัดฉากอีกหรือเปล่า?"
"ไม่น่าใช่นะ คุณยายคนนั้นดูเหมือนเป็นโรคสมองเสื่อมจริงๆ"
"เด็กสมัยนี้พัฒนาไปไกลขนาดนี้แล้วเหรอ? แล้วคนธรรมดาอย่างเราจะอยู่กันยังไงเนี่ย!"
บทที่ 94: ฝูงชนที่มามุงดูต่างเบิกตาโพลง: มีเรื่องใหญ่!
คุณปู่ยังคงบ่นไม่หยุดขณะจับมือภรรยาของตน ส่วนคุณย่ากลับชี้ไปที่กระต่าย "กระต่าย ฉันอยากซื้อกระต่าย"
คุณปู่พูดอย่างเหนื่อยใจ "เธอจะซื้อกระต่ายไปทำไม? ออกห่างจากฉันเพื่อมาซื้อกระต่ายเนี่ยนะ? ทำไมเธอถึงไม่รู้จักประหยัดเลย"
แม้ปากของเขาจะพูดดุออกมา แต่กลับหยิบผ้ามามัดมือทั้งสองคนเข้าด้วยกันอย่างคล่องแคล่ว "คราวนี้ไม่ว่าจะไปไหนก็ไม่ต้องกลัวหลงทางแล้ว"
"กระต่าย ฉันจะทำให้เจี้ยนเหวินกิน เขาชอบ"
คุณปู่หยุดชะงักการกระทำของตัวเองทันที มองภรรยาด้วยดวงตาทั้งสองที่เริ่มมีน้ำตาคลอเบ้า
"เธอยังจำได้ด้วยเหรอ?"
เจี้ยนเหวินที่คุณย่าพูดถึงก็คือตัวเขานั่นเอง
เมื่อตอนที่ยังหนุ่ม ครอบครัวของเขายากจนมาก เขาจึงมักขึ้นไปบนภูเขาบ่อยๆ
บนภูเขานั้นไม่ค่อยมีสัตว์ป่าอื่นมากนัก มีแต่กระต่ายที่มีจำนวนมากที่สุด
ดังนั้น บางครั้งพวกเขาจึงพอได้กินเนื้อบ้าง
ครั้งหนึ่งในช่วงปีใหม่ ภรรยาของเขาไปซื้อเนื้อ แต่ถูกขโมยเงินไป เธอจึงไม่กล้ากลับบ้านจนดึก
เมื่อเขาพบเธอก็เห็นว่าเธอกำลังหลบอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่หลังบ้าน ตัวสั่นเทาเพราะความหนาว
เป็นเช่นนี้แล้ว เขาจะโทษเธอได้อย่างไร สุดท้ายบนโต๊ะอาหารมื้อค่ำวันส่งท้ายปีเก่า มีเพียงชามเนื้อกระต่ายเท่านั้นที่เป็นอาหารที่มีเนื้อสัตว์
ภรรยาของเขารู้สึกผิดมากเพราะเรื่องนี้ ชายชราจึงพูดประโยคหนึ่งขึ้นมา
"ฉันไม่ชอบเนื้อสัตว์อื่นหรอก ฉันชอบกินแต่เนื้อกระต่าย โดยเฉพาะเนื้อกระต่ายที่เธอทำ"
ชายชราไม่เคยคิดมาก่อนว่าภรรยาของเขาจะจดจำประโยคนี้ไปตลอดชีวิต
หลังจากนั้น ครอบครัวของพวกเขาก็เริ่มมีชีวิตที่ดีขึ้นด้วยการเลี้ยงกระต่าย บนโต๊ะอาหารก็มีเนื้อกระต่ายปรากฏขึ้นเป็นครั้งคราว ก่อนหน้านี้เขาก็ไม่เคยคิดอะไรมากเกี่ยวกับเรื่องนี้
"บ้านเรามีกระต่าย กลับไปแล้วเธอทำให้ฉันกินได้ไหม?"
"ได้ ฉันจะทำเนื้อกระต่ายให้เจี้ยนเหวินกิน"
บรรยากาศระหว่างคนชราทั้งสองช่างอบอุ่นเหลือเกิน ผู้คนที่มามุงดูไม่คิดว่าพวกเขาจะได้เห็นความหวานชื่นมากมายขนาดนี้
เรื่องราวความรักของคนรุ่นเก่าช่างหวานซึ้งเหลือเกิน
ตอนนี้คุณปู่ก็พาคุณย่ามาด้วยแล้ว เขาจ่ายเงินหนึ่งพันหยวนให้เสิ่นจืออิน
"ขอโทษด้วยนะหนูนักพรตน้อย ก่อนหน้านี้รีบร้อนเกินไปจนลืมจ่ายเงิน ขอบคุณมากจริงๆ"
คุณปู่ขอบคุณอย่างจริงใจ ด้านเสิ่นจืออินก็บอกว่าไม่เป็นไร
"คุณปู่คะ ทำไมถึงพาคุณย่ามาเที่ยวทั้งๆที่ท่านเป็นแบบนี้ล่ะคะ สถานที่แบนี้คนเยอะมาก หลงทางได้ง่ายนะคะ" มีคนในกลุ่มผู้ชมถาม
ชายชราเล่าถึงเหตุผลที่พวกเขามาท่องเที่ยวที่นี่ว่า "ตอนเราหนุ่มสาว เรายุ่งเกินไปกับการหาเลี้ยงครอบครัวและหาเงิน ภรรยาของฉันอยากไปเที่ยวที่ต่างๆมานานแล้ว แต่น่าเสียดายที่ฉันไม่มีเวลาพาเธอออกมาเลย”
“ตอนนี้ลูกๆโตและไปทำงานกันหมดแล้ว พวกเรามีเวลาว่าง จึงพาเธอออกมาเพื่อทำตามความปรารถนาในวัยหนุ่มสาว แม้ว่าเธอจะจำอะไรหลายๆอย่างไม่ได้แล้ว แต่ก็ยังเดินได้ ยังมองเห็นได้ ฉันพาเธอมาก็พอแล้ว"
คุณปู่พูดอย่างเขินอายว่า "ก่อนหน้านี้ที่ทำเธอหายไปเพราะความประมาท โชคดีที่มีนักพรตน้อย ตอนนี้เราผูกมือติดกันแล้ว ต่อไปจะได้ไม่หลงอีก"
เห็นเขายิ้มอย่างมีความสุข คนรอบข้างก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มตามไปด้วย
ความรักที่แท้จริงนั้นมันช่างอบอุ่นและเยียวยาจิตใจคนได้
หลังจากที่ทั้งสองคนจากไป ทุกคนก็ล้อมรอบเสิ่นจืออินอีกครั้ง
"ต่อไปเป็นฉัน ต่อไปฉันขอ" หญิงชราคนหนึ่งก้าวออกมาข้างหน้า
"นักพรตน้อย ช่วยดูให้ฉันหน่อยว่า ลูกสะใภ้ของฉันจะคลอดลูกเป็นผู้ชายหรือเปล่า?"
เมื่อคำพูดนี้ออกมา ทุกคนก็ขมวดคิ้วทันที
"นี่มันยุคอะไรแล้ว ยังมีการเลือกที่รักมักที่ชังระหว่างชายหญิงอีกเหรอ? คิดว่าจะให้ลูกชายสืบทอดบัลลังก์ในบ้านหรือไง?"
ทันใดนั้นก็มีผู้หญิงในกลุ่มคนที่ทนไม่ได้พูดประชดขึ้นมา
ผู้หญิงที่ถูกหญิงชราลากมาก็รู้สึกอึดอัดใจ เธอก้มหน้าลงเพื่อซ่อนอารมณ์เศร้าของตัวเอง
"พวกเธอจะไปรู้อะไร? บ้านไหนไม่สืบทอดวงศ์ตระกูลกันบ้าง? เด็กผู้หญิงสักวันก็ต้องแต่งงานออกเรือน พอแต่งงานไปก็เป็นคนของบ้านสามีแล้วก็ห่างเหินจากครอบครัวเรา ถ้าอยากจะพึ่งพาได้ก็ต้องมีลูกชายสิ"
หญิงชราไม่รู้สึกว่าตัวเองผิดอะไรเลย พูดอย่างไม่อาย แล้วก็เริ่มบ่นลูกสะใภ้ของตัวเอง "ก่อนหน้านี้ลูกสะใภ้ฉันคลอดลูกสาวมา ลูกสาวคนแรกเกิดเป็นผู้หญิงถือว่าโชคไม่ดี นักพรตน้อยช่วยดูให้หน่อย พวกเราไปถามหมอที่โรงพยาบาลแต่เขาไม่ยอมผ่อนปรนเลย แค่บอกว่าเป็นชายหรือหญิงก็ไม่เห็นจะเป็นเรื่องใหญ่อะไร"
"นั่นมันกฎของโรงพยาบาลนะ และก็เพราะมีคนที่เลือกที่รักมักที่ชังระหว่างชายหญิงแบบพวกคุณมีมากเกินไป พวกเขาถึงได้ออกกฎแบบนี้"
"แล้วการจะมีลูกชายหรือลูกสาวก็ไม่ใช่เรื่องที่ผู้หญิงจะตัดสินใจได้ มันเป็นปัญหาของผู้ชายต่างหาก นี่มันยุคอะไรแล้วทำไมยังมีคนไม่เข้าใจเรื่องนี้อีก?"
"ตอนนี้ลูกชายลูกสาวก็สามารถดูแลยามแก่เฒ่าได้ทั้งนั้นนะ แล้วถ้าลูกชายของคุณไม่เอาไหนเป็นคนไม่ดี แล้วจะหวังพึ่งพาตอนแก่ได้ยังไง? มีหวังต้องระวังลูกชายไปเป็นโจรมากกว่า"
ดูแม่เฒ่าคนนี้สิ ท่าทางชอบลูกชายมากกว่าลูกสาว ไม่รู้จะตามใจลูกชายขนาดไหน
เด็กที่เลี้ยงมาแบบนั้น แปดในสิบคนมักจะกลายเป็นคนไม่เอาไหน
"พูดถึงใครกัน? ใครกำลังพูดถึงลูกชายฉัน แม่จะฉีกปากพวกเธอให้ขาด ลูกชายฉันเก่งมากนะ พวกเธอแค่อิจฉาเท่านั้นแหละ ชิ... ที่ฉันให้นักพรตน้อยช่วยดูให้ มันเป็นเรื่องในครอบครัวของฉัน ไม่เกี่ยวอะไรกับพวกเธอ ชอบยุ่งเรื่องชาวบ้านกันจริงๆ"
เมื่อเห็นท่าทางว่าทั้งสองฝ่ายกำลังจะทะเลาะกันแล้ว เสิ่นจืออินจึงส่งสายตาให้เหวินเจวี๋ย เขาก้าวออกมาข้างหน้าแล้วพูดว่า "ทุกคนอย่าทะเลาะกันเลย ถ้ายังทะเลาะกันอีกก็ขอให้ออกไปด้วย"
ภายใต้คำขู่ของเหวินเจวี๋ย แม้หญิงชราจะยังบ่นพึมพำ แต่ก็ไม่ได้ทะเลาะต่อแล้ว
เธอหันมาหาเสิ่นจืออินและพูดอย่างประจบประแจง "นักพรตน้อย ช่วยดูให้ฉันก่อนนะ ดูเสร็จแล้วฉันจะจ่ายเงินให้"
ใครๆก็มองออกว่าหญิงชราคิดจะโกงเงิน
เสิ่นจืออินมองแม่เฒ่าอย่างมีเลศนัย "คุณอยากดูจริงๆเหรอ?"
"แน่นอนสิ"
ผู้หญิงที่อยู่รอบข้างต่างบอกเสิ่นจืออินว่าอย่าช่วยดูให้เธอ
เสิ่นจืออินพูดว่า "งั้นหนูจะช่วยดูอย่างอื่นให้คุณฟรีๆแล้วกัน"
เมื่อได้ยินคำว่าฟรี หญิงชราก็รีบตอบตกลงทันทีด้วยความคิดว่าตนเองจะได้เปรียบ
"คุณบอกว่าลูกสะใภ้ของคุณคลอดลูกสาวก่อนหน้านี้ใช่ไหม แล้วคุณรู้ไหมว่าตอนนี้เธออยู่ที่ไหน?"
เมื่อเสิ่นจืออินพูดจบ สีหน้าของหญิงชราก็ดูลังเลและสับสน
ส่วนผู้หญิงที่อยู่ข้างๆ เธอก็เงยหน้าขึ้นมองไปที่เสิ่นจืออินอย่างรวดเร็ว
หญิงชรารีบพูดว่า "ฉันจะไปรู้ได้ยังไง ฉันไม่ได้อยากให้ทำนายเรื่องนี้ ฉันทำนายเรื่องอื่น"
"ไม่ ทำนายเรื่องนี้แหละ!"
ผู้หญิงคนนั้นทันใดนั้นก็คุกเข่าลงต่อหน้าเสิ่นจืออิน "ขอร้องละ นักพรตน้อย ช่วยฉันหาลูกสาวของฉันหน่อย เธอหายไปเมื่อปีที่แล้ว ฉันตามหามานานแล้วแต่ก็หาไม่เจอ"
หญิงชราเริ่มด่าอีกครั้ง "บอกแกแล้วไงว่าเรื่องนี้มันผ่านไปแล้ว ในบ้านเราก็ไม่มีใครโทษแกสักหน่อย ผ่านมาปีหนึ่งแล้วแกยังจะยึดติดอยู่อีกทำไม? เรื่องสำคัญคือแกต้องคลอดหลานชายที่น่ารักของฉันออกมา ถ้าเรื่องน่าปวดหัวพวกนี้มาส่งผลกระทบต่อหลานชายของฉัน ฉันจะไม่ปล่อยแกไว้แน่!"
"คุณย่า ทำไมคุณถึงพูดแบบนี้ล่ะ เธอเป็นแม่นะ ลูกสาวหายไปจะไม่ให้กังวลได้ยังไง?"
"นั่นสิ ถ้าตอนนี้สามารถทำนายและหาเจอได้ก็จะดีที่สุด คุณขวางเธอทำไม?"
หญิงชราทำเสียงดุ ทว่าภายในใจกลับรู้สึกหวาดกลัว "ฉันแค่กลัวว่าอารมณ์ไม่ดีของเธอจะส่งผลต่อหลานชายที่น่ารักของฉันน่ะ"
"ลุกขึ้นเถอะ พวกเราไม่ดูดวงแล้ว อายุน้อยขนาดนี้ดูก็รู้ว่าเป็นคนหลอกลวง ดูดวงครั้งเดียวก็แพงขนาดนี้ พวกเราไปหาอาจารย์หลี่กันดีกว่า"
จุดประสงค์ที่คุณย่าพาลูกสะใภ้ออกมาวันนี้ก็เพื่อหาอาจารย์สักคนช่วยดูว่าตัวเองจะมีโอกาสได้หลานชายไหม
เธอจับมือลูกสะใภ้แล้วจะเดินจากไป
เสิ่นจืออินพูดด้วยน้ำเสียงน่ารักว่า "ไม่ว่าคุณจะไปที่ไหน หลานสาวของคุณก็จะตามคุณไปด้วย"
แม้จะเป็นเสียงใสของเด็กน้อย แต่หญิงชรากลับรู้สึกว่าเสียงนั้นเหมือนลมเย็นๆพัดเข้าไปในลำคอของเธอ
ผู้คนที่มุงดูต่างตาเป็นประกาย : มีเรื่องใหญ่แล้ว!
บทที่ 95: หญิงชราอาละวาด
"เด็กน้อย เธอกำลังพูดเหลวไหลอะไรอยู่?"
หญิงชราจ้องมองเสิ่นจืออินด้วยสายตาโกรธเกรี้ยว แต่ก็ยังคงจับมือลูกสะใภ้ไว้และพยายามจะพาออกไป
ในตอนนั้น หญิงสาวกลับสะบัดมือหลุดจากแม่สามี
"นักพรตน้อย เธอรู้ว่าลูกสาวของฉันอยู่ที่ไหนใช่ไหม ได้โปรดบอกฉันด้วย ฉันจะจ่ายเงินให้เธอ"
เสิ่นจืออินยังไม่ทันได้พูดอะไร หญิงชราก็เริ่มอาละวาดขึ้นมา
เธอทิ้งตัวนั่งลงบนพื้น แล้วเริ่มตบขาตัวเองพร้อมกับตะโกนเสียงดัง
"แย่แล้ว พวกต้มตุ๋นมาหลอกเอาเงินยายแก่แล้ว ลูกสะใภ้ไม่เชื่อฟังไม่กตัญญูแล้ว ลูกชายของฉันไปแต่งงานกับคนไร้จิตสำนึกแบบนี้ได้ยังไง เธอให้กำเนิดลูกชายไม่ได้ ครอบครัวของเราก็ไม่เคยตำหนิอะไรเธอ ทุกวันอยู่บ้านทำหน้าเศร้าเหมือนไว้ทุกข์ ตอนนี้ยังจะมาสร้างปัญหาให้ยายแก่คนนี้อีก..."
เสียงร้องไห้โวยวายนั้นสูงต่ำเป็นจังหวะ คนที่ไม่รู้เรื่องอาจคิดว่าเธอกำลังร้องเพลงเสียอีก
ทั้งที่ดำลังร้องไห้โวยวาย แต่ไม่เห็นน้ำตาสักหยดบนใบหน้า
คนรอบข้างต่างชี้นิ้วมองดูเหตุการณ์ คุณย่าคนนี้แสดงละครเรียกร้องความสนใจได้อย่างเก่งกาจจริงๆ ใช้แสร้งว่าตัวเองโดนรถชนแล้วเรียกร้องค่าเสียหายได้ทั่วประเทศเลย
ถ้าเป็นเมื่อก่อน อาจจะมีวีรบุรุษผู้กล้าหาญเลือดร้อนออกมาปกป้องคนแก่ แต่ตอนนี้...
ไม่เอาละ ไม่เอาละ คุณตาคุณยายพวกนี้เรียกร้องความสนใจเก่งเกินไปแล้ว
"แม่!"
ผู้หญิงคนนั้นไม่เข้าใจเลย ทำไมแม่ของเธอยอมเสียเงินถามว่าลูกในท้องเป็นชายหรือหญิง แต่กลับไม่ยอมถามว่าลูกสาวของเธออยู่ที่ไหน
มีผู้หญิงช่างสังเกตคนหนึ่งในกลุ่มพูดขึ้นว่า "คงไม่ใช่ว่าเธอทำเด็กหายเองหรอกนะ?"
แต่เดิมเป็นเพียงคำถามที่สงสัย แต่ไม่คิดว่าคุณยายคนนั้นจะลุกพรวดขึ้นมาเหมือนระเบิด ชี้นิ้วไปที่ฝูงชนแล้วเริ่มด่าทันที
"ใครพูด? ไอ้เด็กเวรคนไหนพูด ออกมาให้ฉันเห็นหน้าหน่อย ลูกสาวของฉันทำหลานสาวหายเพราะไม่ได้ปิดประตูให้ดีตอนออกไปซื้อผัก พวกเราตระกูลหวังไม่ได้โทษเธอเลย แต่ตอนนี้กลับทำตัวหยิ่งยโสขึ้นมาเสียแล้ว!"
ทุกคนหันไปมองผู้หญิงที่กำลังร้องไห้ปิดหน้าอยู่ ไม่คิดว่าเรื่องราวจะเป็นแบบนี้
"ฮือๆๆ... ทั้งหมดนี้เป็นความผิดของฉัน ฉันเป็นคนทำให้เหวินเหวินหายไป ฉันจำได้ชัดเจนว่าวันนั้นประตูถูกล็อกไว้ดีแล้ว แค่ไปซื้อของไม่นาน พอกลับมาลูกก็หายไป เหวินเหวินเป็นเด็กดีมาก..."
"เธอล็อกประตูบ้าอะไร หลานสาวของฉันหายไปก็เป็นความผิดของเธอทั้งนั้น รีบลุกขึ้นมาไปกับฉันเดี๋ยวนี้!"
หญิงชราเห็นลูกสะใภ้ร้องไห้อย่างเจ็บปวดก็รู้สึกสบายใจ จึงดึงเธอลุกขึ้นและจะพาออกไป
คราวนี้หญิงสาวไม่ดิ้นรนอีกต่อไป เพียงแต่ร้องไห้ด้วยดวงตาที่ว่างเปล่า
"เหวินเหวินตายแล้ว"
เสิ่นจืออินพูดขึ้นในขณะที่รอบๆเริ่มเงียบลง
เพียงสี่คำ ก็ทำให้หญิงสาวสั่นสะท้านไปทั้งตัว
คนรอบข้างต่างเบิกตากว้าง
มีเพียงหญิงชราที่ร้อนใจ เพียงแค่อ้าปากก็จะเริ่มสาปแช่ง
เสิ่นจืออินซึ่งเข้าใจเรื่องราวทั้งหมดจากการดูท่าทีของหญิงชรา ก็ไม่อยากให้เธอพูดอะไรอีกต่อไปแล้ว
เด็กน้อยโยนยันต์ออกไปทันที เธอก็ไม่สามารถส่งเสียงใดๆออกมาได้อีก
ทุกคนต่างตกตะลึงกับการกระทำของเธอ
"โอ้โห!!!"
นี่คงไม่ใช่เทพน้อยตัวจริงใช่ไหม!
แต่สิ่งที่เสิ่นจืออิน แสดงออกมากลับทำให้คุณยายคนนั้นตกใจมากขึ้น
แม้จะพูดไม่ได้แล้ว เธอก็พยายามสุดความสามารถที่จะขัดขวางไม่ให้เสิ่นจืออินพูดต่อ แต่ถูกเหวินเจวี๋ยป้องกันไว้อย่างง่ายดาย
คุณยายพยายามจะโวยวายอีกครั้ง แต่เพราะพูดไม่ออกจึงไม่ได้ผลเลย สุดท้ายก็ได้แต่แกล้งหมดสติ
เสิ่นจืออินเอ่ยด้วยเสียงเล็กๆอันนุ่มนวลว่า "มีหมอไหมคะ ช่วยมาดูหน่อย ถ้าไม่มีฉันจะจัดการเองนะ ฉันเรียนแพทย์แผนจีนมา"
แทงเข็มลงไปสักเข็ม รับรองว่าเธอจะเจ็บจนกระโดดขึ้นมาแน่
"ฉัน! ฉันเป็นหมอ!"
ชายวัยกลางคนเดินออกมา เขาเข้าไปดูใกล้ๆ และรู้ทันทีว่าหญิงชราแกล้งเป็นลม
"คุณย่า แกล้งเป็นลมได้ไม่เนียนเลยนะ ลูกตายังกลอกไปมาอยู่เลย"
คนที่อยู่ใกล้ๆมองดู ก็เห็นว่าเป็นอย่างนั้นจริงๆ
"คุณยายคนนี้พยายามขัดขวางมากเกินไปจนผิดปกติ นี่อาจเป็นเพราะเธอเกี่ยวข้องกับการหายตัวไปของหลานสาวจริงๆก็ได้"
"แม่ของเหวินเหวินไม่ได้บอกหรอกเหรอว่าเธอปิดประตูเรียบร้อยแล้ว? จะเป็นไปได้ไหมว่าวันนั้นคุณยายของเหวินเหวินกลับมาที่บ้าน?"
"ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง ก็แสดงว่าเธอทำให้เหวินเหวินหายตัวไป แล้วกลัวว่าคนในครอบครัวจะตำหนิเลยหนีไป สุดท้ายก็โยนความผิดให้แม่ของเหวินเหวิน"
แต่ละคน เหมือนกับว่าวิญญาณของเชอร์ล็อก โฮล์มส์เข้าสิงเลย
เสิ่นจืออิน : ...
พวกคุณพูดไปหมดแล้ว แล้วฉันจะพูดอะไรอีกล่ะ?
หญิงชราฟังไปฟังมาจนทนไม่ไหว เธอลุกขึ้นมาโดยอัตโนมัติและอยากจะเปิดปากด่า แต่แล้ว...ก็ด่าไม่ออก
"นักพรตน้อย พวกเราเดาถูกใช่ไหม?"
ทุกคนมองเธอด้วยสายตาอยากรู้อยากเห็น
แม้แต่แม่ของเหวินเหวินก็มองมาที่เธอด้วยดวงตาแดงก่ำ
เสิ่นจืออินพยักหน้า "พวกคุณเดาได้ใกล้เคียงทั้งหมด แต่ยังมีบางเรื่องที่พวกคุณไม่ได้คิดถึง"
"เป็นเรื่องจริงด้วย!!!"
"ฉันบอกแล้วว่าอ่านนิยายมาเยอะไม่เสียเปล่า!"
"โอ้โห คุณย่าคนนี้โหดร้ายจริงๆ แต่เหวินเหวินตายได้ยังไง? ไม่ใช่ว่าคุณย่าฆ่าใช่ไหม?"
ดูจากท่าทางของหญิงชราที่อยากได้หลานชาย บางคนก็อาจจะใจร้ายพอที่จะทำเรื่องแบบนี้ได้จริงๆ
ทันใดนั้นหญิงชราก็จ้องมองเสิ่นจืออินด้วยสายตาเคียดแค้น แล้วกระโจนเข้าไปหาเธออย่างบ้าคลั่ง
ทั้งหมดเป็นเพราะเธอ อย่าให้เธอพูดความลับนั้นออกมาเด็ดขาด!
แต่คนรอบข้างก็ไม่ใช่คนอ่อนแอ
คุณป้าสองคนที่แข็งแรงก็เข้ามาควบคุมตัวเธอไว้
"ไม่ต้องสนใจเธอหรอกนักพรตน้อย รีบพูดมาเถอะ"
พวกเขาต่างอยากรู้กันทั้งนั้น
เสิ่นจืออินจึงเล่าเรื่องของเหวินเหวินออกมาอย่างละเอียด
แท้จริงแล้วหญิงชราคนนี้กับลูกชายและลูกสะใภ้ไม่ได้อยู่ด้วยกัน
สองสามีภรรยาเช่าบ้านอยู่ในเมืองเพื่อสะดวกในการทำงาน และพาลูกไปอยู่ด้วย
ส่วนคุณปู่และคุณย่าอาศัยอยู่ที่หมู่บ้านซึ่งเป็นบ้านเกิด
วันนั้นพ่อของเหวินเหวินไปทำงานแต่เช้า ส่วนผู้เป็นแม่จะไปซื้อของ
ตลาดสดคนเยอะมาก อีกทั้งเธอก็มีของที่ต้องซื้อเยอะด้วย กลัวว่าถ้าถือของเยอะแล้วจะดูแลลูกไม่ไหว อาจเป็นอันตรายได้ เลยให้เหวินเหวินอยู่บ้านดูโทรทัศน์
เหวินเหวินอายุสี่ขวบแล้ว เป็นเด็กว่านอนสอนง่ายและขี้อาย แม่ของเหวินเหวินไว้ใจลูกสาวมาก แต่ตอนออกจากบ้านก็ยังล็อคประตูจากด้านนอกไว้
แต่สิ่งที่เธอไม่รู้ก็คือ วันนั้นคุณย่าหวังก็มาเยี่ยมลูกชายในเมืองด้วย พร้อมกับเร่งรัดให้ลูกชายรีบมีหลานชายให้เร็วๆ
แน่นอนว่าคุณย่าก็มีกุญแจบ้าน พอเปิดประตูเข้าไปก็พบว่ามีแค่เหวินเหวินอยู่บ้านคนเดียว
หญิงชราไม่ชอบหลานสาวมาตลอด และคิดว่าการมีหลานสาวนี่แหละที่ทำให้ลูกสะใภ้ยังไม่อยากมีลูกอีก
เธอจึงคิดว่า ถ้าพาหลานสาวกลับไปเลี้ยงดูที่ชนบท ลูกชายกับลูกสะใภ้จะได้ยอมมีหลานชายให้เธฮ
เพื่อให้แผนสำเร็จ อันดับแรกเธอต้องทำให้หลานสาวชอบเธอก่อน เพื่อที่จะยอมกลับบ้านเกิดกับเธอ
เธอจึงแสดงท่าทีดีกับหลานสาวเป็นพิเศษ วางแผนจะพาออกไปเที่ยว ซื้อขนมให้กิน วิธีหลอกล่อเด็กๆนั้นง่ายมาก
แต่ไม่คาดคิดว่า หลังจากพาเหวินเหวินออกไปข้างนอก เธอเห็นเหล่าหญิงวัยกลางคนเต้นรำกันสนุกสนาน และถึงกับยิ้มแย้มเข้าไปร่วมเต้นด้วย พอได้สติอีกทีก็พบว่าหลานสาวหายไปแล้ว
ตอนนั้นเธอตกใจมากแต่ไม่กล้าตะโกนเรียก ได้แต่ออกตามหาด้วยตัวเอง
โชคดีที่เหวินเหวินไม่ได้ถูกพวกค้ามนุษย์ลักพาตัวไป เพียงแต่ตอนนั้นเธอถูกฝูงชนเบียดเสียดจนพลัดหลงไป ด้วยความตื่นตระหนกที่พยายามหาแม่และย่า เธอจึงถูกสุนัขตัวหนึ่งไล่เข้าไปในตรอกแคบๆแห่งหนึ่ง
บทที่ 96: คุณย่าใจร้ายถูกตี
ตอนนั้นเหวินเหวินซ่อนตัวอยู่และไม่กล้าส่งเสียงเลย เธอกลัวสุนัขมาก
เธอซ่อนตัวอยู่นานมาก จนกระทั่งได้ยินเสียงคุณย่าเรียกเธอจึงกล้าออกมา
ความรู้สึกแรกของคุณย่าหวังเมื่อพบเด็กไม่ใช่ความดีใจ แต่เป็นความโกรธเกรี้ยว
ก่อนที่เหวินเหวินจะได้โล่งอกที่ญาติพบตัว ฝ่ามือหนึ่งก็ฟาดลงบนใบหน้าของเธอ
และเพราะความโกรธของคุณย่าหวัง การตบครั้งนั้นจึงแรงมาก ทำให้ใบหน้าของเหวินเหวินบวมขึ้นทันที และเธอรู้สึกมึนงงไปทั่วทั้งศีรษะ
แต่คุณย่าหวังยังไม่หยุด เธอด่าทอและผลักไสเหวินเหวิน ตำหนิที่เธอวิ่งหนีไป ระบายความโกรธทั้งหมดใส่หลานสาว ซ้ำยังตบเธออีกหนึ่งฉาด
เหวินเหวินมึนงงจนยืนไม่อยู่ ประกอบกับการตบครั้งนั้นทำให้เธอล้มลงกับพื้น โชคไม่ดีที่บริเวณที่เธอล้มลงมีเหล็กเส้นแหลมที่ถูกทิ้งไว้อยู่ ร่างกายของเหวินเหวินจึงถูกแทงทะลุ
ตอนนั้นคุณย่าหวังยังไม่ตระหนักถึงความร้ายแรงของเหตุการณ์ พอรู้ตัวอีกที เหวินเหวินก็ใกล้ตายแล้ว เลือดย้อมเสื้อผ้าของเธอเป็นแดงฉาน
คุณย่าหวังตกใจจนตัวแข็งทันที
ความคิดตื้นเขินและนิสัยเห็นแก่ตัวอันต่ำทรามของเธอ ทำให้เมื่อเห็นหลานสาวใกล้ตาย เธอกลับคิดแต่จะปกปิดความผิด แทนที่จะพาไปโรงพยาบาลเพื่อรักษา
ดังนั้น ความหวังสุดท้ายของเหวินเหวินก็หมดลง
คุณย่าหวังเกิดความกลัว หลังจากเหวินเหวินตาย เธอจึงหาถุงขยะสีดำใบใหญ่มาใส่ศพ
แต่คราบเลือดในที่เกิดเหตุไม่สามารถเช็ดออกได้หมด บังเอิญเธอเห็นแมวจรจัดตัวหนึ่งกำลังคุ้ยขยะอยู่นอกตรอก จึงเกิดความคิดฉับพลัน ตีแมวจรจัดตายแล้วโยนทิ้งไว้ตรงนั้น
เธอเอาถุงขยะสีดำที่ห่อศพหลานสาวใส่ลงในกระสอบป่าน แล้วเก็บกล่องกระดาษเก่าๆมาปิดบังไว้
หญิงชราไม่ได้กลับบ้านลูกชาย แต่พาศพหลานสาวมุ่งหน้าไปยังบ้านเกิดโดยตรง
ด้วยความที่กลัวว่าจะถูกจับได้ เธอจึงอาศัยกำลังขาของตัวเอง พาศพของหลานสาวเดินลัดเลาะทางลัดนานกว่าสองชั่วโมง ในที่สุดก็ฝังศพเหวินเหวินในป่าห่างจากหมู่บ้านของพวกเขาสองกิโลเมตร
เมื่อคุณย่ากลับไป ทางลูกชายของเธอก็โทรมาบอกคุณปู่เรื่องที่เหวินเหวินหายตัวไปแล้ว
และเพราะประโยคที่ลูกชายพูดว่า "แม่ของเหวินเหวินออกไปซื้อของลืมปิดประตู เหวินเหวินเลยหายไป" คุณย่าหวังจึงโยนความผิดไปให้ลูกสะใภ้เพราะกลัวว่าความผิดของตนเองจะถูกเปิดเผยทันที
หลังจากที่เธอเปลี่ยนเสื้อผ้า เธอไปเมืองกับคุณปู่เพื่อร้องไห้และโวยวาย โทษแม่ของเหวินเหวินแต่เพียงผู้เดียวสำหรับการหายตัวไปของเด็กหญิง
และเมื่อเวลาผ่านไป เธอเองก็เชื่อในคำอธิบายนี้
หมู่บ้านที่แม่ของเหวินเหวินอาศัยอยู่นั้นห่างไกลและเก่าแก่สกปรก ครอบครัวของพวกเขาเพิ่งย้ายมาไม่นานและไม่คุ้นเคยกับเพื่อนบ้าน ในวันที่คุณย่าหวังพาเหวินเหวินไป ไม่มีใครสังเกตเห็น
กล้องวงจรปิดในหมู่บ้านเสียมานานแล้วและไม่เคยเปลี่ยน มันเป็นเพียงของตกแต่งเท่านั้น
สถานที่ที่เหวินเหวินประสบเหตุนั้นมีขยะและสิ่งของมากมาย แม้ว่าจะมีคนพบเลือด พวกเขาก็จะไม่สงสัยอะไรเพราะแมวตัวนั้นที่ตายแล้ว
นอกจากนี้ ความสงสัยของพวกเขามุ่งไปที่เหวินเหวินหนีออกจากบ้านและถูกลักพาไป พวกเขาไม่ได้สงสัยคุณย่าหวางซึ่งเป็นย่าแท้ๆเลย ดังนั้นแม้จะผ่านไปกว่าหนึ่งปีแล้ว ก็ยังไม่มีใครรู้ว่าเหวินเหวินตายแล้ว
แม้ว่าเสิ่นจืออินจะพูดว่าปากของเธอแห้งและต้องการดื่มน้ำหรือนม แต่เธอก็อธิบายเหตุการณ์ทั้งหมดได้อย่างชัดเจนและมีเหตุผล
แม่ของเหวินเหวินนั่งร้องไห้บนพื้น ราวกับว่าเธอได้ระบายอารมณ์ที่กดไว้นานออกมาหมด
ในขณะที่ร้องไห้ เธอก็มองคุณย่าหวางด้วยความเกลียดชัง
ผู้คนที่มามุงดูก็ตกตะลึง พวกเขาเคยคาดเดาว่าเหวินเหวินถูกพวกค้ามนุษย์ลักพาตัวไป หรือหลงทางและเจอกับอันตราย
แต่ไม่เคยคิดว่าจะจบลงแบบนี้
คุณย่าหวังพบตัวหลานสาวแล้ว แต่ไม่ยอมรับว่าเป็นความผิดพลาดของตัวเอง ระบายอารมณ์ทั้งหมดใส่เด็กน้อยอายุแค่สี่ขวบ สุดท้ายทำให้เธอเสียชีวิตอย่างน่าเศร้า
นี่มันไม่ใช่ย่า แต่เป็นสัตว์เดรัจฉานชัดๆ!
ทุกคนต่างโกรธจัดสุดขีด
"เฮ้ย นี่มันยังเป็นคนอยู่หรือเปล่าวะ?"
"ยายแก่คนนี้ฆ่าหลานสาวแท้ๆของตัวเองโดยไม่รู้สึกผิดก็แล้วไป ยังกล้าโยนความผิดทั้งหมดให้ลูกสะใภ้อีก คนแบบนี้น่าขยะแขยงมาก"
"ไม่ใช่แค่น่าขยะแขยง หัวใจของยายแก่คนนี้คงดำมืดไปหมดแล้ว"
"เจอแม่สามีแบบนี้ซวยชัดๆ แจ้งตำรวจเถอะ นี่มันเกี่ยวกับชีวิตคนแล้ว ปล่อยไว้แบบนี้ไม่ได้"
"ผมแจ้งตำรวจไปแล้ว นักพรตน้อยรู้ไหมว่าเหวินเหวินถูกฝังไว้ที่ไหน?"
เสิ่นจืออินพยักหน้า "อยู่ในป่าสนที่เนินข่านเอ้อร์ผัว ห่างจากหมู่บ้านของพวกเขาสองกิโลเมตร คุณพาตำรวจไปหาได้ เมื่อเข้าไปในเนินข่านเอ้อร์ผัวแล้วเดินไปทางทิศตะวันตก800ก้าว ใต้ต้นสนใหญ่"
คำพูดนี้เธอพูดกับแม่ของเหวินเหวิน
แม่ของเหวินเหวินพยักหน้าพลางร้องไห้ "ขอบคุณ ขอบคุณนักพรตน้อย"
คุณย่าหวางถูกจับไว้ วิ่งหนีไม่ได้ จะด่าก็ด่าไม่ออก
เห็นความลับที่ตัวเองซ่อนไว้นานมาถูกพูดออกมาเช่นนี้ เธอจ้องมองเสิ่นจืออินด้วยสายตาอาฆาตแค้น
เสิ่นจืออินไม่กลัวเธอเลย แถมยังตั้งใจจะมอบของขวัญชิ้นเล็กๆให้เธอด้วย
หลังจากเหวินเหวินเสียชีวิต วิญญาณของเธอก็อยู่เคียงข้างแม่ตลอดเวลา เพียงแต่คนทั่วไปมองไม่เห็นเท่านั้นเอง
เธอตั้งใจว่าหลังจากยายแก่หวังถูกจับ จะให้อีกฝ่ายได้พบกับเหวินเหวิน
แม่ของเหวินเหวินฝืนความเศร้าโศกมอบเงินให้เสิ่นจืออิน
เสิ่นจืออินส่งยาเม็ดหนึ่งให้เธอ "อารมณ์ของคุณรุนแรงเกินไป ไม่ดีต่อลูกในท้อง กินยาเม็ดนี้เพื่อให้สงบลงหน่อยนะ"
"ค่ะ ขอบคุณ ขอบคุณมาก"
หลังจากกินยา ไม่มีใครคาดคิดว่าแม่ของเหวินเหวินจะก่อเรื่องในเวลานี้
เธอเดินไปตรงหน้าคุณย่าหวัง คว้าผมของแม่สามีแล้วตบหน้าสองทีอย่างแรง
"ทำไมคุณถึงได้ใจร้ายขนาดนี้ นั่นเป็นหลานสาวของคุณนะ คุณทำร้ายเธอลงได้ยังไง!"
ตอนนี้แม่ของเหวินเหวินเพียงแค่นึกถึงว่าลูกสาวถูกย่าใจร้ายคนนี้ฆ่า ในใจก็อยากจะฆ่ายายแก่คนนี้เพื่อแก้แค้นให้ลูกสาวแล้ว
หลังจากเหวินเหวินหายตัวไป เธอจมอยู่ในความรู้สึกผิดและความเจ็บปวดมาตลอด แม่สามีคอยกดดันเธอ ทำให้เธอทุกข์ทรมานและกดดัน
ตอนนี้รู้ความจริงทั้งหมดแล้ว เธอเกลียดมาก เกลียดจนหัวใจเจ็บปวด
ตอนนี้เธอไม่สนใจแล้วว่าคนตรงหน้าจะเป็นแม่สามีของเธอหรือไม่ เธอกดตัวอีกฝ่ายลงและทุบตี
มีคนใจดีกลัวว่ามือเธอจะเจ็บ จึงส่งรองเท้าส้นสูงให้
"พี่สาว ใช้อันนี้สิ แค่อย่าตีที่หัวก็พอ ตีด้วยอันนี้จะเจ็บกว่า"
ส้นรองเท้านั้นทั้งบางและยาว
ยังมีคนที่แอบเข้าข้าง ปากก็ตะโกนว่าอย่าตีกันเลย แต่จริงๆแล้วก็จับแขนคุณย่าหวงไม่ให้ตอบโต้ บางทียังแอบหยิกเธอด้วยซ้ำ
ส่วนเสิ่นจืออินเด็กน้อยจอมเจ้าเล่ห์คนนี้ ได้ถอดยันต์ปิดปากออกตอนที่คุณย่าหวงถูกตี
ถ้าโดนตีแล้วไม่มีเสียงร้องโหยหวน มันจะต่างอะไรกับการดูละครใบ้
เมื่อคุณย่าหวงพูดได้ เธอก็ร้องโหยหวนพร้อมด่าทอลูกสะใภ้ที่ตีเธอไปด้วย โดยใช้คำหยาบคายมากมายที่เกี่ยวกับอวัยวะเพศ ใช้คำหยาบได้เท่าไหร่ก็ใส่ไม่ยั้ง
เสิ่นอวี้จู๋รีบเอามือปิดหูคุณย่าตัวน้อยทันที
เด็กๆไม่ควรได้ยินสิ่งเหล่านี้
เสิ่นจืออิน : เธอดูถูกฉันแล้วล่ะ ถึงจะปิดหูฉัน ฉันก็ยังได้ยินชัดเจนอยู่ดี
จิตวิญญาณของเธอแข็งแกร่งมาก
ยิ่งคุณย่าหวงด่าหยาบคาย แม่ของเหวินเหวินก็ยิ่งตีแรงขึ้น
สุดท้ายแทบจะได้ยินแค่เสียงร้องโหยหวนและขอความเมตตาของคุณย่าหวงเท่านั้น
บทที่ 97: คุณย่าหวังยอมรับผิด
ผ่านไปสักครู่ เสิ่นจืออินกางนิ้วเล็กๆออกมาคำนวณ จากนั้นบอกว่าตำรวจมาแล้ว
"ไปกันเถอะเสี่ยวอวี้จู๋ พวกเราไปกันเร็ว ตำรวจมาแล้ว"
เสิ่นอวี้จู๋ "หา? ทำไมพวกเราต้องไปด้วยล่ะ ในเมื่อตำรวจมาแล้ว"
เสิ่นจืออินตอบ "ถ้าพวกเขาถามอะไรขึ้นมา มันจะยุ่งยากเปล่าๆ"
ตำรวจที่นี่ไม่มีใครที่เธอรู้จักเลย ต่างจากฉินเจินและพรรคพวกที่รู้ความสามารถของเธอกันหมดแล้ว ดังนั้นการแก้ปัญหาหลายอย่างจึงง่ายกว่า
เสิ่นจืออินต้องรีบเข้าไปในภูเขา ถ้าถูกพาไปสถานีตำรวจ ไม่รู้จะต้องสอบสวนกี่วัน เธอไม่อยากเสียเวลาแบบนั้น
เสิ่นอวี้จู๋เชื่อฟัง อุ้มคุณย่าตัวน้อยของเขาขณะที่ทุกคนกำลังสนใจเรื่องวุ่นวายของคุณย่าหวัง พวกเขาก็แอบหนีไปพร้อมกับเหวินเจวี๋ย
เมื่อตำรวจมาถึง ชาวบ้านที่กระตือรือร้นก็เล่าเรื่องทั้งหมดที่คุณย่าหวังทำ
แต่เมื่อพวกเขาพยายามหาเสิ่นจืออินและคนอื่นๆก็ไม่พบใครแล้ว
ตำรวจถามพวกเขาว่ารู้เรื่องนี้ได้อย่างไร ทุกคนต่างพูดพร้อมกันเสียงดังอึกทึกเปิดเผยเรื่องการทำนายโชคชะตาของเด็กหญิง ในคำพูดของพวกเขาต่างยกย่อง เสิ่นจืออินว่าเป็นเทพเจ้าตัวน้อย
ตำรวจ : ...
เหลวไหล!
คุณย่าหวังก็รีบคัดค้านทันทีว่านั่นเป็นแค่คนหลอกลวง เธอไม่เคยทำเรื่องแบบนั้น
อย่างไรก็ตาม พวกเขาทั้งหมดถูกพาตัวไปที่สถานีตำรวจ
ระหว่างการสอบสวน คุณย่าหวังยังไม่อยากยอมรับ แต่จู่ๆ เธอรู้สึกเย็นวาบที่ลำคอ
เธอหันไปมอง ทันใดนั้นก็เห็นใบหน้าเล็กๆที่คุ้นเคย ซีดขาวไร้สีเลือด แถมยังมีเลือดเปรอะเปื้อนอยู่เต็มตัว
"คุณย่า คุณอยากหลอกพวกเขาหรือ? ถ้าอย่างนั้น หนูจะติดตามคุณไปตลอดนะ"
เสียงเย็นเยียบดังก้องเข้ามาในหูของเธอจากทุกทิศทาง
"อ๊า...!!!"
"มีผี ผีหลอก!"
"ไปให้พ้น ฉันไม่ได้ฆ่าเธอนะ เธอเองต่างหากที่ล้มลงไปเอง ไม่เกี่ยวกับฉัน!"
"เหวินเหวิน อย่ามาหาย่าเลยนะ ย่าจะกลับไปเผากระดาษเงินกระดาษทองให้เธอก็ได้ ย่าแก่ขนาดนี้แล้ว ถ้าเธอมาทำให้ตกใจแบบนี้คงทนไม่ไหวหรอก"
ตำรวจที่กำลังสอบสวนอยู่ได้เห็นกับตาว่าจู่ๆ คุณย่าหวังก็เริ่มคลุ้มคลั่ง ปากก็ตะโกนว่าผีหลอก
ต่อมาเธอก็คุกเข่าลงกับพื้น ตัวสั่นเทาขอความเมตตา และจากคำพูดของเธอก็เผยให้เห็นว่าสิ่งที่แม่ของเหวินเหวินและฝูงชนที่มุงดูพูดนั้นเป็นความจริงทั้งหมด
พวกเขามองหน้ากันไปมา ไม่คิดเลยว่าเหตุการณ์จะพัฒนาไปในทางที่ประหลาดเช่นนี้
ในที่สุดคุณย่าหวังก็ร้องไห้คร่ำครวญและเล่าเรื่องของเหวินเหวินออกมา
"ฉันไม่ได้ตั้งใจจริงๆ ตอนนั้นเหวินเหวินวิ่งหนีไป ฉันก็ตกใจมาก กลัวว่าเธอจะถูกลักพาตัวไป"
ตำรวจถามอย่างเกรี้ยวกราด "แล้วทำไมพอเจอตัวเด็กแล้ว คุณถึงได้ทำร้ายเด็กหนักขนาดนั้น!"
พวกเขาฟังแล้วก็รู้สึกว่าช่างไร้เหตุผลสิ้นดี
คุณย่าหวังแก้ตัว "ฉันกลัวมากเกินไป พอหาเจอแล้วก็โกรธที่เธอวิ่งหนีไป ในช่วงอารมณ์พลุ่งพล่านก็เลยขาดสติตีเธอทีหนึ่ง เด็กๆในหมู่บ้านโดนตีกันทั้งนั้น ฉันก็ไม่รู้ว่าเหวินเหวินจะบอบบางขนาดนี้ ยิ่งไม่รู้ว่าตรงนั้นมีท่อเหล็กแหลมคม ถ้าจะโทษก็ต้องโทษพวกที่ทิ้งขยะมั่วซั่วสิ!"
แม้กระทั่งตอนนี้ คุณย่าหวังก็ยังไม่ยอมรับว่าตัวเองผิด
โทษฟ้าโทษดินโทษคนอื่น หัวเด็ดตีนขาดอย่างไรก็ไม่เคยโทษตัวเอง
ในที่สุด คุณย่าหวังก็ถูกตัดสินจำคุกข้อหาฆ่าคนตายโดยประมาท
แม้จะไม่ใช่โทษประหาร แต่ก็ถูกตัดสินจำคุก7ปี
สุดท้าย ครอบครัวคุณย่าหวังก็เกิดความแค้นเคืองต่อแม่ของเหวินเหวิน ส่วนแม่ของเหวินเหวินเลือกที่จะหย่า
ที่ป่าบนเขาฉินหลิง เสิ่นจืออินและเสิ่นอวี้จู๋กำลังลากกระสอบเก็บของกินไปด้วย ฟังผีดาราเล่าเรื่องราวต่อไปด้วย
"หย่าได้ก็ดีแล้ว!"
เสิ่นอวี้จู๋โกรธจัด "ยายแก่คนนั้นช่างเลวร้ายเหลือเกิน!"
ผีดาราเล่าต่อว่า "ยังมีอีก ยังมีอีก ตอนที่อาจารย์น้อยทำนายดวงให้คนแรก ซูหลิงพาคนกลุ่มหนึ่งกลับบ้าน คนสองคนนั้นยังไม่ได้ใส่เสื้อผ้าเลย ถูกจับได้คาหนังคาเขาต่อหน้าคนมากมายและถูกถ่ายรูปไว้ด้วย”
“หลังจากนั้นซูหลิงก็นำเรื่องนี้ไปแจ้งหัวหน้า ในขณะที่แสร้งทำเป็นน่าสงสารก็บอกหัวหน้าด้วยว่าเธอจะลงโทษชายหญิงคู่นั้นโดยการเปิดเผยเรื่องราว แต่จะไม่ทำให้บริษัทเสียชื่อเสียงแน่นอน”
“ต้องบอกว่าเธอฉลาดจริงๆ อย่างไรก็ตามหลังจากเอาใจหัวหน้าได้แล้ว การเลื่อนตำแหน่งของเธอก็เป็นเรื่องแน่นอน ส่วนคนสองคนนั้นก็คงจะลำบากแย่"
ผีดาราหัวเราะอย่างสะใจ
เธอตามไปกินแตงถึงหน้างานด้วย เรื่องแบบนี้ช่างน่าตื่นเต้นเร้าใจดีจริงๆ
ส่วนทางด้านคุณย่าหวัง เป็นผีน้อยชื่อเหวินเหวินที่เล่าให้เธอฟัง หลังจากฟังจบเธอก็รีบวิ่งมาหาเสิ่นจืออินทันที
เสิ่นอวี้จู๋ก็ฟังอย่างพอใจ คนเดียวที่อาจจะไม่มีความสุขคงเป็นเสิ่นมู่เหยี่ยที่อยู่ไกลที่ตระกูลเสิ่น
เพราะคุณย่าตัวน้อยจากไปแล้ว เขาจะได้ฟังเรื่องสนุกจากใครล้ะ?
แม้ว่าเสิ่นควานและเสิ่นซิวหรานจะรู้สึกว่าขาดอะไรบางอย่างไป แต่พวกเขาก็ยังต้องยุ่งกับงานมากมายทุกวัน ไม่มีเวลาคิดอะไรมากนัก
"คุณย่าตัวน้อย ทางโน้นมีเมล็ดสนเยอะแยะเลย"
เสิ่นจืออินแบกกระสอบวิ่งไปอย่างตื่นเต้น
สองย่าหลานเอากระสอบใบหนึ่งปูรองด้านล่าง คนหนึ่งเก็บลูกสน อีกคนหนึ่งใช้ไม้ตีลูกสน
แน่นอนว่างานที่ต้องใช้แรงอย่างการตีลูกสนเป็นหน้าที่ของ… เสิ่นจืออิน
"พวกเราเก็บมาเยอะขนาดนี้ จะส่งกลับไปยังไงดีล่ะ"
"ง่านมาก ให้พวกผีใช้เส้นทางวิญญาณส่งไป"
เธอมีตราประทับของผู้พิพากษา สามารถเปิดเส้นทางวิญญาณได้โดยตรง ซึ่งเร็วกว่านั่งเครื่องบินเสียอีก
เสิ่นจืออินไม่ได้ให้พวกเขาทำงานฟรีๆแน่นอน ผีที่ทำงานจะได้รับส่วนแบ่งธูป และธูปของเธอนั้น แม้แต่ผู้พิพากษาและยมทูตก็ไม่อาจปฏิเสธได้
แค่เพื่อกลิ่นธูปนี้ พวกผีที่ติดตามเสิ่นจืออินก็ทำงานอย่างขยันขันแข็ง
ขณะที่สองคนกำลังง่วนอยู่กับการเก็บเมล็ดสนอยู่นั้น เหวินเจวี๋ยก็ตะโกนเรียกให้ไปกินข้าว
ถูกต้อง อาหารทั้งหมดเป็นฝีมือของเหวินเจวี๋ย
แม้ว่าภายนอกเขาจะดูเป็นคนหยาบกระด้าง แต่ฝีมือการทำอาหารของเขานั้นอร่อยมาก
เสิ่นอวี้จู่และเสิ่นจืออินทิ้งเมล็ดสนแล้ววิ่งกลับไปอย่างรวดเร็ว
"กลิ่นหอมจัง ไก่ตุ๋นเกาลัด เกาลัดนี่ฉันเก็บมาเองนะ"
"ยังมีซุปเห็ดสนอีก หอมจังเลย"
อาหารมื้อนี้ส่วนใหญ่ทำจากของที่พวกเขาเก็บมาจากบนเขา กินแล้วอร่อยมาก
หลังจากที่เหวินเจวี๋ยเข้าใจดีแล้วว่าคุณย่าตัวน้อยตระกูลเสิ่นคนนี้กินจุขนาดไหน เขาจึงทำอาหารและกับข้าวในปริมาณเยอะมาก
กับข้าวมีแค่สองอย่าง คือไก่ตุ๋นเกาลัดกับซุปเห็ดสน ใช้ไก่ถึงสามตัว ซึ่งซื้อมาจากฟาร์มข้างนอก
พวกเขาไม่เพียงแต่นำไก่แช่แข็งมา ยังมีไก่ตากแห้ง และแม้แต่ไก่มีชีวิตอีกสองสามตัวที่พวกเขานำมาด้วย ตั้งใจว่าจะกินของสดใหม่
เพราะว่าบนเขานี้เต็มไปด้วยสัตว์คุ้มครองของประเทศ ไม่สามารถกินได้เด็ดขาด
หลังจากกินอิ่มดื่มอิ่มแล้ว พวกเขาก็ออกไปเดินเล่นเพื่อหาลูกสนและเกาลัดอีกครั้ง
ก่อนหน้านี้ตอนที่เสิ่นอวี้จู๋มาที่ภูเขา เขาไม่ค่อยได้หาสิ่งเหล่านี้ เพราะยุ่งอยู่กับการวาดภาพและเก็บข้อมูล บางครั้งก็อยู่ที่เดียวหลายวัน
การมากับคุณย่าตัวน้อยในครั้งนี้ ทำให้ได้สัมผัสประสบการณ์ชีวิตที่แตกต่างออกไป
ไม่นานนักพวกเขาก็เก็บเห็ดป่าที่กินได้ เมล็ดสน ถั่วฮาเซลนัท และเกาลัดมากมาย เก็บมาได้หลายกระสอบเลยทีเดียว
แม้จะรู้สึกเหนื่อย แต่เมื่อเห็นผลลัพธ์แล้วก็รู้สึกพอใจมาก
เสิ่นจืออินจุดธูปให้ผีหลายตน และยังพับกระดาษเงินกระดาษทองขนาดเล็กเผาให้พวกเขาด้วย
"ขอรบกวนพวกเธอช่วยส่งให้ทีนะ"
พวกผีรับปากว่า "ไว้ใจพวกเราได้เลย!"
จากนั้นเธอก็เปิดประตูสู่โลกวิญญาณ ผีหลายตนก็แบกกระสอบเหล่านั้นเข้าไปในประตูนั้น
ในสายตาของเสิ่นอวี้จู๋และเหวินเจวี๋ย สิ่งเหล่านั้นก็หายวับไปอย่างกะทันหัน
เสิ่นอวี้จู๋ยังค่อนข้างสงบนิ่ง แต่เหวินเจวี๋ยกลับม่านตาหดเล็กลงทันที
บทที่ 98: ไม่คิดว่าผีจะสามารถใช้แบบนี้ได้
แม้ว่าก่อนหน้านี้เสิ่นอวี้จู๋จะเตือนเขาอย่างอ้อมๆ และตอนทำนายดวงชะตาก็ได้แสดงให้เห็นถึงความไม่ธรรมดาของเสิ่นจืออินแล้ว แต่ตอนนี้เมื่อได้เห็นกับตาว่าของมากมายหายไปต่อหน้าต่อตา เขาก็รู้สึกตกใจอีกครั้ง
ณ บ้านตระกูลเสิ่น ตอนนี้มีเพียงเสิ่นมู่เหยี่ยคนเดียวที่อยู่บ้าน
หลังเขากลับจากโรงเรียนมาที่บ้านแล้วไม่เห็นคุณย่าตัวน้อย ก็รู้สึกคิดถึงมาก
ทำไมไม่พาเขาไปเที่ยวด้วย ไม่ได้เรียนหนังสือก็ไม่เห็นจะเป็นอะไรเลย
เสิ่นมู่เหยี่ยนั่งพิงข้างต้ามี พลางจิบเหล้าแดงไปหนึ่งแก้ว
"ต้ามี พอไม่มีคุณย่าตัวน้อยคอยเคี่ยวเข็ญให้ฝึก ฉันรู้สึกไม่มีแรงจูงใจเลย"
เจ้าเสือยักษ์หาวหนึ่งที รู้สึกว่ามนุษย์คนนี้ช่างน่ารำคาญ
อยากโดนทรมานก็ไม่บอก
เสิ่นมู่เหยี่ยพูดอย่างเจ็บปวด "ต้ามี แกไม่เข้าใจความรู้สึกของฉันหรอก!"
"ไม่ได้การแล้ว ฉันต้องโทรหาคุณย่า ถามว่าตอนนี้เธออยู่ที่ไหนแล้ว"
เขาจะดูว่าตอนนี้จะตามไปทันหรือไม่
เด็กหนุ่มกำลังจะหยิบโทรศัพท์ออกมา จู่ๆก็ได้ยินเสียงของหนักตกลงพื้น
"อะไรน่ะ!"
เขาทำเหล้าหกหมดแล้ว นี่มันเหล้าหายากที่อุตส่าห์ไปแอบขโมยมาจากพ่อมา เสียไปแม้แต่นิดเดียวก็เสียดาย
แน่นอนว่าคนที่เสียดายที่สุดคงไม่ใช่เขาแน่
คนหนึ่งกับเสือหนึ่งตัวพร้อมใจกันหันไปมองทางต้นเสียงเป็นตาเดียว
พวกเขาเห็นกระสอบหลายใบปรากฏขึ้นมาจากความว่างเปล่า ดูจากรูปร่างแล้วรู้ได้ว่าข้างในบรรจุของเต็มแน่น
เหตุการณ์ประหลาดนี้ ถ้าเป็นเมื่อก่อนเสิ่นมู่เหยี่ยคงคิดว่ามีคนจะทำร้ายเขา แต่ตอนนี้สิ่งแรกที่เขาคิดคือ
"คุณย่าตัวน้อย!"
คุณย่าที่รักของเขาคิดถึงเขาแล้วสินะ?
เสิ่นมู่เหยี่ยวิ่งไปอย่างรวดเร็ว รวมทั้งต้ามีด้วย
มันอยากดูว่าเสิ่นจืออินเอาของดีๆอะไรมาให้มันบ้างหรือเปล่า ซึ่งความจริงพิสูจน์แล้วว่า ไม่มีส่วนของมันเลยสักชิ้น
ต้ามีดมรอบๆ แล้วเดินจากไปพร้อมบ่นพึมพำ
พ่อบ้านได้ยินเสียงทางนี้จึงเดินมาดู
เสิ่นมู่เหยี่ยฉีกกระดาษโน้ตที่ติดอยู่บนกระสอบออก ตัวอักษรบนนั้นเห็นได้ชัดว่าเป็นลายมือของพี่ชายคนที่สามของเขา
'ส่งของขวัญมาให้พวกคุณแล้ว ทั้งหมดเก็บมาจากบนภูเขา ตากแห้งแล้วคั่วกินได้ ทำเมล็ดสนเคลือบน้ำตาลเยอะๆหน่อย ผมกับคุณย่าตัวน้อยจะกินตอนกลับไป'
ท้ายข้อความยังมีรูปหน้ายิ้มแลบลิ้นวาดไว้ด้วย
ในกระสอบมีของเยอะพอสมควร เมล็ดสนมีครึ่งกระสอบ ทั้งหมดเป็นเมล็ดสนขนาดค่อนข้างใหญ่
พ่อบ้านพูดขึ้นว่า "คุณหนูและคุณชายสามช่างมีน้ำใจจริงๆ เห็ดป่าพวกนี้ราคาสูงมากในตลาด และยังมีคุณค่าทางโภชนาการสูงด้วย"
เห็ดป่าที่ส่งกลับมาส่วนใหญ่เป็นเห็ดสนและเห็ดหัวลิง ซึ่งมีคุณค่าทางโภชนาการสูง ต้องรีบนำออกมาจัดการให้ดี
เสิ่นมู่เหยี่ยคิดในใจ : ยิ่งอยากไปหาคุณย่าตัวน้อยเข้าไปใหญ่ ฉันนึกภาพออกเลยว่าตอนที่พวกเขาหาของพวกนี้ คงจะกระโดดโลดเต้นสนุกสนานกันขนาดไหน
"ฮัดเช้ย!"
เสิ่นจืออินที่อยู่ในเต็นท์ไกลถึงเขาฉินหลิงจามเสียงดัง เกือบจะพ่นนมในปากออกมา
"ต้องเป็นเจ้าหนูเสิ่นมู่เหยี่ยคิดถึงฉันแน่ๆ!"
เด็กหญิงตัวน้อยพูดอย่างมั่นใจขณะนั่งขัดสมาธิ
เต็นท์ของพวกเขาใหญ่มาก แม้ผ้าเต็นท์จะดูบาง แต่ข้างในกลับอุ่นมาก ใส่เสื้อตัวเดียวก็ไม่รู้สึกหนาว
เพราะเสิ่นจืออินติดยันต์กันหนาวไว้รอบๆเต็นท์
สิ่งนี้ดูดซับพลังงานความร้อนในอากาศและกระจายความร้อน เหมือนกับมีเครื่องปรับอากาศติดตั้งอยู่
เหวินเจวี๋ยรู้สึกประหลาดใจมาก ตอนนี้กำลังศึกษาอย่างจริงจังอยู่
น่าเสียดายที่เขาอ่านไม่ออก
"หรือว่าที่บ้านได้รับของแล้ว? เร็วขนาดนั้นเลยหรือ?"
เสิ่นอวี้จู๋พูดอย่างตื่นเต้นว่า "ผมจะโทรศัพท์ไปถามดู"
เพิ่งผ่านไปไม่ถึงครึ่งชั่วโมงเอง เหวินเจวี๋ยเองก็รู้สึกอยากรู้อยากเห็นเช่นกัน
แม้ว่าเขาจะพูดน้อย แต่ความอยากรู้อยากเห็นเกี่ยวกับสิ่งประหลาดแบบนี้มีไม่น้อยเลย
เส้นทางวิญญาณนั่นเร็วขนาดนั้นเลยเหรอ?
ยังไม่ทันที่เสิ่นอวี้จู๋จะโทรออก เสียงโทรศัพท์มือถือของเสิ่นจืออินก็ดังขึ้นมาก่อน
"เสือน้อยสองตัว เสือน้อยสองตัว วิ่งเร็ว วิ่งเร็ว..."
เสียงเรียกเข้าแบบเด็กๆที่ดังขนาดนี้ คงได้ยินไปทั่วทั้งหุบเขาแน่ๆ
เสิ่นจืออินถือขวดนมพลางหยิบโทรศัพท์ออกมา เป็นสายจากเสิ่นมู่เหยี่ย เธอไม่แปลกใจเลยสักนิด
หลานชายคนเล็กคนนี้ติดเธอมากที่สุดแล้ว
พอโทรศัพท์เชื่อมต่อ เสียงของเสิ่นมู่เหยี่ยก็ดังลั่นขึ้นมาทันที
[คุณย่าตัวน้อย!!!]
เสิ่นจืออินถึงกับเดาได้ว่าประโยคต่อไปของเขาจะเป็นอะไร
'เธอไม่รักฉันแล้วใช่ไหม'
และก็เป็นอย่างที่คาดไว้ เสียงดังลั่นของเสิ่นมู่เหยี่ย แสร้งทำเป็นเศร้าโศก "คุณย่าไม่รักผมแล้วใช่ไหม!!!"
เหวินเจวี๋ย : ...
คุณชายน้อยแห่งตระกูลเสิ่นเป็นคนแบบนี้เหรอ? ทำไมเขาจำได้ว่าเมื่อก่อนเจ้าหนูนี่ทั้งดูหยิ่งยโสและดื้อดึงมากเลยนะ?
เสิ่นจืออินปลอบโยนเขาอย่างชำนาญ "ฉันส่งของไปให้เธอแล้วไม่ใช่เหรอ? ก็กินเยอะๆสิ"
[แต่ผมอยากไปผจญภัยกับคุณมากกว่า คุณบอกว่าผมต้องเรียนรู้ที่จะควบคุมพลังของตัวเองไม่ใช่เหรอ? ผมจะเรียนรู้ที่โรงเรียนหรือที่บ้านได้ยังไง? ผมจำเป็นต้องออกไปฝึกในสถานการณ์จริงสิ]
[มีแต่การฝึกฝนที่แท้จริงเท่านั้นที่จะทำให้ผมเติบโตได้ การอ่านหนังสือทำให้ผมง่วงนอน การเล่นบาสเกตบอลและเรียนวิชาพละที่โรงเรียนทำให้ครูปวดหัวมาก…]
เสิ่นจืออินพูดสั้นๆ "พูดภาษาคนหน่อย"
เสิ่นมู่เหยี่ยเปลี่ยนน้ำเสียงเป็นจริงจังทันที
[สองสามวันนี้ผมทำโต๊ะพังไปสามตัว ลูกบาสแตกไปห้าลูก อุปกรณ์กีฬาของโรงเรียนอีกหลายอย่าง รวมถึง... รวมถึงต้นกล้าต้นหนึ่งที่ไม่มีความผิด และนักเรียนอีกหลายคนที่ไม่มีความผิด ตอนโยนลูกบาสผมควบคุมแรงไม่ได้เลยทำให้พวกเขาต้องไปโรงพยาบาล]
เสิ่นจืออิน: "...เธอนี่เก่งจริงๆเลยนะ"
ไม่แปลกที่ครูจะปวดหัวมาก
[ดังนั้น ผมเลยคุยกับครูนิดหน่อยเพื่อขอลาหยุด] ไม่รอให้เสิ่นจืออินพูด เขาก็เอ่ยต่อ [พวกเขาอนุญาตแล้ว]
"ลาไปกี่วันล่ะ?"
[สองสัปดาห์]
นั่นก็ครึ่งเดือนเลยนะ
ใช่แล้ว สิ่งที่เขาทำคือตัดสินใจเองก่อนแล้วค่อยขออนุญาตทีหลัง
"ได้ มาที่นี่สิ เอาหนังสือเรียนมาด้วยนะ"
เสิ่นมู่เหยี่ย [...เอ่อ ไม่จำเป็นหรอก ในป่าเขาก็ไม่มีใครสอนผมนี่ คงไม่ต้องเรียนออนไลน์หรอก เพราะสัญญาณอินเทอร์เน็ตบนเขาก็ไม่ดีด้วย]
เสิ่นจืออินหัวเราะ "ฉันจะหาครูให้เธอเอง ในยมโลกมีอาจารย์มหาวิทยาลัยที่รอไปเกิดใหม่อยู่เยอะแยะ อย่างไรก็ว่างอยู่แล้ว เชื่อว่าพวกเขาจะยินดีมากเลยล่ะ~"
เสิ่นมู่เหยี่ย : …
เหวินเจวี๋ย : …
ไม่คิดว่าผีก็ใช้งานแบบนี้ได้ด้วย
เสิ่นอวี้จู๋ชูนิ้วโป้งให้กับคุณย่าตัวน้อยของเขา
เสียงเล็กๆ เสิ่นจืออินเต็มไปด้วยความร่าเริง
"จะมาอีกไหม?"
เสิ่นมู่เหยี่ยกัดฟัน [ไป!]
ก็แค่เรียนพิเศษตัวต่อตัวกับครูผีเท่านั้นเอง คุณย่าของเขาต้องหาครูที่เก่งมากๆมาให้แน่นอน คนอื่นอยากได้โอกาสแบบนี้ยังไม่มีเลย
โอ๊ย... เป็นนักเรียนช่างทรมานจริงๆ เมื่อไหร่จะจบสักทีนะ
คราวนี้ เสิ่นจืออินเดินทางไปรับหลายชายด้วยตัวเองผ่านเส้นทางวิญญาณ
เช่นเดียวกัน ไม่ถึงครึ่งชั่วโมงก็มาถึงตระกูลเสิ่นแล้ว
เธอปรากฏตัวขึ้นอย่างกะทันหัน สบตากับเสิ่นซิวหรานที่นั่งอ่านเอกสารอยู่ในสวน
มือของเสิ่นซิวหรานสั่นเล็กน้อย เกือบจะทำกาแฟหกออกมา
"คะ... คุณย่าตัวน้อย?"
แม้ว่าปกติเขาจะเป็นคนสุขุม แต่ตอนนี้พูดติดอ่างไปหมดแล้ว
เสิ่นจืออินยิ้มกว้าง เผยให้เห็นฟันขาวเรียงสวย ยกมือขึ้นทักทายเขา
"สวัสดีตอนบ่ายจ้ะ หลานชายคนโต"
เสิ่นซิ่วหราน : ...ฉันรู้สึกไม่ค่อยดีเท่าไหร่แฮะ
"ฉันมารับหลานชายคนเล็กน่ะ เขาเตรียมตัวพร้อมแล้วหรือยัง?"
"เตรียมอะไรหรือ?"
จริงๆแล้วเขาอยากถามมากกว่าว่าเสิ่นจืออินมาปรากฏตัวที่นี่ได้อย่างไร ไม่ได้อยู่ที่ฉินหลิงหรอกหรือ?
เสิ่นจืออินกะพริบตาโตใสซื่อ "หลานชายคนเล็กไม่ได้บอกเธอเหรอ? เขาลาโรงเรียนครึ่งเดือน จะไปฉินหลิงกับฉันน่ะ"
เสิ่นซิวหรานตอบ "ไม่ได้บอก"
ดูเหมือนว่าเขาจะกัดฟันกรอดตอนที่พูดคำนั้นออกมา
บทที่ 99: รับจ้างตีแทนไหม? หนึ่งแสนต่อครั้ง
เสิ่นจืออินปลอบใจเขา "วางใจเถอะ รับรองว่าจะไม่รบกวนการเรียนของเขาแน่นอน ฉันตัดสินใจจะขอความช่วยเหลือจากท่านผู้พิพากษาให้หาครูที่กำลังรอกลับชาติมาเกิดในยมโลกมาช่วยสอนการบ้านให้เขา"
เด็กหญิงตัวน้อยเดินมานั่งลงตรงข้ามเสิ่นซิวหรานอย่างไม่เคอะเขิน แล้วเริ่มกินขนมปังกรอบที่วางอยู่บนโต๊ะ
เสิ่นซิวหรานพยักหน้า "คุณย่าตัวน้อยมาได้ยังไงครับ?"
จู่ๆก็ปรากฏตัวขึ้น นี่เวทมนตร์บทใหม่อีกแล้วหรือ?
เสิ่นจืออินเล่าเรื่องเส้นทางวิญญาณให้เขาฟัง "แต่คนธรรมดาเข้าไปไม่ได้ ถ้าคนธรรมดาเดินทางผ่านเส้นทางวิญญาณ อาจจะทำให้วิญญาณหลุดออกจากร่างได้ง่าย"
เธอมีตราประทับของท่านผู้พิพากษาอยู่กับตัว จึงเดินเส้นทางวิญญาณได้โดยไม่ถูกตรวจพบ
แต่หลังจากพาหลานชายเข้าไปแล้ว คงต้องต่อสู้สักตั้งหนึ่ง
คิดถึงตรงนี้ เสิ่นจืออินจึงพับแขนเสื้อขึ้นแล้วเริ่มตรวจสอบอาวุธและอุปกรณ์ของตัวเอง
ดาบไม้ท้อเล็กเหลืออยู่ห้าเล่ม ยันต์สามารถใช้ต่อสู้กับผีได้ ยันต์ระเบิดเพลิง25แผ่น และยันต์เรียกสายฟ้ามีเพียงห้าแผ่น
ยันต์เรียกสายฟ้านั้นวาดยากมาก พลังอำนาจใหญ่โตก็จริง แต่ต้องรวบรวมพลังวิญญาณมากพอสมควร
วาดเพิ่มอีกหน่อยดีกว่า
เด็กหญิงหยิบเอาเลือดสัตว์ ชาดแดง พู่กัน และกระดาษฉลากออกมาวางเรียง มือน้อยๆจับพู่กันขึ้นมาแล้วเริ่มวาดทันที
วาดยันต์เรียกสายฟ้าแผ่นที่หนึ่ง กินยาเม็ดหนึ่งเม็ด
วาดยันต์เรียกสายฟ้าแผ่นที่สอง กินยาอีกหนึ่งเม็ดแล้วพักผ่อนเล็กน้อย
วาดแผ่นที่สาม เธอโยนพู่กันทิ้งทันที ล้มพับลงบนโต๊ะด้วยความอ่อนเพลีย หมดอาลัยตายอยาก
เสิ่นซิวหราน : ...
"คุณย่าตัวน้อย ไม่เป็นอะไรใช่ไหม?"
เสิ่นจืออินโบกมือ "รอฉันพักสักครู่"
เธอกอดขวดนมดื่มอึกใหญ่ จากนั้นก็ทิ้งตัวลงนั่งบนพื้นอย่างไม่เกรงใจ ราวกับไร้กระดูก ขดขาสั้นๆแล้วเริ่มดูดซับพลังวิญญาณ
ตอนนี้ยังดีอยู่ สามารถวาดยันต์เรียกสายฟ้าได้ถึงสามแผ่นแล้ว ก่อนหน้านี้วาดได้แค่สองแผ่น
เธอมียาเม็ดช่วย แม้ว่าจะใช้พลังวิญญาณไปมาก แต่ก็ฟิ้นฟูได้อย่างรวดเร็ว
หลังจากฟื้นคืนพลังเต็มที่ก็เริ่มลงมือทำงานอีกครั้ง
เสินซิ่วหรานสั่งให้ผู้จัดการไปหยิบเบาะรองนั่งมาวางบนพื้น
พอเสิ่นมู่เหยี่ยจัดของเสร็จ ก็พบว่าคุณย่าตัวน้อยมาถึงแล้ว
เขาตื่นเต้นราวกับลูกชายโง่ๆของเศรษฐีที่เดินเข้าไปหา "คุณย่าตัวน้อยครับ ผมคิดถึงคุณมากเลย~~~"
เสินซิ่วหราน "หยุดนะ"
เสิ่นมู่เหยี่ย : ...
การเคลื่อนไหวและเสียงของเขาหยุดลงทันที เขายืนนิ่งอย่างว่าง่าย
"ทำไมไม่บอกฉันเรื่องขอลาหยุด?"
เสิ่นมู่เหยี่ยพูดว่า "ถ้าผมบอกพี่ พี่ต้องไม่อนุญาตแน่ๆ ดังนั้นผมจึงต้องทำก่อนแล้วค่อยขอทีหลัง"
เขาคิดว่าฉันโง่หรือไง?
เสิ่นซิวหรานยิ้มแล้วพูดกับเสิ่นจืออินที่กำลังวาดยันต์ว่า "คุณย่าตัวน้อย การจ้างครูแค่คนเดียวดูไม่ค่อยมืออาชีพเท่าไหร่ จ้างครูทุกวิชาเลยดีกว่า อ้อ รวมถึงวิชาเสริมด้วย เช่น คอมพิวเตอร์ ดนตรี และเต้นรำ ก็ควรจ้างครูมาสอนด้วย เด็กๆน่ะ ยิ่งมีทักษะมากยิ่งดี"
เสิ่นมู่เหยี่ย “...นี่พี่อยากให้ผมตายหรือไง!”
พี่ชายของเขาช่างโหดร้ายเหลือเกิน!
เสิ่นจืออินพยักหน้าขณะที่วาดยันต์ไปด้วย
หลังจากหยุดมือ เธอมียันต์เรียกสายฟ้าเพิ่มขึ้นสิบแผ่น และยันต์ระเบิดเพลิงเพิ่มขึ้นอีกสิบแผ่น
"พรุ่งนี้ค่อยไป วันนี้ฉันต้องวาดยันต์ให้เยอะๆ และพักผ่อนให้เต็มที่"
เสิ่นมู่เหยี่ยตกใจจนทำตัวไม่ถูก "ไม่ได้นะคุณย่าตัวน้อย ทำไมถึงไปตอนนี้ไม่ได้ล่ะ ผมรีบนะ!"
เสิ่นซิวหรานและเสิ่นจืออินต่างมองเขา ไอ้หนูนี่ดูท่าทางเหมือนทำอะไรผิดมาแน่ๆ
"นายทำอะไรมา หืม?"
เสิ่นซิวหรานจ้องมองเขาด้วยสายตาคมกริบ แม้จะนั่งอยู่บนรถเข็น ก็ยังไม่อาจบดบังความสง่างามของเขาได้
เสิ่นมู่เหยี่ยหลบตา "ก็ไม่ได้ทำอะไรมาก แค่...ขโมยไวน์พ่อมาดื่มนิดหน่อย"
"บอกก่อนนะว่าผมไม่ได้ขโมยของพี่นะ พ่อเรานี่ก็แปลก ไวน์แดงซื้อมาก็เพื่อดื่มไม่ใช่เหรอ แต่เขาดันเก็บสะสมไว้ เก็บมานานแค่ไหนแล้วก็ไม่เห็นแตะเลย ผมก็แค่ช่วยเขาน่ะ"
เสิ่นซิวหรานมองไปด้านหลังเขา มุมปากยกขึ้นเล็กน้อยแล้วถาม "ขโมยขวดไหนมา?"
เสิ่นมู่เหยี่ยตอบอย่างไม่ใส่ใจ "ขวดบนสุดซ้ายสุดในตู้เหล้าของเขาน่ะ"
พูดจบก็รู้สึกว่าต้นคอเย็นวาบ
เมื่อรู้สึกได้ถึงลางไม่ดี เสิ่นมู่เหยี่ยผู้มากประสบการณ์จึงวิ่งหนีไปโดยไม่หันกลับมามอง
พี่ชายหลอกเขา!!!
"ไอ้เด็กบ้า หยุดเดี๋ยวนี้นะ นั่นมันไวน์โรมานี ปี1945 ที่ฉันซื้อมาจากการประมูลด้วยเงิน1.7ล้าน แกดื่มมันไปแล้ว!!!"
มีแต่เสิ่นมู่เหยี่ยเท่านั้นที่สามารถทำให้ เสิ่นควาน ประธานบริษัทผู้สุขุมเยือกเย็นกลายเป็นหมีดุร้ายได้
เสิ่นควานโกรธมาก ไวน์นั้นตอนนี้ทั่วโลกเหลือไม่กี่ขวดแล้ว เขาเก็บสะสมมาหลายปี แต่ตอนนี้ถูกไอ้ลูกชายตัวแสบดื่มไปแล้ว แถมยังภูมิใจอีก!
เสิ่นควานโกรธจนทนไม่ไหว คว้าเก้าอี้ตัวหนึ่งแล้ววิ่งไล่ตามไป
พวกเขาวิ่งออกจากคฤหาสน์ตระกูลเสิ่นไปข้างนอกแล้ว
เสิ่นจืออินถาม "จะไม่เป็นอะไรใช่ไหม?"
เสิ่นซิวหรานพูดอย่างชินชา "ไม่ต้องกังวล พ่อเขารู้ขอบเขต"
"ไม่ใช่ ฉันถามว่าพ่อของเธอจะไม่เป็นอะไรใช่ไหม ตอนนี้เสิ่นมู่เหยี่ยหนังหนาเนื้อแน่น ถึงพ่อเธอจะเอาเก้าอี้ทุบ ก็มีแต่เก้าอี้ที่จะพังเท่านั้น"
เสิ่นซิวหราน : ...
นี่เป็นสาเหตุที่ทำให้ไอ้หนูเสิ่นมู่เหยี่ยนั่นกล้ามากขึ้นเรื่อยๆใช่ไหม?
สุดท้ายเสิ่นควานก็ถูกเสิ่นมู่เหยี่ยพยุงกลับมา เก้าอี้หายไปแล้ว
"ทำไมพ่อถึงโมโหนักล่ะ? ก็แค่สองล้านกว่าๆเอง ใช่ว่าพ่อจะไม่มีเงินซะหน่อย อีกอย่างมันก็ไม่ได้สูญเปล่า มันเข้าไปอยู่ในท้องผมแล้ว”
“อายุปูนนี้แล้วยังวิ่งไล่ตามผมไปทั่วครึ่งหมู่บ้าน พ่อไม่อายเหรอ? ดูสิ วิ่งจนขาตัวเองเป็นง่อยไปเลย หรือว่าพ่ออยากเป็นเพื่อนร่วมชะตากรรมกับพี่ใหญ่รึไง?"
เสิ่นควานโกรธจนกัดฟันแทบหัก
มุมปากของเสิ่นซิวหรานกระตุก รู้สึกว่าเสิ่นมู่เหยี่ยกำลังหาเรื่องตายชัดๆ
ก่อนหน้านี้ไอ้เด็กบ้านี่ทำตัวเมินเฉยใส่พวกเขา ไม่สนใจใครแต่ช่วงนี้เขาอยู่บ้าน พ่อของเขาก็จะกลับบ้านอย่างน้อยสองวันครั้ง ไม่ว่าจะยุ่งแค่ไหนก็ตาม
ความสัมพันธ์ของพวกเขาก็สนิทกันมากขึ้น นิสัยที่แท้จริงของเสิ่นมู่เหยี่ยก็เผยออกมามากขึ้นเรื่อยๆ
เสิ่นควานนั่งลง แล้วมองเสิ่นจืออินด้วยสายตาจริงจัง
"คุณป้า รับจ้างตีแทนแทนไหม? หนึ่งแสนต่อครั้ง"
เสิ่นจืออินรีบหยิบดาบไม้เล่มเล็กออกมาพร้อมกับพูดอย่างเด็ดขาด "นี่ฉันรับจ้างตีแทนที่ไหนกัน? ฉันกำลังสั่งสอนเด็กแทนผู้ปกครองต่างหาก!"
เสิ่นมู่เหยี่ย : ...พ่อ นี่พ่อเล่นไม่แฟร์นะ!
เขาหันหลังวิ่งหนีทันที เสิ่นจืออินรีบวิ่งไล่ตามด้วยขาสั้นๆอย่างรวดเร็ว กระโดดขึ้นเตะจนเด็กหนุ่มล้มแล้วเริ่มกำหมัด ทุบตีเสิ่นมู่เหยี่ยอย่างรัวเร็ว
เสิ่นมู่เหยี่ยร้องลั่น "คุณย่า อย่าตีผมเลย ผมผิดไปแล้ว!!!"
เสิ่นควานรู้สึกสบายใจที่ได้จิบชาอย่างสงบ
ฮึ... แกคิดว่าพ่อจัดการแกไม่ได้หรือไง!
สุดท้ายแม้ว่าเสิ่นมู่เหยี่ยจะหน้าบวมตาปูด แต่เรื่องราวอันยิ่งใหญ่ที่เสิ่นควานหยิบเก้าอี้ไล่ตีลูกชายคนเล็กไปทั่วครึ่งหมู่บ้านหรูก็แพร่สะพัดไปทั่วแวดวงคนรวย
ไม่คิดไม่ฝันเลยว่า ที่แท้เสิ่นควานตีลูกที่บ้านแบบนี้นี่เอง
พอวันรุ่งขึ้น ตอนที่เสิ่นควานไปบริษัท เขารู้สึกว่าสายตาของคณะกรรมการหลายคนที่มองเขาดูแปลกไป
เมื่อทราบว่าทั้งหมดนี้เป็นเพราะเขาโกรธจนวิ่งไล่ตีลูกชาย เสิ่นควานก็คิดในใจว่า คุณป้าจะรับจ้างตีแทนจากทางไกลด้วยไหมนะ?
ในขณะนี้ เสิ่นจืออินและเสิ่นมู่เหยี่ยยังคงอยู่ในเส้นทางวิญญาณ
แม้ว่าการยืมเส้นทางวิญญาณจะสะดวกและรวดเร็ว แต่ก็อันตรายมากเช่นกัน เพราะผีที่พบที่นี่ล้วนเป็นวิญญาณร้ายและภูตผีดุร้าย
พวกเขาเพิ่งเข้าไปก็เจอผีไม่กี่ตนที่หาเรื่องตายซ้ำซ้อนอยู่หลายตน แต่เสิ่นจืออินจัดการพวกมันได้อย่างง่ายดาย
บทที่ 100: กองทัพวิญญาณ
เสิ่นมู่เหยี่ยที่เดินตามคุณย่าตัวน้อยมาแต่แรกนั้น ไม่ได้ใส่ใจกับเส้นทางวิญญาณนี้เท่าไหร่นัก เพราะในสายตาของเขา คุณย่าน่ากลัวยิ่งกว่าผีเสียอีก
จนกระทั่งเสียงอึกทึกดังขึ้น
ตึง ตึง ตึง...
เสียงดังที่เป็นจังหวะนี้ ราวกับมีสิ่งมีชีวิตจำนวนมากกำลังเดินเรียงแถวมาทางนี้
เหมือนกับการสวนสนามของทหารที่เขาเคยเห็นในวันชาติ เสียงฝีเท้านับไม่ถ้วนรวมกันเป็นเสียงเดียว สร้างความตื่นตะลึงให้กับผู้คน
ไม่เพียงเท่านั้น นอกจากเสียง ‘ตึงตึงตึง’ แล้ว ยังมีเสียงฝีเท้าม้ากระทบพื้นอย่างเป็นจังหวะด้วย
เสิ่นมู่เหยี่ยที่แต่เดิมไม่ได้ใส่ใจอะไรมากนัก รู้สึกขนลุกซู่ พยายามย่อตัวสูงใหญ่ของเขาให้เล็กลงแล้วเข้าไปใกล้คุณย่าตัวน้อยมากขึ้น
"คุณย่าตัวน้อยครับ นั่นมันอะไรกัน?"
ด้านหน้ามีหมอกหนาทึบมองไม่เห็น แต่มีแสงไฟสีเขียวของวิญญาณที่ช่วยสร้างบรรยากาศให้ดูน่าขนลุกและน่ากลัว
เสิ่นจืออินหยิบยันต์ส่งให้เขาหนึ่งกำมือ
"ถือไว้ให้ดี นั่นคือกองทัพวิญญาณ อยู่ใกล้ๆฉันเอาไว้"
สิ่งที่น่ากลัวที่สุดสำหรับการยืมเส้นทางวิญญาณคือการเจอกับกองทัพวิญญาณ และการปะทะกับวิญญาณร้าย
ไม่คิดว่าวันนี้จะโชคร้ายถึงขนาดเจอเข้าจนได้
พอกองทัพวิญญาณมาถึง วิญญาณร้ายอื่นๆที่อยู่บนเส้นทางวิญญาณนี้ก็หนีกันหมด
เสิ่นจืออินจึงรีบลากตัวเสิ่นมู่เหยี่ยวิ่งหนีอย่างรวดเร็ว
"มีกลิ่นคนเป็น"
หมอกด้านหน้าสลายตัว กลุ่มโครงกระดูกสวมชุดเกราะสีดำโบราณปรากฏตัวขึ้น พวกเขาถืออาวุธโบราณ บางตนขี่ม้าศึกที่เป็นโครงกระดูกเช่นกัน
เสิ่นมู่เหยี่ยหันกลับไปมองแล้วอดไม่ได้ที่จะสบถเบาๆ
เสิ่นจืออินคิดว่าเขาตกใจ แต่ใครจะรู้ว่าประโยคต่อมาของเด็กหนุ่มคือ "เท่ชะมัด!"
เสิ่นจืออิน : ...
วินาทีถัดมา เสิ่นมู่เหยี่ยก็ไม่สามารถเอ่ยคำว่า "เท่" ออกมาได้อีกต่อไป
กองทัพวิญญาณนั้นแข็งแกร่งกว่าวิญญาณร้ายทั่วไปมากมาย อีกทั้งนี่ยังเป็นกลุ่มใหญ่อีกด้วย
ม้าศึกที่มีเปลวไฟสีแดงเลือดลุกโชนไปทั่วร่างกำลังควบตรงมาหาพวกเขา
เพียงชั่วครู่ก็ล้อมทั้งสองคนไว้เรียบร้อยแล้ว
พลังหยินนั้นเข้มข้นเสียจนเสิ่นมู่เหยี่ย หนุ่มน้อยผู้ร้อนแรงถึงกับต้องกอดแขนตัวเองไว้แน่น รู้สึกหนาวเหลือเกิน ฟันของเขากระทบกันดังกึกๆ
เสิ่นจืออินคิดว่า ตอนนี้คงหนีไม่ได้แล้ว ลองดูว่าจะเจรจากันได้หรือไม่ก่อนดีกว่า
กองทัพวิญญาณก็มีหลายประเภท มีทั้งทหารชั่วและทหารดี
พวกที่ตอนมีชีวิตฆ่าคนไปมากมายเพียงเพื่อความสะใจในการฆ่า จัดเป็นทหารชั่ว แม้ตายไปแล้วกลายเป็นทหารวิญญาณก็ยังคงทำชั่วไปทั่ว ฆ่าผีในโลกวิญญาณ ฆ่าคนในโลกมนุษย์
แต่ก็มีผู้ที่เป็นคนซื่อสัตย์และจงรักภักดีในยามมีชีวิต เป็นเพียงทหารที่ปกป้องบ้านเมืองและประเทศชาติ แม้พวกเขาจะกลายเป็นกองทัพวิญญาณหลังความตาย แต่พวกเขาจะไม่ฆ่าฟันอย่างไร้เหตุผล แต่จะออกตระเวนไปทั่วเพื่อหาทหารวิญญาณชั่วร้ายมาต่อสู้
กองทัพวิญญาณเหล่านี้ ยมทูตธรรมดาไม่สามารถควบคุมได้ และหลายคนแบกรับความแค้นไม่ยอมไปเกิดใหม่ สุดท้ายก็จะถูกส่งไปยังนรกอเวจี
ซึ่งนั่นก็คือสถานที่ที่เสิ่นจืออินและพวกเขาอยู่ตอนนี้
ที่นี่เปรียบเสมือนเขตไร้คนในยมโลก ไม่มีกฎเกณฑ์ ขังแต่วิญญาณร้ายและปีศาจดุร้าย การที่วิญญาณฆ่ากันเองเป็นเรื่องปกติมาก
"มนุษย์ ทำไมถึงมาอยู่ในโลกวิญญาณ"
กองทัพวิญญาณแยกออกจากกัน แม่ทัพวิญญาณที่แต่งกายแตกต่างจากทหารวิญญาณคนอื่นอย่างเห็นได้ชัด ปรากฏตัวขึ้นบนหลังม้าสูงตรงหน้าพวกเขา
เสิ่นจืออินยืนตรงอย่างสง่างาม คำนับเขาอย่างเป็นทางการ เสิ่นมู่เหยี่ยก็ทำตาม
"ทางค่อนข้างไกล เราก็เลยขอยืมเส้นทางวิญญาณหน่อย ท่านแม่ทัพเป็นผู้รักษาความสงบที่นี่ใช่ไหมใช่ไหมคะ?"
ผู้รักษาความสงบ คือวิญญาณทหารฝ่ายธรรมะ
บางทีอาจเป็นเพราะความแค้นในชีวิตที่ผ่านมาหนักหน่วงเกินไป พวกเขาจึงฆ่าเฉพาะทหารปีศาจชั่วร้ายเท่านั้น
ด้วยเหตุนี้ พวกเขาจึงถูกเรียกว่า "ผู้รักษาความสงบ" โดยปีศาจชั่วร้ายในนรกอเวจี
แม่ทัพวิญญาณไม่ได้ตอบคำถามของเสิ่นจืออิน เพียงแต่เอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เคร่งขรึม
"คนเป็นไม่ควรเข้าสู่เส้นทางวิญญาณ พวกเจ้าเข้ามาได้อย่างไร"
พวกเขาไม่ได้ลงมือฆ่าตั้งแต่แรกเห็น เสิ่นจืออินถอนหายใจด้วยความโล่งอก โชคยังดีที่ได้พบกับทหารวิญญาณที่ดี
เธอหยิบตราประทับของท่านผู้พิพากษาออกมา
"ฉันมีตราประทับของท่านผู้พิพากษา สามารถยืมเส้นทางวิญญาณได้"
แม่ทัพวิญญาณกวักนิ้วเรียก ตราประทับนั้นก็ลอยมาอยู่ในมือของเขา
หลังจากพิจารณาอย่างละเอียดแล้ว เขาก็คืนตราประทับให้เธอ
"รีบออกไปซะ"
เสิ่นจืออินพยักหน้า หลังจากเก็บตราประทับแล้ว เธอก็หยิบธูปและกระดาษไหว้เจ้าออกมาจากกระเป๋าเป้ใบเล็กของเธอ
"ในเมื่อบังเอิญเจอกัน แล้วเราก็กำลังยืมเส้นทางวิญญาณของพวกท่าน งั้นเชิญท่านทานอะไรสักหน่อยเถอะค่ะ"
ผูกมิตรไว้เยอะๆ เผื่อวันหลังต้องตีกัน จะได้เรียกกำลังเสริมได้
"ผมทำเอง คุณย่าตัวน้อยให้ผมจุดธูปเองเถอะ"
เสิ่นมู่เหยี่ยรีบเข้ามาใกล้ๆอย่างกระตือรือร้นเพื่อจุดธูป
แต่เดิมแม่ทัพผีตั้งใจจะปฏิเสธ แต่ไม่นานก็ถูกดึงดูดด้วยกลิ่นของธูปนี้ ทหารวิญญาณคนอื่นๆก็อดไม่ได้ที่จะสูดดมกลิ่นหอมนั้นอย่างแรง
เสิ่นมู่เหยี่ยพูดว่า "นี่เป็นธูปที่แม้แต่ท่านผู้พิพากษาก็ยังชื่นชอบเลยนะครับ"
เมื่อต้องเผชิญหน้ากับเหล่าทหารวิญญาณที่เป็นโครงกระดูกทั้งตัวเหล่านี้ เขารู้สึกกลัวเล็กน้อยแต่ก็คิดว่าพวกเขาดูเท่มาก
ท้ายที่สุดแล้ว เขาชอบดูสิ่งเหล่านี้ตอนดูหนัง
กองทัพวิญญาณนี่เจ๋งสุดๆไปเลย!
แม่ทัพวิญญาณเริ่มลังเล ไม่ใช่ว่าเขาไม่อยากปฏิเสธ แต่กลิ่นหอมนี้มันช่างชวนใจเหลือเกิน
เสิ่นจืออินนั่งตัดกระดาษอยู่บนพื้น ไม่นานก็ตัดม้ากระดาษออกมาได้ยี่สิบตัว
พวกม้ากระดาษเหล่านั้นกลายเป็นม้าจริงๆ ทันทีที่ถูกโยนลงพื้น
"พวกนี้ก็เป็นของขวัญจากพวกเราค่ะ"
ดูเหมือนของขวัญนี้จะถูกใจกองทัพผีอย่างมาก แม้จะกลายเป็นผีไปแล้ว พวกเขาก็ยังอยากมีม้าศึกเป็นของตัวเอง
ม้ากระดาษพวกนี้อ้วนพีแข็งแรง ดูก็รู้ว่าเป็นม้าดี!
ในที่สุด ด้วยธูปและม้ากระดาษเหล่านี้ เสิ่นจืออิน เสิ่นมู่เหยี่ย และกองทัพวิญญาณก็สนิทสนมกันเป็นอย่างดี
ไม่นาน พวกเขาก็ได้รู้ถึงที่มาที่ไปของกองทัพวิญญาณเหล่านี้
พวกเขาคือทหารสมัยราชวงศ์ฮั่นที่ต่อต้านชนเผ่าซงหนู พวกเขาเสียชีวิตขณะปกป้องประตูเมืองจากการโจมตีของฝ่ายศัตรู
หลังจากที่พวกเขาตาย ก็ได้เห็นชาวซงหนูเผาฆ่าและปล้นสะดมชาวเมือง ผู้ชายและคนแก่ถูกสังหาร ผู้หญิงและเด็กถูกลักพาตัวไปเป็นเครื่องมือระบายอารมณ์หรือถูกฆ่าเพื่อเป็นอาหาร
ความแค้นของชาวเมืองและเหล่าทหารได้ผสานรวมกันกลายเป็นกองทัพวิญญาณ
พวกเขาไม่ยอมไปผุดไปเกิดเพราะความแค้นที่รุนแรง รู้ว่าวิญญาณชั่วร้ายเหล่านั้นหลังตายจะถูกลงโทษให้ไปอยู่ในนรกขุมไร้ขอบเขต พวกเขาจึงสมัครใจตกลงไปในนรกขุมนั้นด้วย เพื่อฆ่าวิญญาณชั่วร้ายของชาวซงหนูที่พบเจอ
เสิ่นมู่เหยี่ยรู้สึกว่า พอได้รู้เรื่องราวของพวกเขาแล้ว ยิ่งทำให้พวกเขาเท่มากกว่าเดิมอีก!
ขณะที่พวกเขากำลังสนุกสนานกันอยู่นั้น จู่ๆก็มีแสงสีเลือดพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าจากที่ไกลๆ พร้อมกับเสียงร้องโหยหวนอย่างทรมานของวิญญาณนับไม่ถ้วน
แม่ทัพวิญญาณลุกขึ้นทันที: "พวกมันมาแล้ว!"
"ทหารทั้งหลาย ฆ่ามัน!"
แม่ทัพวิญญาณนำหน้าทหาร ขี่ม้าศึกพร้อมอาวุธในมือ แล้วพุ่งออกไป
ทหารวิญญาณอื่นๆก็ติดตามไปอย่างรวดเร็ว
เสิ่นมู่เหยี่ยมีสีหน้างุนงง: "คุณย่าตัวน้อย เกิดอะไรขึ้นเหรอครับ?"
เสิ่นจืออินตอบ "เป็นทหารวิญญาณชั่วร้าย"
เสิ่นมู่เหยี่ย "งั้นพวกเราไปช่วยกันเถอะ ยันต์พวกนี้ใช้จัดการกับทหารวิญญาณชั่วร้ายพวกนั้นได้ใช่ไหม?"
เสิ่นจืออินมองเขาแวบหนึ่ง "ต่อให้เธอไปตอนนี้ ก็เป็นแค่เศษเนื้อติดซอกฟันของทหารวิญญาณเท่านั้น เธอจะไปยุ่งทำไม"
เสิ่นมู่เหยี่ยยังไม่ลดละความพยายาม "แต่ว่าในเมื่อเราบังเอิญเจอกัน ก็ถือว่าเป็นวาสนา พวกเราเป็นเพื่อนกันแล้ว การช่วยเหลือก็เป็นสิ่งที่ควรทำไม่ใช่เหรอ?"
เสิ่นจืออิน : ... เพิ่งจะเจอกันแป๊บเดียว เรียกว่าเป็นเพื่อนกันแล้วเหรอ?
แต่อย่างไรก็ตาม ความเลือดร้อนและจริงใจของเด็กหนุ่ม เขาสามารถยืนหยัดเพื่อเพื่อนในโลกมนุษย์ได้ ตอนนี้รู้เรื่องราวของทหารวิญญาณพวกนั้นแล้ว ก็อดไม่ได้ที่จะอยากช่วยพวกเขา
"ไปกันเถอะ พาเธอไปเปิดหูเปิดตา แต่อย่าทำอะไรไม่เข้าท่าล่ะ ถ้าตายไปฉันช่วยชุบชีวิตเธอไม่ได้หรอกนะ"
"ครับ ผมเข้าใจแล้ว"
แม้ว่าการใจร้อนวู่วามไม่ใช่เรื่องดี แต่คนที่ไม่มีความหุนหันพลันแล่นก็ไม่ใช่วัยรุ่นที่แท้จริง
ยิ่งไปกว่านั้น เสิ่นมู่เหยี่ยเองก็เป็นผู้ครอบครองจิตวิญญาณธาตุไฟบริสุทธิ์ที่มีนิสัยหุนหันพลันแล่นอยู่แล้ว
เมื่อเสิ่นจืออินพาเขาไปถึงที่นั่น ทั้งสองฝ่ายก็ต่อสู้กันแล้ว
ชนเผ่าซงหนูมีม้าศึกจำนวนมาก และส่วนใหญ่มีรูปร่างใหญ่โตกว่าเหล่าทหารวิญญาณฝ่ายธรรมะ รอบกายพวกมันมีพลังหยินพวยพุ่งออกมา
ทหารวิญญาณชั่วร้ายฆ่าฟันไปทั่วทุกหนแห่ง พวกเขาไม่เหลือความเป็นมนุษย์อีกต่อไป
ตอนมีชีวิตทำชั่วเยี่ยงสัตว์ เมื่อตายไปก็กลายเป็นปีศาจที่รู้แต่การฆ่าฟัน
จุดอ่อนของพวกเขาคือไม่มีสมอง รู้แต่การบุกตะลุย
ส่วนทหารวิญญาณฝ่ายธรรมะมีสมอง พวกเขารู้จักจัดทัพเพื่อสังหารศัตรู และรู้จักใช้กลยุทธ์
จบตอน
Comments
Post a Comment