beautiful wife ep1-10

ลี่อิน, หญิงสาวผู้ทะลุมิติเข้าไปในโลกของนิยายโดยไม่ทันตั้งตัว 

ต้องพบกับโชคชะตาที่ไม่ธรรมดา เมื่อเธอต้องสวมบทบาทเป็นลูกสาวตัวปลอมของตระกูล ที่ต้องแต่งงานกับหนุ่มพ่อหม้ายลูกสามแทนลูกสาวตัวจริง 

เธอจะสามารถพลิกจุดจบ สร้างความสัมพันธ์ และเติมเต็มความรักให้กับครอบครัวนี้ได้หรือไม่ 

มาร่วมลุ้นไปกับลี่อินในเส้นทางของความรัก และการค้นหาตัวตนที่แท้จริงในโลกที่เธอไม่เคยคาดคิดมาก่อน!


บทที่ 1: ทะลุมิติมาเป็นลูกสาวตัวปลอม



   ภายในบ้านหลังไม่เล็กไม่ใหญ่ของครอบครัวตระกูลฟ่าน เสียงร้องไห้คร่ำครวญเล็กๆที่ดังออกมาถึงนอกบ้านทำให้ผู้คนต่างหันไปมองด้วยความอยากรู้อยากเห็น ในขณะที่มีชาวบ้านกลุ่มหนึ่งที่เริ่มหันไปจับกลุ่มนินทากันอย่างสนุกปาก เพราะข่าวคราวที่เพิ่งได้รับมาเมื่อไม่กี่เดือนก่อน


   ที่ลือสนั่นทั่วทั้งหมู่บ้าน!


   ภายในห้องนอนที่ดูหรูหราสมฐานะเจ้าของบ้านที่ทำงานข้าราชการ 


   เปลือกตาของลี่อินหนักอึ้งราวกับถูกกดทับด้วยก้อนตะกั่ว พยายามฝืนลืมตาขึ้นอย่างยากลำบาก


   ภาพเบลอๆ ค่อยๆปรากฏขึ้น เมื่อเจ้าของร่างค่อยๆเปิดตาออกกว้าง สิ่งแรกที่มองเห็นคือเพดานห้อง ที่มีหลอดไฟหนึ่งหลอดส่องสว่างอยู่


   เธอลากสายตามองไปรอบๆห้องนอนด้วยความไม่คุ้นเคยด้วยสายตาที่เหม่อลอย


   "นี่มันเรื่องอะไรกันเนี่ย!" น้ำเสียงเล็กพึมพำกับตัวเองเบาๆ


   "ฮึก ฮือ.."


   เสียงเพลงชนบทยุค80 เล็ดลอดออกมาจากวิทยุเครื่องเล็กๆที่วางอยู่บนโต๊ะข้างเตียง ทำนองเพลงเศร้าสร้อยปนเปกับเสียงร้องไห้ของผู้หญิง บรรยากาศรอบตัวของลี่อิน ดูราวกับถูกห่อหุ้มด้วยความมืดมน และความสิ้นหวัง


   “ฮือ ทำไมถึงเป็นแบบนี้กันล่ะ!” เสียงร้องไห้ที่ดังออกมาอีกครั้ง ดึงสติของลี่อินให้กลับมาจดจ่อกับสถานการณ์ตรงหน้า


   เธอพยายามขยับตัว แต่กลับพบว่าร่างกายของเธอหนักอึ้ง ขยับเขยื้อนได้เพียงเล็กน้อย ราวกับถูกพันธนาการเอาไว้


   "คุณก็ใจเย็นเย็นก่อนสิ เรื่องมันจะได้ไม่บานปลาย" เสียงบทสนทนายังคงดังขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง


   เมื่อปลายตามองก็พบว่า เป็นเสียงของชายวัยกลางคนที่ยืนนิ่งเงียบมาตลอดเอ่ยขึ้น น้ำเสียงของเขาเรียบนิ่ง แต่แฝงไปด้วยความเหนื่อยหน่าย


   "ใจเย็นเหรอ! คุณยังจะให้ฉันใจเย็นอีกเหรอ! ลูกสาวเรากำลังจะถูกบังคับให้แต่งงานกับตาแก่คราวพ่อเนี่ยนะ แถมยังมีลูกติดอีกตั้งสามคน ฉันรับไม่ได้หรอกนะ!"


   หญิงสาวผู้นั้นส่งเสียงดังลั่น ประกอบกับสีหน้ายุ่งเหยิง และดวงตาที่แข็งกร้าว


   "ฮือๆ ยังไงฉันก็ไม่ยอมหรอกนะ ลูกสาวของฉันจะไปแต่งงานกับไอ้แก่นั่นได้ยังไง เธอจะไปใช้ชีวิตกับผู้ชายแบบนั้นได้ยังไงคิดบ้างสิ ไหนจะลูกติดของมันอีกล่ะ" แม้เธอจะส่งเสียงร้องไห้ออกมา ทว่าในน้ำเสียงนั้นก็ยังคงกระด้างอยู่นัยที


   ลี่อินขมวดคิ้ว


   “สิบกว่าปีเลยนะ! สิบกว่าปีที่ลูกสาวแท้ๆของพวกเราต้องทุกข์ทรมาน ตะ แต่อินอินเองก็เป็นลูกสาวที่เราเลี้ยงดูมาเหมือนกันไม่ใช่เหรอ!”


   เสียงสะอื้นไห้ปนเปไปกับคำพูดตัดพ้อที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดและความสิ้นหวัง


   “ลูกสาวแท้ๆงั้นเหรอ”


   เธอพยายามประติดประต่อเรื่องราวจากบทสนทนาอันแสนวุ่นวายตรงหน้า จนในที่สุดก็พอจะปะติดปะต่อเรื่องราวได้


   สองวันที่ผ่านมาหลังจากที่เธอตื่นขึ้นมาในร่างนี้ ลี่อิน ก็ต้องเผชิญกับความสับสนวุ่นวายไม่หยุดหย่อน ความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมไหลบ่าเข้ามาเป็นระลอก ระลอก คล้ายกับเกลียวคลื่นที่กำลังสาดซัดเข้ามาจนเธอตั้งรับไม่ทัน


   ในขณะที่ความทรงจำบางอย่างบ้างก็ชัดเจน บ้างก็เลือนรางราวกับภาพเก่าที่ถูกทิ้งไว้จนซีดจาง


   แต่สิ่งหนึ่งที่เธอพอจะจับใจความได้ก็คือ ชีวิตของเจ้าของร่างเดิมนั้นช่างน่าสงสาร เธอเป็นเพียงเด็กสาวบอบบางที่ถูกเลี้ยงดูมาอย่างตามใจ จนกระทั่งมารับรู้ความจริงบางอย่างเข้าโดยไม่ได้ตั้งใจ เธอต้องแบกรับความเจ็บปวด น้อยใจ และผิดหวังที่มีต่อพ่อแม่ตระกูลฟ่านเอาไว้เพียงคนเดียว


   ดูเหมือนว่า เจ้าของร่างเดิมในตอนนี้กำลังจะถูกบังคับให้แต่งงานกับชายแก่คนหนึ่ง แถมยังเป็นพ่อม่ายลูกติดอีกต่างหาก!


   ลี่อินกวาดตามองบุคคลทั้งสองที่ยืนอยู่ข้างเตียงด้วยสายตาพร่าเลือน ดูเหมือนว่าพวกเขาจะเป็นคู่สามีภรรยาวัยกลางคน ที่อายุน่าจะราวๆ40ปี ในขณะที่ผู้เป็นสามีขมวดคิ้วขึ้นมองท่าทีภรรยาที่ไม่ต่างจากคนบ้า


   เดี๋ยวร้องไห้ เดี๋ยวก็มีท่าทีโกรธเกรี้ยว


   ลี่อิน หญิงสาวร่างเล็กผู้นี้ได้ทะลุมิติเป็นเวลาสองวันแล้ว แต่สติของเธอยังคงพร่าเลือน และมีความทรงจำบางอย่างที่ยังคงหลุดหายไป


   เนื่องจากสภาพร่างกายของเจ้าของเดิมนั้นย่ำแย่เป็นอย่างมาก ครั้นที่พอมีสติกลับมาบ้างก็ยังต้องมานั่งทบทวนความทรงจำเดิมๆ ที่พันกันจนวุ่นวายอยู่ภายในหัว


   ในตอนนี้หญิงสาวได้เผชิญกับเรื่องเหนือธรรมชาติด้วยการทะลุมิติเข้ามาในนิยาย ซ้ำร้ายยังเป็นนิยายยุค80 ที่ดูจะล้าหลังอีกเช่นกัน


   แต่ดูเหมือนว่าโชคชะตายังยังกลั่นแกล้งเธอได้ไม่สาแก่ใจพอ เมื่อลี่อินยังต้องสวมร่างในตัวละครที่มีบทบาทเป็นลูกสาวจอมปลอมของคู่สามีภรรยาตรงหน้าอีกด้วย


   ไม่น่าเชื่อว่าเรื่องวุ่นวาย แบบนี้จะเกิดขึ้นกับเธอ!


   "นี่มันละครหลังข่าวชัดๆ" ลี่อินพึมพำเสียงเบา จ้องมองคนเป็นภรรยาที่กำลังร้องไห้คร่ำครวญออกมาราวกับคนเสียสติ ในขณะที่ผู้เป็นสามีก็มีท่าทีที่ตึงเครียดอย่างเห็นได้ชัด


   แต่เรื่องที่ทำให้เธอหนักใจยิ่งกว่าก็คือ การที่ลูกสาวตัวจริงปรากฏตัวขึ้น ทำให้สถานะของเธอกลายเป็น 'ส่วนเกิน' ในครอบครัวนี้ทันที


   "แล้วฉันควรจะทำยังไงต่อไปดีล่ะเนี่ย" ลี่อินถอนหายใจ


   เท่าที่ลี่อินทบทวนความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมนั้น เมื่อหลายเดือนก่อน ลูกสาวที่แท้จริงของสามีภรรยาคู่นี้ปรากฏตัวขึ้น ซ้ำยังแอบอ้างว่าตนเอง คือลูกสาวที่แท้จริงของพวกเขา


   จนคู่สามีภรรยาพาหญิงสาวคนนั้นไปตรวจดีเอ็นเอที่โรงพยาบาลใหญ่จนพบว่าคำแอบอ้างนั้นคือเรื่องจริง


   เจ้าของร่างเดิมที่รับรู้เรื่องนี้เข้าด้วยความบังเอิญจึงค่อนข้างรู้สึกอึดอัด และกระอักกระอ่วนใจเป็นอย่างมาก


   ก็จะไม่ให้เธอรู้สึกเช่นนั้นได้อย่างไรล่ะ ในเมื่อทายาทที่แท้จริงมาปรากฏตัวต่อหน้าพ่อกับแม่ที่เลี้ยงดูเธอมาเช่นนี้


   ลูกสาวตัวจริงเติบโตมาในครอบครัวชาวนาที่มีฐานะยากจนข้นแค้น ส่วนเจ้าของร่างเดิมที่เป็นทายาทตัวปลอมไม่อยากออกใช้ชีวิตลำบาก และโดดเดี่ยวอยู่ตามลำพัง ก็ยืนกราน คัดค้านหัวชนฝาอย่างไม่ยอมย้ายออกจากบ้าน


   และที่สำคัญไปกว่านั้น คือเธอกำลังจะมีชีวิตที่ดีขึ้น กลายเป็นหญิงสาวที่ร่ำรวย และใครหลายคนต่างก็อิจฉา


   ในเมื่อเธอได้หมั้นหมายกับลูกชายของผู้บัญชาการค่ายทหาร และอีกไม่นาน เธอก็จะได้แต่งงานเข้าตระกูลที่ร่ำรวยแล้ว


   ทว่าทายาทตัวจริงกลับทำแผนการของเธอพังพินาศ ด้วยการมาปรากฏตัวเช่นนี้ เจ้าของร่างเดิมจ้องมองทายาทตัวจริงด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยแรงแค้น


   ในตอนนี้เธอใกล้จะได้แต่งเข้าตระกูลทหารที่ร่ำรวยแล้ว แต่ทายาทตัวจริงกลับปรากฏตัวขึ้นมาเสียก่อน


   ทำให้แผนการที่เธอวางไว้อย่างดิบดีพังพินาศ ล่มไม่เป็นท่าแบบนี้


   เจ้าของร่างเดิมถึงได้จงเกลียดจงชังทายาทที่แท้จริง จนอยากจะฆ่าให้ตายคามือเสียเดี๋ยวนั้น


   แม้อีกฝ่ายจะเป็นถึงลูกสาวตัวจริง แต่ก็ไม่ได้เลี้ยงดูมาตั้งแต่เกิด ส่วนเธอที่เป็นลูกสาวตัวปลอมแต่ก็เลี้ยงดูมาตั้งหลายปีจนเติบใหญ่ขนาดนี้


   จะไม่มีความผูกพันฉันท์พ่อแม่ลูกกับเธอเลยงั้นเหรอ



บทที่ 2: การช่วยเหลือก็เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผล



   แต่เดิมพ่อกับแม่ตระกูลฟ่านคิดจะให้ทั้งสองคนอยู่ด้วยกัน เนื่องจากตระกูลฟ่านเองก็เป็นข้าราชการมานาน ก็ไม่ใช่ว่าจะเลี้ยงดูคนทั้งสองไม่ไหว


   ใครจะรู้ว่าพ่อแม่ชาวนาที่เลี้ยงดูลูกสาวตัวจริงนั้น ก็ได้หมั้นหมายเธอกับชายวัยกลางคนที่มีสถานะพ่อหม้าย ทำธุรกิจเปิดฟาร์มวัว ซ้ำยังมีลูกติดอีกสามคนด้วยเช่นเดียวกัน


   เป็นใครก็ไม่อยากแต่งกับชายที่มีมลทิน ซ้ำยังมีภาระติดสอยห้อยตามมาเช่นนั้น และแน่นอนว่าทายาทตัวจริงก็ไม่คิดยอมเช่นเดียวกัน


   คู่สามีภรรยา ตระกูลฟ่านเองก็อดที่จะสงสารลูกสาวแท้ๆ ที่ต้องใช้ชีวิตลำบากอยู่ที่ชนบทมาเป็นเวลาสิบกว่าปี แถมยังต้องแต่งงานกับพ่อหม้ายวัยกลางคนเช่นนั้น ก็รู้สึกสงสาร และเจ็บปวดแทนอยู่ไม่น้อย


   หญิงวัยกลางคนที่มีสถานะเป็นแม่ก็ไม่อยากให้ลูกไปตกระกำลำบากเช่นนั้นอีก แต่ก็ไม่รู้จะทำอย่างไรในเมื่อพ่อแม่ชาวนาที่เลี้ยงดูลูกสาวตัวจริงของเธอนั้น รับเงินสินสอดจากพ่อม่ายฟาร์มวัวไปแล้ว จนลูกสาวตัวจริงจำเป็นต้องแต่งงาน


   นั่นถึงเป็นเหตุผลที่ทำให้คู่สามีภรรยามีสีหน้าเคร่งเครียด และคิดไม่ตกอยู่เช่นนี้


   แต่อยู่ๆ พ่อแม่ตระกูลฟ่านก็นึกแผนการหนึ่งขึ้นมาได้ แทนที่จะส่งให้ลูกสาวตัวจริงของตนแต่งงานกับพ่อม่ายลูกติดเช่นนั้น เธอก็จะให้ลูกสาวตัวปลอมแต่งงานแทน


   แม้ว่าจะฟังดูไม่ค่อยดีนัก แต่ตระกูลฟ่าน คิดว่าการที่พวกเขาเลี้ยงดูลูกสาวของคนอื่นมาสิบกว่าปี ซ้ำยังเลี้ยงดูได้ดีขนาดนี้


   การช่วยเหลือที่ว่าก็เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลเช่นเดียวกัน


   อีกอย่างลี่อินเองก็ไม่ใช่ลูกสาวแท้ๆ หากให้เธอแต่งงานไปก็คงไม่เป็นอะไร ไหนๆครอบครัวตระกูลจ้าวเองก็ได้เงินสินสอดจากงานแต่งในครั้งนี้ ก็ไม่มีอะไรที่เสียเปรียบ


   อีกอย่างภรรยาตระกูลฟ่านเองก็ถือว่าการลงทุนตลอดสิบปีที่ผ่านมา ตระกูลฟ่านก็ไม่ได้ขาดทุนแต่อย่างใด


   และที่สำคัญเลย เธอและสามีจะได้เลี้ยงดูลูกสาวแท้ๆของตนเสียที


   เมื่อเจ้าของร่างเดิมล่วงรู้เรื่องนี้เข้า ก็เกิดความแค้นเคืองที่พ่อกับแม่คิดจะหาผลประโยชน์ของตน ความสัมพันธ์ พ่อแม่ลูกตลอดระยะเวลาสิบปีที่ผ่านมามันไม่มีความหมายเลยแม้แต่น้อย


   เจ้าของร่างเดิมโกรธแค้นตระกูลฟ่านเป็นอย่างมาก ที่คิดทิ้งให้เธอเผชิญกับชายพ่อม่ายเช่นนั้น แม้จะกรุ่นโกรธ หากแต่ก็รู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจด้วยเช่นเดียวกัน


   ทั้งที่เธอรัก และเคารพคนทั้งสองเป็นอย่างมาก ไม่คิดว่าการที่ลูกสาวตัวจริงมาปรากฏตัวเช่นนี้


   ถึงกับคิดที่จะเฉดหัวเธอทิ้ง ราวกับเป็นสิ่งไร้ค่า


   เจ้าของร่างเดิมจึงแสดงการต่อต้านด้วยการกระโดดน้ำเพื่อหวังตัวตายในทันที ข่าวคราวที่ลูกสาวจอมปลอมกระโดดน้ำฆ่าตัวตาย กลายเป็นข่าวฉาวที่ใครหลายคนต่างก็พูดถึง


   พวกชาวบ้านที่รู้เรื่องนี้ต่างก็พูดกันปากต่อปาก ซ้ำยังติฉินนินทาตระกูลฟ่านเสียยกใหญ่


   เหตุการณ์วุ่นวายครั้งนี้สร้างความอับอายให้กับพวกตระกูลฟ่านเป็นอย่างมาก พวกเขาจึงรู้สึกรังเกียจเจ้าของร่างเดิมที่ทำให้ตระกูลฟ่านตกเป็นขี้ปากของชาวบ้านเช่นนี้


   ตั้งแต่ที่เจ้าของร่างเดิมยังเป็นเด็ก ทุกครั้งที่แม่พาออกไปข้างนอก ทุกคนต่างก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่าทำไมหน้าตาถึงไม่ละม้ายคล้ายคลึงกับพ่อแม่เลยแม้แต่น้อย ทำให้คู่สามีภรรยารู้สึกอึดอัดใจเป็นอย่างมาก


   ไหนจะถูกต่อว่าว่าลูกสาวมีท่าทีที่ดื้อรั้น เทียบกับลูกสาวในตระกูลใหญ่ไม่ได้เลยแม้แต่น้อย


   ลี่อินกะพริบตาปริบๆ


   แม้ว่าเจ้าของร่างเดิมจะกระโดดน้ำ แต่เธอไม่ได้ตาย แถมเพราะเรื่องนี้ คนในครอบครัวคิดว่าเธอหัวรั้น และมีความคิดที่สุดโต่งจนเกินไป จึงต้องส่งเธอไปอยู่ชนบทเพื่อแต่งงานกับชายแก่พ่อม่ายคนนั้นโดยเร็ว


   หลังจากที่เจ้าของร่างเดิมใช้ชีวิตอยู่ที่ชนบทกับคู่สามีภรรยาคู่หนึ่งได้ไม่นานนัก ก็เกิดเรื่องราวใหญ่โตที่ทำให้ชีวิตของหญิงสาวพบเจอกับจุดจบที่น่าอนาถใจ


   เมื่อวันหนึ่งสามี และภรรยาที่รับเลี้ยงเจ้าของร่างเดิมนั้น เกิดทะเลาะวิวาทกันใหญ่โต เพราะคนเป็นภรรยาที่คบชู้กับชายผู้หนึ่งในหมู่บ้าน เธอจึงคิดหาวิธีเพื่อหย่าขาดกับผู้เป็นสามีด้วยการใส่ร้ายว่าเขานั้นทารุณกรรมลูก และโยนความผิดทุกอย่างให้เขา จนสามีทนไม่ไหว ทั้งสองจึงหย่าขาดกันในที่สุด


   ส่วนลูกสาวตัวปลอมที่ถูกรับเลี้ยงไม่มีใครสนใจใยดี ซ้ำร้ายก็ยังถูกสามีหย่าขาด เนื่องจากทนนิสัยเจ้าของร่างเดิมที่ชอบใส่ร้ายป้ายสีเขาให้เป็นที่เกลียดชังของพวกชาวบ้านไม่ไหว


   ท้ายที่สุดเธอต้องกลายเป็นขอทานตกอับ และตายอย่างอนาถบนถนน


   จบชีวิตที่เต็มไปด้วยเรื่องราวน่าสะอิดสะเอียน


   ช่างเป็นเรื่องราวที่ทำให้คนพูดไม่ออกจริงๆ


   ลี่อินนอนเป็นผักอยู่บนเตียงมาหลายวันแล้ว สิ่งที่เธออยากให้เป็นมากที่สุดคือให้ทั้งหมดนี้เป็นเพียงความฝัน เธอพยายามอย่างยากลำบากเพื่อเก็บเงินสี่แสนหยวนสำหรับดาวน์บ้าน และเพิ่งจ่ายเงินมัดจำไปเมื่อไม่กี่วันก่อน


   หากความฝันที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องจริง เงินสี่แสนหยวนที่เธออุตส่าห์เก็บออมรอมริบ


   ยอมอดมื้อกินมื้อก็สูญเปล่าน่ะสิ!


   ไม่ได้นะ! จะเป็นแบบนั้นไม่ได้! จะให้เธอใช้ชีวิตอยู่ในโลกสมมติแบบนี้ได้อย่างไรกัน!


   แต่ดูเหมือนว่าทุกอย่างจะไม่เป็นไปตามที่เธอภาวนาไว้เลยแม้แต่น้อย


   ในตอนนี้เมื่อเห็นแม่ของตัวเอกพูดถึงขนาดนี้แล้ว ก็ทำให้ลี่อินต้องยอมรับความจริงให้ได้ หากมัวแต่คร่ำครวญก็ไม่วายพบเจอจุดจบเช่นเดียวกับเจ้าของร่างเดิมเป็นแน่


   คนในครอบครัวเอนเอียงไปทางลูกสาวแท้ๆอย่างเห็นได้ชัด หากเธอรั้นที่จะอยู่ต่อไป นอกจากจะอึดอัดใจแล้ว ก็ยังต้องเป็นภาระให้กับคนอื่นด้วยเหมือนกัน


   ที่สำคัญหากไม่ทำอะไรเลย เธอก็คงพบจุดจบเหมือนเจ้าของร่างเดิมอย่างแน่นอน


   สู้ออกไปเองดีกว่า บางทีอาจได้ชื่อเสียงที่ดีติดตัวไปด้วย


   เมื่อคิดได้ดังนั้น ลี่อินจึงเอ่ยปากพร้อมรอยยิ้มจางๆ


   "ไม่ต้องร้องไห้แล้วค่ะ เเม่ร้องจนตาบวมหมดแล้ว เดี๋ยวฉันไปเองก็ได้"


   ภายในห้องเงียบไปสองสามวินาที เกาเลี่ยงหรูถึงได้สังเกตเห็นว่าลูกสาวของเธอนั้นฟื้นแล้ว เธอรีบยกมือขึ้นปาดน้ำตาที่ไหลไม่หยุดพลางพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ


   ชั่วขณะหนึ่งก็สังเกตเห็นว่าสีหน้าของลี่อินแวบแรกนั้นแสดงความอึดอัดออกมาชั่วขณะ ก่อนที่เธอจะเอ่ยกับลูกสาวของตน


   "ลี่อิน...ลูก...ฮึก...อย่า...อย่าโทษว่าพวกเราใจร้ายเลยนะ แม่เองก็ทำอะไรไม่ได้จริงๆ"


   ลี่อินถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูง


   "ฉันเข้าใจดีค่ะ พ่อกับแม่ไม่ต้องกังวลไปหรอก ถ้าฉันรั้นอยู่ต่อ มีหวังได้ไปแย่งคู่หมั้นกับซูหนี่แน่ๆ ถึงตอนนั้นคงได้ออกข่าวหน้าหนึ่ง ฉันไม่เอาด้วยหรอก"


   คำพูดของลี่อินที่ตรงเกินไป ทำให้ผู้ใหญ่ทั้งสองคนรู้สึกอับอายเหมือนถูกเปิดโปง เกาเลี่ยงหรูหน้าแดงก่ำ รีบควักเงินออกมาจากกระเป๋าอย่างลุกลี้ลุกลน


   "นี่...แม่มีเงินอยู่ร้อยหยวน พอให้ลูกใช้ได้สักพัก ถ้ามีปัญหาอะไร ก็โทรหาพวกเราได้นะ"


   แทนที่ลี่อินจะรู้สึกปราบปลื้ม ทว่าเธอกลับยิ้มเยาะประโยคนั้น


   โทรหา ไม่ใช่มาหา เห็นได้ชัดว่าพวกเขาตั้งใจจะถอยห่างจากเธอแล้ว



บทที่ 3: ไปชนบทเพื่อแต่งงาน



   แต่ในยุคเศรษฐกิจตกต่ำเช่นนี้ เงินหนึ่งร้อยหยวนก็ถือว่าใช้ได้ เพราะนี่คือยุค80 เงินหนึ่งร้อยหยวนก็เทียบเท่ากับหนึ่งพันหยวนในอนาคตแล้ว


   ลี่อินก็ไม่โลภ ส่วนใหญ่เป็นเพราะเธอไม่สนิทกับพวกเขา อีกทั้งสถานะลูกสาวปลอมๆของเธอก็น่าอึดอัดพออยู่แล้ว


   พวกเขาเลี้ยงดูเธอมาอย่างดีเป็นเวลาสิบกว่าปี หากเธอจะมาเอาเปรียบ หรือรบกวนพวกเขาอีก


   มันก็คงจะดูไม่ดีเท่าไหร่


   ลี่อินตัดสินใจรับเงินจำนวนนั้นมา คนทั้งสองพูดกับเธอสองสามประโยคว่าให้รีบจัดของ พรุ่งนี้จะพาเธอไปส่ง แล้วพวกเขาก็แยกย้ายกันไป


   ทำไมลี่อินจะไม่รู้ว่าที่เร่งรีบแบบนั้น เพราะกลัวว่าเธอจะเปลี่ยนใจ


   พรุ่งนี้ก็ถึงวันแต่งงานแล้ว แม้จะเรียกว่าแต่งงาน แต่การแต่งงานถึงสองครั้งในยุคนี้ก็ยังไม่เป็นที่ยอมรับนัก จึงไม่ได้วางแผนจะจัดงานแต่งงาน


   พวกเขาแค่ต้องการพาเธอไปส่งที่นั่นเท่านั้น


   ลี่อินลุกขึ้นสำรวจห้องนี้ ห้องไม่ได้ใหญ่นัก มีเตียงเหล็กสวยงาม มีโต๊ะเขียนหนังสือ ตู้เสื้อผ้า และกระจกแต่งตัว


   หากเป็นบ้านทั่วไป เธอคงอยู่ห้องดีขนาดนี้ไม่ได้


   ตระกูลฟ่านก็ปฏิบัติต่อเจ้าของร่างเดิมไม่เลวเหมือนกัน อย่างน้อยก็ไม่ได้ทารุณกรรมเธอในเรื่องอาหารการกิน และเสื้อผ้า


   ดังนั้นเสื้อผ้าของเจ้าของร่างเดิมจึงค่อนข้างมาก มีทั้งชุดกระโปรงสไตล์ฝรั่งเศสสวยๆ กระโปรงจีน เครื่องประดับต่างๆ และสร้อยคอไข่มุกอีกหลายเส้น


   บนโต๊ะมีผลิตภัณฑ์บำรุงผิวยอดนิยมที่มีเฉพาะในยุคนี้ เช่น ไป่เชี่ยวหลิง และครีมดอกหิมะ


   เนื่องจากเจ้าของร่างเดิมหมั้นหมายกับลูกชายผู้นำทหาร ตระกูลฟ่านจึงทุ่มเทในเรื่องการบำรุงรักษาผิวพรรณของเธออย่างมาก


   ดังนั้นเจ้าของร่างเดิมจึงถูกเลี้ยงดูอย่างทะนุถนอม กลายเป็นลูกสาวคนรวยที่มีผิวขาว หน้าตาสวย และขาเรียวยาว


   เมื่อคุ้นเคยกับชีวิตที่สุขสบายเช่นนี้ ก็ย่อมไม่อยากแต่งงานกับชายแก่


   ลี่อินถอดถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยหน่าย ก่อนที่จะเก็บของที่มีราคาทั้งหมดไว้


   วันรุ่งขึ้น…


   แสงแดดยามเช้าสาดส่องเข้ามาปลุกให้ทุกคนในบ้านตระกูลฟ่านตื่นขึ้นมาพร้อมกับความรู้สึกแปลกประหลาด ลี่อิน เด็กสาวที่พวกเขารักและเลี้ยงดูมานานกว่าสิบปี กำลังจะจากไป


   ลี่อินลากกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ผ่านห้องโถง ใบหน้าเรียบเฉยจนดูเย็นชา ราวกับว่าไม่ได้รู้สึกยินดียินร้ายที่ตัวเองกำลังจะถูกส่งตัวกลับไปยังชนบท เพื่อไปแต่งงานกับชายแก่พ่อม่าย ที่ไม่รู้จักหน้าค่าตาเลยแม้แต่น้อย


   "ลี่อิน..." เสียงทุ้มต่ำของฟ่านซูเหวิน จากพ่อแท้ๆที่กลายมาเป็นพ่อบุญธรรมของเธอเอ่ยเรียก แต่ก็ไม่รู้จะพูดอะไรต่อ สายตาของเขาเต็มไปด้วยความรู้สึกผิดและอาลัยอาวรณ์ เลี้ยงดูมาเป็นสิบกว่าปีจะไม่มีความผูกพันธ์เลยก็คงเป็นไปไม่ได้


   ลี่อินหยุดชะงัก เธอหันกลับมามองหน้าพ่อแม่บุญธรรม ทั้งที่พวกเขาคาดว่าจะได้เห็นน้ำตาแห่งความเสียใจจากลูกสาวบุญธรรมคนนี้สักครั้ง และหวังจะได้ฟังคำขอร้องอ้อนวอนที่จะอยู่ต่อ หากแต่ลี่อินกลับไม่เอ่ยคำพวกนั้นออกมาเลยแม้แต่คำเดียว


   "ถ้าอย่างนั้นหนูไปแล้วนะคะ" เธอพูดเสียงเบา ก่อนจะหันหลังเดินออกไปโดยไม่หันกลับมามองอีก


   สองพ่อแม่ตรักูลฟ่านมองแผ่นหลังของลูกสาวที่เดินจากไป ทั้งที่ตอนแรกคิดว่าสิ่งที่ตัดสินใจไปนั้นดีแล้ว แต่เมื่อมาเห็นว่าลี่อินต้องจากไปจริงๆ พวกเขากลับรู้สึกอาลัยอาวรณ์ขึ้นมา


   สีหน้าของเกาเลี่ยงหรูดูอมทุกข์ ราวกับกำลังกังวลใจ


...…


   รถยนต์ค่อยๆแล่นออกไปจากบ้านตระกูลฟ่าน ทิ้งไว้เพียงความเงียบงันและความรู้สึกว่างเปล่า หงซูหนี่หันไปมองเสี้ยวหน้าของผู้เป็นแม่และพ่อที่ตอนนี้กำลังจ้องมองรถยนต์ที่ขับออกไปด้วยสายตาอาลัยอาวรณ์ จนลึกๆก็เริ่มรู้สึกผิดขึ้นมาบ้าง เพราะตอนนี้เหมือนเธอเป็นต้นเหตุที่ทำมให้ลูกสาวที่พวกเขาเลี้ยงดูมาเป็นสิบปีต้องระหกระเหินออกจากบ้านไป


   แต่ใครจะไปรู้ดีกว่สเธอว่าสีหน้าที่แสดงออกมานั้นเป็นเพียงการเสแสร้งแกล้งทำ


   "ฮึก...ฮือ..." ซูหนี่ ลูกสาวแท้ๆของตระกูลฟ่านที่เพิ่งกลับมาได้ไม่นานทรุดตัวลงร้องไห้โฮออกมาอย่างไม่อายใคร


   "ซูหนี่ ลูกเป็นอะไรไป" แม่ของเธอกอดปลอบประโลมลูกสาวด้วยความเป็นห่วง


   "ฮือ...หนูทำผิดไปหรือเปล่า หนูเองก็ไม่อยากให้ทุกอย่างเป็นแบบนี้เลย หรือว่าเราควรจะให้พี่ลี่อินกลับมาดีคะ" ซูหนี่พูดทั้งน้ำตา ใบหน้าซีดเผือด


   "ไม่ใช่ความผิดของลูกเลยซูหนี่" ฟ่านซูเหวินพูดปลอบลูกสาวเสียงเครียด


   "ลี่อินเองก็อายุสิบแปดแล้ว เมื่อถึงเวลาก็ต้องจากไปอยู่ดี เราคงเลี้ยงเธอไปตลอดชีวิตไม่ได้หรอก"


   "แต่...แต่..." หงซูหนี่ยังคงร้องไห้ไม่หยุด ต้องการแสดงให้พ่อแม่ตระกูลฟ่านได้เห็นว่าเธอรู้สึกผิดที่ลี่อินต้องจากไปแบบนี้


   "พ่อกับแม่เข้าใจความรู้สึกของลูกนะซูหนี่" เกาเลี่ยงหรูพูดเสียงอ่อนโยน


   "แต่ตอนนี้เราคงทำอะไรไม่ได้มากไปกว่านี้แล้ว"


   บรรยากาศในบ้านตระกูลฟ่านวันนี้เต็มไปด้วยความหดหู่ และความรู้สึกผิด ทุกคนต่างจมอยู่กับความคิดของตัวเอง แม้ฟ่านซูเหวินจะพูดปลอบใจลูกสาวแท้ๆเช่นนั้น แต่ลึกๆในใจเขาก็รู้สึกผิดไม่ต่างกัน ตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมา ลี่อินเอาแต่ร้องไห้อ้อนวอนขออยู่ต่อ แต่จะให้เขาทำอย่างไร ในเมื่อลูกสาวที่แท้จริงของพวกเขากลับมาแล้ว


   แต่สุดท้าย ลี่อินก็เลือกที่จะจากไปด้วยตัวเอง…


   เขาก็ไม่ได้คาดคิดว่าลูกสาว จู่ๆจะเปลี่ยนใจกะทันหันแบบนี้


   "หรือว่าที่ลี่อินเปลี่ยนใจกะทันหันแบบนี้ เพราะได้ยินที่เราคุยกันเมื่อคืน" เสียงแผ่วเบาของภรรยาดังขึ้น ทำให้ฟ่านซูเหวินสะดุ้ง เมื่อคืนนี้ หลังจากซูหนี่และลี่อินเข้านอนแล้ว พวกเขาสองคนก็เผลอพูดถึงเรื่องจะส่งลี่อินไปที่ชนบทเพื่อตัดปัญหาทุกอย่าง และเพื่อไม่ให้เป็นการรบกวนชีวิตของซูหนี่มากเกินไป


   "หรือว่าลี่อินจะน้อยใจที่เราคิดแบบนั้น" ภรรยาของเขาน้ำตาคลอด้วยความรู้สึกผิด จนฟ่านซูเหวินได้แต่ถอนหายใจเฮือกใหญ่ เขาเองก็ไม่รู้ว่าสิ่งที่พวกเขาตัดสินใจนั้นถูกต้องแล้วหรือไม่


   "เราทำดีที่สุดแล้ว" เขาพูดปลอบใจภรรยาและปลอบใจตัวเองไปพร้อมๆกัน


..…


   ทางด้านลี่อิน หลังจากรถยนต์แล่นออกห่างจากบ้านตระกูลฟ่านแล้ว เธอก็ถอนหายใจออกมาอย่างปลงตก แม้จะเเอบได้ยินที่พ่อแม่บุญธรรมคุยกันเมื่อคืน แต่เธอก็ไม่ได้โกรธหรือเกลียดพวกเขาเลยสักนิด


   ลี่อินเข้าใจดีว่าการที่เธอยังแสดงท่าทีที่ดื้อด้านแบบนี้ต่อไป ก็คงแต่ทำให้ทุกอย่างย่ำแย่ลง เธอไม่อยากอยู่ที่นี่เพื่อสร้างความลำบากใจให้กับทุกคน โดยเฉพาะซูหนี่...ที่เป็นลูกสาวแท้ๆของพวกเขา



บทที่ 4: เมื่อต้องกลายเป็นคุณหนูตกอับ



   หญิงสาวนั่งเหม่อมองทิวทัศน์นอกหน้าต่างรถที่แล่นผ่านไปอย่างรวดเร็ว ความคิดของเธอวนเวียนอยู่กับคำถามที่ค้างคาใจ เหตุใดหลัวซีห่าว ชายวัยกลางคนเจ้าของฟาร์มวัวที่เธอต้องแต่งงานด้วยถึงอยากได้เธอไปเป็นภรรยา


   ใช่ เธอรู้ว่าเขาเป็นพ่อม่าย มีลูกติดสามคน อายุ10ขวบ 7ขวบ และเด็กน้อยอีกคนที่ยังไม่ถึงสองขวบ ซึ่งความจริงแล้วเด็กเหล่านั้นไม่ใช่ลูกแท้ๆ แต่เป็นลูกของพี่สาวเขา


   เธอรู้ว่าเขาต้องการใครสักคนมาช่วยดูแลเด็กๆ และบริหารจัดการบ้านหลังจากภรรยาคนก่อนหนีไปเพราะทนความลำบากไม่ไหว


   ข่าวลือเรื่องที่หลัวซีห่าวประกาศหาภรรยาพร้อมยอมทุ่มเงินทองให้ไม่อั้นแพร่สะพัดไปทั่วหมู่บ้านอย่างรวดเร็ว จนกระทั่งมาถึงหูของตระกูลหง ที่เห็นโอกาสทองในการทำกำไรก้อนโตจากการเรียกเงินค่าสินสอด และส่งลูกให้ไปมีชีวิตที่สุขสบาย


   หงซูหนี่ในตอนนั้นที่แม้จะอยู่ในวัยสาว แต่กลับมีทัศนคติที่ล้าสมัย ไม่ต่างจากหญิงสาวในยุคก่อนๆ ที่ใฝ่ฝันอยากแต่งงานมีครอบครัวในตอนที่อายุยังน้อย


   แต่ลี่อินกลับมองว่าเป็นแบบนั้นดีแล้ว อีกฝ่ายเป็นถึงเจ้าของฟาร์ม ถึงจะยังไม่ได้เห็นหน้าค่าตา แต่อย่างน้อยก็ถือว่าได้ใช้ชีวิตที่สุขสบาย


   ซ้ำยังได้เป็นแม่คนโดยไม่ต้องเจ็บท้องคลอดเอง


   ลี่อินโซเซมาถึงปากทางเข้าหมู่บ้าน ร่างกายอ่อนล้าจากการเดินทางอันยาวนาน คนขับรถของตระกูลฟ่านเหลือบมองสภาพของเธออย่างดูแคลน


   จากคุณหนูสูงศักดิ์ บัดนี้กลับตกอับไม่เหลือเค้าเดิม


   "คุณลี่อิน ถนนในหมู่บ้านมันไม่ค่อยดี ผมไปส่งไม่ถึงหรอกนะ คุณเดินเข้าไปเองก็แล้วกัน" เขาพูดด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน ก่อนจะขับรถจากไปอย่างไม่ใยดี


   ลี่อินมองตามรถที่แล่นลับหายไป ริมฝีปากบางเม้มเข้าหากันแน่น


   "ไม่ว่ายุคสมัยไหน คนเห็นแก่ตัวแบบนี้ก็ยังมีอยู่ทั่วไปสินะ" เธอพึมพำกับตัวเอง ความรู้สึกขมขื่นแล่นริ้วอยู่ในอก ราวกับเสือตกถ้ำช้างเหยียบ


   หญิงสาวหอบหิ้วกระเป๋าใบใหญ่ที่หนักอึ้ง เดินเข้าไปในหมู่บ้านหยู่ปิงอันทรุดโทรม บ้านเรือนสองข้างทางล้วนสร้างด้วยดินเหนียว มุงหลังคาด้วยกระเบื้องสีเหลืองเก่าคร่ำครึ ถนนหนทางก็เป็นเพียงดินแดงขรุขระ ทว่าท่ามกลางบ้านเรือนโทรมๆ กลับมีบ้านสองชั้นหลังใหม่เอี่ยมตั้งตระหง่านอยู่ ดึงดูดสายตาของลี่อินให้หันไปมองอย่างพิจารณา


   ในทุ่งนา ชาวบ้านยังคงทำงานกันอย่างขะมักเขม้น การปรากฏตัวของหญิงสาวแปลกหน้า งดงามสะดุดตาเช่นลี่อิน ย่อมเป็นที่สนใจแก่สายตาของผู้คน


   "นั่นใครกัน สวยจังเลย"


   "ไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน มาจากไหนกันนะ" เสียงซุบซิบดังขึ้นเป็นระยะ แต่ลี่อินไม่ได้สนใจ เธอมุ่งหน้าต่อไปยังจุดหมายอีกครั้ง


   แต่เดินไปได้เพียงไม่กี่ก้าวเท่านั้นก็ต้องหยุดชะงักในทันที ในเมื่อเธอไม่รู้ว่าบ้านของหลัวซีห่าว ชายหนุ่มที่เธอต้องแต่งงานด้วยนั้นอยู่ที่ไหน


   ลี่อินละสายตาจากบ้านหลังใหญ่ หันไปถามทางชาวบ้านที่เดินผ่านมา


   "ขอโทษค่ะ ไม่ทราบว่าบ้านของคุณหลัวซีห่าวอยู่ทางไหนเหรอคะ"


   ชายหนุ่มคนหนึ่งที่กำลังแบกจอบ มองหญิงสาวแปลกหน้าด้วยความประหลาดใจ เดิมทีเขาไม่กล้าแม้แต่จะสบตา เพราะเห็นว่าเธอแต่งตัวดี ดูเป็นคนเมือง คงไม่ใช่คนในหมู่บ้านนี้แน่ๆ แต่ไม่คิดว่าเธอจะมาหาพี่ห่าวของเขา


   "พี่ห่าว? คุณมาหาพี่ห่าวทำไม" เขาถามอย่างสงสัย


   "เอ่อ... คือว่า..." ลี่อินลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ไม่แน่ใจว่าควรจะบอกความจริงดีหรือไม่


   "ไม่เป็นไร บอกผมได้เลยครับ ผมไม่ใช่คนปากพล่อยอะไรหรอก" ชายหนุ่มเห็นท่าทีอึกอักของเธอ จึงรีบพูดออกมาเพื่อให้เธอสบายใจ


   "ผมสนิทกับพี่ห่าว ถ้าคุณมีธุระจะคุยกับเขาก็บอกผมได้เลย เดี๋ยวผมช่วยบอกให้ได้"


   ชายหนุ่มเอ่ยตอบด้วยรอยยิ้ม แต่สายตาของเขาในตอนี้นั้นกลับสำรวจหญิงสาวตรงหน้าอย่างถือวิสาสะ


   หน้าตางดงาม ผิวพรรณเปล่งปลั่ง แตกต่างกับผู้หญิงในหมู่บ้านอย่างสิ้นเชิง


   "คืออย่างนี้น่ะ..." ลี่อินตัดสินใจ


   "ฉันเป็นคนที่ต้องมาแต่งงานกับเขา ตามที่ตกลงกันไว้ว่าจะมาแต่งงานกันวันนี้น่ะค่ะ" เธอพูดด้วยน้ำเสียงเบาหวิว


   ใบหน้าขึ้นสีแดงระเรื่อ รู้สึกอายอย่างบอกไม่ถูก ไม่มีใครเขาเดินทางมาแต่งงานแบบนี้หรอก ไม่มีญาติผู้ใหญ่มาส่ง แถมยังหลงทางอีก


   "ห๊ะ! คุณเองเหรอ”" ชายหนุ่มเบิกตากว้าง ใบหน้าคล้ำแดดแดงก่ำด้วยความตกใจ


   "ที่แท้ก็..."


   "ใช่แล้ว รบกวนช่วยบอกทางหน่อยได้ไหมคะ" ลี่อินรีบตัดบท มือของเธอเริ่มปวดร้าว เพราะต้องถือกระเป๋าใบใหญ่


   แถมยังเป็นเดือนมิถุนายน ที่อากาศร้อนอบอ้าว เหงื่อไหลไคลย้อย ร่างกายบอบบางของเจ้าของร่างเดิม ไม่อาจทนรับสภาพนี้ได้นาน


   ชายหนุ่มรู้สึกตัว รีบชี้ไปที่บ้านสองชั้นหลังใหญ่ที่อยู่ไม่ไกลนัก


   "บ้านพี่ห่าวอยู่ตรงนั้นแหละ" ลี่อินเบิกตากว้าง มองตามนิ้วของเขาไป


   "บ้านหลังนั้นน่ะเหรอ?" เธออุทานอย่างไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเอง


   เมื่อครู่เธอยังคิดว่า บ้านหลังนี้คงเป็นของเศรษฐีคนใดคนหนึ่งในหมู่บ้าน ไม่นึกเลยว่าจะเป็นบ้านของหลัวซีห่าว


   "ใช่แล้ว พี่ห่าวรวยจะตาย ไม่เชื่อเธอลองเข้าไปดูสิ" ชายหนุ่มพูดอย่างภูมิใจ ราวกับเป็นบ้านของตัวเอง


   ลี่อินมองบ้านหลังใหญ่ด้วยความรู้สึกหลากหลาย ทั้งตกใจ ประหลาดใจ และดีใจ อย่างน้อย ชีวิตของเธอก็คงไม่ลำบากอย่างที่คิด บ้านหลังนี้ ดูดีกว่าบ้านของตระกูลฟ่านเสียอีก


   ลี่อินยืนงงอยู่หน้าบ้านหลังใหญ่ ลังเลที่จะก้าวเท้าเข้าไป ทุกอย่างมันดูแตกต่างจากที่เธอจินตนาการไว้โดยสิ้นเชิง หลัวซีห่าวที่เธอเคยได้ยินจากปากของคนในตระกูลฟ่าน เป็นเพียงชายชาวบ้านธรรมดา.ธรรมดาคนหนึ่ง ฐานะก็ไม่ถือว่าร่ำรวยสักเท่าไหร่ ถึงแม้ว่าเขาจะทำฟาร์มก็ตาม


   จนเธอเองก็เผลอจินตนาการไปว่าฟาร์มที่ว่านั่น อาจจะเป็นฟาร์มเล็กๆ แต่ทำไม…


   ยุคนี้การสร้างบ้านสองชั้นในชนบทได้ ก็บ่งบอกได้เลยว่าเจ้าของมีฐานะดี ดูเหมือนว่าไม่ได้แย่อย่างที่คิดไว้ แม้จะตกใจ แต่ความรู้สึกพึงพอใจ


   ความรู้สึกบางอย่างก็ตีตื่นขึ้นมาด้วยเช่นเดียวกัน


   เธอกล่าวขอบคุณเขาแล้วรีบเดินจากไป


   แต่เหมือนชายหนุ่มยังอยากจะพูดอะไรบางอย่าง ทว่าเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายเดินจากไปด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มแล้ว จึงได้แต่อึ้งไป


   เขาได้ยินมาจากหมู่บ้านข้างๆ ว่าลูกสาวบ้านนั้นไม่เต็มใจ แถมยังอาละวาดอย่างน่าเกลียดด้วยก็นึกว่าถอนหมั้นกันไปแล้ว แล้วนี่ทำไมถึงมาหาถึงที่บ้านแบบนี้


   แถมยังสวยขนาดนี้อีก…


..…


   "มีใครอยู่ไหม" ลี่อินเอ่ยถามเสียงดัง ขณะยืนอยู่ที่หน้าประตู เธอเคาะประตูเบาๆอีกครั้ง เพื่อส่งเสียงเรียกเจ้าของบ้าน แต่แล้วภาพที่ปรากฏแก่สายตาก็ทำให้เธอสะดุ้งสุดตัว เกือบล้มทั้งยืน


   เมื่อเห็นสุนัขขนาดมหึมาผูกอยู่ข้างประตู มองเธอด้วยแววตาเรียบเฉย ร่างกายกำยำของมันทำให้ลี่อินนึกถึงหมีมากกว่าสุนัข


   ความกลัวแล่นปราดไปทั่วร่าง เธอพยายามควบคุมอาการสั่นเทาของตัวเอง ลี่อินกลัวสุนัขมาก ตั้งแต่เด็กๆ เธอเคยถูกสุนัขไล่กัด ความทรงจำอันเลวร้ายยังคงฝังใจจนถึงทุกวันนี้



บทที่ 5: ภรรยาคนใหม่ของหลัวซีห่าว



   แต่ดูเหมือนสุนัขตรงหน้าจะไม่คิดทำร้ายเธอ มันเพียงแค่ลุกขึ้นยืน มองเธออย่างระแวดระวังชั่วครู่ ก่อนจะทิ้งตัวลงนอนตามเดิม ราวกับว่ามันรับรู้ได้ว่าเธอไม่ได้มีพิษมีภัยอะไร


   ลี่อินถอนหายใจอย่างโล่ง.อก ท่าทีเฉยเมยของสุนัขทำให้เธอมั่นใจขึ้นเล็กน้อย อย่างน้อยมันก็ดูไม่ดุร้ายอย่างที่คิด


   "มาแล้ว มาแล้ว” เสียงตอบรับจากคนด้านในดังขึ้น พร้อมกับประตูที่เปิดออก


   “เธอเป็นใครกัน มาทำอะไรที่นี่" หญิงวัยกลางคนเบื้องหน้ามองลี่อินด้วยแววตาประหลาดใจ


   ตระกูลหลัวไม่ค่อยมีญาติ คนที่มาเยี่ยมก็ไม่มากนัก ยิ่งเป็นเด็กสาวยิ่งไม่ต้องพูดถึง


   เมื่อวานก็พูดถึงเรื่องคู่หมั้น แต่ดูเหมือนว่าลูกสาวของฝ่ายนั้นจะไม่ยอมรับการแต่งงานนี่สักเท่าไหร่


   "ฉันน่ะเหรอคะ" ลี่อินกะพริบตา เรียวคิ้วของหญิงสาวขมวดขึ้น ขณะที่ดวงตากวาดมองหญิงสาววัยกลางคนตรงหน้าอย่างพิจารณา


   "ฉันคือภรรยาคนใหม่ของคุณหลัวซีห่าว แล้วคุณล่ะคะ เป็นใครกัน"


   ลี่อินใช้สรรพนามที่ค่อนข้างเป็นทางการ


   ดวงตาคู่สวยทอประกายฉงน เธอจำได้ว่าในนิยายที่อ่าน หลัวซีห่าวเป็นเด็กกำพร้า พ่อแม่เสียชีวิตไปตั้งแต่เขายังเด็ก แล้วผู้หญิงคนนี้เป็นใครกัน


   "ฉันคือป้าฉาง ป้าที่เสี่ยวหลัวจ้างมาดูแลเด็กๆ ถ้าเธอบอกว่าเธอเป็นภรรยาของเขา งั้นเธอก็คงจะชื่อซูหนี่ใช่ไหม" หญิงวัยกลางคนมองลี่อินตั้งแต่หัวจรดเท้า สายตาเต็มไปด้วยการประเมินและความหวาดระแวง


   "ฉันไม่ใช่ซูหนี่ค่ะ" ลี่อินตอบเสียงเรียบ ใบหน้ายังคงงดงามราวกับหยกแกะสลัก


   "ป้าคงได้ยินมาแล้วว่าซูหนี่ไม่ใช่ลูกสาวแท้ๆของตระกูลฟ่าน เพราะฉะนั้นคนที่แต่งงานเข้าตระกูลหลัวคือฉัน"


   "เหลวไหล! พวกเราตกลงกันไว้ว่าเป็นซูหนี่ ทำไมถึงเปลี่ยนคนล่ะ นี่พวกตระกูลหงคิดจะหลอกพวกเราใช่ไหม ออกไปเลยนะ! ออกไป!" ป้าฉางตวาดลั่น ดวงตาเบิกกว้างราวกับไม่เชื่อหู


   ลี่อินขมวดคิ้วน้อยๆ รู้สึกหงุดหงิดกับท่าทางก้าวร้าวของอีกฝ่าย


   "ป้าเป็นแค่คนที่ตระกูลหลัวจ้างมาดูแลเด็ก หรือจะเรียกง่ายๆเลยคือเป็นแค่แม่บ้าน ป้าไม่มีสิทธิ์มาตัดสินใจแทนเลยนะคะ"


   คำพูดของลี่อินราวกับตบหน้าป้าฉางเข้าอย่างจัง ใบหน้าของหญิงวัยกลางคนบิดเบี้ยวด้วยความโกรธ


   "ฉันรู้จักกับเสี่ยวหลัวมาสิบกว่าปีแล้ว ความสัมพันธ์ของสองครอบครัวก็ดีมาตลอด เด็กๆก็เป็นฉันที่ช่วยเลี้ยงมากับมือ ฉันมีสิทธิ์ตัดสินใจ!"


   ลี่อินมองท่าทีโกรธเกรี้ยวของคนตรงหน้า ในเมื่อพูดไม่รู้เรื่อง เธอคงต้องคุยกับหลัวซีห่าวเสียเอง


   "ฉันคงคุยกับป้าไม่รู้เรื่องแล้วล่ะค่ะ หลัวซีห่าวล่ะ ให้เขาออกมา ฉันจะคุยกับเขาเอง" ลี่อินพูดด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว ไม่คิดจะต่อล้อต่อความกับคนรับใช้


   "ฉันบอกแล้วว่าเสี่ยวหลัวไม่อยู่บ้าน ตอนนี้ที่นี่ฉันเป็นคนดูแล เธอรีบออกไปซะ! ถ้าหงซูหนี่ไม่สามารถแต่งงานได้ ก็รีบเอาเงินสามพันหยวนของตระกูลหลัวมาคืนด้วย!" ป้าฉางเอ่ยไล่หลังเสียงดัง ไม่สนใจท่าทีเย็นชาของลี่อินแม้แต่น้อย


...…


   "เกิดอะไรขึ้น ป้าฉาง" ทันใดนั้น เสียงทุ้มต่ำของชายหนุ่มก็ดังขึ้นจากทางด้านหลังของลี่อิน ลี่อินหันขวับไปมอง ก็พบว่าเป็นชายหนุ่มรูปงามที่เธอเจอหน้าบ้านเมื่อครู่


   ชายหนุ่มคนนั้นสวมเสื้อกันหนาวที่ถูกปะชุน ถึงแม้ว่าจะปะชุนไปแล้วหากแต่ก็ยังมีบางจุดที่ยังคงขาดหลุดรุ่ย เขากำลังเดินตรงเข้ามาหาพวกเธอด้วยสีหน้าสงสัย ใบหน้าหล่อเหลาคมคาย ดวงตาคมกริบราวกับเหยี่ยว บนใบหน้าเรียบเฉยนั้นยากจะคาดเดาความคิด


   เมื่อเห็นว่าเป็นอวี๋เฟยเทียน ดวงตาของป้าฉางก็กะพริบสองสามที ก่อนจะเอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่แข็งกร้าว


   "ไม่รู้ว่าเด็กที่ไหนน่ะสิอยู่ๆก็มาก่อกวนที่หน้าประตู ไล่ยังไงก็ไม่ไป!" เมื่อได้ฟังเช่นนั้นเขาก็ขมวดคิ้วขึ้นมาด้วยความมึนงง


   “พูดอะไรกันป้าฉาง ก็เธอบอกว่าเธอเป็นภรรยาของพี่ห่าว มาที่นี่ก็เพื่อมาแต่งงานตามสัญญาที่ให้ไว้ จะเป็นคนที่มาก่อความวุ่นวายเหมือนที่ป้าฉางบอกได้ยังไงกันล่ะ”


   "ไม่ใช่ซะหน่อย ผู้หญิงคนนี้ไม่ใช่ซูหนี่ อีกอย่างฉันได้ยินมาว่าซูหนี่ไม่ใช่ลูกสาวแท้ๆของตระกูลหงแล้วด้วย” ป้าฉางรีบรายงาน


   ลี่อินไม่สนใจคำพูดของป้าฉาง เธอจ้องมองชายหนุ่มที่ชื่ออวี๋เฟยเทียนอย่างพิจารณา จากท่าทางและน้ำเสียงที่ป้าฉางใช้เรียกเขา คาดว่าคนๆนี้น่าจะมีอิทธิพลไม่น้อย


   "คุณชื่ออะไรคะ" ลี่อินเอ่ยถามเสียงเรียบเพื่อทำความรู้จัก เพราะก่อนหน้านี้ไม่มีโอกาสได้ถามชื่อ


   "ผมชื่ออวี๋เฟยเทียน เป็นเพื่อนรุ่นน้องของพี่ห่าวครับ ก่อนหน้านี้พวกเราก็เคยคุยกันแล้วด้วย" ชายหนุ่มแนะนำตัวสั้นๆ สายตาคมกริบมองลี่อินตั้งแต่หัวจรดเท้าเช่นกัน


   "เพื่อนรุ่นน้องงั้นเหรอ แล้วตอนนี้เขาอยู่ที่ไหนล่ะ" ลี่อินถามต่อ ไม่ได้สนใจท่าทีประเมินของอีกฝ่าย


   "พี่ห่าวไม่อยู่บ้านหรอกครับ ตอนนี้เขาน่าจะไปทำงานที่ฟาร์ม" อวี๋เฟยเทียนตอบ เพราะเขามาที่นี่ก็เพื่อจะบอกเรื่องนี้กับเธอเนื่องจากเมื่อกี้ เขาเผลอลืมเรื่องนี้ไป


   “นี่ พวกเธอช่วยหันกลับมาสนใจฉันหน่อยเถอะ ส่วนนายจะไปพูดดีกับผู้หญิงคนนี้ทำไมกัน ไม่เห็นเหรอ ว่ามันตั้งใจมาก่อกวนที่นี่น่ะ” ป้าฉางยังคงเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงแข้งกร้าว สายตาของเธอไล่มองร่างกายของลี่อินตั้งแต่หัวจรดเท้า


   ตั้งแต่ตระกูลหลัวเริ่มมีฐานะร่ำรวยขึ้นมา มีผู้หญิงมากมายที่หมายปองหลัวซีห่าว แต่เขาก็ไม่เคยสนใจใครเป็นพิเศษ


   คำพูดของป้าฉาง ทำให้ชาวบ้านที่เดินผ่านไปมาต่างหันมามองลี่อินด้วยสายตาพิจารณา บางคนก็ซุบซิบนินทา


   แต่อวี๋เฟยเทียนกลับรู้สึกว่าผู้หญิงตรงหน้ามีท่าทางบริสุทธิ์สะอาด ไม่น่าจะเป็นคนอย่างที่ป้าฉางกล่าวหา


   เขาเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าหลัวซีห่าวไม่ได้อยู่บ้าน จึงรีบเดินมาบอกลี่อิน แต่กลับมาเจอเหตุการณ์นี้เข้าเสียก่อน


   "ใจเย็นเย็นก่อนป้าฉาง" อวี๋เฟยเทียนพูดปราม ก่อนจะหันไปถามลี่อินด้วยน้ำเสียงสุภาพ


   "ขอโทษนะครับ บางทีพวกเราอาจจะเข้าใจบางอย่างคลาดเคลื่อนกันก็ได้"


   "คุณคือภรรยาที่จะมาแต่งงานของพี่ห่าวจริงๆหรือเปล่าครับ" น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความจริงจังอย่างฟังได้ชัด


   "นี่อย่าบอกนะว่าแกเชื่อที่ผู้หญิงคนนี้พูดน่ะ!" เสียงแหลมสูงของป้าฉางดังขึ้น เธอชี้หน้าลี่อินอย่างไม่ไว้หน้า


   "สะใภ้อะไรกัน หงซูหนี่ยกเลิกงานแต่งไปแล้ว ผู้หญิงคนนี้ไม่ใช่หงซูหนี่ คงเป็นตระกูลหงที่อยากจะเบี้ยวไม่ยอมคืนเงินสินสอด เลยหาเด็กสาวที่ไหนก็ไม่รู้มาแทน!"


   อวี๋เฟยเทียนได้ยินดังนั้นก็เบิกตากว้าง มองลี่อินด้วยสายตาตื่นตะลึง เขาไม่เคยเห็นผู้หญิงคนไหนสวยขนาดนี้มาก่อน ผิวพรรณนวลเนียนราวกับหยก แก้มอมชมพูระเรื่อ ดวงตากลมโตเป็นประกาย ริมฝีปากอิ่มสีแดงสดราวกับผลเชอร์รี่สุก


   ในหมู่บ้านของเขา คนที่พอจะสวยหน่อยก็มีแต่พวกปัญญาชนที่ถูกส่งลงมาอยู่ชนบท แต่ได้ยินว่าคนพวกนั้นมีมาตรฐานสูง ทุกคนล้วนแต่อยากแต่งงานกับคนในเมือง ไม่มาสนใจพวกชาวบ้านอย่างพวกเขาหรอก



บทที่ 6: ต่อปากกับแม่บ้านตระกูลหลัว



   แต่ผู้หญิงตรงหน้าสวยกว่าพวกปัญญาชนหญิงเหล่านั้นมาก จะเป็นเด็กสาวธรรมดาได้อย่างไร


   "นี่...สวยขนาดนี้ ไม่น่าจะเป็นเด็กสาวธรรมดานะ" อวี๋เฟยเทียนพึมพำกับตัวเองอย่างไม่แน่ใจ


   ลี่อินมองป้าฉางที่ยังคงตะโกนด่าทอไม่หยุด เธอพอจะเข้าใจแล้วว่า ผู้หญิงคนนี้ไม่ใช่คนในตระกูลหลัว แต่กลับไม่ยอมให้เธอเข้าบ้านตระกูลหลัว


   ทำไมกัน


   “ไม่รู้ล่ะ ไม่ว่าผู้หญิงคนนี้จะพูดอะไรฉันก็ไม่เชื่อทั้งนั้น เหอะ คิดจะมาหลอกฉันตาใสแบบนี้งั้นเหรอ เห็นว่าบนหัวของฉันมีเขาหรือไง ถึงได้คิดว่าฉันจะหลงเชื่อคำพูดลอยๆพวกนั้น อีกอย่างถ้าไม่ใช่หงซูหนี่ แล้วมาทำอะไรที่นี่! อย่ามาตบตาฉันเลยนะ ยัยเด็กคนนี้มันต้องเป็นพวกต้มตุ๋นแน่ๆ"


   ลี่อินถอนหายใจ เธอไม่รู้จะอธิบายยังไงให้ป้าฉางเข้าใจดี ดูเหมือนป้าคนนี้จะเป็นเดือดเป็นร้อนนักที่เธอมาที่นี่เพื่อแต่งงานเข้าตระกูลหลัวน่ะ หรือว่าเธอไปทำอะไรขัดขาเข้า ถึงได้ดูร้อนรนแบบนี้


   ลี่อินหรี่ตาลงอย่างจับผิด ทำให้ป้าฉางที่เห็นเช่นนั้นใบหน้าของเธออก็ยิ่งชาไปแทบทั้งแถบอย่างเห็นได้ชัด


   “นะ นี่เธอมีสิทธิ์อะไรมาจ้องฉันแบบนั้น เธอไม่ใช่ญาติฉันนะ!”


   “นั่นน่ะสิ ฉันว่าฉันก็ไม่ใช่ญาติของป้านะ ไม่มีความเกี่ยวพันกันเลยแม้แต่น้อย แต่แปลกที่ป้าใช้คำพูดแบบนั้นคุยกับฉัน”


   “คำพูดแบบไหนไม่ทราบ เห็นทีก็มีแต่เธอนั่นแหละที่รับไม่ได้ ทำไม อยู่ในเมืองมานานแล้วมาเจอคำพูดแบบนี้แล้วเกิดรับไม่ได้ขึ้นมาหรือไง”


   “เหมือนจะใช่นะคะ ถ้าป้าคิดว่าคำพูดนั้นฟังรื่นหูก็เก็บเอาไว้ฟังคนเดียวเถอะ” ป้าฉางที่ได้ฟังเช่นนั้นเบิกตากว้าง ร่างกายของหญิงชราสั่นเทาอย่างเห็นได้ชัด


   ขณะที่อวี๋เฟยเทียนเหมือนจะชะงักไปครู่หนึ่ง เขาอ้าปากค้างอย่างไม่อยากจะเชื่อว่าจะมีใครที่กล้าต่อปากต่อคำกับป้าฉางฉายาปากปืนกลได้เช่นนี้


   ลี่อินมองป้าฉางที่ยังคงตะโกนด่าทอไม่หยุด สายตาของเธอเต็มไปด้วยความหยามเหยียด เพิ่งเจอหน้ากันยครั้งแรกแท้ๆ แต่สร้างความไม่ประทับใจแรกให้กับเธอเสียแล้ว เธอเดาว่าป้าฉางคงกลัวว่าถ้าเธอแต่งงานกับหลัวซีห่าว แล้วตัวเองจะตกงานเพราะไม่ต้องดูแลเด็ก ถึงได้รีบร้อนไล่เธอไปเช่นนี้


   มุมปากของลี่อินยกขึ้นเล็กน้อย เธอหัวเราะในลำคออย่างขำขัน เห็นเป็นเดือดเป็นร้อนแบบนี้ก็เพราะกลัวว่าตัวเองจะตกงานนี่เอง


   "ไม่รู้ล่ะ ไม่ว่ายังไง ฉันก็คือลูกสาวที่แท้จริงของตระกูลหง ในเมื่อตระกูลหงรับเงินไปแล้ว ก็ต้องให้ลูกสาวแท้ๆของตระกูลหงแต่งงาน" ลี่อินพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่แฝงไปด้วยความหนักแน่น


   "แต่ป้าคนนี้กลับไม่ยอมให้ฉันเข้าไปในบ้าน ไม่รู้ว่าคิดอะไรอยู่!” เธอหันไปมองอวี๋เฟยเทียนที่ยืนอ้าปากค้างอยู่ข้างๆ ก่อนจะหันไปพูดกับเขาอีกครั้งเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา


   ทั้งที่ข้างนอกเสียงดังขนาดนี้ แต่กลับไม่มีใครออกมาจากบ้าน นั่นก็แสดงว่าเขาคงไม่อยู่บ้านจริงๆ


   "ตอนนี้พี่ห่าวอยู่ที่ฟาร์มวัวครับ กว่าจะกลับมาก็ค่อนข้างดึก ถ้างั้นให้ผมไปบอกพี่ห่าวให้หรือเปล่า" อวี๋เฟยเทียนตอบอย่างตะกุกตะกัก เขายังคงมึนงงกับสถานการณ์ตรงหน้า


   ลี่อินส่ายหน้าเล็กน้อย


   "ไม่ต้องหรอกค่ะ ฉันจะรออยู่ที่นี่ รอเขากลับมาแล้วบอกเขาว่าไม่ใช่ฉันที่ไม่ยอมแต่งงานกับเขา" เธอหยุดพูด ก่อนจะพูดต่อ


   "แต่เป็นเพราะมีคนไม่ยอมให้ฉันเข้าไปในบ้าน ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ฝ่ายที่ผิดสัญญาแต่งงานก็คือตระกูลหลัว เงินค่าสินสอด ฉันก็ไม่จำเป็นต้องคืนให้ตระกูลหลัวแล้ว" เมื่อได้ยินคำพูดนี้ ป้าฉางถึงกับหน้าซีดเผือด


   ลี่อินพูดจบก็เดินไปนั่งที่ม้านั่งหินหน้าบ้านอย่างไม่สนใจป้าฉาง เธอหยิบขนมปังที่เตรียมไว้สำหรับเป็นอาหารกลางวันออกมาทานอย่างไม่เร่งรีบ


   อวี๋เฟยเทียนมองลี่อินด้วยความสงสัยปนเห็นใจ เขาไม่รู้ว่าผู้หญิงคนนี้พูดจริงหรือแค่ขู่ แต่ดูจากท่าทางแล้ว เธอก็ไม่เหมือนคนโกหก


   "เอ่อ...คุณจะไม่เป็นไรจริงๆเหรอครับ" อวี๋เฟยเทียนถามอย่างเกรงๆ "ป้าฉางเป็นคนปากร้าย แต่ใจดี ถ้าคุณอธิบายดีๆ บางทีอาจจะ..."


   "ไม่ต้องไปสนใจหรอกค่ะ" ลี่อินพูดขัดพร้อมกับส่งยิ้มบางๆให้อวี๋เฟยเทียน


   อวี๋เฟยเทียนได้ยินดังนั้นก็ได้แต่ยิ้มแห้งๆ ก่อนที่เขาจะลากสายตาไปมองป้าฉางด้วยสีหน้างุนงง ก่อนจะเอ่ยถามหญิงวัยกลางคนออกไปด้วยความไม่เข้าใจ


   "นี่ป้าฉาง ทำไมถึงไม่ให้เธอเข้าไปล่ะ" ป้าฉางที่ได้ฟังเช่นนั้นก็ยกยิ้มแหยอย่างเก้อเขิน


   “มะ ไม่ใช่สักหน่อย ฉันยังไม่ได้พูดเลยนะว่าไม่ให้ผู้หญิงคนนี้เข้ามาน่ะ” เธอเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่ตะกุกตะกัก


   เพราะกลัวว่าเรื่องจะบานปลายลุกลามถึงตัวจึงรีบยิ้มเอาใจ และเปิดประตูอย่างฝืนใจ


   "คงเข้าใจผิดน่ะ เมื่อกี้ฉันไม่ค่อยรู้เรื่องถึงไม่ให้เข้ามา ถ้างั้นก็เข้ามาก่อนสิ" เธอจ้องลี่อินด้วยสายตาที่ดุดัน หากแต่ริมฝีปากกลับคลี่ยิ้มออกมา จนอวี๋เฟยเทียนที่เห็นเช่นนั้นขมวดคิ้วขึ้นในทันที แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา


   ป้าฉางกำหมัดแน่น มองลี่อินที่เดินเข้าไปในบ้าน ขณะที่ริมฝีปากของหญิงสาวก็ยังคงเคี้ยวขนมปังอยู่


   เธอคงปล่อยผู้หญิงคนนี้เอาไว้ไม่ได้เสียแล้ว…


   ขณะที่ลี่อินเองก็มีความคิดที่ไม่ต่างจากป้าฉางมากนัก ถ้ามีคนแบบนี้อยู่ในตระกูลหลัว เธอเองก็คงไม่มีทางอยู่อย่างสบายใจแน่นอน


   เพราะดูท่าแล้วป้าฉางคนนี้น่าจะมีนิสัยไม่ต่างจากตัวละคะขี้อิจฉาในละครหลังข่าวแน่ๆ


   ไม่รู้สิ แค่เห็นเธอก็รู้สึกไม่ถูกชะตากับผู้หญิงคนนี้แล้ว


   เธอหัวเราะเยาะเบาๆ ก่อนที่จะหันกลับไปกล่าวขอบคุณอวี๋เฟยเทียนที่อยู่ด้านหลัง แล้วเดินเข้าไปในตึกเล็กๆหลังนี้


   บ้านหลังนี้ใหญ่มาก อย่างน้อยก็มีพื้นที่สามสี่ร้อยตารางเมตร


   ประตูเปิดออก เผยให้เห็นห้องนั่งเล่นกว้างขวางราวกับพระราชวัง โซฟาหนังสีเข้มนุ่มนิ่มตั้งตระหง่านอยู่ตรงกลางห้อง รายล้อมด้วยโทรทัศน์จอแบนขนาดใหญ่ วิทยุทรงคลาสสิก และของตกแต่งหรูหราสะท้อนรสนิยมอันเฉียบคมของเจ้าของ


   นี่มันเศรษฐีที่ซ่อนตัวชัดๆ!


   บนโต๊ะไม้โอ๊คขนาดใหญ่ วางแจกันดอกไม้สีสันสดใส ทว่าน่าเสียดายที่ถึงแม้แจกันจะดูสวยงามและดูมีราคามากเพียงใด หากแต่ดอกไม้ที่ประดับอยู่ในแจกันนั้นกลับแห้งเหี่ยว


   กลีบดอกที่ควรจะบานสะพรั่งกลับร่วงโรยลงบนโต๊ะราวกับว่าไม่ได้ผ่านการดูแลมานาน


   ข้างๆแจกัน วางหนังสือเล่มหนา ปกหนังสีน้ำตาลเข้ม ดูเก่าแก่ แต่ยังคงดูใหม่ และมีร่องรอยการใช้งาน เรียวคิ้วของลี่อินขมวดขึ้นมาในทันที


   เท่าที่เธอรู้มาคือหลัวซีห่าวทำงานยุ่งมากทั้งวัน จนไม่มีเวลาดูแลลูกๆของเขาไม่ใช่เหรอ แล้วทำไมถึงมีหนังสือแบบนี้วางอยู่กันล่ะ


   แต่นั่นไม่ใช่เรื่องที่เธอต้องมาสนใจเสียหน่อย


   เสียงนกร้องดังมาจากนอกหน้าต่าง เป็นเสียงเพลงธรรมชาติ ที่ช่วยเติมเต็มความสงบให้กับห้อง เธอมองออกไปนอกหน้าต่างบานใหญ่ก็เห็นทุ่งหญ้าเขียวขจี และต้นไม้สูงใหญ่ที่ยืนต้นตระหง่าน ราวกับยักษ์ใหญ่ที่เฝ้าดูแลบ้านหลังนี้



บทที่ 7: เจอกันครั้งแรก



   ตุบ!


   ครั้นที่เธอเพิ่งวางกระเป๋าลงบนพื้น สำรวจมือของตัวเองที่เริ่มแดงก่ำจากการหิ้วสัมภาระมาเป็นเวลานาน ก็มีเด็กหญิงตัวเล็กๆที่เนื้อตัวดูมอมแมม สกปรกวิ่งเท้าเปล่ามาหา แล้วจับชายเสื้อของเธอไว้ มองเธอด้วยสายตาอยากรู้อยากเห็น


   เด็กหญิงที่ยืนอยู่ตรงหน้า เป็นเด็กน้อยที่แม้ผมของเธอจะยุ่งเหยิง แต่ความน่ารักของเธอก็ชวนให้ใครหลายคนหลงใหล


   ดวงตากลมโตของเธอเป็นประกายราวกับดาวที่เปล่งแสงในยามค่ำคืน แก้มของเธอป่องกลมมนดูน่าหยิกอย่างยิ่ง


   ถึงแม้ว่าจะมีรูปลักษณ์ที่น่ารักน่าชัง แต่สภาพของเธอนั้นกลับตรงกันข้าม เสื้อผ้าของเธอเต็มไปด้วยคราบสกปรกที่สะสมจนไม่สามารถบอกได้ว่าความจริงแล้วมันมีสีอะไร


   ปากจิ้มลิ้มเต็มไปด้วยเศษอาหารที่ยังไม่ถูกเช็ดออก และเสื้อผ้าบริเวณใต้คางของเธอมีคราบสกปรกที่แสดงให้เห็นว่าเธอเพิ่งทานอะไรมา


   แม้ว่าเธอจะอายุเกือบสองขวบแล้ว แต่เธอก็ยังพูดไม่ได้ เพียงแต่ส่งเสียงอ้อแอ้ และมองด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความสงสัยและความอยากรู้อยากเห็น


   ไม่มีใครสามารถปฏิเสธความน่ารักของเด็กน้อยคนนี้ได้


   ลี่อินยื่นมือไปอุ้มเด็กน้อย ล้วงลูกอมรสนมว่างไจ๋สีขาวนวลออกมาจากกระเป๋า ก่อนจะแกะถุงสีแดงที่บนถุงนั้นมีหน้าเด็กน้อยที่หน้าตาดูไม่ต่างกับเด็กหญิงตรงหน้าเธอนัก แล้วยื่นไปให้เด็กน้อยในทันที


   เด็กน้อยตัวจิ๋วที่เห็นเช่นนั้นก็ดวงตาเป็นประกาย เธอรีบใช้มือน้อยๆที่สกปรกคว้าลูกอมสีขาวนวลทันที จนมันแทบไม่เหลือสภาพเป็นลูกอมอีกต่อไป แล้วยัดเข้าปาก


   ลี่อินก้มมองเด็กน้อยด้วยสายตาที่พิจารณา


   อะไรกัน อาศัยอยู่ในบ้านหลังใหญ่หรูหรา แต่กลับเลี้ยงลูกได้แบบนี้ ไม่แปลกใจเลยที่หลัวซีห่าวต้องการหาภรรยาใหม่


   ดูเหมือนว่าจะมีเหตุผลอยู่จริงๆ


   ก่อนที่เสียงแค่นหัวเราะดังขึ้นจากด้านหลัง พร้อมทั้งประโยคเหน็บแนมที่ดังขึ้นมา


   "เหอะ ทำเป็นแสร้งทำดี" ครั้นที่ลี่อินหันไปมอง ก็พบว่าเป็นป้าฉางคนเมื่อกี้นี่เอง


   ทั้งสองคนถือว่าเป็นศัตรูกันแล้ว ในเมื่อมีท่าที และพูดจาแบบนั้นก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่เธอจะต้องคุยดีด้วยเหมือนกัน ลี่อินจึงไม่คิดจะสนใจหญิงวัยกลางคนผู้นั้น


   ดูเหมือนว่าเด็กน้อยตัวจิ๋วจะไม่เคยเห็นแขกมาที่บ้านมาก่อน เธอจึงรู้สึกสนใจมาก เดินเตาะแตะตามหลังเธอต้อยๆเหมือนหางน้อยๆ


   แค่ลูกอมเม็ดเดียว เธอก็สามารถจับใจเด็กน้อยได้แล้ว


   ลี่อินยิ้มน้อยๆ ขณะหยิบกระดาษทิชชูออกมาจากกระเป๋าเพื่อเช็ดปากให้กับเด็กน้อย เธอพยายามทำให้ทุกอย่างดูเป็นธรรมชาติที่สุด โดยไม่ทำให้เด็กน้อยรู้สึกไม่สบายใจ เมื่อปากของเด็กน้อยสะอาดขึ้น ลี่อินก็ยิ้มอย่างพอใจ


   เธอนั่งอยู่บนโซฟาในห้องนั่งเล่นของบ้านตระกูลหลัว เสียงหัวเราะของเด็กน้อยเป็นสิ่งที่ทำให้บรรยากาศในห้องดูสดใสขึ้น แม้ว่าเธอจะรออยู่เป็นเวลานาน แต่ลี่อินก็ไม่รู้สึกเบื่อหน่ายเลย การมีเด็กน้อยน่ารักเป็นเพื่อนทำให้เวลาผ่านไปเร็วขึ้น


   ลี่อินมองไปที่นาฬิกาผนังและเห็นว่ายังมีเวลาอีกสักพักก่อนที่เจ้าของบ้านตระกูลหลัวจะกลับมา เธอจัดระเบียบเสื้อผ้าของเด็กน้อยให้เรียบร้อยก่อนจะเอื้อมหยิบหนังสือที่วางอยู่บนโต๊ะเพื่ออ่านคั่นเวลา


   ขณะที่ป้าฉางคนนั้นเองก็เอาแต่เดินวนเวียน ทั้งยังใช้สายตาจิกกัดมองมาที่เธอด้วยเช่นเดียวกัน


   “มองอะไรเหรอคะ” เธอพึมพำออกมาเสียงเบา เมื่อท่าทีของป้าแม่บ้านคนนี้ดูแปลกประหลาดนัก เหมือนกำลังกระวนกระวายใจ


   ใช้เวลาเพียงชั่วโมงกว่าๆ ลี่อินก็ได้ยินเสียงฝีเท้าหนักแน่นดังมาจากนอกประตู


   ชายร่างสูงใหญ่คนหนึ่งผลักประตูเข้ามาในห้องนั่งเล่น กลิ่นคาวเลือดจางๆ ลอยฟุ้งออกมาจากตัวเขา ทำให้ลี่อินต้องเงยหน้าขึ้นมองอย่างไม่รู้ตัว เมื่อเธอเห็นเขาเดินเข้ามา ความประหลาดใจฉายชัดบนใบหน้าของเธอ


   เธอเคยได้ยินมาว่าเขาทำฟาร์มวัว และอายุมากแล้ว คำบอกเหล่านั้นทำให้เธอจินตนาการถึงชายแก่ที่มีพุงพลุ้ย


   คนที่อาจจะมีร่างกายที่ไม่สมส่วน กับสภาพร่างกายที่ค่อนข้างทรุดโทรม เพราะเขายังหาภรรยาไม่ได้แม้จะมีอายุขนาดนี้


   แต่ภาพที่ปรากฏตรงหน้าทำให้เธอช็อค นี่ไม่ใช่ชายแก่พุงพลุ้ย แต่เป็นชายหนุ่มหน้าตาดี และสง่างามอย่างที่เธอไม่เคยคาดคิด


   เขามีรูปร่างสูงโปร่งและสง่าผ่าเผย ใบหน้าของเขาดูเย็นชาและจริงจัง จนเธอนึกว่าเขาคือทหารยุคกลาง


   คนตรงหน้าเดินเข้ามาในห้องด้วยท่าทางมั่นคง และเคร่งขรึม ดวงตาสีเข้มของเขามองไปที่ลี่อินด้วยความสนใจเล็กน้อย


   แสงในห้องทอดลงบนใบหน้าคมเข้มของเขา ยิ่งทำให้โครงหน้าดูมีมิติ แต่สีหน้าของเขากลับเรียบเฉย


   "คุณชื่ออะไร" เมื่อเห็นว่าคนตรงหน้าไม่ยอมพูดอะไร หลัวซีห่าวจึงเอ่ยปากก่อน ด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำน่าฟัง


   ลี่อินสะดุ้ง รู้สึกเหมือนถูกจ้องมองด้วยสายตาของสัตว์ร้าย


   "ฉัน... ฉันชื่อลี่อินค่ะ" ลี่อินที่ได้สติกลับมา นึกขึ้นได้ว่าตัวเองเผลอมองจนเหม่อ ดวงตาฉายแววเก้อเขินวูบหนึ่ง ก่อนที่เธอจะรีบลุกขึ้นยืนแนะนำตัว


   ถึงแม้ว่าตอนนี้สายตาของเขาที่จ้องมองมานั้นจะเป็นสายตาที่เหมือนจะไร้ความรู้สึก หากแต่ลี่อินก็ยังคงทนมองสายตาคู่นั้น อย่างไม่คิดจะหลบเลี่ยงเลยแม้แต่น้อย


   "อายุเท่าไหร่ครับ” เขายังคงถามต่อ ทำตัวเหมือนคุณหมอที่กำลังซักประวัติผู้ป่วยอย่างไรอย่างนั้น


   "สิบแปดปีค่ะ ฉันคือลูกสาวแท้ๆของตระกูลหง"


   หลัวซีห่าวไม่ได้แสดงสีหน้าประหลาดใจแต่อย่างใด เพราะทางครอบครัวหงได้เลื่อนเรื่องแต่งงานมาเป็นเวลาหนึ่งเดือนแล้ว เนื่องจากหงซูหนี่ไม่ใช่ลูกแท้ๆ ส่วนลูกสาวที่แท้จริงของตระกูลหงก็ยังไม่ปรากฏตัวเช่นเดียวกัน


   ไม่คิดว่าเธอจะมาหาถึงที่เอง


   "ผมชื่อหลัวซีห่าว อายุสามสิบปีครับ" ชายหนุ่มพูดอย่างกระชับ


   สายตาลึกล้ำของเขากวาดมองสัมภาระที่วางอยู่ในห้องนั่งเล่น ดวงตาเหมือนจะส่องประกายวาบขึ้นมาชั่วครู่ แล้วหันไปมองลี่อิน


   "คุณตัดสินใจดีแล้วใช่ไหม"


   เขาเป็นคนฉลาด….


   แค่เห็นการกระทำของเธอ เขาก็เดาได้แล้วว่าเธอเตรียมตัวจะแต่งงานมาอยู่ที่นี่ ในฐานะภรรยา


   ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม


   "ใช่ค่ะ ฉันตัดสินใจแล้ว"


   "คุณรู้ใช่ไหม ว่าผมมีลูกอยู่สามคน แม้จะไม่ใช่ลูกแท้ๆ แต่ผมก็รับพวกเขามาเป็นลูกบุญธรรมแล้ว ส่วนผมเองก็ไม่คิดที่จะมีลูกอีก" น้ำเสียงหนักแน่นของหลัวซีห่าวดังขึ้น


   ลี่อินก้าวไปข้างหน้าสองก้าว ยื่นมือน้อยๆขาวนุ่มขึ้นมา แล้วหัวเราะเบาๆ พลางกล่าวด้วยถ้อยคำที่มาดมั่น


   "ข้อแรกเลยนะคะฉันตัดสินใจดีแล้ว ถึงได้เดินทางมาที่นี่เพื่อแต่งงานกับคุณ และข้อที่สอง ฉันจะเป็นแม่เลี้ยงที่ดีค่ะ"


   คำพูดของลี่อินทำให้หลัวซีห่าวถึงกับชะงักไปชั่วขณะ การแสดงออกที่จริงใจและมั่นคงของเธอเป็นเรื่องที่แปลกประหลาดและแตกต่างจากสิ่งที่เขาคาดคิดไว้มาก


   บรรยากาศในห้องเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน ความมั่นใจและความจริงใจของลี่อินแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่ชัดเจนของเธอ หลัวซีห่าวรับรู้ถึงการตัดสินใจที่แน่วแน่ และรู้สึกถึงความเป็นมิตรที่เธอพยายามแสดงออกมา


   "เข้าใจแล้วครับ"



บทที่ 8: ป้าฉางผู้ร้ายกาจ



   ความเย็นชาของเขาเหมือนจะเป็นกำแพงที่ล้อมรอบตัวเองไว้ ดูเหมือนว่าทุกอย่างจะเป็นไปได้ดี แต่ทันใดนั้นก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นทำลายความเงียบของบรรยากาศในห้อง


   "ไม่นะ เสี่ยวหลัว ทำไมถึงยอมให้เธออยู่ง่ายๆแบบนี้ล่ะ ดูทางฝั่งตระกูลหงสิ เห็นได้ชัดว่าพวกเขาอยากได้สินสอดสามพันหยวน คนพวกนี้เป็นพวกหลอกลวงนะ"


   ป้าฉางรีบพูดออกมาด้วยความร้อนใจ น้ำเสียงของเธอเต็มไปด้วยความกังวล และไม่พอใจที่สะสมมานาน ดวงตาเล็กๆของเธอหรี่ลง ขณะที่มองไปยังลี่อิน


   ไม่ได้นะ เธอจะปล่อยให้ผู้หญิงคนนี้เข้ามาอยู่ในบ้านหลัว ไม่ได้ ไม่อย่างนั้นเธอคงเจอจุดจบแน่ๆ


   หลัวซีห่าวถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะหันไปมองป้าฉางด้วยสายตาที่เข้มงวด


   “ป้าฉาง เรื่องนี้ผมจัดการเองได้ ไม่จำเป็นต้องกังวล ผมรู้ว่ากำลังทำอะไรอยู่”


   ลี่อินที่ยืนอยู่ข้างๆ มองไปที่ป้าฉางด้วยแววตาที่สงบ แต่ในใจกลับรู้สึกสะใจเป็นอย่างมาก


   เพราะดูหน้าป้าฉางในตอนนี้ เหมือนคนที่กำลังจมน้ำอยู่อย่างไรก็ไม่รู้


   “ทะ ทำไมพูดแบบนั้นกันล่ะเสี่ยวหลัว” หลัวซีห่าวมองป้าฉางแวบหนึ่ง แล้วพูดด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ


   "ในเมื่อเธอเป็นลูกสาวที่แท้จริงของตระกูลหงก็หมายความว่าทางตระกูลหงไม่ได้หลอกลวงอะไร อีกอย่างก็เป็นไปตามข้อตกลงในเมื่อเธอคือลูกสาวแท้ๆของพวกเขา"


   ป้าฉางที่ได้ยินคำตอบนั้นเบิกตากว้างขึ้น เธอรู้สึกถึงความกดดันที่เพิ่มขึ้นในทันที


   หน้าที่การงาน และความมั่นคงของเธอกำลังถูกสั่นคลอน


   เมื่อเห็นว่าหลัวซีห่าวไม่ได้สนใจคำเตือนของเธออีกต่อไป สีหน้าของเธอแสดงออกถึงความไม่สบายใจ แต่เธอก็ไม่สามารถโต้แย้งอะไรได้มากนัก


   ลี่อินยืนอยู่เงียบๆ ฟังคำพูดของหลัวซีห่าวด้วยความพึงพอใจ เธอรู้ดีว่าความเป็นจริงนี้ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้ และตอนนี้เธอได้รับการยืนยันจากหลัวซีห่าวอย่างชัดเจน


   การยอมรับของเขาทำให้เธอรู้สึกถึงชัยชนะเล็กๆที่ได้รับมา


   “ผมหวังว่าป้าจะเข้าใจนะครับ” หลัวซีห่าวกล่าวต่อพร้อมกับหันกลับมาสบตากับลี่อิน


   ลี่อินที่ได้ฟังเช่นนั้นก็หยักยิ้มขึ้นมา เธอมองป้าฉางที่ตอนนี้กึ่งยิ้มกึ่งไม่ยิ้ม ก่อนจะเอ่ยประโยคที่ไม่ต่างจากการทิ้งระเบิดใส่ป้าฉาง


   "ทำไมเหรอคะ ป้าคัดค้านการที่ฉันเข้ามาตั้งแต่แรกเลยนะ ทำไมล่ะ? หรือว่าป้ามีตัวเลือกที่ดีกว่าฉันอยู่แล้ว" ป้าฉางถึงกับพูดไม่ออก


   หลัวซีห่าวละสายตากลับมาอย่างเรียบเฉย สีหน้าดูเย็นชาเล็กน้อย


   "ป้าฉาง เรื่องนี้ไม่ต้องให้ป้าเป็นห่วงหรอก"


   "ถ้าอย่างนั้นคุณก็อยู่ที่นี่ก็แล้วกัน ผมเองก็ไม่มีข้อเรียกร้องอะไรจากคุณ ขอแค่ดูแลพวกเด็กๆให้ดีก็พอ ส่วนเรื่องงานแต่งงาน ทางคุณเองก็ไม่ได้ต้องการจัดตั้งแต่แรก อีกอย่างคุณเองก็ไม่ได้อยากจะมาแต่งงานกับผมด้วยเหมือนกัน ผมก็เลยยังไม่ได้เตรียมอะไรเอาไว้ ถ้าคุณต้องการจะจัดงานจริงๆ ก็เลือกวันที่เหมาะสมเองก็แล้วกัน"


   หลัวซีห่าวพูดด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบ และจริงจัง


   ขณะที่ดวงตาของเขาจ้องมองลี่อินด้วยความหนักแน่น แม้ว่าเขาจะไม่ได้แสดงออกถึงความไม่พอใจ แต่คำพูดของเขาก็เต็มไปด้วยความรู้สึกที่ซ่อนเร้นอยู่ลึกๆ


   เขายอมรับสถานการณ์ที่เป็นอยู่ แต่ก็ยังคงเว้นระยะห่างระหว่างตัวเองกับเธออย่างชัดเจน ความเย็นชานั้นแฝงอยู่ในน้ำเสียง และท่าทีของเขา แต่ลี่อินก็รับฟังอย่างสงบนิ่ง แม้ว่าในใจของเธอจะรู้สึกถึงความยากลำบากที่กำลังรออยู่ข้างหน้า


   จะไม่ให้เธอรู้สึกแบบนั้นได้ยังไงล่ะ ก็ดูสีหน้ากับสายตาของเขาสิ


   "ตอนนี้ผมยังมีธุระที่ร้านที่ต้องไปจัดการก่อน คุณมีอะไรสำคัญจะถามอีกไหม" หลัวซีห่าวถามด้วยน้ำเสียงที่เย็นชา และเป็นทางการ เขาไม่อยากให้การพูดคุยนี้ยืดเยื้อออกไปมากกว่านี้ เพราะเขามีเรื่องที่ต้องไปจัดการอย่างเร่งด่วน


   “จริงๆ ฉันยังมีเรื่องที่จะถามคุณอีกเยอะมากเลยค่ะ แต่เอาไว้คุณมีเวลาเมื่อไหร่ฉันค่อยถามตอนนั้นก็ได้ค่ะ” เธอเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบา


   "ส่วนเรื่องการจัดงานแต่งงาน ฉันเองก็ไม่ได้สนใจอะไรมากมายอยู่แล้ว”


   “แต่คุณจะให้ฉันนอนที่ไหนเหรอคะ”


   ขณะที่เอ่ยถามก็เหลือมองหญิงวัยกลางคนอีกคนไปด้วย


   ป้าฉางที่ได้ฟังเช่นนั้นก็ชะงัก ในใจของเธอเปี่ยมไปด้วยความไม่พอใจเป็นอย่างยิ่ง แต่ก็ไม่อาจทำอะไรได้ ในเมื่อหลัวซีห่าวในตอนนี้ไม่ฟังคำของเธอเลยแม้แต่น้อย


   หลัวซีห่าวเงียบไปครู่หนึ่ง


   "ที่บ้านของผมตอนนี้มีอยู่5ห้อง ชั้นบนมีห้องนอนใหญ่อยู่ห้องแรก ติดกับทางเดินบันได คุณไปพักที่นั่นก่อนได้เลย เดี๋ยวผมจะย้ายไปนอนกับลี่หยางเอง” หลัวซีห่าวพูดด้วยน้ำเสียงที่สงบ และเป็นทางการ


   ในขณะที่ลี่อินพยักหน้ารับรู้ ตามเนื้อหาในนิยายเรื่องนี้ที่เธอได้อ่านมานั้น หลัวซีห่าวมีลูกบุญธรรมอยู่สามคน ซึ่งเด็กสามคนนี้ก็ไม่ใช่ใครที่ไหนไกล พวกเขาเป็นลูกของพี่สาว


   หลัวลี่หมิง หลัวลี่หยาง และหลัวลี่หลิน


   หลังจากที่พวกเขาเข้ามาอยู่ในความดูแลของหลัวซีห่าว พวกเขาต้องเปลี่ยนแปลงนามสกุลเป็นตระกูลหลัว เพื่อให้เหมาะสมกับครอบครัวใหม่


   ความจริงแล้วลี่อินเองก็มาที่นี่อย่างกะทันหัน ทำให้เขาเองก็ไม่ได้เตรียมห้องเอาไว้ต้อนรับ


   ปกติเขามีห้องส่วนตัวหนึ่งห้อง พี่ใหญ่ หลัวลี่หมิงจะนอนกับหลัวลี่หลินที่เป็นน้องสาว ส่วนหลัวลี่หยางจะนอนอีกหนึ่งห้อง ห้องที่เหลือเป็นห้องสำหรับแขก แต่ก็คงให้เธอไปนอนที่นั่นไม่ได้


   เพราะความจริงแล้วถึงบ้านของเขาจะมีห้องรับแขกแบบนี้ หากแต่ก็ไม่ได้มีแขกแวะเวียนมามากมายนัก


   ภายในห้องก็เลยไม่ได้มีสิ่งอำนวยความสะดวกเท่าที่ควร แม้แต่เตียงนอนสักหลังก็ไม่มีด้วยเช่นเดียวกัน


   “แต่คุณจะไม่ลำบากเหรอคะ” ลี่อินเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบา เพราะเธอเองก็รู้สึกเกรงใจไม่น้อยที่ต้องมาแย่งห้องนอนเขาไปแบบนี้


   “ไม่หรอก ผมเป็นผู้ชาย จะนอนที่ไหนก็ได้ไม่ได้เป็นปัญหาอะไรเลย” น้ำเสียงที่เอ่ยออกมานั้นเป็นน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเรียบนิ่งอย่างฟังได้ชัด


   “ขอบคุณนะคะ ถ้าอย่างนั้นคุณไปทำงานเถอะ ฉันไม่รบกวนเวลาของคุณแล้วล่ะ” ลี่อินพูดพร้อมกับยิ้มให้เขา


   หลัวซีห่าวพยักหน้าเบาๆ ก่อนที่จะหมุนตัวและเดินออกไปจากห้องอย่างรวดเร็ว การเคลื่อนไหวของเขาแสดงถึงความมุ่งมั่น และความรับผิดชอบต่องานที่รออยู่ข้างหน้า


   ในขณะที่ลี่อินมองตามเขาไป


   ป้าฉางที่เห็นหลัวซีห่าวจากไปแล้ว ก็ไม่สามารถยับยั้งความรู้สึกในใจได้ เธอจึงพูดด้วยน้ำเสียงเยาะเย้ย และประชดประชัน


   “อย่าคิดว่าเข้ามาในบ้านแล้วฉันจะสุภาพกับเธอนะ ฉันจะรอดูว่าเธอจะแกล้งทำได้กี่วัน”


   “เหอะฉันล่ะเกลียดนักพวกที่ทำตัวเสแสร้งน่ะ ต่อหน้าอีกอย่างลับหลังก็พูดอีกอย่างหนึ่ง ก่อนหน้านี้ยังเถียงจนคอเป็นเอ็น พอเสี่ยวหลัวกลับมาก็ทำทีเป็นอ่อนหวาน เห็นแล้วรู้สึกพะอืดพะอมจริงๆ” น้ำเสียงที่เปี่ยมไปด้วยความกระแนะกระแหนดังขึ้นทันทีที่ได้ยินเสียงประตูรั้วเหล็กหน้าบ้านปิดลง



บทที่ 9: ชีวิตของผู้ชายช่างเรียบง่ายแต่ไร้สีสัน



   ขณะที่ลี่อินปรายตามองหญิงวัยกลางคนเพียงชั่วครู่หนึ่ง เธอยกยิ้มหัวเราะออกมา


   อะไรกัน เสแสร้งงั้นเหรอ!


   “แต่เมื่อกี้ป้าเองก็ทำแบบนั้นนะคะ” น้ำเสียงของลี่อินแข็งกร้าวขึ้นอีกระดับหนึ่ง


   ถึงแม้จะเป็นการพบเจอกันครั้งแรก แต่เธอก็สัมผัสได้ว่าป้าแม่บ้านคนนี้ไม่ธรรมดาแน่นอน


   “นะ นี่เธอ! หมายความว่าไง!” หญิงวัยกลางคนที่ถูกต่อว่าเช่นนั้นยกนิ้วขึ้นชี้หน้าหญิงสาว นัยน์ตาของเธอแข็งกร้าวอย่างเห็นได้ชัด


   ลี่อินมองท่าทีแบบนั้นอย่างไม่ได้รู้สึกหวั่นกลัวเลยแม้แต่น้อย


   ลืมไปแล้วหรือไงว่าเธอมาจากอนาคต เธออ่านเจินหวนมาหลายครั้ง และดูละครมาแล้วมากมาย ทำไมจะไม่รู้ว่าตัวร้ายในละครหลังข่าวแบบนี้จะพูดกับเธอยังไง หรือวางแผนอะไรเอาไว้บ้าง


   "จะให้ฉันหมายความว่าไงอีกล่ะคะ ป้าเองก็เป็นแค่แม่บ้าน แต่กลับพูดจาแบบนั้นกับคนที่กำลังจะมีสถานะเป็นเจ้านายอีกคนแบบนี้ นี่ถ้าฉันไม่รู้ว่าป้าเป็นแม่บ้าน คงคิดว่าป้าเป็นแม่สามีที่ชอบทำตัวกีดกันลูกสะใภ้แน่ๆ”


   ป้าฉางที่ได้ฟังเช่นนั้นก็เบิกตากว้างอย่างตกใจ ไม่คิดไม่ฝันว่าอายุปูนนี้แล้วจะมาถูกเด็กต่อว่าได้เช่นนี้


   "อย่างน้อยฉันก็แต่งงานตามสัญญา ส่วนบางคนเป็นแค่ลูกจ้างที่ทำงานไปวันๆ หรือจะพูดให้ชัดก็คือเป็นแค่คนรับใช้ แต่กลับพูดจาหยาบคายใส่เจ้านาย”


   สิ้นประโยคนั้น ดวงตาของป้าฉางเบิกโพล่งแทบจะทันที ป้าฉางโกรธจนแทบจะกระอักเลือด แม้เธอจะเป็นเพียงลูกจ้าง แต่ด้วยความสัมพันธ์กับตระกูลหลัวและวุฒิภาวะของเธอ เธอเองก็มีสิทธิ์เต็มที่ที่จะสั่งสอนลี่อิน


   แต่กลับถูกเด็กคนนี้สั่งสอน และพูดจาแบบนั้น ไม่เห็นแก่หัวหงอกๆของเธอก็เป็นเรื่องที่ทำให้รู้สึกคับแค้นใจเป็นอย่างมาก


   "นี่เธอพูดจาแบบนี้ ยังจะมาแอบอ้างว่าเป็นคนในเมืองอีกงั้นเหรอ!” ป้าฉางตวาดเสียงดังลั่น อีกทั้งยังชี้หน้าด่าทอลี่อินเสียๆหายๆ


   “เพราะป้าเป็นคนที่เข้าใจยากยังไงล่ะคะ เลยต้องพูดแบบนี้”


   ป้าฉางโกรธจนแทบจะเป็นบ้า แต่แล้วก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ เธอจึงหัวเราะเยาะออกมา


   “คะ คอยดูเถอะ ถึงเธอจะอยู่ที่นี่ ก็ไม่มีวันอยู่อย่างสงบหรอก!”


   เธอชี้หน้าลี่อินด้วยท่าทางที่เต็มไปด้วยความท้าทายและอาฆาต ก่อนที่จะหมุนตัวเดินไปอุ้มเด็กน้อยที่กำลังส่งเสียงอ้อแอ้ด้วยท่าทีที่หวาดกลัว แล้วเดินออกจากห้องไปอย่างรวดเร็ว ปล่อยให้ความโกรธ และความคับแค้นทิ้งไว้ในห้อง


   ลี่อินไม่สนใจเธอเลยแม้แต่น้อย เธอถือกระเป๋าขึ้นไปยังห้องนอนใหญ่ชั้นสองที่อยู่ติดกับบันไดทันที


   ห้องค่อนข้างกว้างขวาง แต่การตกแต่งภายในกลับเรียบง่าย และขาดความอบอุ่น เตียงไม้ตัวใหญ่ตั้งอยู่ตรงกลางห้อง ไม้เนื้อหยาบที่ใช้ทำเตียงยังคงเห็นร่องรอยของการใช้งานอย่างหนัก โต๊ะไม้ตัวเดียววางอยู่ข้างเตียง มันมีลักษณะเก่าและท่าทางไม่ค่อยแข็งแรง


   ตรงมุมห้องมีตู้เสื้อผ้าไม้เก่าตั้งอยู่ ดูเหมือนว่าเวลาและการใช้งานจะทำให้มันดูทรุดโทรม แม้ว่าตู้เสื้อผ้าจะยังคงตั้งอยู่ตรงที่ของมัน แต่ก็เต็มไปด้วยรอยขีดข่วนและสีที่ซีดจาง


   ห้องนี้ไม่มีการตกแต่งเพิ่มเติม ไม่มีพรมหรือผ้าปูที่นอนใหม่ๆ ที่จะช่วยเพิ่มความอบอุ่นหรือความสบายใจให้กับผู้ที่อยู่ในนั้น เสียงลมหายใจของคนในห้องกลับดังขึ้นอย่างชัดเจนในความเงียบสงัด


   ลี่อินเงียบไปครู่หนึ่ง อาศัยอยู่ในบ้านหลังใหญ่หรูหราขนาดนี้ แต่ห้องกลับดูไม่ได้เรื่องแบบนี้


   สมแล้วที่ชีวิตของผู้ชายช่างเรียบง่ายแต่ไร้สีสัน


   แต่ผ้าห่มพับเรียบร้อย เครื่องนอนสะอาดสะอ้านไร้ฝุ่นถูกพับเก็บอย่างเป็นระเบียบอยู่ตรงมุมหนึ่งของเตียง ลี่อินที่เห็นเช่นนั้นก็ยิ่งรู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างมาก


   อะไรกัน ดูท่าทางแล้วหลัวซีห่าวก็ไม่น่าจะเป็นผู้ชายที่เจ้าระเบียบขนาดนี้เลยนะ


   ดูเหมือนว่าเธอจะต้องทำความรู้จักกับเขาเพิ่มขึ้นอีกหน่อยเสียแล้วล่ะ


   ลี่อินเปิดกระเป๋าสัมภาระของตัวเองออกมาเพื่อจัดเก็บข้าวของให้เข้าที่เข้าทาง จากนั้นก็เดินไปเปิดตู้เสื้อผ้าตัวเก่าที่วางเอาไว้อย่างโดดเดี่ยว


   ภายในตู้เสื้อผ้าของหลัวซีห่าว มีเพียงแค่เสื้อผ้าไม่กี่ตัวที่ถูกพับเก็บเอาไว้ตรงมุมตู้ด้านในอย่างเป็นระเบียบ


   เป็นคนที่เรียบร้อย และรักษาความสะอาดแบบนี้ก็ดีแล้วล่ะ


   แต่ว่าหน้าฝนแบบนี้ขืนพับเสื้อผ้าเอาไว้แบบนั้นก็คงจะชื้น และเหม็นอับแน่ๆ


   ลี่อินที่เห็นเช่นนั้นก็ถือวิสาสะหยิบเสื้อของเขาออกมาใส่ไม้แขวน แล้วแขวนเอาไว้บนราวผ้า


   แม้ว่าการเข้ามาในโลกของนิยายจะทำให้ลี่อินรู้สึกสับสน และตั้งตัวไม่ทัน แต่ผลลัพธ์ที่เธอได้รับกลับดีกว่าที่คาดไว้มาก แม้จะพบว่าห้องที่เธอได้รับมีความเรียบง่าย แต่ก็ไม่ถึงกับดูทรุดโทรม หรือเก่าแก่จนไม่สามารถอยู่อาศัยได้


   ลี่อินยืนมองไปที่ห้องที่เธอจะต้องใช้ชีวิตอยู่ในช่วงเวลานี้ โดยเริ่มรู้สึกว่าบรรยากาศที่นี่ไม่ได้แย่ไปทั้งหมด แม้การตกแต่งจะดูเรียบง่าย และไม่หรูหรา แต่ห้องนี้ยังคงมีความสะอาดและเป็นระเบียบอย่างดี


   แม้ว่าเธอจะต้องปรับตัวให้เข้ากับคนที่บ้านหลังนี้ แต่เธอรู้ว่าการเริ่มต้นในสภาพที่ดีเช่นนี้ถือเป็นโอกาสที่ดีในการสร้างชีวิตใหม่ในโลกนี้


   ตอนนี้ดูเหมือนว่าเธอคิดมากเกินไป ยุค80เป็นยุคทองของการเปลี่ยนแปลง เพียงแค่มีความคิดสร้างสรรค์ และมีความกล้า


   คนที่ใช้โอกาสได้อย่างถูกต้องมักจะสามารถสร้างความสำเร็จ และร่ำรวยได้อย่างรวดเร็ว


   เห็นได้ชัดว่า หลัวซีห่าว เป็นคนประเภทที่มีความกล้าหาญ มีความคิดสร้างสรรค์ และที่ยิ่งไปกว่านั้นก็คือเขาเป็นคนที่กล้าตัดสินใจ


   เห็นเขาร่ำรวย และมีกิจการที่ใหญ่โตแบบนี้ ซ้ำยังไม่ต้องกังวลเรื่องปากท้อง ทำให้เธอไม่ต้องดิ้นรนเพื่อหาเงินซื้อข้าวประทังชีวิตไปวันๆอีกแล้ว ตอนแรกเธอเองก็ยังมีความกังวลอยู่มากว่ามาใช้ชีวิตอยู่ที่ชนบทแบบนี้ คงต้องลำบากมากแน่ๆ


   แต่ก็ไม่ได้แย่เท่าไหร่นัก


   แต่ถึงจะต้องทนใช้ชีวิตอยู่อย่างยากลำบากแบบนี้ เธอเองก็ไม่ได้สนใจมากนัก แต่เมื่อนึกถึงป้าฉางแม่บ้าน ก็ต้องถอนหายใจออกมาอย่างเบื่อหน่าย


   เพราะต้องรับมือกับคนแบบนั้นต่างหากล่ะที่ทำให้เธอเหนื่อยใจแบบนี้น่ะ


   “นี่มันโชคร้าย หรือโชคดีของฉันกันแน่” เธอพึมพำออกมาด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบาอย่างเห็นได้ชัด


   หลังจากที่เธอจัดเก็บเสื้อผ้าของตัวเองเสร็จเรียบร้อยแล้วนั้น เธอก็เดินสำรวจห้องต่อ ก่อนจะพบว่าห้องนอนใหญ่ของหลัวซีห่าวยังมีห้องอาบน้ำแยกต่างหาก


   เธอมองห้องน้ำตรงหน้าของตนเองด้วยดวงตาที่เปล่งประกาย


   เพราะตอนนี้เริ่มรู้สึกว่าเนื้อตัวของตนเองนั้นเหนอะหนะมากจนรู้สึกไม่สบายตัว ถ้าได้อาบน้ำสักหน่อย ก็คงจะสดชื่นไม่น้อยเลยทีเดียว


   เมื่อคิดได้เช่นนั้นลี่อินจึงหยิบเสื้อผ้าแล้วเดินเข้าไปในห้องน้ำทันที


   ก่อนที่เธอจะพบว่าบ้านของหลัวซีห่าวไม่ได้มีเครื่องทำน้ำอุ่น


   ลี่อินไหวไหล่อย่างไม่ยี่หระ จะมีหรือไม่มีตอนนี้เธอเองก็ไม่ได้เดือดร้อนอะไร


   ในยุค80แบบนี้คนที่ใช้เครื่องทำน้ำอุ่นยังมีไม่มาก ยกเว้นว่าบ้านหลังไหนที่จะมีฐานะขึ้นมาหน่อย


   แต่ดูจากหลัวซีห่าวแล้ว อีกไม่นานเขาก็คงจะซื้อเครื่องทำน้ำอุ่นมาติดตั้งนั่นแหละ


   ลี่อินยกยิ้มออกมาอย่างสดชื่นเมื่อร่างกายสัมผัสกับน้ำเย็นที่ไหลผ่านร่างกาย ทำให้เธอรู้สึกสดชื่น และผ่อนคลายยิ่งขึ้น เพราะก่อนหน้านี้ร่างกายของเธอเหนียวเหนอะไปด้วยเหงื่อมากมาย


   แค่ได้อาบน้ำเย็นๆ ร่างกายก็รู้สึกสดชื่นขึ้นมาในทันที



บทที่ 10: ลูกทั้งสามของหลัวซีห่าว



   เพียงไม่นานเธอก็เดินออกมาจากห้องน้ำ ก่อนจะปลี่ยนเป็นชุดนอนกางเกงแบบเรียบง่าย ผมยาวดกดำที่เปียกชื้นจากน้ำเล็กน้อยสยายลงไปตามแผ่นหลังบอบบาง


   ลี่อินหย่อนตัวนั่งลงที่โต๊ะเครื่องแป้ง และเริ่มหยิบกระเป๋าใบเล็กออกจากตู้ แล้วค่อยๆเปิดมันออก เธอหยิบกระปุกครีมหลากหลายชนิดมาจัดเรียงอย่างตั้งใจบนโต๊ะเครื่องแป้ง


   “นี่ฉันต้องบำรุงผิวมากขนาดนี้ด้วยเหรอ” เธอพึมพำกับตัวเอง ขณะมองดูโต๊ะที่เคยว่างเปล่าจนตอนนี้เต็มไปด้วยกระปุกครีมหลากสีสัน ก่อนจะยิ้มออกมาอย่างพอใจที่ได้เห็นความเรียบร้อย


   แต่ก็อย่างว่าแหละ คนขึ้นอยู่กับผ้า ม้าขึ้นอยู่กับอาน


   เธอเริ่มทาครีมบำรุงผิวด้วยความละเอียดอ่อน ทั้งยังอ่านวิธีการใช้อย่างรอบคอบ เพราะเธอเองก็ไม่เคยต้องมาดูแลร่างกายขนาดนี้


   “ดูแลตัวเองให้ดีหน่อยนะ เจ้าของร่างเดิมอุตส่าห์ดูแลตัวเองมาเป็นอย่างดี ฉันก็ต้องทำให้ได้”


   ลี่อินทาครีมบำรุงจนทั่วร่างกายเสร็จสิ้น เธอจึงจัดระเบียบกระปุกครีมบนโต๊ะให้เรียบร้อยอีกครั้ง ก่อนจะหยิบแปรงหวีผมมาจัดทรงอย่างเบามือ


   “อืม… ดูดีขึ้นเยอะเลย” เธอพึมพำกับตัวเอง ก่อนจะจัดการธุระส่วนตัวของตนเองต่อจนเสร็จ


   ลี่อินลุกขึ้นจากโต๊ะเครื่องแป้ง และเดินไปที่หน้าต่างเพื่อมองทิวทัศน์ด้านนอกในยามเย็น


   มองไปยังถนนเส้นเล็กๆที่มีชาวบ้านสัญจรไปมา บางคนก็หอบหิ้วผักเอาไว้เต็มทั้งสองมือ และตะกร้าที่สะพายอยู่ด้านหลัง ในขณะที่บางคนก็หอบอุปกรณ์ทางการเกษตรเอาไว้


   ก่อนที่พวกเขาจะมองมายังบ้านสองชั้นของหลัวซีห่าว ด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น


   เนื่องจากว่าข่าวที่มีหญิงสาวจากในเมืองเดินทางมาหาหลัวซีห่าวถึงที่บ้านเริ่มแพร่สะพัดไปทั่วแล้ว


   ก่อนที่ชาวบ้านพวกนั้นจะแสดงสีหน้าที่เต็มไปด้วยความตกใจครั้นที่เห็นว่ามีร่างเล็กของหญิงสาวคนหนึ่งยืนอยู่ที่ริมหน้าต่างชั้นสอง ที่เป็นห้องนอนของหลัวซีห่าว


   ก่อนที่พวกเขาจะเริ่มจับกลุ่มคุยกัน


   “นั่น ผู้หญิงคนนั้นที่จะมาแต่งงานกับเสี่ยวหลัวใช่หรือเปล่า”


   “น่าจะใช่ ฉันเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน แต่เข้าไปในห้องนอนเสี่ยวหลัวที่เป็นพื้นที่ส่วนตัวได้แบบนั้นเธอคิดว่ายังจะเป็นใครได้อีกงั้นเหรอ”


   “นั่นน่ะสิ ได้ข่าวว่าเป็นลูกสาวแท้ๆของตระกูลหงด้วย” ชาวบ้านคนหนึ่งเอ่ยขึ้นมา


   “แกพูดอะไร นี่แกเชื่อเหรอว่าผู้หญิงคนนั้นพูดความจริงน่ะ ถ้าเป็นลูกสาวแท้ๆของตระกูลหง แล้วทำไมพวกเขาถึงไม่เดินทางมาส่งล่ะ ลูกแต่งงานทั้งทีนะ”


   “จริงด้วย!” คนพวกนั้นคุยกันด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความสงสัย ก่อนที่พวกเขาจะรีบหลบตากันเป็นพัลวัน ครั้นที่เห็นว่าสายตาของหญิงสาวที่ตกเป็นประเด็นอยู่ในตอนนี้ลากสายตามาจับจ้องที่พวกเขา


   “กะ แกรีบเดินเถอะ!”


   ลี่อินขมวดคิ้วเมื่อเห็นท่าทีเช่นนั้นของพวกชาวบ้าน แต่เธอก็ไม่ได้ให้ความสนใจอะไรมากมายนัก หลังจากนั่งอยู่ที่หน้าต่างสักพัก เธอก็เดินไปหยิบสมุดบันทึกที่วางอยู่บนโต๊ะพร้อมกับเปิดมันขึ้น


   เธอเริ่มเขียนข้อความในสมุดบันทึกอย่างตั้งใจ เป็นการทบทวนสิ่งที่เธอได้ทำมาตลอดวัน และความรู้สึกที่มีอยู่ในใจ


   ไม่รู้ตัวเองเหมือนกันว่าทำไมถึงต้องมานั่งจดบันทึกอะไรแบบนี้ แต่รู้แค่ว่าการที่เธอระบายความรู้สึกผ่านตัวหนังสือแบบนี้แล้วตัวเองจะรู้สึกดีขึ้นเพียงเท่านั้น


   เจ้าของร่างเดิมที่เธอทะลุมิติเข้ามาสวมร่างอบยู่ในตอนนี้นั้นเป็นเพียงนักเรียนมัธยมปลาย ซ้ำยังเป็นเด็กที่เรียนเก่ง และมีผลการเรียนดีอีกด้วยเช่นกัน


   แต่เพราะต้องการที่จะแต่งงานกับคู่หมั้นที่เป็นทหารเร็วขึ้น เจ้าของร่างเดิมถึงกับต้องลาออกจากโรงเรียนทั้งที่การเรียนของเธอนั้นกำลังเป็นไปได้สวย


   สาเหตุหลักที่ทำให้ต้องรีบแต่งงาน คือ คู่หมั้นทหารของเธอนั้นมีอายุ25ปีแล้ว ครอบครัวของเขากดดันให้เขาแต่งงานโดยเร็วเพื่อให้ชีวิตมีความมั่นคง


   ซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญในยุค80 ที่มักให้ความสำคัญกับความมั่นคง และการตั้งตัวในชีวิตอย่างรวดเร็ว


   ลี่อินขมวดคิ้วเมื่อได้ยินอายุของคู่หมั้นว่า25ปีเอง ก็ไม่ได้ถือว่าเป็นอายุที่มากเกินไปสำหรับการแต่งงาน แต่เธอก็เข้าใจได้ดีว่าความคิด และค่านิยมในยุค80 นั้นมักจะมีความแตกต่างจากยุคที่เธอเคยอยู่


   อาจเป็นเพราะการมองเรื่องของการสร้างครอบครัว และความมั่นคงในชีวิตที่ถูกมองว่าเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นต้องทำให้เร็วที่สุด


   เห็นได้ชัดว่าระหว่างการศึกษากับลูกชายของผู้บังคับบัญชา พวกเขาเลือกอย่างหลังมากกว่า


   ผลคือหลังจากลาออกได้ไม่นาน ลูกสาวแท้ๆของตระกูลฟ่านก็มาปรากฏตัว เจ้าของร่างเดิมทั้งวันคิดแต่เรื่องความรักจนเป็นบ้าเป็นหลัง ไม่มีอารมณ์จะไปเรียนหนังสือ


   เธอถอนหายใจออกมา ก่อนจะจัดวางหนังสือให้เรียบร้อย ไว้ว่างเมื่อไหร่ค่อยหยิบมาอ่านก็แล้วกัน


   “ลงไปหาชามาชงดื่มหน่อยดีกว่า” เธอพึมพำเสียงเบา ครั้นที่จะเดินลงไปยังชั้นล่างของบ้านก็ต้องชะงักไป ครั้นที่ได้ยินเสียงสุนัขเห่าจากชั้นล่าง


   เรียวคิ้วสวยเรียงตัวเป็นเส้นขมวดขึ้นจนหัวคิ้วแทบจะชนกัน ลี่อินเดินไปยังบานหน้าต่าง ทั้งยังชะโงกหน้าลงไปมองด้านล่าง ห้องนอนใหญ่ห้องนี้ อยู่ตรงกับประตูทางเข้าบ้านชั้นล่างพอดี ทำให้เธอสามารถมองเห็นทุกอย่างที่อยู่หน้าบ้านได้


   ดวงตาของลี่อินสะท้อนภาพเด็กน้อยสองคนที่เดินเข้ามาในลานบ้าน เด็กทั้งสองคนยังเยาว์วัย แต่บุคลิกลับแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง


   เด็กน้อยคนที่สูงกว่ามีสีหน้าเย็นชา ดูเหมือนจะมีความสงบและระมัดระวัง แม้จะดูคล้ายคลึงกับหลัวซีห่าวในบางแง่มุม แต่เขากลับมีความนิ่ง เฉยชา และแสดงออกถึงความสุขุม


   ในขณะที่เด็กน้อยอีกคนที่มีบุคลิกตรงกันข้ามกัน เขามีท่าทางที่เต็มไปด้วยความร่าเริง กระโดดโลดเต้นอย่างสนุกสนาน ถือกระเป๋านักเรียนที่ขาด และสวมผ้าพันคอสีแดงสดใส เต็มไปด้วยพลังและชีวิตชีวา


   ทั้งสองคนมีหน้าตาคล้ายกันมาก จนลี่อินนึกถึงเด็กตัวผู้หญิงตัวเล็กที่อยู่ชั้นล่าง ก็ผอมมากเช่นกัน


   เด็กคนนั้นก็ผอมบางและน่าสงสารเช่นเดียวกัน ผิวหนังของเธอแห้ง และขาดความชุ่มชื้นอย่างเห็นได้ชัด


   คิ้วของลี่อินขมวดเป็นปมในความคิด เมื่อพิจารณาจากฐานะของครอบครัวหลัวซีห่าว ซึ่งมีฐานะดีและมั่งคั่งแล้วนั้น เด็กๆก็ไม่ควรที่จะผอมแบบนี้


   ลี่อินยังคงจำเรื่องราวของเด็กทั้งสามได้เป็นอย่างดี


   เหตุการณ์ในนิยายยังคงแผ่ซ่านอยู่ในความทรงจำของเธอ ในนิยายที่เธออ่านบอกว่าเด็กทั้งสามถูกทารุณมาตั้งแต่อายุยังน้อยๆ เด็กเหล่านี้ไม่มีพ่อแม่ และขาดความรักความอบอุ่นมาตั้งแต่เด็ก ทำให้พวกเขาเติบโตขึ้นมาในสภาพที่บิดเบี้ย วและเต็มไปด้วยความเจ็บปวด


   ส่วนหลัวซีห่าวเป็นผู้ชายเพียงคนเดียวในครอบครัว เขาต้องรับผิดชอบทั้งเรื่องการหาเงิน และดูแลบ้าน ทำให้เขาไม่มีเวลาดูแลเอาใจใส่เด็กน้อยทั้งสามคน ทุกอย่างจึงตกอยู่ภายใต้ความห่างเหิน และขาดการเอาใจใส่


   นอกจากนี้ หลัวซีห่าวยังเป็นคนเงียบขรึมและไม่ค่อยแสดงความรู้สึกออกมา ทำให้เด็กๆทุกคนรู้สึกหวาดกลัว และวิตกกังวลอยู่ตลอดเวลา


   ซ้ำยังถูกเจ้าของร่างเดิมที่แต่งงานเข้ามาในบ้านหลัวฐานะแม่เลี้ยงก็ยังทำร้ายทารุณเด็กทั้งสาม จนเกิดเป็นบาดแผลลึกภายในจิตใจของพวกเขา


   พวกเขาอายุยังน้อย แต่ต้องเจอเหตุการณ์กระทบจิตใจมากมายซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตของพวกเขา ความเจ็บปวดที่ไม่ได้รับการปลดปล่อยสะสมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนเป็นชนวนของความวิตกกังวล และความเครียดที่แทรกซึมเข้าไปในชีวิตประจำวัน


   “น่าสงสารจริงๆ”




จบตอน

Comments