big sister ep11-20

 บทที่ 11: ของสดใหม่ 


ด้วยเพราะมีผู้คนมากหน้าหลายตาพากันพูดคุยและหัวเราะกันอย่างสนุกสนาน ซ่งชิงหลันที่ไม่เพียงแต่ทำการค้าขายดีเท่านั้น แต่นางยังมีความสุขไปกับภาพตรงหน้า


นัยน์ตาของซ่งชิงหลันปรากฏแต่ความมีชีวิตชีวา หากแต่นางมองไปยังเหล่าคนเฝ้าประตูเมือง ซึ่งอยู่ห่างไม่ไกลนักกำลังมองมาทางร้านอาหารเช้าของนาง ดังนั้นนางจึงทำเจียนปิ่งราวสี่ห้าชิ้นเพื่อนำไปมอบให้แก่พวกเขา


“ต้องขอโทษลูกค้าทุกท่านด้วย ข้าขอนำเจียนปิ่งพวกนี้ไปให้คนเฝ้าประตูเมืองก่อน เพราะพวกเขาทั้งกล้าหาญและปฏิบัติหน้าที่อย่างไม่มีหยุดพักทั้งกลางวันและกลางคืนเพื่อพวกเรา ในครานี้ เราจึงควรตอบแทนพวกเขาบ้าง”


“แม่นางซ่งพูดถูก เจ้าหน้าที่ในเมืองต้าเซี่ยของเราล้วนทำงานเพื่อประชาชน เราจะปล่อยให้พวกเขาอดอยากในวันที่อากาศหนาวเย็นเช่นนี้ไม่ได้”


“แม่นางซ่งช่างเป็นคนดีจริงๆ!”


“ชีวิตของแม่นางซ่งนั้นเจอแต่เรื่องเลวร้ายมากพอแล้ว หากเป็นเช่นนั้นเราคงปล่อยให้แม่นางขาดทุนมิได้ เชิญแม่นางซ่งนำเจียนปิ่งนี้ไปมอบให้คนเฝ้าประตูเมืองเถิด ส่วนค่าเจียนปิ่งนี้ข้าจะจ่ายให้เอง”



ซ่งชิงหลันถือเจียนปิ่งผลไม้ไปพร้อมกับซ่งชิงซี และซ่งชิงเป่ยที่ถือน้ำชาตามมา


“ท่านเจ้าหน้าที่ พวกท่านคงหิวกันแล้วกระมัง ข้าเป็นเจ้าของร้านอาหารเช้าที่เพิ่งเปิดกิจการวันนี้ อาหารเช้าเล็กน้อยนี้อาจไม่สมเกียรตินัก แต่ก็ขอมอบให้พวกท่านเพื่อประทังความหิวนะเจ้าคะ”


เจ้าหน้าที่หลายคนที่ได้กลิ่นหอมมาเป็นเวลานานต่างกลืนน้ำลาย


แต่ด้วยเพราะเป็นคนเฝ้าประตู ย่อมไม่อาจละเลยหน้าที่เพื่อไปซื้ออาหารได้ แต่ใครกันจะคาดคิดว่าเถ้าแก่เนี้ยจะเอามาให้พวกเขาเสียเอง


เจ้าหน้าที่ซึ่งมีร่างท้วมเล็กน้อยนามว่าหวังจู้ยกยิ้มอย่างสดใสและเอ่ย “ขอบคุณแม่นาง แม่นางช่างงดงามและจิตใจดีเสียจริง”


เขากำลังจะเอื้อมมือไปหยิบเจียนปิ่ง แต่กลับถูกสวีเมิ่ง เจ้าหน้าที่ร่างผอมซึ่งอยู่ข้างๆรั้งแขนเอาไว้ “นี่เป็นเวลาปฏิบัติหน้าที่ ใส่ใจกับภาพลักษณ์ของเจ้าเสียหน่อยเถิด”


“อืม”


หวังจู้เลียริมฝีปากของเขา ก่อนจะยืนตัวตรงอย่างไม่เต็มใจนัก


เมื่อถึงจุดหนึ่ง คนกลุ่มหนึ่งซึ่งยืนอยู่ข้างหลังซ่งชิงหลัน


ล้วนตะโกนออกมาพร้อมกัน


“พวกท่านต่างปฏิบัติหน้าที่กันอย่างหนัก เช่นนั้นแล้วเชิญกินอาหารเถิด!”


“ท่านเจ้าหน้าที่เชิญกินอาหาร!”


เจ้าหน้าที่ทั้งสี่พลันตื่นตกใจ


เนื่องด้วยฉากตรงหน้านี้ช่างงดงามยิ่งนัก ผู้คนต่างห่วงใยพวกเขาจากก้นบึ้งของหัวใจ


ฉากเช่นนี้พวกเขาคงได้เห็นเพียงยามที่ทหารหรือนักรบย่างทัพกลับมาพร้อมชัยชนะอันยิ่งใหญ่ หรือยามที่ขุนนางชั้นผู้ใหญ่มาเยือนในที่ห่างไกลอย่างเช่นที่นี่


ไม่เคยคาดคิดว่าพวกเขาซึ่งเป็นเพียงผู้เฝ้าประตูเมือง ที่เป็นเพียงตำแหน่งเล็กๆ กลับได้รับการปฏิบัติแบบนี้เช่นกัน ทำให้พวกเขาพลันน้ำตาซึม


เมื่อผู้คนให้ทาน แล้วยังไม่ยอมทาน ย่อมถือว่าเป็นการไม่ให้เกียรติ


แต่พวกเขาไม่ยอมกินมัน กลับยืนกรานที่จะจ่ายเงินให้ซ่งชิงหลัน


ซ่งชิงหลันเองก็ไม่ได้ปฏิเสธ ที่ตรงนั้นมีคนกี่คนกัน? หากนางปฏิเสธที่จะรับเงิน ก็อาจเป็นการทำลายน้ำใจ แล้วทำให้พวกเขาดูเหมือนรับสินบนไปด้วย


แต่ไม่ว่าจะขุนนางในยุคไหน ก็ไม่มีอะไรมีค่าไปกว่าน้ำใจจากประชาชน


ยามนี้นางแอบหลงตัวเองอยู่น้อยๆ ทั้งยังเชื่อว่าในวันนี้ เจ้าหน้าที่พวกนี้ต่างต้องจดจำนางได้


ในยามที่ผู้คนต่างเห็นแก่ตัว สำหรับซ่งชิงหลันที่มายังเมืองนี้เป็นคราแรก นางไม่มีแม้แต่เงินหรืออำนาจ นางย่อมต้องการมีความสัมพันธ์อันดีกับเจ้าหน้าที่หรือแม้แต่ศาล เพื่อผลประโยชน์ในภายภาคหน้า


ทันทีที่ประตูเมืองเปิดออก ผู้คนต่างหลั่งไหลกันเข้ามาในเมือง แม้ว่าหน้าร้านของซ่งชิงหลันจะมีคนไม่มากนัก


แต่ก็มีผู้คนมาซื้อเจียนปิ่งกั่วจืออย่างไม่ขาดสาย


ที่ประตูเมือง เมื่ออู่ต้าหย่งหัวหน้าคนเฝ้าประตูเมืองมาถึง เขาพลันเตะไปที่หวังจู้ซึ่งกำลังกินเจียนปิ่งกั่วจือเป็นชิ้นที่สอง


“ผู้ใดให้พวกเจ้ากินอาหารในเวลาปฏิบัติหน้าที่กัน?”


หวังจู้รีบซ่อนมือซึ่งมีเจียนปิ่งอยู่ไปด้านหลัง “รายงานหัวหน้า มีคนราวร้อย…คน พวกเขาบอกว่าเราทำงานหนักเพื่อปกป้องเมือง ย่อมต้องได้กินอาหาร!”


“แล้วเหตุใดคนอื่นไม่กิน มีเพียงเจ้าที่ได้กิน”


“พวกเขากินกันหมดแล้วขอรับ”


อู่ต้าหย่งจ้องเขม็ง ก่อนเอ่ยอย่างไว้ท่าที “เจ้ากินสิ่งใด เอาออกมาให้ข้าดู”


เมื่อครู่เขาไม่ทันเห็น แต่กลิ่นหอมของมันดูน่ากินไม่น้อย


หวังจู้จึงนำเจียนปิ่งกั่วจือออกมาอีกครั้งราวกับว่าเป็นสมบัติล้ำค่า ก่อนจะยื่นให้เขา “หัวหน้า นี่เป็นสิ่งใหม่ขอรับ เรียกว่าเจียนปิ่งผลไม้!”


“อืม ชื่อก็ฟังดูแปลกใหม่ รสชาติเป็นอย่างไรเล่า?”


เมื่อได้ยินเยี่ยงนั้นหวังจู้ก็มีสีหน้ามึนเมาเคลิบเคลิ้มและกล่าวว่า “อธิบายได้ด้วยประโยคเดียวขอรับ สิ่งนี้มีอยู่เพียงบนสวรรค์ กินเพียงหนึ่งชิ้นย่อมไม่เพียงพอ”


ที่เขากล้าเอ่ยเช่นนี้ ด้วยเพราะไม่ใช่แม้แต่บริเวณใกล้เคียง แต่ในเมืองหลวงก็ไม่อาจหาอาหารเช้าเช่นนี้ได้


เขาสามารถรับประกันได้ว่าไม่ต้องพูดถึงพื้นที่ใกล้เคียงนี้ ทั่วทั้งเมืองหลวงก็หาอาหารเช่นนี้ไม่ได้


บทที่ 12: รักแรกพบ


หวังจู้ชี้ไปยังทิศทางของร้านอาหาร “มาจากร้านของแม่นางซ่งตรงนั้นขอรับ”


ทันทีที่อู่ต้าหย่งหันมองไป เขาจึงเห็นซ่งชิงหลันซึ่งกำลังยุ่งอยู่กับการทำอาหาร


นางแต่งกายด้วยชุดสีน้ำเงินซอมซ่อ มีรอยปะชุนประปราย ผมยาวตรงสีดำสลวยถูกมัดรวบให้เป็นมวย


รูปร่างช่างสมส่วน ส่วนหน้าตานั้นช่างงดงาม…


ปอยผมสองข้างตกลงมาปรกหน้าผาก ยามลมพัดพลิ้วทำให้มันดูยุ่งเหยิง หากแต่เพิ่มเสน่ห์อันอ่อนโยนให้นางยิ่งนัก


อู่ต้าหย่งหันไปมองอย่างตกอยู่ในภวังค์ ชายหนุ่มที่โสดมากว่ายี่สิบกว่าปีเยี่ยงเขา นี่เป็นครั้งแรกที่หัวใจของเขาเต้นแรงถึงเพียงนี้


หวังจู้มองชายตรงหน้าอย่างงุนงง ด้วยคิดว่าเขาคงอยากทานด้วยกระมัง จึงพลันเอ่ยขึ้น “ท่านหัวหน้า ประเดี๋ยวข้าไปซื้อให้ ท่านรอตรงนี้สักครู่”


“ไม่ต้อง!” อู่ต้าหย่งรั้งหวังจู้ไว้ หากแต่สายตายังคงมองไปยังซ่งชิงหลันอย่างไม่กะพริบ “ข้าไปเอง”


หลังเอ่ยจบ ชายหนุ่มจึงจัดเครื่องแบบให้ดี ก่อนเดินตรงไปที่นางทันที


ยิ่งเข้าไปใกล้เท่าไหร่ หัวใจของเขาก็ยิ่งเต้นแรง


เพียงเห็นหญิงสาวตรงหน้า คิ้วสวยเรียวโก่ง นัยน์ตาสีน้ำตาลสดใส จมูกเล็กโค้งมนราวกับหยก ทั้งยังโด่งเป็นสัน ริมฝีปากสีแดงอวบอิ่ม


มองเพียงครู่เดียวนั้นก็รู้ได้ทันทีว่านางเป็นดั่งลมหนาวในเดือนแห่งความหนาวเหน็บ หากแต่ใบหน้ายิ้มแย้มของนางนั้นราวกับสายลมในฤดูใบไม้ผลิ


“ซ่ง…” เขาผู้กล้าหาญและไม่เคยกลัวสิ่งใด แต่ในตอนนี้กลับประหม่าจนต้องนำมือขึ้นมาถูกัน “แม่…แม่นางซ่ง ข้าขอเจียนปิ่งกั่วจือหนึ่งชิ้น”


ซ่งชิงหลันเงยหน้าขึ้นจึงเห็นว่าเครื่องแบบของทหารที่เขาสวมใส่นั้นดูมียศกว่าคนเฝ้าประตูเสียอีก นางพลันรู้ได้ทันทีว่าสถานะของเขาน่าจะสูงกว่าทหารที่เฝ้าประตู


“ท่านเจ้าหน้าที่เจ้าคะ วันนี้ข้าเพิ่งเปิดร้านเป็นวันแรก เจียนปิ่งกั่วจือนี้ข้าขอเลี้ยงท่าน”


“ไม่ๆ” อู่ต้าหย่งรีบควักเงินสิบเหรียญใส่ในมือของซ่งชิงซี “ข้าเป็นขุนนางรับใช้ประชาชน จะมากินของของประชาชนมือเปล่าได้อย่างไร”


“ท่านเจ้าหน้าที่ช่างเป็นผู้ชอบธรรม ข้าน้อยขอชื่นชม”


“หึหึ..” อู่ต้าหย่งหัวเราะอย่างประหม่าสองครั้ง หากไม่ใช่เพราะผิวหนังบนใบหน้าของเขาที่ค่อนข้างหนา คงเห็นรอยแดงจางๆบนใบหน้าแล้วกระมัง “แม่นางซ่ง ข้าชื่ออู่ต้าหย่ง เจ้าเรียกข้าว่าพี่อู่ก็ได้”


อู่ต้าหย่ง?


เนื่องจากนางมาจากศตวรรษที่21 ด้วยชื่อของชายตรงหน้าได้สร้างความคุ้นเคยให้กับนางยิ่งนัก โดยเฉพาะกับคำว่าอู่ต้าอะไรนั่น ซ่งชิงหลันเองก็เงยหน้าขึ้นมองชายหนุ่มพร้อมเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ตกลง พี่อู่ เชิญดื่มชาเพื่อให้ร่างกายอบอุ่นก่อนเถิด”


“ได้ ได้!”


ซ่งชิงซีซึ่งกำลังจะยกชาไปให้เขา อีกฝ่ายก็พลันเอ่ยอย่างรีบร้อน “น้องชาย วางมันลงเถิด ประเดี๋ยวข้าทำเอง”


อู่ต้าหย่งหยิบชามขึ้นมา พลางเอ่ย “ไม่ง่ายเลยที่จะออกจากบ้านมาทำงานหาเงินด้วยอายุที่น้อยเพียงนี้ พ่อแม่ของพวกเจ้าเล่า?”


ดวงตาของซ่งชิงซีเจือด้วยน้ำตา ก่อนจะก้มหน้า และเอ่ยคำ “ท่านพ่อท่านแม่ของเราจากไปหลายปีแล้วขอรับ ท่านย่าเป็นผู้เลี้ยงดูเรามา หากแต่ตอนนี้นางไม่ค่อยสบาย เราสามพี่น้องจึงออกมาทำงานหาเลี้ยงชีพขอรับ”


ภาพจำของท่านพ่อท่านแม่นั้นยังพอมีอยู่บ้าง ท่านพ่อเป็นคนใจดี ส่วนท่านแม่ก็เป็นคนอ่อนโยน


เพียงแต่โชคไม่ดีที่ท่านพ่อตกหน้าผาตอนที่เขาออกไปทำงานข้างนอก และหลังจากนั้นไม่นาน ท่านแม่ก็มีอาการซึมเศร้า ก่อนจะล้มป่วยในที่สุด


ในยามค่ำของทุกคืน เขายังคงคิดถึงพวกท่านอยู่เสมอ


“ช่างสงสารนัก!” อู่ต้าหย่งแสดงสีหน้าเห็นใจและเสียใจ “ในความคิดของข้า เจ้ามิลองหาพี่เขยให้พี่สาวของเจ้าดูเล่า การมีพี่เขยนั้นย่อมช่วยจุนเจือความลำบากของพวกเจ้าได้”


“เหอะ!” ซ่งชิงเป่ยพลันเอ่ยออกมาด้วยความโกรธ “พี่สาวของข้าแต่งเข้าบ้านพี่เขยเมื่อปีที่แล้ว หากแต่หลังจากแต่งงานได้ไม่นาน พี่เขยของข้าได้เข้าร่วมกองทัพ จากนั้นก็ไม่มีข่าวคราวใดจากเขาอีก ทุกคนต่างบอกว่าเขาตายไปในสงครามเสียแล้ว”


“แม่สามีของพี่สาวข้า ให้พี่สาวของข้าหย่ากับลูกชายของนางอย่างไร้ความเมตตา แม้แต่ทายาทหญิงชายฝาแฝดที่พี่สาวของข้าให้กำเนิดก็ไม่ได้รับการยอมรับและถูกขับไล่ออกมา”


“ในชีวิตนี้ พี่สาวของข้าไม่ต้องการแต่งงานอีก ในบ้านของเราเอง เพียงเราสี่พี่น้องก็สามารถปกป้องนางได้!”


ถึงแม้จะยังเยาว์วัย และไม่ได้เข้าใจอะไรมาก แต่หากใครกล้ามารังแกพี่ใหญ่ เขาจะกัดให้หมด!


บทที่ 13: เด็กๆหน้าตาช่างเหมือนเขา


“โอ้ โอ้…”


เมื่ออู่ต้าหย่งได้ยินว่าซ่งชิงหลันแต่งงานแล้ว ทั้งยังมีบุตรอีกสองคน หัวใจที่กำลังร้อนรุ่มก็ราวกับถูกราดด้วยน้ำเย็นโดยพลัน


ไม่ต้องเอ่ยถึงความเย็นยะเยือก แต่ยังรวมถึงความเจ็บที่ร้าวรานไปทั้งใจอีก ชายังไม่ทันได้ดื่ม ทำเพียงหลบหน้าหลบตาออกไปพร้อมเจียนปิ่งกั่วจื่อในมือ


อากัปกริยาของเจ้าหน้าที่คนนี้ส่งผลให้หัวใจดวงน้อยๆของซ่งชิงเป่ยสั่นไหวด้วยความกลัวจนน้ำตาเกือบจะไหลออกมา “ท่านพี่ขอรับ ข้าพูดอันใดผิดไปหรือไม่?”


พี่ชายคนนั้นน่าจะเป็นขุนนางใช่หรือไม่? หากเขาเกิดไปทำให้ขุนนางขุ่นเคืองเข้า ชีวิตครอบครัวของพวกเราต้องประสบกับความลำบากไปมากกว่านี้แน่


หรือที่เลวร้ายที่สุด เขาอาจจะถูกฆ่า?


ฮือ…


ซ่งชิงหลันยิ้มให้กับน้องคนสุดท้อง “ไม่เป็นอันใด เจ้าไม่ต้องกลัว ขุนนางผู้นั้นดูไม่ใช่คนเลวร้าย เขาคงกำลังคิดถึงเรื่องอื่นอยู่กระมัง”


“หากเขาโกรธจริงๆ วันพรุ่งข้าจะไปขอโทษเขาขอรับ”


จะให้เขาทำอะไรก็ได้ ตราบใดที่จะไม่ส่งผลต่อครอบครัวของเขา


“โอ้…ชิงเป่ยน้อยของพวกเรารู้เรื่องรู้ราวทีเดียว”


สามพี่น้องขายเจียนปิ่งกั่วจือจนเกือบถึงเที่ยง แม้ว่าที่ประตูเมืองจะมีผู้คนไปมาประปราย หากแต่ยังคงมีคนมาซื้ออยู่เรื่อยๆ


ซ่งชิงหลันนั้นไม่อยากจะหยุดมือ แต่ด้วยกังวลเกี่ยวกับลูกๆและท่านย่าที่บ้าน จึงตัดสินใจปิดร้าน


ร้านอาหารนี้อยู่ไม่ไกลจากบ้านของพวกเขามากนัก เพียงห่างออกไปราวสามสี่ลี้เท่านั้น


นางบอกให้ซ่งชิงซีและซ่งชิงเป่ยไปที่โรงเตี๊ยมเพื่อเรียกให้ซ่งชิงตงกลับบ้านพร้อมกัน ในขณะที่นางนำเจียนปิ่งกั่วจือไปยังร้านตีเหล็ก


แน่นอนว่านางไม่กล้าบอกน้องชายทั้งสองของนาง เพียงแต่บอกว่านางจะแยกไปซื้อของที่ตลาด


เมื่อมาถึงร้านตีเหล็ก นางพลันแอบมองอยู่ไม่ไกล


ด้วยคิดว่าเถ้าแก่หวังกุ้ยต้องกลั่นแกล้งน้องชายของนางเป็นแน่ แต่ใครกันจะคาดคิดว่าน้องชายของนางจะนั่งอยู่หน้าร้านแล้วตะโกนว่า “รับตีเหล็กขอรับ! ทั้งจอบ เสียม พลั่ว และค้อน ตีได้ทุกอย่างขอรับ!”


เขาตะโกนพร้อมเคี้ยวซาวปิ่งไปด้วย


ซ่งชิงหลันอดสงสัยไม่ได้ว่านางมองคนผิดไปหรือเปล่า เถ้าแก่ร้านตีเหล็กเป็นคนดีขนาดนี้เชียวหรือ?


หาก…


แม้ว่าเขาจะไม่ใช่คนเลว แต่เด็กที่ซื้อมาไม่ใช่ว่าต้องเอาไว้ใช้หรอกหรือ?


เป็นไปไม่ได้ที่ปฏิบัติต่อชิงหนานราวกับลูกของตัวเอง หากมีสิ่งใดผิดปกติไปย่อมต้องเป็นเรื่องไม่ดีแน่ นางต้องมาเฝ้าดูชิงหนานในทุกวัน


ด้วยเพราะเขาได้กินอาหารดีๆแล้ว เจียนปิ่งกั่วจื่อนี้นางจึงไม่ได้นำไปให้เขา ด้วยเกรงว่าเขาจะคิดถึงบ้านมากขึ้น


นางต้องรีบทำงานหนักเพื่อหาเงินมาไถ่ตัวเขากลับมาโดยเร็ว


หลังจากนั้น ซ่งชิงหลันได้ใช้เงินสิบห้าเหรียญเพื่อซื้อกระดูกหมูสองชิ้น แล้วจึงรีบกลับบ้าน


ซ่งชิงตงและคนอื่นๆ ต่างก็มาถึงแล้วเช่นกัน


“ท่านพี่ ที่เรียกข้ากลับมาที่บ้านเพราะมีเรื่องใช่หรือไม่?”


แม้ว่าน้องทั้งสองจะบอกเขาระหว่างทางว่าร้านอาหารของพี่ใหญ่ดำเนินไปได้ด้วยดี แต่ชิงหนานก็ยังไม่วางใจ


ซ่งชิงหลันดึงแขนของเขา “ไป เข้าไปในบ้านแล้วค่อยคุยกันเถิด”


ด้านในบ้าน ท่านย่ากำลังป้อนนมแพะให้เฉินเฉินและเยว่เยว่


ยามเด็กน้อยทั้งสองเห็นซ่งชิงหลันกลับมาก็พลันเบิกบานใจขึ้นพร้อมส่งเสียง “แอ้ แอะ…” และโบกกำปั้นเล็กๆไปด้วย


“แม่มาแล้ว!”


แม้ว่าซ่งชิงหลันจะเป็นสาวโสดในชีวิตที่แล้ว แต่ยามนี้ความรักของแม่ก็หลั่งไหลเวลาที่นางมองดูลูกทั้งสอง หัวใจของนางกำลังพองโต…


นางกอดเด็กทั้งสอง ก่อนจะหอมแก้มพวกเขา


จากนั้นชิงตงจึงรับชามในมือของท่านย่ามา ก่อนจะค่อยๆป้อนนมให้เฉินเฉินและเยว่เยว่ทีละช้อน


“ท่านพี่ ไม่ได้เจอกันแค่ไม่กี่วัน หลานๆของข้ากลับโตขึ้นเพียงนี้ ทั้งยังน่ารักมากขึ้นเสียด้วย”


ซ่งชิงเป่ยพูดอย่างภาคภูมิใจว่า “ถูกต้อง ดูจมูกโด่งและตาโตของเฉินเฉินกับเยว่เยว่สิ หน้าตาของพวกเขาดูเหมือนพวกเรามากเพียงใด!”


ท่านย่าซ่งยกยิ้ม “เด็กตัวน้อยของครอบครัวเราน่ารักที่สุด”


ซ่งชิงหลันยิ้มเช่นกัน หากแต่ใบหน้าของไป๋เย่หานก็พลันปรากฏขึ้นในใจของนาง


คิ้วเรียวดั่งคมดาบ ตาเป็นประกายดุจดวงดารา ผิวขาว หน้าตาหล่อเหล่า เมื่อมองดูดีๆแล้ว เฉินเฉินเหมือนไป๋เย่หานยิ่งนัก


หลังจากที่เฉินเฉินและเยว่เยว่ดื่มนมและเข้านอน ซ่งชิงหลันจึงหยิบถุงผ้าออกมาเปิดดูเงินที่ได้มาทั้งหมด


เมื่อเห็นเงินนั้น ซ่งชิงตงพลันรู้สึกประหลาดใจ “ท่านพี่ นี่… ได้เงินมากขนาดนี้มาจากที่ใดกันขอรับ?”


[1] ซาวปิ่ง คือ ขนมที่ทำจากแป้งแล้วใส่งา


บทที่ 14: แม้จะเป็นพี่น้องกัน แต่เรื่องเงินทองต้องชัดเจน


ท่านย่าซ่งเองก็ตกตะลึงเช่นกัน “ชิงหลัน เงินพวกนี้ไม่ได้ได้มาจากที่เจ้าขายอาหารเช้าเพียงอย่างเดียวใช่หรือไม่?”


ตลอดทั้งชีวิตของนาง นางไม่เคยเห็นเงินมากเช่นนี้เลยแม้เพียงครั้งเดียว!


ซ่งชิงหลันยิ้ม “ท่านย่า ข้านับเงินแล้ว ได้มาทั้งหมดสองพันเหรียญ หรือสองตำลึง หลังจากหักต้นทุนทุกอย่างแล้ว ก็จะเหลือกำไรหนึ่งตำลึงครึ่งเจ้าค่ะ”


“จริงหรือ?”


ดวงตาของท่านย่าซ่งเต็มไปด้วยน้ำตาแห่งความตื่นเต้น ก่อนเอ่ย “หลานของข้าพึ่งพาได้จริงๆ! สวรรค์ย่อมเมตตาให้ผู้ที่มุมานะพยายาม!”


ความกังวลใหญ่หลวงที่สุดของหญิงชราคือหลานๆของนางจะอยู่อย่างไรหากนางจากโลกนี้ไป


หากตอนนี้หลานสาวของนางสามารถหาเงินเลี้ยงชีพได้ นางย่อมตายตาหลับ


ซ่งชิงหลันยกมือขึ้นเช็ดน้ำตาให้ท่านย่าอย่างอ่อนโยน “นี่เป็นเรื่องน่ายินดียิ่งสำหรับครอบครัวของเรา เหตุใดท่านย่าถึงร้องไห้เจ้าคะ ในอนาคตเราจะมั่งคั่งมากกว่านี้แน่ ท่านย่าดูสิเจ้าคะ ข้าหาเงินได้มากกว่าหนึ่งตำลึงภายในครึ่งวัน หากทำทั้งวันคงได้มากกว่านี้ไม่ใช่หรือเจ้าคะ?”


“และข้าเองก็อยากให้ชิงตงเรียนรู้จากข้าด้วยว่าหากมีลูกค้ามาก เราก็ต้องช่วยกันทำ แต่เวลาใดที่มีลูกค้าน้อย ข้าก็จะปล่อยให้เขาเป็นคนทำ ส่วนข้าก็จะได้กลับบ้านมาทำงานบ้านและดูแลลูกๆ”


“ขอรับ! ท่านพี่ ข้าจะไปทำงานกับท่านพี่!”


ซ่งชิงตงไม่พูดพร่ำ และตอบตกลง


“ดี เช่นนั้นเอาอย่างนี้ แม้เราจะเป็นพี่น้องกัน แต่เรื่องเงินทองก็ต้องชัดเจน เจ้าทำงานหนักกว่าคนอื่น พี่จะให้เจ้าเดือนละสองตำลึง ส่วนชิงซีกับชิงเป่ย พี่จะให้พวกเจ้าเดือนละแปดร้อยเหรียญ”


“ท่านพี่ ข้าไม่ต้องการเงิน”


“ข้าเองก็ไม่ต้องการเช่นกัน!”


“แค่ทำงานกับท่านพี่ และมีข้าวกินก็เพียงพอแล้ว!”


ซ่งชิงหลันแสร้งทำเป็นโกรธ “เช่นนั้นย่อมไม่ได้ ในอนาคตพวกเจ้าต้องแต่งงานมีครอบครัว หากไม่มีเงินจะทำเยี่ยงไร อีกทั้งชิงซีและชิงเป่ยจะทำงานที่ร้านแค่ในตอนเช้าเท่านั้น ส่วนตอนบ่ายพวกเจ้าต้องไปสำนักศึกษา ถ้าพวกเจ้าไม่ฟังข้าล่ะก็ พวกเราจะไม่ทำงานนี้”


“ทำขอรับ ทำ! ท่านพี่อย่าโกรธไปเลย ท่านว่าอย่างไร เราก็ว่าอย่างนั้น”


“ใช่ ท่านพี่ พวกเราจะทำตามที่ท่านบอก!”


ซ่งชิงหลันยกยิ้มอย่างอ่อนโยน “พี่รู้ว่าพวกเจ้าเป็นเด็กดีที่สุด ดูกระดูกชิ้นโตที่พี่ซื้อมานี่สิ ประเดี๋ยวพี่จะตุ๋นให้พวกเจ้าได้กินกัน”


“ว้าว! ได้กินเนื้อแล้ว!”


นัยน์ตาของซ่งชิงเป่ยเป็นประกาย ครั้งสุดท้ายที่เขาได้กินเนื้อคือที่บ้านของท่านยาย ซึ่งผ่านมานานหลายเดือนแล้ว


ซ่งชิงตงพลันเคาะหัวชิงเป่ยเบาๆแล้วเอ่ย “เนื้อให้ท่านพี่กับท่านย่ากินเท่านั้น เราดื่มแค่น้ำแกงเป็นพอแล้ว”


พี่ใหญ่ของเขาเพิ่งคลอดลูก และสุขภาพของท่านย่าก็ไม่ค่อยดี ทั้งสองต้องการการบำรุงมากที่สุด


พวกเขาเป็นชายชาตรีแค่กินให้พออิ่มท้องเป็นพอ


“อืมๆ ข้าไม่กินเนื้อ!”


ซ่งชิงเป่ยพยักหน้าพร้อมกับกลืนน้ำลาย


ซ่งชิงหลันยื่นมือออกมา ก่อนจะพยักหน้าพร้อมเอ่ย “แบ่งกันทุกคนเถิด ไม่ว่าจะเรื่องดีหรือเรื่องร้ายล้วนแบ่งปันกันทั้งหมด”


หลังจากเอ่ยจบ นางจึงถือกระดูกหมูเข้าไปในครัว ส่วนซ่งชิงตงก็รีบไปยังโรงเตี๊ยม ไปหาเถ้าแก่เพื่อลาออกจากงาน


ส่วนซ่งชิงซีก็เตรียมไปก่อไฟให้พี่ใหญ่


ด้านซ่งชิงหลันก็เข้าไปในครัวเพื่อทำอาหาร โดยขั้นแรกนางต้มน้ำร้อนแล้วนำมาล้างกระดูกหมูแล้วต้มให้เดือด จากนั้นจึงตักฟองออก


แล้วจึงเติมน้ำสามในสี่ของหม้อ ใส่ขิง เกลือ และโป๊ยกั๊กลงไป


เพียงไม่นานก็ส่งกลิ่นหอมจางๆ


ซ่งชิงหลันปิดประตูห้องครัว ก่อนจะล้างกะหล่ำปลี แช่วุ้นเส้นในหม้ออีกใบหนึ่ง จากนั้นตุ๋นวุ้นเส้นและกะหล่ำปลีพร้อมกัน ก่อนจะใส่เส้นก๋วยเตี๋ยวลงไปผสม


ครึ่งชั่วยามต่อมา อาหารทั้งหมดก็พร้อมทาน


มีต้มผักหนึ่งหม้อ แป้งทอดหนึ่งจาน


น้ำแกงกระดูกชามใหญ่ห้าชาม ซึ่งในแต่ละชามใส่เนื้อสับ และแน่นอนว่าชามของท่านย่าย่อมมีปริมาณมากกว่าชามอื่น


ซงชิงเป่ยกัดแป้งทอดหนึ่งคำ ก่อนจะซดน้ำแกงตามอีกหนึ่งคำ แล้วส่งเสียงร้องอย่างตื่นเต้น


“ฮือ.. นี่ข้าโตมาโดยที่ไม่เคยได้กินอาหารอร่อยๆเช่นนี้ที่บ้านเลยหรือนี่ ฮึก ฮือ…”


บทที่ 15: ท่านอาเล็กกับท่านอาสะใภ้ทะเลาะกัน


ซ่งชิงหลันลูบหัวของเขา ก่อนเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “เจ้าได้กินเนื้อแล้วต้องมีความสุขสิ เหตุใดถึงร้องไห้กัน แล้วต่อจากนี้พี่จะให้เจ้าได้กินเนื้อทุกวันได้อย่างไร?”


ท่านย่าพลันรู้สึกเจ็บปวดใจแทนหลานชาย นางจึงหยิบตะเกียบคีบชิ้นเนื้อในชามของนางขึ้นมาเพื่อยื่นให้ซ่งชิงเป่ย หากแต่ซ่งชิงหลันรั้งเอาไว้


“ท่านย่า ต่อจากนี้ไปจะมีเนื้อให้ชิงเป่ยกินอีกไม่น้อย ดังนั้นท่านกินเถิดเจ้าค่ะ”


ท่านย่าพลันเอ่ย “ย่าแก่แล้ว กินไปก็ไร้ประโยชน์ พวกหลานนี่สิควรกินให้มากกว่านี้”


ตอนนี้นางเพียงกินข้าวสักชามก็รู้สึกพึงพอใจแล้ว


“ท่านย่า ท่านสุขภาพไม่ดี ต้องกินยาเพื่อบำรุงให้มาก ท่านย่าจะช่วยหลานเลี้ยงลูกได้ก็ต่อเมื่อท่านย่าแข็งแรง ดังนั้นแล้วไม่ต้องห่วงพวกเรา พวกเราหาเงินกันได้”


เมื่อซ่งชิงหลันพูดเช่นนั้น ท่านย่าจึงหยุดดื้อดึง “ได้ ย่าจะกิน!”


นางต้องสุขภาพแข็งแรง จะได้ไม่เป็นภาระลูกหลาน!


ครอบครัวกำลังทานอาหารร่วมกันโดยไม่รู้เลยว่าหลิวกุ้ยเสียกำลังปีนเก้าอี้มองลอดกำแพงมาทางนี้


“ชิงหยวน เจ้าคิดว่าบ้านท่านย่าผัดเนื้อหรือไม่ เหตุใดกลิ่นช่างหอมนัก? ไม่สิ… กลิ่นนี้น่าจะเป็นน้ำแกงกระดูกหมูเสียมากกว่า”


ซ่งชิงหยวน เป็นลูกชายคนโตของนาง เขาอายุสิบเอ็ดปี ปกติแล้วจะเป็นลูกพี่ของกลุ่มเด็กๆ แม้จะซุกซนไปบ้าง แต่ใจของเขาไม่ได้เลวร้าย เขาไม่เคยหาผลประโยชน์แม้กับเรื่องเล็กน้อย


“จะเป็นเนื้อหรือกระดูกหมูก็ไม่เกี่ยวกับท่านแม่ ท่านรีบทำอาหารเถิด ข้าหิวจะตายอยู่แล้ว”


หลิวกุ้ยเสียลงมาจากเก้าอี้ ก่อนจะดีดไปที่หน้าผากของลูกชาย


“จะไม่เกี่ยวกับข้าได้อย่างไร เจ้าลองคิดดูสิว่า ท่านย่าของเจ้าป่วยเป็นโรคร้ายแต่เดิมมีหลานสี่คนยังไม่มีแม้แต่น้ำข้าวต้มไว้ดื่มกิน นี่เพิ่มมาอีกสามปาก ไม่อดตายก็น่าอัศจรรย์แล้ว เหตุใดถึงมีเนื้อกับน้ำแกงมากินได้? เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ข้าเห็นว่าซ่งชิงหลันซื้อของมาไม่น้อย เจ้าคิดว่าพวกเขาได้เงินมาจากที่ใด?”


“ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าพ่อของเจ้าเป็นคนให้เงินนั่นแก่พวกเขา รอพ่อของเจ้ากลับมาจากทำงานเสียก่อนเถิด ข้าจะฉีกเขาเป็นชิ้นๆเชียว!”


ครอบครัวซ่งยากจน ทุกคนในละแวกนั้นล้วนรู้ดี


หากแต่ท่านย่าซ่งนั้นไม่เคยมายืมเงินจากพวกนาง มีเพียงสามีไร้ประโยชน์ของนางนั้นแลที่ขโมยเงินไปให้คนบ้านนั้น


“ท่านแม่ ท่านพ่อออกไปทำงานแต่เช้าและกลับมาดึกในทุกวัน จะเข้าไปหาท่านย่าได้อย่างไร? อีกอย่างท่านพ่อก็กลัวท่านแม่โกรธนัก จะกล้าเอาเงินไปให้พวกเขาได้อย่างไร พี่ชิงหลันเพิ่งหย่าขาดกับตระกูลไป๋มามิใช่หรือ อาจเป็นเงินที่ตระกูลไป๋ชดเชยให้นางก็ได้นะขอรับ”


“ฮึ่ม! เป็นไปไม่ได้ ได้ยินมาว่าในวันหย่า ท่านย่าพาพวกซ่งชิงตงไปยังบ้านของตระกูลไป๋จนเกิดเรื่องวุ่นวายใหญ่โต แม้แต่เจียงชุ่ยเหลียนยังถูกทุบตี เจียงชุ่ยเหลียนอยากเห็นวันที่ชิงหลันตายเร็วๆเสียด้วยซ้ำ นางจะให้เงินชิงหลันได้อย่างไร ไม่ต้องเอ่ยอันใดแล้ว เป็นพ่อของเจ้าที่ขโมยเงินไปให้พวกนั้นแน่!”


หลิวกุ้ยเสียเชื่อว่าที่คุณภาพชีวิตของครอบครัวซ่งชิงหลันดีขึ้นนั้นต้องเป็นเพราะซ่งอวิ๋นเฟิงเป็นแน่


ดังนั้นเมื่อซ่งอวิ๋นเฟิงกลับมาจากทำงานในตอนค่ำ หลิวกุ้ยเสียจึงดึงผมของเขาทั้งยังด่าทอทันที “ท่านขโมยเงินไปให้คนบ้านนั้นที่จะตายแหล่ไม่ตายแหล่เท่าไหร่กัน พวกมันถึงมีเนื้อมีน้ำแกงกิน ส่วนข้าและลูก ๆ ทั้งสองของท่านกลับได้กินแต่แกลบ”


ยิ่งหลิวกุ้ยเสียคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้มากเท่าไหร่ นางยิ่งโมโหมากเท่านั้น รายได้ของซ่งอวิ๋นเฟิงนั้นได้เพียงเดือนละห้าร้อยเหรียญ


ในวันธรรมดา หากนางอยากกินเกี๊ยวยังต้องซื้อเศษหมูติดมัน ไม่ต้องเอ่ยถึงเนื้อสัตว์ดีๆ นางไม่เคยสนใจจะซื้อ


ครอบครัวของนางเองก็อยู่อย่างลำบาก แต่สามีบ้านี่กลับนำเงินไปให้คนอื่น ชีวิตนี้ช่างอยู่ยากนัก!


ซ่งอวิ๋นเฟิงรู้สึกงุนงงไม่น้อยกับการกระทำของนาง เขาทำงานมาทั้งวันอย่างเหน็ดเหนื่อย เมื่อเห็นใบหน้าของนางเช่นนี้ เขาพลันหงุดหงิดขึ้นมา แต่ถึงแม้ว่านางจะอารมณ์ดี เขาก็ยังหงุดหงิดอยู่ดี


เขาเอื้อมมือผลักนางออกไป “เจ้าเป็นบ้าหรือ คนบ้านนั้นจะตายแหล่มิตายแหล่อันใดเล่า นั่นท่านแม่ของข้า และหลานสาวหลานชายของข้า! หากเจ้าไม่ชอบพวกเขา แม้ว่าพวกเขาจะอยู่ข้างบ้าน ข้าก็ไปเหยียบบ้านหลังนั้นนับครั้งได้ แล้วข้าจะเอาเงินไปให้พวกเขาได้อย่างไร? อีกทั้งเงินเดือนทุกเดือนที่หามาได้ ข้าก็ให้เจ้าหมด เจ้าไม่เคยนับเลยหรือ?”


บทที่ 16: ท่านอาเล็กต้องการหย่ากับภรรยา 


นัยน์ตาของซ่งอวิ๋นเฟิงพลันแดงก่ำเมื่อเอ่ยถึงเรื่องนี้ เขาตำหนิตัวเองที่ไร้ความสามารถ ทั้งในฐานะลูกและอา


ปล่อยให้ท่านแม่รวมถึงหลานๆของตนต้องทนหิวโหยและหนาวเหน็บ เขาละอายใจทุกครั้งที่นึกถึงเรื่องนี้


หากแต่ในสายตาของหลิวกุ้ยเสีย ซ่งอวิ๋นเฟิงนั้นเป็นคนไร้ความสามารถมาโดยตลอด


ตอนนี้นางกลับถูกเขาผลัก เส้นความอดทนจึงขาดผึง ส่งเสียงกรีดร้องพร้อมลุกขึ้นทันที “ไอ้สารเลว เจ้ากล้าดีอย่างไรมาผลักข้า ฮือ…ข้าอยู่ไม่ได้แล้ว ฮือ…อยู่ไม่ได้แล้ว…”


เสียงของนางดังจนท่านย่าและซ่งชิงหลันได้ยิน


ท่านย่าซ่งพลันถอนหายใจ “เฮ้อ ครอบครัวอาเล็กเจ้า เหตุใดถึงสร้างเรื่องสร้างราวอีกแล้ว?”


“ท่านย่าเจ้าคะ ข้างนอกอากาศหนาวเย็นนัก ท่านย่าเข้าไปในบ้านเถิด ส่วนข้าจะไปดูที่บ้านอาเล็กเจ้าค่ะ”


หลังเอ่ยจบ ซ่งชิงหลานจึงตรงไปยังบ้านของซ่งอวิ๋นเฟิง


เหตุใดท่านอาสะใภ้ของนางถึงสร้างปัญหาอีกแล้ว เมื่อครู่นางได้ยินเรื่องราวทั้งหมดแล้ว


ดังนั้นนางจึงไม่อ้อมค้อม อย่างไรเสียนางก็ยังมีหลายสิ่งหลายอย่างที่ต้องทำ


จึงเอ่ยออกไปตามตรงทันที “ท่านอาสะใภ้สงสัยว่าท่านอาเล็กเป็นคนให้เงินพวกเราหรือเจ้าคะ?”


เมื่อหลิวกุ้ยเสียได้ยินเสียงนั้น นางก็ปรบมือพร้อมกระทืบเท้า และเอ่ย “ดูสิ ดูสิ สตรีน่ารังเกียจนางนี้ยอมรับแล้ว”


“หึ!” ซ่งชิงหลันเย้ยหยัน “เหตุใดข้าต้องยอมรับในเรื่องไม่จริงด้วยเล่าเจ้าคะ ข้าเพียงเอ่ยถามท่านอาสะใภ้เพื่อให้แน่ใจเท่านั้น”


“เรื่องไม่จริงอย่างนั้นหรือ เช่นนั้นเจ้าบอกมาสิว่ามื้อกลางวันของพวกเจ้าเป็นน้ำแกงกระดูกหมูใช่หรือไม่? แล้วเจ้าเอาเงินจากที่ใดมาซื้อของพวกนั้น?”


หากไม่พูดกันให้รู้เรื่องในคืนนี้ นางย่อมไม่อาจทนกับตระกูลซ่งได้อีก


ก่อนที่ซ่งชิงหลันจะเอ่ยอะไร ซ่งอวิ๋นเฟิงไม่อาจทนเห็นเช่นนั้นได้


“พวกเขาจะกินหรือซื้อสิ่งใดเกี่ยวอันใดกับเจ้า? เป็นเจ้าไม่ใช่หรือที่เป็นคนคิดเรื่องแยกบ้านตั้งแต่แรก ให้ท่านแม่ของข้าไปอยู่กับครอบครัวของพี่ใหญ่ เราสองครอบครัวไม่เกี่ยวข้องกัน เหตุใดตอนนี้เจ้าถึงมาโวยวายเล่า?”


“ไม่เป็นไรเจ้าค่ะท่านอาเล็ก” ซ่งชิงหลันกล่าว “ในเมื่อท่านอาสะใภ้อยากรู้ ข้าก็จะบอกให้ ไม่มีอันใดต้องปิดบัง ข้าได้ยืมเงินจากบ้านของท่านลุง ญาติฝั่งแม่มาเมื่อสองสามวันก่อน แล้วใช้เงินที่ยืมนั้นมาเปิดร้านอาหารเช้าตรงแถวประตูเมือง แล้ววันนี้ก็เป็นวันเปิดร้านวันแรก ซึ่งกิจการของข้าก็ไปได้ไม่เลว ข้าจึงซื้อกระดูกหมูมาสองชิ้นเพื่อนำมาบำรุงร่างกายของท่านย่าและพวกน้องชาย มีอันใดไม่เหมาะสมหรือเจ้าคะ?”


ท่านอาสะใภ้ผู้น่ารังเกียจนี่ต้องได้กลิ่นเนื้อจากมื้อกลางวันเป็นแน่ นั่นเป็นสาเหตุว่าทำไมนางจึงคิดว่าท่านอาเล็กเป็นคนนำเงินมาให้ครอบครัวของซ่งชิงหลัน จนทำให้เป็นเรื่องราวใหญ่โตอยู่ในตอนนี้


“ว้าว! พี่ชิงหลัน ท่านทำกิจการเป็นด้วยหรือขอรับ?”


ซ่งชิงหยวนกล่าวด้วยใบหน้าชื่นชม เขาใช้เวลาทั้งวันไปกับการเล่นแบบเด็ก ๆ


ความฝันที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือการสามารถมีกิจการเล็กๆที่สามารถทำให้เขากินดื่มได้อย่างสบายไร้กังวล


ซ่งชิงหลันรู้ว่าแม้อาสะใภ้ของนางเห็นแก่ตัวและไม่มีเหตุผล แต่ลูกพี่ลูกน้องทั้งสองของนางต่างมีจิตใจดี


นางจึงยกยิ้ม “หากเจ้าไปเล่นแถวประตูเมือง ข้าจะเลี้ยงมื้อเช้าเจ้าเอง”


“ดีเลยขอรับ!”


ทางด้านซ่งชิงหลิน ลูกชายคนสุดท้องของซ่งอวิ๋นเฟิงพลันกระโดดโลดเต้นพร้อมเอ่ย “ข้าไปด้วย ข้าไปด้วย!”


หลิวกุ้ยเสียจ้องเขม็ง “หุบปาก! ผู้ใดกล้าไป ข้าจะหักขาเสีย!”


ฮึ!


เด็กนี่เรียนการทำกิจการมาจากผู้ใดหรือ?


คอยดูเถิด อีกไม่เกินสามวันคงขาดทุนจนไม่เหลืออะไร


ซ่งชิงหลันเองไม่ได้ต้องการโต้เถียงกับนางมากนัก “ในเมื่อพูดคุยกันเข้าใจแล้ว ข้าคงต้องขอตัวก่อนนะเจ้าคะ”


“ดีๆ มืดแล้วหลานสาว เจ้ากลับบ้านดีๆล่ะ”


ซ่งอวิ๋นเฟิงเกรงว่าภรรยาของเขาจะคลั่งขึ้นมาจนทำร้ายหลานสาว เขาจึงหวังว่านางจะกลับไปโดยเร็ว


เมื่อกลับถึงบ้าน ซ่งชิงหลันเอ่ยกับท่านย่าเพียงสั้นๆ “ในอนาคต พวกเราพยายามไม่ยุ่งเกี่ยวกับครอบครัวของท่านอาเล็กกันเถิดเจ้าค่ะ เพื่อครอบครัวของเราทั้งคู่จะได้อยู่อย่างสงบสุข”


“อืม ย่ารู้แล้ว”


ด้วยเพราะท่านย่ากังวลว่าซ่งชิงหลันจะต้องตื่นกลางดึกเพื่อไปเปิดร้านอาหารแต่เช้า ดังนั้นนางจึงให้เฉินเฉินและเยว่เยว่นอนกับนาง


เนื่องจากตอนนี้ร่างกายของนางดีขึ้นไม่น้อย


บทที่ 17: เจี่ยงชุ่ยเหลียนมาเพื่อสร้างปัญหา


วันต่อมา


ทันทีที่เสียงบอกยามห้าดังขึ้น ซ่งชิงหลันก็ลุกขึ้นทันที


คนโบราณนั้นนอนแต่หัวค่ำ สำหรับนางนอนเพียงเจ็ดชั่วโมงก็เพียงพอแล้ว


จากนั้นไม่นาน นางกับน้องชายทั้งสามก็พากันไปที่ร้าน โดยเริ่มจากการทำความสะอาด ทั้งหม้อและเตาต่างถูกขัดด้วยแปรง


ทันทีที่ประตูเปิดออก ผู้คนต่างหลั่งไหลเข้ามา


“เมื่อวานข้าซื้อเจียนปิ่งกั่วจือจากที่นี่ไป หากแต่เมื่อกลับถึงบ้านนั้นมันกลับเหลือเพียงคำเดียว ภรรยาของข้าก็ยืนกรานที่จะชิมมันให้ได้ ทันทีที่นางได้ลิ้มรสก็ตกหลุมรักโดยพลัน นางเลยเตะข้าออกจากเตียงเพื่อให้มาซื้อเจียนปิ่งให้นางก่อนรุ่งสาง… แม่นางซ่ง เอาให้ข้าสี่ชิ้น วันนี้ข้าจะกินให้หมด!”


“ได้เลยพี่ชาย ท่านโปรดรอประเดี๋ยว”


หน้าที่นั้นเป็นไปตามเดิม ซ่งชิงเป่ยคอยเติมไฟ ซ่งชิงซีคอยเก็บเงิน


ซ่งชิงหลันเป็นคนทำเจียนปิ่ง พร้อมกับสอนซ่งชิงตงไปด้วย


อันที่จริง นี่ไม่ได้เป็นเรื่องยากที่จะเรียกรู้ ตราบใดที่มีซอสสูตรลับเฉพาะของนาง ซ่งชิงตงก็สามารถทำอย่างชำนาญได้ภายในสามถึงห้าวัน


กิจการในเช้าวันนี้เป็นไปได้ดีเสียยิ่งกว่าเมื่อวาน คนที่สัญจรไปมามีทั้งคนรู้จักและไม่รู้จักอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้


หนึ่งในนั้นคือสตรีรูปร่างท้วมซึ่งเพิ่งกลับมาจากนอกเมือง นางที่เห็นก็จำซ่งชิงหลันได้โดยพลัน


“นี่ไม่ใช่ลูกสะใภ้ของตระกูลไป๋ที่หย่าร้างกันหรอกหรือ เหตุใดเจ้าถึงมาขายอาหารเช้าอยู่ที่นี่เล่า?”


ซ่งชิงหลันเงยหน้าขึ้นมองพร้อมรอยยิ้ม “ท่านป้าพั่งเองหรอกหรือ จะไปซื้อของเข้าร้านหรือเจ้าคะ ร้านอาหารเช้าของข้าเพิ่งเปิดเมื่อวานนี้เอง แล้วยามนี้ก็มีลูกค้ามากนัก ข้ายังไม่มีเวลาคุยกับท่านป้าเลย เชิญท่านป้านั่งรอในร้านก่อนนะเจ้าคะ หากลูกค้าน้อยลงแล้วข้าจะเลี้ยงมื้อเช้าท่านป้าเองเจ้าค่ะ”


ผู้หญิงคนนี้ชื่อพั่งเอ๋อร์ เป็นเพื่อนบ้านแถวตรอกหย่งเหอที่ชอบนินทาคนอื่นเป็นที่สุด


ในอดีต ป้าพั่งเองก็กล่าวว่าซ่งชิงหลันไว้ไม่น้อย ดังนั้น ในครานี้นางจึงเลือกจะคุยกับนางสักสองสามคำอย่างผิวเผินเท่านั้น


ด้วยรู้ว่าพั่งเอ๋อร์เป็นเจ้าของร้านขายผ้า นางเองย่อมต้องรีบไปทำธุระ ไม่มีทางที่จะมีเวลามานั่งรอทานข้าวเช้าที่นี่เป็นแน่


แต่ซ่งชิงหลันประเมินพั่งเอ๋อร์ต่ำไป…


“ดูสิ ข้ายังต้องไปเปิดร้านขายผ้าอีก นี่ชิงหลัน เจ้าพอจะทำให้ป้าก่อนได้หรือไม่?”


ด้วยนางรักในการกิน อีกทั้งของสิ่งนี้ก็ส่งกลิ่นหอมจนนางต้องรีบพุ่งเข้ามา


ใครกันจะคิดว่าคนขายอาหารเช้าจะเป็นลูกสะใภ้ผู้ไร้ความสามารถของตระกูลไป๋อย่างซ่งชิงหลัน หรือนี่คือเมตตาจากสวรรค์ ด้วยรู้ว่านางนั้นทำงานอย่างหนัก จึงเมตตามอบมื้อเช้ากับนางแบบไม่เสียสักเหรียญ


ซ่งชิงหลันยังคงยิ้มอย่างอ่อนโยน “ท่านป้าพั่ง ข้าคงทำให้ท่านก่อนมิได้เจ้าค่ะ ดูด้านหลังสิเจ้าคะ มีลูกค้ารออยู่อีกไม่น้อย ทุกคนต่างก็รอเพื่อเข้าหรือออกจากเมืองเพื่อไปทำธุระของตนกันทั้งนั้น แม้ว่ากิจการของข้าจะไม่ได้ใหญ่โต แต่ก็จำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการมาก่อนได้ก่อนนะเจ้าคะ”


ไม่ทันที่พั่งเอ๋อร์จะได้เอ่ยอะไร ลูกค้าพลันเอ่ยขึ้นเสียงเข้ม


“เจ้าเองก็ทำมาค้าขายเช่นกัน แต่กลับไม่ให้ความสำคัญกับลำดับก่อนหลัง ทั้งยังไม่ยอมต่อแถวเพื่อจะเอาของโดยไม่จ่ายเงินอีก”


“เป็นเรื่องง่ายนักหรือที่พวกพี่น้องจะออกมาขายของในเช้าตรู่ของวันที่อากาศเหน็บหนาวเช่นนี้ เจ้าช่างหน้าไม่อายที่มาขอของจากนาง”


“หากอยากจะกินโดยไม่จ่ายเงิน ก็อย่ามาทำให้คนอื่นเสียเวลาเถิด ไปให้พ้น!”


“รีบออกไป!”



แม้ว่าพั่งเอ๋อร์จะรู้สึกหงุดหงิด แต่นางเองมีไหวพริบเช่นกัน


เมื่อรู้ว่านางไม่ได้รับประโยชน์ใดๆในตอนนี้ นางจึงทำเพียงบ่นพึมพำอย่างหงุดหงิด ก่อนจะขับเกวียนออกไป


แต่หลังจากที่นางออกมา ขณะที่กำลังผ่านแผงขายหมูของตระกูลไป๋ นางพลันเห็นเจี่ยงชุ่ยเหลียนยืนอยู่จึงเริ่มเติมเชื้อไฟ


“ไอ้หยา! พี่สะใภ้ไป๋ เจ้าไม่รู้หรอกหรือว่าตอนนี้ลูกสะใภ้ของเจ้าเปิดร้านอาหารเช้าที่แถวประตูเมือง อีกทั้งกิจการกำลังเฟื่องฟูทีเดียว แต่ตัวนางก็หยิ่งยโสและจองหองนัก แม้แต่ข้ายังไม่สามารถคุยกับนางได้เสียด้วยซ้ำ”


เจียงชุ่ยเหลียนมองนางด้วยความสับสน “ลูกสะใภ้ของข้า? ลูกสะใภ้คนใด?”


ยามนี้นางมีลูกชายเพียงคนเดียวที่ยังไม่แต่งงาน


“จะเป็นผู้ใดไปกันเล่า ก็ซ่งชิงหลันที่ถูกเจ้าไล่ตะเพิดออกไปอย่างไร ตอนนี้นางกำลังขายอาหารเช้าที่ประตูเมืองกับน้องชายสามคนของนาง”


“มีเรื่องเช่นนี้ด้วยหรือ?” เจี่ยงชุ่ยเหลียนวางมีดของนางลงพร้อมเอ่ยเสียงดัง “ข้าจะไปดูให้เห็นกับตา สตรีต่ำต้อยเช่นนั้นจะทำสิ่งใดได้!”


ยามที่ซ่งชิงหลันเคยอยู่ในบ้านของนาง ซ่งชิงหลันไม่แม้แต่กล้าที่จะหายใจเสียงดัง หรือก้าวเท้าหนักๆก็ยังไม่กล้า


แล้วคนเช่นนั้นจะทำกิจการได้อย่างไร?


นางต้องไปพิสูจน์เรื่องของสตรีคนนั้นด้วยตาของตนเอง!


บทที่ 18: เจี่ยงชุ่ยเหลียนมาอาละวาดที่ร้าน


เจี่ยงชุ่ยเหลียนมาถึงที่ประตูเมืองจึงพบว่าหน้าร้าน ‘ร้านอาหารเช้าตระกูลซ่ง’ เต็มไปด้วยผู้คนซึ่งกำลังต่อแถวยาวเหยียด


เมื่อนางเข้าไปใกล้ๆจึงเห็นซ่งชิงหลันพร้อมกับน้องชายกำลังทำงานกันอย่างไม่มีเวลาให้หยุดพัก


เด็กนี่ขายสิ่งใด เหตุใดกิจการถึงไปได้ดีเช่นนี้?


วันนี้ร้านขายหมูของนางยังได้ไม่ถึงหนึ่งตำลึงเสียด้วยซ้ำ เทียบกันแล้ว ซ่งชิงหลันต้องได้เงินมากกว่าแผงขายหมูของครอบครัวนางเป็นแน่


ไม่ได้…


คนไร้ค่าเช่นนี้ไม่สมควรได้รับชีวิตที่ดี!


ซ่งชิงหลันผู้ต่ำต้อยจะมีชีวิตที่ดีกว่าตระกูลไป๋ของนางได้อย่างไร!


เจี่ยงชุ่ยเหลียนก้าวตรงเข้าไป ก่อนจะชี้ไปยังซ่งชิงหลันพร้อมเปิดปากด่าทอโดยพลัน “สวรรค์! นางมารใจดำ ซ่งชิงหลัน คิดเงินค่าเจียนปิ่งถึงชิ้นละสิบเหรียญ คิดจะปล้นกันหรืออย่างไร?”


“นี่เจ้า…”


ซ่งชิงตงกำลังจะก้าวตรงไปเผชิญหน้ากับนาง หากแต่ซ่งชิงหลันส่งสัญญาณหยุดเขาไว้เสียก่อน


ณ ที่ตรงนี้ มีสายตาของผู้คนจำนวนไม่น้อยจับจ้อง ซ่งชิงตงจึงเข้าใจได้ทันทีว่าเขาไม่ควรหุนหันพลันแล่นแต่อย่างใด


ซ่งชิงหลันซึ่งกำลังทำเจียนปิ่งเอ่ยขึ้น “อาหารเช้าของข้า แค่ค่าวัตถุดิบก็ราวเจ็ดหรือแปดเหรียญแล้วเจ้าค่ะ ได้กำไรเพียงสองเหรียญต่อหนึ่งชิ้น มีผู้ใดว่าราคานี่ไม่เหมาะสมหรือไม่เจ้าคะ?”


“ท่านรู้ดีอยู่แก่ใจ ผู้ใดกันเล่าจะไม่ทำมาค้าขายเพื่อเงิน? หรือว่าท่านขายหมูเพื่อช่วยคนจนหรือเจ้าคะ?”


เจี่ยงชุ่ยเหลียนพลันส่งเสียงฮึ่ม “เจ้ากำลังพูดอันใด? เจียนปิ่งก็แค่แป้งเพียงหนึ่งกระบวย ไม่คุ้มแม้แต่เหรียญเดียว!”


“จริงอยู่ว่าวัตถุดิบในการทำเจียนปิ่งกั่วจือนี้ไม่ได้แพงนัก หากแต่น้องชายของข้าต้องใช้แรงกาย รวมไปถึงทักษะของข้า ดังนั้นต้นทุนของเจียนปิ่งนี้จึงราคาแปดเหรียญ!”


“หากท่านอิจฉาเพราะกิจการของข้าทำเงินได้มาก ท่านจะมาทำขายเหมือนกับข้าก็ย่อมได้ แต่ในยามที่ข้ากับลูกๆต้องระหกระเหินออกมาจากบ้านตระกูลไป๋ ท่านไม่ยอมแม้แต่ให้ข้าเอาผ้าห่มมาห่มในวันที่อากาศหนาวเหน็บเช่นนั้นเสียด้วยซ้ำ ยามนี้กลับมาเอะอะโวยวาย!”


“ข้าเองก็เคยเรียกท่านว่าท่านแม่ หลานของท่านเองก็มีสายเลือดของตระกูลไป๋อยู่ในตัวครึ่งหนึ่ง เหตุใดถึงอยากจะขับไล่พวกเรานัก?”


ปากของพั่งเอ๋อร์นั้นไม่มีหูรูด สตรีเฒ่าคนนั้นช่างว่องไวเสียจริง


ด้วยเพราะเจี่ยงชุ่ยเหลียนทำตัวเองทั้งนั้น หากแต่นางไม่ยอมเสียหน้าโดยง่าย


“สวรรค์! สตรีนางนี้คือแม่สามีของแม่นางซ่ง ฟังจากเมื่อครู่แล้ว นางยังเป็นคนที่ขับไล่แม่นางซ่งและลูกออกจากบ้านเสียด้วย”


“ข้ารู้แล้ว เมื่อวานที่แม่นางซ่งเล่าว่าสามีของนางเข้าร่วมกองทัพ ไม่รู้เป็นหรือตาย แต่แม่สามีกลับให้พวกเขาหย่าร้างกัน แม่นางซ่งผู้น่าสงสารจึงต้องกลับไปอยู่บ้านพ่อแม่ของนางพร้อมลูกน้อยทั้งสอง”


“พ่อแม่ของนางจากโลกนี้ไปเร็วนัก ครอบครัวก็ยากจน แม่นางซ่งและน้องชายจึงมาขายอาหารเช้าที่นี่”


“แม่นางซ่งทำเวรกรรมใดไว้ในชาติที่แล้วกันนะ ชาตินี้จึงต้องมาพบพานกับบ้านสามีที่ใจร้ายเยี่ยงนี้”


“นอกจากรังแกลูกสะใภ้แล้วยังไล่หลานแท้ๆออกจากเรือนอีก ช่างโหดเหี้ยมอำมหิตเสียจริง!”


“ยามนี้แม่นางซ่งหาเงินเองได้แล้ว นางก็ยังตามมาริษยา ทั้งยังมาโวยวายสร้างเรื่อง ได้ยินมาว่าครอบครัวนางขายหมู ต่อไปพวกเราอย่าไปซื้อหมูจากร้านนางอีก!”



เจี่ยงชุ่ยเหลียนไม่อาจทนฟังคำนินทาได้ แต่นางก็ไม่ต้องการจะยอมแพ้


นางจึงนั่งลงบนพื้น ก่อนร้องออกมาเสียงดัง


“ไอ๊หยา! ข้าอยู่ไม่ได้แล้ว ซ่งชิงหลัน นางสารเลว กินดื่มอยู่ในบ้านของข้ามาช้านาน แม้ยามนี้นางหย่ากับลูกชายข้าไปแล้ว ก็กลับมาทำลายทุกอย่างของข้าอีก ทุกท่านอย่าถูกนางหลอก!”


“นางทำให้ตัวเองดูน่าสงสารเพียงเพื่อให้ได้รับความเห็นใจจากทุกคนเพื่อจะได้ขายของได้มากขึ้น!”


ซ่งชิงหลันมองเจี่ยงชุ่ยเหลียนอย่างเย็นชา “อย่างนั้นท่านกล้าพูดหรือไม่ว่าสิ่งที่ข้าพูดมีเรื่องใดบ้างไม่จริง?”


“มีข่าวคราวจากลูกชายของท่านบ้างหรือไม่? ท่านให้ข้าหย่าร้างกับลูกชายท่านใช่หรือไม่? ข้าสูญเสียทั้งท่านพ่อและท่านแม่จริงหรือไม่? ข้ามีท่านย่า รวมถึงลูกแฝดที่เพิ่งลืมตาดูโลกต้องเลี้ยงดูจริงหรือไม่?”


น้ำเสียงของซ่งชิงหลันช่างทรงพลังเสียจนผู้คนทั่วทั้งบริเวณรู้สึกประทับใจกับคำพูดของนาง


บทที่ 19: เจี่ยงชุ่ยเหลียนถูกคุมขัง


“นั่น… นั่น… กับตระกูลไป๋ของข้าก็เช่นกัน”


ไม่ทันที่เจี่ยงชุ่ยเหลียนจะเอ่ยจบ ฝูงชนพลันปาใบผักเน่าใส่นาง


“สตรีนางนี้น่ารังเกียจนัก ดูฝีปากนางแล้วย่อมมิใช่คนดี!”


“หากไม่สิ้นเนื้อประดาตัว ไหนเลยจะยอมออกมาขายอาหารเช้าพร้อมกับน้องๆ ทั้งที่ตนเองเพิ่งให้กำเนิดบุตรมาแท้ๆ”


“หญิงชรานี่ ไปให้พ้น! อย่ามาทำให้คนอื่นเสียเวลาในการซื้อมื้อเช้า”



“อา!…”


เจี่ยงชุ่ยเหลียนพลันตกตะลึง ก่อนจะลุกขึ้น แล้วเหวี่ยงมือไปพร้อมกับตะโกนเรียกชื่อซ่งชิงหลัน


“นางสารเลว กล้าดีอย่างไรปล่อยให้คนพวกนี้มารังแกแม่สามีตัวเองถึงเพียงนี้ ข้าจะทุบเจ้าให้ตาย!”


เรื่องนี้ไม่จำเป็นต้องรอให้ถึงมือซ่งชิงหลัน ผู้คนรอบข้างที่เห็นเหตุการณ์ ย่อมไม่อาจทนอยู่เฉยได้ต่างพร้อมที่จะเข้าไปจัดการกับเจี่ยงชุ่ยเหลียน


แต่กลับมีเสียงตะโกนดังขึ้นมาโดยพลันจากไม่ไกลนัก “หยุด!”


ทุกคนหันมองไปตามเสียง แล้วจึงพบกับหัวหน้าเจ้าหน้าที่รวมถึงเจ้าหน้าที่เฝ้าประตูเมืองกำลังตรงมาทางด้านนี้อย่างสง่าผ่าเผย นำโดยอู่ต้าหย่ง


“ประตูเมืองเป็นสถานที่สำคัญและมีเกียรติ หากแต่ท่านมาที่นี่เพื่อก่อกวนและสร้างความวุ่นวาย ท่านต้องถูกจับจับกุมและคุมขังอยู่คุกเป็นเวลาครึ่งเดือน!”


นี่ไม่ใช่ว่าเขากำลังปกป้องซ่งชิงหลัน แต่ประตูเมืองคือหน้าตาของเมืองหลวง ไม่มีใครได้รับอนุญาตให้สร้างปัญหาที่นี่


เจี่ยงชุ่ยเหลียนนั้นรับมือได้ยาก แต่คนสูงอายุมีหรือจะไม่กลัวกฎหมาย


นางกลัวเสียจนขาสั่น…


“นายท่าน นายท่าน! ข้าไม่ได้สร้างปัญหา เจ้าของร้านเป็นลูกสะใภ้ของข้า นางเป็นคนอกตัญญู ข้าเพียงแต่ต้องการมาพูดคุยกับนางเพียงสองสามคำก็จะไปแล้ว!”


หลังเอ่ยจบ เจี่ยงชุ่ยเหลียนเตรียมจะหันหลังกลับ ก่อนพยายามจะวิ่งหนีไป แต่ไม่ทันจะได้ก้าวขากลับถูกเจ้าหน้าที่สองคนจับไหล่เอาไว้


ร่างกายของอู่ต้าหย่งนั้นกำยำและด้วยใบหน้าที่เรียบเฉยของเขา ก็ทำให้เขาดูน่ากลัวไม่น้อย


“แม่นางซ่งหย่าขาดกับลูกชายของท่านแล้ว ไม่ว่าจะเรื่องใด นางก็ไม่เกี่ยวกับครอบครัวของท่านอีก ท่านกลับวิ่งมาที่นี่อย่างไร้ยางอายเพียงเพื่อทำให้ชื่อเสียงผู้อื่นเสื่อมเสีย ทั้งยังก่อกวนการทำมาค้าขายของพวกเขา”


“ถ้ามีคนจากเมืองอื่นมาเห็นภาพนี้ ย่อมส่งผลร้ายต่อเมืองต้าเซียของเรา ติดคุกครึ่งเดือนนั้นยังน้อยไปเสียด้วยซ้ำ หากยังขัดขืนอีกท่านจะถูกจำคุกครึ่งปี!”


“ไม่ ไม่!”


เจี่ยงชุ่ยเหลียนทรุดตัวลงบนพื้น “นายท่าน ข้าจะไม่ขัดขืนอีก ข้าจะไม่ขัดขืน ฮือ… ได้โปรดอย่าขังข้าไว้ถึงครึ่งปีเลยนะนายท่าน!”


ฮือ…


นางต้องทนทุกข์ทรมานจากโชคชะตาที่เลวร้ายมาทั้งชีวิต อีกทั้งยังต้องมาติดคุกเพราะลูกสะใภ้ใจมารเยี่ยงซ่งชิงหลัน


หากฟ้ามีตา โปรดส่งสายฟ้าฟาดตกลงบนศีรษะนางผู้หญิงสารเลวนั่นด้วยเถิด!


หากแต่วันนี้แสงตะวันสาดส่อง ธุรกิจของซ่งชิงหลันนั้นก็กำลังเฟื่องฟู


หลังจากเจี่ยงชุ่ยเหลียนถูกพาตัวไป ทุกอย่างจึงกลับมาสงบอีกครั้ง


เวลาผ่านไปจนใกล้เที่ยง ซ่งชิงตงพลันเอ่ยขึ้น “ท่านพี่ ข้าคิดว่าข้าทำเจียนปิ่งนี้เองได้แล้วขอรับ ท่านกลับบ้านไปดูเฉินเฉินและเยว่เยว่ก่อนเถิด”


“เจ้าเรียนรู้เร็วเพียงนี้เชียวหรือ?”


ซ่งชิงหลันไม่ค่อยอยากจะเชื่อสิ่งที่ได้ยินนัก


“ข้าจะลองทำให้ดูก่อน ท่านพี่มาดูสิขอรับ”


“เสร็จแล้ว”


ใครกันจะคาดคิดว่าการทำเจียนปิ่งครั้งแรกของซ่งชิงตงนั้นออกมารสชาติดีไม่น้อย


“ไม่เลว ไม่เลว เช่นนั้นพวกเจ้าสามพี่น้องขายของอยู่ที่นี่ ข้าจะกลับไปที่บ้านก่อน หากมีปัญหาใดจงตะโกนเรียกเจ้าหน้าที่เฝ้าประตูเมืองให้มาช่วย”


“ขอรับท่านพี่”


ในวันนี้ซ่งชิงหลันยังคงแวะไปที่ร้านตีเหล็กเพื่อดูซ่งชิงหนานก่อนกลับบ้าน


นางเห็นหวังกุ้ยกำลังตีเหล็ก ในขณะที่ซ่งชิงหนานกำลังเล่นกับเด็กคนอื่นๆอยู่หน้าประตู


นางไม่เข้าใจว่าทำไมหวังกุ้ยถึงผ่อนปรนกับน้องชายของนางนัก


แต่ด้วยมีสัญญาอยู่ในมือ นางจึงไม่กลัว


หลังจากซื้อปลาเฉาสองตัวพร้อมกับเต้าหู้อีกสองสามชิ้นเสร็จแล้ว นางจึงกลับบ้าน


บทที่ 20: จัดการตระกูลไป๋


ในตอนเย็น ซ่งชิงหลันกำลังจะทำอาหาร นางพลันได้ยินเสียงเคาะประตู


ปัง ปัง ปัง


เมื่อเปิดออกไปจึงพบกับคนกลุ่มใหญ่


ผู้นำของตระกูลไป๋ ไป๋ต้าฉุย มาพร้อมกับลูกชายคนเล็กของเขา ไป๋เย่เฮย


ข้างหลังพวกเขามีชายร่างกายกำยำอีกสี่คน ซึ่งก็คือลูกเขยทั้งสี่ของตระกูลไป๋


ซ่งชิงหลันเอ่ยขึ้นอย่างไม่สบอารมณ์ “มีอันใด?”


อันที่จริง นางพอคาดเดาได้ว่าคนพวกนี้มาตามหาเจี่ยงชุ่ยเหลียน


ไป๋เย่เฮยนั้นหน้าตาดูเจ้าเล่ห์ เขาตะโกนว่า “ข้ามาถามว่า ท่านแม่ของข้าอยู่ที่ใด?”


“แม่ของเจ้าอยู่ที่ใด แล้วเกี่ยวอันใดกับข้า?”


“เกี่ยวอันใดกับเจ้าหรือ เมื่อเช้า นางบอกว่าจะไปหาเจ้า แต่จนถึงตอนนี้ นางยังไม่กลับบ้าน เจ้าทำอันใดกับนางกัน?”


ไป๋ต้าฉุยหยิบห่อยาสูบของเขาออกมาพลางชำเลืองมองไปยังซ่งชิงหลันด้วยความเบื่อหน่าย


“แม้ว่าเจ้าจะเข้ามาเป็นสะใภ้เพียงสิบเดือน แต่หากเกิดสิ่งใดขึ้นกับท่านแม่ของข้า ตระกูลไป๋ของเราย่อมไม่ไว้ชีวิตเจ้าเป็นแน่ ข้าขอแนะนำให้เจ้ามีสติสักนิด แล้วคืนตัวท่านแม่ของพวกเรามา!”


ซ่งชิงหลันกำลังจะเอ่ยคำ พอดีกับที่ท่านย่าซ่งเดินออกมาจากลานบ้านพร้อมกับเคียวในมือของนาง


“ตระกูลไป๋รังแกหลานสาวของข้าอย่างร้ายกาจ อีกทั้งยามนี้ยังมีหน้ามาสร้างปัญหาถึงหน้าบ้านเราอีก พวกเจ้าไปเสียให้หมด! ผู้ใดไม่ออกไป ข้าจะฟันเสียให้หมด!”


ไป๋เย่เฮยคำรามในลำคอ ก่อนเอ่ยเสียงเหี้ยม “ยายแก่นี่คงใช้ชีวิตมาพอแล้วกระมัง หากพวกเจ้ายังไม่คืนท่านแม่ของข้ามาอีก เราจะพังบ้านตระกูลซ่งให้พินาศ!”


จากนั้นเขาจึงเอื้อมมือไปคว้าเคียวในมือของท่านย่าซ่ง


ซ่งชิงหลันแค่นหัวเราะอย่างเย็นชา ก่อนจะยกเท้าเตะชายหนุ่มลงไปกองกับพื้นเสียงดังตุ้บ


ลูกเตะนี้ทำให้ตระกูลไป๋รวมถึงเพื่อนบ้านที่เฝ้าดูเหตุการณ์อยู่ต่างตะลึงงัน


“ไอ๊หยา หลันหลันแม้จะดูอ่อนแอแต่ผู้ใดจะคิดว่าจะสามารถเอาชนะบุรุษได้”


“เจ้าไม่เคยได้ยินหรือว่ากระต่ายจะกัดคนในยามที่หมดความอดทน ตระกูลไป๋เคยรังแกข่มเหงหลันหลัน ทั้งยังให้หย่าร้าง แล้ววันนี้ยังมารังแกกันถึงหน้าประตูบ้านอีก ผู้ใดจะทนได้?”


“ชีวิตของหลันหลันช่างขมขื่น ถึงเวลาแล้วที่จะต้องแข็งแกร่งขึ้น!”



ไป๋เย่เฮยที่ทรุดตัวอยู่บนพื้น คิ้วพันเป็นปมเนื่องจากความเจ็บปวด


“ซ่งชิงหลัน เจ้ากล้าดีอย่างไรมาถีบข้า ข้าจะฆ่าเจ้า!”


เขาหยิบก้อนหินข้างตัวก่อนจะขว้างมันไปทางซ่งชิงหลัน


“อา!… หลันหลัน… ” ท่านย่าซ่งกลัวเสียจนตื่นตระหนก


ในขณะที่คนพวกนั้นคิดว่าซ่งชิงหลันกำลังจะถูกหินทุบศีรษะจนได้เลือด พวกเขากลับเห็นว่านางย่อตัวลงอย่างเป็นธรรมชาติ ก่อนจะคว้าหินก้อนนั้นไว้


อย่างไรนี่ก็คือหิน หากโดนเข้าจริงๆ ย่อมถึงตายได้


ในช่วงหลายวันมานี้ นี่เป็นครั้งแรกที่ซ่งชิงหลันรู้สึกโกรธอย่างแท้จริง


นางก้าวไปตรงหน้าของไป๋เย่เฮย ดึงผมของเขา ก่อนจะผลักเขาลงบนพื้น


นางกำหมัดขวาของนางแน่น จากนั้นส่งหมัดไปกระแทกที่ปากของเขาจนเสียงดัง ปัก!


ปากของเขาพลันเต็มไปด้วยเลือด


“อ๊าก… ฮือ… อ่า…”


ไป๋เย่เฮยกระอักเลือดออกมา พร้อมกับมีฟันกรามใหญ่สองซี่หลุดออกมาด้วย


แต่ถึงกระนั้น ซ่งชิงหลันยังไม่ปล่อยเขาไปโดยง่าย นางจึงชกเข้าที่ใบหน้าเขาอีกสองสามครั้ง ปัก ปัก…


“ไอ้สารเลว บอกข้าสิว่าพวกเจ้ายังกล้ามารังแกข้าอีกหรือไม่?”


“อ๊าก… อา! ซ่งชิงหลัน ซ่งชิงหลัน ข้าจะฆ่าเจ้า!”


ไป๋เย่เฮยต่อสู้มานับครั้งไม่ถ้วนตั้งแต่เด็กจนโต แต่ใครกันจะคาดคิดว่าครั้งนี้เขาจะเป็นผู้ถูกกระทำอยู่ฝ่ายเดียว อีกทั้งอีกฝ่ายยังเป็นสตรี!


ในใจเต็มไปด้วยความอัปยศอดสูจนแทบอดทนรอไม่ไหวที่จะหักกระดูกของซ่งชิงหลัน


“ไม่ยอมตอบหรือ?” ดวงตาซ่งชิงหลันหรี่ลงเล็กน้อย ราวกับราชินีเลือดเย็นจากขุมนรก


ปัก ปัก…


เขาถูกชกเข้าที่หน้าอีกราวสองสามหมัด


“โอ๊ย โอย… ท่านพ่อ พี่เขย เหตุใดพวกท่านถึงยังยืนเฉย? รีบจัดการนางสารเลวนี่สิขอรับ!”


จบตอน

Comments