big sister ep21-30

 บทที่ 21: ต้องสู้จึงจะเอาชนะคนชั่ว


ใช่ว่าไป๋ต้าฉุยและคนที่เหลือจะไม่อยากเข้ามาช่วยไป๋เย่เฮย หากแต่พวกเขายังไม่เข้าใจว่านี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่


ทุกคนต่างอยู่ในอาการตะลึงงัน ด้วยไม่อาจเชื่อสายตากับสิ่งที่เห็น


พวกเขาจำได้ว่าซ่งชิงหลันเป็นเพียงสตรีขี้ขลาดไร้ทางสู้ นางไม่เคยแม้แต่จะเอ่ยปากปกป้องตนเองยามที่ถูกทุบตีหรือด่าทอ


ยิ่งไปกว่านั้น ร่างกายอันบอบบางของนางยังดูราวกับพร้อมจะล้มลงได้ทุกเมื่อ เพียงมีลมแรงพัดผ่าน ไป๋เย่เฮยย่อมสามารถกระทืบนางจนหมอบได้ด้วยเท้าเพียงข้างเดียว แต่เขากลับกลายเป็นฝ่ายถูกสตรีร่างบางผู้นี้ทุบตีจนน่วมเสียแล้ว


เสียงร้องโอดครวญของไป๋เย่เฮยช่วยดึงสติของพวกเขาให้กลับมาจากความตะลึงงันอีกครา


ไป๋ต้าฉุยร้องเสียงดังลั่น “นางตัวดี บังอาจมาตีลูกชายข้าอย่างนั้นหรือ ลูกเขย จัดการมัน ฉีกแขนขามันออกเป็นชิ้นๆ”


“ขอรับ!”


ชายฉกรรจ์ทั้งสี่พากันปรี่เข้าไปหาซ่งชิงหลันตามคำสั่ง หวังจะหยุดนางด้วยแรงที่มี


หากแต่นางกลับเพียงแค่นยิ้มชั่วร้ายออกมา พลางกวาดสายตาไปรอบๆ ก่อนจะวาดขาเตะบุรุษทั้งสี่เสียจนหมอบลงกับพื้น


“อัก”


“โอ๊ยๆ เจ็บ”


“นางนี่… เหตุใดแรงเยอะถึงเพียงนี้”


“หนีก่อนเถิดท่านพ่อ เราไม่อาจสู้นางได้หรอก”


เพียงชั่วพริบตา บรรดาลูกเขยทั้งสี่ของตระกูลไป๋ต่างพากันวิ่งหนีไป เร็วเสียยิ่งกว่าสายลมพัดผ่าน


“ประเดี๋ยว พวกเจ้า! กลับมาประเดี๋ยวนี้!”


ไป๋ต้าฉุยกระทืบเท้าด้วยความไม่พอใจ เจ้าลูกเขยพวกนี้ อย่างไรเสียก็เป็นเพียงคนนอก ไม่อาจพึ่งพาได้จริง เสียแรงที่เขาอุตส่าห์ไว้ใจ


ทางด้านไป๋เย่เฮยที่ล้มอยู่ เมื่อเห็นว่าซ่งชิงหลันย่างสามขุมกลับมาอีกครั้งก็พยายามคู้ตัวหลบ ถดร่างกายหนีห่างให้ได้มากที่สุด ภายในดวงตาสะท้อนความหวาดกลัวอย่างน่าสมเพช


“ยะ… อย่านะ… อย่าเข้ามา”


หญิงสาวยกเท้าเหยียบเข้าที่หลังมือของชายหนุ่ม พร้อมกดน้ำหนักลงมากขึ้น


“โอ๊ย”


เมื่อได้เห็นว่าใบหน้าของไป๋เย่เฮยบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวด ซ่งชิงหลันพลันยกยิ้มด้วยความสะใจ “เจ้าสำนึกในความผิดที่เจ้าก่อหรือไม่?”


“โอ๊ยยย… ข้า..ข้าผิดไปแล้ว ข้าผิดไปแล้ว!”


“ต่อไปเจ้าจะเรียกข้าว่าอย่างไร”


“พี่ใหญ่ ท่านเป็นพี่ใหญ่ของข้าขอรับ”


“ดี! หากยังมีหน้ามาสร้างปัญหาอีก พี่ใหญ่ผู้นี้จะหักขาเจ้า เอาให้ต้องคลานไปกับพื้นตลอดชีวิตเลย”


“ขอรับ… พี่ใหญ่… ข้าไม่กล้าอีกแล้ว”


ไป๋เย่เฮยรีบคุกเข่าต่อหน้าซ่งชิงหลันด้วยใบหน้าที่เปรอะเปื้อนไปด้วยน้ำตาและน้ำมูก


“ดี! เช่นนั้นเจ้าก็ไสหัวไปได้แล้ว”


“ขอรับ”


ไป๋ต้าฉุยเข้ามาช่วยบุตรชายคนเล็กของเขาให้ลุกขึ้นยืน จากนั้นเตรียมพากันวิ่งหนีไป


หากแต่ซ่งชิงหลันก็พลันนึกบางอย่างขึ้นมาได้ “หยุดก่อน”


ด้วยความหวาดกลัว ไป๋เย่เฮยไม่สามารถอดทนได้อีกต่อไป เขาปัสสาวะราด ไหลออกมาตามขาสองข้างที่สั่นด้วยความหวาดกลัว


“พี่ใหญ่… ท่าน…ท่านต้องการอันใดอีกหรือขอรับ”


“ข้าลืมบอกพวกเจ้าไป เจี่ยงชุ่ยเหลียนไปก่อเรื่องที่ประตูเมืองเมื่อเช้านี้ นางถูกเจ้าหน้าที่จับตัวไปแล้ว คงจะต้องถูกคุมขังสักครึ่งเดือน”


ผู้คนในเมืองต่างทราบกันดีว่า ใครก็ตามที่ก่อปัญหาที่ประตูเมืองจะต้องถูกลงโทษอย่างหนัก


ไป๋ต้าฉุยถอนหายใจเฮือกใหญ่ สตรีโง่เง่าเยี่ยงเจี่ยงชุ่ยเหลียนช่างไร้ซึ่งความอดทนอดกลั้นเสียเหลือเกิน


ซ้ำยังแค้นเคืองซ่งชิงหลันอย่างกัดไม่ปล่อย นางจิ้งจอกเจ้าเล่ห์ซ่งชิงหลันนี่จงใจไปตั้งร้านแถวประตูเมืองเพื่อการนี้สินะ


หลังจากสองพ่อลูกรีบหนีหายไป เพื่อนบ้านที่สังเกตการณ์อยู่ต่างพากันปรบมือให้นาง


“หลันหลัน เจ้าแข็งแกร่งมาก ต้องอย่างนี้ หากไม่ต่อสู้ก็เอาชนะคนชั่วเช่นนั้นไม่ได้”


“ข้าได้ยินมาว่าเจ้าเปิดร้านอาหารเช้า ในที่สุดครอบครัวของแม่เฒ่าซ่งก็มีเสาหลักแล้ว”


“บุปผาทุกดอกย่อมมีเวลาผลิบาน ครานี้เป็นคราวของบ้านแม่เฒ่าซ่งที่จะได้โอกาสพลิกชะตาแล้ว”


นอกจากคำชื่นชมแล้วก็ย่อมต้องมีน้ำเสียงแห่งความริษยาปะปนมา


“คนอย่างนางเป็นแค่เสือกระดาษ ทำได้เพียงขู่ให้กลัว ก็แค่สตรีธรรมดาผู้หนึ่ง เรื่องความสามารถก็ไม่เห็นจะเท่าไร จะมาพลิกชะตาตระกูลอย่างไรกันเล่า กล่าวเกินจริงไปเสียแล้ว เหอะ”


“ดุอย่างกับเสือถึงเพียงนั้น ไม่ต้องพูดถึงยามที่นางอยู่ที่บ้านแม่สามีเลย”



หลิวกุ้ยเสียที่กำลังลอบมองสถานการณ์ทั้งหมดผ่านช่องประตู ด้วยคาดหวังว่าตระกูลไป๋จะจัดการมอบบทเรียนแก่ซ่งชิงหลันอย่างสาสมเพื่อความสะใจส่วนตน


หากแต่ไม่คาดคิดเลยว่านางสารเลวนั่นจะมีฤทธิ์มากถึงขั้นเอาชนะบรรดาบุรุษตระกูลไป๋ได้ เจ้าคนพวกนั้นช่างไร้ประโยชน์เสียจริง


น่าเบื่อยิ่งนัก


เห็นทีครานี้นางคงต้องลงมือเองเสียแล้ว


[1] พี่ใหญ่ เป็นคำเรียกซ่งชิงหลันในเชิงเอาตัวรอดของไป๋เย่เฮย แต่หากตามลำดับญาติ ซ่งชิงหลันถือเป็นหลานของไป๋เย่เฮย


บทที่ 22: ซ่งชิงหลันดูแปลกไปจากเดิม


หลิวกุ้ยเสียเปิดประตูออกไปแล้วเอ่ยเสียงดังลั่น “อย่างไรเล่า สุมหัวกันถึงเพียงนี้ เหตุใดพวกเจ้าจึงมาที่หน้าบ้านข้ากัน?”


ซ่งชิงหลันได้ยินก็แค่นหัวเราะอย่างขบขัน “ท่านอาสะใภ้ ท่านมิได้แอบดูเรื่องน่าตื่นเต้นจากในห้องของตนหรือเจ้าคะ?”


คำพูดเช่นนั้นทำเอาบรรดาเพื่อนบ้านพากันหัวเราะเยาะขึ้นมาโดยพลัน


ทุกคนที่นี่ต่างเป็นเพื่อนบ้านที่อยู่ด้วยกันมานาน ทุกคนต่างรู้ดีว่าหลิวกุ้ยเสียนั้นเป็นคนเช่นไร จึงสบโอกาสนี้ในการเยาะเย้ยถากถางนาง


“แม่นางซ่ง พูดอันใดเช่นนั้นเล่า แต่ข้าก็เห็นนางยืนดูเรื่องน่าตื่นเต้นอยู่ที่ประตูเช่นเดียวกับแม่นางนะ”


“ก็จริงของเจ้า เรื่องเช่นนี้มันน่าตื่นเต้นยิ่งนัก ถึงขนาดที่ว่าคนตระกูลไป๋มาหาเรื่องถึงหน้าบ้าน หากแต่หลิวกุ้ยเสียกลับเอาแต่มุดหัวอยู่ในห้องราวกับเต่าในกระดอง ยามนี้หลันหลันได้ไล่พวกตระกูลไป๋ไปหมดแล้ว นางจึงได้ออกมาแสร้งทำเป็นไม่รู้เรื่องอย่างนั้นหรือ?”


“หึ ทุกทีข้าก็เห็นว่าคนอย่างเจ้าไม่เคยกลัวผู้ใด ปากจัดซ้ำยังพูดจาได้ฉะฉาน หากแต่ยามนี้กลับมาขี้ขลาดได้อย่างไรกัน”


“ถูกต้อง คนปากจัดอย่างท่าน ไม่เคยมีผู้ใดรอดพ้น ยามปกติต้องรีบออกมาไล่กัดคนพวกนั้นที่มาสร้างเรื่องเป็นแน่”


….


“หนอย… อย่ามาพูดพล่อยๆกับข้านะ จะใส่ร้ายข้าหรือ”


หลิวกุ้ยเสียถ่มน้ำลายใส่เพื่อนบ้านที่มาหาเรื่องนาง พร้อมเท้าเอวแล้วรีบเถียงว่า “ข้าไม่มีอันใดต้องยุ่งเกี่ยวกับนางนานแล้ว คนบ้านเดียวกันรึก็ไม่”


“เรื่องของตระกูลไป๋กับซ่งชิงหลันไม่เกี่ยวอันใดกับข้า พวกเจ้าอย่าได้มาสาดโคลนแถวนี้”


บรรดาเพื่อนบ้านเหล่านั้นไม่ใช่คนที่จะยอมลดราวาศอกได้โดยง่าย จึงได้เอ่ยปากเถียงกลับทันควัน


“โธ่… หลิวกุ้ยเสีย คนอย่างเจ้านี่ช่างใจจืดใจดำเสียจริง ถึงจะหย่าขาดกันแล้ว แต่หลันหลันก็ยังนับว่าเป็นหลานสาวของเจ้านะ”


“ยามหลานสาวเจ้ากำลังโดนรุมรังแก ซ้ำนางยังเป็นมารดาของเด็กน้อยอีกสองคน ถึงจะไม่ใช่ครอบครัวเดียวกันแล้ว เจ้าก็น่าจะมีน้ำใจช่วยเหลือนางเสียบ้าง”


“ถูกต้อง ศีลธรรมในใจเจ้าไปที่ใดเสียหมด หรือเจ้าโยนให้สุนัขกินไปหมดแล้วหรือ”


“คนอย่างนางหรือจะมีสิ่งใดเช่นนั้น ไม่อย่างนั้นคงไม่บังคับให้ซ่งอวิ๋นเฟิงต้องแยกบ้านออกไป ปล่อยให้แม่เฒ่าซ่งอยู่กับหลานทั้งห้าของนางหรอก คนมีมนุษยธรรมเขาไม่ทำเรื่องแล้งน้ำใจเยี่ยงนี้”


“ยังดีที่เด็กๆเป็นเด็กดีกันทั้งนั้น ถึงฝากผีฝากไข้ด้วยได้ โดยเฉพาะหลันหลันที่ตอนนี้นางเปิดร้านอาหารเช้าอยู่ ข้าเคยได้ลองกินเจียนปิ่งกั่วจือที่นางทำ อร่อยอย่าบอกผู้ใดเชียว”


“อ้อ ไม่ใช่แค่เจียนปิ่งกั่วจือทั่วๆไปด้วยนะ หากแต่เป็นเจียนปิ่งแบบม้วน ชิ้นใหญ่มากอีกต่างหาก”


“ข้าว่าแล้วเชียว หลันหลันเก่งถึงเพียงนี้ ถึงอย่างไรก็พาตระกูลซ่งให้รุ่งเรืองได้แน่”


ยิ่งได้ยินบุรุษร่างท้วมผู้หนึ่งเอ่ยชมซ่งชิงหลันไม่หยุดปาก หลิวกุ้ยเสียก็ยิ่งโกรธมากขึ้นเรื่อยๆ


“เหตุใดพวกเจ้าถึงมายกย่องซ่งชิงหลันให้ข้าฟัง นางนั่นโดนวิญญาณร้ายสิงสู่ อีกไม่นานก็คงจะมาแหกอกพวกเจ้าทีละคน ถึงยามนั้นจะมาเสียใจภายหลังก็คงไม่ทันแล้ว”


นัยน์ตาของผู้ถูกกล่าวหาพลันเปลี่ยนเป็นเย็นชา ร่างบางก้าวไปด้านหน้า “ท่านอาสะใภ้ ข้าไม่รู้ว่าท่านกินขี้มากเสียจนมันขึ้นไปสมองหรือไม่ พูดจาไร้สาระเช่นนี้ออกมาไม่กลัวคนหาว่าเป็นบ้าหรือเจ้าคะ”


“นี่อย่างไร อย่างไร ดูท่าทางจองหองของนางสิ เช่นนี้โดนผีสิงเป็นแน่”


หลังจากโวยวายเช่นนั้นออกมา หลิวกุ้ยเสียก็กวาดตามองไปยังฝูงชนแล้วเอ่ยต่ออีกครา “ไม่เชื่อพวกเจ้าก็ลองดูเถิดว่านางเปลี่ยนไปเพียงใด สตรีขี้ขลาดตาขาวที่ไม่เคยทำอันใดเองเยี่ยงนาง แม้โดนทุบตีโดนด่าว่าก็เอาแต่นิ่งเงียบ อยู่ๆจะตื่นขึ้นมาเป็นคนร้ายกาจ เอาชนะบรรดาบุรุษได้อย่างไร หากไม่ถูกผีสิงแล้วจะเป็นอันใดไปได้อีก”


ชาวบ้านในชนบทค่อนข้างมีความเชื่อเรื่องเกี่ยวกับวิญญาณและเทพเจ้าอยู่ไม่น้อย


เมื่อได้ยินสิ่งที่หลิวกุ้ยเสียพูดออกมา หลายคนก็เริ่มมีท่าทีเปลี่ยนไป


“นี่เจ้า… แม่เฒ่าซ่งก็บอกชัดแล้ว ดังนั้นเจ้าไม่ควรจะ…”


“แต่มาคิดดูแล้ว หลันหลันก็แตกต่างไปจากเมื่อก่อนมากจริงๆ”


“ไม่มีทาง นี่ไม่ใช่เรื่องจริงใช่หรือไม่”


กระทั่งแม่เฒ่าซ่งเองก็ใจเต้นแรงขึ้นมาอย่างกะทันหัน นางเองก็ฉุกคิดขึ้นมาในใจไม่ต่างกัน เหตุใดจู่ๆหลานสาวตนถึงได้เปลี่ยนไปมากถึงเพียงนี้


บทที่ 23: ทุกอย่างกำลังดีขึ้น


ซ่งชิงหลันเห็นอาการเหล่านั้นของแม่เฒ่าซ่งกับตาตัวเอง


นางจึงเข้าไปกุมมือหญิงชรา แล้วเดินไปทางหลิวกุ้ยเสีย


“จริงอยู่ที่สตรีนั้นแสนอ่อนแอ แต่คนเป็นแม่นั้นช่างแข็งแกร่ง”


“ข้าเคยเป็นเพียงเด็กสาวไร้เดียงสา ไม่รู้ทางจะต่อสู้เพื่อตนเอง จึงปล่อยให้ท่านกับตระกูลไป๋เอาเปรียบและรังแกเรื่อยมา หากแต่เวลานี้ข้ามิใช่คนเดิมอีกแล้ว ข้ามิอาจยอมให้ผู้ใดมากดขี่ครอบครัวได้อีก กระต่ายจะกัดก็ต่อเมื่อมันเหลืออด ผู้ใดก็ตามที่คิดจะมาหาเรื่องครอบครัวข้า คนผู้นั้นต้องเจอดี”


“ส่วนเรื่องทำมาค้าขาย ผู้คนต่างก็ทำมาค้าขึ้นเจริญรุ่งเรืองกันทั้งนั้น เว้นเสียก็แต่ท่าน”


ซ่งชิงหลันชี้หน้าคนเป็นอาสะใภ้อย่างไร้ซึ่งความยำเกรง แล้วเอ่ยวาจาถากถาง “คงไม่มีผู้ใดที่วันๆเอาแต่พูดจาพล่อยๆ หาเรื่องคนอื่นอย่างหยาบคายได้เช่นท่านอีกแล้วเจ้าค่ะ ท่านอาสะใภ้”


“แม่นางซ่งพูดอีกก็ถูกอีก”


“ข้าว่าแล้วเชียว เจ้าคงอิจฉาที่เห็นหลันหลันหาเงินได้เยอะ ก็เลยปากเสียใส่ร้ายนาง”


“ทำตัวเช่นนี้ช่างน่ารังเกียจนัก”


“ใส่ความผู้อื่นเพียงเพราะตนเองไร้ความสามารถ หึ”


“ปากก็อย่างกับกรรไกร ซ้ำใจยังดำอำมหิต ทั้งหย่งเหอนี้ก็คงจะมีเพียงอวิ๋นเฟิงที่แสนดีเท่านั้นที่จะอดทนกับคนอย่างเจ้าได้”



ความตั้งใจเดิมของหลิวกุ้ยเสียคือหมายจะทำให้ซ่งชิงหลันต้องอับอายจากคำถากถาง หากแต่นางไม่คาดคิดเลยว่าตัวตลกที่ถูกเยาะเย้ยผู้นั้นจะกลายมาเป็นนางเสียเอง


ความโกรธของนางจึงปะทุขึ้นภายในอกอย่างรุนแรง


“หุบปาก พวกเจ้าหุบปากไปเลย!”


หลิวกุ้ยเสียคว้าไม้กวาดด้ามยาวจากในสวนออกมาง้างใส่เพื่อนบ้านที่ยืนอยู่รอบๆ


“กล้ามาว่าข้าปากเสียอย่างนั้นหรือ ถ้าอย่างนั้นข้าจะทำให้ดูว่าปากเสียจริงๆ มันเป็นอย่างไร อย่ามาขวางหน้าบ้านข้า หลบไป ถอยไปให้หมด ไอ้พวกหมาหมู่ ออกไป!”


หลังจากที่ขับไล่ทุกคนออกไปจนหมดแล้วนางก็ยังใช้วาจาผรุสวาทใส่ซ่งชิงหลันเสียงดัง พร้อมโยนไม่กวาดในมือทิ้ง แล้วหันหลังเดินกลับเข้าไปในบ้านด้วยความโกรธแค้น


“มาเถิดท่านย่า เรารีบเข้าบ้านไปเตรียมอาหารกันเถิดเจ้าค่ะ”


ซ่งชิงหลันไม่อยากจะเสียเวลากับคนเช่นนั้น จึงได้เอ่ยชวนแม่เฒ่าซ่งกลับเข้าบ้านไปด้วยกัน


อาหารเย็นที่นางตั้งใจจะเตรียมคือปลาเฉาตุ๋นกับเต้าหู้


หญิงสาวนำปลาเฉามาล้างให้สะอาด ลงกระทะทอดจนเหลืองทั้งสองด้าน จากนั้นก็เติมเครื่องปรุงต่างๆ แล้วเติมน้ำสะอาดลงไปในหม้อ รอให้น้ำเดือดแล้วใส่เต้าหู้ขาวลงไปตุ๋นให้เข้ากัน


ตามด้วยการเอาผักกาดขาวหนึ่งหัวไปล้าง แช่วุ้นเส้น เอาวุ้นเส้นและผักกาดขาวไปต้ม ใส่ผักกาดขาวลงไปครึ่งหม้อ อีกหม้อหนึ่งก็เตรียมแป้งสำหรับทำเมี่ยนปิ่ง


เพียงครึ่งก้านธูป อาหารทั้งหมดก็เสร็จสรรพ


ซ่งชิงตงมาช่วยจัดโต๊ะอาหาร ส่วนซ่งชิงเป่ยเป็นคนเตรียมจานชามและตะเกียบสำหรับทุกคน และซ่งชิงซีก็มารอที่โต๊ะอาหาร หลังจากจัดการป้อนนมแพะให้แก่ซ่งชิงเฉินและซ่งชิงเยว่เรียบร้อยแล้ว


เมื่อมองไปยังหม้อน้ำแกงเข้มข้นที่มีปลาเฉาตุ๋นเต้าหู้อยู่ภายในก็ดวงตาเป็นประกาย ทุกคนก็อดไม่ได้ที่จะกลืนน้ำลายลงคอ


“หอมมากเลย”


ซ่งชิงเป่ยเอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้ม “ตั้งแต่พี่ใหญ่กลับมา ข้าก็รู้สึกเหมือนกำลังฝันไป นี่ข้าจะได้กินเนื้อปลาแล้วก็ของอร่อยอื่นๆอยู่หรือนี่”


ซ่งชิงหลันตักน้ำแกงปลาในหม้อแบ่งใส่ถ้วยส่งให้ทุกคน “พวกเจ้าไม่ต้องห่วงไป บ้านเราจะต้องดีขึ้นเรื่อยๆเป็นแน่”


“ใช่แล้ว พี่ใหญ่พูดถูก” ซ่งชิงตงพยักหน้าตาม


สองวันที่ผ่านมา เขาได้ติดตามท่านพี่ไปขายเจียนปิ่งกั่วจือ เมื่อเห็นว่ายอดขายไม่เลวก็รู้สึกตื่นเต้นขึ้นมา เขาไม่เคยรู้สึกมีความหวังเช่นนี้มาก่อน


หลานสาววางชามน้ำแกงที่ใส่เนื้อปลามากที่สุดลงตรงหน้าท่านย่า “ท่านย่า กินน้ำแกงนี่สิเจ้าคะ ข้าเอาก้างออกให้ท่านแล้ว แต่ต้องค่อยๆกินนะเจ้าคะ”


หากแต่หญิงชรากลับเลื่อนมันคืนมาให้นาง “หลันหลัน เจ้าต่างหากที่ต้องกินให้มาก เจ้าเหน็ดเหนื่อยทำงานมาทั้งวันตั้งแต่เช้าจรดค่ำ”


หญิงสาวยืนยันอีกครั้ง “ไม่ต้องห่วงข้า เรายังมีน้ำแกงอีกมากในหม้อ ท่านกินเยอะๆได้เลยเจ้าค่ะ”


ซ่งชิงเป่ยเพลิดเพลินกับมื้ออาหารเสียจนแก้มตุ่ย


“น้ำแกงนี่อร่อยมากเลยขอรับ เนื้อปลานี่ก็ด้วย เต้าหู้นี่ก็เช่นกัน”


ซ่งชิงซียิ้มอย่างเอ็นดู “ดูซิเนี่ย แก้มเจ้าเลอะเป็นหนวดแมวหมดแล้ว”


เป็นมื้ออาหารของครอบครัวที่แสนอบอุ่นเหลือเกิน…


[1] เมี่ยนปิ่ง คือแผ่นแป้งที่ไว้กินคู่กับน้ำแกง


บทที่ 24: ขอดูเด็กๆได้หรือไม่


หลังจากที่น้องชายทั้งสามอาสาช่วยกันล้างจานชามเสียจนสะอาดเอี่ยมก็กลับไปนอนในบ้าน


เหลือเพียงย่าและหลานสาวที่ยังอยู่ด้วยกันตามลำพัง


ซ่งชิงหลันสังเกตเห็นว่าท่านย่าของนางมีท่าทางอึดอัด ราวกับลังเลที่จะพูดอะไรอยู่นานแล้ว หากแต่ยังไม่เอื้อนเอ่ยออกมาเสียที “ท่านย่า มีเรื่องอันใดจะพูดกับข้าหรือเจ้าคะ”


เมื่อถูกถามเช่นนั้น หญิงชราจึงจำต้องละทิ้งความลังเลไป “หลันหลัน ย่าแค่สงสัย ด้วยเหตุใดกัน เจ้าถึงรู้วิธีการต่อสู้ได้?”


หลานสาวยิ้มตอบ “ท่านย่า ข้ารู้วิธีการต่อสู้แบบงูๆปลาๆ เพื่อใช้ป้องกันตัวเองเพียงเท่านั้น เมื่อคราที่ข้าอยู่บ้านตระกูลไป๋ ข้าบังเอิญได้พบปรมาจารย์ท่านหนึ่ง เขาบังเอิญเดินทางผ่านมาและเป็นคนใจดีมาก”


“ท่านผู้นั้นเห็นว่าข้าน่าสงสารจึงได้รับเป็นศิษย์ และสอนวิชาการต่อสู้แบบง่ายๆให้แก่ข้า เพื่อที่จะได้ใช้ฝึกฝนร่างกายให้แข็งแรง และปกป้องตัวเองเวลาถูกรังแก ทั้งยังสอนเรื่องการค้าขาย”


แม่เฒ่าซ่งพยักหน้าตามแล้วกล่าวว่า “อาจารย์ของเจ้าช่างเป็นคนดีจริงๆ ควรเชิญเขามาที่บ้านเราเมื่อมีโอกาส”


“ท่านอาจารย์มักเดินทางพเนจรไปเรื่อย ตัวข้าเองก็ไม่รู้ว่าตอนนี้เขาอยู่ที่ใดเหมือนกันเจ้าค่ะ นี่ก็ดึกมากแล้วท่านย่ารีบเข้านอนเถิด”


ซ่งชิงหลันหันไปดับเทียน พลางถอนหายใจอย่างโล่งอก แล้วล้มตัวลงนอน โชคดีที่นางสามารถหาเหตุผลขึ้นมาใช้อ้างกับท่านย่าได้ และยังดีที่มันได้ผล


ในรุ่งสางที่หนาวเหน็บของวันที่สอง หลายคนยังคงซุกตัวอยู่ใต้ผ้าห่มผืนหนา


หากแต่พี่น้องตระกูลซ่งกลับตื่นแต่เช้ามาทำงานกันแล้ว


เป็นเพราะนางกังวลว่าพวกคนตระกูลไป๋จะหวนกลับมาก่อปัญหาอีก ซ่งชิงหลันจึงตัดสินใจพาลูกน้อยทั้งสองไปที่ร้านอาหารเช้าพร้อมกับแม่เฒ่าซ่ง


พวกเขาช่วยกันผูกเปลเล็กๆไว้ในร้านอาหาร และวางเด็กน้อยทั้งสองในนั้น โดยมีท่านย่าทวดคอยดูแลเหลนๆ


สี่พี่น้องแบ่งหน้าที่กันอย่างชัดเจน และเริ่มทำงานของตนเองอย่างแข็งขันทันทีที่มาถึง


ซ่งชิงเป่ยมีหน้าที่ดูแลฟืนไฟ ซ่งชิงซีเป็นคนคิดเงิน ซ่งชิงหลันและซ่งชิงตงช่วยกันทำอาหาร


ถือว่าซ่งชิงตงเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในการทำร้านนี้อย่างแท้จริง และเขายังเชี่ยวชาญในการทำเจียนปิ่งมากขึ้นเรื่อยๆอีกด้วย


ท้องฟ้ายังไม่สว่างเต็มที่ อากาศยังคงหนาวจัด ผู้คนที่ออกมาซื้อและขายของก็ยังบางตา


วันนี้เป็นคราวของอู่ต้าหย่งที่ต้องออกปฏิบัติหน้าที่


ทันทีที่เห็นว่าร้านอาหารเช้าตระกูลซ่งเปิดขายอยู่จากระยะไกล สายตาของชายหนุ่มก็ไม่อาจละไปจากร่างงามในอาภรณ์เนื้อหยาบได้


เมื่อเห็นว่าซ่งชิงหลันเตรียมของทั้งหมดเรียบร้อยแล้ว อู่ต้าหย่งก็ขยับมือไม้จัดเครื่องแบบทหารที่สวมอยู่ของตนให้เรียบร้อยก่อนจะเดินเข้าไปที่ร้าน


“แม่นางซ่ง ขอเจียนปิ่งกั่วจือให้ข้าที”


ซ่งชิงหลันเงยหน้าขึ้นมอง พร้อมเผยรอยยิ้มสดใสบนใบหน้า ยามได้มองภาพนั้น หัวใจของชายหนุ่มก็พลันสั่นไหว ดัง ‘ตึกตัก’ อยู่ภายในอกแกร่ง


“พี่อู่ วันนี้ท่านเป็นลูกค้าคนแรกของร้านเรา ข้าจะเพิ่มไข่ให้ท่านอีกฟองนะเจ้าคะ”


ซ่งชิงหลันเกลี่ยแป้งอย่างชำนาญ แล้วตอกไข่สองฟองลงไป จากนั้นเติมส่วนผสมต่างๆจนครบ คนอยู่สองสามครั้ง เจียนปิ่งกั่วจือร้อนๆชิ้นใหญ่ก็พร้อมทาน


“พี่อู่ เจียนปิ่งของท่านได้แล้วเจ้าค่ะ”


อู่ต้าหย่งรับอาหารเช้ามาด้วยมือทั้งสองข้าง ตามด้วยการกัดไปคำใหญ่ เขายิ้มออกมาอย่างจริงใจ “อร่อยมาก”


ในตอนนั้นเองที่มีเสียงทารกดังขึ้นจากภายในร้าน


นั่นทำให้อู่ต้าหย่งเพิ่งได้ค้นพบว่า ยามนี้ เฉินเฉินและเยว่เยว่ก็อยู่ที่นี่พร้อมกับแม่เฒ่าซ่ง


ชายหนุ่มเห็นเพียงใบหน้าเล็กๆของเด็กทารกจากที่ไกลๆ ก็เกิดความอยากรู้อยากเห็นขึ้นมาในใจ จึงหันไปทางซ่งชิงหลันแล้วเอ่ยกับนาง “ข้าขอดูเด็กๆได้หรือไม่”


ซ่งชิงหลันพยักหน้ารับ “ได้สิเจ้าคะ”


ร้านอาหารที่ไม่ได้มีขนาดใหญ่นัก ยามที่อู่ต้าหย่งผู้มีร่างสูงใหญ่เข้ามาด้านใน พื้นที่ของร้านก็พลันแคบลงในพริบตา


เจ้าตัวน้อยทั้งสอง จ้องชายหนุ่มตาใสราวกับพยายามสื่อสารเป็นภาษาทารกอ้อแอ้น่าเอ็นดู


บทที่ 25: ขายดีจนร้านข้างๆ อิจฉาตาร้อน 


เฉินเฉินตัวน้อยเมื่อเห็นอู่ต้าหย่งในเครื่องแบบทหาร ก็โบกมือน้อยๆไปมาราวกับตื่นเต้น “แอ้ แอ้ แอ้” ซ้ำยังร้องเสียงดังไม่หยุด


อู่ต้าหย่งใจละลายเมื่อได้เห็นภาพนั้น ชายหนุ่มร่างสูงผู้นี้ตกหลุมรักเด็กน้อยทั้งสองโดยพลัน


ขุนนางหนุ่มผู้เคยเย็นชาและสงบนิ่ง กลับทำสีหน้าขบขันยามได้ที่มองเด็กน้อยน่ารักตรงหน้า


นี่คงเป็นครั้งแรกที่แม่เฒ่าซ่งได้พบกับขุนนางที่ไร้ซึ่งความถือเนื้อถือตัว และยังเป็นมิตรต่อชาวบ้านเช่นนี้ นางจึงยิ้มแล้วเอ่ยขึ้นว่า “หนูน้อยสองคนนี้ดูจะชอบนายท่านมาก ท่าทางจะมีชะตาต้องกันนะเจ้าคะ”


อู่ต้าหย่งได้ยินเช่นนั้นก็มีความสุขโดยพลัน “เด็กน้อยสองคนนี้มีนามว่าเฉินเฉินกับเยว่เยว่อย่างนั้นหรือ ช่างไพเราะเสียจริง”


ซ่งชิงหลันจึงเอ่ยต่อ “คนพี่เป็นผู้ชายนามว่าซ่งชิงเฉิน คนน้องเป็นผู้หญิงนามว่าซ่งชิงเยว่เจ้าค่ะ”


“แม่นางให้พวกเด็กๆใช้แซ่ซ่งหรือ”


“ย่อมต้องเป็นเช่นนั้น เด็กๆเป็นลูกของข้า ย่อมต้องใช้แซ่ของข้า”


อู่ต้าหย่งมองเห็นแววตาเด็ดเดี่ยวจากแม่ของเด็กทั้งสอง ก็เข้าใจได้ทันทีว่านางตัดสินใจเช่นนี้เพราะไม่ต้องการที่จะยุ่งเกี่ยวกับครอบครัวอดีตสามีของตนอีกต่อไปชั่วชีวิต ซึ่งนั่นเป็นเรื่องที่ดีมาก


แม้ว่าซ่งชิงหลันจะเคยแต่งงาน ซ้ำยังมีลูก หากแต่ด้วยอำนาจของห้วงอารมณ์บางอย่าง ดูเหมือนว่าชายหนุ่มจะไม่สามารถลบภาพของนางออกไปจากหัวได้ ซ้ำยังเกิดความรู้สึกอยากดูแลปกป้องครอบครัวของสตรีผู้นี้ขึ้นมา


ยามฟ้าสว่างเต็มที่ บรรดาลูกค้าหลั่งไหลมาเข้าแถวเพื่อซื้อเจียนปิ่งกั่วจือ และมีท่าทีว่าจะเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ


อู่ต้าหย่งไม่อยากจะรบกวนเวลาทำงานของนาง จึงออกจากร้านแล้วกลับไปปฏิบัติงานเช่นเดิม


“แม่นางซ่ง ขอเจียนปิ่งกั่วจือสองชิ้น ภรรยาข้าชอบกินมาก ให้ข้ามาซื้อแต่เช้า”


“ข้าด้วย ต่อไปข้าจะมากินเจียนปิ่งกั่วจือของแม่นางที่นี่ทุกวัน”


“วันนี้ข้ากะว่าจะซื้อเพิ่มอีกสักสองสามชิ้น ขนาดข้ากินวันละสามชิ้นก็ยังไม่เบื่อเลย”


“ของดีขนาดนี้จ่ายเพียงสิบเหรียญถือว่าคุ้มค่ายิ่งนัก”


“เวลาที่ข้าไปทำงาน ปกติกินเพียงซาลาเปาสองก้อนยังไม่ค่อยอยู่ท้อง หากแต่เมื่อมากินเจียนปิ่งกั่วจือร้านนี้แล้ว กลับทำให้ข้าอิ่มไปถึงเที่ยงเลย”


“ที่สำคัญเลยคือพี่น้องตระกูลซ่งนี่ ทำอาหารอร่อยกันแทบทุกคน เก่งกันจริงๆ”


จากนั้นไม่นาน ผู้คนที่มาต่อแถวซื้ออาหารเช้าที่ร้านก็ยาวไปจนจะถึงประตูเมือง


ข้างร้านขายอาหารเช้า มีร้านขายซาลาเปาที่ร้างผู้คน แม้แต่แมลงวันสักตัวที่หน้าร้านก็ยังไม่มีตั้งอยู่


เจ้าของร้านซาลาเปานามว่าฟางชุ่ยจือ นางมองไปที่แถวของร้านพี่น้องตระกูลซ่งด้วยความริษยา


หากนับจากคนเหล่านั้นให้มีค่าอย่างน้อยหัวละสิบเหรียญ แถวยาวๆนั่นไม่ได้น่าอิจฉาเพียงความยาวของมัน หากแต่เป็นจำนวนเงินที่จะได้จากการขายทั้งหมดต่างหาก


ฟางชุ่ยจือถอดผ้ากับเปื้อนออกแล้วโยนลงกับโต๊ะพลางเอ่ย “โอ๊ย ให้ตายเถิด ไม่อยากจะเชื่อเลย เจียนปิ่งกั่วจือของนางอร่อยขนาดนั้นเลยหรือ”


นางต้องรู้ให้ได้ จึงลงทุนเดินไปถึงท้ายแถวเพื่อรอซื้อมาชิมเอง


นางยืนรอเป็นเวลานานถึงหนึ่งก้านธูปกว่าจะถึงตาของนาง


“ข้าขอด้วยหนึ่งชิ้น”


ซ่งชิงหลันเงยหน้ามองลูกค้าคนนี้ นางรู้ทันทีว่านี่คือเจ้าของร้านข้างๆที่ดูท่าทางไม่เป็นมิตร


แม้แต่ซ่งชิงตงยังสัมผัสได้ถึงเจตนาที่ไม่ดีจากนาง


เขามองไปที่พี่สาวอย่างกระวนกระวายใจแล้วเอ่ยกระซิบ “ท่านพี่…”


ซ่งชิงหลันยังคงมีสีหน้าปกติแล้วออกปากเตือนน้องชาย “ดูแป้งของเจ้าไป อย่าให้มันเหลว”


“ขอรับ”


ซ่งชิงตงสงบใจลงทันที และหันไปสนใจกับงานของตนเองต่อ


ในขณะที่พี่สาวตระกูลซ่งส่งอาหารตามที่ลูกค้าจากร้านข้างๆสั่งอย่างใจเย็น พลางกล่าวด้วยรอยยิ้มการค้าว่า “แม่นางฟาง นี่เจียนปิ่งกั่วจือของท่าน ระวังร้อนด้วยนะเจ้าคะ เจียนปิ่งกั่วจือนี่ราคาสิบเหรียญเจ้าค่ะ”


บทที่ 26: หากไม่อร่อยก็จะไม่จ่ายเงิน 


ซ่งชิงซียื่นมือไปทางฟางชุ่ยจือเพื่อรอรับเงินจากนาง


ฟางชุ่ยจือถือเจียนปิ่งกั่วจือเอาไว้ในมือแล้วเม้มปากแน่น “ประเดี๋ยวก่อน พวกเจ้าไม่คิดว่ามันจะง่ายเกินไปหน่อยหรือที่ข้าต้องจ่ายให้พวกเจ้าตั้งสิบเหรียญ”


“ซาลาเปาเนื้อของข้าลูกละแปดเหรียญเท่านั้น และข้าก็ขอรับประกันด้วยว่าลูกค้าจะไม่ต้องเสียสักแดงเดียวหากมันไม่อร่อย เจ้าเล่ากล้าหรือไม่?”


นางมองไปทางซ่งชิงหลันอย่างยั่วยุ


หากแต่ซ่งชิงหลันกลับเหลือบมองนางอย่างเฉยเมยไม่ได้ตอบโต้แต่อย่างใด


ฟางชุ่ยจือจึงทำได้เพียงกัดเจียนปิ่งในมือเข้าปากไป แล้วคายมันทิ้งลงที่พื้นอย่างรวดเร็ว


“นี่มันอันใดเนี่ย ไม่อร่อยเลยสักนิด”


นัยน์ตาของซ่งชิงหลันเปลี่ยนเป็นเย็นยะเยือก และตอบโต้อย่างเย็นชา “ลางเนื้อชอบลางยา ผู้คนก็ต่างมีรสชาติแบบที่ตัวเองชอบ แม่นางฟาง หากท่านไม่ชอบก็กลับไปกินซาลาเปาเนื้อที่ร้านตนเองเถิด แล้วก็อย่าลืมจ่ายมาด้วยสิบเหรียญ”


“บัดซบ! นี่เจ้ายังกล้าเก็บเงินข้าทั้งที่เอาของห่วยแตกเช่นนี้มาให้ลูกค้ากินอย่างนั้นหรือ คิดว่าข้าโง่หรืออย่างไร เหตุใดข้าต้องยอมจ่ายด้วย”


“เอาเปรียบกันหรือ อาหารแย่ๆเช่นนี้ คิดเงินตั้งสิบเหรียญ”


ซ่งชิงตงรู้สึกหงุดหงิดจนทนไม่ไหว ต้องขึ้นเสียงใส่ลูกค้าจากร้านข้างๆ “นี่ท่านจงใจมาที่นี่เพื่อหาเรื่องพวกเราใช่หรือไม่?”


ซ่งชิงซีก็เอ่ยขึ้นเช่นกัน “แม่นางฟาง ที่ท่านทำเช่นนี้เพราะท่านเห็นว่าเราขายดีกว่าร้านของท่านหรือ ท่านจึงมาหาเรื่องจับผิดพวกข้าถึงหน้าร้าน”


เมื่อแผนการน่ารังเกียจถูกเปิดเผยออกมาต่อหน้าผู้คน ฟางชุ่ยจือก็หน้าขึ้นสี แต่ก็ยังเชิดหน้ากล่าวอย่างจองหอง “เจ้าเด็กเหลือขอสองคนนี้นี่ อย่ามาให้ร้ายข้า เหตุใดข้าถึงต้องมาโวยวายน่ะหรือ? ก็มันไม่อร่อยอย่างไรเล่า ข้าเป็นลูกค้าของพวกเจ้า เหตุใดจึงจะพูดไม่ได้”


ปัง


ซ่งชิงหลันโยนไม้เกลี่ยแป้งลงบนโต๊ะ ดวงตาเต็มไปด้วยความเย็นเยือกมีแววแข็งกร้าวออกมา นั่นทำให้ฟางชุ่ยจือผงะไป


นางจ้องหน้าซ่งชิงหลันกลับไป แล้วพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “จะ…เจ้า! จะทำอันใดกัน”


แม่ค้าซาลาเปาเองก็เคยได้ยินข่าวที่ว่าลูกชายและลูกเขยจากตระกูลไป๋เข้าไปหาเรื่องซ่งชิงหลันที่บ้าน หากแต่นางสู้กลับจนชนะบุรุษทั้งหมดด้วยตัวคนเดียว ช่างเป็นสตรีที่น่ากลัวเสียเหลือเกิน


ซ่งชิงหลันเอ่ยเสียงเย็นชา “ถ้าไม่อยากจ่าย ท่านก็รีบออกไป อย่ามายืนเกะกะหน้าร้านข้า ข้าจะถือว่าทำบุญให้หมามันกินก็แล้วกัน”


สิ้นประโยคนั้นฟางชุ่ยจือก็ตาเบิกโพลง “นี่เจ้า หมายความว่าอย่างไร หา! เจ้าเรียกผู้ใดว่าหมา!”


ซ่งชิงตงหัวเราะอย่างขบขันแล้วเอ่ยหยอกล้อ “ผู้ใดปากเสียก็ผู้นั้นขอรับ”


ในยามนั้นเอง เหล่าลูกค้าที่ต่อแถวอยู่ด้านหลังก็เริ่มไม่พอใจและหันมาประณามฟางชุ่ยจือ


“โอ๊ย ป้าอ้วน ซื้อเสร็จแล้วก็รีบกลับร้านไปขายซาลาเปาเสียทีเถิด”


“ใช่ หนาวก็หนาว นี่ข้าต่อแถวรอเกือบหนึ่งก้านธูปแล้ว ภรรยาที่บ้านข้ารอกินเจียนปิ่งกั่วจืออยู่นะ”


“รีบไปเสียที อย่ามาเกะกะขวางทางคนเขาจะซื้อของกิน หากเจ้าไม่ชอบก็อย่ากิน แต่สำหรับข้า ข้าว่าอร่อย มันก็เป็นเรื่องของข้า ไปๆ”


“เจ้าใจแคบเสียขนาดนี้ เป็นคนทำมาค้าขายแบบใดกัน ต่อไปข้าจะไม่ซื้อซาลาเปาร้านเจ้าอีกแล้ว”


“เป็นคนอย่างไรกินแล้วไม่ยอมจ่าย นี่มันจงใจชักดาบนี่”



ฟางชุ่ยจือหน้าแดงเมื่อได้ยินสิ่งที่คนในแถวต่อว่าตนเอง นางจึงพูดขึ้นเสียงดัง “เอาเถิด ในเมื่อพวกเจ้าจะต้องใช้ที่ตรงนี้ ข้าก็จะไม่ยุ่งด้วยแล้ว”


ระหว่างที่เอ่ยเช่นนั้นก็ยังไม่วายส่งสายตามาดร้ายมาทางซ่งชิงหลัน


ทำให้นางยิ้มแสยะยิ้มออกมา “ก็แค่จากไป ก็จบแล้ว”


ฟางชุ่ยจือกลับไปที่ร้านซาลาเปาของนางด้วยไฟแห่งโทสะยังสุมอยู่ในอก ทันใดนั้นสามีของนาง หวังต้าเตาก็กลับมาจากห้องเก็บของพร้อมกะละมังแป้งในมือ


เขามองภรรยาที่ใบหน้าบวมเป่งราวกับคางคกพองตัวแล้วถามอย่างสงสัย “ภรรยา ผู้ใดกันที่ทำเจ้าโมโหเช่นนี้ ข้าจะไปจัดการให้ประเดี๋ยวนี้”


[1] ลางเนื้อชอบลางยา เป็นสำนวน หมายถึง ของสิ่งเดียวกันคนหนึ่งชอบแต่อีกคนหนึ่งไม่ชอบ


บทที่ 27: ตระกูลไป๋มาก่อเรื่องอีกครั้ง


ฟางชุ่ยจือจ้องสามีของตน “ตอนที่ข้าถูกรังแกเหตุใดเจ้าถึงไม่คิดจะออกมาช่วยข้า”


ว่าจบก็โยนเจียนปิ่งลงที่แผงขายของ


แม้ว่าหวังต้าเตาจะเป็นบุรุษร่างใหญ่ รูปร่างท้วมหนา มีหนวดเคราดูน่าเกรงขาม แต่ความจริงแล้วเขาช่างเป็นคนที่อ่อนต่อโลกเสียจนน่ารำคาญใจ


หวังต้าเตายิ้มซื่อ ลูบหลังของภรรยาเพื่อปลอบโยนให้นางสงบลง


“ต้องนิ่งสงบสยบความเคลื่อนไหวไว้สิ อีกอย่างข้าเพิ่งไปเอาแป้งมาทำซาลาเปา”


“ทำซาลาเปาเช่นนั้นหรือ มาทำอันใดกันตอนนี้ ตั้งแต่ฟ้าสางมาจนตะวันจะจ่อหัวขนาดนี้ ยังขายไม่ได้สักเข่งเลย เราโดนพี่น้องตระกูลซ่งนั่นแย่งลูกค้าไปหมดแล้วไม่เห็นหรืออย่างไร”


“ภรรยา ใจเย็นๆเสียก่อน อาหารของนางรสชาติดี ลูกค้าจะชอบกินก็ไม่แปลก ตราบใดที่เราทำไส้ซาลาเปาของเราให้อร่อย ลูกค้าก็จะมากินอาหารเราเหมือนกัน”


ฟางชุ่ยจือเอื้อมมือไปบิดหูของเขาด้วยความโมโห “เจ้านี่มัน…ตัวก็ใหญ่ ไม่ได้มีสมองบ้างเลยหรืออย่างไรฮะ น่าโมโหเสียจริง!”


ฝ่ายสามีจึงรีบเปลี่ยนเรื่องอย่างรวดเร็ว เขาชี้ไปที่เจียนปิ่งที่ถูกโยนไว้บนแผงขายของ “เจียนปิ่งนี่ ภรรยาซื้อมาอย่างนั้นหรือ เจ้าเอามาให้ข้าลองชิมหรือเปล่า”


“อย่าไปกินของนังนั่นเชียวนะ!”


ไม่ทันที่ฟางชุ่ยจือจะพูดจบ สามีจอมซื่อของนางก็กัดเจียนปิ่งม้วนนั้นเข้าปากคำใหญ่ จากนั้นก็หันมาเอ่ยอย่างตื่นเต้น “แม่เจ้า อร่อยขนาดนี้ ภรรยา เจ้ามาลองกินดูสิ”


ไม่อยากกิน!


“ข้า…”


เพียงแค่ภรรยาอ้าปากจะปฏิเสธ หวังต้าเตาก็ยัดเจียนปิ่งเข้าไปในปากของนางด้วยความหวังดี ปากของฟางชุ่ยจือเริ่มเคี้ยวอาหารตามสัญชาตญาณ แม้แต่นางเอง ตอนนี้ก็มีนัยน์ตาเป็นประกายขึ้นมา “อร่อยนี่”


ว่าอย่างนั้นแล้วก็หยิบอาหารเช้าของร้านข้างๆจากมือสามีมากินอีกสองคำ


ในช่วงเที่ยง ชาวบ้านเริ่มทยอยแยกย้ายกันไป ไม่ได้มีคนมาซื้อเจียนปิ่งมากนัก


เจ้าเด็กทารกทั้งสองอย่างซ่งชิงเฉินและซ่งชิงเยว่ หลังตื่นขึ้นจากการงีบหลับในช่วงสาย ทั้งคู่ก็เริ่มส่งเสียงร้องโยเยด้วยความหิว


ซ่งชิงตงจึงหันไปเอ่ยกับแม่ของหลานทั้งสอง “ท่านพี่ ท่านพาท่านย่ากับเด็กๆกลับบ้านไปก่อนเถิด พวกเราสามคนจะดูร้านให้เอง”


ซ่งชิงหลันพยักหน้ารับ “ดีเลย ข้าจะกลับไปทำอาหารก่อน สักครึ่งชั่วยามพวกเจ้าช่วยกันปิดร้านแล้วตามกลับไปกินข้าวที่บ้านนะ”


หลานสาวใหญ่ของบ้านซ่งพาท่านย่าและลูกน้อยทั้งสองขึ้นไปบนรถเข็น แล้วเข็นพาทั้งสามกลับไปที่บ้าน


ไม่คาดว่าในตอนนี้ ไป๋เย่เฮยและชายฉกรรจ์กลุ่มหนึ่งจะกำลังรุมเคาะประตูบ้านของตนอย่างรุนแรง


“เปิดประตูประเดี๋ยวนี้ ซ่งชิงหลัน ออกมาเปิดประตูให้ข้าประเดี๋ยวนี้”


แม้จะทุบประตูอยู่นานเพียงใดก็มีเพียงความเงียบตอบกลับมา


ลูกน้องคนหนึ่งที่อยู่ด้านหลังจึงอดไม่ได้ที่จะเอ่ยขึ้นว่า “พี่เฮย ข้าว่านางอยู่ในบ้าน แต่ไม่กล้าออกมาเป็นแน่”


ตามด้วยเสียงเยินยอขึ้นอีก “ใช่ๆ นางคงกลัวลูกพี่จนหัวหด ไม่กล้าออกมา”


ไป๋เย่เฮยพลันนึกถึงเรื่องที่ตนถูกสตรีชั่วนางนั้นทุบตีจนต้องร้องขอความเมตตาก็เกิดความโกรธขึ้น เขายกขาเตะประตูบ้านเสียงดังพร้อมกับตะโกนคำผรุสวาทออกมา “แม่งเอ๊ย!”


ในตอนนั้นเองที่เสียงหวานใสแต่กลับไร้ซึ่งความเกรงกลัวดังขึ้นด้านหลังของพวกเขา “ไป๋เย่เฮย มาทำอันใดที่นี่อีก อยากมาทักมายพี่สะใภ้ของเจ้าอย่างนั้นหรือ”


ทันทีที่ไป๋เย่เฮยหันหน้าไป ก็พบว่าเป็นซ่งชิงหลันที่เดินเข้ามาอย่างใจเย็น พร้อมกับเข็นรถเข็นไม้มาด้วย


เหล่าพรรคพวกของเขาตะโกนอย่างตื่นเต้น “พี่เฮย นังคนนั้นกลับมาแล้ว”


ดวงตาของไป๋เย่เฮยวาวโรจน์ เขาเอ่ยเย้ยหยันออกมาทันที “คนอย่างเจ้าหรือจะให้ข้านับว่าเป็นพี่ ฝันไปเถิด วันนี้ข้าต่างหากที่จะทำให้เจ้าเรียกข้าว่าท่านพี่”


บทที่ 28: ทุกคน จัดการมัน! 


ซ่งชิงหลันทำเพียงยิ้มจางๆ “ดูเหมือนว่าที่ข้าสั่งสอนเจ้าไปจะไม่ได้ทำให้เจ้ารู้สำนึกขึ้นมาเลยอย่างนั้นหรือ ยังจะกล้ามาเห่าหอนถึงที่นี่อีก”


ไป๋เย่เฮยไร้ซึ่งความเกรงกลัว เขายืนเขย่าขาอย่างไร้มารยาทแล้วพูดด้วยสีหน้าหาเรื่อง “ข้ากับลูกน้องต่างหากที่จะมาสอนบทเรียนให้เจ้าในวันนี้ กล้ามากที่มาทำให้แม่ข้าติดคุก เตรียมตัวโดนเอาคืนได้เลย”


ว่าแล้วก็โบกมือให้พรรคพวกที่พามาด้วยหนึ่งครั้ง “ทุกคน จัดการมัน!”


ถึงซ่งชิงหลันจะปล่อยมือจากรถเข็นด้วยท่าทางไม่ยี่หระ แต่แม่เฒ่าซ่งกลับกระวนกระวายใจ “หลันหลัน พวกมันมากันเยอะมาก เราจะทำอย่างไรกันดี”


ซ่งชิงหลันไม่ได้มีแววของความหวาดกลัว เพียงเอ่ยเบาๆอย่างมั่นใจว่า “ท่านย่า ไม่ต้องกลัวนะเจ้าคะ ฝากท่านช่วยดูลูกๆทีเถิด ที่เหลือข้าจะจัดการเอง”


หลังพูดจบ หญิงสาวก็หันหน้ากลับไปทางคนพวกนั้น ดวงตาเต็มไปด้วยความแข็งกร้าว แต่ยังคงมีรอยยิ้มสนุกสนานประดับอยู่บนใบหน้างาม


ไป๋เย่เฮยเข้าไปรวมกลุ่มกับพรรคพวก กรูกันเข้ามาทำร้ายสตรีร่างบางเพียงคนเดียว


ซ่งชิงหลันอยู่ในท่าเตรียมพร้อม จากนั้นก็ปล่อยหมัดเสยด้วยมือซ้ายสลับขวาไปมา พร้อมทั้งกระโดดวาดขาเตะเป็นวงกลมอย่างสวยงามและแม่นยำ นางเตะก้านคอของกลุ่มชายเหล่านั้นจนล้มลงกับพื้น อีกฝ่ายต้องร้องเรียกหาแม่ด้วยความเจ็บปวด


“พี่เฮย เหตุใดนางถึงแข็งแกร่งขนาดนี้ได้”


“พี่เฮย นังนี่มันเป็นผู้ใดกันแน่ เป็นสตรีจริงหรือไม่”


“ไม่ ข้าควรถามมากกว่า ว่านางเป็นมนุษย์จริงๆหรือ”


“อ๊ากกก เจ็บ โธ่เว้ย!”


“พี่เฮย เราไม่ใช่คู่ประมือของนาง ลืมเรื่องแก้แค้นแล้วรักษาชีวิตก่อนเถิด!”


คำพูดที่น่าสมเพชตัวเองของลูกน้องเหล่านั้นทำให้ไป๋เย่เฮยยิ่งเจ็บใจมากกว่าเดิม “ไอ้พวกขี้ขลาด ดูเอาเถิด! ถ้าชาวบ้านคนอื่นรู้ว่าเราแพ้สตรีตัวเล็กๆคนเดียว ต่อไปจะเอาหน้าไปไว้ที่ใด”


คนเป็นหัวหน้าขึ้นเสียงพลางชักเอากริชออกมาจากเอว จากนั้นก็ตรงเข้าหาซ่งชิงหลันพร้อมคำรามลั่น


“อ๊ากกก ซ่งชิงหลัน นังแพศยา ตายซะ!”


ไป๋เย่เฮยสับเท้าไปข้างหน้าด้วยความเร็วทั้งหมดที่มี ฝ่ายหญิงสาวก็ไม่พูดพร่ำทำเพลง นางคว้าข้อมือหนานั้นด้วยมือเล็กๆของตนอย่างนิ่งๆ แล้วบีบอย่างแรง


เจ้าของกริชใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวด


ซ่งชิงหลันแย่งกริชนั่นมาได้อย่างง่ายดายในเวลาอันสั้น นางหันกลับมามองอย่างสมเพช หลังมัดร่างของไป๋เย่เฮยเอาไว้ได้ก็จ่อกริชเข้าที่คอของเจ้าคนชั่ว


ชายหนุ่มพลันรู้สึกถึงความเย็นของโลหะที่คอ ร่างทั้งร่างสั่นสะท้านด้วยอารามตกใจ “ซะ… ซ่งชิงหลัน… เจ้า จะทำอันใด”


หญิงสาวขยับยิ้มอย่างเย็นชา “เจ้าคิดว่าข้าจะทำอันใดเล่า”


“อย่า… อย่าทำอันใดข้าเลย”


“มาร้องขอความเมตตาตอนนี้ก็ช้าไปแล้ว”


แสงสะท้อนจากคมกริชวาบจากดวงตาของซ่งชิงหลัน นางเงื้ออาวุธในมือขึ้น จงใจบาดที่คอของอีกฝากฝ่ายเพียงเบาๆ พอให้มีเลือดไหลซึมออกมา


“อ๊าก...” ไป๋เย่เฮยร้องเสียงหลง อุทานออกมาอย่างหวาดกลัว “ซ่งชิงหลัน นี่เจ้า ทำจริงอย่างนั้นหรือ!”


“ไม่เช่นนั้นเจ้าจะคิดว่าข้าใจดี ปล่อยให้คนอย่างเจ้ามารังแกได้ง่ายๆ”


ซ่งชิงหลันผลักเขาให้หมอบลงกับพื้น โน้มร่างบางของตนไปด้านหน้าพลางเช็ดเลือดจากกริชบนใบหน้าที่แนบอยู่กับพื้นของไป๋เย่เฮย ท่าทางบ้าดีเดือดของนางสำหรับเขาแล้วดูราวกับเป็นอสูรร้ายที่ผุดขึ้นมาจากนรก


นั่นทำให้เขาตกใจมากจนร้องออกมาอย่างทนไม่ได้ “อ๊าก...”


ซ่งชิงหลันฟาดใบหน้าของเจ้าคนพาลด้วยกริชของเจ้าตัวเอง “ร้องอีก ร้องดังๆ ข้าจะได้ฟาดเจ้าอีกสักที”


บทที่ 29: ใครมาได้ยินก็คงไม่อยากจะเชื่อ


ไป๋เย่เฮยฟังจบก็หุบปากฉับอย่างเชื่อฟัง เขาน้ำตาคลอเบ้า มองไปยังซ่งชิงหลันอย่างขอความเมตตา


“ท่านพี่ โปรดยกโทษให้ข้าด้วย ต่อไปข้าจะไม่มารบกวนท่านอีกแล้ว”


หญิงสาวเป่าผมหน้าม้าของนางขึ้นแล้วตะคอกอย่างเย็นชา “เจ้าหนู วันนี้เจ้ารนหาที่ตายเสียแล้ว”


แม่เฒ่าซ่งที่มองอยู่ด้านข้างเองก็มีท่าทีตกใจไม่น้อยเมื่อเห็นว่าจะมีการเลือดตกยางออกเกิดขึ้น


เพราะกลัวว่าหลานสาวจะต้องติดคุก นางจึงรีบร้องเตือนออกมา “หลันหลัน พอแล้ว อย่าฆ่าผู้ใดเลย ปล่อยเขาไปเถิด”


ไป๋เย่เฮยจึงฉวยโอกาสนั้นร้องขอชีวิตทันที “ใช่แล้ว ท่านจะติดคุกเอาได้ อย่าฆ่าคนเลย”


“หุบปาก อย่ามาพล่ามให้มากนัก” ซ่งชิงหลันตะโกนเสียงดังพร้อมเงื้อกำปั้นต่อยเจ้าคนขี้ขลาดเข้าที่ปากหนึ่งครั้ง


ไป๋เย่เฮยกระอักเลือดออกมาทางปาก และยังมีฟันหลุดออกมาซี่หนึ่ง


ด้วยกลัวว่าจะทำให้ซ่งชิงหลันโกรธมากกว่าเดิม เขาจึงได้แต่ร้องไห้เงียบๆ ไม่กล้าออกเสียงใดอีกต่อไป


ร่างบางของหญิงสาวหยัดกายยืนขึ้นเต็มความสูง ส่งสายตาดูถูกปนขยะแขยงใส่บุรุษร่างใหญ่ที่พื้น


นางเอ่ยเสียงเย็น “วันนี้เห็นแก่ท่านย่า ข้าจะละเว้นเจ้า ถึงอย่างนั้น โทษตายของเจ้าก็ยังคงอยู่ ข้าจะต้องสั่งสอนคนโง่อย่างเจ้าให้หลาบจำเสียบ้าง”


จากนั้นเท้าเล็กๆแต่หนักหน่วงของนางก็พลันกระหน่ำเตะเข้าที่ร่างกายท่อนล่างของไป๋เย่เฮยสามครั้งจนเกิดเสียงร้องโหยหวนออกมา


ซ่งชิงหลันเหยียบข้อเท้าของเขาพลางบดขยี้ไปมาอย่างหนัก


ใบหน้าของคนถูกสั่งสอนเต็มไปด้วยความเจ็บปวดแสนสาหัส เรียกว่าหน้าซีดเผือดลงอย่างถนัดตา


เขาร้องไห้ออกมาอย่างกลั้นไม่ไหว “โอ๊ย อ๊ากกกก ข้าเจ็บจะตายอยู่แล้ว ได้โปรด ได้โปรดอภัยให้ข้าเถิด”


ซ่งชิงหลันหรี่ตามองแล้วพูดเย้ยหยัน “ไหนว่ามาซิ เจ้าสำนึกผิดหรือไม่”


“ข้าผิดไปแล้ว ข้าผิดไปแล้ว ครั้งนี้ข้าสำนึกผิดแล้วจริงๆ ปล่อยข้าไปเถิด…”


ไป๋เย่เฮยทั้งเจ็บปวดทั้งหวาดกลัวจนปัสสาวะราดอย่างคุมไม่ได้


ซ่งชิงหลันมองของเหลวสีเหลืองที่ไหลตามขาของเขาพลางขมวดคิ้วเข้าหากัน “ถ้าเจ้ากล้ามาหาเรื่องข้าที่นี่อีก เจ้าได้ไปเกิดใหม่แน่”


นางไม่อาจวางใจเชื่อได้


เจ้าคนพาลผงกหัวรัวๆ อย่างไร้ทางขัดขืน “ไม่กล้าอีกแล้ว ข้าไม่ทำอีกแล้ว”


จากนั้นซ่งชิงหลันจึงถอนเท้าของนางออกมาแล้วตะคอกอย่างขยะแขยง “ไสหัวไปให้พ้น”


“ขอรับ ข้าจะไปประเดี๋ยวนี้”


ไป๋เย่เฮยรีบตะเกียกตะกายลุกขึ้น หวังจะรีบไปให้ไกลจากเงื้อมือของนางปีศาจตรงหน้า แต่ความเจ็บปวดที่ข้อเท้าอย่างรุนแรงนั่นทิ่มแทงไปทั้งร่าง


“อ๊าก” ร่างสูงล้มลงกับพื้นอีกครั้ง


ด้วยความตื่นตระหนก เขาจึงตะโกนใส่พรรคพวกอย่างเสียงดังด้วยความโกรธ “มัวทำสิ่งใดกัน รีบมาช่วยข้าเสีย”


“เฮ้ย พี่เฮย ข้ามาแล้ว ข้ามาแล้ว”


ลูกน้องทั้งสองเข้ามาช่วยพยุงให้ไป๋เย่เฮยลุกขึ้น หลังเห็นกางเกงของลูกพี่เปียกก็ถามอย่างประหลาดใจ “พี่เฮย เกิดอันใดขึ้นกับท่านหรือ”


คนเป็นลูกพี่หน้าแดงจัดแล้วรีบตะคอก “หุบปาก! เร็วเข้า ช่วยข้ากลับได้แล้ว เจ็บฉิบหายแล้วเนี่ย”


ซ่งชิงหลันมองตามแผ่นหลังที่เต็มไปด้วยความตื่นตระหนกของคนพวกนั้นขณะกำลังรีบหนีไปด้วยรอยยิ้ม


พอนางได้สั่งสอนให้เขาเจ็บตัวกับมือก็รู้สึกว่าเจ้าคนพาลนั่นจะทำตามที่รับปาก ไม่มาสร้างปัญหาให้นางอีกต่อไป


ซ่งชิงหลันกลับมาพาท่านย่าและลูกทั้งสองเข้าไปในบ้าน


นางเตรียมมื้อกลางวันเป็นผักกาดขาวหมูอบวุ้นเส้น กินคู่กับซาลาเปา


ครึ่งชั่วยามหลังจากนั้น สามพี่น้องซ่งก็ตามกลับมาจากร้าน


ซ่งชิงหลันเตรียมชามและตะเกียบอยู่ที่โต๊ะ ซ่งชิงตงเดินเข้ามาหาพี่สาวแล้วถามขึ้นว่า “ท่านพี่ ตอนมาถึงข้าได้ยินป้าลี่ข้างบ้านบอกว่า ไอ้พวกสารเลวตระกูลไป๋มาหาเรื่องท่านอีกแล้วหรือ”


คนเป็นพี่เพียงยกยิ้ม “ไม่เป็นไร ข้าจัดการไล่พวกมันไปหมดแล้ว”


ซ่งชิงตงขมวดคิ้ว “แย่เลย เช่นนี้ข้าว่าคราวหน้าต้องแบ่งใครสักคนมาตามดูแลท่านพี่”


ซ่งชิงหลันรู้สึกอบอุ่นในใจ นางตบไหล่น้องชายแล้วกล่าวว่า “เจ้าไม่ต้องกังวลเรื่องนี้หรอก มากินข้าวกันเสียก่อน บ่ายนี้เรามีงานต้องทำอีกมาก”


บทที่ 30: หัวหน้าตกหลุมรักแม่นางซ่งเข้าแล้ว


หลังจากกินมื้อกลางวันด้วยกันแล้ว สี่พี่น้องก็กำลังจะออกจากบ้านเพื่อไปทำงานต่อ


ซ่งชิงหลันมองไปที่ด้านนอกผ่านช่องประตู อากาศข้างนอกหนาวเย็นมาก ลูกน้อยทั้งสองเพิ่งจะหลับสนิทหลังจากได้กินนมแพะ นางเองก็ไม่อยากจะให้หญิงชราและทารกทั้งสองต้องออกไปทรมานอีก


หลานสาวคนโตจึงเอ่ยแก่ท่านย่าของนางว่า “ท่านย่า ข้างนอกอากาศเย็นมาก บ่ายนี้ท่านกับเฉินเฉิน และเยว่เยว่ รออยู่ที่บ้านจะดีกว่า ประเดี๋ยวพวกเราจะออกไปข้างนอกแล้วจะรีบกลับมา”


แม่เฒ่าซ่งเห็นว่าใบหน้าหวานใสราวกับตุ๊กตาของหลานสาวยังปรากฏรอยแดงเรื่อจากความหนาวเย็นที่ข้างแก้มทั้งสอง ก็รู้สึกว่าคงหนาวจนทนได้ยากจึงเห็นด้วยกับหญิงสาว


ช่วงบ่ายมีคนออกไปที่ประตูเมืองไม่มากนัก ในหนึ่งชั่วยามพวกเขาขายเจียนปิ่งได้ไม่กี่สิบชิ้นเท่านั้น


ซ่งชิงหลันจึงวางแผนปิดร้านก่อนเวลาเพื่อจะได้กลับไปหาลูกๆที่บ้าน


แม้ว่าอู่ต้าหย่งจะยืนประจำที่ประตู แต่เขาก็มักจะลอบสังเกตความเคลื่อนไหวของเจ้าของร้านเจียนปิ่งสาวผู้นี้อยู่เสมอ


ชายหนุ่มมองไปยังหวังจู้ที่ยืนอยู่ข้างๆ แล้วเริ่มถามบรรดาลูกน้องที่ยืนอยู่ด้วยกัน “พวกเจ้าหิวหรือเปล่า อยากกินเจียนปิ่งหรือไม่”


นัยน์ตาของหวังจู้เป็นประกายขึ้นมาทันที “หัวหน้า?”


อู่ต้าหย่งหันเหสายตามาทางเขา “เจ้าอยากกินหรือ”


หวังจู้รีบรับคำเสียงดัง “กินขอรับ ข้ากิน ข้ากิน!”


เจ้าหน้าที่อีกหลายคนเองก็ตอบรับอย่างรวดเร็ว “เราเองก็อยากกินเหมือนกันขอรับ”


ในตอนนี้เขามีเหตุผลเหมาะๆ แล้วจึงเริ่มจัดเครื่องแบบที่สวมอยู่ให้เข้าที่แล้วรีบตรงไปยังร้านของซ่งชิงหลัน


เจ้าหน้าที่ประจำประตูเมืองหลายคนเริ่มรวมตัวกันด้วยความใคร่รู้ และเริ่มประเด็นสนทนาแสนน่าสนใจขึ้น “นี่ ข้าสงสัยมาสักพักแล้วว่าเหตุใดช่วงนี้หัวหน้าถึงชอบกินเจียนปิ่งนัก ข้าจำได้ว่าเคยเห็นหัวหน้ายืนทำงานทั้งวันโดยไม่แตะอาหารสักคำ”


รอยยิ้มขี้เล่นปรากฏขึ้นบนใบหน้าของหวังจู้ เขาเลิกคิ้วขึ้นแล้วรีบเล่าว่า “เจ้านี่ ไม่รู้จักสังเกตเอาเสียเลย หัวหน้าไม่ได้ชอบเจียนปิ่ง ที่ท่านชอบคือแม่นางซ่ง คนขายเจียนปิ่งต่างหากเล่า”


“จริงด้วย ถึงว่า เหตุใดหัวหน้าถึงชอบช่วยเหลือแม่นางนัก” เจ้าหน้าที่เอ่ยพลางหัวเราะ


อีกด้านหนึ่ง ซ่งชิงหลันกำลังจะเก็บร้านกับซ่งชิงตง


แต่เสียงของอู๋ต้าหย่งก็ดังขึ้นเสียก่อน “แม่นางซ่ง เจ้าจะปิดร้านแล้วอย่างนั้นหรือ”


“เจ้าค่ะ” นางเงยหน้าขึ้น “อากาศวันนี้หนาวจัด แทบไม่มีผู้ใดมาแถวนี้เลย ข้าเลยคิดว่าจะปิดร้านเร็วกว่าปกติ”


“อ้อ…” อู่ต้าหย่งเกาท้ายทอยแล้วยิ้มอย่างเก้อเขิน “ข้าอยากได้เจียนปิ่งห้าชิ้น ทันอยู่หรือไม่”


“ได้สิเจ้าคะ ประเดี๋ยวข้าทำให้” นัยน์ตาของซ่งชิงตงพลันสดใสขึ้นเมื่อได้ยิน


“พี่อู่ เจ้าหน้าที่อย่างท่านทำงานอย่างหนักเพื่อเฝ้าประตูเมือง ต้องทำเจียนปิ่งให้ชิ้นใหญ่ขึ้นหน่อย จริงไหมท่านพี่”


ซ่งชิงหลันเองก็พยักหน้าด้วยรอยยิ้ม “แน่นอน เราสองคนควรทำให้เร็วด้วย ชิงเป่ยอย่าเพิ่งดับไฟนะ”


“ขอรับ ตอนนี้ไฟยังลุกได้ที่อยู่”


หลังจากนั้นไม่นานเจียนปิ่งม้วนห้าชิ้นก็พร้อมสำหรับเหล่าเจ้าหน้าที่


ซ่งชิงหลันห่อมันด้วยกระดาษทาน้ำมันแล้วยื่นให้กับลูกค้าคนสุดท้ายของวัน “นี่เจ้าค่ะพี่อู่ ระวังร้อนนะเจ้าคะ”


“อืม”


อู่ต้าหย่งยิ้มซื่อแล้วหันหลังกลับอย่างไม่เต็มใจนัก


หญิงสาวมองแผ่นหลังกว้างของเขาแล้วพูดกับน้องๆทั้งสามของตนว่า “เอาล่ะ ปิดร้านเถิด กลับบ้านกัน พวกเจ้าทั้งสามเก็บของแล้วกลับไปก่อน ข้าจะไปหาซื้อของกินที่ตลาดเสียหน่อย”


ซ่งชิงหลันไปที่ร้านตีเหล็กพร้อมกับเจียนปิ่งในมือ


นางไม่กล้าจะเดินเข้าไปตอนนี้จึงเริ่มด้วยการลอบสังเกตอยู่ที่ฝั่งตรงข้าม


สิ่งที่หญิงสาวไม่ได้คาดคิดคือเห็นซ่งชิงหนานสวมเสื้อผ้าเนื้อบาง ถือมีดขนาดใหญ่แกว่งมันไปมาในร้าน อีกทั้งยังไม่เห็นวี่แววของหวังกุ้ยที่นั่น


จบตอน

Comments