big sister ep31-40

 บทที่ 31: พี่จะพาเจ้ากลับบ้าน


ซ่งชิงหลันพลันเกิดความสงสัยขึ้นมา นางจึงตัดสินใจเดินเข้าไปหาเขาในที่สุด “ชิงหนาน”


คนเป็นพี่เอ่ยเรียก แต่น้องชายไม่ได้ยิน นางจึงเรียกอีกครั้ง “ชิงหนาน!”


ในที่สุดชิงหนานก็ได้ยินเสียงของพี่สาว เขารีบวางมีดอย่างรวดเร็ว


เมื่อหันมาเห็นว่าเป็นชิงหลัน เขาก็รีบเอ่ยตอบด้วยความตื่นเต้น “ท่านพี่ ท่านมาทำอันใดที่นี่”


ซ่งชิงหลันที่เริ่มหนาวจนแสบจมูกถามด้วยความสงสัย “เหตุใดเจ้าใส่เสื้อผ้าน้อยชิ้นเช่นนี้ อากาศหนาวจวนจะแข็งตายอยู่แล้ว”


ซ่งชิงหนานหัวเราะเบาๆ “ข้าถอดเสื้อเพราะอยู่ในช่วงฝึก ท่านพี่ไม่ต้องกังวล ข้าไม่หนาว ฝึกตีมีดไปรอบหนึ่งก็ยังอุ่นอยู่”


มือเรียวของพี่สาวดึงผ้าเช็ดหน้าออกมาเช็ดเหงื่อให้น้องชาย “ดูสิเนี่ย เหงื่อออกตั้งมากขนาดนี้ ถ้าต้องลมหนาวเข้าอีกจะเป็นหวัดได้”


เมื่อเอ่ยเช่นนั้น ซ่งชิงหลันก็มองเข้าไปในร้านตีเหล็ก “แล้วนี่ เจ้านายของเจ้าอยู่ที่ใด”


ซ่งชิงหนานเอ่ยตอบระหว่างสวมเสื้อผ้า “วันนี้เจ้านายกลับบ้านไปเยี่ยมญาติ วันพรุ่งถึงจะกลับมาขอรับ”


จู่ๆ ซ่งชิงหลันก็รู้สึกเป็นห่วงน้อยชายขึ้นมา “แล้วคืนนี้เจ้าจะมีสิ่งใดกินหรือไม่”


ซ่งชิงหนานเพียงยิ้ม “เจ้านายทิ้งซาลาเปาไว้ให้ข้าเยอะเลย ประเดี๋ยวข้าจะอุ่นกิน”


“มานี่เถิด ข้าจะทำเจียนปิ่งมาให้เจ้ากิน ยังร้อนๆอยู่เลย รีบกินเข้า ถ้าข้ารู้ว่าจะเป็นเช่นนี้คงทำมาให้เยอะกว่านี้” นั่นทำให้ซ่งชิงหลันรู้สึกเสียดายไม่น้อย


คนเป็นน้องเห็นอาหารน่ากินก็รีบยื่นมือไปรับมากัดทันที “โอ้โห อร่อยมากเลย”


เขายกนิ้วให้พี่สาว “ท่านพี่ ข้าได้ยินมาว่าท่านเปิดร้านขายอาหารเช้าที่ประตูเมือง ท่านขายเจียนปิ่งหรือ”


ระหว่างที่นางมองน้องชายกินอาหารก็เกิดความรู้สึกเศร้าใจขึ้นมา ที่นางสามารถเปิดร้านเจียนปิ่งได้ก็ล้วนเป็นเพราะเงินของซ่งชิงหนานทั้งนั้น


ซ่งชิงหลันฝืนยิ้มออกมาแล้วแตะไหล่ของน้องชาย “ชิงหนาน เจ้าบอกพี่ได้ตามตรง ว่าช่างตีเหล็กดูแลเจ้าดีหรือไม่ อยู่กับเขาแล้วลำบากหรือไม่”


“ไม่ต้องห่วงขอรับ เจ้านายดีต่อข้ามาก เขามีข้าวให้กิน มีเสื้อผ้าให้ใส่ แล้วก็ไม้ได้ใช้งานข้าหนักเกินไป”


ซ่งชิงหลันบ่นขึ้นมาเบาๆ “แปลกที่หวังกุ้ยดูแลเจ้าดีขนาดนั้น ท่าทางเขาไม่น่าจะเป็นคนดีเท่าไรเลย”


“เจ้านายบอกว่าเขามองข้าเหมือนคนในครอบครัว เขาชอบเล่าเรื่องส่วนตัวให้ข้าฟังด้วย เขาบอกว่ามีคนจากชนบทไม่น้อยที่ถูกเกณฑ์ไปเป็นทหาร ไม่นานก็ได้เป็นนายทหารใหญ่ มีชีวิตครอบครัวที่ดี”


“ท่านพี่ ข้าคิดว่าอยากจะไปเป็นทหารด้วย จะได้เป็นเจ้าคนในนายคน ต่อไปจะได้เลี้ยงครอบครัวเราได้”


แววตาแน่วแน่ของซ่งชิงหนานเปล่งประกาย ยิ่งทำให้พี่สาวอย่างนางรู้สึกไม่สบายใจขึ้นมากกว่าเดิม


“ชิงหนาน ไม่ว่าสิ่งที่เจ้าอยากทำจะคือสิ่งใด ข้าพี่สาวคนนี้จะคอยสนับสนุนเจ้าเอง แต่เจ้าไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องครอบครัวของเราอีกต่อไปแล้ว พวกเราเริ่มพอจะมีเงินจากการขายเจียนปิ่ง ไม่ต้องห่วง ข้าจะไถ่ตัวเจ้ามาให้ได้”


“ท่านพี่ ข้าเชื่อในตัวท่าน”


เมื่อเห็นว่าฟ้าเริ่มมืดลงแล้ว ซ่งชิงหลันก็รู้สึกลังเลใจ นางถามน้องชายต่อ


“ชิงหนาน ในเมื่อเจ้านายของเจ้าไม่อยู่ เหตุใดเจ้าไม่ไปกินข้าวเย็นกับพวกเราที่บ้านคืนนี้เล่า”


“ไม่ได้ขอรับ ข้ารับปากกับเจ้านายว่าจะดูแลร้านให้เขา ถ้าออกไปแล้วร้านจะทำอย่างไร อีกอย่างคนที่บ้านคิดว่าข้าไปทำงานที่บ้านท่านอา ถ้ากลับไปตอนนี้ต้องถูกท่านย่ากับคนอื่นๆสงสัยแน่”


ซ่งชิงหลันไม่คาดว่าน้องชายคนนี้จะมีความรอบคอบ ซ้ำยังมีความรับผิดชอบมากตั้งแต่อายุยังน้อย


“ชิงหนาน สิ่งที่เจ้าทำมันถูกต้องแล้ว ข้าภูมิใจในตัวเจ้ามาก”


ซ่งชิงหนานใบหน้าขึ้นสี “นี่ก็ดึกแล้ว ข้าว่าท่านควรรีบกลับไปก่อนนะขอรับ”


“รอก่อนนะชิงหนาน อีกไม่นาน พี่จะมารับเจ้ากลับบ้านเราแน่”


บทที่ 32: ช่างโชคดีเหลือเกินที่ได้มีครอบครัวเช่นนี้


หิมะตกติดต่อกันหลายวันแล้ว อากาศเย็นจัดทำให้ร้านรวงไม่น้อยพากันหยุดขายของไป แต่ท่ามกลางลมหนาวและหิมะที่โปรยลงมา ร้านอาหารเช้าของพี่น้องตระกูลซ่งยังคงเปิดขายอาหารอย่างตรงเวลาทุกเช้า


เกล็ดหิมะจำนวนมากโปรยปรายจากท้องฟ้าราวกับขนห่าน


ซ่งชิงหลันต้องการให้น้องชายได้พักผ่อนเสียหน่อยจึงวางแผนจะเตรียมของสำหรับไปเปิดร้านเพียงลำพัง


แต่ไม่คาดว่าเมื่อตนเองเปิดประตูออกไปกลับพบว่าซ่งชิงตงและน้องชายคนอื่นๆได้พากันเตรียมข้าวของเรียบร้อยอยู่ที่รถเข็นแล้ว


ซ่งชิงตงหันหน้ามาเมื่อได้ยินเสียงของพี่สาว “ท่านพี่ ท่านตื่นแล้วหรือ”


ซ่งชิงหลันมองมือและใบหน้าที่แดงก่ำจากความหนาวเย็นของน้องชายแล้วก็อดรู้สึกเจ็บปวดในใจไม่ได้ “เหตุใดพวกเจ้าตื่นเช้าขนาดนี้”


ซ่งชิงซียิ้ม “ช่วงนี้อากาศหนาวมาก เราอยากให้ท่านได้นอนต่ออีกหน่อยเลยตื่นแต่เช้ามาเตรียมของรอกันเอง”


พี่สาวคนโตกลับรู้สึกว่าขอบตาร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ “พวกเจ้านี่มัน…”


ในชีวิตนี้ นางช่างโชคดีเหลือเกินที่ได้มีครอบครัวเช่นนี้


และตอนนั้นเองที่แม่เฒ่าซ่งเปิดประตูเดินออกมาเบาๆ


ซ่งชิงหลันกระวนกระวายใจ “ท่านย่า เหตุใดท่านเองก็ตื่นมาด้วย เฉินเฉินกับเยว่เยว่เป็นอันใดหรือเปล่า”


แม่เฒ่าซ่งโบกมือไปมา “หลันหลัน ไม่ต้องห่วง เจ้าหนูทั้งสองหลับสบายดีอยู่ข้างในทั้งคู่”


ระหว่างที่พูด หญิงชราก็มองหิมะที่ตกหนักอยู่ด้านนอกแล้วเอ่ยอย่างเป็นห่วง


“หิมะตกเช่นนี้ไม่น่าจะหยุดง่ายๆ คงมีคนออกไปข้างนอกไม่มาก เหตุใดพวกเจ้าไม่หยุดพักสักวันเล่า”


แต่หลานสาวคนโตก็ยังยืนกรานว่า “ท่านย่า สิ่งที่สำคัญที่สุดในการค้าขายคือความสม่ำเสมอ เพื่อสร้างร้านของเราให้มีชื่อเสียง ไม่ควรหย่อนยานเรื่องนี้เป็นอันขาด แม้ว่าจะมีคนมาซื้อเจียนปิ่งเพียงแค่คนเดียว เราก็ยังต้องเปิดร้าน”


“ถูกต้องขอรับ” ซ่งชิงตงเอ่ยแทรกขึ้นมา “ท่านย่า ท่านอาจจะคาดไม่ถึง ช่วงนี้อากาศหนาวมาก มีร้านค้าหลายร้านที่ปิด มีเพียงร้านเราเปิดอยู่ ลูกค้าก็จะมาซื้ออาหารที่ร้านเราแทน ยอดขายคงจะเพิ่มขึ้นไม่น้อยเลย”


“ใช่แล้ว ถูกต้องเลยขอรับ” ซ่งชิงซีก็พยักหน้าเช่นกัน “แม้ว่าสองสามวันมานี้อากาศจะหนาวไปหน่อย แต่เป็นความจริงที่พวกเราขายได้มากขึ้น”


ซ่งชิงซีที่เป็นคนคิดเงินย่อมรู้ดีกว่าใครว่าแต่ละวันร้านของพวกเขามีรายได้เท่าไร


คนเป็นย่าได้ยินเช่นนั้นก็ถอนหายใจออกมาเบาๆ “ถึงจะว่าอย่างนั้นก็เถิด ย่าก็เป็นห่วงพวกเจ้าทุกคน”


ซ่งชิงหลันจึงก้าวเข้าไปเพื่อจับมือปลอบโยนหญิงชราอย่างนุ่มนวล “ท่านย่า ท่านไม่ต้องกังวล พวกเราพี่น้องไม่ได้เหนื่อยเลยเจ้าค่ะ ข้าให้สัญญากับท่าน ว่าถ้าสภาพอากาศเลวร้ายกว่านี้ พวกเราจะปิดร้าน ดีหรือไม่”


แม่เฒ่าซ่งรู้ดีว่าไม่ว่าจะพูดอย่างไรก็ไม่อาจรั้งพวกหลานๆได้จึงเพียงพยักหน้าแล้วเอ่ยไปว่า “เอาเถิด เดินทางระวังระวังด้วย”


ซ่งชิงหลันรีบโบกมือของนาง “เจ้าค่ะ ข้าเข้าใจแล้ว ท่านย่า ข้างนอกหนาวมาก ท่านรีบเข้าไปข้างในดีกว่าจะได้อุ่นๆ”


จากนั้นซ่งชิงตงเดินไปเข็นรถเข็นให้ไปข้างหน้า โดยมีซ่งชิงซีและซ่งชิงเป่ยช่วยผลักจากด้านหลัง จากนั้นสี่พี่น้องก็ออกเดินทางไปขายอาหารที่ร้าน


ไม่ต้องสงสัยเลยว่าพวกเขาจะเป็นร้านแรกในบริเวณประตูเมืองที่เริ่มเปิดทำการ


เมื่อเข้าไปถึงร้าน ซ่งชิงเป่ยก็เริ่มจุดไฟทันที ร้านเล็กๆจึงได้อบอุ่นขึ้น


พี่น้องแบ่งหน้าที่กันทำงานเช่นเดิม ต่างคนต่างสาละวนอยู่กับหน้าที่ของตัวเองอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย


บรรดาเจ้าของร้านต่างๆ เลือกที่จะปิดร้านในวันที่อากาศไม่ดี แต่เจ้าหน้าที่ดูแลประตูเมืองยังต้องทำหน้าที่ของตนอยู่เสมอทุกวันไม่ขาด ไม่สามารถหยุดได้


บทที่ 33: หัวหน้า แม่นางซ่งไปไกลแล้วขอรับ


หลังจากเตรียมของทั้งหมดเรียบร้อยแล้ว ซ่งชิงหลานและซ่งชิงตงก็เริ่มทำงานของตน


สองพี่น้องช่วยกันทำเจียนปิ่งสิบชิ้นในคราวเดียว


ซ่งชิงหลันจัดเจียนปิ่งเหล่านั้นลงในตะกร้าแล้วเดินไปที่ประตูเมืองท่ามกลางหิมะที่ตกลงมา


“พี่ชาย อากาศหนาวเช่นนี้ พวกท่านก็ยังทำงานหนักเช่นเดิม นี่คือเจียนปิ่งม้วนที่ข้ากับชิงตงเพิ่งทำเสร็จ ข้าเอามาให้ เผื่อช่วยเติมท้องให้พวกท่านได้บ้าง”


เหล่าเจ้าหน้าที่และซ่งชิงหลันเรียกได้ว่าเป็นคนที่คุ้นหน้าคุ้นตากันดีอยู่แล้ว เมื่อพวกเขาเห็นอาหารที่นางเตรียมมาในตะกร้า ความหิวก็เริ่มเล่นงาน


หวังจู้เป็นคนแรกที่หยิบเจียนปิ่งขึ้นมากิน “แม่เจ้า มันอร่อยมากจริงๆ ข้ายกให้เจียนปิ่งของแม่นางซ่งเป็นอาหารโปรดแล้วตอนนี้”


เจ้าหน้าที่อีกหลายคนเริ่มมารับเจียนปิ่งไป


“จริงด้วย ถูกต้องแล้ว ถ้าวันไหนไม่ได้กินก็คงจะรู้สึกเหมือนขาดอะไรไป”


“วันอากาศหนาวขนาดนี้ ไม่คิดว่าแม่นางซ่งจะอุตส่าห์เดินออกมาจากร้าน แล้วยังเป็นห่วงว่าพวกเราจะไม่มีสิ่งใดกินอีก”


หวังจู้เลิกคิ้วขึ้น เขามองมาทางหญิงสาวพลางยิ้มหยอกเย้า “หัวหน้าของข้าเองก็กังวลว่าจะไม่ได้เจอแม่นางซ่งวันนี้เช่นกัน”


ไม่ทันขาดคำดี หวังจู้ก็ถูกเคาะศีรษะอย่างแรง


เมื่อเขาหันหน้ากลับไปก็พบกับใบหน้าเย็นชาของอู่ต้าหย่ง ใบหน้าของคนช่างหยอกเย้าถึงกับบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บ “โอ๊ย!”


ผู้น้อยจึงแค่นยิ้มอย่างประจบประแจง “อ้าว เจ้านาย ท่านเองก็ตามกลิ่นเจียนปิ่งหอมๆมาใช่หรือไม่”


อู่ต้าหย่งจับจ้องลูกน้องของเขา “พวกเจ้านี่ กินไม่เสียสักเหรียญแล้วยังพูดจาเพ้อเจ้อ รีบกินรีบไปทำงานได้แล้ว ต้องเตรียมเปิดประตูเมือง”


“ขอรับ!” หวังจู้ยัดเจียนปิ่งคำสุดท้ายเข้าปากอย่างเร็ว


ซ่งชิงหลันยิ้มจางๆ แล้วส่งเจียนปิ่งชิ้นสุดท้ายให้อู่ต้าหย่ง “พี่อู่ รีบกินตอนยังร้อนเถิดเจ้าค่ะ”


เมื่ออู่ต้าหย่งเห็นรอยยิ้มของนางก็ราวกับรู้สึกได้ถึงสายลมอุ่นๆของฤดูใบไม่ผลิพัดมาไม่ปาน หัวใจเจ้าหน้าที่หนุ่มพลันอบอุ่นขึ้นมาท่ามกลางฤดูหนาว


เขายื่นมือหนารับเจียนปิ่งมาจากนางแล้วยื่นเงินค่าอาหารให้นางทันที


ซ่งชิงหลันกลับโบกมือปฏิเสธ “วันนี้ถือเป็นน้ำใจจากข้าแก่พวกท่าน”


เจ้าหน้าที่ดูแลประตูเมืองต่างทำงานขันแข็ง ไม่เกรงกลัวต่อความหนาวเย็น หิมะหรือลมแรงก็เพื่อประชาชนโดยแท้


ใบหน้าของอู่ต้าหย่งพลันมืดครึ้ม “ได้อย่างไรเล่า วันอากาศหนาวเช่นนี้ พวกเจ้าเปิดร้านขายของก็ไม่ใช่เรื่องง่าย รับเงินนี่ไว้เถิด”


“อย่างนั้นการที่ท่านดูแลประตูเมืองให้พวกเราในวันที่อากาศหนาวเช่นนี้ก็ไม่ง่ายเช่นกันเจ้าค่ะ”


“ไม่” อู่ต้าหย่งยืนกรานเสียงแข็ง “ทั้งหมดเป็นหน้าที่ของพวกเราที่ต้องดูและประตูเมือง รับค่าอาหารไปเถิด”


ในตอนนั้นเองที่หวังจู้เริ่มเข้ามาเป็นตัวช่วยหาทางออก “แม่นางซ่ง เจ้ารับเงินไว้เถิด หัวหน้าของเราเป็นคนหัวรั้น ถ้าเจ้าไม่รับ หัวหน้าก็จะไม่ยอมกินเจียนปิ่งของเจ้า”


“อย่างนั้นก็ได้เจ้าค่ะ” ซ่งชิงหลันไม่มีทางเลือกนอกจากรับเงินมา


อู่ต้าหย่งเผยท่าทีอ่อนโยน เขาทอดสายตามองนางแล้วพูดขึ้น “เจ้ารีบกลับไปที่ร้านเถิด หิมะตกแรงไม่หยุดเลย”


“เจ้าค่ะ” ซ่งชิงหลันพยักหน้ารับ สองขาเรียวพาร่างบางก้าวฉับๆกลับไปที่ร้านพร้อมกับตะกร้าเปล่าและเงินค่าอาหาร


นัยน์ตาของเจ้าหน้าที่หนุ่มเฝ้ามองตามแผ่นหลังเพรียวบางของนางอย่างเงียบๆ ยิ่งมองเท่าไรก็ยิ่งทำให้ใจเขาเป็นสุขได้มากกว่าเก่า


หวังจู้ที่อยู่ด้านข้างเฝ้ามองผู้เป็นนายด้วยความงุนงง เขาอดไม่ได้ที่จะแตะหัวหน้าตนเบาๆ “ท่านหัวหน้า แม่นางซ่งไปไกลแล้วขอรับ ถ้าท่านไม่รีบกินเจียนปิ่งตอนนี้ มันจะเย็นชืดแล้วไม่อร่อยนะขอรับ”


อู่ต้าหย่งรีบละสายตากลับมา มองที่ลูกน้องตัวเองแล้วถามขึ้น “ว่าอย่างไร เจ้าอยากกินหรือ เอาไปกินหรือไม่”


“จริงหรือขอรับ เอาสิขอรับ” นัยน์ตาของผู้น้อยเปล่งประกาย


ของอร่อยเช่นนี้ชิ้นเดียวไม่เคยพอหรอก


ขณะที่หวังจู้เอื้อมมือออกมา อู่ต้าหย่งก็ฟาดที่มือเขาทันที “ฝันไปเถิด! ไปจัดแถว!”


บทที่ 34: รวมเป็นหนึ่งเพื่อให้ครอบครัวมีชีวิตที่ดีขึ้น 


หิมะยังคงโปรยลงมาอย่างไม่ขาดสาย แต่ร้านพี่น้องตระกูลซ่งยังมีลูกค้ามายืนรอซื้อเจียนปิ่ง


เมื่อมองลูกค้าทั้งเก่าและใหม่ที่พากันมาอุดหนุนเหล่านี้ ซ่งชิงหลันก็พลันรู้สึกอบอุ่นในใจขึ้นมา


นางมองไปยังซ่งชิงซีแล้วออกคำสั่ง “ชิงซี เจ้าไปเอาชาร้อนมาให้ลูกค้าดื่มอุ่นร่างกายหน่อยเถิด”


“ขอรับ”


ซ่งชิงซีก็ไม่รอช้า รีบรินชาร้อนหลายถ้วยจากกาส่งให้ลูกค้าที่ต่อแถวรอซื้อเจียนปิ่งหน้าร้านทันที


“อากาศหนาวขนาดนี้ แต่ทุกท่านก็ยังทำงานหนัก พวกท่านดื่มชาให้ร่างกายอุ่นก่อนเถิดขอรับ ส่วนเจียนปิ่งของท่านจะตามมาในอีกไม่นาน ทุกคนจะได้กินของอร่อยแน่ขอรับ”


ลูกค้าที่รออยู่รับชาร้อนมาดื่ม อดไม่ได้ที่จะยกนิ้วโป้งเป็นการชมเชย


“พี่น้องซ่งนี่ไม่ใช่แค่ขายของเก่ง แต่ยังให้บริการอย่างดีอีกต่างหาก”


“ใช่แล้ว ไม่มีที่ใดจะให้ชาร้อนฟรีๆกับคนที่มารอซื้อเจียนปิ่งหรอก”


“ถึงจะไม่ได้เป็นชาชั้นเลิศ แต่พอได้ดื่มแล้วก็ทั้งสบายตัวทั้งอุ่นใจ”


“ใช่ ดูแลลูกค้าอย่างอบอุ่นขนาดนี้ วันนี้ข้าจะซื้อเจียนปิ่งสี่ชิ้นเลย”


“ข้าด้วย ข้าก็จะเอาเพิ่มอีก”


“อากาศหนาวๆเช่นนี้ร้านอาหารเช้าปิดไปหลายร้าน แม่นางซ่งอุตส่าห์ออกมาขายให้พวกเรากิน แบบนี้ต้องให้กำลังใจนางเสียหน่อย”


….


เช้าพี่น้องซ่งจึงขายอาหารได้มากกว่าปกติเป็นสองเท่า ทำให้ส่วนผสมที่เตรียมมาทำเจียนปิ่งหมดลงตั้งแต่ตอนเที่ยง หลังจากนั้นซ่งชิงหลันและน้องชายก็เก็บข้าวของเพื่อกลับบ้าน


ทันทีที่กลับถึงบ้าน นางพลันได้ยินเสียงซ่งชิงเฉินและซ่งชิงเยว่ร้องไห้ดังโยเยออกมาจากในห้อง


คนเป็นแม่อย่างนางตกใจ รีบวางของอย่างรวดเร็ว เมื่อผลักประตูห้องของท่านย่าเข้าไปด้านในก็ถามว่า “ท่านย่า ทำไมเด็กๆถึงร้องไห้หนักขนาดนี้ล่ะเจ้าคะ”


เมื่อเห็นว่าแม่ของเด็กๆกลับมาแล้ว แม่เฒ่าซ่งก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก


“หลันหลัน เจ้ากลับมาแล้วหรือ เฉินเฉินกับเย่วเยว่กำลังหิวเลย”


“ตอนแรกย่าตั้งใจจะเอานมแพะอุ่นๆให้เด็กๆกิน แต่อากาศหนาวมาก ทั้งสองคนจึงตื่นเช้ากว่าปกติ ย่ายังไม่ได้ออกไปที่ใดก็เลย…”


ซ่งชิงซีที่ตามมาได้ยินดังนั้นจึงเอ่ยว่า “ข้าจะไปรีดนมแพะให้เฉินเฉินกับเยว่เยว่ ประเดี๋ยวนี้ขอรับ”


ซ่งชิงเป่ยก็พูดขึ้นบ้างหลังตามเข้ามา “ประเดี๋ยวข้าจุดไฟให้เอง”


ซ่งชิงหลันเดินเข้ามาช้อนอุ้มลูกน้อยเอาไว้ด้วยแขนข้างละคนแล้วกล่อมเจ้าหนูเบาๆ “โอ๋ๆ เฉินเฉิน เยว่เย่ว อย่าร้องนะลูก ท่านน้าของเจ้าไปรีดนมแพะมาให้แล้ว อีกประเดี๋ยวจะได้กินแล้วนะ”


สีหน้าของท่านย่าเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด “หลันหลัน ย่าช่วยสิ่งใดเจ้าไม่ได้เลย”


“ท่านย่า อย่าพูดอย่างนั้นสิเจ้าคะ ท่านช่วยข้าได้มากแล้ว ถ้าไม่ได้ท่านช่วยดูแลลูกๆช่วงนี้ พวกเราจะเอาเวลาใดไปทำงาน ข้าต่างหากที่อกตัญญู ปล่อยให้ท่านต้องเหนื่อยจนไม่ได้พักผ่อน”


“หลันหลัน พวกเราครอบครัวเดียวกัน อย่าพูดเช่นนั้นเลย”


ซ่งชิงหลันยิ้ม “ใช่แล้วเจ้าค่ะ เราครอบครัวเดียวกัน ท่านย่าอย่าได้รู้สึกผิดในเรื่องพวกนี้เลยนะเจ้าคะ”


สิ่งสำคัญที่พวกเขาต้องมีร่วมกันในตอนนี้คือการรวมเป็นหนึ่งเพื่อให้ครอบครัวมีชีวิตที่ดีขึ้น


แม่เฒ่าซ่งเข้าใจในทันทีว่าหลานสาวกำลังปลอบใจนาง เพื่อที่จะได้ไม่ต้องรู้สึกผิด ช่างเป็นหลานสาวที่มีเหตุผลเหลือเกิน


หลังออกไปไม่นาน ซ่งชิงซีก็มาพร้อมกับนมแพะอุ่นๆสองชามในมือ “นมแพะมาแล้ว!”


ซ่งชิงหลันและแม่เฒ่าซ่งรับมาคนละชามแล้วป้อนให้เจ้าหนูน้อยพร้อมกัน


เมื่อเด็กทั้งสองได้กินอาหาร ปากเล็กๆนั่นก็เริ่มขยับไปมาพูดเจื้อยแจ้วกันอีกครั้งอย่างมีความสุข


บทที่ 35: วันนี้มีไก่ตุ๋น


หลังจากอิ่มนมแพะแล้ว เจ้าตัวเล็กทั้งสองก็นอนหลับไปอย่างอิ่มเอมใจ


พวกเด็กๆเติบโตอย่างรวดเร็ว พัฒนาการก้าวกระโดดขึ้นทุกวัน


ซ่งชิงหลันมองทารกผิวกระจ่างตัวกลมป้อมทั้งสองด้วยความรู้สึกพึงพอใจ นัยน์ตาของนางเต็มไปด้วยความอารีตามสัญชาตญาณคนเป็นมารดาอย่างไม่ทันได้รู้ตัว


นางใช้นิ้วเรียวยาวสัมผัสแก้มใสอ่อนนุ่มของลูกน้อยด้วยความรักใคร่


ในตอนนั้นเองซ่งชิงเป่ยก็ผลักประตูเข้ามาเบาๆ แล้วถามเสียงเบาว่า “ท่านพี่ เด็กๆหลับหรือยังขอรับ”


“หลับแล้ว”


“พี่ชายใหญ่เตรียมอาหารไว้แล้ว ท่านย่า ท่านพี่ ไปกินข้าวกันเถิด”


เมื่อซ่งชิงหลันและแม่เฒ่าซ่งเดินเข้ามาในครัวก็พบกับหม้อเต้าหู้ตุ๋นกับผักกาดขาวและอูอูโถว กลิ่นหอมยั่วยวนใจ


อาหารง่ายๆ ที่ทำให้ให้น้องๆและหญิงชราร่วมโต๊ะกินด้วยกันอย่างมีความสุข


ซ่งชิงหลันเห็นแบบนั้นก็รู้สึกเศร้าเล็กน้อย แต่อย่างไรเสีย ตอนนี้พวกเขามีเงินใช้แล้ว นางจึงวางแผนที่จะทำอาหารอร่อยๆให้ทุกคนในคืนนี้


หลังกินมื้อกลางวันเสร็จ น้องชายทั้งสามก็เข้าไปในบ้านเพื่อพักผ่อนในช่วงบ่าย


ส่วนซ่งชิงหลันเอาเข็มกับด้ายออกมาเพื่อจะเย็บผ้าคลุมศีรษะให้ท่านย่า


อากาศเริ่มหนาวเย็นมากขึ้นเรื่อยๆ ผู้สูงอายุควรจะทำร่างกายให้อบอุ่นเข้าไว้


โชคดีที่ชาติก่อนนางมีฝีมือในการทำงานเหล่านี้ได้ไม่เลว ตอนที่อยู่ในบ้านเด็กกำพร้าก็มักจะช่วยพี่น้องในบ้านซ่อมแซมเสื้อผ้าด้วยตัวเอง ผ่านไปหนึ่งชั่วยามก็ทำไปได้มากกว่าครึ่งแล้ว


เมื่อเห็นว่าหิมะหยุดตกในที่สุด ซ่งชิงหลันก็เดินทางไปซื้อไก่ที่ตลาด หมูสามชั้น หัวไชเท้า และมันเทศกลับมา


ซ่งชิงเป่ยเห็นของที่นางซื้อมาก็ตะโกนอย่างตื่นเต้น “ไก่! ไก่! ท่านพี่! ท่านซื้อไก่มาอย่างนั้นหรือ”


หญิงสาวอดไม่ได้ที่จะหัวเราะเมื่อเห็นน้องชายกระโดดโลดเต้น “ใช่ ข้าจะตุ๋นไก่ให้ทุกคนกิน ดีหรือไม่”


“ดีขอรับ เยี่ยมมากเลย พี่ชายใหญ่ พี่สาม เย็นนี้เราจะได้กินไก่” ซ่งชิงเป่ยวิ่งเข้าไปในบ้านอย่างมีความสุข


ซ่งชิงตงและซ่งชิงซีออกมาดูเมื่อได้ยินเสียงน้องชาย พวกเขาคิดว่าซ่งชิงเป่ยจะแค่ล้อเล่น แต่เมื่อเห็นไก่ในมือของพี่สาว พวกเขาก็มองมาด้วยสายตาเหลือเชื่อ


“ท่านพี่ เย็นนี้เราจะกินไก่กันจริงๆหรือ”


“ใช่ พวกเจ้ารีบเอาไปเชือดเถิด”


ท่านย่าก็ออกมาเมื่อได้ยินเสียงหลานชายกำลังเชือดและถอนขนไก่อย่างแข็งขัน หญิงชราถามอย่างสงสัย “หลันหลัน เหตุใดถึงได้ซื้อไก่มาหรือ”


ปกติในครอบครัวจะได้กินไก่เพียงปีละครั้งเท่านั้น นั่นคือช่วงวันขึ้นปีใหม่


ซ่งชิงเป่ยพูดอย่างมีความสุข “ท่านย่า ไม่ใช่แค่ไก่นะขอรับ ท่านพี่เอาหมูสามชั้น หัวไชเท้า กลับมาด้วย เย็นนี้ข้าอยากกินลูกชิ้นหัวไชเท้าทอด”


“หลันหลัน นี่มัน… นี่มัน… เท่าไรกัน”


ซ่งชิงหลันซับมือที่เปียกอยู่ให้แห้งแล้วพูดอย่างยิ้มๆ “ท่านย่า ไม่ต้องกังวลไปเจ้าค่ะ พวกเรามีเงินพอซื้อ ที่ผ่านมาพวกเราเหนื่อยกันมามากกับการทำงาน ต้องให้พวกเขาได้พักผ่อน ได้กินอย่างอิ่มหนำเสียบ้าง จะได้เติบโตเต็มที่”


น้องชายของนางไม่ได้ตัวเตี้ย เพียงแต่พวกเขาผอมเกินไป นอกจากนี้ หลังจากที่นางคลอดลูกได้ไม่นาน นางและท่านย่าก็สุขภาพไม่ค่อยจะดี ต้องกินอาหารดีๆเป็นการบำรุงร่างกาย


“ก็จริงของเจ้า” แม่เฒ่าซ่งพยักหน้ารับ “พวกเขากินแต่ผักแต่หญ้าเช่นนี้มาหลายปีแล้ว ร่างกายขาดสารอาหาร ต้องได้กินของดีๆเสียบ้าง น่าเสียดายที่ชิงหนานไม่ได้อยู่ที่นี่ ไม่อย่างนั้นเขาจะต้องมีความสุขมากแน่ๆ”


ทันทีที่ซ่งชิงหนานถูกเอ่ยถึง ซ่งชิงหลันก็รู้สึกกระอักกระอ่วนขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ นางเริ่มปลอบหญิงชรา “ถ้าชิงหนานกลับมาเมื่อไร ข้าจะทำให้เขากินเองเจ้าค่ะ”


ท่านย่ายิ้มและเอ่ยตอบ “ดีเลย เอาล่ะ พวกเจ้าคงยุ่งๆกันอยู่ ประเดี๋ยวย่าจะไปดูเฉินเฉินกับเยว่เยว่ให้เอง”


[1] อูอูโถว คือ อาหารจีนทางเหนือคล้ายขนมปังทำมาจากแป้งข้าวโพด มีรูตรงกลางไว้ใส่อาหาร


บทที่ 36: พี่ชิงหลันเป็นคนมีความสามารถ 


ดังนั้นสี่พี่น้องจึงลงมือทำอาหารเย็นด้วยกัน


ซ่งชิงหลันล้างไก่ทั้งตัวให้สะอาด จากนั้นจึงใส่ไก่ลงในหม้อตุ๋น ใส่ส่วนผสมอื่นๆลงไป ก่อนจะบอกให้ซ่งชิงเป่ยเติมฟืนแล้วตุ๋นด้วยไฟอ่อน


ซ่งชิงตงมีหน้าที่สับหมูสามชั้นให้ละเอียด ส่วนซ่งชิงซีสับหัวไชเท้า


ซ่งชิงหลันผสมเนื้อสับและหัวไชเท้าเข้าด้วยกัน ใส่หัวหอมสับและขิง ตอกไข่ใส่ลงไปหนึ่งฟอง ใส่แป้งลงไปในปริมาณที่เหมาะสม จากนั้นจึงปรุงรส ก่อนจะคนเพื่อให้เป็นเนื้อเดียวกัน


ทันทีที่น้ำมันร้อน นางก็นำลูกชิ้นลงทอด


ไม่นานนัก ห้องครัวก็คลุ้งไปด้วยกลิ่นเนื้อหอมชวนน้ำลายไหล


กลิ่นหอมของเนื้อสัตว์นี้ลอยไปยังบ้านของหลิวกุ้ยเสียซึ่งอยู่ติดกันด้วย


สองพี่น้อง ซ่งชิงหยวนและซ่งชิงหลินที่นั่งอยู่ที่โต๊ะอาหารรอหลิวกุ้ยเสียทำอาหาร เมื่อได้กลิ่นจึงอดไม่ได้ที่จะกลืนน้ำลาย


ซ่งชิงหลินเอ่ยถาม “ท่านพี่ นี่คือกลิ่นสิ่งใดหรือ หอมยิ่งนัก”


ซ่งชิงหยวนสูดกลิ่นหอมนั้นเฮือกใหญ่ “หอม! กลิ่นลูกชิ้นทอด เหมือน… เหมือนจะมีกลิ่นของน้ำแกงไก่ตุ๋นด้วย หอมจริงๆ”


ซ่งชิงหลินงุนงง “กลิ่นหอมนี่มาจากบ้านใดกัน? บ้านใดนะที่มีเงินกินของดีๆเช่นนี้?”


ซ่งชิงหยวนขมวดคิ้ว ก่อนจะเดินออกจากบ้านไปดูแล้วกระซิบว่า “ดูเหมือนว่าจะมาจากบ้านของพี่ชิงหลัน!”


เมื่อหลิวกุ้ยเสียได้ยินคำพูดจากปากลูกๆ นางก็พลันหมดอารมณ์จะทำกับข้าว


นางมองไปยังแกงผักในหม้อ พอตักขึ้นมาแล้วพบว่าแทบไม่มีเห็ดหูหนูเลยก็ยิ่งทำให้นางหัวเสีย


เหตุใดครอบครัวของพวกนางถึงไม่มีเงินแม้แต่จะหาผักมากิน ในขณะที่บ้านของซ่งชิงหลันกลับมีเนื้อกิน


ยิ่งนางคิดเกี่ยวกับมันมากเท่าไหร่ นางก็ยิ่งรู้สึกหงุดหงิดมากขึ้นเท่านั้น


“ตึง!”


เสียงโยนตะหลิวดังขึ้น นางไม่สนใจอะไรแล้ว


ซ่งชิงหยวนที่ยืนอยู่หน้าประตูได้ยินเสียงจึงรีบหันมา “ท่านแม่ เป็นอันใดไปขอรับ กับข้าวเสร็จแล้วหรือ?”


ซ่งชิงหลินเองก็เริ่มหิวแล้ว อีกทั้งกลิ่นหอมของเนื้อยิ่งทำให้เขาหิวมากขึ้นไปอีก เขาเคาะโต๊ะอย่างหงุดหงิด “นั่นสิขอรับท่านแม่ เมื่อไหร่กับข้าวจะเสร็จ ข้าหิวนัก!”


“เจ้าโวยวายอันใดกัน โวยวายอันใด?” หลิวกุ้ยเสียจ้องเขม็งใส่ลูกชายทั้งสองของนางอย่างโกรธๆ “เจ้าสองคนช่างพึ่งพาไม่ได้เสียจริง ทำเป็นแต่ร้องเอะอะโวยวายว่าหิว มองคนอื่นเขาเสีย โตขึ้นมาหน่อยก็ออกไปทำงานหาเงินกันหมดแล้ว ตอนนี้มีเงินซื้อเนื้อมากิน แล้วพวกเจ้าเล่า ดีแต่เล่นไปวันๆ”


เด็กๆก็วัยเดียวกัน แต่เหตุใดลูกๆของนางถึงแย่กว่าลูกหลานของบ้านซ่งชิงหลันนัก?


ซ่งชิงหยวนเม้มปาก “เป็นเพราะพี่ชิงหลันมีความสามารถขอรับ ข้าเองก็อยากเรียนรู้ธุรกิจจากนางเช่นกัน แต่ท่านแม่ไม่ยอมไม่ใช่หรือ!”


หลิวกุ้ยเสียยิ่งโกรธเกรี้ยว นางตบศีรษะของเขาไปฉาดหนึ่ง “เจ้าโง่! นางเป็นคนเดียวที่รู้วิธีค้าขายในโลกนี้หรืออย่างไร เจ้าจำต้องเรียนรู้จากนางหรือ เจ้าจะทะเยอทะยานสักหน่อยไม่ได้หรือ?”


นางจะไม่มีวันยอมก้มหัวให้คนบ้านข้างๆ จนกว่าชีวิตนางจะหาไม่!


ซ่งชิงหลินเอ่ยขึ้นอย่างน่าสงสาร “ท่านแม่ ถ้าท่านอยากกินเนื้อ เช่นนั้นเราก็ไปซื้อเนื้อกันเถิดขอรับ!”


หลิวกุ้ยเสียแค่นเสียงเย็นในลำคอ นางโกรธจนแทบจะระเบิด “ซื้อ? ซื้อเนื้อไม่ต้องใช้เงินหรือ? ค่าจ้างของพ่อเจ้าแต่ละเดือนมีพอไปซื้อเศษเนื้อมากินก็ดีถมเถแล้ว!”


ซ่งชิงหยวนแขวะ “ท่านอยากกินเนื้อ แต่กลับไม่อยากเสียเงิน ใต้ผืนฟ้ามีสิ่งใดดีเช่นนั้นด้วยหรือ?”


ไม่ใช่ว่าเขาอยากจะว่ากล่าว แต่แม่ของเขาเป็นคนหยิ่งยโส ไม่มีความเป็นแม่แต่กลับหัวสูง


คำพูดแขวะของซ่งชิงหยวนทำให้หลิวกุ้ยเสียตื่นขึ้นในทันที ความคิดหนึ่งแวบเข้ามาในหัวของนาง


นางมองไปยังลูกชายทั้งสองพลางหัวเราะเบาๆ “มีอยู่จริงสิ!”


เด็กชายทั้งสองงุนงงกับรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ของแม่พวกเขา


ทั้งสองจึงถามขึ้นพร้อมกัน “ท่านแม่ ท่านคิดเรื่องไม่ดีอันใดขึ้นมาอีก?”


บทที่ 37: หลิวกุ้ยเสียให้ลูกชายทั้งสองไปขอกับข้าว


หลิวกุ้ยเสียจ้องเขม็งไปยังลูกทั้งสอง “พวกเจ้าทั้งสองเอ่ยเช่นนี้ได้อย่างไร ความคิดไม่ดีอันใดเล่า นี่เป็นความคิดที่ดีมากต่างหาก”


ซ่งชิงหยวนและซิงชิงหลินมองหน้ากัน เห็นความไม่เชื่อในแววตาของกันและกันอย่างแจ่มแจ้ง


พวกเขาเองต่างรู้มานานแล้วว่าท่านแม่โลภในเรื่องเล็กๆน้อยๆ นางเอ่ยเช่นนี้ย่อมไม่ใช่เจตนาดีเป็นแน่


หลิวกุ้ยเสียกวักมือเรียกลูกชายทั้งสอง “ชิงหย่วน ชิงหลิน พวกเจ้าสองคนมานี่ แม่จะบอกสิ่งใดให้ บ้านข้างๆนั้นทำกับข้าวแล้ว กว่าเราจะไปซื้อเนื้อแล้วเอามาทำอาหารนั้นลำบากนัก เจ้าแค่ไปขอกับข้าวบ้านข้างๆมาก็ได้แล้ว”


ซ่งชิงหยวนขมวดคิ้ว ก่อนเอ่ยแขวะ “ท่านแม่ ท่านกับพี่ชิงหลันไม่ลงรอยกัน นางจะให้เนื้อท่านกินได้อย่างไร?”


หลิวกุ้ยเสียยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ “นางจะไม่ให้แม่ แต่นางย่อมให้พวกเจ้า!”


ซ่งชิงหยวนตกตะลึง “ฮะ?”


ใบหน้าของซ่งชิงหลินสับสน “ฮะ?”


หลิวกุ้ยเสียลากเด็กชายทั้งสองมา แล้วผลักพวกเขาไปยังกำแพงที่กั้นกลางระหว่างทางเข้าลานบ้านของซ่งชิงหลัน


ซ่งชิงหยวนและซ่งชิงหลินต่างลังเลใจ รู้สึกว่าเป็นเรื่องน่าอายเกินไปที่จะขอเนื้อด้วยวิธีนี้


ซ่งชิงหยวนนั่งลงหน้าประตูพลางกล่าวกับหลิวกุ้ยเซีย “ท่านแม่ ช่างเรื่องเนื้อไปเถิดขอรับ ข้าไม่อยากไป!”


ซ่งชิงหลินเองก็เอ่ยพึมพำเช่นกัน “ข้าก็ไม่อยากไปเหมือนกัน! มันน่าอายเกินไป! เราไม่ใช่ขอทานนะ!”


“ไม่อยากไป! ไม่อยากไป!” หลิวกุ้ยเสียตบศีรษะพวกเขาพร้อมเอ่ยด้วยเสียงดุร้าย “พวกเจ้ายังอยากกินเนื้ออยู่ไหม ถ้าอยากกินก็รีบไป!”


ซ่งชิงหยวนมุ่ยปาก “ที่จริง ข้าจะอยากกินหรือไม่ นั่นไม่ใช่สิ่งสำคัญหรอก”


ซ่งชิงหลินกล่าวเสริมต่อ “ท่านแม่อยากกินเองมากกว่า”


“พวกเจ้าสองคนจะเอ่ยไร้สาระไปถึงไหน! รีบเข้าไปเสีย!”


หลิวกุ้ยเสียยื่นชามใบใหญ่ให้พวกเขา ก่อนจะผลักพวกเขาไปข้างหน้าอย่างแรง


จากนั้นนางก็หลบออกไปซ่อนตัวอยู่นอกประตูอย่างชาญฉลาดเพื่อตั้งใจฟังความเคลื่อนไหวข้างใน แต่ยิ่งสูดดมกลิ่นเนื้อมากเพียงใดก็ยิ่งยั่วน้ำลายจนไม่อาจหยุดกลืนน้ำลายได้


ครอบครัวของซ่งชิงหลันกำลังรับประทานอาหารอย่างมีความสุข แต่จู่ๆก็ได้ยินเสียง “ปัง!” ซึ่งเป็นเสียงประตูถูกเปิดออกอย่างแรง


ก่อนจะเห็นซ่งชิงหยวนและซ่งชิงหลินซวนเซเข้ามาพร้อมถือชามเปล่าไว้ในมือ ทั้งสองดูน่าสงสารไม่น้อย


ซ่งชิงหลันชะงักไปครู่หนึ่งแล้วเอ่ยถาม “ชิงหย่วน ชิงหลิน เหตุใดถึงมาที่นี่เล่า?”


“พวก… พวกเรา…” เมื่อถูกเอ่ยถาม ใบหน้าเล็กๆของซ่งชิงหยวนพลันแดงก่ำ เขาเอ่ยตะกุกตะกักอยู่นาน แต่ก็ไม่อาจเอ่ยออกมาให้จบประโยคได้


อย่างไรเสีย พวกเขาก็ยังคงเป็นหลานชายของนาง แม่เฒ่าซ่งจึงกวักมือเรียกพวกเขา ก่อนเอ่ยถามอย่างอ่อนโยน “เจ้าสองคนกินข้าวหรือยัง?”


ทันทีที่ได้ยินคำว่า “กินข้าว” นัยน์ตาของซ่งชิงหลินที่กำลังหิวโหยก็พลันเป็นประกาย เขาก่อนรีบเอ่ยตอบ “ยังขอรับ ข้ายังไม่ได้กิน!”


ซ่งชิงตงจึงรีบกล่าวชวน “เช่นนั้นมากินข้าวกับพวกเราเถิด”


หลังเอ่ยจบ เขาก็ขยับไปด้านข้างเพื่อให้มีที่ว่างสำหรับทั้งสอง


แม้ว่าความสัมพันธ์ของพวกเขากับหลิวกุ้ยเสียจะไม่ค่อยดีนัก แต่พวกเขาก็ปฏิบัติต่อทั้งซ่งชิงหยวนและซ่งชิงหลินเหมือนเป็นพี่น้อง


ซงชิงเป่ยเงยหน้าขึ้นเช่นกัน ปากของเขามันแผลบไปด้วยน้ำมัน ก่อนจะโบกมือให้ชิงหย่วนและชิงหลินอย่างยินดี “พี่ชิงหยวน พี่ชิงหลิน มานี่สิขอรับ วันนี้บ้านเราทำลูกชิ้นทอดกับไก่ตุ๋น อร่อยมากเลยขอรับ!”


ซ่งชิงหลินที่อยากกินอยู่นานแล้ว เมื่อได้รับคำเชิญอย่างใจดีก็รีบเดินเข้าไปหาทุกคน “อืมๆ!”


บทที่ 38: ขอเนื้อไปให้ท่านแม่กิน


ในขณะนี้หัวใจของหลิวกุ้ยเสียที่ซ่อนตัวแอบฟังอยู่นอกประตูพลันบีบรัด


อดไม่ได้ที่จะว่ากล่าวลูกชายทั้งสอง เจ้าเด็กเห็นแก่กิน กินเป็นอย่างเดียวหรือไร ลืมไปสิ้นแล้วว่าแม่ใช้ให้ไปทำอะไร!


โชคดีที่ซ่งชิงหยวนดึงสติของชิงหลินกลับมาได้ทัน เขาพลางส่ายหัวและเอ่ยเตือน “เจ้าตะกละ อย่าลืมว่าเรามาทำอันใดที่นี่”


หลังจากได้รับการเตือนจากซ่งชิงหยวน ซ่งชิงหลินจึงชะงักฝีเท้า ก่อนจะถอยกลับไปยืนข้างซ่งชิงหยวนอย่างเชื่อฟัง


ซ่งชิงหยวนหน้าแดง เขามองไปยังซ่งชิงหลันก่อนเอ่ย “พี่ชิงหลัน พวกเราไม่กินสิ่งใดขอรับ ท่านแม่ของเรายังรอให้เรากลับไป อันที่จริงเรามาที่นี่ก็… เพื่อ… เพื่อ…”


เมื่อได้ยินว่าซ่งชิงหยวนเอ่ยประโยคนั้นออกมาไม่ได้อยู่นาน หลิวกุ้ยเสียนอกประตูก็กำลังจะบ้าตายเพราะความวิตกกังวล


ถ้าทำได้ นางคงไม่รีรอที่จะเข้าไปเอ่ยประโยคนั้นให้จบเสีย


“พูดสิ! พูด! พูดว่าเจ้าต้องการนำเนื้อนั่นกลับบ้านไปให้แม่กิน!”



ในความเป็นจริง ซ่งชิงหลันเห็นความตั้งใจของซ่งชิงหยวนและซ่งชิงหลินมาสักพักแล้ว ทั้งยังรู้ด้วยว่าหลินกุ้ยเสียซ่อนตัวอยู่นอกประตูเพื่อแอบฟังและเดาความคิดของนาง


สตรีนางนั้น เดิมทีแล้วโอหังไม่น้อย แต่ในจังหวะคับขันกลับเอาลูกชายมารับกระสุนแทนตัวเอง น่าสมเพชจริงๆ!


ซ่งชิงหลันไม่ต้องการทำให้สองพี่น้องอับอาย นางจึงให้พวกเขาถอยไป


ซ่งชิงหลันพลันยืนขึ้น ก่อนเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “วันนี้ท่านพี่ทำลูกชิ้นเยอะ ชิงหยวน ชิงหลิน เหตุใดเจ้าไม่แบ่งกลับไปกินกับท่านพ่อท่านแม่เล่า”


ซ่งชิงหยวนกังวลด้วยไม่รู้ว่าจะเอ่ยอย่างไร แต่เมื่อเขาได้ยินข้อเสนอของซ่งชิงหลัน เขาจึงพยักหน้าทันทีและเอ่ย “ขอรับ! ขอรับ!”


“มา! เอาชามของเจ้ามา”


“ขอรับ”


ซ่งชิงหยวนและซ่งชิงหลินตามซ่งชิงหลันไปยังเตาที่มีลูกชิ้นจำนวนไม่น้อยอยู่


ซ่งชิงหลันนำลูกชิ้นทอดที่เหลือทั้งหมดใส่ลงในชามของพวกเขา ทั้งสองชามจึงมีลูกชิ้นอยู่อย่างละครึ่งชาม


ซ่งชิงหยวนมองของในชามก่อนจะเอ่ยขึ้น “พี่ชิงหลัน ท่าน…”


ซ่งชิงหลันยิ้มให้เขา “ลูกชิ้นทอดนี่ยังร้อนอยู่ รีบเอากลับไปกินเถิด”


ดวงตาของซ่งชิงหยวนพลันแดงก่ำ เขารีบกล่าวขอบคุณ “พี่ชิงหลัน ขอบคุณขอรับ”


เมื่อเทียบกับความเอื้ออาทรของพี่ชิงหลัน พฤติกรรมของพวกเขานั้นแย่เกินไป


ส่วนซ่งชิงหลิน เจ้าตะกละไม่อาจห้ามใจ หยิบลูกชิ้นทอดเข้าปากอย่างเอร็ดอร่อย


“พี่ชิงหลัน ลูกชิ้นทอดของท่านหอมมากขอรับ!”


ซ่งชิงหลันลูบหัวของเขา “ถ้าเจ้าชอบกิน ต่อไปหากที่บ้านพี่ทำลูกชิ้นทอดอีกจะเรียกเจ้ามากินด้วย รีบกลับบ้านเถิด”


พวกเขาไม่ใช่แค่ลูกชายของหลิวกุ้ยเสียเท่านั้น แต่ยังเป็นลูกของท่านอาเล็กด้วย อีกทั้งพวกเขายังรู้เรื่องรู้ราว ซ่งชิงหลันย่อมยินดีที่จะทำดีกับพวกเขา


“ขอบคุณขอรับ พี่ชิงหลัน”


เด็กทั้งสองทักทายและบอกลาทุกคน จากนั้นก็ออกจากประตูไปพร้อมชามในมืออย่างมีความสุขราวกับพบเจอขุมทรัพย์


หลังจากที่พวกเขาก้าวข้ามธรณีประตูบ้านของซ่งชิงหลัน หลิวกุ้ยเสียอดใจรอไม่ไหว รีบจับมือของพวกเขาพร้อมเอ่ย “เร็วเข้า! ให้แม่ดูหน่อยเถิดว่าลูกชิ้นทอดเป็นอย่างไร?”


ท่าทีหลิวกุ้ยเสียเต็มไปด้วยความตื่นเต้น แต่เมื่อนางเห็นลูกชิ้นในชาม ใบหน้าของนางพลันแปรเปลี่ยนไปทันที


นางคำราม “นี่มันอันใดกัน? ให้มาแค่นี้เองหรือ ให้ขอทานหรืออย่างไรกัน?”


ซ่งชิงหยวนกลัวว่าเสียงของหลิวกุ้ยเสียจะรบกวนคนในบ้าน เขาจึงรีบดึงมือของนาง “ท่านแม่ อย่าตะโกน พี่ชิงหลันให้ลูกชิ้นทั้งหมดแก่เราแล้ว!”


“ข้าไม่เชื่อ!” หลิวกุ้ยเสียรู้สึกว่านางถูกดูถูก “นางเด็กนั่นฉลาดเช่นนั้น นางต้องซ่อนลูกชิ้นไว้แล้วโกหกพวกเจ้าสองคนแน่! ไป! ตามแม่ไปหาลูกชิ้นของนาง!”


เมื่อเห็นว่าหลิวกุ้ยเสียจะเข้าไปในบ้านจริงๆ ซ่งชิงหยวนและซ่งชิงหลินจึบรีบดึงแขนซ้ายและขวาของนางไว้ทันที “ท่านแม่! อย่าไปทำตัวหน้าขายหน้าเลยขอรับ!”


บทที่ 39: แต่งงานกับสะใภ้ที่ร้ายกาจ


หลิวกุ้ยเสียเต็มไปด้วยความโกรธราวกับแม่ไก่แก่ที่กำลังคลุ้มคลั่ง


ในตอนนั้นเอง ซ่งชิงหลันก็เดินออกมา นางกวาดสายตามองหลิวกุ้ยเสียพลางเยาะเย้ย “อาสะใภ้ จะหาเรื่องอันใดอีกเจ้าคะ?”


“ข้าน่ะหรือหาเรื่อง? ซ่งชิงหลัน นังเด็กนี่ ยังกล้าถามอีกหรือ ดูแล้วเจ้าจงใจสินะ! ให้ลูกชิ้นเรามาแค่ไม่กี่ลูก เจ้าคิดว่าข้าเป็นขอทานอย่างนั้นหรือ?”


สายตาของซ่งชิงหลันพลันเย็นชา “อาสะใภ้ ข้าคิดว่าขอทานยังดีกว่าท่านเสียอีกเจ้าค่ะ อย่างน้อยพวกเขาก็มาขอทานด้วยตัวเอง แต่ท่านนั้นกลับกัน อายเกินกว่าจะมาด้วยตัวเองเลยให้ชิงหย่วนและชิงหลินมา เป็นแม่ประสาใดเล่า? ไม่รู้จักละอายใจสักนิด!”


สตรีแพศยา มีแรงมีกำลังก็ไปทำงานหาเงินสิ มาหานางเพื่อขอข้าวอะไรกัน!


“ก็แค่ลูกชิ้นไม่กี่ลูกไม่ใช่หรือ? เจ้ามีความสามารถใดกัน?” หลิวกุ้ยเสียเชิดหน้าขึ้นราวกับไก่ที่พร้อมสู้ “ลูกชิ้นพวกนี้ ข้าไม่เห็นจะชอบ พวกเจ้าอย่าไปกินมันล่ะ”


หลิวกุ้ยเสียกระแทกชามในมือของซ่งชิงหย่วนและซิงชิงหลินอย่างเกรี้ยวกราด


เสียง ‘เพล้ง’ ของชามที่ตกแตกลงบนพื้นดังขึ้น พวกลูกชิ้นก็กลิ้งไปตามพื้นเช่นกัน


ซ่งชิงหลินพลันอุทานออกมา “อ๊ะ! ลูกชิ้นของข้า! ท่านแม่ เหตุใดถึงทิ้งลูกชิ้นไปขอรับ!”


ซ่งชิงหยวนนั่งยองกับพื้นทันที เขาเอ่ยกับซ่งชิงหลินว่า “ไม่ต้องร้องไห้ เก็บลูกชิ้นพวกนี้ขึ้นมาเถิด เรายังเอามากินได้”


ซ่งชิงหลินพยักหน้า จากนั้นจึงรีบเก็บลูกชิ้นบนพื้นใส่ไว้ในเสื้อผ้าของเขา ทั้งยังเผลอเอาเข้าปากไปด้วยสองลูกเพราะกลัวจะถูกห้ามอีก


หลิวกุ้ยเสียมองการกระทำของเด็กทั้งสองจึงยิ่งเดือดดาล “ทำอันใดกัน! ผู้ใดอนุญาตให้พวกเจ้าเก็บ! ของไร้ค่าเช่นนี้!”


ในขณะที่เอ่ย นางขว้างลูกชิ้นที่ซ่งชิงหยวนและซ่งชิงหลินเพิ่งหยิบขึ้นมาลงบนพื้นอีกครั้ง ก่อนจะเหยียบเพื่อบดขยี้มัน


เด็กชายทั้งสองดึงเท้าของหลิวกุ้ยเสียไว้พลางร้องเรียก “ท่านแม่! อย่าเหยียบขอรับ! อย่าเหยียบมัน!”


นี่ไม่ได้เป็นเพียงสมบัติของพวกเขา แต่เป็นสิ่งที่พี่ชิงหลันทำงานหนักเพื่อแลกมันมา!


ซ่งชิงหลันทนไม่ไหว “อาสะใภ้! ท่านทำเกินไปแล้ว! ลูกชิ้นพวกนี้เป็นของน้องชายทั้งสองของข้า ท่านมีสิทธิ์ใดมาเหยียบย่ำมัน?”


หลิวกุ้ยเสียพลันยกยิ้มอย่างมีเลศนัย “ข้าทำสิ่งที่ชอบ เจ้าจะมาสนใจอันใดเล่า?”


ความวุ่นวายภายนอกประตูนั้นได้ยินไปถึงคนในบ้าน แม่เฒ่าซ่งและหลานชายทั้งสามจึงออกมาเช่นกัน


เมื่อมองไปที่ซ่งชิงหลินและซ่งชิงหยวนซึ่งนั่งกุมเท้าของหลิวกุ้ยเสียอยู่บนพื้น หญิงชราพลันเอ่ยถามขึ้น “ชิงหยวน ชิงหลิน พวกเจ้าสองคนทำอันใดอยู่ตรงนั้น?”


ซ่งชิงหลินร้องไห้ ปล่อยให้น้ำตาและน้ำมูกไหลอาบใบหน้า เขาสะอึกสะอื้น ก่อนเอ่ยว่า “ท่าน… ย่า… แม่ ท่านแม่เหยียบย่ำลูกชิ้นของเราไปแล้ว ฮึก ฮือ เราไม่มีลูกชิ้นให้กินอีกแล้วขอรับ ฮือ…”


ได้ยินดังนั้น ซ่งชิงตงก็หัวเสียขึ้นโดยพลัน “อาสะใภ้ นี่มันเกินไปหรือไม่ ลูกชิ้นพวกนี้ ท่านพี่ของข้าต้องเสียเงินไปไม่น้อยเพื่อซื้อเนื้อมาทำ!”


พวกเขายังไม่สามารถกินได้มากไปกว่านี้ แต่สตรีร้ายกาจนางนี้กลับทำเช่นนี้


ซ่งชิงซียังถามอีกว่า “ถูกต้อง! ถ้าท่านไม่กินแล้วจะเอาอาหารมาทิ้งขวางเช่นนี้เพื่อสิ่งใด?”


ซ่งชิงเป่ยพึมพำเสียงต่ำ “เห็นอยู่ชัดๆว่าเป็นท่านที่ให้ซ่งชิงหยวนและซ่งชิงหลินมาขอ”


หลิวกุ้ยเสียกวาดสายตามองไปยังทุกคนแล้วตะโกนโวยวาย “พวกเจ้าจะทำอันใด? คิดว่ามีคนมากกว่าแล้วจะมารังแกกันเช่นนั้นหรือ”


ชีวิตนี้ช่างอยู่ยากนัก ตระกูลซ่งทั้งตระกูลล้วนต่อต้านนาง


ซ่งชิงหลันยกยิ้มเย็น “ไม่มีผู้ใดที่นี่ต้องการกลั่นแกล้งท่าน มีแต่ท่านนั่นแหละที่หาแต่เรื่อง!”


หลิวกุ้ยเสียรู้สึกกินปูนร้อนท้องจึงเอ่ยประโยคหนึ่งทิ้งไว้ “ฮึ่ม! ข้าไม่อยากทะเลาะกับเจ้าแล้ว”


หลังเอ่ยจบนางก็ลากลูกชายทั้งสองกลับบ้าน “ไป! กลับบ้าน!”


ซ่งชิงหยวนและซ่งชิงหลินถูกลากกลับบ้านไปพร้อมกับร้องไห้ ตามมาด้วยเสียงดุด่าของหลิวกุ้ยเสียที่ลอยผ่านผนังกั้นมา


แม่เฒ่าซ่งส่ายหน้าอย่างจนปัญญาพลางเอ่ยเสียงแผ่วเบา “เป็นการแต่งงานกับสะใภ้ที่ร้ายกาจจริงๆ ไม่มีความสงบสุขในครอบครัวเลย!”


บทที่ 40: เป็นท่านแม่ที่ก่นด่าพี่ชิงหลัน


เมื่อหลิวกุ้ยเสียกลับถึงบ้าน นางก็ทิ้งตัวลงบนเก้าอี้อย่างหมดแรง


ซ่งชิงหยวนและซ่งชิงหลินยังคงคร่ำครวญถึงลูกชิ้นที่ถูกเหยียบ ทั้งยังร้องไห้สะอึกสะอื้น


ในตอนนั้นเอง ซ่งอวิ๋นเฟิงที่เลิกงานแล้วก็กลับมาถึงบ้านพอดี


ทันทีที่เข้ามาในบ้าน เขาก็รู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ เพราะลูกชายทั้งสองกำลังร้องไห้อยู่ โต๊ะอาหารก็ไม่ได้จัดโต๊ะไว้เหมือนเคย


ซ่งอวิ๋นเฟิงพลันขมวดคิ้ว เขามองไปยังหลิวกุ้ยเสียแล้วเอ่ยถาม “ภรรยา เกิดสิ่งใดขึ้น เหตุใดอาหารยังไม่พร้อมอีกเล่า เด็กๆหิวหรือเปล่า?”


“สามี! ในที่สุดท่านก็กลับมา ข้าถูกรังแก! ข้าถูกรังแก! ฮือ” หลิวกุ้ยเสียเริ่มการแสดง ก่อนจะนั่งลงร้องไห้ที่พื้น


คนที่ไม่รู้ย่อมคิดว่านางต้องทนทุกข์กับเรื่องมากมายแน่


แต่ซ่งอวิ๋นเฟิงเป็นสามีของนางมาเป็นเวลาหลายปี เขาคุ้นเคยกับละครของนางเสียแล้ว กลอุบายของนางคือ หนึ่งร้องไห้ สองโวยวาย สามจะแขวนคอ


ภรรยาของเขาเป็นคนเฉลียวฉลาดเพียงนี้ มีเพียงนางที่รังแกคนอื่น แล้วไหนเลยจะปล่อยให้คนอื่นมารังแกตน


ซ่งอวิ๋นเฟิงจึงไม่ถือสา เขานั่งลงถัดจากลูกชายทั้งสองพลางมองไปยังหลิวกุ้ยเสียซึ่งอยู่บนพื้น ก่อนเอ่ยถามอย่างไม่ใส่ใจ “ผู้ใดรังแกเจ้า?”


หลิวกุ้ยเสียเอ่ยอย่างฮึกเหิม “จะเป็นผู้ใดไปได้เล่าถ้าไม่ใช่หลานสาวที่รักของท่าน!”


ซ่งอวิ๋นเฟิงยิ่งสับสน “หมายถึงหลันหลันหรือ?”


เขาพลันเอ่ยพึมพำ “ถ้าไม่ใช่ว่าเจ้าไปรังแกนางก่อน นางจะรังแกเจ้าได้อย่างไร!”


หลิวกุ้ยเสียยังคงสะอึกสะอื้น นางเอ่ยต่อ “ใช่แล้ว! นางนั่นแหละ สตรีนางนี้ร้ายกาจเกินไปจริงๆ ในสายตาของนาง นางไม่แม้แต่จะมองว่าข้าเป็นผู้อาวุโสกว่าสักนิด ทั้งก่นด่า ทั้งดูถูกข้า ทั้งยังพยายามทำร้ายข้า!”


เมื่อซ่งชิงหยวนได้ยินเช่นนี้ เขาก็ยิ่งร้องไห้หนักขึ้นก่อนจะตะโกนออกมา “ท่านแม่โกหก! ท่านแม่โกหก! ความผิดของท่านแม่ล้วนๆ พี่ชิงหลันเป็นคนดี!”


“เพียะ!”


ก่อนที่ซ่งชิงหยวนจะเอ่ยจบ หลิวกุ้ยเสียก็ตบปากของเขาแล้วเอ่ยเสียงดัง “เจ้าพูดเรื่องบ้าอันใด ไอ้ลูกเวร เหตุใดเจ้าถึงเห็นคนอื่นดีกว่าแม่ตัวเอง”


นางทำบาปกรรมไว้มากเพียงใดกัน แม้แต่บุตรชายของนางเองยังเข้าข้างคนนอก


น้ำตาแห่งความข่มขื่นของซ่งชิงหยวนไหลร่วงลงทันใด “ข้าไม่ได้พูดไร้สาระ! ท่านมักจะรังแกพี่ชิงหลัน ท่านเป็นคนเลว! ข้าไม่อยากมีแม่เช่นนี้!”


หลิวกุ้ยเสียโกรธมากเสียจนนัยน์ตาแดงก่ำ นางเงื้อมือขึ้นอีกครั้ง “เจ้าพูดอีกครั้งซิ! พูดอีกครั้ง! แม่จะตบปากเจ้าให้แตก!”


“พอแล้ว!” ซ่งหอวิ๋นเฟิงจับข้อมือของนางไว้ จากนั้นก็เอ่ยเสียงเย็นว่า “เจ้าจะพอได้หรือยัง! เหตุใดอยู่ดีๆจะมาตบตีลูก?”


ซ่งอวิ๋นเฟิงเองได้ยินคำพูดของซ่งชิงหยวนก็รู้ว่ามีบางอย่างผิดปกติ


หลังจากที่เขาหยุดหลิวกุ้ยเสียไว้ เขาก็หันมาปลอบซ่งซิงหยวนอย่างนุ่มนวล “ชิงหยวนบอกพ่อทีเถิดว่าเกิดสิ่งใดขึ้น?”


ริมฝีปากของซ่งชิงหยวนบวมแดงจากการถูกตบ เขาจึงพูดได้ไม่ชัดนัก แต่เด็กหนุ่มก็เล่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นให้ฟังอย่างละเอียด


ซ่งชิงหลินเอ่ยขึ้นทั้งน้ำตา “ไม่มีลูกชิ้นแล้ว ท่านพ่อขอรับ ข้าอยากกินลูกชิ้น ท่านแม่ต่างหากที่ผิด ยังจะไปดุด่าพี่ชิงหลันอีก…”


ซ่งอวิ๋นเฟิงโกรธจนร่างของเขาสั่นเทิ้ม เขาพลันลุกขึ้นยืนพลางใช้ดวงตาจับจ้องไปยังหลิวกุ้ยเสียอย่างเดือดดาล “พวกเขาพูดจริงหรือไม่?”


หลิวกุ้ยเสียเผยอปากของนางขึ้น ก่อนจะเอ่ยอย่างฉุนเฉียว “ถ้าเป็นเรื่องจริงแล้วอย่างไร? มันก็แค่ลูกชิ้นไม่กี่ลูก? ข้าไม่สนใจมันเสียด้วยซ้ำ ข้า…”


“เพียะ!”


ก่อนที่หลิวกุ้ยเสียจะเอ่ยจบประโยค ซ่งอวิ๋นเฟิงตบเข้าที่ใบหน้าของนางโดยพลัน!


จบตอน 

Comments