บทที่ 41: ข้าจะหย่ากับเจ้า
ในสายสายตาของหลิวกุ้ยเสีย ซ่งอวิ๋นเฟิงเป็นสามีที่อยู่ในโอวาทของนางเสมอ
แม้ว่าเขาจะไม่ได้เรื่องได้ราว แต่ก็ง่ายที่จะควบคุม
ทว่าตั้งแต่นังตัวดีซ่งชิงหลันกลับมาอยู่ที่ตระกูลซ่ง สามีซื่อบื้อของนางก็เริ่มเปลี่ยนไป เขาเริ่มต่อต้านและขัดใจนางบ่อยครั้งขึ้น
ยิ่งหลิวกุ้ยเสียคิดถึงเรื่องนี้มากขึ้นเท่าไรนางก็ยิ่งหงุดหงิดใจ คนเป็นภรรยาทิ้งตัวนั่งลงที่พื้นแล้วกรีดร้องเสียงดัง “คนสารเลว ใจจืดใจดำ ไร้ประโยชน์สิ้นดี!”
“นี่เจ้าจะทรมานภรรยาของตนเองต่อไปได้อย่างไรกัน แม้แต่เงินจะหาซื้อเนื้อมากินก็ยังไม่มีปัญญา ฮือออ…ให้ตาย เหตุใดข้า…ข้าจะต้องทนอยู่ต่อไป”
ความอดทนหลายปีของซ่งอวิ๋นเฟิงในที่สุดก็สะบั้นลง
เขาชี้หน้าหลิวกุ้ยเสียด้วยความโกรธ “ใช่ เจ้าพูดถูก ข้ามันคนไร้ค่า แม้แต่จะดูแลแม่ตัวเองก็ยังทำไม่ได้ หลานชายหลานสาวก็ถูกกลั่นแกล้ง ข้าทำได้แต่เฝ้าขอโทษพี่ชายที่ตายไปแล้ว อีกอย่างน้องสะใภ้ก็ไม่ได้เป็นคนดีเลยสักนิด”
น้ำเสียงของเขามีแววเย้ยหยัน “เจ้าบอกว่าทนอยู่กับข้าต่อไปไม่ได้ใช่หรือไม่ เช่นนั้นดีเลย เจ้าไม่ต้องอยู่อีกต่อไปแล้ว”หลิวกุ้ยเสียตกตะลึงในทันที
ปกติแล้วเมื่อใดที่นางเริ่มร้องไห้ ขู่ว่าจะไปแขวนคอตาย ซ่งอวิ๋นเฟิงก็จะไร้ทางเลือกนอกจากยอมจำนนให้นางในที่สุด
หากแต่ครั้งนี้เขากลับเปลี่ยนไป ไม่เป็นดังเช่นที่นางคาดการณ์ไว้ จู่ๆ สามีบื้อของนางก็กลับแข็งข้อขึ้นมาเสียได้
“ซ่งอวิ๋นเฟิง… เจ้าหมายความว่าอย่างไร”
ซ่งอวิ๋นเฟิงมีท่าทีนิ่งเฉยยามเอ่ยตอบออกมาเสียงดัง “ไม่เข้าใจหรืออย่างไร ข้าจะหย่ากับเจ้า!”
หลิวกุ้ยเสียจ้องสามีเขม็ง “ซ่งอวิ๋นเฟิง! นี่เจ้ากล้าพูดเรื่องหย่าออกมาหรือ”
“ใช่ ข้านี่แหละ ข้าทนมามากเกินไปแล้ว ไม่ทนอีกต่อไปแล้ว!”
“นี่เจ้ายังจะกล้ามาพูดว่าที่ผ่านมาอดทนกับข้ามาตลอดอย่างนั้นหรือ!” หลิวกุ้ยเสียโกรธจนดวงตาแทบลุกเป็นไฟ “คนที่ต้องทนมันคือข้าต่างหาก ที่ต้องยอมทนเป็นเมียยาจกอย่างเจ้า”
“คนอย่างหลิวกุ้ยเสียต่างหากที่โชคร้ายเหมือนทำบาปทำกรรมมาแปดชาติ ต้องมาแต่งงานกับเจ้า”
ซ่งอวิ๋นเฟิงเองก็ตาแดงก่ำด้วยแรงอารมณ์ เขาทิ้งชามข้าวลงกับพื้นเสียงดัง ‘เคร้ง!’
“หลายปีที่ผ่านมาเจ้าได้ทำกระไรดีๆบ้างหรือไม่ ตั้งแต่แต่งเข้าบ้านเรามา มีกระไรที่เรียกได้ว่าเป็นประโยชน์บ้าง”
“บังคับให้ข้าแยกบ้านกับท่านแม่และหลานๆ พวกเขาต้องทนอดอยาก ก็เป็นเจ้าที่ไม่ยอมให้ข้าแบ่งอาหารให้ไม่ใช่หรือ ไหนจะหลานสาวคนโตที่ถูกตระกูลไป๋รังแก เจ้ากลับดูสนุกสนานที่ได้เห็นเช่นนั้น คนอย่างเจ้า มีจิตสำนึกบ้างหรือไม่”
นางเองก็ทิ้งชามข้าวลงพื้นด้วยความโกรธเช่นกัน “ได้เลย ในเมื่อเจ้าบอกว่าข้าเป็นภรรยาที่แย่มากใช่หรือไม่ ดี! เช่นนั้นข้าจะไม่เป็นแล้ว ไปก็ได้ ฮึ!”
ว่าจบนางก็สับเท้าเข้าไปในห้องเพื่อเก็บข้าวของส่วนตัวของตนเอง
ระหว่างที่มือกำลังรวบรวมของต่างๆ ปากก็สบถด่า สาปแช่งออกมาไม่หยุด “ไอ้คนใจดำไร้หัวใจ ถ้าไม่มีข้าคอยดูแลมาตลอดจะอยู่รอดมาจนทุกวันนี้หรือไม่ ถ้าคิดว่าตัวเองดีนักก็อยู่ไปเลย ตระกูลซ่งของเจ้าไม่เห็นจะมีกระไรดีสักอย่าง…”
คนเป็นสามีเมื่อเห็นว่าภรรยากำลังเข้าไปเก็บเสื้อผ้า ซ่งอวิ๋นเฟิงก็ไม่มีทีท่าจะเข้าไปห้ามนางเลยแม้แต่น้อย
เขานิ่งมากจนทำให้หลิวกุ้ยเสียเริ่มกระวนกระวายใจ “นี่เจ้าจะไม่ใยดีข้าจริงๆใช่หรือไม่ ไอ้คนเฮงซวย ดี ได้ แล้วจะได้เห็นดีกัน”
นางเตะประตูอย่างแรง จนส่งเสียงดังลั่น และจงใจเดินผ่านสามพ่อลูกไป
น้ำตาของซ่งชิงหลินอาบใบหน้าในขณะที่มองไปยังมารดาเดินออกจากบ้านไปพร้อมข้าวของ จึงรีบตะโกนไล่หลังไป “ท่านแม่ ท่านจะไปที่ใด ท่านยังไม่ได้เอาข้าวให้เรากินเลย!”
บทที่ 42: พ่อเจ้านั่นแหละที่บังคับให้แม่ต้องไป
หลิวกุ้ยเสียโมโหจนอกแทบแตก
ไอ้เด็กพวกนี้ เวลาเช่นนี้ยังจะมาถามหาแต่กับข้าว นี่นางเลี้ยงลูกไม่ได้เรื่องสองคนนี้มาตลอดได้อย่างไรกัน
นางถอนหายใจอย่างแรง แล้วหันหลังกลับมาขึ้นเสียง “พ่อเจ้านั่นแหละที่บังคับให้แม่ต้องไป ถ้าเขาประเสริฐมากนักก็คงเลี้ยงพวกเจ้าเองได้!”
ซ่งอวิ๋นเฟิงไม่แม้แต่จะชายตามองภรรยา ซ้ำยังโบกมือไล่อย่างไม่สบอารมณ์
“ไปๆ จะไปก็รีบไป ยังจะมามัวพูดอยู่อีก”
…
หลังจากที่ซ่งชิงหลันกินมื้อเย็นเรียบร้อย นางก็ส่งลูกเล็กทั้งสองเข้านอนที่ห้องของแม่เฒ่าซ่ง
แต่กลับไปยินเสียงทะเลาะกันของซ่งอวิ๋นเฟิงและหลิวกุ้ยเสียอีกครั้ง
ท่านย่าที่เป็นแม่ของพวกเขาแอบฟังอยู่ที่มุมห้อง นางได้ยินเสียงโต้เถียงกันอยู่เรื่อยๆ พร้อมกับเสียงเด็กสองคนร้องไห้ และเสียงชามแตก
ราวกับว่านี่อาจจะกลายเป็นเรื่องใหญ่ได้
หญิงชราเกิดความสงสัยมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อได้ฟังเสียงเอะอะนั่น นางเหลือบตามองมาทางซ่งชิงตงที่แอบฟังอยู่ด้วยเช่นกัน แล้วถามอย่างแผ่วเบาว่า “ชิงตง เหตุใดครั้งนี้อาเจ้าเขาทะเลาะกันแรงถึงเพียงนี้”
หูของแม่เฒ่าซ่งเริ่มจะไม่ค่อยดีแล้ว จึงทำให้ได้ยินเรื่องราวทั้งหมดไม่ได้ชัดเจนนัก
ซ่งชิงตงเอาหูแนบกับผนัง “ก็น่าจะเหมือนทุกครั้งนะขอรับ อาสะใภ้รองหาเรื่องท่านอารอง อ๊ะ เรื่องใหญ่แล้ว!”
ซ่งชิงตงเอ่ยเสียงดังท่าทางเคร่งเครียดขึ้นมาทันใด
นั่นทำให้ท่านย่าประหม่าขึ้นมา “เกิดกระไรขึ้นหรือ?”
หลานชายคนโตกะพริบตาปริบๆอย่างไม่อยากจะเชื่อ “ข้าได้ยินท่านอารองบอกว่าจะหย่ากับอาสะใภ้ แล้วอาสะใภ้จะออกจากบ้าน”
“ว่าอย่างไรนะ จริงหรือ!” แม่เฒ่าซ่งย่ำเท้าอย่างร้อนใจ “ไป เราไปดูกันเถิด”
แม่เฒ่าซ่งและซ่งชิงตงเดินมาถึงที่กำแพงระหว่างที่หลิวกุ้ยเสียกำลังเดินออกมาจากบ้านด้วยความโกรธพร้อมกับข้าวของในมือ
“ลูกสะใภ้ มันดึกมากแล้ว เจ้าขนของจะไปที่ใด”
ความโกรธที่หลิวกุ้ยเสียมียิ่งปะทุรุนแรงมากขึ้นเมื่อพบหน้าหญิงชราและเด็กหนุ่ม ที่ฝีปากไม่ได้ลดราวาศอกลงเลย
นางมองอย่างเย็นชา ก่อนเอ่ยอย่างเย้ยหยัน “ลูกชายไม่เอาไหนที่ท่านเป็นคนเลี้ยงมาบอกว่าจะหย่ากับข้าอย่างไรเล่า ข้าทนอยู่บ้านเฮงซวยนี่ต่อไปไม่ไหวแล้ว หลีกทาง!”
ว่าจบนางก็จงใจเดินแทรกระหว่าสองย่าหลานด้วยความโกรธ
“หยุดนะ!” ซ่งชิงตงคว้าแขนของนางไว้ด้วยความโกรธ “กล้าดีอย่างไรมาพูดถึงท่านย่าของข้าเช่นนั้น ขอโทษท่านย่ามาก่อน”
หลิวกุ้ยเสียเบิกตากว้าง ดวงตาวาวโรจน์ด้วยความโมโห “เหตุใดเล่า แก่แล้วไม่ผิด แตะไม่ได้หรือ ไอ้เด็กเหลือขอ เพราะเจ้าด้วยเหมือนกันที่ทำให้ข้าต้องทะเลาะกับซ่งอวิ๋นเฟิงทุกวัน หลีกไป!”
ว่าจบนางก็ผลักซ่งชิงตงลงกับพื้นอย่างแรง
แม่เฒ่าซ่งจึงรีบเข้าไปหาหลานชาย “ชิงตง เจ้าเป็นกระไรหรือไม่”
เด็กหนุ่มส่ายหน้า “ท่านย่า ข้าไม่เป็นกระไรขอรับ”
“ดีแล้ว ลุกขึ้นเถิด”
แม่เฒ่าซ่งกำลังจะช่วยให้หลานชายลุกขึ้น แต่นางกลับไม่สามารถทรงตัวได้ หญิงชราเซถลาไปด้านหน้าและล้มลง
โชคดีที่หิมะบนพื้นหนาเพียงพอที่จะรับร่างบอบบางของหญิงชราเอาไว้ได้โดยไม่ทำให้บาดเจ็บ
ถึงกระนั้นซ่งอวิ๋นเฟิงก็ตามมาเห็นเหตุการณ์อย่างพอดิบพอดี “ท่านแม่!”
ซ่งอวิ๋นเฟิงรีบตรงเข้ามาช่วยแม่ที่แก่ชราให้ลุกขึ้นจากพื้น
เขาตะโกนใส่ภรรยาที่เพิ่งจะทะเลาะกันมาอย่างโกรธเกี้ยว “นังสารเลว! นี่เจ้าทำกระไรท่านแม่ข้ากับชิงตง”
“ข้า ข้า ข้าไม่ได้ทำกระไรนางเลย ก็แค่พูดด้วยไม่กี่คำ” ครั้งนี้หลิวกุ้ยเสียรู้สึกพูดไม่ออกจริงๆ นางไม่รู้ว่าจะอธิบายเรื่องที่เกิดขึ้นได้อย่างไร
ซ่งอวิ๋นเฟิงตะคอกอย่างไม่อาจทนได้ “ออกไปประเดี๋ยวนี้! รีบไปเลยนะ ข้าจะไม่ยอมให้เจ้ากลับมาเหยียบที่นี่อีก ไป!”
บทที่ 43: กลับบ้านเดิมด้วยความโกรธ
หลังจากที่หลิวกุ้ยเสียจากไป แม่เฒ่าซ่งก็หันหน้ามองลูกชาย แล้วถอนหายใจออกมาเบาๆ
ลูกชายคนเล็กเป็นคนซื่อตรง มักจะถูกภรรยากดขี่ข่มเหงมาตั้งแต่ยังอยู่ด้วยกัน เป็นเวลาที่ยาวนานมาก กว่าเขาจะตัดสินใจได้ในวันนี้
ลูกชายมองมาทางแม่ของตนเองเช่นกัน เขาเริ่มถามอย่างเป็นห่วง “ท่านแม่ ท่านเจ็บตรงใดหรือไม่ขอรับ ตกใจมากหรือไม่”
“แม่สบายดี อวิ๋นเฟิง เราเข้าไปคุยกันข้างในเถิด”
ซ่งชิงตงและซ่งอวิ๋นเฟิงมาช่วยกันพยุงหญิงชรา ซ่งชิงหลันก็กำลังออกมาดูเช่นกัน ทั้งสี่คนจึงรวมตัวกันที่บ้านของซ่งอวิ๋นเฟิง
ภายในบ้านมีซ่งชิงหยวนและซ่งชิงหลินกำลังร้องไห้ด้วยความหิว
เมื่อเห็นหลานชายที่น่าสงสารทั้งสอง ท่านย่าก็เข้าไปถามด้วยความเป็นห่วง “เจ้าสองคนยังไม่ได้กินอันใดอีกหรือ”
ไม่ว่าจะยุคสมัยไหน ลูกๆมักจะเป็นฝ่ายที่ต้องทนทุกข์ที่สุดยามพ่อแม่ทะเลาะกัน
ซ่งชิงหยวนและซ่งชิงหลินรีบพยักหน้ารับพร้อมสะอึกสะอื้น
ซ่งชิงหลันจึงรีบเข้าไปดูทันที “ชิงหลิน เจ้าไปจุดไฟ ซิงตงกับชิงหยวนมาช่วยข้า”
ซ่งชิงหลันหมายจะสอนพวกเขาทำอาหาร
เพียงไม่นานหลังจากนั้น วุ้นเส้นตุ๋นผักกาดขาวหนึ่งหม้อกับข้าวสวยร้อนๆก็พร้อมตั้งโต๊ะ
ซ่งชิงหลันมองไปยังลูกพี่ลูกน้องทั้งสองแล้วเอ่ยเบาๆ “ชิงหยวน ชิงหลิน เจ้าทั้งสองก็ไม่ใช่เด็กน้อยแล้ว เมื่อใดที่หิวข้าวก็ลองทำอาหารกินเองเถิด พวกเจ้าทำได้หรือไม่”
“ได้ขอรับ พวกข้าเข้าใจแล้วพี่ชิงหลัน” ทั้งสองพยักหน้ารับ
แม่เฒ่าซ่งก็นั่งอยู่ที่โต๊ะ มองสามพ่อลูกกินอาหารด้วยเช่นกัน
หลังจากลังเลอยู่นานในที่สุดนางก็เอ่ยถามขึ้นว่า “อวิ๋นเฟิง เจ้าคิดจะหย่ากับลูกสะใภ้จริงๆหรือ เจ้าแน่ใจใช่หรือไม่”
ลูกชายคนเล็กพลันหยุดตะเกียบแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มตอบว่า “ท่านแม่ ข้าตัดสินใจแล้วขอรับ ข้าเป็นลูกที่ไม่ดีมาหลายปี”
“อกตัญญูต่อท่านแม่ เป็นอาที่ไม่ได้เรื่อง ดูแลเด็กๆที่พี่ใหญ่ฝากฝังไว้ไม่ได้ จากนี้จะไม่เป็นอย่างนั้นอีกแล้วขอรับ ครอบครัวเราจะมีชีวิตที่ดี”
หญิงชราพยักหน้าอย่างครุ่นคิด “หากเจ้าไตร่ตรองดีแล้ว ไม่ว่าจะเลือกทางใดแม่ก็จะอยู่ข้างเจ้า”
ไม่ใช่ว่านางไม่อยากให้พวกเขาอยู่ด้วยกันฉันสามีภรรยาอย่างสงบสุข หากแต่นางก็รู้ดีกว่าลูกชายต้องทนทุกข์เพียงใดกับการใช้ชีวิตร่วมกับหลิวกุ้ยเสีย
บ้านเดิมของหลิวกุ้ยเสียอยู่ที่หมู่บ้านหลิวเจีย เป็นหมู่บ้านเล็กๆเขตชายขอบเมืองหลวง ไม่ได้ห่างจากตรอกหย่งเหอเกินกว่าจะเดินทางกลับไปไม่ถึงได้ในวันนี้
เมื่อนางกลับมาถึงบ้านก็พบว่าท่านพ่อกับท่านแม่หลับไปเสียแล้ว
เพราะอากาศหนาวจัดจนมือเท้าของหลิวกุ้ยเสียชาไปหมด จากการเดินทางท่ามกลางสภาพอากาศเช่นนี้
นางเอื้อมมือไปเคาะประตูแล้วตะโกนเสียงดัง “ท่านพ่อ ท่านแม่ เปิดประตูให้ข้าที”
เจ้าสุนัขสีน้ำตาลแดงตัวใหญ่ที่ลานหน้าบ้านเห็นนางก็เห่าเสียงดัง จนทำให้หลิวต้าหนิวและเฮ่อชุนฮวาที่หลับอยู่ด้านในตื่นขึ้นมา
เฮ่อชุนฮวาสะกิดแขนหลิวต้าหนิว “นี่พ่อ ได้ยินเสียงเคาะปะตูหรือไม่”
หลิวต้าหนิวพลิกตัวหันหลังให้นางแล้วพึมพำ “ไม่ นอนเถิด ข้าง่วงแล้ว”
หากแต่เจ้าหมาด้านนอกกลับเห่าด้วยเสียงดังยิ่งกว่าเดิม
“ท่านพ่อ ท่านแม่ เปิดประตูเร็ว ข้ากลับมาแล้ว”
เฮ่อชุนฮวาตื่นเต็มตาขึ้นมาทันที “ตาแก่ มีคนมาเรียกอยู่หน้าบ้านจริงๆ เหมือนว่าเสียจื่อจะกลับมาบ้าน!”
ระหว่างที่พูดชื่อนั้น เฮ่อชุนฮวาก็รีบลุกขึ้นจากที่นอน สวมเสื้อคลุมบุนวมตัวหนารีบออกไปเปิดประตู
นางรีบตะโกนถามออกไป “เสียจื่อ นั่นเจ้าหรือ?”
“ท่านแม่ ข้าเอง ข้ากลับมาแล้ว”
ทันทีที่ได้ยินเสียงของลูกสาว คนเป็นแม่ก็เร่งฝีเท้ารีบไปเปิดประตู “ดึกดื่นป่านนี้… เหตุใดเจ้าถึงได้…”
เมื่อนางเปิดประตูออกก็พบว่าหลิวกุ้ยเสียยืนอยู่ด้านนอกเพียงลำพัง
บทที่ 44: หากหย่ากันจริงๆแล้วเจ้าจะไปอยู่ที่ใด?
จู่ๆ หัวใจของเฮ่อชุนฮวาก็ดังโครมครามในอก เพราะรู้สึกได้ถึงลางไม่ดี นางเริ่มถามลูกสาว “เสียจื่อ เหตุใดเจ้าจึงกลับมาเพียงลำพังเช่นนี้”
สีหน้าของลูกสาวพลันเปลี่ยนไปเล็กน้อย นางเดินเข้ามาที่ลานบ้านแล้วตอบอย่างแผ่วเบา “ท่านแม่ เราไปคุยกันข้างในเถิด ข้าจะแข็งตายอยู่แล้วเจ้าค่ะ”
หลังจากได้เข้าไปผิงไฟในบ้าน สีหน้าของหลิวกุ้ยเสียก็ค่อยๆดีขึ้น
หลิวต้าหนิวก็มีท่าทีประหลาดใจที่เห็นลูกสาวกลับมายามวิกาล เขาเหลือบตามองนางแล้วเริ่มถามอย่างตรงไปตรงมา “เสียจื่อ บอกความจริงกับพ่อมา เหตุใดเจ้าจึงกลับมากลางดึกเช่นนี้”
สตรีย่อมเข้าใจหัวอกกันมากกว่า เฮ่อชุนฮวาเข้าใจความคิดของลูกสาวในทันที “เสียจื่อ นี่เจ้าทะเลาะกับสามีใช่หรือไม่”
หลิวกุ้ยเสียก้มหน้าแล้วตอบเสียงอ่อน “เขาจะหย่ากับข้า”
“เจ้าว่าอย่างไรนะ!”
“ว่าอย่างไรนะ!”
ผู้ใหญ่ทั้งสองได้ยินเช่นนั้นก็พากันตื่นตกใจ
หลิวต้าหนิวหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธ “กล้าพูดเช่นนั้นออกมาได้อย่างไร! นี่มันไม่ใช่เรื่องเล็กๆนะ ตัดสินใจดีแล้วหรือ นี่แสดงว่าเจ้าจะต้องย้ายออกอย่างนั้นหรือ”
“นั่นสิ” เฮ่อชุนฮวากล่าวต่อ “เสียจื่อ ต่อให้เจ้าโกรธเขาเพียงใด เขาก็ไม่น่าจะปล่อยเจ้ากลับมาเช่นนี้ นี่แสดงว่าจะหย่ากันจริงๆอย่างนั้นหรือ”
หลิวกุ้ยเสียตอบด้วยความโกรธเคือง “จะหย่าก็หย่าเลย!”
หลิวต้าหนิวเริ่มทนไม่ไหว “นี่เจ้าพูดไร้สาระอันใด จะหย่าก็หย่าอย่างนั้นหรือ หากหย่าแล้วเจ้าจะไปอยู่ที่ใด”
หัวใจของลูกสาวแหลกสลาย นางเอ่ยถามขึ้น “ถ้าอย่างนั้น ข้าจะกลับมาที่นี่ ท่านแม่ ข้าจะไม่ไปยุ่งเกี่ยวกับซ่งอวิ๋นเฟิงอีกต่อไปแล้วเจ้าค่ะ”
“นี่เจ้า…” หลิวต้าหนิวง้างมือขึ้นด้วยความโกรธ หมายจะตบลูกสาว หากแต่เฮ่อชุนฮวาห้ามเอาไว้ได้ทัน
เฮ่อชุนฮวาขยิบตาให้สามี “ตาเฒ่า กลับเข้าไปนอนก่อนดีกว่า อย่าโมโหนักเลย ปล่อยให้เด็กๆคุยกันทีหลังเถิด ข้าจะช่วยพูดให้เอง”
หลิวต้าหนิวสะบัดมือ “คุยกันให้รู้เรื่องล่ะ!”
หลังว่าจบเขาก็หันหลังกลับเข้าห้องไป
เฮ่อชุนฮวานั่งลงข้างหลิวกุ้ยเสียอย่างเป็นห่วงและเริ่มเอ่ยอย่างจริงใจ “เสียจื่อ แม่ก็เป็นสตรีเช่นเดียวกับเจ้า หัวอกเดียวกับเจ้า แม่รู้ว่าสามีทำให้เจ้าเจ็บช้ำน้ำใจ”
“หากแต่เมื่อเป็นสามีภรรยากันแล้ว หนักนิดเบาหน่อยก็ต้องอภัยให้กัน อย่าให้ถึงขั้นต้องหย่าเลย”
สามีภรรยาบ้านใดบ้างที่ไม่เคยทะเลาะกัน ซ้ำนางยังรู้ดีว่าลูกเขยดูแลลูกสาวนางอย่างดีเสมอ
“ข้าไม่ทนแล้ว คราวนี้เป็นเขานั่นแหละที่ผิด เหตุใดข้าต้องไปขอโทษเขาด้วย”
เฮ่อชุนฮวาเหลือบมองนาง “เด็กโง่ เจ้ายังไม่เข้าใจอีกหรือ อวิ๋นเฟิงอยู่ใต้โอวาทของเจ้ามาตลอด ถ้าเขาไม่ได้โกรธจนถึงที่สุดแล้วจริงๆ เขาจะกล้าพูดเช่นนี้ออกมาได้อย่างไร”
สิ่งที่ท่านแม่ว่านั้นสมเหตุสมผลทุกประการ และลึกๆแล้วหลิวกุ้ยเสียก็รู้ว่าตัวเองเป็นฝ่ายผิด นางจึงเงียบไป
เฮ่อชุนฮวาเห็นว่าท่าทีของลูกสาวอ่อนลงเล็กน้อย จึงเริ่มโน้มน้าวต่อไป “แม้ตระกูลซ่งจะไม่ได้ร่ำรวยเงินทอง แต่ก็ยังถือว่าเป็นคนในเมือง อย่างไรพวกเขาก็มีกินมีใช้ไม่ขัดสนเพียงแค่ต้องหางานทำเท่านั้น”
“มันเป็นเรื่องน่าเสียดายหากเจ้าจะหย่ากับเขาจริงๆ”
ครอบครัวซ่งน้้นยากจน หากแต่โชคดีที่ซ่งอวิ๋นเฟิงยังมีค่าจ้างรายเดือน ต่างจากคนในหมู่บ้านที่ยังต้องพึ่งฟ้าฝนทำมาหากิน อดมื้อกินมื้อไปตามสภาพอากาศ
หลิวกุ้ยเสียเม้มปากเข้าหากัน “ท่านแม่ ตอนแต่งงานท่านเคยบอกข้าว่าครอบครัวเขาต้องจ่ายเงินให้เราเพราะเป็นการแต่งลูกสาวเข้าบ้าน”
เฮ่อชุนฮวายิ้มร้าย ท่าทางของนางเปลี่ยนไปในทันทีแล้วรีบพูดว่า “เสียจื่อ วันพรุ่งแม่จะพาเจ้ากลับไปที่บ้านนั้น เราต้องทวงความยุติธรรม ให้พวกเขารู้ว่าลูกสาวของเราไม่ได้ถูกรังแกได้ง่ายๆ”
“เจ้าค่ะ” หลิวกุ้ยเสียก็คับแค้นใจเช่นกัน หากไม่ได้กลับไปสะสาง หัวใจนางคงไม่มีทางสงบลงได้
บทที่ 45: ไม่สามารถจ่ายเงินให้ลูกสาวผู้เลอค่าของเจ้าได้อีกต่อไปแล้ว
หลังจากเกลี้ยกล่อมลูกสาวแล้ว เฮ่อชุนฮวาก็กลับเข้าไปนอนในห้อง
หลิวต้าหนิวที่นอนไม่หลับแม้ว่าจะเข้าห้องมาก่อน เมื่อเห็นภรรยาเข้ามาจึงรีบเอ่ยกับนางทันที “เจ้ารีบคิดหาทางเกลี้ยกล่อมนางเถิด แล้ววันพรุ่งให้นางกลับบ้านสามีไปเสีย ลูกสาวที่แต่งงานแล้วก็เหมือนสมบัติของผู้อื่น ไร้ประโยชน์ที่จะเอากลับคืนมา”
“ถ้านางกลับมาอยู่ด้วยกันก็มีแต่จะเพิ่มปากท้อง เราไม่ได้มีเงินทองหรือข้าวปลามาเลี้ยงนางให้เสียเปล่า”
“ข้ารู้แล้ว วันพรุ่งข้าจะพานางกลับไป!”
…
วันต่อมา
พี่น้องซ่งตื่นตั้งแต่ก่อนรุ่งสางมาเปิดร้านอาหารเช่นเคย
วันนี้เป็นวันที่ประตูเมืองคึกคักไปด้วยผู้คนที่สัญจรไปมา และร้านเจียนปิ่งของพวกเขาก็ยังมีแถวรอซื้อยาวเหยียดเฉกเช่นทุกวัน สี่พี่น้องทำงานอย่างหนัก หากแต่ไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อยเลย ซ้ำยิ่งทำยิ่งมีความสุขมากขึ้นเสียอีก
“หลันหลัน ขอเจียนปิ่งม้วนให้ข้าด้วย”
ซ่งชิงหลันเงยหน้าขึ้นทันทีที่ได้ยินเสียงนั้น นางเห็นว่าอีกฝ่ายคือป้าหวังเพื่อนข้างบ้านของตน
หญิงสาวรีบแย้มยิ้มแล้วตอบ “ได้เจ้าค่ะ รอประเดี๋ยวนะเจ้าคะ”
ป้าหวังผู้นี้ปกติแล้วจะเป็นคนสอดรู้สอดเห็น ซ้ำยังขี้เหนียวเป็นที่สุด นางแทบไม่ยอมเสียเงินซื้ออะไรทั้งสิ้น
หากแต่วันนี้กลับมาต่อแถวแต่เช้าตรู่เพื่อซื้อเจียนปิ่งของนางที่ราคาสิบเหรียญ ซ่งชิงหลันคิดว่านี่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ไม่ง่ายเลย
ราวกับว่าป้าหวังได้ยินความสงสัยนั้นของนาง ไม่นานเพื่อนบ้านคนนี้ก็เริ่มเข้าเรื่องทันที
สตรีวัยกลางคนโน้มตัวเข้ามาหาซ่งชิงหลัน และถามเสียงเบา “นี่ หลันหลัน ป้าอยากรู้อันใดหน่อย อาเล็กของเจ้าจะหย่ากับอาสะใภ้หรือ”
“เกิดเหตุอันใดขึ้น หรือว่านางแอบไปคบหากับบุรุษอื่น”
แม่ค้าสาวระงับอาการไม่พอใจเอาไว้ ฉาบรอยยิ้มการค้าไว้บนใบหน้าและตอบไปว่า “ข้าเองก็ไม่รู้เรื่องนี้เช่นกันเจ้าค่ะ ป้าก็รู้ว่าข้ากับอาสะใภ้ไม่ลงรอยกันมานาน ข้ามิอาจรู้เรื่องภายในครอบครัวของนางได้”
“จริงหรือ เจ้าไม่รู้เรื่องวุ่นวายใหญ่โตเมื่อวานอย่างนั้นหรือ ข้าได้ยินพวกเขาทะเลาะกันบ้านแทบแตกเชียว แล้วก็เห็นว่าอาสะใภ้ของเจ้าหอบผ้าหอบผ่อนออกไปเลย”
“ป้าหวัง ป้ารู้เรื่องดีกว่าข้าแล้วยังจะต้องถามอันใดอีกหรือเจ้าคะ”
ระหว่างที่พูดเช่นนั้น ซ่งชิงหลันก็ส่งเจียนปิ่งให้นาง “นี่ของที่ป้าสั่ง เสร็จแล้วเจ้าค่ะ”
ป้าหวังยิ้มอายๆ แล้วรับเจียนปิ่งจากนาง “อันที่จริง ข้าก็ไม่ได้รู้ขนาดนั้นหรอก เลยมาถามเจ้า เพราะกลัวว่าจะได้ยินผิดไป แหะๆ”
ในตอนนั้นเองป้าลี่ที่อยู่บ้านถัดมาก็พูดแทรกขึ้นจากด้านหลัง “นี่พี่หวัง ท่านมาที่นี่เพื่อหาอันใดกินหรือจะมาหาเรื่องไปนินทากันเล่า หลันหลันต้องขายของนะ”
ป้าหวังตกใจนิ่งไปพลางจ้องป้าลี่แล้วพึมพำกับตัวเอง
ป้าลี่เป็นผู้ใหญ่ที่เอ็นดูซ่งชิงหลันและครอบครัวของนางเสมอมา
ซ่งชิงหลันยื่นเจียนปิ่งที่เพิ่งทำเสร็จใหม่ๆให้นาง “ขอบคุณท่านมากเจ้าค่ะป้าลี่ นี่เจียนปิ่งของท่าน”
ป้าลี่มีสีหน้ากังวลใจ “หลันหลัน ข้าไม่ได้จะมาซื้อเจียนปิ่ง หากแต่จะมาบอกให้เจ้ารีบกลับบ้านเถิด เกิดเรื่องที่บ้านเจ้า”
“เกิดเรื่องหรือเจ้าคะ!”
ซ่งชิงหลันไม่มีเวลามาถามรายละเอียด นางรีบตรงกลับบ้านทันทีที่ได้ยินเช่นนั้น
เมื่อกลับมาถึงบ้าน ก็พบพี่น้องซ่งชิงหยวนและชิงหลินนั่งอยู่ที่ธรณีประตู
“เหตุใดพวกเจ้าถึงมาอยู่ที่นี่?”
ซ่งชิงหยวนยืนขึ้นทันที “พี่ชิงหลัน แย่แล้วขอรับ ท่านแม่พาท่านยายมาหาเรื่องท่านย่าถึงที่บ้าน”
ซ่งชิงหลินเล่าต่อ “ท่านแม่บอกว่าให้เรามานั่งเฝ้าประตู นางบอกอีกว่าอย่าให้ท่านพี่เข้าไป”
ซ่งชิงหยวนตบหัวน้องชาย “เงียบน่า”
นัยน์ตาของซ่งชิงหลินแดงก่ำทันที “พี่ชิงหลัน ท่านแม่ไม่ต้องการพวกเราอีกต่อไปแล้วจริงหรือขอรับ เช่นนั้นพวกเราจะเป็นเด็กกำพร้าหรือไม่?”
ซ่งชิงหลันมองเด็กทั้งสองก็รู้สึกสะเทือนใจ นางเอ่ยตอบทั้งคู่ด้วยเสียงเบา “พวกเจ้ารีบไปตามท่านพ่อของเจ้ามาเร็วเข้า!”
และในตอนนั้นเองเสียงจากในบ้านก็ดังออกมาถึงด้านนอก
“ตระกูลซ่งของเจ้ามันลวงโลก แถมเอาเปรียบกันเกินไปแล้ว! กลางค่ำกลางคืน ยังกล้าไล่ลูกสาวข้าออกจากบ้าน ช่างใจดำอำมหิตเสียจริง”
ซ่งชิงหลันจึงรีบผลักประตูเข้าไปด้านใน “พวกท่านมาที่นี่เพราะสับสนว่าสิ่งใดถูกสิ่งใดผิดหรืออย่างไร ผู้ใดกันแน่ที่ลวงโลก”
เสียงเย็นยะเยือกของหลานสาวคนโตตระกูลซ่งดังขึ้น ทำให้ทั้งเฮ่อชุนฮวาและหลิวกุ้ยเสียสะดุ้งเฮือก
โดยเฉพาะอาสะใภ้ที่ยกมือขึ้นมาชี้หน้าซ่งชินหลันอย่างไม่อยากจะเชื่อ “เจ้า…เจ้ามาทำอันใดที่นี่”
ซ่งชิงหลันเหลือบตามองนิ่งๆ “นี่มันบ้านข้า เหตุใดข้าจะมาไม่ได้เล่า”
หลิวกุ้ยเสียคำรามเสียงต่ำ “ไอ้เด็กไม่รักดีสองคนนั่น ไร้ค่าถึงเพียงนี้ แม้แต่สตรีคนเดียวก็หยุดไว้ไม่ได้”
เฮ่อชุนฮวามองซ่งชิงหลันอย่างสำรวจตั้งแต่หัวจรดเท้า แล้วพูดอย่างขำขันขึ้นมา “อ้อ เจ้าคือชิงหลันนี่เอง ไม่ได้เจอกันพักเดียว ดูฉลาดขึ้นมาหน่อย”
ซ่งชิงหลันยิ้มตอบกลับ “ผู้ใดจะฉลาดได้เท่าท่านเเล่า ที่กลับดำเป็นขาวได้เช่นนี้ เห็นชัดว่าอาสะใภ้เป็นฝ่ายจากไปตอนกลางดึกด้วยความโกรธของนางเอง แต่กลับกลายเป็นเราที่ไล่นางออกจากบ้านไปได้อย่างไร แล้วนี่ท่าน…ไม่ใช่ว่าจะไม่กลับมาอีกแล้วหรือ”
เฮ่อชุนฮวาเริ่มรู้สึกว่าตัวเองประเมินอีกฝ่ายต่ำไป จึงเริ่มเปลี่ยนเรื่องคุย “แล้วเรื่องหย่าจะเอาอย่างไร”
“อย่างน้อยลูกสาวที่น่าสงสารของข้าก็ได้ให้กำเนิดลูกชายถึงสองคนแก่ตระกูลซ่ง ซ้ำนางยังไม่ได้ทำอันใดผิด เหตุใดซ่งอวิ๋นเฟิงถึงได้จะหย่ากับนาง”
ซ่งชิงหลันมองไปทางหลิวกุ้ยเสียแล้วยกยิ้มขึ้น โดยไม่ได้ตอบอะไรออกไป นางหันกลับมาและเดินไปที่เตียง อุ้มซ่งชิงเฉินและซ่งชิงเยว่ขึ้นมา
คนพวกนี้นี่เป็นบ้าอันใดกัน ไม่ได้ทำอันใดผิดอย่างนั้นหรือ กล้ามากจริงๆ ที่พูดเช่นนั้นออกมาได้
สิ่งที่หลิวกุ้ยเสียปฏิบัติต่อท่านย่าของนางตลอดหลายปีที่ผ่านมาก็เพียงพอแล้วที่จะต้องถูกด่าเสียสักที
แม่เฒ่าซ่งไม่ได้สนใจจะโต้เถียงอันใดกับพวกนาง จึงเริ่มเอ่ยขึ้น “เอาเถิด เรื่องนี้ถือว่าเป็นความผิดของอวิ๋นเฟิงของเราก็ได้ ลูกสาวตระกูลหลิวของเจ้านั้นแสนบอบบาง ตระกูลซ่งของเรายากจนมาก และไม่สามารถจ่ายเงินให้ลูกสาวผู้เลอค่าของเจ้าได้อีกต่อไปแล้ว ดังนั้นก็อย่าได้กลับมาอีกเลยเถิด”
“ว่าอย่างไรนะ” นัยน์ตาของเฮ่อชุนฮวาเบิกกว้างอย่างตกใจ เพราะไม่คาดคิดว่าแม่เฒ่าซ่งจะเป็นฝ่ายพูดเช่นนี้ออกมา
เดิมทีนางคิดว่าอีกฝ่ายจะขอร้องไม่ให้ลูกสาวนางจากไปเสียด้วยซ้ำ
เมื่อทุกอย่างไม่ได้เป็นไปตามแผน เฮ่อชุนฮวาก็พลันวิตกขึ้นมาเป็นอย่างมาก
บทที่ 46: ไม่สามารถแต่งงานใหม่ได้
หลิวกุ้ยเสียก็โมโหขึ้นมาเช่นกัน นางรีบออกปากกับแม่ตนเอง “ท่านแม่ กลับกันเถิด ข้าไม่อยากจะเสวนากับคนช่างเอาเปรียบเช่นตระกูลซ่งอีกแล้ว ไปจากที่นี่กันเถิด”
“เจ้าอย่าใจร้อนไป!” สีหน้าของเฮ่อชุนฮวาเปลี่ยนไป นางรีบรั้งลูกสาวเอาไว้ “ปล่อยไว้เช่นนี้จะถือว่าเราถูกรังแกได้ง่าย เจ้าใจเย็นก่อนเถิด ในเมื่อเห็นจุดหมายอยู่ข้างหน้าแล้วอย่าเพิ่งด่วนถอดใจไป”
เฮ่อชุนฮวาคิดกับตัวเอง หากนางต้องกลับไปพร้อมกับลูกสาวเช่นนี้จริง คงไม่มีโอกาสได้คืนความสัมพันธ์กันอีกต่อไป
ลูกสาวนางอายุไม่น้อยแล้ว ไม่มีทางที่จะแต่งงานใหม่ได้อีกในอนาคตแน่ นั่นหมายความว่าหากกลับบ้าน ครอบครัวหลิวก็จะต้องเลี้ยงดูนางไปตลอดชีวิต
แม้ว่าจะลังเลใจ แต่เฮ่อชุนฮวาก็รีบหาทางเปลี่ยนวิธีในการจัดการเรื่องนี้ทันที
นางทำหน้ายิ้มแย้ม เอื้อมมือไปจับมือแม่เฒ่าซ่ง
“ท่านแม่เขย เราก็เป็นครอบครัวเดียวกันมาหลายปี เช่นนั้นค่อยๆพูดค่อยๆจากันดีหรือไม่”
หลิวกุ้ยเสียดึงมือแม่ด้วยความไม่พอใจ “ท่านแม่ จะต้องพูดอันใดกันอีก! ข้า…”
เฮ่อชุนฮวาจ้องหน้าลูกสาว “เจ้าอยากเป็นม่ายจริงๆหรือ อยากเป็นขี้ปากของพวกป้าข้างบ้านหรืออย่างไร”
อายุปูนนี้แล้วนางจะยอมเสียหน้าง่ายๆได้อย่างไรกัน
หลิวกุ้ยเสียหุบปากฉับ ไม่ได้พูดอะไรออกมาอีก
นางเองก็รู้อยู่แก่ใจว่าหากต้องกลายเป็นหญิงม่ายที่ถูกสามีหย่าร้างเข้าจริงๆ จะกลายเป็นเรื่องอื้อฉาวใหญ่โต ไม่เหลืออะไรให้เชิดหน้าชูตาได้อีก
เมื่อท่าทีของเฮ่อชุนฮวาเป็นเช่นนี้ แม่เฒ่าซ่งก็เริ่มไม่รู้ว่าจะรับมืออย่างไร จึงได้ส่งสายตาขอความช่วยเหลือไปที่หลานสาว
ซ่งชิงหลันหันไปทางแขกทั้งสองแล้วเอ่ยเสียงเรียบ “ท่านย่าของข้าไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องการหย่า หากจะมาพูดเรื่องนี้ก็ไปคุยกับท่านอาเล็กเถิด”
ใบหน้าของเฮ่อชุนฮวาตะลึงงัน จากนั้นก็ปรับมาเป็นรอยยิ้มเสแสร้ง “ลูกๆแต่งงานก็ต้องถามความเห็นพ่อแม่ จะไม่เกี่ยวได้อย่างไร อีกอย่างตอนนี้ท่านอาของเจ้าก็ไม่อยู่บ้านด้วย”
ซ่งชิงหลันมองไปทางประตู แล้วหันกลับมาพร้อมรอยยิ้ม “เช่นนั้นรอสักประเดี๋ยวเถิด ท่านอาเล็กคงจะกลับมาแล้ว”
ไม่ทันขาดคำ ซ่งอวิ๋นเฟิงก็วิ่งกระหืดกระหอบมาถึงหน้าบ้าน มองมาทางผู้มาเยือนแล้วเอ่ยถาม “มารบกวนสิ่งใดท่านแม่ข้ากันอีกอย่างนั้นหรือ”
แต่สำหรับลูกชายของพวกเขาแล้ว คนที่เด็กน้อยคิดถึงที่สุดก็ย่อมต้องเป็นท่านแม่ของตัวเอง
เมื่อเห็นหน้าหลิวกุ้ยเสีย ซ่งชิงหลินก็รีบตรงเข้าไปหานาง กุมมือของแม่เอาไว้พร้อมกับอ้อนวอน “ท่านแม่ อย่าทิ้งข้าไปได้หรือไม่ ต่อไปข้าจะเชื่อฟังท่านแม่ทุกอย่างเลยขอรับ”
แม้ว่าหลิวกุ้ยเสียจะใจแข็งเช่นไร แต่ก็อดไม่ได้ที่จะส่งสายตามองไปทางซ่งอวิ๋นเฟิงอย่างไม่รู้ตัว
ในที่สุดเฮ่อชุนฮวาก็สบโอกาสใหญ่ที่จะเริ่มเกลี้ยกล่อมแล้ว นางพูดขึ้นทันทีพร้อมรอยยิ้ม “ชิงหลิน เจ้าไม่ต้องกังวลไป แม่เจ้าจะไม่ไปที่ใด”
ระหว่างที่กล่าวเช่นนั้นก็หันไปมองที่ซ่งอวิ๋นเฟิง แล้วเอ่ยกับเขาอย่างจริงจัง “อวิ๋นเฟิง เป็นเรื่องปกติที่สามีภรรยาจะกระทบกระทั่งกันได้ แต่เจ้าดูเถิด คนที่ต้องทนทุกข์ที่สุดคือเด็กๆไม่ใช่หรือ”
จากนั้นเฮ่อชุนฮวาก็หันไปกล่าวกับแม่เฒ่าซ่งว่า “ท่านแม่เขย ข้ายอมทำลายงานบุญสิบงาน ดีกว่าทำลายงานแต่งงานเดียว พวกเราก็อายุมากกันแล้ว จะปล่อยให้พวกเขาหย่ากันเช่นนี้ไม่ได้นะเจ้าคะ”
ซ่งชิงหลันมองเหตุการณ์ทั้งหมดอย่างใกล้ชิด
นางเคยคิดว่าหลิวกุ้ยเสียเป็นคนที่เก่งเรื่องการใช้คำพูดอย่างมาก แต่ไม่คาดติดว่าแม่ของนางจะเก่งกว่า
หลังจากได้ยินคำโน้มน้าวที่แสนมีน้ำหนักเช่นนี้ ท่าทางของซ่งอวิ๋นเฟิงและแม่เฒ่าซ่งก็ดูคล้อยตามอย่างเห็นได้ชัด
“เฮ้อ…” ซ่งอวิ๋นเฟิงถอนหายใจออกมา จากนั้นก็หันหน้าไปทางมารดาของตนเอง “ท่านแม่ ข้าจะตัดสินใจตามความเห็นของท่าน”
แม่เฒ่าซ่งโบกมือให้เขา “ไม่ๆ นางเป็นภรรยาเจ้า เจ้าต้องตัดสินใจเรื่องนี้เอง”
ซ่งชิงหลันจึงต้องเอ่ยขึ้นบ้าง “ท่านอาเล็ก ท่านย่าหมายความว่า เราคือครอบครัวเดียวกัน ไม่ว่าท่านจะตัดสินใจอย่างไร พวกเราก็จะอยู่ข้างท่านเสมอ”
“ได้” ซ่งอวิ๋นเฟิงตัดสินใจได้ในที่สุด
เขามองไปทางหลิวกุ้ยเสียและมารดาของนาง จากนั้นก็เริ่มกล่าวอย่างเคร่งขรึม “เสียจื่อ หากเจ้ายังอยากให้เราอยู่ด้วยกันต่อไป ต้องรับปากกับข้าว่าเจ้าจะปรับปรุงตัว และแก้ไขเรื่องราวแย่ๆทั้งหมดที่เคยทำเอาไว้เสีย”
“เจ้าต้องเคารพท่านแม่ของข้าเป็นอย่างดี ห้ามรังแกหลานๆของข้าอีก อยู่ด้วยกันดีๆเป็นครอบครัวเดียวกัน”
เฮ่อชุนฮวาตอบด้วยรอยยิ้ม “นั่นไม่ใช่เรื่องใหญ่เลย การเคารพผู้อาวุโสและอารีต่อเด็กๆเป็นเรื่องสมควรทำอยู่แล้ว เสียจื่อเจ้าทำได้ใช่หรือไม่”
ระหว่างที่เอ่ยเช่นนั้น เฮ่อชุนฮวาก็ขยิบตาให้ลูกสาว
หลิวกุ้ยเสียกำลังอดกลั้นอย่างมาก เพื่อที่จะไม่ให้ความโกรธปะทุออกมาจากอก เนื่องจากสายตาที่มารดาส่งมาให้ ทำให้นางไม่อาจทำอะไรได้นอกจากกล้ำกลืนฝืนทน
และพยักหน้ารับคำอย่างจริงจัง “ได้สิเจ้าคะ ข้าจะปรับปรุงตัวให้ดี”
ซ่งอวิ๋นเฟิงถอนหายใจออกมา ท่าทางโล่งอก ในที่สุดเขาก็กลับมาดูอบอุ่นอ่อนโยนอีกครั้ง “เอาเถิด เช่นนั้นเจ้าก็ขอโทษท่านแม่กับหลันหลันเสีย สำหรับเรื่องที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ เรื่องที่ผ่านมาจะได้เลิกแล้วต่อกัน และกลับมาเป็นครอบครัวเดียวกันอีกครั้ง”
“ว่าอย่างไรนะ! นี่ข้าต้องทำขนาดนั้น…” หลิวกุ้ยเสียตกตะลึง ชี้หน้าตัวเองอย่างไม่อยากจะเชื่อ
เฮ่อชุนฮวารีบดึงตัวลูกสาวเข้ามากระซิบกระซาบ “ถ้าเจ้าอยากจะได้ปลาตัวใหญ่ก็อย่ามามัวเสียดายเหยื่อชิ้นเล็กแค่นี้ หากเจ้าไม่ยอมตอนนี้ เราจะไม่เหลือสิ่งใดเลย เร็วเข้าสิ!”
ดังคำกล่าวที่ว่า เหนือฟ้ายังมีฟ้า ไม่ว่าหลิวกุ้ยเสียจะเก่งเรื่องการเสแสร้งเพียงใด ก็ไม่อาจสู้กับแม่ของตัวเองได้เลยจริงๆ
นางต้องเดินไปทางแม่เฒ่าซ่งและซ่งชิงหลันอย่างไม่เต็มใจนัก และเอ่ยเสียงเรียบว่า “ท่านแม่ หลันหลัน ข้าขอโทษ ข้ารู้ตัวแล้วว่าตัวเองผิด…”
แม่เฒ่าซ่งไม่อยากจะยุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้อีกต่อไป จึงเพียงโบกมือให้นางหยุด “ข้าเข้าใจแล้ว พวกเจ้ากลับไปที่บ้านตัวเองเถิด ตอนนี้คนเยอะแยะไปหมด ข้ากลัวเฉินเฉินกับเยว่เยว่จะตกใจ”
เดิมทีซ่งอวิ๋นเฟิงตั้งใจจะให้ภรรยาของตัวเป็นคนเตรียมอาหาร แต่นางกลับรีบกลับไปอย่างรวดเร็วราวกับไม่ต้องการจะอยู่ที่นี่อีกต่อไป
หน้าที่นั้นจึงต้องเป็นของซ่งชิงหลันอย่างเช่นเคย โดยมีซ่งอวิ๋นเฟิงตามนางเข้าไปในครัวด้วยสีหน้ารู้สึกผิด “หลันหลัน คือว่าอา…”
ซ่งชิงหลันเพียงยิ้มแล้วขัดจังหวะเขาขึ้นมา “ท่านอาเล็ก ข้าเข้าใจท่านทุกอย่าง อันที่จริง นางก็ไม่ได้เป็นคนเลวร้ายเพียงนั้น เพียงแค่นางไม่รู้จักจะขอโทษคนอื่น”
แม้ว่านางจะไม่ลงรอยกับหลิวกุ้ยเสีย แต่ถึงอย่างไรนางก็เป็นอาสะใภ้ และพวกเขาก็มีลูกด้วยกันถึงสองคน
ซ่งอวิ๋นเฟิงเกาหัวแล้วยิ้มแก้เก้อ “ใช่… นางไม่ใช่คนเลวร้ายขนาดนั้น… เพียงแค่อวดดีเกินไป… แหะๆ”
“ท่านอาเล็ก ข้ากำลังจะทำอาหารเสร็จพอดี ท่านจะกินด้วยกันกับพวกเราหรือไม่เจ้าคะ?”
ซ่งอวิ๋นเฟิงมีท่าทีลังเล ขณะนั้นเสียงของซ่งชิงหยวนก็ดังมาจากอีกด้านของกำแพง “ท่านพ่อขอรับ ท่านแม่ทำอาหารเสร็จแล้ว มากินข้าวกันเถิดขอรับ”
ซ่งอวิ๋นเฟิงมองไปตามต้นเสียงอย่างลำบากใจ “หลันหลัน… คือว่า…”
“ท่านอารีบกลับบ้านเถิดเจ้าค่ะ”
ในตอนเที่ยง หลังจากที่สามพี่น้องซ่งช่วยกันปิดร้านโดยการนำของซ่งชิงตงแล้ว พวกเขาก็พากันกลับมาที่บ้านเพื่อนกินอาหาร
ซ่งชิงตงเคี้ยวข้าวเต็มปาก มองไปทางพี่สาวแล้วถามขึ้นมาว่า “ท่านพี่ ท่านอาสะใภ้กลับมาแล้วหรือขอรับ”
ซ่งชิงซีและซ่งชิงเป่ยมีท่าทีงุนงง “พี่รอง ท่านหมายความว่าอย่างไร ท่านอาสะใภ้ออกไปตั้งแต่เมื่อใดกัน”
ซ่งชิงตงอธิบาย “เมื่อคืนนี้ พวกเจ้าคงไม่รู้ เพราะว่าเข้านอนเร็ว อาสะใภ้…”
ก่อนที่ซ่งชิงตงจะเล่าจบซ่งชิงหลันก็เหลือบไปมองเขา “พูดมากไปประเดี๋ยวก็กัดลิ้นตัวเองเข้าหรอก ระวังจะกินข้าวไม่อร่อย”
“อ้อ” ซ่งชิงตงรีบปิดปากฉับอย่างเชื่อฟังพี่สาว
หลังจากเรื่องวุ่นวายจบลง หลิวกุ้ยเสียก็พยายามควบคุมตัวเองอย่างมาก ต่างจากเมื่อก่อนที่มีเรื่องเกิดขึ้นไม่เว้นวัน นั่นทำให้บ้านของซ่งชิงหลันเองก็สงบสุขขึ้นเช่นกัน
ตอนที่ 47: ท่านตาป่วยหนัก
ร้านอาหารของพี่น้องตระกูลซ่งกำลังรุ่งเรือง ในทุกวันมีลูกค้าจำนวนมากมาต่อแถวรอซื้อเจียนปิ่งไม่ขาดสาย
ซ่งชิงหลันเห็นว่าวันนี้ที่ร้านไม่ได้ยุ่งมากนัก นางจึงออกไปซื้อของที่ตลาด
แต่ระหว่างทางนั้นเองหญิงสาวก็พบร่างที่คุ้นเคยกำลังเดินผ่านไปท่ามกลางฝูงชน
ซ่งชิงหลันโพล่งออกมาเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายเป็นใคร “ท่านป้าสะใภ้ใหญ่!”
ซ่งชิงหลันไม่เคยพบท่านป้าใหญ่ผู้นี้มาก่อน หากแต่ความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมบอกนางว่าญาติฝ่ายแม่คนนี้นั้นมีความสำคัญกับนาง
เหวยหมิ่นจือไม่ได้สนใจเสียงเรียก ทำให้ซ่งชิงหลันต้องรีบสาวเท้าตรงไปจับแขนของนางไว้
แล้วเอ่ยเรียกอีกครั้ง “ท่านป้าสะใภ้ใหญ่”
เหวยหมิ่นจือมีท่าทีแปลกใจอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าคนตรงหน้านั้นเป็นใคร “หลันหลัน? หลันหลันเป็นเจ้าจริงๆด้วย”
“เจ้าค่ะ!” ซ่งชิงหลันพยักหน้า
ในความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม ครอบครัวของท่านแม่ใจดีกับนางเสมอมา
หลังจากดีใจได้ไม่นาน คนเป็นหลานก็พลันสังเกตเห็นว่าอีกฝ่ายกำลังถือยาสมุนไพรสองห่อเอาไว้ในมือ ดวงตาของนางแดงก่ำ เห็นได้ชัดว่าผ่านการร้องไห้มา
ซ่งชิงหลันคิ้วขมวด จับมือเหวยหมิ่นจือแล้วถามเสียงอ่อน “ท่านป้าสะใภ้ ท่านซื้อยามาเยอะเพียงนี้ ผู้ใดเป็นอันใดหรือเจ้าคะ”
เมื่อได้ยินคำถามของหลานสาว น้ำตาของเหวยหมิ่นจือก็ไหลออกมาอย่างควบคุมไม่อยู่
นั่นทำให้ซ่งชิงหลันยิ่งกังวลใจมากขึ้น “ท่านป้าสะใภ้ เกิดอันใดขึ้นเจ้าคะ”
เหวยหมิ่นจือเช็ดน้ำตาแล้วตอบพร้อมสะอึกสะอื้น “ท่านตา ท่านตาของเจ้ากำลังป่วย”
“อันใดกัน?” หัวใจของซ่งชิงหลันหล่นวูบ นางพูดต่ออย่างกระวนกระวายใจ “ไปกันเถิด พาข้าไปดูท่านตาทีเจ้าค่ะ”
ตระกูลหลี่แท้จริงแล้วก็ไม่ได้เป็นครอบครัวที่ร่ำรวยนัก
ซ่งชิงหลันตามเหวยหมิ่นจือไปที่บ้านตระกูลหลี่ ทันทีที่นางไปถึงลานบ้าน ก็ได้กลิ่นยาลอยฟะฟุ้งไปทั่ว และเห็นร่างของหญิงชราหลังค่อมกำลังต้มยาอยู่ในครัว
นางผู้นั้นคือแม่เฒ่าหลี่ ท่านยายของซ่งชิงหลัน
เหวยหมิ่นจือตะโกนเข้าไปในห้องครัว “ท่านแม่ ออกมาดูเร็วเจ้าค่ะ ว่าผู้ใดมาหาท่าน”
“ใผู้ใดกัน…” แม่เฒ่าหลี่เดินออกมากอย่างงกๆเงิ่นๆ เมื่อได้พบกับหลานสาว นางก็ตกตะลึงโดยพลัน
“หลันหลัน… หลันหลันใช่หรือไม่?”
หญิงชราที่อยู่ตรงหน้านางตอนนี้ดูแก่ชรากว่าท่านยายที่แสนใจดีในความทรงจำของนางมาก ดวงตาของหญิงสาวพลันแดงก่ำ สองเท้ารีบก้าวเข้าไปหาท่านยายทันที “ท่านยาย”
ดวงตาของแม่เฒ่าหลี่เองก็รื้นด้วยน้ำตาเช่นกัน นางสวมกอดซ่งชิงหลันอย่างอ่อนโยน แล้วพึมพำออกมา“หลันหลัน หลันหลันที่น่ารักของยาย… ยามนี้เจ้ากับน้องๆเป็นอย่างไรบ้าง”
“พวกเราสบายดีเจ้าค่ะ ท่านยายไม่ต้องเป็นห่วงนะเจ้าคะ ทุกอย่างเรียบร้อยดี” ซ่งชิงหลันตอบ แล้วดันตัวเองออกจากอ้อมแขนของท่านยาย จากนั้นก็เริ่มเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง “ท่านตาล่ะเจ้าคะ ท่านตาอยู่ที่ใด”
“เฮ้อ…” ท่านยายถอนหายใจออกมาอย่างช่วยไม่ได้ “นอนอยู่ในห้อง…”
ซ่งชิงหลันผลักประตูเข้าไปในห้อง พลันได้ยินเสียงไอโขลกของคนด้านใน ทำให้รู้ว่าท่านตากำลังป่วยหนักจริงๆ
แม่เฒ่าหลี่รีบเดินเข้าไปด้านใน เพื่อเข้าไปดูคนป่วย แล้วเอ่ยอย่างอ่อนโยน “อีกประเดี๋ยวยาก็จะได้แล้วนะ ทนอีกนิดนะพ่อเฒ่า ข้ามีข่าวดีจะบอกเจ้าด้วย วันนี้หลันหลันมาเยี่ยมเจ้า”
“หลันหลันหรือ?”
ดวงตาขุ่นมัวของพ่อเฒ่าหลี่พลันมีประกายขึ้นมา เขาชันคอขึ้นมาอย่างยากลำบาก เพื่อมองหาหลานสาว จากนั้นก็โบกมือให้นางเบาๆ
ซ่งชิงหลันรีบตรงไปที่เตียงอย่างรวดเร็ว “ท่านตา… ข้า…”
ชายชรายิ้มอย่างอบอุ่นด้วยท่าทางอิดโรย “เด็กดีของตา ข้ากำลังคิดเรื่องนี้อยู่เชียว คงจะดีไม่น้อย… ถ้าข้า…เพียงข้าได้เห็นหน้าหลานๆสักครั้ง แค๊กๆ”
ไม่ทันจะพูดจบ ท่านตาก็ไอออกมาอย่างรุนแรง
แม่เฒ่าหลี่รีบกล่าวอย่างเป็นห่วง “พ่อเฒ่า เจ้าใจเย็นๆก่อนเถิด ค่อยๆพูดสิ”
ซ่งชิงหลันขมวดคิ้วเข้าหากัน นางหันไปถามป้าสะใภ้ใหญ่ที่ยืนอยู่ไม่ห่างไปนัก “ท่านป้าสะใภ้ ท่านตาเป็นอันใดกัน หมอว่าอย่างไรบ้างเจ้าคะ”
เหวยหมิ่นจือถอนหายใจยาวเหยียด ดึงซ่งชิงหลันเข้าหาตัวแล้วเอ่ยเสียงเบา “หมอว่าท่านเป็นวัณโรค ไม่มีทางรักษาแล้ว พวกเราต้มยาให้กินตั้งนานนม หากแต่ก็ไม่ได้ผลอันใด”
“หลันหลัน… หลันหลัน”
เสียงของชายชราเรียกนางจากด้านหลังของคนเป็นหลานสาว
ซ่งชิงหลันหันกลับไปอย่างรวดเร็ว เดินกลับไปหาท่านตา รับคำอย่างแผ่วเบา “ท่านตา ข้าอยู่นี่เจ้าค่ะ”
ระหว่างที่พูด นางก็กุมมือเหี่ยวย่นของท่านตาเอาไว้ และใช้โอกาสนี้ในการสำรวจชีพจรของเขา
เมื่อรับรู้ถึงชีพจร นางก็ยิ่งตกใจ
หมอพูดถูก ท่านเป็นวัณโรคจริงๆ และอาการก็ไม่สู้ดีนัก
นางยืนขึ้นอย่างกระวนกระวายใจ มองไปที่เหวยหมิ่นจือแล้วพูดว่า “ท่านป้าสะใภ้ ยาที่ท่านตากิน ท่านได้มาจากที่ใด เอามาให้ข้าดูทีเถิด”
“นี่” เหวยหมิ่นจือส่งห่อยาที่เพิ่งได้มาให้หลานสาวอย่างรวดเร็วด้วยความสงสัย “เกิดอันใดขึ้นอย่างนั้นหรือหลันหลัน มิได้มีสิ่งใดผิดปกติใช่หรือไม่?”
ซ่งชิงหลันเปิดห่อยาออกมาแล้วตรวจสอบอย่างละเอียด “อืม… ยาไม่มีสิ่งใดผิดปกติเจ้าค่ะ เป็นยาสำหรับวัณโรคจริงๆ หากแต่เป็นการสั่งยาตามอาการ ไม่ได้รักษาที่ต้นเหตุ แม้จะดื่มไปแล้วจะทำให้ดีขึ้น แต่โรคจะไม่หายไป เพียงครู่เดียวก็จะกลับมาไออีกครั้ง”
“ใช่ๆ ถูกต้อง ท่านตาของเจ้าเป็นอย่างที่ว่าจริงๆ” แม่เฒ่าหลี่เอ่ย “หลันหลัน นี่เจ้ารู้เรื่องการแพทย์ด้วยหรือ”
ซ่งชิงหลันยิ้มเล็กๆ แล้วอธิบายว่า “ข้าศึกษามาเล็กน้อยช่วงหลายปีที่ผ่านมาเจ้าค่ะ อาการป่วยของท่านย่า ข้าก็เป็นคนช่วยรักษาเช่นกัน”
เมื่อเหวยหมิ่นจือได้ยินดังนั้นก็เกิดประกายความหวังในดวงตาของนาง “อย่างนั้นหรือ หลันหลัน เจ้าช่วยท่านตาด้วยได้หรือไม่”
ซ่งชิงหลันเม้มริมฝีปาก “ความจริงแล้ว ข้าเพิ่งจับชีพจรของท่านตา ท่านเป็นวัณโรคจริงๆ แต่ใช่ว่าจะรักษาไม่ได้ ข้าพอจะรู้ตำรับยาที่น่าจะรักษาอาการของท่านตาได้”
ท่านยายได้ยินดังนั้นก็กล่าวอย่างตื่นเต้น “เช่นนั้นอย่ารอช้าเลย เขียนใบสั่งยามาเร็วเถิด”
เหวยหมิ่นจือรีบนำกระดาษและพู่กันมาให้นาง ซ่งชิงหลันจึงเขียนใบสั่งยาอย่างรวดเร็ว
ว่ากันว่าคนที่ป่วยมานานย่อมรู้เรื่องของโรคภัยเป็นอย่างดี เหวยหมิ่นจือที่มักจะไปร้านยาอยู่เสมอจึงคุ้นเคยกับใบสั่งยาเป็นอย่างมาก
นางมองที่ใบสั่งยาของซ่งชิงหลันก็เกิดความรู้สึกประหลาดใจ “หลันหลัน ใบสั่งยาของเจ้าเป็นยาที่แตกต่างออกไปจากเดิม ข้าคิดว่ามันน่าจะได้ผลดี เพียงแต่…”
ซ่งชิงหลันรีบถาม “มีอันใดหรือเจ้าคะ”
เหวยหมิ่นจือแสดงอาการกังวลใจ “หนึ่งในตัวยาที่ต้องใช้คือบัวหิมะ มันราคาแพงมาก อย่างน้อยๆก็ต้องมีถึงสามสิบตำลึง…”
หญิงชรามีท่าทีจริงจัง “ข้าเชื่อในตัวหลันหลัน ยาตำรับนี้จะช่วยพ่อเฒ่าได้เป็นแน่ ต่อให้ต้องขายทุกอย่าง ข้าก็พร้อมแลกเพื่อได้เงินมา”
เหวยหมิ่นจือพยักหน้ารับกับแม่สามี “เจ้าค่ะท่านแม่”
ทั้งคู่จึงเข้าไปในห้องของตนเองเพื่อรวบรวมเอาเงินทั้งหมดออกมา แต่พวกนางสามารถรวบรวมมาได้เพียงสิบห้าตำลึงเท่านั้น
เหวยหมิ่นจือมีท่าทางกระวนกระวาย “ท่านแม่ ทำอย่างไรดี นี่ได้เพียงครึ่งเดียวเท่านั้น”
ท่าทางของแม่เฒ่าหลี่ก็ดูกลืนไม่เข้าคายไม่ออกเช่นกัน “รอลูกๆกลับมาก่อน ข้าจะถามพวกเขาว่ามีเงินอีกหรือไม่”
“ท่านเองก็รู้ว่าน้องรองและคนอื่นๆแทบจะไม่มีเงินเลย เราน่าจะต้องไปหยิบยืมคนอื่นมาก่อน”
“ข้ายืมทุกคนที่พอจะยืมได้ไปหมดแล้ว จะเหลือผู้ใดให้เรายืมอีกเล่า”
ตอนที่ 48: เจ้าหาเงินมากขนาดนี้มาจากที่ใด
“ค๊อกๆ แค๊กๆ” พ่อเฒ่าหลี่ไอออกมาอีกครั้ง และเริ่มเอ่ยอย่างยากลำบาก “พวกเจ้าไม่ต้องยืมหรอก คนแก่อย่างข้า จะตายวันตายพรุ่งก็ไม่รู้ พวกเจ้าอย่าเป็นหนี้เป็นสินเพียงเพื่อรักษาข้าเลย”
เห็นแบบนั้นซ่งชิงหลันก็รู้สึกราวกับหัวใจถูกบีบรัดอยู่ในช่องอก
นางจึงรีบเสนอขึ้นมาว่า “ข้ามีเงินเจ้าค่ะ”
กล่าวจบหญิงสาวก็เอาเงินสิบห้าตำลึงออกมาจากกระเป๋า แล้วส่งให้ท่านป้าสะใภ้ใหญ่ แล้วเอ่ยต่อ “ท่านป้าสะใภ้ รับเงินไปเถิดเจ้าค่ะ”
เหวยหมิ่นจือรู้สึกได้ถึงน้ำหนักของเงินในมือตน
นางมองไปยังซ่งชิงหลันอย่างประหลาดใจแล้วถามขึ้น “หลันหลัน เจ้าเอาเงินมากขนาดนี้มาจากที่ใดกัน”
แม้แต่แม่เฒ่าหลี่ก็ดูสงสัยเช่นกัน “ใช่ หลันหลัน เจ้ามีเงินมากขนาดนี้ได้อย่างไร”
พวกเขารู้ดีถึงฐานะครอบครัวที่ยากลำบากของตระกูลซ่ง จึงได้เกิดความสงสัยเช่นนี้
ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขายังรู้เรื่องที่ซ่งชิงหลันและไป๋เย่หานหย่าร้างกัน ยิ่งเป็นไปไม่ได้ใหญ่ที่จะเป็นเงินจากตระกูลไป๋
พวกเขาจึงกังวลใจเรื่องแหล่งที่มาของเงินนี้เป็นอย่างมาก
ซ่งชิงหลันยิ้มแล้วอธิบายกับพวกเขา “ท่านยาย ท่านป้าสะใภ้ เงินพวกนี้ข้าได้จากการค้าขาย ยามนี้ข้าเปิดร้านอาหารเช้าที่ประตูเมืองเจ้าค่ะ เลยได้เงินมาใช้จ่ายอยู่ไม่น้อย”
“อย่างนั้นหรือ” จู่ๆ เหวยหมิ่นจือก็คล้ายว่าจะนึกขึ้นได้ “หลันหลัน ร้านของเจ้าคือร้านขายเจียนปิ่งที่ประตูเมืองใช่หรือไม่”
“ใช่แล้วเจ้าค่ะ”
เหวยหมิ่นจือรู้แบบนี้แล้วก็มีท่าทีโล่งใจ “ข้าได้ยินมาว่าเจียนปิ่งที่ร้านเจ้าอร่อยยิ่ง หากแต่ช่วงนี้ในบ้านมีเรื่องวุ่นวายจนข้ายังไม่ได้ไปดู ข้าไม่รู้เลยว่าเป็นร้านของเจ้า หลันหลันเจ้านี่น่าทึ่งเสียจริง”
เมื่อแม่เฒ่าหลี่รู้เรื่องราวทั้งหมด นางก็ยิ่งไม่อยากจะรับเงินจากหลานสาว “หลันหลัน เจ้าขยันทำงานตั้งแต่เช้ายันค่ำ การค้าขายไม่ใช่เรื่องง่าย เงินพวกนี้มาจากน้ำพักน้ำแรงของเจ้า ยายไม่อาจรับเงินไว้ได้”
หากแต่ซ่งชิงหลันยืนกรานที่จะมอบมันให้แก่ผู้ใหญ่ทั้งสาม “ท่านยายเจ้าคะ เรื่องเงินเราค่อยว่ากันทีหลังเถิด ตอนนี้เรื่องช่วยชีวิตท่านตาสำคัญที่สุดนะเจ้าคะ”
เหวยหมิ่นจือมีท่าทีเห็นด้วย “เอาเป็นว่าป้ายืมเงินนี้จากเจ้า พวกเราจะรีบหามาคืนเจ้า”
“รีบเอาใบสั่งยาไปซื้อยาเถิดเจ้าค่ะ อีกประเดี๋ยวข้าจะต้องกลับแล้ว เฉินเฉินกับเยว่เยว่รออยู่ที่บ้าน”
เหวยหมิ่นจือพยักหน้ารับ “ได้ เช่นนั้นเอาไว้เจอกันใหม่นะ”
“ประเดี๋ยวก่อน” แม่เฒ่าหลี่รั้งหลานสาวเอาไว้ จากนั้นก็เอาตะกร้ามันเทศจากถุงธัญพืชในครัวส่งให้นาง “หลันหลัน มันเทศนี่ยายปลูกเอง มันอาจไม่ได้มีราคาอันใดนัก แต่ข้าจำได้ว่าชิงซีกับชิงเป่ยชอบกิน ยายฝากไปให้พวกเขา”
ซ่งชิงหลันไม่กล้าปฏิเสธน้ำใจนั้น จึงทำได้เพียงแต่รับเอาไว้
ระหว่างทางกลับ ซ่งชิงหลันก็เกิดความกระวนกระวายในใจตลอดเวลา
ความจริงแล้วนางสะสมเงินได้ถึงยี่สิบตำลึงจากการทำงานหนักตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา เพื่อที่จะได้ไถ่ตัวซ่งชิงหนานกลับบ้าน
หากแต่นางไม่คาดคิดว่าจะมีเรื่องให้ใช้เงินเกิดขึ้นอย่างกะทันหันเช่นนี้
ท่านตาเองก็เป็นคนสำคัญในครอบครัวของนางเช่นกัน หญิงสาวจึงไม่สามารถทนดูท่านตาตายไปโดยไม่ช่วยเหลืออันใดได้
ก่อนจะกลับบ้าน ซ่งชิงหลันตัดสินใจไปที่ร้านช่างตีเหล็ก เพื่อแอบมองน้องชายของนางสักหน่อย
ซ่งชิงหนานนั้นยังดูสบายดี เขาตะโกนคุยอยู่กับหวังกุ้ยที่กำลังตีเหล็กอยู่ในร้าน
จู่ๆ นางก็เกิดความคิดน่ากลัวขึ้นมาในหัว หากนางไม่สามารถหาเงิน สามสิบตำลึงมาไถ่ตัวน้องชายได้ทัน เขาจะต้องทำงานในร้านตีเหล็กเช่นนี้ไปทั้งชีวิตอย่างนั้นหรือ
ซ่งชิงหลันไม่อาจทนยืนดูได้นานไปกว่านี้ เพราะกลัวว่าหากมองต่อไปอาจไม่สามารถข่มใจตัวเองไว้ได้ ดังนั้นหญิงสาวจึงรีบหันหลังจากไปอย่างรวดเร็วเพื่อกลับบ้าน
ยังมีเวลาอีกครึ่งเดือนกว่าจะถึงเส้นตาย สำหรับตอนนี้ ที่นางต้องทำก็คือรีบหาเงินให้ได้มากกว่านี้อีกในเวลาที่มีจำกัด
นางได้ให้สัญญากับน้องชายไว้แล้ว ต้องพาซ่งชิงหนานกลับบ้านเราให้ได้
ก่อนเข้าบ้าน พี่ใหญ่ของบ้านจำต้องยืนสงบสติอารมณ์ให้ทุกอย่างดูไม่มีอะไรผิดปกติก่อน จึงก้าวเท้าเข้าไปด้านใน
จากนั้นเห็นน้องชายทั้งสามกำลังช่วยกันทำอาหารอยู่ในครัว
เมื่อพวกเขาเห็นว่าพี่สาวกลับมาแล้ว พร้อมกับมีตะกร้ามันเทศมาด้วย ซ่งชิงซีก็อดสงสัยไม่ได้ “ท่านพี่ ท่านบอกว่าจะไปซื้อของคือซื้อมันเทศมาหรือ”
ซ่งชิงหลันวางหัวมันเหล่านั้นลง “ข้าคิดว่ามันเทศพวกนี้น่ากินดี อีกอย่างเจ้ากับชิงเป่ยก็ชอบมันมาก ข้าก็เลยซื้อมา”
ซ่งชิงเป่ยที่กำลังคุมไฟให้ซ่งชิงตงปรุงอาหารได้ยินเข้าก็กระโดดโลดเต้นอย่างมีความสุข “พี่สาวที่แสนดีของข้า เมื่อคืนข้าฝันว่าได้กินมันเทศเผาพอดี แต่แล้ววันนี้ฝันของข้าก็เป็นจริง!”
จากนั้น ซ่งชิงเป่ยก็หยิบเอามันเทศหัวใหญ่สองสามหัวขึ้นมาใส่ลงไปในเตาเพื่อเผามัน
เมื่ออาหารพร้อม มันเทศเผาก็เสร็จเรียบร้อยเช่นกัน
อาหารมื้อนี้มีจานพิเศษเป็นมันเทศเผาหอมกรุ่นอยู่บนโต๊ะ
ซ่งชิงซีและซ่งชิงเป่ยกินอย่างมีความสุขจนทั้งมือและใบหน้าเลอะไปหมดราวกับเป็นแมวลายตัวใหญ่
ซ่งชิงเฉินและซ่งชิงเยว่นอนอยู่ข้างๆ จ้องไปที่แมวใหญ่สองตัวแล้วหัวเราะเอิ๊กอ๊ากอย่างมีความสุข
ซ่งชิงหลันเองก็หัวเราะออกมาแล้วพูดขึ้นว่า “เจ้าสองคน อย่าลืมล้างมือล้างหน้าก่อนเข้านอนด้วยเล่า”
ซ่งชิงเป่ยบิมันเทศร้อนๆ ส่งกลิ่นหอมเย้ายวน
เขายื่นมันครึ่งหนึ่งให้พี่สาวแล้วพูดว่า “ท่านพี่ ท่านต้องกินด้วย อร่อยมากขอรับ”
ซ่งชิงหลันไม่คิดว่ามันสกปรก จึงรับมันมากัดหนึ่งคำ รสชาติหวานนุ่ม หอมละมุน ถูกใจนาง อร่อยมากจริงๆ
จู่ๆ เจ้าของร้านสาวก็เกิดแรงบันดาลใจบางอย่างขึ้นมาได้ นางมองมันเผาในมือและเริ่มมีความคิดใหม่ๆเกิดขึ้นในหัว
วันต่อมา
ซ่งชิงหลันตื่นแต่เช้า ก่อนที่ซ่งชิงตงและน้องๆคนอื่นจะลุกขึ้นมาเพื่อเตรียมของไปขาย นางเข้าไปในห้องเก็บของเล็กๆ เพื่อเตรียมการอะไรบางอย่าง
หญิงสาวง่วนอยู่ในครัวแต่เช้าจรดค่ำเป็นเวลาสามวันติดต่อกัน ทำให้น้องชายและท่านย่าเริ่มแปลกใจขึ้นมา
จนกระทั่งวันนี้ ในที่สุดซ่งชิงหลันก็ทำสำเร็จ นางเริ่มเอาเตาย่างที่ทำขึ้นเองมาอวดโฉมต่อหน้าคนในบ้าน
แม่เฒ่าซ่งมองสิ่งของหน้าตาแปลกประหลาดแล้วถามอย่างสงสัย “หลันหลัน เจ้าทำสิ่งนี้ขึ้นมาหรือ มันใช้ทำอันใด ดูเหมือนถังก็ไม่ใช่ หม้อก็ไม่เชิง”
ซ่งชิงหลันยิ้มแล้วอธิบายอย่างกระตือรือร้น “นี่คือเตาสำหรับเผามันเทศเจ้าค่ะ”
ซ่งชิงเป่ยมีท่าทีงุนงง “เตาเผามันเทศ ?”
ซ่งชิงตงดูตกใจแล้วถามขึ้น “ดูราวกับเตาหลอมเหล็กเลยขอรับ”
“มานี่ ข้าจะทำให้ดู”
ซ่งชิงหลันว่าพลางเริ่มสาธิตการใช้งานให้ทุกคนดู “เปิดฝานี่ออก ใส่ฟืนเข้าไป วางมันเทศไว้ตรงนี้จะได้เผามันได้”
“เผามันเทศด้วยวิธีนี้ ไม่ใช่แค่ได้ความอร่อยอย่างเดียว แต่จะทำให้สีไม่เข้มเกินไปเหมือนการวางลงไปในไฟโดยตรง สีของมันจะสวยมาก และกลิ่นก็หอมกว่า ยิ่งเพิ่มรสชาติเข้าไปอีก”
ซ่งชิงซีแทรกขึ้นมา “ท่านพี่ ท่านทำถึงเพียงนี้เพื่อเผามันเทศให้พวกเรากิน มันจะไม่จริงจังไปหรือขอรับ”
ซ่งชิงตงกลับรู้ถึงความตั้งใจของท่านพี่ และเอ่ยอย่างยิ้มๆว่า “ชิงซี เจ้าคิดผิดแล้ว”
ซ่งชิงหลันแอบเคาะหัวเขาหนึ่งทีด้วย “ผู้ใดว่าข้าจะเผาให้เจ้ากินหมดคนเดียว ข้าจะเอาไปขายต่างหากเล่า”
ตอนที่ 49: ท่าทางพอใจของอู่ต้าหย่ง
ซ่งชิงหลันทำตามแผนการทั้งหมดในวันต่อมา นางเอาเตาเหล็กที่ทำขึ้นมาสำหรับเผามันไปตั้งที่ร้าน
ซ่งชิงตงรับหน้าที่ในการทำเจียนปิ่ง ขณะที่นางเปลี่ยนหน้าที่ไปเผามันเทศแทน
ผ่านไปครึ่งชั่วยาม รอบบริเวณร้านขายอาหารเช้าก็ฟุ้งไปด้วยกลิ่นหอมของมันเทศเผา
บรรดาลูกค้าที่กำลังเข้าแถวรอซื้อเจียนปิ่งก็อดกลืนน้ำลายไม่ได้เพราะกลิ่นหอมนั่น
“กลิ่นมันเผามาจากที่ใดกัน”
“นั่นสิ ข้าก็ได้กลิ่นเหมือนกัน ไม่ได้กินมันเผามาสักพักแล้ว หอมๆเช่นนี้ ชวนน้ำลายสอเสียจริง”
“แต่ยังไม่เห็นว่ามีผู้ใดเอามาขายเลยนะ”
เมื่อเห็นว่าทุกคนเริ่มมองหาที่มาของกลิ่นหอมด้วยความอยากรู้อยากเห็น ซ่งชิงหลันก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้
นางจึงเปิดฝาของเตาเหล็กออก แล้วเริ่มพูดพร้อมยิ้มหวานพิมพ์ใจ “ทุกท่านเจ้าคะ วันนี้ร้านเราเริ่มขายมันเผาเป็นวันแรก หัวละ ห้าเหรียญเท่านั้น หากผู้ใดสนใจมาลองซื้อดูได้เลยนะเจ้าคะ”
คำพูดของเถ้าแก่เนี้ยสาว ทำเอาหน้าร้านบังเกิดความวุ่นวายโดยพลัน ทุกคนต่างชะโงกหน้ามามองที่ร้านของนางเป็นตาเดียว
“มันเผาราคาห้าเหรียญอย่างนั้นหรือ แพงไปหรือไม่”
“นั่นสิ ข้าเคยซื้อที่ตลาดราคาเพียงหัวละสามเหรียญเท่านั้น”
“ถึงอย่างไร นี่เป็นมันเผาของแม่นางซ่ง มันอาจต่างออกไปก็เป็นได้ เตาเผานั่นก็ดูแปลกตาไม่น้อย”
“ใช่ ข้าเองก็รู้สึกว่ามันหอมน่ากินกว่าที่เคยเห็นมาก”
“ถึงอย่างนั้นห้าเหรียญก็ยังแพงเกินไป ไปซื้อแบบดิบที่ตลาดแล้วเอามาเผาเองยังดีเสียกว่า”
“เจ้าเผามันได้อย่างนั้นจริงหรือ ดูที่นางขายสิ ไม่ดำเหมือนมันเผาที่เราทำกันเองสักนิด แกะเนื้อออกมาก็หวานฉ่ำเยี่ยงน้ำผึ้ง น่ากินเสียจริง”
…
ซ่งชิงหลันยืนขึ้น “พวกท่านไว้ใจข้าได้เจ้าค่ะ หรือไม่อย่างนั้นท่านลองซื้อไปชิมสักหัวก่อนก็ได้ ถ้าไม่อร่อยจริงๆ ข้ายินดีจะคืนเงิน”
เมื่อซ่งชิงตงได้ยินเช่นนั้นก็พลันรู้สึกประหม่าขึ้นมาทันที
เขาลอบกระตุกแขนเสื้อของท่านพี่แล้วพูดเสียงเบา “ท่านพี่ขอรับ เช่นนี้จะไม่แย่หรือ ถ้าพวกเขาจงใจบอกว่ามันไม่อร่อย เราจะไม่ขาดทุนหรือขอรับ”
ซ่งชิงหลันมองน้องชายอย่างมั่นใจและพูดด้วยรอยยิ้ม “ไม่ต้องห่วงไป ข้ามั่นใจมาก”
ลูกค้ามีท่าทางลังเลอยู่อย่างนั้น แต่กลับมีเสียงหนึ่งดังขึ้นจากด้านหลัง ท่ามกลางทุกคนที่จดจ้องอยู่
“แม่นางซ่ง เอามันเทศให้ข้าสองหัวนะ”
ชาวบ้านต่างหันไปตามเสียงนั้น เมื่อเห็นว่าเป็นใครจึงพากันหลีกทางให้เขาอย่างเงียบๆ
“นั่น ดูสินายท่านอู่มาโน่นแล้ว”
“นายท่านอู่นี่ สนับสนุนแม่นางซ่งตลอดจริงๆ”
“แต่ท่านดูท่าทางเป็นคนเย็นชาออกอย่างนั้น ไม่ค่อยเหมือนคนที่จะมาคอยสนับสนุนคนอื่นเช่นนี้เลย”
“ข้าได้ยินว่ามีคนเคยจะเอาของให้เขา เขายังไม่ยอมรับเลย”
“เช่นนี้ ถ้าเขาบอกว่ามันอร่อย ก็คงจะน่าเชื่อถือไม่น้อย”
ท่ามกลางเสียงพูดคุยของผู้คน อู่ต้าหย่งก็เดินมาถึงตรงหน้าของซ่งชิงหลัน
ซ่งชิงหลันรู้ได้ทันทีว่าอีกฝ่ายมาสั่งมันเผาเป็นคนแรกเพื่อช่วยเหลือนาง
หญิงสาวชื่นชมความใจดีของเขา หากแต่นางก็ไม่ลืมที่จะเอ่ยเตือนไปว่า “ท่านพี่อู่ ข้าให้ท่านลองซื้อไปก่อนหนึ่งหัว หากว่าท่านชอบยังไม่สายที่จะซื้อเพิ่มอีกหัวนะเจ้าคะ”
อู่ต้าหย่งโบกมืออย่างปัดรำคาญ “ไม่จำเป็น ข้าเชื่อในฝีมือของแม่นางซ่ง เอามาเลยสองหัว”
หลังจากนั้นทหารหนุ่มก็ได้ทดลองกินมันเทศเผาแบบใหม่ของแม่นางซ่งให้ชาวบ้านดูเป็นขวัญตา
มันเทศที่ถูกแบ่งเป็นสองส่วน ใช้เวลาเพียงไม่นานก็หมดหัวแรก ชายหนุ่มก็เริ่มหยิบเอาหัวที่สองมากินอีก
สีหน้าของอู่ต้าหย่งเต็มไปด้วยความพึงพอใจ รีบบอกกับซ่งชิงหลันไปตามตรง “นี่มันอร่อยมาก ข้าเอาอีกสี่หัว จะเอาไปให้พวกลูกน้องชิมด้วย”
“ได้เจ้าค่ะ” ซ่งชิงหลัน แสร้งทำเป็นเป็นถ่อมตนปิดปากหัวเราะเบาๆ
เหล่าชาวบ้านที่มองอยู่ เมื่อเห็นว่าเจ้าหน้าที่อู่มีท่าทางพออกพอใจก็เริ่มสนใจ เข้ามาสั่งมันเผาตามบ้าง
“แม่นางซ่ง ข้าเอามันเผาด้วย”
“เอาให้ข้าสองหัว”
“ข้าด้วย… ข้าด้วย…”
หลังจากนั้นไม่นานมันเทศเผาหอมๆสดใหม่หนึ่งเตาก็หมดไป
ซ่งชิงหลันรีบเตรียมเตาต่อไปทันทีอย่างรีบเร่ง
“มันเทศเผานี่มันอร่อยมากจริงๆ ทั้งหอมและหวานมาก”
“ใช่ ต่อให้ราคาสิบเหรียญก็ยังรู้สึกว่าไม่เสียดายเหรียญ”
“อร่อยจนกินแล้วหยุดไม่ได้”
“แม่นางซ่ง มันเผาของเจ้าจะเสร็จเมื่อไร ข้าอยากซื้อเพิ่มอีก”
ซ่งชิงหลันยิ้ม “พวกท่านไม่ต้องกังวลไปเจ้าค่ะ มันเทศต้องใช้เวลาสักพักกว่าจะได้ที่ ถ้ามีอันใดต้องทำก็ไปทำกันเสียก่อนเถิด สั่งไว้ก่อนก็ได้เช่นกัน ข้าจะอยู่เผาให้พวกท่านกินได้ทั้งวันเลย”
ใช้เวลาไม่นาน มันเผาของซ่งชิงหลันก็โด่งดังไปทั่ว ด้วยลูกค้าที่บอกกันปากต่อปากจนพากันตามมาซื้ออย่างไม่ขาดสาย
หลังจากช่วงเช้าแสนวุ่นวาย พี่น้องตระกูลซ่งสามารถขายเจียนปิ่งและมันเผาได้เงินเพิ่มขึ้นหลายเท่าจากที่เคย
พวกเขามีความสุขกับผลตอบรับอย่างดีนี้มาก
ซ่งชิงเป่ยมองไปยังเงินจำนวนมาก ดวงตาของเขาเป็นประกายและเริ่มหัวเราะขึ้นมาพลางเอ่ยว่า “ท่านพี่ขอรับ เช่นนี้ต่อไปพวกเราจะรวยกันแล้ว ฮ่าๆ”
ซ่งชิงหลันเอ่ยอย่างแน่วแน่ว่า “หากอยากจะมีชีวิตที่สุขสบาย เราทุกคนก็ต้องช่วยกันตั้งใจทำงานต่อไป”
ซ่งชิงตงพยักหน้า “ท่านพี่ ข้าคิดว่ามันเผาของท่านอร่อยมาก หากแต่กว่าจะได้แต่ละเตาก็ใช้เวลาค่อนข้างนาน”
ดวงตาของพี่สาวมองน้องชายคนโตอย่างชื่นชม เขาเป็นคนมีหัวการค้าไม่เบาเลยจริงๆ
“ชิงตง เจ้าพูดถูก ข้าก็คิดเช่นเดียวกับเจ้า เพราะเช่นนั้นข้าเลยวางแผนจะทำเตาเพิ่มอีกหนึ่งเตาในช่วงบ่ายนี้”
นางจะต้องทำงานให้หนักขึ้น เพื่อช่วยชิงหนานให้ได้เร็วที่สุด
“ท่านพี่ ปล่อยให้งานในร้านเป็นหน้าที่ของพวกเราเถิดขอรับ ส่วนท่านก็เอาเวลาไปทำเตาเพิ่มดีกว่า” สามพี่น้องความเห็นตรงกัน
“ได้ เช่นนั้นเอาตามที่เจ้าว่า ส่วนตอนนี้ข้าจะกลับไปทำอาหารก่อน”
ซ่งชิงหลันออกจากร้านไปเพียงไม่นาน ก็พบอู่ต้าหย่งที่อยู่ตรงมุมถนน เขาเองก็กำลังจะไปพักหลังเลิกจากกะของตนเอง
หญิงสาวรีบก้มหน้ามองพื้นแสร้งทำเป็นไม่เห็นเขา
หากแต่เป็นทหารหนุ่มที่เข้ามาหยุดนางเอาไว้ “แม่นางซ่ง”
“ท่านพี่อู่ ท่านกลับไปพักผ่อนเถิดเจ้าค่ะ เรื่องเมื่อเช้าต้องขอบคุณท่านมาก เพราะได้ท่านช่วย มันเผาร้านเราถึงได้ขายดิบขายดีเช่นนี้”
ว่ากันตามตรงแล้ว เพราะความช่วยเหลือจากเหล่าเจ้าหน้าที่ ทำให้ร้านของนางจึงขายของได้อย่างราบรื่นมาโดยตลอด
อู่ต้าหย่งเกาท้ายทอยอย่างเขินอายแล้วหัวเราะออกมา เพราะทำอะไรไม่ถูก “ข้าไม่ได้ช่วยเจ้าหรอก มันเผาของเจ้าอร่อยจริงๆเพียงแต่…”
ชายหนุ่มหยุดกะทันหันอย่างลังเล ว่าจะเอ่ยสิ่งที่คิดออกไปดีหรือไม่… “เจียนปิ่งของเจ้าก็ขายดีมากอยู่แล้ว เหตุใดเจ้าถึงได้เอามันเผามาขายอีกเล่า”
ซ่งชิงหลันยิ้ม และเริ่มขยายความสิ่งที่เขากำลังจะถาม “ท่านอยากรู้ว่า เหตุใดข้าจึงรีบหาเงินหรือเจ้าคะ”
อู่ต้าหย่งพยักหน้าอย่างเขินอาย
นางไม่ได้ถือสาอะไรเขา และตอบอย่างตรงไปตรงมา “บ้านเรายากจนมาก สำหรับข้าแล้ว เรื่องเงินเป็นเรื่องใหญ่ที่สุด หากไม่มีเงิน พวกเราก็ไม่รู้จะอยู่กันต่อไปอย่างไร”
ระหว่างที่คุยกัน ทั้งคู่ก็เดินมาถึงตรอกหย่งเหอแล้ว
ที่นี่คือตรอกที่มีคนยากจนอาศัยอยู่มากที่สุดในเมืองหลวง แน่นอนว่าไม่ใช่ที่อยู่อาศัยของคนอย่างเจ้าหน้าที่อู่แน่นอน
ซ่งชิงหลันสบตาชายหนุ่มแล้วเอ่ยต่อเขา “ท่านพี่อู่ ถึงบ้านข้าแล้ว ท่านรีบกลับไปพักผ่อนเถิดเจ้าค่ะ”
ตอนที่ 50: กินเจียนปิ่งแล้วปวดท้อง
ซ่งชิงหลันทำงานอย่างหนักตั้งแต่เช้าจรดค่ำทุกวัน เพื่อสะสมเงินให้ได้มากขึ้น แม้ว่าจะเหนื่อยยาก หากแต่รู้สึกอิ่มเอมใจและเต็มไปด้วยความหวัง
วันนี้หวังกุ้ยเจ้าของร้านตีเหล็กตื่นขึ้นมาทำงานแต่เช้าเหมือนอย่างเคย
เขากำลังจะออกไปธุระที่นอกเมือง เพื่อซื้อของที่ใกล้จะหมดสำหรับทำงานตีเหล็กในร้าน
ร่างใหญ่ออกไปจากร้านอย่างเงียบๆ เพราะอยากให้ชิงหนานหลับต่ออีกหน่อย
เนื่องจากเขามองอีกฝ่ายเป็นดั่งน้องชายของภรรยาในอนาคต เพราะอยากแต่งงานกับซ่งชิงหลัน จึงพยายามสร้างความประทับใจให้แก่ตระกูลซ่งของนาง
มีคนจำนวนไม่น้อยที่กำลังรอออกไปนอกเมือง และนั่นทำให้เขาได้พบกับร้านอาหารเช้าของพี่น้องตระกูลซ่งที่เต็มไปด้วยลูกค้าต่อแถวรอซื้อระหว่างทาง
ขายสิ่งใดกันนี่ เหตุใดคนจึงเยอะถึงเพียงนี้
คิดใจในพลางตรงเข้าไปดูด้วยความอยากรู้
หากแต่เมื่อเห็นว่าคนขายเป็นใคร หวังกุ้ยก็ชะงักงัน นั่นมันซ่งชิงหลันไม่ใช่หรือนี่
เขาคว้าตัวคนที่เพิ่งซื้อเจียนปิ่งจากร้านของนางเข้ามาถามด้วยรอยยิ้ม “พี่ชาย อาหารร้านนี้อร่อยมากหรือ เหตุใดคนถึงต่อแถวยาวเช่นนี้”
ชายคนนั้นมองหวังกุ้ยด้วยสายตาแปลกๆ “แน่นอนสิ เจียนปิ่งของตระกูลซ่งนี่อร่อยที่สุด เจ้าไม่รู้หรือ มาจากนอกเมืองหรืออย่างไร”
หวังกุ้ยยิ้มที่มุมปากด้วยท่าทางเขินอาย “แล้วนี่ มีคนเข้าแถวยาวเช่นนี้ทุกวันหรือแค่วันนี้กันเล่า”
“อืม… วันนี้ก็ถือว่าไม่น้อยนะ แต่วันก่อนคนมากกว่านี้อีก”
หวังกุ้ยได้ยินเช่นนั้นก็ถอยหลังไปก้าวหนึ่ง
เขาคิดถึงข้อมูลที่รู้มาว่าเจียนปิ่งนั้นราคาสิบเหรียญ ส่วนมันเผาหัวละห้าเหรียญ
เมื่อดูจากจำนวนคนที่ต่อแถวรออยู่ หัวใจของเขาก็พลันเย็นยะเยือก
ร้านอาหารของซ่งชิงหลันขายดีมากจริงๆ อีกไม่นานนางคงเอาเงินสามสิบตำลึงมาไถ่ตัวน้องชายไปได้แน่
หากเป็นเช่นนี้แผนการที่จะทำให้นางยอมแต่งงานมาเป็นอนุภรรยา เพราะฐานะที่ยากจนก็คงล่มไม่เป็นท่าอย่างแน่นอน
ไม่มีทาง เขาไม่จะไม่ยอมให้มันเป็นเช่นนั้นไปได้หรอก
ซ่งชิงหลันที่ทั้งงดงามและสดใส เมื่อเทียบกับนางเสือโคร่งที่บ้านของเขาแล้ว ช่างต่างกันราวฟ้ากับเหว
เมื่อเขาหมายมั่นปั้นมือว่าจะร่วมเตียงเคียงหมอนกับนางแล้ว
หมูอยู่ในอวยเช่นนี้จะปล่อยให้หลุดมือไปได้อย่างไรเล่า
หวังกุ้ยยอมไม่ได้จริงๆ
เขาต้องหาทางไม่ให้ซ่งชิงหลันมาไถ่ตัวน้องชายกลับไปได้เสียแล้ว
ในตอนนั้นเองสมองของช่างตีเหล็กพลันมีความคิดบางอย่างเกิดขึ้น ในที่สุดก็มีแผนแล้ว เมื่อคิดเช่นนั้นก็บังเกิดเสียงหัวเราะอย่างพออกพอใจที่ฟังดูชอบกลดังขึ้น
เขาลืมเรื่องธุระนอกเมืองไปเสียสิ้น หันหลังตรงกลับบ้านทันที
เช้าตรู่ของวันถัดมา หวังกุ้ยพาคนหลายคนไปที่ประตูเมือง
สั่งให้คนเหล่านั้นแยกย้ายกันไปต่อแถวซื้อเจียนปิ่งที่ซ่งชิงหลันขาย
ส่วนตนเองก็หลบซุ่มแอบมองอยู่
คนเหล่านั้นเข้าไปต่อแถวอย่างเงียบๆ และซื้อเจียนปิ่งไปในที่สุด
พวกเขามองหน้ากันจากนั้นแล้วกินเจียนปิ่งพร้อมกัน
จากนั้น คนหนึ่งก็ล้มลงกับพื้น แล้วทุกคนก็เริ่มทรุดตัวลงพร้อมๆกัน
คนเหล่านั้นดิ้นไปดิ้นมา ส่งเสียงร้องด้วยความเจ็บปวด “โอ๊ย… ปวดท้อง ปวด เหตุใดข้าถึงปวดท้องหลังจากกินเจียนปิ่ง”
“โอ๊ย ข้าก็เหมือนกัน”
“ใช่ๆ กินแล้วจะตายหรือไม่”
“เจ้า เหตุใดยังจะซื้อเจียนปิ่งนั่นอีก อยากจะตายหรืออย่างไร”
…
ซ่งชิงหลันมองคนเหล่านั้นอย่างเป็นกังวล นางเดินออกจากร้านมาตรวจสอบทันที
“พี่ชาย ท่านแน่ใจหรือว่าปวดท้องเพราะเจียนปิ่งของร้านเราจริง ข้าเป็นคนทำมาหากิน อย่าใส่ร้ายกันเลย”
“โอ๊ย นี่เจ้าก็เห็นอยู่เต็มตา ข้าปวดท้องจนลุกไม่ขึ้นเพราะอาหารที่เจ้าทำ”
“ถูกต้อง! ข้าด้วย”
“หากเจ้าบอกว่าไม่ใช่เพราะเจียนปิ่งของเจ้า แล้วเหตุใดพวกเราถึงได้ปวดท้องเหมือนๆกันได้เล่า”
“อาหารของเจ้าต้องมีอันใดผิดปกติเป็นแน่ แล้วเหตุใดยังจะกล้ามาเถียงอีก”
…
หลังจากนั้นก็เกิดความโกลาหลขึ้นมาระลอกหนึ่ง หลายคนที่กำลังยืนต่อแถวซื้อเจียนปิ่งอยู่ก็เริ่มเปลี่ยนใจ
ในฐานะคนจากโลกอนาคต ซ่งชิงหลันรู้เป็นอย่างดีเกี่ยวกับผลกระทบจากความคิดเห็นของลูกค้า
นางยังคงอธิบายอย่างแน่วแน่กับพวกเขา “พี่น้องทุกท่าน ก่อนหน้าที่ท่านจะมา เราขายเจียนปิ่งไปมาก และทุกคนก็สบายดีหลังจากที่กินมัน แล้วเหตุใดถึงได้เกิดปัญหากับพวกท่านได้”
“ข้าพอมีทักษะทางการแพทย์อยู่บ้าง อยากจะขอลองจับชีพจรของท่านดูว่าอาการปวดท้องเกิดจากเหตุใด”
ซ่งชิงหล่นว่าพลางยื่นมืออกไปขอจับชีพจร
คนเหล่านั้นแสดงอาการมีพิรุธออกมาทันที พวกเขาเก็บมือตัวเองกลับ ม้วนตัวไปมาท่าทางเจ็บปวดแล้วร้องตะโกน “โอ๊ย ปวดท้อง ปวดมาก”
“เจ้ากล้าเอาของเช่นนี้มาขายให้เรากินได้อย่างไร แล้วยังปล่อยให้เราต้องทรมานเช่นนี้อีก”
“ถูกต้อง แล้วยังจะมาหาว่าเราโกหกอย่างนั้นหรือ”
…
การแสดงของพวกเขาช่างน่าทึ่ง ทั้งใบหน้าซีดเซียวและเหงื่อที่ไหลซึมออกมา ท่าทางราวกับเจ็บปวดอย่างรุนแรง
ชาวบ้านรอบๆ เริ่มรู้สึกกลัวขึ้นมา
“อืม… รู้สึกปวดท้องขึ้นมานิดหน่อย”
“แปลก เหตุใดข้าเองก็ปวดท้อง”
“เจียนปิ่งนั่น ไม่ได้มีอันใดผิดปกติจริงๆอย่างนั้นหรือ”
“ข้ากลับก่อนดีกว่า วันนี้ไม่กินก็แล้วกัน”
“รอข้าด้วย ข้าก็จะกลับด้วย”
ซ่งชิงตง ซ่งชิงซี ซ่งชิงเป่ย รีบออกมาจากร้านอย่างรีบร้อน พยายามห้ามลูกค้าที่กำลังจะจากไป “อาหารของเราไม่มีปัญหาใดจริงๆนะขอรับ”
“อย่าเพิ่งไปเลยขอรับ”
…
ซ่งชิงหลันลุกขึ้นยืนเต็มความสูง มองคนรอบๆด้วยสีหน้าจริงจัง แล้วถามว่า “พวกท่านเป็นลูกค้าประจำของเรามาตลอด ย่อมรู้ดีว่าอาหารของร้านเราไม่เคยมีปัญหาใดมาก่อน”
“ข้ารับประกันได้เลยว่าเจียนปิ่งของเราทุกชิ้นมีคุณภาพดีอย่างแน่นอน”
คำพูดของซ่งชิงหลันฟังดูน่าเชื่อถือมาก หากแต่ก็ยังมีสายตาหลายคู่ที่มองมาด้วยความสงสัย ต่อให้น่าเชื่อถือเพียงใดก็ยังโน้มน้าวพวกเขาไม่ได้
นางเริ่มไม่รู้ว่าจะต้องอธิบายอย่างไรดี ในเมื่อมันดูไร้ประโยชน์ไปเสียหมด
ตอนนั้นเองที่อู่ต้าหย่งเข้ามาพร้อมกับหวังจู้
สีหน้าของเขาไม่สบอารมณ์ และตะโกนใส่คนสองสามคนที่กำแสร้งทำเป็นปวดท้อง “พวกเจ้าทำอันใดกันอยู่”
คนเหล่านั้นเห็นว่าอู่ต้าหย่งเป็นเจ้าหน้าที่ และสวมเครื่องแบบของราชการ พวกเขาก็เริ่มหวาดกลัว
หากแต่เมื่อนึกถึงเงินที่หวังกุ้ยสัญญาว่าจะจ่าย คนเหล่านั้นก็พากันเอาความกล้าออกมาแล้วเล่นละครต่อไป
“นายท่านขอรับ ท่านมาพอดี ท่านต้องช่วยพวกเรานะขอรับ พวกเรากินเจียนปิ่งของนางไปไม่เท่าไรก็ปวดท้องมาก ท่านต้องช่วยตัดสินเรื่องนี้ให้เราทีเถิด”
อีกหลายคนก็พูดขึ้นเช่นกัน “ใช่ พวกเราก็ปวดท้องเช่นกันขอรับ”
อู่ต้าหย่งไม่ได้ขยับเขยื้อนกายไปไหน เพียงมองคนเหล่านั้นอย่างเย็นชาและพูดว่า “วันนี้เจ้าหน้าที่ดูแลประตูเมืองทุกคนกินอาหารของแม่นางซ่งด้วยเช่นกัน พวกข้าทุกสบายดีหลังจากกินเข้าไป แล้วเหตุใดพวกเจ้าถึงได้ปวดท้องหลังจากกินได้เล่า”
“ถูกต้อง” หวังจู้ยืนยัน มองพวกเขาอย่างจับผิด “พวกเจ้าไม่ได้ไปกินของสกปรกที่อื่นมาก่อน แล้วจงใจมาที่นี่เพื่อใส่ร้ายแม่นางซ่งใช่หรือไม่”
จบตอน
Comments
Post a Comment