big sister ep51-60

 บทที่ 51 ท่านพี่อู่ ต้องขอบคุณท่านแล้ว


อู่ต้าหย่งพูดด้วยใบหน้าเย็นชา “ไม่ต้องพูดอันใดให้มากความ เพียงแค่พาตัวพวกเขาไปสอบสวน ประเดี๋ยวเรื่องทั้งหมดก็คงจะกระจ่างขึ้นเอง”


แม้ว่าคนเหล่านี้จะเห็นแก่เงินค่าจ้าง แต่นั่นก็ไม่ได้มากพอที่จะทำให้ต้องยอมเกิดเรื่องราวทั้งหมดถึงขั้นติดคุก


เหล่านักแสดงจึงมองหน้ากันไปมาท่าทางลังเลใจ และในที่สุดก็ยอมล่าถอยด้วยการยืนขึ้นจากพื้น


“นายท่าน ข้าหายปวดท้องแล้ว”


“ใช่ ๆ ดูเหมือนข้าจะไม่เป็นอันใดแล้วขอรับ”


“เอ่อ มันคงเป็นเรื่องเข้าใจผิดกัน ข้า…ข้าขอตัวก่อนนะขอรับ”


หลายคนทำท่าจะวิ่งหนี หากแต่ซ่งชิงซีรีบตะโกนขึ้นเสียงดัง “ท่านพี่อู่ อย่าปล่อยให้หนีไปนะขอรับ เหมือนจะมีคนจงใจใส่ร้ายพวกเรา”


อู่ต้าหย่งจึงรีบพยักหน้าให้หวังจู้ทันที


ทั้งสายตาเฉียบคม ทั้งการเคลื่อนที่ว่องไว ซ้ำยังมีทักษะการต่อสู้ที่ไม่เป็นรองใคร สามารถจัดการคนเหล่านั้นให้หมอบราบกับพื้นด้วยการโจมตีเพียงครั้งสองครั้งเท่านั้น


หวังจู้กล่าวเย้ยหยัน “พวกเจ้านี่พอเห็นท่าไม่ดีก็คิดจะหนีไปง่าย ๆ อย่างนั้นหรือ”


อู่ต้าหย่งไร้ซึ่งความปรานี ยกเท้าขึ้นเหยียบหนึ่งในคนร้ายให้หมอบอยู่กับพื้น พลางถามด้วยน้ำเสียงเย็นชา “บอกข้าเสีย ผู้ใดส่งพวกเจ้ามาทำเรื่องเช่นนี้กัน”


“นายท่าน โปรดอภัย… พวกเราไม่ได้ถูกผู้ใดส่งมาขอรับ… พวกเราแค่…”


อู่ต้าหย่งเพิ่มน้ำหนักที่เท้าของตนเอง เหยียบไปบนร่างนั้นให้แรงขึ้นอีก “ข้าจะให้โอกาสเจ้าตอบอีกครั้ง… จะบอกมาดี ๆ หรือจะรอให้พูดไม่ออกหลังจากนี้กันเล่า”


หวังจู้เหยียดยิ้ม “ท่านหัวหน้า ข้าว่า จับพวกมันไปทรมานที่ศาลาว่าการเถิด ประเดี๋ยวก็คงยอมเปิดปากเองขอรับ”


ทันทีที่ได้ยินว่าตนเองกำลังจะถูกจับไปศาลาว่าการ คนเหล่านั้นก็พากันตื่นตระหนกโดยพลัน


“นายท่าน… อย่า อย่าส่งเราไปที่ศาลาว่าการนะขอรับ ข้าบอกแล้ว ข้ายอมบอกท่านทุกอย่างเลย”


หวังจู้เตะพวกมันหนึ่งที “ไอ้สารเลว ตอนทำไม่รู้จักกลัว ทีเช่นนี้รีบกลัวขึ้นมา บอกมาเร็ว ผู้ใดบงการให้พวกเจ้ามา”


“เป็น… เป็นหวังกุ้ย เจ้าของร้านตีเหล็กขอรับ เขาให้เงินเราคนละหนึ่งตำลึงเพื่อมาใส่ร้ายร้านของแม่นางซ่ง”


หวังกุ้ยเจ้าของร้านตีเหล็ก?


เมื่อได้ยินคำสารพภาพนั้น ในใจของซ่งชิงหลันก็เต้นโครมครามขึ้นมาโดยพลัน


ทันใดนั้น เจ้าคนอยู่เบื้องหลังที่เพิ่งจะถูกซัดทอดก็กำลังวิ่งหนีอยู่ไม่ไกล หากแต่มีชาวบ้านคนหนึ่งสังเกตเห็นเข้าจึงรีบตะโกนออกมา “นั่น! หวังกุ้ยอยู่ตรงนั้น มันกำลังจะหนีไปแล้ว!”


อู่ต้าหย่งละจากคนร้ายที่อยู่ใต้เท้าตนเอง แล้วรีบออกวิ่งตามเจ้าคนบงการไป หากแต่กลับถูกซ่งชิงหลันห้ามเอาไว้เสียก่อน นางรีบพูดขึ้นว่า “ท่านพี่อู่ อย่าตามเขาไปเลยเจ้าค่ะ”


อู่ต้าหย่งขมวดคิ้ว มองหญิงสาวด้วยความสงสัย


เมื่อเห็นท่าทางจริงจัง และแววตาเคร่งเครียดของนาง เจ้าหน้าที่หนุ่มก็อดถามขึ้นมาไม่ได้ “เพราะเหตุใดกัน”


อู่ต้าหย่งทอดถอนหายใจ ชี้ไปที่คนร้ายซึ่งนอนอยู่ที่พื้น แล้วถามความเห็นของนาง “แม่นางซ่ง แล้วเจ้าจะให้ข้าทำอย่างไรกับคนเหล่านี้”


คนเหล่านั้นรีบพากันร้องขอความเมตตาจากนางทันที


“พวกเราแค่อยากได้เงินเท่านั้น มิได้มีเจตนาร้ายแต่อย่างใด แม่นางซ่ง ปล่อยพวกเราไปเถิดขอรับ”


“ใช่แล้วแม่นางซ่ง ทุกวันนี้พวกเราอดอยาก เงินก็ไม่ได้หากันง่าย ๆ ก็เลยหลงผิดไป”


“ข้า… ข้ายังมีภรรยาและลูก ๆ ซ้ำยังมีคนชราที่บ้านต้องดูแล ถ้าถูกจับไป คนในบ้านข้าจะอยู่อย่างไรขอรับ”


“แม่นางซ่ง ได้โปรดปล่อยเราไป พวกเราสาบาน เราจะไม่ทำเช่นนี้อีกแล้วขอรับ”


ในยามนี้ ในหัวของซ่งชิงหลันกลับเต็มไปด้วยความเป็นห่วงน้องชาย นางกลัวว่าซ่งชิงหนานจะถูกหวังกุ้ยรังแกมากกว่าเรื่องตรงหน้าเสียอีก


นางไม่ได้สนใจสิ่งที่คนเหล่านี้พูดเลยแม้แต่น้อย


หญิงสาวเพียงตอบนิ่ง ๆ “ท่านพี่อู่ ปล่อยพวกเขาไปเถิดเจ้าค่ะ มันไม่เกี่ยวอันใดกับพวกเขา”


หวังจู้ถึงกับยกนิ้วให้เถ้าแก่เนี้ยสาว และเอ่ยชมอย่างติดตลกว่า “แม่นางซ่ง เจ้านี่ราวกับพระโพธิสัตว์จริง ๆ ตอบแทนคนชั่วด้วยความเมตตา”


อู่ต้าหย่งหันไปส่งสายตาตำหนิลูกน้อง “เจ้าพูดมากเกินไปแล้ว!”


จากนั้นเขาก็พยักหน้ากับซ่งชิงหลัน “เอาเถิด ในเมื่อแม่นางว่าเช่นนั้นข้าก็จะปล่อยพวกมันไปตามที่เจ้าต้องการ”


หวังจู้ยกเท้าเตะคนร้ายอีกหนึ่งครั้ง “รีบไสหัวไปประเดี๋ยวนี้ จะอยู่ให้รกหูรกตาหรือไร!”


“เอาเถิด ไปได้แล้ว รีบไปเสีย”


“ขอบคุณขอรับนายท่านทั้งสอง”


อู่ต้าหย่งยังมีท่าทางแข็งกร้าว “พวกเจ้าขอบคุณผิดคนแล้ว ไปขอบคุณแม่นางซ่งโน่น”


“ใช่ ๆ แม่นางซ่งใจดีราวกับพระโพธิสัตว์เดินดิน ไม่ถือสาหาความกับพวกเราที่โง่เขลามาล่วงเกิน”


“แม่นางซ่ง ท่านช่างเป็นคนดีเหลือเกิน เป็นพวกเราที่ตามืดบอด หลงเชื่อคำยุยงของหวังกุ้ย จนมาทำเรื่องโง่ ๆ เช่นนี้”


….


เจ้าพวกคนพาลจากไปแล้ว ความเข้าใจผิดทั้งหมดได้รับการแก้ไข เหล่าลูกค้าก็ยังคงต่อแถวซื้อเจียนปิ่งตามความตั้งใจของเดิมของพวกเขา


ซ่งชิงตงมองไปที่น้องชายทั้งสองแล้วออกคำสั่ง “ไป ๆ ไปทำงานกันต่อเถิด”


หวังจู้เองก็รู้จังหวะเช่นกัน เขาจึงรีบออกปากกับหัวหน้า “ท่านหัวหน้า ข้ากลับไปทำงานก่อนนะขอรับ”


นั่นจึงทำให้อู่ต้าหย่งและซ่งชิงหลันได้มีโอกาสอยู่ด้วยกันสองต่อสอง


บรรยากาศระหว่างหนุ่มสาวทั้งสองค่อนข้างลึกซึ้ง ซ่งชิงหลันเริ่มทำลายความเงียบระหว่างทั้งคู่ขึ้นมาก่อน “ท่านพี่อู่ ต้องขอบคุณท่านแล้ว หากไม่ได้ท่านออกมาช่วย ร้านของเราคงล่มจมเป็นแน่”


อู่ต้าหย่งยิ้มรับอย่างเขินอาย “แม่นางซ่ง ไม่ต้องพูดถึงเรื่องนั้น มันเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่เช่นข้าอยู่แล้ว ปกป้องความปลอดภัยของประชาชนรอบ ๆ ประตูเมือง”


ซ่งชิงหลันพยักหน้า “ถึงอย่างนั้น ข้าก็ยังอยากจะขอบคุณท่านอยู่ดีเจ้าค่ะ”


ในยุคสมัยนี้ เป็นสังคมของชนชั้นวรรณะ อำนาจปกครองเป็นของจักรพรรดิและชนชั้นขุนนาง ถึงจะร่ำรวยแต่จำต้องมีอำนาจบารมีจึงจะอยู่รอดปลอดภัย นางจึงรู้สึกขอบคุณเขาและบรรดาลูกน้องเขาอย่างมากที่คอยให้ความช่วยเหลือตนเสมอมา


อู่ต้าหย่งขมวดคิ้วขึ้นอีกครั้ง ท่าทางกังวลไม่น้อย “แม่นางซ่ง มีเรื่องอันใดระหว่างเจ้ากับหวังกุ้ยคนนั้นหรือไม่ เหตุใดชายผู้นั้นถึงได้มาหาเรื่องเจ้าเช่นนี้ ถ้ามีเรื่องใดที่ข้าพอจะช่วยได้…”


“อย่าเลยเจ้าค่ะ” ไม่ทันที่อู่ต้าหย่งจะเอ่ยจนจบประโยค นางก็รีบปฏิเสธขึ้นมา


เพราะซ่งชิงหนานยังอยู่ในเงื้อมมือของหวังกุ้ย นางจึงไม่อยากจะให้เรื่องราวมันวุ่นวายใหญ่โตไปมากกว่านี้


นางจึงทำได้เพียงยิ้มให้เขา “ทุกอย่างเป็นเพราะความไม่พอใจส่วนตัว ข้าจึงไม่กล้าจะรบกวนเจ้าหน้าที่อย่างท่านอีกแล้วเจ้าค่ะ”


เมื่อได้ยินซ่งชิงหลันพูดถึงขนาดนี้แล้ว แม้ว่าเขาจะอยากช่วยเหลือนางเพียงใด เขาก็ไม่สามารถพูดอะไรไปมากกว่านี้ได้


เจ้าหน้าที่หนุ่มเพียงพยักหน้ารับแล้วเอ่ยว่า “เอาเถิด หากเจ้ามีเรื่องใดอยากให้ข้าช่วย ก็บอกข้าได้เสมอ”


“เจ้าค่ะ ขอบคุณท่านพี่อู่มากจริง ๆ ข้าคงต้องไปทำงานต่อเสียแล้ว”


“ได้” อู่ต้าหย่งพยักหน้ารับอย่างเขินอาย “ข้า… ข้าก็ต้องกลับไปทำงานแล้วเช่นกัน”


ทันทีที่อู่ต้าหย่งกลับมาที่ประตูเมือง หวังจู้ก็อดไม่ได้ที่จะขยับตัวเข้าขยิบตาให้หัวหน้า และเอ่ยหยอกล้อเขา “ท่านหัวหน้า ท่านกับแม่นางซ่งมีเรื่องอันใดต้องคุยกันนานถึงเพียงนั้นเชียวหรือขอรับ รับบทวีรบุรุษปกป้องสตรีงามอย่างนั้นหรือ ได้ใกล้ชิดกับแม่นางแล้วสัญญาจะปกป้องนางทำนองนั้น…”


อู่ต้าหย่งถลึงตามองเจ้าลูกน้องพูดมาก แต่ในใจก็ยังคงเบิกบาน “เหตุใดเจ้าตึงชอบพูดจาไร้สาระอยู่ได้ทุกวันกัน”


หวังจู้ยักไหล่อย่างช่วยไม่ได้ “ไร้สาระตรงไหนกันขอรับ ท่านไม่รู้ใจตัวเองจริง ๆ งั้นหรือท่านหัวหน้า”


“พอแล้ว! เลิกยุ่งไม่เข้าเรื่องเสียที! ข้ามีเรื่องให้เจ้าจัดการสักหน่อย”


“ว่ามาได้เลยขอรับ”


ใบหน้าของอู่ต้าหย่งมืดครึ้มลงและกล่าวอย่างอย่างจริงจัง “หวังกุ้ย ที่พวกนั้นพูดถึง เจ้าไปสืบมาทีว่ามันเป็นใครมาจากไหน”


หวังจู้หัวเราะเบา ๆ “ท่านหัวหน้า นี่ท่านช่วยแม่นางซ่งอีกแล้วนะขอรับ”


“บอกให้ไปทำก็ทำเถอะน่า ! อย่าไร้สาระให้มากนักนะ”


“ขอรับ ๆ ข้าเข้าใจแล้ว”


บทที่ 52 นายท่าน ทั้งหมดก็เพื่อแม่นางซ่งหรือไม่


เมื่อรู้ว่าแผนการทั้งหมดถูกเปิดเผย หวังกุ้ยก็หนีกลับไปที่ร้านด้วยความหวาดหวั่น


“บัดซบ! ทุกอย่างกำลังไปได้สวยอยู่แล้ว ไอ้เจ้าหน้าที่สองคนนั้นเข้ามายุ่งได้อย่างไร น่าเสียดายจริง ๆ”


หวังกุ้ยหงุดหงิดใจเป็นอย่างมาก


พอดีกับที่ซ่งชิงหนานออกมาจากห้อง “เจ้านาย ท่านกลับมาแล้วหรือขอรับ เกิดเหตุใดขึ้น ท่าทางท่านอารมณ์ไม่ดี”


ยิ่งได้ยินคำถามนั้นของซ่งชิงหนานเขาก็ยิ่งฉุนขึ้นมา


เมื่อคิดเรื่องที่จะต้องพลาดหวังในการได้ซ่งชิงหลันมาเป็นอนุภรรยา หวังกุ้ยก็ยิ่งโมโหมากขึ้นยิ่งกว่าเดิม จึงเริ่มระบายความโกรธกับซ่งชิงหนาน


“สารเลว ทั้งหมดก็เพราะเจ้า!”


มือใหญ่คว้าเหล็กแท่งหนึ่งขึ้นมาและตีเข้าที่ซ่งชิงหนานเต็มแรง


ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก เด็กหนุ่มไม่ทันจะได้หลบเลี่ยงจึงถูกตีเข้าเต็ม ๆ เขาร้องออกมาอย่างเจ็บปวด


“โอ๊ย เจ็บขอรับ ข้าเจ็บนะเจ้านาย ท่านเป็นคนดีมาตลอด เหตุใดถึงมาทำร้ายข้าขอรับ”


ดวงตาของหวังกุ้ยแดงก่ำด้วยความโกรธ “ที่ผ่านมา ข้าทำดีกับเจ้า ไม่ทำร้ายเจ้า ให้ที่อยู่ดีกินดี ก็เพราะหวังจะเอาพี่สาวเจ้ามาเป็นนางบำเรอ หากแต่ตอนนี้มันพังหมด ไม่เหลือสิ่งใดแล้ว!”


ระหว่างที่โวยวายสียงดัง หวังกุ้ยก็ไม่หยุดที่จะไล่ทุบตีซ่งชิงหนานไปทั่วร้าน


ซ่งชิงหนานวิ่งหลบและรีบถามกลับ “ท่านเข้าใจอันใดผิดไปหรือไม่ขอรับ พี่สาวของข้าบอกว่าจะยอมเป็นนางบำเรอให้ท่านตั้งแต่เมื่อใดกัน”


พี่สาวของเขาพูดอย่างชัดเจนตั้งแต่ต้น ว่านางจะไม่แต่งงานอีกต่อไป เพราะอย่างนั้นจึงได้พาหลานน้อยทั้งสองมาเลี้ยงดูด้วยตนเอง


“หากนางหาเงินสามสิบตำลึงมาไถ่ตัวเจ้าไม่ได้ในสิ้นเดือน สุดท้ายจะมีทางเลือกอันใดอีกนอกจากยอมมาเป็นอนุให้ข้า”


ซ่งชิงหนานหยุดนิ่งเมื่อได้ยินคำพูดนั้น เขาจ้องไปที่หวังกุ้ยด้วยความโกรธแค้น “นี่ท่าน… วางแผนทั้งหมดมาตั้งแต่ต้น หมายจะรวบหัวรวบหางพี่สาวข้ามาตั้งแต่แรกอย่างนั้นหรือ ไอ้คนสารเลว!”


“ไอ้เด็กเหลือขอ!” หวังกุ้ยตีซ่งชิงหนานอีกครั้ง “นี่เจ้าคิดว่าข้าทำการกุศลอยู่หรืออย่างไร เหตุใดข้าต้องช่วยพวกเจ้าโดยไม่ได้ประโยชน์ใดด้วย แล้วยามนี้ข้าก็ไม่ได้สิ่งใดจากเรื่องนี้สักอย่างเลย บัดซบเอ๊ย!”


หวังกุ้ยขว้างแท่งเหล็กลงพื้น ย่างสามขุมเข้าไปทั้งต่อยและเตะซ่งชิงหนานอย่างแรง


ใช่ว่าซ่งชิงหนานจะไม่มีปัญญาต่อสู้กับอีกฝ่าย เพียงแค่เขาไม่อยากสู้กลับเท่านั้น


เด็กหนุ่มกลัวว่าตัวเองจะยั้งมือไม่ได้จนเรื่องเลยเถิด หากเป็นเช่นนั้นพี่สาวของเขาจะต้องเดือดร้อนยิ่งกว่าเดิมเสียอีก


หลังจากถูกลงไม้ลงมือต่อไปอีกสองสามครั้ง หวังกุ้ยก็หมดแรงและหยุดมือเท้าลง


เมื่อทำร้ายเด็กหนุ่มจนเหนื่อยหอบ เหงื่อท่วมไปทั้งร่างแล้วจึงได้ผลักซ่งชิงหนานให้นอนคู้ตัวอยู่ที่พื้น และทิ้งคำพูดเอาไว้ประโยคหนึ่ง “เย็นนี้เจ้าไม่ต้องกินข้าว”


ซ่งชิงหนานถูกทุบตีจนจมูกช้ำ ใบหน้าบวมเขียว ความเจ็บแล่นมาจู่โจม เหงื่อออกท่วมไปทั่วร่างจากความเจ็บปวด หากแต่ก็ยังกัดฟันทน ไม่ได้เอื้อนเอ่ยอันใดออกมาสักคำ


เขาเชื่อว่าอีกไม่นานพี่สาวต้องหาเงินมาไถ่ตัวได้ หากแต่ในยามนี้ทำได้เพียงอดทน ไม่ก่อปัญหาให้นางเดือดร้อน


หวังกุ้ยเข้ามาในห้อง หยิบไหใส่สุราออกมา ดื่มเหล้าเพื่อคลายความเศร้า


ยิ่งดื่มมากเท่าไรก็ยิ่งเกิดความสับสนในใจ ยิ่งคิดก็ยิ่งโกรธจนต้องโวยวายอยู่กับตนเอง


“นังซ่งชิงหลัน กล้าดีอย่างไรมาเล่นกับหัวใจข้า!”


“เงินทั้งหมดที่เจ้าหามาได้ยามนี้ก็ต้องเป็นของข้าด้วย เงินข้าทั้งนั้น ตัวเจ้าเองก็ต้องเป็นของข้า”


“ให้ตาย! ให้มันรู้ไปสิวะ ว่าแค่สตรีนางเดียวข้าจะไม่มีปัญญาจัดการได้!”


“หึ! ดี คอยดูเถิด!”


หวังกุ้ยใบหน้าแดงสุกจากการดื่มสุรา เขาลุกขึ้นยืน เข้าไปหยิบถุงบรรจุผงบางอย่างออกมา แล้วเดินโซเซออกจากร้านตีเหล็ก


ด้านนอกมืดสนิท ร้านค้าต่าง ๆ พากันปิดหมดแล้ว ถนนทั้งเส้นไม่เหลือแสงตะเกียงใด ๆ อีก


หวังกุ้ยอาจหาญเดินไปที่ร้านของซ่งชิงหลันเพียงลำพังโดยไม่ได้ใช้ตะเกียง


เมื่อมาถึงหน้าร้านก็เตะประตูระบายความโกรธ เอาลวดออกมาปลดล็อคประตู


เขาเดินเข้าไปในร้านด้วยความแค้นเคือง ค้นหาบางอย่างไปทั่วทั้งร้าน และในที่สุดก็พบถุงแป้งวางอยู่


เขายกยิ้มราวกับได้รับชัยชนะ เปิดถุงที่ถือติดมือมาด้วยออก โรยผงบางอย่างลงไปในถุงแป้งที่ซ่งชิงหลันใช้ทำเจียนปิ่ง


“หึ! เจ้ารนหาที่เอง อยากรู้นักว่าครานี้เจ้าจะยังโชคดีอีกหรือไม่”


หวังกุ้ยหัวเราะสะใจเสียงดัง เพียงแค่จินตนาการว่าพวกลูกค้าจะเป็นอย่างไรหลังกินเจียนปิ่งของซ่งชิงหลัน ร้านอาหารของนางต้องพังไม่เป็นท่าแน่


เมื่อจัดการทำเรื่องเลว ๆ เสร็จสิ้น หวังกุ้ยก็เดินจากไปอย่างมีความสุข


เขาลงกลอนประตูอีกครั้งราวกับว่าไม่เคยมีเรื่องใดเกิดขึ้น


ทันทีที่หวังกุ้ยกลับมาถึงบ้าน ฤทธิ์สุราที่ดื่มเข้าไปก็ยิ่งแรงขึ้นมากขึ้นจนรู้สึกหนักไปทั้งร่าง และทำให้เขาหลับไปในโดยพลัน



เป็นเพราะกลัวว่าจะทำให้ท่านย่าเป็นห่วง ซ่งชิงหลันจึงกำชับกับน้องชายทุกคนว่าอย่าให้นางรู้เรื่องวุ่นวายที่เกิดขึ้นในวันนี้


ถึงอย่างนั้นกำแพงก็ยังมีหูประตูมีช่อง


บรรดาเพื่อนบ้านก็ยังพูดเรื่องที่เกิดขึ้นให้แม่เฒ่าซ่งรู้อีกอยู่ดี


นางทำท่าจะเอ่ยถามหลาน ๆ ตั้งแต่มื้อค่ำ หากแต่ก็ไม่สบโอกาสเสียที จนกระทั่งซ่งชิงตงและน้องชายเข้านอนไปแล้ว แม่เฒ่าซ่งจึงได้เริ่มเอ่ยถามเรื่องราวทั้งหมดกับหลานสาวตนโต “หลันหลัน เกิดเหตุอันใดขึ้น เหตุใดหวังกุ้ยช่างตีเหล็กถึงได้มาก่อกวนเราเล่า”


ซ่งชิงหลันไม่สามารถบอกหญิงชราไปตามตรงเกี่ยวกับเรื่องที่ซ่งชิงหนานถูกขายไปได้


นางเพียงฝืนยิ้มแล้วอธิบายว่า “ไม่ได้มีอันใดใหญ่โตเจ้าค่ะ เพียงแค่ตอนที่เขามาซื้อเจียนปิ่งกิน เขารู้สึกว่าตัวเองได้ของไม่ครบ ถึงได้มาหาเรื่องเพื่อแก้แค้นเท่านั้น”


“หืม… ตัวก็ใหญ่แต่เหตุใดจิตใจแคบถึงเพียงนี้”


“แหะ ๆ ผู้ใดต่างก็รู้ว่าเขาเป็นคนขี้เหนียวมากนี่เจ้าคะ”


แม่เฒ่าซ่งแสดงสีหน้าเป็นกังวลใจ กุมมือชิงหลันด้วยความเป็นห่วง


นางเอ่ยขึ้นว่า “หลันหลัน ที่น่ากลัวคือเขาเป็นคนผูกใจเจ็บ หากเขายังตามมารังควานเจ้าอีก พวกเราจะทำอย่างไรดี เจ้าเองก็เป็นสตรีตัวเล็ก ๆ ย่าเป็นห่วงเหลือเกิน”


“ท่านย่า อย่ากังวลใจไปเลยเจ้าค่ะ ยังมีชิงตงและน้อง ๆ อีกอย่างยังมีท่านพี่อู่ เจ้าหน้าที่ดูแลประตูเมืองที่คอยช่วยเราด้วย ข้าไม่โดนรังแกได้ง่าย ๆ แน่เจ้าค่ะ”


ทันทีที่หญิงชราได้ยินชื่อของนายท่านที่ดูแลประตูเมือง ท่าทางของนางก็ดูวางใจขึ้น


“อืม เจ้าหน้าที่เหล่านั้นเก่งมากจริง ๆ ดีแล้วที่หลันหลันสร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อพวกท่านมาตั้งแต่แรก”


“ใช้แล้วเจ้าค่ะท่านย่า หลานสาวของท่านเป็นคนมองกาลไกล ไม่มีอันใดน่าเป็นห่วง ตอนนี้ถึงเวลาที่ท่านย่าจะต้องเข้านอนได้แล้วนะเจ้าคะ”


“อื้ม เช่นนั้นก็รีบนอนกันเถิด”


ยามค่ำคืนเงียบสงัด ซ่งชิงหลันพลิกตัวไปมาบนเตียงฟาง นางไม่สามารถหลับได้ลง


สิ่งที่หวังกุ้ยทำในวันนี้แน่นอนว่าเป็นสัญญาณอันตรายว่าจะมีเรื่องเลวร้ายอื่น ๆ ตามมา


เห็นชัดว่าเขาต้องการทำลายร้านของนาง แล้วคนอย่างเขาจะทำเช่นนั้นไปเพื่ออะไรกัน


หญิงสาวนอนคิดอยู่นานก็ไม่สามารถหาคำตอบให้แก่ตัวเองได้เลย


นางจำต้องรู้ที่มาให้ได้ เพื่อจะได้ป้องกันตัวจากคนอย่างเขาได้ถูกจุด


บทที่ 53 ผงสลอด


วันต่อมา


ซ่งชิงหลันและน้องชายตื่นตั้งแต่ก่อนรุ่งสางมาเตรียมเปิดร้านเช่นเคย


ทันทีที่มาถึงร้านก็เริ่มทำหน้าที่ของตนตามปกติ


หลังจากที่ซ่งชิงตงเตรียมทุกอย่างเรียบร้อยแล้วก็หันมาคุยกับน้องชายทั้งสอง “วันนี้ต้องเตรียมดูแลร้านให้ดี อย่าให้ผู้ใดมาสร้างเรื่องวุ่นวายได้อีก”


“ที่พี่รองพูดก็สมเหตุสมผล หากมีเรื่องบ่อยเข้า ร้านของเราจะมีปัญหาเรื่องยอดขายเป็นแน่” ซ่งชิงซีพยักหน้าตาม “ระหว่างเก็บเงินข้าจะช่วยดูลาดเลาไปด้วย หากเจอสิ่งใดไม่ชอบมาพากลจะเรียกหาท่านพี่อู่ให้ช่วยจัดการโดยพลัน”


ซ่งชิงตงพยักหน้าเห็นด้วย “ดี ทำตามที่เจ้าว่า”


ระหว่างที่พูดคุยกัน ซ่งชิงซีก็ลอบเหลือบมองไปทางซ่งชิงหลัน และลังเลครู่หนึ่ง ในที่สุดก็ถามสิ่งที่ตนสงสัยออกมา “ท่านพี่ จะว่าไปแล้ว หวังกุ้ยที่เป็นช่างตีเหล็กไม่ได้มีปัญหาใดกับเราเลยนะขอรับ เหตุใดเขาต้องมาหาเรื่องเราด้วย”


ซ่งชิงหลันทำเจียนปิ่งสองชิ้นอย่างใจเย็นและตอบว่า “ทำหน้าที่ของพวกเราไปเถิด อย่าเพิ่งไปสนใจเรื่องนั้นเลย”


ว่าจบก็แจกเจียนปิ่งให้กับซ่งชิงซีและชิงเป่ยคนละหนึ่งชิ้น “พวกเจ้ากินนี่เสียก่อน จะได้มีแรงทำงานในวันนี้”


“ขอบคุณขอรับท่านพี่”


“ขอบคุณขอรับ”


ทั้งสองรับมันมากินอย่างรวดเร็ว


ซ่งชิงเป่ยยิ้มให้ท่านพี่ สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความพึงพอใจ “อร่อยเหมือนเดิมเลย ท่านพี่ของข้าทำเจียนปิ่งอร่อยที่สุดแล้ว”


ซ่งชิงตงแสร้งเป็นโกรธแล้วเอ็ดขึ้นมาว่า “เจ้าสี่ พูดเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร หาว่าเจียนปิ่งของข้าไม่อร่อยหรือ”


ซ่งชิงเป่ยรีบอธิบายอย่างรวดเร็ว “ไม่ใช่อย่างนั้นพี่รอง เจียนปิ่งของท่านก็อร่อยเช่นกัน ร้านของเรารุ่งเรืองขนาดนี้ได้ก็เพราะฝีมือการทำอาหารของท่านพี่และพี่รองล้วน ๆ เลยขอรับ“


ซ่งชิงซีกล่าวเสริมด้วยรอยยิ้ม “พี่รอง ต่อไปยิ่งท่านทำเจียนปิ่งมากขึ้นเท่าไรก็จะยิ่งเป็นยอดฝีมือมากขึ้นเท่านั้น จริงหรือไม่ท่านพี่”


“ใช่แล้ว” ซ่งชิงหลันตอบด้วยรอยยิ้ม


สี่พี่น้องพูดคุยกันอย่างมีความสุขเคล้าเสียงหัวเราะอยู่ภายในร้านเล็ก ๆ ที่แสนอบอุ่น มิได้รู้สึกถึงความหนาวเย็นของอากาศด้านนอกเลยแม้แต่น้อย


ในระหว่างนั้น ซ่งชิงหลันก็ทำเจียนปิ่งเพิ่มอีกหนึ่งชิ้น ส่งให้ซ่งชิงตงแล้วเอ่ยอย่างยิ้ม ๆ “ชิงตง ข้าให้เจ้าก่อน”


“ขอรับท่านพี่”


ซ่งชิงตงหยิบเจียนปิ่งม้วนใหญ่ขึ้นมากำลังจะเอาเข้าปาก แต่จู่ ๆ ซ่งชิงเป่ยก็หน้าซีดเผือดและร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด “โอ๊ย… ข้า…ข้าปวดท้อง”


คนเป็นพี่ชายรีบวางอาหารลงแล้วตรงเข้าไปดูน้อง “ชิงเป่ย เจ้าเป็นอันใดไป”


“โอ๊ย ไม่ไหวแล้ว ไม่ไหวแล้ว ข้าต้องไปเข้าห้องน้ำ” ซ่งชิงเป่ยวิ่งออกไปจากร้านอย่างรวดเร็วโดยเอามือข้างหนึ่งปิดบั้นท้ายไปด้วย


หลังจากนั้นเพียงไม่นานซ่งชิงซีก็ร้องออกมาเช่นกัน “ท่านพี่ พี่รอง ข้าก็จะไปเข้าห้องน้ำด้วย”


ซ่งชิงตงมีท่าทางกระวนกระวาย มองไปทางซ่งชิงหลันแล้วถามขึ้นว่า “ท่านพี่ นี่มันเกิดเหตุอันใดขึ้น สองคนนั้นไปกินสิ่งใดผิดมาหรือ?”


ซ่งชิงหลันเองก็รู้สึกว่ามันต้องมีอะไรผิดปกติ นางขมวดคิ้วแล้วบอกกับน้องชาย “ชิงตง เจ้าไปดูพวกเขาก่อน”


หลังจากซ่งชิงตงออกไปแล้วนางก็ค่อย ๆ สงบสติอารมณ์


สิ่งที่น้องชายถามขึ้นเมื่อครู่ทำให้นางนึกขึ้นมาได้ว่าซ่งชิงซีกับซ่งชิงเป่ยเพิ่งจะกินเจียนปิ่งที่นางทำเองกับมือเข้าไป… เป็นไปได้ไหมว่าจะเป็นเพราะมัน


เถ้าแก่เนี้ยสาวหยิบเอาเจียนปิ่งที่น้องชายคนโตยังไม่ทันได้กินขึ้นมาสำรวจ ดมกลิ่นดูว่ามีอะไรผิดปกติหรือไม่ ในที่สุดก็รู้ว่ามีอะไรบางอย่างอยู่ในแป้งที่นางใช้


น้องชายทั้งสองใช้เวลากว่าหนึ่งก้านธูปจึงออกมาจากห้องน้ำ


โดยมีพี่ชายคนโตช่วยพยุงพวกเขาคนละข้างเพื่อกลับมาที่ร้าน


พี่สาวคนโตมองน้องชายที่ต่างมีสีหน้าซีดเซียวและไร้เรี่ยวแรง ก็รีบส่งยาต้มให้พวกเขา “ชิงซี ชิงเป่ย พี่สาวไปที่ร้านขายยา เตรียมยาต้มไว้ให้พวกเจ้า รีบดื่มแก้ท้องร่วงเร็วเข้า”


หลังจากที่ทั้งสองรับถ้วยยามาดื่มก็รู้สึกว่าท้องดีขึ้นมากแล้ว


ซ่งชิงซีเริ่มครุ่นคิด แม้จะมีท่าทางเหนื่อยอ่อน “ท่านพี่ ข้ากับเจ้าสี่เพิ่งกินเจียนปิ่งเข้าไป เป็นไปได้หรือไม่ว่า…”


ซ่งชิงหลันพยักหน้ารับ “ใช่ ข้าเพิ่งตรวจสอบมา มีคนใส่ผงสลอด*[1]ลงไปในแป้งของเรา”


น้องชายทั้งสามพูดขึ้นพร้อมกันอย่างตกใจ “ผงสลอด?”


ซ่งชิงเป่ยกันฟันแน่น “ถึงว่า ข้าถึงได้เป็นเช่นนี้ ไอ้สารเลวคนใดมันทำกัน”


ซ่งชิงตงมองดูท้องฟ้าที่เริ่มจะสว่างขึ้นด้านนอก “ท่านพี่ แล้ววันนี้เราจะยังขายของกันหรือไม่ขอรับ”


“ขายสิ ต้องขายอยู่แล้ว” ซ่งชิงหลันยิ้มเย็น “ไอ้ตัวการต้องการขัดขวางไม่ให้เราขายของได้ เพราะอย่างนั้นเรายิ่งต้องทำให้มันเห็น ว่ามันทำอันใดเราไม่ได้”


จากนั้นซ่งชิงหลันก็หันกลับมามองน้องชายแล้วเอ่ยขึ้น “ชิงตง เจ้าพาน้อง ๆ ขึ้นรถเข็นไปส่งที่บ้าน ให้ทั้งสองได้พักผ่อนก่อน หลังจากนั้นไปซื้อแป้งถุงใหม่มา ข้าจะเผามันรออยู่ที่นี่”


“ขอรับท่านพี่”


ซ่งชิงตงไม่รอช้า ทำตามที่พี่สาวบอกอย่างรวดเร็ว


หวังกุ้ยตื่นขึ้นมาพร้อมกับอาการปวดหัว


เขาลุกขึ้นมาบ้วนปาก ล้างหน้า แล้วเดินออกจากร้าน เห็นซ่งชิงหนานใบหน้าบวมปูดซ้ำยังมีรอยฟกช้ำก็นึกถึงความรุนแรงที่เกิดขึ้นเมื่อคืนขึ้นมาได้


แต่ไม่วายที่จะตะโกนใส่ลูกน้องด้วยความโกรธ “เร็วเข้ารีบเปิดร้าน จะได้ทำงานทำการ แล้วก็ไปทำน้ำแกงแก้เมาค้างมาให้ข้าด้วย”


ซ่งชิงหนานกัดฟันแน่น หัวใจราวกับถูกบีบรัดในอกด้วยความโมโห หากแต่ต้องสงบนิ่งเอาไว้ เพื่อไม่ให้เกิดเรื่องวุ่นวายขึ้น เขาต้องทำตามคำสั่งของหวังกุ้ย แล้วค่อยวางแผนเอาคืนทีหลัง


ไม่นานหลังจากนั้นซ่งชิงหนานก็กลับมาพร้อมน้ำแกงแก้เมาค้าง และยังมีซาลาเปากับโจ๊กร้อน ๆ อีกด้วย


หลังจากที่ได้กินน้ำแกงนั่น หวังกุ้ยก็กระปรี้กระเปร่าขึ้นมา


เมื่อคิดว่าเจียนปิ่งที่ซ่งชิงหลันเอามาขายเช้านี้คงทำให้ลูกค้าท้องเสียกันแล้ว ร้านอาหารของนางต้องล้มไม่เป็นท่าในอีกไม่นาน และคงได้ตัวหญิงสาวมาเป็นอนุในที่สุด หวังกุ้ยก็มีความสุขขึ้นมาจนตัวแทบจะลอยไม่ติดพื้น


เจ้าของร้านเหล็กฮัมเพลงอย่างมีความสุขระหว่างกินอาหาร


ซ่งชิงหนานมองภาพนั้นอย่างสงสัย เพราะเมื่อคืนเจ้าของร้านตีเหล็กโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ หากแต่ตอนนี้กลับดูอารมณ์ดีราวกับเป็นคนละคน


นั่นทำให้ซ่งชิงหนานลอบสมเพชอีกฝ่ายในใจว่าท่าทางจะเสียสติไปเสียแล้ว จากนั้นเด็กหนุ่มก็ออกไปตะโกนอยู่หน้าร้านแทน


“รับตีเหล็กขอรับ ร้านเหล็กเรามีเครื่องเหล็กให้เลือกทุกอย่าง มาดูก่อนได้เลยขอรับ”


หวังกุ้ยกินอาหารเช้าเสร็จแล้วก็เตรียมจะออกจากร้านไป


ซ่งชิงหนานมองมาทางเขาแล้วถามขึ้นว่า “เจ้านาย ท่านจะไปที่ใดหรือขอรับ ยังมีมีดเล่มใหญ่ที่แม่นางหลี่สั่งเอาไว้วันก่อนยังไม่เสร็จ นางจะมารับวันนี้แล้ว”


“ไม่ต้องห่วงน่า” หวังกุ้ยโบกมือไปมาด้วยรอยยิ้ม รู้สึกสดชื่นขึ้นมาอย่างอดไม่ได้ “ข้าจะไปดูเรื่องสนุก ๆ เสียหน่อย กลับมาค่อยว่ากัน”


หวังกุ้ยรีบตรงไปที่ร้านของซ่งชิงหลันทันที


หัวใจของเขาเบิกบานไปด้วยความสุข ต้องไปดูให้ได้ว่าซ่งชิงหลันจะรู้สึกอับจนหนทางเพียงใดหลังจากถูกลูกค้าประณาม


ไม่ได้คาดคิดว่าเมื่อไปถึงกลับไม่ได้ดูเรื่องสนุก ๆ ที่ตั้งใจจะมาเห็นกับตาเลยสักนิด


ที่ถนนฝั่งตรงข้าม หวังกุ้ยเห็นว่ายังคงมีลูกค้าต่อแถวซื้ออาหารของนางอย่างเนืองแน่นไม่ต่างจากเมื่อวาน


“เกิดอันใดขึ้น นี่มัน… เป็นได้ยังไง” เขาขยี้ตาตัวเองด้วยความไม่อยากจะเชื่อ พยายามดูให้แน่ใจว่าไม่ได้มองผิดไปจริง ๆ


“เมื่อคืนข้าฝันไปหรือ ไม่ได้เอามันใส่ลงไปในแป้งของนางหรอกหรือ ดี! เช่นนั้นคืนนี้ข้าจะกลับมาใหม่”


เขาพูดกับตัวเองจบก็ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันกลับไปที่ร้านเหล็กของตนอย่างไม่สบอารมณ์


[1] ผงสลอด คือ ผงที่สกัดมาจากต้นสลอดที่มีสรรพคุณเป็นพิษทำให้ท้องร่วงรุนแรง


บทที่ 54 กลัวว่าเขาจะจริงจังกับมันมากเกินไป


เมื่อกลับมาถึงร้าน หวังกุ้ยก็โมโหทันทีที่เห็นหน้าซ่งชิงหนาน


จึงเริ่มก่นด่าแบบไม่มีสาเหตุ “เจ้านี่มันไม่ได้เรื่อง ตะโกนเสียงเบาเช่นนั้นคนอื่นจะได้ยินได้อย่างไร เปลืองข้าวเปลืองน้ำเสียจริง ลูกค้าไม่ได้ยินจะเข้ามาที่ร้านได้อย่างไร”


ซ่งชิงหนานอดไม่ได้ที่จะเถียงกลับไปบ้าง “จะเปลืองได้อย่างไรขอรับ ก็ท่านไม่ให้ข้ากินข้าวไม่ใช่หรือ จะเอาแรงที่ใดไปตะโกนดัง ๆ ได้เล่าขอรับ”


“ไอ้เด็กเหลือขอ ยังจะกล้าเถียงข้าอีก คอยดูเถิดข้าจะเอาเจ้าให้ตายเสีย”


ว่าจบก็ยกมือขึ้นตบหน้าซ่งชิงหนานอย่างแรง


เด็กหนุ่มมองเจ้านายของเขาอย่างแข็งกร้าว สองมือกำหมัดแน่น พยายามข่มใจเอาไว้อย่างที่สุด


เสียงในใจกำลังพร่ำบอกตัวเองว่า ซ่งชิงหนาน เจ้าต้องอดทน ทนให้มากกว่านี้ ประเดี๋ยวท่านพี่ก็จะมาช่วยเจ้ากลับบ้านแล้ว


เมื่อได้เห็นสายตาหาแข็งกร้าวนั่น หวังกุ้ยก็อดไม่ได้ที่จะตบเด็กหนุ่มอีกครั้ง


พร้อมกับเอ่ยประชดประชันเสียงดัง “เหตุใดจึงมองข้าเช่นนั้น หมายความว่าอย่างไร อย่ามั่นใจเรื่องท่านพี่ของเจ้านักเลย หากนางไม่ยอมมาเป็นนางบำเรอให้ข้า เจ้านั่นแหละที่ต้องมาคอยเป็นทาสรับใช้ข้าไปชั่วชีวิต ไอ้หนู”


“ไม่จริง อย่างไรท่านพี่ก็ต้องมาช่วยข้า”


หวังกุ้ยยิ่งโกรธมากขึ้นเมื่อได้ยินเช่นนั้น “เหอะ ฝันไปเถิด ท่านพี่เจ้า…”


ไม่ทันที่หวังกุ้ยจะพูดจบ ร่างอวบของสตรีนางหนึ่งก็เดินเข้ามา


เสียงของนางดังลั่นตั้งแต่ยังไม่ทันถึงประตูร้าน “หวังกุ้ย มีดเล่มใหญ่ของข้าเล่า ได้หรือยังเอามาให้ข้าเร็ว”


สีหน้าของหวังกุ้ยเปลี่ยนเป็นยิ้มทันทีที่มีลูกค้ามาที่ร้าน “พี่หลี่ วันนี้ท่านแต่งตัวงามยิ่ง มืดเล่มใหญ่ของท่านยังต้องเคาะอีกสักหน่อย เชิญรอตรงนี้ก่อนเถิด อีกนิดเดียวจะเสร็จแล้วขอรับ”


ว่าจบเขาก็หันไปขู่ซ่งชิงหนานแล้วรีบกลับเข้าไปในร้าน


อีกด้านหนึ่ง


ซ่งชิงหลันและซ่งชิงตงวุ่นวายอยู่ตลอดเช้า เพราะมัวแต่ง่วนอยู่กับการทำงานในร้านเพียงสองคน


กว่าจะได้หยุดพักก็ปาเข้าไปช่วงเที่ยงวัน


ซ่งชิงหลันมองเวลาแล้วก็กระวนกระวายขึ้นมา “นี่มันเที่ยงแล้วนี่ ไปชิงตง รีบกลับบ้านกันเถิด”


ทั้งสองรีบกลับบ้านพร้อมกันโดยพลัน หากแต่เมื่อไปถึง ก็ได้กลิ่นหอม ๆ ของอาหารมาจากด้านใน


นางเดินเข้าไปในครัวก็พบว่าซ่งชิงเป่ยเป็นคนจุดไฟ ส่วนซ่งชิงซีกำลังปรุงอาหาร


ซ่งชิงเป่ยยิ้มรับพี่ ๆ แล้วพูดว่า “ท่านพี่ พี่รอง ท่านกลับมาแล้วหรือ ไปล้างมือมากินข้าวเร็วเข้าเถิดขอรับ เราเตรียมอาหารไว้รอพวกท่านแล้ว”


หัวใจของพี่สาวพลันอบอุ่นขึ้นมา นางเอ่ยตำหนิเบา ๆ “พวกเจ้าป่วยกันอยู่แท้ ๆ แทนที่จะนอนพัก มาทำอาหารกันเพราะเหตุใด”


หากมีอาการท้องร่วงร้ายแรง ก็สามารถคร่าชีวิตคนได้เลยทีเดียว


ซ่งชิงซีวางจานอาหารลงบนโต๊ะ “พวกเราดีขึ้นมากแล้วขอรับ อีกอย่างเช้านี้ที่ร้านมีเพียงท่านพี่ใหญ่กับพี่รองเป็นคนดูแล ท่าทางจะยุ่งกันไม่น้อย”


“พวกท่านเหนื่อยกันมากแล้ว เราเลยอยากทำกับข้าวร้อน ๆ ไว้รอ กลับมาถึงก็จะได้กินเลย”


ซ่งชิงตงพยักหน้าอย่างโล่งใจ “ดีมาก สมเป็นลูกชายตระกูลซ่งของเรา”


ลูกชายบ้านนี้ต้องรู้จักรับผิดชอบตั้งแต่อายุยังน้อย!


ซ่งชิงหลันไม่ได้ยินเสียงลูก ๆ ร้องไห้ จึงเกิดความรู้สึกสงสัยขึ้นมา แล้วเอ่ยถามด้วยความงุนงง “เฉินเฉินกับเยว่เย่ว…”


ซ่งชิงเป่ยเงยหน้าขึ้นจากเตามามองนาง “พี่สาว ท่านไม่ต้องกังวล พี่สามกับข้าเพิ่งรีดนมแพะให้เด็ก ๆ ไปเมื่อช่วงสายนี้”


ซ่งชิงหลันประทับใจในตัวน้องชายทั้งสองเป็นอย่างมาก “เอาเถิด เช่นนั้นข้าจะไปเรียกท่านย่ามากินข้าวด้วยกัน”


หลังมื้อเที่ยงจบลง นางก็ปล่อยให้ซ่งชิงซีและซ่งชิงเป่ยได้พักผ่อน ส่วนตัวเองก็ออกไปที่ร้านกับซ่งชิงตง


ช่วงบ่ายมีลูกค้ามารอซื้อมันเทศเผาจำนวนมากกว่าเดิม


เมื่อเห็นว่าความต้องการซื้อมีมากจนขายแทบไม่ทัน ความตั้งใจที่จะทำเตาเพิ่มของนางก็ยิ่งมากขึ้นกว่าเดิม


เมื่อคนเริ่มซาลง อู่ต้าหย่งก็เข้ามาหานางที่ร้าน


ซ่งชิงหลันมองเขาด้วยรอยยิ้มสดใสแล้วถามขึ้น “ท่านพี่อู่ ท่านเอามันเทศสองหัวใช่หรือไม่เจ้าคะ”


“ใช่” อู่ต้าหย่งรีบพยักหน้า


“นี่เจ้าค่ะ หัวใหญ่ ๆ สองหัวสำหรับท่าน”


“ขอบคุณ”


อู่ต้าหย่งรับมันเทศเผาหวานนุ่มมาจากมือนางแล้วเอาเข้าปาก พลางถามอย่างไม่ได้ตั้งใจว่า “เหตุใดวันนี้ถึงได้มีเพียงเจ้ากับชิงตงเล่า ชิงเป่ยกับชิงซีไปที่ใดกัน”


เขาแอบมองนางอยู่เงียบ ๆ เมื่อเห็นว่าหญิงสาววุ่นวายอยู่กับงานในร้านจนหัวหมุนมาตั้งแต่เช้าก็รู้สึกเป็นห่วงขึ้นมาจับใจ


เมื่อได้ยินคำถามนั้นจากเจ้าหน้าที่หนุ่ม ซ่งชิงตงจึงตั้งใจใช้โอกาสนี้ในการขอความช่วยเหลือจากเขา “ท่านพี่อู่ มีเรื่องบางอย่างเกิดขึ้น เรา…”


ไม่ทันที่น้องชายจะได้เล่า ซ่งชิงหลันก็ขัดขึ้นเสียก่อน “ชิงตง เจ้าไปพลิกมันเสีย ประเดี๋ยวก็ไหม้กันพอดี”


ซ่งชิงตงชะงักไปครู่หนึ่ง เห็นความนัยที่ซ่อนอยู่ในสายตาของท่านพี่ เขาจึงพยักหน้ารับแล้วตอบว่า “ขอรับ ข้าไปดูเอง”


ในบ้านนี้ ท่านพี่ของเขาเป็นใหญ่ที่สุด ย่อมต้องทำตามความเห็นของนาง


หญิงสาวมองมาที่อู่ต้าหย่งด้วยรอยยิ้มแล้วอธิบายกับเขาแทนว่า “เช้านี้ชิงเป่ยกับซิงซีไม่ค่อยสบายน่ะเจ้าค่ะ เพราะเช่นนั้นข้าก็เลยให้พวกเขาพักผ่อนอยู่ที่บ้าน พวกเขายังเด็ก ทำงานหนัก ๆ ย่อมต้องมีเหนื่อยล้ากันบ้าง”


อู่ต้าหย่งขยับกายไปมาเล็กน้อย “อย่าเหนื่อยเกินไปนัก จะทำให้คนรอบข้างเป็นห่วงเอาได้”


“ใช่เจ้าค่ะ” ซ่งชิงหลันยิ้มเล็กน้อย ดวงตาของนางชัดเจนว่านางไม่ได้กำลังหมายถึงคนอื่นนอกจากเด็ก ๆ


ชายหนุ่มรู้สึกว่าตัวเองกำลังหมายความผิดไปเล็กน้อย ใบหน้าของเขาแดงก่ำแล้วรีบเอ่ยบอกนาง “ข้า…ข้าต้องไปแล้ว”


พูดจบร่างสูงก็รีบหันหลังแล้ววิ่งกลับไปที่ประตูเมืองอย่างรวดเร็ว


ทันทีที่อู่ต้าหย่งจากไป ซ่งชิงตงก็รีบถามพี่สาวเสียงเบาว่า “ท่านพี่ เหตุใดท่านถึงไม่รีบบอกเรื่องนี้กับท่านพี่อู่ มีคนเอาผงสลอดมาใส่ในแป้งของเรา ท่านพี่อู่ไม่มีทางนิ่งนอนใจ อย่างไรก็ต้องจับคนร้ายได้แน่”


ซ่งชิงหลันขมวดคิ้วเข้าหากัน และพูดขึ้นอย่างจริงจัง “ข้าเพียงแค่กลัวน่ะ กลัวว่าเขาจะจริงจังกับมันมากเกินไป”


นางมีชีวิตเป็นครั้งที่สองแล้ว แม้ว่าจะไม่เคยมีความรักมาก่อน แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นเพียงสาวน้อยไร้เดียงสาเสียเมื่อไร


สายตาที่อู่ต้าหย่งมองมาที่นาง ท่าทางจริงจังของเขา นางรู้ได้ทันทีว่าสิ่งที่เขาคิดคืออะไร เพียงแต่นางไม่สามารถตอบรับสิ่งที่เขาต้องการได้


“ท่านพี่ ท่านหมายความอย่างไรกันแน่”


“ไม่มีอันใด” ซ่งชิงหลันว่าต่อ “ข้าหมายความว่า เราไม่ควรให้เจ้าหน้าที่มาเกี่ยวข้องในตอนนี้ อย่าเพิ่งแหวกหญ้าให้งูตื่น เราต้องค่อย ๆ หาตัวคนร้าย คืนนี้ข้าจะรอจับมันเอง”


“ท่านพี่ขอรับ นี่ท่านไม่ได้คิดจะทำเรื่องนี้คนเดียวใช่หรือไม่”


“แน่นอนสิ เจ้าลืมไปแล้วหรือ ว่าข้าสู้กับอันธพาลทั้งฝูงด้วยตัวคนเดียวมาแล้ว”


“แต่ท่านต้องระวังตัวด้วยนะขอรับ”


“อื้ม เจ้าไม่ต้องห่วง”



หลังอาหารเย็น ครอบครัวซ่งก็พากันแยกย้ายเข้าห้องเพื่อพักผ่อน


ซ่งชิงหลันบอกให้ซ่งชิงตงคอยดูแลคนอื่น ๆ ในบ้านเป็นพิเศษ


พอตกดึก นางก็ลุกขึ้นพร้อมกับไม้ท่อนหนึ่ง ถือออกจากบ้านไปที่ร้านอย่างเงียบเชียบ


กลางดึกในฤดูหนาวที่อากาศเย็นเยียบ ซ่งชิงหลันกระชับเสื้อผ้าของนางให้แน่นหนา เดินไปถึงร้านอาหารของตนอย่างรวดเร็ว


นางไม่ได้เข้าไปในร้าน เพียงหามุมอับสายตายืนรออยู่ตรงนั้น


คนร้ายที่แอบมาวางยาในแป้งของนางเมื่อเห็นว่าแผนไม่สำเร็จ อาจย้อนกลับมาทำอีกครั้งในคืนนี้


ไม่นานหลังจากที่ซ่งชิงหลันซ่อนตัว ก็พบว่ามีร่างหนาร่างหนึ่ง กำลังเดินมาทางร้านของตนเองจากระยะไกล


หัวใจของหญิงสาวกระตุกวาบขึ้นทันที มือที่กำไม้ไว้ดึงเข้าหาตัวอย่างช้า ๆ


ต้องสั่งสอนบทเรียนให้คนเลวนี่เสียแล้ว


บทที่ 55 จะคืนน้องชายข้ามาหรือจะไปนอนคุก!


ครั้งนี้หวังกุ้ยไม่ได้ดื่มสุรามาก่อน จึงตระหนักได้ว่าต้องปิดหน้าปิดตาเพื่อมาทำเรื่องชั่ว ๆ


ถนนในช่วงกลางดึกของฤดูหนาวนั้นปลอดโปร่งไร้ผู้คน ลมหนาวพัดมากระทบกายของชายร่างใหญ่จนตัวสั่น หากแต่ความตื่นเต้นทำให้เขาลืมเรื่องความหนาวเย็นไปเสียสิ้น


ครั้งนี้ต้องสำเร็จ!


มือหนาหยิบลวดออกมา ปลดกุญแจประตูร้านอย่างง่ายดายเช่นเดิม จากนั้นรีบเปิดเข้าไปอย่างรวดเร็ว


สิ้นเสียงเอี๊ยดอ๊าดของประตูที่ถูกเปิดออก หวังกุ้ยก็เดินเข้าไปพร้อมรอยยิ้มชั่วร้าย


ทว่าไม่ทันที่จะก้าวเข้าไปในร้านก็เกิดเสียงดัง ตุ้บ! แรงฟาดอย่างแรงกระแทกมาจากด้านหลังของร่างสูง


“โอ๊ย!” หวังกุ้ยร้องออกมาอย่างเจ็บปวดพร้อมทั้งทรุดกายล้มลงที่พื้น


ซ่งชิงหลันใช้โอกาสนั้นทุบตีหวังกุ้ยอย่างแรงด้วยไม้ในมืออย่างไร้ความปรานี


นางต่อยเข้าที่ใบหน้าเขาพร้อมสบถคำสาปแช่งก่นด่า “ไอ้สารเลว กล้ามาหาเรื่องทำลายร้านของข้า ไอ้หมาลอบกัด วันนี้ข้าจะหักขาเจ้าทิ้งเสีย!”


ท่ามกลางความมืดมิด หวังกุ้ยล้มลงกับพื้นราวกับไม่มีเรี่ยวแรงจะต่อสู้กลับ ทำได้เพียงนอนร้องขอให้นางหยุดซ้ำแล้วซ้ำเล่า


“โอ๊ย ๆ พอแล้ว หยุดเสียที หากยังไม่หยุดเจ้าไม่รอดแน่”


“คนชั่วอย่างเจ้าไม่ควรมีปากไว้กินข้าวเสียด้วยซ้ำ จำใส่สมองเอาไว้ด้วย ข้าขอดูทีเถิดว่าเจ้าคือผู้ใดกัน” ระหว่างที่พูดเช่นนั้น ซ่งชิงหลันก็เหยียบร่างของหวังกุ้ยเอาไว้ด้วยเท้าแรง ๆ จนเขาขยับไปไหนไม่ได้


ตามด้วยการหยิบตะเกียงขึ้นมาจุด ทำให้ภายในร้านเล็ก ๆ พลันสว่างวาบขึ้นมา


หญิงสาวย่อตัวลง กระชากเอาผ้าคลุมหน้าของคนร้ายออก


เมื่อเห็นใบหน้าของตัวการอย่างชัดเจนว่าเป็นหวังกุ้ย นางก็ไม่แปลกใจนัก


นัยน์ตาคู่งามฉายแววเจ้าเล่ห์ มุมปากยกยิ้มขึ้นมาอย่างสื่อความหมายบางอย่าง ก่อนจะเริ่มพูดขึ้นว่า “เป็นเจ้าจริง ๆ ด้วย หวังกุ้ย”


เจ้าของชื่อโต้เถียงออกมาอย่างโง่เขลา “ไม่จริง ไม่ใช่ข้า ไม่ใช่เสียหน่อย ข้ายังไม่ได้ทำอันใดเลย”


ซ่งชิงหลันเย้ยหยัน “หากไม่ได้ทำอันใดแล้วเจ้าจะร้อนตัวเพราะเหตุใดเล่า”


เมื่อพูดเช่นนั้น ซ่งชิงหลันก็เริ่มค้นดูบริเวณอกเสื้อของหวังกุ้ย พร้อมกับถามด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ “ตอบข้ามา เจ้าจ้างคนมาใส่ร้ายร้านข้า และเมื่อคืนก่อนยังเอาผงสลอดมาใส่ในแป้งทำอาหาร คืนนี้ก็ยังจะกล้ากลับมาทำเรื่องชั่ว ๆ เช่นเดิมอีก เจ้าต้องการสิ่งใดกันแน่”


หวังกุ้ยยังคงปฏิเสธเสียงแข็ง “ข้าไม่ได้ทำ เจ้ามีหลักฐานหรือที่มากล่าวหาข้าเช่นนี้”


ซ่งชิงหลันหยิบผงสลอดออกมาจากอกเสื้อของเขา


ก่อนเริ่มเค้นถามต่อไป “นี่อย่างไรเล่าหลักฐาน เจ้าแอบเข้ามาในร้านข้าพร้อมกับผงสลอดถุงใหญ่ เห็นตำตาเพียงนี้ยังจะกล้าพูดว่าไม่ได้ทำอย่างนั้นหรือ อยากให้ข้าเอามันกรอกปากเจ้าดูหรือไม่!”


หวังกุ้ยตัวแข็งทื่อ อับจนหนทางจะปฏิเสธอย่างสิ้นเชิง “ข้า… ข้า…”


“ข้า ข้าอันใด พูดออกมาเสีย ทุกอย่างชัดเจนเพียงนี้แล้วยังจะมาไม้ไหนอีก หากเจ้ายังไม่ยอมรับก็เตรียมนอนคุกได้เลย”


นางเริ่มลากตัวเขาไปทางประตูเพื่อจะพาไปข้างนอก


หวังกุ้ยรู้ดีว่าหากถูกจับต้องได้ติดคุกเป็นแน่ แม้ว่าจะปฏิเสธ พวกเจ้าหน้าที่ก็คงไม่เชื่อและเอาผิดเขาอย่างแน่นอน


ชายหนุ่มจึงรีบหันมาขอความเมตตาจากนางแทน “ข้ายอมแล้ว ข้ายอมแล้ว ยอบรับผิดทุกอย่าง ข้าหมายจะเอาผงสลอดใส่ในแป้งของเจ้าจริง ๆ แม่นางซ่ง ได้โปรด อย่าจับข้าไปส่งเจ้าหน้าที่เลย เรามาคุยกันดี ๆ เถิด ข้าขอร้อง”


มีประกายแวววาวแวบผ่านในดวงตาของซ่งชิงหลัน นางยิ้มเล็กยิ้มน้อยแล้วพูดขึ้น “อย่างนั้นก็ย่อมได้ ข้าจะไม่แจ้งเรื่องนี้กับทางการ หากแต่เจ้าต้องคืนอิสรภาพให้แก่ซ่งชิงหนาน น้องชายข้าเสีย แล้วเรื่องทุกอย่างจะจบลงตรงนี้”


“ว่าอย่างไรนะ” หวังกุ้ยได้ยินความต้องการของนางก็พูดเสียงดังขึ้นมาอย่างไม่พอใจ เหลือบตามองนางอย่างคุกรุ่น “แล้ว… เงินสามสิบตำลึงของข้าเล่า หากเจ้าจ่ายเงินนั่นมา ข้าจะเอาใบซื้อขายตัวของน้องชายเจ้าคืนให้”


หวังกุ้ยไม่ต้องการให้ซ่งชิงหลันมาเป็นอนุของเขาอีกต่อไปแล้ว ตอนนี้เรื่องเงินจึงเป็นเรื่องสำคัญที่สุด


หากแต่ซ่งชิงหลันกลับฟาดไม้เข้าที่หน้าผากของเขาอย่างแรง “ถึงเพียงนี้แล้วเจ้ายังกล้ามาพูดเรื่องเงินนั่นกับข้าอีกอย่างนั้นหรือ คิดว่าตัวเจ้าต่อรองอันใดได้หรือ อยากให้ข้าจับเจ้าส่งเจ้าหน้าที่หรือไม่”


หวังกุ้ยขมวดคิ้วอย่างรู้สึกเสียใจแล้วเอ่ยต่อ “แม่นางซ่ง เราตกลงกันไปก่อนหน้านี้แล้ว สิ้นเดือนนี้เจ้าจะเอาเงินสามสิบตำลึงมาไถ่ตัวน้องชาย แล้วเหตุใดถึงกลับคำเช่นนี้”


ซ่งชิงหลันยิ้มอย่างเย็นชา “เพราะตอนนี้ไม่เหมือนตอนนั้นแล้วอย่างไรเล่า หวังกุ้ย เจ้าพวกคนเลวพวกนั้นบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าเจ้าเป็นคนจ้างพวกมันมาใส่ร้ายร้านข้า คนมากมายเป็นพยาน เจ้าเอาสิ่งใดมาปฏิเสธว่าไม่ได้ทำ”


“เปล่า… ข้าเพียงแค่…”


“ไม่เพียงแค่นั้น” นางเอ่ยขัดจังหวะขึ้น “ยังมีเรื่องที่เจ้าเอาผงสลอดมาใส่ในแป้งของข้าเมื่อคืนก่อนอีก แค่ข้าบอกเจ้าหน้าที่ว่าคืนนี้เจ้าแอบเข้ามาขโมยของในร้านข้า เจ้าต้องติดคุกเป็นแน่ ทั้งบุกรุกและพยายามฆ่า อย่างน้อยก็ต้องสามปี”


ซ่งชิงหลันอธิบายไล่เรียงเสร็จสรรพก็กอดอกมองเขาอย่างนิ่งเฉย แล้วพูดต่ออย่างใจเย็นว่า “หวังกุ้ย เจ้าจะคืนน้องชายข้ามา หรือไปนอนในคุก เจ้าเลือกเอาเสีย”


หวังกุ้ยรู้สึกราวกับว่ายืนอยู่บนปากเหว เขาไม่เหลือทางเลือกใดอีก ไม่ว่าทางไหนก็ไม่ใช่ทางเลือกที่ดีสำหรับตนเอง แต่ก็ไม่สามารถจะทำอะไรได้


ทำได้เพียงทุบหน้าอกตัวเองด้วยความเสียใจอย่างสุดซึ้ง แล้วเอ่ยว่า “ข้าไม่เคยคิดเลยว่าคนอย่างข้า หวังกุ้ยผู้นี้ จะต้องเสียรู้ให้กับสตรีตัวเล็ก ๆ อย่างเจ้า ให้ตายเถิด”


ซ่งชิงหลันเร่งเร้า “หยุดทะเลาะกับตัวเองแล้วเลือกมา!”


“ก็ได้ ข้าสัญญา ข้าจะคืนสัญญาขายตัวน้องชายให้เจ้า”


ซ่งชิงหลันปล่อยเขาให้เป็นอิสระและเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ตกลงตามนั้น ข้าจะไปที่บ้านกับเจ้า แล้วเอาสัญญานั่นประเดี๋ยวนี้”


“เจ้า…” หวังกุ้ยตกตะลึงไปชั่วขณะ แล้วชี้ไปทางซ่งชิงหลัน “เจ้ามันเล่ห์เหลี่ยมจัดจริง ๆ“


ซ่งชิงหลันยิ้มต่อไป “ข้าจะไม่ใช้เล่ห์เหลี่ยมได้อย่างไร ในเมื่อต้องรับมือกับคนอย่างเจ้า เร็วเข้า ไปกัน”


ค่ำคืนนี้ยังอีกยาวนาน มีหลายสิ่งหลายอย่างรอให้นางต้องจัดการ นางไม่อยากให้มีอะไรติดขัด


ซ่งชิงหลันคุมตัวหวังกุ้ยกลับไปที่ร้านตีเหล็กของเขา


จากนั้นไม่นานเจ้าของร้านตีเหล็กก็ต้องเอาสัญญาซื้อขายตัวซ่งชิงหนานมอบให้นางแล้วพูดอย่างไม่เต็มใจ “นี่ของเจ้า”


หญิงสาวอ่านดูอย่างแน่ใจว่าอีกฝ่ายไม่ได้เล่นลูกไม้อันใดอีก ก็เก็บมันมาด้วยความสบายใจ


“วันพรุ่งเจ้าปล่อยตัวน้องข้าเสีย หากเที่ยงแล้วเขายังไม่ถึงบ้าน ข้าจะไปที่ศาลาว่าการ”


“ได้ ๆ ข้าเข้าใจทุกอย่างแล้ว หากเจ้าไม่เชื่อใจข้า เหตุใดจึงไม่เรียกน้องชายเจ้ามาตอนนี้แล้วพาเขากลับไปด้วยเสีย”


“ไม่ ข้าไม่รบกวนเวลานอนของเขา”


ความจริงแล้วซ่งชิงหลันไม่ต้องการให้น้องชายมารับรู้เรื่องซับซ้อนเบื้องหลังการปล่อยตัวเขาเหล่านี้ และการกลับบ้านกลางดึกของซ่งชิงหนานจะยิ่งทำให้คนในครอบครัวสงสัยเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้นได้อีกด้วย


แต่ตอนนี้นางได้สัญญามาอยู่ในมือแล้ว น้องชายก็เป็นอิสระแล้ว นางจึงวางใจได้ว่าบุรุษผู้นี้จะไม่กล้าทำอะไรโง่ ๆ อีก


ซ่งชิงหลันจากไปแล้ว ด้านหวังกุ้ยที่โกรธแค้นนางมาก


ทำได้เพียงกระทืบเท้าระบายความโมโห ไม่สามารถทำอะไรได้มากไปกว่าตำหนิโชคชะตาตนเอง


เสียเรื่องไปหมดเพียงเพราะตัณหาบังตา ไม่อย่างนั้นก็จะได้เงินสามสิบตำลึงมาอยู่แล้วเชียว


ยามนี้ไม่เพียงชวดเงินนั่นไป ซ้ำยังบาดเจ็บไปทั้งตัว ซ่งชิงหนานก็ยังต้องถูกปล่อยกลับไปแบบไร้เงื่อนไขอีก


ขาดทุนจริง ๆ ขาดทุนครั้งใหญ่!


บทที่ 56 ต้อนรับการกลับมาของเจ้า


หวังกุ้ยนอนพลิกตัวไปมาอย่างกระสับกระส่ายทั้งคืน


ก่อนจะได้ยินเสียงของซ่งชิงหนานที่ลุกขึ้นมาทำงานแต่เช้าตรู่


เจ้าของร้านเหล็กก็ลุกขึ้นจากที่นอนของตนแล้วรีบออกมาจากห้อง มองซ่งชิงหนานที่กำลังวุ่นวายกับงานครัวส่งเสียงดังเป็นระยะ ๆ ก็เอ่ยขึ้นว่า “เจ้าหนู มัวทำอันใดอยู่อีก”


ซ่งชิงหนานง่วนอยู่กับการก่อไฟจึงไม่หันมามองเจ้านายแล้วตอบเสียงเรียบอย่างขุ่นเคือง “อย่าใจร้อนได้หรือไม่ อาหารเช้ายังไม่เสร็จเลยขอรับ”


หวังกุ้ยเม้มริมฝีปากเข้าหากันแล้วเอ่ยอย่างไม่เต็มใจนัก “เจ้าไม่ต้องทำแล้ว ไปเก็บของกลับบ้านเสีย”


ซ่งชิงหนานตกตะลึงกับสิ่งที่ได้ยินไปครู่หนึ่ง จากนั้นก็รีบลุกขึ้นมายืนมองหน้าหวังกุ้ย ถามอีกครั้งอย่างไม่เชื่อหูตัวเอง “เจ้านาย ท่านว่าอย่างไรนะ ข้าไม่ได้ฟังผิดไปใช่หรือไม่ ท่านบอกว่าให้ข้ากลับบ้านได้แล้วอย่างนั้นหรือ”


ผู้เป็นนายโบกมืออย่างหงุดหงิด “กลับไปเสีย รีบไปเลย อย่ามาอยู่ให้รกหูรกตา ข้ามีงานต้องทำ ออกไปเสียที”


จากนั้นซ่งชิงหนานก็เริ่มสังเกตเห็นรอยฟกช้ำของเจ้านายจึงเอ่ยถามด้วยความสงสัย “เจ้านาย นี่ท่านไปโดนสิ่งใดมา เหตุใดถึงบาดเจ็บได้”


เมื่อถูกทักแบบนั้น หวังกุ้ยก็รีบเบือนหน้าหนีด้วยความลำบากใจ เปลี่ยนเป็นขึ้นเสียงดัง “ไม่ต้องมาสอดรู้เรื่องคนอื่น เจ้าอยากไปจากที่นี่นักไม่ใช่หรืออย่างไร หากไม่อยากกลับก็ไปทำงานเสีย”


“ไปสิ ข้าไปแน่ มีแต่คนโง่เท่านั้นที่อยากจะอยู่ทำงานให้ท่าน”


ซ่งชิงหนานแลบลิ้นกวนประสาทอีกฝ่าย แล้วรีบเก็บข้าวของหนีออกมาจากร้าน


ส่วนซ่งชิงหลันและน้อง ๆ ก็ออกจากบ้านก่อนรุ่งสางเพื่อไปทำงานที่ร้านอาหารอย่างเช่นเคย


ทันทีที่มาถึงร้าน ซ่งชิงตงก็เริ่มตรวจสอบส่วนผสมต่าง ๆ ก่อนพบว่าไม่มีการปนเปื้อนใดอีก


ซ่งชิงหลันยิ้มให้น้องชายแล้วกระซิบบอกเขาว่า “ไม่ต้องกังวล ไม่มีอันใดแล้ว”


สองพี่น้องมองหน้ากันแล้วยิ้ม เข้าใจได้ทันทีว่าท่านพี่คงจัดการเจ้าคนชั่วนั่นไปแล้วยามที่ออกมาข้างนอกเมื่อคืนนี้


ซ่งชิงตงเอ่ยถามเสียงเบา “ท่านพี่ เมื่อคืนท่านเจอผู้ใดหรือไม่ คนที่มาทำร้ายพวกเรามันเป็นผู้ใดกัน”


ซ่งชิงหลันกระซิบตอบกลับ “ข้าจัดการมันไปแล้ว ก็หวังกุ้ยเจ้าของร้านเหล็กนั่นแหละ”


“เหตุใดถึงเป็นเขาอีกแล้ว คนผู้นั้นต้องการอันใดกันขอรับ” น้องชายคนโตขมวดคิ้วอย่างสงสัย


ซ่งชิงหลันตอบไปตามตรงกึ่งติดตลกว่า “เพราะว่าท่านพี่ของเจ้าสวยมากอย่างไรเล่า”


“ว่าอย่างไรนะขอรับ!” ซ่งชิงตงมีท่าทีกังวลมากกว่าเดิม “เจ้านั่น คงจะเป็นหมาวัดที่จ้องมองดอกฟ้าเป็นแน่ เขาเป็นคนเจ้าเล่ห์มาก ท่านพี่ ท่านต้องระวังให้มากกว่านี้นะขอรับ”


หากแต่นางกลับตอบอย่างมั่นใจ “ไม่เป็นอันใด ข้าสั่งสอนเขาไปแล้วเมื่อคืนนี้ จากนี้หวังกุ้ยจะไม่กล้ามาก่อเรื่องอีกเป็นแน่”


หลังจากจุดไฟเรียบร้อย ซ่งชิงเป่ยก็มองท่านพี่และพี่รองคุยกันแล้วเริ่มเม้มปาก


“ท่านพี่ พี่รอง พวกท่านคุยอันใดกันขอรับ ท้องข้าร้องดังมากแล้ว พวกท่านทำเจียนปิ่งให้ข้าทีเถิด”


ซ่งชิงซีก็ขมวดคิ้วแล้วถามขึ้นว่า “ท่านพี่ พี่รอง พวกท่านมีเรื่องอันใดปิดบังเราอยู่หรือไม่”


“เปล่านี่ เราจะปิดบังอันใดพวกเจ้าได้เล่า” ซ่งชิงหลันยิ้มแล้วเริ่มเล่า “ข้าแค่กำลังคิดว่าวันนี้รู้สึกแจ่มใส สังหรณ์ใจว่าจะมีเรื่องดี ๆ เกิดขึ้น มาตั้งใจทำงานกันเถิด”


ช่วงเช้าผ่านไปอย่างรวดเร็ว ลูกค้ามากมายมารอซื้อเจียนปิ่งและมันเผา พี่น้องทั้งสี่ทำงานกันหัวหมุนเช่นเคย


พริบตาเดียวเวลาเที่ยงก็ล่วงเข้ามา ซ่งชิงหลันคิดว่าซ่งชิงหนานน่าจะกลับบ้านไปแล้ว นางจึงเอ่ยกับน้องชายทั้งสามว่า “วันนี้พิเศษกว่าทุกวัน เรารีบปิดร้านแล้วกลับบ้านเร็วหน่อยดีกว่า”


หลังจากที่ทำงานหนักมาหลายวัน ควรจะมีวันพักผ่อนเสียบ้าง


ทั้งสามพยักหน้าตามข้อเสนอของพี่ใหญ่


สี่พี่น้องกลับมาที่บ้าน ทันทีที่พวกเขามาถึง ก็ได้ยินเสียงหัวเราะอย่างมีความสุขของเด็กน้อยซ่งชิงเฉินและซ่งชิงเยว่ ร่วมกับเสียงของซ่งชิงหนาน


ซ่งชิงตงวางมือจากรถเข็นอย่างตื่นเต้น “ชิงหนาน ชิงหนานกลับมาแล้วอย่างนั้นหรือ”


ซ่งชิงซีรีบพูดขึ้นอีกว่า “เสียงพี่สามจริง ๆ ด้วยขอรับ”


ซ่งชิงเป่ยมีรอยยิ้มบนใบหน้าของตน “รีบเข้าไปดูกันเถิด”


ทั้งสามรีบพากันวิ่งเข้าบ้านอย่างดีใจ


ซ่งชิงหลันยิ้มกว้าง เดินตามน้องชายเข้าไปติด ๆ


เมื่อผ่านประตูบ้านเข้าไปด้านใน ก็รู้สึกได้ถึงกลิ่นอายของความสุขที่อบอวล สี่พี่น้องกำลังกอดกันกลม


ซ่งชิงตงลูบผมน้องชายแล้วถามว่า “ชิงหนาน เจ้ากลับมาเมื่อใด”


ซ่งชิงหนานยิ้ม “เมื่อเช้าขอรับ แต่ตอนที่มาถึง ทุกคนก็ไปที่ร้านกันหมดเสียแล้ว ข้าเลยอยู่กับท่านย่า และช่วยดูแลเฉินเฉินกับเยว่เยว่”


ซ่งชิงซีเม้มริมฝีปากและพูดขึ้นมาเบา ๆ “พี่สาม ท่านดูผอมลงไปมากเลยขอรับ”


ซ่งชิงหนานส่ายหน้าอย่างไม่ได้ใส่ใจ “ข้าไปทำงานที่บ้านท่านลุง ถึงน้ำหนักจะลดลง แต่ผู้ใดก็บอกว่าข้าแข็งแรงขึ้นมาก ไม่เชื่อเจ้าลองจับดูก็ได้”


“มาให้ข้าจับดูหน่อย!” ซ่งชิงเป่ยวางมือลงบนหน้าท้องของพี่สาม แล้วถอนหายใจออกมา “ให้ตาย มันแข็งขึ้นมากจริง ๆ ด้วย”


หลังจากนั้นสี่พี่น้องก็เล่นต่อสู้กันไปมาอย่างสนุกสนาน


ซ่งชิงหลันยิ้มให้กับภาพอันแสนอบอุ่นตรงหน้า นางรู้สึกตื้นตันในอก จากนั้นจึงหันหลังเข้าครัวเพื่อทำอาหาร


ไม่นานอาหารกลางวันก็พร้อมสำหรับทุกคน


พี่ใหญ่มองน้องชายคนรองอย่างลึกซึ้ง “มากินมื้อเที่ยงง่าย ๆ กันก่อนเถิด แล้วประเดี๋ยวข้าจะไปจ่ายตลาด ซื้อของมาทำมื้อดี ๆ ต้อนรับการกลับมาของเจ้า”


ซ่งชิงหนานพยักหน้ารับ จ้องท่านพี่กลับด้วยสายตาแฝงความนัยที่มีเพียงเขาและท่านพี่เท่านั้นที่เข้าใจพลางเอ่ยตอบ “ขอรับท่านพี่ ขอบคุณท่านมาก”


“เด็กโง่ ข้าต่างหากที่ต้องขอบคุณเจ้า”


ซ่งชิงเป่ยไม่เข้าใจเหมือนกันว่าเกิดอะไรขึ้น หากแต่ก็ปรบมือรับอย่างมีความสุข “วันนี้ข้ามีความสุขเหลือเกิน ท่านพี่บอกแต่เช้าว่าจะมีเรื่องดี ๆ เกิดขึ้น แล้วมันก็เป็นเช่นนั้นจริง ๆ ด้วย”


ท่านย่าเองก็พยักหน้าเห็นด้วย “เรื่องที่ดีที่สุดในโลกคือการที่ครอบครัวกลับมาอยู่ด้วยกันพร้อมหน้า จะว่าไปแล้ว ชิงหนาน ท่านตาท่านยายของเจ้าสบายดีหรือไม่”


ซ่งชิงหนานยิ้มแล้วเอ่ยตอบ “ทุกท่านสบายดีขอรับ”


“ดีแล้วล่ะ”


เมื่อได้ยินเรื่องนั้น ซ่งชิงหลันก็พลันนึกถึงอาการป่วยของท่านตา นางคงต้องหาเวลาไปดูอาการของท่านตาบ้างเสียแล้ว


หลังอาหารกลางวัน ซ่งชิงตง ซ่งชิงซี และซ่งชิงเป่ย ก็กลับไปที่ร้าน


ซ่งชิงหลันอยู่ที่บ้าน ทำเตาเหล็กอันใหม่สำหรับเผามันเทศเพิ่มเพียงลำพัง


ซ่งชิงหนานเห็นเข้าก็เดินเข้าไปในเพิงเล็ก ๆ ที่นางนั่งอยู่ “ท่านพี่ ให้ข้าช่วยหรือไม่”


“ดีเลย เจ้ามานี่สิ”


ซ่งชิงหนานทำงานในร้านตีเหล็กของหวังกุ้ยมาสักพัก ทำให้มีความรู้ และทักษะเกี่ยวกับงานพวกนี้มาไม่น้อย เด็กหนุ่มสามารถทำงานตีเหล็กได้อย่างรวดเร็วโดยไม่ต้องใช้แรงมากนัก ทุกขั้นตอนจึงราบรื่นกว่าตอนที่ซ่งชิงหลันทำเตาอันแรกมาก


ถึงอย่างนั้นน้องชายคนรองก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยชื่นชม “ท่านพี่ ท่านนี่ช่างน่าทึ่งจริง ๆ คิดค้นเตาเช่นนี้ขึ้นมาเองได้อย่างไรกันขอรับ”


ท่านพี่ของเขาเป็นคนเก่งเสมอ แม้ว่าก่อนหน้านี้จะขี้กลัวไปเสียหน่อย


คนเป็นพี่ยกยิ้ม “ไม่มีสิ่งใดเกินไปกว่าความพยายามของคน สำหรับข้าแล้ว เจ้าต่างหากที่เก่งที่สุด”


ซ่งชิงหนานได้ฟังก็เกาหัวอย่างเขินอาย “ท่านพี่ ข้ายังไม่ได้ทำสิ่งใดเลยนะขอรับ”


“ครอบครัวเราเริ่มดีขึ้นได้เพราะเจ้า” มือเรียวของนางแตะที่ใบหน้าซูบผอมของเขาอย่างเป็นทุกข์ “ชิงหนาน ที่ผ่านมาข้าผิดต่อเจ้าเหลือเกิน”


“ท่านพี่ เราเป็นครอบครัวเดียวกันนะขอรับ อย่าได้รู้สึกผิดอันใดอีกเลย”


“ดี ถ้าอย่างนั้นข้าจะไปตลาด ซื้อไก่มาตุ๋นให้เจ้ากินบำรุงร่างกาย”


ว่าจบเช่นนั้น ซ่งชิงหลันก็หันไปหยิบเอาตะกร้ามาถือเพื่อไปจ่ายตลาด


บทที่ 57 เงินเก็บทั้งหมดนั่นตกเป็นของนางเอง


ยามนี้ซ่งชิงหลันอารมณ์ดีเป็นพิเศษ นางกลับมาจากตลาดพร้อมตะกร้าที่เต็มไปด้วยของสดมากมาย ทั้งผักสด ไก่ ปลา และเนื้อ


เมื่อซ่งชิงหนานกลับมาเช่นนี้ เงินเก็บทั้งหมดนั่นจึงตกเป็นของนางเอง หญิงสาวสามารถซื้อของดี ๆ ให้คนในครอบครัวได้อย่างไม่ยากเย็น


เมื่อเห็นปริมาณอาหารที่หลานสาวซื้อกลับมา แม่เฒ่าซ่งก็มีท่าทีเป็นกังวล “หลันหลัน เจ้าต้องจ่ายเงินมากเพียงใดเพื่อซื้อของพวกนี้มากัน”


ซ่งชิงหลันยิ้ม “ท่านย่า ท่านไม่ต้องกังวลไปนะเจ้าคะ เรื่องเงินข้าจะจัดการเอง น้องชายอยู่ในวัยกำลังโต พวกเขาสมควรได้กินของดี ๆ บำรุงร่างกาย โดยเฉพาะชิงหนาน…”


ด้านท่านย่าเองก็พยักหน้าเห็นด้วย “เอาเถิด มันก็จริงที่ชิงหนานของเราดูผอมลงไปไม่น้อย”


ฟ้ายังไม่ทันมืด ซ่งชิงหลันก็เริ่มยุ่งอยู่กับการเตรียมอาหารเย็นเสียแล้ว


หลังจากที่ซ่งชิงหนานกล่อมเด็กทารกทั้งสองให้หลับไป เขาก็เริ่มเข้าครัวมาช่วยท่านพี่ด้วย


สองพี่น้องช่วยกันฆ่าไก่ ฆ่าปลา เตรียมเนื้อ และหั่นผักด้วยกัน


ทั้งคู่ยุ่งอยู่ในครัวเกือบหนึ่งชั่วยาม


ด้านสามพี่น้องที่ออกไปยังร้านขายอาหารเช้าก็กลับมาถึงบ้านหลังปิดร้านเรียบร้อยแล้ว เมื่อมาถึงหน้าประตู พวกเขาก็ได้กลิ่นหอมน่ากินของอาหารโชยมา


แม้แต่ซ่งชิงหยวนและซ่งชิงหลินที่อยู่บ้านติดกันก็ยังถูกกลิ่นหอมนั้นเรียกให้เข้ามาเจอกับซ่งชิงตงและน้อง ๆ ที่กลับบ้านมาพอดี


ซ่งชิงหยวนกลืนน้ำลายแล้วถามขึ้นว่า “พี่ชิงตง วันนี้ที่บ้านท่านมีเรื่องดี ๆ หรือขอรับ เหตุใดท่านพี่ถึงทำอาหารมื้อใหญ่เช่นนั้น”


ซ่งชิงซีตอบอย่างมีความสุข “พี่สามของพวกเรากลับมาจากบ้านท่านลุงแล้วอย่างไรเล่า ท่านพี่ก็เลยทำอาหารมื้อพิเศษต้อนรับ มีของอร่อย ๆ เต็มไปหมด”


ใบหน้าของซ่งชิงหยวนฉายแววความอิจฉาอย่างไม่รู้ตัว “ไอ๊หยา ท่านพี่ชิงหนานกลับมาแล้วหรือ”


ซ่งชิงตงมองไปทางลูกพี่ลูกน้องทั้งสองแล้วถามว่า “พวกเจ้าสองคนอยู่บ้านกันเองหรือ กินข้าวหรือยัง ไปกินด้วยกันกับเราหรือไม่”


เพราะเรื่องที่หลิวกุ้ยเสียทะเลาะกับสามีและหนีออกจากบ้านไปเมื่อครั้งก่อน พอกลับมาครั้งนี้นางก็เปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นราวกับคนละคน


แม่ของเด็กทั้งสองออกไปรับจ้างล้างจานตามร้านอาหาร ยุ่งทั้งวันตั้งแต่เช้ายันค่ำ ลูก ๆ ของนางจึงต้องอยู่บ้านลำพัง หุงหาอาหารกันเอง


“เอ่อ… คือว่า”


สองพี่น้องชิงหยวนและชิงหลินมองหน้ากันไปมา แม้จะอยากกินแต่ก็มีความลำบากใจขวางกั้นอยู่ พวกเขาสบตาซ่งชิงซี


ซ่งชิงซีตบบ่าลูกพี่ลูกน้องของตนแล้วเอ่ยพร้อมกับยิ้มออกมา “พวกเจ้าไม่ได้เจอพี่ชิงหนานมานานแล้ว ไปกินข้าวแล้วทักทายเขาด้วยกันเถิด”


“ดีเลยขอรับ” ลูกพี่ลูกน้องทั้งสองพยักหน้าอย่างมีความสุข และตามสามพี่น้องเข้าไปในครัวด้วยกัน


เมื่อซ่งชิงหยวนและซ่งชิงหลินพบกับซ่งชิงหนาน พวกเขาก็ทักทายกันอย่างมีความสุข “พี่ชิงหนาน ท่านกลับมาแล้ว!”


ด้านซ่งชิงหลันที่กำลังปรุงอาหารจานสุดท้ายอยู่ เงยหน้าขึ้นและเห็นพวกเขา นางก็ยิ้มให้แล้วพูดขึ้น “ชิงหยวน ชิงหลิน พวกเจ้าก็มาด้วยหรือ”


ความจริงแล้วซ่งชิงหลันรู้สึกสงสารสองพี่น้องอยู่ไม่น้อย


ซ่งชิงตงอธิบายขึ้น “พวกเขาได้ยินว่าชิงหนานกลับมาแล้ว ก็เลยมาทักทายขอรับ”


ซ่งชิงหลันมีรอยยิ้มบนใบหน้า “ดี ๆ ไหน ๆ ก็มากันแล้ว พวกเจ้าก็อยู่กินข้าวด้วยกันก่อน รีบไปล้างมือเถิดจะได้กินข้าวเย็น ชิงหนาน ไปเอาชามกับตะเกียบมาอีกสองชุดให้ชิงหยวนกับชิงหลินด้วย”


ไม่นานโต๊ะอาหารก็เต็มไปด้วยจานชามและกับข้าวมากมาย


มีทั้งไก่ตุ๋น ปลาผัดเปรี้ยวหวาน หม้อไฟเนื้อ มันฝรั่งผัดมะเขือยาวพริกหวาน หมูตุ๋นผักกาดขาววุ้นเส้น และยำมันฝรั่งเย็น…


ล้วนเป็นเมนูโปรดของบรรดาน้อง ๆ


โต๊ะอาหารขนาดไม่ใหญ่นัก แต่กลับเต็มไปด้วยอาหารและสมาชิกครอบครัวที่นั่งล้อมอยู่ ถึงจะเบียดกันไปบ้างแต่ก็อบอุ่น


ซ่งชิงหยวนและซ่งชิงหลินมองอาหารบนโต๊ะด้วยดวงตาเป็นประกาย


“ไอ๊หยา มื้อนี้น่ากินเสียจริง แม้แต่วันขึ้นปีใหม่ เราก็ไม่เคยได้กินอาหารอร่อย ๆ เช่นนี้เลยขอรับ”


ซ่งชิงซียิ้ม “ต้องขอบคุณพี่สามของเรา ทำให้วันนี้มีของอร่อยให้กินเยอะเพียงนี้”


ซ่งชิงหลันตักน้ำแกงไก่ใส่ชาม เลือกเอาส่วนน่องให้หญิงชรา “ท่านย่า กินนี่สิเจ้าคะ”


หลังจากพักฟื้นอยู่ครึ่งเดือน อาการป่วยของท่านก็ดีขึ้นมาก


และอีกไม่นานคงกลับมาแข็งแรงดี


ท่านย่ารีบโบกมือ “ย่ากินไม่ไหวหรอก เอาน่องนี่ให้ชิงหนานเสียดีกว่า ช่วงนี้เขาดูผอมลงไปมาก น่าจะเหน็ดเหนื่อยจากการทำงานหนักเป็นแน่”


ซ่งชิงหลันรีบตอบว่า “ท่านย่ากินเถิดเจ้าค่ะ ยังมีไก่อยู่อีกน่อง ข้าจะเอาน่องนี้ให้ชิงหนานอยู่แล้ว”


ว่าจบนางก็ตักน่องไก่ที่เหลือเติมลงไปในชามของซ่งชิงหนาน “เจ้ากินเยอะ ๆ”


ซ่งชิงหนานรับเอาไว้ “ขอบคุณขอรับท่านพี่”


จากนั้นซ่งชิงหลันก็มองไปทางลูกพี่ลูกน้องทั้งสอง “พวกเจ้าไม่ต้องเกรงใจ ทำตัวเหมือนอยู่บ้านตัวเองตามสบายได้เลย กินเยอะ ๆ ด้วย”


เด็กทั้งสองเอ่ยขึ้นพร้อมกัน “ขอบคุณขอรับท่านพี่ชิงหลัน”


ซ่งชิงหยวนกลืนอาหารคำใหญ่ลงคอ และไม่ลืมที่จะเอ่ยชมระหว่างกิน “ท่านพี่ชิงหลัน ท่านทำอาหารอร่อยมากจริง ๆ ดีกว่าที่ข้าเคยกินจากร้านไหน ๆ”


ซ่งชิงหลินเองก็เห็นด้วย “ใช่แล้ว เมื่อไม่กี่วันก่อนแม่ข้าเอาคอไก่ที่เหลือจากร้านกลับมา พอเทียบกับที่ท่านพี่ทำ ต่างกันราวฟ้ากับเหว”


ซ่งชิงหลันหันมองพวกเขา ขยับตัวเล็กน้อย “หากพวกเจ้าชอบก็กินเยอะ ๆ ยังมีเหลือในหม้ออยู่อีก”


ในตอนนั้นเอง ซ่งชิงหนานก็เริ่มถามลูกพี่ลูกน้องทั้งสองบ้าง “จะว่าไปแล้ว ชิงหยวน ชิงหลิน ข้าไม่เห็นว่าพวกเจ้าอยู่ที่บ้านตอนที่ข้ากลับมาเช้านี้ เจ้าสองคนไปเล่นที่ใดกันมา”


ซ่งชิงหยวนเช็ดคราบน้ำมันที่มุมปากก่อนเอ่ย “พวกเราไม่ได้ไปเล่นขอรับ พวกเราไปเรียนหนังสือที่สำนักศึกษา”


ซ่งชิงหลันประหลาดใจกับสิ่งที่ได้ยินจึงถามต่อ “พวกเจ้าไปสำนักศึกษากันแล้วหรือ ตั้งแต่เมื่อใดกัน”


นางเอาแต่ทำงานตั้งแต่เช้าจรดค่ำอยู่ทุกวัน จนรู้สึกว่าหลิวกุ้ยเสียกับคนในบ้านข้าง ๆ เงียบไปเลย จึงไม่ทันได้รู้สึกว่าเด็กทั้งสองหายไปไหน


ซ่งชิงหลินตอบอย่างจริงจัง “ท่านแม่บอกเราว่าพวกเราไม่ได้มีหัวการค้าเหมือนพี่ชิงหลัน เพราะอย่างนั้นเลยต้องไปเรียนหนังสือ จะได้เป็นคนมีความรู้ ประสบความสำเร็จในภายภาคหน้า”


ซ่งชิงหลันยิ้ม “ถือเป็นเรื่องดีที่ท่านแม่ของเจ้ามองการณ์ไกล”


แม้หลิวกุ้ยเสียจะเป็นคนขี้เหนียวและหัวสูง หากแต่นางก็เป็นคนมองการณ์ไกล และวางแผนอนาคตได้ดี โดยเฉพาะเรื่องลูก ๆ ทั้งสองของนาง


ซ่งชิงหลันยังถามต่อ “จะว่าไปแล้ว เจ้าสองคนต้องจ่ายค่าเล่าเรียนไปเท่าไรกัน”


ซ่งชิงหย่วนตอบ “พวกเราไม่ต้องเสียเงินเลยขอรับ”


“ไม่ต้องจ่ายอย่างนั้นหรือ”


“ใช่ขอรับ” ซ่งชิงหลินพยักหน้า “จะไปสำนักศึกษาต้องจ่ายเงินหนึ่งตำลึงต่อปี หากแต่ท่านอาจารย์รู้ว่าพวกเราไม่มีเงิน จึงให้พวกเรารับจ้างทำงานเพื่อทดแทนค่าเรียน”


“เพราะอย่างนั้นพวกเราจึงไปเรียนและไปทำงานทุกวันก่อนรุ่งสางขอรับ”


ซ่งชิงหลันพยักหน้ารับ “พวกเจ้าทั้งสองทั้งทำงานหนักและขยันเรียนหนังสือ ต่อไปต้องประสบความสำเร็จเป็นแน่”


หลังอาหารเย็น ลูกพี่ลูกน้องทั้งสองก็พากันกลับบ้านของตนเอง


ซ่งชิงหลันเรียกน้องชายทั้งสี่ของนางมานั่งรวมกันเพื่อหารือเกี่ยวกับเรื่องในอนาคต


ดูเหมือนว่าซ่งชิงตงจะคาดเดาได้ก่อนว่าท่านพี่จะพูดเรื่องใด จึงได้ถามขึ้นว่า “ท่านพี่ ท่านอยากให้พวกเราไปสำนักศึกษาอย่างนั้นหรือขอรับ”


ซ่งชิงหลันพยักหน้า “ใช่แล้ว ข้าอยากจะถามพวกเจ้าเรื่องนี้ ถ้าวันพรุ่งข้าส่งพวกเจ้าไปสำนักศึกษา พวกเจ้าจะว่าอย่างไร”


ทันทีที่ได้ยินว่าจะได้ไปสำนักศึกษา ดวงตาของซ่งชิงซีก็เป็นประกายราวกับได้พบกับสิ่งที่ปรารถนามานาน


น้องชายคนนี้ชอบเรียนหนังสือมาก หากแต่ครอบครัวยากจนเกินกว่าจะจ่ายค่าเล่าเรียนให้เขาได้


หากได้เรียนหนังสือ เขามั่นใจว่าจะไม่เป็นรองใครในการสอบแน่


บทที่ 58 ส่งน้องไปสำนักศึกษา


ซ่งชิงตงเป็นคนแรกที่เริ่มออกความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ “ท่านพี่ข้าเคยเรียนหนังสือมาแล้ว พออ่านออกเขียนได้อยู่บ้าง อีกทั้งข้าก็ไม่ได้สนใจเรื่องเรียนหนังสือนัก ข้าอยากจะไปขายของกับท่านมากกว่า ได้หรือไม่ขอรับ”


ท่านพี่ของเขาจะทำงานทั้งหมดนั่นด้วยตัวเดียวได้อย่างไรกัน


ในความทรงจำที่มีอยู่ในร่างนี้ ซ่งชิงหลัน ซ่งชิงซี และซ่งชิงเป่ย ได้เรียนหนังสือเพียงหนึ่งปีก็ต้องหยุดไป นางจึงมองไปที่พวกเขาแล้วเอ่ยถามต่อ “ชิงซี ชิงเป่ย แล้วพวกเจ้าเล่า”


ซ่งชิงซีกัดฟันและออกปากเผยความปรารถนาในใจออกมาตามตรง “ท่านพี่ ข้าอยากเรียนหนังสือขอรับ”


นางหันไปมองน้องคนเล็กบ้าง “ชิงเป่ย แล้วเจ้าเล่า”


ซ่งชิงเป่ยกะพริบตาปริบ ๆ แล้วเอ่ยตอบ “ข้าแล้วแต่ท่านพี่ขอรับ”


“ท่านพี่มองว่าการเรียนหนังสือเป็นลู่ทางที่จะพลิกชะตาของเด็กยากจนอย่างเรา ยิ่งรู้หนังสือมากเท่าไร ยิ่งได้อ่านมากขึ้นเท่าไร ความรู้ก็เพิ่มพูนมากขึ้นเท่านั้น ดังนั้นข้าคิดว่าเจ้าก็ควรไปเรียนด้วย”


จากนั้นซ่งชิงหนานก็เริ่มเสนอความคิดเห็นบ้าง “ท่านพี่ ข้าไม่ได้อยากเรียนหนังสือ แต่อยากไปที่โรงฝึก เพื่อฝึกการต่อสู้ ต่อไปข้าอยากเป็นทหาร”


ซ่งชิงหลันขมวดคิ้วอย่างลังเล “ชิงหนาน เจ้าคิดอย่างถี่ถ้วนดีแล้วใช่หรือไม่”


ในบรรดาน้องชายทั้งสี่ของนาง ชิงหนานเป็นคนที่เรียนมาน้อยที่สุด นางจึงหวังว่าเขาจะอยากเรียนหนังสือเพิ่มเติม


หากแต่ซ่งชิงหนานกลับพยักหน้ารับอย่างแน่วแน่ “ข้าคิดมาดีแล้วขอรับท่านพี่”


ความฝันของซ่งชิงหนานคือการได้เป็นแม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่ หวังว่าสักวันหนึ่งจะได้เข้าสู่กองทัพ เป็นผู้นำทัพไปสังหารศัตรู ปกป้องบ้านเมือง และทำให้ครอบครัวมีชีวิตที่ดีขึ้นได้


ซ่งชิงหลันเคารพการตัดสินใจของน้องชายทุกคน เพราะถึงอย่างไร คนที่เลือกเส้นทางชีวิตของพวกเขาก็เป็นตัวพวกเขาเอง ซึ่งนางจะไม่เข้าไปก้าวก่าย


“เอาเถิด ข้าจะตามใจพวกเจ้าทุกคน ตั้งแต่วันพรุ่ง ชิงตงไปทำงานกับข้า ชิงซีกับชิงเป่ย พวกเจ้าไปสำนักศึกษา ส่วนชิงหนานข้าจะไปถามเกี่ยวกับเรื่องที่เจ้าสนใจก่อน ว่าจะส่งเจ้าไปที่โรงฝึกดี ๆ สักแห่งในเมืองได้อย่างไร”


น้องชายทั้งสี่รับคำพร้อมกัน “ขอรับ ขอบคุณท่านพี่มาก ดีเหลือเกินที่พวกเรามีท่านเป็นพี่ใหญ่”


ถึงอย่างนั้นซ่งชิงซีผู้อ่อนโยนก็อดถามขึ้นมาไม่ได้เพราะความเป็นห่วง “ท่านพี่ แล้วถ้าพวกเราไปเรียนหนังสือ ผู้ใดจะช่วยงานที่ร้านกันขอรับ”


ซ่งชิงหลันยิ้ม “ต่อไปพวกเจ้าทั้งสองก็คอยช่วยงานที่ร้านในตอนเช้า พอสาย ๆ ก็ไปเรียนหนังสือ หากเป็นเช่นนี้จะหนักเกินไปหรือไม่ พวกเจ้าไหวหรือเปล่า”


ซ่งชิงซีส่ายหน้า “ไหวสิขอรับ”


ซ่งชิงเป่ยตอบบ้าง “ข้าไม่กลัวงานหนักขอรับ”


ซ่งชิงซีเม้มปาก “ถ้าอย่างนั้น พวกเราก็จะไปทำงานแทนการจ่ายค่าเรียนไม่ได้ ท่านพี่ก็จะต้องเสียเงินค่าเรียนให้พวกเรา”


ซ่งชิงหลันโบกมือไปมา “นั่นไม่ใช่เรื่องใหญ่ เเจ้าอย่ากังวลไป ตั้งใจเรียนเป็นพอ ท่านพี่ของพวกเจ้าจะเป็นคนหาเงินมาส่งน้อง ๆ เรียนเอง”


“เอาล่ะ ตอนนี้พวกเราก็ตัดสินใจเรื่องอนาคตกันได้แล้ว พวกเจ้าแยกย้ายกันเข้านอนเถิด วันพรุ่งยังต้องตื่นแต่เช้า”


“ขอรับท่านพี่”


คืนนี้เป็นคืนที่พวกเขาตื่นเต้นกันมาก เพราะรู้สึกราวกับว่าตั้งแต่พรุ่งนี้ไป ชีวิตของตนกำลังจะเปลี่ยนแปลงไปราวกับพลิกชะตาจริง ๆ



ซ่งชิงตงพาซ่งชิงหนานไปที่ร้านด้วยกันก่อน เพื่อเตรียมของสำหรับขายเจียนปิ่ง ส่วนซ่งชิงหลันก็พาน้องชายทั้งสองไปที่สำนักศึกษาเพื่อพบกับท่านอาจารย์


ท่านอาจารย์ที่สำนักศึกษาเป็นคนที่แม้มองเพียงปราดเดียว ก็สามารถรู้สึกถึงความเป็นปัญญาชนได้ ชื่อของท่านคือหลี่ฮ่วนจือ ท่าทางของท่านดูเป็นคนทรงภูมิ มีความรอบรู้อย่างมาก


เขาเคยสอนหนังสือให้ซ่งชิงซี จึงรู้ดีถึงความสามารถของเด็กคนนี้ และเสียดายอย่างมาก ยามที่รู้ว่าเด็กชายจะไม่ได้มาสำนักศึกษาอีกต่อไป


ซ่งชิงซีดูมีความสุขเสมอเมื่อได้มาเรียน เป็นเรื่องที่ท่านอาจารย์จำได้ดี


ซ่งชิงหลันจ่ายค่าเล่าเรียนเทอมนี้สำหรับน้องชายทั้งสองเรียบร้อย และกล่าวทักทายอาจารย์หลี่


“ท่านอาจารย์หลี่ นี่น้องชายทั้งสองของข้า หวังว่าท่านจะช่วยชี้แนะเรื่องการเรียนให้พวกเขาต่อไปด้วยเจ้าค่ะ พวกเขาจะตั้งใจเรียนอย่างหนักเพื่อรับความรู้จากท่าน”


หลี่ฮ่วนจือโบกมือไปมาพร้อมรอยยิ้ม “ไม่ใช่เรื่องหนักหนาถึงเพียงนั้นหรอก ชิงซีมีความสามารถในการเรียนรู้ เขาเป็นเด็กเก่งที่หาตัวจับยาก ข้าเชื่อว่าจะกลายเป็นบัณฑิตที่ดีในอนาคต”


“แม้แต่ชิงเป่ยเองก็เป็นเด็กฉลาด ถึงจะวอกแวกไปบ้าง แต่ถ้าสามารถตั้งสมาธิเพื่อจดจ่อกับการเรียนได้ ก็จะเรียนได้ดี”


ซ่งชิงหลันทำความเคารพอาจารย์หลี่ “ฝากด้วยนะเจ้าคะท่านอาจารย์หลี่ เช่นนั้นข้าต้องขอตัวก่อน”


“เอาล่ะแม่นางซ่ง เชิญเจ้าเถิด”


หลังจากออกมาจากสำนักศึกษา ซ่งชิงหลันยังไม่ได้กลับไปที่ร้านอาหารเช้าในทันที แต่ยังไปที่อื่นต่อเพื่อถามเกี่ยวกับโรงฝึกการต่อสู้ในเมือง


โรงฝึกนั้นแตกต่างจากสำนักศึกษา เพราะสำนักศึกษาที่สอนหนังสือจะได้รับเงินสนับสนุนจากราชสำนัก


หากแต่โรงฝึกจะเป็นสำนักที่แยกตัวออกมาเอง ถ้าต้องการเรียนวิชาก็จำเป็นต้องจ่ายค่าเรียนราคาสูง


ซ่งชิงหลันตระเวนไปโรงฝึกเจ็ดแปดแห่งติดต่อกัน หากแต่ยังไม่พบที่ใดที่น่าสนใจ


แต่ในที่สุดนางก็ได้พบโรงฝึกที่น่าสนใจ ซึ่งอยู่ห่างจากบ้านของตนไม่น้อย


ซ่งชิงหลันยืนอยู่ที่ทางเข้าโรงฝึกจิงอู่ ตัวอักษร ‘อู่’ ขนาดใหญ่เขียนลงบนประตูสีน้ำตาลเข้มนั่นทำให้นางรู้สึกถึงบรรยากาศของวิชาการต่อสู้ที่ส่งมาได้


นับว่าเป็นความประทับใจแรกที่ดีมาก


หลังจากเดินหามาหลายที่ในที่สุดก็พบสถานที่ที่น่าสนใจ หญิงสาวจึงถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกแล้วรีบก้าวไปข้างหน้า


ก่อนที่นางจะไปที่ทางเข้า คนเฝ้าประตูในเครื่องแบบสีขาวที่ยืนอยู่สองข้างก็ห้ามนางเอาไว้ “เจ้าเป็นผู้ใด ที่แห่งนี้ไม่ใช่ที่ผู้ใดก็ตามจะเข้าออกได้ตามใจ”


ซ่งชิงหลันยิ้มแล้วตอบว่า “พี่ชายทั้งสอง น้องชายของข้าต้องการเรียนการต่อสู้ ข้าจึงมาที่นี่เพื่อถามเกี่ยวกับการเรียนให้เขา”


คนเฝ้าประตูคนหนึ่งยิ้มแล้วตอบว่า “แม่นาง มีเด็กมากมายต้องการจะมาเรียนที่โรงฝึกจิงอู่ของเรา แต่ท่านอาจารย์ไม่รับผู้ใดเป็นศิษย์ง่าย ๆ”


ซ่งชิงหลันเม้มริมฝีปากแล้วถามต่อ “ข้าต้องมีเงินเท่าไรถึงจะส่งน้องชายมาเรียนที่นี่ได้”


คนเฝ้าประตูอีกคนดูจะมีน้ำใจ เขาตอบเบา ๆ ว่า “แม่นาง มันไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องเงินหรอก หากแต่ที่นี่ต่างจากโรงฝึกอื่น ๆ เราไม่ได้ขาดแคลนเงิน”


“หากน้องชายเจ้าต้องการเรียน ก็ลองให้เขามาทดสอบด้วยตัวเอง จะได้รู้ว่ามีแววเพียงใด หากทดสอบผ่านก็จะได้เข้ามาเรียนกับท่านอาจารย์”


หลังจากได้ยินเช่นนั้นซ่งชิงหลันก็ลอบชื่นชมโรงฝึกแห่งนี้อยู่ในใจ


นางไม่ได้คาดหวังว่าจะมีการทดสอบอย่างจริงจังสำหรับโรงฝึกศิลปะการต่อสู้เช่นนี้


นี่เป็นเครื่องยืนยันว่าสถานที่แห่งนี้เป็นโรงฝึกที่มุ่งเน้นเรื่องฝีมือการต่อสู้มากเพียงใด


หญิงสาวพยักหน้ารับแล้วตอบพวกเขาว่า “เอาเถิด ข้าเข้าใจแล้ว ต้องขอบคุณพี่ชายทั้งสองมาก”


ซ่งชิงหลันกำลังจะหันหลังกลับ ทว่ากลับได้ยินเสียงที่คุ้นเคยเรียกเอาไว้ก่อน “แม่นางซ่ง?”


นางเงยหน้าขึ้นด้วยความสงสัย เมื่อพบว่าชายร่างสูงตรงหน้าตนเองเป็นใครก็ตกตะลึงไปครู่หนึ่ง “ท่านพี่อู่?”


ซ่งชิงหลันมักจะคุ้นเคยกับอู่ต้าหย่งในชุดเครื่องแบบเจ้าหน้าที่ หากแต่เมื่อได้เห็นเขาแต่งตัวสบาย ๆ เช่นนี้ ก็ไม่คาดคิดว่าบุรุษตรงหน้าจะดูอ่อนโยนจนแทบจำไม่ได้


ชายหนุ่มเริ่มเอ่ยถามขึ้น “เจ้ามาทำอันใดที่นี่”


ซ่งชิงหลันก็ถามขึ้น “ท่านมาทำอันใดที่นี่”


ทั้งสองถามขึ้นพร้อมกันซ้ำยังหัวเราะออกมาแทบจะเป็นเสียงเดียวกันอีกด้วย


ในตอนนั้นคนเฝ้าประตูทั้งสองก็ออกมาด้านหน้า ทำความเคารพอู่ต้าหย่งอย่างนอบน้อม แล้วพูดขึ้นมาว่า “ท่านอาจารย์ ท่านกลับมาแล้วหรือขอรับ”


“ท่านอาจารย์?” ซ่งชิงหลันกะพริบตาปริบ ๆ มองเขาอย่างไม่คาดคิด “ท่านพี่อู่ ท่านคืออาจารย์ของพวกเขาอย่างนั้นหรือเจ้าคะ อย่างนี้ท่านก็คงเป็น…”


อู่ต้าหย่งยิ้ม “ใช่ ข้าเป็นคนของโรงฝึกจิงอู่”


บทที่ 59 ท่านไม่ต้องช่วยเราถึงเพียงนี้ก็ได้


ซ่งชิงหลันยิ้มแล้วพูดขึ้นว่า “บังเอิญถึงเพียงนี้เชียวหรือ”


โลกกลมเกินไปเสียแล้ว


ด้านอู่ต้าหย่งเองก็รู้สึกประหลาดใจไม่น้อย


วันนี้เป็นวันพักผ่อนของเขา หลังออกเวรก็กำลังคิดอยู่ว่าจะไม่ได้พบแม่นางซ่งเสียแล้ว ไม่คาดคิดว่าจะมาเจอนางที่โรงฝึกแบบนี้ได้


เจ้าหน้าที่หนุ่มเอ่ยถามอย่างรวดเร็ว “แล้วเจ้าเล่า ยังไม่ได้บอกข้าเลยว่ามาทำอันใดที่นี่”


หญิงสาวยิ้มก่อนเอ่ยตอบ “อันที่จริง ข้ามาในวันนี้เพื่อดูโรงฝึกให้น้องชายเจ้าค่ะ ชิงหนานน้องของข้าอยากจะเรียนรู้เรื่องการต่อสู้ ข้าได้ยินมาว่าโรงฝึกจิงอู่เป็นที่ที่น่าสนใจ จึงได้มาดูก่อน”


“แต่พี่ชายคนนั้นบอกข้าแล้วว่าท่านอาจารย์จะไม่ยอมรับผู้ใดเป็นศิษย์ง่าย ๆ เพราะอย่างนั้นแล้ว…”


ระหว่างที่เล่าซ่งชิงหลันก็พยักพเยิดไปทางชายทั้งสอง


ได้ยินเช่นนั้นอู่ต้าหย่งก็มองไปทางคนเฝ้าประตูทั้งสองแล้วถามขึ้นว่า “วันนี้ศิษย์พี่ใหญ่อยู่หรือไม่”


ทันทีที่ได้ยินคำถามนั้นจากอู่ต้าหย่ง พวกเขาก็รีบเอ่ยตอบอย่างรวดเร็ว “อยู่ขอรับ”


ท่านอาจารย์จึงออกคำสั่ง “พวกเจ้าสองคนไปบอกท่านว่า ข้าจะพาคนเข้าไปหา ให้รอพบก่อน”


“ขอรับ” หลังจากรับคำแล้วทั้งสองก็หันหลังกลับ เดินเข้าไปด้านในโรงฝึกโดยพลัน


หญิงสาวที่มองเหตุการณ์ทั้งหมดอยู่ก็เริ่มจะเดาเจตนาของเจ้าหน้าที่หนุ่มผู้นี้ได้


“ท่านพี่อู่ ท่านทำอันใดกันเจ้าคะ”


อู่ต้าหย่งเอ่ยตอบ “ไปบ้านเจ้ากันเถิด แล้วไปพาน้องชายของเจ้ามาพบศิษย์พี่ใหญ่ของข้า”


ซ่งชิงหลันมีท่าทีลังเลเล็กน้อย “ท่านพี่อู่ จริง ๆ แล้ว ท่านไม่ต้องช่วยเราถึงเพียงนี้ก็ได้…”


นางเชื่อมั่นว่าซ่งชิงหนานเองก็มีฝีมือไม่น้อย เขาน่าจะสามารถเข้าเรียนที่นี่ได้ด้วยความสามารถที่มี


หากแต่อู่ต้าหย่งเอ่ยขัดเสียก่อน “เจ้ารู้หรือไม่ว่าแต่ละวันมีคนมาสมัครเข้าที่นี่มากเพียงใด”


“หากน้องชายเจ้าอยากเข้าที่นี่แล้วทำตามวิธีที่สองคนนั้นบอกจริง ๆ แม้จะผ่านไปสิบวันก็อาจจะยังไม่ได้เข้าพบศิษย์พี่ใหญ่ของข้าเลยก็เป็นได้ เจ้าไม่ต้องการให้น้องชายเข้าเรียนเร็วหรอกหรือ”


ซ่งชิงหลันรู้ดีว่าที่เขาพูดล้วนเป็นความจริงทุกประการ


เพื่อน้องชายแล้ว เมื่อโอกาสสำหรับเขามาอยู่ตรงหน้าแบบนี้ นางจึงไม่อาจปล่อยให้หลุดมือไปได้ “ขอบคุณมากเจ้าค่ะ ท่านพี่อู่”


ระหว่างที่ทั้งสองจะออกไปพร้อมกัน ก็ปรากฏรถม้าคันหนึ่งมาจอดเทียบที่ประตูของโรงฝึกจิงอู่เข้าเสียก่อน


มีเด็กสาวนางหนึ่งกระโดดลงมาจากรถคันนั้น


นางเป็นเด็กสาวที่ยังไม่โตเป็นสาวเต็มวัย อายุราวสิบเอ็ด สิบสองปี รูปร่างหน้าตางดงามราวกับภูตผู้ซุกซน ดวงตากลมใสมีเสน่ห์น่ามองอย่างยิ่ง


ทันทีที่นางเห็นอู่ต้าหย่ง นัยน์ตาคู่สวยก็พลันเปล่งประกายแวววับขึ้นมา ขาเล็กทั้งสองรีบกระโจนเข้ามาที่ด้านข้างของชายหนุ่มและควงแขนของเขาอย่างสนิทสนม


เด็กสาวเอ่ยอย่างมีความสุข “พี่ต้าหย่ง ท่านมาถึงตั้งแต่เมื่อใดกันเจ้าคะ เหตุใดจึงไม่รีบเข้าไปข้างในเเล่า”


อู่ต้าหย่งมีท่าทางเขินอาย เขามองซ่งชิงหลันอย่างประหม่า เพราะกลัวว่าจะทำให้แม่นางซ่งเข้าใจผิด


เขารีบดึงแขนตัวเองออกจากการเกาะกุมของร่างเล็กโดยพลัน “เชียนเชียน ข้าขอยืมรถม้าของเจ้าได้หรือไม่”


กล่าวจบ เขาก็ดึงซ่งชิงหลันขึ้นมาบนรถโดยไม่ได้รีรอให้อู่เชียนเชียนรับคำแต่อย่างใด


ทันทีที่ทั้งคู่ขึ้นมาบนรถม้า อู่ต้าหย่งก็รีบอธิบายโดยพลัน “แม่นางซ่ง เจ้าอย่าเข้าใจผิดไป เชียนเชียนเป็นลูกสาวของศิษย์พี่ใหญ่”


เด็กคนนั้นไม่ยอมเรียกเขาว่าท่านอาจารย์มาตั้งแต่เล็ก ๆ แล้ว เมื่อนางยืนยันว่าจะเรียกเขาเป็นพี่ ชายหนุ่มก็จนใจจะเปลี่ยนใจเด็กน้อยได้


ซ่งชิงหลันทำเพียงยิ้มแต่ไม่ได้พูดอันใดต่อ อย่างไรเสีย นางก็ไม่ได้สนใจเรื่องส่วนตัวของคนอื่นอยู่แล้ว


ระหว่างนั้นเองเสียงของคนขับรถม้าก็ดังขึ้นมา “นายท่านอู่ ท่านจะไปที่ใดขอรับ”


เป็นซ่งชิงหลันที่ตอบอย่างรวดเร็ว “ไปร้านอาหารเช้าตระกูลซ่งที่ประตูเมืองเจ้าค่ะ”


เมื่อรถม้ามาจอดถึงที่ ซ่งชิงหลันก็รีบลงไปด้านล่าง ไม่ทันจะได้อธิบายอะไร นางก็พาซ่งชิงหนานเข้าไปในรถม้าทันที


ระหว่างทางไปที่โรงฝึกจิงอู่ ซ่งชิงหลันก็ใช้โอกาสนั้นในการรอธิบายเรื่องราวต่าง ๆ กับน้องชายตนเองทั้งหมด


เมื่อได้ฟังท่านพี่เล่าจบ น้องสามของนางก็ส่งสายตาเป็นประกายด้วยความชื่นชมไปยังอู่ต้าหย่ง


“ท่านพี่อู่ เช่นนี้ท่านก็เป็นหนึ่งในศิษย์ของโรงฝึกจิงอู่อย่างนั้นหรือขอรับ สุดยอดมาก ท่านต้องเก่งมากแน่ หากข้าได้ฝึกที่โรงฝึกนี้ ท่านก็จะเป็นท่านอาจารย์ของข้า!”


ตั้งแต่ยังเด็กแล้วที่ชิงหนานปรารถนาจะเป็นยอดฝีมือ ต่อกรกับศัตรู เพื่อปกป้องบ้านเมือง และยามนี้ความใฝ่ฝันนั้นเริ่มเห็นลู่ทางที่จะเดินไปถึง นั่นทำให้เด็กหนุ่มตื่นเต้นเป็นอย่างมาก


ยามได้มองใบหน้าที่เปี่ยมสุขของน้องชาย พี่สาวอย่างซ่งชิงหลันเองก็เกิดความสุขในใจตามไปด้วย แต่นางก็อยากจะให้เขาเผื่อใจหากต้องพลาดหวังไปบ้าง จึงได้เอ่ยเตือนเสียงเบา “ชิงหนาน ยังเร็วไปสำหรับเจ้าที่จะเรียกผู้ใดว่าอาจารย์ ที่โรงฝึกจิงอู่เข้มงวดเรื่องการคัดเลือกคนมาก เจ้าต้องแสดงความสามารถให้เต็มที่”


ซ่งชิงหนานพยักหน้ารับ “ท่านพี่ ท่านไม่ต้องห่วง ข้าจะทำเต็มที่ขอรับ”


เขาจะต้องแสดงให้ทุกคนเห็นถึงความตั้งใจนี้ให้ได้


ในไม่ช้าทั้งสามก็มาถึงที่โรงฝึกจิงอู่


คราวนี้เจ้าหน้าที่ที่ประตูไม่ได้ขัดขวางนางแต่อย่างใด หากแต่เปลี่ยนเป็นการนำทางด้วยความนอบน้อมแทน


เมื่อเข้าไปถึงโรงฝึกด้านใน พวกเขาก็พบกับอุปกรณ์สำหรับใช้ต่อสู้หลายชนิดจัดเรียงเอาไว้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย บุรุษคนหนึ่งที่ท่าทางจะเป็นศิษย์อาวุโส กำลังนำศิษย์รุ่นเยาว์ฝึกซ้อมการต่อสู้อยู่ บรรยากาศเหล่านี้ทำให้ซ่งชิงหนานอดมองด้วยความตื่นเต้นปนอิจฉาไม่ได้


คนเฝ้าประตูนำทางพวกเขาไปรอบ ๆ ลานหน้าโรงฝึกไปจนถึงลานด้านหลัง


จนได้พบกับชายในชุดคลุมยาวสีน้ำเงินซึ่งกำลังนั่งจิบชาอยู่ที่ศาลาในลานด้านหลัง บุรุษผู้นี้คืออู่ต้าก่าน เจ้าสำนักของโรงฝึกจิงอู่


ทันทีที่อู่ต้าก่านเห็นว่าอู่ต้าหย่งมาถึง เขาก็ลุกขึ้นเดินออกมาจากศาลาทันที “ศิษย์น้อง ข้าได้ยินว่าเจ้าจะพาคนมาหา ก็เลยชงชาโปรดของเจ้าไว้รอ ตอนนี้กำลังได้ที่พอดี เจ้ามาชิมสิ”


“ศิษย์พี่ใหญ่ ไม่เห็นต้องลำบากท่านเลยขอรับ” อู่ต้าหย่งรั้งตัวอีกฝ่ายให้กลับมานั่ง “วันนี้ข้าพาคนมาหาท่าน”


ระหว่างนั้นเจ้าหน้าที่หนุ่มก็ดึงตัวซ่งชิงหนานเข้ามาข้างหน้าแล้วแนะนำ “นี่ชิงหนาน น้องชายคนนี้ต้องการมาเรียนรู้วิชาต่อสู้กับเราที่โรงฝึก ข้าจึงอยากให้ท่านลอง…”


อู่ต้าก่านตบไหล่เขาเบา ๆ “เอาน่าศิษย์น้อง คนที่เจ้าพามาต้องใช้ได้อยู่แล้ว”


ระหว่างที่กล่าวเช่นนั้นสายตาของเจ้าสำนักก็หันมาทางซ่งชิงหนานแล้วยกยิ้ม “เจ้าชื่ออันใดเล่า”


ซ่งชิงหนานตอบอย่างเคร่งขรึม “ข้าซ่งชิงหนานขอรับ”


อู่ต้าหย่งถามต่อ “อายุเท่าไร”


“ปีนี้สิบสองขอรับ”


ซ่งชิงหนานดูผอมและตัวไม่ใหญ่มาก เขาจึงคาดหวังว่าอายุจะน้อยกว่านี้


อู่ต้าก่านขมวดคิ้ว “สิบสองปีนี้อย่างนั้นหรือ เริ่มตอนอายุเท่านี้น่าจะช้าเกินไปเสียหน่อย”


ท่าทางของซ่งชิงหนานดูประหม่าขึ้นมา “ถึงข้าจะอายุเกินแล้ว แต่ข้าจะตั้งใจฝึกอย่างหนักขอรับ โปรดท่านให้โอกาสข้าด้วยขอรับ”


หัวใจของซ่งชิงหลันก็พลันกระตุกวูบเมื่อเห็นเช่นนั้น


อู่ต้าหย่งจึงช่วยพูดให้ว่า “ศิษย์พี่ใหญ่ จำที่ท่านปรมาจารย์เคยกล่าวไว้ได้หรือไม่ ว่าการต่อสู้ไม่ควรถูกจำกัดด้วยอายุ”


ดังที่โบราณกล่าวไว้ว่าความพยายามสามารถชดเชยคืนวันแห่งความอ่อนแอลงได้


ยิ่งไปกว่านั้น หัวใจหลักของการต่อสู้ที่แข็งแกร่งก็คือความเพียรพยายาม ต้องอาศัยความอดทนต่อความยากลำบากและผ่านอุปสรรคต่าง ๆ ไปให้ได้ สิ่งสำคัญคือต้องมีจิตใจมุ่งมั่นในการเรียนรู้ หากไม่ได้มีใจใฝ่ไปทางนี้ ก็ไม่อาจอดทนฝึกฝนได้นานเช่นกัน ถ้าเป็นอย่างนั้นความรู้ด้านการต่อสู้หลายแขนงก็จะไม่สามารถบรรลุได้


ดวงตาของซ่งชิงหนานพลันเปล่งประกายเมื่อได้ยินเช่นนั้น หากเขาได้โอกาสนี้ เขาจะตั้งใจฝึกฝนอย่างเต็มที่แน่


อู่ต้าก่านมองศิษย์น้องของตนด้วยรอยยิ้มแล้วพูดติดตลก “ไม่แปลกใจเลยที่เจ้าได้เป็นศิษย์คนโปรดของท่านพ่อ แม้แต่การพูดการจาก็เหมือนกับท่านพ่อไม่มีผิดเพี้ยน”


บทที่ 60 เป็นครั้งแรกที่ข้าเห็นเจ้าสนใจสตรีสักคน


อู่ต้าก่านมองไปที่ซ่งชิงหนานแล้วเริ่มถามขึ้นว่า “เหตุใดเจ้าถึงอยากเรียนการต่อสู้เล่า”


ซ่งชิงหนานตอบได้โดยไม่เปลี่ยนแววตาของความมุ่งมั่น “เพื่อเป็นแม่ทัพที่ยิ่งใหญ่ ปกป้องบ้านเมืองขอรับ”


เด็กคนนี้ช่างดูมีความสุขุมต่างจากเด็กชายวัยไล่เลี่ยกัน


อู่ต้าก่านเอ่ยชื่นชมแล้วพยักหน้าให้ “ดีมาก เป็นความทะเยอทะยานที่ยิ่งใหญ่”


ระหว่างที่เอ่ยเช่นนั้นก็พลันเลิกคิ้วมองอู่ต้าหย่ง “ความจริงแล้วเขาดูคล้ายกับเจ้าไม่น้อย”


ศิษย์น้องก้มศีรษะลงอย่างไม่ได้ตั้งใจ มองไปทางซ่งชิงหลันอีกสองสามครั้ง


อู่ต้าก่านยังมองสำรวจเด็กชายตรงหน้าต่อไป เขาจับไหล่ซ่งชิงหนานอย่างพิจารณา แล้วพูดขึ้นว่า “อืม… ผอมไปหน่อย”


ซ่งชิงหนานเกาท้ายทอยอย่างลำบากใจ จากนั้นก็พยักหน้าอีกครั้ง


ทันใดนั้นเองเสียงไพเราะก้องกังวานก็ดังขึ้นมา “ท่านพ่อ พี่ต้าหย่ง”


ซ่งชิงหลันหันไปทางต้นเสียง แล้วพบว่าเป็นอู่เชียนเชียนที่เพิ่งจะได้พบกันที่ด้านหน้าโรงฝึก


อู่เชียนเชียนเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดสีสันสดใส ราวกับสีสันท่ามกลางฤดูหนาว ขับให้นางมีเสน่ห์ขึ้นมาเป็นอย่างมาก คล้ายดอกไม้แรกแย้มที่กำลังผลิบาน


ทันทีที่อู่เชียนเชียนมาถึง มือเล็กของนางก็โอบรอบแขนของอู่ต้าหย่งตามด้วยการเอ่ยกับเขาอย่างงอนง้อ “พี่ต้าหย่ง เหตุใดท่านไม่กลับมาเสียนานเลยล่ะเจ้าคะ”


อู่ต้าก่านตีมือนางเบา ๆ แล้วขัดขึ้นว่า “ไม่สำคัญว่าเขาจะอายุเท่าไร แต่เจ้าก็สมควรเรียกเขาว่าท่านอาจารย์อา”


อู่เชียนเชียนเม้มริมฝีปากแล้วเอ่ยอย่างไม่เต็มใจขึ้นมา “ข้าไม่อยากเรียกเช่นนั้น ท่านอาจารย์อา พวกลูกศิษย์ก็พากันเรียกเช่นนั้นเยอะแยะไปหมด เรียกเช่นนี้ดีกว่าเสียอีก จริงหรือไม่เจ้าคะพี่ต้าหย่ง”


อู่ต้าหย่งยิ้มมุมปาก “เพียงแค่คำเรียก อย่าได้ใส่ใจเรื่องนั้นนักขอรับ”


เมื่ออู่เชียนเชียนได้ยินแบบนั้นนางก็หัวเราะออกมาอย่างมีความสุข และหันมามองแขกทั้งสองเหมือนเพิ่งตระหนักได้ว่าที่นี่มีคนอื่นนอกจากพี่ต้าหย่งและท่านพ่ออยู่ด้วย


สาวน้อยกะพริบตา ชี้ไปทางซ่งชิงหลันแล้วกล่าวว่า “ท่านคือสตรีที่ท่านพี่ต้าหย่งพาขึ้นรถม้าข้าไปนี่”


หลังจากนั้นก็ชี้ไปทางซ่งชิงหนานบ้าง “แล้วเจ้า… ผู้ใดกันเนี่ย”


อู่ต้าก่านคว้าตัวลูกสาวเข้ามากระซิบ “เจ้าอย่าก้าวร้าวนัก นี่กำลังทำให้ศิษย์น้องของเจ้ากลัว”


อู่เชียนเชียนมีท่าทางตกใจ “ศิษย์น้องหรือ นี่ท่านพ่อรับศิษย์เพิ่มอย่างนั้นหรือเจ้าคะ”


ทันทีที่ซ่งชิงหนานได้ยินแบบนั้น ก็รู้ว่าอู่ต้าก่านตกลงรับตนเป็นศิษย์แล้ว จึงได้หันไปทักทายกับอู่เชียนเชียนด้วยความนอบน้อมว่า “คาราวะศิษย์พี่ขอรับ”


เจ้าสำนักเห็นว่าเด็กชายเข้าใจเรื่องราวได้เร็วก็ชื่นชมอยู่ในใจ แล้วหันไปบอกลูกสาวตนเอง “เจ้าเป็นศิษย์พี่ ก็รีบพาศิษย์น้องไปดูรอบ ๆ เพื่อความคุ้นเคยกับโรงฝึกของเราเสีย”


อู่เชียนเชียนพยักหน้ารับ “เจ้าค่ะ ไปกันเถิด”


“ท่านอาจารย์อู่ ถ้าอย่างนั้นข้าอยากจะตามไปดูด้วยได้หรือไม่” ซ่งชิงหลันรู้สึกว่าเจ้าสำนักและอู่ต้าหย่งน่าจะมีเรื่องต้องคุยกัน จึงได้ขอตัวออกมากับน้องชายด้วยเพื่อเยี่ยมชมโรงฝึกแห่งนี้


อู่เชียนเชียนเป็นเด็กสาวที่ไร้ซึ่งความขัดเขินและเต็มไปด้วยความใจกว้าง นางมองมาทางซ่งชิงหนานแล้วถามขึ้นว่า “เอาเถิด ศิษย์น้อง เจ้าชื่ออันใด”


“อย่างที่ศิษย์พี่ได้ยิน ข้าซ่งชิงหนาน ส่วนนี่ท่านพี่ของข้า ซ่งชิงหลัน”


อู่เชียนเชียนมองไปทางซ่งชิงหลัน แม้ว่านางจะสวมเพียงเสื้อผ้าเรียบง่าย หากแต่ไม่สามารถปิดบังความงามเอาไว้ได้ นางช่างมีใบหน้าที่งดงามมองแล้วต้องรู้สึกอิจฉาขึ้นมา


เด็กสาวถอนหายใจออกมา “พี่ชิงหลัน ท่านเป็นคนสวยมาก”


ซ่งชิงหลันยิ้มตอบ “เจ้าก็สวยมากเช่นกัน”


อู่เชียนเชียนยิ้มกว้างอย่างมีความสุขทันที “แน่อยู่แล้ว”


ขณะที่กำลังพูดอยู่นั้น จู่ ๆ มือเล็กของสาวน้อยก็คว้าข้อมือของซ่งชิงหลันดึงเข้าไปใกล้แล้วเอ่ยอย่างสงสัย “จะว่าไปแล้ว พี่ชิงหลัน ท่านสนิทกับพี่ต้าหย่งหรือ”


“เอ๊ะ… นี่…” ซ่งชิงหลันไม่รู้จะตอบคำถามที่อยู่ ๆ ก็ถูกถามขึ้นมาอย่างไร “คือ… ข้าก็ไม่ค่อยแน่ใจนัก”


ความเป็นจริงแล้ว นางก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะนิยามความสัมพันธ์ระหว่างตัวเองกับอู่ต้าหย่งได้อย่างไร


เขาคอยช่วยเหลือนางจากเรื่องร้าย ๆ เสมอ หากเรียกว่าสนิทกันจะได้หรือไม่


เสียงหัวเราะซุกซนของอู่เชียนเชียนดังขึ้นมา “พี่สาว ท่านรู้หรือไม่ว่าพี่ต้าหย่งชอบสตรีแบบใด”


ซ่งชิงหลันเริ่มจับทางได้ว่าเด็กสาวคนนี้กำลังหมายถึงเรื่องอะไร เมื่อสังเกตจากร่างกายที่เริ่มจะโตเป็นสาวของนาง


หญิงสาวเพียงยิ้มแล้วตอบไปว่า “เจ้าน่าจะต้องไปถามท่านพี่ต้าหย่งของเจ้าเกี่ยวกับเรื่องนี้เอง”


อู่เชียนเชียนหน้าขึ้นสีด้วยความเขินอาย “ข้าไม่กล้าถามเขา เอ่อ ไปเถิด ข้าจะพาไปดูรอบ ๆ โรงฝึกก่อน”


หลังจากทั้งสามเดินออกจากบริเวณสวนไปแล้ว อู่ต้าก่านและอู่ต้าหย่งก็ร่วมดื่มชากันอยู่ที่ศาลา


อู่ต้าก่านเริ่มเข้าประเด็นที่ตนเองสังเกตได้ขึ้นมาโดยพลัน “ศิษย์น้อง ความสัมพันธ์ระหว่างเจ้ากับแม่นางซ่งผู้นั้นเป็นอย่างไรกันแน่ นี่เป็นครั้งแรกที่ข้าเห็นเจ้าสนใจหญิงสักคน”


อู่ต้าหย่งขยับตัวเล็กน้อยแล้วเอ่ยตอบออกไปเพียงว่า “นางคือสหายของข้าขอรับ”


อู่ต้าก่านยิ้มล้อ “ข้าได้ยินมาว่าเจ้าได้เลื่อนตำแหน่งแล้ว หากแต่กลับปฏิเสธมันไป เกิดเหตุใดขึ้นอย่างนั้นหรือ หรือว่าเจ้าชอบดูแลประตูเมืองเอาเสียมาก”


เจ้าหน้าที่หนุ่มชะงักไป เพราะไม่คาดคิดว่าศิษย์พี่ใหญ่จะรู้เรื่องนี้ด้วย


เขารีบเอ่ยตอบโดยยังคงสีหน้าเดิมเอาไว้ “องค์จักรพรรดิยังทรงประทับอยู่บนบัลลังก์ เจ้าหน้าที่ดูแลประตูเมืองก็เท่ากับดูแลบ้านเมืองเช่นกันขอรับ”


“เอาเถิด เมื่อใดที่เจ้าไม่อยากเฝ้าประตูเมืองนั่นแล้ว ก็เพียงกลับมาที่นี่ อย่างไรเสียเจ้าก็ถูกเลือกให้เป็นผู้สืบทอดของโรงฝึกเรามาตั้งแต่แรกอยู่แล้ว”


อู่ต้าหย่งรีบโบกมืออย่างรวดเร็ว “ไม่หรอกขอรับ ข้าคิดว่าเช่นนี้มันก็ดีอยู่แล้ว”


ในความเป็นจริง อู่ต้าหย่งกังวลเพียงว่าจะไม่ได้เจอซ่งชิงหลันอีก หากเขาย้ายจากตำแหน่งหัวหน้าเจ้าหน้าที่ดูแลประตูเมือง


ยิ่งไปกว่านั้นเพื่อเป็นการตอบแทนความเมตตาที่ตระกูลอู่มีต่อตน เขาไม่กล้าที่จะรับสืบทอดโรงฝึกจากตระกูลนี้ได้


อู่ต้าก่านราวกับไปนั่งอยู่ในใจของศิษย์น้อง เขามองทุกอย่างออกอย่างรวดเร็วแล้วเอ่ยติดตลก “ศิษย์น้อง เจ้าชอบแม่นางซ่งเข้าแล้วใช่หรือไม่”


“แค่ก ๆ”


อู่ต้าหย่งถึงขั้นเผลอสำลักน้ำชาเมื่อได้ยินเช่นนั้น


เขามองไปทางอู่ต้าก่านอย่างกระวนกระวาย แล้วรีบตอบเสียงต่ำ “ศิษย์พี่ใหญ่ ท่านอย่าพูดไปเรื่อยเช่นนี้สิขอรับ”


หากแต่คนอายุมากกว่ากลับยิ้มอย่างมีเลศนัย “เจ้าหนู ไม่ต้องปิดบังไปหรอก ข้าเห็นเจ้ามาตั้งแต่เด็กจนโต อ้าปากก็เห็นถึงลิ้นไก่แล้ว คิดว่าข้าดูไม่ออกหรือ ขนาดว่าเจ้าตด ข้าก็ยังตอบได้ว่าเจ้าตดท่าใด”


อู่ต้าหย่งจ้องเขา “ศิษย์พี่ใหญ่ ท่านช่วยเปรียบเทียบให้ดีกว่านี้ไม่ได้แล้วหรือขอรับ”


“เจ้ามักจะไม่ชอบเอาเรื่องของคนอื่นมากวนใจ…”


“แต่วันนี้กลับมาช่วยครอบครัวนี้ต่อหน้าข้า ทั้งยังช่วยพูดให้ข้ารับซ่งชิงหนานเป็นศิษย์ ข้าเห็นนะว่าเจ้าสนใจพี่สาวของเขา อย่างไรเสีย อายุอานามเจ้าก็ไม่น้อยแล้ว อยากจะมีครอบครัวหรือยังล่ะ แม่นางซ่งผู้นี้เป็นอย่างไร เหมาะสมกับเจ้าหรือไม่”


อู่ต้าหย่งขมวดคิ้วมุ่น “นาง…”


“ท่านพ่อเจ้าคะ พี่ต้าหย่ง พวกเรากลับมาแล้ว” แต่อู่เชียนเชียนและสองพี่น้องก็กลับมาจากดูโรงฝึกกันแล้ว


อู่ต้าหย่งกระซิบกับเจ้าสำนัก “ท่านอย่าพูดอะไรไร้สาระออกไปนะขอรับ”


“ไม่ต้องห่วงน่า ข้ารู้ว่าอะไรเป็นอะไร”


ว่าจบอู่ต้าก่านก็ลุกขึ้นพูดกับซ่งชิงหลันและน้องชายของนาง “เดินดูรอบ ๆ แล้วเป็นอย่างไรบ้าง”


ซ่งชิงหนานไม่สามารถซ่อนความตื่นเต้นในแววตาได้ “ข้าชอบที่นี่มากขอรับ ท่านอาจารย์ ข้าจะได้เริ่มเรียนเมื่อใด”


อู่ต้าก่านพูดต่อ “เจ้ากลับไปเตรียมตัวมาให้ดี แล้วมาใหม่วันพรุ่ง”


ซ่งชิงหนานพยักหน้ารับ “ขอรับท่านอาจารย์”


ซ่งชิงหลันมองท่าทางตื่นเต้นของน้องชายก็พลันมีความสุขกับเขาด้วยเช่นกัน


จากนั้น อู่ต้าก่านก็ส่งสองพี่น้องกลับไปที่บ้านด้วยรถม้าของเขาเป็นกรณีพิเศษ


จบตอน

Comments