blossom ep1-10

‘อวี้ถัง’ บุตรสาวคนโตของตระกูลพ่อค้า ลืมตาตื่นขึ้นมาในวันที่กิจการครอบครัวถูกไฟไหม้วอดวาย


วันนั้น…คือห้วงเวลาก่อนที่ตัวนางต้องแต่งงานเข้าสกุลหลี่เพื่อพยุงกิจการครอบครัว แล้วกลายเป็นม่ายตั้งแต่ยังสาว และถึงคราวพบจุดจบแสนอาภัพ


เมื่อโชคชะตาไม่ใจร้าย ส่งให้นางย้อนกลับมาแก้ไขเรื่องราวก่อนจะสายเกินไป นางจึงต้องทำทุกทาง แม้กระทั่งไปพัวพันกับคนสกุลเผยที่สถานะสูงศักดิ์เหนือผู้ใด


เพื่อกอบกู้ฐานะทางการเงิน เพื่อรักษาครอบครัวให้ยังอยู่พร้อมหน้า ทักษะทางการค้า ไหวพริบ เล่ห์กลจึงต้องมี


ทว่า ‘เผยเยี่ยน’ นายท่านสามแห่งสกุลเผย ผู้ที่ครั้งก่อนไม่เคยอยู่ในสายตากลับปรากฏตัวให้นางเห็นอยู่ร่ำไป


นอกจากชะตาครั้งใหม่ เห็นทีเรื่องหัวใจอาจเป็นฤดูกาลใหม่เช่นกัน


ฤดูใหม่นี้… หญิงสาวไร้เดียงสาดั่งบุปผากลีบบาง จะเปลี่ยนเป็นบุปผางามที่แข็งแกร่ง


นี่คือ ห้วงเวลาของบุปผาที่กำลังผลิบาน บนย่านการค้าแห่งนี้ที่แข่งกันเร่าร้อนดั่งฟอนไฟ!


ตอนที่ 1: ไฟไหม้


เปลวเพลิงสูงเสียดฟ้า เสียงแตก ‘เปรี๊ยะๆ’ ดังต่อเนื่อง แสงฉาบบนฟากฟ้าที่แดงก่ำไปครึ่งหนึ่ง คลื่นร้อนระอุลูกแล้วลูกเล่าแข่งกันโหมตัวสูง คนที่วิ่งผ่านไปมาล้วนร้องตะโกนว่า “ไฟไหม้! ไฟไหม้!”


สองขาของอวี้ถังอ่อนยวบ หากไม่ใช่ซวงเถาประคองนางไว้ เกรงว่านางคงทรุดลงไปกองกับพื้นแล้ว


“คุณหนูใหญ่ คุณหนูใหญ่!” เหตุการณ์ตรงหน้าทำให้ซวงเถาตกใจจนพูดติดขัด “เหตุใดเป็นเช่นนี้? มิใช่ว่าผู้คุมของสกุลเผยกับคนของศาลาว่าการจะมาเดินลาดตระเวนตรวจตราร้านค้าของพวกเขายามดึกหรือ นายท่านสามบอกว่าหน้าร้อนปีนี้จะร้อนหนัก 


อากาศแห้งแล้ง น่ากลัวจะเกิดไฟไหม้ หลายวันก่อนยังสั่งเป็นพิเศษให้คนวางโอ่งน้ำใหญ่สามสิบแปดใบไว้สองฝั่งของถนนฉางซิ่ง ทุกวันก็ให้เถ้าแก่แต่ละร้านคอยเติมน้ำให้เต็มโอ่ง ถนนฉางซิ่งจะไฟไหม้ได้อย่างไร? แล้วร้านค้าของสกุลเราจะเป็นเช่นไรล่ะเจ้าคะ?”


จริงด้วย!


แล้วร้านค้าของสกุลพวกนางจะทำอย่างไรเล่า?


ดวงตาสองข้างของอวี้ถังรื้นน้ำตา ภาพเบื้องหน้าพลันเลือนรางไม่ชัดเจน


นางได้กลับมาเกิดใหม่หรือนี่!


ซ้ำยังกลับมาตอนคืนวันที่ร้านค้าของสกุลนางไฟไหม้อีกด้วย


ครอบครัวนางรักใคร่ปรองดอง มีสัมพันธ์แน่นแฟ้น นางเติบโตมาอย่างราบรื่นสมใจจนถึงวัยปักปิ่น ก่อนหน้านั้น สิ่งที่ขัดอกขัดใจนางมากที่สุดในชีวิตก็คือบิดามารดาไม่ยอมให้นางปีนป่ายต้นไม้หรือลงเล่นน้ำในแม่น้ำ พวกเขาบังคับให้นางร่ำเรียนวิชาเย็บปักถักร้อยไม่ให้ออกไปไหน ความทรงจำนั้นเป็นสุขและอุ่นวาบ ทว่าจำได้ไม่แม่นยำนัก 


เพียงเพราะหน้าร้อนปีนั้น เหตุการณ์ไฟไหม้อันไม่คาดฝันได้เผาร้านค้าทั้งหมดในถนนฉางซิ่งจนวอด ร้านค้าเครื่องลงรักของสกุลนางกับท่านลุงใหญ่ก็หาได้โชคดีหลบเลี่ยงภัยร้ายนี้ไปได้ ไม่เพียงวัตถุดิบในร้านที่มอดไหม้ ทั้งโรงเก็บสินค้าและโรงงานหลังร้านก็ถูกเผาจนวอด สินค้าที่ใกล้จะต้องส่งมอบหายวับ แม่แบบอันล้ำค่าที่บรรพบุรุษทิ้งเอาไว้ให้ก็ไม่มีเหลือ สกุลอวี้ล้มครืน เริ่มตกต่ำนับตั้งแต่วันนั้น


ห่างไปไม่ไกลมีคนพยายามพุ่งเข้าไปในร้านเพื่อดับไฟ ทว่ากลับถูกคานไม้ถล่มลงมาทับอยู่ใต้กองเพลิง


“ตาเฒ่า! ตาเฒ่า!” หญิงสาววิ่งเข้าไปช่วยคน ทว่ามือเท้าสับสนไม่รู้จะช่วยอย่างไร ก่อนจะถูกคนห้ามเอาไว้ก่อน


ทั้งยังมีชายผู้หนึ่งนั่งกองอยู่บนพื้น มือฟาดลงที่ขาพลางร้องไห้โหยหวน “แล้วพวกข้าจะอยู่ต่อไปอย่างไรเล่า?”


อวี้ถังกับซวงเถาถูกคนที่รู้ข่าวแล้ววิ่งผ่านไปมาเป็นระลอกชนเข้าที่ไหล่ ซวงเถาถึงได้สติในที่สุด


นางรีบดึงอวี้ถังมายืนด้านข้าง เอ่ยอย่างร้อนรนว่า “คุณหนูใหญ่ นายหญิงยังป่วยอยู่ นายท่านก็ไม่อยู่ที่เรือน ท่านไม่บอกอะไรสักคำก็วิ่งออกมาแล้ว…”


อวี้ถังพลันได้สติขึ้นมาเช่นกัน


สำหรับซวงเถาในตอนนี้ อวี้ถังเพิ่งจะตกจากชิงช้ากลางอากาศสลบไปครึ่งค่อนวันเพราะยืนไม่มั่น แต่สำหรับนางแล้ว นางได้ประสบกับความตกต่ำของตระกูล บิดามารดาสิ้นชีพ สามีก็ด่วนจากไป ขณะครองตัวเป็นม่ายยังถูกพี่ชายสามีคิดรวบหัวรวบหาง ไม่ง่ายกว่าจะเอาตัวรอดจากบ้านสามีมาได้ แต่กลับมาถูกฆ่าตายที่อารามซึ่งคุ้มครองนางเสียอย่างนั้น


แม้เหตุการณ์ไฟไหม้ครั้งนี้จะสำคัญ ทว่าสิ่งที่สำคัญยิ่งกว่า คืออาการป่วยของมารดานาง


บิดาของนาง อวี้เหวิน กับมารดาสกุลเฉินผูกสมัครรักใคร่ แม้ตอนที่มารดาคลอดนางจะทำให้ร่างกายอ่อนแอจนให้กำเนิดบุตรไม่ได้อีก แต่บิดานางก็ทะนุถนอมรักใคร่มารดาราวกับของล้ำค่า ไม่เคยวางตัวห่างเหิน 


ทว่านับแต่มารดาคลอดนางออกมาก็โรคภัยรุมเร้า เจ็ดในสิบวันต้องคอยดื่มยาอยู่ตลอด ไม่กี่วันก่อนบิดาของนางรู้ข่าวจากสหายว่าหมอหลวงหยางโต่วซิงเกษียณอายุกลับไปอยู่บ้านเกิด จึงตั้งใจมุ่งหน้าไปที่เมืองซูโจวเพื่อหาวิธีการรักษาและยาดีมาให้มารดา


ชาติก่อน บิดาของนางกลับมามือเปล่า มารดาสะเทือนใจเรื่องที่นางตกจากชิงช้าจนอาการทรุดลุกจากเตียงไม่ได้อีก บิดาจึงตัดสินใจพามารดาเดินทางไปเขาผู่ถัวตามหาหมอหลวงเร้นกายนามว่าหวังไป๋เพื่อหาทางรักษา ทว่าระหว่างเดินทางกลับเรือเจอคลื่นพายุจนอับปาง และสิ้นชีวิตลงในอุบัติเหตุครั้งนั้น


“ไปเร็ว รีบกลับเรือนกันเถอะ!” อวี้ถังใจร้อนเป็นไฟ ลากซวงเถาวิ่งไปยังทิศทางกลับเรือน


“เดี๋ยวก่อนเจ้าค่ะ เดี๋ยวก่อน!” ซวงเถาหอบแฮ่กๆ เพราะวิ่งตามนาง ก่อนจะเอ่ยปากว่า “ท่านจะไปที่ใดเจ้าคะ? เรือนอยู่ทางนั้น!”


อวี้ถังชะงักเท้า นิ่งเงียบไปพักหนึ่ง


สิบปีแล้วที่นางไม่ได้กลับไปยังเรือนซึ่งตั้งอยู่บนตรอกชิงจู๋ นางเกือบลืมไปแล้วว่าจากถนนฉางซิ่งไปตรอกชิงจู๋ยังมีทางลัดเส้นนี้อยู่ด้วย


อาจเพราะถนนฉางซิ่งถูกไฟไหม้ ตรอกเล็กๆที่ปกติมักเงียบเหงาจึงยังพอมีคนสัญจรไปมาอยู่บ้าง ทว่าทุกคนต่างสาวเท้าอย่างเร่งร้อน เงยหน้าขึ้นมองกันทีหนึ่ง ก่อนจะเดินสวนไหล่กันไปด้วยสีหน้าคร่ำเคร่ง


ยามนี้ที่เรือนด้านหลังเงียบสงัด ไผ่เซียงเฟยหลายกอที่ตั้งตรงเป็นแนวกำลังแกว่งไกวกิ่งก้านอยู่ใต้แสงจันทร์ เสียงจอแจและความวุ่นวายบนถนนฉางซิ่งคล้ายเป็นเรื่องของโลกอีกใบโดยสิ้นเชิง


เสียงไอของมารดาลอยมาชัดเจน ฟังคล้ายว่าไอสุดแรงจนตัวโยน “อาถังเป็นอย่างไรบ้าง? ตื่นแล้วหรือยัง?”


คนที่ตอบคำถามมารดาคือป้าเฉินที่รับใช้อยู่ข้างกาย “ตื่นแต่เช้าแล้วเจ้าค่ะ บอกว่าต้องกินเกาลัดคั่วน้ำตาลถึงจะดีขึ้น ท่านว่าฤดูนี้ ข้าจะไปหาเกาลัดคั่วน้ำตาลจากไหนมาให้นางได้? นางมาหลอกทานดอกกุ้ยฮวาลอยน้ำเชื่อมไปถ้วยหนึ่ง กับขนมเถาซูอีกสามชิ้น ถึงได้ยอมนอนพัก”


น้ำตาของอวี้ถังพลันทะลักออกมา


ชาติก่อน นางไม่เคยคิดอะไรมากมาย มารดาแม้จะล้มป่วยเป็นประจำ แต่นางก็ไม่รู้สึกว่าเป็นเรื่องใหญ่โต ซ้ำยังเอาเรื่องที่ตนตกชิงช้ามาหลอกกินของอร่อย เรื่องที่ปกติมารดาไม่อนุญาตให้ทำนางก็ทำเสียจบครบ แม้วันที่บิดาพามารดาไปเสาะหายาดี ก่อนออกเดินทางนางยังงอแงให้บิดาหาผงโป่งรากสนมาฝากนางด้วยสองห่อ ไม่เช่นนั้นนางจะไม่ยอมท่องหนังสืออีก


“ท่านแม่!” อวี้ถังยืนอยู่หน้าห้องของมารดา ส่งเสียงเรียกนางทีหนึ่งอย่างยากจะสะกดอารมณ์


เสียงประตูดัง ‘แอ๊ด’ ทีหนึ่งก่อนจะเปิดออก


ป้าเฉินยื่นศีรษะออกมาแล้วส่งสายตาให้นาง “คุณหนูใหญ่อยากทานอะไรหรือเจ้าคะ? ป่านนี้เตาไฟในครัวคงจะมอดแล้ว อย่างมากก็คั่วข้าวให้ท่านรองท้องได้ชามหนึ่ง มากกว่านี้ไม่มีแล้วเจ้าค่ะ”


อวี้ถังชะงักกึก


นางหาใช่เด็กสาวที่ถูกบิดาประคบประหงมไว้กลางฝ่ามือ ไร้หัวคิด และไม่รู้ประสาอะไรคนนั้นอีกแล้ว


ป้าเฉินทำหน้าประหลาดใจ สมองของนางจึงหมุนแล่นเร็วพลัน


หรือว่าเวลานี้เมื่อชาติก่อน อาการของมารดาย่ำแย่เหลือเกินแล้ว?


อวี้ถังสีหน้าเคร่งเครียด สายตาที่มองป้าเฉินจึงเจือความหนักอึ้งอยู่หลายส่วน นางทำมือบอกให้ป้าเฉินตามนางมา ทว่ากลับใช้น้ำเสียงที่แฝงความเย่อหยิ่งของเด็กสาวกล่าวว่า “ท่านแม่ข้าดีขึ้นบ้างหรือไม่? ข้าไม่ได้หิว ข้าอยากจะคุยกับท่านแม่สองสามคำ”


อวี้ถังคนนี้ทำให้ป้าเฉินรู้สึกแปลกหน้าและประหลาดใจนัก นางไม่ทันได้คิดมากก็พยักหน้าส่งให้อวี้ถัง แต่เอ่ยห้ามนางเอาไว้ “นายหญิงเพิ่งจะดื่มยา ตอนนี้บ้วนปากและพักผ่อนแล้ว คุณหนูใหญ่มีเรื่องอันใดค่อยมาพรุ่งนี้เถอะเจ้าค่ะ”


อวี้ถังชะโงกศีรษะเข้าไปดูในห้อง


มารดาที่เมื่อครู่ยังพูดคุยกับป้าเฉินไม่ได้ส่งเสียงใดๆ


เห็นชัดว่าไม่ต้องการพบนาง


หัวใจของอวี้ถังหนักอึ้ง นางพยายามเลียนแบบน้ำเสียงของตนตอนอายุสิบห้าอย่างเต็มที่ “ก็ได้! ข้าจะกลับไปนอนก่อน เจ้าอย่าลืมบอกท่านแม่ล่ะว่าข้ามาหา”


“ไม่ลืมเจ้าค่ะ! ไม่ลืม!” ป้าเฉินหัวเราะ แล้วจงใจเอ่ยเป็นนัยว่า “ลมหนาวน้ำค้างหนักเช่นนี้ ให้ข้าไปส่งคุณหนูกลับห้องนะเจ้าคะ”


ฤดูกาลนี้มีลมมีน้ำค้างเมื่อไรกัน? ก็แค่ต้องการหาโอกาสพูดคุยกับนางเป็นการส่วนตัวก็เท่านั้น


อวี้ถังผงกศีรษะ แล้วเดินกลับไปที่เรือนข้างๆของตนพร้อมกับป้าเฉิน


เพราะว่ารีบร้อนออกไป ผ้าห่มยังกองขยุกขยุยอยู่บนเตียง รองเท้าใส่ในเรือนก็กระจายอยู่คนละทิศ ข้างหนึ่งอยู่หน้าเตียง อีกข้างอยู่กลางห้อง ป้าเฉินจึงตำหนิซวงเถาเสียงดุทันที “เจ้าดูแลคุณหนูอย่างไร? ห้องรกรุงรังไปหมด ถ้านายหญิงมาเห็นคงต้องอบรมเจ้าอีกแน่”


ซวงเถาหน้าร้อนวูบ พลันหมุนตัวไปเก็บกวาดห้องทันที


อวี้ถังลากป้าเฉินมาพูดคุย “ท่านแม่เป็นอะไรกันแน่? เจ้าอย่าได้คิดหลอกข้านะ ข้ารู้ว่าปกติหลิวซานเทียที่อยู่โรงยาจี้หมินเป็นคนมาตรวจอาการท่านแม่ ไม่อย่างนั้นข้าจะไปถามเขาที่โรงยาจี้หมินด้วยตัวเอง”


ป้าเฉินมองอวี้ถังอย่างฉงนทีหนึ่ง


อวี้ถังถูกเลี้ยงดูอย่างตามใจจนเติบใหญ่ แม้พูดไม่ได้ว่าถูกตามใจจนเสียคน แต่ก็หาได้เป็นเด็กสาวที่แข็งกร้าว นับว่าเป็นครั้งแรกที่ได้เห็นนางพูดจาบีบคั้นเช่นนี้


ป้าเฉินอดจะออกอาการลังเลมิได้


อวี้ถังรู้จักตัวเองดีว่าเป็นคนเช่นไร พูดน่าฟังหน่อยเรียกว่าคนไร้เล่ห์เหลี่ยม พูดให้ระคายหูหน่อยเรียกว่าคนไร้สมอง ไม่ว่าในเรือนจะเกิดเรื่องใดขึ้น นางย่อมไม่ใช่ที่พึ่งพา ทุกคนก็ไม่เคยบอกเล่าอะไรให้นางฟังเช่นกัน


นางพูดกับป้าเฉินต่อไปว่า “เจ้าดูสภาพข้าสิ ผมเผ้ากระเซอะกระเซิง ข้าเพิ่งวิ่งไปข้างนอกมา ถนนฉางซิ่งไฟไหม้แล้ว ร้านค้าของสกุลเราก็ถูกเผาจนเกลี้ยง”


อาศัยแสงโคมอันริบหรี่ ป้าเฉินเพิ่งจะเห็นว่าเสื้อผ้าของอวี้ถังหลุดลุ่ย นางเอ่ยอย่างตื่นตระหนกว่า “ท่านว่าอะไรนะเจ้าคะ? ถนนฉางซิ่งไฟไหม้?”


อวี้ถังพยักหน้า “สินค้าในร้านไม่มีเหลือแล้ว แปลงนาก็ต้องรอให้ผ่านวันไหว้พระจันทร์ไปก่อนถึงจะเก็บผลผลิตได้ ทั้งยังต้องรักษาอาการป่วยของท่านแม่อีก บ้านเราไม่เหลือเงินแล้ว”


วาจานี้ไม่ใช่การข่มขู่ป้าเฉินแต่อย่างใด


ชาติก่อนเรื่องราวก็ดำเนินไปเช่นนี้


สกุลอวี้กำลังทรัพย์ถดถอย ทว่าไม่ถึงขั้นตกอับเพียงเพราะร้านค้าสองแห่งถูกไฟไหม้ ทว่าไฟไหม้ครั้งนี้ ทำให้ของ


ในโรงเก็บสินค้าที่ผู้อื่นมัดจำเอาไว้ถูกเผาจนวอดวาย สกุลอวี้ต้องชดใช้ด้วยเงินก้อนโต ภาพวาด ‘ตกปลาใต้ต้นสนริมน้ำ’ ของหลี่ถังในราชวงศ์ก่อนซึ่งบิดาได้ขอซื้อต่อจากสหายก็ถึงเวลาต้องจ่ายเงินแล้ว มารดาไม่อยากให้บิดาผิดหวัง จึงตัดสินใจขายที่นาชั้นดีของครอบครัวไปสามสิบหมู่โดยพลการ 


กระทั่งตอนที่บิดาพามารดาเดินทางไปเขาผู่ถัว ก็แอบมารดาขายที่นาชั้นดีไปอีกยี่สิบหมู่…ภายหลังบิดามารดาสิ้น เพราะต้องจัดงานศพให้สมหน้าสมตา นางจึงได้ขายที่นาชั้นดีซึ่งเหลืออยู่ห้าสิบหมู่ไปจนเกลี้ยง


สมบัติที่ท่านปู่แบ่งให้บิดาหมดไปแล้ว ส่วนทางฝั่งท่านลุงก็เจอปัญหา จึงไม่อาจช่วยเหลือนางได้


นางถึงต้องตอบตกลงแต่งงานกับคนสกุลหลี่


ภาพความทรงจำแวบผ่าน สีหน้าอวี้ถังหนักอึ้งขึ้นหลายส่วน


นางเอ่ยหน้าตึงว่า “หากว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นกับท่านแม่ล่ะก็ เมื่อท่านพ่อกลับมาต้องไม่ปล่อยเจ้าไว้แน่!”


ป้าเฉินหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก


นางเป็นสาวใช้ที่ติดตามคนสกุลเฉินมาด้วยตอนออกเรือน ทั้งยังเป็นแม่นมของคนสกุลเฉิน ถ้าเกิดอะไรขึ้นกับคนสกุลเฉิน นางย่อมร้อนรนและปวดใจยิ่งกว่าใครเสียอีก ทว่าคุณหนูใหญ่กลับมาข่มขู่นาง


เมื่อต้องเจอกับคุณหนูใหญ่ในรูปแบบนี้ นางกลับรู้สึกปลื้มอกปลื้มใจอย่างบอกไม่ถูก


นางหยุดคิดเล็กน้อย แล้วบอกอวี้ถังว่า “อากาศร้อนนัก นายหญิงไม่ค่อยเจริญอาหาร ทานอะไรไม่ลงสักอย่าง ซ้ำด้วยเป็นห่วงอาการบาดเจ็บของคุณหนู จึงกินไม่ได้นอนไม่หลับอีก นางซูบผอมไปมาก แต่ไม่กล้าบอกให้คุณหนูรู้เจ้าค่ะ”


อวี้ถังอดจะรู้สึกผิดและตำหนิตัวเองไม่ได้


นางในชาติก่อน มีแต่ทำให้บิดามารดาต้องกังวลใจอยู่เสมอ ไม่เคยคอยดูแลห่วงใย ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงการเป็นที่พึ่งพิง


คิดถึงตรงนี้ อวี้ถังพลันประนมมือหันไปทางทิศตะวันตก แล้วเอ่ยว่า ‘อามิตตาพุทธ’


ชาติก่อน นางหาใช่ผู้มีศรัทธาเลื่อมใสในศาสนา ทว่าพระพุทธองค์ก็เวทนานาง ส่งนางกลับมายังเวลานี้ใหม่อีกครั้ง กลับมายามที่บิดามารดายังมีชีวิตอยู่ นางย่อมหวงแหนช่วงเวลานี้เป็นอย่างดี มิให้เรื่องเลวร้ายในอดีตต้องเกิดซ้ำ มิให้ครอบครัวต้องล่มจมตกอับ แตกแยกซ่านกระเซ็น


อวี้ถังปล่อยให้น้ำตาไหลเป็นสายดั่งหยาดฝน


[1] เครื่องลงรัก คือ สิ่งของเครื่องใช้ที่ทำด้วยไม้เป็นต้น ฉาบรักสมุกให้ทั่ว แล้วแต่งผิวให้เรียบ


[2] ขนมเถาซู เป็นขนมอบกรอบคล้ายกับคุกกี้วอลนัต


[3] หมู่ เป็นหน่วยวัดพื้นที่ของจีนหน่วยหนึ่งที่ยังใช้กันอยู่ในปัจจุบัน (ราว666ตารางเมตร/1ไร่เทียบเท่ากับ2.4หมู่)


ตอนที่ 2: ร้านค้า


เรื่องที่เหนือความคาดหมายอย่างการเกิดใหม่นั้น อวี้ถังนึกว่าจะทำให้ตนเองนอนไม่หลับ ใครจะคิดว่าทันทีที่หัวถึงหมอน ได้ดมกลิ่นส้มโอมืออันคุ้นเคยที่ลอยอบอวล แม้กระทั่งฝันก็ยังไม่มีให้เห็น พอหลับลงก็ข้ามไปอีกวันหนึ่งทันที


ทว่านางไม่ได้รู้สึกตัวตื่นเอง


แต่ถูกซวงเถาปลุกให้ตื่น “คุณหนูใหญ่ นายหญิงใหญ่มาแล้วเจ้าค่ะ!”


ทุกครั้งตอนที่อวี้ถังตื่นนอนมักจะสะสึมสะลือง่วงงุนอยู่บ้าง


นางนั่งเอนพิงหัวเตียง พยายามปรือตากลมโตที่วาววับชุ่มฉ่ำ ผ่านไปครึ่งวันกว่าจะเรียกสติกลับมาได้ นางอ้าปากหาวทีหนึ่ง “ป้าสะใภ้ใหญ่? ป้าสะใภ้ใหญ่มาตั้งแต่เมื่อไร?”


ระหว่างที่พูด อวี้ถังก็นึกออกในทันใด สัมปชัญญะพลันตื่นขึ้นอย่างสมบูรณ์


ชาติก่อน วันที่สองหลังจากถนนฉางซิ่งไฟไหม้ ฟัายังไม่ทันจะสว่าง ป้าสะใภ้ของนางก็เดินทางมาถึง บอกว่าอากาศร้อนอบอ้าว นอนไม่ค่อยหลับ แต่ละวันผ่านไปอย่างทรมาน จึงได้หยิบเข็มกับด้ายมาทำงานด้วย ความจริงก็แค่หาข้ออ้างรั้งตัวนางกับมารดาให้อยู่แต่ในเรือนทั้งวัน กระทั่งตกเย็น ลุงใหญ่กับลูกชายของเขาจัดการธุระที่ร้านค้าเสร็จ ส่งจดหมายถึงบิดาที่อยู่ไกลออกไปถึงเมืองซูโจวแล้ว ป้าสะใภ้ถึงได้เดินทางกลับ


ต่อให้เป็นเช่นนี้ แต่ตอนที่ป้าสะใภ้กลับไปก็ยังกำชับบ่าวรับใช้ในเรือนไว้เป็นพิเศษว่า ไม่อนุญาตให้หลุดปากบอกข่าวเรื่องที่ร้านให้นางกับมารดารู้แม้แต่นิดเดียว แล้วทิ้งป้าหวังซึ่งเป็นบ่าวรับใช้ข้างกายของป้าสะใภ้เอาไว้ที่เรือน บอกให้นางทำขนมตังเมเกล็ดหิมะ


มารดาของนางชื่นใจหนักหนาเมื่อเห็นว่านางสนใจงานครัว จึงย้ายเก้าอี้ไปนั่งในห้องครัวเป็นเพื่อนนาง แค่ขนมตังเมเกล็ดหิมะ ก็ควบคุมให้พวกนางสองแม่ลูกอยู่ในเรือนได้จนกระทั่งบิดากลับมาถึง


ตอนที่บิดามาถึง ก็รู้รายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องร้านค้าเพียงผิวเผินเท่านั้น ถ้ามิใช่เพราะภาพ ‘ตกปลาใต้ต้นสนริมน้ำ’ ผืนนั้นที่ผู้อื่นมาทวงถามเงิน มารดาก็คงยังไม่รู้ว่าครอบครัวขัดสนเงินทอง ส่วนนางก็เพิ่งรู้ว่าครอบครัวเหลือเพียงที่นาชั้นดีห้าสิบหมู่ผืนนั้นก็หลังจากที่บิดาเสียชีวิตแล้ว


เหตุการณ์ไฟไหม้ที่ถนนฉางซิ่งนั้น นางก็เพิ่งรู้ตอนที่แต่งเข้าสกุลหลี่จนถูกหลี่ตวนผู้เป็นพี่ชายของสามีคิดครอบครอง และเป็นจุดพลิกผันที่สำคัญจุดหนึ่งในชีวิตนาง


อวี้ถังรีบร้อนลุกขึ้นจากเตียง “ป้าสะใภ้ใหญ่อยู่กับใคร? ท่านแม่รู้หรือไม่ว่าป้าสะใภ้ใหญ่มา?”


ซวงเถาทางหนึ่งก็รับใช้สางผมให้นาง อีกทางก็ตอบว่า “มาตั้งแต่ฟ้ายังไม่สางเลยเจ้าค่ะ เห็นบอกว่าอากาศร้อนเกินไปนอนไม่หลับ บอกไม่ให้พวกข้ารบกวนท่านกับนายหญิง ตอนนี้ป้าเฉินอยู่เป็นเพื่อนนางพักคลายร้อนที่ลานโล่งเจ้าค่ะ”


อวี้ถังพยักหน้ารับ


เหมือนกับชาติที่แล้วไม่มีผิด


ทว่า ชาตินี้นางไม่มีทางผลักเรื่องเหล่านี้ให้กับผู้ใหญ่ในสกุลอีกแล้ว


อวี้ถังเร่งรุดไปที่ลานโล่งทันที


คนสกุลหวัง ป้าสะใภ้ใหญ่ของนางอยู่ในชุดกระโปรงสีครามที่ทำจากผ้าสำหรับหน้าร้อน นางนั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้ไผ่ใต้ต้นการบูร มีป้าเฉินกับป้าหวังยืนขนาบข้างซ้ายขวา คนหนึ่งสนทนาเป็นเพื่อน อีกคนหนึ่งช่วยโบกพัดให้ สีหน้าของป้าสะใภ้ดูเหนื่อยล้า ใต้ตาเห็นสีดำคล้ำชัดเจน มองดูก็รู้ทันทีว่าไม่ได้รับการพักผ่อน


นางในชาติที่แล้วต้องคิดน้อยเพียงใด ถึงได้ไม่เคยสังเกตเห็นความผิดปกติของป้าสะใภ้แม้แต่นิดเดียว


“ท่านป้า!” อวี้ถังเดินเข้าไปเบื้องหน้าแล้วคารวะป้าสะใภ้ใหญ่สกุลหวัง ดวงตาแทบข่มน้ำตาที่จะทะลักออกมาไว้ไม่อยู่


ชาติก่อน ท่านลุงใหญ่กับลูกชายต้องมาติดร่างแหจนตายก็เพราะนาง ป้าสะใภ้ไร้ที่พึ่งพา จึงกลับบ้านเก่าครองตัวเป็นม่าย อาศัยฝากชีวิตไว้กับกับหลานชายหลานสะใภ้ ป้าสะใภ้ไม่เพียงไม่กล่าวโทษนาง ซ้ำตอนที่นางตกระกำลำบาก ยังฝากฝังนางให้ไปอยู่กับลูกพี่ลูกน้องซึ่งออกบวชเป็นผู้ดูแลอยู่ที่อาราม


“เจ้าเด็กคนนี้ ร้องไห้ทำไมกัน?” คนสกุลหวังมองอวี้ถังแล้วถอนหายใจ นางเดินเข้าไปพยุงนางขึ้นมาด้วยตนเอง ก่อนจะทำท่าบอกให้ป้าหวังยกเก้าอี้มาให้อวี้ถังนั่ง จากนั้นก็เอ่ยเสียงอบอุ่นว่า “ข้าได้ยินมาว่าเมื่อวานเจ้าไปที่ถนนฉางซิ่ง ไม่คิดว่าเจ้าจะรู้ความเช่นนี้ คำพูดมากมายนั้นข้าคงไม่ต้องพูดแล้ว เรื่องที่ร้านค้า ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องปิดไม่ให้แม่เจ้ารู้ แม่เจ้าสุขภาพไม่ดี หากรู้เรื่องเข้าต้องกังวลใจแน่ พ่อเจ้าก็ไม่อยูเรือน หากว่าแม่เจ้ากลุ้มอกกลุ้มใจจนเกิดเรื่องอะไรขึ้นมา เจ้าจะให้พ่อเจ้าทำอย่างไร?”


อวี้ถังพยักหน้าหงึกหงัก ประคองให้คนสกุลหวังนั่งลงอีกรอบ รินชาเก๊กฮวยมาให้ถ้วยหนึ่ง แล้วหย่อนตัวนั่งลงข้างๆนาง แล้วเอ่ยว่า “ป้าสะใภ้วางใจได้ ข้าเข้าใจเป็นอย่างดีเจ้าค่ะ”


คนสกุลหวังพยักหน้ารับ รู้สึกว่าอวี้ถังในวันนี้ไม่เหมือนกับวันก่อนๆ จึงอดจะมองสำรวจนางไม่ได้


เด็กสาวอายุสิบห้าสิบหก ไม่ว่าจะแต่งตัวอย่างไรล้วนสวยงามน่ารัก โดยเฉพาะอวี้ถังที่ได้ชื่อว่ามีดวงหน้าจิ้มลิ้มพริ้มเพราในซอยชิงจู๋ แต่เพราะปกติถูกตามใจจนเคยตัว มองดูแล้วให้อารมณ์เด็กยังไม่โตอยู่บ้าง ทว่าวันนี้แผ่นหลังกลับยืดตรง ทอประกายเข้มแข็งขึ้นหลายส่วน สายตาใสกระจ่างมีชีวิตชีวา ทั่วร่างคล้ายกับต้นไผ่ที่เพิ่งแทงยอดอ่อน มองแล้วช่างน่าพิศเจริญตา ทำให้ผู้คนชมชอบยิ่งนัก


คนสกุลหวังแอบชื่นชมอยู่ในใจ “ได้ยินว่าเมื่อวานศีรษะเจ้าถูกกระแทก ดีขึ้นแล้วหรือยัง?”


อวี้ถังตอบทันทีว่า “ข้าไม่เป็นอะไรเลย! เหตุการณ์เกิดเร็วมาก ตอนนั้นข้าเลยตกใจ แต่ไม่ทันไรก็หายดีแล้วเจ้าค่ะ”


คนสกุลหวังไม่ค่อยเชื่อ เอ่ยต่อว่า “เมื่อครู่ป้าเฉินเล่าว่า เจ้าสลบไปตั้งสองชั่วยาม ฟื้นขึ้นมาก็พูดจาเลอะๆเลือนๆ ไม่รอให้ซวงเถาไปแจ้งแม่ของเจ้า เจ้าก็ลากนางไปชมความวุ่นวายที่ถนนฉางซิ่งแล้ว ห้ามอย่างไรก็ห้ามไม่อยู่ หากมิใช่ว่าป้าเฉินจัดการช่วยเจ้าหาข้ออ้างร้อยแปดมาปิดบังแม่เจ้าได้ เกรงว่านางคงวิ่งไปตามหาเจ้าบนถนนแล้ว”


อวี้ถังรู้ตัวจึงเอ่ยอย่างสำนึกผิดว่า “เป็นข้าที่ทำไม่ถูก ต่อไปจะไม่ทำเช่นนั้นอีกแล้วเจ้าค่ะ”


คนสกุลหวังเห็นดวงหน้าขาวราวหิมะขมวดมุ่น พลันรู้สึกสงสาร ไม่อาจตัดใจตำหนินางได้ จึงเอ่ยยิ้มๆว่า “เอาล่ะ ข้าไม่ได้มีเจตนาติเตียนเจ้าหรอก เพียงแต่พ่อแม่เจ้าก็มีเจ้าอยู่เพียงคนเดียว จะต่อว่าก็กลัวคนละลายหาย จะประคองไว้ก็กลัวพลาดทำตก อดจะคิดมากกังวลไปเสียหมดมิได้ เจ้าต้องเข้าใจหัวอกคนเป็นพ่อแม่ให้มากถึงจะใช้ได้ เรื่องที่คนอื่นทำได้ ใช่ว่าเจ้าจะทำได้เช่นเดียวกัน”


“ข้าทราบแล้วเจ้าค่ะ!” อวี้ถังรับคำสอนอย่างเชื่อฟัง


อาจเพราะในใจยังพะวงถึงสามีและลูกชาย คนสกุลหวังจึงเอ่ยถึงเหตุการณ์ไฟไหม้เมื่อวานกับนางด้วยเสียงเบาต่ำ “ลุงใหญ่กับพี่ชายเจ้าวิ่งวุ่นอยู่ค่อนวัน ให้คนส่งจดหมายมา บอกว่าไม่เพียงแต่ร้านค้าของสกุลเรา ขนาดร้านค้าของสกุลเผยก็ถูกเผาจนเหลือแต่ตอ สกุลเผยทางนั้นดันเกิดเรื่องใหญ่ขึ้น กระทั่งคนตัดสินใจสักคนยังไม่มี ท่านข้าหลวงสกุลทังทุกวันนี้ยังจนปัญญา ไม่รู้จะเขียนฎีกาถวายให้ราชสำนักอย่างไร”


สกุลเผยนับเป็นสกุลใหญ่ในเมืองหลินอันแห่งนี้


เป็นสกุลใหญ่โตมากบารมีอย่างจริงแท้


ไม่ว่าใครจะเข้ามาเป็นข้าหลวงในเมืองหลินอัน ก่อนจะเข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการล้วนต้องไปคารวะเยี่ยมเยือนสกุลเผยก่อนทั้งสิ้น


ก่อนที่นางจะตาย สกุลเผยได้กลายเป็นสกุลที่มีหน้ามีหน้าตาที่สุดในเมืองหลินอันแล้ว


ถนนฉางซิ่งซึ่งคึกคักรุ่งเรืองที่สุดในเมืองหลินอัน นอกจากร้านค้าที่เปิดกิจการมาหลายต่อหลายรุ่นอย่างสกุลอวี้ที่มีประมาณเจ็ดแปดร้านแล้ว ที่เหลือล้วนเป็นของสกุลเผยทั้งสิ้น ภูเขา ที่นา ไร่ชา สวนหม่อนที่อยู่นอกเมืองเกินกว่าครึ่งก็เป็นของสกุลเผย ผู้คนมากมายอาศัยบารมีของสกุลเผยเพื่อหาเลี้ยงชีพ


ชาติก่อน ที่นาชั้นดีหนึ่งร้อยหมู่ของสกุลอวี้ก็ขายให้กับสกุลเผยเช่นกัน


สกุลเผยมั่งคั่งอู้ฟู่มาหลายชั่วอายุคน


จากราชวงศ์ก่อนจนถึงวันนี้ก็มีคนสอบเข้าได้เป็นจิ้นซื่อสองป้ายยี่สิบกว่าคน และมีเจ็ดแปดคนที่เป็นขุนนางชั้นหนึ่ง


มาถึงรุ่นนี้ นายท่านทั้งสามคนของสกุลเผยล้วนสอบผ่านขั้นจิ้นซื่อสองป้าย ผ่านไปอีกไม่กี่ปี คุณชายน้อยของสกุลเผยอีกสองคนก็จะสอบติดจิ้นซื่อเช่นกัน


ท่านผู้เฒ่าของสกุลเผย ก็คลับคล้ายว่าจะป่วยตายตอนช่วงเวลานี้เช่นกัน


อวี้ถังพลันหลุดปากออกมาว่า “จะบังเอิญเกินไปหรือไม่ ท่านผู้เฒ่าของสกุลเผยนั้นเหตุใดพอจะสิ้นก็สิ้นไปง่ายๆเสียแบบนี้!”


ใครจะคิดว่าป้าสะใภ้จะชะงักกึก ย้อนถามว่า “ท่านผู้เฒ่าเผยหรือ? ใครบอกเจ้าว่าท่านผู้เฒ่าเผยสิ้นแล้ว? เป็นบุตรชายคนโตของสกุลเผยต่างหาก นายท่านใหญ่เผยคนที่เป็นผู้ช่วยเจ้ากรมโยธาในเมืองหลวง ได้ยินว่าก่อนหน้านี้ไม่นานก็ล้มป่วยที่เมืองหลวงจนเสียชีวิต ข่าวเพิ่งจะส่งมาถึงเมืองหลินอันนี่เอง ท่านผู้เฒ่าเผยก็พลันล้มพับไปอีกคน เมื่อคืนวานเหล่าคุณชายสกุลเผยจึงเร่งรุดไปที่ถังเจียหลิง พวกผู้ดูแลมัววุ่นวายอยู่กับงานศพของนายท่านใหญ่เผย ไม่มีใครว่างไปดูแลงานที่ถนนฉางซิ่ง”


อวี้ถังตะลึงไป ทว่ากลับไม่มีเวลาให้หยุดคิดมากนัก


ไม่ว่าจะเป็นชาติก่อนหรือชาตินี้ สกุลเผยล้วนแต่อยู่ไกลนางเกินเอื้อม เรื่องของสกุลเผยนางก็แค่ได้ยินได้ฟังผ่านๆหู หาได้มีความเกี่ยวข้องอันใดไม่


คนสกุลหวังทอดถอนใจและกล่าวว่า “เหตุเพลิงไหม้ที่ถนนฉางซิ่งเกิดขึ้นเร็วในชั่วพริบตา ลุงใหญ่ของเจ้าบอกว่า ไฟไหม้ครานี้ดูไม่ชอบมาพากลเท่าไรนัก…บ้านผู้อื่นไฟไหม้ล้วนเริ่มไหม้จากจุดๆเดียว จากนั้นค่อยไหม้ลามไปยังที่อื่นๆ ลุงใหญ่ของเจ้าสงสัยว่ามีคนลอบวางเพลิง ยังคิดไปแจ้งเรื่องที่ศาลาว่าการอยู่เลย น่าเสียดายที่สกุลเผยเกิดเรื่องเสียก่อน ท่านข้าหลวงถังย่อมไม่มีกะจิตกะใจมาจัดการเรื่องนี้เป็นแน่…”


อวี้ถังได้ฟัง หัวใจก็เต้นระรัว


ชาติก่อน สกุลหลี่มาขอหมั้นหมายนางหลังจากที่สกุลนางจะเกิดเรื่อง ตอนนั้นนางไม่ใคร่จะเต็มใจเท่าไร รู้สึกว่าตนยังอยู่ในช่วงไว้ทุกข์ การมาหารือพูดคุยเรื่องทำนองนี้ไม่เหมาะสม แต่ลุงใหญ่กับป้าสะใภ้คิดว่าหากรอให้พ้นช่วงไว้ทุกข์ไป นางก็อายุสิบหกปีแล้ว ถึงเวลานั้นคงหาสกุลดีๆมาแต่งด้วยไม่ได้ จึงปรึกษานางว่าให้หมั้นหมายกับสกุลหลี่ไว้ก่อน พอผ่านช่วงไว้ทุกข์แล้วค่อยมาคุยเรื่องงานมงคลกัน


นางยังลังเลอยู่บ้าง ทว่าสกุลหลี่ส่งคนมาคุยกับนางอย่างลับๆ บอกว่าหากนางยอมตกลงหมั้นหมาย สกุลหลี่ยินดีให้ลุงใหญ่หยิบยืมเงินห้าพันตำลึงโดยไม่คิดดอกเบี้ย ให้ครอบครัวของลุงใหญ่ได้ก่อร่างสร้างตัวใหม่อีกครั้ง


เหตุเพลิงไหม้ที่ถนนฉางซิ่ง ร้านค้าของครอบครัวนางถูกเผาจนวอด ร้านค้าของครอบครัวท่านลุงก็วอดวายไม่ต่างกัน ตอนที่สกุลหลี่ยื่นข้อเสนอนี้มาให้ สกุลเผยกำลังซ่อมแซมถนนฉางซิ่งอยู่ พื้นที่ฐานรากเดิมมีอยู่แล้ว 


ทว่าเงินที่จะสร้างร้านค้าขึ้นมาใหม่ล้วนควักเงินของใครของมัน หากผู้ใดไม่มีกำลังทรัพย์จะสร้างร้านค้าขึ้นมาใหม่อีกครั้ง สามารถตีราคาแล้วขายต่อให้สกุลเผยได้


คนส่วนใหญ่ล้วนขายพื้นที่ให้กับสกุลเผย


ทว่าลุงใหญ่ของนางไม่ต้องการจะขายทิ้ง


นั่นเป็นกิจการที่บรรพบุรุษของสกุลอวี้ตกทอดไว้ให้


ไม่เพียงปฏิเสธการขายต่อ ท่านลุงถึงขนาดคิดจะสร้างร้านค้าอีกสองคูหาของบิดานางขึ้นมาใหม่ด้วยซ้ำ


ตอนที่ท่านปู่ของนางเสีย ลุงใหญ่กังวลว่าบิดานางไม่เก่งเรื่องทำมาค้าขาย ถึงได้แบ่งร้านค้าสี่คูหากันคนละครึ่งกับที่ดินสองร้อยหมู่ โดยแบ่งที่นาชั้นดีหนึ่งร้อยหมู่ให้กับบิดานาง ที่นาชั้นกลางอีกห้าสิบหมู่ รวมถึงที่บนภูเขาอีกห้าสิบหมู่ด้วย


การสร้างร้านใหม่ขนาดสี่คูหาต้องใช้เงินสี่พันตำลึง ต่อให้ขายที่นาทั้งหมดของลุงใหญ่ก็เหมือนกับการราดน้ำหนึ่งถ้วยเพื่อดับรถลากฟืนที่ลุกไหม้ กระทั่งเสาร้านก็ยังซื้อไม่ได้ด้วยซ้ำไป


พอนางได้ฟังข้อเสนอของสกุลหลี่ คิดว่างานมงคลนี้ของนางดีชั่วก็สามารถทำให้ครอบครัวของลุงใหญ่รอดพ้นสภาวะยากลำบากไปได้ นางไม่ทันบอกกับลุงใหญ่ให้ทราบสักคำก็รับปากตกลงเรื่องงานมงคลกับคุณชายรองสกุลหลี่นามว่าหลี่จวิ้นทันที


ภายหลัง ลุงใหญ่รู้สึกผิดต่อนาง ทั้งได้ยินข่าวว่าหากเอาข้าวไปแลกเกลือที่จิ่วเปียนจะได้กำไรก้อนใหญ่ จึงหอบเงินห้าพันตำลึงของสกุลหลี่ไปที่หูก่วงทันที


แม้ว่าลุงใหญ่กับลูกชายแทบจะเอาตัวไม่รอดแต่ก็ได้เงินมาก้อนโต ทว่ากลับทิ้งปัญหาเอาไว้เบื้องหลัง…ลุงใหญ่กับลูกชายเพื่อที่จะหาสินเจ้าสาวให้นางแล้ว เดินทางเข้าออกจิ่วเปียนอยู่หลายรอบ โดยเริ่มจากสร้างร้านค้าสองคูหาที่บิดาทิ้งไว้ให้นางจนเสร็จ 


ต่อมาก็ทุ่มเทอย่างหนักเพื่อซื้อที่นาชั้นดีซึ่งครอบครัวขายออกไปคืนกลับมา…ทว่าด้วยเหตุนี้ไม่เพียงทำให้ลุงใหญ่ต้องมีปากเสียงกับลูกชายถึงเป้าหมายในการใช้ชีวิต ซ้ำระหว่างทางไปจิ่วเปียนก็ถูกโจรเข้าปล้นชิง แม้ร่างก็ยังตามหาไม่เจอ


นางเมื่อชาติก่อน ถูกเลี้ยงให้อยู่แต่ในห้องหอไม่รับรู้เรื่องราวภายนอก ต่อให้รู้ว่าถนนฉางซิ่งเกิดไฟไหม้ใหญ่ รู้ว่าเพลิงไหม้ครั้งนี้เกิดขึ้นอย่างไม่ชอบกล แต่ก็หาได้คิดอะไรมาก ทว่าอวี้ถังในตอนนี้ เคยตกอยู่ใต้ความต่ำตมของสกุลหลี่ ประสบกับวิธีสกปรกมาตั้งมากน้อยเท่าไร 


พอได้ยินเรื่องราวเข้าหู ก็เข้าใจทันทีว่าวิธีที่สกุลเผยใช้เขมือบกลืนร้านค้านี้ไม่ต่างอะไรกับวิธีที่สกุลหลี่หลอกล่อนางในปีนั้นเลย


ขอเพียงแค่มีโอกาส ก็พร้อมจะรังแกผู้น้อยที่อ่อนแอกว่าเสมอ


จิตใจเหี้ยมโหดไม่ต่างกัน เลวทรามต่ำช้าไม่มีผิด!


[1] จิ้นซื่อสองป้าย หมายถึง ผู้ที่สอบผ่านได้เป็นจวี่เหรินในการสอบระดับมณฑล และยังสอบผ่านได้เป็นจิ้นซื่อในการสอบเบื้องหน้าพระพักตร์


ตอนที่ 3: กลับเรือน


พอนึกถึงเรื่องในอดีตมีแต่จะให้คนหัวใจหม่นหมอง


ชาตินี้ของอวี้ถังไม่ยินดีจะข้องเกี่ยวกับสกุลหลี่อีก ยิ่งไม่ขอรู้จักผูกสัมพันธ์กับคนสกุลเผย


นางจึงถือโอกาสนี้เป่าหูป้าสะใภ้เสียหน่อย “กระทั่งร้านค้าของสกุลเผยยังไหม้หมดแล้ว ร้านค้าของพวกเรายิ่งไม่ต้องพูดถึง โชคดีที่รากฐานพอมี โอกาสย่อมจะยังเหลืออยู่ อย่างไรคงก็สามารถลุกขึ้นมาได้อีกครั้ง ส่วนสินค้าที่อยู่ในร้าน หากต้องชดเชยด้วยเงินทอง คงต้องจ่ายถึงสองเท่าเป็นแน่ 


หากว่าสามารถต่อรองกับพ่อค้าได้ ไม่แน่ผู้อื่นอาจจะยอมขยายเวลาออกไปให้หน่อย พวกเราค่อยผลิตสินค้าชุดใหม่ให้กับพ่อค้าอีกครั้ง บางทีอาจจะลดเงินค่าปรับลงได้เล็กน้อย เหตุการณ์ไฟไหม้ที่ถนนฉางซิ่ง ใครต่างก็คาดไม่ถึง ทั้งไม่มีใครอยากให้เกิดทั้งนั้น”


“แม้จะพูดแบบนั้น แต่ยืดเวลาส่งของออกไปคงไม่ได้” ป้าสะใภ้ได้ฟังก็ยิ้มขื่นและเอ่ยว่า “เจ้ายังเล็กอยู่ ปกติเรื่องในเรือนคงไม่มีใครพูดกับเจ้า หลายปีมานี้ คนทางฝั่งหมิ่นหนานออกทะเลไปหาเงินมาได้เป็นกอบเป็นกำ ผู้คนในเมืองหังโจวได้ฟังก็ใจสั่น 


ใครพอมีเงินมีความสามารถ ครอบครัวหนึ่งก็ออกเรือลำหนึ่ง ลำเลียงพวกผ้าไหม ใบชา ทั้งพวกเครื่องเคลือบต่างๆ แล้วรวมตัวเป็นกองเรือออกทะเลไปขายสินค้า 


คนที่ไม่ค่อยจะมีเบี้ย ก็ใช้พวกใบชากับผ้าไหมมาขอเป็นหุ้นส่วนออกทะเล คนที่สั่งทำเครื่องลงรักกับเรา ก็ต้องออกทะเลไปค้าขายเช่นกัน 


กองเรือได้กำหนดวันออกเรือเสร็จสรรพแล้ว หากว่าถึงเวลาไม่อาจส่งมอบสินค้าที่ถือเป็นของแลกเปลี่ยนได้ การค้านี้คงล่มไม่เป็นท่า พวกเขาอย่างไรก็ต้องให้เราชดเชยเป็นสองเท่า”


อวี้ถังในชาติก่อนไม่รู้เรื่องเหล่านี้


แต่อวี้ถังในชาตินี้ได้รับทราบแล้ว


สกุลหลี่ถือเป็นสกุลใหม่ในเมืองหลินอัน


สกุลของพวกเขาแต่ก่อนก็มีทรัพย์สิน แต่เพราะที่เหนือขึ้นไปยังมีสกุลเผย สกุลของพวกเขาถึงไม่ได้มีหน้ามีตาเท่าไร ได้ยินว่านับไปก่อนหน้านี้สามชั่วอายุ ทุกๆวันแรกของปีใหม่สกุลหลี่ต้องไปเยี่ยมคารวะที่จวนสกุลเผยทุกปี 


กระทั่งท่านผู้เฒ่าของสกุลหลี่ ซึ่งก็คือท่านปู่ของหลี่ตวนกับหลี่จวิ้นสอบได้เป็นจวี่เหริน บิดาของพวกเขาก็สอบได้เป็นจิ้นซื่อ ทั้งยังมีอายุรุ่นราวคราวเดียวกับนายท่านรองเผย ภายหลังถึงได้ค่อยๆยืดหลังตรงได้เต็มที่ ทุกๆวันแรกของปีใหม่ตอนที่ไปเยี่ยมคารวะสกุลเผย คนของสกุลหลี่ก็สามารถร่วมนั่งดื่มน้ำชาในห้องโถงกับคนสกุลเผยได้แล้ว


ด้วยเหตุฉะนี้เอง แม้สกุลหลี่จะเริ่มมีฐานะหน้าตาขึ้นมา แต่ก็หมดปัญญาจะใช้อำนาจในมือแผ่ขยายกิจการของสกุลให้ใหญ่โตได้…ไม่ว่าจะเป็นภูเขาแม่น้ำในเมืองหลินอันก็ดี ร้านค้าบนท้องถนนก็ดี ล้วนแต่เป็นของสกุลเผยทั้งสิ้น ที่เหลือรอดเงื้อมือก็มีเพียงเล็กน้อย สกุลใดบ้างที่จะขายอาชีพซึ่งตกทอดจากบรรพบุรุษง่ายๆเล่า? ต่อให้ต้องขายทิ้ง ทุกคนก็อยากจะขายให้กับสกุลเก่าแก่อย่างสกุลเผยอยู่แล้ว


หรือว่าสกุลหลี่จะกล้ายื่นมือเข้ามายื้อแย่งกับสกุลเผยเล่า


หากต้องการความเจริญก้าวหน้าในเส้นทางขุนนาง ย่อมไม่อาจละโมบ ทั้งต้องให้สินจ้างแก่ผู้บังคับบัญชา สองอย่างนี้ล้วนต้องใช้เงินทอง สกุลหลี่ต้องการเพิ่มพูนทรัพย์สินให้มากกว่านี้ จึงได้แต่ทอดมองสายตาไปยังด้านนอกอันไกลโพ้น


ไปๆมาๆ สกุลหลี่ก็ไปจับกิจการเดินเรือออกทะเล


แน่นอนว่าการออกทะเลมีความเสี่ยง ต้องประสบกับลมพายุ อาจสูญเงินทั้งหมดโดยไม่ได้อะไรตอบแทน ในเมืองหังโจวก็มีหลายสกุลที่หมดตัวด้วยเหตุนี้ สกุลหลี่นับว่ามีโชคไม่เลว เก้าในสิบของการลงทุนกับกองเรือไปล้วนกลับมาอย่างปลอดภัยทุกครั้ง 


หลังจากนางแต่งเข้าไปในฐานะภรรยาของหลี่จวิ้น สกุลหลี่ก็เริ่มมั่งคั่งร่ำรวย มารดาของหลี่จวิ้นชมว่านางมีชะตาเสริมลาภสามี เพราะเหตุนี้หลี่ตวนจึงยิ่งตอแยนางมากกว่าเก่า


ช่างน่าขันเมื่อตอนที่หลี่จวิ้นตกม้าลงมาตาย มารดาของหลี่จวิ้นชี้นิ้วใส่จมูกด่าทอนางว่า ‘นังจิ้งจอก’ ก่นด่านางว่าหญิงงามเป็นบ่อเกิดแห่งหายนะ


พอนึกถึงเรื่องเก่าๆ ก็มีแต่ทำให้ปวดใจ


อวี้ถังรีบกดเรื่องราวในอดีตไว้ส่วนลึกสุดใจ ก่อนจะคุยเรื่องร้านค้ากับป้าสะใภ้ต่อ “สามารถต่อรองกับพ่อค้าได้หรือไม่เจ้าคะ ว่าให้พวกเราออกหน้าช่วยเขาหาซื้อสินค้าชุดใหม่ รับรองว่าปริมาณและคุณภาพจะไม่ต่างกัน”


คนสกุลหวังได้ยินก็มองอวี้ถังด้วยสายตาสว่างวาบ พูดว่า “เจ้าคิดได้เหมือนข้าไม่มีผิดเลย”


นางเริ่มนินทาสามีทันทีราวกับตามหาผู้รู้ใจตัวเองพบ “ลุงใหญ่ของเจ้าไม่เห็นด้วย บอกว่าสกุลอวี้ของเราเป็นเจ้าเก่าแก่ร้อยปีแล้ว ไม่ต้องพูดถึงเมืองหลินอัน ต่อให้ทั่วทั้งเมืองหังโจวก็ไม่มีร้านใดที่จะมีฝีมือเหนือว่าสกุลอวี้ไปได้ เอาสินค้าชั้นสองไปสวมรอยแทนสินค้าชั้นหนึ่ง เรื่องพรรค์นี้เขาไม่ทำเด็ดขาด”


“ลูกชายข้าก็บอกแล้วว่าเจียงซีทางนั้นมีร้านเครื่องลงรักเก่าแก่ร้อยปีอยู่หลายร้าน สินค้าหาได้ด้อยกว่าของเราเลย หากลุงเจ้ากังวลว่าพ่อค้านั่นจะถูกเอาเปรียบ ก็ไปดูด้วยตนเองสักครั้ง คอยจับตาดูผู้อื่นผลิตของออกมาก็ได้แล้ว ลุงของเจ้ายังเถียงอีกว่าสินค้าที่เจียงซีทางนั้นขายถูกกว่าเรา 


หากว่าเรื่องนี้ถูกผู้อื่นรู้เข้า ชื่อเสียงนับร้อยปีของสกุลอวี้ย่อมถูกทำลายสิ้นแน่ หากพ่อค้าพวกนั้นยอมเสียผลประโยชน์อันน้อยนิด ทิ้งของใกล้มือไปคว้าของไกลตัว มัดจำสินค้ากับทางเจียงซีแทน ถึงเวลานั้นไม่ต้องพูดถึงชื่อเสียงของสกุลที่ย่อยยับ ซ้ำยังออกแรงเหนื่อยเปล่าส่งพ่อค้าไปให้ร้านเครื่องลงรักถึงเจียงซีอีก”


อวี้ถังรู้ว่าลุงใหญ่ค่อนข้างหัวแข็งดื้อรั้นเรื่องทำการค้า ไม่เช่นนั้นชาติที่แล้วคงไม่มีความเห็นแตกกันกับลูกชายเพราะเรื่องนี้ แต่นางคาดไม่ถึงว่าลุงใหญ่จะดื้อรั้นถึงขั้นนี้


นางกล่าวว่า “เช่นนั้นท่านมิสู้ให้ลุงใหญ่ไปเมืองหังโจวสักครั้ง ข้าได้ยินว่าการค้าในทะเลนิยมพวกใบชา เครื่องเคลือบและผ้าไหมเป็นที่สุด พวกเครื่องลงรัก เครื่องดีบุกนั้นไม่ค่อยต้องการนัก มีคนรู้ว่าร้านค้าที่เจียงซีทางนั้นมีฝีมือสูสีไม่ด้อยกว่าเรา ราคาก็ยังต่ำกว่า แต่การจะไปก็ต้องเสี่ยงไม่น้อย หากสินค้ามีปัญหาขึ้นมายากจะเปลี่ยนคืน ต่อให้หลีกทางให้พวกเขาแล้วอย่างไรเล่า?”


คนสกุลหวังพยักหน้า ในใจก็ดีดลูกคิดเสียงดังกึกก้อง


คำพูดนี้ลูกชายของนางก็เคยพูด แต่เพราะสามีหัวรั้นเกินคน ฟังไม่เข้าหัวสักครั้ง แต่หากให้ออกจากปากของน้องสามี ย่อมจะได้ผลลัพธ์ที่ต่างออกไปแน่


คนสกุลหวังจึงตั้งหน้าตั้งตาคอยให้บิดาของอวี้ถังหรือก็คืออวี้เหวินกลับมาถึงไวๆ


อวี้ถังย้อนกลับมาจากสิบปีให้หลัง ทั้งอายุและความคิดความอ่านก็อยู่ในจุดนั้นด้วย เมื่อเจอปัญหาย่อมจะสุขุมเยือกเย็นกว่าเด็กสาววัยสิบห้า ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าเป็นเรื่องราวที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว ให้ใจร้อนเป็นไฟอย่างไรย่อมไม่เกิดประโยชน์ สภาพอารมณ์ของนางจึงดีขึ้นกว่าเดิมมาก


นางทำตามที่ป้าสะใภ้ต้องการ คือหมกตัวอยู่ที่เรือนทั้งวัน จากนั้นก็ตามป้าหวังบ่าวรับใช้ของป้าสะใภ้ใหญ่ไปเรียนทำขนมตังเมเกล็ดหิมะ


สิ่งที่ต่างไปจากชาติก่อนก็คือ ชาติก่อนนางหมดเวลาไปสองวันกว่าจะเรียนทำขนมสำเร็จ ในชาตินี้ด้วยประสบการณ์ที่สั่งสมมาจากชาติที่แล้ว มิเพียงคล่องแคล่วชำนาญอย่างรวดเร็ว ซ้ำยังทำขนมตังเมเกล็ดหิมะเพิ่มมากขึ้นอีกสองหม้อเพื่อให้ป้าหวังเอาไปแจกเพื่อนบ้านในตรอกด้วย…ชาติก่อน ครอบครัวของนางเจอปัญหา เพื่อนบ้านในตรอกช่วยเหลือเกื้อกูลไว้มาก นางจำได้ดีเสมอมา ในใจก็รู้สึกซาบซึ้ง

.......


รอถึงวันที่บิดานางอวี้เหวินกลับมาถึงเรือน ก็เป็นสี่วันให้หลังแล้ว


อวี้ถังเพิ่งช่วยมารดาสระผมเสร็จ นั่งอยู่ตรงลานกว้างช่วยหวีผมให้นาง


ป้าเฉินด้านหนึ่งก็โบกพัดให้คนสกุลเฉิน มารดาของนางไปพลาง อีกด้านก็เอ่ยถึงอวี้ถังว่า “นายหญิงดูคุณหนูใหญ่สิเจ้าคะ ช่างรู้ความนัก กตัญญูเป็นที่สุด! ต่อไปท่านก็คอยเสพสุขจากคุนหนูใหญ่กับท่านเขยได้เลยเจ้าค่ะ!”


คนสกุลเฉินหัวเราะ


ดวงหน้าผ่ายผอมซีดเซียวเผยให้เห็นความรู้สึกผิด


งานมงคลของอวี้ถังไม่ราบรื่น เป็นเพราะครอบครัวนางต้องการให้ลูกเขยแต่งเข้า


ชาติก่อนอวี้ถังไม่มีความคิดเห็นใดๆเกี่ยวกับงานมงคลของตน ทุกอย่างล้วนยกให้บุพการีเป็นคนตัดสินใจทั้งสิ้น กระทั่งผ่านเรื่องราวต่างๆจากชาติที่แล้วมานางถึงได้รู้ หากสามารถให้เขยชายแต่งเข้ามาได้ นางก็จะสามารถอยู่ข้างกายบิดามารดา นั่นย่อมเป็นโชควาสนาอันยิ่งใหญ่ของนาง


เห็นว่ามารดาตำหนิตนเองถึงเพียงนั้น นางจึงยื่นหน้าไปข้างๆไหล่ของมารดาคล้ายออดอ้อน “ข้าอยากได้คนที่รูปงาม ไม่เอาอย่างพี่สาวข้างบ้านที่แต่งให้คนเตี้ยม่อต้อนะเจ้าคะ!”


นี่เป็นครั้งแรกที่อวี้ถังแสดงความเห็นของตนที่มีต่องานแต่งเบื้องหน้ามารดา


คนสกุลเฉินอดจะตื่นเต้นยินดีไม่ได้ ถามนางอย่างระมัดระวังว่า “เช่นนั้น เจ้ายินดีให้เขยแต่งเข้ามาหรือไม่?”


“ยินดีสิเจ้าคะ!” อวี้ถังร่วมวงอย่างกระตือรือร้น “ให้สามีแต่งเข้ามาอยู่ที่เรือน ข้าก็จะได้อยู่เป็นเพื่อนท่านพ่อกับท่านแม่ไปตลอดชีวิต เรื่องในเรือนล้วนถือคำของข้าเป็นใหญ่ เหตุใดข้าถึงจะไม่ยินดีให้เขยชายแต่งเข้ามาเล่า?”


คนสกุลเฉินเห็นว่านางตอบอย่างจริงจังตั้งใจ ก็เป็นปลื้มขึ้นมาทันที ลากอวี้ถังมาอยู่ตรงหน้า แล้วพูดกับนางอย่างจริงจังว่า “เจ้าวางใจได้ แม่กับพ่อจะต้องช่วยเจ้าเลือกเป็นอย่างดี ไม่มีทางให้อาถังของพวกเราต้องลำบาก จะไม่ให้เจ้าต้องเจ็บช้ำน้ำใจ”


อวี้ถังพยักหน้ารับหงึกหงัก


ป้าเฉินเห็นว่าบรรยากาศไม่เลว จึงเข้าผสมโรงด้วย “นายหญิงอย่าลืมเชียวนะเจ้าคะ ต้องเลือกคนที่รูปงามเข้าไว้ คุณหนูใหญ่ของเราชอบคนรูปงามเจ้าค่ะ”


อย่างไรก็ไม่วาดหวังจะให้สามีเก่งกล้าสามารถอยู่แล้ว แน่นอนว่าต้องเลือกอาหารตาไว้ก่อน


อวี้ถังพยักหน้าอีกรอบ “ท่านแม่จำให้มั่นนะเจ้าคะ! ต้องตัวสูงๆและว่านอนสอนง่ายด้วยเจ้าค่ะ”


คนสกุลเฉินมองสีหน้าเพราะด้วยไร้เดียงสาจึงไร้ซึ่งความกลัวของนาง แล้วหัวเราะเสียงดัง


อวี้เหวินในชุดคลุมยาวกลิ่นอายบัณฑิตเดินเข้ามาท่ามกลางเสียงหัวเราะ “แม่ลูกคุยเรื่องอะไรกัน? อารมณ์ดีถึงปานนั้น! เล่าให้ข้าฟังบ้างสิ!”


“ท่านพี่!” ดวงตาของคนสกุลเฉินทอประกายวิบวับ


สายตาของอวี้เหวินก็จับจ้องอยู่ที่ร่างของคนสกุลเฉินไม่ห่างเช่นกัน


“ไม่เจอแค่ไม่กี่วัน เหตุใดเจ้าผอมลงอีกแล้ว” เขาถามภรรยาอย่างเป็นห่วงและปวดใจ “เพราะอาถังอยู่ในเรือนเอาแต่หาเรื่องปวดหัวให้เจ้ารึ? หรือเพราะหลายวันนี้อากาศร้อน เจ้าเลยทานอะไรไม่ลง? เดี๋ยวข้าสั่งคนไปซื้อน้ำแข็งที่ตลาดกลับมา ให้ป้าเฉินต้มน้ำถั่วเขียวให้เจ้าดื่ม”


“ไม่ต้อง ไม่ต้องหรอกเจ้าค่ะ” คนสกุลเฉินตอบพลางยิ้มตาหยี กวาดตาสำรวจอวี้เหวินตั้งแต่หัวจรดเท้า ราวกับกลัวว่าเขาออกจากเรือนไปแล้วจะได้รับความลำบากกลับมา “ท่านหมอหลิวที่โรงยาจี้หมินมิใช่บอกแล้วหรือว่าอาการป่วยของข้าไม่อาจถูกความเย็นได้ เหตุใดท่านถึงรบเร้าให้ข้าทานน้ำแข็งอีก”


อวี้เหวินหัวเราะและกล่าวอย่างเจ้าเล่ห์ “ข้าก็อยากให้เจ้าได้เบิกบานบ้างสักหน่อยอย่างไรเล่า”


นี่ก็คือนิสัยของบิดานาง


เขาเป็นคนดีมาก จริงใจ มองโลกในแง่บวก ใจดี มีอารมณ์ขัน…ไม่ว่าเรื่องใดก็ไม่อินังขังขอบ ไม่เคยเก็บเรื่องใดมาใส่ใจ ยินดีมีสุขกับทุกสถานการณ์ที่เจอ ตั้งแต่เล็กเขาก็ตั้งหน้าตั้งตาเล่าเรียนเขียนอ่าน พอโตขึ้นก็พึ่งพาครอบครัวพี่ชายช่วยเป็นธุระจัดการงานเล็กๆน้อยๆ ไม่ง่ายกว่าจะสอบได้เป็นซิ่วไฉ แต่กลับรู้สึกว่าการร่ำเรียนช่างทุกข์ยากยิ่งนัก จึงได้ล้มเลิกไป


หากไม่เกิดเรื่องอะไรก็ดีไป ทว่าเมื่อต้องเจอปัญหา เกรงว่าอาจจะรับมือไม่อยู่


อวี้ถังลอบถอนหายใจ ก่อนจะก้าวขึ้นไปทำความเคารพบิดา


อวี้เหวินเพิ่งจะสังเกตเห็นลูกสาวของตน จึงเอ่ยอย่างรู้สึกผิดว่า “อาถัง หลายวันนี้พ่อไม่อยู่เรือน เจ้าดื้อรั้นหรือไม่? เชื่อฟังคำพูดของมารดาเจ้าหรือเปล่า?”


อวี้ถังใช้ชีวิตมาสองชาติ ล้วนแต่ชื่นใจที่บิดาปฏิบัติต่อมารดาเป็นอย่างดี


นางเอ่ยอย่างขุ่นเคืองว่า “แล้วผงโป่งรากสนที่ท่านรับปากเอาไว้เล่าเจ้าคะ? ข้ารอจะทำยาโป่งรากสนอยู่นะ!”


อวี้เหวินได้ข่าวว่าร้านค้าของสกุลไฟไหม้ ก็ร้อนใจจนแทบบ้า ยังจะจำเรื่องโป่งรากสนได้อีกหรือ?


เขาพูดอะไรไม่ออก


อวี้ถังลอบถอนหายใจเฮือกอีกครั้ง


เพราะอวี้เหวินไม่ต้องการให้คนสกุลเฉินเป็นห่วง มีครั้งไหนบ้างที่กลับมาจากด้านนอกแล้วหน้าตาไม่สดใสชื่นมื่น ดังนั้นพวกนางจึงไม่เคยสังเกตเห็นอาการทุกข์ร้อนของเขาเลย


หลายปีมานี้ กำไรที่ได้จากร้านค้าล้วนนำไปใช้ซื้อยาให้มารดาหมด พอบิดารู้ว่าถนนฉางซิ่งไฟไหม้ ในใจไม่รู้จะทรมานเพียงไหน จะลืมหาของขวัญกลับมาให้นางก็เป็นเรื่องสมเหตุสมผล


ในชาติก่อน นางเคยทะเลาะกับบิดาอยู่ครั้งหนึ่ง ภายหลังเขาพานางไปเลี้ยงอาหารเลิศรสที่ร้านทิวนอกเขา นางถึงยอมจบเรื่อง ทว่านางในชาตินี้ เพียงคิดว่าจะทำอย่างไรให้บิดามารดารอดพ้นวิกฤติไปให้ได้


“ท่านพ่อไม่รักษาสัญญา” อวี้ถังทำทีตลกเฮฮา แล้วดันหลังบิดาไปทางห้องหนังสือ “ข้าอยากได้หยกแท่งก้อนนั้นที่ท่านพ่อซ่อนเอาไว้”


อวี้เหวินปวดใจราวกับถูกแล่เนื้อเถือหนัง ทางหนึ่งก็ถูกลูกสาวดันหลัง ทางหนึ่งก็เริ่มเปิดการต่อรอง “ข้ามอบแท่นฝนหมึกรูปใบบัวให้เจ้าดีหรือไม่? หรือว่าจะเอาพู่กันขนจิ้งจอกที่เจ้าพูดถึงคราวก่อนดี?”


“หึ!” อวี้ถังทำเสียงไม่พอใจ “ข้าไม่มีทางหลงกลหรอก! ข้าจะเอาหยกแท่งก้อนนั้น ข้าจะเอาไปแกะสลักตราประทับ เอาแบบที่เหมือนท่านพ่อ ห้อยเอาไว้ที่เอว”


อวี้เหวินเอ่ยว่า “บุรุษเท่านั้นที่จะห้อยตราประทับไว้ที่เอว เด็กผู้หญิงอย่างเจ้าห้อย ‘สามสิ่ง’ ก็พอ ข้าสั่งทำ ‘ทองสามสิ่ง’ ให้เจ้าดีหรือไม่?”


ครอบครัวแทบจะไม่เหลือเงินซื้อยาให้มารดาอยู่แล้ว ทว่าท่านพ่อกลับคิดจะสั่งทำ ‘ทองสามสิ่ง’ เพื่อนาง


อวี้ถังร้องเหอะเสียงเย็น


คนสกุลเฉินหัวเราะจนตัวงอไปหมด


สองพ่อลูกยื้อยุดกันหายเข้าไปในห้องหนังสือ


[1] บัณฑิตที่สอบผ่านสนามสอบระดับมณฑล ซึ่งจัดขึ้นทุกๆ3ปี ผู้ที่สอบได้เป็นอันดับหนึ่งเรียกว่า เจี่ยหยวน


[2] ซิ่วไฉ ผู้ที่ผ่านการสอบคัดเลือกเข้ารับราชการระดับท้องถิ่น


[3] ทองสามสิ่ง คล้ายกับพวงกุญแจอเนกประสงค์ ส่วนประกอบที่พบบ่อยจะมีไม้เคาะหู ไม้จิ้มฟัน และแหนบ


ตอนที่ 4: ท่านพ่อ


ห้องหนังสือของอวี้เหวินถูกจัดให้อยู่ในเรือนข้างฝั่งทิศตะวันตกของเรือน เป็นห้องใหญ่ขนาดกว้างขวางห้องหนึ่ง ผนังสี่ด้านมีหนังสือกองสุม โต๊ะหนังสือหลังใหญ่ตั้งอยู่กลางห้อง ข้างโต๊ะมีอ่างลายครามวางอยู่หลายใบ ในอ่างม้วนภาพวาดสูงๆต่ำๆเสียบอยู่ บนโต๊ะหนังสือมีอ่างปลาหลากสีใบเล็กตั้งอยู่ เลี้ยงปลาทองสีแดงกับสีดำเอาไว้อย่างละตัว


อวี้ถังดันหลังบิดาเข้าไปในห้องหนังสือ แน่นอนว่าไม่ใช่เพราะมาทวงหยกแท่งก้อนนั้น นางต้องการหารือกับอวี้เหวินถึงอาการป่วยของมารดา


ก่อนที่บิดาจะกลับมา นางได้ขบคิดอย่างถี่ถ้วนแล้ว ชาติก่อนที่ครอบครัวนางต้องบ้านแตกสาแหรกขาด ดูคล้ายว่ามีต้นเหตุมาจากเหตุการณ์ไฟไหม้ที่ถนนฉางซิ่ง ตามจริงแล้วเป็นเพราะอาการป่วยที่รักษาไม่หายขาดของมารดาต่างหากที่เป็นจุดเริ่มต้น


หากนางต้องการเปลี่ยนแปลงชะตากรรมของชาติก่อน จำต้องลงมือจากเรื่องการเจ็บป่วยของมารดา


มีเพียงรักษาอาการป่วยของมารดาให้หายขาด บิดาของนางจะได้เลิกร้อนใจวิ่งเสาะหาหมอไปทั่วสารทิศ เลิกเชื่อคำคนเป็นจริงเป็นจังเพียงเพราะได้ข่าวลือเบาๆเพียงเสียงลมพัด แล้วพามารดาเดินทางไปรักษาตัวทุกที่ ส่วนเรื่องทรัพย์สมบัติ หากจะหมดก็ให้หมดสิ้นไป รักษาคนไว้ได้ถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุด


“ท่านพ่อ ท่านมิใช่ไปหาหมอหลวงหยางที่เมืองซูโจวหรือเจ้าคะ?” อวี้ถังจับกระถางไผ่ใบเกล็ดที่ตั้งอยู่บนชั้นหนังสือเล่น “ท่านหมอหลวงหยางว่าอย่างไรเจ้าคะ? อาการป่วยของท่านแม่เขารักษาได้หรือไม่?”


อวี้เหวินยังเห็นอวี้ถังเป็นเพียงเด็กน้อย ตอบว่า “นี่เป็นเรื่องของผู้ใหญ่ เจ้าไม่ต้องยุ่ง เจ้ารับผิดชอบอยู่เป็นเพื่อนมารดาของเจ้าให้ดีก็พอแล้ว อาการป่วยของมารดาเจ้า มีข้าอยู่แล้วนี่ไง!”


อวี้ถังเอื้อมมือไปเด็ดไผ่ใบเกล็ดออกมากิ่งหนึ่ง แล้วแกล้งแหย่ปลาที่ว่ายวนอยู่ในอ่างเล่น “ท่านพ่อเลิกมองข้าเป็นเด็กเล็กๆได้แล้ว เรื่องที่ถนนฉางซิ่งไฟไหม้ข้ารู้ตั้งแต่แรกแล้วเจ้าค่ะ ตอนนั้นข้ายังไปดูความวุ่นวายด้วยอยู่เลย และข้าก็ยังช่วยป้าสะใภ้ปิดบังเรื่องนี้จากท่านแม่ จนถึงวันนี้กระทั่งข่าวลือเล็กๆก็ไม่มีกระเด็นเข้าหู แม้แต่ป้าสะใภ้ยังเอ่ยชมข้าเลยนะเจ้าคะ”


อวี้เหวินประหลาดใจยิ่ง มองดูบุตรสาวก่อกวนปลาทองสองตัวในอ่างจนว่ายน้ำวุ่นวายไปหมด เขาหัวเราะออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่ “เจ้าดูสภาพเจ้าสิ แหย่แมวไล่สุนัขไปวันๆ มีตรงไหนเหมือนเด็กสาวที่โตแล้วบ้าง? ข้าจะมองเจ้าว่าโตเป็นผู้ใหญ่แล้วได้อย่างไร?”


ตลอดเจ็ดปีที่อยู่ในสกุลหลี่ช่างขมขื่นนัก หากนางไม่มองหาความสำราญท่ามกลางความทุกข์ระทม เกรงว่านางคงไม่อาจมีชีวิตรอดมาถึงทุกวันนี้


อวี้ถังแกล้งเอ่ยอย่างขุ่นเคือง “แล้วมันเกี่ยวกับเรื่องโตเป็นผู้ใหญ่หรือเจ้าคะ? ท่านก็เป็นผู้ใหญ่แล้ว แต่ก็ยังตะกละกินขนมแห้วของร้านทิวนอกเขาอยู่มิใช่หรือ”


อวี้เหวินกระแอมเสียงสองทีอย่างเคอะเขิน แล้วเปลี่ยนหัวข้อสนทนา “ช่วงนี้อาการของมารดาเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง? นางชอบปิดบังข้า ข้าไม่เคยรู้ความจริงเสียที!”


อวี้ถังรอประโยคนี้ของบิดาอยู่พอดี นางรีบกล่าว “ท่านไม่บอกความลับของท่าน ข้าก็ไม่อยากบอกความลับของข้าให้ท่านฟังเช่นกัน”


“ไอหยา! เจ้าตัวกลมของเรารู้จักต่อรองเสียแล้วสิ” อวี้เหวินกระเซ้าบุตรสาว เขาช้อนตาขึ้นมองสีหน้าจริงจังของนาง ในใจพลันเกิดความรู้สึกไม่คุ้นเคยขึ้นมาระลอกหนึ่ง คล้ายว่าเวลาเพียงชั่วพริบตา บุตรสาวของเขาก็เติบโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว ไม่เพียงรู้ความ แต่ยังรู้จักห่วงใย ใส่ใจ และเข้าอกเข้าใจผู้เป็นบิดามารดา


สิ่งนี้ทำให้เขาทั้งทอดถอนใจและภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง


ผู้อื่นล้วนบอกว่าเขาตามใจบุตรสาวเกินพอดี ทว่าบุตรสาวของเขาหาได้ถูกตามใจจนเสียนิสัยสักนิดไม่


ทั้งยิ่งกตัญญูรู้คุณขึ้นทุกวัน


อวี้เหวินจึงเคารพความต้องการของบุตรสาว


ตัดสินใจมอบหยกแท่งที่บุตรสาวปรารถนาก้อนนั้นให้นางไปเล่นเสีย


ทางหนึ่งเขาก็รื้อกล่องหาหยกแท่ง ทางหนึ่งก็เอ่ยว่า “ข้าไม่ได้พบหมอหลวงหยางหรอก ลูกศิษย์ของเขาบอกว่า หมอหลวงหยางนั้นได้รับบาดเจ็บตรงเส้นเอ็นที่มือสองข้างจึงไม่อาจรักษาใครได้อีก ถึงได้ลาออกมาจากสำนักหมอหลวง แล้วข้าจะดึงดันพบเขาให้ได้ได้อย่างไร”


อวี้ถังชะงักไปเล็กน้อย


ชาติก่อน หลังจากหมอหลวงหยางเดินทางกลับบ้านเก่าก็ไม่ได้รักษาโรคอีก นางนึกว่าหมอหลวงหยางชราภาพร่างกายทรุดโทรม คิดไม่ถึงว่าจะเป็นเพราะสาเหตุนี้


นางเอ่ยต่อว่า “ท่านพ่อ อาการป่วยของท่านแม่ ใช่ว่าต้องขอความช่วยเหลือจากท่านหมอหลวงหยางเท่านั้นหรือ?”


ถ้าท่านพ่อคิดจะพาท่านแม่เดินทางไปเขาผู่ถัว ไม่ว่าอย่างไรนางจะต้องขัดขวางให้จงได้


อวี้เหวินหาหยกแท่งก้อนนั้นเจอในที่สุด ก่อนจะตัดสินใจค้นหากล่องที่เหมาะสมสักใบมาใส่หยกแท่งให้นาง


เขาเริ่มรื้อตู้และคว่ำกล่องอีกครั้ง “ลุงหลู่ของเจ้าเป็นคนแนะนำหมอหลวงหยางให้ข้า บอกว่าหมอหลวงหยางแต่ก่อนอยู่ในวังหลวงก็เชี่ยวชาญเรื่องโรคของสตรี ตอนที่พระพันปีตั้งพระครรภ์ฮ่องเต้ก็มีหมอหลวงหยางคอยให้การดูแล โรคเก่าของมารดาเจ้าเหลือทิ้งไว้หลังจากที่คลอดเจ้าออกมา แน่นอนว่าไปหาหมอหลวงหยางย่อมจะดีที่สุด”


ลุงหลู่มีชื่อว่าหลู่ซิ่น อายุรุ่นราวคราวเดียวกับบิดาของนาง สองคนคบหาสนิทสนมกัน เขาก็คือคนที่ขายภาพ ‘ตกปลาใต้ต้นสนริมน้ำ’ ให้กับบิดาของนาง เขายังเคยกล่อมให้บิดานางแต่งตำรากลอนขาย หลอกล่อให้บิดาควักเงินก้อนใหญ่ ผลสุดท้ายได้ตำรากลอนที่กลอนมากกว่าครึ่งเล่มเป็นของเขา ไม่มีผู้ใดจดจำบิดาของนางผู้ซึ่งเป็นคนออกทุนได้ ทว่ากลอนของหลู่ซิ่นกลับค่อยๆถูกเผยแพร่ออกไปด้วยเหตุฉะนี้เอง


อวี้ถังถึงได้ไม่ชอบคนผู้นี้ จึงบอกว่า “ไม่ว่าเรื่องใดท่านก็อย่าเชื่อเขาไปเสียหมด ในเมื่อเขารู้ว่าหมอหลวงหยางขอลาออกกลับบ้านเก่า แล้วทำไมไม่สืบต่ออีกสักหน่อยเล่าว่าเขาลาออกด้วยเหตุผลใด? ผลกลับทำให้ท่านพ่อต้องวิ่งวุ่นเหนื่อยเปล่า ซ้ำทำให้ท่านแม่ต้องคอยห่วงกังวลอีก”


ในที่สุดอวี้เหวินก็หากล่องแกะสลักสีแดงใบเล็กที่เหมาะสมเจอ เขานั่งลงบนเก้าอี้เกือกม้าที่อยู่หลังโต๊ะหนังสือ “เจ้าอย่าได้พูดจาเช่นนี้ ลุงหลู่ของเจ้าทำไปเพราะหวังดี ไม่เพียงเดินทางไปเมืองซูโจวเป็นเพื่อนข้าด้วยตนเอง ทั้งยังช่วยข้าสืบเรื่องหมอหลวงอีกคนนามว่าหวังไป๋ที่เก็บตัวอยู่บนเขาผู่ถัวอีกด้วย ทว่าหวังไป๋เชี่ยวชาญด้านเด็กเล็ก ไม่รู้จะรักษามารดาเจ้าให้หายได้หรือไม่?”


ที่แท้เรื่องเขาผู่ถัวก็เกี่ยวพันกับหลู่ซิ่นด้วย


อวี้ถังขุ่นเคืองหนัก กล่าวด้วยความโมโห “ท่านพ่อ ลุงหลู่เดินทางไปเมืองซูโจวเป็นเพื่อนท่าน เป็นท่านที่ออกเงินให้หรือว่าเป็นเขาที่ออกเงินเองเจ้าคะ?”


อวี้เหวินหัวเราะแล้วตอบว่า “เจ้าเด็กคนนี้ ทำไมคิดเล็กคิดน้อยนักเล่า?”


นางรู้อยู่แล้วว่าหลู่ซิ่นหลอกใช้บิดานาง


อวี้ถังเอ่ยอย่างกรุ่นโกรธว่า “ข้ากลับรู้สึกว่า ในเมื่อลุงหลู่รู้จักเหล่าหมอหลวงดีถึงเพียงนี้ เหตุใดถึงไม่แนะนำให้ท่านพาท่านแม่ไปหาหมอที่เมืองหลวงเสีย อย่างไรในเมืองหลวงก็มีหมอหลวงเดินอยู่ให้ทั่ว คนนี้ใช้ไม่ได้ก็ยังมีคนโน้น อย่างไรก็ต้องมีคนที่รักษาอาการของท่านแม่ได้แน่เจ้าค่ะ”


อวี้เหวินหลุดหัวเราะ “เจ้าคิดว่าหมอหลวงเป็นตัวอะไร? ถึงจะได้เดินอยู่ทั่ว! ลุงหลู่ของเจ้าเป็นห่วงข้า ถึงได้คอยติดตามข่าวของหมอหลวงให้เป็นพิเศษ เจ้าจะพูดจาถึงลุงหลู่เช่นนี้ไม่ได้ ไม่ถูกมารยาทเลย”


อวี้ถังอย่างไรก็จะเกลี้ยกล่อมให้บิดาพามารดาไปรักษาที่เมืองหลวงให้ได้


ขอเพียงหลีกเลี่ยงสถานที่อันตรายนั้น นางก็จะรักษาครอบครัวไว้ได้ ครอบครัวของนางก็จะอยู่กันพร้อมหน้าและสงบสุข


อวี้เหวินฟังอวี้ถังพูดจนเริ่มเอนเอียง แต่การเดินทางไปเมืองหลวงเป็นเรื่องใหญ่ หากว่าตัดสินใจแล้ว ย่อมจะมีหลายสิ่งต้องตระเตรียม


เขาลองหยิบหยกแท่งใส่ลงในกล่อง เอ่ยอย่างใจลอยว่า “นี่เป็นหยกแท่งที่เจ้าอยากได้หนักหนา เก็บรักษาให้ดี อย่าได้ทำหายล่ะ ของสิ่งนี้ข้าแย่งมาจากมือลุงหลู่ของเจ้าเชียวนะ!”


อวี้ถังในตอนนี้กระทั่งชื่อก็ไม่อยากจะได้ยินเพิ่มสักคำแล้ว “เช่นนั้นข้าไม่แย่งของรักของผู้อื่นหรอกเจ้าค่ะ ท่านยกแท่นฝนหมึกรูปใบบัวอันนั้นให้ข้าก็แล้วกัน!”


“ให้เจ้าแล้วก็รับไปสิ!” อวี้เหวินยื่นของให้แล้วไม่เก็บกลับมาอีก ก่อนจะแกล้งแหย่อวี้ถังว่า “ข้าจะเก็บแท่นฝนหมึกรูปใบบัวเอาไว้ก่อน เอาไว้ใช้ต่อรองกับเจ้าครั้งหน้าเวลาที่เจ้าดื้อรั้น! หากว่าให้เจ้าไปตอนนี้ ข้ามิใช่ขาดทุนย่อยยับรึ!”


อวี้ถังคิดได้ว่าหยกแท่งชิ้นนี้แท้จริงก็เป็นของดีมีค่า นางไม่ควรเอาความโกรธที่มีต่อหลู่ซิ่นมาพาลลงกับสิ่งของ


หากว่านางรู้สึกเดียดฉันท์ไม่ชอบใจ ถึงเวลานั้นค่อยมอบเป็นของขวัญให้ผู้อื่นก็ยังได้


อวี้ถังรับกล่องมาถือ เอ่ยขอบคุณบิดา หลังจากสองคนหารือกันหลายประโยคว่าหยกแท่งก้อนนี้ควรจะแกะเป็นตราประทับอย่างไรดี นางก็เอ่ยเตือนบิดาว่า “ท่านพ่อ หากต้องไปหาหมอที่เมืองหลวง ย่อมจะใช้เงินทองมากมาย ภาพ ‘ตกปลาใต้ต้นสนริมน้ำ’ ผืนนั้น ท่านก็รับมาชื่นชมหลายวันแล้วมิใช่หรือ”


อวี้เหวินแสร้งหัวเราะเหอะๆ


ถ้าอวี้ถังไม่พูดขึ้นมา เขาก็คงลืมเรื่องนี้ไปแล้ว


อวี้เหวินไม่เคยวางแผนเรื่องเงินทอง ทั้งไม่เคยเรียกร้องต้องการ เขาจึงเอ่ยอย่างไม่ใส่ใจว่า “ข้ากับลุงหลู่ของเจ้าเป็นเพื่อนรู้ใจ จ่ายเงินล่าช้าไปหลายวันหน่อยเขาก็ไม่ว่าอันใดหรอก อีกอย่างต่อให้ครอบครัวเราขัดสนเงินทอง แต่ไม่ขาดเงินค่ายาของมารดาเจ้าแน่ เจ้าไม่ต้องกังวล”


อวี้ถังรู้อยู่แล้วว่าบิดาต้องตอบเช่นนี้


นางเอ่ยต่อว่า “ท่านพ่อแต่ไรมาก็ไม่เคยดูบัญชีของครอบครัวกระมัง? ท่านลองไปถามป้าเฉินดูก็ได้เจ้าค่ะ”


คนสกุลเฉินด้วยเหตุผลด้านสุขภาพ แต่ไรมาก็ไม่เคยดูแลงานจุกจิกยิบย่อยในเรือน ป้าเฉินเองก็ไม่ทำให้คนสกุลเฉินผิดหวัง ธุระในเรือนที่อยู่ในมือนางล้วนได้รับการจัดการอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย ไม่เคยผิดพลาดเลยสักครั้ง


อวี้เหวินถามด้วยสงสัยว่า “ไม่ถึงขึ้นที่ว่า…กระทั่งยาของมารดาเจ้าก็ซื้อไม่ไหวกระมัง?”


อวี้ถังแค้นใจนักที่ไม่อาจเปลี่ยนเหล็กให้เป็นเหล็กกล้า และกล่าวอย่างเจ็บแค้น “กินใช้อย่างเดียวไม่หาเข้าอย่างไรก็ต้องหมด ร้านค้าของสกุลถูกไฟไหม้ไปแล้ว คงอีกนานที่จะไม่มีรายรับเข้ามา ยาของท่านแม่ไม่อาจขาดได้แม้แต่วันเดียว ท่านลุงก็คิดจะสร้างร้านค้าขึ้นมาใหม่ ท่านว่าเงินทองเหล่านี้จะเอามาจากไหนกัน?”


อวี้เหวินรู้ว่าอวี้ถังไม่มีทางพูดจาเกินจริงเพียงเพราะไม่ต้องการให้เขาซื้อภาพวาดนั้นแน่


เมื่องานอดิเรกส่วนตัวกับอาการป่วยของภรรยาสุดที่รักต้องขัดแย้งกัน อวี้เหวินก็ยอมถอยให้กับอาการป่วยของภรรยาโดยไร้ความลังเล


“ข้ารู้แล้ว” เขารับปากด้วยท่าทีละอายเล็กน้อย


อวี้ถังเชื่อว่าบิดาจะไม่ซื้อภาพวาดผืนนั้นแล้ว


นางถอนหายใจโล่ง.อก แล้วยกเรื่องร้านค้ามาพูดอีกครั้ง “ป้าสะใภ้ใหญ่เกิดในตระกูลพ่อค้า ตอนที่ท่านปู่ยังอยู่ ก็เห็นว่าป้าสะใภ้เก่งกาจ ถึงไปสู่ขอป้าสะใภ้มาให้ท่านลุง อีกอย่างตอนที่ท่านปู่สิ้นใจก็สั่งเสียเอาไว้ ต่อไปเรื่องในร้านค้าห้ามกีดกันป้าสะใภ้เด็ดขาด 


ความหมายก็คือ ให้ท่านกับท่านลุงฟังความเห็นของป้าสะใภ้ให้มากหน่อย ปัญหาที่เกี่ยวกับร้านค้า ท่านควรปรึกษาป้าสะใภ้สักหน่อยหรือไม่เจ้าคะ? ข้าเห็นว่าหลายวันนี้ท่านลุงกับพี่ชายวิ่งวุ่นจนซูบผอมแล้ว ปกติมีแต่ท่านลุงที่คอยช่วยเหลือเกื้อกูลครอบครัวเรา เวลาลำบากเช่นนี้ ท่านควรจะไปช่วยเหลือลุงใหญ่นะเจ้าคะ”


ก่อนที่ท่านปู่ของนางจะจากไป ได้ฝากฝังเอาไว้เช่นนี้จริงๆ


อวี้เหวินพยักหน้ารับ


อวี้ถังจึงฉีกยิ้มจนตาหยี


เกี่ยวกับปัญหาในครอบครัว นับว่าแก้ไขไปได้เปลาะเล็กๆ เปลาะหนึ่งแล้ว


อวี้เหวินลูบศีรษะอวี้ถังเล่นพลางเอ่ยว่า “เช่นนั้นเจ้าก็ช่วยรับหน้ามารดาเจ้าหน่อย ข้าได้โอกาสเหมาะก็จะไปหาท่านลุงใหญ่ของเจ้า”


อวี้ถังตอบรับอย่างดีใจ มือก็ถือกล่องแกะสลักสีแดงเดินออกมาจากห้องหนังสือพร้อมกับบิดา


คนสกุลเฉินให้อวี้ถังไปตามครอบครัวของลุงใหญ่มาทานข้าวที่เรือน “ช่วงที่ท่านพ่อเจ้าไม่อยู่บ้านต้องลำบากลุงใหญ่เจ้าไม่น้อย เจ้าไปเชิญลุงใหญ่มาดื่มสุรากับท่านพ่อเจ้าเถอะ จะได้คลายล้าได้บ้าง”


พี่น้องสกุลอวี้แม้จะแยกเรือนกันอยู่ แต่เรือนสองหลังก็อยู่ติดๆกัน ไปมาหาสู่กันอย่างสนิทสนมยิ่ง


อวี้ถังพาซวงเถาออกทางประตูหลังแล้วเดินไปที่เรือนของลุงใหญ่


คนสกุลหวังกำลังตรวจนับสินเจ้าสาวเดิมของตนอยู่


อวี้ถังวิ่งพรวดเข้าไปในห้องของคนสกุลหวัง อวดอ้างความชอบของตนที่ข้างหูป้าสะใภ้ว่า “ข้าพูดกับท่านพ่อแล้วเจ้าค่ะ ท่านพ่อบอกว่า เรื่องของร้านค้าจะมาหารือกับท่าน”


นางหวังให้ป้าสะใภ้เป็นฝ่ายรุกสักหน่อย ไม่เช่นนั้นบิดาจับคนไหนได้ก็คงไปปรึกษาคนผู้นั้นอย่างไม่คิดมากอีก


ป้าสะใภ้ปลาบปลื้มนัก จะยื่นมือไปหยิกแก้มอวี้ถังเล่น “เด็กดี ยิ่งฉลาดขึ้นทุกวัน มีแววจะดูแลผู้อื่นได้แล้วสิ”


อวี้ถังหมุนศีรษะ เบี่ยงตัวหลบ ‘กรงเล็บ’ ของป้าสะใภ้ใหญ่ แล้วลากซวงเถาวิ่งหนีไป “ท่านรีบตามมานะเจ้าคะ ท่านแม่กับท่านพ่อข้ารออยู่ที่เรือนแล้วเจ้าค่ะ!”


ตอนที่ 5: หลู่ซิ่น


คนสกุลอวี้ล้วนมีรูปโฉมน่ามอง


สันจมูกโด่ง ตาโต ผมสีดำขลับ ผิวพรรณขาวผ่อง หากพูดถึงจุดด้อย ก็คือรูปร่างไม่สูงใหญ่นัก


ตรงตามมาตรฐานของคนทางใต้ทั่วไป


ด้วยเหตุนี้ แม้อวี้ป๋อจะเลยวัยสามสิบมานานแล้ว และเพราะเป็นคนทำมาค้าขายอยู่ตลอด ใบหน้ามักมีรอยยิ้มประดับอยู่สามส่วน มองดูแล้วให้กลิ่นอายของบัณฑิตมากกว่าพ่อค้าเสียอีก


ลูกพี่ลูกน้องของอวี้ถังที่ชื่อว่าอวี้หย่วนยิ่งไม่ต้องพูดถึง นอกจากดวงหน้าจะที่งดงามเรียบร้อยแล้ว กิริยาวาจาล้วนมีความเหนียมอายแฝงอยู่หลายส่วน เห็นแล้วนึกถึงคุณชายน้อยผู้สุภาพเรียบร้อยข้างๆบ้าน มองแล้วให้ความรู้สึกน่าเข้าใกล้


แต่อวี้ถังรู้ดีว่า ลูกพี่ลูกน้องของนางคนนี้มีความคิดเป็นของตนเอง ชาติก่อน หากมิใช่มีเขาคอยค้ำจุน ต่อให้มีเงินห้าพันตำลึงมาอยู่ในมือ ท่านลุงใหญ่ของนางก็อาจจะซื้อสมบัติตกทอดที่ถูกขายออกไปกลับมาทีละชิ้นทีละชิ้นไม่ได้


อวี้ถังรู้สึกซาบซึ้งในบุญคุณของลูกพี่ลูกน้องผู้นี้นัก


ตอนที่บิดากับท่านลุงใหญ่กำลังสนทนากัน นางก็ใช้น้ำชาแทนสุรา ยกขึ้นคารวะอวี้หย่วนอย่างเงียบๆ


อวี้หย่วนมึนงงในทันที


น้องสาวของเขาคนนี้ถูกท่านอาและน้าสะใภ้ตามใจจนเคยตัว แม้จะถึงวัยปักปิ่นแล้ว แต่ยังนิสัยเหมือนเด็กๆอยู่ นอกจากหาของกินดื่มอร่อยๆแล้ว เรื่องในสกุลไม่เคยสนใจ เรื่องคบค้าสมาคมด้านนอกก็ไม่เคยข้องเกี่ยว


อวี้หย่วนลดเสียงถามอวี้ถังว่า “เจ้ามีเรื่องอะไรจะให้ข้าไปทำใช่หรือไม่?”


หรือไม่นางก็คงไปก่อเรื่องอะไรมา จำเป็นต้องให้เขาพูดชมนางสักหลายคำต่อหน้าท่านอาและน้าสะใภ้


อวี้ถังถูกทำให้โง่งมไปครู่หนึ่ง


ที่แท้เมื่อชาติก่อน ในสายตาของญาติผู้พี่นางเป็นคนเช่นนี้เองหรือ?


นางอดจะพิจารณาตัวเองใหม่อีกครั้งไม่ได้


อวี้หย่วนเห็นท่าทางเช่นนั้นของนางก็เข้าใจผิดคิดว่าตนเองเดาถูก จึงอดจะปลอบใจนางเสียงเบาไม่ได้ “เจ้าอย่าเพิ่งร้อนใจ มีเรื่องอะไรค่อยๆเล่าให้ข้าฟังก็ได้ ถ้าเร่งด่วนนัก ข้าจะช่วยเจ้าเดี๋ยวนี้ แต่ถ้าไม่ด่วน เจ้าก็รอข้าสักสองวันเถอะ…สองวันนี้ข้าต้องช่วยท่านพ่อสะสางเรื่องร้านค้า ถ้าจัดการเรียบร้อยแล้วสองวันต่อจากนี้จะไปช่วยเจ้านะ”


อวี้ถังหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก


พอไตร่ตรองดูอย่างละเอียด ชาติก่อนนางก็มีเรื่องไม่น้อยที่ต้องรบกวนญาติผู้พี่คนนี้อยู่จริงๆ


นางหันไปส่งยิ้มหวานให้อวี้หย่วน แล้วยกถ้วยชาคารวะเขาจากที่ไกลๆ “ข้าเห็นว่าท่านพี่เหนื่อยมาหลายวันแล้ว ถึงได้คารวะสุราเจ้า”


“จริงรึ?!” อวี้หย่วนยังแคลงใจอยู่


อวี้ถังทำปากยื่น คล้ายอยากจะพูดบางอย่าง ทว่าท่านลุงใหญ่ที่นั่งอยู่หัวโต๊ะพลันพูดเสียงดังขึ้นมาก่อนว่า “เรื่องนี้ข้าไม่เห็นด้วย! หากท่านพ่อท่านแม่ที่อยู่ในปรโลกรับรู้ ก็ไม่มีวันเห็นด้วยเด็ดขาด”


ภายในห้องพลันเงียบกริบเพราะประโยคนั้นของเขา


อวี้หย่วนกับอวี้ถังก็กระเด้งตัวนั่งหลังตรงทันที


คนสกุลเฉินดึงชายแขนเสื้อของอวี้เหวิน เอ่ยเสียงเบาว่า “ท่านพี่ ข้าเองก็ไม่เห็นด้วย”


อวี้เหวินมองหน้าภรรยาแล้วถอนหายใจเบาๆเฮือกหนึ่ง พอจะเปิดปากพูด กลับถูกป้าสะใภ้ใหญ่ตัดบทว่า “น้องสามี พวกเราต่างรู้ว่าเจ้าร้อนใจ แต่ว่าการรีบร้อนก็ไม่อาจแก้ไขปัญหาได้ เจ้าก็พูดเองนี่ว่าหมอหลวงหวังเชี่ยวชาญตรวจรักษาเด็กเล็ก อาจจะสั่งยาได้ไม่ตรงโรค รักษาน้องสะใภ้ไม่หายสักทีเดียว 


เมืองหลวงทางนั้นพวกเราก็ไม่รู้จักลู่ทาง ประตูสำนักหมอหลวงเปิดไปทางใดก็ไม่อาจรู้ เจ้าก็จะบุ่มบ่ามพาน้องสาวไปแล้วหรือ ยังไม่ต้องพูดถึงว่าจะหาหมอที่เหมาะสมเจอหรือไม่ แค่ร่างกายของน้องสะใภ้เอง เกรงว่าจะรับความทรมานขนาดนั้นไม่ไหวหรอก!”


ตอนที่ท่านปู่ของอวี้ถังยังมีชีวิตอยู่ก็ยกย่องสะใภ้ใหญ่ของตนผู้นี้มาก คำพูดคำจาของคนสกุลหวังจึงค่อนข้างมีน้ำหนักอยู่พอตัว


อวี้เหวินหันไปมองคนสกุลหวังอย่างทำอะไรไม่ถูก “เช่นนั้น เช่นนั้นจะทำอย่างไร? ข้าไม่อาจทนมองให้มารดาของลูกผ่ายผอมลงไปทุกวันๆเช่นนี้ได้หรอก!” พูดไป ดวงตาของเขาก็แดงเรื่อ


คนสกุลเฉินรีบร้อนอธิบายว่า “ท่านพี่ ข้าเป็นเช่นนี้เพราะอากาศร้อน ไม่ใช่เพราะอาการเจ็บป่วยทรุดหนัก ข้ารู้ว่าท่านเป็นห่วงข้า แต่ที่ท่านลุงกับพี่สะใภ้พูดก็มีเหตุผล ต่อให้จะไปหาหมอที่เมืองหลวง ก็ต้องหาคนไปช่วยสืบข่าวเสียก่อน รอให้ร่างกายของข้าดีขึ้นหน่อยค่อยว่ากันใหม่เถอะเจ้าค่ะ”


อวี้เหวินชั่วขณะหนึ่งพลันรู้สึกสลดใจนัก


คนสกุลหวังหันไปส่งสายตาให้สามี จนใจที่อวี้ป๋อยังรู้สึกโมโหน้องชายอยู่จึงกล่าวว่า “เจ้าโตจนเป็นพ่อคนแล้ว ยังจะให้ข้าพูดอะไรอีก…”


นี่เป็นประโยคเปิดทุกครั้งที่เขาจะใช้เวลาอบรมสั่งสอนอวี้เหวิน คนในสกุลล้วนรู้กันดี อวี้หย่วนกลัวว่าบิดากับท่านอาจะทะเลาะกัน จึงเปิดปากตัดบทอวี้ป๋อโดยไม่สนใจสิ่งใดว่า “ท่านพ่อ มีเรื่องหนึ่งที่ท่านต้องหารือกับท่านอาขอรับ”


อวี้ป๋อชะงักบทสนทนาไว้เท่านั้น ส่วนสายตาของอวี้เหวินก็จับจ้องอยู่ที่ร่างของอวี้หย่วน


อวี้หย่วนเล่าว่า “ข้าได้ยินมาว่า ศพของนายท่านใหญ่สกุลเผยจะมีพิธีแห่ในวันพรุ่งนี้ พวกเราต้องไปดักเคารพศพกลางทางหรือไม่ขอรับ ไม่ว่าอย่างไร แต่ก่อนตอนที่ค้าขายอยู่บนถนนฉางซิ่ง สกุลเผยก็ให้การดูแลสกุลเราอยู่ไม่น้อย”


กิจการบนถนนฉางซิ่งแปดถึงเก้าในสิบส่วนล้วนเป็นของสกุลเผย พวกมือปราบของศาลาว่าการไม่เพียงไม่กล้ามาอวดเบ่งบนถนนฉางซิ่ง ซ้ำยังต้องคอยเดินลาดตระเวนบ่อยๆ พวกเขาที่มีกิจการค้าขายบนถนนฉางซิ่งก็ได้อาศัยบารมีนี้ไปด้วย ไม่เพียงอยู่กันอย่างสงบ ทั้งยังไม่เคยมีเหตุการณ์ข่มขู่หรือขูดรีดใดๆ


“สมควรต้องไปดักคารวะศพกลางทาง” อวี้ป๋อพยักหน้าหลายครั้ง เอ่ยกับอวี้เหวินว่า “เจ้าเขียนบทสรรเสริญมาสักบทสิ เจ้าเป็นซิ่วไฉ เรื่องแค่นี้สำหรับเจ้าคงลงมือเขียนเสร็จได้ทันทีกระมัง?


อวี้เหวินรับคำ ตอบว่า “ข้าจะเขียนให้เสร็จคืนนี้ พรุ่งนี้จะให้คนนำไปส่งที่จวนสกุลเผย”


อวี้ป๋อหยุดคิดเล็กน้อย “ให้อาหย่วนนำไปส่งเถอะ ถนนฉางซิ่งถูกไฟไหม้ สกุลเผยไม่มีทางนั่งมองทิ้งพื้นที่ให้ว่างเปล่าต่อไปเช่นนี้แน่ ให้อาหย่วนไปมาหาสู่กับสกุลเผยสักหลายครั้ง พวกพ่อบ้านกับผู้ดูแลของสกุลเผยจะได้คุ้นหน้าคุ้นตาเขาบ้าง ต่อไปหากมีเรื่องอะไรก็จะได้มีลู่ทางให้พูดคุยได้”


อวี้เหวินพยักหน้ารับ ซวงเถาพลันวิ่งเข้ามารายงานว่า “ท่านหลู่มาถึงแล้วเจ้าค่ะ!”


ชื่อท่านหลู่ที่ถูกเรียกในสกุลอวี้ ทั้งมาถึงในเวลารับประทานอาหารเช่นนี้ มีเพียงหลู่ซิ่นคนเดียวเท่านั้น


อวี้ถังขมวดคิ้วมุ่น


อวี้เหวินออกไปรับคนเข้ามาด้วยตนเอง


“พี่ใหญ่! พี่สะใภ้! น้องสะใภ้!” หลู่ซิ่นอาศัยความสัมพันธ์อันสนิทชิดเชื้อราวครอบครัวเดียวกันถามไถ่สารทุกข์สุกดิบของทุกคนที่นั่งอยู่ เขาเอ่ยต่อด้วยรอยยิ้มว่า “อาหย่วนกับอาถังก็อยู่ด้วยรึ! ดูท่าวันนี้จะพร้อมหน้าพร้อมตาเป็นครอบครัวสุขสันต์สินะ!”


ทุกคนต่างลุกขึ้นเพื่อต้อนรับหลู่ซิ่นอย่างมีมารยาท


คนสกุลเฉินสั่งให้ซวงเถาไปจัดเตรียมถ้วยชามมาให้หลู่ซิ่นเพิ่มอีกชุดหนึ่งอย่างกระตือรือร้น “ก่อนหน้านี้ไม่รู้ว่าท่านจะมา จึงไม่ได้เตรียมอาหารสุราดีๆไว้ให้ ท่านก็ทานพอกล้อมแกล้มไปก่อน เดี๋ยวข้าให้คนไปผัดกับข้าวเพิ่มสักหลายจาน ท่านดื่มสุรากับลุงใหญ่และอวี้หย่วนไปพลางๆก่อนนะเจ้าคะ”


หลู่ซิ่นเช็ดปากที่มันแผลบไปด้วยน้ำมัน หัวเราะพลางเอ่ยว่า “น้องสะใภ้เกรงใจไปแล้ว ข้าทานข้าวเสร็จแล้วถึงได้มาที่นี่”


อวี้ถังเลิกคิ้วมอง


หลู่ซิ่นเป็นซิ่วไฉเช่นเดียวกันกับบิดาของนาง แต่เพราะบิดาของนางไม่ต้องการจึงได้เลิกเรียน ทว่าหลู่ซิ่นด้วยฐานะทางบ้านยากจน ไม่มีเงินจะส่งเรียนต่อได้ เช่นนี้บิดาของนางจึงเชื่อว่าหลู่ซิ่นเป็นแค่ปลาที่ถูกซัดมาเกยตื้น จำต้องตกยากเพียงชั่วครู่ชั่วคราว อย่างไรก็ต้องมีชื่อติดบนป้ายประกาศทองจนได้ เขาไม่เพียงชวนหลู่ซิ่นมาเกาะข้าวบ้านผู้อื่นกินบ่อยๆ ซ้ำยังช่วยเหลือหลู่ซิ่นด้านเงินทองอยู่หลายครั้ง


ชาติก่อน อวี้ถังไม่รู้สึกว่าเป็นเรื่องใหญ่โตอะไร


ต่อให้หลู่ซิ่นกับบิดาจะเป็นเพื่อนสนิทกินดื่มกัน แต่นั่นก็นับเป็นสหาย ทำให้บิดาเบิกบานใจได้เช่นกัน


แต่นับจากที่รู้ว่าข่าวเรื่องหวังไป๋ออกมาจากปากหลู่ซิ่น นางก็ไม่ค่อยจะปลาบปลื้มเขาเสียเท่าไร


นางสังเกตเห็นว่าชุดคลุมตัวยาวตัดจากผ้าไหมหังโจวสีเขียวนกแก้วของเขามีคราบน้ำมันเลอะอยู่หลายจุด จึงแสร้งถามอย่างไร้เดียงสาทว่าคมกริบไปว่า “ท่านลุงหลู่ไปกินข้าวที่ไหนมาหรือเจ้าคะ? วันนี้บ้านเราทำขาหมูพะโล้ด้วย ป้าเฉินบอกว่า ท่านชอบกินจานนี้ที่สุด ครั้งก่อนที่ท่านมาบ้าน ก็กินขาหมูพะโล้ทั้งจานจนหมดเกลี้ยงเลย”


ดวงหน้าของหลู่ซิ่นขึ้นสีแดง รีบร้อนกล่าวว่า “ข้าไปทานที่จวนสกุลเผยมาน่ะ นายท่านใหญ่เผยมิใช่ป่วยตายหรอกรึ? นายท่านรองกับนายท่านสามล้วนกลับมาหมด ในจวนมีแขกเหรื่อมากมาย คนมีหน้ามีตามีชื่อเสียงทั้งนั้น สกุลเผยกลัวว่าพ่อบ้านจะดูแลไม่ทั่วถึง จึงเชิญให้ข้ากับสหายสองสามคนไปช่วยต้อนรับเป็นพิเศษ”


อวี้ถังลอบเบะปากใส่


ต้อนรับแขกอะไรกัน ไปหลอกกินหลอกดื่มของจวนสกุลเผยสิไม่ว่า!


อวี้เหวินกลับไม่เคลือบแคลงเลยสักนิด สั่งให้ซวงเถาไปชงชาให้หลู่ซิ่น แล้วเชิญเขาให้นั่งร่วมวง “เช่นนั้นก็เชิญทานอีกสักหน่อยเถอะ”


หลู่ซิ่นแต่ไหนแต่ไรก็เห็นสกุลอวี้เป็นเหมือนครอบครัวตนเอง หาได้บอกปัดตามมารยาท แล้วเข้าร่วมโต๊ะทันที


อวี้เหวินพูดขึ้นว่า “นายท่านสามกลับมาไม่นับว่าแปลกอันใด นายท่านสองก็กลับมาด้วยหรือ?”


นายท่านทั้งสามคนของสกุลเผย นายท่านใหญ่กับนายท่านรองอายุเท่ากัน ครานั้นสอบได้ตำแหน่งซู่จี๋ซื่อพร้อมกันด้วยมิต้องการตกเป็นขี้ปากชาวบ้าน สองพี่น้องจึงมีเพียงคนเดียวเท่านั้นที่จะได้อยู่เมืองหลวง นายท่านรองเสนอตัวออกมา ไปรับหน้าที่นายอำเภอฮั่นหยางแห่งจังหวัดอู่ชัง 


บัดนี้มีตำแหน่งเป็นท่านข้าหลวงแห่งจังหวัดอู่ชังแล้ว ส่วนนายท่านสาม ปีที่แล้วที่มีการจัดสอบก็สามารถสอบผ่านเป็นซู่จี๋ซื่อได้ ปัจจุบันเป็นเจิ้งกวนอยู่ที่กรมอาญา


นายท่านใหญ่เสียชีวิต นายท่านสามที่อยู่เมืองหลวงจะติดตามกลับมาด้วยย่อมเป็นเรื่องปกติ นายท่านรองถึงขั้นเดินทางกลับมาจากจังหวัดอู่ชัง จะทำเรื่องลาสักครั้งมิใช่เรื่องง่าย


“ก็ใช่น่ะสิ!” หลู่ซิ่นเล่าต่อว่า “ไม่อย่างนั้นนายท่านรองจะได้ชื่อว่าเป็นคนซื่อสัตย์ มือสะอาด และกตัญญูได้อย่างไร! ข้าคิดว่าการมาร่วมงานศพของนายท่านใหญ่เป็นเพียงส่วนหนึ่ง สาเหตุหลักน่าจะเพราะได้ข่าวว่าท่านผู้เฒ่าล้มป่วยถึงได้กลับมาดูแล” 


พูดถึงตรงนี้ สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนเป็นตื่นเต้นเกินจริงแล้วเรียกชื่ออวี้เหวินเสียงต่ำว่า “ฮุ่ยหลี่ ข้าได้ยินมาว่า นายท่านรองเห็นอาการของท่านผู้เฒ่า ก็ใช้ชื่อของตนส่งคนไปเมืองซูโจวทันที…”


ดวงตาของอวี้เหวินสว่างวาบ ถามว่า “เจ้าจะบอกว่า?”


หลู่ซิ่นหัวเราะหึๆอย่างมีเลศนัย “ข้าไปสืบข่าวมาให้เจ้าชัดเจนแล้ว หยางโต่วซิงจะมาถึงหลินอันพรุ่งนี้ค่ำ เจ้าต้องรักษาโอกาสนี้ไว้ให้ดี”


“ประเสริฐยิ่ง!” อวี้เหวินแทบอยากจะลุกออกไปทันที ภายหลังสีหน้ากลับเปลี่ยนเป็นหม่นหมอง “ครั้งก่อนพวกเราไปตามหาหมอหลวงหยาง ลูกศิษย์ของเขามิใช่บอกว่าเส้นเอ็นที่มือทั้งสองข้างของเขาบาดเจ็บ จนรักษาอาการป่วยไม่ได้แล้วหรือ?”


หลู่ซิ่นกลับไม่คิดเช่นนั้น “เช่นนั้นก็รอดูว่าพรุ่งนี้เขาจะมาที่หลินอันจริงหรือไม่!”


ความหมายก็คือ หากว่าคนมาจริง เรื่องที่สองมือเส้นเอ็นบาดเจ็บก็เป็นเพียงข้ออ้างเพื่อบ่ายเบี่ยงเท่านั้น


อวี้เหวินกล่าวอย่างทุกข์ใจว่า “ในเมื่อเป็นข้ออ้างเพื่อบ่ายเบี่ยง ต่อให้เขามาถึงหลินอัน ก็ไม่แน่ว่าจะรับปากรักษาอาการของนางให้”


“เหตุใดเจ้าถึงซื่อบื้อเช่นนี้!” หลู่ซิ่นเริ่มหมดความอดทน “ตอนที่อยู่เมืองซูโจวเป็นเพราะเราอับจนหนทาง แต่ที่นี่คือหลินอัน พวกเราก็ไปขอร้องสกุลเผยสิ คนบ้านเดียวกันแท้ๆ สกุลเผยจะไม่ช่วยพูดสักสองประโยคเลยหรือ?”


อวี้เหวินพยักหน้าหงึกหงัก เริ่มมองเห็นถึงความหวัง


อวี้ถังถือเสียว่าฟังเรื่องไร้สาระเรื่องหนึ่ง


ชาติก่อน นางไม่รู้ว่าหยางโต่วซิงมาที่หลินอันหรือไม่ และไม่รู้ว่าหลู่ซิ่นได้บอกข่าวนี้กับบิดาของนางหรือเปล่า ผลลัพธ์ก็คือ ไม่กี่วันหลังจากที่นายท่านใหญ่สกุลเผยเสียชีวิต ท่านผู้เฒ่าก็ล้มป่วยและจากไปเช่นกัน นายท่านรองกับนายท่านสามกลับมาเพื่อไว้ทุกข์ จากนั้นบิดาของนางก็พามารดาเดินทางไปรักษาตัวที่เขาผู่ถัว


เห็นชัดเจนว่าไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น หยางโต่วซิงไม่มีประโยชน์อันใดต่ออาการป่วยของมารดานางเลย


อวี้ป๋อกลัวว่าอวดฉลาดเกินไปจะกลายเป็นก่อเรื่อง จึงกล่าวด้วยนิสัย “ข้ารู้จักพ่อบ้านใหญ่ของสกุลเผย มิสู้ให้อาหย่วนไปลองถามไถ่ดูก่อน!”


“อย่าเลยดีกว่า!” หลู่ซิ่นคัดค้าน “ถ้าเป็นสถานการณ์ปกติ พวกเจ้าจะไปถามถึงหน้าประตูก็ไม่มีปัญหา แต่ว่าตอนนี้” เขาพูดทิ้งไว้แค่นั้น หันมองซ้ายทีขวาที ก่อนจะเอ่ยเสียงเบาทำทีมีลับลมคมในว่า “ข้าได้ยินมาว่า ท่านผู้เฒ่าต้องการให้นายท่านสามรั้งตัวอยู่เพื่อดูแลกิจการของสกุล ครอบครัวของนายท่านใหญ่ไม่เห็นด้วย ทุกคนกำลังทะเลาะกันอยู่!”


“ฮะ!” ทุกคนสูดลมหายใจเย็นเยือกเข้าลึกพร้อมกันโดยไม่นัดหมาย


บรรพบุรุษสกุลเผยกลัวว่าลูกหลานจะไม่ได้ความ ผลาญสมบัติที่ตกทอดจนสกุลล่มจม พาลสร้างความลำบากให้เหล่าลูกหลานไม่มีเงินทองร่ำเรียน มีเมล็ดพันธุ์ผู้รู้หนังสือแต่กลับไม่อาจก่อร่างสร้างตัว จึงได้ออกกฎว่าหากใครเป็นผู้นำสกุล ผู้นั้นจะได้ครอบครองสี่ในห้าส่วนของมรดกทั้งหมด


นั่นหาใช่จำนวนที่น้อยๆเลย


แน่นอนว่า กิจการทั้งหลายหาใช่มอบให้ผู้นำสกุลนำไปเสวยสุขเพียงอย่างเดียว ในฐานะผู้นำของสกุลเผย มีภาระและหน้าที่ใช้ทรัพย์ของสกุลช่วยเหลือคนในสกุลที่ฐานะยากจนข้นแค้นและต้องการจะเล่าเรียนเขียนอ่าน ดำรงไว้ซึ่งความรุ่งเรืองก้าวหน้าของบัณฑิตในสกุล เพื่อให้มั่นใจว่ากิจการของสกุลเผยจะถูกส่งมอบต่อๆไปจากรุ่นสู่รุ่น


สิ่งนี้ทำให้อวี้ถังคิดถึงอีกเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้


ชาติก่อน ผู้นำของสกุลเผยก็คือนายท่านสาม ‘เผยเยี่ยน’ นั่นเอง


[1] ซู่จี๋ซื่อ เป็นตำแหน่งระยะสั้น เลือกจากผู้ที่สอบได้เป็นจิ้นซื่อ ให้ฝึกปฏิบัติงานก่อนมอบตำแหน่งอย่างเป็นทางการให้


[2] เจิ้งกวน หมายถึง ผู้ที่สอบผ่านเป็นจิ้นซื่อแล้วจะไม่ได้รับราชการในทันที แต่จะถูกส่งไปเรียนรู้งานราชการทั้งหกกรมที่ศาลาว่าการเสียก่อน


ตอนที่ 6: เรื่องเล่า


ชาติก่อน อวี้ถังไม่มีความทรงจำใดๆเกี่ยวกับตอนที่นายท่านสามได้ขึ้นเป็นผู้นำของสกุลเผย สาเหตุหลักก็เพราะนางมารู้ว่านายท่านสามเป็นผู้นำสกุลเผยก็ตอนที่นางแต่งเข้าสกุลหลี่แล้ว แต่ตอนนี้มาคิดๆดู นางกลับไม่เข้าใจเลยสักนิด


ต่อให้กิจการของสกุลเผยจะยิ่งใหญ่เพียงใด สำหรับบัณฑิตคนหนึ่ง การรับตำแหน่งผู้นำสกุล หมายถึงต้องเดินออกห่างจากเส้นทางขุนนาง การรั้งตัวอยู่บ้านนอกเพื่อดูแลกิจการของสกุล จะเทียบกับการเข้าเป็นส่วนหนึ่งของราชสำนัก ได้รับจารึกชื่อบนหน้าประวัติศาสตร์ได้อย่างไร?


อีกทั้งสกุลใหญ่อย่างเช่นสกุลเผยนี้ เพื่อให้มั่นใจว่าลูกหลานที่ออกไปรับตำแหน่งยังต่างถิ่นจะไม่ล้มเหลวด้วยเหตุจากกำลังทรัพย์ ทุกๆปีจะมีเงินสนับสนุนส่งให้ก้อนหนึ่ง 


ลูกหลานของสกุลเผยที่เป็นขุนนางต่างแดนสามารถแสดงออกถึงอุดมการณ์อันสูงส่งของตนได้โดยไม่มีข้อจำกัดเรื่องเงินทอง ไม่ต้องกังวลเรื่องปากท้อง นี่คือเหตุผลว่าทำไมหลังจากสกุลหลี่ได้ขึ้นมาเป็นผู้มีอำนาจใหม่ถึงได้พยายามกวาดเงินจากทุกทาง…สกุลหลี่อยากจะเป็นให้ได้อย่างสกุลเผย เป็นสกุลยิ่งใหญ่ที่มีบัณฑิตและขุนนางสืบต่อกันจากรุ่นสู่รุ่น


แน่นอนว่า อวี้ถังเพิ่งรู้เรื่องราวเหล่านี้หลังจากที่แต่งเข้าสกุลหลี่แล้ว


หลู่ซิ่นผู้นี้แม้นิสัยจะไม่ได้ดีเด่ แต่คบเพื่อนเจ้าเล่ห์ไม่ได้ความไว้หลายคน ข่าวสารของเขาฉับไว แม้จะเชื่อไม่ได้ทั้งหมด แต่ใช่ว่าทั้งหมดจะเชื่อไม่ได้ ในเมื่อเขาบอกว่าสกุลเผยกำลังทะเลาะกันเรื่องใครจะขึ้นเป็นผู้นำสกุล เป็นไปไม่ได้ว่าจะไม่มีมูลความจริงเลย อย่างน้อยคนของสกุลเผยก็ต้องมีปากมีเสียงกันเพราะเรื่องนี้


ทว่านายท่านสามสกุลเผยเป็นคนเช่นนั้นหรือ?


อวี้ถังเค้นความทรงจำที่มีต่อนายท่านสามเมื่อชาติก่อน


ลึกลับ เก็บตัว แข็งแกร่งและสูงส่งเหนือผู้คน


เขากอบกุมชะตากรรมสุกลเผยไว้ในกำมือ และควบคุมเมืองหลินอันไว้ทั้งหมด


เหมือนกับเหยี่ยวที่บินวนอยู่บนท้องฟ้า เวลาปกติทุกคนจะไม่รู้สึกถึงการมีอยู่ของมัน แต่พอเจอกับเรื่องใหญ่โตเข้า ก็จะสัมผัสได้ถึงเงาที่ถูกเขาครอบงำอยู่


ขนาดสกุลหลี่ประจบประแจงสกุลเผยถึงเพียงนั้น นางยังไม่เคยพบหน้านายท่านสามเลยสักหน สกุลหลี่คิดสอดมือเข้าไปแย่งการค้าของสกุลเผยครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ก็ไม่กล้าลงมือจริงจังเสียที


คนเช่นนี้ จะลงไปทะเลาะกับลูกหลานบ้านใหญ่เพื่อตำแหน่งผู้นำตระกูลหรือ?


อวี้ถังฉงนใจนัก


นางอดจะหันไปเอ่ยกับหลู่ซิ่นยิ้มๆไม่ได้ว่า “ข่าวสารของท่านลุงหลู่ฉับไวยิ่ง! ในเมื่อการให้นายท่านสามรั้งตัวอยู่เพื่อสืบทอดกิจการเป็นความต้องการของท่านผู้เฒ่า หมื่นเรื่องนั้น กตัญญูคือสิ่งแรก บ้านใหญ่มีอะไรให้โต้แย้งกัน?”


เมื่อก่อนอวี้ถังไม่เคยใส่ใจเรื่องพวกนี้ หลู่ซิ่นได้ยินก็ฉงนในใจ ตื่นตะลึงเล็กน้อย เขาหัวเราะแล้วหันไปเอ่ยกับอวี้เหวินว่า “อาถังโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว มีความคิดเป็นของตัวเองแล้วสินะ!”


ความหมายก็คือ พวกเขาคนโตกำลังสนทนากัน อวี้ถังเป็นสตรีนางหนึ่ง ไม่ควรสอดปากตามอำเภอใจ


น่าเสียดาย อวี้เหวินแต่ไรก็ไม่เคยรู้สึกว่าบุตรสาวของตนเองเป็นคนนอก หากสงสัยก็ถามออกมา มีสิ่งใดไม่ถูกต้องเล่า


เขายิ้มพลันเอ่ยว่า “ก็ใช่น่ะสิ อาถังของพวกเราโตแล้ว รู้ความ รู้จักคิดแทนและดูแลบิดามารดาได้แล้ว” ระหว่างที่พูด เขาก็คิดได้ว่าที่บุตรสาวทำตัวเป็นผู้ใหญ่เช่นนี้ก็เพราะสกุลอวี้กำลังประสบปัญหา ในใจพลันรู้สึกเจ็บปวด สีหน้าก็หม่นแสง ถอนหายใจไปเฮือกหนึ่ง


อวี้ป๋อกลับถูกวาจาของหลู่ซิ่นดึงความสนใจไป


เขาทำมาค้าขายอยู่ด้านนอก รู้จักถึงความยิ่งใหญ่ของสกุลเผย ถึงขนาดพูดได้ว่า ถ้าสกุลเผยทางนั้นมีการเคลื่อนไหวแม้เพียงใบหญ้าปลิว พวกเขาที่ทำมาค้าขายก็ต้องโยกไหวขยับตัวตามไปด้วยเช่นกัน


“เช่นนั้นสกุลเผยจะมีบ้านใหญ่เป็นผู้สืบทอดหรือว่าเป็นนายท่านสามกันแน่เล่า?” เขาใส่ใจปัญหานี้มากกว่า “ท่านหลู่สามารถพูดให้ชัดเจนอีกสักนิดได้หรือไม่”


หลู่ซิ่นเห็นว่าสองพี่น้องไม่ได้คล้อยตาม ในใจก็ไม่ค่อยสบอารมณ์นัก แต่ก็พูดอะไรมากไม่ได้ เพียงเอ่ยเสียงอู้อี้ตอบไปว่า “ตำแหน่งผู้นำสกุลเผยจะตัดสินใจเลือกอย่างเร่งร้อนได้อย่างไร? 


แม้ท่านผู้เฒ่าเผยจะเป็นผู้นำสกุล แต่สกุลเผยบัดนี้แตกกอเป็นสามกิ่งก้าน หากส่งต่อให้ลูกชายคนโตของภรรยาเอก ใครก็พูดอะไรไม่ได้ทั้งสิ้น ทว่าท่านผู้เฒ่าเผยกลับข้ามหน้าบ้านใหญ่กับบ้านรองไปเช่นนี้ สองกิ่งก้านนั้นย่อมไม่ยินดีแน่! เรื่องนี้อย่างไรก็ต้องยื้อแย่งกันดู”


เขาพูดจนจบประโยค น้ำเสียงเจือความยินดีเมื่อเห็นผู้อื่นพบเจอกับหายนะ


อวี้ถังยิ่งรู้สึกรังเกียจคนผู้นี้ยิ่งกว่าเก่า


เมื่อครู่ยังไปเกาะข้าวเขากิน พอหันหลังกลับก็อยากเห็นสกุลเผยเกิดเรื่องจนทนไม่ไหว


นางลอบกลอกตาใส่หลู่ซิ่น


อวี้ป๋อรู้ว่าหลู่ซิ่นเป็นคนพูดจาเช่นนี้แต่ไหนแต่ไร จึงไม่ได้เก็บมาใส่ใจ เพียงเอ่ยอย่างกังวลว่า “ไม่รู้ว่าปัญหาของสกุลเผยจะยุติลงเมื่อไร หากว่าพวกเขาปล่อยทิ้งถนนฉางซิ่งไม่สนใจเช่นนี้…”


ต่อให้สกุลอวี้มีเงินทองมาสร้างร้านค้าใหม่อีกครั้ง แต่ก็ไม่มีปัญญาเปิดกิจการได้อยู่ดี


ใครจะมาเดินหาซื้อข้าวของกลางซากปรักหักพังกันเล่า?


หลู่ซิ่นไม่ใส่ใจเรื่องพวกนี้ เขาพูดพร่ำถึงเรื่องซุบซิบในสกุลเผยไม่หยุดปาก อย่างเช่นว่า นายท่านใหญ่สกุลเผยแต่งกับบุตรสาวคนโตของผู้ทำพิธีบวงสรวงคนปัจจุบันแห่งราชสำนัก บุตรชายสองคนล้วนเป็นต้นอ่อนชั้นดีในการเล่าเรียนเขียนอ่าน ตั้งแต่เล็กก็ติดตามท่านตาศึกษาหาความรู้ อายุเพียงไม่มาก แต่กลับมีวิชาความรู้เป็นเลิศแล้ว


นายท่านรองนิสัยดั่งพระโพธิสัตว์ดินปั้น ไม่ว่าเจอะเจอเรื่องใดล้วนพูดเพียงว่าประเสริฐอยู่คำเดียว เขาแต่งกับบุตรสาวของจวี่เหริน ซึ่งเป็นสหายร่วมเรียนกับท่านผู้เฒ่า มีบุตรสาวและบุตรชายอย่างละหนึ่งคน


นายท่านสามเป็นลูกหลง ตั้งแต่เด็กก็ดื้อซนยิ่งนัก ชอบเล่นปืนผาหน้าไม้ ไม่ชอบเขียนอ่าน อายุได้เจ็ดแปดขวบก็ยังนั่งนิ่งๆไม่เป็น มักจะโดดเรียนจากสำนักศึกษาไปดูละครขับร้องไม่ก็การแสดงปาหี่ที่หลีหยวน 


พอโตขึ้นมาหน่อย ก็รู้จักเข้าบ่อนพนันชนไก่ ก่อเรื่องให้ผู้ดูแลต้องคอยตามหาไปทั่วท้องถนน เป็นคุณชายจอมเสเพลที่ขึ้นชื่อในเมืองหลินอัน นายท่านใหญ่สกุลเผยคิดจะสั่งสอนน้องชายคนสุดท้องผู้นี้สักครั้ง แต่ล้วนถูกท่านผู้เฒ่าเผยห้ามเอาไว้ 


ตอนนั้นใครๆต่างก็พูดว่า ชื่อเสียงนับร้อยปีของสกุลเผยคงต้องจบลงด้วยน้ำมือของนายท่านสามเผยเป็นแน่ ใครจะคาดคิดว่าเขากลับสอบผ่านเป็นจิ้นซื่อได้อย่างราบรื่น? ไม่ต้องพูดถึงคนนอก แค่คนสกุลเผยเองก็ยังแตกตื่นตกใจกันถ้วนหน้า คิดว่านี่ใช่เรื่องเข้าใจผิดกันหรือไม่ 


ท่านผู้เฒ่าเผยยังลำเอียงจนเกินงาม เมื่อรู้ว่านายท่านสามสอบผ่าน ก็เอาเหรียญอีแปะใส่เต็มตะกร้าไม้ไผ่สานไปโปรยหน้าประตูใหญ่ ประกาศเรื่องงานมงคลให้บุตรชายคนเล็กอย่างใหญ่โตว่า ต้องแต่งกับบุตรีภรรยาเอกจากสกุลขุนนางขั้นสามขึ้นไปเท่านั้น 


สิ่งที่ร้ายยิ่งกว่านั้นก็คือ เรื่องนี้กลับสมหวังดั่งใจท่านผู้เฒ่าเผยเสียได้ รองมหาเสนาบดีแห่งราชสำนักคนปัจจุบันต้องชะตากับนายท่านสามเผย หากมิใช่เพราะนายท่านใหญ่มาสิ้นไปก่อน งานมงคลนี้คงสำเร็จไปแล้ว…


อวี้ถังฟังอย่างออกรสออกชาติยิ่ง


ชาติก่อนนางไม่เคยได้ยินเรื่องเล่าของนายท่านทั้งสามแห่งสกุลเผยมาก่อน


คนอื่นเมื่อพูดถึงนายท่านสามเผย ทั้งทางตรงทางอ้อมล้วนแฝงถึงความภาคภูมิใจและเป็นเกียรติทำนองว่า ‘ข้ารู้จัก’ หรือไม่ก็ ‘ข้าเคยเจอ’ ‘ข้าเคยดื่มสุราร่วมโต๊ะอาหารกับนายท่านสามมาก่อน’ นางไม่เคยได้ยินมาก่อนว่าตอนที่นายท่านสามยังเยาว์จะเคยคึกคะนองไม่เป็นโล้เป็นพายเยี่ยงนี้


นางนึกว่านายท่านสามเป็นคุณชายผู้หนักแน่น รู้ความ เพียบพร้อมด้วยมารยาทตั้งแต่เด็กเสียอีก


อวี้เหวินคล้ายว่าไม่เคยได้ยินเรื่องเกี่ยวกับนายท่านสามนี้เช่นกัน พึมพำแต่ว่าไม่น่าเชื่อ


หลู่ซิ่นเอ่ยอย่างไม่เห็นด้วยว่า “แพ้เป็นอ๋อง ชนะเป็นโจร ตอนนี้เขาอายุยังน้อยแต่ได้เป็นถึงเจิ้งกวนแห่งหกกรม ทั้งสกุลเผยมีเจตนาปูทางให้เขา ใครจะสมองตื้นขนาดนั่งวิจารณ์นายท่านสามต่อเล่า ไม่เหมือนเช่นพวกเรานี้ ไร้หลักยึดเหนี่ยว ถูกผู้อื่นเล่นงานเพราะเห็นเป็นแค่ดอกจอกที่ลอยไปลอยมา”


อวี้เหวินรู้ทันว่าเขาจะเริ่มคร่ำครวญอีก รีบร้อนกล่อมเขาว่า “เจ้าก็ยังดีกว่าข้า บิดาข้าเป็นพ่อค้าขายเครื่องลงรัก บิดามารดาเจ้าเป็นถึงซิ่วไฉ เคยเป็นถึงที่ปรึกษาทางการทหารให้ใต้เท้าจั่ว นับว่าเป็นสกุลบัณฑิต”


ใต้เท้าจั่วมีนามว่ากวงจง เป็นจิ้นซื่อสองป้าย ตอนรับตำแหน่งเป็นผู้ตรวจการที่ซูโจวและเจ้อเจียง ก็ขับไล่โจรสลัดไปได้หลายครั้ง สร้างความสงบสุขให้ปวงประชาชาวซูโจวและเจ้อเจียง เขาถูกเลื่อนขั้นให้เป็นเจ้ากรมกลาโหม ภายหลังเมื่อเสียชีวิตก็ได้รับพระราชทานนามเพื่อเป็นเกียรติศักดิ์แด่ผู้วายชนม์ว่าเซียงเม่า เขาเป็นขุนนางที่มีความสามารถ มีชื่อเสียงและได้รับความนิยมเป็นอย่างสูงในซูโจวและเจ้อเจียง


กระทั่งเด็กสาวที่ไม่เคยสนใจโลกภายนอกอย่างอวี้ถังยังเคยได้ยินชื่อและเรื่องเล่าของใต้เท้าผู้นี้


หลู่ซิ่นเริ่มลำพองใจ ให้มารดาของอวี้ถังยกสุรามา เขาต้องการจะดื่มกับสองพี่น้องสกุลอวี้สักยก หลังจากดื่มไปได้พักใหญ่ก็เริ่มพูดเรื่องบรรพบุรุษของเขาขึ้นมาว่า “…บิดาข้าเคยติดตามใต้เท้าจั่วออกทะเล วาดผังแผนที่ ทั้งยังช่วยใต้เท้าจั่วฝึกฝนทหารเรือ”


อวี้ถังคิดว่าหลู่ซิ่นกำลังคุยโว


อาหารหนึ่งมื้อนั่งทานกันจนพระจันทร์แขวนโด่งบนปลายยอดต้นหลิว อวี้หย่วนประคองหลู่ซิ่นที่เมาโซเซและพูดจาเลอะเลือนไม่หยุดปากเข้าไปพักที่เรือนสกุลอวี้


เช้าวันต่อมา หลู่ซิ่นนอนหลับจนตะวันสายโด่งถึงจะตื่น


สีหน้าเขาขาวซีด ปากก็พ่นกลิ่นเหล้าออกมาพลางเดินหัวหมุนไปทั่วห้องเพื่อหารองเท้า “เวรแล้ว! เวรแล้ว! หลี่ฮุ่ย บ่าวรับใช้ของเจ้าหาจากไหนกัน? เหตุใดเรื่องเล็กน้อยเท่านี้ก็ทำให้ดีไม่ได้ ทั้งๆที่รู้ว่าเช้านี้มีขบวนแห่ศพของนายท่านใหญ่เผย ข้ายังต้องไปช่วยจัดการงานพิธีอีก ตอนเช้ากลับไม่มีใครมาปลุกข้า! เจ้าทำข้าเสียเรื่องแล้ว!”


อวี้เหวินในใจรู้สึกผิด ทางหนึ่งก็ช่วยเขาหารองเท้าที่ไม่รู้ถูกโยนไปใต้เตียงตอนไหนจนเจอ ทางหนึ่งก็เอ่ยอย่างลุแก่โทษว่า “ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร สกุลเผยห่างจากเรือนข้าไปนิดเดียว ข้าให้อาเสาพาเจ้าไปทางลัดก็แล้วกัน”


“เร็ว! เร็ว! เร็ว!” หลู่ซิ่นร้องเร่ง น้ำชายังไม่ทันได้ดื่มสักอึก ก็ตามบ่าวรับใช้ของอวี้เหวินที่ชื่อว่าอาเสาออกนอกประตูไปแล้ว


อวี้ถังที่อยู่หลังผ้าม่านเม้มปากหัวเราะ แล้วหมุนกายไปรับอาหารเช้าเป็นเพื่อนมารดา


ท่านป้าสะใภ้ใหญ่กับญาติผู้พี่อวี้หย่วนมาพบอวี้เหวิน


อวี้หย่วนมารับบทสรรเสริญที่อวี้เหวินเขียนทั้งคืนแล้วจากไป ส่วนป้าสะใภ้รั้งตัวอยู่ต่อ


อวี้ถังคิดว่าน่าจะเป็นเพราะเรื่องสินค้าชุดนั้นที่ถูกไฟไหม้ไปพร้อมกับร้าน ถึงได้คอยแอบฟังผ่านลูกกรงหน้าต่าง


ท่านป้าสะใภ้ใหญ่คิดไหว้วานบิดานางไปเกลี้ยกล่อมท่านลุงให้เดินทางไปซื้อเครื่องลงรักที่เจียงซีจริงๆเสียด้วย


อวี้ถังถึงค่อยวางใจได้บ้าง


หลังจากส่งท่านป้าสะใภ้ใหญ่และรับประทานมื้อเที่ยงเรียบร้อยแล้ว อวี้เหวินก็ออกไปข้างนอก บอกว่าจะไปดูร้านค้า


คนสกุลเฉินรู้แล้วว่าร้านค้าของสกุลถูกไฟไหม้ แต่ไม่รู้ถึงระดับความเสียหายที่เกิดขึ้น นางมาส่งอวี้เหวินหน้าประตูพร้อมกำชับว่า “เงินทองเป็นของนอกกาย เรื่องเล็กๆน้อยๆในเรือนล้วนมีท่านลุงใหญ่เป็นคนจัดการดูแล หากไม่มีท่านลุงใหญ่ กิจการของเราคงไม่อาจอยู่รอดมาได้ มีปัญหาอะไรก็ค่อยๆพูดจากันนะเจ้าคะ เรือนเรายอมเสียหายมากกว่าหน่อยก็ไม่เป็นไรเลยเจ้าค่ะ”


อวี้เหวินพยักหน้าหงึกหงักอย่างขอไปที ตอนดึกกลับมาก็บอกคนสกุลเฉินกับอวี้ถังว่า “พี่ใหญ่กับอาหย่วนมีเรื่องด่วนต้องเดินทางไปเจียงซีสักหน พวกเราก็เตรียมอาหารแห้งและกับข้าวง่ายๆให้พวกเขาพกไปกินระหว่างทางเถอะ”


คนสกุลเฉินยิ้มรับจนตาหยี แล้วพาป้าเฉินไปที่ห้องครัว


อวี้ถังถึงได้ถอนหายใจพรูดอย่างโล่ง.อก


ปัญหาในเรือนสุดท้ายก็ค่อยๆเปลี่ยนไปในทางที่ดี ขอเวลาอีกไม่นานเท่านั้น จะต้องรอดพ้นชะตากรรมเลวร้ายอย่างชาติก่อนไปได้แน่


อวี้ถังไปช่วยงานคนสกุลเฉินที่ห้องครัวด้วยความเบิกบานใจ


หลู่ซิ่นหน้าม่อยคอตกกลับมาเยือนอีกครั้ง


เขาพูดกับอวี้เหวินด้วยสีหน้าบูดบึ้งว่า “ครั้งนี้เจ้าทำข้าลำบากเกือบตาย! เมื่อเช้าตอนที่ข้าไปถึงจวนสกุลเผย คุณชายใหญ่เผยได้ทุ่มกระถางแตกไปแล้ว พ่อบ้านใหญ่สกุลเผยก็ถลึงตาใส่ข้าไม่หยุด ระยำ! มันคิดว่ามันเป็นตัวอะไร? ก็แค่สุนัขตัวหนึ่งที่สกุลเผยเลี้ยงเอาไว้ ถ้าไม่ใช่เห็นแก่หน้าสกุลเผย ใครอยากจะรู้จักมันบ้าง!”


น้อยครั้งที่หลู่ซิ่นจะด่าทอผู้อื่นเสียๆหายๆ อวี้เหวินตะลึงไปครู่หนึ่ง หลู่ซิ่นก็พูดต่ออีกว่า “ไม่ได้การแล้ว! ข้าอยู่หลินอันต่อไปไม่ได้แล้ว น้ำนิ่งต้องตายในบึง หากข้ายังอยู่ที่นี่ต่อไปก็คงไม่มีอะไรดีขึ้น ข้าจะไปเมืองหลวง บิดาข้ายังพอมีสหายเก่าที่เมืองหลวงอยู่บ้าง” 


เขาพูดจบก็หมุนตัวไปลากมืออวี้เหวินมาจับไว้ “หลี่ฮุ่ย ภาพ ‘ตกปลาใต้ต้นสนริมน้ำ’ ผืนนั้นไม่ใช่ว่าอยู่ที่เจ้าหรือ? วันก่อนเจ้าบอกว่าชื่นชอบนักอยากจะซื้อต่อ เอาอย่างนี้ พวกเรามาซื้อขายกันให้จบ ข้าไม่ขอพูดอะไรมาก สองร้อยตำลึง จ่ายมาสองร้อยตำลึงเจ้าก็เอาภาพนี้ไปได้เลย”


[1] พระโพธิสัตว์ดินปั้น หมายถึง ต่อให้เป็นคนดีแสนประเสริฐเพียงใด ก็ย่อมมีอารมณ์และเส้นตายที่ไม่อาจก้าวข้าม


[2] จวี่เหริน ผู้ที่ผ่านการสอบคัดเลือกเข้ารับราชการระดับภูมิภาค โดยผู้ที่เข้าสอบรอบนี้ต้องผ่านการสอบซิ่วไฉ ซึ่งก็คือการสอบระดับท้องถิ่นมาก่อน


[3] หลีหยวน หรือสวนลูกแพร์ คำนี้เกิดขึ้นในสมัยราชวงศ์ถัง โดยจักรพรรดิถังเสวียนจงให้บรรดานักดนตรีและนักแสดงมาฝึกร้องรำทำเพลงในบริเวณสวนลูกแพร์ที่สร้างขึ้นโดยเฉพาะ


ตอนที่ 7: หาหมอ


ภาพวาด ‘ตกปลาใต้ต้นสนริมน้ำ’ ของหลี่ถังในราชวงศ์ก่อนเป็นภาพที่มีชื่อเสียง นับเป็นวัตถุเก่าแก่


ราคาสองร้อยตำลึงนี้ นับว่าไม่แพง


อีกทั้งอวี้เหวินยังชื่นชอบมากเป็นพิเศษ ดูท่าหลู่ซิ่นตอนนี้ก็กำลังลำบาก ในฐานะสหายของหลู่ซิ่น ด้วยน้ำใจหรือเหตุผลของอวี้เหวินก็ดี สมควรจะซื้อภาพนี้เอาไว้


ทว่าสองวันนี้ อวี้ถังเพิ่งจะคำนวณบัญชีให้เขาดู


ถ้าหากว่าซื้อภาพนี้ไว้ก็จะไม่เหลือเงินซื้อยาให้ภรรยาแล้ว


ความโปรดปรานของเขาไม่ใช่สิ่งที่สำคัญที่สุด อาการป่วยของภรรยาต่างหากที่มาเป็นอันดับแรก


อวี้เหวินแม้จะมีนิสัยอ่อนโยน จัดการเรื่องราวโดยละมุนละม่อม แต่ใครมีน้ำหนักมากน้อยกว่ากันนั้นกลับแยกแยะได้ชัดเจน


“พี่หลู่” ดวงหน้าเขาขึ้นสีแดงเรื่อ “เรื่องนี้เป็นข้าที่ผิดต่อเจ้า เจ้าก็น่าจะรู้ ร้านค้าของสกุลข้าถูกไฟไหม้ไปแล้ว ตอนนี้ข้าไม่มีเงินมากเพียงนั้นหรอก…” พูดไป ก็เดินไปหยิบภาพวาดนั้นมาคืนให้หลู่ซิ่น “เจ้าลองถามผู้อื่นดูว่ามีใครชมชอบภาพนี้หรือไม่…”


หลู่ซิ่นไม่เชื่อ กล่าวว่า “สกุลเจ้าแต่เดิมก็มีทรัพย์ ทั้งหาได้มีภาระอะไร เงินแค่สองร้อยตำลึงมีหรือจะจ่ายไม่ไหว?”


อวี้เหวินรู้สึกอับอายกว่าเก่า เอ่ยว่า “ยังต้องเก็บเงินไว้ให้นายหญิงที่เรือนข้ารักษาตัวอีก”


หลู่ซิ่นไม่พอใจ


ไม่ว่าอย่างไรอวี้เหวินก็ไม่ยอมอ่อนข้อ เพียงพูดออกไปตรงๆ “เป็นข้าที่ทำผิดต่อพี่หลู่”


หลู่ซิ่นยังตามกัดไม่ปล่อย “ใช่ว่าเจ้ายังมีที่นาชั้นดีอีกหนึ่งร้อยหมู่หรือ?”


หลินอันมากด้วยภูเขา น้อยด้วยที่นา หากเป็นเขตพื้นที่อื่น ที่นาหนึ่งร้อยหมู่ขายได้ประมาณห้าถึงหกร้อยตำลึง แต่ที่หลินอัน อาจขายได้ถึงหนึ่งพันตำลึงเป็นอย่างต่ำ


อวี้เหวินงึมงำตอบไปว่า “ค่ารักษาภรรยาข้าเดิมก็ไม่ค่อยจะพออยู่แล้ว กลัวว่าถึงตอนนั้นคงต้องขายที่ขายทาง ข้าไม่อาจยอมให้การรักษาของนางต้องติดขัดเพราะมีข้าเป็นต้นเหตุ”


หลู่ซิ่นคิดจะเปิดปากพูดต่อ ทว่าอวี้ถังที่เพิ่งรู้ข่าวแล้วรีบบึ่งตามมา พลันเมื่อมาถึงก็ผลักประตูเข้ามาพอดี นางเอ่ยด้วยรอยยิ้มแฉล้มว่า “ท่านลุงหลู่หากว่าขัดสนร้อนเงิน ไม่สู้เอาภาพนี้ไปจำนำชั่วคราวก่อน รอให้การเงินในมือใช้จ่ายคล่องแล้ว ค่อยไปไถ่กลับมาก็ไม่สาย โรงจำนำสกุลเผยนับว่าเที่ยงธรรมโดยแท้”


ชาติก่อน นางเคยเอาสิ่งของไปจำนำ แม้ราคาจะถูกกดจนต่ำ แต่เทียบกับโรงจำนำอื่นๆแล้ว กลับนับว่าไม่เลวร้ายเลยทีเดียว


หลู่ซิ่นรู้สึกเสียหน้า ใบหน้าจึงเปลี่ยนสีทันใด เอ่ยปากกับอวี้เหวินว่า “แม้สกุลอวี้จะเป็นแค่สกุลพ่อค้า แต่ในสกุลยังพอมีบัณฑิตอย่างเจ้าอยู่คนหนึ่ง เป็นสาวเป็นนาง ควรจะอยู่กับเหย้าเฝ้ากับเรือนฝึกวิชาเย็บปักถักร้อยให้มากหน่อยจึงจะเข้าที!”


อวี้เหวินเริ่มเหงื่อตก


อวี้ถังกลับแสยะยิ้มในใจ เบิกตารูปผลซิ่งทั้งสองข้างจนโต แสร้งทำทีเป็นไร้เดียงสาแล้วเอ่ยว่า “วาจานี้ของท่านลุงหลู่เอ่ยได้ผิดถนัด ข้ายังช่วยท่านพ่อวิ่งเอาของไปจำนำอยู่บ่อยๆเลยนะเจ้าคะ”


อวี้เหวินพลันชะงักคำที่กำลังจะเอ่ยออกไปทันที


เขามองออกว่าบุตรสาวคงกลัวว่าเขาจะให้หลู่ซิ่นหยิบยืมเงิน


เห็นชัดว่านางเป็นกังวลอย่างหนักว่าเขาจะผิดสัญญาที่เคยให้ไว้กับนาง


อวี้เหวินรู้สึกปวดใจ เปลี่ยนใจคิดว่าเป็นเช่นนี้ก็ดีเหมือนกัน หลู่ซิ่นจะได้ไม่มาตำหนิเขา ว่าไม่ยอมยื่นมือช่วยเหลือเมื่อสหายตกทุกข์ได้ยาก


หลู่ซิ่นก้าวขาฉับๆจากไปด้วยความโมโห


อวี้ถังสะใจยิ่งนัก นางเอาเรื่องนี้ไปเล่าให้คนสกุลเฉินผู้เป็นมารดาฟัง “ท่านดูสิเจ้าคะ เพื่อท่านแล้ว ท่านพ่อถึงขั้นยอมล่วงเกินท่านลุงหลู่ อีกเดี๋ยวถ้าเจอท่านพ่อ ท่านแม่ต้องปลอบใจท่านพ่อดีๆนะเจ้าคะ”


คนสกุลเฉินได้ฟังดวงตาสองข้างก็รื้นชื้น กลับห้องไปก็เอ่ยขอบคุณอวี้เหวิน


เช้าตรู่วันที่สอง อวี้ถังกับมารดาถืออาหารแห้งและกับข้าวง่ายๆที่เตรียมไว้ตามอวี้เหวินไปส่งอวี้ป๋อและอวี้หย่วนออกเดินทาง


อวี้ป๋อสั่งกับอวี้เหวินไว้ว่า “เรื่องของร้านค้าเจ้าไม่ต้องทำสิ่งใด รอให้ข้ากลับมาค่อยหารือกัน”


อวี้เหวินพยักหน้ารับหลายที


หลังจากส่งอวี้ป๋อจากไปแล้ว เขายังไปเยี่ยมเยียนเรือนพ่อค้าที่ประสบกับเหตุการณ์ไฟไหม้อีกหลายคนด้วยความเป็นห่วง ตกค่ำกลับมาถึงเรือนก็ถอนหายใจเอ่ยกับภรรยาว่า 


“ทุกคนต่างก็รอดูท่าทีของสกุลเผย! มีสองครอบครัวคิดจะกลับไปทำนาที่บ้านเก่าแล้วขายพื้นที่ร้านทิ้ง เพียงแต่เวลาแบบนี้ นอกจากสกุลเผยแล้ว ยังมีสกุลใดยินดีจะมารับช่วงต่อ ทั้งไม่รู้เลยว่าปัญหาของสกุลเผยจะสะสางลงเอยได้เมื่อไร”


อวี้ถังสนใจใคร่รู้เรื่องของสกุลเผยนัก จึงถามว่า “คนในสกุลเผยแตกคอกันจริงๆ อย่างที่ท่านลุงหลู่เล่าให้ฟังไหมเจ้าคะ?”


“ลุงหลู่ของเจ้าน่าจะพูดจาเกินจริงไปหน่อย” อวี้เหวินตอบ “ครอบครัวสกุลเผยล้วนเป็นบัณฑิต มีวิชา รู้มารยาท แล้วจะทะเลาะกันได้อย่างไร? อย่างมากก็อาจจะพี่น้องโต้เถียงกันสองสามประโยค อีกอย่างท่านผู้เฒ่าเผยก็ยังมีชีวิตอยู่ สุดท้ายจะสรุปอย่างไร ก็ต้องฟังคำจากท่านผู้เฒ่าเผยอยู่ดี”


กลัวแต่ว่าท่านผู้เฒ่าคนนั้นจะมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นานน่ะสิ


อวี้ถังแอบคิดอยู่ในใจ


หลู่ซิ่นผู้นั้นพลันย้อนกลับมาอีก


นางเริ่มจะรู้สึกรำคาญขึ้นมาบ้างแล้ว งอแงกับบิดาจะตามไปห้องหนังสือด้วย


ครั้งนี้หลู่ซิ่นไม่ได้มาเสนอขายภาพวาดของเขาแล้ว แต่นำข่าวใหม่มาบอกต่อสกุลอวี้ว่า “หวังไป๋ก็เดินทางมาจากเขาผู่ถัวแล้วเช่นกัน!”


อวี้เหวินทั้งตกใจและยินดี


หลู่ซิ่นอดจะเอ่ยอย่างอิจฉาไม่ได้ “ยังคงเป็นสกุลเผยที่เก่งกาจ! เกษียณอายุเร้นกายอะไรกัน แค่เทียบเชิญของสกุลเผยที่ส่งออกไป หวังไป๋ก็กระหืดกระหอบวิ่งมาถึงหลินอันแล้ว”


อวี้เหวินเอ่ยว่า “จะพูดเช่นนั้นก็ไม่ถูก ท่านผู้เฒ่าเผยเป็นคนดี เมื่อเขาล้มป่วย หมอหลวงหยางก็ดี หมอหลวงหวังก็ดี หากพอช่วยได้ก็คงอยากช่วยกระมัง!”


“เหอะ!” หลู่ซิ่นกลับไม่เห็นด้วย เอ่ยว่า “มีคนจิตใจดีเช่นนั้นเสียที่ไหนเล่า!”


อวี้เหวินยิ้มออกมาอย่างกระอักกระอ่วน


หลู่ซิ่นพูดต่อว่า “ข้าช่วยเจ้าตระเตรียมไว้หมดแล้ว พรุ่งนี้เช้าเจ้าก็ตามข้าไปพบท่านผู้เฒ่าที่จวนสกุลเผย ขอร้องท่านผู้เฒ่าช่วยออกหน้าให้ ให้หมอหลวงหยางไม่ก็หมอหลวงหวังมาตรวจอาการน้องสะใภ้ดูหน่อย”


ไม่ต้องพูดถึงอวี้เหวิน ขนาดอวี้ถัง ยังยินดีแทบบ้ากับเรื่องคาดไม่ถึงนี้


อวี้ถังถึงขั้นรู้สึกผิดขึ้นมาเล็กน้อย


ต่อให้หลู่ซิ่นจะนิสัยไม่ดีอย่างไร แต่เขาก็ปฏิบัติต่อบิดานางอย่างดี อาศัยแค่จุดนี้ ต่อไปหากเขามาเกาะบิดานางดื่มกินอีก นางตั้งใจจะทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นเสีย


อวี้เหวินกล่าวขอบคุณหลู่ซิ่นซ้ำไปซ้ำมา เอ่ยว่า “ไม่ว่าอาการป่วยของนายหญิงของข้าจะรักษาได้หรือไม่ เจ้าล้วนเป็นผู้มีพระคุณยิ่งใหญ่ต่อข้าเช่นเดียวกัน”


หลู่ซิ่นกลับไม่เกรงใจเลยสักนิด กล่าวว่า “เจ้าก็ไม่ดูเสียบ้างว่าพวกเรานับเป็นสหายสนิทเพียงใด เรื่องของเจ้า ข้าล้วนจำใส่ใจไว้แล้ว เพียงแต่ความสามารถข้ามีอย่างจำกัด ช่วยเหลืออะไรเจ้าไม่ได้มาก”


“วาจานี้เจ้าพูดห่างเหินเกินไปแล้ว!” อวี้เหวินกับหลู่ซิ่นแลกเปลี่ยนวาจาเกรงอกเกรงใจกันสองสามคำ จากนั้นก็เรียกอาเสาไปสั่งอาหารที่หอสุรามาโต๊ะหนึ่ง แล้วสั่งป้าเฉินให้ไปซื้อสุรากลับมา


“ซื้อสุราดีมาเลยนะ!” อวี้ถังยิ้มแฉ่ง ควักเงินเก็บของตนเองให้ป้าเฉินไปหนึ่งตำลึง “ท่านลุงหลู่นับว่าช่วยเราครั้งใหญ่เลย”


ป้าเฉินหัวเราะเหอะๆแล้วจากไป


คืนนั้นหลู่ซิ่นก็ดื่มสุราจนเมาพับที่เรือนสกุลอวี้อีกครั้ง ยังดีที่เขาไม่ลืมเรื่องที่ต้องไปจวนสกุลเผยกับอวี้เหวิน จึงลุกจากเตียงตั้งแต่เช้าตรู่ หลังจากล้างหน้าล้างตา ก็กินบะหมี่ผัดแห้งไปถ้วยหนึ่ง ดื่มน้ำเต้าหู้ไปสองชาม แล้วออกจากเรือนไปพร้อมกับอวี้เหวิน


อวี้ถังรออยู่ที่เรือนด้วยความกระวนกระวาย


ช่วงบ่าย หลู่ซิ่นกับอวี้เหวินสะพายล่วมยาแยกกันมาคนละใบ ก่อนจะเชิญบุรุษแปลกหน้าสองคนผ่านประตูใหญ่เข้ามาด้วยความระมัดระวังและกระตือรือร้น ผู้ที่เดินอยู่ข้างอวี้เหวินมีรูปร่างสูงกว่าเล็กน้อย ผมเคราขาวโพลน มองดูแล้วน่าจะอายุหกสิบเป็นอย่างน้อย ท่าทางมีกำลังวังชา สีหน้าเคร่งขรึม 


ส่วนผู้ที่เดินอยู่ข้างหลู่ซิ่นนั้นหน้าขาวไร้เครา ค่อนข้างอ้วนท้วม ยิ้มจนตาหยี หน้าผากชุ่มไปด้วยเหงื่อ ทำให้คนรู้สึกน่าเข้าใกล้


อวี้เหวินถลึงตาใส่อวี้ถังทีหนึ่ง บอกใบ้ให้นางหลบไปที่อื่นก่อน


อวี้ถังกลับไปที่ห้องของตนเอง แต่ก็ส่งซวงเถาไปแอบฟังข่าวอย่างไม่วางใจ


ซวงเถาหายไปเกือบหนึ่งชั่วยามเต็มๆถึงได้กลับมา ตอนที่มาถึงดวงตาหัวคิ้วล้วนเต็มไปด้วยความยินดี ทำให้อวี้ถังเกิดความหวังอันไร้ขีดจำกัด


“คุณหนูใหญ่” ซวงเถาไม่ทำให้อวี้ถังผิดหวัง เปิดปากก็มีแต่เรื่องดีๆออกมาทั้งสิ้น “ท่านผู้เฒ่าเผยช่างเป็นคนมีเมตตายิ่ง อาการป่วยของตนยังรักษาไม่หาย แต่ก็ให้ท่านหมอมาตรวจอาการนายหญิงที่เรือนเราก่อน อีกทั้งยังส่งท่านหมอมาถึงสองท่าน…


หมอหลวงหยางกับหมอหลวงหวังล้วนมากันครบ หมอหลวงสองท่านจับชีพจรให้นายหญิงแล้ว บอกว่าเป็นโรคเก่าที่เรื้อรังมาแต่ตอนที่คลอด ขอเพียงไม่ออกแรงให้เหนื่อยจนเกินไป ไม่โมโหเดือดดาล รักษาตัวให้ดีเป็นใช้ได้แล้ว 


หากให้ดื่มยาทุกวันทุกวัน กลับมิใช่เรื่องดีอะไร หมอหลวงหวังยังเขียนใบเทียบยาให้นายหญิงด้วย บอกว่าต้องทำเป็นยาลูกกลอน กินวันละหนึ่งเม็ด เช่นนี้จะอยู่รอป้อนข้าวให้หลานก็ไม่มีปัญหา นายท่านดีใจยิ่งกว่าอะไรดี ถึงขนาดลั่นวาจาว่าจะตั้งป้ายสรรเสริญให้หมอหลวงทั้งสองเลยเจ้าค่ะ”


คิดไม่ถึงว่าท่านผู้เฒ่าสกุลเผยจะส่งหมอหลวงมาให้ถึงสองคน


“อามิตตาพุทธ!” อวี้ถังอดจะพนมมือแล้วสวดมนต์ออกมาคำหนึ่งไม่ได้ ในใจรู้สึกขอบคุณสกุลเผยอย่างไม่มีที่สิ้นสุด


ไม่ว่าสกุลเผยจะเป็นเช่นไร แต่ท่านผู้เฒ่าเผยช่วยชีวิตมารดาของนางไว้ ช่วยเหลือสกุลอวี้ของพวกนางไว้ นี่คือเรื่องจริงแท้


อวี้ถังนึกขึ้นได้ว่าอีกไม่กี่วันท่านผู้เฒ่าเผยก็ต้องหมดลม ในใจพลันรู้สึกร้อนรนขึ้นมาทันที


นางต้องส่งสารบอกคนของสกุลเผยหรือไม่ หรือว่าต้องเอ่ยเตือนไว้ล่วงหน้า?


เช่นนี้ ไม่แน่ว่าท่านผู้เฒ่าเผยอาจจะเอาชีวิตรอดจากคราวเคราะห์นี้ไปได้


แต่จะส่งสารหรือเอ่ยเตือนสกุลเผยอย่างไรจึงจะไม่ให้นางถูกกล่าวหาว่าเสียสติ สมองของอวี้ถังตีกันวุ่น เมื่อคิดอะไรไม่ออก ก็ได้แต่ทำตามที่หัวใจเรียกร้อง นางเดินไปทางห้องหนังสือของอวี้เหวิน เห็นว่าอวี้เหวินกำลังยืนส่งหลู่ซิ่นกับหมอหลวงสองท่านอยู่หน้าประตูพอดี


“เรือนเจ้ายังมีคนป่วย ไม่ต้องมากพิธีนักหรอก” ผู้ที่ตัวท้วมหน้าตาใจดีเอ่ยด้วยรอยยิ้มตาหยี “ท่านผู้เฒ่าเผยทางนั้น ยังรอให้พวกข้ากลับไปส่งข่าวน่ะ!”


อีกท่านที่เคราผมขาวโพลนกลับพยักหน้าให้อวี้เหวินด้วยท่าทีเย็นชา เอ่ยว่า “พวกเรามาถึงที่นี่ ก็เพราะเห็นแก่หน้าท่านผู้เฒ่าเผย เจ้าอยากจะขอบคุณ ก็ไปขอบคุณท่านผู้เฒ่าเถอะ”


อวี้เหวินกล่าวตอบด้วยท่าทีนอบน้อมถ่อมตนว่า “สำหรับท่านผู้เฒ่านั้น อย่างไรข้าต้องไปโขกศีรษะคารวะแน่ขอรับ แต่หมอเทวดาอย่างสองท่านข้าก็ต้องขอบพระคุณด้วยเช่นกัน”


แค่พูดจาไม่กี่คำ ท่านหมอที่ผมเคราขาวโพลนผู้นั้นก็เริ่มเผยสีหน้าหมดความอดทน


หลู่ซิ่นรีบตัดบทว่า “ฮุ่ยหลี่ เจ้าอยู่เรือนดูแลน้องสะใภ้เถอะ ข้าจะไปส่งท่านหมอทั้งสองกลับจวนสกุลเผยแทนเจ้าเอง”


อวี้เหวินได้แต่รับปาก แอบยัดเงินก้อนน้อยให้หลู่ซิ่นหลายก้อน ถึงได้ส่งทั้งสามคนออกประตูไป


อวี้ถังรีบปรี่เข้าไปหาทันที ถามบิดาว่า “ท่านแม่มีทางรอดแล้วใช่หรือไม่เจ้าคะ ท่านพ่อไปขอร้องท่านผู้เฒ่าเผยว่าอย่างไรหรือเจ้าคะ?”


อวี้เหวินหัวเราะแล้วตอบว่า “ต้องขอบใจท่านลุงหลู่ของเจ้า เขาพูดจนพ่อบ้านใหญ่ยอมไปแจ้งข่าวแก่ท่านผู้เฒ่าเผย ท่านผู้เฒ่าเป็นคนดีมีเมตตา จึงสั่งให้ท่านหมอทั้งสองมาตรวจอาการให้มารดาเจ้าทันที ข้ายังไม่ทันได้พบหน้าท่านผู้เฒ่าเลยด้วยซ้ำ” 


พูดถึงตรงนี้ เขาก็ลูบผมที่ดำขลับดั่งขนกาของนาง “บุญคุณครั้งนี้ เจ้าต้องจำใส่ใจไว้ให้ดีล่ะ!”


อวี้ถังส่งเสียงรับทราบ เอ่ยถามถึงอาการป่วยของท่านผู้เฒ่าเผยบ้าง “รู้หรือไม่เจ้าคะว่าไม่สบายที่ตรงไหน?”


อวี้เหวินตอบว่า “ได้ยินว่าเป็นเพราะกลัดกลุ้มเกินไป อาจเพราะคนผมขาวต้องส่งคนผมดำ คงยังทำใจไม่ได้”


ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ชาติก่อนเหตุใดจึงเสียชีวิตเล่า?


คงไม่ใช่เพราะมีเบื้องลึกเบื้องหลังอะไรอีกกระมัง?


อวี้ถังนึกถึงเรื่องแก่งแย่งตำแหน่งผู้นำสกุลที่หลู่ซิ่นเล่าให้ฟังก่อนหน้านี้ขึ้นมาได้ ในใจก็ยิ่งไม่สงบ แต่นางไม่มีสิ่งใดเพื่อไปหยุดยั้งเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นในชาติก่อน


นางควรทำเช่นไรดี?


ตอนที่อวี้ถังกำลังหมดอาลัยอยู่นั่นเอง นางพลันพบว่าท่านพ่อทำเหมือนกับชาติที่แล้วไม่มีผิด เขาขายที่นาชั้นดีซึ่งเป็นมรดกจากบรรพบุรุษไปแล้วยี่สิบหมู่


“ท่านจะเอาเงินพวกนี้ไปทำอะไรหรือเจ้าคะ?” เรื่องของท่านผู้เฒ่าเผยยังคิดหาหนทางไม่ออก บิดานางก็ก่อเรื่องอีกแล้ว นางอดจะรู้สึกขุ่นเคืองไม่ได้ จึงพูดออกไปอย่างไม่ค่อยเกรงใจนัก 


“ข้าพูดกี่รอบต่อกี่รอบแล้ว มิให้ท่านขายที่นาของสกุลตามอำเภอใจมิใช่หรือ? ตอนนี้อาการป่วยของท่านแม่เพิ่งจะพอมีลู่ทาง ร้านค้าของสกุลก็ยังไม่มีรายรับเข้ามา ต่อให้ต้องขายที่นาออกไป ก็ต้องค่อยๆแบ่งขายเพื่อซื้อยามาให้ท่านแม่กิน!”


ใบเทียบยาที่หยางโต่วซิงเขียนให้มีโสมเป็นองค์ประกอบ นับเดือนสะสมปี สำหรับสกุลอวี้แล้วถือว่าเป็นรายจ่ายก้อนใหญ่เลยทีเดียว


[1] ผลซิ่ง คือ แอปปริคอท


ตอนที่ 8: ซื้อภาพ


อวี้เหวินรู้สึกว่าเรื่องนี้เป็นความผิดของตน เมื่อถูกบุตรสาวเค้นถาม เขาจึงอดรู้สึกผิดไม่ได้ ตอบเสียงแผ่วว่า “อาถัง แม้ตอนนี้มารดาเจ้าต้องกินยา แต่ไม่ต้องไปเมืองหลวงแล้ว เงินก้อนนี้ก็ถือว่าเป็นเงินที่ข้าพามารดาเจ้าไปเมืองหลวงก็แล้วกัน อีกอย่าง ท่านลุงหลู่ของเจ้าปฏิบัติต่อสกุลเราเช่นไร เจ้าก็คงเห็นกับตาตัวเองแล้ว แล้วตอนนี้ข้าจะมัวสนใจแต่เรื่องตนเองจนไม่ไยดีความเป็นตายของเขาได้อย่างไร?”


อวี้ถังโมโหสุดขีด เอ่ยว่า “ตอนนี้เขาเจอเรื่องคอขาดบาดตายอย่างนั้นรึ? ไม่มีสองร้อยตำลึงก็มีชีวิตอยู่ไม่ได้แล้วหรือเจ้าคะ?”


“ก็ประมาณนั้น!” อวี้เหวินตอบ “ท่านลุงหลู่ของเจ้าไปล่วงเกินคนของสกุลเผย ไม่อาจรั้งตัวอยู่ที่เมืองหลินอันได้แล้ว ปีหน้าจะมีการเปิดสอบเอินเคอแล้ว หากเขาไม่มีผู้ให้การรับรองอย่างจริงจัง เส้นทางบัณฑิตคงยากจะก้าวหน้าได้”


เรื่องประเภทนี้อวี้ถังพอเข้าใจอยู่


ขุนนางที่เกษียณอายุแล้วล้วนยินดีจะสร้างความสุขสงบเพื่อปวงประชา หากในท้องถิ่นมีคนหนุ่มเข้าไปสอบในเมืองหลวง ก็จะเขียนจดหมายแนะนำไปยังขุนนางที่ตนรู้จักหรือสนิทสนม ขอให้พวกเขาช่วยจัดการเรื่องที่พักหรืออาจถึงขั้นช่วยชี้แนะบทเรียน เมื่อผลสอบประกาศออกมาจะได้อยู่ในลำดับที่สูงขึ้น


นางแสยะยิ้มเย็น เอ่ยว่า “ถ้าข้าจำไม่ผิด ท่านลุงหลู่มิใช่ยังเป็นแค่ซิ่วไฉหรือเจ้าคะ? สกุลเผยถึงจะเขียนจดหมายแนะนำให้เขา เกรงว่าเขาก็คงไม่ได้ใช้อยู่ดี? อีกอย่าง สกุลเผยแต่ไรก็ชอบช่วยเหลือผู้คนอยู่แล้ว เขาไปทำอันใดถึงได้ล่วงเกินคนสกุลเผยเข้า ท่านพ่อเคยขบคิดอย่างละเอียดดูหรือไม่เจ้าคะ?”


เห็นชัดว่าอวี้เหวินไม่ต้องการอธิบายความยืดยาว เพียงตอบว่า “เขาตัดสินใจที่จะย้ายไปอยู่เมืองหลวงแล้ว วันข้างหน้าไม่รู้จะได้กลับมาอีกหรือไม่ ถือเสียว่าข้าช่วยเขาครั้งสุดท้าย ตอบแทนที่เขาช่วยชีวิตมารดาของเจ้าไว้ เจ้าก็ไม่ต้องพูดถึงเรื่องนี้อีก”


เรื่องมาถึงขั้นนี้ อวี้ถังยังจะพูดอะไรได้อีก


นางเอ่ยเสียงแข็งต่อว่า “ภาพวาดล่ะเจ้าคะ?”


ภาพผืนนั้นอย่างไรก็เป็นวัตถุเก่าแก่ นับว่ามีค่าไม่น้อย ต่อไปหากครอบครัวไม่อาจควักเงินมาซื้อยาให้มารดา ก็สามารถนำของไปจำนำได้อยู่


อวี้เหวินส่งม้วนภาพวาดให้อวี้ถังอย่างเอาอกเอาใจ


ทางด้านอวี้ถังก็คลี่ม้วนภาพกางออกบนโต๊ะหนังสือ พร้อมกับงึมงำเสียงเบาว่า “มีแต่ท่านที่ใจดีถึงเพียงนี้ เงินตั้งสองร้อยตำลึง หากเขานำภาพไปจำนำ อย่างมากก็ได้แค่หนึ่งร้อยตำลึงเท่านั้น…”


วาจานางพูดยังไม่ทันจบดี ดวงตาก็เบิกโตกว้าง


นี่ไม่ใช่ภาพ ‘ตกปลาใต้ต้นสนริมน้ำ’ ผืนนั้นที่นางหยิบมาดูเล่นบ่อยๆ เมื่อชาติก่อน


ชาติก่อน หลังจากเกิดเรื่องกับบิดา ภาพผืนนี้ก็ถูกทิ้งไว้ที่เรือน โดนผู้คนหลงลืมไป กระทั่งนางแต่งงาน ท่านลุงใหญ่คำนึงว่าสกุลหลี่ที่นางต้องแต่งเข้าไปเป็นสกุลบัณฑิต อยากจะซื้อภาพวาดพู่กันเพิ่มเพื่อให้ขบวนสินเดิมมีหน้ามีตาไม่อายใคร ภาพผืนนี้ถึงได้ถูกรื้อออกมา และเพราะภาพผืนนี้มีส่วนเกี่ยวกับการจากไปของบิดา นางจึงใช้เป็นของระลึกต่างหน้า เก็บรักษามันไว้อย่างดี และหยิบออกมาดูอยู่บ่อยครั้ง


นางจำได้อย่างชัดเจน ภาพผืนนี้มีตราประทับอยู่ยี่สิบสามตรา ตราประทับสองลำดับท้ายสุดมีชื่อว่า ‘ชุนสุ่ยถัง’ และ ‘โซ่วเหมยเวิง’ โดยที่ ‘ชุนสุ่ยถัง’ จะถูกประทับอยู่ด้านข้างของ ‘โซ่วเหมยเวิง’ ทว่าตอนนี้ ตำแหน่งเดิมที่ควรจะมีตราประทับว่า ‘ชุนสุ่ยถัง’ กลับกลายเป็นคำว่า ‘เหมยหลิน’ เสียได้


ภาพผืนนี้เป็นของปลอม!


อวี้ถังเดือดดาลสุดขีด เอ่ยว่า “ท่านพ่อ หลู่ซิ่นมันเป็นคนชั่วช้า!”


อวี้เหวินเห็นว่าบุตรสาวป้ายสีสหายของตนครั้งแล้วครั้งเล่า ในใจก็เริ่มไม่ยินดีนัก เขาเดินเข้าไปหา ทางหนึ่งจะม้วนภาพเก็บ ทางหนึ่งก็เอ่ยว่า “เจ้าเด็กคนนี้ เหตุใดพูดจาเช่นนี้เล่า? เกิดเป็นคนใครบ้างไม่มีข้อด้อย เจ้าอย่าได้จับจ้องแต่ส่วนที่ไม่ดีของท่านลุงหลู่อยู่แบบนั้น การมองคน สำคัญอยู่ที่…”


“ไม่ใช่นะเจ้าคะ!” อวี้ถังตัดบทแทรกอวี้เหวิน ห้ามไม่ให้บิดาม้วนภาพผืนนั้นไปเก็บ นิ้วชี้ไปที่ตราประทับซึ่งเขียนว่า ‘เหมยหลิน’ แล้วพูดว่า “ท่านพ่อ ท่านดูสิ ตราประทับตรงนี้สมควรจะเป็น ‘ชุนสุ่ยถัง’…”


อวี้เหวินหัวเราะขึ้นมาทันใด ตอบว่า “ปกติให้เจ้าตั้งใจท่องหนังสือเจ้าไม่เคยสนใจ ตอนนี้กลายเป็นเรื่องขบขันไปเสียแล้ว! ‘ชุนสุ่ยถัง’ เป็นตราประทับของใครข้าไม่รู้หรอก แต่ว่า ‘เหมยหลิน’ เป็นตราประทับส่วนตัวของใต้เท้าจั่ว 


สมัยก่อนข้าเคยศึกษาลายมือและตราประทับของท่านโดยเฉพาะ ภาพผืนนี้ของท่านลุงหลู่ของเจ้านั้น บิดาผู้ล่วงลับของเขาได้รับมอบมาจากใต้เท้าจั่ว ถ้าไม่มีตราประทับนี้สิจึงจะนับว่าแปลก เจ้าดูนะ ‘โซ่วเหมยเวิง’ ตรงนี้ ก็คือฉายาของบิดาของท่านลุงหลู่ของเจ้า”


อวี้ถังพลันรู้สึกยุ่งเหยิงไปหมด


หรือว่าภาพผืนที่นางเอาออกมาจับเล่นบ่อยๆ เมื่อชาติก่อนจะเป็นของปลอม?


อวี้ถังไม่แล้วแก่ใจ นางขอให้อวี้เหวินหาคนมาพิสูจน์


อวี้เหวินกลับไม่เห็นด้วย “บิดาเจ้าอาจเล่าเรียนไม่สำเร็จ แต่ภาพวาดเก่าสมัยราชวงศ์ก่อนมีไม่กี่ผืน อย่างไรก็ไม่มีทางมองพลาดไปได้”


ความเคลือบแคลงสงสัยในใจอวี้ถังเริ่มเพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆ


ชาติก่อน หลังจากที่นางแต่งเข้าสกุลหลี่ เรือนนางถูกขโมยขึ้นไปหนึ่งครั้ง ภายหลังทุกคนช่วยกันตรวจนับข้าวของ ก็พบว่าเครื่องประดับทองของนางหายไปเพียงสองสามชิ้น ตอนนั้นนางยังคิดสงสัย สกุลหลี่ที่ใหญ่โตและกำแพงสูงลิบเช่นนี้ เมื่อมีขโมยขึ้นเรือน กลับหยิบของติดมือไปเพียงไม่กี่ชิ้นเท่านั้นหรือ?


หรือว่าภาพผืนนี้ได้ถูกคนขโมยไปตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว?


ช่วงเวลาที่อยู่ในสกุลหลี่ อวี้ถังไม่ใคร่อยากจะนึกถึงมากนัก ปฏิเสธไม่ได้ว่าในใจนางมีปมอยู่กระจุกหนึ่ง โดยเฉพาะความเจ็บแค้นที่มีต่อคนสกุลหลี่ หากแตะต้องเพียงนิดเดียวก็ทำให้นางสะท้านสั่นด้วยความชิงชัง เจ็บแค้นจนพูดอะไรไม่ออก


ไม่ได้!


นางไม่อาจทำเลอะเลือน ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นไม่ได้


อวี้ถังขอภาพ ‘ตกปลาใต้ต้นสนริมน้ำ’ มาจากอวี้เหวินไปชื่นชมอย่างละเอียด ก่อนจะแอบเอาภาพนั้นไปที่โรงจำนำสกุลเผยอย่างเงียบเชียบ


สกุลเผยเปิดโรงจำนำที่หลินอันเพียงแห่งเดียวเท่านั้น


ตั้งอยู่ที่สี่แยกถนนด้านหน้าท่าเรือหลินอัน


เถ้าแก่ก็ยังเป็นคนที่ร่างท้วมๆขาวๆ นามว่าถงกุ้ย


ชาติก่อน อวี้ถังนำสินเจ้าสาวมาจำนำกับเขาจำนวนไม่น้อย


นางโพกศีรษะ แต่งตัวเป็นหญิงชาวบ้านที่ออกเรือนแล้ว เดินเข้าไปในโรงจำนำอย่างเงียบๆ


เถ้าแก่ถงไม่อยู่ร้าน ผู้ที่เฝ้าอยู่ตรงโต๊ะคือบุตรชายของเถ้าแก่ถง นามว่าถงไห่


เขาเหมือนกับเถ้าแก่ถงทุกกระเบียด หน้าตาขาวผ่อง ดูท้วมๆ แม้ปีนี้อายุยังไม่ถึงยี่สิบดี แต่เจอคนก็มีรอยยิ้มประดับเต็มหน้า เห็นแล้วน่าคบหาอย่างยิ่ง


อวี้ถังส่งภาพผืนนั้นให้เขา เอ่ยเสียงเบาไปคำหนึ่งว่า “จำนำชั่วคราว”


ถงไห่รับของไปพร้อมยิ้มตาหยี ค่อยๆคลี่ม้วนภาพออกอย่างไม่ร้อนใจ ทว่าวินาทีที่เห็นภาพม้วนนั้นสีหน้าก็เปลี่ยนไปทันที แม้ภายหลังจะกลบเกลื่อนด้วยรอยยิ้มอย่างรวดเร็ว แต่ความแตกตื่นบนหน้าเขากลับถูกอวี้ถังจับได้เสียแล้ว


เห็นได้ชัดว่าถงไห่ในตอนนี้ฝึกฝนจนมีสายตาที่คมกริบแล้ว


“แม่นางโปรดรอสักครู่ เชิญท่านไปดื่มชารอที่โถงด้านในก่อนขอรับ” เขายิ้มแล้วเหมือนกับพระสังกัจจายน์ยิ่งนัก “สิ่งที่ท่านนำมาจำนำเป็นภาพวาดพู่กันเก่าแก่ ต้องให้ผู้ประเมินของร้านเราตรวจสอบก่อนจึงจะตีราคาได้ขอรับ”


เหตุใดถึงบอกว่าโรงจำนำของสกุลเผยเที่ยงตรงเป็นธรรมน่ะหรือ? โรงจำนำหลายแห่งพอเห็นผู้อื่นนำของมาจำนำ ก็เริ่มต้นหลอกลวงคนก่อนแล้ว ถามว่าอยากจะจำนำเท่าไร ทั้งไม่ว่าผู้อื่นจะตอบจำนวนมากน้อยเพียงไร พวกเขาก็จะลดค่าของสิ่งนั้นจนไม่เหลือราคา โน้มน้าวให้คนจำนำถาวรไปเสีย


อวี้ถังพยักหน้า ความร้อนรนที่สุมอกตั้งแต่บิดาซื้อภาพนี้มาค่อยๆคลายลงไปได้


ชะตาของนางนับว่าประหลาดนัก เรื่องใดๆล้วนเปลี่ยนไปเสียหมด แต่อย่างน้อยโรงจำนำสกุลเผยที่นางคุ้นเคยแห่งนี้ เถ้าแก่น้อยและเถ้าแก่ใหญ่ของร้านล้วนยังเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน


นางเดินตามเถ้าแก่น้อยถงเข้าไปที่โถงด้านใน


ลมพัดผ่านมาวูบหนึ่ง ต้นการบูรในลานร้านโบกไหวจนเกิดเสียง เป็นผลให้ปลาจิ๋นหลี่ หลายตัวที่เลี้ยงไว้ในสระใต้ต้นการบูรต้องโผล่หน้าออกมาจากใต้ใบของต้นบัวสาย


อวี้ถังชะลอฝีเท้าลงอย่างไม่รู้ตัว นางจ้องมองอยู่หลายที กระทั่งได้ยินเสียงคนพูดคุยดังลอดออกมาจากด้านหลังประตูกั้นเคลือบสีที่อยู่ตรงหน้า


นางหันไปมองตามทิศทางเสียง


นางมองไม่เห็นหน้าคน เห็นเพียงเงาร่างของบุรุษสองคนผ่านรอยต่อของประตู


คนที่อวบอ้วนผู้นั้นก็คือ ถงกุ้ย นางเห็นแวบเดียวก็จำได้ทันที ส่วนอีกคนรูปร่างสูงใหญ่ อยู่ในชุดต้าวผาวสีเขียวครามเรียบตัดจากผ้าไหมหังโจว แผ่นหลังยืดตรง สองมือไพล่หลัง แม้จะมองจากที่ไกลๆ ทั้งถูกกั้นด้วยประตูอีกชั้นหนึ่ง ก็ยังรับรู้ได้ถึงกลิ่นอายภูมิฐาน ไม่ใช่คนธรรมดาสามัญ


คงจะเป็นลูกค้าคนพิเศษของร้านกระมัง


อวี้ถังมาจำนำสิ่งของโดยไม่เปิดเผยตัวตน เพราะกลัวจะถูกจับได้ จึงไม่กล้ามองหลายที แต่อดจะเก็บไปขบคิดต่อในใจไม่ได้


ท่าทางโดดเด่นเพียงนี้ แต่กลับมาจำนำของ ไม่รู้ว่าเป็นคุณชายจากสกุลไหน…


นางสะบัดศีรษะไปมา จู่ๆรู้สึกเสียดายขึ้นมาอย่างไร้เหตุผล


นางดื่มน้ำชาไปสองถ้วยแล้ว ในที่สุดเถ้าแก่น้อยและเถ้าแก่ใหญ่ก็เดินออกมาพร้อมกัน


“แม่นางท่านนี้” เถ้าแก่ใหญ่ถงถือม้วนภาพวาดที่นางส่งให้เถ้าแก่น้อยถงไปก่อนหน้านี้ไว้ในมือ ปาดเหงื่อเล็กน้อยพลางพูดว่า “ภาพวาดผืนนี้ของท่านเป็นงานคัดลอกขอรับ”


ภาพปลอม?!


นางกระเด้งตัวลุกขึ้นมาทันที


นางรู้อยู่แล้ว หลู่ซิ่นผู้นี้ไม่ใช่คนดีอะไร!


ชาติก่อน บิดาไม่ได้ปฏิเสธและซื้อภาพของเขามา ดีชั่วอย่างไรเขาก็ยังขายภาพจริงให้กับบิดานาง ชาตินี้ บิดานางไม่ยินดีจะซื้อภาพของเขา เขาถึงกับขายภาพปลอมให้บิดานางเชียวรึ?


อวี้ถังได้แค่ขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน


แต่ในใจก็อดจะยอมรับไม่ได้ หากมิใช่ว่านางสอดมือเข้าไปยุ่ง ชาตินี้ก็คงไม่เกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น


ในเมื่อนางเป็นคนก่อเรื่อง แน่นอนว่านางต้องเป็นคนเก็บกวาดเรื่องยุ่งๆนี้เอง


ถ้าไม่เอาภาพจริงในมือของหลู่ซิ่นคืนมา ก็ต้องเอาเงินในมือของเขากลับมาแทน!


อวี้ถังพลันแย่งภาพผืนนั้นมาจากมือเถ้าแก่ใหญ่ถง เอ่ยเสียงแข็งว่า “ขอบคุณเถ้าแก่ใหญ่ถงมาก รบกวนท่านแล้ว”


เถ้าแก่ใหญ่และเถ้าแก่น้อยล้วนมองนางอย่างตกตะลึง คล้ายกับถูกทำให้ตกใจ


อวี้ถังทำได้เพียงฝืนยิ้มออกมาบางๆ


นางจะเคียดแค้นหลู่ซิ่นก็เคียดแค้นไปสิ แต่ไม่สมควรจะพาลใส่เถ้าแก่ใหญ่ถงไปด้วย


“ขอประทานโทษด้วย!” นางเอ่ยขอขมา “ข้าคิดไม่ถึงว่านี่จะเป็นภาพปลอม ทำให้พวกท่านต้องเสียเวลาแล้ว”


เถ้าแก่ใหญ่และเถ้าแก่น้อยล้วนถูกอบรมมาเป็นอย่างดี หากว่าเปลี่ยนเป็นผู้อื่น การถือภาพปลอมมาจำนำ คงถูกคนของโรงจำนำโยนออกไปกลางถนนให้ผู้อื่นหัวเราะเยาะเพราะคิดว่าเป็นนักต้มตุ๋นตั้งแต่แรกแล้ว


“มิใช่ขอรับ!” เถ้าแก่น้อยพูดจาติดๆขัดๆ “ท่าน ผ้าคลุมท่านร่วงน่ะขอรับ”


ผ้าคลุมร่วงแล้วเป็นอย่างไรเล่า?


ผ่านไปพักหนึ่งอวี้ถังถึงเพิ่งคิดออก


เพราะต้องการเอาของมาจำนำ นางจึงจงใจเลือกเสื้อผ้าเก่าๆของซวงเถามาชุดหนึ่ง นางยังหวีผมทรงหญิงออกเรือน เสียบด้วยดอกไม้สีแดงบานเย็นดอกหนึ่ง 


เดิมยังคิดว่าต้องผัดแป้งสักหน่อยหรือไม่ เพื่อให้ดวงหน้าดูอ่อนล้าซีดเซียว แต่ตอนที่หาตลับแป้งของซวงเถาเจอ นางก็เดียดฉันท์ว่าแป้งผัดหน้าที่ซวงเถาใช้ไม่เนียนละเอียดพอ ซวงเถาบอกว่าจะไปที่ร้าน ‘เซี่ยฟู่เซียง’ เพื่อซื้อตลับใหม่ให้ 


แต่นางก็รู้สึกอีกว่าช่างไม่คุ้มเงินสองตำลึงที่ต้องจ่ายไปเสียเลย…เงินสองตำลึงนั่นมากพอให้มารดาซื้อยาได้ตั้งครึ่งเดือน


อวี้ถังนึกย้อนไปถึงชาติก่อน นางเพียงโพกศีรษะอย่างลวกๆ เข้าไปที่ร้านก็ไม่เห็นมีใครจำได้ จึงได้ใจกล้าโพกศีรษะออกไปอีกครั้ง กลับลืมไปว่าตอนนี้ตนเพิ่งจะถึงวัยปักปิ่น ดวงหน้ายังละอ่อนราวกับต้นอิงเถาที่แตกยอดออกผลได้สามเดือน ปิดบังความน่ารักอ่อนหวานไม่มิด มองอย่างไรก็เหมือนเด็กคนหนึ่งที่เอาชุดผู้ใหญ่มาใส่เล่น ต่อให้คนตาบอดก็ยังมองออกว่านางเจตนาปลอมตัวมา


ดวงหน้าอวี้ถังขึ้นสีแดงเรื่อ มือก็วุ่นวายกุมศีรษะไว้ แล้วกำม้วนภาพหมุนตัวออกจากโรงจำนำ


กลางวันช่วงฤดูร้อนแสงตะวันสาดส่องแรงกล้า แผดเผาจนคนลืมตาแทบไม่ขึ้น


บนท่าเรือไร้ซึ่งผู้คน ใต้ชายคาของร้านค้าข้างๆกัน มีเถ้าแก่นอนเปิดเสื้อท่อนบนอยู่บนเก้าอี้โยกพลางโบกพัดใบกกไปมา สุนัขของร้านนอนขดตัวอย่างเบื่อหน่ายอยู่ข้างเก้าอี้โยก มันร้องครางไปเรื่อยอย่างไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อย ทำให้ช่วงบ่ายที่เงียบเหงาน่าอึดอัดยิ่งกว่าเดิม


อวี้ถังได้สติกลับมา


นางถามไปแค่ว่าภาพนี้เป็นของจริงหรือของปลอม แต่กลับลืมถามให้ชัดเจนว่ามันปลอมที่ตรงไหน?


หากว่าหลู่ซิ่นพลิกลิ้นขึ้นมา นางควรจะพูดอย่างไรต่อเล่า?


อวี้ถังลังเลอยู่พักหนึ่ง นางกัดฟันแน่น แล้วย้อนกลับไปที่โรงจำนำอีกครั้ง


ภายในโรงจำนำ บุรุษชุดเขียวครามที่นางเห็นก่อนหน้านี้ไม่รู้ว่าออกมาตั้งแต่เมื่อใด กำลังยืนพูดกับเถ้าแก่ใหญ่ถงว่า “อายุเท่านี้ก็รู้จักหลอกลวงคนแล้ว ต่อไปหากมีเรื่องทำนองนี้อีก ห้ามปล่อยไปง่ายๆเด็ดขาด!”


เถ้าแก่ใหญ่ถงยืนค้อมหลังผงกศีรษะอยู่เบื้องหน้าบุรุษผู้นั้น ขณะกำลังเอ่ยตอบ ก็เงยหน้าขึ้นมาเห็นอวี้ถังเสียก่อน


เขาอ้าปากค้าง ทำหน้ากระอักกระอ่วน


[1] เอินเคอ ก็คือการสอบเคอจวี่ประเภทหนึ่ง ‘เอิน’ แปลว่า บุญคุณ เป็นการจัดสอบเฉพาะกิจในช่วงเวลาพิเศษ เช่น เนื่องในโอกาสเฉลิมพระชนม์พรรษาของไทเฮา เป็นต้น


[2] ปลาจิ๋นหลี่ หรือก็คือปลาคาร์พ นิยมเลี้ยงไว้เพื่อเสริมความเป็นสิริมงคล


[3] ชุดต้าวผาว เป็นชุดเสื้อยาวทรงตรง คอเสื้อป้ายทับกัน จะคาดด้วยเข็มขัด เชือกหรือใช้แถบผ้าผูกทับก็ได้


ตอนที่ 9: งานคัดลอก


บุรุษชุดเขียวสัมผัสได้ถึงความผิดปกติของเถ้าแก่ใหญ่ถง ถึงหมุนกายกลับมา


อวี้ถังจึงได้เห็นดวงหน้าที่งดงามและมีอำนาจกดข่มคนอย่างรุนแรง


นางหยุดหายใจไปในทันที


แต่ก็ถูกสายตาเฉยเมยที่บุรุษผู้นั้นใช้มองมาทิ่มแทงจนบาดเจ็บ


ดวงหน้าอวี้ถังร้อนเป็นไฟ รีบอธิบายไปว่า “ข้าไม่ได้เอาของปลอมมาจำนำ บิดาข้าซื้อภาพนี้มาจากสหายผู้หนึ่ง…”


บุรุษชุดเขียวไม่เชื่อนางสักนิด มองนางราวกับวัตถุล่องหน เขายกสันกรามขึ้นเล็กน้อยเป็นการพยักหน้าให้เถ้าแก่ใหญ่ถง จากนั้นก็เดินผ่านอวี้ถังไป


เหตุใดเป็นเช่นนี้เล่า?!


อวี้ถังกรีดร้องในใจ นางนิ่งอึ้งอยู่ค่อนวัน แล้วหันไปมองตามอย่างไม่รู้ตัว ตะโกนอย่างขุ่นเคืองว่า “ข้าไม่ได้มาต้มตุ๋นผู้อื่นจริงๆ…”


บุรุษชุดเขียวหันกลับมามองนางทีหนึ่ง


นัยน์ตาสีนิลนั้นใสกระจ่าง รินระเรื่อยดั่งบึงน้ำลึกในฤดูหนาว เย็นเยียบเข้าลึกถึงกระดูก


อวี้ถังพลันสะท้านสั่นในอก


วาจามากมายที่คิดจะแก้ต่างกลับติดอยู่ในลำคอ


นางยืนนิ่งอยู่ที่เก่า


เถ้าแก่ใหญ่ถงรีบร้อนเดินตามไปส่งบุรุษชุดเขียวอย่างกระตือรือร้น


อวี้ถังเพิ่งจะสังเกตเห็นในตอนนี้เองว่า หน้าประตูใหญ่มีรถม้าประดับม่านสีเขียวมาจอดรออยู่ตั้งแต่เมื่อไรไม่รู้


เถ้าแก่ใหญ่ถงย้ายตั่งวางเท้ามาวางให้ด้วยตนเอง กำลังจะเข้าไปประคองบุรุษผู้นั้นให้ปีนขึ้นรถม้า ทว่ากลับถูกชายร่างผอมในชุดตัวสั้นสีดำ ซึ่งยืนอยู่ข้างรถม้าชิงตัดหน้าถลกม่านขึ้นให้เสียก่อน 


เถ้าแก่ใหญ่ถงไม่ได้ถือสา ค้อมหลังถอยออกมาหลายก้าว มองจนรถม้าวิ่ง ‘ตึงๆ’ จากไปไกล จึงค่อยยืดหลังตรงแล้วหมุนกายเดินกลับเข้าโรงจำนำ เขาเอ่ยด้วยรอยยิ้มตาหยีว่า “แม่นาง เหตุใดท่านถึงย้อนกลับมาอีกขอรับ? มีเรื่องสำคัญใดอีกหรือไม่?”


อวี้ถังอดจะส่งยิ้มสว่างไสวให้กับเถ้าแก่ใหญ่ถงไม่ได้ กล่าวว่า “คุณชายเมื่อสักครู่คือใครหรือ?”


เถ้าแก่ใหญ่ถงหัวเราะอย่างอ่อนโยน ไม่ได้ตอบคำถามของนางอย่างตรงไปตรงมา ค้อมตัวยื่นมือบอกเป็นนัยว่าให้นางเข้าไปคุยกันด้านใน พร้อมทั้งฉีกยิ้มพูดว่า “แม่นางมีเรื่องใดก็เข้าไปสนทนาด้านในเถอะขอรับ”


อวี้ถังพลันได้สติขึ้นมา


แม้จะบอกว่าใช้ชีวิตมาแล้วสองชาติ ทว่านางก็ยังไม่เคยพบใครที่งดงามยิ่งไปกว่าบุรุษชุดเขียวผู้นั้นเลย แต่นางผู้เป็นสตรี กลับไต่ถามผู้อื่นว่าบุรุษผู้นั้นเป็นใคร…ยังดีที่เถ้าแก่ใหญ่ถงเป็นคนจิตใจกว้างขวาง ไม่ได้แดกดันนางอย่างเดียว ไม่เช่นนั้นนางคงต้องเอาศีรษะมุดดินหนีไปแล้ว


อวี้ถังทำทีว่าลำบากใจ ก่อนจะส่งภาพผืนนั้นให้เถ้าแก่ใหญ่ถง แล้วขอคำชี้แนะอย่างตรงไปตรงมา “เถ้าแก่ใหญ่ ท่านบอกว่าภาพนี้เป็นของปลอม ท่านมีหลักฐานอะไรหรือไม่?”


เถ้าแก่ใหญ่ถงพลันชะงักนิ่งไป


เถ้าแก่น้อยถงคิดว่านางย้อนกลับมาเพื่อหาเรื่อง จึงรีบก้าวขึ้นมาขวางเถ้าแก่ใหญ่ถงไว้ด้านหลัง เอ่ยว่า “แม่นาง โรงจำนำสกุลเผยของพวกเราเป็นร้านเก่าแก่ในเมืองหลินอันมาร้อยกว่าปี ท่านพอเปิดปากก็เรียกชื่อพวกเราถูก คิดว่าคงสืบข่าวมาก่อนแล้ว 


โรงจำนำของพวกเราไม่เคยทำเรื่องสลับสับเปลี่ยนสินค้ามาก่อน หากว่าท่านไม่เชื่อ สามารถตรวจสอบภาพวาดอย่างละเอียดดูก็ได้ ท่านเดินถือเข้ามาอย่างไร พวกเราก็คืนกลับไปเช่นนั้น 


แม้จะบอกว่า ภาพ ‘ตกปลาใต้ต้นสนริมน้ำ’ ภาพนี้มีชื่อเสียง แต่โรงจำนำของพวกเราใช่ว่าไม่เคยเห็นของดีมีราคา เพียงเพื่อภาพนั้นของท่านแลกกับชื่อเสียงที่ต้องป่นปี้ พวกเราคงแลกไม่ลงหรอกขอรับ”


อวี้ถังอับอายจนหน้าแดงเถือก รีบเอ่ยว่า “ไม่ใช่ ไม่ใช่ ข้าไม่ได้สงสัยว่าพวกเจ้าสับเปลี่ยนของ ภาพวาดผืนนี้ ผู้อื่นก็ขายต่อให้สกุลข้ามาอีกที ข้าแค่อยากจะรู้ว่าภาพผืนนี้มีปัญหาที่ตรงไหน ถึงเวลานั้นข้าจะได้ไปเอาเรื่องคนถูก!”


เถ้าแก่ถงทั้งสองต่างถอนหายใจอย่างโล่ง.อก


เถ้าแก่น้อยถงพูดอย่างรวดเร็วว่า “พวกท่านไม่ควรเห็นแก่ผลประโยชน์เล็กน้อยเลย…พวกเราสกุลเผยเปิดโรงจำนำมาตั้งกี่ปีแล้ว ไม่ว่าจะจำนำเป็นหรือจำนำตาย ล้วนไม่บังคับใจผู้อื่น ถ้าเขาขัดสนเงินทองจริงๆ เหตุใดไม่เอามาจำนำกับร้านของเราเล่า…”


“เจ้าพูดจากับลูกค้าเช่นนี้ได้ด้วยรึ?” เถ้าแก่ใหญ่ถงตวาดใส่เถ้าแก่น้อยถงพร้อมกับตัดบทเขา จากนั้นก็หยุดคิดเล็กน้อยแล้วเอ่ยว่า “จะบอกว่าภาพนี้เป็นของปลอม ก็ไม่ถูกต้องเสียทั้งหมดขอรับ”


อวี้ถังชะงักไป แล้วถามว่า “ท่านหมายความว่าอย่างไร?”


เถ้าแก่ใหญ่ถงพูดต่อว่า “แม่นางอาจจะไม่รู้ ภาพเก่าแก่ที่ตกทอดกันมาหลายๆรุ่น ส่วนใหญ่มักใช้กระดาษเซวียนจื่อวาด กระดาษเซวียนจื่อนี้ มีลักษณะเด่นอยู่สองประการ หนึ่งคือดูดซับหมึกได้ยอดเยี่ยม หรือพูดว่าหมึกสามารถซึมทะลุผ่านหลังกระดาษไปได้ 


ส่วนลักษณะเด่นอีกประการ มันทำมาจากเยื่อกระดาษที่ซ้อนทับกันหลายชั้นแล้วตากแดดซ้ำๆ จิตรกรชั้นสูงที่ฝีมือถึงขั้น มักจะแยกชั้นกระดาษเซวียนจื่อออกมาเป็นแผ่นๆได้ เหตุใดข้าจึงพูดว่าภาพเก่าแก่ผืนนี้ของท่านเป็นงานคัดลอกแต่ไม่ใช่ของปลอมน่ะรึ? 


เมื่อครู่พวกเราได้ให้คุณชายที่เชี่ยวชาญในการประเมินภาพวาดของร้านเราดูแล้ว ภาพผืนนี้ของท่านเป็นฝีมือของหลี่ถังจริง ทว่ากระดาษชั้นบนสุดถูกผู้อื่นลอกออกไปแล้ว ภาพผืนนี้ เป็นแผ่นที่อยู่ด้านล่างลงมา ดังนั้นท่านว่า…”


เขาพูดไปก็คลี่ม้วนกระดาษออก แล้วชี้ให้อวี้ถังดู “ตรงนี้ ตรงนี้ เห็นชัดว่ามีการวาดเติมเข้าไปภายหลัง ยังขาดอารมณ์อันยิ่งใหญ่และจับต้องไม่ได้อยู่…”


ไม่ใช่เพราะตราประทับหรอกหรือ?


อวี้ถังรู้สึกสับสนอยู่บ้าง


เถ้าแก่ใหญ่ถงมองหน้าอ่อนหัดของอวี้ถัง ไม่อาจทนใจแข็งต่อได้ จึงเอ่ยต่อด้วยความเห็นอกเห็นใจว่า “หากแม่นางเดือดร้อนเรื่องเงินจริงๆ คิดจะจำนำภาพผืนนี้ ก็ใช่ว่าจะไม่ได้ ทว่าจำนำได้ไม่กี่ตำลึงเท่านั้น”


อวี้ถังฟังจบก็ชี้ไปที่ตราประทับ ‘เหมยหลิน’ ที่อยู่ด้านบน ถามว่า “ตราประทับนี้มีปัญหาอะไรหรือไม่?”


เถ้าแก่ใหญ่ถงได้ยินดังนั้น ก็มองนางอย่างลึกซึ้งทีหนึ่ง


ในใจอวี้ถังร้องตะโกนว่าแย่แล้ว


นางถามไปอย่างนั้น เห็นชัดว่าเป็นการปล่อยไก่…ในเมื่อสงสัยว่าตราประทับมีปัญหา รู้อยู่แล้วว่าภาพผืนนี้ไม่ถูกต้อง ยังคิดเอามาจำนำที่ร้านอีก…


อวี้ถังเหลือบมองสีหน้าของเถ้าแก่ใหญ่ถง ซึ่งไม่เหลือไมตรีดังเก่า


นางพยายามอธิบายว่า “มิใช่เช่นนั้น ข้าคิดว่าในเมื่อใต้เท้าจั่วเป็นผู้เก็บรักษามัน มันก็ไม่ควรจะมีปัญหาสิ…”


เพียงแต่เถ้าแก่ใหญ่ถงไม่เชื่อใจนางอีกแล้ว สีหน้ามีเพียงความเกรงใจและห่างเหินอย่างที่พ่อค้ามักทำกัน เขาเอ่ยยิ้มๆว่า “แม่นางกล่าวถูกแล้ว ภาพผืนนี้สุดท้ายตกอยู่ในมือของใต้เท้าจั่ว ทว่าภาพผืนนี้ของแม่นางก็เป็นของคัดลอกมิผิดแน่ ขออภัยที่โรงจำนำของเราไม่อาจรับไว้ได้ หากว่าแม่นางยังมีของดีอย่างอื่น ค่อยกลับมาหาพวกเราใหม่เถอะขอรับ”


เถ้าแก่น้อยถงจึงรีบส่งแขกด้วยตนเอง


อวี้ถังโมโหจนวิงเวียนศีรษะ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตนเองเดินกลับมาได้อย่างไร หลังกลับมาก็ดื่มชาใบหยาบไปสองถ้วย ถึงค่อยสงบอารมณ์ลงได้


หลู่ซิ่นช่างไร้ยางอายจริงๆ!


ได้เงินจากสกุลนางไปแล้วคิดจะหนีอย่างนั้นรึ มีเรื่องดีๆเช่นนี้ที่ไหนกัน?!


อวี้ถังตะโกนเรียกอาเสา แล้วให้เหรียญทองแดงเขาไปสิบกว่าเหรียญ สั่งการว่า “เจ้าไปสืบหาที่อยู่ของหลู่ซิ่วไฉมาที อย่าให้ท่านพ่อรู้ล่ะ”


อาเสาคอยวิ่งซื้อขนมให้อวี้ถังลับหลังอวี้เหวินและคนสกุลเฉินบ่อยๆ เขารับคำยิ้มๆอย่างไม่ใส่ใจ จากนั้นก็ออกไปตามสืบเรื่องของหลู่ซิ่นทันที


กระทั่งตกบ่าย เขาก็กระหืดกระหอบกลับมารายงานอวี้ถังว่า “นายท่านหลู่ไม่รู้ไปล่วงเกินใครเข้า? เขาถึงกับเอาเรือนไปจำนำไว้กับผู้อื่น บอกว่าจะไปหาญาติที่เมืองหลวง แต่ต่อให้มีญาติพี่น้องอยู่เมืองหลวง แล้วจะอาศัยอยู่เรือนผู้อื่นไปตลอดชีวิตเลยหรือขอรับ?”


ชาติก่อน หลู่ซิ่นไม่เคยกลับมาที่เมืองหลินอันอีก


อวี้ถังหัวเราะเสียงเย็น ถามว่า “แล้วตอนนี้เขาออกเดินทางหรือยัง?”


“ทุกคนต่างเข้าใจว่าเขาจากไปแล้ว” อาเสาตอบอย่างฉลาดเฉลียว “แต่บ่าวสืบมาแน่ชัดแล้ว เขามีคนรักอยู่ที่ตรอกฮวาเอ๋อร์ หลายวันนี้เขาก็กินนอนอยู่ที่ตรอกนั่น เกรงว่าคงตัดใจจากคนรักไปไม่ลงขอรับ”


สมองของอวี้ถังหมุนแล่นเร็วจี๋ นางถอนหายใจหนึ่งเฮือก แล้วประนมมือไหว้ไปทางทิศตะวันตก จากนั้นก็กวักมือเรียกอาเสา สั่งงานข้างหูเขาพักใหญ่


ตรอกฮวาเอ๋อร์ตั้งอยู่ด้านหลังถนนฉางซิ่ง เป็นตรอกคดเคี้ยวสายหนึ่ง ทิศตะวันออกเชื่อมกับถนนฉางซิ่ง ทิศตะวันตกเชื่อมกับถนนศาลาว่าการ สองข้างทางล้วนปลูกการบูรต้นใหญ่จนคนโอบไม่รอบ พอตกค่ำ โคมแดงจะถูกแขวนสูงเด่น แว่วเสียงสตรีหัวเราะคิกคัก ผู้คนวุ่นวายจอแจ


เพราะถนนฉางซิ่งถูกไฟไหม้ ร้านค้าก็โดนเผาวอดวายไม่มีเหลือ ซากปรักหักพังเห็นแล้วไม่น่ามอง จึงมีคนใช้ผ้ากันฝนไปกั้นเส้นทางที่เชื่อมไปสู่ถนนฉางซิ่งเอาไว้ เหลือเพียงเส้นที่เชื่อมกับถนนศาลาว่าการเท่านั้น


ตกค่ำช่วงยามซวี นับเป็นเวลาที่ตรอกฮวาเอ๋อร์คึกคักที่สุด รถม้าหนึ่งคันหยุดลงหน้าร้านของฉู่ต้าเหนียง ฮูหยินเอวหนาร่างใหญ่เจ็ดแปดคนเฮโลกันลงมาจากรถม้า มือกำไม้กระบอง เดินดุ่มๆเข้าไปในร้านทันที


ทุกคนต่างเป็นคนเก่าแก่ในตรอกเฟิงเยวี่ย พอเห็นรูปการณ์เช่นนี้ก็รู้ทันทีว่าบ้านใหญ่คงมาตามเอาเรื่องเป็นแน่ จึงได้ล้อมวงกันเข้ามาดูอย่างตื่นเต้น รอดูเรื่องขำขันพร้อมปากที่ซุบซิบไม่หยุด


เสียงข้าวของแตกโครมครามดังขึ้นในร้านฉู่ต้าเหนียง ฮูหยินร่างสูงใหญ่ผู้หนึ่งกระชากคอเสื้อหลู่ซิ่นลากไปนอกร้าน ทางหนึ่งก้าวเท้าสวบๆ ทางหนึ่งก็พูดเสียงดังลั่นว่า “เจ้ามาดื่มกินที่ร้านก็ดื่มกินไป เหตุใดเพื่อเด็กสาวในร้านแล้วถึงกลับเอาเรือนไปจำนำเสียได้? ต่อไปเจ้าจะให้พวกข้าไปอยู่ที่ไหน? เอาอะไรกิน? เอาอะไรดื่ม?”


เมืองหลินอันจะว่าใหญ่ก็ไม่ใหญ่ จะว่าเล็กก็ไม่เล็ก ยิ่งหลู่ซิ่นเป็นคนที่ชอบยุ่งเรื่องคนอื่นไปทั่ว ที่ไหนมีเรื่องล้วนต้องยื่นเท้าเข้าไปสอด คนที่รู้จักเขาจึงมีมาก พอเห็นว่าเหตุการณ์ลุกลามใหญ่โตคนก็ยิ่งหัวเราะเสียงดังลั่น…


มีคนพูดขึ้นว่า “มิน่าหลู่ซิ่วไฉวันๆ เห็นเอาแต่กกตัวอยู่ที่ร้าน ที่แท้ฮูหยินในเรือนก็สูงใหญ่บึกบึนเพียงนี้ ถ้าเป็นข้า ข้าก็คงอยู่ไม่ไหวเหมือนกัน”


จากนั้นก็มีคนตั้งข้อสงสัยต่อว่า “มิใช่พูดกันว่าหลังจากฮูหยินของหลู่ซิ่วไฉเสียไปก็ไม่ได้แต่งงานใหม่ ไม่มีกระทั่งบุตรสาวบุตรชายหรอกรึ? แล้วนี่มีฮูหยินโผล่มาจากไหนได้?”


มีคนเดาว่า “อาจจะเป็นคนรักเหมือนกันก็ได้ ทว่าคนหนึ่งเลี้ยงไว้ในเรือน คนหนึ่งเลี้ยงไว้นอกเรือน”


หลู่ซิ่นเดือดดาลจนปากแทบเบี้ยว ไม่รู้ว่ามีฮูหยินจากไหนโผล่มาก่อเรื่องต่อหน้าเขา เขาคิดจะแก้ต่างให้ตนเองสักคำ ทว่าคอเสื้อก็รัดลำคอแน่น สักประโยคก็พูดออกมาไม่ได้ เขาต้องอยู่ในท่านั้นกระทั่งฮูหยินผู้นี้ลากเขาขึ้นรถม้า ยัดผ้าขี้ริ้วอุดปากเขา แล้วออกรถวิ่งไปจากตรอกฮวาเอ๋อร์


เกรงว่าเรื่องในวันนี้ของเขาจะถูกคนเมืองหลินอันเอาไปนินทากันจนชั่วชีวิต


หลู่ซิ่นเกร็งฟันขบแน่นด้วยความเดือดดาลสุดขีด


ถ้าหากรู้ว่าผู้ใดวางแผนเล่นงานเขาละก็ เขาไม่ทางปล่อยเอาไว้แน่!


รถม้าหยุดลงที่หน้าถนนฉางซิ่ง


หลู่ซิ่นถูกกระชากตัวลงมา


แสงจันทร์สาดกระทบหัวเสาและเศษกระเบื้องบนถนนฉางซิ่ง เห็นเป็นภาพเปลี่ยวร้างได้รางๆ เสียงขับร้องบรรเลงเพลงที่ดังลอยมาจากตรอกฮวาเอ๋อร์ซึ่งอยู่ถัดไปฟังแล้วให้อารมณ์แปร่งหู ทำให้หนังศีรษะเขาชาหนึบ สองขาสั่นระริก


“เจ้า พวกเจ้าคิดจะทำอะไร?” หลู่ซิ่นถามออกไปอย่างระแวดระวัง


อวี้ถังใช้ผ้าโพกศีรษะไว้ แล้วเดินออกมาจากเงามืดหลังกำแพงรกร้าง


หลู่ซิ่นจำนางได้ในแวบแรกที่เห็น


เขากระโดดตัวโยนราวกับโดนเหยียบหาง ชี้หน้าด่าทอนางว่า “เหตุใดเป็นเจ้า? เจ้าคิดจะทำอะไร? ข้าจะให้บิดาเจ้าเป็นคนตัดสินเรื่องนี้!”


อวี้ถังตอบกลับคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม “จะให้บิดาข้าตัดสินทำไม! เจ้ากับข้าไปให้ศาลาว่าการตัดสินให้ดีกว่า!”


หลู่ซิ่นตกตะลึง


อวี้ถังโยนภาพผืนนั้นลงที่ข้างเท้าของหลู่ซิ่น “เจ้ามิใช่บอกว่านี่เป็นภาพ ‘ตกปลาใต้ต้นสนริมน้ำ’ ของหลี่ถังในราชวงศ์ก่อนรึ? เถ้าแก่ถงที่โรงจำนำสกุลเผยเป็นเพื่อนกับสกุลข้าพอดี ข้าถือภาพผืนนี้ไปให้เถ้าแก่ตรวจสอบแล้ว 


เถ้าแก่ถงพูดเองกับปากว่า นี่เป็นภาพคัดลอก อย่างมากก็ขายได้สามตำลึงห้าตำลึงเท่านั้น เลือกมาสิ ข้ากับเจ้าจะไปที่ศาลาว่าการสักครั้ง หรือเจ้าจะคืนเงินที่หลอกเอาจากบิดาข้าไป!”


หลู่ซิ่นแทบเต้นเร่าๆ “เจ้ามันเด็กเลี้ยงแกะ คิดห่มหนังเสือมาพูดจาใหญ่โต หวังจะใช้สกุลเผยมาข่มข้าอย่างนั้นรึ?! สกุลเจ้ามีพื้นเพอย่างไรคิดหรือว่าข้าไม่รู้? เจ้าพูดว่าเป็นภาพคัดลอกก็เป็นภาพคัดลอกจริงๆได้หรือ ข้าว่าเจ้าแอบสับเปลี่ยนของเองมากกว่า อยากได้ภาพแต่ไม่คิดจ่ายเงินล่ะสิ ถึงปรักปรำข้าว่าขายของปลอมให้สกุลของเจ้า”


ฮูหยินผู้นั้นออกแรงเพิ่ม กดหลู่ซิ่นลงบนพื้นอีกครั้งหนึ่ง


อวี้ถังเอ่ยอย่างดูแคลนว่า “ข้ารู้อยู่แล้วว่าเจ้าต้องไม่ยอมรับ และไม่หวังให้เจ้ายอมรับผิดด้วย พรุ่งนี้ตอนฟ้าสางพวกเราก็ไปที่ศาลาว่าการ ข้าเชิญเถ้าแก่ถงมาเป็นพยานให้แล้ว ของจริงไม่อาจปลอม ของปลอมไม่อาจจริง ถึงเวลานั้นเจ้าก็รอรับโทษอย่างคนพ่ายแพ้ไปแล้วกัน!”


[1] จำนำตาย หมายถึง การขายขาดสิ่งของชิ้นนั้นให้กับโรงจำนำ ทิ้งสิทธิ์ในการไถ่ของคืน การจำนำประเภทนี้จะได้เงินค่อนข้างสูง ซึ่งจะตรงข้ามกับจำนำเป็นที่ได้เงินตอบแทนน้อยกว่า แต่ยังสามารถกลับมาไถ่ของคืนได้


[2] ยามซวี คือเวลาประมาณ19:00-20:59น.


ตอนที่ 10: ลาก่อน


อย่ามองว่าวาจาของอวี้ถังพูดได้เป็นเหตุเป็นผล ฟังดูมีพลังโน้วน้าวใจคนได้ เพราะความจริงในใจนางล้วนเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด


นางแอบอ้างชื่อของสกุลเผย นับว่านางทำไม่ถูก


แต่นอกจากวิธีนี้แล้ว นางไม่มีทางอื่นอีก


นางลอบคิดในใจ รอให้เรื่องนี้ผ่านไปก่อน นางจะต้องไปวัดแล้วจุดธูปขอพรให้ท่านผู้เฒ่าสกุลเผยแน่ ขอบคุณที่สกุลเผยปกป้องคุ้มครองสกุลนาง และเหล่าชาวเมืองมาตลอดหลายปี หากว่ามีโอกาสใช้ความสามารถของตนทำอะไรเพื่อตอบแทนสกุลเผยได้ นางจะทุ่มเทกายใจ ไม่มีย่นย่อแม้สักนิด


หลู่ซิ่นฟังคำของอวี้ถังแล้วยังเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง


ไม่กลัวเหตุที่แน่นอน กลัวก็แต่เหตุไม่คาดฝัน


สกุลอวี้กับสกุลเผยไม่เคยมีปฏิสัมพันธ์ต่อกัน ทว่าหลายวันก่อนเขากลับเชื่อมสะพานให้ด้วยตนเอง เชิญหมอหลวงจากสกุลเผยไปตรวจอาการให้กับคนสกุลเฉิน อวี้เหวินเคยพูดกับเขาว่า ต้องการไปคารวะน้ำใจท่านผู้เฒ่าสกุลเผยด้วยตนเอง ใครจะรู้ว่าระหว่างพวกเขาได้สนทนาสิ่งใดไปบ้าง?


คิดถึงตรงนี้ เขาก็กระทืบเท้าด้วยความเจ็บใจ


ถ้ารู้แต่แรกว่าจะเป็นเช่นนี้ เขาก็คงไม่เข้าไปยุ่งเรื่องของสกุลอวี้หรอก


แต่ถ้าไม่เข้าไปยุ่งเรื่องของสกุลอวี้ แล้วอวี้เหวินจะยอมควักเงินสองร้อยตำลึงมาซื้อภาพวาดของเขาอย่างง่ายดายเช่นนี้หรือ?


หลู่ซิ่นเอ่ยต่ออย่างดึงดันว่า “ข้าจะไปพบบิดาเจ้า! ข้ามีบุญคุญด้วยเคยช่วยเหลือภรรยาเขามาก่อน เขาตอบแทนข้าเยี่ยงนี้ได้รึ!”


อวี้ถังก้มหน้ามองเขา เอ่ยว่า “เจ้าคิดว่าข้าจะกล้าทำถึงขั้นนี้หากไม่ได้รับการเห็นชอบจากท่านพ่อหรือ? ท่านพ่อข้าก็แค่ไม่ต้องการเห็นหน้าสหายที่ไร้สัจจะแบบเจ้าอีกก็เท่านั้น” พูดจบ นางก็ส่งสายตาให้อาเสา เอ่ยว่า “เจ้าพาคนไปส่งให้เถ้าแก่ถงก่อน พรุ่งนี้ค่อยมาถกกันใหม่”


อาเสาตอบเสียงดังฟังชัดว่า “ขอรับ”


หลู่ซิ่นพลันกระสับกระส่าย ทำเป็นเอ่ยเสียงแข็งว่า “เจ้าคิดจะทำอะไร? เจ้าไม่กลัวเสื่อมเสียชื่อเสียง วันข้างหน้าหาคนแต่งงานไม่ได้รึ?”


อวี้ถังตอบอย่างไม่ใส่ใจว่า “สกุลข้าถูกเจ้าต้มตุ๋นจนบ้านแตกสาแหรกขาด ข้ายังจะแต่งให้คนดีๆที่ใดได้อีก?”


สองคนแลกเปลี่ยนวาจาคมกริบไปพักหนึ่ง อย่างไรหลู่ซิ่นก็เกรงกลัวสกุลเผย จึงเอ่ยว่า “ถ้าจะเอาเงินก็ไม่มีหรอก…ข้าใช้จ่ายไปห้าสิบตำลึงแล้ว”


อวี้ถังให้อาเสาค้นตัวเขา เจอตั๋วเงินทั้งสิ้นหนึ่งร้อยแปดสิบตำลึง


นางสบถใส่หลู่ซิ่นไปคำหนึ่ง แล้วร่างหนังสือขึ้นมาตรงนั้นให้หลู่ซิ่นประทับลายนิ้วมือลงไป “พวกเรามาตกลงกันให้ชัดเจน เจ้ายินดีขายภาพ ‘ตกปลาใต้ต้นสนริมน้ำ’ ฉบับคัดลอกผืนนั้นให้สกุลข้าในราคายี่สิบตำลึง ให้หนังสือฉบับนี้เป็นหลักฐาน ต่อไปไม่มีสิ่งใดเกี่ยวข้องกันอีก อีกอย่างข้าก็จ่ายสามสิบตำลึงนี้ให้เจ้าใช้เป็นค่าเดินทาง เรื่องนี้ถือว่าเลิกแล้วต่อกัน”


หลู่ซิ่นมีหรือจะพอใจ


อวี้ถังข่มขู่เขาต่อว่า “ได้ยินว่ามีหลายคนถูกไฟคลอกตายที่ถนนฉางซิ่ง หากว่าข้าซ่อนเจ้าไว้ตรงนี้ ไม่รู้เมื่อใดจึงจะมีคนมาพบ”


หลู่ซิ่นจ้องเขม็งที่อวี้ถังอย่างโกรธแค้นราวกับงูพิษตัวหนึ่ง


อวี้ถังในชาติก่อนพบเจอเรื่องที่ยากลำบากกว่านี้นัก มีหรือจะรู้สึกสั่นไหวเพียงเพราะสายตาคู่นั้นของหลู่ซิ่น?


นางกดนิ้วของหลู่ซิ่นให้ประทับลงบนหนังสือราวกับว่ารอบข้างไร้ผู้คน เสร็จแล้วก็เก็บหนังสือไว้อย่างดี โยนตั๋วเงินสามสิบตำลึงให้หลู่ซิ่น แล้วบอกให้เขาไสหัวไป


หลู่ซิ่นจากไปพร้อมความเคียดแค้น


อวี้ถังล้วงเงินออกมาอีกยี่สิบตำลึงเพื่อขอบคุณเหล่าฮูหยินที่มาช่วยเหลือ หลังจากส่งพวกนางกลับไปแล้ว ก้อนหินใหญ่ที่อยู่ในใจพลันวางลงได้เสียที


อาเสาเอ่ยอย่างกังวลใจว่า “คุณหนูใหญ่ หลู่ซิ่วไฉคงไม่เอาเรื่องนี้ไปฟ้องนายท่านหรอกนะขอรับ”


อวี้ถังตบหนังสือสัญญาที่เก็บใส่ในถุงหอมข้างเอว เอ่ยว่า “ถ้าเขากล้าโผล่หน้าไปก็ลองดู”


อาเสาค่อยสบายใจขึ้น แล้วเริ่มรู้สึกเสียดายเงินสามสิบตำลึงนั้นขึ้นมา “เหตุใดท่านยังให้เงินเขาไปตั้งมากมายล่ะขอรับ?”


อวี้ถังตอบอย่างไม่ใส่ใจว่า “คนเท้าเปล่าไม่กลัวคนใส่รองเท้าหรอก มิใช่ว่าเขาร้อนใจจะไปเมืองหลวงหรือ? ถ้าพวกเราไม่ให้เงินเขาแม้สักอีแปะเดียว ปิดตายทางรอดของเขา ไม่แน่เขาอาจจะเข้าตาจน แล้วย้อนมาแว้งกัดสกุลเราก็เป็นได้ สามสิบตำลึงนั้นถือว่าซื้อความสงบสุขก็แล้วกัน”


หวังว่าหลู่ซิ่นจะเหมือนกับชาติที่แล้ว หลังจากเดินทางไปเมืองหลวงก็ไม่เคยกลับมาอีกเลย


อาเสาหัวเราะอย่างเข้าอกเข้าใจ


อวี้ถังพลันสบายใจขึ้นมาเปราะหนึ่ง


เพียงแต่คาดไม่ถึงว่า พอนางหันหลังกลับมา ก็เห็นดวงตามืดสลัวคู่หนึ่งอยู่หลังเงากำแพงเก่าฝั่งตรงข้าม จ้องเขม็งมาที่นางอย่างนิ่งเงียบ


อวี้ถังตกใจหัวใจแทบวาย


หรือนั่นคือวิญญาณคนที่ถูกไฟคลอกตายบนถนนฉางซิ่ง?


นางก้าวขาเตรียมจะออกวิ่ง ใครจะคิดว่าเท้าสองข้างคล้ายถูกถ่วงด้วยตะกั่ว จะออกแรงอย่างไรก็ยกไม่ขึ้น


อวี้ถังสั่นระริกไปทั้งตัว กอดอาเสาจนแทบจะรวมร่างเป็นหนึ่งเดียวกันแล้ว


เจ้าของดวงตาคู่นั้นเคลื่อนตัวออกมาจากหลังกำแพงอย่างไร้สุ้มเสียง


แสงจันทร์ส่องกระทบลงที่ดวงหน้าของเขา


อายุประมาณยี่สิบสามยี่สิบสี่ปี คิ้วตาน่ายล ทว่าเย็นเยียบดั่งบึงน้ำในฤดูหนาว เครื่องหน้าดั่งหยกแต่แผ่อำนาจกดข่มคน


ที่แท้ก็คือบุรุษชุดเขียวที่นางได้พบที่โรงจำนำนี่เอง


เขาในตอนนี้กำลังสาวเท้าเข้ามาอย่างเชื่องช้า ซากปรักหักพังบนถนนฉางซิ่งคล้ายกลายเป็นสวนหลังบ้านของเขาไปแล้ว


อวี้ถังเบิกตาโต


เขามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร?


อวี้ถังรีบเคลื่อนสายตาไปมองด้านหลังเขา


มีเงา!


นางค่อยถอนหายใจเฮือก


ดีชั่วอย่างไรก็เป็นคน ไม่ใช่ภูตผีปีศาจ!


อวี้ถังตบอกตัวเองเบาๆเป็นการปลอบขวัญ พอนึกถึงท่าทีที่เขามีต่อนางตอนอยู่ในโรงจำนำ ก็ไม่รู้ว่าต้องทักทายเขาอย่างไร ทว่าบุรุษชุดเขียวกลับมองนางแล้วเลิกคิ้วถามว่า “สกุลเผย? เจ้าสนิทกับเถ้าแก่ถงของโรงจำนำสกุลเผยรึ? ทั้งเถ้าแก่ถงยังบอกกับเจ้าอีกว่านี่เป็นภาพคัดลอก?”


น้ำเสียงเขาราบเรียบเย็นชา อวี้ถังได้ฟังพลันหน้าขึ้นสี รู้สึกจนตรอกอย่างที่สุด


เรื่องเหลวไหวที่สุดที่นางเคยทำมา หนึ่งคือเอาภาพไปจำนำที่โรงจำนำสกุลเผย สองคือแอบอ้างชื่อสกุลเผยมาข่มขู่หลู่ซิ่น


แล้วทั้งสองเรื่องนี้กลับตกอยู่ในสายตาของบุรุษที่อยู่เบื้องหน้าทั้งหมด


เขาต้องคิดว่านางเป็นคนเลวทรามต่ำช้า อวดอ้างแสดงตนเพื่อหลอกลวงผู้อื่นไปทั่วเป็นแน่


พอคิดได้ดังนั้น อวี้ถังก็รู้สึกไม่สบายตัวเอาเสียเลย นางรีบเอ่ยว่า “ไม่ใช่นะ ไม่ใช่! เจ้าฟังข้าพูดก่อน นี่ก็คือคนที่ขายภาพนั้นให้ข้า…”


“ถ้าไม่ใช่เห็นแก่ที่เจ้าเป็นผู้เสียหาย เจ้าคิดว่าตนจะมีโอกาสแอบอ้างชื่อสกุลเผยแล้วพูดจาเหลวไหลอยู่ตรงนี้ได้หรือ?” บุรุษผู้นั้นเอ่ยเสียงคมกริบ ไม่คิดจะฟังนางอธิบายแม้สักคำเดียว เขาเอ่ยแทรกตัดบทอย่างไร้ซึ่งความเกรงใจ 


“เห็นแก่ที่เจ้าอายุยังน้อย เพียงหวังเอาเงินทองที่ถูกหลอกไปกลับคืนมา เรื่องนี้ข้าจะไม่สืบสาวเอาความ หากว่ามีครั้งต่อไป จะไม่อ่อนข้อให้อีก!”


ที่แท้เขาก็เห็นทั้งหมดแล้วสินะ!


โชคดีที่เขาไม่เข้ามาเปิดโปงนาง


อวี้ถังค่อยใจชื้นขึ้นบ้าง


ทว่า ฟังจากน้ำเสียงเช่นนี้ของเขา หากมิใช่เป็นคนสกุลเผยก็ต้องมีส่วนเกี่ยวข้องกับสกุลเผยแน่


หากว่าเปลี่ยนเป็นนางที่เจอคนทำตัวเป็นจิ้งจอกอาศัยบารมีเสือเช่นนี้ นางคงกระโดดเข้าใส่แต่แรกแล้ว ไม่เหมือนเขาที่ตำหนิคนสองประโยคแล้วจบเรื่อง


อวี้ถังก้มหน้ายอมรับผิดโดยดี


บุรุษผู้นั้นไม่คิดสนทนากับนางต่อ สาวเท้ายาวๆไปทางตรอกฮวาเอ๋อร์


อวี้ถังกำลังลังเลว่าควรตามเขาไปถามชื่อเสียงเรียงนามสักคำดีหรือไม่ เพื่อภายหลังค่อยเชิญบิดาไปเยี่ยมเยียนกล่าวขอบคุณด้วยตนเอง ทว่าบุรุษผู้นั้นเหมือนมีดวงตาติดอยู่ที่แผ่นหลัง เขาหันหน้ามาปรายตามองนางทีหนึ่ง


สายตาคู่นั้น คล้ายมีดคมกริบที่วิ่งผ่านกลางอากาศแล้วกรีดลงบนร่างนาง


อวี้ถังพลันสูญสิ้นซึ่งความกล้าหาญนั้นไป


แม้จะพูดได้ว่าทำไปเพราะมีเหตุผล แต่ทำผิดอย่างไรก็คือผิด ดูจากท่าทีเขา คงไม่อยากรู้จักข้องเกี่ยวกับนางแม้แต่เสี้ยวเดียว แล้วจะให้นางไปตอแยอย่างหน้าไม่อายได้อย่างไร?


บุรุษผู้นั้นเดินจากไปแล้ว


ชายหนุ่มท่าทางคล่องแคล่วเจ็ดแปดคนโผล่ออกมาจากเงามืด เดินประกบอยู่ข้างกายเขา


ที่แท้มีคนซ่อนตัวอยู่ในเงามืดอีกตั้งหลายคนรึ?


อวี้ถังประหลาดใจเป็นที่สุด


นางมองไม่ออกแม้แต่นิดเดียวด้วยซ้ำ


บุรุษผู้นั้นกับคนที่ล้อมรอบอยู่ข้างกายเขาเดินหายไปในความมืดยามราตรีอย่างรวดเร็ว


อวี้ถังสะท้านสั่นด้วยความเหน็บหนาว


อาเสาคล้ายเพิ่งปีนออกมาจากถ้ำน้ำแข็ง ฟันบนกับฟันล่างกระทบกันกึกๆ เอ่ยว่า “คุณ คุณหนูใหญ่ เขาเป็นใครหรือขอรับ? เหตุใดน่ากลัวเช่นนี้? เขาคงไม่เอาเรื่องเราไปฟ้องสกุลเผยหรอกใช่ไหม?”


อวี้ถังยิ้มขื่น “คงจะไม่หรอก!”


เขาผู้นั้นไม่ได้เห็นพวกนางอยู่ในสายตาด้วยซ้ำ


ใครจะมาคิดเล็กคิดน้อยกับคนที่ไม่มีความเกี่ยวข้องกัน


ความคิดของอวี้ถังตีกันวุ่น ยิ่งสนใจใคร่รู้เกี่ยวกับบุรุษผู้นั้นมากกว่าเดิม


นางสั่งอาเสาว่า “เจ้าไปถามเถ้าแก่ถงดู สืบมาหน่อยว่าเขาเป็นใครกันแน่?”


อาเสาค่อนข้างขลาดกลัว แต่พอคิดถึงเรื่องที่เกิดขึ้นในสกุลหลายวันมานี้ สุดท้ายก็ฝืนตอบตกลง


อวี้ถังเก็บตั๋วเงินหนึ่งร้อยสามสิบตำลึงกลับเรือน มอบมันให้กับอวี้เหวิน เล่าเรื่องราวที่ประสบมาทั้งหมดให้เขาฟังโดยไม่ปิดบังหลบเลี่ยง


อวี้เหวินตกใจจนหน้าถอดสี แตกตื่นจนเหงื่อเย็นๆซึมทั่วร่าง ซ้ำตำหนิบุตรสาวว่า “เหตุใดถึงใจกล้าเช่นนี้? เจ้าเป็นเด็กสาวตัวคนเดียว กล้าไปสถานที่แบบนั้นได้เช่นไร? 


หากว่าเกิดเรื่องกับเจ้าขึ้นมา เจ้าจะให้ข้ากับมารดาเจ้าทำอย่างไร? แล้วก็อาเสาอีกคน กำเริบเสิบสานใหญ่แล้ว ถึงกับไปตรอกฮวาเอ๋อร์กับเจ้าแล้วจ้างฮูหยินพวกนั้นมาทำให้หลู่ซิ่นอับอาย 


ถ้าหลู่ซิ่นโมโหเลือดขึ้นหน้า ลากเจ้าให้ลำบากไปด้วยเล่า เจ้าเคยคิดหรือไม่ว่าจะรับมืออย่างไร?” พูดจบก็รู้สึกซาบซึ้งใจที่บุรุษชุดเขียวผู้นั้นได้รับการสั่งสอนมาดี


“เรื่องนี้เป็นข้าที่ไม่ดีเองเจ้าค่ะ!” อวี้ถังเอ่ย พลางเชิดชูความมีคุณธรรมของเถ้าแก่ถงว่า “เพราะไม่รู้ว่าภาพผืนนั้นเป็นของจริงหรือปลอม ในมือก็มีเงินทองเหลืออยู่ไม่เท่าไร ถึงได้อ้างไปว่าต้องการจำนำของ ความจริงควรจะไปขอร้องตรงๆให้เถ้าแก่ถงช่วยตรวจสอบให้ ส่วนทางเถ้าแก่ถง ต้องขอให้ท่านพ่อเตรียมของขวัญไปขอบคุณเขาสักหน่อยนะเจ้าคะ”


อย่างไรนางก็เป็นแค่เด็กสาวอายุสิบห้าสิบหกเท่านั้น เรื่องสำคัญเช่นนี้ ต้องให้ผู้ใหญ่ในสกุลออกหน้าจึงจะถูกต้องเหมาะสม


“สมควรเป็นเช่นนั้น!” อวี้เหวินพยักหน้าติดๆกัน เอ่ยว่า “หากสามารถรู้ได้ว่าบุรุษชุดเขียวผู้นั้นเป็นใครจะยิ่งดี…สมควรไปขอโทษเขาสักครั้งด้วย”


อวี้ถังผงกศีรษะ ยกภาพวาดในมือขึ้น ถามว่า “แล้วจะทำอย่างไรกับภาพผืนนี้เจ้าคะ?”


อวี้เหวินถอนหายใจเฮือก ตอบว่า “เก็บไว้เป็นที่ระลึกแล้วกัน! ถือเสียว่าจ่ายเงินซื้อบทเรียน ท่านลุงหลู่ของเจ้าอับอายขายหน้าเพียงนั้น คงไม่น่ากลับมาที่หลินอันอีกแล้ว”


อย่างนั้นย่อมดีที่สุด!


จะได้ไม่มีคนมาคอยชักชวนบิดานางให้ทำเรื่องโน้นเรื่องนี้ไปเรื่อยเปื่อย


อวี้ถังส่งเสียง ‘อืม’ ทีหนึ่ง แล้วเอ่ยเรื่องท่านผู้เฒ่าเผยขึ้นมาอีกรอบ “ท่านพ่อ ตอนที่ไปจวนสกุลเผยก็ลองถามอาการป่วยของท่านผู้เฒ่าเผยในช่วงหลายวันนี้ดูนะเจ้าคะ เฮ้อ! สกุลเราติดค้างหนี้น้ำใจเขาก้อนใหญ่ถึงเพียงนี้ หากว่ามีสิ่งใดที่พวกเราพอจะช่วยเหลือได้ ก็ต้องช่วยเหลืออย่างเต็มที่”


อวี้เหวินถลึงตาใส่นางทีหนึ่ง เอ่ยว่า “สกุลเผยจะขาดแคลนสิ่งใดไปได้? มีหรือที่ต้องให้เรายื่นมือช่วยเหลือ?”


อวี้เหวินเม้มปากหัวเราะ


อวี้เหวินรู้สึกขอบคุณสกุลเผย ตอนที่ไปเยือนจวนสกุลเผยจึงสอบถามอาการป่วยของท่านผู้เฒ่าอย่างจริงจัง


พ่อบ้านใหญ่สกุลเผยรู้เรื่องที่ท่านผู้เฒ่าเชิญหมอหลวงหยางกับหมอหลวงหวังไปตรวจอาการให้คนสกุลเฉิน ทั้งกิริยาของอวี้เหวินก็นอบน้อมจริงใจ จึงตอบเขาอย่างไม่ปิดบังว่า “ไม่ได้เป็นอะไรมากหรอก ก็แค่ไม่สบายทางใจ ถึงเรียกนายท่านสองกับนายท่านสามกลับมา 


นายท่านสามเป็นคนอยู่นิ่งไม่เป็น ทว่านายท่านสองแต่ไหนแต่ไรก็เป็นคนเงียบๆ หลายวันนี้ก็ดื่มชาสนทนาเป็นเพื่อนท่านผู้เฒ่า ทั้งมีท่านหมอหลายคนคอยดูแล สังเกตว่าสีหน้าท่านผู้เฒ่าก็ดีขึ้นทุกวันๆอยู่”


ส่วนเรื่องที่ว่าบุรุษชุดเขียวเป็นใคร พ่อบ้านใหญ่สกุลเผยก็ตอบอย่างคลุมเครือไม่ชัดเจน


อวี้เหวินคิดว่าต้องเป็นคนของสกุลเผยแน่นอนแล้ว คนของสกุลเผยไม่ยอมพูด เห็นชัดว่าไม่ได้เก็บเรื่องนี้มาใส่ใจ เขาก็ไม่สะดวกจะซักไซ้ จึงได้แต่จดจำน้ำใจนี้เอาไว้เท่านั้น


เขากลับมาก็เทศนาอวี้ถังต่อทันทีว่า “ถ้าเจ้ากล้าก่อเรื่องวุ่นวายอีก ข้าจะตีขาเจ้าให้หัก!”


อวี้ถังเดินเข้าไปบีบนวดไหล่ให้บิดาอย่างว่านอนสอนง่าย


อวี้เหวินไม่รู้จะจัดการกับบุตรสาวที่มาในรูปแบบนี้อย่างไร จึงได้แต่ถอนหายใจอย่างอับจน


วันที่สองเขาก็หิ้วพวกขนมน้ำชาสุราและของกินเล่นไปขอขมาเถ้าแก่ใหญ่ถง


เถ้าแก่ใหญ่ถงรับรู้ที่มาที่ไปของเรื่องราวทั้งหมดก็หัวเราะลั่น ไม่เพียงไม่กล่าวโทษอวี้ถัง ซ้ำชมว่านางกล้าหาญมีความรู้ ถึงกับฝากขนมดอกกุ้ยฮวามาให้อวี้ถังทานเล่นหนึ่งห่อ


เพียงแต่เขาก็ไม่ยอมบอกอวี้เหวินเช่นเดียวกันว่าบุรุษชุดเขียวผู้นั้นเป็นใคร


ความรู้สึกที่อวี้ถังมีต่อเถ้าแก่ใหญ่ถงจึงดีขึ้นไปอีกขั้น


พอเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น อวี้เหวินกับคนสกุลเฉินกลัวว่าอวี้ถังจะออกไปก่อเรื่องอีก หลังจากหารือกันเสร็จ ก็สั่งกักบริเวณอวี้ถัง ให้นางฝึกเย็บปักถักร้อยอยู่แต่ในเรือน


อาเสาตามสืบอยู่เป็นนานแต่ก็สืบไม่รู้เสียทีว่าบุรุษที่โรงจำนำในวันนั้นมีฐานะเช่นใดกันแน่


มีเรื่องใดในเมืองหลินอันบ้างที่จะรอดพ้นจากสายตาของคนสกุลเผยไปได้


เห็นอยู่ชัดๆว่าผู้อื่นไม่ยินดีจะพบนาง


อวี้ถังค่อยๆลืมเรื่องนี้ไป เพียงแต่บางทีก่อนเข้านอน ก็แวบไปคิดถึงเรื่องนี้จนนอนไม่หลับ นึกถึงสายตาที่บุรุษผู้นั้นใช้มองนาง ทำให้หัวใจไม่อาจสงบสุขได้เลย


[1] คนเท้าเปล่าไม่กลัวคนใส่รองเท้า หมายถึง คนที่ไม่มีอะไรให้เสียกับคนที่ครอบครองหลายสิ่งมาต่อสู้กัน ฝ่ายแรกย่อมเป็นผู้ชนะเสมอ เพราะเขาไม่มีอะไรให้กลัวจะสูญเสียอีกแล้ว


[2] ขนมดอกกุ้ยฮวา เป็นขนมทานเล่นที่นิยมขายทั่วไปตามท้องถนน มีทั้งทำจากแป้งข้าวเจ้า เนื้อจะเป็นเหมือนเค้กเบา ทำจากแป้งข้าวเหนียว ให้สัมผัสนุ่มหนึบ ทำจากแป้งแห้วหรือวุ้น เป็นต้น



จบตอน

Comments