ตอนที่ 11: เสียชีวิต
ผ่านไปเช่นนี้อีกสิบวัน อวี้ป๋อกับอวี้หย่วนก็กลับจากเจียงซี
อวี้เหวินกำลังวาดรูปอยู่ พอได้ยินข่าวก็ตื่นเต้น เอ่ยว่า “เหตุใดพวกเขากลับมาเร็วเช่นนี้? หรือว่าเจออุปสรรคใดเข้า?”
จากที่นี่นั่งเรือไปเจียงซี เมืองหนานชัง ต้องใช้เวลาถึงสองเดือนกว่า
อวี้ถังกลับคิดตรงข้ามกับอวี้เหวิน
หากเรื่องราวไม่ราบรื่น เช่นนั้นถึงต้องใช้เวลามากกว่าเดิม แต่ถ้าประสบความสำเร็จ พวกเขาย่อมล่วงหน้ากลับมาก่อน
“เรือนท่านลุงอยู่ข้างๆนี้เอง” อวี้ถังกดยิ้มเจ้าเล่ห์ เอ่ยว่า “หรือว่า ให้ข้าไปถามดูหน่อยไหมเจ้าคะ?”
คนสกุลเฉินนั่งปักผ้าเป็นเพื่อนอวี้ถังอยู่ เอ่ยดุอวี้ถังพลางหัวเราะว่า “ข้าว่าเจ้าไม่ได้อยากไปช่วยถามข่าวมาให้บิดาเจ้าหรอก เจ้าแค่จะแอบอู้ใช่หรือไม่?”
อวี้ถังในชาติก่อน เพราะคิดถึงคนในครอบครัว ตกดึกต้องนอนร้องไห้จนหมอนชุ่มทุกคืน บัดนี้นางย้อนเวลากลับมาได้ นางต้องทำให้บิดามารดามีความสุข นางแทบจะหล่อพระพุทธรูปทองถวายวัดให้รู้แล้วรู้รอดด้วยซ้ำ แล้วนางจะกลับไปเป็นตัวเองคนที่ไม่รู้ความอย่างเมื่อก่อน ทำให้บิดามารดาห่วงกังวลและเป็นทุกข์ได้อย่างไร?
สิบวันมานี้ นางเอาแต่ปักผ้าอยู่ในห้องอย่างสงบเสงี่ยม ทั้งยังวาดลายดอกไม้ซึ่งภายหลังเป็นที่นิยมอีกสองสามลายให้คนสกุลเฉินรู้สึกว่า บุตรสาวผ่านการอบรมในครั้งนี้ได้เปลี่ยนเป็นคนใหม่ นางย่อมภาคภูมิใจยิ่ง
“ท่านแม่รู้ใจข้าที่สุด” นางออดอ้อนเอาใจ ถูศีรษะกับไหล่ของคนสกุลเฉินไปมา เอ่ยว่า “ท่านแม่ ท่านให้ข้าออกไปสูดอากาศนะเจ้าคะ! ข้าไม่ได้ออกจากเรือนตั้งหลายวันแล้ว”
คนสกุลเฉินสงสารบุตรสาวยิ่งนัก บวกกับหลายวันก่อนได้ดื่มยาของหยางโต่วซิง ตนรู้สึกหายใจสะดวกและกระปรี่กระเปร่าขึ้นมาก คิดว่าต่อให้บุตรสาวก่อเรื่อง ก็ไม่จำเป็นต้องให้อวี้เหวินคอยเก็บกวาดคนเดียวอีกต่อไป จึงส่งยิ้มให้เอ่ยว่า “ก็ได้! เจ้าไปดูที่เรือนลุงใหญ่กับท่านพ่อเจ้าเถอะ”
อวี้ถังส่งเสียงร้องดีใจ
ทว่าอวี้ป๋อกับอวี้หย่วนมาเยือนถึงเรือนเสียก่อน
ทุกคนมาพร้อมหน้ากัน นั่งล้อมวงอยู่ใต้ร่มไม้กลางลานกว้าง มีซวงเถาคอยรินน้ำชาให้
อวี้ป๋อเล่าเรื่องที่เดินทางไปเจียงซีในครั้งนี้ว่า “โชคดียิ่งนัก! พวกเราเพิ่งจะผ่านเข้าเขตเจียงซีก็เผอิญได้เจอกับพ่อค้าเมืองกว่างโจว เขาเร่ขายเครื่องเขียนสีและกำลังเดินทางไปเสี่ยงดวงที่หนิงโป ข้าเห็นว่าสินค้าเขาก็มีไม่น้อย จึงเจรจากับเขาอยู่ครึ่งค่อนวัน เขาถึงได้ยอมแบ่งของให้พวกเราครึ่งหนึ่ง
บังเอิญว่าเถ้าแก่หวงที่สั่งสินค้ากับเราไม่ได้จำกัดว่าต้องเป็นของประเภทใด ขอให้ทันกองเรือออกเดินทะเลก็พอแล้ว การค้าครั้งนี้จึงเจรจาสำเร็จลุล่วง ทว่า สกุลเราอย่างไรก็ผิดคำพูดต่อผู้อื่น ข้าจึงรับปากว่าจะชดเชยให้เถ้าแก่หวงห้าสิบตำลึง…”
“สมควรยิ่ง สมควรยิ่ง” อวี้เหวินรีบตอบ “เงินก้อนนี้ท่านพี่ตัดสินใจได้เลย”
ร้านค้าเครื่องลงรักของสกุลอวี้ผูกรวมอยู่ด้วยกัน ค้าขายร่วมกัน ค่าสินค้าออกร่วมกัน เมื่อสรุปบัญชีตอนสิ้นปีออกมาค่อยแบ่งสรรปันกำไร
ไม่ต้องชดเชยด้วยจำนวนเงินที่สูงลิ่ว คนในสกุลก็ดีใจมากแล้ว
อวี้เหวินรั้งให้อวี้ป๋อกับอวี้หย่วนอยู่กินข้าวด้วยกันก่อน
อวี้ป๋อปฏิเสธ เอ่ยว่า “ข้ายังต้องรีบไปสกุลเผยอีก ได้ยินว่าสกุลเผยจะก่อสร้างถนนฉางซิ่งใหม่อีกครั้ง ข้าจะไปสืบข่าวดู”
อวี้เหวินค่อนข้างประหลาดใจ ถามว่า “ข่าวนี้เชื่อได้แค่ไหน? ข้าอยู่ที่เมืองหลินอันไม่เคยได้ยินมาก่อน ท่านพี่เพิ่งกลับมาถึงก็รู้ข่าวแล้วรึ?”
อวี้ป๋อหัวเราะ “เจ้าสนใจแต่ตำราคัมภีร์ เรื่องค้าขายเหล่านี้ ต่อให้มีคนพูดให้เจ้าฟัง เจ้าก็คงไม่ได้ใส่ใจ จะเทียบกับข้าที่ติดตามบิดาจัดการดูแลร้านเครื่องเขียนสีของสกุลเราตั้งแต่เด็กได้อย่างไร”
อวี้เหวินถามต่อ “จู่ๆ สกุลเผยก็คิดจะสร้างถนนฉางซิ่งขึ้นใหม่?”
อวี้ป๋อตอบ “น่าจะเป็นความต้องการของท่านข้าหลวง มีคนเชิญนายท่านรองเผยไปหารือโดยเฉพาะ ถึงได้มีข่าวลือนี้ออกมา”
อวี้ถังฟังอยู่ข้างๆ รู้สึกว่าเหมือนกับชาติก่อนไม่มีผิด สกุลเผยตกลงจะสร้างถนนฉางซิ่งขึ้นใหม่ โดยมีเงื่อนไขว่า หากร้านค้าที่ไม่ใช่ของสกุลเผยร้านใดไม่มีกำลังทรัพย์ สกุลเผยสามารถซื้อต่อพื้นที่ร้านของพวกเขาได้
ชาติก่อนตอนที่นางไม่รู้ถึงความไม่ชอบมาพากลของเรื่องราวก็ยังนึกว่าสกุลเผยกำลังทำบุญสร้างกุศล ต่อมาเมื่อเข้าใจกระจ่างก็ลอบกร่นด่าสกุลเผยไปยกใหญ่ ชาตินี้นางรู้ความลับของสกุลเผยเข้า ทว่าตนกลับติดหนี้บุญคุณครั้งใหญ่ต่อสกุลเผย…
อวี้ถังถอนหายใจในอก
นางถือว่าการไม่ได้ยินได้ฟังย่อมทำใจให้สงบได้มากกว่า จึงกลับไปปักผ้าที่ห้องของตน
พี่น้องสกุลอวี้หารือเรื่องนี้ที่ห้องหนังสือต่อ
อวี้เหวินเสนอให้สองบ้านขายพื้นที่คนละหนึ่งคูหาให้สกุลเผย สกุลเผยก็จะช่วยพวกเขาสร้างร้านค้าขึ้นมาใหม่ เช่นนี้ แม้ทรัพย์สินของสกุลอวี้จะหายไปครึ่งหนึ่ง แต่ดีชั่วอย่างไรอีกครึ่งหนึ่งก็ยังรักษาไว้ได้
อวี้ป๋อกังวลว่าสกุลเผยจะไม่เห็นด้วย เอ่ยว่า “ร้านส่วนใหญ่บนถนนฉางซิ่งเป็นของสกุลเผย พวกเขาก็แค่ไม่สนใจเรา ถึงเวลานั้นพวกเราก็ต้องขายพื้นที่ร้านให้สกุลเผยวันยังค่ำ”
อวี้เหวินกลับเสนอขึ้นว่า “ท่านพี่คอยดูข้าก็แล้วกัน!”
หลังจากเขารู้ว่าหลู่ซิ่นหลอกขายภาพคัดลอกให้และตนมองไม่ออก ก็สนใจอยากรู้ความสามารถในการประเมินสิ่งของของเถ้าแก่ถงยิ่งนัก มีสองสามครั้งที่หอบเหล้ายาปลาปิ้งไปให้เถ้าแก่ถง บางครั้งก็ขอคำชี้แนะเคล็ดลับในการประเมินของโบราณต่างๆ ซ้ำยังยกตัวเองว่าเป็นสหายสนิทของเถ้าแก่ถงไปแล้วครึ่งคน
อวี้เหวินคิดว่าเขาอาจจะใช้เส้นสายของเถ้าแก่ถงได้
คนเมืองหลินอันต่างรู้ว่าสกุลของเถ้าแก่ถงรุ่นแล้วรุ่นเล่าล้วนช่วยสกุลเผยดูแลโรงจำนำ ถึงตอนนี้ก็นับว่ามีเจ็ดแปดรุ่นแล้ว ถือเป็นคนเก่าแก่ที่พอมีหน้ามีตาและพูดคุยกับสกุลเผยได้
อวี้ป๋อกลับไม่ได้มองโลกในแง่ดีอย่างอวี้เหวิน
หากว่าเถ้าแก่ถงเป็นคนพูดง่ายเพียงนั้น มีเรื่องอันใดก็ช่วยออกหน้าไปพูดกับสกุลเผยจริงๆ มีหรือที่จะยืนอยู่ถึงทุกวันนี้ได้
ทว่าอวี้เหวินกำลังตื่นเต้นยินดี เขาจึงไม่อยากสาดน้ำเย็นใส่หน้า จึงได้แต่พูดส่งเสริมน้องชายสองประโยค แล้วพาอวี้หย่วนไปช่วยจัดการเรื่องที่ร้าน
อวี้เหวินกินอาหารกลางวันเสร็จ จากนั้นก็เปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วออกไปข้างนอก
ตกดึกกลับมา เขาบอกกับภรรยาอย่างหน้าชื่นตาบานว่า “เถ้าแก่ถงเป็นคนไม่เลวจริงๆ เขารับปากจะไปถามความให้สกุลเราแล้ว”
คนสกุลเฉินก็ปลื้มใจเป็นหนักหนา
ทว่าอวี้ถังกลับตกตะลึง
อวี้เหวินหยิบภาพ ‘ตกปลาใต้ต้นสนริมน้ำ’ ออกมาเปิดส่องใต้ไฟ ทางหนึ่งพินิจมอง ทางหนึ่งก็เอ่ยอย่างทอดถอนใจกับอวี้ถังว่า “เห็นหรือไม่ เป็นคนอย่าได้เจ้าคิดเจ้าแค้นมากเกินไป เจ้าดูสิ ข้าซื้อภาพคัดลอกมาก็จริง แต่มันก็ทำให้ข้าได้เจอสหายใหม่คนหนึ่ง”
อวี้ถังเบ้ปากใส่
หากมิใช่นางคิดหาวิธีพิสูจน์ข้อเท็จจริงของภาพผืนนี้ สกุลของนางมีหรือจะรู้จักมักจี่กับเถ้าแก่ถงได้ ทว่า ก็ถูกอย่างที่บิดานางพูด เถ้าแก่ถงเป็นคนไม่เลวเลยจริงๆ
อวี้ถังคิดถึงเรื่องเมื่อชาติก่อนอีกครั้ง
ตามความหมายของเถ้าแก่ถง ภาพผืนนี้ถูกลอกชั้นออกมาจากภาพวาดต้นแบบ หมายความว่า ตราประทับซึ่งสืบต่อกันมาไม่มีปัญหาอะไร แล้วภาพที่ตกอยู่ในมือนางเมื่อชาติก่อนมีที่มาอย่างไรแน่? เป็นของจริงหรือของปลอมกันเล่า?
อวี้ถังอยากหาโอกาสไปถามเถ้าแก่ถง แต่ว่านางหาจังหวะไม่ได้เสียที อวี้เหวินพลันบอกคนสกุลเฉินกับอวี้ถังด้วยน้ำเสียงคึกคักดีใจ “ร้านค้าสกุลเรามีทางรอดแล้ว!”
“นี่มันเรื่องอันใดกันเจ้าคะ?” คนสกุลเฉินวางเข็มกับด้ายในมือลง แล้วรินชาให้อวี้เหวินด้วยตนเอง
อวี้เหวินกรอกอึกๆลงคอ ความยินดีพุ่งทะลุออกจากใบหน้า เอ่ยว่า “เถ้าแก่ถงตอบกลับข้ามาแล้ว บอกว่าพ่อบ้านใหญ่สกุลเผยตอนแรกก็ไม่ยอม คิดว่าแค่พื้นที่สองคูหาคงไม่พอสร้างร้านค้าสองร้านขึ้นมาใหม่ เถ้าแก่ถงคิดถึงเรื่องที่วันก่อนสกุลเราถูกหลอกเอาเงินไปขึ้นมาได้ คิดจะขอความเห็นใจให้พวกเรา ให้สกุลเราเพิ่มเงินอีกสักหน่อยก็ใช้ได้
พ่อบ้านใหญ่บอกว่าไม่อาจให้เป็นเยี่ยงย่าง ถ้าสกุลอื่นที่ร้านค้าถูกไฟไหม้ทำเลียนแบบแล้วจะทำอย่างไร ใครจะคิดว่าตอนที่สองคนกำลังถกเถียงกันอยู่ นายท่านสามสกุลเผยผ่านมาได้ยินพอดี จึงตัดสินใจรับปากเรื่องนี้ ทั้งยังบอกอีกว่า ทุกสกุลที่ร้านค้าถูกไฟไหม้ สกุลเผยจะช่วยสร้างร้านค้าขึ้นมาใหม่ให้ก่อน ค่าใช้จ่ายทั้งหมดสกุลเผยจะเป็นคนออกให้ล่วงหน้า แล้วแบ่งจ่ายหนี้เป็นห้าปีหรือสิบปี โดยไม่คิดดอกเบี้ย”
“ฮะ!” อวี้ถังตกตะลึง
ถ้าเป็นเช่นนี้ ทุกสกุลที่ร้านค้าถูกไฟไหม้ก็ก้าวผ่านความยามลำบากไปได้อย่างราบรื่นแล้วน่ะสิ
“สกุลเผยช่างเป็นพระโพธิสัตว์กวนอิมที่มาช่วยผู้ตกทุกข์ได้ยากเสียจริง!” คนสกุลเฉินพนมมือ แล้วโค้งตัวไหว้ไปทางที่ตั้งของจวนสกุลเผยอยู่หลายครั้ง
นี่มันต่างไปจากชาติก่อนโดยสิ้นเชิง
สาเหตุมาจากการที่นางกลับมาเกิดใหม่หรือ?
เช่นนั้นตอนที่สกุลหลี่มาขอหมั้นหมาย นางก็ไม่ต้องทำอะไรทั้งสิ้น แล้วปฏิเสธงานมงคลไปเลยใช่หรือไม่?
แล้วต่อไปนางก็ไม่ต้องเกี่ยวพันใดๆกับสกุลหลี่อีก?
เพราะแผนเดิมของสกุลนางคือหาเขยชายแต่งเข้าต่างหาก!
อวี้ถังคิดถึงเรื่องนี้ก็รู้สึกเบาสบายไปหมด
คนสกุลเฉินเอ่ยอย่างปรีดาว่า “เช่นนั้นพวกเราก็ไม่ต้องขายพื้นที่ร้านแล้วสิเจ้าคะ?”
“เกรงว่าจะไม่ได้!” อวี้เหวินลูบท้ายทอยอย่างลำบากใจ “ก่อนหน้านี้สกุลเราก็เคยเอ่ยเรื่องขายพื้นที่ร้านให้กับสกุลเผยไปแล้ว สกุลเผยใจบุญสุนทาน ยินดีให้ทุกคนหยิบยืมเงินทอง แล้วพวกเราจะผิดคำพูดต่อสกุลเผยได้อย่างไร!”
คนสกุลเฉินสีหน้าหม่นไปเล็กน้อย ถอนหายใจอย่างผิดหวัง
อวี้เหวินเอ่ยปลอบคนสกุลเฉินว่า “เช่นนี้ก็นับว่าดีมากแล้ว เจ้าคิดแบบนี้สิ หากไม่ใช่พวกเราขอร้องเถ้าแก่ถงไปเจรจา แล้วนายท่านสามสกุลเผยจะรู้เรื่องนี้ได้อย่างไร? ถ้านายท่านสามไม่ตกลงรับปาก สกุลเผยมีหรือจะให้สกุลอื่นที่ร้านค้าถูกไฟไหม้หยิบยืมเงินทองอย่างไม่หวังผลตอบแทน จะว่าไปแล้ว สกุลเรานับว่าได้ทำเรื่องประเสริฐเรื่องหนึ่ง”
คนสกุลเฉินถึงได้ยิ้มออก แสร้งเอ่ยเสียงบึ้งตึงว่า “มีแต่ท่านคนเดียวที่ใจกว้าง”
อวี้เหวินหัวเราะเหอะๆ
อวี้ป๋อที่ได้ยินข่าวก็เข้าใจว่าคงไม่ต้องขายพื้นที่ร้านค้าของสกุลแล้ว ตอนที่วิ่งมาปรึกษาเรื่องนี้กับอวี้เหวินถึงได้รู้ว่ามีต้นสายปลายเหตุอื่นอีก เขาหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก ทว่าก็คิดเห็นไปทางเดียวกับอวี้เหวิน ด้วยจิตใจกว้างขวางทัดเทียมกัน จึงเอ่ยอย่างเบิกบานว่า “ถือเสียว่าสกุลเราไร้ซึ่งวาสนานั้นก็แล้วกัน”
เมื่อสองพี่น้องสกุลอวี้ตัดสินใจเรียบร้อย คนอื่นก็ไม่มีอะไรต้องพูดอีก
หลายวันผ่านไป สกุลเผยกับสกุลอื่นๆที่ร้านค้าถูกไฟไหม้ก็ร่วมหารือว่าจะสร้างร้านค้าใหม่อย่างไร ทว่าท่านผู้เฒ่าเผยกลับเสียชีวิตอย่างกะทันหัน
“เป็นไปไม่ได้!” อวี้เหวินที่ได้รับแจ้งข่าวกลางดึกคลุมเสื้อคลุมยืนอยู่กลางลานกว้าง หูก็ได้ยินเสียงแมลงร้องแข่งกันระงม เขากุมมือคนสกุลเฉินเอาไว้ด้วยสีหน้าตื่นตระหนก “เมื่อวานตอนที่ข้าไปจวนสุลเผยยังถามถึงท่านผู้เฒ่าเผยอยู่เลย เขาบอกว่าท่านผู้เฒ่าสบายดี เหตุใดจู่ๆก็จากไปเช่นนี้เล่า?”
คนสกุลเฉินเอ่ยอย่างระทมเศร้าว่า “หรือเป็นโรคเฉียบพลันเจ้าคะ? ท่านผู้เฒ่าเผยก็อายุเกินหกสิบแล้วกระมัง?”
“กะทันหันเกินไปจริงๆ” อวี้เหวินแทบไม่อยากเชื่อ หันไปสั่งกับอาเสาว่า “เจ้าไปลองสืบอีกที ใช่เรื่องเข้าใจผิดหรือไม่?”
อาเสาทางหนึ่งก็ใช้มือเช็ดน้ำตา ทางหนึ่งก็สะอื้นตอบว่า “ข้าถามดูแล้วขอรับ สกุลเผยตีฆ้องประกาศแล้ว ตอนนี้เตรียมแจ้งข่าวพิธีศพต่อสกุลอื่น วัดเจาหมิงกับอารามชิงซวีล้วนได้รับแจ้งแล้วเช่นกัน เจ้าอาวาสทั้งสองแห่งกำลังเร่งเดินทางมา ข่าวนี้ไม่มีทางผิดแน่ขอรับ!”
อวี้ถังพิงอยู่ข้างประตู เพียงรู้สึกถึงหมอกหนายามราตรีอันหนักอึ้งที่เสียดแทงเข้าอก
นางให้ความสนใจเรื่องอาการของท่านผู้เฒ่าเผยอยู่ตลอด ทุกคนต่างพูดว่าท่านผู้เฒ่าเผยแข็งแรงดี เหตุใดท่านผู้เฒ่าเผยถึงได้เสียชีวิตลงเล่า?
อวี้ถังรู้สึกเสียใจอย่างมาก
นางไม่ควรจะฟังข่าวจากผู้อื่นอย่างเดียว นางควรจะไปดูให้เห็นกับตาสักครั้ง
สกุลเผยช่วยเหลือสกุลนางมากมาย นางกลับไม่เคยดิ้นรนเพื่อช่วยสกุลเผยสักครั้ง
อวี้ถังเดินเข้าไปดึงแขนของมารดาไว้ เอ่ยว่า “ท่านแม่ พวกท่านจะไปเคารพศพท่านผู้เฒ่าเผยหรือไม่? ถึงตอนนั้นพาข้าไปด้วยนะเจ้าคะ?”
ตอนที่ 12: เคารพศพ
เมืองหลินอันทั้งสามด้านล้อมรอบด้วยภูเขา แม่น้ำเสาซีไหลเอื่อยอ้อมผ่านเมืองหลินอันจากตะวันออกไปตะวันตก บรรจบกับแม่น้ำเฉียนถัง กลายเป็นเส้นทางสายสำคัญในการเดินทางออกนอกเมืองของชาวเมืองหลินอัน
จวนสกุลเผยสร้างอยู่บนตรอกเสี่ยวเหมยของเมืองฝั่งตะวันออก เรือนพักที่สร้างอิงภูเขานั้นวิจิตรซับซ้อน กินพื้นที่ของตรอกเสี่ยวเหมยทั้งหมด ส่วนแม่น้ำสายน้อยที่ไหลลงสู่ท่าเรือเสาซี จะชักน้ำมาจากแม่น้ำเสาซีอีกที มันวางตัวคดเคี้ยวผ่านหลังจวนสกุลเผย และถูกชาวเมืองหลินอันเรียกในชื่อธารเสี่ยวเหมย และเพราะธารเสี่ยวเหมยเป็นแม่น้ำสายเดียวในเมืองที่เชื่อมต่อกับท่าเรือและเดินเรือผ่านได้
พอพ้นศาลาว่าการและสำนักศึกษาช่วงใจกลางเมืองไป สองฝั่งแม่น้ำจะเริ่มมีรวงร้านตั้งกันเบียดเสียด ผู้คนขวักไขว่เนืองแน่น แม้ไม่รุ่งเรืองเท่ากับร้านค้าบนถนนฉางซิ่งเมืองฝั่งตะวันตก แต่ความคึกคักก็ไม่น้อยหน้าถนนฉางซิ่งเลย
รุ่งเช้าในฤดูร้อน แม้อาทิตย์ยังไม่ปรากฏตัว ทว่าในอากาศก็แผ่ซ่านไปด้วยกลิ่นสดชื่นของต้นไม้ใบหญ้าและน้ำค้าง
อวี้ถังติดดอกไม้ผ้าสีขาว สวมเสื้อตัวสั้นแขนกว้างทับด้วยกระโปรงยาวสีเรียบซึ่งตัดจากผ้าโปร่งเหมาะกับหน้าร้อน ประคองมารดาเดินผ่านรวงร้านที่ตั้งอยู่สองข้างทางธารเสี่ยวเหมย
ตรอกเสี่ยวเหมยตั้งอยู่ไกลสุดสายตา ทว่าบนหน้าผากกลับมีเหงื่อผุดออกมาแล้ว
นางดึงผ้าเช็ดหน้าสีม่วงอ่อนที่ตัดจากผ้าไหมหังโจวออกมาเช็ดหงื่อ แล้วหันไปมองทางมารดาอย่างไม่รู้สึกตัว
เห็นว่าจอนผมของนางมีเหงื่อชุ่ม อวี้ถังจึงรีบส่งผ้าเช็ดหน้าให้ เอ่ยเสียงเบาว่า “ท่านแม่ ท่านก็เช็ดเหงื่อหน่อยสิเจ้าคะ!”
คนสกุลเฉินส่ายหน้า แล้วดึงผ้าเช็ดหน้าของตนออกมาซับเหงื่อ พูดชมนางคำหนึ่งว่า “เด็กดี” แล้วเอ่ยว่า “เจ้าไม่ต้องสนใจข้า เจ้าดูแลตนเองให้ดีก็พอแล้ว”
อวี้เหวินที่เดินอยู่ข้างหน้าอดจะบ่นไม่ได้ “ข้าบอกให้เช่าเกี้ยวมาหลังหนึ่ง เจ้าก็ว่าเป็นการไม่เคารพผู้ตาย ร่างกายของเจ้ากว่าจะบำรุงให้ดีขึ้นมาหน่อยได้ มิใช่ทรมานตนเองจนล้มป่วยไปเสียอีก หากถามข้า ข้าว่าเจ้าไม่สมควรมาเลย ข้าพาอาถังมาด้วยก็พอแล้ว”
คนสกุลเฉินรูปร่างผอมสูง สีหน้าขาวซีด เพราะเจ็บป่วยอยู่ตลอดทำให้เครื่องหน้าอันวิจิตรของนางดูน่าสงสารคล้ายดอกสาลี่กลางฤดูฝนอยู่สามส่วน นางยิ้มพลางปลอบอวี้เหวินว่า
“เอาล่ะ เอาล่ะ ข้ารู้ว่าท่านพี่เป็นห่วง ข้าจะเดินตามที่กำลังของข้าไหว ไม่ให้ท่านกับอาถังต้องกังวล ท่านผู้เฒ่าเผยมีบุญคุณกับข้า หากว่าร่างกายข้าแข็งแรง ก็คงเดินสามก้าวโขกศีรษะหนึ่งทีไปจนถึงวัด เพื่อขอพรให้พระโพธิสัตว์คุ้มครองท่านผู้เฒ่าสู่แดนสุขาวดีแล้ว
ทว่าตอนนี้กลับเดินไปจุดธูปเคารพท่านผู้เฒ่าอย่างเอื่อยเฉื่อย อาศัยว่าท่านผู้เฒ่าเป็นคนเมตตาอารีย์ จึงได้แอบอู้ก็เท่านั้น” พูดถึงตรงนี้ กรอบตาของนางก็เริ่มแดงเรื่อ
หลังจากที่รู้ข่าวการตายของท่านผู้เฒ่าเผย คนสกุลเฉินก็รู้สึกผิดมาก
อวี้ถังรีบพูดปลอบใจนางว่า “ท่านแม่ ท่านยังบอกเลยว่าท่านผู้เฒ่ามีเมตตา ท่านผู้เฒ่าคงไม่คิดเล็กคิดน้อยกับเรื่องเท่านี้หรอก ต่อไปถ้าพวกเรามีโอกาส ค่อยไปสวดมนต์ขอพรให้ท่านผู้เฒ่าที่วัดก็ได้เจ้าค่ะ”
คนสกุลเฉินพยักหน้ารับ
อวี้เหวินสั่งกำชับสองแม่ลูกว่า “สกุลเผยเป็นสกุลใหญ่มีกิจการมาก สามกิ่งก้านแม้จะแยกบ้านกันแต่ไม่ได้แยกบรรพบุรุษ ท่านผู้เฒ่าเผยสายนั้นอาศัยอยู่ที่ถนนตะวันออก หอบรรพชนสกุลเผยก็ตั้งอยู่ถนนตะวันออกเช่นกัน ทว่าสถานที่ตั้งศพของท่านผู้เฒ่าเผยนั้น ด้วยมีคนมาเคารพศพอย่างล้นหลาม จึงให้ตั้งศพที่โถงรองในเรือนหลักบนถนนกลาง
แขกบุรุษให้จุดธูปไหว้เคารพในโถงรอง แขกสตรีจะจัดสถานที่อีกสองแห่งไว้ให้จุดธูปเคารพที่ถนนตะวันออก แห่งหนึ่งสำหรับญาติพี่น้องและมิตรสหายสตรี อีกแห่งสำหรับชาวเมืองเช่นพวกเรา ตอนที่พวกเจ้าเข้าไปต้องคอยเดินตามหลังผู้ดูแลให้ดี อย่าได้ไปผิดที่ล่ะ”
หลังจากตั้งศพได้สามวัน โถงเซ่นไหว้ก็เริ่มเปิดให้ชาวเมืองเข้าไปเคารพศพ
อวี้เหวินเคยไปมาหาสู่กับสกุลเผยด้วยเรื่องรักษาอาการป่วยของคนสกุลเฉิน ทั้งเขายังมีฐานะซิ่วไฉติดตัว จึงได้ไปสอบถามล่วงหน้า หลายวันนี้เขาล้วนแต่อยู่ช่วยงานที่จวนสกุลเผย วันนี้ถึงค่อยพาภรรยาและบุตรสาวมาเคารพศพท่านผู้เฒ่าเผย
คนสกุลเฉินไม่เคยพบเจอพิธีศพที่จัดอย่างยิ่งใหญ่เช่นนี้มาก่อน ในใจรู้สึกประหม่าอยู่บ้าง จึงตอบกลับเสียงไร้ความมั่นใจไปทีหนึ่ง
อวี้ถังแม้จะมีชีวิตมาสองชาติแล้ว แต่ถูกสกุลหลี่กักขังไว้แต่ในเรือนหลัง ออกมาสักครั้งก็ต้องหลบๆซ่อนๆ จึงไม่เคยเห็นพิธีที่ยิ่งใหญ่เช่นนี้เหมือนกัน
แต่นางคิดว่าดีชั่วอย่างไรตนก็ถูกสกุลหลี่เคี่ยวกรำมาหลายปี เจอแข็ง ต้องแกร่งกว่า ต่อให้เกิดเรื่องอะไรขึ้น ขอเพียงไม่เกี่ยวพันถึงผลประโยชน์ ทั้งสกุลเผยก็ค่อนข้างใจกว้าง หากถูกตำหนิก็แก้ให้ถูกเสีย หากไม่ผิดพลาดก็ให้กำลังใจตนเองต่อ นางจึงไม่ค่อยเป็นกังวลเท่าใดนัก
อาจเพราะสกุลเผยมีบุญคุณต่อชาวเมืองหลินอันเป็นจำนวนมาก อีกทั้งวันนี้ยังเป็นวันแรกที่โถงเซ่นไหว้เปิดให้เข้าเคารพศพ ตลอดเส้นทางที่เดินผ่านมา
ร้านค้าแผงลอยในตรอกเสี่ยวเหมยจำนวนมากล้วนปิดร้าน คนที่เดินจับจ่ายซื้อของมีบางตา กระทั่งเดินถึงสำนักศึกษาประจำอำเภอ นางถึงเห็นว่าสำนักศึกษาไม่ได้เปิดสอน ทั้งยังแขวนธงขาวอีกด้วย
อวี้เหวินถอนหายใจ “เหล่าถงเซิงของสำนักศึกษาประจำอำเภอหากไม่ได้เงินช่วยเหลือจากท่านผู้เฒ่าเผย มีหรือจะผลิตซิ่วไฉออกมาได้แทบทุกสองสามปี บัดนี้ท่านผู้เฒ่าเผยสิ้นแล้ว สกุลเผยก็ยังไม่รู้ใครจะขึ้นมาเป็นผู้นำ ทุกคนย่อมกังวลใจกันมาก เกินกว่าครึ่งคงไม่อาจสงบใจเล่าเรียนต่อได้…”
คนสกุลเฉินได้ฟังก็เอ่ยว่า “ท่านคงไม่เชื่อวาจาเหลวไหลของหลู่ซิ่นกระมัง? หากข้ามหน้าบ้านใหญ่แล้วให้บ้านสามเป็นผู้นำสกุลแทน เช่นนี้ย่อมเกิดเรื่องแน่”
ต่อให้เป็นราชสำนัก ก็ยังต้องแต่งตั้งตามบ้านหลักรอง อายุมากน้อย
อวี้เหวินลังเลไปพักใหญ่ ก่อนกระซิบเสียงเบาว่า “มีข่าวลือเช่นนี้ออกมาก็ไม่แปลกหรอก นายท่านใหญ่สิ้นแต่อายุไม่ถึงสี่สิบ บุตรชายสองคนยังไม่ผ่านพิธีสวมหมวก ก่อนหน้านี้ก็ไม่เคยจับงานยิบย่อยของสกุลเผยมาก่อน…”
คนสกุลเฉินกลับเถียงว่า “ในสกุลมิใช่มีพ่อบ้านอยู่แล้วรึ? ใครเกิดมาก็ทำเป็นเลยเล่า? ขอเพียงยินดีเรียนรู้ก็พอแล้ว!”
อวี้เหวินสงสัยต่อว่า “แต่ข้าได้ยินคนพวกนั้นถกเถียงกัน บอกว่าท่านอาของคุณชายสกุลเผยทั้งสองคนนั้น นายท่านรองไม่เชี่ยวชาญศาสตร์คำนวณ…ไม่แน่นี่อาจเป็นที่มาของข่าวลือก็ได้”
เพียงแต่เมื่อเป็นเช่นนี้ สกุลเผยจึงไม่อาจเลี่ยงเหตุยุ่งยากได้
พี่น้องใจเดียวกัน แม้แท่งทองก็บั่นลงได้
หากว่าภายในเกิดการแก่งแย่ง ต่อให้ต้นไม้จะใหญ่เพียงใดก็โค่นล้มลงมาได้
อวี้เหวินกับคนสกุลเฉินพลันตกอยู่ในความเงียบพร้อมกัน
อวี้ถังเห็นว่าบรรยากาศไม่ค่อยดี จึงหัวเราะเอ่ยเสียงสนใจใคร่รู้ว่า “ท่านพ่อ สถานที่ที่สกุลเผยอยู่เหตุใดจึงเรียกว่าตรอกเสี่ยวเหมยเล่าเจ้าคะ? ตรอกเสี่ยวเหมยกลับไม่มีต้นเหมยสักต้น ทั้งไม่มีอะไรที่เกี่ยวกับต้นเหมยเลยด้วย”
คำถามนี้นางอยากถามตั้งแต่ชาติก่อนแล้ว
เพียงแค่ไม่รู้จะไปถามใคร
อวี้เหวินหัวเราะ ตอบว่า “เจ้าไม่มีทางเห็นหรอก ข้าก็เพิ่งได้ยินมาจากเถ้าแก่ถงเหมือนกัน เล่าว่าตอนที่บรรพบุรุษของสกุลเผยอพยพคนมาหลบโลกภายนอกที่เมืองหลินอันนี้ ก็เจอกับต้นเหมยป่าต้นหนึ่ง จึงได้สร้างเรือนพักอาศัยอยู่ข้างต้นเหมยต้นนั้น ตั้งชื่อให้ว่าตรอกเสี่ยวเหมย
ทว่าต่อมาสกุลเผยมีลูกหลานมากมาย จึงค่อยๆขยายเรือนออกไปกว้างขวาง ต้นเหมยเก่าแก่ต้นนั้นจึงนับว่าอยู่ในเรือนหลัก แขกเหรื่อทั่วไปยากจะมีใครได้เห็น ทว่าก็ทิ้งชื่อตรอกเสี่ยวเหมยเอาไว้ให้”
ทั้งสามคนปีนขึ้นเนินไปอย่างไม่รีบร้อน จนถึงจวนสกุลเผยในที่สุด
นอกประตูใหญ่เป็นภาพขาวโพลนทั้งแถบ
บ่าวไพร่เดินสวนกันไปมา ยุ่งงานในมือทว่าไม่ไร้ระเบียบ
พอเห็นอวี้เหวิน คนที่ท่าทีคล้ายพ่อบ้านก็เดินเข้ามาทักทาย “ท่านอวี้มาแล้ว เชิญไปนั่งที่โถงรองก่อนขอรับ”
อวี้เหวินรีบชี้นิ้วไปทางคนสกุลเฉินกับอวี้ถัง “นายหญิงของข้ากับบุตรสาว ได้รับความเมตตาใหญ่หลวงจากท่านผู้เฒ่า ไม่ว่าอย่างไรก็จะขอมาจุดธูปโขกศีรษะให้ท่านผู้เฒ่าให้ได้”
คนเช่นนี้มีมากมายเหลือคณา
พ่อบ้านผู้นั้นคารวะคนสกุลเฉินกับอวี้ถังอย่างเกรงอกเกรงใจ เรียกหญิงรับใช้ซึ่งอยู่ในชุดผ้ากระสอบสีขาวเข้ามาหา สั่งนางให้พาคนสกุลเฉินกับอวี้ถังไปเคารพท่านผู้เฒ่าเผย
คนสกุลเฉินกับอวี้ถังเกรงอกเกรงใจยกใหญ่ จากนั้นก็ตามหญิงรับใช้ไปฝั่งตะวันออก
อวี้ถังเพิ่งจะมีเวลามองสำรวจจวนของสกุลเผย
ไม่เสียชื่อผู้ครอบครองพื้นที่อันดับหนึ่งของเมืองหลินอัน ในเมืองหลินอันที่มากด้วยภูเขา น้อยที่ราบ กลับหาลานกว้างที่จอดรถม้าได้อย่างน้อยยี่สิบคันได้ ต้นไม้รอบลานหลายต้นมีขนาดใหญ่กว่าสองแขนโอบ ใบไม้หนา.ดกทึบ กิ่งก้านแผ่กว้างเหมือนคันร่ม ต้นสนรับแขกตั้งสูงเหนือศีรษะคน
กิ่งที่ยื่นสลับไปมายาวเกินกว่าสามฉื่อ ระเบียงทางเดินทอดยาวมุงด้วยหลังคากระเบื้องเขียว ราวระเบียงไม้แดง ด้านบนสุดวาดลวดลายสีน้ำเงิน เสาทั้งต้นถูกพันด้วยผ้าขาว ระหว่างต้นไม้เขียวชอุ่มสองฟากมีดอกไม้ผ้าสีขาวขนาดเท่าปากชามใบใหญ่แขวนประดับอยู่
นี่ต้องใช้เงินทองเท่าใดกัน!
อวี้ถังลอบตื่นตระหนกในใจ
จากนั้นนางก็ค้นพบเรื่องที่แปลกยิ่งกว่า
ตลอดทางที่เดินผ่าน นางยังไม่เห็นดอกไม้สีอื่นนอกจากสีขาวเลย
จวนของผู้รากมากดีมักจะชอบปลูกต้นไม้ใบไม้ที่แฝงความหมายอวยพรให้สกุลเจริญรุ่งเรือง ดั่งเถาแตงเส้นยาวที่ออกดอกผลมีลูกหลานมากมาย โดยเฉพาะฤดูกาลนี้ เป็นฤดูที่ต้นทับทิมและต้นพุทราผลิดอก ไม่ต้องพูดถึงต้นไม้พวกนี้ แม้แต่ดอกไม้ที่เห็นได้ทั่วไปอย่างดอกชบา ดอกยี่เข่งและดอกกุหลาบก็ยังไม่มีให้เห็น
ฝีเท้าของอวี้ถังชะลอช้า พิจารณาต้นไม้ข้างระเบียงทางเดินที่ยื่นกิ่งก้านออกมาอย่างละเอียด
หญิงรับใช้ที่คอยจับตาแขกผู้มาเยือนอยู่ก่อนแล้วสังเกตเห็นความผิดปกติได้ในทันที นางเดินช้าลง แล้วเอ่ยถามเสียงนุ่มว่า “แม่นางน้อยมองหาสิ่งใดหรือเจ้าคะ? มีสิ่งใดให้ข้าน้อยช่วยเหลือหรือไม่?”
คนสกุลเฉินหันหน้ากลับมามองอย่างมึนงง
อวี้ถังรีบดึงสายตากลับ สาวเท้าเดินให้ทันคนสกุลเฉิน กลัวว่าหญิงรับใช้ผู้นี้จะเข้าใจผิดคิดว่านางแอบด้อมมองเรือนใน ไร้การอบรมสั่งสอน จึงอธิบายว่า “ข้าเห็นว่าต้นไม้ต้นนี้คล้ายกับต้นทับทิม แต่กลับไม่เห็นมีดอกเลย…”
หญิงรับใช้ชะงักไป
อาจเพราะกลัวอวี้ถังเข้าใจผิดว่าต้นทับทิมของสกุลเผยไม่ผลิดอก นางหยุดคิดสักครู่แล้วตอบว่า “เดิมทีก็ออกดอกเจ้าค่ะ นี่เป็นเพราะว่าท่านผู้เฒ่ามาสิ้นไป นายท่านและนายน้อยในจวนล้วนเห็นแล้วไม่สบายใจ จึงได้สั่งให้ตัดทิ้งเสียเจ้าค่ะ”
ที่แท้ก็เพราะเหตุนี้เอง
อวี้ถังรู้สึกคำตอบที่ได้ฟังเหนือความคาดหมายอยู่บ้าง
คนสกุลเฉินก็ประหลาดใจ ถามต่อว่า “ตัดทิ้งทั้งหมดเลยรึ?”
เท่าที่มองจวนสกุลเผยมีพื้นที่กว้างขวาง ดอกไม้ก็ปลูกเอาไว้มาก หากว่าต้องตัดทิ้งทั้งหมด ต้องใช้แรงคนสักเท่าใดกัน!
หญิงรับใช้ผู้นั้นทำราวกับตนเป็นคนเหน็ดเหนื่อยตัดต้นไม้เอง พอได้ฟังก็ยิ้มขื่นว่า “ก็ใช่น่ะสิเจ้าคะ! ตั้งแต่ที่นายท่านสามบอกว่าไม่อยากเห็นดอกไม้บานที่สีสันฉูดฉาดเกินไป นี่ก็ใช้เวลาสองวันเต็มๆ พ่อบ้านสามทั้งต้องยุ่งเรื่องจัดงานศพ ทั้งต้องคอยสั่งให้คนตัดดอกไม้ พวกเราข้ารับใช้ก็คอยรับคำสั่ง ตอนนี้มือแทบยกไม่ขึ้นแล้วเจ้าค่ะ”
“ลำบากพวกเจ้าแล้วจริงๆ!” คนสกุลเฉินเอ่ยอย่างเห็นใจ “ผ่านช่วงนี้ไปก็สบายขึ้นแล้วล่ะ”
คงเพราะวาจาของคนสกุลเฉินพูดออกมาจากใจ ทั้งน้ำเสียงอบอุ่นที่เปล่งออกมายังแฝงความอ่อนโยนเหนือผู้ใดสามส่วน หญิงรับใช้ผู้นั้นจึงลอบสังเกตคนสกุลเฉินอีกหลายครั้ง แล้วเอ่ยถามในที่สุดว่า “สกุลสามีข้าสกุลจี้ ทุกคนล้วนเรียกข้าว่า จี้ต้าเหนียง หากท่านมีเรื่องอันใด สามารถให้คนมาบอกข้าได้เลยเจ้าค่ะ”
สามารถให้ผู้อื่นเรียกว่า ‘ต้าเหนียง’ ได้ หาใช่เป็นบ่าวรับใช้ทั่วไปที่พอมีหน้ามีตา ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าย่อมเป็นผู้ที่รับใช้สกุลเผยมาหลายชั่วคน ทั้งอาจจะเฉลียวฉลาดเป็นงาน จนถูกเจ้านายบ้านใดมองเห็นความสำคัญ แล้วมอบหมายให้รับผิดชอบงานด้านใดด้านหนึ่ง
คนสกุลเฉินเอ่ยปากเรียก ‘ต้าเหนียง’ คำหนึ่งอย่างเกรงอกเกรงใจ
อวี้ถังคล้ายถูกโจมตีด้วยคลื่นลมลูกใหญ่
คนสกุลเฉินฟังไม่ออก ทว่านางฟังเข้าใจทันที
ไม่ชมชอบดอกไม้สีสดคือนายท่านสาม วุ่นวายจัดงานศพกับสั่งงานคนให้ตัดดอกไม้คือพ่อบ้านสาม แล้วพ่อบ้านใหญ่กับพ่อบ้านรองมัวทำอะไรกันอยู่เล่า?
หรือสกุลเผยจะเป็นอย่างที่หลู่ซิ่นเล่าให้ฟังจริงๆ ในมุมที่ผู้อื่นมองไม่เห็นได้เกิดการเปลี่ยนแปลงภายใน รื้อระบบการจัดการใหม่ทั้งหมดแล้ว?
นางไม่ได้กระโตกกระตาก แสร้งทำทีไร้เดียงสา หลอกถามจี้ต้าเหนียงด้วยสีหน้าอยากรู้ว่า “สกุลเผยสมกับเป็นสกุลอันดับหนึ่งในเมืองหลินอัน ขนาดพ่อบ้านยังมีตั้งสามคน แล้วปกติต้องมีพ่อบ้านกี่คนกันเจ้าคะ? ท่านพ่อข้ารู้จักกับเถ้าแก่ถง เขาเล่าว่าเถ้าแก่ถงมีความรู้กว้างขวางและเก่งกาจยิ่ง แล้วเถ้าแก่ถงเป็นผู้ดูแลในจวนหรือว่าเป็นพ่อบ้านล่ะเจ้าคะ?”
จี้ต้าเหนียงได้ฟังสายตาก็พลันเปลี่ยนเป็นอบอุ่นขึ้นมา เอ่ยว่า “เถ้าแก่ถงเป็นพ่อสามีของลูกสาวข้าเอง”
หรือพูดได้ว่า บุตรสาวของจี้ต้าเหนียงแต่งให้กับเถ้าแก่น้อยถง
“ไอหยา ช่างบังเอิญเสียจริง!” อวี้ถังกับคนสกุลเฉินอุทานเบาๆออกมาเป็นเสียงเดียวกัน จากนั้นอวี้ถังจึงเริ่มไล่เรียงว่านางรู้จักเถ้าแก่ถงพ่อลูกได้อย่างไรให้จี้ต้าเหนียงฟังด้วยท่าทีสมจริงสมจัง พร้อมเอ่ยเยินยอเถ้าแก่น้อยถงไปหนึ่งยกใหญ่
[1] ถงเซิง หมายถึง บัณฑิตรุ่นเยาว์ที่สอบผ่านระดับอำเภอ และระดับจังหวัด
[2] หนึ่งฉื่อ ประมาณ10นิ้ว
ตอนที่ 13: สกุลเผย
แม่ยายคนใดไม่ชอบฟังผู้อื่นชื่นชมลูกเขยตนเองบ้างเล่า!
จี้ต้าเหนียงยิ่งให้ความสนิทสนมกับพวกนางมากกว่าเดิม นางปลดเกราะกำบังในใจลง แล้วเล่าเรื่องสกุลเผยให้พวกนางฟัง “งานในจวนมีไม่จบไม่สิ้น พ่อบ้านใหญ่ทั้งสิ้นมีสามคน มีอีกเจ็ดคนเป็นผู้ดูแล พ่อบ้านใหญ่ดูแลเรื่องน้อยใหญ่ในจวน พ่อบ้านรองดูแลธุระจุกจิกกับแขกเหรื่อ พ่อบ้านสามดูแลบัญชีกับเถ้าแก่ด้านนอก
ส่วนผู้ดูแลทั้งเจ็ดคนนั้น ผู้ดูแลใหญ่ติดตามพ่อบ้านใหญ่ ผู้ดูแลรองกับผู้ดูแลสามติดตามพ่อบ้านรอง คนอื่นๆอีกสี่คนติดตามพ่อบ้านสาม ทว่าผู้ดูแลเจ็ดจะดูแลธุระของเรือนในด้วย อย่างเช่นข้า ข้าขึ้นตรงกับผู้ดูแลเจ็ด”
“ส่วนเถ้าแก่ถงที่พูดถึงนั้น บรรพบุรุษของเขารับใช้สกุลเผยมาหลายชั่วคน ต่อมาสกุลเผยมาตั้งหลักสร้างฐานที่เมืองหลินอัน พวกเขาก็สร้างคุณงามความดีใหญ่หลวง ก่อนที่บรรพชนสกุลเผยจะสิ้นก็คืนสัญญาทาสให้เขา ทว่าบรรพบุรุษสกุลถงรู้จักคุณคน
แม้จะบอกว่าคืนหนังสือสัญญาทาสให้ แต่ก็ไม่เคยจากไป ยังคงช่วยเป็นเถ้าแก่ดูแลโรงจำนำให้ มีหน้ามีตายิ่งนักแล้ว ไม่เหมือนกับข้ารับใช้คนอื่นๆหรอกเจ้าค่ะ” น้ำเสียงที่เล่าเจือด้วยความภาคภูมิใจ
ขอเพียงใช้ชีวิตอยู่ในเมืองหลินอัน จะมากจะน้อยอย่างไรก็หนีไม่พ้นต้องเกี่ยวพันกับสกุลเผยอยู่ดี
สกุลอวี้ในวันนี้ ไม่ว่าจะสร้างร้านค้าขึ้นมาใหม่ หรือเพราะเรื่องภาพวาดผืนนั้น ล้วนต้องเกี่ยวพันกับสกุลเผยอย่างลึกซึ้ง
ชาติก่อน นายท่านสามได้ขึ้นเป็นผู้นำสกุล
ด้วยเหตุนี้ อวี้ถังจึงไม่ได้คิดเดาอะไรมากมายเหมือนกับอวี้เหวินและคนสกุลเฉิน
ทว่างานศพของท่านผู้เฒ่าเผยแสดงให้เห็นถึงข้อมูลหลายต่อหลายอย่าง
อย่างเช่นว่า พวกพ่อค้าในเมืองหลินอันมีเรื่องอันใดก็จะไปพูดขอร้องกับพ่อบ้านใหญ่ แต่พอท่านผู้เฒ่าเผยสิ้นไป พ่อบ้านสามที่สมควรดูแลกิจการด้านนอกกลับเป็นตัวหลักในการจัดพิธีศพให้ท่านผู้เฒ่า แล้วพ่อบ้านรองที่เวลานี้น่าจะก้าวออกมาช่วยเหลืองานศพกลับไม่รู้ไปทำอะไรอยู่ที่ไหน?
นายท่านสามขึ้นเป็นผู้นำสกุลได้อย่างไร?
ช่วงเวลานี้มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นอีก?
พ่อบ้านทั้งสามคนเวลานี้ล้วนสนับสนุนให้นายท่านสามขึ้นเป็นใหญ่ หรือว่าต่างคนต่างใจต่างความคิด?
แล้วใครเป็นคนของนายท่านสามบ้าง? ใครบ้างที่ยืนอยู่ข้างบ้านใหญ่ฝั่งนั้น?
อวี้ถังในชาติก่อนเมื่อแต่งเข้าสกุลหลี่ไป เพราะถูกขังอยู่แต่ในเรือนหลัง เกี่ยวกับสกุลเผยนางจึงไม่ค่อยรู้เรื่องมากนัก
ชาติก่อน นางไม่เคยได้ยินด้วยซ้ำว่ามีคนวิพากษ์วิจารณ์นายท่านสาม
คล้ายว่าทันทีที่เขาปรากฏตัวขึ้นในสกุลเผยก็กุมทุกอย่างไว้ในกำมือ วาจาของเขาคือคำชี้ขาด คนในสกุลล้วนเคารพเชื่อฟัง หาได้มีใครกล้าแย้งเขาไม่
นางไม่ต้องการให้สกุลอวี้เข้าไปพัวพันกับเรื่องพวกนี้ของสกุลเผย
ยังมีบุรุษชุดเขียวที่นางเจอตอนอยู่โรงจำนำอีก มองจากอายุอานามแล้วไม่น่าใช่คุณชายน้อยสองคนจากบ้านใหญ่ เช่นนั้นเขามีความสัมพันธ์อย่างไรกับสกุลเผยกันแน่?
หรือว่าเป็นคุณชายน้อยของนายท่านที่เหลืออีกสองคน?
แล้วตอนนี้เขายืนอยู่ข้างไหน?
เขาจะรู้หรือไม่ว่าสุดท้ายแล้วผู้ชนะในสงครามสนามนี้คือนายท่านสามสกุลเผย?
หากให้คาดเดานิสัยของนายท่านสามสกุลเผยโดยดูจากชาติก่อน หลังจากนายท่านสามได้ขึ้นมาเป็นผู้นำสกุลแล้ว เก้าในสิบคงเป็นพวกเชื่อฟังคำคนย่อมได้ดี คิดขัดมีเพียงความตายแน่ๆ
ไม่รู้ว่าบุรุษชุดเขียวผู้นั้นจะหลบเลี่ยงออกไปด้วยเหตุผลนี้หรือไม่
ดูจากท่าทาง เขาก็เป็นพวกพยศ ไม่เชื่อฟังใครง่ายๆคนหนึ่งเลย…
ในใจของอวี้ถังว้าวุ่นไปหมด นางไม่มั่นใจว่าตอนนี้นางต้องการให้สกุลอวี้รอดพ้นเคราะห์ภัยครานี้ไปได้หรือต้องการรู้ความเป็นมาของบุรุษชุดเขียวมากกว่ากัน…แต่นางก็ห้ามตัวเองให้หยุดสนใจเรื่องของสกุลเผยไม่ได้เสียแล้ว
อวี้ถังเอ่ยว่า “พ่อบ้านสามคงยุ่งตัวเป็นเกลียวแน่! ไหนจะต้องจัดการเรื่องนอกจวน ไหนจะต้องดูแลเรื่องในจวน พ่อบ้านใหญ่กับพ่อบ้านรองไม่มาช่วยแบ่งเบาบ้างหรือ?”
จี้ต้าเหนียงตกใจเพราะรู้ตัวว่าตนหลุดปากไปมาก แต่พอเห็นสีหน้าบริสุทธิ์ไม่เข้าใจโลกภายนอกของอวี้ถัง นางก็ตอบอย่างคลุมเครือว่า “พ่อบ้านใหญ่กับพ่อบ้านรองยังมีเรื่องอื่นต้องจัดการเจ้าค่ะ” จากนั้นนางก็เปลี่ยนหัวข้อสนทนาทันที
“ข้าว่าสุขภาพของนายหญิงซิ่วไฉยังอ่อนแออยู่มาก ถ้าหากท่านจุดธูปเคารพท่านผู้เฒ่าเสร็จแล้ววางแผนจะกินอาหารเจที่จวนก่อนแล้วค่อยกลับ ข้าจะให้คนพาท่านไปพักที่อู่ฝางหลังโถงรอง เที่ยงตรงแบบนี้ตะวันร้อนแรงนัก ท่านต้องระวังจะเป็นลมแดดไป”
ด้วยกลัวว่าจะทำให้จี้ต้าเหนียงสงสัย อวี้ถังจึงต้องหยุดไว้ชั่วคราวเพียงเท่านี้
คนสกุลเฉินกล่าวขอบใจจี้ต้าเหนียง แล้วเล่าถึงบุญคุณที่ท่านผู้เฒ่าเผยมีต่อนาง
อวี้ถังทางหนึ่งก็เงี่ยหูฟัง ทางหนึ่งก็คอยสังเกตรอบข้างไปด้วย
นางพบว่าตลอดเส้นทางที่เดินผ่าน ไม่มีดอกไม้สีอื่นให้เห็นได้เลยจริงๆ
เห็นได้ชัดว่าคำสั่งของนายท่านสามในตอนนี้ เบื้องหน้าไม่มีใครกล้าไม่เชื่อฟัง
อวี้ถังยิ่งกังวลมากกว่าเก่า
เพียงแต่ไม่รู้เลยว่านายท่านสามจะขึ้นนั่งตำแหน่งได้อย่างไร?
เขาจะใช้คำสั่งเสียของท่านผู้เฒ่ามาบีบบังคับให้ทุกคนเชื่อฟัง? หรือว่าตั้งแต่ก่อนหน้าที่พวกหลู่ซิ่นจะปล่อยข่าวลือออกมา นายท่านสามก็ควบคุมฮ่องเต้สั่งการใต้หล้าไปแล้ว?
นางจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว กระทั่งได้ยินเสียงความเคลื่อนไหว ถึงพบว่าตนกับมารดาได้ตามจี้ต้าเหนียงเข้ามาในลานที่เต็มไปด้วยเสียงร้องไห้ดังระงม ชาวเมืองคล้ายพวกนางหลายต่อหลายคนกำลังร่ำไห้หน้าโลงศพ
เสียงสวดบริกรรมดังยาวอย่างมีจังหวะจะโคน ติ่งทองแดงสามขาสูงเหนือคนมีธูปปักอยู่แน่น ควันขาวลอยโขมง หากมิใช่เห็นผ้าขาวแขวนไว้ทั่วทุกมุม นางคงนึกว่าตัวเองหลงเข้ามาอยู่ในวัดเสียแล้ว
คนสกุลเฉินสูดเข้าไปจนสำลักไอหลายที
จี้ต้าเหนียงเอ่ยว่า “โปรดตามข้ามา!”
พวกนางถูกนำทางให้เดินผ่านเหล่าสตรีออกเรือนแล้วกลุ่มใหญ่ที่กำลังร้องไห้หน้าโลงศพแล้วเดินเข้าไปที่โถงข้าง จากนั้นก็ไปโขกศีรษะจุดธูปไหว้ภาพเหมือนของท่านผู้เฒ่าเผยซึ่งตั้งอยู่กลางห้อง
ตอนที่ลุกยืนขึ้นอวี้ถังก็พิจารณาภาพเหมือนของท่านผู้เฒ่าอย่างตั้งอกตั้งใจ
หนวดเคราสามจุก ทรงคิ้วหนอนไหม ดวงตาผลซิ่ง หน้าผากกว้างสองแก้มอิ่ม สวมชุดคลุมตัวยาวแขนกว้างคอกลมสีเขียว ปักดิ้นทองลวดลายอู่ฝูยิ้มจนตาแทบปิด ดูแล้วเป็นคนใจดียิ่งนัก
ไม่รู้ภาพนี้ถูกวาดโดยใคร ลายเส้นพู่กันนับว่ายอดเยี่ยม ไม่เพียงหน้าตาวาดออกมาได้สมจริง ทั้งสีหน้าอารมณ์อันละเอียดอ่อนก็ล้วนวาดออกมาได้หมด ขนาดอวี้ถังที่ไม่มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับภาพวาด ก็ยังรับรู้ได้ถึงความสามารถของจิตรกร
ไม่รู้ว่าเป็นจิตรกรผู้ยิ่งใหญ่ท่านใด
ไม่รู้ว่าตอนที่ท่านผู้เฒ่าเผยถูกวาดภาพเหมือนภาพนี้อยู่ จะเคยคิดหรือไม่ว่าสกุลเผยจะเกิดเรื่องแก่งแย่งตำแหน่งผู้นำสกุลหลังจากที่เขาตายไปแล้ว?
เห็นทีว่าโลกนี้ช่างอนิจจัง
ท่ามกลางเสียงร้องไห้ อวี้ถังพลันจมอยู่กับความรู้สึกโศกาอาดูร
กรอบตานางรื้นชื้น หยดน้ำตาร่วงหล่น
คนสกุลเฉินทางนั้นกลับปล่อยโฮออกมาอย่างควบคุมตัวเองไม่ได้
อวี้ถังกับจี้ต้าเหนียงประคองคนสกุลเฉินคนละฝั่งแล้วพาเดินออกมาจากโถงรอง
จี้ต้าเหนียงหยุดคิดพักหนึ่ง แล้วเรียกสาวใช้ที่ชื่อ ‘เล่ยจือ’ เข้ามาสั่งงานว่า “นี่คือนายหญิงและคุณหนูใหญ่ของอวี้ซิ่วไฉ เจ้าพานายหญิงกับคุณหนูใหญ่ไปพักที่เซียงฝางด้านหลังก่อน” และหันมาพูดกับคนสกุลเฉินว่า “ด้านนอกข้ายังมีเรื่องต้องจัดการ ไม่อาจอยู่เป็นเพื่อนพวกท่านได้ อีกสักครู่ข้าค่อยมาหาใหม่เจ้าค่ะ”
อู่ฝางเปลี่ยนมาเป็นเซียงฝาง เห็นชัดว่าจี้ต้าเหนียงดูแลพวกนางเป็นพิเศษ
คนสกุลเฉินกับอวี้ถังรีบขอบคุณนางเป็นพัลวัน เอ่ยว่า “พวกเราคอยอยู่ที่ห้องอู่ฝางก็ใช้ได้แล้ว”
จี้ต้าเหนียงลดเสียงเบา เอ่ยว่า “ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ! ห้องเซียงฝางเดิมให้แขกสตรีเรือนในพัก ตอนนี้ไม่ได้ใช้งาน ให้พวกท่านพักสักวันหนึ่ง มิใช่เรื่องใหญ่โต”
นี่ก็เป็นความปรารถนาดีของจี้ต้าเหนียง
สองแม่ลูกกล่าวขอบคุณซ้ำอีกหลายรอบ เห็นว่าจี้ต้าเหนียงเอ่ยด้วยใจจริง ทั้งมีบ่าวรับใช้เข้ามาขอคำชี้แนะ จึงไม่กล้ารบกวนเวลานางอีก ได้แต่ตอบตกลงอย่างซาบซึ้งใจ แล้วตามเล่ยจือขึ้นระเบียงทางเดินไปฝั่งตะวันตก
“คนดีๆเช่นนี้ เหตุใดจึงมาจากไปเสียดื้อๆนะ?!”
อวี้ถังปลอบใจมารดาอยู่หลายประโยค พอเงยหน้าก็พบว่าพวกนางเดินตามทางอันคดเคี้ยวเลี้ยวลดตามเล่ยจือมาโผล่ยังเรือนน้อยที่เงียบสงบหลังหนึ่ง
ในลานมีลำธารและต้นไผ่ สะพานไม้และก้อนหิน ตกแต่งไว้อย่างประณีตบรรจง เสียงร้องไห้แว่วลอยตามมา เสริมให้เรือนน้อยหลังนี้เงียบสงัดยิ่งกว่าเดิม
เล่ยจือผลักประตูเซียงฝางฝั่งตะวันตกให้เปิดออก เชิญคนสกุลเฉินกับอวี้ถังเข้าไปด้านใน เอ่ยเสียงเบาว่า “นายหญิงอวี้ เชิญท่านพักที่นี่ก่อน ถึงเวลาทานมื้อเที่ยงข้าจะมาเชิญอีกรอบเจ้าค่ะ” พูดจบ ก็รินชาให้ทั้งสองด้วยตนเอง
อวี้ถังมองดูเครื่องเรือนสีเข้มเพียงสีเดียวที่อยู่ในห้องเซียงฝาง ม่านกั้นสีฟ้าอ่อน ในแจกันดอกไม้สีครามมีดอกอวี้หลันขาวสูงต่ำไม่เท่ากันขนาดประมาณปากชามปักอยู่สองดอก การจัดวางเรียบง่ายทว่างดงาม เรียบง่ายสบายตายิ่ง
จากอู่ฝางเปลี่ยนเป็นเซียงฝาง นางเดาว่าสถานที่แห่งนี้คงจะเตรียมเอาไว้ให้ญาติพี่น้องไม่ก็สหายสนิทที่เป็นสตรีของสกุลเผยใช้พักผ่อน อาจเพราะจี้ต้าเหนียงเห็นว่าบิดานางเป็นซิ่วไฉ มารดานางร่างกายอ่อนแอซ้ำยังพูดคุยถูกคอ จึงได้ดูแลเป็นพิเศษ จัดการให้พวกนางแม่ลูกเข้ามาพักที่นี่
คนสกุลเฉินรับน้ำชามา เอ่ยขอบคุณเล่ยจือเสียงนุ่ม
อวี้ถังคิดว่าจี้ต้าเหนียงเรียกใช้งานเล่ยจือ แสดงว่าเล่ยจือผู้นี้คงมีความสัมพันธ์กับจี้ต้าเหนียงไม่เลวทีเดียว นางรับถ้วยชามาจากเล่ยจือ กล่าวขอบคุณอีกฝ่าย “ลำบากพี่เล่ยจือแล้ว” แล้วพูดต่อว่า “พวกเราได้เข้ามาพักที่นี่ ทั้งหมดต้องขอบคุณจี้ต้าเหนียงกับพี่เล่ยจือ รอผ่านไปหลายวันให้จี้ต้าเหนียงกับพี่เล่ยจือไม่ยุ่งแล้ว พวกเราจะมาขอบคุณอีกครั้ง”
เล่ยจือคิดไม่ถึงว่าแม่ลูกของซิ่วไฉสกุลอวี้จะเกรงอกเกรงใจตนถึงเพียงนี้ จึงอดเหลือบมองอวี้ถังหลายครั้งไม่ได้
เครื่องประดับและอาภรณ์ของอวี้ถังธรรมดาทั่วไป ส่วนสูงระดับกลางๆเครื่องหน้างดงาม กิริยาอ่อนหวาน ผิวพรรณเกลี้ยงเกลา ขาวผ่องยิ่งกว่าหิมะ
เล่ยจือตกตะลึง
คุณหนูสกุลอวี้มีรูปโฉมงดงามไม่แพ้เหล่านายหญิงและคุณหนูของสกุลเผยเลย
อวี้ถังเดิมก็เป็นคนนิสัยใจคอกว้างขวาง ภายหลังได้ประสบกับเรื่องไม่คาดฝัน กิริยาท่าทางจึงไม่แข็งกร้าวจนดูเย่อหยิ่ง ไม่ถ่อมตัวจนดูต้อยต่ำ ทั้งยังสุขุมเยือกเย็น
นางปล่อยให้เล่ยจือมองตามสบาย
จนเป็นเล่ยจือเองที่รู้สึกเสียมารยาท นางก้มศีรษะต่ำ เอ่ยอย่างนอบน้อมว่า “คุณหนูอวี้เกรงใจแล้ว คำพูดของท่าน ข้าจะนำส่งให้ถึงแน่เจ้าค่ะ”
“จี้ต้าเหนียงกับแม่นางเล่ยจือช่างมีน้ำใจนัก!” คนสกุลเฉินเสริมวาจาตามมารยาทกับเล่ยจืออีกหลายประโยค แล้วเดินไปส่งเล่ยจือที่ประตูด้วยตนเอง หลังจากหย่อนตัวนั่งบนตั่งนอนไม้ในห้อง สีหน้าถึงได้เผยความอ่อนล้าให้เห็น
อวี้ถังคิดว่านี่คือการดูแลเป็นพิเศษที่จี้ต้าเหนียงมอบให้ หากว่าคนอื่นรู้เข้าคงไม่ดี จึงปิดหน้าต่างฝั่งลานเรือน แล้วเปิดหน้าต่างฝั่งด้านนอกแทน
และถึงแม้จะเปิดออก แต่ก็ไม่กล้าเปิดอ้าเต็มที่ เพียงเปิดค้างไว้ครึ่งเดียวเท่านั้น นางเข้าไปช่วยมารดาบิดผ้าเช็ดหน้าแล้วซับเหงื่อให้ “ท่านแม่ ท่านพักสักครู่เถอะเจ้าค่ะ ถึงมื้อกลางวันเมื่อไรเดี๋ยวเล่ยจือจะมาเรียกพวกเราเอง”
คนสกุลเฉินพยักหน้า เอ่ยอย่างรู้สึกไม่สบายใจว่า “ถ้าสุขภาพข้าไม่เป็นปัญหา พวกเราคงไม่ต้องเบียดเบียนอาหารเจของสกุลเผยไปหนึ่งมื้อ ปากบอกว่ามาจุดธูปเคารพท่านผู้เฒ่าเผย กลับมาขอข้าวเขากินเสียได้”
อวี้ถังกล่อมมารดาว่า “สกุลเผยบุญหนักศักดิ์สูง ไม่มาสนใจอาหารมื้อสองมื้อหรอกเจ้าค่ะ”
คนสกุลเฉินเห็นว่าบนหน้าผากของอวี้ถังมีแต่เหงื่อ ก็เอ่ยอย่างปวดใจว่า “เจ้าก็อย่าฝืนตัวเองมาก หากว่ารู้สึกร้อน ก็หาที่เย็นๆหลบไปพักก่อน อย่าได้ต้องเจ็บไข้เพราะมาจุดธูปเคารพท่านผู้เฒ่าเผยล่ะ”
“ทราบแล้วเจ้าค่ะ!” อวี้ถังรับคำ แล้วยกตั่งไม้เตี้ยเดินมาหา จะช่วยนวดขาให้คนสกุลเฉิน
คนสกุลเฉินทั้งประหลาดใจและยินดี เอ่ยว่า “ไอหยา! เหลือเชื่อจริงๆ ข้าไม่เคยรู้สึกมาก่อนว่าการมีลูกสาวจะสุขสบายปานนี้!”
ถูกต้องแล้ว!
แต่ไรนางก็ไม่เคยรู้ความ ไม่เคยรู้จักรักษาสิ่งล้ำค่าในมือ
ตอนนี้เพิ่งจะได้รู้ว่าการได้อยู่พร้อมหน้ากัน มันยากเย็นและมีค่ามากเพียงใด
ดวงตาอวี้ถังรื้นชื้น แสร้งทำทีออดอ้อนเพื่อกลบเกลื่อน แล้วนั่งลงข้างคนสกุลเฉินเพื่อบีบนวดขาให้นาง
คนสกุลเฉินกำลังอิ่มเอิบกับความกตัญญูของบุตรสาว ทางหนึ่งก็บ่นกับนางว่า “โบราณว่าเอาไว้ คนมีวาสนามักเกิดเดือนหก คนอาภัพเดือนหกมักตาย… เพราะท่านผู้เฒ่าทำกุศลบุญไว้มากมาย… จึงโชคดีที่นายท่านทั้งสองอยู่พร้อมหน้า ใกล้สิ้นยังมีบุตรชายอยู่ข้างๆ ทว่าก็โชคร้ายเหลือเกิน คนผมขาวต้องส่งคนผมดำ เพราะนายท่านใหญ่มาจากไปก่อน…”
อวี้ถังฟังเข้าหูซ้ายทะลุออกหูขวา กำลังนึกถึงสวนป่าแลไร่ชา ถนนแลท่าเรือ ที่เขียนคำว่า ‘เผย’ ติดไว้ทุกหนทุกแห่ง นางคิดอย่างทอดถอนใจว่า หรือเป็นเพราะว่าสกุลเผยล้วนแต่ทำทานสร้างกุศล?
ด้านนอกพลันมีเสียงโหวกเหวกดังลอดเข้ามา
คนสกุลเฉินกับอวี้ถังพากันชะงักกึก
อวี้ถังนึกถึงคำของจี้ต้าเหนียง จึงกระซิบบอกมารดาว่า “ท่านแม่นั่งอยู่ก่อน ข้าไปดูเองเจ้าค่ะ!”
[1] อู่ฟาง คือ ห้องเล็ก2ห้องที่อยู่ตรงข้ามกับห้องโถงใหญ่
[2] ควบคุมฮ่องเต้สั่งการใต้หล้า หมายถึง แอบอ้างเบื้องสูงเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตน
[3] อู่ฝู คือ สัญลักษณ์มงคลของจีน หมายถึงความสุขทั้งห้าประการ ได้แก่ อายุมั่นยืนยาว มั่นคงมั่งคั่งร่ำรวย สุขภาพพลานามัยแข็งแรง ประพฤติตนในกรอบศีลธรรมอันดี และตายอย่างสงบสุข
[4] เซียงฝาง เป็นห้องที่อยู่ด้านทิศตะวันตกและทิศตะวันออกของจวน
[5] คนมีวาสนามักเกิดเดือนหก คนอาภัพเดือนหกมักตาย อธิบายได้ว่า เดือนหกเป็นช่วงเวลาเก็บเกี่ยวข้าวสาลี เดือนแปดเก็บเกี่ยวข้าวโพด เช่นนี้ก็ไม่ต้องกลัวอดอยาก ทั้งเดือนหกอากาศเริ่มอบอุ่น ไม่ต้องทนรับลมหนาว จึงนับว่าเด็กที่เกิดเดือนหกมีโชควาสนา
แต่ในทางกลับกัน อากาศที่เริ่มอบอุ่นจะทำให้ศพเน่าเปื่อยและส่งกลิ่นเหม็นเร็วขึ้น ครอบครัวมักตั้งศพไว้เพียงสามวันแล้วฝังทันที ไม่มีดูฤกษ์เลือกยาม ทั้งชาวไร่ชาวนามักวุ่นวายกับการเก็บเกี่ยว พิธีศพจึงเป็นอย่างลวกๆและเร่งร้อน นับว่าคนที่ตายเดือนหกช่างอาภัพยิ่ง
ตอนที่ 14: ไม่ได้ตั้งใจ
นางบอกว่าจะไปดู ทว่าเพราะไม่รู้ด้านนอกสถานการณ์เป็นอย่างไร อวี้ถังถึงผลักหน้าต่างออกไปแล้วแอบมองผ่านช่อง
ในลานไร้ซึ่งผู้คน
เสียงเอะอะน่าจะดังมาจากด้านนอกลานเรือนโน่น
อวี้ถังกำลังลังเลว่าจะออกไปดูดีหรือไม่ ก็เห็นหญิงรับใช้ห้าหกคนกับสาวใช้เจ็ดแปดคน รุมล้อมฮูหยินสองคนเดินตรงเข้ามา
พวกหญิงรับใช้กับสาวใช้ล้วนสวมเสื้อกั๊กยาวปี๋เจี่ยสีน้ำเงิน ประดับดอกไม้ผ้าสีขาวขนาดเท่าปากจอกสุราเอาไว้
ฮูหยินสองท่านอยู่ในช่วงวัยบุปผาผลิบาน รูปร่างสูงโปร่ง คนหนึ่งแต่งขาวทั้งชุด มีเพียงตุ้มหูไข่มุกขนาดเท่าเม็ดบัวห้อยอยู่หนึ่งคู่
อีกคนหนึ่งใส่เสื้อตัวบนสีขาวอมเงินที่ตัดจากผ้าไหมหังโจวลายตรง สวมกับกระโปรงร้อยจีบสีเขียว บนศีรษะปักปิ่นหินเขียวเลี่ยมทองแดงสองอัน ข้อมือสองข้างมีกำไลหยกสีเขียวแวววาวอยู่ฝั่งละวง
“พวกเจ้าเฝ้าอยู่ตรงนี้” อวี้ถังเห็นฮูหยินที่ใส่เสื้อผ้าไหมหังโจวสั่งพวกหญิงรับใช้กับสาวใช้เสียงเย็นเยียบ “ห้ามให้ใครเข้ามาได้ล่ะ!”
หญิงรับใช้และสาวใช้ต่างหยุดฝีเท้าลงอย่างพร้อมเพรียง ย่อเข่าลงครึ่งหนึ่งคล้ายคารวะ แล้วตอบว่า “เจ้าค่ะ” อย่างนอบน้อม
ฮูหยินเสื้อผ้าไหมหังโจวลากแขนฮูหยินที่แต่งขาวทั้งตัวเดินเข้ามาทางอวี้ถัง
ไม่รู้ว่าฮูหยินสองคนนี้คิดจะทำอะไร?
อวี้ถังคาดเดาไม่ออก
ทว่ามองดูก็รู้ว่าฮูหยินทั้งสองมาจากสกุลที่สูงส่ง
หากว่าเป็นแขกของสกุลเผยฉะนั้นต้องพักผ่อนอยู่ในห้อง สกุลเผยควรจะจัดหญิงรับใช้และสาวรับใช้ให้คอยนำทางอยู่ข้างหน้ามิใช่หรือ?
หรือเป็นคนสกุลเผย? เพราะว่าเห็นจี้ต้าเหนียงเลยคิดมาหาเรื่องพวกนาง…พวกนางสกุลอวี้คงไม่ได้หน้าใหญ่ปานนั้น?
หรือพวกนางกำลังหาเรือนเงียบๆ เพื่อคุยเรื่องลับๆกัน?
ขณะที่อวี้ถังกำลังคิดไม่ตก ฮูหยินทั้งสองก็จูงมือกันมาถึงหน้าบันไดห้องเซียงฝางแล้ว อวี้ถังจึงมองเห็นหน้าตาของทั้งคู่ได้ชัดเจน
ฮูหยินที่สวมเสื้อผ้าไหมหังโจวผู้นั้นมีรูปหน้ายาว คิ้วทรงใบหลิว จมูกทรงเซวียนต่าน ริมฝีปากอิงเถา รับกับโครงหน้าสละสลวยดั่งภาพวาดพู่กัน ทว่าดวงตาแข็งกร้าว สีหน้าซีดเซียว
ส่วนอีกคนที่อยู่ในชุดขาวไว้ทุกข์ ดวงหน้าเรียวยาว ดวงตาดั่งผลซิ่งแดงก่ำทั้งสองข้าง สีหน้าขาวซีดไม่ต่างกัน
สิ่งที่ผิดจริยธรรมอย่าฟัง สิ่งที่ผิดจริยธรรมอย่าพูด
อวี้ถังพลันรู้สึกเสียใจที่ตนไม่ส่งเสียงออกไปก่อนหน้านี้ เพื่อให้ฮูหยินทั้งสองรู้ว่าเรือนน้อยหลังนี้ยังมีผู้อื่นอยู่ด้วย ทว่ายังไม่ทันให้นางได้แก้ไข ฮูหยินที่สวมเสื้อผ้าไหมหังโจวก็เปิดปากตำหนิฮูหยินที่สวมชุดไว้ทุกข์สีขาวเสียแล้ว
“เจ้าเลอะเลือนเพียงนี้ได้เช่นไร? เห็นว่าสถานการณ์ไม่ดีควรจะรีบหาทางส่งข่าวให้ข้ากับพี่ชายเจ้าสิ แล้วดูเจ้า มาร้อนใจเอาตอนนี้ยังมีประโยชน์หรือ? เจ้าสามใช้คำสั่งเสียของพ่อสามีเจ้ามาเป็นเกราะกำบัง พวกเราจะคัดค้านก็ไม่ทันเสียแล้ว!”
เจ้าสาม?
พ่อสามี?
อวี้ถังพลันมึนงง
ฮูหยินคนที่ใส่ชุดไว้ทุกข์สีขาวคือนายหญิงใหญ่ของสกุลเผย?
ส่วนฮูหยินที่ใส่เสื้อผ้าไหมหังโจวคือพี่สะใภ้ฝั่งสกุลมารดาของนายหญิงใหญ่?
พวกนางกำลังแอบนินทาเรื่องที่นายท่านสามจะขึ้นเป็นผู้นำสกุลหรือ?
อวี้ถังถูกการเปลี่ยนแปลงอันไม่คาดฝันทำให้สับสน จนขนลุกตั้งไปทั้งตัว
พวกสกุลใหญ่และสูงส่งเช่นนี้ ไม่ว่าในจวนจะมีเรื่องสกปรกเพียงใด แต่ภายนอกก็ต้องตีหน้าเป็นลูกหลานกตัญญู พี่น้องรักใคร่ปรองดองเอาไว้อยู่เสมอ
เห็นชัดว่านายหญิงใหญ่เผยผู้นี้มีเรื่องจะสนทนากับคู่สะใภ้ของตน
นางต้องมาเจอเรื่องลับๆเช่นนี้ แล้วนางกับมารดาจะถูกฆ่าปิดปากหรือไม่หนอ?
อวี้ถังรู้สึกร้อนรน พลันหมุนตัวไปหามารดาแล้วทำมือ ‘เงียบเสียง’ ส่งให้นาง
คนสกุลเฉินก็แปลกใจ ไม่รอให้นางเอ่ยปากถาม เสียงของนายหญิงใหญ่เผยก็ดังลอดเข้ามา “ข้าจะรู้ได้อย่างไรว่าข้าเลี้ยงงูพิษที่จะแว้งกัดข้าเอาไว้? ดูตอนแรกสิ เขาดื้อรั้นไม่เชื่อฟัง ข้าก็คอยช่วยพูดกับท่านผู้เฒ่าเผยและท่านแม่เฒ่าให้
เขาไม่ตั้งใจเล่าเรียน ก็เป็นข้าที่ไปขอร้องให้ท่านพ่อช่วยสอนเขาด้วยตนเอง ไม่เช่นนั้นชื่อเขาจะติดอยู่บนป้ายประกาศสอบผ่านซู่จี๋ซื่อได้หรือ?
แล้วก็เป็นเขานั่นแหละที่บอกว่าจะแต่งกับสตรีเชื่อฟังกตัญญู พี่สะใภ้ฝั่งมารดาของท่านถูกใจเขา เขาก็เอาแต่บ่ายเบี่ยง หากมิใช่เพราะข้า เขาจะสอบผ่านเป็นซู่จี๋ซื่อ ได้เป็นเจิ้งกวนหกกรมอย่างราบรื่นได้เหมือนทุกวันนี้รึ?”
“เอาเถอะ เอาเถอะ!” พี่สะใภ้ของนายหญิงใหญ่เผยเอ่ยด้วยน้ำเสียงไม่พอใจว่า “เรื่องที่ผ่านมาแล้ว จะยกขึ้นมาพูดอีกทำไม? พูดไปพูดมาก็เพราะเขาคิดว่าสกุลฝั่งมารดาข้าต่ำต้อยเกินไป คนเดินขึ้นที่สูง น้ำไหลลงที่ต่ำ นี่ก็เป็นเรื่องธรรมดาของคน หากจะโทษ ก็โทษที่พี่น้องฝั่งมารดาข้าไม่เอาไหน ไม่อาจสอบผ่านจนเป็นบัณฑิตได้”
ถึงขนาดได้ฟังเรื่องที่น่าตกใจเช่นนี้
อวี้ถังกับมารดาหันมาสบตากัน แม้แต่หายใจออกแรงๆยังไม่กล้า
“เรื่องนี้จะโทษพี่สะใภ้ได้อย่างไรกัน!” นายหญิงใหญ่เผยคล้ายว่าพูดถึงเรื่องนี้ก็โมโหยิ่งกว่าเก่า “ต้องโทษที่เจ้าสามไม่เห็นความหวังดีของผู้อื่นเอง…”
แม้น้ำเสียงพี่สะใภ้ของนายหญิงใหญ่จะไม่ได้กล่าวโทษ แต่ความจริงก็คงอัดอั้นอยู่ในใจมานานแล้ว พอได้ฟังก็หัวเราะเสียงเย็นพูดแทรกนายหญิงใหญ่เผยว่า “คงมีแต่เจ้าที่คิดว่าเขาไม่เห็นความหวังดีของผู้อื่น! แผนการของเขาวางเอาไว้อย่างแยบยล ผลักไสสกุลเราออก แล้วหันหน้าไปหาสกุลหลีโน่น”
“สกุลหลี?” นายหญิงใหญ่เผยร้องตกใจ “สกุลของหลีซวิ่นที่เป็นเจ้ากรมพิธีการ และมหาบัณฑิตหอเหวินหยวน?”
“นอกจากสกุลหลีนั้น เจ้าคิดว่ายังมีสกุลหลีไหนที่ทำให้เจ้าสามมองเห็นในสายตาได้อีก?” พี่สะใภ้ของนายหญิงใหญ่เผยพูดประชดประชัน
“ดูท่าเรื่องนี้เจ้าจะไม่รู้อะไร แต่ก่อนข้าก็บอกว่าเจ้าโง่งม ให้คอยระวังเจ้าสามเอาไว้ เจ้าก็ไม่ยอมฟัง ตอนนี้รู้หรือยังล่ะว่าเขาร้ายกาจเพียงใด? ท่านผู้เฒ่าของพวกเจ้าลำเอียงจะตายไป! พูดถึงสกุลหลีทางนั้น คุณหนูสามสกุลหลีกับถงกวนของพวกเราอายุไล่เลี่ยกัน หากอ้างว่าทำเพื่อสกุลเผย ก็คงต้องให้ถงกวนแต่งงานเชื่อมไมตรีกับสกุลหลี”
“พี่สะใภ้ ท่านคงเข้าใจอะไรผิดแล้ว” นายหญิงใหญ่เผยพูดอย่างไม่อาจทำใจให้เชื่อได้ “ก่อนหน้านี้ไม่เห็นเคยได้ยินมาก่อนเลย”
พี่สะใภ้ของนายหญิงใหญ่เผยร้องเหอะทีหนึ่ง เอ่ยว่า “เรื่องอื่นข้าอาจจะฟังมาผิด แต่เรื่องนี้ไม่มีทางพลาดแน่ ฮูหยินหลีสนิทกับทางสกุลข้า นางแอบมาพบข้า เพราะต้องการถามเรื่องในเรือนของเจ้าสาม ข้ามีหรือจะเข้าใจผิด!”
นายหญิงใหญ่สกุลเผยสูดลมหายใจเย็นเยือกเข้าปอด
พี่สะใภ้ของนายหญิงใหญ่เผยบอกต่อว่า “ท่านผู้เฒ่าเผยดันมาด่วนจากไป บ้านรองกับบ้านสามก็ต้องไว้ทุกข์สามปี เรื่องหลังจากสามปีนี้ใครจะไปรู้ได้?
ตอนนี้ที่ต้องกังวลคือตำแหน่งผู้นำสกุลของเจ้าสาม นิสัยของเจ้าสามเจ้าก็รู้ดี เคยยอมลงให้ใครเสียที่ไหน พี่ชายเจ้าดีกับเขาถึงเพียงนั้น แล้วเขาล่ะ จะหักหลังกันก็ทำได้ง่ายๆ ไม่สงสารเห็นใจกันสักนิด หากว่าเขานั่งตำแหน่งผู้นำสกุลได้มั่นคงเมื่อไร บ้านใหญ่คงต้องจบเห่แน่”
นายหญิงใหญ่ถามอย่างสงสัยว่า “เขาจะขัดขวางไม่ให้ถงกวนของข้าไปสอบขุนนางได้รึ? ท่านพ่อพูดไว้ว่าถงกวนของเราเป็นเมล็ดพันธุ์ชั้นยอดในการเล่าเรียน ขอเพียงถงกวนสอบได้ลำดับไม่เลว เจ้าสามจะทำอะไรพวกเราได้? สกุลเผยยังต้องพึ่งพาถงกวนของข้านำความรุ่งโรจน์มาให้สกุลสิ!”
นายหญิงใหญ่เผยนับว่ามองการณ์ไกลอยู่บ้าง
อวี้ถังได้ยินก็เริ่มคิดตามทันที
ชาติก่อน ปีที่ห้าหลังจากที่ท่านผู้เฒ่าเผยสิ้นไป คุณชายใหญ่เผยก็สอบเป็นจวี่เหรินได้ ภายหลังก็สอบผ่านเป็นจิ้นซื่อได้อีก
เพียงแต่ชาติก่อนนางเอาแต่หมกมุ่นอยู่กับการเอาตัวรอดจากสกุลหลี่ เรื่องของสกุลเผยรู้อยู่ไม่มาก ไม่แน่ใจว่าคุณชายเผยผู้นี้ภายหลังเป็นอย่างไรต่อ
ทว่า นางได้ยินจากมารดาของหลี่จวิ้น ซึ่งก็คือคนสกุลหลินผู้เป็นแม่สามีของนางในชาติก่อน นางเคยคุยกับหลี่ตวนว่า นายหญิงใหญ่เผยมีบิดาที่รู้จักคนกว้างขวาง ทั้งยังมีพี่น้องที่ได้เลื่อนขั้นเป็นขุนนางขั้นสามด้วย คุณชายใหญ่ผู้นั้นต่อให้ไม่อาศัยสกุลเผย อนาคตก็ไม่มีทางลำบากแน่
พี่สะใภ้ของนายหญิงใหญ่เผยไม่คิดเช่นนั้น กล่าวว่า “เจ้าเหมือนที่แม่สามีพูดไม่มีผิด เสียแรงที่โตมาขนาดนี้ ถงกวนสามปีนี้คงต้องอยู่เมืองหลินอันเพื่อไว้ทุกข์ให้น้องเขยก่อน เมื่อเจ้าสามขึ้นเป็นผู้นำสกุล ซ้ำยังเป็นอาแท้ๆของถงกวน
ต่อให้พ่อสามีกับพี่ชายเจ้าอยากรับเขาไปเรียนอ่านเขียนด้วย ก็ต้องให้เขาพยักหน้าเห็นด้วยจึงจะไปได้ ไม่ต้องพูดถึงเรื่องอื่น แค่เขาตัดสินใจให้ถงกวนเล่าเรียนที่เมืองหลินอัน แล้วไม่ยอมตั้งใจสั่งสอนถงกวนให้ดี ไม่ต้องพูดถึงสามปี ต่อให้สามสิบปี ถงกวนก็อย่าคิดจะได้ลืมตาอ้าปากเลย”
พี่สะใภ้ของนายหญิงใหญ่เผยผู้นี้ต้องการมายุยงคนมากกว่ามาช่วยแก้ปัญหากระมัง?
อวี้ถังยิ่งฟังยิ่งรู้สึกว่าพี่สะใภ้ของนายหญิงใหญ่เผยผู้นี้เหมือนผู้ชมละครไม่ต้องกลัวตกเวทีมากกว่า ไม่เหมือนกำลังช่วยนายหญิงใหญ่เผยคิดหาทางออกอย่างจริงใจ
ทว่า สะใภ้ของนายหญิงใหญ่เผยพูดถูกอยู่เรื่องหนึ่ง
ชาติก่อน คุณชายใหญ่เผยก็อาศัยอยู่ที่หลินอันตลอด กระทั่งครบช่วงไว้ทุกข์ ก็ไม่ได้เข้าร่วมการสอบเคอจวี่ แต่เพราะบิดาของนายหญิงใหญ่ล้มป่วยหนัก ส่งจดหมายมาบอกว่าก่อนตายอยากจะเจอหน้าคุณชายใหญ่เผยสักครั้ง คุณชายใหญ่เผยถึงได้ออกจากหลินอันไป จากนั้นก็ใช้ทะเบียนราษฎร์เมืองหลวง จนสอบเป็นจวี่เหรินได้
เรื่องจริงที่เกิดขึ้นเป็นดังที่พี่สะใภ้ของนายหญิงใหญ่เผยพูดเอาไว้ไม่มีผิด!?
อวี้ถังรู้สึกอีกครั้งหนึ่งว่า สกุลเผยช่างยากแท้หยั่งถึง คนธรรมดาอย่างพวกนางควรจะหลบไปให้ไกลๆไว้เป็นดี
“พี่สะใภ้ ท่านว่าทำอย่างไรดีเล่า?” นายหญิงใหญ่เผยได้ฟังที่พี่สะใภ้พูดก็เอ่ยอย่างร้อนใจว่า “หากไม้กลายเป็นเรือแล้ว เรายังจะกระโดดออกมาขัดขวางคำสั่งเสียของท่านผู้เฒ่าได้หรือ? คนอื่นคงเอาเราไปพูดว่าพวกเราคิดแย่งสมบัติกับน้องสามี! มีแต่จะทำให้ชื่อเสียงของถงกวนมัวหมอง?”
“เหตุใดเจ้าไม่เข้าใจเสียทีนะ!” พี่สะใภ้ของนายหญิงใหญ่เผยกล่าวเสียงเหี้ยมว่า “มิใช่ยังมีนายท่านรองอยู่รึ? ต่อให้ตำแหน่งผู้นำสกุลจะมาไม่ถึงพวกเรา แต่จะยอมถอยให้เจ้าสามง่ายๆแบบนี้ได้อย่างไร!”
“เป็นไปไม่ได้หรอก!” นายหญิงใหญ่เผยกล่าว “อารองเป็นคนซื่อสัตย์และใจกว้าง เขาไม่มีทางออกตัวแก่งแย่งแน่ อีกอย่าง การแย่งชิงสิ่งเหล่านี้ก็ไม่ส่งผลดีอะไรต่อเขา?”
พี่สะใภ้ของนายหญิงใหญ่เผยเอ่ยว่า “เขาคงไม่ออกหน้าแก่งแย่ง แต่เขาออกมาพูดสิ่งที่เป็นธรรมได้นี่นา! สกุลเผยไม่ใช่ว่ามีอีกสองสายรึ? นายท่านอี้กับนายท่านวั่งเล่า ไม่แน่ก็อาจจะมีอะไรที่อยากพูดก็ได้?
เจ้าไม่อยากได้สมบัติกองโตของสกุลเผย แต่นายท่านอี้กับนายท่านวั่งจะไม่เสียดายรึ? พวกเขาอีกสองสายไม่เหมือนพวกเจ้าที่ผลิตบัณฑิตออกมาได้ทุกรุ่น ถ้าเป็นข้า ของที่ข้าไม่ได้ คนอื่นก็อย่าคิดจะฉกไปได้ง่ายๆเลย”
นายหญิงใหญ่เผยเงียบเสียงไปพักใหญ่
พี่สะใภ้ของนายหญิงใหญ่เผยก็ไม่ได้เร่งเร้านาง ไม่รู้ว่าทำอะไรกันอยู่ ใต้ชายคาเงียบเชียบ ไร้เสียงพูดคุย
อวี้ถังกับมารดากลั้นหายใจนิ่ง กลัวว่าจะถูกคนพบเข้า
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าไร นายหญิงใหญ่เผยก็เอ่ยเสียงต่ำว่า “พี่สะใภ้ เรื่องนี้ข้าจะเชื่อท่าน!”
อวี้ถังได้ยินเสียงเจือความพอใจและยินดีของพี่สะใภ้นายหญิงใหญ่เผย เอ่ยว่า “เจ้าควรจะเชื่อแต่แรกแล้ว! เมื่อก่อนยังมีน้องเขยคุ้มครองเจ้า เจ้าก็เลยไม่ต้องสนใจอะไร แต่มาวันนี้ น้องเขยไม่อยู่แล้ว คิดเสียว่าทำเพื่อหลานทั้งสองคน เจ้าจะต้องเข้มแข็งกว่านี้ถึงจะถูก!”
นายหญิงใหญ่เผยส่งเสียง “อืม” คำหนึ่ง
พี่สะใภ้ของนายหญิงใหญ่เผยยังกล่าวต่อว่า “เจ้าเอียงหูมาทางนี้ ข้าจะบอกว่าควรทำเช่นไร!”
อวี้ถังมองเห็นศีรษะของนายหญิงใหญ่เผยกับพี่สะใภ้ของนางสุมรวมอยู่ด้วยกัน
ส่วนพูดอะไรกันบ้างนั้นนางได้ยินไม่ชัดเจน
นับหรือไม่ว่าตนได้เป็นประจักษ์พยานเห็นช่วงเวลาดำมืดของนายหญิงใหญ่เผยแล้ว?
อวี้ถังส่ายหน้า
ไม่รู้ว่าบ้านใหญ่กับนายท่านสามขัดแย้งเรื่องอันใดกัน ทำให้ระหว่างพวกเขาต้องตัดสินแพ้ชนะให้ชัดเจนถึงเพียงนี้ แต่ก็น่าเสียดาย ที่สุดท้ายบ้านใหญ่ก็ต้องพ่ายแพ้อยู่ดี
เป็นนาน กว่านายหญิงใหญ่เผยกับพี่สะใภ้ของนางจะเดินออกไป อวี้ถังกับมารดาต่างถอนหายใจยาวเหยียดอย่างโล่ง.อก
คนสกุลเฉินกำชับบุตรสาวด้วยความกังวลว่า “สิ่งที่เจ้าได้ยินต้องเก็บไว้ในท้องเท่านั้น เรื่องภายในจวนเช่นนี้ พ่อตาบอกตัวเองมีเหตุผล แม่ยายบอกตัวเองมีเหตุผล พวกเราต่างเป็นคนนอก ไม่อาจยื่นมือเข้าไปวุ่นวายเรื่องในจวนผู้อื่นได้”
อวี้ถังพยักหน้าหงึกหงัก
คนสกุลเฉินยังคงไม่วางใจ ให้อวี้ถังเอ่ยคำสาบานพร้อมแช่งชักตนเองไปรอบหนึ่ง ถึงได้สบายใจและยอมปล่อยอวี้ถังไป
[1] เสื้อกั๊กยาวปี๋เจี่ย คือ เสื้อกั๊กที่ไม่มีแขนและไม่มีคอเสื้อ สาบเสื้อตรง ยาวถึงเข่า
[2] จมูกทรงเซวียนต่าน คือ สันจมูกสูงปานกลาง ปีกจมูกโค้งได้รูป เห็นเป็นโครงชัดเจน ปลายจมูกมนกลมอวบอิ่ม สันจมูกแคบเข้า เชื่อว่าเป็นทรงจมูกของผู้มีวาสนาดี
[3] อิงเถา คือ เชอร์รี่
[4] ผู้ชมละครไม่ต้องกลัวตกเวที หมายถึง เป็นแค่ผู้ชมจึงไม่กลัวว่าตนจะตกลงจากเวที ใช้เสียดสีคนที่ไม่คิดถึงจิตใจผู้อื่น
[5] พ่อตาบอกตัวเองมีเหตุผล แม่ยายบอกตัวเองมีเหตุผล เปรียบได้ถึง ต่างคนต่างก็บอกว่าตัวเองเป็นฝ่ายถูก
ตอนที่ 15: ฐานะ
แต่อย่างไร อวี้ถังกับมารดาก็เหมือนนั่งอยู่บนพรมเข็ม สถานที่แห่งนี้ไม่อาจรั้งอยู่ได้นาน สองคนหารือกันเสร็จ คิดว่าจะบอกกับเล่ยจือไว้สักคำ ว่าพวกตนจะล่วงหน้าไปยังสถานที่จัดเลี้ยงอาหารเจของสกุลเผยก่อน
ใครจะรู้ว่าตอนที่พวกนางเดินออกมา กลับเจอบ่าวกลุ่มหนึ่งกำลังย้ายหีบลังกันอยู่
ฟังจากน้ำเสียง เป็นฮูหยินหยางพี่สะใภ้ของนายหญิงใหญ่เผยที่มาร่วมแสดงความเสียใจ ตอนนี้กำลังย้ายข้าวของเข้าไปพักในเรือนซึ่งห่างจากตรงนี้ไม่ไกล
มิน่าเมื่อครู่ได้ยินเสียงเอะอะโวยวาย
คนสกุลเฉินกับอวี้ถังกลัวว่าจะเป็นจุดสนใจ จึงตามหาเล่ยจือเงียบๆ แล้วบอกลานาง
เล่ยจือนึกว่าพวกนางสองแม่ลูกรู้สึกว่าเรือนนี้เงียบเหงาเกินไป คิดว่านี่ก็ใกล้ถึงเวลากินข้าวแล้ว จึงทิ้งงานในมือ แล้วพาพวกนางไปที่เรือนรับรองซึ่งจัดอาหารกลางวันไว้
เที่ยงตรงของฤดูร้อน แสงอาทิตย์สาดแสงทิ่มแทงตา ทว่าต้นไม้ใหญ่สองฝั่งของระเบียงทางเดินกลับบดบังได้มิดชิด ลมเย็มโชยผ่าน สบายตัวยิ่งนัก
ด้านหน้าไกลๆ อวี้ถังเห็นบุรุษหลายคนกำลังเดินจากระเบียงทางเดินตรงเข้ามา
บุรุษที่อยู่ตรงกลาง อายุประมาณยี่สิบสามยี่สิบสี่ปี รูปร่างสูงใหญ่ผ่าเผย สวมชุดไว้ทุกข์ สีหน้าขาวซีด สันจมูกโด่งสูง สันกรามที่เครียดเขม็งยกขึ้นเล็กน้อย แม้ท่าทีจะดูเปิดเผย ทว่ากลางหว่างคิ้วกลับแสดงอารมณ์อึมครึม
เขาคือบุรุษชุดเขียวที่นางเจอในโรงจำนำวันนั้นนี่
ดวงตาดั่งผลซิ่งของอวี้ถังเบิกกว้าง
เขามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร?
นี่เป็นเรือนชั้นในของสกุลเผยนะ!
เล่ยจือวุ่นวายกับการลากชายเสื้อของอวี้ถัง พูดเสียงร้อนรนว่า “คุณหนูใหญ่อวี้ นั่นคือนายท่านสามและสหายของท่านเจ้าค่ะ ท่าน ท่านต้องหลบสักหน่อย”
นายท่านสาม?!
นายท่านสามสกุลเผย?!
ไม่น่าใช่หรอก?!
อวี้ถังมองไปทางเล่ยจือ แล้วก็มองไปที่คนตรงหน้า คิดว่าตัวเองหูตาฝ้าฟางไปแล้ว
เล่ยจือเห็นว่าสายตาของอวี้ถังไม่มีหลบเลี่ยง เอาแต่จ้องเขม็งที่นายท่านสามตรงๆ ก็ร้อนใจจนเหงื่อผุดเต็มหน้า ไม่อาจมัวสนใจเรื่องมารยาทได้อีก จึงลากอวี้ถังไปหลบที่มุมหัวโค้งของระเบียงทันที
คนสกุลเฉินเห็นสถานการณ์ดังนั้น ก็ขึ้นมายืนบังอวี้ถังไว้
เผยเยี่ยนไม่ได้แลตามอง เพียงเดินผ่านระเบียงตรงหน้าไป
ทว่าเป็นบุรุษที่เดินตามเขาอยู่ข้างหลัง หันหน้ากลับมามองอวี้ถังอยู่หลายที
อวี้ถังไม่ได้สังเกตเห็นสิ่งเหล่านี้ นางยังตกอยู่ในความสะพรึงที่ว่าบุรุษชุดเขียวผู้นั้นก็คือนายท่านสามสกุลเผย
รอจนเล่ยจือพานางเดินต่อไปเบื้องหน้า นางก็ยังถามย้ำกับเล่ยจืออีกรอบอย่างทำใจเชื่อไม่ลงว่า “นายท่านสาม เหตุใดถึงอายุน้อยขนาดนี้?”
เล่ยจือตอบว่า “นายท่านสามเป็นลูกหลงของท่านผู้เฒ่าเจ้าค่ะ!”
นางรู้อยู่แล้วว่าเขาเป็นลูกหลง!
แต่นางไม่รู้ว่าเขาจะอายุน้อยถึงเพียงนี้!
นึกถึงตอนแรก นางยังเดาว่าเขาเป็นคุณชายของสกุลสาขาอีกสองสายอยู่เลย
เชื่อว่าเขาต้องเป็นญาติของสกุลเผยแน่
มิน่าตอนนั้นเขาถึงทำหน้าไม่พอใจ
อวี้ถังหน้าขึ้นสี เอ่ยว่า “นายท่านสามของเจ้าสอบผ่านเป็นซู่จี๋ซื่อได้ตอนอายุเท่าไร?”
เล่ยจือตอบว่า “ยี่สิบเอ็ดเจ้าค่ะ”
จะโทษนางก็ไม่ได้
บิดานางตอนที่อายุยี่สิบเอ็ดยังเป็นถงเซิงอยู่เลย
อวี้ถังทำปากยู่
คนสกุลเฉินเอ่ยปรามอวี้ถังว่า “ห้ามเสียมารยาท! ตั้งใจเดินไปก็พอ”
มาวิจารณ์คนของสกุลเผยในจวนสกุลเผย จะไร้มารยาทเกินไปแล้ว
อวี้ถังได้แต่ปิดปากเงียบ
คนสกุลเฉินยังไม่วางใจ พูดต่อว่า “เจ้ารับปากข้าแล้ว จะไม่ก่อเรื่อง ถ้าเจ้ายังอยากรู้ไม่เลิก ก็ข่มกลั้นเอาไว้เสีย”
อวี้ถังผงกศีรษะอย่างจนใจ
เล่ยจือฟังออกว่าสองแม่ลูกพูดจาเป็นนัย จึงถามอย่างวิตกว่า “เกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือเจ้าคะ?”
คนสกุลเฉินตอบว่า “ไม่มี ไม่มี เจ้าเด็กคนนี้ ก็แค่อยากรู้อยากเห็นไปทั่วน่ะ”
นัยน์ตาของเล่ยจือมีกระแสขบขันพาดผ่าน เอ่ยว่า “คนที่ได้เจอหน้านายท่านสามสกุลเราล้วนแต่ตื่นตะลึงทุกคน คุณหนูใหญ่อวี้มิใช่คนแรกหรอกเจ้าค่ะ” นางพูดไป ก็หันไปมองข้างหลังทีหนึ่ง จากนั้นก็เอ่ยเสียงเบาว่า “นายท่านสามน่าจะไปเยี่ยมฮูหยินหยางเจ้าค่ะ”
“เยี่ยมฮูหยินหยาง?” อวี้ถังทวนคำด้วยสีหน้าประหลาด
นายท่านสามสกุลเผยกับฮูหยินหยางมีอะไรให้คุยกันรึ?
“ก็คือพี่สะใภ้ฝั่งมารดาของนายหญิงใหญ่เผยเจ้าค่ะ” เล่ยจือตอบ “พี่น้องฝั่งมารดาของนายหญิงใหญ่เผยเป็นทงเจิ้งสื่ออยู่ที่สำนักทงเจิ้ง” พูดถึงตรงนี้ เล่ยจือก็หันซ้ายขวามองรอบทิศ เห็นว่าไม่มีใคร ก็เผยสีหน้าดูถูกออกมา เอ่ยว่า
“เมื่อครู่ฮูหยินหยางไม่สบายเจ้าค่ะ บอกว่าจัดให้อยู่ในเรือนคงไม่ดี สั่งให้พ่อบ้านใหญ่เปลี่ยนเป็นหลังอื่น พ่อบ้านใหญ่ก็จริงๆเลย เรื่องเล็กเท่านี้ก็ต้องรายงานให้นายท่านสามทราบ…
เพราะเรื่องท่านผู้เฒ่าทำให้หลายวันนี้นายท่านสามกินดื่มอะไรแทบไม่ลงอยู่แล้ว นอนก็แทบไม่ได้นอน อารมณ์คงไม่ดีเท่าไร พ่อบ้านใหญ่โผล่พรวดพราดเข้าไป ท่านคอยดูเถอะ เดี๋ยวพ่อบ้านใหญ่ต้องถูกตำหนิแน่”
ไม่รู้นี่ใช่หนึ่งในแผนการของฮูหยินหยางหรือไม่?
อวี้ถังขบคิด
คนสกุลเฉินได้ฟังก็รู้สึกหวาดกลัวมาก เอ่ยเสียงแผ่วว่า “บางทีพ่อบ้านใหญ่อาจจะไม่รู้ต้องทำอย่างไรกับฮูหยินหยาง?”
“ฮูหยินหยางไม่ใช่คนเช่นนั้นเจ้าค่ะ!” เล่ยจือไม่เห็นด้วย “พ่อบ้านใหญ่ชอบถือว่าตนอาวุโสกว่าแล้วเที่ยวดูถูกผู้อื่น ทว่านายท่านสามเกลียดคนแบบนี้ที่สุด
แต่ก่อนเขายังมีท่านแม่เฒ่าคอยคุ้มครอง วันนี้ท่านแม่เฒ่าล้มป่วยลงเพราะท่านผู้เฒ่าแล้ว ใครก็ไม่มีอำนาจไปสั่งเขา! เขาก็ไม่ดูเสียบ้างว่านี่มันเป็นเวลาเช่นใด!”
นี่จะร้องละครบทไหนกันอีก?
คนสกุลเฉินกับอวี้ถังไม่สะดวกจะออกความเห็น คนสกุลเฉินเออออกับเล่ยจือไปสองสามคำ ก็มาถึงเรือนรับรองที่จัดเลี้ยงพอดี
ด้านในเรือนรับรองร้อนอบอ้าว มีคนนั่งอยู่แน่นขนัดไปหมด
อวี้ถังเห็นคนคุ้นหน้าหลายคน น่าจะเป็นบรรดาเพื่อนบ้านของนาง
อาจเพราะออกมาจากโถงเซ่นไหว้ ความรู้สึกโศกเศร้าจางหายไปอย่างรวดเร็ว ทุกคนพูดคุยหัวเราะ เรือนรับรองจึงเต็มไปด้วยเสียงจอแจและความวุ่นวาย ไม่คล้ายกับงานศพ แต่เหมือนกับมีงานมงคลมากกว่า
อวี้ถังนึกถึงท่าทีเมื่อครู่ของนายท่านสามแห่งสกุลเผย แล้วนึกย้อนไปถึงความเจ็บปวดเมื่อชาติก่อนตอนที่นางได้รับข่าวการตายของบิดามารดา อดจะถอนหายใจออกมาไม่ได้
มีเพียงผู้เป็นครอบครัวจริงๆ เท่านั้นถึงจะเข้าใจความเจ็บปวดที่รวดร้าวในอกได้
เล่ยจือจัดให้คนสกุลเฉินกับอวี้ถังนั่งลงตรงโต๊ะแถวหลัง
ตรงนั้นค่อนข้างเงียบ ลมที่พัดผ่านเข้ามาทำให้เย็นสบายไม่น้อย คนที่นั่งร่วมโต๊ะล้วนเป็นเหล่าสตรีของครอบครัวคหบดีในชนบท หนึ่งในนั้นมีแม่นางน้อยหน้ากลมผู้หนึ่ง อายุน่าจะรุ่นราวคราวเดียวกับอวี้ถัง พอเห็นนางก็ยิ้มแฉ่งส่งมาให้เป็นการทักทาย ทั้งยังจะมานั่งข้างนางอีก
อวี้ถังนึกอยู่ครึ่งวันเพิ่งจะนึกออกว่านางก็คือหม่าซิ่วเหนียง บุตรสาวของสกุลหม่าซิ่วไฉในเมืองนี่เอง
ชาติก่อนในช่วงนี้ พวกนางเล่นด้วยกันได้ดี ตอนที่นางแต่งงาน หม่าซิ่วเหนียงได้ออกเรือนไปกับถงเซิงสกุลจางแล้ว แต่ยังฝากคนให้นำกำไลเงินคู่หนึ่งที่มีมูลค่ากว่าห้าตำลึงมามอบให้เป็นของขวัญ พร้อมกับฝากคำพูดมาด้วยว่า หากมีปัญหาให้ไปหานางได้เลย
ทว่าภายหลังสกุลหลี่โหดเหี้ยมนัก นางกลัวจะพานทำให้หม่าซิ่วเหนียงลำบาก จึงไม่กล้าติดต่อไป กระทั่งก่อนจะตาย ตนก็ยังไม่เคยได้กล่าวขอบคุณนางเลยสักครั้ง
อวี้ถังกรอบตารื้นชื้น จับมือหม่าซิ่วเหนียงเอาไว้แล้วนั่งอยู่ข้างกายนาง
นายหญิงหม่าผู้เป็นภรรยาของหม่าซิ่วไฉพูดกับคนสกุลเฉินว่า “เจ้าดูเด็กสองคนนั้นสิ แทบจะรวมเป็นร่างเดียวกันอยู่แล้ว ทำเหมือนว่าพวกเราเป็นหวังหมู่เหนียงเหนียงแยกแม่น้ำ จะจับแยกพวกนางออกจากกันหรืออย่างไร”
คนสกุลเฉินอดจะหัวเราะออกมาไม่ได้
หม่าซิ่วเหนียงถามอวี้ถังว่า “เจ้าหายไปไหนมา? เมื่อครู่ข้าตามหาเจ้าอยู่นะ?”
อวี้ถังตอบว่า “ข้าก็อยู่ในจวนนี่แหละ! แล้วเมื่อครู่เจ้าไปไหนมา? ข้าก็ไม่เห็นเจ้าเหมือนกัน”
หม่าซิ่วเหนียงบ่นอุบอิบว่า “ช่างแปลกจริงๆ”
อวี้ถังเปลี่ยนหัวข้อสนทนาทันที เอ่ยว่า “เจ้ามาถึงตั้งแต่เมื่อไร? พวกเราไม่เจอหน้ากันช่วงหนึ่งแล้ว เจ้ามัวยุ่งกับเรื่องอะไรอยู่หรือ?”
หม่าซิ่วเหนียงเล่าเรื่องราวของตัวเองให้ฟัง
คนสกุลเฉินเห็นว่าอวี้ถังระวังปากระวังคำ ก็ค่อยวางใจลง แล้วหันไปสนทนากับนายหญิงหม่าต่อ
อวี้ถังทางนี้หูก็ฟังไปโดยที่ใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว
นางกำลังคิดเรื่องนายท่านสามอยู่
ต่อให้นอนฝันนางก็คาดไม่ถึงจริงๆ ว่าเขาคือผู้นำสกุลที่ถูกเล่าลือคนนั้น
ก่อนหน้านี้นางยังกังวลแทนเขาว่าจะเลือกยืนผิดฝั่งในศึกครานี้ ใครจะไปนึกว่าเขากลับเป็นเจ้านายที่ไม่มีทางถูกเอาเปรียบแน่
ชาติก่อนเขาไม่เพียงครอบครองตำแหน่งผู้นำสกุลอย่างมั่นคง ทั้งยังบงการเหล่าพี่น้องสกุลเผยที่เป็นขุนนางอยู่ด้านนอกจนหัวปั่นไปหมด
ภายหลังสกุลเผยมีจิ้นซื่อเพิ่มมาอีกสองคน คนหนึ่งคือคุณชายใหญ่จากบ้านใหญ่ อีกคนคือคุณชายฉานจากสกุลสาขา
คุณชายใหญ่จากบ้านใหญ่นั้นถูกเขากดข่มไว้ ไม่รู้ว่าคุณชายฉานจากสกุลสาขาผู้นั้นได้รับการสนับสนุนจากเขาหรือไม่?
จะว่าไปแล้ว ก่อนหน้านี้เขาไม่เอาเรื่องนางที่ไปแอบอ้างบารมีของสกุลเผย นางถือว่าติดหนี้น้ำใจเขาหนหนึ่ง
เดิมคิดว่าเขาคงเป็นคุณชายจากสกุลสาขา นางก็แค่หาภาพวาดเก่าแก่สักผืนส่งไปให้เขา นับว่าเป็นการแสดงความขอบคุณแล้ว ทว่าบัดนี้เขาเป็นถึงนายท่านสามสกุลเผย ต่อให้นางหาภาพวาดโด่งดังล้ำค่ามาได้ เขาก็คงไม่เห็นในสายตา
หรือว่า ทำเหมือนเรื่องนี้ไม่เคยเกิดขึ้น? นางก็ทำเป็นไม่รู้ฐานะของเขาไปเสีย?
พออวี้ถังนึกว่าบุรุษชุดเขียวผู้นั้นคือคนที่อยู่เบื้องหลังสกุลเผยในความทรงจำของนาง ก็เหมือนกับเงามืดของนายท่านสามสกุลเผยที่ปกคลุมเมืองหลินอันเอาไว้ นางรู้สึกหวาดระแวง ต้องคอยระวังตัว ราวกับว่าอันตรายอาจจะมาโผล่อยู่ตรงหน้าได้ทุกเวลา
เฮ้อ นายท่านใหญ่เผยย่อมมีเรื่องให้คิดมากมาย ขอให้เขาลืมนางกับเรื่องที่นางเคยทำไปให้หมดด้วยเถอะ
ทว่า สีหน้าของเขาอึมครึมกว่าตอนที่นางเจอครั้งก่อนอยู่มาก หนแล้วที่เจอเขาให้ความรู้สึกเย็นชาและห่างเหินกับนาง ทว่าตอนนี้กลับให้อารมณ์ดุร้ายและใจร้อน คล้ายว่าพร้อมจะระเบิดและสูญเสียสัมปชัญญะได้ตลอด
สาเหตุเพราะบิดาที่จากไปหรือ?
ตอนที่บิดามารดาของนางสิ้น นางก็เสียใจมาก แต่ไม่เหมือนกับเขาแบบนี้
การจากไปของท่านผู้เฒ่าเหมือนจะเอาความสงบและความสุขุมบนร่างเขาจากไปพร้อมกันด้วย
ตอนที่บิดามารดานางจากไป สิ่งที่ทะลักท่วมสำหรับนางก็คือความเจ็บปวด
นายท่านสามกับท่านผู้เฒ่าคงต้องมีความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นอย่างยิ่ง
อวี้ถังลอบทอดถอนใจ จู่ๆพลันรู้สึกว่าหม่าซิ่วเหนียงกำลังเขย่ามือนาง ทั้งเอ่ยว่า “ข้าคุยกับเจ้าอยู่นะ เจ้าได้ฟังหรือไม่? คิดอะไรอยู่อย่างนั้นรึ?”
นางรีบดึงสติกลับมา เอ่ยว่า “ขออภัย เมื่อครู่ข้าคิดเรื่องอื่นอยู่ เจ้าจะบอกอะไรข้าหรือ ขอรอฟังอยู่นะ!”
หม่าซิ่วเหนียงไม่ได้เซ้าซี้ พูดว่า “ข้าบอกว่าอีกไม่เกินสิบวันจะมีงานที่วัดเจาหมิง เจ้าจะไปกับข้าหรือไม่?”
ถ้านางไม่พูดถึง อวี้ถังคงลืมเรื่องนี้ไปแล้ว
ชาติก่อน คุณชายรองสกุลหลี่ ซึ่งก็คือหลี่จวิ้น ได้ยินว่าเขาได้เจอกับนางที่วัดเจาหมิงเป็นครั้งแรก เขาตกหลุมรักนางทันที จะเป็นจะตายให้ได้ หากไม่ใช่นางจะไม่มีวันแต่งเด็ดขาด สกุลหลี่พิจารณาแล้วว่าเขาไม่ใช่บุตรชายที่จะมาสืบทอดสกุล จึงกล้ำกลืนตอบตกลงงานแต่งนี้ ให้แม่สื่อมาทาบทามเรื่องหมั้นหมาย
ชาตินี้ นางไม่ต้องการเกี่ยวพันใดๆกับสกุลหลี่อีก
“ข้าไม่ไปหรอก” อวี้ถังตอบ “เจ้าก็รู้ว่าท่านแม่ข้าสุขภาพไม่ดี ข้าต้องอยู่ที่เรือนเป็นเพื่อนท่านแม่”
หม่าซิ่วเหนียงพยักหน้าเป็นเชิงบอกว่าเข้าใจ ทว่าคนสกุลเฉินที่นั่งฟังอยู่ข้างๆ กลับพูดขึ้นว่า “ไม่ง่ายที่ซิ่วเหนียงจะชวนเจ้าออกไปข้างนอก เจ้าก็ไปเถอะ! ที่เรือนยังมีป้าเฉินอยู่อีกคน”
ชาติก่อน ท่านแม่ก็โน้มน้าวนางให้ออกไปเที่ยวเล่นด้านนอกเช่นนี้
อวี้ถังกรอบตาเริ่มชื้นๆ เอ่ยว่า “ข้าไม่ไป อากาศร้อนเหลือเกิน ข้าอยู่ที่เรือนดีกว่า เดี๋ยวจะเป็นลมแดดไป”
นายหญิงหม่าได้ฟัง ก็อบรมหม่าซิ่วเหนียงไปยกหนึ่งว่า “เจ้าดูอาถังเป็นตัวอย่างสิ เจ้าก็อยู่เรือนเสีย ไม่ต้องออกไปไหนทั้งนั้น”
“ท่านแม่!” หม่าซิ่วเหนียงเหมือนถูกฟ้าผ่า นางออดอ้อนอยู่ครึ่งวัน นายหญิงหม่าก็ไม่ยอมใจอ่อน
อวี้ถังหน้าเสีย เอ่ยว่า “ถ้าอย่างนั้น เจ้ามาเล่นที่เรือนข้าก็แล้วกัน! งานวัดมีอะไรน่าสนุกกัน? ร้อนจะตายไป น้ำแข็งยังไม่ทันกินก็ละลายเต็มมือแล้ว เจ้ามาที่เรือนข้าดีกว่า ข้าจะให้ท่านพ่อไปซื้อน้ำแข็งให้ แล้วก็มีแตงหวานร้านจิ่งสุ่ยไพ่ด้วย”
หม่าซิ่วเหนียงตกลงทันทีด้วยความตื่นเต้น นางดีใจจนเล่าเรื่องโน้นเรื่องนี้ให้นางฟังไม่หยุด
[1] สำนักทงเจิ้งเป็นหน่วยงานส่วนกลางที่ตั้งขึ้นเพื่อเป็นฝ่ายสนับสนุน มีหน้าที่ดูแลรับส่งเอกสารราชการและหนังสือทูลเกล้าต่างๆ
[2] หวังหมู่เหนียงเหนียง เป็นเทวีตามศาสนาชาวบ้านจีนซึ่งปรากฏมาแต่โบราณกาล ได้รับความนิยมและเชื่อถือว่าเป็นผู้ประทานอายุยืนยาว มั่งมีเงินทองและความสงบสุข
ตอนที่ 16: แม่นาง
อวี้ถังตั้งใจฟังที่หม่าซิ่วเหนียงพูดอย่างใจจดใจจ่อ พลันมีคนเดินเข้ามาทักทายคนสกุลเฉิน “เจ้าเป็นแขกที่หาตัวจับยากนัก! วันที่อากาศร้อนเช่นนี้ ข้าคิดว่าเจ้าไม่มีทางก้าวออกจากประตูแน่ คิดไม่ถึงว่าจะมาคารวะศพท่านผู้เฒ่าด้วย”
คนสกุลเฉินกับนายหญิงหม่าซิ่วไฉต่างลุกขึ้นยืน ทักทายผู้มาเยือนอย่างเกรงใจว่า “นายหญิงทัง ท่านก็มาคารวะศพท่านผู้เฒ่าด้วยหรือ!”
อวี้ถังเงยหน้าขึ้นมอง ก็เห็นดวงหน้าของสตรีที่เต็มไปด้วยความเจ้าเล่ห์คนหนึ่ง
สายตาของนางเย็นเยียบ
ภรรยาของทังซิ่วไฉ ‘นายหญิงทัง’
นางคือคนที่ชาติก่อนได้รับการไหว้วานจากสกุลหลี่ให้มาเจรจากับนางลับๆ หากว่านางตอบรับงานมงคลกับสกุลหลี่ สกุลหลี่ก็ยินดีให้สกุลอวี้หยิบยืมเงินห้าพันตำลึง
ชาติก่อน นางนับถือนายหญิงทังว่าเป็นผู้มีพระคุณ คิดว่านางช่างมีน้ำใจและจริงใจยิ่ง
ต่อมาพอเริ่มรู้อะไรมากขึ้น นางถึงคิดได้ว่า ที่นายหญิงทังผู้นี้สามารถข้ามหน้าป้าสะใภ้แล้วมายุยงให้แม่นางน้อยอย่างนางตอบรับงานมงคลกับสกุลหลี่อย่างลับๆได้ ย่อมเป็นคนใจคอเลวทราม ยากแท้หยั่งถึง และมีเจตนาไม่ดีแอบแฝงต่างหาก
นายหญิงทังทักทายคนสกุลเฉินและนายหญิงหม่ากลับตามมารยาท นางดึงผ้าเช็ดหน้าออกมาซับตรงหางตาที่ไม่ได้มีน้ำตาสักหยด เอ่ยพร้อมสีหน้าเจือความเจ็บปวดว่า
“ถูกต้องแล้ว! การจากไปของท่านผู้เฒ่า ถือเป็นเรื่องใหญ่เรื่องหนึ่งของเมืองหลินอันของพวกเรา! ฮูหยินจวนผู้ตรวจการก็มาด้วย ก็นี่แหละ ข้านั่งพักผ่อนเป็นเพื่อนนางอยู่ที่เรือนทางโน้นตลอด ไม่ได้สังเกตว่าพวกเจ้าก็มาด้วย”
คนสกุลเฉินกับนายหญิงหม่าไม่ค่อยอยากเสวนาพาทีกับนายหญิงทังผู้นี้มากนัก ความจริงก็เพราะนายหญิงทังผู้นี้ไม่เพียงชมชอบออกงานพบปะ ปีนป่ายเกาะพวกชนชั้นสูง ทั้งชอบคุยโวโอ้อวดอีกด้วย
ท่านข้าหลวงทังกับทังซิ่วไฉมีชื่อสกุลเหมือนกัน ไม่รู้ว่าด้วยเหตุผลกลใด ถึงยอมให้ท่านข้าหลวงทังที่อ่อนกว่าทังซิ่วไฉถึงสองปีเป็นท่านลุงร่วมสกุลของถังซิ่วไฉไปได้
นายหญิงทังผู้นี้ก็ตามประจบประแจงฮูหยินทังภรรยาของข้าหลวงทังทั้งวี่วัน กระตือรือร้นจนบางครั้งก็ทำให้ฮูหยินทังเองก็รับมือไม่ไหว
เมื่อได้ยินนางเริ่มต้นคุยโว คนสกุลเฉินกับนายหญิงหม่าที่ไม่ค่อยชอบนางก็ถามคำตอบคำไปไม่กี่ประโยค เตรียมจะไล่นางให้จากไป
ใครจะคิดว่าคนที่ปกติเมื่อฮูหยินทังอยู่ในสายตาแล้วจะมองไม่เห็นหัวใครอีกอย่างนายหญิงทัง วันนี้คล้ายว่ากินยาผิดขนาน ไม่เพียงไม่ยอมจากไป ยังยิ้มหยดย้อยพลางสำรวจอวี้ถังกับหม่าซิ่วเหนียงไปด้วย เอ่ยว่า
“ไม่เจอกันแค่ไม่กี่วัน แม่นางน้อยอวี้กับแม่นางน้อยหม่าล้วนโตเป็นสาวกันแล้ว ทั้งงดงามและอ่อนหวาน หากว่าเจอกันบนถนน ข้าไม่มีทางจำได้แน่”
คนสกุลเฉินกับนายหญิงทังจึงต้องให้บุตรสาวของตนออกมาคารวะนายหญิงทัง แล้วพูดถ่อมตนไปสองสามคำ
ราวกับว่านายหญิงทังมองไม่เห็นการสนทนาแบบขอไปทีของคนสกุลเฉินกับนายหญิงหม่า ยังเอ่ยอย่างสนิทสนมว่า
“ข้าถึงได้พูดกับฮูหยินทังอย่างไรเล่า นายหญิงซิ่วไฉทั่วทั้งเมืองก็มีแต่พวกเจ้าสองคนนี่แหละที่มีคุณธรรมเพียบพร้อมกว่าใคร ในเรือนมีแม่นางน้อยที่งดงามเพียงนี้ยังไม่ยอมให้ผู้คนได้ยลโฉมบ้าง หากว่าข้ามีบุตรสาวที่เป็นหน้าเป็นตาเช่นนี้คงพาเดินอวดไปทั่วเมืองแล้ว”
สองคนไม่อยากเสวนากับนางมาก จึงได้แต่อือออตอบกลับ
ไม่รู้ว่าอวี้ถังคิดมากไปเองหรือไม่ นางรู้สึกว่านายหญิงทังกำลังมองสำรวจนางกับหม่าซิ่วเหนียง ทั้งให้ความสนใจกับนางมากเป็นพิเศษ
นางเบี่ยงตัวไปหลบอยู่หลังมารดาอย่างเงียบๆ
นายหญิงทังหัวเราะพลางดึงมือหม่าซิ่วเหนียงที่นั่งอยู่ข้างๆมาจับไว้ เอ่ยถามนายหญิงหม่าว่า
“ข้าจำได้ว่าแม่นางน้อยเรือนเจ้าปักปิ่นไปเมื่อเดือนสามปีก่อน หมั้นหมายแล้วหรือยังเล่า? พวกเรามีคุณหนูที่โดดเด่นเช่นนี้ ไม่อาจยกให้ใครไปง่ายๆ”
หม่าซิ่วเหนียงเขินอายจนก้มหน้างุดๆ
นายหญิงหม่ากลับเริ่มขมวดคิ้ว
ต่อหน้าคนมากมายเช่นนี้ นายหญิงทังกลับพูดเรื่องงานมงคลของหม่าซิ่วเหนียงต่อหน้าเจ้าตัวอย่างตรงไปตรงมา นี่เป็นเรื่องที่เสียมารยาทอย่างยิ่ง
นายหญิงหม่าพูดอย่างไม่พอใจว่า “นายหญิงทังจำผิดแล้ว ปักปิ่นเดือนสามเป็นแม่นางน้อยสกุลอวี้ บุตรสาวข้าปักปิ่นตอนเดือนห้า”
“ไอหยา! ดูความจำของข้าสิ!” นายหญิงทังหัวเราะ มองไปทางคนสกุลเฉินแม่ลูก เอ่ยว่า “แม่นางอวี้มีคุยเรื่องหมั้นหมายแล้วหรือไม่? อยากให้ข้าช่วยดูให้ไหมเล่า เจ้าลองเดาดูสิว่าเมื่อครู่ข้าไปเจอใครมา? ฮูหยินหยางที่เป็นพี่สะใภ้ของนายหญิงใหญ่สกุลเผยนั่นอย่างไร
ฮูหยินหยางหนนี้ไม่ได้มาคนเดียว ยังพาหลานชายของบ้านฝั่งมารดามาด้วย! อีกอย่างข้าได้ยินมาว่า สามีของฮูหยินหยางเป็นถึงทงเจิ้งสื่ออยู่ที่สำนักทงเจิ้งเชียวนะ! ซ้ำเป็นขุนนางขั้นสามแล้ว ไม่อย่างนั้นฮูหยินหยางคงไม่คอยอยู่ที่โน่นเป็นเพื่อนหรอก!”
วาจานี้หมายความว่าอย่างไร?
ฮูหยินหยางพาใครมาด้วยแล้วเกี่ยวอะไรกับอวี้ถังเล่า?
คิดจะใช้บารมีของสกุลหยางมาหลอกล่อสกุลอวี้อย่างนั้นรึ?
คนสกุลเฉินเริ่มโกรธ น้ำเสียงที่ตอบไปจึงแข็งทื่อ “ไม่ต้องรบกวนนายหญิงทังให้เสียเวลาหรอก อวี้ถังของเราจะเก็บไว้เตรียมรับเขยชายแล้ว”
นายหญิงทังตะลึงไป
ร่างกายผอมบางของคนสกุลเฉินบังอยู่เบื้องหน้าอวี้ถัง ไม่มีขยับเลยสักนิด
นายหญิงทังฝืนยิ้มส่งให้ทีหนึ่ง บอกว่า “เช่นนั้นข้าไม่รบกวนแล้ว ขอไปอยู่เป็นเพื่อนฮูหยินทังก่อน รอมีเวลาจะไปเยี่ยมที่เรือนพวกเจ้า”
“ข้าไม่ส่งแล้วกัน!” คนสกุลเฉินเอ่ยเสียงเบา
นายหญิงทังจากไปพร้อมความขุ่นเคือง
นายหญิงหม่าถอนหายใจยาวเหยียด ก่อนจะพูดถึงนายหญิงทังด้วยความนึกรังเกียจอย่างไม่ปิดบัง “ยังดีที่นางรู้ตัวจากไปเอง ถ้ายังพูดมากอีกสองคำ ข้าคงหมดความอดทนแล้ว”
พูดจบก็เรียกอวี้ถังกับหม่าซิ่วเหนียงให้มานั่ง แล้วทำหน้าเข้มงวดใส่พวกนาง “เป็นสตรี ต่อไปถ้าเรื่องเจอแบบนี้อีกก็ไม่ควรฟังไม่ควรถาม ให้เดินหลบไปเสีย รู้หรือไม่?”
หม่าซิ่วเหนียงร้องออกมาอย่างเจ็บช้ำน้ำใจว่า “ข้าก็ไม่ได้อยากฟัง…”
“ผู้ใหญ่กำลังพูดเด็กต้องหยุดฟัง” นายหญิงหม่าไม่รอให้นางพูดจบก็ตัดบททันที จากนั้นก็ไม่สนใจบุตรสาว หมุนตัวไปคุยกับคนสกุลเฉินต่อว่า
“เจ้าว่านายหญิงทังผู้นี้คิดอะไรอยู่? ฮูหยินทังก็ดี ฮูหยินหยางก็ดี สกุลผู้อื่นจะโดดเด่นเพียงไรก็เป็นเรื่องของสกุลอื่น นางเที่ยวแต่จะป่ายปีนเกี่ยวเกาะแบบนี้ ไม่เห็นว่าจะได้ดิบได้ดีอะไร!”
ได้ดี?!
อวี้ถังชะงักไป
คนสกุลเฉินเข้าร่วมวง แล้วเริ่มวิจารณ์นายหญิงทังกับนายหญิงหม่าเสียงเบา หม่าซิ่วเหนียงก็ลากอวี้ถังมากระซิบกระซาบว่า
“ข้าจะบอกให้ มีคนมาทาบทามเรื่องหมั้นหมายที่เรือนข้าแล้ว แต่ว่าสกุลโน้นไม่มีมารดา ในเรือนยังมีน้องสาวน้องชายอีกหลายคน ท่านแม่ข้ากำลังลังเลอยู่ จึงยังไม่ได้พูดออกไป”
หมั้นหมาย?
ตอนนี้เพิ่งจะเริ่มหมั้นหมายหรือ?
เป็นถงเซิงสกุลจางเหมือนกับชาติก่อนหรือไม่?
อวี้ถังถูกคำพูดของหม่าซิ่วเหนียงดึงดูดความสนใจไป จึงไม่มีกะใจครุ่นคิดคำพูดของนายหญิงทัง หันไปถามหม่าซิ่วเหนียงเรื่องคนที่มาขอหมั้นหมายด้วยความอยากรู้
หม่าซิ่วเหนียงตอบอย่างเขินอายแต่ก็อดจะอวดๆไม่ได้ว่า
“เป็นศิษย์พี่จางที่ศึกษาเล่าเรียนกับท่านพ่อข้า คนก็ดียิ่งนัก ซื่อสัตย์มีความรับผิดชอบ แต่ไรก็ไม่เคยออกไปเที่ยวเล่นดื่มสุรากับคนพวกนั้น ทั้งยังหมั่นเพียรศึกษา ท่านพ่อข้าพูดแล้วว่า อย่างไรเขาก็น่าจะสอบเป็นซิ่วไฉได้ หากว่าตกลงเรื่องหมั้นหมายเรียบร้อย เกรงว่าต้องรีบจัดงานแต่งทันที”
อวี้ถังฟังแล้วในใจก็รู้สึกผิด
ชาติก่อน หม่าซิ่วเหนียงดูแลนางเป็นอย่างดี นางจมดิ่งอยู่ในความเจ็บปวดที่ต้องสูญเสียทั้งบิดาและมารดาไป จึงไม่ค่อยได้ใส่ใจหม่าซิ่วเหนียงมากนัก
หม่าซิ่วเหนียงหมั้นหมายกับจางถงเซิงตอนไหน แต่งงานออกไปเมื่อไรล้วนไม่รู้เรื่องทั้งสิ้น หากมิใช่กำไลเงินหนักห้าตำลึงนั่น เกรงว่านางคงไม่มีความทรงจำใดเกี่ยวกับหม่าซิ่วเหนียงอีกแล้ว
นางปฏิบัติต่อหม่าซิ่วเหนียงได้ไม่เท่ากับที่ความจริงใจที่หม่าซิ่วเหนียงมีให้ต่อนางเลย
“เจ้าจะต้องมีความสุขแน่!” อวี้ถังไม่รู้เลยว่าหลังแต่งออกไปนางมีชีวิตเป็นอย่างไรบ้าง จึงได้แต่มอบคำอวยพรอันจืดชืดให้นาง
หม่าซิ่วเหนียงกลับพยักหน้ารับอย่างแรง คล้ายว่าคำอวยพรนี้ของอวี้ถังมันมากพอสำหรับนางแล้ว
อวี้ถังบีบมือหม่าซิ่วเหนียงไว้แน่น
เรือนรับรองเริ่มมีอาหารมาขึ้นโต๊ะแล้ว
อวี้ถังนึกไปถึงคนสกุลหลิน แม่สามีในชาติก่อนของนาง
พ่อสามีเมื่อชาติก่อนของนางคือหลี่อี้ ตอนนี้รับตำแหน่งเป็นท่านข้าหลวงอยู่ที่ซานตง คนสกุลหลินมักจะคุยโตว่าตนเป็นสายเลือดขุนนาง ไม่เห็นสกุลธรรมดาสามัญอยู่ในสายตาสักนิด พวกบุตรสาวของเหล่าซิ่วไฉยิ่งเป็น ‘คนบ้านนอกที่ล้างกลิ่นความจนออกไม่หมด’ ในสายตานาง
ปกติเวลาเจอนางก็จะเอาจมูกชี้ขึ้นฟ้า แสร้งทำว่ามองไม่เห็น นี่ก็คือเหตุผลว่าทำไม แม้จะเป็นคนเมืองเดียวกัน แต่อวี้ถังกลับไม่กลัวที่จะบังเอิญเจอนางเลยสักนิด
หากลองกวาดตามองทั่วเมืองหลินอัน ฮูหยินของจิ้นซื่อก็มีอยู่แค่ไม่กี่คนจริงๆ
ฮูหยินทังกับคนสกุลหลินจึงได้ไปมาหาสู่กัน นับว่ามีความสัมพันธ์ไม่เลว
ในเมื่อฮูหยินหยางมาแล้วก็ต้องมีฮูหยินทังอยู่เป็นเพื่อน คิดว่าคนสกุลหลินก็คงต้องเป็นหนึ่งในนั้นแน่
นายหญิงทังปรี่เข้ามาทักทายพวกนางอย่างงงๆ นางคงไม่ได้ไปเจอกับคนสกุลหลินอย่างงงๆด้วยกระมัง?
อวี้ถังก้มหน้าก้มตากินข้าว ตัดสินใจหลบเลี่ยงสตรีสูงศักดิ์พวกนั้น…นางไม่กลัวคนสกุลหลิน แต่นางกลัวตัวเองจะข่มกลั้นไม่ไหวแล้วสาดน้ำชาใส่หน้า สุดท้ายไม่อาจให้คำอธิบายอะไรได้ จนทำให้มารดาของนางต้องขายหน้า
แต่บางเวลา อะไรที่ยิ่งไม่อยากให้เกิด มันก็ดันเกิดขึ้นจนได้
อวี้ถังนั่งกินอาหารเจที่สกุลเผยอย่างว่างเปล่า เบื้องหน้าเห็นว่าแสงแดดยิ่งแรงขึ้นเรื่อยๆ ทุกคนหนังตาเริ่มหย่อน
คนสกุลเฉินกับนายหญิงหม่าพาบุตรสาวเตรียมตัวไปบอกกล่าวลากลับ พอออกจากเรือนรับรอง กลับต้องเผชิญหน้ากับนายหญิงทังและคนสกุลหลินผู้เป็นแม่สามีของนางเมื่อชาติก่อน
คนสกุลหลินยังคงทำให้อวี้ถังรู้สึกรังเกียจได้เหมือนเคย ผมสีดำขลับถูกม้วนขึ้นอย่างบรรจง ติดดอกฉาฮวาสีขาวสองดอก สวมเสื้อตัวบนที่ตัดจากผ้าไหมหังโจวสีฟ้าอ่อน กระโปรงจับจีบสีเข้ม ทำหน้าบอกบุญไม่รับ สีหน้าเคร่งขรึม เจือความเย่อหยิ่งอยู่หลายส่วน
จากที่ไกลๆ อวี้ถังก็รู้สึกได้ว่าสายตาของนางจับจ้องอยู่ที่ตน รอกระทั่งนายหญิงทังไม่รู้กระซิบอะไรที่ข้างหูจนเสร็จ สายตาที่จับจ้องอวี้ถังอยู่ก็ยิ่งทวีความสนใจมากกว่าเดิม
นี่มันหมายความว่าอย่างไร?
อวี้ถังรู้ตัวว่าตนหน้าตาสะสวย อีกทั้งเพราะสะสวยจึงถูกคนมองบ่อยๆ แต่นางก็ไม่ได้ภาคภูมิใจอะไร ที่คนไร้เมตตาไร้น้ำใจอย่างคนสกุลหลินจะสังเกตเห็นนางหรือถึงขั้นมาสนใจนางเพราะหน้าตาที่สะสวยนี้
ในใจนางพลันมีความคิดบางอย่างแวบผ่าน แต่พอจะคว้าไว้ กลับหายวับไปทันตา
“นายหญิงอวี้ นายหญิงหม่า!” นายหญิงทังหัวเราะเสียงดังแล้วเดินเข้ามาหา เอ่ยว่า “นับว่ามีวาสนาต่อกันจริงๆ”
พูดจบ นางก็แนะนำคนสกุลหลินที่อยู่ข้างกายให้คนสกุลเฉินกับนายหญิงหม่ารู้จัก “นี่คือ ‘ฮูหยินหลี่สกุลหลิน’ นางเป็นฮูหยินของใต้เท้าหลี่ที่รับตำแหน่งท่านข้าหลวงอยู่ที่รื่อเจ้า ซึ่งอยู่ทางใต้ของเมือง ทั้งเขายังอายุเท่ากับนายท่านรองด้วย”
คนสกุลเฉินกับนายหญิงหม่าทำได้เพียงหยุดฝีเท้าลง แล้วเอ่ยทักทายพวกนาง
คนสกุลหลินยังมองอวี้ถังอีกหลายที
อวี้ถังตอนนี้มั่นใจแล้วว่าสัญชาตญาณของตนไม่ผิด
นายหญิงทังก็ดี คนสกุลหลินก็ดี ล้วนแต่พุ่งเป้ามาที่นาง
แล้วนางมีอะไรที่มีค่าพอให้พวกนางมาสนใจเล่า?
ตอนนี้หลี่จวิ้นก็ยังไม่เคยเจอนางเสียหน่อย!
คนสกุลหลินทักทายมารดาของอวี้ถังกับนายหญิงหม่าอย่างสง่างาม เอ่ยปากพูดด้วยความสนิทสนมอ่อนโยน
“ได้ยินชื่อเสียงอันดีงามของสองท่านมานานแล้ว บุพเพไม่นำพา ถึงไม่มีโอกาสได้เจอกันเสียที ตอนนี้นับว่ามีวาสนาถึงได้เจอกันในที่สุด”
คนสกุลเฉินกับนายหญิงหม่าล้วนประสานเสียงบอกว่าไม่กล้ารับ
สายตาของคนสกุลหลินมักจะวนเวียนไปทางอวี้ถังเสมอคล้ายไม่ตั้งใจ
อวี้ถังแสยะยิ้มในใจ ปล่อยให้นางมองตามสบาย
แม้ผิวของนางจะขาวมาก ละเอียดเกลี้ยงเกลาจนไร้ซึ่งตำหนิ ทว่าแก้มสองข้างยังเหมือนเด็กๆที่ค่อนข้างจะมีเนื้อ
รูปร่างของนางก็เช่นกัน นุ่มนิ่มละเมียดละไม แม้จะหยดย้อยแต่ก็อวบอิ่ม ไม่เหมือนบุตรสาวจากหลายสกุลในตอนนี้ ที่ยื่นมือออกมาก็เห็นแต่กระดูก ด้วยเหตุนี้คนสกุลหลินถึงนึกรังเกียจว่านางอ้วน คำชมที่ออกมาจึงเหลือแค่ผิวพรรณงดงามเท่านั้น
นางในชาติก่อน มีช่วงเวลาหนึ่งที่รู้สึกต่ำต้อยนัก กินข้าวยังไม่กล้ากินมากเกินไป
กระทั่งพี่สะใภ้ของนางในชาติก่อน ซึ่งก็คือกู้ซีภรรยาของหลี่ตวนบอกว่าอิจฉารูปร่างเช่นนี้ของนางซึ่งเหมาะกับการให้กำเนิดบุตร นางถึงคิดได้ว่าคนสกุลหลินนั้นหากระดูกในไข่ เพราะคิดว่านางทำให้หลี่จวิ้นต้องตาย นึกรังเกียจนางก็เท่านั้นเอง
[1] ดอกฉาฮวา คือ ดอกคาเมลเลีย
[2] หากระดูกในไข่ หมายถึง พยายามหาข้อตำหนิติเตียนคนหรือสิ่งของ ทั้งที่ไม่มีข้อให้ตำหนิ
ตอนที่ 17: คนสกุลหลิน
การได้พบคนสกุลหลินในเวลานี้ ก็จุดความทรงจำที่อวี้ถังมีต่อนางให้เปิดออกอีกครั้ง
สีหน้าของนางยังคงความสูงส่งไว้หลายส่วน ทว่าน้ำเสียงนุ่มนวล รอยยิ้มเป็นมิตร มองที่อวี้ถังและหม่าซิ่วเหนียงแล้วเอ่ยว่า
“นี่คงเป็นสุดดวงใจของท่านทั้งสองกระมัง? ดั่งดอกหลันฮวากลางวสันต์ ดอกจวี๋ฮวากลางเหมันต์ งามกันคนละแบบจริงๆ ก่อนหน้านี้นายหญิงทังก็เล่าให้ข้าฟัง ข้ายังคิดว่านายหญิงทังอวดโอ้เกินจริง ไม่คิดว่าเป็นข้าที่ไม่รู้อะไรเอาเสียเลย”
คนสกุลเฉินกับนายหญิงหม่าล้วนไม่ใช่คนที่เชี่ยวชาญด้านการพบปะเข้าสังคม ก่อนหน้าก็ไม่เคยสนทนากับคนสกุลหลินมาก่อน จึงอดจะระแวดระวังไม่ได้ พอได้ยินดังนั้นก็รีบเอ่ยวาจาเกรงใจตอบกลับไปเพียงว่า “หามิได้ หามิได้” “ฮูหยินกล่าวชมเกินไปแล้ว”
คนสกุลหลินกลับทำทีเหมือนคนสกุลเฉินและนายหญิงหม่าเป็นสหายเก่าแก่ เอ่ยปากชื่นชมอวี้ถังกับหม่าซิ่วเหนียงอีกหลายคำ ทั้งยังล้วงป้ายหยกสองชิ้นออกจากแขนเสื้อเพื่อมอบให้อวี้ถังกับหม่าซิ่วเหนียงเป็นของขวัญแรกพบ บอกทำนองว่าไม่คิดจะได้พบพวกนางสองคนที่นี่ เป็นเพียงของขวัญเล็กน้อย ขอให้พวกนางอย่าได้รังเกียจ
มือที่ยื่นไปย่อมไม่ตบคนที่ส่งยิ้มให้ ยิ่งกว่านั้น หลายปีมานี้หลี่อี้ก็เป็นถึงท่านข้าหลวงรื่อเจ้าอย่างราบรื่น สกุลเก่าของคนสกุลหลินได้ยินว่าเป็นพ่อค้าใหญ่แห่งฝูเจี้ยน
แม้นางจะเย่อหยิ่งไปบ้าง ก็นับว่ามีเหตุอันให้เข้าใจได้ อีกทั้งนางก็ปฏิบัติต่อพวกนางด้วยมารยาท จึงบอกให้บุตรสาวรับของขวัญไว้ นัดแนะว่าคราวหน้าถ้ามีโอกาสจะไปขอบคุณถึงหน้าประตู
คนสกุลหลินยิ้มเอ่ยว่า “ถึงเวลานั้นก็พาแม่นางทั้งสองมาด้วย ข้าให้กำเนิดบุตรชายเพียงสองคน วันๆเจอแต่เรื่องปวดหัว แต่ไรมาก็อยากจะมีลูกสาว ทว่าวาสนามิได้ดีเพียงนั้น” พูดจบ ยังถอนหายใจยาวเหยียดตามด้วย
คนสกุลเฉินตั้งแต่สุขภาพไม่แข็งแรง น้อยครั้งที่จะออกจากเรือน จึงไม่ค่อยรู้เรื่องสกุลหลี่นัก นายหญิงหม่ายังดีกว่าคนสกุลเฉินอยู่หน่อย พวกจิ้นซื่อ จวี่เหริน ซิ่วไฉ ทั่วทั้งเมืองก็มีอยู่ไม่กี่สกุล งานแต่งงานศพก็มักเจอหน้ากันบ้าง
พอเห็นว่าคนสกุลหลินเยินยอพวกนาง จึงคืนลูกหลี่กลับเป็นคำชื่นชมเช่นกันว่า “พวกเราต้องอิจฉาที่ฮูหยินมีบุตรชายที่ประเสริฐ อายุไม่เท่าไรก็เป็นถึงจวี่เหรินแล้ว! เจ้าตัวเสเพลบ้านข้าหากว่าดีได้สักครึ่งของคุณชาย ข้าคงนอนตื่นมาหัวเราะกลางดึกแล้ว”
ไม่ว่าจะชาติก่อนหรือชาตินี้ หลี่ตวนก็คือความภาคภูมิใจของคนสกุลหลิน
นายหญิงหม่าพูดตรงจุดคันของนางพอดี
นางปิดสีหน้าลำพองไว้ไม่มิด เล่าถึงหลี่ตวนเหมือนน้ำที่ไหลไม่ขาดสายว่า “นายหญิงหม่าก็กล่าวเกินไป! เด็กคนนั้น ก็แค่ไม่เคยให้ข้าเป็นกังวลเรื่องเขียนอ่าน…แต่เล็กก็ป่วยกระปอดกระแปด กลัวว่าจะอยู่ไม่ถึงโต…พอถึงตอนที่ตบแต่งภรรยา ก็ต้องมาปวดหัวอีกรอบ…
ยังดีที่สกุลกู้เห็นเขาเป็นเมล็ดพันธุ์ชั้นยอดในการเล่าเรียน ถึงได้ตอบตกลงเรื่องหมั้นหมาย…ข้าก็หวังว่าเขาจะแต่งงานให้เร็วหน่อย เมื่อถึงสนามสอบขุนนางตอนหน้าร้อนปีถัดไป จะได้มีชื่อติดบนป้ายบ้าง…”
หากถามว่าอะไรในชีวิตที่ทำให้นางรู้สึกภาคภูมิใจที่สุดก็ย่อมจะเป็นการสอบขุนนางของบุตรชายหลี่ตวน ส่วนเรื่องรองลงมาก็คือช่วยให้หลี่ตวนแต่งกับคุณหนูใหญ่ซึ่งเป็นบุตรสาวของภรรยาเอกจากบ้านรองสกุลกู้แห่งหังโจวได้สำเร็จ
สี่สกุลใหญ่แห่งเจียงหนาน
คือสกุลกู้ สกุลเฉิน สกุลลู่ และสกุลเฉียน
ภรรยาของหลี่ตวนชื่อว่ากู้ซี ก็เป็นสตรีจากสกุลกู้แห่งหังโจวนี่เอง
คนสกุลเฉินกับนายหญิงหม่าฟังไปด้วยท่าทีสนใจ บางทีก็พูดเสริมบ้างบางจังหวะ
อวี้ถังลอบประเมินอยู่ข้างๆด้วยสายตาเย็นชา
ราวกับว่าใต้หล้านี้มีเพียงหลี่ตวนที่เป็นอัจฉริยะ เป็นบุคคลที่ยิ่งใหญ่กว่าผู้อื่นอย่างไรอย่างนั้น
นางนึกไปถึงตอนที่หลี่ตวนกระทำเรื่องเช่นนั้นต่อนาง นางไปอ้อนวอนขอความช่วยเหลือจากคนสกุลหลิน คนสกุลหลินกับด่าทอว่านางหน้าด้าน หาว่านางยั่วยวนหลี่ตวน…
อวี้ถังอยากจะให้คนสกุลหลินได้ลิ้มลองความรู้สึกเจ็บปวดนั้นบ้าง ความทรมานจบเกือบจะเป็นความสิ้นหวัง
นางจงใจใช้น้ำเสียงที่คล้ายกดต่ำทว่าคนรอบข้างล้วนได้ยินกันครบ กระซิบกับหม่าซิ่วเหนียงด้วยความสงสัยว่า “คุณชายใหญ่สกุลหลี่อายุเท่าไรหรือ? เมื่อครู่ข้าได้ยินคนในจวนพูดว่า นายท่านสามสกุลเผยตอนอายุยี่สิบเอ็ดก็สอบจิ้นซื่อได้แล้ว”
คนสกุลหลินเหมือนถูกตบหน้า น้ำเสียงพลันหยุดกึกในทันที
คนสกุลเฉินหน้าขึ้นสีเรื่อ แล้วตำหนิอวี้ถังว่า “พูดจาเหลวไหลอะไรกัน? เรื่องของนายท่านสาม เจ้าเอามาวิจารณ์ได้อย่างนั้นรึ?” จากนั้นก็เอ่ยขอขมากับคนสกุลหลินว่า “บุตรสาวเรือนข้าไม่รู้ความ ท่านอย่าได้เก็บมาใส่ใจ”
ทว่ารอยยิ้มบนหน้าของคนสกุลหลินคล้ายจะแตกเป็นเสี่ยงๆ ไปแล้ว
นายหญิงทังเห็นว่าบรรยากาศเริ่มไม่ดี ก็รีบหัวเราะเพื่อแก้สถานการณ์ให้คนสกุลหลิน “วาจาเด็กไม่รู้ประสา! วาจาเด็กไม่รู้ประสา!”
คนสกุลหลินได้ฟัง ก็ทำหน้าเหมือนกดข่มเพลิงโทสะในใจแล้วหันไปยิ้มให้คนสกุลเฉินอย่างฝืดเฝื่อน
อวี้ถังลอบสะใจเงียบๆ
คนสกุลหลินเป็นคนอารมณ์เย็นเช่นนี้ตั้งแต่เมื่อไรกัน!
นึกถึงแต่ก่อน ตอนที่นางแต่งเข้าสกุลหลี่ คนสกุลหลินอยากจะต่อว่านางอย่างไรก็ต่อว่าอย่างนั้น ต่อให้เป็นสะใภ้ที่นางพออกพอใจที่สุดอย่างกู้ซี หากว่าทำอะไรไม่ได้ดั่งใจคนสกุลหลินเข้า คนสกุลหลินก็จะอาละวาดใส่นางอย่างไม่ไว้หน้า
ดูท่าแล้วใช่ว่านางจะอดทนไม่เป็นเสียทีเดียว
แต่สำหรับลูกสะใภ้ ก็แค่ไม่อยากจะอดกลั้นสักกระผีกก็เท่านั้น
อวี้ถังลอบเสียดสีในใจ
คนสกุลหลินพลันพูดขึ้นมาว่า “ข้าผู้นี้ วาจาออกจะมากไปหน่อย พอได้พูดแล้วก็มักจะหยุดไม่อยู่”
“ล้วนไม่ต่างกัน” คนสกุลเฉินกับนายหญิงหม่าส่งเสริมนาง
ใครจะรู้ว่าคนสกุลหลินไม่ได้คิดจะจากไปเลยสักนิด กลับวกมาสนทนาต่อว่า “เรือนใครต่างก็มีคัมภีร์ที่สวดยาก แม้ข้าจะรักบุตรคนโต ทว่ากลับเป็นห่วงบุตรคนเล็กที่สุด เขาอ่อนกว่าพี่ชายอยู่สี่ปี ทั้งเป็นบุตรคนรอง ไม่ต้องสืบทอดวงศ์สกุล แม่สามีข้าก็ตามใจเขาเต็มที่ โตมาเป็นคนไม่สนใจโลกภายนอก
ตอนนี้อายุได้สิบแปดแล้ว ยังไม่รู้ความอยู่อย่างนั้น รังเกียจว่าสาวใช้ที่จวนจู้จี้ ไม่ยอมให้รับใช้ข้างกาย วันๆก็เอาแต่เตะลูกหนังขี่ม้ากับบ่าวชายที่ติดตาม หรือไม่ก็ตามคนคุมบัญชีในเรือนไปตรวจสอบบัญชีที่ร้านค้า เรื่องงานหมั้นหมายของเขา ข้ากลัดกลุ้มใจยิ่งแล้ว!”
พูดจบ นางก็มองอวี้ถังอย่างลึกซึ้งทีหนึ่ง
คนที่อยู่ตรงนั้นล้วนตะลึงไปตามๆกัน
โดยเฉพาะอวี้ถังเอง
นางกับสกุลหลี่มีเวรกรรมอะไรต่อกันอย่างนั้นรึ?
ชาติก่อนได้ฟังว่าหลี่จวิ้นตกหลุมรักนาง ชาตินี้นางซ่อนตัวจากหลี่จวิ้น แต่กลับถูกคนสกุลหลินจับจ้องไว้แล้ว
ทว่า ก็ต้องขอบคุณนางจริงๆ
สะใภ้สกุลหลี่นั้น นางไม่ได้นึกเสียดายเลยสักนิด
คิดถึงตรงนี้ นางพลันนึกไปถึงกู้ซีด้วย
หากว่ากู้ซีได้รู้ว่าหลังแต่งเข้าสกุลหลี่ไปแล้วจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง เกรงว่านางคงไม่มีวันแต่งให้หลี่ตวนแน่!
เช่นนั้น ทำลายงานแต่งของนางกับหลี่ตวนทิ้งดีหรือไม่?
คนสกุลหลินคงโมโหจนเต้นเป็นเจ้าเข้าแน่!
อวี้ถังแค่คิดก็รู้สึกมีความสุขจนไม่อาจหุบยิ้มได้เลย
คนสกุลเฉินตอนนี้เพิ่งได้สติกลับมา
เข้าใจในที่สุดว่าที่คนสกุลหลินร่ายยาวมากมาย ก็เพราะถูกใจอวี้ถังของนางนี่เอง!
เมื่อครู่ทั้งๆที่นางได้ปฏิเสธนายหญิงทังอย่างชัดเจนไปแล้ว เหตุใดคนสกุลหลินยังมาดักพวกนางแล้วดึงดันจะพูดเรื่องนี้ให้ได้เล่า?
คนสกุลเฉินรู้ฐานะของตนเองดี
หากพูดเรื่องรูปโฉม อวี้ถังของนางต่อให้เป็นสกุลเผยก็ยังแต่งให้ได้ แต่ถ้าเรื่องใหญ่อย่างงานแต่งพิจารณาจากแค่รูปโฉมได้ แล้วจะมีคำพูดที่ว่าเหมาะสมคู่ควรได้อย่างไร
นางมองไปทางนายหญิงทังทีหนี่ง
นายหญิงทังไม่กล้าสบตากับนาง คล้ายว่าทำอะไรผิดมาอย่างนั้น
คนสกุลเฉินกระจ่างในทันที
ที่แท้ก่อนหน้านี้ที่นายหญิงทัง ‘บังเอิญ’ พบพวกนางที่เรือนรับรอง เพราะได้รับการไหว้วานจากคนสกุลหลินนี่เอง
และที่คนสกุลหลินไม่คำนึงถึงความแปลกหน้าของสองสกุล มายืนคุยเรื่องน่ากระอักกระอ่วนกับนางตรงนี้ ก็เพราะไม่คิดจะยอมแพ้นั่นเอง!
เรื่องประเภทนี้ไม่อาจปล่อยให้ค้างคา ดึงไปลากมามีแต่จะเกิดคำครหาอีกมากมาย
อาถังของนางก็ถึงวัยที่ต้องเตรียมเรื่องหมั้นหมายแล้ว ไม่อาจให้เรื่องนี้มากระทบเด็ดขาด
คนสกุลเฉินส่งยิ้มให้คนสกุลหลิน เอ่ยว่า “สิ่งที่ท่านเป็นห่วงนั้นเหมือนกับข้าไม่มีผิด เรือนข้าก็มีบุตรสาวเพียงคนเดียว บิดานางประคองไว้กลางฝ่ามือก็กลัวหล่น อมไว้ในปากก็กลัวจะละลายหาย จึงตั้งใจแน่วแน่ว่าจะแต่งเขยชายเข้าเรือน ทว่าหาลูกเขยเข้าเรือนมิใช่หากันง่ายๆ ผมบนศีรษะข้าแทบจะร่วงหมดแล้ว”
คนสกุลหลินตกตะลึง
อวี้ถังแอบสะใจ
คนสกุลหลินคงคาดไม่ถึงว่าตนจะถูกปฏิเสธน่ะสิ!
คนสกุลหลินไม่อาจรักษารอยยิ้มไว้บนหน้าได้อีกครั้ง นางเอ่ยกับคนสกุลเฉินอย่างลวกๆ อีกสองสามคำ จากนั้นก็ขอตัวกลับไปพร้อมกับนายหญิงทังอย่างรีบร้อน
อวี้ถังอยากกระโดดกอดแล้วหอมแก้มมารดาสักสองฟอด
นางมองตามแผ่นหลังของคนสกุลหลินไปด้วยใจที่คลายโมโห ก่อนตัดสินใจมอบ ‘ของขวัญ’ ให้คนสกุลหลินสักชิ้น
“ท่านแม่” นางเอ่ยพลางยิ้มตาหยีว่า “สกุลหลี่ที่อยู่ทางใต้ ใช่สกุลหลี่ที่ขายผลไม้หรือไม่เจ้าคะ?”
บรรพบุรุษของหลี่อี้ ก่อร่างสร้างตัวมาจากการค้าผลไม้
แน่นอนว่า นี่เป็นเรื่องตั้งแต่หลายสิบปีก่อนแล้ว
ตอนนี้คนในเมืองหลินอันก็มีคนรู้ไม่มาก
หลังจากที่นางแต่งเข้าสกุลหลี่ นางก็บังเอิญได้ยินเรื่องนี้จากบ่าวเก่าแก่ของสกุลหลี่คนหนึ่ง
สกุลฝั่งมารดาของคนสกุลหลินนั้นค้าขายผ้าไหมและใบชา เป็นพ่อค้าใหญ่ที่สืบทอดกิจการมาหลายรุ่น นางสั่งห้ามอย่างเคร่งครัดไม่ให้ใครพูดเรื่องที่บรรพบุรุษสกุลหลี่เคยขายผลไม้มาก่อน
คนสกุลเฉินกับนายหญิงหม่าต่างไม่เคยได้ยินเรื่องนี้
พวกนางพลันไม่รู้ว่าจะตอบกลับอย่างไร
อวี้ถังกลับเห็นชัดเจนว่าฝีเท้าของคนสกุลหลินสะดุดกึก ร่างแทบจะเซล้ม
มารร้ายในตัวของอวี้ถังอ้าปากหัวเราะกึกก้อง นางตัดสินใจส่ง ‘ของขวัญ’ ให้คนสกุลหลินอีกชิ้น “ท่านแม่ หรือว่าพวกท่านไม่เคยได้ยินมาก่อน? ขนาดป้าหวังที่เปิดแผงขายผลไม้ที่ถนนตะวันออกกับอาลิ่วที่ขายสาลี่อยู่ธารเสี่ยวเหมยยังรู้เลยนะเจ้าคะ”
“จริงรึ?” คนสกุลเฉินกับนายหญิงหม่าคิดว่าอวี้ถังพูดจาเรื่อยเปื่อย จึงตอบไปอย่างไม่ใส่ใจ
อวี้ถังกลับรู้สึกได้ว่าคนสกุลหลินแทบจะยืนไม่มั่นแล้ว
นางหัวเราะคิกคัก ยังคิดจะแดกดันคนสกุลหลินอีกสักหลายประโยค หางตาพลันเหลือบไปเห็นว่าข้างระเบียงทางเดินมีคนยืนอยู่
อวี้ถังเงยหน้าขึ้นมอง สีหน้าพลันอับจน ก้าวถอยหลังไปสองก้าว
คราวนี้เปลี่ยนเป็นนางที่แทบทรงตัวไม่อยู่แทน
ทว่าซิ่วเหนียงประคองนางไว้ด้วยมือไม้ที่ว่องไว ถามอย่างเป็นห่วงว่า “เจ้าเป็นอะไรไป? ยืนไม่มั่นเพราะเท้าแพลงรึ?”
“เปล่าหรอก เปล่าหรอก” อวี้ถังตอบด้วยสีหน้าแดงเรื่อ “ข้าไม่เป็นไร!”
คนกลับเขย่งเท้า ชะเง้อคอยืดยาวไปมองด้านหลังของหม่าซิ่วเหนียง
หม่าซิ่วเหนียงก็หันไปมองตามนางอยู่หลายครั้ง
หลังคาระเบียงทางเดินทาสีเทาเข้ม หินเขียววาววับ ก้านไผ่หยุดนิ่ง ว่างเปล่าไร้คน ทว่าอุดมชุ่มด้วยสีเขียว จากที่ที่ไกลออกไป มีสายลมเย็นโชยพัดผ่านมา
“เจ้ามองอะไรน่ะ?” คนอื่นๆก็ถามอวี้ถังอย่างไม่เข้าใจ
“ไม่ได้มองเจ้าค่ะ! ไม่ได้มอง!” อวี้ถังกลบเกลื่อนด้วยท่าทีนิ่งเฉย แล้วกระตุกแขนเสื้อของมารดา เอ่ยว่า “แขกกลับเรือนเจ้าบ้านจะได้สงบ พวกเรารีบกลับกันเถอะเจ้าค่ะ!”
ทุกคนต่างก็เหนื่อยล้า
“ไปสิ!” นายหญิงหม่าเชื้อเชิญอวี้ถังกับมารดาด้วยความอบอุ่นว่า “ถ้าพวกเจ้าพอมีเวลา ก็ไปนั่งเล่นที่เรือนข้าได้ บิดาของนางไปหังโจว อีกตั้งเจ็ดแปดวันถึงจะกลับ ถ้าพวกเจ้ามา จะได้อยู่เป็นเพื่อนข้าบ้าง”
คนสกุลเฉินตอบตกลง แล้วพูดคุยกับนายหญิงหม่าแม่ลูก ก่อนจะเดินไปบอกอวี้เหวินเอาไว้สักคำ จากนั้นเดินทางกลับเรือน
อวี้ถังใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว
ช่วงนี้โชคชะตานางเป็นอย่างไรหนอ? เหตุใดไม่ว่าไปตรงไหนก็เจอนายท่านสามไปเสียทุกที่
อีกทั้งยังเป็นตอนที่นางน่าขายหน้าที่สุด…เมื่อครู่ตอนที่อยู่สกุลเผย นางยิ้มไปแล้ว
พิธีศพที่ต้องสำรวมตามกาลเทศะ นางกลับหัวเราะออกมา ซ้ำยังหัวเราะอย่างเบิกบาน แล้วดันมาถูกนายท่านสามจับได้คาหนังคาเขา
เขาจะคิดหรือไม่ว่านางมีเจตนาหลบหลู่ผู้ตาย!
อีกอย่าง สีหน้าของเขาเมื่อครู่ก็ไม่น่ามองสักนิด
มันดำมืดจนแทบจะมีน้ำหมึกหยดลงมาอยู่แล้ว
ไม่รู้ว่าเพราะเขาได้ยินเสียงนางหัวเราะถึงได้เดือดดาล? หรือเพราะว่าเขาอารมณ์ไม่ดีอยู่แล้วกันแน่?
ทว่า เขาตัวคนเดียว เหตุใดจึงไปโผล่ตรงนั้นแล้วบังเอิญเจอพวกนางได้เล่า?
เขาเห็นแค่ว่านางหัวเราะหรือกระทั่งวาจาที่เยาะหยันคนสกุลหลินก็ได้ยินทั้งหมดด้วย?
อวี้ถังถอนหายใจ
นางในสายตาเขาคงไม่เหลือชิ้นดีแล้วกระมัง!
อวี้ถังนึกไปถึงต้นไม้ของสกุลเผยที่ถูกตัดดอกออกจนเกลี้ยง
มีเพียงความเขียวขจีผืนใหญ่
ไร้ซึ่งสีสันโดยสิ้นเชิง
ไม่รู้ว่านางจะเหมือนกับดอกไม้ที่อยู่บนต้นไม้เหล่านั้นหรือไม่ ถูกเขากำจัดทิ้ง…
ทว่า จะพูดอีกอย่างหนึ่ง จิตใจเขาออกจะคับแคบเกินไปหน่อยกระมัง
แค่เรื่องเล็กๆก็ทำหน้าไม่สบอารมณ์แล้ว
เป็นถึงตั้งซู่จี๋ซื่อแล้วนะ?
ทว่าบัดนี้บิดาเขาจากไปแล้ว เขาคงจะต้องอยู่เฝ้าจวนเพื่อไว้ทุกข์?
ต่อไปไม่แน่อาจจะได้พบหน้ากันอีก…
เหตุใดนางจึงโชคร้ายเช่นนี้
อวี้ถังซึมเศร้าไปหลายวัน
[1] ดอกหลันฮวากลางวสันต์ ดอกจวี๋ฮวากลางเหมันต์ อุปมาถึงแต่ละคนต่างมีจุดแข็งของตัวเอง และแต่ละสิ่งก็มีข้อดีของมัน
[2] มือที่ยื่นไปย่อมไม่ตบคนที่ส่งยิ้มให้ หมายถึง เมื่อยื่นมือออกไปจะตีอีกฝ่ายที่เป็นคนผิด ทว่าอีกฝ่ายก็ยอมรับผิดทั้งส่งยิ้มกลับมาให้ ถึงเวลานั้นเจ้าตัวย่อมใจอ่อน ไม่อาจตัดใจตีคนได้อีก
[3] คืนลูกหลี่กลับ มาจากสำนวน มอบลูกท้อมา คืนลูกหลี่กลับ หมายถึง ตอบแทนน้ำใจซึ่งกันและกัน ตรงกับสำนวนไทยว่า หมูไปไก่มา
[4] เรือนใครต่างก็มีคัมภีร์ที่สวดยาก หมายถึง ทุกบ้านทุกครอบครัว ล้วนมีปัญหาของตัวเอง
ตอนที่ 18: พิธีแห่ศพ
ไม่ว่าอวี้ถังจะอยู่ในอารมณ์ไหน แต่เวลาก็ยังเดินไปข้างหน้า ไม่นานก็ถึงวันพิธีแห่ศพของท่านผู้เฒ่าสกุลเผย
สุสานบรรพชนของสกุลเผยตั้งอยู่บริเวณแนวสันเขาตะวันออกของเขาเทียนมู่ ด้านหลังอิงภูเขาด้านหน้ามีแม่น้ำ ทุกคนต่างพูดว่าพื้นที่ตรงนั้นมีฮวงจุ้ยที่ดี คนสกุลเผยไม่ว่ากี่รุ่นต่อกี่รุ่นถึงได้รุ่งเรืองยิ่งๆขึ้นไปไม่หยุดหย่อน
หนึ่งวันก่อนที่จะฝังร่างของท่านผู้เฒ่า อวี้เหวินก็พักที่จวนสกุลเผยเสียเลย อวี้ถังกับมารดาก็ตระเตรียมกระดาษเงินกระดาษทองและธูปหอมตั้งแต่เช้า วันต่อมาฟ้ายังไม่สางก็ลุกขึ้นมาหวีผม เปลี่ยนมาใส่ชุดสีสุภาพ พาป้าเฉินกับซวงเถา รวมถึงนายหญิงหม่าแม่ลูกออกเดินทางไปยังธารเสี่ยวเหมวยด้วยกัน
พวกนางจะไปส่งท่านผู้เฒ่าเป็นครั้งสุดท้าย
ตลอดทางเต็มไปด้วยผู้คน
ทุกคนรวมกันเป็นกลุ่มใหญ่ พูดคุยกันถึงงานพิธีศพของท่านผู้เฒ่า
“ต่อให้อากาศจะร้อนตับแตกแต่ไม่ต้องอนาถถึงเพียงนี้กระมัง! ตั้งศพไว้แค่เจ็ดวันยังไม่ต้องพูดถึง โลงศพยังแห่เข้าไปฝังในสุสานเลย นี่เป็นความคิดของใครกัน?”
“ได้ยินว่าเป็นความต้องการของนายท่านสาม” มีคนรู้เรื่องเอ่ยเสียงเบาว่า “คุณชายใหญ่ของนายท่านใหญ่ถึงกับทะเลาะกับนายท่านสาม แต่เขาเป็นแค่เด็กคนหนึ่ง จะเถียงชนะท่านอาได้อย่างไร! เรื่องนี้จึงได้จบลงแบบนี้!”
“แล้วนายท่านรองไม่พูดอะไรบ้างเลยรึ? เขาก็เป็นท่านอาคนหนึ่งเหมือนกันนี่!”
“ตอนนี้นายท่านสามเป็นผู้นำสกุล เขาจะพูดอะไรได้?”
“มันก็ใช่” อีกคนถอนหายใจ “ตอนที่นายท่านใหญ่จากไป โลงศพยังแห่รอบเมืองถึงเจ็ดวัน ให้ทุกคนได้เคารพศพระหว่างทาง ตอนนี้พวกเราจะเผากระดาษเงินกระดาษทองให้ท่านผู้เฒ่ายังไม่ได้ ได้แต่ส่งท่านผู้เฒ่าขึ้นภูเขาอย่างหยาบๆเช่นนี้”
ส่วนคนที่สนใจผลประโยชน์ของตนเองมากกว่า ก็แอบถามเป็นการส่วนตัวว่า “พวกเจ้าพูดว่าตอนนี้สกุลเผยมีนายท่านสามเป็นผู้นำสกุล มีหลักฐานอะไรหรือไม่?”
“เจ้าดูหลายวันนี้สิ พ่อบ้านใหญ่โผล่หน้าบ้างหรือไม่?” มีคนซุบซิบต่อว่า “แต่ก่อนพ่อบ้านใหญ่เป็นถึงเพื่อนเรียนของนายท่านใหญ่ มีเรื่องใดในสกุลเผยบ้างที่เขาตัดสินใจไม่ได้? ยังมีพ่อบ้านรองอีก หลายวันนี้เจ้าเห็นหน้าพวกเขาบ้างหรือไม่เล่า?”
“พ่อบ้านใหญ่ข้ารู้จักอยู่ แต่มันเกี่ยวอะไรกับพ่อบ้านรองล่ะ? พ่อบ้านรองหนึ่งปีสี่ฤดูมิใช่คอยแต่ดูทิศทางลมของพ่อบ้านใหญ่หรือ?”
“เจ้าไม่รู้อะไรเสียเลย ก็โดนหางเลขไปด้วยอย่างไรเล่า? พ่อบ้านรองยืนฝั่งพ่อบ้านใหญ่ พ่อบ้านใหญ่ล้มแล้ว เขายังจะได้ดิบได้ดีอยู่รึ?”
“เฮ้อ! สกุลของซั่นจื่อหลิวคงขาดทุนย่อยยับ พวกเขาเพิ่งจะให้บุตรสาวแต่งเข้าสกุลของพ่อบ้านใหญ่”
“มิใช่แต่งให้ธรรมดา เรียกว่าประเคนให้มากกว่า!” เอ่ยถึงเรื่องดอกท้อ ทุกคนก็เริ่มคึกคัก
“ไม่ว่าจะประเคนหรือแต่ง ซั่นจื่อหลิ่วก็เรียกตนเองให้คนข้างนอกฟังว่าเป็นญาติสนิทของพ่อบ้านใหญ่…”
อวี้ถังได้ยินการใส่ร้ายป้ายสีเช่นนี้ ก็นึกถึงดวงหน้าอึมครึมของเผยเยี่ยน
ทำไมต้องสร้างเรื่องให้คนนินทาว่าร้ายด้วย?
ก็แค่จัดพิธีศพให้ยิ่งใหญ่สมเกียรติไม่ใช่รึ?
สกุลเผยก็ใช่ว่าขาดแคลนเงินทอง แค่ทุ่มเงินเข้าไปก็เป็นใช้ได้แล้ว
หรือว่า นี่เป็นหนึ่งในแผนการที่เขาใช้ต่อกรกับบ้านใหญ่?
อวี้ถังเดาไปสุ่มสี่สุ่มห้า ก็มาถึงจวนสกุลเผยแล้ว
นายหญิงหม่าลากพวกนางไปที่ร้านขายของจิปาถะร้านหนึ่งตรงท่าเรือ เอ่ยว่า “นี่เป็นร้านที่ข้าคุ้นเคย พวกเราพักที่นี่ก่อน รอให้แห่โลงท่านผู้เฒ่าออกมา พวกเราค่อยออกไปก็ยังทัน!”
ทว่านางยังพูดไม่ทันจบ ด้านนอกก็มีเสียงจอแจ มีคนตะโกนว่า “ทุบหม้อแล้ว”
ฝูงชนต่างเข้าไปเบียดเสียดที่หน้าประตูใหญ่จวนสกุลเผย
อวี้ถังได้ยินคนพูดขึ้นมาว่า “เหตุใดเป็นนายท่านสามถือป้ายวิญญาณ? บ้านใหญ่เล่า? ต่อให้นายท่านใหญ่ตายไปแล้ว ก็ยังมีนายท่านรอง นับตามลำดับอย่างไรก็เรียงไม่ถึงเขาหรอก!”
“เลิกพูดได้แล้ว!” มีคนเอ่ยขึ้น “เจ้ายังมองไม่ออกอีกรึ? ข่าวลือเป็นเรื่องจริง ต่อไปสกุลเผยก็มีนายท่านสามเป็นผู้นำสกุลแล้ว”
พิธีทุบหม้อกับถือป้ายวิญญาณล้วนเป็นหน้าที่ของบุตรชายไม่ก็หลานชายคนโต!
ต่อให้นายท่านใหญ่สิ้นแล้ว แต่ว่านายท่านใหญ่ก็ยังมีบุตรชายอีกสองคน
แม้จะบอกว่าชาติก่อนนายท่านสามขึ้นเป็นผู้นำสกุล ทว่าชาตินี้ก็มีเรื่องแตกต่างออกไปจากชาติก่อนเล็กน้อย อย่างเช่นว่า ชาติก่อนสกุลเผยเพียงรับซื้อพื้นที่ร้านค้า ไม่เคยให้ชาวบ้านหยิบยืมเงินทอง
เพียงแค่อวี้ถังได้ยินก็ร้อนใจแทนเผยเยี่ยนแล้ว
นี่เรียกว่าให้เขาเป็นผู้นำสกุลที่ไหน เรียกว่าจับเขามัดไว้แล้วย่างบนกองไฟมากกว่า!
ท่านผู้เฒ่าสกุลเผยทิ้งคำสั่งเสียไว้อย่างไรกันแน่?
ต่อให้ต้องการตั้งเผยเยี่ยนเป็นผู้นำสกุล แต่ไม่อาจรอให้พิธีแห่ศพจบไปก่อน แล้วเหล่าพี่น้องค่อยมานั่งพูดคุยเพื่อหาข้อสรุปหรือ? เหตุใดต้องตบหน้าบ้านใหญ่กลางพิธีเช่นนี้? ทำเหมือนว่าบ้านใหญ่เป็นเพียงญาติสายรอง เปลี่ยนเป็นผู้อื่นคงไม่มีใครทนรับได้?
อวี้ถังเขย่งเท้ามองไปทางด้านใน
นายท่านสามถูกคนประคองเดินออกมาแล้ว
เขาก้มหน้าต่ำ
แสงอาทิตย์แรกของหน้าร้อนส่องกระทบที่หมวกไว้ทุกข์ของเขา กลายเป็นเงาสายหนึ่งบดบังดวงหน้าของเขาเอาไว้
“ลูกหลานคารวะ” ตามเสียงตะโกนของพิธีแห่ศพ เหล่าลูกหลานของสกุลเผยต่างพากันคุกเข่าลงแล้วโขกศีรษะกับพื้นสามครั้ง
ผู้คนรอบด้านที่มาเคารพศพท่านผู้เฒ่าต่างก็เริ่มจุดประทัดและจุดธูป
ผู้นำพิธีตะโกนว่า “ส่งวิญญาณ”
โลงศพถูกหามขึ้น เดินหน้าไปสามก้าว
ผู้นำพิธีตะโกนอีกรอบว่า “ลูกหลานคารวะ” โลงศพก็หยุดลง ลูกหลานก็โขกศีรษะอีกสามที
นายหญิงหม่าลากหม่าซิ่วเหนียง แล้วบอกกับคนสกุลเฉินว่า “พวกเรารีบเอากระดาษเงินกระดาษทองไปเผาเถอะ ไม่อย่างนั้นรอให้คนอื่นจุดประทัดแล้ว ถูกกระเด็นใส่ขึ้นมาไม่ใช่เรื่องเล่นๆ เลย”
คนสกุลเฉินเพิ่งเคยพาบุตรสาวมาร่วมงานแห่ศพเป็นครั้งแรก
นางพยักหน้าอย่างไม่มั่นใจ แล้วเดินตามหลังนายหญิงหม่าไปติดๆ
เสียงประทัดดังขึ้น กลางอากาศมีแต่ควันที่ทำให้คนสำลักลอยว่อน
อวี้ถังกับมารดาเพิ่งจะยืนได้มั่น ก็เห็นว่าชายผอมสูงคนหนึ่งพุ่งเข้าไปที่ขบวนแห่ศพของสกุลเผย เขาคุกเข่าเสียงดัง ‘ตึง’ ลงบนพื้นหน้าโลงศพของท่านผู้เฒ่า ร้องไห้คร่ำครวญเสียงดังว่า
“ท่านผู้เฒ่าเผย! ท่านลืมตาขึ้นมามองให้ชัดๆเถอะขอรับ ท่านเลือกคนเนรคุณใจดำมาคนหนึ่ง! เขาแทบจะบีบเหล่าคุณชายบ้านใหญ่จนไม่เหลือทางรอดแล้ว…”
ฝูงชนแตกฮือเป็นวงกว้าง
“พ่อบ้านใหญ่นี่!”
“เป็นพ่อบ้านใหญ่หรอกรึ!”
“นี่มันเกิดเรื่องอะไรขึ้น?”
“หรือว่านายท่านสามขึ้นเป็นผู้นำอย่างมีเงื่อนงำ?”
นายท่านสามเงยหน้าขึ้นมา แล้วมองไปทางพ่อบ้านใหญ่ทีหนึ่ง
เย็นชา เบื่อหน่าย และอึมครึม
อวี้ถังตกใจจนสะดุ้งสุดตัว
มีคนเข้าไปลากพ่อบ้านใหญ่ออกมา
เขาทางหนึ่งก็ดิ้นรน ทางหนึ่งก็แหกปากโวยวาย น่าเสียดายที่เสียงประทัดดังเกินไป อวี้ถังจึงไม่ได้ยิน
มีคนตะโกนขึ้นมาด้วยเสียงอันดังว่า “ขอให้ท่านผู้เฒ่าไปสู่สุคติ” ทุกคนต่างชะงักไป ภายหลังจึงระลึกได้ถึงบุญคุณที่ท่านผู้เฒ่าเคยมีให้กับตน แล้วพากันร้องไห้ออกมา
ขบวนแห่ศพกลับคืนสู่ลำดับขั้นตอนของพิธีอีกครั้ง ไม่นานก็เริ่มเคลื่อนขบวน
เสียงประทัดคล้ายว่าจะส่งเสียงดังกว่าเก่า
อวี้ถังคิดว่าเสียงที่ตะโกนขึ้นมานั้นไม่ได้ไร้เจตนา
อวี้ถังมองหาเจ้าของเสียงร้องไห้ท่ามกลางฝูงชน ทว่ากลับไม่พบอะไร
อวี้ถังเขย่งเท้าอีกครั้งเพื่อมองหาร่างของบิดา
ฝูงชนเบียดเสียด มองไปทางใดก็มีแต่ศีรษะคน
ท่านพ่อไม่รู้กำลังวุ่นวายอยู่ตรงไหน?
อวี้ถังถอนหายใจ
ตอนที่แยกกับนายหญิงหม่า เมื่อกลับไปที่เรือน ก็เลยยามอู่แล้ว
อวี้ถังเหงื่อโชกตัว เสื้อชั้นในแนบติดกับร่างไปหมด
นางเข้าไปอาบน้ำอีกรอบ จากนั้นก็เปลี่ยนมาใส่เสื้อคลุมผ้าไหมหังโจวโปร่งสบาย หลังจากรับอาหารเที่ยงแล้ว ก็นอนหลับจนตะวันตกดิน
อวี้เหวินกลับมาแล้วเช่นกัน เขาอยู่ในเรือนรับแขกทางหนึ่งกินอาหารทางหนึ่งก็บ่นไม่หยุดว่า “พ่อบ้านใหญ่ก็ถือว่าเสียสละไม่น้อย เพื่อนายท่านใหญ่แล้ว ถึงกลับเอาชีวิตคนทั้งบ้านไปเสี่ยงด้วย เฮ้อ น่าเสียดาย”
อวี้ถังได้ยินหัวใจพลันกระตุก รีบเดินเข้าไปหาทันที เอ่ยว่า “ท่านพ่อ ท่านพูดว่าอะไรนะเจ้าคะ?”
คนตระกูลเฉินนั่งอยู่ข้างกายกำลังโบกพัดให้สามี พอได้ยินก็พูดขึ้นว่า
“เป็นเด็กเป็นเล็ก ผู้ใหญ่พูดอยู่ต้องหยุดฟัง เรื่องที่ไม่ควรยุ่งก็ห้ามยุ่ง ผ้าเช็ดหน้าที่ให้เจ้าปักทำไปถึงไหนแล้ว? ไม่ใช่บอกว่าอีกสองวันซิ่วเหนียงจะมาเล่นที่เรือนรึ? น้ำแข็งกับแตงหวานที่เจ้าสัญญากับนางไว้เตรียมเสร็จแล้วหรือยัง?”
อวี้ถังเดินยิ้มตาหยีเข้าไปบีบไหล่ให้อวี้เหวิน เอ่ยว่า “ท่านแม่ ข้าก็กำลังขอท่านพ่ออยู่นี่อย่างไรเจ้าคะ? ในมือข้ามีเงินเก็บอยู่สองตำลึง ถ้าเอาไปซื้อน้ำแข็งกับแตงหวานก็จะไม่มีเงินแล้วเจ้าค่ะ!”
“ใครให้เจ้าชอบใช้เงินสุรุ่ยสุร่าย” มารดาตำหนินาง แต่ก็ยังหันไปบอกป้าเฉินว่า “ไปที่ห้องข้าแล้วหยิบเงินสองสามตำลึงให้อาถัง”
“ท่านแม่ดีที่สุดเลยเจ้าค่ะ!” อวี้ถังพุ่งไปนวดไหล่ให้มารดา
คนสกุลเฉินทำหน้าไม่ถูก แล้วดึงมือของบุตรสาวที่อยู่บนไหล่ของตนลงมา เอ่ยว่า “ห้ามดื้อซนอีก ไปนวดไหล่ให้บิดาเจ้าเสีย ท่านพ่อเจ้าไปช่วยงานที่สกุลเผยอยู่หลายวัน ต้องเหน็ดเหนื่อยมากแล้ว”
“ได้สิเจ้าคะ!” อวี้ถังย้ายไปนวดไหล่ให้อวี้เหวินอีกรอบ ทั้งพูดว่า “ท่านพ่อ ข้าดีต่อท่านไหมเจ้าคะ?”
อวี้เหวินมองภรรยาที่อยู่เบื้องหน้า ดวงตาหัวเราะจนเป็นเส้นโค้ง ตอบว่า “ดี ดี ดี! เรือนหลังนี้อวี้ถังดีที่สุดแล้ว!”
“เช่นนั้นก็ดีเลยเจ้าค่ะ!” อวี้ถังยื่นมือไปหาอวี้เหวิน “ท่านพ่อก็ช่วยข้าออกเงินหน่อยสิเจ้าคะ! อย่าให้ข้าต้องขายหน้าต่อหน้าสหาย”
“อวี้ถัง!” คนสกุลเฉินแสร้งโมโห
อวี้เหวินรีบกล่อมภรรยาว่า “อย่าโกรธสิ อย่าโกรธ หมอหลวงหยางกับหมอหลวงหวังบอกแล้วว่าห้ามให้เจ้ามีน้ำโห” จากนั้นก็หันไปอบรมอวี้ถัง “ถ้าเจ้ายังกล้าทำเช่นนี้อีก ระวังข้าสั่งกักบริเวณเจ้าอีกรอบ ลงโทษให้เจ้าคัดตัวอักษรพันตัวด้วย”
อวี้ถังเดิมก็คิดจะหยอกล้อทุกคน แต่ผลกลับเลวร้ายกว่าที่คิด นางเสียใจเป็นอย่างมาก รีบเข้าไปออดอ้อนมารดาทันที
อวี้เหวินถึงได้เรียกชื่อภรรยาว่า “ซิ่วเหยียน เจ้าดูสิ อวี้ถังตกใจจนหน้าซีดแล้ว เจ้าก็เลิกโมโหเถอะ! อีกอย่างพวกเราก็มีอวี้ถังเป็นลูกคนเดียว ต่อไปกิจการต่างๆย่อมเป็นของนาง พวกเราจะยกให้ตอนนี้หรือยกให้ภายหลังก็ไม่ต่างกัน เจ้าว่าจริงหรือไม่เล่า?”
คนสกุลเฉินถอนหายใจอย่างจนปัญญา แล้วสั่งป้าเฉินต่อว่า “หยิบเงินแท่งเล็กให้นางไปแท่งหนึ่ง” พูดจบก็กลอกตาใส่สามี ถามว่า “ท่านพอใจหรือยังเจ้าคะ!”
“พอใจแล้ว พอใจแล้ว!” อวี้เหวินหัวเราะตาแทบปิด แล้วหันไปขยิบตาให้อวี้ถัง
“เจ้าดูมารดาเจ้าสิ นางดีต่อเจ้าขนาดไหน วันก่อนข้าถูกใจพู่กันของหูโจวด้ามหนึ่ง ต้องใช้เงินถึงสองตำลึง มารดาเจ้าเสียดายไม่อยากซื้อให้ข้า แต่พอเจ้าเอ่ยปากกลับได้ตั้งสิบตำลึงเชียว”
“ขอบคุณท่านแม่เจ้าค่ะ!” อวี้ถังหัวเราะเหอะๆ พลางกล่าวขอบคุณมารดา
คนสกุลเฉินส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ
อวี้ถังถามบิดาเรื่องของสกุลเผยว่า “ท่านพ่อ ท่านเมื่อครู่กำลังพูดถึงพ่อบ้านใหญ่สกุลเผยหรือเจ้าคะ? เขาเป็นอย่างไรบ้าง?”
อวี้เหวินกลัวว่าคนสกุลเฉินจะพูดเรื่องเงินสองตำลึงไม่ยอมจบ จึงยอมเปลี่ยนหัวข้อสนทนาตามบุตรสาว “กำลังพูดถึงเขาอยู่นี่อย่างไร หลังจากกลับไปเขาก็แขวนคอตาย!”
พูดถึงตรงนี้ สีหน้าเขาก็หม่นแสง เอ่ยต่อว่า “ตอนที่ข้ากลับมา ได้ยินว่าเพราะเรื่องนี้ นายท่านสามก็สั่งให้กักตัวบ้านใหญ่ไว้ที่หอทิงหลันสุ่ย ไม่ยอมให้ใครเข้าพบ พี่สะใภ้ฝั่งมารดาของนายหญิงใหญ่กับหลานชายก็ยังไม่ได้กลับไป ถึงได้เอะอะโวยวายกันอยู่ตรงนั้น”
คนสกุลเฉินก็เพิ่งรู้เรื่องเช่นกัน อุทานว่า “ไอหยา” คำหนึ่ง เอ่ยว่า “นายท่านสามผู้นี้ก็ช่าง ช่าง…”
นางพลันหาคำที่เหมาะสมมาอธิบายการกระทำของนายท่านสามสกุลเผยไม่ได้
อวี้เหวินส่ายศีรษะ พูดว่า “ทุกคนต่างก็พูดเช่นนี้ ข้าคิดว่าสกุลเผยต้องเผชิญคลื่นลมครั้งใหญ่แน่ จึงได้อ้างว่าต้องกลับมาดูแลอาการป่วยของเจ้าแล้วขอตัวกลับมาก่อน พวกทังซิ่วไฉสองสามคนยังอยู่ที่จวนสกุลเผยอยู่เลย”
อวี้ถังนึกไปถึงบทสนทนาระหว่างนายหญิงใหญ่สกุลเผยกับฮูหยินหยาง ก็ขมวดคิ้วทันที คิดว่าที่บิดาเล่ามาไม่ถูกต้อง เอ่ยว่า
“นี่จะโทษนายท่านสามได้อย่างไร? ในฐานะพ่อบ้านใหญ่ เรื่องใดๆล้วนต้องคำนึงถึงสกุลเผยเป็นหลัก วันนี้เป็นวันแห่ศพของท่านผู้เฒ่า เขากลับแขวนคอตาย เขาคิดจะทำอะไรกันแน่? หากว่าข้าเป็นนายท่านสาม ข้าไม่มีทางเก็บศพลงโลงให้แน่ จะให้คนแบกศพออกไปเสียอย่างนั้นเลย”
[1] ทุบหม้อ เป็นหนึ่งในขั้นตอนก่อนพิธีแห่ศพออกจากเรือนเพื่อไปฝังที่สุสาน โดยบุตรชายคนโตหรือหลานชายคนโตของผู้ตายต้องเอาอ่างดินที่ใช้เผากระดาษเงินกระดาษทองมาโยนให้แตก ถึงจะเคลื่อนขบวนแห่ศพได้ หากโยนไม่แตก จะไม่มีการโยนซ้ำอีกครั้ง แต่จะให้ผู้แบกโลงศพเหยียบข้ามให้แตกแทน
ตอนที่ 19: คัดค้าน
อวี้เหวินกับคนสกุลเฉินต่างสะดุ้งตกใจ
แต่ก่อนอวี้ถังไม่เคยสนใจเรื่องพวกนี้มาก่อน อีกทั้งวาจาที่ออกมาก็บาดหูยิ่งนัก
คนสกุลเฉินรีบเอ่ยว่า “เจ้าเด็กคนนี้ เหตุใดถึงพูดเช่นนี้เล่า? ผู้ตายย่อมเป็นใหญ่! ถ้าไปอยู่ข้างนอก ห้ามพูดแบบนี้เด็ดขาด ผู้อื่นจะหาว่าเจ้าใจคอโหดเหี้ยม”
อวี้ถังไม่คิดเช่นนั้น ทั้งรู้สึกว่าไม่อาจให้บิดามารดาตกหลุมพรางของพ่อบ้านใหญ่เด็ดขาด จึงพูดว่า “เดิมทีก็เป็นพ่อบ้านใหญ่ที่ทำไม่ถูก! ท่านลองคิดดูสิเจ้าคะ ทันทีที่เขาฆ่าตัวตาย เขาก็รอดตัวแล้ว ได้ชื่อว่าเป็นผู้ซื่อสัตย์ภักดี แต่ว่าคนที่อยู่ต่อเล่า? แล้วภาระหน้าที่ของสกุลเขานับว่าจบสิ้นแล้วรึ?
ไม่หรอกเจ้าค่ะ ไม่ใช่เพียงสกุลเขาเท่านั้น ต่อให้เป็นสกุลอื่นที่มีความเกี่ยวข้องกับเขา เกรงว่าต่อไปคงไม่อาจรับใช้สกุลเผยได้อีก ทั้งบ้านใหญ่เองก็ด้วย แม้บอกว่านายท่านสามขึ้นเป็นผู้นำสกุลเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง แต่เขาก็มีคำสั่งเสียของท่านผู้เฒ่าอยู่จริง
ต่อให้ภายในมีแผนการซับซ้อนซ่อนไว้ แพ้เป็นโจรชนะเป็นอ๋อง ไม่ยินยอมก็ลุกขึ้นมาสู้ใหม่ได้ แต่เขามาตายไปเช่นนี้ ผู้อื่นจะมองบ้านใหญ่อย่างไร? นี่คือการแสดงความไม่พอใจต่อการตัดสินใจของท่านผู้เฒ่าหรือ? หรือว่าคิดแก่งแย่งตำแหน่งผู้นำกับนายท่านสามเล่า?
สกุลเผยมิใช่ของคนเพียงสกุลเดียว พวกเขามีสามสกุลสาขา พ่อบ้านใหญ่ก่อเรื่องเช่นนี้ ไม่กลัวจะถูกอีกสองสกุลสาขาหัวเราะเยาะรึ? หรือจะบอกว่า บ้านใหญ่ไม่สนใจหน้าตาหรือศักดิ์ศรีแล้ว คิดแต่จะลากนายท่านสามลงจากม้าเพียงอย่างเดียว?”
อวี้เหวินกับคนสกุลเฉินต่างจ้องหน้ากัน
นี่คือบุตรสาวที่รู้จักแต่การเที่ยวเล่นดื่มกินของพวกเขาใช่ไหม?
ตั้งแต่เมื่อไร ที่บุตรสาวมีความคิดความอ่านเช่นนี้?
อวี้ถังยังไม่รู้ตัว ยังถามบิดาต่อว่า “หรือข้าพูดไม่ถูกต้องเจ้าคะ? ข้ารังเกียจผู้ใหญ่ที่แสวงหาลาภยศโดยไม่สนใจวิธีการอย่างพ่อบ้านใหญ่ที่สุดเลย…
สนใจแต่ชื่อเสียงก่อนตายของตน ไม่สนความเป็นตายของผู้อื่น เขามาตายไปเช่นนี้ นายท่านสามย่อมยากจะปฏิเสธความผิด บ้านใหญ่ก็จะถูกคนซุบซิบนินทาเช่นเดียวกัน”
นางกำลังคิดว่านกอีก๋อยสู้กันกับหอย ชาวประมงกลับได้ประโยชน์ไปเช่นนี้ ไม่แน่ว่าอาจเป็นแผนที่นายท่านรองคิดออกมาก็ได้
อย่างไรเขาก็เป็นผู้ได้ประโยชน์จากเรื่องนี้
ทว่า อวี้ถังไม่ได้กังวลว่าเผยเยี่ยนจะพ่ายแพ้
ชาติก่อนเขาคือฝ่ายที่คว้าชัย
ที่ต่างไปจากชาติก่อนก็คือ ชาติก่อนนางคิดว่านายท่านสามใช้ชีวิตอย่างราบรื่นสุขสบาย แต่มาในชาตินี้ คิดว่าคงไม่เป็นเช่นนั้นแล้ว
อวี้ถังถอนหายใจ ถามบิดาว่า “ท่านเคยเจอนายท่านรองไหมเจ้าคะ? เขาเป็นคนเช่นไรหรือ?”
เวลานี้นางเริ่มรู้สึกเสียใจที่ชาติก่อนไม่ได้สนใจเรื่องพวกนี้ของสกุลเผยให้มากหน่อย
อวี้เหวินดึงสติกลับมา ตอบว่า “ข้าต้องเคยเจอนายท่านรองอยู่แล้ว เขาเป็นคนไม่เลวเลยทีเดียว มีความรู้ มีมารยาท นิสัยนุ่มนวลใจกว้าง ปฏิบัติต่อผู้อื่นด้วยความละเอียดรอบคอบ ทำให้คนรู้สึกเหมือนลมวสันต์พัดผ่าน เป็นวิญญูชนที่ยากจะพานพบ”
นายท่านรองได้คะแนนประเมินสูงเพียงนี้เชียว?
อวี้ถังออกจะแปลกใจอยู่บ้าง!
แค่พอลองมองอีกมุมหนึ่ง บิดานางมองใครล้วนว่าดีไปเสียหมด ขนาดหลู่ซิ่นที่ขายภาพคัดลอกให้เขา หลอกเอาเงินเขาไป เขาก็ยังเลือกที่จะให้อภัยหลู่ซิ่น ทั้งยังไม่โกรธเคืองสักนิด
หากใช้คำพูดของบิดานาง การเคียดแค้นผู้อื่นต้องสิ้นเปลืองเรี่ยวแรง หากจะต้องโกรธเกลียดใคร มิสู้ไปปีนเขา ไปซื้อพู่กันหูโจว ไปตัดเสื้อผ้าชุดใหม่ เพื่อให้ตัวเองเบิกบานใจดีกว่า
พอคิดถึงตรงนี้ นางก็นึกไปถึงตราประทับ ‘ชุนสุ่ยถัง’ ที่อยู่บนภาพวาดผืนนั้น
ในเมื่อร่องรอยของตราประทับถูกต้อง เช่นนั้นภาพที่ตกอยู่ในมือนางเมื่อชาติก่อนมีที่มาอย่างไรแน่?
อวี้ถังคิดว่า รอบหน้าตอนที่บิดาไปหาเถ้าแก่ถง นางควรจะรบเร้าขอไปด้วยสักครั้ง แล้วถามเถ้าแก่ถงว่ามีสกุลใดที่แกะตราประทับส่วนตัวว่า ‘ชุนสุ่ยถัง’ หรือไม่
ขณะที่นางครุ่นคิดอยู่นั้น ก็ได้ยินคนสกุลเฉินที่ไม่ส่งเสียงสักคำเอ่ยกับบิดาของนางว่า “ฮุ่ยหลี่ ข้าคิดว่าอวี้ถังพูดมีเหตุผล หากว่าพ่อบ้านใหญ่คิดว่าบ้านใหญ่ได้รับความไม่เป็นธรรม ต้องการออกหน้าแทนบ้านใหญ่แล้ว ก็สามารถรอให้จบพิธีแห่ศพของท่านผู้เฒ่าแล้วค่อยไปถามหาความยุติธรรมจากนายท่านสามได้”
อวี้ถึงรู้สึกยินดีกับการที่มารดาคิดได้เช่นนี้มาก
อวี้เหวินหัวเราะขื่น บอกว่า “เรื่องภายในสกุลเผยมีต้นสายปลายเหตุอย่างไร เราเองก็ไม่รู้ ย่อมไม่ควรวิพากษ์วิจารณ์” เขาบอกเป็นนัยๆ ให้คนสกุลเฉินกับอวี้ถังไม่ต้องพูดถึงเรื่องนี้อีก
อวี้ถังรับคำพร้อมรอยยิ้มแฉ่ง
คนสกุลเฉินก็พยักศีรษะรับ
ครอบครัวอวี้ป๋อมาเยือนถึงเรือน
อวี้เหวินรีบกินข้าวให้เสร็จ คนสกุลเฉินสั่งให้ป้าเฉินกับซวงเถารีบเก็บถ้วยชาม แล้วไปชงชาด้วยตนเอง
ส่วนอวี้ถังนั้นไปช่วยล้างผลไม้
สองบ้านนั่งลงสนทนากัน
อวี้ป๋อสอบถามเรื่องพ่อบ้านใหญ่กับอวี้เหวิน “เจ้ารู้แล้วใช่หรือไม่?”
“รู้แล้ว!” อวี้เหวินเล่าสิ่งที่เขาเข้าใจให้กับพี่ชายฟัง รวมถึงความเห็นเมื่อครู่ที่อวี้ถังมีต่อพ่อบ้านใหญ่ด้วย
อวี้ถังค่อนข้างจะแปลกใจ
นางนึกไม่ถึงว่า ข่าวการแขวนคอตายของพ่อบ้านใหญ่จะกระจายไปเร็วเช่นนี้
ลองคำนวณดูดีๆ พ่อบ้านใหญ่เพิ่งจะตายไปไม่กี่ชั่วยามก่อนนี่เอง
แต่ที่บิดาลึกๆแล้วก็เห็นด้วยกับคำพูดของนาง นางรู้สึกดีใจนัก จึงแอบยิ้มมุมปากอยู่ข้างๆ
อวี้ป๋อก็คิดเหมือนกับอวี้เหวินก่อนหน้านี้ ล้วนคิดว่าพ่อบ้านใหญ่เป็นคนรับใช้ที่ซื่อสัตย์ แต่พอได้ยินสิ่งที่อวี้เหวินเล่า เขาก็รู้สึกว่าวิธีการของพ่อบ้านใหญ่ไม่ถูกต้อง เพียงแต่เขามาที่นี่ด้วยสาเหตุอื่น จึงเอ่ยกับน้องชายอย่างทอดถอนใจว่า “อาตี้ เจ้ารู้หรือไม่ว่าใครรับช่วงต่องานของพ่อบ้านใหญ่?”
อวี้เหวินแต่ไรก็ไม่เคยสนใจเรื่องพวกนี้ เขาลังเลก่อนตอบว่า “มิใช่พ่อบ้านสามหรอกรึ?”
“ข้าได้ยินมาว่าไม่ใช่” อวี้ป๋อเอ่ยอย่างกังวล “ฟังว่าคนที่มารับงานต่อจากพ่อบ้านใหญ่ไม่ใช่พ่อบ้านอีกสองคน ทั้งไม่ใช่หนึ่งในเจ็ดของผู้ดูแล แต่กลับเป็นอีกคนที่ชื่อเผยหม่าน ข้าไม่เคยได้ยินชื่อคนผู้นี้มาก่อน หลายวันนี้เจ้าช่วยงานอยู่ที่จวนสกุลเผย เคยได้ยินชื่อนี้ผ่านหูบ้างหรือไม่?”
“ไม่เคยเลย!” อวี้เหวินประหลาดใจ เอ่ยว่า “สกุลเผยหรือ ทั้งยังทำงานเป็นบ่าวรับใช้ ไม่มีทางเป็นพี่น้องกับสกุลเผยแน่
เช่นนั้นก็ต้องได้รับแต่งตั้งสกุลใหม่ การได้รับแต่งตั้งสกุล ย่อมเป็นบ่าวรับใช้ที่โดดเด่นอย่างมาก ทว่าสกุลเผยก็อยู่ร่วมเมืองเดียวกับพวกเรา หากมีคนที่โดดเด่นเช่นนี้จริง ต่อให้ไม่เคยเห็นหน้าก็สมควรจะได้ยินชื่อเสียงผ่านหู แต่เผยหม่านผู้นี้อยู่ดีๆก็ผุดขึ้นมา ทั้งได้ขึ้นเป็นพ่อบ้านใหญ่ในทันที…”
“ข้าก็คิดเช่นนั้น” อวี้ป๋อเอ่ยอย่างหมดหวัง “นึกว่าข้าเป็นเพียงพ่อค้า ไม่ได้ไปมาหาสู่กับสกุลเผย ถึงได้ไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อน!”
อวี้เหวินบอกว่า “เจ้าอยากรู้เรื่องนี้ทำไม? ก่อนหน้านี้เรื่องสร้างร้านค้าใหม่มิใช่ว่านายท่านสามรับปากแล้วรึ? ตอนนี้เขาเป็นผู้นำสกุล ยิ่งไม่มีทางที่จะกลับคำแน่”
อวี้ป๋อเกาศีรษะ เอ่ยว่า “ข้าไม่ได้กังวลเรื่องนี้ ข้ากำลังคิดว่าถ้าเผยหม่านขึ้นเป็นพ่อบ้านใหญ่ ข้าต้องไปแสดงความยินดีอย่างไร หากรู้ข่าวจากเจ้าทางนี้สักหน่อย ถึงเวลานั้นก็ยังพูดคุยกับเขาได้สักหลายประโยค
หากว่าเจ้าไม่รู้ วันนี้คงจัดการอะไรได้ยากแล้ว พวกแม่แบบลวดลายที่บรรพบุรุษทิ้งไว้ก็ถูกเหมาไปหมด ข้าก็คิดอยู่ว่า หากสร้างร้านค้าขึ้นมาใหม่ พวกเราจะเปลี่ยนไปค้าขายอย่างอื่นดีหรือไม่?”
อวี้เหวินพลันชะงักวาจาที่อยากพูด
อวี้ถังรู้สึกว่าญาติผู้พี่ของนางทำการค้าเก่งกว่าท่านลุงใหญ่ จึงตัดสินใจช่วยญาติผู้พี่อีกแรง นางอาศัยว่าตนยังเป็นแม่นางน้อย บิดามารดาทั้งท่านลุงใหญ่ป้าสะใภ้ก็ตามใจนักหนา จึงสอดปากไปว่า
“ท่านลุงใหญ่บอกว่ายากจะทำการค้า หากว่าเราเปลี่ยนเป็นสินค้าอื่น ไม่สู้ให้ท่านพี่อวี้หย่วนออกไปสำรวจข้างนอกดู ท่านพี่ได้รับการสั่งสอนจากท่านลุงใหญ่โดยตรง ย่อมจะได้อะไรกลับมาแน่ๆเจ้าค่ะ”
อวี้ป๋อเห็นว่าหลานสาวประจบเอาใจตน ก็อ้าปากหัวเราะเสียงดัง อารมณ์เบิกบานเป็นที่สุด แล้วโบกมือไปมาเอ่ยว่า
“ก็ได้! อย่างไรช่วงนี้ข้าก็มัวแต่ยุ่งเรื่องสร้างร้านค้า ให้ท่านพี่เจ้าไปสำรวจที่หังโจวสักหลายวัน ดูว่าผู้อื่นทำมาค้าขายอย่างไร”
เขาไม่รู้สึกว่าอวี้หย่วนจะมีความคิดดีๆอะไรได้
อวี้หย่วนเป็นบุรุษ อวี้ป๋อจึงค่อนข้างเข้มงวดกับเขา เขาเองก็ค่อนข้างเป็นคนมีระเบียบรู้กฎเกณฑ์ ตอนที่ผู้ใหญ่คุยกันก็ไม่กล้าพูดแทรก
เขาถลึงตาใส่อวี้ถังทีหนึ่ง ก่อนจะคล้อยตามอย่างยินดีว่า “ขอรับ”
อวี้ป๋อกับอวี้ถังคุยเรื่องสัพเพเหระกันต่อ อวี้หย่วนหาจังหวะพาอวี้ถังลุกออกมา แล้วขู่นางว่า
“ถ้าเจ้าพูดจาเช่นนี้อีก ตอนที่ข้าไปหังโจวจะไม่ซื้อหวีสางกับไม้คาดผมมาให้เจ้า พวกเราสกุลอวี้สืบทอดเครื่องลงรักมาจากบรรพบุรุษ จะพูดว่าเปลี่ยนก็เปลี่ยนกิจการได้ง่ายๆอย่างไร?
อีกอย่างแต่ละงานแต่ละสาขาล้วนต้องมีเคล็ดลับเฉพาะตัว ไม่ใช่เหมือนอย่างที่เจ้าพูด ที่ไปสำรวจดูเรื่อยเปื่อยก็จะเชี่ยวชาญได้”
อวี้ถังไม่มีความรู้เรื่องค้าขายสักกระผีก แต่นางรู้อย่างหนึ่งว่า หากต้องการทำเรื่องดีๆ ก็ต้องเป็นคนดีให้ได้ก่อน หากอยากเป็นคนดี ก็ต้องมีสายตาเฉียบคมและแบบแผน หากอยากมีสายตาเฉียบคมและแบบแผนก็ต้องออกไปสัมผัสเรื่องราว บ้านเมือง ผู้คน ไปดูไปฟังให้มากๆเข้าไว้
“ท่านพี่ ท่านวางใจได้เจ้าค่ะ ข้าไม่ได้กำลังทำเรื่องเหลวไหลอยู่หรอก” นางยิ้มตาหยีแล้วอธิบายให้อวี้หย่วนฟังว่า
“ต่อให้ท่านไม่เห็นด้วยกับวิธีของท่านลุงใหญ่ แต่ท่านก็คัดค้านไม่ได้ แล้วอย่างท่านที่ไม่ยินยอมจะทำเรื่องใดๆ ข้างกายท่านลุงใหญ่ มิสู้ออกไปเปิดหูเปิดตาข้างนอกโน่น…ดูว่าร้านค้าที่มีชื่อเสียงโด่งดังในใต้หล้าเขาดูแลต้อนรับแขกอย่างไรก็ยังดีนะเจ้าคะ”
หัวใจของอวี้หย่วนพลันสั่นไหว
อวี้ถังพูดต่อว่า “ท่านพี่ ข้าช่วยสมทบทุนให้ท่านห้าตำลึงเลย”
อวี้หย่วนเคาะลงศีรษะของอวี้ถัง พูดว่า “เงินเท่านี้ของเจ้า มากพอจะซื้อซาลาเปาเกลียวไหมได้สองสามลูกเท่านั้น ยังคิดจะมาสมทบทุนให้ข้า”
“ท่านพี่ ท่านไม่ควรดูถูกผู้อื่นเช่นนี้!”
สองพี่น้องเริ่มทะเลาะกันวุ่นวาย
กระทั่งส่งครอบครัวท่านลุงใหญ่กลับไป อวี้ถังก็เตรียมตัวต้อนรับเรื่องที่หม่าซิ่วเหนียงจะมาเป็นแขกที่เรือน เพราะเรื่องนี้อวี้เหวินถึงได้ตั้งใจไปสั่งทำน้ำแข็งที่ตลาดเอาไว้เป็นพิเศษ กำชับอาเสาว่ารอให้หม่าซิ่วเหนียงมาถึงก่อนค่อยไปรับของที่ร้าน
หม่าซิ่วเหนียงได้ทานเฉาก๊วยในน้ำเชื่อมดอกกุ้ยฮวาใส่น้ำแข็ง ก็อิจฉาจนดวงตาพราวระยับ เอนตัวพิงตั่งไม้ที่ปูรองด้วยเสื่อไม้ไผ่ เคี้ยวน้ำแข็งเสียงดังกร้วมๆแล้วพูดเสียงไม่เต็มปากว่า
“อาถัง…อร่อยนัก…เอาอย่างนี้ดีหรือไม่ เจ้ารับน้องรองข้าเป็นเขยชายเถอะ…ถึงแม้ปีนี้เขาจะอายุแค่แปดขวบ แต่ถ้าเลี้ยงเอาไว้ตั้งแต่เล็กๆจะต้องเชื่อฟังเจ้าแน่…”
อวี้ถังเองก็ไม่ได้กินเฉาก๊วยในน้ำเชื่อมดอกกุ้ยฮวาใส่น้ำแข็งมานานแล้ว
แต่ก่อนตอนที่ยังไม่ออกเรือน คนสกุลเฉินไม่ยอมให้นางกิน กลัวว่าจะทำให้ท้องเย็น ต่อมาเมื่อแต่งเข้าสกุลหลี่ เพราะคนสกุลหลินคิดทรมานนาง ใครๆต่างก็ได้กิน มีแต่นางที่ไม่ได้กิน
นางใช้ช้อนตักน้ำแข็งคำใหญ่เข้าปากอย่างมีความสุข ส่งเสียง ‘เหอะ’ ใส่หม่าซิ่วเหนียงทีหนึ่ง เอ่ยว่า “ข้าไม่ช่วยเจ้าเลี้ยงน้องหรอกนะ ครอบครัวข้าต้องการเขยชาย ย่อมต้องหาเขยชายที่ทำมาค้าขายเป็น ไม่เอาพวกที่มัวแต่อ่านหนังสือหรอก!”
“เพราะเหตุใดเล่า?” หม่าซิ่วเหนียงถามอย่างสงสัย “ซิ่วไฉไม่ต้องจ่ายภาษี ทั้งได้รับการยกย่องนับถือ”
อวี้ถังเอ่ยอย่างไม่เห็นด้วย “คนที่อ่านออกเขียนได้ที่ไหนจะยอมแต่งเข้าบ้านภรรยาเล่า อย่างไรเสียสกุลข้าก็มีท่านพ่อเป็นซิ่วไฉอยู่แล้ว ต้องหาคนที่ดูแลกิจการได้สิ ให้ฐานรากของครอบครัวมั่นคงยิ่งขึ้น ต่อไปจะได้ส่งเสริมให้ลูกหลานเล่าเรียนเขียนอ่าน”
“ฮี่ฮี่ฮี่!” หม่าซิ่วเหนียงปิดปากหัวเราะ พลางพูดว่า “ที่แท้เจ้าคิดจะให้บุตรชายของเจ้าไขว่คว้าบรรดาศักดิ์พระราชทานให้เจ้ารึ!”
เมื่อเด็กสาวอยู่ด้วยกันมักพูดจาเลอะเทอะไปทั่ว แต่กับหม่าซิ่วเหนียงผู้นี้ มักทำให้คนรู้สึกขัดเขินยิ่ง
“เจ้าพูดจาเหลวไหลอะไร!” อวี้ถังวางชามลงแล้วจี้ที่รักแร้ของหม่าซิ่วเหนียง “ข้าว่าเจ้านั่นแหละที่รอให้เขยชายคว้าบรรดาศักดิ์พระราชทานให้!”
หม่าซิ่วเหนียงร้องโอ๊ยๆ แล้ววิ่งหนีจากตั่งไม้ไปที่หน้าประตู
อวี้ถังพลันชะงักมือ หันไปมองไผ่เซียงเฟยที่อยู่นอกหน้าต่าง แล้วขมวดคิ้ว
“มีอะไรรึ?” หม่าซิ่วเหนียงหมุนตัว แล้วหันไปมองตาม
ด้านนอกหน้าต่าง ป้าเฉินกำลังพาสาวรับใช้ของนายหญิงทังเดินไปทางเรือนหลักของคนสกุลเฉิน
“นางมาทำอะไร?” หม่าซิ่วเหนียงย้ายมายืนข้างอวี้ถัง พูดเป็นทำนองเดียดฉันท์ว่า “คนผู้นี้ ชอบแต่ประจบเอาใจผู้มีอำนาจ หากไม่มีเรื่องอะไรไม่มีทางมาถึงที่นี่แน่”
[1] นกอีก๋อยสู้กันกับหอย ชายประมงกลับได้ประโยชน์ไป หมายถึง สองฝ่ายที่ต่อสู้กันต่างไม่ได้รับผลประโยชน์ แต่กลับให้ฝ่ายที่สามกอบโกยผลประโยชน์ไป
[2] อาตี้ เป็นภาษาจีน มาจากคำว่า ตี้ตี้ แปลว่าน้องชาย
[3] บรรดาศักดิ์พระราชทาน คือ บรรดาภรรยาหรือมารดาของขุนนางที่มียศศักดิ์ โดยจะได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์ตามลำดับขั้น ยิ่งขุนนางผู้นั้นมียศสูงเท่าไร จำนวนคนในสกุลก็จะได้พระราชทานบรรดาศักดิ์มากตามไปด้วย
ตอนที่ 20: ขอหมั้น
อวี้ถังมีใจระแวงต่อนายหญิงทัง นางเรียกซวงเถาเข้ามา แล้วสั่งว่า “เจ้าไปดูสิว่านายหญิงทังมาทำอะไร?”
ซวงเถารับคำแล้วจากไป
อารมณ์อยากเล่นสนุกของอวี้ถังกับหม่าซิ่วเหนียงจืดจางไปมาก สองคนนั่งกินน้ำแข็งบนตั่งไม้อย่างเรียบร้อย คุยถึงเรื่องซุบซิบในเมือง และเรื่องซุบซิบในเมืองที่ผู้คนให้ความสนใจมากที่สุดก็คือเรื่องของสกุลเผย
“เจ้าเคยได้ยินหรือไม่?” หม่าซิ่วเหนียงกดเสียงต่ำ
“ป้าสะใภ้ของคุณชายใหญ่สกุลเผยต้องการพาคุณชายใหญ่กลับไปเล่าเรียนที่เมืองหลวง นายท่านสามเรียกผู้อาวุโสของสกุลเผยไปที่หอบรรพชน แล้วถามต่อหน้าทุกๆคนว่า คุณชายใหญ่ควรไว้ทุกข์อยู่ที่จวนหรือว่ากลับไปอยู่สกุลท่านตาเพื่อเล่าเรียนเขียนอ่าน…”
“ฮะ!” อวี้ถังถามอย่างประหลาดใจว่า “นายท่านสามทำเช่นนี้ ต่อให้คุณชายใหญ่อยากกลับไปอยู่สกุลท่านตาเพื่อเล่าเรียนก็คงไม่กล้าหรอก…หากว่าเขาไปจริงๆ ก็ต้องถูกตราหน้าว่า ‘อกตัญญู’ ต่อไปก็อย่าหวังจะได้เป็นขุนนางเลย”
แม้นางจะรู้ว่าชาติก่อนคุณชายใหญ่ถูกนายท่านสามกดข่มเอาไว้แค่ในสกุล แต่ไม่รู้ว่าเขาใช้วิธีการใด
“ก็ใช่น่ะสิ!” หม่าซิ่วเหนียงพูดต่อว่า “บิดาข้าบอกว่า นายท่านสามใจร้ายนัก บอกอีกว่า ถ้าต่อไปสกุลของเราไม่ไปเกี่ยวข้องกับสกุลเผยได้ก็ให้พยายามหลีกเลี่ยงให้มากที่สุด”
อวี้ถังหัวเราะเหอะๆ
หม่าซิ่วเหนียงกลับถอนหายใจ “ยังมีสกุลของพ่อบ้านใหญ่อีก ไม่รู้ว่าเป็นอย่างไรบ้างแล้ว? บิดาข้าเล่าว่า หลังจากที่พ่อบ้านใหญ่ตายไป คนในเมืองหลินอันก็ไม่มีใครได้เห็นหน้าครอบครัวของพ่อบ้านใหญ่อีก”
อวี้ถังตกตะลึง ถามอย่างสงสัยว่า “น่าจะถูกขับออกจากเมืองหลินอันแล้วกระมัง?!”
หม่าซิ่วเหนียงตอบว่า “แต่ก็ไม่มีใครเห็นครอบครัวของพ่อบ้านใหญ่ออกจากประตูเมืองนี่นา!”
ความหมายในวาจาก็คือ ครอบครัวของพ่อบ้านใหญ่ประสบโชคร้ายแล้ว
“ไม่หรอกน่า!” อวี้ถังเอ่ย “ครอบครัวของพ่อบ้านใหญ่น่าจะมีคนจำนวนไม่น้อยกระมัง!”
“เรื่องแบบนี้ไม่มีใครรู้ชัดหรอก” หม่าซิ่วเหนียงแสดงชัดว่าไม่เชื่อนายท่านสาม เอ่ยว่า “ใครทำเรื่องเลวร้ายแล้วจะเขียนประกาศติดหน้าจวนตนเองเล่า!”
คนผู้นั้นฆ่าคนจริงๆรึ?
อวี้ถังเงียบเสียงไปพักใหญ่
ซวงเถาวิ่งเข้ามาหา “คุณหนูเจ้าคะ คุณหนู นายหญิงทังมาเป็นแม่สื่อให้ท่านเจ้าค่ะ!”
“ว่าอย่างไรนะ?!” อวี้ถังกับหม่าซิ่วเหนียงลุกขึ้นพร้อมกัน
อวี้ถังขมวดคิ้วมุ่น หม่าซิ่วเหนียงเข้าไปจับแขนซวงเถาด้วยความตื่นเต้น “บอกมาเร็วเข้า นายหญิงทังมาขอหมั้นหมายให้สกุลใด?”
ซวงเถายิ้มแล้วตอบว่า “เป็นคุณชายรองของจิ้นซื่อสกุลหลี่จากทางใต้เจ้าค่ะ!”
“หลี่จวิ้น!” อวี้ถังตกใจจนนิ่งไป
หม่าซิ่วเหนียงเผยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์บนหน้า ชี้ไปทางอวี้ถังแล้วพูดว่า “อาถัง เจ้าบอกความจริงข้ามา ต้องมีเรื่องลับลมคมในแน่ ข้าคนนี้ จะเก็บเป็นความลับให้เจ้าเอง ไม่อย่างนั้น ข้าจะไปฟ้องท่านป้า บอกว่าเจ้ารู้จักคุณชายรองสกุลหลี่จากทางใต้ผู้นั้น…”
“พูดบ้าอะไรน่ะ?” อวี้ถังร้อนใจไปหมด เอ่ยว่า “ข้าจะไปรู้จักหลี่จวิ้นได้อย่างไร?”
สิ่งที่นางพูดคือความจริง
แม้ชาติก่อนนางจะแต่งให้หลี่จวิ้น แต่นางไม่เคยพบคนผู้นี้มาก่อน
ตอนที่คุยเรื่องหมั้นหมาย นางคิดว่าหลี่จวิ้นคงเคยพบนาง ทั้งยังปักใจต่อนาง อย่างน้อยก็ดีกว่าต้องแต่งกับคนที่ไม่เคยรู้หน้าค่าตากันและกัน ภายหลังที่นางแต่งเข้าสกุลหลี่ หลี่จวิ้นก็ไม่อยู่บนโลกนี้แล้ว
หม่าซิ่วเหนียงไม่เชื่อนาง เอ่ยว่า “แล้วเจ้ารู้ได้อย่างไรว่าคุณชายรองสกุลหลี่มีชื่อว่าหลี่จวิ้น?”
อวี้ถังตอบนางกลับไปอย่างขอไปทีเพราะใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว “ก่อนหน้านี้ข้าเคยได้ยินคนพูด” จากนั้นก็หันไปถามซวงเถาอย่างร้อนรนว่า “ท่านแม่ข้าว่าอย่างไร?”
ซวงเถาหัวเราะ ตอบว่า “นายหญิงบอกว่าเดิมทีสกุลเราคิดจะรับเขยชาย ไม่คิดให้ท่านแต่งออกไป เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ นายหญิงต้องหารือกับนายท่านก่อนถึงจะให้คำตอบแก่สกุลหลี่ได้เจ้าค่ะ”
อวี้ถังตะลึงไป
เหตุใดมารดานางจึงตอบกลับนายหญิงทังไปเช่นนั้น?
นางถามต่อว่า “นายหญิงทังยังพูดอะไรอีกบ้าง?”
ซวงเถาเม้มปากหัวเราะ เอ่ยเป็นนัยๆว่า “นายหญิงทังบอกว่า คุณชายรองสกุลหลี่เคยพบท่านโดยบังเอิญ หากมิใช่ท่านจะไม่แต่งเด็ดขาด ก่อนหน้านี้ก็เพราะคุณชายรองโวยวายอยู่ที่เรือน ดังนั้นฮูหยินหลี่จึงขอให้นายหญิงทังมาลองหยั่งเชิงนายหญิงก่อน
ต่อมาพอนายหญิงทังกลับไปให้คำตอบฮูหยินหลี่ ฮูหยินหลี่คงไม่ยอมตัดใจ ถึงได้มาพูดคุยกับนายหญิงอีกรอบ พอคุณชายรองรู้เรื่องเข้า ไม่เพียงไม่ล้มเลิกความคิด ยังโวยวายร้องว่าจะเป็นเขยชายแต่งเข้าสกุลอวี้ ใครพูดอะไรก็ไม่ยอมฟัง ฮูหยินหลี่ก็จนปัญญา ได้แต่ฝากฝังนายหญิงทังให้มาเจรจากับนายหญิงเจ้าค่ะ”
มิน่าท่าทีของมารดาจึงอ่อนลง!
ไม่ว่าบิดาหรือมารดา สิ่งที่เป็นห่วงมากที่สุดคือความรู้สึกของนาง หากว่านางมีความสุข จะมีเขยชายแต่งเข้าหรือไม่นั้นล้วนไม่ใช่เรื่องสำคัญ อย่างมากก็ให้ญาติผู้พี่อวี้หย่วนเป็นผู้สืบทอดของสองครอบครัวก็ยังได้
แต่ว่าเรื่องนี้มีพิรุธเกินไป
ชาติก่อน คนสกุลหลินบอกชัดเจนว่าหลี่จวิ้นได้เจอนางที่งานวัด เหตุใดตอนนี้กลับพูดอีกแบบเสียเล่า!
อวี้ถังอดจะพึมพำออกมาไม่ได้ “เหตุใดเป็นเช่นนี้?”
หรือว่านางไม่อาจหนีรอดจากโชคชะตาที่ต้องแต่งเข้าสกุลหลี่จริงๆ?!
ทันใดนั้น สีหน้าของอวี้ถังก็พลันเปลี่ยนเป็นดูไม่ได้
หม่าซิ่วเหนียงกับซวงเถามองหน้ากัน
อวี้ถังถามซวงเถาว่า “นายหญิงทังกลับไปหรือยัง?”
ซวงเถาตอบว่า “เพิ่งไปเจ้าค่ะ!”
อวี้ถังร้อนใจอย่างมาก ขอโทษหม่าซิ่วเหนียงแล้วขอตัวจากไป นางรวบม่านขึ้นเตรียมตัวไปหาคนสกุลเฉินผู้เป็นมารดา
หม่าซิ่วเหนียงดูออกในทันที อวี้ถังไม่พอใจการหมั้นหมายครั้งนี้ นางรีบจับอวี้ถังเอาไว้ พูดว่า “เจ้ามีเรื่องเช่นนี้ ไม่ต้องสนใจข้าหรอก ข้าจะกลับไปก่อน รอเจ้าว่างแล้ว ข้าค่อยมาเที่ยวเรือนเจ้าใหม่”
อวี้ถังรู้สึกผิดเป็นอย่างมาก บอกให้หม่าซิ่วเหนียงอยู่กินมื้อเย็นแล้วค่อยกลับ
หม่าซิ่วเหนียงตอบอย่างสบายๆ ว่า “พวกเรายังเป็นพี่น้องที่ดีต่อกันหรือไม่? หากว่าเจ้าเห็นข้าเป็นพี่สาว ก็ไม่ต้องพูดอะไรทั้งนั้น ไปลาท่านป้าสักหน่อย แล้วข้าก็จะกลับเลย”
อวี้ถังกอดหม่าซิ่วเหนียง เอ่ยว่า “พี่สาว ขอโทษด้วยจริงๆ คราวหน้าพวกเรามาเจอกันใหม่นะ”
หม่าซิ่วเหนียงพยักหน้ารับ อวี้ถังไปเป็นเพื่อนนางเพื่อบอกลาคนสกุลเฉิน
ในห้องรับรองมีโต๊ะสี่เหลี่ยมสีดำอยู่ตรงกลาง มีกล่องของขวัญกองเป็นพะเนิน
คนสกุลเฉินกับป้าเฉินกำลังตรวจนับของขวัญกันอยู่
พอรู้ว่าหม่าซิ่วเหนียงจะกลับแล้ว คนสกุลเฉินก็ให้คนไปหยิบขนมหลายกล่องมาให้หม่าซิ่วเหนียง พูดเชิญหม่าซิ่วเหนียงมาเยี่ยมที่เรือนบ่อยๆ ทั้งสั่งอาเสาไปเช่าเกี้ยวมีหลังคามาหนึ่งหลัง ให้อาเสาส่งนางกลับเรือน
หม่าซิ่วเหนียงบอกลาคนสกุลเฉิน อวี้ถังประคองมารดาให้กลับไปที่เรือนหลัก
นางเอ่ยตรงไปตรงมาว่า “ท่านแม่ ข้าอยากจะอยู่เรือนนี้ต่อไป”
คนสกุลเฉินมองว่านางอายุยังน้อย มีหลายเรื่องที่ไม่อาจคิดให้รอบคอบ จึงยิ้มแล้วเอ่ยว่า “ที่อยากให้เจ้าอยู่กับเรือน เพราะกลัวแต่งออกไปเจ้าจะลำบาก หากว่ามีคนดีๆเข้ามา บิดาเจ้ากับข้าให้อาหย่วนคอยดูแลก็เหมือนๆกัน”
เรื่องราวเป็นอย่างที่อวี้ถังคิดเอาไว้
นางเอ่ยว่า “ไม่รู้ว่ามีคนตั้งเท่าไรที่ก่อนแต่งงานก็พูดเสียดิบดี พอแต่งกันไปก็เปลี่ยนแล้ว ท่านอย่าได้ฟังวาจาสวยหรูของนายหญิงทัง ฮูหยินหลี่แต่ไรก็ชอบดูถูกผู้อื่น ข้าไม่ชอบแม่สามีเช่นนี้เจ้าค่ะ”
คนสกุลเฉินหัวเราะ เอ่ยว่า “เด็กโง่ เจ้าไม่ใช่ว่าต้องอยู่กับแม่สามีไปชั่วชีวิตเสียหน่อย อีกอย่าง หากว่าเขยชายยินดีปกป้องเจ้า แม่สามีบ้านไหนจะมารังแกลูกสะใภ้ได้ง่ายๆเล่า?”
“นั่นก็ไม่แน่หรอกเจ้าค่ะ!” อวี้ถังกล่าวว่า “ร้อยเรื่องกตัญญูมาที่หนึ่ง สามีบ้านใดจะยอมทะเลาะกับมารดาเพื่อลูกสะใภ้กัน”
คนสกุลเฉินไม่อยากทำให้อวี้ถังอารมณ์ไม่ดี อีกอย่างก็ยังไม่ได้เอาวันเดือนปีเกิดมาลองผูกดวงชะตากันเลย
นางกล่อมบุตรสาวว่า “ได้ๆ ล้วนฟังเจ้าทั้งสิ้น รอให้บิดาเจ้ากลับมา พวกเราค่อยมองหาจากสกุลอื่นอย่างจริงจังด้วย แล้วค่อยตัดสินใจเรื่องงานแต่งเจ้าให้เรียบร้อย”
อวี้ถังเห็นว่ามารดาไม่ได้สนใจสิ่งที่นางพูดจริงๆ ก็ร้อนใจไม่หยุด คิดว่าทำอย่างไรจะโน้มน้าวให้มารดาเปลี่ยนใจได้
...........
รุ่งเช้าของวันถัดมาหม่าซิ่วเหนียงก็มาเยี่ยมอวี้ถังอีกครั้ง
“เกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือ?” อวี้ถังตกอกตกใจ
หม่าซิ่วเหนียงดื่มน้ำชาไปหลายถ้วยติดๆกัน ถึงได้ตอบว่า “อาถัง เมื่อวานข้าให้…”
นางพูดอะไรคล้ายๆว่า ‘คุณชายจาง’ แล้วเล่าต่อว่า “ช่วยไปสืบข่าวหลี่จวิ้นผู้นั้นดู” จากนั้นปากที่คล้ายมีหัวไชเท้าอยู่ด้านในก็เรียกชื่อ ‘คุณชายจาง’ อีกครั้ง พูดว่า
“บอกว่าหลี่จวิ้นแม้จะหยิ่งผยอง แต่ปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างจริงใจ ทำอะไรเปิดเผย ความประพฤติมิด่างพร้อย เป็นคนที่เจ้าจะฝากชีวิตเอาไว้ได้”
คิดไม่ถึงว่าหลี่จวิ้นจะเป็นคนแบบนี้
ยิ่งคิดไม่ถึงว่าหม่าซิ่วเหนียงจะช่วยเหลือนางเพียงนี้
อวี้ถังกรอบตารื้นชื้น เอ่ยว่า “ขอบคุณพี่สาวมาก! และช่วยขอบคุณพี่เขยด้วยสักคำ”
หม่าซิ่วเหนียงได้ฟัง หน้าก็ขึ้นสีแดงก่ำ เอ่ยอย่างเขินอายว่า “ไม่ต้อง ไม่ต้อง ช่วยเจ้าได้ก็ดีแล้ว” นางถามด้วยความอยากรู้ว่า “แล้วเจ้าคิดจะอยู่ที่เรือนต่อไปหรือไม่?”
“ข้ายังอยากอยู่ที่เรือนต่อไป” อวี้ถังบอกนางไปตามความจริง “ข้ารู้ว่าคู่หมายนี้ไม่ค่อยดีเท่าไรนัก”
หม่าซิ่วเหนียงกล่อมนาง “มีอะไรไม่ดีกัน? เขาก็บอกแล้ว ขอเพียงได้แต่งกับเจ้า ยินดีแต่งเข้าสกุลเจ้ามาเป็นเขยชาย เจ้ายังต้องการอะไรอีก? ผู้อื่นมิใช่ว่าต้องการเจ้าคนนี้หรอกหรือ?”
คำพูดของนางทำให้อวี้ถังพลันได้สติราวกับรู้ตื่น
จริงด้วย! สกุลหลี่ต้องการเกี่ยวดองกับสกุลนาง เพราะต้องการสิ่งใดหรือ?
หรือว่าเป็นนางคนนี้จริงๆ?
ชาติก่อน สกุลนั้นก็รับนางแต่งเข้าเรือนด้วยความจริงใจอันเต็มเปี่ยม ทว่านางก็ต้องกลายเป็นม่ายขันหมาก และคนสกุลหลินก็ไม่ได้ปฏิบัติกับนางด้วยความเมตตา
หรือเพราะการตายของหลี่จวิ้นทำให้คนสกุลหลินพาลโกรธเกลียดนาง?
แต่คนสกุลหลินก็ไม่ได้ทำดีกับกู้ซีมากไปกว่านางสักเท่าไร!
อวี้ถังลอบเบะปากในใจ
นางตัดสินใจจะไปเจอ ‘คู่หมาย’ ที่ชาติก่อนไม่เคยได้เห็นหน้าสักครั้ง
“พี่เขยสนิทกับคุณชายรองสกุลหลี่มากหรือไม่?” นางถามหม่าซิ่วเหนียง
หม่าซิ่วเหนียงตอบว่า “เจ้าคิดจะทำอะไร?”
“ข้าอยากเจอคุณชายรองสกุลหลี่สักหน่อย ถึงเวลานั้นอยากเชิญพี่เขยกับพี่สาวไปเป็นเพื่อนข้าด้วย”
หม่าซิ่วเหนียงคิดว่าอวี้ถังกลัวหลี่จวิ้นจะมีหน้าตาอัปลักษณ์ ต้องเห็นด้วยตาสักครั้งจึงจะวางใจ จึงหัวเราะแล้วตอบว่า
“เจ้าสบายใจได้ คุณชายรองผู้นั้นนับว่าเป็นผู้โดดเด่นคนหนึ่ง ไม่รู้ว่ามีคนมากเท่าไรที่คิดอยากได้เขามาเป็นเขย รับประกันว่าเจ้าจะไม่ผิดหวังอย่างแน่นอน”
อวี้ถังหัวเราะออกมา
นางไม่คิดอยากรู้สักนิดว่าหลี่จวิ้นหน้าตาเป็นอย่างไร นางอยากรู้ว่า หลี่จวิ้นต้องการนางมากแค่ไหน
นางไปทำอะไรให้เขากันแน่ นางนั่งเล่นอยู่ในเรือนเฉยๆ ความวุ่นวายก็หล่นใส่ศีรษะ ทั้งสองชาติไม่อาจให้นางได้อยู่อย่างสงบ
หม่าซิ่วเหนียงกลัวว่าถ้าตนไม่รับปากอวี้ถัง อวี้ถังจะไม่ยอมแพ้ง่ายๆ แล้วไปขอให้ผู้อื่นไปเป็นเพื่อนแทน กลายเป็นก่อเรื่องใหญ่ขึ้นอีก
นางกล่าวว่า “เช่นนั้นเจ้ารอให้ข้าไปถาม…คุณชายจาง…”
อวี้ถังรับคำยิ้มๆ
พอส่งหม่าซิ่วเหนียงกลับไป นางก็เรียกอาเสามาหา แล้วให้เงินเขาไปสิบกว่าเหรียญ สั่งว่า “เจ้าเอาเงินให้อาลิ่วที่ขายสาลี่อยู่ธารเสี่ยวเหมย บอกให้เขาจับตาดูคุณชายรองสกุลหลี่ ดูว่าวันๆหนี่งเขาทำเรื่องอะไรบ้าง?”
สกุลอวี้มีบ่าวเพียงสามคน ป้าเฉิน ซวงเถาแล้วก็อาเสา ในเรือนไม่ว่าจะเรื่องอะไรล้วนปิดสามคนนี้ไม่มิด อาเสาเองแน่นอนว่าต้องเคยได้ยินเรื่องคุณชายรองสกุลหลี่มาขอหมั้นหมายอยู่ก่อนแล้ว คิดว่าคุณหนูใหญ่คงกลัวว่าคุณชายรองสกุลหลี่จะมีหน้าตาขี้ริ้วขี้เหร่แน่ๆ
เขาเองก็กังวลว่าคุณชายรองสกุลหลี่จะไม่คู่ควรกับคุณหนูใหญ่ของเขาเช่นกัน จึงรีบรับปากด้วยรอยยิ้ม แล้วบอกว่า “คุณหนูใหญ่ท่านวางใจได้เลยขอรับ ข้าไม่มีทางบอกนายหญิงแน่”
อวี้ถังจึงตกรางวัลให้อาเสาด้วยเงินอีกสิบกว่าเหรียญ
.................
ผ่านไปสองวัน หม่าซิ่วเหนียงให้คนมาส่งข่าวนาง บอกว่าคุณชายจางรับปากจะไปพบหลี่จวิ้นเป็นเพื่อนพวกนางแล้ว
อาลิ่วก็สืบข่าวของหลี่จวิ้นมาได้ว่า “คุณชายรองสกุลหลี่นัดกับสหายจะไปกินเจที่วัดเจาหมิง”
อวี้ถังไปบอกเรื่องนี้กับหม่าซิ่วเหนียง สองคนวางแผนเรียบร้อยเสร็จสรรพ โดยคุณชายจางกับอาเสาจะไปไหว้พระที่วัดเจาหมิงเป็นเพื่อนพวกนางด้วย
จบตอน
Comments
Post a Comment