blossom ep21-30

ตอนที่ 21: วัด


วัดเจาหมิงตั้งอยู่ที่เขาเทียนมู่ตะวันออก ตีนเขามีหมู่บ้านหนึ่งชื่อว่าหมีถัว


อวี้ถัง หม่าซิ่วเหนียงและคุณชายจางนัดว่าจะไปพบกันที่นั่น จากนั้นจะก็ทำเป็นเหมือนพบกันโดยบังเอิญ แล้วเดินทางไปวัดเจาหมิงด้วยกัน


หม่าซิ่วเหนียงกับคุณชายจางมาถึงก่อนอวี้ถังแล้ว


อวี้ถังลงจากเกี้ยว ขอโทษขอโพยเป็นการใหญ่


หม่าซิ่วเหนียงพาสาวใช้ชื่อสี่เชวี่ยมาด้วย นางเม้มปากกลั้นยิ้ม แล้วดึงแขนของอวี้ถัง เอ่ยว่า “พวกเราก็ไม่ได้มาถึงก่อนเจ้านานนักหรอก” แล้วถามอวี้ถังว่า “เจ้ากินมื้อเช้ามาหรือยัง? แล้วได้เตรียมน้ำชาอาหารว่างมาด้วยหรือไม่?” พูดจบ ก็หันไปมองอาเสาที่หอบแฮกๆอยู่


ทางไปวัดเจาหมิง ต้องปีนเขาไปครึ่งลูก เส้นทางค่อนข้างไกล ทุกคนอาจด้วยมีความตั้งใจอยากไหว้พระ หรืออาจเพราะการจ้างเกี้ยวขึ้นเขาราคาสูงลิ่ว โดยทั่วไปจึงมักจอดเกี้ยวไว้ที่ตีนเขา แล้วเดินเท้าต่อ


อาเสาตบลงที่ห่อผ้าสะพายหลังหลายครั้ง เอ่ยว่า “คุณหนูหม่าวางใจได้ขอรับ เมื่อวานป้าเฉินเตรียมให้พวกเราเรียบร้อยแล้ว” ก่อนจะเดินไปข้างหน้าเพื่อคารวะคุณชายจาง


คุณชายจางพยักหน้ารับเล็กน้อย


อวี้ถังเหลือบมองเขาไวๆทีหนึ่งด้วยความสนใจอยากรู้


อายุประมาณสิบแปดสิบเก้าปี รูปโฉมสำอาง ผิวขาว ตัวผอมสูง มองแล้วดูเป็นคนที่อ่อนโยนผู้หนึ่ง


ในสถานการณ์ที่ฐานะทางบ้านไม่ได้โดดเด่น ทว่ายังสามารถสอบเป็นถงเซิงได้แต่อายุเท่านี้ เห็นชัดว่าความหมั่นเพียรและสติปัญญานับว่าไม่เลว


อวี้ถังชมชอบคนฉลาด


คุณชายจางพาบ่าวมาด้วยคนหนึ่ง เขาให้หม่าซิ่วเหนียงกับอวี้ถังเดินนำหน้า


อวี้ถังดึงหม่าซิ่วเหนียงมาใกล้ตัว แล้วกระซิบหยอกเย้าว่า “พี่เขยมองแล้วดูดีทีเดียวเลย! ท่านลุงนับว่าเลือกคู่หมายที่ประเสริฐให้เจ้าแล้ว”


หม่าซิ่วเหนียงเขินอายจนหน้าแดงก่ำ ทว่าวาจาเกรงอกเกรงใจกลับไม่มีหลุดออกมาสักคำ


เห็นได้ชัดว่านางก็พออกพอใจกับคู่ครองคนนี้นัก


อวี้ถังจึงพูดว่า “พี่เขยชื่อว่าอะไรหรือ?”


หม่าซิ่วเหนียงกดเสียงเบา ตอบว่า “ชื่อหนึ่งอักษรนามว่าฮุ่ย ยังไม่ได้รับการตั้งชื่อเลย”


จางฮุ่ยหรือ?


ไม่รู้ว่าชาติก่อนเขาสอบผ่านเป็นซิ่วไฉได้ตั้งแต่เมื่อไร?


อวี้ถังทอดถอนใจกับตัวเองอีกครั้งที่ชาติก่อนตนไม่เคยใส่ใจกับเรื่องอะไรเลย


อาจเพราะมีคนเดินเท้าจำนวนมาก เส้นทางบนภูเขาที่มุ่งสู่วัดเจาหมิงแม้คดเคี้ยวแต่ก็ราบเรียบ และเพราะไม่ได้มีการจัดธรรมเทศนาหรือจาริกแสวงบุญ คนที่ไปจุดธูปไหว้พระจึงมีไม่มาก ทั้งส่วนใหญ่ก็เป็นคนเฒ่าคนแก่และสตรีกลางคนที่ออกเรือนแล้ว 


พวกเด็กสาวอายุน้อยๆอย่างพวกนาง กับกลุ่มคุณชายด้านหลังที่อยู่ห่างไปไกลๆ จึงเป็นที่ดึงดูดสายตาคนให้สนใจนัก คนที่เดินผ่านไปล้วนต้องหันหลังมามองพวกนางอีกทีสองที


แม้จะสวมหมวกคลุมหน้าเอาไว้ แต่หม่าซิ่วเหนียงก็อายจนทนไม่ได้ เอ่ยเสียงแผ่วกับอวี้ถังว่า “พวกเรา พวกเรานัดสถานที่อีกแห่งหนึ่ง แล้วค่อยไปเจอกับคุณชายจางที่นั่นเถอะ?”


กลางวันแสกๆ ท้องฟ้าสดใสเช่นนี้ หม่าซิ่วเหนียงพาสาวใช้ติดตัวมาด้วย นางก็มีบ่าวรับใช้ อวี้ถังหยุดคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะหัวเราะแล้วพยักหน้ารับ


หม่าซิ่วเหนียงหมุนตัวกลับไปพูดกับสี่เชวี่ยหลายประโยค สี่เชวี่ยปิดปากหัวเราะแล้วนำสารไปบอกแก่คุณชายจาง


จางฮุ่ยเงยหน้ามองหม่าซิ่วเหนียงหลายที ก่อนจะผงกศีรษะอย่างไม่ค่อยยินยอมนัก ทำให้อวี้ถังต้องหลุดขำออกมาอีกรอบ


หม่าซิ่วเหนียงบิดเนื้ออวี้ถัง แสร้งเคืองๆ เอ่ยว่า “พวกเรามิใช่ทำเพื่อเจ้าหรืออย่างไร หากว่าคนอื่นมองออกขึ้นมา พวกเราจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน!”


อวี้ถังขออภัยไปหลายคำ กระเซ้าว่า “พี่สาววางใจได้ รอให้ถึงตอนเจ้าออกเรือน ไม่ว่าอย่างไรข้าก็จะปักหมอนลายนกยวนยางคู่กับมือมอบให้เจ้าเป็นของขวัญ”


“เจ้าเด็กคนนี้ ยังจะพูดจาไปเรื่อยอีก”


หม่าซิ่วเหนียงกับอวี้ถังหัวเราะคิกคัก เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว ตอนที่ดวงอาทิตย์ลอยขึ้นสูง พวกนางก็มาถึงวัดเจาหมิงแล้ว


สองคนตรงไปที่วิหารเทียนหวัง


อวี้ถังปลดหมวกคลุมหน้าออก


หม่าซิ่วเหนียงตกใจร้องบอกเสียงเบาว่า “อาถัง วันนี้เจ้างดงามเหลือเกิน!”


วันนี้อวี้ถังสวมเสื้อคลุมผ้าไหมหังโจวสีแดงสดปักลายดอกไม้


นางยิ้มให้บางๆ


หลี่จวิ้นผู้นั้นบอกว่าตกหลุมรักในรูปโฉมนาง นางก็อยากจะเห็นเหมือนกันว่า รูปโฉมของนางจะทำให้หลี่จวิ้นชอบพอได้สักกี่ส่วน


นางไม่เพียงบำรุงผิวหน้า ขัดหน้าผาก และเขียนคิ้ว


ทั้งยังแต่งหน้ามาอย่างบรรจง


หม่าซิ่วเหนียงถามพลางทอดถอนใจว่า “เวลาปกติเจ้าก็ควรจะแต่งตัวให้มากหน่อย”


อาจเพราะมารดาของนางเป็นหญิงงามผู้หนึ่ง อวี้ถังแม้จะได้ยินคนชมว่าสะสวย แต่คนที่เอ่ยปากชมล้วนเป็นญาติๆและสหายในเรือน ไม่ก็พวกผู้เฒ่าที่อยู่บ้านใกล้เรือนเคียง ตอนที่ส่องกระจกอยู่ข้างๆมารดา ก็ไม่ได้รู้สึกว่าตนเองสวยเพริศพริ้งเท่าใดนัก คิดว่าทุกคนคงชมไปตามมารยาท 


ต่อมาเมื่อแต่งให้สกุลหลี่ จนถูกหลี่ตวนคุกคาม นางถึงเพิ่งสังเกตว่าตนอาจจะงดงามเกินหน้าผู้อื่นอยู่ แต่ตอนนั้นนางเป็นหญิงม่าย จะแต่งตัวสวมใส่อะไรล้วนมีระเบียบไปหมด คนสกุลหลินเห็นนางเป็นตะปูตำตา นางเองก็ไม่คิดจะแหกกฎธรรมเนียม แต่ละวันก็พยายามแต่งตัวให้ธรรมดาและไม่โดดเด่นเข้าไว้


เมื่อกลับมาเกิดใหม่ ความคุ้นชินบางอย่างก็ยังแก้ไม่หาย ก็มิแปลกที่หม่าซิ่วเหนียงจะออกอาการตกตะลึงเช่นนี้


สองคนไปจุดธูปไหว้พระ แล้วไปนั่งพักที่อู่ฟางสำหรับรับรองแขก อาเสาออกไปสืบว่าหลี่จวิ้นตอนนี้อยู่ที่ไหนแล้ว


หม่าซิ่วเหนียงจ้องหน้าอวี้ถังอีกรอบก่อนจะถอนหายใจ “ข้าว่านะ ยิ่งมองก็ยิ่งรู้สึกว่าเจ้างดงามนัก โดยเฉพาะอารมณ์ตอนเจ้าคุยกับข้ากับสายตาที่เจ้าใช้มองข้า เหมือนว่ามันต่างไปจากแต่ก่อนมากเหลือเกิน แต่ข้ามองแล้วก็เห็นเจ้าเปลี่ยนไปแค่เสื้อผ้ากับมีเครื่องประดับเพิ่มมาไม่กี่ชิ้นเท่านั้น! เป็นเพราะแต่ก่อนข้าไม่ค่อยได้ไปมาหาสู่กับเจ้าอย่างนั้นรึ?”


อาจเพราะประสบการณ์บางอย่างเมื่อชาติก่อนสลักลึกอยู่ในกระดูกนาง นางในเวลานี้ จึงมีความคิดเป็นของตนเอง ทั้งใจกล้ายิ่งกว่าเก่า


อวี้ถังหัวเราะ เอ่ยว่า “เจ้าน่ะ พอรักใครชอบใครก็เห็นว่าคนผู้นั้นดีงามไปเสียหมด ไม่รู้ว่าพี่เขยในสายตาของเจ้าก็เป็นเช่นนี้ด้วยหรือไม่?”


“เจ้ามันนิสัยไม่ดี ข้าช่วยเจ้า แต่เจ้ากลับหัวเราะเยาะข้า!”


สองคนเริ่มทะเลาะกันวุ่นวาย


เป็นเวลานานหม่าซิ่วเหนียงถึงรู้ตัวว่านอนแยกกันกับอวี้ถังอยู่บนตั่งไม้ยาว


นางเอ่ยขึ้นว่า “ข้าคิดว่า อาศัยรูปร่างหน้าตาของเจ้า มีแต่เจ้าที่จะไม่ตอบตกลงผู้อื่น ไม่มีผู้อื่นจะไม่ตอบตกลงเจ้า หากเจ้ารู้สึกว่าคุณชายรองสกุลหลี่หน้าตาพอใช้ได้ เจ้าจะยอมรับการหมั้นหมายครั้งนี้หรือไม่?”


หม่าซิ่วเหนียงไม่เคยพบหลี่จวิ้นตัวเป็นๆ ไม่รู้ว่าที่แท้หลี่จวิ้นมีหน้าตาอย่างไรแน่


ไม่มีทาง!


อวี้ถังเกือบจะหลุดปากออกไป


นางกลับมาคิดอีกรอบว่าหากเจอสถานการณ์เช่นนี้ แล้วนางบอกปฏิเสธหลี่จวิ้นไป ย่อมจะทำให้คนอื่นแปลกใจแน่ จึงเอ่ยว่า “แต่งงานมิใช่แต่งให้เขาเพียงคนเดียว แต่แต่งให้กับคนทั้งสกุลของเขาด้วย”


“เจ้าพูดถูกแล้ว” หม่าซิ่วเหนียงหยุดคิด เอ่ยว่า “หากว่าข้ามีแม่สามีอย่างฮูหยินหลี่นั่น ข้าคงหงุดหงิดตาย”


สองคนมองหน้ากันก่อนจะปล่อยเสียงหัวเราะออกมา


ในที่สุดหม่าซิ่วเหนียงก็เลิกโน้มน้าวนาง


อวี้ถังถามหม่าซิ่วเหนียงถึงเรื่องงานแต่ง


หม่าซิ่วเหนียงเล่าให้ฟังว่า นางกับคุณชายจางจะแต่งงานกันช่วงปลายปี บอกว่าเรือนของคุณชายจางขาดคนที่ดูแลเรื่องหุงหาอาหาร อยากให้นางแต่งเข้ามาเร็วๆหน่อย “ท่านแม่ก็เป็นคนเปิดเผย คิดว่าหากไม่ตกลงก็คือไม่ตกลง แต่ในเมื่อตกลงแล้ว ก็คือครอบครัวเดียวกัน อย่างไรการใช้ชีวิตอย่างมีความสุขก็เป็นสิ่งที่ถูกต้อง เรื่องบางเรื่อง ปล่อยผ่านไปสบายๆเป็นใช้ได้แล้ว” 


พูดจบ ก็กระซิบเสียงเบาบอกว่า “มารดาข้าบอกกับคนนอกว่าพวกเราสองสกุลหารือเรื่องงานแต่งมานานแล้ว เพียงเพราะพวกเราอายุยังน้อย จึงไม่ได้พูดคุยกันเป็นจริงเป็นจัง คนอื่นจะได้ไม่ครหาพวกเราหาว่าเท้าหน้าเพิ่งตกลงหมั้นหมาย เท้าหลังก็จะแต่งงานเสียแล้ว หากมีคนมาถามถึง เจ้าอย่าได้หลุดปากเป็นอันขาดล่ะ”


“ข้ารู้แล้ว ข้ารู้แล้ว!” อวี้ถังรู้สึกอิจฉาเล็กน้อยที่งานแต่งของหม่าซิ่วเหนียงราบรื่นถึงเพียงนี้


ไม่รู้เหมือนกันว่านางจะตบแต่งให้กับผู้ใด?


การแต่งเขยชายเข้าบ้านพูดแล้วฟังดูไม่ยาก แต่ถ้าต้องการคนที่สง่าผ่าเผยและเฉลียวฉลาดด้วยแล้วนั้นไม่ง่ายเลย


อวี้ถังลอบถอนหายใจยาวเหยียด


อาเสากลับมารายงานว่า “คุณชายรองสกุลหลี่สวมชุดต้าวผาวหังโจวสีเขียวใบไผ่ ปักปิ่นหยกไม้ไผ่สีขาว ผูกผ้ารัดเอวสีขาว ห้อยถุงผ้าหนึ่งคู่ ใบหนึ่งสีเขียวน้ำไหล ทรงถุงหอม อีกใบสีเขียวทะเลสาบ ทรงหรูอี้ ตอนนี้นั่งดื่มชากับสหายบัณฑิตอยู่ใต้ต้นสนตื่นรู้ขอรับ”


ต้นสนตื่นรู้ตั้งอยู่ข้างหอคัมภีร์ฝั่งตะวันออกของวัดเจาหมิง เป็นสนโบราณต้นหนึ่ง แผ่กิ่งก้านดั่งร่ม ร่มเงาแผ่ขยายออกไปหลายจั้ง บัณฑิตจำนวนมากในหลินอันชอบไปนั่งต่อกลอน ดื่มชา และเดินหมากที่นั่น พระสงฆ์ในวัดจึงจัดโต๊ะหิน ตั่งหินเตี้ย และเสื่อไม้ไผ่ไว้ใต้ต้นไม้ ให้เหล่าวิญญูชนได้เสพสำราญ


อวี้ถังเอ่ยว่า “ตรงนั้นไกลจากน้ำตกสีปี่ที่เรานัดคุณชายจางเอาไว้มากหรือไม่?”


น้ำตกสีปี่เป็นอีกสถานที่ที่น่าสนใจแห่งหนึ่งของวัดเจาหมิง ตั้งอยู่ที่หน้าผาหลังเขาของวัด มีลำธารเล็กๆไหลมาจากยอดเขาสายหนึ่ง น้ำตรงนั้นใสสะอาดหวานชื่นใจ 


เล่ากันว่าหากดื่มน้ำจากน้ำตกจะสามารถชำระจิต เพิ่มพูนปัญญา ชาวเมืองหลินอันหลายคนที่มีบุตร โดยเฉพาะบุตรชาย ล้วนมาที่นี่เพื่อรองน้ำหนึ่งเหยือกไปให้บุตรชายดื่ม ขอให้บุตรของตนดื่มแล้วมีสติปัญญาฉลาดเฉลียว ถึงขนาดที่ว่าบางคนปวดหัวตัวร้อน ก็มารองน้ำที่นี่กลับไปดื่มเช่นกัน คนที่มาไหว้พระที่วัดเจาหมิงยิ่งไม่ต้องพูดถึง ย่อมจะต้องมาที่น้ำตกนี้เพื่อดื่มน้ำสักอึกให้ได้


อาเสาตอบอย่างหัวไวว่า “ข้าไปดูมาแล้วขอรับ พวกเราผ่านประตูทางออกมุ่งไปทางทิศตะวันตก พอถึงต้นสนตื่นรู้ก็เลี้ยวไปทางทิศเหนือ มีประตูทางเข้าอีกแห่งที่นำไปสู่หลังเขาวัดเจาหมิง พอออกจากประตูก็มุ่งหน้าสู่ทิศตะวันออก มีเส้นทางสายหนึ่งเชื่อมไปถึงน้ำตกสีปี่ขอรับ”


หรือพูดอีกอย่างว่า พวกนางต้องเดินอ้อมไปทางต้นสนตื่นรู้ทีหนึ่ง


ถ้ามิใช่ตรงนั้นมีประตูเชื่อมต่อกับด้านหลังเขาวัดเจาหมิง หากมีคนมาพบเข้า พวกนางต้องบอกว่าตนเองหลงทางหรือ?


หม่าซิ่วเหนียงยกมือปิดหน้า


สถานที่นัดพบกับคุณชายจางนั้น นางเป็นคนเลือกเอง


อวี้ถังหัวเราะจนตัวงอ เร่งนางว่า “พวกเรารีบไปเถอะ ระวังว่าถ้าชักช้าจะมีอะไรเปลี่ยนแปลงอีก”


หม่าซิ่วเหนียงไม่มีเวลาเขินอาย รีบตอบว่า “พวกเรารีบไปกันเถอะ!”


อวี้ถังจัดแต่งปอยผม สวมหมวกคลุมหน้าอีกรอบ แล้วเดินทางไปที่ต้นสนตื่นรู้กับหม่าซิ่วเหนียง


ใต้ต้นสนตื่นรู้มีเสื่อไม้ไผ่ปูไว้เจ็ดแปดผืน บัณทิตอายุน้อยหลายคนกำลังนั่งขัดสมาธิสนทนากัน มีบ่าวรับใช้สิบกว่าคนอยู่ข้างๆไม่ก็คอยโบกพัด จุดเครื่องหอม และต้มน้ำชาให้…ยังมีบางคนที่คอยชมดูความสนุกด้วย


ดูท่าศาสนิกชนของวัดเจาหมิงจะมารวมตัวกันที่นี่หมดแล้ว


หม่าซิ่วเหนียงพูดขึ้นมาด้วยความกังวลว่า “ทำอย่างไรดี? ต่อให้พวกเราเดินผ่านไปแบบนี้ พวกเขาก็ไม่หันมาสนใจเราหรอก!”


อวี้ถังหัวเราะ


มิใช่ฮูหยินหลี่บอกว่าหลี่จวิ้นตกหลุมรักนางรึ?


เช่นนั้นเขาต้องรู้จักนางแน่ ทั้งยังต้องจดจำได้อย่างลึกซึ้งด้วย


หม่าซิ่วเหนียงถามอย่างระแวงว่า “เจ้าคิดจะทำอะไร?”


หากทำตามที่พวกนางวางแผนไว้ ขอเพียงพวกนางเดินผ่านไปเพื่อดึงดูดความสนใจของหวี่จวิ้นก็พอแล้ว


อวี้ถังตอบว่า “พี่สาว เจ้ารออยู่ตรงนี้ ข้าจะทำเป็นไปชมดูความสนุกแล้วแอบมองสักนิดก็ใช้ได้แล้ว”


หม่าซิ่วเหนียงเอ่ยอย่างลังเลว่า “ไม่ค่อยดีกระมัง?”


อวี้ถังรู้ดีว่าเช่นนี้มีความเสี่ยง ดังนั้นจึงไม่อาจลากหม่าซิ่วเหนียงมาเกี่ยวด้วย


นางยิ้ม ตอบว่า “ไม่เป็นไร เจ้าเชื่อข้าสิ ไม่มีผิดแน่” พูดจบ ไม่รอให้หม่าซิ่วเหนียงตั้งตัว ก็หันไปกำชับสี่เชวี่ยคำหนึ่งว่า “ดูแลคุณหนูของพวกเจ้าให้ดี” จากนั้นก็สาวเท้าไปทางต้นสนตื่นรู้


หม่าซิ่วเหนียงคิดตะโกนเรียกนางกลับมา คิดไม่ถึงว่านางจะเดินเร็วถึงเพียงนี้ เพียงชั่วครู่ก็ห่างไปหลายจั้งแล้ว นางหันซ้ายขวามองคนรอบด้าน ได้แต่กดเสียงนั้นลงคอไป


อวี้ถังแม้ส่วนสูงจะไม่มาก แต่ว่าเอวบางขาเรียว ฝีเท้าเบาแผ่ว งดงามอ่อนหวาน คนยังเดินไปไม่ถึงต้นสนตื่นรู้ ทว่าเหล่าวิญญูชนน้อยใหญ่ใต้ต้นสนตื่นรู้กลุ่มนั้นกลับสังเกตเห็นนางแล้ว แต่ละคนเบิกตาโตจ้องมาทางนาง


เสียงสรวลเสใต้ต้นสนตื่นรู้พลันค่อยๆเงียบลง


ตอนที่ 22: หลี่จวิ้น


นี่คือผลลัพธ์ที่อวี้ถังต้องการ


นางสาวเท้าเดินต่อไป ไม่สนใจสายตาที่มองมา แสร้งเกี่ยวหมวกคลุมหน้าให้เปิดออกด้วยความอยากรู้


จากนั้นนางก็มองเห็นดวงหน้าที่อ้าปากค้าง ตาเบิกโต


ต้าวผาวสีเขียวใบไผ่…ถุงผ้าสองใบ…ใบหนึ่งสีเขียวน้ำไหล อีกใบสีเขียวทะเลสาบ…


อวี้ถังตามหาหลี่จวิ้นที่นั่งอยู่ท่ามกลางผู้คนเบี่ยงไปทางทิศตะวันตกเจออย่างรวดเร็ว


เขายังไม่ถึงวัยสวมหมวก ผิวพรรณขาวผ่อง เครื่องหน้าหล่อเหลา หน้าตาสำราญยิ้มแย้ม กำลังพูดอะไรบางอย่างกับคนที่อยู่ข้างๆ


เมื่อสัมผัสได้ถึงบรรยากาศที่ผิดปกติ เขาจึงหันหน้ามามอง สายตาก็พลันเห็นอวี้ถังเข้าพอดี


อวี้ถังเห็นปากของเขาเปิดอ้าอย่างช้าๆ ดวงตาก็ค่อยๆเบิกโต จ้องเขม็งมาที่นางอย่างไม่วอกแวกราวกับคนเสียสติ นัยน์ตาเต็มไปด้วยความตื่นตะลึง


ผู้นี้ก็คือหลี่จวิ้นหรือ?


อวี้ถังกะพริบตาปริบๆ


ในจินตนาการของนาง หากว่าหลี่จวิ้นรู้จักนาง เมื่อเห็นว่านางโผล่มาที่นี่กะทันหัน เขาควรจะประหลาดใจถึงจะถูก หากไม่รู้จักนาง ก็ต้องรู้สึกแปลกหน้า หรือมองทีหนึ่งก็ผละสายตาหนี เหมือนกับนายท่านสามสกุลเผยตอนที่เจอนางครั้งแรก ไม่ก็อาจจะมองสำรวจนางด้วยความอยากรู้


ทว่า…อวี้ถังคิดไม่ถึงว่าปฏิกิริยาของหลี่จวิ้นจะเป็นเช่นนี้


มันทำให้นางไม่อาจตัดสินได้ว่าเขาเคยรู้จักนางมาก่อนหรือไม่


แต่นางก็ไม่อาจถอยกลับ…เรื่องราวมาถึงขั้นนี้แล้ว จะหาโอกาสเช่นนี้อีกคงยากเย็นนัก สิ่งที่สำคัญเหนืออื่นใด นางกลัวว่าบิดามารดาจะชมชอบคู่หมายคนนี้ แล้วลอบตอบตกลงกับสกุลหลี่ไปก่อน


อวี้ถังครุ่นคิด ก่อนจะส่งยิ้มให้หลี่จวิ้น


ดวงหน้าของหลี่จวิ้นพลันขึ้นสีแดงก่ำ แต่เขาก็ดึงสติกลับมาได้


เขาก้มหน้าลงอย่างละอาย แสร้งจิบชาอึกหนึ่ง แต่ก็ห้ามตัวเองไม่ให้เงยหน้ามองอวี้ถังไม่ได้ ท่าทีคล้ายว่าสนใจอยากรู้เป็นที่สุด


อวี้ถังเดินขึ้นไปอีกหลายก้าว จนหยุดที่ใต้ต้นสนตื่นรู้ นางมองหลี่จวิ้น แล้วเอ่ยว่า “ขอถามทางคุณชายทุกท่านได้หรือไม่?”


หลี่จวิ้นทำหน้าลังเล คุณชายที่อยู่ใกล้อวี้ถังที่สุดลุกยืนขึ้น ดวงหน้าแดงแจ๋ แล้วเปล่งเสียงค่อนข้างสูงคล้ายตื่นเต้นออกมา “แม่นางท่านนี้ ท่านสามารถถามข้าได้” พูดจบ ก็หันไปประสานมือคารวะอวี้ถังทีหนึ่ง “ข้าสกุลเฉิน เป็นคนหลินอัน อำเภอป่านเฉียว อยู่ที่หมู่บ้านเฉินเจียทางตะวันออกของป่านเฉียว…”


บัณฑิตสกุลเฉินยังไม่ทันได้สาธยายจนจบ ก็ถูกคนผู้หนึ่งผลักไปด้านข้าง แล้วโผล่มาพูดกับอวี้ถังว่า “แม่นางไม่ต้องฟังเขา เขาเป็นคนป่านเฉียว จะรู้ดีกว่าข้าที่ทะเบียนราษฎร์อยู่หมู่บ้านหมีถัวได้อย่างไร แม่นางต้องการถามทางไปที่ใดหรือ?”


“เฮ้ยๆ! ฟู่เสี่ยวหวั่น เจ้าจะเกินไปแล้วนะ” บัณฑิตสกุลเฉินชี้หน้าคนที่พูดกับอวี้ถังด้วยความโมโห “กระทั่งกฎมาก่อนมาหลังยังไม่รู้จัก เสียทีเป็นถึงศิษย์สำนักขงจื่อ ผู้เลื่อมใสในเมิ่งจื่อ”


“แล้วเกี่ยวอะไรกับการเรียนเล่า?” มีคนเดินเข้ามาจับไหล่คนที่ชื่อฟู่เสี่ยวหวั่น หัวเราะใส่บัณฑิตสกุลเฉินแล้วเอ่ยว่า “เฉินเหยา พวกเราช่วยแก้ปัญหาให้ผู้อื่น เป็นแค่การทำความดีเท่านั้น นานาจิตตัง ต่างคนต่างคิด เจ้าอย่าคิดว่าผู้อื่นจะเหมือนกับเจ้า” อาจเพราะวาจานี้ไม่น่าฟังเท่าไร คนผู้นั้นจึงพูดไว้อย่างคลุมเครือ


ผู้ที่ถูกเรียกว่าเฉินเหยาโมโหจนเลือดขึ้นหน้า


ทันใดก็มีคนเข้ามาคลี่คลายสถานการณ์ “เอาล่ะ เอาล่ะ เฉินฟาง เฉินเหยา ฟู่เสี่ยวหวั่น พวกเจ้าพูดให้น้อยลงหน่อย พวกเจ้าทำผู้อื่นตกใจเสียแล้ว”


อวี้ถังหันไปมอง เป็นหลี่จวิ้น


หลี่จวิ้นมอบรอยยิ้มอบอุ่นให้นาง ประสานมือคารวะแล้วเอ่ยว่า “แม่นาง สหายบัณฑิตเหล่านี้ของข้าล้วนเป็นคนดี เพียงแค่ชอบล้อเล่นเท่านั้น ไม่ได้ทำให้ท่านตกใจกระมัง!”


ฟู่เสี่ยวหวั่นปล่อยเสียงหัวเราะพรวดออกมา เอ่ยว่า “หลี่จวิ้น คนยืนพูดย่อมไม่ปวดเอว คนอย่างเจ้า ข้าก็ไม่เห็นว่าจะมีมารยาทกว่ากันสักเท่าไร!”


“เสี่ยวหวั่น!” เฉินฟางห้ามปรามฟู่เสี่ยวหวั่น มองออกได้ทันทีว่า พวกเขามีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน


ฟู่เสี่ยวหวั่นไม่ได้พูดอะไรอีก


อวี้ถังพลันรู้สึกยินดี


นางไม่ได้มองหาผิดคน ทั้งยังได้สนทนากับหลี่จวิ้นด้วย


อวี้ถังเอ่ยกับหลี่จวิ้นด้วยรอยยิ้มว่า “คุณชายท่านนี้ ขอบใจมาก! ข้าต้องการไปน้ำตกสีปี่ ไม่ทราบว่าต้องเดินไปทางใด?”


หลี่จวิ้นชี้ทางบอกนางอย่างกระตือรือร้น “เจ้าตรงไปทางนี้ จะมองเห็นมุมประตูสีแดง แล้วเดินไปทางซ้ายก่อน…”


เหล่าสหายข้างกายเขาพลันโห่ร้องขึ้นมาจากด้านหลัง


ฟู่เสี่ยวหวั่นยิ่งกระเซ้าต่อว่า “ที่แท้แม่นางอยากให้คุณชายหลี่เป็นคนบอกทางนี่เอง! มิน่ามิสนใจพวกข้าเลย!”


เพียงแต่วาจานี้ของเขายังไม่ทันพูดจบ ก็ถูกเฉินฟางตบเข้าที่ไหล่เสียก่อน พลางเอ่ยตำหนิว่า “พูดจาเหลวไหลอะไร?”


ฟู่เสี่ยวหวั่นหัวเราะชอบใจ


มีคนพูดขึ้นว่า “เขาเป็นถึงคุณชายรองสกุลหลี่แห่งตอนใต้ นามว่าหลี่จวิ้น ชื่นชอบการไปขี่ม้าที่ทางม้าเร็วนอกเมืองที่สุด แม่นางจำไว้ให้ดี ครั้งหน้าหากหลงทางอีก สามารถไปสอบถามที่นั่นได้”


หลี่จวิ้นทำท่ากระอักกระอ่วนอย่างหนัก แต่ก็ไม่ได้ห้ามปรามหรือปฏิเสธคำพูดของคนผู้นั้น


อวี้ถังประหลาดใจ


หลี่จวิ้นทำเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร?


มิใช่เข้าใจผิดว่านางชอบพอเขากระมัง?


อวี้ถังกำลังขบคิดว่าทำอย่างไรจะกำจัดความเข้าใจผิดนี้ไปได้ ก็ได้ยินเฉินเหยาพูดด้วยท่าทีกะล่อนว่า “คุณชายหลี่ช่างไม่รู้ความเอาเสียเลย ยังไม่รีบถามอีกว่าแม่นางผู้นี้เป็นคนสกุลใด อย่าได้ทำลายความรู้สึกอันลึกซึ้งที่ผู้อื่นมีให้เสียเล่า”


วาจานี้ออกจะมากเกินไปหน่อย


อวี้ถังขมวดคิ้ว


หลี่จวิ้นหันกลับไปถลึงตาใส่เฉินเหยาด้วยความไม่พอใจ


เฉินฟางเบิกตาโตด้วยความเดือดดาล ตวาดใส่เฉินเหยาไปว่า “พูดจาไม่เป็นก็ไม่ต้องพูด ไม่มีใครคิดว่าเจ้าเป็นใบ้หรอก”


เฉินเหยาเอ่ยว่า “คุณชายเฉินมาจากสกุลใหญ่โต ทั้งมาจากเมืองหังโจว เป็นธรรมดาที่จะไม่เห็นพวกบ้านนอกอย่างเราอยู่ในสายตา”


“เจ้าหมายถึงใคร?” ฟู่เสี่ยวหวั่นออกหน้าแทนเฉินฟาง โมโหใส่อีกฝ่ายว่า “เจ้าพูดจาอะไรให้มันน้อยๆ หน่อยนะ”


“ข้าพูดถึงเฉินฟาง เกี่ยวอะไรกับเจ้าด้วย?”


พวกฟู่เสี่ยวหวั่นกับเฉินเหยาเริ่มโต้เถียงกัน


หลี่จวิ้นไม่เพียงเข้าไปช่วย แต่กลับยืนอยู่ตรงหน้าอวี้ถัง อึกๆอักๆอยู่พักใหญ่ ประสานมือคารวะให้นางอีกรอบ เอ่ยว่า 


“ยังไม่ทราบเลยว่าแม่นางเป็นลูกหลานสกุลใด? มีสาวใช้และบ่าวรับใช้ติดตามมาด้วยหรือไม่? ทางโน้นมีตั่งหินเตี้ย หากว่าแม่นางไม่รังเกียจ มิสู้ไปนั่งพักสักครู่ ข้าจะให้บ่าวรับใช้ไปตามคนของแม่นางมาที่นี่”


อวี้ถังพลันเหมือนถูกแช่ในธารน้ำแข็ง


ความจริงเข้าปะทะโดยไม่ทันตั้งตัว


นางคิดว่าตนต้องออกแรงเพิ่มอีกหน่อย ใครจะคิดว่าหลังจากไม่กี่ประโยคของหลี่จวิ้นก็เปิดเผยเรื่องราวออกมาแล้ว


หลี่จวิ้นแต่เดิมก็ไม่รู้จักนาง ไม่รู้ด้วยซ้ำว่านางคือใคร


คนสกุลหลินโกหก! แต่ทำไมนางต้องโกหกด้วยเล่า?


เพราะต้องการให้นางแต่งกับหลี่จวิ้นหรือ? คนสกุลหลินต้องการอะไรกันแน่?


ชาติก่อน นางสูญเสียบิดามารดา ครอบครัวตกต่ำ ขนาดสินเจ้าสาว ก็มีเหลืออยู่ไม่เท่าไร?


เหตุใดคนสกุลหลินถึงดึงดันให้นางแต่งกับหลี่จวิ้นให้ได้?


หรือเพราะคนสกุลหลินรู้ว่าหลี่จวิ้นมีชีวิตอยู่ได้ไม่นาน?


อวี้ถังรีบปัดความคิดนี้ตกไปทันที


ต่อให้หลี่จวิ้นจะจากไปเร็ว แต่สกุลหลี่จะหาหมิงฮุนให้หลี่จวิ้นก็ใช่ว่าจะทำไม่ได้ เหตุใดต้องทำเรื่องให้วุ่นวายซับซ้อน จะต้องเป็นนางให้ได้ด้วย?


อวี้ถังคิดไม่ออกจริงๆ

...........


ชั้นสองของหอเก็บคัมภีร์ที่ตั้งอยู่ด้านข้าง เผยเยี่ยนได้เห็นทุกความเคลื่อนไหวอยู่ในสายตา ใบหน้าขมวดเกร็งแน่น ดวงหน้าเดิมที่ไร้ซึ่งอารมณ์ยิ่งเย็นเยียบ หนาวยะเยือก


ยังไม่ทันเข้าหน้าหนาว ก็ทำให้คนรู้สึกเย็นเยือกถึงไขกระดูกได้แล้ว


ท่านอาจารย์ฮุ่ยคงเจ้าอาวาสวัดเจาหมิงที่มาถึงได้ไม่นานมองมือแข็งเกร็งที่บีบราวระเบียงสีแดงเข้มอยู่ มันขาวผ่องดั่งหยก ยาวเรียวดั่งลำไผ่ แต่กลับกุมอำนาจของสกุลเผยไว้ในมือ ทำให้คนมองไม่กล้าขยับตัว และอดจะลอบส่ายหน้าในใจมิได้ “ประสกมองดูอะไรจากตรงนี้หรือ?”


เผยเยี่ยนดึงสายตากลับมา มองฮุ่ยคงอย่างเฉยเมยทีหนึ่ง มิได้ส่งเสียงใดๆ


ฮุ่ยคงไม่ได้ถือสา เดินไปที่ข้างกายเขา มองเหล่าชายหญิงให้ต้นสนตื่นรู้ แล้วเอ่ยยิ้มๆว่า “หากว่าประสกไม่มีความเห็นอื่น อาตมาอยากเชิญให้ประสกดูภาพม้วนหนึ่ง”


เผยเยี่ยนไม่ได้พูดจา เส้นลมปรานสีเขียวจางๆนูนขึ้นหลังมือเขา คล้ายว่ามือนั้นจะกำแน่นยิ่งกว่าเดิม


ฮุ่ยคงชี้ไปที่พวกอวี้ถังกับหลี่จวิ้นที่อยู่เบื้องล่าง เอ่ยว่า “ประสกท่านดูนั่นสิ!”


เขาไม่คาดหวังว่าเผยเยี่ยนจะตอบกลับ ดังนั้นจึงเอ่ยต่อไป “พวกเรามองลงไปจากชั้นสอง รู้สึกเพียงว่าพวกเขาเป็นกิ่งทองใบหยก สวรรค์สรรสร้างคู่หนึ่ง คุณชายท่านนั้นคล้ายว่าจะปักใจต่อแม่นางท่านนั้นยิ่งนัก 


เขาพูดคุยกับนางด้วยท่าทีระมัดระวังยิ่ง แต่ความจริงแล้ว คุณชายกับแม่นางท่านนั้นไม่ได้รู้จักกันสักนิด อีกอย่างเป็นแม่นางท่านนั้นที่เดินเข้าไปเสวนากับคุณชายท่านนั้นเอง เห็นได้ว่าความจริงกับสิ่งที่คิดนั้นมีระยะห่างที่ไกลกันลิบลับ”


“ข้ากับบิดาท่านเดินเส้นทางคนละสาย ตอนที่เขาเรียกท่านกลับมา ก็เคยพูดให้ข้าฟังอยู่”


“ตอนนั้นข้าคิดว่าบิดาท่านทำถูกต้อง”


“แต่ใครจะรู้ว่าบิดาท่านจะจากไปด้วยเหตุนี้?”


“ดังนั้น ท่านก็ตัดจิตตัดใจเสียเถิด อย่าให้สิ่งที่คิดซ้อนทับกับความจริง อย่าใช้อนาคตมาลงทัณฑ์ปัจจุบันอีกเลย”


“ท่านควรอยู่กับเวลาตรงหน้า”


“ไม่อย่างนั้น ที่ท่านผู้เฒ่าสกุลเผยเรียกท่านกลับมาจะมีความหมายอันใดเล่า?”


เผยเยี่ยนหลุบตาลง ขนตายาวงอนเหมือนกับพัดที่เรียงเส้นเป็นระเบียบ ทิ้งเป็นเงาสายหนึ่งใต้ดวงตา


ฮุ่ยคงจ้องมอง ท่องว่า ‘อามิตตาพุทธออกมาคำหนึ่ง’ แล้วเปลี่ยนหัวข้อสนทนาว่า “ประสกต้องการยืมหอคัมภีร์ใช้งาน นับเป็นเกียรติของทางวัดยิ่งนัก ไม่ทราบว่าประสกสนใจตำราเล่มไหนในหอคำภีร์? ปกติอาตมามักจะท่อง ‘จินกังจิง’ เป็นประจำ ไม่รู้ว่าประสกเคยอ่านหรือไม่?”


จู่ๆเผยเยี่ยนก็ลืมตาขึ้นมา จากนั้นก็เอ่ยเสียงเย็นตัดบทฮุ่ยคงว่า “ซินจิง”


ฮุ่ยคงพลันคิดตามไม่ทัน “อะไรนะ?”


“ข้าบอกว่า ‘ซินจิง’” สายตาของเผยเยี่ยนยังคงอยู่ที่เก่า พูดว่า “ท่านถามว่าข้าสนใจอะไร ข้าสนใจ ‘ซินจิง’”


ฮุ่ยคงถอนหายใจยาวเหยียด เผยเยี่ยนยอมพูดคุยกับเขานับว่าใช้ได้แล้ว


หลังจากที่ท่านผู้เฒ่าเผยสิ้นไป เผยเยี่ยนก็ไม่คบค้ากับผู้อื่นอีก วาจาที่เอ่ยออกมาก็แฝงไอสังหารราวอยู่กลางสนามรบ ไม่เพียงทำให้คนรอบข้างเขาอึดอัด ทั้งยังเกิดข่าวลือมากมายที่ส่งผลเสียกับสกุลเผยอีกด้วย


นี่คือสิ่งที่พระอาจารย์ฮุ่ยคงผู้มีสัมพันธ์แน่นแฟ้นกับท่านผู้เฒ่าสกุลเผยไม่อยากเห็น


“ตั้งแต่เล็กเจ้าก็มีความสามารถขอเพียงผ่านตาก็จำได้ไม่ลืม ‘ซินจิง’ สั้นๆ แค่ร้อยกว่าตัวอักษร คิดว่าคงถูกเจ้าท่องได้ขึ้นใจแล้ว…” 


ฮุ่ยคงทางหนึ่งพูดกับเผยเยี่ยน ทางหนึ่งก็มองริมฝีปากที่เมื่อครู่กระตุกขึ้นของเขา จึงอดจะหันไปมองตามสายตาเขาไม่ได้ ก็เห็นว่าสตรีที่เดิมยืนอยู่ใต้ต้นสนตื่นรู้นั้นหายไปแล้ว มีเพียงหลี่จวิ้นคุณชายรองสกุลหลี่ยืนอยู่คนเดียวอย่างโดดเดี่ยว


เหล่าบัณฑิตอายุน้อยที่อยู่หลังเขายังโต้เถียงกันไม่เลิก ทว่าสีหน้าเขากลับงงงวย ราวกับว่าถูกคนทอดทิ้งอย่างนั้น


เกรงว่าคงมีอีกหนึ่งเหตุการณ์เกิดขึ้นกระมัง


ฮุ่ยคงดึงความคิดกลับมา แล้วคุยเรื่อง ‘ซินจิง’ กับเผยเยี่ยนต่อ เขาอยากใช้ช่องทางนี้ คลี่คลายปมในใจของเผยเยี่ยน

..........


อวี้ถังนั้นถูกหม่าซิ่วเหนี่ยงลากออกไป


ตอนที่หม่าซิ่วเหนี่ยงได้ยินเสียงเอะอะมาจากคนกลุ่มนั้นก็กลัวอวี้ถังจะเจอเรื่องวุ่นวาย นางจึงเดินสองก้าววิ่งสามก้าวเข้าไปหา แล้วพูดกับหลี่จวิ้นอย่างรีบร้อนว่า “ขออภัย ข้ากับน้องสาวเดินพลัดหลงกัน” จากนั้นก็ลากอวี้ถังออกมาจากใต้ต้นสนตื่นรู้


อวี้ถังก้าวขาสูงบ้างต่ำบ้าง กระทั่งปีนขึ้นมาถึงเส้นทางบนเขาที่พุ่งตรงสู่น้ำตกสีปี่แล้วจึงพอหายใจหายคอได้


นางแทบจะอยากพุ่งกลับเรือนเสียเดี๋ยวนั้น เพื่อเล่าสิ่งที่ตัวเองค้นพบให้มารดาฟัง แล้วสืบหาให้กระจ่างว่าเหตุใดทั้งสองชาตินี้คนสกุลหลินถึงอยากได้นางเป็นสะใภ้


แต่ว่าไม่ง่ายที่หม่าซิ่วเหนียงจะได้ออกมาข้างนอกพร้อมกับคุณชายจาง นางจึงไม่อาจสนใจแต่ตัวเองแล้วละเลยผู้อื่นได้


[1] คนยืนพูดย่อมไม่ปวดเอว เปรียบเปรยถึง คนที่ไม่ได้อยู่ในสถานการณ์เดียวกันย่อมไม่เข้าใจ


[2] หมิงฮุน คือพิธีแต่งงานหลังความตาย เป็นประเพณีการจัดพิธีแต่งงานให้แก่ชายหรือหญิงที่เสียชีวิตไปแล้ว ด้วยเชื่อว่าดวงวิญญาณของผู้ตายจะเป็นสุขและส่งผลให้สกุลเจริญรุ่งเรื่อง


[3] จินกังจิน คือ วัชรปรัชญาปารมิตาสูตร เป็นชื่อพระสูตรสำคัญหมวดปรัชญาปารมิตาของพระพุทธศาสนาฝ่ายมหายาน 


เชื่อกันว่าพระสูตรหมวดปรัชญาปารมิตานี้เป็นพระสูตรมหายานรุ่นแรกๆที่เกิดขึ้น มีความหมายตามตัวอักษรว่า พระสูตรว่าด้วยปัญญาญาณอันสมบูรณ์ประดุจเพชรที่จะตัดภาพมายา คืออวิชชาและอุปาทานอันเป็นเครื่องกีดขวางมิให้บุคคลบรรลุถึงความรู้แจ้ง


[4] ซินจิง คือ ปรัชญาปารมิตาหฤทัยสูตร พระสูตรที่สำคัญและเป็นที่นิยมยิ่งในพุทธศาสนาฝ่ายมหายาน มีความหมายตามตัวอักษรว่า พระสูตรอันเป็นหัวใจแห่งปฏิปทาอันยวดยิ่งแห่งความรู้แจ้ง


ตอนที่ 23: ไม่รู้


อวี้ถังกลัวหนักหนาว่าเรื่องราวจะซ้ำรอยเก่า ต้องไปพัวพันกับสกุลหลี่อีกชาติ แต่ก็ไม่อยากให้หม่าซิ่วเหนียงต้องหมดสนุก จึงค่อยๆเรียกอาเสามาหาแล้วเอ่ยว่า “เจ้ากลับไปบอกท่านแม่ข้านะ ฮูหยินหลี่โกหก ก่อนที่ข้าจะกลับเรือนไป ไม่ว่าจะเรื่องใดก็ตามห้ามตอบตกลงสกุลหลี่เด็ดขาด”


อาเสาจับต้นชนปลายไม่ถูก แต่วันนี้อวี้ถังมาเพื่อดูคุณชายรองสกุลหลี่ เมื่อครู่ก็ยังสนทนากับคุณชายรองสกุลหลี่อยู่เลย อวี้ถังกลับรอไม่ไหวจนให้เขากลับเรือนไปส่งข่าวก่อน คิดว่าเรื่องนี้ต้องสำคัญมากเป็นแน่ จึงรีบตอบรับคำ แล้ววิ่งลงเขาไปอย่างไม่เห็นฝุ่น


อวี้ถังค่อยสงบใจลงได้ ถึงพอมีอารมณ์ไปน้ำตกสีปี่เป็นเพื่อนหม่าซิ่วเหนียง


ในใจหม่าซิ่วเหนียงเริ่มเกิดความเคลือบแคลงเอ่ยกับอวี้ถังว่า “เป็นเพราะคุณชายรองสกุลหลี่พูดอะไรที่ไม่เหมาะสมหรือ? เมื่อครู่ข้าได้ยินพวกเขาเอะอะเสียงดังกัน!”


ตามความคิดนาง บุรุษนิสัยเช่นนี้นับว่าใช้ไม่ได้อย่างที่สุด ต่อให้พื้นฐานครอบครัวดีอย่างไร หน้าตางดงามเพียงไหน ก็ไม่อาจตอบตกลงได้


สองชาติที่ผ่านมา หลี่จวิ้นไม่เคยทำเรื่องใดที่ผิดต่ออวี้ถัง อวี้ถังก็ไม่ได้กล่าวโทษเขาเพียงเพราะสหายเขาเช่นกัน


นางตอบว่า “มิใช่หรอก ข้าแค่ไม่ชอบคนที่หน้าตาอย่างเขาเท่านั้นเอง”


หม่าซิ่วเหนียงรู้สึกเสียดายเล็กน้อย “เช่นนั้นก็ช่วยไม่ได้แล้ว ลางเนื้อชอบลางยา ไม่อาจบังคับกันได้”


ยิ่งอวี้ถังได้รู้จักหม่าซิ่วเหนียงมากเท่าไร ก็ยิ่งรู้สึกว่านางเข้าอกเข้าใจและใส่ใจผู้อื่นนัก นับว่าเป็นสหายที่หาได้ยากคนหนึ่ง


นางหัวเราะแล้วคล้องแขนหม่าซิ่วเหนียงไว้ เรียกนางว่า ‘พี่สาว’ อย่างสนิทชิดเชื้อ แล้วชวนคุยเรื่องที่นางสนใจ “วันแต่งงานของเจ้ากับคุณชายจางกำหนดแล้วหรือ? ถึงเวลานั้นยังต้องสั่งทำเครื่องเรือน สั่งทำขนมเปี๊ยะมงคล เชิญเฉวียนฝูเหรินอีก จะทันการหรือไม่?”


“ทันสิ!” หม่าซิ่วเหนียงยอมเปลี่ยนบทสนทนาตามคาด นางเล่าเรื่องของตัวเองอย่างมีความสุข “เครื่องเรือนพวกนั้น ท่านแม่ข้าแต่ก่อนก็สั่งทำหีบไม้การบูรไว้ให้สองใบแล้ว ส่วนอย่างอื่นก็ให้ใช้ของสกุลจางไปก่อน มีเท่าไรก็เท่านั้น…”


สองคนคุยกันไป ไม่นานก็มาถึงน้ำตกสีปี่


น้ำตกสีปี่เป็นเพียงตาน้ำเล็กๆ ใต้ตาน้ำมีแอ่งขนาดไม่ใหญ่นักซึ่งครึ่งหนึ่งซ่อนอยู่ใต้โขดหินและอีกครึ่งหนึ่งโผล่ออกมาด้านนอก 


ความกว้างไม่เกินสามฉื่อ ลึกไม่ถึงหัวเข่า น้ำใสแจ๋วจนเห็นถึงก้น สองข้างมีต้นไม้ที่ลำต้นหนาเท่าปากชาม ไม่รู้ว่าเป็นต้นอะไร ทว่ากิ่งก้านแผ่กว้างดั่งร่ม กิ่งที่เตี้ยหน่อยก็ละอยู่บนผิวแอ่งน้ำ ยังมีใบไม้ไม่รู้ชื่อที่ลอยอยู่บนผิวน้ำอีกด้วย


สตรีออกเรือนเจ็ดแปดคนกำลังมุงรอบแอ่งน้ำเพื่อตักน้ำอยู่


จางฮุ่ยพาเด็กรับใช้ไปยืนรออยู่ที่หินปูนตะแคงนอนก้อนใหญ่ที่อยู่ไกลๆ พอเห็นพวกนางดวงตาก็วาววับ


หม่าซิ่วเหนียงเม้มปากกลั้นยิ้ม


สองคนไม่ได้พูดจากันสักคำ แต่อารมณ์บนหน้ากลับเปรมปรีย์ยิ่งนัก ทำให้คนมองรู้สึกสบายตาไม่น้อย


อวี้ถังเห็นว่าเส้นทางบนเขาที่มุ่งสู่น้ำตกสีปี่ยังคดเคี้ยวต่อไปเบื้องบนอีก คล้ายว่าสามารถปีนขึ้นไปได้ นางจึงอดจะหัวเราะแล้วกระซิบกับหม่าซิ่วเหนียงไม่ได้ว่า “พวกเจ้าอยากปีนเขาหรือไม่? ข้ากับสี่เชวี่ยจะพักอยู่ที่นี่ ดื่มน้ำสักนิดแล้วค่อยไป”


หม่าซิ่วเหนียงหน้าแดงก่ำ ตอบด้วยเสียงอันเบา “เจ้าไปปีนเขากับพวกเราจะดีกว่า”


อวี้ถังส่ายหน้าดิกๆ รีบเอ่ยว่า “ข้าเหนื่อยแล้ว ข้าจะพักอยู่ที่นี่แหละ”


หม่าซิ่วเหนียงไม่มีทางปล่อยนางทิ้งไว้อย่างไม่ไยดีแน่ นางกำลังจะพูดอะไรต่อ อวี้ถังก็เอ่ยขัดขึ้นมาเสียก่อน “เมื่อครู่ข้าเพิ่งได้เจอคุณชายรองสกุลหลี่ ข้าอยากจะอยู่เงียบๆคนเดียว พิจารณาว่าต่อไปจะทำอย่างไรดี”


หม่าซิ่วเหนียงคิดตามแล้วก็เห็นด้วย ไม่เกลี้ยกล่อมนางอีก แล้วหันไปกำชับสี่เชวี่ยอีกหลายประโยค พอเห็นว่าคนที่มาตักน้ำเหลือน้อยลงแล้ว จึงได้ส่งสายตาให้จางฮุ่ยทีหนึ่ง ก่อนจะเดินขึ้นเขาไป


จางฮุ่ยไม่รู้ว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น มองอวี้ถังทีหนึ่งอย่างสงสัย รอกระทั่งหม่าซิ่วเหนียงเดินไปได้ระยะหนึ่งแล้ว เขาถึงได้ตามไป


อวี้ถังกำลังใคร่ครวญอยู่จริงๆ ว่าต่อไปจะทำอย่างไร


เรื่องราวของสกุลหลี่อย่างไรก็ต้องสืบให้กระจ่าง มิเช่นนั้นต่อให้นางแต่งเขยชายแล้วเฝ้าอยู่ในเรือน สกุลหลี่ก็มีวิธีที่จะจัดการสกุลนางได้อย่างง่ายดาย


ชาติก่อนนางได้ตาสว่างกับสารพัดอุบายของสกุลหลี่แล้ว 


ไม่รู้เพราะเหตุใด อวี้ถังพลันคิดไปถึงนายท่านสามสกุลเผย นางพลันรู้สึกว่า นางคิดเช่นนี้ไม่ถูกต้องทั้งหมด


หากว่านางร้องขอความคุ้มครองจากสกุลเผย สกุลหลี่คงไม่กล้าเล่นงานสกุลอวี้ได้ตามใจ


ปัญหาเกิดขึ้นตรง ‘ตามใจ’ สองคำนี้นี่เอง


เหตุใดสกุลเผยต้องยอมเป็นปฏิปักษ์กับสกุลหลี่เพียงเพราะสกุลของนางด้วยเล่า?


สิ่งที่คนสกุลหลินต้องการมีความสำคัญกับสกุลหลี่มากมายเพียงใด สกุลหลี่คงไม่ยินยอมแตกหักกับสกุลเผยเพราะสิ่งนี้กระมัง?


คิดถึงสิ่งเหล่านี้ อวี้ถังเริ่มรู้สึกรำคาญใจ เหตุใดสกุลนางจะต้องพึ่งพาสกุลเผยหรือว่ายอมโอนอ่อนต่อสกุลหลี่ด้วยเล่า?


พูดไปพูดมา ต้องยอมรับว่าเพราะสกุลนางไม่มีอำนาจบารมีเพียงพอ ทว่าสกุลนางมีคนหนุ่มไม่กี่คน จะให้ญาติผู้พี่ไปเล่าเรียนวิชาตอนนี้ก็คงไม่ทันการแล้ว!


อย่างไรน้ำไกลก็ดับความกระหายในตอนนี้ไม่ได้ นี่ยังพอจะมีหนทางที่สองให้เดินหรือไม่? ทำกิจการค้าขายต่อไป ย้ายไปจากหลินอัน?


เมืองหังโจวมีขุนนางและชนชั้นสูงมากมาย พวกเขาย้ายมาจากต่างถิ่น ยากนักที่จะได้รับการคุ้มครองจากสกุลใหญ่ๆ เช่นนั้นมิสู้อยู่ที่หลินอัน อย่างไรรอบข้างก็ยังมีเพื่อนบ้านที่รู้กำพืดกันดี สกุลอวี้เป็นมิตรกับทุกคนอยู่แล้ว หากว่าสกุลนางเกิดเรื่อง เพื่อนบ้านในตรอกย่อมยื่นมือช่วยเหลือ


ชาติก่อน หลังจากที่บิดามารดาของนางจากไป นางก็ได้รับการช่วยเหลืออย่างมากจากพวกเขา


เฮ้อ!


ไปทางขวาก็ยาก ไปทางซ้ายก็ยากจริงๆเลย


หากว่านายท่านสามเจอปัญหาแบบนี้ ไม่รู้ว่าเขาจะแก้สถานการณ์อย่างไร?


อวี้ถังนั่งขบคิดอย่างกลัดกลุ้มอยู่ตรงนั้น


สี่เชวี่ยเห็นว่านางนั่งเงียบๆ แน่นิ่งอยู่ตรงนั้นไม่พูดไม่จามาเกือบสองเค่อได้แล้ว รู้สึกเบื่อหน่ายเล็กน้อย จึงหลบไปม้วนกิ่งไม้เป็นมงกุฎเล่นตรงบริเวณที่สามารถมองเห็นนางได้ง่ายๆ


มีคนเดินมาตักน้ำอีกแล้ว


อวี้ถังมองตามไป เป็นเด็กน้อยอายุสิบสองสิบสามปี มัดผมสองแกละ สวมต้าวผาวหังโจวสีม่วง ในอกกอดถังไม้ใบเล็กอยู่ใบหนึ่ง ดวงหน้ากลมดิกสีอมชมพู มองแล้วน่าเอ็นดูยิ่งนัก


เมื่อรู้สึกว่าถูกอวี้ถังจับจ้อง เขาก็มองอวี้ถังกลับด้วยความอยากรู้ ก่อนสีหน้าจะเปลี่ยนเป็นตกตะลึงในภายหลัง เป็นนานก็ไม่ยอมย้ายสายตาหนี


อวี้ถังมองว่ารอบด้านไร้ผู้คน เด็กคนนี้ก็น่ารักน่าชังนัก จึงกระเซ้าเขาว่า “เจ้ารู้จักข้า?”


เด็กน้อยเหมือนได้รับความตกใจ พลันส่ายหน้ารัว ไม่กล้ามองนางอีก แล้วหมุนกายไปตักน้ำ


อวี้ถังเห็นแล้วรู้สึกขัน อารมณ์ก็เริ่มดีขึ้นไม่น้อย


เด็กน้อยทางหนึ่งก็ตักน้ำไป ทางหนึ่งก็แอบมองนาง เหมือนว่านางเป็นเสือตัวใหญ่ที่พออ้าปากก็จะจับเขากลืนลงไปอย่างไรอย่างนั้น น่าสนุกเป็นที่สุด


อวี้ถังเอ่ยว่า “เจ้ากำลังจะทำอะไรหรือ?”


แม้ถังไม้ในอกเขาจะใบเล็ก แต่ดูแล้วสามารถใส่น้ำได้ถึงสี่ห้าจิน เด็กคนนี้อายุยังน้อย เวลาสั้นๆคงไม่เป็นไร แต่ถ้าระยะทางไกล คิดว่าคงอุ้มไม่ไหวแน่ 


อีกอย่างเด็กคนนี้ก็แต่งตัวเหมือนคนสกุลสูงศักดิ์ ทว่ากลับทำเรื่องที่เป็นหน้าที่ของบ่าวรับใช้ เชื่อว่าคงเป็นนายท่านสักคนที่เลี้ยงไว้เป็นเพื่อนเรียนแน่ๆ 


อีกอย่างคนผู้นี้ต้องไม่เพียงร่ำรวยเท่านั้น ทั้งต้องปฏิบัติต่อบ่าวรับใช้ข้างกายเป็นอย่างดี ไม่เช่นนั้นสีหน้าของเด็กน้อยคงไม่มีชีวิตชีวาร่าเริงเพียงนี้


นางคิดว่าเก้าในสิบส่วน เด็กคนนี้ต้องตามเจ้านายสกุลใดมาเที่ยวเล่นที่วัดเจาหมิงเป็นแน่


เด็กน้อยครุ่นคิด บอกเสียงเขินอายว่า “เป็นท่านเจ้าอาวาสต้องการต้มชา นายท่านของข้าจึงให้มาตักน้ำ”


บ่าวรับใช้ในเรือนยังแต่งกายขนาดนี้ จะได้รับการดูแลจากเจ้าอาวาสวัดเจาหมิงด้วยตนเองก็เป็นเรื่องปกติอยู่


อวี้ถังหัวเราะ บอกว่า “ข้าได้ยินมาว่าน้ำตกนี้ดื่มแล้วชำระสายตาชำระปอด ไม่รู้ว่าใช้ต้มชาได้ด้วย แล้วต้มชาอร่อยหรือไม่เล่า?”


เด็กน้อยได้ยินก็เอ่ยยิ้มๆว่า “ไม่อร่อย! ทว่าเจ้าอาวาสพูดแล้ว การดื่มชาคือเจตนารมณ์ของท่านเจ้าอาวาส ทว่านายท่านเรือนข้ามิชอบหักหน้าผู้อื่น จึงปล่อยเขาทำตามใจ อย่างไรนายท่านข้าก็ไม่ดื่มอยู่แล้ว”


อวี้ถังได้ฟังก็ชะงักไป ถึงกับวิจารณ์เจ้าอาวาสวัดเจาหมิงเช่นนี้…นางรู้สึกว่านายท่านของเด็กคนนี้น่าสนใจไม่น้อย จึงหัวเราะเสียงดังออกมา


เด็กน้อยเห็นแล้วก็หัวเราะตามนางเช่นกัน คล้ายว่ายิ่งให้ความสนิทกับอวี้ถังมากกว่าเดิม


เขายกถังไม้ที่ตักน้ำได้ครึ่งหนึ่งแล้ววางไว้บนแผ่นหินข้างๆ แล้วเล่าอย่างตัดพ้อกึ่งภูมิใจว่า “จริงๆนะ! นายท่านของข้าพูดแล้ว น้ำตกอันดับหนึ่งในใต้หล้า น้ำหิมะพันปีอะไรกัน ล้วนแต่เป็นพวกปัญญาชนว่างงานแต่งออกมาเพื่อมอมเมาผู้คนเท่านั้น 


ไม่ว่าจะเป็นน้ำอะไร พักไว้กี่วัน ล้วนใช้ได้เหมือนกันหมด นายท่านของข้ายังเคยพูดอีกว่า นายท่านมีศิษย์น้องอยู่คนหนึ่ง ซื้อเรือมาหนึ่งลำ กลางคืนดึกดื่นก็จอดไว้กลางแม่น้ำ 


พอเรือจมลงไปได้สามจั้งค่อยตักน้ำหนึ่งถังขึ้นมาชงชา ทั้งยังต้องแบ่งตามหน้าร้อนหนาวผลิโรยอะไรอีก เป็นปุถุชนกลับแก่งแย่งกรีดกราย ชั่วนาทีพลันหลงใหลได้ปลื้ม ล้วนแต่เป็นคนบ้าทั้งสิ้น”


อวี้ถังหัวเราะฮ่าๆสุดเสียง หันไปยกนิ้วหัวแม่มือให้เด็กน้อย เอ่ยว่า “นายท่านของเจ้าช่างเป็นปัญญาชนที่ไม่ถือเนื้อถือตัว มีปณิธานอันยิ่งใหญ่โดยแท้”


เด็กน้อยฟังแล้วก็เผยสีหน้าภูมิใจออกมา กอดถังไม้ใบน้อยเอาไว้ พลางเอ่ยว่า “ท่านเจ้าอาวาสกับนายท่านของข้ากำลังรอน้ำจากข้าอยู่ ข้าต้องไปก่อนแล้ว”


อวี้ถังหันไปโบกมือให้เขาแล้วบอกว่า “เดินช้าหน่อย ระวังจะหกล้มล่ะ”


เด็กน้อยพยักหน้ารับอย่างว่าง่าย แล้วถามนางว่า “ทำไมเจ้าถึงมาอยู่ที่นี่คนเดียว? หรือว่า รอข้าเอาน้ำไปส่งแล้ว ข้าแจ้งกับนายท่านสักคำ แล้วมาอยู่เป็นเพื่อนเจ้าดีหรือไม่ รอให้คนของเรือนเจ้ากลับมาข้าค่อยจากไป?”


“ไม่ต้องหรอก!” อวี้ถังชี้ไปทางสี่เชวี่ยที่อยู่ไกลๆ “ข้าจะพักอยู่ที่นี่สักครู่!”


เด็กน้อยทำท่าถอนหายใจ แล้วบอกลานางด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะเดินอุ้มถังไม้จากไป


อวี้ถังครุ่นคิดเรื่องสกุลหลี่ต่อ ถ้าหากไม่อาศัยผู้อื่น ทำอย่างไรจะรอดพ้นจากสกุลหลี่ได้?


สกุลหลี่มีผู้ใดหรือเรื่องใดสามารถหลอกใช้ได้บ้าง?


นางค่อยๆระลึงถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นหลังจากนางแต่งเข้าสกุลหลี่ในชาติก่อน


ภายหลังสกุลหลี่ร่ำรวยขึ้นมาจากการค้าขายทางทะเล ไม่เหมือนกับคนเมืองหลินอันคนอื่นๆ คนเมืองหลินอันที่ค้าขายทางทะเล ล้วนต้องหาลู่ทางผ่านหังโจว ทว่าสกุลหลี่นั้นมีลู่ทางจากฝั่งฝูเจี้ยน เป็นเส้นสายที่สกุลฝั่งมารดาของคนสกุลหลินติดต่อให้ 


วิธีการที่สกุลหลี่ใช้ก็ยิ่งรวดเร็วและดุดัน ซึ่งก็คือหลังจากร่ำรวยอู้ฟู่แล้ว ก็กำเริบเสิบสานใช้ตำแหน่งขุนนางเป็นโล่กำบัง แต่นี่ล้วนเป็นสิ่งที่ตอนนี้ยังไม่เกิดขึ้น เดิมก็ไม่อาจใช้เป็นจุดอ่อนอะไรได้


แน่นอนว่า ยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่สามารถใช้ได้ นั่นก็คือความปรารถนาที่หลี่ตวนมีต่อนาง


ทว่ามันน่าขยะแขยงเกินไป นางยอมตายยังดีกว่าได้ใช้ประโยชน์จากเรื่องนี้


คิดถึงตรงนี้ สายตานางก็สว่างวาบ! แล้วหลี่จวิ้นเล่า? ถ้านางหลอกใช้หลี่จวิ้นเล่า?


อย่างเช่น เรื่องที่หลี่จวิ้นตายไปด้วยอุบัติเหตุ หากว่านางช่วยหลี่จวิ้นได้ ย่อมเป็นเจ้าบุญคุณเขา แล้วขอให้เขาเอ่ยสัตย์สาบาน ไม่แต่งนางเป็นภรรยา และไม่วางตัวเป็นศัตรูกับสกุลอวี้?


อวี้ถังยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกว่าแผนนี้เป็นไปได้ ปัญหาที่ใหญ่ที่สุดก็คือต้องกำจัดความสนใจที่หลี่จวิ้นมีต่อนาง


เช่นนั้นก็ต้องบอกปฏิเสธหลี่จวิ้นให้ชัดเจนเป็นกิจลักษณะ หรือว่ารีบหาคนมาหมั้นหมายให้เร็วที่สุด จากนั้นก็จัดการให้คู่หมั้นของนางไปช่วยชีวิตหลี่จวิ้นเสีย


ภรรยาของผู้มีพระคุณ อย่างไรเขาย่อมไม่กล้ารังแกแน่!


อวี้ถังรู้สึกว่าความกลัดกลุ้มตลอดหลายวันค่อยๆสลายไป อารมณ์เริ่มเบิกบานขึ้นแล้ว


ทว่า สุดท้ายก็ต้องลุกขึ้นมาเข้มแข็งด้วยตัวเองให้ได้จึงจะดี


แต่ตอนนี้นางยังไม่มีความคิดดีๆเลย ได้แต่ค่อยๆพิจารณาไปช้าๆ


อวี้ถังติดสินใจเป็นมั่นเป็นเหมาะ นางเดินไปหาสี่เชวี่ย แล้วทำมงกุฎดอกไม้ด้วยกัน


รอกระทั่งหม่าซิ่วเหนียงกับจางฮุ่ยกลับมา นางก็แบ่งมงกุฎดอกไม้ให้หม่าซิ่วเหนียงไปหลายอัน


เพื่อหลีกเลี่ยงพวกของหลี่จวิ้น พวกนางไม่ได้รับประทานอาหารเจที่วัดเจาหมิง แต่ซื้อของว่างเจที่มีเฉพาะแต่วัดเจาหมิงเท่านั้นมาหลายกล่อง แล้วหยิบยืมมุมลับสายตาของร้านอาหารข้างทางในหมู่บ้านหมีถัว นั่งกินเสบียงที่ตัวเองเตรียมกันมา รอจนอาเสามารับ พวกเขาจึงแยกย้ายกลับทางใครทางมัน


[1] เฉวียนฝูเหริน หมายถึง คนสำคัญในงานแต่ง สตรีที่บิดามารดายังมีชีวิตและแข็งแรงดี มีสามี และมีบุตรสาวบุตรชาย ตามธรรมเนียมแต่งงานพื้นบ้าน มีหลายขั้นตอนที่ต้องให้นายหญิงผู้นี้คอยชี้แนะ เพื่อให้สามีภรรยาโชคดีสมปรารถนาในอนาคต


ตอนที่ 24: ชื่อเสียง


คนสกุลเฉินชะเง้อชะแง้คอมอง เป็นนานกว่าอวี้ถังจะกลับมาถึงเรือนได้ นางไม่รอให้อวี้ถังลงมาจากเกี้ยวแล้วยืนให้มั่นคง ก็ลากแขนบุตรสาวเข้าห้องรับรองไปเสียแล้ว


ทางหนึ่งเดินไป ทางหนึ่งก็หันไปสั่งกับซวงเถาว่า “หั่นแตงหวานที่แช่ไว้ในบ่อยกตามเข้ามา ไปตักน้ำมาดูแลคุณหนูให้ล้างหน้าเปลี่ยนเสื้อผ้าให้เรียบร้อย”


ซวงเถารับคำแล้วจากไป


อวี้ถังถูกมารดากดให้นั่งลงที่เก้าอี้ไท่ซือในห้องรับรอง


คนสกุลเฉินเห็นว่าปอยผมนางชื้นเหงื่อไปหมดก็ปวดใจไม่น้อย หมุนตัวแล้วไม่รู้หยิบเอาพัดกลมมานั่งโบกพัดอยู่ข้างนาง “เจ้าอธิบายมาให้ดีๆสิ วันนี้เกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่? เหตุใดถึงกลางทางเจ้ากลับให้อาเสาส่งสารมาบอกข้า? ทำเอาข้าตกใจจนนั่งไม่ติด กลัวว่าจะเกิดเรื่องกับเจ้า”


อวี้ถังคาดไม่ถึงเช่นกัน


นางรีบเอ่ยขอโทษมารดาว่า “ข้ารู้สึกว่านายหญิงทังผู้นั้นเกาะติดเกินไป กลัวว่านางจะพูดจาไปเรื่อย แล้วท่านแม่กับท่านพ่อจะหวั่นไหวเอาได้”


คนสกุลเฉินหัวเราะ เอ่ยว่า “เจ้าคิดว่าบิดาเจ้ากับข้าเลอะเลือนอย่างนั้นรึ!”


อวี้ถังหัวเราะเหอะๆ


คนสกุลเฉินเอ่ยด้วยสีหน้าจริงจังว่า “เป็นเพราะคุณชายรองสกุลหลี่มีอะไรไม่ดีงามหรือ?”


แม้ตอนออกจากเรือนไปบุตรสาวจะบอกเหตุผลไว้อย่างเลือนราง ทว่านางมีประสบการณ์กว่าบุตรสาวมาก ใคร่ครวญแล้วคิดว่าเป็นไปได้มากที่อวี้ถังจะกังวลเรื่องการหมั้นหมายกับสกุลหลี่ อยากจะไปดูคุณชายรองสกุลหลี่ให้เห็นกับตาว่าเขารูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร 


สกุลนางก็ไม่ใช่ตระกูลผู้ดีที่มีกฎระเบียบมากมาย ไม่ใช่สกุลยิ่งใหญ่ที่มีลูกหลานเต็มเมือง พวกนางสามีภรรยาเพียงหวังให้วันข้างหน้าบุตรสาวของตนมีความสุขก็พอ หากว่าสายตาเลือกคนถูก เช่นนั้นก็นับว่าเป็นการหมั้นหมายที่ดีมิใช่หรือ? ดังนั้นนางจึงแสร้งหลับตาข้างหนึ่ง ให้อาเสาออกไปเป็นเพื่อนอวี้ถัง


เห็นว่าบุตรสาวยังไม่กลับมาก็ส่งอาเสามาแจ้งความกับนางเสียแล้ว นางจะไม่เป็นห่วงได้อย่างไร?


อวี้ถังเล่าเรื่องที่ไปเจอหลี่จวิ้นในวันนี้ให้คนสกุลเฉินฟังอย่างละเอียด


คนสกุลเฉินตื่นตะลึงจนไม่อาจหุบปากที่อ้าค้างได้ กระทั่งซวงเถายกแตงหวานเข้ามา รับใช้อวี้ถังให้หวีผมเปลี่ยนเสื้อผ้าและขอตัวจากไป นางถึงได้ตามหาเสียงของตนเองเจอ แล้วถามอวี้ถังอย่างระมัดระวังพลางกินแตงหวานไปด้วยว่า 


“ก็หมายความว่า คุณชายรองสกุลหลี่ไม่เคยรู้จักเจ้าด้วยซ้ำ คำที่ฮูหยินหลี่ฝากความนายหญิงทังมาพูดตอนมาขอหมั้นก็ตกแต่งเกินจริง?”


อวี้ถังพยักหน้า รู้สึกว่าแตงหวานในวันนี้หอมหวานเป็นพิเศษ จึงป้อนใส่ปากมารดาไปชิ้นหนึ่ง แล้วบอกสิ่งที่ตนสงสัยให้มารดาฟัง “ข้าคิดว่าสกุลหลี่นั้นต้องการอะไรบางอย่างจากสกุลเราเป็นแน่เจ้าค่ะ น่าเสียดาย ข้าคิดไม่ออกว่าเรามีอะไรให้พวกเขาคิดครอบครอง”


คนสกุลเฉินมองดวงหน้าของบุตรสาวที่แม้อยู่ในห้องมืดสลัวก็คล้ายถูกเคลือบด้วยความเงางามอีกหนึ่งชั้น อดจะรู้สึกปลาบปลื้มใจไม่ได้


แม่นางที่มีรูปโฉมงดงามเช่นอาถังของสกุลนาง ไม่ต้องพูดถึงเมืองหลินอัน ต่อให้เป็นเมืองหังโจว เกรงว่าก็ยังหาได้ไม่กี่คน


หรือว่ามิใช่เพราะถูกใจความสะสวยของอาถังกระมัง?


คนสกุลเฉินแม้จะคิดเช่นนั้น แต่ก็รู้ว่าไม่ค่อยสมเหตุสมผลเท่าไร


นางกล่าวว่า “ข้าให้คนไปส่งจดหมายถึงบิดาเจ้าแล้ว ให้วันนี้เขากลับมาเร็วหน่อย บิดาเจ้าอย่างไรก็เป็นถึงซิ่วไฉ มีวิชาความรู้ก้าวหน้ากว่าพวกเรา เรื่องนี้ย่อมต้องให้เขาตัดสินใจ”


คนเขลาสามคน เทียบเท่าหนึ่งจูเก๋อเลี่ยง


อวี้ถังชอบให้ทุกคนในครอบครัวล้อมวงพร้อมหน้า ปรึกษาหารือกันไม่ว่าจะเจอปัญหาใดๆ


นางถามว่า “ท่านพ่อวันนี้ไปที่ท่าเรือหรือเจ้าคะ?”


เผยหม่านพ่อบ้านใหญ่ที่มารับตำแหน่งใหม่ทำงานได้คล่องแคล่ว ท่านผู้เฒ่าสกุลเผยยังเสียไม่ครบสี่สิบเก้าวัน งานก่อสร้างที่ถนนฉางซิ่งก็เริ่มต้นขึ้นแล้ว 


ก่อนหน้านี้นางได้ยินอาเสาพูดว่า สกุลเผยซื้ออิฐและกระเบื้องจากหังโจวมาหลายลำเรือ สองวันนี้คงจะมาถึงท่าเรือเสาซีแล้ว ช่วงนี้อวี้เหวินจึงต้องตัวติดกันกับอวี้ป๋อ


คนสกุลเฉินส่งเสียง “อืม” คำหนึ่ง รู้สึกว่าแตงหวานลูกนี้หวานอร่อยกว่าวันอื่นอยู่จริงๆ จึงเอ่ยกับอวี้ถังว่า “เจ้าเหลือไว้ให้บิดาเจ้ากินบ้างสิ! แตงหวานก็เหลืออยู่เท่านี้แล้ว”


อวี้ถังหันไปกะพริบตาปริบๆใส่มารดา อวี้เหวินก็พลันกลับมาถึงพอดี คนสกุลเฉินรีบร้อนเข้าไปรับ ช่วยอวี้เหวินล้างหน้าล้างมือ


อวี้ถังลุกยืนขึ้นแล้วเรียก “ท่านพ่อ” เสียงหนึ่ง รอกระทั่งอวี้เหวินจัดการตนเองเสร็จแล้วก็ยกแตงหวานไปให้อวี้เหวินกิน


อวี้เหวินชื่นชมบุตรสาวว่า “เด็กดี” คำหนึ่ง แล้วถามคนสกุลเฉินว่า “มีเรื่องอะไรรีบร้อนอย่างนั้นหรือถึงได้เร่งข้ากลับมา วันนี้ข้าว่าจะเชิญเถ้าแก่ถงไปดื่มเหล้าที่ร้านปลาจางเอ้อสักหน่อย! จะกินปลาต้องฤดูนี้แหละยอดเยี่ยมที่สุด”


คนสกุลเฉินเอ่ยว่า “ข้าก็ว่าเหตุใดท่านหายไปตั้งนาน? เรื่องอิฐและกระเบื้องราบรื่นดีหรือไม่?”


“ราบรื่น” อวี้เหวินตอบ “ที่เรือนเกิดเรื่องใดขึ้นเล่า?”


คนสกุลเฉินเล่าเรื่องที่อวี้ถังไปวัดเจาหมิงให้ฟังไปรอบหนึ่ง


อวี้เหวินนับว่าใจใหญ่ เอ่ยตอบอย่างไม่แยแสว่า “สนใจไปไยว่าพวกเขาต้องการสิ่งใด พวกเราไม่ตอบตกลงก็สิ้นเรื่อง”


คนสกุลเฉินขมวดคิ้ว เอ่ยตอบสามีว่า “แต่หากเป็นเช่นนี้ กลัวแต่พวกเขาจะใช้อุบายเลวทราม หากไม่มีเรื่องนี้ ก็ต้องหาเรื่องอื่นมาบีบพวกเราอีก ป้องกันอย่างไรก็ไม่ไหวแน่”


อวี้เหวินหัวเราะ “นอกจากเรื่องหาคนที่เหมาะสมเพื่อฝากฝังอาถังของพวกเราแล้ว เรื่องอื่นมีอะไรน่ากังวลกัน? เงินทองหมดไปก็หาใหม่ได้น่า!”


“ท่านพูดดีไปเถอะ” คนสกุลเฉินกล่าวอย่างไม่พอใจ “ข้ากลัวว่าเขาจะสอดมือมายุ่งเรื่องงานแต่งของอาถัง”


“เรื่องนี้เจ้าไม่ต้องยุ่งแล้ว” อวี้เหวินบอก “ข้ามีวิธีของข้า”


อวี้ถังได้ยินก็หนังศีรษะชาหนึบ


ตั้งแต่เรื่องที่หลู่ซิ่นขายภาพวาดให้ นางก็เหมือนได้ทำความรู้จักกับบิดาของตนใหม่อีกรอบ


วิธีที่เขาพูดถึง นางไม่รู้สึกวางใจเลยสักนิด


อวี้ถังเขย่าแขนของมารดา ทำออดอ้อนว่า “ท่านแม่ ท่านดูท่านพ่อสิเจ้าคะ ไม่ห่วงใยข้าเลยสักนิด นั่นเป็นเรื่องใหญ่ทั้งชีวิตข้าเชียว เขาไม่คิดจะหารือกับใครก็จบเรื่องไปเช่นนี้ได้ที่ไหนกัน! ต่อให้ไปซื้อโต๊ะยังต้องไปดูตั้งหลายรอบเลยนะเจ้าคะ!”


“เจ้าเด็กคนนี้ พูดจาอย่างไรกันนะ?” อวี้เหวินหันไปถลึงตาใส่บุตรสาว เอ่ยว่า “การเลือกเขยชายเหมือนกับการซื้อโต๊ะอย่างนั้นรึ? เจ้าคิดว่าเรื่องนี้ข้าไม่ร้อนใจรึ มิใช่เพราะไม่มีตัวเลือกที่ดีหรืออย่างไร? ข้ารู้ว่าเจ้ากลัวว่าข้าจะให้เจ้าแต่งกับสกุลหลี่ เจ้าวางใจเถอะ หากเจ้าไม่เห็นด้วย สกุลไหนข้าก็ไม่ตกปากรับคำทั้งนั้น!”


อวี้ถังร้องเสียงดีอกดีใจ รีบวิ่งเอาจานที่มีแตงหวานไปประเคนให้ข้างมืออวี้เหวินทันที แล้วเอ่ยเอาอกเอาใจเขาว่า “ท่านพ่อ ใต้หล้านี้ท่านนับว่าดีต่อข้าที่สุดแล้ว ท่านเป็นบิดาที่ประเสริฐที่สุดในใต้หล้าเลยเจ้าค่ะ!”


“แน่นอนอยู่แล้ว!” อวี้เหวินแม้จะรู้สึกว่าคำพูดของอวี้ถังกล่าวได้เกินจริงไปหน่อย ทว่าไปไม่อาจกดรอยยิ้มมุมปากลงได้ รู้สึกอิ่มเอมยิ่ง


คนสกุลเฉินได้แต่ส่ายหน้าไปมา

........


เช้าตรู่วันถัดมา คนสกุลเฉินส่งคนนำจดหมายตอบกลับไปส่งให้นายหญิงทัง บอกว่าสกุลนางได้ตัดสินใจรับเขยชายเข้าเรือนเพื่ออวี้ถังแล้ว เกรงว่าไม่อาจเกี่ยวดองกับสกุลหลี่ได้อีก


นายหญิงทังได้รับจดหมายก็กระวีกระวาดมาที่เรือนสกุลอวี้ทันที ทางหนึ่งก็หอบแฮกๆ ทางหนึ่งก็ส่งยิ้มชืดๆให้คนสกุลเฉินและเอ่ยว่า 


“ข้ารู้ว่าสกุลเจ้าคิดจะรับเขยชายแต่งเข้า เรื่องนี้ข้าก็บอกกับคุณชายรองสกุลหลี่ไปแล้ว แต่คิดไม่ถึงเลยว่า ขอเพียงได้แต่งกับบุตรสาวท่านต่อให้ต้องแต่งเข้าเป็นเขยชายเขาก็ยินยอม 


กลายเป็นว่า เรื่องนี้ลุกลามใหญ่โตจนคุณชายใหญ่สกุลหลี่รู้เรื่องเขา เขาจึงขังคุณชายรองไว้ในเรือน ทั้งเขียนจดหมายถึงฮูหยินหลี่ด้วย คุณชายรองก็ดึงดันไม่ยอมแพ้ ตอนนี้เริ่มอดอาหารประท้วงแล้ว”


“ฮูหยินหลี่รักบุตรชายอย่างกับอะไรดี ทั้งกลัวว่าคุณชายรองจะมีอันเป็นไป ทั้งเกรงว่าใต้เท้าหลี่รู้เรื่องแล้วจะพาลโมโห คนของท่านก้าวเท้าจากไป นางก็ตามมาถึงทันที 


ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องให้ข้ามาเพื่อช่วยคุณชายรองของพวกเขาสักครั้ง บอกว่าบุตรชายของนางชอบพอคุณหนูเรือนเจ้าด้วยความจริงใจ อย่างไรก็ขอโอกาสให้คุณชายรองของพวกเขาสักครั้ง อย่าได้เพิ่งรีบร้อน


ตกลงเรื่องงานหมั้นหมายของบุตรสาว จะสามารถแต่งเข้าเป็นเขยชายได้หรือไม่นั้น มากที่สุดไม่เกินสามเดือน พวกเขาย่อมให้คำพูดที่แน่นอนแก่เจ้าได้”


พูดจบ นางก็ถอนหายใจยาวเหยียด ดึงมือของคนสกุลเฉินมาแล้วพูดว่า “บรรดานายหญิงของซิ่วไฉในเมืองนี้ ข้าก็อิจฉาแต่เจ้านี่แหละ สามีรักเดียวใจเดียวต่อเจ้าไม่ต้องพูดถึง กระทั่งบุตรสาวเลี้ยงออกมายังเป็นหน้าเป็นตาให้เจ้าได้ 


เจ้าคิดดูสิ สกุลหลี่เป็นสกุลเช่นไร เขาเป็นคุณชายรองอยู่ดีๆไม่ชอบ ร้องจะมาเป็นเขยชายให้สกุลเจ้า ไม่ว่าการหมั้นหมายครั้งนี้จะสำเร็จหรือไม่ ชาตินี้เจ้านับว่าคุ้มค่าแล้ว”


คนสกุลเฉินกับอวี้ถังถูกการพลิกผันของเรื่องราวทำเอาตกตะลึง


ไม่คิดว่าเงื่อนไขอันยากเย็นที่สกุลอวี้เรียกร้องนี้ สกุลหลี่กลับยังจะรับไว้พิจารณา


นี่ทำให้อวี้ถังหวาดระแวงการหมั้นหมายและหวาดกลัวสกุลหลี่ยิ่งกว่าเก่า ทั้งคิดว่าสิ่งที่เกิดขึ้นตามมานี้ล้วนเป็นผลจากเมื่อวานที่นางไปเจอหลี่จวิ้น…


อวี้ถังรู้สึกสับสน


กระทั่งตกบ่าย นางก็ยิ่งอยากตบตนเองสักหลายฉาด ภาวนาให้เวลาย้อนกลับได้


เฉินเหยาเชิญแม่สื่อมาขอหมั้นหมายนางถึงหน้าประตู


คนสกุลเฉินอ้าปากค้าง เอ่ยกับป้าเฉินว่า “นี่โผล่มาจากไหนอีกคนเล่า?”


ป้าเฉินถูกเรื่องราวที่เกิดขึ้นในระยะนี้ทำเอาหัวหมุนไปหมด นางกล่าวว่า “บอกว่าเล่าเรียนอยู่สำนักศึกษาประจำอำเภอ เมื่อวานตอนไปเที่ยวที่วัดเจาหมิงบังเอิญได้เจอกับคุณหนู ก็จำฝังใจไม่ลืม พอแจ้งเรื่องนี้แก่บิดามารดา จึงได้เชิญคนมาขอหมั้นหมายเจ้าค่ะ”


คนสกุลเฉินถามต่อว่า “เช่นนั้นเขารู้หรือไม่ว่าสกุลเราต้องการเขยชายแต่งเข้าสกุล?”


ป้าเฉินตอบว่า “เห็นว่ารู้อยู่เจ้าค่ะ ซ้ำยังบอกว่าสกุลเขามีบุตรชายห้าคน เขาเป็นลำดับที่สาม ทางครอบครัวอนุญาตให้แต่งเข้าเป็นเขยชายแล้ว”


อวี้ถังนวดขมับไปมา ได้แต่ออกมาเก็บกวาดเรื่องยุ่งเหยิง นางเล่าเรื่องให้มารดาฟังว่าไปเจอกับเฉินเหยาที่วัดเจาหมิงได้อย่างไร ทั้งพูดเสริมว่า “เฉินเหยาคนนี้ไม่ได้ นิสัยไม่ผ่านเจ้าค่ะ”


คนสกุลเฉินไม่คิดว่ามีเรื่องเช่นนี้ด้วย จึงถามอวี้ถังอย่างอยากรู้ว่า “เฉินเหยาผู้นี้พบหน้าเจ้าแค่ครั้งเดียวจริงๆรึ?”


“เพิ่งเคยพบครั้งเดียวจริงๆเจ้าค่ะ!” อวี้ถังรู้สึกปวดศีรษะ “ท่านคิดจะให้เขาพบหน้าข้ากี่รอบกัน?”


“อย่าใจร้อน อย่าใจร้อน” คนสกุลเฉินปลอบบุตรสาว เอ่ยว่า “ข้าแค่นึกไม่ถึงว่าจะมีคนที่พบหน้าเจ้าเพียงครั้งเดียวแล้วมาขอหมั้นหมายเจ้าอยู่จริงๆ”


เหตุใดอวี้ถังฟังแล้วรู้สึกว่าน้ำเสียงของมารดามีความภาคภูมิใจเจืออยู่หลายส่วน


นางตอบอย่างหมดแรงว่า “ท่านช่วยไล่แม่สื่อผู้นั้นกลับไปก่อนได้หรือไม่? นางขนข้าวของมากองบังหน้าประตูเราเช่นนี้ ข้ากลัวผู้อื่นเข้าใจผิดคิดว่าข้าจะรีบร้อนออกเรือนเสียอีก!”


คำพูดของอวี้ถังเตือนสติคนสกุลเฉิน นางรีบสั่งป้าเฉินว่า “เร็วเข้า รีบไปบอกให้แม่สื่อกลับไปก่อน บอกว่าเรื่องงานแต่งงานของอวี้ถังนั้น บิดาของนางได้ตัดสินใจไปแล้ว ตอนนี้จะไม่เจรจาเรื่องนี้อีก”


ป้าเฉินรับคำแล้วจากไป ทว่าดวงหน้ากลับอิ่มเอมเปรมปรีย์


เห็นชัดว่าดีอกดีใจยิ่งนักที่มีคนมาขอหมั้นหมายถึงเรือน


อวี้ถังคิดว่าเรื่องราวจะจบลงไปเช่นนี้แล้ว ไม่คิดว่าผ่านไปอีกสองวัน ฟู่เสี่ยวหวั่นก็เชิญแม่สื่อมาคุยเรื่องหมั้นหมาย


ทว่าหลังจากที่สกุลฟู่รู้ว่าสกุลอวี้ต้องการให้เขยชายแต่งเข้า ก็กลับไปอย่างผิดหวัง


ดีชั่วก็ยังมีคนปกติอยู่บ้างแหละ!


อวี้ถังค่อยโล่ง.อก แต่ชื่อเสียงด้านรูปโฉมของนางกลับถูกเล่าลือออกไปไกลด้วยเหตุนี้


กระทั่งตอนที่ครอบครัวลุงใหญ่ได้ยินข่าว ก็เป็นช่วงมอบของขวัญในวันไหว้พระจันทร์แล้ว


ป้าสะใภ้ใหญ่สกุลหวังหัวเราะพลางล้อคนสกุลเฉินว่า “อาถังของเราช่างวาสนาดี สกุลหนึ่งมีบุตรสาวอยู่คนเดียว อีกร้อยสกุลกลับอยากจะขอไป เรื่องนี้คงอ่านเจอแต่ในตำรา ไม่คิดว่าจะได้เห็นกับตาเป็นครั้งแรก”


คนสกุลเฉินกลัดกลุ้ม แล้วบอกความในใจกับคนสกุลหวังว่า “พี่สะใภ้ว่าข้าขี้ขลาดเกินไปหรือไม่? ไม้เด่นเกินไพร ลมพัดย่อมหักโค่น เหตุใดข้าจึงรู้สึกว่าชื่อเสียงคราวนี้ของอวี้ถังมิใช่เรื่องดีเลย คิดแล้วหัวใจก็เต้นไม่เป็นจังหวะอยู่เรื่อย”


คนสกุลหวังตื่นตะลึง กล่าวว่า “อาถังของพวกเรามีพี่ชายคอยคุ้มครอง ทั้งยังมีบิดาเป็นซิ่วไฉ หาใช่เป็นสกุลเล็กๆไร้ที่พึ่งพา มีอะไรให้กลัวกันเล่า แต่ว่าผู้เป็นสตรีมีชื่อเสียงด้านคุณธรรมย่อมสำคัญกว่ารูปโฉม งานแต่งของอาถัง ต้องรีบกำหนดให้เรียบร้อยจึงจะถูก”


[1] เก้าอี้ไท่ซือ เก้าอี้ไม้มีพนักพิง มีที่วางแขน ฐานรองนั่งกว้าง


[2] คนเขลาสามคน เทียบเท่าหนึ่งจูเก๋อเลี่ยง มีความหมายว่า แม้เป็นคนเขลาก็ตาม แต่หากมีความร่วมแรงร่วมใจกันเปิดกว้างรับความคิดเห็นของกันและกัน ก็จะสามารถคิดวิธีดีๆออกได้เช่นเดียวกับผู้มีปัญญาอย่างจูเก๋อเลี่ยง (ขงเบ้ง)


[3] ไม้เด่นเกินไพร ลมพัดย่อมหักโค่น เปรียบเปรยว่าหากทำตัวโดดเด่น มีแต่จะตกเป็นเป้าหมายของผู้อื่น ซ่อนเร้นความสามารถถึงจะเป็นทางเลือกที่ดี


ตอนที่ 25: ข่าวลือ


สิ่งที่คนสกุลเฉินกับคนสกุลหวังกังวลมิใช่ว่าไร้เหตุผล


ไม่นาน ก็มีข่าวลือออกมาว่า ‘บุตรสาวสกุลอวี้ไม่รู้ฟ้าสูงแผ่นดินต่ำ อาศัยว่าตนเป็นโฉมงาม คิดจะหาบัณฑิตแต่งเข้าเป็นเขยชาย’ รอจนข่าวลือนี้ลอยมาถึงหูของคนสกุลเฉินกับอวี้ถัง ชาวเมืองหลินอันก็ลือกันเป็นคุ้งเป็นแควแล้ว น้อยคนนักที่จะไม่รู้เรื่อง


คนสกุลเฉินเดือดดาลจนตัวสั่น พูดไม่ออกอยู่เป็นนาน


อวี้ถังกลัวว่านางจะเป็นอะไรไป รีบให้อาเสาไปเชิญท่านหมอมา


คนสกุลเฉินคว้าหมับที่มืออวี้ถัง กรอบตาพลันรื้นด้วยน้ำตาพลางเอ่ยว่า “อาถัง ไปเชิญท่านป้าสะใภ้เจ้ามาด้วย ข้ามีเรื่องจะคุยกับนาง”


อวี้ถังได้ยินแล้วก็เริ่มครุ่นคิด


หากว่านางยังแสร้งทำตัวเป็นแม่นางน้อยต่อไป ในเรือนมีปัญหาอะไรเกรงว่าคงไม่มีใครหารือกับนางแน่ ทว่านางกลับเป็นคนที่รู้ตอนจบของเรื่องราวทั้งหมด และถ้าอยากให้บิดามารดาเชื่อมั่นในตัวนาง นางก็ต้องหาวิธีมาทำให้พวกเขาเชื่อว่านางมีความสามารถ มีความรู้ สามารถช่วยเหลือสกุลให้รอดพ้นจากสถานการณ์ลำบากได้


“ท่านแม่!” อวี้ถังตัดสินใจแน่วแน่แล้ว ไม่เพียงไม่ไปเชิญป้าสะใภ้มา ทั้งยังนั่งลงที่หัวเตียงของคนสกุลเฉิน เอ่ยออกไปตรงๆว่า “เพราะเรื่องข่าวลือที่แพร่อยู่ด้านนอกหรือเจ้าคะ?”


คนสกุลเฉินไม่ต้องการให้บุตรสาวกังวลใจจึงเอ่ยว่า “เรื่องของผู้ใหญ่เจ้าไม่ต้องยุ่ง บอกให้เจ้าไปเชิญป้าสะใภ้มาก็ไปเชิญเสีย เด็กดี”


อวี้ถังยิ้มแล้วเอ่ยว่า “ท่านแม่ ข้าโตแล้วเจ้าค่ะ ปัญหาบางอย่าง ท่านลองคุยกับข้าก่อนก็ได้ หากข้าพูดไม่ถูกต้องอย่างไร ท่านค่อยให้ข้าไปเชิญป้าสะใภ้ก็ยังไม่สายเจ้าค่ะ”


คนสกุลเฉินรู้สึกฉงน


อวี้ถังจึงรีบพูดว่า “ถ้าหากท่านจะหาป้าสะใภ้ด้วยเรื่องอื่น ข้าจะไปเชิญป้าสะใภ้มาเดี๋ยวนี้ หากเพราะเรื่องข่าวลือข้างนอกเกี่ยวกับงานหมั้นหมายของข้า ข้ากลับมีความคิดอยู่บ้าง ท่านแม่ลองฟังดูไหมเจ้าคะ”


คนสกุลเฉินมองบุตรสาวที่ทำท่าเหมือนเตรียมความพร้อมมาอย่างดี ก็อดจะลังเลมิได้


อวี้ถังยิ้มแล้วเอ่ยว่า “จริงๆแล้วเรื่องนี้ไม่ยากเลย ท่านแค่เชิญแม่สื่อจากทางการมา จากนั้นมอบเงินให้นางก้อนหนึ่ง แล้วบอกนางไปว่าสกุลเราต้องการเขยชายแบบไหนก็สิ้นเรื่องแล้ว!”


คนสกุลเฉินรีบพูดว่า “ได้อย่างไรกัน? แม่สื่อของทางการพึ่งพาไม่ค่อยจะได้”


อวี้ถังหัวเราะ “พวกเราก็ไม่ได้ต้องการให้แม่สื่อหาคู่ให้สำเร็จจริงๆเสียหน่อย จะพึ่งพาได้หรือไม่สำคัญตรงไหนเจ้าคะ?”


คนสกุลเฉินยืดตัวนั่งตรงอย่างตื่นตะลึงรีบพูดว่า “เจ้าหมายความว่าอย่างไร?”


อวี้ถังจึงได้ค่อยๆอธิบายให้มารดาฟังอย่างละเอียด “ลองคิดดูสิเจ้าคะ ข่าวลือด้านนอกนั่นก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเริ่มมาจากตรงไหน พวกเราสืบไปก็คงสืบไม่เจออะไรหรอก 


ต่อให้พวกเราบังเอิญสืบเจอขึ้นมา แค่ผู้อื่นตอบว่า ‘ก็แค่พูดไปเรื่อยเปื่อย’ เราก็ทำอะไรเขาไม่ได้อยู่ดี จะรับมือกับเรื่องนี้ วิธีที่ดีที่สุดคือเราต้องปล่อยข่าวออกไปเช่นกัน คนพวกนั้นมิใช่บอกว่าข้าไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำ คิดจะหาบัณฑิตมาแต่งเข้าเป็นเขยชายหรือ? 


พวกเราก็ประกาศคุณสมบัติของเขยชายออกไปเสียเลย ให้ข่าวลือนั้นมันเงียบหายไปเองโดยไม่ต้องชี้แจงใดๆ เพียงเท่านี้เราก็แก้ปัญหาได้แล้วมิใช่หรือเจ้าคะ?”


คนสกุลเฉินเหมือนว่ายังคิดตามเรื่องราวที่บุตรสาวพูดไม่ทัน “หรือว่าเราจะหาเขยชายที่เป็นใครก็ได้อย่างนั้นรึ? คนที่เคยเรียนหนังสือกับไม่เคยเรียนหนังสือนั้นต่างกัน ก่อนจะสอนให้คนรู้จักจารีตและความละอาย ควรให้เขาได้กินอิ่มนุ่งอุ่นเสียก่อน 


หากว่าครอบครัวยากจนเกินไป ข้าวยังกินไม่อิ่ม แล้วจะไปพิถีพิถันเรื่องอื่นได้อีกหรือ? ถึงเวลานั้นต่อให้แต่งเข้าเรือนเรามา วันนี้เขาคงอยากได้สิ่งนี้ พรุ่งนี้วางแผนเอาสิ่งโน้น ไม่มีอะไรก็คงก่อเรื่องขึ้นมาได้ หากว่าลูกๆได้รับผลกระทบจากบิดาขึ้นมา…เจ้าคิดว่าจะใช้ชีวิตอย่างสงบสุขได้อยู่หรือ?”


“จะเป็นใครก็ได้ได้อย่างไรเจ้าคะ?” อวี้ถังหัวเราะ “ท่านคิดมากเกินไปแล้ว”


คนสกุลเฉินขมวดคิ้ว


อวี้ถังจึงค่อยๆอธิบายต่อ “บัณฑิตใช่ว่าจะมียศศักดิ์ทุกคนนะเจ้าคะ!”


คนสกุลเฉินพลันเข้าใจแจ่มแจ้ง พลิกมือมาบีบมือบุตรสาวเอาไว้ เอ่ยทันทีว่า “เหตุใดข้าเลอะเลือนเช่นนี้ เหตุใดข้าเลอะเลือนเช่นนี้!”


อวี้ถังเม้มปากกลั้นยิ้ม


คนสกุลเฉินพูดอย่างตื่นเต้น “พวกมียศศักดิ์ย่อมไม่ยินยอมแต่งเข้าแน่ อีกอย่างต่อให้แต่งเข้ามา ภายภาคหน้าก็ต้องยุ่งยาก พวกเราควรจะหาครอบครัวที่ใกล้เคียงกัน เคยเล่าเรียนเขียนอ่าน เป็นคนดีมีคุณธรรม อ่านออกเขียนได้ จะได้ช่วยงานเล็กๆน้อยๆในเรือน 


ต่อไปหากมีหลาน สายเลือดทางบิดาก็นับว่าไม่เลว แล้วค่อยส่งให้บิดาเจ้าชี้แนะสั่งสอน ไม่แน่สกุลเราอาจจะมีจวี่เหรินหรือจิ้นซื่อบ้างก็ได้?” 


นางยิ่งพูดก็ยิ่งรู้สึกว่าเข้าท่า “คนเช่นนี้ บิดามารดาย่อมไม่ใช่ประเภทเจอปัญหาแล้วนิ่งเฉย ต่อไปถ้าพวกเราไปมาหาสู่บ่อยเข้า ก็นับว่ามีญาติพี่น้องเพิ่มขึ้น 


พวกเจ้าหากประสบเรื่องราวอันใด ทางนั้นก็นับว่าช่วยเหลือส่งเสริมได้ พวกเรายังสามารถรับปากพวกเขาได้ด้วยว่า สามรุ่นคืนสกุล ถึงเวลานั้นบ้านเล็กก็ยังกลับไปใช้สกุลของเขา”


พูดถึงตรงนี้ ความกลัดกลุ้มของคนสกุลเฉินพลันหายวับ กลายเป็นตื่นเต้นจนแทบจะนั่งไม่ติด


นางเรียกป้าเฉินเข้ามา กำเงินเหรียญจำนวนหนึ่งส่งให้ป้าเฉิน บอกให้นางไปเชิญแม่สื่อจากทางการมาที่เรือน ทั้งสั่งว่า “เชิญมาหลายคนหน่อย อย่างไรก็ต้องแพร่ข่าวออกไปให้ไกล ยิ่งคนรู้มากยิ่งดี”


ป้าเฉินเห็นว่าเรื่องของอวี้ถังมีทางออกแล้ว ในใจก็ยินดีเป็นอย่างยิ่ง เดินจากไปด้วยความเบิกบาน


คนสกุลเฉินหัวเราะฮ่าๆ หมุนกายมาจับมือบุตรสาวไว้แล้วมองสำรวจขึ้นๆลงๆ


อวี้ถังคิดว่าที่แท้นางมีตรงไหนต่างออกไปจากเมื่อก่อนหรือไม่ ในใจอดจะรู้สึกกลัวไม่ได้ จึงถามออกไปอย่างประหม่าว่า “ท่านแม่ ท่านทำอะไรหรือเจ้าคะ?”


“ข้ากำลังมองว่าอาถังของข้าโตเป็นผู้ใหญ่แล้วจริงๆ” ดวงหน้าของคนสกุลเฉินเปี่ยมด้วยความอิ่มเอม “เมื่อก่อนเป็นข้ากับบิดาเจ้าที่ไม่รู้ มักคิดแต่ว่าเจ้าชอบก่อเรื่อง แต่เจ้าดูสิ่งที่เจ้าทำตลอดหลายวันนี้ แม้จะบอกว่าแก่นแก้วเกินไป แต่ก็มีหลักมีการ ถูกต้องเหมาะสมยิ่งนัก” 


พูดแล้ว นางก็ถอนหายใจเฮือกทีหนึ่ง เอ่ยอย่างภูมิใจว่า “แต่ก่อนพวกเราไม่แน่ว่าจะให้เจ้าอยู่กับเรือนไปตลอด กลัวว่าเจ้าจะดูแลเรือนนี้ไม่ไหว แต่วันนี้มองแล้ว มารดากับบิดาเจ้าน่าจะกังวลเกินเหตุ ไม่เคยรู้ว่าอาถังของเราเป็นแม่นางที่มีความคิดและมีความรับผิดชอบเช่นนี้!”


พวกท่านมองคนไม่ผิดเลย!


เป็นสวรรค์ที่ให้โอกาสข้าอีกครั้งหนึ่ง ข้าถึงได้มาแบกภาระหนักหนานี้ไว้ในยามที่ครอบครัวควรมีใครสักคนมาช่วยเหลือ


หางตาอวี้ถังแดงเรื่อ นางบีบมือมารดาแน่น แล้วพึมพำด้วยความรู้สึกผิดและเจ็บปวดว่า “ท่านแม่ ท่านอย่าพูดเช่นนี้ เป็นข้า เป็นข้าที่ผิด…”


“ดูเจ้าสิ พูดจาเหลวไหลอีกแล้ว” คนสกุลเฉินมีหรือจะเดาออกว่าอวี้ถังคิดอะไรอยู่ นึกไปว่าบุตรสาวไม่รู้จะพูดอะไรดี จึงหัวเราะแล้วดันตัวนางออก เห็นว่าอวี้ถังมีน้ำตานองเต็มหน้า ก็ถามอย่างแปลกใจว่า “เจ้าเป็นอะไรไปอีกเล่า?”


มารดาไม่รู้เรื่องนางกลับชาติมาเกิด แต่กลับทำให้อวี้ถังรู้สึกถึงความหนักแน่นมั่นคงยิ่งขึ้น


นางเช็ดน้ำตาแล้วเอ่ยยิ้มๆว่า “ข้า ข้าไม่เป็นไรเจ้าค่ะ ก็แค่นานแล้วที่ท่านแม่ไม่ได้เอ่ยปากชมข้าเช่นนี้!”


“เจ้าเด็กคนนี้!” คนสกุลเฉินทำหน้าหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก “ให้เจ้าทำรองเท้าเจ้าปักเสร็จแล้วหรือยัง? ถ้าหาคนที่เหมาะสมได้จริงๆขึ้นมา ก็ต้องจัดงานแต่งให้เจ้าในเร็วๆนี้แล้ว เจ้าพอถึงเวลาอย่าได้ต้องไปหาซื้อรองเท้าที่ร้านเชียวนะ”


ตามประเพณีของเจียงหนาน วันที่สองที่หญิงแต่งงานใหม่ต้องไปคารวะญาติอีกฝ่าย จะต้องมอบถุงเท้ารองเท้าที่ปักด้วยตนเองให้ญาติๆอย่างพ่อสามีและแม่สามีด้วย


อวี้ถังแต่เด็กก็ไม่ชอบนั่งอยู่นิ่งๆ ทั้งบิดามารดาก็ตามใจ ฝีมืองานเย็บปักจึงแค่พอถูไถ ภายหลังแต่งให้สกุลหลี่ เห็นว่าคนสกุลหลินปฏิบัติต่อนางไม่ดี นางยิ่งไม่อยากจะเย็บปักอะไรให้ใคร กระทั่งดอกไม้ใบไม้ยังปักให้งามไม่ได้ด้วยซ้ำ


คนสกุลเฉินจ้องนางไม่ยอมหยุด นางมีหรือจะกล้าพูดมาก จึงได้แต่เผ่นแน่บหนีไป


คนสกุลเฉินมองตามแผ่นหลังของบุตรสาว หัวเราะจนเอวไม่อาจตั้งตรงได้ ทว่ากลับถูกอวี้เหวินที่รีบร้อนกลับมาจากถนนฉางซิ่งเห็นเข้าพอดี


เขาถอนหายใจเฮือก เอ่ยยิ้มๆว่า “เรื่องอะไรทำให้เบิกบานเพียงนี้? เมื่อครู่เจอกับอาเสา บอกว่าร่างกายเจ้าไม่ดี ต้องไปเชิญท่านหมอมา…”


คนสกุลเฉินหัวเราะพลางเล่าเรื่องเมื่อครู่ให้อวี้เหวินฟัง ทั้งบอกว่า “ได้ความคิดนี้ของอาถัง อาการป่วยของข้าย่อมหายเป็นปลิดทิ้งแล้ว”


“มีเรื่องเช่นนี้ด้วยรึ?!” อวี้เหวินตื่นตกใจ “ไม่เจอกันสามวัน ผู้อื่นก้าวไปข้างหน้าแล้ว ไม่อาจมองด้วยสายตาแบบเดิมได้อีก คิดไม่ถึงจริงๆเลย”


“ก็ใช่น่ะสิเจ้าค่ะ!”


สองสามีภรรยาทอดถอนใจกันอยู่ครึ่งค่อนวัน

..........


อวี้เหวินเรียกอวี้ถังไปที่ห้องหนังสือแล้วเอ่ยชมเชยนางรอบหนึ่ง ทั้งมอบแท่นฝนหมึกเฉิงหนีเยี่ยน สีเขียวที่เป็นของตกทอดของสกุลอวี้ให้นาง


อวี้ถังถือแท่นฝนหมึกไปฟ้องกับมารดาว่า “แท่นฝนหมึกที่สูงค่าเช่นนี้ ถ้าข้าใช้ไป ท่านพ่อต้องร้องโวยวายแน่ นี่จะนับเป็นรางวัลได้อย่างไร? ก็แค่เปลี่ยนสถานที่มาให้ข้าเป็นคนเก็บรักษาไว้ก็เท่านั้น”


คนสกุลเฉินยิ้มแล้วจิ้มนิ้วบนหน้าผากอวี้ถัง เอ่ยว่า “ให้เป็นหนึ่งในสินเดิมของเจ้าไม่นับว่ามีหน้ามีตาพอหรือ?”


อวี้ถังหัวเราะฮ่าๆ


คนสกุลเฉินรักใคร่บุตรสาว ไม่ต้องการให้นางผิดหวัง จึงไปที่หอเครื่องเงินสั่งทำชุดปิ่นไข่มุกหนึ่งชุด กับเครื่องประดับศีรษะไข่มุกหนึ่งชุดไว้ให้อวี้ถัง “ตอนที่พี่สาวหม่าของเจ้าแต่งงาน เจ้าจะได้ใช้ตอนไปดื่มสุรามงคล”


อวี้ถังถามอย่างแปลกใจว่า “วันแต่งงานของนางกำหนดแล้วหรือเจ้าคะ?”


คนสกุลเฉินพยักหน้ายิ้มๆ “กำหนดไว้วันที่หกเดือนเก้า ของที่จะใส่กล่องของขวัญเจ้าเตรียมแล้วหรือไม่? หากว่ายังไม่มี ก็รีบไปสั่งทำที่ร้านเสีย ข้าจะออกเงินให้”


งานเย็บปักของบุตรสาวนั้น นางไม่คาดหวังแล้ว


อวี้ถังอยากจะมอบของให้หม่าซิ่วเหนียงหลายๆชิ้นหน่อย เงินนั้นได้มายิ่งมากก็ยิ่งดี


นางออดอ้อนแล้วขอเงินจากมารดามาได้ห้าตำลึง เมื่อไปถึงหอเครื่องเงินก็สั่งทำกำไลเงินให้หม่าซิ่วเหนียงคู่หนึ่ง

........


ไม่นาน แม่สื่อของทางการก็ประกาศคุณสมบัติเขยชายที่สกุลอวี้ต้องการไปจนทั่ว ทั้งยังอธิบายว่า “มิใช่ว่าคุณชายของหลายสกุลนั้นไม่ดี แต่ไม่สอดคล้องกับคุณสมบัติที่สกุลอวี้ต้องการ นี่ก็เป็นเรื่องที่จนปัญญาเช่นกัน”


ทุกคนต่างรู้สึกว่าเรื่องนี้มีเหตุมีผล เกี่ยวกับข่าวลือที่อวี้ถัง ‘มักใหญ่ใฝ่สูงจะหาบัณฑิตมาแต่งเข้าเป็นเขยชายนั้น’ ก็ค่อยๆจางหายไป


ทว่า งานหมั้นหมายของอวี้ถังก็เป็นที่สนใจของคนหลายคน


วันนี้หลังจากที่อวี้เหวินกลับมาจากการไปส่งขนมไหว้พระจันทร์ให้เถ้าแก่ถง เขาก็อารมณ์ดียิ่งขึ้น เอ่ยกับคนสกุลเฉินด้วยความมึนเมาเล็กน้อยว่า “เถ้าแก่ถงบอกว่าจะเป็นพ่อสื่อให้อาถังของเราล่ะ!”


คนสกุลเฉินทางหนึ่งก็ประคองน้ำแกงสร่างเมาให้อวี้เหวิน ทางหนึ่งก็ถามอย่างยินดี “เถ้าแก่ถงเป็นคนดี คู่หมั้นหมายที่หามาย่อมไม่มีชั่วแน่ ท่านนั่งลงเล่าให้ข้าฟังอย่างละเอียดหน่อยสิเจ้าคะ”


อวี้เหวินยกน้ำแกงสร่างเมาในมือดื่มรวดเดียวหมด ก่อนจะนั่งใต้แสงตะเกียงเอ่ยกับคนสกุลเฉินว่า “เถ้าแก่ถงบอกว่า เขามีสหายสนิทผู้หนึ่ง สกุลเว่ย สองสามีภรรยาล้วนเป็นคนสบายๆไม่เคร่งครัด 


ครอบครัวทำโรงงานคั้นน้ำมันพืช มีที่ดินสองร้อยกว่าหมู่ ทั้งยังมีภูเขาปลูกต้นดอกกุ้ยฮวาไว้สามร้อยกว่าต้น สกุลมีบุตรชายห้าคน ล้วนแต่เป็นผู้มีวิชาความรู้ 


เขาเองก็เห็นมาตั้งแต่เล็กจนโต บุตรคนโตต้องเก็บไว้สืบสานกิจการของสกุลแน่แล้ว บุตรชายคนอื่นๆน่าจะแต่งเข้าเป็นเขยชายได้ทั้งสิ้น 


หากเจ้าคิดว่าใช้ได้ เขาก็จะลองไปพูดคุยให้ก่อน แล้วนัดคนออกมาให้พวกเราได้พบ ถ้าสำเร็จ ก็ให้อาถังของเราปักรองเท้าให้เขาสักคู่ ถ้าไม่สำเร็จ ก็คิดเสียว่าข้านับเป็นลูกหลานแล้ว”


“บุตรชายห้าคน?” คนสกุลเฉินหัวเราะ “เป็นเรื่องดีสิ หากว่างานหมั้นหมายนี้ลุล่วง พวกเราก็จะมีเครือญาติมารับมือต่อแล้ว 


ท่านดูซิ่วไฉอย่างท่านสิ ยังต้องมาจัดการเรื่องในร้านค้าด้วยตัวเองอยู่เลย ถ้าในเรือนมีเด็กๆหลายคนหน่อย ท่านกับท่านลุงใหญ่ก็ไม่ต้องลำบากเช่นนี้”


อวี้เหวินด้วยเพราะงานมงคลของอวี้ถังเริ่มมีเค้าราง ในใจก็ยินดีนัก จึงเอ่ยล้อเล่นว่า “จะว่าไปแล้ว ต้องโทษสกุลเผย ถ้ามิใช่สกุลเผยออกเงินช่วยเหลือเหล่าบัณฑิตทุกปี 


เมืองหลินอันมีหรือจะมีซิ่วไฉมากมายขนาดนี้ เจ้าลองมองดูที่อื่นสิ ซิ่วไฉมีหน้ามีตาเพียงใด แล้วกลับมามองหลินอันของพวกเรานี่ เทียบกันแล้ว ช่างน่าโมโหยิ่งนัก!”


“เอาล่ะ เอาล่ะ ท่านก็พูดให้น้อยลงหน่อย” คนสกุลเฉินหัวเราะ เอ่ยว่า “ดื่มเหล้าแล้วพูดจาเลอะเทอะ สกุลเผยทำความดี แล้วไปขัดขวางอะไรท่านเล่า? ข้ากลับคิดว่า ซิ่วไฉจังหวัดหลินอันของเรายิ่งไม่ต้องมีหน้ามีตายิ่งดี เดินออกไปไหนก็น่าฟังหน่อย! คนที่ทำมาค้าขายอยู่ข้างนอกนั้น ผู้อื่นจะได้ไม่กล้ารังแกตามอำเภอใจ”


[1] สามรุ่นคืนสกุล หมายถึง เมื่อบุรุษแต่งเข้าเป็นเขยของสกุลฝ่ายหญิง จะต้องเปลี่ยนสกุลตามสกุลฝ่ายหญิงด้วย แต่ภายหลังเมื่อให้กำเนิดเด็กรุ่นที่สามออกมา ต้องกลับไปใช้สกุลเดิมของท่านปู่


[2] แท่นฝนหมึกเฉิงหนีเยี่ยน เป็นหนึ่งในสี่ของแท่นฝนหมึกที่เลื่องชื่อของจีน


ตอนที่ 26: ดูตัว


สองสามีภรรยาพูดคุยเปิดอกกันอย่างสบายใจ ป้าสะใภ้ใหญ่สกุลหวังหอบสาลี่สดใหม่มาจากตลาด บอกว่าให้อวี้ถังลองชิม สะใภ้ทั้งสองอดจะคุยเรื่องงานหมั้นหมายของอวี้ถังไม่ได้ พอรู้ว่าเถ้าแก่ถงจะเป็นพ่อสื่อให้อวี้ถัง คนสกุลหวังก็เอ่ยยินดีว่า “ถ้ากำหนดวันได้แล้ว อย่าลืมบอกข้าด้วย ข้าก็อยากไปเห็น”


คนสกุลเฉินหัวเราะ “ไม่รู้ว่าจะตกล่องปล่องชิ้นหรือไม่? เพียงไปดูลาดเลาก่อนเท่านั้น”


คนสกุลหวังยิ้มเพราะไม่คิดว่าเป็นเช่นนั้น “อาศัยอาถังของพวกเรา มีแต่นางที่เลือกผู้อื่น ไม่มีหรอกที่ผู้อื่นเลือกนาง”


คนสกุลเฉินค่อนข้างคาดหวังกับคู่หมายนี้เช่นกัน จึงยิ้มแล้วเอ่ยต่อว่า “ต้องหยิบยืมความโชคดีของท่านแล้ว”

.........


บางทีอาจจะมีวาสนาต่อกันจริง เพราะไม่นานเถ้าแก่ถงก็ตอบจดหมายกลับมา บอกว่าบุตรชายคนรองกับคนที่สามของสกุลเว่ยล้วนรุ่นราวคราวเดียวกับอวี้ถัง ให้สกุลอวี้เลือกได้ตามใจ


คนสกุลหวังได้ยินก็หัวเราะจนหุบปากไม่ได้ พูดกับอวี้ป๋อว่า “ดูแล้วสกุลเว่ยน่าจะเป็นคนจริงใจไม่เลว ไม่แน่อาจเป็นคู่หมายที่ดีก็ได้!”


อวี้ถังเป็นดั่งไข่มุกบนฝ่ามือ ยิ่งเป็นเรื่องใหญ่ของทั้งชีวิต อวี้ป๋อแม้จะไม่ได้ไปถามไถ่ด้วยตนเอง แต่ก็ห่วงใยอย่างมาก พอได้ยินอย่างละเอียดแล้วก็กำชับคนสกุลหวังว่า 


“เจ้าอายุมากกว่าน้องสะใภ้ จัดการเรื่องใดก็ละเอียดรอบคอบ เรื่องของอาถังนี้ เจ้าต้องคอยดูให้ดี สิ่งอื่นล้วนเป็นรอง นิสัยใจคอมาเป็นอันดับหนึ่ง ครอบครัวกับเรื่องอื่นๆ หากเป็นคนอารมณ์ร้อน ต่อให้เก่งกาจ หล่อเหลาเพียงใด ซื่อตรงเพียงไหน ก็ไม่อาจใช้ชีวิตอย่างสงบสุขได้”


“ทราบแล้ว ทราบแล้ว!” คนสกุลหวังพูดถึงเรื่องนี้ขึ้นมาก็นึกถึงบุตรชายของตน ขณะที่นั่งหวีผมอยู่หน้าโต๊ะเครื่องแป้งก็เอ่ยกับอวี้ป๋อว่า “งานแต่งของหย่วนเอ๋อร์ ท่านตัดสินใจแล้วหรือยัง”


แต่ก่อนคนสกุลหวังคิดจะดองกับพี่น้องสกุลฝั่งมารดา ใครจะคิดว่าเด็กคนนั้นอายุได้แปดขวบก็จากไปเสียแล้ว คนสกุลหวังใจหายใจคว่ำ ไปวัดเพื่อทำนายชะตาให้อวี้หย่วน ได้ความว่าอวี้หย่วนไม่เหมาะจะแต่งงานเร็วเกินไป งานมงคลของเขาถึงได้ยืดเยื้อมาจนบัดนี้


สกุลอวี้มีลูกหลานน้อย แต่ไรก็เห็นความสำคัญของเด็กๆเป็นที่สุด อวี้ป๋อจึงไม่กล้าตัดสินใจลวกๆ “รอให้ข้าปรึกษากับฮุ่ยหลี่ก่อนค่อยว่ากัน” ทั้งถามคนสกุลหวังอีกรอบว่า “จะไปดูตัวเด็กทั้งสองคนเลย หรือเลือกแล้วว่าจะไปดูคนไหน?”


คนสกุลหวังหัวเราะ “น้องสะใภ้เล่าว่า บุตรคนรองโตกว่าอวี้ถังสองปี อายุมากกว่าหน่อย น่าจะรู้ความ จึงจะไปดูตัวบุตรคนรองของพวกเขา”


อวี้ป๋อพยักหน้า ไม่ถามเรื่องนี้ต่ออีก

........


อวี้ถังทางนั้นพอถึงเวลา ในใจกลับกระวนกระวายรู้สึกไม่สงบ


งานแต่งงานของนาง จะจบลงเช่นนี้แล้วจริงหรือ?


ไม่รู้ว่าคนที่ชื่อเว่ยเสี่ยวซานจะหน้าตาเช่นไร? นิสัยแบบไหน? แล้วมองการแต่งงานครั้งนี้อย่างไรบ้าง?


นางถอนหายใจยาวเหยียด แล้วบอกกับตัวเองว่า สกุลเว่ยมีความจริงใจเต็มเปี่ยม ได้ยินว่าบุตรคนโตสกุลเว่ยยังสอบเป็นถงเซิงได้ด้วย 


สามารถมีคู่หมายเช่นนี้ ก็นับว่าคู่ควรเหมาะสม นางควรจะพอใจจึงจะถูก แต่แม้จะคิดเช่นนั้น หัวใจกลับไม่ฟังคำสั่งของนาง มันมีแต่ความกลัดกลุ้ม ไม่รู้สึกยินดีเลยสักนิด


จนถึงวันที่ไปดูตัว คนสกุลเฉินก็เชิญหม่าซิ่วเหนียงไปเป็นเพื่อนอวี้ถังด้วย


เพราะสถานที่ดูตัวนัดหมายไว้คือวัดเจาหมิง อวี้ถังนอกจากต้องเช่ารถม้า ตระเตรียมอาหารแห้ง ยังต้องไปจองอาหารเจที่วัดเจาหมิงล่วงหน้าและเชิญคนกลาง…


คนสกุลเฉินมัววุ่นหน้าวุ่นหลัง อวี้ถังก็จงใจปกปิด คนสกุลเฉินจึงไม่เห็นท่าทีผิดปกติของอวี้ถัง ทว่าหม่าซิ่วเหนียงกลับสังเกตเห็นแล้ว


นางหาข้ออ้างไล่ซวงเถาที่รับใช้อยู่ในห้องออกไปด้านนอก ดึงมืออวี้ถังแล้วกระซิบถามนางว่า “เจ้าเป็นอะไรไปอีก? ไม่พอใจรึ? หรือว่ามีความคิดเป็นอื่น? 


อีกเดี๋ยวต้องไปดูตัวแล้ว หากว่าไม่มีอะไรย่ำแย่เกินเหตุ เรื่องนี้แปดเก้าส่วนคงตกลงกันได้ ถ้าเจ้ารู้สึกว่ามีอะไรไม่ดี ถือโอกาสตอนไม้ยังไม่กลายเป็นเรือ รีบพูดมันออกมาเสีย 


ถ้าเรื่องหมั้นหมายกำหนดเรียบร้อยแล้ว ต่อให้เจ้ามีพันความคิดหมื่นคำพูด ก็ต้องกดเอาไว้ในใจชั่วชีวิต นี่ไม่ใช่เรื่องล้อเล่นนะ มีแต่จะเป็นผลร้ายต่อผู้อื่นและตัวเจ้าเองด้วย”


หม่าซิ่วเหนียงไม่เชื่อว่าอวี้ถังจะไม่รู้สึกหวั่นไหวสักนิดต่อผู้ที่ไม่ว่าจะเป็นรูปร่างหน้าตาหรือความจริงใจก็ไม่อาจหาข้อบกพร่องอย่างหลี่จวิ้นได้


อวี้ถังหันไปยิ้มให้หม่าซิ่วเหนียง เพียงแต่นางคงไม่รู้ว่า รอยยิ้มของตนฝืดเฝื่อนปานใด


“ข้ารู้น่า” นางตอบเสียงเบา “ท่านแม่กับท่านพ่อข้าใช่ว่าเป็นคนไร้เหตุผล ข้าเพียงรู้สึกว่า ถ้าต้องแต่งออกไปเช่นนี้…”


นางกลัว


คิดถึงตอนแรก หลี่ตวนกับกู้ซี ไม่รู้ว่ามีคนมากมายเท่าไรคอยอิจฉา ขนาดนางเองตอนที่ยังไม่รู้ว่าหลี่ตวนเป็นคนมีความคิดวิปริต ก็ยังเคยรู้สึกว่าสามีภรรยาคู่นี้ไม่ว่าจะดื่มสุรารอบวง เขียนคิ้วให้กัน ช่างเหมือนกับนกยวนยางคู่หนึ่งหรือ?


หม่าซิ่วเหนียงไม่เชื่อ แต่กลัวว่าถ้านางพูดมากไปจะทำให้อวี้ถังรู้สึกต่อต้าน ต่อไปหากมีเรื่องใดก็จะไม่ปรึกษานางอีก เหมือนก่อนหน้าที่เที่ยวก่อกวนจะไปดูหน้าหลี่จวิ้นที่วัดเจาหมิงให้ได้ ถ้านางก่อเรื่องอะไรขึ้นมาอีกต้องแย่แน่ๆ มิสู้คอยจับตาดูให้มากหน่อย อย่าให้เกิดเรื่องกับอวี้ถัง


“ทุกคนก็เหมือนกันนั่นแหละ!” นางคล้อยตามคำพูดของอวี้ถังแล้วปลอบใจนาง “เจ้าดูข้าสิ กับคุณชายจางแม้นับได้ว่ารู้จักกันมาตั้งแต่เล็ก แต่ตอนที่คุยเรื่องหมั้นหมาย จะตบแต่งกันจริงๆ ในใจข้าก็เป็นกังวลอยู่ตลอด กลัวว่าตอนนี้จะทำได้ไม่ดีพอ ตอนนั้นจะทำออกมาแย่ รอให้ผ่านช่วงนี้ไป ก็จะค่อยๆดีขึ้นเอง”


อวี้ถังขอบคุณหม่าซิ่วเหนียงด้วยรอยยิ้ม เหมือนว่าได้รับคำปลอบโยนจากนางแล้ว ทว่าใจยิ่งไม่อาจสงบลงได้มากกว่าเดิม


สิ่งที่นางกลัวกับความกลัวที่หม่าซิ่วเหนียงพูดถึงไม่เหมือนกัน


นางไม่กลัวสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป ทั้งไม่กลัวว่าพอแต่งออกไปแล้วจะไม่มีความสุข สิ่งที่นางกลัว คือนางไม่อยากแต่งให้คนผู้นี้ ไม่อยากให้เรื่องราวจบแบบชาติก่อนอีก…


ความคิดที่แวบผ่าน ทำให้อวี้ถังชะงักไป


ที่แท้อวี้ถังไม่อยากแต่งให้คนผู้นี้อย่างนั้นรึ? แต่คนผู้นี้มีอะไรไม่ดีกันเล่า?


ทุกคนก็เหมือนกันหมดมิใช่หรือ? บิดามารดาจัดการ แม่สื่อชี้แนะบอกนำ เมื่อคู่ควรเหมาะสม ก็แต่งงานกันได้แล้ว


สกุลเว่ยยังโค้งเอวแทบติดพื้น บุตรชายสองคนให้พวกนางเลือกได้ตามใจชอบ นางยังมีอะไรให้ไม่พอใจอีก? นางต้องการคนเช่นไรกันแน่?


อวี้ถังถูกความคิดตัวเองทำให้ตกใจยกใหญ่ อยากจะพูดออกไปให้หม่าซิ่วเหนียงฟัง แต่กลับไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหน


คนสกุลเฉินเร่งพวกนางอยู่ด้านนอกแล้ว “พวกเจ้าเก็บของเสร็จหรือยัง? รถม้ามาถึงแล้ว เราต้องรีบไปให้ทันมื้อเที่ยงที่วัดเจาหมิงอีกนะ!”


หม่าซิ่วเหนียงรีบร้องตอบกลับ แล้วช่วยอวี้ถังเก็บข้าวของก่อนออกประตูไป


คำพูดมากมายของอวี้ถังจึงติดอยู่ในลำคอ


วัดเจาหมิงยังคงโอ่อ่ายิ่งใหญ่ดั่งที่เคยเป็น แต่ในสายตาของอวี้ถังในตอนนี้ กลับรู้สึกว่ามันจอแจเกินไป ไม่มีความน่าเกรงขามและเงียบสงบอย่างที่วัดใหญ่อันดับหนึ่งของเมืองควรจะมี


อาจเพราะหัวใจเปลี่ยนไปแล้ว อารมณ์ที่ใช้มองสิ่งต่างๆจึงเปลี่ยนไปด้วย


นางแอบครุ่นคิดเงียบๆ จนคนสกุลเฉินพามาถึงวิหารเทียนหวัง


คนที่มาดูตัวเป็นเพื่อนอวี้ถังนับว่าไม่น้อยทีเดียว นอกจากคู่สามีภรรยาอวี้เหวิน ฝ่ายสตรียังมีหม่าซิ่วเหนียงกับคนสกุลหวัง แขกบุรุษมีเถ้าแก่ถง อวี้ป๋อและอวี้หย่วน


ตามที่นัดหมายกับสกุลเว่ยเอาไว้ หลังจากที่สองสกุลแยกกันกินอาหารเที่ยงแล้ว ทุกคนจะไปเดินเล่นที่ด้านหลังเขา จากนั้นค่อยทำทีเป็นบังเอิญพบกันที่น้ำตกสีปี่ สองสกุลก็ถือโอกาสนี้มองฝ่ายตรงข้ามให้มากหน่อย


อวี้ถังกินมื้อเที่ยงด้วยหัวใจที่หนักอึ้ง นางคล้องแขนหม่าซิ่วเหนียงเอาไว้ เดินตามอยู่ด้านหลังคนสกุลเฉินกับคนสกุลหวัง มุ่งหน้าไปยังน้ำตกสีปี่


เพื่อไม่ให้โดดเด่นเกินหน้าตัวหลัก วันนี้หม่าซิ่วเหนียงจึงสวมเสื้อกั๊กยาวปี๋เจี่ยตัวบาง ปักปิ่นชุบเงิน ห้อยตุ้มหูดอกติงเซียง 


ดูแล้วเรียบง่ายยิ่งนัก อวี้ถังกลับสวมเสื้อกั๊กตัวยาวที่ตัดจากผ้าหังโจวสีแดงปักขอบด้วยด้ายเขียว หวีผมทรงก้นหอยสองข้าง เสียบหวีสับฝังหินสีน้ำเงิน ทั้งงดงามและมีชีวิตชีวายิ่ง


คนสกุลเว่ยมองปราดเดียวก็เห็นอวี้ถังในทันที


นายหญิงเว่ยไม่รอดูท่าทีของบุตรชายก็พออกพอใจยิ่งแล้ว


กระทั่งหันไปมองบุตรชาย เห็นว่าเขาดวงหน้าแดงก่ำ แทบไม่กล้าเงยหน้าขึ้นมา


นายหญิงเว่ย.อดจะเม้มปากยิ้มไม่ได้ คนในสกุลอวี้ก็มองเห็นเว่ยเสี่ยวซานในทันทีเช่นเดียวกัน


เขาอยู่ในชุดใหม่เอี่ยมที่มีรอยจีบ รูปร่างสูงใหญ่ ผิวค่อนข้างคล้ำ แต่คิ้วหนาตาโต ท่าทีซื่อสัตย์แฝงความองอาจผึ่งผายอยู่หลายส่วน เป็นชายหนุ่มที่มีกำลังวังชายิ่ง 


ตอนที่เขามองอวี้ถังดวงตาสองข้างก็เปล่งแสงพราวระยับ แสดงให้เข้าใจได้ในทันทีถึงความชมชอบ ไม่ต้องพูดถึงลูกสาวของนางแล้ว ขนาดอวี้ถังที่ตอนมาไม่ค่อยจะสดใส ยังพลันรู้สึกดีตามไปด้วย หัวใจที่ลอยเคว้งก็เริ่มไม่คลอนแคลนอีก


หากเป็นคนนี้ นับว่าพอไหว นางคิดในใจ พลางลอบประเมินคนในสกุลเว่ยอยู่ในที


ผู้เป็นบิดาเป็นคหบดีชนบทที่เงียบขรึม นายหญิงเว่ยเปิดเผยชาญฉลาด สายตาซื่อตรงเที่ยงธรรม บุตรชายคนโตกับเว่ยเสี่ยวซานหน้าตาคล้ายกันมาก ทว่าดวงหน้าออกแนวคงแก่เรียนมากกว่าน้องชายอยู่หลายส่วน 


สะใภ้ใหญ่ของสกุลเว่ยก็นับว่าไม่เลว งดงามอ่อนโยน พูดจาเรื่อยๆไม่รีบร้อน คล้ายเป็นผู้เล่าเรียนเขียนอ่าน ผู้ที่ติดตามมาด้วยยังมีพี่สะใภ้ฝั่งมารดาของนายหญิงเว่ย ท่าทางสบายๆคล่องแคล่วยิ่งนัก 


กลับเป็นบุตรคนที่ห้าของสกุลเว่ยนามว่าเว่ยเสี่ยวชวน เขาอายุเพิ่งครบสิบขวบดี แต่พอเห็นอวี้ถังก็ฮึดฮัดไม่พอใจ 


ตอนที่สองสกุลพูดคุยกัน เขาก็ไปอยู่ด้านหลังสุด ไม่รู้ว่าไปหักกิ่งไม้มาได้ตั้งแต่ตอนไหน ครู่หนึ่งก็กวาดไม้ไปทางต้นหญ้าที่สูงถึงเข่า ครู่หนึ่งก็เปลี่ยนไปตีกิ่งไม้ข้างกาย บางครั้งก็ทำเสียงดังลอยมา ขัดความสำราญในการสนทนาของสองสกุลยิ่งนัก


นายหญิงเว่ยเห็นแล้วก็ขมวดคิ้ว เรียกบุตรคนโตเข้าไปหาแล้วกระซิบสองสามคำ บุตรชายคนโตสกุลเว่ยนามเว่ยเสี่ยวหยวนจึงหิ้วคอเว่ยเสี่ยวชวนไปด้านข้างด้วยสีหน้าทะมึน ตำหนิเขาเสียงเบาไปหลายที เว่ยเสี่ยวชวนกลับยิ่งโมโหแล้ววิ่งหนีไป


คนในสกุลอวี้ทุกคนเห็นแล้วก็รู้สึกประหลาดใจ


คงเพราะสังเกตสีหน้าของทุกคนอยู่ตลอด นายหญิงเว่ยจึงรีบอธิบายต่อคนสกุลเฉินว่า “เด็กคนนี้เป็นลูกคนสุดท้อง ถูกคนในเรือนตามใจจนเคยตัว วันนี้เดิมไม่คิดพาเขามาด้วย 


แต่พอถึงวัดเจาหมิงเพิ่งพบว่าไม่รู้เขาตามมาแต่เมื่อไร ได้แต่พาขึ้นเขามาด้วยกัน พวกท่าน…เอ่อ นายหญิงอวี้อย่าได้ใส่ใจ กลับไปข้าจะสั่งสอนเขาให้ดี”


คนสกุลเฉินมีนิสัยเจ้าให้เกียรติข้าหนึ่งฉื่อ ข้าต้องให้คืนหนึ่งจั้ง เห็นว่านายหญิงเว่ยเกรงอกเกรงใจถึงเพียงนี้ รีบตอบว่า “เด็กๆก็ซุกซนเช่นนี้เป็นธรรมดา นายหญิงเว่ยก็อย่าได้ใส่ใจนัก”


นายหญิงเว่ยได้ยิน ก็รีบเอ่ยเสริมคนสกุลเฉินทันที แม้หัวข้อส่วนใหญ่ที่คุยจะเป็นเรื่องจิปาถะประจำวันทั่วไป แต่ก็พอจะมองออกว่านางใส่ใจคนสกุลเฉินยิ่งนัก อยากจะเกี่ยวดองกับสกุลอวี้เป็นที่สุด


คนสกุลเฉินก็พอใจกับคนของสกุลเว่ยเป็นหนักหนา ตอนแยกย้ายยังพูดกับนายหญิงเว่ยอย่างชัดเจนว่าหากมีเวลาก็เชิญมาเป็นแขกนั่งเล่นที่เรือนได้


คนในสกุลเว่ย รวมถึงสกุลเว่ยผู้เป็นบิดา ล้วนแต่มีสีหน้ายินดี


ระหว่างทางที่กลับไป หม่าซิ่วเหนียงก็เยินยอเว่ยเสี่ยวซานไปตลอดทาง


อวี้ถังถอนหายใจ เลิกผ้าม่านรถม้าขึ้นแล้วมองวัดเจาหมิงที่ค่อยๆเลื่อนห่างออกไป หัวใจที่เต้นไม่เป็นสุขถึงค่อยๆสงบลงได้

.........


เช้าตรู่วันถัดมา สกุลเว่ยได้เชิญแม่สื่อมาถึงประตูเรือน พูดชื่นชมอวี้ถังไปหลายกระบุง แต่สีหน้าของคนสกุลเฉินหาได้บ่ายเบี่ยง สุดท้ายก็ตอบตามจารีตไปว่าจะพิจารณาดูอย่างรักษาท่าที


แม่สื่อดูออกว่าการหมั้นหมายครานี้มั่นใจได้ถึงเก้าส่วนได้ ก็รับเงินตอบแทนจากคนสกุลเฉินไปอย่างหน้าชื่นตาบาน


ป้าสะใภ้คิดถึงเรื่องก่อนหน้าที่ผู้คนซุบซิบนินทาหาว่าอวี้ถังเย่อหยิ่งใฝ่สูงคิดหาบัณฑิตแต่งเข้าเป็นเขยชาย จึงได้ปล่อยข่าวเรื่องนี้ออกไปทันที


ตอนที่ 27: พลิกผัน


เวลาเพียงไม่นาน คนในตรอกชิงจู๋ต่างรู้เรื่องที่สกุลอวี้ใกล้จะดองกับสกุลเว่ยแล้ว


เพียงแต่คนสกุลเฉินยังไม่ทันได้รับของขวัญอย่างเป็นทางการจากแม่สื่อสกุลเว่ย นายหญิงทังกลับมาถึงก่อนแล้ว


นางโผล่เข้าประตูมาก็โอดครวญทันที “มิใช่ข้าบอกให้เจ้ารอก่อนหรือ? เหตุใดเจ้าถึงรีบร้อนจนทนรอไม่ไหวเล่า มองไปให้ทั่วเมืองหลินอันสิ มีใครเทียบกับสกุลหลี่ เทียบคุณชายรองสกุลหลี่ได้บ้าง เจ้าอย่าได้สายตาสั้นเช่นนี้ คนที่ยอมแต่งเข้าเป็นเขยชายให้เจ้า ยังมีที่ดีๆอยู่อีกนะ”


วาจานี้พูดจนคนสกุลเฉินเกิดโมโห นางจึงตอบกลับอย่างไม่เกรงใจบ้าง


คนสกุลเฉินจิบน้ำชาอย่างไม่รีบร้อน แล้วเอ่ยเสียงเรียบว่า “ก็ต้องดูว่าเป็นคนเช่นไร บุตรสาวสกุลข้านับว่ามีวาสนาเช่นนี้เอง ต่อให้สกุลหลี่ดีเพียงไหน 


ก่อนหน้านี้ที่เจ้าให้พวกเรารอ ก็มิใช่เพราะต้องรอสกุลหลี่พิจารณาเรื่องคุณชายรองแต่งเข้ามาเป็นเขยชายให้พวกเรารึ? สกุลหลี่จริงใจได้ไม่มากเท่าสกุลเว่ย สกุลเว่ยแซงหน้าพวกเขาไปแล้ว นายหญิงทัง เหตุใดท่านจึงพูดว่าสกุลเว่ยเทียบไม่ได้เล่า?”


นายหญิงทังสำลักทันที


คนสกุลเฉินพูดต่ออีกว่า “นายหญิงทังคงยังไม่รู้กระมัง? พวกเราสองสกุลเตรียมว่าก่อนหน้าวันไหว้พระจันทร์จะต้องตกลงเรื่องงานแต่งให้เสร็จสรรพ ถึงเวลานั้นเชิญนายหญิงทังมาร่วมดื่มสุรามงคลด้วย ขอนายหญิงทังอย่าได้ปฏิเสธ”


นายหญิงทังเดินหน้าบูดบึ้งออกไป


คนสกุลเฉินร้องเสียง ‘เพ่ย’ ส่งตามหลังนางเสียงหนึ่ง แล้วสั่งกับป้าเฉินว่า “เอาถ้วยชาที่นางดื่มไปโยนทิ้งเสีย”


ป้าเฉินหัวเราะพูดว่า “ท่านไม่จำเป็นต้องเดือดดาล ต่อให้เป็นถ้วยชาเก่า แต่ก็ราคาหลายเหรียญ มิสู้เก็บเอาไว้ก่อน รอให้มีขอทานผ่านมาขอข้าวขอน้ำจากเรา ก็ยังใช้ใส่น้ำชาให้ได้นะเจ้าคะ”


คนสกุลเฉินยิ้มเย็นพลางเอ่ยว่า “จะให้ขอทานใช้ยังกลัวจะไปสกปรกผู้อื่นเลย”


ป้าเฉินหัวเราะฮ่าๆออกมา


คนสกุลเฉินไปควบคุมอวี้ถังปักรองเท้าโดยไม่พูดอะไรอีก

........


ฮูหยินหลี่ได้รับคำตอบจากนายหญิงทัง สีหน้าก็เปลี่ยนเป็นสีเขียวคล้ำ อยากจะตะโกนออกไปว่าช่างมันเสีย แต่พอคิดถึงบุตรชายคนเล็กที่ยังอาละวาดไม่เลิกกับแม่สามีที่เรียกนางไปตำหนิแล้วยกหนึ่ง จึงเอ่ยอย่างติดๆขัดๆออกไปว่า “สกุลอวี้นี้ ช่าง ช่างไม่รู้จักประมาณตน”


นายหญิงทังคิดว่าเรื่องคงจบลงเช่นนี้แล้ว จึงถอนหายใจโล่ง.อก เวลาเดียวกันก็เอ่ยกับคนสกุลหลินด้วยน้ำเสียงเดือดดาลราวกับมีศัตรูคนเดียวกันว่า 


“ก็ใช่น่ะสิ คนสกุลเฉินผู้นั้นช่างกำเริบเสิบสานจนไม่รู้ขอบเขตแล้ว ก็แค่คลอดบุตรสาวออกมาคนหนึ่ง อาศัยว่าตนเองมีรูปโฉมดีหน่อยก็ทำเป็นดูถูกอันนี้ มองข้ามอันนั้น ความงามหมดไปความรักย่อมจืดจาง นางก็ไม่กลัวว่าวันไหนเขยชายนั่นจะไม่เชื่อฟังขึ้นมาบ้าง…”


ใครจะคิดว่าคนสกุลหลินกลับเอ่ยว่า “มิใช่รับอนุสักหน่อย? ความงามหมดไป ความรักจืดจางอะไรกัน?”


นายหญิงทังหมดสนุก คิดว่าคุณหนูนายหญิงสกุลเผยยังไม่เคยหักหน้านางเช่นนี้เลย ในใจก็เริ่มไม่สบอารมณ์ ชวนคุยเป็นพิธีอีกสองสามคำก็ขอตัวกลับแล้ว

.........


ส่วนทางเรือนสกุลอวี้ อวี้เหวินยังให้คนสองสามคนไปตามสืบ ล้วนบอกว่าสกุลเว่ยเป็นคนนิสัยดี ระหว่างครอบครัวด้วยกันต่างช่วยเหลือเกื้อกูล เว่ยเสี่ยวซานยิ่งเป็นคนเถรตรงกตัญญู อวี้เหวินถึงได้วางใจ แล้วปรึกษากับคนสกุลเฉินเรื่องงานแต่งของสองสกุล 


“ในเมื่อสกุลเว่ยให้เกียรติเราถึงเพียงนี้ พวกเราก็ไม่อาจไม่ไว้หน้าสกุลเว่ย ไม่ต้องให้พวกเขาเอาอะไรมาหรอก ตอนที่ตบแต่งพวกเราก็วางเงินหนึ่งร้อยตำลึง หมูสองหัว สุราจินฮวาสิบไห ใบชาหนึ่งหาบ ข้าวสารหนึ่งหาบ เสื้อผ้าของสี่ฤดูเจ้าก็จัดเตรียมให้ดี สรุปก็คือ อย่าให้ผู้อื่นติฉินนินทาได้”


คนสกุลเฉินเอ่ยอย่างลำบากใจว่า “หนึ่งร้อยตำลึงรึเจ้าคะ? ไหนจะต้องตกแต่งเรือนใหม่ เครื่องประดับศีรษะของอาถังก็ต้องเพิ่มอีกหน่อย…”


จะให้ควักทั้งหมดออกมาในทีเดียวค่อนข้างจะติดขัดอยู่บ้าง


อวี้เหวินหัวเราะ บอกว่า “ข้าคุยกับเถ้าแก่ถงไว้แล้ว เขาจะให้ข้ายืมหกสิบตำลึง ดอกเบี้ยหกส่วน หนึ่งปีคืนจนครบ เจ้าวางใจก็พอแล้ว เรื่องพวกนี้ข้าจัดการเอง เจ้าแค่เตรียมการให้ดีก็พอ”


คนสกุลเฉินเอ่ยอย่างยินดีว่า “เถ้าแก่ถงครานี้ช่วยเราไว้มาก เขามีหลานแล้วหรือยังเจ้าคะ? ถ้ามีหลานตัวน้อยแล้ว ข้าจะทำเสื้อผ้าให้พวกเขาหลายๆชุด”


“ยังหรอก!” อวี้เหวินตอบ “เขากำลังทุกข์ใจเรื่องนี้อยู่น่ะ! ถ้าเจ้ามีเวลา ก็ไปคุยกับนายหญิงถงหน่อย…แต่ก่อนเจ้าไม่ได้ไปวัดบ่อยหรือ? ลองดูสิว่าวัดไหนมีของศักดิ์สิทธิ์ แล้วให้นายหญิงถงลองไปกราบไหว้ดู”


คนสกุลเฉินพูดอย่างลังเลว่า “พูดถึงเรื่องศักดิ์สิทธิ์ ก็ต้องวัดหลิงอิ่นเจ้าค่ะ แต่วัดหลิงอิ่นค่อนข้างไกล…”


อวี้เหวินหัวเราะ บอกว่า “จะเป็นไรไปเล่า รอให้อาถังของเราแต่งงานแล้ว เจ้าก็ว่างพอดี ไปพร้อมกับนายหญิงถงก็ได้ จะได้ไปเสี่ยงเซียมซีให้อาถังของเราด้วย”


คนสกุลเฉินพลันรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาทันตา ชวนอวี้เหวินคุยเรื่องอาหารเลิศรสของหังโจว “ถึงเวลานั้นท่านก็ไปด้วยกันนะเจ้าคะ อาถังก็ด้วย พวกเราสกุลอวี้ถือโอกาสไปเที่ยวเมืองหังโจวด้วยเลย”


อวี้เหวินเห็นว่าภรรยาอารมณ์ดีเช่นนี้ ก็พยักหน้าหงึกหงัก ทั้งยังคิดวางแผนเป็นจริงเป็นจัง คิดไม่ถึงว่า เมื่อถึงเวลาที่แม่สื่อของสกุลเว่ยควรจะมาเยือนกลับไม่มีใครมา


คนสกุลเฉินร้อนใจ คิดจะให้อาเสาไปสืบความ แต่ก็กลัวจะเผยพิรุธให้คนอื่นคิดว่าสกุลอวี้รีบร้อนแต่งลูกสาว จะกลายเป็นส่งผลเสียต่อชื่อเสียงของอวี้ถัง จึงได้แต่เดินวนไปวนมาในเรือน ทั้งไม่อาจให้ผู้อื่นรู้เรื่องได้อีก


ทว่าอวี้เหวินที่รออยู่ในเรือนกลับเริ่มโมโห คิดว่าสกุลเว่ยไม่รักษาสัจจะ จึงเริ่มคลางแคลงใจเรื่องงานหมั้นหมายที่มีกับสกุลเว่ย แต่เพราะกลัวคนสกุลเฉินร้อนใจจนล้มป่วย จึงได้ข่มอารมณ์แล้วเอ่ยปลอบใจนางว่า


“พวกเขาบอกแล้วว่าจะมาวันนี้ แต่ไม่ได้บอกว่าเป็นเช้าหรือบ่าย เรือนสกุลเว่ยก็ห่างจากพวกเราไปตั้งสี่ห้าลี้ หากว่ามีเรื่องอะไรล่าช้าขึ้นมา ก็อาจจะมาถึงเรือนเราช่วงบ่าย หรือจะให้ผู้อื่นมาอาศัยกินข้าวเรือนเรารึ? คนชนบทนั้น รู้ว่าข้าวยากหมากแพง ไม่ยอมไปกินข้าวเรือนผู้อื่นง่ายๆหรอก”


คนสกุลเฉินฝืนยิ้มออกมาตอบเสียงอ่อยว่า “แม้จะพูดเช่นนั้น แต่มิใช่ควรเตรียมตัวแต่เช้าตรู่ แล้วออกจากบ้านตอนฟ้ายังไม่สางหรือ? เช่นนี้ยามบ่ายจึงจะถึง…”


เห็นชัดว่ายังขาดความจริงใจ


สองสามีภรรยากำลังพูดจากัน คนสกุลหวังที่มาช่วยรับรองแขกก็เข้ามา


นางเห็นว่าในเรือนยังว่างโล่ง ก็สะดุ้งตกใจไปทีหนึ่ง รีบถามว่า “อ้าว? แม่สื่อสกุลเว่ยยังไม่มารึ?”


คนสกุลเฉินส่ายหน้ากลัดกลุ้ม


คนสกุลหวังทำหน้าตึงเครียดแล้วเอ่ยต่อ “นี่ไม่ใช่ปัญหา เดี๋ยวข้าให้อาเสาไปถามดู”


คนสกุลเฉินรั้งมือคนสกุลหวังไว้ก่อนจะบอกว่า “รออีกสักหน่อยเถอะ! บางทีอาจเกิดเรื่องทำให้ล่าช้า”


คนสกุลหวังได้แต่ยอมเชื่อฟัง แต่ในใจกลับยังไม่สบายใจ


แน่นอนว่าเรื่องนี้ไม่อาจปิดบังต่ออวี้ถังได้ นางตะลึงไป ก่อนที่ในใจจะเริ่มรู้สึกผ่อนคลาย


คิดว่าหากการหมั้นหมายล้มเลิกไปเช่นนี้ก็ไม่เป็นไร นางยังสามารถใช้ชีวิตวัยเยาว์ต่อไปได้อีกหลายปี กลัวแต่ผู้ใหญ่ในเรือนจะไม่พอใจ อย่างไรคนก็ดูตัวกันแล้ว ทั้งคนในสกุลก็ชอบพอเว่ยเสี่ยวซานมาก


นางไปหาคนสกุลเฉินกับคนสกุลหวัง เห็นว่าทั้งสองฝืนยิ้มแข็งทื่อต่อหน้านาง ก็.อดจะเกิดความรู้สึกผิดไม่ได้ เอ่ยว่า “ท่านแม่ ป้าสะใภ้ เรื่องดีๆย่อมมีอุปสรรค หากไม่มีงานหมั้นหมายของสกุลเว่ย พูดได้เพียงว่าวาสนาของพวกเราไม่มากพอ พวกท่านทั้งสองอย่าได้ปวดใจไปเลยเจ้าค่ะ”


“เจ้าเด็กคนนี้” คนสกุลเฉินดึงสติกลับมาแล้วปลอบใจอวี้ถัง “เรื่องของผู้ใหญ่ไม่ต้องมาวุ่น เรื่องงานแต่งมารดาเจ้ารู้ว่าต้องทำอย่างไร เจ้าไปคอยอยู่ในห้องแล้วปักรองเท้าให้เสร็จก็พอแล้ว” จากนั้นก็ไล่นางกลับเข้าห้องไปทำงานเย็บปักต่อ


อวี้ถังได้แต่สั่งซวงเถาเอาไว้ หากว่ามีคนจากสกุลเว่ยมาก็ให้ไปแจ้งนางสักคำ นางจะได้รู้ว่างานหมั้นหมายของนางกับสกุลเว่ยเกิดข้อผิดพลาดใดกันแน่


ซวงเถารับคำด้วยสีหน้าบูดบึ้ง

........


คนของสกุลเว่ยมาถึงก็เลยยามอู่ไปแล้ว


อีกทั้งเป็นบุตรชายคนโตเว่ยเสี่ยวหยวนมาพร้อมกับแม่สื่อ


ทั้งสองมือไม้ว่างเปล่า สวมเสื้อสีเรียบ ตรงเอวผูกเชือกไว้ทุกข์


หัวใจของคนสกุลอวี้เต้นตึกตักไปมา


คนสกุลเฉินกับคนสกุลหวังพึมพำกันอยู่ในห้องว่า “ใครในสกุลเว่ยตายไปอย่างนั้นรึ? สกุลนั้นเพิ่งจะคุยเรื่องหมั้นหมายกับอาถัง นางจะถูกดึงเข้าไปเกี่ยวด้วยหรือไม่?”


คนสกุลหวังตอบกลับในทันที “ไป ไปดูกัน!”


ตามมารยาท เว่ยเสี่ยวหยวนจึงไปพบอวี้เหวินก่อน


คนสกุลเฉิน คนสกุลหวังรวมถึงอวี้ถังที่เพิ่งได้ข่าว ต่างก็รอฟังเรื่องราวอยู่ด้านนอกห้องหนังสือของอวี้เหวิน


“ท่านลุงอวี้” เว่ยเสี่ยวหยวนตาแดงก่ำ สีหน้ามีเพียงความโศกเศร้า “เป็นเพราะเสี่ยวซานของเราไร้วาสนากับคุณหนูอวี้ เสี่ยวซาน เสี่ยวซานเมื่อวานออกไปหาปลา แล้วไม่ได้กลับมาอีก ตอนเช้าพวกเราถึงรู้ว่า เขา เขาจมน้ำตายแล้ว!”


“หา!” อวี้เหวินที่เตรียมทางลงเอาไว้ให้สกุลเว่ยมือสั่นเทาจนทำถ้วยชาตกพื้นดัง ‘เคร้ง’ น้ำชากระฉอกไปโดนรองเท้าหัวโตที่เขาเพิ่งเปลี่ยนมาใหม่


“ได้อย่างไรเล่า?” เขาเดือดดาล “พวกเจ้าไม่รู้ว่าต้องหมั้นหมายหรอกรึ? เขายังวิ่งออกไปหาปลา? พวกเจ้าขาดแคลนเงินหรือไร?”


ทว่าในใจเขากลับท่องคำว่า ‘ตายแล้ว ตายแล้ว’ อาถังของพวกเขาเพิ่งจะตกลงหมั้นหมายกับสกุลเว่ย เว่ยเสี่ยวซานก็มาตายไปเช่นนี้ เกรงว่าตราบาป ‘กินสามี’ ย่อมจะตกบนศีรษะอาถังของพวกเขาแน่


สามคนที่แอบฟังอยู่ก็นิ่งอึ้งไปตามๆกัน


คำพูดของอวี้เหวินพูดได้บาดใจนัก เว่ยเสี่ยวหยวนเพิ่งจะสูญเสียน้องชาย หากเปลี่ยนเป็นผู้อื่นคงได้ทะเลาะกับอวี้เหวินไปแล้ว เว่ยเสี่ยวหยวนนั้นไม่เพียงไม่ทะเลาะกับอวี้เหวิน กระทั่งวาจารุนแรงก็ไม่มีสักประโยค ยังอดทนเอ่ยด้วยความปวดใจว่า 


“ท่านลุงอวี้ เรื่องนี้เป็นสกุลเราที่ทำผิด ดังนั้นที่ข้ามาในเวลานี้ ก็เพราะครึ่งวันก่อนหน้าได้หารือกับบิดาข้ามาเรียบร้อยแล้ว ด้วยกลัวจะทำให้คุณหนูอวี้เสื่อมเสียชื่อเสียง บิดาข้าคิดว่า หากมีคนถามถึงก็ให้บอกว่าคนที่คุณหนูอวี้ไปดูตัวคือเจ้าสาม 


แต่ด้วยเพราะเกิดเรื่องร้ายเช่นนี้กับคนในครอบครัว เวลานี้จึงไม่เหมาะจะจัดงานมงคล ให้พวกท่านบอกไปว่ารอไม่ไหว แล้วค่อยหาคู่หมายที่ดีกว่าให้คุณหนูอวี้ เพราะตอนแรกก็ไม่ได้พูดชัดเจนว่าจะหมั้นหมายกับเจ้าสองหรือเจ้าสามกันแน่”


“หา!” เป็นเรื่องน่าตกใจอีกแล้ว


อวี้เหวินตกตะลึงไปครึ่งวันก็ยังพูดอะไรไม่ออก


คนด้านนอกสามคนที่แอบฟัง โดยเฉพาะคนสกุลเฉินกับคนสกุลหวังนั้น น้ำตาพลันร่วงหล่นลง


“สกุลที่ประเสริฐเพียงนี้…เด็กที่ดีเช่นนี้…” คนสกุลเฉินแทบจะกลั้นเสียงสะอื้นไม่อยู่


อวี้ถังนึกถึงสายตาชอบพอตอนที่เว่ยเสี่ยวซานมองตน ก็ร้องไห้เงียบๆตามไปด้วย


อวี้เหวินกับเว่ยเสี่ยวหยวนได้ยินเสียงข้างนอกก็รีบออกมา เห็นว่าสามคนน้ำตาไหลเป็นสาย อวี้เหวินอดจะถอนหายใจหนักๆไม่ได้ เขาค่อยๆสงบสติลงแล้วกล่าวขอโทษเว่ยเสี่ยวหยวนว่า 


“เมื่อครู่เป็นข้าที่พูดจาขาดการไตร่ตรอง เจ้าอย่าได้ถือโทษโกรธลุงเลย ใครมาเจอเรื่องเยี่ยงนี้ ล้วนย่อมเจ็บปวดทั้งนั้น เจ้าก็กล่อมบิดามารดาเจ้า ให้ตัดอกตัดใจเสีย อีกเดี๋ยวข้าจะตามไปดูที่เรือนเจ้า ให้ญาติผู้พี่ของนางไปจุดธูปไหว้เว่ยเสี่ยวซานด้วย”


สกุลเว่ยมีเหตุมีผลเพียงนี้ แม้จะเจ็บปวดจากการสูญเสียแต่ก็ไม่วายคำนึงถึงชื่อเสียงของอวี้ถัง พวกเขาควรจะรู้สึกซาบซึ้งจึงจะถูก


เว่ยเสี่ยวหยวนก็ประหลาดใจมาก มองไปทางอวี้ถังที่ทางหนึ่งก็น้ำตานองหน้า ทางหนึ่งก็ปลอบพวกผู้ใหญ่ไปด้วยแล้ว ในใจพลันรู้สึกปวดแปลบ


ความรักที่เหนือความหลงใหลและดื้อดึงไม่อาจอยู่ได้ยืนยาว


เสี่ยวซานก็พอรู้ว่าคนสกุลอวี้ชอบพอตน ถึงเอาแต่ดีใจจนทำตัวไม่ถูก


แต่คิดไม่ถึงเลย ว่าจะเกิดเรื่องไม่คาดฝันเช่นนี้


หากว่าสองคนได้เป็นสามีภรรยากัน จะเป็นเรื่องที่ดีเพียงใด!


ทว่า เสี่ยวซานไม่อยู่แล้ว สกุลอวี้กลับไม่หลีกลี้หนีห่าง คุณหนูอวี้ยังเสียน้ำตาให้เขา หากเสี่ยวซานที่อยู่ใต้ปรโลกษ์รับรู้เขาจะต้องดีใจมากแน่ๆ


เขาอยากจะปลอบใจอวี้ถังสักคำ อวี้เหวินกลับตบที่บ่าเขา แล้วเอ่ยเสียงเศร้าว่า “ข้าจะไปเปลี่ยนเสื้อผ้าเดี๋ยวนี้ ให้คนเรียกอาเสามาที ข้าจะไปเรือนเจ้ากับเจ้าด้วย”


เว่ยเสี่ยวหยวนมองอวี้ถังอย่างลังเลทีหนึ่ง อยากจะพูดเรื่องน้องชายกับอวี้ถังสักหน่อย แต่ก็เปลี่ยนใจเมื่อคิดได้ว่า ต่อให้อวี้ถังรู้แล้วอย่างไร? ก็แค่ปวดใจมากขึ้นเท่านั้น 


หากต่อไปใช้ชีวิตอย่างเป็นสุขได้ก็พอแล้ว เมื่อใดมีเรื่องทุกข์ร้อน จะเอาแต่คิดถึงคู่หมายที่ไม่ได้หมั้นมีแต่จะทำให้นางไม่อาจใช้ชีวิตอย่างสงบได้


สุดท้ายเขาก็ไม่ได้พูดอะไรออกไป หันไปคารวะสตรีสกุลอวี้อย่างเคร่งขรึม แล้วเดินออกประตูใหญ่ไป


[1] ยามอู่ เวลา 11:00-12:59น.


ตอนที่ 28: ข่าวการตาย


กลางดึกคืนนั้น อวี้เหวินและอวี้หย่วนกลับมาจากเรือนสกุลเว่ย อวี้ป๋อที่ได้ข่าวก็ตามมาด้วย


คนในครอบครัวนั่งคุยเรื่องนี้ในโถงรับรอง อวี้เหวินแสดงออกชัดถึงความเสียดายในการหมั้นหมายครั้งนี้


“ช่างเป็นสกุลที่เปี่ยมคุณธรรมเหลือเกิน นายท่านเว่ยไม่พูดอะไรด้วยเป็นบุรุษ แต่นายหญิงเว่ยนั้น พอเห็นข้าก็ไม่มีกล่าวโทษสักคำ เอาแต่ขอโทษอาถังของพวกเราไม่ยอมหยุด 


บอกกับข้าซ้ำแล้วซ้ำอีกว่าต่อไปหากมีข่าวลืออะไรไม่น่าฟัง ก็ผลักไปให้พวกเขาฝั่งโน้นได้เลย เจ้าดูสิ เหตุใดตอนแรกเราถึงไม่หมั้นกับเจ้าสามของพวกเขานะ? ไม่อย่างนั้นก็คงไม่เกิดเรื่องเช่นนี้แล้ว”


อวี้ป๋อได้ฟังก็รู้สึกเสียดายและเอ่ยว่า “เช่นนั้นพรุ่งนี้ข้าจะไปมอบของเซ่นไหว้ให้สักหน่อย! อาหย่วน เจ้าก็ไปช่วยงานสกุลเว่ย ผู้อื่นมีคุณธรรม พวกเราย่อมไม่อาจไม่เหลียวแลไต่ถาม ต่อให้ภายหลังมีข่าวลืออะไรออกมา ก็ไม่อาจโยนไปให้สกุลเว่ยได้ 


เด็กคนนั้นจากไปอีกภพภูมิแล้ว จะให้เสื่อมเสียชื่อเขาได้อย่างไร? ลูกหลานของเรานับเป็นลูกหลาน แล้วลูกหลานของบ้านอื่นมิใช่ลูกหลานเช่นเดียวกันหรือ?”


“เหตุผลนี้ถูกต้องแล้ว” คนสกุลหวังถอนหายใจ แต่กลัวว่าอวี้ถังได้ยินแล้วจะไม่สบายใจ จึงหันไปมองนาง


อวี้ถังนั่งเงียบๆอยู่ข้างหน้าต่าง สติไม่อยู่กับเนื้อกับตัว


ตอนที่ได้ยินข่าวการตายของเว่ยเสี่ยวซาน นางเพียงรู้สึกตกใจแต่หลังจากตกใจก็คือความเสียดาย และต่อจากความเสียดายก็คือความเจ็บปวดอันหนักอึ้ง


อายุเท่านี้ก็มาจากไปเสียแล้ว บิดามารดาย่อมไม่อาจรับไหวแน่!


ใจเขาใจเรา คิดถึงตอนนั้นที่นางได้ฟังข่าวร้ายเกี่ยวกับบิดามารดาของตน มันเหมือนฟ้าถล่มลงมาอย่างไรอย่างนั้น


การตายของเขาจะต้องทำให้บิดามารดารู้สึกเหมือนฟ้าถล่มลงมาไม่ต่างกันแน่


พอนางว่างขึ้นมาก็จะนึกถึงดวงตาที่มองนางด้วยความชอบพอคู่นั้นของเขา


อวี้ถังพลันกลั้นน้ำตาให้เอ่อออกมาไม่ได้


ยิ่งคิดถึงความมีคุณธรรมของสกุลเว่ย นางก็ยิ่งเสียดายวาสนาที่ยังไม่ได้เริ่มต้นในครั้งนี้


นางนั่งซึมอยู่ตรงนั้น ไม่พูดอะไรสักคำ


คนสกุลหวังเดินเข้าไปกอดนางเบาๆ เอ่ยเสียงต่ำว่า “อาถัง เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับเจ้า ชีวิตคนยังอีกยืนยาว นี่เป็นเพียงความทุกข์เล็กน้อยที่ต้องก้าวผ่าน พอเวลาผ่านไป ก็จะดีขึ้นเอง”


คนสกุลเฉินตอนนี้เพิ่งรู้ตัวว่าละเลยความรู้สึกของบุตรสาวไป รีบเดินเข้าไปหาแล้วช่วยคนสกุลหวังปลอบโยนนาง


อวี้ถังไม่อยากให้ผู้ใหญ่ในเรือนต้องเป็นกังวล จึงเรียกสติแล้วพูดจากับพวกเขา สุดท้ายยังถามไปว่า “ข้าไปจุดธูปไหว้ศพคุณชายรองสกุลเว่ยได้หรือไม่เจ้าคะ?”


คนสกุลเฉินกับคนสกุลหวังมองหน้ากัน หยุดคิดเล็กน้อยแล้วตอบอย่างไม่มั่นใจว่า “อาถัง พวกเราต่างรู้ว่าเจ้าเสียใจ แต่อย่างไรสกุลเราก็มิได้มีความเกี่ยวพันกับสกุลเว่ย เจ้าไปคงไม่เหมาะสม”


อวี้ถังพยักหน้า


แม้นางจะสงสารนายหญิงเว่ยที่ต้องสูญเสียบุตรชาย ทว่าก็ต้องใส่ใจความรู้สึกของบิดามารดาตนยิ่งกว่า

.......


กระทั่งวันต่อมาตอนที่อวี้หย่วนไปเรือนสกุลเว่ย นางก็ให้อวี้หย่วนช่วยจุดธูปไหว้เว่ยเสียวซานแทนนาง แล้วแสดงความเสียใจต่อคนสกุลเว่ยด้วย


อวี้หย่วนตอบรับคำขอของญาติผู้น้องในทันที


นายหญิงเว่ยรู้เรื่องก็ร้องไห้จนน้ำตานอง พูดออกมาเว่ยเสี่ยวซานไร้ซึ่งวาสนา


อวี้หย่วนมองด้วยความโศกเศร้าอยู่เงียบๆ อีกหลายวันถัดไปก็คอยอยู่ช่วยงานที่เรือนสกุลเว่ย


เว่ยเสี่ยวซานเพราะยังไม่ได้แต่งงาน ทั้งเป็นการตายกะทันหัน บิดามารดาและลุงป้าต่างยังมีชีวิตอยู่ ตามธรรมเนียมแล้วไม่อาจเข้าฝังในสุสานของสกุล ยิ่งไม่อาจตั้งศพไว้สี่สิบเก้าวัน คนสกุลเว่ยปรึกษากันว่าจะยกบุตรชายคนรองของเว่ยเสี่ยวหยวนให้เป็นลูกบุญธรรมของเว่ยเสี่ยวซาน 


เช่นนี้ เว่ยเสี่ยวซานก็จะมีผู้สืบทอด แล้วเข้าฝังในสุสานบรรพชนได้ แต่ปัญหาก็คือ เว่ยเสี่ยวหยวนบัดนี้มีบุตรชายอยู่เพียงคนเดียว หากจะยกให้เป็นลูกบุญธรรมก็ต้องรอให้เขามีบุตรชายคนรองเสียก่อน แล้วคนโยนอ่างถือป้ายจะทำอย่างไรเล่า?


เว่ยเสี่ยวหยวนเสนอให้น้องชายคนเล็กเว่ยเสี่ยวชวนเป็นคนทำแทน


คนสกุลเว่ยก็เห็นชอบว่าสามารถทำได้ เว่ยเสี่ยวชวนตอบตกลงด้วยดวงตาบวมแดง


พวกผู้ใหญ่ในสกุลเว่ยกำหนดให้ตั้งศพเว่ยเสี่ยวซานไว้สิบสี่วัน นายหญิงเว่ยไม่เห็นด้วย บอกจะตั้งศพบุตรชายไว้ยี่สิบเอ็ดวัน


แต่การตั้งศพยี่สิบเอ็ดวัน มีเงินทองที่ต้องใช้จ่าย สกุลเว่ยที่ตอนแรกยอมรับปากยกบุตรชายหนึ่งคนให้ไปเป็นเขยสกุลอวี้ ก็เพราะการมีบุตรชายมากเกินไปนั้นทำให้มีค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ โดยเฉพาะเมื่อมีบุตรคนเล็กอย่างเว่ยเสี่ยวชวนที่มีพรสวรรค์ด้านการเล่าเรียน คนในเรือนจึงเริ่มแบกรับไม่ไหว


สกุลเว่ยผู้เป็นบิดาต้องคิดให้ไกล…คนตายแม้จะสำคัญ แต่คนที่มีชีวิตอยู่นั้นสำคัญยิ่งกว่า เขาจึงเอนเอียงไปทางสิบสี่วัน


สกุลเว่ยผู้เป็นบิดาและมารดาจึงขัดแย้งกันเอง อวี้เหวินหลังจากรู้เรื่องนี้จากอวี้หย่วน ก็เตรียมเงินยี่สิบตำลึงแล้วไปที่สกุลเว่ยพร้อมกับคนสกุลเฉิน


อวี้ถังทางนั้นจิตใจเศร้ามอง นางอยากไปพูดคุยตามประสาสตรีกับหม่าซิ่วเหนียง


ชาติก่อน หลี่จวิ้นตกม้าตาย ชาตินี้ เว่ยเสี่ยวซานจมน้ำตาย มีหรือที่นางจะไม่คิดอะไรเลย?


หม่าซิ่วเหนียงก็รู้เรื่องของเว่ยเสี่ยวซาน จึงยินดีต้อนรับให้อวี้ถังมาเป็นแขกที่เรือน ไม่เพียงเท่านั้น นางยังไล่น้องชายของตนไปยังจางฮุ่ย ซื้อขนมและอาหารว่างมามากมายเพื่อรับรองอวี้ถัง


อวี้ถังมีความคิดหลายอย่างตีกันมั่วเต็มท้องไปหมด หลังจากที่ได้พบหม่าซิ่วเหนียงแล้ว กลับไม่รู้จะพูดอะไรดี


หม่าซิ่วเหนียงเป็นคนเข้าใจผู้อื่น อวี้ถังไม่พูดนางก็ไม่ถามถึง นั่งเงียบๆอยู่เป็นเพื่อนอวี้ถังในลานกว้างข้างต้นกล้วยอยู่ครึ่งค่อนวัน ไม่ได้พูดคุยอะไรกันสักคำ ก่อนที่อวี้ถังจะกลับไป นางยังถามอวี้ถังว่าต้องการให้นางไปอยู่เป็นเพื่อนที่เรือนหรือไม่


หัวใจของอวี้ถังอบอุ่นไปหมด พลันรู้สึกดีขึ้นมาในทันที


นางกอดหม่าซิ่วเหนียงแน่น ก่อนจะเดินทางกลับเรือนไป


ทว่าเพิ่งนั่งเกี้ยวผ่านเข้าตรอกชิงจู๋ได้ไม่เท่าไร นางก็พบว่าหน้าประตูเรือนมีเพื่อนบ้านอออยู่หลายคน


อวี้ถังหัวใจบีบรัด เร่งให้ยกเกี้ยวเข้าไป ไม่รอให้เกี้ยวหยุดนิ่งดีเสียก่อนก็เลิกม่านแล้วลงมาจากเกี้ยวแล้ว


มีเพื่อนบ้านที่รู้จักอวี้ถังเห็นนางจึงรีบพูดมา “แม่นางอวี้ เจ้าไปไหนมา? เรือนเจ้าถูกขโมยขึ้นแล้ว อาเสาไปตามนายท่านอวี้ เจ้าก็รีบเข้าบ้านไปดูเถอะ!”


อวี้ถังตกอกตกใจ ผลักคนที่มุงอยู่ออกแล้วเข้าประตูไป


ป้าเฉินกำลังกวาดพื้นเห็นว่าอวี้ถังกลับมาแล้วก็ดิ่งเข้ามารับพร้อมเอ่ยว่า “คุณหนู ไม่มีอะไรเจ้าค่ะ หายไปแค่มีดแล่เนื้อกับข้าวสารครึ่งถัง”


อวี้ถังขมวดคิ้ว


เมืองหลินอันหลายปีมานี้ลมดีฝนพอ กระทั่งของตกบนถนนยังไม่มีคนหยิบไป น้อยนักที่จะเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ได้ แต่ภายหลังเกิดปีแห่งภัยพิบัติ สกุลเผยก็เปิดคลังแจกเสบียง ทั้งปิดประตูเมืองปฏิเสธไม่ให้ผู้อพยพเข้ามา ก็เหมือนจะไม่มีเหตุการณ์ลักขโมยอะไรแบบนี้ขึ้นด้วยซ้ำ


เห็นได้ชัดว่านายท่านสามผู้เป็นผู้นำสกุลเผยนี้ก็ทำเรื่องที่ดีๆอยู่บ้าง


อวี้ถังพูดว่า “เจ้าตรวจนับดีแล้วหรือไม่?”


“ตรวจนับแล้วเจ้าค่ะ” ป้าเฉินตอบ “โรงเก็บของของนายหญิงข้าเอาบันทึกมาตรวจไล่ทีละชิ้นแล้ว ล้วนอยู่ครบเจ้าค่ะ” พูดถึงตรงนี้นางก็ตบอกด้วยความโล่งใจ “โชคดีที่ข้าย้อนกลับมากลางทาง ไม่อย่างนั้นข้าต้องรับโทษหนักแล้ว!”


อวี้ถังสอบถามอย่างละเอียดต่อไป ที่แท้เพราะป้าเฉินเห็นว่าในเรือนไม่มีคน เตรียมตัวจะไปแวะเวียนเรือนข้างๆ เดินได้ครึ่งทางก็คิดว่าตอนที่คุยกันมือไม้ก็ยังว่าง ไม่สู้หยิบเอางานเย็บปักติดมือไปด้วย ถึงได้มาปะหน้ากับขโมยเข้าพอดี เลยไม่ได้หยิบสิ่งของอย่างอื่นไปมากมาย


“เจ้าไม่เป็นไรใช่หรือไม่?” อวี้ถังถามอย่างเป็นห่วง


ป้าเฉินตอบหน้าแดงว่า “ไม่เจ้าค่ะ ไม่เป็นไร รู้แต่แรกข้าคงไม่ออกไปข้างนอกแล้ว”


อวี้ถังเอ่ยว่า “ต่อไประวังให้มากหน่อยก็พอแล้ว”


ป้าเฉินบ่นว่า “ตรอกชิงจู๋ของพวกเราหลายปีมานี้ไม่มีเรือนไหนมีของหายเลยด้วยซ้ำ ไม่รู้ว่าพวกสารเลวนี้มาจากไหน”


อวี้ถังถามอีกว่า “แจ้งทางการหรือยัง?”


“แจ้งแล้วเจ้าค่ะ!” ป้าเฉินพูดต่อว่า “นายท่านอู่เรือนข้างๆ ช่วยแจ้งให้ แต่ประตูไม่พังหน้าต่างไร้รอยงัดแงะเช่นนี้ กลัวว่าแจ้งทางการไปก็คงสืบอะไรออกมาไม่ได้แน่”


ที่สำคัญคือของที่หายไปไม่ใช่ของสำคัญ ศาลาว่าการย่อมไม่สนใจ


ไม่ว่าอย่างไร เมื่อมีคนแปลกหน้าเคยบุกรุกเข้าเรือนมาแล้ว…อวี้ถังย่อมกระวนกระวายใจแน่


อวี้เหวินกับคนสกุลเฉินกลับมาถึงก็ค่ำมืดแล้ว เมื่อได้ยินเรื่องนี้ อวี้เหวินก็ร้อนใจ สั่งกับอาเสาว่า “เจ้าไปซื้อสุนัขสีน้ำตาลมาเฝ้าบ้านตัวหนึ่ง”


แต่ก่อนเรือนนางไม่เคยเลี้ยงสุนัข หลักๆก็เพราะอวี้ถังยังเล็กกลัวว่ามันจะกัดอวี้ถังเข้า วันนี้มีขโมยขึ้นบ้านย่อมไม่อาจทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นได้


อาเสารับคำแล้วรีบไปทันที


อวี้ถังถามอวี้เหวินเรื่องที่ไปเรือนสกุลเว่ย


อวี้เหวินถอนหายใจ “สกุลเว่ยไม่ยอมรับเงินจากเรา ดีที่ข้าพูดจนปากเปียกปากแฉะ สุดท้ายถึงยอมรับไปได้ แต่บอกว่าเป็นการยืม จะให้ดอกเบี้ยพวกเราหกส่วนและจะคืนให้ครบในสามปี”


อวี้ถังรู้สึกประหลาดใจ นางคิดไม่ถึงว่าสกุลเว่ยจะยากจนถึงเพียงนี้


อวี้เหวินพูดว่า “เจ้าคิดเหลวไหลอะไร? ปีก่อนคนที่ช่วยพวกเขากลั่นน้ำมันล้มป่วย พวกเขาไม่เพียงช่วยดูแลรักษา ยังรับเลี้ยงเด็กอีกสองคนจากครอบครัวนั้น กำลังทรัพย์จึงไม่ค่อยพอใช้”


คนสกุลเฉินได้ฟังก็เอ่ยเรื่องสกุลเว่ยขึ้นมาว่า “นายท่านเว่ยกับนายหญิงเว่ยล้วนเป็นคนมีเมตตา เรือนพวกเขายังมีแม่นางน้อยอีกคน เห็นว่าเป็นหลานฝั่งมารดาของนายหญิงเว่ย แต่เล็กก็กำพร้าแม่ จึงถูกรับมาเลี้ยงที่สกุลเว่ย 


นายหญิงเว่ยก็เห็นนางเป็นเหมือนบุตรสาวแท้ๆคนหนึ่ง สอนให้อ่านเขียนทั้งสอนงานบ้าน งานศพครานี้ธุระในเรือนส่วนใหญ่เป็นแม่นางคนนี้แหละที่คอยช่วยเหลืออยู่ข้างๆ ข้าเห็นว่าท่าทีจัดการเรื่องราวต่างๆ คล้ายกับนายหญิงเว่ยยิ่งนัก ฉลาดเฉลียวแต่ไม่ขาดคุณธรรมนับว่าหาได้ยาก”


อวี้ถังไม่ค่อยสนใจเรื่องพวกนี้ นางถามเพียงว่า “พิธีศพของเว่ยเสี่ยวซาน จะตั้งไว้กี่วันหรือเจ้าคะ?”


คนสกุลเฉินตอบว่า “ยี่สิบเอ็ดวัน”


เช่นนั้นก็ดี!


อวี้ถังลอบถอนหายใจ ด้านนอกมีเสียงบุรุษพูดจาดังลอดเข้ามา


พวกอวี้ถังคิดว่าเป็นคนจากศาลาว่าการที่จะมาตรวจสอบคดีลักทรัพย์ในวันนี้ อวี้เหวินไม่รอให้ป้าเฉินร้องแจ้ง ก็ผลักประตูออกไปทันที ใครจะคิดว่าคนที่เข้ามาเป็นชายแปลกหน้าอ้วนท้วมหน้าขาวผู้หนึ่ง


เขาอยู่ในชุดคลุมหลวมผ้าหังโจวสีครามลายดอก ศีรษะกลมโต เมื่อเห็นอวี้เหวินก็รีบร้อนร้องถามว่า “ท่านคือนายท่านอวี้ ฮุ่ยหลี่ ใช่หรือไม่?”


“ข้าเอง!” อวี้เหวินตอบรับ


บุรุษผู้นั้นแสดงท่าทีโล่ง.อก เอ่ยว่า “ข้ามาจากหังโจว นายท่านหลู่ หลู่ซิ่น ท่านรู้จักใช่หรือไม่?”


อวี้เหวินรวมถึงคนสกุลเฉินกับอวี้ถังที่ตามออกมาภายหลังต่างก็ตกตะลึง


ชายผู้นั้นเอ่ยต่อว่า “ข้าเป็นคนไท่หู หลายวันก่อนเข้าพักที่โรงเตี๊ยมเดียวกับเขา ห้าวันก่อนเขาดื่มเหล้าเกินขนาด จู่ๆก็ตายอยู่ที่โรงเตี๊ยมแห่งนั้น 


เถ้าแก่โรงเตี๊ยมแจ้งไปยังทางการ ทางการให้จัดการกันเอาเอง เถ้าแก่โรงเตี๊ยมเคยได้ยินนายท่านหลู่เล่าว่าผูกพันกับท่านเหมือนพี่น้อง 


เห็นว่าข้าจะเดินทางกลับบ้านเกิด จึงฝากความให้ข้ามาส่งถึงท่านด้วย ถามว่าท่านจะช่วยเขาซื้อโลงศพแล้วทำการฝังศพเขาได้หรือไม่ ไม่อย่างนั้นเถ้าแก่โรงเตี๊ยมก็จะให้คนลากศพเขาไปโรงพักศพไร้ญาติแล้ว”


“หา?” อวี้เหวิน คนสกุลเฉินและอวี้ถังต่างมองหน้ากันไปมา


นี่มันเรื่องอะไรอีกเนี่ย!


คนสกุลเฉินเอ่ยกับชายผู้นั้นว่า “ท่านควรจะไปแจ้งข่าวที่สกุลหลู่มิใช่หรือ?”


ชายผู้นั้นยิ้มขื่น บอกว่า “ข้าไปมาแล้วแต่ว่าผู้อื่นก็บอกว่า หลู่ซิ่นกับบิดาเป็นญาติห่างๆกับพวกเขาเกินกว่าห้ารุ่น ปกติก็ไม่เคยไปมาหาสู่ หลู่ซิ่นก่อนจะจากไปยังขายเรือนของบรรพชนทิ้ง กลับขายให้คนนอกเพียงเพื่อเงินไม่กี่ตำลึง เขาจะอยู่หรือตายย่อมไม่เกี่ยวอะไรกับพวกเขาอีก” 


ชายคนนั้นกลัวว่าอวี้เหวินจะไม่สนใจเรื่องนี้เหมือนกับคนสกุลหลู่ จึงเอ่ยต่อว่า “อย่างไรข่าวข้าก็แจ้งไปหมดแล้ว ท่านจะไปช่วยเก็บศพเขาหรือไม่นั่นก็เป็นเรื่องของท่าน ข้ายังต้องรีบเดินทางกลับบ้านเกิด ขอไม่รบกวนพวกท่านแล้ว” พูดจบ ก็หมุนกายเดินหนี กระทั่งชาสักถ้วยก็ไม่หยุดดื่ม


อวี้เหวินเดินวนไปวนมา


คนสกุลเฉินพูดขึ้นว่า “ท่านคงจะไม่ไปเก็บศพเขาที่หังโจวกระมัง?”


อวี้เหวินมองอวี้ถังทีหนึ่งก่อนจะเอ่ยว่า “ข้าควรไปสักหน่อยจะดีกว่า! ถือว่าเพิ่มพูนกุศลให้อาถังของพวกเรา”


คนสกุลเฉินกลืนคำพูดที่อยากเอ่ยลงท้องไปหมด


นางคิดไปถึงสกุลเว่ย ทำคุณงามความดีทิ้งไว้ให้คนรุ่นหลัง พวกนางมีเพียงอวี้ถังเป็นบุตรสาวคนเดียว ขอเพียงมีสิ่งดีๆ ก็หวังจะให้บุตรสาวของตนได้รับไป


คนสกุลเฉินย่ำเท้าไปมา แล้วสั่งให้ป้าเฉินเตรียมเก็บสัมภาระให้อวี้เหวิน


อวี้ถังเดิมคิดจะคัดค้านก็ฉุกคิดได้ว่าทั้งชีวิตของบิดาล้วนทำแต่สิ่งดีๆต่อผู้อื่น หลู่ซิ่นต่อให้เป็นคนเลวอย่างไร ก็ได้ตายไปแล้ว ต่อไปก็ไม่อาจมาสร้างปัญหาให้บิดาได้อีก เพื่อให้บิดาสบายใจก็ให้เขาเดินทางไปหังโจวสักครั้งจะดีกว่า ถือเสียว่าทำบุญ


ชาติก่อนนางไม่เคยรู้ข่าวของหลู่ซิ่น


ไม่รู้ว่าหลู่ซิ่นจะตายที่ต่างถิ่นเหมือนอย่างตอนนี้หรือไม่? หรือเพราะบิดามารดาของนางเสียไปถึงได้ตัดขาดข่าวคราวจากเขา


นี่นับเป็นอีกหนึ่งปริศนาแล้ว


ตอนที่ 29: เสี่ยวชวน


วันรุ่งขึ้น อวี้เหวินไม่รอให้คนของศาลาว่าการมาสอบความเรื่องคดีที่เรือนก็เร่งออกเดินทางไปหังโจวแล้ว


คนสกุลเฉินกับอวี้ถังไปส่งเขาที่ท่าเรือ


คนที่เฝ้าโรงจำนำอยู่กลับเป็นเถ้าแก่น้อยถง มิใช่เถ้าแก่ถง


อวี้เหวินอดจะถามไม่ได้ว่า “เถ้าแก่ถงไปไหนเสียเล่า?”


เถ้าแก่น้อยถงหัวเราะแล้วบอกว่า “สกุลเผยมีโรงจำนำอยู่ที่หังโจวอีกหลายร้าน ทุกๆต้นเดือน ท่านพ่อจะต้องไปตรวจบัญชีขอรับ พอดีช่วงนี้เมืองหลินอันเกิดเรื่องมากมาย ท่านพ่อมัวยุ่งกับเรื่องทางนี้ ไม่ได้ไปที่หังโจวหลายเดือนแล้ว จึงถือโอกาสที่หลายวันนี้ไม่ค่อยยุ่งข้ามไปดูสักหน่อย”


นายท่านใหญ่กับท่านผู้เฒ่าสกุลเผยเสียชีวิตติดๆกัน ก็มิแปลกที่เถ้าแก่ถงจะไม่ได้ออกไปไหน


อวี้ถังคิดในใจเช่นนั้น แต่อวี้เหวินกลับตื่นเต้นดีใจยิ่ง เอ่ยว่า “สกุลเผยมีโรงจำนำที่หังโจวด้วยรึ? โรงจำนำตั้งอยู่ที่ไหน? ข้ากำลังจะไปหังโจวพอดี ถึงเวลานั้นจะไปกินข้าวกับเขาสักหน่อย” แล้วบอกอีกว่า “ถ้ารู้แต่แรกว่าเขาจะไปหังโจว ทุกคนไปพร้อมกันจะได้มีเพื่อนร่วมทางคงจะดี”


เถ้าแก่น้อยถงสั่งคนตระเตรียมน้ำชาให้คนสกุลอวี้ดื่มทั้งยังเอ่ยอย่างเป็นห่วงว่า “นายท่านอวี้จะไปทำอะไรที่หังโจวหรือขอรับ? โรงจำนำสกุลเผยตั้งอยู่ที่ฝ่างเหรินหลี่ข้างแม่น้ำซือเยา 


แถบๆนั้นเป็นร้านค้าห้าคูหา มีป้ายธงสูงเท่าตัวคน มองเห็นได้แต่ไกลๆ บิดาข้าจะยังอยู่ที่นั่นอีกสองสามวัน ข้างโรงจำนำยังมีร้านหนังสือหลายร้าน มีโรงจำนำของเก่าแก่โบราณ นายท่านอวี้หากได้ไป สามารถไปเดินเลือกซื้อกับบิดาข้าได้”


อวี้เหวินหน้านิ่วคิ้วขมวด


เขาก็อยากจะเดินซื้ออยู่หรอกนะ แต่ว่าหลู่ซิ่นคงรอไม่ไหวน่ะสิ!


เขาเอ่ยว่า “คงได้แต่รอนัดแนะกับบิดาเจ้ารอบหน้าแล้ว”


สองคนพูดคุยกันไป เรือที่จะไปหังโจวก็มาเทียบท่าพอดี


อวี้ถังกับมารดาส่งอวี้เหวินขึ้นเรือด้วยตนเอง


เรือยังไม่ทันออกจากท่า ก็มีเรือลำใหญ่หรูหราลำหนึ่งมาเทียบท่าข้างเรือโดยสาร


ทุกคนต่างชี้ไม้ชี้มือหันไปมอง


อวี้ถังเห็นบุรุษชุดเขียวรูปร่างผอมสูงพาคนเร่งรุดเข้าไปหา สั่งการให้คนรีบวางไม้สะพานให้เรียบร้อย


มีคนกระซิบกระซาบอยู่ด้านข้างว่า “เห็นแล้วหรือไม่ นั่นก็คือพ่อบ้านใหญ่สกุลเผย เผยหม่าน”


“จริงด้วย จริงด้วย!” มีคนพูดต่อว่า “เดินขยับไปหน่อย ให้ข้าดูบ้าง”


อวี้ถังประหลาดใจเล็กน้อย เขย่งเท้ามองดูอยู่หลายที


คนที่ชื่อเผยหม่านอายุได้ประมาณยี่สิบหกยี่สิบเจ็ด ดวงหน้าผ่ายผอม สายตามุ่งมั่น สีหน้าเคร่งขรึม ดูท่าไม่ใช่คนที่คุยด้วยได้ง่ายเลย


อวี้ถังเม้มปาก บ่าวก็เหมือนกับนาย


มองแวบเดียวก็รู้ว่าเป็นคนที่นายท่านสามชอบใช้งาน ก็เหมือนเขานั่นแหละ!


นางลอบเสียดสีในใจ จากนั้นก็เห็นบุรุษในชุดผ้าแพรสีขาวผู้หนึ่งเดินลงมาจากเรือลำใหญ่ อายุสามสิบน่าจะได้ เขาไว้หนวดเหนือริมฝีปาก ในมือถือพัดจินชวนสีดำเล่มหนึ่ง ท่วงท่าเย่อหยิ่งยิ่งนัก พอลงจากเรือก็ทำหน้าตึงใส่เผยหม่านทันที แล้วพูดว่า 


“สยากวงเล่า? ทำไมเขาไม่มารอรับข้า? ข้ามาตั้งไกลจากเมืองหลวงเพื่อมาหาเขาโดยเฉพาะ! เขาไม่ไปรอรับข้าที่เมืองหังโจวก็แล้วไปเถอะ นี่ข้ามาถึงท่าเรือเสาซีแล้ว เขาก็ยังไม่มารับข้าอีกรึ นี่คือการต้อนรับแขกของสกุลเผยหรืออย่างไร?”


เผยหม่านวางตัวนอบน้อมอย่างยิ่ง เดินเข้าไปคารวะคนผู้นั้นด้วยความเคารพ เรียกคนผู้นั้นว่า ‘โจวจ้วงหยวน’ แล้วเอ่ยว่า 


“นายท่านสามถูกธุระในเรือนรัดตัว ความสัมพันธ์แน่นแฟ้นของท่านกับนายท่านสาม นายท่านสามจะไม่มารอรับท่านได้อย่างไรขอรับ?”


โจวจ้วงหยวนร้องเสียงเหอะสองทีแล้วบ่นว่า “ข้าบอกให้เขาไม่ต้องสนใจเรื่องจุกจิกพวกนั้น บ้านนอกคอกนาเช่นนี้ มีอะไรให้รั้งอยู่นานกัน เขาก็ไม่ยอมฟัง ตอนนี้เป็นอย่างไร อากาศดีๆเช่นนี้กลับต้องมาวุ่นวายธุระในเรือน คิดแล้วข้ายังปวดใจแทนเขาเลย”


เผยหม่านยิ้มตามแต่ไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธ


โจวจ้วงหยวนคงไม่ได้หวังให้เผยหม่ายตอบคำแต่แรก หันไปโบกมือให้เขาบอกว่า “ไปเถอะ! เกี้ยวอยู่ที่ไหน? สยากวงรู้จักนิสัยข้าดี ในเกี้ยวอบเครื่องหอมอะไรไว้?”


เผยหม่านรีบตอบว่า “เรื่องนี้นายท่านสามสั่งการไว้ด้วยตนเอง ต้องเป็นกลิ่นดอกสาลี่ขาวที่นายท่านสามทำด้วยตนเองขอรับ”


โจวจ้วงหยวนได้ยินก็หันไปมองเผยหม่านทีหนึ่งแล้วหัวเราะออกมา “มิน่าสยากวงถึงเลือกเจ้าให้ทำงานข้างกาย คนอย่างเจ้าที่โกหกไม่กะพริบตา 


ซ้ำไม่ทำให้คนชังน้ำหน้าได้ ก็เหมาะสมกับหน้าที่นี้แล้ว…นายท่านสามของเจ้า แต่ไรก็ไม่เคยใช้เครื่องหอม ยิ่งไม่ต้องพูดถึงลงมือทำด้วยตนเอง”


เผยหม่านนับว่าเป็นคนพูดจาเก่งจึงหัวเราะและเอ่ยตอบ “ทุกคนต่างพูดว่าท่านกับนายท่านสามเป็นมิตรแท้ที่คอยทัดทานกัน คงมีเพียงท่านที่เข้าใจนายท่านสามของพวกเราขอรับ”


แม้ตอนที่เขายิ้มก็ยังมีกระแสเย็นชาหลายส่วน ไม่ได้ดูสนิทสนมมากนัก


ทว่าคำพูดของเขากลับทำให้โจวจ้วงหยวนพอใจ โจวจ้วงหยวนไม่เรื่องมากอีก เขาคลี่พัดดัง ‘พรึบ’ แล้วโบกไปมาสองทีและสั่งว่า “นำทางไปสิ”


เผยหม่านรีบทำไม้ทำมือบอกให้ ‘เชิญเขาเดินนำ’ แล้วพาโจวจ้วงหยวนไปยังเกี้ยวซึ่งจอดไว้ด้านข้างท่าเรือ


บ่าวรับใช้หามเอาหีบลังลงจากเรือมาเป็นขบวน


อวี้ถังหันไปมองทีหนึ่ง เห็นว่าหีบลังมีมากกว่าสิบ แต่ละลังล้วนทาน้ำมันต้นถงอย่างดี มันเป็นเงาจนแทบจะส่องเห็นหน้าคนได้ สี่มุมหุ้มด้วยแผ่นทองเหลืองตีลายเมฆมงคล 


ยังมีสตรีอีกเจ็ดแปดคนที่สวมชุดสีเรียบ ใส่หมวกคลุมหน้ายืนอยู่ข้างเรือ ดูท่าคงกำลังรอลงจากเรือ แต่ไม่รู้ว่าเป็นสาวใช้หรือว่าสตรีในเรือนของโจวจ้วงหยวนผู้นั้นกันแน่


คนรอบข้างที่มองอยู่พลันระเบิดเสียงซุบซิบนินทาทันที


“นี่คงเป็นสหายสนิทของนายท่านสามกระมัง?”


“มาจากเมืองหลวง ทั้งยังเป็นจ้วงหยวนด้วย นายท่านสามสกุลเผยช่างมีหน้ามีตายิ่ง”


“ดูจากความฟุ่มเฟือยหรูหราแล้ว จ้วงหยวนท่านนี้ต้องเกิดในสกุลใหญ่โตเป็นแน่”


อวี้ถังกลับกำลังคิดว่า ที่แท้นายท่านสามก็มีชื่อรองว่า ‘สยากวง’


เป็น ‘รักล้ำฝังดวงใจ เหตุไฉนไร้วาจา’ รึ? หรือว่า ‘เนิ่นนานยาวพันปี ไร้คนดีคลายเศร้าหมอง’


หรือว่าจะเป็น ‘สีเขาเขียวครึ้มนอกรั้วแดง แสงไกลกระทบลอดสาดยอดสน’?


ทว่า นายท่านสามสกุลเผยสง่าเหมือนดั่งต้นสนต้นไผ่ เจิดจ้าดั่งแสงไฟดั่งไข่มุกโดดเด่นเหนือผู้ใด


ทั้งยังมีโจวจ้วงหยวนคนนั้นอีก


ชาติก่อนนางไม่เคยได้ยินมาก่อน ไม่รู้ว่าเขาเป็นจ้วงหยวนจากสำนักใด แต่ท่าทางหยิ่งผยองวางโตเช่นนี้ก็เหมือนกันกับนายท่านสามอย่างกับอะไรดี สองคนสมแล้วที่เป็นสหายกัน


ขณะที่อวี้ถังครุ่นคิด เรือโดยสารของอวี้เหวินก็ออกจากท่าเรือไปแล้ว


นางกับมารดาโบกมือให้กับบิดา กระทั่งเรือเคลื่อนออกไปไกลแล้ว นางถึงได้พยุงมารดาไปที่โรงจำนำแล้วบอกลาเถ้าแก่ถงน้อยก่อนจะขอตัวกลับบ้าน


โจวจ้วงหยวนกับเผยหม่านนั้นไม่เห็นเงาแล้ว ทิ้งผู้ดูแลเอาไว้สองสามคนคอยสั่งการบ่าวรับใช้ให้เคลื่อนย้ายหีบ


หีบใบสูงกองอยู่บนรถม้าสองคันแต่ก็ยังใส่ได้ไม่หมด


อวี้ถัง.อดจะกัดลิ้นเล่นไม่ได้ แค่มาเป็นแขกกลับนำของมามากมายปานนี้ มองออกทันทีว่าคนผู้นี้ต้องเรื่องมากเป็นที่สุด


นางอดจะอยากรู้ฐานะความเป็นมาของโจวจ้วงหยวนผู้นี้ไม่ได้


พอกลับถึงบ้าน อาเสาอุ้มสุนัขสีน้ำตาลกลับมาตัวหนึ่งตามคำสั่งของอวี้เหวิน


ตัวมันเล็กนิดเดียว ขนก็นุ่มนิ่ม ดวงตาสีดำสนิท ทำให้คนที่เห็นรู้สึกอบอุ่นใจยิ่งนัก


อวี้ถังนั่งยองๆลงไปลูบหัวสุนัขน้อย มันที่อยู่ในฝ่ามือนางก็ร้องออกมาเบาๆ


หัวใจของนางละลายทันที ถามอาเสาว่า “ไปจับมาจากไหน? ตั้งชื่อแล้วหรือยัง?”


อาเสาหัวเราะ “จับมาจากบ้านชาวนาที่บ้านเกิดข้าขอรับ ชื่อว่าซานหวง”


อวี้ถังร้อง “เอ๊ะ” ด้วยความสงสัย “ทำไมถึงชื่อว่าซานหวงล่ะ?”


อาเสาหัวเราะบอกว่า “เห็นว่าคลอดคอกหนึ่งออกมาตั้งสี่ตัว มันเป็นตัวที่สาม จึงเรียกว่าซานหวงขอรับ”


อวี้ถังหัวเราะ “แต่ที่เรือนนี้มีมันแค่ตัวเดียวนี่นา เรียกเสี่ยวหวงก็พอแล้ว”


ทุกคนต่างร้องว่า “ดี”


ป้าเฉินคลุกข้าวกับน้ำต้มกระดูกให้มันกิน


เสี่ยวหวงก็กินไปพลางหอบแฮกๆ คนสกุลเฉินเห็นว่าน่าสนุกจึงเดินเข้ามาลูบหัวมันบ้าง


อวี้ถังนึกได้ว่าในห้องนางยังมีเนื้อแผ่นที่หม่าซิ่วเหนียงมอบให้ ก็วิ่งกลับห้องไปหยิบมา แต่กลับได้ยินเสียงเคลื่อนไหวจากประตูหลังเสียก่อน


คนในเรือนต่างอยู่ที่ลานด้านหน้า หรือว่าขโมยขึ้นเรือนอีกแล้ว?


อวี้ถังครุ่นคิด มือคว้าท่อนไม้ที่ใช้ดาลประตูมาถือไว้แล้วตะโกนเสียงดังว่า “ใครอยู่ตรงนั้นน่ะ!”


ประตูหลังทางนั้นไม่เพียงไม่เงียบเสียงลง กลับมีเสียง ‘ตึง’ ดังขึ้นมาอีก มีคนโยนก้อนหินเข้ามาที่เรือนหลัง


นี่มิใช่ขโมยแล้ว แต่มีคนไม่พอใจสกุลนางต่างหาก


อวี้ถังเดือดดาลมาก


สกุลนางแต่ไรก็ปฏิบัติต่อผู้อื่นเป็นอย่างดี ระหว่างเพื่อนบ้านก็ไม่เคยมีปากเสียง แล้วยังขโมยที่่เข้ามารอบก่อน ก็หยิบเอาแค่ของกินไปเท่านั้น ไม่แน่อาจมีใครทำเรื่องตลกร้ายนี้ขึ้นมาก็ได้


นางสองก้าวเดินสามก้าววิ่งไปผลักประตูหลังให้เปิดออก เห็นเด็กผู้ชายชุดสีฟ้าอ่อนกำลังวิ่งออกไปจากหลังเรือนอย่างรวดเร็ว


เพราะว่ายังเช้าอยู่มาก ทั้งเป็นด้านหลังตรอกจึงไม่มีใครอื่นอยู่เลย อวี้ถังเห็นคนได้อย่างชัดเจน นางหยุดตะลึงไปพักหนึ่ง แล้วพึมพำด้วยเสียงมึนงงว่า “เว่ยเสี่ยวชวน!”


ไม่ผิดแน่ เด็กผู้ชายคนนั้นก็คือเว่ยเสี่ยวชวนที่นางเจอตอนนัดดูตัวครั้งก่อน


เขามาทำอะไรที่ด้านหลังเรือนของนาง? ทั้งๆที่รู้ว่าถูกเจอตัวแล้ว แต่ก็ยังขว้างก้อนหินใส่ประตูหลังอีก? ราวกับว่าไม่พอใจอะไรบางอย่าง


นางนึกถึงท่าทางครั้งก่อนที่เขาใช้กิ่งไม้ฟาดต้นหญ้าข้างกายเล่น


นั่นก็เหมือนโมโหอะไรมา อารมณ์ไม่พอใจอย่างที่สุด


สกุลนางไปหาเรื่องอะไรเขาเข้าอย่างนั้นรึ?


พอคิดถึงเว่ยเสี่ยวซาน นางก็ค่อยๆเรียกอาเสาไปสืบความ “บุตรคนสุดท้องของสกุลเว่ย ชื่อเว่ยเสี่ยวชวน เจ้าลองสืบหน่อยว่าช่วงนี้เขาทำอะไรอยู่?”


อาเสาเคยตามอวี้เหวินไปที่เรือนสกุลเว่ย ตอบว่า “น่าจะเข้าเรียนที่สำนักศึกษาประจำอำเภออยู่นะขอรับ? ข้าได้ยินคนสกุลเว่ยพูดว่า ตอนที่พวกพี่ชายของเขาเริ่มเรียนเขาก็จะคอยฟังอยู่ข้างๆ 


อายุสามขวบก็รู้จักตัวอักษรแล้ว อายุห้าขวบก็ท่อง ‘เสี่ยวจิง’ ได้ทั้งเล่ม แม้อายุจะน้อย แต่ก็เข้าสำนักศึกษาได้อย่างรวดเร็ว คิดว่าปีหน้าก็คงเข้าร่วมสนามสอบแล้ว”


อวี้ถังประหลาดใจมาก ยิ่งเป็นห่วงว่าใช่เกิดเรื่องอะไรกับเด็กคนนี้หรือไม่ ตามหลักแล้ว เด็กที่เฉลียดฉลาดปานนั้น ไม่ควรมีท่าทีเกรี้ยวกราดเช่นนี้ถึงจะถูก


อาเสารับคำแล้วจากไป ไม่ทันไรก็กลับมาตอบนางว่า ตอนนี้เว่ยเสี่ยวชวนอยู่ที่สำนักศึกษาประจำอำเภออย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย!


อวี้ถังใคร่ครวญดูแล้วให้ซวงเถาหยิบขนมมาหลายกล่อง พาอาเสามุ่งไปที่สำนักศึกษาประจำอำเภอ


เพราะว่าให้คนไปสอบถามจากอาจารย์สำนักศึกษา แม้เว่ยเสี่ยวชวนจะไม่ยินยอม แต่ก็ต้องเดินหน้าตึงออกมาจากห้องเรียน ถามอวี้ถังเสียงเย็นชาว่า “เจ้าหาข้ามีเรื่องอะไร? พวกเราสองสกุลไม่เกี่ยวข้องกันแล้ว!”


อวี้ถังยิ่งเชื่อว่าเรื่องนี้ต้องมีปัญหาอะไรซ่อนอยู่แน่


นางเอ่ยว่า “เจ้าอย่าบอกนะว่าจะปฏิเสธว่าคนที่ขว้างหินใส่เรือนข้าเมื่อเช้าไม่ใช่เจ้า ลูกผู้ชายกล้าทำก็ต้องกล้ารับ มีคำก็พูดออกมา มีปัญหาก็ถามออกไป มุดหัวมุดหางเช่นนี้ นับเป็นผู้ชายประสาอะไรได้?”


อย่างไรเด็กก็ยังเป็นเด็ก เว่ยเสี่ยวชวนได้ยินก็ร้อนรนจนตาแดงก่ำร้องเสียงดังว่า “เจ้าคิดว่าข้าไม่กล้าไปหาเจ้าอย่างนั้นรึ เป็นพี่สี่ที่ห้ามข้าเอาไว้ ไม่ให้ข้าไปหาเจ้า เจ้ามันเป็นนางจิ้งจอก เป็นต้นเหตุของหายนะ พี่รองข้าว่ายน้ำเก่งจะตาย ก็เพราะว่าต้องแต่งกับเจ้านั่นแหละ ถึงได้ไปจับปลาที่แม่น้ำ 


สุดท้ายเลยต้องจมน้ำตาย ทั้งยังพี่สามอีก พอได้ยินว่าเจ้าสะสวย แต่สกุลเจ้ากลับเลือกพี่รองเป็นเขยชาย เขาจึงต้องทะเลาะกับพี่รอง ตอนนี้พี่รองข้าไม่อยู่แล้ว พี่สามก็เสียใจหนัก คิดว่าระหว่างพี่น้องไม่อาจเงยหน้ามองใครได้อีก ถ้าไม่ใช่เพราะเจ้า พี่รองกับพี่สามข้าจะเป็นแบบนี้ได้อย่างไร!”


อวี้ถังตะลึงงัน


“เจ้าไม่ต้องมาหาข้าอีก! ถ้าเจ้ามา ข้าจะเอาเรื่องงามหน้าที่เจ้าเคยทำไปบอกคนอื่น!” เว่ยเสี่ยวชวนตะโกนใส่นาง ก่อนจะวิ่งหายลับไป


อวี้ถังเพียงรู้สึกเย็นวาบไปทั่วร่าง คล้ายจะยืนไม่อยู่


ชาติก่อน คนสกุลหลินด่าว่านางเป็นนางจิ้งจอก นางก็แค่แสยะยิ้มอยู่ในใจ ตอนนี้เว่ยเสี่ยวชวนด่าทอนาง นางกลับคิดไปถึงสายตาคู่นั้นของเว่ยเสี่ยวซานที่มองนางด้วยความชื่นชอบและตกตะลึง ดวงตาที่พราวระยับดั่งดวงดาวคู่นั้น


น้ำตาของนางพลันไหลลงมาอย่างกลั้นไม่อยู่


[1] จ้วงหยวน ผู้ที่ได้คะแนนสูงสุดอันดับหนึ่งในการสอบจิ้นซื่อ โดยอันดับที่สองเรียกว่าปั่งเหยี่ยน และอันดับสามเรียกว่า ทั่นฮวา


ตอนที่ 30: สำนักศึกษาประจำอำเภอ


อวี้ถังรู้ว่านี่ไม่ใช่ความผิดของตนเอง แต่พอนางคิดถึงเรื่องนี้ขึ้นมาทีไร ก็รู้สึกปวดใจทุกที


อาเสาที่มาเป็นเพื่อนนางกลับไม่พอใจอย่างมาก เอ่ยว่า “คุณหนู ข้าจะไปจับเขากลับมา เด็กคนนั้นพูดจาเช่นนี้ออกมาได้อย่างไร? สกุลเขาเกิดเรื่อง แล้วจะมาโยนบาปให้สกุลเราหรือ”


อวี้ถังดึงเขาไว้ เอ่ยว่า “เขายังเด็ก จู่ๆต้องมาเสียพี่ชายไป ย่อมจะทำใจไม่ได้ พูดจาเหลวไหลไปบ้าง ก็เป็นเรื่องปกติ เจ้าอย่าโวยวายเพราะเรื่องนี้ ผู้ใหญ่ของสองสกุลรู้เข้าคงต้องเสียใจแน่”


ชาติก่อน หลังจากที่บิดามารดาตาย นางเคยพาลโกรธทุกคน รวมไปถึงสกุลเผยด้วย คิดว่าหากไม่ใช่เพราะหน่วยลาดตระเวนของสกุลเผยทำงานบกพร่อง แล้วถนนฉางซิ่งจะถูกไฟไหม้ได้อย่างไร? 


ทว่าหน้าที่ลาดตระเวนยามวิกาลเดิมก็ไม่ใช่ความรับผิดชอบของสกุลเผย สกุลเผยแค่เพราะเห็นว่าบนถนนฉางซิ่งเป็นร้านค้าของตนเสียส่วนใหญ่ ถึงได้ช่วยเหลือลาดตระเวนให้กับพวกเขาที่มีร้านค้าและมีกิจการอยู่บนถนนฉางซิ่งไปด้วย สุดท้ายพอสกุลนางเกิดเรื่อง นางก็ยังแอบกล่าวโทษสกุลเผยในใจอีก


อาเสาไม่อาจไปตามหาเว่ยเสี่ยวชวน ปากจึงได้แต่งึมงำพูด เวลานั้นพลันได้ยินเสียงตื่นเต้นดีใจของบุรุษดังขึ้นที่ข้างหูอวี้ถัง “แม่นางอวี้?”


อวี้ถังหันไปมองตามเสียง กลับเป็นหลี่จวิ้น


เขาสวมชุดคลุมหลวมสีน้ำเงินลายเมฆ ผมดำขลับรวบมัดขึ้นสูง ปักด้วยปิ่นหยกขาว หน้าผากสะอาดเกลี้ยงเกลา ดวงตากระจ่างใส เทียบกับครั้งก่อนแล้วดูจะแต่งตัวมีอายุกว่ามาก


“เป็นเจ้าจริงๆด้วย!” หลี่จวิ้นมีความยินดีแผ่กระจายเต็มหน้า แล้วรีบเอ่ยว่า “ข้ามองจากไกลๆ เห็นว่าคล้ายเจ้า ตอนนั้นพลันไม่เชื่อสายตาตัวเอง เจ้ามาทำอะไรที่สำนักศึกษาหรือ? มีอะไรให้ข้าช่วยหรือไม่?”


อวี้ถังหันไปยิ้มให้เขาอย่างเกรงใจ ตอบว่า “ไม่มีอะไร แค่มาเยี่ยมน้องของญาติเท่านั้น”


ดวงตาของนางยังมีร่องรอยผ่านการร้องไห้มาก่อน หลี่จวิ้นพลันชะงักสิ่งที่อยากพูดไป


อวี้ถังบอกลาเขา


หลี่จวิ้นรีบเรียกนางไว้ เอ่ยอย่างจริงใจว่า “แม่นางอวี้ ถ้าเจ้ามีเรื่องอะไร สามารถพูดกับข้าได้จริงๆนะ ปกติข้าจะอยู่ที่สำนักศึกษาจังหวัดด้วยติดตามท่านพี่ชายมาเล่าเรียน แต่ว่าสำนักศึกษาอำเภอนี้มีท่านเฉินซ่านเหยียน ซึ่งเป็นญาติผู้น้องของบิดาเฉินฟางมาบรรยาย 


เขาเป็นทั่นฮวาในปีจี๋เหม่า และเคยเป็นมหาบัณฑิตของสำนักฮั่นหลินมาก่อน แตกฉานในตำราคัมภีร์ ภายหลังเบื่อหน่ายกับการแก่งแย่งในวงขุนนาง ถึงได้ตอบรับคำเชิญของสกุลเผยมาเป็นอาจารย์ธรรมดาธรรมดา อยู่ที่เมืองหลินอันแห่งนี้ 


เขาเป็นคนมีวิชาความรู้ เป็นอาจารย์ผู้มีพระคุณของพี่ชายข้า แม้ว่าข้าทำไม่ได้ แต่สามารถขอท่านพี่ข้าให้ออกหน้าช่วยเจ้าขอพบอาจารย์เฉินได้”


อวี้ถังงงงวยไปหมด


สองชาติที่ผ่านมา นางไม่เคยรู้มาก่อนว่าสำนักศึกษาประจำอำเภอแห่งเมืองหลินอัน ที่แท้มีมังกรหลับซ่อนตัวอยู่ด้วย


หลี่จวิ้นพลันตื่นเต้นขึ้นมาโอ้อวดต่อว่า “แม่นางอวี้ ข้าติดตามท่านพี่มาทางนี้ เจ้ารู้หรือไม่ว่าโจวจื่อจินก็มาที่หลินอันเช่นกัน แต่ว่า เจ้าอาจจะรู้อะไรไม่มาก 


ใต้เท้าโจวได้เป็นจ้วงหยวนในปีเหรินอู่ เป็นลูกหลานสายหลักของสกุลโจวแห่งหนานทง ท่านปู่ของเขาเป็นราชครู บิดาเขาเคยเป็นโซ่วฟู่ พี่ชายคนโตของเขาคือเจ้ากรมขุนนางคนปัจจุบัน เขายังมีท่านอาอยู่ที่ศาลต้าหลี่ ตัวเองก็เคยเป็นจี้ซื่อจงอยู่กรมอาญา 


ทั้งสกุลล้วนแต่เป็นเลิศ เขามาหลินอันเพื่อเยี่ยมเยียนนายท่านสาม นายท่านสามเจ้าคงรู้จักอยู่แล้ว ก็คือเผยสยากวง เผยเยี่ยน ใต้เท้าโจวรู้ว่าท่านเฉินจะมาบรรยายที่สำนักศึกษาอำเภอ เลยตั้งใจมาคารวะท่านเฉินพร้อมกับนายท่านสามด้วย 


ทุกคนคงไม่รู้ เพราะบิดาข้าอายุรุ่นราวคราวเดียวกับนายท่านรองสกุลเผย พี่ชายข้าก็ไปที่จวนสกุลเผยเพื่อขอคำชี้แนะเรื่องการเรียนจากนายท่านรองบ่อยๆ ถึงได้รู้ว่าพวกเขาจะมาที่สำนักศึกษาอำเภอ พี่ชายข้าเลยตั้งใจพาข้ามาให้พวกเขาเห็นหน้าเห็นตาไว้บ้าง…”


เขาเป็นเหมือนนกยูงรำแพนหาง คิดจะดึงดูดความสนใจจากอวี้ถัง


อวี้ถังได้ยินว่าหลี่ตวนก็อยู่ที่นี่ด้วย ก็รู้สึกไม่สบายตัวราวกับทั่วร่างมีหนอนไต่ยั้วเยี้ย


นางตัดบทวาจาของหลี่จวิ้นว่า “คุณชายรองสกุลหลี่ใส่ใจเกินไปแล้ว ข้าไม่มีธุระอันใดจริงๆ ผู้ใหญ่ที่เรือนยังรอให้ข้ากลับไป ขอตัวก่อน” พูดจบ ก็หันไปส่งสายตาให้อาเสา แล้วหมุนกายเตรียมจากไป


หลี่จวิ้นชะงักกึก เห็นว่าอวี้ถังเดินไปไกลเกินสิบเก้าแล้ว เขาถึงได้สติกลับมา รีบตะโกนเรียกอวี้ถังเอาไว้


อวี้ถังหมุนตัวกลับมาอย่างงงๆ


หลี่จวิ้นยืนอยู่ที่เก่าด้วยสีหน้าแดงเถือก ทำท่าอึกๆอักๆ ไม่รู้ว่าต้องการจะพูดอะไร


อวี้ถังมีหรือจะไม่เข้าใจ


ชาติก่อน หลี่จวิ้นไม่เคยได้พบนาง คนสกุลหลินบอกว่าเขาฝังใจกับนางมาก นางจึงอาศัยการสวดมนต์ เพื่อ.อดทนกับคนสกุลหลินมานานปี 


ชาตินี้ สวรรค์กลั่นแกล้งคน หลี่จวิ้นได้พบนางแล้ว ซึ่งสอดคล้องกับคำโกหกของคนสกุลหลินในชาติก่อน…หลี่จวิ้นปักใจต่อนางตั้งแต่แรกเห็น


น่าเสียดาย นางขยะแขยงสกุลหลี่จนแทบทนไม่ไหว ไม่ว่าหลี่จวิ้นจะประเสริฐปานใด จริงใจต่อนางเพียงไหน นางก็ไม่คิดจะมีความเกี่ยวพันใดๆกับสกุลหลี่อย่างเด็ดขาด


อวี้ถังยิ้มเย็นพลางเอ่ยว่า “ครั้งหน้าคุณชายหลี่คิดให้ดีก่อนว่าจะพูดอะไรกับข้าแล้วค่อยเรียกข้าเถอะ!”


ถ้าอยากให้หลี่จวิ้นตัดใจต่อนาง นางยิ่งไม่อาจแสดงท่าทีใกล้ชิดต่อเขา


หลี่จวิ้นพลันรู้สึกขายหน้าทันใด อวี้ถังพาอาเสาเดินออกไปด้านนอก


หลี่จวิ้นกัดริมฝีปาก คิดจะตามไปด้วย


“แม่นางอวี้!” เขามาดักหน้านางเอ่ยติดๆขัดๆว่า “แม่นางอวี้ เอ่อ คือว่านายหญิงทังกับท่านแม่ข้าบอกว่า ไปเยือนที่เรือนเจ้าหลายครั้งแล้ว สกุลเจ้า…ต้องการหาเขยแต่งเข้า ขอเจ้าอย่าใจร้อน รอสักไม่กี่วัน ท่านพ่อข้าอีกสองสามวันก็คงตอบจดหมายกลับมาแล้ว…ข้า ข้ายินดี…”


คำพูดของเขายังไม่ทันพูดจบ ก็เห็นสีหน้าของอวี้ถังซีดเผือดและแข็งทื่ออย่างรวดเร็ว


เกิดอะไรขึ้นรึ?


หลี่จวิ้นพึมพำในใจ น้ำเสียงที่ใช้จึงดังยิ่งกว่าเดิม ราวกับตัดสินใจแน่วแน่แล้ว “แม่นางอวี้ เจ้าวางใจได้ สกุลข้ามีบุตรชายสองคน ข้ารู้ว่าสกุลเจ้าต้องการให้เขยชายแต่งเข้า ไม่ว่าอย่างไรข้าต้องให้ท่านพ่อรับปากให้ได้ เจ้ารอข้านะ!”


“หลี่จวิ้น เจ้าพูดจาเพ้อเจ้ออะไร!” มีบุรุษพูดแทรกเขาด้วยความเดือดดาล “ไสหัวของเจ้ากลับมาหาข้าเดี๋ยวนี้!”


น้ำเสียงอันคุ้นเคยนี้…


หลี่จวิ้นรีบหันไปมอง เห็นดวงหน้าหล่อเหลาทว่าเขียวคล้ำของพี่ชายตน อีกทั้งด้านหลังเขา ยังมีดวงหน้าสูงส่งทว่าไม่อาจคาดเดาของนายท่านสาม เผยเยี่ยน ดวงหน้าที่ดูสนุกกับความทุกข์ของผู้อื่นของโจวจ้วงหยวน และดวงหน้าตกตะลึงของท่านเฉิน


“ท่านพี่!” หลี่จวิ้นไหล่ตก เรียกหลี่ตวนไปทีหนึ่งอย่างระมัดระวัง


หลี่ตวนอยากจะตบหน้าน้องชายไร้สมองคนนี้ให้ตายจริงๆ


วันนี้เป็นโอกาสดีเพียงใด คนหนึ่งเป็นถึงจ้วงหยวน คนหนึ่งเป็นถึงทั่นฮวา ยังมีจิ้นซื่อสองป้ายอีก คนอื่นคิดประจบยังหาโอกาสไม่ได้ เขากลับวิ่งมาตอแยหญิงสาวสกุลอื่นอยู่ที่นี่ ยังกล้าพูดอย่างไร้สำนึกว่าจะแต่งเข้าเป็นเขยผู้อื่น ช่างเป็นการกระทำที่ไม่สมกับฐานะของบัณฑิตเอาเสียเลย


ความคิดแวบผ่าน หัวใจเขาพลันกระตุก


แต่งเขยชายเข้าบ้าน! 


หรือว่าจะเป็นหญิงสาวผู้นั้น แม่นางสกุลอวี้?


หลี่ตวน.อดจะมองหญิงสาวที่อยู่ตรงหน้าน้องชายทีหนึ่งไม่ได้


ทว่าเพียงครั้งเดียว เขาก็ไม่อาจย้ายสายตาไปไหนได้อีก


ส่วนสูงปานกลาง รูปร่างไม่ได้ผอมบางอย่างที่นิยมกันเหมือนตอนนี้ ทว่ามีขาเรียวยาวเอวแน่งน้อย มีเส้นเว้าโค้งสวยงาม สวมเสื้อตัวสั้นสีขาวธรรมดา 


ท่อนล่างเป็นกระโปรงจับจีบสีแดงเข้มปักลายดอกไม้ หวีผมทรงก้นหอยสองข้าง เสียบดอกมะลิเอาไว้หนึ่งช่อ ตุ้มหูดอกติงเซียงสีเงินสะท้อนวิบวับใต้แสงอาทิตย์ เมื่อรวมกับหางตาที่แดงเรื่อของนาง ช่างเป็นการแต่งแต้มสีสันให้กับความงดงามอีกทีหนึ่ง


มิน่าขนาดสกุลฟู่ยังไปขอหมั้นหมาย ที่แท้ก็งามถึงเพียงนี้


หลี่ตวนพลันสติหลุดลอยไปชั่วขณะ


โจวจ้วงหยวนที่ยืนอยู่ข้างๆหัวเราะชอบใจ สะบัดพัดจินชวนสีดำให้กางออก ทำลายความเงียบทิ้งในชั่ววินาที “คนหนึ่งสะเทิ้นอายหน้าแดง คนหนึ่งทำหน้าเหมือนร้องไห้ ไม่รู้ว่าได้รับความขุ่นข้องหมองใจหรืออย่างไร” เขาพูดพลางมองไปทางหลี่ตวนอย่างขำๆ 


“มาๆ มีเรื่องอะไรก็พูดกับพวกข้าได้ พวกข้าจะเป็นคนชี้ขาดให้เอง”


ทำเหมือนกับว่าหลี่ตวนเป็นหวังหมู่เหนียงเหนียงที่ทำลายวาสนาของผู้อื่นเสียอย่างนั้น


“จื่อจิน!” เฉินซ่านเหยียนเรียกชื่อโจวจ้วงหยวนด้วยสีหน้าเคร่งขรึม เอ่ยว่า “ที่นี่ไม่ใช่เมืองหลวง เจ้าสงบเสงี่ยมลงเสียบ้าง อย่าได้เอาอุบายที่ชอบใช้ในเมืองหลวงมาใช้ที่เมืองหลินอัน”


เขาเป็นบุรุษวัยประมาณห้าสิบปี รูปร่างผอมสูง ผมเคราขาวโพลน สีหน้าเข้มงวด อยู่ในชุดผ้าคลุมเนื้อหยาบสีน้ำเงิน ดูไม่คล้ายกับทั่นฮวา แต่เหมือนบัณฑิตตกต่ำที่สอบไม่ผ่านเสียมากกว่า


โจวจ้วงหยวนคล้ายว่าจะกลัวเขาอยู่บ้าง เห็นว่าเขาไม่พอใจ ก็หัวเราะเหอะๆ สองที ก่อนจะมองไปทางเผยเยี่ยน


ทว่าเผยเยี่ยนกลับมองอวี้ถังอยู่


แม่นางผู้นี้อีกแล้ว เขายังจำภาพตอนที่เจอนางครั้งก่อนตอนอยู่วัดเจาหมิงได้


นางสวมชุดผ้าไหมปักลายดอกไม้สีแดงเข้ม ขมวดผมเป็นก้อนกลมกลางศีรษะ ขณะที่เดิน ผ้าไหมเนื้อบางจะแนบติดกับเรือนร่างของนาง เอวน้อยอรชรดั่งกิ่งหลิว ปิ่นเงินชุบฝังไข่มุกที่ปักเอียงๆอยู่บนผมขยับไหวเหมือนกับชิงช้า เคียงใกล้ดวงหน้าขาวผ่องของนาง


เหล่าชายหนุ่มใต้ต้นสนตื่นรู้ต่างพากันยื้อแย่งเพื่อออกแรงช่วยเหลือนาง


ทว่าตอนนี้…ดวงตานางกลับแดงช้ำ ดวงหน้าซีดเซียว มองไปทางหลี่ตวนด้วยความตกตะลึง


เผยเยี่ยน.อดจะหันไปมองหลี่ตวนไม่ได้


อาจเพราะจะมาพบพวกเขา หลี่ตวนจึงแต่งตัวอย่างเป็นทางการ เสื้อคลุมตัวหลวมตัดจากผ้าหังโจวสีแดงพุทราลายอู่ฝู พร้อมผ้าโพกศีรษะสีดอกบัว ที่เอวห้อยถุงผ้ากับจินซานซื่อ ผิวพรรณขาวผ่อง เครื่องหน้าหล่อเหลา รูปร่างดั่งต้นสน เขายืนแน่นิ่งกับที่อยู่อย่างนั้น ทำให้คนนึกถึงคำชื่นชมประเภท ‘ดอกหลันจือต้นอวี้ซู่’ ขึ้นมาได้


เพียงแต่สีหน้าของเขาในเวลานี้ดูไม่ค่อยถูกต้องนัก ดวงตามองตรงไปที่แม่นางน้อยสกุลอวี้ จ้องจนตาไม่กะพริบ…


หรือว่าทั้งคุณชายน้อยและคุณชายใหญ่สกุลหลี่ต่างก็มีเรื่องราวความหลังกับแม่นางอวี้ผู้นี้?


เผยเยี่ยนเม้มปาก แต่เกือบซวนเซเพราะแขนของโจวจื่อจินที่วางพาดไหล่ลงมา


โจวจื่อจินกระซิบข้างหูเขาว่า “นี่ สายตาเจ้าเหตุใดเป็นเช่นนั้น? เจ้าคงมิใช่รู้จักแม่นางผู้นั้นด้วยกระมัง? นี่มันสถานการณ์ใดกัน? สามารถทำให้บุรุษตะโกนว่าอยากแต่งเข้าไปเป็นเขยชายให้ได้อย่างไม่สนใจสิ่งใด แม่นางผู้นี้ไม่ธรรมดาจริงๆ! เจ้าบอกให้ข้าฟังบ้างสิ ข้ารับรองจะเก็บเป็นความลับ!”


เผยเยี่ยนขมวดคิ้ว แล้วปัดแขนเขาออกจากไหล่ด้วยสีหน้าหมดความอดทน “เจ้าอย่าบ้าให้มันมาก”


โจวจื่อจินกระตุกยิ้มมุมปาก ทำทีเหมือนมีถ้อยคำอยากจะพูด หัวใจของเฉินซ่านเหยียนกระตุกใหญ่ กลัวว่าเขาจะพูดอะไรที่ไม่น่าฟังอีก จึงไอเสียงดังไปหลายครั้ง


หลี่ตวนไม่นับว่าเลอะเลือนเกินเยียวยา ดึงสติกลับมาทันที เขารู้สึกกระดากเล็กน้อย


สิบปีที่เล่าเรียนมาอย่างยากลำบาก เขาไม่เคยจะมองสตรีคนใดสักครั้ง แต่แม่นางที่อยู่เบื้องหน้านี้ กลับทำให้เขาคันยุบยิบในหัวใจจนไม่อาจไม่จ้องมองอย่างละเอียดได้


เขารีบจัดการความคิดของตนเองแล้วพูดกับหลี่จวิ้นว่า “ยังไม่รีบคารวะผู้อาวุโสอีก ตำราที่ท่องมามากมายหายลงท้องไปแล้วหรือ”


หลี่จวิ้นเดินขึ้นไปข้างหน้าทุกคนด้วยสีหน้าแดงก่ำ


เผยเยี่ยนโบกมือให้อย่างไม่ใส่ใจ บอกเป็นนัยว่าไม่ต้องทำความเคารพ จากนั้นก็หันไปพูดกับโจวจื่อจินด้วยสีหน้าเฉยเมยว่า “เจ้าจะไปหรือไม่? ถ้าไม่ไป ข้าไปก่อนล่ะ!”


[1] ทั่นฮวา คือคำเรียนจิ้นซื่อที่สอบได้เป็นอันดับสาม อันดับหนึ่งเรียกว่าจ้วงหยวน อันดับสองเรียกว่าปั่งเหยียน


[2] สำนักฮั่นหลิน เป็นสำนักที่ทรงอิทธิพลมากสำหรับบัณฑิตในยุคนั้น หน้าที่ของสำนักฮั่นหลิน คือบันทึกและแก้ไขประวัติศาสตร์ของราชวงศ์ รวมไปถึงการวางแผนการศึกษาและการสอบเพื่อเฟ้นหาบัณฑิตเข้ารับราชการอีกด้วย


[3] โซ่วฟู่ เป็นตำแหน่งผู้อาวุโสของหกกรม


[4] จี้ซื่อจง เป็นตำแหน่งที่มีอยู่ในทั้งหกฝ่าย แม้ว่าลำดับศักดิ์ไม่สูง แต่มีอำนาจมาก ภารกิจที่ฮ่องเต้มอบหมายให้ศาลาว่าการแต่ละแห่งจะมีทั้งหกฝ่ายคอยติดตามและจดบันทึกทุกๆห้าวัน หากล่าช้าหรือทำงานไม่มีประสิทธิภาพ หกฝ่ายสามารถรายงานต่อฮ่องเต้ได้


[5] ดอกหลันจือต้นอวี้ซู่ เป็นคำเปรียบเปรยถึงคนรุ่นหลังที่เฉิดฉายโดดเด่น



จบตอน

Comments