blossom ep31-40

ตอนที่ 31: เงื่อนงำ


ตอนนั้นเองอวี้ถังเพิ่งรู้สึกตัวว่านายท่านสามสกุลเผยก็อยู่ที่นี่ด้วย


นางมองไปทางเผยเยี่ยน


เขาอยู่ในชุดคลุมตัวหลวมสีฟ้าอ่อน นอกจากปิ่นไม้ไผ่บนศีรษะแล้ว ทั่วร่างก็ไม่มีของประดับชิ้นอื่นอีก สีหน้าเขาวางเฉย สายตาหม่นแสง ดูอารมณ์คุกรุ่นยิ่งกว่าหลายครั้งที่เจอก่อนหน้านี้เสียอีก


อวี้ถังตะลึงไป


เขามิใช่ผู้ชนะในการแก่งแย่งของสกุลเผยหรือ? เหตุใดไม่มีท่าทียินดีสักนิดเล่า?


อวี้ถังเพราะความสงสัย รู้สึกว่าร่างกายค่อยๆรับรู้ถึงความอบอุ่น มือเท้าที่ชาหนึบตอนที่เห็นหลี่ตวนค่อยๆกลับมาขยับเคลื่อนไหวได้


เรื่องบางเรื่อง นางนึกว่าตัวเองปล่อยวางได้แล้วเสียอีก


แต่ความจริงกลับไม่ใช่เลย!


พอได้เจอหลี่ตวน นางยังคงเดือดดาล ยังคงโกรธแค้นและรู้สึกไม่เป็นธรรม


นางข่มใจอดกลั้นถึงไม่ได้หลุดปากด่าทออย่างหยาบคายออกไป


ทว่าหลี่ตวนในตอนนี้ไม่มีเวลามาสนใจอวี้ถังแล้ว


วันนี้เขาตั้งใจพาหลี่จวิ้นมาให้ทุกคนรู้จัก นี่ก็เพิ่งจะได้พบพวกเผยเยี่ยน ยังไม่ทันได้คุยกันสักประโยค เผยเยี่ยนก็จะจากไปแล้ว…เขามิอาจปล่อยให้เป็นเช่นนั้นได้!


หลี่ตวนเร่งสาวเท้าไปด้านหน้า เอ่ยกับเผยเยี่ยนว่า “ท่านอา ท่านโจวยากนักจะได้มาเยือนสักหน ข้านำชาเหมาเจียนชั้นเลิศติดมาด้วย อาจารย์ทางนั้นยังมีชุดน้ำชาหรูเหยาสีฟ้าอยู่ชุดหนึ่ง ต้นดอกกุ้ยฮวาร้อยปีที่ลานด้านหลังสำนักศึกษาก็ใกล้จะบานแล้ว หากจะรีบร้อนกลับไป มิสู้ไปดื่มชาที่ลานด้านหลังก่อน อาศัยครึ่งวันที่ยังว่าง ไปสูดกลิ่นหอมของดอกกุ้ยฮวาด้วยขอรับ”


อาจารย์ของเผยเยี่ยนคืออดีตเจ้ากรมขุนนางนามว่าจางอิง ทั้งเจ้ากรมโยธาซึ่งควบตำแหน่งมหาบัณฑิตหอตงเก๋อนามว่าเจียงฮวาและรองเจ้ากรมขุนนางอย่างเฟ่ยจื้อเหวินก็ล้วนเป็นศิษย์พี่สำนักเดียวกับเขา ว่ากันตามเหตุผล ไม่ว่าหลี่อี้ บิดาของสองพี่น้องสกุลหลี่คิดจะก้าวหน้า หรือว่าหลี่ตวนอยากจะราบรื่นในเส้นทางขุนนาง การแบกหน้าเข้าหาผู้อื่นมีหรือจะสู้เข้าทางเผยเยี่ยนผู้อยู่เมืองเดียวกันได้


แต่เผยเยี่ยนกลับมีนิสัยแปลกประหลาด เขามึนตึงกับบ้านใหญ่ไม่พอ ทั้งกับบ้านรองก็ไม่ไปมาหาสู่


หลี่อี้แม้จะรุ่นราวคราวเดียวกับนายท่านรองสกุลเผย หลังจากที่เผยเซวียนกลับมาหลี่ตวนก็ไปขอคำชี้แนะจากเขาอยู่บ่อยๆ แต่กลับไม่เคยมีโอกาสได้สนทนากับเผยเยี่ยนสักหน


หลี่ตวนอับจนหนทาง จึงได้เข้าทางท่านอาจารย์เฉินซ่านเหยียนแทน


เฉินซ่านเหยียนฝากความหวังอันยิ่งใหญ่ไว้กับลูกศิษย์คนนี้ ถึงได้ถือโอกาสตอนที่เผยเยี่ยนมาเยี่ยมเขาเป็นเพื่อนโจวจื่อจิน ตั้งใจเรียกหลี่ตวนมาหา คิดใช้จังหวะนี้ให้เขากับเผยเยี่ยนได้ผูกสัมพันธ์กัน


เวลานี้เขาย่อมช่วยพูดแทนหลี่ตวน “สยากวง จื่อฉุนพูดถูก ยากนักที่เจ้าจะมาสำนักศึกษาสักครั้ง ไม่สู้อยู่ดื่มชาก่อนแล้วค่อยกลับ”


หลี่ตวนมีชื่อว่าจื่อฉุน


เผยเยี่ยนไม่ได้พูดอะไร สีหน้าไร้อารมณ์มองไปทางหลี่ตวนทีหนึ่ง แล้วมองไปทางอวี้ถังอีกทีหนึ่ง


คนทั้งหมดพากันตกตะลึง


หลี่ตวนคิดถึงท่าทีเสียมารยาทเมื่อครู่ของตนได้ ดวงหน้าพลันเปลี่ยนเป็นสีแดง แล้วพึมพำแก้ต่างกับเผยเยี่ยนว่า “แม่นางอวี้ เกือบจะได้หมั้นหมายกับสกุลของข้าขอรับ!”


ดวงตาของอวี้ถังเบิกโต


หลี่ตวนหมายความว่าอย่างไร?


อะไรคือเกือบจะได้หมั้นหมายกับสกุลของเขา?


อวี้ถังเดือดดาลจนปอดแทบระเบิด


เผยเยี่ยนกลับไม่ใส่ใจ ส่งเสียง ‘อ้อ’ อย่างขอไปที


อวี้ถังมึนงงไปหมด


พักหนึ่งสายตาของโจวจื่อจินก็หันไปมองอวี้ถัง พักหนึ่งก็หันไปจ้องหลี่ตวน


อวี้ถังพลันคิดออก เข้าใจทุกอย่างในทันที


เผยเยี่ยนคงไม่ได้สงสัยว่านางกับหลี่ตวน…


จะเป็นไปได้อย่างไร?


เผยเยี่ยนเหตุใดถึงเข้าใจเช่นนั้น?


แต่พอนางคิดว่ามีความเป็นไปได้ เลือดร้อนก็พุ่งขึ้นหน้าทันที


อวี้ถังส่งเสียงเรียก “นายท่านสาม” ไปทีหนึ่ง


เผยเยี่ยนทำเหมือนไม่ได้ยิน เขาพลันหันไปพูดกับเฉินซ่านเหยียนว่า “เช่นนั้นก็ไปดื่มชาที่ลานด้านหลังก่อน”


เฉินซ่านเหยียนลอบยินดี ด้วยกลัวว่าเผยเยี่ยนจะเปลี่ยนใจจึงลากเขามุ่งไปทางลานด้านหลัง “ความจริงข้ามีเรื่องจะคุยกับเจ้า ตั้งแต่ที่เจ้าขึ้นเป็นผู้นำสกุลเผย ข้าก็ยังไม่ได้คุยกับเจ้าจริงๆจังๆสักครั้ง ตอนที่ท่านผู้เฒ่าเผยยังอยู่ก็คอยช่วยเหลือสำนักศึกษาของเราไว้มาก บัดนี้เขาจากไปแล้ว เด็กๆที่เคยได้รับการดูแลก็ล้วนแต่กังวลใจ หากว่าเจ้าไม่มา อีกไม่กี่วันข้าก็เตรียมตัวจะไปหาเจ้าอยู่เหมือนกัน…”


สองคนค่อยๆเดินห่างออกไป


อวี้ถังโมโหจนทนไม่ไหว ตะโกนเสียงดังไล่หลังว่า “นายท่านสาม ข้ามีเรื่องจะพูดกับท่าน!”


เรื่องบางอย่างนางต้องพูดกับเขาให้ชัดเจนจึงจะถูก


สองครั้งแรกเป็นนางที่ทำผิด แต่ว่าครั้งนี้ เป็นเขาที่กล่าวหานาง


ทุกคนหันหน้ากลับมามอง


เผยเยี่ยนราวกับว่าไม่ได้ยินเสียง เขายังเดินหน้าต่อไปเรื่อยๆ


เฉินซ่านเหยียนมองอวี้ถังทีหนึ่ง ครุ่นคิดเล็กน้อย แล้วก็เดินตามเผยเยี่ยนไป


โจวจื่อจินกลับรู้สึกสนใจยิ่งนัก


เขากระตุกยิ้มมุมปาก แล้วสะบัดพัดกางออกดัง ‘พรึบ’ เพียงแต่ยังไม่ทันได้เปิดปากพูด ก็ถูกคนที่มีดวงตาติดอยู่ด้านหลังอย่างเผยเยี่ยนหันกลับมาหิ้วคอเสื้อไปเสียก่อน แล้วลากเขาเดินไปข้างหน้า เอ่ยว่า “เจ้าไม่ดื่มชารึ? ถ้าไม่ดื่มชาก็กลับเมืองหลวงไปเสีย!”


โจวจื่อจินรีบหุบปากฉับ


หลี่ตวนมองสถานการณ์ตรงหน้าอย่างมึนงง ลากแขนหลี่จวิ้นแล้วเดินตามเผยเยี่ยนไป


หลี่จวิ้นไม่กล้าเปิดปาก ได้แต่มองอวี้ถังอยู่อย่างนั้น


อวี้ถังโมโหจนแทบตาย ข้างหูพลันได้ยินเสียงตีฆ้องดัง ‘เหง่ง เหง่ง เหง่ง’


สำนักศึกษาถึงเวลาเลิกเรียนแล้ว


นักเรียนรุ่นเยาว์สองสามคนทะยอยกันเดินออกมา


อวี้ถังกระทืบเท้าลงพื้น แล้วโยนหลี่ตวนก็ดี หลี่จวิ้นก็ช่างทิ้งไว้เบื้องหลัง กลับเรือนไปด้วยความหัวฟัดหัวเหวี่ยง แต่เพราะกลัวว่ามารดาจะมองออก จึงกำชับอาเสาไม่ให้พูดเรื่องในวันนี้ออกไป


อาเสาพยักหน้าหงึกหงัก


นั่นเป็นนายท่านสามสกุลเผยเชียวนะ!


เขามีหรือจะกล้าพูดเหลวไหล


อวี้เหวินกลับมาจากหังโจวแล้ว


สิ่งที่กลับมาพร้อมกัน ยังมีโลงศพของหลู่ซิ่น


“ครั้งนี้จ่ายไปก้อนใหญ่เลย” อวี้เหวินยิ้มขื่น “โลงศพไม่ต้องพูดถึง แค่ผู้อื่นได้ยินว่าข้าจะย้ายโลงศพกลับบ้าน ต่างไม่มีใครยอมมาส่งสักคน ข้าจึงต้องจ้างเรือไว้เลยหนึ่งลำ แล้วส่งโลงศพเขาไปที่วัด ที่นั่นก็เก็บเงินค่าทำบุญไปเยอะเหมือนกัน” เขารู้สึกผิดต่อภรรยามากจึงได้รับปากกับคนสกุลเฉินและอวี้ถังว่า “นี่จะเป็นครั้งสุดท้ายแล้ว ต่อไปจะไม่มีเช่นนี้อีก”


คนสกุลเฉินเป็นคนใจกว้าง คิดว่าเรื่องมาถึงขั้นนี้แล้วพูดมากไปมีแต่จะทำลายน้ำใจของอีกฝ่าย จึงไม่เพียงไม่กล่าวโทษเขา ซ้ำยังเอ่ยปลอบเขาว่า “เป็นคนขอเพียงใจสงบ พวกเราอย่างไรก็นับว่าไม่ผิดต่อนายท่านหลู่ก็พอแล้ว”


อวี้เหวินถอนหายใจ “เจ้าไม่รู้อะไร พวกเรายังคงต้องหาทางติดต่อกับสกุลหลู่ด้วย ไม่อย่างนั้นยังต้องช่วยเขาจัดการเรื่องสุสาน ต่อไปยังต้องหาคนมาเซ่นไหว้เขาอีก”


คนสกุลเฉินพูดว่า “ก็มิใช่ว่าไร้หนทางหรอก พรุ่งนี้ข้าจะให้ป้าเฉินเตรียมของว่างและน้ำชาเอาไว้ ท่านก็ไปเรือนสกุลหลู่สักครั้ง ผู้ตายนับว่าเป็นใหญ่ ข้าเชื่อว่าสกุลหลู่คงไม่ไร้เหตุผลถึงเพียงนั้น”


“หวังว่าจะเป็นเช่นนั้นนะ”


........


อวี้เหวินเดินทางไปเรือนสกุลหลู่ด้วยความวิตกกังวล


คนสกุลหลู่เห็นว่าอวี้เหวินช่วยไปจัดการเรื่องศพหลู่ซิ่น ทั้งยังขนโลงศพกลับมา จึงได้ยอมถอยก้าวหนึ่ง ตอบตกลงให้ฝังหลู่ซิ่นไว้ในสุสานบรรพชน


อวี้เหวินถอนหายใจโล่ง.อก วันถัดมาจึงเดินทางไปวัด เตรียมเชิญพระในวัดสวดส่งวิญญาณให้เขาเป็นเวลาสามวันจากนั้นค่อยเลือกวันดีในการฝังศพ


สกุลอวี้ถูกขโมยขึ้นเรือนอีกครั้ง


ครั้งนี้หัวขโมยถูกพบตอนที่กำลังรื้อห้องหนังสือของอวี้เหวิน และเสี่ยวหวงเป็นผู้พบเห็น


เสี่ยวหวงอย่างไรก็ยังเล็กอยู่ มันกระโจนใส่หัวขโมยแล้วเห่า ‘โฮ่งๆ!’ ทั้งมันยังงับขากางเกงของหัวขโมยจนถูกถีบไปทีหนึ่ง เจ็บตัวจนครางหงิงๆ


อาเสาแม้จะไปถึงทันเวลา แต่ก็ไม่กล้าประมือตรงๆกับหัวขโมย ได้แต่ไล่คนกับตื่นตกใจจนหัวขโมยหลบหนีไปได้


อวี้ถังกอดเสี่ยวหวงเบาๆ แล้วลูบขนมันไปมาอย่างปวดใจ


คนสกุลเฉินรู้สึกหวาดกลัวมาก หยิบเงินห้าตำลึงส่งให้อาเสา แล้วสั่งให้เขาไปหาอวี้เหวิน “เงินนี้ให้คนของศาลาว่าการไปดื่มเหล้า ต่อให้จับหัวขโมยไม่ได้ก็ขอให้พวกเขามาเดินตรวจหน้าเรือนเราหลายๆรอบหน่อย จะได้ขู่หัวขโมยให้มันกลัวเสียบ้าง”


อาเสาตอบรับคำ


อวี้ถังคิดว่าหลายวันนี้อวี้เหวินก็วิ่งวุ่นไปมา จึงได้ไปเก็บกวาดห้องหนังสือให้เขา ทั้งช่วยบิดาตรวจนับสิ่งของไปพร้อมกันด้วย ดูว่ามีอะไรหายไปบ้างหรือไม่


ในห้องยังคงเป็นระเบียบเรียบร้อย ไม่รู้ว่าหัวขโมยคนนั้นยังไม่ทันได้ลงมือหรือเพราะลงมืออย่างระมัดระวังกันแน่ ถึงได้เบาไม้เบามือจนคนแทบสังเกตไม่ออก


อวี้ถังค่อยๆจัดของให้บิดาอย่างไม่รีบร้อน หัวขโมยนั้นขโมยกระดาษเซวียนจื่อของบิดาไปครึ่งพับ พวกแท่นฝนหมึกเฉิงหนีเยี่ยนที่ตกทอดมาจากบรรพบุรุษถูกรื้อออกมาแต่กลับไม่ได้หยิบเอาไปด้วย


เพราะหัวขโมยผู้นั้นมีตาแต่ไม่มีแววหรือ?


อวี้ถังมองข้างแท่นฝนหมึกที่แกะสลักเป็นรูปนกกางเขนเสมือนจริงกับรูปดอกเหมยที่คล้ายฟื้นขึ้นมามีชีวิตอีกครั้ง กลับรู้สึกว่าเรื่องนี้มีเงื่อนงำบางอย่าง


หากคิดขโมยเงินทอง ก็น่าจะไปที่ห้องด้านในของบิดามารดาไม่ใช่หรือ? หากต้องการขโมยของในห้องหนังสือ ก็ย่อมต้องรู้จักของดี ไม่อย่างนั้นจะรู้ได้อย่างไรว่าสิ่งใดมีค่าสิ่งใดไม่มีค่า?


ป้าเฉินโมโหใหญ่โตกำลังตะโกนด่าคนอยู่กลางลาน “พวกมันรังแกพวกเราเพราะเห็นว่านายท่านไม่อยู่บ้าน ไม่อย่างนั้นจะกล้าเข้ามาขโมยของครั้งแล้วครั้งเล่าได้อย่างไร!”


ตอนที่ 32: หัวขโมย


อวี้ถังได้ยินเสียงก่นด่าของป้าเฉินก็ขมวดคิ้วขึ้นเล็กน้อย


แต่ที่ป้าเฉินกล่าวมีเหตุผลอยู่จริงๆ


ถูกขโมยขึ้นเรือนสองครั้ง ล้วนเป็นช่วงเวลาที่อวี้เหวินไม่อยู่


ไฉนจึงได้บังเอิญถึงขนาดนั้น?


คนสกุลเฉินก็รู้สึกว่าเป็นเรื่องบังเอิญเช่นกันจึงพาอวี้ถังไปถึงเรือนของอวี้ป๋อ อยากจะเชิญอวี้หย่วนมาพักในเรือนยามที่อวี้เหวินไม่อยู่เสียหน่อย


อวี้ป๋อยังคงยุ่งกับเรื่องร้านค้า คนสกุลหวังตกปากรับคำทันที กล่าวปรึกษากับคนสกุลเฉิน “ไม่อย่างนั้น จัดการเรื่องงานแต่งของอวี้ถังให้เร็วหน่อยดีหรือไม่? หากเรือนของพวกเจ้ามีคน คนพวกนั้นย่อมไม่กล้าเข้าออกโดยพลการ”


เรือนของพวกเขามีคนน้อยเกินไปจริงๆ


คนสกุลเฉินถอนหายใจ “รอเด็กสกุลเว่ยผู้นั้นจัดพิธีครบยี่สิบเอ็ดวันแล้วค่อยว่ากันเถิด! คนเขาใจกว้างมีคุณธรรม พวกเราไม่อาจใจร้อนเกินไปได้ อาถังก็รอไหวเช่นกัน”


คนสกุลหวังทอดถอนหายใจ ให้บ่าวใช้ในเรือนขนย้ายข้าวของที่อวี้หย่วนมักจะใช้ตามเข้าไป


มีเพื่อนบ้านบังเอิญพบเห็น ก็อดถามไถ่ออกมาไม่ได้


คนสกุลเฉินเล่าเรื่องในบ้านให้เพื่อนบ้านคนนั้นฟัง เพื่อนบ้านคนนั้นถอนหายใจตาม ปลอบใจคนสกุลเฉิน “หากสกุลของพวกเจ้าได้ลูกเขย ก็คงจะดีขึ้นแล้ว”


“ขอให้เป็นดั่งที่เจ้าว่าเถิด!”


คนสกุลเฉินไถ่ถามสารทุกข์สุกดิบกับเพื่อนบ้านอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะกลับเข้าไปในเรือนจัดเตรียมห้องรับแขก


อวี้ถังนั่งหมอบหยอกล้อเสี่ยวหวงอยู่ตรงระเบียง ทว่าในใจกลับนึกถึงเผยเยี่ยน


คนผู้นี้อวดดีจริงๆ รู้เรื่องเพียงผิวเผินก็ด่วนสรุปเสียแล้ว ไม่คิดจะฟังคนอื่นอธิบาย หากทรัพย์สินมหาศาลของสกุลเผยตกอยู่ในมือเขา ก็ไม่รู้ว่าเขาจะประคองไว้อย่างไร


อวี้ถังถอนหายใจแผ่วเบา รู้สึกว่าตัวเองดวงซวย ช่วงนี้โชคไม่ดีเอาเสียเลย


นางกอดเสี่ยวหวง ลูบขนมันเบาๆก่อนเจ้าหน้าที่สองคนจะมาหาหน้าประตู กล่าวว่าได้รับคำสั่งจากเจ้านาย ภายหลังหากออกลาดตระเวน จะเดินตรวจตราแถวนี้ให้มากขึ้น


ป้าเฉินกล่าวขอบคุณไม่หยุดหย่อน เชิญทั้งสองคนเข้ามาดื่มชา ก่อนจะกำชับให้ซวงเถาไปซื้อของว่างและน้ำชาเข้ามา


ทั้งสองคนไม่เพียงอาศัยที่เมืองหลินอันมาหลายปี แต่ยังเป็นเพราะได้รับคำสั่งให้สืบทอดตำแหน่งที่นี่ แม้จะเป็นเจ้าหน้าที่ของศาลาว่าการ แต่เมื่อกระทำการอันใดกลับต้องทำอย่างเหมาะสม ยามที่ควรรับสินบนก็ไม่อ้อมค้อม ยามที่ควรให้ความช่วยเหลือก็เต็มที่ ปกติก็เดินตรวจตราละแวกบ้านของคนใหญ่คนโตในเมืองเช่นกัน


เห็นป้าเฉินกล่าวด้วยความจริงใจ ในเมืองหลินอัน อวี้เหวินก็ขึ้นชื่อเรื่องความใจกว้าง พวกเขาจึงนั่งดื่มชาระหว่างทางเดินของเรือนหน้าอย่างไม่เกรงใจ พูดคุยสัพเพเหระกับป้าเฉิน


“จะว่าไปก็แปลก แถวนี้สงบร่มเย็นมาโดยตลอด เหตุใดเรือนของพวกเจ้าจึงถูกขโมยขึ้นได้ ทั้งยังติดๆ กันถึงสองครั้ง คงไม่ใช่ว่าครั้งที่แล้วได้ของดีจากพวกเจ้าไปเลยติดใจกระมัง?” เจ้าหน้าที่หลี่ถามขึ้นมา


ป้าเฉินกล่าว “ไม่หรอกกระมัง! ครั้งที่แล้วเรือนของพวกเราก็ไม่มีอะไรหาย อีกอย่าง ไม่ว่าใครล้วนรู้ดี สกุลของพวกเราเกิดเรื่องมากมาย เงินในบ้านใช้แทบหมดแล้ว อย่าเพิ่งพูดถึงเรื่องอื่นเลย แค่งานศพหลู่ซิ่วไฉ นายท่านของพวกเรายังไปยืมเงินไม่กี่ตำลึงจากเถ้าแก่ถงเลย! หากจะขโมยก็ไม่ควรมาที่เรือนของพวกเราสิ!”


เจ้าหน้าที่สกุลหวังอีกคนกล่าว “ต้องมีของอะไรหายไปแต่พวกเจ้าไม่รู้เป็นแน่ จากประสบการณ์ของข้า หากขโมยของไม่สำเร็จ ก็ไม่อาจกลับมาเรือนของเจ้าถึงสองหนในช่วงเวลาสั้นๆเช่นนี้หรอก อาจจะมีของบางอย่างที่ต้องตา ครั้งที่แล้วขโมยไม่สำเร็จ ครั้งนี้จึงย้อนกลับมา”


ลึกๆ อวี้ถังคิดว่าเป็นเช่นนั้น


แต่ว่า เป็นของอะไรที่ต้องตาขโมยเล่า?


นางนึกถึงห้องหนังสือของอวี้เหวิน


หรือเรือนของพวกเขายังมีมรดกตกทอดล้ำค่าอะไรที่แม้แต่ท่านพ่อก็ไม่รู้อยู่


นางเล่าให้คนสกุลเฉินฟัง


คนสกุลเฉินหัวเราะขึ้นมา “ก่อนท่านปู่ของเจ้าจะจากไป ได้แบ่งทรัพย์สินอย่างชัดเจนแล้ว หลังจากถอดชุดไว้ทุกข์ให้ปู่ของเจ้า ลุงใหญ่และบิดาของเจ้าจึงแบ่งกันอย่างเป็นทางการ ลุงใหญ่ของเจ้าเป็นคนละเอียด ยามที่แบ่งทรัพย์สินกลัวว่าจะไม่ชัดเจน นอกจากเชิญผู้นำหมู่บ้านแล้วยังเชิญเพื่อนบ้านมาอีกสองคน หากมีของอะไรคงถูกคนหมายตาไปตั้งนานแล้ว ยังจะรอถึงเวลานี้อยู่หรือ?”


อวี้ถังนึกถึงชาติที่แล้ว เพื่อนบ้านที่ย้ายเข้ามาใหม่ข้างสกุลหลี่เกลียดต้นการบูรที่ปลูกในเรือน ผลลัพธ์กลับขุดเจอหีบเงินใบหนึ่งอยู่ใต้ต้นไม้…


อย่างไรก็ว่างจนไม่มีอะไรทำอยู่แล้ว หลายวันมานี้คนสกุลเฉินไม่ได้กวดขันให้นางเย็บปักถักร้อยแต่อย่างใด นางไปช่วยบิดาจัดการห้องหนังสือให้รู้แล้วรู้รอดดีกว่า


สิงโตเตะลูกหนังที่หล่นใต้ตู้หนังสือ บทกวี ‘ปิ่นทองที่ถูกทอดทิ้ง’ เต็มไปด้วยฝุ่นตรงชั้นบน ‘แบบคัดตัวหนังสือของฮูหยินเว่ย’ กองอยู่ข้างโต๊ะหนังสือตัวเล็ก…อวี้ถังถึงกระทั่งพบแท่งฝนหมึกเฉาซื่อจื่ออวิ๋นตรงมุมห้องหนังสือ


นางถือโอกาสจัดเก็บแบบร่างต่างๆ ทั้งภาพวาดของบิดาให้เข้าที่เข้าทาง


ยามที่คนสกุลเฉินเข้ามาก็เห็นกระดาษ หมึก หนังสือ และภาพวาดระเกะระกะเต็มพื้น เละเทะราวกับถูกขโมยขึ้นบ้านก็มิปาน ด้านอวี้ถังกลับส่งเสียงหัวเราะ ยืนพิงตู้อ่านหนังสือเล่มหนึ่งอย่างเพลิดเพลิน


“เจ้าเด็กคนนี้!” คนสกุลเฉินเก็บข้าวของที่กระจัดกระจายบนพื้น ทั้งกล่าวตำหนิยิ้มๆ “ข้าว่าเจ้านี่ร้ายกว่าขโมยผู้นั้นเสียอีก ดูห้องนี้สิ แค่ที่จะให้วางเท้ายังไม่มี”


อวี้ถังหัวเราะ วางหนังสือในมือลง หยิบกระเป๋าซอมซ่อใบหนึ่งขึ้นมา “ท่านแม่ ท่านลองทายสิเจ้าคะว่าในนี้มีอะไร?”


“มีสิ่งใดกัน?” คนสกุลเฉินเผยยิ้ม เก็บกวาดที่ให้พอเดินออกมา


“ภาพดอกไม้ที่ข้าวาดให้ท่านในตอนเด็ก” นางวิ่งเอามาให้คนสกุลเฉินดูอย่างเบิกบานใจ “ข้ายังจำได้ว่าข้าบอกว่าจะเก็บไว้ดีๆ ภายหลังกลับไม่รู้ทำไมถึงหาไม่เจอ วันนี้คาดไม่ถึงว่าจะหาพบ ท่านดูสิ ด้านบนนี้ยังมีอักษรที่ข้าเขียนไว้ด้วยเจ้าค่ะ”


คนสกุลเฉินรับมาดู บนนั้นมีตัวอักษรคำว่า ‘ครั้งแรก’ เขียนอย่างโย้เย้อยู่


นางก็นึกขึ้นมาได้เช่นกัน อดกล่าวด้วยรอยยิ้มไม่ได้ “นี่เป็นภาพดอกไม้ที่ข้าให้เจ้าวาดเป็นครั้งแรก”


อวี้ถังผงกศีรษะติดต่อกัน “คาดไม่ถึงว่าเวลานั้นข้าจะเก็บไว้ที่ห้องหนังสือของท่านพ่อ”


คนสกุลเฉินกล่าวด้วยรอยยิ้ม “ห้องหนังสือของบิดาเจ้าคงต้องเก็บกวาดดีๆเสียแล้ว”


สองแม่ลูกพูดคุยหยอกล้อพากันจัดเก็บห้องหนังสือ


ภาพวาดปลอมที่หลู่ซิ่นขายให้พวกเขานั้นร่วงลงมาจากระหว่างชั้นหนังสือ


“เหตุใดจึงวางอยู่ตรงนี้ล่ะ?” คนสกุลเฉินพึมพำ คิดจะเก็บมันสู่ที่เดิม


อวี้ถังกลับรู้สึกไม่ดีนัก “คนไม่อยู่แล้ว ยังจะเก็บมันไว้อีกทำไม พรุ่งนี้ข้าจะเอาไปที่โรงจำนำของเถ้าแก่ถง เถ้าแก่ถงบอกแล้ว ภาพวาดนี้สามารถขายได้ไม่กี่ตำลึง อย่างไรก็นำมาช่วยเหลือค่าใช้จ่ายของสกุลเสียหน่อยเถิด เพื่อจัดงานศพของเขา ท่านพ่อยังต้องไปยืมเงินจากเถ้าแก่ถง หากสามารถทดแทนส่วนของเถ้าแก่ถงได้ ภาพวาดนี้ก็นับว่าได้กลับคืนสู่เจ้าของแล้ว”


คนสกุลเฉินคิดว่านี่เป็นความคิดที่ดี กล่าวยิ้มๆ “เป็นเจ้าที่ฉลาด”


อวี้ถังย่นจมูกอย่างน่ารัก ม้วนภาพเก็บกลับไปยังห้องของตัวเอง


กลางดึก พวกเขาตกใจตื่นด้วยเสียงของเสี่ยวหวง เสียงตะโกนอย่างโมโหของอวี้หย่วนดังมาจากทางห้องหนังสือ “ผู้ใดกันวิ่งมาขโมยของที่เรือนพวกเรา?!”


อวี้ถังสวมชุดคลุมวิ่งออกมา ก่อนจะเห็นอวี้หย่วนต่อสู้กับคนชุดดำผอมแห้งคนหนึ่ง


“จับขโมยได้แล้ว! จับขโมยได้แล้ว!” อวี้ถังตะโกนเสียงดัง


เพื่อนบ้านต่างก็ตกใจตื่นเพราะเสียงนั่น


แสงไฟค่อยๆสว่างตามกันขึ้นมา ตรอกชิงจู๋ที่เงียบเหงากลับกลายเป็นโกลาหลทันที


เพื่อนบ้านบางคนถือไม้ตะบอง บางคนก็หยิบมีดทำอาหารวิ่งเข้ามา


คนชุดดำผู้นั้นถูกควบคุมตัวไว้


ป้าเฉินเดินถือตะเกียงเข้าไป


คาดไม่ถึงว่าหัวขโมยจะเป็นเด็กคนหนึ่งในตรอกชิงจู๋ของพวกเขา


ผู้คนต่างพากันซุบซิบวุ่นวาย


นายท่านอู๋ส่งคนไปเรียกพ่อแม่ของเด็กคนนั้นอย่างโกรธเกรี้ยว “จำต้องแจ้งให้ครอบครัวของเจ้าทราบ คนอย่างเจ้านั้นสมควรถูกไล่ออกจากสกุล”


เด็กคนนั้นตกใจร้องไห้ฟูมฟาย กอดขานายท่านอู๋ขอความเมตตา “ท่านอย่าบอกพ่อแม่ของข้าเลย ข้า…ข้าถูกคนใส่ร้าย ข้าเพียงอยากขโมยเงินไม่กี่ตำลึงไปใช้เท่านั้น ข้าไม่ได้มีเจตนาทำร้ายหรือสังหารใคร ทั้งไม่กล้าทำอย่างนั้นเช่นกัน!”


นายท่านอู๋ไม่เชื่อแต่อย่างใด “ถูกคนใส่ร้าย? ใครใส่ร้ายเจ้ากัน? ข้าว่าปกติเจ้าก็ไม่ร่ำเรียนหนังสือ เวลานี้จึงเกิดคิดอกุศลขึ้นมา คนอย่างเจ้า ปล่อยไปย่อมไม่เป็นผลดีต่อใครทั้งนั้น!”


เขากล่าวอย่างมีโทสะ มารดาของเด็กคนนั้นมาแล้ว พอเห็นเหตุการณ์นี้ก็ทรุดลงกับพื้นดัง ‘ตุ้บ’ อยู่เบื้องหน้าคนสกุลเฉิน ขอความเมตตาให้ลูกชายด้วยศีรษะที่สั่นงันงก “ขอเพียงแค่ไม่จับส่งทางการ ท่านเอ่ยปากอะไรล้วนได้ทั้งนั้น”


คนสกุลเฉินรู้สึกลำบากใจเป็นอย่างยิ่ง


ไม่ลงโทษเด็กคนนี้ เรือนของพวกเขาก็ถูกคนขโมยโดยไม่ได้รับความเป็นธรรมเช่นนี้หรือ แต่หากลงโทษเด็กคนนี้ ทุกคนต่างก็อยู่บ้านใกล้เรือนเคียงมาหลายปี พบหน้ากันอยู่บ่อยครั้ง ภายหลังหากเจอคนของสกุลพวกเขาจะทำอย่างไรเล่า?


อวี้ถังเห็นแล้วก็มีใจคล้อยตาม


นางไม่เคยรู้จักเด็กคนนี้มาก่อน แต่เมื่อครู่ที่มารดาของเขาโขกศีรษะ เขากลับบิดหน้าหนีไปทางอื่น คล้ายกับทนดูฉากนั้นไม่ได้ ทั้งไม่ขอความเมตตาจากนายท่านอู๋แล้วเช่นกัน


นางเดินเข้าไป


เด็กคนนั้นกำลังร้องไห้อย่างเงียบๆ


อวี้ถังครุ่นคิดในใจ เด็กคนนี้ก่อเรื่องใหญ่ขนาดนี้ บิดาของเขากลับไม่มา


ไม่รู้ว่าไม่มีบิดา? หรือว่าบิดาไม่สนใจ?


ไม่ว่าจะเป็นอย่างแรกหรืออย่างหลัง กลับสามารถใช้ประโยชน์ได้ทั้งสิ้น


นางเข้าไปดึงแขนเสื้อของคนสกุลเฉิน กระซิบเสียงเบา “พวกเพื่อนบ้านต่างก็มาช่วยเหลือ ท่านเชิญพวกเขาไปดื่มชาในเรือนก่อนเถิด มีท่านพี่อยู่ เด็กคนนี้มัดไว้ก่อนให้อาเสาคอยเฝ้า รอท่านพ่อกลับมาแล้วค่อยจัดการ”


คนสกุลเฉินคิดว่านี่เป็นความคิดที่ดี หลังจากปรึกษากับอวี้หย่วนก็เชิญทุกคนไปดื่มชาในเรือน


ทุกคนเห็นว่าหมดเรื่องหมดราวแล้ว ดึกดื่นมืดค่ำเช่นนี้ ไหนเลยจะมีใจดื่มชา พากันกล่าวขอบคุณ ก่อนจะบอกลาคนสกุลเฉิน


คนสกุลเฉินส่งพวกเขาทีละคนออกจากเรือนอย่างซาบซึ้งใจ


มีเพียงมารดาของเด็กผู้นั้น นั่งร่ำไห้เงียบๆอย่างไร้เรี่ยวแรงราวกับสูญเสียบิดามารดาไปก็มิปาน


นายท่านอู๋รู้สึกไม่วางใจอยู่บ้าง “ไม่อย่างนั้นให้บ่าวใช้ของสกุลพวกข้ามาช่วยเหลือดีหรือไม่?”


“ขอบคุณท่านมาก!” อวี้หย่วนประสานมือคารวะนายท่านอู๋อีกครั้ง “ข้าจัดการได้ นี่ก็ดึกมากแล้ว รอท่านอากลับมา ข้าและท่านอาจะไปขอบคุณถึงหน้าประตูอีกครั้ง”


นายท่านอู๋เห็นว่าอวี้หย่วนเป็นคนรอบคอบ ผงกศีรษะรับคำก่อนจะประสานมือไพล่หลังกลับเรือนไป


ด้านมารดาของเด็กคนนั้นโขกศีรษะขอความเมตตากับคนสกุลเฉินอย่างไม่หยุดหย่อน


เด็กคนนั้นร้องไห้สะอึกสะอื้นจนตัวโยน


อวี้ถังชี้ไปที่มารดาของเด็กคนนั้น กล่าวกับเขา “เจ้าดูสิ เจ้าก่อเรื่องแต่กลับทำให้แม่ของเจ้าต้องติดร่างแหไปด้วย เจ้าทุกข์ไม่ร้องเรียน ทางการย่อมไม่ซักไซ้ เจ้าบอกความจริงข้ามาเถิด ตกลงเจ้ามาที่เรือนของพวกเราทำไมกันแน่? หากเจ้าพูดกับข้าด้วยสัตย์จริง ข้าจะช่วยขอร้องให้ท่านพ่อปล่อยเจ้าไป มารดาของเจ้าก็จะไม่ถูกดูแคลน ไม่ต้องเป็นคนที่เงยหน้าไม่ขึ้นทั้งชั่วชีวิต”


เด็กคนนั้นได้ยินพลันเงยหน้ามองอวี้ถังแวบหนึ่ง เผยสีหน้าลังเล


อวี้ถังมีแผนในใจ “การขโมยของนั้นน่ารังเกียจที่สุด เจ้าลองดูกฎของสกุลเหล่านั้น สกุลใดบ้างจะยอมปล่อยโจรที่ขโมยของไป ท่านพ่อของข้าและนายท่านอู๋แทบไม่ต่างกัน เกลียดเรื่องเช่นนี้อย่างถึงที่สุด เขาอาจจะไม่แจ้งทางการแต่ย่อมต้องทำให้สกุลของเจ้าขับไล่เจ้าออกไป ลบชื่อออกจากสกุลเป็นแน่ ถึงเวลานั้นมารดาของเจ้าล่วงลับ คงจะไม่มีแม้แต่คนจุดธูปเทียนกราบไหว้…”


เด็กคนนั้นน้ำตาไหลนองหยดแล้วหยดเล่า กล่าวสะอึกสะอื้น “ท่านพ่อของข้าเล่นพนันข้างนอก กระทั่งเอาบ้านของบรรพบุรุษขายออกไป ข้า…ข้าเพียงอยากนำเงินไม่กี่ตำลึงไปเช่าบ้านเท่านั้น”


อวี้ถังกล่าวทั้งถอนหายใจ “เช่นนั้นข้าก็ไม่มีอะไรจะพูดแล้ว เจ้ารอท่านพ่อข้ากลับมาส่งเจ้าไปให้ทางการ จากนั้นก็ค่อยไปหาครอบครัวของเจ้าแล้วกัน”


“ไม่ใช่! ไม่ใช่!” เด็กคนนั้นได้ยินก็กล่าวอย่างร้อนใจ “คุณหนูอวี้ ท่าน หากท่านให้ข้าห้าตำลึง ไม่สิ ให้ข้าสามตำลึงก็ได้ ข้าจะบอกท่าน”


อวี้ถังไม่คล้อยตามแต่อย่างใด “เจ้ายังจะหลอกข้าอีก! ตำลึงเดียวก็ไม่มี เจ้าไม่พูดก็แล้วไป” พูดจบ ก็หยัดกายขึ้น ทำท่าราวกับจะเรียกคนเข้ามา


เด็กคนนั้นลนลาน กล่าวอย่างรีบร้อน “มีคนให้เงินข้าห้าตำลึง วานให้ข้าขโมยภาพวาดหนึ่งที่เรือนของพวกท่าน…ท่านอย่าส่งข้าให้ทางการเลย ข้าเองก็ขโมยไม่สำเร็จ”


[1] ฮูหยินเว่ย นักเขียนอักษรพู่กันจีนหญิง สมัยราชวงศ์จิ้นตะวันออก


ตอนที่ 33: สงสัย


ภาพวาด!


ภาพวาดแบบใดกัน?


อวี้ถังใจเต้นระรัว หายใจถี่ขึ้นมา


“เจ้ารู้หนังสือหรือไม่?” นางได้ยินเสียงของตัวเองแหบพร่าไปอยู่บ้าง


“ไม่รู้” เด็กคนนั้นร้องไห้ด้วยใบหน้าโศกเศร้า เผยท่าทีราวกับไม่มีอะไรจะเสียอีกแล้ว “ผู้ดูแลบ่อนให้ข้ามาขโมย กล่าวว่าหากขโมยออกมาได้ จะให้ข้าห้าตำลึง เป็นภาพที่ชายแก่สองคนตกปลาริมแม่น้ำในป่า…”


ชายแก่สองคนตกปลาริมแม่น้ำในป่า!


อวี้ถังนึกถึง ภาพวาด ‘ตกปลาใต้ต้นสนริมน้ำ’ ขึ้นมาทันที


นางรู้สึกว่าตัวเองใจเต้นตึกตัก มือไม้สั่นไปหมด


“เป็นภาพนี้ใช่หรือไม่?” อวี้ถังแทบไม่รู้ว่าตัวเองเดินไปกลับห้องอย่างไร ทั้งเอาม้วนภาพมาให้เด็กผู้นั้นดูอย่างไร ทราบแค่เพียงว่ายามที่นางคลี่ภาพออกมา เด็กคนนั้นพลันตาเป็นประกาย คำพูดพรั่งพรูออกมา “ภาพนี้แหละ เป็นภาพนี้แน่นอน ผู้ดูแลเคยบอกกับข้า ด้านบนภาพจะประทับตราบนผมของเด็กชายถัดจากชายแก่ เป็นภาพนี้ไม่ผิดแน่!”


เรื่องในอดีตที่ละเลยไปเหล่านั้นค่อยๆย้อนกลับเข้ามาในหัวของอวี้ถังอย่างวุ่นวาย


ชาติที่แล้วสกุลหลี่ถูกขโมยขึ้นเรือน ความอู้ฟู่ที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลันของสกุลหลี่…การขโมยทั้งสองครั้งในชาตินี้ ตราประทับ ‘เหมยหลิน’ อยู่ที่บนผมของเด็กน้อย ทั้งยังมีตราประทับ ‘ชุนสุ่ยถัง’ แทนที่ ‘เหมยหลิน’…นางราวกับกระจ่างแจ้งขึ้นมา อีกด้านก็คล้ายกับสับสนงงงวย ไม่รู้อะไรเช่นกัน


“อาถัง นี่เจ้าเป็นอะไรไป?” คนสกุลเฉิน อวี้หย่วน ซวงเถาและคนอื่นๆ ต่างก็พากันล้อมเข้ามา คนสกุลเฉินประคองอวี้ถัง เอ่ยออกมาอย่างไม่เข้าใจ “เจ้าเด็กคนนี้ ไฉนจึงค้นภาพนี้ออกมากัน? ภาพนี้มีอะไรไม่ถูกต้องอย่างนั้นรึ? หรือว่า…” นางถามพลางมองเด็กที่พยายามขโมยของบนเรือนของพวกเขา ก่อนจะมองอวี้ถังอีกที


มีบางเรื่องที่ยังไม่กระจ่าง…และถึงแม้จะกระจ่างหรือต่อให้มารดาของนางทราบเรื่องราว แต่นอกจากกังวลและร้อนใจไปด้วยแล้ว ก็คงจะทำอะไรไม่ได้อยู่ดี


“ไม่มีอะไร” อวี้ถังพยายามควบคุมเกลียวคลื่นที่ถาโถมภายในใจ เอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “เขาบอกว่ามาขโมยภาพที่เรือนของพวกเรา ข้าก็แค่ถามเขาไปเท่านั้น”


เด็กคนนั้นพอได้ยิน ก็เอ่ยเสียงดังออกมาทันที “คือว่า…!”


อวี้ถังกลับแสร้งใช้ม้วนภาพตบปากเด็กคนนั้นอย่างไม่ตั้งใจไปที ทำให้คำพูดของเด็กคนนั้นฟังแทบไม่ได้ศัพท์ “ท่านแม่ เขาไม่รู้หนังสือ บอกว่าคนอื่นให้เขามาขโมยของที่เรือนของพวกเรา ข้าว่าเรื่องนี้ยังคงต้องค่อยๆ ปรึกษากันให้ดี รอท่านพ่อกลับมาก็เพียงพอแล้ว ยามนี้มอบเขาให้ท่านพี่จัดการเถิด เขาจะได้ไม่พูดจาไร้สาระ หาความจริงไม่ได้เช่นนี้ พวกเราฟังไปก็โมโหเปล่าๆ” พูดจบนางก็ยังคงส่งสายตาเชิงข่มขู่ให้เด็กคนนั้น


คนสกุลเฉินนั้นเชื่อมั่นลูกสาวและสามีอย่างสนิทใจ ย่อมไม่คลาแคลงอันใด ทว่าอวี้หย่วนกลับมองทะลุปรุโปร่ง เขากวาดสายตาพินิจอวี้ถังอย่างละเอียด ก่อนจะช่วยอวี้ถังคลายสถานการณ์ “ใช่แล้ว! อาถังพูดถูก ที่นี่มีข้าอยู่ อาสะใภ้รีบไปพักผ่อนจะดีกว่า ร่างกายของท่านไม่ค่อยแข็งแรง ไปๆมาๆเช่นนี้ หากเกิดเจ็บป่วยอันใดก็ยุ่งแล้ว”


อวี้ถังมองอวี้หย่วนไปที รู้ว่าอวี้หย่วนจับผิดเรื่องภายในได้ แต่กลับช่วยนาง นางจึงคล้อยตามอวี้หย่วนเช่นกัน “ท่านแม่ เพราะงานศพของหลู่ซิ่น พวกเรายังคงต้องจ่ายหนี้ให้เถ้าแก่ถง!”


คนสกุลเฉินไม่กล้าดึงดันอยู่ที่นี่แล้ว กระนั้นยังคงถามด้วยความสงสัย “หรือมีคนคิดว่าภาพนี้เป็นของจริง?”


“ก็เป็นไปได้” ยามนี้อวี้ถังคิดอยากจะตะล่อมให้มารดาไปนอนเท่านั้น กล่าวด้วยรอยยิ้ม “ตอนแรกท่านพ่อก็ดูพลาดว่าเป็นของจริงไม่ใช่หรือ?”


คนสกุลเฉินผงกศีรษะ เดินกลับห้องนอนโดยมีซวงเถาเดินห้อยตามหลังไป


มารดาของเด็กคนนั้นเข้ามาขอร้องอวี้หย่วน


อวี้หย่วนจ้องมองอวี้ถัง


อวี้ถังส่งสายตาเป็นนัยให้เขา


อวี้หย่วนจึงกล่าวกับมารดาของเด็กคนนั้น “เจ้าก็อย่าใจร้อนเกินเหตุเลย พวกเราไม่ใช่คนใจไม้ไส้ระกำ เพียงแต่เรื่องนี้เป็นเรื่องของท่านอารอง ข้าไม่อาจตัดสินใจได้ทันที ข้าว่าเจ้าก็เหน็ดเหนื่อยไม่น้อย แต่ถ้าให้เจ้ากลับไปเกรงว่าเจ้าคงจะไม่ยอม เช่นนั้น วันนี้เจ้านอนกับป้าเฉินสักคืน ส่วนลูกของเจ้า ก็ให้ข้าคุมตัวไว้ชั่วคราว รอท่านอากลับมา พวกเราค่อยปรึกษาหารือว่าจะทำอย่างไร”


มารดาของเด็กคนนั้นขอบคุณครั้งแล้วครั้งเล่า เอ็ดให้เด็กคนนั้นโขกศีรษะแก่อวี้หย่วน ทั้งตำหนิที่เขาไม่รู้จักพัฒนาตัวเอง


ป้าเฉินก็พอจะมองเรื่องราวออกจึงตัดบทสนทนา ก่อนจะดึงมารดาของเด็กคนนั้นออกไป


อวี้หย่วนเรียกอาเสาให้มัดเด็กคนนั้น ก่อนจะขังไว้ในห้องเขา


สองคนพี่น้องยืนพูดคุยข้างกอไผ่ในลานบ้าน


“ข้าก็รู้สึกแปลกๆ หลอกถามเจ้าเด็กนั่นไม่กี่คำ เจ้าเด็กนั่นก็เล่าให้ข้าฟังแล้ว” อวี้ถังเล่าเรื่องที่สอบถามได้เมื่อครู่ให้อวี้หย่วนฟัง “ก็ไม่รู้ว่าจริงหรือไม่? ท่านพี่ ต่อให้ท่านไม่มาหาข้า ข้าก็จะไปขอคำปรึกษาจากท่านอยู่ดี”


นางพูดจบก็เดินไปห้องหนังสือกับอวี้หย่วน จุดโคมไฟขึ้นอีกครั้ง กางภาพออกบนโต๊ะหนังสือตัวใหญ่ พินิจภาพนี้อย่างละเอียด ทั้งกล่าวไปพลาง “แต่ข้าคิดไม่ออกจริงๆว่า ภาพนี้มีความพิเศษตรงไหน…แม้ว่ามันจะเป็นของจริง ก็ควรแลกเป็นเงินได้จึงจะถูก ตอนแรกยามที่หลู่ซิ่วไฉขายภาพนี้ หาได้มาหาท่านพ่อคนเดียวไม่ คนผู้นั้นหากชื่นชอบภาพนี้ ไฉนจึงไม่ยอมจ่ายเงินเพิ่มซื้อเอาไว้ เหตุใดจึงต้องทำเรื่องยุ่งยาก ยิ่งไปกว่านั้นภาพนี้เป็นของปลอม เถ้าแก่ถงก็เป็นคนบอกเอง หากเขาอยากได้ภาพนี้มาโดยตลอด ก็ควรจะรู้อยู่แล้วสิ”


อวี้หย่วนอ่านตำรามากกว่าอวี้ถังไม่น้อย ทั้งยังชื่นชอบตัวอักษรและภาพวาดจีน จึงมีความรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้กว่าอวี้ถังอยู่มาก


เขากวาดสายตามองภาพนี้อย่างละเอียด กระนั้นก็มองไม่ออกจริงๆ ว่ามีความแตกต่างตรงไหน “หรือคราวนี้เถ้าแก่ถงก็มองพลาดไปเช่นกัน?”


อวี้ถังชะงักไป


เหตุใดนางจึงคิดว่าเถ้าแก่ถงไม่อาจมองพลาดได้นะ?


ประการแรก ชาติก่อนเถ้าแก่ถงไม่เคยมีข่าวเสียหาย นางจึงยึดมั่นเช่นนั้น ประการที่สอง ชาติก่อน ยามที่ภาพนี้อยู่ในมือนางก็ถูกนางตรวจสอบไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้งแล้ว นางย่อมไม่อาจมองผิด!


แต่คำพูดของอวี้หย่วนราวกับน้ำที่หยดลงในน้ำมัน พาให้น้ำมันสาดกระเซ็นซัดไปทั่ว


หากภาพนั้นเป็นของปลอมเล่า?


อวี้ถังเพียงรู้สึกว่าในใจสว่างวาบขึ้นมาฉับพลัน


เมื่อครู่มิใช่ว่านางเกิดความคิดที่บ้าบิ่นออกมาหรอกหรือ?


หากชาติก่อน บิดาของนางซื้อภาพวาดนี้และภาพวาดนี้ก็กลายเป็นสินเดิมยามที่นางแต่งเข้าสกุลหลี่ ครั้งนั้นที่สกุลหลี่ถูกขโมยทรัพย์สิน มีคนสับเปลี่ยนภาพของนางไป…เช่นนั้นเรื่องทั้งหมดก็คล้ายจะเข้าที่เข้าทางแล้ว


นี่เป็นของจริง!


เป็นเถ้าแก่ถงที่มองพลาดไป


ภาพวาดในมือของนางชาติก่อนนั้นจึงจะเป็นของปลอม!


แต่เป็นใครกันที่สับเปลี่ยนของจริงในมือนางไป?


สมองของอวี้ถังแล่นอย่างว่องไว


เวลานั้นนางกราบไหว้บรรพบุรุษเข้าไปอยู่ในสกุลหลี่แล้ว กลายเป็นหญิงม่ายที่ครองความบริสุทธิ์ คนทั้งเมืองหลินอันต่างก็จับตามองนาง ดูว่าเมื่อใดนางจะได้รับซุ้มเกียรติยศความซื่อสัตย์ให้แก่เมืองหลินอันและสกุลหลี่ นางไม่ค่อยออกจากเรือน แต่เมื่อใดที่นางออกไปข้างนอก พบเจอคนที่รู้จักนาง พวกเขาก็มักจะแสดงความเห็นใจนางสามส่วน สะท้อนใจสามส่วน ทั้งนับถืออีกสามส่วน


ใครกันที่ไร้สมองเข้ามาขโมยของจากนาง


ใครกันที่ใจกล้าเข้ามาขโมยถึงสกุลหลี่


อีกทั้ง การขโมยครั้งนั้นสกุลหลี่ก็ปิดเป็นความลับอย่างแน่นหนามาโดยตลอด


เมื่อก่อนนางคิดว่าสกุลหลี่อาจกลัวข่าวไม่ดีแพร่งพรายออกไป กระทบกับการครองพรหมจรรย์ของนาง


แต่หากเรื่องไม่ได้เป็นเช่นนั้นล่ะ?


หากผู้ที่ขโมยภาพของนางไปก็คือคนของสกุลหลี่ล่ะ?


ยังมีความอู้ฟู่ของสกุลหลี่ที่เกิดขึ้นหลังจากภาพวาดของนางหายไปไม่นานนัก


อวี้ถังนึกมาถึงตรงนี้ก็รู้สึกโมโหจนยากจะควบคุม เสียงดัง ‘วิ้งๆ’ ในหัวเต็มไปหมด


นางย้ายตะเกียงสองอันมาที่โต๊ะหนังสือ กล่าวกับอวี้หย่วน “ท่านพี่ เจ้ามองออกหรือไม่ว่าภาพนี้มีความพิเศษตรงไหน?”


อวี้หย่วนสั่นศีรษะ หยิบภาพนั้นมองแล้วมองอีกอยู่ค่อนวัน ก่อนจะเอ่ยด้วยรอยยิ้มขมขื่น “มิน่าเล่า คนมักกล่าวกันว่าพอถึงคราวที่จะใช้ความรู้จริงๆ กลับต้องเสียใจเพราะเรียนมาน้อย หากข้าอ่านเขียนเรียนตำราให้มากกว่านี้ก็คงจะดี”


เวลานี้อวี้ถังก็นึกถึงเผยเยี่ยนขึ้นมา


นางส่ายศีรษะเป็นพัลวัน ราวกับหากทำเช่นนี้ก็จะสามารถสลัดความคิดเช่นนั้นออกไปได้


เผยเยี่ยนคือนายท่านสามของสกุลเยี่ยน หากนางนำภาพที่เถ้าแก่ถงรับรองว่าเป็นของปลอมไปให้เขาช่วยตรวจสอบ เกรงว่าเผยเยี่ยนคงไม่เพียงไล่นางออกมา บางทีอาจจะคิดว่านางเข้าไปก่อเรื่องเสียอีก


นางคงบ้าไปแล้วจริงๆ ที่คิดให้เผยเยี่ยนช่วย!


ไม่แปลกใจที่ก่อนหน้านี้เผยเยี่ยนจะดูถูกนาง นางช่าง…ทำเรื่องไม่ยั้งคิด!


อวี้ถังถอนหายใจ ถามอวี้หย่วน “ท่านพี่ ท่านว่า พวกเราควรนำภาพนี้ไปให้คนที่ชำนาญช่วยดูดีหรือไม่? ข้าคิดว่า หากเด็กคนนั้นไม่ได้หลอกลวงพวกเรา พวกเราย่อมต้องถูกคนที่บงการเขาจับตาดูอยู่ คนผู้นั้นไม่ได้ภาพไป คงต้องเกิดเรื่องอีกแน่ พวกเราไม่รู้ว่าเขาเป็นใคร แม้จะคิดเสียทรัพย์เพื่อแลกกับความสงบ ส่งภาพนี้ให้เขาก็อับจนหนทางที่จะติดต่อเขาเช่นกัน!”


อวี้หย่วนครุ่นคิดเล็กน้อย “พรุ่งนี้ข้าจะไปหาท่านอา เล่าเรื่องนี้ให้เขาฟัง จากนั้นค่อยขอให้เจ้าหน้าที่หลี่ช่วยสืบเรื่องจากผู้ดูแลบ่อนคนนั้น ดูว่าจะสามารถให้คำตอบได้หรือไม่ว่าเป็นใครที่ต้องการภาพวาดของพวกเรา หากท่านอารับปาก พวกเราก็ให้ผู้ดูแลบ่อนคนนั้นเป็นคนกลาง ขายภาพวาดนี้ให้กับอีกฝ่ายก็เพียงพอแล้ว”


อวี้ถังกล่าวอย่างกังวล “หากพวกเขาคิดว่าพวกเราขายภาพปลอมให้พวกเขาเล่า?”


อวี้หย่วนชะงักไปพักหนึ่งก่อนกล่าว “เช่นนั้น เจ้ามีความคิดอะไรดีๆหรือไม่?”


“ข้าคิดว่าอย่างไรก็ต้องหาวิธีพิสูจน์ภาพวาดนี้ให้ชัดเจนจะดีที่สุด” ขณะที่อวี้ถังกล่าว จู่ๆก็นึกไปถึงหลู่ซิ่น นางเงียบไปทันที มองไปทางอวี้หย่วน


อวี้หย่วนเห็นความสับสน ลังเล กังวล ถึงกระทั่งความตกใจในแววตาของญาติผู้น้อง


เขาวูบไหวในใจ นึกไปถึงที่มาของภาพนี้


หรือว่าการตายของหลู่ซิ่นก็เกี่ยวพันกับภาพวาดนี้เช่นกัน?


ความจริงหลู่ซิ่นผู้นี้เป็นคนเห็นแก่ตัวอย่างมาก ทุกครั้งที่เขาดื่มสุราจนเมามาย ล้วนเป็นผู้อื่นที่ออกเงินให้ แต่ไหนแต่ไรตัวเขาเองแทบที่จะไม่ซื้อสุราดื่มเลย หากกระหาย ส่วนมากก็มักจะคิดหาวิธีไปร่วมดื่มกับผู้อื่นโดยไม่เสียเงิน ยามที่ไม่อาจทำได้ จึงค่อยสั่งสุรามากินให้พอหายอยากอย่างจำใจ


“ข้า ข้าจะไปหาท่านอาเดี๋ยวนี้แหละ” อวี้หย่วนเด้งตัวขึ้นมาทันที “หลู่ซิ่นนั้นตายอย่างไร พวกเราล้วนไม่รู้ ทำได้เพียงต้องถามท่านอา”


อวี้เหวินกำลังสาละวนกับงานศพของหลู่ซิ่นในวัดหนึ่งตรงชานเมือง


“คนธรรมดาย่อมไร้ความผิด แต่จะผิดเมื่อครอบครองหยก!” อวี้ถังมองภาพบนโต๊ะหนังสือ อยากที่จะนำมันไปเผาไฟทิ้งเสียเดี๋ยวนั้น “นี่ช่างเป็นเคราะห์ร้ายโดยแท้!”


กระนั้นนางก็ไม่กล้า


นางกลัวว่าแม้นางจะเผาภาพนี้ทิ้งจริงๆ หากคนที่ต้องการภาพไม่เชื่อ ก็อาจจะสร้างปัญหาให้ครอบครัวนางได้ ทั้งเมื่อถึงเวลานั้นพวกเขาไม่ส่งภาพออกมา สถานการณ์คงจะลำบากยิ่งกว่าตอนนี้เป็นแน่


อวี้ถังเดินไปดูนาฬิกาน้ำ “อย่างเร็วที่สุดก็อีกสองชั่วยาม ประตูเมืองถึงจะเปิด ท่านไปนอนสักงีบเถิด ถึงเวลานั้นข้าจะให้ซวงเถาไปเรียกท่าน จากนั้นให้อาเสาไปยืมล่อของนายท่านอู๋มาตัวหนึ่ง เช้าตรู่หากจ้างรถม้าไม่ได้ เจ้าก็ยังมีล่อขี่ เร็วกว่าเดินเท้าเป็นไหนๆ!”


อวี้หย่วนรู้ว่าการจัดการเช่นนี้ของอวี้ถังเป็นวิธีที่ดีที่สุด


แม้ว่าจิตใจของเขาจะหนักอึ้ง แต่ก็ยังคงทำตามที่อวี้ถังบอก ข่มตานอนหลับสักงีบ


ด้านอวี้ถังกลับไม่ได้นอนทั้งคืน


นางเอาแต่จ้องมองภาพวาดนั้น หวังจะหาส่วนที่แตกต่างจากชาติก่อนให้พบ รอจนยามที่ฟ้าใกล้สว่าง นางจึงไปเรียกซวงเถาให้ช่วยอวี้หย่วนตระเตรียมเสบียง จากนั้นก็ให้อาเสาไปปลุกอวี้หย่วน ส่งเขาออกจากเรือน


[1] ซุ้มเกียรติยศความซื่อสัตย์ ในสมัยโบราณ ฮ่องเต้จะมีการประทานซุ้มเกียรติยศความซื่อสัตย์ให้กับหญิงสาวที่ยืนหยัดครองพรหมจรรย์หลังจากสามีตาย ฆ่าตัวตายฝังร่วมกับสามี หรือประพฤติชอบตามเงื่อนไขศีลธรรมอันดีในสมัยนั้น เพื่อเป็นการเชิดชูและเป็นเกียรติแก่วงศ์สกุล


[2] คนธรรมดาย่อมไร้ความผิด แต่จะผิดเมื่อครอบครองหยก อุปมาว่า ของมีค่าอาจก่อให้เกิดหายนะได้


ตอนที่ 34: แผนรับมือ


ผู้ที่นอนไม่หลับอีกคนยังมีมารดาของเด็กที่ขโมยของผู้นั้น


เมื่อมารดาของเด็กคนนั้นได้ยินความเคลื่อนไหวของสกุลอวี้ นางก็จัดการตัวเองอย่างรวดเร็วแล้วออกมาด้านนอก เห็นป้าเฉินกำลังกวาดลานบ้าน นางไม่ปริปากกล่าวอันใด หาไม้กวาดมาอันหนึ่งก็เริ่มทำความสะอาดทันที ป้าเฉินขัดขวาง นางจึงกอดไม้กวาดพลางวิงวอนอย่างขื่นขม “ท่านให้ข้าช่วยทำอะไรเพื่อพวกท่านบ้างเถิด มิเช่นนั้น ข้าคงไม่มีหน้าไปพบนายหญิงอวี้”


ป้าเฉินไม่อาจห้ามนางได้ จึงมอบงานกวาดลานบ้านให้นางอย่างรู้แล้วรู้รอดไป ส่วนตัวเองก็ไปยุ่งอยู่ในครัวแทน


มารดาของเด็กคนนั้นดีอกดีใจ ตั้งใจปัดกวาดลานอย่างขะมักเขม้น


อวี้ถังยืนอยู่ข้างหน้าต่าง ฟังเสียงกวาดพื้น ครุ่นคิดเล็กน้อย ก่อนไปเคาะประตูห้องอาเสา


อาเสาหาวหวอดออกมาเปิดประตู เมื่อเห็นว่าเป็นอวี้ถังก็ตกใจพลันตื่นเต็มตาทันที รีบร้อนกล่าว “คุณหนู มีเรื่องอะไรหรือขอรับ?”


อวี้ถังกล่าว “เจ้าเรียกขโมยผู้นั้นออกมา”


อาเสาจึงเข้าไปเรียกคน


บางทีอาจเป็นเพราะนอนไม่ค่อยหลับ เด็กคนนั้นจึงมีท่าทีเซื่องซึม ดวงตาแดงก่ำราวกับเมล็ดลูกท้อ


อวี้ถังชี้ไปยังหญิงที่กวาดลานบ้านอยู่ “เจ้าดูสิ เจ้าทำเรื่องงามหน้าไว้ กลับต้องให้มารดาช่วยเจ้าชดใช้ วันนี้ฟ้าไม่ทันสางนางก็ลุกขึ้นมาช่วยคนของข้ากวาดลานบ้านแล้ว”


เด็กคนนั้นน้ำตารื้นขึ้นมาทันที


อวี้ถังกล่าว “ท่านพี่ของข้าไปตามท่านพ่อแล้ว เจ้ามีอะไรจะพูดก็รีบบอกข้าให้เร็วๆเสีย มิเช่นนั้น หากรอให้ท่านพ่อสืบหาได้เอง เจ้าก็รอรับผลที่ตามมาได้เลย”


“ข้าพูดในสิ่งที่รู้ไปหมดแล้ว” เด็กคนนั้นน้ำตานอง สะอื้นกล่าว “จากนี้ข้าไม่กล้าทำอีกแล้วจริงๆ”


อวี้ถังเห็นว่าไม่อาจถามอะไรได้ ก็กำชับให้อาเสาดูคนให้ดี ก่อนจะไปหาคนสกุลเฉิน


คนสกุลเฉินก็นอนไม่ค่อยหลับเช่นกัน กำลังคลึงศีรษะไปมา


อวี้ถังเรียก ‘ท่านแม่’ ก่อนจะเข้าไปช่วยนวดขมับ กล่าวปลอบโยน “ท่านอย่าได้กังวลใจไปเลย ท่านพี่ไปตามท่านพ่อแล้ว ต่อจากนี้จะไม่มีคนมาขโมยของง่ายๆอีก”


“ขอให้เป็นเช่นนั้นเถิด!” คนสกุลเฉินถอนหายใจ


อวี้ถังครุ่นคิดเล็กน้อย “เมื่อวานโชคดีที่เพื่อนบ้านช่วยเหลือไว้ ท่านว่าทำขนมไปส่งให้พวกเขาที่บ้านเพื่อขอบคุณเสียหน่อยดีหรือไม่เจ้าคะ”


“จริงสิ” คนสกุลเฉินได้ฟังก็กระปรี้กระเปร่าขึ้นมา กล่าวชม “อาถังของพวกเราโตเป็นผู้ใหญ่แล้วจริงๆ รู้จักมีมนุษย์สัมพันธ์เสียด้วย”


คนสกุลเฉินเผยท่าทีชื่นอกชื่นใจ


อวี้ถังอมยิ้ม


คนสกุลเฉินมีเรื่องให้ทำ จึงไม่นึกถึงเรื่องเมื่อวานอีกแล้ว


หลังจากกินข้าวเช้า นางและป้าเฉินก็ทำขนมไป๋ถังเกาหนึ่งหม้อ ทั้งแบ่งใบชาในเรือนออกมา ก่อนจะนำไปให้แต่ละบ้านเพื่อแสดงความขอบคุณ รอจนส่งขนมเสร็จแล้ว ก็ถึงเวลาอาหารเที่ยงพอดี


อวี้เหวินกลับมาโดยขี่ล่อของนายท่านอู๋


“แล้วอาหย่วนล่ะ?” คนสกุลเฉินถามอย่างแปลกใจ


อวี้เหวินเอ่ยอย่างอ้อมค้อม “ข้าให้เขาไปทำธุระนิดหน่อย อาหารเสร็จแล้วหรือ? อีกสักพักยังต้องเอาล่อไปคืนนายท่านอู๋ ทั้งต้องเตรียมของให้เป็นมารยาท เรื่องเมื่อวาน เขาช่วยไว้ไม่น้อย”


เห็นได้ชัดว่ามีเรื่องปิดบังคนสกุลเฉิน


คนสกุลเฉินเห็นเขามีท่าทีไม่ค่อยดี จึงกำชับอวี้ถังไปช่วยป้าเฉินจัดโต๊ะในครัว ส่วนตัวเองก็ไปตักน้ำ ล้างหน้าสางผมให้อวี้เหวิน


อวี้เหวินผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้า ล้างหน้าล้างตา ก่อนจะถามคนสกุลเฉิน “ขโมยผู้นั้นกับแม่ของเขาล่ะ?”


คนสกุลเฉินกล่าว “อยู่ในโรงฟืน กลัวว่าใครจะมาเห็นเข้า”


อวี้เหวินไม่ได้สนใจสองแม่ลูกคู่นั้น เพียงร่วมโต๊ะอาหารกับคนสกุลเฉินและอวี้ถังก่อนจะหิ้วขนมและน้ำชา ไปคืนล่อให้นายท่านอู๋ด้วยตัวเอง เวลานี้จึงค่อยได้นั่งลงดีๆ พูดคุยกับคนสกุลเฉินและอวี้ถัง “หลังจากข้าไปเรือนนายท่านอู๋ ก็ไปหาผู้นำหมู่บ้าน ตรอกชิงจู๋ของพวกเราไม่เคยมีคนลักเล็กขโมยน้อยมาตั้งหลายปี เด็กผู้นี้ปล่อยไว้ไม่ได้ แต่เห็นแก่หน้าเพื่อนบ้าน ข้าจะไม่ส่งเขาให้ทางการ มอบเขาให้ครอบครัวจัดการลงโทษกันเอง ผู้นำหมู่บ้านก็เห็นด้วย อีกสักพักเขาจะเข้ามาพาคนไป”


คนสกุลเฉินโล่งใจขึ้นมา “แบบนี้ก็ดี จะได้ไม่เสียชื่อเสียงของตรอกชิงจู๋พวกเราด้วย” จากนั้นนางก็ถามเรื่องของหลู่ซิ่น “กำหนดฤกษ์ฝังศพแล้วหรือยัง? มีอะไรให้พวกเราช่วยหรือไม่?”


เอ่ยถึงเรื่องนี้ อวี้เหวินก็รู้สึกเศร้าโศก “เรื่องนี้ล้วนเป็นความผิดของข้า จะให้ดึงพวกเจ้าเข้าไปเกี่ยวได้อย่างไร ข้าและพระในวัดจะฝังศพเขาพรุ่งนี้ ถึงเวลานั้นให้อาหย่วนไปช่วยเสียหน่อยก็เพียงพอแล้ว พวกเจ้าพักผ่อนสบายๆอยู่ที่เรือนเถิด ทำเรื่องของพวกเจ้าไป”


ระหว่างที่พูด อวี้หย่วนก็กลับมา


อวี้เหวินเอ่ยกับคนสกุลเฉิน “อีกเดี๋ยวข้าจะกลับไปที่วัด หลู่ซิ่นไร้บุตรธิดา คืนนี้ข้าจะอยู่เป็นเพื่อนเขา อากาศหนาวขึ้นเรื่อยๆ เจ้าเตรียมเสื้อผ้าหนาๆให้ข้าสักตัวสองตัวเถิด ยามที่ข้าไปวัดจะพกไปด้วย”


คนสกุลเฉินตอบรับก่อนจะออกไป


อวี้เหวินเรียกอวี้ถังทันที “เจ้าตามข้าไปที่ห้องหนังสือ”


อวี้ถังตระหนักได้ว่าบิดาย่อมต้องถามเรื่องภาพนั้นเป็นแน่ ผงกศีรษะ ก่อนจะตามบิดาไปห้องหนังสืออย่างเงียบๆ


อวี้หย่วนก็อยู่เช่นกัน


ทั้งสามคนพูดคุยกันด้วยเสียงเบา


เวลานี้อวี้ถังจึงรู้ว่า ที่แท้อวี้หย่วนได้รับคำสั่งจากอวี้เหวินให้ไปบ่อนพนัน ผู้ดูแลบ่อนไม่ยอมรับว่าถูกคนไหว้วาน ยืนยันว่าตัวเองได้ยินมาว่าเรือนของพวกเขามีภาพวาดเช่นนี้อยู่ ทั้งไม่อยากเสียเงินซื้อ ดังนั้นจึงจ้างวานเด็กคนหนึ่งไปขโมยของที่เรือนพวกเขา


ผู้ดูแลบ่อนกล่าวเช่นนี้ อวี้หย่วนก็ไม่อาจให้เขาเป็นคนกลางได้


ส่วนการตายของหลู่ซิ่นกลับไม่ได้รับข้อมูลอะไร


อวี้เหวินกล่าวว่า “เวลานั้นข้าเพียงคิดอยากย้ายศพกลับมาให้เร็วที่สุดเท่านั้น คนไร้ลมหายใจ เขาตายเมื่อไร ก่อนตายมีอะไรแปลกๆ ทั้งทิ้งของต่างหน้าไว้หรือไม่ ข้าคิดว่าคนตายก็เหมือนตะเกียงที่มอดดับ จึงไม่ได้ถามให้มากความแต่อย่างใด”


เขากล่าวอย่างรู้สึกเสียดาย “หากรู้ว่าจะเป็นเช่นนี้ ข้าคงถามให้ชัดเจนไปแล้ว”


เย็นวันนี้อวี้ถังครุ่นคิดมากมาย ในใจปรากฏความคิดหนึ่งขึ้นมาอย่างเงียบๆ รอจนบิดาและญาติผู้พี่พูดจบแล้ว นางจึงค่อยกล่าวหยั่งเชิง “ท่านพ่อ ข้าคิดว่าเรื่องนี้พวกเราต้องสืบให้แน่ชัด อย่าเพิ่งพูดถึงอย่างอื่นเลยแต่อย่างน้อยพวกเราก็ควรรู้ว่าเพราะเหตุใดอีกฝ่ายจึงจ้องจะเอาภาพนี้ให้ได้ แม้ว่าพวกเขาอยู่ที่ลับ พวกเราอยู่ที่แจ้ง พวกเราก็ควรหาวิธีจัดการกับอีกฝ่าย มิเช่นนั้นพวกเราคงจะถูกกระทำเพียงฝ่ายเดียว ไม่แน่ว่าอาจจะเหมือนหลู่ซิ่วไฉ…”


อวี้เหวินได้ฟัง ใบหน้าก็เขียวคล้ำขึ้นมา


อวี้ถังกล่าว “ท่านพ่อ ท่านพี่ ข้ามีวิธีหนึ่ง”


สายตาของอวี้เหวินและอวี้หย่วนพุ่งเป้าไปที่นาง


ยามนี้นางจึงเอ่ยต่อ “ก่อนหน้านี้เถ้าแก่ถงพูดว่า ภาพ ‘คนตกปลาใต้ต้นสนริมน้ำ’ ไม่ถึงกับปลอมทั้งหมด เป็นอาจารย์ที่มีฝีมือยอดเยี่ยมคนหนึ่งแกะกระดาษซวนจื่อชั้นบนสุดออกไปแผ่นหนึ่ง เหลือชั้นด้านล่างเอาไว้ จากนั้นก็ลอกภาพวาดจากร่องรอยที่เหลือใหม่อีกครั้งไม่ใช่รึ? เถ้าแก่ถงยังพูดว่า กระดาษซวนจื่อมีหลายชั้น เช่นนั้นแล้ว พวกเราก็หาอาจารย์ที่มีฝีมือชำนาญ แกะภาพชั้นบนสุดนี้ออก ให้พวกเขาขโมยไป เมื่อเป็นเช่นนี้ นอกจากพวกเราจะคลี่คลายสถานการณ์ได้ ยังสามารถตรวจสอบอย่างละเอียดว่าภาพวาดนี้มีความลับอะไรกันแน่ ท่านว่าเป็นอย่างไร?”


ดวงตาของอวี้เหวินและอวี้หย่วนใสกระจ่างขึ้นมา อวี้เหวินไม่ปิดบังความดีใจของตัวเองแม้แต่น้อย ชื่นชมลูกสาว “อาถัง ตั้งแต่เล็กเจ้าก็หลักแหลมมีไหวพริบ เพื่อลูกอมไม่กี่เม็ด ความคิดพิเรนทร์อันใดก็ล้วนคิดออกมาได้ ในที่สุดวันนี้ความฉลาดของเจ้าก็ใช้อย่างถูกเรื่องเสียที เจ้าพูดมีเหตุผล แทนที่จะให้อีกฝ่ายสงสัยว่าพวกเราส่งภาพปลอมให้เขา สงสัยพวกเราว่าไม่ยินดีขายภาพให้เขา ยังมิสู้ทำอย่างที่เจ้าว่า พวกเราก็ทำของปลอมขึ้นมาอันหนึ่งก็เพียงพอแล้ว”


อวี้หย่วนกล่าว “อารอง อาถัง ก่อนหน้านี้ที่ข้าดูแลกิจการเครื่องลงรัก ได้รู้จักช่างเลียนแบบวัตถุโบราณคนหนึ่ง พวกเราไปถามเขาได้”


อวี้เหวินเอ่ยถาม “ไว้ใจได้หรือไม่? หากมีข่าวลืออะไรแพร่งพรายออกไป จะได้ไม่คุ้มเสีย”


อวี้หย่วนตอบด้วยรอยยิ้ม “คนผู้นั้นแซ่เฉียน อาศัยอยู่ที่เมืองหังโจว เพราะไม่ได้ค้าขายอย่างตรงไปตรงมา ดังนั้นจึงพักอยู่ในสถานที่ที่เรียกว่าตรอกสือจื้อ ที่นั่นเป็นสถานที่เจริญรุ่งเรืองที่สุดของเมืองหังโจว ถนนสองข้างทางมีร้านค้าตั้งเรียงราย ไม่รู้ว่าทุกวันมีคนเข้าออกจำนวนมากมายเท่าใด ทั้งถนนหนทางก็เชื่อมต่อกันไปหมด ครึกครื้นเป็นอย่างยิ่ง หากเกิดเรื่อง วิ่งออกจากตรอกไปก็หาตัวไม่เจอแล้ว ท่านวางใจเถิด ยามที่พวกเราไปก็เดินอ้อมไปอ้อมมา ระวังให้มากหน่อย ย่อมไม่อาจถูกคนพบเห็น”


อวี้เหวินเหนือความคาดหมายอยู่บ้าง กล่าวพึมพำ “อยู่เมืองหังโจวนี่เอง!”


“ใช่แล้ว!” อวี้หย่วนคิดโน้มน้าวอวี้เหวิน “ท่านลองคิดดู คนที่ทำกิจการเช่นนี้ จะเร้นกายหลบอยู่บ้านนอกได้อย่างไร? ยิ่งไปกว่านั้นเมืองหังโจวก็อยู่ไม่ไกลจากพวกเรา นั่งเรืออย่างมากที่สุดครึ่งค่อนวันก็ถึงแล้ว ทั้งหากมีคนถามขึ้นมาก็รับมือง่าย นี่ไม่ใช่ใกล้ถึงเทศกาลไหว้พระจันทร์แล้วหรือ? แค่เอ่ยว่าอยากไปซื้อข้าวของที่เมืองหังโจวเสียหน่อยก็จบแล้ว”


อวี้เหวินครุ่นคิดเล็กน้อยพร้อมตบโต๊ะ “เช่นนั้นก็เอาแบบนี้แหละ!”


อวี้ถังรีบขัด “ท่านพ่อ เช่นนั้นข้าต้องไปหรือไม่? ข้าอยากไปกับพวกท่านด้วย ข้าเคยไปเมืองหังโจวตั้งแต่ยังเล็กเพียงครั้งเดียวเอง! ท่านก็พาข้าไปด้วยเถิดนะเจ้าคะ”


อวี้เหวินลังเลไปสักพัก ก่อนจะตัดสินใจ “ได้ พาเจ้าไปด้วย แต่ว่าระหว่างทางไม่อนุญาตให้ก่อเรื่อง เบิกตาให้กว้าง ปิดปากให้สนิท แต่หากพบเจออะไรผิดปกติ ต้องรีบบอกข้าและท่านพี่ของเจ้าทันที”


นี่บิดาเชื่อมั่นในความสามารถของนางแล้วกระมัง!


อวี้ถังดีใจอย่างถึงที่สุด เดินเข้าไปกอดบิดา “ท่านใจดีจริงๆ”


อวี้เหวินกลับแสร้งทำหน้านิ่ง เอ่ยอย่างเคร่งขรึม “เจ้าอย่าเพิ่งประจบเร็วไป เรื่องนี้ต้องปิดบังแม่ของเจ้า เจ้ารู้หรือไม่?”


“เข้าใจแล้วเจ้าค่ะ!” อวี้ถังรับประกัน


อวี้เหวินเผยยิ้ม กล่าวด้วยน้ำเสียงอบอุ่นกับอวี้หย่วน “ทางพี่ชายและพี่สะใภ้ เจ้าก็อย่าได้แพร่งพรายอันใด พวกเขาสองคนจะได้ไม่เป็นห่วงพวกเรา”


“เข้าใจแล้วขอรับ!” อวี้หย่วนเอ่ยอย่างนอบน้อม


อวี้ถังวิ่งหายวับไปกับตา “ท่านพ่อ ข้าจะไปเก็บของแล้ว”


อวี้เหวินและอวี้หย่วนเห็นเช่นนั้นก็ยิ้มทั้งส่ายศีรษะ


คนสกุลเฉินรู้ว่าอวี้เหวินจะพาอวี้ถังไปเมืองหังโจว ก็อดบ่นพึมพำไม่ได้ “แม้จะพูดว่าใกล้เทศกาลไหว้พระจันทร์แล้ว แต่ก็ไม่มีความจำเป็นต้องไปซื้อของถึงเมืองหังโจวหรอกกระมัง? เมืองหลินอันขาดแคลนสิ่งใดกัน?”


อวี้เหวินยินดีพาอวี้ถังไปเที่ยวเล่นเมืองหังโจว แน่นอนว่านางดีใจ แต่ยามนี้ เงินในบ้านแทบไม่มี อวี้เหวินเป็นคนหนึ่งที่สุรุ่ยสุร่าย ยังมีอวี้ถัง เด็กคนนั้น แม้ออกจากบ้านไม่เจออะไรถูกใจ ก็ยังต้องซื้อลูกอมกลับมาสองสามเม็ด หากพวกเขาใช้เงินเช่นนี้ ช่วงเวลาครึ่งปีหลัง สกุลของพวกเขาจะผ่านไปได้อย่างไรเล่า?


อวี้ถังคาดเดาความคิดของมารดาได้อย่างเลือนราง นางนวดแขนให้มารดาอย่างแข็งขัน “ท่านแม่ ข้าไปกับท่านพ่อ ก็เพื่อคอยดูเขา ไม่ให้เขาซื้อของตามอำเภอใจ”


คนสกุลเฉินหัวเราะออกมา ลูบศีรษะของลูกสาว “เจ้าสามารถดูแลตัวเองได้ก็พอแล้ว เจ้ายังจะช่วยข้าควบคุมพ่อของเจ้าอีกหรือ?”


“จริงๆนะเจ้าคะ!” อวี้ถังสาบาน “หากข้าซื้อของสุรุ่ยสุร่าย ก็ลงโทษไม่ให้ออกจากบ้านหนึ่งเดือน”


คนสกุลเฉินบิดจมูกลูกสาว ไม่ได้เชื่อคำพูดของนาง กระนั้นก็ไม่อยากขัดขวางลูกสาวและสามี เก็บความคิดไว้ในใจ ทำเป็นไม่รู้อะไร


หากเกิดเรื่องร้ายแรง ครึ่งปีหลังนางค่อยเอาเครื่องประดับไปจำนำสักชิ้นสองชิ้น


สองแม่ลูกนั่งเล่นพูดคุย ก่อนผู้นำหมู่บ้านจะพาคนจำนวนหนึ่งเข้ามา


อวี้เหวินต้อนรับพวกเขาอยู่ที่ห้องโถง


ดื่มชาไปครึ่งถ้วย ไถ่ถามสารทุกข์สุกดิบไม่กี่คำ คนพวกนั้นก็พาเด็กคนนั้นและมารดาของเขาจากไป


ได้ยินว่า คนที่ตามผู้นำหมู่บ้านมาล้วนเป็นคนในสกุลเด็กคนนั้น ส่วนพวกเขาจะจัดการลงโทษแม่ลูกคู่นี้อย่างไร ก็จะต้องขึ้นอยู่กับชะตาแล้ว


ฝังศพหลู่ซิ่นแล้ว อวี้เหวินก็เก็บซ่อนภาพไว้ พาอวี้หย่วนและอวี้ถังไปยังเมืองหังโจว


ที่ท่าเรือเสาซี พวกเขาพบกับเผยเยี่ยนและโจวจื่อจิน


[1] ไป๋ถังเกา เป็นขนมที่ทำจากแป้งข้าวเจ้าและน้ำตาลทรายขาว เนื้อขนมเป็นสีขาวฟู


[2] กระดาษซวนจื่อ กระดาษที่ใช้เขียนอักษรและวาดภาพในสมัยโบราณ


ตอนที่ 35: นั่งเรือ


เผยเยี่ยนสวมเสื้อคลุมลำลองตัวบางสีเขียวใบไผ่ แม้แต่ปิ่นก็ยังไม่ปัก ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเครื่องประดับอย่างอื่น ทั่วร่างเผยความสะอาดสะอ้าน ยังคงทำหน้านิ่งขรึม ไม่สนใจอะไร ด้านโจวจื่อจินสวมชุดคลุมผ้าไหมสีม่วงอมแดงปักด้วยกิ่งดอกสีฟ้ากระจ่าง ที่เอวห้อยหยกแขวน จินซานซื่อรวมถึงกระเป๋าเล็กๆบนหัวปักปิ่นมรกต ถือพัดสีแดงเคลือบทองในมือ กำลังพูดอะไรบางอย่างกับเผยเยี่ยน เผยเยี่ยนพยักหน้าเป็นครั้งคราว ท่าทีไม่ใส่ใจนัก


เบื้องหน้าของทั้งสองคนมีเรือเทียบอยู่ลำหนึ่ง


เรือใบสองเสากระโดง ยาวประมาณสิบจั้ง ผิวไม้มันวาวจนสะท้อนเห็นเงาคน หน้าต่างช่องตารางแกะสลักอย่างงดงาม คลุมด้วยผ้าม่านสีขาว แขวนโคมไฟเคลือบเงา


ไม่ใช่เรือลำเดียวกับที่โจวจื่อจินนั่งมาในวันนั้น


แต่ประณีตชดช้อยกว่ามาก


เผยหม่านกำกับบ่าวรับใช้ให้ยกสัมภาระอยู่ด้านข้างเรือ ดูท่าแล้วคงจะมีใครออกเดินทาง


อวี้ถังยื่นคอกวาดสายตามองไปแวบหนึ่ง


อวี้เหวินกระปรี้กระเปร่าขึ้นมา เผยยิ้มกล่าวกับอวี้ถังและอวี้หย่วน “คาดไม่ถึงว่าจะเจอนายท่านสามสกุลเผยที่นี่ พวกเจ้ารออยู่ตรงนี้ก่อน ข้าจะเข้าไปทักทายเสียหน่อย”


อวี้ถังนึกถึงท่าทีเย่อหยิ่งไร้มารยาทของเผยเยี่ยน ไม่อยากให้บิดาถูกเขาทำลายน้ำใจจึงดึงแขนเสื้ออวี้เหวินไว้ กระซิบเสียงเบา “เขาไม่ได้เห็นพวกเราเสียหน่อย แล้วเขาก็มากับสหายด้วย พวกเราจำเป็นต้องเข้าไปทักทายด้วยหรือ?”


สิ่งที่สำคัญที่สุดคือบิดาของนางไม่คิดที่จะสอบจวี่เหรินแล้ว ทั้งไม่ตั้งใจจะรับราชการ มีความจำเป็นต้องผูกสัมพันธ์กับสกุลเผยถึงขนาดนั้นเลยรึ?


อวี้เหวินกลับกล่าว “นายท่านสามเป็นคนดีคนหนึ่ง ยามที่ท่านผู้เฒ่าสกุลเผยล่วงลับ ข้าก็อยู่ช่วยเหลือมิใช่รึ? นายท่านสามมาทักทายพวกเราทุกวัน ทั้งยังส่งบ่าวอีกสองคนมารับใช้พวกเราเป็นพิเศษ ดูแลอย่างดี ปฏิบัติด้วยความจริงใจ วันนี้พบเขา ไฉนจึงต้องทำเป็นไม่เห็นไปได้?”


แต่ท่านให้ความสำคัญเขา ใช่ว่าเขาจะให้ความสำคัญท่าน?


อวี้ถังดึงแขนเสื้อของอวี้เหวินไม่ปล่อย “ท่านพ่อ เรือของพวกเราใกล้จะถึงแล้วเจ้าค่ะ”


พวกเขาจะนั่งเรือโดยสารไปเมืองหังโจว


อวี้เหวินกล่าว “ยังมีเวลาเหลือเฟือ หากเรือมาถึงก็ต้องพักที่ท่าเรืออีกสิบห้านาที ไม่กินเวลามากหรอก” พูดจบก็สะบัดแขนเสื้อเดินไป


อวี้ถังกระทืบเท้าเงียบๆอย่างโมโห


ทว่าอวี้เหวินกลับคล้ายคิดอะไรได้ ชะงักฝีเท้าก่อนจะหมุนกายกลับมา


อวี้ถังเผยสีหน้าดีใจ คิดว่าอวี้เหวินเปลี่ยนใจแล้ว


ใครจะรู้ว่าอวี้เหวินกลับกวักมือเรียกอวี้หย่วน “เจ้าก็ตามมาทักทายนายท่านสามสกุลเผยกับข้าด้วย เผยหม่านก็อยู่พอดี ให้เขาได้เห็นหน้าค่าตา ภายหลังเจ้ามีเรื่องอะไร มาหาเขาก็จะสะดวกราบรื่น”


บิดาของนางเป็นฝ่ายเข้าไปทักทายเผยเยี่ยน ลูกผู้พี่ยังต้องทำความรู้จักกับเผยหม่าน อวี้ถังนั้นโกรธเหลือทน


แต่อวี้หย่วนกลับวิ่งตามบิดานางไปอย่างอารมณ์ดี นางจะโกรธไปก็เปล่าประโยชน์


อวี้ถังปิดตาตัวเอง ไม่อยากเห็นบิดาของนางถูกเผยเยี่ยนปฏิบัติอย่างเย็นชา แต่สิ่งที่ทำให้นางตกตะลึงก็คือ เผยเยี่ยนยังคงมีสัมมาคารวะต่อเขาไม่น้อย ระหว่างที่พูดคุยยังเงยหน้ามองมาที่นางแวบหนึ่ง การมองของเขาครั้งนี้ ทำให้โจวจื่อจินสังเกตเห็นนางเช่นกัน ทอดสายตามายังนาง จากนั้นก็ไม่รู้ว่าพูดอะไรกับบิดาของนาง บิดาของนางโบกไม้โบกมือพักใหญ่ โจวจื่อจินก็หัวเราะออกมา ก่อนจะหันกลับไปทางเผยเยี่ยน


เผยเยี่ยนเผยสีหน้าเรียบนิ่ง ไม่กล่าวคำใดออกมา


โจวจื่อจินก็ไม่พูดอะไรเช่นกัน


เผยเยี่ยนตะโกนเรียกเผยหม่าน


เผยหม่านวางงานในมือลง ก่อนจะสาวเท้าเข้ามาทันที


เผยเยี่ยนชี้ไปที่อวี้หย่วน


เผยหม่านประสานมือคารวะอวี้หย่วน


อวี้หย่วนรีบร้อนคารวะตอบ เห็นได้ชัดว่าตื่นเต้นอยู่บ้าง


เผยเยี่ยนพูดอะไรบางอย่างอีกเล็กน้อย คล้อยหลังอวี้หย่วนก็คารวะเผยหม่านอีกครั้ง เผยหม่านคารวะตอบ ก่อนจะหมุนกายไปสะสางงานของเขาต่อ


อวี้เหวินและเผยเยี่ยนพูดคุยกันอีกไม่กี่คำ เผยเยี่ยนผงกศีรษะ อวี้เหวินและโจวจื่อจินทักทายกันอีกครั้ง ก่อนทุกคนจะแยกย้ายกันไป


อวี้ถังค่อยโล่งใจ รอจนบิดาของนางเดินเข้ามาก็อดถามไม่ได้ “ท่านพ่อ นายท่านสามพูดอะไรกับท่านบ้างรึ?”


อวี้เหวินเผยใบหน้าอิ่มเอมราวกับดีใจเป็นอย่างยิ่ง “นายท่านสามไม่เลวเลยจริงๆ สหายคนนั้นของเขาก็ใช้ได้เช่นกัน ได้ยินว่าพวกเราจะไปเมืองหังโจวทางเดียวกับพวกเขาพอดีจึงเชิญพวกเรานั่งเรือไปด้วยกัน ข้าเห็นท่าทางของนายท่านสามคล้ายมีเรื่องสำคัญจึงปฏิเสธอย่างสุภาพไป คาดไม่ถึงว่านายท่านสามก็ไม่ได้รั้งข้าแต่อย่างใด แต่ว่า เขาอายุน้อยเช่นนี้ก็สามารถฝึกงานกับหกกรมได้แล้ว ย่อมไม่ใช่คนไร้เหตุผล ข้ากับเขาเพิ่งคุยไม่กี่คำ เขาก็เรียกเผยหม่านเข้ามาแนะนำให้พี่เจ้ารู้จักแล้ว อาศัยแค่สายตากว้างไกลของเขาภายหลังย่อมก้าวหน้าในหน้าที่การงานและไต่เต้าสู่ความสำเร็จได้แน่”


อวี้ถังลอบเบะปากอยู่ในใจ


ก้าวหน้าในหน้าที่การงาน ไต่เต้าสู่ความสำเร็จอย่างนั้นรึ ในอนาคตเขาก็ไม่ได้รับราชการเสียหน่อย


ทั้งอายุน้อยก็ฝึกงานในหกกรม ไม่ใช่เพราะเขาสอบในตำแหน่งซู่จี๋ซื่อได้รึ? ไม่เกี่ยวกับว่าเขาสายตากว้างไกลเสียหน่อย?


ส่วนคำชมที่บิดามีต่อเผยเยี่ยน เดิมทีนางก็ไม่เชื่ออยู่แล้ว คิดว่าบิดามองเขาด้วยความเมตตา ดังนั้นจึงได้ชมเขาเช่นนี้


ไม่อย่างนั้น ตอนที่โจวจื่อจินเสนอให้พวกเขาร่วมเดินทางไปหังโจว เหตุใดเขาจึงไม่คล้อยตามเป็นมารยาทเสียหน่อย?


เดิมทีเขาก็ไม่อยากให้พวกนางร่วมทางไปด้วยเถอะ


หนำซ้ำแค่ท่าทีสีหน้าธรรมดาก็ประคองไว้ไม่ได้ คำพูดเป็นมารยาทไม่มีสักคำ


ชั่วขณะนั้นอวี้ถังก็นึกถึงยามที่พบกับเผยเยี่ยนครั้งที่แล้ว แววตาเผยเยี่ยนยามมองนาง


ช่างน่าโมโหเสียจริง!


นางพองลมจนเต็มแก้ม


กระทั่งอวี้หย่วนก็ชมเผยเยี่ยนไม่ขาดปากเช่นกัน “อ่อนน้อมถ่อมตนทั้งยังสุภาพ ไม่เย่อหยิ่งจองหองสักนิด ข้ายังคิดว่าคนอายุน้อยที่ประสบความสำเร็จอย่างเขาจะถือตัวเหมือนกันหมดเสียอีก ไม่อยากคบค้าสมาคมกับคนอย่างพวกเรา สมแล้วที่นายท่านสามสกุลเผยเป็นบัณฑิต ในท้องมีกวีและหนังสือ บุคลิกย่อมงามสง่าโดยธรรมชาติ มีความสุภาพอ่อนโยน กิริยาน่ามอง”


อวี้ถังทนฟังต่อไปไม่ไหว “ท่านพี่ ‘คนอย่างพวกเรา’ หมายความว่าอย่างไร สกุลของเราไม่ดีตรงไหนกันเจ้าคะ? ท่านอย่าได้ดูถูกตัวเองจนเกินไป!”


อวี้หย่วนเผยสีหน้าลำบากใจ


อวี้เหวินหัวเราะเสียงดัง ตบไหล่หลานชาย “ตอนแรกข้าก็คิดว่าเจ้าควรจะเรียนหนังสือดีๆตามข้า แต่พี่ใหญ่จะให้เจ้าค้าขายเหมือนเขาให้ได้ คงเห็นแล้วกระมัง? ผู้ที่เป็นบัณฑิตได้รับความนับหน้าถือตาจากผู้อื่นมากกว่า เจ้าไม่มีโอกาสได้เรียนหนังสืออีกแล้ว ภายหลังลูกของเจ้าไม่อาจจะซ้ำรอยเดิมเจ้าได้เชียว แม้ว่าต้องขายร้านค้าประจำสกุลออกไป ก็ต้องให้พวกเด็กๆได้เรียนหนังสือ”


อวี้หย่วนเห็นด้วยอย่างยิ่ง ผงกศีรษะไม่หยุดหย่อน


อวี้ถังกลับไม่คิดเช่นนั้น นางกล่าวแก้ต่างให้อวี้หย่วน “หากท่านพี่ไม่ทำการค้าตามท่านลุง อย่าพูดถึงท่านลุงเลย แต่ค่ากินค่าอยู่อาศัยของพวกเราคงมิพ้นจะเป็นปัญหาเสียหมด ข้ากลับคิดว่าท่านลุงใหญ่ทำถูกแล้ว”


“เจ้าเด็กคนนี้!” อวี้เหวินกล่าว “ไฉนจึงเหมือนประทัดเช่นนี้ แค่จุดก็ติดไฟ ไม่สิ ไม่ต้องจุดก็ติดไฟแล้ว ข้าไม่ได้จะพูดอะไร เพียงอยากให้สายตาพี่ของเจ้ากว้างไกลกว่านี้ เด็กๆจำเป็นต้องได้เรียนหนังสือ”


สองพ่อลูกเถียงกันไปมา ก่อนเรือจะเข้ามาเทียบท่า


อวี้ถังตามบิดาและพี่ชายขึ้นเรือ


ก่อนจะเข้าไปในเรือ นางก็ยังทอดสายตามองไปทางเผยเยี่ยนอีกครั้งอย่างอดไม่ได้


บ่าวรับใช้พวกนั้นยังคงขนสัมภาระ


นางนึกถึงเหตุการณ์ยามที่โจวจื่อจินมา อดกล่าวถามอวี้หย่วนเสียงเบาไม่ได้ “ท่านพี่ พวกเขาไปทำอะไรที่เมืองหังโจว? นายท่านสามก็ไปด้วยหรือ?”


อวี้หย่วนชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะมองไปทางเผยเยี่ยน “ได้ยินโจวจ้วงหยวนผู้นั้นกล่าวว่า ผู้ตรวจการศึกษาเจ้อเจียงคนใหม่เป็นศิษย์ร่วมสำนักของนายท่านสามสกุลเผย โจวจ้วงหยวนเหมือนว่าจะมีเรื่องอะไรอยากให้ผู้ตรวจการศึกษาช่วยเหลือ จึงลากนายท่านสามไปด้วยกัน มิเช่นนั้นนายท่านสามก็คงยังอยู่ในช่วงไว้ทุกข์ ไม่ถ่อไปถึงเมืองหังโจวหรอก”


อวี้ถังเหนือความคาดหมายอยู่บ้าง ในใจคาดเดาเผยเยี่ยนในแง่ลบ


ไม่แน่ว่าเขาพูดกับบิดาของนางเช่นนี้ ก็เพราะต้องการให้บิดานางช่วยพูดแทนเขาว่าไปเมืองหังโจวด้วยเหตุใด คนอื่นจะได้ไม่คิดว่าเขาไม่อยู่เรือนช่วงไว้ทุกข์ กลับออกมาเที่ยวเล่นในเมืองหางโจวเช่นนี้


อวี้ถังมองเผยเยี่ยนอย่างดูแคลนไปอีกครั้ง


วันนี้คนโดยสารเรือมีไม่มาก กระจัดกระจายกันไป จึงมีที่ว่างเหลือเฟือ


พวกเขาหามุมนั่งลง


หลังจากเรือออกท่า ลมเย็นต้นสารทฤดูก็ปะทะใบหน้า สดชื่นและเย็นสบาย สุขอุราเป็นอย่างยิ่ง


อวี้หย่วนไปซื้อน้ำชาเข้ามาให้สองพ่อลูก ก่อนทั้งสามคนจะนั่งดื่มชาพูดคุยกัน


อวี้เหวินถามอวี้ถัง “เจ้ามีที่ใดอยากไปหรือไม่? หรืออยากจะซื้อของอะไร?”


อวี้ถังยังคงพะวงเกี่ยวกับภาพวาด ไหนเลยจะมีใจไปเที่ยวเล่น? แต่ว่าในเมื่อนางมาเมืองหังโจว อย่างไรก็ควรซื้อของไปฝากท่านแม่และหม่าซิ่วเหนียงเสียหน่อย


นางนวดแขนให้บิดาอย่างออดอ้อน “ข้าจะซื้อผ้าเช็ดหน้ากับผ้าคลุมผมกลับไปสักสองสามผืนได้หรือไม่เจ้าคะ?”


อวี้เหวินรู้สึกแปลกใจ “ซื้อแค่นี้งั้นหรือ?”


ทุกครั้งที่เขาออกจากบ้าน อวี้ถังแทบอยากจะเขียนรายการสิ่งของใส่กระดาษยาวๆให้เขาซื้อของกลับมาทั้งหมด


อวี้ถังหน้าแดง กล่าวอ้อมแอ้ม “นั่นข้ายังไม่ค่อยรู้ความเท่าไรต่างหาก?”


อวี้เหวินฟังก็หัวเราะออกมา ในใจกลับรู้สึกเงียบสงบอย่างแปลกประหลาด โบกมือไปมา “เจ้าไม่ต้องกังวลเรื่องเงิน อยากซื้ออะไรก็ซื้อ รอหลังจากพ้นเทศกาลไหว้พระจันทร์ไปเสียก่อน กำไรจากที่นาย่อมถูกส่งเข้ามา ในบ้านก็มีเงินใช้แล้ว”


อวี้ถังลอบถอนหายใจกับตัวเอง


เหตุใดชาติก่อนนางจึงไม่รู้ว่า บิดามีรายได้ไม่พอกับรายจ่ายกันนะ


แต่ว่า นางก็เหมือนจะ…


อวี้ถังเผยสีหน้าอึดอัดใจ


มีคนเกาะหน้าต่างเรือส่งเสียงร้อง


คนในเรือล้วนตกใจ รีบหันมองออกไปอย่างวุ่นวาย


ก่อนจะพบกับเรือใบเงาวาวสองเสากระโดงล่องน้ำมาอย่างคล่องแคล่วราวกับมัจฉา ฝ่าลมโต้คลื่นผ่านด้านข้างพวกเขาไป


“เป็นเรือของสกุลเผย!” มีคนตะโกนเสียงดัง “ข้าเคยเห็น ยามที่ท่านผู้เฒ่าเผยมีชีวิตอยู่ ทุกครั้งที่ไปเมืองหังโจวก็จะนั่งเรือแบบนี้แหละ”


“จริงรึ?” คนผู้นั้นไม่พูดยังจะดีกว่า พอพูดออกมา ก็มีคนถลาไปเกาะดูที่หน้าต่างเรือเพิ่มขึ้นอีก


“ช่างเร็วเสียจริง!”


“งามยิ่งนัก!”


ทุกคนต่างพากันชม


ก่อนจะมีคนตะโกน “พวกเจ้ารีบดู นั่นใช่ป้ายทางการหรือไม่! มีใครรู้หนังสือบ้าง รีบดูสิว่าเขียนว่าอะไร?”


อวี้หย่วนก็ชะโงกดูเช่นกัน


อวี้ถังดึงเขากลับมา “ท่านพี่ มีอะไรให้ดูกันนักหนา ก็แค่เรือลำเดียวเท่านั้น คนอื่นจะคิดว่าพวกเราไม่เคยเห็นเอาได้”


อวี้หย่วนหัวเราะ “นี่ไม่ใช่ว่าข้าอิจฉาหรอกหรือ? หากมีวันใดที่สกุลของพวกเราขับเรือเช่นนั้นได้ก็คงจะดี”


อวี้ถังยู่ปาก


อวี้หย่วนลูบศีรษะนาง “อาถังอย่าได้โกรธไป ภายหลังพี่ย่อมจะหาเงินมากๆ ให้หลานของเจ้าได้เรียนหนังสือดีๆ ยามที่อาถังกลับบ้านเกิด ข้าก็จะให้หลานของเจ้าชักป้ายของทางการ ใช้เรือใหญ่เช่นนั้นไปรับเจ้า”


พี่ชายของนางคนนี้ช่างพูดไปเรื่อย!


อวี้ถังเอ่ยด้วยน้ำเสียงเอาแต่ใจ “ข้าจะอยู่ที่เรือน ไม่แต่งออกให้ใคร กลับบ้านเกิดอะไรกัน!”


อวี้หย่วนยิ้มอย่างฝืดๆ ก่อนจะมองไปทางอวี้เหวินคล้ายกับขอความช่วยเหลือ


อวี้เหวินที่ไม่ปริปากตั้งแต่เมื่อครู่กลับตบโต๊ะขึ้นมา เอ่ยอย่างจริงจัง “อาถังพูดถูก ควรจะทำกิจการให้ดี แล้วค่อยคิดวิธีให้ลูกหลานเรียนหนังสือ สกุลเผยก็เป็นเช่นนั้น ยามที่เพิ่งจะย้ายมาที่นี่ก็ไม่ได้สอบเคอจวี่ในทันที แต่เริ่มต้นจากรุ่นที่สอง” ก่อนจะพูดกับอวี้หย่วนต่อ “หลายปีมานี้ข้าเข้าใจบิดาของเจ้าผิดไป รอกลับไปหลินอัน ข้าจะไปเลี้ยงสุราพี่ใหญ่!”


อวี้หย่วนพูดคำว่า ‘มิกล้า’ ติดต่อกันอย่างขัดเขิน


อวี้ถังกลับหมดอารมณ์ที่จะพูดอีกแล้ว


เหตุใดไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็พบแต่คนของสกุลเผย พูดอะไรก็ล้วนแต่เอ่ยถึงสกุลเผย!


นางไม่อาจใช้ชีวิตที่ไม่มีเผยเยี่ยน ไม่มีสกุลเผยได้เลยหรือ?


ช่างน่าโมโหเสียจริง!


[1] จินซานซื่อ เครื่องใช้สามชนิดที่คนโบราณนิยมห้อยพกติดตัว ได้แก่แหนบ ที่แคะฟัน และไม้แคะหู


[2] หนึ่งจั้ง ประมาณ3.33เมตร


[3] เคอจวี่ การสอบเข้ารับราชการของจีน แบ่งเป็นระดับต้นคือถงซื่อ ระดับกลางคือเซียงซื่อ ระดับสูงคือฮุ่ยซื่อ และระดับสูงสุดคือเตี้ยนซื่อ


ตอนที่ 36: เข้าเมือง


เจียงหนานเมืองริมน้ำ สายธารไหลเชื่อมทั่วสารทิศ ชาวบ้านออกเดินทางมาจากต่างถิ่น ล้วนมักจะอาศัยเส้นทางน้ำ


ท่าเรือน้อยใหญ่ของเมืองหังโจวมีไม่กี่แห่ง ในนั้นสามท่าเรือที่ใหญ่ที่สุดอยู่ใกล้กัน แบ่งเป็นประตูอู่หลิน ประตูหย่งจินและประตูเฉียนถัง


ท่าเรือประตูอู่หลินตั้งอยู่ทิศตะวันตกเฉียงเหนือของเมือง เชื่อมต่อกับคลองต้าอวิ้นเหอของเจียงหนาน เป็นเส้นทางน้ำที่ต้องผ่านยามขึ้นเหนือล่องใต้ เพราะว่าวัดเซียงจีอายุเก่าแก่ห่างจากที่นี่ไม่มาก ท่าเรือนี้จึงมีอีกชื่อหนึ่งว่าท่าเรือวัดเซียงจี


ท่าเรือประตูหย่งจินอยู่ทางตะวันตกของเมือง ด้านข้างเป็นทะเลสาบซีหู ซึ่งเป็นเส้นทางสำคัญไปยังทะเลสาบไท่หู และหลินอัน


ท่าเรือประตูเฉียนควันธูปคละคลุ้งตลอดทั้งปี ผู้แสวงบุญมากมายดุจมวลเมฆ จึงมีคำพูดที่ว่า ‘นอกประตูเฉียนถังควันธูปลอยล่อง’


เรือโดยสารของพวกอวี้ถังจอดเทียบท่าเรือประตูหย่งจิน


พวกเขาต้องลงเรือที่นี่ อาจต้องเปลี่ยนไปนั่งเรืออูเผิงลำเล็ก ไม่ก็จ้างเกี้ยวเพื่อเข้าเมือง


นั่งเรือนั้นสะดวกและสบายกว่านั่งเกี้ยวมาก ทั้งยังสามารถชื่นชมทัศนียภาพตลอดทาง สิ่งที่แย่อย่างเดียวคือใช้เวลามากกว่าการนั่งเกี้ยว ดีที่พวกอวี้เหวินวางแผนจะอยู่เมืองหังโจวหลายวัน มีเวลาเหลือเฟือ เขาจึงตัดสินใจจะนั่งเรืออูเผิงเข้าเมืองตั้งนานแล้ว


อาจเป็นเพราะว่านั่งเรือนานเกินไป ยามที่ลงเรือ อวี้ถังจึงแข้งขาอ่อน รู้สึกว่าร่างกายสั่นไหวไปหมด


อวี้หย่วนประคองนาง ชี้ไปยังใต้ต้นไหวที่มีแผงขายชาตั้งอยู่ “เจ้าอยากดื่มชาพักผ่อนสักหน่อยหรือไม่?”


ท่าเรือผู้คนเบียดเสียด ไหล่ถูกกระทบไม่หยุดหย่อน เสียงขายของ เสียงตะโกน เสียงร้องเรียกและเสียงเอะอะโวยวาย สารพัดเสียงที่ดังแข่งกันโกลาหลอลหม่านจนพาให้รู้สึกเวียนศีรษะ


“ไม่เป็นไร!” อวี้ถังเอ่ยด้วยเสียงเจือความอ่อนเพลีย “อย่างไรรีบไปโรงเตี๊ยมให้เร็วๆดีกว่า!”


พอถึงโรงเตี๊ยม นางก็จะได้พักผ่อนดีๆแล้ว


อวี้หย่วนผงกศีรษะ


อวี้ถังฉวยโอกาสกวาดสายตาสังเกตท่าเรือ


บันไดหินปูนแข็งหนา สะพานโค้งห้ารูที่งดงามราบเรียบ เรือแต่ละประเภทจอดอยู่ริมน้ำ


นางกลับไม่เห็นเรือของสกุลเผย


อวี้เหวินไปติดต่อเรืออูเผิงไว้แล้ว หนึ่งคนห้าเหรียญอีแปะ ส่งถึงถนนเสี่ยวเหอด้านข้างโรงเตี๊ยมหรูอี้


เขากล่าว “ข้ามาเมืองหังโจว ส่วนมากก็มักจะพักที่นี่ สะดวกสบาย ห้องหับสะอาดสะอ้าน เถ้าแก่ไม่เลว อาหารก็เลิศรส”


อวี้ถังและอวี้หย่วนผงกศีรษะ ตามอวี้เหวินขึ้นเรืออูเผิงไป


คนพายเรือยกน้ำชามาต้อนรับพวกเขา


อวี้ถังทนไม่ไหว ถามอวี้หย่วนเสียงเบา “เรือของสกุลเผยควรจะมาถึงก่อนเรา ไฉนจึงไม่เห็นเลยเล่า?”


อวี้หย่วนหัวเราะเสียงดัง เอ่ยหยอกล้อนาง “เจ้าไม่ใช่กล่าวว่า แม้จะมองอย่างไร ก็เป็นเรือของคนอื่นอยู่ดีไม่ใช่รึ? อะไรกัน เจ้าก็สนใจเรือของพวกเขาเช่นกันหรือ?”


อวี้ถังทั้งเขินทั้งโมโห “ช่างเถิด ไม่พูดแล้ว”


อวี้หย่วนหัวเราะเบาๆขึ้นมาอีก “พวกเขาน่าจะเข้าทางท่าเรือประตูอู่หลิน”


อวี้ถังไม่เข้าใจ


อวี้หย่วนเอ่ยต่อ “ท่าเรือวัดเซียงจีเชื่อมต่อกับแม่น้ำเถาฮวาในเมือง พวกเขาล่องเรือสองเสากระโดง คงจะเข้าเมืองไปโดยตรงเลย”


มีเรือเป็นของตัวเองช่างสบายเสียจริง


อวี้ถังเบะปาก


อวี้หย่วนชี้ไปที่เรือนริมน้ำและต้นหลิวสองข้างทางให้นางดู “สวยหรือไม่?”


ใบหลิวที่เรียวบางย้อยลงบนผิวน้ำราวกับเส้นผม เรือนริมน้ำปกคลุมไปด้วยดอกเถิงหลัว ข้างโต๊ะหินเก้าอี้ไผ่เต็มไปด้วยดอกไม้สีสันสดใสบานสะพรั่ง ระเบียงกลางแจ้งตากพวกกะหล่ำปลีและหน่อไม้ไว้ หญิงสาวแรกรุ่นสวมเสื้อสีสดสวย พวกเด็กๆเตะลูกขนไก่ กระโดดเชือกอยู่หน้าประตู ยังมีพ่อค้าหาบเร่เรียกขาย ‘ขนมถั่วตัด’ และ ‘กรรไกรตัดด้าย’


“สวยมากจริงๆเจ้าค่ะ!” อวี้ถังมองอย่างหลงใหล


อวี้หย่วนกล่าวอย่างอิจฉา “หากสามารถย้ายมาที่นี่ได้ก็คงจะดี กิจการต้องรุ่งเรืองอย่างแน่นอน”


นี่ไม่ใช่ ‘พอเห็นสิ่งแปลกใหม่ก็ลืมบ้านเกิดเมืองนอน’ หรอกรึ?


ชาติที่ผ่านมา อวี้ถังกลับไม่รู้ว่าอวี้หย่วนมีความคิดความอ่านขนาดนี้


อาจเป็นเพราะชาติที่แล้ว ใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก เขาจึงไม่กล้าคิดกระมัง? หรือว่านางเองก็ยุ่งอยู่กับตัวเองจนไม่รู้อะไร?


รอยยิ้มของอวี้ถังเลือนหายไปจากใบหน้าเล็กน้อย


อวี้หย่วนทอดสายตามองทิวทัศน์ของทั้งสองฝั่ง ยังคงพูดขึ้นมาอย่างตื่นเต้น “ยามที่ข้าตามท่านพ่อมาเมืองหังโจวเป็นครั้งแรกก็รู้สึกว่าที่นี่ไม่เลว แม้จะขายปลาตากแห้ง ลูกค้าก็ย่อมมากกว่าเมืองของพวกเรา ทางเมืองของพวกเราไม่ค่อยเปิดกว้าง คนที่ไปๆมาๆก็มีแต่พวกเดียวกัน จะว่าไปแล้วล้วนเป็นเพราะเรื่องพวกนั้น…”


อวี้ถังฟังอย่างนิ่งเงียบ ดื่มชาอย่างช้าๆ


เรืออูเผิงเข้าฝั่ง ทั้งสองฟากล้วนเป็นร้านค้าที่มีประตูด้านหน้าสามถึงห้าบาน ป้ายร้านหากไม่ปักด้วยด้ายทอง ก็ปักล้อมรอบด้วยด้ายเงิน ผู้คนที่เดินอยู่บนถนนส่วนมากก็สวมใส่ผ้าไหมผ้าแพร มีบ่าวรับใช้ห้อยสอยติดตาม ทั่วทั้งถนนดูสดใสรื่นตาไปหมด


แต่ว่าโรงเตี๊ยมหรูอี้อยู่ที่ไหนกัน?


ยามที่อวี้เหวินจ่ายเงิน อวี้ถังก็กอดสัมภาระ มองซ้ายมองขวา


ก่อนป้ายตัวอักษรคำว่า ‘ตัง’ ที่เขียนไว้ตัวใหญ่ ด้านล่างปักด้ายทองว่า ‘เผยซื่อ’ จะปลิวไสวอยู่เบื้องหน้า ดึงดูดสายตาของนาง


อวี้ถังตกตะลึง


โรงรับจำนำของสกุลเผยอย่างนั้นหรือ?


ไม่ใช่ว่าอยู่ที่แม่น้ำซือเยา ฝ่างเหรินหลี่อะไรมิใช่รึ?


ไม่ใช่ว่าพวกเขาต้องไปถนนเสี่ยวเหอหรอกหรือ?


เช่นนั้นตอนนี้นางอยู่ที่ใดกัน?


อวี้ถังรีบดึงแขนเสื้ออวี้เหวิน ชี้ไปยังป้ายที่โบกสะบัด “ท่านพ่อ ดูสิ!”


อวี้เหวินกลับไม่ตกใจแต่อย่างใด กล่าวกับนางด้วยรอยยิ้ม “เจ้าตาดีเสียจริง นั่นเป็นโรงรับจำนำของสกุลเผย น่าเสียดายที่เถ้าแก่ถงไม่อยู่ ไม่อย่างนั้นข้าคงพาเจ้าไปแวะทักทายแล้ว”


เช่นนั้นพวกเขามาทำไมกัน?


อวี้ถังเบิกตากว้าง


อวี้เหวินคิดขึ้นมาได้


เขาหัวเราะเสียงดัง “เด็กโง่ แม่น้ำตรงหน้าพวกเรานี้ก็คือแม่น้ำซือเยา ถนนที่พวกเรายืนอยู่ก็คือถนนเสี่ยวเหอ ทางโรงรับจำนำของสกุลเผยนั้นเรียกว่าฝ่างเหรินหลี่ เห็นตรอกเล็กๆ เส้นนั้นข้างโรงรับจำนำหรือไม่ ตั้งแต่นั่นมาจนถึงพวกเราเรียกว่า จีซั่นหลี่ โรงเตี๊ยมหรูอี้ก็อยู่ในตรอกนั้นแหละ”


ก็หมายความว่า พวกเขาพักอยู่ด้านหลังโรงรับจำนำของสกุลเผย


อวี้ถังโมโหขึ้นมา


นางมาถึงเมืองหังโจวแล้ว ไฉนยังพบกับสกุลเผยไม่จบไม่สิ้นเสียที!


อวี้เหวินคิดว่าลูกสาวมีท่าทีสนใจ จึงชี้ไปที่โรงหนังสือด้านข้างโรงรับจำนำสกุลเผย “เห็นหรือไม่? นั่นก็เป็นของสกุลเผย ด้านข้างยังมีร้านขายวัตถุโบราณ ร้านขายเครื่องแป้ง ร้านขายผมปลอมและปิ่นดอกไม้ ล้วนเป็นของสกุลพวกเขาทั้งหมด…ฝ่างเหรินหลี่ จี้ซั่นหลี่ ทั้งยังมีตรอกจือหว่าที่อยู่ใกล้เคียง รวมถึงเรือนพำนักส่วนตัวล้วนเป็นของสกุลพวกเขา”


เช่นนั้นมีที่ไหนไม่ใช่ของพวกเขาบ้าง?


อวี้ถังกล่าว “นายท่านสามสกุลเผยก็พักที่นี่หรือเจ้าคะ?”


“จะเป็นไปได้อย่างไร?” อวี้เหวินกล่าวยิ้มๆ “สกุลของพวกเขามีเรือนนอกอยู่ที่เขาเฟิ่งหวง แถวประตูชิงปัว สะพานเหมยเจีย วัดหมิงชิ่งก็ล้วนมีเรือนพำนักอยู่ แต่ว่า ในเมื่อพวกเขาเข้าเมืองทางท่าเรือวัดเซียงจี หากไม่อยู่เรือนนอกที่เขาเฟิ่งหวง ก็คงพักอยู่ที่เรือนตรงสะพานเหมยเจียกระมัง”


อวี้หย่วนถามด้วยความสงสัย “ท่านอารู้ได้อย่างไรกัน? ข้ากลับเพิ่งได้ยินเป็นครั้งแรก”


อวี้เหวินกล่าวอย่างโอ้อวดอยู่บ้าง “เถ้าแก่ถงเป็นคนบอกข้า ได้ยินเถ้าแก่ถงพูดว่า เรือนทางสะพานเหมยเจียและประตูชิงปัว เป็นของนายท่านสามสกุลเผยเอง ท่านตาของนายท่านสามเป็นผู้ทิ้งไว้ให้เขา ไม่ได้เป็นทรัพย์สินของสกุลเผยแต่อย่างใด”


อวี้หย่วนประหลาดใจ “นายหญิงของสกุลเผยเป็นคุณหนูจากสกุลใดกัน?”


“คุณหนูสกุลเฉียนแห่งเฉียนถัง” อวี้เหวินกล่าว “เฉียนที่เป็นสกุลของชาวอู๋เยวี่ย”


สี่สกุลใหญ่ของเจียงหนาน สกุลเฉียนนับเป็นอันดับหนึ่ง


อวี้หย่วนกล่าว “ท่านตาของนายท่านสามไม่มีลูกชายหรอกหรือ?”


“ได้ยินว่ามีลูกชายคนหนึ่ง อายุยังไม่ถึงยี่สิบปีก็ป่วยตายเสียก่อน” อวี้เหวินกล่าว “แม้ว่าภายหลังจะรับเด็กจากญาติพี่น้องมาเลี้ยงดูเป็นลูก แต่ทรัพย์สินในสกุลครึ่งหนึ่งก็มอบให้นายหญิงเป็นสินเดิม ทั้งยังมีอีกครึ่งหนึ่งที่แบ่งให้พวกหลานๆยามที่ท่านผู้เฒ่าสกุลเฉียนจะจากไป นายท่านใหญ่สกุลเผย นายท่านรองก็ล้วนเป็นฝั่งเป็นฝาหมดแล้ว มีเพียงนายท่านสามที่อายุยังน้อย ท่านผู้เฒ่าสกุลเฉียนกลัวว่านายท่านสามจะเสียเปรียบพวกพี่ๆตอนสู่ขอ จึงทิ้งทรัพย์สินไว้ให้เขามากมาย”


“ว้าว!” ดวงตาอวี้หย่วนระยิบระยับขึ้นมาทันที “ช่างเป็นดั่งที่ว่าฮ่องเต้เทิดทูนบุตรคนโต ชาวบ้านเอ็นดูลูกคนเล็ก นายท่านสามสกุลเผยวาสนาดีเสียจริง!”


“มิผิด” อวี้เหวินพูดสัพเพเหระกับอวี้หย่วน “เถ้าแก่ถงบอกว่า เรือนที่อยู่ทางสะพานเหมยเจีย ก็มีบ่าวรับใช้เป็นร้อยแล้ว เรือนตรงประตูชิงปัวนั้นใหญ่ยิ่งกว่าที่นั่นอีก ปกติก็ไม่มีคนไปอยู่ แค่ค่าใช้จ่ายสองเรือนนี้ก็ไม่น้อยแล้ว ทั้งค่าใช้จ่ายพวกนี้ล้วนเป็นนายท่านสามที่ดูแลจัดการเอง เห็นว่านายท่านสามยังมีทรัพย์สินของตัวเอง แต่ทรัพย์สินพวกนั้นอยู่ที่ไหน? มีเท่าใด? ใครล้วนไม่อาจรู้ เพราะว่าเรื่องนี้ ยามที่ท่านผู้เฒ่าสกุลเผยยังมีชีวิตอยู่ ลูกชายคนโตของสกุลเผยก็เอาแต่สงสัยมาตลอดว่าท่านผู้เฒ่าสกุลเผยแอบมอบทรัพย์สินส่วนตัวให้นายท่านสามสกุลเผย…”


อวี้หย่วนกล่าว “หากเป็นข้า ข้าก็สงสัยเช่นกัน นายท่านสามเพิ่งจะอายุเท่าใดเอง…”


อย่างไรก็เป็นเพราะสกุลเผยมีเงินมากมาย!


อวี้ถังนิ่งเงียบเป็นเป่าสาก


นางไม่อยากพูดอะไร


ยามที่เดินตามบิดา เลี้ยวซ้ายอ้อมขวาจนมาถึงโรงเตี๊ยมหรูอี้ นางก็ไม่มีความตื่นตาตื่นใจอะไรสักนิด เพียงเดินตามเด็กรับใช้ของโรงเตี๊ยมขึ้นไปยังห้องตัวเอง นางไม่มีอารมณ์แม้แต่จะสำรวจดูโรงเตี๊ยมหรูอี้ พอล้มตัวนอนลงได้ก็เข้าสู่นิทราทันที


อวี้หย่วนเข้ามาปลุกนาง “ท่านลุงบอกว่าจะพาพวกเราไปเดินเล่นที่ตลาดกลางคืน เจ้ารีบเปลี่ยนเสื้อผ้าเสีย ท่านลุงบอกว่า อีกสิบห้านาที พวกเราจะออกเดินทาง”


อวี้ถังโตขนาดนี้แล้วยังไม่เคยไปตลาดกลางคืนมาก่อน ในที่สุดนางก็กระปรี้กระเปร่าขึ้นมาเล็กน้อย เปลี่ยนเป็นสวมชุดต่วนหรู ใช้ผ้าคลุมผมก่อนจะออกไปพร้อมกับบิดาและพี่ชาย


ท้องฟ้านั้นเกือบโพล้เพล้แล้ว พวกเขาเดินทางไปตามทิศเหนือ คนที่สัญจรไปมากลับไม่ลดน้อยลงแต่อย่างใด


อวี้หย่วนบอกนาง “พวกเราจะไปประตูอู่หลิน ตลาดกลางคืนประตูเหนืออยู่ด้านนอกประตูอู่หลิน”


พวกเขาคงไม่เจอเผยเยี่ยนหรอกกระมัง?


อวี้ถังกล่าว “เมืองหังโจวมีตลาดกลางคืนเพียงแห่งเดียวหรือเจ้าคะ?”


“เมืองหังโจวมีตลาดกลางคืนอยู่หลายแห่ง แต่ตลาดกลางคืนทางประตูเหนือกลับมีชื่อเสียงมากที่สุด” อวี้หย่วนกล่าวด้วยรอยยิ้ม “ผู้ที่เดินทางมาเมืองหังโจวส่วนมากก็ล้วนแต่มาเที่ยวเล่นซื้อของ แต่หากเป็นคนหังโจวที่อยู่มานานแล้วกลับชอบไปตลาดกลางคืนของถนนเสี่ยวเหอ ตลาดที่นั่นมีคนน้อยกว่าหน่อย ข้าวของก็แพงกว่าเล็กน้อย ส่วนตลาดกลางคืนประตูเหนือล้วนเป็นพ่อค้าต่างถิ่นที่ขึ้นเหนือล่องใต้ไม่ก็คนเรือที่ไปเที่ยว”


อวี้เหวินที่เดินอยู่ด้านหน้าได้ยินก็ตอบรับบทสนทนาของอวี้หย่วน “ที่สำคัญคือเจ้าไม่เคยไป ข้าอยากให้เจ้าเห็น เป็นสตรี ภายหลังออกเรือนย่อมไม่อาจทำตัวตามใจได้แล้ว ยามนี้สามารถฉวยโอกาสเที่ยวได้มากเท่าใดก็เที่ยวให้ได้มากเท่านั้น เกิดเป็นมนุษย์ ต้องเปิดหูเปิดตาจึงจะมีความกล้า รอวันพรุ่งนี้ ข้าจะพาเจ้าไปตลาดกลางคืนทางถนนเสี่ยวเหอ ให้เจ้าได้เห็นว่าตลาดทั้งสองแห่งแตกต่างกันที่ใด”


คนอย่างเผยเยี่ยน หากจะเดินตลาดกลางคืน ก็คงเดินที่ถนนเสี่ยวเหอกระมัง?


อวี้ถังมีความสุขขึ้นมา กล่าวถามบิดาด้วยรอยยิ้ม “ตลาดทางเหนือมีอะไรอร่อยบ้างหรือเจ้าคะ?”


อวี้เหวินกล่าวยิ้มๆ “ปลาเผาของแม่นางกวนซาน บัวลอยสุราดอกกุ้ยฮวาของป้าหวัง ขนมแป้งทอดของถังเอ้อร์ส่าจือ…มากมายนับไม่ถ้วน เจ้าอย่ากินเยอะเกินไปก็แล้วกัน”


อวี้ถังอดตื่นเต้นไม่ได้ “ครั้งหน้าต้องพาท่านแม่มาด้วยนะเจ้าคะ!”


อวี้เหวินแย้มยิ้ม “ยามที่ข้าและมารดาของเจ้าแต่งงานกันใหม่ๆ เคยมาที่นี่สองครั้งแล้ว ภายหลังร่างกายมารดาของเจ้าไม่ค่อยแข็งแรง ข้าจึงไม่กล้าพานางออกมา ทั้งเพราะเจ้า ข้ากลัวนางจะเป็นห่วง จึงไม่พาเจ้าออกมาด้วยเช่นกัน”


ทั้งสามคนคุยเล่นกันไป ก่อนจะออกจากประตูอู่หลิน


อวี้ถังคาดไม่ถึงว่าตลาดกลางคืนประตูเหนือจะไกลจากที่พวกเขาพักถึงขนาดนี้ เดินจนเท้าปวดไปหมด


อวี้หย่วนเห็นฝูงชนเดินเบียดเสียดจนแทบแทรกเข้าไปไม่ได้ ใช้เวลากว่าค่อนวันจึงหาร้านอาหารที่มีที่นั่งแห่งหนึ่งได้ กล่าวปรึกษากับอวี้เหวิน “พวกเราพักกันสักหน่อยดีหรือไม่?”


อวี้เหวินลังเลอยู่บ้าง กล่าวเสียงเบา “การค้าคึกคักเช่นนี้ ร้านของพวกเขากลับไม่มีคน แสดงว่าของอาจจะไม่อร่อย พวกเราเดินไปข้างหน้าอีกหน่อยดีกว่ากระมัง?”


พวกเขาไม่อาจนั่งร้านคนอื่นเฉยๆโดยไม่สั่งของอะไรได้กระมัง?


อวี้ถังก็คิดเช่นนั้น เพียงแต่ขณะที่นางกำลังจะพูด เงยหน้าขึ้น ก็พบกับเผยเยี่ยนและโจวจื่อจินยืนอยู่ข้างร้านอาหาร


[1] คลองต้าอวิ้นเหอ เป็นคลองขุดเพื่อให้เดินเรือได้สะดวก ทั้งเชื่อมต่อดินแดนภาคเหนือและใต้เข้าด้วยกัน


[2] เรืออูเผิง เป็นยานพาหนะทางน้ำที่เป็นเอกลักษณ์ของพื้นที่เจียงหนาน โดยมีการทากันสาดเรือเป็นสีดำ ตัวเรือแคบเล็ก หลังคาเตี้ย


[3] ต้นไหว เป็นไม้ดอกยืนต้นชนิดหนึ่ง มีดอกสีขาว


[4] อู๋เยวี่ย ชาวพื้นเมืองโบราณที่เคยอาศัยในเจ้อเจียง


[5] ชุดต่วนหรู เป็นชุดฮั่นฝู (ชุดของชาวฮั่น) ชนิดหนึ่ง เสื้อตัวบนจะยาวไม่เกินเข่า ใส่คู่กับกระโปรงยาวคล่องตัว


ตอนที่ 37: ตลาดกลางคืน


นี่มันชะตากรรมอะไรของนาง?


ไม่ใช่ว่าเผยเยี่ยนอยู่ที่เรือนหรูหราตรงเขาเฟิ่งหวงไม่ก็ที่สะพานเหมยเจียหรอกหรือ? เขาถ่อมาตลาดพื้นๆทางเหนือทำไมกัน?


อวี้ถังเบิกตาค้างอย่างตกตะลึง


เผยเยี่ยนก็คล้ายจะคาดไม่ถึงเช่นกัน เบิกตากว้างมองนาง


ทั้งสองคนชะงักอยู่เช่นนั้นท่ามกลางผู้คนที่เดินกันขวักไขว่ เจ้ามองข้า ข้ามองเจ้า ไม่มีใครปริปากพูด ยิ่งไม่ต้องถามเรื่องทักทาย


ยังคงเป็นโจวจื่อจินที่เห็นอวี้เหวิน “ไอหยา นี่ไม่ใช่อวี้ซิ่วไฉหรอกรึ? ไฉนท่านจึงมาอยู่ที่นี่?”


ขณะที่เขาพูดก็ปราดสายตามองอวี้ถังแวบหนึ่ง


อวี้ถังสวมชุดคลุมเนื้อหยาบสีฟ้าปักดอก ทั้งใช้ผ้าคลุมผมไว้ มองแวบๆ คล้ายกับสาวชาวบ้านที่เข้าเมืองมาดูความคึกคัก มีเพียงมือที่ขาวเนียนโผล่ออกมาให้เห็นเท่านั้น งดงามราวกับดอกอวี้หลันที่เพิ่งออกดอกเบ่งบาน


อวี้เหวินก็คาดไม่ถึงเช่นกันว่าจะพบกับเผยเยี่ยนและโจวจื่อจินที่นี่ เขารู้สึกดีใจที่ได้พบคนรู้จักที่นี่ “โจวจ้วงหยวน นายท่านสาม! บังเอิญเสียจริง! ข้าคิดว่าในเมื่อมาเมืองหังโจว ก็ควรมาเดินเล่นตลาดกลางคืนทางเหนือเสียหน่อย จึงพาหลานชายและลูกสาวมา พวกท่านก็มาตลาดทางเหนือเช่นกันรึ? พวกท่านมาด้วยกันแค่สองคนหรือ?”


เผยเยี่ยนผงกศีรษะอย่างเรียบนิ่ง


โจวจื่อจินกลับกระตือรือร้นกว่ามาก เอ่ยทั้งรอยยิ้ม “พวกเราพักอยู่ตรงสะพานเหมยเจียด้านนั้น สะพานเหมยเจียห่างจากที่นี่ไม่มาก ข้าก็ไม่ได้มาหลายปีแล้ว จึงลากสยากวงออกมาเที่ยวเล่น” ขณะที่เขาพูดก็มองอวี้ถังไปอีกครั้ง


เขามีความประทับใจต่อคุณหนูผู้นี้ไม่น้อย


คนที่หน้าตาสะสวย ใช่ว่าเขาไม่เคยพบมาก่อน แต่คนอย่างอวี้ถัง ผู้ที่สามารถทำให้สองพี่น้องยินยอมมอบใจ ทำให้ชายหนุ่มตะโกนก้องว่าจะแต่งเข้าบ้านเป็นลูกเขยของพวกเขา นับว่าเพิ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรก


ทั้งอวี้ถังที่เขาเห็นครั้งนี้กลับแตกต่างจากครั้งก่อน


ครั้งที่แล้ว แม้ว่าอวี้ถังจะแต่งตัวธรรมดา กลับเป็นหญิงสาวที่พาให้คนตาเป็นประกาย งดงามจนไม่อาจละสายตา ครั้งนี้แต่งกายราวกับสาวบ้านนอก ทว่ากลับยากจะปกปิดความพริ้มพราย เห็นได้ชัดว่าเด็กสาวผู้นี้มีบุคลิกกิริยาที่งดงามเป็นของตัวเอง ไม่ว่าจะแต่งหน้าทำผมอย่างไรก็ไม่อาจทำลายความโดดเด่นของนางได้


โจวจื่อจินอดถามอวี้เหวินไม่ได้ “แม่นางน้อยผู้นี้เป็นลูกสาวของสกุลพวกท่านจริงๆรึ?”


อวี้เหวินไม่รู้ว่าเหตุใดเขาจึงถามเช่นนี้ อดหัวเราะไม่ได้ “หรือไม่ใช่อย่างนั้นรึ?”


โจวจื่อจินหัวเราะ “ข้าเพียงเสียดายอยู่บ้างเท่านั้น ท่านคงไม่รู้ ช่วงนี้ข้ากำลังวาดภาพสิบสองสาวงาม…”


คนงามย่อมงามจากภายในหาใช่ใบหน้า


หากสาวน้อยผู้นี้ไม่ใช่ลูกสาวของสกุลอวี้ก็คงจะดี


เขาจะได้สามารถควักเงินจำนวนหนึ่งเพื่อขอนางออกมาเป็นแบบวาดภาพได้


เผยเยี่ยนที่อยู่ด้านข้างรู้ว่าโจวจื่อจินนั้นเป็นคนที่คลั่งไคล้การวาดภาพ เพราะเรื่องนี้ถึงกระทั่งลาออกจากหกกรมไม่ว่า แต่เมื่อเห็นสาวงามหรือเด็กตัวน้อยๆ ดวงตาก็จะคล้ายถูกตรึงเอาไว้ ไม่อาจขยับไปไหนได้


เขาขมวดคิ้วอย่างไม่พอใจนัก ไม่รอให้โจวจื่อจินได้พูดจนจบก็เอ่ยเสียงทุ้มกับอวี้เหวิน “นายท่านอวี้เพิ่งมาหรือกำลังจะไปแล้ว?”


อวี้เหวินก็เดาคำพูดที่กล่าวไม่จบของโจวจื่อจินได้เช่นกัน เขาพาลูกสาวออกมาเผยหน้าค่าตาเป็นเรื่องหนึ่ง ให้คนวาดภาพลูกสาวก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง เขามองเผยเยี่ยนอย่างซาบซึ้งไปที “พวกเราเพิ่งมา! นายท่านเผยและโจวจ้วงหยวนเพิ่งมาหรือเตรียมจะกลับแล้ว? อยากจะไปเดินเที่ยวกับพวกเราหรือไม่?”


เผยเยี่ยนกลับเอ่ยว่า “ไม่เป็นไร ตลาดแห่งนี้ควันไฟคละคลุ้ง ร้อนอบอ้าว ข้าเดินดูเป็นเพื่อนเขาก็พอ…”


โจวจื่อจินรีบขัด “สยากวง ในเมื่อออกมาแล้ว เจ้าก็อย่าทำตัวน่าเบื่อเลย พบคนรู้จักไกลบ้านเช่นนี้ นับเป็นเรื่องที่น่ายินดี มิสู้พวกเราเดินเที่ยวด้วยกัน”


อวี้เหวินมองออกว่าเผยเยี่ยนไม่ค่อยยินดีนัก ไม่ทันได้พูดปฏิเสธออกมา ก็ถูกโจวจื่อจินคว้าไหล่ ผลักให้เดินไปด้านในอย่างไร้ทางโต้แย้ง “ไป! ต้นปียามที่ข้ามา กินขนมแป้งทอดของร้านถังเอ้อร์ส่าจื่อไปครั้งหนึ่งก็ลืมไม่ลงจนถึงวันนี้ ครั้งนี้ข้ามาตลาดประตูเหนือก็เพื่อขนมแป้งทอดนี่แหละ”


อวี้เหวินกลับชอบนิสัยเป็นกันเองของโจวจื่อจินมาก เขาครุ่นคิดและรู้สึกว่าทุกคนไปด้วยกันก็คงดีไม่น้อย ยิ่งกว่านั้นโจวจื่อจินและเผยเยี่ยนล้วนเป็นคนที่มีฐานะหน้าตา ย่อมไม่อาจพูดอะไรที่เขาพาลูกสาวออกมาเที่ยวตลาดกลางคืน จึงตัดสินใจตามโจวจื่อจินเดินไปด้านใน ทั้งคุยกับเขาไปพลาง “ข้ายังคิดว่าท่านจะชอบกินบัวลอยสุราดอกกุ้ยฮวาเสียอีก ท่านเป็นคนเมืองหนานทงไม่ใช่รึ? คนทางใต้อย่างพวกเราล้วนชอบกินสิ่งนี้ทั้งนั้น”


“ข้าเป็นคนทางใต้! แต่เกิดในเมืองหลวง ทั้งเติบโตในเมืองหลวง” โจวจื่อจินกล่าวด้วยรอยยิ้ม “แต่ข้าชอบกินอาหารประเภทเส้น!”


คุยกันไม่กี่คำ เงาของทั้งสองก็แทบกลืนไปกับฝูงชน


อวี้หย่วนรีบเรียกอวี้ถัง “เจ้ามาเดินข้างหน้าข้า จะได้ไม่พลัดหลง”


อวี้ถังมองเผยเยี่ยนที่ทำสีหน้าอึมครึม ก็จัดแจงผมอย่างไม่เป็นตัวเองอยู่บ้าง เวลานี้จึงค่อยทำตามที่อวี้หย่วนบอก เดินอยู่ด้านหลังอวี้เหวิน


ด้านหน้ามีการแสดงละครลิงอยู่


อวี้เหวินและโจวจื่อจินเบียดเข้าไปดู ทั้งกวักมือเรียกอวี้ถังเช่นกัน


สีหน้าของเผยเยี่ยนบูดบึ้งยิ่งกว่าเก่า


อวี้ถังกับอวี้หย่วนกลับสนใจเป็นอย่างมาก


อวี้หย่วนคว้าแขนเสื้ออวี้ถังก่อนจะเบียดเข้าไปด้านใน


อวี้ถังอดมองเผยเยี่ยนแวบหนึ่งไม่ได้


เขาสวมชุดคลุมเนื้อหยาบสีคราม ยังคงไม่มีเครื่องประดับหรือแขวนห้อยอะไร ใบหน้าขาวกระจ่าง หน้าตาหล่อเหลา เผยท่าทีเคร่งขรึม เดินประสานมือไพล่หลังอยู่หน้าแผงลอยของตลาดท่ามกลางผู้คนมากมาย กระนั้นกลับสามารถพาความเงียบเหงาเข้ามาแทนที่ความสดใสอย่างง่ายดาย


คนผู้นี้ช่างสันโดษเสียจริง!


อวี้ถังตรึกตรองในใจ ก่อนจะทิ้งเรื่องนายท่านสามสกุลเผยไว้ด้านหลัง ไปดูละครลิงกับอวี้หย่วนอย่างครื้นเครง


แต่ว่า เพียงดูสักพักหนึ่ง อวี้ถังก็เริ่มรู้สึกไม่ดีขึ้นมาอยู่บ้าง


ดวงตาสีดำของลิงน้อยนั้นสุกสกาว ยามที่มองคนก็คล้ายมีอะไรอยากจะพูด ร่างกายที่ผอมเล็กปกคลุมไปด้วยขนสีเหลืองเบาบาง เคลื่อนไหวคล่องแคล่ว เจ้าของให้ทำอะไรมันก็ทำอย่างนั้น ยังรู้จักประสานมือทักทายขอของกินจากคน น่ารักไม่หยอก ทว่าที่คอของมันกลับถูกคล้องด้วยโซ่เหล็ก อาจจะเพราะตอนรัดห่วงลิงโตแล้ว ขนรอบคอจึงร่วงไปหมด ยิ่งมันเชื่อฟังเชื่องขึ้นมากเท่าใด นางก็ยิ่งทนดูไม่ได้เท่านั้น


ลิงพวกนี้เติบโตในป่าใหญ่ ถูกคนเหล่านี้จับตัวมาฝึกละคร ต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อขอความเมตตาจากมุนษย์จึงจะค่อยได้กินอิ่ม มีชีวิตอยู่ต่อไปได้


นางรู้สึกหดหู่ในใจ ดึงแขนเสื้ออวี้หย่วน ก่อนจะกระซิบข้างหูเขา “พวกเราอย่าดูเลยดีกว่า ตอนกลางวันพวกเรากินเนื้อแห้งรองท้องเท่านั้น ข้าหิวแล้ว พวกเราไปหาอะไรกินเสียหน่อยเถิด”


ลิงน้อยตัวนั้นกำลังแสดงการระบำสะบัดธง อวี้หย่วนมองด้วยความสนใจ เอ่ยแบบขอไปที “เจ้ารอเดี๋ยวก่อน ข้าดูจบแล้วจะไปหาของกินกับเจ้า”


อวี้ถังคิดว่าแขนขาของลิงน้อยพวกนี้เดิมทีก็ควรอยู่บนพื้น ตอนนี้กลับถูกบังคับให้ยืนสองขา…ยิ่งทนดูไม่ได้ กล่าวด้วยท่าทีหม่นหมอง “เช่นนั้นท่านพี่อยู่ดูเถิด ข้าจะรอเจ้าด้านนอก”


อวี้หย่วนได้ยินพลันดึงสติกลับมา รีบกล่าว “เช่นนั้นข้าไม่ดูแล้ว ไปรอท่านอาเป็นเพื่อนเจ้าดีกว่า”


อวี้เหวินก็ยังไม่ได้กินข้าวเย็น


อวี้ถังผงกศีรษะ เบียดออกไปกับอวี้หย่วน


อวี้หย่วนไปตามอวี้เหวิน


อวี้ถังกวาดสายตาแวบเดียวก็พบเผยเยี่ยนยืนอยู่ใต้ต้นไม้ด้านข้าง


เขาไม่ไปดูละครลิง แต่กลับยืนนิ่งเงียบอยู่ใต้ต้นไม้


อาจจะเป็นเพราะรู้สึกได้ว่าอวี้ถังกำลังมองเขาอยู่ เขาจึงหันมามองอวี้ถังแวบหนึ่ง


อวี้ถังส่งยิ้มเป็นมารยาทให้เขา


เขากลับแสดงสีหน้าเรียบนิ่งหันกลับไป


อวี้ถังถูกกระตุ้นโทสะไม่น้อย


คนผู้นี้มันอะไรกัน?


มองไม่ออกหรืออย่างไร?


นางแสดงความเป็นมิตรกับเขาก่อน คาดไม่ถึงว่าเขาจะทำท่าทีเช่นนี้!


ในหัวอวี้ถังดัง ‘วิ้งๆ’ ขึ้นมา ใช้เวลาพักใหญ่กว่าจะดึงสติกลับมาได้


อวี้เหวิน อวี้หย่วนและโจวจื่อจินเดินเข้ามา


โจวจื่อจินกล่าวอย่างรู้สึกผิด “ข้าไม่รู้ว่าพวกท่านยังไม่ได้กินมื้อเย็น ข้าเลี้ยงเอง พวกท่านอยากกินอะไร?” ประโยคสุดท้ายกลับถามอวี้ถัง


อวี้ถังจะกล้าไปกินข้าวที่โจวจื่อจินเลี้ยงเปล่าๆได้อย่างไร รีบกล่าวเป็นมารยาท “ท่านอย่าได้เกรงใจ ข้ากินอะไรก็ได้ทั้งนั้น”


โจวจื่อจินได้ยินก็กล่าวด้วยรอยยิ้ม “เช่นนั้นพวกเราไปกินปลาเผาของแม่นางกวนซานกันดีหรือไม่? ข้ากินครั้งที่แล้ว รู้สึกว่าไม่เลวเลย”


คนเจียงหนานชอบกินปลาอยู่แล้ว


อวี้ถังรู้สึกดีกับโจวจื่อจินขึ้นมาโดยพลัน ส่งยิ้มขอบคุณโจวจื่อจิน


โจวจื่อจินโบกมือ “เรื่องพวกนี้เป็นเรื่องเล็กน้อย…” พูดถึงตรงนี้ เขาก็หยุดชะงัก


เผยเยี่ยนเรียก ‘จื่อจิน’ ขึ้นมาอย่างเยือกเย็น “ตอนเย็นเจ้ากินปลาปักเป้าย่างไปหนึ่งกิโล เจ้ายังกินได้อีกรึ?”


“ไอหยา! ทำไมจะกินไม่ได้กัน” โจวจื่อจินกล่าวทันที “ข้าเดินมาเกือบค่อนวัน ปลาปักเป้าย่างนั่นไม่รู้ไปอยู่ที่ใดแล้ว แน่นอนว่าต้องไปลิ้มรสปลาเผาของร้านแม่นางกวนซาน” ขณะที่เขาพูด ก็กล่าวอย่างสงสัย “หรือเจ้าจะไม่กิน?”


เผยเยี่ยนบอกปัดอย่างรังเกียจ “ไม่กิน!”


สายตาของพวกอวี้ถังล้วนพุ่งเป้าไปที่โจวจื่อจิน


โจวจื่อจินเอ่ยอย่างร้อนใจ “อย่างไรข้าก็เป็นแขก! สยากวง ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลหรือความรู้สึก อย่างไรเจ้าก็ควรไปเป็นเพื่อนข้า!”


เผยเยี่ยนชำเลืองสายตามองเขาไปที ก่อนจะเดินตรงไปข้างหน้าอย่างไม่อ้อมค้อม “เจ้าไม่ใช่พูดว่าจะกินปลาเผาของแม่นางกวนซานหรอกรึ? ยังไม่มาอีก!”


“เข้าใจแล้ว เข้าใจแล้ว” โจวจื่อจินตามไปทันที


อวี้เหวินส่ายศีรษะ พาอวี้หย่วนและอวี้ถังตามไปเช่นกัน


อวี้ถังกระซิบถามอวี้เหวิน “ท่านพ่อ พวกเราจำเป็นต้องตามไปด้วยหรือเจ้าคะ?”


ท่าทีของเผยเยี่ยนเสียมารยาทเกินไปแล้ว นางรู้สึกว่านางตามไปย่อมกินข้าวไม่ลง


อวี้เหวินกล่าว “อย่างไรพวกเราก็ต้องไปกินข้าว มิสู้ไปกินที่ร้านของแม่นางกวนซาน บะหมี่แห้งของพวกเขาก็รสชาติไม่เลว ครั้งที่แล้วข้ายังพูดกับแม่เจ้าว่า อยากให้ป้าเฉินเรียนไว้หน่อย ปรากฏว่าไม่ว่าอย่างไรป้าเฉินก็ทำไม่เหมือน”


ก็ได้!


อวี้ถังตัดสินใจแล้ว เพื่ออาหารเลิศรส อย่างไรก็อดทนเสียหน่อยเถิด


ร้านปลาเผาของแม่นางกวนซานยังนับว่าค่อนข้างกว้าง กระนั้นคนก็นั่งเบียดเสียดกันอยู่มากมาย


โจวจื่อจินทำท่าเป็นผู้ดี ควักเงินออกมาตรงๆให้คนมอบโต๊ะแก่พวกเขา


ทุกคนเตรียมจะนั่งลง ไม่รู้ว่าเผยเยี่ยนควักผ้าเช็ดหน้าสีขาวผืนหนึ่งมาจากไหน เช็ดตรงที่เขาจะนั่งอย่างละเอียดลออไปทีหนึ่ง


อวี้ถังเห็น ก็แอบลูบโต๊ะเล็กน้อย


โต๊ะตัวนั้นแม้จะดูเก่า ภายใต้แสงไฟคล้ายส่องมันวาว แต่เมื่อลูบดูกลับสะอาดไม่น้อย อย่าพูดถึงคราบน้ำมันเลย กระทั่งเศษฝุ่นก็ไม่มีให้เห็น


นางนั่งลงอย่างวางใจ ก่อนเผยเยี่ยนจะเริ่มเช็ดโต๊ะอีกครั้ง


โจวจื่อจินทนไม่ไหว “สยากวง เจ้าอย่าพิถีพิถันขนาดนี้ได้หรือไม่?”


เผยเยี่ยนเม้มปาก ยังคงเช็ดโต๊ะจนเสร็จ


โจวจื่อจินจนใจ จึงหันไปหารือกับอวี้เหวิน สั่งอาหารขึ้นชื่อของร้านมา


เป็นที่รู้จักในตลาดกลางคืนแห่งนี้ได้ย่อมต้องมีชื่อเสียงสมคำร่ำลือ


ปลาเผากรอบหอมมัน บะหมี่แห้งคลุกพริกน้ำมัน ขาหมูก็ไม่เลี่ยนเกินไป น้ำแกงเห็ดหูหนูหวานกลมกล่อม…อวี้ถังนั้นกินอย่างเอร็ดอร่อย ด้านโจวจื่อจินก็ชมไม่ขาดปาก


เผยเยี่ยนกลับนั่งอยู่ตรงนั้น ไม่แตะอาหารแม้แต่คำเดียว


โจวจื่อจินแสร้งกระซิบกล่าวถึงเขากับอวี้เหวิน “ท่านดู ช่างเป็นคนที่น่าเบื่อจริงๆ! วันนี้หากไม่เจอพวกท่าน แม้ข้าจะกินของเลิศรสปานใดเข้าไปก็คงกลายเป็นก้อนหินถ่วงในใจข้าอยู่ดี”


อวี้เหวินเห็นว่าเผยเยี่ยนนั่งอยู่สบายๆตรงนั้น กลับคล้ายต้นสนที่ยืนตระหง่านท่ามกลางหิมะ แผ่ความทระนงออกมาจากภายในอย่างเลือนราง รู้สึกว่าโจวจื่อจินกล่าวไม่เหมาะสมกับเผยเยี่ยนอยู่บ้าง


“ทุกคนล้วนมีนิสัยเฉพาะตัวต่างกันไป สหายที่ดีย่อมไม่ควรสร้างความอึดอัดใจต่อกัน” อวี้เหวินเอ่ยด้วยรอยยิ้ม ยกแก้วสุราไปทางโจวจื่อจิน “แก้วนี้ข้าดื่มให้กับท่าน”


โจวจื่อจินหัวเราะ ก่อนจะทิ้งเรื่องพวกนั้นไว้ด้านหลัง


เผยเยี่ยนกลับไม่อาจควบคุมสายตาตัวเองได้ มองไปยังอวี้ถังที่นั่งอยู่ตรงข้ามเขา


[1] ดอกอวี้หลัน ดอกแมกโนเลีย


ตอนที่ 38: ปล่อยวาง


อวี้ถังกำลังกัดขาหมู


เดิมทีนางใช้ตะเกียบแต่ภายหลังพบว่าใช้ตะเกียบไม่สะดวกนัก ขาหมูร่วงตกลงมาครั้งแล้วครั้งเล่า คนด้านข้างล้วนใช้มือกัดอย่างเอร็ดอร่อย นางมองไปรอบกาย พบว่าคนพวกนี้เอาแต่ดื่มสุราคุยโวเท่านั้น ไม่มีใครสังเกตเห็นว่าสาวน้อยอย่างนางติดตามบิดาและพี่ชายมากินข้าวด้วย จึงค่อยวางใจลง แอบวางตะเกียบลงเปลี่ยนเป็นใช้มือแทน


มีสองมือช่วย ขาหมูพวกนั้นก็ถูกนางแทะจนเกลี้ยง


เผยเยี่ยนกำลังมองมืออวี้ถังอยู่


มือของอวี้ถังนั้นงดงาม ผิวขาวละเอียด นิ้วมือเรียวยาว ขนาดพอเหมาะ ไม่มีตำหนิแม้แต่น้อย


แต่ยามนี้ มือที่สวยงามทั้งสองข้างกลับเปื้อนไปด้วยพริกสีแดง มันเยิ้ม ทั้งสะท้อนแสง


ราวกับไข่มุกที่ถูกฝุ่นปกคลุม ราวกับหยกพิสุทธิ์ที่ถูกไฟลน พาให้คนมองรู้สึกไม่สบายตาขึ้นมา


กระทั่งเผยเยี่ยนเองก็ไม่รู้ตัวว่าเขาได้เริ่มจ้องอวี้ถังตั้งแต่เมื่อใด


อวี้ถังกำลังเคี้ยวขาหมูด้วยความพอใจ กลับรับรู้ถึงสายตาที่มีอานุภาพมองมายังตน


นางเงยหน้าขึ้นก็พบกับใบหน้าเย็นชาของเผยเยี่ยนที่แฝงด้วยความโมโหอย่างเลือนราง


อวี้ถังงุนงง


ไฉนเขาจึงมองตนเองเช่นนี้?


เมื่อครู่นางไม่ได้ทำอะไรเสียหน่อย!


นางกินไม่น่ามอง?


หรือนางแต่งตัวไม่เหมาะสม?


อวี้ถังก้มลงสังเกตตัวเอง


จากนั้นก็ค้นพบอย่างน่าตกใจว่า บนเสื้อของนางมีน้ำมันเปื้อนหยดหนึ่ง


ไฉนจึงเป็นเช่นนี้?


อวี้ถังรู้สึกว่าตัวเองเลอะเทอะไปอยู่บ้าง


นางยกขาหมูมองไปยังเผยเยี่ยน คิดว่าตัวเองควรจะอธิบายอะไรให้เขาฟังเสียหน่อย


แต่ไม่ทันที่นางจะเอ่ยปาก เผยเยี่ยนก็ย้ายสายตาไปทางอื่นอย่างเรียบนิ่ง


อวี้ถังกะพริบตาปริบๆ


เผยเยี่ยน นี่คือเขาเกลียดชังนางรึ?


อวี้ถังพลันรู้สึกน้อยใจเป็นอย่างยิ่ง


ม้ายังมีคราวที่ทำฮ่องเต้พลัดหล่น คนก็มียามที่พลาดพลั้ง…วันนี้ทั้งวันนางล้วนไม่ได้กินอะไรจริงๆจังๆ เห็นของอร่อยเช่นนี้ ไหนเลยจะทำเป็นมองไม่เห็น ควบคุมตัวเองได้? อีกอย่าง นี่เป็นตลาดกลางคืน มากินของอร่อยที่ตลาดกลางคืนย่อมต้องตื่นเต้นเป็นธรรมดาไม่ใช่หรือ?


เมื่อครู่นางยังตื่นตะลึงในอาหารเลิศรส ช่วงพริบตาเดียวกลับทำให้นางหมดความอยากอาหาร


เฮ้อ!


นางรู้อยู่แล้ว นางและนายท่านสามสกุลเผยผู้นี้ไม่ถูกชะตากัน ขอเพียงแค่พบกันย่อมไม่เกิดเรื่องดีอันใด ยิ่งไม่ต้องพูดถึงภาพลักษณ์ของนางเมื่ออยู่ต่อหน้าเขาเป็นอย่างไร!


อวี้ถังนึกโกรธตัวเองอยู่ในใจ ทว่าจู่ๆ เผยเยี่ยนก็หันหน้ากลับมา ขมวดคิ้ว ก่อนจะควักผ้าเช็ดหน้าผืนหนึ่งออกจากเสื้อทิ้งลงเบื้องหน้านาง “เช็ดเสีย!”


นางตกตะลึง


อวี้หย่วนกำลังรินสุรา อวี้เหวินที่กำลังยกแก้วดื่ม ทั้งโจวจื่อจินที่ได้ยินล้วนหันมามอง


อวี้เหวินและโจวจื่อจินหัวเราะขึ้นมา อวี้เหวินถึงขนาดชี้ไปที่มุมปากของอวี้ถัง “มีต้นหอมติดอยู่”


อวี้ถังเบิกตาโต “ท่านพ่อ มีใครเขาทำแบบท่านกัน?”


อวี้เหวินไม่เข้าใจ “ข้าทำไม?” ขณะที่พูด มือก็ชี้ที่มุมปากของตัวเอง บอกเป็นนัยให้อวี้ถังรีบเช็ดปาก


มีคนนอกอยู่มากมาย เขาจะแอบกระซิบบอกนางเป็นการส่วนตัวมิได้เชียวรึ?


อวี้ถังฉุนขึ้นมา รู้สึกว่าผ้าเช็ดหน้าที่เผยเยี่ยนทิ้งไว้ให้นางคล้ายเป็นเข็มแหลมที่ทิ่มแทง อย่าพูดถึงหยิบมาใช้เลย แต่แค่เห็นก็ไม่สบายตาแล้ว


นางควักผ้าเช็ดหน้าของตัวเองออกมา เช็ดมุมปากไปแรงๆ จากนั้นก็เช็ดไม้เช็ดมือไปด้วย ปล่อยให้ผ้าเช็ดหน้าสีขาวทิ้งอยู่บนโต๊ะเช่นนั้น


เผยเยี่ยนค่อยโล่ง.อก รู้สึกอารมณ์ดีขึ้นมาบ้าง


อวี้เหวินและโจวจื่อจินหัวเราะอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะทิ้งเรื่องนี้ไปแล้วดื่มสุราของพวกเขาต่อ พูดคุยสัพเพเหระ อวี้หย่วนที่นั่งอยู่ข้างกาสุราก็นั่งฟังพวกเขาด้วยท่าทีสนใจ


อวี้ถังดึงสายตากลับมาจากเผยเยี่ยน กัดขาหมูต่ออีกครั้ง


สายตาของเผยเยี่ยนหยุดอยู่ที่เสื้อของนาง


อวี้ถังมุมปากกระตุก


เขาจะเอาอย่างไรกันแน่


มิใช่ว่าเป็นผู้ชาย หากเรื่องอะไรไม่เหมาะสมก็ไม่ควรดูหรอกหรือ? เขาแสร้งทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นจะเป็นไรไป?


อวี้ถังกระทืบเท้าอยู่ในใจอย่างโมโห


นางว่าแล้ว เขาต้องเป็นคนใจแคบ เอาแต่จับผิดข้อเสียของคนอื่น อย่าพูดถึงเรื่องอื่นเลย นางและเขาก็นับว่าพบกันหลายครั้งแล้ว แต่เขาเคยเผยรอยยิ้มให้ใครเห็นบ้างกัน?


ทั้งยังคิดว่าตัวเองถูกอยู่ตลอดเวลา


ครั้งแรกพบนาง คิดว่านางจะหลอกเอาเงิน ครั้งที่สองพบนาง คิดว่านางเป็นนักต้มตุ๋น ครั้งที่สามพบนาง คิดว่านางเป็นหญิงใจง่าย…นึกถึงเรื่องพวกนี้ อวี้ถังก็คล้ายกับลูกหนังที่ถูกเข็มทิ่มแทง


อย่างไรก็ตาม คาดว่าในสายตาของเขา นางก็คงไม่ใช่คนดีอะไร


ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขาแตกต่างราวฟ้ากับดิน แม้ว่านางจะไม่ใช่คนดี แล้วจะเกี่ยวกับเขาตรงไหนกัน?


พออวี้ถังคิดเช่นนี้ ก็รู้สึกดีขึ้นมาในชั่วพริบตา


นางไม่จำเป็นต้องวิตกกับผลได้ผลเสียของตัวเองเช่นนี้ ช่วงเวลานี้ก็เพียงบังเอิญพบเผยเยี่ยนบ่อยขึ้นเท่านั้น ชาติก่อน นางใช้ชีวิตอยู่ที่หลินอันกว่ายี่สิบปีก็ไม่เคยพบเขาแต่อย่างใด


เห็นได้ว่าไม่มีเผยเยี่ยน นางก็สามารถใช้ชีวิตอย่างดีได้


เช่นนั้นเผยเยี่ยนจะมองนาง คิดกับนางอย่างไร แล้วมันจะอย่างไร?


ไยนางจะต้องสิ้นเปลืองความคิดกับคนที่แทบไม่มีความเกี่ยวข้องกัน?


อวี้ถังรู้สึกว่าตัวเองคิดตกแล้ว


นางสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะเริ่มกัดขาหมูอีกครั้ง


อาหารร้านแม่นางกวนซานอร่อยจริงๆ!


หากครั้งหน้ามีคนถามขึ้นมา นางย่อมจะบอกแน่ ร้านของแม่นางกวนซาน นอกจากปลาเผา ยังมีขาหมู แน่นอนว่าบะหมี่แห้งของพวกเขาก็เลิศรสเช่นกัน


อวี้ถังฟื้นฟูความสดใสและความกระตือรือร้นก่อนหน้ากลับมาอีกครั้ง


เผยเยี่ยนแทบจะถลึงดวงตาออกมา


เด็กสาวผู้นี้ ไฉนจึงไม่สนใจอะไร นอกจากคำพูดแล้วก็ล้วนมองอย่างอื่นไม่ออก


กินจนมือเลอะไปด้วยน้ำมัน มีเด็กสาวเช่นนี้ที่ไหนกัน?


แต่อวี้ถังที่วางภาระในใจลง กลับไม่มีความกังวลอะไรแล้ว


นางไม่เพียงใช้มือกัดขาหมู แต่ยังยืนดื่มบัวลอยสุราดอกกุ้ยฮวาข้างแผงร้านค้า เดินไปพลาง กินน้ำตาลปั้นไปพลาง ชิมเนื้อลา ลงเดิมพันทั้งสองฝั่ง…เผยเยี่ยนอยากจะจ้องนางเท่าใดก็ให้จ้องไป นางไม่ใช่คนของสกุลเผยที่หากจะใช้เงินค่าขนมของเขา ก็ต้องให้เกียรติเขาเสียหน่อย


คืนนี้ นางมีความสุขกว่าคืนไหนๆ


นี่คงเป็นความสุขของท่านพ่อและท่านแม่กระมัง?


อวี้ถังประคองบิดาที่ดื่มจนเมา ครุ่นคิดอย่างพอใจ


ออกมาครั้งนี้ พอกลับไปหลินอันแล้ว นางคงจะไม่ได้ออกมาเที่ยวเล่นง่ายๆแล้ว ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการออกมาเดินเล่นกับบิดาเช่นนี้


ต่อไปคงยากที่จะมีความสุขเช่นนี้แล้วกระมัง?


อวี้ถัง บิดาและพี่ชายเดินทอดน่องอย่างช้าๆบนถนนเสี่ยวเหอ ลมยามราตรีพัดโชยผ่านใบหน้านาง พกพาความเย็นของต้นฤดูใบไม้ร่วง ทำให้คนที่เพิ่งผ่านอากาศร้อนอบอ้าวอย่างยาวนานรู้สึกเย็นสบายขึ้นมา


ความสุขล้นย่อมพาความทุกข์ยากมาภายหลัง


อวี้ถังกลับถึงโรงเตี๊ยม ล้างหน้าสางผม ล้มตัวนอนไม่ทันไร ก็เริ่มปวดท้องขึ้นมา


นางสะดุดใจเล็กน้อย ในหัวปรากฏภาพพวกเผยเยี่ยนที่เนื้อตัวซีดขาวนั่งแผงลอยในตลาดท่ามกลางควันคละคลุ้ง


หรือนางกินมากจนปวดท้อง!


อวี้ถังกุมท้องที่ปวดหนักขึ้นเรื่อยๆ ไปเคาะประตูของอวี้หย่วนทันที


อวี้หย่วนสวมชุดคลุมก่อนจะไปตามหมอมาให้นาง


อาการเมาของอวี้เหวินหายเป็นปลิดทิ้ง


แต่กลางค่ำกลางคืนเช่นนี้ ทั้งพวกเขายังเป็นคนต่างถิ่น ไหนเลยจะหาหมอพบง่ายๆ!


อวี้เหวินไม่มีทางเลือก ทำได้เพียงไปเคาะประตูโรงจำนำของสกุลเผย


ผู้ดูแลของโรงจำนำสกุลเผยแห่งนี้คือน้องชายของเถ้าแก่ถง เถ้าแก่รองถง


เขาและอวี้เหวินรู้จักกัน ได้ยินเช่นนั้นก็ไปหาป้ายชื่อที่เผยเยี่ยนวางไว้ในร้านอย่างเร่งด่วน “หมอหลวงหวังไป๋บังเอิญอยู่ในหังโจวพอดี ข้าจะไปเชิญเขามาดูคุณหนูอวี้เดี๋ยวนี้”


อวี้เหวินขอบคุณซ้ำแล้วซ้ำเล่า สวมรองเท้าตามเถ้าแก่รองถงไปทันที


อวี้ถังกลับใช้ผ้าห่มคลุมหน้า


ป้ายชื่อของนายท่านสามสกุลเผย…พรุ่งนี้เขาย่อมมิวายรู้เรื่องเป็นแน่!


อวี้ถังรู้สึกว่าตัวเองไม่อาจออกไปพบหน้าคนได้


ตอนที่ 39: ปิ่นดอกไม้


อวี้ถังนอนบนเตียงอย่างหมดอาลัยตายอยาก อีกฟากของฉากกั้นห้อง หมอหวังไป๋ผู้ที่ใบหน้าขาวซีด ตัวอ้วนฉุ เผยยิ้มจนแทบมองไม่เห็นดวงตากำลังพูดกับอวี้เหวินอยู่ “ไม่ใช่เรื่องใหญ่อันใด! เด็กผู้หญิง ตั้งแต่เล็กก็ถูกเลี้ยงประคบประหงมในห้องหับ จู่ๆตามเจ้าออกมากินดื่มซี้ซั้ว ท้องไส้จึงรับไม่ไหว ไม่จำเป็นต้องกินยาอะไร งดอาหารสองวันก็เพียงพอแล้ว หลังจากนี้ก็ต้องเพลาๆพวกอาหารเผ็ดลงหน่อย”


อวี้เหวินรู้สึกเสียใจไม่น้อย ค้อมกายผงกศีรษะ กล่าวรับทราบ


หวังไป๋ยังคงจำพวกเขาได้ ถามด้วยรอยยิ้ม “อาการป่วยของนายหญิงพวกเจ้าดีขึ้นแล้วหรือ? เหล่าหยาง คนผู้นั้นอย่ามองว่าเขาหน้านิ่งเย็นชาเลย นั่นเป็นเพราะฝีมือการรักษาของเขายอดเยี่ยม มากความความสามารถ ยาที่เขาจ่ายให้ย่อมไม่มีอะไรผิดพลาด”


แม้ว่าครั้งที่แล้วเขาและหยางโต่วซิงจะไปรักษาอาการป่วยให้คนสกุลเฉิน แต่คนที่จ่ายยากลับเป็นหยางโต่วซิง


อวี้เหวินรีบร้อนกล่าว “ภรรยานั้นสำนึกบุญคุณของท่านทั้งสอง! ไม่กี่วันก่อนยังไปวัดขอพรให้ท่านทั้งสองอยู่สุขกายสบายใจ หากไม่ใช่ว่าท่านทั้งสองกำลังอยู่ในช่วงรุ่งเรืองที่สุดของชีวิต ก็คงจะมอบป้ายอวยพรอายุยืนให้แล้ว!”


“ฮ่าๆ!” หวังไป๋หัวเราะเสียงดัง “ข้าไม่เป็นไรหรอก แต่หยางโต่วซิงกลับหมกมุ่นในชื่อเสียงเกียรติยศ ชอบเรื่องพวกนี้เป็นที่สุด ครั้งหน้าหากเจ้าพบเขา ย่อมต้องบอกเขา ภายนอกเขาอาจทำหน้าเรียบนิ่ง แต่ในใจต้องดีใจจนเนื้อเต้นแน่นอน”


บัณฑิตดูแคลนกัน เพื่อนร่วมอาชีพโค่นล้มกันก็มีไม่น้อย


คำพูดนี้ไม่ว่าใครก็ยากจะรับปาก


อวี้เหวินต่อบทสนทนาอย่างอ้อมแอ้ม “ท่านทั้งสองต่างเป็นคนที่มีภาระรัดตัว สามารถเจอกันหนึ่งครั้งก็นับว่าเป็นวาสนาแล้ว ไหนเลยจะพบเจอบ่อยๆได้”


“นั่นก็ไม่แน่” หวังไป๋กล่าวด้วยรอยยิ้ม “หลายวันมานี้นายหญิงใหญ่สกุลเผยอาการไม่ค่อยดี หยางโต่วซิงนั้นแทบจะอยู่ที่หลินอันแล้ว พวกเจ้ามีเรื่องอันใด ก็สามารถไปขอพบที่จวนสกุลเผยได้”


ครั้งนี้ก็ไม่ใช่ว่าป้ายชื่อของสกุลเผยก็เรียกเขาออกมากลางดึกหรอกรึ?


คนสกุลอวี้ตกตะลึง ก่อนจะดีใจขึ้นมาทันควัน


มีหมอที่มีชื่อเสียงเช่นนี้อยู่ใกล้ๆ แม้บางครั้งอาจจะไม่ได้เรียกหา แต่กลับรู้สึกอุ่นใจขึ้นมา


อวี้เหวินขอบคุณแล้วขอบคุณอีก หยอกหวังไป๋ให้หัวเราะ ก่อนจะส่งเขากลับไป ยามที่กลับมา แม้ว่าจะเป็นต้นฤดูใบไม้ร่วง แต่หน้าผากก็มีเหงื่อผุดพรายเต็มไปหมด “เฮ้อ คนมีชื่อเสียงพวกนี้ คบค้าสมาคมยากคนแล้วคนเล่า”


อวี้หย่วนรีบรินชาให้อวี้เหวิน ก่อนจะขอบคุณเถ้าแก่รองถง


เถ้าแก่รองถงเห็นว่าที่นี่ไม่มีเรื่องอันใดแล้ว ก็กล่าวลาทั้งรอยยิ้ม “หากมีเรื่องอันใดก็ให้เด็กในโรงเตี๊ยมไปส่งข่าวที่ร้านค้าด้านหน้าได้ คนบ้านเดียวกัน พบกันข้างนอกก็ควรให้ความช่วยเหลือกัน ท่านอย่าได้เกรงใจไป”


อวี้เหวินและอวี้หย่วนรีบเอ่ยขอบคุณ ส่งเถ้าแก่รองถงออกจากประตูด้วยตัวเอง “รอสักสองวันคนของพวกเราดีขึ้นแล้ว ข้าจะไปขอบคุณกับนายท่านสามสกุลเผยอีกครั้ง”


นี่ย่อมไม่ใช่เรื่องที่เถ้าแก่รองถงตัดสินใจได้


เขาตอบรับด้วยรอยยิ้ม พูดว่า ‘ดูแลลูกสาวให้ดีๆ’ ก่อนจะกลับไปพักผ่อน


เมื่อรู้ว่าอวี้ถังไม่เป็นอะไรแล้ว ใจที่แขวนกลางอากาศของอวี้เหวินและอวี้หย่วนก็ร่วงลงมา อวี้หย่วนถึงขนาดกล่าวหยอกล้อนาง “ใครใช้ให้เจ้าไม่รู้จักบันยะบันยัง ยามนี้คงรู้จักควบคุมแล้วกระมัง?”


อวี้ถังนอนมองอวี้หย่วนอย่างไร้เรี่ยวแรงอยู่ตรงนั้น


อวี้หย่วนรู้สึกว่านางน่าสงสารอยู่บ้าง เดินไปรินน้ำร้อน ก่อนจะพยุงนางขึ้นดื่มน้ำ


อวี้ถังปิดปากแน่น กล่าวขอร้องกับญาติผู้พี่อย่างน่าสงสาร “ข้าดื่มน้ำไปสองกาแล้ว หากดื่มอีก ท้องคงกลายเป็นถุงหนังใส่น้ำแล้ว”


“สมน้ำหน้า!” อวี้เหวินได้ยินก็กล่าวยิ้มๆ “ใครใช้ให้เจ้าไม่เชื่อฟัง?”


อวี้ถังเถียงกลับเสียงดัง “ข้าไม่เชื่อฟังหรือท่านไม่ได้กำชับข้า ข้าจะไปรู้ได้อย่างไรว่าของพวกนั้นจะร้ายแรงขนาดนี้ ข้ากลับไปจะรายงานท่านแม่ บอกท่านแม่ว่าท่านพาข้าออกมา กลับไม่ดูแลข้า ให้ข้ากินซี้ซั้ว”


“เจ้ากล้ารึ!” อวี้เหวินไม่อยากให้คนสกุลเฉินเดือดเนื้อร้อนใจจริงๆ “หากเจ้ากลับไปกล้าปริปากฟ้องแม่เจ้าแม้แต่คำเดียว คราวหลังข้าไปไหนก็จะไม่พาเจ้าไปด้วยอีกแล้ว”


อวี้ถังส่งเสียงในลำคอแสดงความไม่พอใจ จากนั้นก็ต่อรองกับบิดา “เช่นนั้นท่านกลับไปก็อย่าบอกว่าข้ากินอาหารจากตลาดกลางคืนจนปวดท้อง”


อวี้เหวินงงงัน


อวี้หย่วนหัวเราะ “ท่านอา ท่านตกหลุมพรางอาถังแล้ว นางไม่อยากให้ท่านบอกคนอื่นว่านางกินอาหารจากตลาดกลางคืนจนปวดท้อง”


อวี้เหวินหัวเราะขึ้นมา ดีดหน้าผากอวี้ถัง “เจ้าเด็กมากเล่ห์ ข้าและพี่ชายเจ้าจะปิดปากเงียบ เจ้าพอใจแล้วหรือยัง?”


“นี่ค่อยใช้ได้หน่อย!” อวี้ถังพึมพำเสียงเบา เพราะดื่มน้ำมากจึงอยากเข้าห้องน้ำอีกครั้ง


อวี้เหวินและอวี้หย่วนพากันหัวเราะ ขอเถ้าแก่เนี้ยของโรงเตี๊ยมให้ช่วยดูแลอวี้ถัง ก่อนจะกลับห้องของตัวเอง

.......

พลิกกายไปมาอยู่ค่อนคืน ยามที่ฟ้าใกล้สว่างอวี้ถังจึงเพิ่งจะหลับสนิท รอจนนางตื่นขึ้นมา ถูกความหิวประท้วงจนตื่นยังไม่ว่า แต่อวี้เหวินและอวี้หย่วนกลับไม่อยู่ในโรงเตี๊ยมอีก


เถ้าแก่เนี้ยเป็นหญิงอายุประมาณสี่สิบปี ใบหน้าเปี่ยมไปด้วยความจริงใจ ยกน้ำร้อนเข้ามาให้นางด้วยรอยยิ้ม “เจ้าดื่มน้ำสักหน่อย ยามที่บิดาและพี่ชายเจ้าออกไปเอาแต่กำชับพวกเราซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า ไม่อาจให้เจ้ากินอะไร ดื่มได้เพียงน้ำเท่านั้น เจ้าอดทนเสียหน่อยเถิด พรุ่งนี้ก็ดีขึ้นแล้ว”


อวี้ถังรู้สึกว่าตัวเองใกล้จะกลายเป็นถุงหนังเก็บน้ำแล้ว ในท้องล้วนมีแต่น้ำ ขยับนิดหน่อยก็สั่นกระเพื่อม นางปฏิเสธน้ำจากเถ้าแก่เนี้ย กล่าวถามแทน “ท่านรู้หรือไม่ว่าพ่อและพี่ชายข้าไปที่ใด?”


“เห็นบอกว่าออกไปเดินเล่น” เถ้าแก่เนี้ยก็ไม่ฝืนใจนาง วางน้ำอุ่นไว้ที่ตั่งตัวเล็กข้างเตียงนางด้วยรอยยิ้ม “บอกว่าหากเจ้าตื่นแล้ว ก็ให้พักผ่อนอยู่ที่นี่ ตอนเย็นพวกเขาจะกลับมา”


หรือไปหาอาจารย์สกุลเฉียนผู้นั้น?


อวี้ถังไม่กล้าถามมากความ กลัวจะถูกคนอื่นรู้ความลับ กล่าวเป็นมารยาทกับเถ้าแก่เนี้ยของโรงเตี๊ยมไม่กี่คำ ก็แสร้งหาวหวอดขึ้นมา


เถ้าแก่เนี้ยเห็นก็หยัดกายขึ้นบอกลาทันที “ท่านพักผ่อนเถิด มีเรื่องอะไรก็เรียกหาข้าตรงๆ”


อวี้ถังขอบคุณเถ้าแก่เนี้ย รอจนเถ้าแก่เนี้ยจากไป นางก็ยิ่งรู้สึกหิวกว่าเก่า น่าเสียดายที่ไม่อาจกินอะไรได้


นางนับเงินที่มารดาแอบบิดาเอาใส่กระเป๋าให้นางก่อนออกจากบ้าน คิดว่าครั้งนี้เสียเปรียบจริงๆ


บิดาและพี่ชายไม่อยู่ นางไม่อาจวิ่งเต้นไปทั่วได้ ขังตัวเองอยู่ในโรงเตี๊ยมนั่งนิ่งอยู่ค่อนวัน จู่ๆก็รู้สึกว่าตัวเองคล้ายจะย้อนกลับไปมีชีวิตเหมือนอยู่ในคุกของสกุลหลี่ชาติก่อน…เพราะนางเคยรับปากสกุลหลี่ว่าจะครองพรหมจรรย์ นางจึงควบคุมตัวเองอย่างเคร่งครัดเพื่อให้ถึงจุดหมาย ตั้งใจกับทุกอย่าง ระมัดระวังทุกสิ่ง นางรักษาสัญญา แต่สกุลหลี่กลับทรยศต่อคำพูด…นึกถึงเรื่องพวกนี้ ความไม่พอใจที่ถูกนางกดไว้ข้างในเหล่านั้นก็คล้ายจะแตกทะลัก สาดซัดรุนแรงอย่างไม่อาจหยุดยั้ง


นางไม่อาจนั่งนิ่งอยู่ที่นี่แบบนี้


นางอยากออกไปเดินข้างนอก


ไม่ก็หาเรื่องอะไรให้ตัวเองทำสักหน่อย


ชาติก่อน นางสลัดคืนวันที่กลัดกลุ้มพวกนั้นไปได้อย่างไรนะ?


ทำปิ่นดอกไม้


ใช่แล้ว ทำปิ่นดอกไม้


ทำปิ่นดอกไม้หลากหลายรูปแบบ


ยามที่นางรับปากสกุลหลี่ คิดว่าเรื่องราวนั้นง่ายดาย คิดว่าชีวิตคนผ่านไปไม่กี่สิบปี พริบตาเดียวกับล่วงลับดับขันธ์แล้ว หากสามารถตอบแทนบุญคุณของครอบครัวลุงใหญ่ ครอบครัวทั้งสองของพวกเขามีครอบครัวหนึ่งที่สามารถปีนขึ้นฝั่งได้ นางเหน็ดเหนื่อยเสียหน่อยจะเป็นไรไป? รอจนนางเริ่มครองพรหมจรรย์จริงๆ จึงค่อยเข้าใจ 


ที่แท้วันเวลานั้นผ่านพ้นไปอย่างลำบากยากเข็ญ จากฟ้ามืดรอฟ้าสว่าง จากฟ้าสว่างคอยให้ฟ้ามืด จากแสงอาทิตย์ส่องทั่วฟ้านั่งจนตะวันรอนลาลับ สิบห้านาที หนึ่งชั่วยาม นับให้ผ่านพ้นไป นางรู้สึกว่าไม่รู้จะทำอย่างไรต่อไปกับชีวิต มักจะหงุดหงิดใจ ทำเรื่องอะไรก็ทำได้ไม่ดี ทั้งไม่อยากทำ ปลูกดอกไม้ ปักผ้า ทอเสื้อ ล้วนทำมาหมดแล้ว ก็ยังคงรู้สึกแย่


จวบจนถึงเทศกาลไหว้บ๊ะจ่างในปีหนึ่ง สาวใช้ที่ชื่อไป๋ซิงของสกุลหลี่ผู้นั้นแอบเอาปิ่นดอกไม้กำมะหยี่สีแดงก่ำมาให้นาง ยังกระซิบกับนางว่า “ข้ารู้ว่าท่านไม่อาจสวมได้ แต่ท่านเก็บไว้ได้ หากว่างๆก็ควักออกมาชมเล่น”


นั่นเป็นปิ่นดอกไม้ที่แสนจะธรรมดา ทำเป็นรูปแบบดอกซานฉา ขนาดประมาณถ้วยสุราเล็กๆ ลวดที่ทำเป็นก้านดอกไม้นั้นพันระเกะระกะ ปรากฏให้เห็นสนิมประปราย ไม่มีความบรรจงประณีต


หากเป็นยามที่นางอยู่บ้านเกิด คาดว่าซวงเถาก็คงไม่ซื้อมาเช่นกัน แต่ก็มีเพียงดอกนี้ที่นางมักหยิบขึ้นมาดูบ่อยๆ


กลีบดอกไม้สีแดงก่ำ แฝงด้วยขนกำมะหยี่บางเบา คาดไม่ถึงว่าจะค่อยๆบรรเทาความหงุดหงิดใจของนาง


นางเริ่มใช้ผ้าไหมพันรอบก้านดอกไม้ที่ขึ้นสนิม ใช้ผ้าใยป่านสีเขียวทำกลีบเลี้ยงให้ดอกไม้…ภายหลัง นางก็เริ่มทำปิ่นดอกไม้ให้พวกสาวใช้


ผ้าหังโฉว ผ้ากำมะหยี่ ผ้าปักด้ายทอง ผ้าทอเนื้อหยาบ ผ้าฝ้ายเนื้อนิ่ม…ดอกติงเซียง ดอกอวี้จาน ดอกมะลิ ดอกโบตั๋น…ขนาดเท่าถ้วยสุราเล็กๆขนาดเท่าฝาแก้ว ขนาดเท่าเล็บมือ…ร้อยด้วยมุกทองแดง มุกเงิน ลูกปัดหลากสี…ภายหลังถึงขั้นเอาของปลอมมาปนของจริง ในเดือนหกได้ทำดอกอวี้หลันไปแขวนบนต้นการบูร…


นางใช้เวลาส่วนมากหมดไปกับการทำปิ่นดอกไม้


อวี้ถังปิดหน้าตัวเอง


ตั้งแต่กลับมาเกิดอีกครั้ง นางรู้สึกว่าตัวเองควรจะเริ่มต้นชีวิตใหม่ ลืมเรื่องในอดีตทั้งหมดให้เสียสิ้น


โดยเฉพาะความคุ้นชินที่บ่มเพาะขึ้นในสกุลหลี่


นางไม่ได้แตะต้องปิ่นดอกไม้อีก ไม่ได้ตามไปล้างแค้นสกุลหลี่ กระทั่งอารามดับทุกข์ที่ตัวเองตาย นางก็ไม่เคยไปดูสักครั้ง


แต่บางเรื่องเกิดขึ้นแล้วก็คือเกิดขึ้นแล้ว สลักลึกอยู่ในใจนาง หลอมรวมกับเลือดเนื้อภายใน


นางไม่อาจเปลี่ยน ไม่อาจลบเลือน


อวี้ถังอยากทำปิ่นดอกไม้อันหนึ่ง


ดอกเล็กๆสีชมพู ทำกลีบดอกซ้อนเป็นชั้นแบบดอกซานฉา มีแมลงตัวเล็ก ขนาดเท่าถั่วเขียว ดูมีชีวิตเสมือนจริง เกาะอยู่บนดอกซานฉา ปักที่บนผมของนาง


นั่นเป็นการแต่งกายของชาติก่อน ทว่านับตั้งแต่หลี่จวิ้นตาย นางก็ไม่ได้แต่งอีกเลย


อวี้ถังในเวลานี้คล้ายกับนักเดินทางที่กระหายน้ำ ไม่อาจข่มกลั้นต่อความปรารถนาในใจได้


นางหยัดกายขึ้นสางผมแต่งตัว


มองหญิงสาวในกระจกทองเหลืองที่มีแววตาสุกสกาวดุจดวงดารา ใสกระจ่างราวกับสามารถส่องสว่างบนท้องนภาในยามราตรี


นางค่อยๆเสียบปิ่นดอกไม้ลูกปัดให้ตัวเอง สวมหมวกเหวยเม่า ก่อนจะลุกไปหาเถ้าแก่เนี้ย “แถวๆนี้มีพวกผ้าไหม ลวดทองแดงขายที่ไหนบ้าง? ข้าอยากทำปิ่นดอกไม้เสียหน่อย”


เถ้าแก่เนี้ยรู้ว่านางเป็นบุตรีสกุลบัณฑิต ส่วนมากสกุลบัญฑิตล้วนต้องการให้สตรีในบ้านเย็บปักถักร้อย ใช้ความรู้ทำมาหากิน นางเพียงมองอวี้ถังด้วยความเห็นใจ ก่อนจะชี้ไปที่ถนนเล็กด้านนอก “จากที่นี่ออกไปเจอสี่แยกให้เลี้ยวซ้าย ตรอกเส้นนั้นขายปิ่นดอกไม้ หวีผม ผ้าเช็ดหน้า กระเป๋าเหอเปาเต็มไปหมด”


ไม่เพียงมีของพวกนี้ขาย แต่ยังมีวัสดุที่ทำของพวกนี้ขายด้วย


มีร้านที่รับของเหล่านี้ ทั้งมีพ่อค้าต่างถิ่นที่ขายของพวกนี้เช่นกัน


เถ้าแก่เนี้ยคิดว่าสกุลพวกเขาและสกุลเผยคุ้นเคยกัน จึงเรียกบ่าวใช้คนหนึ่งตามนางไปด้วย “ให้เขาช่วยยกข้าวของ คอยนำทาง” เจอพวกลามกบ้ากาม จะได้ช่วยข่มขู่หรือไปเรียกคนมาช่วยได้


อวี้ถังขอบคุณซ้ำแล้วซ้ำเล่า ก่อนจะออกไปข้างนอกโดยมีบ่าวผู้นั้นคอยนำทาง


เสียเงินไปสามตำลึง ใช้เวลาไปครึ่งวัน นางซื้อลวดทองแดงหนึ่งม้วนใหญ่ มุกทองมุกเงิน ลูกปัดหลากสี ทั้งเศษผ้าประเภทต่างๆกองหนึ่งกลับมา


ดื่มน้ำเล็กน้อย ก่อนนางจะนั่งอยู่ตรงบานหน้าต่างเริ่มทำปิ่นดอกไม้


อุปกรณ์ที่คุ้นเคย วัสดุที่คุ้นชิน สีสันที่คุ้นตา…ใจของอวี้ถังค่อยรู้สึกสงบลงมา ไม่รู้สึกถึงความเหน็ดเหนื่อย ทั้งไม่รู้สึกหิวเช่นกัน


[1] ดอกซานฉา ดอกคามิเลีย


[2] ผ้าหังโฉว ผ้าไหมชนิดหนึ่งของหังโจว เนื้อผ้าบางและนุ่ม


[3] ดอกติงเซียง ดอกไลแลค


[4] ดอกอวี้จาน มีสีขาว ลักษณะคล้ายกับดอกซ่อนกลิ่น


[5] หมวกเหวยเม่า หมวกที่มีผ้าตาข่ายคลุมทุกด้าน ยาวจนถึงลำคอ ปิดบังใบหน้าเอาไว้


[6] กระเป๋าเหอเปา กระเป๋าเล็กๆที่ปักลวดลายสวยงาม มักพกติดตัวเพื่อใช้ใส่ของกระจุกกระจิก


ตอนที่ 40: เปิดเผย


แสงสว่างในห้องเริ่มมืดลงโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว เวลานี้อวี้ถังพบว่าตะวันคล้อยลงแล้ว


นางหยัดกายขึ้น ขยี้ตาที่ปวดอยู่บ้าง ก่อนจะออกจากประตู เรียกบ่าวรับใช้คนหนึ่งเข้ามาถาม “นายท่านอวี้และคุณชายอวี้กลับมาหรือยัง?”


“ยังขอรับ!” บ่าวผู้นั้นตอบ ก่อนอวี้ถังจะเห็นเถ้าแก่รองถงเดินเข้ามา


เขาและเถ้าแก่ใหญ่ถงคล้ายกันมาก ไม่ใช่รูปลักษณ์ แต่เป็นกิริยาท่าทาง ต่างให้ความรู้สึกเป็นมิตรและรู้จักพูดจา


เถ้าแก่ของโรงเตี๊ยมกำลังจัดการบัญชีอยู่ที่โต๊ะด้านหน้า


เขาถามเถ้าแก่ของโรงเตี๊ยม “เถ้าแก่เนี้ยไม่อยู่รึ? คุณหนูสกุลอวี้เป็นอย่างไรบ้าง? ข้าตั้งใจจะเข้ามาถามนานแล้ว ปรากฏว่าวันนี้ที่ร้านกลับยุ่งวุ่นวาย ไม่มีเวลาให้ปลีกตัว”


ธรรมเนียมระหว่างชายหญิงนั้นเข้มงวด


เถ้าแก่ของโรงเตี๊ยมก็ไม่อาจไปเยี่ยมดูอวี้ถังเช่นกัน “คงจะไม่เป็นไรแล้วกระมัง? ก่อนหน้านี้ยังได้ยินจากเด็กในโรงเตี๊ยมว่าคุณหนูสกุลอวี้ออกไปซื้อของมา…ไปเดินเล่นได้ คงจะดีขึ้นไม่น้อยแล้ว” แต่แท้จริงแล้วดีหรือไม่ เขาก็ไม่รู้เช่นกัน พูดจบ เขาก็ให้คนเรียกเถ้าแก่เนี้ยออกมา


เถ้าแก่เนี้ยกล่าวด้วยรอยยิ้ม “ดีขึ้นแล้ว ดีขึ้นแล้ว! เพียงแค่ไม่ค่อยมีชีวิตชีวา แต่ไม่ว่าใครไม่ได้กินอะไรทั้งวันก็คงจะไม่มีชีวิตชีวาด้วยกันทั้งนั้น!”


“เช่นนั้นก็ดี” เถ้าแก่รองถงมีท่าทีโล่งใจ “นายท่านสามของพวกเรารู้ว่าข้าใช้ป้ายชื่อของเขาเชิญหมอมารักษาคุณหนูอวี้แล้ว ถึงเวลานั้นหากนายท่านสามเอ่ยถามเรื่องสกุลอวี้ขึ้นมา ข้าก็รู้แล้วว่าควรจะตอบอย่างไร!” จากนั้นเขาก็ถามถึงอวี้เหวินและอวี้หย่วน จึงรู้ว่าพวกเขาทั้งสองออกไปแต่เช้าตรู่ ยังไม่ได้กลับมา “เช่นนั้นข้าก็ไม่ไปเยี่ยมคุณหนูอวี้แล้ว หากนายท่านและคุณชายอวี้กลับมา ท่านช่วยแจ้งให้พวกเขาหน่อย พรุ่งนี้ข้าจะมาเยี่ยมพวกเขาอีกครั้ง”


เถ้าแก่และเถ้าแก่เนี้ยรับปาก ก่อนจะส่งเถ้าแก่รองถงออกไป


อวี้ถังก็อายเกินกว่าจะออกไปทักทาย จึงย้อนกลับไปในห้องตัวเอง

........

ยามที่ฟ้ามืด อวี้เหวินก็กลับมาเป็นคนแรก


เขามีสีหน้าเหนื่อยล้า ยามที่เถ้าแก่ทักทายเขา รอยยิ้มของเขาก็ดูฝืนไปอยู่บ้าง เขาพูดคุยกับเถ้าแก่พอเป็นมารยาทไม่กี่คำก็กลับห้องไป


อวี้ถังได้ยินความเคลื่อนไหว ก็ไปห้องของบิดา


“นั่งเถิด!” แววตาของอวี้เหวินแฝงความอ่อนล้า ราวกับมาจากก้นบึ้งในใจ เขานวดขมับ “เจ้าไม่มาหาข้า ข้าก็เตรียมจะไปดูเจ้าอยู่แล้ว วันนี้เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง? ยังปวดท้องอยู่หรือไม่? ยามที่พวกเราไม่อยู่ เจ้าทำอะไรในโรงเตี๊ยมคนเดียว?”


อวี้ถังค่อยๆตอบไล่เลียงไป จากนั้นก็รินชาร้อนให้บิดา เวลานี้จึงค่อยนั่งลงด้านข้างเขา “ท่านไปเจอเรื่องอะไรมาใช่หรือไม่?”


อวี้เหวินพยักหน้า ยกถ้วยชาแต่กลับไม่ได้ดื่มชา นั่งมองอวี้ถังอย่างนิ่งงัน แววตาดิ่งลึก เห็นได้ชัดว่าว่ามีท่าทีจริงจัง


อวี้ถังใจเต้นตึกตัก


ตามแผนก่อนหน้านี้ของพวกเขา เพื่อไม่ให้ตกเป็นเป้าสนใจของผู้คน บิดาของนางจะไปสืบเรื่องของหลู่ซิ่น ดูว่าการตายของหลู่ซิ่นมีอะไรผิดปกติหรือไม่ ส่วนอวี้หย่วนก็ไปหาอาจารย์สกุลเฉียนผู้นั้น ดูว่าเขาจะสามารถแกะภาพ ‘ตกปลาใต้ต้นสนริมน้ำ’ ได้หรือไม่ ยามนี้อวี้หย่วนยังไม่กลับมา ไม่รู้ว่าอาจารย์สกุลเฉียนผู้นั้นให้คำตอบอย่างไรกับเขา แต่ดูจากสีหน้าอวี้เหวินแล้ว คงจะไม่ใช่ข่าวดีอะไร


นางรวบรวมสติ รอบิดาไตร่ตรองว่าจะพูดเรื่องนี้กับนางอย่างไร


คาดไม่ถึงว่าอวี้เหวินจะเงียบไปเนิ่นนาน เวลานี้จึงเอ่ยว่า “อาถัง เจ้าถูกแล้ว! การตายของลุงหลู่เจ้านั้น เกรงว่าจะเป็นอย่างที่เจ้าคาดเดา!”


ได้รับข้อมูลเช่นนี้ อวี้ถังกลับรู้สึกสบายใจขึ้นมา นางกล่าว “หรือลุงหลู่ถูกคนทำร้ายจนตาย?”


“ไม่รู้ว่าถูกคนทำร้ายจนตายหรือไม่ แต่ตามหลักเหตุผลแล้ว เขาไม่ควรตายเช่นนี้” อวี้เหวินบอกอวี้ถังเกี่ยวกับเรื่องที่เขาสืบมาได้อย่างละเอียด “ก่อนหน้าที่ลุงหลู่จะตาย ยังติดหนี้ค่าห้องของโรงเตี๊ยมและค่าสุราของร้านอาหารเล็กๆในตรอก นอกจากนี้เขาเพิ่งจะผูกมิตรกับผู้ตรวจการศึกษาที่ขึ้นรับตำแหน่งใหม่ ได้ยินเถ้าแก่ของโรงเตี๊ยมผู้นั้นกล่าวว่า เขาได้รับการแนะนำจากผู้ตรวจการศึกษาคนนั้น อีกสองวันก็จะไปเรียนหนังสือที่กั๋วจื่อเจี้ยนในเมืองหลวง…”


อวี้ถังขมวดคิ้ว “เป็นไปได้หรือไม่ว่าหลู่ซิ่วไฉจะคุยโว?”


“ไม่ว่าจะโม้โอ้อวดหรือไม่ แต่ที่เขาเตรียมตัวไปเมืองหลวงคือเรื่องจริง” อวี้เหวินกล่าว “เขายังไปขอยืมเงินจากคนรู้จักหลายคน คิดจะจัดการค่าที่พักและค่าสุราให้เรียบร้อย ทางโรงเตี๊ยมยังพอว่า แต่เถ้าแก่ร้านอาหารผู้นั้นได้ยินว่าเขาจะไปแล้ว กลัวว่าเขาจะเบี้ยวเงินค่าสุราหนีไป จึงส่งลูกชายของตัวเองติดตามลุงหลู่อยู่ตลอด 


เถ้าแก่ร้านอาหารผู้นั้นบอกว่า เย็นวันนั้นลูกชายของเขาเห็นกับตาว่าลุงหลู่ของเจ้ากลับไปพักผ่อนที่โรงเตี๊ยมแล้ว กลัวว่าลุงหลู่เจ้าจะถูกคนเรียกออกไปเที่ยวเล่นกลางดึก ลูกชายเถ้าแก่ร้านอาหารรอจนถึงกระทั่งเสียงตีกลองบอกเวลายามสอง เมื่อเฝ้าไม่ไหวจริงๆจึงค่อยกลับไป”


“ใครจะรู้ว่าเช้าตรู่ของวันที่สอง กลับพบว่าลุงหลู่ของเจ้าจมน้ำตายในแม่น้ำเถาฮวาไม่ไกลจากโรงเตี๊ยม”


“ข้าก็ได้ถามจากเถ้าแก่โรงเตี๊ยมเช่นกัน เถ้าแก่โรงเตี๊ยมสาบานอย่างจริงใจว่าไม่เห็นลุงหลู่เจ้าออกไป”


อวี้ถังสั่นสะท้านในใจ


อวี้เหวินก็มีท่าทีหดหู่เช่นกัน


ทั้งสองคนล้วนรู้สึกว่าสถานการณ์ไม่ค่อยดี ไม่กล้าสืบต่อไป กลัวจะแหวกหญ้าให้งูตื่น ทั้งไม่กล้าแสร้งทำเป็นไม่รู้อะไร รอให้ภัยร้ายมาเคาะถึงประตูแบบนี้เช่นกัน


ชั่วขณะนั้น สองพ่อลูกต่างก็อับจนหนทาง


อวี้เหวินทำได้เพียงปลอบใจตัวเอง “บางทีพวกเราอาจจะคิดซับซ้อนเกินไป รออาหย่วนกลับมาค่อยว่ากันเถิด”


คนทำการค้าอย่างอาจารย์เฉียน ปกติก็ล้วนระมัดระวังคนแปลกหน้า วันนี้อวี้หย่วนเข้าไป ไม่ได้นำภาพไปด้วย แต่ขอให้สหายคนหนึ่งที่มีความสัมพันธ์ส่วนตัวดีกับอาจารย์เฉียนผู้นั้นเป็นคนกลาง ลองขอให้อาจารย์เฉียนช่วยเหลือ


ส่วนจะสำเร็จหรือไม่ก็ยากจะพูด


อวี้ถังเห็นบิดาเศร้าโศกอยู่บ้าง จึงกล่าวว่า “ท่านพ่อ ท่านยังไม่ได้กินข้าวเย็นกระมัง? ข้าให้เถ้าแก่เนี้ยยกอาหารขึ้นมาสักหน่อยดีหรือไม่เจ้าคะ วันนี้โรงเตี๊ยมทอดปลา ข้านั่งในห้องยังได้กลิ่นหอมตลบอบอวล”


โรงเตี๊ยมแห่งนี้มีอาหารที่จัดไว้ให้เป็นเวลา ทั้งสามารถสั่งอาหารขึ้นมาได้เช่นกัน


พวกอวี้เหวินไม่รู้ว่าเรื่องราวจะเป็นอย่างไร ไม่มีอาหารที่จัดไว้แล้ว ทำได้เพียงสั่งขึ้นมาเท่านั้น


“อย่างไรรออวี้หย่วนกลับมาก่อนเถิด!” อวี้เหวินกล่าวอย่างไม่มีอารมณ์ คล้อยหลังอวี้หย่วนก็กลับมา


เขากลับมีท่าทีกระปรี้กระเปร่า กล่าวอย่างดีใจ “ท่านอา อาจารย์เฉียนให้พวกเราไปพบพรุ่งนี้เช้าตรู่ ต้องดูภาพก่อนจึงจะให้คำตอบที่แน่นอนกับพวกเราได้”


นี่นับว่าเป็นข่าวดี


อวี้เหวินพยายามทำให้ตัวเองสดชื่นขึ้นมา แต่อวี้หย่วนยังคงมองออกถึงความผิดปกติ


อวี้เหวินก็ไม่ได้ปิดบังเขา เล่าความเป็นมาของเรื่องราวให้อวี้หย่วนฟัง


อวี้หย่วนมีสีหน้าเคร่งขรึม “เช่นนั้นพรุ่งนี้พวกเราก็ต้องระมัดระวังมากขึ้นหน่อย”


อวี้เหวินถอนหายใจ “กินข้าวเถิด! ความพยายามอยู่ที่คน ความสำเร็จอยู่ที่ฟ้า เรื่องของพรุ่งนี้ก็ค่อยว่ากันในวันพรุ่งนี้เถิด”


อวี้ถังรีบไปสั่งอาหาร


กินข้าวเสร็จ เดิมทีตั้งใจจะไปตลาดกลางคืนของถนนเสี่ยวเหอ แต่ทุกคนต่างก็ไม่มีกะจิตกะใจ จึงแยกย้ายกลับห้องพักของตนเอง


อวี้ถังทำปิ่นดอกไม้ต่อจนได้ยินเสียงกลองตีบอกเวลายามสามจึงล้มตัวลงนอน


ยามที่นางตื่นขึ้นมาอีกวัน ก็ได้ยินอวี้เหวินกำลังคุยกับเถ้าแก่โรงเตี๊ยม ส่วนอวี้หย่วนนำภาพวาดออกจากประตูไปนานแล้ว


แต่ว่าครั้งนี้เขากลับมาค่อนข้างเร็ว


ก่อนเวลาอาหารกลางวันก็กลับมา ทั้งยังทิ้งภาพไว้ที่อาจารย์เฉียน


สองตาของเขาเป็นประกาย กล่าวเสียงเบากับอวี้เหวินและอวี้ถัง “อาจารย์เฉียนดูภาพแล้ว กล่าวว่าภาพนี้อย่างน้อยที่สุดยังสามารถแกะได้สามชั้น ถามพวกเราว่าอยากจะแกะกี่ชั้น ข้าคิดว่าอย่างไรก็ต้องรบกวนเขาอยู่ดี จึงไม่ได้เกรงใจ เขาสามารถแกะได้กี่ชั้นก็เอาตามนั้น แต่ว่า เงินนั้นเยอะกว่าที่คุยไว้ตอนแรก เขาต้องการห้าตำลึง ตอนบ่ายพรุ่งนี้ถึงจะได้ของ”


ตั้งแต่เมื่อวานที่อวี้เหวินรู้เรื่องการตายของหลู่ซิ่นก็จิตใจหม่นหมอง ฟังจบก็ตอบรับสั้นๆว่า ‘ได้’ ก่อนจะเอาเงินให้อวี้หย่วน


อวี้หย่วนนำเงินไป ก่อนจะออกไปอีกครั้ง


[1] กั๋วจื่อเจี้ยน คือสำนักศึกษาระดับสูงสุด ทั้งเป็นหน่วยงานบริหารการศึกษาในสมัยโบราณ


[2] ยามสอง เวลาประมาณ 21:00-22:59น.


[3] ความพยายามอยู่ที่คน ความสำเร็จอยู่ที่ฟ้า อุปมาว่า ฟ้าเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอน ไม่สามารถคาดเดาอะไรได้ ดังนั้นพยายามทำเรื่องของตัวเองให้ดีที่สุดก็พอ


[4] ยามสาม เวลาประมาณ 23:00-24:59น.



จบตอน

Comments