ตอนที่ 41: ขายหน้า
ยามบ่าย อวี้หย่วนกลับมา ทำตามแผนได้อย่างราบรื่น…ตอนนี้ก็ต้องรอดูทางอาจารย์เฉียนว่าพบอะไรบ้างหรือไม่เท่านั้น
อวี้เหวินรอจนร้อนใจ จึงเล่นหมากรุกฆ่าเวลากับเถ้าแก่ของโรงเตี๊ยม อวี้หย่วนก็นั่งไม่ติดที่อยู่บ้าง ทักทายอวี้เหวิน ก่อนจะไปเดินเล่นข้างนอก อยากดูว่ากิจการใดรุ่งเรืองในเมืองหังโจว ทุกคนทำการค้าขายอะไรกันบ้าง ทั้งดำเนินการอย่างไร
อวี้ถังทำปิ่นดอกไม้อยู่ในห้อง
มีคนเข้ามา “นายท่านอวี้อยู่ที่นี่หรือไม่?”
อวี้เหวินเงยศีรษะขึ้น “ผู้ใดมาหาข้ารึ!”
ผู้ที่มาอายุประมาณสิบห้าสิบหกปี ปากแดงฟันขาว แต่งกายคล้ายบ่าวติดตาม เขากล่าวด้วยรอยยิ้ม “ข้าเป็นบ่าวของนายท่านโจว นายท่านของพวกเราให้ข้ามาดูว่าท่านอยู่โรงเตี๊ยมหรือไม่” ขณะที่พูด ก็วิ่งไปแทบไม่เห็นฝุ่น
อวี้เหวินกล่าวอย่างสงสัย “นายท่านโจว? นายท่านโจวคนใดกัน”
เขาพูดไม่ทันจบ ก็เห็นบ่าวผู้นั้นเดินเข้ามาพร้อมกับโจวจื่อจินและเผยเยี่ยน
อวี้เหวินหัวเราะขึ้นมา รีบลุกขึ้นไปต้อนรับ ประสานมือคารวะ “ข้าก็คิดว่าใคร? ที่แท้คือโจวจ้วงหยวน ท่านมาได้อย่างไรกัน? มีเรื่องอะไรกับข้างั้นหรือ?” ก่อนจะคารวะเผยเยี่ยนเช่นกัน
เผยเยี่ยนยังคงมีท่าทีเยือกเย็น ผงกศีรษะไปทางอวี้เหวินอย่างเรียบนิ่ง
โจวจื่อจินกล่าว “ได้ยินว่าลูกสาวของท่านไม่สบาย? พวกเราควรมาเยี่ยมเมื่อวาน แต่เมื่อวานข้านัดคนผู้หนึ่งไปกินข้าวกลางวัน กินกันจนถึงบ่าย ข้าก็ดื่มจนเมามาย ไม่อาจเสียมารยาทจึงไม่ได้เข้ามา เป็นอย่างไร ลูกสาวท่านดีขึ้นหรือยัง? มีอะไรให้พวกเราช่วยหรือไม่?”
อวี้เหวินได้ยินก็ซาบซึ้งใจ “ลูกของข้ากินของซี้ซั้ว ได้นำป้ายชื่อของนายท่านสามไปเชิญหมอหลวงหวังมาดูแล้ว กล่าวว่าไม่เป็นอะไร แค่ให้อดอาหารเท่านั้น ทำให้ท่านทั้งสองเป็นห่วงแล้ว ข้าเตรียมจะไปขอบคุณที่สกุลเผยอีกสองวัน คาดไม่ถึงว่าท่านทั้งสองจะเข้ามาก่อน รู้สึกผิดจริงๆ” พูดจบ ก็คารวะขอบคุณเผยเยี่ยน
เผยเยี่ยนไม่ได้กล่าวอะไร รับการคารวะจากอวี้เหวิน
อวี้เหวินกล่าว “โจวจ้วงหยวนและนายท่านเผยมีธุระที่ใดหรือไม่? มิสู้ให้ข้าเป็นเจ้ามือ หาแผงลอยไม่ก็ร้านอาหารใกล้ๆสักแห่ง ข้าจะเลี้ยงสุราพวกท่านทั้งสองเสียหน่อย”
โจวจื่อจินตาใสกระจ่าง เห็นได้ชัดว่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง ใครจะรู้ว่าเผยเยี่ยนที่อยู่ด้านข้างกลับชิงเอ่ยปากขึ้นมาก่อนเขา “ไม่เป็นไร ยามนี้ท่านคงจะมีธุระอีกมาก ภายหลังมีโอกาสค่อยไปร่วมดื่มด้วยกันเถิด!”
อวี้เหวินเพียงคิดว่าเขาเกรงใจ น้ำเสียงก็ยิ่งจริงใจขึ้นมา “เรื่องของภายหลัง ภายหลังพวกเราพบก็ค่อยว่ากันเถิด พวกท่านมาเยี่ยมลูกสาวของข้า ในใจข้าดีใจจนไม่รู้จะพูดอย่างไร! หากไปเช่นนี้ ท่านจะให้ข้าคิดอย่างไร? โดยเฉพาะนายท่านเผย เมื่อวานหากไม่ใช่ป้ายชื่อนั้นของท่าน ลูกสาวของข้าก็ยังไม่รู้ว่าจะประสบพบเจอเรื่องอันใด!”
“นั่นเป็นความบังเอิญ!” เผยเยี่ยนเอ่ยอย่างเรียบเย็น ดึงดันจะไป
โจวจื่อจินกลับอยากอยู่ต่อ แต่เห็นท่าทีของเผยเยี่ยน จึงทำได้เพียงออกหน้า “ไม่ได้เกรงใจกับท่านจริงๆ วันนี้พวกเราเพียงเข้ามาดูลูกสาวของท่าน ในเมื่อลูกสาวของท่านไม่เป็นอะไร พวกเราก็คงต้องบอกลาแล้ว”
แน่นอนว่าอวี้เหวินไม่อาจปล่อยให้พวกเขาไปเช่นนี้ได้จึงรั้งทั้งสองคนไว้ไม่ปล่อย
โจวจื่อจินจนใจ “ไม่ใช่ว่าพวกเราไม่ไว้หน้าท่าน จริงๆแล้ว สยากวง เขา…ลูกสาวท่านกินจนปวดท้อง เพราะเหตุนี้เขาจึงขัดขวางข้า ไม่ให้ข้าไปตลาดกลางคืนตรงถนนเสี่ยวเหอ…”
ท่าทีเสียใจเป็นอย่างยิ่ง
เพียงแต่เขาพูดยังไม่ทันจบ ก็ได้ยินเสียงปิดประตูดัง ‘ปัง’ มาจากห้องพักชั้นสอง
ทุกคนอดไม่ได้ที่จะหันไปมองอย่างพร้อมเพรียง
เห็นเพียงประตูห้องที่ปิดสนิท
อวี้เหวินครุ่นคิด เอ่ยด้วยรอยยิ้ม “น่าจะลูกสาวของข้า ขอโทษจริงๆ!”
“ไม่หรอก ไม่หรอก!” โจวจื่อจินยังคงมีรอยยิ้มอยู่เต็มหน้า
แววตาของเผยเยี่ยนตั้งแต่ต้นจนจบกลับไม่เคลื่อนไหวแม้แต่น้อย
อวี้ถังที่อยู่ในห้องหน้าแดงก่ำ กัดเล็บมือวนอยู่อย่างนั้น
ไม่ใช่ว่าเผยเยี่ยนมาพบผู้ตรวจการอะไรนั่นหรอกหรือ? วิ่งมาที่นี่ทำไมกัน? สะพานเหมยเจียกับโรงเตี๊ยมหรูอี้นั้นอยู่กันแทบจะคนละทิศละทาง
แต่ว่า โรงรับจำนำสกุลเผยอยู่ที่นี่
หรือเขามาทำธุระที่โรงรับจำนำสกุลเผย พอผ่านมาก็ถูกโจวจ้วงหยวนลากมาด้วย?
ไฉนนางจึงไม่ได้นึกถึงจุดนี้!
ช่างขายหน้าเหลือเกิน!
กินอาหารมั่วซั่วจนปวดท้อง
นี่ก็ทำให้เผยเยี่ยนหัวเราะได้ทั้งชีวิตเลยกระมัง?
อวี้ถังรู้ว่าตัวเองไม่มีหน้าจะไปพบผู้คนแล้ว
โดยเฉพาะเมื่อครู่…ได้ยินคนเรียกบิดาของนาง ก่อนจะวิ่งออกไป ผลปรากฏว่านางเห็นเผยเยี่ยนจึงหุนหันไปชั่วครู่ ยามที่ปิดประตูจึงลืมนึกถึงความเหมาะสม เกิดเสียงดังขึ้นมา…นางอยากจะมุดดินหนีจริงๆ!
อวี้ถังรู้สึกหงุดหงิดใจเป็นที่สุด จู่ๆก็รู้สึกดีใจที่ตัวเองยังอยู่ในช่วงอดอาหาร
เป็นเช่นนี้นางก็สามารถหลบอยู่ในห้องไม่ออกไปได้
อวี้ถังรู้สึกโล่งใจขึ้นมา คิดว่าตัวเองควรเอาปิ่นดอกไม้ออกมาทำดีๆ หากทำได้เร็ว ไม่แน่ว่ายังอาจจะทำให้ท่านแม่ได้อีกหนึ่งอัน
แต่ถือเข็มไว้ในมือ ผ่านไปพักใหญ่นางกลับไม่รู้ว่าควรจะเย็บที่ใด ในหัวสับสนวุ่นวายไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่ แม้จะรู้ดีว่าตัวเองทำเช่นนี้ไม่ถูก กระนั้นกลับทำให้ตัวเองกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาไม่ได้ คิดว่าใครไม่แอบขี้เกียจบ้างกัน นางรออีกเดี๋ยวค่อยเร่งทำก็คงไม่สาย
คิดได้เช่นนี้ รอจนยามที่นางดึงสติกลับมา ตะวันก็คล้อยแล้ว เถ้าแก่เนี้ยยกน้ำอุ่นเข้ามาให้นาง
เวลานี้อวี้ถังรู้สึกว่าตัวเองหิวจนแทบนั่งตัวตรงไม่ได้
นางกล่าวอย่างเร่งรีบ “ท่านพ่อข้าเล่า?”
“เล่นหมากรุกกับสามีข้าอยู่ด้านล่าง” เถ้าแก่เนี้ยยิ้มหวาน กล่าวอย่างอิจฉา “เมื่อวานยามที่ข้าเห็นเถ้าแก่รองถงถือป้ายชื่อของนายท่านเผยเข้ามาก็คิดไปทีหนึ่งแล้ว สกุลพวกเจ้าและสกุลเผยช่างมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน คาดไม่ถึงว่าวันนี้นายท่านเผยจะมาเยี่ยมไข้ด้วยตัวเอง สกุลของพวกเจ้าก็คงเป็นคนที่มีหน้ามีตาในหลินอันกระมัง? นายท่านอวี้กลับดูสมถะเรียบง่าย สมแล้วที่เป็นสกุลบัณฑิต ทำการอันใดก็อ่อนน้อมสุภาพ”
อวี้ถังชะงักไป
บิดาของนางไม่ได้เชิญเผยเยี่ยนไปกินข้าวหรอกรึ?
นางอดถามไม่ได้ “ท่าน ท่านก็รู้จักนายท่านสามสกุลเผยหรือ?”
“รู้จักสิ จะไม่รู้จักได้อย่างไร!” เถ้าแก่เนี้ยกล่าวด้วยรอยยิ้ม “คนแถวนี้ใครจะไม่รู้จักนายท่านสามกัน! พวกเราล้วนพึ่งพาอาศัยสกุลเผยในการทำมาหากิน โรงเตี๊ยมนี้ของพวกเราก็เช่าของสกุลเผยมาเช่นกัน ถนนเส้นนั้นที่เจ้าไปซื้อปิ่นดอกไม้ไข่มุกก็เป็นของสกุลเผยเช่นกัน
แต่ว่า นายท่านสามกลับเป็นครั้งแรกที่มาหาพวกเราที่นี่ นายท่านสามหน้าตาหล่อเหลาไม่เบา! ครั้งที่แล้วพบเขา ท่านผู้เฒ่ายังอยู่ในช่วงอายุที่รุ่งโรจน์ เขาก็อายุเพียงสิบสามสิบสี่ ท่านผู้เฒ่ามาตรวจสอบบัญชีที่โรงรับจำนำ เขามีท่าทีราวกับไม่ชอบใจเท่าใด จึงนั่งรอบนรั้วหินริมแม่น้ำด้านนอก
ทุกคนต่างไม่เคยพบคนที่รูปงามราวเทพบุตรเช่นนี้ อยากจะชื่นชมให้ชัดๆก็ไม่กล้า จึงหาเหตุผลเดินวนเวียนรอบกายเขา มีเพียงคุณหนูสกุลไช่ที่อยู่ท้ายถนนใจกล้าที่สุด ทำดอกไม้ดอกหนึ่งหล่นใส่เขา เขามองเพียงแวบเดียวก็ไม่ปริปากกล่าวอันใด ทุกคนคิดว่าน่าสนใจ ต่างก็เลียนแบบคุณหนูสกุลไช่จึงทำดอกไม้หล่นใส่เขา บ้างก็เป็นผ้าเช็ดหน้า”
“เขาโมโหเหลือทน วิ่งหนีจนแทบไม่เห็นฝุ่น”
“จนถึงวันนี้แล้วข้ายังจำท่าทีตอนนั้นของเขาได้ดี”
“จริงรึ!” อวี้ถังนึกตามก็เบิกบานใจขึ้นมา หัวเราะเสียงดัง
“จริงสิ!” เถ้าแก่เนี้ยก็หัวเราะเช่นกัน แววตาเปลี่ยนเป็นอ่อนโยนขึ้นมา “พริบตาเดียว เวลาก็ผ่านไปหลายปีแล้ว นับวันนายท่านสามก็สง่างามขึ้นเรื่อยๆ แต่ดูเหมือนว่าจะมีปัญหาเรื่องนิสัยไม่น้อย”
“ใช่แล้ว!” อวี้ถังว่าตาม นึกถึงหลายครั้งที่นางพบเขา ท่าทีนั้นของเขา ทั้งตรึกตรองคำพูดของเถ้าแก่เนี้ย นอกจากไม่รู้สึกกลัวแล้ว ยังรู้สึกคุ้นชินขึ้นมาอย่างแปลกประหลาด “นายท่านเผยไปเมื่อใดรึ? ท่านพ่อข้าไม่ได้รั้งเขาให้กินข้าวหรอกหรือ?”
“รั้งแล้ว” เถ้าแก่เนี้ยคิดว่าน้อยครั้งที่จะได้พูดเรื่องเผยเยี่ยนกับคนอื่น กล่าวด้วยรอยยิ้ม “นายท่านเผยไม่ตอบรับ โจวจ้วงหยวนก็ทำได้เพียงว่าตาม เขายังคงเหมือนกับเมื่อก่อน ไม่ชอบคบค้าสมาคม”
อวี้ถังฉีกยิ้ม ความหงุดหงิดในใจหายไปในพริบตา เรื่องที่กินจนปวดท้องก็ไม่ได้ใส่ใจมากแล้ว
อย่างไรเทียบกับเรื่องที่เผยเยี่ยนถูกพวกสาวน้อยโยนดอกไม้ใส่จนต้องวิ่งหนีไปอย่างเขินอาย เรื่องของนางก็ไม่นับเป็นเรื่องใหญ่อันใดแล้วกระมัง?
ตอนที่ 42: ภาพที่ถูกประกบ
อวี้หย่วนกลับมาโรงเตี๊ยมในยามพลบค่ำ มือซ้ายหอบซาลาเปาใบบัว มือขวาถือโถแก้วใบหนึ่ง เห็นอวี้เหวินลงหมากอยู่ในโถงรับแขกก็ถลาเข้าไปทันที ยกของในมือให้ดูด้วยรอยยิ้ม “ท่านอา ท่านดูสิ ข้าเอาอะไรกลับมา?”
ยามที่เขาเข้ามาใกล้ อวี้เหวินก็ได้กลิ่นของพะโล้ เขาสูดดมอย่างเต็มปอด “หัวหมูตุ๋นของร้านเจิ้นเป่ยเฉิง”
อวี้หย่วนหัวเราะเสียงดัง “ท่านอา จมูกท่านดีจริงๆ”
“แน่อยู่แล้ว!” อวี้เหวินกล่าวยิ้มๆ “เจ้าก็ไม่คิดเสียบ้าง ครั้งแรกที่เจ้ากินหัวหมูตุ๋น ใครเป็นคนซื้อจากหังโจวกลับไปให้? หากกระทั่งร้านหัวหมูตุ๋นของเขา ข้ายังดมไม่ออก ยังจะเรียกว่าตะกละตะกลามได้อย่างไร?” ขณะที่พูด เขาก็ชี้ไปที่โถแก้วในมืออวี้หย่วน “นี่คืออะไร? ใช้โถแก้วบรรจุไว้ โถนี้คงหลายตำลึง เจ้าไปได้จากไหนมา?”
อวี้หย่วนและเถ้าแก่ทักทายกัน ยอบตัวนั่งลงที่ม้านั่งยาวด้านข้างอย่างโอ้อวดอยู่บ้าง “อันนี้ท่านเดาไม่ได้หรอกรึ? นี่คือเหล้าองุ่น เหยาซานเอ๋อร์ให้ข้ามา”
“เหล้าองุ่น?” อวี้เหวินขมวดคิ้ว “เหยาซานเอ๋อร์?”
“ก็ลูกชายคนที่สามสกุลเหยาที่อยู่เฉิงเป่ย ตั้งแต่เด็กก็เติบใหญ่มาพร้อมข้า ภายหลังทำการค้าขายตามอาของเขาผู้นั้นอย่างไร” อวี้หย่วนกล่าวอย่างดีใจ
“บ่ายวันนี้ข้าไปเที่ยวเล่นที่เฉิงเป่ย คาดไม่ถึงว่าจะพบเขา ตอนนี้เขาเป็นเถ้าแก่ เปิดร้านขายของชำอยู่ที่ประตูอู่หลิน พอรู้ว่าข้าและท่านมาด้วยกัน เดิมทีเขาอยากจะมาทักทายท่านเสียหน่อย แต่ที่ร้านกลับมีของเข้ามิอาจปลีกตัวมาได้ จึงให้เหล้าองุ่นโถนี้แก่ข้ามา กล่าวว่ามาจากทางอาหรับ
ตอนนี้ผู้มั่งคั่งร่ำรวยในเมืองหังโจวต่างก็ส่งของสิ่งนี้ให้เป็นของขวัญกันทั้งนั้น และเพื่อแสดงความเคารพต่อท่าน อยากให้ท่านอยากชิมดู หัวหมูตุ๋นจากร้านเจิ้นเป่ยเฉิงก็เป็นเขาที่ซื้อมาเช่นกัน เขาเตรียมจะมาเยี่ยมเยียนท่านในวันพรุ่งนี้”
อวี้เหวินนึกขึ้นได้ “ที่แท้ก็เป็นเขา! ปีนั้นเขาสูญเสียทั้งพ่อและแม่ เจ้ามักจะให้เงินช่วยเหลือเลี้ยงข้าวเขาบ่อยๆ คาดไม่ถึงว่าเขาจะยังจำเจ้าได้ นี่คงเป็นโชคชะตาแล้ว”
อวี้หย่วนพยักหน้าติดต่อกัน เอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “ยามนี้เขาไม่เลวเลยจริงๆ ยังซื้อเรือนเล็กๆหลังหนึ่งที่ประตูชิ่งชุน แต่งหญิงสาวในเมืองหังโจวเข้าบ้าน ลงหลักปักฐานในเมืองหังโจวแล้ว”
อวี้เหวินผงกศีรษะ เชิญเถ้าแก่มาดื่มสุราด้วยกันกับเขา “ยากที่พวกเราจะถูกชะตากันเช่นนี้ เจ้าก็อย่าเกรงใจเลย พวกเรามาชิมด้วยกันเถิดว่าเหล้าองุ่นนี้จะรสชาติเป็นอย่างไร”
เถ้าแก่โรงเตี๊ยมและอวี้เหวินคบค้าสมาคมกันมาหลายครั้งแล้ว รู้ว่าเขาเป็นคนที่ใจกว้าง รวมทั้งช่วงนี้เหล้าองุ่นก็มีชื่อเสียงจนทุกคนต่างอยากรู้อยากเห็น จึงไม่คิดเกรงใจ ให้เถ้าแก่เนี้ยไปยกอาหารมาเพิ่มไม่กี่อย่าง ก่อนจะย้ายไปที่ลานด้านนอกพร้อมกับอวี้เหวินและอวี้หย่วน เทหัวหมูตุ๋นใส่จาน ดื่มสุรากัน
อวี้หย่วนถือกา
พอรินสุรานี้ลงในแก้ว อวี้เหวินก็ได้กลิ่นหอมของผลไม้ แตกต่างกับสุราที่เขาดื่มยามปกติอย่างสิ้นเชิง เขาสูดลมหายใจเข้าลึก ก่อนจะก้มลงดูในแก้วเครื่องเคลือบสีขาว สุรานั้นกลับแดงช้ำราวกับสีเลือด เขาตกใจเสียยกใหญ่ “ไฉนจึงเป็นสีนี้?”
อวี้หย่วนรีบกล่าว “เป็นสีนี้มิผิด ก่อนหน้านี้เหยาซานเอ๋อร์ยังกำชับข้าเป็นพิเศษ หากไม่ใช่สีนี้ นั่นก็เป็นสุราปลอมแล้ว”
อวี้เหวินพยักหน้า ฝืนดื่มไปหนึ่งคำ
เถ้าแก่โรงเตี๊ยมรีบถาม “เป็นอย่างไร? รสชาติดีหรือไม่?”
อวี้เหวินปิดปากเงียบ ก่อนจะกล่าวอย่างเรียบนิ่ง “สุรานี้เหมือนกับชา รสชาติขึ้นอยู่กับความชอบของแต่ละคน ข้าว่ารสชาติไม่เลว เจ้าอาจจะคิดว่าแย่ ย่อมต้องชิมดูจึงจะรู้เอง”
เถ้าแก่โรงเตี๊ยมคิดว่าคำพูดนี้มีเหตุผลจึงยกแก้วขึ้นดื่มหนึ่งคำ…จากนั้น ก็นิ่งค้างอยู่อย่างนั้น
อวี้หย่วนเห็นว่าผิดปกติ กล่าวอย่างร้อนรน “เป็นอย่างไร? ผิดปกติตรงไหนหรือไม่?”
เถ้าแก่โรงเตี๊ยมมองอวี้เหวินไปแวบหนึ่ง กลืนสุราในปากลงไป เวลานี้จึงค่อยกล่าวกับอวี้หย่วน “เจ้าชิมดูก็จะรู้”
อวี้หย่วนมองทั้งสองคนอย่างสงสัย ลองดื่มดู เพียงแต่สุรานี้ยังไม่ทันลงคอก็ถูกเขาพ่นออกมาก่อน
“นี่มันรสชาติอะไรกัน?” เขาขมวดคิ้ว “ไม่ใช่กล่าวว่ามีชื่อเสียงมากหรอกรึ?”
อวี้เหวินและเถ้าแก่โรงเตี๊ยมหัวเราะเสียงดังขึ้นมา เวลานี้อวี้เหวินจึงค่อยกล่าวตรงๆ “สุราชื่อดังอะไรกัน? ไม่เห็นจะเทียบกับสุราจินหวาของพวกเราได้? แต่ว่า ลองชิมครั้งแรกก็พอใช้ได้ ลองเอาไปให้น้องเจ้าชิมสักแก้วสิ ยากที่จะมาเยือนหังโจว เปิดหูเปิดตากับสิ่งใหม่ๆ จึงจะนับว่าคุ้มค่า!”
อวี้หย่วนกะพริบตาก่อนจะยกสุราไปให้อวี้ถัง
อวี้ถังมองอวี้หย่วนอย่างสงสัย “ไม่ใช่กล่าวว่าให้ข้างดอาหารหรอกหรือเจ้าคะ?”
“สุรานี้มีชื่อเสียงไม่น้อย เจ้าลองดมดู ชิมดูคำหนึ่ง เจ้าคิดว่าข้าจะให้เจ้าดื่มหมดแก้วเลยหรืออย่างไร!” อวี้หย่วนกล่าว
อวี้ถังไม่เคลือบแคลงอันใด ดื่มเข้าไปอึกหนึ่ง
ทั้งขมทั้งเปรี้ยว นี่มันสุราอะไรกัน!
อวี้ถังหยัดกายขึ้นเตรียมจะลงไม้ลงมือกับอวี้หย่วน
อวี้หย่วนวิ่งวุ่นอยู่รอบโต๊ะเป็นวงกลม “ท่านอาให้ข้ายกมาให้เจ้าชิม”
“แต่ท่านก็ไม่ควรทำเช่นนี้!”
ทั้งพี่น้องกำลังตะลุมบอนวุ่นวาย เด็กของโรงเตี๊ยมก็เคาะประตูอยู่ข้างนอก “คุณชายอวี้ มีคนมาหาขอรับ!”
อวี้ถังไม่อาจจัดการกับเขาอีกแล้ว อวี้หย่วนจัดเสื้อให้เข้าที่เข้าทาง กล่าวถามไปพลาง “เป็นใครกัน?”
เด็กคนนั้นตอบ “เป็นเด็กอายุประมาณสิบสองสิบสามคนหนึ่ง กล่าวเพียงว่ามาหาท่าน ไม่ยอมบอกว่าตัวเองเป็นใครขอรับ”
อวี้หย่วนกล่าวอย่างงุนงง “ใครกัน?” จากนั้นก็กล่าวกับอวี้ถัง “ข้าไปดูเสียหน่อยแล้วจะกลับมา”
อวี้ถังพยักหน้า ส่งอวี้หย่วนออกจากประตู
ไม่นานอวี้หย่วนก็ย้อนกลับมา เขากระซิบข้างหูอวี้ถัง “อาจารย์เฉียนส่งคนมาตามข้า รอท่านอากลับมา เจ้าก็บอกกล่าวกับเขาหน่อยเถิด”
เวลานี้อวี้เหวินกำลังดื่มสุรากับเถ้าแก่โรงเตี๊ยม
อวี้ถังกล่าวอย่างกังวล “ไม่ได้บอกหรือว่าเรื่องอะไร?”
อวี้เหวินส่ายศีรษะ “เจ้าวางใจ หากมีเรื่องอะไร ข้าจะให้คนส่งจดหมายมารายงานพวกเจ้าทันที”
อวี้ถังจะกังวลใจอย่างไรก็ทำได้เพียงปล่อยเขาไป
ยามที่กลองตีบอกเวลายามสอง อวี้เหวินก็ออกมาจากวงสุรา เขาเข้ามาดูอวี้ถัง “เจ้าดีขึ้นหรือยัง?”
“ดีขึ้นมากแล้วเจ้าค่ะ!” อวี้ถังประคองบิดาให้นั่งลงบนตั่ง ก่อนจะรินชาร้อนให้เขา
อวี้เหวินเห็นงานเย็บที่อวี้ถังทำทิ้งไว้ครึ่งหนึ่งบนโต๊ะ ก็อดยกขึ้นมาส่องใกล้ตะเกียงดูไม่ได้ “ไอหยา คาดไม่ถึงว่าเจ้าจะทำมันได้ แมลงตัวเล็กนี้ทำได้สมจริงไม่น้อย จุดดำเจ็ดแห่งที่หลังล้วนไม่เลวเลย ไม่เลวเลยจริงๆ!”
อวี้ถังชำนาญในการทำแมลงเป็นอย่างมาก นอกจากเต่าทอง ยังมีแมลงปอ ตั๊กแตน ผึ้ง…นางล้วนทำได้เสมือนจริง
อวี้เหวินกล่าว “ดอกไม้นี้ก็ทำได้ดี ข้ามองแล้วเหมือนดอกไป๋โถวเวิงรอเจ้ากลับไป ก็ทำให้แม่เจ้าใส่สักอัน”
นี่นับว่าเป็นการชมเชยและยอมรับจากบิดา
อวี้ถังดีใจเป็นอย่างมาก กล่าวด้วยรอยยิ้ม “ข้าวางแผนแล้วว่าจะทำดอกโบตั๋นให้ท่านแม่เจ้าค่ะ”
อวี้เหวินกลับกล่าว “ข้าคิดว่าแม่เจ้าสวมดอกไห่ถัง ไม่ก็ดอกติงเซียงจะเหมาะกว่า”
หรือว่าในใจของท่านพ่อ มารดานั้นคล้ายดอกไห่ถังไม่ก็ดอกติงเซียง?
อวี้ถังพยักหน้า เผยยิ้มเริงร่า ก่อนจะบอกเรื่องอวี้หย่วนกับอวี้เหวิน
อวี้เหวินกังวลใจไม่น้อย แต่ไม่กล้าแสดงออกมาให้อวี้ถังเห็น กล่าวเรียบง่ายหนึ่งประโยค “ข้าเข้าใจแล้ว” ก่อนจะกำชับอวี้ถัง “เจ้านอนเร็วหน่อยเถิด พรุ่งนี้ก็ทำปิ่นดอกไม้ให้แม่เจ้า พวกเราลองพูดว่าซื้อมาจากเมืองหังโจว ดูสิว่าแม่เจ้าจะแยกออกหรือไม่”
อวี้ถังตอบรับทั้งรอยยิ้ม
กลางดึกนางกลับนอนพลิกตัวไปมา ไม่ว่าอย่างไรก็นอนไม่หลับ
ฟ้ายังไม่สว่าง อวี้หย่วนก็กลับมา
ยามที่เขาเข้ามาในห้องก็ทำให้อวี้ถังที่พะว้าพะวังอยู่ห้องด้านข้างตกใจตื่นเช่นกัน นางค่อยๆสวมเสื้อคลุมก่อนจะออกไปห้องบิดา
อวี้หย่วนมาเปิดประตู
อวี้เหวินสวมเสื้อคลุม เผยสีหน้าเรียบนิ่ง ยืนอยู่หน้าโต๊ะหนังสือ เห็นอวี้ถังเข้ามาก็ไม่ได้พูดอะไร
รอจนอวี้ถังเดินเข้ามาใกล้ เวลานี้จึงพบว่าบนโต๊ะหนังสือมีภาพวาดสามแผ่นที่ยังไม่ได้เอาเข้าม้วนภาพ สองภาพในนั้นสามารถมองออกว่าเป็นภาพ ‘ตกปลาใต้ต้นสนริมน้ำ’ ยังมีอีกภาพที่ดูเหมือนภูเขาทั้งคล้ายกับทะเล ด้านบนยังมีสัญลักษณ์ต่างๆที่ทำให้คนดูไม่เข้าใจ
อวี้เหวินกล่าวอย่างเงียบเชียบ “อาถัง เจ้าเดาถูกจริงๆด้วย ในภาพนี้มีเงื่อนงำอยู่!”
ไม่จำเป็นต้องให้บิดาพูด อวี้ถังก็มองออกแล้ว นางมองไปทางอวี้หย่วน
สีหน้าของอวี้หย่วนก็ไม่ได้ดูดีไปกว่ากันเท่าไร เขากดเสียงเบา “นี่เป็นภาพสามแผ่นที่อาจารย์เฉียนแกะออกมา ภาพ ‘ตกปลาใต้ต้นสนริมน้ำ’ อยู่ชั้นบนและล่าง ส่วนตรงกลางไม่รู้ว่าเป็นสิ่งใด กระทั่งอาจารย์เฉียนล้วนไม่ทันได้ใส่ม้วนภาพก็เอากลับมาให้พวกเราดูก่อนเสียแล้ว”
เห็นได้ว่าอาจารย์เฉียนก็มองออกว่าภายในมีสิ่งผิดปกติ
อวี้ถังชี้ไปที่ภาพซึ่งไม่รู้ว่าคืออะไร “นี่คืออะไรหรือเจ้าคะ?”
อวี้หย่วนส่ายศีรษะ “ข้าเองก็ไม่รู้เช่นกัน”
อวี้เหวินจ้องภาพที่ไร้ชื่อ พ่นสองคำออกมาด้วบใบหน้าอึมครึม “แผนที่!”
“อะไรนะ?!” อวี้ถังและอวี้หย่วนร้องเสียงหลงอย่างพร้อมเพรียงกัน
อวี้เหวินกล่าวอธิบาย “เป็นภาพภูมิประเทศภูเขาแม่น้ำ เมื่อก่อนทำศึกสงคราม ทำชลประทาน ล้วนต้องใช้แผนที่เช่นนี้จึงจะสามารถรู้ได้ว่าบริเวณรอบๆ เป็นภูเขาหรือแม่น้ำ เป็นป่าเขาหรือเป็นพื้นที่ราบ”
อวี้ถังนึกถึงตัวเองเมื่อครั้งไปวัดเจาหมิง ไม่มีคนนำทางล้วนไม่รู้ว่าควรจะไปอย่างไร ชั่วขณะนั้นคิดว่าคนที่สามารถวาดเช่นนี้ออกมาได้คงจะเป็นที่ได้รับการนับหน้าถือตาจากผู้คนไม่น้อย ทั้งย่อมต้องเสียกำลังคนกำลังทรัพย์เป็นอย่างมากเช่นกัน มีคุณค่าอย่างแน่นอน นางกล่าว “หรือสิ่งที่พวกเขาหาก็คือภาพแผ่นนี้”
อวี้เหวินและอวี้หย่วนไม่ได้เอ่ยขัด ยอมรับคำพูดของนางโดยปริยาย เป็นนานกว่าอวี้เหวินจะเอ่ย “แผนที่เป็นสิ่งที่ล้ำค่าและหายาก หากไม่อยู่ในการดูแลของกรมกลาโหมก็คงเป็นกรมโยธาธิการ คนทั่วไปล้วนไม่อาจได้ครอบครอง
เมื่อก่อนที่แม่ทัพออกรบ ต้องเป็นขุนนางขั้นสามหรือขุนนางขั้นผู้ใหญ่จึงจะสามารถนำเอกสารราชการจากกรมกลาโหมไปเอาแผนที่จากกรมโยธาธิการได้ ทำศึกสงครามเสร็จแล้ว แผนที่ก็ควรคืนกลับสู่ที่เดิม นี่เป็นสิ่งที่ข้าบังเอิญได้ฟังมาจากหลู่ซิ่น”
อวี้หย่วนได้ฟังก็อดหวาดกลัวขึ้นมาบ้างไม่ได้ “ภาพนี้รั่วไหลมาจากที่ใดกัน? ตกลงเป็นใครกันที่ตามหาภาพนี้? เขารู้ได้อย่างไรว่าในภาพนี้มีสิ่งนี้ซ่อนอยู่? ไฉนเขาจึงไม่มาขอซื้อที่สกุลเราอย่างตรงไปตรงมาเลยล่ะ?”
คำถามพวกนี้ใครก็ไม่อาจตอบได้
อวี้เหวินก็ดี อวี้ถังก็ดี ไม่เคยตระหนักได้อย่างชัดเจนเท่าเวลานี้มาก่อน สกุลของพวกเขากำลังประสบปัญหาใหญ่แล้ว
อวี้หย่วนกล่าว “เช่นนั้น เช่นนั้นพวกเราควรทำอย่างไรดี?”
อวี้เหวินทรุดนั่งอย่างไร้เรี่ยวแรงบนเก้าอี้โบราณที่อยู่ด้านหลังโต๊ะหนังสือ “เจ้าให้ข้าครุ่นคิด ให้ข้าได้คิด…แม้ข้าจะมองออกว่านี่คือแผนที่ แต่ภาพนี้เป็นภูมิลักษณ์ของที่ใดกันแน่ มีประโยชน์อย่างไรกลับไม่รู้แม้แต่น้อย…หากอยากรู้คงทำได้เพียงต้องตามหาคนที่เคยเห็นแผนที่ หรือกระทั่งคนที่เข้าใจและคุ้นเคยกับแผนที่ประเภทต่างๆเป็นอย่างดี…”
ขณะที่กล่าว เขาก็ชี้ที่เส้นคลื่นในภาพวาด ซึ่งแทนความหมายของน้ำ “ไม่มีสัญลักษณ์อะไรเลย เดิมก็ไม่รู้ว่าเป็นแม่น้ำทางเหนือหรือทางใต้ พวกเราถือภาพนี้ไว้ ก็เหมือนกับเด็กที่ถือมีดเล่มใหญ่ ไม่เพียงข่มขู่คนอื่นไม่ได้ แต่ยังจะเป็นภัยต่อตัวเอง”
คนที่เคยเห็นแผนที่ คนที่เข้าใจและคุ้นเคยกับแผนที่เป็นอย่างดี…ในหัวอวี้ถังพลันปรากฏใบหน้าของเผยเยี่ยนขึ้นมา
“ท่านพ่อ!” อวี้ถังอ้ำอึ้ง “ไม่อย่างนั้น พวกเราไปหานายท่านสามดีหรือไม่?”
อวี้เหวินหันมามองนางทันที
ชั่วขณะนั้นอวี้ถังก็ร้อนใจอย่างแปลกประหลาด รู้สึกไม่สบายใจขึ้นมา คล้ายถูกคนฉีกชุดด้านนอกอย่างไรอย่างนั้น “ไม่อย่างนั้น ไม่อย่างนั้น ไปหาโจวจ้วงหยวนก็ได้ พวกเขาล้วนเป็นคนที่มีความรู้ ย่อมต้องรู้ว่าภาพนี้วาดอะไรไว้…”
[1] ซาลาเปาใบบัว เป็นซาลาเปาที่มีลักษณะคล้ายใบบัว ข้างในใส่ไส้เนื้อสัตว์ต่างๆ
[2] สุราจินหวา สุราที่มีชื่อเสียงของเจ้อเจียง
[3] ดอกไป๋โถวเวิง เป็นดอกสีม่วง เกสรด้านในสีเหลือง มีขนอ่อนขึ้นตามลำต้น ใบ และดอก
[4] ดอกไห่ถัง ดอกบีโกเนีย
ตอนที่ 43: ของปลอม
“ไม่ได้!” อวี้เหวินแทบไม่ต้องใช้เวลาคิดก็ปฏิเสธอวี้ถังทันที
อวี้ถังและอวี้หย่วนมองไปยังอวี้เหวิน
อวี้เหวินกล่าว “หากอวี้ถังเดาไม่ผิด เก้าส่วนการตายของหลู่ซิ่นย่อมเกี่ยวพันกับภาพวาดนี้ เดิมทีพวกเราก็ไม่รู้ว่าเบื้องหลังของคนผู้นี้เป็นใคร แล้วจะให้นายท่านสามสกุลเผยมาเดือดร้อนด้วยได้อย่างไร?”
อวี้ถังใบหน้าร้อนฉ่า
นางคิดเพียงว่าชาติก่อน เผยเยี่ยนเป็นผู้ที่เก่งกาจเหนือใคร กลับลืมไปว่าเผยเยี่ยนในชาติก่อนไม่ได้ข้องเกี่ยวกับเรื่องในสกุลพวกเขา ถึงกระทั่งไม่รู้จักนางแต่อย่างใด
บิดาพูดถูก
ภาพวาดนี้แบกรับชีวิตคนๆหนึ่งไว้แล้ว พวกเขาไม่อาจเห็นแก่ตัวลากเผยเยี่ยนลงมาด้วยได้
เวลานี้อวี้ถังจึงค่อยค้นพบอย่างตกใจว่า เส้นทางของตัวเองได้เดินไปอย่างบิดเบี้ยวแล้ว
นางกล่าวตามตรง “ท่านพ่อ เช่นนั้นพวกเราควรทำอย่างไรดีเจ้าคะ?”
“เจ้าให้เวลาข้าคิดหน่อยเถิด!” อวี้เหวินยิ้มอย่างขมขื่น
เห็นได้ชัดว่าเขาก็อับจนหนทางเช่นกัน
อวี้ถังนึกถึงหลู่ซิ่นขึ้นมา
เขาก็คงไม่รู้ว่าภาพนี้ซ่อนความลับไว้ภายในหรอกกระมัง? มิเช่นนั้นเขาก็คงไม่จากไปเช่นนี้
หลังจากนางกลับหลินอัน คงต้องจุดธูปไหว้เขาเสียแล้ว
อวี้ถังถอนหายใจอย่างเงียบเชียบ จู่ๆในใจก็ปรากฏความคิดหนึ่งขึ้นมา
นางหยั่งเชิงกล่าว “ท่านพ่อ ไม่อย่างนั้น พวกเราให้ลุงหลู่เป็นแพะรับบาปไปเลย? อย่างไรเรื่องนี้ก็เป็นเขาที่ก่อเรื่อง สกุลหลู่เองก็ตัดสัมพันธ์เขาแล้ว ไม่ได้ไปมาหาสู่ ย่อมไม่อาจติดร่างแห”
อวี้เหวินก็อับจนหนทางแล้วจริงๆ ตระหนักได้ว่าคนธรรมดาสามคน เอาชนะขงเบ้งคนเดียว ตั้งแต่เล็กอวี้ถังก็ฉลาดมีไหวพริบ ไม่แน่ว่าอาจจะมีความคิดอะไรดีๆ “เจ้าลองพูดให้ข้าฟังสิ”
อวี้ถังกระปรี้กระเปร่าขึ้นมา “ท่านลองคิดดูสิเจ้าคะ ลุงหลู่เอาชีวิตมาทิ้งเพราะเรื่องนี้ คนพวกนั้นย่อมเคยมาหาลุงหลู่แล้ว หากไม่เป็นเพราะรู้ว่าภาพวาดอยู่ที่สกุลเรา ก็คงเป็นเพราะลุงหลู่ไม่รู้ความลับในภาพนี้เช่นกัน จึงไม่ได้กำชับอะไรให้ชัดเจนทั้งสิ้น
ข้าตรึกตรองดู ไม่ว่าจะเป็นอย่างหน้าหรืออย่างหลัง เรื่องสำคัญที่พวกเราควรต้องจัดการอย่างเร่งด่วนก็คือดึงสกุลของพวกเราออกมาจากเรื่องนี้ เช่นนั้นมิสู้พวกเราก็เอาภาพนี้ให้พวกเขาไปเลย”
“ข้าเข้าใจที่เจ้าพูด” อวี้เหวินเอ่ย “แต่ปัญหาอยู่ที่ว่าจะเอาภาพนี้ให้พวกเขาอย่างไร?”
อวี้ถังเอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “คนพวกนั้นเข้าไปค้นเรือนของพวกเราแล้วไม่พบภาพมิใช่หรือ? ยามที่พวกเรากลับไป มิสู้บอกกับคนอื่นว่าพวกเรามาหังโจวเพื่อเก็บของต่างหน้าให้ลุงหลู่ หากพวกเขาได้ยินคำพูดนี้ ย่อมจะหาวิธีเอาของต่างหน้าของลุงหลู่มาไว้ในมือ ถึงเวลานั้นพวกเราก็บอกกับคนอื่นว่าจะเอาของต่างหน้าของลุงหลู่เผาไปให้เขาทั้งหมด…”
อวี้หย่วนตาเป็นประกาย “นี่เป็นความคิดที่ดี! พวกเขาต้องคิดวิธีให้ของต่างหน้าพวกนี้มาอยู่ในมือเป็นแน่ พวกเราก็แค่ส่งภาพนั้นออกไปด้วย?”
อวี้ถังพยักหน้าติดต่อกัน คล้อยตามอวี้หย่วน ก่อนกล่าวกับอวี้เหวิน “ท่านไม่ต้องพูดว่าภาพนั้นคือแผนที่ คนทั่วไปอย่าพูดเลยว่าเคยเห็น แต่แค่ได้ยินก็คงไม่เคยเช่นกัน พวกเราไม่รู้จักย่อมเป็นเรื่องปกติ ถึงเวลานั้นพวกเราก็แค่พูดว่า ไม่รู้ว่าสิ่งนี้คืออะไร แค่นี้ก็สามารถดึงตัวเองออกมาจากเรื่องนี้ได้แล้วกระมัง”
“เจ้าพูดมีเหตุผล” อวี้เหวินปัดความรู้สึกมืดมัวเมื่อครู่ทิ้งไป เดินหัวเราะรอบห้อง “แต่ว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ พวกเรายังคงต้องปรึกษาหารือกันดีๆ”
แต่ทิศทางส่วนใหญ่ก็คงไม่ผิดพลาดอะไรแล้ว
อวี้ถังและอวี้หย่วนต่างก็โล่งใจ อดเผยยิ้มให้กันไม่ได้
ด้านอวี้เหวินกลับกล่าวพึมพำอยู่ตรงนั้น “ต้องคิดวิธีปิดบังคนพวกนั้น ไม่อาจให้พวกเขาทราบว่าพวกเรารู้ความลับของภาพนี้” พูดมาถึงตรงนี้ เขาก็หยุดฝีเท้ากะทันหัน กล่าวกับอวี้หย่วน “เรื่องนี้ยังต้องรบกวนอาจารย์เฉียน ให้เขาหาวิธีเก็บภาพไว้เหมือนเดิม”
“ท่านพ่อ!” อวี้ถังตัดบทสทนาของอวี้เหวิน “คืนสู่สภาพเดิมเกรงว่าคงไม่เหมาะเท่าไร…ทุกคนต่างรู้ว่าสกุลของเราซื้อภาพ ‘ตกปลาใต้ต้นสนริมน้ำ’ จากลุงหลู่แล้ว”
ใช่แล้ว! หากมีคนถามถึงภาพของพวกเขาขึ้นมาจะทำอย่างไร?
อวี้เหวินถามอวี้หย่วน “เช่นนั้นในเมื่ออาจารย์เฉียนอยู่ในแวดวงนี้ เจ้าลองถามเขาได้หรือไม่ ดูว่าเขารู้จักนักคัดลอกภาพวาดโบราณฝีมือดีหรือไม่ พวกเราก็เชิญคนมาคัดลอกภาพ ‘ตกปลาใต้ต้นสนริมน้ำ’ มาไว้ในบ้านของพวกเรา”
เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็ไร้ข้อผิดพลาดแล้ว
อวี้หย่วนกล่าวด้วยรอยยิ้ม “แกว่งขวานหน้าช่างมีฝีมือ เชิญใครก็มิสู้เชิญอาจารย์เฉียน…เขาเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านนี้อยู่แล้ว”
“ดีเหลือเกิน!” อวี้เหวินกล่าว “เมื่อครู่ข้ายังกังวลว่าจะดึงคนมาเกี่ยวข้องมากเกินไป เกรงว่าเก็บความลับไม่อยู่”
อวี้หย่วนยิ้ม “ท่านวางใจเถิด อาจารย์เฉียนไม่รู้ว่าพบเจอเรื่องเช่นนี้มามากน้อยเท่าใดแล้ว ไม่อย่างนั้นพอเจอภาพที่ถูกประกบอยู่ด้านในก็คงไม่เรียกข้าเข้าไปดูทันทีเช่นนี้หรอก”
อวี้เหวินผงกศีรษะ “เช่นนั้นก็เอาแบบนี้แหละ!”
อวี้หย่วนตอบรับ เก็บภาพ เตรียมจะไปหาทางอาจารย์เฉียนทันที “ฉวยยามที่ฟ้ายังไม่สว่างเท่าใด ทำเรื่องนี้ให้เสร็จเร็วขึ้นดีกว่า พวกเราก็จะได้สบายใจเร็วขึ้นเช่นกัน รีบกลับไปหลินอัน”
อวี้ถังกลับรั้งอวี้หย่วนไว้ กล่าวกับอวี้เหวิน “ท่านพ่อ เรื่องนี้ไม่จำเป็นต้องรีบร้อนนัก ข้ามาใคร่ครวญดีๆ ในเมื่ออาจารย์เฉียนผู้นั้นมีฝีมือทางด้านนี้ เรื่องทั้งหมดอยู่ในความรับผิดชอบของผู้เดียว มิสู้พวกเราขอให้เขาช่วยลอกแผนที่นี้ด้วยล่ะเจ้าคะ”
“อวี้ถัง” อวี้เหวินไม่เห็นด้วย “พวกเราไม่อาจข้องเกี่ยวกับเรื่องนี้อีกได้ หากสามารถถอยห่างได้ไกลเท่าใดก็ถอยให้ไกลเท่านั้น ไม่ว่าในนี้จะมีความลับอันใด พวกเราก็อย่าได้ลอบมองเลย บางที ยิ่งรู้มากก็ยิ่งตายไว ทั้งยังตายอย่างอเนจอนาถ”
อวี้ถังกล่าวด้วยเสียงอ่อนโยน “ท่านพ่อ หลักการนี้ข้าก็เข้าใจ แต่ข้ารู้สึกว่าพึ่งพาใครก็มิสู้พึ่งตัวเอง พวกเราสามารถส่งภาพไปอย่างราบรื่นย่อมเป็นเรื่องดี แต่หากคนพรรค์นั้น เดิมทีก็ไม่เชื่อพวกเราล่ะ? หรือพวกเรายังหวังให้พวกเขามอบความเมตตาให้ได้? จิตใจคิดร้ายผู้อื่นมิควรมี แต่การระวังคนอื่นก็มิควรขาดเช่นกัน!”
นี่เป็นบทเรียนที่นางได้รับหลังจากแต่งเข้าสกุลหลี่
ทั้งเป็นการตัดสินใจแน่วแน่หลังจากที่นางกลับมาเกิดอีกครั้ง
พึ่งภูเขายังมียามที่เขาล้ม พึ่งน้ำก็มียามที่น้ำแห้งเช่นกัน มีแค่ต้องควบคุมทุกอย่างไว้ในมือตัวเองเท่านั้น จึงจะสามารถพลิกแพลงตามสถานการณ์ ไม่อาจพ่ายแพ้
“ท่านพ่อเจ้าคะ…” นางโน้มน้าวอวี้เหวิน “ครั้งนี้ท่านฟังข้าเถิด! ไม่ว่าเรื่องอันใดก็ไม่ควรประมาท หากคนพวกนั้นรู้ว่าพวกเราพบความลับของภาพนี้ พวกเขาจะไม่คิดฆ่าพวกเราปิดปากหรือ? จะสงสัยว่าภาพนั้นปลอมหรือไม่? พวกเราควรจะรู้ว่าเรื่องราวทั้งหมดเป็นมาอย่างไร? ก็เหมือนลุงหลู่ หากเขารู้ว่าในภาพนี้มีสิ่งที่ซ่อนเร้นอยู่ เขาจะยังมีจุดจบเช่นนี้หรือ? คนอื่นไม่รู้ แต่พวกเรารู้ เขาไม่รู้ว่าในภาพนี้มีความลับ แต่คนพวกนั้นก็ยังไม่ปล่อยให้เขามีชีวิตรอด”
อวี้เหวินและอวี้หย่วนมองนางอย่างตกตะลึง ค่อนวันก็ยังไม่กล่าวอะไร
อวี้ถังกลับไม่หลบสายตาของบิดาและพี่ชายแม้แต่น้อย นางยืนอย่างมั่นคง ปล่อยให้พวกเขาพินิจนาง ใช้ท่าทีเช่นนี้บอกพวกเขาว่านางนั้นตัดสินใจแน่วแน่แล้ว ไม่อาจจะเปลี่ยนอย่างง่ายๆ ทั้งคิดตกในเรื่องนี้แล้วให้บิดาและพี่ชายวางใจ นางเติบใหญ่จนสามารถรับผิดชอบได้
เนิ่นนาน ก่อนแววตาที่เคร่งขรึมของอวี้เหวินจะถูกย้อมไปด้วยรอยยิ้ม
เขามองอวี้หย่วนไปทีหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยขึ้นมา “สกุลอวี้นั้น ภายหลังต้องมอบให้พวกเจ้าสองพี่น้องแล้ว ข้าและพ่อเจ้าล้วนแก่แล้ว กลัวเรื่องกลัวราว ทั้งตามความเปลี่ยนแปลงของโลกนี้ไม่ทันแล้ว”
“ท่านพ่อ!”
“ท่านอา!”
อวี้ถังและอวี้หย่วนพูดขึ้นมาพร้อมเพรียงกัน
อวี้เหวินโบกมือ กล่าวด้วยรอยยิ้ม “พวกเจ้าอย่าได้คิดว่าข้าพูดเพราะท้อแท้ แต่ข้ากำลังดีใจอยู่ เห็นได้ว่าคำกล่าวของบรรพบุรุษนั้นยังคงมีเหตุผล มนุษย์นั้นใช้ได้หรือไม่ ต้องดูยามที่มีเรื่องสำคัญว่าสามารถประคองได้หรือเปล่า พวกเจ้าล้วนเป็นเด็กที่ประคองเรื่องราวในยามสำคัญได้ ข้าวางใจเป็นอย่างยิ่ง” พูดจบ เขาก็สูดลมหายใจเข้าลึก “เช่นนั้นก็ทำตามนี้แหละ!”
อวี้หย่วนและอวี้ถังรีบห้ามขึ้นพร้อมกัน “ท่านเบาเสียงหน่อย! กำแพงมีหู ประตูมีช่อง!”
อวี้เหวินหัวเราะเสียงดัง พอหอมปากหอมคอก็หยุดไป เอ่ยเสียงเบาว่า “ฟังพวกเจ้า ล้วนต้องฟังพวกเจ้า”
อวี้ถังและอวี้หย่วนส่งยิ้มให้กันอีกครั้ง ล้วนมองออกถึงความดีใจจากแววตาอีกฝ่าย อวี้ถังถึงขนาดรู้สึกว่า เพราะเรื่องนี้ ความสัมพันธ์ของนางและญาติผู้พี่จึงเปลี่ยนเป็นแน่นแฟ้นขึ้นในชั่วพริบตา
อวี้เหวินเก็บภาพพวกนั้น ทั้งถามอวี้ถังอย่างสนใจไปพลาง “เจ้ายังมีอะไรจะกำชับอีกหรือไม่?”
เพราะว่าบิดาและพี่ชายต่างก็ร่วมแรงร่วมใจ อวี้ถังจึงหัวแล่นอย่างว่องไว “ท่านพ่อ เกี่ยวกับเรื่องแผนที่นั้น ข้ามีวิธีหนึ่งเจ้าค่ะ”
อวี้เหวินได้ฟัง ก็สนใจขึ้นมา “เจ้าลองว่ามา!”
เวลานี้อวี้หย่วนก็ไม่รีบแล้ว นั่งลงข้างโต๊ะอีกครั้ง
ทั้งสามคนล้อมวงกันพูดคุยภายใต้แสงไฟริบหรี่
อวี้ถังกล่าว “ท่านพ่อ ข้ารู้สึกว่าลุงหลู่มีบางคำพูดที่ยังพูดถูก ตัวอย่างเช่น พ่อของเขาเคยเป็นที่ปรึกษาทางทหารให้ใต้เท้าจั่ว จั่วกวงจง ไม่แน่ว่า ภาพนี้อาจจะเป็นของใต้เท้าจั่วจริงๆ”
ส่วนกล่าวว่าได้มาหรือใช้วิธีอื่นฉกชิงมา นั่นก็ไม่มีใครรู้แล้ว
อวี้ถังกล่าว “ดังนั้นข้าคิดว่า หากท่านจะสืบเรื่องแผนที่ ทางที่ดีที่สุดควรไปเมืองหลวงหรือไม่ก็ฝูเจี้ยนเจ้าค่ะ”
อวี้เหวินฟังก็ตื่นตัวขึ้นมา “เจ้าหมายความว่า…เมืองหลวงมีมังกรซ่อนพยัคฆ์เร้น ผู้ที่มีความรู้มากมาย ใต้เท้าจั่ว เป็นนักรบที่มีชื่อเสียงในการขับไล่โจรสลัดญี่ปุ่น จึงมีอดีตผู้ใต้บังคับบัญชาอยู่ทางฝูเจี้ยนเป็นจำนวนมาก?”
“ข้ากระทั่งคิดว่าไปฝูเจี้ยนจึงจะได้อะไรมากกว่า” อวี้ถังกล่าวต่อ “นอกจากทางใต้เท้าจั่ว สกุลหลู่ก็คงไม่อาจเอาภาพนี้มาได้ หากเป็นเช่นนี้ ใต้เท้าจั่วล่วงลับไปสิบกว่าปีแล้ว หากแผนที่สูญหาย ยามที่ใต้เท้าจั่วมีชีวิตอยู่ก็ควรจะมีคนมาซักไซ้ไล่เลียง แต่เรื่องนี้กลับเพิ่งมาเกิดเอาตอนนี้ ย่อมไม่ใช่คนของราชสำนักที่มาสืบสาวราวเรื่อง…”
ถึงเวลานั้นย่อมต้องอันตรายเป็นอย่างมาก!
แต่หากสลัดจากเรื่องร้ายนี้ไม่พ้นเล่า?
พวกเขาจำเป็นต้องเตรียมการไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ
อวี้เหวินและอวี้หย่วนล้วนรู้ว่าคำพูดที่ยังกล่าวไม่จบของนางคืออะไร
อวี้ถังกล่าวต่อ “น้ำที่วาดบนแผนที่นี้ หากไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับแม่น้ำก็คงเกี่ยวข้องกับทะเล ส่วนถึงเวลานั้นพวกเราจะพูดแบบไหน อย่างไรเสียพวกเราก็ต้องขออาจารย์เฉียนลอกภาพวาดและแผนที่นี้ให้อยู่ดี ฉะนั้นแล้วเหตุใดจึงไม่ทำให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย
ภาพต้นฉบับเอาไว้ที่เรา ส่วนของเลียนแบบก็ให้เป็นของต่างหน้าของลุงหลู่ จากนั้นพวกเราแบ่งภาพต้นฉบับอีกครั้ง แอบเอาภาพหนึ่งไปถามว่ายามที่พวกเราจัดการของต่างหน้าของลุงหลู่ก็พบภาพนี้เข้า ขอความชี้แนะจากคนพวกนั้นว่าภาพนี้วาดอะไร เป็นที่แห่งใด? ก็ได้แล้วนี่เจ้าคะ!”
ยามนี้เรื่องสำคัญที่เร่งด่วนคือเตรียมสิ่งที่ควรจะเตรียมไว้ให้พร้อม ไม่แน่ว่าอาจจะได้ใช้ในอนาคต
“ไม่เลว!” อวี้เหวินแปะมือนาง “เอาแบบนี้แหละ! เตรียมภาพวาดให้ดีก่อน เผื่อมีการเปลี่ยนแปลงอะไรกระชั้นชิด พวกเราจะรับมือไม่ทัน”
“แต่ท่านก็อย่าได้ฝืนเกินไป” อวี้ถังกำชับบิดา “เรื่องนี้จะเล็กจะใหญ่ รักษาชีวิตไว้ย่อมเป็นเรื่องสำคัญที่สุด”
“เจ้าวางใจ ข้ายังต้องรอดูเจ้ารับลูกเขยเข้าบ้านอยู่!” อวี้เหวินหยอกล้อลูกสาว
อวี้ถังยิ้มให้บิดา ในใจกลับไม่ได้ผ่อนคลายลงสักนิด
นางมีลางสังหรณ์อย่างเลือนรางว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่
นางเพียงหวังว่าลมฝนครั้งนี้จะไม่กระทบผู้คนมากไปกว่านี้
อวี้หย่วนกลับยกนิ้วโป้งให้อวี้ถังอย่างชื่นชม
อวี้ถังกระตุกยิ้มให้เขา
ประกายไฟในตะเกียงส่งเสียงแตก ‘เปรี๊ยะๆ’ อยู่พักใหญ่ อวี้เหวินกล่าวกับอวี้ถังและอวี้หย่วนด้วยใบหน้าเคร่งขรึม “เอาตามที่อวี้ถังกล่าว ขออาจารย์เฉียนช่วยทำภาพสามแผ่น แผ่นแรกอิงตามภาพ ‘ตกปลาใต้ต้นสนริมน้ำ’ ที่พวกเราส่งไปก่อนหน้านี้ คืนสู่สภาพเดิม อีกแผ่นลอกภาพ ‘ตกปลาใต้ต้นสนริมน้ำ’ อีกแผ่นก็ลอกแผนที่นั้น ภาพต้นฉบับพวกเราเก็บไว้
ลองคิดดูก่อนว่าตัวเองจะสามารถรู้ได้หรือไม่ว่าแผนที่นี้วาดอะไรบ้าง หากไม่ไหวจริงๆ ข้าก็จะไปฝูเจี้ยน แล้วค่อยไปเมืองหลวง เดี๋ยวข้าจะไปหาคนที่คุ้นเคย ดูว่ามีใครจะไปฝูเจี้ยนหรือไม่ เมื่อไปฝูเจี้ยนก็จะมีคนที่คุ้นเคยคอยสืบข่าวได้”
นี่คงจะต้องเสียเงินในบ้านมิใช่น้อยอีกแล้ว
ยังมีอวี้หย่วน ร้านค้าที่ถนนฉางซิ่ง เมื่อถึงสิ้นปีก็จะสร้างเสร็จ ร้านเครื่องลงรักของสกุลอวี้ก็ต้องฉวยโอกาสใช้ช่วงปลายปีเปิดกิจการอีกครั้งเช่นกัน อวี้หย่วนต้องไปดูแลช่วยเหลือร้านค้า ถึงเวลานั้นใครจะออกไปเป็นเพื่อนบิดานางกัน?
เรื่องต่างๆนานา ล้วนพาให้อวี้ถังปวดหัว
แต่อวี้หย่วนไม่รู้ถึงความกังวลของอวี้ถัง เห็นว่าได้จัดการเรื่องราวอย่างเหมาะสมแล้ว ก็หยัดกายขึ้นอย่างร่าเริง เก็บภาพสามแผ่นพกติดกาย ออกจากประตูไป
อวี้ถังสูดลมหายใจเข้าเบาๆ
คิดได้ ก็ต้องทำได้ นางจะพยายามอย่างเต็มที่
ความพยายามอยู่ที่คน ความสำเร็จอยู่ที่ฟ้า!
ในยามที่อวี้ถังกำลังครุ่นคิดในใจ เวลานี้จึงค่อยพบว่าตัวเองหิวจนแทบนั่งตัวตรงไม่ได้
นางขอร้องกับอวี้เหวิน “ท่านพ่อ ข้าคงไม่ต้องงดอาหารแล้วกระมัง? ยามนี้ข้ากินข้าวต้มได้สามชามเชียว”
เรื่องนี้มีทางออกแล้ว อวี้เหวินก็ผ่อนคลายขึ้นมา หยอกลูกสาวว่า “หึ เจ้าคิดว่าเจ้ายังกินอะไรได้กัน? หลังจากงดอาหารก็ทำได้เพียงกินข้าวต้มเท่านั้น ทั้งต้องค่อยๆกินไปทีละนิด กินไปชามเดียวก่อน หากไม่เป็นอะไรจึงค่อยเพิ่มจำนวนไป เมื่อวานข้าพูดกับเถ้าแก่เนี้ยแล้ว เช้าวันนี้นางจะต้มข้าวต้มให้เจ้า”
อวี้ถังมองท้องฟ้าที่ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีขาวก็คร่ำครวญขึ้นมา “ท่านพ่อ ยามนี้ฟ้ายังไม่สางเลย ไม่รู้ว่าทางครัวต้มข้าวต้มแล้วหรือยัง ข้าหิวจนหน้ามืดตาลายแล้ว ท่านไปซื้อซาลาเปาไส้เนื้อให้ข้าสักสองลูกเถิดนะเจ้าคะ
เมื่อวานยามที่ข้าออกไป ไม่ไกลจากด้านหน้าโรงรับจำนำสกุลเผย ละแวกตรงที่พวกเราลงเรือ ท่าเรือเล็กๆของถนนเสี่ยวเหอ ตรงนั้นย่อมมีอาหารเช้าขายแต่เช้าตรู่ ซาลาเปาไส้เนื้อไม่ได้ เต้าฮวยก็ยังดี! ท่านพ่อ ข้าขอร้องท่านล่ะ!”
อวี้เหวินหัวเราะ ก่อนจะออกไปซื้ออาหารเช้าให้อวี้ถัง
อวี้ถังนอนคว่ำหน้ารออวี้เหวินตรงบานหน้าต่างอย่างน่าสงสาร
อวี้เหวินไม่เพียงซื้อเต้าฮวยกลับมา แต่ยังซื้อซาลาเปาไส้เนื้อมาด้วย
ดวงตาอวี้ถังเป็นประกาย
แต่อวี้เหวินกลับวางเต้าฮวยลงเบื้องหน้าอวี้ถัง “นี่ของเจ้า!” คล้อยหลังก็ยัดซาลาเปาไส้เนื้อใส่ปากตัวเอง กล่าวด้วยเสียงอู้อี้ “นี่ของข้า”
อวี้ถังร้องไม่ออก ดื่มเต้าฮวยไปหนึ่งคำอย่างหงุดหงิด
ยังดีที่บิดานางไม่ได้ถึงกับละเลยนาง เต้าฮวยนี้อย่างไรก็หวานอร่อย ทำให้นางได้ฟื้นฟูกำลังขึ้นบ้าง
ส่วนข้าวต้มของเถ้าแก่เนี้ย นางก็ไม่ได้ละเลย กินจนเกลี้ยงชาม
อวี้เหวินยังคงกระตุ้นนาง “เจ้าอยู่ที่นี่ทำปิ่นดอกไม้ดีๆ อย่าลืมทำให้แม่เจ้าหนึ่งอันด้วย ตอนเย็นข้าวางแผนจะไปเดินเที่ยวตลาดกลางคืนตรงถนนเสี่ยวเหอกับพี่เจ้า ถึงเวลานั้นกลับมาจะเล่าให้เจ้าฟัง”
อวี้ถังแกล้งแทงเข็มที่กลีบเลี้ยงดอกไม้บนปิ่นแรงๆ ในใจกลับคล้ายเอ่อล้นไปด้วยน้ำเชื่อม หัวตาก็มีหยาดน้ำแวววับเช่นกัน
มีบิดาอยู่ข้างกาย มีมารดาอยู่รอคอย วันเวลาเช่นนี้ จึงจะนับเป็นความสุขที่แท้จริง!
[1] คนธรรมดาสามคน เอาชนะขงเบ้งคนเดียว อุปมาว่า หลายหัวย่อมดีกว่าหัวเดียว
ตอนที่ 44: กลับบ้าน
อวี้ถังเป็นคนใจกว้างคนหนึ่ง
ไม่อย่างนั้นเวลาหลายปีที่อยู่สกุลหลี่ นางก็คงถูกคนสกุลหลินบีบให้เป็นบ้าไปนานแล้ว
ในเมื่อตัดสินใจแล้ว นางก็ไม่อาจคิดมากอีก
เพียงทำตามการปรึกษาหารือของพวกเขาก็เพียงพอแล้ว
ทางอาจารย์เฉียนกล่าวว่า หากจะเอาภาพคืนสู่สภาพเดิม ทั้งต้องทำของปลอมให้พวกเขา ลอกภาพออกมาสามแผ่น ไม่อาจส่งของให้ในเวลาสั้นๆไม่ว่า แต่ยังต้องเพิ่มเงินอีกสามสิบตำลึง
อวี้เหวินตัดสินใจอย่างฉับไว ขอยืมเงินกับเถ้าแก่รองถงลับๆสามสิบตำลึง สัญญาว่าหลังจากกลับหลินอันจะคืน ยังกลัวว่าเถ้าแก่รองถงจะแพร่งพรายเรื่องนี้ออกไป อาจทำให้คนอื่นสงสัยจุดประสงค์การมาหังโจวของพวกเขา อวี้เหวินจึงขอร้องครั้งแล้วครั้งเล่าให้เถ้าแก่รองถงเก็บเป็นความลับ “อย่างไรข้าก็เป็นซิ่วไฉ เรื่องนี้หากเผยแพร่ออกไปคงขายหน้าแย่ เจ้าก็ช่วยข้าปกปิดหน่อยเถิด”
แต่ในความเป็นจริงนั้นกลัวว่าจะมีคนสงสัยจุดประสงค์ในการมาหังโจวของพวกเขา
บัณฑิตตกอับนั้นมีถมเถไป กระทั่งขุนนางบางคนก็ไร้เงินในมือเช่นกัน เถ้าแก่รองถงพบเจอมามาก เอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “ท่านวางใจ เรื่องนี้ข้าไม่บอกใครหรอก” จากนั้นก็ให้อวี้เหวินเขียนหลักฐานการยืมเงิน เก็บไว้ในคลังเก็บสินค้าของโรงรับจำนำ “ที่นี่น่าเชื่อถือกว่าคลังเก็บสินค้าของศาลาว่าการเมืองหังโจวเสียอีก ท่านวางใจเถิด!”
หากอวี้เหวินไม่เชื่อมั่นในโรงรับจำนำสกุลเผย ก็คงไม่มายืมเงินที่นี่หรอก
เขาขอบคุณเถ้าแก่รองถงเป็นมั่นเป็นเหมาะ เวลานี้จึงกลับไปโรงเตี๊ยม
อวี้ถังอยู่ในโรงเตี๊ยมไม่มีอะไรทำ ทั้งสองวันนี้ไม่เพียงใช้เวลาหมดไปกับการทำปิ่นดอกไห่ถังคู่ให้มารดา แต่ยังทำปิ่นดอกเหมยกำมะหยี่สีแดงให้เถ้าแก่เนี้ยของโรงเตี๊ยม
หลังจากที่เถ้าแก่เนี้ยได้รับก็ดีใจยกใหญ่ ชมว่านางทำปิ่นดอกไม้ได้อย่างงดงาม ยังกล่าวว่า “หลายปีมาแล้วที่ข้าไม่ได้เห็นของที่ประณีตงดงามเช่นนี้ เจ้าอยากจะใช้สิ่งนี้หารายได้ให้ตัวเองบ้างหรือไม่? หากเจ้าสนใจ ข้าสามารถช่วยเจ้าถามร้านฮวาเฟิ่นของสกุลไช่ได้ว่ารับซื้อเท่าใด? หลังจากเจ้ากลับไปหลินอัน สามารถส่งปิ่นดอกไม้ที่ทำเสร็จแล้วให้เถ้าแก่ใหญ่ถงของโรงรับจำนำพาเข้ามาได้ ข้าจะช่วยเจ้านำไปขายในร้านฮวาเฟิ่นของสกุลไช่”
ทั้งสองชาติของอวี้ถังล้วนไม่ได้นึกถึงว่าจะใช้สิ่งนี้ในการหาเงินได้ นางอดลังเลอยู่บ้างไม่ได้ “ปิ่นดอกไม้ของข้าดีขนาดนั้นเลยรึ? ร้านฮวาเฟิ่นจะยินดีอย่างนั้นรึ? ข้าไม่รู้ว่าในหนึ่งเดือนจะสามารถทำได้กี่อัน ในใจยังไม่มีแผนอันใดเลย”
เถ้าแก่เนี้ยเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “หากเจ้ามีใจจะทำการค้าขายสิ่งนี้จริงๆ ก็กลับไปครุ่นคิดดีๆเสีย ดูว่าเดือนหนึ่งเจ้าสามารถทำได้กี่อัน แต่ละอันต้องใช้ต้นทุนเท่าใด? รอเจ้าได้คำตอบแล้วค่อยมาหาข้าก็ไม่สาย อย่างไรข้าก็อยู่ที่นี่ตลอดเวลาอยู่แล้ว เพียงแค่เจ้ามาก็หาข้าเจอแล้ว”
อวี้ถังขอบคุณซ้ำแล้วซ้ำเล่า ใช้เวลาว่างหลายวันนี้ทำปิ่นดอกไม้ติดต่อกันเจ็ดแปดอัน ประจวบเหมาะที่อวี้หย่วนกลับมาเปลี่ยนเสื้อผ้าพอดี นางยังเรียกอวี้หย่วนขอให้เขาช่วยนางคิดต้นทุน
นี่หากไม่คำนวณก็ไม่รู้จริงๆ พอคำนวณดูถึงกับตกใจ
แค่ปิ่นดอกไม้เจ็ดแปดอัน เสียเงินไม่ถึงสิบอีแปะ อย่างน้อยดอกหนึ่งขายสามสิบอีแปะ ก็ได้เงินมากมายแล้ว
อวี้หย่วนทำท่าคล้ายกับกำลังคิดอะไรอยู่ ปรึกษากับอวี้ถัง “เจ้าว่าพวกเราทำการค้าขายนี้จะเป็นอย่างไร?”
บางครั้งหากมีเวลาว่างทำปิ่นดอกไม้ไม่กี่อันเพื่อช่วยภาระค่าใช้จ่ายในบ้านนั้นย่อมได้ แต่ทำการค้านี้ระยะยาว อวี้ถังไม่เคยนึกถึงมาก่อน แต่เรื่องที่อวี้หย่วนอยากทำ นางล้วนสนับสนุนทั้งนั้น
“เช่นนั้นท่านพี่ไปสำรวจความต้องการในตลาดดู!” อวี้ถังกล่าว
อวี้หย่วนครุ่นคิดเล็กน้อย สุดท้ายก็ยังคงถอนหายใจ เผยรอยยิ้มขมขื่นอยู่บ้าง “อย่างไรก็ปล่อยไปก่อนเถิด! ท่านพ่อนั้นต้องการลงแรงส่งเสริมร้านเครื่องลงรักของพวกเรา”
อวี้ถังไม่เคยเดินเล่นที่เมืองหังโจวดั่งเช่นตอนนี้มาก่อน คิดว่าร้านค้าของสกุลนั้นดีมาโดยตลอด ยามนี้มาเที่ยวเล่นที่เมืองหังโจว จึงรู้สึกว่าหลินอันเล็กไปอยู่บ้าง เข้าใจอวี้หย่วนว่าเหตุใดเขาจึงทำตัว ‘ไม่เหมาะสม’ อยู่บ้าง แต่บางเส้นทาง อวี้หย่วนจำเป็นต้องเดินด้วยตนเอง สัมผัสด้วยตนเอง เลือกด้วยตนเอง ทั้งช่วงชิงด้วยตนเอง
นางเผยยิ้ม ถามเรื่องทางอาจารย์เฉียนขึ้นมา “หลายวันนี้ท่านพี่อยู่ที่นั่น ราบรื่นดีหรือไม่?”
“ราบรื่นดี!” อวี้หย่วนกล่าว “ฝีมือของอาจารย์เฉียนนั้นแทบไม่ต้องพูดถึง”
รอจนยามที่เขานำงานที่เสร็จกลับมา ทุกคนพากันส่องซ้ายมองขวา กลับมองไม่ออกว่าแตกต่างกับภาพต้นฉบับอย่างไร อวี้เหวินถึงกับประหลาดใจ อยากทำความรู้จักอาจารย์เฉียนเป็นอย่างมาก แต่ถูกอาจารย์เฉียนปฏิเสธอย่างตรงๆ อวี้เหวินผิดหวังไม่น้อย แต่รู้ว่าเรื่องเช่นนี้ไม่อาจดึงดันได้ จึงจัดเก็บสัมภาระเตรียมที่จะกลับหลินอัน
อวี้ถังให้อวี้หย่วนไปตรอกขายเครื่องแป้งเครื่องประดับผมเป็นเพื่อนนาง ซื้อวัสดุและอุปกรณ์ในการทำปิ่นดอกไม้ ก่อนที่จะเดินทางกลับหลินอัน อวี้เหวินวางแผนจะพาพวกเขาไปกล่าวขอบคุณเผยเยี่ยนด้วย
แต่เผยเยี่ยนและโจวจ้วงหยวนไปเมืองไหวอัน
ตามที่เถ้าแก่รองถงกล่าว หลานชายของโจวจ้วงหยวนย้ายมาเป็นข้าหลวงที่ไหวอัน โจวจ้วงหยวนจึงลากเผยเยี่ยนไปด้วยกัน
อวี้เหวินอิจฉาไม่น้อย “อ่านหนังสือหมื่นเล่ม เดินทางหมื่นลี้ ก็ไม่รู้ว่าวันใดข้าจะสามารถเป็นเช่นนี้ได้บ้าง”
ล่องเรือควบม้าล้วนมากอันตราย อวี้ถังกลับไม่อยากให้อวี้เหวินเดินทางไกล
นางกล่าวไปตรงๆ “นั่นเพราะว่านายท่านสามสกุลเผยและโจวจ้วงหยวนล้วนมีคนรู้จักมักคุ้น อย่างไรท่านอยู่บ้านเป็นเพื่อนท่านแม่กับข้าดีกว่า!”
อวี้เหวินหัวเราะเสียงดัง ลูบเส้นผมนุ่มลื่นของลูกสาว กล่าวด้วยรอยยิ้ม “วางใจเถิด ข้าก็เพียงอิจฉาเท่านั้น ให้ข้าทิ้งเจ้าและแม่เจ้าออกไปเที่ยว สามวันสี่วันยังพอว่า แต่หากนานไปก็คงไม่ไหว”
อวี้ถังกระตุกยิ้มขึ้นมา
พวกเขาขอบคุณเถ้าแก่และเถ้าแก่เนี้ยของโรงเตี๊ยม ก่อนจะขึ้นเรือที่ท่าเรือเล็กๆ ซึ่งไม่ไกลจากโรงรับจำนำสกุลเผย
การเดินทางนั้นราบรื่น ไม่ถึงสองชั่วยามก็เห็นท่าเรือเสาซีในครรลองสายตา
ป้ายของโรงรับจำนำสกุลเผยยังคงปลิวไสวสู้ลม ท่าเรือก็คึกคักอยู่เช่นนั้นไม่เปลี่ยน
อวี้ถังรู้สึกคล้ายจากไปเกือบครึ่งปี เสียงจ้อกแจ้กจอแจพวกนั้นเปลี่ยนเป็นคุ้นเคยขึ้นมา
นางกระโดดลงจากเรือ
เถ้าแก่ถงตะโกนบอกนางจากไกลๆ “ช้าหน่อย ช้าหน่อย ระวังตกน้ำเอา”
อวี้ถังหัวเราะ เข้าไปคารวะเถ้าแก่ถง
เถ้าแก่ถงเดินเข้ามาหาอย่างอารมณ์ดี กล่าวทักทายอวี้เหวิน “น้องข้าบอกว่าพวกเจ้าจะกลับมาวันนี้ เมื่อครู่ข้ายังคิดว่าไฉนพวกเจ้าจึงยังไม่ถึง แต่พวกเจ้ากลับมาถึงพอดี ไปหังโจวราบรื่นดีหรือไม่?”
“ราบรื่นดี!” อวี้เหวินและเถ้าแก่ถงเดินเคียงคู่ไปด้านหน้า ทั้งกล่าวขอบคุณเขาไปพลาง “หากไม่ใช่เพราะน้องชายเจ้า ลูกสาวของข้าคงแย่ไม่น้อย” ก่อนจะเล่าเรื่องที่เชิญหมอให้เถ้าแก่ถงฟัง
อวี้ถังโมโหอยู่ด้านข้าง “ท่านพ่อ ท่านพูดกับเถ้าแก่ถงก็พอแล้ว อย่าได้ไปพูดกับใครอีกนะเจ้าคะ”
อวี้เหวินและเถ้าแก่ถงชะงักไป คล้อยหลังก็หัวเราะขึ้นมา “สาวน้อยอายเสียแล้ว ภายหลังพวกเราย่อมไม่พูดแล้ว ไม่พูดแน่นอน”
เถ้าแก่ถงเชิญอวี้เหวินไปดื่มชา พักผ่อนในร้าน
อวี้เหวินเป็นห่วงคนสกุลเฉินที่รออยู่ที่เรือน จึงปฏิเสธอย่างสุภาพไป
ด้านอวี้ถังก็มอบปิ่นดอกไม้ที่ตัวเองทำให้กับพวกหญิงสาวในสกุลถง
นายหญิงถงและนายหญิงเล็กถงล้วนชื่นชอบเป็นอย่างมาก รู้ว่าอวี้ถังทำเอง ก็นำผ้าเช็ดหน้าไม่ก็ถุงเท้ามอบให้เป็นการตอบแทน ยังกำชับกับอวี้ถังว่าหากว่างๆก็เข้ามาเที่ยวเล่นที่นี่พร้อมคนสกุลเฉินได้
อวี้ถังรับปากทั้งรอยยิ้ม
หลังจากกลับถึงบ้านก็เริ่มแจกจ่ายของที่ตัวเองทำอย่างใจกว้าง
คนสกุลเฉิน ป้าเฉิน ซวงเถา หม่าซิ่วเหนียง นายหญิงหม่า…พวกหญิงสาวของสกุลนายท่านอู๋ข้างบ้านก็มอบกล่องไม้เล็กๆให้เช่นกัน
ทุกคนต่างพากันชมฝีมือของอวี้ถัง มีเพียงคนสกุลเฉินที่ถามอวี้ถังอย่างสงสัย “นี่เจ้าทำเองจริงๆรึ? ไม่ใช่ซื้อมาหรอกหรือ?”
อวี้ถังจึงทำตรงนั้นให้คนสกุลเฉินอีกอัน
คนสกุลเฉินตกใจเป็นอย่างยิ่ง กอดอวี้ถังทั้งรอยยิ้ม “เจ้าเด็กคนนี้ คาดไม่ถึงว่าจะมีฝีมือเช่นนี้ ไปร่ำเรียนมาเมื่อใด? ไฉนข้าจึงไม่รู้?”
อวี้ถังไม่บอกคนสกุลเฉิน
จนถึงยามเย็น ยามที่คนสกุลเฉินและอวี้เหวินพูดคุยกันเป็นการส่วนตัวก็ตำหนิตัวเองอยู่บ้าง “แม้จะกล่าวว่าข้าป่วย ไม่มีเวลามาดูแลทุกเรื่องของอวี้ถัง แต่ข้ายังคงละเลยนางเกินไป กระทั่งนางทำปิ่นดอกไม้เป็น ข้าก็ยังไม่รู้”
อวี้เหวินกลับนึกถึงเรื่องแผนที่นั้น พึมพำตอบกลับ “รีบนอนเถิด! เจ้าก็อย่าคิดมาก ตอนนี้อาถังมีความคิดความอ่านแล้ว ภายหลังนางสามารถประคับประคองครอบครัวขึ้นได้ ไม่แน่ว่าพวกเราจะได้เสวยสุขจากนางจริงๆ”
ตอนที่ 45: เดินเล่น
ไม่ว่าลูกจะเติบโตเท่าใดก็ยังเป็นเด็กในสายตาบิดามารดาทั้งนั้น
คนสกุลเฉินคิดว่าคำพูดของอวี้เหวินนั้นไม่ค่อยจริงจังเท่าใด แต่เมื่อหันไปมองอีกทีก็พบว่าอวี้เหวินนอนหลับไปแล้ว อดหาข้อแก้ตัวให้สามีไม่ได้ คิดว่าเขาอาจจะเหนื่อยเกินไป นางครุ่นคิดคนเดียวอยู่ตรงนั้นเนิ่นนาน รู้สึกว่าตัวเองละเลยต่อลูกสาวเกินไป
เช้าตรู่ของอีกวัน จึงทำน้ำแกงข้าวหมากใส่ไข่ด้วยตัวเอง ยกเข้าไปถึงในห้องอวี้ถัง
ชาติก่อนอวี้ถังกลับพบเจอกับเรื่องเช่นนี้บ่อยครั้ง แต่หลังจากเกิดใหม่ นี่ยังคงนับเป็นครั้งแรก อดตกใจขึ้นมาไม่ได้ รีบปีนป่ายออกมาจากกองผ้าห่ม “ท่านแม่ นี่อะไรกันเจ้าคะ?”
คนสกุลเฉินไม่ได้ตอบ มองนางสวมเสื้อผ้าด้วยรอยยิ้ม “หลายวันแล้วที่แม่ไม่ได้พูดคุยกับเจ้าดีๆ วันนี้เจ้าอยากไปกินเจที่วัดกับข้าหรือไม่?”
หลังจากท่านผู้เฒ่าสกุลเผยจากไป คนสกุลเฉินก็มักไปทำบุญให้ท่านผู้เฒ่าสกุลเผยที่วัดบ่อยๆ
อวี้ถังใช้เกลือบ้วนปาก “วันนี้ป้าเฉินไม่ว่างหรือเจ้าคะ? ข้าและท่านพ่อวางแผนจะไปทำความสะอาดสุสานลุงหลู่ ใกล้จะครบรอบยี่สิบเอ็ดวันของเขาแล้ว ท่านพ่อกล่าวว่าจะเผากระดาษให้เขาสักหน่อย” ทั้งให้คนในเมืองหลินอันรับรู้ การที่พวกเขาไปเมืองหังโจวก็เพื่อนำของต่างหน้าของหลู่ซิ่นกลับมา เตรียมที่จะเผาให้เขา
คนสกุลเฉินผิดหวังอยู่บ้าง แต่ว่าอวี้ถังออกไปกับอวี้เหวิน พวกเขาสองพ่อลูกสนิทสนมกลมเกลียว นางก็ยังคงชื่นใจ
“ได้!” นางตอบอย่างพอใจ “รีบดื่มน้ำแกงที่แม่ทำให้เจ้าเสีย เดี๋ยวเย็นก็จะไม่อร่อยแล้ว ข้าจะให้ป้าเฉินทำขนมแป้งอบให้เจ้าและพ่อเจ้าพกไปด้วย”
หลู่ซิ่นถูกฝังที่ชิงซานหูตรงชานเมือง เดินทางจากเมืองหลินอันต้องใช้เวลาประมาณสองชั่วยาม ตลอดทางล้วนเป็นขุนเขา ไม่มีกระทั่งร้านน้ำชา ทำได้เพียงกินอาหารแห้งเท่านั้น
อวี้ถังขานรับ ก่อนจะเปลี่ยนสวมชุดต่วนหรูเนื้อหยาบสีจันทร์กระจ่าง เกล้าผมขึ้นอย่างง่ายๆ ดื่มน้ำแกงที่มารดาทำ ก่อนจะออกไปกินอาหารเช้าข้างนอกกับบิดาและมารดา
กินข้าวเสร็จ ขนมแป้งอบของป้าเฉินก็เสร็จพอดี คนสกุลเฉินตักกับข้าวใส่กล่อง ไม่ลืมกำชับอาเสา “ระหว่างทางก็ระวังหน่อย อย่าให้นายท่านและคุณหนูหิวเชียว”
อวี้เหวินเป็นห่วงคนสกุลเฉินมากกว่า “ให้อาเสาอยู่รับใช้พวกเจ้าเถิด! ข้ามีอาถังเป็นเพื่อนแล้ว”
สองสามีภรรยาต่างข้ายอมให้เจ้า เจ้ายอมให้ข้า อวี้ถังกระตุกยิ้มขึ้นมา ขอตะกร้าสานจากป้าเฉิน
คนสกุลเฉินกล่าว “เจ้าจะเอาตะกร้าสานไปทำอะไร?”
อวี้ถังส่งสายตาเป็นนัยให้บิดา “ก็ไม่ใช่ว่าต้องเอาไปใส่ธูปเทียนให้ลุงหลู่หรอกรึ?”
คนสกุลเฉินไปหาตะกร้าสานขนาดพอเหมาะมาให้อวี้ถัง อวี้ถังและบิดาออกจากเรือนไปซื้อธูปเทียน
เป็นดังที่คาด พอทั้งสองคนออกไปข้างนอกก็พบเจอคนคุ้นเคยไม่ใช่น้อย ทุกคนล้วนรู้ว่าหลายวันมานี้อวี้เหวินไปหังโจว พอเขากลับมาวันที่สองก็เห็นถือของเซ่นไหว้ไม่รู้จะเอาไปทำอะไร ต่างพากันแปลกใจ เก้าในสิบคนถามว่าเขาจะไปทำอะไร มีเพียงคนเดียวที่รั้งตัวถามพวกเขาว่าหังโจวมีที่ไหนสนุกบ้าง
อวี้เหวินตอบทุกคนตามที่ปรึกษาหารือมากับอวี้ถังก่อนหน้านี้ “หลู่ซิ่วไฉยังมีของบางอย่างทิ้งไว้ที่หังโจว ข้าจึงไปช่วยเขาเก็บเสียหน่อย รอจนครบสี่สิบเก้าวัน ก็จะเผาสิ่งของไปให้เขา”
ทุกคนต่างชื่นชมว่าอวี้เหวินมีเมตตามากคุณธรรม
อวี้เหวินถ่อมตัวอยู่ค่อนวัน เวลานี้จึงค่อยจ้างเกี้ยวสองหลังเดินทางไปชิงซานหู
หลุมฝังศพของหลู่ซิ่น ต้นสนสูงใหญ่เขียวขจีอยู่รอบทิศ หน้าหลุมศพยังหลงเหลือเศษซากประทัดสีแดงที่จุดในยามฝังศพ
อวี้เหวินถอนหายใจ คุกเข่าลงบนหินหน้าป้ายหลุมศพเผากระดาษเงินให้หลู่ซิ่น “ก็ไม่รู้ว่าสิ่งที่เจ้าพูดต่อหน้าข้า เรื่องไหนเป็นเรื่องจริงเรื่องไหนเป็นเท็จ แต่ไม่ว่าจะอย่างไร ข้าล้วนหวังให้เจ้าลืมเรื่องของชาตินี้ สามารถไปเกิดในที่ดีๆได้ในเร็ววัน อย่าได้ไม่เป็นโล้เป็นพายเหมือนในชาตินี้”
อวี้ถังมองพินิจป้ายหลุมศพของคนอื่นอยู่ด้านข้างด้วยความอยากรู้อยากเห็น
บางคนมีทั้งลูกสาวลูกชาย นับว่าสุขสมหวัง บางคนอายุยังน้อยก็มาด่วนจากไป บางคนเหลือที่อีกครึ่งหนึ่งเพื่อรอฝังคู่ชีวิตร่วมกัน ทั้งมีสุสานคู่ที่ฝังร่วมกันตั้งนานแล้ว
ลมของสารทฤดูพัดมา พาให้ไพรพนาที่ไร้ผู้คนเกิดเสียงหวีดหวิว ทั้งหอบเอาความหนาวเหน็บเข้ามา
อวี้ถังใช้สองมือลูบแขน “ท่านพ่อ ท่านหนาวหรือไม่? ที่นี่ดูอึมครึมน่ากลัว พวกเรากลับไปก่อนดีกว่ากระมัง!”
อวี้เหวินผงกศีรษะ ลงเขาไปพร้อมกับอวี้ถัง
ผู้คนมากมายในเมืองหลินอันล้วนทราบถึงข่าวนี้
กระทั่งหม่าซิ่วเหนียงก็ยังถือโอกาสที่มาขอบคุณอวี้ถัง ถามถึงเรื่องนี้อย่างสงสัย “หลู่ซิ่วไฉทิ้งอะไรไว้บ้างรึ?”
“แค่พวกภาพวาดตำรา” อวี้ถังกล่าว “ล้วนเป็นสิ่งของที่เขาใช้ในยามปกติ ทั้งไม่อาจจะทิ้งไว้ในเรือนพวกเรา”
หม่าซิ่วเหนียงกล่าวอย่างเห็นใจ “ท่านลุงอวี้ก็โชคไม่ดีที่คบหาสหายอย่างเขา เขาตายไปก็ไม่รู้อะไรอีกแล้ว ท่านลุงอวี้กลับต้องเก็บกวาดช่วยเขา”
อวี้ถังไม่อยากพูดเรื่องนี้กับนางมาก ถามนางด้วยรอยยิ้ม “ยามที่สกุลสามีมาส่งสินสอดทองหมั้น เจ้าจะสวมชุดอะไรรึ?” นางก็เลือกชุดที่ไม่เป็นที่สะดุดตาเพื่อขับให้หม่าซิ่วเหนียงดูเด่น ไม่อาจจะฉกฉวยความสนใจไปจากหม่าซิ่วเหนียงได้
หม่าซิ่วเหนียงกล่าวอย่างขัดเขิน “แม่ข้าเตรียมชุดสีแดงสดให้ข้าแล้ว”
อวี้ถังเผยยิ้ม “เช่นนั้นข้าใส่ชุดสีม่วงอ่อนดีกว่า!”
หม่าซิ่วเหนียงขานตอบรับในลำคอ ก่อนจะคุยเรื่องส่วนตัวกับอวี้ถังเสียงเบา “แม่ของข้าแอบเอาตั๋วเงินสิบตำลึงสามใบให้ข้า ไม่ให้บอกใคร หลังจากแต่งงานจะได้ไม่ต้องยื่นมือขอเงินคุณชายจางซื้อเครื่องแป้ง เครื่องชาด”
แต่ไหนแต่ไรอวี้ถังก็ไม่เคยมีประสบการณ์เช่นนี้มาก่อน นางถามอย่างแปลกใจ “ไม่ใช่ว่าเจ้ามีที่ยี่สิบหมู่เป็นสินเดิมแล้วหรอกรึ?”
หม่าซิ่วเหนียงกล่าว “แม่ข้าบอกแล้ว แม้จะกล่าวว่าที่ยี่สิบหมู่นั้นเป็นสินเดิม แต่ทรัพย์สินพวกนั้นล้วนจัดแจงไว้ดีแล้ว สกุลจางไม่ได้มั่งคั่ง หากข้าฟุ้งเฟ้อ กลัวว่าคนของพวกเขาจะไม่ชอบใจ…”
อวี้ถังอดดีใจไม่ได้ที่ตัวเองไม่ต้องแต่งออกไป
ผ่านไปเช่นนี้อยู่หลายวัน เมืองหลินอันก็แพร่ข่าวไปทั่ว อวี้ถังคิดว่าเรื่องนี้น่าจะพอเหมาะพอควรแล้ว…คนพวกนั้นไม่มาขโมยของต่างหน้าของหลู่ซิ่น พวกเขาก็จะเผามันทิ้งแล้ว ไม่ว่าจะอย่างหน้าหรืออย่างหลัง เผือกร้อนในมือก็สามารถโยนทิ้งไปได้แล้ว
หลายวันนี้หากอวี้เหวินไม่ศึกษาเรื่องแผนที่อยู่ในเรือน ก็ไปสืบข่าวอย่างระมัดระวังว่าในเมืองหลินอันมีใครบ้างที่ทำการค้าขายที่ฝูเจี้ยน? ทำกิจการใหญ่หรือเล็ก? คนผู้ไหนเปิดเผยใจกว้าง เป็นต้น มีครั้งหนึ่งถูกคนถามว่าเหตุใดเขาจึงสืบเสาะเรื่องพวกนี้ หรือสกุลอวี้เตรียมจะเปลี่ยนไปทำมาหากินอย่างอื่น
เขาแสร้งโง่ กล่าวอย่างขอไปทีออกไป กลับมาถึงบ้านก็พบว่าเหงื่อชุ่มไปทั้งตัว
อวี้เหวินเล่าเรื่องนี้ให้อวี้ถังฟัง “เห็นได้ชัดว่าข้านั้นไม่ถนัดทำเรื่องเลวร้ายเอาเสียเลย”
อวี้ถังหัวเราะ กังวลอยู่บ้าง ไม่รู้ว่าเหมาะสมหรือไม่ที่บิดาจะไปสืบข่าวที่เมืองหลวงและฝูเจี้ยน
อวี้เหวินกลับปลอบใจนาง “มีครั้งแรกก็ย่อมมีครั้งที่สอง มนุษย์ล้วนต้องการโอกาสในการฝึกฝนทั้งนั้น”
คำพูดนี้ก็มีเหตุผล
ชาติที่แล้วนางเป็นคนที่ไม่สนใจเรื่องราวของผู้อื่น ตอนนี้หาได้เป็นเช่นนั้นไม่
อวี้เหวินกลัวนางคิดมาก จึงนำภาพทั้งสองที่อาจารย์เฉียนลอกแบบขึ้นมาชม “เจ้าว่า อาจารย์เฉียนผู้นี้มีฝีมือยอดเยี่ยมถึงขนาดนี้ เหตุใดจึงทำอาชีพนี้อยู่? แม้จะกล่าวว่าหาเงินได้มาก แต่ความเสี่ยงก็ไม่น้อยเช่นกัน ทั้งไม่อาจทิ้งชื่อเสียงสู่คนรุ่นหลังได้ น่าเสียดายจริงๆ”
ใครจะไม่มีต้นสายปลายเหตุบ้างกัน
อวี้ถังไม่พูดอันใดเกี่ยวกับเรื่องนี้ รอจนมารดาเรียกกินมื้อเย็น ยามที่นางช่วยบิดาจัดเตรียมโต๊ะอาหารกลับยืนนิ่งราวกับถูกฟ้าผ่าอยู่ตรงนั้น
“นี่ นี่มันอะไรกัน?” นางร้องเสียงหลง
ตอนที่ 46: ตราประทับ
ยามนี้ตะวันกำลังลาลับพอดี ก้อนเมฆแผ่แสงสีแดงราวกับเพลิงไหม้อยู่ปลายขอบฟ้า ย้อมห้องหนังสือครึ่งหนึ่งให้กลายเป็นสีแดง
อวี้ถังจับม้วนภาพแน่น
แผนที่แผ่นนั้นที่อาจารย์ลอกแบบมา ครึ่งหนึ่งวางบนโต๊ะหนังสือ อีกครึ่งแขวนอยู่กลางอากาศ
อวี้เหวินตกใจเสียงร้องของอวี้ถัง รีบเดินตัวปลิวเข้ามา “เป็นอะไร”
อวี้ถังใบหน้าซีดเผือด พละกำลังทั้งหมดคล้ายถูกดึงออกไป ชี้ไปที่แผนที่นั้นอย่างสั่นๆ “ท่านดู ท่านดู ชุนสุ่ยถัง!”
อวี้เหวินไม่เข้าใจว่าหมายความว่าอย่างไร เดินเข้าไปพินิจอย่างละเอียด กลับไม่พบอะไร
อวี้ถังรีบยัดม้วนภาพใส่มือบิดา “ท่านลองมองจากตรงนี้ มองผ่านแสงตะวัน ยอดเขานั้นมีตราประทับอยู่ ประทับคำว่าชุนสุ่ยถัง”
อวี้เหวินรับม้วนภาพจากลูกสาว มองจากวิธีที่อวี้ถังบอกก่อนหน้านี้ คาดไม่ถึงว่าจะเห็นรางๆ ผ่านแสงตะวัน ตรา ‘ชุนสุ่ยถัง’ ที่แกะสลักด้วยตัวอักษรฉินซู
เขาขมวดคิ้วแน่น เรียกอาเสาเข้ามาเป็นอันดับแรก ให้เขาไปเรียกอวี้หย่วนที่ช่วยอวี้ป๋อซ่อมแซมร้านเข้ามา จากนั้นก็ปิดประตูด้วยใบหน้าเคร่งขรึม กล่าวเสียงเบากับอวี้ถัง “เจ้าอย่าลนลานไป นี่เป็นลูกไม้ที่ช่างพวกนั้นชอบใช้…เพื่อตบตา กลับคิดทิ้งชื่อให้เป็นที่ประจักษ์อย่างภาคภูมิ ประทับตราตัวเองลงในที่คนปกติไม่อาจสังเกตเห็นได้ง่าย ให้คนพบอย่างบังเอิญไม่ก็พบหลังจากร้อยปีผ่านไปว่าสิ่งนี้เขาเป็นคนทำขึ้นมา”
หากก่อนหน้านี้กล่าวว่าอวี้เหวินชื่นชมในตัวอาจารย์เฉียนผู้นี้เท่าใด ในยามนี้ก็ระอาใจกับเขามากเท่านั้น
“ก็ไม่รู้ว่านอกจากตราประทับนี้ เขายังหลงเหลืออะไรไว้หรือไม่? ตราประทับนี้สามารถเห็นได้ในยามพลบค่ำ แล้วยังเห็นในสถานการณ์แบบใดได้อีก?” สีหน้าของอวี้เหวินย่ำแย่ “รออาหย่วนกลับมา พวกเราทั้งสามต้องช่วยกันดูดีๆอีกที”
อวี้ถังพยักหน้าอย่างปลกๆ ในใจนั้นเละเทะวุ่นวายประหนึ่งข้าวต้มไปแล้ว
นางไม่ได้เข้าใจผิด ‘ชุนสุ่ยถัง’ นั้นและตราประทับในภาพ ‘ตกปลาใต้ต้นสนริมน้ำ’ ของนางในชาติก่อนเหมือนกันไม่ผิดเพี้ยน
ตอนบิดามารดาล่วงลับ สกุลหลี่ก็มาทาบทามรับปากจะช่วยฟื้นฟูกิจการของสกุลพวกเขา นางออกเรือนกับหลี่จวิ้น สกุลหลี่ไม่ชอบใจที่สินเจ้าสาวนางน้อยเกินไป จึงมอบที่ดินซึ่งเงียบเหงาเปล่าเปลี่ยวให้นางเป็นสินเจ้าสาว จากนั้น สกุลหลี่ก็ถูกโจรกรรม สิ่งของหายเพียงเล็กๆน้อยๆ ขนาดที่ว่าคนสกุลหลินก็ยังไม่ไปแจ้งกับทางการ…
ทั้งหมดทั้งมวลนี้คล้ายไข่มุกที่ร่วงลงมากระจัดกระจาย ถูกตราประทับ ‘ชุยสุ่ยถัง’ ร้อยเรียงเรื่องทั้งหมดเข้าด้วยกัน
อวี้ถังคล้ายกับเข้าใจเรื่องราวทั้งหมดในชั่วพริบตา ทั้งคล้ายกับไม่รู้อะไรเลยเช่นกัน
ในหัวนางยุ่งเหยิงไปหมด สองขาอ่อนแรง ทั้งยืนไม่อยู่ ทรุดตัวนั่งลงเก้าอี้ด้านหลัง
อวี้เหวินเห็นก็กล่าวขึ้นมา “อาถัง เจ้าอย่าหวาดกลัวไป เรื่องเช่นนี้ไม่ถูกผู้ที่ตกเป็นเหยื่อเห็นความผิดปกติก็แล้วไป หากมองออก พวกเราสามารถให้อาจารย์เฉียนผู้นั้นจ่ายเงินทดแทนได้ ทั้งขอให้เขาวาดภาพใหม่ให้พวกเราได้เช่นกัน ดีที่อีกหลายวันกว่าจะครบรอบสี่สิบเก้าวันของลุงหลู่ เวลานี้ให้พี่เจ้าวิ่งโร่ไปที่หังโจวอีกครั้งก็ยังไม่สาย”
ขณะที่พูด เขาก็ถอนหายใจด้วยรอยยิ้มขมขื่น “ใครจะรู้ว่าจะเกิดเรื่องเช่นนี้ ก่อนหน้านี้ข้ายังคิดเสียดายแทนเขา กลัวก็แต่ว่าเขาจะทำเรื่องเช่นนี้มาไม่น้อยแล้ว”
สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ เรื่องนี้ของพวกเขาเกี่ยวพันกับความเป็นความตายของคน พวกเรายังไม่รู้ว่าผู้ที่อยู่เบื้องหลังนั้นเป็นใคร หากอีกฝ่ายจิตใจโหดเหี้ยม ไม่แน่ว่าอาจารย์เฉียนก็อาจจะโดนดีด้วยเช่นกัน
อวี้ถังขนลุกชันขึ้นมา
อาจารย์เฉียน!
ภาพวาดชาติก่อนนั้นในมือนางก็คืออาจารย์เฉียนที่เป็นผู้ลอกภาพวาด ทั้งหมายความว่า ครานั้นมีคนตระหนักได้เหมือนกับนาง ขอให้อาจารย์เฉียนลอกภาพวาดปลอมขึ้นมา ทั้งใช้การขโมยภาพ สลับภาพจริงในมือนางไป
ยังมีลุงหลู่
ที่แท้นางก็กล่าวโทษเขาผิดไป
สิ่งที่เขาขายให้กับสกุลนางก็คือภาพจริงที่เขามี
เป็นนาง
เป็นนาง กี่ปีแล้วที่เอาแต่ทะนุถนอมภาพปลอมนั้นไว้ในมือ เห็นของปลอมเป็นของจริง ยังคิดไปเองอย่างมั่นใจว่าภาพที่ลุงหลู่ขายให้สกุลนางเป็นของปลอม
อวี้ถังอดตำหนิตัวเองไม่ได้
“อาถัง อาถัง!” อวี้เหวินเห็นนางราวกับรู้สึกผิด รีบเข้าไปตบไหล่ลูกสาว ปลอบโยนเสียงเบา “เรื่องนี้ไม่ใช่ความผิดของเจ้า ความคิดของเจ้านั้นดีทุกอย่าง พ่อยังไม่เคยเห็นคนที่ฉลาดเหนือเจ้ามาก่อน หากไม่ใช่เจ้า ตอนนี้พ่อก็คงยังไม่รู้อะไร เรื่องนี้พ่อจะหาวิธีเอง ไม่อาจเกิดปัญหาอะไรหรอก”
ยิ่งบิดาพูดเช่นนี้ ในใจอวี้ถังก็ยิ่งรู้สึกทนไม่ได้
นางสะอื้นเสียงเบาเนิ่นนานก่อนจะเอ่ย “ท่านพ่อ ท่านถูกแล้ว ลุงหลู่นั้นเป็นคนที่ไม่เลวคนหนึ่ง แม้ว่าจะเคยหลอกท่าน กลับเคยช่วยเหลือท่านอย่างจริงใจเช่นกัน เมื่อก่อนเป็นข้าที่ผิด ไม่ใช่ว่าเขาใกล้จะครบยี่สิบเอ็ดวันแล้วหรอกรึ? ข้าอยากไปกราบไหว้เขาดีๆ”
นับว่าชดเชยให้เขา
อวี้เหวินหลุดยิ้ม “นี่เจ้าเป็นอะไรไป? จู่ๆก็พูดถึงลุงหลู่ในทางที่ดีขึ้นมา หากเขาในปรโลกรู้ย่อมต้องดีใจ”
หลู่ซิ่นไม่ใช่คนโง่ คนอื่นๆของสกุลอวี้ดูแคลนเขา เขาย่อมรู้แก่ใจดี
อวี้ถังควักผ้าขึ้นมาเช็ดหน้า ทั้งผงกศีรษะ
อวี้หย่วนวิ่งเข้ามาอย่างกระหืดกระหอบ ทักทายไม่กี่คำกับอวี้เหวิน อวี้ถัง ก่อนจะเรียกให้ป้าเฉินยกชาเข้ามาให้เขา เอ่ยกับอวี้เหวินและอวี้ถัง “กระหายน้ำไม่ใช่น้อย เผยหม่านผู้นั้น พูดมากเสียจริง ถามอันนี้เสร็จก็ถามอันนั้น แต่ว่าคนผู้นี้ก็เก่งกาจไม่เบา กระทั่งยังเก่งกว่าพ่อบ้านใหญ่คนก่อนมาก รู้จักพูดอย่างแท้จริง แค่เพียงเวลาหนึ่งวัน แววตาที่ทุกคนมองเขาล้วนแตกต่างกันไป ตำแหน่งพ่อบ้านใหญ่ของเขานับว่ามั่นคงแล้ว”
อวี้เหวินรีบถาม “เกิดอะไรขึ้น?”
อวี้หย่วนจึงเริ่มเล่า “พ่อบ้านใหญ่สกุลเผย เผยหม่าน ไปดูร้านค้าที่ถนนฉางซิ่งว่าสร้างไปถึงไหนแล้ว ทั้งยังไล่เลียงถามทีละเรือนว่าพวกเราไม่ใช้วัสดุที่ร้านค้าสกุลเผยแล้วใช้สิ่งใด ได้สร้างตามที่ตกลงไว้ก่อนหน้านี้กับสกุลเผยหรือไม่ เหลือพื้นที่ให้รางระบายน้ำเท่าใด เผื่อพื้นที่ระบายน้ำใต้ดินไว้หรือไม่…
ท่านว่า เพลิงไหม้ครั้งนี้ ใครจะไม่กล้าเหลือทางระบายน้ำไว้บ้าง? ครั้งนี้นายท่านสามสกุลเผยมีจิตใจเมตตา ยินดีให้พวกเรายืมเงินมาซ่อมแซมร้านค้าใหม่ หากครั้งหน้าพบเรื่องเช่นนี้อีก สกุลเผยไม่สนใจ พวกเราหลายหลังคาเรือนนอกจากต้องขายที่ดินแล้ว ก็คงไม่มีทางเลือกอื่น”
อวี้เหวินกล่าวยิ้มๆ “คนผู้นั้นจะถามก็ไม่แปลก! หากร้านค้าของพวกเราไฟไหม้อีกครั้ง ร้านค้าของสกุลเผยย่อมติดร่างแหไปด้วย!”
ทั้งสองคนพูดเรื่องถนนฉางซิ่ง อวี้ถังกลับฟังไม่เข้าหูแม้แต่ประโยคเดียว
นางนึกถึงความอู้ฟู่อย่างฉับพลันของสกุลหลี่
เป็นเรื่องหลังจากที่สกุลหลี่ถูกโจรกรรม
ภายหลัง สกุลของพวกเขาก็อาศัยเส้นสายสกุลเดิมของคนสกุลหลิน ทำกิจการเกี่ยวกับขนส่งทางทะเลขึ้นมา
แผนที่ที่ถูกซ่อนในภาพ ‘ตกปลาใต้ต้นสนริมน้ำ’ นั้น จะเป็นแผนที่เดินเรือหรือเปล่า?
หลังจากนางแต่งเข้าสกุลหลี่ บางครั้งก็จะพบลูกหลานพวกนั้นของคนสกุลหลินมาเยี่ยมเยียนที่สกุลหลี่ นางยังจำได้ว่านางเคยได้ยินหลานชายคนหนึ่งของคนสกุลหลินคุยโวลำพองตนว่า การขนส่งทางทะเลนั้นไม่ใช่ว่าสกุลใดก็ทำได้ ไม่เพียงต้องมีเรือ มีคนคุมหางเสือ คนงานเรือที่พึ่งพาได้ แต่ยังต้องรู้ว่าควรจะเดินทางอย่างไร…แล้วก็พูดว่า ต้องมีแผนที่เดินเรือ
และแผนที่เดินเรือนี้ ย่อมเป็นของที่ไม่อาจประเมินค่าได้
อย่าเพิ่งพูดถึงอย่างอื่นเลย แต่คนที่วาดแผนที่นี้ขึ้นมา ไม่เพียงต้องขับเรือเป็น แยกแยะทิศทางออก ต้องรู้หลักการน้ำขึ้นน้ำลง ทั้งยังต้องรู้หนังสือ เข้าใจภูมิศาสตร์ หลายสิบปีถึงกระทั่งร้อยปีล้วนแทบไม่มีผู้ที่มีพรสวรรค์เช่นนี้ ทั้งแม้ว่าจะเกิดผู้ที่มีความสามารถเช่นนี้ขึ้นมาจริงๆ ไฉนไม่ใช้เวลาหลายสิบปีนั้นไปสอบจวี่เหรินหรือจิ้นซื่อเป็นขุนนางใหญ่เสีย กลับทำเรื่องที่เสี่ยงชีวิต ทั้งไร้ประโยชน์และชื่อเสียง ทิ้งเวลาทั้งชีวิตลอยเคว้งอยู่ในทะเล?
เวลานี้ แม้ว่าจะเป็นฮ่องเต้ ก็ทำได้เพียงมองตาปริบๆเท่านั้น
พวกคนที่รู้ว่าจะเดินทางในทะเลอย่างไร ล้วนอาศัยเวลาหลายชั่วอายุคน ถึงกระทั่งบรรพบุรุษหลายสิบคนใช้ชีวิตและประสบการณ์สั่งสมขึ้นมาทีละเล็กทีละน้อย หากสกุลใดมีความสามารถเช่นนี้ ก็คล้ายโอบกอดขุมทรัพย์ไว้ในมือ นอนรอเสวยสุขอยู่บนกองเงินกองทองเท่านั้น
อวี้ถังยังจำได้ หลังจากหลานชายคนนี้ของคนสกุลหลินพูดเช่นนี้ออกมา นางก็ไม่เคยเห็นคนผู้นี้ในสกุลหลินอีกเลย
เมื่อก่อนนางคิดว่าเป็นเพราะนางครองพรหมจรรย์ จึงไม่ค่อยพบคนภายนอก วันนี้มาคิดดู เห็นได้ชัดว่าเป็นอีกเรื่องที่นางไม่รู้
แผนที่นั้นต้องเป็นแผนที่เดินเรือเป็นแน่
เบื้องหลังนี้ย่อมเป็นสกุลหลี่
อวี้ถังยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกว่าป่าไม้ที่ปกคลุมไปด้วยหมอกควันเบื้องหน้าถูกพายุพัดพาจนกระจัดกระจาย เผยให้เห็นหลายด้านที่นางไม่เคยให้ความสนใจมาก่อน
นี่ก็สามารถอธิบายได้แล้วว่าเหตุใดหลี่จวิ้นไม่รู้จักนาง แต่คนสกุลหลินกลับโกหก
ทั้งอธิบายได้ว่าไฉนสกุลหลี่จึงต้องมาขอนางแต่งงานโดยไม่สนใจเรื่องชื่อเสียงหน้าตา
แต่ในขณะเดียวกันอวี้ถังก็เกิดความหวาดกลัวขึ้นมา เพราะสกุลหลี่ก็รู้จักกับอาจารย์เฉียนผู้นี้ เช่นนั้นแผนการของพวกเขาอาจจะถูกสกุลหลี่ค้นพบได้ทุกเมื่อ
ความหวาดกลัวนี้ นางยังไม่สามารถบอกบิดาและพี่ชายได้
อวี้ถังเดินไปเดินมาในห้องหนังสือ คล้ายกับสัตว์ร้ายที่ติดอยู่ในกรงขัง
“อาถัง!” อวี้เหวินตระหนักถึงความผิดปกติของลูกสาวได้เป็นคนแรก เขาเรียกอย่างเป็นกังวล “เจ้าเดินจนข้าเวียนหัวหมดแล้ว เจ้านั่งพักหน่อยเถิด! เมื่อครู่ข้าเพิ่งพูดกับอาหย่วนไป พรุ่งนี้เช้าตรู่อาหย่วนจะเดินทางไปหังโจว ทางด้านอาจารย์เฉียนเจ้าวางใจเถิด ในเมื่อเขาทำอาชีพนี้แล้ว ย่อมต้องรู้ว่าความเสี่ยงของมัน เรื่องเช่นนี้ เขาควรจะเตรียมการณ์เนิ่นๆจึงจะถูก”
อวี้ถังหยุดฝีเท้า กลับไม่อาจหยุดความหวาดกลัวในใจ “ท่านพ่อ เพราะภาพนี้จึงมีคนตายไปหนึ่งคนแล้ว แม้ว่าอาจารย์เฉียนจะเดินริมน้ำบ่อยๆ แต่ก็ย่อมมียามที่รองเท้าเปียก เขาเกิดเรื่องไม่คาดฝันอันใด แม้ไม่เกี่ยวกับพวกเรา แต่ก็ไม่อาจให้เขาทิ้งชีวิตเพราะเรื่องของพวกเราเช่นกัน”
“ข้าเข้าใจ!” อวี้หย่วนฟัง สีหน้าก็ค่อยๆจริงจังขึ้นมา “ข้าจะบอกเรื่องนี้กับเขา ดูว่าเขามีวิธีปกป้องตัวเองอย่างไร หรือให้เขาหลบหน้าไม่ออกไปไหนชั่วคราว”
เวลานี้อวี้ถังก็ไม่มีวิธีที่ดีไปกว่านี้เช่นกัน!
นางนวดขมับอย่างเมื่อยล้า
ยังมีเรื่องของสกุลหลี่ อย่างไรก็ต้องคิดวิธีหลุดออกมาให้เร็วที่สุด
อวี้ถังในยามนี้คิดว่าตัวเองเข้าใจวิธีการของสกุลหลี่มาบ้างแล้ว
พวกเขาใช้ความคิดของคนต้อยต่ำไปคาดเดาผู้ที่มีคุณธรรมสูงส่ง คิดว่าแผนที่นี้ล้ำค่าถึงขนาดนี้ คนที่รู้คุณค่าของมัน ย่อมไม่ปล่อยมือ ดังนั้นจึงลงมือในที่ลับ ยอมก่อเรื่องขโมยออกมา ดีกว่าต้องไปซื้อภาพนี้กับสกุลพวกเขาตรงๆ
แต่ว่า ชาติก่อนกับชาตินี้มีสิ่งที่แตกต่างอย่างใหญ่หลวง
นางรู้ว่าผู้ที่ลงมือเบื้องหลังคือใคร
เพียงแต่สกุลหลี่จะมั่นใจได้อย่างไรว่าภาพนี้จะกลายเป็นสินเจ้าสาวติดตามนางเข้าสกุลของพวกเขาเหมือนชาติที่แล้ว?
ชาติก่อน บิดาและมารดาของนางล่วงลับ ทรัพย์สินที่บิดาและมารดาเหลือไว้ย่อมติดตัวไป แต่ว่าชาตินี้…
นึกมาถึงตรงนี้ อวี้ถังก็แข็งทื่อไปทั้งร่าง
นางนึกถึงงานแต่งของนางและสกุลเว่ย
ไม่หรอกกระมัง?
สกุลหลี่เพียงอยากได้ภาพนี้ หรือยังจะเข้าไปสอดเรื่องงานแต่งของนาง?
ในใจอวี้ถังคิดเช่นนี้ แต่ในหัวกลับมีเสียงดังไม่หยุดหย่อน ตายไปคนหนึ่งแล้ว ฆ่าอีกคนยังมีอะไรให้กลัวรึ?
อวี้ถังหายใจลำบาก ไม่อาจอยู่นิ่งในห้องหนังสือเช่นนี้ต่อไปได้แล้ว
นางอยากรู้ว่าการตายของเว่ยเสี่ยวซานเกี่ยวข้องกับสกุลหลี่หรือไม่
นางอยากพบเว่ยเสี่ยวชวน สืบข่าวจากเขาว่าก่อนที่เว่ยเสี่ยวซานจะตายเกิดอะไรกันแน่
นางหวังให้ตัวเองเป็นโรคขี้ระแวง คิดฟุ้งซ่านไปเอง
อวี้ถังรีบออกไปจากห้องหนังสือทันที
“อาถัง!” อวี้เหวินและอวี้หย่วนตะโกนเรียกอย่างกังวล ไล่ตามออกมา
ฤดูร้อนสิ้นสุดแล้ว ต้นดอกกุ้ยฮวาที่เขียวชอุ่มในเรือน ระหว่างใบมันวาวนั้นมีกลีบดอกสีเหลืองชูช่อ เมื่อลมราตรีโชยมา กลิ่นหอมฟุ้งก็ลอยล่องเป็นครั้งคราว
อวี้ถังสูดลมหายใจลึกเฮือกใหญ่ ยามที่หันกลับไป ใบหน้าก็แต่งแต้มด้วยรอยยิ้ม “ข้าไม่เป็นไร ได้กลิ่นดอกไม้ในห้องหนังสือ จึงออกมาดู”
อวี้เหวินและอวี้หย่วนมีท่าทีผ่อนคลายลง
อวี้หย่วนกล่าวด้วยรอยยิ้ม “ข้าไปหังโจวก็คงไม่อาจไปเดินเล่นอะไรได้นัก อยากให้ข้าซื้อของอะไรมาให้เจ้าหรือไม่?”
“ท่านพี่กลับมาอย่างปลอดภัยก็เพียงพอแล้วเจ้าค่ะ” เกิดเรื่องเช่นนี้ อวี้ถังก็ยิ่งรู้สึกว่าครอบครัวอยู่พร้อมหน้าพร้อมตาล้วนดีกว่าเรื่องใดทั้งนั้น นางกดเสียงเบา “ท่านพี่ เจ้าต้องโน้มน้าวให้อาจารย์เฉียนอย่าได้ประมาทไป แผนที่นี้ หากข้าเดาไม่ผิด ไม่แน่ว่าอาจจะเป็นแผนที่เดินเรือ”
อวี้หย่วนตกตะลึงไป
อวี้เหวินร้อนรนยิ่งกว่า “เจ้าพบอะไรใช่หรือไม่?”
อวี้ถังไร้ทางที่จะอธิบายการคาดเดาของตัวเอง ทำได้เพียงกล่าว “ยามที่ข้าไปซื้อของทำปิ่นดอกไม้ บังเอิญพบคนที่ขายสินค้าทางเรือ เหมือนจะได้ยินมาเช่นนั้น เวลานั้นไม่ได้ใส่ใจ ตอนนี้จู่ๆก็นึกขึ้นได้ รู้สึกว่าแผนที่นี้ของพวกเราคล้ายกับแผนที่เดินเรือพวกนั้นเป็นอย่างมาก”
อวี้เหวินและอวี้หย่วนไม่รู้ว่าแผนที่เดินเรือนั้นล้ำค่าเพียงใด กลับรู้ว่าการค้าขายทางทะเลของฝูเจี้ยนนั้นมีการแข่งขันเป็นอย่างมาก ฆ่าคนวางเพลิงแทบจะเกิดขึ้นปีเว้นปี คดีโหดเหี้ยมฆ่าล้างสกุลที่ส่งให้เบื้องบนรับทราบก็มีไม่น้อย
คนธรรมดาที่เข้าไปข้องเกี่ยวล้วนมีชีวิตรอดไม่กี่คนเท่านั้น
ทั้งสองคนต่างก็สั่นสะท้านในใจ
อวี้เหวินคว้ามืออวี้ถังไว้ “เจ้า เจ้าคิดว่านี่เป็นแผนที่เดินเรือจริงๆ หรือ?”
“ข้าก็ไม่ได้มั่นใจมาก” อวี้ถังไม่กล้ามั่นใจเกินไป “ข้ายิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกคลับคล้ายคลับคลา ท่านลองคิดดู เมื่อก่อนใต้เท้าจั่วทำอะไร? ในอดีตพ่อของลุงหลู่ทำอะไร? แม้ว่าจะเป็นแผนที่ ทั้งไม่ใช่สิ่งที่ราชสำนักซักไซ้เอาความ หาไม่เจอก็ไม่ได้ค้นบ้านรื้อทรัพย์สิน เหตุใดจึงต้องการเอามาไว้ในมืออย่างไม่เลิกรา”
“เมื่อก่อนใต้เท้าจั่วขับไล่พวกโจรสลัดญี่ปุ่น” อวี้เหวินพึมพำ “พ่อของพี่หลู่เคยเป็นที่ปรึกษาทางทหารของใต้เท้าจั่ว มีเพียงแผนที่ที่สามารถกำเนิดทรัพย์มหาศาล จึงจะเป็นที่จดจำของผู้คน แผนที่ทั่วไปล้วนได้ใช้ในยามทำศึกสงคราม
แม้จะเป็นขุนนางของราชสำนัก ถือไว้ในมือก็ไม่มีประโยชน์อันใด! พี่หลู่คงจะไม่รู้ความลับของภาพนี้ เพราะพ่อของพี่หลู่ก็ไม่รู้? หรือแม้ว่าพ่อเขาจะรู้ ก็เหมือนพวกเรา ไม่รู้จะทำอย่างไร จึงให้มันซ่อนอยู่ในภาพอย่างรู้แล้วรู้รอดไป?”
อวี้หย่วนฟังก็หน้าถอดสี กล่าวอย่างร้อนใจ “ท่านอา เช่นนั้น เช่นนั้นพวกเราควรทำอย่างไร?”
เมื่อก่อนแค่รู้สึกว่าเผือกร้อนชิ้นนี้โยนออกไปก็เพียงพอแล้ว แต่ยามนี้เผือกร้อนจะโยนออกไปได้หรือไม่ยังเป็นเรื่องที่พูดยาก
อวี้เหวินก็อับจนหนทาง
บิดาของหลู่ซิ่นอย่างไรก็ยังรู้จักคนอย่างใต้เท้าจั่ว ส่วนเขาเป็นแค่บัณฑิตซิ่วไฉบ้านนอกธรรมดาคนหนึ่ง จะมีวิธีเหนือกว่าบิดาของหลู่ซิ่นได้อย่างนั้นรึ?
ครั้งนี้เปลี่ยนเป็นอวี้เหวินเดินวนอยู่ในลานบ้าน
คนสกุลเฉินที่มาเรียกพวกเขากินข้าวก็อดแปลกใจไม่ได้ “พวกเจ้าปรึกษาอะไรกันอีกแล้ว? ดูมีลับลมคมใน จะกินข้าวอยู่หรือไม่?”
[1] ตัวอักษรฉินซู ซึ่งก็คือตัวอักษรลี่ซู เป็นตัวอักษรจีนโบราณที่พัฒนามาจากตัวอักษรจ้วนซู ใช้ในสมัยรัชวงศ์ฉินและรัชวงศ์ฮั่น โดยในรัชวงศ์ฉินมีการเรียกตัวอักษรนี้ว่า ฉินซู
ตอนที่ 48: ไหวพริบ
ไม่มีใครเห็นว่าเย็นวันนั้นเกิดเรื่องอะไรขึ้น
ไม่รู้ว่าออกไปตอนไหน ไม่รู้ว่าตายเมื่อไร ไม่รู้ว่าก่อนที่เขาตายได้พบเจอกับเรื่องอันใด อาศัยจากที่เห็นศพของเขาลอยขึ้นมาในน้ำ ทั้งข้างลำธารที่ทิ้งอุปกรณ์จับปลาเอาไว้ ก็ตัดสินว่าเขาไม่ทันระวังจึงจมน้ำตาย
อวี้ถังฟังจบ ผ่านไปค่อนวันก็ยังไม่อาจลุกขึ้นยืนได้
อาเสาเห็นท่าทีของนาง คิดว่านางคงหวาดกลัวไม่น้อย ถามอย่างระวัง “เช่นนั้น คุณหนู ข้า ข้ายังต้องไปสืบต่อหรือไม่ขอรับ?”
“ไม่ต้อง!” ในใจของอวี้ถังราวกับมีกองไฟสุมอยู่ข้างใน ทั้งคล้ายถูกน้ำเย็นแทรกซึมเข้ามาเช่นกัน
ผู้ที่อาศัยใกล้ๆที่นาของสกุลเว่ยล้วนเป็นคนคุ้นเคยของสกุลเว่ย อาเสาเป็นคนแปลกหน้า หากมีคนสงสัย ไม่นานก็ย่อมสืบความได้ว่าอาเสาเป็นใคร นางไม่อาจทำให้สกุลเว่ยตกใจ ทำให้คนในสกุลเว่ยเจ็บปวดไปมากกว่านี้ เรื่องนี้ หยุดที่นางก็เพียงพอแล้ว
ก็ให้คนในสกุลเว่ยคิดว่าเขาจมน้ำตายไป
ความจริงเป็นอย่างไร นางจะสืบหาให้กระจ่างเอง
หากเขาตายเพราะถูกวางแผนจริงๆ ไม่ว่าจะเพราะอะไร ใครเป็นคนทำ นางจะพยายามอย่างสุดชีวิต หาความเป็นธรรม คืนความยุติธรรมให้เขา
อวี้ถังหยัดกายขึ้นจากโต๊ะอย่างช้าๆ ผลักหน้าต่างออก
ใกล้ถึงเทศกาลไหว้พระจันทร์แล้ว
ดอกกุ้ยฮวาก็บานสะพรั่งขึ้นมาตามลำดับ
กลิ่นหอมฟุ้งลอยแตะจมูก
นี่เป็นเทศกาลหนึ่งที่ครอบครัวกลับมาอยู่พร้อมหน้าพร้อมตา ทุกคนควรจะมีความสุขกันถึงจะถูก
อวี้ถังนั่งทำปิ่นดอกไม้อยู่ใต้ต้นกุ้ยฮวาตรงลานบ้าน
ครั้งนี้นางทำดอกซานฉา รูปแบบหลากหลาย วัสดุแต่ละประเภท ทั้งสีที่แตกต่างกันไป รอจนผ่านสองสามเดือน นางก็สามารถทำใส่ได้หลายกล่องแล้ว ถึงเวลานั้นนอกจากมารดา ป้าสะใภ้ใหญ่ และพวกหม่าซิ่วเหนียงแล้ว นางก็วางแผนจะให้พวกสตรีสกุลเว่ยด้วย
อวี้ถังก้มหน้าก้มตา ค่อยนำกลีบดอกกำมะหยี่ที่ตัดไว้ดีแล้วเย็บร้อยเรียงเข้าด้วยกัน ไม่นานก็ทำออกมาเป็นดอกหนึ่ง จากนั้นแต่งเติมใบสีเขียวเข้าไป ไม่ก็ใช้ไข่มุกทำเป็นน้ำค้าง หรือใช้เศษผ้าทำเป็นผึ้งเกาะอยู่ด้านบน ดูแล้วเหมือนของจริงเป็นอย่างยิ่ง
ผ้ากำมะหยี่นั้นส่วนมากจะเป็นสีแดงช้ำ มีขนอ่อนเล็กๆ ลูบแล้วก็คล้ายเป็นกลีบดอกของดอกซานฉาจริงๆ นุ่มละเอียดทั้งรับรู้ถึงเนื้อสัมผัส
ไม่รู้ว่ามีหยดน้ำจากที่ใดตกลงมา ทำให้ผ้าลู่โฉวที่นางตัดเป็นใบไม้ในมือเปียกชื้น
อวี้ถังขมวดคิ้ว
เมื่อเงยหน้ากลับพบว่าท้องฟ้าปลอดโปร่ง ไร้เมฆบดบัง
หยดน้ำมาจากที่ไหนกัน
นางแปลกใจ รู้สึกถึงความเหนอะหนะบนใบหน้า เมื่อลองลูบดู ก็พบว่ามือเปียกไปด้วยน้ำ
อวี้ถังงุนงงอยู่บ้าง ข้างหูกลับปรากฏเสียงร้องอย่างตกใจของซวงเถา “คุณหนู เกิดเรื่องอะไรเจ้าคะ? ไฉนท่านจึงร้องไห้ขนาดนี้? ข้า ข้าจะไปเรียกนายหญิงเดี๋ยวนี้…”
นางรีบคว้าซวงเถาเอาไว้ “ข้าร้องไห้รึ?”
ซวงเถามองนางอย่างเกรงกลัวอยู่บ้าง ชี้ไปที่หน้าของนาง กล่าวเสียงเบา “ใบหน้าท่านมีแต่น้ำตา”
“อย่าให้ท่านแม่รู้” อวี้ถังกล่าว “เจ้าไปตักน้ำมาให้ข้าล้างหน้าล้างตาหน่อยเถิด”
ซวงเถาก็กลัวว่าจะทำให้คนสกุลเฉินตกใจ จึงรีบไปตักน้ำ
อวี้ถังจึงกลับเข้าไปในห้อง ส่องดูตัวเองในกระจก
เป็นดั่งที่ซวงเถาว่าจริงๆ ดวงตานางแดงก่ำ น้ำตาเปรอะเปื้อนไปทั้งหน้า
อวี้ถังนั่งนิ่งอยู่หน้ากระจกพักใหญ่ ในหัวคิดว้าวุ่น นางไม่รู้ว่าตัวเองกำลังคิดอะไรอยู่ รอจนซวงเถาตักน้ำเข้ามา ล้างหน้าเปลี่ยนชุดใหม่อีกครั้ง จู่ๆอาเสาก็เข้ามารายงาน กล่าวว่าเว่ยเสี่ยวชวนต้องการพบนาง “เขารออยู่ที่ประตูหลังขอรับ”
“ข้าจะไปดู” นางหยัดกายขึ้นก่อนจะไปด้านหลังเรือน
เว่ยเสี่ยวชวนถือตะกร้าใส่ตำรา พิงกำแพงด้านหลังเรือนของพวกเขาทั้งเตะก้อนหินเล็กๆใต้เท้าอย่างเบื่อหน่าย
เมื่อเห็นอวี้ถัง เขาก็ยืดตัวตรงขึ้นมาทันที “คุณหนูอวี้ ข้ามีเรื่องจะพูดกับเจ้าตามลำพัง”
อวี้ถังผงกศีรษะ ให้เขาเข้ามา ก่อนจะไล่ซวงเถาและอาเสาออกไป
เว่ยเสี่ยวชวนถามนาง “เหตุใดอาเสาจึงมาสืบเรื่องพี่รองของข้า? สกุลพวกเจ้ามีเรื่องอะไรปิดบังพวกเราใช่หรือไม่? อีกอย่าง ครั้งที่แล้ว มาถามเรื่องพวกนั้นถึงสำนักศึกษาของข้าตกลงมันคืออะไรกันแน่?”
อวี้ถังคาดไม่ถึงว่าเว่ยเสี่ยวชวนจะฉลาดเกินวัย มีไหวพริบถึงขนาดนี้ นางครุ่นคิดหาข้ออ้าง ตั้งใจจะปกปิดเว่ยเสี่ยวชวน นึกไม่ถึงว่าเว่ยเสี่ยวชวนจะเอ่ยว่า “หากเจ้าพูดความจริงกับข้า ไม่แน่ว่าข้าอาจช่วยเจ้าได้ หากเจ้าโกหกข้า ข้าจะบอกเรื่องนี้กับผู้ใหญ่ทั้งสองสกุล”
“หา!” อวี้ถังเบิกตาโต
เว่ยเสี่ยวชวนเผยสีหน้าลำพองใจ “เจ้าอย่าคิดว่าข้าอายุน้อย ไม่รู้เรื่องอะไร เจ้าแอบมาเจอข้าที่สำนักศึกษา ผู้ใหญ่ที่เรือนของเจ้าย่อมไม่รู้เรื่อง อาเสาก็เป็นไปได้ว่ามาตามคำสั่งของเจ้า ข้าเตือนให้เจ้ากล่าวตามตรงดีกว่า อย่าบังคับให้ข้าต้องใช้วิธีข่มขู่”
ต่อให้อวี้ถังจะรู้สึกโศกเศร้าเท่าใดก็แทบหายไปเพราะคำพูดนี้ของเว่ยเสี่ยวชวน
นางกลืนไม่เข้าคายไม่ออก “เจ้าอายุเท่านี้ คาดไม่ถึงว่าจะมาข่มขู่ข้า เจ้าไม่กลัวว่าข้าจะไปรายงานกับสกุลเจ้ารึ?”
“ควรจะเป็นเจ้าที่กลัวข้ารายงานมากกว่ากระมัง?” เว่ยเสี่ยวชวนแค่นเสียง “อย่าคิดว่าข้าไม่รู้ หากเจ้าอยากให้ผู้อาวุโสของสกุลข้ารู้ ก็คงส่งคนไปถามตรงๆตั้งนานแล้ว เห็นได้ชัดว่าเจ้าทำเรื่องมีลับลมคมใน” กล่าวต่อ
“ข้าก็ไม่ได้จะข่มขู่เจ้า เป็นเจ้าที่ทำเรื่องบกพร่องเกินไป หลังจากข้ากลับไปก็ครุ่นคิดอย่างละเอียด เจ้าสอบถามเรื่องพวกนั้นของพี่รองข้า ล้วนวนเวียนอยู่กับคำถามที่ว่าพี่รองข้าตายอย่างไร” เขาพูดมาถึงตรงนี้ ใบหน้าเล็กก็ค่อยๆเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมขึ้นมา ในแววตาปรากฏความเศร้าโศก
“ข้าก็รู้สึกว่าพี่รองข้าไม่ใช่คนสะเพร่าขนาดนั้น ข้ายังคิดว่าเป็นข้าเองที่คิดมากไป…เจ้าต้องรู้อะไรมาแน่ๆ” เขามองอวี้ถังอย่างขอร้อง “เจ้า เจ้าบอกข้าเถิด! แม้ข้าต้องติดค้างน้ำใจเจ้า แต่ภายหลังข้าย่อมจะตอบแทนเจ้าแน่นอน”
อวี้ถังตกตะลึง
เว่ยเสี่ยวชวนกลับแน่ใจว่านางรู้เบื้องหลังอะไรบางอย่าง มองนางอย่างดื้อรั้น คล้ายกับว่าหากนางไม่พูด เขาก็จะไม่ยอมง่ายๆ
อวี้ถังถอนหายใจยาว
หากนี่เป็นกรรม เช่นนั้นเดิมทีกรรมนี้นางก็เป็นคนก่อ นางเป็นคนนำมา หรือหากนางจะปกปิดก็สามารถปกปิดไว้ได้แล้วรึ? ทำเป็นเหมือนว่าไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น?
เวลาไม่คอยนาง ยิ่งไปกว่านั้น ยามนี้นางต้องการให้คนช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน
“ได้!” อวี้ถังแทบจะตัดสินใจในทันที นางกล่าวอย่างจริงจัง “ข้าบอกเจ้าได้ แต่เจ้าต้องสาบาน จะไม่มีคนที่สามรู้เห็นกับเรื่องนี้”
ส่วนผลที่ตามมาจะเป็นอย่างไร นางจะรับผิดชอบเอง
เว่ยเสี่ยวชวนลังเลเล็กน้อย ก่อนจะสาบาน
อวี้ถังเล่าความกังวลใจของตัวเองให้เว่ยเสี่ยวชวนฟัง แต่ไม่ได้พูดถึงเรื่องภาพวาด นางกลัวว่าเว่ยเสี่ยวชวนหรือสกุลเว่ยจะถูกติดร่างแหไปด้วย พูดแค่เพียงว่าสงสัยว่าจะมีคนก่อศึกชิงรักหักสวาท
“ข้าเดาไม่ผิด ข้าเดาไม่ผิดจริงๆ” เว่ยเสี่ยวชวนพึมพำ “ข้าว่าแล้ว พี่รองข้าเป็นคนที่เชื่อฟังถึงขนาดนั้น อีกวันจะไปเจรจาเรื่องงานแต่งแล้ว ไฉนกลับออกไปข้างนอกโดยไม่บอกไม่กล่าว แม่น้ำลำธารใกล้ๆที่นาของข้าก็เหมือนเรือนหลังของพี่รอง พี่รองข้าจะไปจับปลาแล้วตกน้ำตกท่าได้อย่างไร เวลานั้นเป็นยามที่กุ้งหอยปูปลาอุดมสมบูรณ์ เด็กๆในที่นา หากมีเวลาว่างย่อมพากันออกมาจับกบจับปลา เหตุใดกลับไม่มีคนเห็นพี่รองข้าแม้แต่คนเดียว…”
เด็กยังไม่ทันโตดี มีท่าทีขวัญหายก็ทำให้คนเอ็นดูเป็นพิเศษ
อวี้ถังอยากจะปลอบเขาสักคำสองคำ เขากลับเงยหน้าขึ้นมาอย่างกะทันหัน จ้องมาที่อวี้ถังอย่างแน่วแน่ “คุณหนูอวี้ เป็นสกุลหลี่ใช่หรือไม่!”
เด็กคนนี้ ฉลาดเกินไปแล้ว!
อวี้ถังอ้าปากค้างกว่าค่อนวัน
เว่ยเสี่ยวชวนกล่าวอย่างเคืองโกรธ “ข้าเดาว่าเป็นพวกเขา นอกจากสกุลพวกเขาแล้ว ก็ไม่ได้มีสกุลอื่นอยากแต่งกับเจ้า”
อวี้ถังมีท่าทีลำบากใจ ขอโทษเสียงเบา “ขอโทษด้วย ข้ายังไม่มีหลักฐาน ไม่รู้ว่าเป็นพวกเขาทำหรือไม่…”
“เจ้ามีอะไรให้ขอโทษกัน” เว่ยเสี่ยวชวนกล่าวอย่างไม่พอใจ “หากจะพูดว่าผิด ก็เป็นความผิดของพวกเขา หรือเพราะว่าเจ้าหน้าตางดงาม พวกเขาต่างละโมบโลภมาก ก็ผลักภาระนี้ไว้ที่เจ้าได้อย่างนั้นรึ? เจ้าไม่ต้องขอโทษข้า ทั้งไม่ต้องขอโทษกับใคร”
“เว่ยเสี่ยวชวน!” อวี้ถังกล่าวอู้อี้ จู่ๆภาพเบื้องหน้าก็เปลี่ยนเป็นเลือนรางอยู่บ้าง
ชาติก่อน หลี่จวิ้นตายแล้วก็ดี หลี่ตวนอยากครอบครองนางก็ดี คนสกุลหลินมักกล่าวว่าเป็นความผิดของนาง แมลงวันไม่ตอมไข่ที่ไร้รอยแตก นางใช้เวลาไปมากมายจึงค่อยเข้าใจ บางครั้ง เหตุผลก็ยืนอยู่ข้างคนส่วนน้อย
นางไม่ได้ผิด ผู้ที่ผิดคือคนจิตใจสกปรกพวกนั้น
ตั้งแต่นางกลับชาติมาเกิดอีกครั้ง นี่นับเป็นครั้งแรกที่มีคนพูดกับนางอย่างแน่วแน่ว่า นางไม่ใช่คนผิด
อวี้ถังน้ำตาพรั่งพรูออกมา
เว่ยเสี่ยวชวนกลับเผยใบหน้ารังเกียจ “หญิงสาวอย่างพวกเจ้าชอบร้องไห้เสียจริง! เรื่องใหญ่ร้องไห้ เรื่องเล็กร้องไห้ ยามที่ดีใจร้องไห้ ยามที่เสียใจก็ร้องไห้ มีเรื่องหรือไม่มีเรื่องล้วนร้องไห้ เจ้าไม่ร้องไม่ได้รึ เจ้าทำเช่นนี้น่ารำคาญไม่น้อย เจ้ารู้หรือไม่?”
แม้ปากเขาจะก่นว่า ทว่าหูกลับแดงก่ำ
อวี้ถังหัวเราะทั้งน้ำตา ลองลูบศีรษะของเขา “ข้าทำไม่ถูกเอง ภายหลังจะไม่ร้องเช่นนี้แล้ว”
เว่ยเสี่ยวชวนบิดศีรษะหลบมือนาง “เช่นนั้นข้าไปแล้ว รอหากมีข่าวคราวจะมาบอกเจ้าอีกที”
อวี้ถังกลัวว่าเขาจะทำซี้ซั้ว รีบดึงเขาไว้ “เรื่องนี้พวกเราต้องสืบให้ชัดเจนก่อน ขอเพียงแค่สืบกระจ่างแล้ว ไม่ว่าใครจะเป็นคนทำ ข้าล้วนมีแผนที่จะจัดการกับพวกเขา เจ้าอย่าได้ทำอะไรพลการ ทำเสียเรื่องของข้า”
“รู้แล้ว รู้แล้ว” เว่ยเสี่ยวชวนกล่าวอย่างไม่ใส่ใจ “แม้ว่าข้าจะอยากทำอะไร ก็ไร้หนทางจะลงมือในช่วงเวลาสั้นๆ ถึงจำเป็นต้องหาผู้ช่วยอย่างไรเล่า!”
ที่แท้นางคือคนที่ถูกเว่ยเสี่ยวชวนเลือกให้เป็นผู้ช่วย!
ในที่สุดอวี้ถังก็เข้าใจขึ้นมาบ้างว่า เหตุใดเว่ยเสี่ยวชวนจึงมาหานาง ทั้งพูดเช่นนี้ออกมา
แต่ว่า นางก็ต้องการผู้ช่วย หากมีเว่ยเสี่ยวชวนคอยช่วย ย่อมมีประโยชน์กว่าอาเสา
อวี้ถังให้ซวงเถายัดกล่องขนมให้เว่ยเสี่ยวชวน “เจ้าอยู่ในวัยกำลังโต เอาไปกินในหอเรียนเสีย หากกินไม่หมด ก็ให้สหายร่วมห้องของเจ้ากินด้วย”
ชีวิตความเป็นอยู่ของสกุลเว่ยไม่นับว่าแย่มากมาย แต่อย่างไรก็เป็นคหบดีชนบท ลูกชายมาก ภาระหนัก วันปกติธรรมดา พวกเด็กๆย่อมไม่คุ้นชินที่จะกินขนมของว่าง นับประสาอะไรกับการแบ่งปันสหายร่วมห้อง ยามที่อยู่หอเรียนเขาเป็นคนที่เก็บตัวอยู่บ้าง ไม่ใช่ว่าเขาผูกสัมพันธ์คนอื่นไม่เป็น แต่ประเด็นหลักอยู่ที่การคบค้าสมาคมกับผู้คนนั้นต้องใช้เงิน เขาสงสารพ่อแม่ ไม่อยากเสียเงินเพราะเรื่องนี้
เขากลับไม่อยากได้ขนมของอวี้ถัง กลอกตา คิดจะยัดกลับไป อวี้ถังกลับเอ่ยว่า “ถือเสียว่าเป็นค่าตอบแทนที่เจ้าช่วยข้าสืบข่าว”
เว่ยเสี่ยวชวนรับรู้ถึงความปรารถนาดีของนาง ลังเลอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะรับขนมไว้ คิดว่าภายหลังหากตัวเองเป็นขุนนางใหญ่แล้ว ค่อยซื้อคืนให้นางเป็นแปดเท่าสิบเท่า ตอบแทนน้ำใจนางก็เพียงพอแล้ว
อวี้ถังทอดมองแผ่นหลังของเว่ยเสี่ยวชวนที่เดินจากไปคนเดียว เผยยิ้มทั้งสั่นศีรษะ รู้สึกว่าเด็กผู้นี้ฉลาดเกินวัยจนทำให้คนรู้สึกเอ็นดู
.........
ไม่ถึงสองวัน อวี้หย่วนก็กลับมา
อวี้เหวิน อวี้ถังและอวี้หย่วนก็หลบคนสกุลเฉินมาพูดคุยในห้องหนังสืออีกครั้ง
“อาจารย์เฉียนซาบซึ้งเป็นอย่างมากที่พวกเราตั้งใจไปบอกกล่าวกับเขา” อวี้หย่วนกล่าวเสียงเบา “เขากล่าวว่า ยามที่เขาเพิ่งจะเห็นภาพนั้นก็สงสัยว่าเป็นแผนที่เดินเรือ เพียงไม่อยากข้องเกี่ยวไปด้วย ดังนั้นจึงไม่ได้พูดอะไร เขาก็คิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ วางแผนจะไปหลบอยู่กับศิษย์พี่ของเขาสักสองสามปี
หากทำการค้าขายทางนั้นได้ดี เขาก็จะไม่กลับมา ให้พวกเราไม่ต้องกังวล เขายังพูดอีกว่า หากพวกเราตัดสินใจไปฝูเจี้ยน เขามีเพื่อนคนหนึ่งอยู่ทางนั้น ตอนเยาว์วัยชอบศึกษาเรื่องแผนที่เป็นอย่างยิ่ง ไม่แน่ว่าอาจจะรู้จัก เขายังบอกที่อยู่คนผู้นั้นกับข้าทั้งให้พวกเราลองไปดู”
อวี้เหวินและอวี้ถังฟังจบก็โล่งใจในเวลาเดียวกัน อดดีใจขึ้นมาไม่ได้
“เช่นนั้นก็ดี!” อวี้เหวินกล่าว “จะเห็นได้ว่าคำกล่าวของบรรพบุรุษนั้นมีเหตุผล ทำดีก็ย่อมได้รับสิ่งดีๆ ตอบ พวกเราเพียงช่วยตักเตือนอาจารย์เฉียน อาจารย์เฉียนกลับให้ความช่วยเหลือเช่นนี้แก่พวกเรา พอดีเชียว ข้าก็ไม่ต้องไปสืบว่าสกุลใดมีคนทำการค้าอยู่ที่ฝูเจี้ยนบ้าง แค่ไปหาคนที่อาจารย์เฉียนแนะนำมาก็เพียงพอแล้ว”
อวี้ถังพยักหน้ารับ
คนสกุลเฉินเคาะประตูอยู่ด้านนอก บ่นว่า “ไฉนพวกเจ้าลงดาลประตูอีกแล้ว? ข้ามีเรื่องจะพูด พวกเจ้ารีบเปิดประตูหน่อย”
พวกอวี้เหวินสามคนต่างมองหน้ากัน อวี้ถังรีบไปเปิดประตู
คนสกุลเฉินเดินขมวดคิ้วเข้ามา “ฤดูใบไม้ผลิอากาศเย็นสบาย พวกเจ้ามีเรื่องอะไรไยไม่พูดในลานบ้าน กลับมาหลบกันในห้องหนังสือ?”
อวี้เหวินรีบเบี่ยงประเด็น “เจ้ามาหาพวกเรามีเรื่องด่วนอันใดรึ?”
คนสกุลเฉินกล่าว “มีแม่สื่อมาหา…”
ในใจของอวี้ถังมีโล่กำบังตั้งขึ้นมาทันที
เรื่องของสกุลหลี่ยังไม่ทันแก้ไข เวลานี้นางพูดคุยเรื่องงานแต่งกับสกุลใดล้วนเป็นการทำร้ายทั้งนั้น!
“ท่านแม่ เรื่องงานแต่งของข้า ท่านพักไว้ชั่วคราวก่อนเถิด!” นางกล่าวอย่างร้อนรน “ใกล้จะถึงเทศกาลไหว้พระจันทร์แล้ว หลังจากผ่านเทศกาลไหว้พระจันทร์ไปก็เป็นเทศกาลฉงหยาง อย่างไรรอถึงเดือนสิบแล้วค่อยว่ากันเถิดเจ้าค่ะ!”
คนสกุลเฉินฟังก็หัวเราะขึ้นมา “หากข้าดึงดันจะกำหนดงานแต่งให้เจ้าจนได้เล่า?”
อวี้ถังอ้าปากค้าง กลับมองเห็นความหยอกล้อในสายตาของมารดา
“ท่านแม่!” นางกล่าวอย่างไม่รู้จะทำอย่างไร
คนสกุลเฉินหัวเราะก่อนจะเขกศีรษะนาง กล่าวด้วยรอยยิ้ม “เจ้าคิดว่าเจ้าเป็นที่หมายปองของชายหนุ่มหรืออย่างไร? ผู้ที่มาสกุลเราจะทาบทามเจ้าเพียงคนเดียวอย่างนั้นรึ?”
อวี้ถังงงงัน “หรือว่าไม่ใช่ล่ะเจ้าคะ?”
คนสกุลเฉินเอามือทาบอกหัวเราะ “สกุลของพวกเราไม่ใช่ยังมีพี่เจ้าอีกคนหรือไร?”
ทุกคนต่างตกใจ
อวี้หย่วนใบหน้าขึ้นสี
อวี้เหวินรีบถาม “นี่ตกลงเป็นเรื่องอะไรกันแน่? ทาบทามให้อาหย่วน ไฉนไม่ไปหาพี่สะใภ้ใหญ่กลับมาหาทางเจ้า?”
ใช่แล้ว!
อวี้ถังทำหูตั้ง
คนสกุลเฉินกล่าว “เป็นสกุลเว่ย นายหญิงเว่ยฝากฝังมา กล่าวว่าเรื่องของอาถังและลูกชายคนรองของสกุลพวกเขานั้นน่าเสียดาย อยากจะเชื่อมสัมพันธ์กับสกุลพวกเราต่อ กลัวว่าพี่สะใภ้ใหญ่จะติดขัดอันใด จึงให้แม่สื่อมาหยั่งเชิงข้าก่อน ข้ามาหาเจ้าก็เพราะปรึกษาเรื่องนี้”
อวี้หย่วนใบหน้าแดงก่ำ อยากไปฟังเช่นกัน แต่กลับกลืนไม่เข้าคายไม่ออก เพียงยืนอยู่ตรงนั้น
อวี้เหวินกล่าว “สกุลพวกเขาไม่ใช่ว่ามีเพียงลูกชายห้าคนหรอกรึ? ลูกสาวมาจากไหนกัน? หรือสกุลเว่ยยังมีครอบครัวอื่นอยู่อีก?”
คนสกุลเฉินป้องปากหัวเราะ “นายหญิงเว่ยอยากเป็นแม่สื่อให้หลานสาวผู้ที่อยู่ในสกุลเว่ยตั้งแต่เล็กจนโตคนนั้นกับอาหย่วนของพวกเรา”
“แม่หนูคนนั้นเอง!” เห็นได้ชัดว่าอวี้เหวินมีความประทับใจอยู่บ้าง “ได้ ได้ ข้าคิดว่าใช้ได้ เช่นนั้นเจ้าเข้าไปพูดกับพี่สะใภ้หน่อยเถิด สกุลเว่ยนั้นใจดีมีเมตตา ข้าก็เสียดายที่ไม่อาจแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์กับพวกเขา”
คนสกุลเฉินมองอวี้หย่วนด้วยรอยยิ้มไปที “เช่นนั้นข้าไปล่ะ แม่สื่อของเขายังรอคำตอบอยู่!” แม้จะพูดเช่นนี้ แต่คนกลับไม่ขยับไปไหน ทำเอาอวี้หย่วนเขินอายจนอยากจะขดตัวเป็นวงกลม
สองสามีภรรยาอวี้เหวินหัวเราะ ถามอวี้หย่วน “เจ้าว่าอย่างไร? แม้จะกล่าวว่าเรื่องใหญ่อย่างงานแต่งต้องฟังพ่อแม่ แต่พวกเราก็คาดหวังให้พวกเจ้าสามารถใช้ชีวิตที่ดีด้วยกันได้ เจ้าก็ลองคิดดูว่ายินยอมหรือไม่”
อวี้หย่วนหน้าแดงจนแทบจะไหลเป็นหยดเลือดได้ ผงกศีรษะอย่างส่งๆไป
[1] ผ้าลู่โฉว ผ้าไหมชนิดหนึ่งของซานซี เนื้อผ้าหนาและทนทาน
[2] แมลงวันไม่ตอมไข่ที่ไร้รอยแตก เปรียบเปรยว่า เรื่องราวที่เกิดขึ้น ย่อมมีเหตุผล
[3] เทศกาลฉงหยาง เป็นเทศกาลที่ตรงกับวันที่เก้าเดือนเก้า ชาวจีนถือว่าเป็นเลขมงคล เป็นวันที่เหมาะกับการยินดีเฉลิมฉลอง ทั้งในวันนี้จะเฉลิมฉลองโดยการชมดอกเบญจมาศ เที่ยวขึ้นเขาหรือที่สูงเพื่ออธิษฐานขอพร ทัดใบจูอวี๋ (สมุนไพรจีนชนิดหนึ่ง) ดื่มเหล้าเบญจมาศ กินขนมฉงหยาง (ขนมนึ่งที่ทำด้วยแป้งข้าว แต่งหน้าด้วยธัญพืช) เป็นต้น
ตอนที่ 50: ป่าเขา
เว่ยเสี่ยวชวนตื่นตัวขึ้นมา รีบกล่าว “พี่สาว เจ้าวางใจ แม้เขาจะอยู่สำนักศึกษาประจำจังหวัด ข้าอยู่สำนักศึกษาประจำอำเภอ แต่ข้ามีคนที่คุ้นเคยอยู่ แต่ละวันเขาทำอะไรบ้าง ข้ารับรองว่าจะบอกเจ้าให้หมด”
อวี้ถังกล่าว “เช่นนั้นเจ้าก็อย่าได้ทิ้งการเรียนเชียว”
สกุลหลี่ต้องการภาพนั้น หากไม่ติดกับนาง ไม่ว่าจะขโมยหรือแย่งชิง ‘ของต่างหน้า’ ของหลู่ซิ่นไปไว้ในมือ ก็คงจะทำเหมือนชาติก่อน ไล่ต้อนนางให้ออกเรือนกับหลี่จวิ้น
หากสกุลหลี่ตกหลุมพรางของนาง สิบปีล้างแค้นย่อมไม่สาย นางอาจจะเสียเวลาสิบปี ยี่สิบปีค่อยๆสืบสาเหตุการตายที่แท้จริงของเว่ยเสี่ยวซาน แต่ชาตินี้กับชาติก่อนไม่เหมือนกันแล้ว นางมีบิดามารดา มีพี่ชาย หากสกุลหลี่คิดจะสอดมือยุ่งเรื่องงานแต่งของนาง ทำได้เพียงต้องใช้ไหวพริบ ไม่อาจบีบบังคับ ย่อมยังมีไม้เด็ดอยู่อีกแน่
นางแค่รอหน่อยก็เพียงพอแล้ว
ยามนี้เรื่องสำคัญที่ต้องจัดการคือปลอบใจเว่ยเสี่ยวชวนให้ดี อย่าให้เรื่องนี้กระทบกับการเรียนหรืออนาคตของเขา
เว่ยเสี่ยวชวนเผยรอยยิ้มบาง “พี่สาววางใจ ข้ารู้จักความเหมาะสมอยู่แล้ว”
เขาเพิ่งจะพูดจบ อวี้ถังก็ได้ยินเสียงของมารดา “เจ้ามาทำอะไรที่นี่กัน?”
ทั้งสองคนหันไปตามเสียงอย่างพร้อมเพรียงกัน
คนสกุลเฉินตกใจ กล่าวอย่างลังเล “นี่คือเสี่ยวชวนกระมัง? คุณชายห้าของสกุลเว่ย?”
เว่ยเสี่ยวชวนรีบก้าวเข้ามาคารวะคนสกุลเฉิน
คนสกุลเฉินดึงเขาเข้ามากอดอย่างดีใจ “เด็กดี เจ้ามาที่เรือนพวกเราทำไมรึ? เหตุใดไม่เข้าไปคุยด้านใน? อยู่ตรงประตูหลังไม่ดีนัก ไป ไป ไป ตามข้าเข้าไปด้านใน” ก่อนจะเรียกซวงเถาเสียงดัง “เอาขนมที่คุณชายหย่วนซื้อกลับจากหังโจวไม่กี่วันก่อนมาให้เสี่ยวชวนชิมหน่อย”
เว่ยเสี่ยวชวนใบหน้าแดงก่ำ เขารีบกล่าว “ท่านป้า ไม่ต้องหรอก! ข้ามาเยี่ยมท่านพี่เท่านั้น จะฉลองเทศกาลไหว้พระจันทร์แล้ว สำนักศึกษาของพวกเราจึงหยุด ข้ายังต้องกลับช่วยที่บ้านทำไร่ทำนา!”
“ไอหยา!” คนสกุลเฉินได้ฟังก็ยิ่งชอบเข้าไปใหญ่ “เจ้าเรียนในสำนักศึกษาแล้ว ยังช่วยที่บ้านทำไร่ทำนาอีก! ดีจริงๆ ไม่เหมือนบัณฑิตบางคน เรียนตำราไม่กี่เล่ม เรื่องอื่นๆก็คร้านที่จะทำแล้ว ในเมื่อเจ้ารีบกลับไปฉลองเทศกาล ข้าก็ไม่รั้งเจ้าแล้ว แต่ขนมนั้นเจ้าต้องเอาไปด้วย หากเจ้าไม่ชอบกิน ก็ให้พวกพี่น้องชิมดูก็ได้”
เว่ยเสี่ยวชวนรับปาก ก่อนจะขอบคุณคนสกุลเฉินแล้วถือขนมกลับบ้านไป
คนสกุลเฉินปิดประตูถามอวี้ถังทันที “เสี่ยวชวนเป็นเพียงเด็กน้อยไม่รู้ประสา ทั้งยังเรียนอยู่ที่สำนักศึกษา ไฉนจู่ๆ จึงวิ่งมาหาเจ้าเช่นนี้?”
อวี้ถังทำได้เพียงกล่าว “ข้าสืบเรื่องคุณหนูเซียงจากเขาไม่ได้รึ?”
คนสกุลเฉินตีนางไปหนึ่งที “เรื่องนี้ยังไม่สำเร็จเสร็จสรรพ หากเกิดปัญหาอะไรเพราะเจ้า ดูสิว่าข้าจะขังเจ้าไว้ในโรงฟืนหรือไม่”
อวี้ถังรู้ว่ามารดานั้นปากร้ายแต่ใจดีกับนางมาตลอด ตั้งแต่เด็กนางไม่รู้ว่าก่อเรื่องไปตั้งเท่าใด แต่ก็ไม่เคยถูกมารดาลงโทษแม้แต่ปลายนิ้ว นางตั้งใจหยอกเย้ามารดา ร้องเรียกเสียงดัง ‘ท่านพ่อ’ ก่อนกล่าว “ท่านแม่จะตีข้า!”
อวี้เหวินรีบออกมาจากห้องหนังสือ ยังไม่ทันเห็นคนก็ส่งเสียงมาก่อน “มีอะไรค่อยพูดค่อยจา จะตีลูกทำไมกัน!”
“อวี้ถัง!” คนสกุลเฉินหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก
อวี้ถังวิ่งมาหลบอยู่ด้านข้างอวี้เหวิน
อวี้เหวินมองแวบเดียวก็รู้แล้วว่าอวี้ถังหยอกเล่น ยักไหล่อย่างจนใจไปทางคนสกุลเฉิน “เอาเถิด เอาเถิด ข้าจะไปเขียนหนังสือต่อละ เรื่องของพวกเจ้าข้าไม่ยุ่งแล้ว”
อวี้ถังวิ่งกลับไปขอโทษมารดา ทั้งยังเบี่ยงประเด็นเอ่ยถึงเรื่องดูตัวในวันพรุ่งนี้ “ข้าสวมชุดอะไรดี หากข้ามหน้าข้ามตาคุณหนูเซียง นางยังไม่ทันแต่งเข้าสกุลก็มาเกลียดน้องสามีอย่างข้าก่อน จะทำอย่างไร?”
“เช่นนั้นก็แต่งเจ้าออกไป” คนสกุลเฉินบิดแก้มลูกสาว แต่ก็ยังคงช่วยลูกเลือกเสื้อผ้า
อวี้ถังเลือกชุดสีม่วงอ่อนของดอกติงเซียงที่ใส่เป็นเพื่อนหม่าซิ่วเหนียงในยามเจรจางานแต่ง แม้ว่าคนสกุลเฉินจะไม่ค่อยพอใจ แต่ก็ไม่ได้พูดมาก เมื่อถึงเช้าตรู่ของอีกวัน ก็นั่งเกี้ยวกับพวกคนสกุลหวังไปที่นาของสกุลอวี้ที่ตั้งอยู่ในแถบชนบท รอหลังจากกินข้าวกลางวันเสร็จ ก็แสร้งทำเป็นกลับบ้านโดยผ่านทางเรือนของสกุลเว่ย แล้วเข้าไปเยี่ยมเยียน
อวี้ถังมองทิวทัศน์ตลอดทาง ในใจรู้สึกเศร้าอยู่บ้าง
ปกติการดูตัวเช่นนี้มักจะเลือกนัดหมายที่วัดไม่ก็อารามแม่ชี
สกุลพวกเขาและสกุลเว่ยกลับจัดการอย่างอ้อมไปอ้อมมาให้อยู่ที่สกุลเว่ย เป็นไปได้ว่ากลัวจะกระทบความรู้สึกนางยามนึกถึงเรื่องงานแต่งของตัวเอง
บิดามารดารักนางอย่างสุดหัวใจ นางกลับไม่อาจทำอะไรเป็นการตอบแทน
อวี้ถังสูดลมหายใจลึก เตือนตัวเองว่าอยู่ต่อหน้ามารดาต้องมีความสุขเข้าไว้
เรือนเก่าที่อยู่นอกเมืองของสกุลอวี้ยังนับว่าใหญ่ไม่น้อย เป็นเรือนก่อด้วยอิฐสีเทา มีพื้นที่ห้าส่วน ในเรือนมีพ่อม่ายที่เป็นญาติห่างๆอยู่คนหนึ่งทั้งรับลูกของญาติมาเลี้ยงดูเป็นลูกชายอีกคนอยู่ที่นั่น คอยดูแลเรือน จัดการเรื่องที่นาให้พวกเขา อวี้ถังต้องเรียกเขาว่าปู่ห้า เรียกลูกชายคนนั้นของเขาว่าอาเจ็ด
ปู่ห้าคนนี้อายุประมาณหกสิบปี ซื่อสัตย์จริงใจ ชาติก่อนก็ช่วยสกุลอวี้ดูแลเรือนเก่าหลังนี้มาโดยตลอด พอรู้ว่าพวกอวี้เหวินจะกลับมา เขาก็ปัดกวาดทำความสะอาดเรือนล่วงหน้า จัดเตรียมโต๊ะอาหารต้อนรับอย่างเพียบพร้อม
อวี้ถัง มารดา ป้าสะใภ้ใหญ่ พวกผู้หญิงนั้นกินข้าวอยู่ในเรือน ส่วนอวี้เหวินและพวกปู่ห้าไม่กี่คนนั่งดื่มสุราอยู่ด้านนอก
ปู่ห้าถามอวี้เหวิน “ยังไม่ได้ถึงเทศกาลไหว้พระจันทร์ แม้ว่าจะเก็บผลิตผลจากที่นาแล้ว แต่ก็ยังไม่ได้ลงในบัญชี เจ้าไปดูในโรงนาก่อนดีหรือไม่?”
อวี้เหวินกล่าวด้วยรอยยิ้ม “วันนี้พวกเรากลับบ้านมาเที่ยวเล่นเท่านั้น เรื่องในที่นา ก็ว่าตามปีที่ผ่านมาเถิด”
ปู่ห้ามองท้องฟ้าที่มืดครึ้มอยู่บ้าง ไม่เข้าใจว่าอากาศเช่นนี้กลับบ้านนอกมาเที่ยวเล่นอะไร
แต่เขาเป็นคนที่จริงใจคนหนึ่ง อวี้เหวินไม่พูด เขาก็ไม่อาจถาม เพราะว่าเรื่องของอวี้หย่วน ตอนบ่ายยังต้องไปสกุลเว่ย อวี้เหวินจึงไม่ได้ดื่มสุรา ทั้งกว่าจะถึงเวลานัดกับสกุลเว่ยยังอีกนาน กินข้าวเสร็จก็ไม่ได้แยกย้ายไปไหน ดื่มชาไปพลาง คุยเรื่องที่นากับปู่ห้าไปพลาง
อาเจ็ดเป็นชายวัยสี่สิบต้นๆ สูงพอเหมาะพอควร ผิวพรรณดำคล้ำ รูปร่างกำยำ ไม่รู้ว่าเหตุใดจึงไม่แต่งภรรยาเสียที ตอนเด็กๆ ยามที่อวี้ถังตามบิดามาที่นา เขาก็มักจะพานางขี่คอไปเที่ยวเล่นทุกหนทุกแห่ง ทั้งยังซื้อขนม ยางรัดผมให้นาง ชื่นชอบนางเป็นอย่างยิ่ง
ภายหลังบิดาและมารดานางจากไป เขาก็ตั้งใจเดินทางไปเคารพศพ ทั้งยังแบกข้าวมาส่งนางบางครั้งบางคราว
อาเจ็ดยืนกวักมือเรียกนางอยู่นอกประตู
คนสกุลเฉินและคนสกุลหวังยิ้มกล่าวกับอวี้ถัง “ไปเถิด! ให้อาเจ็ดเจ้าพาไปเดินดูหมู่บ้านเสียหน่อย เจ้าจะได้ไม่เบื่อ”
หลังจากกลับชาติมาเกิดอีกครั้ง อวี้ถังยังไม่เคยพบอาเจ็ดผู้นี้เลย
นางเดินยิ้มออกไป
อาเจ็ดคว้าบางอย่างที่เห็นก็รู้แล้วว่าเป็นกรงนกแบบง่ายๆ ที่เขาทำเองออกมาจากด้านหลัง “ให้เจ้าเล่น”
อวี้ถังมองดู ในกรงนั้นมีนกกระจอกหลายตัวถูกขังอยู่
คงเป็นอาเจ็ดที่จับมา
เมื่อก่อนยังเคยพานางย่างนกกระจอกด้วย
นางยิ้มมุมปาก ขอบคุณอาเจ็ด ก่อนจะรับกรงนกมา
อาเจ็ดถามนาง “อีกเดี๋ยวข้าจะไปเก็บดอกกุ้ยฮวา เจ้าอยากไปหรือไม่? ข้าจะทำดอกกุ้ยฮวาลอยน้ำเชื่อมให้เจ้ากิน”
อวี้ถังไม่ค่อยอยากไป แต่นางอยากไปดูพื้นที่ป่าของสกุลลุงใหญ่
ชาติก่อน หลังจากขายพื้นที่ป่าเขานี้ให้กับสกุลเผย สกุลเผยก็ปลูกผลไม้ชนิดหนึ่งในพื้นที่แห่งนี้ จากนั้นก็แปรรูปเป็นผลไม้อบแห้งขาย ได้ยินว่าขายที่เมืองหังโจวได้ดีเป็นอย่างยิ่ง เพราะเรื่องนี้ คนสกุลเกาจึงมักด่าอวี้หย่วนว่าเป็นคนไร้ค่า เห็นแหล่งทำเงินเป็นของไร้ราคา คาดไม่ถึงว่าจะขายที่ดินดีขนาดนั้นไป
หลังจากอวี้ถังได้ยินก็โมโหจนไม่กินข้าวไปหลายวัน แต่ในใจจำต้องยอมรับ การดูแลจัดการของสกุลเผยทำได้ดีจริงๆ พื้นที่ป่าเขาเช่นนี้พอตกไปอยู่ในการดูแลของพวกเขาล้วนสามารถหาสารพัดวิธีทำเงินได้
ชาตินี้ นางก็คิดที่จะลองดู
อวี้ถังเอากรงนกเข้าไปให้คนสกุลเฉินและคนสกุลหวัง “ให้ท่านพี่เอาไปเล่นกับคุณหนูเซียง ข้าจะไปเก็บดอกกุ้ยฮวากับอาเจ็ดนะเจ้าคะ”
คนสกุลเฉินรีบกำชับนาง “อย่าได้ไปเก็บเองเชียว ระวังน้ำหวานดอกไม้เปื้อนมือด้วย ต้องล้างกันเป็นค่อนวัน” ทว่ายังไม่วางใจจึงเรียกอาเจ็ดเข้ามาให้เขาช่วยดูแลอวี้ถัง
อาเจ็ดรับปากเป็นดิบดี
อวี้ถังและอาเจ็ดไปยังตีนเขาที่ปลูกดอกกุ้ยฮวาด้วยกัน
ท่ามกลางใบไม้เขียวที่มันวาว เต็มไปด้วยดอกสีเหลืองอร่ามที่เบ่งบาน
อาเจ็ดยื่นกระเป๋าผ้าให้นาง “เจ้ายืนรออยู่ใต้ร่มไม้ ข้าจะไปเก็บดอก”
อวี้ถังตอบรับด้วยรอยยิ้ม
ยามที่อาเจ็ดเก็บดอกไม้ นางก็เขย่งมองซ้ายมองขวา พูดคุยกับเขา “ข้าเห็นพื้นที่ป่าเขาของคนอื่นล้วนปลูกต้นเหอเถา ต้นท้อบ้าง ลูกไหนบ้าง ไฉนที่ของพวกเราจึงไม่มีอะไรเลยเล่า?”
อาเจ็ดสาละวนกับการเก็บดอกไม้ “พื้นที่ภูเขาของลุงใหญ่เจ้าทำไม่ได้ สภาพดินแย่เป็นอย่างมาก ยามที่ปู่เจ้าอยู่ก็เคยปลูกต้นเหอเถา แต่ผลปรากฏว่าออกลูกมาทั้งขมทั้งฝาด ขายไม่ออก ภายหลังก็ปลูกหน่อไม้ ป่าไผ่นั้นเติบโตเป็นวงกว้าง
แต่หน่อไม้ที่ออกมากลับคล้ายดั่งฟืน ต้นท้อเอย ลูกไหนเอย ยิ่งไม่ต้องพูดถึง…จนมาถึงคราวลุงใหญ่ของเจ้า ก็ยึดตามนั้นไป ปลูกต้นไม้ทั่วไปขายเป็นฟืนได้ก็เพียงพอแล้ว!
เด็กสาวอย่างเจ้าไม่รู้หรอกว่า เมื่อถึงฤดูหนาว ฟืนก็ขายดีเช่นกัน แค่เมืองหลินอันของพวกเราก็ล้วนไม่เพียงพอต่อความต้องการ…ข้าได้ยินคนอื่นกล่าวว่า เมืองหังโจวขายได้ราคาดีกว่านี้เสียอีก แต่ปู่ห้าของเจ้าร่างกายไม่แข็งแรง ข้าไม่อาจเดินทางไกลเกินไปได้ ไม่อย่างนั้นข้าก็คงไปขายฟืนที่เมืองหังโจวแล้ว…”
อวี้ถังงุนงงอยู่บ้าง
ไปขายฟืนที่หังโจว? เงินที่ขายฟืนได้ยังไม่พอค่าขนส่งทางเรือเลยกระมัง?
ชาติก่อนนางไม่เคยใส่ใจเรื่องพวกนี้ เข้าหูซ้ายก็ทะลุหูขวาออกไปแล้ว รู้สึกว่าอาเจ็ดผู้นี้พูดอะไรล้วนน่าสนใจ ชาตินี้กลับ…
อวี้ถังสั่นศีรษะลอบยิ้มขมขื่นกับตัวเอง
มีประสบการณ์จากชาติที่แล้ว นางจะแสร้งอย่างไร ก็ไม่มีทางกลับไปเป็นเหมือนตอนแรก
นางจัดเรียงดอกกุ้ยฮวาที่อาเจ็ดเก็บลงมา ก่อนจะมีเสียงดังกรอบแกรบลอยขึ้นมาข้างหู คล้ายว่ามีใครเดินฝ่าพุ่มไม้เข้ามาทางนี้
อวี้ถังเงยหน้า เห็นพวกชายหนุ่มที่มีท่าทีเอ้อระเหยลอยชายเดินเข้ามา
เมื่อเห็นอวี้ถัง คนพวกนั้นก็ตาเป็นประกาย ทั้งยังใช้สายตาสื่อสารเป็นนัยให้กัน ดูแล้วไม่น่าจะมีเจตนาดี
อวี้ถังส่งเสียงดังเรียกอาเจ็ด “คนพวกนี้ท่านรู้จักหรือไม่?”
อาเจ็ดหันกลับมา กล่าวยิ้มๆ “อ๋อ เป็นพวกเด็กหนุ่มเกเรในหมู่บ้านพวกเรา เจ้าไม่ต้องสนใจเขา พวกเขาไม่กล้าทำอะไรหรอก!”
แม้ว่าจะพูดเช่นนั้น เขากลับดูตื่นตัวเป็นอย่างมาก เมื่อครู่ดึงเบาๆ ก็เด็ดดอกลงมาได้แล้ว ยามนี้ออกแรงอยู่พักใหญ่กลับเด็ดลงมาไม่ได้แต่อย่างใด
หรืออาเจ็ดเคยไปขัดแย้งอะไรกับพวกเขาหรือเปล่า?
อวี้ถังกล่าวอย่างร้อนใจ “อาเจ็ด อย่างไรพวกเรากลับไปก่อนเถิด! อีกเดี๋ยวข้ายังต้องไปสกุลเว่ยเป็นเพื่อนท่านแม่และป้าสะใภ้ใหญ่ ครั้งหน้าเจ้าค่อยมาเก็บเถิด” พูดจบ ก็ดึงชายเสื้อของอาเจ็ด
มุมปากของอาเจ็ดกระตุกสั่น กลับกล่าว “ไม่ล่ะ เจ้าอย่าเพิ่งไป อีกเดี๋ยวข้าก็จะเก็บเสร็จแล้ว”
ผิดปกติ!
อวี้ถังหันไปมองพวกอันธพาล คนพวกนั้นกำลังสาวเท้ามาหานาง
ท่าทางดุดันไม่น้อย
อวี้ถังหันไปมองอาเจ็ดอีกครั้ง
มือของเขาที่กำลังเด็ดดอกไม้จับที่กิ่งไม้แน่นจนข้อต่อขึ้นสีขาว
จู่ๆ อวี้ถังก็นึกถึงสกุลหลี่ที่นางเตรียมรับมือมาโดยตลอด…
นางออกตัววิ่งทันที
“นังคนนี้ หยุดเดี๋ยวนี้นะ!” คนพวกนั้นวิ่งตามนาง ตะโกนเสียงดังขึ้นมา
คล้อยหลังคอเสื้อของนางก็ถูกคนดึงไว้
อวี้ถังหันกลับไป เห็นใบหน้าของอาเจ็ดที่เต็มไปด้วยความรู้สึกผิด
[1] ต้นเหอเถา ต้นวอลนัท
จบตอน
Comments
Post a Comment