ตอนที่ 51: ช่วยเหลือ
“คุณหนูใหญ่” อาเจ็ดกล่าวอย่างร้อนใจอยู่บ้าง “เจ้าอย่ากลัวไป พวกเขาไม่อาจทำอะไรเจ้าหรอก เป็นสกุลหลี่ พวกเขาอยากแต่งงานกับเจ้า แต่บิดามารดาเจ้าไม่ยอม สกุลหลี่อับจนหนทางจึงได้วางแผนเช่นนี้” ขณะที่เขาพูด ก็รู้สึกว่าตัวเองนั้นพูดมีเหตุผลขึ้นเรื่อยๆ น้ำเสียงค่อยๆดังขึ้นตามอย่างมั่นใจ
“คุณชายรองสกุลหลี่ชื่นชอบเจ้าเป็นอย่างมาก เจ้าวางใจ รอเจ้าแต่งเข้าไปเป็นสะใภ้ใหญ่ในสกุลหลี่ก็จะรู้เอง อาเจ็ดไม่ได้จะทำร้ายเจ้า ข้าได้คุยกับพวกเขาแล้ว ถึงเวลานั้นข้าจะตามพวกเขาไปด้วย จะปกป้องเจ้าเอง”
อวี้ถังก่นด่าในใจหนึ่งประโยค
นางวางแผนรับมือเสียดิบดี ระแวงซ้ายระวังขวา กลับคาดไม่ถึงว่าจะตกหลุมพรางคนกันเองในช่วงเวลาสำคัญ ทั้งแม้เจ้าจะพูดเรื่องเหตุผลกับเขาก็ยังไม่รู้ว่าเขาจะเข้าใจหรือไม่
อวี้ถังเห็นอันธพาลพวกนั้นใกล้ตัวเองเข้ามาเรื่อยๆ หัวแล่นขึ้นมาฉับพลัน ถอดผ้าคาดเอวอย่างว่องไว ปล่อยให้อาเจ็ดดึงคอเสื้อนาง พอผละออกจากชุดคลุมตัวนอกได้ก็วิ่งไปทางเรือนเก่าทันที
“เร็ว รีบไปจับนาง!” หัวหน้าของพวกอันธพาลเห็นก็รีบตะโกนเสียงดังใส่อาเจ็ด “หากนางวิ่งกลับไปเรือนเก่าสกุลอวี้ก็จบเห่ ความพยายามที่พวกเราทุ่มเทล้วนจะเสียเปล่า!”
อาเจ็ดดึงสติกลับมา สาวเท้าไล่ตามอวี้ถังไป
สายลมพาดผ่านข้างหูนางไป ป่าหญ้ารกเกี่ยวพันเสื้อผ้า
นางวิ่งไปอย่างทุลักทุเล ไม่กล้าที่จะหยุด พยายามตะโกนคำว่า ‘ช่วยด้วย’ อย่างสุดชีวิต
พื้นที่ป่าเขาอยู่ด้านหลังเรือนเก่าสกุลอวี้ แต่หากนางจะวิ่งกลับเรือนเก่าสกุลอวี้ กลับต้องวิ่งตามถนนสายเล็กของตีนเขาไปอีกทาง ไม่ก็วิ่งฝ่าลำธารไปในหมู่บ้าน
ถนนสายเล็กตรงตีนเขาค่อนข้างขรุขระ น้อยคนนักที่จะใช้เส้นทางนี้
อวี้ถังหันไปมองที่ตีนเขา เห็นชายวัยกลางคนสองคนเฝ้าตรงถนนราวกับไม่มีอะไรทำ
อวี้ถังกระโดดลงสะพานทางไปในหมู่บ้าน ตะโกนคำว่า ‘ช่วยด้วย’ เสียงดัง
ในหมู่บ้านนั้นเงียบสงัด มีเพียงวัวสองตัวที่ถูกผูกอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ทางเข้าหมู่บ้านส่งเสียงร้อง ‘มอๆ’ ตอบรับนาง
แย่แล้ว นางลืมไป เวลานี้เป็นช่วงเวลาอาหารกลางวัน คาดว่าคนในหมู่บ้านคงจะกินข้าวกันในบ้าน
อวี้ถังกรีดร้องอยู่ในใจ
นางคงไม่โชคร้ายขนาดนั้นกระมัง?
อวี้ถังรีบหันกลับไปมองข้างหลัง
คนพวกนั้นคาดว่ากลัวนางวิ่งเข้าไปในหมู่บ้าน ทำให้คนในหมู่บ้านตกใจ สีหน้าจึงดุดันขึ้นมาบ้าง กำลังจะตามนางทันในไม่ช้า
อวี้ถังหน้าถอดสี ก่อนจะเห็นถนนทางเข้าหมู่บ้านมีรถม้าประดับม่านเขียวผ่านมาคันหนึ่ง
ด้านหน้ารถม้ามีคนขับรถรูปร่างกำยำคนหนึ่งนั่งอยู่ ด้านข้างยังมีเด็กผู้ชายช่วงวัยสิบขวบคนหนึ่ง
เด็กคนนั้นอายุประมาณสิบสองสิบสาม ใบหน้าอ้วนกลมนั้นปะแป้งขาว มัดผมจุกสองข้าง สวมชุดต้าวผาวผ้าหังโฉวสีเขียว ในมือไม่รู้ว่าถือขนมอะไรสีขาวๆ มุมปากเปรอะเปื้อนไปด้วยเศษขนม กำลังกินอย่างเอร็ดอร่อย
คาดไม่ถึงว่าจะเป็นเด็กคนที่นางพบที่น้ำตกสีปี่ วัดเจาหมิง
อวี้ถังตื้นตันจนน้ำตาแทบจะไหลออกมา
นางวิ่งไปทางรถม้า “ช่วยด้วย! ช่วยข้าด้วย!”
คนขับรถม้าและเด็กคนนั้นหันมามองโดยพร้อมเพรียงกัน
ดวงตาของเด็กชายเบิกกว้างจนกลมเกลี้ยงเป็นลูกลำไย คนขับรถม้ากลับสบถออกมา กระโดดลงจากรถม้า ถือแส้วิ่งเข้ามา
อวี้ถังดีใจเป็นอย่างยิ่ง ตะโกน “ช่วยด้วย!” อย่างไม่หยุดหย่อน
แส้ม้าวาดผ่านอากาศสะบัดไปยังด้านหลังนาง
เบื้องหลังนางปรากฏเสียงร้องโหยหวนและสาปแช่งตามมา
ชายหนุ่มร่างกำยำขมวดคิ้ว ตะโกนเสียงดังอื้ออึง “กลางวันแสกๆ รังแกผู้หญิงแล้วยังจะโวยวายส่งเดชอีก!”
เขาสาวเท้าผ่านไหล่อวี้ถังไป แส้ม้าในมือร่ายระบำขึ้นอีกครั้ง
อวี้ถังหยุดฝีเท้าลง เวลานี้พบว่าตัวเองหอบหายใจอย่างหนัก เจ็บหน้าอกคล้ายถูกฉีกอย่างไรอย่างนั้น
นางอดงอตัวพยุงมือไว้กับเข่าไม่ได้
“พี่สาว พี่สาว” มือเล็กที่เนียนนุ่ม เปรอะเปื้อนเศษขนม พยุงนางไว้ “เจ้าไม่ต้องกลัว นายท่านของเราและเหล่าเจ้าล้วนอยู่ที่นี่ พวกเขาย่อมไม่กล้ารังแกเจ้าอีกแล้ว เจ้าอย่าได้กังวล ข้าพยุงเจ้าไปนั่งตรงก้อนหินข้างๆดีหรือไม่?”
ทางเข้าหมู่บ้านมีก้อนหินก้อนใหญ่อยู่ ทั้งยังมีวัวผูกไว้
อวี้ถังไม่เคยวิ่งถึงขนาดนี้มาก่อน นางหายใจเข้าลึก พูดไม่ออก ทำได้เพียงส่ายศีรษะ
“เช่นนั้น เช่นนั้นข้าพยุงเจ้าไป…” น้ำเสียงนุ่มเล็กคิดไม่ออกไปชั่วขณะ
คงหาสถานที่ที่พอจะนั่งไม่ได้กระมัง?
อวี้ถังอยากจะหัวเราะ กลับหัวเราะไม่ออก
นางเงยหน้า เห็นใบหน้าขาวเนียนของเด็กชายดูนุ่มนิ่มราวกับหมั่นโถว
“ขอบ ขอบคุณ เจ้า…” อวี้ถังกล่าว
เด็กชายส่ายศีรษะราวกับกลองไม้เขย่า “พี่สาวไม่ต้องพูดแล้ว เจ้าพักอยู่ที่ไหน พวกเราจะไปส่งเจ้า”
อวี้ถังสูดลมหายใจลึกหลายครั้ง รู้สึกว่าดีขึ้นมากแล้วก็ยืดตัวตรง คิดจะขอบคุณนายท่านของพวกเขาก่อนค่อยไปเรียกคนในหมู่บ้าน ใครจะรู้ว่าพอนางเงยหน้า ก็พบกับเผยเยี่ยนเผยแววตาเรียบนิ่งนั่งอยู่หน้ารถม้า
“เหตุใดเจ้าจึงอยู่ที่นี่?” อวี้ถังถอยหลังไปสองก้าว
วัดเจาหมิง…เด็กชาย…รถม้าประดับม่านเขียว…ชายหนุ่มกำยำ…
อวี้ถังมองเด็กชายและชายหนุ่มที่จัดการพวกอันธพาลจนนอนกองกับพื้น ทั้งหันมามองเผยเยี่ยน พูดติดอ่างกับเด็กคนนั้น “พวกเจ้า นายท่านของพวกเจ้า คงไม่ใช่นายท่านสามสกุลเผยหรอกกระมัง?”
“ใช่แล้ว ใช่แล้ว!” เด็กชายยิ้มอย่างสดใส เผยท่าทีราวกับภาคภูมิใจเช่นกัน “นายท่านของพวกเราก็คือนายท่านสามสกุลเผย! เจ้ารู้จักนายท่านสามสกุลพวกเราได้อย่างไรกัน? นายท่านสามของพวกเราเป็นคนดีอย่างยิ่ง ไม่เพียงงดเว้นค่าเช่าที่นา ยังบริจาคเงินให้วัดเจาหมิงทำพระโพธิสัตว์หล่อทอง เจ้าไปพูดคุยกับนายท่านสามของพวกเราเถิด ให้นายท่านสามพวกเราส่งอันธพาลพวกนี้ไปที่ศาลาว่าการ”
อวี้ถังทำอะไรไม่ถูก ชั่วขณะนั้นล้วนไม่รู้จะพูดอะไรดี
เผยเยี่ยนมองนาง มุมปากกระตุกเล็กน้อย
คุณหนูอวี้คนนี้ พวกเขาพบกันอีกแล้ว
สิ่งที่แตกต่างคือครั้งแรกที่พบเป็นความเจ้าเล่ห์กลับกลอก ครั้งที่สองงดงามพราวเสน่ห์ ครั้งที่สามทำตัวตามสบายไม่สนอะไร…ส่วนครั้งนี้ เผยเยี่ยนมองพินิจอวี้ถัง
ผมเผ้ายุ่งเหยิง เสื้อผ้าหลุดลุ่ย เม็ดเหงื่อผุดพรายเต็มหน้าผาก รองเท้าข้างหนึ่งอยู่ที่เท้า ส่วนอีกข้างไม่รู้ว่าทำร่วงที่ใด ทุลักทุเลราวกับหญิงสาวที่หนีตาย
อวี้ถังอดพินิจตัวเองตามสายตาเขาไม่ได้
กระโปรงสีม่วงไม่รู้ว่าถูกเกี่ยวขาดตั้งแต่เมื่อไร เผยให้เห็นรองเท้าปักลายข้างซ้ายที่ขาดเป็นรูขนาดใหญ่ ทั้งถุงเท้าสีขาวข้างขวาก็สกปรกเปรอะเปื้อนไปหมด
ชั่วขณะนั้นอวี้ถังก็ใบหน้าร้อนฉ่า
นางหันไปมองทางเผยเยี่ยนทันที
เผยเยี่ยนกลับบิดหน้าหนี คล้ายกับว่าไม่อยากมองเห็นนาง
อวี้ถังอึดอัดใจอยู่บ้าง แต่ความอึดอัดใจนี้เกิดขึ้นเพียงไม่นานก็สลายหายไป
แต่ไหนแต่ไรเผยเยี่ยนก็ดูแคลนนาง ยิ่งไปกว่านั้นครั้งที่แล้วยามที่นางอยู่หังโจว หลังจากถูกเขาเห็นนางใช้มือกัดขาหมูแล้ว ทั้งยังให้เขารู้ว่านางกินตะกละจนปวดท้อง…คำโบราณที่กล่าวว่า ‘เก่งแต่กิน คร้านทำงาน’ ล้วนเป็นกันทุกบ้าน ก่อนหน้านี้นางยังหลอกเถ้าแก่ถงให้ช่วยตรวจดูภาพ ‘ตกปลาใต้ต้นสนริมน้ำ’ ใช้ชื่อเสียงของสกุลเผยข่มขู่หลู่ซิ่น…นางอยู่ต่อหน้าเขายังจะพูดอะไรได้อีก? มีอะไรให้เชิดหน้าชูตาได้อีกหรือ?
แค่เสื้อผ้าไม่เรียบร้อยเท่านั้น เทียบกับก่อนหน้านี้ ก็ดีมากแล้ว
ชั่วขณะนั้นอวี้ถังก็ปลดปล่อยอารมณ์ในใจทิ้งไป
ยามที่ซวยกว่านี้ก็ผ่านมาได้แล้ว นางมีอะไรต้องกลัวอีก? มีอะไรให้เขินอายกัน?
อวี้ถังที่ปล่อยวางเรื่องในใจ แปรเปลี่ยนเป็นคุณหนูที่วางตัวอย่างเหมาะสม สง่าผ่าเผย ทั้งพูดจาอ่อนโยนต่อหน้าผู้คน
นางกล่าว “นายท่านเผย ขอบคุณท่านที่ยื่นมือช่วยเหลือ ท่านพ่อและท่านแม่ของข้าล้วนอยู่ที่หมู่บ้าน หากท่านไม่มีเรื่องด่วน มิสู้ไปดื่มชาที่เรือนเก่าสกุลอวี้ของพวกเราเป็นอย่างไร? ให้ท่านพ่อและท่านแม่ข้าได้ขอบคุณท่านดีๆ”
เผยเยี่ยนขมวดคิ้ว “เจ้าอยู่กับพ่อและแม่เจ้ารึ?”
หรือเขาคิดว่านางวิ่งมาถึงที่นี่คนเดียวอย่างนั้นรึ?
อวี้ถังผงกศีรษะ กำลังจะพูดเป็นมารยาทกับเผยเยี่ยนเสียหน่อย ข้างหูพลันมีเสียงเกือกม้าดังขึ้นมา
นางและเผยเยี่ยนอดหันไปมองไม่ได้
เห็นเพียงหลี่จวิ้นและเสิ่นฟางขี่ม้าคนละตัวพุ่งมาทางนี้
อวี้ถังเผยใบหน้าดำคล้ำ
ม้าของหลี่จวิ้นและเสิ่นฟางมาถึงเบื้องหน้า
เสียงหอบหายใจดังขึ้น ก่อนทั้งสองจะดึงบังเหียนหยุดม้า ม้ายกขาหน้าขึ้นมา คล้อยหลังพวกเขาก็กระโดดลงพื้น
“คุณหนูอวี้ เจ้าไม่เป็นไรกระมัง?” หลี่จวิ้นถามอย่างกังวล มองพินิจนางทั้งตัว
เสิ่นฟางเดินเข้ามา เขาเผยสีหน้าเคร่งขรึม “คุณหนูอวี้ เจ้าเป็นอะไรหรือไม่?”
อวี้ถังยกคิ้วขึ้น
หลี่จวิ้นรีบกล่าว “ข้าและพวกเสี่ยวหวั่นดื่มชาอยู่ในโรงน้ำชา ได้ยินคนเอ่ยถึงคุณหนูอวี้ กล่าวว่าคุณหนูอวี้มีทรัพย์สินของสกุลมากมาย มีคนอยากแต่งเป็นเขยเข้าบ้านเจ้า ทราบมาว่าวันนี้เจ้าจะกลับมาเรือนเก่านอกเมือง จึงขอพวกเขาให้มาฉุดคุณหนูอวี้
แม้ว่าเขาจะไม่กล้ารับการจ้างวานนี้ กลับมีคนยอมเสี่ยงอันตรายเพราะเข้าตาจน…ข้าได้ฟังก็ร้อนใจเป็นอย่างยิ่ง บังเอิญพบกับพี่เสิ่นที่มาหาเสี่ยวหวั่นจึงไล่ตามมากับพี่เสิ่น…” พูดมาถึงตรงนี้ เขาจึงค่อยทักทายกับเผยเยี่ยน “นายท่านเยี่ยน! ดูท่าแล้วท่านคงช่วยคุณหนูอวี้ไว้ ช่างโชคดีจริงๆ!”
เขาเช็ดเหงื่อที่หน้าผาก จากนั้นก็วิ่งไปด้านข้างคนขับรถม้าอย่างแค้นเคือง ถีบอันธพาลพวกนั้นไปหลายครั้งอย่างแรง กล่าวกับอวี้ถัง “คุณหนูอวี้ ยังดีที่เจ้าไม่เป็นอะไร ยามที่ข้ามาได้กำชับให้บ่าวถือป้ายชื่อพี่ใหญ่ไปแจ้งความที่ศาลาว่าการแล้ว อีกไม่นานเจ้าหน้าที่ก็คงตามมา”
ตั้งแต่เขากระโดดลงจากม้า อวี้ถังก็มองเขาแทบไม่ละสายตา ในใจกลับขบคิดอย่างว่องไว
นี่หลี่จวิ้นหมายความว่าอะไร?
ผู้ที่คิดจะบังคับฝืนใจไม่ใช่สกุลหลี่ของพวกเขาหรอกรึ?
เขาไม่รู้จริงๆหรือแกล้งไม่รู้กันแน่?
แต่ดูท่าทีนี้ของเขา ก็ไม่เหมือนเสแสร้ง
โดยเฉพาะเสิ่นฟางก็มาด้วย
แม้นางและเสิ่นฟางจะเคยพบกันที่วัดเจาหมิงเพียงครั้งเดียว แต่เขาสามารถทำให้ฟู่เสี่ยวหวั่นเชื่อฟังเขาได้ ก็คงไม่ใช่คนที่จะถูกใครวางแผนได้ง่ายๆ หากสกุลหลี่อยากให้เขาเป็นพยาน กลับไม่ใช่เรื่องง่ายดายถึงเพียงนั้น
อวี้ถังขอบคุณหลี่จวิ้น กล่าวด้วยสีหน้าเช่นเคย “ยังดีที่คุณชายเสิ่นไปหาคุณชายฟู่พอดี ทั้งรีบร้อนตามมา แต่ว่าพวกเจ้าทั้งสองก็เสี่ยงอันตรายไปอยู่บ้าง ภายหลังหากพบเจอเรื่องเช่นนี้ก็ควรหาคนมาช่วยให้มากหน่อย”
เสิ่นฟางไม่ได้กล่าวอันใด มองอวี้ถังอย่างลุ่มลึก
หลี่จวิ้นกลับรีบกล่าว “เวลานั้นข้าก็รีบจนหัวหมุนไปหมด หากไม่ใช่ว่าพี่เสิ่นเตือนสติ คงจะลืมกระทั่งให้คนไปแจ้งทางการเช่นกัน”
อวี้ถังคารวะขอบคุณเสิ่นฟางอีกครั้ง
เสิ่นฟางกลับกล่าวอย่างแฝงความนัย “วันนี้ข้าบังเอิญจริงๆมาอย่างกะทันหัน ไม่อย่างนั้นอาจวิ้นจะพูดว่าโชคดีจริงๆได้อย่างไร!”
เสิ่นฟางผู้นี้ก็เป็นคนมีความคิดละเอียดรอบคอบไม่น้อย
อวี้ถังพยักหน้าให้เขาทั้งรอยยิ้ม
เสิ่นฟางเผยรอยยิ้มเข้าใจออกมา
อวี้ถังกระตุกในใจ ในหัวปรากฏความคิดบ้าบิ่นขึ้นมา
ชาติก่อน หลังจากหลี่จวิ้นและนางหมั้นหมายกันได้ไม่นานเขาก็จากไปอย่างกะทันหัน
นางไม่รู้เรื่องของคนผู้นี้
หากหลี่จวิ้นและสกุลหลี่ไม่ใช่พวกเดียวกันล่ะ?
เรื่องราวทั้งหมดก็ล้วนอธิบายได้
สกุลหลี่คิดใช้แผนสกปรกบีบให้นางแต่งเข้าสกุล ไม่ได้รับการร่วมมือจากหลี่จวิ้นย่อมไม่ได้ ดังนั้นสกุลหลี่จึงวางแผนเล่นงานทั้งนางและหลี่จวิ้นด้วยกันทั้งคู่ เริ่มแรกให้อาเจ็ดเชื่อเขาว่าทำเช่นนี้ก็เพื่อช่วยนาง ทั้งตั้งใจให้หลี่จวิ้นทราบถึงสถานการณ์ของนาง วางแผนให้หลี่จวิ้นเข้ามาช่วยเหลือ
เพียงแค่สกุลหลี่ไม่ได้คาดคิดว่า จู่ๆเผยเยี่ยนก็ผ่านมาทางนี้ ทั้งเสิ่นฟางจะพบกับหลี่จวิ้นอย่างไม่คาดฝัน
ตอนที่ 52: ส่อพิรุธ
แต่ว่า สิ่งที่เหนือความคาดหมายของอวี้ถังมากที่สุด ยังคงเป็นการพบเจอกับเผยเยี่ยน
ยามที่อยู่หังโจว เพราะเรื่องของแผนที่ อวี้เหวินจึงชักช้าอยู่หลายวัน รอจนยามที่จะไปขอบคุณเผยเยี่ยน เขาก็ไปไหวอันเสียแล้ว หลังจากกลับเมืองหลินอัน อวี้เหวินก็ไปจวนสกุลเผยอยู่หลายครั้ง แต่พวกผู้ดูแลของสกุลเผยล้วนกล่าวว่าเผยเยี่ยนยังไม่กลับมา
และครั้งล่าสุดที่อวี้เหวินไปจวนสกุลเผย ก็คือสองวันก่อน
เผยเยี่ยนนั้นยุ่งจริงๆ หรือว่าไม่อยากเจอบิดาของนางกันแน่?
อวี้ถังคิดว่าเป็นอย่างหลัง
กระนั้นไม่ว่าอย่างแรกหรืออย่างหลัง เผยเยี่ยนไม่ได้เจตนาจะคบค้าสมาคมกับสกุลพวกนางกลับเป็นเรื่องจริง
อย่าพูดว่าเผยเยี่ยนช่วยนางเลย แม้ว่าจะเป็นคนไม่รู้จัก นางก็ไม่อาจฝืนใจคนอื่นได้เช่นกัน
อวี้ถังขอบคุณเผยเยี่ยนอีกครั้ง ไม่ได้เอ่ยให้บิดาของนางไปขอบคุณด้วยตัวเองที่จวนสกุลเผยแต่อย่างใด
ไม่รู้เพราะเผยเยี่ยนคิดว่าการกระทำของอวี้ถังตรงกับที่เขาคิดพอดี หรือว่าเขาไม่ได้เก็บเรื่องที่ช่วยนางมาใส่ใจอยู่แล้ว เขาผงกศีรษะ ไม่ได้มากความ ส่งเสียงเรียกคนขับรถม้า ‘เจ้าเจิ้น’ “เจ้าส่งคนให้คุณหนูอวี้ พวกเราล่วงหน้าไปก่อนเถิด!”
เจ้าเจิ้นขานรับทันที กลับใช้มือสับอันธพาลพวกนั้นราวกับสับแตงหวานให้สลบกองอยู่กับพื้น เวลานี้จึงค่อยวิ่งเข้ามายิ้มให้อวี้ถัง “คุณหนูอวี้ ท่านวางใจเถิด ก่อนเจ้าหน้าที่ของศาลาว่าการจะมา คนพวกนี้ไม่อาจตื่นก่อนแน่นอน”
อวี้ถังแปลกใจอยู่บ้าง
เผยเยี่ยนวางตัวเย็นชาทั้งเย่อหยิ่งต่อผู้คน นางคาดไม่ถึงว่าคนขับรถม้าที่ชื่อเจ้าเจิ้นก็ดี เด็กชายที่พยุงนางก็ดี ล้วนเป็นคนใจดีและอบอุ่นทั้งสิ้น
พวกเขาเป็นเช่นนี้ ย่อมเกี่ยวข้องกับท่าทีปกติของเผยเยี่ยนที่ปฏิบัติต่อพวกเขาโดยตรง
จะเห็นได้ว่าความเข้าใจของนางที่มีต่อเผยเยี่ยนบิดเบี้ยวไปอยู่บ้าง
ไม่พูดถึงเรื่องอื่น แต่อย่างน้อยเขาก็ใจกว้างมีเมตตากับคนรอบกาย
เดิมทีก็เจอกันโดยบังเอิญ อวี้ถังย่อมไม่อาจจะถ่วงเวลาเผยเยี่ยนอีก
นางกล่าวขอบคุณกับเจ้าเจิ้น “ครั้งนี้โชคดีที่ได้เจ้าช่วยหยุดยั้งอันธพาลพวกนี้”
เจ้าเจิ้นโบกมือ กล่าวด้วยยิ้มขัดเขิน “ข้า ข้าก็เพียงทำตามคำสั่งเท่านั้น หากท่านจะขอบคุณ ก็ขอบคุณนายท่านของพวกเราเถิด!” พูดจบ ก็รีบวิ่งไปที่ข้างรถม้า ดึงบังเหียน ก่อนจะเรียกเด็กคนนั้น “อาหมิง พวกเราไปเถิด”
เด็กที่ถูกเรียกว่า ‘อาหมิง’ ขานรับอย่างร่าเริง บอกลาอวี้ถัง ก่อนจะหมุนกายปีนขึ้นรถม้า นั่งอยู่ด้านหน้า
อวี้ถังอดยิ้มไม่ได้ โบกมือให้อาหมิง
อาหมิงยิ้มอย่างขัดเขิน
รถม้าของเผยเยี่ยนเคลื่อนไปแล้ว
หลี่จวิ้นและเสิ่นฟางยืนส่งสายตามองเผยเยี่ยนจากไปอยู่หน้าทางเข้าหมู่บ้าน เมื่อรถม้าไปไกลแล้ว ทั้งสองคนจึงค่อยชี้ไปยังพวกอันธพาลที่นอนระเกะระกะบนพื้น “คุณหนูอวี้วางแผนจะทำอย่างไร?”
อวี้ถังตั้งใจจะรั้งหลี่จวิ้นไว้ ได้ยินดังนั้นก็รีบคว้าโอกาส “คุณชายหลี่ คุณชายเสิ่น ครั้งนี้ต้องขอบคุณพวกเจ้าทั้งสอง แม้เจ้าเจิ้นจะกล่าวว่าเจ้าหน้าที่จะมาถึงก่อนที่คนพวกนี้จะตื่น แต่ยังคงต้องระมัดระวัง ข้าขอเสียมารยาทรั้งตัวคุณชายทั้งสองอยู่ที่นี่สักครู่ เจ้าหน้าที่พวกนั้นมา ก็สามารถช่วยเป็นพยานได้ เดี๋ยวข้าจะเรียกคนในหมู่บ้านให้เรียกผู้นำหมู่บ้านและพ่อของข้าเข้ามา เรื่องนี้ไม่อาจจะปล่อยไปเฉยๆเช่นนี้ได้”
หลี่จวิ้นและเสิ่นฟางล้วนคิดว่าสมควรเช่นกัน อวี้ถังรีบไปเคาะประตูของครอบครัวหนึ่งที่อยู่ไม่ไกลจากพวกเขา นำเงินให้เขาจำนวนหนึ่ง ขอให้พวกเขาไปแจ้งข่าวที่เรือนเก่าสกุลอวี้ ทั้งยังกล่าว “อย่าให้พ่อข้าบอกเรื่องนี้กับท่านแม่และป้าสะใภ้ใหญ่ หาอาเจ็ดพบก็พาเขามาด้วย”
เมื่อครู่นางไม่เห็นอาเจ็ด ไม่รู้ว่าเขาวิ่งหนีไปแล้วหรือว่าคอยดักนางอยู่ทางอื่น
คนผู้นั้นเห็นพวกอันธพาลนอนกองที่พื้นก็ตกใจเสียยกใหญ่ คิดจะเข้ามาดูเรื่องสนุก แต่ก็จำได้ว่ารับเงินมาแล้ว จึงรีบกวาดสายตาแวบหนึ่ง ก่อนจะสับขาวิ่งไปทางเรือนเก่าสกุลอวี้
หลี่จวิ้นและเสิ่นฟางเอ่ยถึงเผยเยี่ยนขึ้นมา “นายท่านสามสกุลเผยดูภายนอกคล้ายเย็นชาและเย่อหยิ่ง คาดไม่ถึงว่ากลับเป็นคนที่ใจดีมีความเอื้อเฟื้อผู้หนึ่ง ถึงกับยื่นมือช่วยเหลือคุณหนูอวี้”
เสิ่นฟางกลอกตาไปที “ใครพบเจอกับสถานการณ์เช่นนี้ก็คงยื่นมือช่วยเหลือกันทั้งนั้นกระมัง? ข้าไม่เห็นมองออกถึงความใจดีมีเมตตาของเขา!”
“เจ้าคงไม่รู้ ไม่กี่วันก่อนสกุลพวกเราเกิดเรื่อง” หลี่จวิ้นกล่าวแก้ต่าง “เรือส่งสินค้าลำหนึ่งของลูกพี่ลูกน้องข้าถูกหน่วยตรวจการไท่หูควบคุมเอาไว้ ลูกพี่ลูกน้องของข้าส่งคนมาขอความช่วยเหลือจากท่านพ่อ พ่อของข้าก็ไม่รู้จักคนของหน่วยตรวจการไท่หู
แม้จะรู้ว่าเรื่องนี้ไร้ทางแก้ไข ก็ทำได้เพียงโอบกอดความหวังสุดท้าย ไปหาทางนายท่านสามสกุลเผย นายท่านสามไม่ได้ถามให้มากความ ก็นำป้ายชื่อให้พี่ใหญ่ข้าไปหาข้าหลวงของไท่หู เรื่องนี้จึงผ่านพ้นไปได้ นายท่านสามไม่เลวเลยจริงๆ”
เสิ่นฟางตกตะลึง “ลูกพี่ลูกน้องเจ้า? ลูกพี่ลูกน้องคนไหนของเจ้า?”
หลี่จวิ้นกล่าว “ลูกพี่ลูกน้องคนที่ทำการค้าอยู่ทางฝูเจี้ยน ลูกชายคนโตของลุงข้า เขาไม่เลวเลย ครั้งหน้าหากเขามาหลินอัน ข้าจะแนะนำให้เจ้ารู้จัก”
เสิ่นฟางขานรับอย่างขอไปที ในสายตาของอวี้ถัง เสิ่นฟางไม่ได้มีจุดประสงค์อยากจะรู้จักลูกพี่ลูกน้องของหลี่จวิ้น แต่เห็นได้ชัดว่าหลี่จวิ้นมองไม่ทะลุปรุโปร่ง ยังคงกล่าวอยู่ตรงนั้น “ลูกพี่ลูกน้องคนนี้อายุเท่ากับพี่ใหญ่ข้า กลับได้เป็นผู้ช่วยของลุงข้าแล้ว…”
อวี้ถังรู้ว่าคนที่เขาพูดถึงคือใคร
หลานชายฝั่งมารดาของคนสกุลหลิน ลูกชายภรรยาเอกคนโตของสกุลหลิน หลินเจวี๋ย
เขาเป็นคนที่มีฝีมือทำการค้า สกุลหลินตกไปอยู่ในมือเขาไม่กี่ปี ก็กลายเป็นพ่อค้ารายใหญ่อันดับต้นๆของฝูเจี้ยน สกุลหลี่ก็พึ่งพาเขา ริเริ่มทำการค้าทางทะเล มั่งคั่งร่ำรวยขึ้นมา
ชาติก่อน เขาไปเยือนสกุลหลี่บ่อยครั้ง หลี่ตวนและเขาสนิทสนมกันเป็นอย่างมาก มีครั้งหนึ่งหลี่ตวนคิดอกุศลกับนาง ก็เป็นหลินเจวี๋ยที่ช่วยเหลือ…
อวี้ถังจมดิ่งลึกในความทรงจำของอดีต ข้างหูกลับปรากฏเสียงดังวุ่นวายขึ้นมา
นางเงยหน้าก็เห็นบิดาและลุงใหญ่ ญาติผู้พี่พาชายหนุ่มอีกเจ็ดแปดคนวิ่งเข้ามาอย่างโกรธเกรี้ยว
อวี้ถังรีบเดินไปหา
อวี้เหวินคว้าแขนของอวี้ถังไว้ สำรวจนางด้วยใบหน้าที่ซีดขาว ทั้งกล่าวถามอย่างร้อนใจไปพลาง “เจ้าไม่เป็นไรใช่หรือไม่?”
“ข้าไม่เป็นไร!” อวี้ถังรีบบอก “ท่านแม่ไม่รู้เรื่องนี้กระมัง?” ขณะที่นางพูด ก็ชะโงกดูพวกคนที่มา
ไม่เห็นอาเจ็ด
อวี้เหวินกล่าว “ข้าได้ยินคนมาแจ้งก็ตกใจไม่น้อย ไม่ทันได้หาอาเจ็ดเจ้าก็ไปพาคนมาพร้อมลุงใหญ่เจ้าเสียก่อน อาเจ็ดเจ้าเกิดเรื่องอะไรขึ้น? ไม่ใช่ว่าเขาอยู่กับเจ้าหรอกรึ?”
อวี้ถังกล่าว “เรื่องนี้อีกเดี๋ยวค่อยพูดเถิด คุณชายหลี่และคุณชายเสิ่นอยู่ที่นี่ คุณชายทั้งสองมีคุณธรรมสูงเทียมฟ้า ได้ยินว่าข้าเกิดเรื่องก็รีบตามมาทันที!”
อวี้เหวินไม่รีรอเดินเข้าไปขอบคุณทั้งสองคน
หลี่จวิ้นและเสิ่นฟางค้อมตัวหลบ ไม่ยอมรับการคารวะจากอวี้เหวิน ต่างก็กล่าวด้วยหน้าแดงอยู่บ้าง “พวกเรามาถึงทีหลัง ผู้ที่ช่วยคุณหนูอวี้ไว้คือนายท่านสามสกุลเผยต่างหาก!”
คนที่ไปส่งข่าวก็ไม่รู้เรื่องว่าหลักๆเกิดอะไรขึ้นเช่นกัน อวี้เหวินจู่ๆได้ยินว่าเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับเผยเยี่ยนก็ตกใจขึ้นมา “นายท่านสาม?”
อวี้ถังกล่าว “เขามีธุระกลับไปก่อนแล้ว”
“เช่นนั้นรอพวกเรากลับเข้าเมืองแล้วก็ไปขอบคุณนายท่านสาม” ขณะที่อวี้เหวินกล่าว ก็ยังคงขอบคุณหลี่จวิ้นและเสิ่นฟางอย่างจริงใจ “แม้จะกล่าวว่าคุณชายทั้งสองมาทีหลัง แต่ความคิดที่จะช่วยเหลือคนล้วนมีเหมือนกัน ทั้งสองคนอย่าได้ถ่อมตัวเลย อีกเดี๋ยวก็ไปดื่มน้ำดื่มสุราที่บ้านข้า ให้ข้าได้แสดงน้ำใจหน่อยเถิด”
หลี่จวิ้นและเสิ่นฟางยังคงกล่าวถ่อมตัวอยู่ตรงนั้น ก่อนเจ้าหน้าที่ของศาลาว่าการจะเข้ามา
อย่างไรอวี้เหวินก็เป็นซิ่วไฉ มีชื่อเสียงด้านการเขียนบทประพันธ์ในเมืองหลินอันอยู่บ้าง เดิมทีก็เป็นที่คุ้นเคยกับเจ้าหน้าที่ของศาลาว่าการ รวมกับมีหลี่จวิ้นและเสิ่นฟางเป็นพยาน เจ้าหน้าที่จึงจับพวกนั้นมัดไว้อย่างรวดเร็ว อวี้ป๋อยังแอบติดสินบนจำนวนหนึ่ง ขอให้เจ้าหน้าที่อย่าดึงเรื่องมาเกี่ยวข้องกับอวี้ถัง รอกลับเข้าเมืองทุกคนไปร่วมดื่มสุรากัน เจ้าหน้าที่ก็นับว่าทำเรื่องอย่างคล่องแคล่ว พาอันธพาลพวกนั้นกลับไปยังศาลาว่าการ
หลี่จวิ้นและเสิ่นฟางเห็นเช่นนั้นก็คิดจะกลับบ้าง “ได้ยินว่าพวกเสี่ยวหวั่นก็ร้อนใจเช่นกัน หากไม่ใช่เพราะฝีมือขี่ม้าไม่ชำนาญ ก็คงจะตามมาด้วยแล้ว พวกเราต้องกลับไปบอกกล่าวกับพวกเขาเสียหน่อย”
อวี้เหวินนึกขึ้นมาได้ว่าอีกสักพักพวกเขายังต้องไปสกุลเว่ย จึงครุ่นคิดว่าจะเปลี่ยนวันอื่นขอบคุณหลี่จวิ้นและเสิ่นฟางดีหรือไม่ ทว่าอวี้ถังกลับกล่าว “ที่นี่ก็ไม่มีคนอื่นแล้ว อย่างไรเชิญทั้งสองคนรั้งตัวอยู่ ไปดื่มชาบ้านพวกเราเถิด ข้ามีบางอย่างอยากจะพูดกับคุณชายหลี่”
หลี่จวิ้นและเสิ่นฟางมองหน้ากัน ใคร่ครวญเล็กน้อย ก่อนทั้งสองจะตอบตกลง
คนทั้งหมดจึงเดินทางไปเรือนเก่าของสกุลอวี้
คนสกุลเฉินและคนสกุลหวังยังไม่รู้ว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น รู้เพียงว่ามีคนมาหาที่หน้าเรือน จึงไม่ได้สนใจเท่าใด
อวี้ถังเชิญหลี่จวิ้นและเสิ่นฟางเข้ามานั่งในโถงรับแขก ทั้งเชิญปู่ห้าเข้ามา ก่อนจะเล่าเรื่องที่อาเจ็ดทำให้ทุกคนฟัง
ทุกคนต่างก็ตกใจจนพูดไม่ออก ปู่ห้ากระโดดโผลงขึ้นคนแรก กล่าวอย่างไม่เชื่อ “เป็นไปไม่ได้! จะเป็นไปได้อย่างไร? เขาเป็นคนซื่อตรงถึงขนาดนั้น จะทำเรื่องเช่นนี้ได้อย่างไร? หลานสาว เจ้าฟังผิดหรือไม่?”
คนที่เด้งตัวขึ้นคนที่สองคือหลี่จวิ้น
ใบหน้าเขาแดงก่ำไปหมด “ไม่ เป็นไปไม่ได้! แม่ข้าจะทำเรื่องที่ทำลายชื่อเสียงคนเช่นนี้ได้อย่างไร? แม้ว่าเจ้าจะแต่งเข้าสกุลเรา พวกเราทั้งสองก็จะกลายเป็นศัตรู…แม่ของข้าไม่อาจทำเช่นนั้นกับข้าหรอก!”
แม้แต่อวี้เหวินก็คิดว่าเรื่องนี้ไร้สาระเกินไป “หรือว่าจะมีคนประสงค์ร้าย คิดโยนความผิดให้สกุลหลี่? เรื่องนี้ต้องตรวจสอบอย่างชัดเจน”
อวี้ป๋อรวบรวมสติกลับคืนมา “ใช่แล้ว ใช่แล้ว! เรื่องเช่นนี้ไม่อาจพูดซี้ซั้วได้ หากมีคนตั้งใจขัดแข้งขัดขาจริงๆ ไม่ใช่จะกลายเป็นว่าพวกเราใส่ร้ายสกุลหลี่หรอกรึ”
มีเพียงอวี้หย่วนและเสิ่นฟางที่ไม่ปริปากกล่าว
อวี้หย่วนคล้ายกำลังคิดอะไรอยู่ ด้านเสิ่นฟางมองหลี่จวิ้น ก่อนจะมองอวี้ถัง สุดท้ายแววตาก็จมดิ่งเล็กน้อย หยุดสายตาไว้ที่อวี้ถัง
“เป็นการเข้าใจผิดหรือไม่ รอหาตัวอาเจ็ดพบ ทางศาลาว่าการจับกุมผู้เกี่ยวข้องได้ทั้งหมด เรื่องก็จะกระจ่างแล้ว” อวี้ถังกล่าวอย่างใจเย็น “เรื่องนี้ไม่อาจปล่อยให้จบไปเช่นนี้ได้ มีครั้งแรกก็ย่อมมีครั้งที่สอง ไม่ดึงตัวผู้ที่อยู่เบื้องหลังออกมา จะป้องกันอย่างไรก็ล้วนมีวันพลาด กลัวว่ากระทั่งแค่นอนหลับก็คงจะหลับได้ไม่สนิท”
หลี่จวิ้นใบหน้าขึ้นสี ราวกับเลือดไหลก็มิปาน เขากล่าวอ้อมแอ้ม “คุณหนูอวี้ เจ้า เจ้าไม่เชื่อข้ารึ?”
อวี้ถังกล่าว “ข้าเชื่อหรือไม่เชื่อเจ้าไม่สำคัญ สิ่งที่สำคัญคือเรื่องนี้ใครเป็นคนทำ วิธีการสกปรกต่ำช้าเกินไป เปลี่ยนเป็นคนอื่นก็คงยอมไม่ได้เช่นกัน”
หลี่จวิ้นลุกขึ้นยืนทันที โมโหอยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ไม่รู้ว่านึกถึงเรื่องอะไรได้ ทำปากอ้าๆหุบๆ ไม่ได้กล่าวอะไร
เสิ่นฟางเห็นก็ยืนขึ้นเช่นกัน “เป็นดั่งที่คุณหนูอวี้ว่า เรื่องนี้ต้องมีหลักฐาน ยามนี้พวกเราพูดอะไรล้วนไร้ประโยชน์ ตอนบ่ายนายท่านอวี้ยังมีธุระ มิสู้พวกเราแยกย้ายกันไปก่อน รอตามหาอาเจ็ดผู้นั้นของพวกท่านพบ ทั้งทางศาลาว่าการมีข่าวคราว ค่อยมาคุยเรื่องนี้ก็ไม่สาย”
อวี้เหวินรู้สึกว่าหลี่จวิ้นและเสิ่นฟางมาช่วยอวี้ถัง สุดท้ายยังถูกอวี้ถังสงสัย เสียมารยาทเกินไป กล่าวอย่างละอายใจ “หากทำเช่นนั้น…”
“ท่านอา!” จู่ๆอวี้หย่วนก็ลุกขึ้นตัดบทสนทนาของอวี้เหวิน “คุณชายหลี่และคุณชายเสิ่นก็ไม่ใช่คนอื่นคนไกล หาอาเจ็ดให้พบก่อนเป็นเรื่องที่สำคัญกว่า”
หลี่จวิ้นฟังแล้วก็กล่าวคล้อยตามเสียงดัง “นายท่านอวี้ คุณชายอวี้กล่าวมีเหตุผล ข้าว่าอย่างไรหาอาเจ็ดของพวกท่านให้พบเร็วที่สุดเป็นเรื่องสำคัญกว่า”
ตอนที่ 53: ถูกใจ
“ใช่ ใช่” อวี้ป๋อละล่ำละลักเอ่ย คิดว่าอย่างไรจัดการเรื่องในเรือนของตัวเองก่อนค่อยว่ากันจะดีกว่า
เสิ่นฟางมองหลี่จวิ้นที่กล่าวอย่างหนักแน่นแต่กลับส่ายศีรษะ
เขากลัวจริงๆ ว่าหลี่จวิ้นพูดอะไรที่ไม่อาจย้อนกลับมาแก้ไขได้
เขาคว้าแขนหลี่จวิ้นไว้ เอ่ยกับอวี้เหวินด้วยท่าทีจริงจัง “นายท่านอวี้ เรื่องเกี่ยวพันกับหลายสกุล ทั้งเกิดอย่างกะทันหัน ข้าว่าอาจวิ้นคงอยากจะกลับไปครุ่นคิดดีๆ พวกเราคงต้องขอตัวก่อน รอมีข่าวคราวอะไรแล้วค่อยว่ากันอีกที”
อวี้เหวินก็ไม่อาจรั้งหลี่จวิ้นไว้ ส่งทั้งสองคนออกจากประตูด้วยตัวเอง
อวี้หย่วนดึงอวี้ถังมาคุยด้านข้างทันที “เรื่องนี้จะเกี่ยวกับภาพนั้นหรือไม่?”
อวี้ถังตกใจในไหวพริบของอวี้หย่วน แต่ตอนบ่ายเขายังต้องไปดูตัว นางไม่อาจทำให้งานแต่งของอวี้หย่วนล่าช้าได้
“ไม่รู้!” นางเอ่ย “เรื่องเกิดขึ้นแล้ว จะคาดเดามากไปกว่านี้ก็ไม่มีประโยชน์ มิสู้รอคอยอย่างใจเย็น”
สิ่งที่สำคัญที่สุดคือไม่รู้ว่าอาเจ็ดไปอยู่ที่ไหน?
อวี้หย่วนพยักหน้าอย่างใจลอยอยู่บ้าง
อวี้ถังทำได้เพียงให้กำลังใจเขา “ไม่ว่าจะพูดอย่างไร คนพวกนั้นก็ทำไม่สำเร็จ ทั้งคนที่ส่งมาจับตัวข้าก็ถูกทรมานอยู่ในคุกแล้ว หลังจากพวกนั้นทราบข่าวย่อมต้องหงุดหงิดใจ อีกฝ่ายหงุดหงิด ก็นับว่าเป็นความสุขของพวกเรา พวกเราควรดีใจจึงจะถูก”
เพราะเหตุผลไร้สาระของอวี้ถัง อวี้หย่วนจึงหัวเราะขึ้นมา
อวี้ถังค่อยโล่งใจ “ท่านพี่ คนดีย่อมได้รับการคุ้มครองจากสวรรค์ เจ้าดูสิ ข้าประสบกับเรื่องเช่นนี้กลับได้พบนายท่านสาม หลี่จวิ้นและเสิ่นฟางก็ตามเข้ามาช่วยเช่นกัน ท่านพี่ ลุงใหญ่ ทั้งท่านพ่อก็มาด้วยกันทั้งหมด ข้ารู้สึกว่าความโชคดีมักจะตามหลังข้ามาเสมอ”
“หวังว่าจะเป็นเช่นนั้น” ขณะที่อวี้หย่วนพูด ก็ครุ่นคิดอย่างละเอียด รู้สึกว่าคำพูดของอวี้ถังมีเหตุผลอยู่บ้างจริงๆ เขาอดยิ้มขึ้นมาไม่ได้ อารมณ์ก็ผ่อนคลายลงมาก “ภายหลังเจ้าออกไปวิ่งโร่ข้างนอกน้อยๆหน่อยเถิด ข้างนอกนั้นวุ่นวายเกินไปแล้ว”
อวี้ถังเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “เช่นนั้นท่านรีบแต่งพี่สะใภ้กลับมาให้ข้า ข้ามีเพื่อน ย่อมไม่อาจออกไปเที่ยวเล่นข้างนอกบ่อยๆแล้ว”
อวี้หย่วนหัวเราะ ดูเขินอายไม่น้อย
........
แม้ว่าจะมีคลื่นลมเช่นนี้ แต่เรื่องของสกุลเว่ยกลับไม่อาจเปลี่ยนวันได้ แม้จะยังหาอาเจ็ดไม่พบ พวกเขาก็จำเป็นต้องจากมา
อวี้เหวินกลัวว่าอวี้ถังจะได้รับความกระทบกระเทือนทางจิตใจ ถามนางว่าอยากจะกลับเข้าเมืองก่อนหรือไม่
อวี้ถังเอ่ย “สกุลเว่ยรู้แล้วว่าข้าเดินทางมาด้วย ถึงเวลานั้นหากข้าไม่ปรากฏตัว สกุลเว่ยถามขึ้นมา ท่านจะกล่าวว่าอย่างไร?”
อวี้เหวินยังคิดจะพูดอะไรอีก อวี้ถังจึงดันเขาออกจากประตูไป “ท่านพ่อ ข้าไม่เป็นไร นี่ไม่ใช่ว่ามีพวกท่านปกป้องข้าอยู่รึ? ข้าไม่ใช่คนที่รับมือกับเรื่องราวอะไรไม่ได้เสียหน่อย” ขณะที่พูด นางก็เรียกคนสกุลเฉิน “ท่านแม่ พวกเราจะไปเมื่อใดกัน? สายมากแล้วนะเจ้าคะ”
คนสกุลเฉินและคนสกุลหวังกำลังพูดคุยเรื่องส่วนตัวกัน ได้ยินเสียงเรียก ทั้งสองคนก็เดินยิ้มร่าออกมา เห็นอวี้ถังอยู่ในสภาพทุลักทุเลจึงพากันตกใจ
อวี้ถังพูดเพียงว่าไปเก็บดอกไม้กับอาเจ็ด พลาดหกล้ม เพราะเหตุนี้อาเจ็ดได้รับบาดเจ็บ จึงไปหาหมอในเมือง
คนสกุลเฉินไม่เชื่อว่าเป็นอย่างนั้น แต่อวี้เหวินคอยพูดช่วยอวี้ถังอยู่ด้านข้าง คนสกุลเฉินยังคิดว่าอวี้ถังก่อเรื่องเหมือนตอนเด็ก และอวี้เหวินช่วยนางปกปิด ดึงนางมาอยู่ข้างๆ มองสำรวจทั้งตัวอย่างละเอียด พบว่านางไม่ได้บาดเจ็บ แต่ก่อนออกไปยังพกเสื้อผ้าไปเปลี่ยนด้วย จึงแสร้งปิดตาข้างหนึ่งทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น คล้อยตามพวกเขาไป
อวี้ถังไปล้างหน้าล้างตาแต่งตัวอีกครั้ง คนทั้งหมดเดินทางไปยังสกุลเว่ย
ผู้ที่ออกมาต้อนรับพวกเขาคือสองสามีภรรยาสกุลเว่ย ลูกชายคนโตและภรรยา ได้ยินว่าลูกคนอื่นๆล้วนเดินทางไปส่งของขวัญเทศกาลไหว้พระจันทร์ที่สกุลเดิมของนายหญิงเว่ย
อวี้ถังคิดว่านายหญิงเว่ยนั้นกลัวในเรือนมีคนเยอะเกินไป เสียงดังเซ็งแซ่ อาจจะดูไม่งาม
คนของสกุลอวี้ นอกจากคนสกุลหวังแล้ว คนอื่นๆก็ล้วนเคยคบค้าสมาคมกับคนของสกุลเว่ยมาก่อน ทั้งยังมีความประทับใจที่ดีต่อกันไม่น้อย พบเจอกัน หลังจากแนะนำให้รู้จักกันแล้ว ย่อมคุ้นเคยขึ้นมา พูดคุยสนุกสนานครึกครื้นเป็นอย่างยิ่ง
มีเพียงอวี้หย่วน บางทีอาจเป็นเพราะสถานะเปลี่ยนไป ก้มหน้าก้มตาอย่างขวยเขิน หดตัวอยู่หลังอวี้ป๋อ ไม่มีท่าทีหนักแน่นเป็นกันเองเฉกเช่นวันปกติ คล้ายเปลี่ยนไปเป็นคนละคนโดยสิ้นเชิง
คนสกุลหวังนั้นร้อนใจ ฉวยโอกาสยามที่คนของสกุลเว่ยไม่ได้สนใจ ฟาดมือที่หลังลูกชายไปที กระซิบกล่าว “เจ้ายืนตรงๆหน่อย อย่ามาทำเสียเรื่องข้าในเวลาสำคัญเช่นนี้”
อวี้หย่วนยืดหลังตรง แต่ใบหน้านั้นแดงก่ำเป็นอย่างมาก
ดีที่นายหญิงเว่ยรู้สึกว่าเช่นนี้จึงนับว่าปกติ มองอวี้หย่วนรื่นหูรื่นตายิ่ง ต้อนรับให้ทุกคนนั่งลง ก่อนจะกำชับสาวใช้ “คุณหนูใหญ่สกุลอวี้ก็มาเช่นกัน เจ้าให้คุณหนูเซียงเข้ามาพบปะหน่อยเถิด”
นี่จึงจะนับเป็นเหตุผลที่อวี้ถังอยู่ในยามนี้
อวี้ถังอดทำตาโตทอดมองออกไปไม่ได้
ไม่นานนัก สาวใช้ผู้นั้นก็พาหญิงสาวที่ดูเหมือนอายุสิบเจ็ดสิบแปดเข้ามา นางรูปร่างสูงเพรียว ผมสีดำขลับทั้งศีรษะม้วนเป็นทรงก้นหอย ผิวสีน้ำผึ้ง คิ้วหนาตาโต สวมชุดต่วนหรูผ้าหังโฉวสีขาวบริสุทธิ์ ใส่ต่างหูไข่มุกขนาดประมาณเม็ดบัว ยามที่มองผู้คนแววตาเผยความสดใสจริงใจ รอยยิ้มร่าเริง ดูใจกว้างเป็นอย่างยิ่ง
แม้จะไม่ได้หน้าตางดงามมาก แต่อวี้ถังกลับมีความรู้สึกดีกับนางขึ้นมา
คุณหนูเซียงเดินมาข้างหน้าทั้งรอยยิ้ม คำนับให้สกุลอวี้ทุกคน
อวี้ถังเห็นอวี้หย่วนชำเลืองมองคุณหนูเซียงแวบหนึ่งอย่างรวดเร็ว หลังจากนั้นก็ไม่กล้าเงยหน้าขึ้นอีกเลย ก่อนจะมองคุณหนูเซียงที่เผยท่าทีสุภาพเรียบร้อยอีกครั้ง จู่ๆก็รู้สึกว่าน่าสนใจ
ในเรือนของลุงใหญ่ ลุงใหญ่นั้นเคารพให้เกียรติป้าสะใภ้ใหญ่เป็นอย่างมาก ไม่ว่าเรื่องอันใดก็บอกกล่าวป้าสะใภ้ใหญ่ก่อน ทั้งมักจะฟังความคิดเห็นจากป้าสะใภ้ใหญ่ ดูแล้วเหมือนว่าลุงใหญ่จะดูแลจัดการเรื่องในเรือน แท้จริงแล้วกลับเป็นป้าสะใภ้ใหญ่ที่ที่ตัดสินใจชี้ขาด
หากญาติผู้พี่และคุณหนูเซียงแต่งงานกัน ไม่แน่ว่าการอยู่ร่วมกันของทั้งสองคนก็จะเหมือนกับลุงใหญ่และป้าสะใภ้ใหญ่?
นี่เข้ากับคำโบราณที่ว่า ‘คนที่นิสัยเหมือนกัน ถึงจะอยู่ร่วมกันได้’
ยามที่อวี้ถังคำนับตอบคุณหนูเซียง จึงพบว่าคุณหนูเซียงยังสูงกว่านางอยู่บ้าง
ก็หมายความว่า คุณหนูเซียงและอวี้หย่วนสูงพอๆกัน
ทั้งสองคนพูดคุยกันเป็นมารยาทไม่กี่คำ คุณหนูเซียงก็ขอตัวออกไป
การดูตัววันนี้นับว่าสิ้นสุดลงอย่างเป็นทางการ
เรื่องต่อจากนี้ก็จะเป็นแม่สื่อที่ออกหน้า คอยถ่ายทอดคำพูดระหว่างสองสกุล
อวี้ถังกังวลอยู่บ้างว่าอวี้หย่วนจะไม่ชอบความสูงของคุณหนูเซียง ระหว่างทางกลับก็แอบถามอวี้หย่วน “ท่านได้เห็นหน้าคุณหนูเซียงชัดเจนหรือไม่? ท่านคิดว่าเป็นอย่างไร?”
อวี้หย่วนเอ่ยทันที “เจ้าเป็นเพียงน้องสาวคนหนึ่ง จะรู้เรื่องราวมากไปทำไม?”
อวี้ถังเห็นอวี้หย่วนไม่คล้ายผิดหวังเสียใจ ก็อดเอ่ยไม่ได้ “นี่ไม่ใช่ว่าข้ากลัวป้าสะใภ้ใหญ่และท่านแม่ข้าจะยุ่งวุ่นวายเสียเปล่าหรอกรึ?” ทั้งเอ่ยว่า “ท่านพี่ไม่อยากบอกข้าก็แล้วไป อย่างไรรอยามที่ป้าสะใภ้ใหญ่และลุงใหญ่ถามท่าน ข้าค่อยไปถามก็ได้แล้ว”
“เหตุใดเจ้าจึงพูดมากเช่นนี้?” อวี้หย่วนเอ่ยอย่างไม่ค่อยชอบใจ อดกลั้นอยู่พักใหญ่ ก่อนจะกล่าว “งานแต่งของลูกสกุลไหนบ้างที่พ่อแม่ไม่ได้เป็นคนตัดสินใจ ข้าเชื่อฟังพ่อแม่ก็เพียงพอแล้ว”
เชื่อฟังลุงใหญ่และป้าสะใภ้ใหญ่ นั่นก็หมายความว่ายินยอม!
เขายังจะพูดอ้อมค้อมเช่นนี้อีก
อวี้ถังลอบยิ้ม กลับไปถึงเรือนก็คล้ายกับเป็นหางของคนสกุลเฉินมิปาน คนสกุลเฉินไปที่ใดนางก็ไปที่นั่น
คนสกุลเฉินเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “นี่เจ้าจะทำอะไร?”
อวี้ถังหัวเราะ “ยามที่พวกท่านจะปรึกษาเรื่องงานแต่งของท่านพี่ ให้ข้าอยู่ฟังข้างๆด้วยนะเจ้าคะ!”
คนสกุลเฉินกลืนไม่เข้าคายไม่ออก “เจ้าว่าลูกคุณหนูกุลสตรีอย่างเจ้า ไฉนจึงชอบฟังเรื่องพวกนี้กัน?”
อวี้ถังกล่าวฉะฉานอย่างมีเหตุผล “นี่ไม่ใช่เรื่องคนอื่นเสียหน่อย พี่ชายข้า ข้าสนใจบ้างจะเป็นไรไป?”
คนสกุลเฉินเอ่ยยิ้มๆ “ได้ ได้ ได้ ข้าจะพาเจ้าไป หากข้าไม่พาเจ้าไป เจ้าก็คงหาวิธีแอบฟังหรือสืบข่าวอยู่ดี”
อวี้ถังยิ้มมุมปาก
อวี้เหวินเดินเข้ามา ส่งสายตาเป็นนัยให้อวี้ถังเป็นอันดับแรก คล้อยหลังก็เอ่ยกับคนสกุลเฉิน “ข้ามีธุระ จะออกไปข้างนอกเสียหน่อย เรื่องของอาหย่วน ข้าคิดว่าสกุลเราและสกุลเว่ยเห็นพ้องต้องกันก็เป็นอันเสร็จสรรพแล้ว ตอนเย็นข้าอาจจะกลับมาช้าหน่อย เจ้าก็อย่ารอข้าเลย”
คนสกุลเฉินเอ่ยอย่างกังวล “การพบปะวันนี้เกี่ยวพันกับเรื่องสำคัญในชีวิตของอาหย่วน เจ้าไม่เข้าไปคงไม่ค่อยดีกระมัง? อีกเดี๋ยวท่านพี่ถามขึ้นมา ข้าจะตอบอย่างไร?”
อวี้เหวินกล่าว “เรื่องนี้ท่านพี่รู้แล้ว ข้าได้พูดกับเขาแล้ว พวกเจ้าแค่เข้าไปด้วยก็พอ ท่านพี่ไม่อาจถามอะไรหรอก”
อวี้ถังสงสัยว่าอวี้เหวินจะไปสืบข่าวที่ศาลาว่าการ
นางละล่ำละลักเอ่ย “ท่านพ่อ ข้าจะไปส่งท่านที่ประตู”
ศาลาว่าการอยู่กลางเมือง จากตรอกชิงจู๋ไป ทำได้เพียงเดินไปทางตะวันออก
นางอยากรู้ว่าอวี้เหวินไปทำอะไรในเวลาเย็นขนาดนี้?
อวี้เหวินก็ไม่ได้เตรียมจะปิดบังนาง ออกจากประตู ก็เอ่ยกับนาง “เจ้าอยู่ที่เรือนดีๆ รอข้ากลับมา” จากนั้นก็เดินไปทางตะวันออก
อวี้ถังและคนสกุลเฉินไปเรือนของลุงใหญ่
ลุงใหญ่ก็ไม่อยู่ที่เรือนเช่นกัน กล่าวว่ามีธุระที่ร้านค้า ป้าสะใภ้ใหญ่ยังพร่ำบ่น “เวลาไหนไม่ไป กลับมาไปในยามนี้ นี่ก็เย็นแล้ว หรือแค่คืนนี้คืนเดียวจะรอไม่ได้เชียว เขาไม่สนใจเรื่องของอาหย่วนเกินไปแล้ว ข้าถามเขาว่าเป็นเพราะเห็นหน้าค่าตาคุณหนูเซียงชัดๆ แล้วจึงไม่ชอบใช่หรือไม่ เขาก็กล่าวว่าชอบ ยังพูดว่า คุณหนูเซียงรูปร่างสูงเพรียว ไม่แน่ว่าหลังจากคลอดหลาน ก็จะสามารถสูงตามคุณหนูเซียงได้เช่นกัน”
อวี้ถังสงสัยว่าลุงใหญ่และพ่อของนางอาจจะไปศาลาว่าการด้วยกัน ปกติบิดาของนางยังคงถือตัวในฐานะซิ่วไฉอยู่บ้าง ยามที่คบค้าสมาคมกับผู้คนก็วางท่าอยู่เล็กน้อย แต่ลุงใหญ่กลับไม่เหมือนกัน ทำการค้าขาย หัวเราะก่อนคนอื่นพูด ทั้งสามารถโยนเรื่องตำแหน่งหน้าตาทิ้งไปได้ สถานที่เฉกเช่นศาลาว่าการ แต่ไหนแต่ไรก็เป็นพวกนักเลงถ่อยที่ก่อปัญหามากที่สุด มีลุงใหญ่ของนางออกหน้า เรื่องราวย่อมง่ายขึ้นมาก
คนสกุลเฉินกลับไม่ได้คิดมาก ดึงมือคนสกุลหวัง “ก่อนหน้านี้ข้าเห็นว่าคุณหนูเซียงยอดเยี่ยมไม่น้อย วันนี้พอได้เห็นก็ยิ่งรู้สึกพอใจ แค่ไม่รู้ว่าอาหย่วนคิดอย่างไร ทั้งคุณหนูเซียงชื่นชอบอาหย่วนหรือไม่ อาหย่วนนั้นสูงแทบพอๆกับคุณหนูเซียง”
คนสกุลหวังเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “เจ้าไม่ต้องกังวลหรอก ตั้งแต่ข้ากลับมาก็ถามอาหย่วนไปแล้ว เขาบอกว่าล้วนให้พ่อแม่เป็นคนตัดสินใจ พ่อของเขากล่าวว่าคุณหนูเซียงตัวสูง เขาก็ยังดูยินดีปรีดา ยามนี้ต้องดูทางสกุลเว่ยแล้ว”
คนสกุลเฉินกล่าว “คำโบราณนั้นกล่าวได้ดี แต่งลูกสาวเงยหน้า รับลูกสะใภ้ก้มหัว ในเมื่อทุกคนล้วนรู้สึกดี สกุลของพวกเราก็ควรจะเป็นฝ่ายรุกเสียหน่อย ไม่เพียงรีบเชิญแม่สื่อมาพูดเรื่องแต่งงาน ยังต้องพยายามทำเรื่องให้สำเร็จจึงจะดี…นายหญิงเว่ยยังมีอะไรไม่พอใจ พวกเราทำเรื่องจนสกุลพวกเขาพอใจก็เพียงพอแล้วมิใช่รึ?”
คนสกุลหวังเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “เจ้ากลับคิดเหมือนกับข้า หากงานแต่งครั้งนี้สำเร็จ คุณหนูอวี้อายุไม่น้อยแล้ว อาหย่วนของพวกเราก็ปล่อยให้ยืดเยื้อมานานอย่างนี้ ข้าอยากให้พวกเขาแต่งงานกันเร็วๆ ข้าว่าอาหย่วนอยู่ที่ห้องเซียงฝางนั้นไม่ได้แล้ว ต้องปรับปรุงแต่งเติมเสียหน่อย ยังมีสินสอดทองหมั้น เสื้อผ้าเครื่องประดับอะไรอีก ลำพังแค่ร้านค้ายังต้องเสียเงิน…นี่ไม่ใช่เวลาเลยจริงๆ”
คนสกุลเฉินกล่าวทั้งเผยยิ้ม “เจ้ากังวลอะไร พวกเราสองสกุลอยู่ด้วยกันยังกลัวอาหย่วนจะแต่งสะใภ้เข้าเรือนไม่ได้อีกรึ? แม้จะกล่าวว่าอาถังก็ถึงอายุที่จะแต่งงานแล้ว แต่ก็ต้องเรียงลำดับอาวุโสไป เรื่องของอาหย่วนมีเค้าลางมาแล้ว ย่อมต้องสนใจอาหย่วนก่อน เรื่องของอาถัง ถึงเวลานั้นค่อยพูดเถิด”
คนสกุลหวังรู้สึกลำบากใจอย่างยิ่ง เอ่ยทันที “จะทำเช่นนั้นได้อย่างไร”
คนสกุลเฉินยากที่จะพูดอย่างเฉียบขาด “เรื่องนี้ก็ตัดสินใจแบบนี้แหละ แม้ฮุ่ยหลี่จะกลับมา ก็ย่อมเห็นด้วยกับข้าเช่นกัน”
คนสกุลหวังยังอยากจะกล่าวอะไรอีก อวี้ถังรู้ว่าป้าสะใภ้ใหญ่กังวลเรื่องนาง นางจึงจงใจทอดถอนหายใจกล่าวอยู่ด้านข้าง “นี่ข้าไปล่วงเกินใครมาถึงซวยอย่างนี้กัน? สินเดิมที่เตรียมไว้ให้ข้ากลับกลายเป็นสินสอดทองหมั้นของท่านพี่ไปเช่นนี้เสียแล้ว!”
คนสกุลเฉินได้ฟังก็ยิ้มขึ้นมา ก่นว่า “อะไร เจ้ายังกล้าออกความคิดเห็นอีกรึ?”
“ไม่ใช่เสียหน่อย” อวี้ถังรีบเอ่ย “ข้าเพียงมีคำขอร้องอยู่นิดหน่อยเท่านั้น…หลังจากท่านพี่แต่งงานแล้ว มีสะใภ้ก็อย่าลืมข้าที่เป็นน้องสาวเชียว ต้องปฏิบัติกับข้าเหมือนเช่นเคย”
คนสกุลเฉินและคนสกุลหวังหัวเราะเสียงดัง คนสกุลหวังกอดนางไว้ “เจ้าวางใจ หากพี่เจ้าปฏิบัติต่อเจ้าไม่ดี ดูสิว่าข้าจะจัดการกับเขาอย่างไร”
อวี้ถังก็หัวเราะตามขึ้นมาเช่นกัน
[1] แต่งลูกสาวเงยหน้า รับลูกสะใภ้ก้มหัว อุปมาว่า ลูกสาวเมื่อแต่งงานออกไปก็เหมือนน้ำที่ถูกสาด แต่การรับสะใภ้เป็นการรับสมาชิกครอบครัวเพิ่มเข้ามา ย่อมได้เปรียบ ดังนั้นแม้ฝ่ายเจ้าสาวจะร้องขอความต้องการจากครอบครัวฝ่ายชาย ฝ่ายชายก็ควรทำตามคำขอของครอบครัวฝ่ายหญิง
ตอนที่ 54: ทางเลือก
เรื่องที่คนสกุลหวังและคนสกุลเฉินกังวลไม่ได้เกิดขึ้น กลับเป็นสกุลเว่ยที่กลัวว่าสกุลอวี้จะไม่ชอบใจที่คุณหนูเซียงรูปร่างสูงเกินไป แม่สื่อมาถ่ายทอดคำพูด คนสกุลหวังและคนสกุลเฉินจึงค่อยวางใจลง ตั้งใจว่ารอหลังจากเทศกาลไหว้พระจันทร์ก็จะไปเจรจาเรื่องงานแต่งกับสกุลเว่ยอย่างเป็นทางการ
อวี้เหวินกลับพูดเรื่องในใจกับอวี้ถังที่ห้องหนังสือ “พบตัวอาเจ็ดเจ้าแล้ว คาดว่าเขาคงจะรู้ว่าตัวเองทำผิด เตรียมที่จะหลบหนี แต่คนผู้นี้ แต่ไหนแต่ไรก็เป็นคนเงอะงะ วิ่งหนีได้ไม่เกินสามลี้ก็ถูกคนของลุงใหญ่หาตัวพบ ลุงใหญ่เจ้าไปถามด้วยตัวเอง ผู้ที่ให้เขาทำเรื่องนี้ เป็นคนสกุลหลี่จริงๆ ส่วนเขาก็คิดว่าตัวเองกำลังช่วยเจ้าอยู่”
พูดถึงตรงนี้ เขาก็เอ่ยต่อด้วยรอยยิ้มขมขื่น “คนอย่างเขา เจ้าคงไม่เข้าใจเท่าใด แต่ว่าลุงใหญ่เจ้าพูดกับปู่ห้าแล้ว เขาไม่อาจอยู่ในหมู่บ้านได้อีก อย่างน้อยก็ไม่อาจรั้งอยู่ที่สกุลพวกเรา เขาเป็นบุตรบุญธรรมของปู่ห้า เขาออกจากสกุลอวี้ไป วัยชราของปู่ห้าเจ้าย่อมไร้ที่พึ่งพา แต่ว่าปู่ห้าเจ้าก็บอกแล้ว
เดิมทีรับอาเจ็ดมาเลี้ยงก็เพราะอยากใช้ชีวิตอย่างมีความสุขยามแก่เฒ่า วันนี้กลับกลายเป็นเช่นนี้ ไม่อาจมีความสุขยามชราได้แล้ว ยังมาถูกอาเจ็ดเจ้าทำให้เดือดร้อน เขาไม่ต้องการบุตรบุญธรรมคนนี้แล้ว
วันนี้ก็ไปหาปู่เก้า คิดจะเปิดหอบรรพชนลบความเกี่ยวข้องกับลูกบุตรบุญธรรม ลุงใหญ่เจ้าคิดว่าเป็นเช่นนี้ก็ดี แอบให้เงินปู่ห้ายี่สิบตำลึง สัญญาว่าภายหลังจะช่วยดูแลเขายามแก่เฒ่า เมื่อเป็นเช่นนี้ คนอื่นก็ไม่กล้ายุ่งเรื่องของเจ้าอย่างส่งเดชอีกแล้ว”
อวี้ถังคิดว่าจัดการเช่นนี้ก็ดีมากแล้ว
นางเอ่ย “ลำบากลุงใหญ่เสียแล้ว ยามงานเลี้ยงเทศกาลไหว้พระจันทร์ต้องขอบคุณเขาดีๆ สักหน่อยกระมัง!”
“สมควรอย่างยิ่ง!” อวี้เหวินเอ่ย “ลุงใหญ่เจ้าเทียวไปเทียวมาเพราะเจ้า เรื่องของอาหย่วน เจ้าก็ทำได้ดีเช่นกัน เรื่องในเรือนควรเป็นเช่นนี้แหละ พี่น้องดูแลกัน”
อวี้ถังพยักหน้าระรัว
ไม่มีคนสกุลเกา การใช้ชีวิตของญาติผู้พี่ก็คงราบรื่นแล้วกระมัง!
นางเอ่ยถึงเรื่องของศาลาว่าการ “ทางด้านอันธพาลพวกนั้นให้คำตอบหรือยัง?”
“ให้คำตอบแล้ว!” อวี้เหวินพูดถึงเรื่องนี้ก็มีโทสะอยู่บ้าง ขมวดคิ้วเอ่ย “คนพวกนั้นแค่เข้าประตูศาลาว่าการไป ทั้งยังไม่ทันได้ใช้ทัณฑ์ทรมานก็ปริปากออกมาทันที กล่าวว่าสกุลหลี่อยากแต่งเจ้าเข้าสกุล สกุลพวกเราไม่ตอบรับ สกุลหลี่จึงให้พวกเขาสร้างสถานการณ์ ไม่ได้วางแผนจะทำอะไรเจ้า เพียงแค่อยากข่มขู่ให้เจ้ากลัว จากนั้นก็ให้คุณชายรองสกุลหลี่
หลี่จวิ้นทำตัวเป็นวีรบุรุษมาช่วยสาวงาม กลายเป็นเรื่องราวหวานซึ้งฉากหนึ่ง ยามที่ท่านข้าหลวงทังบอกเรื่องนี้กับข้ายังแสดงเป็นนัยว่าคดีเช่นนี้เขาก็ไม่ง่ายที่จะตัดสินโทษสถานหนัก ทางสกุลหลี่ อย่างมากที่สุดก็ปรับเงินจำนวนหนึ่งชดใช้ให้สกุลพวกเรา เรื่องนี้เผยแพร่ออกไปยังอาจจะทำลายชื่อเสียงของเจ้า เขานั้นหว่านล้อมข้าและสกุลหลี่อย่างลับๆ”
อวี้ถังรีบเอ่ยว่า “เช่นนั้นหลี่จวิ้นไม่รู้เรื่องมาก่อนหรือเจ้าคะ?”
อวี้เหวินกล่าว “ฟังจากท่านข้าหลวงทัง หลี่จวิ้นนั้นไม่รู้มาก่อน” พูดถึงตรงนี้ น้ำเสียงเขาก็ชะงักไปเล็กน้อย “ท่านข้าหลวงทังแนะนำให้ข้ายอมรับงานแต่งครั้งนี้…”
“นั่นเป็นไปไม่ได้!” อวี้ถังกลัวบิดาจะเปลี่ยนความคิด ลนลานขึ้นมาทันที “แม้ว่าข้าต้องครองตัวไปชั่วชีวิต ก็ไม่อาจจะแต่งเข้าสกุลหลี่ของพวกเขา!”
“ข้ารู้ ข้ารู้” อวี้เหวินรีบยืนยันกับลูกสาว “ข้าไม่อาจกำหนดงานแต่งของเจ้าโดยที่ไม่บอกเจ้าก่อนได้หรอก ข้ากลัวว่าพวกเราและสกุลหลี่เผชิญหน้าเช่นนี้ต่อไป คนที่เสียเปรียบจะมีเพียงพวกเรา ต้องคิดวิธีจบเรื่องนี้จึงจะถูก”
อวี้ถังยิ้มเย็น นางตัดสินใจจะให้หลี่จวิ้นรู้เรื่องนี้ให้เร็วที่สุด
หากหลี่จวิ้นเลือกร่วมมือกระทำความชั่วด้วยกัน นางจะหาวิธีให้สกุลหลี่ยั้งมือ หากหลี่จวิ้นเลือกสาบานไม่อยู่ร่วมกับอีกฝ่าย นางก็จะใช้อีกวิธีหนึ่งจัดการกับสกุลหลี่ และหากหลี่จวิ้นเลือกที่จะอยู่คนเดียว ไม่สนใจผู้อื่น วิธีของนางก็จะเปลี่ยนไปเช่นกัน
แต่นางคิดว่าแทบไม่มีความเป็นไปได้ที่หลี่จวิ้นจะเลือกสาบานไม่อยู่ร่วมกับอีกฝ่าย
ทั้งไม่ว่าจะอย่างไร นางล้วนตัดสินใจให้สกุลหลี่จ่ายค่าตอบแทนของเรื่องนี้ออกมา
อวี้ถังลอบวางแผนอยู่ในใจ ให้อาเสาส่งจดหมายไปให้หลี่จวิ้น เล่าเรื่องของอาเจ็ดและอันธพาลพวกนั้นให้เขาฟัง ทั้งยังฝากไปบอกเขาว่า “หากเจ้าไม่เชื่อ สามารถไปถามท่านข้าหลวงทังได้”
หลี่จวิ้นไม่ได้ตอบกลับ
อวี้ถังไม่รีบร้อน
พรุ่งนี้ก็เป็นเทศกาลไหว้พระจันทร์แล้ว ไม่ว่าจะอย่างไรนางก็ต้องให้คนอื่นเขาฉลองเทศกาลอย่างพร้อมหน้าพร้อมตากระมัง?
แม้ว่าจะเป็นอย่างนั้น ในใจของนางยังคงหม่นหมอง ดีที่คนสกุลเฉินและคนสกุลหวังต่างก็จมปลักอยู่กับเรื่องงานแต่งของอวี้หย่วน จึงไม่ได้สังเกตถึงความผิดปกติของนาง ทุกคนพากันฉลองเทศกาลไหว้พระจันทร์อย่างคึกคักรื่นเริง
รอจนเทศกาลไหว้พระจันทร์ผ่านไป คนสกุลหวังที่อยากแสดงว่าตนให้ความสำคัญต่อคุณหนูเซียง ก็เสียเงินมากมายในการเชิญแม่สื่อ ด้านคนสกุลเฉินก็ตรวจดูทรัพย์สินอยู่ในเรือน ดูว่ามีอันไหนพอใช้ได้บ้าง อวี้ถังกลับถูกหม่าซิ่วเหนียงเชิญไปเป็นแขกที่เรือน
หม่าซิ่วเหนียงจะออกเรือนก่อนเทศกาลฉงหยาง มีของมากมายที่ต้องตระเตรียม อยากให้อวี้ถังช่วยนางดู
อวี้ถังโยนเรื่องของตัวเองทิ้งไว้อีกด้าน ตั้งใจช่วยหม่าซิ่วเหนียงจัดเตรียมข้าวของ
หลี่จวิ้นส่งคนมาหาที่เรือนหม่าซิ่วเหนียง กล่าวว่าอยากพบนางสักหน่อย
อวี้ถังคาดว่าเขาคงจะมีความเคลื่อนไหวแล้วเช่นกัน แต่นางต้องการดูท่าทีของหลี่จวิ้นที่มีต่อเรื่องนี้ จึงเอ่ยกับคนที่มา “คุณชายหลี่มีเรื่องอะไร ให้คนมาส่งจดหมายก็เพียงพอแล้ว พบหน้ากันคงไม่จำเป็น ข้ากลัวว่าข้าจะตกหลุมพรางอะไรอีก”
ผู้ที่มาอายุประมาณสิบห้าสิบหก ชาติก่อนอวี้ถังเคยพบเขามาก่อน เป็นผู้ดูแลบัญชีที่นาคนหนึ่งของสกุลหลี่ นางเคยได้ยินคนของสกุลหลี่กล่าวว่า เขาเป็นบ่าวรับใช้ข้างกายหลี่จวิ้นมาก่อน หลังจากหลี่จวิ้นตาย สกุลหลี่เห็นแก่เขาที่เคยรับใช้หลี่จวิ้น จึงให้ค่าตอบแทนเขาอย่างงาม
อวี้ถังลืมไปนานแล้วว่าคนผู้นี้ชื่ออะไร
มองเห็นคนผู้นี้ อวี้ถังจึงนึกขึ้นมาได้ หลี่จวิ้นนั้นตกม้าวันที่สองเดือนสิบ
ชาติก่อนกับชาตินี้มีความแตกต่างเป็นอย่างมาก ไม่รู้ว่าภายหลังหลี่จวิ้นจะมีชะตาเป็นอย่างไร?
บ่าวรับใช้ของหลี่จวิ้นได้ยินก็มีท่าทีลำบากใจไม่น้อย คำนับนางอย่างเร่งรีบ ก่อนจะวิ่งออกไป
หม่าซิ่วเหนียงไม่รู้เรื่องราวภายใน มองแล้วก็ถอนหายใจ “เจ้าว่าเจ้าไม่ชอบคุณชายรองสกุลหลี่เลยรึ เขาปฏิบัติต่อเจ้าดีไม่น้อย!”
อวี้ถังเผยยิ้ม เปลี่ยนไปคุยประเด็นอื่น
............
ระหว่างทางกลับเรือน นางก็พบหลี่จวิ้น
หลี่จวิ้นรอนางอยู่ที่ทางเข้าตรอกชิงจู๋
เห็นเกี้ยวของนาง เขาก็รีบวิ่งเข้ามา “คุณหนูอวี้ ข้ารู้ว่าสกุลข้าทำผิดต่อเจ้า เจ้าไม่อยากพบข้าก็สมควรแล้ว เช่นนั้นข้าจึงมาพบเจ้าแทน”
อวี้ถังเลิกม่านเกี้ยว “ข้าว่าคงไม่จำเป็น ก่อนหน้านี้ข้าและคุณชายก็ได้พูดอย่างชัดเจนแล้ว”
“จำเป็น!” หลี่จวิ้นเอ่ย ขอบตาแดงไปหมด
เวลานี้อวี้ถังจึงพบว่าหลี่จวิ้นสวมชุดต้าวผาวเนื้อหยาบสีครามที่ยับยู่ยี่ ใส่ผ้าคาดเก็บผมอย่างลวกๆ มีสิวขึ้นที่หน้าผาก มุมปากมีคราบติดอยู่ ทั่วร่างไม่เพียงสกปรกซูบเซียวอย่างเห็นได้ชัด แต่ยังดูจิตใจล่องลอย คล้ายมะเขือม่วงที่ถูกความหนาวเย็นจู่โจม ดูอ่อนล้าเหลือทน
อวี้ถังวูบไหวในใจ คิดว่าอย่างน้อยหลี่จวิ้นก็หลงเหลือความดีอยู่บ้าง ไม่เหมือนคนสกุลหลินผู้เป็นมารดาและหลี่ตวนพี่ชายที่ทำเรื่องเกินขอบเขตไปไกล ขอเพียงแค่ตัวเองมีความสุขก็เพียงพอแล้ว
นางครุ่นคิดเล็กน้อย ก่อนจะลงจากเกี้ยว
ท่าทีของหลี่จวิ้นผ่อนคลายลง ค้อมกายต่ำให้อวี้ถัง กล่าวอย่างจริงใจ “ข้าต้องขอโทษเจ้าแทนคนในสกุลข้า เดิมทีข้าก็ไม่รู้เรื่องนี้ แต่ไม่ว่าจะอย่างไร เรื่องก็เกิดขึ้นเพราะข้า ข้าควรมาขอโทษเจ้าด้วยตัวเอง ข้ารับประกันกับเจ้า ภายหลังจะไม่เกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นอีก”
เขาพูดจบ สีหน้าก็ยิ่งหม่นหมอง แผ่นหลังนั้นราวกับจะยืดตรงขึ้นมาไม่ได้แล้ว
อวี้ถังไม่ได้เกลียดชังอะไรหลี่จวิ้น แต่ทนกับคนสกุลหลินกับหลี่ตวนที่สร้างบาปกรรมไม่ได้
ก็เหมือนกับสกุลอวี้พวกเขา ‘คนธรรมดาย่อมไร้ความผิด แต่จะผิดเมื่อครอบครองหยก’ แม้จะกล่าวว่าสกุลพวกเขาได้รับภาพนั้นมาโดยไม่ตั้งใจ แต่สกุลพวกเขาก็ทำได้เพียงหาวิธีปลีกตัวออกจากเรื่องนี้เช่นกัน
หลี่จวิ้นไม่ผิด หากจะโทษ ก็ทำได้เพียงโทษเขาที่ถูกคนในครอบครัวทำให้ติดร่างแหไปด้วย
อวี้ถังเอ่ยกับเขาอย่างจริงใจ “ข้าและคุณชายหลี่ไม่มีความขุ่นข้องหมองใจอันใดต่อกัน สามารถรู้จักกันได้นับเป็นความบังเอิญของโชคชะตา เพียงแต่สกุลของพวกเจ้าทำเรื่องเกินไปหน่อย ข้าไม่อยากข้องเกี่ยวอะไรกับเจ้าและสกุลพวกเจ้าแล้วจริงๆ อย่างไรหลังจากคุณชายกลับไปก็ขอให้บอกพ่อแม่เจ้าให้ชัดเจน ภายหลังอย่าได้สร้างปัญหาให้สกุลอวี้ของพวกเราอีก คนธรรมดาอย่างพวกเรา ไม่อาจรับมือกับสกุลพวกเจ้าได้อยู่แล้ว”
ตั้งแต่หลี่จวิ้นรู้ว่าเรื่องลักพาตัวอวี้ถังเป็นฝีมือของครอบครัวตัวเอง เขาก็รู้แล้วว่าชีวิตนี้คงจะไร้วาสนาต่ออวี้ถังแล้ว เขาไปหาคนสกุลหลินผู้เป็นมารดา คนสกุลหลินตอบอย่างตรงไปตรงมา ยังพูดอย่างฉะฉานว่านี่เป็นเพราะกำลังช่วยเขาอยู่ เวลานั้นเขาถึงกับนิ่งอึ้งไป เจ็บปวดจนไม่รู้ว่าจะพูดอะไรดี
เทศกาลไหว้พระจันทร์ล้วนผ่านไปอย่างสับสนมึนนงงเช่นนี้
ลำพังแค่พี่ชายเขายังโน้มน้าว กล่าวว่าเพราะหวังดีต่อเขา ให้เขาอย่าได้คิดมาก รอเพียงแต่งคุณหนูอวี้เข้าสกุลก็เพียงพอแล้ว
ชั่วพริบตา เขาก็สัมผัสถึงความโมโหของอวี้ถังขึ้นมาได้เช่นกัน…เห็นได้ชัดว่านางเป็นผู้เคราะห์ร้าย คนอื่นกลับไม่เห็นเป็นเรื่องอันใด ไม่คิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ผิด
เวลานั้นเขาร้อนใจเป็นอย่างมาก แทบจะทนอยู่ในเรือนต่อไปไม่ไหว
แม้ว่าเขาไม่อาจให้ความกระจ่างแจ้งกับอวี้ถังได้ แต่อย่างไรก็ควรไปขอโทษกับอวี้ถังเสียหน่อยไม่ใช่รึ?
หลี่จวิ้นไม่ได้คิดมาก อาศัยยามที่เลือดร้อนพลุ่งพล่านมาหาอวี้ถัง
อวี้ถังไม่เหมารวมเขา ยอมรับความจริงอย่างมีเมตตา นี่ยิ่งทำให้ใจเขายากจะรับไว้
เห็นได้ชัดว่าพวกเขาสามารถมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันในภายหลังได้ กลับกลายเป็นความผิดพลาด เปลี่ยนไปดั่งเช่นตอนนี้เสียแล้ว
หลี่จวิ้นเผยสีหน้าละอายใจ ยังคงเอ่ยว่า ‘ขอโทษ’ อย่างสุภาพ
อวี้ถังสั่นศีรษะ “ข้าไม่อาจให้อภัยสกุลของพวกเจ้า ภายหลังพวกเราก็ทำเป็นไม่รู้จักกัน คุณชายหลี่รีบกลับเรือนเสียเถิด มารดาของเจ้าจะได้ไม่วางแผนอะไรออกมาอีก ครั้งนี้ข้าโชคดี มีนายท่านสามยื่นมือช่วยเหลือ หากยังมีครั้งต่อไป ข้าก็ไม่กล้ารับประกันว่าข้าจะยังโชคดีเช่นนี้หรือไม่”
หลี่จวิ้นเดินก้มหน้าจากไปอย่างโศกเศร้า
อวี้ถังทอดมองแผ่นหลังเขา รู้สึกสงสารอยู่บ้าง
สกุลหลี่อาจมีเพียงหลี่จวิ้นที่ยังจิตใจดีเท่านั้น
นางหมุนกายเตรียมจะขึ้นเกี้ยว ใครจะรู้ว่าพอหันกลับไปจะพบกับเว่ยเสี่ยวชวนที่อยู่ใต้ต้นไม้ปากทางเข้าตรอก
“เสี่ยวชวน!” อวี้ถังเดินเข้าไปอย่างประหลาดใจ “เจ้ามาตั้งแต่เมื่อใด? ไฉนไม่เข้าไปนั่งในเรือน?” ก่อนจะเห็นในมือเขาถือตะกร้าใส่ตำราเรียน “วันหยุดของเทศกาลสิ้นสุดแล้ว เจ้าจึงมาเรียนอย่างนั้นรึ?”
เว่ยเสี่ยวชวนขานรับ ‘อืม’ ก่อนกล่าว “ข้าได้ยินว่าลูกพี่ลูกน้องของข้ากำลังจะคุยเรื่องแต่งงานกับญาติผู้พี่ของเจ้า?”
“ใช่แล้ว” อวี้ถังไม่เห็นรอยยิ้มบนใบหน้าของเขา อดเอ่ยขึ้นมาอย่างระวังไม่ได้ “เจ้าไม่พอใจรึ?”
“ไม่ใช่!” เว่ยเสี่ยวชวนเอ่ย “ลูกพี่ลูกน้องของข้านิสัยดี สกุลพวกเจ้าก็ดีไม่น้อย นางแต่งเข้าสกุลพวกเจ้าย่อมไม่ถูกครอบครัวพวกเจ้ารังเกียจ”
อวี้ถังชะงักไป
เว่ยเสี่ยวชวนเอ่ย “สกุลหลี่มีที่นาเล็กๆแห่งหนึ่งไม่ไกลจากที่นาของตาข้ามาก ช่วงเทศกาลไหว้พระจันทร์ ข้าไปส่งของขวัญให้ทางสกุลของท่านตา ข้าสืบเรื่องสกุลหลี่จากญาติผู้พี่มา เขากล่าวว่า ที่นาเล็กๆแห่งนั้นของสกุลหลี่ คนที่ถูกจ้างล้วนเป็นผู้ลี้ภัยหนีมาจากที่อื่น แต่ละคนน่ากลัวดุร้าย เรือนข้างๆล้วนไม่กล้ายุ่งย่าม เขายังพูดว่า เมื่อก่อนยามที่สกุลหลี่แย่งคันนากับคนอื่น คนพวกนั้นก็วิ่งเข้าไป…”
ตอนที่ 55: แหวกหญ้า
อวี้ถังได้ฟัง ใจก็เต้นดั่งรัวกลอง “เจ้าต้องการจะพูดอะไร?”
เว่ยเสี่ยวชวนเอ่ย “สกุลพวกเขารับคนลี้ภัยอยู่ในความดูแล พวกเราสามารถร้องเรียนพวกเขาได้หรือไม่?”
ราชสำนักมีข้อบังคับ ไม่อนุญาตให้รับผู้ลี้ภัยอย่างส่งเดช
เพราะคนลี้ภัยพวกนี้ไม่มีทะเบียนบ้าน ไม่มีที่ดิน เพื่อปากท้องของตัวเอง สามารถยอมเสี่ยงตาจน ก่อเรื่องทำร้ายผู้คนได้ง่าย เมื่อพบเรื่องเช่นนี้บ่อยๆ หากศาลาว่าการไม่ออกหน้าส่งกลับภูมิลำเนาเดิม ก็จดเข้าอยู่ในทะเบียนของท้องที่ ให้รางวัลพวกเขาได้ลงหลักปักฐานเริ่มต้นชีวิตใหม่
หากสิ่งที่เว่ยเสี่ยวชวนพูดเป็นความจริง สกุลหลี่รับคนลี้ภัยเช่นนี้ก็นับว่าไม่สมควรอยู่บ้าง
ชาติก่อน นางคล้ายได้ยินว่าสกุลหลี่มีที่นาอย่างนี้เช่นกัน แต่เวลานั้นนางไม่ได้สนใจ ทั้งเหตุผลที่นางจำที่นาแห่งนี้ได้ เป็นเพราะว่าภายหลังสกุลหลี่รู้สึกว่าคนลี้ภัยพวกนั้นควบคุมยาก จึงไล่คนลี้ภัยพวกนั้นออกไป มีคนไม่ยินยอม ก่อเรื่องฆ่าคนตาย สกุลหลี่แจ้งทางการ ภายหลังศาลาว่าการออกหน้าจึงค่อยจัดการให้เรื่องนี้สงบลงได้
เพราะเรื่องนี้คนสกุลหลินจึงอารมณ์เสียอยู่หลายวัน ทั้งยังมักระบายโทสะในเรือน กล่าวว่าเป็นคนไม่อาจจะเมตตากรุณาเกินไป สกุลหลี่ทำเรื่องดีกลับกลายเป็นเรื่องร้าย ภายหลังย่อมไม่อาจจะรับคนลี้ภัยพวกนั้นอีก
เวลานั้นนางก็คิดว่าคนลี้ภัยพวกนั้นไม่รู้จักบุญคุณ…แต่มาดูวันนี้ เกรงว่าเรื่องราวจะไม่เหมือนชาติก่อนที่นางเข้าใจเช่นนั้นแล้ว
ไม่แน่ว่าเว่ยเสี่ยวชวนอาจจับพลัดจับพลู ค้นพบเบาะแสสำคัญเข้าอย่างไม่ตั้งใจก็ได้
อวี้ถังเอ่ย “หลังจากกลับมาจากสกุลพวกเจ้า ข้าครุ่นคิดอยู่นาน คิดว่าหากสกุลหลี่ทำเรื่องเลวร้าย พวกเขาไปหาคนมาจากไหนกัน? อย่างไรก็เป็นชีวิตคนๆหนึ่ง หาหลักฐานไปแจ้งทางการได้ สกุลพวกเขาก็ต้องโทษแล้ว
หากไม่อยากมีปัญหาในอนาคต อาจจะให้ผู้ดูแลคนสนิทในสกุลเป็นผู้ลงมือ ไม่อย่างนั้นก็จ้างคนภายนอก ผู้ดูแลของสกุลหลี่ ข้าได้ไปสืบความมาแล้ว ล้วนอยู่อย่างปกติในเมือง เย็นวันนั้นก็ไม่มีใครว่าจ้างอะไรอยู่ข้างนอก
ผู้ที่กล้าทำเรื่องนี้ หากเป็นข้ารับใช้ผู้มีอิทธิพล ข้าก็ไปสืบมาแล้วเช่นกัน ข้ารับใช้ผู้มีอิทธิพลที่มีชื่อเสียงในหลินอันนั้น หลายวันมานี้ล้วนแล้วแต่อยู่ในเมืองหลินอัน ไม่มีใครหลบหนี…”
เว่ยเสี่ยวชวนได้ยินพลันตากระจ่างขึ้นมา “ดังนั้นฆาตกรที่ทำร้ายพี่รองข้า เป็นไปได้ว่าก็คือคนลี้ภัยในที่นาพวกนั้น?”
อวี้ถังขานรับเสียงเบา
เว่ยเสี่ยวชวนรีบเอ่ย “เช่นนั้นข้าจะลาหยุด พรุ่งนี้จะไปดูที่นาแห่งนั้นสักหน่อย”
“ไม่ได้!” อวี้ถังเอ่ยทันที “หากเจ้าถูกคนสงสัย อาศัยแค่คนผอมแห้งอย่างเจ้า เกรงว่าวิ่งหนียังจะไม่ไหว ยามนี้พวกเราไม่อาจทำเรื่องโดยใช้อารมณ์ได้”
“ก็ได้!” เว่ยเสี่ยวชวนเอ่ยอย่างท้อใจ “ข้าได้ยินญาติผู้พี่กล่าวว่า คนในที่นานั้นล้วนอยู่ดีกินดี ไม่ได้ถือเสียมถือจอบทำไร่ทำนาแต่อย่างใด เรื่องนี้ย่อมมีอะไรแฝงอยู่ เจ้าก็ต้องระวัง อย่าถูกคนจับได้ฆ่าปิดปากเชียว เจ้าไม่ได้กล่าวหรือว่า พวกเราไม่อาจทำเรื่องโดยใช้อารมณ์ได้?”
สกุลหลี่จ้างพวกอันธพาลมาฉุดนาง ทำลายชื่อเสียงนาง มีอะไรแตกต่างจากฆ่าคนปิดปากอย่างนั้นรึ?
อวี้ถังเอ่ย “เจ้าไม่ต้องกังวล ข้าไม่ไปเองหรอก ข้าจะให้คนช่วย”
เว่ยเสี่ยวชวนใคร่ครวญดูก็คิดว่าเช่นนี้ดีแล้ว เขาเอ่ยว่า “เช่นนั้นข้าขอตัวก่อน เข้าเรียนวันแรก พวกอาจารย์จะขานชื่อ ข้าไม่อาจไปสาย หากเจ้ามีข่าวคราวอะไร ก็อย่าลืมให้คนไปส่งจดหมายให้ข้าล่ะ”
อวี้ถังย่อมไม่อาจรั้งเขา รีบเอ่ยว่า “เจ้านั่งเกี้ยวข้าไปเถิด! ข้าจ่ายเงินเอง”
เว่ยเสี่ยวชวนปฏิเสธ “ข้าไปทางถนนเล็กๆ ใช้เวลาไม่นาน เจ้าไม่ต้องสนใจข้าหรอก เสียดายที่คนในที่นาสกุลพวกเราไม่เห็นหน้าของสองคนนั้นชัดเจน ไม่อย่างนั้นข้าคงจะสามารถพาคนไปยืนยันได้แล้ว”
อวี้ถังถอนหายใจ “ยังดีที่คนในที่นาพวกเจ้าไม่เห็นหน้าของสองคนนั้นชัดเจน หากทำอย่างเจ้า พาคนไปตรงๆเช่นนี้ แม้ว่าจะยืนยันได้ พวกเขาก็ย่อมมีวิธีโยนความผิดไปให้คนอื่น เรื่องนี้ไม่อาจทำอย่างส่งเดช ต้องใช้ไหวพริบ เจ้ารีบไปเข้าเรียนเถิด เรื่องนี้ข้าจะจัดการอย่างเหมาะสมเอง”
เว่ยเสี่ยวชวนเพียงอยากบ่นสักหน่อยเท่านั้น ฟังจบก็ก้มหน้าเดินจากไป
อวี้ถังกลับมาถึงเรือน ตลอดทั้งคืนก็เอาแต่คิดถึงเรื่องนี้ รอจนยามที่ฟ้าใกล้สว่าง ในที่สุดนางก็ตัดสินใจไปหาอวี้เหวิน
อวี้เหวินและคนสกุลเฉินกำลังตรวจดูสิ่งของในเรือน คัดแยกออกมา เตรียมส่งไปให้อวี้ป๋อ ตั้งใจจะจัดการงานแต่งของอวี้หย่วนให้เสร็จสมบูรณ์เป็นอันดับแรก
อวี้ถังและบิดามารดาพูดคุยกันไม่กี่คำ ก่อนจะขยิบตาเป็นนัยให้บิดา
อวี้เหวินเข้าใจ เอ่ยกับคนสกุลเฉิน “ข้าเพิ่งนึกได้ปีก่อนมีสหายมาจากเหมยโจว มอบผ้าไหมสูจิ่นให้พวกเราผืนหนึ่ง เจ้าค้นมันออกมาแล้วส่งไปให้พี่ใหญ่ด้วยเถิด!”
ผ้าผืนนั้นแข็งเกินไป ทำเป็นเสื้อสวมก็คงจะไม่สบายตัว ทว่าขอบเสื้อกลับงดงามไม่น้อย เดิมทีคนสกุลเฉินเตรียมจะเก็บไว้ให้อวี้ถัง เวลานี้ได้ยินอวี้เหวินพูด นางจึงอดลังเลไปครู่หนึ่งไม่ได้ คิดว่าแม้ผ้าไหมสูจิ่นจะหายาก แต่ก็ใช่ว่าจะหาซื้อไม่ได้ เพียงแค่ราคาสูงไปหน่อยเท่านั้น อย่างไรลวดลายขอบเสื้อน่าจะเยอะไปอยู่บ้าง ให้อวี้หย่วนก็ให้อวี้หย่วน นางตอบรับ ก่อนจะไปยังห้องเก็บของ
อวี้เหวินให้งานคนสกุลเฉินทำแล้ว เวลานี้จึงค่อยวางใจ ไปห้องหนังสือกับอวี้ถัง
อวี้ถังยังคงไม่รู้ว่าผ้าไหมสูจิ่นที่เดิมทีควรเป็นของนางกลับหายไปเช่นนี้แล้ว
นางเอ่ยกับอวี้เหวิน “เมื่อวานยามที่กลับมาข้าพบกับคุณชายห้าสกุลเว่ย เขาบอกข้าว่า ยามที่เขาไปส่งของขวัญให้ตาในเทศกาลไหว้พระจันทร์ก็พบว่า ห่างจากที่นาของตาเขาไม่ไกลมีที่นาของสกุลหลี่อยู่แห่งหนึ่ง รับคนลี้ภัยไว้ไม่น้อย…”
“มีเรื่องเช่นนี้ด้วยรึ!” อวี้เหวินตกใจ เอ่ยอย่างมีโทสะ “หากคนลี้ภัยพวกนั้นก่อจลาจลขึ้นมา เมืองหลินอันย่อมมิพ้นมีคนตาย หรือสกุลหลี่จะไม่รู้เรื่องนี้เชียว? ไม่ได้ เรื่องนี้ข้าต้องบอกให้ท่านข้าหลวงทังทราบ”
อวี้ถังดึงบิดาไว้ “ท่านพ่อ ท่านไม่อาจไปหาท่านข้าหลวงทังแบบนี้ได้”
อวี้เหวินไม่เข้าใจ
อวี้ถังเอ่ย “ท่านลองคิดดู สกุลหลี่นั้นนับว่าเป็นสกุลขุนนาง อันตรายของพวกลี้ภัย คนอื่นอาจไม่รู้ แต่สกุลพวกเขาจะไม่รู้ได้อย่างนั้นรึ? พวกเขาจ้างอันธพาลมาฉุดข้าได้ ก็สามารถส่งคนลี้ภัยพวกนั้นมาก่อความวุ่นวายในเรือนได้เช่นกัน
ความหมายของข้าคือ ท่านมิสู้ปรึกษาเรื่องนี้กับท่านข้าหลวงทังก่อน ให้เขาอาศัยชื่อของทางการตรวจสอบ กล่าวไปว่ามีคนรายงานว่ามีการรับพวกญี่ปุ่นมาอยู่ในที่นา หากสกุลหลี่ทำเรื่องดีรับคนพวกนั้นไว้ก็แล้วไป หากผิดปกติ ท่านข้าหลวงทังย่อมรู้ว่าควรจะจัดการอย่างไร”
อวี้เหวินตรึกตรอง รู้สึกว่าความคิดนี้ดีกว่าการที่ตัวเองเข้าไปหาข้าหลวงทังตรงๆ
พื้นที่ในการดูแลของตัวเองมีคนรับพวกลี้ภัยไว้ เขากลับไม่รู้ หากไม่เกิดเรื่องอะไรก็แล้วไป แต่เมื่อเกิดปัญหา ผลงานตลอดสามปีของเขาที่สั่งสมมาก็นับว่าเป็นอันจบ ไม่ถูกถอดยศก็คงจะกระทบกับการเลื่อนตำแหน่ง
ยิ่งไปกว่านั้นสกุลอวี้และสกุลหลี่เป็นดั่งน้ำกับไฟที่อยู่ร่วมกันไม่ได้แล้ว แม้ว่าสกุลหลี่จะรู้ว่าเขาเป็นคนรายงานแล้วอย่างไร? หรือเขาไม่รายงานสกุลหลี่ สกุลหลี่ก็จะปล่อยสกุลอวี้ไปอย่างนั้นรึ?
อวี้เหวินเอ่ย “ข้ารู้ว่าควรพูดอย่างไรแล้ว เจ้าไปอยู่เป็นเพื่อนแม่เจ้าเถิด! ตอนนี้อากาศเย็นลงเรื่อยๆ ข้าได้ยินว่าอีกไม่กี่วันหมอหลวงหยางจะมาตรวจสุขภาพให้นายหญิงใหญ่สกุลเผย อยากจะเชิญเขาเข้ามาดูแม่เจ้าเสียหน่อย
เจ้าจับตาดูแม่เจ้าไว้ อย่าให้นางจับไข้เชียว…หากจับไข้ ก็ต้องรอให้หายป่วยก่อนจึงจะจัดยาบำรุงได้ ไม่แน่ว่าหมอหลวงหยางจะรออยู่ถึงเวลานั้นเสียทีเดียว”
ตั้งแต่กินยาของหยางโต่วซิง คนสกุลเฉินก็ไม่ป่วยอีกเรื่อยมา ความเชื่อมั่นของอวี้เหวินที่มีหยางโต่วซิงจึงเพิ่มมากขึ้น คิดว่าขอเพียงสามารถเชิญหยางโต่วซิงมาทำการรักษา ร่างกายของคนสกุลเฉินก็จะไม่เจ็บป่วยอะไรแล้ว
อวี้ถังรับปากอย่างดี
ก่อนอวี้เหวินจะเดินทางไปศาลาว่าการ
อวี้ถังจึงจัดเตรียมของที่จะส่งไปให้ลุงใหญ่เป็นเพื่อนคนสกุลเฉิน รอจนอวี้เหวินกลับมาก็ไปเรือนลุงใหญ่ด้วยกัน
ระหว่างทางอวี้ถังถามบิดา “ท่านข้าหลวงทังว่าอย่างไร?”
อวี้เหวินเอ่ย “ท่านข้าหลวงทังคิดว่าสกุลพวกเราจะแก้แค้นสกุลหลี่ แม้จะรับปากไปตรวจสอบ แต่ข้าเห็นว่าไม่กระตือรือร้นเท่าใด เวลานั้นข้าจึงคิดขึ้นมาอย่างว่องไว ยามที่จะจากมากล่าวว่าจะไปเชิญหมอหลวงหยางที่สกุลเผยมาตรวจดูอาการป่วยเสียหน่อย ท่าทีเขาก็เปลี่ยนไปทันที”
พูดมาถึงตรงนี้ เขาก็ถอนหายใจ “ติดหนี้บุญคุณสกุลเผยอีกแล้ว ก็ไม่รู้ว่ายามใดจะสามารถคืนได้หมด”
ประเด็นอยู่ที่ว่ายังคงไม่รู้จะคืนอย่างไร
อวี้ถังคิดว่าไม่ออกว่าเผยเยี่ยนยังขาดแคลนอะไร
โดยเฉพาะเผยเยี่ยนที่คิดว่านางมีใจคิดไม่ซื่ออยู่เรื่อยมา ทำเรื่องอะไรล้วนมีจุดประสงค์แอบแฝง มองนางขัดหูขัดตาเป็นอย่างยิ่ง
นึกมาถึงตรงนี้ อวี้ถังจึงถอนหายใจอย่างหงุดหงิดอยู่บ้าง
ช่างเถิด บุญคุณอันใหญ่หลวงของสกุลเผย นางทำได้เพียงค่อยคืนในชาติหน้าเท่านั้น
หากนางยังสามารถเกิดในชาติหน้าได้ละก็?
ระหว่างที่พูดกันไม่กี่ประโยค พวกเขาก็มาถึงเรือนของอวี้ป๋อ เรื่องนี้จึงหยุดชะงักไปเช่นนี้
อวี้ถังสั่งให้อาเสามอบเงินจำนวนหนึ่งให้อาลิ่วที่ขายสาลี่อยู่ตรงธารเสี่ยวเหมย ให้เขาจับตาดูสกุลหลี่
ไม่กี่วันต่อมา ทั่วเมืองหลินอันก็มีคนเล่าลือกันว่า สกุลหลี่ปรารถนาดีรับพวกลี้ภัยไว้จำนวนมาก เมื่อข้าหลวงทังทราบ จึงส่งคนไปตรวจสอบถึงหน้าประตูว่า คนลี้ภัยพวกนั้นเคยทำเรื่องผิดกฎหมายหรือไม่ ใครจะรู้ว่าคนลี้ภัยพวกนั้นจะร้อนตัว ยามที่คนของศาลาว่าการเข้าไปสอบสวน ก็ได้เกิดการปะทะกับคนลี้ภัยพวกนั้น ทำให้เจ้าหน้าที่เสียชีวิตไปสองคน
สกุลหลี่หน้าถอดสี เสียใจอย่างยิ่งที่ปรารถนาดีรับคนพวกนั้นไว้ คุณชายใหญ่สกุลหลี่ออกหน้าด้วยตัวเองจัดการกับเรื่องนี้ ไม่เพียงปลอบใจครอบครัวชาวไร่ชาวนาที่อยู่รอบๆ ยังควักเงินออกมาจัดงานศพอย่างยิ่งใหญ่ให้สองเจ้าหน้าที่ จ่ายเงินค่าทำขวัญกองโตให้เสร็จสรรพ
อวี้ถังยิ้มเยาะ
นางไม่เชื่อว่าแผนล่อเสือออกจากถ้ำนี้ของนางจะล้มเหลว
เพียงแต่เมื่อสองคนนั้นปรากฏตัว นางจะนำคนมาไว้ในมืออย่างไรดี
อวี้ถังครุ่นคิดอยู่อย่างนั้นว่าจะขอให้ใครช่วยเหลือ
หากนางมีพี่น้องมากหน่อยก็คงจะดี!
นางถอนหายใจอยู่ตรงนั้น จู่ๆท่านข้าหลวงทังก็มาเยี่ยมอวี้เหวินถึงหน้าประตู
อวี้ถังให้ซวงเถาใช้โอกาสที่ยกชาให้ท่านข้าหลวงทังลอบฟังเสียหน่อย
ซวงเถามาบอกนาง “ท่านข้าหลวงทังมาขอโทษนายท่านของพวกเรา กล่าวว่าเรื่องครั้งที่แล้ว คุณชายใหญ่สกุลหลี่มาไถ่ถามเขาด้วยตัวเอง เขาไม่อาจปิดบังจึงบอกเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้คุณชายใหญ่สกุลหลี่ฟัง ยังดีที่คุณชายใหญ่สกุลหลี่เป็นคนมีเหตุผล พูดขอโทษนายท่านพวกเราอย่างตรงๆ ยังกล่าวว่า รอเรื่องสงบแล้ว เขาจะมาขอโทษถึงเรือนด้วยตัวเอง ขอให้นายท่านอย่าได้เอ่ยถึงเรื่องนี้ยามที่ไปสกุลเผย”
พูดจบ นางก็เบิกตาโตถามอวี้ถังอย่างแปลกใจ “คุณหนูใหญ่ เกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือเจ้าคะ? เหตุใดท่านข้าหลวงทังถึงกระทั่งมาขอโทษนายท่านพวกเราด้วยตัวเอง?”
“เรื่องของเจ้านายเจ้าไม่ต้องยุ่ง” อวี้ถังไล่ซวงเถาออกไปอย่างไม่จริงจังนัก ในใจกลับดูแคลนข้าหลวงทังเป็นอย่างยิ่ง
เขามาขอโทษบิดาของนางที่ไหนกัน เห็นได้ชัดว่ามาบอกบิดาของนาง สกุลหลี่นั้นรู้แล้วว่าคนที่รายงานต่อทางการคือบิดาของนาง เขาเห็นแก่สกุลเผยจึงลอบมาส่งข่าวให้บิดานาง ยังบอกบิดานางว่า เรื่องนี้หลี่ตวนสอดมือยุ่งแล้ว หากสกุลอวี้และสกุลหลี่ทั้งสองเกิดแตกหักอันใด ก็ไม่เกี่ยวกับเขา
มิน่าเล่าข้าหลวงทังรับราชการที่หลินอันอยู่เก้าปีเต็มจึงย้ายไปที่อื่น ยอมไกล่เกลี่ยให้สองฝ่ายจบเรื่อง ประจบประแจงทั้งคู่ ขี้ขลาดตาขาวไม่กล้ารับผิดชอบในหน้าที่ สามารถเป็นขุนนางใหญ่ได้ก็แปลกแล้ว!
อวี้เหวินวางแผนฉีกหน้ากับสกุลหลี่ตั้งนานแล้ว ย่อมไม่ใส่ใจในคำพูดของข้าหลวงทัง เขาต้อนรับข้าหลวงทังอย่างกระตือรือร้น คุยเรื่องร่ายกาพย์กลอน ทั้งยังนัดขึ้นเขาชมดอกเบญจมาศในยามเทศกาลฉงหยาง ไม่เอ่ยถึงความขัดแย้งกับสกุลหลี่แม้แต่คำเดียว
เดิมทีข้าหลวงทังก็เห็นแก่สกุลเผยจึงได้มาบอกกล่าว หากสกุลเผยปกป้องสกุลอวี้ต่อไป แม้ว่าสกุลหลี่จะรู้ก็ไม่อาจทำอะไร หากสกุลเผยไม่สนใจ สกุลอวี้ก็เหมือนเอาไข่ไปทุบหิน อย่างมากที่สุดเขาทำได้เพียงถอนหายใจเท่านั้น
เขาดึงตัวเองออกมาก็เพียงพอแล้ว ส่วนอย่างอื่น เขาไม่อยากจะล่วงเกินใคร ทั้งไม่มีความสามารถจะจัดการด้วย
[1] ผ้าไหมสูจิ่น ผ้าไหมขึ้นชื่อของเสฉวน สีสันหลากหลาย มีความประณีตชดช้อย
ตอนที่ 56: ผลกระทบ
ในส่วนของเมืองหลินอัน เรื่องให้ที่กบดานกับพวกลี้ภัยอย่างไรก็ไม่ใช่เรื่องเล็ก เศรษฐีมั่งมีของหลินอันส่วนมากก็ล้วนเคยรับพวกลี้ภัยมาก่อน ไม่จำเป็นต้องจดเข้าทะเบียนบ้าน ขอเพียงแค่ไม่อดตาย อยากใช้อะไรก็ใช้ได้ทั้งนั้น
หนำซ้ำยังมีประโยชน์มากกว่าให้ชาวไร่ชาวสวนคนอื่นเช่าที่เสียอีก เรื่องของสกุลหลี่เปรียบเหมือนโยนก้อนหินลงน้ำ แตกกระทบเป็นวงกว้าง บางคนกลัวว่าข้าหลวงทังจะตัดสินใจทำผลงานจากเรื่องนี้ ไม่ยอมปล่อยไปง่ายๆ
บางคนกลัวคนลี้ภัยพวกนั้นจะรู้ว่าแท้จริงแล้วทางการสามารถช่วยจดทะเบียนลงในท้องที่ได้จะไม่ฟังคำสั่งอีกแล้ว อาจลุกฮือก่อเรื่องก่อราวขึ้นมา ทำร้ายผลประโยชน์ของสกุลตน หลังจากคหบดีชนบทหลายสกุลที่พอมีทรัพย์สินอยู่บ้างในเมืองหลินอันปรึกษาหารือกัน ก็ไปหาทางสกุลเผย
“นายท่านสาม” คหบดีชนบทคนนั้นเช็ดทั้งน้ำมูกน้ำตา ไม่รู้ว่ากล่าวด้วยความเสียใจเท่าใด คล้ายกับว่าตอนแรกผู้ที่หลอกคนลี้ภัยพวกนั้นโดยไม่ให้ผ่านทางการ ลอบเขียนสัญญาขายตัวด้วยความปรารถนาดีนั้นไม่ใช่เขา
“พวกเราก็แค่เห็นว่าคนพวกนั้นน่าสงสาร พวกที่รับไว้ก็ล้วนเป็นคนแก่ชราเจ็บป่วยพิการ ใครจะรู้ว่าสกุลหลี่จะใจกล้าถึงเพียงนั้น แค่พวกแข็งแรงกำยำก็มีตั้งสามสิบสี่สิบคน เจ้าหน้าที่ของศาลาว่าการไปสืบความ ยังสังหารคนอีก
นี่ไม่ใช่ว่าไม่เห็นแก่ความปลอดภัยของเมืองหลินอันและสกุลเผยอยู่ในสายตาเลยหรอกรึ? เรื่องนี้ ไม่ว่าอย่างไรท่านก็ควรจะออกหน้าพูดกับท่านข้าหลวงทังสักหน่อย ลงโทษอย่างเด็ดขาดกับคนลี้ภัยพวกนั้น มิเช่นนั้นชาวบ้านตาดำๆอย่างพวกเราคงนอนหลับไม่ลงกัน!”
เผยเยี่ยนนั่งอย่างสง่าผ่าเผยอยู่บนเก้าอี้ เป่าใบชาปี้หลัวชุนที่ลอยอยู่ในถ้วยชาเบาๆ แทบไม่ปราดสายตามองพวกคหบดีเบื้องหน้าที่อายุน้อยสุดก็ปาเข้าไปสี่สิบปีแล้ว
เรื่องนี้เขาได้ยินมานานแล้ว
สกุลหลี่ทำตัวไม่เหมาะสม เขาก็รู้มานานแล้วเช่นกัน
แต่ว่า ปีนั้นสกุลเผยย้ายจากถิ่นเดิมมาอยู่ที่นี่ เพราะสร้างความโกรธเคืองให้ทุกคนในถิ่นเดิม มีอำนาจล้นฟ้า ล่วงเกินผลประโยชน์ของคนส่วนมาก ถึงกระทั่งทำให้ราชสำนักเกิดความไม่พอใจ จึงต้องเสียสละส่วนน้อยรักษาส่วนใหญ่ ทำได้เพียงพกทรัพย์สินส่วนหนึ่งวิ่งมาที่เมืองหลินอัน ก่อร่างสร้างตัว ลงหลักปักฐานที่นี่
นับแต่นั้นมา สกุลเผยจึงเริ่มปฏิบัติตัวเป็นกลางกับสกุลอื่น ใช้อำนาจเพียงในเมืองหลินอัน ไม่สอดมือไปยุ่งเรื่องของใคร และก็เป็นเพราะเช่นนี้ สิ่งที่สกุลเผยยึดมั่นตลอดมาคือความใจกว้างมีเมตตากับเพื่อนบ้าน เหลือพื้นที่ให้คนอื่นได้ลืมตาอ้าปาก ถึงกระทั่งจงใจตั้งสกุลหนึ่งขึ้นมาคานอำนาจกับสกุลเผยในที่แจ้ง เพื่อไม่ให้สกุลเผยสูงเด่นเพียงลำพัง ถูกคนอิจฉาริษยา ก่อเรื่องเดือดร้อนมาให้
และสกุลหลี่ ก็คือเป้าที่เกิดขึ้นมาในช่วงเวลานี้ของพวกเขา
แน่นอนว่าเผยเยี่ยนไม่อาจให้สกุลพวกเขาล้มลงได้
เขาจิบชาอยู่หลายคำ รอพวกคหบดีเหล่านั้นระบายความไม่พอใจออกมาจนหมดสิ้น เวลานี้จึงค่อยกล่าวขึ้นมาอย่างไม่เร็วไม่ช้า “เรื่องที่พวกเจ้าพูด ข้าได้ฟังมาบ้างแล้ว ทางข้าหลวงทัง ก่อนหน้านี้ข้าได้พูดพอเป็นพิธีกับเขาแล้ว เรื่องนี้ให้จบลงที่สกุลหลี่ ไม่อาจซักไซ้ไล่เลียงอีก ส่วนคนลี้ภัยพวกนั้น ข้าจะพูดกับข้าหลวงทังตามความเห็นของทุกคนอีกที ให้คนหาวิธีขับไล่พวกนั้นออกจากหลินอัน
แม้การจดทะเบียนลงท้องที่จะเป็นเพราะราชสำนักเมตตาต่อคนลี้ภัย แต่นี่ก็ต้องดูสถานการณ์ด้วยเช่นกัน มีชายหนุ่มเลือดร้อนมากมายขนาดนั้น หากเกิดเรื่องขึ้นมา พวกเราสกุลใหญ่ทั้งหลายของหลินอันก็ไม่อาจผลักภาระได้ ทั้งสกุลเผยของข้าก็ไม่อาจรับโทสะของสวรรค์ได้เช่นกัน”
แม้ใบหน้าของเผยเยี่ยนจะดูเรียบนิ่ง ทว่าคำพูดที่ออกมากลับกล่าวได้ถูกจุด พวกคหบดีเหล่านั้นอดเบิกบานใจไม่ได้ เอ่ยเซ็งแซ่ “นายท่านสามพูดเช่นนี้พวกเราก็วางใจแล้ว”
บางคนก็ประจบประแจงอยู่ตรงนั้น เอ่ยประมาณว่า ‘หลินอันมีเรื่องอะไรก็ต้องเป็นนายท่านสามสกุลเผยที่ออกหน้า’ ‘สกุลเผยมีนายท่านสามเป็นผู้ดูแล ย่อมเจริญเฟื่องฟู ก้าวหน้าไปอีกขั้น’ มีกระทั่งพูดว่า ‘ไม่มีสกุลเผย จะมีหลินอันดั่งเช่นวันนี้ได้อย่างไร’
เผยเยี่ยนได้ฟังก็ราวกับกลืนเนื้อติดมันก้อนโตลงไป เลี่ยนจนทนไม่ไหว รีบหยัดกายขึ้น หาข้ออ้างว่าโจวจื่อจินมาเป็นแขกอยู่ในบ้าน ส่งคหบดีชนบทพวกนั้นออกไป
หูซิ่ง พ่อบ้านสามที่พุงขาวย้วยราวกับคนท้องเดินยิ้มตาหยีเข้ามา เอ่ยว่า “อวี้ซิ่วไฉของตรอกชิงจู๋เพิ่งส่งป้ายชื่อมา กล่าวว่าอยากพบท่านขอรับ ข้าเห็นว่าหลายวันนี้ท่านหงุดหงิดที่ต้องคบค้าสมาคมกับคนภายนอกไม่น้อย จึงตัดสินใจพลการ ถามเหตุผลที่มาของอวี้ซิ่วไฉ
เขากล่าวว่าหลังจากหมอหลวงหยางจ่ายยาบำรุงร่างกายให้นายหญิงของเขา อาการของนางก็ดีอยู่เรื่อยมา ได้ยินว่าหมอหลวงหยางมาตรวจสุขภาพให้นายหญิงใหญ่ จึงอยากเชิญหมอหลวงหยางไปตรวจดูนายหญิงเขาอีกครั้ง ดูว่าต้องเปลี่ยนสำรับยาหรือไม่”
สำรับยาบำรุงร่างกาย ฤดูหนาวและฤดูร้อนมีความแตกต่างเป็นอย่างมาก
และยามนี้อากาศก็หนาวเย็นลงเรื่อยๆ
เผยเยี่ยนฟังแล้วก็ขมวดคิ้ว ไม่ได้กล่าวอันใด
ใบหน้าของหูซิ่งยังคงประดับรอยยิ้ม ทว่าแผ่นหลังกลับชุ่มไปด้วยเหงื่อ
นายท่านสามของพวกเขาคนนี้ ตั้งแต่เล็กก็ดื้อรั้นไม่เหมือนใคร ยามที่ท่านผู้เฒ่าเผยมีชีวิตอยู่ ก็ไม่สามารถจ้ำจี้จ้ำไชเขาได้แต่อย่างใด ยามนี้ท่านผู้เฒ่าไม่อยู่แล้ว นายท่านรองปิดประตูไม่รับแขก ทุกวันไม่เพียงคัดลอกคัมภีร์ให้ท่านผู้เฒ่า ยังให้นายหญิงรอง คุณหนูใหญ่และนายน้อยสามคัดลอกคัมภีร์ด้วยกัน
คุณหนูใหญ่ยังพอว่าเพราะเรียนรู้มาตั้งแต่สามขวบ อายุสิบสองปีแล้ว นายน้อยสามเพิ่งจะหกขวบ แทบจะไม่รู้ว่าจับพู่กันอย่างไรด้วยซ้ำ…ยังมีนายหญิงใหญ่และนายน้อยอีกสองคน เอาแต่อยู่ในหอทิงหลันสุ่ยอย่างสงบเสงี่ยมไม่ยอมออกมา กระทั่งเสียงก็ยังไม่ได้ยิน
หากกล่าวว่านายท่านสามไม่ได้ลอบทำอะไรบางอย่าง เขาคนหนึ่งแล้วที่ไม่เชื่อ
ปรนนิบัติรับใช้เจ้านายคนหนึ่งเช่นนี้ ทั้งเขายังเป็นคนที่รักษาตำแหน่งพ่อบ้านของตัวเองได้จากเรื่องที่ ‘คนใหญ่คนโตขัดแย้งกัน’ ไหนเลยจะกล้าเล่นลูกไม้ต่อหน้าเผยเยี่ยน?
เผยเยี่ยนขมวดคิ้ว นี่คือไม่พอใจที่เขาตัดสินใจโดยพลการกระมัง?
หูซิ่งไล่เลียงเรื่องที่ตัวเองทำมาหลายวันนี้ในใจ พบว่านอกจากเรื่องนี้ก็ยังก็ไม่มีเรื่องใดที่ทำผิดไปจริงๆ เวลานี้เขาจึงเอ่ยทั้งใคร่ครวญ “นายท่านสาม เรื่องนี้ข้าน้อยทำไม่ถูก ครั้งต่อไป…”
ใครจะรู้ว่าเผยเยี่ยนกลับโบกมือ ตัดบทสนทนาของเขา เอ่ยอย่างเรียบนิ่ง “รอเผยหม่านมาค่อยว่ากัน”
เผยหม่านไปส่งแขก พวกเขารออยู่พักใหญ่ เขาก็ย้อนกลับมา
เผยเยี่ยนถามเขา “เรื่องของสกุลหลี่นั้น เป็นอวี้ซิ่วไฉที่เปิดเผยออกไปอย่างนั้นรึ?”
เผยหม่านเอ่ยอย่างนอบน้อม “ข้าไปพิสูจน์ด้วยตัวเองแล้ว อวี้ซิ่วไฉไปบอกเรื่องนี้กับท่านข้าหลวงทังจริงๆขอรับ”
เผยเยี่ยนพยักหน้า มุมปากเผยรอยยิ้มออกมาอย่างเลือนราง “คาดไม่ถึงว่าอวี้ซิ่วไฉจะยึดมั่นในคุณธรรมเช่นนี้ เขาไม่กลัวว่าจะถูกสกุลหลี่จะจัดการอย่างนั้นรึ?”
เวลานี้เผยหม่านจึงกล่าว “ก่อนหน้านี้เพราะเรื่องงานแต่งของบุตรสาว สกุลอวี้จึงได้หมางใจกับสกุลหลี่ แม้ว่าอวี้ซิ่วไฉจะไม่ไปร้องเรียนเรื่องครั้งนี้กับท่านข้าหลวงทัง คาดว่าสกุลหลี่ก็จะไม่ปล่อยสกุลอวี้ไปอยู่ดีขอรับ”
ในหัวของเผยเยี่ยนพลันปรากฏใบหน้าของอวี้ถังขึ้นมา
อวี้ถังควรรู้ตัวเองว่าชั่วพริบตาที่ถูกช่วยไว้นั้น ยามที่มองเข้ามาดวงตาเปล่งประกายคล้ายกับดวงดารา…แต่หลังจากรู้ว่าคนที่ช่วยเหลือเป็นเขาแววตาก็ค่อยหม่นแสงลง…ยามที่ขอบคุณเขาในดวงตาวาบวาวอย่างเจ้าเล่ห์…เขาไม่เคยเห็นดวงตาของใครเหมือนคุณหนูสกุลอวี้ผู้ที่ไม่สงบเสงี่ยมคนนั้นมาก่อน ราวกับสามารถบอกเล่าเรื่องราวได้
ยามที่มองดูอะไรก็มักจะแฝงด้วยความสงสัยอยู่หลายส่วน ดูคล้าย ดูคล้ายกับเด็กน้อย…ยามที่พบเขาในโรงจำนำก็มองพินิจอย่างเงียบเชียบ อยากรู้อยากเห็นเป็นอย่างมาก พบเขาที่ถนนฉางซิ่งในตอนกลางคืน เอาแต่ลอบมอง
สงสัยเป็นอย่างยิ่ง เจอเขาที่ท่าเรือเสาซี ทำหูตั้งฟังความเคลื่อนไหวของเขาแต่กลับแสร้งนิ่งเฉย ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ที่ตลาดกลางคืน อยากกินขาหมูทั้งทำหล่นจากตะเกียบหลายครั้ง รีบมองดูเขา คิดว่าเขาไม่ได้สนใจ ก็เผยสีหน้ายินดีปรีดาทันที ค่อยๆคว้าขาหมูขึ้นมากัด…
เขาอดกล่าวไม่ได้ “เรื่องที่เกี่ยวข้องกับงานแต่งของสกุลอวี้และสกุลหลี่เกิดอันใดขึ้นกัน?”
เผยหม่านกล่าว “ข้าน้อยไม่ได้สืบความมาอย่างละเอียด สิ่งที่ได้ยินมาล้วนเป็นข่าวซุบซิบนินทา เรื่องราวเป็นอย่างไรกันแน่ ข้าน้อยก็ไม่ชัดเจนเช่นกันขอรับ”
เผยหม่านผู้นี้ เป็นคนที่เผยเยี่ยนพากลับมาจากเมืองหลวง เมื่อก่อนทำอะไร เป็นคนที่ไหน เขียนสัญญาเป็นข้ารับใช้ให้สกุลเผยได้อย่างไร ทั้งยังได้ใช้สกุล ‘เผย’ นี้ พวกเขาล้วนไม่รู้อะไรเลย แต่จากการที่เขาดูแลจัดการหลายเรื่องก็มองออกแล้วว่า เป็นคนที่ยอดเยี่ยมคนหนึ่ง
ได้ยินเขาตอบเช่นนี้ หูซิ่งก็ตกใจยกใหญ่
แม้จะพูดข่าวลือที่ได้ยินมา หากพวกเจ้านายอยากรู้ เจ้าก็พูดออกมาพอเป็นพิธีหน่อยก็ได้!
จากนิสัยของนายท่านสามที่ไม่ว่าเรื่องอะไรก็ชอบจับผิด เขาคงไม่ถูกตำหนิหรอกกระมัง?
คาดไม่ถึงว่านอกจากเผยเยี่ยนไม่ตำหนิเขาแล้ว ยังเอ่ยด้วยอารมณ์ดี “เมื่อครู่หูซิ่งบอกข้าว่า สกุลอวี้อยากเชิญหมอหลวงหยางไปตรวจดูอาการนายหญิงอวี้ อีกเดี๋ยวเข้าไปบอกกับหมอหลวงหยาง ภายหลังหากเขามาตรวจสุขภาพให้นายหญิงใหญ่ก็ถือโอกาสผ่านทางไปที่สกุลอวี้ด้วย”
เห็นได้ชัดว่าเผยหม่านเหนือความคาดหมายอยู่บ้าง กล่าวยืนยันอีกครั้ง “ภายหลังทุกครั้งที่มาตรวจสุขภาพให้นายหญิงใหญ่ ให้ไปที่สกุลอวี้ด้วยหรือขอรับ?”
หยางโต่วซิงเป็นหมอที่ถูกเลือกให้ตรวจสุขภาพนายหญิงใหญ่ สกุลเผยก็ให้เกียรติและความเคารพต่อเขา ทุกครั้งไม่เพียงให้ค่ารักษาก้อนโต ยังให้พ่อบ้านใหญ่รับผิดชอบไปรับส่งด้วยตัวเอง และสกุลเผยกับสกุลอวี้นั้นเรือนหนึ่งอยู่ทางตะวันออก อีกเรือนอยู่ทางตะวันตก อย่างไรก็ไม่อาจผ่านทางได้หรอก!
เผยเยี่ยนคล้ายว่าไม่ได้ตระหนักถึงเรื่องนี้เช่นกัน ได้ยินเผยหม่านพูดเช่นนี้ กลับชะงักนิ่งไป ก้มศีรษะครุ่นคิดเล็กน้อย เวลานี้จึงกล่าว “คนบ้านใกล้เรือนเคียง เช่นนั้นก็บอกกล่าวกับหมอหลวงหยาง ให้เขาเข้าไปที่นั่นสักหน่อยก็เพียงพอแล้ว”
ค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่หยางโต่วซิงมาหลินอันล้วนอยู่ในความรับผิดชอบของสกุลเผย ไปรักษาให้สกุลอวี้ เรื่องเกี้ยวก็ย่อมเป็นสกุลเผยที่จัดการ
เผยหม่านขานรับ โจวจื่อจินเปลี่ยนสวมรองเท้าเดินตึกตักเข้ามา กล่าวทั้งเลิกคิ้ว “เรื่องในโลกีย์มีอะไรให้คุยสนุกกัน เจ้าก็อย่าหลบข้าเลย ข้ามาก็เพราะอยากพูดเรื่อง ‘คัมภีร์ชุนชิว’ ที่เจ้าไปฟังมาครั้งที่แล้ว…เหตุใดเจ้าจึงเลือก ‘คัมภีร์กู่เหลียง’ แต่ไม่เลือก ‘คัมภีร์กงหยาง’ ศิษย์พี่รองเจ้าเป็นบัณฑิตสายขงจื่อผลักดัน ‘คัมภีร์กงหยาง’ ละทิ้ง ‘คัมภีร์กู่เหลียง’ ข้าว่าศิษย์พี่รองเจ้าคงนั่งหน้าเขียวอยู่ข้างล่างแล้ว
เจ้าสามารถนั่งฟังคำสอนต่อหน้าพระพักตร์ฮ่องเต้ ล้วนเป็นเขาที่ช่วยเจ้าคว้าโอกาส เจ้ากลับเรือนไว้ทุกข์ ข้าพบว่าศิษย์พี่รองเจ้าไม่ไถ่ถามสารทุกข์สุกดิบเจ้าแม้แต่คำเดียว เจ้ากับศิษย์พี่รองก็ไม่ได้เขียนจดหมายให้กันบ่อยๆเหมือนเมื่อก่อนแล้ว
เจ้าบอกกับข้ามาตามตรง เจ้าแตกหักกับศิษย์พี่รองรึ? ภายหลังไว้ทุกข์เสร็จแล้วเจ้ายังคิดจะให้ศิษย์พี่รองช่วยเหลืออยู่หรือไม่? ในหมู่ศิษย์พี่ศิษย์น้องพวกเจ้า ศิษย์พี่รองนั้นดีที่สุดแล้ว เจ้าอย่าได้ทำเรื่องโง่ๆเชียว!”
เผยเยี่ยนได้ฟังก็อารมณ์เสียขึ้นมา ยืนขึ้นด้วยใบหน้าบึ้งตึง “ไม่ใช่ว่าเจ้าจะไปชิงซานหูรึ? จะไปหรือไม่ไป?”
“ดูนิสัยเสียของเจ้านี่สิ!” โจวจื่อจินกล่าวอย่างโมโห “ข้าคุยอย่างจริงจังกับเจ้า เจ้าอย่ามาพูดจาบ่ายเบี่ยงข้า หากวันนี้เจ้าไม่พูดให้ชัดเจนกับข้า ข้าก็ไม่ไปที่ไหนทั้งนั้น”
“เจ้าไม่ไปก็ดี” เผยเยี่ยนเอ่ยอย่างไม่เห็นด้วย “หลายวันมานี้ข้าวิ่งโร่กับเจ้าไปทั่วเหนื่อยเหลือทน เจ้าไม่ไป เหมาะที่ข้าจะพักหลายวันอยู่พอดี” พูดจบ เขาก็หยัดกายขึ้นเดินออกไป
โจวจื่อจินนั้นอึ้งไป ผ่านไปพักใหญ่จึงดึงสติกลับมา วิ่งไล่ตามเขาออกไป กล่าวอยู่ข้างหลังเขา “เจ้าหมายความว่าอย่างไร? หากไม่ใช่พี่รองเจ้าเชิญข้ามา ข้าก็ไม่เข้ามาหรอก”
เผยเยี่ยนไม่แม้แต่จะหันกลับไปพูด “เช่นนั้นเจ้าก็ไปหาพี่รองข้า เขาเอาแต่ทำตัวลึกลับซับซ้อนอยู่ในเรือนทุกวัน เจ้าจะได้อยู่เป็นเพื่อนเขาพอดี”
[1] ชาปี้หลัวชุน เป็นชาเขียวที่มีถิ่นกำเนิดจากเจียงซู มีกลิ่นหอมของดอกไม้ รสชาติหอมหวาน
[2] คัมภีร์ชุนชิว พงศาวดารที่บันทึกเรื่องราวแต่ละยุคสมัยของจีน ภายหลังสูญหายเหลือเพียงเรื่องราวที่ขงจื้อรวบรวมเกี่ยวกับแคว้นหลู่ ก่อนจะมีการเรียบเรียงใหม่ในราชวงศ์ฮั่น โดยมีการเรียกคัมภีร์จั่วซื่อ คัมภีร์กงหยาง และคัมภีร์กู่เหลียง ทั้งสามรวมกันว่า คัมภีร์ชุนชิว
[3] คัมภีร์กู่เหลียง เป็นคัมภีร์อรรถาธิบาย ‘คัมภีร์ชุนชิว’ เน้นให้ความสำคัญกับการเคารพอำนาจกษัตริย์ ปลูกฝังสั่งสอนมารยาท การรักใคร่ในวงศ์สกุล เป็นต้น
[4] คัมภีร์กงหยาง เป็นคัมภีร์อรรถาธิบาย ‘คัมภีร์ชุนชิว’ โดยเฉพาะ มีความข้องเกี่ยวกับการเมือง อธิบายการเปลี่ยนแปลงระบบปกครอง เน้นย้ำการรวมเป็นหนึ่ง กลับตัวกลับใจแก้ไขเดินในทางที่ถูกต้อง เป็นต้น
ตอนที่ 57: เรื่องมงคลคู่
เผยเยี่ยนและโจวจื่อจินก็จากไปเช่นนี้ หูซิ่งมองอย่างตกตะลึง ขวางเผยหม่านที่เตรียมจะออกไปสะสางธุระ “พ่อบ้านใหญ่ ปกติเจ้าก็พูดคุยกับนายท่านสามเช่นนี้รึ? เจ้าไม่กลัวนายท่านสามโกรธหรอกหรือ?”
เผยหม่านกล่าว “สิ่งที่นายท่านสามเกลียดที่สุดคือคนอื่นไม่พูดความจริง ไม่ใช่เรื่องที่ไม่ยอมพูดแต่อย่างใด เจ้าปฏิสัมพันธ์กับนายท่านสามนานเข้าก็จะรู้เอง”
หูซิ่งครุ่นคิด ตัวเองเข้าจวนตั้งแต่อายุเจ็ดขวบ ทั้งเป็นคนแก่ในเรือนไปแล้ว แบบไหนจึงจะเรียกว่าปฏิสัมพันธ์ยาวนานกับนายท่านสามอีก?
นี่ไม่ใช่คำกล่าวไร้สาระ
เหตุที่หูซิ่งผู้นี้สามารถโดดเด่นท่ามกลางสกุลเผยที่บ่าวรับใช้เต็มจวนได้ นอกจากฉลาดเฉลียว ทะเยอทะยาน ข้อได้เปรียบที่สุดก็คือรู้จักตรวจสอบความคิดการกระทำของตัวเอง
แม้ว่าเขาจะไม่พอใจ แต่ยังคงครุ่นคิดถึงสีหน้าและท่าทางที่เผยเยี่ยนคุยกับเผยหม่านเมื่อครู่อยู่หลายครั้ง จู่ๆก็เข้าใจความหมายของเผยหม่านขึ้นมาบ้าง
ด้านสกุลอวี้ หลายวันนี้สามารถเรียกได้ว่าเรื่องมงคลคู่มาเยือนถึงหน้าประตู
เริ่มจากเรื่องงานแต่งของอวี้หย่วนและคุณหนูเซียง แม้ว่าจะมีอุปสรรคอยู่บ้าง แต่สุดท้ายยังคงแลกเปลี่ยนวันเดือนปีเกิดของทั้งคู่อย่างเป็นทางการแล้ว ผ่านเทศกาลฉงหยางไปก็จะส่งมอบสินสอดแล้ว ยามที่คนสกุลหวังนึกถึงเรื่องนี้ล้วนคิดกังวลภายหลังอยู่บ้าง ลอบกล่าวกับคนสกุลเฉิน
“คาดไม่ถึงว่าแม่เลี้ยงของคุณหนูเซียงจะร้ายกาจเพียงนี้ กล่าวว่างานแต่งครั้งนี้ไม่ได้บอกผ่านนางก่อน นางไม่เห็นด้วย ยังดีที่นายหญิงเว่ยกล้าจัดการแทนคุณหนูเซียง ไม่กลัวว่าจะล่วงเกินแม่เลี้ยงของคุณหนูเซียง ยกแม่ที่ล่วงลับไปของคุณหนูเซียงออกมา ต้อนให้แม่เลี้ยงคุณหนูเซียงถอยหลบไป ข้ากลัวก็แต่ว่าภายหลังคุณหนูเซียงคงไม่มีสกุลมารดาให้กลับแล้ว”
คนสกุลเฉินคิดว่าคนสกุลหวังตีตนไปก่อนไข้ “คุณหนูเซียงในตอนนี้ มีสกุลมารดาก็เหมือนไม่มี ยิ่งไปกว่านั้นตั้งแต่เล็กก็เติบใหญ่มากับนายหญิงเว่ย สนิทสนมกับลูกพี่ลูกน้องยิ่งกว่าพี่น้องของตัวเองเสียอีก ภายหลังจะยกเอาสกุลเว่ยเป็นสกุลมารดาอย่างเป็นทางการก็คงไม่ต่างกัน
ข้าว่านายหญิงเว่ยกล้าแข็งข้อเช่นนี้กับแม่เลี้ยงของคุณหนูเซียง ก็เพราะว่าวางแผนจะทำเช่นนี้กระมัง? มิเช่นนนั้นจะจัดการเรื่องอย่างเด็ดขาดเช่นนี้ต่อหน้าพวกเราไปทำไม”
คนสกุลหวังใคร่ครวญดูก็คิดว่ามีเหตุผล อดสงสารคุณหนูเซียงขึ้นมาไม่ได้ “คนอื่นพูดว่าลูกสาวออกเรือนก็เหมือนน้ำที่สาดออกไป ข้าก็จะทำเหมือนว่าข้ามีลูกสาวเพิ่มอีกคน ปฏิบัติกับคุณหนูเซียงดีๆก็แล้วกัน”
ในขณะที่ทั้งสองคนแสดงความเห็นอกเห็นใจคุณหนูเซียง นายท่านเซียงกลับแอบมาพบอวี้เหวินอย่างเงียบๆ มอบกล่องไม้หอมใบเล็กให้อวี้เหวิน ให้เขาส่งต่อแก่คุณหนูเซียง กล่าวว่านายหญิงเว่ยให้คุณหนูเซียงแต่งงานในนามสกุลเว่ย
แม่เลี้ยงคุณหนูเซียงตอบรับแล้ว ภายหลังกลัวว่าคุณหนูเซียงคงยากที่จะได้กลับเรือนไปเยี่ยมเขาซึ่งเป็นพ่อ นี่เป็นความอาทรเล็กๆ สุดท้ายที่พ่ออย่างเขาพอจะทำเพื่อคุณหนูเซียงได้ ให้คุณหนูเซียงรับไว้ ภายหลังก็เก็บไว้ให้ลูกหลานตัวเอง
อวี้เหวินรู้สึกว่าแม้นายท่านเซียงจะแต่งนายหญิงที่มีฐานะเกินตัวเข้ามา แต่เล่นแง่แค่นี้นับว่ายังน้อยไป ไม่ได้ชื่นชมนายท่านเซียงเท่าใด แต่ก็ไม่ได้คิดมาก นำกล่องนี้ส่งให้อวี้หย่วน อวี้หย่วนคิดว่าไม่ว่าจะอย่างไรสิ่งนี้ก็เป็นของแทนใจของนายท่านเซียง เพื่อไม่ให้คุณหนูเซียงคิดว่าตัวเองออกเรือน บิดากลับไม่สนใจอันใด เขาจึงส่งไปให้สกุลเว่ยในคืนนั้น
นายหญิงเว่ยเพราะปรึกษาเรื่องสินเดิมในการออกเรือนของคุณหนูเซียงกับสกุลเซียงจึงเกิดขัดแย้งกันขึ้นมา นางคิดว่ายามนี้นายท่านเซียงมีชีวิตอยู่ นายหญิงเซียงยังกล้ากดขี่ข่มเหงคุณหนูเซียงอย่างนี้ ภายหลังหากนายท่านเซียงไม่อยู่แล้ว
เกรงว่าสกุลเซียงจะทำเป็นไม่มีลูกสาวคนนี้ไป คิดที่จะเรียกร้องสินเดิมจากสกุลเซียงให้คุณหนูเซียงมากหน่อย เวลานี้จึงทะเลาะกับนายหญิงเซียงขึ้นมา เพียงแต่เรื่องนี้ทุกคนล้วนห่วงเรื่องหน้าตา ไม่ว่าจะนายหญิงเว่ยหรือนายหญิงเซียงต่างก็ไม่ได้เอาไปพูดข้างนอกตรงๆ
วันนี้เห็นอวี้หย่วนส่งของเข้ามา นายหญิงเว่ยก็โมโหจนเขวี้ยงกล่องไม้นั้นลงพื้น “ใครต้องการของจอมปลอมของเขากัน กล่าวว่าอะไรนะ นอกจากสินเดิมของแม่อาอิงและเงินสามพันตำลึง ก็ไม่มีอะไรไปมากกว่านี้…”
นางพูดยังไม่ทันจบ ทุกคนต่างก็ตกตะลึง
กล่องไม้ที่ร่วงลงบนพื้นดัง ‘ตุ้บ’ ถูกเปิดออก ตั๋วเงินกองใหญ่ถูกลมเย็นของฤดูใบไม้ร่วงพัดปลิวราวกับผีเสื้อที่บินว่อน
“เร็ว เร็วเข้า” ยังคงเป็นนายท่านเว่ยที่สั่นเทิ้ม ดึงสติกลับมาเป็นคนแรก “อย่าให้ลมพัดไปเชียว ตั๋วเงินของร้านขายเครื่องเงินพวกนี้เริ่มที่สิบตำลึง ข้าดูขนาดแล้วอย่างน้อยก็คงประมาณหนึ่งร้อยตำลึง…”
นายหญิงเว่ยก็ตะลีตะลาน รีบเรียกอวี้หย่วน “ยังยืนนิ่งอยู่ที่นั่นทำไม รีบเก็บตั๋วเงินพวกนี้ขึ้นมาเร็วเข้า”
อวี้หย่วนใจฝ่อเป็นอย่างยิ่ง ล้วนไม่รู้ว่าตัวเองถูกให้ค้างคืนที่สกุลเว่ยได้อย่างไร ทั้งรีบเดินทางกลับมาสกุลอวี้ตั้งแต่ยามที่ประตูเพิ่งเปิดได้อย่างไร จำได้เพียงว่ายืนสั่นอยู่เบื้องหน้าคนสกุลหวังเอ่ยกับบิดา
“ตั๋วเงินเยอะมากจริงๆ นายหญิงเว่ยกล่าวว่า อย่างน้อยก็มีประมาณสี่หมื่นห้าหมื่นตำลึง สามารถซื้อร้านขายเครื่องเงินสกุลเผยในถนนฉางเซิ่งแห่งนั้นจนหมดเกลี้ยงได้ ยังถามข้าว่า เอาเงินไปไว้ในร้านขายเครื่องเงินก็ได้ไม่กี่บาท ถามข้าว่าอยากซื้อร้านค้าสักแห่งในหังโจว แล้วย้ายไปค้าขายที่นั่นหรือไม่”
คนสกุลหวังและอวี้ป๋อต่างก็ตกใจ เรียกอวี้เหวินและคนสกุลเฉินตื่นจากฝัน ถามเรื่องนี้กับอวี้เหวินว่าควรทำอย่างไรดี “สกุลเว่ยหมายความว่าอยากให้อาหย่วนย้ายไปหังโจว? หรือว่าเพียงอยากถามสกุลพวกเราว่าเงินมากมายขนาดนั้นจะใช้อย่างไร?”
อวี้ถังสะดุ้งตื่นจากเสียงดัง ยังคงสับสนมึนนงงอยู่บ้าง ได้ยินคำพูดนี้ก็ตื่นเต็มตาขึ้นมา
นางพยายามนึกเรื่องในชาติก่อน
ยังคงไม่เคยได้ยินเรื่องสกุลเว่ยกับคุณหนูเซียงจริงๆ
ทั้งไม่รู้ว่าชาติที่แล้วคุณหนูเซียงแต่งไปสกุลใด
งานแต่งของญาติผู้พี่ครั้งนี้นับว่าทุบถูกไข่ทองคำจริงๆ
อวี้เหวินกลับเผยท่าทีปกติ หาวหวอดอยู่เบื้องหน้าพี่ชายที่นั่งไม่ติดที่ “ข้าเพียงได้ยินมาบ้างว่าสกุลเซียงมีเงิน ตอนแรกที่สกุลเสิ่นและสกุลเซียงเกี่ยวดองกัน ถึงกระทั่งไม่รังเกียจนายท่านเซียงที่เคยแต่งงานมาแล้ว ล้วนเป็นเพราะนายท่านเซียงผู้นี้ทำการค้าขายเก่งเป็นอย่างมาก
คาดไม่ถึงว่าจะเป็นอย่างนั้นจริงๆ จากความเห็นข้า พวกเจ้าควรจะทำอย่างไรก็ทำอย่างนั้นไป หรือไม่มีตั๋วเงินสี่หมื่นห้าหมื่นตำลึงนี้ พวกเจ้าก็จะไม่รับคุณหนูเซียงเข้าสกุลแล้ว?”
อวี้ป๋อได้ยินน้องชายกล่าวเช่นนี้ ก็ค่อยสงบลงมา ครุ่นคิดเล็กน้อย “เจ้าพูดมีเหตุผล เป็นพวกเราที่เห็นเงินก็เกิดความคิดชั่ววูบ สูญเสียความตั้งใจเดิมไป สินเดิมอย่างไรก็เป็นทรัพย์สินส่วนตัวของสะใภ้ นางจะใช้อย่างไร ย่อมขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของนาง ข้าเพียงกลัวว่าถึงเวลานั้นอาหย่วนของพวกเราจะเสียเปรียบ”
อวี้เหวินบอกเป็นนัยให้ป้าเฉินไปชงชาเข้มๆให้เขา พอได้จิบชา เวลานี้จึงกระปรี้กระเปร่าขึ้นมา ก่อนจะให้ป้าเฉินไปทำอาหารเช้า “เดิมทีสกุลเว่ยสนใจสกุลพวกเรา ไม่ใช่เพราะพวกเราอบรมเลี้ยงดูพวกลูกๆได้ดีหรอกรึ? พวกเราไม่อาจตำหนิสกุลอื่นที่ร่ำรวยเพียงเพราะสกุลตัวเองไม่มีเงินเหมือนพวกเขาได้กระมัง?”
“มิผิด มิผิด” อวี้ป๋อกล่าว
“ดังนั้นทุกคนจึงต้องรักษาความตั้งใจเดิม” อวี้เหวินยากที่จะมีโอกาสอธิบายเหตุผลให้พี่ชายตัวเองฟัง วางท่าพูดอย่างน้ำไหลไฟดับอยู่บ้าง “พวกเราต้องไม่นึกถึงเงินของคนอื่น เวลานี้สู้สกุลอื่นไม่ได้ หรือจะสู้ไม่ได้ทั้งชั่วชีวิตเชียว ภายหลังลูกสะใภ้แต่งเข้ามา ตรงไหนไม่ดีก็ต้องพูด ตรงไหนที่ดีแล้วก็ยังคงต้องพูดชม อย่าได้สูญเสียความเที่ยงธรรมก็เพียงพอแล้ว…”
ยามที่บิดาพูด อวี้ถังก็เอาแต่มองญาติผู้พี่อยู่ตลอด
นางเห็นหูของอวี้หย่วนแดงไปหมด หาโอกาสลอบย้ายไปนั่งข้างๆเขา กระซิบข้างหู “ท่านคงไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองก็แปลกๆไปเช่นกันกระมัง?”
อวี้หย่วนมองท่านอาที่กำลังพูดคุยกับบิดามารดาเขาอยู่แวบหนึ่ง ก่อนจะกล่าวเสียงเบา “มีบ้าง แต่ข้าคิดว่าท่านอาพูดถูก คนอื่นมีเงินก็เป็นเรื่องของคนอื่น ขอเพียงแค่พวกเราไม่โลภมาก ย่อมสามารถเดินทางที่ซื่อตรง นั่งอย่างผ่าเผยได้”
พูดมาถึงตรงนี้ เขาก็ชะงักไปเล็กน้อย เอ่ยต่ออย่างสองจิตสองใจ “แต่ว่ายามที่นายหญิงเว่ยบอกให้ข้าซื้อร้านค้าแห่งหนึ่งในหังโจว ข้านั้นหวั่นไหวอยู่จริงๆ หรือเวลานั้นที่ข้าคิดฟุ้งซ่าน เป็นเพราะเกิดละโมบขึ้นมา”
นี่ไม่อาจโทษอวี้หย่วนได้ อวี้ถังครุ่นคิด ตั้งแต่ครั้งก่อนที่นาง บิดาและพี่ชายไปหังโจวด้วยกัน กระทั่งนางก็คิดว่าทำการค้าขายที่หังโจวจะรุ่งเรืองกว่า ยิ่งไปกว่านั้นทั้งสองชาติอวี้หย่วนล้วนคิดจะทำการค้าใหญ่ ต้องการให้สกุลอวี้มีการพัฒนาก้านหน้าขึ้น
ทุกคนในครอบครัวพูดคุยเรื่องนี้เกือบหนึ่งชั่วยาม เมื่อท้องฟ้าเริ่มสว่าง จึงล้อมวงกินข้าวด้วยกัน
อวี้เหวินยังไม่ทันแกะไข่เค็มเสร็จดี หูซิ่ง พ่อบ้านสามของสกุลเผยก็มาหาถึงหน้าประตู อวี้หย่วนตกใจ พวกผู้หญิงในเรือนต่างรีบยกจานข้าว เข้าไปหลบในห้องครัว ด้านอวี้เหวินก็เชิญหูซิ่งกินข้าวเช้าด้วยกัน
“กินตั้งแต่เช้าแล้ว” หูซิ่งยิ้มจนแก้มแทบปริ “ข้าตั้งใจมาบอกพวกเจ้าว่า อีกเดี๋ยวหมอหลวงหยางจะกลับซูโจว ก่อนไปจะเข้ามาตรวจอาการให้นายหญิงท่าน เรื่องกะทันหันอยู่บ้าง ข้าจึงล่วงหน้ามาบอกกล่าวก่อน อาหารเช้าไม่เป็นไรหรอก สักพักยังต้องเข้ามาเป็นเพื่อนหมอหลวงหยาง”
สกุลอวี้ย่อมดีใจกับเรื่องที่คาดไม่ถึง
อวี้เหวินไปส่งหูซิ่งออกจากประตูด้วยตัวเอง กล่าวขอบคุณอย่างซาบซึ้ง
หูซิ่งยิ้มขัด “นี่เป็นความต้องการของนายท่านสาม ภายหลังขอเพียงหมอหลวงหยางมาหลินอัน ก็เข้ามาตรวจสุขภาพให้นายหญิงของท่านด้วย หากพวกท่านอยากขอบคุณอะไร บอกกล่าวกับนายท่านสามและหมอหลวงหยางก็เพียงพอแล้ว ข้าแค่เป็นคนวิ่งเรื่องแทน ท่านทำเช่นนี้ข้ารับไว้ไม่ได้หรอก”
เมื่อก่อนคนของสกุลเผยก็เกรงอกเกรงใจต่อสกุลอวี้ กลับไม่เหมือนตอนนี้ ในความเกรงใจแฝงด้วยความเคารพอยู่หลายส่วน พี่น้องสกุลอวี้ย่อมมองออกถึงความแตกต่างภายใน ส่งหูซิ่งไปแล้ว อวี้เหวินก็อดเอ่ยกับอวี้ป๋อไม่ได้ “นี่มันเกิดเรื่องอะไรกันแน่?”
อวี้ป๋อคิดวนไปเวียนมาก็ยังไม่เข้าใจ เอ่ยเพียงว่า “อาการป่วยของน้องสะใภ้ มีหมอหลวงหยางดูแล ย่อมสามารถรักษาจนอาการดีขึ้น หายขาดจากโรคภัย นี่เป็นเรื่องดี เรื่องของภายหลังก็ค่อยพูดกันภายหลังเถิด”
อวี้เหวินเกาศีรษะ
อวี้ถังก็ไม่รู้ว่าเผยเยี่ยนหมายความว่าอย่างไร แต่คิดไปคิดมาอย่างไรเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องดี ติดหนี้มาก กังวลไปก็ไร้ประโยชน์ หนี้ที่พวกเขาติดค้างสกุลเผยไม่อาจจะทดแทนในเวลาสั้นๆได้ แค่จำไว้ก่อนก็เพียงพอแล้ว
หลังจากหมอหลวงหยางมาจับชีพจรให้คนสกุลเฉิน ปรับเปลี่ยนสำรับยาเล็กน้อย กำชับให้อวี้เหวินอย่าให้คนสกุลเฉินเหน็ดเหนื่อยเกินไป ทั้งยามที่คนสกุลเฉินโมโหก็อย่าได้เดินจากไปเฉยๆ
สกุลอวี้กลับพากันดีอกดีใจ นึกถึงฤดูร้อน คนสกุลเฉินก็จะไม่ป่วยไข้อีกแล้ว ภายหลังขอเพียงหมอหลวงหยางให้ยารักษาคนสกุลเฉินต่อ ไม่ช้าก็เร็วอาการคนสกุลเฉินย่อมจะดีขึ้น ด้านอวี้เหวินก็คิดจะส่งวัตถุโบราณให้เผยเยี่ยนสักชิ้นหนึ่ง
น่าเสียดายที่สกุลอวี้มีทรัพย์สินในบ้านเพียงน้อยนิด อวี้เหวินหาอยู่หลายวันก็ยังคงหาของที่เหมาะสมไม่ได้
ด้านอวี้ถังก็ครุ่นคิดว่าจะขอพี่น้องสกุลชวีของตำบลป่านเฉียวมาช่วยตัวเองทำเรื่องเหมือนชาติที่แล้วดีหรือไม่
ชาติก่อน เพื่อที่คนสกุลหลินจะขังนางอยู่ในสกุล ยามที่นางถือป้ายวิญญาณของหลี่จวิ้นเข้าสกุลก็ป่าวประกาศไปทั่วว่านางตั้งประณิธานครองพรหมจรรย์ให้หลี่จวิ้น ถึงขั้นที่คนของสกุลหลี่กล่าวว่า สกุลหลี่จะแย่งซุ้มเกียรติยศความซื่อสัตย์กลับมาหรือไม่ ก็ต้องฝากความหวังทั้งหมดไว้ที่นางแล้ว
นี่เป็นสาเหตุที่ค้นพบภายหลังว่าสกุลหลี่เป็นเหมือนหนองบึงโคลนลึก คิดจะหลบหนีจากสกุลหลี่กลับต้องเสียเวลาห้าหกปี
เวลานั้นการตายของลุงใหญ่และญาติผู้พี่ทำให้นางรู้สึกว่าสิ่งที่สกุลของตัวเองได้เผชิญมีความเกี่ยวข้องกับสกุลหลี่ เพื่อหาหลักฐาน นางขอความช่วยเหลือจากข้ารับใช้ผู้มีอิทธิพลในเมืองหลินอันอยู่บ่อยครั้ง ทั้งถูกหลอกหลายคราเช่นกัน…
เพราะอยู่ในนามหญิงหม้ายของสกุลหลี่ นางไม่กล้าออกหน้าด้วยตัวเอง มักจะยืมมือคนอื่นสืบเรื่องสกุลหลี่ ด้วยเหตุนี้คนส่วนมากเมื่อรับเงินนางไปแล้วกลับไม่ช่วยนางทำเรื่อง ทั้งทำให้นางไม่ค่อยมีเงินช่วยเหลือป้าสะใภ้ใหญ่เช่นกัน
พี่น้องสกุลชวี นับว่าเป็นคนที่ค่อนข้างน่าเชื่อถือในหมู่ข้ารับใช้ผู้มีอิทธิพลพวกนี้แล้ว
ตอนที่ 58: จับคน
เพียงแต่ไม่ว่าเรื่องอะไรล้วนมีข้อดีและข้อเสียทั้งนั้น
แม้พี่น้องสกุลชวีจะน่าเชื่อถือ แต่ราคาที่ต้องจ่ายก็ไม่น้อยเช่นกัน
เรื่องเล็กๆน้อยๆล้วนต้องใช้แปดถึงสิบตำลึง หากยากหน่อย ก็ต้องจ่ายถึงยี่สิบสามสิบตำลึง
ยามนี้อวี้ถังก็กำลังเผชิญสถานการณ์ลำบากเหมือนชาติก่อน…คือไม่มีเงิน!
ไม่สิ ยามนี้นางถึงขั้นยากจนกว่าชาติก่อนด้วยซ้ำ
ชาติก่อนอย่างไรนางก็มีสินเดิมคอยช่วยเหลืออยู่บ้าง ยามนี้มารดาและบิดาอย่างมากที่สุดก็ให้เงินค่าขนมนางสองสามตำลึงเท่านั้น หากนางกล่าวว่าใช้หมดแล้ว ก็ยังถามต่ออีกว่าเอาไปใช้อย่างไร เงินหายไปที่ไหนหมด
ไม่กี่วันก่อนเพราะเรื่องของเว่ยเสี่ยวซาน นางก็แอบให้ข้ารับใช้ผู้มีอิทธิพลช่วยเป็นธุระ ล้วนเป็นงานสืบข่าวเล็กๆ ไม่ได้จำกัดว่าใครต้องเป็นคนทำ และแม้จะเป็นเช่นนี้ เงินเก็บของนางก็ถูกใช้ไปไม่น้อยแล้ว ย่อมไม่อาจขอร้องสองพี่น้องสกุลชวีได้แน่
หากนางสามารถหาเงินเหมือนคนอื่นได้ก็คงจะดี!
อวี้ถังหงุดหงิดใจเป็นอย่างมาก
นางนั่งเท้าศอกกับโต๊ะหนังสือใกล้หน้าต่าง มองดอกเบญจมาศในลานที่ใกล้จะบานสะพรั่งไม่ขยับเขยื้อนไปไหน ทว่าในหัวกลับแล่นอย่างว่องไว
ชาติก่อน ตั้งแต่นางเริ่มสงสัยสกุลหลี่ นางก็ตรวจสอบเรื่องของสกุลหลี่เป็นอันดับแรก คอยจับตาดูคนของสกุลหลี่ เวลานั้นนางจึงได้รู้ว่า ที่แท้ผู้หญิงก็สามารถทำกิจการได้เช่นกัน โดยเฉพาะผู้หญิงทางซูโจวและหังโจว
หลายคนที่นำเงินส่วนตัวลงทุนกับการค้าทางทะเล เรือเดินสมุทรกลับมาอย่างปลอดภัยก็สามารถหาเงินซื้อเรือนได้เป็นหลัง แต่หากเรือเดินสมุทรไม่อาจกลับมา ความเสียหายก็เทียบเท่าแค่เงินซื้อเครื่องแป้งผงชาดเท่านั้น
แต่ว่า ทำกิจการเช่นนี้จำเป็นต้องมีลู่ทาง
หากไม่ได้อาศัยที่บิดาหรือพี่ชายทำการค้าขาย ก็ต้องพึ่งพาเส้นสายจากญาติพี่น้อง
ไม่อย่างนั้นก็ง่ายจะถูกหลอก
นำเงินไป เพียงกล่าวว่าจะลงทุนกับกลุ่มเรือใด รอสักครึ่งปีหรือหนึ่งปี กลับมาพูดว่ากลุ่มเรือล่มแล้ว ขาดทุนย่อยยับ เงินที่จ่ายออกไปย่อมลงทุนโดยสูญเปล่า
แต่ไม่ว่าเรื่องอะไรล้วนมีข้อยกเว้น
เจียงหลิง หญิงสาวสกุลเจียงเมืองซูโจว ยามอายุสิบหกปีก็แต่งให้กับคุณชายใหญ่ที่หมั้นหมายกันตั้งแต่ยังเด็ก อายุสิบเจ็ดกลายเป็นหม้าย
เริ่มพัฒนาจากจุดเล็กๆต่างจากหญิงสาวธรรมดาคนอื่น หลังจากครอบครัวตกอับ เพื่อเลี้ยงดูแม่สามีในยามชราและน้องสามีที่ยังอยู่ในวัยเด็ก จึงขายสินเดิมของตนเอง นำทรัพย์สินจำนวนมากร่วมลงทุนกับกลุ่มเรือสินค้าของเจียงเฉาผู้เป็นพี่ชาย เริ่มทำการค้าขายทะเลขึ้นมา
เวลาสั้นๆเพียงห้าหกปี ก็ทำให้สกุลเจียงที่เป็นพ่อค้าธรรมดากลายเป็นสกุลที่ร่ำรวยที่สุดในซูโจว สกุลอวี๋ก็มั่งคั่งชั่วข้ามคืนเพราะเรื่องนี้เช่นกัน กลายเป็นสกุลที่นับได้ว่าร่ำรวยในเมืองซูโจว
ก่อนที่อวี้ถังจะตาย สกุลเจียงนั้นกำลังคิดทะเยอทะยานจะทำการค้ากับราชวงศ์
สกุลหลี่อิจฉาตาร้อนเป็นที่สุด
เรื่องการค้าทางทะเล สกุลหลี่และสกุลหลินก็เคยเสียเงินไปไม่น้อยเพราะกลุ่มเรือส่งสินค้าเกิดปัญหาเช่นกัน
หลินเจวี๋ยถึงขั้นคิดจะอาศัยลู่ทางของสกุลเจียง เสนอความคิดกับหลี่ตวน “ทำการค้ากับราชวงศ์เป็นเรื่องง่ายขนาดนั้นที่ไหนกัน ราชสำนักไม่มีคนเลยรึ แทบไม่ต้องคิด เจ้ามิสู้พบปะกับเจียงเฉาเสียหน่อย ดูว่าสามารถร่วมลงทุนกันได้หรือไม่”
หลี่ตวนคิดว่าเรื่องนี้ไม่ค่อยเป็นไปได้เท่าใด “กิจการของเจียงเฉามาถึงขั้นนี้แล้ว ไม่รู้ว่ามีคนมากน้อยเท่าใดยินดีจะเพิ่มลายดอกลงบนผ้าแพร! พวกเรารู้จักเจียงเฉาช้าไปหน่อย ยิ่งไปกว่านั้นแถบซูโจวหังโจว มีสกุลขุนนางมากหน้าหลายตา มีสกุลที่ลึกลับซับซ้อนไม่รู้ตั้งเท่าใด สกุลของพวกเรายังนับว่าเทียบไม่ได้อยู่บ้างจริงๆ”
หลินเจวี๋ยแนะนำให้หลี่ตวนดีกับกู้ซีให้มากหน่อย “อย่าได้ทิ้งแตงโมไปเก็บงา ปีนี้พี่ชายภรรยาของเจ้าไม่ทันสามสิบปีก็ได้เลื่อนตำแหน่งเป็นขุนนางหลางจงกรมขุนนางแล้ว เจ้าอย่าได้ทำอะไรเลอะเลือนเชียว จะเสียการใหญ่เพราะสิ่งเล็กๆ”
แตงโมคือกู้ซี งาที่ว่าก็คืออวี้ถัง
หลี่ตวนนั้นรับฟัง มีช่วงหนึ่งที่รักใคร่กู้ซีปานจะกลืนกิน อวี้ถังโล่งใจไม่น้อย คิดว่าหลี่ตวนปล่อยนางไปแล้ว ใครจะรู้ว่าไม่ถึงครึ่งปี หลี่ตวนก็เริ่มออกลาย คิดวางแผนกับนางอีกครั้ง
นางรู้สึกไร้ค่าแทนกู้ซี ทั้งอิจฉาเจียงหลิงที่มีพี่น้องสกุลมารดาคอยสนับสนุน นางทุ่มเทแรงกายแรงใจไปไม่น้อยจึงค่อยใช้นามของอาเสา ลงเงินห้าสิบตำลึงร่วมลงทุนกับกลุ่มเรือสินค้าของเจียงเฉา
สองปีให้หลัง กลุ่มเรือสินค้าก็กลับมาอย่างปลอดภัยอีกครั้ง
อวี้ถังทำเงินได้สี่ร้อยตำลึง
เวลานั้น นางดีใจกับเรื่องที่ไม่คาดฝัน พลิกไปพลิกมานอนไม่หลับ ไม่รู้ว่าเงินนี้จะเอาไปใช้อย่างไรดี
และก็นับเป็นโชคดี เพราะเงินพวกนี้ นางจึงสามารถนำไปสั่งการพี่น้องสกุลชวีได้ ท้ายที่สุดก็ถูกคนสกุลหลินและหลี่ตวนจัดการ หลุดพ้นจากสกุลหลี่ไป
วันนี้มาคิดดู ยามนี้สกุลเจียงยังไม่ได้ร่ำรวย หลายปีที่ผ่านมา เจียงเฉาก็เริ่มเกลี้ยกล่อมให้คนอื่นร่วมลงทุนเพื่อจัดตั้งกลุ่มเรือส่งสินค้าจากทั่วสารทิศ กำลังอยู่ในสถานการณ์ลำบาก
หากนางสามารถคว้าโอกาสนี้ได้ กลายเป็นหนึ่งในพันธมิตรของสกุลเจียงได้เร็วที่สุด ไม่ใช่ว่าจะสามารถร่ำรวยเหมือนสกุลอวี๋ได้หรอกรึ?
อวี้ถังทอดถอนหายใจ
แต่จะอย่างไร ก็ติดเรื่องเงินอยู่ดี
นางในยามนี้ไหนเลยจะนำเงินมาร่วมลงทุนกับสกุลเจียงได้…
ในขณะที่อวี้ถังกำลังกลัดกลุ้ม ก็มีคนทิ้งดอกไม้ใส่นาง
ดอกไม้หล่นถูกจมูกนาง ทำให้นางมึนงงไปเล็กน้อย
นางเงยหน้าดู กลับพบอวี้หย่วน
“นี่เจ้าเป็นอะไรกัน?”
อวี้หย่วนถามด้วยยิ้มเริงร่า ระหว่างคิ้วนั้นปกปิดท่าทีสุขล้นและกระปรี้กระเปร่าไม่มิดเลยสักนิด
ชั่วพริบตานั้นอวี้ถังก็รู้สึกว่าเบื้องหน้าเปล่งประกายขึ้นมา
นางไม่มีเงินก้อนโต แต่เงินเล็กๆน้อยๆ นางจะยืมมาไม่ได้เชียวหรือ?
นางยื่นมือยืมเงินจากอวี้หย่วน “ข้าอยากซื้อของ”
ยามนี้อวี้หย่วนกำลังอารมณ์ดี อย่าพูดเลยว่าตอนนี้อวี้ถังเพียงอยากยืมเงินเขา แต่หากให้เขาแบกนางวิ่งรอบเมืองหลินอันสองครั้ง เขาก็เต็มใจลำบากเช่นกัน
อวี้ถังเอ่ยอย่างเจ้าเล่ห์ “ข้าอยากได้ห้าสิบตำลึง!”
“หา!” อวี้หย่วนที่มือล้วงเข้าไปอยู่ในแขนเสื้อแล้วถึงกับชะงัก “เจ้าต้องการเงินมากมายขนาดนั้นไปทำอะไร?”
เขาไม่ได้มีเงินส่วนตัวมากถึงเพียงนั้นเสียหน่อย!
อวี้ถังเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “เช่นนั้นก็สามสิบตำลึง? เดี๋ยวท่านก็แต่งงานแล้ว พอมีครอบครัว ก็เป็นสามีของคนอื่นแล้ว ไม่ใช่พี่ชายเพียงคนเดียวของข้าอีกต่อไป ภายหลังข้าอยากได้อะไรจากท่านก็ยากแล้ว ท่านพี่ก็ให้ข้าสักครั้งไม่ได้รึ?”
อวี้หย่วนหน้าแดงระเรื่อ เอ่ยอย่างเขินอาย “จะแต่งแล้วที่ไหนกัน ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องรอต้นฤดูใบไม้ผลิปีหน้า นี่เป็นความต้องการของนายหญิงเว่ย กลัวว่างานแต่งของพวกเราสองสกุลจะรีบร้อนเกินไป ทำให้คนอื่นซุบซิบนินทาคุณหนูเซียง”
ทั่วใบหน้าของอวี้ถังล้วนเผยความตกใจ “ท่านพี่ ยังไม่ทันแต่งภรรยาก็ลืมน้องเสียแล้ว คาดไม่ถึงว่าท่านจะไม่โต้แย้งข้า พูดว่าท่านแต่งงานแล้วก็ยังเป็นพี่ชายคนเดียวของข้าอยู่ดี!”
สองสกุลกำหนดจัดพิธีแต่งงานของอวี้หย่วนและคุณหนูเซียงในต้นฤดูใบไม้ผลิ นางได้ฟังจากมารดาแล้ว เพียงแต่นางคาดไม่ถึงว่าอวี้หย่วนยังไม่ทันแต่งงาน ใจดวงนี้ก็เอนเอียงไปทางคุณหนูเซียงเสียแล้ว
“ไม่ ไม่ใช่ ข้าไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น” อวี้หย่วนกล่าวอธิบายอย่างกระอึกกระอัก “ข้าจะพูดว่า ในเมื่อข้าเป็นพี่ชายของเจ้า ก็จะเป็นพี่ชายของเจ้าตลอดไป แต่หากคุณหนูเซียงแต่งเข้ามา อย่างไรก็แปลกหน้าสำหรับครอบครัวเราอยู่บ้าง พวกเราควรจะดีต่อนางเสียหน่อยต่างหาก”
“คงเป็นท่านพี่ที่อยากดีกับนางมากกว่ากระมัง?” อวี้ถังไล่ต้อน ในใจกลับรู้สึกดีจริงๆ
ชาติก่อน อวี้หย่วนไม่เคยปกป้องคนสกุลเกาเช่นนี้มาก่อน
จะเห็นได้ว่าคุณหนูเซียงเป็นคนที่เขาชอบ และอยู่ในดวงใจจริงๆ
ชาตินี้ ญาติผู้พี่ของนางย่อมมีความสุขได้แน่
อวี้ถังเย้าแหย่เขาต่อ “หากท่านไม่ให้เงินข้า ข้าจะไปบอกป้าสะใภ้ใหญ่เดี๋ยวนี้ กล่าวว่าภายหลังท่านมีภรรยาแล้วก็ไม่สนใจความเป็นความตายของน้องสาวอีก”
“ไม่ใช่เสียหน่อย!” อวี้หย่วนรีบร้อนกล่าว แม้เขาจะไม่รู้ว่าระหว่างแม่สามีและลูกสะใภ้มักจะไม่ชอบหน้ากัน ทั้งถึงกระทั่งกลายเป็นศัตรูคู่อาฆาตเพราะประโยคที่ไม่ตั้งใจเพียงประโยคเดียว แต่อย่างไรก็กลัวว่ามารดาของเขาจะเข้าใจคุณหนูเซียงผิดไป กลายเป็นไม่ชอบนางไป “เจ้าอยากยืมเท่าใด? มากไป…มากไปไม่มีหรอกนะ”
แท้จริงที่เขาอยากพูดคือมากไปกว่านี้เขาจะเอาไปซื้อพวกที่คาดผมไข่มุกให้คุณหนูเซียง ถือว่าเป็นของขวัญที่เขาส่งให้กับคุณหนูเซียงด้วยตัวเอง เห็นท่าทางอวี้ถังไม่พอใจเท่าใด กลัวว่าพูดคำนี้ออกมาจะทำให้อวี้ถังอิจฉา เขาจึงกลืนคำพูดลงไปอย่างรวดเร็ว เปลี่ยนเป็นอีกประโยค
อวี้ถังพอใจแล้ว เอ่ยเสียงเบาว่า “ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องได้สามสิบตำลึง!”
เวลานี้พี่น้องสกุลชวีเพียงมีชื่อเสียงเล็กๆเท่านั้น คงยังไม่ได้ค่าตัวแพงเหมือนชาติก่อนที่นางไปหา แต่เห็นท่าทีของอวี้หย่วน นางคาดว่านี่ก็คงเป็นครั้งสุดท้ายที่จะขอเงินจากเขาแล้ว ทั้งภายหลังนางย่อมไม่อาจขออะไรจากอวี้หย่วนได้ง่ายๆแล้วเช่นกัน
เขาแต่งงานแล้ว ของทุกอย่างก็ควรให้ภรรยาของเขา แม้นางจะอยากยืมเงิน ก็ต้องยืมจากคุณหนูเซียง ไม่ใช่ขอยืมจากอวี้หย่วน ทั้งยืมแล้วก็ต้องคืนด้วย
นี่เป็นประสบการณ์ที่นางได้มาจากชาติก่อน
อวี้หย่วนเก็บเงินไว้สิบตำลึง “มากสุดยี่สิบตำลึง มากกว่านี้ข้าก็ไม่มีแล้ว!”
อวี้ถังไม่กล้าบีบเค้นอวี้หย่วน กลัวเขาพลั้งปากบอกคนอื่นไป กระทั่งเงินยี่สิบตำลึงนี้ก็คงหายไปเช่นกัน
“ขอบคุณท่านพี่!” นางกล่าวทันที “ภายหลังข้าย่อมจะปฏิบัติกับคุณหนูเซียงดีๆ”
“เจ้าพูดไร้สาระอะไรกัน!” อวี้หย่วนตำหนิอวี้ถัง แต่ก็ไม่กล้าสั่งสอนนางอย่างจริงจัง กลัวนางจะพาลโกรธ ทำตัวไม่ดีกับคุณหนูเซียง รีบกลับบ้านไปเอาตั๋วเงินมา “เจ้าใช้ประหยัดๆหน่อย”
อวี้ถังให้บิดาไปแจ้งทางการ คิดอยากแหวกหญ้าให้งูตื่น ยามนี้คนลี้ภัยในที่นาของสกุลหลี่ส่วนมากก็แยกย้ายหนีกันไปแล้ว หากสองคนนั้นที่สังหารเว่ยเสี่ยวซานก็อยู่ในที่นา หนีไปแบบนี้ ย่อมคิดว่าไม่คุ้มค่า แปดถึงเก้าส่วนต้องมาขอเงินจากสกุลหลี่สักเล็กน้อยแล้วค่อยหนีเป็นแน่
อวี้ถังผงกศีรษะติดต่อกัน ให้อาเสาไปหาพี่น้องสกุลชวีก่อน ให้พี่น้องสกุลชวีจับตาดูหลี่ตวน หากมีใครไปขอเงินจากหลี่ตวน ก็ให้หาวิธีจับคนส่งไปยังท้ายตรอกชิงจู๋
ยามนี้สองพี่น้องสกุลชวีเพิ่งมีชื่อเสียงเล็กๆในละแวกนี้ เป็นเวลาที่กำลังสร้างความเชื่อมั่นและเกรงขาม หลังจากรับปากก็เริ่มจับตาดูคนของสกุลหลี่ทุกวันทุกคืนทันที
อวี้ถังนำเงินในมือที่เหลืออยู่สิบสองตำลึงขึ้นมาอย่างเจ็บปวด
พี่น้องสกุลชวีเก็บค่าตัวแพงเสียจริง!
ยามนี้นางกลายเป็นยาจกอีกแล้ว
แต่พี่น้องสกุลชวีทำเรื่องได้เป็นที่น่าพอใจ ยังไม่ทันถึงเทศกาลฉงหยาง พี่น้องสกุลชวีก็ให้คนส่งจดหมายมาให้นาง กล่าวว่าจับคนลี้ภัยที่ไปขอเงินจากหลี่ตวนได้แล้ว
แต่ว่า สองคนนี้ก็เป็นผู้ที่คนอื่นก่อนหน้านี้ต้องการตัวเช่นกัน พวกเขาคาดไม่ถึงว่าผู้ที่สองสกุลต้องการตัวจะเป็นกลุ่มคนเดียวกัน แม้ว่าอีกฝ่ายจะพูดก่อนหน้านาง กลับไม่ได้ให้เงินไว้ อวี้ถังที่มาทีหลัง แต่วางเงินทั้งหมดให้ พวกเขาจึงตัดสินใจส่งคนให้อวี้ถังแทน
อวี้ถังนึกกลัวในภายหลังอยู่พักหนึ่ง ทั้งรู้สึกดีใจที่ชาติก่อนได้รู้จักรูปแบบการทำงานของสองพี่น้องสกุลชวี ไม่อย่างนั้นแม้ว่าจะมีวิธีก็คงจับตัวสองคนนี้ไม่ได้อยู่ดี
นางส่งข่าวให้เว่ยเสี่ยวชวน มีอาเสาคอยอยู่เป็นเพื่อน พวกเขาพบกันที่ท้ายตรอกชิงจู๋
ไม่ว่าจะอวี้ถังหรือเว่ยเสี่ยวชวน ล้วนไม่เคยพบเจอสองคนนี้ เรื่องของเว่ยเสี่ยวซานก็เป็นเพียงความสงสัยและข้อสันนิษฐาน เว่ยเสี่ยวชวนและอวี้ถัง คนหนึ่งอยู่ในที่แจ้งอีกคนอยู่ที่ลับ เริ่มสอบสวนทั้งสองคนที่ถูกพี่น้องสกุลชวีทรมานจนร่างกายเขียวช้ำไปหมด
คาดไม่ถึงว่าเรื่องราวจะราบรื่นจนพาให้อวี้ถังสงสัยว่ายามนี้พระโพธิสัตว์คงจะยืนอยู่ข้างนางแล้ว
ยามที่เว่ยเสี่ยวชวนถามพวกเขา นึกไม่ถึงว่าพวกเขาจะรับสารภาพอย่างไม่อ้อมค้อม ได้รับคำสั่งจากสกุลหลี่ให้สังหารเว่ยเสี่ยวซาน จุดประสงค์เพื่อทำลายงานแต่งเชื่อมความสัมพันธ์ของสกุลเว่ยและสกุลอวี้ ทั้งยังเอ่ยถึงเรื่องบุญคุณความแค้นของสกุลหลี่เป็นน้ำไหลไฟดับ
“ที่จริงทำงานช่วยเหลือเรื่องพวกนี้ให้สกุลพวกเขา ยังคิดว่าสกุลพวกเขามีเบื้องลึกเบื้องหลังใหญ่โต ใครจะรู้ว่าพอทางการเข้าไป สกุลพวกเขาจะไม่กล้าผายลมด้วยซ้ำ สร้างความหวาดกลัวให้พวกเราฆ่าเจ้าหน้าที่จึงค่อยหนีออกมา ยามนี้กลัวพวกเราดึงพวกเขาออกมา ส่งคนหลายกลุ่มมาหาพวกเรา พวกเราก็ไม่ได้กินแต่พืชผัก ให้ต่อสู้อย่างเอาเป็นเอาตายไปข้างหนึ่งย่อมไม่ไหวหรอก!”
พูดมาจนถึงสุดท้าย คนลี้ภัยสองคนนี้ก็ยังเอะอะโวยวายอย่างกำเริบเสิบสาน กล่าวทำนองว่า “พวกเจ้ามีอะไรก็ไปหาสกุลหลี่ พวกเราเพียงแค่เป็นคนลงมือ แต่สกุลหลี่ต่างหากที่มีจิตเป็นฆาตกร มาหาพวกเราทำไม”
“สกุลเว่ยของพวกเจ้าดูแล้วพี่น้องก็มากมาย คาดไม่ถึงว่าจะเป็นเพียงพวกไร้ค่า ลูกพลัมต้องเก็บลูกที่สุกนิ่มอยู่แล้ว” “พวกเจ้าจับพวกเราแล้วจะอย่างไรต่อ หรือยังกล้าส่งพวกเราให้ทางการอย่างนั้นรึ? สกุลหลี่อยากทำลายงานแต่งของคุณหนูอวี้ พวกเจ้าส่งพวกเราให้ทางการ ก็ตรงกับที่สกุลหลี่ต้องการพอดี”
[1] เพิ่มลายดอกลงบนผ้าแพร หมายถึง ทำสิ่งที่ดีอยู่แล้วให้ดียิ่งขึ้นไปอีก
[2] ทิ้งแตงโม ไปเก็บงา หมายถึงให้ความสนใจกับเรื่องไม่สลักสำคัญจนละเลยประเด็นหลักไป
[3]หลางจง ขุนนางที่ดูแลคุ้มกันจักรพรรดิ ติดตาม คอยเสนอความเห็น ให้คำปรึกษาเรื่องต่างๆ ทั้งปฏิบัติงานภายนอกตามที่ได้รับมอบหมาย
[4]ลูกพลัมต้องเก็บลูกที่สุกนิ่ม อุปมาว่า เลือกรังแกคนที่อ่อนแอ
ตอนที่ 59: ฉีกขาด
คำพูดของพวกคนลี้ภัย อย่าพูดถึงอวี้ถังและเว่ยเสี่ยวชวนเลย กระทั่งสองพี่น้องสกุลชวีก็ยังนิ่งอึ้งไปหมด
เรื่องที่สกุลหลี่ลอบปล่อยข่าวลือต้องการตัวคนลี้ภัยสองคนที่ไม่เชื่อฟังนั้น พี่น้องสกุลชวีรู้มาก่อนแล้ว แต่นี่นับว่าเป็นความลับของลูกค้า ไม่ว่าอย่างไรพวกเขาก็ไม่อาจบอกกับบุคคลที่สาม คาดไม่ถึงว่าสองคนนี้จะไม่มีความเกรงกลัวแม้แต่น้อย กลับพูดออกมาหมดเปลือก ไม่มีปิดบังสักนิด ทั้งยังข่มขู่สกุลเว่ยอย่างตรงๆ
เห็นได้ว่าสองคนนี้จนตรอกไม่มีทางให้หนีแล้วจริงๆ ก่อนตายจึงขอกัดสกุลหลี่หนึ่งคำอย่างไม่สนใจอันใด
เว่ยเสี่ยวชวนโมโหจนเส้นเลือดขึ้นที่ขมับ
เขายังไม่เคยพบคนหน้าไม่อายเช่นนี้มาก่อน
คาดไม่ถึงว่า จะเป็นเพราะความคิดเห็นแก่ตัว อยากดึงอวี้ถังเข้ามาข้องเกี่ยว
ที่จริงเขาและอวี้ถังปรึกษากันดีแล้ว หากสองคนนี้ฆ่าเว่ยเสี่ยวซานเหมือนที่พวกเขาคาดการณ์ไว้ ก็จะส่งพวกเขาให้ศาลาว่าการ ให้พวกเขาและสกุลหลี่กัดกันเอง
ยามนี้กลับไม่อาจทำเช่นนั้นแล้ว
พี่รองเขาล่วงลับไปแล้ว เขาไม่อาจให้อวี้ถังที่มีชีวิตอยู่ถูกทำร้ายอะไรอีก
แต่อย่างไรเขาก็ยังอายุน้อย ไม่อาจใช้ความสุขุมจัดการกับเรื่องราวเท่าใด ทั้งคิดวิธีที่ดีกว่านี้ไม่ออกแล้ว
เขาเดินเข้าไปอย่างมีโทสะ ถีบคนลี้ภัยพวกนั้นอย่างแรง กล่าวเสียงดัง “เช่นนั้นก็ดี! พวกเราจะส่งพวกเจ้าให้สกุลหลี่ พี่ชายสกุลชวีทั้งสองยังสามารถรับเงินจากสกุลหลี่ได้ ข้ากลับอยากเห็นว่า พวกเจ้าตกอยู่ในมือสกุลหลี่แล้วจะมีอะไรดี?” เขาพูดจบ ก็เอ่ยกับพี่น้องสกุลชวี “พี่ชายทั้งสอง พวกเจ้าคงจะสามารถรับเงินจากสกุลหลี่ได้อีกกระมัง?”
เหตุผลที่สกุลหลี่ไม่ให้กระทั่งเงินมัดจำ เป็นเพราะว่าสกุลหลี่เห็นข้ารับใช้ผู้มีอิทธิพลคนอื่นดีกว่า ไม่ได้เชื่อใจพวกเขาขนาดนั้น หากพวกเขาสามารถหาตัวคนลี้ภัยสองคนนี้ก่อนข้ารับใช้ผู้มีอิทธิพลคนอื่นได้ ชื่อเสียงพวกเขาในแวดวงข้ารับใช้ผู้มีอิทธิพลย่อมก้าวขึ้นไปอีกขั้น ไม่แน่ว่ายังสามารถผูกสัมพันธ์กับสกุลหลี่ได้เพราะเหตุนี้ ทั้งสามารถทำการค้ากับสกุลหลี่ได้
แต่ว่า ทั้งสองล้วนรู้สึกว่าความซื่อสัตย์เป็นสิ่งที่สำคัญกว่า ฟังจบก็อดหันไปมองอวี้ถังที่หลบอยู่หลังกำแพงดอกไม้แวบหนึ่งไม่ได้
คนที่สั่งการพวกเขาสองพี่น้อง เป็นคุณหนูสกุลอวี้คนนี้ต่างหาก
อวี้ถังได้ฟังคำพูดของเว่ยเสี่ยวชวนกลับใจสั่นคลอน
ชาติที่แล้ว เพื่อจะหลุดพ้นจากสกุลหลี่ นางเคยสืบเสาะทำความเข้าใจสกุลหลี่อย่างละเอียด ภายหลังออกจากสกุลหลี่ได้ ก็ใช้ประโยชน์จากความสัมพันธ์สลับซับซ้อนของญาติพี่น้องสกุลหลี่
แม้บ้านของหลี่ตวนจะเป็นสายภรรยาเอกของสกุลหลี่ กลับไม่ใช่บ้านสายตรงแต่อย่างใด บ้านของพวกเขาเริ่มโดดเด่นขึ้นมาจากปู่ของหลี่ตวน อาจจะเป็นเพราะถูกสกุลเผยกดไว้อย่างหนัก ปู่ของหลี่ตวนจึงพยายามคิดเอาอย่างท่านผู้เฒ่าสกุลเผย ไม่เพียงกลายเป็นสกุลต้นๆของเมืองหลินอัน แต่ยังคิดกลายเป็นบ้านสายตรงของสกุลหลี่
ชาติที่แล้ว เพราะบ้านของหลี่ตวนประสบความสำเร็จในการค้าที่ฝูเจี้ยน ทำให้บ้านของหลี่ตวนกลายเป็นครอบครัวที่มีเงินและอำนาจที่สุดของสกุลหลี่ รอจนปู่สิบสองของบ้านสายตรงสกุลหลี่ล่วงลับ หลี่อี้ซึ่งเป็นบิดาของหลี่ตวน ก็กดขี่หลี่เหอ ลูกชายของปู่สิบสองสกุลหลี่ กลายเป็นบ้านสายตรงของสกุลหลี่
ปีนั้นอวี้ถังก็อาศัยหลี่เหอที่ไม่พอใจต่อหลี่อี้จึงออกจากสกุลหลี่มาได้
ครั้งนี้ พวกเขาก็สามารถใช้ประโยชน์จากเครือญาติพวกนี้ของสกุลหลี่ได้เหมือนกันใช่หรือไม่?
อวี้ถังเรียกเว่ยเสี่ยวชวนและพี่น้องสกุลชวีมาพูดคุย “ท่านข้าหลวงทังไม่ใช่คนที่ชอบยุ่งเรื่องคนอื่นเท่าใด แม้ว่าพวกเราจะส่งพวกเขาสองคนไปที่ศาลาว่าการ สกุลหลี่ออกหน้าทักทายกับทางข้าหลวงทัง เรื่องทั้งหมดก็คงถูกผลักมาที่สองคนนี้ สกุลหลี่ย่อมไร้รอยขีดข่วน
ข้าว่า ความคิดของเสี่ยวชวนไม่เลวเลย พวกเราก็ส่งพวกเขาให้สกุลหลี่ แต่ว่า ไม่ใช่บ้านของหลี่อี้ แต่เป็นบ้านของหลี่เหอ เพียงแต่พี่ชายทั้งสองต้องเสียเปรียบเล็กน้อย เกรงว่าจะไม่ได้เงินรางวัลจากหลี่ตวน แต่ข้าจะพยายามชดเชยค่าเสียหายให้ทั้งสองคนเท่าที่ข้าสามารถทำได้แล้วกัน”
เสี่ยวชวนไม่รู้เรื่องของสกุลหลี่ แต่พี่น้องสกุลชวีที่ทำงานเป็นข้ารับใช้ผู้มีอิทธิพลย่อมกระจ่างชัด
บ้านสายตรงของสกุลหลี่ ไม่พอใจบ้านของหลี่อี้มานานแล้ว แต่เพราะหลายปีมานี้บ้านสายตรงมีเพียงซิ่วไฉออกมาคนเดียว หลายเรื่องยังคงต้องพึ่งพาทางบ้านของหลี่อี้จึงได้อดทนอยู่เรื่อยมา
พี่น้องสกุลชวีได้ยินอวี้ถังพูดเช่นนี้ แววตาที่มองอวี้ถังก็เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม
พวกเขาเป็นคนที่มักอาศัยการพินิจคำพูดและสังเกตสีหน้าคนอื่น พิจารณาประเมินสถานการณ์ต่างๆ คุณหนูคนนี้ของสกุลอวี้ไม่เพียงขอให้พวกเขาช่วยจับคน แต่ยังกล้าถอนเขี้ยวจากปากเสือ หาเรื่องให้สกุลหลี่ ไม่พูดถึงอย่างอื่น แต่อาศัยแค่ความกล้านี้ ภายหลังย่อมไม่อาจเป็นเพียงคนธรรมดาแน่
พวกเขาชอบคบค้าสมาคมกับคนเช่นนี้เป็นที่สุด…มีความกล้า ย่อมไม่มีชีวิตที่น่าเบื่อ ไม่มีชีวิตที่ธรรมดาผาสุก ก็จะดิ้นรน ดิ้นรนแล้วก็จะต้องการคนอย่างพวกเขาช่วยทำเรื่องที่ไม่ถูกทำนองคลองธรรมเท่าใด
คุณหนูอวี้คนนี้อายุยังน้อย พวกเขาเคยได้ยินมาก่อนเช่นกันว่า สกุลอวี้ต้องการหาลูกเขยแต่งเข้าสกุลให้นาง ภายหลังสามารถเป็นผู้ดูแลสกุลได้ ความสัมพันธ์ที่ค่อยๆสั่งสมไปทีละนิด จึงจะนับได้ว่าเป็นความสัมพันธ์ที่ยาวไกลที่สุด
สองพี่น้องแลกเปลี่ยนสายตากัน ตัดสินใจฝากตัวให้กับฝั่งอวี้ถังทันที
“บ่าวคนเดียวไม่รับใช้สองนาย หญิงสาวไม่แต่งสามีสองคน” เหล่าต้า ‘พี่ใหญ่’ ของสกุลชวีเอ่ยขึ้น “ในเมื่อพวกเราทำการค้าขายกับคุณหนูอวี้แล้ว ก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงทิศทาง ค่าชดเชยไม่จำเป็นหรอก คุณหนูอวี้แค่พูดว่าต้องทำอย่างไรก็เพียงพอแล้ว!”
อวี้ถังคาดไม่ถึงว่าพี่น้องสกุลชวีจะพูดง่ายกว่าชาติที่แล้วเป็นอย่างมาก
หรือเป็นเพราะยามนี้พวกเขายังไม่มีชื่อเสียงเหมือนชาติก่อน ไม่ค่อยได้รับงานเท่าใด?
นางไม่ได้คิดมาก ทั้งไม่ได้ใจกว้างแสร้งมีเงิน คุกเข่าลงขอบคุณพี่น้องสกุลชวี “บุญคุณของทั้งสอง ข้าทำได้เพียงคืนให้ภายหลังเท่านั้น”
พี่น้องสกุลชวีหมุนกาย หลบการคารวะจากอวี้ถัง
เหล่าเอ้อร์ ‘เจ้ารอง’ ของสกุลชวีเห็นเบื้องหน้าเป็นคุณหนูที่อยู่ติดห้องหับผู้หนึ่ง อีกคนก็เป็นเพียงเด็กเท่านั้น จึงใจอ่อนไปอย่างไม่รู้ตัว กล่าวเตือนอวี้ถัง “คุณหนูอวี้ยังคงต้องระวัง ยามนี้ไม่แน่ว่าหลี่เหอจะยอมล่วงเกินหลี่ตวนเพื่อผลประโยชน์เล็กๆพวกนี้”
ไม่มีผลประโยชน์ที่เพียงพอ สกุลหลี่จะทำใจละทิ้งหลี่ตวนที่กำลังจะประสบความสำเร็จ ทั้งใกล้จะเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ได้แล้วอย่างไร
อวี้ถังขอบคุณพี่น้องสกุลชวีอีกครั้ง พูดอ้อมค้อม “ข้าจะให้ผู้ใหญ่ของสกุลพวกเราเป็นคนออกหน้า”
เดิมทีสกุลอวี้ก็ไม่ได้มีอำนาจมากกว่าสกุลหลี่ แม้ว่าผู้ใหญ่จะออกหน้าแล้วอย่างไร?
ผู้ทำหน้าที่เป็นมันสมองของสองพี่น้อง เหล่าเอ้อร์สกุลชวีคิดว่าอวี้ถังยังคงไร้เดียงสาไปอยู่บ้าง แต่ว่ากลิ่นหอมของดอกเหมยเกิดจากความเหน็บหนาว หากไม่ได้รับความลำบาก คุณหนูอวี้ผู้นี้ก็คงไม่รู้ว่าหนทางบนใต้หล้าแห่งนี้ยากเย็นแสนเข็ญเพียงใด ให้นางได้เผชิญอุปสรรคเสียหน่อยก็ไม่แย่อะไร
พี่น้องสกุลชวีไม่พูดอะไรอีกแล้ว ทำตามคำสั่งของอวี้ถัง พาคนลี้ภัยทั้งสองจากไป ทั้งให้ซ่อนตัวไว้สองวันค่อยมอบให้หลี่เหอ
เว่ยเสี่ยวชวนไม่เข้าใจ แต่เขาก็เชื่อมั่นอวี้ถังเป็นอย่างยิ่ง
หากไม่ใช่อวี้ถัง เดิมทีเขาก็คงไม่รู้ว่าการตายของพี่รองมีเงื่อนงำ ทั้งคงไม่อาจจับมือสังหารได้ด้วยเช่นกัน
ดังนั้นเขารอจนพี่น้องสกุลชวีจากไปจึงค่อยเอ่ยถามอวี้ถัง “พี่สาว พวกเราต้องให้ลุงอวี้เป็นคนออกหน้าจริงๆรึ?”
เขาเป็นเพียงถงเซิง ทั้งยังเรียนหนังสือที่สำนักศึกษาประจำอำเภอ เรื่องระหว่างสกุลบัณฑิตนั้นเขารู้ดีกว่าใคร
ซิ่วไฉพบจวี่เหรินต้องสละที่นั่งให้ก่อน ไม่ว่าเจ้าจะอายุมากกว่าเท่าใด อาวุโสแค่ไหน
เช่นเดียวกัน หากจวี่เหรินพบจิ้นซื่อก็ต้องก้มหัว
อวี้เหวินเป็นเพียงซิ่วไฉคนหนึ่ง
สกุลหลี่นอกจากจวี่เหรินแล้วยังมีจิ้นซื่ออีก
อวี้ถังเผยยิ้มออกมา ดวงตาล้วนเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยว พูดไม่ถูกว่าเป็นความงดงามอ่อนโยนอย่างไร แต่คำที่พูดออกมากลับไม่เข้ากันสักนิด
“แน่นอน เรื่องดำเนินมาถึงขั้นนี้แล้ว ไม่ใช่เรื่องของพวกเราเพียงแค่สกุลสองสกุล ขุนนางลำเอียงปกป้องกัน ทางการก็ย่อมทำงานอย่างขายผ้าเอาหน้ารอด พวกเราต้องหาคนที่สามารถเป็นผู้ตัดสินแทนพวกเราได้มาฟ้องร้องคดีความเรื่องนี้”
เว่ยเสี่ยวชวนยิ่งงุนงงกว่าเดิม
เขาเกาศีรษะ
อวี้ถังยิ้มอย่างอ่อนโยนขึ้นไปอีก “เมืองหลินอันของพวกเราสามารถอยู่อย่างสงบสุขทุกวันนี้ได้ ไม่ใช่อาศัยท่านข้าหลวงที่รับตำแหน่งมาสามปี แต่พึ่งพาสกุลเผยที่ตรอกเสี่ยวเหมยต่างหาก”
“ใช่แล้ว!” เว่ยเสี่ยวชวนดีใจจนแทบจะกระโดดโลดเต้นขึ้นมา “ไฉนข้าจึงนึกไม่ถึงกัน! ท่านข้าหลวงทังเข้าข้างสกุลหลี่ พวกเราควรไปเชิญสกุลเผยช่วยเป็นคนกลางให้ก็เพียงพอแล้ว สกุลเผยเป็นสกุลที่สั่งสมความดี กระทำเรื่องเที่ยงธรรมเป็นที่สุดแล้ว ท่านข้าหลวงไม่สนใจ สกุลเผยย่อมสนใจ พวกเขาไม่อาจนั่งดูสกุลหลี่ฆ่าคนบริสุทธิ์เช่นนี้ได้หรอก”
อวี้ถังพยักหน้า “เจ้าคงรู้ว่าเหตุใดข้าจึงให้พี่น้องสกุลชวีซ่อนตัวคนลี้ภัยพวกนั้นไว้ก่อนสองวันแล้วกระมัง? รอผู้ใหญ่ของสกุลพวกเราพูดคุยกันดีแล้ว ค่อยเอาหลักฐานออกมา ป้องกันพอถึงเวลานั้นก่อนคนลี้ภัยทั้งสองจะถูกหลี่ตวนฆ่าปิดปาก”
เว่ยเสี่ยวชวนพยักหน้า คล้อยหลังกลับคล้ายผักกวางตุ้งที่ผ่านน้ำ จู่ๆก็ห่อเหี่ยว
อวี้ถังคิดว่าเขาคงนึกถึงเว่ยเสี่ยวซานขึ้นมา อดลอบถอนหายใจไม่ได้
ไม่ว่าอย่างไร เว่ยเสี่ยวซานก็ตายเพราะเกี่ยวข้องกับนาง
นางจะไม่รู้สึกเจ็บปวดได้อย่างไร!
อวี้ถังลูบศีรษะเว่ยเสี่ยวชวนเบาๆ เอ่ยอย่างอ่อนโยน “วันนี้เจ้าหยุดไม่ใช่รึ? ไปดื่มชาที่เรือนข้าเถิด! ยามนี้พวกเราสองสกุลเป็นญาติกันแล้ว เจ้ายังสามารถไปเล่นกับพี่ชายข้าได้ เขาเป็นคนดีทีเดียว เมื่อลูกพี่ลูกน้องเจ้าแต่งเข้ามา พี่ชายข้าย่อมจะปฏิบัติตัวดีกับนาง”
เว่ยเสี่ยวชวนกลับส่ายศีรษะ เอ่ยเสียงเบา “ข้าไม่อยากไปเที่ยว ข้าต้องกลับไปทบทวนตำรา”
อวี้ถังไม่อาจรั้งเขา “เช่นนั้นก็ไปนั่งที่เรือนข้า เดี๋ยวข้าจะให้อาเสาจ้างเกี้ยว ไปส่งเจ้ากลับเรือน”
เว่ยเสี่ยวชวนขานรับเสียงเบา ไปพบอวี้เหวินและคนสกุลเฉินพร้อมอวี้ถัง เพียงเอ่ยว่าเว่ยเสี่ยวชวนบังเอิญผ่านมา นางจึงเชิญเขากลับมานั่งเล่น
เดิมทีคนสกุลเฉินก็เอ็นดูเว่ยเสี่ยวชวนที่หน้าตาสะอ้านสะอาด ยิ่งไปกว่านั้นยามนี้ทั้งสองสกุลจะเกี่ยวดองกันแล้ว เห็นเว่ยเสี่ยวชวนก็ยิ่งชื่นชอบ รีบเรียกให้ป้าเฉินไปซื้อขนมผลไม้ให้เว่ยเสี่ยวชวนกลับไปที่สกุลเว่ย
“ให้แม่ พี่สะใภ้และลูกพี่ลูกน้องของเจ้าชิมเสีย” ยังกำชับเขา “หากต้องการซักเสื้อผ้า ก็ให้คนส่งจดหมายมา ข้าจะให้ป้าเฉินไปเอามาช่วยซักให้เจ้า ยามวันหยุด หากอากาศไม่ดีก็มาพักที่นี่ได้ มีบทเรียนอะไรไม่เข้าใจ ก็มาถามลุงอวี้เจ้า”
พูดจบ ก็รู้สึกว่าเขายังเด็กเกินไป คงยังเหนียมอาย นางพูดมากกว่านี้ เด็กคนนี้ก็เพียงเห็นเป็นคำพูดตามมารยาทเท่านั้น “ไอหยา ดูข้าสิ พูดเรื่องพวกนี้กับเจ้าทำไม เดี๋ยวข้าจะให้อาหย่วน พี่เจ้าไปส่งกลับเรือน ฝากบอกกล่าวกับแม่เจ้าแทน”
เว่ยเสี่ยวชวนรีบหยัดกายขึ้นขอบคุณ
คนสกุลเฉินให้อาเสาเรียกอาหย่วนที่ยุ่งอยู่ที่ถนนฉางซิ่งกลับมา รอจนเกี้ยวมาก็ให้เขาไปส่งเว่ยเสี่ยวชวนกลับสกุลเว่ยด้วยตัวเอง
ด้านอวี้ถังดึงบิดาไปที่ห้องหนังสือ นำเรื่องที่ตรวจสอบเรื่องของสกุลหลี่กับเว่ยเสี่ยวชวนเล่าให้อวี้เหวินฟังอย่างละเอียดถี่ถ้วน
อวี้เหวินตกใจจนหน้าซีดขาวไปหมด ยามที่อวี้ถังบรรยายก็อยากขัดบทสนทนาของอวี้ถังอยู่หลายครั้ง แต่กลัวว่าภายใต้ความใจร้อนของตัวเองจะพูดอะไรออกไปทำร้ายจิตใจลูกสาวจึงข่มกลั้นเอาไว้ รอคอยอวี้ถังเล่าเรื่องทั้งหมดออกมาอย่างชัดเจนแล้ว ชั่วขณะนั้นก็ระเบิดอารมณ์
“เจ้ายังเห็นพ่อเจ้าอยู่ในสายตาหรือไม่!? เกิดเรื่องใหญ่ขนาดนี้ คาดไม่ถึงว่าเจ้าจะไม่บอกใคร พาเสี่ยวชวนเด็กที่ยังไม่โตดีทำเรื่องเสี่ยงอันตรายเช่นนี้ออกมา ดูท่าปกติข้าจะตามใจเจ้าเกินไป นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เจ้าต้องอยู่ในบ้านอย่างสงบเสงี่ยมดีๆให้ข้า หากยังคัดอักษรไม่จบห้าหมื่นครั้ง ก็ไม่อนุญาตให้ไปไหนทั้งนั้น!”
อวี้ถังรู้ว่าตัวเองทำไม่ถูกจึงเชื่อฟังคำสั่งสอนแต่โดยดี
คนในสกุลไม่รู้ว่านางกลับมาเกิดใหม่ ทั้งไม่รู้ว่านางดิ้นรนด้วยตัวคนเดียวอยู่ในสกุลหลี่มาเจ็ดแปดปี สิ่งลำบากที่ได้รับ เรื่องเสียเปรียบที่เคยเผชิญก็หนักหนากว่าคนทั่วไปไม่รู้ตั้งเท่าใด การกระทำในชาตินี้ของนางล้วนมาจากความทุกข์ทรมานในชาติก่อน ถึงกระทั่งใช้ชีวิตแลกกลับมา หากทำร้ายถึงคนในสกุล นางก็ไม่กล้าทำหรอก
บิดาได้ฟังเรื่องเช่นนี้ ย่อมต้องกังวลใจ
นางก้มหน้ารับผิด “ท่านพ่อ ต่อไปข้าจะไม่ทำเช่นนี้อีก ข้าจะอยู่ในเรือนคัดอักษรดีๆ”
[1] ถอนเขี้ยวจากปากเสือ หมายถึง ทำเรื่องเสี่ยงอันตราย
ตอนที่ 60: ขอความช่วยเหลือ
อวี้เหวินเห็นอวี้ถังสำนึกผิด มีท่าทีเปลี่ยนไปในทางที่ดี ท้ายที่สุดในใจก็รู้สึกดีขึ้นมาบ้าง แต่ความใจกล้าของบุตรสาว แค่เขาคิดก็ยังคงรู้สึกอกสั่นขวัญแขวนไม่หาย
เขาอดตำหนิอวี้ถังไปอีกทีไม่ได้ เวลานี้จึงถามถึงเบาะแสของคนลี้ภัยสองคนนั้น
อวี้ถังกล่าวว่าอยู่กับพี่น้องสกุลชวี
อวี้เหวินฉวยโอกาสในเวลากลางคืนไปเรือนของพี่น้องสกุลชวี เมื่อรู้ว่าคำพูดของลูกสาวเป็นความจริงทุกประการ วันรุ่งขึ้นก็เดินทางไปยังสกุลเผย
เผยเยี่ยนคิดว่าอวี้เหวินมาเพื่อขอโทษ จึงไม่อยากพบ แต่อวี้เหวินกล่าวว่ามีเรื่องสำคัญเร่งด่วนอยากขอให้เขาทำหน้าที่เป็นคนกลาง เขาเดาว่าอวี้เหวินอาจมาเพราะเรื่องขัดแย้งกับสกุลหลี่ นึกถึงครั้งแรกที่อวี้ถังและหลี่จวิ้นพูดจาตีสนิทกันที่วัดเจาหมิง เขาก็ยิ่งไม่อยากสอดมือยุ่ง กระทั่งในใจเกิดความดูแคลนขึ้นมาอย่างเลือนราง ตำหนิหูซิ่งที่เข้ามารายงาน
“เหตุใดพวกเจ้าจึงไม่ตระหนักว่าข้ายังอยู่ในช่วงไว้ทุกข์ หากไม่ดึงข้าออกไปวิ่งวุ่น ก็พาเรื่องยิบย่อยไม่สลักสำคัญมารบกวนข้า พวกเจ้าจะให้ข้าคัดลอกคัมภีร์ สวดมนต์ภาวนาให้ท่านพ่ออย่างเงียบๆไม่ได้เลยหรือไร?”
หูซิ่งรู้สึกว่าตัวเองคาดเดาความต้องการของเผยเยี่ยนผิดอีกครั้งแล้ว
ชั่วขณะนั้นเขาก็เหงื่อผุดพรายเต็มหน้าผาก ละล่ำละลักเอ่ย “ข้าน้อยผิดเองขอรับ ข้าเห็นว่านายท่านอวี้ผู้นั้นมีท่าทีรีบร้อน…”
เผยเยี่ยนถลึงตาใส่เขา
หูซิ่งเอ่ยทันที “ข้าจะให้เขาไปเดี๋ยวนี้ขอรับ”
เผยเยี่ยนไม่ได้ขัดอะไร ก้มหน้าคัดลอกคัมภีร์ของเขาต่อไป
หูซิ่งไม่กล้ารั้งตัวนาน หมุนกายออกไปหาอวี้เหวิน
อวี้เหวินผิดหวังไม่น้อย รู้สึกได้อย่างเลือนรางว่าเผยเยี่ยนไม่อยากพบเขาเท่าไร แต่เหตุใดเผยเยี่ยนจึงให้หมอหลวงหยางมารักษาอาการป่วยของนายหญิงเขากัน?
เขาคิดอย่างไรก็ไม่เข้าใจ จึงไปหาเถ้าแก่ใหญ่ถงอย่างรู้แล้วรู้รอดไป
เถ้าแก่ใหญ่ถงก็ไม่รู้ว่าภายในมีสิ่งผิดปกติอันใด ทำได้เพียงปลอบใจอวี้เหวิน “ทุกคนล้วนรู้ว่านายท่านสามคือลูกหลงของท่านผู้เฒ่า ยามที่ท่านผู้เฒ่ามีชีวิตอยู่ อมไว้ในปากก็กลัวละลาย ประคองไว้ในมือก็กลัวบาดเจ็บ ความสัมพันธ์ของสองพ่อลูกไม่รู้ว่าดีถึงขนาดไหน!
ยามที่ท่านผู้เฒ่าจากไป ท่าทีของนายท่านสาม เฮ้อ เจ้าคงไม่เห็นกระมัง นั่นแทบไม่ต่างอะไรกับท้องฟ้าพังถล่มลงมา นายท่านรองก็เป็นคนกตัญญู กลัวว่าท่านแม่เฒ่าจะเสียใจ ยังฝืนรวบรวมสติมาจัดการงานศพของท่านผู้เฒ่าได้ แต่นายท่านสามกลับคล้ายวิญญาณหลุดลอยออกไปก็มิปาน คิดจะพูดอย่างไรก็พูดอย่างนั้น
หากใครกล้าโต้แย้งเขาในเรื่องของท่านผู้เฒ่าออกมาคำเดียว เขาก็สามารถตอกกลับด้วยใบหน้าที่หลากหลายอารมณ์ได้ทันที ไว้ทุกข์เพื่อท่านผู้เฒ่า นั่นย่อมเป็นความตั้งใจจริงไม่ใช่แสร้ง ท่านแม่เฒ่ารักและเอ็นดูลูกหลาน กลัวว่าร่างกายพวกลูกหลานจะรับไม่ไหว
ลอบกำชับให้นายท่านนายหญิงและพวกคุณชายคุณหนูนั้นกินมังสวิรัติ แต่น้ำแกงต้องเป็นน้ำแกงใส ไข่ไก่ผลไม้ไม่อาจขาด มีเพียงนายท่านสามที่ไม่แตะต้องอาหารที่มีเนื้อติดแม้แต่น้อย อย่าพูดถึงท่านแม่เฒ่าเลย แม้แต่นายท่านรองก็ไม่อาจเกลี้ยกล่อมได้ เวลานี้เจ้าไปหาเขา หากไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไร เขาย่อมไม่อาจพบหรอก”
“อีกอย่าง หากเจ้าแค่อยากขอบคุณ ทำตามที่ข้าบอกเถิด ไม่จำเป็นต้องขอบคุณหรอก นายท่านสามไม่ใช่คนที่หลงใหลในชื่อเสียงจอมปลอม เขาได้รับความไว้วางใจจากท่านผู้เฒ่าให้เป็นผู้นำของสกุลเผย สร้างความผาสุกให้กับบ้านเกิดเมืองนอน เรื่องที่สามารถทำได้ เขาย่อมไม่ผลักความรับผิดชอบ เพียงแค่นิสัยเย็นชาไปบ้างเท่านั้น เริ่มแรกพวกเจ้าอาจจะไม่คุ้นชินสักหน่อย”
นายท่านสกุลเผยเป็นคนที่มีน้ำใจคนหนึ่ง
เช้าตรู่ออกจากเรือนไปเดินเล่น หากพบคนขายผักก็มักจะไถ่ถามว่าหลายวันนี้เก็บเกี่ยวเป็นอย่างไรบ้าง ปฏิบัติตัวสุภาพอ่อนโยนกับผู้อื่น ชาวบ้านในเมืองหลินอันต่างก็ให้ความเคารพเขาเป็นอย่างมาก
อวี้เหวินคิดว่าในเมื่อเผยเยี่ยนมีนิสัยเช่นนี้ เรื่องนี้อย่างไรก็ไม่ควรปกปิดไว้ ต้องพูดออกไป
เขาครุ่นคิดเล็กน้อย เรียบเรียงคำพูด ก่อนจะเล่าเรื่องที่สกุลหลี่สั่งให้คนไปสังหารเว่ยเสี่ยวซานให้เถ้าแก่ถงฟัง สุดท้ายยังเอ่ยว่า “หากไม่ใช่เรื่องที่เกี่ยวพันกับผู้คนหลายสกุล ข้าก็คงไม่อาจรบกวนขอพบนายท่านสามครั้งแล้วครั้งเล่าเช่นกัน เรื่องนี้ อย่างไรขอพี่ชายช่วยเหลือด้วย ดูว่าพอจะสามารถให้พ่อบ้านในจวนผ่อนปรนให้ข้าพบนายท่านสามได้หรือไม่”
เถ้าแก่ใหญ่ถงฟังจบก็ตกใจไม่น้อย
งานแต่งครั้งนี้อย่างไรเขาก็ช่วยเป็นพ่อสื่อ
เขาหน้าถอดสี รีบเอ่ย “เจ้ากล่าวว่าสกุลหลี่สั่งคนไปสังหารเว่ยเสี่ยวซานมีหลักฐานหรือไม่? สกุลพวกเจ้าค้นพบเรื่องนี้ได้อย่างไร? สกุลเว่ยทราบเรื่องนี้หรือไม่? เมื่อครู่เจ้าเพิ่งพูดว่า เรื่องเกี่ยวพันกับหลายสกุล พอถึงเวลานั้นจะพูดว่าเป็นการเข้าใจผิดไม่ได้เชียว”
อวี้เหวินไม่อยากดึงอวี้ถังเข้ามาพัวพัน เพียงกล่าวว่าตัวเองเป็นคนค้นพบ ทั้งเรื่องพวกนั้นที่อวี้ถังทำก็เล่าใหม่เป็นตัวเองทำ
เถ้าแก่ใหญ่ถงพูดไม่ออกอยู่พักใหญ่
เขาคาดไม่ถึงเป็นอย่างมากว่า ความปรารถนาดีของตัวเองกลับกลายเป็นทำร้ายชีวิตของเว่ยเสี่ยวซาน
เถ้าแก่ใหญ่ถงทั้งรู้สึกผิดและละอายใจ
อวี้เหวินคิดว่าเถ้าแก่ใหญ่ถงกำลังกังวลว่าจะทำให้เผยเยี่ยนเสียเปรียบโดยใช่เหตุ “สกุลเผยมีพระคุณกับข้า ไหนเลยข้าจะทำลายชื่อเสียงของนายท่านสามได้ เรื่องนี้ไม่เพียงมีหลักฐาน แต่กระทั่งคนก็จับได้แล้ว แค่ไม่กล้าส่งให้ศาลาว่าการ กลัวว่าจะดึงเรื่องงานแต่งของลูกสาวมาข้องเกี่ยว จึงอยากขอให้นายท่านสามเป็นคนกลาง ตัดสินอย่างเป็นธรรม”
เถ้าแก่ใหญ่ถงช่วยเป็นพ่อสื่อให้สกุลอวี้และสกุลเว่ย ทั้งยังมีความสัมพันธ์ที่ดีกับสกุลเว่ย
เรื่องราวมาถึงขั้นนี้แล้ว ก็ไม่มีทางเลือกให้เขาไม่เชื่อ
เขาเสียใจเป็นอย่างยิ่ง “ข้าจะเข้าจวนไปขอพบนายท่านสามเดี๋ยวนี้ หากเขาไม่รับปาก ข้าก็จะคุกเข่าอยู่ตรงนั้นไม่ลุก!”
เขาเป็นคนเก่าแก่ของสกุลเผย เผยเยี่ยนนิสัยเป็นอย่างไร เขาย่อมกระจ่างใจดี เขาทำขนาดนี้ ย่อมสามารถทำให้เผยเยี่ยนช่วยเหลือได้ แต่เขาทำเช่นนี้ นับว่าบีบให้เผยเยี่ยนช่วยออกหน้าแทนสกุลอวี้เช่นกัน แน่นอนว่าจะกระทบตำแหน่งเขาที่อยู่ในใจของเผยเยี่ยน หรือถึงขั้นกระทบกับตำแหน่งของสกุลถงที่อยู่ในใจของเผยเยี่ยน แต่เขาก็จำเป็นต้องทำเช่นนี้จริงๆ
มิเช่นนั้น เขาจะขอการอภัยจากสกุลเว่ยได้อย่างไร
อวี้เหวินอยู่อย่างอิสระจนชินแล้ว ย่อมไม่รู้ถึงความซับซ้อนในใจคน เพียงคิดว่าตัวเองไม่ได้มาหาคนผิด กล่าวขอบคุณเถ้าใหญ่ถงไม่หยุดหย่อน
เถ้าแก่ใหญ่ถงจิตใจสับสนวุ่นวาย ไม่มีอารมณ์จะเกรงใจอวี้เหวิน เขาโบกมือ เอ่ยว่า “เจ้ารอข่าวจากข้าก็เพียงพอแล้ว” ก่อนจะหมุนกายไปจวนสกุลเผย
เผยเยี่ยนยังคงให้ความสำคัญกับเถ้าแก่ใหญ่ถงไม่น้อย ได้ยินว่าเขาขอพบก็ให้คนนำเขาไปที่ห้องหนังสือของตนทันที
รอจนเถ้าแก่ใหญ่ถงพูดจุดประสงค์ที่มาอย่างกระจ่างชัด สีหน้าของเผยเยี่ยนก็เยือกเย็นอยู่บ้าง
เถ้าแก่ใหญ่ถงเพียงคิดว่าเผยเยี่ยนไม่พอใจที่เขาสอดมือยุ่งเรื่องนี้ รีบกล่าวขอร้องกับเผยเยี่ยน “งานแต่งครั้งนี้ข้าเป็นพ่อสื่อ ในใจข้ารับไม่ได้เหลือทน หากนายท่านสามมีเวลาว่าง อย่างไรก็ขอให้มาร่วมด้วยเสียหน่อย ข้าขอขอบคุณท่านตรงนี้ล่วงหน้า!” พูดจบ ก็จะคุกเข่าลงจะคำนับให้กับเผยเยี่ยน
เผยเยี่ยนรู้สึกว่าเรื่องนี้เหนือความคาดหมายอยู่มาก เขาคาดไม่ถึงว่าเรื่องงานแต่งของอวี้ถังจะมีเถ้าแก่ใหญ่ถงข้องเกี่ยวด้วย
เขาพยุงเถ้าแก่ใหญ่ถงขึ้น เอ่ยอย่างแปลกใจ “เรื่องนี้คุณหนูอวี้ทราบหรือไม่?”
เถ้าแก่ใหญ่ถงยังไม่รู้ว่าอวี้ถังทราบหรือไม่ เขาเอ่ยอย่างไม่มั่นใจ “คง…รู้กระมัง? เกิดเรื่องใหญ่ขนาดนี้ ความต้องการของสกุลอวี้คืออยากออกหน้าให้สกุลเว่ย ดังนั้นคุณหนูอวี้ย่อมต้องรู้…แต่ว่า อาจไม่รู้ก็ได้ นายท่านอวี้มีลูกสาวเพียงคนเดียว
คนที่พบปะดูตัวถูกคนที่เคยขอหมั้นทำร้าย ไม่ว่าใครรู้ในใจย่อมยากจะทนรับ ยิ่งไปกว่านั้นคุณหนูอวี้อายุยังน้อย ยังต้องออกเรือน หากมีรอยด่างพร้อยในใจก็คงไม่ดี…”
เผยเยี่ยนลูบคาง “เด็กสกุลเว่ยคนนั้นพบปะดูตัวกับคุณหนูอวี้เมื่อใด?”
เถ้าแก่ใหญ่ถงเอ่ย “ฤดูร้อน หลังจากเคลื่อนศพท่านผู้เฒ่าไม่นานเท่าใด วันอะไร ข้าก็จำได้ไม่ชัดเจนแล้ว”
เผยเยี่ยนครุ่นคิด นั่นไม่ใช่ก่อนที่เขาจะช่วยคุณหนูอวี้หรอกรึ
เห็นสถานการณ์ในยามนั้น คุณหนูอวี้และหลี่จวิ้น ลูกคนรองของสกุลหลี่ผู้นั้นยังเกรงอกเกรงใจกันอยู่ ไม่ทีท่าทีเหมือนจะแตกหักกันแต่อย่างใด
เขาเอ่ยว่า “เช่นนั้นเจ้าไปถามให้ชัดเจน ตกลงคุณหนูสกุลอวี้รู้เรื่องนี้หรือไม่ แล้วพวกเราค่อยว่ากัน”
เถ้าแก่ใหญ่ถงชะงักไป
เรื่องนี้ไม่ใช่ควรทำให้กระจ่างว่าสกุลหลี่ได้สั่งให้คนฆ่าเว่ยเสี่ยวซานที่กำลังดูตัวกับคุณหนูอวี้เหมือนดั่งที่สกุลอวี้บอกหรือไม่หรอกรึ? ไฉนสิ่งที่นายท่านสามกังวลที่สุดกลับเป็นเรื่องที่คุณหนูอวี้ทราบเรื่องนี้หรือไม่ล่ะ?
นายท่านสามคิดอย่างไรกัน?
นี่ไม่ใช่ว่าให้ความสนใจผิดที่หรอกรึ?
เถ้าแก่ใหญ่ถงมึนงงอยู่บ้าง แต่เขาเป็นเถ้าแก่โรงจำนำมาทั้งชีวิต นอกจากต้องตาดีตาไวมองของที่มาจำนำให้ชัดเจนแล้ว ยังต้องรู้จักสังเกตสีหน้าและคำพูด มองคนที่นำของมาจำนำให้ออก
เขาสามารถพูดได้ว่าสังเกตอย่างละเอียดรอบคอบมาทั้งชีวิต
ปฏิกิริยานายท่านสามไม่ถูกต้อง!
หัวเขาแล่นอย่างว่องไว ใบหน้ากลับกล่าวอย่างนอบน้อม “เรื่องนี้ข้ายังทำได้ไม่ดี ข้าจะไปถามเดี๋ยวนี้ว่าคุณหนูสกุลอวี้รู้เรื่องนี้หรือไม่”
เผยเยี่ยนผงกศีรษะ
เถ้าแก่ใหญ่ถงรีบไปสกุลอวี้
เผยเยี่ยนคัดลอกคัมภีร์ของเขาต่อ ในใจกลับไม่เหมือนยามปกติที่สามารถรวบรวมสมาธิได้อย่างรวดเร็วอีกแล้ว ในหัวมักปรากฏภาพครั้งแรกที่อวี้ถังเดินพราวเสน่ห์ไปหาหลี่จวิ้นที่วัดเจาหมิง
เขาไม่รู้สึกว่าคุณหนูอวี้เป็นหญิงสาวที่อ่อนโยนราวกับสายน้ำ สุภาพกิริยางาม มิเช่นนั้นนางก็คงไม่วิ่งโร่ไปโรงจำนำ ทำตัวเป็นนักต้มตุ๋น ทั้งดึงสกุลเผยมาข่มขู่คนอื่นหรอก
ยามที่อวี้ถังอยู่วัดเจาหมิงแปดถึงเก้าในสิบส่วนย่อมชอบพอกับหลี่จวิ้น จึงได้หลอกล่อให้หลี่จวิ้นลุ่มหลง
ส่วนหลี่จวิ้น กำลังอยู่ในช่วงเยาว์วัย คาดว่าคงไม่มีสมองเท่าใด ถูกคุณหนูสกุลอวี้ปั่นหัวจนหน้ามืดตามัว ไม่เพียงตกหลุมพรางของคุณหนูอวี้ ยังเอาชื่อเสียงอนาคตไปไว้กับนาง ร้องไห้โวยวายจะแต่งเข้าสกุลอวี้
มองจากจุดนี้ คุณหนูอวี้ก็นับว่าเป็นคนใจกล้าทั้งรู้จักวางแผน ใต้ต้นสนตื่นรู้มีชายหนุ่มมากความสามารถขนาดนั้น นางไม่ได้ถูกใจเสิ่นฟางที่โดดเด่นที่สุด กลับพบรักกับหลี่จวิ้นที่ไม่มีความคิดอะไรในพริบตาเดียว สายตาเช่นนี้ เกรงว่าในหมู่หญิงสาวคงมีเพียงคนเดียว
เผยเยี่ยนตระหนักถึงตรงนี้ ก็หวนนึกภาพที่พบอวี้ถังในสำนักศึกษาประจำอำเภอขึ้นมา
สายตาที่หลี่ตวนมองคุณหนูอวี้กระจ่างพร่างพราวราวกับเปลวไฟ แทบปกปิดไม่มิดแม้แต่น้อย
คุณหนูอวี้ก็คงจะรู้ดี ยังหลบเลี่ยงท่าทีของหลี่ตวนเล็กน้อย
เพียงไม่รู้ว่าจุดประสงค์ของคุณหนูอวี้คือต้องการตกลูกเขยเข้าบ้าน? หรืออยากแต่งออกไปสกุลหลี่กันแน่?
หลี่ตวนเป็นลูกชายคนโต สกุลหลี่แต่งภรรยาให้เขา คงให้ความสำคัญกับสกุลเป็นอันดับแรก แน่นอนว่าคุณหนูอวี้ย่อมหมดหวัง แต่พูดตามตรง หลี่ตวนนั้นมีความสามารถมากกว่าหลี่จวิ้น ยากจะรับประกันว่าหลังจากคุณหนูอวี้เห็นหลี่ตวนแล้วจะรังเกียจที่หลี่จวิ้นไร้ประโยชน์
ใครจะรู้ว่าภายในมีเรื่องราวอะไร?
ไม่แน่ว่าเด็กสกุลเว่ยตายก็อาจเป็นแผนของคุณหนูสกุลอวี้คนนั้น
หากเป็นเช่นนี้ นั่นก็น่าสนุกขึ้นมาบ้างแล้ว
จู่ๆ เผยเยี่ยนก็จิตใจฟุ้งซ่าน กระทั่งคัมภีร์ก็ไม่อยากคัดแล้ว
เขาเรียกเผยหม่านมาถาม “หลี่ตวนหมั้นหมายหรือยัง? เป็นคุณหนูของสกุลใด?”
สกุลหลี่มีความหมายต่อสกุลเผยอย่างไร คนอื่นไม่รู้ แต่เผยหม่านที่เป็นพ่อบ้านใหญ่กลับกระจ่างแจ้งดี
แม้เขาจะไม่อาจพูดได้ว่ารู้เกี่ยวกับสกุลหลี่อย่างทะลุปรุโปร่ง แต่เรื่องธรรมดาก็ล้วนทราบหมด
เผยหม่านตอบทันที “หมั้นหมายแล้วขอรับ เป็นลูกสาวภรรยาเอกบ้านรองของสกุลกู้ในหังโจว น้องสาวของใต้เท้ากู้ฉ่าง”
เขารู้จักกู้ฉ่าง
สอบเป็นซู่จี๋ซื่อก่อนเขาหนึ่งรุ่น ปัจจุบันรับตำแหน่งจี่ซื่อจงในกรมพิธีการ เป็นลูกหลานที่สกุลกู้เห็นว่ามีอนาคตที่สุด
นี่ก็ถูกแล้ว!
ไม่ว่าคุณหนูอวี้จะวางแผนอย่างไร เกรงว่าจะไม่ได้ง่ายสมใจขนาดนั้น
ทางด้านเถ้าแก่ถงใหญ่ถามขึ้นมาว่าอวี้ถังรู้เรื่องที่สกุลหลี่สั่งคนไปฆ่าเว่ยเสี่ยวซานหรือไม่ อวี้เหวินกลับยืนกรานปฏิเสธ เถ้าแก่ใหญ่ถงกลับกล่าวอย่างจริงจังว่า
“เรื่องนี้เจ้าต้องบอกความจริงแก่ข้า ข้าไปพบนายท่านสามมา นายท่านสามไม่ได้ถามอะไรทั้งนั้น ถามเพียงว่าคุณหนูอวี้ทราบเรื่องนี้หรือไม่ จะเห็นได้ว่าเรื่องนี้สำคัญเป็นอย่างมาก เจ้าอย่าได้ปิดบังเรื่องราว ถึงเวลานั้นหากมีสกุลหลี่ร่วมด้วย กล่าวเรื่องไม่เหมือนที่นายท่านสามรู้มา ก็จะเป็นการทำร้ายนายท่านสาม ยกก้อนหินขึ้นมาทับเท้าตัวเอง!”
[1] อมไว้ในปากก็กลัวละลาย ประคองไว้ในมือก็กลัวบาดเจ็บ อุปมาถึง ความรักใคร่ทะนุถนอมของพ่อแม่ที่มีต่อลูก
[2] จี่ซื่อจง เป็นขุนนางที่ช่วยเหลือฮ่องเต้จัดการข้อราชการของขุนนาง รับผิดชอบตรวจสอบการทำงานของหกกรม จดลงทะเบียนจัดเก็บราชโองการและสาสน์ต่างๆ ทั้งยังมีอำนาจในการเข้าร่วมประชุมเรื่องสำคัญในราชสำนัก
จบตอน
Comments
Post a Comment