blossom ep61-70

ตอนที่ 61: เข้าใจ


หากไม่ใช่เพราะไว้ใจเถ้าแก่ใหญ่ถง อวี้เหวินก็คงไม่เล่าเรื่องราวอย่างหมดเปลือกให้เขาฟังยามที่ไปหา ในสายตาของคนทั่วไปเรื่องที่อวี้ถังสืบเกี่ยวกับเว่ยเสี่ยวชวนนั้นนับว่ามีความสามารถไม่น้อย ในใจอวี้เหวินจริงๆ แล้วเขาภาคภูมิใจเป็นอย่างมาก คิดว่าลูกสาวที่เหลือเพียงคนเดียวในสกุล หากไม่สามารถดูแลครอบครัว แม้ว่าจะรับลูกเขยเข้าสกุลมา ก็เพียงคลอดบุตรอบรมลูกสาว ขยายกิ่งก้าน สืบต่อสกุลอวี้เท่านั้น พอพวกเขาสองสามีภรรยาล่วงลับไป อวี้ถังไม่แน่ว่าจะสามารถดูแลลูกเขยและบุตรธิดาได้ ถึงเวลานั้นคนที่ลำบากก็ยังคงเป็นอวี้ถัง


เถ้าแก่ใหญ่ถงถามเขาว่าอวี้ถังรู้เรื่องเว่ยเสี่ยวซานหรือไม่ เขาลังเลไปพักใหญ่ ก่อนจะบอกเถ้าแก่ใหญ่ถงอย่างตรงไปตรงมา “รู้สิ คนที่พบว่าผิดปกติก็คือนาง ทั้งคนที่หาวิธีสืบเรื่องของเว่ยเสี่ยวซานก็เป็นนางอีกเช่นกัน”


เถ้าแก่ถงตกใจอย่างยิ่ง แต่เมื่อครุ่นคิดอย่างละเอียด คุณหนูผู้นี้กล้ามาหลอกเขาถึงร้านค้าของสกุลเผย ย่อมไม่ใช่คนที่ขี้ขลาดตาขาว หลังจากตกใจ ก็แปรเปลี่ยนเป็นยิ้มออกมา เอ่ยกับอวี้เหวิน “ลูกสาวผู้นี้ของเจ้าแตกต่างจากคนอื่นจริงๆ” คล้อยหลังก็นึกถึงการตายของเว่ยเสี่ยวซาน อดเสียดายแทนเด็กคนนี้ขึ้นมาไม่ได้ เพียงแต่เว่ยเสี่ยวซานไม่อยู่แล้ว พูดเรื่องพวกนี้ต่อไปก็พาให้คนยิ่งรู้สึกเสียใจเท่านั้น คำพูดร้อยพันพวกนั้นกลับกลายเป็นเสียงถอนหายใจ “ก็นับว่าเป็นโชคดีของเสี่ยวซานที่ สามารถทำให้เขาตายอย่างได้รับความเป็นธรรม”


แต่หากไม่ได้พบกับพวกอาถัง ก็คงจะไม่ประสบเคราะห์ร้ายเช่นนี้กระมัง?


เวลานี้จู่ๆ อวี้เหวินก็เข้าใจความรู้สึกของอวี้ถังขึ้นมาบ้าง เข้าใจว่าเหตุใดอวี้ถังจึงยอมเสี่ยงอันตรายสืบหาสาเหตุการตายของเว่ยเสี่ยวซานให้กระจ่างชัด


นึกขึ้นมาได้ว่านี่เป็นลูกสาวที่เขาอบรมสั่งสอนมา เขาก็อดยืดหลังตรงขึ้นมาไม่ได้ ปรึกษากับเถ้าแก่ใหญ่ถง “ท่านรู้จักมักคุ้นกับนางอยู่บ้าง ย่อมชมนางเช่นนี้ กลัวก็แต่ว่า…” นายท่านสามจะไม่คิดอย่างนั้น อวี้เหวินพะวงอยู่ในใจ ไม่กล้านินทาเผยเยี่ยนต่อหน้าเถ้าแก่ถง ทำเพียงกล่าวอ้อมๆ “ช่วงนี้ผู้คนพูดกันว่าอะไรนะ ‘สตรีไร้ความสามารถจึงจะนับว่ามีจรรยา’ ไม่ใช่หรอกรึ?”


เถ้าแก่ใหญ่ถงกลับไม่ทราบถึงความคิดเห็นของเผยเยี่ยนในเรื่องนี้ เขาอ้ำอึ้งไปเล็กน้อย “เจ้าวางใจ ข้าพบนายท่านสามก็จะพินิจดูว่าควรจะพูดกับนายท่านสามอย่างไร”


อวี้เหวินค่อยโล่งใจขึ้นมา


เถ้าแก่ใหญ่ถงกลับไปรายงานเผยเยี่ยน “คุณหนูอวี้รู้เรื่องนี้ สกุลอวี้รู้สึกผิดกับสกุลเว่ย ดังนั้นจึงลอบตรวจสอบเรื่องนี้อยู่เรื่อยมา”


เผยเยี่ยนกำลังคัดอักษร


บนโต๊ะหนังสือไม้หนานมู่ตัวยาวมีกระดาษซวนจื่อที่เริ่มเปลี่ยนเป็นสีเหลืองอ่อนกองอยู่ ในแจกันประดับด้วยดอกซานฉาสีขาว พู่กันหูปี่ที่ทำด้วยไผ่เซียงเฟยแขวนอยู่บนราวแขวนพู่กันไม้จื่อถานแกะสลักลายลำน้ำขุนเขาอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย ท่ามกลางความโบราณเรียบง่ายเผยให้เห็นเสน่ห์ความยาวนานของวันเวลา


“กล่าวเช่นนี้ คุณหนูอวี้ก็คงเห็นด้วยที่ให้ข้ามาเป็นคนกลาง?” เขาคัดตัวอักษรสุดท้ายด้วยท่าทีสบายๆ ก่อนจะวางพู่กันในมือที่แท่นวางลวดลายภูเขาบนโต๊ะหนังสือ รับผ้าร้อนจากอาหมิง เด็กรับใช้ในห้องหนังสือมาเช็ดมือ เอ่ยอย่างไม่ใส่ใจ


เถ้าแก่ใหญ่ถงกลับพูดไม่ออก ไม่รู้ว่าควรตอบอย่างไรอยู่พักใหญ่


เรื่องของสกุลอวี้ย่อมมีอวี้เหวินเป็นผู้ตัดสินใจชี้ขาด ลูกสาวสกุลใดจะสามารถข้ามหน้าข้ามตาบิดากัน? แต่ฟังจากความหมายของนายท่านสาม ก็คือเรื่องนี้ยังต้องดูความต้องการของคุณหนูอวี้


แม้ว่านายท่านสามเพิ่งรับช่วงต่อสกุลเผย แต่อย่างไรก็เป็นผู้สืบทอดของสกุลเผย สามารถขอให้เขาออกหน้าเป็นคนกลาง สกุลอวี้จะร้องไห้อย่างซาบซึ้งใจก็ไม่ทันแล้ว คุณหนูอวี้เป็นเด็กสาวคนหนึ่ง หรือยังกล้าคัดค้านอะไรอย่างนั้นรึ? ทั้งแม้ว่าคุณหนูอวี้จะคัดค้าน หรือนายท่านสามจะดูท่าทีของคุณหนูอวี้แล้วค่อยลงมือทำเรื่องอย่างนั้นรึ?


เถ้าแก่ใหญ่ถงไม่เข้าใจอยู่บ้างว่านี่คือสถานการณ์แบบใด


เผยเยี่ยนกระตุกยิ้ม มองเรื่องราวทะลุปรุโปร่ง


คาดว่าเดิมทีเถ้าแก่ใหญ่ถงคงไม่รู้ว่าคุณหนูอวี้เป็นคนอย่างไร ก็ไม่แปลก นอกจากเขา ยังจะมีอีกกี่คนที่บังเอิญเจอคุณหนูอวี้ก่อเรื่องอยู่หลายครั้งหลายคราอย่างพอดี?


เขาไม่รอให้เถ้าแก่ใหญ่ถงเข้าใจ “คนของสกุลหลี่ขอหมั้นไม่สำเร็จ ทำร้ายคนที่ดูตัวกับนาง สกุลอวี้ไม่แจ้งทางการ กลับเชิญข้าให้เป็นคนกลาง พวกเขาเคยคิดไหมว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร?”


อย่างอื่นยังไม่พูดถึง อย่างน้อยพวกเศรษฐีชนบทในเมืองหลินอันก็จะทราบเรื่องนี้ แม้ว่าเรื่องนี้เป็นความผิดของสกุลหลี่ แต่ผู้คนส่วนมากมักนำความผิดพลาดโยนให้สตรี คิดว่าหากหญิงสาวรู้จักสงบเสงี่ยมเจียมตัว คงจะไม่ทำให้ชายหนุ่มเกิดความแค้น มุ่งร้ายกัน ภายหลังคุณหนูสกุลอวี้อยากแต่งกับสกุลใด หรือแต่งกับสกุลที่เกี่ยวพันกับพวกเขาย่อมเป็นเรื่องยากลำบากแล้ว


เวลานี้เถ้าแก่ใหญ่ถงจึงเข้าใจขึ้นมา


เขาอดถอนหายใจไม่ได้


เขาหมายความว่า อย่างไรเขาก็เป็นคนกลางให้สกุลอวี้ได้ แต่ความต้องการของนายท่านอวี้เป็นอะไรไม่สำคัญ กลับต้องถามความประสงค์ของคุณหนูอวี้ก่อน?


ที่แท้ก็กังวลว่าคุณหนูอวี้อายุยังน้อย ไม่รู้จักความเหมาะสม


ขอเพียงนายท่านสามไม่เข้าใจผิดเรื่องทั้งหมดที่คุณหนูอวี้ทำต่อสกุลหลี่ก็เพียงพอแล้ว


เถ้าแก่ใหญ่ถงรีบกล่าว “ฟังจากความต้องการของนายท่านอวี้ เดิมทีเรื่องนี้ควรรายงานต่อทางการ แต่ท่านก็รู้ว่าท่านข้าหลวงทังผู้นี้ไม่ชอบยุ่งเรื่องราวผู้อื่น พวกเขากลัวว่า…ฆาตกรที่แท้จริงจะรอดตัวไร้รอยขีดข่วน ไม่ต้องรับโทษตามกฎหมาย กระทั่งผู้ที่รู้ความจริงก็ยังไม่มีสักคน”


ก็หมายความว่า สกุลอวี้รู้ดีแม้มีหลักฐานพิสูจน์ว่าสกุลหลี่เป็นผู้บงการให้ฆ่าคน เชิญเขาออกหน้าเป็นคนกลาง ก็ยังคงยากที่ฆาตกรจะถูกตัดสินโทษตาย


อย่างไรสกุลหลี่ก็มีเพียงลูกชายสองคน เรื่องนี้หากหลี่จวิ้นเป็นคนสั่งการยังพูดง่าย แต่หากเป็นฝีมือหลี่ตวน คาดว่าสกุลหลี่คงยอมให้หลี่จวิ้นเป็นแพะรับบาปดีกว่าต้องให้หลี่ตวนถูกตัดสินโทษตาย


อาหมิงยกน้ำชาเข้ามา


เผยเยี่ยนเชิญเถ้าแก่ใหญ่ถงดื่มชา ตัวเองกลับนั่งบนเก้าอี้หลังโต๊ะหนังสือตัวใหญ่อย่างเอื่อยเฉื่อย หยิบพู่กันขึ้นมาอีกครั้ง “เช่นนั้นข้าก็จะเป็นคนกลางให้แล้วกัน”


เถ้าแก่ใหญ่ถงคาดไม่ถึงว่าเผยเยี่ยนจะตอบรับง่ายๆเช่นนี้ ดีใจเป็นอย่างยิ่ง หยัดกายขึ้นขอบคุณเผยเยี่ยน


เผยเยี่ยนเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “เจ้าก็อย่าขอบคุณข้าเร็วไป ถึงเวลานั้นขอสกุลอวี้อย่าได้ไม่พอใจต่อข้าก็เพียงพอแล้ว”


“จะเป็นไปได้อย่างไร!” เถ้าแก่ใหญ่ถงละล่ำละลักเอ่ย “ความร้ายแรงของเรื่องนี้นายท่านอวี้ล้วนรู้ดี ไม่อย่างนั้นก็คงไม่ขอร้องท่านหรอก นายท่านอวี้บอกกับข้าแล้ว ไม่หวังให้เรื่องนี้มีผลลัพธ์สวยหรูอะไร ขอแค่ทำให้ทุกคนรู้ว่าสกุลหลี่ทำเรื่องอะไรบ้างก็เพียงพอแล้ว”


เผยเยี่ยนผงกศีรษะ เอ่ยยิ้มๆ “นี่ย่อมไม่ใช่ปัญหา”


เถ้าแก่ใหญ่ถงขอบคุณซ้ำๆ ยามที่เดินไปก็ยัง.อดถอนหายใจไม่ได้ “ยามนี้ยังไม่รู้ว่านายท่านอวี้จะลำบากใจเพียงใดกับทางสกุลเว่ย ก่อนที่ท่านจะทำหน้าที่เป็นคนกลาง อย่างไรก็ควรบอกกล่าวกันเสียหน่อย!”


เผยเยี่ยนได้ยินจู่ๆก็เกิดความสงสัยขึ้นมาหลายส่วน สั่งการเผยหม่าน “เจ้าจับตาดูหน่อย ถึงเวลานั้นก็บอกกล่าวกับข้า”


เผยหม่านรับคำสั่ง ในใจกลับ.อดลังเลไม่ได้


เมื่อก่อนเขาเป็นผู้ดูแลของนายท่านสาม จัดการเพียงเรื่องสำคัญรอบกายนายท่านสามมาโดยตลอด พ่อบ้านใหญ่คนก่อนที่ตายไป ก็เพราะอำนาจของนายท่านสามจึงไม่อาจก้าวก่ายเรื่องเขาได้ หลังจากนายท่านสามสืบทอดตำแหน่งผู้นำสกุล ฉากหน้าเผยหม่านรับช่วงต่องานของพ่อบ้านใหญ่ ในความเป็นจริงยังคงจัดการเรื่องรอบกายของนายท่านสามเป็นหลัก เป้าหมายปลายทางของนายท่านสาม แต่ไหนแต่ไรก็ไม่ใช่เมืองหลินอันเล็กๆแห่งนี้


ตั้งแต่เมื่อใดกันที่เรื่องเล็กๆของคนธรรมดาผู้หนึ่งก็ตกอยู่ในมือของเขาเช่นนี้?


เผยหม่านสั่นศีรษะ แม้ว่าในใจจะเต็มไปด้วยความสงสัย แต่ก็ยังคงส่งคนไปจับตาดูสกุลอวี้อย่างแข็งขัน


ด้านอวี้เหวินก็ปวดหัวไม่รู้จะบอกเรื่องนี้กับทางสกุลเว่ยอย่างไร คาดไม่ถึงว่าผู้ที่แก้ไขสถานการณ์นี้กลับเป็นเว่ยเสี่ยวชวน…เขาเล่าความจริงการตายของเว่ยเสี่ยวซานให้บิดามารดาฟัง


นายท่านเว่ยและนายหญิงเว่ยเจ็บปวดรวดร้าว ชั่วขณะยามที่เพิ่งทราบข่าวนั้น แม้ว่าจะเกิดความรู้สึกเสียใจขึ้นมาอย่างไม่หยุดหย่อน คิดว่าหากตอนแรกไม่เจรจาแต่งงานกับอวี้ถังก็คงจะดี รอจนสติสัมปชัญญะคืนมา ก็รู้สึกละอายใจกับความคิดเสียใจเมื่อครู่ที่เกิดขึ้น


สกุลอวี้ก็เป็นผู้เคราะห์ร้ายเช่นกัน


คนปกติใครจะฆ่าคนเพราะขอหมั้นไม่สำเร็จบ้างกัน?


เมื่อคิดเช่นนี้ กลับกันยิ่งรู้สึกว่าอวี้ถังและคนสกุลอวี้เป็นคนดี หลังจากเกิดเรื่องขึ้นนอกจากไม่ปกปิดเรื่องนี้เพราะกังวลถึงชื่อเสียงของลูกสาว ตรงกันข้ามยังพยายามสืบหาฆาตกร หาทางให้ฆาตกรถูกลงโทษ


หลังจากสองสามีภรรยาก่นด่าสกุลหลี่อย่างรุนแรงไปพักใหญ่ก็ปรึกษากันด้วยดวงตาแดงก่ำ คิดว่าเรื่องนี้ไม่อาจให้สกุลอวี้ออกหน้าแทนตัวเองเพียงผู้เดียวเช่นนี้ได้ ลูกชายของพวกเขา หากไม่รู้สาเหตุการตายก็แล้วไป เมื่อรู้แล้ว ก็ควรร่วมกับสกุลอวี้ร้องหาความเป็นธรรมจากสกุลหลี่จึงจะถูก


นายท่านเว่ยบอกเรื่องนี้กับเว่ยเสี่ยวหยวนซึ่งเป็นลูกชายคนโต คล้อยหลังก็พาเว่ยเสี่ยวชวนไปสกุลอวี้


อวี้เหวินเมื่อได้พบนายท่านเว่ยก็รู้สึกผิดจนไม่รู้จะวางไม้วางมืออย่างไร ขอโทษนายท่านเว่ยอย่างลำบากใจ


นายท่านเว่ยเพิ่งผ่านการร้องไห้มาแต่ยังเอ่ยปลอบอวี้เหวินด้วยดวงตาแดงก่ำ “สกุลพวกเจ้าก็คาดไม่ถึงเช่นกันว่าจะพบกับสกุลบ้าบอเช่นนี้ คุณหนูของพวกเจ้าสบายดีหรือไม่? เกิดเรื่องเช่นนี้ นางคงจะเป็นคนที่เจ็บปวดที่สุด เจ้าพูดกับนางนะว่า สกุลพวกเราล้วนเป็นคนที่มีเหตุผล ไม่อาจโทษนาง ให้นางไปเที่ยวเล่นที่สกุลเราได้อย่างสบายใจ”


อวี้เหวินยังมีอะไรจะพูดได้อีก


สองวันนี้พูดได้ว่าอวี้ถังเชื่อฟัง ยอมรับการลงโทษของเขาอย่างสงบเสงี่ยม คัดอักษรแต่โดยดี ทว่าท่าทีก็ยังคงหม่นหมองอยู่ตลอดเวลา คาดว่าในใจคงยากจะรับไหวเช่นกัน ยามนี้สกุลเว่ยยังข่มกลั้นความเจ็บปวดที่สูญเสียลูกชายมาปลอบใจอวี้ถัง…เขาค้อมกายคำนับให้กับนายท่านเว่ย


นายท่านเว่ยรีบพยุงอวี้เหวินขึ้นมา คิดในใจว่าน่าสงสารความรักที่พ่อแม่มีต่อลูก ชั่วขณะก็รู้สึกสนิทใจกับอวี้เหวินขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก เขาจึงตั้งใจทำเรื่องดีให้ถึงที่สุด กำชับเว่ยเสี่ยวชวนว่า “เจ้าห้า ข้าว่าอย่างไรเจ้าไปพูดดีกว่า! เจ้าไปพูดกับพี่สาวสกุลอวี้ดีๆเถิด”


เว่ยเสี่ยวชวนเผยหน้าเรียบนิ่ง พยักหน้าอย่างจริงจังก่อนจะไปหาอวี้ถัง

........


หลังจากอวี้ถังรู้ว่าเผยเยี่ยนรับปากเป็นคนกลางให้ ก็ค่อยถอนหายใจอย่างโล่ง.อก


ในเมื่อยืนยันแล้วว่าเรื่องนี้เป็นฝีมือของสกุลหลี่ นางก็ย่อมไม่อาจเลิกราง่ายๆ


จัดการสกุลหลี่อย่างโจ่งแจ้งไม่ไหว นางก็จะทำในที่มืด


เพียงแต่ยามนี้ไม่รู้ว่าตกลงเป็นใครในสกุลหลี่ที่วางแผนให้สังหารเว่ยเสี่ยวซาน? ทั้งยังมีเรื่องแผนที่เดินเรือ สกุลหลี่ในชาติก่อนย่อมรู้เรื่องแผนที่อยู่แล้ว ไม่อย่างนั้นพวกเขาก็คงไม่อาจทำการค้าทางทะเลขึ้นมาอย่างกะทันหันได้หรอก


ชาตินี้พวกเขาอย่าได้คิดเพ้อเจ้อเลย!


อวี้ถังเริ่มหวนนึกเรื่องในชาติก่อนอย่างละเอียด


อย่างเช่นว่า ยามที่พวกหลานฝ่ายมารดาของคนสกุลหลินมาเป็นแขกที่สกุลหลี่เคยพูดอะไรไว้บ้าง เกิดเรื่องอันใดขึ้นบ้าง ปกติสกุลหลี่มักให้นางไปส่งของขวัญในเทศกาลต่างๆให้คนแปลกหน้าคนใดบ้าง ทั้งคนสกุลหลินสนิทสนมกับนายหญิงหรือฮูหยินสกุลใดบ้าง


พวกนี้ดูเหมือนเป็นเรื่องยิบย่อยไม่สลักสำคัญอะไร แต่กลับสามารถบอกความสัมพันธ์ที่เชื่อมโยงกันของสกุลหลี่กับนาง ทำให้นางคิดวิธีวิเคราะห์เรื่องราวได้อย่างละเอียด หาสาเหตุที่สกุลหลี่ร่ำรวยขึ้นมาในชาติก่อนได้


ยามนี้เรื่องแรกที่ต้องจัดการก็คือแผนที่เดินเรือนั่น


อวี้ถังคัดตัวอักษรของวันนี้เสร็จ ก็นำแผนที่นั้นมากางบนโต๊ะหนังสือ สำรวจตรวจตราอย่างละเอียด


เว่ยเสี่ยวชวนเคาะประตูหลายครั้ง นางก็ไม่ได้ยิน จวบจนเขาตะโกนเรียกนางจากข้างนอก นางจึงดึงสติกลับมา ลุกไปเปิดประตู


“พี่สาว เจ้าสบายดีหรือไม่?” เขากลัวว่าหากตัวเองเสียใจจะทำให้บิดามารดายิ่งเจ็บปวดไปอีก จึงข่มกลั้นน้ำตาไว้เรื่อยมา พออยู่เบื้องหน้าอวี้ถังที่ร่วมกันวางแผนทั้งเป็นคนที่เขารู้สึกชื่นชม ท้ายที่สุดน้ำตาก็ไหลทะลักออกมา กล่าวสะอึกสะอื้น “ครอบครัวของข้ารู้เรื่องหมดแล้ว กล่าวว่าพอถึงเวลานั้นจะไปที่เรือนสกุลเผยกับพวกเจ้าด้วย”


ยังคงเป็นครั้งแรกที่อวี้ถังเห็นเว่ยเสี่ยวชวนร้องไห้ราวกับเด็กน้อย นาง.อดไม่ได้ที่จะลูบศีรษะของเขาด้วยความสงสาร ควักผ้าเช็ดน้ำตาให้เขา “พวกเราไปตัดสินความกัน ไม่ใช่ไปทะเลาะกันเสียหน่อย จะต้องการคนมากมายไปทำไม?”


นางคิดมาตลอดว่าเผยเยี่ยนเป็นคนที่ไม่ชอบเรื่องวุ่นวาย


“ครั้งนี้นายท่านสามสกุลเผยสามารถช่วยพวกเราได้ ข้ารู้สึกเหนือความคาดหมายไม่น้อย” นางกล่าวอย่างไม่สบายใจ “ถึงเวลานั้นพวกเราฟังเขาก็เพียงพอแล้ว”


ชาติที่แล้ว ดูเหมือนว่าเผยเยี่ยนเคยเป็นคนกลางให้คนอื่นเพียงสองสามครั้งเท่านั้น แต่ทุกครั้งล้วนได้รับการชื่นชมจากผู้คน เห็นได้ว่าคนผู้นี้ยังคงมีความเที่ยงธรรมไม่น้อย


[1] สตรีไร้ความสามารถจึงจะนับว่ามีจรรยา เป็นความเชื่อของสังคมจีนโบราณที่คิดว่า สตรีไม่จำเป็นต้องมีความสามารถมากมาย แค่เชื่อฟังสามีก็เพียงพอแล้ว


[2] ไม้หนานมู่ ถือเป็นของล้ำค่าและหายาก มักนำมาใช้สร้างเรือและพระราชวัง


[3] พู่กันหูปี่ เป็นพู่กันขึ้นชื่อของหูโจว มีลักษณะปลายแหลม หัวกลมมน ขนเรียบและแข็งแรง


บทที่ 62: พบกัน


เผยเยี่ยนเที่ยงธรรมหรือไม่ เว่ยเสี่ยวชวนไม่รู้ แต่เขารู้ว่า หากเรื่องนี้ไม่ใช่ฝีมือของสกุลหลี่ทว่าเปลี่ยนเป็นคนอื่น เดิมทีพวกเขาก็ไม่มีความจำเป็นต้องขอความช่วยเหลือจากใคร ไปแจ้งกับทางการตรงๆก็เพียงพอแล้ว ไม่เหมือนในยามนี้ แม้ว่าจะเชิญเผยเยี่ยนมาเป็นคนกลาง สุดท้ายฆาตกรที่แท้จริงก็อาจหลุดรอดจากโทษทัณฑ์ได้


สำหรับเว่ยเสี่ยวชวนที่เป็นเพียงคนตัวเล็กๆ เรื่องนี้นับว่าผลกระทบใหญ่เกินตัวจริงๆ


เขาใช้ผ้าของอวี้ถังเช็ดหน้าอย่างลวกๆ นับตั้งแต่รู้ว่าการตายของพี่รองเกี่ยวข้องกับสกุลหลี่แต่กลับไร้ทางเอาคืนได้ ความรู้สึกที่ถูกกดไว้ในก้นบึ้งหัวใจทั้งตั้งใจและไม่ได้ตั้งใจก็ปะทุออกมาราวกับภูเขาไฟในเวลานี้


“พี่สาว” เขากำหมัดแน่น ดวงตาแดงก่ำ กล่าวเสียงจริงจังกับอวี้ถัง “ข้าจะเป็นจิ้นซื่อให้ได้ สอบซู่จี๋ซื่อ เข้าสำนักฮั่นหลิน ข้าย่อมไม่อาจให้ใครมารังแกพวกเราอีก!”


อวี้ถังมองเว่ยเสี่ยวชวนที่จู่ๆก็เผยสีหน้ามืดมนขึ้นมา ตกใจเสียยกใหญ่


เด็กคนนี้เข้าสู่สายมารแล้วกระมัง!


ก็เหมือนกับนางในชาติก่อน ยามที่เพิ่งสงสัยว่าเรื่องทั้งหมดที่สกุลอวี้พบเจออาจเกี่ยวข้องกับสกุลหลี่ สิ่งที่เกลียดชังที่สุดไม่ใช่สกุลหลี่ แต่เป็นตัวเองที่ตกหลุมพราง


หากไม่ใช่ว่านางพบคนจิตใจดีช่วยเหลือไว้ในภายหลัง นางก็อาจจะเป็นเหมือนเว่ยเสี่ยวชวน เกลียดชังโลกใบนี้ เกลียดชังผู้คนในใต้หล้านี้


นางรีบรั้งเว่ยเสี่ยวชวนไว้ในอ้อมอก เอ่ยเสียงเบา “ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร พวกเราค่อยเป็นค่อยไป คำโบราณกล่าวไว้ ลูกผู้ชายแก้แค้นสิบปีก็ไม่สาย เจ้าไม่ต้องรีบร้อน เจ้านึกถึงพ่อแม่เจ้าไว้ ยังมีพี่ชายเจ้า พวกพี่สะใภ้ พวกเราไม่อาจให้พวกไร้ค่ามาทำให้ตัวเองใช้ชีวิตอย่างไม่มีความสุขได้เชียว ไม่อย่างนั้นแม้พวกเราจะแก้แค้น ก็รังแต่จะทำให้พวกศัตรูขบขันเท่านั้น”


อวี้ถังรู้ดี ยามนี้นางเกลี้ยกล่อมเว่ยเสี่ยวชวนไม่ให้ล้างแค้น ก็มีแต่จะทำให้เว่ยเสี่ยวชวนเกิดความไม่พอใจ ทั้งให้ผลเสียมากกว่าดี ไม่ว่าเรื่องอะไรก็ไม่ควรห้ามปรามอย่างส่งเดช ควรจัดการอย่างค่อยเป็นค่อยไป ยามนี้แทนที่จะขัดเขา ยังมิสู้ว่าตามเขาไปก่อน ถึงเวลานั้นรอยแผลเขาปิดสนิท ค่อยหาโอกาสโน้มน้าวเขาอีกครั้ง


เว่ยเสี่ยวชวนฟังแล้วกลับคลายโทสะลง เขาเอ่ยว่า “ข้ารู้ พี่สาววางใจ ข้าไม่อาจปล่อยให้คนที่รักเจ็บปวด ทำให้ศัตรูดีใจได้หรอก”


สามารถฟังสิ่งที่นางเกลี้ยกล่อมได้ก็ดีแล้ว


อวี้ถังโล่งใจไปเปราะหนึ่ง กล่าวด้วยน้ำเสียง.อบอุ่น “ข้าให้คนไปตักน้ำให้เจ้าล้างหน้าล้างตาแล้ว จากนั้นค่อยไปพบพ่อเจ้าด้วยกัน เขาจะได้ไม่ต้องกังวล”


นางก็จำเป็นต้องขอโทษคนสกุลเว่ย ทั้งขอบคุณพวกเขาที่ให้อภัยตนเองเช่นกัน


แม้ว่าจนถึงยามนี้นางจะยังไม่สามารถให้อภัยตัวเองได้ แต่นางก็ไม่อยากให้พวกผู้ใหญ่กังวลใจเพราะเรื่องที่ตัวเองก่อขึ้น


เว่ยเสี่ยวชวนพยักหน้า ล้างหน้าใหม่อีกครั้ง อารมณ์จึงค่อยสงบ.ลง ทั้งสองคนไปโถงรับแขกราวกับไม่มีเรื่องใดเกิดขึ้น


นายท่านเว่ยและอวี้เหวินปรึกษากันเรื่องไปพบเผยเยี่ยน ยามที่พวกเขาเข้าไปก็ได้ยินอวี้เหวินพูดพอดี “เช้าตรู่ถัดจากวันที่นายท่านสามสกุลเผยรับปากว่าจะเป็นคนกลางให้พวกเรา ทางด้านสกุลหลี่ ก็ขอความช่วยเหลือจากนายท่านอู๋เพื่อนบ้านของพวกเรา เขาเป็นคนกว้างขวาง ทั้งมีความสัมพันธ์อันดีกับสกุลหลี่ ข้าส่งคนไปติดต่อนายท่านอู๋แล้ว คิดว่าสักพักก็คงมีข่าวคราว ท่านพักผ่อนกับข้าที่นี่ก่อนสักครู่ หรือจะรอทางด้านนายท่านอู๋ตอบกลับมาแล้วค่อยวางแผนกัน?”


“น้องชายเป็นธุระให้ ข้าจะยังไม่วางใจได้อย่างไร” นายท่านเว่ยกล่าวเสียงลุ่มลึก เห็นได้ชัดว่ามีท่าทีโศกเศร้าอยู่บ้าง ทว่าแววตากลับเปี่ยมด้วยพลัง คงโยนความทุกข์โศกไว้ที่อื่นชั่วคราว พุ่งเป้าไปเรื่องที่จะแก้แค้นให้กับลูกชายที่ตายไปอย่างไรดีแทน “พวกคหบดีชนบทนั้น ท่านเชิญใครบ้าง?”


อวี้เหวินบอกทีละชื่อไล่เรียงไป


นายท่านเว่ยคิดว่าเหมาะสมแล้ว “ว่าตามนี้แหละ! ถึงเวลานั้นข้าไปกับท่านก็เพียงพอแล้ว”


อวี้ถังเห็นทั้งสองคนพูดกันพอเหมาะพอควรแล้ว เวลานี้จึงฉวยโอกาสเข้าไปขอบคุณนายท่านเว่ย


ในที่สุดใบหน้าของนายท่านเว่ยก็ปรากฏความอ่อนโยนขึ้นมา พูดคุยกับอวี้ถังอย่างมีเมตตาไม่กี่คำ อวี้ถังก็ขอตัวออกไป


อวี้หย่วนได้ยินว่านายท่านเว่ยมาก็รีบตามเข้ามาคารวะทักทาย


นายท่านเว่ยพอใจกับงานแต่งครั้งนี้ไม่น้อย ยามที่พูดคุยกับอวี้หย่วนก็เผยรอยยิ้มมากขึ้น


อวี้เหวินรู้สึกว่าในใจดีขึ้นมาบ้างแล้ว รั้งตัวนายท่านเว่ยให้กินข้าวในเรือน ทั้งกล่าวกับนายท่านเว่ยอย่างแฝงความเสียดาย “พี่ใหญ่ไปหนานชัง อยากเชิญอาจารย์ทำเครื่องลงรักจำนวนหนึ่งจากที่นั่นเข้ามา วันนี้จึงไม่อาจดื่มเป็นเพื่อนท่านได้ ข้าให้อาหย่วนดื่มอวยพรแทนพ่อของเขาให้กับท่านแล้วกัน”


นายท่านเว่ยกล่าวอย่างแปลกใจ “อาจารย์คนเก่าไม่ทำแล้วรึ?”


โดยปกติหากช่างฝีมือและนายจ้างไม่เกิดขัดแย้งอะไรที่รุนแรงย่อมไม่อาจลาออกจากนายจ้างง่ายๆ เพราะยามที่ไปหานายจ้างใหม่อีกครั้ง คนอื่นมักจะสอบถามว่าเหตุใดจึงออกจากนายจ้างเดิม เป็นปัญหาที่คนหรือว่าฝีมือ เป็นต้น


บางครั้งคำพูดของนายจ้างเดิมเพียงคำเดียว ก็สามารถทำให้ช่างฝีมือหางานใหม่ไม่ได้อีกเลย


อวี้เหวินกล่าว “อาจารย์คนเก่าทำที่ร้านของพวกเรามาชั่วชีวิตแล้ว เดิมทีก็ไม่อยากทำ หลังจากร้านค้าไฟไหม้ เขาก็ฉวยโอกาสขอลาออกกลับบ้านเกิด ทั้งอาจารย์อายุน้อยไม่กี่คนก็ไม่ค่อยอยากรั้งตัวอยู่ที่หลินอันเพราะเรื่องนี้ อยู่ต่อก็ไม่สามารถรับผิดชอบงานเพียงคนเดียวได้ จึงทำได้เพียงหาอาจารย์ที่สามารถรับผิดชอบงานนี้ได้เข้ามาใหม่เท่านั้น”


นายท่านเว่ยครุ่นคิดเล็กน้อย “ไม่อย่างนั้น หลังจากอาหย่วนแต่งงานเหตุใดไม่ไปเปิดกิจการข้างนอก อย่างไรพ่อสามีก็ยังอายุไม่มาก เรื่องในบ้านทั้งหมดก็สามารถมอบให้พ่อสามีได้ เมื่อเป็นเช่นนี้ อาหย่วนก็สามารถพิสูจน์ความสามารถของตัวเองได้ พ่อสามีก็ไม่ต้องรับภาระหนัก เชิญอาจารย์เข้ามาให้มากมายแล้ว”


อวี้เหวินเหนือความคาดหมายอยู่บ้าง นึกไม่ถึงว่าสกุลเว่ยจะยินดีให้อวี้หย่วนใช้สินเดิมของคุณหนูเซียงหลังจากแต่งงาน


เขารู้ว่านี่เป็นความปรารถนาดีของสกุลเว่ย ทั้งคุณหนูเซียงก็ใช้ชีวิตที่สกุลเว่ยตั้งแต่เด็กจนโต นายท่านเว่ยเป็นคนที่จัดการเรื่องราวอย่างเป็นระบบระเบียบ กล้าพูดเช่นนี้ คาดว่าคุณหนูเซียงคงเห็นด้วยเช่นกัน


แต่นี่เป็นเรื่องของอวี้หย่วน เขาเป็นเพียงอาคนหนึ่งไม่อาจสอดมือไปจัดการได้


“หลังจากแต่งงานก็ให้พวกเขาทั้งสองปรึกษากันเอาเองเถิด” อวี้เหวินกล่าว


คอของอวี้หย่วนแดงเถือกไปหมด


ผู้ติดตามของนายท่านอู๋มาเข้าพบอวี้เหวิน “นายท่านพวกเรากล่าวว่า เรื่องที่ท่านให้ทำเรียบร้อยหมดแล้วขอรับ เช้าตรู่วันมะรืนยามเหม่า ไปพบกันใต้ต้นการบูรเก่าแก่ปากทางเข้าตรอกเสี่ยวเหมย ไปเข้าพบสกุลเผยด้วยกัน เรื่องนี้เดิมทีนายท่านพวกเราควรมาคุยกับท่านด้วยตัวเอง แต่นายท่านพวกเราถูกนายท่านตู้รั้งตัวดื่มสุราอยู่ที่บ้าน กลัวว่าท่านจะร้อนใจรอจดหมายตอบกลับ จึงตั้งใจส่งข้าน้อยล่วงหน้ามาบอกกล่าวกับนายท่านอวี้เสียก่อน รอนายท่านพวกเรากลับมา จะคุยกับท่านอย่างละเอียดอีกครั้งขอรับ”


นายท่านตู้ เป็นคหบดีชนบทคนหนึ่งที่พวกเขาเชิญมาเป็นพยานครั้งนี้เช่นกัน


อวี้เหวินขอบคุณผู้ติดตามคนนั้น ควักเงินให้เป็นรางวัลก่อนจะให้อาเสาไปดื่มชาเป็นเพื่อนเขา ด้านตัวเองก็พูดคุยกับนายท่านเว่ยต่อ “เวลานี้ท่านก็สามารถวางใจได้ชั่วคราวแล้ว สกุลหลี่ตอบรับจะไปตัดสินความกับพวกเราที่สกุลเผยแล้ว”


หาคนกลางมาตัดสินความ สิ่งที่กลัวที่สุดก็คืออีกฝ่ายไม่มา


ดังนั้นผู้ที่เป็นคนกลางย่อมต้องเป็นคนที่มีน้ำหนัก ทำให้อีกฝ่ายรู้สึกว่าไม่อาจล่วงเกินได้


นายท่านเว่ยถอนหายใจ “ครั้งนี้ต้องขอบคุณนายท่านสามสกุลเผยแล้วจริงๆ ในบ้านของข้ายังมีโสมอายุร้อยปีเก็บไว้อยู่ ถึงเวลานั้นก็นำไปขอบคุณนายท่านสามเถิด!”


อวี้เหวินอยากพูดว่าบางทีนายท่านสามไม่แน่ว่าจะรับไว้หรอก แต่คิดดูแล้วนี่เป็นความตั้งใจของสกุลเว่ย จึงกลืนคำพูดกลับไป ทั้งสองคนปรึกษากันอย่างละเอียดว่ายามที่ไปพบเผยเยี่ยน พบคนของสกุลหลี่ควรจะพูดเรื่องอะไรบ้าง

........


ด้านอวี้ถังหลังจากรอพ่อลูกสกุลเว่ยกล่าวอำลา ก็ไปพบบิดา


“ท่านพ่อ” นางขอร้องอวี้เหวิน “ถึงเวลานั้นท่านก็พาข้าไปด้วยเถิดนะเจ้าคะ!”


นางอยากรู้ว่าวันนั้นสกุลหลี่จะพูดอย่างไรบ้าง


ชาตินี้และชาติก่อนมีความแตกต่างเป็นอย่างมาก เวลานี้สกุลหลี่ก็เปิดเผยด้านที่โหดร้ายออกมาแล้ว จะตกต่ำกลางคันเช่นนี้เลยหรือไม่?


นางอยากรู้เป็นอย่างมาก อยากเห็นด้วยตาของตัวเอง


อวี้เหวินคิดว่าสถานการณ์เช่นนี้ยากที่จะพบเจอ อวี้ถังตามไปเปิดหูเปิดตาก็ดีเหมือนกัน


เขากล่าวทั้งใคร่ครวญ “ไปได้ แต่เจ้าห้ามพูด ทั้งไม่อาจทำอะไรส่งเดชได้”


อวี้ถังยังคิดว่าตัวเองต้องร่ายยาวหว่านล้อมบิดาเสียอีก ฟังจบก็.อดดีใจไม่ได้ ละล่ำละลักเอ่ย “ท่านวางใจเถิด ข้าจะตามหลังท่านพี่อย่าง.สงบเสงี่ยม ไม่ให้เป็นที่สนใจของใคร”


อวี้เหวินพยักหน้า


อวี้ถังถามอวี้เหวิน “เช่นนั้นคนลี้ภัยสองคนนั้นจะทำอย่างไร? ถึงเวลานั้นให้พี่น้องสกุลชวีคุมตัวไปหรือเจ้าคะ?”


หากเป็นเช่นนี้ พี่น้องสกุลชวีก็ต้องเปิดเผยตัว พี่น้องสกุลชวีไม่แน่ว่าจะยอมล่วงเกินสกุลหลี่


ต้องถามความต้องการของพวกเขา


อวี้เหวินเอ่ย “เรื่องนี้เจ้าไม่ต้องสนใจ ข้าได้พูดกับเถ้าแก่ใหญ่ถงแล้ว ถึงเวลานั้นเถ้าแก่ใหญ่ถงจะส่งคนไปนำตัวคนลี้ภัยทั้งสองไปไว้ที่สกุลเผยล่วงหน้า ไม่อาจให้สกุลหลี่มีโอกาสเล่นเล่ห์เหลี่ยมอะไรได้”


อวี้ถังค่อยวางใจ เมื่อถึงวันที่นัดกัน ก็แต่งตัวเป็นบ่าวรับใช้ของอวี้หย่วน ก้มหน้าก้มตาเดินตามหลังอวี้เหวินและอวี้หย่วนไปตรอกเสี่ยวเหมยพร้อมนายท่านอู๋


เพราะพวกเขาเป็นคนเชิญคนอื่นจึงไปค่อนข้างเร็ว กระนั้นนายท่านเว่ยและเว่ยเสี่ยวหยวนกลับยังถึงเร็วกว่าพวกเขา


อวี้เหวินรีบแนะนำนายท่านเว่ยให้นายท่านอู๋รู้จัก


ด้านนายท่านเว่ยก็ขอบคุณนายท่านอู๋อย่างซาบซึ้งใจ


นายท่านอู๋เป็นคนใจกว้าง รีบคว้าตัวนายท่านเว่ยที่จะค้อมคำนับให้เขา ตบไหล่นายท่านเว่ยอย่างเป็นกันเอง “ไม่ต้องมากพิธีขนาดนั้น นายท่านอวี้และข้าเป็นเพื่อนบ้านมาหลายปีแล้ว นิสัยของข้าเขาก็รู้ดี ชอบการคบหาสหายเป็นที่สุด พวกเราสามารถรู้จักกันเช่นนี้ได้ นับว่าเป็นวาสนาแล้ว ภายหลังก็ไปมาหาสู่กันให้มากหน่อย”


นายท่านเว่ยย่อมตอบรับ เชิญนายท่านอู๋ให้เป็นไปแขกที่สกุลเว่ยในยามที่ว่าง


นายท่านอู๋รับปากอย่างมีไมตรี เอ่ยถามเรื่องผลผลิตในปีนี้ของนายท่านเว่ย


พวกเขาไม่กี่คนพากันพูดคุยขึ้นมา ก่อนพวกคหบดีที่ถูกเชิญมาจะทยอยกันมาอย่างไม่ขาดสาย


ทุกคนต่างทักทายซึ่งกันและกัน


ไม่มีใครสนใจอวี้ถัง


อวี้ถังที่รู้สึกวางใจ ก็ฉวยโอกาสเริ่มสำรวจผู้คน…คนพวกนี้ล้วนเป็นคนมีหน้ามีตาในเมืองหลินอัน ใครจะรู้ว่าภายหลังจะพบเจอเรื่องอะไรให้ช่วยเหลือหรือไม่


ยามที่ใกล้ถึงเวลานัดพบ คนของสกุลหลี่ก็มา


เพราะหลี่อี้รับราชการอยู่ข้างนอก ผู้ที่มาจึงเป็นหลี่ตวนและหลี่จวิ้น


นายท่านอู๋เห็นก็ขมวดคิ้ว เอ่ยถามอวี้เหวินเสียงเบา “เจ้าไม่ได้เชิญบ้านสายตรงของสกุลหลี่หรอกรึ?”


“เชิญแล้ว!” อวี้เหวินเห็นก็ไม่พอใจอยู่บ้าง “ข้าเป็นคนไปเชิญด้วยตัวเอง”


นายท่านอู๋เห็นเช่นนั้นก็ไม่สบอารมณ์เล็กน้อยเช่นกัน “นี่พวกเขาหมายความว่าอย่างไร? ไม่อยากนับตัวเองเป็นคนสกุลหลี่แล้ว?”


ตามหลักแล้ว เกิดเรื่องเช่นนี้ ควรเป็นบ้านสายตรงสกุลหลี่ที่ออกหน้า แต่หลี่ตวนและหลี่จวิ้นมาเช่นนี้ หากไม่ใช่ว่าบ้านสายตรงสกุลหลี่ไม่ให้ความสำคัญเรื่องนี้ ก็คงเป็นเพราะบ้านของหลี่ตวนไม่ให้ความเคารพบ้านสายตรงสกุลหลี่


เพียงแต่ยังไม่ทันที่สองพี่น้องจะเข้ามาใกล้ หลี่เหอก็พยุงบิดามา ซึ่งก็คือคนบ้านสายตรงของสกุลหลี่ ปู่สิบสองของบ้านสายตรงสกุลหลี่สาวเท้าเร็วปรากฏตัวอยู่ที่ตรอกเสี่ยวเหมย


“หลี่ตวน เจ้าคอยพวกเราก่อน!” หลี่เหอตะโกนเสียงดังอย่างกระหืดกระหอบใส่สองพี่น้องหลี่ตวน


หลี่ตวนหันกลับไป สีหน้าไม่ค่อยดีเท่าใด แต่ยังคงหยุดฝีเท้าไว้


คนที่มาต่างก็เป็นคนผ่านร้อนผ่านหนาวมามาก แค่เห็นเช่นนี้ก็รู้แล้วว่าบ้านหลี่ตวนไม่ให้ความเคารพบ้านสายตรงแต่อย่างใด


เวลานั้นคหบดีไม่กี่คนก็ซุบซิบกันขึ้นมา “มีเพียงขุนนางขั้นสี่คนเดียวก็เริ่มวางตัวเหิมเกริมเสียแล้ว ดูคนสกุลเผยสิ บ้านไหนบ้างที่ไม่ได้เป็นขุนนาง แต่มีบ้านไหนบ้างกันที่กล้าไม่เคารพบ้านสายตรง!”


“ไม่อย่างนั้นสกุลเผยจะยืนตระหง่านดั่งขุนเขาไม่ล้มมาหลายรุ่นได้อย่างไร!”


อวี้ถังรับฟัง สายตากลับวางอยู่ที่ร่างของหลี่จวิ้น


เพียงเวลาไม่กี่สิบวัน หลี่จวิ้นกลับคล้ายเปลี่ยนไปราวคนละคน ใบหน้าซีดเซียว ท่าทีหม่นหมอง ราวกับต้นไม้ที่ถูกตัดน้ำหล่อเลี้ยง จู่ๆก็แก่ขึ้นมากว่าสิบปี อย่างไรก็ไม่อาจกลับมามีชีวิตชีวาเหมือนเมื่อก่อนได้แล้ว


บทที่ 63: ไม่ยอมรับ


อวี้ถังเห็น ก็.อดลอบส่ายหน้าในใจไม่ได้


หลี่จวิ้นกลับไม่เห็นอวี้ถัง


หลายวันมานี้ เขารู้สึกราวกับตัวเองฝันไป


เพราะสกุลอวี้อยากเกี่ยว.ดองกับคุณชายรองสกุลเว่ย คนลี้ภัยในที่นาของสกุลพวกเขาจึงเข่นฆ่าเอาชีวิตของคุณชายรองสกุลเว่ย เพราะสกุลอวี้ไม่ยินดีจะผูกสัมพันธ์กับสกุลเขา แม่ของเขาจึงส่งคนไปลักพาตัวคุณหนูอวี้ ทั้งเพราะคนลี้ภัยพวกนั้นมารีดไถ่เงินจากพี่ชาย พี่ชายเขาจึงเตรียมจะจัดการกับคนลี้ภัยพวกนั้น


ตั้งแต่เมื่อใดกันที่สกุลพวกเขายึดติดกับงานแต่งของเขาและสกุลอวี้ถึงเพียงนี้?


ตั้งแต่เมื่อใดกันที่มารดาของเขาถึงขั้นใช้ทุกวิถีทางโดยไม่สนใจอะไรเพื่อให้บรรลุผลเช่นนี้?


ตั้งแต่เมื่อใดกันที่พี่ชายเขาเปลี่ยนเป็นใจกล้าเหิมเกริม ไม่เคารพกฎบ้านกฎเมืองเช่นนี้?


หรือเป็นเพราะเขาโวยวายอาละวาดในบ้านเพื่อให้สามารถแต่งกับคุณหนูอวี้ได้?


แต่ยามที่เขาอาละวาดในบ้านเพราะไม่อยากไปเรียนหนังสือ มารดาและพี่ชายเขาก็ไม่ได้ยอมตามใจเขาถึงขนาดนี้?


แม้เขาจะเป็นผู้เกี่ยวข้องในเรื่องคนหนึ่ง แต่เรื่องงานแต่งของสกุลอวี้กลับไม่ได้ยึดมั่นดั่งมารดา


เขาไปโน้มน้าวมารดา มารดาไม่เพียงคิดว่าไม่ผิด แต่ยังกล่าวว่าเพราะตำแหน่งของบิดาไม่ใหญ่พอ มิเช่นนั้นศาลาว่าการจะกล้าออกหน้ายุ่งเรื่องนี้ได้อย่างไร


เขาเสียใจเป็นอย่างมาก ไปหาพี่ชาย พี่ชายกลับพูดว่าเขาโตแล้ว อย่าได้ไร้เดียงสาเช่นนี้อีก บางเรื่องหากไม่ใช่ลมตะวันออกพัดกลบลมตะวันตก ก็เป็นลมตะวันตกที่พัดกลบลมตะวันออก แม้ว่าสกุลพวกเขาไม่รับคนลี้ภัยพวกนั้น ก็ย่อมมีคนอื่นรับอยู่ดี


เขาสับสนมึนงงไม่น้อย


ไม่ว่าจะพูดอย่างไร ที่นานั้นก็เป็นของสกุลหลี่พวกเขา เป็นสกุลหลี่ของเขาที่รับคนลี้ภัยพวกนั้นไว้ ยามที่คนของศาลาว่าการไปตรวจสอบ ก็เกิดเรื่องในที่นาของสกุลหลี่ ไฉนพี่ชายของเขาจึงกล่าวคำพูดผลักภาระเช่นนี้ออกมาได้?


หูซิ่ง พ่อบ้านสามสกุลเผยมาเป็นแขกถึงเรือน เอ่ยว่าสกุลอวี้เชิญนายท่านสามของเขาให้เป็นคนกลาง พูดเกลี้ยกล่อมความหมางใจของทั้งสองสกุล เขารู้สึกไม่มีหน้าจะไปพบคนสกุลอวี้ พี่ชายเขากลับบังคับให้เขาตามมาด้วยกัน ทั้งยังปรึกษากับชิงเค่อ ที่บิดาทิ้งไว้ให้ความช่วยเหลืออยู่ค่อนวัน กล่าวว่าคนลี้ภัยเหล่านั้นไม่เกี่ยวข้องกับสกุลพวกเขา เรื่องลักพาตัวคุณหนูอวี้ ยิ่งเป็นคำพูดไร้สาระ…ปฏิเสธเรื่องที่เคยทำมาทั้งหมดอย่างสิ้นเชิง


หรือสกุลพวกเขาไม่ควรกระตือรือร้นให้ความร่วมมือกับสกุลเผย ให้คำตอบแก่คนในเมืองหลินอันหรอกรึ?


มารดาที่อ่อนน้อมถ่อมตนหายไปแล้ว พี่ชายที่ซื่อตรงใจกว้างก็หายไปด้วยเช่นกัน…


และพวกเขา ทำเพียงเพื่องานแต่งของเขาจริงๆอย่างนั้นรึ?


หลี่จวิ้นไม่รู้ว่าตัวเองตามพี่ชายเข้ามาในประตูใหญ่จวนสกุลเผยได้อย่างไร ทั้งยังมานั่งในห้องโถงของสกุลเผยได้อย่างไร เป็นเสียงโต้เถียงอย่างรุนแรงที่ดังข้างหูจึงทำให้เขาหวนสติกลับมา


ยามที่เขายังสับสนมึนงง สกุลหลี่และสกุลอวี้ก็ได้โต้แย้งกันมาค่อนวันแล้ว


นายท่านสามสกุลเผยที่นั่งอยู่ตรงกลางกลับเห็นได้ชัดว่ามีสีหน้าเรียบนิ่งอยู่บ้าง คล้ายว่าการโต้แย้งเบื้องหน้าไม่เกี่ยวอะไรกับเขาอย่างสิ้นเชิง


ท่าทีของนายท่านสามคนนี้หมายความว่าอย่างไรกันแน่?


หลี่จวิ้นอดหันหน้าไปมองหลี่ตวนไม่ได้


หลี่ตวนยังคงคล้ายให้ความสำคัญกับเรื่องครั้งนี้


เขาเปลี่ยนเป็นชุดคลุมสีน้ำเงินปักไหมทองลวดลายค้างคาวและดอกไม้ที่เพิ่งตัดใหม่ไม่กี่วันก่อน ขับผิวของเขาให้ดูขาวสะอาด ใบหน้ากระจ่างใส ราวกับต้นอวี้ซู่ที่ลู่ลม โดดเด่นสง่างามเหนือผู้คน


ยามนี้สีหน้าของเขาก็เคร่งขรึมราวกับสีของฤดูใบไม้ร่วง กล่าวด้วยหน้านิ่งเรียบ “นายท่านอวี้ พวกเราพูดมากไปก็ไร้ประโยชน์ อย่างไรขอพวกเจ้านำหลักฐานออกมา มิเช่นนั้นข้าจะไปแจ้งทางการว่าพวกเจ้าใส่ร้ายผู้อื่น!”


หลี่จวิ้นได้ฟังก็สั่นสะท้านในใจ


สกุลอวี้ก็ไม่ใช่คนบ้าบิ่น ไหนเลยจะกล้าเชิญนายท่านสามสกุลเผยออกหน้าเป็นคนกลางโดยที่จับมือใครดมไม่ได้ นายท่านสามก็ไม่ใช่คนโง่ หากไม่มีหลักฐาน จะเข้ามายุ่งเรื่องนี้ได้อย่างไร?


จู่ๆ หลี่จวิ้นก็ฟื้นคืนสติกลับมา


เขาหันไปทางอวี้เหวิน


เห็นเพียงอวี้เหวินโมโหจนใบหน้าแดงก่ำ ได้ยินหลี่ตวนพูดเช่นนี้ ก็ประสานมือคำนับไปทางนายท่านสามและพวกเศรษฐีชนบท ก่อนจะกล่าวกำชับอวี้หย่วน “เจ้าไปพาพยานเข้ามา”


อวี้หย่วนรับคำ ก่อนจะถอยออกไป


ในห้องโถงยังคงโต้เถียงกันเสียงเบา


ในใจอวี้ถังเต็มไปด้วยโทสะ


สกุลหลี่เป็นเช่นนี้มาโดยตลอด


แม้จะต้อนพวกเขาจนหลังชนกำแพง พวกเขาก็สามารถมองผ่านหลักฐานเหล่านั้นราวกับไม่มีอะไรได้ ให้ตายอย่างไรก็ไม่ยอมรับราวกับคนอื่นหูหนวกตาบอด หากถูกบีบเค้นอย่างหนัก ก็จะปัดความรับผิดชอบไปให้คนอื่น กล่าวว่าตัวเองเป็นผู้บริสุทธิ์ ทั้งเป็นผู้เคราะห์ร้ายเช่นกัน


ชาติก่อน พวกเขาใช้วิธีเช่นนี้ไม่รู้ตั้งมากมายเท่าใด


ชาตินี้ ไม่ว่าอย่างไรนางก็ไม่อาจให้พวกเขาทำสำเร็จเช่นนี้ต่อไป


นางมองไปที่เผยเยี่ยนแวบหนึ่งอย่างรวดเร็ว


เผยเยี่ยนที่ใช้หางตาสังเกตนางมาโดยตลอดอยากหัวเราะขึ้นมาอยู่บ้าง


เขารู้ว่านางไม่อาจหลบอยู่ในเรือนอย่างสงบเสงี่ยมได้หรอก


ยามที่นางก้มศีรษะ แต่งตัวเป็นบ่าวใช้เดินหลบอยู่หลังญาติผู้พี่ของตัวเองเข้ามาในห้อง เขามองพริบตาเดียวก็รู้แล้ว…เข้ามาในห้องโถงใหญ่เช่นนี้ ใครบ้างที่นำบ่าวรับใช้เข้ามา แทนที่จะเป็นคนสำคัญ ก็ต้องชมสกุลอวี้ที่ใจกล้า ทั้งโชคดีที่คนเหล่านั้นต่างให้ความสนใจกับเรื่องที่เขาเป็นผู้รับผิดชอบเรื่องนี้เป็นครั้งแรก จึงไม่ได้ตระหนักถึงนาง มิเช่นนั้นยามที่นางเดินเข้ามาในห้องโถงใหญ่ก็คงถูกคนจับได้แล้ว


แต่ขอเพียงเขาไม่พูด แม้ว่านางจะถูกคนมองออกก็ไม่สำคัญ พวกเขาเห็นว่าเผยเยี่ยนไม่กล่าวคำใด แปดถึงเก้าส่วนก็ย่อมทำเป็นไม่เห็นไปด้วย


แต่แม้ว่าจะเป็นเช่นนี้ คุณหนูใหญ่สกุลอวี้ผู้นี้ก็ยังคงทำให้เขาประหลาดใจอยู่บ้าง


ตั้งแต่ต้นจนถึงตอนนี้ นางไม่ได้เหลือบมองบุตรชายคนรองของสกุลหลี่แม้แต่แวบเดียว ทว่าแววตาที่มองหลี่ตวนกลับคล้ายดั่งสุมไปด้วยเปลวเพลิง อยากจะแผดเผาเขาอย่างไรอย่างนั้น


เวลานี้เผยเยี่ยนลูบคางตัวเอง


หรือคนที่คุณหนูอวี้ผู้นี้ต้องการแก้แค้นก็คือหลี่ตวน?


เขาจิบชาไปหนึ่งคำ


ก่อนจะเห็นอวี้ถังกระซิบกล่าวข้างหูอวี้หย่วนไม่กี่ประโยค อวี้หย่วนพยักหน้า เข้าไปพูดกับอวี้เหวินเสียงเบา อวี้เหวินที่เมื่อครู่ถูกหลี่ตวนย้อนจนพูดไม่ออก รับช่วงต่อจากคำพูดของนายท่านเว่ย เริ่มโต้แย้งหลี่ตวนขึ้นมาทันที


ผ่านไปพักใหญ่ อวี้เหวินตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบอีกครั้ง


ทางพวกเขาก็เปลี่ยนตัวเว่ยเสี่ยวหยวนมาโต้เถียงหลี่ตวนแทน


สมแล้วที่หลี่ตวนเป็นลูกเขยที่สกุลกู้ถูกใจ ไม่เพียงแต่ฝีปากเป็นเลิศ ยังมีความสามารถพลิกแพลงสถานการณ์ ไม่นานก็ทำให้เว่ยเสี่ยวหยวนไปต่อไม่ถูก


หลี่ตวนประสานมือไพล่หลัง ยืดตัวตรงอยู่กลางห้องโถง มองดูเบื้องล่างอย่างดูแคลน คล้ายทระนงในความสามารถโต้แย้งของตัวเอง


อวี้ถังกระซิบกับอวี้หย่วนไม่กี่คำ อวี้หย่วนก็ขึ้นมาด้านหน้า โต้แย้งกับหลี่ตวนขึ้นมาอีกครั้ง


เผยเยี่ยนเห็นแล้วร้อนใจแทนคนของสกุลอวี้อยู่บ้าง


ไฉนผู้ชายหลายคนโต้เถียงกันยังสู้ผู้หญิงคนเดียวไม่ได้


หรือหลายปีมานี้ สกุลอวี้ก็ทำได้เพียงเกาะกินสมบัติเก่าของบรรพบุรุษไปวันๆเท่านั้น!


หากคุณหนูอวี้ผู้นี้ยืนขึ้นมาเป็นตัวแทนของฝั่งสกุลอวี้ เผชิญหน้ากับหลี่ตวนได้ คงน่าสนใจไม่น้อยแน่


จู่ๆ เผยเยี่ยนก็รู้สึกหมดอารมณ์ขึ้นมา


เขาวางถ้วยไว้ที่มุมโต๊ะ ไม่เบาไม่แรงเกินไป


ในห้องโถงเงียบเป็นเป่าสากขึ้นมาชั่วขณะ สายตาของทุกคนมองมาที่เขาอย่างพร้อมเพรียงกัน


เผยเยี่ยนเมินเฉยราวกับมองไม่เห็น กล่าวกับเผยหม่านที่ยืนอยู่ด้านหลังเขา “น้ำชาเย็นหมดแล้ว ให้พวกสาวใช้เปลี่ยนชาให้ทุกคนเสียหน่อย”


ทุกคนที่ต่างคิดว่าเขามีอะไรจะพูด


ท่าทีนี้ของเผยเยี่ยนคล้ายเด็กน้อยที่เล่นสนุกเกินไปแล้ว!


พวกคนสกุลหลี่ตื่นตัว ฝั่งอวี้เหวินใบหน้าดำคล้ำ พวกเศรษฐีชนบทที่มาร่วมฟังต่างมีสีหน้าแตกต่างกันไป ครุ่นคิดตรึกตรองในใจว่าถึงเวลานั้นควรจะยืนฝั่งไหนอย่างไร


แววตาดั่งคมมีดของอวี้ถังมองไปยังเผยเยี่ยนอย่างตรงๆ


เหตุใดเขาจึงมีท่าทีเช่นนี้ได้?


ไม่ตอบรับก็เป็นอีกเรื่อง พอตอบรับแล้ว ก็ควรจัดการเรื่องนี้อย่างจริงจังตั้งใจ เที่ยงธรรม ซื่อตรงจึงจะถูก ทำอย่างสุกเอาเผากินเช่นนี้ได้อย่างไรกัน?


หรือนี่ก็เป็นอีกคนที่นางเข้าใจผิดเพราะภาพจำของชาติที่แล้ว?


[1] หากไม่ใช่ลมตะวันออกพัดกลบลมตะวันตก ก็เป็นลมตะวันตกที่พัดกลบลมตะวันออก อุปมาถึงการแข่งขันเอาชนะกัน


[2] ชิงเค่อ คือแขกที่คอยให้คำปรึกษา เสนอความคิดในบ้านผู้มีอิทธิพล


บทที่ 64: ถกเถียง


สายตาของอวี้ถังรุนแรงถึงขนาดนั้น เผยเยี่ยนคิดจะเมินเฉยย่อมเป็นเรื่องยาก


เพียงแต่เขาไม่เข้าใจอยู่บ้าง ไม่รู้ว่าคุณหนูอวี้ผู้นี้ต้องการจะทำอะไร จู่ๆก็ชี้หัวหอกมาที่เขา


เผยเยี่ยนขบคิดในใจ แววตาที่จดจ้องนั้นของอวี้ถังหายไปอย่างรวดเร็ว


เขาแค่นเสียง ‘เหอะ’ อยู่ในใจ เงยหน้ามองผู้คุ้มกันในบ้านคุมตัวชายหนุ่มที่ร่างกายกำยำ หน้าตาดุดันสองคนเข้ามา


คงจะเป็นผู้ลี้ภัยสองคนนั้น


เผยเยี่ยนมองพินิจอย่างละเอียดอยู่พักหนึ่ง


เสื้อผ้าสกปรกมอมแมม ท่าทีกระสับกระส่าย ผิวภายนอกยังเผยให้เห็นถึงร่องรอยเขียวคล้ำ


เผยเยี่ยนพยายามข่มใจจึงไม่ได้เผลอเบ้ปากออกมา


สรุปแล้วไม่ได้มีประสบการณ์แต่อย่างใด ในเมื่อนำมาเป็นพยาน อย่างไรก็ควรได้เปรียบกลับไป สภาพเช่นนี้ ให้คนมองแวบเดียวก็รู้แล้วว่าถูกทรมานมา รอสักพักก็คงไม่ใช่เหลือจุดอ่อนให้คนอื่นจับได้หรอกกระมัง?


เผยเยี่ยนดื่มชาหนึ่งคำอย่างเงียบๆ รู้สึกว่ารสชาติของชาในวันนี้ยังคงไม่เลว


เขากล่าวถามเผยหม่านที่อยู่ด้านข้างเสียงเบา “วันนี้ใครเป็นคนชงน้ำชา? เป็นชาแดงของเขาถงซานรึ?”


“ขอรับ!” เผยหม่านล่าวเสียงเบา


เผยเยี่ยนไม่ได้เจาะจงเรื่องชาอะไรเป็นพิเศษ วันนี้เลือกชาแดงของเขาถงซานมารับแขก เพียงเพราะว่าปีนี้สกุลเผยได้รับชาชนิดนี้มาเป็นจำนวนมากก็เท่านั้น


“อากาศเย็นอยู่บ้าง สาวใช้ในจวนท่านบอกว่าหลายวันนี้ท่านท้องไส้ไม่ค่อยดี ให้พวกเราเตรียมชาที่พอบรรเทาอาการเสียหน่อย” เผยหม่านกล่าวต่อ “หากนายท่านไม่ชอบ ข้าจะให้คนเปลี่ยนให้เดี๋ยวนี้”


“ไม่ต้อง!” เผยเยี่ยนกล่าว “ค่อยยังชั่วแล้ว!”


ขณะที่พูด เขาก็รู้สึกถึงสายตาของอวี้ถังที่มองมายังทางเขาอีกครั้ง


นี่มันอะไรกันอีก?


เขาเงยหน้าขึ้นอย่างเรียบนิ่ง ปราดมองไปที่อวี้ถัง


ก่อนจะเห็นดวงตา.กลมโตของอวี้ถัง ยามนี้กลับเบิกกว้างขึ้นมามองเขาราวกับลูกลำไย


เผยเยี่ยนตกใจเล็กน้อย


ปกติเขาก็ไม่เคยเห็นดวงตาของใครเบิกกว้างได้เท่านี้มาก่อน…ก็ไม่เสียทีเดียว…นอกเหนือจากแมวแล้วล่ะนะ


เขายิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกเหมือนเข้าไปอีก


ใบหน้านั้นก็เหมือนเช่นกัน


เหมือนแมวที่กำลังโมโห


เผยเยี่ยน.อดไม่ได้ จึงมองไปอีกครั้ง


อวี้ถังโมโหจนไม่รู้ว่าจะพูดอะไรดี


ห้องโถงเงียบสงัดเกินไปแล้ว


ทุกคนต่างรอฟังคำพูดของเผยเยี่ยน


เผยเยี่ยนกลับพูดคุยเรื่องชากับเผยหม่าน


ชั่วขณะนั้นทุกคนล้วนไม่รู้ว่าเผยเยี่ยนหมายความว่าอย่างไร


เศรษฐีชนบทพวกนี้มาเป็นพยานให้สกุลอวี้ หรือควรต้องพูดว่ามาเป็นพยานให้ทั้งสกุลหลี่และสกุลอวี้ ส่วนมากต่างก็เห็นแก่หน้าของสกุลเผย ให้ความสำคัญในฐานะที่เผยเยี่ยนนั่งเป็นผู้ตัดสินความเป็นธรรมให้กับคนอื่นเป็นครั้งแรก หลังจากขึ้นเป็นผู้นำสกุล มีเพียงสองสามคนที่มาช่วยพูดคุย สนับสนุนสกุลอวี้ ส่วนสกุลใดมีเหตุผลที่แท้จริง นั่นก็ต้องดูว่าเผยเยี่ยนจะพูดอย่างไร เผยเยี่ยนยืนอยู่ข้างสกุลไหน ท่าทีของเผยเยี่ยนย่อมเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในเวลานี้


เขาทำเช่นนี้ ทุกคนต่างจับต้นชนปลายไม่ถูก อีกเดี๋ยวทั้งสองสกุลโต้เถียงกันขึ้นมา พวกเขาควรใช้ท่าทีอย่างไร ยืนอยู่ฝั่งไหนเล่า?


หลี่ตวนกลับแอบโล่งใจ


อย่างน้อย เผยเยี่ยนก็ไม่ได้ยืนอยู่ฝั่งสกุลอวี้ให้เห็นอย่างชัดเจน


เขาไม่รอให้สกุลอวี้ได้พูดก็ชิงสร้างปัญหาให้ก่อน กล่าวด้วยน้ำเสียง.อบอุ่น “คาดว่านี่คงจะเป็นพยานสองคนที่อวี้ซิ่วไฉพูดถึงเมื่อครู่ เหนือความคาดหมายข้าจริงๆ สองคนนี้เคยได้รับการดูแลจากสกุลข้า ภายหลังยามที่ทางการมาตรวจสอบ จึงพบว่าแท้จริงเป็นโจรสลัดที่หนีตายเข้ามาจากทางฝูเจี้ยน ภายหลังก็ปล่อยคนลี้ภัยที่พักอยู่ในที่นาออกไป สองคนนี้ยังเคยพยายามคิดรีดไถเงินจากข้า คาดไม่ถึงว่ากลับมาเป็นพยานให้สกุลอวี้”


ความหมายของคำพูดคือ สองคนนี้เดิมทีก็เป็นพวกคนไร้คุณธรรม เพื่อเงินแล้วถึงกระทั่งสามารถเล่นแง่กับผู้มีพระคุณอย่างพวกเขา นำมาเป็นพยานย่อมไม่น่าเชื่อถือ ทั้งจงใจเอ่ยถึงตำแหน่งซิ่วไฉของอวี้เหวินออกมา ก็เพราะอยากใช้ฐานะของตัวเองข่มอวี้เหวิน ให้ทุกคนคล้อยตามตนเอง ให้ผู้คนรู้สึกว่าคำพูดของเขาน่าเชื่อถือมากกว่า


เมื่อครู่ที่ต่อกรกับหลี่ตวน อวี้เหวินก็ตระหนักถึงเล่ห์เหลี่ยมของหลี่ตวนแล้ว ยามนี้ได้ฟังเขาพูด ใบหน้ายิ่งดำคล้ำ ดีที่เขาก็ไม่ใช่คนไม่รู้จักความเหมาะสม หาได้หุนหันพลันแล่นขึ้นมาเพราะคำพูดเล็กน้อยของหลี่ตวนไม่ กลับกล่าวด้วยเสียงเคร่งขรึม “คนลี้ภัยสองคนนี้เป็นโจรพเนจรหรือไม่ ยังต้องให้ทางการตรวจสอบ ยามนี้คุณชายใหญ่สกุลหลี่ตัดสินชี้ขาดเช่นนี้ เกรงว่าคงจะเร็วเกินไป”


หลี่ตวนเรียกเขาว่าซิ่วไฉ เขาก็เรียกหลี่ตวนว่าคุณชายใหญ่สกุลหลี่ ใช้อายุและความอาวุโสข่มหลี่ตวน นี่ก็เป็นสิ่งที่อวี้ถังเตือนเขาเมื่อครู่


“แต่เวลานั้นมีคนสกุลเว่ยเห็นว่าคนที่ไปหาเว่ยเสี่ยวซานก็คือสองคนนี้ สองคนนี้ก็ยอมรับว่าตัวเองได้รับคำสั่งมาจากสกุลหลี่ อาศัยที่เว่ยเสี่ยวซานมีชื่อเสียงเล็กน้อยเรียกเขาออกมา จากนั้นก็หลอกไปที่ลำน้ำเล็กๆหลังสกุลเว่ย ทำให้จมน้ำตาย แล้วนำร่างไปทิ้งในแม่น้ำที่เว่ยเสี่ยวซานมักไปจับปลาอยู่บ่อยๆ ข้าว่า คงไม่ถึงขั้นที่มีคนกล้ากล่าวให้ร้ายตัวเองว่าลงมือฆ่าคนหรอกกระมัง!”


“อวี้ซิ่วไฉพูดไม่ถูก!” ขณะที่หลี่ตวนกล่าว สายตาก็เหลือบไปเห็นใบหน้าบึ้งตึง ทั้งแฝงมาด้วยความโกรธเกรี้ยวที่ปิดไม่มิด แต่กลับสดใสงดงามของอวี้ถังเข้า “เดิมทีก็เป็นโจรที่หนีตาย จะมีคดีฆาตกรรมมากหรือน้อย เกี่ยวกันอย่างไร? ใครพอถึงยามเข้าตาจน ล้วนคิดปกป้องชีวิตตัวเองก่อนทั้งนั้น คำพูดของสองคนนี้จะเชื่อได้อย่างไร?”


เขานึกไม่ถึงว่าคุณหนูสกุลอวี้ก็มาเช่นกัน


แต่งตัวเป็นบ่าวรับใช้คนหนึ่ง แต่หน้าตาที่สะอาดหมดจด ทั้งดวงตาที่พร่างพราวราวกับดวงดาวระยิบระยับ อย่างไรก็ไม่อาจปกปิดความโดดเด่นของนางได้


เขาไม่คิดอยากจะมาอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้กับสกุลอวี้


แต่บางเรื่องก็เป็นเพราะชะตากรรมเลวร้าย


เวลานี้ไม่อาจจัดการอะไรได้ ก็ย่อมไม่สามารถควบคุมได้ตลอดไป


รูปลักษณ์งดงามเช่นนี้ เขาไม่เคยเห็นมาก่อน


ดวงตาที่เผยความซุกซน วิบวับพร่างพราว พาให้อยากค้นหาโดยไม่รู้ตัวว่าเป็นคนอย่างไรกันแน่ ไฉนจึงได้มีสีหน้า แววตาเช่นนี้


หลี่ตวนเหลือบมองเผยเยี่ยนอย่างว่องไว


เขากังวลเกี่ยวกับเผยเยี่ยนอยู่บ้าง…กลัวว่าจะพบความงามของคุณหนูอวี้ จะเข้าข้างสกุลอวี้ด้วยเหตุนี้ ถึงกระทั่งอาจจะเกิดความคิดไม่ดีอะไรขึ้นมา


คุณหนูสกุลอวี้เป็นเช่นนี้ก็ดี


ปลอดภัย!


หัวเขาแล่นอย่างรวดเร็ว พุ่งความสนใจไปยังอวี้เหวินแทน


อวี้เหวินใบหน้าดำราวกับก้นหม้อ “ความหมายของคุณชายใหญ่สกุลหลี่คือ เห็นกับตา ได้ยินกับหูก็ไม่แน่ว่าจะเป็นเรื่องจริงอย่างนั้นรึ แล้วอย่างไรจึงจะนับว่าเป็นความจริง?”


หลี่ตวนคาดไม่ถึงอยู่บ้าง


เขาคิดว่าอวี้เหวินจะโต้แย้งกับเขาเรื่องพยานหลักฐานอย่างคนลี้ภัยสองคนนี้ต่อ ทว่าอวี้เหวินกลับถีบลูกหนังนี้มาฝั่งเขาแทน


หรือพวกเขายังมีพยานบุคคลหรือหลักฐานอะไรอีก?


หลี่ตวนระแวดระวังในใจขึ้นมาหลายส่วน กลับไม่เผยสีหน้าอันใด เอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ข้าเพียงคิดไม่ออกว่าเหตุใดสกุลพวกเราจึงต้องเอาชีวิตคุณชายรองสกุลเว่ยให้ได้ด้วย?”


อวี้เหวินอึกอัก


หลี่ตวนกลับชิงเอ่ยปากก่อนเขา “ข้ารู้ดี พวกเจ้าคิดว่าสกุลพวกเราอยากสู่ขอคุณหนูอวี้ กลัวว่าคุณหนูอวี้เกี่ยวดองกับสกุลเว่ย ดังนั้นจึงฆ่าคุณชายรองของสกุลเว่ย แต่อวี้ซิ่วไฉ เจ้าไม่คิดว่าหลักการเช่นนี้มันไร้สาระเกินไปหน่อยหรือ? คุณชายรองสกุลเว่ย นั่นเป็นชีวิตคนๆหนึ่งเชียว ไม่ใช่ลูกแมวลูกหมาที่ไหน สกุลข้าอยากสู่ขอคุณหนูอวี้ ไม่ได้อยากจะผูกบัญชีแค้นเสียหน่อย! แม้ว่าสกุลพวกเราจะบีบบังคับ ก็คงจะคิดวิธีจ้างพวกอันธพาลไประรานคุณหนูอวี้ จากนั้นก็วางแผนให้น้องชายข้าทำตัวเป็นวีรบุรุษช่วยหญิงงาม นอกจากจะได้รับความซาบซึ้งใจจากคุณหนูอวี้ ยังสามารถเชื่อมงานแต่งครั้งนี้ได้ ใช่แล้ว ก่อนหน้านี้ที่คุณหนูอวี้ถูกพวกอันธพาลคุกคาม เป็นสกุลพวกเราที่อับจนหนทางจึงทำเรื่องเช่นนั้นออกมา เรื่องนี้ข้ายอมรับ แต่เรื่องที่บงการพวกลี้ภัยไปสังหารคุณชายรองสกุลเว่ย สกุลพวกเราไม่อาจเป็นแพะรับบาปได้!”


ทุกคนยังไม่รู้ว่าเกิดเรื่องเช่นนี้มาก่อน


หลี่ตวนเพิ่งจะกล่าวจบ ทุกคนก็อดไม่ได้ เริ่มกระซิบกระซาบโต้เถียงกันขึ้นมา


“คาดไม่ถึงว่ามีเรื่องเช่นนี้ด้วย”


“สกุลหลี่อยากแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์เกิน…เกินไปแล้ว”


“เห็นท่าแล้วคุณหนูอวี้คงจะงดงาม.สมคำร่ำลือที่ได้ยินมาเช่นนั้นจริงๆ!”


เสียงที่ดังขึ้นอย่างไม่ขาดสาย ทำให้อวี้เหวินโกรธจนพูดไม่ออก ยิ่งไปกว่านั้นยังพาให้อวี้หย่วนผุดลุกขึ้นมา กำหมัดพุ่งไปหาหลี่ตวน


ชาติก่อน อวี้หย่วนก็เคยปะทะกับหลี่ตวนเช่นกัน


หลี่ตวนเจ้าเล่ห์กลับกลอก ต่อหน้าทุกคนกลับไม่ตอบโต้สักนิด ผู้คนต่างชมเขาว่ามีจิตใจสูงส่ง แต่ลับหลังหลี่ตวนกลับส่งคนไปลอบทำร้ายอวี้หย่วน ดีที่ยามนั้นอาหลิ่วที่ขายสาลี่แถวธารเสี่ยวเหมยบังเอิญทราบเรื่อง จึงส่งจดหมายมาบอกอวี้หย่วน ทำให้อวี้หย่วนรอดพ้นมาได้ อวี้ถังก็เริ่มคลางแคลงสกุลหลี่ ทั้งสงสัยหลี่ตวนในเวลานั้นขึ้นมาเช่นกัน


อวี้ถังก้าวขึ้นมาด้านหน้า คว้าอวี้หย่วนเอาไว้ กดเสียงเบาในลำคอ “ท่านพี่ ความมุทะลุไม่อาจแก้ไขปัญหาใดได้ ในเมื่อพวกเรามาคุยเรื่องเหตุผลกับสกุลหลี่ ข้าก็ย่อมไม่อาจให้ตัวเองสะอาดบริสุทธิ์ต่อไปได้แล้ว นับแต่นี้ไปก็คงไม่มีชื่อเสียงดีงามอะไร เรื่องพวกนี้ เทียบกับชีวิตของคุณชายรองสกุลเว่ยแล้ว เป็นเรื่องน้อยนิด วันนี้พวกเรามาก็เพื่อหาความเป็นธรรมให้คุณชายรองเว่ย ท่านไม่ควรทำเสียการใหญ่เพราะเรื่องเล็กๆได้”


นายท่านเว่ยนั่งอยู่เบื้องหน้าพวกเขา คำพูดนี้ย่อมได้ยินอย่างกระจ่างชัด ขณะนั้นเขาก็น้ำตาคลออย่างซาบซึ้ง คิดว่าหากผ่านสองปีสามปี งานแต่งของอวี้ถังยังไม่ถูกจัดการ ก็จะให้เว่ยเสี่ยวชวนไปสู่ขออวี้ถัง


กล่าวโดยสรุปคือ ไม่อาจให้หญิงสาวที่ดีขนาดนี้อย่างอวี้ถังแต่งงานกับคนอื่นเรื่อยเปื่อยได้


เผยเยี่ยนที่ทำหูตั้งนั่งไกลไปอยู่บ้าง ได้ยินไม่ชัดว่าอวี้ถังพูดอะไร กลับคิดว่าคุณหนูสกุลอวี้ย่อมเสนอความคิดอะไรให้คนในบ้านเป็นแน่


เห็นสีหน้าเรียบนิ่งของนาง แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าคำพูดของหลี่ตวนไม่ได้กระทบถึงนางแต่อย่างใด


หากไม่ใช่ว่านางมีความ.อดทน.อดกลั้นอยู่แล้ว ก็คงคิดแผนรับมือไว้นานแล้วเป็นแน่


แต่ไม่ว่าจะเป็นอย่างหน้าหรืออย่างหลัง หญิงสาวสามารถก้าวมาถึงขั้นนี้ได้ ล้วนทำให้คนนับถือแล้ว


จู่ๆ เขาก็อยากรู้ว่า ตกลงคุณหนูสกุลอวี้เป็นสตรีเช่นไรกันแน่


นางเคยผ่านเรื่องอะไรมา ถึงเปลี่ยนจากตาปลากลายเป็นไข่มุกที่ล้ำค่า มีความเปล่งประกายเป็นของตัวเองได้


เผยเยี่ยนพลันอยากรู้ว่าสกุลอวี้จะพูดอะไรต่อไป ทั้งจะทำสิ่งใดบ้าง


และสกุลอวี้ หรือควรจะพูดว่าอวี้ถัง ก็ไม่ได้ทำให้เขาผิดหวัง


เขาเห็นอวี้ถังจัดแจงชุดเล็กน้อย หยัดกายตรงดั่งต้นสน เดินออกมาจากด้านหลังนายท่านเว่ยด้วยท่าทีหนักแน่น ผ่อนคลาย หยุดอยู่เบื้องหน้าหลี่ตวน


หลี่ตวนตกใจอย่างคาดไม่ถึง


พวกเศรษฐีชนบทที่กระซิบกระซาบกันยิ่งเงียบเสียงโดยพร้อมเพรียงกัน จากความประหลาดใจ สู่ความกระจ่างใจและสนใจหลังจากที่คาดเดาตัวตนของอวี้ถังออก จวบจนพากันเงียบกริบ มองนางด้วยดวงตาใสกระจ่าง รอนางเอ่ยปากพูด ก็เป็นเพียงช่วงเวลาสั้นๆเท่านั้น


นี่ดีกว่าที่อวี้ถังคาดไว้มาก


อย่างน้อยเศรษฐีชนบทพวกนี้ก็ไม่ได้ตะโกนออกมาถามว่านางเป็นใคร คิดว่านางเป็นเพียงสตรีผู้หนึ่งไม่ควรยืนพูดคุยอยู่ตรงนี้


อวี้ถังมีความมั่นใจขึ้นมาหลายส่วน นัยน์ตาที่เดิมทีพร่างพราวราวดวงดาว ยิ่งส่องแสงระยิบระยับขึ้นไปอีก กระจ่างวับวาวอย่างเห็นได้ชัด


“คุณชายใหญ่สกุลหลี่” นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงสุภาพ ท่าทีเยือกเย็น แววตาที่มองหลี่ตวนนั้นสนิทชิดเชื้อราวกับสหาย กล่าวแนะนำตัวเองอย่างใจกล้าไม่รีบร้อนอันใด “ข้าคนสกุลอวี้ อวี้ถัง ไม่ทราบว่าคุณชายใหญ่สกุลหลี่รู้จักข้าหรือไม่?”


ต่อให้เป็นฝัน หลี่ตวนก็ยังคาดไม่ถึงว่าอวี้ถังจะกล้าออกหน้าด้วยตัวเอง


เหตุใดจึงไม่มีคนในสกุลอวี้ขัดขวางนาง?


นางรู้หรือไม่ว่าตัวเองทำเช่นนี้จะมีผลลัพธ์อย่างไรตามมา?


อย่างอื่นไม่พูดถึง แต่ชื่อเสียงเรื่องห้าวหาญของหญิงสาวย่อมหนีไม่พ้นแล้ว


สมองของหลี่ตวนแล่นไม่ทันอยู่บ้าง กล่าวคำว่า ‘รู้จัก’ อย่างเหม่อลอย


อวี้ถังแย้มยิ้มเล็กน้อย “หากข้าฟังไม่ผิด ความหมายของเจ้าเมื่อสักครู่ คือยอมรับว่าพวกอันธพาลที่รังควานข้าในหมู่บ้านชนบทนั้น เป็นการบงการของสกุลพวกเจ้าอย่างนั้นรึ?”


นี่เป็นข้อเท็จจริงที่ไม่อาจโต้เถียง


หากใช้ประโยชน์ถูกทาง ก็จะเหมือนดั่งเรื่องเหวินจวินขายสุรา กลายเป็นเรื่องเล่าหวานซึ้งในพวกบัณฑิตสุภาพชน ไม่อาจกระทบถึงชื่อเสียงของสกุลหลี่และหลี่จวิ้น


หลี่ตวนยอมรับแล้ว


[1] เหวินจวินขายสุรา เป็นเรื่องเล่าเกี่ยวกับความรักของชายหญิง บิดาของเหวินจวินไม่เห็นด้วยกับงานแต่ง เหวินจวินจึงหนีตามคนรักไปเปิดร้านขายสุรา ภายหลังบิดารับรู้ถึงความทุกข์ยากก็ใจอ่อน ทั้งสองคนจึงกลับมาใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันได้อย่างเป็นสุข


บทที่ 65: ชิงไหวพริบ


หลี่ตวนมองไปยังอวี้ถังด้วยแววตาแฝงรอยยิ้ม “เรื่องนี้มารดาข้าทำไม่ถูก แต่อย่างไรขอให้คุณหนูอวี้อภัยด้วย ไม่ว่ามารดาคนใด ยามที่ปกป้องลูกของตัวเองก็มักพลั้งมือทำเรื่องโง่งม.ลงไปบ้าง ดีที่เดิมทีมารดาก็ไม่ได้คิดทำร้ายคุณหนูอวี้ เวลานั้นน้องชายข้าได้ยินว่าคุณหนูอวี้อาจจะพบเรื่องลำบาก ยังเข้าไปช่วยเหลือคุณหนูอวี้พร้อมสหาย จะว่าไปแล้ว น้องชายข้าก็เป็นผู้เคราะห์ร้ายเช่นกัน!”


เศรษฐีชนบทพวกนั้นล้วนเป็นคนมีประสบการณ์โชกโชน ฟังจบก็รู้ถึงลับลมคมในเรื่องนี้ทันที อดยิ้มขึ้นมาไม่ได้


เผยเยี่ยนคาดไม่ถึงว่าเรื่องนี้จะเป็นฝีมือของคนสกุลหลิน มารดาของหลี่ตวนและหลี่จวิ้น


เขาอดพินิจหลี่จวิ้นไปทีไม่ได้


พบเพียงว่าหลี่จวิ้นกำลังเบิกตากว้างมองอวี้ถัง มุมปากสั่นระริก คล้ายมีหลายอย่างที่อยากจะกล่าวกับอวี้ถัง แต่ไม่รู้จะพูดอย่างไรดี ท้ายที่สุดจึงกลายเป็นความเสียใจหมองเศร้า


เขามองไปทางอวี้ถัง


อวี้ถังเผยแววตาเรียบนิ่งมองหลี่ตวน ไม่โศกเศร้าไม่ยินดี ไม่ได้ชายตามองหลี่จวิ้นแม้แต่น้อย


จะเห็นได้ว่าไม่ได้ชมชอบหลี่จวิ้นแต่อย่างใด


เผยเยี่ยนลอบประหลาดใจ


เห็นเช่นนี้ เขากล้ามั่นใจว่า หลี่จวิ้นนั้นชื่นชอบคุณหนูอวี้ ทั้งตอนนี้ก็ยังชอบอยู่ คุณหนูอวี้เป็นฝ่ายเล่นหูเล่นตาหลี่จวิ้นก่อน เหตุใดยามนี้จึงดูถูกดูแคลนเสียแล้วเล่า? ทั้งดูท่าไม่คล้ายมีใจให้หลี่ตวนด้วย ยามที่นางเผชิญหน้ากับหลี่ตวน เขาก็มองไม่เห็นความรู้สึกอะไรที่คุณหนูอวี้มีต่อหลี่ตวนทั้งนั้น


หรือเขามองพลาดกัน?


แต่ไหนแต่ไรเขาก็ไม่ค่อยเจนจัดเรื่องพวกนี้มากนัก


ตอนแรกที่โจวจื่อจินมีความสัมพันธ์ส่วนตัวกับนักพรตหญิง ผู้ดูแลอารามอะไรนั่น เขาไปดื่มชาเป็นเพื่อนอยู่หลายครั้งหลายคราก็ยังมองไม่ออก ยังคงเป็นฮูหยินโจวที่พาคนไปตีกระบองแยกคู่ยวนยาง เขาจึงได้ทราบเรื่อง


เผยเยี่ยน.อดลูบจมูกตัวเองไม่ได้


ยังมีคุณชายรองสกุลเว่ยที่ชื่อว่าเว่ยเสี่ยวซานคนนั้น สามารถมองออกได้ว่า คุณหนูอวี้ออกหน้าเพื่อเขาด้วยใจจริง ถึงกระทั่งไม่สนใจชื่อเสียงของตัวเอง ยอมปรากฏตัวต่อหน้าผู้คนเพื่อจะเผชิญหน้ากับหลี่ตวน


คุณหนูอวี้ผู้นี้ น่าสนใจเสียจริง!


ผู้คนมากหน้าหลายตา ล้อมหน้าล้อมหลัง คาดไม่ถึงว่านางจะยังมีจุดยืนของตัวเอง


เป็นครั้งแรกในชีวิตที่มีคนทำให้เผยเยี่ยนมองไม่ออก


แต่คุณหนูอวี้จะทำเช่นนี้ไม่ได้เชียว แม้หลี่ตวนจะยอมรับว่าเรื่องที่ลักพาตัวเป็นฝีมือของสกุลหลี่ กลับผลักเรื่องนี้ไปที่คนสกุลหลินมารดาของเขา สตรีน่ะหรือ ไว้ผมยาวความรู้กลับตื้นเขิน จู่ๆก็บุ่มบ่ามทำเรื่องที่น่าตกตะลึงขึ้นมา นับว่าเป็นเรื่องปกติ จะจ้องสกุลหลี่ไม่ปล่อยเพราะเรื่องนี้ย่อมไม่ได้


หากเป็นเขา ในเมื่อเปิดประเด็นเข้าสู่เรื่องนี้แล้ว ก็จะใช้ประโยชน์จากมันอีกด้าน ไถ่ถามสกุลหลี่ว่า เกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น วางแผนจะจัดการปัญหาแบบใด อย่างไรก็ต้องตัดขาดเรื่องเชื่อมสัมพันธ์กับสองสกุลให้เด็ดขาด ไม่ให้สกุลหลี่ได้ใช้ประโยชน์จากเรื่องนี้มาเกี่ยวดองกับสกุลอวี้อีก


เช่นนั้นเขาจำเป็นต้องเตือนคุณหนูอวี้เสียหน่อยหรือไม่?


ความคิดนี้แล่นวาบเข้ามาในหัวเผยเยี่ยน ก่อนจะถูกเขาสลัดทิ้งไปในพริบตา


ยามนี้เขาก็ยังไม่รู้ว่าคุณหนูอวี้ต้องการจะทำสิ่งใด แม้ดูเหมือนนางจะออกหน้าเพื่อเว่ยเสี่ยวซาน แต่ในความเป็นจริงหากคิดจะแต่งให้สกุลหลี่ล่ะ?


เขาไม่ช่ำชองเรื่องระหว่างชายหญิงเช่นนี้เป็นที่สุด อย่างไรอย่าทำเรื่องที่ลำบากใจทั้งสองฝ่ายดีกว่า


แต่ว่า หากคุณหนูอวี้อยากแต่งให้หลี่ตวนจริงๆ เขากลับสามารถช่วยเหลือได้ ถึงเวลานั้นสกุลหลี่และสกุลกู้ถอนหมั้น สีหน้าของกู้ฉ่างคงจะดูไม่ได้เป็นแน่


เผยเยี่ยนยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะได้ยินอวี้ถังเอ่ย “แม้จะกล่าวว่าฮูหยินหลี่หุนหันพลันแล่นไปชั่วครู่ แต่ยามนี้เป็นคุณชายใหญ่สกุลหลี่ที่ดูแลสกุล ฮูหยินหลี่ทำเรื่องเช่นนี้ออกมา สกุลพวกเราย่อมไม่อาจผูกสัมพันธ์อันใดกับสกุลหลี่ได้อีก คาดว่าหากทุกท่านที่นั่งตรงนี้และคุณชายใหญ่สกุลหลี่ลองคิดเอาใจเขามาใส่ใจเรา ก็คงสามารถเข้าใจความคับข้องใจของสกุลพวกเราได้”


เวลานี้เผยเยี่ยนก็นั่งตัวตรงขึ้นมา


คาดไม่ถึงว่า คุณหนูอวี้คนนี้จะตัดความสัมพันธ์กับสกุลหลี่จริงๆ!


เขามองผิดอีกแล้ว!


เผยเยี่ยนก้มหน้าจิบชา ปกปิดความไม่เป็นธรรมชาติของตัวเอง


พวกเศรษฐีชนบทที่นั่งอยู่ต่างพากันถกเถียงเซ็งแซ่ขึ้นมา และนายท่านอู๋ที่ได้รับการไว้วางใจจากอวี้เหวินก็ถือโอกาสกล่าวต่อ “อืม คำพูดของคุณหนูอวี้มีเหตุผล หากบุตรีสกุลข้าประสบกับเรื่องเช่นนี้ แม้จะเป็นความปรารถนาดี แต่กลับทิ้งบาดแผลลึกในใจ ไม่ถูกทำนองคลองธรรม ไม่ว่าอย่างไรทั้งสองสกุลก็ไม่อาจเกี่ยวดองกันได้” พูดจบ เขาก็หัวเราะออกมาสองครั้ง “ดีที่สกุลอวี้ต้องการให้คุณหนูอวี้แต่งลูกเขยเข้าบ้าน คุณชายรองสกุลหลี่ก็เป็นหนุ่มรูปงามมากความสามารถ ความรู้โดดเด่น หากข้าเป็นนายท่านหลี่ ก็คงทำใจส่งลูกชายที่เลี้ยงมาจนเติบใหญ่เช่นนี้ให้คนอื่นไม่ลงเช่นกัน เวรควรระงับด้วยการไม่จองเวร ข้าว่าเรื่องนี้ก็จบแบบนี้แล้วกัน ทุกคนเผชิญกันด้วยรอยยิ้มปล่อยความคับแค้นไปก็เพียงพอแล้ว ท่านล่ะว่าอย่างไร นายท่านสาม?”


เผยเยี่ยนเงยหน้ามองอวี้ถัง


อวี้ถังก็กำลังมองเขาอยู่พอดี


แววตาที่สุกสกาวของนาง ยามนี้เผยความตื่นเต้นออกมาอยู่บ้าง พุ่งเป้ามาที่เขาอย่างใจจดใจจ่อ แทบไม่กะพริบตา ราวกับกลัวว่าหากกะพริบตาแม้แต่น้อย จะพลาดท่าทีของเขาไป ทำให้นางไม่อาจรับมือได้ทัน จะพาให้เรื่องราวเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ไม่เป็นผลดีต่อนาง นางเอนตัวไปด้านหน้าเล็กน้อย แฝงความขอร้องและคาดหวังอยู่บ้าง คล้ายว่าการตัดสินใจของเขาสำคัญกับนางเป็นอย่างมาก สามารถส่งผลต่อความเป็นความตาย ส่งผลต่ออนาคต ทั้งส่งผลต่อชั่วชีวิตของนาง


เหอะๆ คุณหนูอวี้ผู้นี้นับว่าเป็นคนมีหลายหน้าจริงๆ ยามที่ขอร้อง ก็สามารถทำให้เขาเห็นแล้วใจอ่อนได้ นับประสาอะไรกับหลี่จวิ้นเด็กผู้นั้น


เผยเยี่ยนดื่มชาอีกคำอย่างไม่เป็นตัวเอง มองไปยังหลี่ตวน


อย่างไรก็เป็นเด็กหนุ่ม ย่อมไม่อาจซ่อนเร้นอารมณ์เฉกเช่นมนุษย์ทั่วไปได้หมด สีหน้าของหลี่ตวนดูไม่ได้อยู่บ้าง เห็นได้ชัดว่าไม่ชอบใจในคำพูดของนายท่านอู๋เท่าใด


พูดมาเช่นนี้ ไม่ใช่คุณหนูอวี้อยากข้องเกี่ยวกับสกุลหลี่ แต่สกุลหลี่มาถึงยามนี้แล้วก็ยังคิดจะวางแผนกับคุณหนูอวี้!


น่าสนใจ น่าสนใจ!


เผยเยี่ยนนึกถึงใบหน้าอ่อนโยนนั้นของกู้ฉ่าง ในใจก็ยิ่งรู้สึกมีความสุขขึ้นมา


เขาเอ่ย “ในหมู่บัณฑิตมักพูดคุยกันเรื่องการทำไม่ถูกทำนองคลองธรรม บังเอิญเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นมา ทั้งสองคนยอมจบด้วยดีก็แล้วไป อย่างไรอย่าได้ให้คนอื่นเลียนเอาอย่างก็เพียงพอแล้ว”


นี่หมายความว่าไม่เห็นด้วยที่สกุลหลี่ยังเกาะแกะสกุลอวี้เรื่องแต่งงาน


อวี้ถังถอนหายใจอย่างโล่ง.อก


นางตัดสินใจนานแล้วว่า จะพยายามเกลี้ยกล่อมเผยเยี่ยนให้ยืนอยู่ฝั่งตัวเอง คาดไม่ถึงว่าเผยเยี่ยนกลับไม่ให้นางต้องพูดมากความก็อาศัย ‘การทำไม่ถูกทำนองคลองธรรม’ มาช่วยนางไว้


เห็นทีเผยเยี่ยนยังคงเป็นดั่งที่นางเข้าใจเหมือนเมื่อก่อนจริงๆ แม้ไม่ค่อยสนใจเรื่องราวเท่าใด แต่ในยามสำคัญ กลับสามารถช่วยเหลือคนอื่น เป็นคนที่เต็มใจช่วยเหลือผู้คน


อวี้ถังมองเผยเยี่ยนอย่างซาบซึ้งใจ


แววตาเคลือบไปด้วยน้ำแวววาว ภายใต้แสงสว่างในห้องโถง กลับคล้ายดั่งแสงอาทิตย์ที่สะท้อนผิวน้ำ กระจ่างพร่างพราว วิบวับสดใส


เผยเยี่ยนชะงักไป


อวี้ถังคุกเข่าคำนับแก่เขาอย่างอ่อนน้อม เอ่ยด้วยน้ำเสียงซาบซึ้งใจไม่น้อย “ขอบคุณนายท่านสามอย่างยิ่ง”


เสียงใสกังวานราวกับหยกกระทบกัน


ชั่วขณะนั้นเผยเยี่ยนก็นึกถึงฉากที่ต้นสนตื่นรู้ข้างวัดเจาหมิง เหมือนว่าคุณหนูอวี้ก็ใช้ท่าทีสง่างามน่าหลงใหลเช่นนี้ขอบคุณหลี่จวิ้นเช่นกัน


ใบหน้าเขาดำคล้ำเล็กน้อย


รู้สึกคล้ายว่าตัวเองตกลงไปอยู่ในสภาพเดียวกับหลี่จวิ้น…


อวี้ถังกลับลอบพึมพำในใจ


นายท่านสามสกุลเผยช่างเอาแน่เอานอนไม่ได้จริงๆ!


เมื่อครู่ยังช่วยเหลือนางด้วยสีหน้ายินดี ชั่วพริบตาก็เปลี่ยนสีหน้าเสียแล้ว


นางไม่อยากให้อารมณ์ที่ไม่แน่.นอนของเผยเยี่ยน ทำให้เกิดเรื่องไม่คาดฝัน ทั้งทำเรื่องที่ไม่เป็นประโยชน์อันใดต่อนางขึ้นมา


อวี้ถังแทบไม่สนใจอะไรแล้ว ไม่ง่ายที่เรื่องราวจะดำเนินมาถึงขั้นนี้ แม้ว่าจะเสี่ยง นางก็ต้องฝืนหยิบลูกเกาลัดจากเตาไฟ ทำให้เรื่อง.จบลงไปเช่นนี้


“คุณชายรองสกุลหลี่” นางส่งยิ้มให้หลี่จวิ้น เอ่ยอย่างอ่อนโยน “คาดว่าท่านก็คงเห็นด้วยกับความคิดของนายท่านสาม!”


นี่ยังคงเป็นครั้งแรกที่อวี้ถังวางสายตาไว้ที่ร่างเขา ทั้งเป็นครั้งแรกที่พูดคุยกับเขา หลังจากวันนั้นที่หลี่จวิ้นรั้งเกี้ยวของอวี้ถังที่ปากทางตรอกชิงจู๋


หลี่จวิ้นมีท่าทีขื่นขม สิ่งที่มากไปกว่านั้นกลับเป็นความรู้สึกผิด


เขารู้ว่าอวี้ถังกำลังจะตัดขาดความสัมพันธ์กับเขา แต่เขาไม่เห็นด้วยได้หรือ?


เดิมทีเขาก็รู้สึกผิดต่อนางแล้ว หรือยังต้องรั้งนางไว้เช่นนี้ไม่ปล่อยไปอีก?


นี่เป็นสิ่งที่เขาตระหนักได้ยามที่ออกจากตรอกชิงจู๋มา เวลานี้ก็เป็นการพูดให้เข้าใจและกระจ่างชัดเท่านั้น


หลี่ตวนเห็นกลับใจร้อนเหลือทน ไม่รอให้หลี่จวิ้นได้พูดอะไร ก็ก้าวเข้าไปดึงแขนเสื้อของหลี่จวิ้น


เด็กคนนี้ เหตุใดจึงโง่งมเช่นนี้


ไล่ตามหญิงสาว หากหน้าบาง ย่อมไม่อาจทำเรื่องสำเร็จ


แต่งคุณหนูอวี้เข้าสกุล ไม่ใช่เรื่องของเขาเพียงคนเดียว เป็นบิดาของเขาที่ตัดสินใจ


นี่เกี่ยวพันกับอนาคตภายหน้าของสกุลหลี่


สิ่งที่เหนือความคาดหมายพวกเขาเพียงอย่างเดียวคือ นึกไม่ถึงว่าหลี่จวิ้นจะชมชอบคุณหนูอวี้ด้วยใจจริง


“นายท่านสาม…” หลี่ตวนเอ่ย เพียงพูดไม่ทันจบ กลับถูกหลี่จวิ้นสะบัดมือ ปัดมือหลี่ตวนที่จับแขนเสื้อเขาไว้ ทั้งยังชิงพูดก่อนหลี่ตวน “คุณหนูอวี้ เจ้าพูดมีเหตุผล เรื่องนี้ไม่ถูกทำนองคลองธรรมจริงๆ เป็นข้าที่เสียมารยาท” พูดจบ เขาก็คำนับขอโทษแก่อวี้ถัง


“น้องชาย!” หลี่ตวนขมวดคิ้ว


อวี้ถังกลับรู้สึกเบาใจ


หลี่จวิ้น ชายหนุ่มที่ควบม้าด้วยอาภรณ์สง่างามนั้น ยังคงเป็นคนที่มีขอบเขต ไม่ได้เลวร้ายจนหมดหนทางรักษา


มอบลูกท้อให้ ย่อมต้องส่งคืนด้วยหยกงาม


นางจะหาวิธีช่วยชีวิตเขาให้ได้อย่างแน่.นอน


อวี้ถังมองไปยังหลี่ตวน แววตาประกายความเยือกเย็นขึ้นมา


แม้เรื่องลักพาตัวจะเป็นความคิดของคนสกุลหลิน แต่หากไม่มีหลี่ตวน คนสกุลหลินจะทำสำเร็จได้อย่างไร?


ไม่ว่าชาติก่อนหรือชาตินี้ หลี่ตวนย่อมไม่มีทางที่จะยืนขึ้นยืด.อกยอมรับตรงๆได้หรอก


นางเอ่ย “คุณชายใหญ่สกุลหลี่ เจ้าดูเถิด ทุกคนต่างรู้ว่าหลังจากสกุลเจ้าทำเรื่องเช่นนี้ออกมา พวกเราสองสกุลก็ไม่อาจข้องเกี่ยวกันได้แล้ว กระทั่งคุณชายรองสกุลหลี่ ก็คิดว่าเรื่องนี้ไม่เหมาะสมเช่นกัน ดังนั้น แรกเริ่มที่สกุลพวกเราปฏิเสธการแต่งงาน พวกเจ้าก็อับจนหนทางแล้วใช่หรือไม่?”


หลี่ตวนเห็นด้วยกับความคิดนี้ในใจ แต่เขาไม่ได้พูดออกมา


ครั้งที่แล้ว ก็เพราะเขาตอบอย่างรีบร้อนเกินไป ทำให้คุณหนูอวี้ได้ใช้ช่องโหว่ ตัดขาดความเป็นไปได้ที่สองสกุลจะแต่งงานทิ้งไปหมด จะเห็นได้ว่าเขาประเมินคุณหนูอวี้ต่ำเกินไป เขาควรรู้ว่า สกุลอวี้กล้าให้คุณหนูอวี้มาเผชิญหน้ากับเขา คุณหนูอวี้ก็ย่อมมีจุดเด่นที่เหนือคนอื่น


ภายหลัง คุณหนูอวี้กล่าวอะไร เขาต้องครุ่นคิดให้ดีก่อนแล้วค่อยตอบ


สิ่งที่ทำให้เขาคาดไม่ถึงยังคงเป็นท่าทีของเผยเยี่ยน


เขารู้ว่าสกุลอวี้และสกุลเผยนั้นมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันไม่น้อย ก่อนที่เขาจะมา เคยคิดว่าควรล่วงหน้ามาเยี่ยมเยียนเผยเยี่ยนก่อนดีหรือไม่ แต่เขาก็กังวลว่าหากทำเช่นนั้นเผยเยี่ยนจะเข้าใจผิดคิดว่าสกุลพวกเขากระทำมิชอบในเรื่องนี้ กระทบต่อภาพลักษณ์เขาที่มีต่อเผยเยี่ยน…อาจารย์และศิษย์ร่วมสำนักของเผยเยี่ยนเก่งกาจเกินไป ทั้งยังแต่ละคนต่างอยู่ในตำแหน่งฐานะสำคัญ เขากลัวว่าวันหนึ่งจะมีเรื่องให้ขอร้องเผยเยี่ยน


แต่ยามนี้เกรงว่าเขาจะทำผิดพลาดเรื่องนี้อีกแล้ว


สกุลอวี้สามารถเชิญเผยเยี่ยนเป็นคนกลางได้ ย่อมเป็นเพราะได้เกลี้ยกล่อมเผยเยี่ยนแล้ว ให้เผยเยี่ยนมีอคติกับสกุลหลี่ก่อน


หากจะทำลายสถานการณ์ที่ชะงักงันนี้ เขายิ่งต้องระวังมากขึ้นอีก


“คุณหนูอวี้ ไม่อาจจะพูดเช่นนี้ได้” หลี่ตวนยิ้มด้วยรอยยิ้มราวกับอาบลมในฤดูใบไม้ผลิ มองไม่เห็นความร้อนใจแม้แต่น้อย “จิตใจที่ตั้งมั่น แม้แต่หินเหล็กก็ย่อมหลีกทางให้ ตั้งแต่ต้นสกุลพวกเราก็อยากเกี่ยวดองกับสกุลอวี้ ไม่อาจทำเรื่องทำร้ายตัวเองเช่นนั้นออกมาได้หรอก”


อวี้ถังก็ยิ้มเช่นกัน ยิ้มอย่างอ่อนโยนและอบอุ่น “แต่ความจริงคือ สกุลพวกเราตั้งใจจะรับเขยเข้าบ้านให้ข้า สกุลพวกเจ้ามุ่งมั่นจะแต่งข้าเข้าสกุลหลี่ ทั้งสองสกุลต่างไม่ยอมถอยให้กัน มารดาเจ้าก็ทำเรื่องเลอะเลือน ข้าคงไม่ได้พูดผิดกระมัง?”


[1] ตีกระบองแยกคู่ยวนยาง หมายถึง บีบบังคับให้คู่รักแยกจากกัน


[2] หยิบลูกเกาลัดจากเตาไฟ หมายถึง ถูกคนอื่นหลอกใช้ให้ทำเรื่องเสี่ยงอันตราย แต่กลับไม่ได้รับประโยชน์อันใดกลับมา


บทที่ 66: ยืนหยัด


อวี้ถังถูกลักพาตัว คนที่ช่วยนางก็คือเผยเยี่ยน ก่อนที่หลี่ตวนจะมา เขาได้ถกเรื่องนี้กับชิงเค่อที่บิดาทิ้งไว้ให้ที่บ้านอย่างละเอียดแล้ว เรื่องลักพาตัวย่อมลบไม่ออก ทั้งจะก่อให้เกิดปัญหาไม่รู้จบ สิ่งสำคัญที่ต้องจัดการในตอนนี้คือไม่ว่าอย่างไรก็ต้องปฏิเสธเรื่องสังหารเว่ยเสี่ยวซาน มิเช่นนั้นสกุลหลี่ที่เป็นสกุลขุนนาง ก็มีความเป็นไปได้ที่ต้องถูกร้องขอให้ชดใช้ด้วยชีวิต ถึงเวลานั้นใครจะไปเป็นแพะรับบาปกัน?


หลี่ตวนครุ่นคิดเล็กน้อย คิดว่าคำพูดนี้ของอวี้ถังไม่มีปัญหาอะไร กล่าวด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม “คุณหนูอวี้ เรื่องนี้สกุลพวกเราทำไม่ถูก เพียงแต่ ‘บิดามารดาล้วนทำสิ่งที่ถูกต้องเสมอ’ อย่างไรขอคุณหนูอวี้อย่าได้คิดเล็กคิดน้อยกับมารดาข้า หากคุณหนูอวี้ยังรู้สึกโมโหไม่อาจสงบจิตสงบใจได้ ข้าก็ยินดีจะชดใช้แทนมารดาให้กับสกุลอวี้และคุณหนูอวี้”


พูดมาถึงตรงนี้ อวี้ถังก็เดาได้แล้วว่าเขาจะกล่าวอะไร


“ชดใช้ย่อมไม่จำเป็น” นางเอ่ยเรียบนิ่ง “สกุลพวกเราแค่ไม่ได้ตอบรับการสู่ขอของพวกเจ้า มารดาเจ้าก็ทำลายชื่อเสียงข้าเสียแล้ว ทั้งก่อนหน้านั้นมารดาของเจ้ายังเชิญนายหญิงของทังซิ่วไฉมาเป็นแม่สื่อที่บ้านข้าหลายต่อหลายครั้ง กลับถูกสกุลข้าปฏิเสธมาโดยตลอด คาดว่ามารดาเจ้าคงมีโทสะไม่น้อย เพียงแต่ไม่รู้ว่ายามที่มารดาเจ้าทราบว่าสกุลของเราตั้งใจจะเจรจาแต่งงานกับสกุลเว่ย นางคิดอย่างไรกัน? ทั้งทำอะไรลงไปบ้างกันแน่?”


ในที่สุดก็ลากประเด็นเข้ามาในเรื่องของเว่ยเสี่ยวซาน


ทุกคนที่นั่งอยู่ต่างมีใจคล้อยตาม พากันซุบซิบนินทาขึ้นมา


เดิมทีคิดว่าสกุลหลี่แทบไม่มีแรงจูงใจในการฆ่าเว่ยเสี่ยวซาน แต่ยามนี้ได้ฟังอวี้ถังพูด ก็มีความเป็นไปได้ว่าเป็นฝีมือของฮูหยินหลี่จริงๆ


อวี้ถังพูดไม่ทันจบ ใจหลี่ตวนก็เต้นกระหน่ำ รู้ว่าครั้งนี้ตัวเองถูกอวี้ถังจับจุดอ่อนแล้ว เขามองพวกเศรษฐีชนบทที่เผยสีหน้าเข้าใจขึ้นมาโดยพลัน รีบกล่าว “คำพูดนี้ของคุณหนูอวี้ไม่ถูกแล้ว แม้มารดาของข้าจะใจร้อนไปอยู่บ้าง กลับไม่อาจกระทำเรื่องฆ่าคนออกมาได้ คุณหนูอวี้จะพูดก็ควรมีหลักฐาน อย่าได้พูดจาส่งเดช”


พูดจบ เขาก็หันไปทางเผยเยี่ยน


ก่อนหน้านี้เผยเยี่ยนยังนั่งหยัดกายตรง ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อใดที่ข้อศอกซ้ายไปพิงที่เท้าแขนของเก้าอี้ นั่งเล่นผีซิวที่ทำจากหยกเหอเถียนด้วยสีหน้าสบายๆอยู่ตรงนั้น มองไม่ออกถึงอารมณ์ใด


หลี่ตวนร้อนใจอยู่บ้าง กลับไม่กล้าเผยพิรุธออกมาทางใบหน้ามากนัก


ด้านอวี้ถังเอ่ยขึ้นมาอย่างเรียบเย็น “เกรงว่าคุณชายใหญ่สกุลหลี่จะกังวล.จนลืมคิดไป ชื่อเสียงของสตรีนั้นสำคัญเพียงใด ฮูหยินหลี่จะไม่รู้เชียวรึ? เพื่อประโยชน์ส่วนตัวกลับให้อันธพาลพวกนั้นมาลักพาตัวข้า นี่ต่างอะไรกับการฆ่าคนกัน? คุณชายใหญ่สกุลหลี่ไฉนจึงกล้ารับประกันว่า ยามที่มารดาเจ้ารู้ว่าสกุลพวกเราเตรียมจะรับคุณชายรองสกุลเว่ยเป็นลูกเขย ไม่ได้โมโหโกรธเกรี้ยวจนทำเรื่องอย่างที่ลักพาตัวข้าขึ้นมา?”


หลี่ตวนแก้ต่าง “ฆ่าคนกับลักพาตัวจะนำมาเปรียบเทียบกันได้อย่างไร?”


อวี้ถังไล่ต้อนอย่างไม่ลดละ “มีอันใดแตกต่าง? ถูกบงการด้วยคนเหมือนกัน เพื่อบรรลุเป้าประสงค์ล้วนไม่เลือกวิธีการเช่นเดียวกัน สำหรับหญิงแต่งงานที่นั่งในเรือนอย่างสงบเสงี่ยมแล้ว ปกติอาจจะได้ยินคนอื่นพูดคุยเรื่องความบริสุทธิ์ของหญิงสาว กลับไม่แน่ว่าจะสามารถเห็นการฆ่าคนด้วยตาตัวเอง เกรงว่าสำหรับฮูหยินหลี่แล้ว การทำลายความบริสุทธิ์คนอื่นคงสามารถสั่นสะเทือนจิตใจผู้คนยิ่งกว่าการฆ่าคนกระมัง! หรือข้ากล่าวไม่ถูก? ไม่ก็ฮูหยินหลี่คิดว่าความบริสุทธิ์ของหญิงสาวไม่สำคัญ?”


คำพูดของนางราวกับน้ำที่หยดบนน้ำมันร้อน พาให้น้ำมันแตกกระเซ็นไปทั่ว


เศรษฐีชนบทพวกนั้นพากันวิพากษ์วิจารณ์ขึ้นมา “ความบริสุทธิ์ของหญิงสาวย่อมสำคัญกว่าความเป็นความตาย!”


“แม้ว่าฮูหยินหลี่จะหุนหันพลันแล่นไปชั่วครู่ ก็ไม่ควรทำถึงขนาดนี้!”


“มิผิด มิผิด เรื่องนี้ทำเกินไปแล้ว”


หลี่ตวนเหงื่อชื้นเต็มหน้าผาก เอ่ยอย่างเร่งรีบ “คุณหนูอวี้ มารดาข้าย่อมไม่ได้หมายความเช่นนี้…”


“ไม่ได้หมายความเช่นนี้?” อวี้ถังไม่ยอมเลิกราง่ายๆ สกุลหลี่กล้าทำถึงขนาดนี้ วันนี้นางก็กล้าโยนความผิดให้ฮูหยินหลี่เช่นกัน ให้ทุกคนรู้ทั่วกันว่า ฮูหยินหลี่ไม่ใช่คนดีอะไร “ไม่ได้หมายความเช่นนี้กลับกล้าลักพาตัวข้า หากตั้งใจขึ้นมาจริงๆ ไม่ใช่ว่าคงจะฆ่าคนแล้วกระมัง?”


หลี่ตวนถูกอวี้ถังไล่ต้อนจนมุม อับจนหนทาง ทำได้เพียงขอร้องกับเผยเยี่ยน


“นายท่านสาม” เขาประสานมือไปทางเผยเยี่ยน “อย่างไรขอท่านช่วยพูดหน่อยเถิด เรื่องลักพาตัวคุณหนูอวี้ สกุลพวกเราทำไม่ถูกจริงๆ แต่วันนี้พวกเรามาพูดเรื่องคุณชายรองสกุลเว่ยถูกสังหาร หากคุณหนูอวี้ไม่พอใจ รอเรื่องนี้จบแล้ว ข้าจะไปขอโทษขอโพยกับคุณหนูอวี้ที่สกุลอวี้อีกครั้งตามลำพัง”


“ขอโทษตามลำพังย่อมไม่จำเป็น” อวี้ถังไม่รอให้เผยเยี่ยนพูด ก็เอ่ยก่อน “คาดไม่ถึงว่าคุณชายใหญ่สกุลหลี่จะมีฝีปากสำบัดสำนวนดีเช่นนี้ พวกเราพูดเรื่องตะวันออก เจ้าก็พูดเรื่องตะวันตก ก็ดี เรื่องลักพาตัวข้า พวกเราค่อยพูดภายหลัง ยามนี้ พวกเรามาพูดเรื่องคุณชายรองสกุลเว่ยถูกทำร้าย”


ขณะที่พูด นางก็ชี้ไปยังคนลี้ภัยสองคนนั้น “พวกเรานำตัวพยานบุคคลมา เจ้าบอกว่าพวกเราใส่ร้ายสกุลพวกเจ้า สกุลพวกเจ้าไม่มีแรงจูงใจในการสังหารคุณชายรองสกุลเว่ย ข้าก็ชี้ให้เห็นถึงสาเหตุที่สกุลพวกเจ้าสังหารคุณชายรองสกุลเว่ย เจ้าจะให้ข้านำหลักฐานออกมาอีก เดี๋ยวก็วกมาพูดว่าสกุลพวกเจ้ามีเหตุผล ข้ากลับอยากถามเสียหน่อย ในสายตาสกุลหลี่ของพวกเจ้า พยานบุคคลอย่างไรที่สกุลหลี่พวกเจ้าจะยอมรับ? แล้วหลักฐานแบบใดที่สกุลหลี่พวกเจ้าจะยอมเชื่อ? พวกเราจะได้ค้นหาตามความต้องการของคุณชายใหญ่สกุลหลี่ คุณชายใหญ่สกุลหลี่จะได้ไม่เหยียบจมูกขึ้นหน้า ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่ยอมรับเช่นนี้”


เผยเยี่ยนลูบผีซิวที่เพิ่งแกะออกมาจากเอวเมื่อครู่


เขารู้ว่าคุณหนูสกุลอวี้ฝีปากคมคาย แต่คาดไม่ถึงว่าจะพูดเก่ง ทั้งกล้าพูดถึงขนาดนี้


นางไม่กลัวว่าตัวเองจะแต่งไม่ออกหรอกรึ?


เผยเยี่ยนมองไปยังหลี่ตวน


หลี่ตวน.ลนลาน “คุณหนูอวี้ สองคนนี้ขอเพียงได้เงิน ไม่ว่าเรื่องใดล้วนสามารถทำได้ทั้งนั้น จะเอามาเป็นพยานได้…”


อวี้ถังตัดบทสนทนาของเขา “หรือคุณชายใหญ่สกุลหลี่เคยรู้จักมักคุ้นกับสองคนนี้มาก่อน? ไม่อย่างนั้นจะรู้ได้อย่างไรว่า ขอเพียงแค่ได้เงิน ไม่ว่าเรื่องใดพวกเขาก็ทำออกมาได้? ทั้งเมื่อครู่เหตุใดคุณชายใหญ่จึงพูดว่าหลังจากสองคนนี้หนีออกมาจากที่นาก็ไม่ได้ข้องเกี่ยวอันใดกับสกุลพวกเจ้าแล้วล่ะ?”


หลี่ตวนเอ่ย “คุณหนูอวี้อย่าได้ใส่ร้ายป้ายสีคนอื่น สองคนนี้ดูแล้วก็ไม่ใช่คนดีอะไร คำพูดที่ออกมาย่อมไม่อาจเป็นหลักฐานได้ อย่าได้พูดจาส่งเดช เพียงเพราะว่าอยากให้สกุลหลี่พวกเรากลายเป็นแพะรับบาปในครั้งนี้”


อวี้ถังเอ่ย “จากสิ่งที่เจ้าพูด เรื่องทั้งหมดนี้ล้วนเป็นข้าที่ปั้นน้ำเป็นตัว? แปลกเสียจริง เหตุใดข้าจึงไม่พูดว่าเป็นฝีมือสกุลหวัง ไม่กล่าวว่าเป็นฝีมือสกุลซุน กลับเอาแต่พูดว่าเป็นฝีมือของสกุลหลี่เล่า?”


หลี่ตวนกล่าว “นั่นเพราะคุณหนูอวี้เข้าใจผิดว่าสกุลหลี่พวกเรามีรอยร้าวกับสกุลอวี้ของพวกเจ้า…”


“หรือไม่มีรอยร้าวอย่างนั้นรึ?” อวี้ถังก้าวมาด้านหน้าหนึ่งก้าว ย้อนถามอย่างว่องไว “สกุลพวกเจ้าเอาแต่พยายามยุ่งเกี่ยวกับงานแต่งของข้า สกุลเว่ยก็ไม่เคยมีศัตรูที่ไหนมาก่อน หลายปีมานี้สกุลพวกเราก็ใจกว้างกับผู้คนในหลินอันมาโดยตลอด ใครเอ่ยถึงสกุลพวกเราล้วนต้องออกปากชมว่ามีเมตตากรุณา เหตุใดจึงเกิดเรื่องร้ายเช่นนี้ขึ้นมาได้? ไม่ใช่สกุลพวกเจ้า ยังมีสกุลใดอีก?”


หลี่ตวนถูกอวี้ถังย้อนถาม แทบหลบเลี่ยงไม่ได้อยู่บ้าง “คุณหนูอวี้ไม่อาจปักใจว่าเรื่องนี้เป็นฝีมือพวกเราสกุลหลี่ด้วยเหตุนี้ได้”


อวี้ถังเอ่ยอย่างดูแคลน “ข้าปักใจว่าเป็นฝีมือของพวกเจ้า ในเมื่อคุณชายใหญ่สกุลหลี่กล่าวว่าไม่ใช่ เช่นนั้นก็ขอเจ้าเอาหลักฐานออกมา คงไม่อาจเพียงเพราะประโยคเดียวของเจ้า ก็จบเรื่องนี้ไปเช่นนี้กระมัง? ใต้หล้าแห่งนี้มีที่ไหนกัน เอาแต่ขอร้องคนอื่น ไม่ออกตัวด้วยตัวเองสักนิด!”


ให้สกุลหลี่นำหลักฐานออกมายืนยันว่าตัวเองบริสุทธิ์อย่างนั้นรึ?


หลี่ตวนหันไปมองเผยเยี่ยนอีกครั้ง


ไม่รู้ว่าเผยเยี่ยนนั้นเปลี่ยนไปพิงที่เท้าแขนด้านขวาตั้งแต่ยามใด


เขากล่าวด้วยเสียงเคร่งขรึม “ได้! ในเมื่อคุณชายหลี่กล่าวว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกับสกุลพวกเจ้า ก็นำหลักฐานออกมา”


นี่เผยเยี่ยนจะอยู่ฝั่งสกุลอวี้อย่างนั้นรึ?


หลี่ตวนใจสั่นสะท้าน ทำได้เพียงเอ่ยว่า “คุณหนูอวี้ เย็นวันนั้นที่เว่ยเสี่ยวซานเกิดเรื่อง ไม่มีใครในสกุลหลี่ออกไปข้างนอก ทั้งไม่เคยไปที่สวนที่นา โดยเฉพาะมารดาของข้า ร้านค้าที่เป็นสินเดิมของนางก็มีข้าเป็นผู้ดูแล ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเรื่องภารกิจทั่วไปในบ้าน ธรรมเนียมระหว่างชายหญิงเข้มงวด เดิมทีนางก็ไม่อาจรู้จักคนลี้ภัยสองคนนี้ได้อยู่แล้ว”


อวี้ถังทนต่อไปไม่ไหวแล้ว นาง.อดเหน็บแนมขึ้นมาไม่ได้ “คุณธรรมทั้งปวงมีความกตัญญูมาเป็นอันดับแรก ข้ากลับไม่รู้ว่า เรื่องใหญ่เช่นนี้ คุณชายใหญ่สกุลหลี่จะดึงมารดาเข้ามาเกี่ยวพัน หรือคุณชายใหญ่ไม่ใช่ผู้ดูแลรับผิดชอบเรื่องราวในสกุลหลี่กัน?”


หลี่ตวนใบหน้าซีดเผือด


เขาเป็นลูกชาย อย่าพูดว่าเรื่องนี้คนสกุลหลินไม่ได้ทำเลย แม้ว่าคนสกุลหลินจะทำ เขาก็ควรจะยอมรับก่อนจึงจะถูก


เมื่อครู่เขาคิดแต่ว่าหลบให้สกุลหลี่พ้นจากเรื่องนี้ กลับลืมเรื่องพื้นฐานที่สุดอย่างความกตัญญูไป


หลี่ตวนนึกเสียใจภายหลังอย่างยิ่ง ปราดสายตามองไปรอบๆอย่างว่องไว


เป็นดังที่คาด แววตาที่ทุกคนมองเขาเริ่มแปลกๆขึ้นมาแล้ว


หลี่ตวนลอบสบถอยู่ในใจ


วันนี้คนมีหน้ามีตาของหลินอันส่วนมากล้วนอยู่ที่นี่ หากเขาแสดงออกได้ไม่ดี ชื่อเสียงย่อมป่นปี้ทั้งหมด อย่าพูดว่าเป็นขุนนางเลย แค่เป็นคนเดินอย่างภาคภูมิในเมืองหลินอันก็ยังยาก


“คุณหนูอวี้” เขาเอ่ยทั้งใคร่ครวญ “เจ้าอย่าได้โต้แย้งอย่างไร้เหตุผล ข้าเพียงตอบคำถามเจ้าเท่านั้น เจ้าเอาแต่พูดว่าเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับมารดาข้า หากข้าเงียบไม่เอ่ยถึงเช่นนี้ ไม่ใช่ว่าจะเป็นการปล่อยให้เจ้าทำลายชื่อเสียงมารดาของข้าหรอกรึ พูดถึงหลักฐาน ในเมื่อคุณหนูอวี้คิดว่าคนลี้ภัยสองคนนี้เป็นพยานบุคคล ข้ากลับอยากถามว่า คนลี้ภัยพวกนี้กล่าวว่าได้รับคำสั่งจากสกุลข้า เช่นนั้นก็ให้ทั้งสองคนนี้ชี้ตัวคนที่สั่งการพวกเขาออกมา”


เรื่องเข่นฆ่าเอาชีวิตคน ใครจะสั่งการด้วยตัวเองกัน?


อวี้ถังก็รู้ว่าจะเป็นเช่นนี้ จึงไม่อยากไปแจ้งความกับทางการ


นางกวาดสายตามองพวกเศรษฐีที่นั่งอยู่รอบๆ


แม้ว่าทุกคนจะไม่ได้พูดอะไร แต่แววตาที่มองหลี่ตวนกลับแฝงไปด้วยความสังเกตพินิจขึ้นหลายส่วน


เมล็ดพันธุ์แห่งความสงสัยได้หว่านติดขึ้นมาแล้ว


เท่านี้ก็เพียงพอ


ส่วนเรื่องแก้แค้น หากปล่อยพวกสกุลหลี่ไปเช่นนี้ ก็ง่ายต่อพวกเขาเกินไป


อวี้ถังยิ้มเย็นในใจ


คนลี้ภัยสองคนล้วนนิสัยดุดัน หลังจากถูกดึงออกมาก็คิดจะหาเรื่องใส่ตัวชี้ตัวยืนยันไปที่หลี่ตวนให้จบไป แต่เมื่อทั้งสองเงยหน้าขึ้นมา เห็นสายตาที่เย็นยะเยือกของอวี้ถัง กลับสั่นสะท้าน


ก่อนหน้านี้อวี้ถังเคยกำชับกับพวกเขาหลายครั้ง ไม่ว่าเรื่องอะไรให้พวกเขาพูดความจริงทั้งหมด อย่าได้พูดปดเกินจริงทั้งอย่าได้คิดเอาเอง หากคำให้การของพวกเขาถูกหลี่ตวนถามจุดที่ไม่เหมาะสมออกมา ยามที่สกุลหลี่ให้พวกเขาทั้งสองเป็นแพะรับบาป สกุลอวี้ย่อมจะยืนดูอยู่เฉยๆไม่ยุ่งเกี่ยว หากพวกเขาสามารถให้คำตอบอย่างซื่อตรง สกุลอวี้ย่อมช่วยชีวิตนี้ของพวกเขาไว้


ยามที่สองพี่น้องยืนในห้องโถงยังไม่เชื่อแต่อย่างใด รอจนเห็นอวี้ถังโต้คารมกับหลี่ตวน ผลักหลี่ตวน.ลงหลุมพราง ก็.อดมั่นใจในตัวอวี้ถังขึ้นมาไม่ได้ ตัดสินใจยืนอยู่ฝั่งของอวี้ถัง


ทั้งสองคนแลกเปลี่ยนสายตากัน รับสารภาพว่าคนที่สั่งการพวกเขาคือพ่อบ้านใหญ่สกุลหลี่


หลี่ตวนลอบถอนหายใจ ทั้งรู้สึกผิดหวังอย่างเลือนรางอยู่บ้าง


หากสองคนนี้สารภาพว่าเป็นเขาบงการคงจะดี


เขาย่อมจะถามจนทั้งสองคนพูดไม่ออก ทำให้ทุกคนสงสัยว่าสองคนนี้ถูกสกุลอวี้จ้างมาเพื่อใส่ร้ายสกุลหลี่เท่านั้น


น่าเสียดาย


ดูภายนอกทั้งสองคนมีท่าทีโหดร้าย กลับคาดไม่ถึงว่าจะกระทำเรื่องอย่างโง่เขลาเช่นนี้


“คุณหนูอวี้” หลี่ตวนรอจนทั้งสองคนพูดจบ ก็แสร้งทำท่าทีละอายใจออกมาทันที “เรื่องนี้ข้ายังเพิ่งได้ยินเป็นครั้งแรก ข้าจะไปเรียกพ่อบ้านใหญ่มาไถ่ถามให้กระจ่างเดี๋ยวนี้”


สกุลใหญ่โตอย่างสกุลหลี่นี้ โดยปกติพ่อบ้านใหญ่มักจะเป็นลูกบ่าวที่เกิดในเรือนเจ้านายไม่ก็ลูกหลานบ่าวที่สืบทอดมาเป็นเวลานาน อาศัยอยู่ที่สกุลหลี่หลายชั่วอายุคน ครอบครัวลูกหลานที่เกี่ยวดองกันล้วนอยู่ในเรือนดีๆ ย่อมไม่อาจตัดสินใจโดยพลการได้อยู่แล้ว ทั้งแม้จะเรียกตัวคนมา พ่อบ้านใหญ่สกุลหลี่ก็ไม่อาจเอ่ยชื่อคนบงการออกมาได้อยู่ดี


ทุกคนล้วนมีคำตอบในใจตัวเอง


เป็นสกุลหลี่ที่สังหารเว่ยเสี่ยวซาน


แม้ยามนี้จะไม่อาจลงโทษฆาตกรที่แท้จริงได้ แต่ข้อเท็จจริงของเรื่องราวก็ได้ถูกเปิดเผยแล้ว


นายท่านเว่ยหลั่งน้ำตาราวกับสายฝน


พวกเศรษฐีชนบทที่เห็น ต่างก็รู้สึกเศร้าใจไปด้วย


เลี้ยงลูกชายจนเติบใหญ่ถึงเพียงนี้ กำลังจะได้ก่อร่างสร้างตัว ก็จากไปเช่นนี้เสียแล้ว ทั้งไร้วิธีจะร้องทุกข์หาความเป็นธรรม ไม่ว่าใครก็ยากจะรับได้ทั้งนั้น


นายท่านอู๋หยัดกายขึ้นตบไหล่นายท่านเว่ย เอ่ยว่า “ข้าขอแสดงความเสียใจด้วย”


พวกเศรษฐีคนอื่นๆ ก็พากันเข้ามาปลอบใจนายท่านเว่ยเช่นกัน


นายท่านเว่ยขอบคุณทุกคนด้วยดวงตาแดงก่ำ “ขอบคุณพวกเจ้าที่มาได้ในวันนี้!”


นายท่านอู๋หาโอกาสที่จะต่อบทสนทนากับเผยเยี่ยนมาโดยตลอด เอ่ยขึ้นมาทันที “พวกเราอะไรกัน ยังต้องขอบคุณนายท่านสามสกุลเผย หากไม่ใช่ผู้มีพระคุณอย่างเขา พวกเราก็ไม่อาจรวมตัวกันได้หรอก”


ผู้มีพระคุณ…


อวี้ถังอดเบะปากเล็กน้อยไม่ได้


เผยเยี่ยนชายตา.มองอวี้ถังไปที


นี่นางหมายความว่าอย่างไร?


หรือเรื่องนี้ไม่ควรขอบคุณเขาอย่างนั้นรึ?


หากเขาไม่ออกหน้า สกุลอวี้ของพวกเขาจะสามารถพูดได้กระจ่างชัดถึงเช่นนี้รึ?


นึกมาถึงตรงนี้ เผยเยี่ยนก็เรียกชื่อปู่สิบสองของบ้านสายตรงสกุลหลี่ที่ไม่ปริปากกล่าวอันใดมาโดยตลอดขึ้นมา “เรื่องมาถึงตรงนี้แล้ว ท่านมีอะไรอยากจะพูดหรือไม่?”


[1] ผีซิว เป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ของจีน รูปร่างคล้ายสิงห์หรือราชสีห์ ใช้กำจัดสิ่งอัปมงคลชั่วร้ายต่างๆ


[2] เหยียบจมูกขึ้นหน้า อุปมาว่า ให้เกียรติอีกฝ่ายหนึ่ง นอกจากอีกฝ่ายไม่ยอมรับน้ำใจแล้ว ยังไม่ไว้หน้า


บทที่ 67


ปู่สิบสองของบ้านสายตรงสกุลหลี่อายุล่วงหกสิบปีไปแล้ว ไม่รู้ว่าบำรุงรักษาสุขภาพได้ไม่ดีหรือว่าแก่ชราตามอายุขัย เส้นผมขาวโพลนไปหมด ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยเหี่ยวย่น ดวงตาทั้งสองข้างขมุกขมัว ราวกับไม้ผุท่อนหนึ่ง ไม่รู้ว่าจะแตกหักยามใด


นับตั้งแต่ที่เขาก้าวเข้ามาในโถงของสกุลเผยก็หลับตาลงครึ่งหนึ่ง ไม่ได้กล่าวอะไร คล้ายกับเรื่องที่เกิดในห้องโถงไม่เกี่ยวกับเขาโดยสิ้นเชิง


ยามนี้ถูกเผยเยี่ยนเอ่ยถึง เขาจึงค่อยลืมตาขึ้นมา ค้อมตัวอย่างเชื่องช้า “นายท่านสาม ข้านั้นเป็นคนหูตาไม่ค่อยดี ที่พอฟังออกก็คิดว่าไม่เลวแล้ว ยังมีอะไรให้พูดอีก เรื่องนี้ควรจะจัดการอย่างไร ก็ฟังที่หลี่ตวนว่าเถิด!”


ความหมายของคำพูดคือ เขาไม่อาจยุ่งได้ หลี่ตวนจะพูดอย่างไร เขาก็ทำอย่างนั้น


บ้านสายตรงถูกญาติสายรองสร้างความลำบากใจเช่นนี้ ทุกคนต่างนึกไปถึงเรื่องเมื่อครู่ที่นอกจวนสกุลเผย พี่น้องหลี่นำอยู่เบื้องหน้า บ้านสายตรงสกุลหลี่ไล่กระหืดหระหอบตามมาด้านหลัง ในใจอดที่จะรู้สึกอึดอัดอยู่บ้างไม่ได้


ต้องรู้ว่า เศรษฐีที่นั่งอยู่ที่นี่ ส่วนมากต่างก็เป็นบ้านสายตรงของแต่ละสกุล


หลี่ตวนทำเช่นนี้ ย่อมล่วงเกินผลประโยชน์ของทุกคนอย่างไม่ต้องสงสัย


พวกเศรษฐีชนบทล้วนเผยสีหน้าไม่ดีอยู่บ้าง


คิดว่าบ้านหลี่ตวนเพิกเฉยต่อบ้านสายตรงเกินไป


ด้านหลี่ตวนลอบด่าสองพ่อลูกหลี่เหออยู่ในใจ


เพราะว่าบ้านนี้ของพวกเขารุ่งเรืองขึ้นมาอย่างฉับพลัน บ้านสายตรงจึงถูกบดบังมาโดยตลอด ครั้งนี้มาจวนสกุลเผย เดิมทีพวกเขาก็ไม่ได้ส่งข่าวบอกบ้านสายตรง เพราะกลัวว่านอกจากบ้านสายตรงจะไม่ช่วยพวกเขาแล้วยังอาจจะถ่วงแข้งถ่วงขา พวกเขาถึงกระทั่งป้องกันไม่ให้คนไปส่งจดหมายให้บ้านสายตรง ให้คนเฝ้าอยู่ทางบ้านสายตรง เตรียมว่าหากบ้านสายตรงล่วงรู้ ก็ให้พวกเขาหาวิธีขัดขวาง ใครจะรู้ว่าบ้านสายตรงกลับไล่ตามมาในช่วงเวลาสุดท้าย


ไม่รู้ว่าเป็นใครที่ส่งจดหมายรายงานพวกเขา?


บ้านสายตรงก็เป็นดั่งที่เขาคาด ไม่ได้ทำเรื่องดีแต่อย่างใด


หลี่ตวนโมโหอยู่ในใจ ทว่าใบหน้าไม่ปรากฏท่าทีใดแม้แต่น้อย กลับเอ่ยอย่างนอบน้อม “ปู่สิบสองพูดเช่นนี้ ข้าไม่อาจรับไว้ได้หรอก บิดาไม่อยู่ ข้าอายุยังน้อย หากมีจุดไหนที่ทำผิดไป ยังต้องขอให้ปู่สิบสองช่วยตักเตือน ข้าจะกล้าตัดสินใจเองได้อย่างไร? เรื่องนี้ยังคงต้องฟังท่าน”


เขาไม่เชื่อว่าปู่สิบสองจะกล้าแตกหักกับบ้านของพวกเขาในเวลานี้


หากสกุลหลี่ไม่มีบ้านของพวกเขา เรื่องเสียภาษีอะไรนั่น ก็อย่าคิดที่จะได้ประโยชน์เลย


บ้านสายตรงสกุลหลี่ย่อมไม่กล้าแตกหักกับบ้านของหลี่ตวน แม้ในใจพวกเขาจะไม่พอใจต่อบ้านของหลี่ตวน อย่างมากที่สุดก็พูดเหน็บแนมไม่กี่ประโยคเท่านั้น หากไม่สนใจบ้านของหลี่ตวนจริงๆ ไม่เพียงจะเสียภาพลักษณ์ของบ้านสายตรง แต่ยังจะกระทบกับผลประโยชน์ของ.วงศ์ตระกูล


บ้านสายตรงจึงทำได้เพียงหยุดเท่านี้


ได้ยินหลี่ตวนพูดอย่างนั้น ปู่สิบสองทำได้เพียงยืนขึ้นเอ่ย “แต่ไหนแต่ไรสกุลหลี่ของพวกเราก็เป็นสกุลที่สุจริตเที่ยงธรรม หลายปีมานี้หลี่อวี้ก็นับว่าอบรมสั่งสอนบุตรได้ดี สกุลอวี้และสกุลเว่ยไม่อาจว่าร้ายสกุลหลี่อย่างไร้เหตุผลได้ สกุลหลี่ก็ไม่มีทางสังหารคนเพราะงานแต่งของพวกลูกๆได้หรอก จะเห็นได้ว่าประเด็นสำคัญอยู่ที่พ่อบ้านใหญ่ของหลี่ตวนผู้นั้นต่างหาก แม้จะกล่าวว่า ตั้งแต่โบราณมีเรื่องเฉิงอิงช่วยเด็กกำพร้า ทั้งเรื่องที่หลี่ว์ปู้สังหารพ่อบุญธรรม จะเห็นได้ว่าเรื่องในใต้หล้าแห่งนี้ไม่อาจใช้มาตรฐานเดียวกันได้ ส่วนพ่อบ้านใหญ่สกุลหลี่ทำเรื่องนี้ขึ้นมาเพราะเหตุใด อย่างไรขอนายท่านสาม นายท่านอวี้และนายท่านเว่ยไว้หน้าพวกเราสกุลหลี่สักครั้ง ยามนี้อย่าได้ซักไซ้ไล่เลี่ยต่อ รอข้าเขียนจดหมายให้หลี่อี้ ให้เขามอบคำตอบแก่ทั้งสองสกุลก่อน ทุกท่านคิดว่าเป็นอย่างไร?”


เขาพูดจบ ก็ยืนขึ้นค้อมคำนับให้แก่ทุกคน เอ่ยหนักแน่น “จะชดใช้อย่างไร พวกเราสกุลหลี่ย่อมไม่คัดค้าน”


อย่างไรก็ควรเป็นหลี่อี้ที่ยุ่งยากปวดหัว ไยเขาจะต้องยอมเป็นคนเลวด้วยเล่า


สกุลอวี้และสกุลเว่ยย่อมไม่พอใจ แต่ไม่พอใจแล้วจะอย่างไรได้อีก?


เว้นเสียว่าพ่อบ้านใหญ่ของหลี่ตวนจะสามารถกัดเจ้านาย งับหลี่ตวนหนึ่งคำได้ที่นี่


แต่นั่นเป็นไปไม่ได้


พ่อบ้านของหลี่ตวนยอมรับเรื่องนี้ อาจจะต้องชดใช้ด้วยชีวิต กลับสามารถปกป้องครอบครัวของตัวเองให้ใช้ชีวิตอย่างมีสุขในเรือนสกุลหลี่ได้ หากเวลานี้เอ่ยว่าสกุลหลี่บงการอยู่เบื้องหลัง ไม่เพียงเขาจะเอาชีวิตไปทิ้ง แต่ชีวิตของทั้งครอบครัวก็คงรักษาไว้ไม่ได้เช่นกัน


บัญชีนี้ไม่ว่าใครก็สามารถสรุปได้


นี่ก็เป็นเหตุผลว่าเหตุใดอวี้ถังยอมขอเผยเยี่ยนมาตัดสินความ ดีกว่าต้องฟ้องร้องคดีความกับสกุลหลี่


แต่จะให้สกุลอวี้และสกุลเว่ยยอมจบไปเช่นนี้ ก็เป็นไปไม่ได้


อย่างน้อยก่อนจะมา อวี้ถังก็ปรึกษาหารือกับบิดาและพี่ชายอยู่หลายครั้ง หากเรื่องนี้ล่วงเลยมาถึงจุดนี้ พวกเขาควรจะทำอย่างไร เริ่มแรกอวี้เหวินยังลังเลกับความคิดของอวี้ถังอยู่บ้าง ภายหลังปรึกษากับนายท่านเว่ยพ่อลูก พวกเขาล้วนคิดว่าความคิดนี้ของอวี้ถังไม่เลว เขาจึงไม่มีอะไรให้กังวลแล้ว ได้ฟังปู่สิบสองของบ้านสายตรงสกุลหลี่พูดเช่นนี้ เขาก็แลกเปลี่ยนสายตากับนายท่านเว่ย จากนั้นทั้งสองคนก็ลุกขึ้นยืนพร้อมกัน โดยมีอวี้เหวินเป็นผู้พูดแทนทั้งสองสกุล “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ สกุลอวี้และสกุลเว่ยของพวกเราก็ไม่ใช่คนที่ไร้เหตุผล นายถูกครหาบ่าวสมควรตาย บ่าวทำผิด เจ้านายก็ควรมีความรับผิดชอบ พวกเราหวังว่าสกุลหลี่จะสามารถขอโทษกับพวกเราสองสกุลอย่างจริงจังได้…คุณชายใหญ่สกุลหลี่ใส่ชุดกระสอบไว้ทุกข์ ทำบุญอุทิศให้แก่เว่ยเสี่ยวซานที่วัดเจาหมิงเป็นเวลาสามวัน ส่วนฮูหยินหลี่ให้มาถึงหน้าประตูใหญ่สกุลอวี้ โขกศีรษะสามครั้งให้สกุลอวี้ของพวกเราด้วยตัวเอง”


อะไรนะ?


ทุกคนต่างตกตะลึงพรึงเพริด


หลี่ตวนใบหน้าเขียวคล้ำขึ้นมา ควบคุมความตกใจไว้ เอ่ยเสียงดัง “เจ้าว่าอะไรนะ?”


อวี้เหวินกลับคาดไว้นานแล้ว


ยามที่เขาเพิ่งได้ยินอวี้ถังพูดเช่นนี้ ก็มีปฏิกิริยาเดียวกับทุกคนเช่นกัน คิดว่าเป็นไปไม่ได้


แต่ท้ายที่สุด เรื่องราวยังคงให้เปรียบแก่ทางพวกเขาสกุลอวี้และสกุลเว่ย


เขากล่าวคำขอของสกุลอวี้และสกุลเว่ยซ้ำอีกครั้งอย่างใจเย็น “คุณชายใหญ่สกุลหลี่ใส่ชุดกระสอบไว้ทุกข์ ทำบุญอุทิศให้แก่เว่ยเสี่ยวซานที่วัดเจาหมิงเป็นเวลาสามวัน ด้านฮูหยินหลี่ให้มาถึงหน้าประตูใหญ่สกุลอวี้ โขกศีรษะสามครั้งให้สกุลอวี้ของพวกเราด้วยตัวเอง”


“เป็นไปไม่ได้!” หลี่ตวนกล่าวแทบไม่ต้องคิด แววตาเผยความโกรธเกรี้ยวอย่างปิดไม่มิด


พวกเขาคิดว่าสกุลหลี่อับจนหนทางแล้วจริงๆหรืออย่างไร?


มิเช่นนั้นเหตุใดสกุลอวี้และสกุลเว่ยไม่ไปแจ้งทางการล่ะ!


เขาเพียงไม่อยากล่วงเกินสกุลเผยเท่านั้น


สกุลอวี้และสกุลเว่ยไม่รู้จักที่สูงที่ต่ำ คาดไม่ถึงว่าคิดจะให้มารดาเขาไปโขกหัวสามครั้งที่หน้าประตูใหญ่สกุลอวี้เพื่อแสดงความขอโทษ!


มารดาเขาเป็นใคร? ภรรยาของขุนนางขั้นสี่ ฮูหยืนของสกุลหลี่ ให้โขกหัวแก่สกุลอวี้ต่อหน้าคนทั้งหลินอัน ภายหลังก็ไม่ต้องเป็นคนแล้ว


เผยเยี่ยนก็ยากจะควบคุมความคิดแปลกๆในใจ


เรื่องที่นับว่าทำให้คนอัปยศเช่นนี้ เป็นไปได้ว่าจะเป็นหญิงสาวในห้องหับที่คิดออกมาได้


คงจะเป็นความคิดของคุณหนูอวี้


ก็ไม่รู้ว่านางคิดอย่างไร


ปฏิบัติธรรมสามวันยังพอว่า แต่ให้ฮูหยินหลี่ขอโทษเช่นนี้ เท่ากับโยนหน้าของสกุลหลี่ให้คนเหยียบที่พื้น คาดว่าสกุลหลี่ยอมจะไปแจ้งทางการ ดีกว่าต้องรับปากเรื่องนี้ แทนที่จะพยายามเรื่องรักษาหน้าตา ยังมิสู้ให้สกุลหลี่จ่ายเงินชดใช้อะไรเสียหน่อยจะยังดีเสียกว่า


เผยเยี่ยนหันไปทางอวี้ถัง


กลับเห็นอวี้ถังยังเผยท่าทีเช่นเคย ราวกับทั้งหมดล้วนอยู่ในความคาดการณ์ของนาง


เผยเยี่ยน.อดลูบผีซิวในมือไม่ได้ ลวดลายผีซิวที่นูนเว้าถูกเขาถูไถจนมันเงาขึ้นมา ไม่ถึงกับคมออกมา เพียงถูจนวับวาวเท่านั้น


ช่วงเวลานี้ เขาสงสัยเป็นอย่างยิ่ง อวี้ถังนั้นคิดอย่างไร? ทั้งนางวางแผนจะทำอะไรต่อไป?


อวี้ถังไม่ได้ทำให้เขาผิดหวัง


นางก้าวไปข้างหน้าไม่กี่ก้าว เอ่ยกับหลี่ตวน “เป็นไปไม่ได้? เรื่องใดที่เป็นไปไม่ได้? เหตุใดคุณชายใหญ่สกุลหลี่จึงคิดว่าเป็นไปไม่ได้?”


เมื่อครู่อวี้ถังดึงดูดความสนใจจากทุกคนแล้ว ไม้เด่นเกินไพร ลมพัดย่อมหักโค่น อวี้เหวินไม่อยากให้อวี้ถังออกหน้าอีกแล้ว เขากระแอมเบาๆ บอกเป็นนัยให้อวี้ถังไม่ต้องพูด เขาออกหน้าเองก็เพียงพอแล้ว


อวี้ถังกลับคิดว่า เรื่องโต้เถียงเล็กน้อยราวกับซื้อผักผลไม้เช่นนี้ นางออกหน้าจะดีกว่าบิดาออกหน้า ทำให้ทุกคนเห็นว่าหลี่ตวนที่เป็นบัณฑิตสูงส่งผู้นี้คิดเล็กคิดน้อยกับผู้หญิงตัวเล็กๆคนหนึ่งอย่างไร


นางยื่นแขนไปด้านหลัง โบกให้บิดา เอ่ยกับหลี่ตวนต่อ “ไม่ยินดีจะขอโทษพวกเราทั้งสองสกุล? หรือคิดว่าเงื่อนไขที่พวกเราเอ่ยออกมารุนแรงเกินไป? พวกเราสองสกุล สกุลหนึ่งเสียลูกชาย อีกสกุลสูญเสียความบริสุทธิ์ หรือนี่ไม่มีค่าพอให้สกุลหลี่ของพวกเจ้าชดใช้ให้กับพวกเรา?”


อวี้เหวินไม่อาจฉีกหน้าอวี้ถังต่อหน้าผู้คน แม้ว่าในใจจะร้อนรน ก็ทำได้เพียงมองอวี้ถังโต้เถียงกับหลี่ตวนเท่านั้น


น้ำเสียงใสกังวานราวกับก้อนหยกกระทบน้ำแข็งของอวี้ถังพาให้หลี่ตวนตื่นตัวในใจ ในที่สุดสติก็กลับคืนมา


เห็นได้ชัดว่าสกุลอวี้มีการเตรียมตัวมาก่อน หากเขาไม่สามารถเผชิญหน้าอย่างใจเย็น อาจจะทำให้ตัวเองตกลงไปในหลุมที่ใหญ่กว่านี้


“คุณหนูอวี้ ข้ามาด้วยใจจริง มาเพื่อแก้ไขปัญหา ทั้งมาเพื่อขอโทษสกุลพวกเจ้า” เขาเอ่ยอย่างเคร่งขรึม “ไม่ได้มาเพื่อรับการเหยียดหยามจากเจ้า ให้มารดาข้าโขกหัวขอโทษสกุลอวี้ที่หน้าประตูใหญ่ต่อหน้าชาวบ้านชาวเมือง ไม่ว่าเรื่องอะไรก็ต้องเหลือความเหมาะสมไว้บ้าง พวกเจ้าทำเกินไปหรือไม่!”


อวี้ถังยิ้มเย็น “พูดเช่นนี้ คุณชายใหญ่สกุลหลี่ก็คงคิดว่าสวมชุดกระสอบไว้ทุกข์ ทำบุญอุทิศให้คุณชายรองสกุลเว่ยที่วัดเจาหมิงเป็นเวลาสามวัน ไม่นับว่าเหยียดหยามเจ้าใช่หรือไม่?”


แน่นอนว่าหลี่ตวนไม่ยินดี


แต่เทียบกับเรื่องที่ให้มารดาเขาไปโขกศีรษะแล้ว ทำบุญอุทิศส่วนกุศลนับว่าเขารับได้


ทั้งหากเขาขอโทษแก่สกุลเว่ยอย่างโจ่งแจ้งเช่นนี้ คนอื่นก็จะคิดว่าเขาใจกว้างมีเมตตา ยอมฟังความคิดเห็นคนอื่น เกิดจากสกุลใหญ่จึงมีจิตใจที่สูงส่ง นอกจากไม่มีเสียงนินทาครหาเขา ยังจะมีผลดีต่อชื่อเสียงเขาอีกด้วย


หรือนี่จะเป็นเป้าหมายของสกุลอวี้และสกุลเว่ย


เสนอวิธีแก้ไขออกมาสองอย่าง เมื่อลองเทียบกันแล้ว ก็ให้เขาเลือกยอมรับวิธีที่ง่ายกว่าโดยไม่ทันตั้งตัว


สกุลอวี้และสกุลเว่ยเพียงอยากให้เขาสวมชุดกระสอบไว้ทุกข์ให้กับเว่ยเสี่ยวซานเท่านั้นรึ?


เพียงแต่ไม่รู้ว่านี่เป็นความคิดของอวี้เหวินหรือว่าคุณหนูอวี้?


หลี่ตวนพินิจอวี้ถังอย่างละเอียด


ร่างไม่สูงไม่ต่ำ สวมชุดสีเข้มเนื้อหยาบ ไม่เก่ามาก ผมสีดำขลับเรียบลื่น ถูกรวบขึ้นไปด้านบน ม้วนเป็นมวย แต่งตัวครึ่งๆกลางๆ ไม่ออกหญิงหรือชายเกินไป กระนั้นกลับปกปิดผิวที่ขาวดั่งหิมะไว้ไม่มิด ส่วนเว้าส่วนโค้ง สีหน้าเย็นชาก็ปิดความอ่อนโยนและพริ้มพรายไว้ไม่ได้เช่นกัน


เรื่องนี้คงไม่ใช่ความคิดของนางกระมัง!


หญิงสาวที่งดงามเช่นนางนี้ จะมีความคิดพิเรนทร์มากมายขนาดนี้ได้อย่างไร


คงจะเป็นบิดาของนางตั้งใจให้นางออกหน้า เพื่อให้ทุกคนสงสารพวกเขาเป็นแน่


หลี่ตวนค่อยรู้สึกสบายใจขึ้นมา เอ่ยอย่างรู้แล้วรู้รอดไป “คุณหนูอวี้ บ่าวสกุลข้าไร้คุณธรรม ให้ข้าสวมชุดกระสอบไว้ทุกข์ให้เว่ยเสี่ยวซานย่อมได้ แต่มารดาในบ้านของข้า ให้นางไปโขกหัวให้พวกเจ้าที่หน้าประตูใหญ่ นี่ย่อมไม่ได้!”


เผยเยี่ยนหูตั้งขึ้นมา


เขาก็คิดว่าให้หลี่ตวนสวมชุดกระสอบไว้ทุกข์เป็นเป้าหมายของสกุลอวี้และสกุลเว่ยเช่นกัน


ยามนี้เห็นท่า สกุลอวี้จะบรรลุเป้าหมายแล้ว


แต่เขารู้สึกว่า สกุลอวี้ไม่อาจร้องขอเงื่อนไขนี้เพียงอย่างเดียว


ต่อไปก็รอดูว่าอวี้ถังจะเสนอเงื่อนไขแบบใดอีก ทั้งสกุลหลี่จะจัดการรับมืออย่างไร


[1] เฉิงอิงช่วยเด็กกำพร้า เป็นเรื่องราวของหมอหลวงที่ช่วยทายาทเพียงคนเดียวของ.องค์หญิงเอาไว้ ให้รอดพ้นจากการสังหารล้างสกุลโดยถูอั้นกู่ (ขุนนางใหญ่ในแคว้นจิ้น) ถึงกระทั่งยอมเสียสละชีวิตลูกตัวเองให้ศัตรูเข้าใจผิดคิดว่าเป็นลูก.องค์หญิง นำลูกของ.องค์หญิงมาเลี้ยงตบตาแทน ทุกคนต่างรังเกียจเขา คิดว่าเขาอยู่ฝ่ายกบฏ ภายหลัง ถูอั้นกู่นำลูก.องค์หญิงเลี้ยงเป็นลูกบุญธรรมเพราะคิดว่าเป็นลูกของหมอหลวง เมื่อลูกของ.องค์หญิงเติบใหญ่ หมอหลวงก็เล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟัง เขาจึงสังหารถูอั้นกู่ ล้างแค้นให้กับ.วงศ์สกุล


[2] หลี่ว์ปู้สังหารพ่อบุญธรรม เป็นเรื่องราวที่หลี่ว์ปู้ทรยศติงหยวน สังหารพ่อบุตรธรรมตัวเอง แปรพักตร์ไปอยู่ฝ่ายต่งจั๋ว


บทที่ 68


ใครจะรู้ว่าครั้งนี้อวี้ถังกลับทำให้เผยเยี่ยนผิดหวัง


ชั่วพริบตานางก็คล้ายหัวแข็งดื้อรั้น เริ่มยึดเหตุผลของตัวเองขึ้นมา “เช่นนั้นเรื่องที่พวกเจ้าสั่งอันธพาลมาลักพาตัวข้าจะจัดการอย่างไรล่ะ? หรือเมื่อครู่ที่คุณชายใหญ่สกุลหลี่พูดมาทั้งหมดล้วนเป็นเรื่องโกหก ในสายตาของฮูหยินหลี่ ทำลายความบริสุทธิ์ของคนไม่นับว่าเป็นเรื่องร้ายแรงอะไรอย่างนั้นรึ?”


หลี่ตวน.อดทนไม่ไหวอยู่บ้าง


เอาแต่พูดเรื่องพวกนี้มีประโยชน์อันใด? แม้จะบอกว่าสตรีในสกุลทำเรื่องชั่ว คนปกติก็ไม่อาจให้สตรีไปต่อสู้คดีในศาลอยู่แล้ว นับประสาอะไรกับการไปขอโทษที่สกุลอวี้อย่างที่อวี้ถังกล่าวมา สกุลอวี้เสนอคำขอเช่นนี้ออกมา เห็นได้ชัดว่าอยากจะสร้างความลำบากใจให้สกุลพวกเขา


ไม่สิ บางทีอาจจะอยากพูดเงื่อนไขกับเรื่องถัดไปเสียมากกว่า


หลี่ตวนนึกถึงก่อนหน้านั้นยามที่อวี้ถังพูดเช่นนี้ พวกเศรษฐีก็พากันวิพากษ์วิจารณ์ออกมา ไม่พอใจต่อมารดาของเขา เขาคิดว่าหากให้อวี้ถังพูดเช่นนี้ต่อไป รังแต่จะทำให้ถูกนางจูงจมูก เขาต้องคิดหาวิธีเป็นฝ่ายคุมทิศทาง ชิงนำหน้าก่อนหนึ่งก้าวจึงจะถูก


“คุณหนูอวี้” หลี่ตวนกล่าวอย่างตรงไปตรงมา “ให้มารดาข้าไปโขกศีรษะขอขมาที่หน้าประตูใหญ่พวกเจ้าย่อมเป็นไปไม่ได้ พวกเราดึงดันต่อไปก็ไม่มีประโยชน์อะไรทั้งนั้น” พูดมาถึงตรงนี้ เขาก็มองไปทางอวี้เหวิน “นายท่านอวี้ ลองเอาใจเขามาใส่ใจเรา หากผู้ที่ทำผิดเป็นนายหญิงของท่าน ท่านจะยอมให้พวกนางออกหน้ารับโทษหรือไม่? แทนที่พวกเราจะดันทุรังในเรื่องนี้ต่อไป มิสู้ให้นายท่านสามเป็นคนกลาง หารือวิธีชดใช้ที่ทุกคนสามารถ.ยอมรับได้ออกมา ผู้อาวุโสทุกท่าน คิดว่าข้าพูดมีเหตุผลหรือไม่?”


พูดจบ เขาก็คำนับให้แก่พวกเศรษฐีชนบทที่นั่งอยู่ทุกคน


ทุกคนพากันพยักหน้า


อวี้เหวินและนายท่านเว่ยแลกเปลี่ยนสายตากัน ทั้งสองคนเผยท่าทีไม่เต็มใจ แต่กลับจนใจออกมา


อวี้ถังกลับไม่มีท่าทีเยือกเย็นสุขุม ฉลาดว่องไวเมื่อก่อนหน้านี้อีกแล้ว คล้ายว่าหลังจาก.อดทนมานาน ในที่สุดก็ควบคุมไม่ไหวอีกต่อไป เผยนิสัยที่แท้จริงออกมา


นางเอ่ยเสียงดัง “ท่านพ่อ เรื่องไม่อาจให้จบไปเช่นนี้ได้ หรือหน้าตาของสกุลหลี่นับเป็นหน้าตา แต่หน้าตาของสกุลอวี้พวกเรากลับไม่ต้องรักษาหรือ? หากวันนี้ท่านไม่ตอบรับให้ฮูหยินหลี่ไปขอขมาที่สกุลพวกเราด้วยตัวเอง ข้าจะโขกศีรษะตายอยู่ที่นี่ อย่างไรผ่านวันนี้ไปเรื่องนี้ก็จะลุกลามใหญ่โตจนรู้ทั่วกัน ข้ามีชีวิตอยู่ต่อมิสู้ตายอย่างขาวสะอาด ภายหลังหลายกี่สิบปีผ่านไปจะได้ไม่ถูกผู้คนติฉินนินทา ไม่เพียงข้า แต่ยังเป็นพวกลูกหลานรุ่นหลังที่คงไม่มีหน้าเงยขึ้นมาเป็นคนเหมือนข้า”


คำพูดนี้กล่าวคล้ายเอาแต่ใจไปบ้าง


เศรษฐีไม่กี่คนพากันหันหน้ามองกัน กลับไม่มีใครออกหน้าขัดขวางแม้แต่คนเดียว


เพราะคำพูดของอวี้ถัง หากตรึกตรองอย่างละเอียดแล้ว ก็มีเหตุผลไม่น้อยเช่นกัน


นี่จะทำอย่างไรได้?


สายตาของทุกคน.อดมองไปยังทางเผยเยี่ยนไม่ได้


เผยเยี่ยนเผยแววตาสงสัยมองวาบผ่านอวี้ถังไป


คุณหนูอวี้ผู้นี้เหตุใดจึงชอบทำเรื่องที่ทำให้เขาไม่เข้าใจ ดูไม่ออกอยู่ร่ำไป!


เรื่องในอดีตไม่เอ่ยถึงชั่วคราว พูดแค่เรื่องในวันนี้ก่อน เริ่มจากใช้ความเจ้าเล่ห์ไหวพริบ ครุ่นคิดทุกวิถีทาง รอบคอบทุกย่างก้าว โจมตีหลี่ตวน.จนรับมือไม่ทัน พอความได้เปรียบอยู่ตรงหน้า จู่ๆนางก็คล้ายกับไม่มีแผนอันใด พยายามแต่ให้ตัวเองสะใจโดยไม่สนใจอะไร อยากจะพูดอะไรก็พูดอย่างนั้น เรื่องอื่นๆล้วนไม่ใส่ใจ


ไม่ว่าจะดูอย่างไรก็ไม่เข้ากันอย่างแปลกประหลาด!


ตกลงก่อนหน้านี้เป็นตัวนางจริงๆ? หรือนางในเวลานี้ถึงจะเป็นนิสัยจริงของนางกัน?


เผยเยี่ยนรู้สึกว่าตัวเองยังคงประมาทไป


นี่ก็คือความอึดอัดที่ไม่เข้าใจตัวตนของอีกฝ่าย


หากรู้ว่าจะเป็นเช่นนี้ ก่อนหน้านี้เขาคงจะทำความเข้าใจกับคุณหนูอวี้ให้มากขึ้นแล้ว


แต่ว่า คุณหนูอวี้เปลี่ยนแปลงไปมาไม่สิ้นสุด แม้เขาจะทำความเข้าใจคุณหนูอวี้เพียงผิวเผิน คาดว่าก็คงไม่รู้ว่าเมื่อพบกันครั้งต่อไปคุณหนูอวี้จะเปลี่ยนแปลงเป็นคนแบบใดอีก


กล่าวสรุปคือ ยังคงเป็นเรื่องธรรมเนียมระหว่างชายหญิง เขาไม่อาจสืบเสาะเรื่องราวคุณหนูอวี้มากไปได้


หลังจากเผยเยี่ยนนึกถึงอวี้ถังที่พบเจอกันหลายครั้ง เขาก็คาดเดาถึงเรื่องพวกนี้ สัญชาตญาณบอกเขาว่า การตัดสินใจก่อนหน้านั้นของเขาดีที่สุด อย่างไรสังเกตให้รอบคอบก่อนค่อยว่ากันเถิด มิเช่นนั้นก็จะเป็นดั่งเมื่อก่อน ทำให้เขาตกในหลุมพรางทันที


เขาดื่มชาหนึ่งคำอย่างไม่รีบร้อน พูดอย่างไม่กระจ่างชัดนัก “คุณหนูอวี้พูดมีเหตุผล แต่ให้ฮูหยินหลี่ไปโขกศีรษะหน้าประตูสกุลอวี้ นี่ก็ไม่เหมาะสมนัก” เขาปัดลูกหนังไปทางบ้านสายตรงสกุลหลี่แทน “ปู่สิบสองสกุลหลี่ ท่านคิดว่าอย่างไร?”


ปู่สิบสองทำตัวราวกับเทียนไข ไม่จุดก็ไม่สว่าง เมื่อได้ฟังก็เอ่ย “พวกเราสกุลหลี่ยึดนายท่านสามเป็นหัวม้า ทั้งหมดล้วนฟังท่านเป็นหลัก”


ลูกหนังถูกผลักกลับไป


เผยเยี่ยนเผยยิ้มเล็กน้อย “ข้าก็เป็นเพียงคนกลางเท่านั้น หากสกุลอวี้และสกุลหลี่ล้วนรู้สึกว่าดีก็เพียงพอแล้ว ในเมื่อสกุลหลี่คิดว่าอย่างไรก็ได้ เช่นนั้นข้าคงทำได้เพียงถามความต้องการของนายท่านอวี้แล้ว”


ใครจะรู้ว่าอวี้ถังไม่รอให้บิดานางเปิดปาก ก็กล่าวอย่างไม่พอใจก่อน “ท่านพ่อ ข้าไม่เห็นด้วย ฮูหยินหลี่ต้องขอขมาให้กับสกุลพวกเรา”


อวี้เหวินอยากจะพูดแต่ก็หยุดเอาไว้


คล้ายกับบิดาที่รักใคร่ตามใจลูกสาวเกินพอดี เห็นได้ชัดว่าไม่ถูกกลับไม่อาจหักหน้าลูกสาวต่อหน้าสาธารณชน


และหลี่ตวนก็รู้สึกไม่พอใจอยู่ข้างใน


อะไรเรียกว่า ‘สกุลหลี่คิดว่าอย่างไรก็ได้กัน’?


หลี่ตวนรู้สึกว่าเผยเยี่ยนกำลังช่วยสกุลอวี้อย่างเห็นได้ชัด


หรือก่อนหน้านี้สกุลอวี้พูดเป่าหูอะไรให้เผยเยี่ยนฟัง?


หลี่ตวนมองอวี้ถังอย่างโมโห “คุณหนูอวี้ นี่มันคนละเรื่องกัน ขอโทษย่อมได้ แต่ไม่อาจให้มารดาข้าที่เป็นผู้หญิงในเรือนออกหน้าต่อสาธารณชนได้”


อวี้ถังจ้องกลับไปอย่างไม่เผยความอ่อนแอแม้แต่น้อย “ตามความคิดข้า นี่เป็นเรื่องเดียวกัน ขอโทษ ก็ควรเอาความจริงใจมา”


ทั้งสองคนต่างชักดาบเผชิญหน้ากัน ใครก็ไม่ยอมถอยให้ใคร แม้จะยืนประจันหน้ากัน กลับทำให้คนรู้สึกถึงเปลวไฟลุกช่วงที่สาดส่องไปทั่ว


ไม่ว่าในใจของเศรษฐีที่นั่งอยู่พวกนี้จะเข้าข้างฝ่ายใด ก่อนที่เผยเยี่ยนยังไม่ได้พูด ล้วนไม่อาจเปิดเผยจุดยืนอย่างง่ายๆ เมื่อเผยเยี่ยนไม่ปริปาก พวกเขาก็ทำได้เพียงดูละคร ต่างพากันเงียบกริบทั้งหมด


ชั่วขณะหนึ่ง ห้องโถงใหญ่ต่างตกอยู่ในความเงียบสงัดอย่างแปลกประหลาด สงบนิ่ง ได้ยินเพียงเสียงสวบสาบของลมที่พัดผ่านใบไม้นอกหน้าต่าง


นายท่านอู๋.อดร้อนใจไม่ได้


ในความคิดของเขา เรื่องนี้อวี้ถังทำเกินไปอยู่บ้าง แต่คนที่ทำเกินไปกว่าคืออวี้เหวิน


เด็กๆไม่เข้าใจเรื่องราว หรือผู้ใหญ่ก็ไม่เข้าใจเช่นกัน?


เวลานี้ ควรจะเป็นผู้ใหญ่ที่จัดการเรื่องราวจึงจะถูก


คงไม่อาจปล่อยให้ลูกสาวตัวเองและคุณชายใหญ่สกุลหลี่ปะทะคารมไม่ยอมถอยให้กันต่อไปเช่นนี้หรอกกระมัง?


แม้ว่าจะถอยหนึ่งก้าว ก็ควรต้องมีบันไดขั้นหนึ่ง


นายท่านอู๋ครุ่นคิดว่าตัวเองควรจะออกหน้ารับหน้าที่เป็นคนเลวดีหรือไม่ ปรากฏว่าข้างหูกลับปรากฏเสียงไร้เรี่ยวแรงขึ้นมาอย่างกะทันหัน “อวี้ คุณหนูอวี้ ข้าไปขอขมาที่บ้านพวกเจ้าแทนมารดาข้า เจ้า เจ้าคิดว่าได้หรือไม่?”


ผู้พูดคือหลี่จวิ้นที่แทบจะไร้ตัวตน.ตลอดเวลาที่อยู่ที่นี่


สายตาของทุกคนหันไปตามเสียง


หลี่จวิ้นอาจจะคาดไม่ถึงว่าจะเป็นเช่นนี้ ภายใต้สายตาที่จ้องมองมา ใบหน้าของเขาซีดขาวยิ่งกว่าเดิม ทั้งยังหดเกร็งเล็กน้อย แต่ไม่นานเขาก็ดึงสติขึ้นมา หยัดกายตรงราวกับรวบรวมความกล้า เดินไปข้างหน้าสองก้าว เมื่อมาถึงเบื้องหน้าทุกคน ก็กล่าวเสียงเบาอีกครั้ง “คุณหนูอวี้ถูกลักพาตัว ทั้งหมดล้วนเกิดจากข้า หากพิจารณาดูแล้ว ย่อมเป็นความผิดของข้า มารดารักลูกสุดหัวใจ ข้าไม่กล้าขอให้คุณหนูอวี้อภัยนาง แต่ข้าที่เป็นลูกชาย กลับไม่อาจทนเห็นมารดาตัวเองได้รับการเหยียดหยามโดยไม่ทำอะไรได้ คุณหนูอวี้ ท่านได้โปรดให้ข้าโขกศีรษะขอขมาที่ประตูสกุลท่านแทนมารดาของข้าด้วยเถิด” พูดจบ เขาก็ค้อมคำนับให้อวี้ถัง


หากกล่าวว่าก่อนหน้านี้คำพูดของเขายังเผยความลังเลและขลาดกลัวอย่างเห็นได้ชัด แต่ยามนี้ เขาไม่เพียงพูดดังชัดเจน ยังแสดงความกล้าอย่างหนึ่งออกมาอย่างไม่เคยมีมาก่อน


นายท่านอู๋.อดชื่นชมหลี่จวิ้นอยู่ในใจไม่ได้


แม้กล่าวว่าก่อนหน้านี้หลี่จวิ้นไม่ปริปากมาโดยตลอด แต่ยามนี้ เขาสามารถยื่นมือออกมา ก็แสดงให้เห็นว่าเขาเป็นชายหนุ่มที่มีใจกตัญญู มีความรับผิดชอบ และยอมแบกรับภาระคนหนึ่ง


นายท่านอู๋ผงกศีรษะไม่หยุด


เศรษฐีคนอื่นส่วนมากก็รู้สึกไม่ต่างจากนายท่านอู๋ เผยยิ้มเล็กน้อยมองหลี่จวิ้น พยักหน้าเบาๆ


อวี้ถังแค่นเสียงอย่างดูแคลน แทบไม่มองหลี่จวิ้นแม้แต่น้อย กลับกันใช้สายตาคมกริบจ้องมองไปที่หลี่ตวน


นางเอ่ยประชดประชัน “หากข้าไม่ตอบรับเล่า?”


ยามที่หลี่จวิ้นลุกออกมา หลี่ตวนก็เกิดใจคล้อยตาม พลันรู้สึกว่านี่เป็นความคิดที่ดี หนึ่งคือแสดงความจริงใจของสกุลหลี่ สองคือหลี่จวิ้นรับผิดชอบแทนมารดา แบกคำว่า ‘กตัญญู’ เอาไว้ได้ ย่อมสามารถล้างมลทินให้กับชื่อเสียงสกุลหลี่อีกครั้ง


การปฏิเสธของอวี้ถังชักนำด้านโหดเหี้ยมที่เขาควบคุมไว้อยู่นาน ให้ปะทุออกมา


เขาเอ่ยอย่างมีโทสะ “คุณหนูอวี้ ทุกเรื่องที่กระทำ สวรรค์ล้วนเฝ้ามอง เจ้าก็เหลือคุณธรรมให้ตัวเองเสียหน่อยเถิด”


อวี้ถังได้ยินเช่นนั้นกลับเผยความดูแคลน หัวเราะอย่างเยือกเย็นขึ้นมาสองครั้ง “เมื่อครู่ข้าก็อยากพูดประโยคนี้ ทุกเรื่องที่กระทำ สวรรค์ล้วนเฝ้ามอง คุณชายใหญ่สกุลหลี่ ยามที่เจ้าตำหนิข้า อย่าลืมนึกถึงความรู้สึกผิดชอบชั่วดีของตัวเองบ้าง ข้ายังคิดว่าชายหนุ่มในสกุลพวกเจ้าตายไปหมดแล้วเสียอีก แต่ละคนรู้จักเพียงใช้ปาก…”


คำพูดของนางยังไม่ทันจบ หลี่ตวนก็ราวกับถูกฟ้าผ่ากลางวันแสกๆ เสียงวิ้งดังขึ้นในหัว ดึงสติกลับมาไม่ได้อยู่พักใหญ่


ไฉนเขาจึงนึกไม่ถึงกัน!


เหตุใดเขาจึงไม่ไปขอขมาสกุลอวี้แทนมารดาตัวเองกัน!


ต้องรอให้น้องชายเป็นคนลุกออกมา เมื่อพูดเรื่องถึงความกตัญญูเช่นนี้ เขาจึงเพิ่งมีสติกลับมา


โอรสสวรรค์หลายยุคหลายสมัยล้วนใช้ ‘ความกตัญญู’ ในการปกครองบ้านเมือง ก่อนหน้านี้เขาปฏิเสธไม่ให้มารดาไปขอโทษสกุลอวี้ย่อมไม่เป็นปัญหาอันใด แต่ถูกหลี่จวิ้นกระโดดออกมาประสมโรงเช่นนี้ การกระทำก่อนหน้านั้นของเขาจึงดูไม่ได้


จากที่ได้ยินมา ยามที่ท่านผู้เฒ่าสกุลเผยล่วงลับ เผยเยี่ยนเศร้าโศกเสียใจ ไม่เพียงลาออกจากงานตรงๆ แต่อยู่ในเรือนก็ยังไม่มีสีหน้าดีอันใด เผยเยี่ยนจะมองเขาอย่างไรกัน?


พวกเศรษฐีชนบทที่นั่งอยู่ตรงนี้จะมองเขาอย่างไร?


หลี่ตวนร้อนรนขึ้นมา


เขารีบกวาดสายตาสังเกตโดยรอบ


เผยเยี่ยนนั่งอยู่ตรงนั้นด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง คล้ายว่ายังไม่ทันรู้ตัวว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น


ด้านเศรษฐีพวกนั้นกลับเผยสีหน้าแปลกประหลาด


หรือคนพวกนั้นล้วนคิดว่าเขาควรลุกออกมารับผิดชอบแทนมารดาเหมือนหลี่จวิ้นกัน?


หลี่ตวนกระวนกระวายอยู่ในใจ


เขาย้ำเตือนตัวเองซ้ำๆ ใจเย็น ใจเย็นเข้าไว้ ยิ่งเวลานี้ ก็ยิ่งไม่อาจเกิดความผิดพลาด ทั้งไม่อาจพูดคุยทำเรื่องอย่างส่งเดช ถูกคนจับจุดอ่อนอะไรอีก


ด้านเผยเยี่ยน ชั่วพริบตาที่หลี่จวิ้นออกมายืนนั้น ก็มองเห็นคมมีดที่อวี้ถังเผยออกมาแล้ว


ที่แท้นางต้องการให้ร้ายว่าหลี่ตวนไม่รู้คุณ!


กับดักของนางทำขึ้นเพื่อรอหลี่ตวน


คุณหนูอวี้ต้องการจัดการหลี่ตวนให้หมดหนทาง!


ก็ไม่รู้ว่าคุณหนูอวี้และหลี่ตวนผู้นี้มีเรื่องความแค้นเกี่ยวกับความเป็นความตายอะไรกัน


ยามนี้ เขาไม่อยากรู้ว่าเหตุใดหลี่ตวนจึงโง่เขลาถึงเพียงนี้ ทั้งไม่อยากรู้ว่าเศรษฐีชนบทพวกนั้นคิดอย่างไร เขาเพียงอยากรู้ว่า เรื่องที่วางแผนสกุลหลี่ คุณหนูอวี้จะได้รับประโยชน์จากเรื่องนี้มากมายเท่าใด


ด้านอวี้ถัง มือของนางกำหมัดแน่น


พวกเขาคิดว่านางเพียงอยากให้คนสกุลหลินได้รับความอับอายอย่างนั้นรึ ไม่หรอก เดิมทีนางก็ไม่มีความคิดเช่นนั้น


เพราะนั่นยังห่างไกลอยู่มาก


ความเจ็บปวดทางกาย จะเทียบกับจิตใจที่สิ้นหวังได้อย่างไร


การแก้แค้นของนางเพิ่งจะเริ่มต่างหาก!


บทที่ 69


อวี้ถังยืนนิ่งอยู่กับที่ สายตาเย็นเยียบมองหลี่ตวนที่เพิ่งได้สติกลับมา พยายามแก้ไขความผิดของตัวเองอย่างอุตลุด “น้องรอง ต่อให้ต้องไปขอโทษสกุลอวี้แทนท่านแม่ ก็สมควรเป็นพี่ชายคนนี้ที่ออกหน้า เรื่องนี้เจ้าไม่ต้องยุ่ง ข้าจะจัดการให้เรียบร้อยเอง”


พูดจบ เขาก็หันไปประสานมือคารวะให้เผยเยี่ยน ปู่สิบสอง อวี้เหวินและนายท่านเว่ยคนละหนึ่งที เอ่ยปากด้วยท่าทางและน้ำเสียงจริงใจว่า “แม่นางอวี้พูดมีเหตุผล เป็นข้าที่จัดการเรื่องราวอย่างไม่เป็นกลาง คิดถึงแต่ความลำบากของสกุลตนเพียงฝ่ายเดียว แต่ไม่เคยคำนึงถึงมุมของแม่นางอวี้มาก่อน พวกท่านคิดว่าเช่นนี้ได้หรือไม่ ข้าจะทำบุญอุทิศให้คุณชายรองสกุลเว่ยที่วัดเจาหมิงสามวัน จากนั้นก็ไปขอโทษสกุลอวี้แทนท่านแม่ของข้า!”


เขามองพวกอวี้เหวินอย่างรอคอยคำตอบ


อวี้ถังได้ฟังกลับแสยะยิ้มในใจ


ตอนที่ทะเลาะกับนางรู้สึกว่าการขอโทษเป็นเรื่องน่าอับอาย รอจนหลี่จวิ้นออกความเห็นหลี่ตวนกลับฉวยโอกาสเอาความดีเข้าตัว ใต้หล้ามีเรื่องดีๆเช่นนี้ที่ไหนกัน!


ทุกคนที่อยู่ตรงนี้ต่างกระจ่างแจ้งแก่ใจดีว่า พวกนางสกุลอวี้ต้องลำบากยากเย็นเพียงใดกว่าจะได้รับคำขอโทษจากสกุลหลี่ แต่คนนอกที่รอดูความครึกครื้นกลับไม่มีใครรับรู้ เวลานั้นคงเห็นเพียงหลี่ตวนคุกเข่าร้องขอการอภัยจากสกุลอวี้อยู่ที่หน้าประตู คงคิดว่าเขามีคุณธรรมสูงส่ง กตัญญูต่อมารดา รู้ว่าสกุลของตนทำเรื่องผิดๆ ก็ยังมาขอรับโทษด้วยความจริงใจ!


นางทำอะไรไปตั้งมากมาย หรือว่าเพียงเพื่อให้หลี่ตวนมาเด็ดลูกท้อได้ชื่อเสียงดีงามไปในตอนจบอย่างนั้นรึ?!


ต่อให้ต้องไปคุกเข่าที่หน้าเรือนนาง ก็ต้องให้หลี่จวิ้นเป็นคนคุกเข่าถึงจะถูก


หลี่ตวนยังเป็นสุนัขที่ชอบกินอุจจาระเหมือนเดิม ชาติก่อนก็ทำเรื่องทำนองนี้มานับไม่ถ้วน


อวี้ถังก้าวออกไปข้างหน้า คิดจะคัดค้าน แต่กลับถูกบิดาดึงเอาไว้เสียก่อน


ก่อนหน้านี้ที่อวี้เหวินยินยอมให้อวี้ถังออกหน้า เพราะเขาไม่มีความมั่นใจในสิ่งที่อวี้ถังจะทำ อีกอย่าง อวี้ถังมีความแค้นในใจ เขาอยากให้นางได้ระบายมันออกมา ไม่ต้องอัดอั้นเก็บกดเอาไว้ ต่อไปมีแต่จะกลายเป็นโรคทางใจเสียเปล่าๆ


บัดนี้ เรื่องราวได้จบลงแล้ว เขาไม่อยากให้บุตรสาวต้องออกหน้าออกตาอีก


หากว่าเพราะเหตุนี้ต้องทำให้คหบดีทุกคนที่นั่งอยู่ที่นี่ต้องมีความทรงจำที่ไม่ดีต่อบุตรสาวของตน ต่อให้สกุลอวี้ของพวกเขาจะทำให้สกุลหลี่ลำบากเพียงใด ลงโทษสกุลหลี่อย่างไร ก็ไม่เพียงพอจะกู้คืนชื่อเสียงที่เสียหายไปของบุตรสาวกลับมาได้


อวี้ถึงนั้น แม้จะพูดอยู่บ่อยๆว่าไม่ไยดี บอกว่าหาก.ลงมือแล้วก็ต้องทำอย่างเด็ดขาด แต่เขาก็ปวดใจแทนบุตรสาว กลัวว่านางจะเป็นอะไรไป เขาไม่กล้าเอานางไปเสี่ยงแน่


“อาถัง!” อวี้เหวินทำหน้าเคร่งขรึมแล้วเอ่ยเสียงเบากับนาง “เรื่องนี้เจ้าไม่ต้องยื่นมือเข้ามายุ่งแล้ว เจ้าต้องฟังข้า มีเรื่องอันใด ข้าจะเป็นคนคุยกับสกุลหลี่เอง นับแต่นี้ เจ้าไปยืนนิ่งๆ เป็นเด็กดีอยู่หลังอาหย่วนเสีย เหมือนกับตอนที่เจ้าเพิ่งจะเข้ามา เจ้าฟังเข้าใจแล้วหรือไม่?”


หายากนักที่บิดาจะใช้คำพูดนุ่มนวลเช่นนี้กับนาง อวี้ถังเข้าใจการตัดสินใจของบิดาทันที


แต่ในใจนางก็ยังรู้สึกไม่เป็นธรรม


“ท่านพ่อเจ้าคะ” นางเรียกบิดาเสียงเบา “ต้องใช้เรื่อง.อกตัญญูเล่นงานเขาให้ได้ ไม่ควรปล่อยเขาไปเด็ดขาด”


“ข้ารู้แล้ว” หากบอกว่าแต่ก่อนอวี้เหวินรู้สึกชื่นชมหลี่ตวนมากเพียงใด ตอนนี้ก็รู้สึกผิดหวังมากเพียงนั้น


หลี่อี้ไม่อยู่ที่จวน หลี่ตวนก็เป็นบุตรชายคนโตที่ดูแลสกุลได้ หากจะบอกว่าสิ่งเหล่านี้ที่สกุลหลี่กระทำไม่มีความเกี่ยวข้องกับเขาแม้แต่กระผีก ใครจะไปเชื่อลงกัน แต่หลี่ตวนทางหนึ่งทำเรื่องเลวๆ ทางหนึ่งก็อยากล้างมลทินให้สะอาด ต่อให้เป็นพวกแม่นางหอโคมเขียว ก็คงมีไม่กี่คนที่กล้าทำเช่นนี้


หลี่ตวน ก็แค่วิญญูชนจอมปลอมผู้หนึ่งเท่านั้น


อวี้เหวินตบไหล่อวี้ถังราวจะปลอบโยนนาง แล้วดันนางไปอยู่เบื้องหล้ง ก่อนจะประสานมือคารวะพวกของเผยเยี่ยนทีละคน “เรื่องเกิดย่อมมีเหตุ แต่ไม่จำเป็นต้องเหมารวมโดยไม่รู้แบ่งแยก การตายของคุณชายสกุลเว่ยคือประเด็นสำคัญ และเป็นเหตุผลหลักที่พวกเรามาที่นี่ในวันนี้ ส่วนเรื่องที่จะไปขอโทษขอโพยสกุลอวี้ เป็นแค่เรื่องรองเท่านั้น ทว่า ใครเป็นคนก่อเรื่องย่อมต้องเป็นคนเก็บกวาด ในเมื่อเรื่องลักพาตัวมีคุณชายรองสกุลหลี่เป็นผู้ใจร้อนอยากครอบครองหงส์จนก่อเรื่องขึ้น เช่นนั้นก็ให้คุณชายรองสกุลหลี่เป็นผู้แก้ปัญหาเถิด!”


ความหมายก็คือ ให้หลี่จวิ้นเป็นคนไปขอขมาสกุลอวี้


อวี้เหวินพูดเอาไว้อย่างชัดเจนเด็ดขาด ทุกคนที่นั่งอยู่ที่นี่ล้วนมีแต่คนเฉลียวฉลาด ได้ฟังแล้วก็ไม่ต้องอธิบายคำใดอีก


ซึ่งก็ตรงกับใจของเผยเยี่ยนพอดี


สกุลหลี่กล้าเลี้ยงผู้ลี้ภัยเอาไว้มากมายในถิ่นของสกุลเผย ไม่เพียงไร้ความสามารถปิดเรื่องให้มิดชิด ทั้งยังทำเหมือนพวกเขาเป็นคนโง่เง่า จึงต้องให้บทเรียนกับสกุลหลี่เสียบ้าง


แล้วจะสั่งสอนสกุลหลี่อย่างไรดีเล่า?


เช่นนั้นก็เริ่มจากบุตรชายคนโตสกุลหลี่ที่มีชีวิตรุ่งเรืองดั่งใจเป็นคนแรกก็แล้วกัน!


เผยเยี่ยนเอ่ยขึ้นหลังดื่มชาไปคำหนึ่ง “นายท่านอวี้พูดจามีเหตุผล คนวัยหนุ่มสาว ใครบ้างไม่เคยทำผิด แต่เมื่อผิดแล้วยังรู้จักแก้ รู้จักรับผิดชอบ ย่อมเป็นเรื่องที่ประเสริฐสุดแล้ว คุณชายรองสกุลหลี่มีความกล้าหาญและตระหนักรู้เพียงนี้ พวกเราที่เป็นผู้อาวุโส ไม่เพียงต้องปกป้องทั้งยังต้องส่งเสริมด้วย เช่นนั้นก็ตกลงตามนี้แล้วกัน”


หลี่ตวนย่อมไม่พอใจแน่ เขากำลังจะเปิดปากพูด แต่ก็ไม่อาจห้ามน้องชายแสนโง่งมของตนได้


หลี่จวิ้นซาบซึ้งจนตาแดงก่ำ เดินขึ้นไปเบื้องหน้าอย่างนอบน้อมแล้วประสานมือก้มตัวต่ำคารวะเผยเยี่ยน ตอนที่เงยหน้าขึ้นมาสายตาก็เต็มไปด้วยความแน่วแน่ “นายท่านสาม ปู่สิบสอง ท่านอาเหอ ข้า ข้าต่อไปจะระวังกิริยาให้ดี ประพฤติตนให้ถูกต้อง จะไม่ก่อเรื่องเช่นนี้ให้เหล่าผู้อาวุโสต้องกังวลใจอีก”


ปู่สิบสองซึ่งเป็นบ้านสายตรงของสกุลหลี่ก็เป็นคนปราดเปรื่อง มิเช่นนั้นตั้งแต่เข้าประตูมาก็คงไม่ทำตัวเหมือนคนใบ้ เห็นหลี่จวิ้นทำให้หลี่ตวนต้องหน้าม้านไปทีหนึ่ง ก็รู้สึกว่ามองหลี่จวิ้นแล้วสบายตาขึ้นเป็นกอง น้ำเสียงที่เอ่ยต่อเขาจึงนุ่มนวลมีเมตตากว่าปกติ “เจ้าก็ไม่ต้องรู้สึกกังวลไปหรอก นายท่านสามพูดถูกต้องแล้ว ตอนเป็นหนุ่มสาวใครบ้างไม่เคยทำผิด รู้จักแก้ไขให้ถูกเป็นใช้ได้” จากนั้นก็หันไปพูดกับอวี้เหวินและนายท่านเว่ยเป็นเชิงช่วยหลี่จวิ้นว่า “ท่านทั้งสองว่าใช่หรือไม่เล่า?”


เรื่องนี้เป็นเรื่องของสกุลอวี้ ในเมื่ออวี้เหวินออกปากแล้ว นายท่านเว่ยยังจะพูดอะไรได้อีก?


เขาพยักหน้าหงึกหงัก แล้วถือโอกาสส่งเสริมอวี้เหวิน “เจตนารมณ์ของนายท่านอวี้ก็เป็นเช่นนี้ ในเมื่อทุกท่านคิดเห็นไปในทางเดียวกัน ก็เหมือนกับที่นายท่านสามพูด เรื่องนี้ก็ให้ตกลงตามนี้เถอะ”


นายท่านอู๋มองแล้วกลับส่ายศีรษะในใจ


คุณชายรองสกุลหลี่ผู้นี้ นับว่าเถรตรงซื่อสัตย์ เป็นลูกไม้ที่หล่นไกลต้นทีเดียว


“สมควรยิ่งแล้ว สมควรยิ่งแล้ว!” เหล่าคหบดีชนบทที่นั่งอยู่ต่างก็วิพากษ์วิจารณ์ ยิ่งมีบางคนอยากประจบเผยเยี่ยน จึงหันไปกำชับหลี่จวิ้นว่า “เรื่องนี้เจ้าต้องขอบคุณนายท่านสามให้มากเชียวล่ะ นายท่านสามชมชอบผู้มีความสามารถ ถึงได้ยอมปกป้องเจ้าเช่นนี้ ต่อไปเจ้าต้องอยู่ในกรอบที่ถูกต้องดีงาม อย่าได้ทำลายความหวังดีของนายท่านสามล่ะ”


หลี่จวิ้นเอ่ยรับคำไม่หยุดปาก


หน้าผากของหลี่ตวนกลับมีเส้นเลือดปูดขึ้น แทบทนไม่ไหว อยากจะจับน้องชายของตนเองโยนออกไป


ตั้งแต่เล็กเขาก็รู้ว่าหลี่จวิ้นนั้นโง่เง่า แต่ไม่คิดว่าจะโง่เง่าถึงขั้นนี้


ไม่ได้ กลับไปเขาต้องบอกเรื่องนี้กับบิดา ให้บิดาพาหลี่จวิ้นติดตามไปด้วย อย่าทิ้งไว้ที่เรือนคอยสร้างความวุ่นวายให้เขา


หลี่ตวนคิดเอาไว้เป็นมั่นเหมาะเป็นเหมาะ ในใจจึงเริ่มรู้สึกดีขึ้นเล็กน้อย จากนั้นก็ได้ยินอวี้เหวินพูดว่า “เรื่องขอโทษจบไปแล้ว แต่คุณชายรองสกุลเว่ยไม่ควรจะตายจากไปเช่นนี้ พวกเราควรจะหารือกันหน่อยหรือไม่ว่าจะลงโทษฆาตกรอย่างไร?”


ทุกคนพากันชะงัก ต่างสบตากันไปมา


เรื่องนี้ยังไม่จบอีกหรอกรึ?


แล้วพ่อบ้านใหญ่สกุลหลี่มิใช่ยอมเป็นแกะดำให้สกุลหลี่แล้วหรือไร?


สกุลอวี้ยังต้องการสิ่งใดอีก?


นายท่านอู๋กับสกุลอวี้มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ทั้งเป็นอวี้เหวินที่เชิญเขามา แม้เขาเองก็ไม่รู้ว่าอวี้เหวินคิดจะทำอะไร แต่นี่ก็ไม่เป็นอุปสรรคที่เขาจะออกหน้าช่วยเหลือสกุลอวี้อีกแรง


เขากล่าวว่า “หลี่ฮุ่ย เจ้ามีคำพูดอะไรก็พูดออกมาต่อหน้านายท่านสามเสีย เรื่องใดๆล้วนแต่หารือได้ทั้งสิ้น! เหมือนเรื่องขอขมาเมื่อครู่นี้ สุดท้ายพวกเราก็เห็นพ้องต้องกัน ว่าให้คุณชายรองสกุลหลี่เป็นคนขอโทษแทนฮูหยินหลี่มิใช่หรือ?”


หลี่ตวนได้ฟังก็.อดจะลอบกัดฟันไม่ได้


นี่พวกเขารวมหัวกันอย่างนั้นหรือ?


คหบดีพวกนี้ ทำเช่นนี้เพื่อที่จะสอพลอนายท่านสามช่างไร้ยางอายเสียเหลือเกิน


ทั้งๆที่ดูจากอายุก็แทบจะเป็นบิดาของเผยเยี่ยนได้แล้ว แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าเขาก็ทำเป็นเรียกนายท่านสามอย่างโน้น นายท่านสามอย่างนี้ คง.อดใจแทบตายไม่ให้เผลอเรียกเผยเยี่ยนว่า ‘น้องชาย’ กระมัง


เมื่อคิดถึงตรงนี้ หลี่ตวนก็เริ่มไม่สบอารมณ์


เมื่อไรกันหนอ ที่เขาจะเป็นอย่างเผยเยี่ยนได้ เดินไปทางใดก็มีแต่คนนับหน้าถือตาเป็นผู้อาวุโส ยกย่องให้เป็นผู้น่าเคารพ…


อวี้เหวินรอคำนี้อยู่พอดี จึงเอ่ยอย่างไม่เกรงใจว่า “ผู้ลี้ภัยสองคนกับพ่อบ้านใหญ่ของสกุลหลี่ส่งตัวให้ทางการลงโทษตามระเบียบ นี่ก็เป็นกฎหมายที่ประชาชนอย่างข้าสมควรยืดถือปฏิบัติ แต่อย่างไรเรื่องนี้ก็เป็นเพราะสกุลหลี่บกพร่องเรื่องการคุมบริวาร จนทำให้พ่อบ้านใหญ่ทำตัวเป็นจิ้งจอกแอบอ้างบารมีเสือ ไม่รู้ฟ้าสูงแผ่นดินต่ำ หากไม่ลงโทษให้เข็ดหลาบ ยากจะรับประกันว่าจะไม่มีคนแบบพ่อบ้านใหญ่สกุลหลี่โผล่ขึ้นมาอีก ตามความคิดข้า นอกจากจะลงโทษพ่อบ้านใหญ่แล้ว ครอบครัวของพ่อบ้านใหญ่กับเหล่าสตรีทั้งหมดก็สมควรถูกขับไล่ออกจากเรือน เพื่อเป็นการเชือดไก่ให้ลิงดูถึงจะถูก”


มุมปากของหลี่ตวนแทบจะบิดเบี้ยวด้วยความโมโห


ทุกคนต่างรู้กันว่าพ่อบ้านใหญ่สกุลหลี่เป็นแพะรับบาปแทนเจ้านาย ยังไม่พูดถึงว่าเจ้านายไม่เพียงรักษาชีวิตเขาไว้ไม่ได้ กระทั่งญาติพี่น้องของเขาก็ปกป้องไม่ได้ด้วยซ้ำ เช่นนี้ต่อไปใครจะกล้ารับใช้พวกเขาสกุลหลี่อีก!


นี่จะต่างอะไรกับการให้มารดาของเขาไปโขกศีรษะขอขมาสกุลอวี้เล่า!


สกุลอวี้จะรังแกผู้อื่นมากเกินไปแล้ว


คิดจริงๆหรือว่าสกุลหลี่ของพวกเขาจะเกรงกลัวสกุลอวี้?


คำว่า ‘ไม่ได้’ รออยู่ที่ปากแล้ว ทว่าหูของหลี่ตวนกลับได้ยินเสียงเย็นชาชัดเจนของเผยเยี่ยนดังขึ้น “ใช้ได้! หนึ่งคนทำผิด ทั้งสกุลต้องถูกลงโทษ บ้านเมืองเราก็มีกฎ จะได้ตักเตือนพวกไม่รู้จักรักษาระเบียบไปในตัวด้วย ต่อให้รัชทายาทกระทำผิด ก็ต้องรับโทษทัณฑ์เช่นเดียวชาวบ้าน ใครก็ไม่อาจได้รับการยกเว้น”


“นายท่านสาม!” สีหน้าของหลี่ตวนดำทะมึนเหมือนก้นหม้อ “เรื่องนี้ควรต้องพูดคุย…”


เพียงแต่ไม่รอให้เขาพูดจบ คนที่ยืนเป็นเงาอยู่ข้างหลังหลี่เหอผู้เป็นบิดามาตั้งแต่ต้นก็เดินออกมากล่าวตำหนิหลี่ตวนว่า “ยังไม่หุบปากอีก! ที่นายท่านสามฟังเจ้าพูด ก็เพราะเขามีจิตใจกว้างขวาง เห็นแก่ที่เจ้าเป็นผู้น้อย เจ้าอย่าได้ไม่รู้หนักเบา ไม่เห็นหัวผู้หลักผู้ใหญ่ เรื่องนี้มีพวกเราบ้านสายตรงตกลงรับปากแทนเจ้าแล้ว เจ้าถอยออกไปเสีย ไม่ต้องพูดจาเหลวไหลอีก”


“ท่านอาเหอ” หลี่ตวนย่อมไม่เห็นหลี่เหออยู่ในสายตา เขาพูดด้วยเสียงอันดังว่า “คนพวกนั้นเป็นบ่าวรับใช้ที่จวนข้ามาตั้งกี่รุ่นแล้ว เหตุใดไม่ถามดีชั่วก็ไล่คนออกไปจากจวนเสียเล่า…”


หลี่เหอรอโอกาสที่หลี่ตวนจะตกอยู่ในที่นั่งลำบากเช่นนี้มาตลอด เขาไม่ยอมให้หลี่ตวนเอาตัวรอดไปได้ง่ายๆ


เขาเอ่ยเสียงก้องว่า “หลี่ตวน เจ้าคิดจะข้ามหน้าบ้านสายตรงแล้วทำตามใจตัวเองอย่างนั้นรึ?”


หลี่ตวนอยากจะตอบออกไปทันทีว่า ‘ก็ใช่น่ะสิ’


แต่เขาพูดไม่ได้


สายหลักสายรอง ผู้ใหญ่ผู้น้อย เป็นกฎบ้านที่มีมาตั้งแต่บรรพบุรุษ หากว่าสิ่งนี้ถูกทำลายลง ใต้หล้าคงต้องวุ่นวายแน่


ต่อให้ในใจเขาจะไม่แยแสบ้านสายตรงอะไรนั่น แต่ก็ไม่อาจพูดออกมาดังๆได้


หลี่ตวนได้แต่หุบปากอย่างอัดอั้น ในใจก็คำนวณแล้วว่าสกุลเผยไม่มีทางถือรายชื่อไปตรวจนับบ่าวรับใช้ของจวนเขาทีละคนแน่ รอให้ออกไปจากตรงนี้ได้แล้ว เขาต้องคิดหาทางช่วยพ่อบ้านใหญ่ รวมถึงครอบครัวของพ่อบ้านใหญ่ด้วย ตอนนี้ยังไม่จำเป็นต้องเปลืองแรงปะทะกับพวกเขา


ใจเขาถึงเริ่มสงบลงได้


เผยเยี่ยนถือถ้วยน้ำชาอยู่ในมือ เอ่ยเสียงราบเรียบและฟังชัดว่า “ข้าได้รับเกียรติจากเพื่อนบ้านสกุลอวี้และสกุลเว่ย สองสกุล เชิญให้มาเป็นคนกลางตัดสิน ความเห็นของข้าได้แสดงไว้ตรงนี้แล้ว สกุลหลี่จะทำตามหรือไม่…หนึ่งข้ามิใช่ขุนน้ำขุนนาง สองก็มิได้เป็นผู้ตรวจการใดๆ สุดท้ายก็ต้องอยู่ที่สกุลหลี่แล้ว เรื่องวันนี้ก็ขอให้พอเท่านี้เถอะ ข้ายังอยู่ในช่วงไว้ทุกข์ ไม่สะดวกเชิญทุกท่านดื่มสุรา วันนี้ขอไม่รั้งตัวทุกท่านไว้ รอให้พ้นช่วงนี้ไป ค่อยขอเป็นเจ้ามื้อเลี้ยงสุรามื้อใหญ่ ถึงเวลานั้นขอพวกท่านอย่าได้รังเกียจและสละเวลามาร่วมงานด้วย”


นี่คือวาจาส่งแขก


“นายท่านสามเกรงใจเกินไปแล้ว!”


“ต้องมาแน่ ต้องมาแน่!”


“เช่นนั้นเชิญท่านไปพักผ่อนเถิด พวกข้าขอตัวลา!”


ทุกคนต่างทยอยลุกยืนขึ้น


เผยเยี่ยนก็ไม่มีทีท่าเกรงใจใคร เขาลุกยืนขึ้น เพื่อเป็นการส่งแขก


หากเป็นเมื่อก่อนท่านผู้เฒ่าสกุลเผยล้วนแต่ไปส่งทุกคนถึงหน้าประตูด้วยตนเอง


คหบดีชนบทเหล่านี้ไม่ค่อยจะคุ้นเคย แต่เห็นแก่ที่เผยเยี่ยนอายุยังน้อย ทั้งยังเป็นจิ้นซื่อสองป้าย จึงคิดว่านี่ก็สมเหตุสมผลดี


หลังจากอวี้เหวินกับนายท่านเว่ยกล่าวขอบคุณเผยเยี่ยนอย่างเป็นกิจลักษณะแล้ว ก็เดินตามคนอื่นๆออกไป ทว่ากลับถูกเผยเยี่ยนเรียกเอาไว้ก่อน “นายท่านอวี้ โปรดอยู่ก่อน ข้ายังมีเรื่องเล็กน้อยอยากขอคำชี้แนะ!”


บทที่ 70: บานประตู


เหล่าคหบดีคิดได้ว่าเมื่อครู่เผยเยี่ยนก็ออกตัวปกป้องสกุลอวี้อย่างชัดเจน พอได้ยินเผยเยี่ยนรั้งตัวอวี้เหวินไว้เพื่อพูดคุยเป็นการส่วนตัว สายตาที่มองอวี้เหวินจึงเจือกระแสอิจฉาอยู่หลายส่วน


เป็นดังคำที่ว่าไว้ ฮ่องเต้.องค์ใดย่อมใช้ขุนนางชุดนั้น ทั้งคนในสกุลและสถานที่ก็เช่นเดียวกัน ใครได้กุมอำนาจ ย่อมจะเลือกใช้ไม่กี่คนที่ตนรู้จัก คุ้นเคยหรือว่าชื่นชม เผยเยี่ยนเพิ่งจะมารับหน้าที่ผู้นำสกุล ทั้งยังอยู่ในช่วงไว้ทุกข์ จึงไม่ได้มีงานเลี้ยงฉลองใหญ่โต บวกกับแต่ก่อนเขาก็เป็นคนเย่อหยิ่ง ซ้ำไม่ใช่บุตรคนแรก พี่ชายคนโตของเผยเยี่ยนยังเป็นผู้เพียบพร้อมทั้งคุณธรรมและความสามารถ ใครต่างก็คาดไม่ถึงว่าตำแหน่งผู้นำสกุลจะมาตกที่เผยเยี่ยนได้ ผลสุดท้ายจึงไม่มีใครสนิทสนมกับเผยเยี่ยน ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการไปมาหาสู่ บัดนี้แต่ละคนต่างพยายามทุกทางเพื่อหาวิธีเข้าใกล้และพูดคุยกับเขา ทว่าจู่ๆ อวี้เหวินกลับได้รับโอกาสนั้นไป ใครบ้างจะไม่สะเทือนใจเล่า?


โดยเฉพาะนายท่านอู๋ เขาเป็นเพื่อนบ้านของสกุลอวี้ ครั้งนี้ก็เสนอตัวเข้ามาช่วยเหลือสกุลอวี้ไว้ไม่น้อย ทั้งแต่ไรก็เป็นคนมีไหวพริบเฉลียวฉลาด ได้ยินดังนั้นก็ผลักหลังอวี้เหวินทันที แล้วกระซิบบอกเขาเสียงเบาว่า “ข้ากับนายท่านเว่ยจะพาพวกเด็กๆไปรอเจ้าด้านนอก เจ้ามีเรื่องอะไรก็ส่งสัญญาณแล้วกัน”


อวี้เหวินกลับมีแต่หมอกปกคลุมเต็มหน้า


ก่อนหน้านี้ด้วยเรื่องรักษาอาการป่วยของภรรยาเขาพยายามเข้าหาเผยเยี่ยนเพื่อกล่าวขอบคุณครั้งแล้วครั้งเล่า แต่เห็นได้ชัดว่าเผยเยี่ยนคร้านจะสนใจเขา บัดนี้เขาคิดได้แล้วว่ามิตรไมตรีระหว่างวิญญูชนก็บางเบาดั่งสายน้ำ แต่เผยเยี่ยนกลับมารั้งตัวเขาไว้ต่อหน้าคนมากมายเสียนี่


เขาไม่คิดว่าเผยเยี่ยนกำลังแสดงไมตรีต่อเขา แต่คงเพราะต้องการสอบถามเรื่องบางอย่างระหว่างสกุลอวี้กับสกุลหลี่มากกว่า?


เป็นเพราะเรื่องนี้นับแต่สืบสวนจนถึงตามจับคน แม้แต่การเชิญให้เผยเยี่ยนมาเป็นคนกลางตัดสินล้วนเป็นความคิดของอวี้ถังทั้งสิ้น เขาจึง.อดจะหันไปมองอวี้ถังทีหนึ่งไม่ได้


อวี้ถังก็ไม่รู้ว่าเผยเยี่ยนจะมาไม้ไหนอีก แต่เขารั้งตัวบิดาของนางไว้พูดคุยต่อหน้าคนมากมายเช่นนี้ ตามหลักแล้วพวกนางย่อมไม่อาจหักหน้าเผยเยี่ยนได้


นางได้แต่กระซิบบอกบิดา “ขอเพียงไม่ขัดแย้งกับเรื่องเมื่อครู่ ท่านก็ตอบรับไปเถิดเจ้าค่ะ นายท่านสามนับว่ามีบุญคุณใหญ่หลวงต่อสกุลเรา”


อย่างอื่นไม่พูดถึง ทุกๆเดือนก็ต้องอาศัยท่านแม่เฒ่าสกุลเผยถึงจะได้ฟังคำว่ามารดาปลอดภัยจากปากหยางโต่วซิง!


อวี้เหวินขบคิด วิญญูชนนั้นไม่มีเรื่องใดที่พูดคุยอย่างเปิดเผยมิได้อยู่แล้ว หาได้มีสิ่งใดต้องกลัวไม่ เมื่อคิดได้เช่นนี้ใจก็ผ่อนคลายลง หันไปกล่าวขอบคุณทุกคนที่มาร่วมเป็นพยานด้วยรอยยิ้ม แล้วกำชับกับอวี้ถังและอวี้หย่วนว่า “อย่าวิ่งไปทั่ว” ก่อนจะหันไปกระซิบกับนายท่านเว่ยและนายท่านอู๋เป็นทำนองว่า “รอข้าออกมาก่อน” จากนั้นก็รั้งตัวอยู่ที่เรือนรับรอง


เผยเยี่ยนคอยสังเกตท่าทีของพ่อลูกสกุลอวี้อยู่ตลอด เห็นว่าแค่เขารั้งตัวอวี้เหวินไว้พูดคุย อวี้เหวินยังต้องมองหน้าบุตรสาวทีหนึ่ง ในใจเขาเริ่มมีลางสังหรณ์แปลกๆ แต่นิสัยเขาก็เป็นเช่นนี้ หากมีสิ่งที่เขาไม่เข้าใจ ก็ต้องซักถามให้กระจ่าง ไม่ว่าพ่อลูกสกุลอวี้จะมีอะไรปิดบังอยู่ เขาไม่มีทางปล่อยผ่านไปง่ายๆแน่


เขาสั่งต่อว่า “เชิญนายท่านอู๋กับนายท่านเว่ยไปดื่มชารอที่โถงบุปผาข้างๆก่อน พวกเราคุยกันไม่นานก็เสร็จแล้ว”


ประโยคสุดท้าย เผยเยี่ยนหันมาบอกกับพวกอวี้ถัง


นายท่านอู๋กำลังกลัดกลุ้มที่ไม่อาจหาโอกาสคุยกับเผยเยี่ยนได้ ได้ยินดังนั้นก็เหมือนกับคนที่สัปหงกง่วงนอนอยู่แล้วจู่ๆก็มีหมอนยื่นมาให้ ด้วยกลัวว่าพวกอวี้ถังกับนายท่านเว่ยจะไม่รู้หนักเบา โยนทิ้งโอกาสไปง่ายๆ ไม่รอให้นายท่านเว่ยเปิดปาก ก็รีบหันไปประสานมือคารวะเผยเยี่ยน พร้อมเอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “เช่นนั้นก็รบกวนนายท่านสามแล้ว”


เผยเยี่ยนพยักหน้ารับน้อยๆ


นายท่านอู๋ลากแขนนายท่านเว่ยออกจากเรือนรับรองไป


แต่ว่านอกเรือนรับรองมีทั้งสะพานข้ามธารน้ำเล็กๆ ภูเขาจำลองซับซ้อนหลายลูก รอบด้านโอบล้อมด้วยทิวทัศน์นานา พลันทำให้คนไม่อาจแยกเยอะเหนือใต้ออกตก ยิ่งไม่ต้องพูดถึงโถงบุปผาที่เผยเยี่ยนเอ่ยถึง


บ่าวรับใช้ที่นำทางเม้มปากกลั้นยิ้ม เอ่ยด้วยน้ำเสียงไม่ขาดความเคารพว่า “นายท่านทั้งสองโปรดตามข้ามาทางนี้ขอรับ”


“อ้อ! อ้อ!” นายท่านเว่ยส่งเสียงตอบ พลางจัดแจงเสื้อผ้าให้เข้าที่ คิดว่าคงไม่มีใครเห็นเรื่องน่าอายของตนเมื่อครู่ ถึงได้เดินนำหน้าทุกคนออกไป บ่าวรับใช้พาพวกเขาเดินผ่านระเบียงยาวสีแดงที่แสนจะคดเคี้ยว ผ่านกำแพงดอกไม้ จนมาถึงด้านหน้าโถงบุปผาที่บานประตูสี่ด้านฝังกระจกหลากสีเอาไว้


“สวรรค์!” นายท่านอู๋เห็นแล้วก็ตาโตทันที “นี่ นี่ต้องใช้เงินเท่าใดกัน?” พูดจบ ก็รู้ตัวว่าตนเสียมารยาทอีกครั้ง จึงเร่งร้อนอธิบายต่อนายท่านเว่ยว่า “กระจกหลากสีเช่นนี้ข้าก็เคยเห็นอยู่ ตอนนั้นที่จวนขุนนางในเมืองหลวง ครั้งก่อนข้ามาจวนสกุลเผยตรงนี้คล้ายจะกรุด้วยผ้าแพรอยู่เลย บัดนี้เปลี่ยนเป็นกระจกหลากสีเสียแล้วรึ พื้นที่แค่ตารางฉื่อเดียวก็ต้องใช้เงินห้าสิบตำลึงแล้ว ไม่ต้องพูดถึงขนาดใหญ่โตเช่นนี้ เกรงว่าแค่มีเงินอย่างเดียวคงจะหาซื้อไม่ได้ ดูใหญ่โตหรูหรากว่าจวนขุนนางในเมืองหลวงอยู่อักโขทีเดียว!”


นายท่านเว่ยไม่ได้สนใจวาจาพร่ำเพรื่อของนายท่านอู๋ เขายังรู้สึกเป็นห่วงอวี้เหวินอยู่ แต่เพราะถูกบานประตูกระจกหลากสีตรงหน้าทำเอาตื่นตะลึง สายตาได้แต่จดจ้องบานประตู ส่วนปากก็พึมพำออกมาว่า “นี่ช่างงดงามเหลือเกิน! ทั่วทั้งเมืองหลินอันคงมีแค่ที่เดียวกระมัง? ดูภาพวาดด้านบนนั่นสิ ใช่ภาพสี่ชั่งเหมยเซาหรือไม่? ทั้งยังปิดทองคำเปลวอีกด้วย แล้วปิดลงไปได้อย่างไรเล่านั่น? งานฝีมือเช่นนี้ เป็นของชาวนอกทะเลหรือไม่? ข้าเพิ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรกเลยเชียว”


อวี้ถัง อวี้หย่วน รวมถึงเว่ยเสี่ยวหยวนต่างก็ถูกประตูกระจกทำเอาตะลึงตะลานไปแล้ว


อวี้หย่วนกับเว่ยเสี่ยวหยวนก็เพิ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรก อวี้ถังนั้นอดคิดถึงเรื่องเมื่อชาติก่อนขึ้นมาได้


หลังจากที่สกุลหลี่ทำการค้าทางทะเลจนร่ำรวย ก็เคยเปลี่ยนบานประตูโถงบุปผามาเป็นกระจกหลากสีเช่นนี้ ทว่าโถงบุปผาของสกุลหลี่ไม่เหมือนเช่นสกุลเผย โถงบุปผาของสกุลหลี่ฝังกระจกเพียงด้านหน้าแปดบาน แต่ของสกุลเผยนี้ ไม่เพียงสี่ด้านที่เป็นบานประตู ทั้งทิศตะวันตกและทิศตะวันออกมีฝั่งละสิบสองบาน ทิศเหนือและทิศใต้มีฝั่งละยี่สิบแปดบาน…


บานประตูของสกุลหลี่มีภาพสี่สุภาพบุรุษเเห่งมวลบุปผาคือ ดอกเหมย ดอกกล้วยไม้ ต้นไผ่ และดอกเบญจมาศ แต่บานประตูของสกุลเผยกลับซับซ้อนกว่านั้นมากนัก นอกจากมวลบุปผา ส่วนมากก็จะเป็นเหล่าสกุณา นกยูง และนกกระเรียนขาวเป็นส่วนใหญ่ พวกขนนกนั้น ล้วนวาดออกมาอย่างประณีต งดงามสูงค่า เมื่อแสงสาดมากระทบ ก็เกิดเป็นประกายระยิบระยับ ราวกับสมบัติล้ำค่าเลยทีเดียว


บานประตูของสกุลหลี่นั้น เห็นชัดว่าวาดเสือไม่เหมือน กลับคล้ายหมามากกว่า


แม้จะเป็นเช่นนั้น แต่คนสกุลหลินก็มักจะพูดกับแขกที่มาเยือนอย่างภูมิใจนักหนาว่า “นำเข้ามาจากนอกทะเลโน้น แพงกว่าทองคำเสียอีก ยังต้องหาช่างผู้เชี่ยวชาญมาทำโดยเฉพาะ ไม่อย่างนั้นเจ้าคงจะได้เห็นภาพสตรีนอกทะเลที่ผมเหลืองตาเขียวแทน ช่างอัปลักษณ์เหลือเกิน”


บานประตูเหล่านี้ของสกุลเผยก็คงสั่งทำเป็นพิเศษเช่นเดียวกัน จากนั้นก็ขนส่งข้ามทะเลกลับมา!


เช่นนั้นเวลานี้สกุลเผยก็คงเริ่มมีการติดต่อและไปมาหาสู่กับพวกพ่อค้าทางทะเลแล้ว


อย่างน้อย สกุลเผยก็เป็นลูกค้ารายใหญ่ของพวกพ่อค้าเหล่านั้น


อวี้ถัง.อดจะประหลาดใจไม่ได้


บ่าวรับใช้ที่นำทางเพิ่งเคยเห็นแขกผู้มาเยือนแสดงสีหน้าตื่นตกใจเช่นนี้เป็นครั้งแรก


เขาปล่อยให้บรรดาแขกพิจารณาบานประตูตามใจชอบ ก่อนจะเอ่ยปากด้วยความภาคภูมิใจว่า “สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นนายท่านสามที่นำกลับมาแสดงความกตัญญูต่อท่านผู้เฒ่าขอรับ หลังจากที่ท่านผู้เฒ่าจากไป นายท่านสามคิดจะเปลี่ยนบานประตูเหล่านี้เป็นบานกระจกขาวล้วน แต่ท่านแม่เฒ่าพูดแล้วว่า ท่านผู้เฒ่าตอนที่มีชีวิตก็ชอบมานั่งเล่นกับครอบครัวและสหายที่โถงนี้เป็นที่สุด หากว่านายท่านสามอยากแสดงความกตัญญู ก็สมควรรักษาสิ่งที่ท่านผู้เฒ่าชื่นชอบเอาไว้ ” 


พูดถึงตรงนี้ บ่าวรับใช้ผู้นั้นก็คล้ายนึกถึงเรื่องราวในตอนนั้นออก เขาหลุดหัวเราะ ‘พรืด’ ออกมาแล้วเอ่ยต่อ “นายท่านสามยังบอกอีกว่า ในเมื่อท่านผู้เฒ่าชมชอบเพียงนี้ ก็ฝังไปเป็นเพื่อนท่านผู้เฒ่าเลยยิ่งดี ท่านแม่เฒ่าไม่เห็นด้วย บอกว่านายท่านสามกำลังท้าทายท่านผู้เฒ่าอยู่ ทั้งๆที่ท่านผู้เฒ่าชอบโอ้อวดต่อญาติๆ และสหายว่าบานประตูเหล่านี้เป็นสิ่งที่นายท่านสามนำมาแสดงความกตัญญูต่อเขา นายท่านสามก็ยังจะฉีกหน้าท่านผู้เฒ่าเสียให้ได้ ภายหลังเป็นนายท่านรองที่ออกหน้าเป็นคนตัดสิน แล้วให้เก็บบานประตูพวกนี้ไว้ตามเดิม”


นายท่านอู๋หัวเราะเหอะๆ แล้วชวนบ่าวรับใช้คุยไปเรื่อยเปื่อยว่า “ถูกต้อง ถูกต้อง หากข้ามีบุตรชายเช่นนี้สักคน แขกมาทีหนึ่งก็คงโอ้อวดไปทีหนึ่งเช่นกัน ทว่า นายท่านสามช่างมือเติบเหลือเกิน แค่โถงบุปผาห้องหนึ่ง คงต้องสิ้นเปลืองไม่น้อยเลยทีเดียว?”


“ขอรับ!” บ่าวรับใช้ผู้นี้หาใช่ต้อนรับแขกเหรื่อเช่นนี้เป็นครั้งแรก เมื่อเชิญพวกเขาเข้าโถงบุปผาแล้วก็รีบชี้ฝ้าเพดานให้ดูอย่างคล่องแคล่ว “พวกท่านดูสิขอรับ โคมไฟก็เป็นกระจกสี พอตกกลางคืนแล้วจุดเทียนไข ภาพนั้นยังงดงามยิ่งกว่าพลุดอกไม้ไฟเสียอีก แล้วพวกท่านลองดูบนชั้นวางของสิขอรับ งาช้างนั้นยาวกว่าสองลำแขนคน ยากจะได้เห็นบ่อยๆ นี่ก็คือสิ่งที่นายท่านสามแสดงความกตัญญูต่อท่านผู้เฒ่า ยังมีแปดสัญลักษณ์มงคลทางด้านโน้น มิใช่อย่างที่เห็นในวัดนะขอรับ ล้วนนำเข้ามาจากนอกทะเลทั้งสิ้น”


นายท่านเว่ยยังไม่เท่าไร แต่นายท่านอู๋นั้นเป็นพ่อค้า พลันได้กลิ่นสิ่งของที่ต่างออกไปทันที


เขาแสร้งถามบ่าวรับใช้คนนั้นอย่างไม่ใส่ใจว่า “ของหายากเช่นนี้ นายท่านสามของเจ้าไปหามาจากไหนหรือ?”


บ่าวรับใช้ยืดอกอย่างภาคภูมิใจ “ย่อมขนมาจากเมืองหลวงขอรับ ศิษย์พี่รองของนายท่านสามเป็นเก๋อเหล่าคนปัจจุบัน นายท่านสามเองก็เป็นศิษย์สายตรงของเจ้ากรมจาง ต่างมีสัมพันธ์แน่นแฟ้นกับเหล่าศิษย์พี่ นายท่านสามอยากจะหาของแปลกหายากสักชิ้น เพียงแค่ขยับปากเล็กน้อยก็ได้แล้ว พวกคนในเมืองหลวงที่ทำการค้าทางทะเลคนไหนบ้างจะไม่รีบส่งของมาให้นายท่านสามเล่าขอรับ!” 


พูดถึงตรงนี้ เขาก็ถอนหายใจเฮือก “ก็ไม่แปลกที่นายท่านสามจะกลับมาอยู่ที่นี่แล้วไม่คุ้นชิน ผู้ที่เคยผ่านการใช้ชีวิตอย่างหรูหรามาก่อน พอกลับมาอยู่เมืองอย่างเช่นหลินอันนี้ย่อมปรับตัวไม่ทันเป็นธรรมดา ดังนั้นท่านแม่เฒ่าจึงพูดติดปากอยู่เสมอว่านายท่านสามเป็นคนกตัญญู ก่อนที่ท่านผู้เฒ่าจะสิ้นก็ทิ้งธุระกองโตไว้ให้นายท่านสามจัดการ นายท่านสามแม้ปากบอกไม่เต็มใจ แต่ก็ลาออกจากราชการ แล้วกลับมาทำหน้าที่ผู้นำสกุลนะขอรับ”


มิใช่ว่าอยู่ในช่วงไว้ทุกข์หรือ? เหตุใดเปลี่ยนเป็นลาออกจากราชการได้เล่า?


นายท่านอู๋อดเอ่ยปากไม่ได้ว่า “นายท่านสามของเจ้าจะไม่กลับไปรับราชการแล้วรึ?”


บ่าวรับใช้กล่าวยิ้มๆว่า “สกุลเผยมีกฎบ้านเขียนเอาไว้ ผู้รับตำแหน่งผู้นำสกุลต้องอยู่ที่จวนคอยดูแลธุระต่างๆ ไม่อนุญาตให้ออกไปรับราชการข้างนอกขอรับ”


ทุกคนต่างตะลึงงัน แม้จะประหลาดใจแต่ก็เริ่มคล้อยตามไปด้วย


สกุลใหญ่ๆหลายสกุลล้วนเป็นเช่นนี้ เมื่อนั่งตำแหน่งผู้นำสกุลก็ต้องรั้งตัวคอยดูแลกิจการอยู่ที่จวน ไม่อาจรับราชการด้านนอกอีก แต่สิ่งที่ทำให้ทุกคนประหลาดใจ คือการให้นายท่านสามที่แสนเก่งกาจและอายุยังน้อยเป็นผู้มารับช่วงต่อ นี่ออกจะน่าเสียดายไปหน่อยกระมัง


เมื่อคิดได้เช่นนี้ เสียงซุบซิบนินทาด้านนอกนั่นก็ฟังดูไม่ค่อยเข้าทีแล้ว


ตำแหน่งผู้นำสกุลย่อมสำคัญ แต่หากสามารถเดินบนเส้นทางขุนนางได้อย่างไร้ขีดจำกัด ทิ้งชื่อไว้บนหน้าประวัติศาสตร์ นี่มิใช่เป็นการพิสูจน์คุณค่าของตนได้ดีกว่าการเป็นผู้นำสกุลที่คอยเฝ้ากิจการหรอกหรือ?


เผยเยี่ยนได้เป็นผู้นำสกุลเผย แต่เขาก็ต้องเสียสละบางสิ่ง นี่อาจไม่ใช่สิ่งที่เขาต้องการ


อวี้ถังคล้ายถูกบางอย่างพุ่งเข้าชนใส่ศีรษะ ความคิดหลายอย่างทะลักเข้ามาไม่หยุด ชั่วขณะหนึ่งพลันจับไม่ได้เลยว่าตนเองกำลังคิดอะไรอยู่กันแน่


ชาติก่อน เผยเยี่ยนไม่ได้กลับไปรับราชการอีก นางคิดว่าสมด้วยเหตุและผลแล้ว แต่บัดนี้มาลองคิดดู กลับเห็นว่ามีบางอย่างให้ความรู้สึกแปลกออกไป


แม้ท่านผู้เฒ่าดูแล้วคล้ายจะลำเอียงไปหาเผยเยี่ยน แต่นี่เป็นการตัดอนาคตขุนนางของเขา ทั้งบ้านใหญ่ทางนั้น ที่ดูเหมือนต้องสูญเสียตำแหน่งผู้นำสกุลไป ทว่าคุณชายทั้งสองคนก็ยังเข้าร่วมสอบเคอจวี่ได้อย่างอิสระ รับราชการเป็นขุนนางได้สมดังใจ ส่วนนายท่านรอง ฟังจากข่าวลือว่าเขาเป็นคนไร้ความสามารถที่สุดในบรรดาพี่น้อง เหตุใดจึงไม่ให้เขารั้งตัวอยู่เพื่อคอยดูแลกิจการเสียเล่า?


บ้านใหญ่กับบ้านรองดูเหมือนได้รับการปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม แต่ผู้ที่ถูกขังไว้กับจวนจริงๆ คือนายท่านสามเผยเยี่ยน อีกทั้งมีความเป็นไปได้สูงว่า ลูกหลานรุ่นหลังของเผยเยี่ยนอาจจะถูกขังไว้ในเมืองหลินอันเท่านั้น


ในสมองของอวี้ถังพลันปรากฏดวงหน้าของเผยเยี่ยนที่มักจะเจือความเย็นชาถึงขั้นอึมครึมเอาไว้อยู่เสมอ


หรือเพราะด้วยเหตุนี้ เขาถึงไม่ค่อยมีความสุขนัก?


หัวใจของอวี้ถังเต้นไม่เป็นจังหวะ เหมือนว่าตนเองได้แอบเห็นอะไรบางอย่างเข้าโดยไม่ได้ตั้งใจ


[1] ฮ่องเต้องค์ใดย่อมใช้ขุนนางชุดนั้น เป็นสำนวนหมายถึง ใครขึ้นมาครองความเป็นใหญ่ ย่อมจะเปลี่ยนมาใช้คนของตนเอง


[2] สี่ชั่งเหมยเซา เป็นภาพวาดที่มีรูปดอกเหมยและนกสาลิกา แสดงถึงความยินดีปรีดา มักมอบให้เพื่อเป็นคำอวยพรแก่ผู้รับ


[3] วาดเสือไม่เหมือน กลับคล้ายหมา เป็นสำนวน เปรียบถึงการเลียนแบบในสิ่งที่ไกลเกินกว่าความสามารถของตน กลับดูไม่จืดแทน


[4] เก๋อเหล่า เป็นชื่อที่ใช้เรียกมหาบัณฑิตของหอเน่ยเก๋อซึ่งเป็นระบบราชการในสมัยนั้น มีอำนาจเหนือหกกรม


จบตอน

Comments