บทที่ 71: ฝากฝัง
แน่นอนว่าอวี้เหวินที่อยู่ในโถงรับรองไม่มีทางรับรู้ถึงเรื่องที่เกิดขึ้นในโถงบุปผา
เขากำลังเริ่มตอบคำถามของเผยเยี่ยนอย่างเป็นทางการ “…ล้วนเป็นความคิดของบุตรสาวข้าทั้งสิ้น เริ่มแรกข้าก็ไม่เห็นด้วย สาเหตุหลักเพราะกลัวนางจะถูกคนเอาไปซุบซิบนินทา แต่นางก็ยังดึงดัน บอกว่าต่อไปต้องแต่งเขยชายเข้าสกุล หากนางไม่ทำตัวให้เก่งกาจ ต่อไปคงคุมผู้ที่แต่งเข้ามาไม่อยู่แน่ ข้ากับลุงของนางหารือกันอยู่ครึ่งค่อนวัน รู้สึกว่าที่นางพูดก็มีเหตุผล อีกอย่างพวกข้าสองพี่น้องก็คิดหาวิธีที่ดีกว่านางไม่ออก จึงตอบตกลงไปเช่นนั้น”
พูดจบ เขาก็กลัวเผยเยี่ยนจะคิดว่าบุตรสาวตนกล้าแกร่งเกินไป อาจมีภาพความทรงจำที่เป็นลบต่อนาง ต่อไปหากบุตรสาวขึ้นเป็นเจ้าบ้าน สกุลอวี้เจอปัญหาใดเข้า เผยเยี่ยนอาจจะไม่ยินดีคุ้มครองนางอีก ถึงได้รีบแก้ต่างให้บุตรสาวว่า
“ท่านอย่าได้มองว่าวันนี้นางเอาแต่ใจ ทำการใดไม่มีเหตุผล ปกติแล้วนางมิได้เป็นเช่นนี้ นิสัยนางเนื้อแท้เป็นคนสนุกสนานร่าเริง ทั้งยังเอาใจใส่ผู้อื่น มิเช่นนั้นพวกเราสองสามีภรรยาคงไม่คิดเก็บนางเอาไว้กับเรือนเช่นนี้ วันนี้ที่นางทำลงไป ทั้งหมดเพราะต้องการให้หลี่ตวนติดกับ ถึงได้จงใจทำเช่นนั้น”
เผยเยี่ยนพยักหน้า ในใจกลับสับสนไปหมด คล้ายมีต้นหญ้างอกออกมาพันกันจนวุ่นวาย
ที่แท้ทั้งหมดนี้ก็เป็นความคิดของแม่นางอวี้จริงๆ
นางมิได้ผิดไปจากลางสังหรณ์ที่เขามีต่อนางเลย!
ทั้งใจกล้าและไร้ซึ่งความกลัว!
ต่อให้เป็นบุรุษทั่วไป เกรงว่าคงกล้าหาญได้ไม่เท่านาง
ทว่า ทั้งบิดาและญาติผู้พี่ของนางก็ตามใจนางเกินไป เรื่องใหญ่เช่นนี้ กลับปล่อยให้นางก่อความวุ่นวายตามใจชอบ
หากว่าหลี่ตวนฉลาดกว่านี้อีกหน่อย หรือหลี่จวิ้นเจ้าเล่ห์กว่านี้สักนิด เรื่องวันนี้สกุลอวี้ก็เลิกคิดที่จะจบอย่างสวยงามไปได้เลย
หรือว่าแม่นางอวี้ไม่เคยคิดถึงผลที่จะตามมาหากว่าแผนทุกอย่างล้มเหลว?
เผยเยี่ยนคิดถึงตรงนี้ก็อดไม่ได้ที่จะมองอี้เหวินอย่างพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง
ลักษณะท่าทางเหมือนบัณฑิตเจียงหนานทั่วไป ดูแลตัวเองเป็นอย่างดี ในความสง่างามแฝงท่าทีสบายๆ มองรู้ทันทีว่าเป็นคนไม่อาจ.อดทนกับเรื่องจุกจิกได้ วันๆคงใช้ชีวิตอย่างเลื่อนลอย แต่กลับเชื่อมั่นและรักในตัวบุตรสาวอย่างเต็มเปี่ยม ถึงได้ปล่อยปละตามใจนางเพียงนี้
บางทีอาจเพราะเหตุผลนี้ ถึงได้เลี้ยงบุตรสาวให้เติบโตมาเป็นคนไม่เกรงกลัวฟ้าดินอย่างแม่นางอวี้ได้
หากเป็นครอบครัวที่บิดามารดาอ่อนแอ บุตรีล้วนแต่จะขลาดกลัวไปหมด
เผยเยี่ยนอดจะกล่าวไม่ได้ว่า “แม่นางอวี้เคยคิดบ้างหรือไม่ว่าหากสกุลหลี่ไม่หลงกล พวกเจ้ามีแผนจะทำอย่างไรต่อ?”
อวี้เหวินย่อมไม่ปล่อยให้เผยเยี่ยนสงสัยในตัวบุตรสาว…สกุลอวี้หากยังต้องอยู่เมืองหลินอันอีกหนึ่งวัน ไม่สิ ต่อให้ไม่อยู่ในเมืองหลินอัน พวกเขากับสกุลเผยก็นับว่ามีไมตรีระหว่างเพื่อนบ้าน จะต้องรักษาความสัมพันธ์อันดีกับสกุลเผยไว้ ก็เหมือนตอนที่อยู่เมืองหังโจว ดึกดื่นค่ำคืนที่อวี้ถังท้องเสีย หากไม่ใช่ถือป้ายชื่อของนายท่านสามสกุลเผยไป มีหรือจะเชิญหมอหลวงให้มาตรวจอาการได้?
ไมตรีจิตเช่นนี้ ไม่ว่าเมื่อไรก็ไม่อาจยอมให้หลุดมือไปได้เลย!
“ต้องคิดเอาไว้แล้วสิขอรับ” เขาพูดต่อไปอย่างไม่คิดมาก “แต่บุตรสาวข้าพูดไว้แล้ว นิสัยของหลี่ตวนก็เป็นเช่นนั้น เขาย่อมตกหลุมพรางแน่ นางยังบอกอีกว่า ทุกคนล้วนมีจุดอ่อน ล้วนมีสิ่งที่ตนต้องการ ขอเพียงหาให้เจอ จะต้องแม่นยำไม่มีพลาดแน่”
พูดถึงตรงนี้ เขาก็นึกถึงคำบรรยายที่อวี้ถังเคยใช้กับหลี่ตวน มุมปากยกโค้งขึ้น สีหน้าคล้ายเจือรอยยิ้มขบขัน “บุตรสาวตัวดีของข้านี้ ท่านคงไม่รู้หรอก ตั้งแต่เล็กก็ซุกซน ข้ามองนางเหมือนแม่นางน้อยที่ไม่รู้ความ แต่คิดไม่ถึงว่า วันที่ในเรือนเจอปัญหา คนที่ก้าวออกมาแบกรับและออกความเห็นจะเป็นนาง เห็นชัดว่าข้าใส่ใจนางไม่มากพอ ขณะที่ข้ายังไม่ทันรู้ตัว นางก็ได้เติบโตขึ้นแล้ว เฮ้อ ถ้ารู้แต่แรกว่าเป็นแบบนี้ ข้าคงให้นางเล่าเรียนเขียนอ่านให้มากหน่อย ไม่แน่นางอาจกลายเป็นยอดคนผู้หนึ่งเลยก็ได้!”
เผยเยี่ยน.อดคิดถึงภาพที่อวี้ถังกัดขาหมูที่อยู่ในมือไม่ได้
คนเช่นนางนั้น ต่อให้เล่าเรียนมากกว่านี้ ก็คงเปลี่ยนไม่ได้สักเท่าไรกระมัง?
เขาลอบกระตุกมุมปากยิ้มในใจ ดวงหน้ากลับไม่แสดงออก “ข้าคิดว่าทั้งหมดเป็นเพราะเจ้าสอนนาง ตอนนี้ได้มาฟังที่เจ้าพูด ถึงได้รู้ว่านางเกิดมาก็เป็นเช่นนี้”
“ไม่ผิด!” อวี้เหวินถอนหายใจ “หากนางเป็นบุรุษได้ก็คงดี เช่นนั้นข้าก็คงไม่มีอะไรให้ต้องเป็นห่วงอีก”
เผยเยี่ยนเปลี่ยนไปถามเรื่องงานหมั้นหมายของอวี้ถังทันที “ข้ากลับคิดว่าหลี่จวิ้นผู้นั้นก็ไม่เลว สกุลเจ้าตอนแรกเหตุใดไม่พิจารณาเขาดูบ้าง? แม้พูดว่าแต่งเขยชายเข้าบ้านนั้นดี แต่ข้าเห็นว่าหลานชายของเจ้าก็พึ่งพาได้ไม่เลว น่าจะแบกรับทั้งสองบ้านไหวกระมัง?”
ความนัยของวาจาก็คือ ในเมื่อสกุลอวี้ห่วงบุตรสาวถึงเพียงนี้ ก็ควรคำนึงถึงความสุขชั่วชีวิตของบุตรสาวเป็นที่ตั้ง และไม่ควรจะดึงดันหาเขยชายหรือต้องแต่งออกไปให้จงได้
อวี้เหวินใช่ว่าจะไม่เคยคิดเช่นนั้น เมื่อพูดถึงหัวข้อนี้ขึ้นมา เขาก็สาธยายความในใจออกไปให้เผยเยี่ยนฟัง
“ตอนแรกข้ากับมารดานางก็คิดเอาไว้แบบนั้น” เขาเล่า “บุตรสาวของเราไม่ใช่ว่าต้องอยู่ที่เรือนตลอดไป จะว่าไปแล้ว สกุลหลี่ก็ส่งคนมาขอหมั้นหมายก่อนสกุลเว่ยด้วยซ้ำ แต่บุตรสาวข้าก็พูดไว้แล้ว ต่อให้หลี่จวิ้นดีเพียงใด แต่ไม่มีสามีบ้านไหนที่จะยอมทำให้มารดาต้องลำบากใจเพราะภรรยา ฮูหยินหลี่ผู้นั้น คุณธรรมย่ำแย่ ภรรยาบ้านข้าไปตามสืบมาแล้ว จึงรู้สึกว่าวาจาที่บุตรสาวพูดนั้นก็มีเหตุผล
พอดีกับเถ้าแก่ถงเป็นพ่อสื่อให้กับสกุลเว่ย พวกเราก็อยากจะไปเจอตัวสักครั้ง ใครจะคิดว่าเมื่อเจอกันทุกคนต่างก็พึงใจ ถึงได้ตกลงหมั้นหมาย…ไม่คิดว่าสุดท้ายเรื่องนี้กลับย้อนมาทำร้ายพ่อหนุ่มเสี่ยวซาน บุตรสาวข้ารู้สึกไม่สบายใจ ยิ่งไปบังเอิญเจอร่องรอยผิดปกติเข้า ถึงได้ตามสืบมาตลอด อย่างไรก็ไม่ยอมล้มเลิก นี่ก็เป็นอีกหนึ่งสาเหตุ”
คนที่แม่นางอวี้ถูกใจกลับเป็นเว่ยเสี่ยวซานที่ตายไปแล้วผู้นั้น มิใช่หลี่จวิ้น?
เผยเยี่ยนนึกถึงท่าทีของอวี้ถังในตอนแรกที่ยั่วยวนหลี่จวิ้นตอนอยู่วัดเจาหมิง…หรือเว่ยเสี่ยวซานผู้นั้นจะหล่อเหลามากเป็นพิเศษ?
เขาพยายามเค้นสมองนึกถึงหน้านายท่านเว่ยกับเว่ยเสี่ยวหยวน
มองไม่ออกเลย…
หรือว่านิสัยของเขาจะประเสริฐกว่าใคร? ทำให้นางถูกใจมากยิ่งกว่าหลี่จวิ้นเสียอีก?
เผยเยี่ยนพลันอยากรู้เรื่องเว่ยเสี่ยวซานขึ้นมาทันที
เขาเอ่ยว่า “สรุปแม่นางอวี้มิได้ชอบพอคนสกุลหลี่ ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเรื่องแต่งเขยชายเข้าเรือน?”
เพราะว่าฮูหยินหลี่ไม่ได้เป็นเพียงมารดาของหลี่จวิ้น แต่ยังเป็นมารดาของหลี่ตวนด้วย
อวี้เหวินพยักหน้า เอ่ยอย่างไม่ปิดบังซ่อนเร้นอีก “หลักๆก็เพราะไม่ชอบคนสกุลหลี่”
เผยเยี่ยนนึกถึงสายตาร้อนแรงที่หลี่ตวนใช้มองอวี้ถัง หน้าผากพลันมีเหงื่อซึมออกมา
ดูท่าแล้วคงเป็นหลี่ตวนที่ชอบพอแม่นางอวี้อยู่ฝ่ายเดียว
เขาเอ่ยว่า “งานแต่งของแม่นางอวี้ เจ้าตัดสินใจให้นางเลือกเองอย่างนั้นรึ?”
ต่อให้อวี้เหวินคิดเช่นนั้นจริง แต่ก็ไม่กล้ายอมรับออกมาตรงๆ!
หากว่ายอมรับออกมา ว่างานแต่งของเด็กๆสกุลอวี้ล้วนแต่ตามใจเจ้าตัว เช่นนั้นสกุลอวี้ของเขาจะเป็นเช่นไรในสายตาผู้อื่นเล่า?
“เพราะสกุลอวี้ของเรามีสมาชิกอยู่น้อย” อวี้เหวินพูดกล้อมแกล้ม “ไม่ว่าจะเป็นพี่ชายข้าหรือตัวข้าเอง ล้วนหวังให้พวกเด็กๆมีความสุข การแต่งงานเป็นการเชื่อมไมตรีระหว่างสองสกุล ไม่อาจให้กลายเป็นคู่เวรคู่กรรมไปได้ พวกเด็กๆ หากว่าชอบพอถูกใจใคร อย่างไรก็ดีกว่าแตงที่ฝืนเด็ดจากต้น ท่านว่าถูกหรือไม่?”
เผยเยี่ยนไม่คิดเช่นนั้น
บิดาเขาตอนแรกก็มิใช่เพราะคิดเช่นนั้นหรือ ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นงานแต่งของพี่ชายคนโตหรือคนรอง ล้วนแต่ต้องผ่านการดูตัวก่อนทั้งสิ้น ผลสุดท้ายพี่ใหญ่กับพี่สะใภ้ใหญ่นั้นรักใคร่กลมกลืนกันดี แต่สกุลเขากับสกุลหยางจนบัดนี้ก็ยังเป็นเหมือนคู่แค้นกันอยู่
เห็นได้ว่าสิ่งเหล่านี้ล้วนเกิดจากคนเป็นเหตุ
แล้วทำไมแม่นางอวี้ต้องเพ่งเล็งไปที่หลี่ตวนด้วย?
ฟังจากน้ำเสียงของอวี้เหวิน แม่นางอวี้ดูจะเข้าใจนิสัยของหลี่ตวนเป็นอย่างดี
หากเผยเยี่ยนไม่ถามให้กระจ่าง เขาจะรู้สึกติดค้างในใจ
เขาเอ่ยขึ้นว่า “หากว่าเว่ยเสี่ยวซานยังอยู่ งานแต่งของแม่นางอวี้ก็คงไม่กลายเป็นเรื่องน่าเศร้าเช่นนี้”
“ถูกต้องแล้ว” อวี้เหวินคิดว่าเรื่องงานแต่งของอวี้ถังคงไม่อาจเก็บเป็นความลับต่อได้อีก ถึงได้เล่าว่า “สกุลเว่ยช่างเป็นสกุลที่เปี่ยมคุณธรรมอย่างหาได้ยาก” เขาเล่าเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นหลังเว่ยเสี่ยวซานตายให้เผยเยี่ยนฟัง ทั้งยังบอกว่า
“นี่ก็เป็นวาสนาของสองสกุลเรา แม้บุตรสาวกับสกุลเว่ยไม่อาจ.ลงเอยกันได้ แต่ญาติผู้พี่ของนางได้หมั้นหมายกับบุตรสาวบุญธรรมของสกุลเว่ยแล้ว ฤดูใบไม้ผลิปีหน้าก็จะตบแต่งกัน ถึงเวลานั้นก็ขอเชิญนายท่านสามไปดื่มสุรามงคลด้วย”
เผยเยี่ยนชะงักไป
สกุลอวี้นับว่ายินดีต้อนรับสกุลเว่ยนัก บุตรสาวบุตรชายตนเองแต่งไม่สำเร็จ แต่ก็ยังขอผูกญาติกันด้วยหนทางอื่นอยู่ดี
ลิ้นกับฟันยังต้องกระทบกระทั่งกันเลย มีเรื่องรักใคร่ปรองดองอย่างสมบูรณ์เสียที่ไหน
นี่ก็เพราะเว่ยเสี่ยวซานไม่อยู่แล้ว ความทรงจำที่งดงามที่สุดจึงหยุด.ลง ณ เวลาที่สวยงามที่สุดนี้
หากว่าเว่ยเสี่ยวซานยังอยู่ สกุลอวี้กับสกุลเว่ยอาจจะผิดใจกันด้วยเรื่องจำนวนสินสอดทองหมั้นที่ใช้แต่งเขยชายเข้าสกุลก็เป็นได้ จนเกิดเป็นความร้าวฉานในที่สุด
เผยเยี่ยนลอบดูถูกสกุลอวี้อยู่ในใจ เอ่ยอย่างขอไปทีว่า “ถึงเวลานั้นต้องไปร่วมยินดีแน่”
ตอนนั้นเผยเยี่ยนคงยังไม่ออกจากการไว้ทุกข์ แล้วจะไปดื่มสุรามงคลได้อย่างไร
อวี้เหวินทั้งที่รู้ว่าเผยเยี่ยนพูดไปตามมารยาท แต่เมื่อเห็นเขารับปากอย่างเปิดเผยเช่นนั้น ในใจก็ยังรู้สึกปลาบปลื้มอยู่ดี ความประทับใจที่มีต่อเผยเยี่ยนจึงเพิ่มพูนขึ้น ตอนที่สนทนากันจึงไม่ได้ระวังตัวอีก ถึงขนาดเอ่ยถึงเรื่องงานแต่งงานอวี้ถัง “หากว่านายท่านสามรู้จักใครที่ไม่เลว ก็ช่วยแนะนำบุตรสาวของข้าบ้างนะขอรับ”
เขากลัวว่าพอเกิดเรื่องวันนี้ขึ้น งานแต่งของอวี้ถังก็คงจะลำบากยากเข็ญขึ้นกว่าเดิม
เถ้าแก่ใหญ่ถงเป็นเพียงเถ้าแก่ที่พอมีหน้ามีตาของสกุลเผย ยังรู้จักสกุลที่ดีอย่างสกุลเว่ยได้ อาศัยเส้นสายของนายท่านสามแล้ว ย่อมรู้จักสกุลอื่นที่ดียิ่งกว่าอีกมากมายแน่
“ขอเพียงเป็นเด็กดี ก็ไม่จำกัดว่าต้องแต่งเข้าหรือแต่งออกแล้ว” เขายังจงใจกำชับเสริมอีกประโยคหนึ่ง
เผยเยี่ยนพลันตะลึงพรึงเพริดไป
ชีวิตนี้เขาถูกขอร้องด้วยเรื่องนานับประการ แต่การขอให้เป็นพ่อสื่อพ่อชัก นี่นับว่าเป็นครั้งแรก
เผยเยี่ยนมองสำรวจอวี้เหวินซ้ำอีกครั้ง
เขาคงไม่ได้คิดจะให้ตนเป็นพ่อสื่อให้แม่นางอวี้จริงๆกระมัง
อวี้เหวินกลับคิดเป็นจริงจังตามนั้น ทั้งยังแจกแจงกำลังทรัพย์ในเรือนให้เผยเยี่ยนฟังเสร็จสรรพ หวังว่าเขาจะเป็นพ่อสื่อที่ดีหาสกุลที่เหมาะสมให้กับอวี้ถังได้
เขาเอ่ยอย่างทอดถอนใจว่า “เรือนข้านั้นแต่เดิมก็พอจะมีทรัพย์สินอยู่บ้าง เป็นเพราะข้า เลือกคบสหายไม่ระวังถึงได้ถูกหลอกเข้า จนต้องควักเงินเก็บออกมาใช้จนหมด”
อวี้เหวินเล่าเรื่องที่ตนซื้อภาพวาดคัดลอกผืนนั้นให้เผยเยี่ยนฟังอย่างละเอียด
“เดี๋ยวก่อน!” เผยเยี่ยนได้ฟังก็เงียบไปพักใหญ่ พอได้สติถึงรีบเอ่ยแทรกวาจาเยิ่นเย้อของอวี้เหวิน “เจ้าบอกว่า เจ้าซื้อภาพวาดคัดลอกมา แล้วเป็นแม่นางอวี้ที่ช่วยเจ้าเก็บกวาดเรื่องยุ่งเหยิงอย่างนั้นรึ?!”
สิ่งใดเรียกว่าเรื่องยุ่งเหยิง!
อวี้เหวินไม่ค่อยพอใจคำพูดของเผยเยี่ยนนัก แต่ติดที่ว่าต้องเห็นแก่หน้าเขาหลายส่วน ถึงไม่ได้แสดงท่าทีออกมา ได้แต่ตอบกลับอย่างอดทนว่า “มิใช่เรื่องยุ่งเหยิงหรอก เป็นเพราะข้าไม่ทันสังเกตดูให้ดี ถูกสหายหลอกเข้า…”
นั่นยังมิใช่เรื่องยุ่งเหยิงอีกรึ!
เผยเยี่ยนไม่ได้สนใจพฤติกรรมแปะทองที่หน้าตัวเองของอวี้เหวิน สายตาเขายากจะกลบความประหลาดใจได้ “ดังนั้นแล้ว หากตอนนั้นมิใช่แม่นางอวี้ที่ไล่ตามเงินกลับมา เงินที่เจ้าต้องใช้หาหมอและซื้อยาให้ภรรยาก็คงไม่มีแล้ว?”
เมื่ออวี้เหวินได้ฟังวาจาเช่นนี้ของเผยเยี่ยน ก็หวนนึกไปถึงสถานการณ์ในตอนนั้น ก่อนที่ดวงหน้าจะพลันเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำ ตอบอย่างปากแข็งว่า “ก็คงไม่ถึงขั้นนั้นหรอก ก็แค่ในเรือนอาจจะขัดสนนิดหน่อย…”
ตอนนั้นเขาเข้าใจแม่นางอวี้ผิดไปจริงๆด้วย
เขาคิดว่านางอยากจะหาเงินสักสองสามตำลึงถึงได้ไปแกล้งหลอกที่โรงจำนำ
มิใช่ แก่นหลักของเรื่องนั้นถูกต้องแล้ว แม่นางอวี้คิดจะไปแกล้งหลอกจริง แต่การหลอกเพื่อผลประโยชน์ส่วนตนกับหลอกเพื่อหาทางช่วยชีวิตมารดาของตนนั้นเป็นคนละเรื่องกัน
เผยเยี่ยนนึกถึงการพบกันของเขากับแม่นางอวี้ที่ถนนฉางซิ่ง
ทั้งวาจาเหล่านั้นที่เขาใช้ตำหนิอวี้ถังอีก
สำหรับแม่นางน้อยผู้หนึ่งแล้ว นับว่าค่อนข้างรุนแรงไปจริงๆ
เผยเยี่ยนอดจะกระสับกระส่ายไม่ได้
เขายืดหลังตรง ก่อนจะดื่มชาคำหนึ่ง ความกระวนกระวายในใจไม่อาจเลือนหาย กลับคล้ายจะรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ
โดยเฉพาะเมื่อนึกได้ว่าตั้งแต่ต้นจนจบอวี้ถังไม่เคยคิดจะอธิบายอะไรให้เขาฟังเลยสักครั้ง ซ้ำไม่เคยกล่าวโทษเขาสักคำหนึ่ง
ทว่าเขากลับหลงลืมไป อวี้ถังมิใช่ไม่เคยคิดจะอธิบายให้เขาฟัง และไม่ใช่ว่านางไม่เคยกล่าวโทษเขามาก่อน เพียงแต่นางยังไม่ทันได้เปิดปาก เขาก็ดึงหน้าตึงไปก่อนแล้ว อวี้ถังจึงไม่มีโอกาสจะพูดเท่านั้นเอง
บทที่ 72: กลับบ้าน
แน่นอนว่าอวี้ถังไม่รู้สิ่งที่เกิดขึ้นในเรือนรับรอง
เวลานี้นางนั่งอยู่ที่โถงบุปผาของสกุลเผย ดวงตาจับจ้องไม่กะพริบอยู่ที่บานประตูกระจกหลากสีปิดทองคำเปลวบานนั้น ไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่
อวี้หย่วนกระตุกชายเสื้ออวี้ถังเบาๆ
อวี้ถังได้สติคืนมา พลันได้ยินเสียงนายท่านอู๋กำลังตะล่อมถามบ่าวรับใช้ซึ่งดูแลพวกนางอยู่เกี่ยวกับเรื่องของเผยเยี่ยน “…หมายความว่า นายท่านสามก็ไม่มีงานอดิเรกใดเลยรึ?”
บ่าวรับใช้ผู้นั้นรู้สึกว่าวาจานี้พูดได้ไม่ถูกต้อง แต่ไม่แน่ใจว่าควรคัดค้านที่ตรงไหน จึงนิ่งคิดแล้วเอ่ยว่า “จะกล่าวเช่นนั้นก็ไม่ถูกขอรับ ข้าเป็นแค่บ่าวรับใช้ที่รับคำสั่งอยู่นอกจวน นายท่านสามชมชอบสิ่งใด ข้าคงไม่อาจรู้ได้แน่ชัด!”
นายท่านอู๋พลันรู้ตัวว่าคำถามของตนทำให้บ่าวรับใช้ต้องเสียหน้าอยู่บ้าง จึงรีบร้อนกล่าวว่า “ไอหยา พวกข้าก็แค่ถามไปเรื่อยเปื่อยเท่านั้นเอง สำหรับข้าแล้ว เจ้าเป็นคนที่เคยดูแลท่านผู้เฒ่ามาก่อน ดูจากความกตัญญูของนายท่านสาม ย่อมจะเห็นความสำคัญของเจ้าอยู่แล้ว เจ้าขอเพียงอดทนรอสักหน่อย รอให้นายท่านสามออกจากไว้ทุกข์ ย่อมต้องมีการเคลื่อนย้ายปรับเปลี่ยนแน่”
ในใจของบ่าวผู้นั้นก็คิดเช่นเดียวกัน ได้ยินดังนั้นก็อารมณ์ดีจนหุบปากไม่ลง “ต้องอาศัยโชคจากวาจาท่านแล้ว”
ก็แค่บ่าวรับใช้เล็กๆผู้หนึ่ง จำเป็นต้องประจบประแจงถึงขั้นนี้เชียวรึ?
อวี้ถังกระซิบถามอวี้หย่วนว่า “มีอะไรหรือเจ้าคะ?”
อวี้หย่วนยิ้มขื่น “นายท่านอู๋เก่งกาจไม่เบา พูดแค่สองสามคำ ก็แลกเปลี่ยนชื่อสกุลกับบ่าวผู้นั้นได้แล้ว ทั้งยังเชิญเขากับสหายที่สนิทไปเที่ยวเรือนสกุลอู๋เก็บลูกเหอเถาป่ายามว่างอีกต่างหาก”
รู้จักยืดได้หดเป็น อวี้ถังรู้สึกนับถือยิ่ง
อวี้หย่วนถามนางเสียงเบาว่า “เมื่อครู่เจ้าคิดอะไรน่ะ? ข้าเรียกตั้งสองครั้งเจ้าก็ไม่ได้ยิน”
“เปล่าเจ้าค่ะ!” อวี้ถังมองไปทางสาวใช้สองคนที่ยืนอยู่ในโถงบุปผา คิดว่าสถานที่นี้ไม่เหมาะจะใช้ในการสนทนา “กลับไปแล้วค่อยคุยเถิด” จากนั้นก็หันไปมองพ่อลูกสกุลเว่ย
นายท่านเว่ยกับเว่ยเสี่ยวหยวนนั่งจิบชาอยู่เงียบๆ ฟังบทสนทนาระหว่างนายท่านอู๋กับบ่าวรับใช้ สีหน้าราบเรียบ ดูท่าจะออกจากความเจ็บปวดเมื่อครู่และกลับคืนสู่ภาวะปกติได้แล้ว
อวี้ถังค่อยเบาใจขึ้นหน่อย
เผยหม่านเดินเป็นเพื่อนอวี้เหวินเข้ามา
“ท่านพ่อ!” อวี้ถังดีใจ รีบวิ่งเข้าไปรับหน้าทันที
“นายท่านอวี้!”
“ท่านลุงอวี้!”
“ท่านอา!”
เมื่อพวกนายท่านอู๋เห็น ก็รีบพากันยืนขึ้น
อวี้เหวินรีบประสานมือคารวะทุกคน “นายท่านสามเมื่อครู่รั้งตัวข้าไปถามเรื่องความบาดหมางระหว่างพวกเราสองสกุลกับสกุลหลี่ ข้าก็ตอบไปตามความจริง บัดนี้สายมากแล้ว ข้าคงต้องขอตัวก่อน”
นี่นับว่าให้คำอธิบายแก่ทุกคนแล้ว
พวกนายท่านอู๋ก็บอกลาเผยหม่านเช่นกัน
เผยหม่านประสานมือคารวะตอบทีละคน วางตัวไม่สนิทสนมหรือห่างเหินจนเกินงามอย่างที่เคยเป็นทุกครั้ง หากคิดมองหาเจตนาของเผยเยี่ยนจากท่าทางของเขานั้น แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย
ทุกคนเอ่ยวาจาตามมารยาทสองสามคำ เผยหม่านก็เดินมาส่งพวกเขาถึงหน้าประตู
ความอยากรู้ของอวี้ถังได้พุ่งไต่จนถึงขีดสุดแล้ว
พอผ่านทางเชื่อมระหว่างโถงออกมา ก็ถึงประตูข้างของสกุลเผย
เมื่อผ่านประตูข้างแล้ว ก็นับว่าออกจากจวนสกุลเผยเสียที
นางเดินตามหลังบิดาและญาติผู้พี่ วินาทีที่เท้าก้าวพ้นทางเชื่อมระหว่างโถงก็หันขวับไปมอง
ท่ามกลางเงาเขียวขจี มองเห็นเพียงชายคาที่เรียงด้วยกระเบื้องสีเทาเป็นลอนยาวยกสูงทั้งสองฝั่ง บดบังจนมองไม่เห็นเสาสีแดงของโถงทั้งห้า รวมถึงต้นการบูรขนาดสองคนโอบที่อยู่ด้านหน้าโถงหลักด้วย
ไม่รู้ว่าลานเรือนที่ว่าลึกจะลึกลับถึงเพียงไหน
ท่ามกลางความเขียวชะอุ่มนี้ ไม่รู้ว่าซุกซ่อนสิ่งใดเอาไว้บ้าง?
อวี้ถังหันกลับมา เดินตามบิดาและญาติผู้พี่ออกจากจวนสกุลเผยไป
คนสกุลเฉินกับคนสกุลหวังชะเง้อคอ มายืนคอยพวกเขาอยู่ที่หน้าประตูตั้งนานแล้ว
อวี้ถังได้รู้เนื้อหาบทสนทนาของบิดาและเผยเยี่ยนระหว่างเดินทางกลับแล้ว พอลงจากเกี้ยวได้ก็วิ่งไปหามารดาและป้าสะใภ้ทันที
“ท่านแม่ ท่านป้าสะใภ้” นางเข้าไปกอดแขนมารดา แล้วเอ่ยกับคนสกุลหวังอย่างรักใคร่ว่า “ไม่เป็นไรแล้วเจ้าค่ะ นายท่านสามมีความเป็นธรรม โยนผู้ลี้ภัยสองคนกับพ่อบ้านใหญ่สกุลหลี่ที่เป็นคนบงการเข้าคุกไปแล้ว ทั้งให้ขับไล่เหล่าเครือญาติและสมาชิกสตรีทั้งหมดของพ่อบ้านใหญ่ออกจากสกุลหลี่ด้วย ต่อไปคงไม่มีใครช่วยคนเลวทำเรื่องต่ำช้าอีก”
นี่เป็นผลลัพธ์ที่ดีที่สุดซึ่งเคยหารือกันไว้ก่อนหน้านี้
“อามิตตาพุทธ!” คนสกุลเฉินกับคนสกุลหวังอดจะพนมมือแล้วสวดภาวนาไม่ได้ว่า “พระโพธิสัตว์คุ้มครอง!”
อวี้ถังเม้มปากกลั้นหัวเราะ
อวี้เหวินกับอวี้หย่วนเดินตามเข้ามา เอ่ยทักคนสกุลเฉินกับคนสกุลหวัง
“รีบเข้าเรือนเถอะ รีบเข้าเรือนเถอะ!” คนสกุลเฉินเอ่ยปาก “ข้าเตรียมใบส้มโอเอาไว้ให้เจ้าค่ะ”
อวี้เหวินพลันขมวดคิ้วจนเห็นรอยย่นบนหน้าผาก “ข้าไม่ใช่คนที่เกิดเรื่องเสียหน่อย จะเตรียมใบส้มโอไว้ทำไมเล่า!”
“สกุลเรามิใช่ไปยุ่งเกี่ยวกับพวกเลวทรามหรือ?” คนสกุลเฉินเอ่ยอย่างจริงจัง “ต้องขับไล่ความโชคร้ายออกไปให้หมด!”
อวี้เหวินหยุดคิดแล้วหัวเราะ “ถ้าเจ้าพูดแบบนี้ เช่นนั้นสกุลหลี่มิเต็มไปด้วยความโชคร้ายรึ? ต้องกำจัด ต้องกำจัด!”
คนสกุลหวังที่มองอยู่ก็หัวเราะออกมา แล้วหยิบก้านใบส้มโอมาปัดไล่ให้พวกเขา ถือว่าขับไล่ไอความโชคร้ายให้หมดไป
คนสกุลเฉินเก็บก้านใบส้มโอกลับคืน แล้วชะเง้อไปมองด้านหลังของทั้งสองคน พลางถามว่า “ทำไมไม่เห็นนายท่านอู๋ล่ะเจ้าคะ? ข้าเตรียมเอาไว้เผื่อเขาด้วย”
อวี้เหวินตอบว่า “เขามีธุระจึงไม่ได้กลับมาพร้อมกัน เจ้าให้คนนำก้านใบส้มโอไปส่งให้เรือนเขาก็ใช้ได้แล้ว” พอนึกถึงว่าวันนี้นายท่านอู๋ช่วยเหลือตนไว้มาก จึงสั่งเสริมว่า “หยิบขนมผลไม้เคลือบน้ำตาลติดไปด้วย”
คนสกุลเฉินตอบรับติดๆกัน สั่งให้คนไปส่งก้านใบส้มโอกับขนมผลไม้เคลือบน้ำตาล อวี้เหวิน อวี้ถังและอวี้หย่วนต่างกลับเข้าห้องของตนเพื่อไปล้างหน้าล้างตา ก่อนจะมารวมตัวกันใหม่อีกครั้งตอนมื้อเที่ยง
คนสกุลเฉินกับคนสกุลหวังเพิ่งรู้ว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นบ้างที่จวนสกุลเผย คนทั้งสองด่าทอสกุลหลี่ไปหนึ่งยก แล้วชื่นชมนายท่านสามไปอีกหลายกระบุง ก่อนที่คนสกุลเฉินจะเอ่ยอย่างทอดถอนใจอีกครั้ง “เสียดายที่พวกเราช่วยเหลืออะไรสกุลเผยไม่ได้เลย! ภาวนาให้ชาตินี้ไม่ต้องมีโอกาสให้พวกเราได้ทดแทนบุญคุณเลยยิ่งดี”
ไม่มีโอกาสให้ทดแทนบุญคุณ ย่อมหมายถึง ขอให้สกุลเผยสงบสุขเรื่อยๆไป นี่นับว่าเป็นการอวยพรให้สกุลเผยทางหนึ่งแล้ว!
คนสองบ้านนั่งกินอาหารมื้อเที่ยงร่วมกันอย่างรื่นรมย์ อวี้เหวินพูดขึ้นว่า “วันนี้ทุกคนก็เหน็ดเหนื่อยแล้ว ต่างแยกย้ายไปพักเถอะ มีเรื่องอะไร พรุ่งนี้ค่อยว่ากันใหม่”
อวี้ถังกับอวี้หย่วนตอบเห็นด้วยเป็นเสียงเดียวกัน อวี้หย่วนกลับเรือนไปพร้อมมารดา อวี้ถังหลังจากเข้าห้องตนเองแล้วก็นอนแผ่อยู่บนเตียง แต่นอนอย่างไรก็ไม่ยอมหลับเสียที
เป็นเวลานานกว่านางจะค่อยๆเคลิ้มใกล้หลับได้ แต่กลับถูกเสียงพูดคุยจากด้านนอกปลุกให้ตื่นอย่างรวดเร็ว
นางตะโกนถามซวงเถาว่า “ใครมาคุยอยู่ด้านนอกรึ?”
ซวงเถาตอบอย่างยินดีไปว่า “เป็นนายหญิงหม่าเจ้าค่ะ คุณหนูใหญ่สกุลหม่าใกล้จะออกเรือนแล้ว นายหญิงหม่ามาเชิญนายหญิงกับคุณหนูไปร่วมดื่มสุรามงคลด้วยตนเอง ทั้งยังเชิญคุณหนูให้ไปช่วยรับรองแขกเหรื่อด้วยเจ้าค่ะ”
แต่เดิมก็เป็นเรื่องที่ตกลงกับหม่าซิ่วเหนียงเอาไว้ก่อนแล้ว
ถ้าจะโทษก็ต้องโทษที่หลายวันนี้นางเอาแต่วุ่นเรื่องของเว่ยเสี่ยวซาน ถึงได้ลืมเรื่องนี้เสียสนิท
นางตบหน้าผากไปหลายที แล้วลุกขึ้นเพื่อให้ซวงเถาช่วยแต่งตัว “นายหญิงหม่ามาคนเดียวรึ? ข้าต้องไปกล่าวทักทายนางเสียหน่อย”
ซวงเถาช่วยนางเปลี่ยนเสื้อผ้า พลางตอบว่า “นายหญิงหม่ามากับแม่สื่อเจ้าค่ะ บอกว่าจะเชิญนายหญิงอู๋ไปเป็นเฉวียนฝูเหริน แต่พอมาถึงเพิ่งจะรู้ข่าวว่านายหญิงอู๋กลับบ้านมารดาไปแล้ว ต้องรออีกสองวันถึงจะกลับมา นายหญิงหม่าจึงคิดว่ารอผ่านสองวันไปค่อยกลับมาเชิญนายหญิงอู๋ใหม่เจ้าค่ะ”
นายหญิงอู๋นับเป็นสตรีผู้สมบูรณ์พร้อมที่เลื่องชื่อในเมืองหลินอัน คนมากมายเชิญนางไปเป็นเฉวียนฝูเหริน แต่ก่อนนางไม่เคยกล่าวปฏิเสธใคร ภายหลังเมื่อชื่อเสียงกระจายออกไป คนที่มาเชิญจึงมากขึ้นเรื่อยๆ นางจึงไม่อาจตอบตกลงได้ทุกคน
อวี้ถังไปที่เรือนรับรอง นายหญิงหม่ากับคนสกุลเฉินกำลังพูดคุยหัวเราะกันอยู่ ดูรักใคร่สนิทสนมเป็นอย่างยิ่ง
พอเห็นอวี้ถังก็กวักมือเรียกนาง แล้วมอบซองแดงให้นางหนึ่งซองบอกว่าให้นางใช้ซื้อขนมกิน
นี่ก็คือการเชิญนางให้ไปช่วยดูแลรับรองแขกแล้ว
นางก็ตอบรับทันทีด้วยความเต็มอกเต็มใจ
คนสกุลเฉินคุยเรื่องสินเดิมของหม่าซิ่วเหนียงกับนายหญิงหม่า นายหญิงหม่ายังมีธุระอีกหลายอย่างต้องจัดการ นั่งอยู่เพียงไม่นานก็กำชับกับคนสกุลเฉินอีกหลายประโยคว่า “วันงานต้องมาให้ได้นะ” ก่อนจะขอตัวลาไปพร้อมกับแม่สื่อ
[1] ลานเรือนที่ว่าลึกจะลึกลับถึงเพียงไหน เป็นส่วนหนึ่งของบทกวี ‘ฤดูใบไม้ผลิ’ ที่เขียนโดยโอวหยางซิว บรรยายถึงความโศกเศร้าและคับข้องใจของสตรีที่ถูกเก็บอยู่ในห้องหอ ไม่อาจสมปรารถนากับคนที่ตนรัก
[2] ใบส้มโอ ตามความเชื่อของชาวจีนสมัยก่อน ใบส้มโอเป็นสัญลักษณ์ของโชคลาภ มักนำมาใช้ขอพร ไล่ผี ปัดเป่าสิ่งอัปมงคลต่างๆ
[3] เฉวียนฝูเหริน หมายถึง คนสำคัญในงานแต่ง สตรีที่บิดามารดายังมีชีวิตและแข็งแรงดี มีสามี และมีบุตรสาวบุตรชาย ตามธรรมเนียมแต่งงานพื้นบ้าน มีหลายขั้นตอนที่ต้องให้นายหญิงผู้นี้คอยชี้แนะ เพื่อให้สามีภรรยาโชคดีสมปรารถนาในอนาคต
บทที่ 73: ผลลัพธ์
สกุลอวี้เริ่มเตรียมของขวัญให้หม่าซิ่วเหนียงที่จะออกเรือน อวี้ถังก็หยิบเอาเครื่องประดับศีรษะที่เคยสั่งทำที่ร้านเครื่องเงินก่อนหน้านี้ออกมาด้วย
ป้าเฉินเห็นแล้วอดจะประหลาดใจไม่ได้ “คุณหนูเป็นสตรียังไม่ออกเรือน เหตุใดจึงมอบของสูงค่าเช่นนี้ จะดูมากเกินไปหน่อยหรือไม่เจ้าคะ?”
อวี้ถังไม่คิดเช่นนั้น นางอยากจะตอบแทนไมตรีที่หม่าซิ่วเหนียงมีให้นางเมื่อชาติก่อน
คนสกุลเฉินแต่ไหนแต่ไรก็ตามใจอวี้ถัง ตอนนี้แม้จะรู้สึกว่าสิ่งของที่อวี้ถังอยากมอบให้สูงค่าไปบ้าง แต่ก็ไม่ได้ขัดขวาง เพียงแก้ต่างแทนนางยิ้มๆ “ผู้อื่นดีมาก็ต้องดีตอบ อาถังยังไม่ออกเรือน รอให้นางแต่งงาน ซิ่วเหนียงก็ต้องมอบของขวัญที่ใกล้เคียงกัน ไม่นับว่าเป็นอะไรหรอก”
ป้าเฉินพึมพำว่า “ท่านตามใจคุณหนูใหญ่มากเกินไปแล้วนะเจ้าคะ!”
คนสกุลเฉินลูบหัวอวี้ถังยิ้มๆ “นางโตแล้ว ต่อไปในเรือนมีเรื่องใดก็ให้นางจัดการ จะสนิทกับใคร จะห่างเหินกับใคร ล้วนให้นางเป็นคนตัดสิน หากนางมีสหายที่ดี ข้าเองก็ดีใจ จะพูดว่าตามใจนางมากเกินไปได้อย่างไรเล่า!”
ป้าเฉินยังรู้สึกว่าคนสกุลเฉินปล่อยปละอวี้ถังมากเกินพอดี แต่ทำได้เพียงยิ้มแล้วส่ายศีรษะไปมา ก่อนจะไปที่ห้องเก็บของ หยิบเอาผ้าชั้นดีสองพับมาเป็นของขวัญให้หม่าซิ่วเหนียงตามคำสั่งของคนสกุลเฉิน
อวี้ถังเห็นแล้วถึงได้รู้สึกว่าสิ่งของที่ตนเตรียมไว้สูงค่าเกินกว่าเหตุ แต่กลับเป็นคนสกุลเฉินที่ปลอบใจนางว่า “มิตรภาพของแต่ละคนไม่เท่ากัน เจ้ารู้สึกว่าเหมาะสมก็พอแล้ว”
ตั้งแต่ที่คนสกุลเฉินรู้ว่าเรื่องของเว่ยเสี่ยวซานทั้งหมดเป็นฝีมือของอวี้ถัง นางก็เชื่อว่าบุตรสาวของตนเติบโตเป็นผู้ใหญ่ รู้ความแล้ว จึงค่อยๆมอบเรื่องในเรือนให้นางตัดสินใจเอง การคบค้าสมาคมกับผู้อื่นนี้ ถือเป็นก้าวแรกที่คนสกุลเฉินจะปล่อยให้อวี้ถังได้เลือกเอง
อวี้ถังเดินทางไปเรือนสกุลหม่ากับมารดาด้วยความไม่สบายใจนัก
เพราะวันแต่งงานใกล้เข้ามา หม่าซิ่วเหนียงไม่ได้ออกจากเรือนมาพักใหญ่แล้ว ทุกวันหากมิใช่ทำงานเย็บปัก ก็ต้องคอยต้อนรับเหล่าสตรีที่เอาของขวัญมามอบให้ เมื่อได้เห็นอวี้ถัง นางก็ดีใจสุดขีด พอเอ่ยทักทายคนสกุลเฉินแล้วก็ลากอวี้ถังเข้าห้องของตนด้วยความเบิกบาน นางชงชาให้อวี้ถังดื่มด้วยตนเอง ก่อนจะถามความเป็นไปของอวี้ถังในช่วงนี้
อวี้ถังไม่ได้ปิดบังหม่าซิ่วเหนียง จึงเล่าเรื่องบุญคุณความแค้นระหว่างสกุลหลี่ให้หม่าซิ่วเหนียงฟัง
หม่าซิ่วเหนียงได้ยินก็อ้าปากค้าง เป็นครึ่งวันกว่าจะดึงสติกลับมาได้ แต่มิใช่ตกใจกับความไร้ยางอายของสกุลหลี่ ทว่ากลับถามไปถึงเผยเยี่ยนแทน “หล่อเหลาอย่างที่เขาพูดไว้จริงหรือไม่? ปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างเกรงใจหรือไม่? แล้วเจ้ามีโอกาสได้คุยกับเขาหรือเปล่า?”
นี่นับเป็นสถานการณ์แบบใดได้?
อวี้ถังพลันมึนงงไปชั่วขณะ
หม่าซิ่วเหนียงปิดปากหัวเราะ แล้วกระซิบบอกนางว่า “ข้าได้ยินท่านพ่อพูดว่า สกุลกู้กับสกุลเฉินแห่งหังโจวล้วนอยากยกบุตรสาวให้แต่งกับนายท่านสามสกุลเผย กำลังสั่งคนให้ตามสืบเรื่องของนายท่านสามอยู่น่ะ!”
ในความคิดของอวี้ถัง การมีอยู่ของเผยเยี่ยนก็เหมือนเป็นผู้อาวุโสคนหนึ่ง นอกจากครั้งแรกที่นางรู้สึกว่าเขาหน้าตางดงามหล่อเหลาแล้ว ครั้งอื่นๆ ต่างรู้สึกอยู่ตลอดว่าเขาเป็นคนเข้าถึงยาก ไม่อาจล่วงเกินได้ จึงไม่เคยสนใจเกี่ยวกับงานมงคลของเขาเลยสักนิด เวลานี้เมื่อได้ยินหม่าซิ่วเหนียงพูดถึง นางก็อดจะนึกย้อนถึงคู่หมายของเผยเยี่ยนเมื่อชาติก่อนไม่ได้
แต่นางนึกอยู่พักใหญ่ ก็คิดไม่ออกเสียทีว่าเขาแต่งกับสตรีสกุลใดแน่ ถึงขนาดที่ว่า ในความทรงจำของนาง ไร้ซึ่งร่องรอยเกี่ยวกับบุตรสตรีของเผยเยี่ยนด้วยซ้ำ
เขาเหมือนกับเงาสายหนึ่ง ปกติไม่มีใครรู้สึกถึงการมีอยู่ของเขา แต่ทุกครั้งที่ทุกคนนึกถึงเขา ล้วนแต่เป็นยามที่เมืองหลินอันเกิดเรื่องใหญ่โตขึ้น
เช่นนั้นชาติก่อนเขาแต่งใครเป็นภรรยากันแน่นะ?
มีลูกกี่คน?
เป็นชายหรือหญิง?
อวี้ถังยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกเลือนราง
นางเอ่ยขึ้นมาว่า “ตอนนี้นายท่านสามอยู่ในช่วงไว้ทุกข์ เขาไม่น่าจะสนใจเรื่องหมั้นหมายกระมัง!”
“ก็แน่นอน” หม่าซิ่วเหนียงบอกยิ้มๆ “แต่ถ้ารอให้นายท่านสามออกจากช่วงไว้ทุกข์แล้วค่อยเชิญให้คนไปคุยเรื่องหมั้นหมาย เช่นนั้นย่อมสายเกินไปแล้ว…สกุลกู้กับสกุลเฉินล้วนอยากให้บุตรสาวแต่งกับเขา ทั้งยังมีสกุลอื่นที่สนใจนายท่านสามเหมือนกับสกุลกู้และสกุลเฉินด้วย พวกเขาย่อมต้องรีบลงมือให้เร็วหน่อย!”
อวี้ถังได้ฟังก็อดจะหัวเราะออกมาไม่ได้ “ดูเจ้าพูดเข้าสิ อย่างกับนายท่านสามเป็นเนื้อชิ้นหนึ่งเสียอย่างนั้น ใครๆต่างคิดจะแย่งชิง”
หม่าซิ่วเหนียงตอบกลับอย่างไม่รักษากิริยาว่า “นายท่านสามเป็นแค่เนื้อชิ้นหนึ่งที่ไหนกัน เจ้าดูนะ นี่เป็นถึงเนื้อถังเซิงเชียว ต้องรอดูว่าสกุลใดจะเก่งกาจชิงเขามาได้ พูดถึงตรงนี้ ข้าก็อยากจะถามเจ้าหน่อย เรื่องงานแต่งของเจ้าวางแผนไปถึงไหนแล้ว? จะปล่อยให้เรื่องของสกุลหลี่มาทำให้ล่าช้ามิได้กระมัง? ฮูหยินหลี่ผู้นั้น คงต้องป่วยเป็นโรคอะไรแน่ๆ เพื่อจะขอหมั้นหมายเจ้าถึงกับทำเรื่องมากมายเพียงนี้ เจ้าคอยดูไปเถอะ รอให้ข้าแต่งงานแล้ว ข้าจะช่วยเจ้าโพนทะนาเรื่องนี้ออกไป ถึงเวลานั้นดูสิว่าใครจะกล้าแต่งให้สกุลนั้นอีก!”
อวี้ถังดึงมือหม่าซิ่วเหนียงมากุมไว้ด้วยความซาบซึ้ง
ไม่ว่าจะเป็นชาติก่อนหรือชาตินี้ หม่าซิ่วเหนียงก็ยังจริงใจต่อนางไม่เคยเปลี่ยน
นางเอ่ยกำชับต่อว่า “เรื่องนี้ซับซ้อนนัก บิดากับมารดาข้ายื่นมือเข้ามาจัดการแล้ว พวกเราตอนนี้ก็คอยดูไปก่อนว่าผู้ใหญ่จะจัดการอย่างไร เจ้าน่ะ ทำตัวเป็นเจ้าสาวที่เบิกบานใจก็พอแล้ว”
อวี้ถังไม่อยากดึงหม่าซิ่วเหนียงเข้ามาเกี่ยวพัน
นางสมควรจะมีชีวิตแต่งงานที่ราบรื่นไร้กังวล ไม่ควรต้องมาปวดหัวเพราะเรื่องวุ่นๆของตนอีก ทั้งนางก็ไม่ได้บอกหม่าซิ่วเหนียงถึงเจตนาแท้จริงที่สกุลหลี่ต้องการจะมาสู่ขอนาง
หม่าซิ่วเหนียงนิ่งคิด รู้สึกว่าอวี้ถังพูดมีเหตุผล แต่ก็ยังไม่วายพูดกับอวี้ถังอีกว่า “แต่ถ้าเจ้ามีเรื่องอะไรให้ข้าช่วยก็บอกได้เลยนะ อย่าได้เกรงใจเป็นอันขาด”
อวี้ถังพยักหน้าหงึกหงัก “ข้าเห็นเจ้าเป็นเหมือนพี่สาวแท้ๆ มีเรื่องใดย่อมไปขอให้เจ้าช่วยอยู่แล้ว”
“ต้องแบบนี้สิ!” หม่าซิ่วเหนียงหัวเราะอย่างพอใจ แล้วหยิบขนมเปี๊ยะมงคลยื่นให้นาง
อวี้ถังหยิบเครื่องประดับศีรษะที่จะมอบเป็นของขวัญให้นางออกมา
หม่าซิ่วเหนียงตื่นตะลึง เดิมนางไม่คิดจะรับไว้ แต่เห็นถึงความตั้งใจของอวี้ถัง คิดว่าภายหลังค่อยตอบแทนนางคืนด้วยของขวัญชิ้นใหญ่ก็ใช้ได้แล้ว จึงไม่ได้เกรงอกเกรงใจ แล้วรับของเอาไว้ด้วยรอยยิ้มกว้าง
สหายคนอื่นๆที่สนิทสนมกับหม่าซิ่วเหนียงได้ติดตามมารดาของตนมามอบของขวัญให้หม่าซิ่วเหนียงเช่นเดียวกัน
หม่าซิ่วเหนียงแนะนำอวี้ถังให้ทุกคนรู้จัก
ในชาติก่อนอวี้ถังอยู่ในช่วงไว้ทุกข์ ไม่ได้มาส่งหม่าซิ่วเหนียงออกเรือนด้วยตนเอง วันนี้จึงได้รู้จักกับสหายสนิทหลายคนของหม่าซิ่วเหนียง
ในเมื่อเป็นเพื่อนเล่นกับหม่าซิ่วเหนียงได้ นิสัยก็คงเข้ากันกับหม่าซิ่วเหนียงได้ดี หากไม่เหนือความคาดหมาย ย่อมเข้ากันได้กับอวี้ถังเช่นเดียวกัน ญาติผู้น้องของหม่าซิ่วเหนียงถึงกับตำหนิหม่าซิ่วเหนียงว่าเหตุใดไม่แนะนำอวี้ถังมาให้พวกนางรู้จักเร็วกว่านี้หน่อย เช่นนั้นงานลอยประทีปตอนกลางเดือนเจ็ดจะได้มีสหายเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งคน
ชาติก่อนนั้นเพราะมารดาล้มป่วย อวี้ถังจึงมักอยู่เป็นเพื่อนมารดาที่เรือน ไม่ค่อยได้ออกมาเที่ยวเล่นด้านนอกเท่าไรนัก วันนี้เหตุเพราะได้กลับมาเกิดอีกครั้ง และมีวาสนาได้อาศัยความสัมพันธ์ของสกุลเผย ทำให้อาการป่วยของมารดาดีขึ้นอย่างก้าวกระโดด ทั้งส่งผลให้ชะตาที่บิดามารดาของนางต้องตายในชาติก่อนต้องเปลี่ยนไป นางรู้สึกเป็นสุขยิ่ง จึงทำตัวร่าเริงและรู้ความกว่าชาติก่อนมาก ทันทีที่ได้เจอเหล่าแม่นางน้อยก็เล่นด้วยกันได้อย่างกลมกลืน นี่ย่อมไม่อาจโทษหม่าซิ่วเหนียงได้
หม่าซิ่วเหนียงเป็นคนชอบปกป้องสหาย จึงไม่พูดถึงว่าแต่ก่อนอวี้ถังเป็นเช่นไร เพียงตอบไปว่าตนไม่ทันคิด แล้วจะหาทางชดเชยให้ญาติผู้น้อง ถึงได้จบเรื่องนี้ไปได้
อวี้ถังยิ่งรู้สึกว่าหม่าซิ่วเหนียงเป็นคนดียิ่ง ตอนที่หม่าซิ่วเหนียงจะออกเรือน นางจึงช่วยงานจนมือเท้าพันกันหมดวุ่นวายอยู่สี่ห้าวันเต็มๆ
กระทั่งถึงวันแต่งงานของหม่าซิ่วเหนียง อวี้ถังก็ปล่อยโฮสุดเสียง ปวดใจยิ่งกว่านายหญิงหม่าเสียอีก ทำเอานายหญิงหม่าร้องไห้ต่อไม่ไหว หันไปกระเซ้าคนสกุลเฉินว่า “คนที่ไม่รู้คงคิดว่าเป็นบุตรสาวอีกคนของข้าแล้ว? ข้าว่าไม่ต้องตามเจ้ากลับเรือนหรอก รั้งตัวอยู่ที่นี่มาเป็นบุตรสาวของข้าเลย”
คนที่อยู่รอบๆ ต่างก็หัวเราะชอบใจ
อวี้ถังรู้สึกว่าตนได้ระบายความคับข้องใจ เอ่ยด้วยเสียงสะอื้นว่า “พี่สาวหม่าออกเรือนแล้ว ก็ต้องเชื่อฟังพ่อแม่สามี ดูแลอาน้าของสามี ท่าน ท่านไม่เป็นห่วงเลยหรือเจ้าคะ?”
“ข้ามีอะไรให้ห่วงกันเล่า?” นายหญิงหม่าชี้ไปยังคุณชายจางที่ยืนอยู่ไม่ไกล “พี่เขยเจ้าหากกล้าแตะต้องพี่สาวเจ้าแม้เพียงปลายเล็บ ข้าจะให้คนไปรับนางกลับมาเดี๋ยวนั้นเลย”
เหล่าสตรีในเรือนพากันหัวเราะเฮฮาอีกครั้ง
คนสกุลเฉินหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก โอบบุตรสาวมากอดไว้กับอก ทางหนึ่งก็ดึงผ้าเช็ดหน้ามาซับหน้าให้นาง ทางหนึ่งก็บ่นว่า “เจ้าเด็กคนนี้ วันนี้เป็นงานมงคล เจ้าอย่ามองว่าป้าหม่านางร้องไห้เพราะเสียใจ ความจริงก็ทำท่าไปอย่างนั้น กลับเป็นเจ้านี่สิ ที่ปล่อยโฮออกมาจริงๆเสียได้”
อวี้ถังซุกตัวอยู่ในอกมารดาด้วยความอับอาย เป็นเหตุให้ทุกคนขบขันกันอีกรอบ
อาจเพราะมีเรื่องเฮฮามาแทรก งานแต่งของหม่าซิ่วเหนียงจึงเต็มไปด้วยบรรยากาศน่ายินดี เป็นการส่งตัวออกเรือนพร้อมเสียงหัวเราะที่ยากจะได้พบเห็นในเมืองหลินอัน
ผ่านพ้นงานแต่งงานของหม่าซิ่วเหนียงไป ทางด้านสกุลหลี่ก็มีความเคลื่อนไหวทันที
เริ่มจากพ่อบ้านใหญ่สกุลหลี่กับผู้ลี้ภัยสองคนถูกตัดสินให้เนรเทศไปไกลกว่าสามพันลี้ ตามมาด้วยสิ่งที่สกุลหลี่เคยรับปากเอาไว้ก่อนหน้านั้น ภรรยาและลูกๆของพ่อบ้านใหญ่รวมถึงญาติที่เกี่ยวดองผ่านการแต่งงานซึ่งอยู่ในสกุลหลี่ล้วนต้องถูกขับไล่ออกไป
ทว่าตอนที่พ่อบ้านใหญ่ถูกเนรเทศนั้น สกุลหลี่ได้ฝากฝังให้คนของศาลาว่าการดูแลเขาระหว่างทางหรือไม่ บ่าวรับใช้ที่ถูกขับไล่ออกมาจากสกุลหลี่มีกี่คนแน่ที่เกี่ยวดองกับเขาจริงๆ สกุลอวี้ก็ไม่มีทางจะรู้ได้เลย
นายท่านอู๋เอ่ยปลอบใจอวี้เหวินว่า “เรื่องนี้สกุลหลี่ยอมอ่อนลงให้ก็นับว่าไม่เลวแล้ว ไม่มีทางทำได้สะอาดหมดจดหรอก”
นอกจากสกุลหลี่ล่มสลายเท่านั้น
อวี้เหวินก็เข้าใจดี จึงกล่าวขอบคุณนายท่านอู๋ไป บอกว่าไม่ได้คิดแค้นอะไรกับสกุลหลี่แล้ว ก่อนจะนัดแนะเวลากับนายท่านอู๋ เพื่อไปดูหลี่ตวนใส่ชุดกระสอบเพื่ออุทิศให้กับเว่ยเสี่ยวซานที่วัดเจาหมิง
คนในเมืองหลินอันถึงได้รู้ว่าฮูหยินหลี่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการตายของเว่ยเสี่ยวซาน
ทุกคนวิพากษ์วิจารณ์ไปต่างๆนานา คิดกันว่าแม้ฮูหยินหลี่จะเป็นหญิงที่ออกเรือนแล้ว แต่ใจคอกลับโหดเหี้ยมยิ่งนัก เด็กบ้านสกุลหลี่นับเป็นบุตรของพวกเขา แล้วเด็กบ้านผู้อื่นมิใช่มีพ่อมีแม่เหมือนกันหรือ? ทั้งยังแอบพูดกันลับๆว่า โชคดีที่สกุลอวี้ไม่ได้ตอบตกลงเรื่องแต่งงานไป ไม่อย่างนั้นต่อให้แม่นางอวี้แต่งไปแล้ว น่ากลัวคงถูกแม่สามีข่มเหงทุกเมื่อเชื่อวัน ถูกทรมานอย่างสาหัสแน่
มีคนพูดเรื่องงานหมั้นหมายของหลี่ตวนขึ้นมา “ไม่รู้ว่าถ้าคุณหนูใหญ่สกุลกู้แต่งเข้าไปแล้ว นางจะกล้าสร้างความลำบากให้คุณหนูสกุลกู้หรือไม่?”
“นั่นก็ว่าไม่ได้หรอก!” บางคนบอกว่าฮูหยินหลี่มีชีวิตที่ราบรื่นจนเกินไป จึงไม่รู้จักเห็นอกเห็นใจผู้อื่น “คุณหนูกู้มีชาติกำเนิดดีแล้วมีประโยชน์อันใดเล่า? พอแต่งเข้าสกุลหลี่ ก็เป็นสะใภ้ของสกุลหลี่ อย่างไรก็ต้องเชื่อฟังสกุลหลี่อยู่ดี”
“กลัวแต่ว่าคุณหนูใหญ่สกุลกู้ก็ไม่ใช่คนที่จะหาเรื่องได้ง่ายๆน่ะสิ” บางคนที่อยู่ตรงนั้นบ้างก็รู้สึกสาแก่ใจต่อความหายนะของผู้อื่น รอดูเรื่องขายขี้หน้าของสกุลหลี่
ตั้งแต่คนสกุลหลินรู้ว่าหลี่ตวนต้องใส่ผ้ากระสอบเพื่ออุทิศให้กับเว่ยเสี่ยวซาน ก็โมโหจนล้มป่วย
บนหน้าผากคนสกุลหลินมีผ้าขาวพันรอบ นั่งพิงหัวเตียงด้วยสีหน้าอิดโรย นางผลักถ้วยยาที่อยู่ในมือของหลี่จวิ้นออก จนยาต้มแทบจะหกรดใส่ตัวหลี่จวิ้น คนสกุลหลินพลันตวาดใส่หลี่จวิ้นว่า “เจ้าเป็นคนตายอย่างนั้นรึ? ข้าบอกเจ้าไว้อย่างไร? เจ้ากลับปล่อยให้พี่ชายเจ้าไปวัดเจาหมิง? ต่อไปเขาต้องเป็นขุนนางใหญ่โต ต้องเข้าร่วมสำนักเป็นมหาบัณฑิต ทำไมถึงปล่อยให้พี่ชายเจ้าไปสวมผ้ากระสอบให้กับไอ้ชาวนาบ้านนอกคนนั้น? ข้ากับบิดาเจ้ายังไม่ตายเลย! ต่อไปเจ้าจะให้พี่ชายเจ้าเอาหน้าไปไว้ที่ไหน? เจ้ารอคอยให้ถึงวันนี้มาตลอดใช่หรือไม่!”
หลี่จวิ้นก็ขมขื่นจนพูดอะไรไม่ออก
เขาได้แต่ค่อยๆเคลื่อนถ้วยยาไปเบื้องหน้ามารดาอย่างระมัดระวัง กล่อมนางเสียงเบาว่า “ท่านแม่ เรื่องนี้ท่านพี่ได้เขียนจดหมายถึงท่านพ่อแล้ว ท่านพ่อต้องมีทางออกแน่ ท่านอย่าได้กังวลเลย สุขภาพของท่านสำคัญที่สุด รีบดื่มยาถ้วยนี้แล้วค่อยว่ากันนะขอรับ”
[1] เนื้อถังเซิง หรือ เนื้อพระถังซัมจั๋ง มีความเชื่อว่าหากได้กินเนื้อพระถังซัมจั๋งเข้าไปจะอายุยืนยาวไม่แก่ เล่าว่าเหล่ามารล้วนน้ำลายไหลเพราะอยากกิน
บทที่ 74: น่าอับอาย
เพียงแค่คนสกุลหลินคิดว่าบุตรชายหัวแก้วหัวแหวนที่แบกรับความหวังทั้งหมดของนางไว้ต้องไปใส่ชุดกระสอบเพื่ออุทิศให้แก่ผู้อื่น นางก็รู้สึกเหมือนถูกมีดปักเข้าที่กลางอก ใครจะพูดอย่างไรก็ฟังไม่เข้าหูทั้งสิ้น
นางตบมือลงข้างเตียง กรีดร้องใส่หลี่จวิ้นราวกับหญิงร้ายกาจที่ถูกหลอกเอาเงินไป “ข้าไม่ดื่ม เจ้าไปเรียกพี่ชายเจ้ากลับมาเดี๋ยวนี้! บอกไปว่าข้าป่วยใกล้ตายแล้ว ให้เขามาดูใจข้าเดี๋ยวนี้!”
จะทำเช่นนั้นได้อย่างไรเล่า?
สกุลเผยเป็นผู้ตัดสิน บ้านสายตรงสกุลหลี่เป็นผู้รับปาก คนทั่วทั้งเมืองหลินอันกำลังจับตาดูอยู่ แล้วจะให้พี่ชายของเขาต้องผิดคำพูดได้อย่างไร!
หลี่จวิ้นคับข้องใจแต่พูดไม่ออก ได้แต่กล่อมมารดาเสียงอ่อนว่า “ท่านแม่ ท่านดื่มยาให้หมดก่อน พอท่านดื่มยาแล้ว ข้าไปตามท่านพี่มาให้ขอรับ!”
“เจ้าต้องไปตอนนี้เลย!” คนสกุลหลินเคยถูกหลอกมาก่อน นางไม่เชื่อใจหลี่จวิ้นอีก “เจ้าไปตามพี่ชายเจ้ากลับมาแล้วข้าค่อยดื่ม”
สองคนต่างยื้อยุดกันอยู่แบบนั้น
คนสกุลหลินด่าทอว่าหลี่จวิ้นอกตัญญู สั่งให้หลี่จวิ้นไปเปลี่ยนตัวกับหลี่ตวน
หลี่จวิ้นก้มหน้าต่ำ ทำเหมือนว่าไม่ได้ยิน
ที่เรือนหลักของสกุลหลี่ จะได้ยินเสียงเกรี้ยวกราดของคนสกุลหลินดังลอยมาเป็นระยะ
.......
อวี้ถังยืนอยู่หน้าโต๊ะใหญ่ในห้องหนังสือ พิจารณาภาพวาด ‘ตกปลาใต้ต้นสนริมน้ำ’ ที่กางอยู่บนโต๊ะอย่างละเอียด
เดิมที นางคิดจะให้สกุลอวี้แยกตัวออกจากเรื่องนี้ ถึงได้เตรียมมอบภาพวาดให้สกุลหลี่ไป
ทว่าตอนนี้ นางไม่ยินยอมแล้ว
สกุลหลี่ฆ่าเว่ยเสี่ยวซาน แต่คิดจะรอดตัวไปง่ายๆโดยไม่สูญเสียอะไร นั่นไม่มีทางเป็นไปได้หรอก
อวี้ถังแสยะยิ้ม
ความแค้นทั้งสองชาติล้วนผูกโยงจนมาถึงวินาทีนี้แล้ว
หากว่านางไม่อาจล้างแค้นคืนได้ ยังจะเป็นคนต่อได้อีกหรือ!
สกุลหลี่พยายามสุดกำลัง จ่ายค่าตอบแทนด้วยราคาที่สูงลิ่ว คิดหาหนทางไม่หยุดเพื่อเอาภาพผืนนี้กลับไปให้ได้ นางคิดจะแก้แค้นสกุลหลี่ แต่อย่างแรกต้องไม่ดึงสกุลอวี้เข้าไปเกี่ยวข้องด้วย วิธีที่ดีที่สุดก็เหมือนก่อนหน้านี้คือ ‘มอบ’ ภาพผืนนี้ให้สกุลหลี่เสีย แต่เนื้อหาด้านในของภาพจะยังเหมือนเดิมหรือไม่ คงไม่มีใครกล้ารับประกัน
ทว่าตอนนี้มีจุดที่ยากเย็นอยู่
ตอนที่จะคืนภาพนี้สู่สภาพเดิม นางยังไม่ทันคิดเรื่องนี้ ตอนนี้หากต้องการแก้ไขเนื้อหาภายในภาพ ก็ต้องนำภาพไปเข้าม้วนใหม่อีกครั้ง จิตรกรที่มีฝีมือด้านนี้มีไม่มาก อีกอย่างเรื่องนี้เกี่ยวพันถึงความลับบางอย่าง อาจทำให้ผู้อื่นพลอยลำบากไปด้วย อาจารย์เฉียนก็ไปจากเมืองหังโจวแล้ว วิธีที่ง่ายดายที่สุดกลับเปลี่ยนเป็นยากเย็นที่สุดในทันที
นางต้องคิดหาทางอื่น!
อวี้ถังขังตัวเองในห้องหนังสืออยู่หลายวัน กระทั่งนายหญิงเว่ยมาเป็นแขกที่เรือนเพื่อกล่าวขอบคุณอวี้ถังเรื่องของเว่ยเสี่ยวซาน นางถึงได้วางเรื่องนี้ลงก่อนชั่วคราว แล้วไปสนทนาเป็นเพื่อนนายหญิงเว่ย
“เรื่องของเสี่ยวซาน ข้าได้ยินจากนายท่านเรือนข้าและเสี่ยวชวนแล้ว” นายหญิงเว่ยจับมืออวี้ถังไว้ไม่ยอมปล่อย สีหน้าเปี่ยมด้วยความซาบซึ้ง “ถ้าไม่ได้เจ้า เสี่ยวซานของพวกเราคงจากไปอย่างไม่กระจ่างเช่นนี้ ข้าให้กำเนิดบุตรชายออกมาทั้งหมด จึงอยากมีบุตรสาวเป็นที่สุด หากว่าเจ้าไม่รังเกีจ ก็นับข้าเป็นผู้อาวุโสในเรือนแวะเวียนไปเยี่ยมบ่อยๆ เวลาว่างก็ออกนอกเมืองไปหาข้าได้” พูดถึงตรงนี้ น้ำตาก็ร่วงลงมา
อวี้ถังเดิมก็รู้สึกผิดต่อเว่ยเสี่ยวซานอยู่แล้ว ได้ยินคำนี้ก็หันไปมองคนสกุลเฉินทันที
ทุกครั้งที่คนสกุลเฉินนึกถึงเรื่องนี้ก็มักคิดว่านี่เป็นชะตาที่สวรรค์กำหนด สองครอบครัวเดินสวนกันไปมา สักวันก็คงร่วมทางกันได้ บุตรสาวเหมือนกับสมบัติล้ำค่าในมือ นางไม่ยินดีให้บุตรสาวเรียกใครว่า ‘พ่อบุญธรรม’ หรือ ‘แม่บุญธรรม’ ทั้งนั้น แต่นางกลับต้านทานน้ำตาของนายหญิงเว่ยไม่ไหว ดวงตาจึงรื้นชื้น แล้วผงกศีรษะให้บุตรสาวเบาๆ “นายหญิงเว่ย คำนี้ข้าอยากจะพูดกับท่านนานแล้ว เพียงแต่หลายวันนี้งานล้นมือ จึงไม่มีเวลาได้สนใจ หากว่าท่านไม่รังเกียจ พวกเราก็กราบไหว้กันเป็นพี่น้องร่วมสาบาน ให้บุตรสาวของข้ารับท่านเป็นท่านน้า”
นายหญิงเว่ยเดิมก็ไม่คาดหวังจะให้อวี้ถังยอมรับตนเป็นญาติ พอคนสกุลเฉินพูดออกมาแบบนี้ นางมีหรือจะไม่ตอบตกลง
ผู้ใหญ่สองคนกราบไหว้กันเป็นพี่น้องบุญธรรมในทันที อวี้ถังเปลี่ยนคำเรียกนายหญิงเว่ยเป็น ‘ท่านน้า’ สองสกุลจัดงานเลี้ยงนับญาติกันอย่างเป็นทางการ นายหญิงเว่ยให้เงินอวี้ถังเป็นค่าแก้ชื่อเรียกใหม่ คนสกุลเฉินก็มอบเงินให้เด็กๆ สกุลเว่ยเป็นค่าแก้ชื่อเรียกใหม่เช่นกัน สองสกุลครึกครื้นอยู่หนึ่งวันเต็มๆ
มีเพียงนายท่านเว่ยที่แอบบ่นกับนายหญิงเว่ยเป็นส่วนตัวว่า “สาบานเป็นพี่น้องอะไรกัน? รออีกไม่กี่ปี ไม่แน่อาจให้อาถังแต่งเข้าเรือนเราก็เป็นได้!”
นายหญิงเว่ยร้อง ‘เหอะ’ ใส่นายท่านเว่ยเสียงหนึ่ง “ท่านคิดอะไรอยู่นึกว่าข้าไม่รู้อย่างนั้นสิ? เสี่ยวชวนอายุยังน้อย หากว่าสองคนไม่ชอบพอกันเล่า? เป็นญาติกันดีๆ ไม่ชอบกลัวจะเปลี่ยนเป็นคู่แค้นเสีย เรื่องนี้เจ้าเชื่อข้าเถอะไม่มีผิดแน่”
นายท่านเว่ยไม่พูดต่อ แต่ปรึกษานายหญิงเว่ยเรื่องที่หลี่จวิ้นไปขอโทษสกุลอวี้ว่า “บอกว่าพรุ่งนี้จะไปถึงหน้าประตูใหญ่ พวกเราต้องไปเป็นกำลังเสริมให้สกุลอวี้หรือไม่”
สกุลเขามีบุตรชายมากอยู่แล้ว
“ต้องไปแน่!” นายหญิงเว่ยตอบโดยไม่ต้องคิด “เหตุใดตอนแรกข้าถึงอยากนับญาติกับสกุลอวี้? ก็เพราะเห็นนายท่านอวี้เป็นคนซื่อตรง พวกเราไม่อาจเอาเปรียบพวกเขา หากสกุลหลี่ไปขอโทษสกุลอวี้ที่หน้าประตู แล้วเกิดพูดอะไรไม่น่าฟังขึ้นมา พวกเราก็ไปยืนกันเอาไว้ ผู้อยู่ในเหตุการณ์ย่อมเลี่ยงข่าวลือได้ อย่าให้อาถังต้องทำเรื่องดีๆ แต่กลายเป็นว่าเอาตัวเองเข้ามาพัวพันแทนเลย”
เพราะงานแต่งไม่สำเร็จจึงถูกลักพาตัว เรื่องนี้ไม่ว่าจะพูดอย่างไรก็ไม่น่าฟังทั้งนั้น นายหญิงเว่ยกลัวว่าถึงตอนนั้นสกุลหลี่จะเล่นลูกไม้ มิใช่ว่านางตีตนไปก่อนไข้คิดฟุ้งซ่านไปเอง
นายท่านเว่ยคิดว่านายหญิงเว่ยพูดจามีเหตุผล
วันถัดมานายท่านเว่ยก็พาเด็กๆทั้งบ้านไปที่เรือนสกุลอวี้
ตอนนี้หลี่ตวนได้ทำกุศลให้เว่ยเสี่ยวซานจบแล้ว ในเมืองหลินอันก็เล่าลือไปต่างๆนานา แต่ที่พูดกันมากที่สุด ก็คือไม่เสียแรงที่หลี่ตวนเป็นบุตรชายที่โดดเด่นของสกุลหลี่ ไม่เพียงจิตใจกว้างขวาง ทั้งยังเรียบง่ายรู้จักแบกรับ แสดงความเคารพต่อลูกหลานสกุลเว่ยแทนบ่าวไพร่ของสกุลตนที่ทำความผิด เป็นวิญญูชนที่ใจกว้าง เป็นผู้ที่จะทำการใหญ่ในอนาคต
ชื่อเสียงของเขาไม่เสื่อมเสีย ทั้งกลับเพิ่มมากขึ้น
อวี้ถังได้ยินก็รู้ทันทีว่ามีคนของสกุลหลี่ชักนำข่าวลือนี้อยู่เบื้องหลัง
ก็เหมือนกับอุบายที่สกุลหลี่เคยใช้เมื่อชาติก่อน
รอจนหลี่จวิ้นมาขอโทษที่เรือนสกุลอวี้ อวี้ถังเตรียมการรับมือกับสกุลหลี่ โดยขอให้พี่น้องสกุลชวีเชิญสหายมาวนเวียนอยู่รอบๆ หากว่ามีคนพูดจาที่เป็นผลเสียต่อสกุลอวี้ออกมา จะได้แก้ต่างได้ทันท่วงที คาดไม่ถึงว่าพี่น้องสกุลเว่ยจะมาเยือนด้วยเช่นกัน แค่เด็กๆร่างสูงใหญ่มายืนอออยู่หน้าประตูสกุลอวี้ คนที่พูดจาพล่อยๆ ก็ลดน้อยลงทันตา มีเพียงหลี่จวิ้นที่โขกศีรษะสามครั้งอยู่ตรงหน้าประตูให้อวี้ถังด้วยสีหน้าแดงก่ำ นับว่าเป็นการขอขมาแล้ว
เดิมทีอวี้เหวินก็มีความรู้สึกที่ดีต่อหลี่จวิ้น บวกกับเรื่องพวกนี้ความจริงก็ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเขา อวี้เหวินไม่อาจแข็งใจเมื่อต้องเห็นหลี่จวิ้นเป็นแพะรับบาปให้สกุลหลี่ รอจนเขาโขกศีรษะครบสามครั้งแล้ว ถึงได้พยุงเขาให้ยืนขึ้น สั่งสอนไม่กี่ประโยคไปว่า “ต่อไปกระทำการใดต้องตรึกตรองให้หนัก” จากนั้นก็เชิญหลี่จวิ้นเข้าไปดื่มชาในเรือน ไม่เพียงไม่สร้างความลำบากให้เขา ทั้งยังหาทางลงให้เขาด้วย
หลี่จวิ้นตื่นตะลึงแต่ก็ดีใจมาก เดินตามอวี้เหวินผ่านประตูไปอย่างงงๆ
คนในเมืองหลินอันจึงเล่าลือถึงสกุลอวี้ในทำนองว่าจิตใจดี มีคุณธรรม
อวี้เหวินไม่ได้รั้งหลี่จวิ้นไว้นาน พอดื่มชา กระทำตามมารยาทอย่างครบถ้วนแล้ว ก็มาส่งหลี่จวิ้นที่หน้าประตู
หลี่จวิ้นบอกลาอย่างเชื่อฟังว่าง่าย พอผ่านประตูไป กลับถูกอวี้ถังเรียกเอาไว้ก่อน
นางถามว่า “ช่วงนี้เจ้ายังขี่ม้าหรือไม่?”
หลี่จวิ้นมองดวงหน้าที่ยังคงงดงามไม่เปลี่ยนของนาง ในใจรู้สึกเจ็บแปลบ พลางตอบด้วยรอยยิ้มขื่นว่า “ช่วงนี้ยุ่ง ไม่มีเวลาไปขี่ม้าหรอก!”
เช่นนั้นก็ดี
เรื่องราวต้องแยกแยะออกจากกัน
อวี้ถังเอ่ยต่อว่า “เช่นนั้นเจ้าก็ขัดเกลาจิตใจอยู่แต่ในจวน เกิดเรื่องพรรค์นี้ขึ้น ในจวนต้องวุ่นวายไปอีกระยะหนึ่งแน่”
หลี่จวิ้นพยักหน้ารับ แต่ในใจนั้นคิดว่า แทนที่เจ้าจะมาเป็นห่วงข้า สาดเกลือลงบนบาดแผล มิสู้มองข้าด้วยสายตาเคียดแค้นให้ข้าตัดใจได้เสียที
บทที่ 75: ของต่างหน้า
เพียงแต่หลี่จวิ้นรู้ว่า คำพูดพวกนี้ เขาไม่มีสิทธิ์จะพูดให้อวี้ถังฟังอีกแล้ว
“ข้าเข้าใจแล้ว!” เขาพยักหน้าอย่างเรียบนิ่ง ออกจากเรือนสกุลอวี้ไป
ด้านอวี้ถังค่อยรู้สึกโล่งใจขึ้นมา
ชาติก่อน หลี่จวิ้นก็ตกม้าในช่วงเวลานี้ ยามนี้เกิดการเปลี่ยนแปลงมากมาย เขาคงไม่มีใจไปขี่ม้าเที่ยวเล่นกับเพื่อนฝูง ก็นับว่าช่วยชีวิตของเขาไปในตัวแล้วกัน
แต่ว่า อวี้ถังยังคงกังวลว่าเรื่องของชาติก่อนจะเกิดขึ้นอยู่บ้าง นางจ้างอาหลิ่วที่ขายสาลี่ช่วยจับตาดูหลี่จวิ้น หากหลี่จวิ้นขี่ม้าออกจากประตู ก็ให้ขัดขวางหลี่จวิ้นทันที พูดว่านางอยากพบเขา
ส่วนเป็นเรื่องอะไร อวี้ถังยังหาข้ออ้างไม่ได้
ผลลัพธ์เมื่อถึงวันที่เกิดเรื่อง หลี่จวิ้นยังคงออกจากประตู…พวกฟู่เสี่ยวหวั่นเห็นว่าหลายวันมานี้เขาพบเจอแต่เรื่องไม่ดีติดต่อกัน จึงชวนเขาไปขี่ม้าเที่ยวเล่นข้างนอกด้วยกัน
หลี่จวิ้นไม่มีกะจิตกะใจ
เมื่อวาน มารดาของเขาได้รับจดหมายตอบกลับจากบิดา ให้คนสกุลหลินเลือกวันส่งเขาไปรื่อเจ้า บิดาของเขาจะถ่ายทอดวิชาความรู้ให้เขาด้วยตัวเอง
หากเป็นเมื่อก่อนฟู่เสี่ยวหวั่นชวนเขาออกจากบ้าน แม้จะอารมณ์ไม่ดีก็จะข่มกลั้นเอาไว้ ออกไปเที่ยวกับเขา แต่ยามนี้ เขากลับอยากพูดคุยกับพวกฟู่เสี่ยวหวั่นเสียหน่อยมากกว่า
เขาจะไปอย่างกะทันหันเช่นนี้ ยังไม่รู้ว่าเมื่อไรจะได้กลับมาหลินอันอีก
พวกเขาไม่ได้ขี่ม้าเที่ยวเล่น แต่ไปบ้านของเสิ่นฟาง ดื่มชาฟังดนตรีคุยเล่นกัน จวบจนดวงจันทร์ทอแสงเหนือกิ่งหลิวจึงกลับจวน
ด้านอวี้ถังทราบข่าวนี้ ใจที่แขวนกลางอากาศจึงค่อยสงบลงมาได้
เมื่อเป็นเช่นนี้ เรื่องที่นางสามารถทำได้ก็ทำไปหมดแล้ว นับว่าได้ปกป้องชีวิตของหลี่จวิ้นเอาไว้ นับแต่นี้ต่อไป นางและสกุลหลี่ก็ไม่ข้องเกี่ยวอันใดกันแล้ว ภายภาคหน้าหากมีแค้นย่อมชำระด้วยแค้น เกลียดชังมาก็เกลียดชังตอบ ไม่ต้องกังวลอะไรอีกแล้ว
......
วันที่สี่เดือนสิบ หลี่จวิ้นก็เดินทางออกจากเมืองหลินอัน
อวี้ถังนั้นไม่รู้เรื่องนี้
นางตามผู้ใหญ่ในสกุลและพี่ชายไปเรือนเก่าเซ่นไหว้บรรพบุรุษ
เพียงเมื่อพวกเขาเพิ่งกลับมาถึงเรือนเก่าสกุลอวี้ ปู่ห้าก็เดินกะโผลกกะเผลกเข้ามา กล่าวว่ามีคนต้องการพบพวกเขา ถามพวกเขาว่าอยากพบหรือไม่
หลังจากเกิดเรื่องอาเจ็ด ถึงแม้อวี้เหวินจะรับปากว่าจะเลี้ยงดูปู่ห้ายามบั้นปลายชีวิต แต่ปู่ห้ากลับคล้ายถูกดึงเอ็นออกจากร่างชั่วข้ามคืน ทำเรื่องอะไรก็ล้วนไม่มีเรี่ยวแรง ทุกวันเอาแต่นั่งอยู่หน้าประตูสูบยาเส้นที่ตัวเองปลูก ไม่กี่วันก่อนยังเท้าเคล็ด อวี้เหวินเชิญหมอมารักษาเขา เขาก็ไม่ยอมกินยาดีๆ ทำให้ยืดเยื้ออยู่อย่างนี้ไม่จบไม่สิ้น ใครเตือนก็ไม่ยอมฟัง
อวี้เหวินเห็นก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจ เอ่ยกับปู่ห้าด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “เท้าท่านไม่ดี อย่าวิ่งวุ่นไปทั่วเลย เป็นใครที่อยากพบข้า? ข้าไปดูด้วยตัวเองก็เพียงพอแล้ว”
ปู่ห้านั้นรู้สึกผิดต่ออวี้เหวินและอวี้ถัง ได้ฟังก็ยิ้มอย่างขมขื่นอยู่บ้าง “เจ้าไม่ต้องสนใจข้าหรอก เท้าข้า ข้ารู้ดีที่สุด ผู้ที่อยากพบเจ้าคือคนบ้านสายตรงสกุลหลู่ คนสกุลหลู่ที่หลังจากเขาตาย เจ้าก็จัดงานศพอย่างยิ่งใหญ่ให้ผู้นั้น” พูดมาถึงตรงนี้ ปู่ห้าก็อดพูดต่อไม่ได้ “ข้าเห็นพวกเขายังพาเด็กคนหนึ่งมาด้วย ข้ามาใคร่ครวญดู หรือบ้านสายตรงสกุลหลู่อยากจะให้เด็กคนนี้เป็นลูกบุตรธรรมของหลู่ซิ่น ดังนั้นจึงมาหาเจ้าเพื่อพูดเรื่องนี้”
นี่เดิมทีก็ไม่ข้องเกี่ยวกับสกุลอวี้ แต่สกุลอวี้นั้นช่วยจัดการเรื่องงานศพของหลู่ซิ่น หากบ้านสายตรงสกุลหลู่อยากมอบทายาทให้รับช่วงต่อหลู่ซิ่น ตามหลักแล้วควรจะมาทักทายกับสกุลอวี้ ยอมรับน้ำใจนี้ของสกุลอวี้จึงจะถูก
อวี้เหวินไม่ได้นำมาใส่ใจ กำชับปู่ห้าอย่างเป็นห่วงไม่กี่คำ จึงค่อยไปพบคนของสกุลหลู่
ยังคงเป็นดังที่ปู่ห้าคาดไว้จริงๆ นี่ไม่ใช่วันที่หนึ่งเดือนสิบ ยามที่เซ่นไหว้บรรพบุรุษหนึ่งปีหนึ่งครั้งแล้วหรอกหรือ? บ้านสายตรงสกุลหลู่จึงปรึกษาหารือจะมอบทายาทให้หลู่ซิ่นเพื่อคอยจุดธูปเทียนให้เขา เอ่ยกับอวี้เหวินว่า
“เมื่อก่อนโกรธเขาที่ไม่เห็นบ้านสายตรงพวกเราอยู่ในสายตา แต่คนตายก็เหมือนตะเกียงที่มอดดับ บางเรื่องปล่อยไปได้ก็ต้องปล่อยไป ภายหน้าลูกหลานจะได้ไม่เอ่ยขึ้นมา คิดว่าข้านั้นใจแคบ เขาเป็นลูกหลานของสกุลหลู่คนหนึ่ง ก็ไม่อาจให้พวกเจ้าสกุลอวี้ช่วยจุดธูปเซ่นไหว้ได้ ผู้อาวุโสของพวกเราไม่กี่คนได้ปรึกษากัน จะให้เด็กคนนี้เป็นลูกของหลู่ซิ่น แต่ว่ายังคงให้เด็กใช้ชีวิตกับบิดามารดาผู้ให้กำเนิดเหมือนเดิม ยามที่ฉลองเทศกาลหรือข้ามปีก็ให้จุดธูปเซ่นไหว้หลู่ซิ่นก็เพียงพอแล้ว”
อวี้เหวินคิดว่าเป็นเช่นนี้ก็ดี
ความสัมพันธ์ของเขาและหลู่ซิ่นเป็นเรื่องของรุ่นเขา ไม่อาจให้พวกลูกหลานรุ่นหลังไปเซ่นไหว้หลู่ซิ่นทุกปีได้หรอกกระมัง? ยิ่งไปกว่านั้นอวี้ถังก็ไม่ชอบหลู่ซิ่น
“รบกวนท่านแล้ว!” อวี้เหวินเอ่ยคำขอบคุณกับบ้านสายตรงสกุลหลู่แทนหลู่ซิ่น
ยามนี้บ้านสายตรงสกุลหลู่จึงค่อยเอ่ยถึงจุดประสงค์แท้จริงที่มา “เช่นนั้นท่านว่า หลู่ซิ่นก็ไม่ได้เหลือของอันใดไว้ เรือนเก่าผุพังนั้น เขาก็ขายให้คนอื่นแล้ว คงไม่อาจถึงกับไม่มีอะไรให้เด็กคนนี้ได้นึกถึงเลยกระมัง? ข้าได้ยินว่ายามที่ท่านกลับมาจากหังโจว ยังนำของที่หลู่ซิ่นใช้ยามที่มีชีวิตกลับมาด้วย จะสามารถ สามารถให้เด็กคนนี้ได้หรือไม่ พูดถึงแล้ว ก็นับว่าเป็นรับรองในการมอบเด็กคนนี้เป็นลูกของหลู่ซิ่น…”
อวี้เหวินชะงักไป
ก่อนหน้านี้เขาและอวี้ถังเคยคาดเดามามากมาย
เคยนึกว่าสกุลหลี่จะส่งคนมาขโมยอีกครั้ง คิดว่าจะมีคนมาชกชิง รอหลังจากสกุลหลี่และสกุลอวี้ทะเลาะกันครั้งใหญ่ เขากระทั่งเคยคิดว่าสกุลหลี่จะหลบไปเพราะรู้ว่าเรื่องนี้ไม่ง่าย นับจากนั้นก็จะไม่วางแผนกับสกุลอวี้ของพวกเขาอีก
สิ่งที่ทำให้เขาคาดไม่ถึงคือ คนของสกุลหลู่จะมาขอสิ่งที่เรียกว่าของต่างหน้าของหลู่ซิ่นถึงหน้าประตูในยามนี้
อวี้เหวินลังเลไปชั่วขณะ
เดิมทีของต่างหน้านี้เตรียมจะล่อให้สกุลหลี่ติดกับ หากมอบให้สกุลหลู่ สกุลหลู่จะถูกดึงติดร่างแหในเรื่องนี้ไปด้วยหรือเปล่า
แผนที่เดินเรือมีผลประโยชน์มหาศาล ใครก็ไม่รู้ว่าเบื้องหลังสกุลหลี่ยังมีคนอื่นหรือไม่? ไม่รู้ว่าผู้ที่อยู่เบื้องหลังตกลงมีความเป็นมาอย่างไร? กระทำการในรูปแบบไหน?
คนบ้านสายตรงสกุลหลู่ปรากฏสีหน้าละโมบขึ้นมาแวบหนึ่ง
ของต่างหน้าของหลู่ซิ่น เดิมทีพวกเขาก็ไม่อยากได้ แต่ก่อนหน้านี้ไม่กี่วัน เขาบังเอิญทราบมาว่าภาพวาดหนึ่งที่หลู่ซิ่นหลงเหลือไว้เป็นผลงานแท้ของนักวาดในราชวงศ์ก่อน ในท้องตลาดอย่างน้อยที่สุดก็สามารถขายได้สามร้อยถึงห้าร้อยตำลึง นี่ก็ทำให้คนอิจฉาตาร้อนได้แล้ว
เช่นนั้นอวี้เหวินฝังศพหลู่ซิ่น อย่างมากที่สุดก็เสียเงินยี่สิบกว่าตำลึงเท่านั้น ถือสิทธิ์อันใดเอาภาพวาดนี้ไปเปล่าๆ
ตามหลักแล้วภาพนี้ควรตกอยู่ในมือของสกุลหลู่พวกเขาสิ
เมื่อคิดเช่นนี้ บ้านสายตรงสกุลหลู่จึงอดร้อนใจไม่ได้ “นายท่านอวี้ ข้าก็รู้ว่าท่านจัดงานศพยิ่งใหญ่ให้หลู่ซิ่น ตามหลักแล้ว พวกเราไม่ควรเอาของกลับไปอีก แต่ข้าเป็นบ้านสายตรงของสกุลหลู่ ไม่อาจปล่อยปละละเลยทายาทของหลู่ซิ่นไปได้เช่นนี้ ข้าก็มีชื่อเสียงฐานะเช่นกัน เป็นเรื่องที่อับจนหนทาง อย่างไรขอนายท่านอวี้โปรดทำเรื่องดีให้ถึงที่สุดด้วย คืนของต่างหน้าของหลู่ซิ่นให้กับสกุลหลู่พวกเรา พวกเราจะซาบซึ้งใจเป็นอย่างมาก!”
พูดจบ ก็หยัดกายคำนับให้กับอวี้เหวิน
อวี้เหวินกลับอยากคืนของให้สกุลหลู่ แต่เขาลังเลว่าจะทำอย่างไรดี จึงตั้งใจใช้คำพูดยืดเยื้อบ้านสายตรงสกุลหลู่ “ของที่เขาทิ้งไว้ก็มีไม่มาก ข้ายังไม่ทันได้จัดการดีๆ เอาอย่างนี้ รอผ่านวันเซ่นไหว้ไม่กี่วันนี้ไป ท่านค่อยมาที่บ้านอีกครั้ง พวกเรามาปรึกษากันว่าจะทำอย่างไรกับเรื่องนี้!”
บ้านสายตรงสกุลหลู่กลัวว่าอวี้เหวินจะเปลี่ยนใจภายหลัง แต่ก็ไม่อาจเร่งรัดเกินไปได้ กลัวว่าจะทำให้อวี้เหวินเกิดความสงสัย รีบเอ่ย “เช่นนั้นก็ได้! พวกท่านกลับเข้าเมืองหลินอันเมื่อใด? ถึงเวลานั้นข้าจะพาเด็กคนนี้ไปขอพบท่าน”
อวี้เหวินตอบ “วันมะรืนพวกเราจึงจะกลับไป ไม่อย่างนั้น นัดเจอห้าวันให้หลังเถิด!”
บ้านสายตรงสกุลหลู่ยังคงต่อรอง อวี้เหวินพูดอยู่ค่อนวัน จบที่นัดไปเอาของที่สกุลอวี้อีกสามวัน
อวี้เหวินพยักหน้าอย่างจนใจ ส่งคนสกุลหลู่จากไปก็แอบคนสกุลเฉินดึงอวี้ถังไปพูดคุยใต้ต้นเซียงจางหน้าเรือน
เขาเล่าเรื่องเมื่อครู่ให้อวี้ถังฟังอย่างไม่ตกหล่น “เจ้าว่า พวกเราควรทำอย่างไรดี?”
โดยที่ไม่ทันรู้ตัว เขาก็เห็นลูกสาวเป็นคนที่พึ่งพาได้ไปเสียแล้ว
เรื่องของต่างหน้าของหลู่ซิ่น พวกเขาแพร่ข่าวออกไปตั้งนานแล้ว แต่ไม่ว่าคนสกุลหลู่หรือคนสกุลหลี่ ยังคงไม่มีความเคลื่อนไหวมาโดยตลอด กลับมายามที่เพิ่งสิ้นสุดการโต้แย้งกับสกุลหลี่ สกุลหลู่ก็นึกถึงเรื่องมอบบุตรบุญธรรม ทั้งยังมาเอาของต่างหน้า หากกล่าวว่าเบื้องหลังเรื่องนี้ไม่มีเงื่อนงำ อวี้ถังคนหนึ่งแล้วที่ไม่เชื่อ
แต่ว่า ความคิดของนางได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมแล้ว
เมื่อก่อน นางเพียงอยากทิ้งเผือกร้อนนี้ออกไปเท่านั้น ยามนี้ นางกลับต้องการพยายามสุดความสามารถเพื่อจะทำให้คนที่อยู่เบื้องหลังแตะของร้อนจนมือพอง จึงจะทำให้ความโกรธแค้นในใจนางสงบลงได้
“เช่นนั้นก็มอบให้พวกเขา” อวี้ถังเอ่ยอย่างเยือกเย็น “แต่ว่า พวกเราจัดงานศพให้ลุงหลู่ ก็ใช้เงินไปไม่น้อย สกุลพวกเขาคิดจะเอาของกลับไป ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องชดเชยค่าเสียหายให้สกุลพวกเราหน่อยกระมัง?”
“นี่ไม่ค่อยดีกระมัง!” อวี้เหวินเอ่ยคัดค้านทันที “ไม่แน่ว่าพวกเขาก็ถูกคนใช้ประโยชน์เช่นกัน”
“หากพวกเขาไม่คิดละโมบโลภมาก จะถูกคนหลอกใช้ได้รึ?” อวี้ถังไม่สะทกสะท้านแต่อย่างใด เอ่ยอย่างดูแคลน “แม้ว่านี่จะเป็นหลุมใหญ่ ก็เป็นพวกเขาที่ต้องการกระโดดเข้ามาเอง หรือต้องโทษพวกเราที่ไม่ได้ทัดทานพวกเขา? แม้จะเป็นเด็กสามขวบก็ยังรู้ว่าไม่มีของดีตกลงมาจากฟ้าได้ เขาเป็นเพียงบ้านสายตรง คาดไม่ถึงว่าจะเชื่อในเรื่องเช่นนี้ หรือพวกเรายังต้องจับมือเขาสอนเรื่องไม่ควรโลภในทรัพย์สินที่ได้มาอย่างไม่ขาวสะอาด?”
อวี้เหวินถูกลูกสาวโน้มน้าวสำเร็จ “เช่นนั้นยามที่พวกเขามาหา พวกเราควรพูดอย่างไร? บอกเขาว่าต้องการเงินไปตรงๆ? จำนวนเท่าไรจึงจะเหมาะสม?”
อวี้ถังเอ่ย “คนเฉกเช่นพวกเขา ยิ่งท่านต้องการเงินจากพวกเขาอย่างตรงไปตรงมา พวกเขาก็ยิ่งไม่อาจสงสัย ตอนแรกไม่ใช่ว่าลุงหลู่ขายภาพนั้นให้ท่านสองร้อยตำลึงหรอกรึ? พวกเราก็ไม่ต้องการมาก แค่สองร้อยตำลึงก็เพียงพอแล้ว”
“มากขนาดนี้เชียว!” อวี้เหวินตกใจไม่น้อย
อวี้ถังกลับมีแผนในใจแล้ว “ท่านฟังข้า เรื่องนี้ย่อมไม่ผิดแน่ เพื่อภาพวาดหนึ่งแล้ว พวกเขาสามารถทำเรื่องฆ่าคน บีบให้แต่งงานได้ เรื่องที่สามารถใช้เงินแก้ไขปัญหา นั่นก็ย่อมไม่ใช่เรื่องยาก”
อวี้เหวินตอบรับอย่างไม่สบายใจอยู่บ้าง
......
อวี้ถังขอให้พี่น้องสกุลชวีช่วยสืบเรื่อง
เป็นดังคาด มีคนเป่าหูบ้านสายตรงสกุลหลู่ว่าของที่หลู่ซิ่นทิ้งไว้มีภาพวาดที่พอขายได้สี่ถึงห้าร้อยตำลึงอยู่
อวี้ถังครุ่นคิดอยู่เนิ่นนาน
รอจนยามที่บ้านสายตรงสกุลหลู่พาทายาทของหลู่ซิ่นเข้ามาเยี่ยมเยียน อวี้เหวินก็ไม่ได้อ้อมค้อม เอ่ยถึงเงินสองร้อยตำลึง ทั้งยังว่าตามที่อวี้ถังบอกอย่างไม่รู้สึกกระดากอาย “เดิมทีภาพวาดนี้ขายให้ข้าสองร้อยตำลึง ส่วนเรื่องค่าฝังศพเสียเท่าไรนั้น ข้าและเขาเป็นสหายกัน ถือเสียว่าข้าช่วยเขาแล้วกัน”
บ้านสายตรงสกุลหลู่ตกตะลึง “ไฉนจึงมากมายขนาดนี้?”
อวี้เหวินแสร้งดื่มด่ำไปกับชาแทน
คนบ้านสายตรงสกุลหลู่กัดฟันแน่น
หากภาพนั้นขายได้ห้าร้อยตำลึง ให้สกุลอวี้สองร้อยตำลึง สกุลพวกเขาก็ยังสามารถได้กำไรมากกว่าครึ่ง
คนผู้นั้นยังรอเอาภาพอยู่!
เพื่อป้องกันไม่ให้เรื่องราวยืดเยื้อ บ้านสายตรงสกุลหลู่ตอบรับอย่างหลั่งเลือดในใจ กลับไปหาคนที่เป่าหูพวกเขาให้มาเอาของต่างหน้า ยืมเงินสองร้อยตำลึงให้สกุลอวี้ เขียนหนังสือซื้อขายเรียบร้อย ก่อนจะนำ ‘ของต่างหน้า’ ของหลู่ซิ่นกลับไป
อวี้เหวินมองเงินสี่ก้อนใหญ่ที่วาววับอยู่บนโต๊ะกลมห้องโถง รู้สึกราวกับตัวเองฝันไป ถามอวี้ถัง “พวกเราหาเงินสองร้อยตำลึงได้ง่ายขนาดนี้เชียว”
อวี้ถังมองเงินสี่ก้อนนั้นก็หัวเราะขึ้นมา “ประจวบเหมาะให้ท่านพี่ใช้แต่งงานพี่สะใภ้พอดี” ทั้งยังหยอกล้อกับบิดา “สินเดิมที่ท่านแม่เตรียมไว้ให้ข้าพวกนั้นก็คงเก็บไว้ได้แล้วกระมัง?”
บทที่ 76: แยกสายสกุล
“แน่นอน แน่นอน!” อวี้เหวินลูบหัวลูกสาวด้วยรอยยิ้ม เอ่ยหยอกเย้า “เพื่อให้รางวัลก่อนหน้านี้ที่เจ้าใจกว้าง เงินห้าสิบตำลึงก้อนนี้ก็ให้เป็นเงินส่วนตัวเจ้าแล้วกัน เจ้าอยากซื้ออะไรก็ซื้อไป!”
ก่อนหน้านี้เพราะงานหมั้นของอวี้หย่วน คนสกุลเฉินจึงเอาพวกผ้าอาภรณ์ที่สั่งสมไว้เมื่อก่อนไปให้คนสกุลหวังใช้เป็นสินสอดทองหมั้นให้อวี้หย่วน
นี่นับเป็นเงินที่ได้มาอย่างไม่คาดคิดจริงๆ!
อวี้ถังยิ้มจนตาเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยว รีบนำเงินก้อนนั้นซ่อนไว้ในอก จากนั้นก็กลับไปหาคนสกุลเฉินกับอวี้เหวิน
มีบางเรื่องที่อวี้เหวินและอวี้ถังตั้งใจปิดบังคนสกุลเฉิน คนสกุลเฉินย่อมไม่รู้ว่าเงินนี้เป็นเงินที่พ่อลูกสกุลอวี้รีดไถมาจากสกุลหลู่ ยังคิดไปว่าอวี้เหวินทำเรื่องดี จึงได้รับสินน้ำใจจากคนสกุลหลู่ เห็นเงินแล้วย่อมดีใจกับเรื่องที่ไม่คาดฝัน แต่เมื่อรู้ว่าอวี้เหวินให้เงินอวี้ถังห้าสิบตำลึงก็ยังคงอดตำหนิสามีไม่ได้ “นางอายุยังน้อย จะใช้อะไรพวกเราจำกัดให้นางไม่ได้รึ? เหตุใดเจ้าจึงให้เงินนางมากมายขนาดนี้ในคราเดียว?”
อวี้เหวินเป็นคนใจกว้างมาโดยตลอด ยิ่งไปกว่านั้น ยามนี้เขาไม่เห็นอวี้ถังเป็นคุณหนูที่ถูกเลี้ยงในห้องหับไม่ประสาเรื่องราวภายนอกอีกแล้ว ฟังจบก็รีบเอ่ย “นางก็โตแล้ว ในมือมีเงิน จะได้ไม่กังวลอันใด เจ้าอย่าได้ใส่ใจเลย”
คนสกุลเฉินเห็นอวี้ถังปกป้องเงินห้าสิบตำลึงไว้อย่างแน่นหนา คิดว่าแม้ตัวเองจะจู้จี้จุกจิกก็คงนำกลับคืนมาไม่ได้ จึงหลับหูหลับตาอย่างรู้แล้วรู้รอดไป แสร้งทำเป็นไม่เห็นอะไรทั้งนั้น ไม่เอ่ยถึงเรื่องเงินขึ้นมาอีก พูดเรื่องหม่าซิ่วเหนียงกับอวี้ถัง
“นางเพิ่งรับหน้าที่ดูแลพิธีเซ่นไหว้ของสกุลสามี ฟังจากนายหญิงหม่าแล้ว คนสกุลสามีพอใจนางไม่น้อย นางก็อยากใช้โอกาสนี้ยืนหยัดอย่างมั่นคงในสกุล อยากเชิญพวกเจ้าไปเที่ยวเล่นที่เรือนนาง ยามที่เจ้าไปก็แต่งตัวทำผมเผ้าดีๆ อย่าได้ขายหน้าขายตาหม่าซิ่วเหนียงเชียว”
อวี้ถังตอบรับ เตรียมจะไปเที่ยวเล่นบ้านของหม่าซิ่วเหนียง
เมืองหลินอันกลับเกิดเรื่องใหญ่หนึ่งขึ้นเสียก่อน
บ้านสายตรงสกุลหลี่ต้องการแยกสายสกุลกับบ้านของหลี่ตวน!
บ้านสายตรงสกุลหลี่ยังอยากเชิญเผยเยี่ยน และท่านข้าหลวงทังเป็นคนกลางดูแลจัดการเรื่องแยกสายสกุลด้วยกัน
ทุกคนได้ยินข่าวนี้ต่างพากันตกใจจนแทบไม่อาจหุบปากไว้ได้
เรื่องแยกสายสกุลนี้ เมืองหลินอันไม่เกิดขึ้นมาหลายปีแล้ว
อาศัยจากคำพูดของอวี้เหวินคือ “ยังคงเป็นตอนที่ข้ายังเด็ก สมัยปู่ทวดของเจ้าเคยเกิดขึ้นครั้งหนึ่ง”
คนสกุลเฉินรีบถาม “เช่นนั้นจะเกิดผลกระทบอะไรบ้าง?”
อวี้เหวินครุ่นคิดเล็กน้อย “ความจริงก็ไม่มีอะไร เพียงคนทั้งสองสกุลไม่เซ่นไหว้ด้วยกันเท่านั้น แต่สิ่งที่ข้าคิดไม่ตกคือ บ้านสายหลี่ตวนนี้กำลังเจริญรุ่งเรืองขึ้นเรื่อยๆ เหตุใดบ้านสายตรงสกุลหลี่จึงอยากแยกสายสกุลกับบ้านของหลี่ตวนกัน”
สิ่งที่อวี้ถังกังวลกลับเป็นอีกเรื่องหนึ่ง นางเอ่ย “ท่านพ่อ เช่นนั้นนายท่านสามรับปากเป็นคนกลางหรือไม่?”
อวี้เหวินก็ไม่ทราบ ครุ่นคิดก่อนเอ่ย “คงจะรับปากกระมัง! อย่างไรสกุลหลี่ก็เป็นสกุลที่มีหน้ามีตาในเมืองหลินอัน”
อวี้ถังฟังพลางจิบชาไปด้วย
เผยเยี่ยนในชาติก่อนลึกลับกว่าตอนนี้มาก ไม่ออกหน้าทำเรื่องอะไรง่ายๆ ยามนี้เขาเพิ่งรับช่วงต่อเป็นผู้นำสกุลไม่ถึงหนึ่งปี ก็ออกหน้าคอยจัดการเรื่องความขัดแย้งถึงสองครั้งแล้ว ไม่รู้ว่าเพราะชาตินี้ เขาเข้าสู่วงสังคมมากขึ้นแล้ว? หรือเพราะชาตินี้นางและเผยเยี่ยนมีโอกาสพบเจอกันบ่อยๆ ดังนั้นจึงเข้าใจเขามากขึ้น?
.......
ยามที่นายท่านอู๋และอวี้เหวินพูดคุยกันเรื่องนี้ อวี้เหวินก็อดเอ่ยขึ้นมาไม่ได้ “ถึงเวลานั้นนายท่านสามสกุลเผยจะเป็นคนกลางหรือไม่?”
“เห็นบอกว่านายท่านสามไม่อยู่หลินอัน” นายท่านอู๋เอ่ยเสียงเบา “บ้านสายตรงสกุลหลี่และหลี่ตวนไปเชิญอยู่หลายครั้งล้วนบอกว่าไม่อยู่จวน ก่อนหน้านี้พวกเรายังคิดว่านายท่านสามไม่อยากเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ สองวันก่อนพอสืบข่าวค่อยรู้ว่า นายท่านสามไปเมืองหังโจว จนถึงวันนี้ก็ยังไม่กลับมา! ได้ยินอาจารย์เสิ่นของสำนักศึกษาประจำอำเภอพูดว่า ดูเหมือนมีผู้ตรวจการมาเมืองหังโจว ผู้ตรวจการคนนั้นเป็นสหายร่วมชั้นของนายท่านสาม ผู้ว่าการมณฑลเจ้อเจียงจึงเชิญนายท่านสามไปรับรองแขก”
อวี้เหวินฟังแล้วก็ส่ายศีรษะ “นายท่านสามสกุลเผยยังอยู่ในช่วงไว้ทุกข์ไม่ใช่รึ!”
“กระนั้นก็ไม่อาจจมปลักกับอดีต ไม่สนใจปัจจุบัน” นายท่านอู๋ไม่คิดเช่นนั้น “รอจนเสร็จสิ้นการไว้ทุกข์ นายท่านใหญ่สกุลเผยไม่อยู่แล้ว คุณชายน้อยทั้งสองของบ้านใหญ่ก็อายุยังน้อย ไม่มีชื่อเสียงตำแหน่ง นายท่านสามสกุลเผยกลับบ้านมารับช่วงต่อกิจการของสกุล เช่นนั้นเมื่อนายท่านรองสกุลเผยกลับไปรับตำแหน่งต่อก็ย่อมสำคัญแล้ว แม้ว่านายท่านสามสกุลเผยจะไม่ทำเพื่อตัวเอง ก็ต้องวางแผนเพื่อสกุลเผย!”
อวี้ถังพยายามหวนนึก ดูเหมือนว่าหลังจากนายท่านรองสกุลเผยกลับไปรับตำแหน่งอีกครั้งก็ได้เป็นใหญ่เป็นโตในสายขุนนาง นางนั้นจำเรื่องหลักๆไม่ได้แล้ว แต่ยามที่สกุลหลี่เอ่ยถึงเรื่องนี้กลับค่อนข้างระมัดระวัง
อวี้เหวินเอ่ย “เช่นนั้นสกุลหลี่ต้องรอนายท่านสามกลับมาแล้วค่อยแยกสายสกุลอย่างนั้นรึ?”
นายท่านอู๋มองซ้ายแลขวา เห็นเพียงอวี้ถังนั่งจัดชาและของว่างอยู่ในห้อง ก็ไม่ได้ใส่ใจ กดเสียงต่ำกล่าว “เจ้ายังไม่รู้กระมัง? บ้านสายตรงสกุลหลี่และหลี่ตวนทะเลาะกันร้ายแรง ขัดแย้งเรื่องอะไรกลับไม่มีข้อมูลแพร่งพรายออกมา แต่เป็นไปได้ว่ามิพ้นเกี่ยวข้องกับเรื่องสกุลพวกเจ้า”
อวี้เหวินไม่เข้าใจ “เรื่องที่เกี่ยวข้องกับสกุลพวกเรา?”
“อืม!” นายท่านอู๋ผงกศีรษะ “เจ้าลองคิดดู เมื่อก่อนยามที่บ้านของหลี่ตวนยังไม่โดดเด่น บ้านสายตรงสกุลหลี่ก็ช่วยเหลือพวกเขาไม่น้อย รอจนบ้านของหลี่ตวนเจริญรุ่งเรืองขึ้นมา นอกจากบ้านสายตรงนั้นได้งดเว้นเรื่องภาษีแล้ว ยังได้ประโยชน์อันใดอีก?
แต่เมื่อบ้านของหลี่ตวนเกิดเรื่อง กลับลากบ้านสายตรงของพวกเขาลงน้ำไปด้วย ยามนี้บ้านสายตรงสกุลหลี่ก็มีซิ่วไฉคนหนึ่งไม่ใช่รึ? มีซิ่วไฉคนนี้ ก็สามารถงดเว้นภาษีอากรได้ตลอดไปแล้ว เมื่อมาคิดดูอย่างละเอียด วิธีการของบ้านหลี่ตวนใจดำโหดร้ายเช่นนี้ แทนที่จะถูกบ้านของหลี่ตวนทำให้เดือดร้อนไปด้วย ยังมิสู้ฉวยโอกาสนี้แยกสายสกุล ตัดขาดกับบ้านของหลี่ตวน ต่างคนต่างใช้ชีวิตของตัวเอง”
นี่เป็นสิ่งที่อวี้เหวินและอวี้ถังคาดไม่ถึง
สกุลพวกเขาและสกุลหลี่ขัดแย้งกัน คาดไม่ถึงว่าจะเกิดเป็นผลลัพธ์เช่นนี้ออกมา
อวี้เหวินยังคงคิดว่าบ้านสายตรงสกุลหลี่ทำเช่นนี้เสี่ยงเกินไป “แต่หลี่ซิ่วไฉ ปีนี้ก็ล่วงเลยสี่สิบปีเข้าไปแล้ว หากว่า…”
หากเขาตายไป สกุลหลี่ก็ต้องจ่ายภาษีแล้ว นี่ไม่ใช่เงินน้อยๆ จะทำให้ทั้งสกุลหลี่เหน็ดเหนื่อยไปด้วยกันหมด ไม่แน่ว่า อาจจะทำให้เครือญาติสกุลหลี่เกิดความไม่พอใจ คิดเปลี่ยนบ้านสายตรงขึ้นมา
นายท่านอู๋เอ่ยอย่างเจ้าเล่ห์ “นี่เจ้ายังดูไม่ออกหรอกรึ? เบื้องหลังเรื่องนี้ย่อมมีคนสนับสนุนบ้านสายตรงสกุลหลี่เป็นแน่! มิเช่นนั้นบ้านสายตรงสกุลหลี่จะใจกล้าขนาดนี้ได้อย่างไร!”
อวี้เหวินยังไม่เข้าใจ
นายท่านอู๋ส่ายศีรษะ เอ่ยด้วยรอยยิ้ม “เจ้านี่เข้ากับประโยคที่ว่าคนโง่ก็มีวาสนาของคนโง่จริงๆ มองไม่ออกก็แล้วไปเถิด วันนี้ข้ามาเพราะมีอีกเรื่องอยากขอร้องเจ้า อยากให้เจ้าช่วยข้าตัดสินใจหน่อย”
อวี้เหวินก็ไม่ใช่คนที่ชอบยุ่งวุ่นวาย คิดไม่ตกก็เอาเรื่องนี้โยนทิ้งไปข้างหลัง เอ่ยถามจุดประสงค์ที่มาของนายท่านอู๋
นายท่านอู๋เอ่ย “มีกิจการอย่างหนึ่ง อยากถามเจ้าว่าสนใจหรือไม่…ข้ามีหลานชายคนหนึ่ง ทำกิจการอยู่ที่หนิงปัว พวกเขามีกลุ่มเรือที่จะกำลังจะลงทะเล เขาอยากจะลงทุนกับเครื่องเคลือบลายคราม ไม่กี่วันก่อนข้าเพิ่งปรับปรุงโรงกลั่นน้ำมันพืชของสกุลไป ตัวข้าเองในมือไม่มีเงินมากมายขนาดนั้น เจ้าอยากร่วมหุ้นกับข้าหรือไม่?”
แต่ไหนแต่ไรอวี้เหวินก็คาดไม่ถึงมาก่อนว่าจะได้ทำกิจการกับเพื่อนบ้าน ยิ่งไปกว่านั้นเขาแทบจะไม่เข้าใจเกี่ยวกับการค้าทางทะเลอย่างสิ้นเชิง
นายท่านอู๋ก็รู้เช่นกัน “เจ้าไม่จำเป็นต้องตอบข้าตอนนี้ก็ได้ เจ้าไปปรึกษากับคนในบ้านก่อน หากคิดว่ามีความเสี่ยง ทั้งในบ้านมีเงินอยู่ จะให้ข้ายืมก็ได้ ข้าจะให้ดอกเบี้ยเจ้าร้อยละห้า”
อวี้เหวินไม่สามารถตัดสินใจในเวลาชั่วครู่ได้จริงๆ พูดคุยเป็นมารยาทกับนายท่านอู๋ไม่กี่คำ นายท่านอู๋ก็หยัดกายบอกลา
อวี้ถังกำลังครุ่นคิดเรื่องนี้
ชาติก่อน เพื่อจัดพิธีฝังศพให้บิดามารดา ท้ายที่สุดก็ขายเรือนหลังนี้ไป ออกเรือนที่บ้านของลุงใหญ่แทน แม้ว่าจะไม่ได้เป็นเพื่อนบ้านกับนายท่านอู๋ แต่เรื่องของสกุลนายท่านอู๋ นางยังคงได้ยินมาอยู่บ้าง…สกุลอู๋ไม่ได้ตกอับ ทั้งนายท่านอู๋ก็ไม่ได้ร่วมลงทุนกับการค้าทางทะเลเช่นกัน
ตกลงชาตินี้มีที่ใดผิดพลาดกันแน่ เรื่องราวจึงเกิดการเปลี่ยนแปลงมากมายเช่นนี้?
หรือเพราะเงินสองร้อยตำลึงที่ได้มาจากสกุลหลู่?
ไม่มีประสบการณ์ในชาติก่อน อวี้ถังก็ยากจะตัดสินใจว่าเรื่องนี้ควรทำหรือไม่
นี่ทำให้นางท้อใจอยู่บ้าง
ยามที่อวี้เหวินถามความเห็นของนาง นางเอ่ยว่า “ให้คนไปสืบข่าวก่อนได้หรือไม่ว่านั่นเป็นกลุ่มเรืออะไร?”
หากนางมีภาพจำอยู่ ย่อมสามารถรู้ได้ว่ากลุ่มเรือนี้โชคดีหรือโชคร้าย
ขอเพียงกลุ่มเรือนี้สามารถกลับมาได้อย่างปลอดภัย ก็ล้วนทำเงินก้อนใหญ่ได้ทั้งนั้น
ชาติก่อนการออกทะเลเที่ยวหนึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย มีเรือไหนบ้างที่กลับมาอย่างปลอดภัย นางไม่แน่ว่าจะรู้หมด แต่หากเกิดเรื่อง ล้วนมีข่าวแพร่กระจายออกมาอยู่บ้าง
อวี้เหวินมีความคิดของตัวเอง เขาเอ่ย “ข้าไม่ชอบกิจการเช่นนี้เอาเสียเลย ตามความเห็นข้า ข้าไม่คิดถึงคนอื่น คนอื่นก็อย่าคิดถึงข้า หากนายท่านอู๋ตัดสินใจจะทำกิจการนี้จริงๆ สกุลพวกเราให้เงินเขายืมก็เพียงพอแล้ว หากคืนไม่ไหว ก็คิดเสียว่าสกุลพวกเราไม่ได้ใช้เงินสองร้อยตำลึงนั้นของสกุลหลู่เสียเปล่า!”
อวี้ถังกระตุกยิ้ม
บิดานางก็นิสัยเช่นนี้แหละ
“มิสู้เรียกท่านพี่มาปรึกษาหารือ” อวี้ถังเชื่อมั่นการตัดสินใจของอวี้หย่วนมากกว่า “หลายวันมานี้ท่านพี่ช่วยลุงใหญ่ดูแลจัดการเรื่องในร้านค้า สิ่งที่ได้ยินได้เห็นย่อมมีมากกว่าพวกเรา”
อวี้เหวินคิดว่ามีเหตุผล เรียกอวี้หย่วนเข้ามาพูดคุย
อวี้หย่วนคัดค้านเรื่องนี้
เขาเอ่ย “ตั้งแต่ข้าไปหังโจวครั้งที่แล้ว ก็ให้ความสนใจกับกิจการที่เมืองหังโจวมาโดยตลอด ข้าได้ยินคนพูดว่า การค้าทางทะเลลึกลับซับซ้อน หากจะร่วมลงทุนจริงๆ พวกเราควรสืบเรื่องพวกนี้ให้กระจ่างชัดก่อน ทุกอาชีพต่างมีความแตกต่าง มิใช่ว่าเห็นคนทำเงินได้ พวกเราก็อิจฉาตาร้อน”
อวี้ถังเห็นด้วยกับความคิดของอวี้หย่วน
แต่อวี้เหวินเห็นแก่มิตรภาพ ยังคงให้นายท่านอู๋ยืมเงินหนึ่งร้อยตำลึง
หลังจากอวี้ถังทราบก็อดเหม่อลอยมองฟ้าไม่ได้
นางรู้สึกว่า สกุลพวกนางคงไม่อาจกลายเป็นคนมีเงินได้ตลอดทั้งชีวิต
......
ไม่นานนัก เรื่องแยกสายสกุลของบ้านสายตรงสกุลหลี่และบ้านหลี่ตวนก็มีผลลัพธ์ออกมา
บ้านสายตรงสกุลหลี่ใจร้อนอย่างคอยไม่ได้ ไม่รอให้หลี่อี้เขียนจดหมายกลับมาว่าเห็นด้วยหรือไม่ ก็พยายามดึงดันแย่งสายสกุลกับบ้านของหลี่ตวน
ทุกคนต่างคิดว่าบ้านสายตรงสกุลหลี่รีบร้อนเกินไป แต่บ้านสายตรงสกุลหลี่ประกาศออกมาแล้วว่า บ้านหลี่ตวนนี้ฝ่าฝืนคำสั่งสอนของบรรพบุรุษ ทั้งไม่ยินยอมอยู่ใต้อำนาจบ้านสายตรง แทนที่จะให้ทุกคนไม่สบายใจอยู่อย่างนี้ มิสู้แยกสายสกุล ต่างคนต่างไปตามทางของตัวเอง
เรื่องที่สกุลหลี่ทำการสู่ขอไม่สำเร็จจึงลักพาตัวอวี้ถัง ทั้งบ่าวรับใช้ยังตัดสินใจโดยพลการสั่งพวกลี้ภัยไปสังหารคนจึงถูกคนในเมืองหลินอันวิพากษ์วิจารณ์ขึ้นมาอีกครั้ง
เล่าลือกันไปร้อยแปดพันเก้า
แต่เรื่องที่มักเอ่ยถึง ยังคงเป็นเรื่องที่รู้สึกว่าฮูหยินหลี่กระทำการโหดร้ายเกินไป ทั้งการอบรมสั่งสอนของสกุลหลี่ไม่ถูกต้องนัก
หลี่ตวนโมโหจนเลือดแทบขึ้นหน้า
คนสกุลหลินบันดาลโทสะอยู่ในเรือน “นี่ล้วนเป็นเรื่องที่คนพวกนั้นพูดซี้ซั้ว? อาตวน เรื่องนี้ไม่อาจให้จบไปเช่นนี้ได้! เดิมทีพวกเราก็คำนึงถึงบ้านสายตรงมาโดยตลอด ใครจะรู้ว่าพอพวกเรายอมอ่อนข้อให้ พวกเขาจะไม่รับน้ำใจ แยกสายสกุลก็ดี พวกเจ้าสองพี่น้องก็ร่ำเรียนตำราดีๆ ไม่กี่ปีย่อมมีอนาคตสว่างไสว ไม่แน่ว่าอาจจะกลายเป็นสกุลที่สองของสกุลเผย”
มีเรื่องง่ายดายขนาดนั้นที่ไหนกัน?
หลี่ตวนไม่อาจระบายความทุกข์ต่อหน้ามารดา ยามที่กำลังยิ้มรับปากอย่างขื่นขม ก็ได้ยินเสียงชายหนุ่มเอ่ยอย่างเย้าแหย่ขึ้นมา “ท่านอากำลังโมโหเรื่องอะไรอยู่รึ? ดีที่น้องชายกตัญญู ทุกเรื่องล้วนว่าตามท่าน หากเป็นข้า คงโต้เถียงกับท่านแม่กลับไปแล้ว”
บทที่ 77: ความลับ
สองแม่ลูกหันกลับมา มองชายหนุ่มรูปงาม สวมผ้าไหมสีม่วงอมแดงปักด้ายเงินลายดอกไม้เดินเข้ามาด้วยรอยยิ้มเริงร่า
“อาเจวี๋ย!” คนสกุลหลินร้องอย่างดีใจ อาศัยการประคองจากสาวใช้ข้างกายเตรียมจะหยัดตัวขึ้น “เจ้ามาเมื่อใดกัน? ไฉนจึงไม่บอกกล่าวก่อน ข้าจะได้ให้น้องชายเจ้าไปรับ”
ผู้ที่มาคือหลินเจวี๋ย หลานชายฝั่งมารดาของคนสกุลหลิน
เขาเป็นลูกชายคนโตของพี่ชายคนสกุลหลิน ตั้งแต่เล็กก็หน้าตาหล่อเหลาทั้งยังพูดเก่ง เป็นหลานชายที่คนสกุลหลินรักและเอ็นดูที่สุด
หลินเจวี๋ยไม่รอให้นางยืนขึ้นมาก็รีบสาวเท้าเข้าไป ฉวยโอกาสพยุงคนสกุลหลินเอาไว้ก่อนที่สาวใช้จะยื่นมือมา
“ท่านอา!” เขาเรียกคนสกุลหลินอย่างสนิทสนม เอ่ยด้วยรอยยิ้ม “บ้านของท่านก็ไม่ใช่ที่อื่นไกลอันใด ข้าแค่อยากสร้างความประหลาดใจให้ท่านเท่านั้น คาดไม่ถึงว่าความประหลาดใจจะแปรเปลี่ยนเป็นความตกใจไปเสียได้!” ขณะที่เขาพูด ก็เหลือบมองหลี่ตวนอย่างครุ่นคิดอะไรบางอย่าง เอ่ยกับคนสกุลหลินต่อ “ข้าไม่ได้ทำให้ท่านตกใจกระมัง? หากรู้ว่าจะเป็นเช่นนี้ ข้าคงให้บ่าวรับใช้ล่วงหน้ามารายงานก่อนแล้ว”
น้ำเสียงของเขาแฝงความรู้สึกเสียใจคณานับ ทำให้คนสกุลหลินที่ได้ฟังเอ็นดูไม่น้อย “อาของเจ้าเป็นคนขี้ตกใจขนาดนั้นเมื่อใดกัน? อีกอย่าง เรื่องอื่นข้าไม่กล้าโอ้อวด แต่ความสามารถในการดูแลบ้านของอาเจ้าไม่เป็นสองรองใคร ผู้ที่วิ่งเข้ามาในห้องของข้าโดยไม่ให้สุ้มให้เสียง ไม่ใช่พวกเจ้าที่มักเข้าออกแล้วยังจะเป็นใครไปได้อีก?”
จุดนี้หลินเจวี๋ยกลับไม่ปฏิเสธ
ทักทายกับหลี่ตวนเล็กน้อย ก่อนสองพี่น้องจะพยุงคนสกุลหลินไปนั่งโต๊ะกลมด้านนอก
สาวใช้ยกของว่างและน้ำชาขึ้นโต๊ะ
คนสกุลหลินเอ่ยถามหลินเจวี๋ย “ครั้งนี้บังเอิญผ่านมาหรือวางแผนจะพักที่นี่ระยะหนึ่งล่ะ? เรื่องทางไหวอันจัดการเป็นอย่างไรบ้าง? กิจการในบ้านยังดีกระมัง? บิดาของเจ้าสุขภาพดีหรือไม่?”
หลินเจวี๋ยเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ท่านพ่อแข็งแรงดี หลายปีมานี้กิจการในบ้านได้รับการช่วยเหลือจากท่านอาหลี่อี้ จึงราบรื่นมาโดยตลอด ครั้งนี้ที่ข้ามาก็เพราะกิจการทางไหวอันจัดการเรียบร้อยแล้ว หนึ่งคือมาบอกกล่าวกับท่านอา กลัวว่าท่านจะเป็นห่วง สองคืออยากขอบคุณท่าน หากไม่ใช่ท่านอาหลี่อี้ช่วยออกหน้า กลัวเพียงว่าครั้งนี้คงสิ้นเนื้อประดาตัวแล้ว จะว่าไป ในบ้านก็ควรมีบัณฑิตสักคนจริงๆ!”
คนสกุลหลินผงกศีรษะไม่หยุด “ดังนั้นข้าจึงพยายามกระตุ้นให้น้องๆ ทั้งสองคนของเจ้าตั้งใจร่ำเรียนหนังสือ”
ยามนี้หลี่อี้เป็นเพียงข้าหลวงขั้นสี่ก็ทำให้กิจการของสกุลหลินก้าวขึ้นไปหนึ่งก้าวแล้ว หากเหมือนกับสกุลเผยเช่นนั้น ไม่ใช่ว่าเงินทองจะไหลเข้าบ้านมาเป็นกอบเป็นกำเลยรึ?
คนสกุลหลินนึกถึงลูกชายคนโตที่เพิ่งกำเนิดของหลินเจวี๋ย “แม้ว่าทางฝั่งมารดาของภรรยาเจ้าคนนั้นจะมั่งคั่ง แต่เบื้องลึกเบื้องหลังของสกุลยังด้อยไปอยู่บ้าง ภายหลังรอน้องๆเจ้าแต่งงานแล้ว ก็ให้รับเด็กมาอบรมเลี้ยงดูที่นี่ ไม่พูดถึงขั้นเป็นจิ้นซื่อหรือจวี่เหริน แต่อย่างไรก็ควรเป็นซิ่วไฉให้ได้สักคน เจ้าดูสกุลมีหน้ามีตาในเมืองหังโจวพวกนั้น กิจการเจริญรุ่งเรือง แปดถึงเก้าในสิบล้วนมีฐานะเป็นซิ่วไฉกันทั้งนั้น ขอแค่ทำเช่นนี้ ก็สามารถเชื่อมสัมพันธ์กับขุนนางพวกนั้นได้แล้ว เกิดเรื่องอะไรก็จะมีคนคอยช่วยเหลือ”
หลินเจวี๋ยคิดแบบนั้นเช่นกัน พยักหน้าหงึกๆ พูดขอบคุณคนสกุลหลินและหลี่ตวนล่วงหน้า จากนั้นก็เอ่ยถึงจุดประสงค์ที่มา “ประจวบเหมาะที่ช่วงนี้ไม่ค่อยมีเรื่องอะไร จึงมาอยู่เล่นเป็นเพื่อนท่าน ทั้งพูดคุยกับน้องๆ แต่หากสามารถพบนายท่านสามสกุลเผยได้ นั่นก็ยิ่งดีไปอีก”
ประโยคสุดท้ายนี่คงเป็นประเด็นสำคัญกระมัง?
คนสกุลหลินครุ่นคิด แต่หลานชายรู้จักพูดจา ในใจของนางยังคงยินดีไม่น้อย “ได้สิ! เจ้าจะพักที่นี่กี่วัน เมืองหลินอันอย่างอื่นไม่พูดถึง แต่ทิวทัศน์กลับงามยิ่ง ทุกครั้งที่เจ้ามาล้วนเอาแต่รีบร้อน ครั้งนี้อยู่ที่นี่หลายวัน ก็ให้น้องชายของเจ้าพาไปเที่ยวชมรอบๆคลายความเบื่อหน่าย นั่งเรือเล่นเสียหน่อย ถึงคราวที่ไปหังโจวก็สามารถไปกลับได้”
หลินเจวี๋ยหยัดกายขอบคุณ พูดคุยคลายเหงากับคนสกุลหลินสักพัก เมื่อเห็นคนสกุลหลินมีสีหน้าอ่อนเพลียขึ้นมา ยามนี้จึงค่อยขอตัวออกไปพร้อมหลี่ตวน มีหลี่ตวนคอยนำทางไปห้องพักแขก
แต่ว่า พอหลินเจวี๋ยเข้าประตูก็ไล่บ่าวรับใช้ที่จัดการสัมภาระข้างกายทั้งบ่าวที่สกุลหลี่ส่งมาทำความสะอาดห้องออกไป ปิดประตู ก่อนจะควักม้วนภาพหนึ่งออกจากกระเป๋าสัมภาระส่งให้หลี่ตวนทั้งรอยยิ้ม “เป็นอย่างไร? ข้าบอกแล้วว่าวิธีของพวกเจ้าไม่สำเร็จหรอก? ท้ายที่สุดยังต้องเป็นข้า นี่ ‘ของต่างหน้า’ ของหลู่ซิ่น เจ้าดูว่าใช่ภาพวาดนั้นที่สกุลเจ้าตามหาอยู่หรือไม่”
หลี่ตวนยิ้มทั้งหน้าม้าน “ได้มาแล้วรึ?”
นับตั้งแต่ที่ได้ยินข่าวว่าหลู่ซิ่นยังมีของต่างหน้า พวกเขาก็เริ่มวางแผนกับของพวกนี้ เพียงคาดไม่ถึงว่า ความคิดของหลินเจวี๋ยจะดำเนินไปอย่างราบรื่นเช่นนี้
หลี่ตวนอดแก้ต่างให้ตัวเองไม่ได้ “ประเด็นหลักอยู่ที่อาจวิ้นชมชอบคุณหนูสกุลอวี้ ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว ข้าจึงตอบรับ ผลักเรือตามน้ำไป”
แม้ว่าเรื่องของหลู่ซิ่นจะราบรื่น แต่หากมีคนหัวไวอยากจะสืบหาก็สามารถหาได้ง่ายๆ ว่าภาพนี้ตกไปอยู่ในมือใคร กำไรของการค้าทางทะเลนั้นมหาศาล เทียบกับฆ่าคนล้างสกุลแล้ว เดิมทีก็ไม่นับเป็นเรื่องใหญ่แต่อย่างใด แต่อำนาจของสกุลหลี่ในตอนนี้ยังคงน้อยไปอยู่บ้าง หากมีเรื่องราวเข้ามามากมายย่อมรับไม่ไหว นับประสาอะไรกับการมีสกุลเผยคอยกดอยู่ด้านบน
หากให้สกุลเผยมาแบ่งผลประโยชน์ สกุลพวกเขาก็ทำได้เพียงต้องกระทำทุกเรื่องโดยเกรงกลัวสกุลเผยอยู่ร่ำไป เช่นนั้นสกุลหลี่ยังจะมีอนาคตอะไร? เขาบากบั่นต่อสู้ทั้งชีวิตจะมีความหมายอันใด?
หลินเจวี๋ยรู้สึกลำพองอยู่ในใจ แต่ก็ไม่อยากล่วงเกินหลี่ตวน ญาติผู้น้องที่อาจจะนำผลประโยชน์นับไม่ถ้วนมาให้กับสกุลหลินของพวกเขาในอนาคต เขาไม่เพียงปล่อยเรื่องถกเถียงแพ้ชนะกับหลี่ตวนไป แต่ยังคล้อยตามคำพูดของหลี่ตวน “หากเป็นข้า ข้าก็ยินยอม เพียงแค่คาดไม่ถึงว่าสกุลอวี้จะหัวแข็งขนาดนี้ แต่ว่า อย่างไรภาพนี้ก็มาอยู่ในมือแล้ว พวกเราต้องรีบหน่อย รอจนสกุลเผยค้นพบ ภาพนี้ก็คงตกไปอยู่ในมือสกุลเผิงแล้ว สกุลเผยของพวกเขาจะเก่งกาจเพียงใด ก็คงเก่งกาจเท่าสกุลเผิงไม่ได้กระมัง?”
สกุลเผิงแห่งฝูอัน สกุลอันดับหนึ่งของฝูเจี้ยน
ในบ้านไม่เพียงรับตำแหน่งเสนาบดีถึงสองคน แต่ยามนี้นายท่านเจ็ดสกุลเผิง เผิงอวี่ยังเป็นขุนนางที่ใกล้ชิดกับจักรพรรดิ เจ้ากรมตรวจการฝ่ายขวาของสำนักตรวจการ รับหน้าที่รักษาความเรียบร้อยให้กับพวกขุนนาง แม้แต่ศิษย์พี่รองของเผยเยี่ยน เจียงฮวา เจ้ากรมโยธาธิการควบตำแหน่งมหาบัณฑิตหอตงเก๋อ ก็ไม่กล้าเหิมเกริมต่อหน้าเผิงอวี่เช่นกัน
ผู้ที่อยากได้ภาพนี้ก็คือสกุลเผิง
และหลี่อวี้ หลายปีมานี้อยากจะโยกย้ายไปเมืองหลวงมาโดยตลอด สกุลเผยยึดติดกับธรรมเนียมเกินไป เยื้องย่างไปอย่างช้าๆ กว่าเขาจะผูกสัมพันธ์กับสกุลเผิงได้ก็ลำบากไม่น้อย สกุลเผิงยินดีช่วยเหลือเขาเช่นกัน สกุลพวกเขาย่อมต้องตอบแทนน้ำใจกลับไป ช่วยนำภาพนี้ไปให้สกุลเผิงเพื่อเป็นใบผ่านทาง
เพียงแต่พื้นเพสกุลหลี่อยู่ที่หลินอัน ก่อนที่จะกระชับความสัมพันธ์เรื่องผลประโยชน์กับสกุลเผิง สกุลหลี่ก็ไม่อยากที่จะล่วงเกินสกุลเผย ทั้งไม่สามารถล่วงเกินได้เช่นกัน มิเช่นนั้นยามที่เผชิญหน้าย่อมไร้ทางต่อกร สกุลหลี่ในยามนี้สู้ไม่ไหว ไยต้องทำเรื่องมากมายขนาดนั้น?
หลี่ตวนหัวเราะอย่างไร้เสียง
สกุลเผิงต้องการภาพนี้ ไม่ใช่ว่าขาดสกุลหลี่ของพวกเขาไม่ได้ แต่สกุลหลี่พวกเขา กลับขาดสกุลเผิงไม่ได้ ยามนี้พูดอะไรล้วนไร้ประโยชน์ อย่างไรภาพวาดก็อยู่ในมือหลินเจวี๋ยแล้ว
ใต้หล้านี้ไม่มีเรื่องใดที่สามารถปิดบังได้ หลี่ตวนก็ไม่คิดว่าจะสามารถปิดบังสกุลเผยได้ตลอดไปเช่นกัน แต่อย่างไรก็ต้องให้สกุลหลี่ยืนอย่างมั่นคงอยู่ข้างๆสกุลเผิงก่อนถึงจะให้สกุลเผยรู้ได้
เขาถามหลินเจวี๋ย “เจ้าคงไม่ออกหน้าด้วยตัวเองกระมัง?”
“ข้าจะโง่ถึงเพียงนั้นได้อย่างไร?” หลินเจวี๋ยคิดว่าญาติผู้น้องของตนคนนี้เรียนหนังสือเสียเปล่า เหลือบมองหลี่ตวนไปที “แน่นอนว่าให้คนอื่นลงมือแทน! คนผู้นี้ ก็เป็นผู้ดูแลคนสนิทของข้าไปเสาะหามา เพียงเอ่ยว่านี่เป็นภาพเก่าแก่ ข้ามีลู่ทางสามารถขายให้คนที่ชื่นชอบได้ นำไปขายโรงจำนำอย่างมากที่สุดก็ได้สี่ถึงห้าร้อยตำลึง แต่หากผ่านมือข้า กลับขายได้สูงถึงหนึ่งพันตำลึง คนผู้นั้นหลงกล ใช้เงินสองร้อยตำลึงซื้อภาพมา ทั้งขายให้ข้าห้าร้อยตำลึง แม้ว่าจะเยอะไปบ้าง แต่ก็คิดเสียว่าใช้เงินเพื่อจบปัญหา ข้าก็ไม่ได้กดราคาเขามากมาย”
รู้ว่าภาพนี้สามารถขายได้ถึงหนึ่งพันตำลึง กลับซื้อมาสองร้อยตำลึง ขายห้าร้อยตำลึง นี่ก็นับเป็นคนซื่อตรงคนหนึ่ง
หลี่ตวนแสร้งทำเป็นตกใจ เอ่ยด้วยรอยยิ้ม “คนผู้นี้กลับไม่ละโมบโลภมาก”
“ดังนั้นจึงมีคำกล่าวว่า ทำการค้าขายต้องดูว่าเป็นคนอย่างไร” หลินเจวี๋ยลำพองใจกับเรื่องนี้อยู่บ้าง “เจ้าดูข้า ตามท่านพ่อขึ้นเหนือล่องใต้ แต่ไหนแต่ไรก็ไม่เคยมีปัญหากับผู้ร่วมการค้ามาก่อน ดังนั้นข้าว่า สกุลเผิงย่อมทำการใหญ่ได้ เดินตามสกุลพวกเขาย่อมไม่ผิดแน่”
หลี่ตวนปิดปากไม่เอ่ยอันใด
ในจุดนี้ ความเห็นของเขาและหลินเจวี๋ยแตกต่างกัน
เขาคิดว่าสกุลเผิงละโมบเป็นอย่างมาก
กลุ่มเรือเก้าสาขาของฝูเจี้ยน กลุ่มเรือของสกุลเผิงนั้นใหญ่ที่สุด ทั้งยังครอบครองเรือส่วนใหญ่ในฝูเจี้ยน แต่ยามที่สกุลพวกเขาบังเอิญรู้ว่าภาพนี้ของใต้เท้าจั่วมีแผนที่เดินเรือซ่อนไว้ กลัวจะตกอยู่ในมือคนอื่น ยังคงพยายามทุกวิถีทางให้ได้มันมา?
แต่ว่า นี่ก็เป็นเรื่องปกติของมนุษย์
ใครจะอยากให้เตียงนอนของตัวเองมีผู้อื่นมาครอบครองด้วยเล่า?
หลี่ตวนและหลินเจวี๋ยพูดถึงเรื่องภาพนี้ขึ้นมา “พวกเราก็ส่งไปสกุลเผิงเช่นนี้เลยรึ? หรือจะดูก่อนว่าภาพนี้ถูกต้องหรือไม่?”
เขากลับไม่คิดว่าสกุลอวี้จะสามารถพบความลับในภาพนี้ได้ แต่กลัวว่าจะเป็นเหมือนที่หลู่ซิ่นบอก กระทั่งเขาก็ไม่รู้ความลับในภาพนี้ ผลปรากฏว่าพวกเขานำของผิดไป
หลินเจวี๋ยเอ่ยอย่างหลักแหลม “ย่อมต้องหาวิธีดูแผนที่ในภาพวาดนี้ หากสกุลเผิงเปลี่ยนใจขึ้นมาจะทำอย่างไร?”
นอกจากตรวจสอบของแล้ว ทางที่ดีพวกเขาก็ควรจับจุดอ่อนของสกุลเผิงไว้เช่นกัน ลอกแผนที่นี้ขึ้นมาอีกแผ่น ป้องกันเผื่อว่าสกุลเผิงจะแตกหักผิดสัญญา
อย่างไรพวกเขาและสกุลเผิงก็อยู่คนละระดับกัน สกุลเผิงจะจัดการพวกเขาย่อมง่ายดั่งพลิกฝ่ามือ แต่หากพวกเขาคิดจะต่อต้านสกุลเผิงกลับไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะตรงกลางยังพ่วงมาด้วยสกุลเผย…หากไม่มีเรื่องนี้ พวกเขายังสามารถขอความช่วยเหลือจากสกุลเผย เมื่อการแลกเปลี่ยนของพวกเขาและสกุลเผิงถูกเปิดเผย สกุลเผยไม่จัดการกับพวกเขาก็ดีมากแล้ว อย่าได้คาดหวังว่าสกุลเผยจะสามารถช่วยเหลือพวกเขาอีก
สองพี่น้องพูดมาถึงตรงนี้ ก็แลกเปลี่ยนสายตาที่ต่างฝ่ายต่างเข้าใจกัน
หลี่ตวนเอ่ย “เรื่องนี้ส่งต่อให้ข้าก็เพียงพอแล้ว”
หลินเจวี๋ยวางแผนจะพักที่นี่สักระยะหนึ่งก็เพราะเรื่องนี้
เขาต้องเห็นแผนที่นั่นด้วยตาตัวเองจึงจะวางใจ!
ทั้งจะเอาแผนที่นี้กลับฝูเจี้ยนด้วยตัวเอง ส่งไปให้สกุลเผิง
นี่เป็นเรื่องที่สกุลพวกเขาปรึกษากับสกุลหลี่ตั้งแต่ตอนแรกแล้ว
ตีเสือต้องใช้พี่น้อง ยกทัพตีศัตรูต้องอาศัยคนในครอบครัว ไม่ว่าสกุลหลินหรือสกุลหลี่ ยามนี้ต่างก็อ่อนแอเกินไป โอบกอดกันไว้ให้แน่น จึงจะสามารถก่อร่างสร้างตัวขึ้นมาได้
ทั้งสองคนปรึกษาหารือว่าจะหาใครมาแกะภาพนี้
......
อวี้ถังที่รอข่าวคราวอยู่นาน ในที่สุดก็มีการตอบกลับ
คนที่อยู่เบื้องหลังสกุลหลู่เป็นหลินเจวี๋ยดังที่คาด
นางครุ่นคิดเกี่ยวกับภาพวาดนี้ไม่น้อย คิดว่าหากสกุลหลี่ไม่มีสกุลหลินช่วยเหลือ ย่อมไม่อาจทำการค้าทางทะเลได้ เรื่องนี้สกุลหลินต้องทราบอย่างแน่นอน และชาติก่อน ผู้ที่ไปมาหาสู่สนิทชิดเชื้อสกุลหลี่มากที่สุด ก็คือหลินเจวี๋ย
เขามาบ่อยยิ่งกว่าญาติที่อยู่ห่างออกไปพันลี้เสียอีก
อวี้ถังหาวิธีวาดภาพหลินเจวี๋ยออกมา นำไปให้อาลิ่วที่ขายสาลี่ในตรอกเสี่ยวเหมยดู ให้เขาจับตาดูประตูใหญ่ของสกุลหลี่ไว้ หากคนผู้นี้มาให้รายงานกับอาเสาทันที ทั้งเอาภาพนี้ให้สองพี่น้องสกุลชวีดู ให้พวกเขาจับตาดูคนที่เจรจาซื้อขายกับสกุลหลู่ ดูว่าภาพนั้นท้ายที่สุดตกไปอยู่ในมือหลินเจวี๋ยหรือไม่
ยังดีที่มีเรื่องพวกนั้นในชาติก่อน คนที่นางจับตาดู จึงตรงกับผลลัพธ์ที่นางต้องการพอดี
บทที่ 78: สอบถาม
หลังจากหลินเจวี๋ยได้รับภาพไป ย่อมหาวิธีนำแผนที่ออกมาแน่
ชาติก่อน คนที่พวกเขาไปหาคืออาจารย์เฉียน
ดังนั้นชาติก่อนบนภาพนั้นจึงมีการลงนาม ‘ชุนสุ่ยถัง’ ของอาจารย์เฉียน ชาตินี้อวี้ถังถึงสามารถมองกลอุบายของสกุลหลี่อย่างทะลุปรุโปร่ง
ยามนี้เพราะมีนางสอดมือ อาจารย์เฉียนเร้นกายห่างจากเมืองหลวง สกุลหลี่ไม่แน่ว่าจะหาเขาพบ
แม้ว่าจะสามารถหาเขาพบ ก็จำเป็นต้องใช้เวลาและกำลังวังชา
เช่นนั้นชาตินี้สกุลหลี่จะหาใครมาแกะภาพนี้กัน?
หรือจะเก็บไว้ในมือศึกษาตรวจดูนานเท่าใดกัน?
อวี้ถังพยายามลองสมมุติตัวเองไปอยู่ในสถานการณ์นั้น ครุ่นคิดจากมุมมองของสกุลหลี่ อยากคาดเดาว่าก้าวต่อไป สกุลหลี่จะทำอย่างไร แต่ไม่ว่าสกุลหลี่จะจัดการอย่างไร ยามนี้สิ่งที่นางอยากรู้มากที่สุดกลับเป็นเรื่องเบื้องหลังของสกุลหลี่ ตกลงยังมีคนอื่นอีกหรือไม่? แล้วคนนั้นคือใคร?
ต้องรู้ว่า การค้าทางทะเลไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ง่ายขนาดนั้น
คนปกติก็ออกเงินร่วมหุ้นเท่านั้น นี่เป็นการหาเงินได้น้อยที่สุด การหาเงินก้อนโตที่แท้จริงกลับมาจากกลุ่มเรือ แต่การรวมกลุ่มเรือหนึ่ง ไม่ใช่เรื่องที่ง่ายดายขนาดนั้น นอกจากต้องมีเรือ มีคนเรือที่ชำนาญ มีคนขับเรือที่มากประสบการณ์แล้ว ยังต้องมีท่าเรือเป็นของตัวเอง มีคลังสินค้าเป็นของตัวเอง ลงบันทึกกับสำนักตรวจสอบการค้าทางทะเล…
อย่างอื่นยังพอว่า มีเงินก็สามารถแก้ปัญหาได้ แต่มีสองสิ่งที่ยากที่สุดในนี้ หนึ่งคือ การลงบันทึกกับสำนักตรวจสอบการค้าทางทะเล นี่จำเป็นต้องมีเส้นสายของขุนนาง สองคือต้องมีคนขับเรือที่เชี่ยวชาญมากประสบการณ์ อย่างแรก จะขาดขุนนางที่สืบทอดหลายยุคหลายสมัยไม่ได้ อย่างหลัง จะขาดเบื้องลึกเบื้องหลังของสกุลไม่ได้
ขุนนางที่สืบต่อมาหลายสมัย สามารถรับประกันได้ ไม่ว่าใครจะเป็นคนคุมอำนาจของสำนักตรวจสอบการค้าทางทะเล กลุ่มเรือล้วนสามารถเข้าถึงบันทึกได้ ผ่านไปโดยไร้อุปสรรค ส่วนสกุลใหญ่ที่มีเบื้องลึกเบื้องหลัง ย่อมจะสามารถอบรมบ่มเพาะหรือมีคนขับเรือที่มากประสบการณ์ได้
ในเมื่อสกุลหลี่ไม่มีขุนนางที่สืบทอดมาหลายยุคสมัย ทั้งไม่มีเบื้องลึกเบื้องหลังที่ใหญ่โต เมื่อได้ครอบครองแผนที่เดินเรือ พวกเขาจึงทำได้เพียงหาผู้ร่วมมือเท่านั้น ผู้ที่สามารถร่วมมือกับสกุลพวกเขา ก็ต้องเป็นสกุลใหญ่ที่เข้ากับเงื่อนไขสองข้อข้างบนนั้น
ชาติก่อน สกุลหลี่และสกุลหลินร่วมมือกัน ทำกิจการที่ฝูเจี้ยน
ผู้ร่วมมือของพวกเขา แปดถึงเก้าในสิบ ย่อมเป็นสกุลใหญ่ที่อยู่ทางฝูเจี้ยน
ยามนี้อวี้ถังเพียงโกรธตัวเองที่มีชาติกำเนิดธรรมดา สายตากว้างไกลไม่พอ ไร้ทางคาดเดาว่าชาติก่อนสกุลหลี่นั้นร่วมมือกับสกุลใด
นางคิดย้อนกลับไปกลับมา ในหัวก็ยังคงว่างเปล่า ทำได้เพียงไปถามเถ้าแก่ใหญ่ถง “ทางฝูเจี้ยนนั้น มีสกุลเช่นนี้บ้างหรือไม่?”
แม้ว่าเถ้าแก่ใหญ่ถงจะมีประสบการณ์ความรู้กว้างขวาง แต่หากให้เจาะจงไปที่พวกชาวบ้านขุนนางและสกุลใหญ่ทั้งหมด เขายังคงไม่มีความสามารถและความรู้ในด้านนี้มากพอ
เขาเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “เรื่องเช่นนี้เกรงว่าทั้งเมืองหลินอัน หรือกระทั่งหังโจวก็คงไม่มีใครตอบท่านได้สักคน ทางที่ดีที่สุดไปถามนายท่านทั้งสองของสกุลเผยเถิด!”
“นายท่านรองสกุลเผยและนายท่านสามสกุลเผยอย่างนั้นรึ?” อวี้ถังมีคำตอบในใจอย่างเลือนรางนานแล้ว เพียงแต่ไม่มั่นใจอยู่บ้าง จึงมาหาเถ้าแก่ใหญ่ถงด้วยหวังว่าจะโชคดี
เถ้าแก่ใหญ่ถงเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “นอกจากนายท่านสองคนแล้ว หรือคุณหนูอวี้ยังมีตัวเลือกอื่นอีกอย่างนั้นรึ? พวกสกุลกู้ สกุลเสิ่นก็คงรู้เช่นกัน เพียงแต่คุณหนูอวี้ไม่ใช่ญาติ ทั้งไม่คุ้นเคยกับพวกเขา เรื่องเช่นนี้ไม่ใช่ว่าเจอใครก็สามารถรู้ได้ แน่นอนว่านายท่านสกุลเผยทั้งสองย่อมเป็นตัวเลือกที่ดีอันดับแรก”
อวี้ถังยิ้มขมขื่น
นายท่านรองสกุลเผย นางเพียงเคยเห็นไกลๆ ยามที่แห่ศพท่านผู้เฒ่าสกุลเผยเท่านั้น หากยืนอยู่ตรงหน้านางอีกครั้ง คาดว่านางก็คงไม่รู้จักแล้ว ส่วนนายท่านสามสกุลเผย นางกลับอยากไปหาเขา แต่เขาไม่แน่ว่าจะยอมพบนางน่ะสิ!
ยามนี้อวี้ถังตกอยู่ในสถานการณ์ลำบากใจ
เถ้าแก่ใหญ่ถงเสนอความคิดให้นาง “ไม่อย่างนั้น ให้บิดาท่านไปถามอาจารย์เสิ่นที่สำนักศึกษาประจำอำเภอ? ไม่แน่ว่าเขาอาจจะรู้ก็ได้”
อวี้ถังเบื้องหน้าสว่างวาบขึ้นมา แต่ก็กลัวว่าตัวเองสืบข่าวไปทั่ว ไม่ได้ข้อมูลต้องการ กลับจะพาให้คนอื่นล่วงรู้แผนของตัวเองเสีย
“ข้าขอคิดดูก่อน” นางเอ่ย ก่อนจะบอกลาเถ้าแก่ใหญ่ถง เตรียมจะกลับบ้าน เถ้าแก่น้อยถงก็เดินผ่านไหล่นางไปหาเถ้าแก่ใหญ่ถง “นายท่านสามกลับมาแล้ว เพิ่งถึงท่าเรือ ท่านจะไปทักทายเสียหน่อยหรือไม่!”
“ต้องไปสิ ต้องไปสิ” เถ้าแก่ใหญ่ถงเอ่ยอย่างรีบร้อน
ช่างบังเอิญเสียจริง
อวี้ถังตรึกตรองเล็กน้อย ก่อนจะตามเถ้าแก่ใหญ่ถงไปที่ท่าเรือด้วย “ข้าก็จะไปทักทายนายท่านสามเช่นกัน ไม่กี่วันก่อนหมอหลวงหยางเพิ่งเดินทางไปรักษาท่านแม่”
อาจเป็นเพราะได้รับการกำชับจากสกุลเผย นอกจากหมอหลวงหยางจะรักษาอย่างตั้งอกตกใจกว่าปกติแล้ว ยังเปลี่ยนเทียบยาให้คนสกุลเฉินด้วย หลังจากคนสกุลเฉินกิน ก็ออกปากว่ารู้สึกดีขึ้นมากอย่างเห็นได้ชัด
หากนึกถึงเรื่องนี้ อวี้ถังก็คิดว่าตนเองควรจะเป็นฝ่ายออกตัวขอบคุณเผยเยี่ยนเสียหน่อยจึงจะถูก
เถ้าแก่ใหญ่ถงยิ้มจนตาหยี พาอวี้ถังไปท่าเรือด้วยกัน
ท่าเรือยังคงคึกคักอย่างเช่นเคย ทุกคนเห็นนายท่านสามสกุลเผยก็คำนับให้เขาตั้งแต่ไกลๆ เขากลับเผยหน้าไร้อารมณ์ เย่อหยิ่งเป็นอย่างมาก
อวี้ถังเบะปาก เดินเข้าไปหาพร้อมเถ้าแก่ใหญ่ถง
เผยเยี่ยนเงยหน้าขึ้นก็เห็นอวี้ถัง
ผมสีดำขลับถูกเกล้าเหนือศีรษะ ม้วนเป็นมวยผม สวมชุดบ่าวรับใช้สีน้ำตาลกลางเก่ากลาใหม่ กลับขับผิวขาวของนางให้เนียนละเอียดเกลี้ยงเกลา ใบหน้าพริ้มเพรา ชุดคลุมตัวใหญ่ยิ่งทำให้ส่วนเว้าส่วนโค้งของนางดูเด่นชัดขึ้นไปอีก เดิมทีก็ไม่อาจปกปิดเรื่องที่นางแต่งเป็นผู้ชายแล้ว นางยังเดินลอยหน้าลอยตาไปทั่ว ทำตัวปกติราวกับไม่กลัวว่าคนอื่นจะมองออก
ไฉนนางจึงแต่งกายซี้ซั้วออกจากบ้านเช่นนี้?
ไม่ว่าอย่างไรอวี้เหวินก็ควรตักเตือนเสียหน่อย
เผยเยี่ยนขมวดคิ้ว ไม่รอให้อวี้ถังเดินเข้ามาใกล้ก็แสดงสีหน้าดำทะมึนแล้ว จนอวี้ถังก้าวเข้ามา เขาก็เอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์นัก “คุณหนูอวี้ ไฉนเจ้าจึงอยู่ที่นี่? มีเรื่องอะไรให้เถ้าแก่ใหญ่ถงช่วยอย่างนั้นรึ?”
ครั้งแรกที่เขาพบอวี้ถัง อวี้ถังก็ลอยหน้าลอยตาอยู่กับเถ้าแก่ใหญ่ถง
คุณหนูผู้นี้ หากไร้เรื่องร้อนใจก็คงไม่มา
นางย่อมไม่อาจมาหาเถ้าแก่ใหญ่ถงโดยไร้สาเหตุเป็นแน่
อวี้ถังฟังจบก็รู้สึกลิงโลดในใจ
นางกลัวว่าเผยเยี่ยนจะไม่สนใจนาง ขอเพียงแค่เขาทักทายนาง นางก็มีวิธีให้เผยเยี่ยนช่วยเหลือนางแล้ว
“นายท่านสาม” นางก้าวมาข้างหน้าคำนับให้เผยเยี่ยนอย่างกระตือรือร้น “หมอหลวงหยางมาตรวจดูอาการมารดาข้าแล้ว ทั้งยังเปลี่ยนการจ่ายยา สกุลพวกเรายังไม่ได้ขอบคุณท่านดีๆเลย!”
ขอบคุณย่อมไม่จำเป็น
อย่าได้แอบอ้างสกุลของพวกเขาทำอะไรให้เสื่อมเสียชื่อเสียงสกุลเผยก็เพียงพอแล้ว
หากเป็นคนอื่น เผยเยี่ยนคงจะตักเตือนอีกฝ่ายอย่างไม่ไว้หน้าแล้ว แต่ก่อนหน้านี้เขาเคยเข้าใจอวี้ถังผิดไป เขาคิดว่าตัวเองควรผ่อนปรนให้อวี้ถังสักหน่อย ถือเสียว่าเป็นการขอโทษ
ดังนั้นแม้ว่าในใจเขาจะไม่พอใจ แต่ก็ยังคงไม่กล่าวอันใด กลับมองพินิจอวี้ถังอย่างละเอียดขึ้นมา
ยามนี้เผยเยี่ยนจึงค่อยพบว่า ดวงตาของอวี้ถังงดงามเป็นอย่างมาก ไม่เพียงดำสนิทและกระจ่างพร่างพราว ยังสดใสแวววาว ราวกับสามารถบอกเล่าเรื่องราวได้
ก็เหมือนในยามนี้ แม้ใบหน้านางจะแต่งแต้มด้วยรอยยิ้ม ดูสุภาพเป็นมิตร แต่ดวงตากลับเผยความเจ้าเล่ห์ออกมาอยู่บ้าง ทำให้เขานึกถึงนางจิ้งจอกที่ชอบล่อลวงคนในหนังสือพวกนั้น…ถึงแม้เขาจะไม่เคยพบนางจิ้งจอกมาก่อนว่าหน้าตาเป็นอย่างไร แต่เขารู้สึกว่า หากมีนางจิ้งจอกอยู่จริง เวลานี้ก็คงจะเป็นลักษณะอย่างอวี้ถังไม่ผิดแน่
ปัญหาคือ แม้เขารู้ว่าอวี้ถังเป็นเหมือนนางจิ้งจอกที่คิดจะวางแผนกับเขา แต่เขาก็ได้ตัดสินใจจะผ่อนปรนให้นางแล้ว เขาคงไม่อาจเปลี่ยนแปลงการตัดสินใจที่เพิ่งเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน จัดการกับอวี้ถังได้หรอกกระมัง?
เผยเยี่ยนถอยหลังไปเล็กน้อยอย่างเงียบเชียบ “คุณหนูอวี้ เจ้าจะทำอะไร?”
เขาดูแล้วไม่มีอะไรแตกต่างจากยามปกติ แต่อวี้ถังกลับจับสังเกตยามที่เขาลังเลและถอยหลีกในชั่วพริบตาได้อย่างกะทันหัน
อวี้ถังไม่รู้ว่าเหตุใดเผยเยี่ยนจึงเปลี่ยนไปเช่นนี้ แต่นางกลับสัมผัสได้อย่างฉับไว ตั้งแต่ครั้งก่อนที่เผยเยี่ยนช่วยเป็นคนกลางตัดสินความให้สกุลพวกนาง ครั้งนี้เมื่อเผยเยี่ยนพบนางอีกครั้ง กลับแสดงท่าทีอ่อนโยนต่อนางอย่างเห็นได้ชัด
หรือเพราะรู้ว่าก่อนหน้านี้ตัวเองเข้าใจนางผิดไป?
คิดกลับไปกลับมา อวี้ถังกลับไม่อยากเชื่อในโชคดีของตัวเองที่เกิดขึ้นอย่างไม่คาดคิด
นางตัดสินใจคว้าโอกาสครั้งนี้ทันที หาวิธีหลอกล่อให้เผยเยี่ยนพูดสิ่งที่มีประโยชน์ออกมา
“นายท่านสาม ท่านนี่เก่งกาจจริงๆ!” บางทีอาจเพราะก่อนหน้านี้เผยเยี่ยนดูหยิ่งผยองเกินไป ไม่ก็ตำแหน่งของเผยเยี่ยนในเมืองหลินอันสูงเกินไป ทำให้อวี้ถังไร้ทางนำเขา หลี่จวิ้นและพวกเสิ่นฟางมาพูดเปรียบเทียบกัน นางประจบประแจงเผยเยี่ยนโดยไม่มีความกังวลอะไรแม้แต่น้อย อย่างไรสภาพที่เหลือทนที่สุดของนาง เขาก็ล้วนเห็นมาหมดแล้ว นางยังมีอะไรให้ต้องเสแสร้งอีก “หูตากว้างไกลของท่านนี้ มองพริบตาเดียวก็รู้แล้วว่าข้ามาหาท่านเพราะมีเรื่อง”
เผยเยี่ยนเห็นนางพูดตามตรงเช่นนี้ กลับโล่งใจ รู้สึกสบายใจขึ้นมา
สิ่งที่เขากลัวที่สุดคือคนอื่นมักจะอ้อมค้อมกับเรื่องเล็กน้อยพวกนี้กับเขา ไม่รู้ว่าเพราะคิดว่าเขาโง่เขลา หรือคิดจะแสดงความฉลาดต่อหน้าเขา แค่เรื่องเล็กน้อยไม่สลักสำคัญก็ต้องให้เขาเสียแรงเสียเวลาไปคาดเดา อย่างไรพริบตาเดียวก็ถูกเขามองทะลุปรุโปร่งแล้ว
“เจ้าว่ามา!” เผยเยี่ยนเอ่ย
อวี้ถังดีใจอย่างไม่คาดฝัน
นางนึกไม่ถึงว่าเผยเยี่ยนจะเป็นกันเองเช่นนี้
ไม่แน่ว่าเมื่อก่อนนางอาจจะใช้วิธีผิดไป
อวี้ถังครุ่นคิด กลับไม่พูดยืดเยื้อแม้แต่น้อย “ข้าสามารถพูดกับท่านเพียงลำพังสักสองสามคำได้หรือไม่?”
เผยเยี่ยนเห็นคนเดินกันขวักไขว่ที่ท่าเรือ ก็คิดว่าที่นี่ไม่เหมาะสมเช่นกัน แต่เขาเพียงเดินไปด้านข้างไม่กี่ก้าว ยืนหยุดอยู่ใต้ต้นไทรเก่าแก่ เอ่ยขึ้น “เจ้ามีเรื่องอะไรก็พูดมาตามตรงเถิด!”
ท่าทางประหนึ่งเรื่องของนางไม่มีค่าพอให้เขาหาสถานที่ใหม่เสียอย่างนั้น
จองหองลำพองตนเสียจริง!
อวี้ถังอดนินทาในใจไม่ได้ แต่อยู่ใต้ชายคาคนอื่น จำเป็นต้องก้มหัว
นางมีเรื่องต้องขอร้องเขา เพราะนอกจากเขาแล้ว ก็ไม่มีตัวเลือกอื่นที่ดีกว่านี้
“เป็นเช่นนี้” อวี้ถังไม่กล้าบ่น นางกลัวว่าหากตัวเองบ่น โอกาสนี้ก็จะมลายหายไป รีบตามเขาไป เอ่ยด้วยน้ำเสียงไม่ดังมาก ระยะไม่ใกล้ไม่ไกล “นายท่านอู๋อยากชวนพ่อของข้าทำการค้าทางทะเล ครั้งที่แล้วข้าไปเรือนท่าน เห็นบานประตูกระจกหลากสีของโถงบุบผาเรือนท่านงดงามจริงๆ…”
นางสังเกตสีหน้าของเผยเยี่ยน
เผยเยี่ยนเพียงฟังไปเฉยๆ ไม่มีท่าทีจะโอ้อวดแม้แต่น้อย
จะเห็นได้ว่า ผู้ที่คิดว่าบานประตูกระจกหลากสีเหล่านี้งดงามคงเป็นท่านผู้เฒ่าสกุลเผย
อวี้ถังก็ไม่มากความ ข้ามประเด็นนี้ไป เอ่ยต่อ “ข้าจึงคิดว่า ท่านอาจจะคุ้นเคยกับพ่อค้าขายสินค้าจากเรือพวกนั้น เลยอยากสอบถามกับท่านสักเรื่อง ทางฝูเจี้ยน มีสกุลขุนนางใดบ้างที่มีกลุ่มเรือเป็นของตัวเอง อยากรู้ว่ากลุ่มเรือของสกุลใดมีฝีมือมากที่สุด ทั้งดูว่าสกุลพวกเราควรจะทำการค้านี้กับนายท่านอู๋หรือไม่”
นางพูดจาซี้ซั้ว เผยเยี่ยนกลับไม่สงสัยแม้แต่น้อย
อวี้เหวินพึ่งพาไม่ได้ ยามที่อวี้เหวินตกหลุมพราง กลับเป็นลูกสาวที่ไปเอาเงินขายภาพวาดคืน เขาก็มีภาพจำตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว ร่วมหุ้นการค้าทางทะเล เมืองหลินอันพบไม่มาก แต่ในหังโจว กลับมีคุณหนูมากมายที่ชอบร่วมหุ้นกับกลุ่มเรือเพื่อหาเงินซื้อเครื่องแป้งเครื่องประทินโฉมให้กับตัวเอง คุณหนูใหญ่สกุลอวี้ผู้นี้เป็นคนไม่สงบเสงี่ยม รู้เรื่องนี้ ทั้งเกิดความคิดเช่นนี้ออกมา คงวางแผนเป็นขั้นเป็นตอนแล้วแน่ๆ
ส่วนที่ว่าเรื่องนี้เป็นความคิดของนาง หรือนางอ้างชื่อนายท่านอู๋และอวี้เหวินมา อย่างไรเขาก็ตัดสินใจจะขอโทษนางแล้ว ขอเพียงประโยชน์อยู่ในมือของนางก็เพียงพอ เรื่องเล็กน้อยพวกนี้เขาไม่มีใจอยากจะรู้
“ไฉนเจ้าไม่ร่วมหุ้นกับกลุ่มเรือทางหนิงปัว? กลุ่มเรือทางหนิงปัวส่วนมากทำเกี่ยวกับเครื่องลายครามและผ้าไหม ฝูเจี้ยนและกว่างโจวส่วนมากกลับทำพวกเครื่องลายครามและเครื่องหอม ผ้าไหมและเครื่องลายครามทำง่ายกว่าเครื่องหอมมาก”
เผยเยี่ยนเอ่ยออกไปอย่างไม่ใส่ใจนัก จากนั้นก็บอกเรื่องที่อวี้ถังอยากรู้ “ทางฝูเจี้ยน กลุ่มเรือที่ใหญ่ที่สุดเป็นของสกุลเผิงแห่งฝูอัน สกุลพวกเขาคุมอำนาจอยู่ในสำนักตรวจสอบการค้าทางทะเลมาเป็นเวลานานแล้ว มีประสบการณ์เดินเรือกว่ายี่สิบสามสิบปี จนถึงทุกวันนี้ ยังคงเคยเกิดปัญหาเพียงครั้งเดียวเมื่อห้าปีก่อนเท่านั้น แต่ปัญหาครั้งนั้นเกิดขึ้นกับกลุ่มเรือที่ออกทะเลเหมือนกันทั้งหมด ไม่ได้มีเพียงสกุลเผิง หากพวกเจ้าอยากจะร่วมลงทุนกับกลุ่มเรือทางฝูเจี้ยน สกุลเผิงย่อมเป็นตัวเลือกอันดับแรก”
[1]อยู่ใต้ชายคาคนอื่น จำเป็นต้องก้มหัว อุปมาว่า ไร้ซึ่งอำนาจ ทำได้เพียงปฏิบัติตาม
บทที่ 79: ตรงไปตรงมา
อวี้ถังแอบลิงโลดอยู่ในใจ
นางคาดไม่ถึงว่าเผยเยี่ยนจะพูดเก่งเช่นนี้ นางปั้นเรื่องถึงขนาดตัวเองยังไม่กล้าเชื่อด้วยซ้ำ นึกไม่ถึงว่าเผยเยี่ยนจะไม่เอ่ยถามอันใด กลับบอกสิ่งที่นางอยากรู้อย่างหมดเปลือก
คาดว่าตอนแรก แม้เขาจะเข้าใจผิดคิดว่านางเป็นนักต้มตุ๋นที่โรงรับจำนำ ทว่ายามที่เขาพบว่านางอ้างนามของสกุลเผยมาข่มขู่หลู่ซิ่น ก็ทำเพียงตักเตือนนางอย่างไม่จริงจังเท่านั้น ที่เรือนเก่าสกุลอวี้ ยามที่นางถูกอันธพาลพวกนั้นไล่ตาม เขาช่วยเหลือนาง พอเห็นคนของสกุลอวี้เข้ามา ก็จากไปโดยไม่กล่าวอันใด จะเห็นได้ว่าคนผู้นี้เย็นชาแค่เพียงภายนอก ที่จริงแล้วยังคงยินดีจะช่วยเหลือผู้คน
แต่อวี้ถังรู้สึกว่าตัวเองสามารถเข้าใจเผยเยี่ยนได้
เขาเป็นตัวแทนของสกุลเผย มีตำแหน่งฐานะไม่ธรรมดา หากเป็นมิตรกับคนไปทั่ว ไม่สงวนท่าที ไม่ใช่ว่าทุกคนจะกรูกันมาขอความช่วยเหลือจากเขาหรอกหรือ? เขาต้องช่วยหรือไม่ช่วยเล่า? บางคนก็รู้จักสำนึกบุญคุณ ได้รับความช่วยเหลือจากสกุลเผยย่อมจดจำไว้ในใจ เหมือนดั่งสกุลอวี้ แต่คนส่วนมากเมื่อเห็นเขาตอบรับคำของ่ายๆก็คิดว่า คงไม่ได้เหลือบ่ากว่าแรง หากสำเร็จก็สมใจ ไม่สำเร็จกลับจะกลายเป็นความแค้นเคือง
ชาติก่อน นางพบเห็นเรื่องเช่นนี้มามาก
เผยเยี่ยนจึงจำเป็นต้องมีวิธีปกป้องตัวเองอยู่บ้าง
ก่อนหน้านี้อวี้ถังยังคิดว่าเผยเยี่ยนปฏิบัติกับชาวบ้านที่นับถือเขาอย่างเย่อหยิ่งเกินไป ยามนี้ไม่รู้สึกเช่นนั้นอีกแล้ว
นางรู้สึกซาบซึ้งใจเป็นอย่างยิ่ง เอ่ยละล่ำละลัก “เข้าใจแล้ว ข้าจะจำไว้”
เผยเยี่ยนเห็นดวงตาที่สุกสกาวของนางมองมายังตน ใบหน้านั้นคล้ายกับจะเรืองแสงได้ เขารู้สึกราวกับเห็นลูกหมาสีขาวตัวเล็กที่มารดาเลี้ยงไว้ข้างกาย ทุกครั้งที่มันเห็นเขาก็มักจะมองอย่างเชื่อใจและคาดหวังเช่นนี้…เผยเยี่ยนอดเบะปากไม่ได้
ได้ยินอวี้เหวินพูดเรื่องพวกนั้น นางไม่ใช่คนหลักแหลมมากหรอกรึ? ไฉนเขาพูดอะไรนางก็เชื่ออย่างนั้น? คาดว่าเป็นเพราะแววตานี้ของนาง อวี้เหวินจึงปฏิเสธไม่ลง ไม่แปลกใจที่ปล่อยให้นางวิ่งวุ่นอยู่ข้างนอกไปทั่วเช่นนี้
เผยเยี่ยนขมวดคิ้ว คิดว่าตัวเองต้องช่วยอวี้เหวินดูแลควบคุมเด็กสาวผู้นี้เสียหน่อยแล้ว
เขาเอ่ย “สกุลพวกเจ้าวางแผนจะร่วมหุ้นกับกลุ่มเรือของนายท่านอู๋? ตัดสินใจว่าจะลงทุนกับกลุ่มเรือไหนหรือยัง? คิดจะลงเงินเท่าใด? หรือคิดจะลงเงินเป็นสินค้า?”
อวี้ถังได้ฟัง แทบจะคุกเข่าคำนับให้เผยเยี่ยนแล้ว
นี่เป็นข่าวที่นางพยายามสืบเสาะหลายวิธี แต่ก็ไม่ได้ข้อมูลใดกลับมา ฟังจากคำพูดของเผยเยี่ยน ก็รู้ว่าเขาย่อมคุ้นเคยกับเรื่องพวกนี้เป็นอย่างดี
โอกาสมีเพียงครั้งเดียว ไม่อาจทิ้งไปเฉยๆได้!
อวี้ถังคิดมากมายขนาดนั้นไม่ไหว เอ่ยออกไปทันที “ยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะร่วมหุ้นกับนายท่านอู๋ แค่รับรู้ว่ามีกิจการเช่นนี้อยู่ ท่านอาจจะไม่รู้ สกุลพวกเราทำกิจการเครื่องลงรัก ไม่เข้าใจเกี่ยวกับการค้าทางทะเลแม้แต่น้อย ท่านพี่ข้ากล่าวว่า ต้องไปสืบข่าวคราวให้ดีๆเสียก่อน” จากนั้นนางก็เอ่ยอย่างมีไหวพริบ “ไม่ทราบเช่นกันว่าท่านพี่ของข้าสืบข่าวอะไรได้บ้าง? เมืองหังโจว นอกจากเถ้าแก่รองถง พวกเราก็ไม่รู้จักใครอีกแล้ว”
อยากถามเขาก็ถามมา ยังจะหาเหตุผลมากมายอีก!
เผยเยี่ยนชำเลืองมองอวี้ถังไปที
สัมผัสได้ถึงท่าทีไม่สบอารมณ์อยู่รางๆ
อวี้ถังพลันกระจ่างในใจ นึกถึงบทสนทนาของทั้งสองคนเมื่อครู่ทันที
หรือเผยเยี่ยนชอบคนตรงไปตรงมา?
นี่อาจเป็นไปได้!
ทุกวันเขาต้องติดต่อกับคนมากมาย เวลาเป็นเงินเป็นทอง หากทุกคนเอาแต่ ‘อ้อมค้อม’ อยู่เบื้องหน้าเขา เขาคงจะคาดเดาใจคนพวกนั้นจนผมร่วงหัวล้านเป็นแน่
นึกมาถึงตรงนี้ อวี้ถังก็อดเงยหน้ามองบนศีรษะเผยเยี่ยนไม่ได้
เผยเยี่ยนผมดกหนาดำสนิท ทั้งรากผมยังตั้งโด่ราวกับไม่เชื่อฟัง จะเห็นได้ว่าเส้นผมทั้งหยาบทั้งแข็ง ได้ยินพวกแม่บ้านซุบซิบนินทา คนเช่นนี้มักจะอารมณ์ไม่ค่อยดี จากประสบการณ์ของนาง คนที่อารมณ์ไม่ค่อยดี กลับใจกว้างมีเมตตามาก
ความคิดพวกนี้แล่นผ่านเข้ามาในหัวอวี้ถังเพียงชั่วครู่เท่านั้น นางเอ่ยปากตามสัญชาตญาณ “หากนายท่านสามไม่รีบกลับ ข้าอยากขอนายท่านสามช่วยเปิดหูเปิดตาเสียหน่อย ทางหังโจว ท่านมีกลุ่มเรือหรือสกุลพ่อค้าใดแนะนำบ้างหรือไม่?”
ร่วมลงทุนการค้าทางทะเล ก็แบ่งได้หลากหลายวิธี บางคนก็นำเงินไปหากลุ่มเรือโดยตรง บางคนก็ร่วมหุ้นกับร้านค้าใหญ่ๆ ร้านค้าที่ร่วมลงทุนพวกนี้ มักอาศัยวิธีใช้สินค้าในการแลกเปลี่ยน
สีหน้าบูดบึ้งของเผยเยี่ยนเบาบางลง
แน่นอนว่าเขาไม่อยากเสียเวลาเพราะเรื่องเล็กน้อยพวกนี้
อวี้ถังสามารถขอร้องอย่างตรงไปตรงมา ย่อมดีที่สุด
เขาเอ่ย “ร้านค้าในเมืองหังโจวพวกนั้น ลำพองว่าตนเองอยู่ในเมืองอันดับหนึ่งของเจียงหนาน หยิ่งทะนงเป็นที่สุด ต่างก็อาศัยการได้เงินจากท้องพระคลังเป็นดั่งเกียรติยศ การค้าทางทะเลไม่ใช่สิ่งสลักสำคัญอันใด ทำได้อย่างอิสระ หากสกุลพวกเจ้าตั้งใจจะทำกินทางด้านนี้ ต้องไปเมืองซูโจว ที่นั่นมีคนทำการค้าเช่นนี้คณานับ
ร้านค้าที่ค่อนข้างใหญ่พวกนั้น ไม่ว่าจะร้านผ้าไหมทั่วสารทิศ ร้านเครื่องเทศอันดับหนึ่ง ร้านเครื่องเคลือบลายครามจิ่งเต๋อล้วนมีการไปมาหาสู่กับกลุ่มเรือของหนิงปัว แต่เรื่องหลักๆ ข้าก็ไม่กระจ่างชัดนัก หากเจ้าอยากถามเรื่องกลุ่มเรือที่ออกทะเลช่วงนี้ อีกสักพักก็ให้พี่ชายเจ้าไปถามเผยหม่านเอาเถิด”
นี่นับว่ามาไม่เสียเที่ยวโดยแท้!
หากไม่ใช่ว่ามิถูกกาลเทศะ นางก็คงโขกศีรษะให้เผยเยี่ยนไปแล้ว
“เข้าใจแล้ว!” อวี้ถังคิดว่าเผยเยี่ยนช่วยเหลือนางมากถึงเพียงนี้ จึงพยักหน้ากระดิกหางประหนึ่งลูกหมา หวังอยากตอบแทนอะไรให้เผยเยี่ยนได้บ้าง ตัวเองถึงจะรู้สึกสบายใจ
เผยเยี่ยนเห็นนางตั้งใจฟัง ในใจก็รู้สึกดีไม่น้อย ยังกำชับนางไม่กี่คำ “ข้าจะไปเกริ่นกับเผยหม่านไว้ ถึงเวลานั้นพวกเจ้าเข้าไปหาเขาตรงๆก็เพียงพอแล้ว” จากนั้นก็ขึ้นเกี้ยวที่มารอรับกลับจวนไป
เถ้าแก่ใหญ่ถงตามเข้ามาอย่างเป็นห่วง “เมื่อครู่เจ้าคุยอะไรกับนายท่านสามไปบ้าง? ข้าเห็นสีหน้าเขาดูไม่เลวเลย!”
อวี้ถังเอ่ยชมเผยเยี่ยนทันที เล่าข่าวคราวที่สืบถามจากเผยเยี่ยนให้เถ้าแก่ใหญ่ถงฟัง
เถ้าแก่ใหญ่ถงเหนือความคาดหมายอย่างยิ่ง
เผยเยี่ยนไม่ใช่คนพูดเก่ง เขาปฏิบัติตัวเช่นนี้กับคุณหนูอวี้ เห็นได้ว่านับถืออวี้เหวินอยู่ไม่น้อย ทั้งให้ความสำคัญกับสกุลอวี้เช่นกัน
“เช่นนั้นก็ดี!” เถ้าแก่ใหญ่ถงกลัวว่าอวี้ถังจะไม่รู้จักหนักเบา เอ่ยเตือนนาง “ยามที่นายท่านสามยังเด็กก็ติดตามท่านผู้เฒ่าไปทั่ว อายุน้อยก็สอบได้ตำแหน่งซู่จี๋ซื่อ สายตาความรู้ย่อมไม่ธรรมดา ในเมื่อเขาเอ่ยเช่นนี้ เจ้าก็อย่าลืมบอกกล่าวพี่ชาย ให้เขารีบไปหาพ่อบ้านใหญ่ล่ะ”
“ข้าไม่ลืมแน่นอน!” อวี้ถังเอ่ยขอบคุณกับเถ้าแก่ใหญ่ถงอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะกลับบ้านด้วยอารมณ์ดียิ่ง
อวี้หย่วนทราบว่าอวี้ถังพบเจอกับเผยเยี่ยน ขอให้เขาแนะนำเส้นทางทำกินให้สกุลตน ภายใต้ความดีใจก็อดกังวลอยู่บ้างไม่ได้ ปลุกใจตัวเองอยู่ค่อนวัน เวลานี้จึงไปพบเผยหม่าน
เผยหม่านถูกเผยเยี่ยนกำชับมาแล้ว ย่อมบอกอย่างหมดเปลือก ไม่หวงแม้แต่น้อย ให้อวี้หย่วนเข้าใจแวดวงพ่อค้าทางซูโจวและหังโจวอย่างคร่าวๆ ครอบคลุมไปจนถึงกระทั่งกลุ่มเรือทางฝูเจี้ยนและกว่างโจว
หลังจากเขากลับบ้านก็อดถอนหายใจกับอวี้ถังไม่ได้ “เมื่อก่อนข้ายังรู้สึกไม่พอใจ คิดว่าเหตุใดคนอื่นเขาทำกิจการรุ่งเรืองใหญ่โตได้ สกุลพวกเรากลับทำไม่ได้? ยามนี้มองดู สกุลพวกเราห่างชั้นกับสกุลใหญ่พวกนั้นถึงหลายหมื่นลี้ ข้าก็ไม่ตั้งเป้าหมายไว้สูงอะไรมาก ชีวิตนี้แค่สามารถให้พวกลูกหลานเจ้าได้ร่ำเรียนหนังสือ ขยับกิจการไปยังหังโจว ให้พวกหลานๆเจ้ายืนบนไหล่ข้าก้าวขึ้นไปอีกขั้น ชั่วชีวิตนี้ของข้าก็นับว่าสมใจปรารถนาแล้ว”
ลูกวัวที่เพิ่งเกิดใหม่ไม่กลัวเสือ
อาจารย์ที่มากประสบการณ์ล้วนขี้ขลาดตาขาว
อวี้ถังกระตุกยิ้ม เอ่ยถามอวี้หย่วน “ท่านพี่ เช่นนั้นพวกเราควรจะร่วมหุ้นกับนายท่านอู๋หรือไม่?”
อวี้หย่วนเอ่ย “นอกจากพวกเราไม่ร่วมหุ้นแล้ว ก็ยังต้องบอกกล่าวกับนายท่านอู๋ด้วย” พูดมาถึงตรงนี้ เขาก็กดเสียงเบา “ตามที่ได้ยินมา ครั้งนี้กลุ่มเรือทางหนิงปัว เพื่อแข่งขันกับร้านผ้าไหมทั่วสารทิศของซูโจว จึงจัดตั้งกลุ่มขึ้นมาอย่างกะทันหัน จากความหมายของพ่อบ้านใหญ่คือต้องระมัดระวังให้ดี”
ร้านผ้าไหมทั่วสารทิศ? ชื่อนี้ยามที่เผยเยี่ยนเอ่ยขึ้นมา อวี้ถังก็รู้สึกคุ้นหู
นางครุ่นคิดอย่างละเอียด “ร้านผ้าไหมทุกสารทิศไม่ใช่ร้านที่ค้าขายให้ราชวงศ์หรอกหรือเจ้าคะ?”
สกุลพวกเขามีร้านสาขาย่อยมากมาย ร้านสาขาย่อยในเมืองหังโจวก็ตั้งอยู่ด้านข้างโรงจำนำสกุลเผย อวี้ถังคุ้นตาอยู่บ้าง
ชาติก่อน กลุ่มเรือของสกุลพวกเขาเป็นกลุ่มเรือที่ดีที่สุดของเจียงหนานมาโดยตลอด จวบจนสกุลเจียงโผล่ขึ้นมา สกุลพวกเขาจึงตกอับพ่ายแพ้ ก่อนหน้านี้ ร้านรวงที่แข่งขันกับสกุลพวกเขาล้วนไม่มีจุดจบดีแต่อย่างใด
“สกุลนั้นน่ะหรือ” อวี้หย่วนก็คลับคล้ายคลับคลาอยู่บ้าง เขาเอ่ยทั้งพยักหน้า “ร้านผ้าไหมทั่วสารทิศเป็นหนึ่งในร้านค้าที่ใหญ่ที่สุดของซูโจว ร้านของเขาจัดตั้งกลุ่มเรือมาหลายครั้งแล้ว ล้วนแต่กลับมาอย่างปลอดภัย หาเงินได้เป็นกอบเป็นกำ ทำให้พ่อค้ารายเก่าพากันอิจฉาตาร้อน ยามนี้จึงได้รวมตัวกันก่อตั้งกลุ่มเรือครั้งนี้ขึ้นมา”
“เช่นนั้นก็ควรบอกกล่าวกับนายท่านอู๋เสียหน่อย” อวี้ถังเอ่ยอย่างตึงเครียด “นายท่านอู๋มีน้ำใจต่อสกุลพวกเราไม่น้อย ออกหน้าช่วยเหลือหลายครั้งหลายคราว พวกเราไม่อาจนิ่งดูดายมองเขาเสียเงินไปเปล่าๆได้”
อวี้หย่วนก็คิดเช่นนี้ เขาออกจากสกุลอวี้ไปหานายท่านอู๋
นายท่านอู๋ถูกหลานชายของเขาตะล่อมจนใจอ่อนแล้ว ไม่ใช่ว่าอวี้หย่วนพูดคำสองคำก็สามารถเกลี้ยกล่อมได้ แต่ในนามของเผยเยี่ยน ยังคงทำให้เขาตัดสินใจระมัดระวัง เดิมตั้งใจจะลงทุนห้าพันตำลึงก็เปลี่ยนเป็นหนึ่งพันตำลึง
หลานชายของเขาหัวเสียไม่น้อย แต่ท้ายที่สุดกลุ่มเรือเดินทางไปแต่ไม่หวนกลับ หลานชายคนนี้ของเขาสิ้นเนื้อประดาตัว หลังจากนั้นก็ตกอับลืมตาอ้าปากไม่ได้ พาให้เขารู้สึกเยียบเย็นอยู่ในใจ นับแต่นั้นนายท่านอู๋ก็เชื่อฟังคำพูดปฏิบัติตามเผยเยี่ยน กลายเป็นผู้สนับสนุนที่ภักดีต่อเผยเยี่ยนมากที่สุดในเมืองหลินอัน นี่เป็นเรื่องที่ทุกคนต่างคาดไม่ถึง
.......
ด้านอวี้หย่วน เดินทางไปเมืองซูโจวเพื่อสืบเสาะเรื่องการค้าทางทะเล ดูว่าสกุลอวี้มีโอกาสจะร่วมหุ้นบ้างหรือไม่ ส่วนอวี้ถังส่งคนไปสืบข่าวสกุลเผิงในฝูเจี้ยน นางปะติดปะต่อกับเรื่องราวที่นางรู้จากชาติก่อนอีกครั้ง คิดว่าเบื้องหลังของสกุลหลี่ เป็นไปได้ว่าจะเป็นสกุลเผิง
นี่ทำให้อวี้ถังนึกถึงเรื่องหนึ่งขึ้นมา
เพราะหลี่ตวนแต่งงานกับกู้ซี หลังจากให้กำเนิดลูกชาย คนสกุลหลินก็คิดว่าหลานชายคนนี้ของตัวเองมีฐานะค่อนข้างโดดเด่น มีครั้งหนึ่งถึงกระทั่งอยากให้ลูกชายคนโตของหลี่ตวนเกี่ยวดองกับลูกสาวภรรยาเอกของสกุลเผิง กู้ซีคิดว่าเด็กอายุยังน้อย มองไม่ออกว่าเก่งกาจหรือไร้ความสามารถ ไม่ใช่โอกาสดีที่จะเชื่อมสัมพันธ์ ทั้งยังโน้มน้าวคนสกุลหลิน
“สกุลเผิงและสกุลเผยดื่มชากาเดียวกันไม่ได้ พวกเราทำเช่นนี้ เกรงว่าสกุลเผยจะไม่ยินดี ไม่อย่างนั้น ข้าหาโอกาสไปเยี่ยมเยือนท่านแม่เฒ่าสกุลเผยเสียหน่อย ดูว่าสกุลเผยมีท่าทีอย่างไรค่อยว่ากันดีหรือไม่?”
ภายหลังเรื่องที่เหมือนไม่จบนี้ก็จบลงไป
ไม่รู้ว่าเพราะกู้ซีใช้ข้ออ้างเรื่องนี้มาทำลายความคิดของคนสกุลหลิน? หรือว่าสกุลเผยไม่พึงพอใจต่อเรื่องนี้จริงๆ?
แต่มีสิ่งหนึ่งที่ไม่อาจผิดพลาด
สกุลเผิงและสกุลเผยไม่ลงรอยกัน
ไม่ถูกกันตั้งแต่ยามนี้? หรือภายหลังเกิดเรื่องอะไรแตกหักกัน อวี้ถังกลับไม่ทราบ
วิธีที่ง่ายที่สุดก็คือไปถามเผยเยี่ยนตรงๆ
แต่เผยเยี่ยนจะบอกนางรึ?
อวี้ถังสองจิตสองใจอยู่บ้าง
นึกถึงเรื่องพวกนั้นในชาติก่อนอีกครั้ง
ชาติที่แล้ว ตั้งแต่แรกนางก็คิดว่าภายหลังตัวเองคงต้องแก่ตายในสกุลหลี่มิใช่หรือ? แต่นางไม่ยอมแพ้ ไม่เต็มใจ พยายามต่อสู้ช่วงชิง คิดอุบายวางแผน ดังนั้นนางจึงสามารถเดินออกจากสกุลหลี่ได้อย่างสง่าผ่าเผย?
ไม่ว่าเรื่องอะไร หากเอาแต่คิดกลับไปกลับมาไม่ลองลงมือ ย่อมไม่สำเร็จทั้งนั้น!
ครั้งนี้อวี้ถังยังคงแปลงกายสวมชุดบ่าว ไปขอเข้าพบเผยเยี่ยนเช่นเคย
[1] ลูกวัวที่เพิ่งเกิดใหม่ไม่กลัวเสือ อุปมาว่า คนหนุ่มสาวไม่มีความกังวลมากมาย มักกล้าคิดกล้าทำ
บทที่ 80: วางแผน
เผยเยี่ยนมองเสื้อผ้าของอวี้ถังแล้วรู้สึกปวดหัว
เขาพูดว่า “เจ้าจะแต่งตัวให้เรียบร้อยแล้วค่อยมาพบข้าไม่ได้หรือ?”
นางแต่งตัวไม่เรียบร้อยรึ?
อวี้ถังก้มหน้าพิจารณาตนเอง มองเสื้อคลุมเนื้อหยาบที่อยู่บนตัวแล้วอดจะเม้มปากหัวเราะไม่ได้ “นายท่านสาม มิใช่เพราะข้าไม่มีทางเลือกหรือ? แม้จะรู้ทั้งรู้ว่ากลบเกลื่อนไม่มิดแต่ก็ยังต้องดันทุรังทำ เพราะหากไม่ทำเช่นนี้ คนอื่นก็จะเอาไปซุบซิบนินทาได้”
“เจ้าคิดว่าอยู่ในสภาพนี้แล้วจะไม่ถูกนินทาหรือ?” เผยเยี่ยนไม่เข้าใจความคิดของอวี้ถัง “เจ้าทำเช่นนี้ ใครๆก็มองออกทันทีว่าหญิงแต่งเป็นชาย”
“ถูกต้องแล้ว!” อวี้ถังหัวเราะพร้อมฉีกยิ้มหวาน “แต่ทุกคนรู้ว่าข้ามีใจปกปิด คนที่มีจิตใจดีงาม ก็จะแสร้งทำเป็นมองไม่เห็น คนที่ชอบพูดจาพล่อยๆ ไม่ว่าข้าจะแต่งตัวอย่างไรก็เอาไปพูดเหลวไหลอยู่ดี เทียบกับให้คนที่จิตใจดีงามต้องมาเดือดร้อนเพราะข้า มิสู้ปล่อยให้พวกปากพล่อยเอาไปซุบซิบนินทาได้ตามใจ”
นี่เป็นตรรกะพิศดารอะไรอีกแล้ว!
เผยเยี่ยนรู้สึกปวดหัวหนักกว่าเดิม
เขาเอ่ยว่า “ต่อไปถ้าจะมา แต่งกายให้ถูกต้องเรียบร้อย แล้วนั่งเกี้ยวมาด้วย”
หมายความว่า หากว่านางมาขอพบเผยเยี่ยนอีก เผยเยี่ยนอนุญาตให้นางเข้าพบอย่างนั้นสิ!
อวี้ถังดีใจกับเรื่องไม่คาดฝันนี้มาก สายตาไม่อาจปิดบังความยินดีได้ “คราวหน้าข้าจะทำตามที่นายท่านสามบอกอย่างแน่นอน”
นางมีเรื่องมาขอความช่วยเหลือผู้อื่น ย่อมต้องทำตามกฎของผู้อื่นอยู่แล้ว
เผยเยี่ยนถึงค่อยรู้สึกดีขึ้นมาหน่อย “เจ้ามาหาข้ามีเรื่องอะไร? แล้วบิดาเจ้ารู้หรือไม่?”
อวี้ถังส่งยิ้มสดใสตอบว่า “เป็นข้าที่มีเรื่องต้องการพบท่าน ท่านพ่อยังไม่รู้เรื่อง!” จากนั้นก็เสริมอีกว่า “สาเหตุก็เพราะเรื่องนี้ข้าไม่สะดวกพูดกับท่านพ่อ ถึงได้ตรงมาหาท่านแทน!”
เผยเยี่ยนฟังแล้วค่อนข้างประหลาดใจ “เรื่องอันใดล่ะ?”
อวี้ถังในเมื่อมาถึงประตูใหญ่แล้ว จึงไม่คิดอ้อมค้อมอีก ถามออกไปตรงๆทันทีว่า “สกุลเผยกับสกุลเผิงแห่งฝูอันเคยมีบุญคุณความแค้นต่อกันหรือไม่?”
“เหตุใดเจ้าถึงถามเช่นนี้?” เผยเยี่ยนชะงักไป “เพราะเรื่องการค้าทางทะเลรึ? พวกเราสองสกุลแม้พูดไม่ได้ว่ามีความสัมพันธ์ใกล้ชิด แต่ก็ไม่ถึงกับบาดหมาง หากมีเรื่องใหญ่อันใด ก็สามารถเกื้อกูลกันได้”
หมายความว่า สกุลเผยจะแตกหักกับสกุลเผิงหลังจากนี้รึ?
อวี้ถังใคร่ครวญดูแล้ว จากนั้นก็เล่าเรื่องที่หลู่ซิ่นขายภาพปลอมให้เผยเยี่ยนฟัง แน่นอนว่า นางไม่ได้พูดถึงเรื่องในชาติก่อน บอกเพียงตอนนั้นใจเกิดระแวงสงสัย ถึงได้ตรวจสอบดูด้วยความอยากรู้
เผยเยี่ยนได้ฟัง คิ้วก็เริ่มขมวดมุ่น ยิ่งฟังต่อไปเรื่อยๆ คิ้วก็เริ่มพันกันวุ่นวาย จนสุดท้ายสีหน้าเปลี่ยนเป็นไม่น่ามอง
เขาเอ่ยว่า “เจ้าจะบอกว่า เจ้าคิดว่าที่สกุลหลี่มุ่งมั่นจะสู่ขอเจ้าให้ได้ เป็นสิ่งที่แปลกพิกล จึงได้ออกไปสืบหาหลักฐาน?”
ตอนที่เผยเยี่ยนพูดประโยคนี้ออกมา ก็อดไม่ได้ที่จะเพ่งมองอวี้ถังอย่างละเอียด
ส่วนสูงปานกลางแต่ขายาวเรียว มองแล้วจึงดูตัวสูงกว่าความเป็นจริง ผิวพรรณขาวผ่อง ในความเกลี้ยงเกลามีความชุ่มชื้นชมพูระเรื่อ มองแล้วดูมีชีวิตชีวา เปล่งประกายสะดุดตาคน ดวงตาคู่นั้นกลมโตกระจ่างใส เวลามองคนมักทอแสงเจิดจ้า เป็นประกายวิบวับด้วยความอยากรู้อยากเห็น ทำให้นางดูซุกซนขึ้นหลายส่วน แต่คิ้วนางดกดำ สันจมูกตั้งตรง ริมฝีปากเอิบอิ่ม ไม่เหมือนกับเด็กสาวที่เพิ่งผ่านวัยปักปิ่นคนอื่นๆ ที่อย่างไรก็หลงเหลือความไม่ประสาของเด็กอยู่บ้าง แต่นางกลับสง่างามเปิดเผย ในความอ่อนหวานมีเสน่ห์ซุกซ่อน จิตใจกว้างขวาง ทั้งยังดูอยู่นิ่งๆไม่ค่อยเป็น
เด็กสาวเช่นนี้ ย่อมเป็นที่ดึงดูดใจคนอย่างไม่ต้องสงสัย
แล้วเหตุใดนางถึงคิดว่าที่สกุลหลี่มุ่งมั่นสู่ขอนางเป็นสิ่งแปลกพิกลเล่า?
แน่นอนว่า เด็กสาวหลายๆคนอาจถูกเลี้ยงดูอยู่แต่ในห้องหอ จนไม่รู้ถึงความ.งดงามของตนเอง แต่เห็นชัดว่าไม่ใช่กับคุณหนูอวี้ผู้นี้
ตอนที่อยู่วัดเจาหมิง นางก็รู้จักใช้ประโยชน์จากข้อดีของตนเอง รู้ว่าจะดึงดูดคนได้เช่นไร โดยเฉพาะความสนใจจากเหล่าชายหนุ่ม
อีกอย่าง เขาคิดว่านางหวีผมทรงมวยตกหลังม้า ประดับด้วยดอกไม้ต่างๆ เป็นการแต่งตัวที่เหมาะสมกับนางมากกว่า กลับกันการหวีผมทรงขดหอยสองข้าง กลับเจือจางความกระด้างกระเดื่องที่ซ่อนอยู่ลึกๆ ทำให้ความแปลกใหม่อันเป็นเอกลักษณ์ที่ดึงดูดคนต้องหายไป
อวี้ถังมีหรือจะรู้ว่าบุรุษตรงหน้าจะคิดอะไรมากมาย นางตอบว่า “ถูกต้อง! ข้าไม่ใช่โฉมงามอันดับหนึ่ง บ้านข้าก็ไม่ได้มีตำแหน่งฐานะ เหตุใดจะต้องแต่งกับข้าให้ได้เล่า? ฮูหยินหลี่ยังบอกอีกว่าคุณชายรองสกุลหลี่เคยพบข้าครั้งหนึ่งโดยไม่ได้ตั้งใจ ข้ายังคิดว่ามีเรื่องบังเอิญแบบนั้นที่ไหนกัน วันหนึ่งข้าได้ยินว่าพวกคุณชายรองสกุลหลี่จะไปแต่งกลอนกันที่วัดเจาหมิง จึงได้ตั้งใจแสร้งไปพบเขา ผลกลายเป็นว่าเขาไม่รู้จักข้าเสียด้วยซ้ำ…”
เหอะ!
เป็นเรื่องเข้าใจผิดอีกแล้ว
เผยเยี่ยนรู้สึกไม่สบายแถวลำคอคล้ายถูกคนบีบเอาไว้
หรือเพราะดอกไม้ของฤดูใบไม้ร่วงเบ่งบานแล้ว ละอองเกสรเล็กๆถึงปลิวว่อนในอากาศ?
สกุลหลี่หลายต่อหลายรุ่นชื่นชอบบุปผาต้นไม้ ในลานบ้านจึงปลูกต้นไม้ต่างๆไว้สารพัดสายพันธุ์ หากไม่ใช่เขาสั่งคนให้ถอนออกบางส่วน หนี่งปีสี่ฤดูล้วนมีดอกไม้เบ่งบานไม่ขาดแน่ เดินไปทางใดก็ส่งกลิ่นหอมไปทั่ว ตั้งแต่เช้าจรดค่ำทำเอาไอจามไม่หยุด แทบจะทำให้เขาเป็นบ้าให้ได้เชียว
เขาสำลักไอสองที ในลำคอถึงรู้สึกปลอดโปร่งขึ้นมาหน่อย “หมายความว่า วันนั้นที่เจ้าไปวัดเจาหมิง เพราะมีเป้าหมายอย่างนั้นหรือ?”
อวี้ถังพอได้เจอเผยเยี่ยน ก็จะเปลี่ยนเป็นคน ‘ตามองหกถนน หูฟังแปดด้าน’ ในทันที เมื่อได้ยินประโยคนั้นของเผยเยี่ยน ก็กะพริบตาปริบๆ แล้วถามว่า “วันนั้นที่ข้าไปวัดเจาหมิง ท่านก็รู้เรื่อง?”
เขาย่อมรู้เรื่องอยู่แล้ว
เผยเยี่ยนจ้องหน้าอวี้ถัง
เห็นว่าดวงหน้านางมีแต่ความมึนงง สายตาเปล่งประกายออกมาเป็นคำพูด ราวกับกำลังถามเขาว่า ‘หรือท่านก็อยู่ที่นั่นด้วย’
อยู่ดีๆ เขาพลันรู้สึกกระอักกระอ่วนขึ้นมาอย่างไร้เหตุผล
ทว่า เขาปรับอารมณ์กลับมาเป็นปกติได้อย่างรวดเร็ว
เขาใช้ชีวิตอย่างจริงใจเปิดเผย ไม่มีเรื่องใดต้องแอบซ่อนปกปิด วันนั้นที่วัดเจาหมิง ทั้งๆที่เห็นคุณหนูสกุลอวี้แล้ว กลับแสร้งทำมองไม่เห็นนาง ทั้งยังยืนดูละครอยู่บนชั้นสองของหอคัมภีร์เป็นนานสองนานอีก
ตอนแรกที่เขาทำเช่นนั้น แน่นอนว่าไม่ใช่เรื่องผิด
ตอนนั้นพวกเขาไม่ได้รู้จักกันเสียหน่อย
แต่บัดนี้จะให้เขายอมรับตรงๆ เขาก็รู้สึกไม่สะดวกใจ บางทีอาจเพราะเขาเริ่มสนิทคุ้นเคยกับคุณหนูอวี้มากขึ้น หากยอมรับอย่างขอไปทีแบบนั้น คงทำให้เขาดูเย็นชาไปหน่อยกระมัง?
เผยเยี่ยนลอบครุ่นคิดในใจ ก่อนจะตอบคำถามออกไปอย่างคลุมเครือ “ตอนนี้เจ้ากำลังสงสัยว่าสกุลเผิงบงการสกุลหลี่ให้มาหลอกเอาแผนที่ทางทะเลจากมือหลู่ซิ่นรึ?” พูดถึงตรงนี้ เขาก็หันไปยิ้มให้อวี้ถัง
มันเป็นรอยยิ้มที่แค่ฉีกริมฝีปากออกจากกันเท่านั้น
คล้ายกับเนื้อยิ้มตาไม่ยิ้มอะไรเทือกนั้น
ทว่าในสายตาของเขากลับมีแสงทอประกาย
เป็นประกายของผู้ที่มองเรื่องราวในใต้หล้าได้อย่างปรุโปร่ง
อวี้ถังตอบไปตามความจริงว่า “หนึ่งคือพวกเราไม่รู้ว่าพวกเขารู้เรื่องแผนที่หรือไม่ กลัวจะถูกตามสืบจนรู้เรื่อง สองคือกลัวว่าสกุลข้าไร้ซึ่งกำลังจะต้านทาน หากว่าพวกเขาเอาแผนที่ไปรวมกลุ่มกองเรือกับผู้อื่น แล้วใช้แผนที่ปลอมออกทะเลไป เกรงจะทำให้คนมากมายต้องสังเวยชีวิต…สกุลข้าแม้จะมีความแค้นต่อสกุลหลี่ แต่ก็ไม่ควรปล่อยเรื่องผิดๆให้ดำเนินไป จะเป็นภัยต่อชีวิตผู้อื่น ทางที่ดีควรกระจายข่าวเรื่องแผนที่ออกไปให้ทั่ว ทำให้มันไร้คุณค่าเสีย เช่นนี้ สกุลหลี่ก็ไม่อาจเกาะเรือลำใหญ่อย่างสกุลเผิงได้แล้ว”
ความฝันที่จะร่ำรวยมั่งคั่งของสกุลหลี่ย่อมแตกสลาย
เช่นนี้ดีกว่ามอบภาพปลอมให้พวกเขาเป็นไหนๆ
แน่นอนว่า แม้นางอยากจะมอบภาพปลอมให้แก่สกุลหลี่ แต่ก่อนถึงเวลานั้นก็ต้องตามหาผู้เชี่ยวชาญที่จะปลอมภาพให้ได้เสียก่อน
อย่างไรก็ไม่อาจลากอาจารย์เฉียนให้เข้ามาเสี่ยงด้วยได้!
อีกอย่างอาจารย์เฉียนคนก็ไม่อยู่ที่เมืองหังโจวแล้ว
เผยเยี่ยนได้ฟังก็ทำหน้าจริงจังทันที
คนทั่วไปย่อมจะทำแผนที่ซึ่งเป็นภาพปลอมออกมาเพื่อมอบให้สกุลหลี่ แต่สกุลอวี้กลับเลือกเดินเส้นทางตรงข้ามกับคนส่วนใหญ่
เป็นเพราะสกุลอวี้แสนดีเกินไป? หรือโง่งมเกินไปกันแน่?
เผยเยี่ยนพลันหมดคำจะพูดไปชั่วขณะ
ในใจกลับรู้สึกนับถือความสุจริตเที่ยงธรรมของสกุลอวี้ ทำให้เขามองสกุลอวี้ด้วยสายตาสูงขึ้นกว่าเดิม
อวี้ถังนั้นรู้สึกเหมือนโยนภาระหนักอึ้งที่อยู่บนบ่าทิ้งไป
หากว่าสกุลเผยสามารถมีแผนที่เช่นเดียวกันนี้ได้ ก็จะแย่งชิงความเป็นใหญ่กับสกุลเผิงได้แล้ว
ต่อให้สกุลเผยไม่อยากเข้าร่วมแย่งชิงความเป็นใหญ่กับสกุลเผิง ก็ยังสามารถส่งมอบแผนที่ให้กับศัตรูคู่แข่งของสกุลเผิงได้
หากว่าสกุลเผยก็สนใจภาพผืนนี้เช่นกัน เช่นนั้นย่อมจะประเสริฐยิ่งกว่า
นางก็จะยกภาพผืนนี้ให้สกุลเผยเสีย ทั้งเป็นการตอบแทนบุญคุณของสกุลเผยได้อีกต่างหาก
สรุปก็คือ หากแผนที่ที่อยู่ในมือสกุลหลี่มิได้มีเพียงแผ่นเดียว สกุลของพวกเขาย่อมจะไม่มีความสำคัญใดๆต่อสกุลเผิงอีก
ซ้ำสกุลหลี่ยังกล้าร่วมมือกับคนนอกเมืองหลินอันลับหลังสกุลเผย แค่ความเกรี้ยวกราดของสกุลเผย ก็มากพอจะทำให้พวกเขาสำลักตายแล้ว
ทว่านี่ยังไม่ใช่ของขวัญชิ้นใหญ่ที่อวี้ถังตั้งใจจัดให้สกุลหลี่
นางยังมีของขวัญอีกชิ้นที่จะมอบให้พวกเขา
แต่ต้องจัดการเรื่องแผนที่ให้เรียบร้อยก่อน
อวี้ถังเอ่ยขึ้นว่า “นายท่านสาม ข้าจะกลับเรือนไปหยิบแผนที่มาให้ท่านเดี๋ยวนี้เลย”
เผยเยี่ยนกลับขวางนางไว้ก่อน “เรื่องนี้ไม่รีบร้อน ข้าคิดออกอีกหนึ่งวิธี เจ้าอยากลองฟังหรือไม่?”
[1] ตามองหกถนน หูฟังแปดด้าน หมายถึง ฉลาดคล่องแคล่ว สามารถสังเกตและวิเคราะห์เหตุการณ์ได้รอบด้าน
จบตอน
Comments
Post a Comment