blossom ep81-90

บทที่ 81: เปิดเผย


เผยเยี่ยนจะช่วยนางคิดหาวิธี?!


นางสามารถพบเจอเรื่องประเสริฐเช่นนี้ได้ด้วย!


อวี้ถังคอยฟัง รู้สึกตื่นเต้นจนไม่รู้จะพูดอะไรออกมา


เผยเยี่ยนอดจะยกยิ้มมุมปากไม่ได้ เป็นรอยยิ้มที่ออกมาจากใจจริงๆ


ไม่มีสายตาที่เสียดแทง ไม่มีท่าทีไม่แยแส รอยยิ้มของเขาเหมือนดวงอาทิตย์ร้อนแรงตอนหน้าร้อน ค่อนข้างจะแยงตา แต่ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าสว่างไสวเหลือเกิน


อวี้ถังจ้องมองด้วยสายตาโง่งม


นี่คือตัวตนที่แท้จริงของเผยเยี่ยนกระมัง?


แต่ไม่รู้ว่าตนทำอะไรลงไป ถึงโชคดีขนาดได้เห็นสีหน้าและอารมณ์ที่แท้จริงของนายท่านสามสกุลเผย?


อวี้ถังคิดไม่ออก รู้สึกว่าหลังตนกลับถึงเรือนแล้วต้องใคร่ครวญบทสนทนาของคนทั้งสองใหม่อีกรอบ หาเหตุผลที่เผยเยี่ยนยิ้มออกมาให้ได้ ครั้งต่อไปเมื่อมาพบเขา จะได้ทิ้งความประทับใจอันดีเอาไว้ให้เผยเยี่ยนอีก


เรื่องล้างแค้นสกุลหลี่นั้น นางยังคาดหวังให้สกุลเผยช่วยออกแรงอีกมาก!


“ท่านบอกมาเร็วเข้า” อวี้ถังรีบประจบสอพลอเผยเยี่ยนโดยที่หน้าไม่เปลี่ยนสี น้ำเสียงที่ใช้ก็ซื่อตรงจริงใจยิ่งกว่าอะไร “ท่านมีความรู้กว้างขวาง ความคิดที่ออกมาย่อมจะสูงส่งกว่าของพวกข้าร้อยพันหมื่นเท่า ท่านว่ามาเถอะ ข้าจะทำตามทุกอย่างเลย”


ริมฝีปากของเผยเยี่ยนกระตุกขึ้นอีกครั้งแล้ว


เด็กคนนี้ใช่คิดว่าเขาเป็นคนโง่งมหรือไม่? ตอนเยินยอคนกลับทำได้เหมือนสุนัขตัวน้อยที่แกว่งหางไปมา คิดว่าตัวเองทำเรื่องยิ่งใหญ่ แต่ผู้อื่นนั้นมองออกอย่างปรุโปร่ง


ทว่าเขากลับไม่ได้รู้สึกรังเกียจอะไร


อาจเพราะว่าผู้ที่เกิดมางดงามมักจะได้รับการอภัยอย่างง่ายดายกระมัง


เผยเยี่ยนพึมพำกับตนเองในใจ สีหน้าไม่ได้แสดงออก “เจ้าคัดลอกภาพ ‘ตกปลาใต้ต้นสนริมน้ำ’ ไว้กี่แผ่น?”


อวี้ถังตอบโดยไม่ต้องคิดว่า “ข้าไม่ได้คัดลอกภาพ ‘ตกปลาใต้ต้นสนริมน้ำ’ เอาไว้ คัดลอกเฉพาะแผนที่เอาไว้แผ่นหนึ่ง แต่พวกเราไม่มีใครอ่านแผนที่นั้นเข้าใจเลย”


ก่อนหน้านี้นางไม่รู้เรื่องเว่ยเสี่ยวซานมาก่อน ถ้านางรู้แต่แรกว่ามีคนอยากได้ภาพผืนนั้นนางก็คงให้ไปแล้ว สกุลนางจะได้ดึงตัวเองออกมาจากเรื่องนี้เสียที แต่นับจากที่ยืนยันได้ว่าการตายของเว่ยเสี่ยวซานเกี่ยวข้องกับงานแต่งของนาง นางก็เปลี่ยนใจ…ต่อให้นางต้องตายอย่างอนาถ ตายแล้วต้องตกนรกสิบแปดขุม นางก็ต้องล้างแค้นแทนเว่ยเสี่ยวซานให้จงได้


ไม่เพียงเอาภาพวาดตัวจริงให้สกุลหลู่ นางยังคิดเล่นตุกติกกับภาพผืนนั้น ให้สกุลหลี่ต้องตกต่ำจนไม่มีวันได้ลืมตาอ้าปาก


ภาพคัดลอกของภาพ ‘ตกปลาใต้ต้นสนริมน้ำ’ นั้น นางตั้งใจจะเก็บซ่อนเอาไว้ก่อน ต่อไปค่อยเอาออกมาใช้


แต่เรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องอะไรกับสกุลเผยหรือว่าเผยเยี่ยน เผยเยี่ยนเองก็ไม่จำเป็นต้องรู้


เผยเยี่ยนเอ่ยยิ้มๆ “เช่นนั้นเจ้านำภาพแผนที่ที่ให้คนคัดลอกมาให้ข้าดูก่อน ข้าดูแล้วค่อยพิจารณาว่าคุ้มค่าพอจะช่วยเจ้าออกความเห็นหรือไม่”


ย่อมต้องคุ้มค่าอยู่แล้ว


ไม่เช่นนั้นชาติก่อนสกุลหลี่จะพลิกมาร่ำรวยชั่วข้ามคืนได้อย่างไร


แต่คำนี้นางบอกเผยเยี่ยนไม่ได้ ได้แต่ส่งเสียง “อืม” ไปคำหนึ่ง เตรียมตัวกลับไปหยิบภาพแผนที่มาให้


เผยเยี่ยนกลับเรียกนางเอาไว้ เอ่ยอย่างรังเกียจว่า “เจ้าไปเปลี่ยนชุดให้ถูกต้องเรียบร้อยแล้วค่อยกลับมา”


อวี้ถังยิ้มตอบอย่างสว่างไสว สายตาเผลอมองประเมินเผยเยี่ยนอย่างไม่รู้ตัว


วันนี้เขาสวมชุดต้าวผาวเนื้อดีสีฟ้าอ่อน มองเผินๆดูเรียบง่าย ทว่าเนื้อผ้าทอละเอียด สะอาดสะอ้านและเป็นทรงสวย ทอประกายคล้ายกับหยกขาว และตัดจากผ้าซานซัวของดีแห่งซงเจียง เป็นสินค้าบรรณาการ ผ้าชั้นดีหนึ่งพับนี้ มีค่าเท่ากับผ้าดิ้นเงินปักทองหนึ่งพับเลยทีเดียว 


ทั่วร่างของเขาไม่มีเครื่องประดับสักชิ้น แต่ในมือถือพวงลูกประคำสิบแปดเอาไว้ ลูกประคำนั้นไม่เป็นสีออกม่วงแดงเหมือนไม้ประดู่ ไม่เป็นสีออกเหลืองอย่างไม้พะยูงหอม แต่กลับเป็นสีต้นถงมู่ มองแล้วเรียบง่ายไม่สะดุดตา แต่กลับปล่อยกลิ่นหอมหวานออกมาจางๆ 


หากคนสายตาหลักแหลมได้เห็นก็จะรู้ว่านี่คือลูกประคำไม้ศรีตรังที่ค่อนไปทางสีน้ำตาลเขียว เป็นสินค้าจากนอกทะเล หาได้ยากยิ่งกว่ายาก ปีนั้นสกุลหลี่ก็ได้มาเส้นหนึ่ง คนสกุลหลินเห็นว่าสูงค่ายิ่ง ไม่หยิบออกมาให้ผู้อื่นเห็นง่ายๆ ซ้ำยังเคยพูดว่าจะเก็บซ่อนเอาไว้เป็นสมบัติประจำสกุลเลยทีเดียว 


ส่วนรองเท้าผ้าสีดำที่สวมเขาอยู่ ก็ใช้เส้นด้ายสีเดียวกันปักเป็นลายอักษร ‘ว่าน’ ต่อเนื่องไม่สิ้นสุด…ความพิถีพิถันทั่วทั้งร่างนี้ ถูกซุกซ่อนอยู่ภายใต้ความวางเฉยไม่แยแส สอดแทรกอยู่ในรายละเอียดอันเล็กน้อย


อวี้ถังก้มหน้าลง แล้วลอบมองเผยเยี่ยนด้วยสายตาดูแคลน


นายท่านสามสกุลเผยผู้นี้ ช่างมีความคิดและการกระทำที่ขัดแย้งกันโดยแท้


มิน่าเขาถึงทำท่ารังเกียจนาง!


อวี้ถังกลัวเผยเยี่ยนจะมองออกว่าตนไม่ใส่ใจ จึงรีบรับคำว่า “ได้” ทันที


เผยเยี่ยนตอบกลับอย่างพอใจว่า “อืม” เสียงหนึ่ง ทั้งเสริมอีกว่า “บอกกับนายท่านอวี้สักคำด้วย เชิญเขามาหารือร่วมกันเลย”


หากว่าแผนที่ผืนนั้นไม่มีราคาค่างวดอะไร คนอื่นจะได้ไม่เข้าใจผิดหาว่าเขารังแกคุณหนูสกุลอื่น


“ก็ได้!” อวี้ถังรับคำ ตอนนั้นเพิ่งรู้สึกว่าเรื่องนี้สมควรให้บิดานางมาหารือกับเผยเยี่ยนถึงจะดี


นางรีบกลับไปที่เรือน


อวี้เหวินไปดูร้านค้าที่ถนนฉางซิ่งยังไม่กลับมา


ได้ยินจากคนสกุลเฉินว่า ท่านลุงใหญ่ของนางขนสินค้าจากเจียงซีเข้ามาจำนวนหนึ่ง ของมาถึงท่าเรือเสาซีวันนี้ ญาติผู้พี่ของนางต้องไปตรวจรับสินค้า ที่ร้านจึงไม่มีคนดูแล อวี้เหวินถึงได้ไปช่วยงาน


อวี้ถังส่งคนไปเชิญบิดากลับมา ส่วนตัวเองก็ไปห้องหนังสือรื้อหาแผนที่ที่คัดลอกเอาไว้ นางสั่งซวงเถาให้ยกน้ำเข้าไป รับใช้นางหวีผมแต่งตัวใหม่ทั้งหมด


ผมหวีเป็นทรงมวยตกหลังม้า ประดับด้วยดอกซานฉาใหญ่เท่าปากชามสีชมพู ห้อยตุ้มหูไข่มุกขนาดเท่าเม็ดบัว สวมเสื้อตัวบนสีเขียวปักด้ายทองรอบตัว กระโปรงจีบผ้าหังโจวสีชมพู คู่กับรองเท้าสีเดียวกับปักลายเมฆ


อวี้ถังมองภาพหญิงงามที่สะท้อนอยู่ในกระจก นางฉีกยิ้มแล้วทำท่าให้กำลังใจตัวเองทีหนึ่ง จากนั้นก็ออกไปรออวี้เหวินที่ประตูใหญ่


คนสกุลเฉินเห็นแล้วก็ตกอกตกใจ “เจ้าทำอะไรน่ะ? ตอนไปดื่มสุรามงคลบ้านหม่าซิ่วเหนียงก็ไม่เห็นเจ้าแต่งตัวอลังการเช่นนี้ หรือเจ้าจะออกไปพบใครรึ?”


“ไปจวนสกุลเผยเจ้าค่ะ” อวี้ถังพูดด้วยน้ำเสียงเศร้าหมอง “ข้ามีเรื่องต้องไปขอพบนายท่านสามหน่อย”


คนสกุลเฉินไม่ได้สงสัยอะไร


ในสายตานาง เผยเยี่ยนกับอวี้เหวินเป็นผู้อาวุโสรุ่นเดียวกัน ยิ่งเผยเยี่ยนก็เป็นคนดีมีคุณธรรม ช่วยปกป้องดูแลชาวเมือง บุตรสาวไปพบเผยเยี่ยน ก็เหมือนไปเยี่ยมเยือนผู้อาวุโสคนหนึ่ง แต่งตัวให้เต็มยศยิ่งถือเป็นการให้เกียรติอีกฝ่าย หากแต่งเรียบง่ายเกินไปก็จะดูสนิทสนมใกล้ชิด จะอย่างไรก็ไม่เกินงามแน่


“เจ้าจะไปหานายท่านสามทำไมรึ?” คนสกุลเฉินถามอยากรู้ “เพราะเรื่องลดจ่ายภาษีหรือ?”


ปีก่อน จินหวาถูกน้ำท่วม ท่านข้าหลวงคนก่อนของจินหวาเสนอให้ราชสำนักงดเว้นการจ่ายภาษีสองปี ทางราชสำนักก็เห็นสมควร ปีที่แล้วหลินอันก็ถูกน้ำท่วม แต่ก็ท่วมเพียงสี่ห้าหมู่บ้านเท่านั้น มีคนเห็นว่าจินหวาได้รับการงดเว้นภาษี จึงคิดจะเอาอย่างบ้าง หลายวันนี้ยังมีคนมายุยงให้อวี้เหวินลงชื่อเพื่อขอให้ท่านข้าหลวงทังช่วยออกหน้าอยู่เลย


อวี้เหวินนั้นคิดว่าพื้นที่ที่ถูกน้ำท่วมมีไม่มาก อีกอย่างหากชาวเมืองร่วมแรงเป็นหนึ่ง ไม่แน่อาจกู้ความเสียหายกลับคืนมาได้ จึงหาเหตุผลปฏิเสธไป แต่ก็ยังมีคนเสนอให้ไปหาเผยเยี่ยนแทน


“มิใช่หรอกเจ้าค่ะ” อวี้ถังยิ้ม “เพราะเรื่องภาพวาดผืนนั้นของท่านลุงหลู่ต่างหาก สุดท้ายภาพนั้นไปตกอยู่ในมือสกุลหลี่ เรื่องนี้อย่างไรก็ต้องบอกนายท่านสามให้รับทราบไว้”


เสือสองตัวไม่อาจอยู่ถ้ำเดียวกันได้


สกุลหลี่หลายวันนี้กำลังดิ้นรนเต็มแรง สกุลเผยสมควรจะให้บทเรียนแก่พวกเขาบ้าง


คนสกุลเฉินพยักหน้า ทางหนึ่งก็จัดปอยผมให้นาง ทางหนึ่งก็กำชับว่า “เจ้าไปแล้วก็ต้องทำตัวดีๆ อย่าทำตัวกระโดกกระเดกเหมือนว่าที่นั่นเป็นบ้านตัวเอง อยากกินอะไรก็กิน อยากดื่มอะไรก็ดื่ม เป็นสตรี อย่างไรก็ต้องระวังภาพลักษณ์ไว้ก่อน”


หากมารดารู้ว่าตนเคยแทะขาหมูด้วยมือเปล่าต่อหน้าเผยเยี่ยนมาแล้ว ไม่รู้ว่านางจะโมโหจนกระอักเลือดหรือไม่?


อวี้ถังเม้มปากยิ้มๆ ไม่อยากส่งเสียงอะไรออกไปอีก


ดีที่รอไม่นานอวี้เหวินก็กลับมา สองพ่อลูกจึงแอบเข้าไปคุยกันในห้องหนังสือ


เมื่อรู้เหตุผลที่มาของเรื่องราว อวี้เหวินก็ตำหนินางทันที “เจ้าเด็กคนนี้ ก่อนหน้านี้ไปทำอะไรมาอีก? หากว่านายท่านสามไม่เชื่อเจ้าเล่า?”


อย่างไรอวี้ถังก็ไม่อาจตอบว่าเป็นเพราะความรู้สึกบางอย่างกระมัง?


นางพูดว่า “ท่านเป็นหัวหน้าครอบครัว ทั้งยังเป็นผู้เล่าเรียนเขียนอ่านไม่กี่คนในเมืองหลินอันนี้ อีกอย่างอารมณ์ของนายท่านสามใครก็ไม่อาจคาดเดาได้ ถ้าท่านไปหาแล้วเขาตอบตกลงก็ดีไป แต่ถ้าไม่สำเร็จเล่า? จะเอาความต้องการของเราฝ่ายเดียวไปยัดเยียดให้เขาไม่ได้กระมัง? ให้ข้าไปย่อมเหมาะสมกว่าเห็นๆ! ต่อให้ข้าพูดอะไรผิดไปบ้าง คนอื่นก็คิดว่าข้าเป็นเพียงเด็กคนหนึ่ง ไม่มีทางเก็บไปใส่ใจแน่”


อวี้เหวินฟังว่าบุตรสาวพูดมีเหตุผล จึงได้ล้างหน้าหวีผมใหม่ แล้วไปจวนสกุลเผยกับอวี้ถัง


เผยเยี่ยนไม่ค่อยคุ้นชินกับการต้องรอคน หลังจากส่งอวี้ถังกลับไปแล้ว เขาก็ไปห้องหนังสือของตนซึ่งตั้งอยู่นอกเรือน


ห้องหนังสือนี้ ปกติมักเอาไว้ใช้จัดการธุระจุกจิก จึงค่อนข้างทำให้คนรู้สึกผ่อนคลาย


ตอนที่อวี้ถังกับอวี้เหวินเดินเข้าห้องหนังสือไป เขากำลังเอนตัวอย่างเกียจคร้านบนเก้าอี้หวายโยก จิบชาเหยียนฉาที่เพิ่งวางขายในตลาด แสงอาทิตย์อบอุ่นยามบ่ายในฤดูใบไม้ร่วงสาดเข้ามา ทำให้เขาเหมือนตะวันที่อุ่นสบายในฤดูนี้


“นายท่านอวี้กับคุณหนูอวี้มาแล้วหรือ!” เขาไม่ได้วางตัวห่างเหิน เพียงลุกขึ้นมาทักทายคนทั้งสอง สายตากลับตกอยู่บนร่างของอวี้ถัง


ไม่เลว น่ารักอ่อนหวานเหมือนดอกไห่ถังยามใบไม้ผลิ นี่เป็นภาพลักษณ์ที่เด็กสาวควรจะมี


เขาผงกศีรษะน้อยๆ เผยอารมณ์พอใจออกมา


อวี้ถังถอนหายใจเฮือก


ในใจกำลังขบคิดว่า ที่แท้เผยเยี่ยนก็ชื่นชอบอะไรเช่นนี้ โชคดีที่นางคิ้วเข้มตาโต อ่อนหวานไม่มาก แต่งดงามจับใจ ไม่อย่างนั้นคงแต่งตัวแบบนี้ออกมาไม่รอดแน่


ต่อไปหากมาพบเผยเยี่ยน ก็แต่งตัวมาแบบนี้เป็นใช้ได้


อย่างไรนางก็มาขอร้องผู้อื่นเขา


อวี้เหวินกลับดีอกดีใจที่ได้รับการต้อนรับ


ท่าทางของเผยเยี่ยนดูเป็นกันเอง ปฏิบัติต่อพวกเขาราวกับเป็นสหายเก่าแก่


อวี้เหวินไม่เคยเจอเผยเยี่ยนในลักษณะนี้มาก่อน เขารีบประสานมือคารวะเผยเยี่ยน ปากก็พูดว่า “มารบกวนแล้ว!”


เผยเยี่ยนส่ายหน้า มองสาวใช้ยกขนมน้ำชาเข้ามาวางแล้วก็ปิดประตูลง จากนั้นก็เอ่ยเข้าเรื่องกับอวี้ถังทันที “ภาพแผนที่ผืนนั้นพวกเจ้านำมาด้วยหรือไม่? พวกเราคงต้องเริ่มดูแผนที่ก่อน ตอนนี้การค้าทางทะเลรุ่งเรือง ใครๆต่างก็อยากจะมาแบ่งชิ้นเนื้อกิน ต่างฝ่ายต่างหาลู่ทาง ต่างกลุ่มต่างกองเรือ แต่ละสกุลก็มีแผนที่ทางทะเลเป็นของตัวเอง…”


ทางหนึ่งเขาอธิบายไป อีกทางก็รับแผนที่ต่อจากมืออวี้ถัง เขากางมันลงบนโต๊ะ จากนั้นก็หมุนตัวไปหยิบแว่นขยายออกมา


อวี้เหวินพลันตื่นเต้นดีใจ “ในมือท่านใช่แว่นขยายหรือไม่? ทำออกมาได้ประณีตยิ่งนัก? เป็นสินค้าจากกองเรือเหมือนกันหรือ?”


เผยเยี่ยนมองแว่นขยายในมืออย่างงงๆ ภายหลังเมื่อเข้าใจจึงตอบไปว่า “เป็นแว่นขยายนั่นแหละ หลายปีก่อนตอนที่ข้าไปเที่ยวเมืองกว่างโจว ได้พบเข้าโดยบังเอิญถึงซื้อเก็บเอาไว้ เจ้าอยากดูหน่อยไหมเล่า?” พูดจบ เขาก็ยื่นแว่นขยายให้อวี้เหวินทันที


อวี้เหวินพลิกหน้าหลังดูอย่างสนอกสนใจเป็นค่อนวันถึงยอมส่งคืนให้เผยเยี่ยน “ทำให้ท่านขบขันแล้ว ข้ามักสนใจของเล่นพวกนี้เป็นพิเศษ”


เผยเยี่ยนนึกออกว่าก่อนหน้านี้ที่เขาเข้าใจอวี้ถังผิดก็ยังไม่ได้ขอโทษสกุลอวี้อย่างจริงจังเลย จึงเอ่ยออกไปอย่างง่ายดายว่า “นายท่านอวี้หากว่าชอบใจ ข้ามอบมันให้เจ้าก็แล้วกัน ข้ายังมีอีกอันหนึ่ง เก็บไว้ที่เรือนเมืองหังโจว”


“ไอหยา ไม่ต้องหรอก!” อวี้เหวินบอกปัดด้วยสีหน้าแดงเรื่อ “ข้าก็แค่อยากดูสักหน่อยเท่านั้น”


“ไม่เป็นไร” เผยเยี่ยนบอก แล้วหยิบแว่นขยายไปส่องดูแผนที่อย่างละเอียด


พ่อลูกสกุลอวี้แทบหยุดหายใจ รอฟังผลลัพธ์จากเผยเยี่ยน


[1] ว่าน เป็นสัญลักษณ์คล้ายรูปสวัสติกะ เป็นตัวแทนแห่งความเป็นสิริมงคลของพระพุทธศาสนานิกายมหายาน


[2] ชาเหยียนฉา หรือ ชาหินผา เป็นใบชาชนิดหนึ่งที่ถูกตั้งชื่อตามสถานที่ที่ในการเพาะปลูก


บทที่ 82: แผนการ


ตอนที่เผยเยี่ยนเริ่มอ่านแผนที่ทางทะเลนั้นเขาคล้ายไม่ค่อยใส่ใจเท่าใดนัก แต่พอยิ่งอ่านไปเรื่อยๆ สีหน้าเขาก็คร่ำเคร่งขึ้น


หรือว่าแผนที่นี้มีสิ่งใดไม่ถูกต้อง?


แม้อวี้ถังจะบอกว่ามั่นใจกับสิ่งที่ตนคิด แต่เมื่อเผชิญหน้ากับเผยเยี่ยนที่สอบเป็นจิ้นซื่อได้ตั้งแต่อายุยังน้อย ทั้งยังเคยเป็นเจิ้งกวนแห่งหกกรมอยู่ที่เมืองหลวง ด้วยเขามีความรู้กว้างขวาง ในใจจึงอดเกิดความสงสัยในตัวเองไม่ได้


ส่วนเผยเยี่ยนลอบสูดหายใจเย็นเยียบเข้าปอด


เขาเริ่มตรวจสอบแผนที่อย่างละเอียดอีกครั้ง


อวี้ถังสุดท้ายก็ทนไม่ไหว ถามออกไปอย่างกล้าๆกลัวๆ “นายท่านสาม แผนที่นี้…”


เผยเยี่ยนโยนแว่นขยายไว้ด้านข้างภาพแผนที่ที่ถูกคัดลอก ขมวดคิ้วแล้วเดินไปที่โต๊ะกลมเล็กข้างโต๊ะหนังสือด้วยสีหน้าหนักอึ้ง แล้วชี้นิ้วไปที่ตั่งกลมข้างโต๊ะ “พวกเรามานั่งคุยกันเถอะ”


อวี้ถังกับอวี้เหวินแลกเปลี่ยนสายตามึนงงต่อกัน จากนั้นก็นั่งลงอย่างระมัดระวัง


เผยเยี่ยนลงมือชงชาให้สองพ่อลูกด้วยตนเอง จากนั้นก็เอ่ยเสียงต่ำกับคนทั้งสอง “พวกเจ้าพอจะเล่าเรื่องราวว่าไปเจอภาพแผนที่นี้ได้อย่างไรให้ข้าฟังโดยละเอียดอีกรอบได้หรือไม่”


อวี้เหวินมองท่าทีเคร่งเครียดของเผยเยี่ยน รู้ว่าเรื่องนี้คงสำคัญมากแน่ เขาไม่กล้าเสริมแต่งเรื่องราว ทั้งกลัวตนเองจะอธิบายไม่ชัดเจนจนกระทบการตัดสินใจของเผยเยี่ยน จึงได้แต่พูดกับอวี้ถังว่า “เรื่องนี้เจ้าเป็นคนพบ เจ้าเล่าให้นายท่านสามฟังก็แล้วกัน”


อวี้ถังรวบรวมคำพูดอยู่พักหนึ่ง ก่อนบอกเล่ารายละเอียดที่ได้เจอออกไป


ระหว่างนั้นเผยเยี่ยนก็นั่งฟังอย่างใจจดใจจ่อ


คำบอกเล่าของพ่อลูกตรงกันแทบทั้งหมด เห็นได้ว่าสกุลอวี้คงพบเรื่องนี้เข้าด้วยความไม่ตั้งใจจริงๆ


นั่นย่อมหมายความว่า สกุลหลี่รู้อยู่แล้วว่าภาพผืนนี้มีปัญหา


ทั้งยังเกี่ยวพันไปถึงสกุลเผิงแห่งฝูอัน


เผยเยี่ยนรอจนอวี้ถังพูดจบ ก็หยุดคิดเล็กน้อยแล้วเอ่ยว่า “เดิมข้าคิดว่านี่เป็นภาพแผนที่ธรรมดาทั่วไปผืนหนึ่ง สกุลเจ้าในเมื่อไม่อยากเข้าร่วมสนามแก่งแย่ง ข้าก็จะช่วยเจ้าคิดหาวิธีสะบัดตัวให้หลุดออกมา…ส่วนภาพแผนที่ผืนนี้ สกุลเผยจะเป็นผู้รับมอบอำนาจ ช่วยพวกเจ้าประมูลขายออกไป ใครให้ราคาสูงสุดย่อมได้ครอบครอง สกุลของเจ้านอกจากจะได้เงินทองบางส่วนแล้ว ยังสามารถปลีกตัวออกจากเรื่องนี้อย่างชอบด้วยเหตุผล นี่เป็นผลตอบแทนในการทำดีของนายท่านอวี้”


อวี้ถังได้ฟังดวงตาก็สว่างวาบในทันที


วิธีนี้ของนายท่านสามช่างประเสริฐโดยแท้


เทียบกับการหลบๆซ่อนๆ จนทำให้ผู้อื่นสงสัยว่าสกุลนางรู้เรื่องเนื้อหาภายในของแผนที่แล้ว ไม่สู้ประมูลขายอย่างเปิดเผย ให้คนที่มีกำลัง อำนาจ และสามารถปกป้องตัวเองได้ครอบครองไป หากผู้ใดมีปัญญาก็ไปหาเรื่องผู้อื่นเสีย อย่าได้มาข่มเหงรังแกสกุลอวี้อีก


สกุลอวี้ของพวกนางเป็นเพียงครอบครัวพ่อค้าแสนจะธรรมดาครอบครัวหนึ่งก็เท่านั้น


แต่ฟังจากน้ำเสียงเผยเยี่ยนแล้ว คล้ายว่าบัดนี้ไม่อาจทำเช่นนั้นได้


อวี้ถังร้อนใจ จึงพูดแทรกเผยเยี่ยนอย่างรีบร้อนว่า “แล้วเหตุใดตอนนี้ถึงทำไม่ได้เล่า? นายท่านสามช่างปราดเปรื่องยิ่ง พริบตาเดียวก็คิดวิธีดีๆเช่นนี้ออกมาได้”


เรื่องสอพลอนี้นางเต็มใจกระทำอย่างที่สุดแล้ว


หากว่าสกุลเผยยอมเป็นคนกลางออกหน้าช่วยพวกเขาเปิดประมูลแผนที่ พวกเขาก็จะปลีกตัวออกจากปัญหาได้ในที่สุด อีกอย่าง คนที่มีความสามารถประมูลภาพแผนที่ไปได้ ไม่มีทางเป็นสกุลที่ไร้ภูมิหลังตำแหน่ง ต่อให้ไม่โดดเด่นอย่างเช่นสกุลเผิงแห่งฝูอัน แต่เกรงว่าคงไม่อาจไปตอแยได้ง่ายๆ


ถึงเวลานั้นสกุลหลี่ย่อมตกที่นั่งลำบาก


อุตส่าห์เหน็ดเหนื่อยสิ้นเปลืองเรี่ยวแรงคว้าแผนที่ที่มิใช่มีเพียงแผ่นเดียวมาได้ เช่นนั้นพวกเขายังคิดจะควักสิ่งใดออกมาต่อรองกับสกุลเผิงได้อีก?


นางมองเผยเยี่ยนด้วยสายตาแรงกล้า


อวี้เหวินก็มองเผยเยี่ยนด้วยสายตาเร่าร้อน “แผนที่มีปัญหาอะไรหรอกรึ? ภาพนี้แม้จะขอให้คนคัดลอกมาอีกที แต่ฝีมือผู้วาดยอดเยี่ยมนัก ทั้งยังแอบประทับตราส่วนตัวไว้อีกด้วย”


หากเกิดปัญหาอะไรขึ้นมา ไม่รู้ว่าตามหาตัวอาจารย์เฉียนจะมีประโยชน์อยู่หรือไม่?


เผยเยี่ยนเพิ่งรู้ตัวว่าทำให้ผู้อื่นร้อนใจ เขาเอ่ยยิ้มๆว่า “มิใช่ว่าภาพแผนที่มีปัญหา แต่เพราะมันล้ำค่าเกินไป จะเปิดประมูลหรือใช้มันไปร่วมหุ้นกับร้านค้าสกุลใด พวกเจ้าต้องตัดสินใจเอาเองแล้ว”


รอยยิ้มนี้ ออกจะสดใสเกินไปหน่อยกระมัง?


วินาทีนั้น เหมือนกับหิมะน้ำแข็งละลายหาย ใต้หล้ากลับมาอบอุ่น ดวงหน้าเขาคล้ายกำลังเปล่งแสง หล่อเหลาจนแทบไม่อาจมองตรงๆได้


อวี้ถังจ้องหน้าเผยเยี่ยนอยู่ เป็นนานก็ไม่ได้สติเสียที


ครั้งนี้เขาก็คงจะยิ้มออกมาจากใจจริง


ตนนั้นโชคดีเพียงใดหนอ ถึงกับได้เห็นรอยยิ้มจากใจของเผยเยี่ยนถึงสองครั้งในวันเดียว


อวี้ถังลอบชื่นชมไม่หยุดปาก แต่ก็ไม่กล้าคิดเรื่อยเปื่อย รีบหันไปมองทางบิดา


เห็นว่าบิดาสติล่องลอย คล้ายถูกข่าวนี้กระแทกใส่ศีรษะ


นางรีบร้องเรียกเขา “ท่านพ่อ”


อวี้เหวินเป็นคนฉลาด สมองของเขาเริ่มกลับมาทำงานอีกครั้งอย่างรวดเร็ว


สกุลอวี้ไม่ได้มีทรัพย์สินอะไร ภาพแผนที่นี้ก็สูงค่าเกินตัว หากเก็บไว้ในมือ ก็เหมือนเด็กสามขวบถือดาบเล่มใหญ่ ไม่มีกำลังจะยกขึ้นได้ด้วยซ้ำ หากไม่ใช่ไปทำผู้อื่นบาดเจ็บ ก็คงเป็นตนเองที่บาดเจ็บแทน พิจารณาจากสถานการณ์ในตอนนี้ โอกาสที่พวกเขาจะบาดเจ็บเองมีสัดส่วนสูงกว่าผู้อื่นบาดเจ็บอยู่มาก


อวี้เหวินตัดสินใจได้ในทันที เขาเอ่ยว่า “นายท่านสาม นี่เป็นแผนที่อะไรหรือ? เหตุใดท่านถึงบอกว่าสูงค่าเพียงนั้น? หากว่าพวกเราทำตามที่ท่านบอก เชิญสกุลเผยเป็นคนกลาง ก็จะสามารถประมูลขายภาพนี้ได้แล้วใช่หรือไม่?”


เผยเยี่ยนค่อนข้างประหลาดใจ สายตาจับจ้องอยู่ที่ร่างของอวี้ถัง


เขารู้ดี คุณหนูใหญ่สกุลอวี้ผู้นี้มีความคิดเป็นของตนเอง อวี้เหวินไม่แน่ว่าจะควบคุมนางได้


อวี้ถังสนับสนุนการตัดสินใจของบิดา


มีชามใหญ่เพียงใด ก็กินข้าวเพียงเท่านั้น


คนที่กินข้าวในชาม แต่ยังไม่หยุดมองผู้อื่นที่กินข้าวในหม้อโดยทั่วไปแล้วมักไม่มีจุดจบที่สวยงามเท่าไร


แม้นางจะอยากรู้ว่าแผนที่นี้สูงค่าอย่างไร แต่การหาทางผลักสกุลอวี้ออกจากพายุหมุนลูกนี้ ทำให้ทุกคนอยู่รอดปลอดภัย นั่นต่างหากคือสิ่งที่สำคัญที่สุด


อวี้ถังรีบหันไปพยักหน้าหงึกหงักให้เผยเยี่ยน แสดงออกถึงความเห็นของตน


เผยเยี่ยนหัวเราะกับตัวเอง


เขาเพิ่งจะเข้าใจว่าเหตุใดตนถึงยินดีช่วยเหลือสกุลอวี้


ไม่ใช่เพราะคุณหนูอวี้เป็นหญิงงาม มิใช่เพราะอวี้เหวินเป็นคนใจกว้าง แต่เพราะคนในสกุลอวี้มักมองเรื่องราวต่างๆอย่างทะลุปรุโปร่ง


ถึงจะเป็นความมั่งคั่งเทียมฟ้า แต่ก็ต้องมีปัญญาแบกรับให้ไหวด้วย


เขาพบเจอผู้คนมามากมาย ที่หลงทางอยู่กลางภาพมายาแห่งอำนาจ


รวมถึงตัวเขาเองในวัยเยาว์


นี่คือสิ่งล้ำค่าที่สุดของสกุลอวี้


โดยเฉพาะแม่นางอวี้ผู้นี้…อวี้เหวินคิดได้เช่นนั้น เพราะเกี่ยวพันถึงอายุและประสบการณ์ที่เขาเคยผ่าน เห็นได้จากที่เขาไม่เข้าร่วมสอบจวี่เหรินต่อ นี่จึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร แต่คุณหนูอวี้ที่อายุเพียงเท่านี้กลับมีปณิธานและจิตใจเช่นนี้ได้ ทำให้เขาต้องมองนางใหม่อีกที


เขามองอวี้ถังอย่างลึกซึ้งหนหนึ่ง ตัดสินใจช่วยเหลือสกุลอวี้อีกครั้ง


“แม้จะเป็นการค้าทางทะเลเหมือนกัน แต่พวกเจ้ารู้หรือไม่ว่ากิจการทางทะเลก็แบ่งออกเป็นหลายประเภท?” เผยเยี่ยนรีบเก็บเรื่องล้อเล่นในใจทิ้ง แล้วเอ่ยน้ำเสียงเป็นการเป็นงานว่า “สำนักตรวจสอบการค้าทางทะเลในราชวงศ์ปัจจุบันมีอยู่สามแห่ง หนึ่งหนิงปัว สองเฉวียนโจว สามกว่างโจว และเส้นทางเดินเรือทางทะเลนั้น หากมิใช่ไปซูลู ก็ไปสยามหรือไม่ก็ศรีลังกา แต่แผนที่ผืนนี้ของพวกเจ้ากลับนำทางไปอาหรับ”


อวี้เหวินกับอวี้ถังฟังจนสมองมึนงง จ้องหน้ากันไปมา


ซูลูอยู่ที่ไหน? ศรีลังกาอยู่ตรงใด? แล้วอาหรับสำคัญมากหรือ?


อวี้ถังไม่อยากให้บิดาอับอายต่อหน้าเผยเยี่ยน จึงชิงถามก่อนที่บิดาจะเอ่ยขึ้นว่า “นายท่านสาม ที่ท่านพูดหมายความว่าอย่างไร? เพราะมีเรือไปอาหรับน้อยมาก? ฉะนั้นภาพผืนนี้จึงสูงค่าหรือ?”


“ไม่ใช่หรอก!” เผยเยี่ยนมองออกว่าสองพ่อลูกไม่เข้าใจเรื่องพวกนี้ จึงอธิบายให้ฟังอย่างละเอียดว่า “ราชสำนักของเรามีกองเรือ ไม่ว่าจะไปซูลูก็ดีหรือสยามก็ดี เป้าหมายสูงสุดคือหวังจะนำสินค้าเหล่านี้ไปขายที่อาหรับ เพราะว่าอาหรับเป็นแคว้นที่ร่ำรวยมั่งคั่ง 


แต่ก่อนพวกเราไม่มีใครรู้เลยว่าจะไปอาหรับได้อย่างไร ดังนั้นจึงได้แต่ส่งสินค้าไปขายที่ซูลูและสยามเป็นต้น แล้วให้พ่อค้าของพวกเขานำสินค้าไปขายต่อที่อาหรับเอง ภาพแผนที่ผืนนี้ของเจ้า เป็นเส้นทางเดินเรือสายใหม่ เป็นเส้นทางที่พวกเราแต่ก่อนคิดจะไปแต่ก็หาทางไปไม่ได้ อีกอย่างเส้นทางเดินเรือนี้ก็ออกเดินทางจากกว่างโจว มันจึงยิ่งสูงค่ายิ่งไปอีก”


พ่อลูกสกุลอวี้ก็ยังฟังไม่เข้าใจอยู่ดี


เผยเยี่ยนจึงบอกพวกเขาว่า “เพราะเรื่องของโจรสลัด หลายครั้งราชสำนักคิดอยากปิดทะเลไปเสีย โดยเฉพาะสำนักตรวจสอบการค้าทางทะเลที่หนิงปัวและเฉวียนโจว แต่ละแห่งล้วนเคยถูกปิดไปแล้วครั้งหนึ่ง ระยะนี้ยังมีขุนนางเสนอให้ปิดสำนักตรวจสอบการค้าทางทะเลอีกสองแห่ง 


หากว่าราชสำนักลงความเห็นให้ผ่าน สำนักทั้งสองแห่งนี้คงถูกสั่งปิดอีกรอบ กองเรือจึงออกเดินทางได้จากฝั่งกว่างโจวเท่านั้น พวกเจ้าคิดว่า ภาพแผนที่ของพวกเจ้าล้ำค่าหรือไม่เล่า?”


อวี้เหวินกับอวี้ถังเบิกตาโต


หมายความว่า สกุลของพวกเขาจะเสี่ยงอันตรายยิ่งกว่าเก่าน่ะสิ


สองพ่อลูกตะโกนออกมาเป็นเสียงเดียวกันว่า “ประมูล! นายท่านสาม แผนที่นี้ประมูลขายไปเสียเถอะ”


อวี้เหวินถึงขนาดคิดว่าการประมูลก็อาจจะไม่ปลอดภัยด้วยซ้ำ จึงเอ่ยแก้ไขไปว่า “นายท่านสาม ท่านคิดทำการค้าทางทะเลหรือไม่? เอาอย่างนี้ดีไหม ข้าจะมอบแผนที่ให้ท่าน? พวกเราไม่ต้องการเงินทอง ถือเสียว่าเป็นสิ่งตอบแทนที่ท่านช่วยหาหมอมารักษานายหญิงบ้านข้า”


สีหน้าของเผยเยี่ยนดำทะมึน


เขาตั้งใจทำความดี แต่กลับต้องเข้าร่วมการแย่งชิงเสียได้!


อวี้ถังคิดว่าวาจานี้ของบิดาออกจะซื่อตรงเกินไปหน่อย คล้ายจะโยนหม้อให้เขาแบกแทนอย่างนั้น พอหันไปมองเผยเยี่ยนอีกรอบ ก็เห็นว่าเขาหน้าดำอึมครึมไปหมด นางเค้นสมองด้วยความเร็วอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน รีบพูดออกมาว่า 


“ท่านพ่อ ท่านทำเช่นนี้ไม่ถูก หากนายท่านสามต้องการแผนที่นี้ คงแลกเปลี่ยนกับพวกเราตรงๆแต่แรกแล้ว จะมาพูดเรื่องรับประกันให้สกุลเรากับประมูลขายภาพเพื่ออะไร?”


“จริงด้วย จริงด้วย!” อวี้เหวินเพิ่งรู้ตัวว่าตัวเองพูดผิดไป จึงหันไปฉีกยิ้มส่งให้เผยเยี่ยน


อวี้ถังนั้นกลัวว่าเผยเยี่ยนจะสะบัดมือหนีไม่สนใจพวกนางอีก


มีเพียงคนในสกุลเผยเท่านั้น จึงจะเชิญสกุลใหญ่ที่มีอำนาจเทียบเคียงกับสกุลเผิงมาร่วมงานประมูลได้ ถึงจะรับประกันความปลอดภัยของสกุลนางได้


คำพูดของนางถูกส่งออกไปอย่างต่อเนื่องไม่ขาดตอน “นายท่านสามมิใช่คนเช่นนั้นเสียหน่อย! ท่านไม่รู้อะไร แต่ก่อนตอนที่ข้าไปโรงจำนำสกุลเผยก็เคยเจอนายท่านสามแล้ว…” นางพล่ามไปเรื่อยเพื่อเล่าเรื่องการบังเอิญเจอหลายต่อหลายครั้งให้อวี้เหวินฟัง


อวี้เหวินเหงื่อตก แล้วกล่าวขอโทษเผยเยี่ยน “เป็นข้าที่พูดจาไม่ผ่านหัวคิด…”


เผยเยี่ยนมองปากแดงชุ่มชื้นของอวี้ถังที่เดี๋ยวอ้าเดี๋ยวหุบ รู้สึกเหมือนรอบตัวมีนกกระจอกนับร้อยคอยส่งเสียงร้อง พลันรู้สึกปวดหัวขึ้นมาทันที


เขาตัดบทอวี้ถังว่า “เอาล่ะ เอาล่ะ เรื่องแต่ก่อนก็ไม่ต้องยกมาพูดแล้ว”


อวี้ถังไม่เอ่ยถึงเรื่องในอดีตอีก เปลี่ยนมาเยินยอเผยเยี่ยนแทน “แต่ข้าคิดว่าท่านพูดมีเหตุผลยิ่ง วิธีที่ดีที่สุดคือประมูลขาย ทว่า ในเมื่อแผนที่สูงค่าเพียงนั้น ท่านคิดว่าเราควรจะเชิญคนมาคัดลอกไว้อีกหรือไม่ ทำมาค้าขายมีข้อห้ามคืออย่ากินอิ่มคนเดียว 


หากท่านอิ่มอยู่คนเดียว ผู้อื่นย่อมอิจฉาตาร้อน อีกเดี๋ยวก็ไปรวมพวกมาหาเรื่องท่าน หากว่ามีหลายๆสกุลแบ่งกันทำมาค้าขาย เช่นนี้พวกเขาคงไม่ตามไปริษยาทุกสกุลหรอกกระมัง?”


เผยเยี่ยนไม่รู้ว่าต้องพูดอะไรต่อดี


เจ้าเด็กคนนี้ ยังคิดจะมาเล่นลูกไม้กับเขา


กลัวว่าสกุลอวี้ไม่อาจเอาตัวออกจากนอกวงได้ก็ควรพูดออกมาตรงๆ เดินอ้อมวกวนไปเสียไกล คงมิใช่เพราะอยากให้สกุลเผยของเขา เผยเยี่ยนผู้นี้เป็นผู้ออกหน้าแบกหม้อแทนสินะ?


[1] คนที่กินข้าวในชาม แต่ยังไม่หยุดมองผู้อื่นที่กินข้าวในหม้อ เปรียบถึงคนที่โลภมากไม่รู้จักพอ


บทที่ 83: หารือ


ทว่า เผยเยี่ยนยังรู้สึกว่าคุณหนูสกุลอวี้ผู้นี้ฉลาดเฉลียว มีไหวพริบไม่เลว เขาเพิ่งจะเกริ่นนำไป นางก็เชื่อมโยงเรื่องต่างๆได้ทันที คิดอุบายออกมาได้ไม่น้อย


คัดลอกแผนที่นี้ออกมาหลายๆผืน คงมีแต่นางที่คิดออกมาได้…


เผยเยี่ยนลูบปลายคางไปมา พลันรู้สึกว่าความคิดนี้ก็ไม่เลว


การค้าขายจริงอยู่ที่ว่าห้ามกินอิ่มคนเดียว แต่คนที่มีความคิดเช่นนี้มันยากประสบความสำเร็จเป็นพ่อค้าใหญ่ แผนที่ผืนนี้สูงค่าเพียงใด แม้เขาจะอธิบายให้สองพ่อลูกสกุลอวี้ฟังไปรอบหนึ่งแล้ว แต่สองพ่อลูกอาจจะไม่ได้สัมผัสถึงมันจริงๆ คงมีเพียงสกุลใหญ่โตที่ทำการค้าทางทะเลเท่านั้นที่จะเข้าใจได้


เผยเยี่ยนหยุดคิด ส่วนเรื่องว่าจะเชิญใครมาร่วมประมูลแผนที่นั้น เขาได้ร่างรายชื่อไว้ในใจแล้ว ถามกับอวี้เหวินและอวี้ถังว่า “พวกเจ้ามีแผนอย่างไร? แผนที่นี้คิดจะคัดลอกเก็บไว้ผืนหนึ่งหรือไม่?”


หรือว่าจะโยนออกไปทั้งหมด


หากมองจากเรื่องนี้ เขาได้เห็นอย่างชัดเจน แม้สกุลอวี้จะเป็นคนเปิดเผย แต่กลับขี้กลัว ไม่ชอบออกไปเสี่ยงอันตราย


อวี้เหวินกับอวี้ถังส่งเสียงพร้อมกันอีกครั้ง อวี้เหวินตอบว่า “ไม่เก็บแน่.นอน” แต่คำตอบของอวี้ถังคือ “ต้องเก็บแน่.นอน”


สองพ่อลูกมีความคิดต่างกันเป็นครั้งแรก อดจะหันมามองหน้ากันไม่ได้


เผยเยี่ยนเองก็รู้สึกประหลาดใจ


ปฏิกิริยาของอวี้เหวินอยู่ในความคาดหมายของเขา แต่ฝั่งอวี้ถังกลับเหนือความคาดเดาของเขาไป


เขาถามอวี้ถังว่า “ความหมายของเจ้าคือ?”


อวี้ถังรู้ดีว่าการโยนหม้อร้อนออกไปให้พ้นๆคือวิธีที่ดีที่สุด แต่ว่าหลายวันนี้นางอดทนมามากเกินพอแล้ว ไม่ใช่สิ สมควรพูดว่าตั้งแต่ชาติก่อนนั้นนางก็อดทนมามากพอแล้ว


สกุลหลี่มีบัณฑิตในจวนแค่ไม่กี่คน ก็สามารถควบคุมชะตาชีวิตของพวกนางสกุลอวี้ได้แล้ว


บ้านแตกสาแหรกขาด นั่นคือเรื่องจริงที่นางต้องเผชิญ


เรื่องครั้งนี้สำหรับอวี้ถังแล้ว นับว่าเป็นวิกฤต ขณะเดียวกันก็เป็นโอกาส


หากมีแผนที่ผืนนี้ สกุลนางย่อมมีโอกาสเข้าใกล้สกุลใหญ่ๆในราชวงศ์ปัจจุบัน


หากว่าจัดการให้ดี อาจถึงขั้นได้แบ่งเนื้อจากพวกเขามากินเลยก็ได้


แต่นางก็รู้ดี สกุลอวี้มีคุณสมบัติไม่มากพอ


นางไม่อยากถูกสกุลใหญ่ๆกลืนกิน ทางที่ดีควรจะหาพันธมิตรเอาไว้


แม้เมื่อครู่อวี้ถังจะห้ามบิดาไม่ให้โยนหม้อใส่มือเผยเยี่ยน ทว่าในใจนางกลับเห็นด้วยกับบิดาเป็นที่สุด


เรื่องนี้ สกุลของนางต้องผูกติดกับสกุลเผยเอาไว้ เช่นนี้จึงจะสามารถถอนตัวออกมาได้ และสามารถพลิกสถานการณ์คืนกลับมา แม้สุดท้ายจะได้แค่อำนาจในการพูดจาไม่กี่คำ แต่อย่างน้อยก็ไม่ใช่สกุลอวี้ที่ใครๆ คิดจะมาข่มเหงรังแกได้อีก


เพราะฉะนั้น สิ่งที่สำคัญในเวลานี้คืออวี้ถังต้องเกลี้ยกล่อมเผยเยี่ยนให้ได้


ไม่เพียงโน้มน้าวให้เขาช่วยสกุลอวี้ ยังต้องโน้มน้าวให้เขาพาสกุลอวี้มั่งคั่งร่ำรวยตามไปด้วย


มีเพียงขึ้นเรือลำนี้ของสกุลเผยเท่านั้น สกุลนางถึงจะพัฒนาและเปลี่ยนเป็นเข้มแข็งได้ ลูกหลานของนางจะได้เล่าเรียนวิชาเข้ารับราชการ สกุลนางจะได้มีขุนนางสืบต่อไปทุกๆรุ่น


ไม่รู้ว่าสกุลเผยตอนแรกอาศัยสิ่งใดก่อร่างสร้างตัวขึ้นมา?


อวี้ถังแม้จะคิดไปไกล แต่ก็เป็นเวลาเพียงชั่วพริบตาเท่านั้น ความจริงแล้ว เผยเยี่ยนมองนางครุ่นคิดจริงจังอยู่พักหนึ่ง นางจึงพูดกับเขาว่า “วันนี้เป็นสกุลหลี่ พรุ่งนี้ก็อาจจะเป็นสกุลหวัง สกุลเฉิน ข้าไม่อยากให้สกุลอวี้เป็นเหมือนเช่นวันนี้ไปตลอด เจอปัญหาใดก็ไร้กำลังจะแบกรับ นายท่านสาม ข้ารู้ว่าท่านผ่านเรื่องต่างๆมามาก ข้ามีความคิดอยู่หนึ่งอย่าง อยากฟังความเห็นของท่านก่อน”


หมายความว่านางอยากจะคว้าโอกาสนี้ไว้เพื่อให้สกุลตนตั้งตัวได้!


เผยเยี่ยนแต่ไรก็ชื่นชมคนไม่ยอมแพ้และกระตือรือร้นในความก้าวหน้าเป็นพิเศษ คำพูดของอวี้ถังไม่ทำให้เขารู้สึกต่อต้าน ทั้งรู้สึกว่าหญิงผู้นี้ช่างทรหดนัก ไม่ว่าจะเจอปัญหาใด ขอเพียงมีความหวังแม้เพียงเส้นบางๆ นางก็จะคว้ามันเอาไว้ไม่ยอมปล่อย ข้อด้อยของนางเพียงหนึ่งเดียวก็คือนางยังเด็กมากเหลือเกิน ทั้งถูกจำกัดให้อยู่แต่ในห้องหอ ไม่ได้มีความรู้มากมายนัก


หากว่าเขาสั่งสอนนางให้ดี แล้วค่อยปล่อยให้นางไปเล่นงานสกุลหลี่…แค่คิดเผยเยี่ยนก็รู้สึกน่าสนุกแล้ว


“ว่ามา!” น้ำเสียงเขาเป็นมิตร ในดวงตามีประกายตามใจนางโดยที่เจ้าตัวเองก็ไม่รู้


อวี้ถังถอนหายใจโล่งอก


ตอนนี้นางค่อยๆรับรู้ถึงอารมณ์ของเผยเยี่ยนได้อย่างรางๆจากกิริยาเล็กน้อยและน้ำเสียงของเขา


เผยเยี่ยนในตอนนี้กำลังอารมณ์ดีมาก


ถึงแม้อวี้ถังจะไม่รู้ว่ามีสิ่งใดให้น่าดีใจก็ตาม…


อวี้ถังรีบพูดว่า “ข้ารู้สกุลเผยไม่สนใจของพวกนี้ แต่ไม่ว่าจะพูดอย่างไร พวกเราก็เป็นคนหลินอันเหมือนกัน เมื่อก่อนได้รับการดูแลจากท่านผู้เฒ่าเป็นอย่างดี มาตอนนี้ก็ติดหนี้บุญคุณท่านมากมาย พูดเช่นนี้อาจจะไม่น่าฟังเท่าไร แต่มันก็ออกมาจากใจข้า ข้าต้องการแบ่งปันแผนที่ผืนนี้กับสกุลเผย อยากให้สกุลเผยพาเราไปสู่ความมั่งคั่ง ทำให้สกุลเรามีเงินทองส่งลูกหลานเล่าเรียน มีฐานะที่ดียิ่งๆขึ้นไป”


จะบอกว่าสกุลเผยไม่หวั่นไหวกับแผนที่ผืนนั้นเลยก็คงเป็นไปไม่ได้ แต่เขาคิดว่าแม้การค้าทางทะเลจะได้กำไรงาม แต่ความเสี่ยงก็สูง สิ่งที่สำคัญคือความยุ่งยาก จำต้องใช้เส้นสายมาก สิ่งที่ต้องทำก็จุกจิก เขาไม่อยากใช้เวลาที่มีอย่างจำกัด ไปสิ้นเปลืองกับเรื่องนี้


เขาพูดขึ้นมาโดยไม่หยุดคิดว่า “สกุลข้ามือเท้าไม่เพียงพอ ไม่อาจจับกิจการทางนี้ได้ หากว่าเจ้าสนใจ ข้าสามารถแนะนำผู้ร่วมหุ้นให้เจ้าได้”


นี่คือการปฏิเสธอย่างนุ่มนวลแล้ว


อวี้ถังประหลาดใจมาก รู้สึกว่าเผยเยี่ยนมิใช่คนเช่นนี้ แต่มองสีหน้าของเขาแล้ว กลับดูจริงจังเต็มเปี่ยม เห็นชัดว่าไม่อยากจับกิจการจำพวกนี้จริงๆ


เพราะไม่รู้ว่ากิจการนี้ทำกำไรได้มากมายมหาศาลเพียงใดรึ?


นางพูดต่อว่า “นายท่านสาม สกุลข้าเชื่อใจแค่ท่าน ท่านลองไปสืบความเรื่องการค้าทางทะเลดูแล้วค่อยตัดสินใจใหม่ดีหรือไม่?”


เผยเยี่ยนหัวเราะ “ข้ามีศิษย์พี่เป็นคนกว่างโจว สกุลเขาก็ทำกิจการนี้ ไม่อย่างนั้นข้าจะมองออกในทันทีได้เช่นไรว่านี่เป็นแผนที่ทางทะเลซึ่งต้องเดินทางออกจากกว่างโจว?”


อวี้ถังพลันหน้าแดง ยังคิดจะเกลี้ยกล่อยเผยเยี่ยนต่อ แต่เขากลับพูดขึ้นว่า “สกุลเจ้าก็รู้ตัวว่าสิ่งใดกระทำได้ สิ่งใดไม่สมควรกระทำ สกุลเผยของข้าก็มีคำสั่งสอนของบรรพบุรุษอยู่ คุณหนูอวี้ไม่จำเป็นต้องพูดอีกแล้ว หากว่าเจ้าตกลง ข้าจะออกหน้าแนะนำผู้ร่วมหุ้นให้ ตอนที่ประมูลขายข้าจะเรียกคนมาด้วย ก่อนประมูลพวกเจ้าก็ลองเจอหน้ากันสักครั้งหนึ่ง”


สกุลเผยแต่ก่อนก็เคยเดือดร้อนมามากเพราะว่าโดดเด่นเกินไป


คำสั่งสอนของบรรพบุรุษในสกุลคือมั่งคั่งอย่างถ่อมตน


น้ำขุ่นคลั่กเช่นนี้ เขาไม่อยากไปยุ่งด้วยหรอก!


อวี้ถังไม่ยอมตัดใจ อวี้เหวินกลับรู้สึกว่าเผยเยี่ยนได้ช่วยพวกเขาจนถึงที่สุดแล้ว จึงไม่อยากรบกวนสกุลเผยอีก เขาหันไปโบกมือให้อวี้ถัง บอกเป็นนัยให้นางหยุดพูด จากนั้นก็เอ่ยกับเผยเยี่ยนว่า “เช่นนั้นเงินที่ได้จากการประมูล ให้ท่านเจ็ดส่วน พวกเราสามส่วน”


เผยเยี่ยนหัวเราะฮ่าๆ “เจ้ารู้หรือไม่ว่าถึงเวลานั้นจะประมูลได้เงินประมาณเท่าไร?”


นี่เป็นครั้งแรกที่อวี้ถังได้เห็นเผยเยี่ยนหัวเราะเสียงดัง


ไม่เหมือนกับการยกยิ้มมุมปาก ตอนที่เขาหัวเราะสีหน้าอารมณ์ดูผ่อนคลายสบายใจ ไม่ได้แสดงถึงความเหยาะแหยะเหลวไหล ตรงกันข้ามกลับให้ความรู้สึกหนักแน่นสุขุมและพึ่งพาได้ แตกต่างกับการยกยิ้มมุมปากที่สว่างไสวจนทิ่มตาอย่างสิ้นเชิง


เหตุใดจึงมีคนเช่นนี้ได้?


อวี้ถังกะพริบตาปริบๆ


หรือว่านี่เป็นอีกด้านที่ไม่เคยมีใครเห็นของเขา?


อวี้เหวินทางนั้นก็กล่าวอย่างจริงใจว่า “นายท่านสาม ข้าแม้ไม่ค่อยรู้เรื่องงานจัดการ แต่ถ้าไม่มีท่าน สกุลใหญ่เหล่านั้นคงไม่มีทางเข้าร่วมการประมูลอย่างใสสะอาดแน่ แผนที่ถูกชิงไปเป็นเรื่องเล็ก ชีวิตของคนในครอบครัวรักษาไว้ได้นับว่าโชคดีแล้ว ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าเงินทองจะน้อยหรือมาก 


เรื่องนี้ ล้วนต้องพึ่งพาโชควาสนาของท่านแล้ว หากว่าท่านไม่ตกลง แผนที่ผืนนี้เราก็ไม่ประมูลแล้ว และขอยกมันให้ท่าน ท่านจะเผาก็ดี โยนทิ้งก็ช่าง หรือจะมอบให้ผู้อื่นก็ได้ ล้วนไม่เกี่ยวข้องใดๆกับเราอีก สกุลเราจะถือว่าไม่ได้ครอบครองภาพแผนที่แผ่นนี้อีกต่อไป”


เผยเยี่ยนเริ่มไม่ชอบใจ


อวี้ถังรีบเข้ามาคลี่คลายทันที “นายท่านสาม บิดาข้าพูดจาไม่น่าฟัง ท่านอย่าได้โมโห พวกเรารู้ดีว่าท่านทำเรื่องเหล่านี้เพราะต้องการปกป้องพวกเรา ที่ท่านพ่อข้าพูดไปแบบนั้น ก็เพราะอยากจะตอบแทนท่านคืนบ้าง อย่างอื่นยังไม่พูดถึง แค่ท่านส่งหมอหลวงหยางมาตรวจอาการให้ท่านแม่ข้าทุกเดือน พวกเราก็แทบจะตั้งแผ่นป้ายสรรเสริญท่านไว้บูชากราบไหว้แล้ว”


แผ่นป้ายสรรเสริญ? เรื่องเหลวไหลอะไรอีก?


เผยเยี่ยนตัดบทนางว่า “เรื่องนั้นก็แค่ลำบากเพียงยกฝ่ามือ พวกเจ้าไม่จำเป็นต้องทำเช่นนี้”


อวี้ถังมองออกว่าเขาพูดจากใจจริง ไม่รู้เป็นเพราะเขาโง่งมเกินไปหรือถูกผู้คนยกย่องสรรเสริญจนเคยชินกันแน่ นางจึงได้แต่แก้คำพูดว่า “ในเมื่อเป็นเช่นนั้น พวกเราก็จะทำตามที่ท่านบอกทั้งหมด”


สีหน้าของเผยเยี่ยนคล้ายมีหมอกปกคลุม เขาส่งน้ำชาให้แขกแล้วกล่าวว่า “ถ้าทางนี้มีความคืบหน้า ข้าจะให้เผยหม่านไปแจ้งข่าวพวกเจ้า”


อวี้ถังเห็นดังนั้น ก็ลากบิดาให้ลุกขึ้นขอตัวกลับทันที


อวี้เหวินเอาแต่ตำหนินางว่า “เมื่อครู่เจ้าพูดกับนายท่านสามเช่นนั้นได้อย่างไร? ถ้าเขาบอกไม่รับพวกเราก็จะไม่ให้จริงๆรึ? ต่อไปใครจะกล้ามาช่วยสกุลเราเล่า?”


อวี้ถังอธิบายว่า “เมื่อครู่ท่านก็เห็นแล้ว นายท่านสามไม่ต้องการประโยชน์อะไรจากสกุลเราเลย อีกอย่าง นายท่านสามยินดีจะช่วยเหลือพวกเรา หากว่ารับประโยชน์จากเราไป เช่นนั้นเรื่องนี้ก็ไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว? ท่านต้องการตำแหน่งฐานะ แล้วนายท่านสามไม่ต้องการหรืออย่างไร? ข้าคิดว่าถ้าท่านจะดันทุรังจนทำให้นายท่านสามไม่พอใจ มิสู้หาวิธีว่าจะตอบแทนเขาอย่างไรจะดีกว่า”


“แต่นายท่านสามไม่ขาดแคลนอะไรนี่?” อวี้เหวินกล่าวอย่างจนใจ “ก่อนหน้านี้ก็เป็นเพราะพวกเราหาโอกาสตอบแทนเขาไม่ได้มิใช่หรือ?”


อวี้ถังยิ้มแล้วเอ่ยว่า “เช่นนั้นก็ยิ่งดี ต่อไปพวกเราก็จะได้มีข้ออ้างมาส่งของขวัญปีใหม่ให้เขาทุกปี เรื่องเท่านี้เขาคงไว้หน้าเราบ้างกระมัง อีกอย่าง ต่อให้เขาไม่รับ แล้วนายหญิงสามในอนาคตจะไม่ยอมรับเลยหรือ? นายหญิงสามไม่รับ ก็มิใช่ยังมีลูกหลานของเขาอีก? ไม่แน่อาจเพราะเหตุผลนี้ พวกเราก็สามารถไปมาหาสู่กับสกุลเผยได้แล้ว เรื่องเลวร้ายกลายเป็นเรื่องน่ายินดี!”


เมื่อไปขอร้องผู้อื่น ก็ต้องทำหน้าให้หนาเอาไว้


“ก็คงทำได้เท่านั้นแหละ!” อวี้เหวินถอนหายใจ


สองคนกลับมาถึงเรือน พบว่าในลานบ้านมีอวี้หย่วนรออยู่ก่อนแล้ว


“ท่านอา อาอวี้” เขาก้าวไปประคองอวี้เหวินเข้าเรือน “ข้าเก็บกวาดเรื่องที่ร้านเรียบร้อยแล้วจึงมาที่นี่ ท่านกับอาอวี้เหตุใดจู่ๆไปที่จวนสกุลเผยอีก? เกิดเรื่องอะไรหรือไม่ขอรับ?”


อวี้เหวินกับอวี้หย่วนย้ายไปคุยกันที่ห้องหนังสือ


อวี้หย่วนได้ฟังเรื่องราวทั้งหมด ก็แตกตื่นจนคางแทบไหลลงมา เขาใช้สายตาตื่นตะลึงมองไปที่อวี้ถัง เอ่ยอย่างทอดถอนใจว่า “เหตุใดเจ้าใจกล้าเช่นนี้? หากว่านายท่านสามไม่ยอมช่วยเหลือหรืออยากครอบครองแผนที่ผืนนั้นขึ้นมาเองเล่า?”


คนผู้นั้นออกจะสูงส่งมีคุณธรรม จะคิดทำเรื่องเช่นนั้นได้อย่างไร?


แต่นางไม่อยากบอกอะไรกับญาติผู้พี่มากนัก เพียงเอ่ยยิ้มๆว่า “แต่เรื่องก็เป็นที่ประจักษ์แล้ว ข้านับว่ามีโชคอยู่บ้าง นายท่านสามไม่เพียงจะช่วยเรา แต่เขายังสูงส่งใจสะอาด กล้าทำในสิ่งที่ชอบธรรม เป็นคนที่ฝากฝังชีวิตเอาไว้ได้”


อวี้เหวินกับอวี้หย่วนต่างผงกศีรษะเห็นด้วย


อวี้หย่วนถึงกับถอนหายใจเฮือก “อาอวี้ช่างเป็นคนมีโชคโดยแท้”


อวี้เหวินไตร่ตรองดูแล้วรู้สึกว่าเป็นเช่นนั้นจริง จึงเอ่ยสนับสนุนอีกแรง “น้องสาวของเจ้านับว่ามีโชค ไม่เลวจริงๆ”


อวี้ถังยิ้มแห้งๆ


โชคของนาง ล้วนต้องแลกกับชีวิตที่เคยมีเมื่อชาติก่อน แลกกับความไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตาในชาตินี้


ได้กลับมาเกิดใหม่อีกครั้ง ชะตาของนางนับว่าดีขึ้นแล้วจริงๆ


นางยิ่งไม่ควรใช้โชคชะตาดีๆเช่นนี้อย่างสิ้นเปลือง ไม่เพียงต้องเปลี่ยนแปลงชะตาของตน ทั้งยังต้องเปลี่ยนชะตาของคนในสกุลด้วยถึงจะถูก


บทที่ 84: วิ่งวุ่น


นับแต่ได้ภาพ ‘ตกปลาใต้ต้นสนริมน้ำ’ มาอยู่ในมือสกุลอวี้ก็นับเป็นเวลาครึ่งปีแล้ว ระหว่างนั้นก็เกิดเรื่องราวขึ้นมาไม่หยุดหย่อน ทุกคนในสกุลอวี้ตกอยู่ในความกระวนกระวาย แต่ในที่สุดตอนนี้ก็โยนหม้อทิ้งไปได้แล้ว ทั้งอวี้เหวินและอวี้หย่วนต่างก็รู้สึกเบาสบาย คิดว่าคืนวันอันแสนสงบสุขจะกลับคืนมาสู่ชีวิตของพวกเขาเสียที


“เรื่องแผนที่ พวกเราก็ทำตามที่นายท่านสามบอกก็พอ” อวี้เหวินบอกกับอวี้หย่วนอย่างอารมณ์ดี “บ้านเราควรเตรียมตัวสำหรับงานปีใหม่ได้แล้ว”


อวี้หย่วนพลันหน้าแดงๆ


เขากับแม่นางเซียงมอบของหมั้นให้กันแล้ว ตอนช่วงปีใหม่ยังต้องส่งของขวัญไปให้สกุลเซียงเพื่อหารือวันแต่งงานด้วย อีกอย่างร้านค้าที่ถนนฉางซิ่งก็จะเริ่มกลับมาเปิดกิจการแล้ว


อวี้เหวินกำชับเขาว่า “สถานการณ์ของแม่นางเซียงนั้นค่อนข้างพิเศษ อีกเดี๋ยวข้าจะให้อาสะใภ้เจ้าไปลองถามสกุลเว่ยดู ว่าแม่นางเซียงจะอยู่ร่วมงานปีใหม่ที่สกุลเว่ยหรือกลับไปที่สกุลเซียง หากว่าแม่นางเซียงรั้งอยู่ที่สกุลเว่ย เกรงว่าปีใหม่นี้เจ้าคงต้องส่งของขวัญที่เหมือนกันสองชิ้นแล้ว”


ทางนี้มีบุญคุณด้วยเลี้ยงดู ทางนั้นมีบุญคุณด้วยให้กำเนิด สองบ้านล้วนไม่อาจละเลยได้


อวี้หย่วนพยักหน้ารับติดๆกัน


อวี้เหวินให้คนสกุลเฉินไปเยี่ยมสกุลเว่ย


คนสกุลเฉินแต่ไรก็ไม่ค่อยคบค้ากับใคร เรื่องในเรือนส่วนมากก็เป็นอวี้เหวินตัดสินใจ แม้คิดว่านายหญิงเว่ยเป็นคนดีเข้ากับนางได้ แต่นางกลับไม่มั่นใจนัก เห็นว่าช่วงนี้อวี้ถังจัดการเรื่องต่างได้เรียบร้อย กระทั่งอวี้เหวินก็เริ่มฟังความเห็นของนาง ในใจจึงค่อยๆเริ่มพึ่งพาบุตรสาวของตัวเองมากขึ้น เมื่ออวี้เหวินพูดเช่นนั้น นางจึงคิดลากอวี้ถังไปด้วย “เจ้าไปเป็นเพื่อนข้าแล้วกัน จะได้ไปทักทายท่านน้าเว่ยด้วย”


หลังกลับมาจากสกุลเผย อวี้ถังก็ยุ่งแต่กับเรื่องแผนที่ ไม่ได้เจอคนของสกุลเว่ยมาช่วงหนึ่งแล้ว รู้สึกว่าถึงเวลาสมควรที่ตนต้องไปกล่าวทักทายนายหญิงเว่ย จึงตกปากรับคำด้วยความยินดี


คนสกุลเฉินเห็นดังนั้น ก็ลากนางไปที่ร้านเครื่องเงินสกุลเผย ให้อวี้ถังสั่งทำเครื่องประดับเงินและทองที่เด็กสาวชอบใส่กันหลายชิ้น ทั้งบอกว่า “ประมาณวันที่สิบห้าช่วงเดือนแรกของปีก็คงกำหนดวันแต่งงานให้พี่ชายเจ้ากับแม่นางเซียงได้แล้ว ช่วงปีใหม่ที่เรือนคงมีแขกมามากมาย ถึงตอนนั้นเจ้าต้องแต่งตัวให้งดงามหน่อยจึงจะถูก”


ถึงเวลาที่จะให้นายหญิงสกุลต่างๆได้รู้จักกับอวี้ถังแล้ว และเป็นโอกาสดีที่จะให้นายหญิงทุกท่านช่วยเรื่องคู่หมายของอวี้ถังด้วย


อวี้ถังกลับไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้ หลายวันมานี้นางเอาแต่หมกมุ่นอยู่กับเรื่องเผยเยี่ยน


คนผู้นั้นทั้งเสื้อผ้าเครื่องประดับล้วนพิถีพิถันเป็นที่สุด แต่กลับวางท่าเหมือนเป็นคนเรียบง่าย นี่เป็นวิญญูชนจอมปลอมชัดๆ เขายังชมชอบให้สตรีแต่งตัวให้สวยงามพริ้มเพรา ดูไม่เข้ากับภาพลักษณ์ของเขาเลยสักนิด


ในใจของคนผู้นั้นต้องมีลูกเล่นซุกซ่อนไว้มากมายแน่


ใกล้จะถึงปีใหม่แล้ว เรื่องงานประมูลยังไม่มีข่าวคราว ภายหลังจะได้ร่วมมือกับสกุลใดยังต้องให้เขาช่วยตัดสินใจและแนะนำผู้ร่วมหุ้นให้ สกุลอวี้อย่างไรก็ต้องส่งขวัญที่ถูกใจไปให้เขาสักชิ้น


หากว่าที่เมืองหลินอันหาซื้อไม่ได้ เช่นนั้นก็ต้องให้ญาติผู้พี่ไปที่เมืองหังโจวสักเที่ยว


ไหนจะฝั่งสกุลกู้อีก


กู้ซีสนิทสนมกับกู้ฉ่างพี่ชายแท้ๆ บ้านของหลี่ตวนทะเลาะกับบ้านสายหลักคิดจะแยกสกุล นางต้องลองไปสืบดูว่าสกุลกู้มีท่าทีเช่นไรกับเรื่องนี้


อีกอย่างคือเหตุใดบ้านสายตรงสกุลหลี่ถึงต้องการแยกสกุลกับบ้านของหลี่ตวนนั้น นางก็ต้องไปสืบหาให้ชัดเจน ไม่แน่ต่อไปอาจจะได้ใช้ประโยชน์…


อวี้ถังนึกแล้วก็รู้สึกว่ามีเรื่องมากมายให้ทำเป็นพะเนิน


แต่บัดนี้ไม่มีเรื่องคอขาดบาดตายให้กังวล ไม่เหมือนแต่ก่อนที่มีเรื่องให้ต้องร้อนใจไม่หยุดหย่อน คิดว่าอย่างไรก็ต้องมีความหวัง นางไม่รู้สึกยุ่งยากเลยสักนิด รอกระทั่งสั่งทำเครื่องประดับเรียบร้อยแล้ว ก็ชวนมารดาไปดูที่ร้านขายวัตถุโบราณ “ต้องเลือกของสักชิ้นมอบเป็นของขวัญปีใหม่ให้นายท่านสามเจ้าค่ะ”


คนสกุลเฉินคลำกระเป๋าเงินไปมา “เจ้าค่อยมาเดินเลือกกับบิดาเจ้าดีหรือไม่?”


อวี้ถังหัวเราะ “นายท่านสามมีสิ่งใดขาดแคลนบ้าง? มอบของขวัญปีใหม่ให้เขา ต้องใช้ความคิดไปเสาะหา ของที่ใช้เงินซื้อมาง่ายๆ ไม่แน่เขาอาจจะไม่ต้องการ เป็นถึงผู้นำสกุลเผยของสูงค่าย่อมเรื่องรอง ที่สำคัญคือต้องน่าสนใจเจ้าค่ะ”


คนสกุลเฉินคิดตามแล้วก็เห็นด้วย “เช่นนั้นเจ้าก็ลองปรึกษาพี่ชายเจ้าดู ตอนที่เขาอยู่นอกเมือง อาจได้เจอสิ่งใดที่น่าสนใจบ้าง”


อวี้ถังพยักหน้ายิ้มแฉ่ง แล้วพาคนสกุลเฉินเดินเข้าร้านขายวัตถุโบราณที่ตั้งอยู่ไม่ไกล


คนสกุลเฉินเห็นถ้วยล้างพู่กันรูปสระบัว ก็นึกถึงเครื่องประดับที่สั่งทำไปเมื่อครู่ “แต่ก่อนเจ้าชื่นชอบของที่เรียบง่ายกะทัดรัดไม่ใช่หรือ? เดี๋ยวนี้ทำไมเลือกแต่ลายบุปผาเล่า?”


อวี้ถังหัวเราะเอ่ยว่า “ไม่สวยหรือเจ้าคะ?”


“สวยก็สวยอยู่” คนสกุลเฉินมองไปทางบุตรสาว ตอบอย่างจริงจังว่า “แก้วตาของข้างดงามเพียงนี้ จะปักบุปผาแบบใดก็น่ารักทั้งนั้น แต่เมื่อก่อนเจ้าดื้อซน มักบอกว่ารำคาญ หรือเพราะตอนนี้โตเป็นสาวแล้ว?”


หาได้เป็นแบบที่มารดาคิดไม่


นางกลัวว่ารอบหน้าเผยเยี่ยนจะให้นางแต่งกาย ‘ถูกต้องเรียบร้อย’ อีกน่ะสิ


ทว่านางไม่อาจบอกมารดาไปเช่นนั้นได้ จึงหัวเราะแล้วชี้ไปที่แจกันหรู่เหยาแล้วบอกว่า “ท่านแม่ ดูสิเจ้าคะ! สวยหรือไม่?”


คนสกุลเฉินบอกว่า “แน่นอนว่าสวยอยู่แล้ว แต่แจกันใบนี้?”


ต่อให้พวกเขาไม่เอาเงินไปจัดงานแต่งให้อวี้หย่วนก็ซื้อไม่ไหวอยู่ดี


อวี้ถึงเม้มปากหัวเราะ “แค่ให้ท่านดูเท่านั้นเจ้าค่ะ”


สักวันหนึ่ง นางคิดอยากซื้ออะไรก็จะซื้อตามใจชอบให้ได้เลย


คนสกุลเฉินถอนหายใจเฮือกใหญ่


อวี้ถังเห็นว่าข้างๆ มีห่วงเคาะประตูสำริดรูปสัตว์ แต่มองไม่ออกว่าเป็นสัตว์ประเภทใด แต่คล้ายสัตว์ประหลาดโบราณที่บ้าคลั่ง ให้ความรู้สึกสูงค่าไม่น้อย


นางหันไปยิ้มให้เด็กในร้านที่เดินตามมา “ในร้านขายของเช่นนี้ด้วยหรือ?”


เด็กในร้านรู้จักสินค้าในร้านตนราวกับเป็นสมบัติในบ้านตัวเอง ได้ยินดังนั้นก็หัวเราะ “คุณหนูอาจจะไม่รู้ ห่วงเคาะประตูชิ้นนี้ประณีตมาก ท่านดูออกหรือไม่ว่าเป็นสัตว์ชนิดใด? นั่นคือผีซิวขอรับ ท่านคงคาดไม่ถึงใช่หรือไม่? นี่ยังไม่ใช่สิ่งที่ประหลาดที่สุด ยังมีสิ่งน่าแปลกใจกว่านี้อีกขอรับ” 


พูดจบ เด็กในร้านก็หยิบมือจับประตูขึ้นมา แล้วดึงห่วงวงกลมที่อยู่ในปาก จากนั้นปากของสัตว์ประหลาดก็เปิดออกแล้วคายสัตว์ประหลาดตัวเล็กที่หน้าตาเหมือนกับมันออกมา


อวี้ถังกับคนสกุลเฉินต่างรู้สึกว่าน่าสนใจไม่น้อย


เด็กในร้านเห็นดังนั้น ก็ดึงห่วงวงกลมที่อยู่ในปากสัตว์ประหลาดตัวน้อยอีกทีหนึ่ง


สัตว์ประหลาดตัวน้อยจึงคายสัตว์ประหลาดที่ตัวเล็กยิ่งกว่าออกมา


“น่าสนใจ น่าสนใจ!” อวี้ถังร้อง รอจนเด็กในร้านดันสัตว์ประหลาดตัวน้อยเข้าที่เดิมแล้ว นางถึงได้ดึงเล่นอีกรอบหนึ่ง


เด็กในร้านเห็นว่านางถูกใจ ก็รีบเล่าความเป็นมาของห่วงเคาะประตูทันที “นี่เป็นห่วงเคาะประตูห้องลับขององค์หญิงใหญ่ในจิ้นหยางราชวงศ์ก่อนขอรับ ในบัญชีของเถ้าแก่ เดิมลงไว้ว่ามีหนึ่งคู่ แต่ตอนนี้อีกชิ้นหายไปแล้ว…”


สิ่งของประเภทที่ไม่สามารถตรวจสอบลำดับความเป็นมาได้ มากกว่าครึ่งมีแต่คำโอ้อวดทั้งสิ้น


อวี้ถังตอบว่า “ไม่อย่างนั้น ข้าถือไปให้เถ้าแก่ถงช่วยดูสักหน่อย”


เด็กในร้านหุบปากฉับทันที


อวี้ถังถามเขาว่า “ห่วงเคาะประตูนี้ราคาเท่าไร”


เด็กในร้านลังเลเล็กน้อยแล้วตอบว่า “สิบตำลึงขอรับ”


อวี้ถังเริ่มต่อราคากับเขา “เจ้าลองไปถามเถ้าแก่ดู สองตำลึงขายหรือไม่?”


เด็กในร้านข่มใจจนหน้าแดงเถือกแล้วไปตามเถ้าแก่ร้านมา สุดท้ายตกลงราคาขายที่สองตำลึง


คนสกุลเฉินไม่ได้ออกเสียงมาโดยตลอด รอกระทั่งเดินออกจากร้านขายวัตถุโบราณจึงกระซิบถามเสียงต่ำว่า “เจ้าคิดจะมอบสิ่งนี้ให้นายท่านสามหรือ?”


“เจ้าค่ะ!” อวี้ถังหัวเราะ “ถือว่าโยนหินถามทาง ถ้าเขารับไว้ ต่อไปข้าก็รู้แล้วว่าต้องซื้ออะไรให้เขา”


คนสกุลเฉินไม่รู้จะตอบรับหรือปฏิเสธอย่างไรดี ส่วนทางอวี้เหวินคิดว่าน่าสนใจไม่น้อย ตอนอยู่เรือนก็หยิบไปเล่นอยู่นานสองนาน ถึงได้หากล่องผ้าไหมมาใส่ให้ เตรียมส่งให้กับสกุลเผยพร้อมของขวัญปีใหม่ชิ้นอื่นๆ


ส่วนทางสกุลเว่ย ต้นฤดูใบไม้ผลิปีหน้าแม่นางเซียงก็จะออกเรือนแล้ว แม้ทุกๆปีจะอยู่ร่วมงานปีใหม่กับสกุลเว่ย แต่ปีนี้ท่านแม่เฒ่าสกุลเซียงส่งคนมารับด้วยตนเอง บอกว่าตอนแต่งงานไม่ได้อยู่ที่สกุลเซียง ก็นับว่าไม่ถูกธรรมเนียม หากว่าตอนนี้ไม่กลับมาร่วมปีใหม่ที่บ้านอีก นางก็คงมีชีวิตต่อไม่ได้แล้ว


นายหญิงเว่ยไม่กล้ารั้งแม่นางเซียงเอาไว้ จึงส่งยิ้มขื่นๆให้คนสกุลเฉิน “เด็กคนนี้ หากกลับไปแล้วไม่รู้จะถูกทรมานอะไรบ้าง?”


คนสกุลเฉินปลอบใจนายหญิงเว่ยว่า “อย่างมากก็แค่ช่วงปีใหม่เท่านั้น อดทนหน่อย ถือว่าพระโพธิสัตว์ให้นางผ่านด่านเคราะห์ ต่อไปจะได้อยู่อย่างสงบสุขแล้ว”


นายหญิงเว่ยส่ายหน้า คล้ายไม่อยากจะพูดเรื่องพวกนี้กับนางอีก แล้วหันไปชวนอวี้ถังคุยเรื่องงานปีใหม่แทน “หลังปีใหม่สี่วันก็มาที่นี่กับมารดาเจ้า ถึงเวลานั้นพี่สะใภ้เจ้าคงกลับมาแล้ว ข้าให้นางเล่นไพ่นกกระจอกเป็นเพื่อนเจ้าดีหรือไม่?”


แม่นางเซียงหัวเราะพลางเอ่ยว่า “ท่านน้า ชมดอกเหมย กินผลไม้ ปาลูกดอก มีอย่างไหนไม่น่าสนุกบ้าง เหตุใดจะเล่นแต่ไพ่นกกระจอกล่ะเจ้าคะ?”


ทุกคนต่างพากันหัวเราะชอบใจ


อวี้ถังชอบที่แม่นางเซียงเป็นคนเปิดเผย พลันรู้สึกสนิทสนมกับนางขึ้นมาทันที


เมื่อกลับจากสกุลเว่ย นางก็เริ่มช่วยมารดาเตรียมของวันปีใหม่ อวี้ป๋อตอนนี้ก็กลับมาจากเจียงซีพอดี เขามีท่าทีเหนื่อยล้า ไม่เพียงส่งสินค้ามาหนึ่งเรือ แต่ยังพาช่างฝีมือทำเครื่องลงรักมาจากเจียงซีด้วยสองคน เมื่อหาช่างฝีมือได้แล้ว โรงงานสร้างเสร็จแล้ว สินค้าจัดวางแล้ว ร่างคร่าวๆไว้เสร็จสรรพว่าต้องเชิญใครมาร่วมงานวันเปิดร้านบ้าง ท่านลุงใหญ่ก็วิ่งวุ่น หัวหมุนจนไม่ได้เห็นหน้าเห็นตา เรื่องส่งของขวัญให้แม่นางเซียงกับสกุลเว่ยจึงตกเป็นหน้าที่ของคนสกุลเฉิน


อวี้ถังก็วุ่นวายตามไปด้วย


เผยเยี่ยนก็เช่นเดียวกัน


แต่เรื่องวุ่นวายของเขายังดีกว่าอวี้ถังอยู่หน่อย งานต่างๆในจวนล้วนเคยทำเป็นกิจวัตรอยู่แล้ว เขาก็แค่ต้องคอยตัดสินใจเรื่องที่นอกเหนือจากงานปกติเท่านั้น บวกกับทุกคนต้องร่วมงานปีใหม่ โจวจื่อจินก็กลับไปแล้ว เขาจึงค่อยมีเวลาว่างสามารถทำสิ่งที่ตนอยากทำได้


เขาทุ่มความสนใจไปที่งานประมูลภาพแผนที่ผืนนั้น


ตอนที่พ่อลูกสกุลอวี้จากไปได้ทิ้งแผนที่ไว้กับเขา เขาคิดว่าอยากจะลองคัดลอกเองสักหนึ่งผืน ต่อมาพบความยุ่งยากไม่น้อย ไม่เหมือนกับตอนที่ตนวาดภาพออกมาเองภาพหนึ่ง เขาจึงเขียนจดหมายถึงศิษย์พี่ที่ทำการค้าทางทะเลนามว่า ‘เถาอัน’ ให้เขาส่งคนมาที่นี่เพื่อคัดลอกภาพแผนที่ ทั้งยังบอกกับเถาอันอีกว่า เป็นแผนที่เดินเรือจากกว่างโจวไปยังอาหรับ


เถาอันไม่ได้ตอบจดหมายเขา กระทั่งเทศกาลล่าปาผ่านพ้นไป พ่อบ้านใหญ่ของสกุลเถากับที่ปรึกษาทางการทหารก็พาอาจารย์สองคนที่สามารถคัดลอกภาพแผนที่ได้มาถึงหลินอัน สิ่งของที่มาพร้อมกันด้วยนั้นยังมีทองคำสองหีบใหญ่


“นายท่านข้าพูดไว้แล้ว สกุลเผยเป็นสกุลใหญ่ที่มีวิชาความรู้ นายท่านสามยังเป็นคนสูงส่ง ใจสะอาด เงินทองเหล่านี้ เป็นค่าชดเชยเล็กน้อยระหว่างที่พวกข้าพักอยู่จวนสกุลเผย ขอนายท่านสามอย่าได้ใส่ใจขอรับ” พ่อบ้านใหญ่สกุลเถาเอ่ยอย่างถ่อมเนื้อถ่อมตัว “นายท่ายใหญ่ของข้ากลัวว่าจะทำให้งานของท่านล่าช้า ทันทีที่ได้รับจดหมายจากท่านก็สั่งให้พวกข้าเดินทางออกจากกว่างโจวตรงมาที่นี่ หากท่านต้องการสิ่งใด สามารถสั่งการมาได้เลยขอรับ”


เผยเยี่ยนส่งเสียงร้อง ‘เหอะ’ ในใจทีหนึ่ง


ศิษย์พี่ร่วมสำนักคนนี้ของเขามีฉายาว่า ‘เมิ่งฉางจวิน’ ปกติก็ใจคอกว้างขวาง แต่ถ้าจะใจกว้างถึงขั้นนี้…เขากระตุกริมฝีปาก หากมิใช่เพราะช่วยเหลือสกุลอวี้ เขาคงแสร้งหูหนวกตาบอดไม่รับรู้แล้ว


“นายท่านของเจ้ายังสั่งอะไรไว้อีกหรือไม่?” เขาเอ่ยถามตรงๆ “หากว่าไม่มี พวกเจ้าก็กินข้าวกินน้ำแล้วช่วยข้าคัดแผนที่ได้เลย!”


“มีขอรับ มีขอรับ” พ่อบ้านใหญ่สกุลเถาคิดถึงถ้อยคำในจดหมายที่นายท่านเขากำชับว่าให้พูดอะไรไปตามตรง จึงรีบเอ่ยไปทันที “นายท่านข้ายังพูดเอาไว้ว่า หากท่านสะดวก หลังจากจบงานแล้วสามารถให้ข้าพาตัวอาจารย์ทั้งสองกลับไปได้หรือไม่ขอรับ?”


อาจารย์ที่คัดลอกภาพเป็น ปกติมักจะต้องเสี่ยงอันตรายมากกว่าคนอื่นๆ


ก็เหมือนกับอาจารย์ที่วางผังสุสาน มักประสบกับเรื่องที่เป็นความลับ เป็นไปได้มากว่าอาจไม่ได้กลับออกไปอีก


สกุลเถาขอตัวอาจารย์ทั้งสองคนกลับไป แน่นอนว่าไม่ใช่ต้องการคุ้มครองชีวิตของคนทั้งคู่อย่างเดียวแน่ แต่กำลังยืมเรื่องนี้มาถามเผยเยี่ยนว่า สามารถแบ่งเนื้อชิ้นนี้ให้สกุลเถาได้หรือไม่!


[1] แจกันหรู่เหยา เป็นหนึ่งในห้าเตาเผาผลิตเครื่องเคลือบอันโด่งดังในยุคสมัยซ่งของเมืองจีน ก่อตั้งขึ้นเพื่อสนองต่อความต้องการของพระราชวังราชวงศ์ซ่ง มีการกล่าวขานกันว่าเป็นสุดยอดแห่งเครื่องเคลือบของจีน


[2] ผีซิว คือสัตว์ประหลาดตามความเชื่อของจีนมาแต่โบราณ โดยเชื่อว่าคือ เทพลก กวางสวรรค์ มี1เขา แต่ส่วนหน้า หัว และขาคล้ายสิงห์ มีปีกคล้ายนก ส่วนหลังคล้ายปลา และมีหางเป็นแมว มีปาก แต่ไม่มีทวาร ถือเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ที่ช่วยป้องกันและปัดเป่าภูตผีปีศาจ ขับไล่สิ่งไม่ดีต่างๆ


[3] เทศกาลล่าปา ตรงกับวันที่17 มกราคม หมายถึงการล่าสัตว์ เพราะช่วงท้ายปีพืชผลถูกเก็บเกี่ยวตากแห้งเสร็จเรียบร้อยแล้ว ผู้คนจึงเข้าป่าล่าสัตว์สำหรับบูชาบรรพบุรุษและเทพเจ้า เพื่อขอให้มีโชคมีลาภ ชีวิตยืนยาว หลีกเลี่ยงภัยพิบัติและได้รับเป็นสิริมงคล


[4] เมิ่งฉางจวิน เป็นขุนนางรัฐฉีสมัยรัฐสงคราม เขาเลี้ยงคนไว้มากมายเพื่อใช้งานในวันหน้า เล่ากันว่าคนดีมีปัญญาที่เขาเลี้ยงไว้มีถึงสามพันคน เพื่อรอโอกาสใช้งาน ชื่อของเขาจึงมีความหมายเปรียบเปรยถึงคนที่ใจกว้างชอบรับแขกนั่นเอง


บทที่ 85: ของขวัญปีใหม่


บรรพบุรุษสกุลเถาเป็นพ่อค้าใหญ่ แม้จะค้าขายแต่ก็ร่ำเรียนตำรา หลังจากรับราชการ กิจการของสกุลพวกเขาก็ขยับขยายรุ่งเรืองขึ้นไปอีก จากกว่างโจวไปจนถึงทางใต้นับว่าเป็นหนึ่งในสกุลที่มั่งคั่งที่สุด การค้าทางทะเลเป็นเพียงกิจการส่วนหนึ่งของสกุลพวกเขา กลุ่มเรือในสกุลก็มีเจ็ดถึงแปดสาขา 


คนมากพรสวรรค์ที่เข้าใจแผนที่เช่นนี้ ทั้งสามารถลอกภาพวาด แม้จะมีไม่มาก แต่ก็ไม่ถึงกับหาไม่ได้ จากความหมายของพ่อบ้านใหญ่เถา หากไม่ใช่ว่าแผนที่นี้สำคัญอย่างยิ่งต่อสกุลเถา เพื่อต้องเก็บรักษาความลับแล้ว สกุลเถาส่งคนออกมาก็คงไม่วางแผนจะพากลับไปอีก


เผยเยี่ยนเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ลอกแผนที่ให้เสร็จก่อนค่อยว่ากันเถิด”


ผู้ที่สามารถลอกแผนที่ สำหรับสกุลอวี้กล่าวได้ว่ายากดั่งหาทองพันชั่ง แต่สำหรับเขาแล้ว กลับง่ายดายอย่างยิ่ง


เขา ‘ขอความช่วยเหลือ’ เถาอัน เจตนาที่แท้จริงก็เพื่อล่อให้สกุลเถาเข้าร่วมการประมูล คำพูดของพ่อบ้านใหญ่เถาตรงกับความต้องการในใจเขาพอดี เพียงแต่นอกจากเขาจะบอกกล่าวสกุลเถาแล้ว ยังให้คนกระจายข่าวให้ศิษย์พี่รองของเขา ซึ่งก็คือ เจียงหวา เจ้ากรมโยธาธิการควบตำแหน่งมหาบัณฑิตหอตงเก๋อ


พี่สะใภ้คนโตของเจียงหวา เป็นบุตรีของสกุลอู่แห่งหูโจว


สกุลอู่ตั้งหลักปักฐานได้เพราะกิจการขนส่งทางน้ำ


ในสกุลมีกลุ่มเรือห้าหกสาขา


อย่างไรก็ต้องรอคนสกุลอู่มา เขาจึงจะสามารถดูสถานการณ์ว่าจะตอบรับสกุลเถาหรือไม่


เผยเยี่ยนมีทีท่าไม่ชัดเจน พ่อบ้านใหญ่เถาย่อมคิดมาก


เขาครุ่นคิด หรือเผยเยี่ยนคิดว่าเขาไม่มีค่าพอให้พูดคุยเรื่องนี้ด้วย? เช่นนั้นเรื่องนี้ยังต้องเชิญเถาชิง ผู้นำสกุลเถาในยามนี้ ทั้งเป็นพี่ชายของเถาอันเดินทางมาหลินอันด้วยตัวเอง


แน่นอนว่าก่อนหน้านั้น เขาต้องเห็นแผนที่ก่อน ยืนยันว่าแผนที่นั้นเป็นดั่งที่เผยเยี่ยนกล่าวจริงหรือไม่ เส้นทางเดินเรือใหม่ตั้งแต่กว่างโจวไปยังอาหรับ


เขาส่งสายตาให้ผู้ช่วยของเถาอันที่มาด้วยกัน ผู้ช่วยของเถาอันเดินขึ้นมาแนะนำตัว ทำความรู้จักกับเผยเยี่ยน สัมผัสได้ว่าเผยเยี่ยนมีความจริงใจต่อพวกเขาไม่น้อย เวลานี้จึงทิ้งอาจารย์คัดลอกภาพสองคนไว้ ก่อนขอตัวออกไปพัก


แผนที่เป็นของจริงหรือไม่ อาจารย์ทั้งสองคนล้วนมีประสบการณ์เดินเรือ มองพริบตาเดียวก็ตัดสินได้แล้วว่าเป็นของจริงหรือปลอม สิ่งเดียวที่ไม่อาจยืนยันได้คือ เส้นทางเดินเรือที่ปรากฏบนแผนที่นี้ปลอดภัยหรือไม่


จวบจนยามเย็น พ่อบ้านใหญ่เถาได้รับข่าวที่แม่นยำ เขาจึงจัดการส่งคนที่ตามมาอย่างลับๆ ไปส่งจดหมายให้เถาชิง


เมืองหลินอันอยู่ในอิทธิพลของสกุลเผย ขอเพียงเผยเยี่ยนสังเกต มีคนไม่คุ้นตามา เขาย่อมรู้ได้ทันที นับประสาอะไรกับเขาที่ส่งคนไปจับตามองคนของสกุลเถา


มิใช่เพียงเพื่อให้เถาชิงรู้เรื่องนี้ ยามนี้เขาแทบอยากให้พ่อบ้านใหญ่เถาแอบนำแผนที่ส่วนหนึ่งส่งกลับไปด้วยซ้ำ สกุลเถาจะได้ส่งกลุ่มเรือไปทดสอบเส้นทางเสียหน่อย


ห่านป่าบินอพยพย่อมเหลือร่องรอย รอจนสกุลใหญ่พวกนั้นรู้ว่าแผนที่นี้เป็นของจริง ทั้งยังสามารถเดินเรืออย่างปลอดภัย นั่นถึงจะเป็นโอกาสดีในการประมูลราคา


ด้วยเหตุนี้เขาจึงกำชับกับเผยหม่าน “แผนที่ส่วนเล็กๆ ด้านหน้าสามารถให้พวกเขานำกลับไปสกุลเถาได้ แต่ด้านหลังอย่าให้พวกเขาเอาไปได้”


เผยหม่านผงกศีรษะระรัว ดวงตาประกายความสนใจขึ้นมา แตกต่างจากภาพลักษณ์ในวันปกติของเขาอย่างสิ้นเชิง


เผยเยี่ยนเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “นี่เจ้าเบื่ออย่างนั้นรึ?”


เผยหม่านระบายยิ้ม “ไม่ถึงกับเบื่อขอรับ เพียงแต่ในเมืองหลินอันไม่ค่อยมีเรื่องราวอะไร รู้สึกว่ามีดขึ้นสนิมหมดแล้ว”


นั่นยังไม่เรียกว่าเบื่ออีกรึ?


เผยเยี่ยนหัวเราะ “อีกไม่นานเจ้าย่อมจะยุ่งตัวเป็นเกลียว”


เผยหม่านรู้ว่าเผยเยี่ยนต้องเชิญสกุลที่มีอำนาจจำนวนมากเข้าร่วมการประมูล เพียงแค่เผยเยี่ยนยังไม่ได้กำหนดรายชื่อแขก ทั้งเทียบเชิญก็ยังไม่ได้ส่งเท่านั้น เขาคิดว่าตัวเองยังต้องเตรียมตัวสักระยะหนึ่ง ใครจะรู้ว่าเขาเพิ่งออกมาจากห้องหนังสือของเผยเยี่ยน หูซิ่งก็เดินเข้ามาอย่างดีอกดีใจ


ทั้งสองคนพบกันย่อมทักทายเป็นพิธี


เผยหม่านถามเขา “เกิดอะไรขึ้นรึ?”


คล้ายกับฉลองปีใหม่มิปาน ใบหน้าเปล่งความดีใจสว่างไสวไปหมด


หูซิ่งไม่คิดปิดบังเผยหม่าน หนึ่งคือเผยหม่านเป็นพ่อบ้านใหญ่ ควบคุมบ่าวทั้งนอกและในจวนสกุลเผยทั้งหมด สองคือฝีมือของเผยหม่านเยี่ยมยอด รับตำแหน่งไม่กี่เดือน ก็สามารถทำให้บ่าวรับใช้น้อยใหญ่ทั้งในและนอกเรือนเชื่อฟังและให้ความเคารพ หากเขาไม่บอกเผยหม่าน ย่อมมีคนอยากประจบประแจงบอกเขาอยู่ดี ไฉนเขาต้องทำตรงข้าม รนหาที่ตายด้วยเล่า?


เขายังอยากจะนั่งในตำแหน่งนี้ไปนานๆ หากสามารถส่งต่อให้ลูกชายเขาได้ นั่นก็ยิ่งดีไปอีก


“เป็นคนสกุลอู่ของหูโจว” หูซิ่งเอ่ยอย่างกระปรี้กระเปร่า “นายท่านใหญ่สกุลพวกเขามาส่งของขวัญให้สกุลพวกเราด้วยตัวเอง ฟังจากคำพูดนั้น ยังมีของที่ต้องให้นายท่านสามของพวกเราเพียงลำพังด้วย”


นายท่านใหญ่สกุลอู่แห่งหูโจว ผู้นำสกุลอู่


นายท่านสามเป็นผู้นำสกุลเผยแทนบ้านใหญ่ บ้านอื่นของสกุลเผยดูเหมือนจะยอมรับ ไม่มีบ้านใดโวยวายอะไร แต่ในความคิดของหูซิ่ง บางทีบ้านพวกนั้นอาจจะเพราะให้ความเคารพกับท่านผู้เฒ่าเผย เวลานี้จึง.อดทนไว้ ในใจลึกๆยังไม่รู้ว่าคิดอย่างไร? 


ไม่แน่ว่ารอจนไว้ทุกข์ท่านผู้เฒ่าเผยจนครบ ถอดชุดไว้ทุกข์แล้วจะแก่งแย่งชิงดีขึ้นมาหรือไม่ โดยเฉพาะไม่กี่วันมานี้บ้านสายตรงสกุลหลี่แยกสายสกุลกับบ้านของหลี่ตวน ใครกล้าพูดว่าเรื่องราวภายในไม่เกี่ยวข้องกับคนสกุลเผย? ทั้งใครกล้าพูดว่านี่ไม่ใช่สิ่งที่บ้านอื่นของสกุลเผยกำลังหยั่งเชิงเผยเยี่ยนอยู่?


นี่เป็นเทศกาลขึ้นปีใหม่ครั้งแรกหลังจากเผยเยี่ยนรับช่วงต่อเป็นผู้นำสกุล เวลานี้คนมาส่งของขวัญมากเท่าใดก็ยิ่งแสดงให้เห็นถึงความสามารถ มิตรภาพเส้นสายของนายท่านสามชัดเจนมากขึ้นเท่านั้น 


หากเป็นสกุลอู่แห่งหูโจว สกุลร่ำรวยมากบารมีที่เมื่อก่อนแทบไม่เคยไปมาหาสู่กับสกุลเผยก็ยิ่งดีไปใหญ่…นี่เป็นมิตรภาพของเผยเยี่ยนเอง ไม่เกี่ยวข้องกับสกุลเผย หากไม่ใช่เผยเยี่ยน ผู้นำสกุลอู่จะออกหน้ามาส่งของขวัญให้สกุลเผยด้วยตัวเองได้อย่างไร?


เขาพึ่งใบบุญนายท่านสาม


ยามนี้ได้มัดตัวเองติดกับรถของนายท่านสามแล้ว


หนึ่งโรจน์ทุกคนรุ่ง หนึ่งร่วงทุกคนล้ม


สกุลเฉกเช่นสกุลอู่แห่งหูโจว แน่นอนว่ายิ่งมาเข้าร่วมการประมูลมากก็ยิ่งดี


เผยหม่านไม่ต้องเดาก็ล่วงรู้ความคิดนั้นของหูซิ่ง เขาเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “เช่นนั้นเจ้ารีบไปรายงานนายท่านสามเถิด นายท่านใหญ่สกุลอู่จะได้ไม่รอนาน” ก่อนจะเดินผ่านหูซิ่งไป จัดการสะสางธุระของตัวเอง


หูซิ่ง.อดเกาหัวไม่ได้


เผยหม่านทำเช่นนี้เย็นชาไปหน่อยแล้ว!


หรือตัวเองทำเรื่องอะไรผิดต่อเผยหม่าน?


เพียงแต่เวลานี้ก็ไม่ใช่เวลาที่จะมาคิด หูซิ่งเดินเข้าไปในห้องหนังสือเผยเยี่ยนอย่างอารมณ์ดี


เผยหม่านหมุนกายกลับพบอาเสาที่มาส่งของขวัญของสกุลอวี้


อาเสาสามารถพบเผยหม่าน ไม่ใช่เพราะเขาโชคดีบังเอิญพบเผยหม่าน แต่เพราะเผยเยี่ยนให้ความสำคัญกับสกุลอวี้ เผยหม่านที่รับใช้ข้างกายเผยเยี่ยนย่อมใส่ใจสกุลอวี้ตามความประสงค์ของเขา


เผยหม่านพบอาเสาที่ระเบียงด้านหน้าห้องโถงเล็ก ไถ่ถามถึงของขวัญสกุลอวี้อย่างเป็นมิตร


พวกผู้ดูแลสกุลอื่นที่รอลงทะเบียนส่งของขวัญให้กับสกุลเผยในห้องโถงเล็กพากันอิจฉาตาร้อน ซุบซิบนินทาสกุลอวี้ ทั้งมีบางคนที่ทนเห็นสกุลอวี้ ‘โดดเด่น’ ขึ้นมาอย่างกะทันหันไม่ได้ กลับไม่ว่าร้ายสกุลอวี้ต่อหน้าคนของสกุลเผย ข่มความเกลียดไว้ในใจ พอออกจากจวนสกุลเผยก็ห้ามปากตัวเองไม่อยู่ 


“ได้ยินว่าคุณหนูใหญ่สกุลอวี้หน้าตางดงามอย่างยิ่ง ชายหนุ่มหลายคนล้วนหมายปองอยากแต่งเป็นลูกเขยเข้าสกุลพวกเขา ก็ไม่รู้ว่านายท่านอวี้พิถีพิถันอะไร? หรือมีความคิดอื่นแฝงอยู่กันแน่?”


เพราะต่างก็เป็นผู้ดูแลที่มีหน้ามีตาของแต่ละสกุล แม้ในใจจะขุ่นเคือง ก็ไม่อาจทำตัวเหมือนหญิงปากร้ายบ้านนอก กล้าพูดนินทาออกไปเสียหมดได้


ย่อมมีคนที่คิดเหมือนกันรับบทสนทนาต่อ “ได้ยินว่าคุณหนูใหญ่สกุลอวี้ผู้นั้นแต่งกายเป็นบ่าวรับใช้ ทั้งยังยุ่มย่ามเรื่องในบ้าน หากข้ามีหลานชาย ย่อมไม่อาจให้แต่งผู้หญิงเช่นนี้แน่!”


“อย่างกับว่าหลานชายพวกเจ้าจะแต่งกับสกุลอวี้ได้” มีคนหยอกล้อขึ้นมา “สกุลอวี้เอ่ยวาจาแล้ว ลูกสาวนั้นต้องทิ้งไว้รับลูกเขยให้สกุล ไม่เห็นรึ กระทั่งคุณชายรองสกุลหลี่ก็ไม่เป็นผล”


“ใครจะรู้ว่าไม่อยากแต่งลูกสาวออกไป หรืออับจนหนทาง แต่งไม่ออกกันแน่! ข้าว่าคุณหนูผู้นั้นใจกล้าเกินงาม กระทำเรื่องเก่งกาจไม่น้อย นั่นไม่ใช่คุณสมบัติที่คุณหนูทั่วไปควรจะมี” พูดจาแฝงความนัย ก่อนจะพากันหัวเราะเกรียวกราวแยกย้ายไปทางใครทางมัน


สกุลอวี้กลับไม่รู้ว่าอวี้ถังถูกคนติฉินนินทาลับหลัง


อาเสาชี้ไปที่กล่องผ้าไหมที่อยู่ หนึ่งในกองพวกนั้น เอ่ยอย่างตั้งใจ “นี่คือสิ่งที่นายท่านเราได้มาจากร้านโบราณวัตถุ กล่าวว่าน่าสนใจเป็นอย่างมาก มอบให้นายท่านสามเอาไว้ประดับไม่ก็ใช้วางทับกระดาษ” ส่วนของอย่างอื่นก็เป็นเพียงหมู เห็ด เป็ด ไก่ ชา สุรา ผลไม้ ไม่แตกต่างจากของที่เพื่อนบ้านส่งมาในยามปกตินัก


ตามปกติแล้ว สกุลดั่งเช่นสกุลอวี้ สกุลเผยย่อมไม่มีเวลาไปส่งของขวัญคืน ลงทะเบียนไว้ ก็ส่งมอบของขวัญที่มูลค่าไม่ต่างกันคืนไป ไม่ก็ส่งพวกของแห้งหรือบะหมี่น้ำมัน บางครั้งก็มีซองแดงอะไรอื่นๆติดไปด้วย แต่สกุลอวี้ในเวลานี้ เผยหม่านคิดว่ายังคงต้องให้คนไปส่งของขวัญดีๆเสียหน่อย นำกล่องผ้าไหมไปลงบัญชีไว้ด้วยรอยยิ้ม พอถึงพลบค่ำ ก็นำไปส่งให้เผยเยี่ยนถึงในห้องด้วยตัวเอง


เผยเยี่ยนอาบน้ำสางผมเรียบร้อยแล้ว เปลี่ยนเป็นชุดเฉกเช่นยามปกติ บนร่างพาดด้วยผ้าคลุมขนสัตว์ กำลังนั่งขัดสมาธิอยู่บนตั่ง ฟังอาหมิงร่ายรายการของขวัญแผ่นหนา


อาหมิงสวมชุดนวมผ้าต่วนสีแดงสด ใบหน้ากลมดิก ตัวอ้วนฉุ คล้ายดั่งลูกเศรษฐีอันมีจะกิน พาให้คนรู้สึกสบายหูสบายตาไม่น้อย


เห็นเผยหม่านเข้ามา เผยเยี่ยนก็บอกเป็นนัยให้อาหมิงพักก่อน “มีเรื่องอันใดรึ?”


เวลานี้ใกล้ขึ้นปีใหม่แล้ว ทุกวันล้วนมีคนมาหาเผยเยี่ยนไม่หยุดหย่อน


เผยหม่านยืนตรงระเบียงที่มีตี้หลงกว่าค่อนวัน เข้าไปในห้องเผยเยี่ยนที่ไม่มีกะละมังไฟแม้แต่อันเดียว ความ.อบอุ่นในร่างกายแทบจะสลายหายไปหมด หนาวเย็นที่ปลายนิ้วอยู่บ้าง


“สกุลอวี้ส่งให้ท่านขอรับ” เขาส่งกล่องผ้าไหมให้เผยเยี่ยน ก่อนจะซ่อนมือทั้งสองข้างไว้ในแขนเสื้อ เอ่ยกับอาหมิงอย่างเห็นใจอยู่บ้าง “เจ้าออกไปเถิด! เดี๋ยวข้าดูแลที่นี่ให้ก่อน”


เผยเยี่ยนธาตุไฟสูง หากในห้องมีตี้หลง ก็จะเลือดกำเดาไหล ทั้งทนต่อกลิ่นเถ้าถ่านไม่ค่อยได้ เมื่อถึงฤดูหนาวก็เพียงคลุมผ้าคลุมขนสัตว์ สวมเสื้อกันหนาวเท่านั้น คนที่รับใช้ข้างกายเขาจึงทำได้เพียงทนหนาวไปด้วย


อาหมิงคิดว่าเผยหม่านมีธุระอยากจะพูดกับเผยเยี่ยนตามลำพัง พยักหน้าระรัว คำนับให้เผยเยี่ยน ก่อนจะส่งต่อรายการของขวัญให้เผยหม่าน วิ่งกลับไปรับความอบอุ่นจากตี้หลงในห้องตัวเอง


เผยเยี่ยนชื่นชอบอากาศของสี่ฤดูที่แบ่งแยกอย่างชัดเจน กลับไม่คิดขัดขวางคนข้างกายที่ชอบอากาศดีอย่างฤดูใบไม้ผลิแต่อย่างใด รับกล่องผ้าไหมเอ่ยถาม ‘นี่คืออะไร’ พลางเปิดกล่องออก ห่วงเคาะประตูสำริดก็ปรากฏแก่ครรลองสายตา


“นี่คือของสิ่งใดกัน?” เผยเยี่ยนเลิกคิ้ว นำออกมาส่องดูใต้แสงไฟ


เผยหม่านถ่ายทอดคำพูดของอาเสาอีกครั้ง


ไม่นานเผยเยี่ยนก็พบความลับในห่วงประตูสิงโตนั้น


“น่าสนใจไม่น้อย” เขาวางห่วงประตูที่ลดขนาดลงเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยไว้ด้านข้าง “นี่คาดว่าจะเป็นของเล่นในราชวงศ์ก่อน นับว่าสกุลอวี้ใส่ใจจริงๆ”


ตั้งแต่เด็กเขาก็ชื่นชอบของประดิษฐ์สลับซับซ้อน ในมือมีของเช่นนี้ไม่น้อย ค่อนข้างละเอียดประณีต น่าสนใจกว่านี้มาก ห่วงประตูนี้ก็นับว่าไม่ได้หายากมากมาย แต่ในเมื่อผู้อื่นส่งมา เขาก็ไม่ควรทิ้งขว้างส่งเดช


ใช้เป็นที่ทับกระดาษ วางไว้ในห้องก็แล้วกัน


เผยเยี่ยนเอ่ยกับเผยหม่าน “คนของสกุลอู่ ข้าให้หูซิ่งพาไปที่ห้องรับรองแขกทางตะวันออกแล้ว พรุ่งนี้ข้าวางแผนจะจัดงานเลี้ยงต้อนรับพวกเขา เจ้าก็เตรียมตัวเสียหน่อย หากคนของสกุลเถามาสืบเรื่องราวอันใด ก็ไม่ต้องขัดขวาง”


นอกจากอาจารย์คัดลอกภาพสองคน ก็มีคนจากสกุลเถาที่อยู่ห้องรับรองแขกทางตะวันออกเฉียงใต้ ห่างกับคนของสกุลอู่เพียงสวนดอกไม้กั้นเท่านั้น อยากจะสืบข่าวอันใด ย่อมสะดวกอย่างยิ่ง


[1] ตี้หลง คือวิธีสร้างความอบอุ่นในโบราณ มีการสร้างช่องไฟใต้พื้นห้อง โดยจุดไฟจากด้านนอก ถ่ายทอดความร้อนส่งผ่านช่องไฟเข้าไปในห้อง เพื่อให้ความอบอุ่น


[2] กะละมังไฟ คืออุปกรณ์ให้ความอบอุ่นในสมัยโบราณ


บทที่ 86: ก่อนขึ้นปีใหม่


นี่คือต้องการให้สองสกุลประชันกันฉากหนึ่งก่อน!


เผยหม่านเข้าใจความนัย ยิ้มรับ ก่อนจะพลิกกระดาษไปหน้าที่อาหมิงอ่านค้างไว้ เตรียมจะอ่านให้เผยเยี่ยนฟังต่อ


เผยเยี่ยนยกมือทำท่า ‘ไม่ต้อง’ แล้วเอ่ยว่า “นี่เป็นรายการของขวัญที่สกุลอู่ส่งมา เจ้าเอาไปดูเถิด เตรียมของขวัญที่ทัดเทียมกันส่งคืนไป จากนั้นดูว่าของที่ส่งมามีสิ่งใดที่น่าสนใจบ้าง”


เผยหม่านรู้ดีว่าเขาโปรดปรานอันใด ตอบรับอย่างนอบน้อม ก่อนจะขอตัวออกไป


เผยเยี่ยนรู้สึกเบื่อหน่ายอยู่บ้าง คว้าห่วงประตูอันนั้นติดมือออกไปหาพี่รองคุยเรื่องเทศกาลปีใหม่ ทั้งแวะไปน้อมทักทายมารดาของเขา ครุ่นคิดเล็กน้อย ก่อนจะหมุนกายไปห้องหนังสือด้านนอก


สถานที่ที่เคยใช้ต้อนรับสองพ่อลูกสกุลอวี้มาก่อน เวลานี้ นอกจากห้องหนังสือของเผยเยี่ยนแล้ว ห้องอื่นๆล้วนจุดไฟสว่างจ้า ผู้จัดการบัญชี ผู้ดูแล เสมียน ทั้งบ่าวรับใช้ต่างยุ่งพัลวันจนเท้าไม่ติดพื้น แม้ทุกคนจะพยายามพูดกันเสียงเบา กลับยังคงอึกทึกครึกโครม ความโกลาหลที่อยู่เบื้องหน้าพาให้เผยเยี่ยนขมวดคิ้วอย่างไม่ชอบใจ


“นายท่านสาม!” ทุกคนได้ยินเสียงเคลื่อนไหว พบว่าผู้ที่มาคือเผยเยี่ยน จึงพากันเข้ามาคำนับ


เผยเยี่ยนผงกศีรษะ ทอดสายตามองไปยังเผยหม่าน


เผยหม่านเอ่ยละล่ำละลัก “รายการของขวัญของสกุลอู่ได้ลงบันทึกไว้เรียบร้อยแล้ว พวกผู้ดูแลของพวกเรากำลังปรึกษาตระเตรียมของขวัญส่งตอบ” พูดมาถึงตรงนี้ เขาก็ชะงักไปเล็กน้อย “แม้ยามนี้ท่านไม่เข้ามา ข้าก็เตรียมจะไปพบท่านอยู่เช่นกัน…ของบางชิ้นที่สกุลอู่ส่งมาล้ำค่าอยู่บ้าง ข้าให้ผู้จัดการบัญชีคำนวณดู อย่างน้อยที่สุดก็มีค่าถึงหนึ่งหมื่นตำลึง ภายในนั้นมีเจ็ดพันกว่าตำลึงที่ชี้ชัดว่ามอบให้นายท่าน”


สกุลอู่มาเพราะมีเรื่องให้ช่วยเหลืออย่างเห็นได้ชัด


แต่คนอื่นในสกุลเผยไม่รู้ต้นสายปลายเหตุ พากันมองเผยเยี่ยนอย่างเคารพนับถือ คล้ายว่าเพิ่งรู้จักกับคนผู้นี้มิปาน


เผยเยี่ยนเบะปาก ลูบห่วงประตูที่คาบอยู่ในปากสิงโต นึกถึงสกุลอวี้ที่จะแบ่งกำไรให้เขาเจ็ดส่วน


หากรู้ว่าเวลาเพียงแค่สองวันเขาก็ได้รับของขวัญมากมายเช่นนี้ ไม่รู้ว่าพ่อลูกคู่นี้จะตกใจถึงเพียงใด?


“เช่นนั้นก็รับไว้” หลังจากเผยเยี่ยนแตกคอกับศิษย์พี่รอง ก็ไม่ค่อยชอบใจคนข้างกายทั้งเรื่องที่เกี่ยวกับศิษย์พี่รองเท่าใด “ข้าไม่รับไว้ คนอื่นจะไม่สบายใจเอาได้!”


เผยหม่านรับคำสั่งทั้งรอยยิ้ม เวลานี้มีบ่าวรับใช้คนหนึ่งวิ่งเข้ามา เอ่ยอย่างกระหืดกระหอบ “นายท่านสาม ใต้เท้าเติ้ง เติ้งเสวียซง ผู้ตรวจการศึกษามาขอพบขอรับ”


เผยเยี่ยนคาดไม่ถึงอย่างยิ่ง


ยามนี้เย็นมากแล้ว แม้เขาและเติ้งเสวียซงจะเป็นศิษย์ร่วมสำนัก แต่เติ้งเสวียซงมีชาติกำเนิดต่ำต้อย นิสัยหยิ่งทะนง ความสัมพันธ์ของทั้งสองก็ผิวเผินเป็นอย่างมาก ตามหลักแล้ว เติ้งเสวียซงไม่ควรมาเข้าพบเขาในเวลานี้


หรือจะเกี่ยวข้องกับเรื่องแผนที่?


เผยเยี่ยนลูบคาง ก่อนจะไปพบแขกที่ห้องอุ่น


เติ้งเสวียซงอายุประมาณสี่สิบปี รูปร่างผอมสูง ไว้เคราแพะ เปลือกตาปิดลงครึ่งหนึ่งนั่งอยู่บนเก้าอี้ไท่ซือ โดยมีหูซิ่งคอยรับใช้อย่างเอาใจใส่ ใบหน้าเรียบนิ่ง


เมื่อเห็นเผยเยี่ยน เขาก็ผงกศีรษะให้เผยเยี่ยนอย่างวางมาด


เติ้งเสวียซงก็ไม่ได้ชอบเผยเยี่ยนเท่าใด คิดว่าเผยเยี่ยนมีสติปัญญาเลิศเลอ กลับถือดีเอาแต่ใจตนเอง พรสวรรค์ที่ผู้คนมากมายล้วนถวิลหา แต่ตัวเขาเองหาได้ใส่ใจไม่ กระนั้นทั้งสองคนเป็นสหายร่วมสำนัก แม้เขาจะไม่ชอบเผยเยี่ยนอย่างไร ก็ไม่อาจบาดหมางกันได้ ดีที่ในอดีต เขาเคยช่วยเหลือเผยเยี่ยนครั้งหนึ่ง ยามนี้จึงทำให้เขามีความมั่นใจอยู่บ้าง


หลังจากทั้งสองคนถามไถ่สารทุกข์สุกดิบ เติ้งเสวียซงก็บอกจุดประสงค์ที่มาอย่างตรงไปตรงมา “ข้าได้ยินว่านายท่านใหญ่สกุลอู่แห่งหูโจวอยู่ที่นี่? เจ้าคงจะรู้แล้วว่าสกุลอู่แห่งหูโจวเคยทำสิ่งใดมาก่อน?”


เผยเยี่ยนแค่นเสียงอยู่ในใจ ไม่ต้องคิดก็มั่นใจได้แล้วว่า เติ้งเสวียซงมาเพราะแผนที่นั่น แค่ไม่รู้ว่าเขาอยากช่วยออกหน้าให้กับสกุลใดเท่านั้น? สามารถเอ่ยขัดขาสกุลญาติของเจียงหวาออกมาตรงๆเช่นนี้ เห็นได้ชัดว่าผู้ที่ขอให้เขาออกหน้า ย่อมไม่ใช่สกุลธรรมดาสามัญ แต่เหตุใดพวกเขาไม่ออกหน้า มาพบเขาตรงๆกัน กลับต้องให้เติ้งเสวียซงมาเป็นคนกลาง?


เผยเยี่ยนแสร้งทำหน้าซื่อ เอ่ยด้วยรอยยิ้ม “อย่างไรสกุลอู่ก็เป็นญาติกับศิษย์พี่รองข้า ข้าจะไม่รู้ได้อย่างไร?”


พอคำพูดออกจากปาก เผยเยี่ยนก็คิดคล้อยตาม


กระทั่งโจวจื่อจินยังได้ยินมาว่าเขาและศิษย์พี่รองแตกคอกัน คนพวกนี้คงไม่คิดแบบเดียวกันหรอกกระมัง?


นี่ก็น่าสนุกขึ้นมาบ้างแล้ว!


เผยเยี่ยนครุ่นคิด พลางผลักจานผลไม้ของว่างไปทางเติ้งเสวียซง “ชิมดูสิ เถาจื่อหรันให้คนส่งขนมเปี๊ยะอวยพรมาให้ข้าจากกว่างโจว ข้าชิมแล้ว นับว่าสมคำเล่าลือจริงๆ”


เถาอัน มีนามรองว่า จื่อหรัน ยามที่รับตำแหน่งอาลักษณ์ในกรมโยธาธิการ มีเติ้งเสวียซงเป็นผู้ใต้บังคับบัญชา


เติ้งเสวียซงได้ฟังสีหน้าพลันแข็งทื่อ คงจะทราบแล้วว่าคนสกุลเถาทำเรื่องอะไรไปบ้าง


เผยเยี่ยนหัวเราะร่วน หยิบขนมเปี๊ยะอวยพรชิ้นหนึ่งส่งให้เติ้งเสวียซง “กินขนมเสียสิ!”


เติ้งเสวียซงฝืนกินหนึ่งชิ้น เอ่ยชมอยู่สองสามคำ ครุ่นคิด รู้สึกว่าตัวเองพูดเก่งสู้เถาอันไม่ได้ จึงเอ่ยอย่างรู้แล้วรู้รอดไป “เช่นนั้นข้าก็ไม่อ้อมค้อมแล้ว สกุลอิ้นแห่งเฉวียนโจวมีบุญคุณกับข้า จึงให้ข้ามาเป็นคนกลางแทนพวกเขา อย่างไรขอสยากวงพบพวกเขาเสียหน่อยเถิด”


สกุลอิ้นแห่งเฉวียนโจว สกุลเผิงแห่งฝูโจว และสกุลลี่แห่งหลงเหยียน ถูกขนานนามว่าเป็นสามสกุลใหญ่ในฝูเจี้ยน สกุลอิ้นแห่งเฉวียนโจวสร้างตัวโดยการทำชา ภายหลังถูกสกุลลี่แห่งหลงเหยียนกดหัว จึงเปลี่ยนมาทำการขนส่งทางทะเล เป็นกลุ่มเรือปัจจุบันในฝูเจี้ยน นอกจากสกุลเผิง 


ส่วนใหญ่ที่เหลือก็เป็นของสกุลอิ้น สกุลอิ้นไม่มีความมุมานะเท่าสกุลลี่ ทั้งอำนาจยังเทียบสกุลเผิงไม่ได้ แต่สกุลพวกเขาก็มีข้อได้เปรียบของตัวเองเช่นกัน…หลายปีมานี้ สกุลอิ้นทุ่มเทกำลังกับชนชั้นบัณฑิตมาโดยตลอด ช่วยเหลือบัณฑิตมากมาย ในสามสกุล กลับเป็นสกุลพวกเขาที่ข่าวสารฉับไวที่สุด ทำเรื่องคล่องแคล่ว ทั้งมีไหวพริบที่สุด


ก่อนหน้านี้เผยเยี่ยนยังเคยลังเลว่าจะลากสกุลอิ้นเข้ามาเกี่ยวข้องหรือไม่


มาถึงตอนนี้ก็ดี ไม่ต้องให้เขาออกหน้า สกุลอิ้นก็กระโดดออกมาเอง


เผยเยี่ยนก็ไม่อ้อมค้อมกับเติ้งเสวียซงแล้ว เอ่ยตรงๆ “พวกเราไม่ใช่คนอื่นคนไกล ข้าก็จะพูดตรงๆแล้วกัน หากมีสิ่งใดไม่ถูกต้อง ถึงเวลานั้นก็เตือนข้าเสียหน่อย ในช่วงเวลาสั้นๆ แผนที่นั้นยังไม่อาจรู้ได้ว่าเป็นของจริงหรือของปลอม ข้าก็ไม่ได้ป่าวประกาศใหญ่โต แต่ว่า ข้ามีเรื่องอยากรบกวนสกุลอิ้นอยู่พอดี หากเรื่องนี้สำเร็จ ไม่ว่าแผนที่นั้นจะเป็นอย่างไร ข้าก็จะนับพวกเขาเป็นหุ้นส่วนไปด้วย”


เติ้งเสวียซงได้ยินก็ใจเต้นระรัว “นับเป็นหุ้นส่วน?”


เผยเยี่ยนเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ท่านคงไม่คิดว่าเรื่องใหญ่ขนาดนี้ แค่พวกเราไม่กี่สกุลก็สามารถกลืนลงท้องได้หมดกระมัง?”


เติ้งเสวียซงก็เป็นคนหนึ่งที่เอาแต่พากเพียรเรียนในตำรา ไม่ชื่นชอบทั้งไม่ใส่ใจเกี่ยวกับการค้าขายลงทุน เมื่อได้ฟังใบหน้าก็ขึ้นสี “เจ้าก็กล่าวว่าพวกเราไม่ใช่คนอื่นคนไกล เจ้าพูดมาเถิด อยากให้ข้าทำสิ่งใด?”


เผยเยี่ยนก็ไม่เกรงใจ “ข้ามีเรื่องหนึ่งอยากให้สกุลอิ้นช่วยเหลือ ท่านให้สกุลพวกเขาหาคนที่พอพูดจาถูกคอมาเถิด”


สามารถทำให้เผยเยี่ยนเอ่ยปากขอร้อง ทั้งใช้การค้าทางทะเลเป็นเหยื่อล่อ เติ้งเสวียซงก็รู้แล้วว่าเรื่องนี้ไม่ธรรมดา


สิ่งที่เขาทำได้ก็ทำไปหมดแล้ว ต่อไปก็ไม่คิดที่จะติดไปกับน้ำโคลนนี้แล้ว


“ได้! เช่นนั้นก็ว่ากันตามนี้” เขายืนขึ้นอย่างว่องไว “ยามนี้ก็เย็นมากแล้ว ข้ายังต้องเดินทางกลับหังโจวทั้งคืน เจ้าก็อย่ารั้งข้าเลย ปลายปียังมีการสอบประเมินอีก ข้าไม่อาจถ่วงภาระสำคัญให้ล่าช้า”


เผยเยี่ยนก็ไม่ฝืนรั้ง ไปส่งเติ้งเสวียซงออกจากประตูด้วยตนเอง ระหว่างทางยังเอ่ยถึงเรื่องอวี้เหวิน “แม้จะเป็นซิ่วไฉคนหนึ่ง การสอบประเมินประจำปีอาจไม่เกี่ยวกับท่านโดยตรง แต่อย่างไรท่านก็ไถ่ถามทักทาย มีอะไรที่ช่วยเหลือได้ก็ช่วยเหลือหน่อยก็แล้วกัน”


ทุกปีซิ่วไฉต้องเข้าสอบประเมินผล หากสอบไม่ผ่าน ก็อาจจะถูกริบตำแหน่งซิ่วไฉคืน


เติ้งเสวียซงไม่มากความ อย่างไรเผยเยี่ยนก็รับน้ำใจครั้งนี้แล้ว เขาเอ่ย “เจ้าวางใจ เรื่องนี้ข้ารู้ว่าควรทำอย่างไร ถึงเวลานั้นจะให้คนส่งจดหมายให้เจ้า”


เผยเยี่ยนคิดว่านี่ก็นับเป็นการขอบคุณห่วงประตูสิงโตอันนั้นแล้วกัน มองเกี้ยวของเติ้งเสวียซงฝ่าลมหนาวออกจากตรอกเสี่ยวเหมยไป เผยเยี่ยนก็ไปจัดการกิจธุระทั่วไปในห้องหนังสือข้างนอกอีกครั้ง


ผู้คนต่างยุ่งวุ่นวายไปทุกหนทุกแห่ง ผู้ดูแลไม่กี่คนกลับล้อมหน้าโต๊ะหนังสือ ด้านบนนั้นมีห่วงประตูสิงโตที่เขาทิ้งไว้ทับสมุดบัญชี พากันพูดคุยเรื่องห่วงประตูอันนั้นขึ้นมา “คาดไม่ถึงว่านายท่านสามก็มีอันหนึ่งเช่นกัน หากรู้อย่างนี้ ข้าคงนำออกมาจากร้านค้า ไม่ก็ส่งให้นายท่านสามแล้ว จะได้ครบคู่ นับว่าคุ้มค่าหน่อย”


เผยเยี่ยนเอ่ยอย่างแปลกใจ “ที่ใดยังมีห่วงประตูสิงโตอีก?”


ผู้ดูแลคนนั้นเอ่ย “ในร้านโบราณวัตถุ มีห่วงประตูสิงโตแบบเดียวกับอันนี้ไม่ผิดเพี้ยน แต่ไม่กี่วันก่อนก็ขายออกไป เสียใจก็คงไม่ทันแล้วขอรับ”


เผยเยี่ยนได้ยินสีหน้าก็แปลกประหลาดไปอยู่บ้าง “ขายไปนานหรือยัง? ขายเท่าใด?”


ผู้ดูแลเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “เป็นเรื่องไม่กี่วันก่อนขอรับ ท่านก็รู้ ของสิ่งนี้เดิมก็ไม่มีมูลค่าอะไร ทั้งยังเหลืออันเดียวยิ่งแล้วใหญ่ พวกเราขายไปสองตำลึง หากรู้ว่าท่านมีที่นี่อีกอัน อย่างน้อยที่สุดก็คงสามารถขายได้ถึงหนึ่งร้อยตำลึง”


“อ้อ!” เผยเยี่ยนเอ่ยรับด้วยใบหน้าเรียบนิ่ง “เช่นนั้นพวกเจ้าก็สะสางงานต่อเถิด ข้าจะกลับไปพักแล้ว!”


ผู้ดูแลไม่กี่คนอย่างไรก็มักดูสีหน้าเขาในการกระทำเรื่อง ย่อมมีความสามารถสังเกตสีหน้า ตระหนักได้ทันทีว่าเขาอารมณ์ไม่ดี


ทุกคนต่างเหลียวหน้ามองกัน ไม่รู้ว่าไปทำอะไรให้เขาไม่พอใจเข้า


ส่งสายตาแลกเปลี่ยน ไม่ทราบว่าควรพูดอะไรดี


รอจนเผยเยี่ยนจากไป เผยหม่านอดไม่ได้ซัดฝ่ามือใส่คนผู้หนึ่งไป “ยังไม่ทำงานดีๆอีก? หรือไม่อยากหลับอยากนอนข้ามคืนกัน?”


ผู้ดูแลผู้นั้นจับศีรษะอย่างตกใจ รีบวางห่วงประตูนั้นลง ไปตรวจสอบบัญชีต่อ


เผยหม่านมองห่วงประตูที่แผ่รังสีอึมครึม รู้สึกราวกับว่ามันเป็นเผือกร้อนชิ้นหนึ่ง ไม่รู้ว่าควรจะจัดการอย่างไร


แต่ก็ไม่อาจทิ้งไว้ตรงนี้โดยไม่สนใจได้กระมัง!


เขาใคร่ครวญแล้วใคร่ครวญอีก กวักมือเรียกอาหมิงเข้ามา กำชับเขาเสียงเบา “เจ้าหาโอกาสแอบนำมันไปวางไว้บนชั้นหนังสือนายท่านสามเสีย”


ยามใดที่นายท่านสามไปหยิบหนังสือแล้วพบเข้า นั่นย่อมเรียกว่าโชคชะตา หากไม่พบก็ไม่หายไปไหนเช่นกัน


อาหมิงทำตามคำสั่ง นำห่วงประตูไปวาง


ยามอู่ของวันที่สอง คนสกุลอิ้นก็มาถึงหลินอัน


เขาเป็นลูกชายภรรยาเอกของสกุลอิ้น ทั้งเป็นผู้นำสกุลคนถัดไปของสกุลอิ้น


ก่อนมา สกุลพวกเขาก็สืบข่าวเผยเยี่ยนมาอย่างละเอียด ทราบว่านี่เป็นเทศกาลปีใหม่แรกหลังจากที่เผยเยี่ยนรับช่วงต่อเป็นผู้นำสกุล คิดไปทางเดียวกับสกุลอู่ เผยเยี่ยนย่อมต้องการสร้างอำนาจบารมี รถขนาดเล็กขนาดใหญ่ของพวกเขา จึงลากของมาเยี่ยมเยือนเผยเยี่ยนเกือบสิบคันรถม้า


วันนั้นอวี้ถังบังเอิญออกไปส่งของขวัญกับมารดาให้นายหญิงหม่า นั่งในเกี้ยวแง้มผ้าม่านมองเห็นอย่างชัดเจน หลังจากกลับไปคนสกุลเฉินยังเอ่ยกับอวี้เหวิน “ไม่แปลกใจที่ท่านผู้เฒ่ามอบตำแหน่งผู้นำสกุลให้นายท่านสาม การส่งของขวัญในปีนี้ คึกคักยิ่งกว่าปีที่ผ่านมาเป็นร้อยเท่า ภายหลังสกุลเผยย่อมเจริญรุ่งเรืองขึ้นไปเรื่อยๆ เจ้าว่า สกุลเผยจะย้ายไปอยู่เมืองหังโจวหรือไม่”


โยนหม้อออกไปแล้ว อาการป่วยของภรรยาก็มีหมอเลื่องชื่อดูแล นับวันลูกสาวก็เชื่อฟังมากยิ่งขึ้น เรื่องในบ้านล้วนราบรื่นไปหมด การใช้ชีวิตของอวี้เหวินสบายขึ้นมาไม่รู้ตั้งเท่าใด ทั้งเริ่มคิดจะขังตัวเองอยู่ในห้องแกะสลักตราประทับ อ่านหนังสือเล่น เขาครุ่นคิดว่ารอต้นฤดูใบไม้ผลิอวี้หย่วนแต่งงาน งานมงคลของอวี้ถังก็สามารถวางแผนได้แล้วเช่นกัน เขาควรจะแกะสลักตราประทับให้ลูกสาวเสียหน่อย ภายหลังอวี้ถังดูแลบ้าน ก็สามารถใช้ตราประทับยืนยันการจ่ายเงินหรือใช้รับรองการกู้ยืม คิดแล้วก็ดูดีไม่หยอก


“ไม่หรอก!” เขาพินิจตราประทับ พลางกล่าวอย่างไม่ใส่ใจ “หากสกุลเผยคิดจะย้ายคงย้ายไปนานแล้ว อีกอย่าง เมืองหังโจวก็ไม่ได้ตั้งรกรากง่ายดายถึงเพียงนั้น”


สองสามีภรรยาคุยเล่นกันอย่างเอื่อยเฉื่อย ในใจอวี้ถังกลับร้อนรนอยู่บ้าง


ดูท่าแล้ว เรื่องการประมูลคงยืดเยื้อจนถึงหลังปีใหม่


ไม่รู้ว่าพวกคนที่มาส่งของขวัญเกี่ยวข้องกับการประมูลแผนที่หรือไม่?


อวี้ถังถอนหายใจเบาๆ


[1] ห้องอุ่น คือห้องเล็กๆที่กั้นแยกออกมาจากห้องใหญ่ ติดตั้งเตาผิงเพื่อให้ความอบอุ่น


[2] ยามอู่ เวลา 11:00-12:59น.


บทที่ 87: เทียบเชิญ


ด้านหลี่ตวนกลับร้อนรนดั่งไฟสุม


เพราะเรื่องแผนที่ ช่วงนี้เขาและคนสกุลหลินแทบไม่ได้ก้าวเท้าออกจากเรือน ของขวัญปีใหม่ในบ้าน ก็เป็นคนสกุลหลินคอยจัดการ แต่มีบางสกุลกลับต้องให้เขาที่เป็นลูกชายคนโตของภรรยาเอกไปด้วยตัวเองจึงจะนับว่าเหมาะสม ซ้ำร้ายเรื่องภาพก็ยังมาติดขัดอีก


กว่าพวกเขาจะสืบข่าวได้ว่าที่หังโจวมีคนอย่างอาจารย์เฉียนอยู่ก็ลำบากยากเย็น ใครจะรู้ว่าอาจารย์เฉียนกลับย้ายไปอยู่ที่ใดก็ไม่ทราบ เขาจึงขอให้บิดาช่วยเหลือ เชิญอาจารย์มาจากรื่อเจ้า ไม่รู้ว่าอาจารย์ผู้นี้ฝีมือแย่หรือดวงพวกเขาไม่ดี ภาพไปอยู่ในมือเขาแล้ว แยกเป็นสามส่วน แต่ยามที่แยกกลับทำแผนที่ซึ่งอยู่ตรงกลางเสียหายไปเล็กน้อย


หากเป็นภาพอื่นยังพอว่า แต่นี่คือแผนที่ แม้จะเป็นส่วนเล็กๆ ทว่าความเป็นจริงของการเดินเรือ หากพลาดไปเพียงเล็กน้อยก็จะอาจจะผิดไปเป็นโยชน์ ไร้ทางที่จะรับประกันความปลอดภัย


ใกล้ถึงเทศกาลปีใหม่ สกุลเผิงจึงส่งคนมาส่งของขวัญปีใหม่


แม้คนที่มาจะเป็นเพียงผู้ดูแลเล็กๆของสกุลเผิงคนหนึ่ง มาอย่างเงียบเชียบ ส่งของขวัญธรรมดาทั่วไป แต่เขายังสัมผัสได้ถึงความนัยเร่งเร้าจากคำพูดผู้ดูแลคนนั้น เมื่อครุ่นคิดอย่างละเอียด ถึงกระทั่งรับรู้ได้ว่า ‘หากสกุลหลี่ของพวกเจ้าทำไม่ได้ ก็มีคนมากมายอยากจะช่วยเหลือสกุลเผิงของเราอยู่’


ไม่แปลกที่สกุลเผิงจะทนรอไม่ได้


ตั้งแต่สกุลพวกเขาอาสารับช่วงต่อเรื่องนี้มาจนถึงยามนี้ก็เป็นเวลาเกือบครึ่งปีแล้ว


หลังจากผ่านพ้นปีใหม่ ไม่ว่าอย่างไรพวกเขาก็ต้องนำภาพนี้ส่งไปให้สกุลเผิง


หากพวกเขาไม่สามารถส่งแผนที่ไปให้สกุลเผิงได้ก่อนเวลานั้น พวกเขาก็ย่อมถูกคลางแคลงใจในความสามารถ


พวกเขาต้องหาอาจารย์คนอื่นที่มีฝีมือ ซ่อมแซมส่วนของแผนที่ที่ได้รับความเสียหาย แล้วยังต้องนำภาพนี้คืนสู่สภาพเดิมส่งไปให้สกุลเผิง


หาใครมาซ่อมแซม ยังคงเป็นปัญหาใหญ่


หลินเจวี๋ยรั้งอยู่ที่นี่มาโดยตลอด เห็นว่าจะข้ามปีแล้ว ยืดเยื้อมากกว่านี้ เขาย่อมไม่อาจกลับฝูเจี้ยนได้ทันก่อนเทศกาลปีใหม่ ทั้งเรื่องแผนที่ยังซับซ้อนเกินกว่าที่เขาจินตนาการไว้มาก เขาอดกระวนกระวายใจขึ้นมาไม่ได้


“ไม่อย่างนั้น ก็เอาภาพนี้เป็นของขวัญปีใหม่ส่งไปให้สกุลเผิงก่อน?” เขาเสนอแนะวิธีให้หลี่ตวน “อย่างไรพวกเราก็ทำตามความต้องการของพวกเขา นำภาพมาไว้ในมือแล้ว ส่วนจุดเล็กๆที่ได้รับความเสียหายนั้น…สกุลเผิงมีกลุ่มเรือ ไม่แน่ว่าพวกเขาอาจจะมีวิธี รู้ว่าควรจะไปอย่างไร? หรือพวกเรายังต้องไปจัดตั้งกลุ่มเรือขึ้นมาอย่างนั้นรึ? ในเมื่อสกุลเผิงเป็นหัวเรือใหญ่ แม้นจะขาดทุนอย่างไร ก็ต้องเป็นพวกเขาที่ขาดทุนมากที่สุดอยู่ดี”


คำพูดนี้กล่าวได้ไร้หัวคิดเกินไปแล้ว


ทั้งเมื่อเป็นเช่นนี้ ในสายตาสกุลเผิง สกุลหลี่ย่อมไม่มีความสลักสำคัญอันใดแล้ว


ร่วมมือกับพวกดิบเถื่อน ก็ต้องโหดเหี้ยมยิ่งกว่าพวกเขา จึงจะสามารถตั้งหลักได้อย่างมั่นคง ได้รับความนับถือจากคนพวกนั้น


หลี่ตวนขมวดคิ้วมุ่นจนเป็น ‘ตัวอักษรชวน’


หลินเจวี๋ยเอ่ย “ไม่อย่างนั้น เจ้าไปส่งของขวัญปีใหม่ก่อน? เอาแต่จดจ้องเฝ้ารอทุกวันเช่นนี้ ก็ย่อมไม่เกิดดอกผลอันใด คิดเสียว่าออกไปปลดปล่อยคลายความทุกข์”


ก็ทำได้เพียงเท่านี้แล้ว


เดิมทีหลี่ตวนคิดจะไปสกุลเผยก่อน แต่นึกถึงท่าทีเผยเยี่ยนที่มีต่อสกุลพวกเขา ก็รู้สึกเย็นเยียบในใจขึ้นมา จึงตัดสินใจไปหาท่านข้าหลวงทังก่อน


อย่างไรข้าหลวงทังก็เป็นขุนนางที่คอยคุ้มครองดูแลในพื้นที่ แม้จะเป็นแขกที่ห่างไกลอยู่บ้าง แต่เคารพคนนอกค่อยนอบน้อมคนใน ก็ไม่ผิดอย่างใด


หลี่ตวนขบคิดอยู่ในใจพักใหญ่ ก่อนจะไปหาข้าหลวงทัง


ข้าหลวงทังกำลังพูดคุยกับผู้ช่วยคนสนิทในห้องหนังสือ “เจ้าดูดีแล้วใช่หรือไม่ เป็นคนสกุลอู่แห่งหูโจวอย่างนั้นรึ?”


“เป็นคนสกุลอู่แห่งหูโจวจริงๆขอรับ” ผู้ช่วยส่วนตัวเอ่ยถึงสกุลอู่ น้ำเสียงก็เบาลงหลายส่วน “ทั้งผู้ที่มายังเป็นนายท่านใหญ่ ผู้นำสกุลอู่”


ข้าหลวงทังเกาหัวขึ้นมา


ข้าหลวงหูโจว สอบเคอจวี่รุ่นเดียวกับเขา ทั้งสองคนรับราชการไม่ไกลกัน อยู่ในระดับเดียวกัน ย่อมคุยถูกคอกันกว่าคนอื่น ไปมาหาสู่บ่อยครั้ง คนอื่นอาจไม่รู้ เขาเคยได้ยินจากข้าหลวงหูโจวว่า บรรพบุรุษสกุลอู่ก่อร่างสร้างตัวจากกิจการขนส่งทางน้ำ 


จริงๆแล้วนั่นเป็นคำพูดยกยอพวกเขาหลังจากคุณหนูสกุลอู่แต่งไปสกุลเจียงแล้วต่างหาก เมื่อก่อนสกุลอู่ก็คือโจรสลัด นับตั้งแต่ล้างมลทินมาจนถึงตอนนี้ก็ผ่านมาเพียงสามรุ่นเท่านั้น ยามนี้เข่นฆ่าสังหารคนยังเป็นเรื่องที่เกิดประจำ เป็นข้าหลวงหูโจวที่ตามเก็บกวาดให้สกุลพวกเขาหลายต่อหลายครั้ง


สกุลอู่ เป็นดาวร้ายตัวใหญ่


เหตุใดพวกเขาจึงไปมาหาสู่กับเผยเยี่ยน?


เขาถามผู้ช่วยส่วนตัว “เจ้าว่า ข้าควรล่วงหน้าไปสวัสดีปีใหม่เผยสยากวง ที่สกุลเผยก่อนหรือไม่?”


ข้าหลวงทังก็ไม่ชอบเผยเยี่ยนเท่าใดนัก คิดว่าเทียบกับท่านผู้เฒ่าที่ล่วงลับไปแล้ว เผยเยี่ยนแทบไม่เห็นเขาที่เป็นข้าหลวงอยู่ในสายตาด้วยซ้ำ ลับหลังข้าหลวงทังมักจะเรียกเขาว่า ‘เผยเยี่ยน’ หรือ ‘เจ้าสาม’ แต่ยามนี้ทราบว่าเขาไปมาหาสู่กับสกุลอู่แห่งหูโจว กระทั่งคำว่า ‘เผยเยี่ยน’ และ ‘เจ้าสาม’ ล้วนไม่กล้าเรียกทั้งนั้น


เมื่อเป็นคนสนิท ก็ย่อมเป็นคนที่เข้าใจข้าหลวงทังมากที่สุด ผู้ช่วยเอ่ยละล่ำละลัก “ท่านย่อมต้องล่วงหน้าไปสวัสดีปีใหม่นายท่านสามสกุลเผย! เมื่อก่อนยามที่ใต้เท้าจั่วรับราชการที่เจ้อเจียงก็เคยกล่าวว่า หากอยากจะเป็นขุนนางที่ใกล้ชิดปวงประชา ก็ต้องมีความสัมพันธ์ที่ดีกับสกุลคหบดีในท้องที่ ผู้เก่งกาจอย่างใต้เท้าจั่วถึงขั้นเอ่ยเช่นนี้ พวกเราที่เป็นขุนนางธรรมดา ย่อมต้องเอาเป็นแบบอย่าง”


ข้าหลวงทังได้ยินสิ่งที่ตัวเองอยากได้ยินแล้ว ก็ผงกศีรษะอย่างพอใจ “เช่นนั้นย่อมไม่อาจชักช้าได้ ต้องรีบเข้าไป สยากวงจะได้ไม่คิดว่าข้าเป็นคนเย่อหยิ่งจองหอง ความเป็นจริงข้าคือขุนนางที่ใกล้ชิดชาวบ้านมากที่สุดต่างหาก!”


เพียงเขาพูดไม่ทันจบ ข้ารับใช้ก็มารายงานว่าหลี่ตวนมาส่งของขวัญปีใหม่ให้เขา แม้เขาจะหงุดหงิดที่หลี่ตวนทำเสียความตั้งใจอยู่บ้าง แต่สกุลหลี่ไม่เคยส่งของขวัญไร้ราคามาสักครั้งเดียว เขายังคงดีใจที่ได้พบหลี่ตวน


ข้าหลวงทังไถ่ถามสารทุกข์สุกดิบหลี่ตวนไม่กี่คำ ก็ยกชาส่งแขกแล้ว หลี่ตวนรู้สึกว่าข้าหลวงทังไม่ได้ปฏิบัติกับเขาอย่างกระตือรือร้นเหมือนวันปกตินัก


เขาอดแปลกใจไม่ได้ รอจนออกจากศาลาว่าการ ก็ให้เกี้ยวหยุดตรงมุมโค้งของประตูศาลาว่าการ แง้มผ้าม่านรอสักพัก ก็เห็นข้าหลวงทังพาผู้ช่วยส่วนตัวไปทางตรอกเสี่ยวเหมย


หลี่ตวนปวดแสบปวดร้อนในใจเหลือทน


เอ่ยถึงเผยเยี่ยน อายุมากกว่าเขาเพียงสามถึงสี่ปีเท่านั้น แต่ระหว่างสองคนกลับห่างกันราวฟ้ากับดิน ปกติคนอื่นย่อมไม่เอ่ยถึงพวกเขาทั้งสองในเวลาเดียวกัน กระทั่งมักจะเห็นเขาเป็นเด็กรุ่นหลังเผยเยี่ยนด้วยซ้ำ สรุปแล้วยังคงเป็นเพราะสกุลเผยมีอำนาจมากกว่าสกุลหลี่


ครั้งนี้ ไม่ว่าอย่างไรเขาก็ต้องหาวิธีขึ้นเรือลำนี้ของสกุลเผิงให้ได้


หลี่ตวนส่งคนไปจับตาดูข้าหลวงทัง


หนึ่งชั่วยามให้หลัง เขาจึงทราบว่าข้าหลวงทังถูกสกุลเผยปฏิเสธไม่รับแขก…เผยเยี่ยนไม่ได้พบข้าหลวงทัง แต่ส่งเผยหม่านมาดื่มชากับข้าหลวงทัง ก่อนจะส่งแขกกลับไป


หลี่ตวนทอดมองกอไผ่ที่ยังเขียวขจีอยู่เบื้องหน้าห้องหนังสือของเขา เกิดความคิดมายมายขึ้นในใจ บอกไม่ถูกว่าเป็นความรู้สึกอย่างไรกันแน่


เผยเยี่ยนไม่ได้ตั้งใจปฏิเสธข้าหลวงทัง เพียงแต่ข้าหลวงทังมาผิดเวลาไปเล็กน้อยเท่านั้น


ร้านค้าเครื่องลงรักของสกุลอวี้จะเปิดกิจการอีกครั้งในวันที่สิบแปดเดือนสิบสอง สกุลอวี้จึงมาส่งเทียบเชิญให้สกุลเผย


อวี้ป๋อและอวี้หย่วนย่อมไม่คาดคิดว่าเผยเยี่ยนจะสนใจเรื่องเช่นนี้ ทั้งไม่กล้าคิดว่าเทียบเชิญนี้จะส่งไปถึงโต๊ะทำงานของเผยเยี่ยน พวกเขาเพียงหวังว่าถึงเวลานั้นสกุลเผยจะส่งข้ารับใช้มามอบของขวัญอวยพรให้เท่านั้น 


ร้านค้าสกุลพวกเขาสามารถตั้งอยู่ในจุดที่สะดุดตาที่สุด คนค้าขายที่เทียวไปเทียวมารู้ว่าร้านค้านี้ได้รับการคุ้มครองจากสกุลเผยก็เพียงพอแล้ว ใครจะรู้ว่าอวี้ป๋อและอวี้หย่วนเพิ่งส่งเทียบเชิญถึงมือผู้ดูแลที่รับผิดชอบเรื่องนี้ ยามที่ออกจากประตูก็พบเข้ากับหูซิ่งพอดี


หลายวันมานี้หูซิ่งดูสุขสมอุราไม่น้อย


ผู้ที่มาส่งของขวัญปีใหม่ให้สกุลเผยต่างนับว่าเป็นสกุลชั้นสูงและมั่งมีของแถบเจียงหนาน คนมาส่งของขวัญยังเป็นผู้นำสกุลไม่ก็ผู้มีอำนาจในสกุลพวกนั้น ส่วนมากล้วนมาส่งให้นายท่านสามเพียงลำพัง มีส่วนน้อยที่มอบให้สกุลเผย


นี่ไม่ใช่ชี้ให้เห็นชัดเจนหรือว่าคนพวกนี้สามารถมาส่งของขวัญให้สกุลเผย ก็เพราะเห็นแก่หน้าของนายท่านสาม เป็นเพราะความสัมพันธ์ส่วนตัวกับนายท่านสามทั้งนั้น!


ตอนแรกเขาไม่ได้ฟังคำพูดของพ่อบ้านคนก่อน ไม่สงสัยการตัดสินใจของท่านผู้เฒ่า นึกไม่ถึงว่าจะเป็นทางเลือกที่ถูกต้องอย่างแท้จริง


ด้วยเหตุนี้ ยามที่เขาเห็นสองพ่อลูกอวี้ป๋อ อวี้หย่วน ก็นึกถึงพ่อลูกอวี้เหวิน อวี้ถัง ขึ้นมาทันที ไหนจะวันนี้ยามที่เขาไปเชิญนายท่านสามก็บังเอิญเห็นห่วงเคาะประตูสำริดนั้นวางอยู่บนชั้นหนังสือ


หูซิ่งนึกทบทวนการสังเกตของตัวเองช่วงนี้อย่างจริงจัง คิดว่านายท่านสามผู้นี้ประหลาดไปอยู่บ้าง อย่างเช่น เสื้อคลุมที่สั่งตัดมาใหม่ นายท่านสามชื่นชอบอย่างเห็นได้ชัด แต่กลับวางไว้สิบวันถึงครึ่งเดือนจึงค่อยนำมาสวม บางตัวถึงกระทั่งวางไว้จนเปลี่ยนผลัดฤดู เทียบกับของที่ส่งมาไม่กี่วันก็ปรากฏอยู่ในห้องหนังสือเขา ทั้งยังสามารถหยิบไปวางที่ใดก็ได้เช่นนี้ จะเห็นได้ว่านายท่านสามย่อมพอใจกับของขวัญที่สกุลอวี้ส่งมาให้ไม่น้อย


เขาเป็นผู้ดูแลรับใช้นายท่านสาม ในเมื่อสกุลอวี้เป็นที่โปรดปรานของนายท่านสาม เขาย่อมเคารพต่อสกุลอวี้ เห็นความสำคัญของสกุลอวี้เช่นกัน


“ไอหยา นี่ไม่ใช่นายท่านใหญ่สกุลอวี้หรอกรึ?” เขาก้าวเข้าไปคำนับด้วยยิ้มเริงร่า เอ่ยอย่างเป็นมิตรสนิทสนม “นี่ท่านเข้ามามีเรื่องอันใดรึ? ไฉนไม่ให้บ่าวรับใช้ไปบอกกล่าวข้าเสียหน่อย? ท่านทำเช่นนี้ ห่างเหินเกินไปแล้ว!”


อวี้ป๋อและอวี้หย่วนตะลึงไปอยู่บ้าง


พ่อบ้านหูของสกุลเผยผู้นี้มักตามหมอหลวงหยางมารักษาคนสกุลเฉิน หากจะพูดว่าพ่อบ้านหูมีความสัมพันธ์อันดีกับใครในสกุลอวี้ นั่นก็ย่อมเป็นอวี้เหวิน ตั้งแต่เมื่อใดกันที่พวกเขาก็คุ้นเคยกับหูซิ่งถึงขนาดนี้? โดยเฉพาะอวี้ป๋อ เพิ่งกลับมา ไม่รู้ว่าเกิดเรื่องราวอะไรด้วยซ้ำ เมื่อก่อนหากเขามีธุระที่สกุลเผย ก็ต้องคิดวิธีบางอย่างถึงจะสามารถเข้าใกล้พวกผู้ดูแลเหล่านั้นได้ นับประสาอะไรกับพ่อบ้านอย่างหูซิ่ง


เขามองอวี้หย่วนไปแวบหนึ่ง


อวี้หย่วนก็งงงวยเช่นกัน แต่เขายังคงรู้ความกว่าบิดามาก คิดแวบเดียวก็เดาสาเหตุออกแล้ว


เขากระซิบเตือนบิดาเบาๆ “เป็นท่านอา” จากนั้นก็ก้าวเข้าไปคำนับตอบหูซิ่ง เอ่ยถึงจุดประสงค์ที่มา ทั้งออกปากเอ่ยชวนหูซิ่งมาร่วมครื้นเครงเป็นมารยาทด้วยเช่นกัน


หูซิ่งตอบรับทันที สนทนากับสองพ่อลูกสกุลอวี้ ก่อนจะบอกให้พวกเขารอสักพัก “ข้าจะไปรายงานเรื่องพวกเจ้ากับนายท่านสามก่อน พวกเจ้าจะได้ไม่มาเสียเที่ยว”


อวี้ป๋อและอวี้หย่วนได้ยินก็เผยสีหน้าแปลกประหลาด


หูซิ่งกลับไม่สนใจพวกเขา อมยิ้มกับตัวเองเดินไปห้องพิธีการ หยิบเทียบเชิญของสกุลอวี้ ก่อนจะไปหาเผยเยี่ยน คำนับเผยเยี่ยนด้วยดวงตาที่ยิ้มแทบเป็นเส้นเดียวกัน มอบเทียบเชิญให้กับเผยเยี่ยน เวลานี้จึงค่อยเอ่ยอย่างนอบน้อม “ร้านค้าเครื่องลงรักของสกุลอวี้จะเปิดกิจการแล้วขอรับ นายท่านใหญ่สกุลอวี้และคุณชายใหญ่สกุลอวี้มาส่งเทียบเชิญให้ท่าน ท่านดูสิว่า มีอะไรจะกำชับหรือไม่?”


สกุลอวี้อย่างนั้นรึ?


ในหัวของเผยเยี่ยนปรากฏภาพคุณหนูอวี้ที่ประพฤติตัวเรียบร้อยประหนึ่งผ้าพับไว้ ดึงสกุลเผยมาข่มขู่หลู่ซิ่น คล้อยหลังก็นึกถึงห่วงประตูสำริดที่มีราคาเพียงสองตำลึง


เขาแค่นเสียงเย็น “เรื่องเช่นนี้ยังต้องให้ข้าบอกเจ้าว่าควรทำอย่างไรอยู่รึ? เคยทำเยี่ยงไรก็ทำเยี่ยงนั้นสิ?”


ตามธรรมเนียมของสกุลเผย มอบหมายผู้ดูแลเกี่ยวกับเรื่องนี้ห่อเงินสองตำลึงใส่ซองแดงก็เพียงพอแล้ว


แต่ตามธรรมเนียมของท่านผู้เฒ่าเผย ญาติห่างๆเทียบไม่ได้กับเพื่อนบ้านใกล้เคียง ในเมื่อสกุลเผยลงหลักปักฐานในหลินอัน ก็ต้องคบค้าสมาคมกับคหบดีชนบทและสกุลเพื่อนบ้านอย่างดีๆ นอกจากซองแดง ยามที่คนพวกนั้นมาส่งเทียบเชิญให้เขาถึงประตู ก็ยังไถ่ถามแสดงความห่วงใย หากเป็นคนที่ได้รับความสำคัญจากเขา ก็จะไปอวยพรถึงหน้าประตูด้วยตนเอง


ธรรมเนียมของสกุลอวี้เห็นได้ชัดว่าเป็นธรรมเนียมของท่านผู้เฒ่าเผย!


หากไม่ใช่ว่าเขาเรียกตัวพ่อลูกสกุลอวี้ไว้ สกุลอวี้จะทราบการตัดสินใจของเผยเยี่ยนในช่วงสั้นๆได้รึ?


หูซิ่งลอบชื่นชมไหวพริบของตัวเองอยู่ในใจ


“เข้าใจแล้วขอรับ! ข้าจะไปบอกกล่าวนายท่านใหญ่สกุลอวี้เดี๋ยวนี้” เขาเดินส่ายก้นจากไป


เผยเยี่ยนรู้สึกว่าท่าทีของหูซิ่งผิดปกติอยู่บ้าง แต่บ่าวรับใช้มารายงานว่าเถาชิงเดินทางมาจากกว่างโจว ชั่วครู่นั้นเขาจึงไม่ทันได้คิดอะไรมาก ไปพบเถาชิงทันที


บทที่ 88: เถาชิง


เถาชิงอายุสี่สิบต้นๆรูปร่างไม่สูงไม่เตี้ย ร่างกายค่อนข้างผอม ผิวดำคล้ำ โหนกแก้มสูง หน้าผากกว้าง คางยาว รูปลักษณ์ธรรมดา จัดอยู่ในประเภทหลงเข้าไปในฝูงชนก็แยกไม่ออกแล้วว่าเป็นใคร แต่ก็เป็นคนผู้นี้ หลังจากสูญเสียบิดาในยามอายุสิบห้าก็สามารถประคับประคองสกุลเพื่อน้องชายน้องสาวและแม่ที่ตกเป็นม่าย เป็นคนที่โดดเด่นในบรรดาลูกหลานของสกุลเถา ทั้งกลายเป็นผู้กุมอำนาจในสกุลเถาที่เรียกได้ว่าเป็นสกุลอันดับหนึ่งของกว่างโจว


ไม่เพียงเถาอันที่ให้ความเคารพพี่ชายของตนผู้นี้ แต่เผยเยี่ยนก็เคารพเขาเช่นกัน


“พี่ใหญ่!” เขาเรียกขานเถาชิงตามเถาอัน


ใบหน้าที่เคร่งขรึมนิ่งเรียบของเถาชิงปรากฏรอยยิ้มบาง “สยากวง เจ้าสบายดีกระมัง?”


นับตั้งแต่บิดาจากไป นับว่าเถาชิงเป็นคนแรกที่ถามเผยเยี่ยนเช่นนี้


เผยเยี่ยนน้ำตารื้นเล็กน้อย “ข้าสบายดี! วันเวลาเช่นนี้สุดท้ายก็ต้องผ่านพ้นไป”


เถาชิงพยักหน้า ไม่ได้ปลอบใจเผยเยี่ยนมากมาย เอ่ยขึ้น “เจ้าคิดอย่างนี้ได้ก็ดีแล้ว รอเวลาผ่านไปหลายปี ย้อนกลับมามองอีกครั้ง เรื่องพวกนี้ก็จะเป็นเพียงหลุมใต้ฝ่าเท้าเจ้าหลุมหนึ่งเท่านั้น ข้ามผ่านมาแล้ว ก็จะได้รับอะไรมากมายยิ่งขึ้น”


“ขอบคุณพี่ใหญ่!” ขณะที่เผยเยี่ยนเอ่ย ก็เชิญเถาชิงนั่งลงหน้าโต๊ะกลม “ข้าจะจำคำพูดท่านไว้”


เถาชิงหัวเราะ “เจ้าและจื่อหรันต่างเป็นคนฉลาด ไม่จำเป็นต้องให้ข้ามากความ พวกเจ้าก็คิดได้อยู่แล้ว ข้าเชื่อมั่นในตัวพวกเจ้า” พูดจบ ก็เห็นบ่าวรับใช้ที่ยกน้ำชาของว่างมาให้พวกเขาเดินออกไป ในห้องเหลือเพียงพวกเขาสองคน “เจ้าก็อย่าเล่นเรื่องหลอกเด็กพวกนั้นกับจื่อหรันเลย ข้าคงไม่อ้อมค้อมกับเจ้า เจ้าพูดเถิด เจ้าวางแผนจะทำอย่างไร?”


เถาอันและเผยเยี่ยนเป็นลูกคนสุดท้องของสกุลเหมือนกัน ตอนเด็กต่างก็มีช่วงที่หัวแข็งดื้อรั้น หลังจากทั้งสองรู้จักกันที่เมืองหลวง พบเจอครั้งแรกรู้สึกดั่งเป็นสหายมายาวนาน จึงกลายเป็นเพื่อนสนิทกันทันที ยามที่เถาชิงผ่านทางมาทำการค้าที่เมืองหลวง ถือโอกาสมาหาเถาอันหลายต่อหลายครั้ง 


เถาอันก็มักจะลากเผยเยี่ยนมาเป็นเพื่อนด้วย เถาชิงเห็นเผยเยี่ยนก็คล้ายเห็นเถาอันในวัยเด็ก ยิ่งไปกว่านั้นเผยเยี่ยนยังหน้าตาหล่อเหลา ยามที่เขาคิดจะทำดีต่อใครคนหนึ่ง ก็แทบเหมือนกับกุมารทองที่นั่งอยู่ใต้พระโพธิสัตว์กวนอิม เถาชิงเห็นก็ชื่นชอบเป็นอย่างมาก จึงสนิทชิดเชื้อกับเผยเยี่ยนไม่น้อย


เผยเยี่ยนรับรู้ความปรารถนาดีของเถาชิงที่มีต่อตนเอง ย่อมมีความสนิทสนมกับพี่น้องสกุลเถามากขึ้นเรื่อยๆ ได้ยินเถาชิงกล่าวเช่นนี้ เขาก็ไม่ปิดบัง เอ่ยตามตรง 


“แผนที่นั้นข้าได้มาอย่างบังเอิญ ยามนี้มีอยู่สองเรื่อง หนึ่งคือไม่รู้ว่าแผนที่นั้นเป็นของจริงหรือของปลอม อยากให้พี่ใหญ่ช่วยทดสอบทางเรือเสียหน่อย สองคือแผนที่นี้เดิมก็เป็นที่ต้องตาของสกุลเผิงแห่งฝูโจว เพื่อให้ได้แผนที่มา สกุลเผิงทุ่มเทแรงกายแรงใจ ทั้งยังก่อเรื่องขึ้นในเมืองหลินอัน ข้าอยากทราบว่าสกุลเผิงรู้ถึงแผนที่นี้ได้อย่างไร”


สกุลเถาที่ทำการค้าขายมาจนถึงขั้นนี้ ย่อมไม่เพียงรู้เรื่องค้าขายสินค้า แต่ยังต้องกระจ่างชัดทิศทางลมของราชสำนัก ไม่อย่างนั้น หากราชสำนักตัดสินอะไรออกมา การค้าขายที่ทำมาหลายชั่วอายุคนอาจจะทำต่อไปไม่ได้ ถึงกระทั่งถูกเปลี่ยนมือ นี่จึงเป็นเหตุผลที่ว่าสกุลเถาก็ดี สกุลเผิงก็ดี ทุกยุคสมัยล้วนต้องบากบั่นปั้นบัณฑิตจำนวนหนึ่งออกมา


เถาชิงสามารถกุมอำนาจสกุลเถา ย่อมไม่ใช่คนที่ธรรมดา คำที่เผยเยี่ยนไม่ได้เอ่ยออกมา เขาก็เข้าใจได้ทันที เขาอดเอ่ยเสียงเบาไม่ได้ 


“ทดสอบเส้นทางเรือเป็นเรื่องเล็ก เดี๋ยวข้าจะออกคำสั่งลงไป ให้พวกเขาทำงานต่อ ก่อนหน้าเทศกาลมังกรเชิดหัวจะส่งข่าวคราวให้เจ้า แต่เรื่องของสกุลเผิง เกรงว่าเจ้ายังต้องหาวิธีเอง…สองปีมานี้ สกุลเผิงมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับองค์ชายสามเป็นอย่างยิ่ง กลัวก็แต่ว่าเขาจะเย็บชุดแต่งงานให้คนอื่นเช่นกัน 


เรื่องทางราชสำนัก สกุลพวกเราสู้สกุลพวกเจ้าไม่ได้ แต่ในเมื่อเจ้าเอ่ยปากกับข้าเช่นนี้ ก็ย่อมมีส่วนที่สกุลข้าสามารถช่วยเหลือได้ เจ้าบอกข้ามาตามตรงก็พอแล้ว อาศัยจากไมตรีระหว่างพวกเราสองสกุล ไม่ว่าอย่างไรก็ช่วยเจ้าได้อยู่แล้ว”


ฮ่องเต้ราชวงศ์นี้ มีโอรสอยู่สามคน คนโตตายตั้งแต่ยังหนุ่ม คนรองแต่งงานมาหลายปีกลับไม่มีบุตร ส่วนคนที่สามกลับมีลูกชายสองคน แต่อยู่ในลำดับสาม ตามกฎของราชสำนัก ต้องแต่งตั้งลูกภรรยาเอกที่มีอายุมากที่สุด ฮ่องเต้นั้นอายุมากแล้ว มักมีฝ่ายตรวจการรบเร้าให้ฮ่องเต้แต่งตั้งรัชทายาท แต่ฮ่องเต้เอาแต่ทำหูทวนลม ไม่แสดงความคิดเห็นมาโดยตลอด ไม่เพียงขุนนางใหญ่ในราชสำนักที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก แต่คนที่มีจุดยืนเดียวกันเหล่านั้นก็ลำบากใจเช่นกัน


เผยเยี่ยนเอ่ย “ข้าก็กังวลว่าสกุลเผิงจะทำเรื่องแทนคนอื่นเช่นกัน ดังนั้นข้าจึงให้คนของสกุลอิ้นช่วยสืบข่าว อย่าลืมว่าเวลานั้นแผนที่นี้ตกอยู่ในมือจั่วกวงจง”


จั่วกวงจงตายอย่างไม่สมเกียรตินัก เพราะเวลานั้นเขาได้ล่วงเกินต่อผลประโยชน์สกุลร่ำรวยชั้นสูงทางใต้เป็นจำนวนมาก เขาจึงถูกฮ่องเต้องค์ก่อนประณาม กำแพงเริ่มพังผู้คนร่วมกันผลัก ไม่เพียงไร้คนแก้ต่างแทนเขา 


หลังจากเขาตาย ลูกชายไม่กี่คนของเขาก็ตายระหว่างถูกเนรเทศอย่างคลุมเครือ ยังคงเป็นหลังจากฮ่องเต้องค์นี้ขึ้นครองราชย์ ฟื้นคืนชื่อเสียงให้เขาใหม่อีกครั้ง และคนรุ่นหลังสกุลจั่วในปัจจุบัน ก็เป็นเพียงทายาทของลูกพี่ลูกน้องจั่วกวงจงเท่านั้น


“หากตอนแรกแผนที่นี้ตกอยู่ในมือเขา เขาย่อมไม่อาจเก็บไว้เฉยๆ” เผยเยี่ยนเอ่ย “อย่างน้อยขุนนางที่ฝูเจี้ยนและกว่างโจวพวกนั้นต้องพยายามคิดหาวิธีรักษาชีวิตของเขา”


เถาชิงได้ฟังก็เอ่ยด้วยรอยยิ้ม “สยากวง เจ้าเหมือนจื่อหรันไม่มีผิด ตั้งแต่เด็กจนโตไม่ค่อยพบเจออุปสรรคอันใด อยากได้อะไรก็ได้อย่างนั้น บางครั้งกระทำเรื่องข้าก็อดเห็นอกเห็นใจขึ้นมาไม่ได้”


คำพูดนี้ไม่ได้มีเพียงเถาชิงที่กล่าวเป็นคนแรก จางอิง อาจารย์ของเผยเยี่ยนก็เคยพูดแบบนี้เช่นกัน


เผยเยี่ยนไม่คิดอย่างนั้น


เพียงเพราะไม่เคยพบอุปสรรคมาตลอดก็เป็นเรื่องผิดอย่างนั้นรึ?


ไม่เคยพบอุปสรรคก็เป็นความสามารถอย่างหนึ่งได้เช่นกัน


มีความสามารถเผชิญเรื่องไร้อุปสรรค เหตุใดต้องไปรับความยากลำบากด้วยเล่า?


เถาชิงรู้ว่าเขาย่อมฟังผ่านหูไป ก็ไม่มากความ “คลังสินค้าของสกุลพวกเราที่อยู่ต้าซา เจ้าคงเคยไปกระมัง? หากข้าถามเจ้าว่า ใครเข้าใจเรื่องในคลังสินค้าที่สุด เจ้าย่อมตอบว่าผู้ดูแลฝ่ายย่อย แต่ในความเป็นจริง คนที่เข้าใจเรื่องในคลังสินค้าที่สุด กลับเป็นผู้เฝ้าประตู คลังสินค้าแต่ละแห่งวางสินค้าอะไรบ้าง? ย้ายเข้ามาเมื่อใด? ใครเป็นคนย้ายเข้ามา? หัวหน้าของคนที่ย้ายเข้าไปพวกนั้นคือใคร? ใครแข็งแรงมากที่สุด? วันไหนมีสินค้าเข้ามาเยอะที่สุด…”


เวลาชั่วพริบตาเผยเยี่ยนก็เข้าใจความหมายของเถาชิงทันที


“ท่านหมายความว่า เว้นเสียแต่ใต้เท้าจั่วจะจัดการวาดแผนที่นี้ขึ้นมาเอง มิเช่นนั้นใต้เท้าจั่วคงไม่รู้ว่าแผนที่นี้นำทางจากที่ใดไปยังที่ใด” เขาพึมพำอย่างครุ่นคิด “บิดาหลู่ซิ่นผู้ที่เคยเป็นผู้ช่วยใต้เท้าจั่ว หากเขารู้ เป็นไปได้ว่าคนอื่นก็อาจจะรู้เช่นกัน? หรือไม่ก็ เขาไม่รู้ แต่เป็นคนอื่นที่รู้…”


เขาเอ่ยอย่างคลุมเครือ ทว่าเถาชิงกลับเข้าใจอย่างชัดเจน เขาเอ่ยอย่างนุ่มนวล “เป็นหลักการนี้แหละ แทนที่เจ้าจะไปสืบที่เมืองหลวง มิสู้ค้นหาคนที่เกี่ยวข้องพวกนั้น ไม่แน่ว่าอาจจะพบอะไรใหม่ๆ”


หากเกี่ยวพันไปถึงองค์ชายทั้งสอง แม้การค้านี้จะคุ้มค่ามากเท่าใด สกุลเถาและสกุลเผยมีความสัมพันธ์ดีต่อกันขนาดไหน พวกเขาก็ไม่อาจแตะต้องได้


เผยเยี่ยนก็ทราบหลักการนี้เช่นกัน


เขาเอ่ย “ก่อนหน้านี้ข้าคิดว่า ผู้ที่เข้าใจฝ่ายตรงข้ามมากที่สุด ย่อมเป็นศัตรูของอีกฝ่าย มิใช่สหาย ข้าจึงให้สกุลอิ้นไปสืบเรื่องสกุลเผิง แต่ก็กังวลอยู่บ้างว่าสกุลอิ้นจะปิดบังอะไรต่อข้า ดังนั้นจึงคิดยืมมือท่านพิสูจน์อีกครั้งว่าข้อมูลที่สกุลอิ้นให้ข้าถูกต้องหรือไม่ ครบหรือไม่ครบ ดีที่พวกเราคิดไปทางเดียวกัน มากกว่านี้ข้าคงไม่พูดแล้ว แผนที่นี้จะประมูลได้หรือไม่ ก็ต้องดูว่าสกุลเผิงทราบถึงแผนที่นี้ได้อย่างไรแล้ว”


สกุลเถา สกุลอิ้นและสกุลเผิงล้วนมาด้วยการต่อรองค้าขาย แต่สกุลเถา เป็นสิ่งที่เผยเยี่ยนเรียกได้ว่า ‘สหาย’ หากเอ่ยถึงเรื่องสืบข่าว สกุลพวกเขานับว่าเหมาะสมไม่น้อย


เถาชิงเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “เจ้าสามารถคิดเช่นนี้ได้ก็ดีแล้ว ก่อนหน้านี้ข้ายังกังวลว่าเจ้าจะเอาพวกขุนนางไปปะปนกับพวกพ่อค้า”


ในแวดวงขุนนางโอ้อวดเกินจริง เอาแต่ใจเสียหน่อยล้วนไม่ใช่เรื่องใหญ่ อย่างไรเผยเยี่ยนก็มีอาจารย์ที่เก่งกาจทั้งมีศิษย์พี่มากความสามารถหลายคน แต่ในแวดวงการค้ากลับต้องพิถีพิถัน วาจาอ่อนโยนจึงจะสามารถนำพาความร่ำรวยมาได้ บางครั้งโป้ปดเกินจริงกลับจะถูกวางหลุมพรางโดยไม่รู้ตัว


เผยเยี่ยนดูแลเรื่องทั่วไปในจวน จึงจำต้องรับผิดชอบกิจการในสกุล แต่สิ่งที่ทำให้เขาหงุดหงิดที่สุด ยังคงเป็นเรื่องคบค้าสมาคมกับผู้คนไม่จบไม่สิ้น


เขาครุ่นคิดก็รู้สึกว่าชีวิตช่างน่าเบื่อ


จู่ๆใบหน้าเปื้อนยิ้มของอวี้ถังก็ผุดขึ้นมาในหัวของเขา


เด็กสาวคนนั้นเห็นคนก็พูดภาษาคน เห็นผีก็คุยภาษาผี แม้จะพูดเหลวไหลถูกเขาจับได้ นางก็สามารถเอ่ยเรื่องไร้สาระต่อได้อย่างไม่สะทกสะท้าน ทั้งยังหน้าหนาเป็นพิเศษ เพื่อให้ตนบรรลุจุดประสงค์ ไม่ว่าค้อมตัวคุกเข่าล้วนไม่อิดออด คนเช่นนี้ จึงจะเหมาะสมกับทำการค้าขายเป็นที่สุดกระมัง?


เผยเยี่ยนถอนหายใจ


กลับเป็นยามนี้ที่ข้าหลวงทังมาขอพบ แน่นอนว่าเขาย่อมไม่มีกะจิตกะใจ ยังคงเอาแต่ใจเช่นนั้นเหมือนแต่ก่อน เอ่ยว่า ‘ไม่พบ’ อย่างตรงๆ


เถาชิงไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง เรียก ‘สยากวง’ ราวกับตักเตือน “นั่นเป็นขุนนางที่ควบคุมดูแลในพื้นที่เจ้า?”


เผยเยี่ยนโบกมือย่างไม่ใส่ใจ “นั่นก็ต้องดูว่าเป็นขุนนางอย่างไร ไม่ได้เรื่องได้ราว อ่อนปวกเปียกเพียงเพราะถูกข้าปฏิเสธไม่ให้เข้าพบอย่างนั้นหรือ?”


หากเขากล้าทำเหมือนคุณหนูอวี้ ต่อหน้าบอกว่าทุกเรื่องล้วนว่าตามเขา เห็นเขาพูดดีหน่อย ลับหลังเขาคิดจะทำอะไรก็ทำ


อย่างเช่นว่า นำห่วงประตูที่มีมูลค่าเพียงสองตำลึง บรรจุในกล่องผ้าไหม นำมาเป็นของโบราณส่งให้เขา


อย่างเช่นว่า สืบออกมาว่าเว่ยเสี่ยวซานผู้นั้นตายด้วยน้ำมือสกุลหลี่ ก็กล้าจับสกุลหลี่ไม่ปล่อย


สามารถค้อมตัว ทั้งสามารถยืดตัว


เขากลับนับถือคนสกุลทังผู้นี้เป็นชายชาตรี เห็นเขาเป็นดั่งแขก


เผยเยี่ยนคิดเช่นนี้ ก็ยิ่งดูแคลนข้าหลวงทังมากขึ้นไปอีก


“ท่านอย่าได้สนใจเรื่องเล็กน้อยพวกนี้” เขาเอ่ย “ยากที่ท่านจะเทียวมา อย่างไรก็กลับกว่างโจวก่อนปีใหม่ไม่ทันอยู่แล้ว อยู่ฉลองปีใหม่กับข้าที่นี่แล้วกัน”


“นั่นจะได้อย่างไร?” เถาชิงไม่อยากทำลายน้ำใจเผยเยี่ยน เอ่ยคล้อยตามเขา “ในเมืองหังโจวข้าก็ไม่ได้ไร้เรือนอาศัย ฉลองปีใหม่ที่สกุลพวกเจ้าได้อย่างไร? เอาเถิด ข้ามาอย่างเงียบๆ เจ้าก็ไม่ต้องส่งข้าหรอก ข้าจะไปเงียบๆเช่นกัน หากมีข่าวคราว ข้าจะให้คนมาแจ้งเจ้าทันที” เขาพูดพลางลุกขึ้นยืน


เผยเยี่ยนย่อมไม่อาจให้เขาไปเช่นนี้ แต่เถาชิงยืนกราน ยังเอ่ย “เจ้าอย่าคิดว่าข้าไม่รู้ว่าเจ้าวางแผนอะไรอยู่ หากเจ้าอยากสะบัดแผนที่นี้ออกจากมือจริงๆ ก็ยิ่งไม่ควรส่งข้าอย่างโจ่งแจ้ง ส่วนเรื่องทดสอบเส้นทางเรือ ข้าจะหาวิธีให้สกุลอิ้นรับรู้ ใช่สิ นอกจากสกุลอิ้น เจ้าคิดว่ายังมีใครควรรู้อีก? มิเช่นนั้นหากข้าไม่ชัดเจน พลั้งทำลายการใหญ่ของเจ้า เจ้าก็อย่ามาโกรธเชียว”


“หากทำได้ ก็บอกกล่าวสกุลลี่เสียหน่อย” เผยเยี่ยนหัวเราะร่า “สกุลเผิงก็ต้องบอกเช่นกัน แต่ไม่อาจบอกสกุลพวกเขาในเวลานี้ได้ รอจนพวกเราแบ่งแผนที่นี้ก่อนค่อยบอกพวกเขา”


เช่นนี้ก็จะบรรลุจุดประสงค์ของคุณหนูอวี้


“ได้!” เถาชิงรับปากอย่างสบายๆ


เผยเยี่ยนส่งเถาชิงออกจากประตูสกุลเผย


[1] เทศกาลมังกรเชิดหัว ตรงกับวันขึ้นสองค่ำเดือนสอง คนโบราณจะใช้วันนี้แสดงความเคารพต่อเทพเจ้ามังกร ขอฝน ขับไล่สิ่งชั่วร้าย ทั้งเพื่อให้พืชผลอุดมสมบูรณ์


[2] เย็บชุดแต่งงานให้คนอื่น อุปมาว่า ยอมลำบากทำเรื่องแทนคนอื่นโดยที่ตัวเองไม่ได้ประโยชน์


[3] กำแพงเริ่มพังผู้คนร่วมกันผลัก หมายถึง ยามที่ตกต่ำ ก็มีคนมากมายฉวยโอกาสโจมตีซ้ำ


บทที่ 89: กิจการ


เผยเยี่ยนดำเนินเรื่องทุกอย่างที่วางแผนไว้อย่างเป็นขั้นเป็นตอน ด้านอวี้ถังกลับโกลาหลอลหม่านไปอยู่บ้าง


อย่างแรกนางไม่แน่ใจว่าเรื่องทางด้านเผยเยี่ยนราบรื่นหรือไม่ อย่างที่สองร้านค้าของสกุลเปิดไม่ทันยามที่ตลาดคึกคักก่อนเทศกาลปีใหม่…เนื่องด้วยลุงใหญ่รั้งตัวอยู่ที่เจียงซีนานเกินไป ยามที่กลับมาก็ปาเข้าไปเดือนสิบสอง พวกเขาเร่งทำงานอย่างไม่หยุดหย่อน เลือกวันที่สิบแปดเดือนสิบสองเปิดกิจการ 


แต่โดยปกติแล้ว วันที่ยี่สิบสองและยี่สิบสาม เดือนสิบสอง ช่วงไม่กี่วันก่อนปีใหม่เล็กนั้น ร้านรวงก็เริ่มหยุดเทศกาลแล้ว จวบจนวันที่สิบสองของปีใหม่จึงจะเปิดกิจการอีกครั้ง การค้าของปีนี้จึงไม่มีกำไรอันใด ทำได้เพียงรีบเปิดกิจการให้ทันก่อนปีใหม่ เพื่อเป็นฤกษ์งามยามดีเท่านั้น


ด้วยเหตุนี้ อวี้ถังจึงถูกลุงใหญ่เรียกไปช่วยงานที่ร้านสองวันแล้ว


จากคำพูดของลุงใหญ่ กล่าวว่านางไม่เข้าใจเกี่ยวกับการค้าขายย่อมไม่เป็นไร แต่ที่มาที่ไปของเงินในครอบครัวกลับจำเป็นต้องรู้ “แม้ว่าจะรับลูกเขยเข้าสกุล ปีหนึ่งในเรือนใช้จ่ายไปเท่าใด ขาดทุนหรือได้กำไร เจ้าจำเป็นต้องทราบเช่นกัน ไม่อย่างนั้นจะถูกคนอื่นหลอกลวงได้ง่าย”


อวี้เหวินและคนสกุลเฉินคิดว่ามีเหตุผล ให้อวี้ถังสวมชุดเนื้อหยาบคอยจดบัญชีอยู่ในคลังสินค้าด้านหลัง ทั้งยังเอ่ยปากขอร้องอวี้ถัง “จากนี้ทุกห้าวันก็มาที่ร้านค้าครั้งหนึ่ง เจ้าควรจะรู้ว่าร้านค้าพวกเราขายของอะไรไปบ้าง ทั้งของแต่ละอย่างขายได้เท่าใด”


อวี้ถังฟังกลับลอบส่ายศีรษะในใจ


ไม่แปลกใจที่ทุกคนไม่อยากแต่งเป็นลูกเขยเข้าบ้านคนอื่น?


แม้สกุลพวกเขาจะใจกว้าง แต่ลูกเขยยังไม่ทันใด้แต่งเข้าสกุล ก็เริ่มเตรียมการป้องกันอย่างแน่นหนาเสียแล้ว ผู้ที่เต็มใจเป็นลูกเขยแต่งเข้าสกุลพวกเขา หากไม่ใช่คนโง่เขลา ถูกครอบครัวนางปฏิบัติเช่นนี้ คาดว่าในใจคงไม่รู้สึกดีเท่าใด นับประสาอะไรกับความเชื่อมั่นและความไว้วางใจ


ระหว่างสามีภรรยา กระทั่งเรื่องพื้นฐานอย่างความเชื่อมั่นและวางใจยังไม่มี คงไม่ต้องพูดถึงการรักใคร่ปรองดอง?


บางที ลูกเขยที่แต่งเข้ามาก็ใช่ว่าจะสามารถแก้ไขปัญหาทั้งหมดไปได้


อวี้ถังปล่อยให้ความคิดพรั่งพรูขึ้นมาในหัวอย่างไม่ขาดสาย พลางถือสมุดบัญชียืนอยู่หน้าคลังสินค้า คอยลงทะเบียนสินค้าเข้าออก


ยามที่ปู่ของอวี้ถังยังมีชีวิตอยู่ สกุลพวกเขามีโรงงานเล็กๆเป็นของตัวเอง ทั้งสามารถทำเครื่องลงรักแกะสลักสีแดง งานฝีมือที่มีความสลับซับซ้อนทั้งยังต้องการความเชี่ยวชาญ จนกระทั่งปู่ของนางล่วงลับ ยามนั้นบิดาของนางยังไม่ได้สอบเป็นซิ่วไฉ 


จู่ๆอาจารย์ที่อยู่มาสองถึงสามรุ่นในสกุลกลับถูกร้านค้าเก่าแก่ทางซูโจวดึงตัวไป เหลือลุงใหญ่เพียงคนเดียวที่มีความรู้ในการทำเครื่องลงรักแกะสลัก หนำซ้ำทายาทของสกุลพวกเขายังบางตา หลังจากลุงใหญ่นางผ่านเรื่องราวเหล่านี้ ก็เปลี่ยนนิสัยเป็นคนรอบคอบระมัดระวังมากขึ้น 


ลูกศิษย์ไม่กี่คนที่รับเข้ามาในสกุล แม้จะทำงานกว่าสิบปี เขาก็ยังคงซ่อนเร้นปิดบัง ไม่ยินยอมถ่ายทอดฝีมือทั้งหมดให้กับลูกศิษย์พวกนั้น ตัวเองเพียงคนเดียวก็ยุ่งมากแล้ว เครื่องลงรักแกะสลักสีแดงนับวันก็น้อยลงเรื่อยๆ แทบจะไม่มีสินค้า กิจการในร้านก็กำไรน้อยลงทุกปี


ลุงใหญ่ไม่คิดหาวิธีรับศิษย์ที่มีพรสวรรค์ กลับฝากความหวังไว้กับอวี้หย่วน อวี้หย่วนนั้นเรียนรู้งานฝีมืออย่างเชื่อฟังมาหลายปี แต่ไม่รู้ว่าด้วยอวี้หย่วนไร้ซึ่งพรสวรรค์หรือว่าลุงใหญ่ไม่เชี่ยวชาญในการถ่ายทอดความรู้แก่ผู้อื่น ฝีมือของอวี้หย่วนจึงธรรมดา ยังสู้ซย่าผิงกุ้ย ศิษย์เอกของลุงใหญ่ไม่ได้ด้วยซ้ำ


ซย่าผิงกุ้ยอายุหกปีก็เรียนรู้งานในสกุลอวี้แล้ว อายุมากกว่าอวี้หย่วนสองสามปี เป็นลูกชายของลูกศิษย์สมัยที่ปู่ของอวี้ถังยังมีชีวิตอยู่ ตอนเด็กอาศัยในสกุลอวี้ ภายหลังอวี้ถังเติบใหญ่ ตระหนักถึงธรรมเนียมระหว่างชายหญิง คนสกุลหวังจึงให้เขาย้ายไปอยู่ในร้านค้า ยามที่ไฟไหม้ถนนฉางซิ่ง คนสกุลหวังก็ยอมจัดการให้เขาไปอยู่เรือนเก่าสกุลอวี้ตรงชานเมือง ดีกว่าต้องให้เขาย้ายกลับมาในสกุลอวี้อีกครั้ง


ครั้งนี้ร้านค้าเสร็จเรียบร้อย ซย่าผิงกุ้ยจึงพาลูกศิษย์ไม่กี่คนย้ายกลับมาในร้าน


แม้ซย่าผิงกุ้ยและอวี้ถังจะพบเจอกันไม่บ่อย แต่อย่างไรก็เติบโตมาด้วยกัน บางครั้งไปสกุลอวี้ก็พบเจออวี้ถังเช่นกัน เห็นอวี้ถังช่วยจดบัญชีอยู่หน้าคลังสินค้า เขาจึงให้หญิงรับใช้ในร้านค้าไปนำโถน้ำร้อนเข้ามา ก่อนส่งให้อวี้ถัง “คุณหนูใหญ่ อากาศเย็นแล้ว เจ้าถือไว้เถิด ระวังจะจับไข้”


ทั้งร้านค้าเครื่องลงรัก นอกจากคนสกุลอวี้แล้ว อวี้ถังก็รู้จักเพียงซย่าผิงกุ้ย


นางส่งยิ้มเอ่ยขอบคุณแก่ซย่าผิงกุ้ย รับโถน้ำร้อนมา


ใบหน้าซื่อสัตย์จริงใจของซย่าผิงกุ้ยปรากฏรอยยิ้มบางขึ้นมา เอ่ยว่า “ไม่ต้องเกรงใจ” ก่อนจะเร่งเร้าพวกเด็กในร้านขนสินค้าเข้าไปในคลังสินค้า


อวี้ถังเห็นในคลังสินค้ายังมีโต๊ะสี่เหลี่ยมสีดำอีกสองตัว จึงอดถามซย่าผิงกุ้ยไม่ได้ “สกุลพวกเรายังขายเครื่องเรือนด้วยรึ?”


ตอนยังเด็ก ยามที่นางตามบิดามาเที่ยวเล่นในร้านค้าก็เคยเข้ามาในคลังสินค้า ในภาพจำของนาง ในคลังสินค้ามีแต่ชั้นวางเป็นช่องๆ บนชั้นเต็มไปด้วยกล่องเครื่องลงรักและกล่องไม้ขนาดเล็กใหญ่หลากหลาย ตั้งแต่กล่องไม้เก้าช่องบรรจุขนมจนถึงกล่องไม้ใส่เครื่องประทินโฉมล้วนมีทั้งหมด


ไฉนยามนี้จึงดูคล้ายร้านขายของชำเสียอย่างนั้น?


ซย่าผิงกุ้ยลังเลไปครู่หนึ่ง เห็นอวี้ป๋อและพวกอวี้เหวินยืนปรึกษาเรื่องจัดวางข้าวของอยู่หน้าร้าน เวลานี้จึงกระซิบเสียงเบา “คลังสินค้าของพวกเราอยู่ใกล้กับเมืองหังโจวมาก ยามนี้ผู้คนเริ่มนิยมเครื่องลงรักประดับเปลือกหอย คนที่ต้องการเครื่องลงรักแกะสลักก็พิถีพิถันเลือกฝีมือช่างอย่างมาก หากไม่ขายโต๊ะตั่งเก้าอี้พวกนี้ จะอยู่รอดด้วยการขายเครื่องลงรักแกะสลักอย่างเดียวก็เป็นไปได้ยาก”


อวี้ถังไม่เข้าใจ


ซย่าผิงกุ้ยจึงอธิบายให้นาง “เมื่อก่อนแต่งลูกสาวรับลูกสะใภ้ มักจะซื้อกล่องเครื่องลงรักแกะสลักสีแดงบรรจุของสองสามใบ แต่เมื่อสามปีก่อน คนของสกุลเซิ่งไปเปิดร้านค้าที่เมืองหังโจว ทางหังโจวจึงนิยมซื้อกล่องเครื่องลงรักประดับเปลือกหอยขึ้นมา”


อย่างไรสกุลอวี้ก็เปิดร้านค้าเครื่องลงรัก เครื่องลงรักประดับเปลือกหอยนางก็รู้จักเช่นกัน ใช้เปลือกหอยหรือหอยทะเล ฝังเลี่ยมไปกับกล่องไม้ เปลือกหอยเมื่ออยู่ใต้แสงก็จะส่องสีรุ้งระยิบระยับ มีความงดงามดั่งอัญมณี บางคนที่รักหน้าตาทั้งซื้อกล่องเก็บเครื่องประดับไม่ไหวก็จะซื้อของประเภทนี้แทนเช่นกัน


แต่ความชอบของคนล้วนแตกต่างกันไป ผู้ที่อยู่ในสกุลชั้นสูงบางคนก็ไม่ชอบสิ่งของที่ระยิบระยับแวววาว นับประสาอะไรกับของที่ใช้เปลือกหอยมาแทนที่อัญมณีเช่นนี้?


อวี้ถังครุ่นคิด “หรือสกุลเซิ่งมีงานฝีมือใหม่อะไร เครื่องลงรักประดับเปลือกหอยจึงสามารถขายง่ายกว่าเครื่องลงรักแกะสลักสีแดงได้?”


ซย่าผิงกุ้ยเผยสีหน้าชื่นชม เอ่ยอย่างนับถือ “คุณหนูใหญ่หลักแหลมจริงๆ เป็นดั่งที่ท่านว่า ยามนี้สกุลพวกเขาทำสิ่งหนึ่งที่เรียกว่า ‘เชิ่นเซ่อหลัวเตี้ยน’ สีธรรมชาตินั้นทำง่ายกว่าทำเครื่องลงรักประดับเปลือกหอยทั่วไปมาก หากต้องการสีอื่นก็สั่งทำได้ แต่การสั่งทำย่อมแพงกว่าสีทั่วไป คิดชื่อสินค้า ทั้งผลิตออกมา ยามนี้รุ่งเรืองดุจอาทิตย์กลางท้องฟ้า 


ได้ยินว่า เทศกาลไหว้พระจันทร์ ฉากกั้นลมร้อยปักษาล้อมพญาหงส์สิบสองช่องที่ผู้ว่าการมณฑลเจ้อเจียงส่งเป็นของขวัญก็เป็นฝีมือของสกุลพวกเขา” พูดมาถึงตรงนี้ เขาก็ลังเลไปสักพัก “แต่ว่า ร้านค้าของพวกเรายังคงยึดกับแบบดั้งเดิมเป็นหลัก หลายปีก็ไม่มีการเปลี่ยนแปลง…”


แม้คำพูดนี้จะเอ่ยอย่างอ้อมค้อม อวี้ถังกลับยังคงเข้าใจ


นางเอ่ย “เจ้าหมายความว่า เครื่องลงรักแกะสลักสีแดงของสกุลพวกเราหมดสิ้นความนิยมแล้ว?”


ซย่าผิงกุ้ยเอ่ยอย่างคลุมเครือด้วยใบหน้าขึ้นสี อวี้ถังก็ไม่ค่อยกระจ่างว่าเขาพูดอะไร แต่กลับเข้าใจความหมายแล้ว


นางเงียบไปพักใหญ่


ชาติก่อน หลังจากร้านค้าสกุลอวี้ถูกไฟไหม้ก็ขายทิ้งไป นางก็ไม่รู้ว่ากิจการของสกุลเป็นอย่างไรกันแน่ ภายหลังอวี้หย่วนหาเงินได้ ลุงใหญ่ก็คิดจะฟื้นฟูกิจการสกุลอีกครั้ง แต่ยังไม่ทันให้ลุงใหญ่ได้กู้กิจการขึ้นมา เขาก็ล่วงลับไปก่อน


ยามนี้สกุลพวกเขาทุ่มเทแรงกายมหาศาลซ่อมแซมร้านค้าขึ้นมาอีกครั้ง ทั้งยังเสียเงินก้อนโตนำสินค้าเข้ามามากมาย คงไม่ถึงกับแค่พอประทังชีวิตไปวันๆหรอกกระมัง?


นี่เป็นสิ่งที่นางรับไม่ได้มากที่สุด


เสียเวลาไปเหมือนเดิม สิ้นเปลืองแรงกายเหมือนเดิม กลับไม่สามารถทำได้ดีเหมือนคนอื่น


ต้องคิดสาเหตุและหาทางออกให้ได้


นางมองข้าวของที่กองพะเนินในคลังสินค้าพลางลอบถอนหายใจ สินค้าพวกนี้กระทั่งนางยังคร้านจะมองซ้ำสอง ยิ่งไม่ต้องพูดถึงคนที่มาซื้อของเหล่านั้น?


ไม่รู้ว่าสามารประวิงเวลาเปิดกิจการ หาวิธีปรับเปลี่ยนสินค้าใหม่ได้หรือไม่?


อวี้ถังลากคนสกุลหวังมาด้านข้าง กระซิบถามนาง


คนสกุลหวังได้ฟังก็ยิ้มขื่น กอดอวี้ถัง เอ่ยเสียงเบา “เด็กดี เจ้ากังวลแล้ว ลุงใหญ่เจ้าทำการค้ามาทั้งชีวิต หลักการพวกนี้จะไม่รู้ได้เชียวรึ? พวกเขาซ่อมแซมร้านค้ายังติดเงินจากสกุลเผย ไหนเลยยังมีเงินนำเข้าสินค้าอีก ทั้งเครื่องใช้อย่างว่า ล้วนเป็นสิ่งที่แต่ละร้านเก็บไว้เป็นของดีประจำร้าน ไฉนจะขายให้สกุลพวกเราอย่างง่ายดาย? แม้ว่าจะขายให้สกุลพวกเรา มีลูกค้าสนใจ สกุลพวกเราก็ไม่อาจทำได้ ทั้งยังง่ายจะเกิดเรื่องผิดพลาด สู้ไม่ทำเสียดีกว่า”


อวี้ถังนิ่งไปเล็กน้อย “เพราะไม่มีเงินอย่างนั้นรึ?”


คนสกุลหวังชะงัก ก่อนเอ่ยเสียงเบา “ก็ไม่เกี่ยวกับเงินทั้งหมด ยังเป็นเพราะไม่มีกำลังคนในสกุล…”


ก็คือในสกุลขาดคนมีฝีมือ


นี่กลับเป็นอย่างที่ซย่าผิงกุ้ยกล่าวไม่ผิดเพี้ยน


หลายปีมานี้ร้านค้ามีลุงใหญ่คอยจัดการ นางกลัวว่าถามลึกเกินไป จะเป็นการหักหน้าป้าสะใภ้ใหญ่ พูดอ้อมๆอีกไม่กี่คำ ก็กลับเข้าไปในร้านกับป้าสะใภ้ใหญ่ หาโอกาสดึงอวี้หย่วนมาคุยส่วนตัว “อาจารย์พวกนั้นที่เชิญมาจากเจียงซีฝีมือเป็นอย่างไรบ้าง? ท่านคิดว่าพึ่งพาได้หรือไม่?”


หลายวันมานี้อวี้หย่วนก็กลัดกลุ้มกับเรื่องนี้


เขาเอ่ย “อาจารย์พวกนั้นฝีมือล้วนธรรมดา ในนั้นมีคนหนึ่งที่ไม่เลวเลย แต่เขาชำนาญวาดลายทอง สกุลพวกเราทำเครื่องลงรักแกะสลักสีแดง จากความหมายของท่านพ่อ วาดลายทองนั้นได้เปรียบ ข้ากลับรู้สึกว่าวางลำดับความสำคัญสลับกันอยู่บ้าง”


แต่ละร้านเครื่องลงรักล้วนมีจุดเด่นเป็นของตัวเอง สกุลพวกเขาเสียกำลังคนไปหลายยุคสมัยจึงทำเครื่องลงรักแกะสลักสีแดงให้มีชื่อเสียงได้ เวลานี้เปลี่ยนเป็นวาดลายทอง ทั้งยังเป็นทักษะที่สกุลพวกเขาไม่คุ้นเคย อวี้ถังเห็นด้วยกับความคิดอวี้หย่วน


ช่วงนี้อวี้หย่วนจึงโต้แย้งเรื่องนี้กับอวี้ป๋อหลายต่อหลายครั้ง คนสกุลหวังยืนอยู่ฝั่งอวี้ป๋อ ยังเอ่ยในทำนองว่า “ยิ่งใจร้อนก็ยิ่งล้มเหลวง่าย ใช้การวาดลายทองหาเงินก่อน จากนั้นค่อยคิดวิธีหาพวกสหายซิ่วไฉของอาเจ้ามาช่วยวาดแบบเครื่องลงรักแกะสลักสีแดงเพิ่มเติม ทำการค้าต้องค่อยเป็นค่อยไปจึงจะมั่นคง” 


เวลานี้จู่ๆก็พบคนที่มีความเห็นไปทิศทางเดียวกับเขา ความขุ่นข้องที่เขาฝืนกดไว้ในยามปกติจึงพรั่งพรูออกมา อดเอ่ยไม่ได้ “ข้าก็ไม่รู้ว่าท่านพ่อคิดอย่างไร? ต่อให้วาดลายทองจะดีเท่าใด นั่นก็ไม่ใช่งานฝีมือของสกุลพวกเรา ทำเช่นนี้จะสูญเสียความเป็นตัวเรา สกุลอวี้จะยึดหลักกับอะไรกัน?”


ชาติก่อนสองพ่อลูกก็เคยทะเลาะกันเรื่องนี้


อวี้ถังเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ท่านไม่ได้กล่าวว่าจะไปเปิดร้านที่หังโจวหรอกรึ?”


อวี้หย่วนใบหน้าขึ้นสี “หากท่านพ่อดึงดันทำตามใจตนอยู่ฝ่ายเดียว ข้าจะไปเปิดร้านใหม่ที่หังโจวให้รู้แล้วรู้รอดไป” พูดจบ ก็กลัวอวี้ถังเข้าใจผิด เอ่ยละล่ำละลัก “นี่ไม่ใช่ความคิดของพี่สะใภ้เจ้า เป็นความต้องการของข้า นางยังไม่อาจยุ่งเรื่องในเรือนข้าได้”


อวี้ถังเห็นท่าทีมีพิรุธของเขา ก็หัวเราะเสียงดังขึ้นมา


อวี้หย่วนตระหนักได้ว่าตนเองพูดผิดไป ก็หัวเราะอย่างเขินอายขึ้นมาเช่นกัน


อวี้ถังคิดว่าเป็นเช่นนี้ไม่ใช่ว่าจะแย่เสมอไป


ชาติก่อนอวี้หย่วนพิสูจน์ความสามารถของตนเองแล้วว่าไม่อาจเกลี้ยกล่อมลุงใหญ่ได้ ชาตินี้ยังติดตามร่ำเรียนงานฝีมือจากบิดาอยู่ต้อยๆ ยิ่งไม่อาจโน้มน้าวลุงใหญ่ได้


แทนที่สองพ่อลูกจะทะเลาะกันไม่สบายใจ ยังมิสู้แยกย้ายกันไปชั่วคราว ต่างคนต่างทำกิจการของตัวเอง อย่างไรกิจการของสกุล ท้ายที่สุดก็ต้องทิ้งให้อวี้หย่วนอยู่แล้ว


แน่นอนว่า อวี้ถังก็มีความคิดเล็กๆเป็นของตัวเองเช่นกัน


นางอยากเป็นเหมือนเจียงหลิงในชาติก่อน เป็นสตรีเก่งกาจที่สามารถหาเงินใช้ชีวิตด้วยตัวเอง ทั้งยังสามารถเลี้ยงดูคนในครอบครัว


[1] วันปีใหม่เล็ก ตรงกับวันที่ยี่สิบสามหรือยี่สิบสี่เดือนสิบสองตามปฏิทินจันทรคติจีน ตามความเชื่อของคนจีนตั้งแต่สมัยโบราณ เป็นวันที่เทพเจ้าแห่งเตา เทพเจ้าที่คอยพิทักษ์เตาไฟในครัว ดูแลทุกคนในครอบครัว จะกลับสวรรค์ไปรายงานเรื่องราวของแต่ละครัวเรือนให้เง็กเซียนฮ่องเต้ทราบ ดังนั้นคนจีนจึงบูชาเทพเจ้าแห่งเตา โดยจะบูชาด้วยของหวาน ของมงคล เพื่อให้เทพเจ้าแห่งเตารายงานแต่สิ่งดีๆเง็กเซียนฮ่องเต้ฟังแล้วไพเราะ เสนาะหู


[2] โถน้ำร้อน เป็นอุปกรณ์ที่มีลักษณะคล้ายกาน้ำชาเล็กๆโดยสามารถเติมน้ำร้อนจากด้านบน ใช้เพื่อเพิ่มความอบอุ่นแก่ร่างกาย


[3] เชิ่นเซ่อหลัวเตี้ยน คือเครื่องลงรักประดับเปลือกหอยที่เน้นขับสีให้เด่น โดยตัดเปลือกหอยโปร่งใสแผ่นบางเป็นลวดลาย หลังจากเติมสีสันหลากหลายลงด้านล่างก็นำไปเลี่ยมฝังบนเครื่องลงรัก


บทที่ 90: เปิดร้าน


ไม่ว่าจะพูดอย่างไร เวลานี้จะทำการเปลี่ยนแปลงสิ่งใดล้วนแต่สายไปเสียแล้ว


เทียบเชิญถูกส่งออกไป วันเปิดร้านใหม่ก็กำหนดไว้แน่นอนแล้ว หากมีความคิดอื่นอีก คงได้แต่ค่อยๆหารือกับท่านลุงใหญ่และญาติผู้พี่ในภายหลัง


อวี้ถังตรวจสอบสินค้าที่เข้าออกคลังสินค้าอย่างละเอียดอีกรอบ แล้วเอาสมุดบัญชีมอบให้ท่านลุงใหญ่


อวี้ป๋อสุ่มตรวจดูหลายจุด เห็นว่าส่วนใหญ่เป็นระเบียบเรียบร้อยดี บัญชีกับสินค้าตรงกัน จึงเอ่ยชมอวี้ถังว่า “ไม่เลว ไม่เลว เริ่มจากทำความคุ้นเคยกับสินค้าในร้านเราก่อน ต่อไปก็ค่อยเรียนการอ่านสมุดบัญชี เรียนจดบัญชี แค่นี้ก็ไม่มีใครมาตบตาเจ้าได้แล้ว”


อวี้เหวินได้ฟังก็หัวเราะ คิดว่าบุตรสาวของตนช่างฉลาดหลักแหลม ไม่แน่อาจมีพรสวรรค์ด้านทำมาค้าขายก็เป็นได้ เพียงแต่มีสถานะสตรีเป็นอุปสรรค


เขาครุ่นคิดแล้วเอ่ยกับพี่ชายว่า “ท่านพี่ พรุ่งนี้เปิดร้านแล้ว ให้อาถังมาช่วยงานที่ร้านด้วยดีหรือไม่?”


แม้พูดว่าช่วยงาน แต่ไม่ได้ให้นางมาตะโกนขายของ อย่างมากก็ให้อยู่โกดังหลังร้านคอยตรวจนับสินค้า เพราะกลัวเด็กในร้านมือเท้าวุ่นวายจนหยิบของผิดก็เท่านั้น


อวี้ป๋อเมื่อคิดจะฝึกปรืออวี้ถังแล้ว ย่อมหวังว่านางจะมาช่วยงานที่ร้านบ่อยๆ ตอนที่คนสกุลหวังอยู่กับบ้านฝั่งมารดา นางก็ติดตามบิดาและพี่ชายทำมาค้าขายเช่นนี้ ที่ท่านปู่ของอวี้ถังถูกใจคนสกุลหวัง ก็เพราะเห็นว่านางมีความสามารถอ่านสมุดบัญชีได้


“ก็ดีสิ!” เขารีบตอบรับในทันที ทั้งยังเอ่ยกับอวี้ถังว่า “พรุ่งนี้ป้าสะใภ้เจ้าก็จะมา เจ้าก็ติดตามป้าสะใภ้ทำความรู้จักคนอื่นๆไปก่อน”


ร้านค้าเปิดกิจการใหม่ วันแรกเหล่าสหายคุ้นเคยที่ทำการค้าด้วยกันย่อมต้องมาแสดงความยินดี


อวี้ถังรีบตอบตกลง


คนสกุลหวังจับมืออวี้ถังไว้อย่างรักใคร่ พลางกำชับกับนางด้วยรอยยิ้มว่า “แต่งตัวด้วยเสื้อผ้าธรรมดาก็พอแล้ว เด็กสาวช่วยดูแลร้านค้าของสกุล มีข้อห้ามว่าอย่าแต่งกายฉูดฉาดเกินไป คนอื่นจะคิดได้ว่าเจ้ามีจุดประสงค์อื่นแอบแฝง ต้องให้ผู้อื่นเชื่อว่าเจ้ามาช่วย มิใช่เดินเล่นเพราะว่างงาน เจ้าเข้าใจแล้วใช่หรือไม่?”


“เข้าใจเจ้าค่ะ!” อวี้ถังตอบรับด้วยรอยยิ้ม


เสื้อผ้าเครื่องประดับนับเป็นอีกหนึ่งภาษา ในวาระโอกาสที่มีสตรีมารวมตัวกันมากๆ หากว่าแต่งลวดลายฉูดฉาด ผู้อื่นย่อมคิดว่าโอ้อวดคิดชิงดีชิงเด่น แต่ก็หาได้มีสิ่งใดร้ายแรงนัก ทว่าหากเป็นวาระโอกาสที่บุรุษอยู่เยอะ ทั้งมีการค้าขายไปมาหาสู่ ผู้อื่นย่อมคิดว่าตนมีแผนอื่นแอบแฝง คิดใช้อุบายหญิงงาม มักจะเกิดเป็นความเข้าใจผิดไปต่างๆนานาได้


คนสกุลเฉินกลับกังวลใจ “หรือไม่ รอให้งานเปิดร้านผ่านไปแล้วค่อยให้นางไปช่วยที่ร้านดี?”


อวี้ถังรีบเสนอตัวกล่อมมารดาว่า “ช่วยงานที่ร้านจะไปวันไหนก็ได้ สำคัญคือพรุ่งนี้ต้องทำความรู้จักกับผู้อื่น ต่อไปหากเจออุปสรรค อย่างน้อยก็รู้ว่าต้องไปหาใครเจ้าค่ะ”


คนพวกใดคบได้ คนพวกใดต้องหลีกหนี นางไม่มีทั้งเวลาและโอกาสที่จะไปทำความเข้าใจ ได้แต่หวังพึ่งคำชี้แนะจากผู้อาวุโสแล้ว


นางยังคิดว่าหลังจากที่ประมูลขายแผนที่ผืนนั้นไปแล้ว นางอยากมีกิจการเล็กๆอื่นมาจุนเจือครอบครัวด้วย หากรู้จักคนน้อย หูตาไม่กว้างไกล แล้วจะหาผู้ร่วมหุ้นได้อย่างไร ชาติก่อนสตรีที่ชื่อเจียงหลิงออกจะเก่งกาจ ยังต้องหยิบยืมความช่วยเหลือจากกำลังของพี่ชาย นางมิได้อวดดีถึงเพียงนั้น จึงคิดว่าตนต้องหลักแหลมและทุ่มเทมากกว่าเจียงหลิงผู้นั้นถึงจะดี


อวี้ป๋อพยักหน้าอย่างชื่นชม แล้วเอ่ยกับอวี้เหวินว่า “อาถังรู้ความแล้วจริงๆ ต่อไปเจ้าก็รอเสวยสุขได้เลย!”


“แน่ล่ะ แน่ล่ะ!” อวี้เหวินวางท่าภาคภูมิใจอย่างไม่ปิดบัง


พวกคนสกุลเฉินได้แต่เม้มปากหัวเราะ


พอกลับถึงเรือน คนสกุลเฉินก็รื้อลัง คว่ำกล่อง เป็นนานกว่าจะตัดสินใจได้ว่าต้องใส่ชุดไหนในวันเปิดร้าน ทั้งกำชับกับอวี้ถังอีกนานสองนานทำนองว่า “ตามติดป้าสะใภ้เจ้าเอาไว้ อย่าเดินเล่นไปทั่ว” จากนั้นถึงยอมปล่อยอวี้ถังกลับไปพักผ่อน


อวี้ถังนอนไม่ค่อยหลับ


นางคิดถึงชาติก่อนปีที่แต่งเข้าสกุลหลี่ เพื่อแสดงอำนาจข่มนาง คนสกุลหลินบอกให้นางทำตัวเป็นแม่ม่ายที่ดี นางเคยขอให้ตนกลับมาส่งของขวัญปีใหม่ที่เรือนอยู่หลายครั้ง คนสกุลหลินล้วนทำเป็นหูหนวกตาบอดเลี่ยงพูดเรื่องอื่นไปเรื่อย เพราะนางอายุยังน้อยจึงหน้าบาง 


ทั้งที่รู้ว่าคนสกุลหลินกลั่นแกล้งนางแต่ก็ไม่อาจต่อกรได้ กระทั่ง วันที่ยี่สิบสาม เดือนสิบสอง อีกเพียงสองวันก็จะเป็นวันปีใหม่เล็กแล้ว คนสกุลหลินถึงให้หญิงรับใช้ข้างกายมามอบรายการของขวัญของสกุลอวี้ให้นางอย่างไม่เดือดเนื้อร้อนใจ บอกให้นางไปส่งของขวัญเสีย


นางไม่มีเวลาสนใจความคับแค้น จึงพาซวงเถากลับบ้านมารดาไป


ในเรือนเย็นเยียบว่างโล่ง มีเพียงเนื้อปลาที่ใช้เซ่นไหว้ ครอบครัวท่านลุงใหญ่ทั้งสามคนนั่งล้อมอยู่หน้าโต๊ะ มีแค่ผักกับโจ๊กเท่านั้น…


จนถึงตอนนี้ นางยังจำได้ชัดเจน ภาพตอนที่ป้าสะใภ้เห็นนางเดินเข้าไปแล้วเอาร่างของตนบังจานอาหารเหล่านั้นไว้เบื้องหลัง


ชาตินี้ ทุกอย่างเปลี่ยนไปแล้ว


แต่นางก็อยากจะเดินไปสู่จุดที่ดีกว่านี้


อวี้ถังคิดไปร้อยแปดพันเรื่อง ไม่รู้ว่าตัวเองเผลอหลับไปเมื่อไร


วันต่อมา นางถูกเสียงประทัดไม้ไผ่ทำให้ตกใจตื่น


นางกระเด้งตัวลุกนั่งบนเตียง อวี้ถังยังมึนงงอยู่บ้าง คิดว่าตนเองยังอยู่ในอารามที่เคยไปขอพักพิง ผ่านไปพักใหญ่ถึงเรียกสติกลับมาได้


นางร้องเรียงซวงเถา “เกิดอะไรขึ้น? ยังไม่ถึงวันปีใหม่เล็กเลย เรือนไหนจุดประทัดไม้ไผ่เสียแล้ว?”


ซวงเถายิ้มตาหยีตอบว่า “สกุลเซียงเจ้าค่ะ ส่งคนมามอบของขวัญให้สกุลเรา นายท่านถึงได้ให้จุดประทัด”


อวี้ถังคิดไม่ถึงว่าสกุลเซียงจะส่งของขวัญปีใหม่มาให้สกุลนางด้วย ทางหนึ่งก็เลิกผ้าห่มขึ้นลุกจากเตียง ทางหนึ่งก็ถามว่า “สกุลเซียงให้ใครเป็นคนมาส่งของขวัญปีใหม่?”


คนสกุลเซียงเป็นว่าที่สะใภ้ใหญ่ของสกุลอวี้ จึงให้คนมาส่งของขวัญปีใหม่ สกุลของฝ่ายชายหากว่าให้ความสำคัญกับงานหมั้นหมาย ระหว่างนี้ก็จะจัดงานเลี้ยงเพื่อรับรองแขก อีกทั้งยังต้องให้ลุงป้าน้าอาออกมาต้อนรับ แน่นอนว่าถ้าหากคนที่มาเป็นแค่ผู้ดูแล เช่นนั้นก็ต้องว่ากันไปอีกแบบหนึ่ง


ซวงเถาเอ่ยยิ้มๆ “เป็นพี่ชายของแม่นางเซียงเจ้าค่ะ”


อวี้ถังถามต่อ “แล้วที่ร้านทำอย่างไร?”


ซวงเถาตอบว่า “นายท่านใหญ่สั่งไว้ ให้นายท่านบ้านเรากับคุณชายใหญ่อยู่เป็นเพื่อนแขกที่นี่ ส่วนคุณหนูกับนายท่านใหญ่ไปที่ร้านค้า รอให้ทางนี้ส่งคุณชายเซียงกลับแล้วค่อยรีบตามไป ไม่อาจล่าช้าผิดเวลามงคลเด็ดขาด”


คงต้องเป็นเช่นนี้แล้ว


อวี้ถัง อวี้ป๋อ แลัวคนสกุลหวังเดินทางไปร้านค้าพร้อมกัน


ท้องฟ้ายังไม่สว่างดี อากาศค่อนข้างเย็น มีคนสองสามคนบนถนนฉางซิ่ง หากไม่ใช่เตรียมตัวเปิดร้าน ก็กำลังกวาดถนนอยู่


อวี้ถังลงมาจากเกี้ยว อ้าปากหาวหวอดเอ่ยถามท่านลุงใหญ่ว่า “สิงโตเชิดทางนั้นตกลงกันไว้ดีแล้วหรือไม่เจ้าคะ?”


เรื่องเชิดสิงโตมีอวี้หย่วนเป็นผู้รับผิดชอบ วันนี้เขาต้องอยู่เรือนเป็นเพื่อนแขกเหรื่อ นางกลัวอาจมีเรื่องตกหล่นได้


อวี้ป๋อตอบว่า “อาหย่วนกลัวจะเกิดเหตุไม่คาดฝัน ตอนไปเชิญสิงโตเชิดจึงได้พาผิงกุ้ยไปด้วยกัน เขาไม่อยู่ที่นี่ แต่ยังมีผิงกุ้ย เจ้าไม่ต้องเป็นห่วงหรอก”


ญาติผู้พี่ของนางจัดการเรื่องราวได้ละเอียดรอบคอบขึ้นทุกทีแล้ว


อวี้ถังยิ้มแล้วเอ่ยรับคำ “เจ้าค่ะ” จากนั้นก็เดินเข้าร้านไปกับอวี้ป๋อจากทางด้านหลัง


เถ้าแก่ใหญ่ของร้านคือท่านลุงใหญ่ หลังจากเกิดเหตุไฟไหม้ก็เหลือเด็กในร้านอยู่สองสามคน มีบางส่วนที่เพิ่งรับเข้ามาใหม่ คนที่อยู่ในโรงงานกับคลังสินค้าหลังร้าน นอกจากคนที่มาจากเจียงซีแล้ว ยังมีลูกศิษย์ของท่านลุงใหญ่ด้วย ตอนที่นางเดินเข้าไปก็ตั้งใจสังเกตดูเป็นพิเศษ


ตอนนี้ช่างฝีมือจากเจียงซีกำลังทำงานอยู่ฝั่งหนึ่ง ลูกศิษย์ของท่านลุงนางก็ทำงานอยู่อีกฝั่งหนึ่ง แบ่งแยกฝ่ายอย่างชัดเจน


นางอดจะขมวดคิ้วมองไม่ได้


นี่ไม่ใช่ลางบอกเหตุที่ดีเลย!


อวี้ถังกำลังคิดว่าตนควรจะมาดูที่ร้านค้าให้บ่อยหรือไม่ ซย่าผิงกุ้ยพลันเดินเข้ามา พอเห็นท่านลุงใหญ่ของนางก็เอ่ยว่า “อาจารย์ เรื่องด้านนอกจัดการตามที่คุณชายใหญ่สั่งเอาไว้หมดแล้ว เพียงรอฤกษ์มงคลก็เริ่มได้เลยขอรับ”


อวี้ป๋อหันไปมองนาฬิกาทราย คิดว่าใกล้ได้เวลาเต็มทีแล้ว จึงถามซย่าผิงกุ้ยว่า “นายท่ามสามสกุลเผยมาถึงหรือยัง?”


ซย่าผิงกุ้ยตะลึงไป ยกขาได้ก็วิ่งไปด้านนอก ปากก็ตะโกนบอกว่า “ข้าจะไปดูเดี๋ยวนี้ขอรับ”


อวี้ป๋อไม่ค่อยชอบซย่าผิงกุ้ย เหตุผลหลักเพราะทั้งๆที่เรียนวิชาจากเขาไปเหมือนกัน แต่ฝีมือซย่าผิงกุ้ยกลับดีกว่าอวี้หย่วน แน่นอนว่าอวี้หย่วนเป็นลูกเถ้าแก่ จะไปเปรียบเทียบฝีมือกับซย่าผิงกุ้ยก็ไม่มีความหมายอะไร แต่อีกไม่เท่าไรฝีมือของซย่าผิงกุ้ยก็จะเหนือกว่าอาจารย์แล้ว 


อวี้หย่วนผู้เป็นลูกเถ้าแก่ก็คงต้องพึ่งพาเขาหลายส่วน อวี้ป๋อกลัวว่าซย่าผิงกุ้ยจะเหมือนช่างฝีมือคนอื่นก่อนหน้านี้ที่ออกไปตั้งร้านของตัวเอง จึงค่อนข้างจะเข้มงวดกับเขามาก


อวี้ถังเอ่ยถามอย่างแปลกใจว่า “นายท่านสามจะมาหรือเจ้าคะ?”


อวี้ป๋อพอพูดถึงเรื่องนี้ก็ทำท่าลำพองใจ “เดิมก็ไม่มาหรอก แต่ตอนที่พวกเราไปส่งเทียบเชิญเผอิญเจอกับพ่อบ้านหูเข้า พ่อบ้านหูจึงไปแจ้งข่าวให้เราเป็นพิเศษ บอกว่าถึงเวลาจะมาร่วมงานด้วย”


คิดไม่ถึงจริงๆ ว่าเผยเยี่ยนจะมาร่วมงานเช่นนี้


อวี้ถังกะพริบตา จินตนาการภาพพลุไม้ไผ่ดังก้องทั่วทิศพร้อมกับควันพุ่งโขมง ควันหนาที่แทบทำให้สำลัก กับดวงหน้าไร้อารมณ์ของเผยเยี่ยน สายตาที่รังเกียจเดียดฉันท์…ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด นางคิดว่าคงน่าสนุกไม่น้อย


น่าเสียดายที่ร้านค้าบนตรอกฉางซิ่งล้วนเป็นร้านเก่าแก่ เผยเยี่ยนจึงไม่มีโอกาสได้ร่วมงานเช่นนี้มากนัก!


ซย่าผิงกุ้ยวิ่งกลับมาอีกครั้ง เขาตอบอวี้ป๋อพลางหอบแฮกๆ “ไม่มีขอรับ ข้ามองหาแถวนั้นจนละเอียดแล้ว ก็ไม่เห็นนายท่านสามเลย ทั้งไม่มีเกี้ยวหรือรถม้าของสกุลเผยด้วยขอรับ” เขาพูดจบ ก่อนจะถามเสียงเบาหลังจากลังเลเล็กน้อย “ไม่เห็นคนจากสกุลเผยมาส่งของขวัญแสดงความยินดีด้วยขอรับ”


“หรือว่าเกิดเรื่องอะไรทำให้ล่าช้า?” อวี้เหวินพึมพำ มองนาฬิกาทรายแล้วก็ร้อนใจ…อย่างมากยังมีเวลาอีกหนึ่งเค่อก็จะถึงเวลามงคลเปิดร้านแล้ว ด้านนอกได้ยินเสียงจอแจของผู้คนดังขึ้นทุกที


ซย่าผิงกุ้ยก็ลนลานไม่ต่างกัน


เมืองหลินอันมีสกุลอวี้ทำกิจการเครื่องลงรักอยู่สกุลเดียว จะพูดว่าสกุลอื่นไม่มีฝีมือทางนี้ก็ยังได้ ทว่าสิ่งสำคัญคือสกุลอวี้มีนายใหญ่เป็นซิ่วไฉ ร้านค้าอื่นๆไม่อยากชิงดีชิงเด่นกับสกุลอวี้ จะได้เลี่ยงว่าหากต้องไปศาลาว่าการฟ้องร้องกันขึ้นมา ทางสกุลอวี้ยังมีคนยืนให้การกลางโถงได้ แต่ผู้อื่นกลับต้องคุกเข่าอยู่บนพื้นแทน


หากวันนี้นายท่านสามสามารถมาแสดงความยินดีได้จริงๆ ต่อไปพวกคนที่ลาดตระเวนแถบนี้ย่อมมองร้านค้าของสกุลอวี้สูงขึ้น ยิ่งไม่ต้องกลัวใครจะมาหาเรื่องระรานด้วย


“หรือว่า ให้ข้าออกไปดูอีกทีไหมขอรับ?” ซย่าผิงกุ้ยถาม


อวี้ถังห้ามซย่าผิงกุ้ยไว้เสียก่อน “นายท่านสามเป็นผู้นำสกุลเผย ทำสิ่งใดล้วนเชื่อถือได้ หากว่าไม่มา เขาต้องส่งคนมาบอกล่วงหน้าแล้ว พวกเราเริ่มจัดการตามฤกษ์เดิมไปก็พอ”


อวี้ป๋อกับซย่าผิงกุ้ยทำหน้าเหมือนไม่เชื่อถือนางนัก


อวี้ถังคิดว่าตนได้เสวนากับนายท่านสามหลายหน รู้สึกเชื่อใจนายท่านสามเป็นที่สุด จึงได้เอ่ยว่า “ข้าเคยพูดคุยกับเขา รู้นิสัยเขาอยู่บ้าง ท่านวางใจได้เจ้าค่ะ เขาเป็นคนพูดคนไหนคำนั้นแน่นอน!”


ถ้าเป็นคนไม่รักษาคำพูดคงไม่อาจยืนอยู่เบื้องหน้าผู้คนมากมายเช่นนี้ได้


อวี้ป๋อเชื่อนางในที่สุด จึงไม่ได้พูดอะไรต่ออีก เพียงถามซย่าผิงกุ้ยถึงเรื่องราวด้านนอก เขาทิ้งให้อวี้ถังอยู่ในร้าน ตนเองออกไปทางด้านหลังพร้อมกับซย่าผิงกุ้ย เตรียมตัวไปเปิดงานพิธีด้านหน้า


อวี้ถังลองไตร่ตรองดู แล้วย่องขึ้นชั้นสองไป ผลักหน้าต่างเปิดออกเล็กน้อยแล้วส่องผ่านช่องมองลงไปด้านล่าง


ที่หน้าประตูร้านเต็มไปด้วยฝูงชน บางคนมาดูความครึกครื้น บางคนมาร่วมแสดงความยินดี ยังมีบางส่วนที่ถือโอกาสมาหาซื้อสินค้าลดราคาในวันเปิดร้านใหม่ อวี้เหวินพาซย่าผิงกุ้ยติดตามข้างกาย เอ่ยทักทายแขกเหรื่อด้วยสีหน้าอิ่มเอมเปี่ยมสุข อวี้ถังยังมองเห็นนายท่านอู๋กับนายท่านเว่ย แต่กลับหาเผยเยี่ยนหรือคนจากสกุลเผยไม่พบสักคน


หรือว่ามีเรื่องผิดพลาดขึ้นตรงไหน?


อวี้ถังบิดผ้าเช็ดหน้าที่อยู่ในมือเป็นเกลียวแน่น


เรื่องที่เผยเยี่ยนจะมาร่วมงานเปิดร้านของสกุลนาง สำหรับท่านลุงใหญ่แล้ว นี่เป็นเรื่องที่ได้หน้าได้ตายิ่ง เขาคงปล่อยข่าวออกไปตั้งแต่แรก ถ้าคราวนี้นายท่านสามไม่มา ไม่พูดถึงว่าพวกนางสกุลอวี้จะเพียงถูกซุบซิบนินทาอย่างไร ชื่อเสียงของเผยเยี่ยนก็จะได้รับผลกระทบไปด้วย


เผยเยี่ยนคงไม่คิดกลับคำกะทันหันกระมัง?


[1] วันปีใหม่เล็ก ตรงกับวันที่ยี่สิบสามหรือยี่สิบสี่เดือนสิบสองตามปฏิทินจันทรคติจีน ตามความเชื่อของคนจีนตั้งแต่สมัยโบราณ เป็นวันที่เทพเจ้าแห่งเตา เทพเจ้าที่คอยพิทักษ์เตาไฟในครัว ดูแลทุกคนในครอบครัว จะกลับสวรรค์ไปรายงานเรื่องราวของแต่ละครัวเรือนให้เง็กเซียนฮ่องเต้ทราบ ดังนั้นคนจีนจึงบูชาเทพเจ้าแห่งเตา โดยจะบูชาด้วยของหวาน ของมงคล เพื่อให้เทพเจ้าแห่งเตารายงานแต่สิ่งดีๆ เง็กเซียนฮ่องเต้ฟังแล้วไพเราะ เสนาะหู


จบตอน

Comments