ตอนที่ 801: ชั่วร้ายและเรื่องเยอะ
เซี่ยจื่ออวี้ตื่นเต้นจนเหงื่อชื้นเต็มมือ
เธอสังหรณ์ใจว่าตู้เจ้าฮุยจะให้โอกาสเธอแค่ครั้งนี้ครั้งเดียวเท่านั้น ถ้าเธอพูดผิดไม่ว่าจะทำเช่นไรตู้เจ้าฮุยก็คงไม่สนใจเธออีกแล้ว ต่อให้ใช้ ‘คำทำนาย’ มาเป็นตัวล่อก็ไร้ประโยชน์!
ตู้เจ้าฮุยชะงักฝีเท้า ก่อนจะหันกลับมา!
เซี่ยจื่ออวี้ยังไม่รู้สึกวางใจ
“เถ้าแก่ตู้ ฉันพูดไม่ผิดใช่หรือไม่ คุณไม่อยากแบ่งมรดกของครอบครัวกับใคร คุณต้องการตระกูลตู้ทั้งตระกูล”
ตู้เจ้าฮุยไม่ใช่คุณชายเจ้าชู้อย่างที่ใครว่าไว้ คนที่อยู่ในสถานการณ์ใกล้เคียงกับตู้เจ้าฮุยล้วนมีแต่คิดอยากได้มรดกให้มากที่สุดทั้งนั้น ทว่าตู้เจ้าฮุยร้ายกว่าคนอื่น เพราะสิ่งที่เขาต้องการคือทั้งหมดของตระกูลตู้ เซี่ยจื่ออวี้ไม่สงสัยเลยว่า ในอนาคตต่อให้ตู้เชิงหรงแบ่งทรัพย์สินให้กับเมียน้อยและลูกคนอื่นของเขาทั้งหมด แต่วันใดที่ตู้เจ้าฮุยขึ้นมาครองอำนาจเขาก็คงแย่งทุกสิ่งทุกอย่างกลับคืนไปอย่างแน่นอน
เซี่ยจื่ออวี้อดที่จะรู้สึกประหม่าไม่ได้ ตู้เจ้าฮุยไม่เพียงล่อหลอกยาก ทว่าดูท่าทางแล้วเขายังต้องการผลประโยชน์มากอีกด้วย
ตู้เจ้าฮุยนึกว่าเบื้องหลังเธอมีแหล่งข้อมูลที่แกร่งกล้าถึงขนาดสามารถ ‘ทำนาย’ ได้อย่างแม่นยำ ในขณะที่เซี่ยจื่ออวี้รู้ตัวเองดีว่าตนไม่ได้มีแหล่งข้อมูลที่ดีแต่อย่างใด
ตู้เจ้าฮุยเลิกคิ้วมองเธอ “คุณเซี่ย เรื่องบางเรื่องหากออกจากห้องนี้เมื่อไรคงไม่สามารถพูดได้อีกแล้ว เข้าใจหรือเปล่า คุณลองอธิบายมาดีกว่าว่าจะช่วยผมได้อย่างไร”
จะแย่งมรดกอย่างไร?
ภายใน ตู้เจ้าฮุยต้องคอยประจบเอาใจตู้เชิงหรง ต้องแก่งแย่งชิงดีกับแม่เลี้ยงสามคนกับพี่น้องอีกมากมาย
ยังมีภายนอก ที่เขาต้องแสดงความสามารถของตัวเองให้คนอื่นเชื่อมั่นและยอมรับ ทำให้ตู้เชิงหรงคิดว่าการยกกิจการให้เขาคือการตัดสินใจที่ถูกต้อง
ดังนั้นตู้เจ้าฮุยถึงได้มาลงทุนที่เผิงเฉิงสินะ?
“เถ้าแก่ตู้ เรามานั่งคุยเรื่องที่บ้านคุณกันดีไหมคะ ตอนนี้ฉันรู้แค่ว่าพ่อคุณมีเมียน้อยสามคน ส่วนที่ว่านอกเหนือจากคุณแล้วเขารักลูกคนไหนมากที่สุด คงต้องให้เถ้าแก่ตู้เป็นคนพูดแล้วล่ะค่ะ... เชื่อฉัน ฉันสามารถให้คำแนะนำในมุมมองของผู้หญิงกับคุณได้”
เซี่ยจื่ออวี้กำลังเดิมพัน
แม่บังเกิดเกล้าของตู้เจ้าฮุยตายจากไปแล้ว การที่เขาเปลี่ยนแฟนสาวบ่อยราวกับเปลี่ยนเสื้อผ้า เธอเดาว่าเป็นเพราะข้างกายตู้เจ้าฮุยไม่มี ‘ที่ปรึกษา’ ที่สามารถไว้ใจได้ ขณะที่พวกเธอพูดคุยหยั่งเชิงกันไปมา ในที่สุดตู้เจ้าฮุยก็ถูกเธอพูดแทงใจดำเข้าเสียแล้ว อย่างน้อยช่วงที่อยู่ในห้องนี้ เธอสามารถแสดงความคิดเห็นของตัวเองได้
คำแนะนำในมุมมองของผู้หญิง?
ตู้เจ้าฮุยเริ่มสนใจ “ก็คงเป็นตู้เจ้าจี น้องชายคนรองของผม เขาเรียนบริหารธุรกิจอยู่ที่อังกฤษ เป็นคนที่เรียนเก่งที่สุดของตระกูล”
ตู้เชิงหรงไม่ใช่คนที่ให้ความสำคัญกับการศึกษา
ตระกูลตู้จำเป็นต้องให้ความสำคัญกับวุฒิการศึกษาด้วยหรือ?
คนมากมายเรียนสูงแค่ไหนสุดท้ายก็ต้องทำงานให้เครือเชิงหรง สิ่งที่ตู้เชิงหรงต้องการคือคนที่สามารถดูแลบริษัทได้เป็นอย่างดี ลูกชายคนรองอย่างตู้เจ้าจีปีนี้ได้ออกงานชุนหมิงกับผู้เป็นพ่อ ทำเอาแม่ของเขารู้สึกย่ามใจ หลังตรุษจีนตู้เจ้าจีไม่ได้เดินทางกลับอังกฤษ แต่กลับขอตำแหน่งงานในบริษัท ยอมทำงานตั้งแต่ระดับล่างเป็นต้นไป ตู้เจ้าจีนั้นน่ากลัวกว่าหลิวเทียนเฉวียนยิ่งนัก หลังไล่หลิวเทียนเฉวียนไปทำธุรกิจค้าของเถื่อนได้สำเร็จ ในสายตาของตู้เจ้าฮุยอีกฝ่ายก็ไม่ต่างอะไรกับคนที่ตายไปแล้ว
ถึงหลิวเทียนเฉวียนจะมีความสามารถอยู่บ้าง แต่ตู้เจ้าฮุยไม่รู้สึกเป็นกังวลแม้แต่น้อย เพราะต่อให้ตาแก่โง่เง่าแค่ไหนก็คงไม่มีทางยกตระกูลตู้ให้กับคนนอกอย่างแน่นอน
แต่กับน้องรองนั้นไม่เหมือนกัน ไม่ว่าน้องรองจะทำสิ่งใด ตู้เจ้าฮุยมักจะรู้สึกขัดหูขัดตาไปหมด ในสายตาของตาแก่ที่บ้าน เกิดจากแม่คนเดียวกันหรือไม่ไม่สำคัญ ถึงอย่างไรก็เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของเขาทุกคน
“เมียน้อยที่เขาชื่นชอบที่สุดคือเมียคนที่สี่ คนที่น่ากลัวที่สุดคือน้องชายคนรองของเถ้าแก่ตู้”
ปมนี้จะต้องแก้ไขอย่างไร?
เซี่ยจื่ออวี้เหมือนเคยเห็นเรื่องลักษณะนี้จากที่ไหนสักแห่ง มันคือละครฮ่องกงหรือละครแก่งแย่งชิงดีกันในวังหลังกันแน่นะ?
“เถ้าแก่ตู้ ฉันขอแนะนำคุณในฐานะผู้หญิงสักครั้ง ตอนนี้คุณชายรองตู้ถึงวัยทำงานแล้วก็ควรมีแฟนสักคนจริงหรือเปล่าคะ ส่วนเมียคนที่สี่กำลังเป็นที่โปรดปราน ก็ควรมีคนข่มความกร่างของเธอเอาไว้ ถ้าคุณอยากครอบครองตระกูลตู้ทั้งหมด คุณก็ควรใส่ใจคนในครอบครัวให้มากๆค่ะ”
หาผู้หญิงให้ตู้เจ้าจีกับตาแก่เพิ่มอย่างนั้นหรือ?
นี่มันคือความคิดแบบไหนกัน
น้องรองเป็นคนอย่างไรเขาไม่รู้ แต่ตาแก่ไม่เคยขาดผู้หญิง
“คุณเซี่ย คำแนะนำของคุณผมคิดว่าก็ไม่เท่าไรนะครับ”
เซี่ยจื่ออวี้มีแผนการอยู่ในใจ “เถ้าแก่ตู้ ถ้าคุณหาผู้หญิงคนเดียวกันให้คุณชายรองกับประธานตู้ ตระกูลตู้คงอลหม่านเป็นแน่ ยิ่งตระกูลตู้วุ่นวายคุณก็จะยิ่งมีโอกาสไม่ใช่หรือ ว่าอย่างไรล่ะคะ คำแนะนำของฉันคงไม่ได้มีค่าแค่หนึ่งหมื่นหยวนจริงไหม”
ตู้เจ้าฮุยถึงกับชะงัก
เขาไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้มาก่อน
ไม่มีคนรู้ใจอยู่เคียงข้างคอยให้คำแนะนำเขาเช่นนี้ ผู้หญิงเจ้ามารยาแค่ไหนเวลาอยู่ตรงหน้าเขาก็มิวายแสร้งทำตัวใสซื่อ
เซี่ยจื่ออวี้หลังสลัดเปลือกจอมปลอมออกแล้วดูขัดตาน้อยลงมาก ผู้หญิงคนนี้ช่างร้ายกาจจริงๆ!
เขาไม่กลัวความร้ายกาจ เพราะอย่างไรสุดท้ายทุกอย่างก็ตกอยู่ในกำมือเขา แต่ถ้าจะให้ตู้เจ้าฮุยลงทุนใน ‘แผนธุรกิจ’ ที่เชื่อถือไม่ได้ของเซี่ยจื่ออวี้คงเป็นไปไม่ได้อย่างแน่นอน
เซี่ยจื่ออวี้ให้คำแนะนำเท่านั้น ตู้เจ้าฮุยยังต้องลงมือปฏิบัติจริง คำแนะนำมีมูลค่าแค่ไหนก็ได้เงินเท่านั้น ตู้เจ้าฮุยหยิบสมุดเช็คมาเขียนตัวเลขแล้วยื่นให้เซี่ยจื่ออวี้
“คุณเซี่ย ผมคาดหวังความช่วยเหลือที่สมจริงมากกว่านี้ อย่างเช่นเรื่องการลงทุนในแผ่นดินใหญ่ของเครือเชิงหรง... หากเป็นคำแนะนำที่มีประโยชน์ ผมจะยิ่งยินดีจ่ายมากขึ้น”
เซี่ยจื่ออวี้เม้มปากแน่น ถ้ามีโอกาสหาเงินก้อนใหญ่ได้เธอคงไม่บอกตู้เจ้าฮุยง่ายๆหรอกเพราะเธอจะเก็บไว้หาเงินเองในอนาคต
ถึงตอนนี้เงินทุนจะยังไม่เพียงพอ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเธอจะไม่มีเงินไปตลอดทั้งชาติ
เช็คครั้งนี้กับเงินที่ตู้เจ้าฮุยเคยให้เมื่อคราวก่อน ไม่ใช่แค่จำนวนเท่านั้นที่แตกต่างไปจากเดิม ท่าทีของตู้เจ้าฮุยที่ปฏิบัติกับเธอก็เปลี่ยนแปลงไปด้วยเช่นกัน เซี่ยจื่ออวี้จึงรู้สึกฮึกเหิมและมีความมั่นใจในตัวเองอย่างเต็มเปี่ยม!
------------------------------------------------
กรุงปักกิ่ง
หลังรู้ว่าในที่สุดเทปบันทึกภาพการแข่งขันภาษาอังกฤษก็จะได้ออกอากาศแล้ว หลิวเฟินจึงเลื่อนเวลาเดินทางไปรับสินค้าที่หยางเฉิง รายการออกอากาศสัปดาห์ละสองตอน ในช่วงเวลาหัวค่ำของวันเสาร์และวันอาทิตย์ หลิวเฟินนึกดีใจยิ่งนักที่ซื้อโทรทัศน์จอสีมาไว้ที่บ้านอยู่ก่อนแล้ว
เช้าวันเสาร์ เซี่ยเสี่ยวหลานไปที่บ้านตระกูลหนิง
ทว่าเธอไม่เจอหนิงเยี่ยนฝาน กลับเจอแม่ของหนิงเสวี่ยแทน
หนิงเยี่ยนฝานอาศัยอยู่กับหนิงเสวี่ยแค่สองคน งานบ้านงานเรือนล้วนจ้างแม่บ้านมาคอยช่วยดูแลให้ ส่วนลูกหลานคนอื่นๆมักจะมาเยี่ยมเขาเป็นครั้งคราวเท่านั้น เนื่องจากหนิงเยี่ยนฝานไม่ต้องการให้พวกเขามารบกวนจึงเอ่ยปากขอว่าอย่ามาเยี่ยมเยียนบ่อยนัก
มีเพียงแม่ของหนิงเสวี่ยที่มักจะเดินทางมายังบ้านหนิง นั่นก็เพราะลูกสาวเธออาศัยอยู่ที่นี่ เธอจึงเดินทางมาสองสามวันครั้ง ด้วยเห็นแก่หนิงเสวี่ย หนิงเยี่ยนฝานจึงยอมหลับตาข้างหนึ่ง
หนิงเสวี่ยมีนิสัยเย่อหยิ่ง แต่แม่ของเธอกลับเป็นคนอัธยาศัยดี หญิงวัยกลางคนใบหน้ากลมมีบุคลิกภาพที่ต่างจากหนิงเสวี่ยอย่างสิ้นเชิง
“เธอก็คือนักศึกษาเซี่ยเสี่ยวหลานใช่หรือไม่ ฉันรู้จักเธอ”
“สวัสดีค่ะคุณน้า ฉัน...”
แม่หนิงเสวี่ยหุบยิ้มทันที ก่อนจะกวาดตามองเซี่ยเสี่ยวหลานตั้งแต่หัวจรดเท้า “เป็นเด็กผู้หญิงโอนอ่อนผ่อนปรนกว่านี้ไม่ได้หรือ อย่าจู้จี้กับทุกสิ่งทุกอย่างมากนักเลย หากทำได้ก็จะหลีกเลี่ยงความยุ่งยากไปได้มากทีเดียว”
นี่เธอกินยาผิดมาหรืออย่างไร?
เซี่ยเสี่ยวหลานรู้สึกมึนงง
เธอจำได้ว่าตอนหลานเฟิ่งหวงเปิดกิจการ แม่ของหนิงเสวี่ยถูกหนิงเสวี่ยพาไปที่ร้านสาขาซิ่วสุ่ยด้วยมิใช่หรือ? ทว่าอยู่ๆกลับมาบอกเธอว่าเป็นผู้หญิงต้องรู้จักโอนอ่อน เซี่ยเสี่ยวหลานใช้ความคิดอย่างรวดเร็ว ก่อนจะนึกถึงจี้หย่าขึ้นมาฉับพลัน
“คุณน้ากำลังพูดแทนคุณจี้หย่าหรือคะ”
ตระกูลจี้กับตระกูลหนิงสนิทสนมกัน จี้หย่าจะรู้จักแม่ของหนิงเสวี่ยก็ไม่แปลก
แต่การทำให้แม่หนิงเสวี่ยออกหน้าแทนเช่นนี้ พวกเขาคงสนิทกันไม่น้อยเลยทีเดียว จี้หย่ามีอะไรให้ตัดพ้ออย่างนั้นหรือ ปากบอกว่าขัดแย้งกับเซี่ยเสี่ยวหลาน ทว่าความจริงแล้วสาเหตุเป็นเพราะขัดแย้งกับจี้เจียงหยวนและทังหงเอินต่างหาก
แม่หนิงเสวี่ยยกยิ้มมุมปาก
“เซี่ยเสี่ยวหลาน เด็กผู้หญิงอย่างเธอฉันเห็นมามากนัก เธอตีสนิทกับหนิงเสวี่ยเพื่ออะไรนึกว่าฉันไม่รู้อย่างนั้นหรือ? บนโลกนี้ไม่ใช่แค่หนุ่มสาวคบหากันเท่านั้นที่ต้องดูเรื่องความเหมาะสม การเลือกคบเพื่อนก็เช่นเดียวกัน”
ตอนที่ 802: คบเพื่อนต้องดูความเหมาะสม
การคบเพื่อนต้องดูความเหมาะสม แน่นอนว่าเซี่ยเสี่ยวหลานเข้าใจดีกว่าใคร
แต่การบอกว่าเธอกับหนิงเสวี่ยเป็นเพื่อนกันก็ดูเหมือนยังจะไม่ถึงขั้นนั้นน่ะสิ เดิมทีพวกเธอก็อยู่ชั้นเรียนเดียวกัน ไม่ว่าหนิงเสวี่ยจะแสดงความเป็นมิตรเพราะสาเหตุใด เซี่ยเสี่ยวหลานย่อมไม่มีทางไม่ตอบรับ
พูดให้ถูกคือ ไม่ใช่เซี่ยเสี่ยวหลานที่พยายามตีสนิทหนิงเสวี่ย ทว่าน้ำเสียงของแม่หนิงเสวี่ยเหมือนแม่ฝ่ายหญิงที่อยากขับไล่หมาวัดผู้มาเกาะแกะลูกสาวของเขาไม่มีผิด... เซี่ยเสี่ยวหลานรู้สึกคลื่นไส้เหลือเกิน
“คุณน้า เหมือนคุณน้าจะไม่รู้จักลูกสาวตัวเองเลยนะคะ”
เด็กเทพเย็นชาขนาดนั้น เซี่ยเสี่ยวหลานเกิดมาแล้วสองชาติย่อมมีสายตาในการมองคน หนิงเสวี่ยไม่ใช่คนที่ยึดติดกับเรื่องชาติตระกูล มาตรฐานการคบเพื่อนของเด็กเทพคือสติปัญญา เธอยินดีคุยกับคนฉลาด แต่ไม่ยินดีเสวนากับคนโง่ ไม่ว่ามาตรฐานนี้จะถูกต้องหรือไม่ก็ตาม ทว่าอย่างน้อยหนิงเสวี่ยก็ไม่ได้เอาชาติตระกูลมาแบ่งแยกคน
วิธีการพูดของแม่หนิงเสวี่ย เซี่ยเสี่ยวหลานรู้สึกเหมือนเป็นการดูถูกหนิงเสวี่ยกลายๆ
แม่หนิงเสวี่ยไม่สนใจแม้แต่น้อยและพูดต่อว่า “หนิงเสวี่ยถูกครอบครัวเลี้ยงมาดั่งไข่ในหิน เด็กคนนั้นคงดูไม่ออกว่าเธอเป็นพวกมารยาสาไถย เด็กที่เกิดมาจากตระกูลไม่ดีอย่างเธอต้องพยายามถีบตัวเองให้สูงขึ้น เวลาเจอคนที่สามารถช่วยเหลือได้ ไม่ว่าหญิงหรือชายก็คิดอยากใช้ประโยชน์สินะ เธอใช้หน้าตาที่สะสวยเกาะคนตระกูลโจวได้แล้วมิใช่หรือ ไปประจบเอาใจคนตระกูลโจวเถิด อย่าได้มาตีสนิทหนิงเสวี่ยอีก!”
หนิงเสวี่ยมีอะไรให้หาผลประโยชน์กัน ถึงอย่างไรเซี่ยเสี่ยวหลานก็มีตระกูลโจวเป็นที่พึ่งอยู่แล้ว
แม่หนิงเสวี่ยคิดไปคิดมาก็รู้สึกว่า เซี่ยเสี่ยวหลานต้องการใช้หนิงเสวี่ยเป็นสะพานเข้าหาคุณปู่ของหนิงเสวี่ยเสียมากกว่าสินะ
นักศึกษาภาควิชาสถาปัตยกรรมอย่างเซี่ยเสี่ยวหลานพยายามตีสนิทหนิงเยี่ยนฝาน ช่างร้ายกาจเหลือเกิน!
เมื่ออคติก่อตัวขึ้นแล้วเช่นนี้ เซี่ยเสี่ยวหลานก็ไม่คิดจะต่อปากต่อคำกับแม่หนิงเสวี่ย เธอคนนี้ยืนอยู่ฝั่งเดียวกับจี้หย่าอย่างเห็นได้ชัด ต่อให้เซี่ยเสี่ยวหลานพูดจนคอแหบคอแห้ง แม่หนิงเสวี่ยก็คงคิดว่าเธอกำลังแก้ตัว ผู้เฒ่าหนิงอาจจะเห็นแก่ย่าอวี๋ แน่นอนว่าเซี่ยเสี่ยวหลานย่อมรู้สึกขอบคุณเขา แต่หากบอกว่าเธอต้องการเกาะบารมีของหนิงเยี่ยนฝานเพื่อยืนหยัดในวงการสถาปัตยกรรม เห็นได้ชัดว่าแม่หนิงเสวี่ยคิดตื้นเกินไป
“ขอโทษค่ะ ต่อไปฉันจะไม่มารบกวนที่นี่อีก”
เซี่ยเสี่ยวหลานตั้งใจเตรียมของขวัญมาอย่างดี แต่กลับถูกคนเตะตัดขา ของขวัญคงเอากลับไปไม่ได้ เธอจึงออกจากบ้านหนิงมามือเปล่า
แม่หนิงเสวี่ยมองข้าวของที่กองเป็นพะเนินในห้องรับแขกด้วยสีหน้าเกลียดชัง
เธออยากโยนของเหล่านั้นทิ้งให้หมด ทว่าเซี่ยเสี่ยวหลานเจ้ามารยาเสียขนาดนั้น ไม่แน่อาจจะถามหนิงเสวี่ยว่าเห็นของขวัญหรือไม่ ถึงตอนนั้นเธอคงอธิบายกับหนิงเสวี่ยลำบาก
คนเป็นแม่มีใครบ้างไม่คิดเผื่อลูกสาว
แม่หนิงเสวี่ยกลัวเซี่ยเสี่ยวหลานจะทำตัวสนิทสนมกับหนิงเสวี่ยมากเกินไป เธอไม่ใช่แค่กลัวเซี่ยเสี่ยวหลานจะคิดร้ายกับหนิงเสวี่ย แต่คนเป็นแม่นั้นรู้ความคิดของลูกดี ถ้าหนิงเสวี่ยยังอยากคบหากับจี้เจียงหยวน หนิงเสวี่ยก็ไม่ควรไปมาหาสู่กับเซี่ยเสี่ยวหลาน
แม่หนิงเสวี่ยหยุดคิดเล็กน้อย ก่อนจะโทรหาจี้หย่า
“เด็กสาวสมัยนี้เจ้าเล่ห์จริงๆ เธอว่าเด็กครอบครัวแบบนั้นยังสามารถเข้าหาตระกูลโจวได้ต้องมารยาสาไถยขนาดไหน? อาเสวี่ยเรียนวิชาสถาปัตยกรรมกับปู่ตั้งแต่เด็กๆ ชีวิตของเธอคิดถึงแต่เรื่องวิชาการด้านนี้ คงไม่เข้าใจว่าจิตใจมนุษย์นั้นชั่วร้าย ถึงได้เห็นเด็กนั่นเป็นเพื่อนไปเสียได้ วันก่อนพระอาทิตย์คงขึ้นทางทิศตะวันตก ถึงได้ชวนฉันไปเดินซื้อของ ฉันนึกว่าลูกสาวจะมีนิสัยที่เปลี่ยนไป ที่ไหนได้พอถึงร้านฉันเกือบอกแตกตาย ที่แท้มันคือร้านเสื้อผ้าของบ้านเซี่ยเสี่ยวหลาน!”
ที่ร้านยังมีนักศึกษาหญิงของภาควิชาสถาปัตยกรรมอยู่ด้วยสองสามคน ให้เด็กนักศึกษาไปช่วยงานที่ร้านค้าแบบนั้น แม่หนิงเสวี่ยรู้สึกตกใจไม่น้อยทีเดียว เซี่ยเสี่ยวหลานช่างร้ายกาจยิ่งนัก
ละมุนละม่อมเข้าได้กับทุกฝ่าย คือคำที่มีความหมายทั้งดีและร้ายตามแต่บริบท เด็กบ้านนอกคนหนึ่งมีความสามารถเช่นนี้ แม่หนิงเสวี่ยรู้สึกหวาดระแวงยิ่งนัก แต่หนิงเสวี่ยเป็นคนชวนเดินซื้อของ แถมยังอยู่ต่อหน้าเด็กนักศึกษาภาควิชาเดียวกันอีกหลายคน แม่หนิงเสวี่ยจึงจำต้องซื้อเสื้อผ้าไม่กี่ชุดด้วยสีหน้ายิ้มแย้มก่อนกลับ ตอนถือมันออกจากร้านเธอรู้สึกอยากอาเจียนแทบแย่
เสียงของจี้หย่าฟังดูเนือยๆ “ยังมีหน้ามาบอกว่าอีกหน่อยจะให้ฉันคุกเข่าขอขมาที่ถนนฉางอัน ฉันนึกว่าเด็กนั่นจะแน่มาจากไหน ที่แท้เปิดร้านเสื้อผ้าแค่สองร้าน คิดว่าจะทำให้ฉันกลัวได้หรืออย่างไรกัน”
แม่หนิงเสวี่ยอดขำไม่ได้ “นี่ก็คือคนขี้โม้โอ้อวดอย่างไรล่ะ ดันมาเจอกับเธอเสียได้”
อย่างไรก็ตามร้านเสื้อผ้านั้นตกแต่งได้ไม่เลว
หนิงเสวี่ยบอกว่ายังมีร้านอีกสาขาอยู่ที่ซีตัน
ต่อให้พึ่งพาตระกูลโจว แต่สามารถถีบตัวเองมาถึงจุดนี้ได้ก็นับว่ามีความสามารถมากแล้ว
ตระกูลโจวอาจจะข่มตระกูลจี้ให้ยอมแพ้ได้ แต่ถ้าพูดถึงเรื่องธุรกิจ ทรัพย์สินเล็กน้อยของเซี่ยเสี่ยวหลานเกรงว่าจะยังไม่มากพอน่ะสิ
จี้หย่าหาเงินในต่างประเทศได้เป็นเงินดอลลาร์
ต่อให้จี้หย่ายังรวยไม่มากพอ อย่างน้อยเธอก็ยังมีจอร์จคอยสนับสนุน
จอร์จนั้นรักจริงหวังแต่ง เมื่อจี้หย่าไม่สามารถออกนอกประเทศได้ จอร์จจึงวางแผนราวกับกำลังเตรียมตัวอยู่ที่ประเทศจีนระยะยาว พอคิดถึงการแสดงออกเมื่อครู่ของเซี่ยเสี่ยวหลาน แม่หนิงเสวี่ยไม่สามารถจับผิดอะไรได้ แต่ก็เพราะเป็นเช่นนี้เธอถึงได้เดือดดาล เธอโทรหาจี้หย่าก็เพราะมีแผนการบางอย่างนั่นเอง
“ถ้าเธอออกนอกประเทศไม่ได้ เช่นนั้นเคยคิดอยากย้ายกิจการมาที่ประเทศจีนหรือเปล่า วันนั้นฉันเห็นนิตยสารฉบับหนึ่งพูดถึงแบรนด์เสื้อผ้าแฟชั่นท้องถิ่นของประเทศจีน อีกทั้งตอนนี้นโยบายของรัฐบาลก็เปลี่ยนไปแล้วจริงๆนะ”
เสียงปลายสายของจี้หย่าเดิมทีฟังดูเนิบนาบราวกับเบื่อหน่าย ทว่าพอได้ยินดังนั้นก็เริ่มกระตือรือร้นขึ้นบ้างทันที
“เธอหมายถึงLunaหรือ แบรนด์นั้นคู่ควรที่จะถูกเรียกว่าแฟชั่นของประเทศจีนด้วยหรืออย่างไรกัน พวกบ้านนอกคอกนาไม่เคยไปต่างประเทศก็แบบนี้แล ลอกเลียนแบบชุดจากคนอื่นมาขยำรวมกันทั้งนั้น”
ถ้าไม่ใช่เพราะวังหมิงหมิงดาราหญิงของฮ่องกงใส่ชุดของแบรนด์นี้ขึ้นเวทีชุนหว่าน แบรนด์ที่ประกาศตัวว่าเป็นแบรนด์ของประเทศจีนอย่างLuna คงไม่อยู่ในสายตาจี้หย่าด้วยซ้ำ
คำพูดของแม่หนิงเสวี่ยทำให้จี้หย่าเริ่มหวั่นไหว
เธอโกรธทังหงเอินที่กีดกันไม่ให้เธอเดินทางออกนอกประเทศ อยู่ในแผ่นดินใหญ่ไม่มีอะไรที่ได้ดั่งใจเธอสักอย่าง ธุรกิจที่เมืองนอกก็ต้องหยุดชะงัก เมื่อทำอะไรทังหงเอินไม่ได้ จี้หย่าจึงต้องระบายความโกรธกับเซี่ยเสี่ยวหลาน
แต่เพราะมีตระกูลโจวอยู่ด้วย จี้หย่าจึงไม่อาจปะทะกับเซี่ยเสี่ยวหลานโดยตรงได้
ตอนนี้ก็ดีล่ะ เซี่ยเสี่ยวหลานเลือกทางไหนไม่เลือก ดันเลือกทำร้านเสื้อผ้าอย่างนั้นหรือ?
ก็เหมือนอย่างที่แม่หนิงเสวี่ยบอก เล่นกับใครไม่เล่น ดันมาเล่นกับเธอเข้าเสียได้
---------------------------------------------------
เซี่ยเสี่ยวหลานกลับบ้านมาก็ไม่ได้เล่าเรื่องแม่หนิงเสวี่ยให้ใครฟังแต่อย่างใด พอหลิวเฟินถาม เธอก็บอกว่าไปแล้วทว่าผู้เฒ่าหนิงไม่อยู่บ้าน เธอจึงวางของขวัญเอาไว้แล้วกลับมา
แม้แต่ย่าอวี๋ก็ดูไม่ออกว่าเซี่ยเสี่ยวหลานมีอะไรผิดสังเกตตรงไหน เห็นได้ชัดว่าความสามารถในการเก็บงำความลับของประธานเซี่ยมีการพัฒนามากขึ้น
ตกกลางคืนเซี่ยเสี่ยวหลานถูกหลิวเฟินลากมานั่งเฝ้าหน้าจอทีวีเพื่อรอรายการออกอากาศ เซี่ยเสี่ยวหลานคิดในใจว่าตนอยู่หมายเลข17 ตอนแรกของรายการคงโผล่มาไม่เยอะนัก
เป็นอย่างที่คาด รายการตอนแรกเป็นการอธิบายความสำคัญของการแข่งขันภาษาอังกฤษของนักศึกษาทั่วประเทศ เริ่มถ่ายทำตั้งแต่ช่วงสอบข้อเขียน จนกระทั่งคัดเลือกผู้เข้าแข่งขันมา20คนเพื่อผ่านเข้ารอบชิงชนะเลิศ จากนั้นก็เป็นการแนะนำตัวผู้เข้าแข่งขันทั้ง20คนกับคณะกรรมการตัดสินการแข่งขันทักษะการพูด และรายการก็จบลงเพียงเท่านั้น
อย่างไรก็ตามเซี่ยเสี่ยวหลานรู้สึกว่าแอร์ไทม์ของเธอเยอะเกินไปมาก
เธอเดาว่าคงเป็นเพราะเธอได้รางวัลอันดับหนึ่ง แต่ผู้ชมทั่วประเทศไม่รู้ผลการแข่งขันนี่นา ผู้ชมรายการ《Follow me》มีมากแค่ไหน ผู้ชมที่ชมรายการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศก็มีมากเท่านั้น
แต่ใครใช้ให้เซี่ยเสี่ยวหลานหน้าตาสะดุดตาเช่นนี้เล่า แม้ผลการสอบข้อเขียนจะอยู่อันดับที่17 แต่ระดับความสนใจจากผู้คนกลับเยอะกว่าเด็กคนอื่นมาก
อาจารย์แคทเธอรีนไม่ได้พูดเกินจริง เซี่ยเสี่ยวหลานกำลังจะ ‘โด่งดัง’ การออกทีวีครั้งนี้คนที่สนิทกับเธอต่างก็รู้สึกภาคภูมิใจแทนเธอ ทว่าพวกที่มีความแค้นย่อมรู้สึกไม่สบอารมณ์เป็นอย่างยิ่ง!
ยกตัวอย่างเช่น จี้หย่า
เดิมทีเธอยังลังเลอยู่บ้าง พอเห็นแบบนี้เธอก็ตัดสินใจได้ทันที
“จอร์จ ฉันอยากย้ายสตูดิโอของฉันมาที่ประเทศจีน”
ตอนที่ 803: โรคหลงผิดคิดว่าตนเป็นเหยื่อ
“ที่รัก คุณมั่นใจแล้วหรือว่าจะทำแบบนี้”
แม้จอร์จกำลังวางแผนอยู่ประเทศจีนระยะยาวก็จริง แต่พอได้ยินจี้หย่าบอกว่า อยากย้ายสตูดิโอกลับมาที่นี่ก็อดรู้สึกแปลกใจไม่ได้
จอร์จมีอคติต่อประเทศจีน เพราะเขาคิดว่าประเทศจีนนั้นล้าหลัง
ถ้าไม่ใช่เพื่อผู้หญิงที่ตนรัก เขาไม่มีทางอยู่ประเทศจีนระยะยาวแบบนี้อย่างแน่นอน
เพราะสามีเก่าของจี้หย่าไร้ความเป็นสุภาพบุรุษ เพราะตกลงกันเรื่องลูกชายไม่ได้ ผู้ชายคนนั้นถึงกับสั่งห้ามไม่ให้จี้หย่าออกนอกประเทศ
จอร์จอยากเอาเรื่องนี้ไปฟ้องสถานทูต แต่กลับถูกคนตระกูลจี้คัดค้านอย่างรุนแรง
ตอนนี้จี้หย่าอยากย้ายสตูดิโอกลับมาที่จีน จอร์จจึงค่อนข้างรู้สึกกังวล ที่อเมริกาจี้หย่าทำอาชีพดีไซเนอร์เสื้อผ้า เธอมีสตูดิโอเป็นของตัวเอง และที่นั่นจี้หย่าพอมีชื่อเสียงอยู่บ้าง จอร์จรู้จักกับจี้หย่าก็เพราะเพื่อนเป็นคนแนะนำให้เขาสั่งตัดเย็บเสื้อผ้ากับจี้หย่า
ประเทศอเมริกากับประเทศจีนห่างไกลกันข้ามมหาสมุทร แม้จี้หย่าจะมีผู้ช่วยที่สตูดิโอ แต่การอยู่ประเทศจีนทำให้เธอไม่สะดวกในการติดต่อและบริหารงานที่ต่างประเทศ
กอปรกับสภาพจิตใจของจี้หย่าก็ไม่สู้ดีนัก อยู่ที่จีนไม่มีผลงานใหม่มาเป็นเวลานาน ทำให้หยุดชะงักเรื่องธุรกิจชั่วคราว
จี้หย่ารู้ว่าจอร์จกำลังคิดอะไรอยู่ “แค่อยากลองดูเท่านั้น ถ้าฉันออกจากจีนไม่ได้เป็นเวลานานหลายปี เช่นนั้นก็คงต้องหางานให้ตัวเองทำบ้าง”
“ไม่ ที่รัก ผมไม่ได้คัดค้านคุณ ผมดีใจมากที่คุณฮึดสู้ขึ้นมาได้แบบนี้ ถ้ามีอะไรที่ผมช่วยได้ ผมยินดีเป็นอย่างยิ่ง!”
การทำธุรกิจต้องใช้เงินทุน
หากจี้หย่าต้องการเปิดสตูดิโอที่ประเทศจีน ไม่ว่าชาวจีนจะมีปัญญาจ่ายเงินซื้อหรือไม่ จี้หย่าคงไม่อาจต่อสู้ฝ่าฟันเพียงลำพังได้ สตูดิโอต้องใช้พื้นที่ ต้องมีคนช่วยติดต่อประสานงานและประชาสัมพันธ์แทนจี้หย่า หากอยากทำให้ผลงานการออกแบบกลายเป็นเสื้อผ้าพร้อมสวมใส่ จี้หย่าจำเป็นต้องมีทีมงานเป็นของตัวเอง!
เดิมทีเธอมีทีมงานอยู่ทีมหนึ่ง และสมาชิกภายในทีมคือชาวอเมริกันทั้งหมด
จอร์จคิดว่าประเทศจีนนั้นล้าหลังมาก ถ้าไม่ใช่เพราะความรักเขาคงไม่อยู่ที่นี่ และการจะหาสิ่งที่ดึงดูดทีมงานของจี้หย่ามายังประเทศจีนได้ก็คงต้องให้เงินเดือนที่สูงกว่าการทำงานอยู่ที่อเมริกานั่นเอง
จี้หย่าเองก็ค่อนข้างรู้สึกหงุดหงิด เธอเรียนศาสตร์หลายแขนงมาตั้งแต่เด็ก สมัยเพิ่งย้ายไปอยู่อเมริกา เธอเคยเป็นครูสอนเปียโน เป็นผู้จัดการผลงานศิลปะ หลังจากนั้นเธอก็เริ่มสนใจเรื่องการออกแบบเสื้อผ้าจึงตัดสินใจสมัครเข้าเรียนในสถาบันสอนออกแบบเสื้อผ้า ก่อนจะเปิดสตูดิโอของตัวเองด้วยความช่วยเหลือจากแฟนเก่าสักคนหนึ่ง
กว่าจะก่อตั้งสตูดิโอจนกระทั่งทำกำไรได้ต้องใช้เวลาอยู่นานหลายปี
ตอนหลังสตูดิโอทำกำไรได้แล้ว จี้หย่าก็ใช้จ่ายเงินออกไปมากกว่าเงินที่หามา ถ้าไม่มีความช่วยเหลือจากแฟนหนุ่ม จี้หย่าคงไม่สามารถรักษาคุณภาพชีวิตที่สุขสบายเอาไว้ได้ ตอนนี้เธออยากย้ายสตูดิโอมาที่ประเทศจีน ทว่าเงินเก็บของตัวเองกลับมีไม่ถึงสองหมื่นดอลลาร์ และจี้หย่าก็คงไม่คิดจะเริ่มต้นจากการทำสตูดิโอเล็กๆ ถ้าเธอจะทำก็ต้องทำให้ใหญ่โต
หลังได้รับแรงสนับสนุนจากจอร์จ จี้หย่าก็รู้ทันทีว่าเรื่องนี้จะต้องสำเร็จอย่างแน่นอน
หายากที่จู่ๆจี้หย่าจะนึกถึงคนอื่น เธอนึกขึ้นได้ว่าจอร์จอุดอู้อยู่ในปักกิ่งว่างๆทุกวันจึงถามออกไปว่า “จอร์จ คุณอยากลงทุนในประเทศจีนหรือเปล่า”
“ผมจะลงทุนในสตูดิโอของคุณ พวกเรามาร่วมทำธุรกิจนี้ด้วยกัน...”
“ไม่ เรื่องสตูดิโอฉันสามารถดูแลเองได้ ฉันหมายถึงการลงทุนที่เป็นของคุณเอง ตอนนี้ประเทศจีนอนุญาตให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนได้แล้ว ในเขตเศรษฐกิจพิเศษสามารถทำได้ และจะทยอยเปิดรับการลงทุนอีกหลายเมือง”
จอร์จหยุดคิด “ผมเคยคุยกับพวกเพื่อนที่สถานทูต พวกเขาบอกว่าพื้นที่ที่พัฒนาเร็วที่สุดคือเขตเศรษฐกิจพิเศษเผิงเฉิง แต่ผู้ชายคนนั้นเป็นข้าราชการอยู่ที่นั่น ให้ผมไปลงทุนในเผิงเฉิงจะเหมาะสมหรือ?”
ภาพลักษณ์ของทังหงเอินในใจจี้หย่าคือข้าราชการเลือดเย็นไร้หัวใจ
ดังนั้นทังหงเอินคงโกรธเธอจนพาลไปหาจอร์จเป็นแน่
เห็นจี้หย่าเงียบไปแบบนี้ จอร์จก็ยักไหล่อย่างไม่คิดอะไรมาก “ที่รัก ผมไม่กลัวใคร ความรักกับความยุติธรรมจะไม่มีวันพ่ายแพ้ ผมกลัวเพียงคุณจะคิดมาก ถ้าคุณไม่ติดอะไรผมก็อยากลองดูสักครั้ง ได้ยินว่าที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ ทางรัฐบาลมีนโยบายให้อภิสิทธิ์พิเศษกับนักลงทุนชาวต่างชาติ ผมก็อยากลองดูสิว่าจะใช้โอกาสนี้สร้างอิทธิพลทางความคิดกับเขาได้หรือเปล่า”
ใช้การลงทุนข่มขู่ทังหงเอินได้อย่างนั้นหรือ?
จอร์จมีทรัพย์สินมากแค่ไหนจี้หย่าไม่รู้ อย่างไรก็ตามแฟนหนุ่มที่เธอคบหาที่ต่างประเทศล้วนมีฐานะไม่ต่างกันมากนัก หลังผ่านเรื่องของทังหงเอิน จี้หย่าไม่คิดที่จะเลือกคนจนมาเป็นคู่ครองอีกต่อไป
“ถ้าออกนอกประเทศได้ย่อมดีที่สุด จอร์จ ฉันก็รู้ว่าสภาพแวดล้อมของประเทศจีนไม่เหมาะกับการเปิดสตูดิโอ แต่คุณยังจำนักศึกษาหญิงจากหัวชิงคนนั้นได้ไหม เธอเองก็ทำธุรกิจเสื้อผ้าอยู่เหมือนกัน ฉันอยากสร้างธุรกิจของตัวเองไปพร้อมกับสั่งสอนเด็กคนนั้น...”
จี้หย่ายังพูดไม่ทันจบประโยคก็ได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวจากห้องรับแขก เป็นจี้เจียงหยวนที่ยืนอยู่ในห้องรับแขก ลูกบาสเกตบอลในมือเขาร่วงหล่นลงพื้น
วันนี้เป็นวันหยุดสุดสัปดาห์ แต่ระหว่างสองแม่ลูกมีกำแพงขวางกั้นไว้ตั้งแต่เรื่องเมื่อปีก่อน ทำให้จี้เจียงหยวนไม่ได้กลับบ้านทุกอาทิตย์
จี้หย่าเองก็คาดไม่ถึงกับสถานการณ์ตรงหน้านี้เช่นกัน “ลูกได้ยินหมดแล้วหรือ”
จี้เจียงหยวนรู้สึกผิดหวังในตัวแม่ของเขามากเหลือเกิน
“ใช่ครับ ได้ยินหมดแล้ว แม่อยากย้ายสตูดิโอมาที่จีน ผมย่อมรู้สึกยินดีด้วย แต่ถ้าจุดประสงค์ของแม่คือการสั่งสอนเซี่ยเสี่ยวหลาน... ผมคงรู้สึกผิดหวังในตัวแม่มาก”
จี้หย่าไม่ยอมขอโทษเซี่ยเสี่ยวหลานจึงทำให้เกิดเรื่องบาดหมางระหว่างทังหงเอินกับตระกูลจี้ ปัจจุบันยังคงอยู่ในช่วงสงบศึกเพียงเปลือกนอก แน่นอนว่าจี้เจียงหยวนรู้สึกหวงแหนช่วงเวลาที่สงบสุขเช่นนี้มาก แม้เรื่องนี้จะทำให้เขาเสียเพื่อนไปคนหนึ่ง จนเขาไม่กล้าสู้หน้าเซี่ยเสี่ยวหลานอีกต่อไป ถึงจะบังเอิญเจอกันบ้างในมหาวิทยาลัย ทว่าเขาก็มักจะเป็นฝ่ายหลบเลี่ยงก่อนเสมอ
จี้หย่ายิ้มเย็น “จี้เจียงหยวน ลูกลืมไปแล้วหรือเปล่าว่าตัวเองใช้แซ่อะไร ลูกยังจำคำประกาศกร้าวของเซี่ยเสี่ยวหลานได้หรือไม่ เมื่อคืนแม่เห็นเธอในทีวี การแข่งขันภาษาอังกฤษที่ลูกตกรอบ แต่เธอกลับผ่านเข้ารอบ! นอกจากนี้เธอยังเปิดร้านเสื้อผ้าอีกสองสาขา เป็นนักศึกษาสถาปัตยกรรมอยู่ดีๆไม่ชอบดันไปเปิดร้านเสื้อผ้า ลูกยังกล้าบอกว่านี่ไม่ใช่การจงใจเล่นงานแม่อีกหรือ?”
จี้เจียงหยวนหมดปัญญาที่จะสื่อสารกับแม่ของเขา
เรื่องครอบครัวเซี่ยเสี่ยวหลานเปิดร้านขายเสื้อผ้า หนิงเสวี่ยเคยเล่าให้เขาฟังแล้ว
เซี่ยเสี่ยวหลานเลือกทำธุรกิจนี้ตั้งแต่ก่อนสอบเข้ามหาวิทยาลัยด้วยซ้ำ จี้เจียงหยวนเคยฟังเซี่ยเสี่ยวหลานเล่าเรื่องความเป็นมาว่ารู้จักกับทังหงเอินได้อย่างไร ก็เพราะเธอเดินทางลงใต้ไปซื้อสินค้าถึงได้บังเอิญเจอกับทังหงเอินบนรถไฟมิใช่หรือ
ตอนนั้นเซี่ยเสี่ยวหลานรู้จักจี้หย่าหรืออย่างไร
ต่อให้เป็นตอนนี้ เซี่ยเสี่ยวหลานก็คงไม่รู้ว่าแม่ของเขาทำงานด้านนี้ที่ต่างประเทศ แล้วจะบอกว่าจงใจเล่นงานจี้หย่าได้อย่างไร จี้เจียงหยวนรู้สึกว่าอาการโรคหลงผิดคิดว่าตัวเองเป็นเหยื่อของแม่เขานับวันยิ่งหนักข้อขึ้นทุกที
“ผมไม่เห็นด้วย ถ้าแม่ยืนกรานจะทำเช่นนั้น ผมก็จะย้ายออกไปจากบ้านหลังนี้”
จี้หย่าเดือดดาลกับคำพูดของลูกชายจนแสยะยิ้มเย็น “ถ้าอย่างนั้นลูกก็ย้ายออกไปเลย ใช่สิ ตอนนี้มีทังหงเอินคอยหนุนหลังแล้วนี่ ถ้าลูกย้ายออกไปก็อย่าลืมคืนเงินที่แม่จ่ายให้ลูกมาด้วยก็แล้วกัน!”
เวลาจอร์จอยู่ด้วย สองแม่ลูกมักจะเคยชินกับการคุยกันด้วยภาษาอังกฤษ
จอร์จเห็นท่าไม่ดีจึงพยายามห้ามปรามจี้เจียงหยวน เพราะตอนนี้จี้หย่าโมโหจนหอบหายใจ เขาเป็นห่วงว่าเธอจะควบคุมอารมณ์ไม่ได้ “เธอควรขอโทษแม่ ผู้หญิงตัวคนเดียวอย่างแม่เธอต้องส่งเธอเรียนโรงเรียนมัธยมปลายเอกชนแน่นอนว่าใช้เงินไปไม่ใช่น้อย แต่พ่อของเธอเคยทำอะไรให้เธอบ้าง? เธอไม่ควรทำร้ายจิตใจแม่ของเธอแบบนี้!”
จี้เจียงหยวนมองหน้าแม่ของตน “...แม่เขียนรายการเงินที่ใช้กับผมมาก็แล้วกัน หลังเรียนจบผมจะใช้คืนให้ คุณอาจอร์จ ต่อไปคงต้องรบกวนคุณช่วยดูแลแม่ผมแล้วล่ะครับ”
จี้เจียงหยวนไม่หยิบอะไรไปสักอย่าง เขาก้มลงหยิบลูกบาสเกตบอลที่พื้น ก่อนจะเดินออกจากบ้านไป
เริ่มแรกฝีเท้าของเขายังคงหนักอึ้ง ก่อนที่จะก้าวเร็วขึ้นเรื่อยๆ เขากอดลูกบาสเกตบอลแน่นพลางวิ่งกลับมหาวิทยาลัย
ตั้งแต่นี้เป็นต้นไป ไม่มีอีกแล้วชุดกีฬาแบรนด์เนมที่เคยใส่
ไม่มีอีกแล้วเงินค่าขนมที่ไม่มีวันใช้หมด
ทั้งยังมีภาระหนี้หลายหมื่นหยวนที่ต้องชำระ
แต่อย่างน้อยเขาก็มีอิสระ!
ตอนที่ 804: แจ้งข่าว
“คุณป้า ผมมาหาเซี่ยเสี่ยวหลานห้อง307ครับ” จี้เจียงหยวนกอดลูกบาสเกตบอลยืนรออยู่ใต้หอพักหญิง
เขาเป็นคนดังของเด็กรุ่นปี84 แน่นอนว่าข่าวลือเรื่อง ‘รักโลภโกรธหลง’ ของเขากับเซี่ยเสี่ยวหลานยังคงเป็นเรื่องที่ผู้คนแอบนินทาลับหลังอยู่ตลอดเวลา
เรื่องจี้หย่ามาดักรอเซี่ยเสี่ยวหลานที่มหาวิทยาลัย ทำให้เซี่ยเสี่ยวหลานกับจี้เจียงหยวนไม่ทักทายกันเวลาพบหน้า ดังนั้นจี้เจียงหยวนมาหาเซี่ยเสี่ยวหลานอีกครั้งเช่นนี้ ชาวห้อง307ย่อมรู้สึกไม่พอใจ
เดิมทีซูจิ้งรู้สึกถูกชะตากับจี้เจียงหยวนที่สุด แต่ตอนนี้กลับเป็นคนแรกที่คัดค้านไม่ให้เซี่ยเสี่ยวหลานลงไปเจอเขา
“จี้เจียงหยวนหมายความว่าอย่างไรกัน เห็นเสี่ยวหลานยังเดือดร้อนไม่พออีกรึ!”
หลังผ่านความพยายามมาตลอดหนึ่งภาคเรียน กว่าเซี่ยเสี่ยวหลานจะเปลี่ยนภาพจำที่คนรอบข้างมองเธอได้นั้นไม่ง่ายเลยทีเดียว เธอได้ทุนการศึกษาอันดับหนึ่ง อีกทั้งเมื่อคืนรายการแข่งขันภาษาอังกฤษได้ออกอากาศทางโทรทัศน์แล้ว วันนี้หนังสือพิมพ์เองก็ลงข่าวเรื่องการแข่งขันครั้งนี้ด้วย
ส่วนจี้เจียงหยวนเป็นคนดังของหัวชิง เวลานี้ยิ่งเป็นที่สนใจของนักศึกษาคนอื่น จี้เจียงหยวนมาหาเซี่ยเสี่ยวหลานถึงที่เช่นนี้ ถ้าเซี่ยเสี่ยวหลานโผล่หน้าออกไปไม่รู้ว่ามีสายตาอีกกี่คู่ที่คอยจับตามอง และคงมีคนขุดเอาข่าวลือเมื่อปีที่แล้วมาเล่าลือกันอีกรอบแน่นอน
เซี่ยเสี่ยวหลานหยุดคิด การแข่งขันรอบชิงชนะเลิศเมื่อปีก่อน จี้เจียงหยวนได้ยินทีมงานของสถานีโทรทัศน์ซุบซิบกันจึงพยายามหลอกถามและมาเตือนเธอล่วงหน้า แม้จะตัดขาดกันไปแล้ว แต่เธอก็ยินดีรับน้ำใจเขาไว้
“ฉันจะลงไปดูหน่อย เขาน่าจะมีธุระอะไรบางอย่าง”
ซูจิ้งห้ามเพื่อนไม่สำเร็จจึงส่งเสียงฮึดฮัด
เซี่ยเสี่ยวหลานหยิกแก้มเธอ “พอแล้วล่ะ ฉันรู้ว่าเธอหวังดีกับฉัน ถ้าเขามีเจตนาไม่ดีจริงฉันคงไม่ปล่อยเขาไปง่ายๆหรอก”
ตอนเซี่ยเสี่ยวหลานลงมาที่ชั้นล่างก็พบว่าจี้เจียงหยวนกำลังเล่นบาสเกตบอลรอเธออยู่
ผู้ชายคนนี้ช่างหล่อเหลาจริงๆ ในหัวชิงเขาคือคนที่โดดเด่นมาก และเป็นความหล่อคนละแบบกับโจวเฉิง จี้เจียงหยวนคือผู้ชายตามแบบฉบับพระรองซีรีส์โรงเรียนของอเมริกา ครอบครัวมีฐานะดี หน้าตาหล่อเหลา รักการเล่นกีฬา... ในขณะที่พระเอกส่วนมากมักจะถูกคนอื่นรังแก ก่อนจะค่อยๆฮึดสู้และประสบความสำเร็จในที่สุด
โลกแห่งความเป็นจริงมีเรื่องดีแบบนั้นเสียที่ไหน เนื่องจากคนที่หัวเราะเป็นคนสุดท้ายมักจะมีคาแรกเตอร์เหมือนพระรองอย่างจี้เจียงหยวนมากกว่าน่ะสิ
ลูกบาสเกตบอลหมุนวนอยู่บนปลายนิ้วของเขา จี้เจียงหยวนกำลังโชว์ลีลาการเล่นลูกบาส โดยไม่รู้ตัวเลยว่ามีผู้หญิงตั้งกี่คนอยากกรีดร้องออกมาเพราะท่าทางของเขา
“จี้เจียงหยวน มาหาฉันมีธุระอะไรหรือ”
ทันทีที่ได้ยินเสียงของเซี่ยเสี่ยวหลาน จี้เจียงหยวนก็เก็บลูกบาสแล้วชี้ไปที่ศาลานั่งพัก “ไปคุยกันตรงนั้นได้หรือเปล่า ใต้หอพวกเธอมีคนเดินเข้าเดินออกอยู่ไม่น้อยอาจจะไม่ค่อยเหมาะสมเท่าไร”
ยังรู้ว่าไม่เหมาะสมอีกหรือ เซี่ยเสี่ยวหลานคิดแต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกไป
เธอเดินตามจี้เจียงหยวนไปที่ศาลา เมื่อมาถึงจี้เจียงหยวนไม่คิดจะอ้อมค้อมอีกต่อไป
“แม่ฉันเตรียมย้ายกิจการจากเมืองนอกมาที่จีนแล้ว”
สมองของเซี่ยเสี่ยวหลานเต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถาม
จี้เจียงหยวนยิ้มเจื่อน “ธุรกิจของท่านคือการเปิดสตูดิโอออกแบบเสื้อผ้า แม่ฉันทำงานเป็นดีไซเนอร์น่ะ”
เซี่ยเสี่ยวหลานเริ่มเดาอะไรได้ “...เป็นเพราะฉัน?”
จี้เจียงหยวนพยักหน้ารับ “เพราะเธอเปิดร้านขายเสื้อผ้า ท่านเลยคิดว่าเธอจงใจท้าทายน่ะ”
เอาล่ะ เซี่ยเสี่ยวหลานเข้าใจแล้ว คุณนายจี้หย่าจะยอมถูกท้าทายได้อย่างไร มิน่าถึงได้คิดจะย้ายสตูดิโอกลับมาที่ประเทศจีน ท่าทางคงเตรียมจะสู้กับเธอในสนามรบทางธุรกิจสินะ
ความจริงเซี่ยเสี่ยวหลานอยากถามว่า ช่วงนี้จี้หย่ากินยาผิดขนานอีกแล้วหรือเปล่า โรคหลงผิดคิดว่าตัวเองเป็นเหยื่อดูท่าจะอาการหนักมากทีเดียว แต่ก็ทำได้แค่คิดเท่านั้น อย่างไรก็ตามหากจี้หย่าคิดแบบนั้นจริงเซี่ยเสี่ยวหลานเองก็จนปัญญา เพราะเธอมีความแค้นกับจี้หย่าจริง... หากจี้หย่าย้ายสตูดิโอกลับมาที่จีนเมื่อไร ถ้าเซี่ยเสี่ยวหลานรู้เข้าเธอก็คงหาโอกาสเล่นงานจี้หย่าสักครั้งเหมือนกัน
แน่นอนว่าเซี่ยเสี่ยวหลานคงไม่เล่นงานเรื่องการออกแบบเสื้อผ้า เธอเรียนสถาปัตยกรรมจะไปแข่งกับดีไซเนอร์เสื้อผ้าเพื่ออะไรกัน
ทว่าการเป็นดีไซเนอร์เจ้าของสตูดิโอ นอกเสียจากจะไม่คิดหากำไรจากอาชีพนี้แล้ว อย่างไรสุดท้ายก็ต้องพยายามผลิตผลงานออกมาสู่ท้องตลาดอยู่ดี แม้เซี่ยเสี่ยวหลานจะไม่แข่งด้านการออกแบบเสื้อผ้ากับจี้หย่า แต่ถ้าจี้หย่ามาหาเรื่องกัน เธอก็จะลากจี้หย่ามาแข่งขันเรื่องการบริหารธุรกิจอย่างแน่นอน
“จี้เจียงหยวน เธอเอาเรื่องนี้มาบอกฉันแล้วจะบอกกับที่บ้านอย่างไรเล่า”
เซี่ยเสี่ยวหลานไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าจี้หย่าเป็นดีไซเนอร์ออกแบบเสื้อผ้า ถึงแม้ตลอดเวลาจี้หย่าจะแต่งตัวมีเอกลักษณ์ แต่เวลาผู้หญิงคนนั้นคลุ้มคลั่งขึ้นมา เซี่ยเสี่ยวหลานมีหรือจะว่างไปดื่มด่ำกับรสนิยมของอีกฝ่าย
“ฉันย้ายออกจากบ้านแล้ว ดังนั้นจึงไม่ต้องบอกอะไรกับใครทั้งสิ้น เซี่ยเสี่ยวหลาน ฉันขอโทษจริงๆ ปีที่แล้วฉันไม่อาจเข้าข้างเธอได้ เพราะถึงอย่างไรท่านก็เป็นแม่ของฉัน และตอนนี้ฉันก็คงช่วยเธอรับมือกับแม่ไม่ได้อีกเช่นกัน... ฉันคงทำได้แค่เท่านี้ อย่างไรก็ตามเธอว่าพวกเรายังจะเป็นเพื่อนกันได้หรือเปล่า”
จี้เจียงหยวนพูดพร้อมรอยยิ้ม
ผู้ชายคนนี้เหมือนจะมีความกังวลบางอย่าง รอยยิ้มกว้างที่เคยสดใสเหมือนดั่งในอดีตหายไปแล้ว
“เดี๋ยวนะ เธอย้ายออกจากบ้านแล้ว คงไม่ได้หมายความอย่างที่ฉันคิดใช่ไหม”
จี้เจียงหยวนยักไหล่อย่างไม่ยี่หระ “ใช่ เธอคิดไม่ผิด ตั้งแต่นี้ไปฉันจะเป็นผู้ใหญ่ก่อนวัย ฉันคงเอาช็อกโกแลตของเมืองนอกมาให้เธอไม่ได้อีกแล้ว อีกทั้งแม่ฉันยังบอกให้ฉันคืนเงินที่ท่านเคยใช้จ่ายกับฉัน หลังจากที่ฉันลองคำนวณดูแล้วน่าจะหลายหมื่นดอลลาร์เลยล่ะ ดังนั้นตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ฉันไม่ใช่เด็กนักเรียนนอกจากอเมริกาผู้ร่ำรวย แต่คือคนจนที่มีภาระหนี้สินติดตัว”
ติดหนี้หลายหมื่นดอลลาร์แต่ยังยิ้มออกมาได้ จี้เจียงหยวนช่างไร้เดียงสาเหลือเกิน!
แค่คิดเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนระหว่างเงินหยวนกับเงินดอลลาร์แล้ว เท่ากับว่าจี้เจียงหยวนมีหนี้ก้อนโตจำนวนหลายแสนหยวนนั่นเอง
เอาเงินทั้งหมดที่เซี่ยเสี่ยวหลานมีมารวมกัน ไม่ต้องพูดถึงว่าอนาคตร้านวัสดุก่อสร้างกับร้านเสื้อผ้าจะทำเงินได้เท่าไร แต่ถ้าให้เธอควักเงินสดหลายแสนหยวนออกมาตอนนี้คงเป็นไปไม่ได้อย่างแน่นอน
ปี1985 เงินเดือนขั้นต่ำเพิ่มขึ้นจากสองปีก่อนเล็กน้อยเท่านั้น หลักๆเป็นเพราะรายได้ของประชาชนที่อยู่แถบชายฝั่งทะเลเพิ่มสูงขึ้นไม่น้อย คนทำธุรกิจอิสระต่างก็ร่ำรวยกันอย่างเงียบๆ อย่างไรก็ตามนี่ไม่ได้หมายความว่าค่าเงินหยวนจะอ่อนค่าลง เพราะเวลานี้ค่าครองชีพของแผ่นดินใหญ่ยังคงที่ และเงินหยวนยังคงมีมูลค่าเท่าเดิม ถ้าจี้เจียงหยวนเรียนจบแล้วทำงานที่ประเทศจีนโดยการเป็นพนักงานกินเงินเดือนอย่างเดียว ไม่รู้ว่าเขาต้องใช้เวลาอีกกี่ปีถึงจะหาเงินได้หลายหมื่นดอลลาร์
ท่าทางของจี้เจียงหยวนไม่เหมือนว่ากำลังล้อเล่นสักนิด เมื่อเห็นดังนั้นเซี่ยเสี่ยวหลานไม่เพียงแต่ไม่หัวเราะเยาะเขา ทว่ายังถามออกไปอย่างจริงจังด้วย “คุ้มแล้วหรือ?”
จี้เจียงหยวนยกลูกบาสขึ้นมาแล้วชู้ตมันออกไป
“ถ้าพูดอย่างลูกอกตัญญู ฉันรู้สึกโล่งใจมาก”
“ถ้าอย่างนั้นฉันขอพูดสิ่งที่คงทำให้เธอต้องรู้สึกเสียหน้าหน่อยก็แล้วกัน หากเธอไม่ขอเงินจากแม่ เธอจะสามารถรับผิดชอบค่าเทอมกับค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันได้หรือเปล่า”
จี้เจียงหยวนหัวเราะร่า “เซี่ยเสี่ยวหลาน เธอกำลังเป็นห่วงฉันในฐานะเพื่อนหรือ”
เซี่ยเสี่ยวหลานกลอกตาใส่เขาก่อนจะเดินหนีไปทันที
จี้เจียงหยวนจะเรียนมหาวิทยาลัยต่อได้หรือไม่ เซี่ยเสี่ยวหลานเองก็ไม่อาจรู้ได้
แต่จี้เจียงหยวนทะเลาะกับจี้หย่าเช่นนี้ถือเป็นโอกาสที่ดีของทังหงเอิน สองพ่อลูกไม่เจอหน้ากันมานานหลายปี จะมีกำแพงขวางกั้นย่อมเป็นเรื่องปกติ เซี่ยเสี่ยวหลานตัดสินใจแล้วว่าจะให้โอกาสนายกทังได้แสดงความรักของผู้เป็นพ่อสักครั้ง
คิดได้ดังนั้นเธอก็โทรหาทังหงเอินทันที
เธอไม่อยากยุ่มย่ามเรื่องครอบครัวของคนอื่น แต่กับทังหงเอิน เซี่ยเสี่ยวหลานติดหนี้บุญคุณอีกฝ่าย จะไม่สนใจก็คงทำไม่ได้
ทังหงเอินบอกว่าอีกไม่กี่วันเขาจะมาที่ปักกิ่ง เซี่ยเสี่ยวหลานจึงบอกให้เขาพกเงินสดมาเยอะๆ หน่อย
“ถ้าคุณอายังไม่มา ฉันกลัวจี้เจียงหยวนจะไม่มีเงินกินข้าวค่ะ”
ไม่ว่าใครที่ได้ฟังประโยคนี้ ขอเพียงอีกฝ่ายเป็นลูกบังเกิดเกล้าก็คงไม่กล้าเมินเฉยอีกต่อไป จะทำให้จี้เจียงหยวนเปลี่ยนทัศนคติได้หรือไม่ขึ้นอยู่กับความรวดเร็วของทังหงเอิน!
ส่วนเรื่องจี้หย่าอยากเปิดสตูดิโอในประเทศจีน เซี่ยเสี่ยวหลานรู้สึกขอบคุณข่าวสารจากจี้เจียงหยวน เพราะถึงอย่างไรหากเป็นการแข่งขันด้านธุรกิจ เธอไม่กลัวจี้หย่าสักนิด
ตอนที่ 805: รายการค่าเลี้ยงดู
เรื่องที่แม่หนิงเสวี่ยเคยพูดไว้ เซี่ยเสี่ยวหลานไม่ได้บอกใครทั้งสิ้นนอกจากย่าอวี๋
“ความช่วยเหลือจากผู้เฒ่าหนิง ฉันเกรงว่าคงรับไว้ไม่ได้แล้วละค่ะ ย่าก็อย่าบอกเขาเรื่องนี้เลยนะคะ เดี๋ยวครอบครัวเขาจะขัดแย้งกันเสียเปล่าๆ”
ย่าอวี๋นิ่งไป “ตาแก่หนิงน่ะแม้เรื่องอื่นจะไม่เอาไหน แต่เรื่องสถาปัตยกรรมเขาก็มีความสามารถอยู่บ้าง ส่วนคนที่เชี่ยวชาญกว่าเขาในประเทศนี้ ถ้าไม่ตายไปแล้วก็คงเกษียณอายุกันหมด พลาดเขาไปเธอคงหาอาจารย์ดีๆแบบนี้ไม่ได้อีกแล้วนะ!”
เป็นไปตามคาด คือย่าอวี๋ที่อยากฝากฝังเซี่ยเสี่ยวหลานให้เป็นลูกศิษย์ของหนิงเยี่ยนฝาน
เซี่ยเสี่ยวหลานรู้สึกอบอุ่นไปทั้งใจ ย่าอวี๋เป็นคนปากร้ายแต่ใจอ่อน คอยคิดเผื่อพวกเธอสองแม่ลูกอยู่เสมอ บอกว่าอยากให้ช่วยตามหาลูกชาย แต่ย่าอวี๋กลับเซ็นข้อตกลงไว้ว่า ถ้าหาตัวพบจะยกตึกที่จัตุรัสเอ้อร์ชีให้กับเซี่ยเสี่ยวหลาน หากนื่คือเรื่องของธุรกิจ เซี่ยเสี่ยวหลานย่อมไม่ขาดทุน จากทำเลที่ตั้งของตัวอาคาร อนาคตที่แห่งนั้นคงกลายเป็นห้างสรรพสินค้าย่าซี่ย่าของซางตูอย่างแน่นอน
ยุค90 ห้างสรรพสินค้าที่ดังที่สุดในแถบที่ราบลุ่มภาคกลาง ตอนเปิดกิจการพวกเขาใช้การเดินขบวนของหญิงสาวไปยังจัตุรัสเทียนอันเหมินเพื่อเป็นการดึงดูดสายตาของคนทั้งประเทศ สถานที่สำคัญของประเทศชาติอนุญาตให้ประชาชนได้มีการเดินขบวนเป็นกรณีพิเศษ มีคนบอกว่านี่คือตัวแทนในการสื่อสารว่ายุคใหม่ของประเทศชาติได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว อย่างไรก็ตามเซี่ยเสี่ยวหลานไม่ใช่ชาวซางตู เธอจึงไม่รู้สึกผูกพันอะไรกับห้างย่าซี่ย่ามากมายนัก เธอรู้แค่ว่ากิจการของย่าซี่ย่าในอนาคตนั้นดีมาก ตึกหมายเลข45ที่จัตุรัสเอ้อร์ชี ต่อให้เซี่ยเสี่ยวหลานไม่คิดจะพัฒนามันเป็นอย่างอื่น แค่ค่าที่ดินก็คุ้มเสียยิ่งกว่าอะไร
เซี่ยเสี่ยวหลานรู้ดีว่าตึกนั้นมีมูลค่าเท่าไร และเธอเองก็เป็นคนให้ความสำคัญกับการรักษาสัญญา โดยเธอรับรองว่าจะช่วยย่าอวี๋ตามหาลูกชายอย่างเต็มที่แน่นอน
ความจริงแล้วย่าอวี๋ไม่จำเป็นต้องทำเรื่องพวกนี้เลยด้วยซ้ำ เซี่ยเสี่ยวหลานคลี่ยิ้มก่อนจะพูดออกไป
“ถ้าหาที่จีนไม่ได้ ฉันไปหาที่ต่างประเทศก็ได้นี่คะ ขอแค่อยากเรียน ย่ายังกลัวว่าจะไม่มีคนสอนฉันอีกหรือ”
ย่าอวี๋หมดคำพูด เธอแค่รู้สึกว่าน่าเสียดาย
แต่แม่หนิงเสวี่ยพูดแบบนั้นออกมาแล้ว จะให้เซี่ยเสี่ยวหลานหน้าด้านไปที่บ้านหลังนั้นอีกก็คงจะไม่ได้ หากเป็นย่าอวี๋คงทนไม่ไหว และทะเลาะกับแม่หนิงเสวี่ยตรงนั้นอย่างแน่นอน เซี่ยเสี่ยวหลานไม่เพียงแต่เป็นเด็กฉลาด ทว่าเธอยังเป็นเด็กสาวที่มีความอดทนเป็นอย่างมากถึงได้ไม่ปาของใส่หน้าแม่หนิงเสวี่ย... ย่าอวี๋ยิ้มเย็น ไม้ใกล้ฝั่งอย่างเธอใช้ชีวิตมานานหลายสิบปี ผ่านร้อนผ่านหนาวฤดูแล้วฤดูเล่า ลิ้มรสชาติของความเป็นมนุษย์มาแล้วทั้งสิ้น
ในขณะที่แม่หนิงเสวี่ยใช้ชีวิตอย่างหลงระเริงเกินไป นี่มันเรื่องอะไรกัน
ตอนนั้นเธอไม่เคยรังเกียจคนจนอย่างหนิงเยี่ยนฝานและจี้หวายซิน แต่ตอนนี้เซี่ยเสี่ยวหลานอยากผูกมิตรกับหนิงเสวี่ยกลับถูกคนรังเกียจว่าไม่คู่ควรอย่างนั้นหรือ?
ย่าอวี๋รู้สึกเดือดจัด เพราะเธอเป็นเหตุที่ทำให้เซี่ยเสี่ยวหลานถูกคนตบหน้าทางวาจาเช่นนั้น
“ไม่อยากไปก็ไม่ต้องไป ฉันจะบอกตาแก่หนิงให้ เธอไม่ต้องไปเรียนกับเขาแล้ว”
เซี่ยเสี่ยวหลานหยุดคิดไปชั่วขณะ “เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับผู้เฒ่าหนิงหรอกค่ะ ย่าไว้หน้าเขาหน่อยเถิด บอกเขาแค่ว่า ฉันยุ่งมากจนหาเวลาไม่ได้ก็พอแล้ว”
การบ้านอย่างที่สองที่หนิงเสวี่ยมอบให้เธอคือการวาดแปลนตำหนักองค์ชายกง
เซี่ยเสี่ยวหลานตัดสินใจแล้วว่าจะทำการบ้านนี้ให้เสร็จแล้วส่งให้หนิงเสวี่ย และหลังจากนั้นคงไม่รับการบ้านใหม่อีก แน่นอนว่าเธอยังคงพยายามเรียนรู้ด้วยตัวเองเช่นเคย ถ้าอยากได้ความรู้ใหม่ๆ ขอแค่ปากหวานและรู้จักพูด เธอเชื่อว่าเหล่าอาจารย์ประจำภาควิชาย่อมยินดีให้คำชี้แนะกับเธอแน่นอน
------------------------------------
บ้านตระกูลหนิง
หนิงเยี่ยนฝานวางสายโทรศัพท์ลง
ยุ่งจนหาเวลาไม่ได้อย่างนั้นหรือ?
หนิงเยี่ยนฝานรู้จักย่าอวี๋ดี และเคยเจอเซี่ยเสี่ยวหลานมาแล้วสองครั้ง
ตอนอยู่อุทยานต้ากวน เซี่ยเสี่ยวหลานวิ่งไปทั่วบริเวณแต่ก็ไม่บ่นว่าเหนื่อยเลยสักคำ คนที่ฉลาดพอล้วนรู้ดีว่าเขากำลังทดสอบคนที่จะมาเป็นลูกศิษย์ แต่เซี่ยเสี่ยวหลานกลับบอกว่าไม่สามารถแบ่งเวลาได้เอาตอนนี้ เพราะไม่อยากเรียนกับเขาอย่างนั้นหรือ?
ทุกอย่างล้วนมีสาเหตุ หนิงเยี่ยนฝานหยุดคิดก่อนจะเรียกแม่บ้านให้มาหา
“วันที่เซี่ยเสี่ยวหลานเอาของขวัญมาให้ ใครเป็นคนรับไว้รึ”
“พี่เจินค่ะ”
แม่บ้านเพิ่งอายุสามสิบกว่าเท่านั้น อีกทั้งปัจจุบันประเทศจีนไม่ได้ใช้ระบบศักดินาอีกต่อไปแล้ว หนิงเยี่ยนฝานจึงไม่อนุญาตให้เธอเรียกคำว่านายท่านหรือนายหญิง แม่บ้านจึงเรียกแม่ของหนิงเสวี่ยว่าพี่เจิน
“แค่เธอคนเดียวอย่างนั้นหรือ?”
“ใช่ค่ะ พี่เจินบอกให้นักศึกษาเซี่ยอยู่ทานข้าวด้วยกัน ฉันเลยเข้าไปเตรียมอาหารในครัว ส่วนพี่เจินอยู่คุยกับนักศึกษาเซี่ยตามลำพัง หลังฉันทำอาหารเสร็จ นักศึกษาเซี่ยก็กลับไปแล้วค่ะ”
แม่บ้านเองก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น เธอจึงเล่าตามความจริงโดยไม่มีการแต่งเติมแต่อย่างใด
แม่บ้านนั้นชอบหนิงเสวี่ยมาก ส่วนผู้เฒ่าหนิงเองก็สุขภาพแข็งแรงปรนนิบัติรับใช้ได้ไม่ยาก ต่างจากแม่ของหนิงเสวี่ยที่เป็นคุณนายข้าราชการ แม่บ้านคิดว่าเธอช่างเอาใจยากเหลือเกิน พูดจาเสียงไม่ดังและไม่ด่าคำหยาบ แต่จู้จี้จุกจิกเป็นอย่างยิ่ง แค่ถูพื้นยังต้องบอกให้แม่บ้านคุกเข่าค่อยๆเช็ดตามซอกตามมุมให้สะอาดจนหมดจด
หนิงเยี่ยนฝานเริ่มคาดเดาอะไรบางอย่างได้
ลูกสะใภ้อย่างเจินเหวินซิ่วเป็นคนแบบไหนหนิงเยี่ยนฝานนั้นรู้ดี ดังนั้นถึงให้หนิงเสวี่ยมาพักอยู่ที่สตูดิโอ เพื่อที่จะได้หลีกเลี่ยงอิทธิพลจากนิสัยของเจินเหวินซิ่วจนส่งผลกระทบกับนิสัยของหนิงเสวี่ย
ในขณะที่หนิงเยี่ยนฝานอยากตอบแทนบุญคุณย่าอวี๋ และอยากหาเพื่อนให้หนิงเสวี่ย
คนหนุ่มสาวมีใครบ้างที่ไม่คบเพื่อนฝูง?
แต่กลับถูกเจินเหวินซิ่วทำลายเสียได้
หนิงเยี่ยนฝานถอนหายใจ เรื่องนี้เขาคงไม่อาจบอกอาเสวี่ยได้ เจินเหวินซิ่วสัมผัสได้ถึงกำแพงที่ขวางกั้นระหว่างเธอกับลูกสาว อีกทั้งอาเสวี่ยเป็นคนรับไม่ได้กับความผิดพลาด หากเขาบอกไปคงทำลายความสัมพันธ์ของสองแม่ลูกอย่างแน่นอน
หลังหนิงเสวี่ยกลับมาจากข้างนอก หนิงเยี่ยนฝานก็บอกเธอว่าต่อจากนี้ไม่ต้องสอนเซี่ยเสี่ยวหลานอีกแล้ว
หนิงเสวี่ยได้ยินดังนั้นทว่าก็ไม่ถามต่อ เธอไม่สนใจเรื่องพวกนี้เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว แต่หนิงเยี่ยนฝานรู้สึกว่าหลานสาวของเขาเข้าใจดี เธอแค่ไม่อยากจะยุ่งวุ่นวายก็เท่านั้น
หรือว่าเขาจะมองผิดไป อาเสวี่ยไม่รู้สึกกับเซี่ยเสี่ยวหลานเหมือนเพื่อนเลยจริงหรือ?
หนิงเสวี่ยไม่ได้ถามเรื่องเซี่ยเสี่ยวหลานต่อ แต่กลับพูดถึงจี้เจียงหยวน “คุณปู่คะ จี้เจียงหยวนกับแม่เขาทะเลาะกันใหญ่โต วันนี้น้าจี้เรียกฉันไปหาและให้รายการค่าเลี้ยงดูมา เธอฝากฉันเอาไปให้จี้เจียงหยวนค่ะ”
หนิงเสวี่ยนำของในมือยื่นให้หนิงเยี่ยนฝานดู
กระดาษหลายหน้า เขียนค่าใช้จ่ายหลังพาจี้เจียงหยวนไปอเมริกาเอาไว้อย่างละเอียด จี้เจียงหยวนออกนอกประเทศตั้งแต่อายุ7ขวบ เขากลับมาที่จีนตอนอายุ19ปี ตลอด12ปีที่อยู่อเมริกา เขาใช้เงินของจี้หย่าไปทั้งหมด69,000ดอลลาร์สหรัฐ
“นี่มันเรื่องเหลวไหลอะไรกัน!”
เงิน69,000ดอลลาร์สหรัฐคิดจากอะไรบ้าง แม้แต่ค่านมที่จี้เจียงหยวนดื่มทุกวันก็ยังถูกรวมเข้าไปด้วย
ถึงหนิงเยี่ยนฝานจะไม่ใช่คุณปู่แท้ๆของจี้เจียงหยวน แค่ในฐานะญาติผู้ใหญ่คนหนึ่งเขายังอดไม่ได้ที่จะรู้สึกโมโหจนตบโต๊ะ
หนิงเสวี่ยไม่รู้ว่าจี้เจียงหยวนกับจี้หย่าทะเลาะกันได้อย่างไร “คุณน้าจี้บอกแล้วว่า ไปต่างประเทศมา12ปี ใช้เงินของเธอทั้งหมด70,000ดอลลาร์ เฉลี่ยแล้วปีละ6,000หยวน โดยเธอจะไม่คิดดอกเบี้ย จี้เจียงหยวนเรียนจบเมื่อไร ไม่เพียงแต่ต้องคืนเงินก้อนนี้ ทว่าน้าจี้ยังขอให้จี้เจียงหยวนจ่ายเงินค่าเลี้ยงดูกับเธอทุกปีปีละ6,000หยวนด้วยค่ะ”
นี่คือการบีบจี้เจียงหยวนให้กลับไปยอมก้มหัวให้สินะ?
หนิงเสวี่ยมองรายการค่าใช้จ่ายที่ยาวเหยียดแล้วทำได้เพียงทอดถอนใจกับความจำของจี้หย่า ขณะเดียวกันหนิงเสวี่ยก็รับรู้ได้ถึงความต้องการในการควบคุมผู้อื่นอย่างน่ากลัวของจี้หย่า
เธอถึงกับร่ายรายการค่าเลี้ยงดูของลูกชายออกมาเลยหรือ?
การเกิดเป็นลูกใครหาใช่สิ่งที่จี้เจียงหยวนเลือกเองได้ เด็กทารกไม่เหมือนกับสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมประเภทอื่น ตั้งแต่ทารกคลอดออกมาจนถึงสามารถยืนหยัดในสังคมได้ อย่างน้อยต้องใช้เวลาเกินสิบปี หนิงเสวี่ยได้ยินว่าสังคมต่างประเทศมักให้ลูกหลานยืนหยัดด้วยตัวเอง หลายคนต้องกู้เงินมาเพื่อส่งตัวเองเรียนต่อมหาวิทยาลัย แต่ก่อนเข้ามหาวิทยาลัย เธอไม่เคยได้ยินว่าพ่อแม่คนไหนไม่เลี้ยงดูลูกเลยสักครั้ง บนรายการเขียนไว้ว่าจี้หย่าส่งจี้เจียงหยวนเข้าชมรมฟันดาบตอนอายุ10ขวบ ค่าเรียนปีละ2,500หยวน ถ้าจี้เจียงหยวนในวัย10ขวบรู้ว่าต้องเสียเงินมากมายขนาดนี้ เขายังจะกล้าไปเรียนอีกหรือ!?
ตอนที่ 806: ช่วยเป็นพยาน
รายการค่าเลี้ยงดูของจี้หย่าทำเอาสองปู่หลานตะลึงงัน
เงินเดือนเฉลี่ยของชาวจีนในปี1985คือเท่าไร แต่จี้เจียงหยวนกลับได้เรียนฟันดาบราคา2,500ดอลลาร์ตั้งแต่อายุ10ขวบ จะบอกว่าจี้หย่าไม่ให้ความสำคัญกับจี้เจียงหยวนเลยก็คงไม่ได้ ตอนจี้เจียงหยวนอายุ10ขวบ สองแม่ลูกเพิ่งย้ายไปอยู่อเมริกาได้สองสามปี ตระกูลจี้ส่งเงินให้จี้หย่าบ้างก็จริง แต่ค่าเรียนฟันดาบปีละ2,500ดอลลาร์ เป็นจำนวนเงินที่เยอะกว่ารายได้ของตระกูลจี้ทั้งตระกูลอีกน่ะสิ
เมื่อมองจากจุดนี้ จี้หย่าลงทุนกับการศึกษาของจี้เจียงหยวนเป็นอย่างยิ่ง
เธอเลี้ยงดูลูกชายให้อยู่ในระดับเดียวกับชาวอเมริกาที่มีฐานะ
ช่วงแรกที่จี้หย่าไปอเมริกา เธอยังไม่มีบ้านเป็นของตัวเอง ทำให้เธอต้องเช่าห้องอยู่กับจี้เจียงหยวน ทว่าตอนนี้แม้แต่ค่าเช่าบ้านก็หารออกมาคิดอยู่ในรายการค่าเลี้ยงดูด้วย หนิงเยี่ยนฝานอดไม่ได้ที่จะสบถคำว่า ‘เหลวไหล’ ออกมา ในเมื่อคลอดลูกออกมาก็ต้องเลี้ยงดูไม่ใช่หรือ ระดับรายได้ของครอบครัวเป็นตัวกำหนดระดับการเลี้ยงดูบุตรหลาน คนจนย่อมมีวิธีเลี้ยงแบบคนจน คนรวยเองก็เช่นกัน การออกนอกประเทศไม่ใช่ความคิดของจี้เจียงหยวนเสียหน่อย แต่กลับคิดค่าเช่าบ้านกับเขาด้วยอย่างนั้นรึ?
“อนาคตถ้าเจียงหยวนอยู่ประเทศจีนต่อ ปีหนึ่งคงหาเงินได้ไม่ถึงหกพันหยวน นับประสาอะไรกับหน่วยเงินดอลลาร์! นี่เธอกำลังบีบให้จี้เจียงหยวนกลับไปทำงานที่อเมริกาสินะ ถ้าจี้เจียงหยวนอยากกลับอเมริกา ทังหงเอินก็ต้องยอมปล่อยเธอออกนอกประเทศ วางแผนมาดีเหลือเกิน!”
หนิงเยี่ยนฝานส่ายหน้าไปมากับความคิดของจี้หย่า
เรื่องที่แต่เดิมไม่ใช่เรื่องใหญ่ เนื่องจากทังหงเอินเป็นคนใจกว้าง ถึงเขาและจี้หย่าจะเป็นสามีภรรยากันไม่ได้ แต่ถึงอย่างไรก็ยังเป็นพ่อแม่ของลูกชาย เขาย่อมยินดีจะนั่งจับเข่าคุยกันเรื่องอนาคตของลูก โดยไม่สนใจว่าเรื่องในอดีตใครเป็นฝ่ายผิดหรือถูก
แต่จี้หย่ากลับไม่ยอมถอยสักก้าว จนกระทั่งเรื่องดำเนินมาถึงขั้นนี้
หนิงเสวี่ยขมวดคิ้วมุ่น เรียนสาขาอะไรอีกหน่อยก็ต้องทำงานในสาขานั้น อย่างไรก็ตามทุกคนย่อมมีความคิดเป็นของตัวเอง งานไหนดีหรือไม่ดี ไม่จำเป็นต้องขึ้นอยู่กับรายได้เพียงอย่างเดียว แต่การจะหางานในประเทศจีนที่สามารถสร้างรายได้ถึง6,000ดอลลาร์ต่อปี ปัจจุบันไม่สามารถเป็นไปได้
นอกเสียจากถูกบริษัทข้ามชาติส่งตัวมาเป็นพนักงานที่ประเทศจีน เงินเดือนที่ได้รับก็จะได้ตามมาตรฐานของชาวต่างชาติ
“จี้เจียงหยวนบอกแล้วว่าจะย้ายออกจากบ้าน แล้วอนาคตเขาจะไปพักที่ไหนคะ”
คำพูดของหนิงเสวี่ยทำให้หนิงเยี่ยนฝานเกิดความไม่เข้าใจ “ทำไมเขาต้องย้ายออกไปด้วยเล่า บ้านที่พวกเขาอาศัยอยู่ตอนนี้เป็นของคุณตาจี้เจียงหยวน ก่อนเขาสิ้นลมก็ได้เขียนพินัยกรรมเอาไว้ว่าจะยกบ้านหลังนั้นให้จี้เจียงหยวน”
บ้านหลังนั้นไม่ใช่ของประเทศชาติ แต่เป็นบ้านที่จี้หวายซินซื้อเอาไว้ก่อนการเปิดประเทศ มีช่วงหนึ่งที่ถูกริบไปเป็นของรัฐ แต่เพิ่งส่งคืนให้จี้หวายซินเมื่อสองปีก่อน จี้หวายซินสงสารสองแม่ลูก คิดว่าที่จี้หย่าต้องหย่าร้างในตอนนั้นสาเหตุหนึ่งเป็นเพราะคนตระกูลจี้ เขาจึงรู้สึกผิดกับจี้เจียงหยวน ปัญหาของผู้ใหญ่ทว่ากลับลามไปถึงเด็ก ด้วยเหตุนี้เขาจึงยกบ้านหลังนั้นให้กับจี้เจียงหยวน
ดังนั้นหากสองแม่ลูกแตกหักกันจริง คนที่ต้องย้ายออกไปก็ควรจะเป็นจี้หย่า
คำถามของหนิงเยี่ยนฝานทำให้หนิงเสวี่ยรู้สึกไม่เข้าใจยิ่งกว่าเดิม เธอไม่รู้ด้วยซ้ำว่าทำไมจี้เจียงหยวนกับจี้หย่าถึงทะเลาะกันหนักขนาดนี้
“ปู่คะ ฉันควรให้รายการค่าใช้จ่ายนี้กับจี้เจียงหยวนหรือเปล่าคะ”
คนไม่สนใจเรื่องของคนอื่นอย่างหนิงเสวี่ย ยังรู้สึกว่าการเอารายการค่าใช้จ่ายนี้ให้จี้เจียงหยวนเป็นเรื่องที่โหดร้ายเกินไป
หนิงเยี่ยนฝานหยุดคิดชั่วครู่ก่อนจะตอบกลับว่า “ทำไมจะให้ไม่ได้ล่ะ จี้เจียงหยวนเองก็ควรตัดสินใจด้วยตัวเองได้แล้ว เขาอายุ20ปี ควรเป็นเจ้าของชีวิตตัวเองเสียที”
แน่นอนว่าจะต้องคืนเงิน69,000ดอลลาร์กับให้เงินค่าเลี้ยงดูปีละ6,000ดอลลาร์หลังเรียนจบจริงหรือไม่ หนิงเยี่ยนฝานคิดว่าเรื่องนี้ตนสามารถคุยกับจี้หลินได้ ถ้าจี้หย่าไม่เชื่อฟังจี้หลินอย่างน้อยก็ควรหัดมีศักดิ์ศรีอย่างจี้เจียงหยวนด้วยการออกจากตระกูลจี้ไปเสีย และต่อไปก็อย่าได้ใช้ประโยชน์จากตระกูลจี้อีก
----------------------------------------
ทังหงเอินมาถึงปักกิ่งในวันพุธ
ทว่าเขามาไม่ได้จังหวะ เพราะหลิวเฟินเพิ่งเดินทางไปรับสินค้าที่หยางเฉิงพอดี คนหนึ่งนั่งเครื่องบินมา อีกคนนั่งรถไฟ ทำให้คนทั้งคู่ต้องคลาดกัน
หนิงเสวี่ยเพิ่งเอา ‘รายการค่าเลี้ยงดู’ มาให้จี้เจียงหยวน ใบรายการยังจับไม่ทันอุ่น พ่อบังเกิดเกล้าของเขาก็มาส่งความห่วงใยพอดิบพอดี
ความจริงแล้วตอนนี้จี้เจียงหยวนไม่อยากเจอหน้าใครทั้งนั้น รวมถึงเมื่อวานที่คุณลุงของเขามาหา แต่จี้เจียงหยวนก็ปฏิเสธการพบหน้าเขาเช่นกัน
ทังหงเอินเดินทางจากหยางเฉิงมาไวเช่นนี้ คงเป็นเซี่ยเสี่ยวหลานที่ส่งข่าวให้เขาสินะ จี้เจียงหยวนจึงตัดสินใจไปหาเซี่ยเสี่ยวหลาน “นี่เป็นเรื่องส่วนตัวของครอบครัวฉัน เธอฉลาดขนาดนี้ยังกล้ามาก้าวก่าย อย่างนั้นก็ดี เธอมาเป็นพยานให้ฉันเสีย”
พยานอะไร?
ตกเย็นเซี่ยเสี่ยวหลานถูกจี้เจียงหยวนเรียกไปที่ร้านอาหารเล็กๆแห่งหนึ่ง
จี้หลินกับทังหงเอินก็มาพร้อมหน้ากันที่นี่
สองคนนี้คนหนึ่งเป็นนายกเทศมนตรีของเผิงเฉิง อีกคนสังกัดกระทรวงการต่างประเทศ ทว่าตอนนี้พวกเขากลับนั่งล้อมโต๊ะตัวเล็กมันเยิ้ม ดูแล้วช่างขัดกับสภาพแวดล้อมเหลือเกิน
เซี่ยเสี่ยวหลานรู้สึกว่าเมื่อครู่เจ้าของร้านอาหารทำสีหน้าแปลกๆ เขาเอาน้ำชามาเสิร์ฟในห้อง จากนั้นก็ไม่โผล่หน้าเข้ามาอีกเลย
คนที่อึดอัดที่สุดย่อมเป็นเธอ ในขณะที่สีหน้าของจี้หลินที่มองมานั้นดูแปลกพิกล
อย่างไรก็ตามเป้าหมายของจี้หลินคือจี้เจียงหยวน หลังปรายตามองทังหงเอินวูบหนึ่งแล้ว จี้หลินก็ไม่คิดจะเกรงใจอีกต่อไป “เจียงหยวน ลุงได้ยินจากจอร์จมาว่าหลานกับแม่ทะเลาะกันเสียใหญ่โตเลยอย่างนั้นหรือ แม่ของหลานไม่ควรระเบิดอารมณ์หลานก็รู้ไม่ใช่รึ แต่ถ้ามีใครบงการให้หลานทำเรื่องแบบนี้ คนคนนั้นก็คงชั่วช้าเลวทรามเหลือเกิน ส่วนหลานเองก็ทำให้ลุงผิดหวังมากจริงๆ”
ประโยคนี้มุ่งเป้าไปที่ทังหงเอินอย่างเห็นได้ชัด โชคดีที่ทังหงเอินเป็นคนดีมีระดับจึงไม่ถือสาในสิ่งที่จี้หลินพูด
ความจริงไม่มีใครบงการจี้เจียงหยวนลับหลัง ทว่ามันคือความอดกลั้นที่สะสมมานานและเพิ่งระเบิดออกมาก็เท่านั้น แต่เห็นได้ชัดว่าจี้หลินไม่เชื่อ ทังหงเอินเองก็ขี้เกียจอธิบาย จะให้เขาแบกรับความผิดก็ตามสบาย ทำไมเขาต้องอธิบายกับจี้หลินด้วยเล่า?
จี้เจียงหยวนวาง ‘รายการค่าเลี้ยงดู’ ที่หนิงเสวี่ยเอามาให้ลงบนโต๊ะ จี้หลินได้ยินจากปากหนิงเยี่ยนฝานแล้ว แต่พอเห็นมันกับตาตัวเอง เขาก็อดหน้าแดงก่ำไม่ได้ “มันเป็นเพราะเธอกำลังโกรธ...”
“คุณลุง ไม่เป็นไรครับ ผมไม่โกรธ แม่เลี้ยงผมมาจนโตป่านนี้ย่อมใช้เงินไปไม่น้อย เป็นผมที่ขอให้แม่เขียนเอง ในเมื่อเขียนมันออกมาแล้วแค่เอาให้ผมก็พอ ทว่าผมไม่เข้าใจว่าทำไมถึงต้องส่งผ่านทางตระกูลหนิง เรื่องของครอบครัวเราแต่ไปรบกวนคุณปู่หนิงเช่นนี้คงไม่งาม ลุงคิดว่าอย่างไรครับ”
จี้เจียงหยวนอารมณ์ค่อนข้างนิ่ง และพูดด้วยน้ำเสียงสุภาพ
จี้หลินพูดไม่ออก เขาเข้าใจวิธีการของจี้หย่า ตอนนี้เธอกำลังเอาแต่ใจ และอยากให้คนรอบข้างเห็นว่าตนเลี้ยงลูกชายใช้เงินไปมากแค่ไหน แต่สุดท้ายลูกชายกลับไม่เชื่อฟัง แน่นอนว่ามันไม่ใช่ความผิดของเธอ
ความคิดของจี้หลินคือการไม่แพร่งพรายเรื่องไม่ดีของครอบครัวออกไป แม่ลูกทะเลาะกันทำไมต้องป่าวประกาศให้ทุกคนรู้ด้วยเล่า จัดการคุยกันเป็นการส่วนตัวก็พอแล้วไม่ใช่หรือ
จี้หย่าทำให้คนตระกูลหนิงรู้เรื่องเช่นนี้ จี้เจียงหยวนจึงพาเซี่ยเสี่ยวหลานมาด้วยเพื่อเป็นพยาน จี้หลินทำได้เพียงอดกลั้นไม่เถียงกลับไป
“เจียงหยวน แม่ของหลานกำลังโกรธ รายการค่าเลี้ยงดูอะไรนี่หลานไม่ต้องไปสนใจ!”
จี้เจียงหยวนส่ายหน้าปฏิเสธ “คุณลุง วันนี้ที่ผมเรียกทุกคนมาไม่ใช่เพราะอยากเบี้ยวหนี้ ผมยอมรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่อยู่บนใบรายการนี้ แม่บอกว่าหลังเรียนจบแล้วผมต้องใช้หนี้ค่าเลี้ยงดูจำนวน69,000ดอลลาร์ และต้องเริ่มจ่ายเงินค่าเลี้ยงดูให้เธอทุกปีปีละ6,000ดอลลาร์ โดยหลักการแล้วผมยอมรับได้ แต่ที่มีปัญหาก็คือเวลาชำระหนี้ ผมยังต้องใช้เวลาอีกสี่ปีกว่าจะเรียนจบ ดังนั้นผมจึงอยากขอเวลาผมตั้งหลักอีกหนึ่งปี และเริ่มทำการชำระหนี้กับจ่ายค่าเลี้ยงดูตอนปี1990ครับ”
จี้เจียงหยวนเรียนภาควิชาบริหารธุรกิจ ซึ่งเป็นหลักสูตร5ปีเช่นเดียวกัน
หมายความว่าตั้งแต่เรียนจบจนถึงกำหนดเริ่มชำระหนี้ เขาขอเวลาให้ตัวเองหาเงินเพียงหนึ่งปีเท่านั้น
ต่อให้รวมกับการฝึกงานในปีสุดท้ายของการเรียนปริญญาตรี ก็มีเวลาทำงานแค่สองปีเท่านั้น เขาจะหาเงินจำนวน75,000ดอลลาร์ได้อย่างนั้นหรือ?
เซี่ยเสี่ยวหลานรู้สึกว่าวิธีการไปตายเอาดาบหน้าของจี้เจียงหยวนนั้นกล้าหาญมากจริงๆ!
จี้หลินฟังแล้วนิ่งอึ้ง เขาไม่ได้เถียงจี้เจียงหยวนแต่กลับหันหน้าไปหาทังหงเอิน “นายกทัง ไม่ว่าคุณสัญญาอะไรกับเจียงหยวนไว้ ผมคงทนเห็นเขาทำผิดกฎหมายไม่ได้ ต่อให้เป็นเด็กมหาลัยก็คงไม่มีทางหาเงินได้มากมายขนาดนั้นภายในปีเดียวได้แน่!”
ตอนที่ 807: ยืนหยัดด้วยตัวเองแบบชาวตะวันตก
เดิมทีทังหงเอินรู้สึกไม่พอใจในตัวจี้หย่าเป็นอย่างมาก
แต่หลังเห็นรายการค่าเลี้ยงดู ความไม่พอใจของทังหงเอินก็หายไปมากกว่าครึ่ง ความยึดติด ความปรารถนาที่จะควบคุม และความคิดเองเออเองของจี้หย่า ทั้งหมดนี้คือเรื่องจริง ทว่าหลังเธอพาจี้เจียงหยวนออกนอกประเทศเธอก็ไม่เคยดูแลลูกชายคนนี้อย่างขอไปที เงินอาจจะไม่สามารถอธิบายทุกอย่างได้ แต่อย่างน้อยก็แสดงให้เห็นถึงความทุ่มเทที่จี้หย่ามีให้กับจี้เจียงหยวน
จี้เจียงหยวนไม่เพียงได้เรียนฟันดาบ เขาทั้งยังได้เข้าร่วมชมรมยิงปืนอีกด้วย
เหมือนจะเคยเรียนวิชาขี่ม้าด้วยอีกหนึ่งปี
การลงทุนด้านการศึกษาเหล่านี้ ประเทศจีนเมื่อสิบปีก่อนคงแทบไม่มีใครสามารถทำได้
ตอนนั้นทังหงเอินเพิ่งออกจากไร่ หลังได้ตำแหน่งหน้าที่กลับคืนมา เงินเดือนก็อยู่ในระดับพอทำให้คนทั้งครอบครัวอิ่มท้องเท่านั้น หากจี้เจียงหยวนอยู่กับเขาคงไม่มีทางมีชีวิตแบบนั้นได้อย่างแน่นอน
ความไม่พอใจในตัวจี้หย่าเพิ่งหายไป จี้หลินก็ทำให้ทังหงเอินต้องเครียดขึ้นมาอีกครั้ง
“สหายจี้หลิน พูดอะไรไม่ควรอิงจากการคาดเดาเพียงอย่างเดียว ต้องมีหลักฐานยืนยันความจริงด้วย เจียงหยวนตัดขาดความสัมพันธ์กับแม่เพราะความวู่วาม ผมเองก็ไม่เห็นด้วยเท่าไร แต่ผมเคารพการตัดสินใจของเขา พ่อแม่ที่ใช้เงินมาบีบบังคับให้ลูกเชื่อฟัง คงไม่ได้มีจี้หย่าแค่คนเดียวเท่านั้น ทว่าเจียงหยวนยินดีชำระหนี้คืนตามใบรายการเหล่านี้ ผมเองก็รู้สึกเป็นห่วงและร้อนใจแทนเขาอยู่ไม่น้อย ขณะเดียวกันก็รู้สึกว่าเขาเป็นคนมีความรับผิดชอบ ส่วนเรื่องที่เขาจะคืนเงินก้อนนี้อย่างไร ผมจะปรึกษากับเขาแน่นอน... แล้วเรื่องอย่างการทำผิดกฎหมายคุณคิดเลยเถิดเกินไปหรือเปล่า ถ้าลูกชายผมทำผิดกฎหมาย ผมจะเป็นคนส่งเขาไปที่สถานีตำรวจด้วยตัวเอง!”
ต่อให้เป็นลุงแท้ๆ ประโยคที่พูดมาก็ฟังดูเหมือนจะพูดส่งเดชเกินไป
แน่นอนว่าจี้เจียงหยวนไม่ได้ทำถูกทั้งหมด แม้แต่ทังหงเอินก็ไม่เคยคิดอยากให้จี้เจียงหยวนตัดขาดกับจี้หย่าเช่นนี้
สาเหตุของเรื่องราวนั้นทังหงเอินยังไม่ทราบแน่ชัด เขาถึงไม่แสดงความเห็นอะไรออกไป
ในขณะที่จี้หลินแค่อ้าปากก็บอกว่าเพราะทังหงเอินรับปากบางอย่างกับจี้เจียงหยวน ทังหงเอินคงใช้อำนาจหน้าที่ของตัวเองช่วยจี้เจียงหยวนชำระหนี้เงินดอลลาร์ ได้ฟังเช่นนี้ทังหงเอินคงทนอยู่เฉยไม่ได้
“นายกทัง ถ้าไม่ใช่เพราะคุณคอยเป่าหูอยู่ลับหลัง อยู่ๆเจียงหยวนจะมีความคิดเช่นนี้ได้อย่างไร เขาเป็นเด็กกตัญญูแค่ไหน ผมรู้ดียิ่งกว่าคุณ หลายปีที่ผ่านมานี้คนที่ดูแลเขาคือพวกเราตระกูลจี้”
จี้หลินพูดพลางมองหน้าเซี่ยเสี่ยวหลาน ความหมายของเขาคือทังหงเอินใช้เซี่ยเสี่ยวหลานมาทำลายความสัมพันธ์ระหว่างสองแม่ลูก
เซี่ยเสี่ยวหลานไม่รู้จริงๆ ว่าจะสื่อสารกับคนแบบจี้หลินได้อย่างไร
หากบอกว่าเขาไม่เก่งกาจ แต่ก็เป็นถึงระดับลูกหลานนักวิชาการ คนในครอบครัวล้วนมีหน้าที่การงานดีกันทุกคน จี้หลินพูดภาษาอังกฤษได้ ทำงานอยู่ที่กระทรวงการต่างประเทศ คนแบบนี้ในช่วงปี1985 จะบอกว่าไม่เก่งได้หรือ ในสายตาของเซี่ยเสี่ยวหลาน ถือว่าเขาประสบความสำเร็จในชีวิตแล้ว
แต่คนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตไม่ได้หมายความว่าจะเป็นพวกคุยด้วยรู้เรื่อง ถึงอย่างไรเซี่ยเสี่ยวหลานก็หมดหนทางสื่อสารกับจี้หลินจริงๆ อาจเพราะเธอและเขามีจุดยืนที่ไม่เหมือนกัน ความคิดจึงแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
จี้เจียงหยวนไม่รอให้เซี่ยเสี่ยวหลานเอ่ยปากก็ชิงพูดขึ้นก่อน
“คุณลุงครับ ที่อเมริกาหากลูกอายุ18ปีเมื่อไรก็จะสามารถดูแลตัวเองได้ พวกเขาสามารถกู้ยืมเงินเพื่อเรียนมหาวิทยาลัยได้ แม้ประเทศจีนจะไม่มีกองทุนกู้ยืมเงินเพื่อการศึกษา แต่ค่าเทอมกับค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันเรียกได้ว่าต่ำมาก เงินแค่นี้ผมสามารถหาเองได้ ไม่มีใครคอยเป่าหูหรือยุแยงผมทั้งนั้น ผมกับแม่คิดไม่ตรงกันอยู่หลายเรื่อง หากอยู่ด้วยกันก็มีแต่จะเกิดความขัดแย้ง คุณลุงครับ ถึงอย่างไรผมก็ยังเป็นหลานชายของลุงเหมือนเดิม หวังว่าลุงจะเข้าใจผมสักครั้งนะครับ”
คนที่เอะอะโวยวายส่วนใหญ่แค่หวังว่าจะข่มอีกฝ่ายเท่านั้น
คนที่มีน้ำเสียงเรียบเฉยต่างหากที่ตัดสินใจแน่วแน่แล้ว
อย่างไรก็ตามจี้หลินยังไม่มั่นใจเต็มร้อย หนึ่งเพราะทังหงเอินนั่งอยู่ข้างๆจี้เจียงหยวน ก่อนหน้านี้ผู้ชายคนนี้คือคนที่สร้างแรงกดดันมหาศาลให้กับตระกูลจี้
และอีกสาเหตุคือเพราะคนเป็นแม่อย่างจี้หย่าพึ่งพาไม่ได้ ตอนหนิงเยี่ยนฝานโทรหาจี้หลินก็พูดเช่นกันว่า จี้หย่ากำลังทำเรื่องเหลวไหลอยู่
ช่างเถอะ ไว้ผ่านไปอีกสักพัก รอให้สองแม่ลูกใจเย็นลงก่อนค่อยว่ากัน จี้หลินคว้าใบรายการค่าเลี้ยงดูมาอ่านอย่างละเอียดตั้งแต่ต้นจนจบ ก่อนที่เขาจะขีดค่าเช่าบ้านทิ้งไป “ตอนแม่ของหลานเพิ่งเดินทางไปถึงอเมริกา ทางตระกูลจี้เป็นคนออกเงินให้ ดังนั้นค่าเช่าบ้านหลานไม่ต้องจ่าย และเรื่องที่หลานขอมา ลุงจะเป็นตัวแทนรับปากให้เอง”
จี้หลินเซ็นชื่อตัวเองลงบนใบรายการ จี้เจียงหยวนเห็นดังนั้นก็ชะงักเล็กน้อยก่อนจะเซ็นชื่อและเขียนวันที่กำกับลงไป
หลังขีดค่าเช่าบ้านออก เขาต้องชำระเงินน้อยกว่าเดิมแค่3,000ดอลลาร์เท่านั้น เทียบกับจำนวนรวมทั้งหมดแล้วแทบไม่ต่างจากเดิมเท่าไรเลย
จี้หลินไม่ได้กินอาหารสักคำ หลังจากเซ็นชื่อเสร็จเขาก็ขอตัวกลับก่อน จี้เจียงหยวนเก็บใบรายการที่มีลายเซ็นกำกับไว้กับตัว เซี่ยเสี่ยวหลานมองอาหารที่ไม่มีใครแตะต้องบนโต๊ะ ก่อนเอ่ย “จี้เจียงหยวน ตั้งแต่นี้ไปเธอต้องแบกภาระหนี้จำนวนหลายหมื่นดอลลาร์ สั่งอาหารมาเช่นนี้ถ้าไม่กินมันจะเป็นการสิ้นเปลืองเกินไปนะ”
สายตาของเซี่ยเสี่ยวหลานที่มองเขาเต็มไปด้วยความรู้สึกสงสาร
จี้เจียงหยวนไม่รู้ว่าเขาควรร้องไห้หรือหัวเราะดี “เซี่ยเสี่ยวหลาน ถ้าเธอกำลังปลอบใจฉัน ก็ช่วยตั้งใจหน่อยได้ไหม”
พูดเหมือนต่อจากนี้เขาจะไม่มีปัญญากินข้าวในร้านอาหารเล็กๆหน้ามหาวิทยาลัยอีกแล้ว
แต่พอคิดดูอีกที เซี่ยเสี่ยวหลานก็พูดถูกเช่นกัน ยังเหลือเวลาอีกห้าปีที่เขาต้องหาเงินอย่างน้อยเจ็ดหมื่นดอลลาร์ อนาคตในรั้วมหาวิทยาลัยของเขาคงต้องใช้ชีวิตดั่งนักศึกษายากไร้คนหนึ่ง นักศึกษาผู้ยากไร้เป็นเช่นไร จี้เจียงหยวนเคยเห็นมาก่อน คนเหล่านั้นทำได้แค่กินอาหารที่โรงอาหาร เลือกกินแต่ผัก ซดน้ำแกงฟรีกับหมั่นโถวไปวันๆ ให้พวกเขาสั่งอาหารประเภทเนื้อมากินยังเป็นไปไม่ได้ นับประสาอะไรกับการกินข้าวในร้านอาหาร
จี้เจียงหยวนคิดแล้วก็หยิบตะเกียบกินอาหารอย่างไม่เกรงใจ แม้จะอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้ พวกเขาสามคนก็ยังกินอาหารจนเกลี้ยงโต๊ะ
เถ้าแก่นึกว่าลูกค้าในห้องคงทะเลาะกันเป็นแน่ สุดท้ายกลับกินอาหารจนเกลี้ยงจานเสียนี่
ตอนจ่ายเงินทังหงเอินเป็นคนจ่าย จี้เจียงหยวนเองก็ไม่ปฏิเสธแต่อย่างใด ทังหงเอินแสดงความต้องการออกมาว่าอยากเดินเล่นรอบมหาวิทยาลัยกันตามประสาพ่อลูก
“เจียงหยวน พวกเรามาคุยกันหน่อยไหม”
“เหมือนจะไม่มีอะไรให้ต้องคุยนะครับ ที่ผมตัดขาดกับแม่ไม่ใช่เพราะพ่อ”
เซี่ยเสี่ยวหลานฟังแล้วอดไม่ได้ที่จะรู้สึกอึดอัดแทน จี้เจียงหยวนหมายความว่าต่อให้เขาหลุดพ้นจากแม่จอมบงการ ก็ไม่คิดที่จะพึ่งพาผู้เป็นพ่ออย่างทังหงเอินสินะ
ทังหงเอินนั่งเครื่องมาจากหยางเฉิง แม้จะได้ยินคำพูดเช่นนั้นของจี้เจียงหยวน เขาก็ไม่รู้สึกโกรธแต่อย่างใด
ในเมื่อจี้เจียงหยวนไม่อยากคุย ทังหงเอินจึงเลือกที่จะหยิบซองจดหมายออกมา “พ่อถอนเงินเดือนมานิดหน่อย เงินไม่มาก เก็บไว้ใช้ก่อนเถิด คิดเสียว่าพ่อให้ลูกยืม สมุดบัญชีเป็นชื่อของลูก รหัสผ่านคือวันเกิดของลูก”
สมุดบัญชีมีเงินอยู่สองพันหยวน
ทังหงเอินได้เงินเดือนเดือนละสามร้อยกว่าหยวน ดังนั้นนี่คือเงินเดือนกว่าครึ่งปีของเขานั่นเอง
มันคงสู้กับสิ่งที่จี้หย่าเคยมอบให้จี้เจียงหยวนไม่ได้ แต่ก็นับว่าเป็นน้ำใจจากทังหงเอิน
ทว่าจี้เจียงหยวนกลับไม่รับเงินไว้
เขาเพิ่งพูดว่าจะยืนหยัดด้วยลำแข้งของตัวเอง หรือทุกคนจะคิดว่า ‘การยืนหยัด’ ที่เขาพูดถึงคือการเปลี่ยนจากใช้เงินแม่มาใช้เงินพ่ออย่างนั้นหรือ?
“ผมขอรับความหวังดีเอาไว้ ทว่าเงินนี้ผมคงรับไว้ไม่ได้ ขอบคุณที่มาหาผม แต่ผมดูแลตัวเองได้ครับ!”
จี้เจียงหยวนพูดด้วยน้ำเสียงเด็ดขาดและเขาก็ทำอย่างที่พูด เขาทิ้งเซี่ยเสี่ยวหลานให้เดินเป็นเพื่อนทังหงเอิน สายลมฤดูใบไม้ผลิช่วงต้นเดือนเมษายนของปักกิ่งกำลังเย็นสบาย เซี่ยเสี่ยวหลานรู้สึกว่าจี้เจียงหยวนเวลานี้ดูมีอิสระเสียจนเหมือนกำลังบินได้
“คุณอาทัง จี้เจียงหยวนเขาโตที่อเมริกา ความคิดความอ่านของเขาจึงเป็นแบบชาวตะวันตก ฉันว่าเขาคงคิดจริงจังแล้วว่าตัวเองถึงวัยที่ต้องพึ่งพาตัวเอง เขาไม่อยากได้เงินของแม่ และไม่อยากได้เงินของคุณอาด้วย”
ท่าทางจี้เจียงหยวนจะตัดสินใจ ‘หย่านม’ อย่างแท้จริง ไม่ใช่แค่เรื่องการเงินเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงในแง่ของจิตใจก็อยากจะยืนหยัดได้ด้วยตัวเองเช่นกัน
ทังหงเอินบีบสมุดบัญชีในมือแน่น “ฉันไม่ได้รู้สึกไม่พอใจหรอก”
เขารู้สึกดีใจด้วยซ้ำ จี้เจียงหยวนทำแบบนี้สมแล้วที่เป็นลูกของเขา!
แซ่อะไรไม่สำคัญ ถูกใครเลี้ยงดูมาก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่ จี้เจียงหยวนกล้าที่จะก้าวออกมาใช้ชีวิตด้วยตัวเองแบบนี้ ทังหงเอินรู้สึกภาคภูมิใจเหลือเกิน
“ต้องหาเงินเจ็ดหมื่นดอลลาร์ในห้าปี ไหนจะส่งเงินค่าเลี้ยงดูปีละไม่ต่ำกว่าหกพันดอลลาร์ เขาจะทำได้อย่างไรกัน”
เซี่ยเสี่ยวหลานรู้สึกว่าคำถามของทังหงเอินนั้นตอบยากยิ่งนัก
หากอิงจากอัตราแลกเปลี่ยนของตลาดมืด เงินเจ็ดหมื่นดอลาร์เท่ากับเจ็ดแสนหยวน นอกจากคนที่หมกมุ่นกับการหาเงินอย่างเซี่ยเสี่ยวหลานแล้ว ในปี1985 ไม่ว่าจะเป็นนักศึกษาคนไหนก็ตาม เรื่องนี้ล้วนเป็นความท้าทายอันใหญ่หลวง
ตอนที่ 808: แลกเปลี่ยนอย่างเท่าเทียม
“คุณอาทัง เรื่องนี้ฉันเองก็มีส่วนค่ะ ปัญหาที่คุณอาถาม ฉันจะลองคิดดูให้ดี”
ทังหงเอินส่ายหน้า “พูดเหลวไหลอะไร ความขัดแย้งของพวกเขาสองแม่ลูกสั่งสมมานานหลายปี ลูกเหยี่ยวเมื่อเติบใหญ่ย่อมต้องการบินออกจากรัง ไม่มีใครสามารถควบคุมคนอื่นได้ทั้งชีวิต แม้แต่พ่อแม่ก็ทำไม่ได้ เธอกำลังเข้าใจผิด ฉันรู้สึกยินดีมากต่างหากที่เขามีความกล้าหาญและความรับผิดชอบเช่นนี้ อาจจะวู่วามไปบ้างทำให้ไม่อาจเลี่ยงความลำบากไปได้ แต่เขาเป็นเด็กผู้ชาย ฉันไม่ห่วงถ้าหากเขาต้องเผชิญหน้ากับอุปสรรคขวากหนาม”
คนที่ผ่านความลำบากมาได้ถึงจะประสบความสำเร็จ ความคิดเช่นนี้ของทังหงเอินค่อนข้างทันสมัย แต่ความคิดบางอย่างก็ยังอิงกับขนบธรรมเนียมของชาวจีน ถึงอย่างไรนี่ก็คือค่านิยมหลักของสังคมประเทศจีน เด็กผู้ชายไม่ควรกลัวการล้มลุกคลุกคลาน คนที่ทนต่อความลำบากได้ถึงจะประสบความสำเร็จ
คนที่ประสบความสำเร็จอย่างง่ายดายด้วยการอาศัยบารมีของคนรุ่นพ่อก็มีเช่นกัน แต่ปัจจุบันนั้นมีไม่มาก
หากไม่ผ่านการฝึกฝนขัดเกลา เมื่อใดที่ล้มลงก็ไม่แน่ว่าจะสามารถลุกขึ้นยืนได้อีกครั้ง นักศึกษาที่สภาพจิตใจไม่เข้มแข็ง บางครั้งพอสอบได้คะแนนไม่ดี ถูกผู้ปกครองต่อว่าเล็กน้อยก็อาจจะถึงขั้นกระโดดตึกปลิดชีพตัวเอง สาเหตุก็เพราะพวกเขามีจิตใจที่บอบบาง ทนรับกับความล้มเหลวที่เกิดขึ้นไม่ได้
เซี่ยเสี่ยวหลานคิดถึงคุณภาพชีวิตที่ผ่านมาของจี้เจียงหยวน แล้วคิดถึงวันเวลาที่เขาจะต้องใช้ชีวิตอย่างยากลำบากในมหาวิทยาลัยแล้วก็รู้สึกปวดใจแทนจี้เจียงหยวน
คนที่ลำบากมาตั้งแต่เด็กกับคนที่ต้องเผชิญหน้ากับความยากลำบากกลางคันมันเหมือนกันอย่างนั้นหรือ?
“ต่อให้เป็นนักศึกษาผู้ยากไร้ที่ต้องอาศัยเงินช่วยเหลือจากมหาวิทยาลัย แต่ก็ไม่มีใครต้องแบกรับภาระหนี้หลายหมื่นดอลลาร์ไปด้วยนะคะ คุณอาทัง นั่นไม่ใช่เงินแค่ไม่กี่ดอลลาร์ อาศัยเพียงทุนการศึกษากับเงินเดือนพนักงานทั่วไปคงไม่มีวันใช้หนี้นี้ได้หมด... ฉันว่าเพื่อนนักศึกษาจี้เจียงหยวนคงไม่ได้เจอกับความลำบากแค่เพียงเล็กน้อยเท่านั้นหรอกค่ะ”
ทังหงเอินเองก็ไม่มีเงินมากมายถึงหลายหมื่นดอลลาร์
แน่นอนว่าหากเขาอยากได้เงินหลายหมื่นดอลลาร์นั้นง่ายดาย ตอนนักลงทุนต่างถิ่นเข้ามาลงทุน ทางหน่วยงานรัฐจะมีการอนุมัตินโยบายเพื่อให้อภิสิทธิ์บางอย่าง เชื่อได้เลยว่านักลงทุนเหล่านั้นคงยินดีมอบผลประโยชน์กับนายกเทศมนตรีทังอย่างเต็มใจ แต่เขาจะทำแบบนั้นได้หรือ?
อย่างไรก็ตามทังหงเอินกลับดูไม่ร้อนใจเลยแม้แต่น้อย
“ยังมีเวลาอีกห้าปี พวกเราต้องให้เวลาเขาเติบโต ไม่คุยเรื่องเขาแล้วดีกว่า คุยเรื่องเธอบ้างสิ จี้หย่าจะย้ายสตูดิโอของตัวเองกลับมาที่จีนด้วยเจตนาร้ายเช่นนี้ เธอเตรียมรับมืออย่างไร”
เซี่ยเสี่ยวหลานอยากถามออกไปจริงๆว่า เขากำลังห่วงเธอหรือห่วงแม่ของเธอกันแน่?
“รับมือไปตามสถานการณ์ค่ะ ให้มันเป็นการต่อสู้กันทางธุรกิจ หากเธอไม่ใช้อำนาจของใครมาทำลายธุรกิจของฉัน ฉันก็จะไม่รบกวนคุณอาหรือตระกูลโจว... แบบนี้ดีไหมคะ?”
เซี่ยเสี่ยวหลานพูดเรื่องการขอความช่วยเหลือจากทังหงเอินได้อย่างไม่กระดากปาก จี้หย่าตามตอแยไม่หยุดยั้งเช่นนี้ สาเหตุหนึ่งก็เป็นเพราะทังหงเอิน และแน่นอนว่าทังหงเอินก็ไม่อาจปฏิเสธความจริงเกี่ยวกับเรื่องนี้ได้
เซี่ยเสี่ยวหลานเสริมต่อว่า “คุณอาทัง ปัญหาความสัมพันธ์ของคุณกับแม่ฉันเป็นเรื่องของพวกคุณ เดิมทีฉันไม่อยากถามให้อึดอัดใจกัน แต่อาการป่วยของคุณจี้หย่าดูเหมือนจะไม่มีแนวโน้มที่ดีขึ้นเลย เธอถึงขั้นเขียนรายการค่าเลี้ยงดูให้ลูกชายตัวเองแบบนี้ หากคุณอาคบกับแม่ฉันเมื่อไร ฉันไม่แน่ใจว่าคุณจี้หย่าจะทำเรื่องสุดโต่งได้ขนาดไหน... ฉันไม่อยากก้าวก่ายเรื่องความสัมพันธ์ของคุณอา แต่ฉันหวังว่าคุณอาจะคิดถึงความปลอดภัยของแม่ฉันด้วยนะคะ”
การหย่าร้างเป็นสิ่งที่จี้หย่าเสนอขึ้นมา
ตอนนี้จี้หย่าเองก็มีแฟนหนุ่มอยู่เคียงข้าง
แต่เซี่ยเสี่ยวหลานยังคงไม่วางใจอยู่ดี
จิตใจผู้หญิงยากแท้หยั่งถึง อีกทั้งคุณนายจี้หย่าก็เป็นผู้หญิงที่คิดมากกว่าผู้หญิงปกติทั่วไป
ทังหงเอินเป็นคนไม่แสดงออกด้านความรู้สึกอย่างชัดเจน จะให้เขาคุยปัญหานี้กับคนที่เด็กกว่านั้นช่างน่าอายยิ่งนัก ทว่าเขาไม่ได้คิดว่าเซี่ยเสี่ยวหลานกำลังพูดจาเหลวไหลแต่อย่างใด
“ปัญหาเหล่านี้ฉันคิดเอาไว้แล้วละ เธอไม่ต้องเป็นห่วง ฉันเป็นคนตัดสินใจอยากพัฒนาความสัมพันธ์กับแม่ของเธอเอง ถ้าถามว่าหลายปีมานี้ฉันมีความก้าวหน้าในด้านไหนบ้าง ก็คงเป็นความสามารถในการปกป้องคุ้มครองคนรอบข้างนั่นแล”
ทังหงเอินรู้ว่าหลิวเฟินเดินทางไปหยางเฉิง เขาจึงไม่ได้อยู่ที่ปักกิ่งนานนัก
สมุดบัญชีเหล่านั้นเขามอบให้เซี่ยเสี่ยวหลานเป็นคนช่วยดูแล หากจี้เจียงหยวนต้องการความช่วยเหลือ ทังหงเอินจะไม่ออกหน้าด้วยตัวเองอีก
เซี่ยเสี่ยวหลานรู้ดีว่าสาเหตุที่ทังหงเอินกลับไวขนาดนี้คงเพราะแม่ของเธออยู่หยางเฉิง แต่เธอก็ไม่ได้พูดมันออกไป
เซี่ยเสี่ยวหลานมองหน้าตัวเองในกระจก หรือเธอหน้าตาน่าเชื่อถือเกินไป ทำไมถึงชอบมีคนฝากให้เธอช่วยดูแลเงินอยู่เรื่อยกันนะ?
คนแรกคือโจวเฉิง คนที่สองคือเฉินวั่งตา คนที่สามคือทังหงเอิน
พอคิดถึงเฉินชิ่ง นี่ก็เปิดภาคเรียนมาหนึ่งเดือนแล้วแต่เฉินชิ่งกลับไม่มารับเงินกับเธอเลย เซี่ยเสี่ยวหลานคงทนอยู่เฉยไม่ได้อีกต่อไป เมื่อนึกขึ้นได้ว่าสุดสัปดาห์เฉินชิ่งอาจจะไม่อยู่ที่มหาวิทยาลัย เซี่ยเสี่ยวหลานจึงเลือกเดินทางไปมหาวิทยาลัยเศรษฐศาสตร์และการค้าระหว่างประเทศในวันธรรมดา
คนหน้าตาสวยอย่างเธอ แถมยังปากหวานเป็นพิเศษ หากต้องการถามหาตารางเรียนของเฉินชิ่งก็คงไม่ใช่เรื่องยากอะไร
ถ้าถามคนเดียวแล้วยังไม่ได้ความก็ลองถามอีกหลายๆคน ย่อมมีคนยอมช่วยเหลืออย่างแน่นอน
เซี่ยเสี่ยวหลานยืนรออยู่หน้าห้องเรียนสิบกว่านาที ในที่สุดพวกเฉินชิ่งก็เลิกเรียน
เมื่อลองนับนิ้วดูก็พบว่าเธอไม่ได้เจอเฉินชิ่งมาเกินครึ่งปีแล้ว เหมือนเฉินชิ่งจะสูงขึ้นนิดหน่อย ใบหน้าไม่ได้ดำคล้ำเหมือนตอนสมัยมัธยมปลาย แน่นอนว่าเสื้อผ้าที่สวมใส่ก็ไม่ได้ดูเชยเหมือนเมื่อก่อน เฉินชิ่งเริ่มมีกลิ่นอายของเด็กเรียนขึ้นมาบ้างแล้ว ทันทีที่เลิกเรียนเฉินชิ่งก็เดินออกจากห้องพร้อมนักศึกษาหญิงอีกคนหนึ่ง ไม่รู้ว่าเขาพูดอะไร นักศึกษาหญิงถึงได้ยิ้มกว้างแบบนั้น
เฉินชิ่งมีแฟนแล้วหรือ?
“เฉินชิ่ง!”
เซี่ยเสี่ยวหลานร้องเรียกอยู่สองครั้งเฉินชิ่งถึงรู้ตัว
หลังเห็นเซี่ยเสี่ยวหลานเขาชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะยื่นหนังสือในมือให้ผู้หญิงคนนั้นแล้ววิ่งเหยาะๆมาหา
“เสี่ยวหลาน เธอมาได้อย่างไร”
เซี่ยเสี่ยวหลานยื่นซองจดหมายให้เขา “ยังจะพูดอีก ก่อนหน้านี้ฉันมาที่นี่แต่ไม่เจอเธอ ครอบครัวเธอฝากให้ฉันเอาเงินมาให้ เก็บไว้กับฉันแบบนี้ ฉันไม่มีดอกเบี้ยให้หรอกนะ”
“ขอโทษที ช่วงนี้ฉันยุ่งมาก คิดอยู่ตลอดว่าจะต้องไปหาเธอที่หัวชิงให้ได้ แต่ก็ไม่มีโอกาส ดูสิเลยต้องทำให้เธอเสียเวลามาถึงที่นี่”
เซี่ยเสี่ยวหลานโบกมือ “เดี๋ยวก่อน พวกเราต้องเกรงใจกันขนาดนี้ด้วยหรือ ว่าแต่ ของที่ฉันเอามาให้เธอตอนเปิดภาคเรียน เธอได้รับหรือเปล่า”
เฉินชิ่งพยักหน้า “ได้รับแล้ว การแข่งขันทางโทรทัศน์ฉันก็ดูแล้วเหมือนกัน เธอได้รางวัลจนได้เป็นนักศึกษาแลกเปลี่ยน เสี่ยวหลาน ยินดีด้วยนะ!”
ผู้ชมหน้าจอโทรทัศน์ยังไม่รู้ว่าสุดท้ายแล้วใครเป็นผู้ชนะ แต่เฉินชิ่งรู้ดี เพราะตอนนั้นการแข่งขันรอบคัดเลือกของปักกิ่งจัดขึ้นที่มหาวิทยาลัยเศรษฐศาสตร์และการค้าระหว่างประเทศ
แต่เรื่องการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศ เซี่ยเสี่ยวหลานจำได้ว่าเธอไม่เคยบอกเรื่องนี้กับเฉินชิ่ง อีกทั้งเธอกับเฉินชิ่งก็ไม่ได้เจอหน้ากันมาตั้งนาน
อย่างไรก็ตามความสงสัยของเซี่ยเสี่ยวหลานโผล่มาแค่ชั่ววูบแล้วก็ผ่านไป
“เรื่องนักศึกษาแลกเปลี่ยนยังไม่แน่นอนหรอก แต่ภาคเรียนนี้คงยังไม่ได้ไป อาจจะไปช่วงปีที่สอง เงินฉันเอามาให้เธอแล้ว ฉันขอตัวกลับมหาวิทยาลัยก่อนนะ วันนี้ยังมีคาบเรียนต่อ”
เซี่ยเสี่ยวหลานไม่ได้ถามถึงเพื่อนนักศึกษาหญิงของเฉินชิ่ง ถ้าเป็นคนอื่นเธอคงแซวสักคำสองคำ แต่เฉินชิ่งนั้นเคยสารภาพรักกับเธอ นี่ก็เพิ่งผ่านไปแค่หนึ่งปีเท่านั้น เซี่ยเสี่ยวหลานคิดว่าคงไม่เหมาะสมสักเท่าไรหากเธอล้อเล่นเรื่องพวกนี้
เซี่ยเสี่ยวหลานกลับไปแล้ว นักศึกษาหญิงคนนั้นถึงค่อยๆเดินมาหา
“คือเธอหรือ”
เฉินชิ่งไม่ตอบ หญิงสาวคนดังกล่าวจึงพึมพำว่า “ทั้งเก่งทั้งสวย มิน่าเธอถึงจำไม่ลืมเลือน เฉินชิ่ง รายชื่อนักศึกษาแลกเปลี่ยนฉันเป็นคนหามาให้เธอ เธอจะใช้อะไรมาแลกมันล่ะ”
เสี่ยวหลานจะไปเป็นนักศึกษาแลกเปลี่ยนที่เมืองนอกแล้วจริงๆ
เฉินชิ่งกำซองจดหมายแน่น
ถ้าไม่ได้ทุนการศึกษา ด้วยฐานะที่บ้านของเขาคงแบกรับค่าใช้จ่ายสำหรับเดินทางไปต่างประเทศไม่ไหว ทุกสรรพสิ่งบนโลกย่อมมีราคาที่ต้องจ่าย อยากได้ของบางสิ่งก็ต้องแลกด้วยอะไรบางอย่างที่เท่าเทียมกัน นี่คือความยุติธรรมตามหลักการทั่วไป
หญิงสาวส่งหนังสือคืนให้เขาพลางหัวเราะร่า “เธอรู้ดีว่าฉันต้องการอะไร!”
ตอนที่ 809: ห่างเหินและเป็นมิตรเกินไป
สุดท้ายเธอกับเฉินชิ่งก็ห่างเหินกันจนได้
เซี่ยเสี่ยวหลานยังจำตอนขอยืมหนังสือจากเฉินชิ่งมาเพื่อทบทวนบทเรียนได้ แม้เธอจะไม่เคยยั่วยวนเฉินชิ่ง แต่เฉินชิ่งกลับหน้าแดงก่ำ อีกทั้งหลังเฉินชิ่งสารภาพรักเธอก็ปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใยด้วย
หลายครั้งที่เซี่ยเสี่ยวหลานมาหาเฉินชิ่งที่มหาวิทยาลัยแต่ไม่เจอตัว อาจเพราะความบังเอิญ แต่ก็อาจเพราะความตั้งใจก็เป็นได้
เฉินชิ่งต้องการอยู่ให้ห่างจากเธอ เช่นนั้นเธอก็คงทำอะไรไม่ได้
อาจเพราะการอยู่ใกล้กันเกินไป จะทำให้เฉินชิ่งก้าวออกจากความรักข้างเดียวไม่ได้สินะ?
เซี่ยเสี่ยวหลานทำได้แค่เคารพความตั้งใจของเฉินชิ่งเท่านั้น การรักษาระยะห่างอย่างเหมาะสมอาจจะดีกับทุกฝ่าย ชีวิตมหาวิทยาลัยมีสีสันขนาดนี้ อีกไม่นานเฉินชิ่งก็คงค่อยๆลืมเธอไปเองอย่างแน่นอน
ความรักข้างเดียวของคนหนุ่มสาว ทั้งใสซื่อ บริสุทธิ์ และจริงใจ แม้เซี่ยเสี่ยวหลานจะไม่เคยดูถูกการสารภาพรักของเฉินชิ่ง แต่เธอคงทำได้เพียงเท่านี้
วันที่5เมษายนคือวันเช็งเม้ง
ปัจจุบันวันเช็งเม้งยังไม่ใช่วันหยุดราชการ และมหาวิทยาลัยก็ไม่ได้ประกาศเรื่องวันหยุดแต่อย่างใด หลิวเฟินไปรับสินค้าที่หยางเฉิงยังไม่กลับ จึงเหลือเพียงย่าอวี๋ทำเค้กพุทราอยู่ที่บ้านกับเซี่ยเสี่ยวหลาน
“เทศกาลเช็งเม้งต้องกินส่านจือ เค้กพุทรา และไข่ไก่ ถึงจะเรียกว่าเป็นการฉลองเทศกาล”
ย่าอวี๋พูดถึงประเพณีของมณฑลอวี้หนาน
‘ส่านจือ’ คือการนำแป้งมานวดเป็นเส้นยาว ก่อนจะนำลงไปทอดในน้ำมันจนมีความกรุบกรอบ เป็นอาหารที่ชาวอวี้หนานนิยมรับประทานกันเป็นจำนวนมาก
ยิ่งเค้กพุทรายิ่งไม่ต้องพูดถึง พุทราจีนเป็นของขึ้นชื่อของท้องถิ่น ชาวอวี้หนานกินเค้กพุทรากันเป็นธรรมเนียมไม่รู้กี่ปีต่อกี่ปีแล้ว ส่วนไข่ไก่ ในสมัยที่พลังการผลิตของประเทศยังไม่พัฒนา มันคืออาหารบำรุงร่างกายชั้นดีนั่นเอง
ย่าอวี๋ยังสั่งให้เซี่ยเสี่ยวหลานไปขโมยกิ่งต้นหลิวมาเสียบไว้ที่หน้าประตูก้านหนึ่ง โดยเธอบอกว่ามันเป็นธรรมเนียมเก่าแก่
สองปีนี้ที่มีการปฏิรูปประเทศ สิ่งที่ถูกฟื้นฟูไม่ได้มีเพียงเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึง ‘ขนบธรรมเนียม’ ต่างๆอีกด้วย เพราะมหาวิทยาลัยไม่หยุด ดังนั้นเซี่ยเสี่ยวหลานจึงหยิบของที่บ้านมาให้เหล่าเพื่อนร่วมหอกินเป็นจำนวนมาก เธอเรียนทำส่านจื่อกับย่าอวี๋ และถูกย่าอวี๋ตำหนิอย่างไม่แม้แต่จะคิดสงสาร
ย่าอวี๋ทำขนมต่างๆเยอะพอที่จะแจกจ่ายให้กับเหล่าเพื่อนบ้าน สองวันนี้หลิวเฟินไม่อยู่ ทุกวันจึงเป็นเซี่ยเสี่ยวหลานที่คอยไปคิดบัญชีตามร้านสาขาในช่วงบ่าย ก่อนจะนำเงินจากยอดขายที่ได้ไปฝากไว้ที่ธนาคาร
ขณะที่เธอกำลังฝากเงิน เซี่ยเสี่ยวหลานได้เจอกับผู้กำกับหม่าประจำสถานีตำรวจ
“ทำไมเธอถึงเป็นคนมาฝากเงินเล่า เป็นนักศึกษาอยู่แท้ๆ แม่ไม่ห่วงบ้างเลยหรือ!”
“คุณอาหม่า แม่ฉันไปรับสินค้าที่ต่างเมืองค่ะ ฉันจึงมาช่วยงานชั่วคราว”
หลิวเฟินมีอะไรให้ต้องห่วงกัน อย่าว่าแต่เงินจำนวนสี่หลัก ต่อให้เป็นเงินห้าหลักเซี่ยเสี่ยวหลานก็กล้าแบกมันเดินทั่วประเทศ แต่เวลาเดินคนเดียวห้ามเดินในซอยเล็กซอยเปลี่ยว และไม่ควรย่างเท้าเข้าไปในสถานที่อันตราย แน่นอนว่าเรื่องเหล่านี้เซี่ยเสี่ยวหลานรู้ดี
แล้วนับประสาอะไรกับเวลาพกเงินมาด้วย เธอยิ่งต้องระวังตัวมากขึ้นหลายเท่า
เครื่องช็อตไฟฟ้าที่โจวเฉิงให้มา ตั้งแต่เข้ามหาวิทยาลัยเซี่ยเสี่ยวหลานก็ไม่เคยใช้มันเลย สองวันนี้เธอจึงพกมันติดตัวอีกครั้ง เซี่ยเสี่ยวหลานไม่กลัวว่าจะถูกปล้นชิงทรัพย์ เธอกลัวแค่คนที่ปล้นทรัพย์แล้วคิดจะฆ่าปิดปากด้วยน่ะสิ
เงินแค่นี้มีหรือจะสำคัญกว่าชีวิต หากมีคนอยากปล้นเงิน เซี่ยเสี่ยวหลานยินดียกให้ทันที
ผู้กำกับหม่าไม่รู้ความคิดของเซี่ยเสี่ยวหลานแม้แต่น้อย
หลายคนมักคิดว่าขอแค่ยังเป็นเด็กนักเรียนก็เท่ากับยังไม่เป็นผู้ใหญ่ คนที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะจะสามารถดูแลเงินมากมายเช่นนี้ได้อย่างไร
เขาวิเคราะห์ไม่ผิด ครอบครัวนี้ไม่มีผู้ชายคอยเป็นธุระให้ มิเช่นนั้นจะยอมปล่อยให้นักศึกษาคนหนึ่งออกมาทำงานได้อย่างไร
ผู้กำกับหม่าไม่ได้พูดอะไรมากมายนัก เขาเพียงเดินตามเซี่ยเสี่ยวหลานอยู่สักระยะ พลางบอกให้เธอระมัดระวังตัว เวลาจะเอาเงินมาฝากธนาคารควรขอให้พนักงานในร้านตามมาด้วยอีกสักคน
เซี่ยเสี่ยวหลานรู้สึกว่าผู้กำกับหม่าผู้นี้หน้าตาดูดุดัน แต่ที่จริงแล้วเป็นมิตรและรักความยุติธรรมเป็นอย่างยิ่ง พนักงานร้านก็บอกเป็นเสียงเดียวกันว่า คนของสถานีตำรวจมักจะมาเดินลาดตระเวนละแวกนี้ เซี่ยเสี่ยวหลานรู้ทันทีว่าคงเป็นเพราะผู้กำกับหม่าสั่งการลงมา
อาหารมื้อเดียวช่างคุ้มค่ายิ่งนัก ผู้กำกับหม่ารับบุหรี่ไปแค่สองแถว แต่ตั้งใจทำงานยิ่งกว่ารับเงินไปสองหมื่นหยวนเสียอีก
ถ้าไม่ใช่เพราะเทศกาลเช็งเม้งมีธรรมเนียมห้ามให้ของขวัญ เซี่ยเสี่ยวหลานคงมอบสินน้ำใจให้กับผู้กำกับหม่าอีกสักหน่อย
ตอนเซี่ยเสี่ยวหลานกลับบ้านไปเอาเค้กพุทราจีน เธอก็ได้พูดถึงเรื่องนี้แค่ประโยคเดียว ย่าอวี๋ก็ทำท่าครุ่นคิด “ผู้กำกับหม่าคนนี้เหมือนจะเป็นมิตรเกินไปหน่อยนะ”
เป็นมิตรเกินไป?
เซี่ยเสี่ยวหลานรู้สึกว่าผู้กำกับหม่าเป็นคนเถรตรง หรือว่าเธอจะมองคนผิดกันนะ?
ถ้าเป็นคนอื่นเซี่ยเสี่ยวหลานอาจจะแค่ฟังผ่านหู แต่ย่าอวี๋ผ่านอะไรมามาก ดังนั้นเซี่ยเสี่ยวหลานจึงไม่กล้าเมินเฉยกับคำพูดของเธอ ในเมื่อผู้จัดการใหญ่อู่เป็นคนแนะนำมา เซี่ยเสี่ยวหลานจึงตั้งใจว่าจะไปสืบข่าวกับเขา
เธอพลิกดูปฏิทิน วันเกิดของโจวเฉิงคือวันที่18เมษายน เป็นวันพฤหัสบดี ซึ่งเซี่ยเสี่ยวหลานคงไปไหนไม่ได้ ด้วยเหตุนี้เธอจึงอยากไปมณฑลจี้เป้ยก่อนวันเกิดโจวเฉิงล่วงหน้าสักไม่กี่วัน จึงวางแผนว่าจะออกเดินทางในวันที่13เมษายน
วันเกิดปีที่แล้วของโจวเฉิง เซี่ยเสี่ยวหลานให้นาฬิกาโรเล็กซ์กับเขา
โจวเฉิงนั้นชอบนาฬิกาข้อมือมาก เซี่ยเสี่ยวหลานจะให้นาฬิกากับเขาทุกปีย่อมไม่มีปัญหา และปีนี้เธอก็เตรียมไว้แล้วเช่นกัน
แต่นอกเหนือจากนั้น เธอยังอยากทำอะไรบางอย่างให้โจวเฉิงด้วยน่ะสิ
นี่ก็คือตัวอย่างของความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น เมื่อก่อนเธอแค่อยากซื้อของให้โจวเฉิง แต่ปัจจุบันนอกจากจ่ายเงินแล้ว เซี่ยเสี่ยวหลานยังพร้อมที่จะทุ่มเทเวลาและกำลังให้กับเขา
แน่นอนว่าตอนนี้สิ่งที่โจวเฉิงเป็นห่วงมากที่สุดคงเป็นเรื่องของทางตระกูลสือ
ช่วงนี้เซี่ยเสี่ยวหลานเองก็ยุ่งมากเหลือเกิน ไม่รู้ว่ากวนฮุ่ยเอ๋อจัดการกับทางนั้นอย่างไรบ้าง เทศกาลเช็งเม้งให้ของขวัญผู้กำกับหม่าไม่ได้ แต่เค้กพุทราจีนกับส่านจื่อที่ย่าอวี๋ทำ เซี่ยเสี่ยวหลานคิดว่าคงสามารถแบ่งเอาไปให้บ้านโจวได้บ้างสินะ
“เด็กคนนี้เกรงใจกันเกินไปแล้ว”
เซี่ยเสี่ยวหลานบอกว่าย่าอวี๋เป็นคนทำเลยเอามาให้พวกเขาลองชิมดู นอกจากนี้เธอยังเตรียมไว้เผื่อผู้อาวุโสอีกสองท่านด้วย กวนฮุ่ยเอ๋อจึงไม่รู้ว่าจะพูดอย่างไรดี
ย่าโจวจะลำเอียงชอบเซี่ยเสี่ยวหลานก็ไม่แปลก เซี่ยเสี่ยวหลานเคยบอกว่าจะเปลี่ยนแปลงตัวเองก็เปลี่ยนได้จริงอย่างไร้ที่ติ หากบอกว่าเซี่ยเสี่ยวหลานมักใช้เงินซื้อของมาเอาใจคนอื่นก็คงจะไม่ผิดนัก ทว่าครั้งนี้เธอเอาของที่ครอบครัวตัวเองเป็นคนทำมาให้ ช่างเปี่ยมไปด้วยน้ำใจเหลือเกิน
“คุณน้าคะ อีกไม่กี่วันฉันว่าจะไปเยี่ยมโจวเฉิง เขาคงเป็นห่วงเรื่องครอบครัวสือ ช่วงนี้ฉันเองก็ไม่ได้ช่วยคุณน้าดูแลครอบครัวสือเลย ฉันอยากทราบว่าสายตาของป้าสือดีขึ้นหรือยังคะ”
“เธอจะช่วยอะไรได้เล่า คาบเรียนของเธอก็มีไม่ใช่น้อย ไหนยังจะต้องดูแลร้านเสื้อผ้าอีกสองร้านด้วย เรื่องตระกูลสือเธอไม่ต้องเป็นห่วงหรอก มันไม่ใช่เรื่องหนักหนาอะไร ตอนนี้ป้าสือออกจากโรงพยาบาลแล้ว สายตาของท่านดีขึ้นมาก พวกเขาไม่อยากพักอยู่ที่บ้านพักรับรอง ดังนั้นฉันเลยเช่าบ้านเล็กๆให้พวกเขาอยู่ไปก่อนน่ะ”
หากต้องการหาที่อยู่ให้ครอบครัวหนึ่งนั้น บ้านจะหลังเล็กเกินไปไม่ได้ ก่อนหน้านี้กวนฮุ่ยเอ๋อยังกลุ้มใจอยู่เลยว่าจะให้ครอบครัวสือไปอยู่ที่ไหน โชคดีที่คังเหว่ยบอกว่าเขามีบ้านหลังหนึ่งว่างอยู่ กวนฮุ่ยเอ๋อจึงขอเช่าบ้านหลังนั้นจากคังเหว่ย
ครอบครัวสือทั้งเด็กและผู้ใหญ่เพิ่งย้ายเข้าบ้านใหม่ไปเมื่อสองวันก่อน
กวนฮุ่ยเอ๋อรู้สึกดีกับป้าสือไม่น้อยเลยทีเดียว ป้าสือพอออกจากโรงพยาบาลก็บอกให้กวนฮุ่ยเอ๋อเลิกจ้างแม่บ้านทันที เพราะถึงแม้จะตกลงกันแล้วว่ากวนฮุ่ยเอ๋อจะเป็นผู้ดูแลเรื่องค่าใช้จ่ายทั้งหมดให้ แต่ป้าสือก็ยังไม่อยากเอาเปรียบตระกูลโจวอยู่ดี
กวนฮุ่ยเอ๋อต้องอ้างความเป็นแพทย์ของตนเพื่อขอให้ป้าสือพักฟื้นอีกครึ่งเดือน และรับปากว่าแม่บ้านจะอยู่ถึงแค่สิ้นเดือนนี้เท่านั้น
เรื่องหน้าที่การงานที่ถูกจัดสรรให้ทำงานที่อำเภอป๋อทง ตอนนี้โจวกั๋วปินเองก็กำลังช่วยประสานงานให้ย้ายมาที่ปักกิ่งแทน
ส่วนเรื่องครอบครัวสือจะย้ายมาตั้งถิ่นฐานที่ปักกิ่งนั้นไม่มีปัญหาอะไร
“ถ้าเธอจะไปวิทยาลัยทหารก็ฝากบอกโจวเฉิงว่าไม่ต้องห่วง เรื่องทางนี้ฉันจัดการได้แน่นอน”
ทำไมเสี่ยวหลานถึงต้องไปจี้เป่ย ก็เพราะเป็นวันเกิดตามปฏิทินสากลของโจวเฉิงมิใช่หรือ
“เรื่องพี่สะใภ้เว่ย... ท่าทีของเธอมีการเปลี่ยนแปลงบ้างไหมคะ”
เซี่ยเสี่ยวหลานอดถามคำถามนี้ออกไปไม่ได้
กวนฮุ่ยเอ๋อขมวดคิ้วมุ่น “ฉันก็ไม่เข้าใจเธอเหมือนกัน ผู้หญิงคนนั้นยังคงขอให้ฉันอย่าบอกความจริงกับป้าสือ ทุกครั้งเวลาเจอป้าสือทีไร ใจฉันรู้สึกไม่สงบสุขเลย”
เซี่ยเสี่ยวหลานหยุดคิด “ถ้าอย่างนั้นก่อนไปจี้เป่ย ฉันจะไปเยี่ยมครอบครัวสือสักครั้งค่ะ”
ตอนที่ 810: ที่แท้คือบ้านของโจวเฉิง
เซี่ยเสี่ยวหลานกับหนิงเสวี่ยกำลังอยู่ระหว่างการเปลี่ยนจากเพื่อนร่วมชั้นเรียนให้กลายเป็นเพื่อนในชีวิตจริง แต่เพราะการก้าวก่ายไม่เข้าเรื่องของแม่หนิงเสวี่ย ทำให้มิตรภาพที่กำลังผลิบานต้องหยุดชะงักลง
คนฉลาดไม่จำเป็นต้องอธิบายให้มากความ หลังเซี่ยเสี่ยวหลานวาดแบบแปลนตำหนักองค์ชายกงเสร็จเมื่อไร กับหนิงเสวี่ยคงไม่มีเรื่องให้พูดคุยกันมากนัก เซี่ยเสี่ยวหลานรู้สึกเสียดายเป็นอย่างยิ่ง เธอมองหนิงเสวี่ยในแง่ดีมาโดยตลอด ไม่มีความอิจฉาหรือริษยาแต่อย่างใด การมีอยู่ของเด็กเทพทำให้เซี่ยเสี่ยวหลานรู้ว่าบนโลกใบนี้มีคนที่สามารถเป็นแบบอย่างของผู้อื่นได้เสมอ ทำให้เธอได้นำมาเปรียบเทียบและพัฒนาตัวเองต่อไป
แต่สิ่งที่แม่หนิงเสวี่ยพูดนั้นเซี่ยเสี่ยวหลานรู้สึกยอมรับไม่ได้จริงๆ
หากคิดแบบผู้ใหญ่ เซี่ยเสี่ยวหลานจะไม่พาลโกรธใครก็ย่อมสามารถทำได้... อย่างไรก็ตามต่อให้แม่หนิงเสวี่ยจะสงสัยในตัวเธอ แต่ถ้าไม่พูดอะไรออกมาเธอกับหนิงเสวี่ยก็คงไปมาหาสู่กันได้เหมือนเดิม ทว่าเมื่อถูกรังเกียจซึ่งหน้าเช่นนี้ แล้วเธอจะยังหน้าด้านหน้าทนไปที่บ้านหนิงอีกทำไม
เพื่อนเปลี่ยนกันได้ แต่แม่บังเกิดเกล้าเปลี่ยนกันไม่ได้
ก็เหมือนจี้เจียงหยวนที่ตอนนี้ทะเลาะกับจี้หย่า หากถามเซี่ยเสี่ยวหลานว่าเป็นห่วงเขาในฐานะเพื่อนหรือเปล่า
คำตอบก็คือใช่
แต่ถ้าจะให้เซี่ยเสี่ยวหลานเป็นเพื่อนสนิทกับเขาก็คงเป็นเรื่องยาก
จะทำให้เธอยอมประนีประนอม ยอมลงมือเปลี่ยนแปลงความคิดของผู้หลักผู้ใหญ่ คนที่สามารถทำให้เธอทำเช่นนั้นได้คงมีแต่คนในครอบครัวของโจวเฉิง
และสาเหตุที่กวนฮุ่ยเอ๋อคัดค้านการคบหากันของเธอกับโจวเฉิง ไม่ใช่เพราะกวนฮุ่ยเอ๋อดูถูกเธอ!
คนเราควรให้เกียรติซึ่งกันและกัน ดังนั้นสำหรับคนที่ไม่ให้เกียรติเซี่ยเสี่ยวหลาน เธอจะไม่มีวันยอมคุกเข่าประจบสอพลอคนเหล่านั้นอย่างแน่นอน กวนฮุ่ยเอ๋อบอกว่าคังเหว่ยปล่อยบ้านให้เช่า เซี่ยเสี่ยวหลานจึงถามเขาว่าเรื่องราวเป็นมาอย่างไร คังเหว่ยอยากสูบบุหรี่ แต่หลังคลำเจอซองบุหรี่ก็ยัดกลับเข้าไปที่เดิม
“แม่ฉันไม่ให้ฉันสูบ ทุกวันท่านเอาแต่จ้องจับผิดว่ามีกลิ่นบุหรี่ติดตัวฉันหรือเปล่า”
คังเหว่ยพูดจบก็ส่งพวงกุญแจให้เซี่ยเสี่ยวหลาน “รวมถึงรถคันนี้ ตอนนี้ฉันคงขับไม่ได้แล้ว อย่างไรก็ตามตู้เจ้าฮุยชดใช้รถคันใหม่มาให้แล้ว ฉันเห็นเงินที่เขาทุ่มเทให้กับการพัฒนาโครงการแล้วดีไม่ดีคงสามารถซื้อรถจี๊ป212ได้เป็นสิบคัน รถคันใหม่นี้ขับสนุกจริงๆ แต่พอฉันพูดเรื่องขับรถขึ้นมา ทุกคนในบ้านต่างก็พาคัดค้าน ทว่าจะจอดทิ้งไว้ที่บ้านก็น่าเสียดาย พี่สะใภ้เอาไปขับเถอะ ฉันให้กุญแจกับเส้ากวงหรงอีกชุด ใครอยากใช้ก็เอาไปใช้ได้เลย”
“อารองของเธอยอมให้เธอรับรถคันนี้ไว้ด้วยหรือ”
เซี่ยเสี่ยวหลานจำได้ว่าคังเหลียนหมิงดูเด็ดขาดมาก เขาไม่น่าจะยอมปล่อยตู้เจ้าฮุยไปง่ายๆ
“ฉันถามอารองแล้ว เขาบอกว่าในเมื่อชนรถฉันพัง การชดใช้รถคันใหม่ก็เป็นเรื่องที่สมควรแล้ว แต่เงินสดฉันไม่ได้รับไว้”
เซี่ยเสี่ยวหลานไม่เข้าใจ ความคิดของนักการเมืองช่างเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา คังเหลียนหมิง โจวเฉิง และทังหงเอินคุยอะไรกันบ้างเธอไม่รู้เลยสักนิด และอีกฝ่ายก็คงไม่บอกให้เธอรู้ด้วยเช่นกัน ถึงอย่างไรเธอก็ไม่ใช่คนตระกูลคัง
เซี่ยเสี่ยวหลานลองขับรถที่ได้รับมาทันที เสียงสตาร์ทรถไม่เหมือนเดิม เดิมทีรถจี๊ป212ก็ราคาหลายหมื่น ทว่ารถที่ตู้เจ้าฮุยซื้อมาให้คงเป็นรถจี๊ป212แค่ภายนอก แต่ด้านในคงถูกดัดแปลงใหม่ทั้งหมด
อย่างเช่นการตกแต่งภายใน ทุกที่นั่งถูกเปลี่ยนเป็นเบาะหนังนิ่มสบาย
กระจกรถก็เปลี่ยนแล้วเช่นกัน เซี่ยเสี่ยวหลานรู้สึกว่าภายนอกของรถช่างดูแปลกไป
ความฉลาดของตู้เจ้าฮุยถูกแสดงให้เห็นอย่างชัดเจน
ค่าใช้จ่ายในการปรับแต่งรถ212นี้คงสามารถนำไปซื้อรถเบนซ์ได้สักคันแน่นอน
แต่ถ้าตู้เจ้าฮุยให้รถเบนซ์ ตระกูลคังคงไม่มีทางรับไว้ ในแผ่นดินใหญ่ไม่มีลูกบ้านไหนทำตัวโอ้อวดแบบนั้น ขับรถเบนซ์กลางกรุงปักกิ่งย่อมตกเป็นเป้าสายตาของผู้คนน่ะสิ!
เซี่ยเสี่ยวหลานลองขับดูแล้วรู้สึกชอบมากจึงไม่ปฏิเสธคังเหว่ยแต่อย่างใด “อาจจะมีโอกาสได้ใช้ เช่นนั้นก็จอดไว้ที่บ้านเธอก่อนเถอะ ฉันรู้แค่ว่ามีรถให้ขอยืมได้ก็พอ ที่ฉันมาหาเธอก็เพราะเรื่องบ้าน น้ากวนอยากเช่าบ้านให้ตระกูลสือ เธอรู้เรื่องนี้ได้อย่างไร”
คังเหว่ยไม่เคยเจอกับคนตระกูลสือ
กวนฮุ่ยเอ๋อเองก็ไม่มีทางเอาเรื่องแบบนี้ไปป่าวประกาศให้คนอื่นรู้ แม้แต่เซี่ยอวิ๋นก็คงไม่รู้อย่างแน่นอน เพราะฉะนั้นความใส่ใจของคังเหว่ยจึงดูพอดิบพอดีเกินไป!
“...พี่เฉิงจื่อบอกฉันน่ะ ก่อนกลับวิทยาลัยเขามาหาฉัน บอกให้ฉันช่วยดูแลตระกูลสือ และขอให้ฉันเก็บกวาดบ้านของเขาสักหลัง จากนั้นก็ยกให้คนตระกูลสืออยู่ในนามบ้านของฉัน”
คังเหว่ยลอบมองสีหน้าเซี่ยเสี่ยวหลาน “พี่สะใภ้ เธอคงไม่โกรธใช่ไหม”
ความจริงแล้วเซี่ยเสี่ยวหลานรู้สึกโกรธมาก
เธอไม่ได้โกรธที่โจวเฉิงยกบ้านให้คนอื่นอยู่ โจวเฉิงยกบ้านให้ตระกูลสือแล้วเซี่ยเสี่ยวหลานจะสามารถว่าอะไรได้อย่างนั้นหรือ
เงินย่อมเป็นสิ่งสำคัญ แต่เงินหมดแล้วย่อมสามารถหาใหม่ได้ อนาคตบ้านที่ปักกิ่งแพงแค่ไหน เธอก็ไม่กลัวว่าจะไม่มีปัญญาซื้อ!
แต่โจวเฉิงกลับกีดกันเธอเหมือนเธอคนนอก ตรงจุดนี้เซี่ยเสี่ยวหลานรู้สึกไม่ค่อยพอใจสักเท่าไร
ครั้งก่อนที่เจอกับโจวเฉิงเธอก็เริ่มรับรู้ได้ว่าแฟนหนุ่มของเธอแปลกไป ให้ความรู้สึกไม่เหมือนดั่งในอดีต ก่อนหน้านี้เซี่ยเสี่ยวหลานอ่านเขาออกได้อย่างปรุโปร่ง แต่ตอนนี้ไม่ใช่อีกแล้ว
เมื่ออยู่ต่อหน้าคังเหว่ยเธอไม่ได้พูดอะไรออกไป จากนั้นเธอจึงขับรถของคังเหว่ยไปเยี่ยมคนตระกูลสือ
บ้านหลังนี้อยู่ใกล้กับโรงพยาบาลทหารที่ป้าสือเข้ารับการรักษาดวงตา คังเหว่ยบอกว่าเดิมทีได้ปล่อยเช่าให้คนอื่นอาศัยอยู่ก่อนแล้ว แต่พอคิดได้ว่าตระกูลสือมีทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ป้าสือเองก็เพิ่งผ่าตัดมาคงต้องเดินทางไปโรงพยาบาลเพื่อตรวจตาซ้ำ เขาจึงเลือกบ้านหลังนี้
เพื่อให้ตระกูลสือได้เข้ามาอยู่ที่นี่ เขายังต้องจ่ายเงินชดเชยให้ผู้เช่าเดิมอีกด้วย
เซี่ยเสี่ยวหลานยิ้มมุมปาก “พวกเธอสองคนช่างวุ่นวายจริงๆ น้ากวนคงไม่รู้สินะว่าบ้านหลังนั้นคือบ้านของโจวเฉิง ท่านคงนึกว่ามันเป็นบ้านของเธอ น้ากวนคงจ่ายเงินค่าเช่าให้ จากนั้นโจวเฉิงก็คงเอาค่าเช่าที่ได้มาส่งคืนให้น้ากวนอีกที เหมือนควักเงินจากกระเป๋าข้างซ้ายมาใส่ข้างขวาไม่มีผิด”
“ฉันกับพี่เฉิงจื่อทำตามที่พี่สะใภ้แนะนำด้วยการเอาเงินมาซื้อบ้าน แต่พวกเราไม่ได้บอกคนที่บ้านน่ะสิ”
แม้เซี่ยเสี่ยวหลานจะกำลังยิ้มอยู่ แต่คังเหว่ยสังหรณ์ใจว่า เขากับโจวเฉิงได้ทำให้เซี่ยเสี่ยวหลานโกรธเข้าเสียแล้ว... แน่นอนว่าหลักๆ เธอคงโกรธโจวเฉิง คังเหว่ยลอบปาดเหงื่อแทนพี่เฉิงจื่อของเขา
เซี่ยเสี่ยวหลานไม่พูดอะไร หลังมาถึงจุดหมายปลายทาง เธอก็หยิบเอาของที่นำมาให้ตระกูลสือลงจากรถ
ของส่วนใหญ่เป็นของกินของใช้สำหรับเด็ก ตอนนี้การซื้อของพวกนี้ยังไม่สะดวก ปี1985 ไม่มีร้านขายของสำหรับแม่และเด็ก และไม่มีเสื้อผ้าสำหรับเด็กทารกโดยเฉพาะ ชาวบ้านทั่วไปมักจะเลี้ยงลูกด้วยการให้สวมเสื้อผ้าเก่า บ้านไหนสามารถใช้ผ้าฝ้ายใหม่มาตัดเย็บชุดให้เด็กได้ แสดงว่าบ้านนั้นมีฐานะดี แต่ถึงอย่างไรเด็กก็โตขึ้นทุกวัน ขนาดของเสื้อผ้าก็ต้องเปลี่ยนตามไปเรื่อยๆ จะมีใครยอมสิ้นเปลืองเงินได้มากขนาดนั้น?
ปัจจุบันร้านขายเสื้อผ้าสำเร็จรูปสำหรับเด็กนั้นมีจำนวนน้อยมาก พวกชาวบ้านล้วนซื้อผ้ากลับมาตัดเป็นเสื้อผ้าและทำรองเท้าเองที่บ้านทั้งสิ้น
สองอย่างนี้เซี่ยเสี่ยวหลานทำไม่เป็น ดังนั้นเธอจึงซื้อผ้ามานิดหน่อย นมผงคือสิ่งที่ขาดไม่ได้ ส่วนพวกขวดนมหรือของใช้จิปาถะซื้อมาด้วยย่อมไม่ผิดอะไร
“คุณเซี่ยมาแล้ว!”
แม่บ้านที่ช่วยดูแลเด็กเป็นญาติกับพี่เจิง เธอเคยเจอเซี่ยเสี่ยวหลานเพียงครั้งเดียว แต่พี่เจิงเคยเล่าให้เธอฟังจึงรู้ว่าเซี่ยเสี่ยวหลานยังไม่ได้แต่งงานกับโจวเฉิง อย่างไรก็ตามเซี่ยเสี่ยวหลานก็ได้รับการยอมรับจากตระกูลโจวแล้ว พี่เจิงคงไม่พูดเรื่องที่เซี่ยเสี่ยวหลานเคยเป็นเด็กชนบทมาก่อน เธอบอกเพียงว่าเซี่ยเสี่ยวหลานเก่งกาจมากแค่ไหน แม่บ้านจึงรู้สึกเป็นมิตรและเคารพในตัวเซี่ยเสี่ยวหลานยิ่งนัก
ป้าสือจำเซี่ยเสี่ยวหลานได้เช่นกัน ตอนนั้นสายตาของเธอย่ำแย่จึงจำได้แค่ว่าเสียงของเซี่ยเสี่ยวหลานนั้นไพเราะมาก
ตอนนี้สายตาของเธอกำลังฟื้นตัวจึงมองเห็นหน้าตาของเซี่ยเสี่ยวหลานได้อย่างชัดเจน
“แม่หนู เธอหน้าตาสวยจริงๆ แถมจิตใจก็งดงามด้วย”
ช่างเป็นคนดีเหลือเกิน
ป้าสือรับทุกสิ่งทุกอย่างเอาไว้อย่างกล้าๆกลัวๆ
ตระกูลสือสามรุ่นก่อนหน้านี้เป็นชาวไร่ชาวนากันทั้งสิ้น และเนื่องจากเธอสายตาไม่ดี ลูกชายคนเล็กสติปัญญาก็ไม่สมประกอบ ดังนั้นก่อนสือข่ายจะเข้ารับราชการ ตระกูลสือจึงยังเป็นเพียงครอบครัวเกษตรยากจนครอบครัวหนึ่ง แต่พอย้ายมาอยู่ปักกิ่งแล้วกลับมีแม่บ้านคอยดูแล ป้าสือรู้สึกไม่ชินเอาเสียเลย
เธอเคยบอกกับเว่ยเจวียนหงหลายครั้งว่าอยากกลับบ้านเกิด แม้เว่ยเจวียนหงจะไม่เถียงกลับ แต่เธอเลือกใช้ความเงียบเผชิญหน้ากับคำร้องขอของป้าสือ
เวลาผ่านไปจนกระทั่งมีบ้านเช่า และอีกไม่นานตำแหน่งงานของเว่ยเจวียนหงกับสือผิงก็จะโยกย้ายสำเร็จ!
จบตอน
Comments
Post a Comment