boss80 ep1-10

“เธอคือประธานเซี่ย หญิงผู้แข็งแกร่ง และยังเกิดใหม่เป็น เซี่ยเสี่ยวหลาน หญิงสาวชื่อแซ่เดียวกับเธอที่ฆ่าตัวตายท่ามกลางคำนินทาในยุค80 


เธอมีโอกาสได้เกิดใหม่อีกครั้ง ทำไมต้องมาอยู่อย่าง.อดสูแบบนี้ด้วยเล่า?!


บ้าน รถ เงินทอง หน้าที่การงาน...


“เซี่ยเสี่ยวหลาน” ประธานสาววัยสามสิบเพลิดเพลินกับทรัพย์สินที่หามาได้อย่างยากเย็นไม่ทันไร


พอหลับตาไป ดันตื่นมาพบว่าเธอได้กลายเป็นสาวน้อยที่ชื่อแซ่เหมือนกันกับเธอ ในยุค80ซะงั้น!?


เธอในร่างนี้ นอกจากใบหน้าที่สวยเย้ายวนแล้ว ก็ไม่มีอะไรเทียบกับหงส์ฟ้าทอง อย่าง เซี่ยจื่ออวี้” พี่สาวของเธอได้แม้แต่ปลายขน!


เมื่อถูกคนรักหักหลัง ชาวบ้านปรักปรำอย่างอยุติธรรม ครอบครัวเพิกเฉยไม่เหลียวแลช่วยเหลือ เซี่ยเสี่ยวหลานคนเก่าอับจนหนทาง ถึงขนาดยอมเอาหัวโขกกำแพงตายแต่ไม่ขอยอมรับข้อกล่าวหา!


ยุคสมัยกำลังเกิดการปฏิวัติครั้งใหญ่ เธอเองก็ไม่ใช่ยอดคนผู้ถูกลิขิตมาให้เปล่งประกายแสง แต่เธอมีประสบการณ์และความรู้จากอนาคตมากกว่าคนอื่น


เธอจะไขว่คว้าความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่กว่าชาติก่อน!


เธอไม่ได้มาเพื่อเป็นผู้พ่ายแพ้!!


ตอนที่ 1: ฉันคือรองเท้าที่ผุพัง?


เซี่ยเสี่ยวหลานถูกปลุกด้วยเสียงร่ำไห้


เธอจำได้ว่าหลังจากนำลูกน้องเข้ารวบกิจการความยากระดับหินเสร็จสิ้น ได้ไปสังสรรค์ฉลองความสำเร็จกัน ในขณะที่เหล่าลูกน้องยุแหย่เธอให้ดื่มแล้วดื่มอีก เธอเองก็ดื่มไปมากทีเดียว


ทว่าสติของเธอยังไม่ได้จางหายไปหมด ในระหว่างกลับบ้านยังคงได้ยินเสียงผู้ช่วยคุยโทรศัพท์กับแฟนหนุ่ม “กำลังพาประธานเซี่ยกลับบ้านอยู่น่า เธออยู่คนเดียว อืมๆ ยังไม่แต่งงานน่ะ... เธอว่าประธานเซี่ยเป็นผู้หญิงตัวคนเดียว หาเงินตั้งมากมายไปเพื่ออะไร ไม่แต่งงานไปให้รู้แล้วรู้รอด?”


เซี่ยเสี่ยวหลานกึ่งเมากึ่งสร่าง จึงไม่ได้ต่อล้อต่อเถียงกับผู้ช่วยคนใหม่


แม้การงานจะประสบความสำเร็จเพียงใด ถ้าไม่ถูกประดับด้วยการวิวาห์ ผู้หญิงประสบความสำเร็จก็มักถูกผู้คนติฉินนินทาเอาได้ง่ายๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเซี่ยเสี่ยวหลานที่ดูแข็งแกร่ง หน้าตาออกธรรมดา ที่บริษัทเองก็มีคนพูดลับหลังว่าเธอขี้เหร่ ทึนทึก อีกทั้งยังเลือกมาก หากได้แต่งงานล่ะก็คงเป็นเรื่องผีหลอกแล้ว 


เซี่ยเสี่ยวหลานไม่คิดเล็กคิดน้อยที่คนนินทาเรื่องส่วนตัวของ.เธอ แต่ผู้ช่วยใหม่คนนี้ปากเปราะแถมยังโง่ ดันนึกว่าเธอเมา กล้าที่จะปากบอนเรื่องเจ้านายต่อหน้าต่อตา


อีกสักสองวันค่อยโยกย้ายออกไปแล้วกัน เปลี่ยนผู้ช่วยคนใหม่ดีกว่า


เมื่อกลับถึงบ้าน แม่บ้านจางก็เอาแต่บ่นให้เธอดื่มน้อยลงอีกนิด พร่ำให้เธอดูแลตัวเองอีกหน่อยไม่หยุด


เซี่ยเสี่ยวหลานโยนตัวเองลงบนเตียงอ่อนนุ่ม ไม่ทันไรก็หลับไป


เธอฝันแปลกเหลือเกิน ฝันว่าตัวเองกลายเป็นอีกคน ภาพฉากหลังคือยุค80 ในฝันนั้นเกิดเรื่องไม่ดีขึ้น เธอโกรธแล้วพุ่งเอาหัวเข้าชนเสา 


เซี่ยเสี่ยวหลานรู้สึกว่าน่าขันยิ่งนัก แต่ไหนแต่ไรเธอก็ไม่ใช่คนที่จะมีนิสัยอยากฆ่าตัวตาย หากจะพูดถึงเรื่องในฝัน สำหรับเซี่ยเสี่ยวหลานที่สู้ชีวิตด้วยมือเปล่ามาหลายปีแล้ว เรียกได้ว่ากระจอกมาก


แต่ฝันนี้มันชัดเจนไปหรือเปล่านะ


ข้างหูเซี่ยเสี่ยวหลานระงมด้วยเสียงร้องไห้แผ่วเบาของสตรีนางหนึ่ง รบกวนเธอจนปวดหัวขนาดจะแยกออกจากกันแล้ว


ผ้าห่มก็ไม่รู้ว่าเป็นอะไร ชื้นแฉะมากจนรู้สึกแย่ เซี่ยเสี่ยวหลานนึกว่าตัวเองกำลังถูกแช่อยู่ในเหงื่อ กว่าจะลืมตาขึ้นมาได้ ดันถูกใบหน้าหมองคล้ำทำให้ตกใจเสียนี่!


“เสี่ยวหลานตื่นแล้วหรือ? เด็กคนนี้นี่ ทำเอาแม่ตกใจเกือบตาย... ฮือ เสี่ยวหลานลูกยังปวดหัวอยู่ไหม?”


ใบหน้าอันหมองคล้ำ ร่างกายผอมแห้งราวกับถูกลมพัดก็สามารถล้มได้อย่างง่ายดาย


เซี่ยเสี่ยวหลานครุ่นคิด ทำไมถึงยังไม่ตื่นจากฝันนี้อีกนะ?!


น้ำตาของผู้หญิงคนนี้ไหลนอง “เสี่ยวหลาน รับปากแม่ว่าจะไม่ทำอะไรโง่เง่าอีก เข้าใจหรือไม่?”


เสี่ยวหลานพยักหน้าไปส่งๆ หญิงผู้นี้จึงใช้แขนเสื้อเช็ดน้ำตา ใบหน้าเศร้าโศกเผยรอยยิ้มออกมาเล็กน้อย


“เดี๋ยวแม่ไปทำอะไรให้กินนะ ลูกรอก่อน!”


เมื่อหญิงผู้นี้ปิดประตู เซี่ยเสี่ยวหลานอดกลั้นความปวดพิจารณาสภาพแวดล้อมรอบกาย เตียงไม้สีดำสนิท พอขยับตัวฟางที่รองใต้ฟูกก็ส่งเสียงกรอบแกรบ มุ้งกันยุงมอมแมมถูกเกี่ยวไว้ด้วยตะขอเหล็กกับเสาเตียงสองด้าน บนผ้านวมสีซีดจางมีรอยปะอยู่สี่รอย ข้างเตียงปรากฏเชือกเส้นบางเชื่อมต่อกับดวงไฟหยาบๆ


พอเซี่ยเสี่ยวหลานกระตุกเชือก ไฟก็สว่างขึ้น แต่ดูแล้วกำลังไฟไม่น่าถึง15วัตต์ด้วยซ้ำ ภายในห้องยังคงมืดอยู่ดี


เธอทนเจ็บแล้วลุกจากเตียง ในห้องนี้สิ่งเดียวที่ดูเป็นเครื่องเรือนมากที่สุดก็คือโต๊ะเครื่องแป้งข้างหน้าต่าง กระจกเงาสะท้อนให้เห็นใบหน้าเล็ก คางเรียว ตากลมโต จมูกโด่งได้รูป ไม่มีตรงไหนที่ไม่สวย! บนศีรษะยังพันด้วยผ้าพันแผลซึมเลือด ยิ่งเพิ่มความอ่อนแอน่าเห็นใจเข้าไปอีก... เซี่ยเสี่ยวหลานสูดลมหายใจ นี่มันใบหน้าของจิ้งจอกสาวพราวเสน่ห์ที่คนพูดถึงกันชัดๆ !


นี่มันไม่ใช่หน้าของเธอ!


หากประธานเซี่ยดูดีได้สักสามส่วนของใบหน้านี้ คงไม่ต้องโดนคนนินทาลับหลังแล้ว


เมื่อเซี่ยเสี่ยวหลานยิ้ม คนในกระจกก็ยิ้มตาม แววตาที่กระเพื่อมไหวนั้นทำให้ใจคนอ่อนเปลี้ยได้ง่ายๆ แต่พอเซี่ยเสี่ยวหลานทำหน้าตาบูดเบี้ยว คนในกระจกกลับไม่ได้ดูน่าเกลียดสักเท่าไร นี่มันรังแกกันชัดๆ เซี่ยเสี่ยวหลานนึกถึงหน้าตาเดิมของตนเอง บอกว่าหน้าตาธรรมดาก็ดูจะชมเกินไปด้วยซ้ำ ถ้าไม่ใช้เงินมากมายแต่งองค์ทรงเครื่อง อันที่จริงเธอน่ะขี้เหร่อยู่ทีเดียว


อย่างไรเสียโลกนี้ไม่ได้มองที่หน้าอย่างเดียวหรอก ยิ่งระดับสูงขึ้นก็ยิ่งให้ความสำคัญกับสมรรถภาพที่แท้จริง


แต่เธอเกิดมาแร้นแค้น อีกทั้งไม่มีผู้ใดให้พึ่งพา การฝ่าฟันที่ผ่านมามันยากลำบากเหลือเกิน ในช่วงที่เธอตรากตรำทำงานหนัก ต่อให้เป็นพนักงานขายหาลูกค้าเหมือนกันก็จริง พนักงานขายหญิงขอแค่มีหน้าสวยแม้ความสามารถขอไปที พอหยอกเย้าเง้างอนนิดหน่อยก็ได้ยอดแล้ว ตัวเธออดหลับอดนอนเรียนรู้วิชาชีพทุกวัน แต่ผู้รับผิดชอบงานกลับไม่เคยมองเห็นเลยสักคน... ถ้าเธอดูดีอีกสักหน่อย คงไม่ต้องต่อสู้มา20ปีถึงได้ลิ้มรสชาติของความสำเร็จหรอก


บ้าน รถ เงินทอง หน้าที่การงาน เพลิดเพลินกับทรัพย์สินที่หามาอย่างยากเย็นไม่ทันไร แค่หลับไปก็ดันตื่นมาพบว่าเธอได้กลายเป็นอีกคนที่ชื่อแซ่เหมือนกันกับเธอทุกตัวอักษรอย่าง 'เซี่ยเสี่ยวหลาน' ซึ่งเป็น 'เซี่ยเสี่ยวหลาน' ที่มีชีวิตอยู่ในปี1983 อายุเพิ่งครบ18ปีเต็ม ใบหน้าสวยเย้ายวนจับจิต และไม่เข้าใจว่าตัวเองจะชนเสาฆ่าตัวตายไปทำไมกัน!


'เซี่ยเสี่ยวหลาน' คนเดิมตายไปแล้ว ไม่รู้ด้วยเหตุอันใด เซี่ยเสี่ยวหลานที่อายุมากกว่า30ปีจึงได้ตื่นขึ้นมาในร่างนี้แทน ความทรงจำที่รับรู้ตอนหลับฝันไปมันยุ่งเหยิงเหลือเกิน แต่กลับทำให้เซี่ยเสี่ยวหลานรู้สึกเหมือนประสบพบเจอด้วยตัวเองจริงๆ


ครืด


ประตูถูกผลักออก หญิงร่างซูบผอมใบหน้าหมองหม่นยกถ้วยกระเบื้องเคลือบลอกๆเก่าๆเข้ามาข้างใน


“เสี่ยวหลาน แม่ทำไข่ตุ๋นมาให้ รีบกินตอนยังร้อนเถอะลูก”


ผู้เป็นแม่ระมัดระวังอย่างมาก ท่าทางดูเจียมตัวด้วยซ้ำ เธอคือแม่ของเซี่ยเสี่ยวหลาน หลิวเฟิน


เซี่ยเสี่ยวหลานอ้าปาก เสียงเรียก 'แม่' ยังไม่หลุดออกมาอยู่ดี


เธอเองไม่รู้ว่าควรปฏิบัติกับหลิวเฟินอย่างไรดี ในความทรงจำเธอนั้น 'เซี่ยเสี่ยวหลาน' ทำเลวทรามกับหลิวเฟินไว้มาก จะทำตัวเป็นลูกอกตัญญูต่อไป หรือจะใช้โอกาสนี้อ้างว่าหัวได้รับความกระทบกระเทือนแล้วกลับตัวกลับใจเป็นลูกสาวที่ดี?


เซี่ยเสี่ยวหลานยังลังเลไม่หาย ประตูที่ปิดไว้ครึ่งหนึ่งถูกผลักออกอย่างรุนแรง


มีคนกรูเข้ามาในห้อง คนที่เดินนำมาก็คือย่าของเซี่ยเสี่ยวหลาน พาลูกสะใภ้สองคนนอกจากหลิวเฟินมาด้วย ทั้งยังมีหลานชายหลานสาวอีกสองสามคน ท่าทางดูเกรี้ยวกราด ผู้มาเยือนนั้นไม่เป็นมิตรเป็นแน่!


นัยน์ตาของหญิงชราเซี่ยผู้มีโหนกแก้มสูงกำลังสุมด้วยเพลิงโทสะ ทันใดนั้นเธอก็แย่งถ้วยเคลือบจากมือของหลิวเฟินและผลักจนนางล้มลง


“นังเด็กตัวแสบที่หล่อนคลอดออกมาไปเป็นชู้เขา ทำให้ตระกูลเซี่ยต้องอับอายขายขี้หน้า ยังกล้าขโมยไข่ที่บ้านมาให้มันกินอีก? ด่ามันแค่สองสามทีก็ทำเป็นตีหน้าซื่อแกล้งชนเสา คิดว่าฉันจะกลัวหรือ?!  ถ้าอยากตายนักก็ไปตายเสีย เอาหัวชนไม่มีประโยชน์หรอก กระโดดน้ำไปสิ!”


น้ำเสียงช่างร้ายกาจ นั่นไม่ใช่ท่าทางเมตตาที่ย่าแท้ๆควรจะมี กลับเหมือนศัตรูของเซี่ยเสี่ยวหลานเสียมากกว่า


หลิวเฟินคลานไปที่เท้าของหญิงชรา ยื้อยุดชายกางเกงของแม่สามีไม่ปล่อย


“คุณแม่ ลูกเพิ่งจะฟื้น ให้แกได้เหลือหนทางบ้างเถอะค่ะ...”


[1] รองเท้าที่เก่าผุพัง : เดิมหมายถึงผู้หญิงที่ทำอาชีพโสเภณี ต่อมาใช้เปรียบเทียบกับผู้หญิงที่มีความสัมพันธ์ทางเพศอย่างผิดศีลธรรมกับชายอื่น


ตอนที่ 2: ไล่ฉันออกไปเถอะ!


ประธานเซี่ยกระฟัดกระเฟียดอยู่ในใจ


เธอยังไม่ทันจะกล่าวคำว่า ‘แม่’ ออกไปเลย หลิวเฟินกลับคุกเข่าอ้อนวอนคนอื่นเพื่อเธอเสียแล้ว ตอนนี้เธอกลายเป็น ‘เซี่ยเสี่ยวหลาน’ สานต่อสถานะและความทรงจำส่วนใหญ่จากเจ้าของเดิม ทว่าเรื่องราวที่เจ้าของเดิมประสบมานั้นทำให้เธอสลดใจอยู่ไม่น้อย


‘เซี่ยเสี่ยวหลาน’ ผู้มีใบหน้าสะ.สวย.แต่ในหัวกลับกลวงโบ๋ ไม่ว่าเธอจะสุขหรือเศร้าล้วนมีเสน่ห์น่ามอง อีก30ปีข้างหน้าเธอจะต้องเป็นของล้ำค่าที่ใครๆพร้อมไล่ตาม แต่ในยุค80อย่างเธอน่ะเรียกว่า ‘ไร้แก่นสาร’!


คนชนบทไม่รู้จักคำวิเศษณ์ดีๆแบบนี้เท่าไร พวกเขาจึงอธิบายเซี่ยเสี่ยวหลานด้วยคำคำเดียวว่า ‘...ไปทั่ว’


เป็นเพราะรูปลักษณ์แบบนี้ ปกติแล้วชื่อเสียงของเซี่ยเสี่ยวหลานจึงไม่ดีนัก เธอยังแย่งคนรักของเซี่ยจื่ออวี้ผู้เป็นลูกพี่ลูกน้องอีก เรื่องอื้อฉาวคือเธอเปลื้องผ้ายั่วว่าที่พี่เขยในเวลากลางวันแสกๆ ไม่เพียงแต่ถูกคนในหมู่บ้านครหาอย่างหนัก แม้แต่ตระกูลเซี่ยเองก็ทนเธอไม่ไหว


ถึงเรื่องแย่งคนรักจะยังพอเถียงได้


แต่เรื่องแก้ผ้ายั่วว่าที่พี่เขยกลางวันแสกๆนี่ พูดไม่ออกจริงๆ !


พูดไปใครก็ไม่เชื่อ บางคนถึงกับสาบานอย่างขึงขังว่าเซี่ยเสี่ยวหลานไม่ได้ยั่วยวนพี่เขยของเธอเท่านั้น แต่ยังไปนอนเปลือยกายกลิ้งเกลือกบนกองหญ้ากับพวกเร่ร่อนหมู่บ้านใกล้เคียง ข่าวลือแพร่กระจายไปทั่วหมู่บ้านจนถึงขั้นรู้กันทั่วสารทิศ เซี่ยเสี่ยวหลานหมดสิ้นหนทางโต้แย้ง บ้านเซี่ยเองก็มาหนุนให้คลื่นมันสูงเข้าไปอีก ในที่สุดเซี่ยเสี่ยวหลานจึงเลือกวิธีเอาหัวโขกเสาฆ่าตัวตาย


ประธานเซี่ยมีประสบการณ์ เธอรู้ว่าโลกนี้มีผู้ถูกปรักปรำอย่างอยุติธรรมอยู่มากมาย ทว่าเธอจะเข้าไปจัดการทุกเรื่องได้อย่างไร?


แต่ตอนนี้เธอได้กลายเป็น ‘เซี่ยเสี่ยวหลาน’ เคราะห์กรรมครั้งนี้เธอต้องยอมรับอย่างไม่เต็มใจเสียแล้ว


คนตระกูลเซี่ยล้วนท่าทางเกรี้ยวกราด อยากจะต้อนเธอจนตายเสียให้ได้ หญิงที่คุกเข่าอยู่บนพื้นคือแม่บังเกิดเกล้าของร่างนี้และเป็นคนที่รักเจ้าของร่างเดิมมากที่สุดในตระกูลเซี่ย ประธานเซี่ยไม่คิดทนอีกต่อไป


“แม่ ลุกขึ้นก่อนเถอะ!”


เธอพยายามดึงหลิวเฟินให้ลุกขึ้น หลิวเฟินกลัวจะไปโดนบาดแผลของลูกสาวเข้าจึงมิได้ขัดขืนแต่อย่างใด


เอาเข้าจริงแล้วเรียกคำว่า ‘แม่’ ออกไปมันไม่ได้ยากอย่างที่คิด มีสองสิ่งที่ประธานอิจฉาในตัว ‘เซี่ยเสี่ยวหลาน’ ที่สุด หนึ่งคือเธอสวย และไม่ใช่สวยแบบดาษดื่นธรรมดาเสียด้วย สองคือเธอมีแม่ที่รักเธอสุดหัวใจ ส่วนประธานเซี่ยเองสูญเสียพ่อแม่ไปตั้งแต่วัยเยาว์ เธอจึงไม่เคยได้รับความรู้สึกแบบนี้!


เธอคือประธานเซี่ย หญิงผู้แข็งแกร่ง


และยังเป็นเซี่ยเสี่ยวหลานที่ฆ่าตัวตายท่ามกลางคำนินทาในยุค80


ไม่มีโอกาสให้เลือก มีเพียงแต่สองตัวตนที่รวมเป็นหนึ่งเดียว


“เสี่ยวหลาน ฟังแม่นะ ยอมรับผิดกับย่าเถอะ...”


ใบหน้าของหลิวเฟินเต็มไปด้วยความเศร้าโศก หลิวเฟินมักต้องรองรับอารมณ์ของแม่สามี รวมถึงสะใภ้คนอื่นๆ สามี และลูกสาวอยู่เสมอ ยอมจำนนอดทนกับทุกๆเรื่อง น่าเสียดายที่ไม่มีใครในบ้านเซี่ยหันมาใส่ใจในจุดนี้ กลายเป็นยิ่งเธอทนเท่าไร คนเหล่านี้ก็ยิ่งข่มเหงเธอมากขึ้น...—เจ้าของร่างเดิมเองก็ทำไม่ดีเท่าไรในเรื่องนี้


หญิงชราเซี่ยกลับแผดเสียงขึ้นมาโดยพลัน


“หลานสาวฉันไม่ทำตัวสำส่อน ไม่ใช่หญิงชั่วไร้ยางอาย ขนาดคนรักของจื่ออวี้แกยังแย่งได้ลงคอ!”


ประธานเซี่ยขมับกระตุกตุบๆ


พอหน้าที่การงานของเธอก้าวหน้ามากขึ้น จึงไม่ได้เปิดศึกตัวต่อตัวกับหญิงปากร้ายระดับล่างมานานแล้ว


แต่สองมือที่ฉีกทึ้งพนักงานขายสาวสวยและกำปั้นที่จัดการลูกหนี้ซัพพลายเออร์เหนียวหนี้ทั้งหลายยังคงอยู่!


“คุณย่า!”


เธอฮึดแรงกายทั้งหมดตะโกนออกไปสุดเสียง พอที่จะข่มหญิงชราเซี่ยได้ชั่วคราว


“ย่าไม่ยอมรับฉันในฐานะหลานสาว แต่ฉันก็จะเรียกคุณว่าย่า ตัวฉันเคารพรักตระกูลเซี่ยอย่างเต็มเปี่ยม... ย่าเอาแต่ด่าทอฉัน คำก็สำส่อน คำก็ชั่วร้าย จะรอให้คนทั้งหมู่บ้านมาสอดส่องว่าเราเอะอะอะไรกันหรือ? ฉันมันไม่มีเกียรติอะไรแล้วอยู่แล้ว แต่พวกพี่สาวน้องสาวในครอบครัวก็ต้องออกเรือนนี่ มานับพี่น้องกับคนสำส่อนอย่างฉันมันมีหน้ามีตามากหรือไง?”


เซี่ยเสี่ยวหลานไม่เข้าใจจริงๆ ลำเอียงแล้วยังไม่สนอะไรต่อมิอะไรอีก ทำให้ศัตรูชอกช้ำได้พันส่วนแต่ฝั่งตนเองดันเจ็บไปแปดร้อย ความไม่ลงรอยกันในครอบครัวจะเหยียบย่ำเธอจนตาย? ในหมู่บ้านนี่ชื่อเสียงของเซี่ยเสี่ยวหลานไม่ดีอยู่แล้ว แต่หากหญิงสาวตระกูลเซี่ยขายไม่ออกเพราะเรื่องวุ่นวายแล้วจะลืมตาอ้าปากได้อย่างไร!


แม่เฒ่าเซี่ยสะอึกไปในทันที หน้าตาท่าทางอาสะใภ้สามของเซี่ยเสี่ยวหลานเองก็ดูไม่ได้


สามสาวคนโตแห่งบ้านเซี่ยประกอบด้วยเซี่ยจื่ออวี้ อายุ20ปี ไม่เพียงสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ แต่ยังมีคู่หมายที่พึงใจไว้แล้ว คนต่อมาคือเซี่ยเสี่ยวหลาน อายุ18ปี ใครเห็นก็คิดว่าเธอคือหญิงสำส่อนที่ไม่มีโอกาสได้ออกเรือนอีก และลูกสาวคนโตของอาสะใภ้สามที่มีอายุ17ปี ไม่ทันไรเธอก็ต้องพูดคุยเรื่องแต่งเข้าบ้านแม่สามีแล้ว


อาสะใภ้โกรธเกลียดเซี่ยเสี่ยวหลานเสียจนฟันกระทบกันดังกรอด แต่ก็จำเป็นต้องเบาเสียงลง ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันพลางต่อว่า


“แกยังมีหน้ามาพูดแบบนี้หรือ หงเซี๋ยของพวกเราถูกแกถ่วงรั้งไว้ไม่ได้ออกเรือน ทำไมถึงไม่ไปตายเสีย!”


ใบหน้าของลูกพี่ลูกน้องเซี่ยหงเซี๋ยเองก็เต็มไปด้วยความขุ่นเคืองเช่นกัน เธออยู่หลังแม่ตัวเองพร้อมทำท่าอยากเอาเรื่องตัวต่อตัวเต็มแก่


หลิวเฟินเคืองจนหน้าขึ้นสี


“พี่ เสี่ยวหลานเพิ่งฟื้นนะ...”


ร่างกายผ่ายผอมของหลิวเฟินเข้ามาบังลูกสาวเอาไว้ ถึงอยากจะถกเถียงออกไป แต่เดิมทีเป็นคนใจเสาะ โดนคนอื่นกดดันเข้าแค่ประโยคเดียวก็ยากที่จะต่อปากต่อคำให้ลื่นไหลต่อได้


เซี่ยเสี่ยวหลานค่อยๆดึงแม่ให้มาหลบด้านหลังตน


“แม่ไม่ต้องกังวล ฉันไม่ทะเลาะกับพวกเขาหรอก ฉันเองก็มีเหตุผลนะ”


หญิงชราเซี่ยอยากจะบี้คนดื้อด้านตรงหน้าให้ตาย ทว่าเจ้าตัวเองไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ สายตากวาดไปรอบๆ แล้วดันยิ้มออกมาแทน


“ฉันชนเสาไปรอบหนึ่งแล้วแต่นรกยังก็ไม่ต้อนรับนี่นา ตอนนี้ฉันคิดว่าจะใช้ชีวิตต่อไปให้ดี ฉันจะมีชีวิตที่ดี และถ้าใครมันทำให้ฉันไม่มีความสุข ฉันก็จะทำให้มันไม่มีความสุข—ย่าบอกว่าฉันอยู่ที่นี่ทำให้ทุกคนอยู่ไม่สุข ไม่เช่นนั้นก็ให้ฉันย้ายออกไป?”


ย้ายออกไป?


จะย้ายไปไหนได้ล่ะ?


หลิวเฟินร้อนรนใจ มีผู้หญิงที่ยังไม่แต่งงานคนไหนเขาย้ายออกไปอยู่ข้างนอกเองเล่า!


เซี่ยเสี่ยวหลานที่ชนเสาแต่รอดตายและดูจะคุยยากขึ้นเหลือเกิน ท่าทางตัวปัญหานั่นทำเอานางเซี่ยโกรธจนเกือบจะเป็นลมไป


แต่ว่าเดิมทีเซี่ยเสี่ยวหลานไม่ได้มีนิสัยโอนอ่อนผ่อนตามอยู่แล้ว หญิงชราเซี่ยแสนเจ้าเล่ห์ อาสะใภ้สามก็ช่างแดกดัน เซี่ยเสี่ยวหลานเองก็ไม่ใช่คนที่หาเรื่องได้ง่ายเสียด้วย อาสะใภ้สามอยากให้เซี่ยเสี่ยวหลานออกไปอยู่ไกลหูไกลตาเหลือเกิน จะได้ไม่ต้องสร้างความอัปยศให้ใครเห็นอีก


“แกจะย้ายไปไหนได้? อย่าได้คิดหนีปัญหาไปบ้านยายแกเพียงไม่กี่วันแล้วกระเสือกกระสนกลับมาเชียว!”


ย้ายออกไปก็ดี ห้องที่บ้านใช้สอยไม่พออยู่แล้ว เซี่ยเสี่ยวหลานเองอยู่คนเดียวถึงหนึ่งห้อง พอย้ายออกห้องจะได้ว่าง อาสะใภ้สามประเมินห้องโกโรโกโสแต่สะอาดเอี่ยมนี้พร้อมตัดสินใจจะให้ลูกสาวตนเองเซี่ยหงเซี๋ยย้ายเข้ามาอยู่—หญิงสาวโตจนใกล้ออกเรือนแล้ว ควรมีห้องส่วนตัวเสียที


“ตระกูลเราไม่ใช่ว่ามีบ้านเก่าริมแม่น้ำอีกหรือ? หลังหนึ่งหน้าหมู่บ้าน อีกหลังท้ายหมู่บ้าน ฉันจะย้ายไปอยู่ที่นั้น ไม่ต้องอยู่ขวางหูขวางตาใคร!”


เซี่ยเสี่ยวหลานกล่าวตามแผนเดิมที่คิดเอาไว้


แม่เฒ่าเซี่ยยังคงไม่ยอมปล่อย


“แกทำงามหน้าขนาดนี้ ไม่ตีแกจนตายก็ปรานีแค่ไหนแล้ว ยังต้องมาแบ่งบ้านให้แกอาศัยอีกหรือ? ”


แม้ว่าบ้านเก่าริมแม่น้ำจะโอนเอนใกล้ร่วง หน้าร้อนยุงชุม หน้าหนาวหนาวจัด คอกวัวที่อยู่ในหมู่บ้านข้างเคียงก็กลิ่นแรง แต่หญิงชราเซี่ยนั้นไม่อยากตกปากรับคำให้เซี่ยเสี่ยวหลานได้อยู่อย่างเป็นสุขจนเกินไป


เธอรู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างเปลี่ยนไปตั้งแต่เซี่ยเสี่ยวหลานฟื้นขึ้นมา


แม้จะยังเป็นตัวปัญหาแต่กลับดูมีความคิดขึ้น... แม่เฒ่าเซี่ยถือว่าความรู้สึกไวไม่หยอก และไม่อยากปล่อยให้เซี่ยเสี่ยวหลานพ้นเงื้อมมือตนไป


เซี่ยเสี่ยวหลานคลี่ยิ้มหวาน


“ฉันไม่ย้ายออกไปก็ได้ อยู่บ้านน่ะมีให้กินให้ดื่ม อย่างไรเสียชื่อเสียงของฉันมันป่นปี้ไปแล้ว ถ้าอย่างนั้นก็อยู่เป็นสาวเทื้อคาบ้านอย่างสงบดีกว่า! พี่ใหญ่เป็นถึงนักศึกษามหาวิทยาลัย อีกหน่อยคงไม่ปล่อยให้น้องสาวตัวเองอดตายหรอกนะ?”


เซี่ยเสี่ยวหลานพูดยากเสียเหลือเกิน ทำเอาป้าสะใภ้ใหญ่ที่เงียบมาตลอดถึงกับหนังตากระตุกอย่างแรง


เซี่ยเสี่ยวหลานอยากจะเกาะจื่ออวี้ลูกสาวตนอย่างนั้นหรือ?!


“เอาน่า ป้าใหญ่ไม่เชื่อคำพูดคนพวกนั้นหรอก เสี่ยวหลานยังโมโหทุกคนอยู่ เป็นสาวเป็นแส้จะออกไปอยู่คนเดียวอย่างไรล่ะ? เดี๋ยวป้าคุยกับย่าให้ พวกเราทุกคนก็ถอยคนละก้าว ใจเย็นๆกันก่อนเถอะนะ”


ป้าสะใภ้ใหญ่พาแม่สามีออกจากห้อง อาสะใภ้สามก็กุลีกุจอตามไปเช่นกัน


เหล่าผู้น้อยที่เหลือในห้องล้วนใช้สายตาอาฆาตจ้องมองมาที่เซี่ยเสี่ยวหลาน หลิวเฟินกำลังร้องไห้เงียบๆ เซี่ยเสี่ยวหลานจึงได้แต่ถอนหายใจ


“แม่อย่าร้องไห้เลย ฉันใช้ชีวิตอยู่ที่บ้านต่อไปไม่ได้หรอก”


คำด่าดูแคลนน่ะไม่เท่าไร บ้านเซี่ยไม่มีทางเอาเธอถึงตายหรอก... แต่เซี่ยเสี่ยวหลานไม่อยากทน เธอมีโอกาสได้เกิดใหม่อีกครั้ง ทำไมต้องมาอยู่อย่างอดสูแบบนี้ด้วยเล่า?!


ผ่านไปไม่นานนัก หญิงชราเซี่ยพร้อมพรรคพวกก็เข้ามาในห้องอีกรอบ


“แกไปอยู่บ้านเก่าเสีย แล้วจะเป็นจะตายอย่างไรก็ไม่เกี่ยวกับพวกเราตระกูลเซี่ยอีก!”


เซี่ยเสี่ยวหลานได้คืบจะเอาศอกมิวายขอเครื่องเรือนสำหรับย้ายบ้าน นางเซี่ยสุดจะทนกับตัวปัญหาคนนี้เสียจริง แต่สุดท้ายก็โยนหัวมันถุงเล็กให้เธอ


“รีบไสหัวไป!”


[1] หนุนคลื่นลมให้สูง หมายถึง ทำให้ปัญหาหรือเรื่องราวที่เกิดขึ้นยิ่งแย่ขึ้นไปอีก


[2] ซัพพลายเออร์ หมายถึง ผู้ผลิตสินค้าและนำมาจำหน่ายให้กับบริษัทต่างๆ ที่ได้ยื่นใบสั่งซื้อสินค้าให้


[3] จัดการศัตรูได้หนึ่งพัน ฝั่งตนสูญเสียไปแปดร้อย หมายถึง ดูเหมือนจะทำให้ฝ่ายตรงข้ามเสียหายหรือเจ็บได้มาก แต่แท้จริงแล้วฝั่งตนก็เสียหายไปไม่น้อยเช่นกัน ในที่นี้นางเซี่ยด่าทอเซี่ยเสี่ยวหลานเสียๆหายๆ แต่ก็เป็นการประจานให้คนนอกมานินทาว่ากล่าวคนตระกูลตัวเองเช่นกัน


ตอนที่ 3: ฉันจะทวงความยุติธรรมให้เธอเอง


“แม่ช่วยฉันถือหน่อย”


เซี่ยเสี่ยวหลานเอาถุงใส่มันเทศยัดเข้าอ้อมอกของหลิวเฟิน ในขณะที่ผู้เป็นแม่น้ำตาไหลอาบแก้ม


“เสี่ยวหลาน ลูกจะออกไปได้อย่างไร... พ่อลูกกลับมาแล้วจะทำอย่างไรเล่า...”


หลิวเฟินจับต้นชนปลายไม่ถูกว่าทำไมเรื่องราวมันมาถึงจุดนี้ได้ แม้ลูกสาวจะยังไม่โดนอะไรแต่ก็ถูกแบ่งแยกออกไปใช้ชีวิตคนเดียว ไล่เด็กสาวอายุสิบกว่าออกไปอยู่นอกบ้าน ภายภาคหน้าจะใช้ชีวิตอย่างไรกัน? เธอเองอยากให้เซี่ยเสี่ยวหลานยอมรับผิดไปเสีย แต่ก็กลัวว่าจะไปขัดเคืองลูกสาวเข้า


“ถ้าอย่างนั้นแม่ก็ไปอยู่ข้างนอกกับฉันสิ รอพ่อกลับมาค่อยว่ากัน ฉันทำอาหารไม่เป็นนะ อยู่คนเดียวมีหวังได้หิวตายก่อนแน่!”


เซี่ยเสี่ยวหลานไม่คิดจะปล่อยหลิวเฟินไว้คนเดียวอยู่แล้ว ถ้าหากเธอไปแล้วคนบ้านเซี่ยยังรังแกหลิวเฟินอย่างเอาเป็นเอาตายล่ะ? เธอคิดไว้แล้วว่าหลิวเฟินจะใจอ่อน แค่ต้องทำท่าทางยืนหยัดจริงจังสักหน่อยแล้วพาหลิวเฟินไปกับเธอให้ได้


คนบ้านเซี่ยไม่รั้งหลิวเฟินไว้ คาดว่าคงรอให้เซี่ยต้าจวินหรือบิดาของเซี่ยเสี่ยวหลานกลับมาก่อนค่อยคิดบัญชีกับสองแม่ลูก ฝนตกหนักติดต่อกันมาสักพัก ทางตัวเมืองกังวลว่าน้ำหลากจะทำให้คันกั้นน้ำในหมู่บ้านรอบๆ พังทลาย ไม่ไกลจากที่นี่ได้เรียกรวมพลเหล่าชายฉกรรจ์ ผู้ชายตระกูลเซี่ยจึงออกไปซ่อมแซมคันกั้นน้ำกันหมด


แต่ไหนแต่ไรหลิวเฟินเป็นคนที่ไม่มีจุดยืนนัก แม้ยังงุนงงแต่ก็อุ้มถุงใส่มันเทศตามลูกสาวไป


เซี่ยเสี่ยวหลานเพิ่งพ้นประตูได้ก้าวเดียวก็หันกลับไปถ้วยเอากระเบื้องเคลือบที่บรรจุไข่ตุ๋นถือติดมือไปด้วย หลานชายตัวน้อยประจำบ้านเซี่ยที่เล็งไข่ตุ๋นจนน้ำลายสอเอาไว้ไม่คิดว่าจะโดนเซี่ยเสี่ยวหลานฉวยเอาไป จึงได้ร้องไห้โยเยไม่หยุด


คนทั้งบ้านได้แต่รุมด่าเซี่ยเสี่ยวหลาน ถึงกระนั้นก็ต้องโอ๋เด็กๆด้วยเสียจนวุ่นวาย


เมื่อโผล่พ้นจากบ้าน ไออากาศบริสุทธิ์ได้โชยมากระทบใบหน้าในทันที


ไม่มีหมอกควัน ไม่มีท้องฟ้าเจือมลพิษ พอย้อนจาก30ปีข้างหน้ามาตอนนี้ถึงได้รู้ว่าอากาศที่บริสุทธิ์มันล้ำค่ามากเพียงใด เซี่ยเสี่ยวหลานรู้สึกตกตะลึงโดยพลัน


เมื่อกลางวันบ้านเซี่ยเอะอะกันไปยกใหญ่ ไม่รู้ว่าบ้านไหนแอบสอดหูมาฟังเรื่องคนอื่นบ้าง


เมื่อพบเซี่ยเสี่ยวหลานและมารดา คนเหล่านั้นก็ไม่หลบซ่อนแถมยังชี้โบ๊ชี้เบ๊ไปยังสองแม่ลูกอย่างเปิดเผย  แน่นอนว่าหลิวเฟินไม่ได้ถูกสนใจเท่าไร พวกเขานินทาเซี่ยเสี่ยวหลานเสียมากกว่า


“โดนไล่ออกจากบ้านแล้วหรือ?”


“เหอะ สมน้ำหน้า พี่เขยก็ไม่เว้น!”


“ถึงขนาดไปเกลือกกลั้วบนกองหญ้ากับพวกเสเพลหมู่บ้านข้างๆ ทำเอาตระกูลเซี่ยขายหน้าจริงๆ”


“แซ่เดียวกันแท้ๆ พี่สาวน่ะเข้ามหาวิทยาลัยไปแล้ว ดูมันเหลวไหลสิ”


“เซี่ยต้าจวินกลับมาเมื่อไรล่ะก็โดนเฆี่ยนจนตายแน่”


“เฆี่ยนน่ะเคยแล้ว ด่าก็ด่าแล้ว มันดันรั้นไม่แก้ตัวเอง ดูมันเดินสิ ก้นบิดไปมาเชียว”


เซี่ยเสี่ยวหลานอยากจะฟาดพวกแม่บ้านปากยื่นปากยาวเสียจริง เธอดูเหมือนกำลังเดินบิดก้นหรือ เป็นเพราะเธอหิวและอ่อนแรงมากต่างหาก! เหล่าแม่บ้านจอมสะเออะได้ทำลายความอภิรมย์จากอากาศบริสุทธิ์จนหมดสิ้น เซี่ยเสี่ยวหลานมองไปรอบตัว ทิวทัศน์ของไร่นาที่งดงาม? นั่นเป็นสิ่งที่เมื่อความสุขทางวัตถุถูกเติมเต็มแล้วถึงจะมีอารมณ์มาชื่นชมหรอก


ในปี83นั้น ชนบทได้รับการยกย่องความน่าพิสมัยผ่านบทประพันธ์จากเหล่าบัณฑิตสาย ‘วรรณกรรมท้องถิ่น’


ดูจากภาพรวมแล้ว ในหมู่บ้านมีบ้านดินหลายหลัง บ้านที่ก่อด้วยอิฐนั้นน้อยมาก บ้านส่วนใหญ่เป็นทรงเตี้ย ผนังอิฐผนังดินถูกโบกด้วยปูนขาวและมีคำขวัญของเมื่อ10ปีก่อนที่เขียนด้วยสีแดงแปะไว้


ที่นี่ไม่อยู่เหนือไม่อยู่ใต้ เป็นมณฑลที่อยู่ติดฝั่งทะเลในดินแดนมาตุภูมิ สายลมฤดูใบไม้ผลิของการปฏิรูปเศรษฐกิจจีนพัดมาไม่ถึงที่นี่ จึงเป็นเพียงหมู่บ้านต้าเหอที่ไกลปืนเที่ยง


ถ้าอยากจะหลุดพ้นจากสภาพแวดล้อมนี้ก็จำต้องเรียนหนังสืออย่างเดียว


เส้นทางชีวิตที่พี่สาวของเซี่ยเสี่ยวหลานเลือกนั้นถูกครรลอง เซี่ยจื่ออวี้เป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยเพียงคนเดียวของหมู่บ้านต้าเหอในรอบ30ปีนับตั้งแต่ยุคสร้างชาติ มาจนถึงยุคฟื้นฟูเกาเข่า ลองจินตนาการดูก็รู้ได้เลย หากเซี่ยเสี่ยวหลานไม่คิดเปลี่ยนวิถีชีวิต พอเซี่ยจื่ออวี้เข้าเรียนแล้วเส้นทางของทั้งคู่ก็คงต่างกันราวฟ้ากับเหว!


ต่อให้เสียเปรียบเซี่ยจื่ออวี้แล้วมันจะเป็นอะไรล่ะ?


คนหนึ่งคือนักศึกษาสาวในยุค80 ผู้มีอนาคตสดใส ไม่แปลกใจว่าคนทั้งบ้านพร้อมใจกันมองเธอเป็นหงส์ฟ้าทอง อีกคนหนึ่งชื่อเสียงป่นปี้ ทักษะใดๆไม่มี อีกหน่อยคงได้แค่แต่งงานกับพ่อม่ายหรือกลายเป็นสาวทึนทึก ช่วยอะไรพี่ป้าน้าอาที่บ้านไม่ได้ด้วยซ้ำ


ความแตกต่างของฟ้ากับดิน


พอเข้าใจได้ว่าที่ตระกูลเซี่ยเย่อหยิ่งเห็นแต่ตัวเองนั้น... ก็นับว่าเป็นอารมณ์ปกติของมนุษย์แหละนะ


เพื่อผลประโยชน์ของครอบครัวแล้ว ทุกคนพร้อมใจกันเคียงข้างเซี่ยจื่ออวี้  ส่วน ‘เซี่ยเสี่ยวหลาน’ นั้นครุ่นคิดให้ตายก็ไม่เข้าใจ ชายหญิงไปมาหาสู่กันจนเกือบกลายเป็นคนพิเศษ เป็นตัวเธอเองด้วยซ้ำที่สนับสนุนให้ฝ่ายชายสอบเข้ามหาวิทยาลัย


เธอยังไปก้มหัวขอยืมหนังสือจากเซี่ยจื่ออวี้มาให้ฝ่ายชายเรียน รวมถึงไปส่งเขาเข้าสอบคัดเลือกในตัวเมืองอีกด้วย


สอบเสร็จแล้วก็ไม่เกิดอะไรผิดวิสัย แล้วทำไมพอจดหมายตอบรับเข้าเรียนมาถึง เขาจึงได้กลายเป็นคู่หมายของเซี่ยจื่ออวี้อย่างเปิดเผยเล่า?


เพราะเธอไม่คู่ควรกับหวังเจี้ยนหัว?


การเลือกผู้เป็นพี่คิดดูแล้วก็เป็นสิ่งที่เหมาะสม นักศึกษาคบกับนักศึกษา ราวกับสวรรค์สรรสร้างมาให้คู่กัน


แต่ทำไมตอนพวกเธอจะจากไปนั้นต้องหันมาเหยียบย่ำ ‘เซี่ยเสี่ยวหลาน’ คนนี้ด้วย?


เพราะต้องการรู้ว่าข่าวลือร้ายแรงที่เกือบคร่าชีวิตคนนั้นแพร่ไปทั่วได้อย่างไร ‘เซี่ยเสี่ยวหลาน’ จึงไปหาหวังเจี้ยนหัวเพื่อถามถึงเรื่องราวที่แท้จริง ทว่าดันพบกับเซี่ยจื่ออวี้ในห้องของหวังเจี้ยนหัว เซี่ยจื่ออวี้ช่างมีเหตุผลกว่า ‘เซี่ยเสี่ยวหลาน’ มากนัก เธอพูดไม่กี่ประโยคก็ทำให้ ‘เซี่ยเสี่ยวหลาน’ หันหลังกลับได้แล้ว


ระหว่างทางกลับบ้านเธอได้พบกับหนุ่มเสเพลหมู่บ้านข้างๆ คนคนนี้เคยตามตอแยเซี่ยเสี่ยวหลานมาก่อน คราวนี้เขาอุกอาจมาฉีกแขนเสื้อเธอจนหลุดลุ่ย หวังเจี้ยนหัวและเซี่ยจื่ออวี้ปรากฏตัวขึ้นพร้อมกัน หวังเจี้ยนหัวราวกับผิดหวังในตัวเซี่ยเสี่ยวหลานเป็นที่สุด เขาไม่แม้แต่จะรอเธออธิบายที่มาที่ไป อีกทั้งยังจูงมือเซี่ยจื่ออวี้จากไปทั้งอย่างนั้น


หรือว่าคนเสเพลหมู่บ้านถัดไปนั้นจะเป็นคนปล่อยข่าวลือ? ปีนี้มันปีปราบปรามเสียด้วย ถ้าอย่างนั้นก็วิสามัญพวกเลวทรามนั่นด้วยลูกปืนได้แล้วสิ!


ไม่เป็นไร ในเมื่อเธอได้เกิดในร่างใหม่โดยใช้ชื่อแซ่เดิมแล้ว เรื่องราวที่เซี่ยเสี่ยวหลานยังไม่เข้าใจ เธอจะทำให้มันแจ่มแจ้งเอง และจะเรียกร้องความยุติธรรมให้เจ้าของร่างเดิมนี้ด้วย


ริมแม่น้ำนั้นปรากฏบ้านเก่าซอมซ่อขึ้นในสายตา


รั้วไผ่หงิกงอ ประตูไม่มีกลอนสักอัน ผนังและหลังคาเต็มไปด้วยรู หลิวเฟินที่อุ้มมันเทศไว้กับอกรู้สึกหมดสิ้นหนทางนัก


ที่นี่ใช้หลบลมฝนไม่รอดด้วยซ้ำ


“เสี่ยวหลาน ฟังแม่นะ...”


เซี่ยเสี่ยวหลานกุมศีรษะตัวเองไว้ “แม่ ฉันเจ็บแผลอีกแล้ว!”


เธอเรียกมารดาได้คล่องปากมากขึ้นแล้ว หลิวเฟินจึงเบนความสนใจจากสิ่งที่กำลังจะพูดทันที “แผลลูกมันปริหรือ? ให้แม่ดูหน่อย”


ประตูไร้กลอน ในบ้านรกรุงรัง เตียงนอนก็เหลือแต่โครง หลิวเฟินบอกให้เซี่ยเสี่ยวหลานรีบกินไข่ตุ๋นเสีย ไข่ตุ๋นที่เย็นชืดแล้วเริ่มมีกลิ่นคาว เซี่ยเสี่ยวหลานเองไม่อยากเห็นแก่ตัวกินคนเดียว จึงกินไปแค่ครึ่งพร้อมบอกว่าตัวเองอิ่มแล้ว


“ที่เหลือแม่กินเถอะ เหลือเอาไว้พรุ่งนี้ก็เน่าเสียไปเปล่าๆ”


หลิวเฟินถือถ้วยเคลือบเอาไว้ ความรู้สึกต่างๆปะปนกันไป ไม่เคยเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นมาก่อนเลย หลังจากลูกสาวเอาหัวชนเสาไปทีก็ดูท่าจะเข้าใจความรู้สึกคนที่รักใคร่ห่วงใยเธอมากขึ้น


“อีกสองวันพ่อของลูกก็กลับมาแล้ว”


การกล่าวถึงสามีตนเองขึ้นมาทำให้หลิวเฟินห่อไหล่อย่างเสียไม่ได้ เธอรู้สึกหวาดกลัวเข้ากระดูก


[1] การปฏิรูปเศรษฐกิจจีนในปี1978 โดยปรับระบบเศรษฐกิจให้กลายเป็น ‘สังคมนิยมแบบจีน’ โดยโอนกรรมสิทธิ์การทำเกษตรกรรมคืนให้ประชาชน มีการเปิดประเทศค้าขายกับต่างชาติ


[2] ยุคสร้างชาติ ในที่นี้คือนับตั้งแต่สาธารณรัฐประชาชนจีนได้ก่อตั้งขึ้นในปี1949


[3] เกาเข่า คือ ระบบการสอบมหาวิทยาลัยที่ใช้อย่างเป็นทางการในประเทศจีน


[4] แคมเปญปราบปรามอาชญากรรมในปี1983 โดยมีการใช้ความเด็ดขาดในการปราบปรามอาชญากรรมทั่วประเทศจีน


ตอนที่ 4: แซ่เดียวกันแต่คนละชะตากรรม!


เซี่ยต้าจวินบิดาของเซี่ยเสี่ยวหลานนั้นเป็นพวกโง่เง่าที่มักลงไม้ลงมือกระทำแต่มักจะไม่พูดมาก


ไม่ว่าจะชิงน้ำในคลองหรือแย่งที่นาทำกิน เซี่ยต้าจวินผู้มีร่างกายกำยำก็ทำได้หมด เขาคือหัวหอกหัวแรงที่พร้อมทำเพื่อตระกูลเซี่ย


เซี่ยเสี่ยวหลานคิดว่าเซี่ยต้าจวินหัวโตเสียเปล่าแต่กลับไร้สมอง เอาแต่สนใจคนทั้งตระกูลทว่าครอบครัวตัวเองกลับเพิกเฉย เหมือนกับท่อนไม้ซักผ้าดีๆนี่เอง ในสามพี่น้องตระกูลเซี่ยนั้น เซี่ยต้าจวินเป็นลูกชายคนรอง เขาคือลูกชายคนเดียวในสามคนที่ไม่ได้ให้กำเนิดหลานชาย นี่เป็นสิ่งที่ทำให้เขารู้สึกไม่มีสิทธิ์มีเสียงใดๆ และมักเอาความรู้สึกไม่พอใจมาลงที่หลิวเฟิน โดยดุด่าว่าเธอไปจนถึงลงมือทำร้ายเมื่อเมาเหล้า


ในสายตาของเขา ลูกสาวเซี่ยเสี่ยวหลานคนนี้เป็นเพียงแค่ของชดเชยเท่านั้น


แต่จะโทษที่เซี่ยต้าจวินไร้ความหวังว่าเซี่ยเสี่ยวหลานไม่ใช่ ‘ของดีน่ากักตุน’ อย่างเดียวไม่ได้ เพราะสุนทรียภาพในแต่ละยุคสมัยมันมีขอบเขตของมันอยู่ เซี่ยเสี่ยวหลานรูปร่างหน้าตาสะสวยก็จริง กระนั้นรูปโฉมของเธอดึงดูดได้เพียงเหล่าชายหนุ่ม ทว่าผู้หลักผู้ใหญ่ที่บ้านของหนุ่มๆเหล่านั้นกลับไม่ชอบท่าทางของเซี่ยเสี่ยวหลาน แค่เห็นก็รู้ว่านี่คือหญิงมากชู้ ได้มาเป็นสะใภ้คงอยู่กันไม่เป็นสุข


ในทางกลับกัน เซี่ยจื่ออวี้ผู้พี่ของเซี่ยเสี่ยวหลานเป็นเจ้าของใบหน้ารูปไข่ คิ้วเข้มตาโต มองแล้วช่างสุขุมเอื้อเฟื้อ ดังนั้นใครจะกล้าเถียงว่านี่ไม่ใช่รูปลักษณ์ของหญิงสาวแสนประเสริฐกัน?


เซี่ยเสี่ยวหลานนั้นจัดว่าไร้ความสามารถ เซี่ยจื่ออวี้ตอนเด็กเองก็ไม่ได้ฉลาดเป็นพิเศษ แต่เมื่อเรียนจบมัธยมต้นกลับมีแววขึ้นมา ผลการเรียนของเธอดีขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งปีนี้สามารถสอบติดมหาวิทยาลัยในปักกิ่งได้ ตระกูลเซี่ยเลี้ยงนกหงส์ฟ้ามากับมือ เซี่ยต้าจวินจึงรังเกียจลูกสาวแท้ๆ แต่ดันรักและเอ็นดูหลานสาวคนนี้เสียอย่างนั้น


ที่ชายฉกรรจ์บ้านเซี่ยไปซ่อมคันกันน้ำก็เพื่อจะหาค่าครองชีพให้เซี่ยจื่ออวี้ ตัวเธอนำเงินที่คนในครอบครัวร่วมกันลงขันจำนวน500กว่าหยวนเข้าปักกิ่งไปด้วย คนทั้งบ้านกลัวว่าเธอไปอยู่ที่โน่นแล้วค่าใช้จ่ายจะเยอะมาก จึงทำงานเหมือนวัวเหมือนควายเพื่อจะเลี้ยงดูปูเสื่อนักศึกษาคนนี้


ส่วนชีวิตเซี่ยเสี่ยวหลานอเนจอนาถนัก ขนาดเอาหัวโขกเสายังไม่ได้ไปโรงพยาบาล แค่เรียกหมอยาจากอนามัยมาทำแผลส่งๆไปเท่านั้น


แซ่เดียวกันแต่คนละชะตากรรมจริงๆ


ประธานเซี่ยคิดถึงเจ้าของร่างเดิมนี้แล้วอยากถอนหายใจตลอดเวลา


พี่สาวปัญญาดีจริยธรรมเลิศผู้นั้นเจ้าเล่ห์เอาเรื่อง คนชนบทพวกนั้นไม่เข้าใจไม่เท่าไร แต่ประธานเซี่ยรู้ดีว่าในยุคนี้เรียนมหาวิทยาลัยไม่จำเป็นต้องจ่ายค่าเล่าเรียน นอกจากนี้รัฐบาลยังมีเงินอุดหนุนให้กับนักศึกษาทุกเดือนอีกด้วย แน่นอนว่าเงินส่วนนี้แก้ปัญญาหาค่าใช้จ่ายจิปาถะได้อยู่แล้ว การนำเงิน500หยวนเข้าเมืองไปเรียนหนังสือในปี83 คือสวัสดิการของคนประเภทไป๋ฟู่เหม่ยชัดๆ


เซี่ยจื่ออวี้จะมีความสุขกับสวัสดิการของไป๋ฟู่เหม่ยอย่างไร เซี่ยเสี่ยวหลานไม่มีปัญหาหรอก


แต่เมื่อเห็นคนตระกูลเซี่ยก็พบว่าไม่มีใครจะผ่ายผอมไปกว่าหลิวเฟินแล้ว เอาไปลงหม้อยังคั้นน้ำมันออกมาได้ไม่ถึงสองหยด หากพูดถึงแค่แม่ของเซี่ยจื่ออวี้ แม้สวมเสื้อผ้ามีรอยซ่อมปะชุน แต่สีหน้าดูมีเลือดฝาดสุขภาพดี ไม่เหมือนหลิวเฟินที่มือผอมแห้งราวกับกิ่งไม้และเต็มไปด้วยบาดแผล


คนที่ถูกกดหัวมากที่สุดคงไม่พ้นเซี่ยเสี่ยวหลานแล้ว


แม้เซี่ยต้าจวินจะยอมทรหดอดทนเป็นวัวเป็นควาย แต่ตัวแทนหลิวเฟินอย่างเซี่ยเสี่ยวหลานน่ะไม่ยอมหรอก


“พ่อกลับมาแล้วก็รอดูว่าเขาจะเลือกอย่างไร เลือกหลานสาวหรือลูกสาวอย่างฉัน”


เรื่องที่เซี่ยเสี่ยวหลานชนเสานั้นไม่รู้ว่าเซี่ยต้าจวินได้ยินข่าวหรือยัง คนคนนี้ทำงานเสร็จ เดี๋ยวก็กลับมา เซี่ยเสี่ยวหลานตัดสินใจจะให้โอกาสพ่อบังเกิดเกล้าของร่างนี้อีกสักครั้ง


หลิวเฟินได้ฟังเช่นนั้นก็รู้สึกไม่ค่อยดี กลัวว่าเซี่ยเสี่ยวหลานจะมีปัญหากับพ่อ


“พ่อต้องรักลูกอยู่แล้วสิ พี่สาวลูกน่ะ...”


เซี่ยเสี่ยวหลานหัวเราะ หลิวเฟินพูดไปพูดมาก็ไม่มีความมั่นใจ


ในสังคมชนบท กรณีคนรักหลานชายมากกว่าลูกสาวมักมีอยู่บ่อยครั้ง แต่รักหลานสาวมากกว่าลูกสาวนี่หลิวเฟินก็ไม่เคยเจอ เซี่ยต้าจวินไม่ชอบเสี่ยวหลานจริงๆ เพราะตอนที่หลิวเฟินให้กำเนิดเสี่ยวหลานนั้นได้รับบาดเจ็บจนไม่อาจมีลูกได้อีก เซี่ยต้าจวินเลยเอาเรื่องนี้มาโทษลูกสาวของตน


สองแม่ลูกจมอยู่กับความเงียบ


เซี่ยเสี่ยวหลานเมียงมองบ้านผุๆหลังนี้


“ฉันไปเก็บฟืนสักหน่อย เดี๋ยวกลับมานะ”


เธออยากไปสำรวจรอบหมู่บ้านต้าเหอด้วยเลยพิจารณารอบๆไว้ว่ามีตรงไหนให้ทำมาหากินบ้าง กระเป๋าเงินแบนแบบนี้ย่อมไม่มีศักยภาพมากพอ แผนการดีแค่ไหนก็สำเร็จลุล่วงได้ยาก


หมู่บ้านต้าเหอยากจนแร้นแค้นมาก


แน่นอน ทั้งประเทศในปี83 ไม่มีหมู่บ้านที่ไม่ยากจน


ปัญหาความยากจนข้นแค้นเป็นปัญหาหยั่งรากฝังลึกที่หลงเหลือจากสภาพภูมิศาสตร์และประวัติศาสตร์ ขณะเดียวกันก็เป็นข้อจำกัดของยุคสมัย แค่ขุดหาอาหารจากผืนดินมาเลี้ยงปากท้องได้ก็นับว่าไม่เลวแล้ว


แสงอาทิตย์ยามเย็นเคลื่อนคล้อยไปทางทิศตะวันตก ที่ริมแม่น้ำมีกลุ่มหญิงชาวบ้านกำลังซักผ้า


ชาวบ้านต้าเหอรู้กันดีว่ามีแม่น้ำไหลผ่านใกล้หมู่บ้าน พูดถึงทรัพยากร ว่ากันตามเหตุผลแล้วปลาในแม่น้ำไม่มีเจ้าของ หากจับไปขายก็หาเงินได้ คนในหมู่บ้านนั้นมิใช่ว่าไม่กล้าเอาปลาเข้าไปขายในเมือง ปลาเหล่านั้นเกิดเองตามธรรมชาติ แม่น้ำสายนี้ก็ถือว่าเป็นของหมู่บ้าน ปลาจึงกลายเป็นทรัพย์สินส่วนรวม จะจับขึ้นมาบรรเทาความหิวย่อมได้ แต่จับไปขายเป็นสิ่งที่ไม่ควรอย่างแน่นอน


สำหรับเซี่ยเสี่ยวหลานแล้วการแอบจับปลาไปขายไม่ก่อให้เกิดความกดดันใดๆ สมบัติพัสถานหนึ่งเดียวในตอนนี้ของเซี่ยเสี่ยวหลานและหลิวเฟินก็คือมันเทศจำนวน20ชั่งเหล่านั้น คนหิวจะตายแล้วจะให้มาสนใจคุณธรรมกับความพิถีพิถันอะไรอีก?


สองฝั่งแม่น้ำเต็มไปด้วยต้นอ้อก้านอวบสูงชะลูดที่มีดอกสีขาว ถ้าเป็นเดือนพฤษภาคม เซี่ยเสี่ยวหลานอาจจะเก็บใบอ้อเอาไปขายให้คนในเมืองใช้ห่อบ๊ะจ่าง แต่ตอนนี้เทศกาลไหว้บ๊ะจ่างมันผ่านไปแล้ว ใบอ้อไม่ใช่ของที่คนหมู่มากต้องการเท่าไร เก็บมาขายก็ไม่คุ้มค่าเหนื่อย


เอามาทอเสื่อหรือถักกระบุงขาย?


ในความทรงจำเจ้าของร่าง มีชาวบ้านที่มีฝีมือทำของแบบนี้ไม่น้อย เมื่อมีเวลาว่างจากงานเกษตร ทุกครัวเรือนจะมาถักทอพวกเสื่อหรือตะกร้าสะพายหลังกัน ขายของแบบนี้ในหมู่บ้านคงได้ไม่เท่าไร จะเอาไปขายในเมืองก็ขาดคนซื้อ ช่วงนี้คนไม่ค่อยสนใจสินค้าทำมือท้องถิ่น ของที่คนในเมืองต้องการคือสินค้าปศุสัตว์จำพวกเนื้อ ไข่ นม เทือกนั้น


เซี่ยเสี่ยวหลานเหม่อมองสายน้ำจนใจลอย เธออุตส่าห์นั่งแท่นผู้บริหารกิจการแล้ว จะมาอดตายในปี83เช่นนี้หรือ? ถ้าจะปลดแอกจากบ้านเซี่ย เธอต้องตระเตรียมความสามารถในการเลี้ยงชีพตัวเองกับหลิวเฟิน ก่อนที่จะกินมันเทศ20ชั่งหมดนั้นเธอจะหาเงินสำหรับก้าวแรกให้ได้


อยู่ในชนบทต่อไปคงไม่ไหว เธอต้องไปหาโอกาสในตัวเมืองแล้ว


การหมุนเวียนสินค้าถึงจะนำมาซึ่งผลประโยชน์ คนในหมู่บ้านใช้ชีวิตแบบไม่สนกำไร นอกจากสินค้าอุตสาหกรรมอย่างไม้ขีด สบู่ ปุ๋ยเคมีแล้ว ชาวบ้านในปี83ก็พึ่งพาตัวเองได้อย่างสมบูรณ์ ในตอนนั้นเองพวกผู้หญิงที่อยู่ริมแม่น้ำได้ชี้มาทางเซี่ยเสี่ยวหลาน


เซี่ยเสี่ยวหลานกำลังคิดการใหญ่หาเลี้ยงชีพไปพลาง เก็บกิ่งไม้แห้งริมน้ำไปพลาง ไม่มีเวลามาใส่ใจพวกผู้หญิงปากยื่นปากยาว เธอไม่ต้องการสิ้นเปลืองแรงกายไปเถียงกับใคร จึงเดินหลบมาอีกไม่กี่ก้าวถึงกลุ่มกอต้นอ้อข้างคอกวัว ตรงนี้กลิ่นเหม็นไปถึงสวรรค์ ชาวบ้านที่มาตัดต้นอ้อไม่ค่อยอยากมากันเท่าไร


เซี่ยเสี่ยวหลานเดินลึกเข้าไปอีกสองสามก้าว เป็ดป่าสองตัวโผล่ออกมาจากดงต้นอ้อ


พวกมันทำท่าตีปีกทั้งยังร้องเสียงดังราวกับกำลังยั่วให้เซี่ยเสี่ยวหลานตามจับพวกมัน เซี่ยเสี่ยวหลานดวงตาลุกวาว เธอจะโดนเป็ดสองตัวนี้หลอกเอาได้อย่างไร นี่มันกลยุทธ์ปล่อยข่าวโจมตีทางตะวันออกชัดๆ!


เป็นเช่นนั้นจริง เมื่อเธอดูในกอต้นอ้ออย่างละเอียดแล้วก็พบกับรังที่หลบอยู่อย่างมิดชิด


รังเป็ดบนหญ้าอ่อนนุ่มมีไข่เป็ดสีเขียวอยู่กองหนึ่ง ประธานเซี่ยผู้เซ็นสัญญามาเป็นสิบล้านรอบยิ้มแหยๆให้กับไข่เป็ดป่าในรังนั่น จากนั้นจึงหยิบขึ้นมาส่องแสงทีละใบ ล้วนไม่มีไข่ใหม่ที่จะฟักเป็นตัวได้เลย


ใช่แล้ว อาศัยใกล้ภูเขา หากินกับภูเขา อยู่ใกล้น้ำก็ต้องใช้ประโยชน์จากน้ำ และเธอจะต้องสามารถเอาชีวิตรอดในปี83ให้ได้ เธอข่มความพลุ่งพล่านที่อยากกวาดกอต้นอ้อเอาไว้ หอบไข่เป็ด12ใบกับฟืนอีกจำนวนหนึ่งกลับบ้านผุๆของตน


“แม่ เราเผามันกินกันดีไหม?”


ท้องอิ่มแล้ว ถึงจะมีแรงกายแรงใจทำงานต่อไป


[1] ของชดเชย เป็นคำเปรียบเทียบเรียกลูกสาว (ความหมายเจือความดูถูก) เนื่องจากลูกสาวโตขึ้นต้องแต่งงานเข้าบ้านสามี และบ้านเจ้าสาวยังต้องเสียเงินค่าเครื่องใช้สำหรับแต่งงานด้วย


[2] ไป๋ฟู่เหม่ย คำแสลงทางอินเตอร์เน็ต ใช้เรียกผู้หญิงที่สมบูรณ์แบบ ประกอบด้วย ผิวขาวรูปร่างดี รวย และสวย


[3] กลยุทธ์ปล่อยข่าวโจมตีทางตะวันออกแต่โจมตีจริงทางตะวันตก หมายถึง หลอกล่อให้อีกฝ่ายสับสน ในที่นี้เปรียบเทียบว่า เป็ดป่าตีปีกร้องเรียกให้เซี่ยเสี่ยวหลานออกห่างจากรัง


ตอนที่ 5: เข้าเมืองขายไข่เป็ด


มันเทศ20ชั่งต่อคนสองคน อย่างไรเสียก็อยู่ได้แค่ไม่กี่วันเท่านั้น


ผลผลิตใหม่ของปีนี้ยังไม่ได้เก็บเกี่ยว เซี่ยต้าจวินกลับมาเมื่อไรย่อมต้องมาตามหาหลิวเฟินกลับไปแน่นอน แต่บ้านเซี่ยจะให้อภัยเสี่ยวหลานหรือไม่? หลิวเฟินกำลังคิดจะกลับบ้านแม่ตัวเองไปหาทางออกก่อน แม้บ้านตระกูลหลิวเองก็จนเหมือนกัน แต่ลุงของเซี่ยเสี่ยวหลานเป็นคนจนที่เอื้อเฟื้อ ไม่มีทางยอมมองหลานสาวอดตายต่อหน้าหรอก


ในขณะที่หลิวเฟินกำลังครุ่นคิด เซี่ยเสี่ยวหลานก็หอบกิ่งไม้แห้งกลับมา นัยน์ตาเป็นประกาย ออกปากว่าอยากกินมันเผา หลิวเฟินเห็นเธอดูมีชีวิตชีวามากขึ้น ทำเอารู้สึกว่าจะทนทุกข์แค่ไหนล้วนเต็มใจทำเพื่อลูกทั้งนั้น


“ได้จ้ะ เดี๋ยวแม่เผามันให้นะลูก”


เธอกลับเห็นเซี่ยเสี่ยวหลานแหวกฟืนออก เผยให้เห็นไข่เป็ดป่า


หลิวเฟินดีใจไม่น้อย ไข่เป็ดป่ามีขนาดพอๆกับไข่ไก่ แค่เห็นก็รู้ได้ว่าไปเก็บมาจากดงต้นอ้อ พอมีไข่จำนวนนี้แล้ว เซี่ยเสี่ยวหลานจะได้กินของที่สามารถบำรุงร่างกายบ้าง ตอนนี้ลูกสาวซูบผอมเสียจนลมพัดทียังล้มได้ หลิวเฟินเป็นห่วงยิ่งนัก


“ไว้แม่ต้มไข่เป็ดให้ลูกด้วย”


บ้านเก่าโทรมหลังนี้ไม่มีเครื่องครัว เนื่องจากคนในชนบทไม่ค่อยเรื่องมาก ใช้แค่หม้อกระเบื้องเคลือบต้มไข่ย่อมไม่มีปัญหา เซี่ยเสี่ยวหลานกลับยั้งมารดาเอาไว้


“ยังกินตอนนี้ไม่ได้นะแม่ ชีวิตดีๆของพวกเราขึ้นอยู่กับไข่เป็ดแล้วนะ ตอนนี้ชาวบ้านกำลังกังวลเรื่องผลผลิตในไร่นา ไม่มีเวลาตัดต้นอ้อ ฉันอยากหาไข่เป็ดไปขายในเมืองเพิ่มอีกหน่อย คืนนี้พวกเราไปดงต้นอ้อกันเถอะ เจอไข่เป็ดอีกสักใบสองใบก็ยังดี”


หลิวเฟินไม่เคยทำอะไรแบบนี้มาก่อน


ตระกูลเซี่ยยังไม่แยกครอบครัวกัน ปกติแล้วไข่ไก่ที่เก็บมาได้จะถูกนำไปขายในเมืองโดยแม่สามีกับพี่สะใภ้ใหญ่ จากหมู่บ้านต้าเหอเข้าไปยังตัวเมืองใช้เวลาถึงสองชั่วโมง หากไม่มีธุระทุกคนก็ไม่ไปที่นั่น แต่เซี่ยเสี่ยวหลานมีวาทศิลป์นัก หลิวเฟินไม่สามารถโน้มน้าวลูกสาวได้ เดิมทีตนเองก็ชินกับการเชื่อฟังอยู่แล้ว จึงหาคำปฏิเสธใดๆไม่ได้เลย


สองแม่ลูกกินมันเผากันคนละหัว หลิวเฟินคิดว่าหากจะนำไข่เป็ดเข้าไปขายในเมือง อย่างน้อยต้องมีตะกร้าสักสองใบ จึงออกไปหาก้านต้นอ้อมาจำนวนหนึ่ง แล้วนำมาทำเป็นตะกร้าใบน้อย


“ไม่มีเครื่องมือแถมยังไม่ได้แช่น้ำ ใช้ได้ไม่ถึงเดือนก็คงพัง”


หลิวเฟินใช้หินทับตะกร้าสานแล้วเอาไปแช่ในแม่น้ำ ดูๆไปแล้วก็นึกชังฝีมือประดิดประดอยของตนเองอยู่ เซี่ยเสี่ยวหลานกลับคิดว่านั่นคืองานหัตถกรรมจักสานแล้ว อย่างไรเสียเซี่ยเสี่ยวหลานทั้งร่างเดิมและร่างใหม่ก็ทำของแบบนี้ไม่เป็นหรอก!


คืนนี้ สองแม่ลูกจะเป็น ‘โจรขโมยไข่’ เมื่อสานตะกร้ากันเสร็จจึงรีบเข้านอน ประตูที่ลงกลอนไม่ได้ก็เอาท่อนไม้มาขัดไว้ก่อน ในบ้านไม่มีเตียง เซี่ยเสี่ยวหลานจึงนำก้านอ้อที่สะอาดมาปูบนพื้น โชคดีที่ตอนนี้เป็นเดือนสิงหา มิเช่นนั้นบ้านซ่อมซ่อที่มีรูลมผ่านอยู่ทั่วหลังนี้คงจะทำเอาหนาวสั่นจนเจ็บป่วยได้


ไม่มีนาฬิกาบอกเวลา อีกทั้งในใจก็มีเรื่องเก็บไว้ เซี่ยเสี่ยวหลานนอนหลับได้ไม่นานก็ตื่นขึ้นเพราะเสียงดังกรอบแกรบ ที่แท้เป็นเพราะหลิวเฟินได้นำตะกร้าสานขึ้นมาจากแม่น้ำแล้ว


“ลูกนอนอีกสักหน่อยเถอะ เดี๋ยวแม่ไปหาก่อน”


ต้นอ้อบาดผิวทำเอาแสบไปหมด หากไข่เป็ดไปอยู่ในที่ที่หาเจอง่าย ตรงนั้นจะไม่มีคนไปเก็บได้อย่างไร? งานนี้ถือว่าเหนื่อยเอาเรื่อง หลิวเฟินไม่อยากให้ลูกสาวลำบาก เซี่ยเสี่ยวหลานเดิมทีออกจะถนิมสร้อย ไม่ค่อยทำงานในนาในไร่เท่าไร


เซี่ยเสี่ยวหลานส่ายหัว “เราไปด้วยกันนี่แหละ”


สองคนหาได้ว่องไวอีกทั้งปลอดภัยทั้งคู่ด้วย พวกเธอไม่มีแม้แต่ไฟฉายสักกระบอก จึงได้แต่อาศัยแสงจันทร์ส่อง ยังดีที่คืนนี้แสงจันทร์สุกสกาวมาก คาดว่าพรุ่งนี้อากาศจะแจ่มใสแน่นอน


เซี่ยเสี่ยวหลานกับมารดาหิ้วตะกร้าใบน้อย พยายามไปค้นหาในจุดที่ดูร้าง พอเจอกับดงต้นอ้อเข้าพวกเป็ดป่าก็ตกใจบินหนี กว่าจะเจอรังเป็ดสักรังหนึ่ง ทว่าข้างในดันว่างเปล่าเสียได้


ยังไม่ทันจะเจอรังที่มีไข่ก็ดันไปทำสุนัขเฝ้าคอกวัวตกใจเข้า


ตาเฒ่าหวังที่เฝ้าคอกวัวอยู่คนเดียวรับรู้ได้ไวมาก “ใครอยู่ตรงนั้นน่ะ!”


แสงจากไฟฉายสาดส่องไปมาอยู่ชั่วครู่ หลิวเฟินให้เซี่ยเสี่ยวหลานหลบอยู่ด้านหลัง ตนเองรู้สึกอับอายเอามากๆ


“ลุงจ๊ะ ฉันเอง มาเก็บไข่ไปให้ลูกบำรุงหน่อยน่ะจ้ะ”


“อ้าว คนบ้านต้าจวินเองหรือ?”


ชายชราหวังเห็นสองแม่ลูกที่บนศีรษะเต็มไปด้วยเศษหญ้า


เรื่องที่เซี่ยเสี่ยวหลานโดนขับออกจากบ้านนั้นทั้งหมู่บ้านล้วนรู้กันหมด ชายแก่ผู้นี้เองก็ไม่ได้เอ็นดูเซี่ยเสี่ยวหลานสักเท่าไร ต่อให้ไม่มีปัญหาเรื่องกิริยาท่าทาง เด็กสาวคนนี้ดันไม่เห็นหัวผู้ใหญ่นัก ปกติแล้วไม่แม้แต่จะทักทายคนอื่น อย่างไรก็ตามหลิวเฟินช่างน่าสงสาร ผ้าพันแผลบนหน้าผากเซี่ยเสี่ยวหลานเองก็ยังมีเลือดซึมอยู่ เขาครุ่นคิดสักพักจึงเอาไฟฉายในมือส่งให้หลิวเฟิน


“พรุ่งนี้ค่อยคืนฉัน”


หลิวเฟินซาบซึ้งใจเสียจนเบ้าตาเจือสีแดง


เซี่ยเสี่ยวหลานคิดว่าหมู่บ้านนี้ก็ไม่ได้มีแต่คนใจร้ายไปเสียหมด เธอจึงกล่าวด้วยใจจริง


“ขอบคุณปู่หวังนะจ๊ะ”


ชายชรารู้สึกประหลาดเล็กน้อย เขาชำเลืองมองเซี่ยเสี่ยวหลานแล้วจูงสุนัขกลับเข้าคอกวัวไป ไม่ใส่ใจกับเรื่องของสองแม่ลูกอีก


พอมีไฟฉายช่วยอีกแรง รังเป็ดป่าผืนนี้ถือว่าถึงคราวซวยแล้ว เซี่ยเสี่ยวหลานกับมารดาเดินหาไม่กี่ชั่วโมงก็เก็บไข่เป็ดได้ถึงเจ็ดแปดสิบใบ ทั้งสองคนใช้ตะกร้าสานบรรจุไข่ทั้งหมดเอาไว้ ตัวหลิวเฟินเองยังคงงุนงงอยู่


นอกเหนือจากไข่เป็ดแล้ว พวกเธอยังพบรังที่มีลูกเป็ดฟักออกมาแล้วด้วย


“พวกเราเลี้ยงมันได้นะ”


ขนบนตัวมันขึ้นเต็มแล้ว หลิวเฟินดีใจอยู่ทีเดียว


เซี่ยเสี่ยวหลานนึกถึงบ้านที่เก่าจนกันได้แค่คนมาดีแต่ไม่กันคนมาร้ายและส่ายหัว “เลี้ยงจนโตก็ไม่แน่ว่าจะได้ประโยชน์อะไร ขายไปด้วยเถอะแม่”


หลิวเฟินแอบเสียดาย


แต่ขนาดเรื่องปากท้องของตัวเธอและเซี่ยเสี่ยวหลานยังมีปัญหา เลี้ยงเป็ดป่าสองสามตัวก็ดูจะสะดุดตาไปสักหน่อย


ทั้งสองกลับบ้านและตรวจไข่ทีละใบ รวมกับไข่12ใบที่เซี่ยเสี่ยวหลานเก็บมาได้ก่อนหน้านี้ ทั้งหมดรวมเป็นไข่ที่ฟักไม่ได้82ใบ ยังไม่ทันรอถึงรุ่งสาง เซี่ยเสี่ยวหลานและหลิวเฟินก็ออกเดินทางเข้าเมืองด้วยกัน สองแม่ลูกไม่ลืมคว้ามันเทศสองหัวมาสำรองเป็นอาหารด้วย


ของกินอย่างมันเผา สำหรับเซี่ยเสี่ยวหลานที่กินในมื้อแรกก็คิดว่าสดใหม่และดูเป็นเสน่ห์ของชนบทดี


แต่พอกินติดกันสองมื้อแล้วเธอดันรู้สึกไม่พอใจนัก ยังดีที่ตอนเด็กเธอลำบากมามาก ตกอยู่ในสถานการณ์แบบนี้ก็ยังพอยืนหยัดอยู่ได้ หากไป๋ฟู่เหม่ยต้องมาใช้ชีวิตเช่นนี้ ไม่ทันพ้นวันแรกก็คงบ้าคลั่งไปแล้ว


มีชีวิตอยู่สิ ต้องอยู่ในยุคนี้ให้ได้ถึงจะมีสิทธิ์หวังกับชีวิตที่ดียิ่งขึ้น


ด้วยความยึดมั่นนี้ เซี่ยเสี่ยวหลานรีบก้มหน้าก้มตาเดินทาง พอมาถึงตัวเมืองฟ้าจึงเริ่มสาง แม้หมู่บ้านต้าเหอจะยากจน แต่เศรษฐกิจในตัวเมืองชิ่งอันกลับไม่เลวนัก ที่นีมีโรงงานค้าเนื้อสัตว์และโรงงานเครื่องจักรการเกษตร เลี้ยงคนงานจำนวนหลายชีวิต วัวที่หมู่บ้านต้าเหอเลี้ยงก็ต้องส่งมาขายให้กับโรงงานค้าเนื้อนี้เช่นกัน


แม้แต่คนงานของโรงงานเนื้อก็พอจะสามารถหาซื้อพวกเนื้อสัตว์ได้ ทว่าไข่กลับเป็นของหาซื้อยาก หมู่บ้านที่อยู่ภายใต้ตัวเมืองอันชิ่งนี้จะเลี้ยงหมูเลี้ยงวัวเสียมากกว่า ส่วนสัตว์ปีกนั้นค่อนข้างน้อย


“ไปขายที่ไหนกันดี?”


ในอันชิ่งมีโรงงานขนาดใหญ่อยู่สองแห่ง คนงานที่นี่มีเงิน สินค้าตลาดมืดก็หมุนเวียนได้ด้วยสองโรงงานนี้ แต่โรงงานเนื้อสัตว์นั้นผลประกอบการดี กระเป๋าเงินของคนงานย่อมหนักกว่า หากวิเคราะห์จากที่หลิวเฟินกล่าวก็ควรเอาไข่ไปขายข้างโรงงานที่นั่น


เซี่ยเสี่ยวหลานกลับเลือกทำตรงกันข้าม


“พวกเราไปวนๆดูข้างนอกโรงงานเครื่องจักรเกษตรกันเถอะ”


โรงงานเครื่องจักรเกษตรคนงานเยอะ เซี่ยเสี่ยวหลานค่อนข้างคุ้นเคยกับโรงงานแบบนี้มากกว่า


เมื่อไปถึงโรงงานเครื่องจักรเกษตรแล้วฟ้าก็สว่างพอดี เหล่าคนงานขี่จักรยานเข้างาน เซี่ยเสี่ยวหลานเห็นข้างทางมีคนถือของชนิดต่างๆมาเช่นกัน ดูแล้วก็รู้ว่าเป็นเพื่อนร่วมวงการค้าขาย ดีจริง มีคนถือไก่ หิ้วมันเทศสดที่ขุดใหม่ๆ วันนี้เธอไร้คู่แข่งในการขายไข่แล้ว


เพิ่งได้เจอที่ขายของ ก็มีป้าๆถือกระเป๋าจ่ายตลาดเข้ามาล้อมรอบ


“ขายไข่ไก่หรือ?”


เซี่ยเสี่ยวหลานไม่คิดทำท่าทางกลับกลอก “ไข่เป็ดป่าจ้ะ ใหม่ทั้งนั้นเลยนะ ถ้าอยากได้เดี๋ยวฉันขายให้ราคาถูกกว่าไข่ไก่อีกจ้ะ”


ลักษณะไข่เป็ดป่ากับไข่ไก่มันก็คล้ายกันกันนั่นแหละ! ถูกกว่าไข่ไก่แบบนี้มันก็คุ้มค่ากว่าอยู่แล้ว รสสัมผัสจะนุ่มนวลหรือไม่จะสนอะไรเยอะแยะ!


ราคากลางของไข่ไก่อยู่ที่ชั่งละ1.2หยวน ทั้งยังต้องจ่ายด้วยตั๋วซื้ออาหาร ส่วนไข่ที่พวกเกษตรกรนำมาขายเองไม่จำเป็นต้องใช้ตั๋ว ราคาอยู่ที่ชั่งละ1.5หยวน เซี่ยเสี่ยวหลานสืบเสาะมาแล้ว ใต้จมูกคนเรามีหนึ่งปาก ทักทายคนอย่างสุภาพสักนิด ปากหวานสักหน่อย ไม่มีใครเขาเก็บราคาขายเป็นความลับสุดยอดหรอก


เห็นเหล่าแม่บ้านยืนนิ่งไปไปไหน เห็นชัดว่าสนใจเข้าแล้ว เซี่ยเสี่ยวหลานรู้ดีว่าต้องทำอะไรต่อ


“ถ้าซื้อน้อยกว่า10ใบ ฉันขายให้ใบละหนึ่งเหมาสามเฟินจ้ะ ถ้าซื้อ10ใบขึ้นไป ฉันให้ใบละหนึ่งเหมาสองเฟิน ถ้า20ใบขึ้นไป เอาไปใบละหนึ่งเหมาหนึ่งเฟินเลยจ้ะ!”


ราคาขายแบบขั้นบันไดทำเอาเหล่าแม่บ้านงงงวย


มีของถูกขนาดนี้ไม่ซื้อก็โง่แล้ว คุณป้าที่เดิมทีจะซื้อแค่เล็กน้อยก็ควักเงินออกมาซื้อไป21ใบ อย่าริดูถูกมันสมองในการใช้ชีวิตของเหล่าแม่บ้านเชียว ของถูกก็ต้องรีบคว้า ไม่ถือว่าเสียสติจริงๆสักหน่อย


เซี่ยเสี่ยวหลานรับเงินมาสองหยวนสามเหมา ส่วนหนึ่งเฟินที่ขาดไปก็ลดให้


เธอส่งเงินใส่มือหลิวเฟินที่ยังไม่ทันหายตกใจด้วยซ้ำ คนขายของรอบๆก็หันมามองเซี่ยเสี่ยวหลาน ผู้หญิงคนนี้ดูอรชรอ้อนแอ้น ไม่คาดคิดว่าจะค้าขายได้คล่องแคล่วกระตือรือร้นเช่นนี้


[1] กันคนมาดี ไม่กันคนมาร้าย ในที่นี้หมายถึง บ้านซอมซ่อของเซี่ยเสี่ยวหลานผุพังมาก หากคนมาดีเจอเข้า แม้จะเห็นว่าเข้าไปได้ง่ายดาย แต่จะไม่ถือวิสาสะเข้าไป กลับกันถ้าคนมาร้ายพบเข้า คงเข้าไปเลยโดยไม่รีรอ


[2] ชิ่งอัน ที่เดียวกับ14


[3] อันชิ่ง ที่เดียวกับ13


[4] ตั๋วซื้ออาหาร คือ ตั๋วแทนเงินที่รัฐบาลออกให้ประชาชนใช้ซื้ออาหารเลี้ยงชีพในช่วงยุค50ถึงต้นยุค90 เนื่องจากประเทศจีนประสบปัญหาภาวะขาดแคลนอย่างหนัก


[5] เหมา คือ หน่อยเงินย่อยรองจากหยวน10 เหมามีค่าเท่ากับ1หยวน


[6] เฟิน คือ หน่วยเงินย่อยรองจากเหมา10 เฟินมีค่าเท่ากับ1เหมา


ตอนที่ 6: บะหมี่ซุปกระดูกช่างหอมเหลือเกิน


“เสี่ยวหลาน ลูกรู้จักวิธีการขายของได้อย่างไร?”


หลิวเฟินถือเงินเอาไว้ พลางรู้สึกว่าลูกสาวตนนั้นฉลาดเหลือล้ำ


เซี่ยเสี่ยวหลานย้อนถามมารดาอย่างมั่นอกมั่นใจ “ของแบบนี้ต้องเรียนด้วยหรือ?”


ขามุงทั้งหลายต้องได้ร้องไห้กันหมด ถ้าของแบบนี้ไม่ต้องเรียนรู้ อายุอานามขนาดพวกเราคงต้องกลายเป็นสุนัขแล้ว


ผ่านไปไม่ทันไร แม่บ้านที่ซื้อไข่เป็ดไปก่อนหน้านี้ได้เดินพาคนมาเพิ่ม “หล่อนอยู่นั่น ยังไม่กลับไป!”


เสี่ยวหลานตกใจจนหน้าซีดเผือด เธอนึกว่าไข่เป็ดที่ขายไปดันเกิดปัญหาขึ้น คุณป้าได้พาเพื่อนเข้ามาล้อมเซี่ยเสี่ยวหลานเอาไว้ “ไข่เป็ดยังราคาเท่าเมื่อครู่หรือไม่?”


เซี่ยเสี่ยวหลานพยักหน้ารับ “แน่นอน ยิ่งซื้อเยอะยิ่งถูกจ้ะ”


เหล่าสหายของแม่บ้านผู้นั้นพากันแย่งพูด ทั้งยังอยากให้เซี่ยเสี่ยวหลานลดราคาให้อีกหน่อย เดี๋ยวก็ว่าไข่เป็ดรสชาติไม่นุ่มนวลเท่าไข่ไก่ เดี๋ยวก็เอาแต่เลือกขนาดใหญ่เล็ก เซี่ยเสี่ยวหลานเพียงแต่ยิ้มแย้มรับ คนที่บ่นสิ่งของที่ซื้อเท่านั้นถึงจะเป็นนักซื้อ เธอแค่ปล่อยให้พวกเขาพูดๆจนสมใจอยากก็พอแล้ว


เป็นไปตามคาด เซี่ยเสี่ยวหลานยืนหยัดไม่ยอมแพ้ ใบหน้าประดับรอยยิ้มต้อนรับคนเสมอ ป้าลูกค้าและมิตรสหายที่พามาอีกสามคนได้แบ่งซื้อไข่เป็ดที่เหลือกันจนหมด ไข่84ใบถูกขายให้คน4คน หรือก็คือซื้อกันคนละ21ใบ เซี่ยเสี่ยวหลานได้คิดเอาไว้หมดแล้ว เธอจะต้องคว้าจิตใจฝักใฝ่ผลประโยชน์เล็กน้อยของลูกค้าเอาไว้ให้ได้


และแน่นอน เงินหนึ่งเฟินของลูกค้าอีกสามคนนั้นเธอก็ไม่เก็บ


แม้ก่อนหน้านี้จะเลือกจุกจิก ครั้นตอนจ่ายเงินก็ดูพออกพอใจกันมากทีเดียว


แต่สิ่งที่เซี่ยเสี่ยวหลานประเมินผิดคือลูกเป็ดป่าที่เธอนำมาด้วยจำนวนหนึ่งกลับขายไม่ดี ที่อยู่อาศัยของคนในเมืองค่อนข้างเล็ก ธัญพืชเหลือกินสำหรับเลี้ยงเป็ดก็ไม่มี เหล่าลูกเป็ดจึงขายไม่ออกเลย


ไข่เป็ด84ใบ ขายได้เงินมา9หยวน2เหมา เซี่ยเสี่ยวหลานเอาเงินให้หลิวเฟิน ทว่าหลิวเฟินกลับให้เธอเก็บไว้เอง เซี่ยเสี่ยวหลานยังคงเดินวนในเมือง เพื่อหาโอกาสและลู่ทางทำเงิน ทันใดนั้นคนขายมันเทศก็โผล่มาหาเธอ


“ลูกเป็ดเธอนี่เอาหัวมันแลกได้หรือไม่?”


คนผู้นี้เห็นเซี่ยเสี่ยวหลานขายไข่เป็ดป่าก็รู้สึกตาร้อน คนในตัวเมืองไม่มีที่เลี้ยง แต่เขามี!


เซี่ยเสี่ยวหลานไม่อยากกินมันเทศอีกจริงๆ ของอย่างนี้กินมากไปทำให้เกิดลมในกระเพาะ แต่หลิวเฟินยินดีที่จะแลก อัตราผลผลิตของมันเทศนั้นสูง ตอนนี้ยิ่งเป็นช่วงเก็บเกี่ยวผลผลิต เผลอๆมันเทศ1ชั่งยังแลกไข่ไก่หนึ่งใบไม่ได้เลย ในตอนปี83นี้ไข่ไก่ล้ำค่าอย่างกับเงินทอง


เซี่ยเสี่ยวหลานครุ่นคิด ถ้าอย่างนั้นให้เขามอบมันเทศ20ชั่งแก่เธอ ส่วนลูกเป็ดป่า8ตัวก็ให้เขาไปหมดเลย


ทว่าคนคนนี้กลับไม่ยินยอม


“หนึ่งชั่งแลกหนึ่งตัวสิ เลี้ยงจนโตแล้วบินหนีไปก็ขาดทุนหมด!”


เป็ดป่าที่ไม่เชื่องอาจบินหนีไปได้ เซี่ยเสี่ยวหลานกำชับสหายบ้านเดียวกันอย่างจริงจัง “ตัดขนบนปีกมันออกแล้วมันจะหนีไปไหนได้? ถ้าคิดว่ามันเทศ20ชั่งมากไป อย่างนั้นฉันเอากลับไปเลี้ยงเองก็ได้”


มันเทศขายไม่ค่อยได้ราคาค่างวดนัก ส่วนเลี้ยงเป็ดสามารถใช้ใบผัก หญ้าสด หรือหนอนเป็นอาหารให้พวกมัน อาจวุ่นวายนิดหน่อยแต่ก็ไม่เปลืองธัญพืช ลูกเป็ด8ตัวโตแล้วจะมีสองตัวที่ออกไข่ได้ หนึ่งวันขายได้อย่างน้อยสองเหมา หนึ่งเดือนได้3หยวน หนึ่งปีก็ได้36หยวน


เซี่ยเสี่ยวหลานคิดคำนวณให้อีกฝ่ายฟัง คนบ้านเดียวกันจึงไม่ต่อราคาอะไรอีก และเขาได้นำมันเทศ20ชั่งมาแลกลูกเป็ดไปจริงๆ สองแม่ลูกเอามันเทศใส่ตะกร้าสาน จากนั้นก็เดินลัดเลาะไปตามตัวเมือง


หลิวเฟินไม่เคยทราบว่าเงินมันหาง่ายเช่นนี้


เงินค่าขายไข่เป็ดป่ารวมกับมันเทศอีก20ชั่ง อย่างไรก็ได้สัก10หยวนแล้ว เหล่าเกษตรกรปลูกหาอาหารในไร่นาทั้งปียังได้ไม่ถึง200หยวนด้วยซ้ำ อีกทั้งเงินส่วนนี้ยังถูกแบ่งนำมาใช้จ่ายค่าเมล็ดพันธุ์กับปุ๋ย เงินที่หาได้จริงๆ นั้นมันช่างน้อยเสียเหลือเกิน อีกทั้งเงินที่เหลือนี้ต้องใช้ส่งลูกหลานเข้าเรียน ถึงกับต้องภาวนาอย่างสุดซึ้งว่าอย่าให้คนในครอบครัวต้องเจ็บป่วยใดๆเลย


หนึ่งวันหาได้10หยวน ถ้าหนึ่งเดือนมิใช่300หยวนหรือ?


หนึ่งปีจะหาเงินได้เท่าไรนั้นก็ทำเอาหลิวเฟินคิดไม่ออกแล้ว


แต่ใช่ว่าจะมีไข่เป็ดป่าให้เก็บได้ทุกวัน หลิวเฟินยังคงเสียดายลูกเป็ดพวกนั้นอยู่ “แม่เลี้ยงได้น่า ตัดปีกให้มันออกไข่ แม่ว่ายั่งยืนอยู่นะ”


เซี่ยเสี่ยวหลานไม่รำคาญ เธอเข้าใจว่าหลิวเฟินนั้นเป็นหญิงสาวชาวบ้านชนบทตัวจริงที่ไม่มีประสบการณ์อะไรมากนัก กอปรกับอยู่ในยุค80ที่ข่าวสารและความคิดยังถูกปิดกั้น เดิมทีมารดาก็มีนิสัยอดทนต่อความทุกข์ยาก อีกหน่อยเธอจะพาหลิวเฟินไปจากหมู่บ้านต้าเหอห่วยๆนั่น แค่ต้องค่อยๆให้หลิวเฟินปรับทัศนคติให้ได้


“พวกเราอาจจะเลี้ยงไม่รอดก็ได้ แถมต้องรอนานและพวกเราก็รอไม่ไหว ต้องแลกเป็นอาหารมาเก็บแทนของที่ขาดแคลนอยู่แล้ว ต่อให้เลี้ยงจนโตก็ไม่รู้อีกว่ากี่วันมันถึงจะออกไข่ครั้งหนึ่ง หนี่งปีมี365วัน จะให้มันออกไข่ทุกวันน่ะเป็นไปไม่ได้หรอก”


เซี่ยเสี่ยวหลานอธิบายอย่างละเอียด หลิวเฟินเองจึงเข้าใจ


ทั้งสองคนเดินวนในเมืองจนครบรอบ จากนั้นไปซื้อเกลือ เทียนไข ฟืน รวมไปถึงของใช้ในชีวิตประจำวันอีกนิดหน่อยที่สหกรณ์ซื้อขาย พอจ่ายเงินแล้วทำเอาหลิวเฟินเจ็บปวด แต่บ้านที่อาศัยอยู่ไร้ซึ่งสิ่งใด แม้แต่เตียงกับผ้าห่มตระกูลเซี่ยยังไม่ให้พวกเธอนำติดตัวมาด้วย หลิวเฟินเสียดายเงิน จึงมีความกล้ามากขึ้นที่จะกลับไป


“ถ้ากลับไปแม่จะเอาเสื้อผ้าลูกออกมาให้”


ฤดูร้อนอากาศไม่หนาวอยู่แล้ว แต่ไม่เปลี่ยนเสื้อผ้าไม่อาบน้ำก็จะเน่าเอาได้


เดิมเซี่ยเสี่ยวหลานอยากจะซื้อข้าวสารจากร้านขายธัญพืช คนขายถามหาตั๋วซื้ออาหารจากเธอ เธอไม่มีให้จึงต้องซื้อข้าวในราคาสูง พอคิดถึงบ้านที่ลงกลอนไม่ได้เก็บของก็ไม่รอดนั่นแล้ว  เซี่ยเสี่ยวหลานจึงซื้อกลอนเหล็กแทน แต่ไม่ได้ซื้อข้าว


ในปี83 บางพื้นที่ได้ค่อยๆยกเลิก ‘ตั๋ว’ การใช้ตั๋วซื้ออาหารจึงไม่เข้มงวดขนาดนั้นแล้ว อย่างน้อยก็ในเขตอันชิ่ง ของใช้ทั่วไปส่วนหนึ่งไม่จำเป็นต้องใช้ตั๋วซื้อ แต่แน่นอนว่าตั๋วซื้อธัญพืช ซื้อเนื้อสัตว์ บัตรสินค้าอุตสาหกรรมสำหรับซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้ายังคงมีอยู่


เซี่ยเสี่ยวหลานรู้ว่ายิ่งสังคมเปลี่ยนแปลงเร็วเท่าไรก็ยิ่งเต็มไปด้วยโอกาสทางธุรกิจมากขึ้นเท่านั้น


เธอรู้ว่าช่วงเวลาที่แม้แต่ซื้ออาหารยังต้องใช้ตั๋วจะผ่านไปอย่างรวดเร็วโดยสิ้นเชิง ดังนั้นเธอจึงหลบหลีกการหาเงินจากเวลานี้ การขายตั๋วซื้ออาหารเก็งกำไรคือการรนหาที่ตายโดยแท้


โอกาสทางการค้าไม่ได้เท่าเทียมในทุกหย่อมหญ้า การเปลี่ยนแปลงของสังคมก็รวดเร็วมาก คนส่วนใหญ่งุนงงสับสนตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงยังไม่ทันด้วยซ้ำ


เธอไม่จำเป็นต้องขวนขวายทุกโอกาสที่มี แค่คว้าเอาไว้สักอย่างสองอย่างเท่านั้น ไม่ทันไรเดี๋ยวก็กระโดดได้แล้ว


“เสี่ยวหลาน พวกเรากลับกันเลยไหม?”


หลิวเฟินไม่คุ้นชินกับการพบผู้คนมากๆ เดินเตร่ในเมืองเป็นเวลานานทำให้เธอรู้สึกกระวนกระวาย


คนในเมืองมิได้แต่งตัวสวยไปเสียหมด แต่เสื้อผ้าพวกเขาสะอาดเอี่ยมอ่อง ไม่มีรอยปะมากมายเหมือนของเธอกับเซี่ยเสี่ยวหลาน ดูปราดเดียวก็รู้ว่ามาจากชนบท เซี่ยเสี่ยวหลานรักหน้าตาเป็นที่สุด แต่ไหนแต่ไรมีเสื้อผ้าชำรุดอยู่ไม่กี่ชุดเท่านั้น ตั้งแต่ลูกสาวเอาหัวชนเสา ลูกสาวของอาสะใภ้สามเซี่ยหงเซี๋ยก็มาฉวยเอาชุดดีๆในห้องไปหมดแล้ว


ในตอนนั้นหลิวเฟินใส่ใจกับเรื่องพรรค์นี้เสียที่ไหน ตอนนั้นเธอเพียงหวังว่าแม่เฒ่าเซี่ยจะเมตตายอมส่งลูกสาวไปโรงพยาบาลเท่านั้น


หลิวเฟินอยากกลับแล้ว แต่ท้องโล่งๆของเซี่ยเสี่ยวหลานกลับร้องกึกก้อง พอคิดว่าต้องเดินทางอีกตั้งสองชั่วโมงก็รู้สึกสิ้นหวัง


“กินบะหมี่สักชามค่อยไปเถอะแม่!”


ร้านค้าแผงลอยข้างทางไม่ต้องใช้ตั๋วซื้ออาหาร บะหมี่ซุปกระดูกราคาแค่3เหมา


ซุปมีสีเหมือนนม เส้นบะหมี่สีขาว หลิวเฟินลืมไปแล้วว่าครั้งสุดท้ายที่ได้กินของดีแบบนี้คือเมื่อไร


“น้าจ๊ะ เอาบะหมี่ให้พวกเราสองชามจ้ะ!”


เซี่ยเสี่ยวหลานดึงมารดามานั่งบนม้านั่งตัวน้อย กลิ่นหอมหวานของซุปกระดูกเอาแต่ช่วงชิงพื้นที่ในจมูก หลิวเฟินโบกมือปฏิเสธ “เอาชามเดียว แค่ชามเดียว!”


เธอจะตัดใจจ่ายเงิน3เหมากินบะหมี่ได้อย่างไร?


เซี่ยเสี่ยวหลานไม่สน อีกทั้งเอาเงินจำนวน6เหมาให้น้าหญิงเจ้าของแผงบะหมี่ไปอีกด้วย น้าหญิงทำบะหมี่ไปพลาง ออกปากชมไปพลาง


“ลูกสาวเธอช่างกตัญญูเสียจริง อนาคตต้องมีความสุขแน่ๆ”


ใบหน้าหมองคล้ำของหลิวเฟินเผยให้เห็นรอยยิ้มบางเบา


แต่พอคิดถึงชื่อเสียงย่อยยับที่เป็นที่รู้กันโดยทั่วของเซี่ยเสี่ยวหลานแล้ว แม้บะหมี่ซุปกระดูกหอมฉุยจะถูกยกมาให้ หลิวเฟินก็ไม่อยากอาหารเท่าไรนัก


“ซู้ด...”


รถคันโตได้มาเทียบที่ข้างถนน ประตูนั่งข้างคนขับเปิดออก คนที่กระโดดลงมาจากรถคือชายหนุ่มผู้สวมรองเท้าทหาร ในมือถือปิ่นโตใบใหญ่สองเถา เขาถูกกลิ่นหอมของน้ำซุปกระดูกดึงดูดมาถึงนี่ เมื่อเขาเงยหน้าขึ้น สายตาก็ไปติดหนึบกับเซี่ยเสี่ยวหลานเสียแล้ว


[1] บัตรสินค้าอุตสาหกรรม คือ บัตรสำหรับซื้อสินค้าอุตสาหกรรมที่ผู้ซื้อจะนำไปประกอบการผลิต ออกมาในยุคเดียวกับตั๋วซื้ออาหาร


[2] ไม่ทันไรก็กระโดดขึ้น ในที่นี้หมายถึง เซี่ยเสี่ยวหลานจะหาทางทำธุรกิจ ไม่นานก็สามารถลืมตาอ้าปากได้


[3] รักหน้าตา หมายถึง คนที่รักความดูดีของตนเองมาก กลัวผู้อื่นจะดูแคลน


ตอนที่ 7: ดูแล้วไม่เหมาะสม?


“เอื๊อก”


ชายหนุ่มกระเดือกสั่นถึงกับกลืนน้ำลาย


กลิ่นบะหมี่มันหอมเกินไปหรือเปล่า?


หรือเป็นเพราะเซี่ยเสี่ยวหลานสวยเกินห้ามใจต่างหาก!


ในเมืองเล็กกระจ้อยเช่นนี้ มีสาวงามไร้แรงต้านทานอยู่ด้วยหรือ?


ผิวขาวใสจนแสบตา นัยน์ตาอุดมด้วยประกายวาววับ คางเรียว เห็นอยู่ว่าเธอสวมเสื้อแสนมิดชิดสีน้ำเงิน แต่เมื่อสะดุดกับหน้าอกนูนของเธอเข้านั้น ก็กลายเป็นดูไม่เหมาะสมในบัดดล บนหน้าผากยังมีผ้าพันแผลที่ปรากฏรอยเลือดจางๆ ยิ่งทำให้คนพบเจอรักใคร่เอ็นดูเหลือทน


เธอกินบะหมี่คำน้อย ผู้คนก็หวังว่าจะกลายร่างเป็นบะหมี่ในชาม วันนี้ขณะที่แม่ลูกเดินรอบตัวเมือง ไปถึงไหนล้วนมีสายตาตะลึงงันส่งมาเช่นนี้ หลิวเฟินนึกว่าคนอื่นจ้องมองเพราะสองแม่ลูกแต่งกายซอมซ่อ แท้จริงแล้วกำลังมองเซี่ยเสี่ยวหลานต่างหาก


น้าหญิงเจ้าของแผงบะหมี่เคาะชามหนักๆไปหนึ่งที จึงพาจิตใจของชายหนุ่มกลับมาได้


“กินบะหมี่ไหมจ๊ะ?”


ชายหนุ่มรู้สึกเขินอาย จากนั้นจึงนำปิ่นโตส่งให้เจ้าของแผง “ดูว่าเข้าสิ อยู่ตั้งไกลโขยังโดนบะหมี่หอมๆพามาถึงที่นี่ เอาสองชามเลย ใส่ปิ่นโตกลับ!”


สำเนียงปักกิ่งเจื้อยแจ้ว ที่แท้ก็เป็นคนต่างถิ่นนี่เอง


เซี่ยเสี่ยวหลานย่นคิ้ว วันนี้มีคนลอบชะเง้อชะแง้ลอบมองเธออยู่ แต่ไม่มีใครจะกล้ามองอย่างเปิดเผยเท่าคนต่างถิ่นผู้นี้


เธอยังคงไม่ชินกับหน้าปัจจุบันของตัวเองนัก


พอคิดว่าตัวเองอยู่กับใบหน้าขี้ริ้วขี้เหร่มาเป็นสิบปีก็ทำเอาลืมไปพักหนึ่งว่าตอนนี้เธอดูดีมากเพียงใด แค่ซื้อกลอนอย่างเดียวคงไม่ปลอดภัยมากพอ กินบะหมี่หมดเมื่อไรเธอจะไปซื้อกรรไกรด้วย


น้ำซุปกระดูกเดือดพล่านอยู่บนเตา เส้นบะหมี่ถูกรีดจนทั้งบางทั้งเล็ก ผ่านไปครู่เดียวบะหมี่สองชามที่หนุ่มต่างถิ่นสั่งก็ทำเสร็จ เขาจ่ายเงินแล้วยังทำใจจากไปไม่ได้ เดินหนึ่งก้าวต้องหันมามองสามหน


หลิวเฟินรู้สึกไม่ชอบมาพากล จึงเร่งความเร็วในการกินบะหมี่เสีย


บะหมี่3เหมาปริมาณอย่างกับมหาสมุทร หลิวเฟินดื่มน้ำซุปจนไม่เหลือแม้แต่หยดเดียว เวลานี้ท้องเธอช่างหิวโหยราว เธอกินได้รวดเร็วกับแหวกท้องกิน ปกติสตรีผู้นี้กินหมั่นโถวหนึ่งชั่งต่อมื้อก็ถือว่าสบายมาก


เซี่ยเสี่ยวหลานพามารดาไปเลือกซื้อกรรไกร


ที่นั่งคนขับมีบุรุษอยู่ผู้หนึ่ง ทรงผมเกรียน ใบหน้าเคร่งขรึม จะใช้มาตรฐานความงามของยุคไหนมองก็เรียกว่าหล่อเหลาคมคายนัก


“ดูตัวเองเข้าสิ!”


สหายผู้ลงรถไปซื้อบะหมี่ไม่สำราญนัก “พี่เฉิงจื่อ ผมแค่ไม่เคยเจอผู้หญิงที่สวยขนาดนี้มาก่อน รับรองว่าถ้าพี่เจอเข้าล่ะก็ต้องขาอ่อนเปลี้ยจนเดินไม่ไหวแน่”


ถนนหนทางในเมืองหลวงมีสาวน้อยสาวใหญ่มากเท่าไรกัน?


แต่เขาก็ไม่เคยเห็นผู้ใดสวยหยาดเยิ้มไปกว่าคนที่เพิ่งพบเจอเมื่อครู่


โฉมหน้ามิได้เป็นแบบโก้เก๋คมบาดใจ แต่เป็นแบบอ่อนหวานกระชดกระช้อย ดูแล้วไม่ภูมิฐาน กระนั้นใบหน้าแบบนี้มักมัดเกี่ยวใจชายได้มากที่สุด


“พวกเราคุยกันรู้เรื่องแล้วนะ พานายถ่อไปมา ระหว่างนี้นายเรียนรู้ได้เท่าไรก็เท่านั้น หากไม่ได้ นายอยากไปไหนก็ไป หรือจะอยู่เมืองนี้เพื่อลามี่หรือ?”


ลามี่แปลว่าเกี้ยวสาวในภาษาถิ่นปักกิ่ง พี่เฉิงจื่อคนนี้แผ่รังสีร้ายกาจ ท่าทางไม่สบอารมณ์ ชายหนุ่มผู้ลงรถซื้อบะหมี่จึงไม่กล้าพูดมากอีก ทั้งสองซดบะหมี่หมดก็ได้ออกรถไป


สองขาเร็วสู้สี่ล้อไม่ได้ ผ่านไปสองถนนก็พบกับเซี่ยเสี่ยวหลานและมารดาพอดิบพอดี


“พี่เฉิงจื่อ ดูนั่นเร็ว!”


ชายหนุ่มข้างคนขับโวยวายเสียเกินควร เมื่อพี่เฉิงจื่อเบนสายตาก็เห็นแผ่นหลังของใครคนหนึ่ง เสื้อสีน้ำเงินที่มีรอยปะตัวโคร่งยิ่งขับเน้นทรวดทรงองค์เอวของเธอให้ชัดเจน ผิวขาวหลังใบหูที่โผล่พ้นผมออกมาขาวจนไม่น่าเชื่อ... สวยอะไรกัน มิใช่ว่าผู้หญิงก็มีสองตาหนึ่งปากเหมือนกันหมดหรือไง? น่าเบื่อจริง


ชายหนุ่มเสียดายเอามากๆ


“นี่แหละนะ นายกับหล่อนไม่มีวาสนาต่อกันน่ะ~”


พี่เฉิงจื่อไม่เอาเรื่องนี้มาใส่ใจ เพราะเดี๋ยวรถก็จะออกจากเขตอันชิ่งแล้ว ไปเมืองฮู่ต้องใช้เวลาถึงสองวัน นั่งรถทางไกลเหนื่อยล้ามากแล้ว ยังต้องกลัวว่าจะถูกจี้ปล้นอีก มีเวลามาชื่นชมสาวงามที่ไหนกัน


สายตาไม่ซื่อของคนต่างถิ่นทำให้เซี่ยเสี่ยวหลานฉุกคิดได้ เธอจึงไปซื้อกรรไกรอันใหญ่อีกเล่ม


ที่บ้านไม่มีหม้อและเธอก็ซื้อไม่ไหว เลยซื้อถ้วยกระเบื้องเคลือบอีกใบไปเข้าคู่กับของเดิม ของเล็กน้อยแบบนี้สามารถหุงหาอาหารแทนหม้อ ใส่ของ ดื่มน้ำ รวมถึงอีกสารพัดประโยชน์ได้ คุ้มกว่านี้ไม่มีอีกแล้ว เธอไม่ลืมซื้อตะเกียบอีกสองคู่ เงินที่ได้มาเก้าหยวนสองเหมาเลยเหลืออยู่แค่หกหยวน เซี่ยเสี่ยวหลานจึงไม่กล้าใช้เงินส่วนนี้อีก ไข่เป็ดป่าไม่ได้หาง่ายๆ อย่างไรเสียรังเป็ดที่หมู่บ้านต้าเหอถูกยกเค้าจนเกลี้ยงแล้ว ถ้าจะหาไข่เป็ดไปขายแลกเงินก็ต้องไปหมู่บ้านอื่น สองแม่ลูกเก็บไข่ไปขายขนาดนี้ยังได้แค่เงินซื้อข้าวสารกรอกหม้อเล็กๆน้อยๆเท่านั้น


เซี่ยเสี่ยวหลานอยากจะเริ่มธุรกิจขายไข่ไก่ หากมีต้นทุนสัก20หยวนในมือแล้วก็คงไม่ต้องไปพลิกดงต้นอ้ออีก


หมู่บ้านต้าเหอห่างจากตัวเมืองสองชั่วโมง ถ้าเช่นนั้นยังมีหมู่บ้านที่ไกลกว่านี้ไหม?


เสียเวลา3ชั่วโมงเข้าเมืองไปขายไข่ไก่10ใบในราคา1หยวน5เหมา ไปกลับใช้เวลา6ชั่วโมง ถ้าเธอรับซื้อไข่ในราคา1เหมา2เฟินต่อใบ ปกติใครๆก็ยินดีจะเสียเวลาเดินทาง6ชั่วโมงเพื่อได้เพิ่มอีก3เหมา ไม่นานจากตอนนี้จะเข้าสู่ช่วงฟาดข้าวแล้ว เด็กรุ่นๆต้องลงไร่นาไปช่วยงานกันหมด ไร้ซึ่งคนว่างเข้าเมืองไปขายไข่อย่างแน่นอน ชาวไร่ชาวนาต้องวุ่นอยู่ครึ่งเดือน ไข่ไก่ที่เก็บไว้ไม่ได้ขายเจออากาศร้อนเข้าไปก็เน่าเสีย เซี่ยเสี่ยวหลานจะเจาะจงใช้เวลานี้หาเงินจากส่วนต่างของราคา


ไข่ไก่หนึ่งฟองหาได้แค่สักสองสามเฟิน หนึ่งวันขาย100ใบก็สักสองสามหยวน


หักวันฝนตกไม่เข้าเมืองออกไปแล้ว อย่างไรเสียหนึ่งเดือนก็ต้องได้มากกว่า70หยวนแน่ ฟังดูเหมือนไม่มาก? ชาติก่อนเซี่ยเสี่ยวหลานมีลูกค้าอายุมากคนหนึ่งเล่าให้เธอฟัง ตอนยุค80นั้นทำงานให้กับบ้านพักรับรองแขก รับเงินเดือนมากถึง36หยวน ในปี83นี้ คนที่มีเงินคือพวกที่ริเริ่มทำธุรกิจตั้งแต่เนิ่นๆ แต่พวกเขามักมีลับลมคมในมาก ไม่ปล่อยให้คนนอกรับรู้ว่าตนมีมรดกตกทอดมากน้อยเพียงใด คนที่รับเงินเดือนสูงแบบเปิดเผยของยุคมิใช่ข้าราชการหรือพนักงานสถาบันรัฐ เนื่องจากสภาวะ ‘แขวนสมอง’ ที่รุนแรง เงินเดือนของเหล่าปัญญาชนต่ำกว่าผู้ใช้แรงงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกที่ทำงานในอุตสาหกรรมปิโตรเลียมและถ่านหิน คนงานที่ได้ค่าแรงหนึ่งถึงสองร้อยหยวนต่อเดือนนั้นมีไม่น้อย ในขณะเดียวกัน ครูโรงเรียนมัธยมกลับได้เพียงไม่กี่สิบหยวนต่อเดือนเท่านั้น!


พวกรายได้ต่ำก็ไม่พ้นเกษตรกรแล้ว


หากเซี่ยเสี่ยวหลานหาเงินได้70หยวนต่อเดือนจริง เกรงว่าตระกูลเซี่ยรู้แล้วจะยินยอมพร้อมใจกันเชิญเธอกลับไปบูชาแทนพระโพธิสัตว์!


ในมือไร้เงินทุน เครือข่ายที่จะใช้ประโยชน์ได้ก็ไม่มี เซี่ยเสี่ยวหลานรู้ว่าก้าวแรกของการร่ำรวยมันลำบาก ดังนั้นค่อยเป็นค่อยไปดีกว่า


และแล้ว หลังจากเดินเท้าหอบสัมภาระมาสองชั่วโมง สองแม่ลูกก็ถึงหมู่บ้านต้าเหอ


กลับถึงบ้านแล้วนำสิ่งของเก็บเข้าบ้านซอมซ่อเป็นอย่างแรก พอมีกลอนเหล็กสักอันความรู้สึกปลอดภัยก็เพิ่มขึ้นมาก จากนั้นได้นำไฟฉายไปคืนตาเฒ่าหวังที่คอกวัว เซี่ยเสี่ยวหลานรู้สึกคันยิบๆตรงบาดแผลบนหน้าผาก หลิวเฟินบอกให้เธอไปโรงอนามัยเพื่อทำแผลใหม่เสีย เซี่ยเสี่ยวหลานเองก็คิดว่านี่เป็นเรื่องสำคัญ ไปโน่นมานี่เหงื่อโทรมกาย เธอกลัวว่าแผลจะติดเชื้อเอาได้


ทำแผลไม่แพงนัก โดยหลักๆคือทำความสะอาด


คุณหมอก็มีจรรยาบรรณไม่เหมือนเหล่าแม่บ้านปากยื่นปากยาว หมอได้ตรวจบาดแผลให้เธออย่างละเอียด


“ไม่ต้องกังวลนะ แผลฟื้นฟูใช้ได้ ดูแล้วไม่น่าทิ้งแผลเป็นหรอก”


เซี่ยเสี่ยวหลานสบายใจไปหนึ่งเปราะ “รบกวนหมอแล้วค่ะ”


แม่ลูกออกมาจากโรงอนามัย หลิวเฟินดึงแขนเสื้อของเซี่ยเสี่ยวหลานเอาไว้


“นั่นใช่ลุงของลูกหรือเปล่า?”


บ้านตระกูลเซี่ยอยู่หัวหมู่บ้าน ชายร่างเล็กผู้หนึ่งกำลังทะเลาะกับหญิงชราเซี่ย


“พวกแกตระกูลเซี่ยมันใจจืดใจดำ เล่นงานน้องสาวกับหลานสาวฉันจนตาย ถ้ายังไม่ส่งพวกเขาคืนให้ฉัน ฉันจะทุบพวกแกตระกูลเซี่ยเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย!”


[1] เมืองฮู่ หมายถึง เซี่ยงไฮ้


[2] แขวนสมอง หมายถึง ปรากฏการณ์ที่ค่าแรงของแรงงานฝีมือต่ำกว่าแรงงานไร้ฝีมือ


ตอนที่ 8: คุณลุงออกโรง


รูปร่างแบบนั้น หน้าตาแบบนั้น เป็นหลิวหย่งพี่ชายคนโตของหลิวเฟินไม่ผิดแน่!


ในความทรงจำของเซี่ยเสี่ยวหลาน ลุงรักและอาทรเธอมากกว่าพ่อแท้ๆอย่างเซี่ยต้าจวิน สตรีสองนางถูกบ้านเซี่ยข่มเหง ในที่สุดก็มีคนออกตัวโต้กลับตระกูลเซี่ยแทนสองแม่ลูก พอสัมผัสได้ถึงเยื่อใยระหว่างลุงหลานที่หลงเหลืออยู่จากเจ้าของร่างเดิมนี้ ขอบตาของเซี่ยเสี่ยวหลานร้อนผ่าวขึ้นมาในทันที


“ลุง ฉันอยู่นี่!”


หลิวหย่งกำลังคว้าตัวแม่เฒ่าเซี่ยเอาไว้ เส้นเลือดบริเวณลำคอปูดบวม ทำท่าทางจะพุ่งเข้าไปทำลายบ้านเซี่ยลงให้ได้ พอได้ยินเสียงเรียกขานแสนอ่อนโยน ก็หันมาพบกับหลานสาวผู้น่าสงสาร


เขาปล่อยหญิงชราเซี่ยพร้อมเร่งฝีเท้าเข้ามาหา


“เสี่ยวหลาน หลานกับแม่ไปไหนมา?”


หลิวหย่งเป็นช่างก่อสร้าง ว่างจากงานไร่นาก็จะช่วยคนทำบ้านเรือน เมื่อวานเขากลับจากเขตหลินก็เพิ่งรู้เรื่องของเซี่ยเสี่ยวหลาน วันนี้เขาจึงรีบมาที่หมู่บ้านต้าเหอ ซื้อน้ำตาลทรายขาวกับบะหมี่แห้งมาฝาก อยากจะกู้หน้าให้สองแม่ลูกเสียหน่อย  บ้านเซี่ยรับของเอาไว้ถึงแจ้งหลิวหย่งว่าเซี่ยเสี่ยวหลานกับมารดาย้ายไปอยู่บ้านเก่าริมน้ำแล้ว หลิวหย่งตามไปหาที่บ้านได้พบแต่ความว่างเปล่า


หลิวหย่งสงสัยว่าตระกูลเซี่ยจัดการคนเขาจนสิ้นไปแล้ว จึงวอแวให้หญิงชราเซี่ยเรียกสองแม่ลูกออกมาอยู่นานสองนาน


คนชนบทมักรับประทานอาหารกันสองมื้อ ตอนเช้า9-10โมงหนึ่งมื้อ ตอนบ่าย3-4โมงอีกหนึ่งมื้อ บ้านเซี่ยรอจะกินข้าวมื้อบ่ายอยู่ แม่เฒ่าเซี่ยจึงมาไล่เขาไป สองคนจึงได้ทะเลาะกันตั้งแต่ในบ้านจนถึงนอกบ้าน ปรากฏเป็นภาพเหตุการณ์เมื่อครู่


เซี่ยเสี่ยวหลานรู้ที่มาที่ไปแล้วจึงรีบอธิบายให้ลุงของตนใจเย็นลง


“ตอนนี้พวกเราอยู่ที่บ้านเก่าริมน้ำ เป็นเพราะรีบร้อนย้ายออกไป ย่าฉันเลยให้มันเทศมา20ชั่ง ถ้วยโถโอชามอะไรช่างมันก่อน เสื้อผ้ากับที่นอนก็ลืมให้พวกเราเอาไปด้วย พวกเรากำลังจะกลับมาเอาของก็เจอลุงเข้าพอดี”


หลิวหย่งเห็นหลานสาวตัวเป็นๆยืนอยู่ตรงหน้า หัวใจที่พุ่งขึ้นมาถึงคอก็ค่อยร่วงลงไปครึ่งหนึ่งบนศีรษะของเซี่ยเสี่ยวหลานเปลี่ยนจากผ้าพันรอบเป็นผ้าปิดปากแผลชิ้นเล็ก ดูแล้วไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้น ทว่าหลิวหย่งก็อารมณ์พลุ่งพล่านขึ้นมาอีกรอบ “เซี่ยต้าจวินยอมให้คนทั้งบ้านรังแกพวกเธอสองแม่ลูกหรือ?”


ย้ายไปอยู่บ้านเก่าริมแม่น้ำอะไรกัน บ้านหลังนั้นผุพังเสียสุนัขไม่รับประทาน คนดีๆอยู่ได้ที่ไหน เซี่ยเสี่ยวหลานกับมารดาถูกไล่ออกไปชัดๆ !


สีหน้าของแม่เฒ่าเซี่ยช่างดูไม่ได้เลย


นางเห็นเซี่ยเสี่ยวหลานกับมารดาปรากฏตัวขึ้น ยังนึกอยู่ว่าพวกเธออาศัยที่บ้านเก่าหนึ่งคืน คงลำบากลำบนทนไม่ไหวจึงกลับบ้านมาขอความเมตตา


นางจินตนาการเอาไว้ ต่อให้เซี่ยเสี่ยวหลานมาคุกเข่าอ้อนวอนอย่างไร นางก็จะไม่อ่อนข้อยอมรับเด็ดขาด ไม่คิดไม่ฝันว่าเซี่ยเสี่ยวหลานจะพูดว่ากลับมาเอาของ ในเมื่อไล่ไปแล้ว ยังมีอะไรให้เอาไปอีก?


ทว่าหลิวหย่งยังอยู่ ณ ตรงนี้


หลิวหย่งไม่ไร้น้ำยาเหมือนหลิวเฟิน เมื่อเขาพูดว่าจะจัดการตระกูลเซี่ยแล้ว นั่นแปลว่าเขากล้าจะทำจริงๆ


สีหน้าของหญิงชราเซี่ยเหยเก “นี่คุณลุง ได้ยินแล้วนะ พวกเธอมีบ้านดีๆให้อยู่ดันไม่อยู่ ลองทบทวนดูหน่อยสิ มีสะใภ้บ้านไหนปล่อยแม่สามีไว้อีกที่ไม่ใยดี? แม่สามีอย่างฉันก็ดูแลใครไม่ไหว รอต้าจวินกลับมาก็ให้เขาจัดการเองแล้วกัน!”


พวกที่แห่มามุงดูปาหี่ก็มาช่วยแม่เฒ่าเซี่ยพูดแก้ตัวต่างๆนานา


หลิวเฟินเหมือนดั่งจะพังทลาย รู้สึกตัวหดเหลือเป็นก้อน


หลิวหย่งรู้สึกว่าน้องสาวตนนั้นดูพึ่งพาได้ไม่เท่าหลานสาวเสียแล้ว อาจเป็นเพราะเซี่ยเสี่ยวหลานฝ่าฟันเรื่องวุ่นๆมา พูดจามีเหตุผลขึ้นมากนัก


“ยุ่งเรื่องคนอื่นเพราะไม่กลัวบานปลายใช่ไหมเล่า? นี่มันเป็นธุระของพวกเราสองบ้าน ทุกท่านให้พื้นที่กับพวกเราด้วยเถอะ ควรกลับไปทำอะไรก็ไปเสียนะ”


หลิวหย่งขับไสเหล่าแม่บ้านปากมากให้พ้นทาง เซี่ยเสี่ยวหลานถูกใจท่าทางการรับมือของหลิ่วหย่งเอามาก ประกอบกับความผูกพันที่มีอยู่ยิ่งทำให้รู้สึกสนิทใจกับหลิวหย่งมากขึ้น


“ลุง รอพ่อฉันกลับมาเขาอาจจะตีฉันตายก็ได้ ลุงว่าทำอย่างไรดี?”


หลิวหย่งเบิกตาโพลง “เขากล้าหรือ!”


ลูกเมียตัวเองยังปกป้องไม่รอด หลิวหย่งสมเพชเซี่ยต้าจวินเหลือเกิน ทว่าหลิวเฟินนั้นมักแก้ตัวแทนคนตระกูลเซี่ยอยู่เสมอ หลิวหย่งผิดหวังที่เหล็กไม่กลายเป็นเหล็กกล้าว่ากันแค่เรื่องนี้ ขนาดหลิวหย่งเองยังได้ยินข่าวลือแล้ว เซี่ยต้าจวินอยู่หมู่บ้านใกล้เคียงจะไม่รู้จริงหรือ? บ้านเซี่ยลูกชายสามพี่น้อง แต่ละคนกล้ามแขนโตอย่างกับต้นขาสตรี ขอแค่ยืนหยัดเพื่อเซี่ยเสี่ยวหลาน ใครหน้าไหนจะกล้าปากมากอีก?


ปล่อยให้ข่าวลือแพร่ไปทั่ว ทำเอาเกียรติของเซี่ยเสี่ยวหลานเสียหาย หญิงสาวดีๆคนหนึ่งจะไม่ขุ่นเคืองเสียจนเอาตัวเองชนเสาได้อย่างไร?


พอคิดๆเช่นนี้ ให้อยู่บ้านเซี่ยก็เฟ้นหาทางตายเอาเถอะ


หลิวหย่งเบียดแทรกหญิงชราเซี่ยที่หน้าประตู


“ไป ไปเอาเสื้อผ้าของพวกเธอไปด้วย วันนี้ฉันรับผิดชอบให้พวกเธอเอง บ้านโหลยโท่ยนั่นไม่ต้องไปอยู่แล้ว กลับบ้านกับฉันนี่แหละ!”


ย้ายไปอยู่บ้านเก่ากับกลับบ้านแม่นั้นเป็นคนละเรื่องโดยสิ้นเชิง


หลิวเฟินเข่าอ่อนระโหยโรยแรง เซี่ยเสี่ยวหลานกลับร่าเริงเบิกบานไปทั้งร่าง เธอก็ไม่อยากอยู่บ้านลุงนานหรอก แต่เธอสามารถไปทำธุรกิจที่นั่นได้ ถ้าพวกชาวบ้านต้าเหอขายไข่ไก่ให้เธอคงพิลึกกึกกือน่าดู


หลิวเฟินไม่กล้าขยับเขยื้อน หลิวหย่งจึงให้เซี่ยเสี่ยวหลานไปเก็บของแทน


เสียงของอาสะใภ้สามเสียดแทงโสตประสาท


“ลุงเสี่ยวหลาน ทำอะไรไม่ไว้หน้ากันบ้าง จะแยกบ้านเขาสามคนพ่อแม่ลูกออกให้ได้เชียว? เลี้ยงดูพวกหล่อนสองแม่ลูกไปทั้งชาติได้หรือ? ”


แต่ไหนแต่ไรสะใภ้ที่แต่งเข้าบ้านก็มีแต่ปลอบให้อยู่ไม่ยุให้แยกเท่านั้น


เซี่ยเสี่ยวหลานจะออกไปไหนก็ได้ อย่างไรเสียเธอก็แค่สาวน้อยกระจ้อยร่อย แต่หลิวเฟินเป็นวัวแก่ที่ทั้งบ้านต้องเรียกใช้ ไม่อยู่สักวัน อาสะใภ้สามก็ต้องทำงานแทนส่วนของหลิวเฟิน คิดแล้วลำเค็ญนัก


หลิวเฟินยิ่งตัวสั่นรุนแรงขึ้น


เธอเองรู้ดีว่าครั้งนี้หลิวหย่งนั้นจริงจัง ในสมองเธอตีกันยุ่งเหยิงไปหมด เดี๋ยวก็รู้สึกว่าถ้าทำตามที่พี่ชายบอก ครอบครัวเธอก็จะแตกแยก เดี๋ยวก็คิดว่าขนาดลุงยังออกหน้าปกป้องเสี่ยวหลาน เซี่ยต้าจวินผู้เป็นพ่อบังเกิดเกล้ากลับไม่โผล่มา เธอจะคิดไม่ถือโทษเขาจริงหรือ? เธอถือโทษมากต่างหาก! ทว่าเธอขี้ขลาดมานานเกินไป แม้ความแค้นเคืองก็มิกล้าพูดออกมา


เซี่ยเสี่ยวหลานหัวเราะเยือกเย็น “อาสาม ลุงเลี้ยงฉันไปทั้งชาติไม่ไหว แล้วอาเลี้ยงไหวหรือ? วานบอกหงเซี๋ยของอาทีว่าเอาเสื้อผ้าฉันคืนมาได้แล้ว ฉันจะเอาไปด้วย”


อาสะใภ้สามเงียบลงในทันใด


ตอนนี้ตระกูลเซี่ยไม่มีผู้ชายรับหน้า ทั้งบ้านจึงไม่มีใครเผด็จการเกินหลิวหย่งแล้ว ลมใต้เท้าพาเธอรุดเข้าห้องตัวเอง รองเท้าข้างเตียงไม่ใช่ของเธอ นี่แค่คืนเดียวเท่านั้น เซี่ยหงเซี๋ยก็อดรนทนย้ายเข้ามาไม่ได้เสียแล้ว หีบไม้บนเตียงคือสมบัติทั้งหมดของเซี่ยเสี่ยวหลาน ด้านนอกผนึกด้วยกลอนเหล็ก ส่วนกุญแจนั้นแขวนอยู่ที่คอของเธอ ไม่คิดเลยว่าจะมีโอกาสนำมันไปด้วย


เซี่ยเสี่ยวหลานใช้แรงยกหีบออกมา


หลิวเฟินไม่กล้าแยกตัวไปเก็บสัมภาระของตน ความกดขี่นานหลายปีดีดักของแม่เฒ่าเซี่ยซึมลึกเข้ากระดูกดำ


หลิวหย่งไม่ได้แซ่เซี่ย หากเขาเข้าบ้านไปเวนของคืนแล้ววิสัยของเรื่องนี้จะเปลี่ยนแปลงทันที


แต่เซี่ยเสี่ยวหลานกล้าน่ะสิ ปล่อยให้หญิงชราเซี่ยหน้าดำอย่างกับก้นหม้อ ส่วนตัวเธอรีบไปเก็บเสื้อผ้าของหลิวเฟินให้แทน หลิวเฟินมีเสื้อผ้ารวมแล้วไม่กี่ชุด ล้วนแต่ขาดรุ่งริ่งทั้งนั้น หลิวหย่งเห็นแล้วถึงกับต้องขมวดคิ้ว


“ลุงจ๊ะ พวกเรายังมีของกินอยู่ที่บ้านเก่าด้วยน่ะ”


ฝ่ามือใหญ่ของหลิวหย่งโบกไปมา


“เอาไปหมดนั่นแหละ วันนี้ฉันขี่จักรยานมา”


ใช่แล้ว จักรยาน28นิ้วใหม่เอี่ยมอ่องจอดไว้ข้างผนัง จะซื้อจักรยานแบบนี้อย่างไรเสียก็ต้องใช้สัก200กว่าหยวน หลิวหย่งเป็นนายช่างก่อสร้าง ทำงาน1วันได้ค่าแรง2หยวน เซี่ยเสี่ยวหลานครุ่นคิด ลุงของเธอมั่งคั่งแล้วหรือ?


[1] หัวใจพุ่งถึงคอ เปรียบเทียบว่ากำลังกังวลหรือกลัวมาก


[2] ยุ่งเรื่องคนอื่นเพราะไม่กลัวบานปลาย หมายถึง ผู้คนที่ชอบยุ่งเรื่องคนอื่น ไม่เพียงแต่ยุ่งเอาบันเทิงเท่านั้น แต่มักทำเรื่องราวให้บานปลายไปอีก เนื่องจากคิดว่าไม่ใช่เรื่องของตัวเอง


[3]  ผิดหวังที่เหล็กไม่กลายเป็นเหล็กกล้า หมายถึง ผิดหวังที่ผู้อื่นไม่พัฒนาไปตามที่ตนต้องการ ในที่นี้คือหลิวหย่งผิดหวังที่หลิวเฟินอ่อนแอไม่สู้คนบ้านเซี่ยจนเกินไป


[4] ลมใต้เท้า หมายถึง เดินอย่างว่องไว


[5] หน้าดำอย่างกับก้นหม้อ เปรียบเปรยว่าสีหน้าดูไม่ได้ ในที่นี้คือโกรธมาก


[6] จักรยาน28นิ้ว คือ จักรยานรุ่นที่นิยมใช้กันแพร่หลายในยุคนั้น เนื่องจากเส้นผ่านศูนย์กลางของล้อมีขนาดประมาณ28นิ้ว คนจึงเรียกตามขนาดล้อ


ตอนที่ 9: ฉันกลับตัวกลับใจแล้ว!


แม้จะไม่อยากก็ต้องอยาก วันนี้ท่าทางของตระกูลเซี่ยช่าง ‘อ่อนโยน’ ครั้นอยากจะเอะอะแค่ไหน แต่ก็ต้องควบคุมไว้ให้มีขอบเขต


จักรยาน28นิ้วทำเอาคนบ้านเซี่ยตะลึงงัน


ที่คนตระกูลเซี่ยรังแกหลิวเฟินและไม่สนความเป็นความตายของเซี่ยเสี่ยวหลาน เหตุเพราะไม่มีใครออกรับหน้าแทนพวกเธอ เมื่อก่อนหลิวหย่งก็ใส่ใจ ทว่าตัวเองดันยากจนเสียส่งเสียงก๊องๆ ย่อมยืนหยัดช่วยยังไม่ไหว มาตอนนี้เขายินดีสนับสนุนเซี่ยเสี่ยวหลานและมารดา ถือว่าต้องพอมีกำลังอยู่บ้าง เหล่าสตรีบ้านเซี่ยที่รับมือยากถึงได้ยอมถดถอย


แม่เฒ่าเซี่ยมิได้ตำหนิติเตียน เพราะในวันสองวันนี้เซี่ยต้าจวินก็จะกลับมาแล้ว


รอให้เซี่ยต้าจวินกลับมา ขี้คร้านหลิวเฟินจะต้องกลับมาอ้อนวอนเอง เซี่ยเสี่ยวหลานรักจะหนีไปไหนก็ไป อย่างไรเสียก็เป็นแค่หญิงสำส่อนที่หมิ่นเกียรติวงศ์ตระกูล หากหลิวเฟินจะไสหัวไปด้วยก็ยิ่งดี หญิงที่ให้กำเนิดลูกชายไม่ได้แบบนี้ ไว้ค่อยหาภรรยาใหม่ให้เซี่ยต้าจวินยังดีกว่า


ตระกูลเซี่ยไม่ถึงกับร่ำรวย แต่บ้านเซี่ยมีหงส์ฟ้าทอง ยังต้องกังวลเรื่องจะไม่มีคนตบแต่งกับเซี่ยต้าจวินหรือ?


หญิงชราเซี่ยวางแผนเสร็จสรรพ ไม่แลว่าเซี่ยเสี่ยวหลานจะนำเสื้อผ้าเก่าย้ายไปไหน นางเห็นทั้งสามกำลังจะจากไป ปากก็บ่นอุบอิบ


“ออกจากตระกูลเซี่ยแล้ว อยากกลับมาก็ยากหน่อยนะ!”


หลิวหย่งผู้พิฆาตจากไป คนอื่นถึงกล้าโผล่ออกมา


“คุณแม่ ยอมให้พวกหล่อนไปจริงหรือ?”


อาสะใภ้สามพินิจ อย่างน้อยควรเรียกให้หลิวเฟินกลับมาทำงาน


หญิงชราเซี่ยชี้แจงความคิดของตนอย่างภูมิอกภูมิใจ สะใภ้สามหวังจินกุ้ยย่อมประจบประแจงเสียหน่อย


“ถ้าอย่างนั้นต้องแต่งพี่สะใภ้รองคนใหม่ที่สู้งานหน่อยเถอะค่ะ!”


สะใภ้ใหญ่จางชุ่ยกลับไม่เต็มใจนัก ลูกสาวเธอสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้เพราะมีความสามารถ อีกหน่อยต้องดูแลคนทั้งบ้าน แม้แต่ภรรยาใหม่ของเซี่ยต้าจวินก็ยังต้องโอบอุ้มไว้หรือ? สำนึกความเป็นคนตระกูลเซี่ยของจางชุ่ยนั้นต่ำเตี้ย แต่ไร้ข้อกังขาว่าเธอคือสะใภ้ที่หลักแหลมที่สุด หลิวเฟินเป็นวัวแก่ของบ้าน แม้ทำงานหนักแต่กลับไม่เป็นที่โปรดปราน หวังจินกุ้ยคือประทัดที่จุดก็ลุกไหม้แล้ว จะประจบประแจงยังให้ตรงจุดเสียหน่อยยังมิได้เลย


จางชุ่ยรวบรัดเบี่ยงเบนหัวเรื่องสนทนา


“นี่ไม่รู้ว่าจื่ออวี้ถึงวิทยาลัยหรือยัง เด็กคนนี้นี่ไม่ส่งโทรเลขมาบอกกล่าวกันบ้าง”


“โทรเลขน่ะแพง จื่ออวี้ประหยัดหรือไม่มีเงินกันนะ ถ้าอย่างนั้นน่าจะให้เงินหลานไปเรียนเพิ่มขึ้นอีกหน่อย!”


หว่างคิ้วของแม่เฒ่าเซี่ยยับย่นเสียจนบี้แมลงวันให้ตายได้


หวังจินกุ้ยแอบเบะปาก เอาเงินทั้งบ้านติดตัวไปขนาดนั้นยังไม่พอส่งโทรเลขอีกหรือ?


แม่เฒ่าเซี่ยคิดว่าเซี่ยจื่ออวี้เข้าเมืองหลวงเรียนมหาวิทยาลัยจะต้องเจอกับเรื่องขุ่นข้องหมองใจแน่ ในใจพลันรู้สึกไม่ดี จึงได้ตัดสินใจอีกเรื่องหนึ่ง “สามพี่น้องไปซ่อมคันกั้นน้ำ ได้เงินค่าแรงมาก็รีบส่งให้จื่ออวี้เสีย!”


จางชุ่ยทำเป็นประวิงปฏิเสธสองสามคำตามมารยาท ในเมื่อแม่เฒ่าเซี่ยยืนยันจะให้ จางชุ่ยก็ทำได้เพียงอิดออดยอมรับน้ำใจของคุณย่าแทนลูกสาว


นี่มันช่างแซ่เดียวกันคนละชะตากรรมจริงๆ เซี่ยเสี่ยวหลานชนเสาขนาดนั้นยังไม่ได้ไปโรงพยาบาล เงินทองของบ้านเซี่ยกลับใช้จ่ายให้ผู้พี่ของเธอเซี่ยจื่ออวี้ หากเซี่ยเสี่ยวหลานได้อยู่ฟังในเหตุการณ์ด้วยแล้ว เกรงว่าเธอต้องได้เปิดศึกกับหญิงชราเซี่ยสักยกหนึ่ง


คนตระกูลเซี่ยไม่รักใคร่เธอ แต่เธอก็มีคนคอยห่วงใยอยู่


อย่างน้อยมีหลิวหย่งคนหนึ่งที่ห่วงเธอ “ที่แบบนี้จะไปอยู่ได้อย่างไร ทำไมเมื่อวานเสี่ยวหลานกับแม่ไม่มาหาลุงเล่า?”


บ้านเซี่ยเลือดเย็นเหลือเกิน โทษเสี่ยวหลานจนเธอไม่เหลือทางเลือก แต่ไหนแต่ไรเสี่ยวหลานทนลำบากไม่เป็น จะย้ายออกมาอยู่บ้านเส็งเคร็งริมแม่น้ำได้อย่างไร? หลิวหย่งขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน ความชิงชังต่อตระกูลเซี่ยเพิ่มขึ้นจนถึงขีดสุด


“รีบเก็บของเถอะ กลับบ้านกับฉันนี่แหละ!”


หลิวเฟินลังเล “ต้าจวินกลับมาจะทำอย่างไรเล่า?”


หลิวหย่งยังคงผิดหวังที่เหล็กไม่กลายเป็นเหล็กกล้า


“เธอปกป้องเซี่ยต้าจวินทุกประการเชียว ในฐานะพี่ชายฉันไม่มีความเห็น อย่างไรเสียเขาก็สามีเธอ! แต่นอกเหนือจากเป็นสามีเธอแล้ว เขาก็เป็นพ่อของเสี่ยวหลานด้วย เขาได้ทำหน้าที่พ่ออย่างสมควรแล้วหรือ? ขนาดฉันยังรู้เรื่องเสี่ยวหลาน เซี่ยต้าจวินหูหนวกไม่รับรู้หรืออย่างไร? ”


หลิวหย่งโกรธเสียจนทำอะไรไม่ถูก


เซี่ยเสี่ยวหลานรีบส่ายหัวให้ลุงของเธอ ส่งสัญญาณว่าไม่ต้องพูดแล้ว


หลิวเฟินมีระบบความคิดเคยชินที่สะสมมาหลายปี  แค่ย้ายออกมากับเซี่ยเสี่ยวหลานได้ก็ถือว่ากล้าหาญชาญชัยมากแล้ว


“ลุง ฉันอยากทำธุรกิจสักหน่อย ลุงว่าพอจะได้ไหม?”


เซี่ยเสี่ยวหลานเก็บสัมภาระพลางแจกแจงแผนขายไข่ไก่เก็งกำไรของตนให้กับหลิวหย่งฟัง เธอคิดว่าลุงเธอนั้นเป็นผู้ที่มีหูตากว้างไกลหายาก พูดจากระทำสิ่งใดได้ชัดเจนแจ่มแจ้ง ไม่มีท่าทางโง่เขลาอวดรู้


เมื่อฟังจนจบหลิวหย่งยังไม่ได้แสดงความคิดเห็นในทันที เขาควักต้าเฉียนเหมินห่อใหญ่ออกมาจากกระเป๋า จุดบุหรี่ให้ตัวเองหนึ่งมวน


หลิวหย่งสูบได้ครึ่งมวนถึงได้กล่าว “ลุงว่ากันตามตรงนะ หลานอยากหาเงินถือเป็นเรื่องดี แสดงว่าหลานฉลาดและมีเหตุผล แต่ธุรกิจนี้น่ะไม่ค่อยเหมาะเท่าไร”


เซี่ยเสี่ยวหลานไม่ขัดสิ่งที่หลิวหย่งพูด ชาติก่อนเธอสามารถปีนขึ้นสู่ตำแหน่งระดับผู้บริหารระดับสูงได้นั้น นอกจากเพราะมีปณิธานอันแน่วแน่แล้ว ก็เพราะว่าเธอไม่เคยทะนงว่าตนฉลาดเฉลียว


ยุค80นี้มันล้าหลังพอตัว แต่อย่างไรเสียต้องมีคนปราดเปรื่องอยู่แน่


หากเซี่ยเสี่ยวหลานด่วนตัดสินว่าคนเหล่านี้หัวทึบ ไม่ช้าก็เร็วเธอได้หกคะเมนแน่


“ลุงว่าต่อเลย ฉันฟังอยู่”


เมื่อเห็นว่าภาวะอารมณ์ของเซี่ยเสี่ยวหลานมีการพัฒนาขึ้นมาก หลิวหย่งจึงได้หัวเราะ “ถ้าลุงพูดอะไรไม่ถูกก็อย่าเพิ่งโกรธกันนะ ลุงแค่แนะนำน่ะ ธุรกิจนี้งานหนักกำไรน้อย เผลอๆอาจเกิดเรื่องเข้าใจผิดได้ เราเปลี่ยนไปทำธุรกิจที่ใช้เงินน้อยกว่านี้หน่อยดีไหม?”


ชาวสวนเข้าเมืองขายไข่ไก่เล็กๆน้อยๆ ใช้ตะกร้าหิ้วเอาก็ได้แล้ว


หากจะส่งไข่ไก่มากกว่า100ใบเข้าเมืองไปขายในคราเดียว ระบบขนส่งขลุกขลักมาก การรับซื้อไข่เองก็เป็นเรื่องที่ไม่สะดวกเท่าไร


ไข่ไก่แตกง่ายเก็บรักษายาก ถ้าไข่ที่ส่งเข้าเมืองไม่ได้ขายหมดในชั่วอึดใจเล่า?


ไม่ต้องพูดถึงหน้าตาของเซี่ยเสี่ยวหลานที่ดูเรียกร้องความสนใจคนนัก หลิวหย่งไม่วางใจให้เธอไปตรงนั้นทีตรงโน้นทีเพื่อรับซื้อไข่ไก่ งานแบบนี้ต้องทำตั้งแต่รุ่งสางยันดึกดื่น ได้แค่ค่าเหนื่อยเท่านั้น เหมาะกับผู้ชายทำมากกว่า ไม่เหมาะสำหรับสาวรุ่นอย่างเซี่ยเสี่ยวหลาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหญิงสาวที่สวยจรุงจิตเช่นนี้


ปัญหาเหล่านี้เซี่ยเสี่ยวหลานได้พิจารณาไว้แล้ว


หลังจากที่ยินดีปรีดาในตอนแรก เธอเริ่มตระหนักถึงข้อดีข้อด้อยของใบหน้านี้แล้ว


บ้านประตูหญ้ามากสาวงามย่อมเลี้ยงดูปูเสื่อไม่ไหว สมัยศักดินานั้นสาวงามจากครอบครัวแร้นแค้นจะเสนอตัวรับใช้ชนชั้นสูง ส่วนหญิงสาวจากครอบครัวมีอันจะกินมักหลบซ่อนตัว ไปไหนมาไหนต้องมีพิธีรีตอง ถึงจะรับประกันความปลอดภัยได้


ตอนนี้เซี่ยเสี่ยวหลานไม่มีฐานะดังข้างต้น ทำได้เพียงซื้อกรรไกรไว้ป้องกันตัวสักเล่ม


สิ่งที่หลิวหย่งพูดล้วนเป็นข้อเท็จจริง เซี่ยเสี่ยวหลานยิ้มอย่างขมขื่น


“ฉันมีทุนน้อย ทำได้แค่พึ่งธุรกิจไข่ไก่เลี้ยงชีพตัวฉันกับแม่ไปก่อน ฉันพาแม่ออกจากบ้านเซี่ยมาไม่ใช่เพื่อให้หวาดหวั่นเรื่องปากท้อง ลูกสาวคนอื่นเป็นหงส์ฟ้าทอง แม่ฉันก็คงมีแต่ลูกเวรลูกกรรมล่ะมั้ง? สักวันฉันจะต้องทำให้แม่มีชีวิตดีๆ ลุง เมื่อก่อนฉันมันโง่งมนัก ทำให้เสียใจอยู่เรื่อย!”


ชายชาตรีอย่างหลิวหย่งยังรู้สึกแสบจมูกขึ้นมา หลิวเฟินจะกลั้นอยู่ได้เยี่ยงไร


มารดาร้องไห้โฮพลางปฏิเสธ


“ใครบอกว่าเป็นลูกเวรลูกกรรมกัน? แม่จะเป็นอย่างไรก็ช่าง ที่สำคัญคือลูกจะต้องอยู่ดีกินดีต่างหากเล่า!”


สามคนร่วมสายเลือดแทบจะร้องห่มร้องไห้ด้วยกันแล้ว เซี่ยเสี่ยวหลานใช้โอกาสนี้แถลงไขความในใจให้คนใกล้ชิดรับรู้ เธอจะ ‘กลับตัวกลับใจ’ เป็นคนใหม่แล้ว


หลิวหย่งเห็นหลานสาวเจตนาซื่อตรง จึงไม่ยั้งเธออีก


“หลานจะทำธุรกิจนี้ก็ต้องใช้เงินทุนสักกี่สิบหยวนทีเดียว ถ้าขาดเงินเท่าไร เดี๋ยวลุงเติมให้เอง!”


เซี่ยเสี่ยวหลานยังขาดเงินทุนอีกเท่าไรหรือ?


เธอมีในกระเป๋าแค่6หยวน ประธานเซี่ยเผยให้เห็นสีหน้ากระอักกระอ่วนที่ไม่ได้มีให้เห็นบ่อยๆ


[1] ยากจนเสียดังก๊องๆ หมายถึง จนมาก มีที่มาจากคนจนไม่มีแม้แต่เงินซื้อข้าวสารกรอกหม้อ เวลาเคาะถ้วยชามที่ว่างเปล่าจะส่งเสียงก๊องๆ


[2] ประทัดที่จุดก็ลุกไหม้ เปรียบเปรยถึงคนที่มีอารมณ์วู่วาม พลุ่งพล่านได้ง่าย


[3] ต้าเฉียนเหมิน คือ ชื่อทางการค้าของบุหรี่จีน


[4] หกคะเมน เปรียบเปรยว่าได้รับความพ่ายแพ้ล้มเหลว


[5] บ้านประตูหญ้า หมายถึง จนมาก มีที่มาจากแร้นแค้นเสียจนต้องนำหญ้าชนิดหนึ่งมามุงประตูแทน


[6] ลูกเวรลูกกรรม หมายถึง ลูกที่มักทำให้พ่อแม่เสียใจหรือลำบาก


ตอนที่ 10: เซี่ยต้าจวินกลับมาพุ่งชนแล้ว!


หลิวหย่งมิได้เยาะเย้ยหลานสาว


ถ้าไม่ใช่เพราะจวนตัวจนไม่มีหนทาง จะมีใครยินดีจากบ้านไปโดยไร้เงินสักเฟินเดียวกัน?


ต่อให้เลือกอยู่บ้านเซี่ยต่อไป กล้ำกลืนฝืนทนความอัปยศอดสูก็มีชีวิตได้ แต่ถ้าบ้านไร้ชายคาให้หลบลมฝน สมาชิกในบ้านเป็นปฏิปักษ์ต่อกัน แล้วมันจะเป็นบ้านแบบไหนกัน! หลิวหย่งกลับคิดว่าเซี่ยเสี่ยวหลานมีความกล้า คนว่ากันว่าหลานชายมักเหมือนลุง เดิมทีเขาเอ็นดูเซี่ยเสี่ยวหลานเป็นพิเศษอยู่แล้ว ยิ่งตอนนี้มองหลานสาวอย่างไรก็มีแต่ส่วนดีไปหมด


หลิวหย่งล้วงน้ำหนึ่งใจเดียวจำนวนหนึ่งออกมาจากกระเป๋า


“เงิน50หยวนส่วนนี้หลานเอาไปก่อน จะดำเนินธุรกิจอย่างไรเอาไว้พวกเรามาปรึกษาหารือกันสักหน่อย ถ้าเงินไม่พอ สักสองสามวันลุงค่อยรวบรวมมาให้อีก”


ธนบัตร10หยวนเป็นธนบัตรที่มีค่าสูงสุดในปัจจุบันแล้ว ถูกมวลชนเรียกว่า ‘น้ำหนึ่งใจเดียวกัน’


หลิวเฟินตื่นตกใจ “พี่ใหญ่ เอาเงินมาจากไหน?”


ทั้งจักรยานคันใหม่ ทั้งเงินอีกกี่สิบหยวนที่ให้เซี่ยเสี่ยวหลาน ฐานะทางการเงินของบ้านหลิวเป็นอย่างไรมีหรือหลิวเฟินจะไม่รู้? อันที่จริงก็ยากจนมากนั่นแหละ เมื่อก่อนหลิวหย่งไม่เป็นโล้เป็นพาย พอสองปีมานี้ครอบครัวแทบจะอยู่ไม่ไหว เขาถึงปรับปรุงตัวไปเรียนรู้งานก่อสร้าง หนึ่งปีเรียนจบ สองปีกลายเป็นนายช่างใหญ่ มีฝีมือตรงนี้แล้วเลยช่วยให้บ้านหลิวอยู่สบายขึ้นสักหน่อย แต่งานก่อสร้างไม่ได้มีทุกวัน หลิวหย่งไม่เหมือนคนงานที่มีประกันค่าแรง เขาจึงรายได้ไม่ค่อยแน่นอน


หลิวหย่งทราบดีว่าน้องสาวตนนั้นเข้าใจยาก เลยไม่พูดอะไรมากนัก เพียงแต่ให้เซี่ยเสี่ยวหลานรับเงินเอาไว้


“ขอบคุณลุงมากนะ เงินนี่ถือว่าฉันยืมเถอะ”


ตอนนี้เรียกได้ว่าเธอตัวเปล่า ด้วยเงินทุนริเริ่ม50หยวนก้อนนี้ เธอสามารถคว้าโอกาสจากช่วงฤดูทำไร่นาเพื่อหาเงินได้แล้วเธอจะคืนลุงเพิ่มเป็นเท่าตัว เธอดื้อด้านไม่ให้หลิวหย่งช่วยเหลือ และไม่ยอมให้แม่มาลำบากด้วยแน่!


หลิวหย่งหัวเราะร่วน


เขาช่วยเซี่ยวเสี่ยวหลานนำสัมภาระมัดไว้กับที่นั่งซ้อนของจักรยาน


สมบัติทั้งหมดของสองแม่ลูกก็มีแค่มันเทศ เสื้อผ้าส่วนตัว รวมถึงของใช้ทั่วไปที่เพิ่งซื้อมาวันนี้ ยังไม่ทันเดินถึงปากทางหมู่บ้าน ก็มีคนถือชามมาเรียกรั้งเซี่ยเสี่ยวหลานเอาไว้


“พ่อเธอกลับมาแล้ว!”


“เซี่ยต้าจวินตีพวกเธอตายแน่...”


มีความสุขบนเรื่องทุกข์ของคนอื่น ไม่มีแม้แต่ความหวังดีให้กันเลย ชาวบ้านต้าเหอนี่ช่างไม่เป็นมิตรเสียจริงๆ ราวกับเซี่ยเสี่ยวหลานไปขุดหลุมศพบรรพบุรุษพวกเขามาอย่างไรอย่างนั้น!


ประตูใหญ่บ้านเซี่ยเปิดอ้าอยู่ ชายร่างกำยำผู้หนึ่งเดินออกมา


“พวกเธอจะไปไหน ลูกทะเลาะกับย่าที่บ้านหรือ?”


เขากล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มดัง บนแขนล้วนเป็นกล้ามเนื้อมัดโต ส่วนสูงที่ประเมินด้วยสายตาได้ประมาณร้อยแปดสิบ คนคนนี้ก็คือพ่อบังเกิดเกล้าของเซี่ยเสี่ยวหลาน เซี่ยต้าจวิน


ดูแล้วความสูงของตนเองคงจะได้มรดกมาจากเขา อยู่ในยุค80แล้วสามารถสูงได้มากกว่าร้อยหกสิบ เซี่ยเสี่ยวหลานเองก็ภูมิใจในตัวเองมากทีเดียว


หลิวหย่งไม่เปิดโอกาสให้เซี่ยเสี่ยวหลานได้กล่าวอะไร คว้าถุงมันเทศได้ก็ขว้างใส่เซี่ยต้าจวินไปทีหนึ่ง “ไอ้ลูกหมา ฉันยังคิดอยู่ว่าจะคิดบัญชีกับแกวันไหนดี แล้วแกก็โผล่หัวออกมาเอง!”


“ใครทะเลาะกับใคร?”


“เมียแกกับลูกสาวโดนคนข่มเหงจนเกือบตาย แกเป็นพ่อประสาอะไรยังเสแสร้งไม่รู้เรื่อง?”


“ไอ้สารเลว พวกเธอจะไปทะเลาะกับใครได้ น้องสาวฉันแต่งกับแกนี่ซวยไปแปดชาติจริงๆ”


หลิวหย่งเป็นเพียงชายร่างเล็กกว่า ตัวสูงไม่ถึงร้อยเจ็ดสิบด้วยซ้ำ


ทว่าพอระเบิดอารมณ์แล้ว ก็ปะทะกันจนเซี่ยต้าจวินไม่อาจโต้กลับ


แน่นอน แขนของเซี่ยต้าจวินยังวุ่นกับการปกป้องหัวตัวเอง ยังไม่ได้ปะทะกับหลิวหย่งจริงๆจังๆแต่อย่างใด


“พี่ใหญ่ คุยกันดีๆเถอะ!”


“ฉันจะบอกอะไรให้นะ ไอ้สารเลว ตัวใหญ่เปล่าแต่ไม่มีหัวใจ อยู่มาหลายสิบปีจนปูนนี้ ถ้าไม่รู้จักรักลูกสาวตัวเอง ฉันจะดูแลแทนแกเอง!”


หลิวเฟินกระวนกระวายหนักขึ้น เธอจะเข้าไปห้ามทัพก็ถูกเซี่ยเสี่ยวหลานรั้งไว้


สายตาเยือกเย็นของเซี่ยเสี่ยวหลานมองเซี่ยต้าจวินที่ยังไม่ตอบโต้ตั้งแต่ต้นจนถึงตอนนี้ เธอยังพอมีความเชื่อมั่นในตัวเขาอยู่บ้าง หากเซี่ยต้าจวินยังทำลุงเธอได้ลง เซี่ยเสี่ยวหลานก็ไม่รู้จะกล่าวอะไรอีก มิใช่ว่าผู้ชายห้ามมีอารมณ์โมโห โลกนี้มีพวกเหลือเดน มีผู้ชายอุดมปัญญา และก็มีพวกหุนหันพลันแล่นที่พูดไม่ทันขาดคำก็ลงไม้ลงมือ


ภูผาวารีที่ยากแค้นหล่อเลี้ยงพวกดื้อด้าน วิถีผู้คนเขตอันชิ่งเหี้ยมหาญมาโดยตลอด


แต่การอยู่ที่แจ้งลงมือกับคนอื่นกับการกลับไปลงมือกับภรรยาที่บ้าน โดยพื้นฐานถือว่าคนละเรื่องเลย


เซี่ยเสี่ยวหลานดูแคลนผู้ชายที่รุนแรงกับคนในครอบครัวสุดหัวใจ


หลิวหย่งทำเอาตัวเองเหนื่อยจนหอบแฮ่ก พี่น้องของเซี่ยต้าจวินวิ่งออกมาแยกทั้งสองคนออกจากกัน ลุงกับอาของเซี่ยเสี่ยวหลานรัดหลิวหย่งจนหมดท่า ทว่าหลิวหย่งยังคงออกหมัดออกเท้าไม่ยอมแพ้


อย่างไรเสียความเหี้ยมหาญของหลิวหย่งก็ทำให้ชาวบ้านที่มาสอดรู้ตกใจกันไปหมด เมื่อครู่ทำเป็นเสียดสี ตอนนี้หดหัวเป็นเต่าโดยสิ้นเชิง


หน้าของเซี่ยต้าจวินบวมเป่ง เขาถุยน้ำลายที่ปนเลือดออกมา


“ฉันไม่อยากเถียงกับแก แค่จะพูดเรื่องเสี่ยวหลาน เธอไม่ควรทะเลาะกับย่า ย่าอารมณ์ขุ่นจนล้มหมอนนอนเสื่อแล้ว”


หญิงชราเซี่ยเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวที่ดูแลลูกสามคนจนเติบใหญ่ เซี่ยต้าจวินไม่สนใจใยดีภรรยาตัวเอง แต่เชื่อฟังมารดาตนทุกประการ


เซี่ยเสี่ยวหลานได้แต่คิด หากเธอเป็นตัวเจ้าของร่างนี้เองแล้วได้ยินคำพูดเหล่านี้คงโกรธแทบตาย


เธอรักและเคารพหลิวเฟิน รู้สึกสนิทกับหลิวหย่ง เพราะเซี่ยเสี่ยวหลานในชาติที่แล้วขาดความห่วงหาอาทรจากครอบครัว ทั้งสองคนช่างดีต่อเธอเหลือเกิน แต่สำหรับเซี่ยต้าจวินน่ะหรือ เซี่ยเสี่ยวหลานไม่รู้สึกอะไรเลยแม้แต่นิด ต่อให้ ‘เซี่ยเสี่ยวหลาน’ ติดค้างตระกูลเซี่ยจริง เธอก็ได้ชดใช้ให้ด้วยชีวิตไปแล้ว ตอนนี้ยังจะเอาอะไรอีกเล่า?


“ลุง พวกเราไปกันเถอะ”


จริงๆแล้วเซี่ยเสี่ยวหลานอยากด่าเซี่ยต้าจวินสักรอบ คิดไปคิดมาเธอกลับขี้เกียจจะเปลืองน้ำลาย


เซี่ยต้าจวินเห็นเธอไม่หือไม่อือก็จริง ทว่าไม่อาจข่มไฟโทสะในใจลงได้เลย


“นังลูกคนนี้นี่...”


เขาเดินมาดึงแขนเซี่ยเสี่ยวหลานเสียจนตัวเธอโซเซไปชั่วครู่


เซี่ยเสี่ยวหลานหันมา เธอใช้ใบหน้าไร้สีสันไร้อารมณ์มองมายังเขา “ย่าบอกว่าฉันอยู่ไปรังแต่จะทำให้ตระกูลเซี่ยขายหน้า คนอย่างฉันควรรีบตายไปเสีย ฉันโขกหัวจนแตก แม่คุกเข่าขอร้องย่าให้ส่งฉันไปโรงพยาบาล แม่โขกหัวจนบวมถึงได้เชิญหมอมาห้ามเลือดให้ฉันได้ ถ้าพ่อคิดว่าฉันกตัญญูรู้คุณไม่พอ ฉันก็จะเอาชีวิตที่เก็บได้นี้คืนให้ตระกูลเซี่ยไปเสีย ดีหรือไม่?”


กรรไกรป้องกันตัวของเซี่ยเสี่ยวหลานจรดอยู่ที่ลำคอของเธอ ใบมีดคมกริบได้เชือดเฉือนเข้าเนื้อไปแล้ว


ความมุ่งมั่นนั้นถูกซ่อนอยู่ภายใต้น้ำเสียงราบเรียบ ทว่ากลับทำให้คนได้ยินอกสั่นขวัญแขวนได้


เธอตั้งใจจะแทงเข้าคอตัวเองจริงๆ


เซี่ยต้าจวินตกใจแล้วแก้ตัวไปตามเรื่อง “ก็ไม่เห็นเป็นอะไร บ้านเรามีเงินส่งลูกไปโรงพยาบาลที่ไหนกัน ทำไมลูกไม่หัดเรียนรู้เข้าใจโลกเหมือนจื่ออวี้เขาบ้าง...”


เซี่ยเสี่ยวหลานใช้สายตาเยาะเย้ยที่จะขำก็ไม่ขำมองเขา เซี่ยต้าจวินยิ่งพูดยิ่งรู้สึกตัวเล็ก


ทำไมที่บ้านถึงไม่มีเงิน ก็เพราะเซี่ยจื่ออวี้ผู้ฉลาดเฉลียวนำเงินทั้งบ้านไปด้วยแล้วอย่างไรเล่า เซี่ยต้าจวินรักหลานสาวจนเคยชินแค่ไหน แต่กับเรื่องนี้แล้วเขาเองก็คิดว่าสิ่งที่แม่เฒ่าเซี่ยทำไม่ค่อยสมควรนัก ความรู้สึกผิดกับอารมณ์หลากหลายผสมเข้าด้วยกันจนผลักดันเซี่ยต้าจวินให้ตะโกนออกมา


“เขาเป็นย่าลูก ด่าลูกไม่กี่คำ ลูกก็ควรเชื่อฟังดีๆสิ! ถ้าลูกไม่ทำเรื่องอุบาทว์อับอายขายหน้าแบบนั้น ย่าจะด่าลูกได้ไหมเล่า?”


เซี่ยเสี่ยวหลานไม่ได้จะรนหาที่ตายนะ แต่ในตอนนี้เธออยากเอากรรไกรจัดการท่อนไม้เซี่ยต้าจวินนี้ให้จบเรื่องไปเสียจริง!


แต่มีคนที่ไวกว่าเธอแล้ว หลิวเฟินตัวจ้อยผลักคนล่ำสันกำยำอย่างเซี่ยต้าจวินจนพ้นทาง


“ฉันทนพวกคุณมามากแล้ว... ทนพวกคุณข่มเหงเสี่ยวหลาน...”


เธอหวาดกลัวจนสั่นสะท้านไปทั้งร่าง


แต่เธออยากปกป้องลูกสาวของตน นี่คือสัญชาตญาณของคนเป็นแม่!


[1] น้ำหนึ่งใจเดียวกัน คือ ชื่อของธนบัตรสิบหยวน เนื่องจากลายบนธนบัตรคือภาพของเหล่าตัวแทนประชาชนจากแต่ละมณฑลกำลังเดินออกจากรัฐสภาประชาชน สื่อถึงประชาชนมาหารือกันเพื่อประชาชน จึงเรียกธนบัตรนี้ว่า น้ำหนึ่งใจเดียวกัน (ต้าถวนเจี๋ย)


[2] ภูผาวารีที่ยากแค้นหล่อเลี้ยงพวกดื้อด้าน เปรียบเปรยว่าสภาพแวดล้อมที่ไม่ค่อยดีอาจจะส่งผลต่อนิสัยใจคอกับการกระทำของคนที่อยู่อาศัย



จบตอน


Comments