ตอนที่ 1001: รุ่นพี่โจวเม่าทง
ทำไมรุ่นพี่โจวคนนี้ถึงถามเรื่องนี้กัน?
เซี่ยเสี่ยวหลานพยักหน้ารับ “รุ่นพี่ความจำดีจริงๆค่ะ ได้ยินอาจารย์พูดแค่ครั้งเดียวก็จำได้แล้ว”
โจวเม่าทงหัวเราะร่า “ฉันไม่ได้ความจำดีหรอก ฉันแค่นึกขึ้นได้ว่าลูกสาวของลูกพี่ลูกน้องชายฉัน ปีที่แล้วก็สอบติดหัวชิงเหมือนกัน เขามาถามฉันว่าควรเรียนสาขาวิชาไหน แน่นอนว่าฉันต้องแนะนำสาขาสถาปัตยกรรมอยู่แล้ว!”
ได้ฟังเช่นนั้นเซี่ยเสี่ยวหลานก็ชะงักกึก โลกนี้มีเรื่องบังเอิญขนาดนี้อยู่ด้วยหรือนี่
“หลานสาวคนที่ว่าของรุ่นพี่โจวคือโจวลี่หมิ่นหรือเปล่าคะ”
ภาควิชาสถาปัตยกรรมรุ่น84 แบ่งเป็น3ชั้นเรียน มีนักศึกษาหญิงทั้งหมด15คน แต่มีคนแซ่โจวอยู่แค่คนเดียว ซึ่งก็คือเพื่อนร่วมหอของเซี่ยเสี่ยวหลาน โจวลี่หมิ่น นั่นเอง
โจวลี่หมิ่นเป็นชาวหยางเฉิง มณฑลเยวี่ย แม้เซี่ยเสี่ยวหลานจะเดินทางมาที่หยางเฉิงเป็นประจำ แต่เธอแค่มาทำธุระเรื่องงาน จึงไม่เคยไปเที่ยวบ้านโจวลี่หมิ่นเลยสักครั้ง นึกไม่ถึงเลยว่า โจวลี่หมิ่นจะมีคุณอาที่มีตำแหน่งสูงเช่นนี้ สำหรับนักศึกษาสาขาสถาปัตยกรรมแล้ว การมีคุณอาดำรงตำแหน่งสำคัญในเยวี่ยคอนสตรักชั่นอย่างโจวเม่าทง ถือเป็นแรงสนับสนุนที่ดีเยี่ยมอย่างหนึ่ง!
โจวเม่าทงพยักหน้ารับ “ใช่แล้ว เธอคงรู้จักสินะ ถึงอย่างไรเด็กผู้หญิงที่เรียนสาขาสถาปัตยกรรมคงมีไม่มาก”
“ไม่ใช่แค่รู้จักค่ะ ลี่หมิ่นเป็นเพื่อนร่วมหอของฉัน ห้องของพวกเราสนิทกันมาก!”
มีโจวลี่หมิ่นเป็นตัวเชื่อมเช่นนี้ พอเซี่ยเสี่ยวหลานมองหน้าโจวเม่าทงอีกครั้งก็รู้สึกถึงความใกล้ชิดกันมากขึ้น
ที่บอกว่าชาวห้อง307สนิทกันดีนั้นไม่ใช่เรื่องโกหก แม้แต่เหมาคังซานก็รู้ว่าเซี่ยเสี่ยวหลานได้พาเพื่อนร่วมหอมาทำงานพิเศษช่วงปิดเทอมที่เผิงเฉิงด้วย ถ้าไม่สนิทกันจริง เซี่ยเสี่ยวหลานจะทำเช่นนี้หรือ?
แต่ก่อนหน้านี้โจวเม่าทงไม่เคยพูดถึงหลานสาวมาก่อน เขาปิดบังเรื่องนี้กับเหมาคังซาน
เหมาคังซานมองค้อนขวับ “ที่เธอบอกว่าอยากมาเผิงเฉิงให้ได้ เพราะอยากบอกเรื่องนี้กับรุ่นน้องเองรึ?”
โจวเม่าทงไม่กล้าวางมาดต่อหน้าอาจารย์ เขารีบแก้ตัวทันที “ไม่ใช่อยู่แล้วครับ ผมอยากมาดูสถานการณ์ทางนี้ด้วยตัวเองจริงๆ และอยากเจอกับรุ่นน้องหญิงด้วย เพราะอีกหน่อยพวกเราคงได้ไปมาหาสู่กันบ่อยๆ ถ้าไม่เจอกันตอนนี้ อีกหน่อยถ้าเจอหน้ากันแล้วแต่กลับทำตัวเหมือนคนแปลกหน้า มันไม่ตลกไปหน่อยหรือครับ?”
โจวเม่าทงอยากเจอเซี่ยเสี่ยวหลานมากจริงๆ
ยิ่งเมื่อรู้ว่าเธอเรียนรุ่นเดียวกับหลานสาว โจวเม่าทงย่อมอยากมาดูให้เห็นกับตาตัวเอง
จะว่าไปสาเหตุไม่ใช่เพราะเซี่ยเสี่ยวหลานเป็นเพื่อนกับหลานสาวเสียทั้งหมด แต่เพราะเซี่ยเสี่ยวหลานสามารถทำให้อาจารย์แหกกฎของตัวเอง ยอมรับลูกศิษย์ที่ยังคงเรียนปริญญาตรีอยู่เช่นนี้ โจวเม่าทงจึงอยากเจอด้วยตัวเองดูให้ได้
“รุ่นน้องเซี่ย ฉันต้องขอบคุณที่เธอทำให้อาจารย์กลับมามีชีวิตชีวา และอยากสอนลูกศิษย์อีกครั้ง เพราะเรื่องของเธอ อาจารย์ถึงได้ยอมติดต่อฉัน เรื่องนี้คือเรื่องที่ทำให้ฉันดีใจเป็นที่สุด! แต่ความสัมพันธ์ส่วนตัวจะปล่อยให้กระทบกับเรื่องงานไม่ได้ ถ้าเธออยากเปิดบริษัทเพราะความคิดชั่ววูบ ฉันอยากเตือนให้เธอคิดใหม่ ทำธุรกิจนี้ต้องประสานงานกับคนมากมาย คุณภาพการก่อสร้างจะหละหลวมไม่ได้... ฉันให้เธอจดทะเบียนบริษัทภายใต้ชื่อเยวี่ยคอนสตรักชั่นได้ แต่ก็มีสิทธิ์ยกเลิกกลางคันได้ทุกเมื่อเช่นกัน เธอเข้าใจหรือเปล่า?”
ถ้าไม่ใช่เพราะมีเหมาคังซานนั่งอยู่ด้วย โจวเม่าทงคงไม่เกรงใจกันขนาดนี้
หลักๆก็เพราะเซี่ยเสี่ยวหลานอายุยังน้อยเกินไป ในสายตาโจวเม่าทงเธอจึงดูไม่น่าเชื่อถือแม้แต่น้อย อายุน้อยเท่ากับไร้ประสบการณ์ ไม่เข้าใจว่าการทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์นั้นลำบากและเต็มไปด้วยอุปสรรคมากแค่ไหน หากทำแค่ครึ่งทางแล้วล้มเลิก โจวเม่าทงคงช่วยไม่ได้ ถึงอย่างไรสิ่งที่จะเสียไปโดยเปล่าก็คือเงินของเซี่ยเสี่ยวหลานเอง
แต่ถ้าอยากให้บริษัทอยู่ใต้ชื่อของเยวี่ยคอนสตรักชั่น โจวเม่าทงจำเป็นต้องรับผิดชอบเรื่องคุณภาพของบ้านที่สร้าง
เหมาคังซานชอบเซี่ยเสี่ยวหลานจากใจจริง ดังนั้นถ้าโจวเม่าทงไม่มาเจอเซี่ยเสี่ยวหลานด้วยตัวเอง เขากลัวอาจารย์จะแก่จนเลอะเลือน ถูกคนเอาใจหน่อยก็ยอมรับเป็นศิษย์ แถมยังยอมลำบากช่วยวิ่งเต้นให้ อย่างไรก็ตามเรื่องพวกนี้ไม่ใช่เรื่องใหญ่แต่อย่างใด
ถ้าลูกศิษย์เชื่อถือไม่ได้ สุดท้ายทุกอย่างพังทลาย คนเป็นอาจารย์ก็คงเจอผลกระทบด้วยเช่นกัน
ความจริงโจวเม่าทงนั้นคิดเหมือนเหมากั๋วเซิ่ง พวกเขาทั้งสองคนต่างไม่เชื่อใจเซี่ยเสี่ยวหลาน
แต่โจวเม่าทงดีกว่าตรงที่กล้าพูดออกมาอย่างเปิดเผย ไม่ทำให้คนอื่นรู้สึกรังเกียจแม้แต่น้อย ทั้งยังทำให้เซี่ยเสี่ยวหลานรู้สึกดีกับรุ่นพี่คนนี้มากยิ่งขึ้น เหมาคังซานเป็นคนสอนลูกศิษย์และลูกชายด้วยตัวเอง ในเมื่อเหมาคังซานสอนลูกศิษย์เป็นอย่างดีได้ ดังนั้นมีหรือที่เมื่อก่อนเขาจะไม่สนใจเรื่องการเรียนการสอนของลูกชาย
คนเราเรียนวิชาเดียวกันได้ แต่ความสามารถของแต่ละคนนั้นไม่เหมือนกัน นี่คือเหตุผลว่าทำไมความสำเร็จของโจวเม่าทงกับเหมากั๋วเซิ่งจึงแตกต่างกันเช่นนี้
เซี่ยเสี่ยวหลานไม่รู้ว่าเหมากั๋วเซิ่งจะเข้าใจในจุดนี้หรือไม่ หลังฟังสิ่งที่โจวเม่าทงพูดแล้ว เธอไม่รู้สึกโกรธเลยสักนิด ว่าแล้วก็เก็บรอยยิ้มกริ่มบนใบหน้า ก่อนจะเปลี่ยนมาทำสีหน้าจริงจัง
“ฉันจะจำคำสอนของรุ่นพี่เอาไว้ค่ะ การทำธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ฉันคิดเรื่องนี้มาสองปีแล้ว ไม่ใช่แค่ความคิดชั่ววูบเท่านั้น แต่ฉันได้เตรียมทุนสำหรับจดทะเบียนบริษัท เลือกทำเลที่ดินที่ใช้สำหรับการก่อสร้าง และเตรียมแผนการสำหรับทั้งโครงการเอาไว้แล้ว เหลือแค่ขอความช่วยเหลือจากรุ่นพี่โจวแล้วละค่ะ!”
สีหน้าของโจวเม่าทงเองก็เคร่งเครียดมากเช่นกัน
“ดี ไหนลองอธิบายรายละเอียดให้ฉันฟังหน่อยสิ”
รุ่นพี่กับรุ่นน้องนั่งคุยกัน ไม่สนใจผู้ฟังอย่างอาจารย์เหมาคังซานกับเหมากั๋วเซิ่งอีกต่อไป คำถามของโจวเม่าทง เซี่ยเสี่ยวหลานตอบกลับอย่างตั้งใจ
พวกเขาผลัดกันถามผลัดกันตอบ รู้ตัวอีกทีเวลาก็ผ่านไปแล้วสองชั่วโมง
เริ่มแรกคิ้วของโจวเม่าทงขมวดมุ่นอย่างเคร่งเครียด ก่อนจะคลายตัวอย่างช้าๆ
ท้ายที่สุด โจวเม่าทงก็รู้สึกเบาใจลงไปมาก
“เธอฉลาดและมีความเพียรพยายาม พรสวรรค์ของเธอไม่ได้มีแค่เรื่องสถาปัตยกรรมเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงด้านการทำธุรกิจอีกด้วย ฉันไม่ควรมีอคติกับอายุของเธอ ฉันต้องขอโทษเธอด้วย”
เซี่ยเสี่ยวหลานรีบโบกมือปฏิเสธ “รุ่นพี่พูดอะไรกันคะ นี่ไม่ใช่อคติค่ะ เป็นความห่วงใยต่างหาก รุ่นพี่เป็นห่วงฉัน ไม่ว่าใครพอได้ยินว่าฉันอยากทำธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ต่างก็มีปฏิกิริยาแบบเดียวกับรุ่นพี่ด้วยกันทั้งนั้น รุ่นพี่เดินทางมาที่นี่ด้วยตัวเอง หาใช่มาเพื่อปฏิเสธการให้ความช่วยเหลือในทันที แล้วฉันยังจะไม่เข้าใจว่ารุ่นพี่รู้สึกเป็นห่วงรุ่นน้องอย่างฉันได้อย่างไรกัน”
เซี่ยเสี่ยวหลานชอบโจวเม่าทงมาก โจวเม่าทงเองก็รู้สึกถูกชะตากับเซี่ยเสี่ยวหลานมากเช่นกัน
เขานึกว่าเด็กสาวคนนี้คงมีความคิดแค่ชั่ววูบเท่านั้น แต่กิริยาวาจาของเธอดูน่าเชื่อถือยิ่งนัก อาจารย์มีลูกศิษย์แบบนี้ โจวเม่าทงรู้สึกดีแทนจริงๆ
คนเราล้วนมีความแตกต่าง โจวเม่าทงหวนคิดไปถึงหลานสาวของตน
หลานสาวเขาสามารถสอบติดหัวชิงได้ ทายาทรุ่นหลังที่เรียนเก่งขนาดนี้ โจวเม่าทงย่อมให้ความใส่ใจเป็นพิเศษ
แต่เซี่ยเสี่ยวหลานที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกับโจวลี่หมิ่นกลับเดินนำเด็กรุ่นเดียวกันไปแล้วหลายก้าว! ขณะที่โจวลี่หมิ่นยังคงเรียนรู้จากตำราเรียน เซี่ยเสี่ยวหลานกลับเรียนไปด้วย และใช้ความรู้บนหนังสือไปด้วย... นี่ก็คือความแตกต่างที่เห็นได้อย่างชัดเจน
หลังคุยกันเรื่องจดทะเบียนบริษัทเสร็จ โจวเม่าทงก็เปลี่ยนท่าทีฉับพลัน
“รุ่นน้องหญิง หากเธออยากพัฒนาอสังหาริมทรัพย์จริง บริษัทคงพึ่งพาแค่เธอคนเดียวไม่ได้ อีกทั้งเธอยังต้องเรียนหนังสืออีก ถ้าอยากหาคนช่วย ฉันพอจะแนะนำคนให้ได้”
เซี่ยเสี่ยวหลานดีใจมาก “รุ่นพี่โจว ถ้ารุ่นพี่ช่วยแนะนำคนให้ได้ จะช่วยฉันได้มากเลยค่ะ!”
โจวเม่าทงพยักหน้า “ขอเพียงเธอไม่คิดว่าฉันก้าวก่ายก็พอ แต่ฉันคงต้องถามความเห็นของพวกเขาก่อน บริษัทของเธอจดทะเบียนอย่างเป็นทางการเมื่อไร เรื่องพนักงานก็คงได้ข้อสรุปเมื่อนั้น”
โจวเม่าทงวาดภาพให้ เซี่ยเสี่ยวหลานย่อมยินดีจินตนาการตาม
จดทะเบียนบริษัทให้เรียบร้อย จากนั้นก็คว้าที่ดินผืนนั้นมาให้ได้ กะแล้วเชียวว่าการตั้งเป้าหมายประจำปีว่าจะหาเงินให้ได้สัก1ล้านหยวนนั้นผิดพลาด... ก่อนหน้านี้เธอคิดว่ามันต่ำเกินไป แต่ตอนนี้พอคิดดูแล้วมันไร้เดียงสาเกินไปต่างหาก เธอจะทำกำไร1ล้านหยวนได้อย่างไร แม้งานของเธอราบรื่นก็จริง แต่เธอต้องติดหนี้ธนาคารจำนวนหลายล้านน่ะสิ!
ทว่าการติดหนี้ก้อนนี้ช่างคุ้มค่ายิ่งนัก
คนชอบพูดกันไม่ใช่หรือว่า ติดหนี้ธนาคารได้ก็นับว่าเป็นความสามารถอย่างหนึ่ง
คนที่ไม่มีความสามารถแต่อยากติดหนี้ธนาคาร ก็ต้องดูด้วยว่าธนาคารจะยอมปล่อยสินเชื่อให้หรือเปล่า
ตอนที่ 1002: เสนองานใหม่
มีโจวเม่าทงเป็นคนรับประกัน เซี่ยเสี่ยวหลานย่อมรู้สึกมีพลังเต็มเปี่ยม
“รุ่นพี่โจว รุ่นพี่คุยเป็นเพื่อนอาจารย์ไปก่อนนะคะ ฉันจะสั่งให้คนเตรียมมื้อเที่ยงวันนี้ให้ เราเพิ่งเจอกันครั้งแรก ต้องฉลองกันหน่อยค่ะ!”
ท่าทางของโจวเม่าทงเหมือนมีเรื่องอยากคุยกับเหมาคังซานเป็นพิเศษ เซี่ยเสี่ยวหลานจึงให้พื้นที่ส่วนตัวกับพวกเขา
พอเห็นเซี่ยเสี่ยวหลานเดินออกไป โจวเม่าทงก็ทำหน้าดีใจ
“อาจารย์ ยินดีด้วยครับ ครั้งนี้อาจารย์ได้ลูกศิษย์ชั้นยอดจริงๆ!”
คนฉลาดเรียนสาขาสถาปัตยกรรมได้ไม่ยาก ระดับสติปัญญาของคนที่สามารถสอบเข้าหัวชิงได้แบบเซี่ยเสี่ยวหลาน โจวเม่าทงไม่จำเป็นต้องห่วงในเรื่องนี้
อีกทั้งเธอยังเป็นคนฉลาดที่รู้จักใช้สติปัญญาของตนให้เกิดประโยชน์ โจวเม่าทงรู้สึกดีใจแทนอาจารย์เป็นอย่างยิ่ง
รวมถึงอาจารย์เองก็ชอบรุ่นน้องหญิงคนนี้มาก การทำให้เหมาคังซานปลาบปลื้มได้คือสิ่งที่โจวเม่าทงคิดว่าทำได้ยากที่สุด!
แน่นอนว่ารุ่นน้องเซี่ยยังมีคุณค่าในตัวเองอีกหลายอย่าง ทว่าโจวเม่าทงยังอยู่ระหว่างการสังเกตการณ์
เหมาคังซานรู้สึกภูมิใจที่ได้ยินเช่นนั้น “เมื่อก่อนฉันไม่เคยรับลูกศิษย์ผู้หญิง พอรับมาแล้วถึงได้รู้ว่าผู้หญิงช่างละเอียดและเอาใจใส่มากกว่าผู้ชายอย่างพวกเธอมากจริงๆ”
โจวเม่าทงถอนหายใจอย่างปลงตก อาจารย์ของเขาไม่เคยเปลี่ยนไปเลย ทำให้บทสนทนาไปต่อไม่ได้เป็นประจำ และนิสัยนี้ก็คงส่งต่อมาให้กับเหมากั๋วเซิ่งด้วยเช่นกัน
สมกับเป็นพ่อลูกกันจริงๆ
แต่อาจารย์มีความสามารถพอที่จะพูดเหลวไหลได้ ส่วนเหมากั๋วเซิ่งนั้นความสามารถไม่ถึงแล้วยังจะพูดจาไม่คิดหน้าคิดหลังอีก มันใช้ได้อย่างนั้นหรือ?
พอคิดถึงตอนเพิ่งมาถึงเผิงเฉิง คำพูดที่ป้าซ่งบอกกับเขา ทำให้โจวเม่าทงรู้สึกถึงภาระอันหนักอึ้งที่อยู่บนบ่า
ภรรยาของอาจารย์ฝากมาเช่นนี้ เขาไม่ทำให้ก็คงจะไม่ได้ เมื่อก่อนตอนร่ำเรียนกับอาจารย์ อาหารหลายมื้อที่เขากินล้วนเป็นฝีมือของอาจารย์หญิงทั้งสิ้น
เด็กหนุ่มฝึกวิชานอกบ้านมีอาจารย์เป็นผู้ให้ความรู้ และมีอาจารย์หญิงเป็นผู้คอยดูแล
นึกถึงวันวานแล้ว ชายวัยกลางคนอย่างโจวเม่าทงก็น้ำตาซึมขึ้นมาฉับพลัน
“อาจารย์ครับ ผมมีเรื่องอยากขอร้อง หวังว่าอาจารย์จะอนุญาต”
ได้ยินเช่นนนั้นเหมาคังซานก็รู้สึกไม่ค่อยสบายใจขึ้นมา “ฉันรับปากว่าจะเป็นที่ปรึกษาให้เยวี่ยคอนสตรักชั่นแล้ว ยังไม่พออีกหรือ?”
โจวเม่าทงเพิ่งโดนดุไปหมาดๆ ไม่ทันไรอาจารย์ก็พูดแทงใจดำเขาอีกครั้ง ถ้าตอนนี้เขาไม่ใช่คนมีตำแหน่งหน้าที่การงานใหญ่โตพอสมควรป่านนี้คงร้องไห้โฮไปนานแล้ว เขารู้ดีว่าเวลานี้อาจารย์รักรุ่นน้องหญิงมากกว่า แต่ช่วยเก็บอาการหน่อยได้หรือไม่!
โจวเม่าทงส่งสายตาตัดพ้อไปให้เหมาคังซาน “อาจารย์ ผมอยากคุยเรื่องกั๋วเซิ่งครับ อาจารย์ดูกรมการก่อสร้างของพวกเราสิครับ ตอนนี้มันได้เปลี่ยนกลายมาเป็นบริษัทแล้ว ผมกำลังคิดว่าอีกหน่อยอาชีพสถาปนิกคงจะยิ่งเจริญเติบโตมากขึ้น อีกอย่างผมคิดว่ากั๋วเซิ่งทำงานอยู่ที่สถาบันออกแบบมาสิบกว่าปีแล้ว ผ่านการฝึกฝนมาไม่น้อย ตอนนี้คงถึงเวลาที่เขาจะเปลี่ยนที่ทำงานแล้วหรือเปล่าครับ ไม่แน่อาจจะมีโอกาสใหม่ๆเข้ามาบ้าง”
เหมากั๋วเซิ่งนั่งอยู่ในห้องเหมือนมนุษย์ล่องหนมาโดยตลอด พอได้ยินสิ่งที่โจวเม่าทงพูดก็ตัวสั่น สายตาเปล่งประกายไปด้วยความหวัง
สิ่งที่รุ่นพี่โจวพูดมา หรือว่าคิดจะช่วยสนับสนุนเขา?
แม้สมัยหนุ่มๆ เขาจะเจอกับรุ่นพี่โจวอยู่บ่อยครั้ง แต่ตอนหลังพ่อไม่เคยติดต่อกับลูกศิษย์คนไหนเลย ทำให้เหมากั๋วเซิ่งเหินห่างกับโจวเม่าทงไปโดยปริยาย
นึกไม่ถึงเลยว่าโจวเม่าทงจะยังคงคิดถึงมิตรภาพในอดีต!
เหมากั๋วเซิ่งเหมือนคนที่กำลังจมน้ำแต่คว้าขอนไม้เอาไว้ได้ สายตาที่เขาใช้มองโจวเม่าทงเต็มไปด้วยความรู้สึกซาบซึ้ง
โจวเม่าทงกำลังรอคำตอบจากเหมาคังซาน ในขณะที่เหมากั๋วเซิ่งหัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะ
ขณะที่แสงแห่งความหวังในแววตาของเหมากั๋วเซิ่งกำลังจะมอดดับลง ในที่สุดเหมาคังซานก็กล่าวขึ้นมาว่า
“กั๋วเซิ่ง ลูกคิดว่าอย่างไร อยากไปจากสถาบันออกแบบหรือไม่ คิดดูให้ดี ครั้งนี้ไม่มีใครบังคับลูกเรื่องงานอีกแล้ว ออกจากสถาบันออกแบบแล้วลูกจะทำได้ดีหรือไม่ขึ้นอยู่กับความสามารถของตัวลูกเอง!”
อุปนิสัยของเหมากั๋วเซิ่งถูกบ่มเพาะมานานหลายปี เซี่ยเสี่ยวหลานให้ยาแรงกับเขาแค่ไม่กี่วัน คงรักษาโรคขี้กลัวของเขาภายในเวลาอันสั้นไม่ได้
เหมากั๋วเซิ่งเป็นคนขี้ระแวง พอได้ยินคำพูดของเหมาคังซาน เขาก็เริ่มลังเลขึ้นมาอีกครั้ง “รุ่นพี่โจว ผมขอถามได้ไหมครับว่า งานที่พี่บอกมา ผมต้องย้ายไปทำที่ไหน”
โจวเม่าทงทำงานอยู่ที่เยวี่ยคอนสตรักชั่น เช่นนั้นคงอยากเรียกเขาไปทำด้วยกันสินะ
มาถึงเยวี่ยคอนสตรักชั่นแล้วจะได้รับตำแหน่งอะไร เหมากั๋วเซิ่งอยากถามให้ชัดเจนเสียก่อน
โจวเม่าทงไม่โกรธ เขารู้นิสัยของเหมากั๋วเซิ่งดี นอกจากนี้อาจารย์หญิงก็เป็นคนฝากฝังมา อีกทั้งเขายังเป็นลูกศิษย์ของอาจารย์เหมา ดังนั้นไม่ใช่แค่รุ่นน้องเซี่ยที่เป็นห่วงอาจารย์เหมา โจวเม่าทงเองก็เป็นห่วงอาจารย์มากเช่นกัน
“ก็ต้องเป็นที่เยวี่ยคอนสตรักชั่นสิ หลังพวกเรากลายมาเป็นบริษัท สองปีมานี้บริษัทได้ทำการขยายขอบเขตธุรกิจมาโดยตลอด ในเมื่อขยายธุรกิจก็จำเป็นต้องเพิ่มกำลังคน หากนายย้ายมาจากสถาบันออกแบบมณฑลเจ้อ ถือว่าตรงสายงานพอดี”
เหมากั๋วเซิ่งรู้สึกหวั่นไหว
โจวเม่าทงเอ่ยปากเองเช่นนี้ หลังไปทำงานที่เยวี่ยคอนสตรักชั่นแล้วคงช่วยดูแลเขาสินะ
โจวเม่าทงแม้จะยังไม่ได้เป็นผู้ที่มีอำนาจสูงสุดของเยวี่ยคอนสตรักชั่น แต่ก็กล่าวได้ว่าเขามีอำนาจพอสมควร
แต่ถ้าเขาย้ายไปทำงานที่เยวี่ยคอนสตรักชั่น แล้วทางด้านสถาบันออกแบบเล่าจะทำอย่างไร นี่นับว่าเป็นการขอยืมตัวบุคลากร หรือเขาต้องลาออกจากสถาบันออกแบบไปโดยปริยาย? ถ้าเป็นการยืมตัวบุคลากร เขาก็แค่เปลี่ยนสถานที่ทำงานจากหางเฉิงไปที่หยางเฉิงเท่านั้น แต่ถ้าลาออก สวัสดิการเดิมที่เขาเคยได้รับจากสถาบันออกแบบก็หายไปน่ะสิ
เหมากั๋วเซิ่งพูดสิ่งที่ตนรู้สึกกังวลออกมา
เหมาคังซานย่นจมูกเล็กน้อย ช่างเถอะ เขาบอกไปแล้วว่าจะไม่สนใจอีกก็ไม่ควรรู้สึกโมโหกับคำพูดของกั๋วเซิ่ง นิสัยของกั๋วเซิ่งที่เป็นเช่นนี้ คงไม่มีวันเปลี่ยนแปลง
โจวเม่าทงเตรียมใจมาก่อนแล้ว เขาอธิบายให้เหมากั๋วเซิ่งฟังอย่างใจเย็น
“จะยืมตัวบุคลากรหรือจะลาออกก็ได้ ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของนาย อย่างไรก็ตามนายอยู่ที่สถาบันออกแบบตอนนี้ไม่มีช่องว่างให้เติบโตอีกแล้ว แต่ถ้านายย้ายไปทำงานที่อื่น นายก็จะพบว่า สถาบันออกแบบของมณฑลไม่ได้ยอดเยี่ยมมากขนาดนั้น... แน่นอนว่าถ้านายยังรู้สึกไม่สบายใจ ก็ทำเรื่องขอยืมตัวบุคลากรก่อนได้ แต่ฉันมีเรื่องหนึ่งที่ต้องบอกนายเอาไว้ก่อน หลังนายมาทำงานที่เยวี่ยคอนสตรักชั่นแล้ว ปริมาณงานคงแตกต่างจากสถาบันออกแบบมาก ที่ทำงานของพวกฉันไม่มีใครนั่งว่างๆหรอกนะ เงินพิเศษจะแปรผันตามปริมาณงาน และนอกจากงานที่เยวี่ยคอนสตรักชั่นแล้ว ฉันยังอยากให้นายทำงานพิเศษอีกอย่างหนึ่งด้วย”
ทำงานเยอะก็ได้เงินมาก เรื่องนี้แตกต่างจากการรับราชการที่ไม่ว่าจะทำงานมากน้อยแค่ไหนก็ได้เงินเท่ากันอย่างสิ้นเชิง
ที่สถาบันออกแบบ สถาปนิกที่วาดแบบเยอะจะได้เงินพิเศษเพิ่ม
แต่เงินพิเศษที่ได้รับนั้นก็ไม่ได้มากมายอะไรนัก
หลังมาเผิงเฉิง สิ่งที่เหมากั๋วเซิ่งรับรู้ได้ดีที่สุดก็คือ เงินเดือนของที่นี่สูงมาก
ขนาดคนงานของหลิวหย่ง เดือนหนึ่งยังได้เงินถึงสามสี่ร้อยหยวน เทียบกันแล้ว เงินเดือนที่เหมากั๋วเซิ่งได้จากสถาบันออกแบบช่างต่ำเตี้ยเรี่ยดินเหลือเกิน
“รุ่นพี่โจว ผมไม่กลัวงานหนักครับ”
ถ้าหาเงินได้มาก ภรรยาของเขาคงไม่คัดค้านสินะ
เหมากั๋วเซิ่งรู้สึกดีใจมากที่โจวเม่าทงบอกกันตามตรง และดูแลเขาดีแบบนี้!
โจวเม่าทงพยักหน้ารับ “อาจารย์ครับ คนโบราณมักพูดว่าลูกไม้ย่อมหล่นไม่ไกลต้น ผมจะตั้งตารอชมผลงานของกั๋วเซิ่งหลังย้ายมาที่เยวี่ยคอนสตรักชั่นนะครับ กั๋วเซิ่ง งานพิเศษที่ฉันบอกคือฉันต้องการส่งนายมาที่เผิงเฉิง นายอาจจะต้องเดินทางไปมาระหว่างหยางเฉิงกับเผิงเฉิง เมื่อครู่นายคงได้ยินแล้วว่า ฉันอยากแนะนำพนักงานที่ไว้ใจได้สองคนให้รุ่นน้องเซี่ย และหนึ่งในนั้นก็คือนาย!”
รอยยิ้มของเหมากั๋วเซิ่งชะงักค้างไปทันที
อะไรนะ?
อ้อมไปอ้อมมา สุดท้ายเขาก็ต้องทำงานให้เซี่ยเสี่ยวหลานอย่างนั้นหรือ?
หรือนี่จะเป็นความคิดของพ่อเขา เอ็นดูเสี่ยวเซี่ยจนเสียสติไปแล้วหรือไร ถึงได้เอาอนาคตของลูกชายตัวเองไปเดิมพันแบบนี้ เหมากั๋วเซิ่งหันหน้าไปมองเหมาคังซาน แต่เขาก็ต้องพบว่าอีกฝ่ายก็ทำสีหน้าประหลาดใจเช่นกัน
“เม่าทง นี่มันเรื่องอะไรกัน อธิบายให้ฉันฟังให้ชัดเจนเสีย!”
เหมาคังซานรู้สึกร้อนใจยิ่งกว่าเหมากั๋วเซิ่งเสียอีก ส่งเหมากั๋วเซิ่งให้ไปทำงานกับเซี่ยเสี่ยวหลานมันใช่เรื่องหรือ!
ตอนที่ 1003: ไม่มีทางทำงานให้เซี่ยเสี่ยวหลาน
เหมาคังซานทำหน้าไม่เข้าใจ
“อาจารย์ กั๋วเซิ่ง ข้อเสนอของผมไม่ดีหรือครับ?”
ดีที่ไหนกันเล่า!
เวลานี้เสียงในใจของสองพ่อลูกตระกูลเหมากรีดร้องออกมาเป็นเสียงเดียวกัน
เหมาคังซานคิดว่าการส่งลูกชายที่ตนเสี้ยมสอนไม่สำเร็จไปให้กับเซี่ยเสี่ยวหลานคือการเพิ่มภาระให้กับลูกศิษย์ของตน เดิมทีกั๋วเซิ่งก็มีอคติกับเสี่ยวหลานมากพออยู่แล้ว อีกทั้งเสี่ยวหลานเพิ่งก่อตั้งบริษัท ต่อให้กั๋วเซิ่งไม่สร้างเรื่องวุ่นวาย ขอแค่เขาไม่ทุ่มเทกับงาน เสี่ยวหลานก็คงปวดหัวอย่างแน่นอน!
ส่วนเหมากั๋วเซิ่งนั้นรู้สึกว่าโจวเม่าทงแนะนำเรื่องเหลวไหล เขาไปทำงานที่เยวี่ยคอนสตรักชั่นได้ แต่ไม่มีทางยอมทำงานให้เซี่ยเสี่ยวหลานเด็ดขาด
สองวันก่อน เซี่ยเสี่ยวหลานยังชี้หน้าด่าเขาอยู่เลย
ให้เขาไปทำงานกับเซี่ยเสี่ยวหลาน เอามีดมาฆ่าเขาเสียเลยดีกว่า!
ต่อให้เขาหางานไม่ได้ก็ไม่มีวันยอมตกอยู่ใต้อำนาจของเซี่ยเสี่ยวหลาน อีกอย่างใช่ว่าเขาจะไม่มีงานทำ ทำงานที่สถาบันออกแบบมณฑลเจ้อแม้จะไม่ได้ดั่งใจ แต่ทุกอย่างมันก็เป็นเพราะตัวเหมากั๋วเซิ่งเอง
สถานที่อย่างสถาบันออกแบบประจำมณฑล คนทั่วไปเข้ามาทำงานได้ยาก จำเป็นต้องมีทั้งความสามารถและมีใบประกอบวิชาชีพ คนที่เงื่อนไขไม่ครบย่อมไม่มีทางได้ก้าวเข้ามาทำงานในสถาบันนี้ อีกทั้งตำแหน่งงานของสถาบันออกแบบก็มีจำกัด ไม่ได้เปิดรับพนักงานใหม่ทุกปี ดังนั้นคนที่อยากเข้าทำงานที่สถาบันออกแบบจำเป็นต้องเข้าคิวรออย่างเงียบงัน
ใช่ มันเป็นเช่นนี้ เขายอมไม่ย้ายงาน ดีกว่าที่ต้องมาทำงานให้กับเซี่ยเสี่ยวหลาน!
“รุ่นพี่โจว บริษัทของเสี่ยวเซี่ยยังไม่เป็นรูปเป็นร่าง หากทำงานให้เสี่ยวหลาน ผมคง...”
เหมากั๋วเซิ่งพูดจาติดๆขัดๆ
เขาเริ่มสับสนกับคำแนะนำของโจวเม่าทง หลังได้ยินว่าต้องทำงานให้เซี่ยเสี่ยวหลานความรู้สึกสนใจจึงลดลงไปไม่น้อยเลยทีเดียว
โจวเม่าทงลอบส่ายหน้าในใจ ถึงเขาจะอยากช่วยเหมากั๋วเซิ่งมากแค่ไหน แต่เหมากั๋วเซิ่งก็ควรรู้จักฮึดสู้ด้วยตัวเองบ้างเหมือนกัน
โจวเม่าทงเปลี่ยนเรื่องทันที “เป็นฉันที่คิดไม่รอบคอบเอง ในเมื่อเรื่องนี้เราเห็นต่างกัน ก็พักมันไปก่อนชั่วคราว”
เฮ้อ นี่คือคนที่มีโอกาสแล้วไม่รู้จักคว้าไว้
โจวเม่าทงอยากส่งเหมากั๋วเซิ่งไปเป็นพนักงานรุ่นบุกเบิกของบริษัทเซี่ยเสี่ยวหลาน ถ้าบริษัทของเซี่ยเสี่ยวหลานเติบโตได้อย่างราบรื่น เหมากั๋วเซิ่งก็คงได้รับผลประโยชน์มากมาย หรือต่อให้บริษัทไม่ประสบความสำเร็จ ตำแหน่งหน้าที่ก็ยังไม่เปลี่ยนแปลง โจวเม่าทงย่อมสามารถหาตำแหน่งงานที่เยวี่ยคอนสตรักชั่นให้เขาได้
ใครจะไปคิดว่าเหมากั๋วเซิ่งจะปฏิเสธข้อเสนอของเขาเพียงเพราะยึดติดในศักดิ์ศรี
ศักดิ์ศรีมีค่ามากอย่างนั้นหรือ?
สำหรับโจวเม่าทงคงต้องดูก่อนว่าเป็นศักดิ์ศรีของใคร
คนตำแหน่งสูงอย่างโจวเม่าทง ถึงจะคู่ควรกับการบอกว่าศักดิ์ศรีของตนนั้นมีมูลค่า
แต่คนแบบเหมากั๋วเซิ่งถ้าไม่รู้จักคว้าโอกาสเอาไว้ตอนนี้ หากอาจารย์เหมาไม่อยู่แล้ว ใครจะยังให้เกียรติเหมากั๋วเซิ่งกันอีกเล่า?
โจวเม่าทงตัดสินใจว่าจะคุยกับอาจารย์เหมาเป็นการส่วนตัวอีกครั้ง
เขาทำงานอยู่ที่เยวี่ยคอนสตรักชั่นมานานหลายปี ต้องแข่งขันกับใครหลายคนกว่าจะมีวันนี้ได้ เรื่องอื่นไม่ว่า แต่กรมการก่อสร้างผันตัวมาทำธุรกิจในรูปแบบบริษัทแค่สองปีก็เติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดด โจวเม่าทงได้เจอกับคนมากหน้าหลายตา ทำให้เขามีความสามารถในการมองคนเป็นอย่างดี
บริษัทของเซี่ยเสี่ยวหลานคงมีอนาคตที่ไม่เลวอย่างแน่นอน
----------------------
เซี่ยเสี่ยวหลานรับรู้ได้ว่าสายตาที่เหมากั๋วเซิ่งมองเธอนั้นดูแปลกประหลาด แต่เธอไม่อยากสนใจอีกต่อไป
ก้อนหินอย่างเหมากั๋วเซิ่งจะตระหนักคิดได้หรือไม่ ดูเหมือนว่าคงต้องใช้เวลาอีกนาน
เธอต้อนรับโจวเม่าทงอย่างดี สำหรับรุ่นพี่โจวที่คุยกันถูกคอ แถมยังยินดีให้ความช่วยเหลือเธอ เธอย่อมรู้สึกชื่นชอบเขามากเป็นพิเศษ
โจวเม่าทงบอกว่า ว่างเมื่อไรให้เธอไปเที่ยวที่บ้าน
“ฉันยังไม่ได้บอกเรื่องของเธอให้ลี่หมิ่นฟัง เพราะฉันคิดว่าความสัมพันธ์ในมหาวิทยาลัยของพวกเธอคงเรียบง่ายมาก จึงไม่อยากเอาเรื่องภายนอกมารบกวนความสัมพันธ์ของพวกเธอเร็วเกินไป เพราะฉะนั้นถ้ามาเที่ยวที่บ้านเมื่อไร เธอก็คือรุ่นน้องหญิงของฉันและเป็นเพื่อนของลี่หมิ่นเท่านั้น แบบนี้ดีหรือไม่?”
โจวเม่าทงหมายความว่า เรื่องที่เธอตั้งบริษัทอสังหาริมทรัพย์ที่เผิงเฉิง ไม่ควรบอกให้เพื่อนที่มหาวิทยาลัยรับรู้ชั่วคราวสินะ
เซี่ยเสี่ยวหลานค่อนข้างเห็นด้วยกับเรื่องนี้
ถ้าไม่ใช่เพราะครอบครัวของหยางหย่งหงยากจนมาก และเซี่ยเสี่ยวหลานก็ไม่อยากให้นักศึกษาภาควิชาวิศวกรรมโยธาจากหัวชิงไปทำงานที่ไม่ได้ฝึกทักษะอะไรในร้านเสื้อผ้า เธอคงไม่พาหยางหย่งหงมาที่เผิงเฉิงด้วยกัน
แต่ในเมื่อพามาแล้วเธอก็ไม่เสียใจ แค่กำชับหยางหย่งหงก่อนเปิดภาคเรียนก็พอแล้ว เรื่องของเธอที่เผิงเฉิงก็คงไม่มีใครรู้อย่างแน่นอน
“รุ่นพี่คิดรอบคอบมากค่ะ ฉันขอดื่มให้!”
เซี่ยเสี่ยวหลานอายุ20ปีแล้ว ไม่มีใครห้ามเธอเวลาดื่มเหล้า และเธอก็ไม่มีทางดื่มจนเมามายไร้สติ แค่ชนแก้วเป็นครั้งคราวเพื่อให้เข้ากับบรรยากาศในตอนนี้เท่านั้น
โจวเม่าทงนำแรงสนับสนุนมาให้เธอ
ลุงหลิวหย่งเองก็ช่วยหาเงินทุนมาเพื่อสนับสนุนเธอ
ทุนจดทะเบียนจะถูกฝากไว้ในบัญชีธนาคารเพื่อยืนยันว่าบริษัทของเธอมีความสามารถที่จะดำเนินกิจการได้ หากสามารถคว้าที่ดินมาได้เมื่อไร ทุนจดทะเบียนก้อนนี้เธอก็จะส่งคืนให้ลุงของเธอทันที
หลังจากนั้นเธอก็จะค่อยๆโยกเงินค่างวดจากโครงการตกแต่งภายในของลุงมาจ่ายค่าที่ดิน
ขั้นตอนต่อไปก็คือการเอาที่ดินไปจำนองกับธนาคารเพื่อขอเงินกู้ และนำเงินกู้ไปจ่ายคืนเงินค่างวดโครงการตกแต่งภายใน
ส่วนเงินที่จะนำมาสร้างบ้าน อาศัยเงินค่าตกแต่งภายในโรงแรมหนานไห่แค่ไม่กี่แสนคงไม่พอ แต่ถึงตอนนั้นเธอก็คงชำระเงินกู้7แสนหยวนคืนให้ผู้จัดการใหญ่อู่เรียบร้อยแล้ว และเธอก็คงสามารถยื่นขอกู้ครั้งที่สามได้... ขั้นตอนเหล่านี้ เซี่ยเสี่ยวหลานคุ้นเคยเป็นอย่างดี
วันที่20สิงหาคม เพราะเซี่ยเสี่ยวหลานมีเลขาเผิงคอยช่วยเหลือ ทำให้การจดทะเบียนบริษัทที่เผิงเฉิงเสร็จสิ้นอย่างรวดเร็ว
“อสังหาริมทรัพย์ฉี่หาง”
สุดท้ายแล้วตอนจดทะเบียนบริษัทเซี่ยเสี่ยวหลานก็ได้ทำการแก้ไขชื่อเล็กน้อย เพราะคำว่า ‘ฉี่หาง’ สื่อความนัยได้ดีกว่า ‘ฉี่หาง1’ นั่นเอง
เลขาเผิงเองยังอยากยกนิ้วให้เซี่ยเสี่ยวหลานเสียด้วยซ้ำ
อยากรวยก็ต้องทำงานให้รวดเร็วเหมือนดั่งเซี่ยเสี่ยวหลาน
“มีบริษัทแล้ว เรื่องใบอนุญาตต่างๆ เธอก็ได้เยวี่ยคอนสตรักชั่นมาให้ความช่วยเหลือ พวกเขาเป็นหน่วยงานที่แข็งแกร่ง คุณยังอุตส่าห์เจรจามาได้อีกหรือ”
เลขาเผิงช่วยย่นระยะเวลาการจดทะเบียนบริษัทให้สั้นลง
ทุนจดทะเบียนและเอกสารต่างๆ รวมถึงบริษัทที่ขอยืมชื่อล้วนเป็นสิ่งที่เซี่ยเสี่ยวหลานหามาได้ด้วยตัวเองทั้งสิ้น ประสิทธิภาพการทำงานของเธอช่างเหนือความคาดหมายของเลขาเผิง ในเมื่อเซี่ยเสี่ยวหลานเตรียมการสำเร็จแล้ว เลขาเผิงย่อมยินดีช่วยเซี่ยเสี่ยวหลานคว้าที่ดินผืนนั้นมาให้ได้
ที่เขายังไม่เคลื่อนไหวก็เพราะเขากลัวเซี่ยเสี่ยวหลานยังไม่พร้อม และอาจมีสิทธิ์พลั้งพลาดถูกคนอื่นแย่งที่ดินผืนนั้นไปได้
เซี่ยเสี่ยวหลานเข้าใจความหวังดีของเลขาเผิง “ตอนนี้คงต้องรบกวนเลขาเผิงแล้วละค่ะ ฉันจะส่งเอกสารแสดงเจตจำนงไปให้กับทางเทศบาลเมือง”
เลขาเผิงพยักหน้าช้าๆ
ตามปกติแล้ว เซี่ยเสี่ยวหลานจะต้องยื่นเอกสารแสดงเจตจำนงให้กับรัฐบาลท้องถิ่น แต่เอกสารชุดนี้จะผ่านการอนุมัติหรือไม่คงต้องนำเข้าสู่ที่ประชุมก่อน ซึ่งถ้าเลขาเผิงเป็นคนเสนอว่าอยากขายที่ดินบริเวณบ่อน้ำเน่าผืนนั้น สุดท้ายคงต้องทำตามขั้นตอนด้วยการเปิดประมูลที่ดิน และสิ่งที่เซี่ยเสี่ยวหลานต้องเผชิญหน้าก็จะเป็นคู่แข่งที่ตึงมือ... หากถึงขั้นตอนนั้นแล้ว ราคาที่ดินจะเพิ่มสูงขึ้นมากแค่ไหน เลขาเผิงกับเซี่ยเสี่ยวหลานคงไม่อาจรับประกันได้
แล้วจะมีวิธีที่ทำให้คนอื่นไม่มาประมูลแข่งหรือไม่?
แน่นอนว่าเซี่ยเสี่ยวหลานไม่ใช่นักธุรกิจชาวต่างชาติ อีกทั้งเธออยากซื้อที่ดินผืนนั้นซึ่งมีขนาดที่ดินไม่ใหญ่มาก เมื่อเป็นเช่นนี้การลงทุนของเธอจึงไม่มีคุณสมบัติมากพอที่จะถูกนำเข้าที่ประชุมของเทศบาลเมือง ดังนั้นเธอต้องยื่นเรื่องผ่านสำนักงานท้องถิ่นฝูเถียนและเขตซั่งปู้เพื่อให้ผ่านการอนุมัติเป็นลำดับขั้น สองจุดที่น่านำมาพิจารณา หนึ่งคือการจัดการขยะที่เซี่ยเสี่ยวหลานเคยกล่าวถึง สองคือนี่จะเป็นครั้งแรกที่ทางเผิงเฉิงขายที่ดินให้กับบริษัทอสังหาริมทรัพย์เอกชน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อการก่อสร้างที่อยู่อาศัยเชิงพาณิชย์
อีกไม่นานก็จะเปิดเทอมแล้ว เซี่ยเสี่ยวหลานค่อนข้างรู้สึกร้อนใจ
เพิ่งตั้งบริษัทสำเร็จ เธอก็รีบเขียนแผนโครงการ
บริษัทอสังหาริมทรัพย์ฉี่หางของเธอ ปัจจุบันมีแค่เธอคนเดียว เวลานี้เธอยังเป็นผู้บริหารไร้ผู้ติดตาม
ถ้าฝืนนับรวมเก่อเจี้ยนเข้ามาด้วย ทั้งบริษัทก็จะมีพนักงานอยู่เพียงสองคนเท่านั้น
สำนักงานของบริษัทเธอยังต้องยืมจากหย่วนฮุย นับว่าบริษัทของเธอเป็นบริษัทที่แทบจะไม่มีอะไรเลย
เซี่ยเสี่ยวหลานถอนหายใจ “ได้ที่ดินมาเมื่อไร คงต้องเริ่มสร้างสำนักงานขายก่อน”
มีสำนักงานขายก็จะสามารถขายบ้านได้ และสามารถใช้เป็นออฟฟิศทั่วไปได้ หลังขายบ้านจนหมดแล้วสำนักงานขายก็ยังสามารถนำขายทอดตลาดได้อีกต่อ ช่างคุ้มค่าจริงๆ!
ถ้าอย่างนั้นจะสร้างหน้าร้านเพื่อขายดีหรือไม่ เรื่องนี้เป็นปัญหาที่เธอต้องขบคิด
ตอนที่ 1004: อยากซื้อที่ทิ้งขยะ
วันที่20สิงหาคม 1985 บริษัทอสังหาริมทรัพย์ฉี่หางก่อตั้งขึ้นอย่างเงียบงัน
สองวันหลังจากนั้น เซี่ยเสี่ยวหลานก็ได้ยื่นหนังสือแสดงเจตจำนงไปให้กับสำนักงานท้องถิ่นฝูเถียน
“คุณอยากซื้อที่ดินอย่างนั้นหรือ?”
เจ้าหน้าที่ของสำนักงานท้องถิ่นฝูเถียนรู้สึกประหลาดใจมาก
แม้ฝูเถียนจะเพิ่งขายที่ดินขนาดสองพันกว่าไร่ แต่นั่นเป็นการขายให้กับชาวต่างชาติ ไม่ใช่บริษัทของแผ่นดินใหญ่
อสังหาริมทรัพย์ฉี่หางมีความเป็นมาอย่างไร?
ไม่สิ ที่ดินบริเวณนั้นถูกเซียงมี่หูกับสนามกอล์ฟยึดครองไปหมดแล้ว ตรงนั้นยังเหลือที่ว่างอยู่ที่ไหนอีก นอกเสียจาก...
เซี่ยเสี่ยวหลานได้รับสายตาเหมือนกำลังมองคนบ้าจากอีกฝ่าย สีหน้าของเธอเรียบเฉย
“ใช่ค่ะ ฉันอยากซื้อที่ดินบริเวณบ่อน้ำเน่า”
หัวหน้าสำนักงานท้องถิ่นสำลักน้ำชาอย่างแรง
“...ตรงนั้นคือกองขยะ”
ไม่ว่าการซื้อขายที่ดินผืนนี้จะสำเร็จหรือไม่ แต่ก็ควรรู้จักเลือกซื้อที่ดินบ้าง
บ่อน้ำเน่ามีพื้นที่จำนวน23ไร่ เป็นสถานที่ทิ้งขยะของชาวบ้านละแวกใกล้เคียง นอกจากป่าไผ่ อะไรก็ปลูกไม่ขึ้น เจ้าของธุรกิจที่พอมีความสามารถ ไม่มีทางสนใจที่ทิ้งขยะผืนนั้น
เซี่ยเสี่ยวหลานหน้าตาสะสวย แต่กลับมีรสนิยมแปลกประหลาด คนในสำนักงานท้องถิ่นต่างพากันมองเธอด้วยสายตาพิลึกพิลั่น
เซี่ยเสี่ยวหลานคิดในใจ กองขยะแล้วอย่างไร ให้คนทำความสะอาดก็พอ
เงินค่าแรงคนงานกับค่าที่ดินสูงลิ่ว มันเทียบกันไม่ได้
หัวหน้าสำนักงานเห็นเซี่ยเสี่ยวหลานไม่เปลี่ยนสีหน้าสักนิด ดูท่าคงอยากซื้อจริงๆ เขาจึงมีท่าทีเคร่งขรึมขึ้น “ที่ดินผืนนั้นเหมือนจะเป็นที่ดินสงวนของครอบครัวหลัวเต๋อกุ้ย หมู่บ้านกานเฉวียน”
เซี่ยเสี่ยวหลานยิ้ม “ไม่ว่าเป็นที่ดินสงวนของครอบครัวไหน มันก็คือที่ดินของประเทศ หมู่บ้านกานเฉวียนอยู่ในการดูแลของสำนักงานท้องถิ่นฝูเถียน พูดให้แคบลงคือต้องเชื่อฟังคำสั่งของสำนักงานท้องถิ่น พูดให้กว้างขึ้นคือต้องเชื่อฟังนโยบายของรัฐบาลท้องถิ่น ลองคิดดูสิคะ สำนักงานท้องถิ่นฝูเถียนมีทั้งเซียงมี่หูและมีสนามกอล์ฟที่ชาวต่างชาติเข้ามาลงทุน ต่อไปนักท่องเที่ยวจะมาที่ฝูเถียนมากขึ้นเรื่อยๆ บ่อน้ำเหม็นเน่าที่เต็มไปด้วยกองขยะแห่งนั้นจะขัดหูขัดตามากแค่ไหน ต่อให้ไม่ขายที่ดินผืนนี้ให้ฉัน อนาคตทางสำนักงานท้องถิ่นฝูเถียนก็คงต้องจ่ายเงินจัดการเรื่องนี้เองอยู่ดี จริงไหมคะ”
คำพูดของเซี่ยเสี่ยวหลานฟังดูมีเหตุผลไม่น้อย
พอคิดว่าหลังสนามกอล์ฟสร้างเสร็จ แต่กลับมีบ่อน้ำเน่าส่งกลิ่นเหม็นคลุ้งตั้งอยู่ข้างๆ ภาพนั้นก็น่ากลัวจนไม่กล้าคิดต่อ นักธุรกิจชาวต่างชาติเองก็คงไม่พอใจเช่นกัน
อีกอย่าง ก่อนหน้านี้คนของเทศบาลเมืองเคยมาถามข้อมูลที่ดินของบ่อน้ำเน่า ไม่ทันไรก็มีบริษัทอสังหาริมทรัพย์มาขอซื้อที่
หัวหน้าของสำนักงานฝูเถียนเองพอจะเข้าใจอะไรบางอย่าง
บริษัทฉี่หางแห่งนี้ คงไม่ใช่บริษัทที่ไร้คนหนุนหลังอย่างแน่นอน
นอกจากนี้วิธีการพูดของเซี่ยเสี่ยวหลานก็โดนใจหัวหน้าเข้าเต็มๆ
“แน่นอนอยู่แล้ว ไม่ว่าใครหรือองค์กรไหนก็ต้องปฏิบัติตามนโยบายของรัฐบาลท้องถิ่น ต้องเห็นการพัฒนาเศรษฐกิจของเผิงเฉิงมาเป็นอันดับแรก ถ้าคุณอยากซื้อที่ดินบ่อน้ำเน่าผืนนั้น ทางเราจะเปิดประชุมเพื่อหารือกัน”
พวกเขาไม่จำเป็นต้องขวางช่องทางรวยของคนอื่น
ถึงอย่างไรหากฉี่หางต้องการสร้างบ้านขายตรงบ่อน้ำเน่า แต่ถ้าทางเทศบาลเมืองไม่เห็นชอบ แม้จะสร้างเสร็จแล้วก็คงขายไม่ได้อยู่ดี
ทว่าทางเทศบาลเมืองจะเห็นชอบด้วยหรือไม่ หัวหน้าสำนักงานท้องถิ่นฝูเถียนไม่มีสิทธิ์ก้าวก่ายอยู่แล้ว
หัวหน้าเองก็รู้สึกว่าผู้ใหญ่บ้านหลัวเต๋อกุ้ยจากหมู่บ้านกานเฉวียนทำตัวแปลกประหลาดยิ่งนัก ตอนตีอาณาเขตพื้นที่ ต่อให้นับบ่อน้ำเน่าลงไปด้วย นายทุนชาวต่างชาติก็คงไม่สนใจว่าพื้นที่จะเพิ่มหรือน้อยไปกว่า20ไร่ แต่เขาจงใจเว้นบ่อน้ำเน่าเอาไว้เช่นนี้ หรือเพราะมีวัตถุประสงค์อะไรบางอย่าง?
หรือว่าหลัวเต๋อกุ้ยคิดจะเก็บที่ดินเอาไว้ขายเอง?
หรือคิดว่าเงินชดเชยค่าที่ดินหนึ่งหมื่นหยวนต่อไร่มันน้อยเกินไป จึงโลภอยากได้มากกว่านั้น
หัวหน้ายิ้มเย็น หลัวเต๋อกุ้ยฝันหวานเกินไปแล้ว ที่ดินผืนนี้ต่อให้ถูกฉี่หางซื้อไป เงินก็ไม่มีทางตกถึงมือของหลัวเต๋อกุ้ยอย่างแน่นอน แม้แต่สหายหญิงวัยละอ่อนคนนี้ยังรู้เลยว่า ที่ดินทั้งหมดเป็นของประเทศ จะขายหรือไม่ขาย ขายเป็นเงินเท่าไร ประเทศชาติล้วนเป็นผู้กำหนดทั้งสิ้น
แน่นอนว่าที่ดินผืนเล็กขนาดนี้ คงไม่ใช่เรื่องใหญ่แต่อย่างใด
เพียงแต่จะขายราคาเท่าไรต่อหนึ่งไร่ คงต้องเปิดประชุมเพื่อปรึกษากันอย่างละเอียดอีกทีหนึ่ง
หัวหน้าของสำนักงานท้องถิ่นคุยด้วยไม่ยาก ถึงอย่างไรเซี่ยเสี่ยวหลานก็ไม่ได้มีผลประโยชน์ทับซ้อนกับเขา ดังนั้นเขาไม่จำเป็นต้องขัดขาเซี่ยเสี่ยวหลาน
เวลาคุยงานกับข้าราชการเซี่ยเสี่ยวหลานไม่กล้าให้ของขวัญอย่างเอิกเกริกเหมือนทุกครั้ง
โดยเฉพาะการให้ของขวัญยามที่ต้องการให้อีกฝ่ายทำอะไรบางอย่างให้ เพราะมันสามารถกลายเป็นการติดสินบนได้ทุกเมื่อ
ดังนั้นเธอจึงแค่ทิ้งหนังสือแสดงเจตจำนงเอาไว้ที่สำนักงานท้องถิ่นฝูเถียน และไม่ได้ทำเรื่องอื่นนอกเหนือไปจากนั้น
เธอเดินออกมาจากสำนักงาน เก่อเจี้ยนเพิ่งกลับมาจากการเดินสำรวจละแวกหมู่บ้านกานเฉวียนพอดี
“ที่แท้ตระกูลหลัวขังหลัวเย่าจงเอาไว้ครับ คนในหมู่บ้านต่างพากันนินทาให้แซ่ดว่า หลัวเย่าจงร้องอยากจะขายที่ดินตรงบริเวณบ่อน้ำเน่า แต่คนตระกูลหลัวไม่เห็นด้วย ปู่ของหลัวเย่าจงที่เคยตามใจหลานชายมาโดยตลอดคราวนี้เขากลับเป็นคนจับหลัวเย่าจงขังไว้ด้วยตัวเอง ปู่ของหลัวเย่าจงอดีตเคยเป็นผู้ใหญ่บ้านหมู่บ้านกานเฉวียนครับ”
“เป็นผู้ใหญ่บ้านมาสองรุ่นแล้วอย่างนั้นหรือ... ครอบครัวคนขี้ขลาดถือว่าเป็นเจ้าถิ่นของฝูเถียนอย่างแท้จริงสินะ นอกจากหลัวเย่าจงแล้ว คนตระกูลหลัวไม่มีใครอยากขายที่ดิน เธอว่าพวกเขาคิดอะไรอยู่กันแน่”
เซี่ยเสี่ยวหลานไม่แปลกใจ ยิ่งเป็นข้าราชการระดับล่าง ก็ยิ่งทำการ ‘สืบทอดตำแหน่ง’ ได้ง่าย
เรื่องแบบนี้พบได้บ่อยในชนบท อำนาจของตระกูลเก่าแก่ในพื้นที่ บางครั้งอาจอยู่เหนือกฎหมาย
เก่อเจี้ยนพูดเสียงเบา “เพราะหลัวเย่าจงถูกขังแล้วโวยวายตลอดเวลา เพื่อนบ้านเลยได้ยินเสียงครับ พวกเขาได้ยินว่าปู่ของหลัวเย่าจงบอกว่าที่ดินตรงบ่อน้ำเน่าฮวงจุ้ยดีมาก สามารถปกปักรักษาและคุ้มครองลูกหลานของตระกูลหลัวได้ แถมยังบอกอีกว่าสมัยหนุ่มๆ ผู้เฒ่าหลัวเคยเห็นทองในบ่อน้ำ ก่อนสร้างประเทศใหม่ที่ดินผืนนี้เป็นของตระกูลหลัว ทว่าต่อมาที่ดินก็กลายมาเป็นกรรมสิทธิ์ของประเทศ แต่ไปๆมาๆ ที่ดินผืนนี้ก็กลับมาอยู่ภายใต้ชื่อของตระกูลหลัวอีกครั้งครับ”
เซี่ยเสี่ยวหลานครุ่นคิด
ไม่ยอมขายที่ดิน แค่เพราะความเชื่องมงายน่ะหรือ?
สำหรับคนรุ่นเก่าก็อาจจะเป็นไปได้
แล้วพ่อของหลัวเย่าจง ผู้ใหญ่บ้านของหมู่บ้านกานเฉวียนอย่างหลัวเต๋อกุ้ยเล่า เขาคิดอย่างไรกับความคิดของผู้เฒ่าหลัวกัน
เซี่ยเสี่ยวหลานเพิ่งสืบรู้เรื่องเงินชดเชยค่าที่ดินบริเวณนี้ โดยที่ดินสงวนจะได้รับเงินชดเชยจำนวน1หมื่นหยวนต่อไร่
ที่ดินบ่อน้ำเน่ากว้าง23ไร่ ก็หมายความว่าถ้าแฮร์รอดส์ซื้อที่ดินผืนนี้ไป ตระกูลหลัวจะได้รับเงินชดเชย2.3แสนหยวน
เงิน2.3แสนหยวน ต่อให้เป็นคนที่ทำธุรกิจเก่งอย่างเซี่ยเสี่ยวหลานก็ใช่ว่าจะหามาได้ง่ายๆ
มันไม่ใช่เงินก้อนเล็ก แต่ตระกูลหลัวกลับไม่หวั่นไหว
ถึงเธอจะไม่เชื่อว่าบ่อน้ำเน่าแห่งนั้นจะเป็นที่ดินฮวงจุ้ยดีอะไร แต่พอได้ยินเช่นนั้นก็อดที่จะรู้สึกใจสั่นไม่ได้เช่นกัน
เธอเชื่อหรือไม่ไม่สำคัญ ขอแค่ลูกค้าที่จะมาซื้อบ้านเชื่อก็พอ ถ้าอย่างนั้น...
“อย่าเพิ่งสนใจตระกูลหลัว ปล่อยหลัวเย่าจงโวยวายต่อไป ถ้าเราซื้อที่ดินสำเร็จเมื่อไร ฉันยอมจ่ายเงินจ้างหลัวเย่าจงโวยวายต่อเสียด้วยซ้ำ จะต้องทำให้เขาปล่อยข่าวเรื่องบ่อน้ำเน่าเป็นที่ดินฮวงจุ้ยดีให้แพร่สะพัดไปทั่วให้ได้!”
สร้างบ้านบนที่ดินฮวงจุ้ยดี น่าฟังกว่าสร้างบ้านบนกองขยะเสียอีก
เซี่ยเสี่ยวหลานพยายามข่มใจไม่ไปดูบ่อน้ำเน่าอีกครั้ง ก่อนสั่งให้เก่อเจี้ยนขับรถพาเธอกลับ
เธอคิดว่าตนเคลื่อนไหวอย่างระมัดระวังมากแล้ว แต่แฮร์รอดส์กลับสั่งให้คนตามสืบจุดประสงค์ของเธอให้ชัดเจน และคอยจับตาดูเธอทุกฝีก้าว
หลังเซี่ยเสี่ยวหลานเดินออกจากสำนักงานท้องถิ่นฝูเถียน แฮร์รอดส์ก็ได้รับข่าวทันที
ช่วงนี้ที่เซี่ยเสี่ยวหลานนัดเจอเลขาเผิงบ่อยครั้ง ก็ไม่อาจหลุดรอดไปจากสายตาแฮร์รอดส์ได้เช่นกัน
“เธอคิดจะทำอะไรกันแน่?!”
ไม่มีใครตอบคำถามของแฮร์รอดส์ได้
บิลเองก็แปลกใจเช่นกัน คุณเซี่ยอยากทำอะไรที่ฝูเถียนก็ไม่เกี่ยวกับบอสมิใช่หรือ บอสไม่ได้ซื้อที่ดินทั้งหมดของฝูเถียน คุณเซี่ยเองก็ไม่ได้มีสัมพันธ์ใกล้ชิดกับบอส เธอมีอิสระที่จะทำอะไรก็ได้ไม่ใช่หรือ
ตอนที่ 1005: ไม่มีสิทธิ์เจ้ากี้เจ้าการ
“เรื่องมันคงไม่ได้เรียบง่ายขนาดนั้น”
หรือจะบอกว่าเซี่ยเสี่ยวหลานไม่ได้เรียบง่ายขนาดนั้นก็ย่อมได้
แฮร์รอดส์ไม่คิดว่าเซี่ยเสี่ยวหลานจะสามารถสร้างความเดือดร้อนให้กับธุรกิจของเขาได้ เพราะถึงอย่างไรการต่อสู้กันในโลกธุรกิจ วิธีการที่ง่ายดายที่สุดคือการแข่งขันเรื่องเงินทุน
ความฉลาดหลักแหลมจะใช้ประโยชน์ได้ก็ต่อเมื่อทั้งสองฝ่ายมีสถานะเทียบเคียงกันเท่านั้น
ระดับของแฮร์รอดส์กับเซี่ยเสี่ยวหลานนั้นต่างกันมากเกินไป ดังนั้นเซี่ยเสี่ยวหลานไม่มีทางสั่นคลอนรากฐานของแฮร์รอดส์ได้อย่างแน่นอน
แฮร์รอดส์สนใจในตัวเซี่ยเสี่ยวหลาน ก็เพราะเซี่ยเสี่ยวหลานมักสร้างความประหลาดใจให้กับเขาอยู่เสมอ ยิ่งเดาไม่ออก ก็ยิ่งอยากทำความเข้าใจ!
“พวกนายสามารถสืบข่าวได้ไม่ใช่หรือ?”
ใช่ ขอแค่เขาต้องการย่อมสามารถสืบได้อย่างแน่นอน
ใครใช้ให้แฮร์รอดส์คือนักลงทุนรายใหญ่ของฝูเถียนกันเล่า
สถานะชาวต่างชาติของเขา ทำให้ข้าราชการของสำนักงานท้องถิ่นฝูเถียนเป็นมิตรกับเขามาก
ไม่ต้องให้แฮร์รอดส์ออกหน้าเอง แค่ผู้ช่วยอย่างบิลก็สามารถสืบข้อมูลที่อยากรู้ได้อย่างแน่นอน
“บอส ผมจะรีบสืบข่าวมาให้เร็วที่สุดครับ”
นี่ก็ผ่านมาหลายวันแล้วหลังบอสจงใจไปดักรอคุณเซี่ย แล้วทำไมคุณเซี่ยคนนั้นยังไม่ติดต่อมาหาบอสอีกนะ
ทั้งที่วันนั้นทั้งสองคนดูคุยกันถูกคอมากแท้ๆ
สาวชาวจีนช่างรักนวลสงวนตัวจริงๆ
หรือจะเป็นแบบที่บอสบอก คุณเซี่ยหน้าตายิ้มแย้ม แต่ความจริงมองไม่เห็นเสน่ห์ของบอสเลยแม้แต่น้อย?
หึ จะเป็นไปได้อย่างไร
บอสหน้าตาหล่อเหลาคมคายขนาดนี้
กอปรกับฐานะทางครอบครัวที่ร่ำรวยมหาศาลของบอส อยู่ที่อเมริกาเขานับได้ว่าเป็นหนุ่มฮอตอย่างแท้จริง
แน่นอนว่าอยู่ที่จีนก็ได้รับความนิยมมากเช่นกัน แฮร์รอดส์แค่คุยกับพนักงานสาวของโรงแรมเพียงไม่กี่คำ พนักงานสาวก็หน้าแดงก่ำแล้ว
แม้แต่คุณนายจี้แม่ของจี้เจียงหยวนที่ดูเย่อหยิ่งและเย็นชาก็อดไม่ได้ที่จะทำตัวเป็นมิตรกับคุณแฮร์รอดส์เป็นพิเศษ... บิลไม่กล้าคิดลึกไปมากกว่านี้ เขารีบสะบัดศีรษะเพื่อไล่ความคิดอันบ้าคลั่งนั้นออกไป
บอสคือหนุ่มโสดทองคำ เมื่อก่อนเขามักจะนิยมสาวหุ่นดีสุดเซ็กซี่
ผู้หญิงจีนต่อให้หน้าเด็กมากแค่ไหน แต่ถึงอย่างไรคุณนายจี้ก็มีลูกชายที่เรียนมหาวิทยาลัยแล้ว
อีกทั้งคุณนายจี้ยังเป็นแฟนสาวของจอร์จอีกด้วย
ต่อให้บอสหิวกระหายมากเพียงใด ก็คงไม่หวั่นไหวกับคุณนายจี้ใช่หรือเปล่า?
บ้าเกินไปแล้ว
บิลไม่กล้าคิดฟุ้งซ่านเรื่องชีวิตรักของเจ้านายอีกต่อไป
ทว่าหลังเขาออกจากห้องมาก็พบเข้ากับจี้หย่าและจอร์จ บิลจึงพยายามควบคุมสีหน้าอย่างยากลำบาก
จอร์จเห็นสีหน้าของบิลก็แสดงความเป็นห่วง “บิล คุณป่วยหรือ?”
บิลส่ายหน้า “เปล่าครับ ผมไม่ได้ป่วย ผมแค่กำลังคิดเรื่องที่บอสสั่งมาครับ”
จอร์จพยักหน้า “วันนี้อาแฮร์รอดส์อารมณ์เป็นอย่างไรบ้าง”
บิลรู้ว่าจอร์จอยากถามอะไร
ช่วงนี้จอร์จพยายามเข้ามาหาบอสอยู่เป็นประจำ ว่ากันว่าจอร์จซื้อบริษัทตกแต่งภายในมาแห่งหนึ่ง เพราะเขาอยากได้โครงการตกแต่งภายในของสนามกอล์ฟ และยังอยากช่วยบอสบริหารโครงการนี้อีกด้วย... จอร์จช่างกล้าคิดเหลือเกิน จุดนี้เขากับจี้หย่าช่างเหมือนกันไม่มีผิด
“ดูไม่เลวครับ คุณคงทราบว่าโครงการของพวกเราคืบหน้าไปอย่างราบรื่นมาก”
บิลตอบกลับอย่างขอไปทีก่อนจะรีบเดินจากไป
แววตาจอร์จฉายแววความไม่พอใจ
เพราะไม่มีอำนาจบริหารในตระกูล ผู้ช่วยของแฮร์รอดส์จึงไม่เคารพเขา จอร์จรู้สึกโกรธจัด ไม่ว่าจะพูดอย่างไรคนพวกนี้ก็ทำงานให้ตระกูลวิลสัน และเขาก็ใช้นามสกุลวิลสันเหมือนกันไม่ใช่หรือ!
จี้หย่าเอ่ยเสียงเรียบ
“อย่าโมโหเพราะคนพวกนี้เลย ไว้คุณมีอำนาจในบริษัทของตระกูลเมื่อไร พวกเขาก็จะเปลี่ยนท่าทีที่มีต่อคุณเอง”
จอร์จจับมือจี้หย่าแน่น “ผมรู้ คุณให้กำลังใจและคอยสนับสนุนผมเสมอ ถึงขนาดยอมทิ้งธุรกิจที่ปักกิ่งเพื่อมาอยู่กับผมที่เผิงเฉิง”
จี้หย่าชักมือออกช้าๆ
“จอร์จ ฉันเต็มใจอยู่แล้ว ถึงอย่างไรเราก็มีเป้าหมายในชีวิตเหมือนกัน”
จอร์จรู้สึกว่าช่วงนี้จี้หย่าค่อนข้างเย็นชากับเขา
ตั้งแต่บังเอิญเจอสามีเก่าของจี้หย่าที่ร้านอาหาร ท่าทีของจี้หย่าก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย
หรือว่าจี้หย่าจะยังลืมสามีเก่าไม่ได้?
ไม่มีทาง ทั้งคู่หย่ากันมาตั้งสิบกว่าปีแล้ว ท่าทีของจี้หย่าที่มีต่ออดีตสามีนั้นเด็ดขาดมาก จอร์จไม่คิดว่าจี้หย่าจะยังคงรักทังหงเอินอยู่
ถ้าเช่นนั้นเขาก็คงคิดมากไปเอง
อาจเป็นเพราะงานของเขาที่เผิงเฉิงก็ไม่ค่อยราบรื่นนัก เขาจึงหงุดหงิดง่ายเช่นนี้
และจี้หย่าคงหงุดหงิดยิ่งกว่าเขา
การงานไม่ราบรื่นทำให้คนหมดอารมณ์รักษาความสัมพันธ์
จอร์จกับจี้หย่าเดินเข้าไปในห้อง แฮร์รอดส์กำลังเล่นสนุกเกอร์อยู่ ใช่ ห้องรับแขกของห้องชุดมีโต๊ะสนุกเกอร์วางอยู่ สิ่งที่ชาวต่างชาติร้องขอมา ทางโรงแรมย่อมจัดหามาให้อย่างแน่นอน
“อาแฮร์รอดส์ อาขาดคู่แข่งไปคนหนึ่งนะ”
จอร์จหยิบไม้สนุกเกอร์อีกด้ามขึ้นมา
แฮร์รอดส์หันมองเขา “จอร์จ ฉันจำได้ว่านายเล่นได้ห่วยมาก”
จอร์จแทงลูกสนุกอย่างมั่นใจ “อาไม่ควรใช้สายตาในอดีตมองผมอีก ทักษะของผมพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเรื่องสนุกเกอร์หรือกอล์ฟก็ตาม ไว้สนามกอล์ฟของเผิงเฉิงสร้างเสร็จเมื่อไร พวกเราคงต้องมาลองแข่งกันสักหน่อยแล้วละ”
แฮร์รอดส์วางไม้สนุกในมือลง “นายคิดจะอยู่ที่นี่จนสนามกอล์ฟสร้างเสร็จอย่างนั้นหรือ?”
สนามกอล์ฟอย่างเร็วที่สุดคงสร้างเสร็จปีหน้า ส่วนโครงการอสังหาริมทรัพย์อย่างน้อยคงต้องใช้เวลาสร้างอีกหลายปี
จอร์จพยักหน้ารับ “คงเป็นแบบนั้นครับ อาก็รู้ว่าผมซื้อบริษัทตกแต่งภายในของที่นี่ไว้แห่งหนึ่ง”
พูดถึงบริษัทตกแต่งภายในอีกแล้ว ให้ตายสิ จอร์จไม่คิดที่จะรามือจากสนามกอล์ฟเลยจริงๆสินะ
แฮร์รอดส์ไม่อยากพูดจาอ้อมค้อมกับจอร์จอีกต่อไป
“มีธุรกิจมากมายที่สามารถทำเงินได้ ทำไมต้องเปิดบริษัทตกแต่งภายในด้วยล่ะ เมื่อก่อนนายไม่เคยสัมผัสกับสายงานนี้เลยสักนิด พูดตามตรง ฉันไม่ไว้ใจให้นายดูแลงานตกแต่งภายในของสนามกอล์ฟเลยสักนิด”
ผู้ชายที่หลงงมงายกับความรัก ไม่ควรค่ากับความเชื่อใจของแฮร์รอดส์
โดยเฉพาะคนที่เลือกคู่รักได้ไม่ดีพอ
แฮร์รอดส์ไม่อยากยอมรับเลยว่า ตระกูลวิลสันจะมีหลานชายที่โง่ขนาดนี้อยู่ด้วย
ดูไม่ออกหรือว่าจี้หย่าไม่ได้ชอบตัวเองจากใจจริง?
จี้หย่าก็แค่อยากได้ผู้ชายสักคนอยู่เคียงข้าง แล้วจอร์จก็โง่เขลาพอที่จะเข้าหาเธอ พร้อมเสนอคุณภาพชีวิตที่สุขสบายให้กับเธอ
เสียเงินให้ผู้หญิงไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะถึงอย่างไรแฮร์รอดส์ก็จ่ายเงินเพื่อผู้หญิงเป็นประจำเช่นกัน
แต่ผู้หญิงที่เข้าหาเขาเพราะเงิน เขาไม่คิดจะสนใจพวกเธอนานนัก
อีกอย่างคือผู้หญิงพวกนั้นได้เงินจากเขาแล้วจะไม่ทำตัวเย่อหยิ่งกับเขา และไม่มีทางปันใจไปให้ใครอื่นยามอยู่ข้างกายเขา ในขณะที่คนโง่แบบจอร์จแค่หญิงชาวจีนคนเดียวก็ควบคุมไม่ได้ ยังมิวายอยากให้เขาเชื่อมั่นในความสามารถของตัวเอง นี่ถือเป็นการเหยียดหยามสติปัญญาของเขาชัดๆ
แฮร์รอดส์ปฏิเสธการบอกใบ้ของจอร์จออกไปตามตรง
ทันทีที่ได้ยินเช่นนั้นสีหน้าของจอร์จก็ไม่สู้ดีนัก เขาคิดว่าแฮร์รอดส์ไม่อยากให้เขามีผลงานเป็นของตัวเอง
ตั้งแต่เดินเข้าห้องมา สายตาของจี้หย่าก็จับจ้องที่แฮร์รอดส์อยู่บ่อยครั้ง เวลานี้เธอจึงอดช่วยจอร์จพูดไม่ได้ว่า
“กิจการของตระกูลวิลสันครอบคลุมธุรกิจหลายสาขา เผิงเฉิงไม่ใช่แหล่งลงทุนในต่างชาติเพียงแห่งเดียวของตระกูลวิลสัน คุณแฮร์รอดส์ คุณคงไม่อาจอยู่ที่เผิงเฉิงได้ตลอดเวลา และคุณจำเป็นต้องมีคนช่วยบริหารกิจการของที่นี่ ฉันรู้มาว่าคุณจ้างผู้บริหารมืออาชีพมาหลายคน แต่พวกเขาก็แค่คนที่ทำงานให้กับตระกูลวิลสันเท่านั้น ดังนั้นการมีคนตระกูลวิลสันมาช่วยบริหารงานอย่างใกล้ชิดที่เผิงเฉิงคงไม่ใช่เรื่องเลวร้ายกระมังคะ จอร์จเองก็ให้ความเคารพคุณแฮร์รอดส์มาโดยตลอด ทำไมคุณถึงไม่มอบโอกาสให้เขาสักครั้งล่ะคะ”
มือของแฮร์รอดส์ไม่หยุดนิ่ง เขาแทงลูกสนุกลงหลุมไปอย่างสบายๆ
“คุณผู้หญิงจี้ ประโยคนี้คุณควรพูดกับตัวเอง เพราะเห็นแก่ลูกชายของคุณ ผมถึงอนุญาตให้คุณมาที่นี่ แต่ผมไม่ได้ร้องขอให้คุณมาเจ้ากี้เจ้าการเรื่องของตระกูลวิลสัน ต่อให้คุณแต่งงานกับจอร์จแล้วก็ตาม ตระกูลวิลสันก็ไม่มีทางเชื่อฟังคำพูดของผู้หญิงคนหนึ่ง โดยเฉพาะผู้หญิงที่ไม่มีหุ้นของบริษัทอยู่ในครอบครอง!”
ตอนที่ 1006: ฉันเป็นภรรยาเก่าของเขา!
แม้แฮร์รอดส์จะเมินจี้หย่ามาโดยตลอด แต่เขาก็ไม่เคยหักหน้าเธอแบบนี้มาก่อน
ดังนั้นหลังจากที่เขาพูดจบ จี้หย่าจึงตกอยู่ในอาการตะลึงงัน!
จอร์จที่ยืนกำไม้สนุกเกอร์ ไม่รู้ว่าควรพูดอะไรออกไปดี
“อาแฮร์รอดส์...”
แฮร์รอดส์มองเขาด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ “ฉันพูดไม่ผิดใช่ไหม?”
จอร์จพยักหน้าอย่างยากลำบาก เพราะสิ่งที่แฮร์รอดส์พูดนั้นไม่ผิดแม้แต่น้อย นี่คือกฎของตระกูลวิลสัน ผู้ชนะจะได้ทุกสิ่งทุกอย่างที่ต้องการ!
แม้แต่จอร์จที่เป็นหลานชายของแฮร์รอดส์ยังไม่มีสิทธิ์ถามเรื่องการลงทุนของบริษัทเลยด้วยซ้ำ แล้วจี้หย่าที่เป็นแค่แฟนสาวของจอร์จอยู่ดีๆก็มาชี้นิ้วสั่งการแฮร์รอดส์ ถูกตอกกลับเช่นนี้หาใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใด
จี้หย่ากัดฟันกรอด จอร์จคือเศษสวะไม่มีผิด
เธอไม่อาจรักษามารยาทได้อีก จี้หย่าลุกขึ้นก่อนจะเดินออกจากห้องไปทันที
จอร์จชะงักไปหลายวินาที เมื่อได้สติเขาก็วิ่งตามไป
ในที่สุดในห้องก็สงบสุขเสียที
แฮร์รอดส์เล่นสนุกเกอร์ได้อย่างมีความสุขอีกครั้ง พ่อบ้านอัลเลนเห็นดังนั้นก็รู้สึกแปลกใจ “จอร์จคงเสียใจมากนะครับ”
พวกเขาเป็นคนตระกูลวิลสันเหมือนกัน อัลเลนนึกว่าแฮร์รอดส์จะไว้หน้าจอร์จบ้างเสียอีก ความจริงแฮร์รอดส์ก็อยากทำเช่นนั้น แต่เพราะการไว้หน้ากัน จอร์จถึงได้กล้าเพ้อฝันว่าตนจะได้อำนาจบริหารงานที่สนามกอล์ฟไปครอง
แฮร์รอดส์ยกยิ้มมุมปาก ก่อนพูดคำวิจารณ์อย่างร้ายกาจออกมา
“คนโง่ขนาดนั้นทำไมฉันต้องสนใจ ถ้าเขาดีใจ เช่นนั้นก็ต้องเป็นฉันที่ทุกข์ใจ อัลเลน ฉันดูเหมือนนักบุญหรือ?”
โอเค เจ้านายเขาไม่ใช่นักบุญ
พ่อบ้านอัลเลนคิดในใจ ที่จริงคุณแฮร์รอดส์เป็นคนจิตใจดี ผิดที่คุณนายจี้คนนั้นล้ำเส้นเกินไปต่างหาก
สรุปคือนี่ไม่ใช่ความผิดของคุณแฮร์รอดส์
หลังพวกเขารู้ว่าคุณนายจี้ผู้นี้มีความสัมพันธ์ที่เลวร้ายกับอดีตสามีอย่างนายกเทศมนตรีทัง ขณะเดียวกันก็แทบจะไม่มีอิทธิพลอะไรกับลูกชายอย่างจี้เจียงหยวน สำหรับแฮร์รอดส์ คุณนายจี้คนนีัไม่มีความสำคัญแต่อย่างใด
กิจการในเผิงเฉิงของแฮร์รอดส์คว้าส่วนสำคัญที่สุดอย่างที่ดินมาได้แล้ว เขาย่อมอยากผูกมิตรกับทางรัฐบาลท้องถิ่นต่อไป หาใช่คนแบบจี้หย่า... ชีวิตคนเราน่าเศร้าที่สุดก็ตอนที่ไม่รู้จักประมาณตนเองนั่นเอง
พ่อบ้านอัลเลนชอบจี้เจียงหยวนมาก แต่สำหรับจี้หย่านั้นไม่ไหวเลยจริงๆ!
———————
จี้หย่าเดินสับเท้าด้วยความโกรธจัด
จอร์จรีบวิ่งไล่ตามหลังเธอมาติดๆ
อารมณ์ของจี้หย่าร้อนระอุเหมือนอากาศของเผิงเฉิง เธอควบคุมอารมณ์ของตัวเองไม่อยู่ และไม่คิดจะควบคุมมันอีกต่อไป
“ที่รัก ฟังผมก่อน...”
“ตอนที่ควรพูดทำไมถึงไม่พูด? จอร์จ คุณทำให้ฉันผิดหวังมาก ในฐานะลูกผู้ชาย คุณกลับทำตัวขี้ขลาดตาขาว! คุณควรทำให้คนชั่วที่หลงตัวเองอย่างแฮร์รอดส์ได้เห็นถึงความสามารถของคุณ ไม่ใช่เขาพูดแค่ไม่กี่คำก็ตกใจกลัวจนหัวหด! ฉันว่าพวกเราคงไปกันต่อไม่ได้แล้วละ จบลงตรงนี้เถอะ!”
เนื่องจากโรงแรมแห่งนี้มีชาวต่างชาติเข้าออกจำนวนไม่น้อย จึงมีแท็กซี่จอดให้บริการอยู่หน้าโรงแรมอยู่ตลอดเวลา จี้หย่าก้าวขึ้นรถและปิดประตูทันที เธอไม่สนใจแม้แต่น้อยว่าจอร์จจะตบกระจกหน้าต่างแรงแค่ไหน เธอบอกให้คนขับออกรถทันที
“บ้าเอ๊ย!!”
จอร์จยืนระเบิดอารมณ์อยู่ที่เดิม ก่อนจะเขาเตะเสาอย่างแรงด้วยความโมโห
บนรถแท็กซี่ คนขับลอบมองผ่านกระจกไปยังที่นั่งด้านหลังเป็นครั้งคราว ผู้หญิงชาวจีนที่คบหากับชาวต่างชาติไม่ได้หากันได้ง่ายๆ แถมยังทะเลาะกับชาวต่างชาติเช่นนี้ คนขับเพิ่งเคยเจอเหตุการณ์แบบนี้เป็นครั้งแรก
ผู้หญิงคนนี้เก่งจริงๆ ทำฝรั่งคนนั้นโกรธจนกระทืบเท้าได้!
จี้หย่าเงยหน้าขึ้น คนขับที่กำลังแอบมองเธอผ่านกระจกมองหลังถูกจับได้เข้าเต็มเปา
คนขับรู้สึกกระดากอายที่ถูกจับได้เช่นนั้น แต่จี้หย่ากลับหัวเราะออกมา “คุณแอบมองฉันแบบนี้ คุณว่าฉันสวยไหมคะ?”
คนขับคือผู้ชายวัยสามสิบกว่า ทันทีที่ได้ยินคำถามของจี้หย่า เขาก็เกิดอาการหน้าแดงก่ำ
จี้หย่าจ้องหน้าเขาไม่วางตา จนทำให้คนขับรถรู้สึกกดดันมาก
“สะ สวยครับ!”
สวยจริงๆ
เรื่องสวยคงไม่อาจปฏิเสธได้ จี้หย่ามีรูปร่างผอมเพรียว ผิวพรรณบนใบหน้าเปล่งประกาย แม้หางตาจะมีริ้วรอยจางๆ ฟ้องว่าเธอไม่ได้อยู่ในวัยสาวอีกแล้ว แต่หากมองโดยรวม เธอเป็นคนสวยที่มีเสน่ห์มากคนหนึ่งเลยทีเดียว
จี้หย่าลูบใบหน้าตัวเองเบาๆ
ใช่ เธอยังคงสวยเหมือนเดิม
เธอไม่ใช่คนสวยที่ไม่รู้ตัวเอง ตั้งแต่อายุสิบกว่าปี รอบกายเธอมักจะเต็มไปด้วยผู้ชายคอยตามจีบอยู่เสมอ ไม่ต้องส่องกระจกจี้หย่าก็รู้ว่าตัวเองนั้นสวยมากแค่ไหน
ลำคอของเธองามระหง
เธอเคยเรียนเต้นบัลเลต์
เธอเล่นเปียโนได้
เคยเรียนศิลปะมานานหลายปี
อีกทั้งเธอยังเข้าใจการชื่นชมในงานศิลปะ
ประเทศจีนในยุค60 ทุกคนใช้ชีวิตกันอย่างประหยัดอดออม การตรากตรำทำงานหนักคือค่านิยมอันเป็นกระแสหลักของสังคม แต่จี้หย่าไม่เคยทำตามกระแส เธอคือดวงดาวที่เดินนำหน้าทุกคนเสมอ เธอคือหงส์ฟ้าที่แตกต่างไม่เหมือนใคร!
แม้แต่ในปัจจุบันที่กาลเวลาเคลื่อนผ่านมาจนถึงปี1985 การปฏิรูปเศรษฐกิจได้เริ่มต้นขึ้นมานานหลายปีแล้ว แต่ก็มีหญิงสาวน้อยคนนักที่จะได้สัมผัสกับสิ่งที่จี้หย่าเคยได้รับในอดีต
จี้หวายซินสมัยหนุ่มๆนั้นยากจนมาก แต่หลังเรียนจบทุกอย่างก็เริ่มดีขึ้น พอถึงช่วงวัยกลางคนเขาก็ได้เป็นนักวิชาการแถวหน้าของประเทศจีน
จี้หย่าเป็นลูกสาวคนเล็กของเขา จี้หวายซินจึงลงทุนด้านการศึกษาให้จี้หย่ามากมาย... เขาไม่ต้องจ่ายเงินทองมากนัก เพราะไม่ว่าจี้หย่าอยากเรียนอะไร จี้หวายซินก็มักมีอาจารย์ที่รู้จักกันช่วยอบรมสั่งสอนให้ สำหรับจี้หวายซินนั้นการฝากฝังลูกสาวสักคนเป็นเรื่องง่าย เพราะในประเทศจีนหาคนที่มีความสามารถแบบเขาได้ยากนัก
จนกระทั่งจี้หย่าเข้าสู่ช่วงวัยรุ่น เธอก็กลายเป็นเด็กสาวที่เต็มไปด้วยความสามารถ และมีใบหน้างดงามอย่างหาตัวจับยาก
มีเด็กหนุ่มไม่รู้ตั้งกี่คนอยากแต่งงานกับเธอ แต่เธอกลับถูกใจทังหงเอิน
นิ้วมือของเธอยังคงนุ่มลื่น เนื่องจากเธอทุ่มเทไปกับการบำรุงรักษาสภาพผิวของตัวเอง ลงทุนลงแรงอย่างไม่นึกเสียดายเงิน แม้แต่คนขับรถแท็กซี่ก็ยังจ้องหน้าเธออย่างไม่วางตา แล้วทำไมถึงมีคนไม่หวั่นไหวกับเธออยู่ด้วยกัน?
หรือเธอจะแก่แล้วจริงๆ... เธออายุมากกว่าอีกฝ่ายเกือบสิบปี เพราะมีลูกตั้งแต่ยังสาว ลูกชายจึงอายุ20ปีแล้ว จี้หย่าไม่อยากยอมรับความจริงข้อนี้เลยสักนิด เธอดึงดูดใจผู้ชายระดับจอร์จได้ แต่กลับไม่สามารถดึงดูดผู้ชายที่โดดเด่นแบบแฮร์รอดส์ได้
จอร์จยังไม่ใช่คนคนนั้น
ถ้าไม่มีแฮร์รอดส์เป็นตัวเปรียบเทียบ บางทีเธออาจจะพอฝืนใช้ชีวิตร่วมกับจอร์จได้
แต่เมื่อมีตัวเปรียบเทียบอย่างแฮร์รอดส์โผล่เข้ามาในชีวิต จี้หย่าก็รู้สึกทุกข์ทรมานใจ ผู้หญิงอย่างเธอจะต้องมีผู้ชายล้อมหน้าล้อมหลังไปตลอดชีวิต ถ้าไม่ใช่ผู้ชายที่ดีที่สุด แล้วเธอจะยอมติดตามคนคนนั้นไปทั้งชีวิตได้อย่างไร!
คนขับขับรถอยู่นานกว่าจะนึกขึ้นได้ว่ายังไม่ได้ถามจุดหมายปลายทางจากผู้โดยสาร ดูเหมือนเขาจะถูกจี้หย่าทำให้จิตใจปั่นป่วนไปหมด
“สหาย คุณจะไปไหนครับ”
เธอจะไปที่ไหน?
จี้หย่าทิ้งจอร์จไว้หน้าโรงแรม แต่ตัวเธอกลับไม่รู้ว่าจะไปที่ไหน
เธอมีกองเพลิงสุมอยู่ในอก ไม่อยากฟังคำพูดปลอบโยนของจอร์จ แต่อยากระบายเพลิงโทสะทั้งหมดให้สิ้นซาก
“ไปเทศบาลเมือง!”
เทศบาลเมือง?
คนขับไม่กล้าคุยกับจี้หย่าอีกแล้ว
มีเสน่ห์แค่ไหนก็ไม่ควรสุงสิงด้วย ทะเลาะกับชาวต่างชาติเสร็จก็บอกว่าจะไปเทศบาลเมืองเสียอย่างนั้น บ้าไปแล้วจริงๆ
หลังมาถึงจุดหมาย จี้หย่าก็สางผมเล็กน้อยก่อนจะลงจากรถ
รูปร่างผอมเพรียวและการแต่งกายที่ทันสมัยของเธอดูน่าเกรงขามยิ่งนัก หลังเดินเข้าเทศบาลเมืองก็ไม่มีใครกล้าขวางทางเธอ แต่เป็นเธอที่เรียกเจ้าหน้าที่คนหนึ่งไว้
“ฉันอยากพบนายกทัง ควรไปชั้นไหนคะ”
เจ้าหน้าที่ทำหน้างง อยู่ๆก็บอกว่าอยากเจอนายกเทศมนตรี คิดว่าจะได้เจอง่ายๆ อย่างนั้นหรือ?
ถ้ามีนัดกับนายกเทศมนตรีล่วงหน้า คงไม่มีทางไม่รู้ว่าห้องทำงานของท่านอยู่ที่ไหน!
“ขอโทษครับ...”
จี้หย่าพูดขัดเสียงเย็น “ฉันเป็นภรรยาเก่าของเขา คุณนำทางฉันไปก็พอ เขาต้องยอมพบฉันแน่”
เจ้าหน้าที่อยากจะเป็นลมเหลือเกิน
ได้รับรู้เรื่องส่วนตัวของนายกทังเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องน่าตื่นเต้นเลยสักนิด เบื้องบนมักไม่อยากเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวให้ลูกน้องรับรู้ เพราะฉะนั้นเขาไม่อยากรู้สักนิดว่านายกทังมีภรรยาเก่า!
“ระ รอสักครู่นะครับ ผมจะลองถามให้”
ตอนที่ 1007: ไม่มีอะไรอยากพูดกับฉันหรือ?
จี้หย่ากำลังไม่พอใจ
เมื่อก่อนนานๆทีเธอจะไปที่ทำงานของทังหงเอินสักครั้ง แต่ทุกครั้งที่ไป ทังหงเอินก็มักจะแนะนำเธอให้คนอื่นรู้จักอย่างเปิดเผยอยู่เสมอ
จี้หย่าคิดว่าเป็นเรื่องที่สมควรแล้ว ด้วยคุณสมบัติของเธอ ทังหงเอินย่อมอยากโอ้อวดเธอให้ทุกคนได้รู้จัก
เมื่อก่อนทังหงเอินยังเป็นแค่ข้าราชการระดับล่าง ไม่ได้มีอำนาจมากมายอย่างเช่นทุกวันนี้ ปัจจุบันใช่ว่าใครก็สามารถเข้าพบเขาได้ตลอดเวลา ไม่ใช่แค่อดีตภรรยาแบบจี้หย่า ต่อให้มีผู้หญิงคนหนึ่งบุกเข้ามาแล้วบอกว่าเป็นภรรยาคนปัจจุบันของทังหงเอิน หากไม่ผ่านการตรวจสอบเพื่อยืนยันให้แน่ใจเสียก่อน เจ้าหน้าที่ก็คงไม่กล้าปล่อยให้ใครเข้าไปหานายกทังได้ง่ายๆ
จี้หย่ามีสีหน้าเย็นยะเยือก เจ้าหน้าที่รีบวางถ้วยน้ำชาไว้บนโต๊ะก่อนจะเดินหนีไปทันที
แค่ดูก็รู้ว่าภรรยาเก่าของนายกทังไม่เหมือนคนอัธยาศัยดีสักนิด ถ้าไม่รีบหนีไปตั้งแต่เนิ่นๆ เขากลัวเหลือเกินว่าจี้หย่าจะโพล่งเรื่องส่วนตัวของหัวหน้าออกมาอีก
จี้หย่ายิ้มประชด ทังหงเอินคิดว่าตัวเองแน่นักสินะ
ถ้าเธอรู้ก่อนว่าทังหงเอินจะได้กลับมารับราชการเร็วขนาดนี้ อีกทั้งยังได้เลื่อนตำแหน่งอย่างรวดเร็ว เธอยังจะยืนกรานขอหย่าอีกหรือไม่?
จี้หย่าถามใจตัวเอง ถ้าเป็นแบบนั้นเธอคงทนต่อได้
เธอคงไม่หนีชีวิตแร้นแค้นแบบนั้นมาเร็วเกินไปเช่นนี้
คุณนายนายกเทศมนตรีของเขตเศรษฐกิจพิเศษ ต่อให้เป็นเพื่อนรุ่นเดียวกันที่ได้แต่งงานกับคนที่ดีกว่าทังหงเอินในตอนนั้น แต่ทุกวันนี้ก็แทบไม่มีใครมีสถานะทางสังคมอยู่ในระดับเดียวกับทังหงเอินในตอนนี้เลยสักคน
จี้หย่าทำหน้านิ่งเฉย ไม่แตะต้องน้ำชาบนโต๊ะแม้แต่หยดเดียว
เธอคงไม่รู้เลยว่าเลขาเผิงที่นั่งอยู่เหนือเธอขึ้นไปสองชั้น กำลังลอบด่าเธอในใจ
“ผู้หญิงอย่างจี้หย่าสมองคงมีปัญหาจริงๆ!”
ให้ตายเถอะ ผู้หญิงคนนี้เป็นคนบ้าชัดๆ!
สถานที่แบบเทศบาลเมือง ข่าวลือแพร่สะพัดเร็วเสียยิ่งกว่าอะไร เธอกล้ามาหาถึงที่นี่ แถมยังประกาศว่าตนเป็นภรรยาเก่าของนายกทังได้อย่างไรกัน? แม้เจ้านายเขาจะยังครองตัวเป็นโสด แต่การปล่อยให้คนอื่นเข้าใจผิดว่าภรรยาของเขาเสียไปแล้ว ยังดีกว่าให้ทุกคนรู้ว่าเจ้านายของเขาเคยหย่าร้างมาก่อนเสียอีก!
ทำงานอยู่ในระบบราชการ การหย่าร้างไม่ใช่ชื่อเสียงที่ดีนัก ข้าราชการที่จัดการเรื่องในครอบครัวยังไม่ได้ แล้วจะสามารถบริหารงานใหญ่กว่านี้ได้อีกหรือ?
ดังนั้นในระบบราชการ หากเลือกได้ไม่ควรหย่าร้าง และหากครองตัวเป็นโสดจนถึงวัยอันสมควรก็จำเป็นต้องแต่งงาน เพราะข้าราชการที่มีครอบครัวแล้วจะทำให้คนอื่นรู้สึกพึ่งพาได้
ข่าวลือเรื่องชู้สาว เป็นจุดอ่อนที่ร้ายกาจสำหรับผู้คนในปี1985
มีแต่คนแบบฝานเจิ้นชวนเท่านั้นที่ทำตัวเป็นเหมือนฮ่องเต้ของอำเภอเหอตง เพราะเขาไม่คิดที่จะสนใจชื่อเสียงของตัวเอง
แต่สุดท้ายที่ฝานเจิ้นชวนถึงคราวเคราะห์ สาเหตุก็เพราะเรื่องความสัมพันธ์ชู้สาวมิใช่หรือ?
เลขาเผิงด่ากราดจี้หย่าในใจ ผู้หญิงคนนี้ช่างเลวร้ายเหลือเกิน อายุก็ไม่น้อยแล้ว แต่เรื่องการวางตัวยังสู้เซี่ยเสี่ยวหลานไม่ได้เลยสักนิด
เซี่ยเสี่ยวหลานมาหาเจ้านายเป็นประจำ แต่ไม่เคยมีข่าวลือเสียหายหลุดรอดออกไปจากเทศบาลเมืองเลยสักครั้ง เห็นได้ชัดว่าเซี่ยเสี่ยวหลานวางตัวดีมากแค่ไหน!
หลังลังเลอยู่นาน เลขาเผิงก็เดินไปเคาะประตูห้องทำงานของเจ้านาย
“หัวหน้าครับ”
ทังหงเอินเงยหน้าจากเอกสาร แล้วมองนาฬิกาข้อมือ “เสี่ยวเผิง ยังไม่ถึงเวลาอาหารเที่ยงเลยไม่ใช่หรือ”
ยังไม่ถึงเวลาอาหารเที่ยง คงไม่จำเป็นต้องเตือนเขาให้พักผ่อนนั่นเอง
เลขาเผิงก้มหน้าก่อนจะรายงานเรื่องของจี้หย่าให้ทังหงเอินฟัง “คุณนายจี้มาครับ เธอดูเหมือนอยากพบกับท่าน ท่านว่า?”
คุณนายจี้
สมาธิทั้งหมดของทังหงเอินกำลังอยู่กับเรื่องงาน เขาจึงตั้งสติไม่ทันว่าใครคือ ‘คุณนายจี้’ ถึงอย่างไรเวลานี้จี้หย่าก็แทบไม่มีความสำคัญอะไรสำหรับเขา เขารู้เพียงอีกฝ่ายอยู่เผิงเฉิง แต่นอกจากครั้งก่อนที่เจอกันในร้านอาหาร ทังหงเอินกับจี้หย่าก็ไม่ได้ติดต่อกันอีกเลย
ทว่าไม่นานนักเขาก็ตั้งสติได้
คนที่ทำให้เลขาเผิงมีสีหน้าลำบากใจเช่นนี้ นอกจากจี้หย่าแล้วยังจะมีใครอีก?
หายากจริงๆ ที่จี้หย่าจะมาหาเขาถึงที่!
ทังหงเอินไม่คิดว่ามันคือข่าวดีแม้แต่น้อย “ไปบอกเธอว่า ฉันยังมีงานที่ต้องสะสาง เสร็จงานแล้วค่อยเชิญเธอมาที่ห้องทำงานของฉัน”
เลขาเผิงรู้สึกโล่งอก
“รับทราบครับ”
ถ้าอย่างนั้นที่เขาด่าจี้หย่าในใจคงไม่มากเกินไป เพราะหัวหน้าไม่ได้อยากเจอจี้หย่าในทันที เห็นได้ชัดว่าเธอไม่ใช่คนสำคัญอีกต่อไป
ถ้าเป็นเซี่ยเสี่ยวหลานมาหา ต่อให้เจ้านายจะงานยุ่งสักแค่ไหน ก็คงเรียกเซี่ยเสี่ยวหลานให้ไปรอในห้องทำงานแล้ว
หรือถ้าเป็นสหายหลิวเฟินมาหาละก็... ช่างเถอะ โอกาสที่สหายหลิวเฟินจะมาหาเจ้านายถึงเทศบาลเมืองมีน้อยมากเหลือเกิน แต่เลขาเผิงเดาว่าถ้าสหายหลิวเฟินมาเยือน ต่อให้เจ้านายจะงานยุ่งมากเพียงใดก็คงทิ้งงานมาก่อนชั่วคราวเพื่อต้อนรับสหายหลิวเฟิน
เลขาเผิงกลัวจี้หย่าพูดจาเหลวไหลอะไรออกไปอีก หลังแจ้งสารที่ทังหงเอินฝากมาแล้ว เขาจึงเชิญจี้หย่าไปนั่งพักในห้องรับแขกชั้นบน เพราะที่นั่นไม่มีใครคอยยื่นศีรษะแอบมองตลอดเวลา
จี้หย่ายิ้มเย็น “วางอำนาจบาตรใหญ่เสียจริงนะ!”
ได้ เธอจะรอ ดูสิว่าทังหงเอินจะให้เธอรอนานแค่ไหน
จี้หย่านั่งรถมาที่เทศบาลเมืองด้วยความเดือดดาล แต่ความจริงแล้วเธอยังคิดไม่ออกว่าจะพูดอะไรกับทังหงเอิน ทังหงเอินบอกให้เธอรอ ดังนั้นเธอจึงมีเวลามากพอให้คิดว่าอีกเดี๋ยวจะพูดอะไรกับเขา
เลขาเผิงเงียบ
วางอำนาจบาตรใหญ่?
ถ้าหัวหน้าวางอำนาจจริง จี้หย่าคงไม่ได้เจอท่านแน่นอน!
แต่จะว่าไปก็แปลก ด้วยนิสัยของคุณนายจี้ หลังได้ยินว่าต้องรอทำไมเธอถึงไม่ยอมกลับไป ท่าทางครั้งนี้เธอจะมีปัญหาที่อยากให้เจ้านายของเขาช่วยเหลือจริงๆสินะ
กว่าทังหงเอินจะว่างเจอจี้หย่า ก็ผ่านไปหนึ่งชั่วโมงกว่า
ไม่ใช่เพราะเขานึกถึงจี้หย่าขึ้นมา แต่เพราะเลขาเผิงได้เข้าไปเตือนเขาว่า ถึงเวลาอาหารเที่ยงแล้ว
ทังหงเอินขมวดคิ้วมุ่น “เสี่ยวเผิง เธอช่วยไปตักอาหารที่โรงอาหารให้ฉันที ฉันจะพยายามคุยกับผู้หญิงคนนั้นให้จบโดยเร็ว”
ปัดตกเรื่องกินข้าวกับจี้หย่าทิ้งไปได้เลย เขากับจี้หย่าไม่ได้เป็นมิตรกันมากมายขนาดนั้น
ความจริงทังหงเอินคิดเหมือนกับเลขาเผิง จี้หย่ายอมรอเขานานขนาดนี้ช่างน่าประหลาดใจยิ่งนัก
ตอนมองจี้หย่า ทังหงเอินไม่มีความคิดอะไรหลงเหลืออยู่อีกแล้ว
น่าแปลก ปีที่แล้วตอนเขาไปที่บ้านตระกูลจี้ วันนั้นตอนจี้หย่าเปิดประตู ทังหงเอินยังรู้สึกใจลอยไปชั่วขณะ ตอนมองจี้หย่าเขายังแยกไม่ออกว่านี่คืออดีตหรือปัจจุบันกันแน่ เวลานั้นเขายังโมโหจนโรคกระเพาะกำเริบเพราะคำพูดของจี้หย่าอยู่เลย
แต่ผ่านมาได้ไม่ถึงหนึ่งปี ความโกรธในตอนนั้นกลับจางหายไปจนหมดสิ้น
ไม่ยินดีหรือยินร้าย เขาไม่สนใจผู้หญิงคนนี้แล้วจริงๆ ที่อีกฝ่ายยืนอยู่ตรงนี้ได้เพราะพวกเขาสองคนเคยแต่งงานกัน และจี้หย่าก็ได้คลอดลูกชายอย่างจี้เจียงหยวนให้กับเขา นอกจากนี้เขากับจี้หย่าไม่ได้มีเยื่อใยใดๆต่อกันอีกแล้ว
“มาหาผมมีอะไรหรือ ว่ามาสิ”
ทังหงเอินไม่คิดจะแสร้งทำตัวเกรงอกเกรงใจแม้แต่น้อย เขาคิดแค่ว่าอยากรีบคุยกับจี้หย่าให้เสร็จ แล้วไปกินข้าวเท่านั้น!
เขาทำงานเหนื่อยมาตลอดช่วงเช้า หากไม่ได้กินข้าวจะรู้สึกเหนื่อยยิ่งกว่าเดิม
หลังรับการผ่าตัดรักษาอาการของโรคกระเพาะ ทังหงเอินก็กินอาหารตรงเวลามาโดยตลอด
เมื่อก่อนเขาอยู่ตัวคนเดียวจึงใช้ชีวิตอยู่กับการทำงานจนล้มป่วยไปด้วยโรคกระเพาะ แต่ตอนนี้เขามีแผนการใหม่ให้กับชีวิตแล้ว เขาจะต้องรักษาสุขภาพร่างกาย ต้องไม่กลายเป็นภาระของคนอื่น
จี้หย่ายืนอยู่ที่เดิมพลางบีบมือตัวเองแน่น
ทั้งที่เตรียมคำพูดเอาไว้ตั้งมากมาย แต่พออยู่ตรงหน้าทังหงเอิน เธอกลับพูดอะไรไม่ออกสักคำ
ใช่ เธอพูดไม่ออก
ทังหงเอินคือคนที่เธอเขี่ยทิ้ง เดินหน้าแล้วย่อมไม่คิดถอยหลัง คนหยิ่งยโสอย่างเธอ จะพูดเรื่องขอคืนดีได้อย่างไร?
ต้องบีบให้เธอพูดด้วยหรือ ทำไมเขาไม่รู้จักเข้าหาเธอก่อนบ้าง ในห้องทำงานไม่มีคนนอกไม่ใช่หรือ ดังนั้นเวลานี้ย่อมเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการพูดเรื่องนี้!
จี้หย่าขมวดคิ้วมุ่น “คุณไม่มีอะไรอยากจะพูดกับฉันเลยหรือ?”
ตอนที่ 1008: วันแห่งหายนะ
ผู้หญิงคนนี้ช่าง... เอาแน่เอานอนไม่ได้
ทังหงเอินไม่เข้าใจว่าเขาควรพูดอะไร
สมัยยังสาว นิสัยเย่อหยิ่งทะนงตนของจี้หย่าคือความน่ารักในแบบเด็กสาว ทังหงเอินสามารถยอมรับได้
แต่เขาไม่ใช่ทังหงเอินในอดีตอีกแล้ว
เส้นทางที่ก้าวเดิน และประสบการณ์ชีวิตที่สั่งสมมา ทำให้เขากลายเป็นอีกคนหนึ่งที่แตกต่างไปจากคนเดิมอย่างสิ้นเชิง!
เขาได้ก้าวไปข้างหน้าแล้ว แต่จี้หย่ากลับยังคงหยุดอยู่ในอดีต ยังคิดว่าทุกคนต้องคอยตามใจเธออยู่ตลอดเวลา ทว่ามันจะเป็นไปได้อย่างไร
ต่อให้เขากับจี้หย่าไม่ได้หย่าร้างกัน เขาก็คงไม่ทนตามใจเธอได้ตลอดชีวิต เขาไม่มีทางทุ่มเทแรงกายแรงใจทั้งหมดที่มีเพื่อคาดเดาความคิดผู้หญิงคนหนึ่งอีกต่อไป
“มีอะไรก็พูดกับผมมาตามตรงเถิด”
ทังหงเอินรู้สึกว่าวันนี้จี้หย่าทำตัวแปลกประหลาดเหลือเกิน
การพบหน้ากันหลายต่อหลายครั้งหลังจากจี้หย่ากลับมาที่จีน ล้วนสร้างความทรงจำที่ไม่ดีให้กับทังหงเอินทั้งสิ้น
จี้หย่านึกไม่ถึงว่าจะได้คำตอบเช่นนี้
หรือทังหงเอินกำลังรอให้เธอขอโทษเขาอยู่จริงๆ จะให้เธอบอกว่าตนผิดไปแล้วที่ขอหย่าในวันนั้นอย่างนั้นหรือ?
จี้หย่าคิดว่า การพูดเช่นนั้นก็ไม่ต่างอะไรกับการถูกปลดเปลื้องเสื้อผ้า ยืนเปลือยเปล่าอยู่ริมถนนใหญ่
ทว่าเมื่อคิดถึงความไม่เอาไหนของจอร์จและการดูแคลนของแฮร์รอดส์ จี้หย่าก็ข่มเพลิงโทสะเอาไว้ไม่ไหวอีกต่อไป เธอต้องพึ่งพาคนที่ทำให้เจ้าคนเย่อหยิ่งอย่างแฮร์รอดส์ยอมก้มหัวให้
และเหมือนจะมีแค่ทังหงเอินเท่านั้นที่สามารถทำได้ ดังนั้นนี่คือทางลัดที่ดีที่สุด
แม้เธอจะต้องยอมก้มหัวให้เขาก่อน แต่ตอนนี้รอบข้างไม่มีใคร จี้หย่าจึงตัดสินใจแล้ว
“ความจริงที่ฉันขอหย่าคุณในตอนนั้น เพราะโกรธที่คุณเห็นคนอื่นสำคัญกว่าฉันกับเจียงหยวน ถ้าคุณสนใจพวกเราสองแม่ลูกบ้าง คุณคงไม่ต้องกัดฟันทนอยู่ในชนบทแบบนั้น... แต่ถ้ารู้ว่าหากรอแค่ไม่กี่ปี สถานการณ์จะพลิกผันเช่นนี้ ฉันคงไม่หย่ากับคุณ”
ทังหงเอินรู้สึกประหลาดใจยิ่งนัก
น้ำเสียงของจี้หย่าทำไมฟังดูเหมือนกำลังขอร้องเขา?
แต่สาเหตุที่จี้หย่ากล่าวมา เขาเข้าใจดีตั้งแต่ตอนยอมตกลงหย่าร้าง
ตระกูลจี้กดดันจี้หย่า ถึงอย่างไรเวลานั้นจี้หย่าก็ยังเด็ก หากติดตามเขาก็คงมองไม่เห็นทางออก ดังนั้นทังหงเอินย่อมเข้าใจการตัดสินใจของจี้หย่า เพราะเขาเองก็ไม่อาจคาดเดาสถานการณ์ในอนาคตได้เช่นกัน
จี้หย่าพาจี้เจียงหยวนจากไป และเลี้ยงดูลูกชายได้ไม่เลวเลยทีเดียว
แต่ถ้าก่อนหน้านี้จี้หย่าทำตัวเหมือนคนปกติทั่วไป ทังหงเอินคงไม่รู้สึกเกลียดเธอเช่นนี้
“ผมรู้ ผมไม่เคยโทษคุณที่ขอหย่า”
จี้หย่ารู้สึกโล่งอก และโพล่งคำพูดที่เก็บเอาไว้ในใจออกไป “ถ้าอย่างนั้นทำไมคุณต้องไปไหนมาไหนอย่างเปิดเผยกับหญิงบ้านนอกคนนั้นด้วย พฤติกรรมของคุณสร้างความเดือดร้อนให้กับฉันไม่น้อย เพราะคนอื่นจะเอาเธอกับฉันมาเปรียบเทียบกัน การกระทำเช่นนี้ของคุณเหมือนเด็กน้อยไม่มีผิด...”
ทังหงเอินขมวดคิ้วทันที เมื่อครู่ยังพูดจาพอฟังได้ ทว่าอยู่ดีๆ ทำไมถึงเริ่มผิดเพี้ยนไปอีกแล้วเล่า ทังหงเอินจึงจำเป็นต้องพูดขัดว่า
“คุณอาจจะเข้าใจอะไรผิดไป ตอนนี้ผมกับหลิว... ผมกับอาเฟินกำลังคบหากัน เป็นผมที่รู้สึกดีกับเธอก่อนจึงทำตามที่หัวใจตัวเองต้องการ เรื่องนี้ผมไม่ได้ทำไปเพื่อยั่วโมโหคุณ จี้หย่า พวกเราหย่ากันมา13ปีแล้ว และ13ปีมานี้คุณไม่เคยติดต่อมาเลยสักครั้ง ความผูกพันต่อให้ลึกซึ้งมากแค่ไหนก็สามารถจางหายไปกับสายลมได้ ผมอยากเริ่มต้นความสัมพันธ์ครั้งใหม่ และไม่จำเป็นต้องรายงานใครก่อน ขอแค่ผมชอบที่จะทำก็พอ! คุณอย่าคิดมากเกินไปเลย ผมไม่ได้ใช้อาเฟินมายั่วโมโหคุณ ดูเหมือนผมต้องแก้ไขความคิดของคุณใหม่ ที่คุณคิดว่าอาเฟินเทียบกับคุณไม่ได้ เป็นเพราะคุณยังไม่รู้จักเธอดีพอ!”
หลิวเฟินสู้จี้หย่าไม่ได้ตรงไหน?
หากนำทั้งสองคนมาเปรียบเทียบ สิ่งที่ต้องดูหาใช่แค่ภายนอกเท่านั้น
ถึงอย่างไรภายนอกของคนเราย่อมสามารถพัฒนากันได้ไม่ยาก แต่สิ่งที่ทังหงเอินให้ความสำคัญมากกว่าคือภายใน
เขาชอบความเรียบง่ายและจิตใจอันงดงามของหลิวเฟิน ชอบความมุมานะ และชื่นชมความกล้าที่จะพัฒนาตัวเองของเธอ
จี้หย่ารู้สึกถึงความเย็นวาบที่แผ่ซ่านไปทั่วแผ่นหลัง
อาจเพราะที่นี่เป็นห้องทำงานของนายกเทศมนตรี ทังหงเอินจึงไม่ได้โต้เถียงกับเธอด้วยเสียงที่ดังสักเท่าไร ทว่าพอพูดถึงหลิวเฟิน น้ำเสียงของทังหงเอินกลับอ่อนโยนขึ้นมาทันที เขาไม่ได้ล้อเล่น เขากำลังพูดเรื่องจริง!
จี้หย่ารู้สึกเหมือนถูกฟ้าผ่าลงมากลางศีรษะ
วันนี้คือวันแห่งหายนะในชีวิตของจี้หย่า!
ก่อนหน้านี้เธอเพิ่งถูกแฮร์รอดส์ดูแคลนมา ก่อนจะพบว่าจอร์จเป็นแค่เศษสวะที่ไม่อาจปกป้องเธอได้ และในตอนนี้ก็ต้องมารับรู้ว่า สิ่งที่ตนคิดนั้นผิดพลาด เธอนึกว่าทุกอย่างอยู่ในการควบคุมของตัวเองมาโดยตลอด ขอแค่เธอยินดีก็จะสามารถทำให้ทังหงเอินกลับมาอยู่เคียงข้างได้ แต่ทังหงเอินกลับบอกเธอด้วยสีหน้าจริงจังว่า เขาถูกใจผู้หญิงคนอื่นแล้ว
ผู้หญิงอื่น
เหอะ ก็แค่หญิงบ้านนอกคนหนึ่ง!
แฮร์รอดส์ดูถูกเธอ จอร์จปกป้องเธอไม่ได้ ส่วนทังหงเอินก็เลือกผู้หญิงบ้านนอกมาเป็นคู่ครอง!
ยังมีวันไหนเลวร้ายไปกว่าวันนี้อีกหรือ?
จี้หย่ามองทังหงเอินด้วยความโกรธแค้น “ใช่ ผู้หญิงบ้านนอกแบบนั้นไม่คู่ควรที่คุณจะเอามาเปรียบเทียบกับฉัน!”
ทังหงเอินมีสีหน้าเคร่งขรึมขึ้น
“คุณกลับไปได้แล้ว ถ้ามาเพื่อพูดเรื่องไร้สาระแบบนี้ ต่อไปอย่ามาหาผมที่เทศบาลเมืองอีก ที่นี่ไม่ต้อนรับคุณ”
ทังหงเอินนึกว่าจี้หย่าจะมีการเปลี่ยนแปลงตัวเองบ้างแล้วเสียอีก แต่ดูเหมือนความคิดของเขาจะไร้เดียงสาเกินไป
นิสัยของคนเราเปลี่ยนกันได้ง่ายๆเสียที่ไหน
เลขาเผิงโผล่มาได้จังหวะพอดี “หัวหน้าครับ อาหารเที่ยงของท่านใกล้จะเย็นหมดแล้ว ท่านว่า...”
ทังหงเอินก้าวออกจากห้องรับแขกไปทันที โดยไม่สนใจจี้หย่าที่ยืนนิ่งอยู่ในห้องคนเดียวแม้แต่น้อย
จี้หย่าอยากพังห้องทำงานของทังหงเอินยิ่งนัก เลขาเผิงมองหน้าเธออย่างหวาดระแวง จี้หย่าเห็นดังนั้นก็หน้าซีดเผือด เธอต้องรักษาภาพลักษณ์ต่อหน้าคนอื่น ว่าแล้วจึงยืดตัวตรง ก่อนจะย่างเท้าเดินออกจากห้องไปทันที
เลขาเผิงเดินไปส่งเธอจนถึงชั้นล่าง เมื่อเห็นเธอขึ้นรถแล้วถึงเดินกลับมาอย่างวางใจ
ทังหงเอินกินอาหารเที่ยงหมดอย่างรวดเร็ว เขาไม่เข้าใจว่าวันนี้จี้หย่ามาเพื่อจุดประสงค์อะไรกันแน่
ก็จริง ทังหงเอินรู้จักความเย่อหยิ่งของจี้หย่าเป็นอย่างดี เขาจะคิดได้อย่างไรว่า จี้หย่ามาเพื่ออยากจะขอคืนดีกับเขา
คนอื่นอยากขอคืนดีมีแต่จะยอมก้มหัวให้
ในขณะที่จี้หย่าอยากขอคืนดี แต่ยังมิวายเชิดหน้ารอให้ทังหงเอินคาดเดาความต้องการของตัวเอง
เมื่อทังหงเอินไม่ได้ใส่ใจจี้หย่าเหมือนในอดีต มีหรือที่เขาจะคาดเดาความคิดของเธอออก!
“นี่มันช่าง...”
ทังหงเอินส่ายศีรษะไปมาอย่างปลงตก ช่างอะไร เขาเองก็บอกไม่ถูกเหมือนกัน
จี้หย่ากลับไปแล้ว จู่ๆ ทังหงเอินก็อยากเจอหลิวเฟินสักครั้ง หลังทลายกำแพงที่ขวางกั้นพวกเขาสองคนไปเมื่อเดือนก่อนแล้ว เขากับหลิวเฟินก็ไม่ได้เจอหน้ากันอีกเลย เขาเคยโทรหาหลิวเฟิน แต่นิสัยของหลิวเฟินไม่ใช่คนคุยเก่งมากมายอะไร พออยู่ห่างกันจึงอดไม่ได้ที่จะรู้สึกถึงระยะทางที่ห่างไกลกันมากยิ่งขึ้น
โทรศัพท์หรือเขียนจดหมาย ไม่อาจทดแทนการพบหน้าได้
ทังหงเอินถามเลขาเผิง “ช่วงนี้ตารางงานของฉันพอจะหาเวลาว่างสักสองวันได้หรือเปล่า”
เลขาเผิงไม่ต้องเปิดสมุดบันทึกก็สามารถตอบได้ เพราะเขาจำตารางงานของเจ้านายได้ขึ้นใจ
“ได้ครับ แต่บริษัทของเซี่ยเสี่ยวหลานต้องการซื้อที่ดิน ท่านไม่อยากดูความคืบหน้าด้วยตัวเองหรือครับ”
ทังหงเอินส่ายหน้า “ก็เพราะว่าบริษัทเธออยากได้ที่ดิน ฉันจึงยิ่งไม่ควรเข้าไปก้าวก่าย ควรจัดการอย่างไรให้เป็นหน้าที่ของเธอก็พอ ขอเพียงราคาที่ดินเหมาะสม ใบอนุญาตต่างๆถูกต้อง เธอย่อมสามารถคว้าที่ดินมาได้ด้วยตัวเองอยู่แล้ว!”
เลขาเผิงพยักหน้ารับอย่างเห็นด้วย ทังหงเอินบอกให้เขาจองตั๋วเครื่องบินไปปักกิ่ง เลขาเผิงพยายามควบคุมสีหน้าทันที
ไม่บอกก็รู้ว่าทำไมทังหงเอินถึงอยากไปปักกิ่ง คุณนายจี้ช่างเก่งกาจจริงๆ ช่วยกระตุ้นความรักครั้งใหม่ของหัวหน้าได้เป็นอย่างดีทีเดียว
หัวหน้าของเขากำลังจะไปหาสหายหลิวเฟิน!
เลขาเผิงถูกชะตากับหลิวเฟินไม่น้อย แม้เขาจะตำหนิเซี่ยเสี่ยวหลานในใจว่าเป็นเด็กเจ้าเล่ห์อยู่บ่อยครั้ง แต่เขาไม่เคยคิดแง่ลบกับหลิวเฟินเลยสักครา
วันนี้พอได้คุยกับจี้หย่าระยะประชิด เลขาเผิงก็หวังจากใจจริงว่า นายกทังกับหลิวเฟินจะได้ใช้ชีวิตร่วมกันในเร็ววัน!
จี้หย่าภายนอกดูสวยสง่า แต่เลขาเผิงกลับรู้สึกเหมือนเธอเป็นระเบิดเวลาที่ไม่รู้ว่าจะระเบิดออกมาเมื่อไร ช่างเป็นคนที่ทำให้คนที่อยู่ข้างกายเธอต้องหวั่นใจได้ตลอดเวลาจริงๆ!
ตอนที่ 1009: เงินเดือนสูงเย้ายวนใจ
ใกล้เปิดภาคเรียนแล้ว
ที่ดินตรงบ่อน้ำเน่ายังอยู่ระหว่างการดำเนินการตามขั้นตอน
เธอยังไม่รู้ว่าโจวเม่าทงต้องการส่งเหมากั๋วเซิ่งมาเป็นพนักงานของเธอ หากเธอรู้แล้วละก็ เซี่ยเสี่ยวหลานเป็นคนไม่กลัวเรื่องยากลำบาก เธอเป็นคนที่เจอปัญหาเมื่อไรก็จะลงมือแก้ไขทันที เธอจะต้องสอนให้เหมากั๋วเซิ่งกลายเป็นคนใหม่ให้จงได้
โลกใบนี้มีแต่เจ้านายที่ต้องจัดการกำราบลูกน้องให้อยู่ภายใต้คำสั่ง แต่ถ้าปล่อยให้สถานการณ์กลับตาลปัตรเป็นแบบตรงกันข้ามกัน ลูกน้องเป็นฝ่ายควบคุมเจ้านายแล้วละก็ เจ้านายคนนั้นหาใช่เป็นคนอัธยาศัยดี แต่ควรถูกเรียกว่าเป็นพวกไม่เอาไหน!
เหมากั๋วเซิ่งให้ตายก็ไม่ยอมทำงานให้เซี่ยเสี่ยวหลาน โจวเม่าทงจึงคุยเรื่องนี้กับเหมาคังซานเป็นการส่วนตัวอีกครั้ง ในที่สุดเหมาคังซานก็เข้าใจความต้องการของโจวเม่าทง
แต่การให้เซี่ยเสี่ยวหลานช่วยสร้างแรงกระตุ้นทางอ้อมให้กับเหมากั๋วเซิ่ง กับการส่งตัวลูกชายไปเป็นลูกน้องเซี่ยเสี่ยวหลานนั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เหมาคังซานไม่ห่วงว่าเซี่ยเสี่ยวหลานจะดูแลลูกชายของเขาไม่ดี แต่เขากลัวว่าเธอจะเหนื่อยเกินไป... อาจารย์เหมาเห็นใจลูกศิษย์คนเล็ก เหมากั๋วเซิ่งอายุเกือบสี่สิบปีแล้ว ไม้แก่นั้นดัดยาก เขาไม่ควรโยนภาระไปให้เซี่ยเสี่ยวหลานต้องรู้สึกปวดหัว!
“ไม่ได้ ฉันต้องขอคิดดูก่อน”
เข้าใจก็ส่วนเข้าใจ แต่สำหรับคำแนะนำของโจวเม่าทง เหมาคังซานยังไม่สามารถตอบตกลงได้ในทันที
เซี่ยเสี่ยวหลานจำเป็นต้องมีคนช่วยโดยด่วน โจวเม่าทงจึงแนะนำพนักงานอีกคนให้กับเซี่ยเสี่ยวหลาน ชื่อหวังโฮ่วหลิน
สถานการณ์ของหวังโฮ่วหลินนั้นค่อนข้างซับซ้อน เขาเป็นคนของเยวี่ยคอนสตรักชั่นอย่างแท้จริง แต่เพราะเกิดอุบัติเหตุระหว่างการก่อสร้าง มีอิฐก้อนหนึ่งตกลงมาทับเท้าของเขา ทำให้เขาต้องเดินขาเป๋เหมือนเจียงอู่ ตามหลักการแล้วมันไม่ส่งผลกระทบกับหวังโฮ่วหลินแม้แต่น้อย อย่างมากก็แค่ไปหน้างานให้น้อยลงเท่านั้น แต่บ้านของหวังโฮ่วหลินมีลูกชายกับลูกสาวอย่างละคน กว่าเขาจะหางานให้ลูกสาวทำได้นั้นก็ไม่ง่ายเลยทีเดียว ขณะที่ลูกชายนั้นเป็นคนไม่เอาไหน วันๆนั่งว่างอยู่แต่ในบ้าน หวังโฮ่วหลินได้รับบาดเจ็บพอดี เขาจึงยื่นเรื่องขอเกษียณเพราะอาการบาดเจ็บ และให้ลูกชายของตนเข้าไปทำงานแทนในตำแหน่งของตัวเอง
นี่ก็คือความพิเศษของยุคสมัย หวังโฮ่วหลินเพิ่งอายุ50ต้นๆเท่านั้นก็ต้องเกษียณก่อนกำหนด
ทางเยวี่ยคอนสตรักชั่นจึงจ่ายเงินค่าบำนาญให้กับเขา หวังโฮ่วหลิวจึงทำได้เพียงอยู่ที่บ้านอย่างเหี่ยวเฉา โจวเม่าทงเป็นเพื่อนร่วมงานกับเขามานานหลายปี เขารู้ดีว่าหวังโฮ่วหลินเป็นคนเชื่อใจได้ จึงแนะนำให้มาทำงานกับเซี่ยเสี่ยวหลาน
หวังโฮ่วหลิวกลับมาทำงานอีกครั้งหลังเกษียณ เขาไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องอนาคตและหน้าที่การงาน อีกทั้งยังมีเยวี่ยคอนสตรักชั่นเป็นผู้หนุนหลังเช่นนี้ เขาจึงอยากคว้าโอกาสทำงานที่บริษัทอสังหาริมทรัพย์แห่งใหม่ดูสักตั้ง
ยังไม่ทันได้เจอหน้าหวังโฮ่วหลิว เซี่ยเสี่ยวหลานก็เสนอเงินเดือนขั้นพื้นฐานให้เขาถึง600หยวนต่อเดือน
“ทางนี้ได้ที่ดินมาเมื่อไร ค่อยให้คุณหวังมาทำงานที่เผิงเฉิงก็ได้ค่ะ ฉี่หางปีนี้มีโครงการหลักแค่โครงการเดียว เพียงแต่คุณหวังคงต้องเหนื่อยหน่อย เพราะฉันคงมาที่เผิงเฉิงได้แค่อาทิตย์ละครั้งเท่านั้น”
เงินเดือนพื้นฐาน600หยวนต่อเดือน
เช่าบ้านอยู่ที่เผิงเฉิงราคาเท่าไรกัน?
ไว้โครงการก่อสร้างของฉี่หางเริ่มต้นขึ้นแล้ว ให้หวังโฮ่วหลินไปพักที่ไซต์งานก่อสร้างก็ยังได้
ความใจกว้างของเซี่ยเสี่ยวหลานทำให้โจวเม่าทงรู้สึกพึงพอใจมาก โจวเม่าทงรู้สึกว่าเซี่ยเสี่ยวหลานเข้าใจหลักการการทำงาน ไม่สงสัยในบุคลากรที่เขาแนะนำมาให้ แถมยังให้เกียรติกันมากเหลือเกิน
“เดือนละ600หยวน แค่เงินเดือนอย่างเดียวปีหนึ่งก็ได้เงินถึง7,200หยวน ถ้าโครงการเสร็จสิ้นเมื่อไรค่อยจ่ายโบนัสเพิ่ม รายได้ต่อปีบางทีอาจจะแตะหลักหมื่นก็เป็นได้”
เหมาคังซานพูดคุยเรื่อยเปื่อยกับภรรยา เขารู้สึกห่วงลูกศิษย์คนเล็กของตนอยู่บ้าง
ทำธุรกิจเองกับต้องเลี้ยงคนทั้งบริษัทนั้นไม่เหมือนกัน
ทำธุรกิจเองอย่างมากก็แค่ทำกำไรไม่ได้ แต่ถ้าเปิดบริษัทและชวนหวังโฮ่วหลินมาทำงานด้วย หวังโฮ่วหลินก็จะกลายเป็นวิศวกรคนแรกที่มาทำงานให้กับเซี่ยเสี่ยวหลาน ดังนั้นการที่เซี่ยเสี่ยวหลานให้เงินเดือนสูงกับเขาจึงไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใด
แต่บริษัทฉี่หางคงไม่ได้มีพนักงานแค่คนเดียวน่ะสิ
นอกจากวิศวกรก่อสร้าง ยังต้องมีพนักงานบัญชี พนักงานการตลาด พนักงานดูแลทีมก่อสร้าง... รวมๆแล้วอย่างน้อยต้องมีคนในบริษัทสิบถึงยี่สิบคน ต่อให้คนอื่นจะได้เงินเดือนไม่สูงเหมือนหวังโฮ่วหลิน แต่เงินเดือนที่ต้องจ่ายในแต่ละปีก็คงเป็นเงินก้อนใหญ่อยู่ดี!
ไหนจะยังต้องมีสำนักงานเป็นของบริษัทเองอีกด้วย
เหมาคังซานลองนับนิ้วดูแล้วบอกตัวเลขให้ป้าซ่งฟัง ป้าซ่งได้ฟังดังนั้นก็รู้สึกกังวลเช่นกัน
“เหล่าเหมา อย่างนั้นพวกเราไม่ควรอยู่เผิงเฉิงต่ออีกแล้ว มันสิ้นเปลืองเงินเสี่ยวเซี่ยเกินไป!”
เงินของเสี่ยวเซี่ยใช่ว่าจะเสกได้กลางอากาศ หากช่วยประหยัดได้ ป้าซ่งก็อยากช่วยประหยัดให้เซี่ยเสี่ยวหลาน
ทว่าเหมาคังซานกลับไม่เห็นด้วย เขารับปากโจวเม่าทงแล้วว่าจะเป็นที่ปรึกษาให้เยวี่ยคอนสตรักชั่น เขาคงกลับหางเฉิงในเร็ววันนี้ไม่ได้ อีกอย่างเซี่ยเสี่ยวหลานก็ซื้อที่ดินมาเพื่อสร้างบ้าน เหมาคังซานยังไม่ได้เห็นที่ดินผืนนั้น เขาย่อมรู้สึกไม่สบายใจ
หวังโฮ่วหลินเก่งแค่ไหน แต่จะเก่งสู้เขาได้หรือ?
เหมาคังซานกำลังคิดว่าตนสามารถช่วยดูงานที่เผิงเฉิงแทนเซี่ยเสี่ยวหลานได้
“เราไม่ควรอยู่โรงแรมไปตลอด ลองถามเสี่ยวเซี่ยดูสิว่าจะเช่าบ้านอยู่ที่เผิงเฉิงสักระยะได้ไหม เธออย่าเพิ่งใจร้อนอยากกลับบ้านเลย”
เหมากั๋วเซิ่งนั่งฟังตาค้าง
พ่อเกษียณแล้ว แต่เพราะสถาบันออกแบบของมณฑลเจ้ออยากจ้างต่อเลยอยู่ที่หางเฉิงมาโดยตลอด
การจ้างงานหลังเกษียณไม่มีกฎข้อบังคับตายตัว ไม่อยากทำงานก็ไม่จำเป็นต้องทำ ต่อให้เหมาคังซานไม่กลับไปทำงานที่สถาบันออกแบบ เขาก็ยังมีเงินบำนาญทุกเดือนอยู่ดี แต่เหมากั๋วเซิ่งลางานมาที่นี่แค่เดือนหนึ่งเท่านั้น ถ้าอยู่เผิงเฉิงระยะยาว แล้วงานของเขาจะทำอย่างไรเล่า!
นอกเสียจากเขาจะทำตามที่รุ่นพี่โจวบอก ย้ายงานมาอยู่ที่เยวี่ยคอนสตรักชั่น อนาคตค่อยเดินทางไปกลับระหว่างหยางเฉิงกับเผิงเฉิง อีกอย่างเขานึกไม่ถึงเลยว่าเซี่ยเสี่ยวหลานจะยอมจ่ายเงินเดือนสูงถึง600หยวน เท่ากับเงินเดือนห้าเท่าของเขาที่สถาบันออกแบบ... ช้าก่อน ห้ามคิดต่ออีกแล้ว ต่อให้เขาต้องอดตาย เขาก็ไม่มีวันรับเงินจากเซี่ยเสี่ยวหลาน ทำงานให้เซี่ยเสี่ยวหลานพูดออกไปคงขายหน้าคนอื่นแย่ ไม่รู้ว่าต้องถูกคนดูแคลนอีกมากแค่ไหน!
เหมาคังซานคุยกับป้าซ่งอย่างราบรื่น แต่เหมากั๋วเซิ่งนั้นกลับนั่งไม่ติด
“ผมต้องกลับไปทำงาน ถ้าพ่อกับแม่อยากอยู่เผิงเฉิงต่อ ครั้งนี้ผมคงต้องกลับแล้วจริงๆ”
เหมาคังซานขี้เกียจมองหน้าเขาด้วยซ้ำ ก่อนจะโบกมือไล่
“กลับไปเถอะ ที่นี่มีเสี่ยวเซี่ยคอยดูแลพวกเราอยู่แล้ว ไม่ต้องห่วงหรอก”
เหมากั๋วเซิ่งตาเป็นประกาย
“อีกไม่กี่วันเธอก็จะเปิดภาคเรียนแล้ว มีเวลาดูแลพ่อกับแม่เสียที่ไหน”
ป้าซ่งไม่เข้าใจสิ่งที่ลูกชายอยากจะสื่อ “ยังมีแม่ที่คอยดูแลพ่ออยู่ ลูกกลับไปทำงานที่หางเฉิงเถิด ไม่ต้องห่วงพ่อกับแม่หรอก เดี๋ยวจะเสียการเสียงานเปล่าๆ”
เหมากั๋วเซิ่งพูดไม่ออก พ่อกับแม่ไม่มีใครรั้งเขาไว้เลยสักคน เขาจึงได้แต่ซื้อตั๋วรถไฟกลับหางเฉิงตามลำพัง
มาด้วยเครื่องบิน แต่ตอนกลับทำได้แค่ซื้อตั๋วรถไฟ
เซี่ยเสี่ยวหลานยุ่งจนหัวหมุน เธอจึงไม่มีเวลามาสนใจเหมากั๋วเซิ่ง อีกอย่างเหมากั๋วเซิ่งก็ไม่ใช่อาจารย์ของเธอ มีหรือจะได้รับการบริการขั้นสูงอย่างการพาไปส่งตอนขากลับ
เหมากั๋วเซิ่งควักเงินซื้อของฝากด้วยตัวเอง ก่อนจะเดินทางกลับหางเฉิงตามลำพัง
ป้าซ่งรู้สึกข้องใจ
“เหล่าเหมา ทำไมฉันรู้สึกว่าตอนกั๋วเซิ่งกลับดูเขาจะไม่ค่อยพอใจสักเท่าไรนักเล่า เขาเป็นห่วงที่ต้องทิ้งพวกเราไว้ที่เผิงเฉิงหรือ?”
เหมาคังซานแค่นเสียงฮึในลำคออย่างเย็นชา “เธอไม่เข้าใจความคิดของเขาหรอก”
ตอนแรกหยิ่งผยอง ไม่อยากย้ายงานไปทำที่เยวี่ยคอนสตรักชั่น และไม่ยอมทำงานให้กับเซี่ยเสี่ยวหลาน
ตอนนี้พอได้ยินว่าคนที่โจวเม่าทงแนะนำไปให้เซี่ยเสี่ยวหลานได้เงินเดือนสูงถึง600หยวน เขาคงกลัวตัวเองจะนึกเสียดายน่ะสิ
คนไม่รู้จักกันอย่างหวังโฮ่วหลิน เซี่ยเสี่ยวหลานยังให้เงินเดือนสูงเสียขนาดนั้น แล้วถ้าเป็นเหมากั๋วเซิ่งเล่า เซี่ยเสี่ยวหลานจะให้เงินเดือนมากแค่ไหนกัน
อยากเอาเปรียบแต่กลับไม่ยอมแบกรับความเสี่ยง โลกใบนี้มีเรื่องดีๆแบบนั้นเสียที่ไหน!
ถ้าไม่นับเรื่องความเสี่ยง เหมากั๋วเซิ่งก็แค่หยิ่งในศักดิ์ศรี... แม้จะเป็นลูกชายในไส้ แต่เหมาคังซานก็อดที่จะรู้สึกดูแคลนไม่ได้อยู่ดี
ศักดิ์ศรีมันกินได้หรืออย่างไร?
ความสามารถก็ไม่มี ไปเอาศักดิ์ศรีมาจากไหนกัน!
เหมาคังซานไม่สนใจเหมากั๋วเซิ่งอีกต่อไป ปล่อยให้เหมากั๋วเซิ่งซื้อตั๋วรถไฟกลับหางเฉิง หลังลงจากรถไฟ เจิ้งซูฉินก็ยืนรอเขาอยู่ที่สถานีรถไฟ พอเห็นเขาหิ้วถุงน้อยถุงใหญ่กลับมา ใบหน้าของเจิ้งซูฉินก็แย้มยิ้ม เสี่ยวเซี่ยมีเรื่องขอร้องคุณพ่อ ดังนั้นย่อมต้องเอาใจคนตระกูลเหมาเป็นธรรมดา
“กั๋วเซิ่ง เธอไปเผิงเฉิงนานเหลือเกิน ฉันนึกว่าเธอไม่อยากกลับมาแล้วเสียอีก เป็นอย่างไรบ้าง ตกลงแล้วเสี่ยวเซี่ยเป็นใครมาจากไหน สืบมาได้หรือยัง”
เจิ้งซูฉินชะเง้อมองไปด้านหลังเหมากั๋วเซิ่ง ไร้เงาของพ่อแม่สามี หรือพวกเขาจะให้เสี่ยวเซี่ยเป็นคนดูแลยามแก่เฒ่าจริงๆ!
ตอนที่ 1010: ศักดิ์ศรีของเธอมีค่าสักเท่าไรกัน!
“เลิกชะเง้อคอมองได้แล้ว พ่อยังอยู่ที่เผิงเฉิง ส่วนแม่ก็ต้องอยู่ดูแลพ่อ!”
ความอัดอั้นเต็มทรวงอกไม่เคยจางหายไปตั้งแต่เซี่ยเสี่ยวหลานปรากฏตัวขึ้น และตอนนี้นับวันก็ยิ่งก่อตัวมากขึ้นทุกที
ไม่มีการเหนี่ยวรั้ง แม้แต่ตอนเขาเดินทางกลับ เซี่ยเสี่ยวหลานก็ไม่โผล่หน้ามาให้เห็น เหมากั๋วเซิ่งคิดในใจว่าเธองานยุ่งจริงหรือไม่เคยเห็นเขาอยู่ในสายตากันแน่!
“นี่มัน...”
เจิ้งซูฉินบ่นพึมพำ แต่สุดท้ายก็ไม่ได้พูดว่าร้ายพ่อแม่สามีออกมาต่อหน้าสามีของตน
เหมากั๋วเซิ่งหิ้วของขวัญน้อยใหญ่กลับมาด้วย เจิ้งซูฉินจึงเปลี่ยนมายิ้มกว้าง “เสี่ยวเซี่ยช่างรู้งานจริงๆ เธอขอให้คุณพ่อช่วยเรื่องก่อตั้งบริษัทให้จริงหรือ เงินล้านหนึ่งหาได้ง่ายขนาดนั้นเชียวรึ!”
เหมากั๋วเซิ่งรู้สึกรำคาญใจยิ่งนัก แต่เจิ้งซูฉินก็ยังคงเอาแต่ถามไม่หยุด
เมื่อกลับมาถึงบ้าน เหมากั๋วเซิ่งก็วางข้าวของ พอเห็นในบ้านไม่มีใครก็รู้สึกไม่พอใจขึ้นมาอีกครา “ใกล้เปิดเทอมอยู่แล้ว ทำไมพวกลูกๆยังอยู่ที่บ้านแม่เธออีก?”
เจิ้งซูฉินกลับไม่พอใจยิ่งกว่า “ก็ยังไม่เปิดเรียนมิใช่หรือ อีกสองวันก็กลับมาแล้ว ฉันถามเธออยู่นะ ทำไมถึงไม่ตอบอะไรเลยสักอย่าง ฉันร้อนใจจะแย่อยู่แล้ว!”
เหมากั๋วเซิ่งไม่อยากตอบคำถามภรรยา แต่สุดท้ายก็ถูกเจิ้งซูฉินบีบจนไร้ทางหนี
เจิ้งซูฉินเป็นใหญ่ในครอบครัวมาโดยตลอด เหมากั๋วเซิ่งย่อมรู้สึกเกรงใจเธอยิ่งนัก พอเห็นเจิ้งซูฉินโกรธ เขาก็ยอมแพ้ทันที
“เธอมีเงินหนึ่งล้านหยวนจริง ลุงของเธอทำรับเหมาก่อสร้างอยู่ที่เผิงเฉิงอยู่แล้ว ครอบครัวมีเงินมากพอสำหรับก่อตั้งบริษัท”
ทำธุรกิจตกแต่งภายในทำกำไรได้มากขนาดนั้นเลยหรือ?
เหมากั๋วเซิ่งไม่เข้าใจเรื่องธุรกิจสักนิด แต่เซี่ยเสี่ยวหลานได้จดทะเบียนบริษัทแล้วจริงๆ ตอนเขากลับมา เซี่ยเสี่ยวหลานกำลังพาคนไปตกแต่งออฟฟิศของบริษัท และกำลังเขียนประกาศรับสมัครพนักงาน เพราะเธอต้องการหาพนักงานที่เป็นชาวเผิงเฉิงนั่นเอง
ดังนั้นเงินหนึ่งล้านหยวนก้อนนั้นเธอมีอยู่จริง เขาเคยได้ยินพ่อบอกว่า ทุนจดทะเบียนบริษัทคือหนึ่งล้านหยวนถ้วน ไม่ขาดไม่เกิน และเหมือนเซี่ยเสี่ยวหลานจะอยากได้ที่ดินสักแห่ง ถ้าไม่มีเงินทุนจดทะเบียนจำนวนหนึ่งล้านหยวน แล้วบริษัทเธอจะมีคุณสมบัติมากพอที่จะขอซื้อที่ดินอย่างนั้นหรือ
เจิ้งซูฉินสูดหายใจเฮือกใหญ่
“ทำไมถึงรวยขนาดนั้นกันนะ!”
เหมากั๋วเซิ่งเองก็ครุ่นคิดเรื่องนี้เช่นกัน ทำไมคนเราถึงมีเงินมากมายขนาดนั้น ทุกคนล้วนทำงานเพื่อประเทศชาติไม่ใช่หรือ เงินเดือนเป็นเรื่องเปิดเผย ใครมีความสามารถหรือไม่ เมื่อทำงานในหน่วยงานความจริงแล้วก็ไม่ได้มีความแตกต่างกันมากมายนัก
เมื่อก่อนเหมากั๋วเซิ่งไม่เคยคิดว่าฐานะทางการเงินของครอบครัวเขานั้นไม่ดี เพราะถึงอย่างไรเขากับเจิ้งซูฉินต่างก็ทำงานด้วยกันทั้งคู่ พวกเขามีรายได้สองทาง
อีกทั้งเขายังไม่มีภาระที่ต้องเลี้ยงดูพ่อแม่ เนื่องจากเหมาคังซานได้เงินเดือนเยอะกว่าเขา จึงไม่ต้องคาดหวังให้เขาคอยดูแล
ที่ต้องใช้เงินมีแค่ลูกสามคน และส่งเงินกลับไปที่บ้านแม่ของเจิ้งซูฉินเท่านั้น
โดยรวมแล้วชีวิตของพวกเขาก็เหมือนคนทั่วไป ไม่เดือดร้อนอะไรแม้แต่น้อย
จิบชาริมทะเลสาบซีหู ออกไปกินข้าวที่ร้านอาหารเป็นประจำ เดินทางไกลด้วยเครื่องบินไม่ใช่รถไฟ เข้าพักที่โรงแรมหาใช่บ้านพักรับรอง... ปี1985 การมีชีวิตเช่นนี้ ช่างห่างไกลจากชีวิตของประชาชนทั่วไปนัก!
เหมากั๋วเซิ่งไม่เคยรู้สึกว่าครอบครัวของตนนั้นมีฐานะย่ำแย่ จนกระทั่งเซี่ยเสี่ยวหลานปรากฏตัวขึ้น และลากเขาไปรู้จักกับชีวิตในอีกรูปแบบหนึ่ง
ตอนนี้เมื่อนำมาเทียบกันแล้ว เหมากั๋วเซิ่งก็รู้สึกเจ็บปวดและร้อนใจยิ่งนัก
ทุกคนใช้ชีวิตอยู่ภายใต้ธงแดงของระบอบสังคมนิยมเหมือนกัน แต่ทำไมเซี่ยเสี่ยวหลานที่อายุยังน้อยกลับมีเงินมากมายขนาดนั้น พอเจอกับเซี่ยเสี่ยวหลานทำให้เหมากั๋วเซิ่งรู้สึกว่า หลายปีที่ผ่านมาชีวิตของเขานั้นช่างไร้ค่าเหลือเกิน!
ความห่างชั้นทำให้เหมากั๋วเซิ่งรู้สึกหงุดหงิด ขณะที่เจิ้งซูฉินนั้นไม่รับรู้ถึงความรู้สึกของเขาเลยแม้แต่น้อย เธอเอาแต่ถามนู่นถามนี่ เหมากั๋วเซิ่งทำได้แค่อดกลั้นความไม่พอใจ และเล่าประสบการณ์ที่เผิงเฉิงให้เธอฟัง
พอได้ยินว่าเหมาคังซานสอนเซี่ยเสี่ยวหลานแบบไหน เจิ้งซูฉินก็ไม่มีปฏิกิริยาแต่อย่างใด
แต่พอได้ยินว่าเหมากั๋วเซิ่งได้ไปเที่ยวกับป้าซ่ง เจิ้งซูฉินก็แสดงความอิจฉาออกมาทันที
และพอได้ยินว่าเหมาคังซานกับเหมากั๋วเซิ่งไปเจอโจวเม่าทงด้วยกันที่หยางเฉิง ซึ่งปัจจุบันนี้โจวเม่าทงเป็นคนใหญ่คนโตของบริษัทเยวี่ยคอนสตรักชั่น เจิ้งซูฉินก็จับประเด็นสำคัญได้ทันที
“พ่อนี่จริงๆเลย เสี่ยวเซี่ยรวยแค่ไหนอย่างไรก็เป็นแค่คนนอก เธอจะกตัญญูกับพ่อได้ตลอดชีวิตเลยอย่างนั้นหรือ? มีเส้นสายแบบนั้นทำไมไม่ใช้กับลูกชายแท้ๆบ้าง! กั๋วเซิ่ง เธอได้ฉวยโอกาสนี้สานสัมพันธ์กับรุ่นพี่โจวต่อบ้างหรือเปล่า ไม่แน่อนาคตอาจจะ...”
ถ้าติดต่อกับรุ่นพี่ที่มีทั้งอำนาจและสถานะทางสังคมแบบโจวเม่าทงเป็นประจำ ไม่แน่กั๋วเซิ่งของเธออาจจะไม่ต้องทนจมปลักอยู่ที่สถาบันออกแบบอีกแล้ว!
แม้เจิ้งซูฉินจะไม่ได้ดีกับพ่อแม่สามีนัก แต่เธอก็มักจะคิดถึงเหมากั๋วเซิ่งอยู่เสมอ
สามีภรรยานอนร่วมเรียงเคียงหมอน กินข้าวหม้อเดียวกัน มีลูกร่วมกันถึงสามคน ต่อให้ไม่มีความรักแต่ก็มีผลประโยชน์ร่วมกันในฐานะครอบครัว ถ้าเหมากั๋วเซิ่งมีชีวิตที่ดี ชีวิตของเจิ้งซูฉินก็จะดีขึ้นตาม จุดนี้เธอเข้าใจดีที่สุด!
เหมากั๋วเซิ่งทำสีหน้าพิกล เจิ้งซูฉินรู้จักสามีตัวเองดี เธอจึงจี้จุดถามเขาไม่ปล่อย
“กั๋วเซิ่ง ยังมีอะไรที่ไม่ได้บอกฉันอีกหรือเปล่า”
เหมากั๋วเซิ่งกลั้นใจตอบไปว่า “ฉันรู้จักรุ่นพี่โจวมาตั้งแต่เด็ก เขาต้องมีน้ำใจกับฉันอยู่แล้ว เขายังชวนฉันไปทำงานที่เยวี่ยคอนสตรักชั่นด้วยกันอยู่เลย!”
เจิ้งซูฉินกลอกตาครุ่นคิด “เยวี่ยคอนสตรักชั่นเงินเดือนสูงกว่าสถาบันออกแบบใช่ไหม?”
สถาบันออกแบบกินเงินเดือนประจำ แต่บริษัทก่อสร้างเต็มไปด้วยโอกาสในการก้าวหน้า เจิ้งซูฉินเป็นลูกสะใภ้ตระกูลเหมา ย่อมมีความรู้ด้านนี้ติดตัวอยู่บ้าง
“เขาไม่ได้บอกตัวเลขเงินเดือน แต่คงสูงกว่าสถาบันออกแบบอยู่แล้วละ”
การได้เงินเดือนเพิ่มย่อมทำให้เจิ้งซูฉินดีใจมาก แต่ที่น่าดีใจยิ่งกว่าคือเธอจะได้หลุดพ้นจากสถานที่บ้าๆ อย่างสถาบันออกแบบประจำมณฑลแห่งนี้ เจิ้งซูฉินไม่พอใจกับการได้อยู่ในห้องชุดสามห้องนอน เพราะความจริงเหมากั๋วเซิ่งไม่มีตำแหน่งสำคัญในสถาบันออกแบบ ดังนั้นห้องชุดสามห้องนอนย่อมไม่ใช่ของเขา
“แล้วเธอตอบตกลงรุ่นพี่โจวไปหรือยัง”
สายตาของเจิ้งซูฉินมีความคาดหวังเป็นอย่างมาก ทว่าเหมากั๋วเซิ่งกลับส่ายหน้าปฏิเสธ
“รุ่นพี่โจวอยากให้ฉันไปทำงานที่เยวี่ยคอนสตรักชั่นเพราะมีแผนการอื่น บริษัทของเสี่ยวเซี่ยจดทะเบียนภายใต้บริษัทเยวี่ยคอนสตรักชั่น รุ่นพี่โจวจึงอยากให้ฉันเป็นตัวแทนของเยวี่ยคอนสตรักชั่นไปทำงานที่บริษัทของเสี่ยวเซี่ย แล้วฉันจะตอบตกลงได้อย่างไร? หากคนอื่นรู้เข้าคงพาพูดกันว่าฉันเกาะลูกศิษย์ของพ่อกิน แล้วฉันจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน!”
มันก็จริง
เสี่ยวเซี่ยเพิ่งอายุเท่าไรกันเชียว ก็แค่โชคดีที่คุณลุงรวยเป็นเจ้าของบริษัท จะให้สามีเธอไปประจบเสี่ยวเซี่ยอย่างนั้นหรือ?
ไปทำงานให้เสี่ยวเซี่ย ก็เท่ากับเป็นพนักงานของเสี่ยวเซี่ย
แต่ถ้าไม่ไปทำงานที่บริษัทของเสี่ยวเซี่ย เหมากั๋วเซิ่งก็จะเป็นรุ่นพี่ของเสี่ยวเซี่ยต่อไป และเสี่ยวเซี่ยก็จะเป็นฝ่ายที่ต้องประจบเขา
คนเราไม่อาจจับปลาสองมือได้ เจิ้งซูฉินรู้สึกเสียดายจึงถามออกไปว่า
“รุ่นพี่โจวก็จริงๆ เลย ถ้าอยากช่วยเหลือกันจะมีเงื่อนไขพ่วงมาด้วยแบบนี้ไปทำไมกัน บริษัทเสี่ยวเซี่ยจะให้เงินเดือนได้สักเท่าไรเชียว ถึงสถาบันออกแบบจะแย่สักแค่ไหนก็ยังมีที่พักให้ มีสวัสดิการต่างๆตั้งมากมาย!”
ใครจะโง่ไปทำงานที่บริษัทเอกชนกัน
บริษัทเอกชนสามารถล้มละลายได้ทุกเมื่อ ต่อให้เสี่ยวเซี่ยไม่ขาดทุน วันดีคืนดีประเทศก็อาจจะเปลี่ยนนโยบายได้ทุกเมื่อ ถึงตอนนั้นหากประเทศไม่อนุญาตให้ประชาชนทำธุรกิจอิสระได้อีก เสี่ยวเซี่ยมีเงินหนึ่งล้านหยวนไปก็เท่านั้น สุดท้ายมันก็สูญเปล่าอยู่ดี!
พอคิดแบบนี้แล้วเจิ้งซูฉินก็สบายใจขึ้นไม่น้อย
ทว่าเหมากั๋วเซิ่งกลับพึมพำว่า “นั่นน่ะสิ ถึงจะให้เงินเดือนเดือนละ600หยวน แต่ก็มั่นคงสู้สถาบันออกแบบไม่ได้อยู่ดี เพราะถึงฉันจะได้เงินเดือนจากสถาบันออกแบบแค่100หยวนต้นๆ แต่ก็มี...”
เขาพูดยังไม่ทันจบ เจิ้งซูฉินก็จับแขนเขาแน่น
“ว่าอย่างไรนะ ได้เงินเดือนเท่าไรนะ?”
เสียงของเหมากั๋วเซิ่งแผ่วลงไปไม่น้อย “เพราะฉันไม่ตกลง รุ่นพี่โจวเลยแนะนำวิศวกรก่อสร้างอีกคนให้กับเสี่ยวเซี่ย เสี่ยวเซี่ยให้เงินเดือนเขาเดือนละ600หยวน...”
เจิ้งซูฉินไม่อยากฟังคำพูดที่เหลืออีกแล้ว เธอจับแขนเหมากั๋วเซิ่งแน่นพลางกรีดร้องด้วยความโมโห เสียงแหลมของเธอแทบทะลุแก้วหูของเหมากั๋วเซิ่ง
“เหมากั๋วเซิ่ง เธอบ้าไปแล้วหรือเปล่า ศักดิ์ศรีของเธออย่างมากก็มีค่าแค่60หยวน มันจะเอาชนะเงิน600หยวนได้อย่างไร? เธอกล้ายกเงินเดือน600หยวนให้กับคนอื่นอย่างนั้นหรือ ยังอยากใช้ชีวิตร่วมกับฉันอยู่อีกไหม!”
จบตอน
Comments
Post a Comment