ตอนที่ 1011: นายกทังเริ่มปลีกตัว
เสียงกรีดร้องของเจิ้งซูฉินดังทะลุเพดาน
เพื่อนบ้านซ้ายขวาต่างพากันสงสัย สามีภรรยาตระกูลเหมาช่างแปลกประหลาดยิ่งนัก เหมากั๋วเซิ่งออกจากบ้านไปครึ่งเดือน กลับมาไม่ทันไรก็ทะเลาะกันแล้วหรือ?
เหมากั๋วเซิ่งเองก็เริ่มตระหนักได้ว่าพวกเขาเสียงดังเกินไปจึงรู้สึกร้อนใจยิ่งนัก
“มีอะไรก็คุยกันดีๆ ทะเลาะกันทำไม เพื่อนบ้านได้ยินคงหัวเราะกันหมด”
เวลานี้เจิ้งซูฉินเต็มไปด้วยเพลิงโทสะ “เหมากั๋วเซิ่ง นั่นคือเงิน600หยวน ไม่ใช่60หยวน! ถ้าได้งานแบบนี้ฉันจะสนใจไปทำไมว่าใครจะหัวเราะเยาะ อยากหัวเราะก็หัวเราะไปสิ! อธิบายมาให้ละเอียด ตกลงนี่มันเรื่องอะไรกันแน่!”
เรื่องนี้ความจริงแล้วสาเหตุเป็นเพราะตัวเหมากั๋วเซิ่งเอง ซึ่งเขาเองก็รู้ดีว่างานที่ได้เงินเดือนถึง600หยวนใครๆต่างก็อยากแย่งกันทำ
ต่อให้เป็นผู้อำนวยการของสถาบันออกแบบ เงินเดือนในปัจจุบันก็ยังไม่สูงถึง600หยวน
สถาบันออกแบบของมณฑลเป็นหน่วยงานรัฐ รับเงินเดือนตามเกณฑ์มาตรฐานที่ทางรัฐกำหนดไว้ ตำแหน่งระดับไหนได้เงินเดือนเท่าไรล้วนถูกกำหนดเอาไว้แล้ว อีกทั้งยังมีสายตาหลายคู่คอยจับจ้องอยู่ ต่อให้เป็นหน่วยงานที่ทำรายได้ดีมากแค่ไหน ก็ไม่กล้าขึ้นเงินเดือนโดยพลการ ส่วนเงินพิเศษจะได้เท่าไรก็มีการกำหนดไว้แล้วเช่นกัน
สถาบันออกแบบประจำมณฑล แค่ชื่อก็ฟังดูยิ่งใหญ่เหลือเกิน แต่ถ้าพูดถึงการทำกำไรแล้ว ย่อมเทียบกับบริษัทก่อสร้างของเอกชนไม่ได้แม้แต่น้อย
ออกแบบให้กับทางรัฐแล้วอย่างไรเล่า ถึงอย่างไรคนที่ออกเงินก่อสร้างก็คือรัฐอยู่ดี!
ผลประกอบการของสถาบันออกแบบอยู่ในระดับกลาง ไม่มีขึ้นมีลง อย่าว่าแต่เงินเดือน600หยวนเลย หากได้แค่ครึ่งเดียว เจิ้งซูฉินก็คงรู้สึกดีใจจนแทบบ้าแล้ว
ถ้าเหมากั๋วเซิ่งไม่อธิบายมาให้ละเอียด เจิ้งซูฉินก็จะไม่ยอมจบเรื่องนี้ง่ายๆอย่างแน่นอน และหากอิงตามคำพูดที่เธอบอก เธอคงใช้ชีวิตร่วมกับเขาไม่ได้อีกต่อไป!
เหมากั๋วเซิ่งกลั้นใจอธิบายต้นสายปลายเหตุทั้งหมดให้ภรรยาฟัง แล้วถามกลับว่า “เธอพูดแบบนั้นกับฉัน แล้วฉันจะไปทำงานที่บริษัทของเธอได้อย่างไร”
เจิ้งซูฉินถ่มน้ำลาย
“เธอจะไปรู้อะไร รุ่นพี่โจวเม่าทงอยากให้เธอย้ายงานไปทำงานให้เยวี่ยคอนสตรักชั่น จากนั้นค่อยส่งเธอไปทำงานที่บริษัทของรุ่นน้องเสี่ยวเซี่ย ทีนี้เธอก็จะเป็นเหมือนคุณพ่อ เป็นที่ปรึกษาพิเศษ แบบนี้มันน่าอายตรงไหน? รุ่นน้องเสี่ยวเซี่ยเคารพคุณพ่อมาก แล้วจะกล้าไม่เคารพเธออย่างนั้นหรือ โอกาสดีๆแบบนี้ดันโยนทิ้งไป ทำไมไม่คิดดูบ้างว่าเดือนหนึ่งได้เงินตั้ง600หยวน ชีวิตของครอบครัวเราจะสุขสบายขึ้นมากแค่ไหน? เหมากั๋วเซิ่ง เธอมีลูกสามคนที่ต้องเลี้ยงดู พวกเขาเข้าเรียนก็ต้องใช้เงิน อนาคตแต่งงานก็ต้องใช้เงิน ดูตระกูลหลี่ที่อยู่ชั้นสี่สิ พวกเขาเพิ่งจัดงานแต่งงานได้ลูกสะใภ้มาคนหนึ่งเมื่อช่วงต้นปี พวกเขาต้องซื้อสี่ฟุ่มเฟือยให้กับฝ่ายหญิงตั้งหลายพันหยวน เหล่าหลี่เจอใครก็พูดถึงแต่เรื่องนี้ บ้านพวกเขามีลูกชายแค่คนเดียวยังลำบากขนาดนั้น แต่เหมากั๋วเซิ่ง เธอมีลูกชายถึงสองคนนะ!”
เจิ้งซูฉินเป็นคนพูดเร็ว แต่แค่ไม่กี่ประโยคของเธอก็ทำเอาเหมากั๋วเซิ่งไม่กล้าเงยหน้าขึ้นมาแล้ว
เจิ้งซูฉินเป็นคนเปลี่ยนสีเร็วเสียยิ่งกว่ากิ้งก่า จากเดิมที่เรียกว่าเสี่ยวเซี่ย ปัจจุบันเปลี่ยนมาเป็นรุ่นน้องเสี่ยวเซี่ย เพื่อกระชับความสนิทสนมอย่างเป็นธรรมชาติ
เหมากั๋วเซิ่งเถียงกลับอย่างกล้าๆกลัวๆ “เด็กสาวสมัยนี้อยู่กับโลกแห่งความเป็นจริงมากเกินไป แค่อ้าปากก็อยากได้โทรทัศน์ ไม่ก็ตู้เย็น ตอนพวกเราแต่งงานกันเรียบง่ายแค่ไหน ซื้อชุดใหม่สักชุด ไปจดทะเบียนสมรส...”
เหมากั๋วเซิ่งเสียงแผ่วลงเรื่อยๆ เพราะท่าทางของเจิ้งซูฉินเหมือนพร้อมจะพ่นไฟเต็มที่
และเธอก็ระเบิดโทสะออกมาจริงๆ “ยังมีหน้ามาพูดอีกหรือ เหมากั๋วเซิ่ง ฉันแต่งงานกับเธอไม่เคยเรียกร้องอะไรสักอย่าง แล้วดูสิ หลายปีมานี้ฉันต้องใช้ชีวิตแบบไหน ถ้าเธอคิดถึงฉันกับลูกๆบ้างก็คงไม่มัวแต่หวงศักดิ์ศรีของตัวเอง ฉันไม่สน เธอจะต้องไปหารุ่นน้องเสี่ยวเซี่ยและคว้างานนี้มาให้ได้!”
เหมากั๋วเซิ่งรู้สึกกลัดกลุ้มใจเหลือเกิน เขาปฏิเสธโจวเม่าทงไปแล้วอย่างเด็ดขาด เหลือก็แค่พูดว่าต่อให้อดตายคงยอมกินขี้ดีกว่าไปทำงานกับเซี่ยเสี่ยวหลาน
ตอนนี้จะให้เขาตบหน้าตัวเอง ไปอ้อนวอนขอข้าวเซี่ยเสี่ยวหลานกิน แล้วบอกว่า ‘อร่อยมาก’ อย่างนั้นหรือ?
ไม่ใช่ว่าเขาจะไม่ยอมทำ ถึงอย่างไรภรรยาก็ยื่นคำขาดมาเสียขนาดนี้แล้ว แต่เขาควรทำอย่างไรเล่า เสี่ยวเซี่ยถึงจะชวนเขากลับเผิงเฉิงอย่างมีเกียรติอีกครั้ง?
เหมากั๋วเซิ่งจมอยู่กับความคิดของตนเอง
—————————
เซี่ยเสี่ยวหลานไม่รู้เลยสักนิดว่าสหายเหมากั๋วเซิ่งกำลังฝันกลางวันอยู่
ถ้าเธอรู้ว่าเหมากั๋วเซิ่งเสียใจภายหลังที่ปฏิเสธงานของเธอ เซี่ยเสี่ยวหลานคงหัวเราะลั่นเป็นแน่
เพราะเห็นแก่อาจารย์เหมา เธอจึงอยากช่วยเหมากั๋วเซิ่งสักครั้ง แต่จะให้เธอเชิญเหมากั๋วเซิ่งมาทำงานที่บริษัทอย่างนอบน้อมน่ะหรือ?
ถุย เก่งไม่พอแล้วยังจะเล่นตัว
เงินเดือน600หยวน เซี่ยเสี่ยวหลานอยากจ้างใครก็สามารถทำได้
คนแบบหวังโฮ่วหลินที่ต้องเกษียณอายุก่อนวัยอันควรเพราะอาการบาดเจ็บคงพบเจอได้ยาก เธออยากเลียนแบบหลิวหย่ง ด้วยการจ้างงานวิศวกรวัยเกษียณมาทำงานด้วยสักสองคน มีเงินย่อมสามารถทำได้ทุกอย่าง พวกผู้อาวุโสที่กินเงินเดือนราชการมาตลอดชีวิต แม้ชีวิตความเป็นอยู่จะมั่นคงก็จริง แต่เมื่อพบเจอความเย้ายวนของเงินเดือนที่สูงลิ่ว การหาคนที่พร้อมทำงานเพื่อแลกกับเงินเดือนจำนวน600หยวนคงไม่ใช่เรื่องยากอะไร
แน่นอนว่าเงิน600หยวนคงจ้างคนระดับเดียวกับเหมาคังซานไม่ได้
บริษัทของเซี่ยเสี่ยวหลานเพิ่งก่อตั้งขึ้น กิจการหลักของบริษัทคือการสร้างที่อยู่อาศัยที่เรียบง่ายที่สุดในสายตาผู้มีประสบการณ์ ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องใช้งานคนระดับเหมาคังซานแต่อย่างใด
เซี่ยเสี่ยวหลานแค่อยากได้คนที่มีความสามารถอย่างแท้จริงมาช่วยงาน สามารถแก้ไขปัญหาด้านเทคนิคการก่อสร้างได้ตอนเธอไม่อยู่ที่เผิงเฉิง
อย่างไรก็ตามตอนนี้มีแค่หวังโฮ่วหลินคนเดียวก็พอแล้ว
หวังโฮ่วหลินเป็นคนของเยวี่ยคอนสตรักชั่น เคยควบคุมหน้างานก่อสร้างมาก่อน คนที่โจวเม่าทงแนะนำมาย่อมเหมาะสมกับความต้องการของเซี่ยเสี่ยวหลานมากกว่าคนที่ทำได้แค่วาดแบบเหมือนเหมากั๋วเซิ่ง นั่นหมายความว่าเหมากั๋วเซิ่งอยากทำงานให้เซี่ยเสี่ยวหลานหรือไม่ไม่สำคัญอีกแล้ว เพราะตอนนี้เซี่ยเสี่ยวหลานยังไม่ต้องการผู้ช่วยเพิ่ม... คนที่วาดเป็นแค่แบบ เธอไม่จำเป็นต้องรับไว้ แบบก่อสร้างจ้างคนที่สถาบันออกแบบวาดได้ ขอแค่มีค่าตอบแทน ย่อมมีคนยินดีวาดอย่างแน่นอน
คนแบบหวังโฮ่วหลินต่างหากคือคนที่เซี่ยเสี่ยวหลานต้องการอย่างแท้จริง
นี่ก็คือประโยชน์ของการมีคนรู้จักช่วยแนะนำมาให้ รุ่นพี่โจวเม่าทงคิดเผื่อเธอเสมอ เขาย่อมไม่มีทางทำร้ายเธอทางอ้อม
นอกจากวิศวกรแล้ว เซี่ยเสี่ยวหลานยังต้องการพนักงานบัญชี ทว่าตำแหน่งนี้ค่อนข้างหาคนได้ยาก เพราะเธอต้องหาคนที่ไว้วางใจได้อย่างแท้จริง
และอาจเป็นเพราะคนที่เซี่ยเสี่ยวหลานไว้ใจ ล้วนมีหน้าที่ของตัวเองกันหมดแล้วน่ะสิ
เก่อเจี้ยน?
เก่อเจี้ยนคงไม่ได้ เขาไม่มีความรู้ด้านนี้แม้แต่น้อย อีกอย่างเซี่ยเสี่ยวหลานก็เตรียมตำแหน่งที่เหมาะสมกับเก่อเจี้ยนมากกว่าเอาไว้แล้ว โดยเธอจะให้เก่อเจี้ยนเป็นผู้จัดการโครงการ
เก่อเจี้ยนสามารถทำงานแทนเธอได้ ด้วยการเฝ้าดูการก่อสร้างที่หน้างาน เพราะหากโครงการแรกของฉี่หางเริ่มก่อสร้างเมื่อไร จะปล่อยให้มีข้อผิดพลาดไม่ได้เป็นอันขาด
เลขาเผิงพอได้ยินว่าเซี่ยเสี่ยวหลานกำลังหาพนักงานบัญชีอยู่ ก็แนะนำคนหนึ่งให้กับเซี่ยเสี่ยวหลาน
“เขาเป็นคนเชื่อถือได้ ชีวิตของเขาเจออุปสรรคมาไม่น้อย แต่หัวหน้ารู้จักเขา ดังนั้นเธอสามารถไว้ใจเขาได้”
เซี่ยเสี่ยวหลานย่อมไม่มีทางปฏิเสธ “คุณอาทังเป็นคนแนะนำให้ฉันสินะคะ ถ้าอย่างนั้นฉันก็วางใจแล้ว! จริงสิคะ วันนี้คุณอาทังว่างหรือเปล่า ฉันมีเรื่องอยากเจอเขาพอดีเลยค่ะ”
สีหน้าของเลขาเผิงดูแปลกพิกลหลังจากได้ยินคำถามของเซี่ยเสี่ยวหลาน “...หัวหน้าไปต่างเมืองแล้วครับ”
เซี่ยเสี่ยวหลานได้ยินเช่นนั้นก็ไม่ได้คิดอะไรมาก “ไปทำงานต่างเมืองหรือคะ บังเอิญจริง ฉันอยากถามเขาเรื่องที่ดินอยู่พอดี”
ไม่ใช่การทำงานต่างเมือง แต่ทังหงเอินไปทำอะไรที่ไหนนั้น เลขาเผิงคงไม่อาจบอกเซี่ยเสี่ยวหลานได้
พอเซี่ยเสี่ยวหลานพูดถึงที่ดิน เลขาเผิงจึงรีบเปลี่ยนเรื่องทันที
“สำนักงานท้องถิ่นฝูเถียนได้ส่งหนังสือแสดงเจตจำนงของคุณไปให้เขตซั่งปู้แล้ว ทางเขตไม่ได้มีการคัดค้านแต่อย่างใด วันนี้พวกเขาเพิ่งยื่นเรื่องมาให้กับทางเทศบาลเมือง ทว่าจะผ่านการอนุมัติหรือไม่ ขึ้นอยู่กับแผนงานของคุณว่าจะสามารถโน้มน้าวเทศบาลเมืองสำเร็จหรือเปล่า ดังนั้นเวลาแบบนี้หัวหน้าอยู่ที่เผิงเฉิงคงไม่เหมาะเท่าไรครับ”
นายกทังต้องการปลีกตัวเพื่อเลี่ยงความเสี่ยง!
เซี่ยเสี่ยวหลานเข้าใจแล้ว
เดี๋ยวนะ เมื่อก่อนอาทังไม่เคยกลัวว่าจะถูกใครนินทาเสียหน่อย แต่ทำไมตอนนี้กลับเริ่มตีตัวออกหาก...
แสดงว่าเป็นอย่างที่เธอคิดจริงๆด้วยสินะ ความสัมพันธ์ระหว่างนายกทังกับแม่ของเธอมีความคืบหน้าครั้งใหญ่แล้วอย่างนั้นหรือ?
ตอนที่ 1012: เป็ดของเธอกำลังจะบินหนีไป
เซี่ยเสี่ยวหลานรู้สึกจุกอกอยู่สักพัก แต่ไม่นานก็คิดได้
เธอไม่ต้องการขายแม่ตัวเองเพื่อเกียรติยศ
สำหรับเธอ แม่ของเธอคู่ควรกับทุกคน
แต่โลกภายนอกอาจจะไม่คิดเช่นเดียวกันกับเธอ อย่างเธอกับโจวเฉิง ทุกวันนี้ก็ยังมีคนคิดว่าเธอไม่เหมาะสมกับโจวเฉิงอยู่เลยมิใช่หรือ?
ถ้าแม่เธอคบกับทังหงเอินจริง คงเจออุปสรรคขวางกั้นไม่น้อยเช่นกัน
ทังหงเอินอายุเท่านี้แล้ว แถมยังเป็นบุคคลที่มีอำนาจ เขาสามารถเลือกชีวิตสมรสของตัวเองได้ แต่ทังหงเอินงานยุ่งมากเสียขนาดนั้น จะสามารถดูแลเอาใจใส่แม่ของเธออย่างรอบด้านได้หรือ?
ยิ่งหลิวเฟินกับทังหงเอินมีแนวโน้มไปได้สวย เซี่ยเสี่ยวหลานก็ยิ่งรู้สึกไม่สบายใจ
สายตาของผู้คนมักจับจ้องเรื่องความรักระหว่างชายหญิง เซี่ยเสี่ยวหลานไม่อยากให้แม่เธอยอมแพ้ให้กับสายตาของคนอื่น ดังนั้นเธอจะต้องกลายเป็นแรงหนุนให้แม่ของเธอให้จงได้
ในขณะที่เซี่ยเสี่ยวหลานต้องทุ่มเทแรงกายแรงใจเพื่อคว้าที่ดินมาสร้างบ้าน เธอจึงต้องการจัดการเรื่องที่ดินให้เรียบร้อยก่อนที่จะเปิดภาคเรียน อีกด้านหนึ่ง ทังหงเอินที่ถูกจี้หย่ากระตุ้นความรู้สึก จึงคิดอยากไปหาหลิวเฟินที่ปักกิ่งอย่างกะทันหัน
เขารู้จักหลิวเฟินดี แม้หลิวเฟินจะมีความคิดเรียบง่ายแต่ขณะเดียวกันก็มีเรื่องให้ต้องครุ่นคิดอยู่ไม่น้อย ทั้งที่ไม่รังเกียจเขา หรืออาจบอกได้ว่ารู้สึกดีกับเขา แต่พอเขาขอให้หลิวเฟินคบหากับเขา อีกฝ่ายกลับดูกังวลใจ
ทังหงเอินไม่รู้สึกสักนิดว่าสถานะของเขาและเธอแตกต่างกัน เพราะเดิมทีเขาก็เกิดในครอบครัวคนธรรมดา ที่บ้านไม่ได้มีธรรมเนียมโบราณคร่ำครึให้ต้องรักษา ที่เขามีวันนี้ได้ล้วนเป็นเพราะความพยายามของเขาทั้งสิ้น
พอเป็นเช่นนี้ เรื่องชีวิตสมรสของเขา เขาย่อมสามารถตัดสินใจเองได้
ทังหงเอินไม่ได้มีความคิดเพียงชั่ววูบ ไม่ใช่เพราะหมายปองในรูปร่างหน้าตาของหลิวเฟิน และยิ่งไม่มีทางทำไปเพราะอยากยั่วโมโหจี้หย่าอย่างแน่นอน
ทังหงเอินหย่ากับจี้หย่ามาสิบกว่าปีแล้ว ที่ผ่านมาเขาไม่เคยคิดจะแต่งงานใหม่ ความคิดอย่างการเริ่มต้นชีวิตคู่อีกครั้ง เขาย่อมต้องผ่านการคิดไตร่ตรองและกลั่นกรองมาแล้วอย่างระมัดระวัง
เขารู้สึกดีกับหลิวเฟิน ความรู้สึกนี้ก่อตัวขึ้นก่อนที่การกระทำจะตามมา
แต่ความรู้สึกนี้จะขาดการยับยั้งชั่งใจไม่ได้ หลิวเฟินคิดว่าพวกเขานั้นแตกต่างกันมาก ส่วนทังหงเอินกลับชอบที่ครอบครัวของหลิวเฟินนั้นเรียบง่าย ทั้งยังตัดขาดกับครอบครัวสามีเก่าที่เลวร้ายได้อย่างชัดเจน ลูกสาวเองก็เป็นคนเก่ง พี่ชายอย่างหลิวหย่งก็เป็นคนน่าเชื่อถือ หากเขากับหลิวเฟินสร้างครอบครัวด้วยกัน ย่อมไม่มีเรื่องวุ่นวายใจให้ต้องรู้สึกกังวล
เธอไม่ได้สวยไปกว่าจี้หย่า
ไม่ได้มีพื้นฐานครอบครัวที่โดดเด่นเหมือนจี้หย่า
แต่หลิวเฟินที่เป็นเช่นนี้คือคนที่เหมาะสมกับเขา ในสายตาคนที่ผ่านประสบการณ์ชีวิตมามาก ทังหงเอินไม่มีทางเลือกคุณหนูผู้เอาแต่ใจมาเป็นคู่ครองอีกครั้งอย่างแน่นอน
ทังหงเอินขึ้นเครื่องบินจากเผิงเฉิงมาที่ปักกิ่งด้วยความรู้สึกเช่นนี้
ปากพูดแค่ว่าเหมาะสมกัน แต่การกระทำของเขานั้นกลับฟ้องความในใจเสียยิ่งกว่าคำพูด เขาเดินทางไปที่สือช่าไห่แต่ไม่พบหลิวเฟิน ในบ้านมีแค่ย่าอวี๋อยู่ตามลำพัง
“อาเฟินไปดูร้านที่ซีตันน่ะ ฉันบอกให้เธอพักสักวันสองวันเธอก็ไม่ยอม บอกว่าต้องหาเงินใช้หนี้ธนาคาร”
แม่อยากช่วยลูกสาวทำงานเช่นนี้ ทังหงเอินคงไม่อาจวิจารณ์อะไรได้
แม้ตอนนี้จะสิ้นเดือนสิงหาคมแล้ว แต่อากาศก็ยังคงร้อนอบอ้าว ทังหงเอินคิดถึงครั้งก่อนที่เจอกันที่หยางเฉิง หลิวเฟินเหงื่อออกจนเสื้อเปียกชื้น เห็นเค้าโครงของชุดชั้นในรางๆ... แค่คิดนายกทังก็ทำหน้าเคร่งขรึม “ถ้าอย่างนั้นผมจะไปดูที่ซีตันหน่อย คุณป้าพักผ่อนอยู่บ้านเถอะครับ ไม่ต้องตามผมไปให้เหนื่อยหรอก”
ย่าอวี๋พยักหน้ารับ “เธอควรไปดูเสียหน่อย ถ้าอยากคบหากันจริงๆ ปากต้องหวาน เท้าต้องไว เสี่ยวทัง ถ้าไม่ขยันวิ่งไล่หน่อยละก็ มีคนอื่นอยากวิ่งแทนเธออยู่นะ วิ่งไปวิ่งมา เป็ดที่เธอต้มสุกแล้วอาจจะบินหนีไป1 รู้ตัวอีกทีเธออาจได้ดื่มเหล้ามงคลเสียแล้วก็เป็นได้!”
ทุกคนล้วนเป็นคนฉลาด ย่าอวี๋พูดชัดเจนเสียขนาดนี้ ทังหงเอินมีหรือจะไม่เข้าใจ
ความหมายของย่าอวี๋คือ มีคนอื่นกำลังตามจีบอาเฟินอยู่
เรื่องนี้ไม่น่าแปลกใจสักเท่าไร ถึงอย่างไรความดีงามของสหายหลิวเฟินก็คงไม่ได้มีแค่เขาเท่านั้นที่มองเห็น
ทังหงเอินเข้าใจเหตุผลนี้เป็นอย่างดี แต่พอกลับขึ้นมานั่งบนรถอีกครั้ง ทังหงเอินก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกหงุดหงิดใจ
เสี่ยวหวังไม่รู้ใจเจ้านาย เขาขับรถอย่างเชื่องช้าราวกับเต่าที่ค่อยๆคลานอยู่บนถนนของกรุงปักกิ่ง ทังหงเอินอยากเร่งเสี่ยวหวังเหลือเกิน แต่ก่อนหน้านี้ที่รถของตู้เจ้าฮุยชนคังเหว่ย ทังหงเอินเคยบอกเสี่ยวหวังไว้ว่าให้ขับรถช้าลงหน่อย เพื่อรับประกันความปลอดภัยของพวกเขา ตอนนี้ถ้าเขาสั่งให้เสี่ยวหวังเพิ่มความเร็ว ก็เท่ากับตบหน้าตัวเองไม่ใช่หรือ?
ทว่าทังหงเอินนั้นรู้สึกร้อนใจเหลือเกิน
เขาไม่กลัวการแข่งขันกับคนที่ยอดเยี่ยม เขากลัวจะต้องต่อสู้กับคนที่ไม่มีอะไรดีขนาดนั้นต่างหาก
ด้วยความที่หลิวเฟินไม่ได้ให้ความสำคัญกับอำนาจหน้าที่ของผู้ชายแต่อย่างใด ดังนั้นไม่แน่หากเธอบังเอิญเจอกับคนที่มีความสามารถโดดเด่นเพียงเล็กน้อย หลิวเฟินอาจจะไม่รู้สึกกดดันมากก็เป็นได้ ไปๆมาๆ เกิดเธอตอบตกลงกับผู้อื่นขึ้นมาแล้วละก็...
ไม่อย่างนั้นย่าอวี๋จะพูดถึงเป็ดต้มสุกที่กำลังจะโบยบินไปทำไม รู้ตัวอีกทีเขาคงได้ดื่มเหล้ามงคลอย่างนั้นหรือ?
“เป็ดตัวนี้ยังต้มไม่สุกเสียหน่อย...”
เพิ่งได้จับมือกัน แถมยังเป็นเขาที่ทำไปอย่างกะทันหัน ที่สหายหลิวเฟินไม่ได้สะบัดมือออก คงเป็นเพราะจี้หย่ากำลังมองอยู่ข้างๆสินะ
เวลานี้สมองของทังหงเอินกำลังแล่นอย่างรวดเร็ว ไม่นานนักเขาก็วิเคราะห์ความคืบหน้าของความสัมพันธ์ระหว่างเขากับหลิวเฟินได้
เดิมทีเขาควรตีเหล็กตอนกำลังร้อน แต่เซี่ยเสี่ยวหลานกลับพาหลิวเฟินไปที่เจียงเฉิน ทำให้เขากับอาเฟินไม่ได้เจอหน้ากันถึงหนึ่งเดือนเต็ม
เด็กสาวคนนี้ เขายังดีกับเธอไม่พออีกหรือ?
ไม่ช่วยกันไม่ว่า แต่อย่าก่อกวนจะได้หรือไม่
เสี่ยวหวังได้ยินเสียงทังหงเอินพึมพำ เขาจึงนึกว่าเจ้านายอยากกินเป็ด
“ตอนนี้เป็ดของร้านเฉวียนจวี้เต๋อน่าจะทำเสร็จแล้วนะครับ เพราะหากป่านนี้ยังต้มไม่สุก พวกเขาคงไม่ต้องขายของกันแล้ว! อย่างไรให้ผมจองโต๊ะที่เฉวียนจวี้เต๋อเลยไหมครับ”
ทังหงเอินปรายตามองเสี่ยวหวัง “ร้อนขนาดนี้กินเป็ดย่างทำไม เสี่ยงเป็นร้อนในยิ่งนัก ไม่ต้องสนเรื่องกินข้าวหรอก ตั้งใจขับรถเถอะ”
อาเฟินใกล้จะถูกคนอื่นแย่งไปอยู่แล้ว เขายังจะมีอารมณ์กินเป็ดย่างเสียที่ไหน
เสี่ยวหวังยังห่างชั้นจากเลขาเผิงนัก คงต้องให้เสี่ยวหวังฝึกฝนไปอีกหลายปี แล้วค่อยหาตำแหน่งที่เหมาะสมให้กับเขา
เสี่ยวหวังถูกเจ้านายตำหนิเช่นนี้จึงรู้สึกงงงวยเป็นอย่างยิ่ง เขาจึงตั้งหน้าตั้งตาขับรถต่อไป และไม่กล้าแสดงความเห็นอีก เสี่ยวหวังคิดอย่างน้อยใจว่า หูเขาไม่ได้เพี้ยนเสียหน่อย เขาได้ยินเจ้านายพูดเรื่องเป็ดขึ้นมาเอง และที่ปักกิ่งอาหารที่ขึ้นชื่อที่สุดก็คือเป็ดย่างมิใช่หรือ?
ไม่นานก็มาถึงซีตัน
ทังหงเอินบอกให้เสี่ยวหวังขับรถช้าลงหน่อย ไม่นานนักเขาก็เห็นรถซีตรองคันที่เซี่ยเสี่ยวหลานซื้อให้หลิวเฟินจอดอยู่
“หัวหน้า คือรถคันนั้นครับ”
เสี่ยวหวังเป็นคนพาเซี่ยเสี่ยวหลานไปเลือกรถ ดังนั้นเขาไม่มีทางจำผิดอย่างแน่นอน
เจอรถแล้ว ก็แสดงว่าเจ้าของอยู่แถวนี้
เสี่ยวหวังจอดรถ แค่ชั่วอึดใจเดียวเขาก็เห็นหลิวเฟินเดินเคียงคู่มากับชายวัยกลางคนในชุดเครื่องแบบคนหนึ่ง ด้วยนิสัยของสหายหลิวเฟิน หากคุยกับใครได้อย่างผ่อนคลายเช่นนี้ แสดงว่าสนิทสนมกันพอสมควร... เสี่ยวหวังแอบมองสีหน้าของทังหงเอิน ริมฝีปากของเจ้านายเม้มสนิท แต่ไม่นานนักก็กลับมาเป็นปกติอีกครั้ง
เจ้านายกำลังรู้สึกไม่ชอบใจ?
ก็สมควรไม่พอใจอยู่หรอก เจ้านายนั่งเครื่องบินมาถึงปักกิ่งแต่ดันเห็นภาพแบบนี้ คงเหมือนถูกสาดน้ำเย็นใส่หน้า!
ขณะที่เสี่ยวหวังกำลังคิดฟุ้งซ่าน ทังหงเอินก็ได้เปิดประตูลงจากรถไปแล้ว เสี่ยวหวังร้อนใจจนศีรษะกระแทกกับพวงมาลัย ทำเอาเขาหน้ามืดตาลายไปหมด
ทังหงเอินไม่มีเวลาสงสารเสี่ยวหวังอีกต่อไป
เขาเดินไปหาหลิวเฟินเหมือนไม่มีเรื่องอะไรเกิดขึ้น ผู้กำกับหม่าที่กำลังคุยกับหลิวเฟินเป็นคนแรกที่สังเกตเห็นเขา
ทังหงเอินสวมแว่นกรอบทอง หน้าตาดูสุภาพสง่างาม
แต่ถ้าพูดถึงความน่าเกรงขาม ผู้กำกับโรงพักเล็กๆที่แม้หน้าตาจะดุดัน ก็คงไม่ใช่คู่ต่อสู้ที่สมน้ำสมเนื้อของทังหงเอิน และเวลาแบบนี้ทังหงเอินย่อมไม่แสดงความเป็นมิตรออกมา ความเป็นมิตรของเขามีไว้ให้กับประชาชน ทว่าเจ้าหน้าที่ในชุดเครื่องแบบตรงหน้านี้คือศัตรูหัวใจของเขา
“อาเฟิน ยังไม่เสร็จงานอีกหรือ”
หลิวเฟินตะลึงงัน ผู้กำกับหม่าเองก็ตกใจระคนสงสัย ชายสวมแว่นตาผู้นี้มีบุคลิกน่าเกรงขามยิ่ง อีกทั้งยังพูดจาเหมือนสนิทสนมกับหลิวเฟินมาก!
หรือผู้ชายคนนี้จะเป็นพี่ชายของสหายหลิวเฟิน?
ตอนที่ 1013: หนึ่งบุ๋น หนึ่งบู๊ ยอดเยี่ยมในแบบของตัวเอง
เซี่ยเสี่ยวหลานยังสามารถสืบเรื่องของผู้กำกับหม่าได้ แล้วนายตำรวจเก่าแก่อย่างผู้กำกับหม่า มีหรือจะไม่สามารถสืบประวัติหลิวเฟินได้
อีกอย่างผู้กำกับหม่าเองก็เคยจับตัวจางชุ่ยไว้ได้อีกด้วย ตอนนั้นจางชุ่ยพยายามแก้ต่างให้ตัวเอง โดยเธอได้เล่าประวัติของหลิวเฟินอย่างละเอียด ดังนั้นผู้กำกับหม่าจึงรู้ประวัติส่วนตัวของหลิวเฟินไม่น้อยไปกว่าคนอื่น
ทังหงเอินเองก็คิดเช่นเดียวกัน
เรื่องวุ่นวายของตระกูลเซี่ย ทังหงเอินย่อมรู้หมดทุกอย่าง หลิวเฟินติดต่อกับใครบ้าง เขาเองก็รู้เป็นอย่างดี
ผู้กำกับหม่าเข้าใจผิดว่าเขาคือหลิวหย่ง แต่ทังหงเอินไม่มีทางปล่อยให้ผู้กำกับเข้าใจผิดอีกต่อไป
“สหายหลิวเฟิน นี่คือคุณลุงของเสี่ยวหลานหรือ?”
ผู้กำกับหม่าถามออกไปด้วยความไม่มั่นใจ แต่ทังหงเอินนั้นตั้งสติได้แล้ว
ขนาดหลิวหย่งผู้ชายในเครื่องแบบคนนี้ยังไม่เคยเจอ สถานการณ์คงไม่ได้เลวร้ายอย่างที่เขาคิด เพราะนายกทังไม่เพียงเคยเจอหลิวหย่ง แต่เขายังเคยไปกวาดสุสานพ่อแม่ของหลิวเฟินอีกด้วย คนที่บ้านเกิดของหลิวเฟินคงเห็นเขาเป็นลูกเขยตระกูลหลิวไปแล้ว
พอคิดแบบนี้ ทังหงเอินก็ยิ่งรู้สึกสบายใจมากขึ้น
“ผมไม่ใช่ลุงของเสี่ยวหลานหรอกครับ แต่เสี่ยวหลานเรียกผมว่าคุณอา ผมแซ่ทัง ปกติทำงานอยู่ที่เผิงเฉิง รบกวนเพื่อนอย่างคุณแล้วที่คอยดูแลอาเฟินมาโดยตลอด ผมขอแสดงความขอบคุณมา ณ ที่นี้ด้วยครับ!”
ผู้กำกับหม่าฟังแล้วไม่ค่อยจะสบายใจนัก ผู้ชายคนนี้ทำตัวมีลับลมคมใน ถ้าไม่ใช่พี่ชายของหลิวเฟิน แล้วจะขอบคุณเขาไปทำไม
มีสิทธิ์อะไรกัน พูดจาอย่างกับเป็นผู้ชายของหลิวเฟิน
ทังหงเอินยื่นมือออกไปแล้ว ผู้กำกับหม่าย่อมไม่อยากแพ้ เขาจึงยื่นมือไปจับมือของทังหงเอินและออกแรงบีบไม่น้อย
“สวัสดีครับสหายทัง ผมรู้จักกับสหายหลิวเฟินมาครึ่งปีแล้ว แต่เพิ่งเคยเจอคุณเป็นครั้งแรก ที่ทำงานของผมอยู่ไม่ไกลจากที่นี่นัก อยู่ที่สถานีตำรวจซีตันนี่เอง มีเรื่องอะไร ผมย่อมยินดีช่วยเหลืออยู่แล้วละครับ”
ผู้กำกับหม่านั้นไม่รู้ประวัติความเป็นมาของทังหงเอิน
ภายนอกดูไม่เหมือนคนธรรมดาทั่วไป
ถึงอย่างไรผู้กำกับหม่าก็ไม่หวาดหวั่น
ว่ากันว่ารักแท้แพ้ใกล้ชิด ดังนั้นไม่ว่าทังหงเอินจะเก่งกาจแค่ไหน แต่เขาก็อยู่ไกลถึงเผิงเฉิง หลิวเฟินมีเรื่องอะไรที่นี่ สุดท้ายก็ต้องขอให้ผู้กำกับโรงพักซีตันอย่างเขาคอยช่วยเหลืออยู่ดีมิใช่หรือ
ตอนสหายหลิวเฟินถูกคนสะกดรอยตาม เขาไม่เห็นคนแซ่ทังคนนี้มาช่วยอะไรเลยสักครั้ง!
ระยะเวลาแค่เสี้ยววินาที ทังหงเอินกับผู้กำกับหม่าได้ทำการปะทะกันอย่างเงียบงัน ผู้ชายที่โตๆกันแล้วไม่ใช่ความรุนแรง แค่กิริยาวาจาก็สามารถประเมินความสามารถของอีกฝ่ายได้
ผู้กำกับหม่ากล่าวตามตรงว่าตนทำงานอยู่ที่สถานีตำรวจซีตัน ช่วยไม่ได้ เพราะตอนนี้เขายังสวมชุดเครื่องแบบอยู่
อีกอย่างตำรวจก็ไม่ใช่อาชีพที่น่าขายหน้าเสียหน่อย ภาพลักษณ์ของตำรวจในปี1985 ในสายตาประชาชนนั้น ตำรวจสามารถพึ่งพาได้ เป็นที่น่าหวั่นเกรงของพวกนักเลงและอาชญากร ผู้หญิงหย่าร้างที่ทำธุรกิจอยู่ตัวคนเดียวในปักกิ่ง ถ้าได้แต่งงานใหม่กับนายตำรวจคงรู้สึกปลอดภัยไม่น้อย
อีกอย่างผู้กำกับหม่าก็ไม่ใช่ตำรวจธรรมดา เขาคือผู้กำกับของสถานีตำรวจซีตัน ร้านค้าของหลิวเฟินสองสาขาอยู่ภายใต้พื้นที่การดูแลของผู้กำกับหม่า
ไม่ต้องพูดถึงร้านสาขาถนนซิ่วสุ่ย ถึงอย่างไรที่นั่นก็เป็นเขตสถานทูต ย่อมไม่มีอันธพาลที่ไหนกล้าก่อความวุ่นวายแน่นอน
ส่วนร้านสาขาใหม่ของหลานเฟิ่งหวงที่หอกลอง ผู้กำกับหม่าไม่ได้เป็นคนดูแลพื้นที่นั้น แต่เขาก็ได้ทำการฝากฝังกับเพื่อนร่วมงานที่รู้จักกันไว้แล้วนั่นเอง
ไม่ว่าทังหงเอินจะเป็นใครมาจากไหน แค่บอกว่าทำงานอยู่เผิงเฉิง ผู้กำกับหม่าย่อมไม่มีทางล่าถอย
อีกอย่างทังหงเอินคงแข่งขันเรื่องหน้าที่การงานกับผู้กำกับหม่ากลางถนนไม่ได้
ดูท่าคนที่ย่าอวี๋กล่าวถึงคงจะเป็นตำรวจนายนี้สินะ
ทังหงเอินหันหน้ามาหาหลิวเฟิน “ฉันไปหาเธอที่บ้าน ย่าอวี๋บอกว่าเธอยังอยู่ที่ร้าน ฉันเลยตรงมาหาที่นี่น่ะ”
น้ำเสียงสนิทสนมของทังหงเอินทำให้ผู้กำกับหม่ารู้สึกหงุดหงิดยิ่งนัก
หลิวเฟินก็ไม่รู้ว่าสถานการณ์ตรงหน้ามันคืออะไรกันแน่
ผู้กำกับหม่านั้นคอยดูแลเธอเป็นอย่างดีมาโดยตลอด แต่เขาก็ไม่เคยพูดเรื่องความรู้สึกของตนให้เธอรู้ เธอจึงไม่อาจปฏิเสธผู้กำกับหม่าออกไปโดยพลการได้
เธอเคยหลบหน้าเขาอยู่หลายครั้ง แต่ผู้กำกับหม่าคือคนที่คอยดูแลพื้นที่แถบซีตัน เขามักจะเดินลาดตระเวนตามท้องถนนอยู่เสมอ เวลาเจอเธอก็จะเข้ามาทักทายอยู่บ่อยครั้ง เรื่องนี้นับได้ว่าเป็นอิสระของเขา
คนเป็นผู้กำกับเดินตรวจตราตามถนนทั้งวัน เหตุการณ์เช่นนี้ไม่ใช่เรื่องปกติเลยสักนิด ไม่นานคนที่สถานีตำรวจซีตันก็ดูออกว่าผู้กำกับหม่าคิดอะไรอยู่
ผู้กำกับหม่าชอบเถ้าแก่เนี้ยร้านเสื้อผ้า!
พวกตำรวจผู้น้อยย่อมอยากสร้างโอกาสให้กับเจ้านาย ดังนั้นไม่ว่าหลิวเฟินจะมีความเคลื่อนไหวอย่างไร ผู้กำกับหม่าจะรู้ทันที หลิวเฟินหลบไปก็ไม่มีประโยชน์ แค่เธอปรากฏตัวที่ซีตัน ย่อมมีคนรายงานให้ผู้กำกับหม่าทราบอย่างรวดเร็ว
ทังหงเอินโผล่มาหาอย่างกะทันหันเช่นนี้ หลิวเฟินรู้สึกตื่นตระหนกจนทำตัวไม่ถูก
ทังหงเอินจับมือกับผู้กำกับหม่าไม่ยอมปล่อย หลิวเฟินเห็นดังนั้นก็รู้สึกแปลกประหลาด
ทังหงเอินพูดกับเธออย่างสนิทสนม หลิวเฟินไม่ต่อต้าน ทั้งยังตอบเขาไปว่า
“ฉันไม่รู้ว่าคุณจะมาหา ก่อนมาทำไมไม่บอกกันก่อนล่ะคะ”
คนทำธุรกิจต้องพบปะผู้คนมากหน้าหลายตา ต่อให้โง่แค่ไหนย่อมสามารถพัฒนาตัวเองได้
อีกอย่าง หลิวเฟินก็ไม่ใช่คนโง่
เธอแค่ไม่เคยเห็นโลกกว้างและเป็นคนซื่อตรง หลังออกจากชนบทมาได้สองปี หลิวเฟินก็พัฒนาขึ้นเป็นอย่างมาก เธอพูดตอบทังหงเอินได้อย่างเป็นธรรมชาติมากขึ้นเพื่อตัดความหวังของผู้กำกับหม่า ตราบใดที่เธอยังไม่ได้ปฏิเสธทังหงเอินอย่างชัดเจน หลิวเฟินก็ไม่กล้าให้ความหวังผู้อื่นอีก และตอนนี้ถ้าทำให้ผู้กำกับหม่าตัดใจจากเธอได้ก็ควรรีบลงมือ
ทังหงเอินรู้สึกขบขันอยู่ในใจ
อาเฟินมีหรือจะกล้าทำตัวสนิทสนมกับเขาขนาดนี้ ท่าทางอาเฟินจะไม่ได้ชอบพอกับสหายตำรวจผู้นี้สินะ
อีกฝ่ายกำลังรู้สึกร้อนใจ แต่หัวใจของทังหงเอินนั้นสงบลงแล้ว
“ถ้าบอกก่อนก็ไม่ประหลาดใจน่ะสิ ฉันก็แค่คิดถึงเธอขึ้นมา เลยอดไม่ได้ที่จะมาหา เลยสั่งให้คนจองตั๋วเครื่องบินให้”
หลิวเฟินได้ยินดังนั้นก็หน้าแดงก่ำ แต่ใบหน้าของผู้กำกับหม่ากลับบูดบึ้งยิ่งกว่าเก่า
ผู้กำกับหม่าไม่ยอมแพ้ง่ายๆ เขามั่นใจแล้วว่าคนแซ่ทังคนนี้คือศัตรูหัวใจของเขา และจงใจมาเพื่อท้าทายเขา ฮึ เขาเป็นตำรวจมานานหลายปี มีหรือจะถูกศัตรูโค่นล้มได้ง่ายๆ
คนแซ่ทังเล่นละครเก่งยิ่งนัก อย่างไรก็ตามผู้กำกับหม่าก็ปล่อยให้เขาแสดงละครต่อไป
ถ้าหลิวเฟินมีคู่ครองแล้วจริงๆ เขาคงสืบรู้เรื่องนี้ไปนานแล้ว
คนหนึ่งอยู่ปักกิ่ง อีกคนอยู่เผิงเฉิง จะผูกพันกันสักแค่ไหนเชียว?
ผู้กำกับหม่ามั่นใจว่าตนมีโอกาสชนะสูงมาก ว่าแล้วเขาจึงพูดอย่างใจกว้างว่า “เธอมีเพื่อนมาหาเช่นนี้ ฉันคงไม่รบกวนเพื่อนเก่าคุยกัน มีเรื่องอะไรเรียกฉันได้ตลอด ฉันยังมีธุระที่ต้องสะสาง คงต้องขอตัวกลับไปที่สถานีก่อน”
ผู้กำกับหม่าที่ทำหน้าดุดัน ทว่าเวลาพูดกับหลิวเฟินนั้นอ่อนโยนมากเหลือเกิน แต่เขาเป็นคนเสียงดังมาตั้งแต่เกิด จะให้พูดเสียงสุภาพแผ่วเบาแบบทังหงเอินคงเป็นไปไม่ได้
ผู้กำกับหม่าจ้องหน้าทังหงเอินอยู่สักพัก หน้าละอ่อนเสียจริง สหายหลิวเฟินอย่าได้หลงกลไอ้หน้าละอ่อนนี่เสียล่ะ
ทังหงเอินมองหน้าผู้กำกับหม่า เขารู้สึกได้ว่าอีกฝ่ายเป็นคนองอาจ
แถมยังเป็นผู้ชายองอาจที่มีความละเอียดลออ ตอนนี้อาเฟินยังไม่ชอบ แต่ถ้าผู้ชายองอาจเช่นนี้เอาแต่วนเวียนอยู่ข้างกายหลิวเฟิน ไม่แน่อาจจะฉวยโอกาสแทรกเข้าไปในใจเธอได้ ย่าอวี๋พูดถูก เขาต้องรีบคุยกับอาเฟินให้รู้เรื่อง จะปล่อยให้อาเฟินไปชื่นชอบผู้ชายคนอื่นไม่ได้เด็ดขาด
“สหายหม่า ลาก่อน”
“สหายทังไม่ต้องบอกลา ว่างเมื่อไรนัดกินข้าวด้วยกันสักมื้อสิ!”
ชายวัยกลางคนสองคน คนหนึ่งสายบุ๋น อีกคนสายบู๊ พวกเขายอดเยี่ยมทั้งคู่
เสี่ยวหวังรีบเดินมาหาอย่างรวดเร็ว หลังทังหงเอินกับผู้กำกับหม่าประลองฝีปากกันเสร็จสิ้น ผู้กำกับหม่าก็ได้ล่าถอยเพื่อเตรียมรุก ส่วนทังหงเอินนั้นเป็นฝ่ายคว้าชัยมาได้ชั่วคราว
“หัวหน้า เมื่อครู่ผมนึกขึ้นได้ครับ ที่จริงยังมีอีกร้านหนึ่งตุ๋นซุปเป็ดได้ไม่เลว...”
เสี่ยวหวังยิ่งพูดเสียงยิ่งแผ่วลงเรื่อยๆ เหมือนเจ้านายจะไม่ค่อยพอใจสักเท่าไร
แย่ล่ะสิ เหมือนเขาจะมาผิดจังหวะ
เสี่ยวหวังทำหน้าเหมือนอยากร้องไห้ ขณะที่หลิวเฟินนั้นใบหน้าร้อนผ่าวจนแทบทนไม่ไหว
“กินเป็ดหรือ? ดีสิ เช่นนั้นก็ไปกินเป็ดกันค่ะ ฉันฝากเงินที่ธนาคารเสร็จแล้วจะไปซื้อเป็ดนะคะ”
ทังหงเอินส่ายหน้าปฏิเสธ “อากาศแบบนี้ทำอาหารคงลำบากแย่ ถ้าเธออยากกินเป็ดจริงๆ เราไปกินเป็ดย่างที่เฉวียนจวี้เต๋อเถิด”
เสี่ยวหวังก้มหน้ากลั้นหัวเราะจนไหล่สั่น เจ้านายเพิ่งบอกว่าเขาว่าอากาศร้อนกินเป็ดย่างแล้วจะเป็นร้อนในมิใช่หรือ จุดยืนของหัวหน้าหายไปไหนแล้ว?
ตอนที่ 1014: คบกับฉันไม่ต้องสนใจมารยาท!
หลิวเฟินไม่รู้ว่าทำไมทังหงเอินถึงมาปักกิ่งอย่างกะทันหันเช่นนี้
เธอนึกว่าเขามาเพื่อประชุม แต่ใครจะไปคิดว่าทังหงเอินจะตอบด้วยสีหน้าเรียบเฉยว่า “ฉันก็แค่คิดถึงเธอ เลยซื้อตั๋วเครื่องบินมาหา”
ที่เขาพูดกับศัตรูหัวใจไม่ใช่เรื่องโกหก และทังหงเอินไม่จำเป็นต้องโกหกด้วย เขามาปักกิ่งเพราะหลิวเฟินจริงๆ ไม่จำเป็นต้องหาข้ออ้างว่ามาประชุมเพื่อกลบเกลื่อน อายุปูนนี้กันแล้ว มีอะไรก็พูดกันตามตรงจะดีกว่า
หลิวเฟินจึงไม่กล้าพูดอะไรไปมากกว่านี้
เมื่อบอกว่าคืนนี้จะไปกินเป็ดย่างที่เฉวียนจวี้เต๋อ ย่าอวี๋ก็บอกว่าเจ็บฟัน
“ฉันต้มโจ๊กกินที่บ้านก็พอ เสี่ยวหวัง มุมปากเธอเป็นร้อนในใช่ไหม อยู่กินโจ๊กด้วยกันสิ โจ๊กมะระมีฤทธิ์เย็น ช่วยลดอาการร้อนในได้!”
เสี่ยวหวังลูบมุมปากที่ปกติดีทุกอย่างของตัวเอง พลางนับถือใจย่าอวี๋ยิ่งนักที่สามารถหาข้ออ้างให้เขาได้อย่างหน้าตาเฉย
“ขอบคุณครับ อย่างนั้นผมขออยู่กินโจ๊กด้วยคนนะครับ”
ถึงอย่างไรเขาก็ไม่ได้โง่ขนาดนั้น ในเมื่อย่าอวี๋ไม่ไปด้วย แล้วเขาจะไปเป็นก้างขวางคอทำไม
ดังนั้นคืนนี้คนที่จะไปกินเป็ดย่างจึงเหลือแค่ทังหงเอินกับหลิวเฟิน... หลิวเฟินรู้สึกอึดอัดยิ่งนัก คนรอบข้างชอบพยายามทำให้เธอกับทังหงเอินได้ใช้เวลาอยู่ด้วยกันสองต่อสอง โดยเฉพาะย่าอวี๋ที่เหมือนจะกระตือรือร้นเป็นพิเศษ ราวกับว่าถ้าเธอพลาดทังหงเอินไป อนาคตคงหาคนที่ดีกว่าเขาไม่ได้อีกแล้วอย่างไรอย่างนั้น
แต่ก็ใช่ คนที่มีคุณสมบัติดีพร้อมเหมือนดั่งนายกทังคงหาไม่ได้ง่ายๆ แต่เธอก็ไม่จำเป็นต้องแต่งงานใหม่เสมอไปไม่ใช่หรือ
เดือนก่อน ทังหงเอินจับมือเธอต่อหน้าอดีตภรรยาและคนมากมายในร้านอาหาร หลิวเฟินตกใจจนลืมสะบัดมือออก
อีกทั้งตอนนั้นเธอก็รู้สึกโมโหจี้หย่าไม่น้อย จึงไม่อยากสะบัดมือของทังหงเอินออกไป
มันถือเป็นการตอบรับทางอ้อมหรือเปล่า?
คนเราต้องยอมรับผลของการกระทำที่เกิดขึ้นจากความคิดชั่ววูบ ตอนนี้หากเธอบอกว่าเสียใจ หลิวเฟินคงด่าตัวเองว่าช่างหน้าไม่อายอย่างแน่นอน
“คิดอะไรอยู่ เหมือนมีเรื่องกลุ้มใจ หรือเพราะนายตำรวจคนนั้น?”
ด้วยนิสัยของหลิวเฟินที่ค่อนข้างไม่หนักแน่น เวลาปฏิเสธใครแล้วอีกฝ่ายกลับไม่คิดจริงจัง อย่างเช่นทังหงเอินที่สุดท้ายก็ตามตื๊อจนค่อยๆสนิทสนมกับหลิวเฟินในที่สุด
เขาไม่สนใจว่าครั้งก่อนทำไมตนถึงจูงมือหลิวเฟิน แต่ในเมื่อหลิวเฟินไม่สะบัดมือเขาออก ก็เท่ากับว่ายืนยันความสัมพันธ์ของพวกเขาแล้ว
เพียงแต่ยังไม่มีใครพูดออกมาอย่างชัดเจน ดังนั้นทั้งหมดจึงเป็นไปตามธรรมชาติ
พอได้ยินทังหงเอินพูดถึงผู้กำกับหม่า หลิวเฟินก็เริ่มร้อนตัวขึ้นมาทันที
“เปล่าค่ะ ผู้กำกับหม่าเป็นคนดี เสี่ยวหลานรู้จักกับผู้จัดการใหญ่อู่ก่อน เป็นผู้จัดการใหญ่อู่ที่แนะนำฉันกับเสี่ยวหลานให้รู้จักกับผู้กำกับหม่า ที่ผ่านมาผู้กำกับหม่าช่วยฉันไว้หลายอย่างค่ะ”
หลิวเฟินเล่าความเป็นมาของผู้กำกับหม่าอย่างชัดเจน ทังหงเอินจึงเข้าใจในที่สุด
“เธอกลัวฉันเข้าใจผิดหรือ ไม่หรอก ฉันรู้ว่าเธอไม่ใช่คนแบบนั้น”
ที่แท้ผู้ชายคนนั้นเป็นผู้กำกับของสถานีตำรวจ หลิวเฟินบอกว่าช่วยดูแล แสดงว่าคอยช่วยดูแลร้านเสื้อผ้าของหลิวเฟินสินะ
ผู้หญิงตัวคนเดียวทำธุรกิจในปักกิ่ง แถมธุรกิจยังไปได้สวย ดูจากตอนบ่ายของวันนี้ก็รู้ว่าทุกวันเธอต้องไปธนาคารเพื่อฝากเงิน ดังนั้นย่อมตกเป็นเป้าหมายของพวกอาชญากรได้ง่าย
เรื่องนี้เขาไม่เคยคิดถึงมาก่อน
แน่นอนว่าตอนนี้เขารู้แล้ว และไม่จำเป็นต้องให้ผู้กำกับหม่าช่วยดูแลอีกต่อไป
หลิวเฟินถูกทังหงเอินทำให้หน้าแดงอีกครั้ง เขาเป็นเจ้าคนนายคน คำพูดคำจาจึงมีวาทศิลป์เป็นอย่างมาก ทุกคำที่เขาเอื้อนเอ่ยล้วนเต็มไปด้วยคารมคมคายอย่างเป็นธรรมชาติ
ทั้งที่ไม่มีอะไรในกอไผ่ แต่หลิวเฟินก็ไม่รู้ว่าควรอธิบายอย่างไร เธอจึงเลือกที่จะปิดปากเงียบ ไม่พูดอะไรออกไปอีก!
ทังหงเอินไม่สนใจ เขายิ้มกว้างพลางห่อเป็ดย่างให้เธอ
“สมัยยังหนุ่ม ฉันเคยทำเรื่องน่าอายตอนกินเป็ดย่าง โชคดีที่หัวหน้าของฉันในตอนนั้นเป็นคนใจกว้าง ไม่ได้ทำให้ฉันรู้สึกขายหน้าคนอื่น ตอนนี้พอคิดดูแล้วฉันรู้สึกขอบคุณเขาเหลือเกิน ตอนหลังฉันถึงรู้ว่าการกินเป็ดย่างนั้นไม่จำเป็นต้องมีธรรมเนียมอะไรมากมาย ชอบกินเนื้อก็วางเนื้อเป็ดลงไปหลายๆชั้น ชอบกินรสจัดก็ให้ใส่น้ำจิ้มลงไปเพิ่ม ขนบธรรมเนียมหลายอย่างบนโลกล้วนเกิดขึ้นเพราะคนเราหาเรื่องวุ่นวายให้ตัวเองทั้งสิ้น ถ้าเธอสนใจสายตาของคนอื่นก็ต้องคอยระแวงไปหมดทุกเรื่อง แต่ถ้าปล่อยวางได้เมื่อไรก็จะเข้าใจว่า สิ่งที่ดีที่สุดคือการได้ทำตามใจตัวเอง!”
เป็ดที่ทังหงเอินช่วยห่อให้นั้นมีขนาดคำใหญ่มาก จำเป็นต้องอ้าปากกว้างถึงจะสามารถกินได้
ถ้าอยากส่งเป็ดเข้าปาก หลิวเฟินจะต้องเสียภาพลักษณ์ต่อหน้าเขา
ทว่าเขามีเจตนาอะไร หลิวเฟินย่อมเข้าใจ เธอรับรู้ได้ถึงความหมายที่แฝงอยู่ในคำพูดของเขาเป็นอย่างดี
ทังหงเอินกำลังบอกเธอว่า ไม่ต้องใส่ใจความคิดเห็นของคนอื่นอย่างนั้นสินะ?
เธอก็อยากใช้ชีวิตตามใจตัวเองเช่นกัน แต่คนเราเกิดมาบนโลกใบนี้ อย่างไรก็หนีไม่พ้นอิทธิพลจากสังคมรอบข้างอยู่ดีไม่ใช่หรือ
ทังหงเอินเห็นเธอทำท่าครุ่นคิดก็ไม่ได้บังคับแต่อย่างใด มนุษย์เราสามารถค่อยๆเปลี่ยนกันได้ ถึงอย่างไรเขาก็ไม่รีบร้อน
“เลิกคุยเรื่องอื่นเถิด วันนี้ฉันพาเธอมาเลี้ยงเป็ดย่าง กินให้อิ่มหนำสำราญใจด้วยกันสักมื้อเถอะ”
เขาส่งเป็ดเข้าปากตัวเอง มีเขาทำเป็นแบบอย่างแล้วหลิวเฟินจึงอ้าปากกินคำใหญ่บ้าง ทังหงเอินต้องดูแลสุขภาพกระเพาะอาหาร ปกติจึงกินอิ่มแค่แปดส่วนเท่านั้น แต่คืนนี้เพราะเขาได้กินข้าวกับหลิวเฟินจึงอดกินเยอะกว่าปกติอีกหน่อยไม่ได้
หลังกินเป็ดย่างเสร็จก็ตามด้วยซุปกระดูกเป็ดร้อนๆ เวลานี้ทังหงเอินรู้สึกอิ่มเอมไปทั้งกายและใจ
เป็ดหนึ่งตัวไม่ได้มีเนื้อมากนัก คนสองคนจึงสามารถช่วยกันกินจนหมดได้ ทังหงเอินเห็นหลิวเฟินกินไปไม่น้อยก็รู้สึกดีใจเป็นอย่างมาก พลางคิดอยากเดินเที่ยวชมกรุงปักกิ่งยามค่ำคืนกับเธอ ขณะกำลังจ่ายเงินค่าอาหาร เขาก็เห็นคนกลุ่มหนึ่งเดินเข้ามา
บังเอิญจริงๆ อีกฝ่ายคือจี้หลิน!
จี้หลินมาเลี้ยงต้อนรับชาวต่างชาติที่เฉวียนจวี้เต๋อ โดยเขาได้จองห้องส่วนตัวเอาไว้ล่วงหน้าแล้ว แต่เพราะเพิ่งเที่ยวชมกำแพงเมืองจีนเสร็จจึงมาถึงค่อนข้างช้า
เขาเองก็นึกไม่ถึงเช่นกันว่าจะเจอกับทังหงเอินที่นี่
ผู้หญิงข้างกายทังหงเอินช่างคุ้นหน้า เหมือนเคยเจอกันมาก่อน แต่ก็ดูแตกต่างจากคราวก่อนที่พบกันยิ่งนัก... นี่คือแม่ของเซี่ยเสี่ยวหลานอย่างนั้นหรือ?
ทังหงเอินบ้าไปแล้วหรือเปล่า ถึงได้พาหญิงบ้านนอกเข้าร้านเฉวียนจวี้เต๋อโดยไม่จองห้องส่วนตัว กินข้าวมื้อเดียวไม่รู้ว่าจะเจอคนรู้จักมากแค่ไหน ทังหงเอินคงไม่กลัวว่าจะขายหน้าใคร ที่เขาจงใจทำเช่นนี้เพราะอยากประกาศความสัมพันธ์กับหญิงบ้านนอกคนนี้สินะ!
จี้หลินเกือบสะดุดขาตัวเอง
“จี้...”
“ไม่เป็นไร ฉันแค่เจอเพื่อนเก่าน่ะ”
เพื่อนร่วมงานหลายคนกับแขกชาวต่างชาติมองตามสายตาของจี้หลิน จี้หลินเสริมอีกประโยคหนึ่งว่า “เขาเป็นนายกเทศมนตรีของเผิงเฉิง”
สีหน้าของพวกเพื่อนร่วมงานดูแจ่มใสขึ้นมาทันที สายตาที่ชาวต่างชาติมองจี้หลินก็เปลี่ยนไปเช่นกัน
จี้หลินอ้ำอึ้งพูดไม่ออก
ทังหงเอินเป็นเพื่อนเขาเสียที่ไหน นั่นคืออดีตสามีของน้องสาวเขาต่างหาก
น้องสาวเขาช่างโชคร้ายยิ่งนัก ตอนนั้นได้แต่งงานกับทังหงเอิน แต่ทังหงเอินกลับถูกเนรเทศจนเดือดร้อนมาถึงตระกูลจี้
ทว่าหลังคุณพ่อเสียไปตอนนี้กลับกลายเป็นจี้หลินเองที่เริ่มเจอกับความไม่ราบรื่นในที่ทำงาน
ขณะที่ทังหงเอินนั้นกำลังโบยบิน แต่คนที่ได้เสพสุขกลับไม่ใช่จี้หย่าน้องสาวเขา กลับเป็นหญิงบ้านนอกที่โผล่มาจากไหนก็ไม่รู้!
จี้หลินทั้งหงุดหงิดและขมขื่นใจ ทว่าเขาไม่กล้าเข้าไปหาเรื่องแต่อย่างใด
เมื่อกี้เขาพูดคุยโวโอ้อวด สุดท้ายจึงต้องกลั้นใจเดินไปทักทายทังหงเอิน
คำว่า ‘ทัง’ เพิ่งหลุดออกจากปากเขา แต่ทังหงเอินที่รู้ซึ้งกับนิสัยของคนตระกูลจี้เป็นอย่างดี เขาจึงขี้เกียจเกินกว่าจะเสียเวลากับจี้หลิน ว่าแล้วก็เดินผ่านตัวจี้หลินไปทันที
จี้หลินแทบคลั่ง!
พวกเพื่อนร่วมงานและแขกจากต่างชาติกำลังยืนมองเขาอยู่ห่างออกไปไม่กี่เมตร!
ทังหงเอินจะรังแกกันเกินไปแล้ว!
หลิวเฟินจำจี้หลินได้เช่นกัน เธอเห็นจี้หลินทำยืนหน้าเดือดดาลอยู่ไม่น้อย หลังออกจากร้านเฉวียนจวี้เต๋อเธอจึงอดถามทังหงเอินไม่ได้
“ไม่สนใจเขาเช่นนี้ จะไม่เป็นไรจริงๆหรือคะ”
ทังหงเอินพยักหน้า “ไม่เป็นไรอยู่แล้ว หากเธอสนใจเขาถือเป็นการให้เกียรติ แต่ถ้าเธอไม่อยากให้เกียรติเขา เขาก็ทำอะไรเธอไม่ได้ ฉันเคยบอกแล้วว่าถ้าเราคบกัน เธอก็ไม่จำเป็นต้องเกรงใจใครอีกต่อไป อยากคุยกับพวกเขาหรือไม่ ขึ้นอยู่กับว่าอีกฝ่ายทำให้เธอพอใจได้หรือเปล่า!”
ตอนที่ 1015: เจ้านายเธอฉลาดที่สุด!
ทังหงเอินไม่ได้คุยโว เขากำลังพูดเรื่องจริง!
เขาบอกหลิวเฟินก่อนล่วงหน้า เพื่อให้หลิวเฟินค่อยๆปรับตัว
คนที่อยากประจบเอาใจทังหงเอินนั้นต่อแถวยาวเป็นหางว่าว ตำแหน่งงานของเขาเท่ากับการมีอำนาจ คนที่อยากวิ่งแจ้นมาเลียแข้งเลียขานายกทังแบบหลิวเทียนเฉวียนย่อมไม่ใช่คนแรก และไม่มีทางเป็นคนสุดท้ายอย่างแน่นอน
ไม่ใช่แค่พวกนักธุรกิจเท่านั้น ต่อให้เป็นข้าราชการที่อยู่ในระบบราชการก็อยากได้รับการชื่นชมจากทังหงเอินด้วยกันทั้งสิ้น
ถ้าหลิวเฟินเป็นภรรยาของเขา การประจบที่ทังหงเอินได้รับในปัจจุบัน ย่อมถูกแบ่งไปให้หลิวเฟินครึ่งหนึ่ง
ไม่แน่หลิวเฟินอาจจะได้รับมันมากกว่าเขาก็เป็นได้ เพราะคนที่ไม่สามารถคุยกับทังหงเอินได้ ย่อมอยากเข้าหาคุณนายของเขาแทน... ดังนั้นถ้าต้องใส่ใจทุกคน หลิวเฟินคงเหนื่อยตายอย่างแน่นอน
ทังหงเอินไม่จำเป็นต้องให้หลิวเฟินคอยช่วยงาน และเขาเองก็ไม่ต้องการผลประโยชน์จากคนอื่น เพราะฉะนั้นหลิวเฟินไม่จำเป็นต้องสนใจคนเหล่านั้น
ทังหงเอินพูดอย่างจริงจัง แก้มของหลิวเฟินจึงร้อนผ่าวอย่างห้ามไม่อยู่
“คุณหมายความว่าอย่างไรคะ...”
“หมายความตามที่เธอคิดนั่นแล คนอื่นที่ฉันพูดถึง ย่อมรวมถึงครอบครัวของอดีตภรรยาฉันด้วย หรือแม้กระทั่งคนในครอบครัวฉันก็ตาม เพราะฉะนั้นไม่มีใครสามารถเจ้ากี้เจ้าการเธอได้ เธอสมควรได้ใช้ชีวิตอย่างมีอิสรเสรี!”
นี่มันยุคสมัยไหนแล้ว ประเทศจีนรูปแบบใหม่ภายใต้ระบอบสังคมนิยมนี้คือปี1985 มิใช่ปี1885 ภรรยาใหม่ยังจำเป็นต้องไปเคารพภรรยาเก่าเพื่อสืบทอดตำแหน่งคุณนายใหญ่ของบ้านอีกหรือ?
จะให้หลิวเฟินก้มหัวให้กับคนตระกูลจี้ เห็นพวกเขาแล้วต้องคอยหลบเลี่ยงรึ พวกเขามีสิทธิ์อะไรกัน?
สถานการณ์ควรกลับกันเสียมากกว่า
เป็นตระกูลจี้ที่ทำลายชีวิตแต่งงานของเขาก่อน และทังหงเอินก็ไม่เคยคิดตามตอแยตระกูลจี้อย่างหน้าด้านๆเลยสักครั้ง
ดังนั้นหากเขากับหลิวเฟินคบหากันเมื่อไร ครอบครัวพ่อตาแม่ยายของเขาก็จะเป็นคนแซ่หลิว หาใช่คนแซ่จี้อีกต่อไป!
ทังหงเอินเห็นหลิวเฟินเงียบไปจึงจบหัวข้อสนทนานี้ทันที
ผู้กำกับหม่าอะไรนั้นไม่ใช่คู่แข่งที่น่ากลัวอย่างแท้จริง ทังหงเอินคิดเช่นนี้ขณะพาหลิวเฟินกลับไปส่งที่สือช่าไห่ แต่ปากของเขากลับอดพูดไม่ได้ว่า
“พรุ่งนี้งานยุ่งหรือเปล่า ถ้าไม่ยุ่งไปเซียงซานกับฉันสักรอบสิ ฉันมีธุระบางอย่างที่นั่น”
ไปเซียงซาน?
หลิวเฟินถามตามตรง “มีธุระอะไรหรือคะ สำคัญมากหรือเปล่า”
ทังหงเอินพยักหน้าด้วยสีหน้าจริงจัง “สำคัญสิ คนหนุ่มสาวคบกันยังต้องไปเดต ฉันมาคิดดูแล้ว ถ้านัดเธอไปกำแพงเมืองจีนก็กลัวแดดจะแรงเกินไป เดินเล่นที่พระราชวังต้องห้ามก็คงน่าเบื่อ แต่เซียงซานน่าจะเย็นสบาย เธอคิดว่าอย่างไรล่ะ”
ไม่คิดอะไรทั้งนั้น
หลิวเฟินคิดแบบนี้ แต่พอมองหน้าทังหงเอิน เธอกลับปฏิเสธไม่ออก
ภาพในอนาคตที่ทังหงเอินวาดให้เธอ คือเธอไม่จำเป็นต้องเห็นใครอยู่ในสายตา ซึ่งสิ่งนี้เป็นสิ่งที่หลิวเฟินคิดว่าตัวเองไม่อาจทำได้
แต่ที่ทังหงเอินบอกว่าเธอสามารถใช้ชีวิตได้อย่างอิสระ หลิวเฟินรู้ว่าเขาตั้งใจทำเช่นนั้นจริง... สาเหตุที่ย่าอวี๋พยายามจับคู่เธอกับทังหงเอิน เพราะกลัวว่าอีกหน่อยเธอจะหาคู่ครองแบบนี้ไม่ได้อีกน่ะสิ
คุณสมบัติที่ดีที่สุดของทังหงเอินอาจจะไม่ใช่ตำแหน่งนายกเทศมนตรีของเขา แต่คือความเป็นผู้ใหญ่และรู้จักคิดเผื่อผู้อื่น
“ได้ค่ะ”
หลิวเฟินตกปากรับคำทันที
จู่ๆ ทังหงเอินก็ตะโกนเสียงดัง “เสี่ยวหวัง โจ๊กมะระยังกินไม่เสร็จอีกหรือ รีบพาฉันกลับได้แล้ว คืนนี้ฉันจะต้องรีบเข้านอน พรุ่งนี้เช้าจะได้มารับอาเฟินเร็วหน่อย!”
เสี่ยวหวังทำหน้าตาขมขื่นราวกับกำลังกลืนมะระขม
หัวหน้าของเขาบ้าไปแล้ว ทำเหมือนกลัวคนอื่นไม่รู้ว่าตัวเองนัดสหายหลิวเฟินไปเที่ยวเซียงซาน ตะโกนเสียงดังเช่นนี้ไม่กลัวรบกวนชาวบ้านหน่อยหรือ?
สีหน้าของเสี่ยวหวังฟ้องความในใจของเขาอย่างชัดเจน ย่าจึงอวี๋กลอกตาใส่
“พ่อหนุ่ม คนเขาได้เป็นนายกเทศมนตรีก็เพราะมีสาเหตุ เรียนรู้จากเขาให้มากๆ คิดว่าเจ้านายของเธอโง่นักหรือ เขานี่แลที่ฉลาดที่สุด!”
ถ้าไม่ตะโกนแล้วเพื่อนบ้านจะรู้ได้อย่างไรว่าหลิวเฟินมีเจ้าของแล้ว
อยากคบหากันก็ควรทำอย่างเปิดเผย หลบๆซ่อนๆรังแต่จะตกเป็นขี้ปากชาวบ้านเขาเปล่าๆ ทั้งยังทำให้เพื่อนบ้านเข้าใจผิดคิดว่าหลิวเฟินยังโสด ดังนั้นพอเห็นหญิงวัยกลางคนอาศัยอยู่กับคนแก่และลูกสาวอีกหนึ่งคน แถมยังมีเงินซื้อบ้านราคาหลายหมื่นและรถยนต์อีกคันหนึ่ง ทำให้หลายเดือนที่ผ่านมาเพื่อนบ้านที่คุ้นเคยกันต่างก็เริ่มมีคนคิดอยากเป็นแม่สื่อให้กับหลิวเฟินเสียแล้วน่ะสิ
โลกนี้มีคนฉลาดอยู่ไม่น้อย อีกทั้งคนเราก็รู้หน้าไม่รู้ใจ ใครจะไปรู้ว่าผู้ชายหน้าไหนแอบหมายปองทรัพย์สินของหลิวเฟินอยู่บ้าง
พอทังหงเอินสั่งให้เสี่ยวหวังขับรถเข้าออกที่นี่บ่อยครั้งเข้า พวกเพื่อนบ้านก็จะรู้ว่าอาเฟินมีคู่ครองแล้ว ดังนั้นถ้ายังหาคนที่มีคุณสมบัติสู้ทังหงเอินไม่ได้ ก็อย่าได้พามาทำความรู้จักกับอาเฟินเลย!
เสี่ยวหวังพยักหน้ารับ ก่อนที่ย่าอวี๋จะเรียกเขาไว้และบอกว่า
“พรุ่งนี้ก็อย่าไปเป็นก้างขวางคอเล่า มากินข้าวที่บ้าน อยากกินอะไรล่ะ”
เสี่ยวหวังเกือบสะดุดหัวทิ่ม ก่อนจะพูดเสียงแผ่วว่า “ไม่กินโจ๊กมะระแล้วก็พอครับ”
ย่าอวี๋ค้อนขวับ “ยังหนุ่มยังแน่นอย่าเลือกกินให้มากนักเลย โจ๊กมะระไม่ดีตรงไหนกัน ถ้าอย่างนั้นพรุ่งนี้ฉันจะทำอาหารประเภทเนื้อสัตว์ให้เพิ่มก็แล้วกัน”
เธอซื้อมะระมาเยอะมากเพราะเห็นว่าราคาถูก ทว่าแม้แต่คนไม่เลือกกินอย่างอาเฟินก็ยังอดไม่ได้ที่จะรู้สึกเบื่อหน่าย โชคดีที่บ้านมีตู้เย็น มิเช่นนั้นผ่านไปแค่สองสามวันมะระที่ซื้อไว้คงเน่าเสียหมด กว่าจะหาเหยื่ออย่างเสี่ยวหวังมาได้นั้นไม่ง่ายเลย ย่าอวี๋ย่อมจับเขาไว้ไม่ปล่อยแน่นอน
เด็กสมัยนี้ไม่ชอบกินผัก นอกจากโจ๊กมะระกับยำมะระแล้ว ย่าอวี๋ตั้งใจจะทำมะระตุ๋นเนื้อเพิ่มให้เสี่ยวหวังอีกอย่าง ถือว่ามีเนื้อสัตว์ให้เขากินแล้ว
พอเห็นเสี่ยวหวังวิ่งออกไปนอกบ้าน ย่าอวี๋ก็รู้สึกคิดถึงเซี่ยเสี่ยวหลานขึ้นมาทันที
ใช้ชีวิตร่วมกับเซี่ยเสี่ยวหลานนานวันเข้า ย่าอวี๋มักคิดไปเองว่า หนุ่มสาวบนโลกใบนี้ล้วนฉลาดและน่าเอ็นดูเหมือนเซี่ยเสี่ยวหลานทุกคน แต่พอได้อยู่กับเสี่ยวหวังมาทั้งวัน ย่าอวี๋ก็ตื่นจากความฝัน เพราะคนอย่างเซี่ยเสี่ยวหลานมีแค่คนเดียวเท่านั้น เพราะหนุ่มสาวส่วนใหญ่ช่างโง่เขลาเหลือเกิน
———————
เด็กฉลาดเซี่ยเสี่ยวหลานเพิ่งได้รับคำเชิญจากแฮร์รอดส์
แฮร์รอดส์สั่งให้คนมาพูดคำเดียวว่า ‘บ่อน้ำเน่า’ ทันทีที่เซี่ยเสี่ยวหลานได้ยินก็รีบวิ่งไปหาแฮร์รอดส์ด้วยตัวเอง
“เซี่ย คุณนี่เชิญตัวยากจริงๆ!”
แถมยังหลอกคนอื่นเก่งเหลือเกิน
ที่ดินผืนเล็กๆแห่งหนึ่งไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่เซี่ยเสี่ยวหลานกลับหลอกเขา ช่างชั่วร้ายยิ่งนัก
แฮร์รอดส์ยังไม่เคยเจอผู้หญิงที่ปั่นหัวเก่งเช่นนี้มาก่อน พอคิดได้ว่าเขายังไม่เคยแตะต้องผู้หญิงคนนี้แม้แต่ปลายเล็บก็ยิ่งรู้สึกหงุดหงิดมากขึ้นกว่าเดิม
เซี่ยเสี่ยวหลานยิ้มกว้าง “ฉันไม่ได้เชิญยากหรอกค่ะ แต่ช่วงนี้ฉันยุ่งมากจริงๆ”
“ก็แน่ล่ะสิ คุณหลอกถามข้อมูลจากปากผม ยุ่งกับการซื้อที่ดินมาสร้างบ้าน เพราะอยากหาเงินก้อนโต!”
แฮร์รอดส์มองหน้าเซี่ยเสี่ยวหลานอย่างเหลือเชื่อ
ที่ดิน23ไร่จะสร้างบ้านได้สักกี่หลัง แล้วจะทำกำไรได้สักเท่าไรกันเชียว?
จะได้ถึงหนึ่งล้านดอลลาร์หรือเปล่า?
เซี่ยเสี่ยวหลานรู้หรือไม่ ว่ามีคนกี่คนที่ยอมเสียเงินเป็นล้านดอลลาร์เพื่อให้ได้เป็นเพื่อนกับเขา เพราะการเป็นเพื่อนกับเขาสามารถนำพาผลประโยชน์มาให้ตั้งมากมาย บางทีอาจมากกว่าเงินหนึ่งล้านดอลลาร์เสียอีก! มีแต่เซี่ยเสี่ยวหลานที่ไม่รู้จักรักษาโอกาสนี้เอาไว้ ปฏิเสธความปรารถนาดีของเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่า เห็นความใจดีของเขาเป็นแค่ทางลัดในการทำกำไร... เหอะๆ เซี่ยเสี่ยวหลานคนนี้มีความผิดมหันต์ ไม่ใช่เพราะเธอแอบซื้อที่ดินผืนนั้นไว้ แต่เป็นเพราะเธอทำลายความจริงใจที่หาได้ยากของแฮร์รอดส์ วิลสันคนนี้ต่างหาก
ความจริงใจของคนรวย แม้จะแค่เล็กน้อยก็ไม่อาจใช้เงินทองมาวัดมูลค่าได้
สรุปคือตอนนี้แฮร์รอดส์รู้สึกโมโหมาก
เซี่ยเสี่ยวหลานอดทนที่จะไม่ระเบิดอารมณ์ใส่เขา เพราะกลัวแฮร์รอดส์จะเข้ามาขัดขวางงานของเธอ
การอนุมัติซื้อขายที่ดิน ทางเขตซั่งปู้ได้ส่งเรื่องให้กับเทศบาลเมืองแล้ว ดังนั้นจะปล่อยให้เกิดเรื่องอะไรขึ้นตอนนี้ไม่ได้เด็ดขาด นี่ก็คือสาเหตุที่เซี่ยเสี่ยวหลานรีบมาทันที หลังรู้ว่าแฮร์รอดส์เรียกพบ
“แฮร์รอดส์ ฉันไม่อยากแก้ตัว ฉันเลือกซื้อที่ดินผืนนั้น เพราะเห็นว่าคุณจะสร้างสนามกอล์ฟตรงนั้นก็จริง แต่ถึงจะไม่มีสนามกอล์ฟของคุณ ฉันก็ตั้งใจที่จะสร้างที่อยู่อาศัยบริเวณรอบเซียงมี่หูอยู่แล้ว ทว่าฉันมีข้อจำกัดเรื่องเงินทุน ฉันจึงต้องอาศัยโอกาสตอนที่คุณเข้ามาลงทุนโครงการใหญ่ที่ฝูเถียน ทำให้โครงการของฉันได้รับการอนุมัติเช่นเดียวกัน เรื่องนี้ฉันยอมรับค่ะว่าทำอะไรไม่ชัดเจนเอง”
ตอนที่ 1016: เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับศักดิ์ศรีลูกผู้ชาย
เซียงมี่หู เขตฝูเถียน หรือกระทั่งทั้งเมืองเผิงเฉิง แฮร์รอดส์คงไม่อาจซื้อที่ดินทั้งหมดได้
สนามกอล์ฟเผิงเฉิงเมื่อชาติก่อนไม่ได้มีขนาดใหญ่ถึง2,000กว่าไร่อย่างแน่นอน หากอ้างอิงจากชาติก่อน ควรมีที่ดินเหลือให้เซี่ยเสี่ยวหลานได้เลือกสรรมากกว่านี้ ไม่เหมือนปัจจุบันที่เธอจำเป็นต้องจับที่ดินตรงบ่อน้ำเน่าเอาไว้ไม่ยอมปล่อย
แฮร์รอดส์กว้านซื้อที่ดินมากพอแล้ว เขาได้ที่ดินไปครองถึง2,000กว่าไร่ ในขณะที่เซี่ยเสี่ยวหลานแค่อยากเข้าไปแทรกกลางเพื่อทำธุรกิจของตัวเอง และเธอก็ได้ขออนุมัติซื้อที่ดินจนเกือบสำเร็จแล้ว แต่กลับถูกแฮร์รอดส์ล่วงรู้เข้าเสียได้
แฮร์รอดส์รู้ได้อย่างไร?
เธอคงดูถูกแฮร์รอดส์เกินไป บริษัทตระกูลวิลสันแม้จะเป็นกิจการของครอบครัว แต่ตระกูลวิลสันก็ไม่ได้มีแค่แฮร์รอดส์ที่เป็นทายาทเพียงคนเดียว ทว่าที่ตอนนี้ตระกูลวิลสันมอบอำนาจให้แฮร์รอดส์เป็นคนบริหาร นั่นแสดงให้เห็นว่าเขาไม่ใช่คนธรรมดา!
แฮร์รอดส์ผู้ไม่ธรรมดามองหน้าเซี่ยเสี่ยวหลาน พลางเหยียดยิ้มอย่างประชดประชัน
“เพราะฉะนั้นผมก็คือคนผิด ผิดที่รวยเกินไป ผิดที่ซื้อที่ดินรอบเซียงมี่หูไปหมดแล้ว ทำให้คุณเซี่ยต้องมาพัวพันกับผม เพื่อหาโอกาสคว้าที่ดินเล็กๆผืนนั้นมา และอาศัยโอกาสทางธุรกิจผ่านสนามกอล์ฟที่ผมกำลังจะสร้าง พัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยของตัวเองเพื่อทำกำไร คุณเซี่ย คุณช่างฉลาดมากจริงๆ แต่ความจนของคุณเกิดขึ้นเพราะผมอย่างนั้นหรือ? ความจนไม่ควรนำมาเป็นข้ออ้างของคุณ ถ้าผมต้องยอมถอยให้เพียงเพราะว่าคุณจน เหตุผลและตรรกะบนโลกใบนี้คงพังทลายกันหมดแล้ว!”
แค่คิดว่าตนเป็นฝ่ายบอกแผนงานโครงการสนามกอล์ฟให้เซี่ยเสี่ยวหลานรู้ด้วยตัวเอง แฮร์รอดส์ก็ข่มเพลิงโทสะเอาไว้แทบไม่อยู่
ทั้งที่รู้ดีว่าเซี่ยเสี่ยวหลานเป็นคนเจ้าเล่ห์มากเพียงใด แต่เขาก็ยังมิวายคิดว่าเซี่ยเสี่ยวหลานคงจะมีความจริงใจให้กับเขาบ้าง... แฮร์รอดส์ไม่เคยเจอคนเจ้าเล่ห์แบบนี้มาก่อน เรื่องที่ดินคือเรื่องเล็ก แต่เรื่องที่เขาคิดเองเออเองต่างหากที่น่าขายหน้า!
เซี่ยเสี่ยวหลานถูกเขาจ้องจนเริ่มหวั่นใจ แต่ที่มีมากกว่าคือความรู้สึกมึนงง
เธออดที่จะหน้าแดงเล็กน้อยไม่ได้ แฮร์รอดส์พูดถูก ‘เพราะจนจึงมีเหตุผล’ เซี่ยเสี่ยวหลานเองก็เกลียดคำพูดนี้เช่นกัน
อย่างไรก็ตามเธอไม่ได้ใช้ความจนมาเป็นเครื่องมือ แต่เพราะเงินทุนไม่พอทำให้เธอต้องทำอะไรอย่างระมัดระวัง
และที่เธองงยิ่งกว่าคือความโกรธของแฮร์รอดส์ คำพูดระหว่างคุยธุรกิจเชื่อได้ทั้งหมดเสียที่ไหน?
สาเหตุที่แฮร์รอดส์โกรธเพราะคิดว่าพวกเธอเป็นเพื่อนกัน ทว่าเธอกลับหลอกเขา ทำลายความเชื่อใจของเขาอย่างนั้นหรือ?
เธอไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่ามหาเศรษฐีร้อยล้านจากอเมริกาจะเห็นเธอเป็นเพื่อน ความจริงแล้วแฮร์รอดส์อยากจีบเธอแต่จีบไม่สำเร็จไม่ใช่หรืออย่างไร!
เซี่ยเสี่ยวหลานชักเริ่มหงุดหงิดขึ้นมาแล้วเช่นกัน
“แฮร์รอดส์ ถ้าเรื่องที่ฉันซื้อที่ดินผืนนี้โดยอาศัยโอกาสการลงทุนสร้างสนามกอล์ฟของคุณจะทำให้คุณรู้สึกเจ็บปวด ฉันต้องขอโทษคุณด้วย! แต่ฉันไม่ได้ใช้ความจนมาเป็นเหตุผลในการมาคุยกับคุณในครั้งนี้ ที่ฉันมาที่นี่เพื่อบอกคุณว่า ฉันซื้อที่ดินไม่ใช่เพราะอยากสร้างความเดือดร้อนให้คุณ ถึงอย่างไรพวกเราสองฝั่งความสามารถก็แตกต่างกันมากอยู่ดี ฉันอยากใช้ประโยชน์จากชื่อเสียงของสนามกอล์ฟ เรื่องนี้ฉันยอมรับ! แต่การทำธุรกิจไม่ใช่การสร้างศัตรู หากมองอีกด้าน โครงการของฉันใช่ว่าจะไม่สร้างประโยชน์ให้กับคุณเลย ฉันช่วยจัดการกองขยะแห่งนั้นให้คุณได้ ถ้ามีผู้พักอาศัยที่มีกำลังซื้อเข้ามาอยู่ในโครงการของฉัน ก็เท่ากับว่าพวกเขามีโอกาสเป็นลูกค้าของสนามกอล์ฟของคุณด้วยมิใช่หรือ? สิ่งที่คุณต้องเข้าใจก่อนก็คือ เดิมทีผู้ถือครองที่ดินผืนนั้นไม่อยากขายที่ดิน ฉันแค่บังเอิญไปเจอมันก็เท่านั้นเองค่ะ”
ใครจะไปรู้ว่าตระกูลหลัวคิดอะไรอยู่
เงินชดเชยก็ไม่อยากได้ ทั้งยังยอมปิดบังเรื่องบ่อน้ำเน่าเอาไว้อีกด้วย
หลังแฮร์รอดส์ซื้อที่ดินผืนใหญ่ และทำการตีกรอบอาณาเขต ลูกน้องของแฮร์รอดส์ไม่เคยสงสัยเรื่องอาณาเขตพื้นที่ในปัจจุบันเลยแม้แต่น้อย
ทั้งที่ที่ดินบ่อน้ำเน่าตั้งอยู่ตรงนั้นมาตลอด ในเมื่อแฮร์รอดส์ไม่ซื้อ แล้วยังจะห้ามไม่ให้เซี่ยเสี่ยวหลานซื้ออีกหรือ
ถ้า ‘เพราะจนเลยมีเหตุผล’ เป็นความคิดที่ผิด แล้วคำพูดของคนรวยนั้นถูกต้องเสมออย่างนั้นหรือ
เซี่ยเสี่ยวหลานไม่ใช่คนยอมก้มหัวให้ใครอยู่แล้ว เธอพูดกับแฮร์รอดส์ด้วยน้ำเสียงเจือไปด้วยความกรุ่นโกรธ “ฉันก็แค่อยากซื้อที่ดินผืนนั้น เป้าหมายของฉันคือการสร้างที่อยู่อาศัย แล้วฉันเป็นฝ่ายเข้าหาคุณเพื่อหลอกถามตอนไหนคะ?”
ก่อนหน้านี้เธอพยายามหลบหน้าแฮร์รอดส์เสียด้วยซ้ำ
แต่เป็นแฮร์รอดส์ต่างหากที่โผล่มาอย่างกะทันหัน แถมยังชวนเธอไปเดินเล่นด้วยกันที่พื้นที่รกร้าง เดินไปเดินมาแฮร์รอดส์ก็พูดถึงแผนงานสนามกอล์ฟของตัวเอง... จะให้เซี่ยเสี่ยวหลานอุดหูไม่ฟังเขาหรืออย่างไรกัน?
ไม่ว่าแผนการสร้างสนามกอล์ฟของแฮร์รอดส์จะเป็นอย่างไร เซี่ยเสี่ยวหลานก็ตัดสินใจมานานแล้วว่าจะสร้างบ้านตรงบ่อน้ำเน่า ดังนั้นสิ่งที่แฮร์รอดส์เล่าให้ฟังจึงเป็นแค่การทำให้เซี่ยเสี่ยวหลานมั่นใจว่า โครงการของเธอจะมีอนาคตที่สดใส!
เพราะความโกรธทำให้พวงแก้มของเซี่ยเสี่ยวหลานแดงระเรื่อ แฮร์รอดส์มองใบหน้าแดงที่เย้ายวนยิ่งกว่าดอกกุหลาบแล้วรู้สึกราวกับหมดเรี่ยวแรง
ผ่านไปครู่ใหญ่ เขาก็โบกมือตัดความรำคาญ
“ในเมื่อคุณไม่อยากไปมาหาสู่กับผม ผมก็จะไม่ฝืนใจ คุณไม่ต้องห่วงว่าผมจะแย่งที่ดินผืนนั้นกับคุณ ความจริงสิ่งที่คุณทำนั้นไม่ได้ผิดอะไร คุณก็แค่ไม่เข้าใจว่า... ช่างเถอะ ผมพูดกับคุณไปก็เท่านั้น อัลเลน ส่งคุณเซี่ย!”
คำเรียกของแฮร์รอดส์เปลี่ยนจาก ‘เซี่ย’ กลับมาเป็น ‘คุณเซี่ย’ ที่ฟังแล้วดูเหินห่างอีกครั้ง
เซี่ยเสี่ยวหลานได้ยินว่าแฮร์รอดส์จะไม่แย่งที่ดินกับเธอก็รู้สึกโล่งใจเป็นอย่างมาก
“คุณวิลสัน ลาก่อนค่ะ! ฉันจะพัฒนาที่ดินผืนนั้นให้ดี หากอนาคตพวกเรายังสามารถเป็นเพื่อนกันได้ คงเป็นเพราะฉันมีคุณสมบัติเทียบเคียงกับคุณแล้ว แล้วก็… ขอบคุณสำหรับความใจกว้างของคุณค่ะ!”
คนธรรมดาเป็นเพื่อนกับคนรวยได้ไม่มีปัญหา เพราะทั้งสองฝ่ายไม่มีความขัดแย้งเรื่องผลประโยชน์
แต่ถ้าคนธรรมดาที่อยากเป็นคนรวยต้องการเป็นเพื่อนกับคนรวย คงเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องยอมก้มหัวให้กับอีกฝ่าย
นี่ก็คือคำว่าไม่เท่าเทียมที่เซี่ยเสี่ยวหลานบอก
ไม่ว่าจะมองอย่างไรเธอกับแฮร์รอดส์ก็ไม่เท่าเทียมกันอยู่ดี ดังนั้นหลังเซี่ยเสี่ยวหลานรู้ว่าแฮร์รอดส์รู้เรื่องที่เธอจะซื้อที่ดิน เธอจึงรีบมาอธิบายให้เขาฟังทันที
และตอนนี้เธอสามารถรักษาที่ดินเอาไว้ได้แล้ว
ทว่าจากคำพูดของแฮร์รอดส์ ดูเหมือนมิตรภาพของพวกเธอก็ขาดสะบั้นไปด้วยเช่นกัน
มิตรภาพ?
สถานะที่ไม่เท่าเทียมกัน แม้แต่ความรักก็ยากจะเอาชนะ นับประสาอะไรกับคำว่ามิตรภาพ
เซี่ยเสี่ยวหลานก้าวเท้าออกจากโรงแรมอย่างไม่ลังเล หลังพ่อบ้านอัลเลนส่งเธอเสร็จ ก็กลับมาเห็นแฮร์รอดส์ทำสีหน้าเรียบเฉย
“อัลเลน นายคงแปลกใจมากสินะ ว่าทำไมฉันถึงโมโหขนาดนี้”
อัลเลนพยักหน้า “แค่ที่ดินเล็กๆผืนหนึ่งเท่านั้น ถ้าท่านต้องการ พวกเราสามารถเสนอเงินเพื่อขอซื้อที่ดินจากทางรัฐบาลท้องถิ่นได้อยู่แล้วครับ ทางนั้นย่อมไม่มีทางปฏิเสธ”
เซี่ยเสี่ยวหลานเป็นแค่ชาวจีนธรรมดา ธรรมดา ที่ก่อตั้งบริษัทอสังหาริมทรัพย์เอกชนของตัวเอง
ต่อให้แผนงานของเธอจะดีแค่ไหน ก็ไม่มีทางสู้เงินดอลลาร์ได้อย่างแน่นอน
อัลเลนคิดว่าความจริงแล้วแฮร์รอดส์ไม่ได้สนใจที่ดินผืนนั้น และในเมื่อไม่คิดจะซื้อมัน ก็ควรปล่อยให้เซี่ยเสี่ยวหลานนำไปพัฒนาเสีย ถ้าพูดแบบชาวจีน การกระทำเช่นนี้คงเรียกว่า ‘การแสดงน้ำใจ’ ซึ่งมีส่วนช่วยกระชับความสัมพันธ์ของทั้งสองฝ่ายให้แน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้น
แต่พอเห็นแฮร์รอดส์โมโหเช่นนั้น อัลเลนจึงไม่เข้าใจแม้แต่น้อย ทว่าแฮร์รอดส์ก็ไม่คิดที่จะอธิบาย
“ต่อจากนี้ไม่ต้องสนใจเธอ ไม่ว่าที่ดินที่ที่เธอซื้อจะเล็กแค่ไหน แต่ถ้าเธอลงทุนสร้างที่อยู่อาศัยก็เท่ากับว่าเธอคือคู่แข่งทางธุรกิจของพวกเรา เคยรับมือกับคู่แข่งอย่างไร กับเธอก็ทำเช่นนั้น ให้บิลเป็นคนรับผิดชอบเรื่องนี้ เธอช่างเป็นเด็กสาวที่กล้าหาญที่สุดที่ฉันเคยเจอ ถึงได้กล้าทำให้คนตระกูลวิลสันสองคนไม่พอใจแบบนี้!”
จอร์จ วิลสันคือคนไม่เอาไหน
แต่แฮร์รอดส์ วิลสันไม่ใช่
หากเป็นศัตรูกับจอร์จ ไม่ต้องสนใจเขาก็ไม่เป็นไร ทว่าหากเป็นศัตรูกับแฮร์รอดส์ อนาคตเซี่ยเสี่ยวหลานจะต้องเสียใจอย่างแน่นอน
ความโกรธของแฮร์รอดส์คงไม่อาจอธิบายให้อัลเลนฟังได้อย่างละเอียด ศักดิ์ศรีลูกผู้ชายของเขาถูกทำลาย ยากที่จะกลับคืนมาเป็นดังเดิม!
ตอนที่ 1017: คำตอบอีกสามวันให้หลัง!
นี่มันช่าง...
ช่างอะไร เซี่ยเสี่ยวหลานคิดอยู่นานก็ยังหาข้อสรุปไม่ได้
อย่างไรก็ตามขอเพียงแฮร์รอดส์ไม่เข้ามาก้าวก่ายการซื้อที่ดินของเธอก็พอ
เซี่ยเสี่ยวหลานไม่เคยกลัวการแข่งขันอย่างถูกต้อง คว้าที่ดินมาได้เมื่อไร เธอย่อมมีปัญญาสร้างบ้านขึ้นมาได้อย่างแน่นอน และหลังสร้างเสร็จเธอก็มั่นใจว่าจะขายออก! วิธีการขายอสังหาริมทรัพย์มีมากมายนัก เซี่ยเสี่ยวหลานคุ้นเคยกับเรื่องเหล่านี้เป็นอย่างดี
สรุปแล้ว สิ่งที่สำคัญที่สุดยังคงเป็นเรื่องการซื้อที่ดิน
เซี่ยเสี่ยวหลานออกจากโรงแรมของแฮร์รอดส์ แล้วตรงไปหาเลขาเผิงอีกครั้ง
เลขาเผิงมีท่าทางไม่ค่อยพอใจเท่าไรที่เจอเซี่ยเสี่ยวหลาน
“เวลาแบบนี้คุณมาหาผมบ่อยๆทำไมกัน”
“เลขาเผิง ก่อนหน้านี้ฉันก็มาหาคุณอยู่บ่อยครั้ง คนอื่นคงรู้กันหมดแล้วว่าเราสองคนรู้จักกัน วันนี้ฉันไม่ได้มาเพราะสาเหตุอื่น แต่ฉันมาเพื่อเร่งคุณ ตอนนี้แฮร์รอดส์รู้เรื่องที่ฉันต้องการซื้อที่ดินแล้ว ฉันกลัวว่าจะมีคนรู้มากกว่านี้...”
ข่าวจะถูกปล่อยออกไปได้อย่างไร ถ้าไม่ใช่ทางสำนักงานท้องถิ่นฝูเถียนหรือเขตซั่งปู้ ก็คงเป็นคนของเทศบาลเมืองที่เป็นคนปล่อยข่าว
ในเมื่อแฮร์รอดส์รู้แล้ว คนอื่นมีหรือที่จะไม่รู้?
เซี่ยเสี่ยวหลานกลัวว่าจะเกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้น กลัวว่าแผนการที่เธอตั้งใจเตรียมไว้ จะตกไปอยู่ในมือของคนอื่น!
ตอนนี้แฮร์รอดส์บอกว่าจะไม่ขัดขวางเรื่องการซื้อที่ เซี่ยเสี่ยวหลานจึงอยากจบเรื่องนี้ให้เร็วที่สุด อีกไม่กี่วันก็จะเปิดภาคเรียนแล้ว ถ้าไม่ได้อยู่เฝ้าที่เผิงเฉิง เธอคงรู้สึกไม่สบายใจอย่างแน่นอน ทางที่ดีที่สุดโครงการอสังหาริมทรัพย์ของเธอควรเริ่มดำเนินงานตามขั้นตอนก่อนจะเปิดภาคเรียน
อย่างน้อยหนังสือแสดงเจตจำนงของเธอก็ควรได้รับลายเซ็นอนุมัติก่อน
พอได้รับการเซ็นอนุมัติแล้วเซี่ยเสี่ยวหลานถึงจะวางใจได้!
พอเซี่ยเสี่ยวหลานพูดเช่นนี้ เลขาเผิงก็รับรู้ได้ถึงความตึงเครียดของเรื่องนี้
“ผมทราบแล้ว ผมจะรีบขยับตารางการประชุมเข้ามาให้เร็วยิ่งขึ้น เพื่อให้พวกเขารีบปรึกษากัน ผมจะให้คำตอบกับคุณอย่างช้าคือวันที่29ของเดือนนี้ ไม่ว่าจะผ่านการอนุมัติหรือไม่ก็ตาม”
วันที่29เช่นนั้นก็ยังเหลือเวลาอีกสามวัน!
สำหรับเซี่ยเสี่ยวหลาน สามวันนี้ช่างยาวนานเหลือเกิน เธอพยายามบังคับตัวเองไม่ให้รบเร้าเลขาเผิงไปมากกว่านี้ และเพื่อทำให้จิตใจสงบลง เธอจึงไปเรียนวิชากับเหมาคังซาน
ภายใต้การเรียนการสอนที่เข้มงวดของเหมาคังซาน สมองของเธอไม่ว่างพอที่จะคิดเรื่องอื่นอีกต่อไป
ระหว่างนั้น เซี่ยเสี่ยวหลานทำได้แค่หาเวลาว่างมาเจอกับพนักงานบัญชีที่เลขาเผิงเป็นผู้แนะนำมาให้เท่านั้น
เขาคือชายร่างผอมอายุใกล้50ปี เป็นคนพูดน้อย เซี่ยเสี่ยวหลานไม่รู้ว่าเขาเคยทำงานอะไรมาก่อน แต่เธอเชื่อใจเลขาเผิง หรืออาจพูดได้ว่าเธอเชื่อใจทังหงเอินที่อยู่เบื้องหลังเรื่องนี้ก็ย่อมได้
ทังหงเอินไม่มีความจำเป็นที่ต้องทำร้ายเธอ และถ้าเธอสงสัยแม้กระทั่งทังหงเอิน ชีวิตนี้คงเหนื่อยเกินไป!
“อนาคตคุณอิงจะได้รับผิดชอบงานบัญชีของฉี่หางนะคะ”
คุณอิงมีชื่อจริงว่าอิงจินชวน เขาถามเซี่ยเสี่ยวหลานว่าตอนนี้มีเงินในบัญชีของบริษัทอยู่จำนวนเท่าไร เซี่ยเสี่ยวหลานเองก็ตอบกลับไปอย่างอ่อนใจว่า “ฉันไม่ปิดบังคุณอิงนะคะ ตอนนี้ยังไม่มีเลยสักหยวนค่ะ”
เมื่อได้ฟังดังนั้นอิงจินชวนกลับไม่รู้สึกร้อนใจแต่อย่างใด “ตอนนี้ไม่มี แต่อีกไม่นานก็มีแล้วละครับ”
หากที่ดินได้รับการอนุมัติเมื่อไร เซี่ยเสี่ยวหลานต้องหาเงินมาซื้อที่ดินได้แน่นอน อิงจินชวนมั่นใจเป็นอย่างมาก
ไม่ว่าจะต้องขอยืมเงินหรือขอสินเชื่อจากธนาคาร พนักงานบัญชีของบริษัทฉี่หางก็มีแค่เขาเพียงคนเดียว เห็นได้ชัดว่าที่เซี่ยเสี่ยวหลานจ้างเขามาทำงาน ไม่ใช่เพื่อให้เขาจัดการแค่เรื่องจ่ายเงินเดือนให้พนักงานคนอื่นเท่านั้น เพราะดูเหมือนว่าเรื่องอื่นๆคงจำเป็นต้องให้อิงจินชวนช่วยจัดการให้ด้วยเช่นกัน
อิงจินชวนมีรูปร่างผอมราวกับลมสามารถพัดเขาปลิวได้ ดูแล้วไม่มีชีวิตชีวาเลยสักนิด เซี่ยเสี่ยวหลานอดสงสัยไม่ได้ว่าเขาจะทนรับแรงกดดันได้หรือไม่
“คุณอิง ในส่วนของเงินเดือน...”
“เงินเดือนได้หมดครับ ผมไม่ค่อยสนใจสักเท่าไร”
เซี่ยเสี่ยวหลานชะงักไปทันที ทังหงเอินไปหาคนแบบนี้มาจากไหนกันนะ
มีคนอยู่แค่สองประเภทที่ไม่สนใจเงินเดือน หนึ่งคือคนรวยที่ทำงานเพื่อฆ่าเวลา เพราะในเมื่อไม่ขัดสนเงินทอง พวกเขาย่อมไม่สนใจเงินเดือน
อีกประเภทหนึ่งคือคนที่ต้องการเรียนรู้มากกว่าเงินทอง คนกลุ่มนี้มักจะให้ความสำคัญกับประสบการณ์ที่จะได้รับจากการทำงาน คอยสั่งสมความรู้เพื่อรอวันที่จะได้โบยบิน พวกเขาจึงไม่สนใจเรื่องเงินในตอนนี้
แล้วอิงจินชวนเล่าเป็นคนประเภทไหนกัน?
เซี่ยเสี่ยวหลานรู้สึกว่าเขาไม่ใช่คนทั้งสองประเภท
อิงจินชวนแต่งกายไม่เหมือนคนรวย เขามาจากต่างถิ่น และยังไม่มีแม้กระทั่งที่พัก
ผู้ชายคนนี้เหมือนคนที่หัวใจได้ตายไปแล้ว ราวกับผีดิบเดินได้ แค่หางานทำเพื่อให้ตัวเองมีชีวิตรอดไปวันๆเท่านั้น คนเราหากไม่สนใจเรื่องอาหารการกิน การแต่งกาย หรือที่พัก เป็นไปได้สูงว่าใช้ชีวิตอยู่เพียงลำพัง ไม่แปลกที่เขาจะไม่สนใจเรื่องเงินเดือน
บรรยากาศรอบกายอิงจินชวนเต็มไปด้วยความรู้สึกห่อเหี่ยว ต้องอยู่ห่างจากเขามาเกินกว่าสิบเมตร เซี่ยเสี่ยวหลานถึงจะกลับมาสดใสได้อีกครั้ง
ความจริงเธอยังไม่ค่อยสนใจอิงจินชวนมากนัก ถึงอย่างไรตอนนี้บัญชีของบริษัทก็ยังไม่มีเงินเลยสักแดงเดียว แล้วเธอจะสนใจเรื่องบัญชีไปทำไม
แต่พอว่างเมื่อไร ใจของเธอก็จะลอยไปยังที่ดินตรงบริเวณบ่อน้ำเน่าไม่หยุด ตอนนี้ทางเทศบาลเมืองคงกำลังปรึกษากันอย่างดุเดือดแล้วสินะ?
ไม่รู้ว่าพวกเขาจะอนุมัติกันหรือไม่
แล้วถ้าผ่านการอนุมัติ จะกำหนดราคาที่ดินไว้ไร่ละเท่าไร เรื่องนี้เซี่ยเสี่ยวหลานเองก็ไม่มั่นใจเช่นกัน
“ขออย่าให้แพงเกินไปเลย...”
ที่ดินแพงหมายความว่าต้นทุนการสร้างบ้านจะสูงตามไปด้วย
บ้านในยุคหลังมีราคาแพงเพราะอะไร มันไม่ได้แพงเพราะทุนการก่อสร้าง แต่แพงเพราะราคาที่ดินต่างหากเล่า!
ราคาปูน อิฐ หรือเหล็กเส้นราคาพอๆกันทั้งประเทศ คุณภาพดีก็ราคาแพงหน่อย แต่ก็แพงกว่าแค่ไม่เท่าไร ทว่าราคาที่อยู่อาศัยทั่วประเทศในแต่ละพื้นที่นั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง และความแตกต่างนี้ก็เกิดขึ้นเพราะราคาที่ดิน อย่างเช่นที่ดินของปักกิ่งที่มีราคาสูงกว่าที่ดินในพื้นที่ห่างไกลนั่นเอง
ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ซื้อที่ดินมาในราคาสูง ดังนั้นพวกเขาย่อมบวกราคาที่ดินเข้าไปในต้นทุนของราคาขาย
เซี่ยเสี่ยวหลานเองก็ไม่อยากสร้างคอนโดที่อยู่อาศัยแห่งแรกด้วยราคาที่สูงเกินไป
เพราะฉะนั้นเธอจะต้องรีบถอนทุนคืนให้ได้โดยเร็วที่สุด เงินเข้ากระเป๋าแล้วถึงจะเรียกว่าทำกำไร แต่ถ้าราคาห้องสูงเกินไปจนขายไม่ออกก็เท่ากับเป็นการขาดทุน!
วันที่29 เซี่ยเสี่ยวหลานมีอาการเหม่อลอยระหว่างเรียนอยู่กับเหมาคังซานอยู่หลายครั้ง
เหมาคังซานเห็นช่วงสองสามวันนี้เธอดูร้อนใจเป็นอย่างมาก จึงไม่ได้ต่อว่าอะไร
“วันนี้พักก่อนเถิด รอฟังข่าวจากทางเทศบาลเมืองให้สบายใจก่อนดีกว่า!”
“ขอบคุณค่ะอาจารย์... ฉันรู้ว่ามันไม่ดีที่ฉันเสียสมาธิเช่นนี้ แต่เรื่องนี้เตรียมแผนงานไว้นานแล้ว ฉันจึงไม่อยากเห็นมันล้มเหลวไปต่อหน้าต่อตา”
การทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์คือแผนการทำธุรกิจที่เซี่ยเสี่ยวหลานตั้งใจเอาไว้ตั้งแต่แรก มิเช่นนั้นเธอคงไม่สอบเข้าคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ เรียนสถาปัตยกรรมและทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์พร้อมกันเช่นนี้ คล้ายกับการจับปลาสองมือยิ่งนัก การที่เซี่ยเสี่ยวหลานนำเรื่องเรียนกับเรื่องงานมามัดรวมกัน เห็นได้ชัดว่าเธอทุ่มเทแรงกายและแรงใจให้กับเรื่องนี้มากเหลือเกิน จึงไม่แปลกที่เธอจะมีท่าทางกังวลใจแบบนี้
เหมาคังซานบอกให้เธอพักก่อน แต่เธอกลับไม่ได้ไปไหน และเอาแต่นั่งเฝ้าโทรศัพท์ไม่ห่าง
โทรศัพท์เป็นสิ่งจำเป็น เซี่ยเสี่ยวหลานเช่าห้องมาทำเป็นสำนักงาน โดยเก็บกวาดให้เรียบร้อย จากนั้นเธอก็ได้จ้างชาวเผิงเฉิงคนหนึ่งมาทำหน้าที่ธุรการ คอยดูแลเรื่องจิปาถะต่างๆในบริษัท งานนี้ไม่จำเป็นต้องเรียนจบสูง ขอเพียงจบแค่มัธยมปลายก็พอแล้ว ด้วยเงื่อนไขเช่นนี้เซี่ยเสี่ยวหลานจึงไม่ต้องจ่ายเงินเดือนสูงนัก ให้เงินเดือนเดือนละ200หยวนก็มีคนมาสมัครกันเป็นจำนวนมากแล้ว
ประธานเซี่ยนั่งเฝ้าโทรศัพท์ทั้งวัน ไม่มีใครกล้าเปล่งเสียงเลยสักคน
ในห้องทำงาน เหลือแค่เซี่ยเสี่ยวหลานกับหลิวหย่งแค่สองคน
คนนอกมีหรือจะพึ่งพาได้เท่าลุงของเธอ
ทั้งคู่พากันนั่งเงียบ จนกระทั่งเวลาล่วงเลยมาถึงเที่ยงตรง เซี่ยเสี่ยวหลานนึกว่าช่วงเช้าคงยังไม่รู้ผล แต่ทันใดนั้นเองเสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น
“เสี่ยวหลาน รับสิ!”
เซี่ยเสี่ยวหลานพยักหน้า เธอถูมือเล็กน้อยก่อนหยิบหูโทรศัพท์ขึ้นมาด้วยความตื่นเต้น เสียงของเลขาเผิงดังมาจากปลายสาย เสียงของเขาดูล่องลอย ราวกับไม่ใช่เรื่องจริง
“...แผนงานของคุณได้รับการยอมรับจากเทศบาลเมืองแล้ว เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมของฝูเถียนให้ดียิ่งขึ้น พวกเขาเห็นด้วยกับความคิดที่จะจัดการกับบ่อขยะของคุณ ที่ดินผืนนั้นมีพื้นที่รวม23.2ไร่ เท่ากับ15,452ตารางเมตร หากคุณจ่ายเงินค่าที่ดินเมื่อไร ที่ดินผืนนั้นก็จะเป็นของคุณทันที!”
สำเร็จแล้ว!
เซี่ยเสี่ยวหลานอยากตบโต๊ะฉลองจริงๆ และเพราะในสำนักงานนั้นเงียบกริบ หลิวหย่งจึงได้ยินเสียงจากปลายสายโทรศัพท์อย่างชัดเจน
ใบหน้าของเขาฉายความดีใจ “รีบถามเลขาเผิงเร็วเข้า ที่ดินไร่ละเท่าไร”
ตอนที่ 1018: แรงสนับสนุนจากทุกฝ่าย
เลขาเผิงได้ยินเสียงของหลิวหย่งดังมาจากปลายสาย
แม้หลิวหย่งจะเป็นแค่เถ้าแก่บ้านนอกคนหนึ่ง แต่ในอนาคตเขาอาจจะกลายเป็นพี่ชายภรรยาของเจ้านายก็เป็นได้ ดังนั้นเขาไม่ควรทำให้อีกฝ่ายไม่พอใจ คิดได้ดังนั้นเลขาเผิงจึงตอบไปทันทีว่า
“ไร่ละหนึ่งแสนสองหมื่นหยวนครับ!”
120,000หยวน!
หลิวหย่งกับเซี่ยเสี่ยวหลานต่างก็แสดงออกทางสีหน้าว่าดีใจเป็นอย่างมาก
ไร่ละ120,000หยวน ราคาถูกกว่าที่ดินไร่ละ180,000หยวนของแฮร์รอดส์ถึงหนึ่งในสามส่วน!
อย่าดูถูกเงิน60,000หยวนที่ถูกลงเป็นอันขาด ขนาดที่ดิน23.2ไร่ ราคารวมยังถูกลงไปถึง1.39ล้านหยวน มันคือเงินมากขนาดไหนน่ะหรือ โครงการตกแต่งภายในโรงแรมหนานไห่เสร็จสิ้นเมื่อไร ถ้าเซี่ยเสี่ยวหลานกับหลิวหย่งเอาเงินทั้งเนื้อทั้งตัวมากองรวมกัน ก็คงได้สักประมาณนี้นั่นเอง
“ขอบคุณค่ะเลขาเผิง ฉันทราบแล้ว สะดวกให้ฉันไปเซ็นสัญญาที่เทศบาลเมืองเมื่อไรหรือคะ”
“โดยเร็วที่สุดครับ พวกคุณเตรียมเงินไว้พร้อมแล้วหรือยัง”
“เรื่องเงินไม่มีปัญหาค่ะ ขอแค่เซ็นหนังสือแสดงเจตจำนงเรียบร้อย พวกเราก็จะรีบเรียกเก็บเงินค่างวดจากโรงแรมหนานไห่ทันทีค่ะ”
เรื่องเงินไม่ใช่ปัญหา แต่หากชักช้าจะทำให้เสียการใหญ่ ยิ่งเซ็นสัญญาได้เร็วเท่าไรก็ยิ่งดี
หลังวางสาย เซี่ยเสี่ยวหลานก็ผ่อนลมหายใจยาวอย่างโล่งอก “ไร่ละแสนสอง ไม่ต่างจากที่เราคาดการณ์ไว้มากเท่าไร และต่อให้ราคาไร่ละแสนห้า ฉันก็ยอมรับได้ ทว่าตอนนี้มันถูกกว่าที่เราคิดไว้เสียอีก”
ตอนแรกเซี่ยเสี่ยวหลานประเมินราคาเอาไว้ที่ประมาณ1.5แสนหยวน เธอกับหลิวหย่งจึงเตรียมการโดยอิงจากตัวเลขนี้
เซี่ยเสี่ยวหลานนึกดีใจที่ตอนประมูลโครงการตกแต่งภายในโรงแรมหนานไห่ เธอได้ขอให้เพิ่มงบประมาณโครงการเป็น30ล้านหยวน
ซึ่งหนึ่งในสี่ของโครงการก็จะเท่ากับ7.5ล้านหยวน
หลังผ่านการอนุมัติ ทางตงเฟิงโฮลดิ้งได้จ่ายเงินให้ทันที900,000หยวน และจ่ายให้อีก900,000หยวนตอนเริ่มโครงการ หลังจากนั้นพวกเขาก็จะจ่ายเงินค่างวดให้ทุกเดือน เดือนละ900,000หยวน ขอเพียงโครงการดำเนินการไปสัก5เดือน พวกเขาก็จะจ่ายเงินให้กับหย่วนฮุยเป็นจำนวนรวมทั้งสิ้น5.4ล้านหยวน
ส่วนเงินที่เหลืออีก2.1ล้านหยวน จะจ่ายให้อีกครั้งหลังส่งมอบโครงการและตรวจสอบคุณภาพเสร็จสิ้น
การประชุมผู้ถือหุ้นใหญ่ของโรงแรมหนานไห่ได้จัดขึ้นในวันที่20 พฤษภาคม โดยโครงการตกแต่งภายในเริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการในเดือนมิถุนายน ปัจจุบันหย่วนฮุยได้รับเงินค่างวดจากตงเฟิงโฮลดิ้งมาแล้วสามเดือน รวมเป็นเงินทั้งสิ้น2.7ล้านหยวน เมื่อรวมกับเงิน900,000หยวนที่ได้รับตอนแผนงานผ่านการอนุมัติ ก็จะเท่ากับ3.6ล้านหยวน
อีกสองวันก็จะถึงเดือนกันยายน ตงเฟิงโฮลดิ้งจะต้องจ่ายเงินให้กับหย่วนฮุยอีก900,000หยวนตามสัญญา
ดังนั้นตั้งแต่เซี่ยเสี่ยวหลานบอกว่าจำเป็นต้องใช้เงิน หลิวหย่งก็ไม่กล้าแตะต้องเงินค่างวดจากการก่อสร้างโรงแรมหนานไห่อีก
นอกจากจ่ายเงินค่าวัสดุก่อสร้างที่จำเป็นต้องจ่ายเงินสดทันทีกับเงินล้านหยวนที่จ่ายให้กับร้านวัสดุก่อสร้างไปตอนแรก หลิวหย่งก็ได้เรียนรู้ทักษะการขอเครดิตชำระเงินที่ผู้รับเหมาทุกคนล้วนทำกัน
การไม่ชำระเงินในทันทีทำให้ทางร้านวัสดุต้องแบกรับแรงกดดันจากผู้ผลิต และทำให้หลิวหย่งต้องเจอกับเสียงก่นด่า
แต่นั่นก็ช่วยไม่ได้ ต่อให้ถูกด่าเป็นหมา หลิวหย่งก็จำเป็นต้องเลื่อนการชำระเงินออกไปก่อนอยู่ดี
มิเช่นนั้นฉี่หางของเซี่ยเสี่ยวหลานจะไปหาเงินทุนจากไหนกัน?
ถ้าไม่มีสิ่งค้ำประกัน ธนาคารก็คงไม่มีทางปล่อยสินเชื่อหลักล้านให้ใครง่ายๆ และถ้าจะให้ไปขอยืมเงินจากคนอื่น เซี่ยเสี่ยวหลานคิดถึงคนรวยที่ตนรู้จักแล้ว ก็มีแต่พวกที่ความสัมพันธ์ไม่ค่อยดีต่อกันทั้งนั้น
หากเธอติดหนี้พวกเขาก้อนโต อนาคตตอนชำระหนี้คืน ไม่รู้ว่าจะมีเรื่องไม่คาดฝันอะไรเกิดขึ้นอีกบ้างน่ะสิ
คงมีเพียงต้องพึ่งพาลุงของเธอเท่านั้น ถึงอย่างไรเธอก็กตัญญูกับลุงของเธออยู่แล้ว ไม่จำเป็นกลัวว่าจะติดค้างเขาไปมากกว่านี้
เงินหนึ่งล้านหยวนตอนจดทะเบียนบริษัท ก็คือเงินที่หลิวหย่งได้มาจากตงเฟิงโฮลดิ้ง
อย่างไรก็ตามตอนนี้ยังแตะต้องเงินหนึ่งล้านหยวนก้อนนั้นไม่ได้ จึงต้องเก็บมันไว้ในธนาคารไปก่อนสักระยะหนึ่ง
ปัจจุบันเธอกับหลิวหย่งต้องควักเงินอีก2.78ล้านหยวน
สำหรับหลิวหย่ง แรงกดดันที่ต้องแบกรับนั้นเบาบางลงไปมาก เพราะก่อนหน้านี้พวกเขาประเมินราคาที่ดินไร่ละ1.5แสนหยวนนั่นเอง
“ทุกเดือนตงเฟิงจะจ่ายเงินวันที่1กันยายนอย่างตรงเวลา ได้เงินเก้าแสนหยวนก้อนนี้มาเมื่อไร หลานก็ไม่มีอะไรต้องห่วงแล้วละ!”
ตอนนี้ในมือหลิวหย่งยังมีเงินสดอยู่ประมาณ2ล้านหยวน เมื่อรวมกับเงิน9แสนหยวนที่กำลังจะได้จากตงเฟิงโฮลดิ้ง อย่างไรก็พอสำหรับจ่ายค่าที่ดินแน่นอน
เซี่ยเสี่ยวหลานส่ายหน้า “คงรอถึงวันที่1กันยายนไม่ได้ค่ะ วันนั้นฉันเปิดเรียนแล้ว ตอนเซ็นสัญญากับเทศบาลเมืองฉันจำเป็นต้องอยู่ด้วย ถ้าอย่างนั้นเอาแบบนี้แล้วกัน ตอนบ่ายฉันจะพกเงิน2ล้านหยวนไปก่อน เพื่อเซ็นสัญญาที่ดินให้เรียบร้อย แล้วเงินงวดสุดท้ายอีก7.8แสนหยวน ค่อยจ่ายในอีกสามวันให้หลัง”
หลิวหย่งเห็นด้วยกับความคิดนี้ของเซี่ยเสี่ยวหลาน
ทั้งสองคนจึงเดินออกจากห้องทำงาน ก่อนจะพบเข้ากับคังเหว่ยและไป๋เจินจู
“การขออนุมัติซื้อที่ดินผ่านแล้วสินะ!”
เซี่ยเสี่ยวหลานพยักหน้ารับด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม “เธอฉลาดที่สุด ถ้าไม่ผ่าน ตอนนี้ฉันคงยิ้มไม่ออก”
คังเหว่ยเห็นด้วย ก่อนที่เขาจะยื่นใบโอนเงินให้เซี่ยเสี่ยวหลานสองใบ
“นี่คือ...”
คังเหว่ยเกาศีรษะ “พี่สะใภ้ มากกว่านี้ฉันคงช่วยไม่ได้แล้ว แต่ฉันรู้ว่าเธอต้องการใช้เงิน ดังนั้นจะให้เธอยืมก่อน ใบโอนเงิน1แสนหยวนเป็นของฉัน ส่วนอีกใบคือใบโอนเงินจำนวน6แสนหยวน พี่เฉิงจื่อฝากฉันเอามาให้น่ะ!”
เซี่ยเสี่ยวหลานรู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างมาก “โจวเฉิงยังมีเงินอยู่ในมืออีกหรือ?”
ต่อให้เขาซ่อนเงินไว้ ก็ไม่ควรมากถึง6แสนหยวนสิ!
โจวเฉิงยกสมุดบัญชีให้กับเซี่ยเสี่ยวหลานมานานแล้ว และเธอก็ใช้มันลงทุนไปกับการสร้างแบรนด์Luna กับเฉินซีเหลียง ซึ่งมันคือการลงทุนระยะยาว
อีกอย่างธุรกิจค้าบุหรี่ของโจวเฉิงก็เลิกทำไปนานแล้ว ถ้าอย่างนั้นเขาเสกเงิน6แสนหยวนนี้มาจากไหน?
คังเหว่ยอ้ำอึ้งไม่ยอมบอก เซี่ยเสี่ยวหลานที่คิดอะไรบางอย่างออกก็ตาเป็นประกาย “มันคือเงินกู้ใช่ไหม?”
คงเหลือแค่การกู้ยืมเงินแล้ว โจวเฉิงถึงจะสามารถหาเงินก้อนนี้มาได้!
โจวเฉิงคงเอาบ้านที่ปักกิ่งไปค้ำประกันกับธนาคารสินะ
เขาทำทุกอย่างลับหลังเซี่ยเสี่ยวหลาน ความปรารถนาดีครั้งนี้ของเขาทำให้เซี่ยเสี่ยวหลานรู้สึกจุกในลำคอ
โจวเฉิงไม่ได้ซื้อบ้านมาเพื่ออาศัยอยู่เอง เซี่ยเสี่ยวหลานไม่รู้ว่าเขาซื้อบ้านที่ไหนไว้บ้าง แต่บ้านหลังที่ยกให้ตระกูลสืออยู่ก่อนหน้านี้คงเป็นบ้านที่ทำเลดีที่สุดแล้ว ส่วนบ้านที่ทำเลไม่ดีแถมยังเก่าผุพัง คงไม่มีมูลค่าสูงขนาดนี้
เงิน6แสนหยวนก้อนนี้ โจวเฉิงคงได้มาจากการเอาทรัพย์สินทั้งหมดของตัวเองไปค้ำประกันเพื่อขอสินเชื่อสินะ
ไป๋เจินจูเองก็ยื่นสมุดบัญชีเงินฝากของตัวเองให้เซี่ยเสี่ยวหลานเช่นกัน
“เสี่ยวหลาน ฉันมีแค่สองแสนหยวนนะ”
เทียบกันแล้วดูจนมากเหลือเกิน ไป๋เจินจูจึงอดที่จะเขินไม่ได้
แม้แต่ไป๋เจินจูก็ให้เงินถึง2แสนหยวน คังเหว่ยที่ให้แค่1แสนหยวนรู้สึกอายมากจึงรีบอธิบาย “พี่สะใภ้รออีกสักสองวัน สินเชื่อที่ฉันขอกับธนาคารไปยังไม่ได้รับการอนุมัติ... ฉันยังหาเงินมาให้เธอได้อีก”
ก่อนหน้านี้คังเหว่ยทำธุรกิจค้าบุหรี่เพราะโจวเฉิงชักชวนเขา ตอนนั้นโจวเฉิงทำธุรกิจนี้มาสักพักแล้ว คังเหว่ยที่เข้าวงการมาทีหลัง ทรัพย์สินของเขาจึงเยอะสู้โจวเฉิงไม่ได้
ตอนหลังเขานำเงินมาลงทุนกับร้านวัสดุก่อสร้าง ไหนจะซื้อรถและตกแต่งบ้านอีก ตอนเกิดอุบัติเหตุรถชน เขาไม่ได้เรียกร้องค่าทำขวัญจากตู้เจ้าฮุย ดังนั้นเงิน1แสนหยวนคือเงินสดทั้งหมดที่คังเหว่ยมี
เซี่ยเสี่ยวหลานถือใบโอนเงินสองใบกับสมุดบัญชีธนาคารอีกหนึ่งเล่มพลางส่ายหน้า
“พอแล้วละ เงินเยอะขนาดนี้พอแล้วละ! ขอบคุณทุกคนนะ ถ้าอย่างนั้นฉันคงไม่เกรงใจแล้ว ฉันจะไปจัดการเรื่องที่ดินให้เรียบร้อยก่อน อีกไม่กี่วันตงเฟิงโฮลดิ้งก็จะจ่ายเงินค่างวดมาให้แล้ว ถ้าได้มาแล้วฉันจะรีบคืนให้พวกเธอทันที!”
ไป๋เจินจูส่ายหน้า “ไม่ต้องรีบคืนหรอก ได้เงินจากตงเฟิงแล้วเธอให้ลุงหลิวเอาไปจ่ายเงินค่าวัสดุก่อสร้างก่อนเถอะ ร้านของพวกเราสามารถค้างชำระได้ แต่ร้านอื่นคงไม่ได้คุยง่ายขนาดนั้น เสี่ยวหลาน เงินที่พวกเราให้เธอเป็นจำนวนที่พวกเราสามารถยอมรับได้ เงินก้อนนี้เธอเก็บไว้ก่อนเถอะนะ ไว้เงินทุนหมุนเวียนราบรื่นดีแล้วค่อยคืนก็ไม่สาย!”
เมื่อครู่เซี่ยเสี่ยวหลานยังบอกอยู่เลยว่าจะรอเงินค่างวดเดือนหน้าของตงเฟิง นึกไม่ถึงเลยว่าโจวเฉิง คังเหว่ย และไป๋เจินจูจะได้เตรียมการช่วยอุดรอยรั่วให้เธออยู่เงียบๆแบบนี้
เซี่ยเสี่ยวหลานไม่ใช่คนพูดจาอ่อนหวาน ทว่าโจวเฉิงเป็นผู้ชายของเธอ ดังนั้นการที่เขาสนับสนุนธุรกิจของเธอเช่นนี้ แสดงว่าเธอไม่ได้มองคนผิด
ส่วนคังเหว่ยกับไป๋เจินจูก็เป็นเพื่อนของเธอ สายตาการเลือกคบเพื่อนของเธอช่างไม่เลวเลยจริงๆ!
“ลุงคะ ไปกันเถอะค่ะ ไปเซ็นสัญญาที่เทศบาลเมืองตอนนี้เลย คว้าที่ดินมาได้เมื่อไร อะไรๆก็จะง่ายขึ้น!”
ตอนที่ 1019: บ่อน้ำเน่า? บ่อทรายทองต่างหาก!
เมื่อมีเงินมาเกี่ยวข้อง การทำงานของเทศบาลเมืองย่อมรวดเร็วฉับไว
อีกทั้งยังมีเลขาเผิงคอยช่วยประสานงานให้ ประสิทธิภาพการทำงานจึงยิ่งเพิ่มสูงขึ้น เมื่อตัดสินใจแล้วว่าจะยกที่ดินตรงบ่อน้ำเน่าให้กับอสังหาริมทรัพย์ฉี่หาง และทางฉี่หางก็ได้ชำระเงินค่าที่ดินเรียบร้อย ย่อมไม่มีเหตุผลให้ต้องชักช้าแต่อย่างใด
สำหรับบริษัทฉี่หางเรื่องที่เกี่ยวกับการเงินเป็นหน้าที่ของอิงจินชวนทั้งหมด เจ้านายอย่างเซี่ยเสี่ยวหลานมีหน้าที่แค่เซ็นชื่อก็พอ
ในที่สุดชาตินี้มือขวาของเธอก็ได้เซ็นสัญญาหลักล้านแล้ว
โรงแรมหนานไห่ หลิวหย่งเป็นคนเซ็นสัญญา
ส่วนโครงการของฉี่หาง คนเซ็นชื่อย่อมเป็นเซี่ยเสี่ยวหลาน เนื่องจากหลิวหย่งปฏิเสธการเป็นผู้ถือหุ้นของฉี่หาง ดังนั้นตอนนี้ฉี่หางคือบริษัทที่เซี่ยเสี่ยวหลานถือหุ้นเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์
หลังจรดปากกาคำว่า ‘เซี่ยเสี่ยวหลาน’ ลงบนสัญญา ตามด้วยประทับรอยนิ้วมืออีกนับไม่ถ้วน ที่ดินตรงบริเวณบ่อน้ำเน่าก็ตกอยู่ภายใต้ชื่อของฉี่หางเป็นที่เรียบร้อย
“กรรมสิทธิ์ถือครองที่ดิน50ปี ความจริงถือว่ามากพอแล้ว”
มีได้ย่อมมีเสีย อยากได้ที่ดินราคาถูก คงคาดหวังว่าจะได้รับกรรมสิทธิ์ถือครองนานกว่านี้ไม่ได้
เซี่ยเสี่ยวหลานอยากได้กรรมสิทธิ์ในการถือครองสัก70ปี แต่เธอไม่ใช่นายทุนชาวต่างชาติที่ซื้อที่ดินครั้งละ 2,000กว่าไร่อย่างแฮร์รอดส์ โครงการเล็กๆขนาดเพียง23ไร่ จะเอาอะไรไปสู้กับเทศบาลเมืองกัน?
คนเราไม่ควรโลภจนเกินไป ราคาที่ดิน1.2แสนหยวนต่อไร่ ช่วยแบ่งเบาความกดดันด้านเงินทุนของเซี่ยเสี่ยวหลานไปได้เป็นอย่างมาก
หลังเซ็นสัญญาเสร็จ เซี่ยเสี่ยวหลานก็อารมณ์แจ่มใสขึ้น
แม้แต่คนทึ่มอย่างเก่อเจี้ยนก็ยังอดพูดไม่ได้ว่า “ยินดีด้วยครับคุณผู้หญิงเซี่ย” ทุกคนรู้ดีว่าเรื่องนี้ถือเป็นเรื่องน่ายินดีครั้งใหญ่สำหรับเซี่ยเสี่ยวหลาน
เหมาคังซานส่งเสียงฮึเบาๆ “ซ่อนไว้เสียดิบดี ได้ที่ดินมาแล้ว คงพาฉันไปดูที่ได้แล้วสินะ”
เซี่ยเสี่ยวหลานพยักหน้ารับ “ฉันไม่ได้อยากปิดบังอาจารย์หรอกนะคะ แต่อาจารย์เป็นจุดเด่นเกินไป ฉันเองยังไม่กล้าไปบ่อยๆเลย เพราะกลัวถูกคนตัดหน้าซื้อไปน่ะค่ะ”
ขนาดระวังตัวแล้ว สุดท้ายแฮร์รอดส์ก็รู้ข่าวเข้าจนได้
ความจริงพิสูจน์แล้วว่าระวังตัวไว้ก่อนดีที่สุด
เซี่ยเสี่ยวหลานเจอกับหวังโฮ่วหลินเช่นกัน
สหายวัยกลางคนขาเป๋ผู้นี้ร่างกายยังแข็งแรง เห็นได้ชัดว่าอาการขาเป๋ของเขาไม่ได้ร้ายแรงมากแต่อย่างใด
รูปร่างบึกบึน ผิวคล้ำ แค่ดูก็รู้ว่าเป็นคนที่อยู่หน้างานเป็นประจำ
“คุณหวัง ต่อไปคงต้องรบกวนคุณแล้วค่ะ!”
หวังโฮ่วหลินตกใจไม่น้อย ให้เงินเดือนถึง600หยวน เขานึกว่าเจ้านายจะเป็นคนทำงานด้วยยากเสียอีก
รบกวนอะไรกัน ผู้เฒ่าเหมายืนอยู่ข้างกายเช่นนี้ หวังโฮ่วหลินจึงไม่กล้าทำตัวเด่นมากนัก เขาคอยเดินตามหลังอย่างเงียบงัน เพื่อไปดูสถานที่จริงที่บ่อน้ำเน่า
จะสร้างบ้านอย่างไร ต้องไปดูหน้างานเสียก่อน
ต้องตรวจสอบพื้นที่ว่าเป็นดินแข็งหรืออ่อน คุณภาพดินของแต่ละพื้นที่ล้วนมีเงื่อนไขที่แตกต่างกัน หากออกแบบโครงสร้างโดยไม่ดูหน้างานก่อน ถือเป็นการทำงานที่ไร้ความรับผิดชอบอย่างสิ้นเชิง
เหมาคังซานเดินดูรอบบ่อน้ำเน่า ส่วนหวังโฮ่วหลินคอยติดตามเป็นลูกมือให้เขา
หลังเดินดูอยู่ค่อนวัน เหมาคังซานก็ยืดตัวตรง
“บ่อน้ำแห่งนี้เป็นแหล่งน้ำไหล หลังกำจัดขยะหมดแล้ว เดี๋ยวก็รู้ว่าฉันพูดถูกหรือไม่”
น้ำไหล?
น้ำไหลแสดงว่าสภาพทางธรณีวิทยามีลักษณะพิเศษไม่ใช่หรือ
“อาจารย์คะ จะส่งผลกับการสร้างบ้านหรือเปล่าคะ”
สำหรับคำถามของเซี่ยเสี่ยวหลาน เหมาคังซานได้ยินก็กลอกตาใส่ทันที เห็นได้ชัดว่าเขาคร้านจะตอบ
หวังโฮ่วหลินหัวเราะ “สำหรับคนอื่นอาจมีผลกระทบ แต่สำหรับอาจารย์เหมามันไม่ใช่ปัญหาใหญ่สักนิด อาจารย์เหมาย่อมเคยรับมือกับสภาพทางธรณีวิทยาที่ยุ่งยากมามากมาย”
หวังโฮ่วหลินหน้าตาดูซื่อๆ และเวลาถูกคนซื่อประจบ เหมาคังซานย่อมอารมณ์ดีขึ้นไม่น้อย
หลิวหย่งกระทืบเท้าลงบนพื้นดิน “เสี่ยวหลาน เรียกที่นี่ว่าบ่อน้ำเน่ามันไม่น่าฟัง ถ้าบอกให้คนซื้อบ้านที่บ่อน้ำเน่า ผู้คนคงรู้สึกขยะแขยง!”
เซี่ยเสี่ยวหลานพยักหน้าเห็นด้วย “แน่นอนค่ะ บ่อน้ำเน่าเป็นชื่อที่พวกชาวบ้านแถบนี้เรียกกัน ที่ดินผืนนี้ยังไม่มีชื่ออย่างเป็นทางการ คนตระกูลหลัวบอกว่าที่นี่เคยมีเม็ดทรายสีทองผุดออกมาค่ะ ไม่ว่าจะจริงหรือหลอก แต่ชื่อนี้ก็ฟังดูไม่เลว ฉันจึงเตรียมเปลี่ยนชื่อให้เรียกที่นี่ว่าบ่อทรายทองแล้วละค่ะ”
บ่อทองแห่งฝูเถียน คำนี้ฟังดูใช้ได้เลยทีเดียว ถึงอย่างไรคนที่มีเงินซื้อบ้านก็ไม่ใช่พนักงานกินเงินเดือนทั่วไป ส่วนใหญ่คงเป็นพวกนักธุรกิจแน่นอน
เหมาคังซานมองดูอย่างละเอียด “ใครบอกเธอว่าบ่อน้ำแห่งนี้มีทรายทอง?”
“มันเป็นข่าวลือค่ะ ได้ยินว่าอดีตผู้ใหญ่บ้านหมู่บ้านกานเฉวียนดื่มเหล้าจนเมามายแล้วเคยเห็นบ่อน้ำเน่าแห่งนี้เป็นบ่อทอง ทว่าหลังจากนั้นยังไม่เคยมีใครเจอทองเลย แต่ผู้ใหญ่บ้านหลัวกลับบอกว่าที่นี่ฮวงจุ้ยดี และสาบานว่าจะเก็บไว้ให้กับลูกหลาน ไม่อย่างนั้นคงถูกนายทุนชาวต่างชาติซื้อไปแล้วค่ะ”
เหมาคังซานครุ่นคิด
“บ่อน้ำแห่งนี้เป็นแหล่งน้ำไหล เมื่อมีน้ำไหลย่อมมีทรายเป็นเรื่องปกติ เหมืองทองคงเป็นไปไม่ได้ แต่ถ้าในทรายมีทรายทองอยู่ด้วยถือว่าไม่แปลก ดังนั้นมันอาจจะไม่ใช่แค่ข่าวลือ”
อาจารย์เหมาไม่มีทางพูดเพ้อเจ้อ เขาพูดแบบนี้มีความเป็นไปได้สูงที่จะเป็นเรื่องจริง
เซี่ยเสี่ยวหลานตาโตอ้าปากค้าง โครงการแรกของเธอเริ่มต้นก็ไม่เป็นไปตามแผนการเสียแล้ว เธออยากสร้างบ้าน ไม่ได้อยากขุดทอง! ขุดทองดีตรงไหน ถ้าที่นี่มีเหมืองทองจริงคงไม่อนุญาตให้เอกชนมาขุดตามใจชอบ และที่ดินที่เธอลำบากหามา คงต้องส่งมอบให้กับประเทศน่ะสิ
สร้างบ้านย่อมดีกว่า ทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ กำไรไม่ได้น้อยไปกว่าการทำเหมืองทองเลยสักนิด!
เซี่ยเสี่ยวหลานได้รับการอนุญาตให้ใช้ที่ดินเพื่อสร้างที่อยู่อาศัย แต่เธอไม่มีใบอนุญาตสำหรับขุดทอง และเธอก็ไม่อยากให้สถานที่แห่งนี้มีทองอยู่จริง
ทุกคนในที่นี้เป็นคนกันเองทั้งนั้น เซี่ยเสี่ยวหลานจึงบอกความกังวลของตัวเองออกไป เหมาคังซานแค่นหัวเราะ
“ทรายทองกับทองคำเหมือนกันเสียที่ไหนเล่า อย่าฝันหวานไปหน่อยเลย!”
ถ้าที่ดินผืนนี้มีเหมืองทองจริง ยังจะตกมาถึงมือของเซี่ยเสี่ยวหลานอย่างนั้นหรือ
ไม่ต้องรอให้นายทุนชาวต่างชาติมาซื้อที่ หลายปีก่อนตอนสร้างเซียงมี่หู คงมีคนมาสำรวจสภาพดินแถบนี้ไปหมดแล้วแน่นอน
เหมาคังซานอธิบายความรู้ให้เซี่ยเสี่ยวหลาน ในที่สุดเซี่ยเสี่ยวหลานก็เข้าใจว่าการมีแร่ทองปะปนอยู่ในเม็ดทรายถือเป็นเรื่องปกติ บางครั้งพวกนักขุดทองมักจะเจอเศษทองอยู่ในทราย และสำหรับคนที่ทำธุรกิจขายทราย การพบก้อนทองขนาดเล็กอยู่ในทรายถือเป็นรายได้เสริม
ผู้ค้าทรายบางคนยกงานคัดแยกทรายให้คนอื่นทำ ดังนั้นย่อมมีนักขุดหาทองมืออาชีพยินดีที่จะทำงานประเภทนี้
“ถ้าทำความสะอาดบ่อน้ำเน่าจนสะอาด ต่อให้เจอทรายทองแค่เล็กน้อยก็ถือว่าเป็นเรื่องดี!”
บ่อทรายทองมีทรายทองสมชื่อ ผู้เฒ่าหลัวพูดถูก ที่นี่ฮวงจุ้ยดีจริงๆ
ทว่ามันไม่ใช่ที่ดินฮวงจุ้ยดีของตระกูลหลัว แต่เป็นที่ดินฮวงจุ้ยดีของเซี่ยเสี่ยวหลานต่างหาก!
คงเป็นไปได้ยากที่เธอจะไม่สามารถทำกำไรก้อนโตจากที่ดินผืนนี้ได้... เซี่ยเสี่ยวหลานยิ้มกว้างจนตาหยี เธอคิดประโยคสำหรับประชาสัมพันธ์ได้แล้ว
คนอย่างเซี่ยเสี่ยวหลาน ที่ดินจะมีทรายทองหรือไม่ไม่สำคัญ ขอเพียงมีไอเดียทำการประชาสัมพันธ์ กำจัดขยะจนหมดจดเมื่อไร เธอย่อมสามารถสร้างผลลัพธ์ที่น่าตื่นตาตื่นใจได้อย่างแน่นอน
ทองหนึ่งกรัมราคาสักเท่าไรกันเชียว แค่ไม่กี่สิบหยวนเท่านั้น ต่อให้ขุดไม่พบทรายทอง เซี่ยเสี่ยวหลานก็ยินดีซื้อทองสักหนึ่งกิโลกรัมโยนลงไปในบ่อน้ำ!
คิดดูแล้วใช้เงินซื้อทองแค่ไม่กี่หมื่นหยวน เทียบกับโครงการที่อยู่อาศัยหลายสิบล้าน ต้นทุนเรื่องการประชาสัมพันธ์แค่นี้เป็นเรื่องเล็กน้อย
เซี่ยเสี่ยวหลานพาทุกคนเดินสำรวจบ่อทรายทอง ข่าวการซื้อที่ดินผืนนี้รู้ไปถึงหูตระกูลหลัวแห่งหมู่บ้านกานเฉวียน ทำเอาตระกูลหลัวแตกตื่นราวกับผึ้งแตกรัง
เจ้าหน้าที่ประจำสำนักงานท้องถิ่นฝูเถียนขมวดคิ้วมุ่น
“ทางรัฐจ่ายเงินค่าชดเชยให้อยู่แล้ว พวกคุณจะโวยวายไปทำไม?”
ตอนที่ 1020: เพ้อฝัน
แฮร์รอดส์รู้ข่าว ไม่ได้หมายความว่าตระกูลหลัวจะรู้ข่าวด้วย
หลังจากเซี่ยเสี่ยวหลานเซ็นสัญญากับเทศบาลเมืองเสร็จแล้ว เรื่องนี้เป็นอันแน่นอนแล้ว ทางสำนักงานท้องถิ่นฝูเถียนจึงแจ้งข่าวให้กับตระกูลหลัวทราบ เจ้าหน้าที่ของสำนักงานท้องถิ่นเองก็ตั้งใจทำเช่นนี้ เพราะหากทำตามแผนการรวบรวมพื้นที่เดิม ที่ดินผืนนี้คงถูกขายให้กับนายทุนชาวต่างชาติอย่างแน่นอน แต่ผู้ใหญ่บ้านตัวเล็กๆอย่างหลัวเต๋อกุ้ยมีสิทธิ์อะไรมาขัดคำสั่งนโยบายของรัฐ?
นี่คือการทำลายความสามัคคีกันอย่างเห็นได้ชัด แค่บ่อขยะเหม็นเน่าแห่งเดียว หากขายให้กับนายทุนชาวต่างชาติก็จะได้รับเงินชดเชย แต่หากไม่ขาย อนาคตทางสำนักงานท้องถิ่นฝูเถียนคงต้องจ่ายเงินค่ากำจัดขยะเอง โชคดีที่บริษัทฉี่หางซื้อที่ดินผืนนั้นไปแล้ว ทางสำนักงานท้องถิ่นฝูเถียนจึงสามารถประหยัดเงินก้อนนี้ไปได้
ตระกูลหลัวทำลายนโยบายส่วนรวม ปกปิดที่ดินบ่อน้ำเน่าขนาด23ไร่ เจ้าหน้าที่ของสำนักงานท้องถิ่นรู้สึกไม่พอใจตระกูลหลัวเป็นอย่างยิ่ง จึงตั้งใจไม่แจ้งข่าวพวกเขาก่อนล่วงหน้า และเป็นไปตามคาด หลังแจ้งข่าวกับตระกูลหลัว พวกเขาก็เริ่มโวยวายทันที
คนที่โวยวายมากที่สุดหาใช่หลัวเต๋อกุ้ยหรือหลัวเย่าจง แต่กลับเป็นผู้เฒ่าหลัว
หลังได้ยินว่ารัฐบาลขายบ่อทองของตระกูลเขาให้กับบริษัทอสังหาริมทรัพย์ ผู้เฒ่าหลัวก็น้ำตาไหลพราก พลางคร่ำครวญไม่หยุด “นั่นคือที่ดินฮวงจุ้ยดีของตระกูลหลัวของเรา จะขายได้อย่างไร ขายได้อย่างไรกัน... เย่าจง เย่าจง หลานเป็นคนทำใช่ไหม?”
หลัวเย่าจงเองก็รู้สึกมึนงง
เขาอยากคุยกับนายทุนชาวต่างชาติ อยากขายที่เพื่อแลกกับเงินชดเชย แต่เขาถูกปู่ขังอยู่ในบ้านมาโดยตลอด ไม่มีโอกาสไปขายที่ดินกับใครอยู่แล้ว!
แต่พอรู้ว่าบ่อน้ำเน่าถูกขายออกไปแล้ว หลัวเย่าจงคือคนที่ดีใจที่สุด เขาไม่สนว่าขายออกไปได้อย่างไร เขาสนแค่ว่าที่ดินจำนวน23ไร่จะได้เงินชดเชยทั้งหมดเท่าไร?
หลัวเย่าจงดีใจจนเนื้อเต้น ไม่สนสักนิดว่าปู่ของเขาจะร้องไห้ฟูมฟายแค่ไหน เขาถามคำถามกับเจ้าหน้าที่อย่างตื่นเต้น
หลัวเต๋อกุ้ยผู้เป็นพ่อรู้สึกถึงความผิดปกติ ทำไมขายที่ดินไปแล้วถึงค่อยมาบอกตระกูลหลัว หรือว่าเบื้องบนกำลังไม่พอใจเขา? หลัวเต๋อกุ้ยร้อนตัว สาเหตุที่ที่ดินตรงบ่อน้ำเน่าไม่ได้ตกเป็นของนายทุนชาวต่างชาติก็เพราะเขาอยู่เบื้องหลังนั่นเอง
“หัวหน้า ไม่ทราบว่าเรื่องนี้...”
หัวหน้าสำนักงานท้องถิ่นแค่นหัวเราะ “ยังไม่ชัดเจนอีกหรือ นี่คือที่ดินสำหรับก่อสร้างที่อยู่อาศัยเชิงพาณิชย์แห่งแรกที่ทางเทศบาลเมืองอนุมัติให้กับบริษัทเอกชน ถ้าผมเป็นคุณ ผมจะให้ความร่วมมือกับอีกฝ่ายแต่โดยดี อย่าคิดก่อความวุ่นวายเลย ขยะที่นั่นเป็นฝีมือของคนหมู่บ้านกานเฉวียนสินะ คนเขาจะช่วยกำจัดขยะให้แบบไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย พวกคุณยังจะเอาอะไรอีก? สหายเหล่าหลัว เกิดเป็นคนไม่ควรโลภจนเกินงาม รู้จักขอบเขตของตัวเองเสียบ้าง!”
คำพูดของหัวหน้าสำนักงานท้องถิ่นทำให้หลัวเต๋อกุ้ยอกสั่นขวัญแขวนยิ่งนัก
นี่ไม่ใช่คำบอกใบ้ แต่เป็นคำเตือนอย่างชัดเจนว่าอย่าไปหาเรื่องผู้ซื้อที่ดิน ในเมื่อมันคือที่ดินสำหรับสร้างที่อยู่อาศัยผืนแรกที่ทางเทศบาลเมืองเซ็นอนุมัติให้กับบริษัทเอกชน ก็แสดงว่าทางเทศบาลเมืองให้ความสำคัญกับโครงการนี้เป็นอย่างมาก และไม่ต้องการให้ใครเข้ามาสร้างความเดือดร้อนเป็นอันขาด!
หลัวเต๋อกุ้ยยังรับรู้ได้อีกว่า หัวหน้าของสำนักงานท้องถิ่นไม่พอใจเขา
ตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านของเขาได้มาจากการเลือกตั้งของชาวบ้าน แต่หากไม่ผ่านความเห็นชอบของสำนักงานท้องถิ่นฝูเถียน ตำแหน่งของเขาก็คงไม่มั่นคงอีกต่อไป
หลัวเต๋อกุ้ยรู้สึกลำบากใจยิ่งนัก เพราะพ่อของเขาบอกว่าที่นั่นเป็นที่ดินฮวงจุ้ยดี เขาจึงติดอยู่ตรงกลางระหว่างสองฝ่าย สุดท้ายบ่อน้ำเน่าก็ถูกขายให้คนอื่น ทว่าภาพลักษณ์ของเขาในสายตาหัวหน้ากลับถูกทำลายไปหมดแล้ว!
หลัวเต๋อกุ้ยไม่สนผู้เป็นพ่ออีกต่อไป เขาตบอกรับปากว่าจะให้ความร่วมมือกับการตัดสินใจของเทศบาลเมืองอย่างเต็มที่
ไม่ให้ความร่วมมือแล้วจะมีประโยชน์อะไร?
ถึงอย่างไรที่ดินก็เป็นของประเทศชาติ
เผิงเฉิงอยู่ระหว่างการพัฒนา เรื่องนี้ไม่ว่าอย่างไรก็หนีไม่พ้น!
หลังส่งเจ้าหน้าที่จากสำนักงานท้องถิ่นกลับไปแล้ว ผู้เฒ่าหลัวก็หยุดร้องไห้ สายตาของชายชราทอประกายความโมโห ก่อนจะคว้าไม้กระบองขึ้นมาฟาดไปที่หลัวเย่าจง “ไอ้หลานไม่รักดี ตะโกนโหวกเหวกจนชาวบ้านรู้กันทั่วว่ามันคือที่ดินฮวงจุ้ยดีของตระกูลหลัว ถูกคนซื้อไปแบบนี้ ตระกูลหลัวของเราคงขาดทุนย่อยยับ!”
เวลานี้ใครก็ห้ามผู้เฒ่าหลัวไม่ได้ หลัวเย่าจงร้องโอดโอยด้วยความเจ็บปวด ทว่าหลัวเต๋อกุ้ยไม่คิดจะห้ามแต่อย่างใด
เขาอยากตีลูกชายมานานแล้ว แต่ทุกครั้งพ่อของเขามักจะเข้ามาขวางอยู่เสมอ ตอนนี้พ่อเป็นคนลงมือเอง ดังนั้นย่อมไม่เกี่ยวอะไรกับเขา
หลัวเย่าจงถูกคุณปู่ที่โอ๋เขามาโดยตลอดฟาดไม่ยั้ง เขารู้สึกน้อยใจ จึงยกมือกุมศีรษะพลางแก้ตัวไปว่า “มันไม่เกี่ยวอะไรกับผมเสียหน่อย มีคนมาสืบเรื่องบ่อน้ำเน่านั้นตั้งนานแล้ว ไม่ใช่ว่าผมอยากขายที่ แต่มีคนอยากซื้อมันอยู่แล้วต่างหาก...”
พอหลัวเย่าจงเรียบเรียงความคิดของตัวเองได้ก็ตะลึงงัน
จู่ๆ เจ้าแม่มาเฟียจะมาถามเรื่องบ่อน้ำเน่านั้นทำไมกัน
อีกทั้งหลังจากนั้นไม่นานก็มีคนมาซื้อบ่อน้ำเน่าไป สองเรื่องนี้ต้องมีความเกี่ยวข้องกันอย่างแน่นอน
หลัวเย่าจงหยุดนิ่งได้ไม่นานก็ถูกกระบองฟาดลงมาอีกหลายครั้ง ครั้งนี้หลัวเต๋อกุ้ยยอมช่วยลูกชายแล้ว “พ่อ ให้เย่าจงอธิบายให้ชัดเจนก่อนเถิด ที่ดินผืนนี้จะขายหรือไม่เป็นเรื่องของตระกูลหลัว ถูกคนปั่นหัวแบบนี้แล้วตระกูลหลัวจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน”
ที่ดินถูกขายไปแล้ว เบื้องบนถึงแจ้งให้ตระกูลหลัวได้รับทราบ การกระทำเช่นนี้หลัวเต๋อกุ้ยเองก็รู้สึกไม่พอใจเช่นกัน
หลัวเย่าจงสายตาหลุกหลิก อ้ำอึ้งพูดไม่เต็มประโยค ผู้เฒ่าหลัวหยิบกระบองขึ้นมาอีกครั้ง หลัวเย่าจงถึงยอมปริปาก “ก็คือผู้หญิงคนนั้นที่เคยยกพวกมาซ้อมผม เมื่อหลายวันก่อนผมออกจากบ้านไปกินเหล้า เธอพาผู้ชายคนหนึ่งมาดักรอผมที่บ่อน้ำเน่า ถามผมว่าที่ดินผืนนี้มีความเป็นมาอย่างไร... ต้องเป็นฝีมือเธอแน่นอน!”
ผู้หญิงที่พาพวกมาซ้อมหลัวเย่าจง แน่นอนว่าหลัวเต๋อกุ้ยรู้จัก
หลัวเต๋อกุ้ยไปช่วยลูกชาย แต่กลับถูกอีกฝ่ายด่าไม่ยั้ง
ลูกชายเขาไม่เอาไหน ไปลวนลามอีกฝ่ายจึงโดนซ้อมกลับมา
หลัวเต๋อกุ้ยไม่อยากคุยด้วยเหตุผล แต่อีกฝ่ายพาคนมาเยอะมากเหลือเกิน เขาจึงต้องเป็นฝ่ายที่ยอมจำนน
หลัวเต๋อกุ้ยมองหน้าลูกชายอย่างจับผิด “แกเห็นว่าเธอสวย เลยยอมร่วมมือด้วย และยกบ่อน้ำเน่าให้เธอไปใช่ไหม”
ผู้เฒ่าหลัวบีบไม้กระบองที่อยู่ในมือแน่น
ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง หลานชายของเขาช่างฉลาดเหลือเกิน เพราะไม่แน่หลานชายของเขาก็อาจจะจีบผู้หญิงคนนั้นติด
น่าเสียดายที่การทำชั่วก็ต้องใช้สมอง และหลัวเย่าจงเป็นคนเจ้าแผนการขนาดนั้นเสียที่ไหน เขาสาบานว่าไม่ใช่ฝีมือของตน
ผู้เฒ่าหลัวรู้สึกผิดหวังมาก หลัวเต๋อกุ้ยเองก็ดูห่อเหี่ยวไม่แพ้กัน
ตระกูลหลัวล้วนเป็นเช่นนี้ พวกเขาไม่กลัวว่าลูกหลานจะไร้ศีลธรรม พวกเขาคิดว่าคนดีมักถูกรังแก ดังนั้นเกิดเป็นคนต้องร้ายหน่อยถึงจะมีความสุข
ร้ายหรือไม่ไม่สำคัญ ที่น่ากลัวที่สุดคือไม่ฉลาดพอ
หลัวเย่าจงเป็นคนโง่ อายุยี่สิบกว่าแล้วยังคิดไม่ได้ หลัวเต๋อกุ้ยรู้สึกกลุ้มใจเหลือเกิน “พ่อ หาเมียให้เย่าจงสักคนดีไหม ไม่แน่หลังมีครอบครัวแล้วอาจจะเป็นผู้เป็นคนขึ้นมาบ้าง”
ผู้เฒ่าหลัวเดาะลิ้น “เย่าจง คนที่มาสืบข่าวกับเอ็งคงเป็นคนที่ซื้อที่ดินของพวกเราไป ในเมื่อเอ็งเคยคิดจีบสาวคนนั้น แสดงว่าเธอหน้าตาสวยมากใช่หรือไม่?”
หลัวเย่าจงพยักหน้า
ก็ต้องสวยมากอยู่แล้ว เขาไม่เคยเห็นผู้หญิงคนไหนสวยขนาดนั้นมาก่อน แม้แต่ดาราสาวในโทรทัศน์ก็ยังสวยสู้เธอคนนั้นไม่ได้
ผู้เฒ่าหลัวตบโต๊ะ
“ถ้าอย่างนั้นก็ดี ในเมื่อเธอซื้อที่ดินไปแล้ว เอ็งก็ไปขอเธอแต่งงานเสีย หากเป็นเช่นนั้นสุดท้ายที่ดินก็จะยังตกเป็นของคนตระกูลหลัวต่อไป! ลูกของพวกเอ็งก็คือลูกหลานของตระกูลหลัว ที่ดินผืนนั้นจะต้องถูกสืบทอดต่อไปให้กับทายาทตระกูลหลัวจากรุ่นสู่รุ่น!”
สมองของหลัวเย่าจงปรากฏภาพใบหน้าอันงดงามของเซี่ยเสี่ยวหลาน ถ้าเขาได้แต่งงานกับเซี่ยเสี่ยวหลานจริง แค่คิดก็ทำเอาหลัวเย่าจงใจเต้นระรัว
ทว่าเซี่ยเสี่ยวหลานสวยก็จริง แต่เธอโหดร้ายเกินไป
ถ้าแต่งงานกับเธอ เขาคงถูกซ้อมวันละสามรอบอย่างแน่นอน ดังนั้นสวยแค่ไหนก็ไม่มีประโยชน์!
หลัวเต๋อกุ้ยรู้สึกเอือมระอายิ่งนัก พ่อของเขาช่างกล้าคิด เย่าจงเป็นคนแบบไหนก็รู้กันอยู่ในขณะที่อีกฝ่ายคือคนที่มีเงินซื้อที่ดินขนาด23ไร่ มีหรือที่คนเขาจะยอมแต่งงานกับเย่าจง?
หลัวเต๋อกุ้ยไม่กล้าคิดเพ้อฝันสักนิด!
ผู้เฒ่าหลัวส่ายศีรษะ
“คนเราต้องกล้าคิดกล้าทำ เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ในตอนนี้ อนาคตอาจจะพลิกผันก็เป็นได้ ฟังที่พ่อพูด ผู้หญิงคนนั้นซื้อที่ดินเพื่อสร้างบ้าน ลูกเป็นผู้ใหญ่บ้านของหมู่บ้านกานเฉวียน มังกรต่างถิ่นต่อให้เก่งแค่ไหน สุดท้ายก็ต้องยอมศิโรราบให้กับงูท้องถิ่น โครงการเริ่มก่อสร้างเมื่อไร ลูกค่อยพาคนไปเรียกร้องขอความยุติธรรม”
จบตอน
Comments
Post a Comment