ตอนที่ 781: อยากอยู่ที่ปักกิ่ง!
“พี่สะใภ้เว่ยว่าอย่างไรบ้าง?”
เมื่อเดินลงมาถึงชั้นล่าง เซี่ยเสี่ยวหลานก็จับมือโจวเฉิงไว้ตลอดเวลา
โจวเฉิงอยากสูบบุหรี่ ขณะที่เขาเพิ่งคลำเจอซองบุหรี่ในกระเป๋ากางเกง ก็นึกขึ้นได้ว่าที่นี่คือโรงพยาบาล โจวเฉิงจึงยัดมันกลับลงไปในกระเป๋า
“พอเธอรู้เรื่องก็ร้องไห้ออกมา ตอนฉันเอาอัฐิของสือข่ายกลับบ้าน ฉันก็ตั้งใจแล้วว่าจะบอก... แต่หัวหน้าของวิทยาลัยบอกว่าสถานการณ์อย่างบ้านสือ มีทั้งคนแก่เจ็บออดๆแอดๆ คนหนุ่มก็สติไม่เต็มเต็ง เขากลัวว่าพวกป้าสือจะควบคุมอารมณ์ไม่อยู่เลยไม่ยอมให้ฉันพูด”
หลายวันมานี้โจวเฉิงมักนอนฝันร้ายอยู่ทุกคืน เขาฝันเห็นตอนระเบิดมือระเบิดออก ร่างของสือข่ายถูกระเบิดจนแหลกเป็นชิ้นต่อหน้าเขา
ภาพนั้นเหมือนหนังที่ฉายซ้ำๆ และคงมีเพียงไม่กี่คนที่จะยอมรับมันได้
การที่ตระกูลสือไม่เข้าใจ สร้างแรงกดดันทางจิตใจให้กับโจวเฉิงเป็นเท่าตัว นี่คือผลลัพธ์ที่เขาไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
เวลานี้โจวเฉิงกดดันมากพอแล้ว ดังนั้นเซี่ยเสี่ยวหลานจะตื่นตระหนกไม่ได้ “พี่สะใภ้เว่ยจะโกรธก็ไม่แปลก ต่อให้เธอระเบิดอารมณ์ใส่ฉัน ฉันก็เข้าใจ เธอรับไม่ได้ที่ต้องสูญเสียสามีเช่นนี้ ฉันก็รับไม่ได้ถ้าต้องเสียเธอไปเหมือนกัน แค่สือข่ายช่วยชีวิตเธอไว้ ชาตินี้ฉันก็จะยอมถอยให้พี่สะใภ้ไปทั้งชาติ! โจวเฉิง นี่ไม่ใช่เรื่องของเธอคนเดียว แต่เป็นสิ่งที่พวกเราสองคนต้องเผชิญหน้าไปด้วยกัน”
โจวเฉิงไม่ได้โมโหในท่าทีของเว่ยเจวียนหง แต่ท่าทีของเว่ยเจวียนหงนั้นทำให้เขารู้สึกผิด
สิ่งที่เขาได้ครอบครองทั้งหมดในปัจจุบันเกิดขึ้นได้เพราะสือข่ายใช้ชีวิตของตนแลกกับชีวิตของเขามา แล้วเขายังจะไม่อนุญาตให้เว่ยเจวียนหงโกรธแค้นได้อย่างไร?
“พี่สะใภ้เว่ยบอกแล้วว่าไม่อยากให้ป้าสือรู้ เธอห้ามไม่ให้พวกเราบอกป้าสือ”
ไม่บอกป้าสือ?
เซี่ยเสี่ยวหลานกลับคิดว่าในเมื่อบอกแล้วก็ควรบอกให้จบในคราวเดียว มิเช่นนั้นจะให้บอกตอนไหนกัน?
แต่เว่ยเจวียนหงขอร้องแค่เรื่องนี้เรื่องเดียว โจวเฉิงกับกวนฮุ่ยเอ๋อมีหรือจะปฏิเสธได้
ช่างเถอะ ไม่บอกก็ไม่บอก ป้าสือเพิ่งผ่าตัดเสร็จ อย่าทำให้เธอร้องไห้คงจจะดีกว่า
ความสนใจทั้งหมดของเซี่ยเสี่ยวหลานอยู่ที่ตัวโจวเฉิง “วันหยุดของเธอใกล้หมดแล้วใช่หรือเปล่า จะกลับวิทยาลัยเมื่อไรล่ะ”
“อาการของป้าสือนิ่งเมื่อไรก็ต้องกลับแล้วละ เสี่ยวหลาน ฉันรู้สึกผิดกับเธอจริงๆ”
วันหยุดครั้งนี้ใช้ไปกับการจัดการเรื่องของตระกูลสือทั้งหมด นี่คือเรื่องที่โจวเฉิงสมควรทำ แน่นอนว่าเขาสมควรทำมัน! แต่นอกจากความรับผิดชอบต่อคนตระกูลสือแล้ว เขาก็กำลังคบหากับเซี่ยเสี่ยวหลานอยู่ ควรแบ่งเวลาให้เธอบ้างมิใช่หรือ
เขารู้สึกผิดกับตระกูลสือ และรู้สึกผิดต่อเสี่ยวหลานมากเหลือเกิน
เซี่ยเสี่ยวหลานอยากให้เขาผ่อนคลายขึ้น “ฉันมีข่าวดีอยากบอกเธอ เปิดเทอมมาได้สองอาทิตย์แล้ว แต่เรื่อง ‘นักศึกษาแลกเปลี่ยน’ ทางมหาวิทยาลัยยังไม่พูดถึงเลย น่าจะเลื่อนไปจนถึงตอนขึ้นปีที่สอง ภาคเรียนนี้ฉันคงไม่ต้องเดินทางไปไหน เธอกลับวิทยาลัยเมื่อไร ฉันก็สามารถไปเยี่ยมเธอได้!”
จากปักกิ่งไปจี้เป่ยใกล้จะตาย
ไปกลับช่วงสุดสัปดาห์ย่อมมีเวลาเหลือเฟือ เซี่ยเสี่ยวหลานไม่รู้สึกลำบากแม้แต่น้อย เพราะชีวิตของเธอดีขึ้นทุกวัน
โจวเฉิงกำลังจะพูด ทว่าเซี่ยเสี่ยวหลานกลับเขย่งเท้าจูบเขาพลางเอ่ยเสียงเบา
“ไม่ต้องพูดอะไร...ฉันยินดี...”
แค่นั่งรถไฟไม่ใช่เรื่องใหญ่สักนิด เสียเงินเสียเวลาแต่ได้พบหน้า ขอเพียงโจวเฉิงสามารถยืนอยู่ตรงหน้าเธออย่างครบสามสิบสอง เธอก็รู้สึกโชคดีมากแล้ว
การเสียสละของสือข่ายสร้างแรงกดดันให้โจวเฉิง และส่งอิทธิพลกับเซี่ยเสี่ยวหลานด้วยเช่นกัน
ตอนนี้เธอมีความคิดชั่ววูบบางอย่าง โจวเฉิงอยากแต่งงานมิใช่หรือ? ตอนนี้ถ้าพวกเธอไปจดทะเบียนสมรสกันอย่างเรียบง่ายก็เท่ากับแต่งงานกันแล้วใช่หรือไม่
“โจวเฉิง พวกเราแต่ง...อื้อ…”
โจวเฉิงพลิกมาเป็นฝ่ายรุก จงใจห้ามเธอพูดต่อ
โจวเฉิงได้ยินไม่ชัดหรือ?
เซี่ยเสี่ยวหลานถูกโจวเฉิงจูบจนตาพร่าไปหมด สมองไม่อาจประมวลผลได้ไปชั่วขณะ
ความคิดชั่ววูบของเธอมาไวไปไวยิ่งนัก ตอนนี้เธอดึงสติกลับมาได้ และนึกขึ้นได้ว่าเธอกับโจวเฉิงยังเด็กเกินไป เซี่ยเสี่ยวหลานจำได้ว่ากฎหมายสมรสของปี1985 ไม่เหมือนกับในอนาคต ฝ่ายชายต้องอายุ22ปี ส่วนฝ่ายหญิงต้องอายุ20ปีขึ้นไปถึงจะแต่งงานกันได้ แน่นอนว่ายังเหลือเวลาอีกหลายเดือนกว่าเธอจะอายุ20ปีบริบูรณ์
ในขณะที่โจวเฉิงนั้นอีกไม่นานก็จะอายุครบ22ปีแล้ว
ความจริงอย่างที่สองที่เรียกสติเซี่ยเสี่ยวหลานคือ มหาวิทยาลัยไม่มีทางยอมให้เธอแต่งงานนั่นเอง
มหาวิทยาลัยช่วงปี1985 ยังไม่เปิดกว้างถึงขนาดยอมให้นักศึกษาปริญญาตรีแต่งงานได้ คบกันเป็นแฟนทางมหาวิทยาลัยสามารถหลับตาได้ข้างหนึ่ง แต่การแต่งงานคงเป็นไปไม่ได้อย่างแน่นอน
เซี่ยเสี่ยวหลานขอให้โจวเฉิงอยู่เป็นเพื่อน พวกเขาอยู่ที่ชั้นล่างพักใหญ่ เมื่อเห็นว่ามีคนเดินเข้าเดินออกโรงพยาบาลตลอดเวลาทั้งสองจึงตัดสินใจกลับขึ้นชั้นบน พอมาถึงก็พบว่าป้าสือได้สติแล้ว
โจวเฉิงรู้ดีว่าควรกลับไปรายงานตัวกับสถาบันเสียที เขาจึงถามคำถามเดียวกับที่ถามเว่ยเจวียนหงก่อนหน้านี้ว่า
“พี่สะใภ้เว่ย เรื่องงานของพี่...”
เว่ยเจวียนหงดวงตาแดงก่ำ “ฉันจะทำงานที่ปักกิ่ง พวกเราตระกูลสือจะอยู่ปักกิ่งกันหมด ได้หรือไม่”
น้ำเสียงของเธอเจือไปด้วยความบีบคั้น สิ่งที่เธอพูดดูไม่เหมือนผ่านการพิจารณามาอย่างถี่ถ้วน แต่เหมือนกำลังแสดงความไม่พอใจเสียมากกว่า
เซี่ยเสี่ยวหลานกับกวนฮุ่ยเอ๋อนึกว่าเว่ยเจวียนหงจะอยากกลับบ้านเกิด เพราะตอนอยู่ปักกิ่งเธอดูกังวลเป็นอย่างมาก
ใครจะไปคิดว่าเว่ยเจวียนหงกลับต้องการอยู่ปักกิ่งต่อ
โจวเฉิงย่อมไม่ปฏิเสธ เดิมทีเขาก็มีความตั้งใจเช่นนั้นเหมือนกัน
ป้าสือมีผ้าพันแผลพันรอบดวงตา ตอนนี้ยาชาหมดฤทธิ์แล้ว เธอนอนอยู่บนเตียงแต่ก็สามารถพูดคุยได้ตามปกติ “เจวียนเอ๋อร์ พวกเรากลับบ้านเกิดกันเถิด ไม่ต้องอยู่ที่ปักกิ่งหรอก”
คนเมืองหลวงล้วนทะเยอะทะยาน ป้าสือรู้สภาพครอบครัวของตัวเองดี
ทั้งบ้านทำเป็นแค่ทำไร่ไถนา ไม่เคยทำงานด้านอื่นเลยสักคน
โจวเฉิงบอกว่าประเทศจะจัดสรรงานให้เว่ยเจวียนหงกับสือผิง ถ้าเช่นนั้นที่นาในอำเภอป๋อทงคงต้องส่งคืนรัฐส่วนหนึ่ง แต่บ้านหลังเดิมยังคงอยู่สินะการกลับบ้านเกิดทำให้ป้าสือรู้สึกอุ่นใจมากกว่า ดวงตาเธอหายดีเมื่อไรเธอจะช่วยดูแลหลานและปลูกพืชผักสวนครัว เธอจะไม่ยอมเป็นตัวถ่วงของลูกสะใภ้อย่างแน่นอน
แต่ถ้าอยู่ปักกิ่งแล้วคนตระกูลสือจะทำอะไรได้?
คนปักกิ่งพูดภาษาจีนกลาง ในขณะที่ตระกูลสือมาจากชนบท พอป้าสือพูดทีไรก็รู้สึกว่าสำเนียงของตนนั้นบ่งบอกถึงความเป็นคนบ้านนอกอย่างชัดเจน
ด้วยเหตุนี้การอยู่ที่ปักกิ่งมันทำให้เธอรู้สึกไม่สบายใจ เธอเป็นคนชนบท มาจากหมู่บ้านทางตะวันตกเฉียงใต้ รักษาตัวเสร็จแล้วก็ควรกลับบ้านเกิดไม่ใช่หรือ ก่อนหน้านี้เว่ยเจวียนหงก็คิดเช่นนั้น แต่ตอนนี้อยู่ๆกลับเปลี่ยนใจ ป้าสือจึงเริ่มรู้สึกกังวลขึ้นมาอีกครั้ง
เจวียนหงไม่ได้หลงความหรูหราของเมืองหลวงใช่หรือเปล่า?
แม้ป้าสือจะมองเห็นไม่ชัด แต่เธอก็สัมผัสได้ถึงความแตกต่างระหว่างปักกิ่งกับชนบท
มีรถให้นั่ง มีบ้านพักรับรองที่สะอาดสะอ้าน อยากกินข้าวก็ไม่ต้องลงมือทำเอง เรื่องพวกนี้ช่างดีเยี่ยมเหลือเกิน
แต่มันเป็นสิ่งที่คนตระกูลสือสมควรได้รับอย่างนั้นหรือ?
เว่ยเจวียนหงไม่ตอบ ป้าสือจึงเพิ่มระดับเสียงอีกครั้ง “เจวียนเอ๋อร์?”
เว่ยเจวียนหงเดินไปสองก้าว “แม่คะ ทำไมเราจะอยู่ต่อไม่ได้คะ สือข่ายเป็นวีรบุรุษ ประเทศจะจัดหางานให้ฉันกับสือผิง อีกหน่อยลูกสองคนก็จะได้เรียนหนังสือที่ปักกิ่ง พวกเราเป็นคนชนบทได้ แต่เด็กสองคนจะต้องเป็นคนเมืองค่ะ”
พอพูดถึงลูกสองคนของสือข่ายกับเว่ยเจวียนหง ป้าสือก็อ้าปากเล็กน้อยด้วยไม่รู้จะเถียงกลับอย่างไร แต่เห็นได้ชัดว่าเธอไม่เห็นด้วยกับความคิดที่จะอยู่ปักกิ่งต่อไป
ประเทศให้งานครอบครัวทหารผู้เสียสละ แต่ไม่ได้บอกว่าจะหางานที่ปักกิ่งให้
ใครๆก็อยากเดินทางเข้าปักกิ่ง แต่ที่นี่คงต้อนรับประชากรทั้งประเทศไม่ได้อย่างแน่นอน
สุดท้ายแล้วก็คงต้องรบกวนโจวเฉิงอีกมิใช่หรือ?
ป้าสือเถียงสู้ลูกสะใภ้ไม่ไหว เธอจึงร้อนใจจนหายใจหอบ
เซี่ยเสี่ยวหลานเห็นทั้งคู่ใกล้ทะเลาะกันเต็มทีจึงพยายามผ่อนคลายบรรยากาศที่กำลังมาคุอยู่ในตอนนี้
“คุณป้า ความคิดของพี่สะใภ้เว่ยก็ดีเหมือนกันนะคะ คนเราต้องก้าวไปข้างหน้า ถ้ามีโอกาสอยู่ในที่ที่ดีกว่าก็ควรลองดูสักตั้ง ฉันขอบอกตามตรงว่าครอบครัวของฉันก็ย้ายจากต่างถิ่นเข้ามาอยู่ปักกิ่งเช่นกัน ตอนนี้ฉันเองก็กำลังค่อยๆปรับตัวค่ะ”
เว่ยเจวียนหงแค่อยากระบายอารมณ์ แต่โจวเฉิงคงไม่อาจปฏิเสธได้ ดังนั้นเซี่ยเสี่ยวหลานจึงต้องเป็นฝ่ายก้าวออกมาไกล่เกลี่ยให้
ก็แค่อยากอยู่ที่ปักกิ่งไม่ใช่หรือ?
ต่อให้ไม่พึ่งพาตระกูลโจว เซี่ยเสี่ยวหลานคิดว่าเธอเองก็ทำให้ได้เช่นกัน และเธอมั่นใจว่าเธอสามารถช่วยแก้ไขปัญหาให้โจวเฉิงได้อย่างแน่นอน!
ตอนที่ 782: แฟนฉันดูแปลกไป
เว่ยเจวียนหงเงยศีรษะมองเซี่ยเสี่ยวหลานอย่างรวดเร็ว
สีหน้าของเซี่ยเสี่ยวหลานไม่มีความตะขิดตะขวงใจแต่อย่างใด อยากอยู่ต่อก็อยู่สิ ปักกิ่งปี1985 อากาศอบอุ่นกว่าสามสิบปีให้หลังยิ่งนัก ราคาบ้านก็ถูกและเต็มไปด้วยโอกาสมากมาย
หากราคาบ้านเฉลี่ยเป็นเงินหลายหมื่นหยวนต่อตารางเมตรเมื่อไร แม้แต่นักศึกษายังหมดหวังว่าจะได้ตั้งรกรากอยู่ที่เมืองหลวง แล้วนับประสาอะไรกับชาวไร่ชาวนาที่มาจากพื้นที่ห่างไกล
การเข้ามาทำงานรับจ้างในปักกิ่งไม่นับว่าเป็นการตั้งรกราก แต่ถึงอย่างไรก็จำเป็นต้องมีบ้านอยู่ปักกิ่ง บ้านคืออะไร คือที่ใช้หลบลมฝน ไม่ถูกเจ้าของบ้านเช่าไล่ไปที่อื่น บ้านที่เป็นของตัวเอง!
ตอนนี้คือช่วงปฏิรูปประเทศ หากตรากตรำทำงานหนักอย่างตั้งใจ ไม่ใช่เรื่องยากที่จะเก็บเงินมาซื้อบ้านหลังเล็กๆสักหลัง
เรือนสี่ประสานที่อยู่ภายในวงแหวนรอบที่สองราคาหลายหมื่นหยวน ราคาของมันสูงจนคนทั่วไปซื้อไม่ไหว แต่ถ้าอยู่ไกลออกไป อย่างเช่นบ้านเดี่ยวแถบนอกวงแหวนรอบที่สาม ตอนนี้ราคายังไม่สูงมากนัก หากตระกูลสืออยากอยู่ที่ปักกิ่งย่อมไม่ใช่เรื่องยาก เพียงใช้เงินชดเชยของสือข่ายซื้อบ้านแบบนี้สักหลังก็คงเพียงพอแล้ว... หรือถ้าไม่อยากใช้เงินที่ได้จากการสละชีพของสือข่าย ตระกูลสือก็ใช่ว่าจะไม่มีผู้สนับสนุน โจวเฉิงย่อมยินดีให้ความช่วยเหลืออย่างแน่นอน
เว่ยเจวียนหงรู้และเข้าใจจุดนี้ดีถึงได้พูดขึ้นมา
แต่ป้าสือไม่รู้จึงคัดค้านหัวชนฝา
“คุณป้าคะ พี่สะใภ้เว่ยพูดถูกค่ะ ปักกิ่งเจริญกว่าอำเภอป๋อทง อนาคตความแตกต่างของทั้งสองสถานที่นี้จะยิ่งมากขึ้นเรื่อยๆ ถ้าหางานในปักกิ่งให้พี่สะใภ้เว่ยกับน้องสือผิงได้ ครอบครัวคุณป้าจะอยู่ที่นี่ต่อก็คงไม่มีปัญหาแน่นอนค่ะ”
พอเซี่ยเสี่ยวหลานเอ่ยปาก ป้าสือจึงเปิดใจรับฟัง
แต่ยิ่งฟังป้าสือก็ยิ่งสับสน
การเยียวยาที่มีให้กับญาติทหารกล้ามีอะไรบ้าง เหมือนเคยมีคนบอกกับป้าสือก่อนหน้านี้แล้ว
สถานการณ์ของตระกูลสือค่อนข้างพิเศษ ดังนั้นทางรัฐจึงต้องการช่วยจัดหางานเพิ่มให้อีกหนึ่งตำแหน่งงาน ทำให้เว่ยเจวียนหงกับสือผิงได้กินเงินเดือนของประเทศชาติ เรื่องดีๆแบบนี้ทำให้ญาติฝั่งแม่ของเว่ยเจวียนหงรู้สึกอิจฉาจนตาเป็นมัน มีญาติมาเยี่ยมเยียนประตูบ้านสือไม่ขาดสายเพื่อช่วงชิงตำแหน่งงานอีกหนึ่งตำแหน่งนั้น พี่น้องแท้ๆยังเห็นแก่ผลประโยชน์ เพราะพวกเขารู้ว่าตำแหน่งงานนั้นได้มายากและมีคุณค่ามากแค่ไหน
อีกทั้งยังเป็นงานที่อำเภอป๋อทงอีกด้วย
ถ้าย้ายมาอยู่ปักกิ่งจะจัดการง่ายๆอย่างนั้นหรือ?
แม้ป้าสือจะเป็นชาวชนบท แต่เธอก็รู้ดีว่าประเทศชาติคงไม่จัดหางานที่ปักกิ่งให้กับญาติทหารกล้า ถ้าทำเช่นนี้กับทุกคน กรุงปักกิ่งจะรองรับคนเข้าทำงานได้หมดหรือ!
โจวเฉิงพาครอบครัวเธอเดินทางจากป๋อทงมายังเมืองหลวง อีกทั้งยังช่วยหาหมอที่ดีที่สุดมาผ่าตัดตาให้เธอ ป้าสือเดาว่าโจวเฉิงคงเป็นคนเก่งกาจอย่างแน่นอน แต่เขาไม่ได้ติดค้างอะไรตระกูลสือ ถ้าทั้งครอบครัวหน้าด้านหน้าทนอยากอยู่ที่ปักกิ่งต่อไป ก็เท่ากับต้องพึ่งพาโจวเฉิงมิใช่หรือ?
“เจวียนเอ๋อร์ พวกเราทำแบบนั้นได้ที่ไหนกัน...”
ป้าสือพยายามคุยเหตุผลกับลูกสะใภ้
เว่ยเจวียนหงเงียบไป โจวเฉิงไม่ปล่อยให้เซี่ยเสี่ยวหลานพูดเพียงคนเดียว เขาจึงเอ่ยต่อว่า “คุณป้า คุณป้ากับพี่สะใภ้เว่ยอย่าเพิ่งเถียงกันเลยครับ เรื่องงานผมจะช่วยลองหาให้พี่สะใภ้กับสือผิงเอง อย่างไรก็ตามคุณป้าเพิ่งผ่าตัดมาคงต้องรักษาตัวอีกสักระยะ นอนพักที่โรงพยาบาลอย่างสบายใจจนกว่าจะได้ออกจากโรงพยาบาลเถิดนะครับ ระหว่างนั้นไม่แน่อาจจะมีความคืบหน้า ถึงตอนนั้นคุณป้าค่อยตัดสินใจว่าจะอยู่ต่อหรือเปล่าดีไหมครับ”
ป้าสือคลำหามือของโจวเฉิง เธอไม่รู้จะพูดอย่างไรดี
เซี่ยเสี่ยวหลานกับกวนฮุ่ยเอ๋อสบตากัน กวนฮุ่ยเอ๋อบอกว่าป้าสือเพิ่งผ่าตัดเสร็จต้องการการพักผ่อน ก่อนจะเดินออกจากห้องผู้ป่วยมาพร้อมกับเซี่ยเสี่ยวหลาน
“...บอกช้าไป สุดท้ายก็ถูกเกลียดเข้าจนได้”
“คุณน้าคะ ฉันว่าเหมือนพี่สะใภ้เว่ยกำลังระบายความไม่พอใจมากกว่าค่ะ ที่จริงนี่ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร อยากอยู่ที่ปักกิ่งต่อก็อยู่เถอะค่ะ เพียงแต่คงต้องรบกวนทางคุณน้าให้ช่วยประสานงานเรื่องตำแหน่งงาน ถ้าปล่อยให้พวกเขาอยู่ที่อำเภอป๋อทง โจวเฉิงก็คงรู้สึกไม่สบายใจอยู่ดี แต่ถ้าอยู่ที่ปักกิ่งอย่างน้อยพวกเรายังช่วยดูแลแทนโจวเฉิงได้นะคะ”
จะโกรธจะเกลียดก็เป็นเรื่องปกติ
เซี่ยเสี่ยวหลานคิดว่าเรื่องนี้ควรจัดการให้เรียบร้อย ทำเต็มที่ให้ไม่รู้สึกเสียใจในภายหลัง อีกทั้งยังช่วยลดความรู้สึกผิดให้โจวเฉิงได้อีกด้วย วันเวลาจะช่วยพิสูจน์จิตใจคน หากเว่ยเจวียนหงไม่ให้อภัยตลอดไป เซี่ยเสี่ยวหลานก็อับจนหนทาง
เพราะต่อให้เก่งกาจแค่ไหน เธอก็ไม่อาจควบคุมความคิดของคนอื่นได้น่ะสิ
สิ่งที่ควรให้ก็ให้อย่างเต็มที่แล้ว แต่ถ้ามีคนอยากหลอกใช้ความรู้สึกผิดของโจวเฉิงเพื่อบงการเขาไปทั้งชีวิต เซี่ยเสี่ยวหลานคงต้องบอกว่า โลกใบนี้ไม่ได้ง่ายดายขนาดนั้น!
ตอนโจวเฉิงออกจากห้อง เสียงถามอย่างข้องใจของป้าสือก็ดังลอดออกมาให้ได้ยิน
ทว่าป้าสือพยายามพูดอย่างไร เว่ยเจวียนหงก็ไม่เปลี่ยนความตั้งใจเดิม
ท่าทีที่มีต่อเมืองใหญ่ของภรรยาทหารกล้าผู้ล่วงลับเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ เธอยืนกรานอย่างหนักแน่นว่าจะอยู่ที่นี่ต่อ
อีกทั้งเธอยังขอโจวเฉิงกับกวนฮุ่ยเอ๋อว่าห้ามบอกความจริงกับป้าสือ ตกลงเธอคิดจะทำอะไรกันแน่
กวนฮุ่ยเอ๋อเห็นโจวเฉิงออกมาแล้วก็ทำสีหน้าอ่อนโยนขึ้น “เรื่องงานแม่กับพ่อของลูกจะช่วยประสานงานให้ ลูกกลับวิทยาลัยก่อนเถิด”
โจวเฉิงไม่ตอบ กวนฮุ่ยเอ๋อเห็นเขาผอมลงไปมากก็รู้สึกเป็นห่วง “นี่ไม่ได้เป็นการสร้างความเดือดร้อนให้ครอบครัว ลูกเป็นคนมีความคิดเป็นของตัวเองมาตั้งแต่เด็ก แต่ลูกก็ต้องเข้าใจหัวอกของแม่กับพ่อด้วย ไม่ว่าอย่างไรพวกเราก็ยินดีช่วยเหลือลูกอยู่แล้วละ”
เซี่ยเสี่ยวหลานกระตุกชายเสื้อของโจวเฉิง
กวนฮุ่ยเอ๋อแสร้งทำเป็นมองไม่เห็น ที่นิสัยของโจวเฉิงเป็นเช่นนี้ กวนฮุ่ยเอ๋อคิดว่าเป็นเพราะตอนเด็กเธอให้พี่เลี้ยงเป็นคนดูแลเขามาโดยตลอด
โจวเฉิงอาจคิดว่าพ่อแม่พึ่งพาไม่ได้ ก็เลยยีนหยัดด้วยตัวเองเป็นพิเศษใช่หรือไม่?
นิสัยแบบนี้เวลาส่วนใหญ่จะทำให้กวนฮุ่ยเอ๋อรู้สึกภาคภูมิใจ แต่บางครั้งก็ทำให้กวนฮุ่ยเอ๋อรู้สึกปวดใจเหมือนกัน อย่างเช่นเรื่องที่โจวเฉิงตะลุยอยู่กองหน้าตั้งแต่อายุแค่สิบกว่าปี ยืนหยัดด้วยตัวเองเสียจนไม่ปรึกษาคนในครอบครัวเสียก่อน!
เซี่ยเสี่ยวหลานมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของโจวเฉิงเป็นอย่างมาก ตอนนี้กวนฮุ่ยเอ๋อเลิกอิจฉาเธอเป็นการชั่วคราวและทำได้เพียงหลับตาข้างหนึ่ง ทำเป็นมองไม่เห็นว่าเซี่ยเสี่ยวหลานแอบกระตุกชายเสื้อของโจวเฉิงอยู่ด้านหลัง
ในที่สุดโจวเฉิงก็พยักหน้ารับ “ทำตามที่แม่บอกเลยครับ”
กวนฮุ่ยเอ๋อกลอกตามองบน ก่อนจะชี้ไปที่เซี่ยเสี่ยวหลาน “ลูกไม่เชื่อใจแม่แท้ๆ แต่อย่างน้อยก็ควรเชื่อใจคู่ครองที่ตัวเองเลือกมาบ้าง ถึงอย่างไรก็มีเธอคอยจับตาดูอยู่ตลอดเวลา!”
เซี่ยเสี่ยวหลานรู้สึกกดดันมาก ช่วงนี้โจวเฉิงทำตัวแปลกประหลาด กวนฮุ่ยเอ๋ออาจจะโมโหแล้วจริงๆ
“โจวเฉิง ถ้าเธอไม่เชื่อใจฉันกับคุณน้าแล้วจะเชื่อใจใครได้อีก”
โจวเฉิงพูดไม่ออก สำหรับผู้ชายแล้วมีอยู่สองเรื่องที่น่าหวั่นใจคือ หนึ่ง ทั้งแม่และคู่ครองล้วนรับมือยาก สอง แม่กับคู่ครองยืนอยู่ฝั่งเดียวกัน!
เวลาแบบนี้สัญชาตญาณการเอาตัวรอดบอกโจวเฉิงว่าเขาควรตัดสินใจอย่างไร
ดังนั้นเขาทำได้เพียงยกธงขาว
“ผมจะไปเยี่ยมคังเหว่ยก่อนกลับครับ”
ต้องแบบนี้สิ
กวนฮุ่ยเอ๋อรู้ว่าโจวเฉิงยอมถอยถึงขีดสุดแล้ว เธอจึงแย้มยิ้มออกมา “ตอนนี้คังเหว่ยดีขึ้นมากแล้ว ทว่าวันๆเอาแต่บ่นว่าถูกขังอยู่ในบ้าน ออกไปไหนก็ไม่ได้ ลูกไปคุยเป็นเพื่อนเด็กคนนั้นเถอะ จะได้ช่วยปลอบใจเขาด้วย กระดูกหักรักษาตัวร้อยวัน ถ้าเขาอยากทำอะไรคงต้องรอให้ร่างกายหายเป็นปกติเสียก่อน”
มือของเซี่ยเสี่ยวหลานมีรอยแผลเป็น คังเหว่ยเพิ่งผ่าตัดยังคงอยู่ระหว่างการพักฟื้น รวมถึงการเสียสละของสือข่าย ทุกอย่างล้วนมีส่วนที่เกี่ยวข้องกัน ความเกลียดชังที่โจวเฉิงมีต่อตระกูลตู้พอกพูนขึ้นเรื่อยๆ จนใกล้ถึงจุดระเบิดเต็มที การฝึกปฏิบัติลงสนามจริงของทางวิทยาลัยถูกสั่งระงับ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าภารกิจส่วนบุคคลของโจวเฉิงจะหยุดตาม เขาจำเป็นต้องทำอะไรบางอย่าง!
จู่ๆ เซี่ยเสี่ยวหลานก็รู้สึกใจหวิวขึ้นมา เธอยื่นมือไปจับมือของโจวเฉิง
“โจวเฉิง อย่าเพิ่งใจร้อน เรื่องพวกนี้พวกเราสามารถจัดการได้!”
ดูเหมือนว่าการเสียสละของสือข่ายจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงบางอย่างกับโจวเฉิง ไม่ใช่ว่าเขาละเลยเซี่ยเสี่ยวหลาน แต่เมื่อก่อนโจวเฉิงเป็นคนคิดตรงไปตรงมา มีความมุทะลุ แต่ก็ไม่เคยปิดบังมันต่อหน้าเซี่ยเสี่ยวหลาน ทว่าตอนนี้โจวเฉิงกลับทำให้เซี่ยเสี่ยวหลานรู้สึกอ่านใจยาก... จิตใจของโจวเฉิงเหมือนจะมีเสี้ยวหนึ่งที่ถูกม่านหมอกบดบัง ทำให้เซี่ยเสี่ยวหลานไม่อาจมองเห็นได้อย่างชัดเจน
เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องดีหรือไม่ดี เซี่ยเสี่ยวหลานเองก็ไม่รู้ ทุกคนล้วนมีความลับเป็นของตัวเอง เธอเองก็มีเรื่องที่ไม่อยากบอกให้โจวเฉิงรู้เช่นกัน อย่างเช่นการที่เธอได้มาเกิดใหม่ ความลับนี้ให้ตายเซี่ยเสี่ยวหลานก็ไม่มีวันแพร่งพรายมันออกไป
ตอนที่ 783: เธอต้องเดินนำหน้าผู้อื่น
หลังโจวเฉิงเยี่ยมคังเหว่ยเสร็จแล้วโจวเฉิงยังต้องกลับวิทยาลัย
กฎระเบียบก็คือกฎระเบียบ สามารถยืดหยุ่นได้เป็นครั้งคราว แต่ไม่มีใครสามารถฝ่าฝืนได้ตลอดเวลา
โจวเฉิงอาจจะมีอภิสิทธิ์เล็กน้อย แต่ก็ต้องดูกาลเทศะด้วยเช่นกัน เวลาส่วนใหญ่หากเขาสวมชุดเครื่องแบบก็เท่ากับว่าเขาต้องปฏิบัติตามคำสั่งอย่างเคร่งครัด ถ้าอยากได้เวลาอิสระอย่างแท้จริงก็ถอดชุดเครื่องแบบออกเสีย
เซี่ยเสี่ยวหลานรู้สึกว่าแฟนหนุ่มของตนจำเป็นต้องได้รับคำปรึกษาทางด้านจิตใจ ทว่าวันหยุดของโจวเฉิงนั้นสั้นเกินไป ไม่ให้โอกาสเธอลงรายละเอียดเจาะลึกมากกว่านี้
แล้วเธอจะทำอย่างไรดี?
“เดือนหน้าฉันไปเยี่ยมเธอดีไหม”
นี่ก็กลางเดือนมีนาคมแล้ว เดือนหน้าถ้าได้เจอกันย่อมเป็นเรื่องดี แต่โจวเฉิงเป็นห่วงกลัวว่าหากเธอเดินทางแล้วจะรู้สึกเหนื่อยเกินไป
“ฉันหลับบนรถไฟได้ นอนตื่นเดียวก็ถึงที่หมายแล้ว จะเหนื่อยได้อย่างไรกัน วางใจเถอะ ฉันจะขอให้เส้ากวงหรงหรือไม่ก็คังเหว่ยช่วยซื้อตั๋วนอนให้ ตอนนี้ฉันไม่ขัดสนเรื่องเงิน ฉันไม่จำเป็นต้องประหยัดเงินพวกนี้หรอก”
โจวเฉิงอยากหัวเราะเหลือเกิน เขาคิดถึงตอนไปรับสินค้าที่หยางเฉิงกับเซี่ยเสี่ยวหลานครั้งนั้น
“เธอดูภายนอกเหมือนคนบอบบาง แต่ความจริงแล้วกลับทนกับความลำบากเก่งเหลือเกิน อย่างไรก็ตามฉันไม่อยากให้เธอลำบากมากที่สุด เงินที่คุณย่าท่านให้มา เธอใช้มันได้อย่าเกรงใจเลย ท่านเองก็คงไม่ขาดเงินก้อนนี้เหมือนกัน ต่อไปพวกเราสองคนพยายามตอบแทนบุญคุณของท่านให้มากที่สุดก็พอ”
เงินต้องใช้ถึงจะมีความหมาย ถ้าไม่ใช้มันก็จะเป็นแค่ตัวเลขบนสมุดบัญชีเท่านั้น
เซี่ยเสี่ยวหลานยังจะพูดอะไรได้ เธอรู้สึกโชคดีที่คนยุค80อย่างโจวเฉิงกลับมีทัศนคติต่อการจับจ่ายใช้สอยเช่นเดียวกับเธอ มิเช่นนั้นหากคบกันแล้ว แค่ในเรื่องการใช้เงิน ถ้ามีความคิดไม่ตรงกันไม่รู้เลยว่าต้องใช้เวลาปรับตัวอีกมากเท่าไร!
การสรรหาทรัพยากรสำคัญกว่าการประหยัด คนที่สามารถพูดคำนี้ออกมาได้มักจะมีความสามารถในการเพิ่มทรัพยากรของตนเอง
โจวเฉิงยินดีให้เซี่ยเสี่ยวหลานใช้เงินอย่างเต็มที่ ก็เพราะก่อนหน้านี้โจวเฉิงขายบุหรี่ได้เงินมาจำนวนหลายแสนหยวน มิเช่นนั้นหากอาศัยเพียงเงินเดือนไม่กี่ร้อยหยวนของเขา คงไม่กล้าพูดเช่นนี้อย่างแน่นอน
ก่อนกลับ โจวเฉิงยังคงเป็นห่วงเซี่ยเสี่ยวหลาน “ฉันให้เธอช่วยดูแลเงินเท่ากับอยากให้เธอใช้จ่ายตามใจชอบ เธอไม่ต้องเอาเงินฉันฝากธนาคารแล้วไปขอสินเชื่อเงินกู้ก็ได้”
ไหนยังจะควักเงินส่วนตัวมาให้อั่งเปากับผู้อาวุโสตระกูลโจวอีก แฟนสาวของเขาช่างใจกว้างเหลือเกิน โจวเฉิงอดคิดไม่ได้ว่าตนกำลังเป็นหนูตกถังข้าวสาร!
เขาให้สมุดบัญชีกับเธอ ไม่ได้หวังอยากให้เซี่ยเสี่ยวหลานช่วยบริหารเงินของตัวเองให้งอกเงยมากกว่านี้เสียหน่อย
“ฉันรู้ ฉันจะใช้มันเป็นอย่างดี เรื่องตระกูลสือเธอไม่ต้องห่วง หากมีเรื่องอะไรฉันจะปรึกษากับน้ากวน”
รถไฟเคลื่อนตัวออกไปแล้ว แต่เซี่ยเสี่ยวหลานกลับยังคงยืนนิ่งอยู่ตรงชานชาลาอีกครู่ใหญ่
เพราะก่อนตรุษจีนเพิ่งเจอหน้ากัน การเจอกันครั้งนี้จึงไม่ได้รู้สึกอาวรณ์มากนัก ขอเพียงโจวเฉิงอยู่ที่วิทยาลัย พวกเธอก็จะมีโอกาสพบหน้ากันอีกครั้ง เซี่ยเสี่ยวหลานแค่รู้สึกสงสารแฟนหนุ่มของเธอ เพราะความเสียสละของสือข่ายทำให้โจวเฉิงเปลี่ยนไปจากเมื่อก่อนเหลือเกิน
ผลของการขัดแย้งระหว่างพวกเธอกับเกาเฟยและฟางซื่อจง ทำให้ทั้งเซี่ยเสี่ยวหลานและโจวเฉิงได้เติบโตขึ้น
แต่ครั้งนี้เป็นเรื่องของโจวเฉิงเพียงผู้เดียว แม้เซี่ยเสี่ยวหลานจะช่วยแบ่งเบาภาระเรื่องของตระกูลสือได้ แต่เธอไม่อาจช่วยแบ่งเบาแรงกดดันภายในจิตใจของเขา
“โจวเฉิง เธอจะต้องผ่านมันไปได้”
เซี่ยเสี่ยวหลานไม่ได้กลับไปยังโรงพยาบาล เนื่องจากกวนฮุ่ยเอ๋อเป็นคนรับช่วงดูแลทางนั้นต่อ ถึงอย่างไรเซี่ยเสี่ยวหลานเองก็มีเรื่องอื่นที่ต้องทำเช่นกันน่ะสิ
เธอเพิ่งกลับมาถึงมหาวิทยาลัยก็ถูกหนิงเสวี่ยเรียกไว้ “สุดสัปดาห์นี้เธอจะไปที่อุทยานต้ากวนอีกหรือเปล่า”
แน่นอนว่าเซี่ยเสี่ยวหลานอยากไปมาก แต่สุดสัปดาห์นี้คือวันที่16 และ17 คือวันที่ร้านของครอบครัวกับร้านLuna ต้องเปิดกิจการ เซี่ยเสี่ยวหลานคงต้องไปช่วยงานที่บ้าน
“อาทิตย์นี้ฉันคงไปอุทยานต้ากวนไม่ได้ ส่วนที่วาดเสร็จแล้ว หนิงเสวี่ยเธอช่วยดูให้ฉันได้หรือเปล่า”
เซี่ยเสี่ยวหลานไม่อยากเป็นคนไม่เอาไหน ไม่ว่าจะเป็นเพราะสาเหตุใดที่ทำให้หนิงเสวี่ยดูเป็นห่วงด้านการเรียนของเธอ แต่เซี่ยเสี่ยวหลานก็ไม่อยากทำให้อีกฝ่ายรู้สึกผิดหวัง... เธอพยายามเป็นคนที่ทำให้คนรอบข้างภาคภูมิใจมาโดยตลอด ไม่อยากเป็นคนที่ทำให้ผู้อื่นผิดหวัง มีเวลาว่างหรือไม่ก็ตาม แต่ในระยะเวลาที่จำกัดเธอทำถึงขั้นไหนแล้ว เรื่องนี้ต้องให้หนิงเสวี่ยรับรู้อย่างชัดเจน นี่คือการแสดงเจตนารมณ์ของเซี่ยเสี่ยวหลาน!
เซี่ยเสี่ยวหลานเอาแบบแปลนที่ตนวาดตลอดช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมานี้ออกมา บนกระดาษขาวมีรอยลบอยู่จำนวนไม่น้อย เริ่มแรกเธอวาดอย่างไม่เป็นมืออาชีพ แต่เห็นได้ชัดว่าเธอกำลังพยายามเข้าใกล้ความเป็นมืออาชีพอย่างเต็มที่
ถ้าบอกว่ามันคือแบบแปลนโครงสร้างทั้งหมดของอุทยานต้ากวน เช่นนั้นเซี่ยเสี่ยวหลานก็คงวาดจนเกือบเสร็จแล้ว
การบ้านที่หนิงเสวี่ยให้รวมถึงการวาดรายละเอียดแปลนของทุกบริเวณในอุทยาน เซี่ยเสี่ยวหลานต้องวาดแปลนของสิ่งปลูกสร้างทั้งหมดในนั้น หาใช่เฉพาะแค่แปลนโครงสร้างธรรมดาๆไม่
“พอใช้ได้ หากเธอช่วยวาดให้เร็วกว่านี้หน่อยคงดี”
สำหรับหนิงเสวี่ยนี่ถือว่าเป็นคำชม เธอยื่นกระดาษวาดแบบส่งคืนเซี่ยเสี่ยวหลาน
“ฉันไม่ได้อยากทำให้เธอลำบากหรอกนะ แต่เธอสัมผัสกับสถาปัตยกรรมช้าเกินไป ถ้าเธอเพียงเดินตามการเรียนการสอนของมหาวิทยาลัยเท่านั้น จบปริญญาตรีแล้วเธอคงเป็นแค่นักศึกษาสาขาสถาปัตยกรรม ห่างไกลกับการเป็นสถาปนิกมากนัก ดังนั้นเธอต้องทุ่มเทมากกว่าคนอื่น เดินนำหน้าคนอื่น ก้าวเท้าให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะฉะนั้นเธอยังต้องฝึกฝนมากกว่านี้ ถ้าแค่แบบแปลนยังวาดไม่ดี พวกเราคงไม่อาจก้าวสู่ขั้นต่อไป”
ภาควิชาสถาปัตยกรรมของหัวชิงต้องการบ่มเพาะว่าที่สถาปนิก
สิ่งที่หนิงเสวี่ยพูดอาจจะเป็นสิ่งที่หนิงเยี่ยนฝานต้องการสื่อ พวกเขาต่างก็คิดว่าเซี่ยเสี่ยวหลานควรเดินให้เร็วทยิ่งกว่านี้ อย่ามัวเสียเวลาเดินตามแบบแผนของทางมหาวิทยาลัยเพียงเท่านั้น แต่เธอต้องเดินนำหน้าการเรียนการสอน
ถ้าเดินนำก่อนทุกฝีก้าว หลังเซี่ยเสี่ยวหลานเรียนจบก็อาจกลายเป็น ‘สถาปนิก’ อย่างแท้จริง หาใช่บัณฑิตที่ยังต้องพัฒนาตัวเองเพื่อให้ได้เป็นสถาปนิก
“ฉันเข้าใจแล้ว ฉันจะพยายาม!”
เซี่ยเสี่ยวหลานไม่คิดว่าคำพูดเหล่านี้เป็นเรื่องร้ายแต่อย่างใด ถึงอย่างไรคำพูดของหนิงเสวี่ยก็ตรงกับค่านิยมของเธอ
หากใช้เวลาไปกับเรื่องที่มีความหมายก็เท่ากับไม่เป็นการเสียเวลาเปล่า
เซี่ยเสี่ยวหลานคิดว่าตนกับหนิงเสวี่ยสามารถมีหัวข้อสนทนาร่วมกันได้ เดิมทีพวกเธอควรเป็นเพื่อนกัน... ทว่าน่าเสียดายที่เด็กเทพเลือกคบกับเพื่อนที่เป็นอัจฉริยะเหมือนกันเท่านั้น หลังผิดหวังมาหลายครั้ง เซี่ยเสี่ยวหลานจึงได้รับบทเรียน
แต่พอเห็นหนิงเสวี่ยจะเดินกลับ เซี่ยเสี่ยวหลานก็อดเรียกเธอไม่ได้
“อีกสองวันร้านเสื้อผ้าของบ้านฉันจะเปิดกิจการแล้ว เธออยากไปดูสักหน่อยไหม”
หนิงเสวี่ยทอดสายตาเย็นชามองกลับมา เซี่ยเสี่ยวหลานเกือบยกมือยอมแพ้ก่อนจะพูดเพื่อทำลายความอึดอัดนี้ “ฉันไม่ได้ขอให้เธอมาซื้อเสื้อผ้า แต่แน่นอนว่าถ้ามีตัวที่เธอชอบ เธอจะซื้อก็ย่อมได้ ฉันแค่อยากสื่อว่ามิตรภาพของผู้หญิงมักจะเริ่มจากการเลือกซื้อของด้วยกันไม่ใช่หรือ”
มิตรภาพของผู้หญิง?!
เดิมทีหนิงเสวี่ยคิดว่าพวกนักศึกษาหญิงที่ต้องไปกินข้าว ไปเรียน หรือแม้กระทั่งเข้าห้องน้ำก็ต้องควงแขนไปด้วยกันนั้นช่างน่ารำคาญและปัญญาอ่อนเหลือเกิน
เรื่องของตัวเองทั้งนั้นทำเองไม่ได้หรือ ทำไมต้องให้คนอื่นไปเป็นเพื่อนตลอดเวลาด้วยเล่า?
แต่เมื่อคิดถึงคำพูดของหนิงเยี่ยนฝาน หนิงเสวี่ยก็พยักหน้ารับอย่างเกร็งๆ “ได้ ฉันจะไป”
พอหนิงเสวี่ยรับปากจริงๆขึ้นมา เซี่ยเสี่ยวหลานกลับเป็นฝ่ายที่ตกใจ
สีหน้าของเด็กเทพดูเกร็งมาก เห็นได้ชัดว่าได้รับภารกิจให้มาเป็นเพื่อนกับเธอสินะ
เซี่ยเสี่ยวหลานรู้สึกเห็นใจหนิงเสวี่ยขึ้นมาสามวินาที!
——————————————
หยางเฉิง
เฉินซีเหลียงคงไม่อาจซ่อนตัวไปได้ทั้งชาติ เพราะLunaใกล้เปิดกิจการแล้ว ดังนั้นเขาต้องดูแลร้าน
อาหัวอยู่ที่หยางเฉิงอย่างไร้กำหนดกลับ เขาเกลียดเซี่ยต้าจวินมากเหลือเกิน แต่ก็ต้องจัดการเรื่องที่คุณชายใหญ่มอบหมายให้สำเร็จลุล่วงให้ได้ อย่างไรก็ตามตอนนี้พวกเขาได้รู้จักกับเคออีสยุงเลยขอให้พี่ใหญ่เคอช่วยตามหาเถ้าแก่เฉินที่หายตัวเข้ากลีบเมฆไป
ตอนนี้เฉินซีเหลียงไม่เหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว เคออีสฺยงจึงสั่งให้เฉาลิ่วไป ‘เชิญ’ เขาด้วยตัวเอง
งานของมืออาชีพก็ควรให้มืออาชีพเป็นคนจัดการ ไม่นานนักเฉาลิ่วก็เจอตัวเฉินซีเหลียงในที่สุด
“เถ้าแก่เฉิน ลูกพี่ของพวกฉันอยากเชิญแกไปทานมื้อเช้าด้วยกันสักหน่อย ว่าแต่ทำธุรกิจอยู่ดีๆ ทำไมต้องพัวพันกับเครือเชิงหรงด้วยเล่า”
เฉินซีเหลียงไม่กลัวเฉาลิ่วแม้แต่น้อย
เมื่อก่อนอาจจะกลัว แต่ตอนนี้สายตาของเขาไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว และพอดูอีกทีเฉาลิ่วก็ไม่ได้น่ากลัวมากมายขนาดนั้น
“พี่ลิ่ว พี่ใหญ่เคอไปเป็นพวกเดียวกับคนฮ่องกงตั้งแต่เมื่อไรหรือ เรื่องเล็กน้อยแค่นี้ยังต้องออกหน้าแทนบริษัทฮ่องกง... ถ้ามีใครพูดอะไรออกไปคงจะไม่น่าฟังเท่าไรกระมัง”
ตอนที่ 784: ผู้อพยพเถื่อนควรเรียนรู้กฎหมาย
เรื่องเล็กน้อยแค่นี้ยังต้องทำให้วุ่นวาย เมื่อไรกันที่เคออีสฺยงละทิ้งศักดิ์ศรีความเป็นเจ้าพ่อ กลายเป็นลิ่วล้อของคนฮ่องกงไปเสียแล้ว?
แม้เฉินซีเหลียงจะไม่ได้พูดจาไม่น่าฟังเช่นนั้น แต่ความหมายไม่ต่างกันสักนิด
เฉาลิ่วถ่มน้ำลาย
“บอกให้ไปก็ไปแต่โดยดีเสีย จะได้ไม่เสียทีที่เรียกฉันว่าพี่ลิ่ว ครั้งก่อนน้องเมียแกจ้างฉันไปสั่งสอนคน ถ้าไม่ได้ฉันเฉาลิ่วคนนี้ เรื่องนี้แกคงต้องมีเอี่ยวด้วยอย่างแน่นอน”
แน่นอนว่าเฉาลิ่วเองก็ใจเสาะเช่นกัน
ถ้าเขารับเงินจากน้องเมียเก่าของเฉินซีเหลียงแล้วไปสั่งสอนเซี่ยเสี่ยวหลานจริง เฉาลิ่วกลัวเหลือเกินว่าพี่พานซานจะมาบีบคอเขา หรือบางทีพานซานยังไม่ทันมา เคออีสฺยงอาจจะลงมือกับเขาก่อนก็เป็นได้
พอพูดถึงคนตระกูลหลิน สีหน้าของเฉินซีเหลียงก็บอกบุญไม่รับ
“พี่ลิ่ว คนตระกูลหลินเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อก็จริง แต่ช่วงนี้พวกพี่ก็ชนะเงินจากเขามาหลายหมื่นหยวนไม่ใช่หรือ พี่ลิ่วพูดแบบนี้คงไม่ค่อยดีเท่าไรกระมัง”
เขาให้เงินกับหลินเหม่ยเจวียนเพื่อให้เธอใช้เงินจำนวนนั้นไปเลี้ยงลูก
แต่เพิ่งผ่านไปไม่นาน ดูเหมือนเงินหนึ่งแสนหยวนของหลินเหม่ยเจวียนจะถูกน้องชายของเธอผลาญไปแล้วมากกว่าครึ่ง
เงินพนันทั้งหมดแพ้ให้กับคนของเฉาลิ่ว เฉินซีเหลียงอดที่จะรู้สึกปวดใจไม่ได้ นั่นคือเงินจากการขายส่งเสื้อผ้าของเขาทั้งสิ้น หนึ่งชุดทำกำไรแค่สองสามหยวนเท่านั้น ค่อยๆเก็บหอมรอมริบเป็นเวลานานกว่าจะได้มา
เฉาลิ่วหรี่ตาลงเล็กน้อย “ฉันไม่ได้สั่งให้หมอนั่นเอาเงินมาพนันสักหน่อย ถ้าเถ้าแก่เฉินทำใจไม่ได้ ก็มาเอาเงินคืนที่โต๊ะพนันสิ!”
เฉินซีเหลียงเป็นคนตระหนี่ ดังนั้นเขาไม่มีทางแตะต้องการพนันอย่างเด็ดขาด ไม่มีผีพนันคนไหนมีจุดจบที่ดีเลยสักคน การพนันคือการหลอกลวง สุดท้ายผู้ชนะก็มีแต่เจ้ามือ!
แต่คำพูดของเฉาลิ่วทำให้เฉินซีเหลียงจับประเด็นสำคัญได้
“ผมเป็นคนพาตัวไปที่โรงพักเอง แต่เรื่องนี้เป็นเรื่องของครอบครัวเซี่ยเสี่ยวหลาน หากเป็นเช่นนั้นพี่ใหญ่เคออยากจะช่วยเถ้าแก่ฮ่องกงจริงหรือเปล่า พี่ลิ่วควรคิดดูให้ดี”
เฉาลิ่วพอได้ยินคำว่า ‘เซี่ยเสี่ยวหลาน’ ก็รู้สึกปวดหัวขึ้นมาทันที
“ทำไมถึงเกี่ยวกับเธออีกแล้ว...”
เฉินซีเหลียงไม่พูดอะไรให้มากความ ถึงอย่างไรผลลัพธ์ก็คือเขาได้ขัดแย้งกับคนตระกูลเซี่ยเพื่อปกป้องหลิวเฟินอยู่ดี
เฉาลิ่วบอกให้เฉินซีเหลียงอธิบายให้ละเอียด พลางด่ากราดในใจ คือพวกขี้ขลาดสามคนนั้นเองหรือนี่! คนแซ่เซี่ยจากอวี้หนาน โลกช่างกลมเสียจริงๆ พวกเขาขังตัวญาติของเซี่ยเสี่ยวหลานมาหนึ่งเดือน แถมยังเป็นคนที่ไม่ถูกกับเซี่ยเสี่ยวหลาน นั่นก็เท่ากับว่าเขาได้ช่วยขจัดตัวปัญหาให้เซี่ยเสี่ยวหลานมิใช่หรือ?
พวกขี้ขลาดสามคนนั้นเพิ่งถูกเครือเชิงหรงไถ่ตัวไป ไม่ทันไรก็ถูกส่งเข้าโรงพักอีกแล้ว!
เฉาลิ่วไม่อยากสนใจแล้วจริงๆ พวกมันสามคนนั้นช่างโง่เง่าเหลือเกิน
เขาชี้หน้าเฉินซีเหลียง “ฉันไม่สน ไม่ว่าอย่างไรแกต้องไปถอนคำแจ้งความ เรื่องนี้คนตัวเล็กๆอย่างแกคงรับไม่ไหวแน่”
เฉาลิ่วเองก็แบกรับไม่ไหวเช่นกัน
หลังกลับไปเขาก็รีบแจ้งเคออีสฺยงทันที
“เป็นครอบครัวของอาเธอหรือ”
เซี่ยเสี่ยวหลานกับคนขี้ขลาดพวกนั้นเป็นครอบครัวเดียวกันได้อย่างไรกัน
เคออีสยุงไม่อยากเชื่อแม้แต่น้อย ทว่าไม่ทันไรเขาก็หัวเราะออกมา “โลกใบนี้ควรเต็มไปด้วยเรื่องมหัศจรรย์ถึงจะสนุกเช่นนี้... น่าเสียดายที่ไปขอความดีความชอบไม่ได้ เรื่องนี้ทุกคนต้องเหยียบไว้ให้มิด จำไว้ว่าพวกเรารับผิดชอบแค่ไถ่ตัวคนพวกนั้นออกมา ไม่เคยทำเรื่องอื่นนอกจากนี้ เข้าใจหรือไม่?”
เฉาลิ่วนึกว่าเคออีสฺยงกลัวเซี่ยเสี่ยวหลานจะมาแก้แค้น ใครจะไปคิดว่าสิ่งที่เคออีสยุงคิดกลับเป็นการไม่อยากให้เซี่ยเสี่ยวหลานรู้ว่า ธุรกิจของเขามีการค้ามนุษย์รวมอยู่ด้วย
เคออีสฺยงสังหรณ์ใจว่า แม้เซี่ยเสี่ยวหลานจะไม่ได้รู้สึกอะไรกับนักเลงอย่างเขา แต่ถ้าเธอรู้รายละเอียดของธุรกิจที่เขาทำคงเกลียดชังเขาเป็นอย่างยิ่งแน่นอน
ความรู้สึกของการเดินบนเส้นทางที่ไม่อาจให้คนอื่นรับรู้ ทำให้เคออีสยุงรู้สึกรำคาญใจเหลือเกิน
“บอกให้เฉินซีเหลียงไปถอนคำแจ้งความเสีย เขาอยากทำธุรกิจอย่างสงบสุขเช่นไร พวกเราก็อยากทำธุรกิจอย่างสงบสุขเช่นนั้น ลงทุนเตรียมการมานานขนาดนี้ พวกเราจะต้องผูกมิตรกับเครือเชิงหรงให้ได้”
พวกเขาไม่อยากได้เงินรางวัลเพราะต้องการเส้นทางทำกินระยะยาว เรื่องนี้ดำเนินการตามแผนมาแล้วครึ่งทาง ดังนั้นเคออีสฺยงไม่อยากล้มเหลวกลางคัน
คนอื่นจะรู้ไม่ได้เด็ดขาด โดยเฉพาะ ‘เซี่ยเสี่ยวหลาน’
แต่พวกเขาสามารถเปลี่ยนวิธีการทำงานได้ อย่างเช่นการเกรงอกเกรงใจเถ้าแก่เฉินให้มากขึ้น
เฉินซีเหลียงรู้สึกจนปัญญา คำสั่งจากพี่ใหญ่เคอ ไม่ว่าจะคืออะไรเขาย่อมต้องเชื่อฟัง
แม้เฉาลิ่วจะหลอกเงินจากอดีตน้องเมียของเขาไปหลายหมื่น แถมเงินที่หลอกไปยังเป็นเงินจากหยาดเหงื่อแรงกายของเขา แต่เถ้าแก่เฉินก็จำต้องก้มหน้ายอมรับ เถ้าแก่เฉินคิดได้แล้ว อยากหลอกก็หลอกไป เพราะเมื่อไรที่หลินเหม่ยเจวียนใช้เงินจนหมด เธอคงมาขอเงินจากเขาอีกอย่างแน่นอน
อยากได้เงินเขาก็จะให้ แต่หลินเหม่ยเจวียนต้องคืนตัวลูกชายมาให้เขา แม้เฉินซีเหลียงจะไม่มีเวลาเลี้ยงเอง แต่พ่อแม่ของเขาคงคิดถึงหลานชายคนโตมากทีเดียว
ถึงอย่างไรเขาก็ถ่วงเวลาแล้วพอสมควร หลิวเฟินกับหลี่เฟิ่งเหมยอาจจะขึ้นรถไฟไปแล้วก็เป็นได้ เฉินซีเหลียงจึงเดินทางไปที่โรงพักเพื่อถอนคำแจ้งความอย่างไม่รีบร้อน
ตำรวจเรียกเขากับอาหัวมาเจอกัน ให้เขาเจรจาไกล่เกลี่ยกับอาหัวเอง
อาหัวไม่ได้ทำตัวกร่างดั่งคนตระกูลเชี่ย เขาไม่เหมือนเซี่ยต้าจวินที่คิดว่าตนเป็นคนคุ้มกันของเถ้าแก่ฮ่องกงแล้วจะดูถูกพ่อค้าอย่างเฉินซีเหลียงได้
ทำธุรกิจส่วนตัวได้ แน่นอนว่าย่อมเป็นคนฉลาด ส่วนพวกไม่มีสมองถึงเป็นได้แค่คนคุ้มกัน ท่าทีของอาหัวจึงดูถ่อมตัวและมีมารยาทเป็นอย่างมาก
“เถ้าแก่เฉิน พนักงานของบริษัทเราสร้างความเดือดร้อนให้กับคุณ ถ้าร้านของคุณมีอะไรเสียหาย ทางเรายินดีรับผิดชอบครับ”
ก่อนหน้านี้อาหัวถามเซี่ยต้าจวินมาแล้ว นอกจากระเบิดอารมณ์ในร้านของเฉินซีเหลียงแล้ว พวกเขาไม่ได้ทำลายข้าวของอะไร การบอกว่าจะ ‘ชดเชย’ ให้ ที่จริงแค่อยากให้เฉินซีเหลียงระบายอารมณ์เท่านั้น
อาหัววางซองจดหมายลงบนโต๊ะ
ในนั้นมีเงินใส่อยู่สองพันหยวน เงินนี้ไม่ใช่เงินของบริษัท แต่หักมาจากเงินเดือนของเซี่ยต้าจวิน พฤติกรรมอันไร้ขนบธรรมเนียมสร้างความวุ่นวาย เซี่ยต้าจวินเป็นคนก่อเรื่องด้วยตัวเอง ทำไมบริษัทต้องออกเงินให้ด้วยเล่า? แม้ตู้เจ้าฮุยจะสามารถช่วยออกเงินแทนเซี่ยต้าจวินได้ แต่คุณชายใหญ่รีบร้อนเดินทางออกจากหยางเฉิงจึงลืมสั่งการเรื่องนี้ไว้ อาหัวจึงทำได้เพียงให้เซี่ยต้าจวินเป็นคนออกเงินก้อนนี้เอง เซี่ยต้าจวินรู้สึกอัดอั้นยิ่งนัก เขาคิดว่าหลิวเฟินกับเฉินซีเหลียงมีความสัมพันธ์ที่ไม่บริสุทธิ์ แต่เพื่อช่วยครอบครัวของเซี่ยหงปิง เขากลับต้องยอมให้เงินกับชายชู้ผู้นี้
เฉินซีเหลียงจับตัวคนชั่วมาส่งโรงพัก แถมยังได้เงินอีกสองพันหยวน
เงินก้อนนี้เขาได้มาโดยไม่เสียแรงแม้แต่น้อย... มิน่าเล่าพวกนักเลงถึงเยอะขนาดนั้น ได้เงินไวดีจริงๆ!
เฉินซีเหลียงไกล่เกลี่ยกับเซี่ยต้าจวินเรียบร้อยแล้ว พอถึงขั้นตอนการปล่อยตัว เหมือนทางตำรวจจะมีมาตรการใหม่ พวกเขาบอกให้ทางการของภูมิลำเนาทำจดหมายแนะนำตัวมาให้ถูกต้อง มิเช่นนั้นจะถือว่าเป็นผู้อพยพเถื่อน
และหากเป็นผู้อพยพเถื่อนก็จะถูกส่งตัวกลับบ้านเกิดทันที
“ญาติลองพิจารณาเอาเองเถิด ถ้าไม่กลับไปบ้านเกิดในฐานะตัวแทนเพื่อทำเอกสารมาเพิ่ม ก็ให้พวกเขากลับไปทำเอกสารมาเอง”
หากบอกว่าจดหมายแนะนำตัวหายยังพอมีโอกาสขอทำใหม่ได้ แต่ถ้าพวกเซี่ยหงปิงถูกทางตำรวจหยางเฉิงส่งตัวกลับภูมิลำเนา... โอกาสที่ทางการจะยอมออกจดหมายแนะนำตัวใหม่คงเป็นศูนย์
อาหัวลากเซี่ยต้าจวินไปอีกทาง “ตกลงไปมีเรื่องกับใครกันแน่?”
เซี่ยต้าจวินไม่ยอมตอบ
หลิวเฟินใจร้ายถึงเพียงนี้เชียวหรือ? ทำตัวใกล้ชิดกับพ่อค้าขายเสื้อเองแท้ๆ แต่นอกจากจะขอค่าชดเชย ยังจะกลั่นแกล้งคนตระกูลเซี่ยอีกหรือนี่!
————————————————
หลิวเฟินไม่ใช่คู่ต่อสู้ของทังหงเอิน เพราะสุดท้ายเธอก็เดินทางไปสถานีรถไฟโดยมีเสี่ยวหวังเป็นคนขับรถให้
ทังหงเอินมาส่งเธอขึ้นรถไฟเสร็จก็ไม่ได้อยู่หยางเฉิงต่อแต่อย่างใด
เขาไม่คิดที่จะไปเจอเซี่ยต้าจวิน เจอแล้วจะให้เขาพูดอะไร? ทังหงเอินไม่อยากคุยกับคนโง่ เพราะไม่ว่าจะพูดอะไรออกไป คนโง่ก็มีหลักการของตัวเอง ความรู้เป็นตัวตัดสินความคิด ทังหงเอินชอบใช้การกระทำแสดงจุดยืนมากกว่า
เขาไม่อยากเสียเวลาคุยกับเซี่ยต้าจวิน ดังนั้นเขาจึงใช้กฎหมายเป็นคนจัดการ
ให้เซี่ยต้าจวินต้องวิ่งเต้นด้วยความวุ่นวาย ให้เขาได้เจอกับอุปสรรคเพื่อเรียกสติเสียบ้าง
ได้เป็นคนคุ้กันให้ตู้เจ้าฮุยแต่กลับไม่ฉลาดขึ้นเลย แถมยังบ่มเพาะนิสัยเลวร้าย คิดว่าตัวเองเก่งกาจ ฟังภาษาคนไม่รู้เรื่อง หย่าร้างกันแล้วเท่ากับไม่มีพันธะของการเป็นสามีภรรยาตามกฎหมาย ตอนนี้หลิวเฟินยังไม่คบหาใคร แต่ต่อให้เธอคบกับใคร แล้วเซี่ยต้าจวินมีสิทธิ์ก้าวก่ายอย่างนั้นหรือ?
หากไม่รู้กฎหมาย ก็ถือโอกาสนี้เรียนรู้กฎหมายให้เข้าใจเลยแล้วกัน!
ตอนที่ 785: ระดมแจกใบปลิวก่อนเปิดกิจการ
“แม่คะ!”
หลิวเฟินเพิ่งลงจากรถไฟก็ถูกสวมกอดทันที
มองไม่เห็นตัว ได้ยินเพียงเสียง แต่แค่ได้กลิ่นก็รู้ว่าคือลูกสาวของตน
“เด็กคนนี้ อย่าซนสิลูก รีบไปรับสินค้าเร็วเข้า”
สินค้าล็อตสุดท้ายถูกขนขึ้นรถไฟมาพร้อมหลิวเฟิน ดังนั้นพวกมันน่าจะมาถึงพร้อมกับเธอ แต่คงอยู่ที่ตู้ขนส่งสินค้า
เซี่ยเสี่ยวหลานกวักมือเรียกคนที่อยู่ด้านหลังให้เดินเข้ามา หญิงสาวแต่งตัวเรียบร้อยสี่คนเดินมาเพื่อเอ่ยทักทายเจ้าของร้าน
พวกเธอผลัดกันพูดทักทายกันเสียงสดใส แถมยังใส่ชุดกระโปรงแบบเดียวกันทำให้ดูสวยสมวัย ไม่อยากเป็นเป้าสายตาก็ยังยาก
เซี่ยเสี่ยวหลานพาสาวน้อยไปรับของด้วยจำนวนสองคน แน่นอนว่าเธอได้เรียกรถไว้แล้ว หลิวเฟินเห็นท่าทางคล่องแคล่วของพวกเธอก็ได้แต่คิดในใจว่า ‘การฝึกอบรม’ ช่างมีประโยชน์จริงๆ
“ย่าอวี๋ฝึกมาอย่างไรกันเนี่ย”
ก่อนหลิวเฟินเดินทางไปรับสินค้าที่หยางเฉิงยังไม่เห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจนเช่นนี้
“ใส่เสื้อผ้าแบบเดียวกัน แค่มองก็สดใส อีกทั้งชุดเครื่องแบบที่คุณเลือกสวยมากค่ะ”
ชุดที่พนักงานทั้งสี่สวมใส่คือสินค้าที่ถูกส่งกลับมาเป็นล็อตแรก ฤดูใบไม้ผลิไม่ควรใส่เสื้อผ้าสีหม่น หลิวเฟินจึงเลือกชุดเสื้อผ้าสีฟ้าขาว โดยมีเสื้อเชิ้ตสีขาว เสื้อคลุมสีฟ้าสด และกระโปรงทรงกระสอบ พนักงานที่รู้สึกว่าการฝึกอบรมช่างเหนื่อยยาก พอได้ใส่ชุดนี้ก็ยืดตัวตรงขึ้นโดยอัตโนมัติ มันคือชุดที่ซักเท่าไรสีก็ไม่ซีด ไม่เสียทรง เป็นชุดที่เนื้อผ้าดูดีมีราคา ต่อให้ซื้อในราคาส่งก็มีมูลค่าถึงชุดละหลายสิบหยวน เมื่อใส่คู่กับรองเท้าหนังส้นหนา รวมกันแล้วเป็นเงินกว่าหนึ่งร้อยหยวน ยังไม่ทันเปิดกิจการก็ได้ใส่ชุดแบบนี้ ดังนั้น ‘ช่องทางการทำกำไร’ ของงานนี้ปรากฏขึ้นให้พวกพนักงานได้เห็นแล้ว!
ส่วนพนักงานของร้านLunaสาขาปักกิ่ง เสื้อผ้าที่สวมใส่ย่อมเป็นเครื่องแบบที่Lunaเป็นผู้ออกแบบเอง
แม้เซี่ยเสี่ยวหลานจะให้พวกเธอฝึกอบรมด้วยกัน แต่นอกจากพนักงานร้านสามคนจากหยางเฉิงที่รู้อยู่แล้วว่าตนต้องทำงานที่ร้านLuna สาขาหยางเฉิง คนอื่นล้วนต้องรอจนจบการฝึกอบรม พวกเธอถึงได้รู้ว่าต้องกระจายกันไปทำงานในร้านสามแห่ง
สองร้านในสามนั้นคือร้าน ‘หลานเฟิ่งหวง’ ส่วนอีกร้านชื่อว่า ‘Luna’ พวกเธอแยกไม่ออกว่าแตกต่างกันอย่างไร ทว่าผู้บริหารอย่างเซี่ยเสี่ยวหลานกลับแบ่งแยกพวกเธออย่างชัดเจน
เธอไม่มีทางพาพนักงานของ Luna มาดูแลจัดการสินค้าของร้านเสื้อผ้าตัวเอง และไม่มีทางให้พนักงานของร้านตัวเองไปช่วยงานของ Luna แม้จะขายเสื้อผ้าสตรีเหมือนกัน แต่หลักการการบริหารงานของทั้งสองร้านแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
หลิวเฟินไม่ว่างเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นในหยางเฉิงให้เซี่ยเสี่ยวหลานฟัง
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเจอเซี่ยต้าจวินกับคนตระกูลเซี่ยหรือเรื่องพฤติกรรมการดูแลเอาใจใส่ของทังหงเอิน เรื่องเหล่านี้ยังไม่เหมาะที่จะเล่าในตอนนี้
เธอกับหลี่เฟิ่งเหมยเลือกเสื้อผ้าสำหรับฤดูใบไม้ผลิไว้เป็นจำนวนมาก ก่อนที่จะนำเสื้อผ้าไปแขวนในร้านก็ต้องใช้กำลังคนในการตัดเศษด้าย ตรวจสอบสินค้าว่ามีตำหนิหรือไม่ และรีดเสื้อผ้าจนเรียบกริบ ถึงจะสามารถแขวนป้ายราคาได้
รวมถึงการจัดชุดเสื้อผ้าด้วยเช่นกัน
หากลูกค้าถูกใจเสื้อไหมพรม ต้องทำอย่างไรถึงจะขายกางเกงให้ลูกค้าเพิ่มได้อีกหนึ่งตัว?
ตอนลองเสื้อไหมพรมก็ควรบอกให้เธอลองกางเกงด้วย สวมเข้าชุดกันออกมาแล้วดูสวยงามยิ่งนัก หากเป็นเช่นนั้นลูกค้าย่อมทำใจทิ้งกางเกงตัวนั้นไม่ได้
นี่ก็คือเทคนิคการขาย รวมถึงเป็นการทดสอบรสนิยมและการตัดสินใจของพนักงานร้านเสื้อผ้า
เซี่ยเสี่ยวหลานหวังเหลือเกินว่าสาวน้อยเหล่านี้จะตั้งใจเรียนตอนช่วงฝึกอบรมอย่างแท้จริง
“ช่วงทดลองงานจะได้แค่เงินเดือนพื้นฐานเท่านั้น อย่างไรก็ตามพวกคุณยังมีโอกาสได้เบี้ยขยันด้วย! หากผ่านช่วงทดลองงานไปเมื่อไร ก็จะได้ส่วนแบ่งจากยอดขายเสื้อผ้าที่พวกคุณขายได้ ดังนั้นหลังจัดเตรียมสินค้าทั้งหมดแล้ว พวกคุณควรทำอะไรคะ?”
“ควรตั้งใจแจกใบปลิวค่ะ...”
“ใช่แล้ว แจกใบปลิวให้ใครคะ?”
“แจกให้สหายหญิงที่แต่งตัวทันสมัย ท่าทางชอบแต่งตัวค่ะ”
แต่ละคนตอบคำถามเซี่ยเสี่ยวหลานอย่างหวั่นๆ
เซี่ยเสี่ยวหลานชี้ไปยังคนที่ตัวสูงที่สุด “เฉียนอิง ลองอธิบายสิคะ”
เฉียนอิงมองเซี่ยเสี่ยวหลานด้วยสีหน้าแสดงความนับถือ แม้ประธานเสี่ยวเซี่ยจะอายุน้อยกว่าพวกเธอ แต่ตอนฝึกอบรมกลับมอบความรู้ให้พวกเธอมากมาย
เฉียนอิงรู้สึกเหมือนตอนถูกคุณครูเรียกตอบในชั้นเรียน เธอกลัวว่าคำตอบของตนจะผิดพลาด “แจกใบปลิวให้สหายหญิงที่ออกมาจากสำนักงานขนาดใหญ่ สหายหญิงที่ดัดผม และเดินห้างค่ะ”
เซี่ยเสี่ยวหลานเคยบอกไว้ว่า ทุกแวดวงล้วนมีคนที่เป็น ‘ผู้นำแฟชั่น’
อย่างเช่น สำนักงานใหญ่แห่งหนึ่งมักจะมีสหายหญิงที่แต่งตัวอะไรก็จะกลายเป็นที่สนใจ ดึงดูดผู้คนให้แต่งตัวตาม
ถ้าสามารถแจกใบปลิวให้เข้าไปอยู่ในมือสหายหญิงผู้นั้นได้ ผลของการประชาสัมพันธ์เพียงหนึ่งคนก็จะเท่ากับได้ประชาสัมพันธ์ให้กับคนกว่าครึ่งหนึ่งของหน่วยงานแล้ว!
เซี่ยเสี่ยวหลานคิดถึงบรรณาธิการชุย ถ้าผลตอบรับของการโฆษณาทางอ้อมออกมาดี เธอควรร่วมมือกับบรรณาธิการชุยด้วยการจัดโปรโมชั่นพิเศษ ซื้อนิตยสารหนึ่งฉบับแถมคูปองลดราคาหนึ่งใบ โดยคนที่ถือคูปองเข้ามาซื้อของในร้านภายในระยะเวลาที่กำหนด จะได้สิทธิพิเศษในการซื้อสินค้าด้วยราคาที่ลดลง12% หากเป็นสินค้าที่ทางร้านลดราคาอยู่แล้วก็จะสามารถลดเพิ่มได้อีกชั้นหนึ่ง... ดังนั้นคนที่สั่งนิตยสารเป็นประจำก็คืออีกกลุ่มลูกค้าเป้าหมายของเซี่ยเสี่ยวหลาน
วิธีการเช่นนี้มีไว้เพื่อหลานเฟิ่งหวง
เนื่องจากหลานเฟิ่งหวงเน้นปริมาณการขาย ส่วนLuna เน้นการสร้างแบรนด์ วิธีการจัดการของทั้งสองร้านจึงแตกต่างกันออกไป
ส่วนเรื่องการให้พนักงานร้านแจกใบปลิว มันไม่ใช่ความคิดที่เพิ่งเกิดขึ้น ตอนเจอผู้กำกับหวังหลินซู่ที่อุทยานต้ากวน เธออยากแจกใบปลิวแล้วตั้งแต่ตอนนั้น เดิมทีใบปลิวมักจะมีเพียงตัวอักษร แต่เซี่ยเสี่ยวหลานสั่งให้พิมพ์รูปภาพสีลงไปในใบปลิวด้วยน่ะสิ
สินค้าล็อตแรกมาถึงเมื่อสองวันก่อน ผู้กำกับหวังได้แนะนำช่างภาพมาให้คนหนึ่ง โดยช่างภาพคนนั้นยังแนะนำนางแบบภาพถ่ายปฏิทินสาวงามคนหนึ่งมาให้เซี่ยเสี่ยวหลาน เซี่ยเสี่ยวหลานจึงให้เธอสวมเสื้อผ้าสำหรับฤดูใบไม้ผลิหลายชุดในการถ่ายภาพ... เมื่อช่างภาพรับงานส่วนตัวเช่นนี้ เขาจึงคิดค่าแรงไม่สูงมากนัก อีกทั้งตอนนางแบบภาพปฏิทินถ่ายงานปฏิทินเสร็จก็จะได้รับเงินเฉพาะตอนที่ภาพของตัวเองถูกเลือกไปใช้ในการตีพิมพ์ปฏิทินเท่านั้น หนึ่งหน้าได้เงินประมาณสิบหยวน เซี่ยเสี่ยวหลานเลือกมาเป็นจำนวน5รูปเพื่อต่อรวมกันและพิมพ์ลงใบปลิว ดังนั้นเงินนี้ย่อมจ่ายไปอย่างคุ้มค่า
สิ่งที่แพงคือค่าพิมพ์สี
แม้เธอจะประชาสัมพันธ์โดยการพิมพ์แค่ใบปลิวเท่านั้น แต่ค่าใช้จ่ายไม่ใช่จำนวนน้อยๆเลยทีเดียว
ทั้งลงทุนและลงแรงเช่นนี้ แน่นอนว่าต้องคาดหวังให้การแจกใบปลิวได้ผลตอบรับที่ดีที่สุด
อาศัยตอนที่ร้านยังไม่เปิดกิจการ ควรให้พนักงานร้านคอยแจกใบปลิวตามสถานที่ต่างๆ
ทุกคนมีเป้าหมายที่ต้องทำ หนึ่งวันต้องวิ่งแจกไปทั่วทั้งเมือง หากอาศัยพนักงานเพียงอย่างเดียวคงไม่สำเร็จ แต่พวกเธอเป็นชาวปักกิ่ง แน่นอนว่าย่อมมีเพื่อนและญาติสนิทมากมาย หากทุกคนร่วมมือกันคงสามารถทำได้อย่างแน่นอน
งานแจกใบปลิวพวกนี้ เซี่ยเสี่ยวหลานไม่จำเป็นต้องให้เงินเดือน
ย่าอวี๋จึงด่าเธอว่าเป็นนายทุนใจดำ ขณะเดียวกันผู้จัดการใหญ่อู่ก็เดินทางมาหาด้วยท่าทางเป็นกังวล
“ยังไม่ทันเปิดร้านคนทั้งบ้านก็ต้องช่วยกันแจกใบปลิว วันนี้จึงมีคนมาถามผมว่าแจกใบปลิวแบบนี้ไม่เป็นไรใช่หรือไม่”
คนบางกลุ่มยังรู้สึกกังวลเกี่ยวกับการทำธุรกิจส่วนตัวอย่างเปิดเผย พอต้องแจกใบปลิวเช่นนี้ก็ยิ่งเกิดความหวั่นใจ
ทว่าเซี่ยเสี่ยวหลานกลับไม่กังวลสักนิด “มีแต่การทำเช่นนี้ ร้านเสื้อผ้าถึงจะคืนทุนได้เร็วที่สุด และฉันก็จะได้ชำระหนี้คืนธนาคารเร็วขึ้นด้วย คุณว่าจริงไหมคะ ไม่เป็นไรหรอกค่ะ มันเป็นแค่ประกาศเปิดร้านเท่านั้น ถ้าผลตอบรับจากการแจกใบปลิวออกมาดี ไม่แน่ว่าอีกหน่อยคุณอาจจะได้เห็นโฆษณาร้านพวกเราบนหน้าหนังสือพิมพ์ด้วยก็ได้นะคะ”
ผู้จัดการใหญ่อู่ไม่ได้มาเพื่อด่าเซี่ยเสี่ยวหลานว่าเป็นนายทุนใจดำ เรื่องอย่างการขอให้คนทั้งครอบครัวช่วยแจกใบปลิวนั้นนับว่าเป็นเรื่องปกติในสายตาเขา
งานหายาก พนักงานธนาคารเองก็ใช่ว่าจะสบายนัก อย่างน้อยเซี่ยเสี่ยวหลานก็แค่ให้เพื่อนสนิทมิตรสหายของพนักงานร้านช่วยกันแจกใบปลิวในขณะที่เพื่อนของพวกพนักงานธนาคารยังต้องควักเงินซื้อพันธบัตรรัฐบาลด้วยซ้ำ!
“ไม่เป็นไรก็ดีครับ ร้านของคุณประชาสัมพันธ์เสียใหญ่โตเช่นนี้ ธุรกิจต้องเจริญรุ่งเรืองอย่างแน่นอน!”
“ขอให้เป็นดั่งที่คุณอวยพรนะคะ”
ไม่ใช่แค่ผู้จัดการใหญ่อู่ที่เห็นใบปลิว ที่ใดที่มีสหายหญิงปรากฏตัวก็มักจะได้เห็นใบปลิวของร้านเสื้อผ้า
เซี่ยเสี่ยวหลานช่างร้ายกาจจริงๆ เธอตั้งใจทำการบ้านมาก่อน บอกให้พนักงานบุกจู่โจมหน่วยงานที่ได้เงินเดือนและสวัสดิการดีเป็นพิเศษโดยเฉพาะ เนื่องจากสหายหญิงที่ทำงานอยู่ในหน่วยงานเหล่านั้นล้วนมีเงิน! อีกทั้งยังค่อนข้างให้ความสำคัญกับการแต่งกาย อย่างเช่นคนที่ทำงานอยู่ในกระทรวงการต่างประเทศ... ดังนั้นหากคนที่ใกล้ชิดกับเซี่ยเสี่ยวหลานสามารถเห็นใบปลิวพวกนี้ได้ แน่นอนว่าโอกาสที่คนที่เกลียดเธอจะได้เห็นใบปลิวก็มีมากเช่นกัน
—------------------------------------------------------
“ร้านเสื้อผ้าหรือ?”
โจวอี๋แค่เดินออกบ้านก็ถูกคนยัดกระดาษแผ่นหนึ่งใส่มือ
ภาพสีขนาดใหญ่ทำให้เธอไม่อาจโยนมันทิ้งไปในทันทีได้ เธอจึงถือมันไปเจอเพื่อน และพบว่าไม่ใช่แค่เธอคนเดียวที่ได้รับใบปลิว
นี่มันเรื่องอะไรกัน?
“เปิดร้านวันที่17 ร้านของใครกันถึงทุ่มเงินเสียขนาดนี้!”
ตอนที่ 786: ผลของการประชาสัมพันธ์
“แค่ร้านเสื้อผ้าเปิดกิจการถึงกับต้องโฆษณาขนาดนี้เลยหรือ?”
สองปีก่อน ใครเปิดร้านค้าขนาดเล็กในปักกิ่งยังต้องหลบๆซ่อนๆ พวกพ่อค้าแม่ขายต่างก็กลัวว่านโยบายของประเทศจะเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหัน สองปีมานี้พบเห็นแผงขายเสื้อผ้าตามริมถนนได้โดยทั่วไป และหากธุรกิจไปได้สวยก็จะย้ายจากร้านริมทางไปเช่าหน้าร้าน ทำให้ตามหัวมุมถนนต่างๆ จึงเริ่มมีร้านเสื้อผ้าส่วนบุคคลขนาดเล็กให้เห็นประปราย
คุณภาพย่อมสู้กับเสื้อผ้าในห้างสรรพสินค้าไม่ได้ แต่พวกเขาชนะที่รูปแบบของเสื้อผ้า และราคาที่ไม่แพง คนชอบแต่งตัวอย่างโจวอี๋เองก็มักจะหาซื้อเสื้อผ้าตามร้านค้าเล็กๆแบบนั้นมากกว่าเสื้อผ้าจากห้างสรรพสินค้า
ผู้หญิงส่วนใหญ่ไม่รังเกียจที่ตัวเองจะมีเสื้อผ้าเยอะเต็มตู้
คนวัยเดียวกับโจวอี๋ที่ยังไม่แต่งงาน ไม่ต้องเลี้ยงดูพ่อแม่ แต่กลับเป็นฝ่ายได้รับเงินจากพ่อแม่เสียเองเช่นนี้ คงไม่มีใครไม่รักการเลือกซื้อของ ไม่รักการจ่ายเงินเพื่อแต่งเนื้อแต่งตัว
วันนี้ดัดผม พรุ่งนี้ซื้อกระโปรงกับรองเท้าหนังเข้าชุดกันสักคู่ ทุกคนล้วนใช้เงินอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว
สรุปคือเมื่อเงื่อนไขทางวัตถุดีขึ้นเรื่อยๆ ประสิทธิภาพในการผลิตของโรงงานเสื้อผ้าเองก็เพิ่มสูงขึ้นอย่างไม่หยุดยั้งเช่นกัน จำนวนผ้าที่ผลิตออกมาก็จะไม่ขาดตลาดอีกต่อไป เมื่อซื้อเสื้อผ้าไม่จำเป็นต้องใช้ ‘ตั๋วผ้า’ จากเดิมที่มีการจำกัดการจับจ่ายเปลี่ยนมาเป็นการเปิดกว้างตอบรับกับความต้องการ สภาพแวดล้อมของสังคมที่เปลี่ยนไปเช่นนี้เป็นการกระตุ้นให้โจวอี๋และคนอื่นๆเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของกองทัพนักซื้อ
“ถ้าอย่างนั้นก็ไปดูกันเถิด คุณหนูโจวอี๋ยังกลัวที่จะไม่มีปัญญาซื้ออีกหรือ”
ประโยคนี้เป็นของต่งลี่ลี่ไม่ผิด แต่น้ำเสียงกลับดูเหมือนประชดประชัน ฟังแล้วระคายหูยิ่งนัก
โจวอี๋รู้สึกหงุดหงิด เมื่อก่อนเธอกับต่งลี่ลี่นั้นสนิทกันมาก มิเช่นนั้นเธอคงไม่ช่วยต่งลี่ลี่อยู่หลายครั้งจนตัวเองพลาดขุดหลุมฝังตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า และสร้างความเดือดร้อนให้กับเซี่ยเสี่ยวหลานทางอ้อมเช่นนั้น... และความจริงก็พิสูจน์แล้วว่า ที่โจวอี๋นึกเสียใจในตอนนี้ ล้วนมีสาเหตุมาจากความโง่เขลาของตัวเองในอดีตทั้งสิ้น
ต่งลี่ลี่ไม่สมปรารถนา ซ้ำร้ายยังหันมาโทษโกรธโจวอี๋
โจวอี๋ผิดต่อทั้งสองฝ่าย ภายในใจย่อมรู้สึกเดือดดาลเช่นกัน
แน่จริงก็ไปแข่งกับเซี่ยเสี่ยวหลานเองสิ สู้ไม่ไหวแล้วหันมาโกรธเธอทำไมกัน? โจวอี๋คงจับน้องชายมาล้างน้ำใหม่แล้วห่อเป็นของขวัญส่งขึ้นเตียงให้ต่งลี่ลี่ไม่ได้หรอกนะ!
“ไม่อยากไปก็ไม่ต้องไป อีกหน่อยเวลามีนัดรวมตัวฉันจะไม่ออกมาอีกแล้ว ยกที่ให้เธอเลยแล้วกัน!”
โจวอี๋ยังไม่ทันดื่มน้ำสักหยดก็คว้ากระเป๋าแล้วเดินทางกลับทันที
พอเธอกลับ คนอื่นๆก็พากันกลับหลายคน
เดิมทีกลุ่มของพวกเธอรักกันดี แต่ตอนนี้กลับแบ่งพวกออกเป็นสองฝั่ง ยังมีอีกสองคนที่ลังเลใจอยู่บ้าง ทว่าพอต่งลี่ลี่พูดจาเหน็บแนมไม่กี่คำ พวกเธอก็ตามโจวอี๋กลับไปด้วยอย่างไม่ลังเล มิตรภาพก็เป็นเช่นนี้ เมื่อมีรอยร้าวย่อมเกิดการแบ่งฝักแบ่งฝ่าย
จะเลือกโจวอี๋หรือเลือกต่งลี่ลี่?
คนส่วนใหญ่ย่อมเลือกติดตามโจวอี๋ ไม่ใช่เพราะตระกูลโจวมีอำนาจกว่าครอบครัวของต่งลี่ลี่ แต่ที่สำคัญคือนิสัยพาลไปทั่วของต่งลี่ลี่ทำให้เพื่อนบางคนรับไม่ไหวนั่นเอง
ทว่าต่งลี่ลี่หาได้คิดเช่นนั้น เธอเพียงรู้สึกว่าคนอื่นกำลังดูถูกเธอ!
แอบรักโจวเฉิงข้างเดียวมานานหลายปี สุดท้ายกลับต้องถูกคนอื่นหัวเราะเยาะ เธอสมควรได้รับสิ่งเหล่านี้หรือ?
ถ้าไม่มีโจวอี๋คอยยุแยงอยู่ข้างๆเธอจะถลำลึกเช่นนี้ไหม?
พ่ายแพ้ให้กับเซี่ยเสี่ยวหลานที่เป็นสาวบ้านนอก ต่งลี่ลี่รู้สึกทำใจไม่ได้
แม้โจวเฉิงจะเลือกเซี่ยเสี่ยวหลาน เธอย่อมไม่สนใจ แต่ตระกูลโจวกลับยอมรับในตัวเซี่ยเสี่ยวหลานแล้ว ครั้งก่อนกวนฮุ่ยเอ๋อยังพาเซี่ยเสี่ยวหลานไปร่วมงานเชื่อมสัมพันธ์ด้วย ต่งลี่ลี่เห็นเองกับตา แล้วเธอยังจะสู้อะไรได้อีก?
การดูตัวก็ไม่ราบรื่น ตระกูลต่งอยากเกี่ยวดองกับตระกูลเส้า แม้เส้ากวงหรงจะขึ้นชื่อเรื่องความเจ้าชู้ ในวงสังคมใครบ้างที่ไม่รู้ว่าเขาเปลี่ยนแฟนมาแล้วสิบกว่าคน แต่ต่งลี่ลี่เห็นว่าปกติเขาดูเป็นคนขยันทำงาน ในอนาคตเธอคงสามารถกำราบเขาได้อยู่หมัดถึงได้ยอมทำตามความต้องการของที่บ้าน... อีกทั้งเธอยังรู้สึกอยากประชดประชัน เส้ากวงหรงสนิทกับโจวเฉิง ถ้าเธอคบหากับเส้ากวงหรง โจวเฉิงคงเลิกล้มความคิดที่ว่าจะสามารถสลัดเธอหลุดได้ง่ายๆ และพวกเธอสองคนก็จะมีโอกาสเกี่ยวข้องกันอีกอย่างแน่นอน!
ทว่าเส้ากวงหรงกลับปฏิเสธความต้องการของครอบครัว ในสายตาของต่งลี่ลี่ข้ออ้างของเขานั้นห่วยแตกสิ้นดี เขาบอกว่าตัวเองอายุยังน้อย อยากเรียนหนังสืออีกสักสองปี ตอนนี้ยังไม่คิดเรื่องสร้างครอบครัวชั่วคราว!
เส้ากวงหรงทำงานมานานหลายปีแล้ว ยังจะเรียนหนังสือบ้าบออะไรอีก
ต่งลี่ลี่ทำโจวอี๋โมโหจนขอตัวกลับ ส่วนตัวเองก็ปาขวดน้ำอัดลมลงพื้นจนแตกกระจาย ก่อนจะคว้าใบปลิวบนโต๊ะขึ้นมาฉีกเป็นชิ้นๆ
เพื่อนคนหนึ่งกอดเธอไว้ “อย่าโมโหสิ คนเรายังพลั้งพลาดเผลอกัดลิ้นตัวเองได้ เธอกับโจวอี๋สนิทกันมาตั้งกี่ปีแล้ว ทะเลาะกันบ้างก็เป็นเรื่องปกติ แต่ถ้าทะเลาะกันเพื่อผู้ชายคนเดียวมันคุ้มค่าแล้วหรือ”
ใช่แล้ว ผู้ชายคนนั้นคือโจวเฉิง คนที่มีเสน่ห์ดึงดูดใจเป็นอันดับหนึ่งในหมู่คนที่มีอายุรุ่นราวคราวเดียวกัน
หน้าตาหล่อเหลา ไม่ว่าสาวน้อยหลายต่อหลายคนจะพยายามทอดสะพานก็ไม่หลงกล อีกทั้งยังมีกลิ่นอายของความร้ายกาจอันน่าค้นหา คุณสมบัติทั้งหมดช่างทำให้คนรู้สึกคลั่งไคล้เหลือเกิน
ก่อนหน้านี้ทุกคนชอบพูดว่าโจวเฉิงยังไม่รู้จักโต เขาจึงไม่เห็นผู้หญิงอยู่ในสายตา ต่งลี่ลี่หลงใหลในความร้ายกาจและความเท่ของเขา รวมถึงรู้สึกว่าการไม่เฉียดใกล้สตรีคือข้อดีอย่างหนึ่งของเขา
แต่เมื่อเซี่ยเสี่ยวหลานปรากฏตัวขึ้น ทุกคนต่างก็ต้องตกตะลึง
ที่เขาไม่เข้าใกล้ผู้หญิง เพราะผู้หญิงยังมีเสน่ห์ไม่มากพอ แต่พอเจอนังจิ้งจอกสาวคนนั้น โจวเฉิงก็เหมือนผู้ชายคนอื่นไม่มีผิด!
เมื่อความจริงปรากฏอยู่ตรงหน้า คู่ครองที่โจวเฉิงเลือกเอง ตระกูลโจวไม่เพียงไม่รังเกียจพื้นเพครอบครัวของฝ่ายหญิง ทั้งยังประกาศต่อหน้าสาธารณชนด้วยว่ายอมรับในตัวของเซี่ยเสี่ยวหลาน ต่งลี่ลี่ยังจะทำอะไรได้อีก? หากแตกหักกับเพื่อนสนิทเพียงเพราะเรื่องนี้ มันช่างไม่คุ้มค่าเอาเสียเลย
ต่งลี่ลี่เงียบไป เพื่อนสาวคนหนึ่งจึงแย่งใบปลิวไปจากมือเธอ
“ช่วงนี้เธอทำตัวไม่ดีกับโจวอี๋สักเท่าไร นี่คือโอกาสที่ดีไม่ใช่หรือ พรุ่งนี้ฉันจะนัดโจวอี๋ไปซื้อเสื้อผ้า พูดเปิดอกคุยกันเลยดีหรือเปล่า เธอว่าพวกเราไปร้านไหนดี เห็นว่าร้านนี้มีสาขาทั้งที่ถนนซิ่วสุยและถนนซีตันเลยนะ”
ต่งลี่ลี่ลูบผมตัวเองเล็กน้อย “ฉันไม่อยากซื้อของ ฉันอยากไปดัดผมที่ซีตัน”
คนปากแข็ง แสดงว่าอยากไปร้านสาขาซีตันสินะ
เพื่อนสาวเก็บใบปลิวใส่กระเป๋าเสื้อ “อย่างนั้นพวกเราตกลงตามนี้ พรุ่งนี้ไปซีตันกัน... ชื่อร้านว่าหลานเฟิ่งหวง ฉลองเปิดกิจการใหม่ ตั้งแต่วันที่17-20 ลดราคา10% ทั้งร้าน ร้านนี้ท่าทางน่าสนใจนะเนี่ย”
—————————————————
เรื่องราวคล้ายคลึงกันกำลังเกิดขึ้นในอีกสถานที่หนึ่ง
ก่อนหลานเฟิ่งหวงจะเปิดกิจการที่ซางตู พวกเธอก็เคยตั้งแผงขายริมทางมาเป็นเวลานาน สั่งสมชื่อเสียงปากต่อปากมาแล้วส่วนหนึ่ง คนที่กล้าขายเสื้อผ้าริมทางราคาแพงเช่นนั้นหาได้ยากนัก พอร้านเสื้อผ้าเปิดกิจการใจกลางเมือง ลูกค้าใหม่จึงให้ความสนใจ ในขณะที่ลูกค้าเก่าต่างก็ช่วยกันสนับสนุน อีกทั้งยังจัดงานตัดริบบิ้นเปิดร้านเพื่อดึงดูดคนที่สัญจรไปมาอีกด้วย
เมื่อขยายสาขามายังกรุงปักกิ่ง ถนนซีตันกับซิ่วสุยหาได้ตั้งอยู่ใจกลางเมือง เนื่องจากกรุงปักกิ่งนั้นใหญ่กว่าซางตูมาก!
เซี่ยเสี่ยวหลานจึงเลือกใช้วิธีระดมพลแจกใบปลิว การดึงดูดสายตาผู้คนสามารถสร้างมูลค่าทางการตลาดได้ การลงทุนด้านการประชาสัมพันธ์ในช่วงแรกจึงมักจะคุ้มค่าเสมอ
ตอนนี้สภาพแวดล้อมของสังคมนั้นเรียบง่าย โฆษณาไม่มีรูปแบบใหม่ที่น่าสนใจ แต่ใบปลิวหลากสีนั้นช่างสะดุดตาเหลือเกิน สมแล้วที่จ้างช่างภาพมืออาชีพกับนางแบบปฏิทินมาถ่ายงาน หากไม่ถูกตัวอักษรหนาสีดำหลายบรรทัดที่ใช้ประชาสัมพันธ์ร้านเสื้อผ้าทำลายความงามของใบปลิว จะบอกว่ามันคือกระดาษแผ่นหนึ่งในนิตยสารก็คงมีคนเชื่อ
“นี่มันเรื่องอะไรกัน!”
บรรณาธิการถือใบปลิวแผ่นหนึ่งพลางทำสีหน้ากระอักกระอ่วน พร้อมทั้งบ่นกับผู้กำกับหวัง
ผู้กำกับหวังดูอย่างละเอียด “นี่เหมือนใบปิดภาพยนตร์ไม่มีผิด หัวข้อสะดุดตา เป้าหมายของเขาคือการดึงดูดคนไปซื้อเสื้อผ้า จะเขียนตัวอักษรตัวโตๆ ก็ไม่เห็นจะมีปัญหาอะไร”
บรรณาธิการชุยยังจะกล้าบ่นได้อีกหรือ ผู้กำกับหวังไม่อยากบอกเลยว่า ตอนเซี่ยเสี่ยวหลานติดต่อมาเขานึกว่าเธอเปลี่ยนใจแล้ว แต่ที่ไหนได้ เซี่ยเสี่ยวหลานกลับอยากให้เขาช่วยแนะนำช่างภาพ!
เรื่องนั้นย่อมไม่มีปัญหา เพราะเขานึกว่านักศึกษาเซี่ยอยากถ่ายรูปตัวเอง
ทว่าเซี่ยเสี่ยวหลานได้บอกให้ช่างภาพช่วยหานางแบบปฏิทินที่รูปร่างดีมาให้... ผู้กำกับหวังสภาพจิตใจเดี๋ยวขึ้นเดี๋ยวลง ราวกับผ่านด่านบำเพ็ญเพียรมานับไม่ถ้วน คำบ่นของบรรณาธิการชุยจึงไม่อาจทำให้เขาสะทกสะท้านได้เลยสักนิด
บรรณาธิการชุยไม่เข้าใจ เซี่ยเสี่ยวหลานกับเฉินซีเหลียงบอกว่าอยากทำแบรนด์เสื้อผ้าของประเทศจีน แต่บนใบปลิวกลับไม่มีคำว่า Luna ติดอยู่ แต่กลับเขียนไว้ว่า ‘หลานเฟิ่งหวง’ บรรณาธิการชุยไม่เข้าใจเซี่ยเสี่ยวหลานเลยจริงๆ
เพราะความอยากรู้อยากเห็นเป็นเหตุ ทำให้บรรณาธิการตัดสินใจไปดูร้านเสื้อผ้านี้ให้เห็นกับตาตัวเอง
ทั่วกรุงปักกิ่ง คนที่มีความอยากรู้อยากเห็นเหมือนบรรณาธิการชุยมีอยู่ไม่น้อย ไม่ว่าสาเหตุจะเกิดจากความรู้สึกแบบไหน แต่ผลลัพธ์ของการแจกใบปลิวก็ได้ปรากฏให้เห็นอย่างรวดเร็ว!
ตอนที่ 787: จงใจเกาะกระแส
Luna เปิดกิจการก่อนหลานเฟิ่งหวงหนึ่งวัน ซึ่งก็คือวันที่16มีนาคม โดยจะเปิดกิจการพร้อมกับสาขาที่หยางเฉิง
เทียบกับการประชาสัมพันธ์แบบยิ่งใหญ่ของหลานเฟิ่งหวง การเปิดร้านของLunaนั้นกลับดูเงียบสนิท แค่แขวนประทัด จัดกระเช้าดอกไม้ไม่กี่อันก็เป็นการเปิดร้านที่ถนนซีตันแล้ว ร้านที่หยางเฉิงก็เป็นเช่นเดียวกัน
จะแบ่งแยกหลานเฟิ่งหวงกับLunaได้อย่างไร?
ร้านแรกเป็นร้านขายสินค้ามากมายหลากหลาย จะขายเสื้อผ้าแบบไหนขึ้นอยู่กับอารมณ์ของคนเลือกซื้อสินค้าเข้าร้านมาในเวลานั้นๆทั้งสิ้น
ถ้าหลิวเฟินหรือหลี่เฟิ่งเหมยคิดว่าสีแดงสวย พวกเธอก็จะเลือกสีแดงมาเยอะหน่อย ทว่าถ้าเห็นว่าสีเขียวสวยก็จะเพิ่มปริมาณเสื้อผ้าสีเขียวให้มากขึ้น
แต่Lunaไม่เหมือนกัน ทางร้านมีนักออกแบบของตัวเอง เฉินซีเหลียงจ้างนักออกแบบมาสองคน โดยแต่ละคนมีเอกลักษณ์ที่แตกต่างกัน ถึงกระนั้นเฉินซีเหลียงก็ขอให้พวกเขาพยายามยึดคอนเซ็ปต์ใหญ่เป็นหลักอยู่ดี
หากเดินเข้าร้านLunaมา ก็จะรับรู้ได้ถึงความเป็นระบบระเบียบ
เปิดร้านอย่างเงียบๆ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะปล่อยปละละเลย อย่างไรก็ตามยอดขายวันแรกของการเปิดร้านไม่สู้ดีนัก ร้านที่ปักกิ่งขายไปได้ไม่ถึง700หยวน ส่วนที่หยางเฉิงแย่ยิ่งกว่า ขายไปได้แค่500กว่าหยวนเท่านั้น
ตอนกลางคืนเฉินซีเหลียงโทรมาหาเซี่ยเสี่ยวหลาน น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความกลุ้มใจ
“พี่เซี่ย สินค้าชุดแรกที่สั่งผลิตจากโรงงานมีมูลค่าตั้งสองแสนหยวน ถ้าขายไม่ออกละก็...”
“อย่าเพิ่งใจร้อน รอทางบรรณาธิการชุยกับทางหนังสือพิมพ์ลงมือพร้อมกันก่อน”
เซี่ยเสี่ยวหลานไม่ได้ลำเอียงทุ่มเทให้ร้านของตัวเองมากกว่าแล้วทอดทิ้งLuna เพราะหากพูดถึงการพัฒนาระยะยาว เซี่ยเสี่ยวหลานเอนเอียงไปทางLunaมากกว่าเสียด้วยซ้ำ หลานเฟิ่งหวงเป็นเพียงเส้นทางการสะสมเงินทุนในสายตาของเซี่ยเสี่ยวหลานเท่านั้น เธอเรียนสถาปัตยกรรม และรู้ว่าอีกหลายปีข้างหน้าธุรกิจอสังหาริมทรัพย์จะเป็นธุรกิจแห่งความเจริญรุ่งเรือง ส่วนธุรกิจเสื้อผ้านั้นจะทำกำไรได้สูงสุดในช่วงยุค80-90 แล้วทำไมเธอต้องปล่อยโอกาสไปเฉยๆด้วยเล่า?
หลานเฟิ่งหวงทำกำไรได้ไว และเป็นตัวช่วยสะสมอสังหาริมทรัพย์แทนเซี่ยเสี่ยวหลาน อีกทั้งยังทำให้แม่และป้าสะใภ้ของเธอได้มีเวทีสำหรับแสดงฝีมือด้านการบริหารธุรกิจของตัวเอง นี่คือประโยชน์ของมัน!
ทว่า Lunaไม่เหมือนกัน มันคือการสร้างแบรนด์ สร้างกิจการเสื้อผ้าของตัวเอง เป็นการพัฒนาในระยะยาว แม้เงินทุนจะเป็นของโจวเฉิง แต่สำหรับเซี่ยเสี่ยวหลานในตอนนี้ แม้พวกเธอจะยังไม่ถึงขั้นแลกเปลี่ยนทรัพย์สินของกันและกัน แต่เงินเล็กๆน้อยๆก็ได้ใช้ร่วมกันแล้ว ดังนั้นเงินทุนของLunaเป็นของโจวเฉิง แต่ธุรกิจเป็นของเซี่ยเสี่ยวหลานและเฉินซีเหลียง
สิ่งที่เธอวางแผนให้กับLuna ไม่ใช่การทำกำไรจากการซื้อมาขายไปอย่างรวดเร็ว แม้กระทั่งวิธีการประชาสัมพันธ์ก็ต้องมีระดับกว่าร้านค้าปกติทั่วไป
เฉินซีเหลียงรู้สึกว้าวุ่นใจ แต่เซี่ยเสี่ยวหลานก็สามารถปลอบใจเขาได้สำเร็จ พอคิดถึงแผนการที่วางไว้ก่อนหน้านี้ เขาคงต้องอดทนรอไปก่อนสินะ
“จริงสิ เธอติดต่อผู้จัดการส่วนตัวของวังหมิงหมิงได้หรือยัง”
“ฉันคุยกับเขาแล้ว แต่เขาบอกว่าวังหมิงหมิงไม่ค่อยสนใจเสื้อผ้าของพวกเราสักเท่าไร...”
เซี่ยเสี่ยวหลานเคยบอกเฉินซีเหลียงว่า คงจะยังจ่ายเงินเชิญดาราฮ่องกงมาถ่ายโฆษณาไม่ไหว แต่Lunaสามารถส่งสินค้าใหม่ไปให้วังหมิงหมิงได้ฟรีตลอดชีพ นี่คือการขอเป็น ‘สปอนเซอร์’ หรือก็คือการขอเกาะความดังของวังหมิงหมิงกันหน้าด้านๆ เห็นได้ชัดว่าอีกฝ่ายหาใช่เด็กอมมือ คงไม่อยากช่วยประชาสัมพันธ์ให้โดยเปล่าเพื่อผลประโยชน์เล็กน้อยแค่นี้
เซี่ยเสี่ยวหลานเองก็จนปัญญาLunaเป็นแค่ต้นกล้า ที่เรื่องเมื่อตอนชุนหว่านเกิดขึ้นได้เพราะจังหวะและโอกาสที่ลงตัวทั้งสิ้น ถ้าวังหมิงหมิงไม่ตกลง เธอกับเฉินซีเหลียงคงฝืนยัดเยียดเสื้อผ้าให้คนอื่นไม่ได้อยู่ดี
เซี่ยเสี่ยวหลานกัดฟัน “ส่งต่อไป ส่งไปให้โดยเปล่าเหมือนเดิม ทุกฤดูกาลจะต้องส่งชุดสั่งตัดพิเศษสองแบบไปให้เธอ โดยรายละเอียดปลีกย่อยจะต้องไม่เหมือนกับเสื้อผ้าที่สั่งผลิตล็อตใหญ่ และต้องเป็นชุดที่เหมาะให้ดาราใส่ขึ้นเวที เธอจะใส่หรือไม่ใส่เราคงไ่มอาจบังคับได้ แต่จะส่งให้หรือเปล่าก็เป็นอิสระของพวกเราเช่นกัน”
ถึงอย่างไรหยางเฉิงก็อยู่ไม่ไกลจากฮ่องกงมากนัก สามารถฝากคนเอาไปให้วังหมิงหมิงได้ เซี่ยเสี่ยวหลานยังคงไม่ยอมแพ้กับโอกาสโฆษณาโดยไม่เสียเงินจ้างนักแสดงใหญ่ในครั้งนี้
ไม่ใส่ก็ไม่ใส่ อย่างมากก็เสียเงินทุนกับค่าขนส่งของเสื้อผ้าแค่ไม่กี่ตัวเท่านั้น
ถ้าวันไหนวังหมิงหมิงเกิดใส่ชุดของLunaออกงานสาธารณะ แล้วเซี่ยเสี่ยวหลานเห็นแม้แต่ครั้งเดียว เธอก็จะกล้าลงบทความว่า ‘วังหมิงหมิงคือทูตของแบรนด์Luna’ คนทั่วไปอย่าได้คิดที่จะมาแข่งความหน้าหนากับเซี่ยเสี่ยวหลาน เธอเคยเป็นพนักงานขายมาก่อน คนหน้าบางมักจะทำอาชีพนี้ไม่รอดจนต้องย้ายงาน ดังนั้นที่เซี่ยเสี่ยวหลานมาถึงทุกวันนี้ได้ เธอทิ้งหน้าตาของตัวเองไปนานแล้ว
นี่คือวิธีการทำธุรกิจอย่างหนึ่ง อาจจะน่าอายไปบ้าง แต่เซี่ยเสี่ยวหลานไม่เคยอยากลงสมัครคัดเลือกบุคคลศีลธรรมดีเด่นแม้แต่น้อย!
หลังประสบความสำเร็จ เรื่องเหล่านี้จะกลายเป็นเรื่องเล่าที่น่าชื่นชม อนาคตขนาดพวกค้าของเถื่อนยังฟอกขาวตัวเองได้ แล้วเซี่ยเสี่ยวหลานที่ไม่แตะต้องธุรกิจสีเทาพวกนั้นเล่า นับว่าเธอมีศีลธรรมมากพอแล้ว
ประเทศจีนเป็นประเทศแห่งการลอกเลียนแบบ
ไม่ใช่เพราะชาวจีนไม่ให้ความสำคัญกับเรื่องลิขสิทธิ์ แต่เพราะถูกปิดกั้นจากเทคโนโลยีมาเป็นเวลานานหลายปี ถ้าไม่ลอกเลียนแบบ เศรษฐกิจของแผ่นดินใหญ่ก็คงพัฒนาอย่างเชื่องช้าน่ะสิ... เมื่ออยู่ภายใต้สภาพแวดล้อมเช่นนี้ ถ้าเรียกร้องขอให้ทุกคนเป็นคนดีมีศีลธรรม แต่ขณะเดียวกันต้องพัฒนาไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วด้วย เซี่ยเสี่ยวหลานคงทำได้เพียงแค่นหัวเราะ
คิดว่าการสร้างธุรกิจเป็นการ์ตูนตาหวาน ราบรื่นตั้งแต่ต้นยันจบหรืออย่างไร?
ถ้าต้องการใช้ชื่อเสียงของวังหมิงหมิงในการประชาสัมพันธ์ก็ต้องหน้าหนากันสักหน่อย ใครใช้ให้ตอนนี้วังหมิงหมิงเป็นดาราดังเล่า วงการบันเทิงของฮ่องกงในตอนนี้กำลังแผ่อิทธิพลไปทั่วเอเชีย วังหมิงหมิงไม่เพียงดังแค่ในฮ่องกง แต่หลายปีก่อนเปิดประเทศ แผ่นดินใหญ่เองก็มิอาจปิดกั้นความโด่งดังของนักร้องเสียงสวรรค์ได้เช่นกัน และไม่ใช่แค่เฉพาะในแผ่นดินใหญ่เท่านั้น ที่ใดที่มีชาวจีน วังหมิงหมิงล้วนโด่งดังไปทุกแห่ง
ในครั้งนั้นเฉินซีเหลียงทำภารกิจสำเร็จได้อย่างเกินความคาดหมาย เขาทำให้วังหมิงหมิงใส่ชุดของLunaขึ้นไปร้องเพลงบนชุนหว่านได้ หากเป็นนักแสดงหญิงของแผ่นดินใหญ่ เซี่ยเสี่ยวหลานคงไม่ทุ่มเทขนาดนี้ นักแสดงหญิงของแผ่นดินใหญ่ไม่ได้ร่ำรวยเงินทอง หากส่งเสื้อผ้าให้ใส่โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย มีหรือที่พวกเธอจะไม่ใส่ สมองมีปัญหาหรือเปล่า?
แต่ถ้าไม่ได้จริงๆ หลังใช้ชื่อเสียงของวังหมิงหมิงไปสักระยะ แล้วค่อยเชิญนักแสดงหญิงของแผ่นดินใหญ่มาเป็นพรีเซนเตอร์ ถ่ายโฆษณาฉายทางโทรทัศน์ก็ไม่เสียหาย
ถ้าซื้อเวลาโฆษณาของสถานีกลางไม่ไหวก็ซื้อเวลาของสถานีท้องถิ่นแทนเสียสิ
ฉายทางสถานีโทรทัศน์ของเมืองหลวงกับสถานีโทรทัศน์ของหยางเฉิง เพราะตอนนี้พวกเธอมีหน้าร้านแค่สองแห่งเท่านั้น เซี่ยเสี่ยวหลานบอกความคิดของตัวเองกับเฉินซีเหลียง เฉินซีเหลียงได้ยินดังนั้นก็เห็นด้วย “ใครออกกฎว่าต้องเชิญดาราฮ่องกงเท่านั้นเล่า!”
พอก่อนเถิดเหล่าเฉิน น้ำเสียงของคุณช่างดูน้อยเนื้อต่ำใจเหลือเกิน ไม่ใช่ว่าไม่อยากเชิญ แต่ยังไม่มีปัญญาเชิญมากกว่าสินะ
เซี่ยเสี่ยวหลานอ่านเกมขาด “ไว้อนาคตเรามีเงินเมื่อไร ค่อยเชิญดาราใหญ่มาถ่ายโฆษณาก็ได้”
ดาราใหญ่ไม่ได้ถ่ายโฆษณาให้แค่กับสินค้าแบรนด์เนมเท่านั้น ราชาเพลงแห่งเอเชียในอนาคตยังเป็นพรีเซนเตอร์ให้กับMeters Bonwe1ตั้งหลายปี เซี่ยเสี่ยวหลานยังมีข้อได้เปรียบกว่าคนอื่น นั่นก็คือ เธอรู้ว่าใครจะดังไปได้ตลอดรอดฝั่ง และใครที่ดังแล้วทุบหม้อข้าวตัวเอง แม้เธอจะไม่ใช่ติ่งดารา แต่คนที่สามารถทำให้คนไม่ติ่งดาราอย่างเธอจดจำได้ ชัดเจนว่าคือคนที่โลดแล่นอยู่บนจอแก้วและโด่งดังมาโดยตลอด
หลังคุยกับเถ้าแก่เฉินเสร็จ เซี่ยเสี่ยวหลานก็ตั้งตารอการเปิดร้านใหม่
ร้านสองสาขาทั้งที่ซีตันและซิ่วสุย เธอกับหลิวเฟินแบ่งกันดูคนละร้าน หลิวเฟินตอนนี้ยุ่งมากเหลือเกิน เพราะเธอยังต้องรับผิดชอบดูแลบัญชีของLuna เป็นการชั่วคราวอีกด้วย พนักงานทั้งสามร้านยังไม่ถูกประเมินว่าใครดีกว่าใคร ดังนั้นพวกเธอจึงต้องทำแค่ดูแลงานขายเท่านั้น แต่บัญชีรายรับรายจ่ายยังเป็นหน้าที่ของหลิวเฟินที่ต้องไปตรวจสอบบัญชีทุกวัน
“ลูกไปที่ร้านซีตันเถิด ทางนั้นดูเหมือนยุ่งหน่อย พวกเพื่อนร่วมหอของลูกก็ไปที่นั่นกันหมดมิใช่หรือ”
หลิวเฟินพูดเช่นนี้ เซี่ยเสี่ยวหลานจึงไม่คัดค้านแต่อย่างใด จากแนวโน้มของสองปีที่ผ่านมา ซีตันคึกคักกว่าซิ่วสุ่ยจริงๆ ความหนาแน่นของผู้คนที่สัญจรไปมาเทียบกันไม่ได้สักนิด ดังนั้นผลประกอบการของร้านสาขาซีตันคงดีกว่าแน่นอน
แม้วันนี้จะเป็นวันสุดสัปดาห์ ทว่าชาวห้อง307 ยังคงตื่นแต่เช้าเหมือนปกติ หลังตื่นนอนพวกเธอก็รีบเดินทางไปที่บ้านของเซี่ยเสี่ยวหลานทันที
“พวกเธอมาเช้าเกินไปหรือเปล่า?”
เซี่ยเสี่ยวหลานยังไม่ทันไปที่ร้าน เนื่องจากงานทั้งหมดถูกเตรียมการล่วงหน้าไว้ตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว วันนี้จะได้ไม่ต้องรีบร้อน
ซูจิ้งกลอกตามองบน “เธอนึกว่าพวกเราจะมีปัญญาซื้อเสื้อผ้ากันจริงๆหรือ พวกเราเห็นว่าวันนี้ร้านเธอเปิดวันแรกเลยมาช่วยงานน่ะสิ!”
ตอนที่ 788: เพิ่มคุณค่าจากการตกแต่ง
เพื่อนร่วมหอมีไว้ทำอะไร?
หากตอนเช้าไม่อยากลุกจากที่นอน เพื่อนร่วมหอก็สามารถช่วยซื้ออาหารเช้ามาให้ได้
ถ้าเกิดอยากโดดเรียน เวลาอาจารย์เช็กชื่อเพื่อนร่วมหอก็ช่วยขานตอบแทนได้
ดังนั้นการที่บ้านของเซี่ยเสี่ยวหลานจะเปิดกิจการร้านเสื้อผ้า แถมยังตรงกับวันหยุดสุดสัปดาห์พอดี ชาวห้อง307จะมาช่วยงานก็หาใช่เรื่องแปลก อย่างไรก็ตามตลอดหนึ่งภาคเรียนที่ผ่านมา ชาวห้อง307ก็กินอาหารที่เซี่ยเสี่ยวหลานเอามาให้จำนวนไม่น้อย
ทั้งไข่ต้มชา ซาลาเปา ปลาแห้ง กุ้งแห้ง รวมถึงลูกอมจากต่างประเทศ อะไรที่เซี่ยเสี่ยวหลานกินแล้วรู้สึกว่าอร่อย เธอไม่เคยเก็บไว้กินคนเดียวเลยสักอย่าง
ทุกคนรู้อยู่แก่ใจ ครอบครัวเซี่ยเสี่ยวหลานมีฐานะดี ปกติเธอจึงมักใจกว้างกับเพื่อนร่วมหออยู่เสมอ ดังนั้นถึงแม้พวกเธอจะได้เงินค่าขนมเยอะไม่เท่าเซี่ยเสี่ยวหลาน แต่การมาช่วยงานครอบครัวเซี่ยเสี่ยวหลานไม่เห็นเป็นเรื่องแปลกตรงไหน
ช่วยงานนักธุรกิจอิสระ ไม่ได้ทำให้เสียชื่อของความเป็นนักศึกษาหัวชิงเสียหน่อย
พวกอกตัญญูไม่รู้คุณคนต่างหากถึงจะน่าอับอาย เซี่ยเสี่ยวหลานเองก็เป็นนักศึกษาหัวชิงเช่นกัน แต่ไม่เคยปิดบังว่าครอบครัวของตนทำธุรกิจส่วนตัว
สาวๆพากันจ้องหน้าเธออย่างกดดัน เซี่ยเสี่ยวหลานจะปฏิเสธได้อย่างไร
ว่าแล้วเธอจึงเล่นตัวต่ออีกหน่อย “ช่วยงานได้ไม่มีปัญหา ว่าแต่พวกเธอกินข้าวเช้ากันหรือยัง ถ้ายังไม่กินมื้อเช้าก็มากินกันก่อนไปเถิด ทว่าร้านที่ซีตันคงไม่ต้องการคนช่วยเยอะขนาดนี้ พวกเราแบ่งเป็นสองกลุ่มดีหรือเปล่า”
ได้อยู่แล้ว ซูจิ้งเสนอตัวว่าจะไปที่ถนนซิ่วสุ่ยกับหลิวเฟิน
คนที่ชอบความสนุกสนานล้วนตามซูจิ้งไปด้วยทั้งสิ้น ในขณะที่หยางหย่งหง เฉินอีอี และลฺหวี่เยี่ยนก็ไปซีตันกับเซี่ยเสี่ยวหลาน
ถ้าการแจกใบปลิวได้ผลลัพธ์ที่ดี วันเปิดร้านคงยุ่งมากอย่างแน่นอน เซี่ยเสี่ยวหลานจึงบอกให้เพื่อนร่วมหอกินอาหารเช้าซ้ำอีกรอบ “ถ้ายุ่งขึ้นมาอาจจะไม่มีเวลากินมื้อเที่ยงก็เป็นได้ ดังนั้นกินได้มากแค่ไหนก็กินให้เต็มที่ อย่าได้เกรงใจ”
หึหึ ใครจะเกรงใจกัน หยางหย่งหงกินข้าวอย่างไร้กังวล เนื้อผัดซอสแดงถูกเธอกินเรียบจนหมดจาน เธอสามารถจัดการอาหารเช้ามื้อที่สองได้อย่างสบายๆ
เซี่ยเสี่ยวหลานนำพวกหยางหย่งหงปั่นจักรยานไปที่ซีตัน ที่นั่นมีพนักงานร้านสองคนรออยู่ก่อนแล้ว
ตอนนี้เพิ่งแปดโมงตรงเท่านั้น
“เฉียนอิง พวกเธอรอนานแค่ไหนแล้ว สามคนนี้เป็นเพื่อนนักศึกษาของฉันเอง วันนี้พวกเขาจะมาช่วยงานที่ร้าน”
ประธานเสี่ยวเซี่ยเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัย พวกพนักงานที่เข้าฝึกอบรมต่างก็รู้ดี ทำไมพวกเธอถึงตั้งใจฟังในสิ่งที่เซี่ยเสี่ยวหลานสอน สาเหตุหนึ่งก็เป็นเพราะเธอคือนักศึกษามหาวิทยาลัย พวกพนักงานทุกคนล้วนเป็นคนที่สอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่ติด วุฒิการศึกษาสูงสุดแค่มัธยมปลายเท่านั้น เมื่อเจอเข้ากับเด็กหัวกะทิจากหัวชิง แถมยังเป็นเจ้าของร้านอย่างเซี่ยเสี่ยวหลาน ใครไม่ตั้งใจฟังที่ประธานเสี่ยวเซี่ยสอนก็คงเป็นคนโง่
เพื่อนนักศึกษาของเซี่ยเสี่ยวหลานอย่างนั้นหรือ เช่นนั้นก็แสดงว่าเป็นหัวกะทิจากหัวชิงเช่นกัน!
ด้วยสถานะนี้ ต่อให้หยางหย่งหงแต่งตัวเชยมากกว่านี้ พนักงานทั้งสองคนก็ไม่กล้าดูแคลนแม้แต่น้อย
เซี่ยเสี่ยวหลานเองก็กลัวว่าเพื่อนร่วมหอของตนจะแต่งตัวเชยเกินไป จึงตั้งใจอธิบายกับพวกเขาสามคนว่า หากถึงคราวที่ทางร้านต้องการความช่วยเหลือจริงๆ พวกเธอควรทำอะไรบ้าง
“มีความเป็นไปได้มากที่สุดคือคนที่ลองชุดคงมีจำนวนไม่น้อย เสื้อผ้าที่ถูกหยิบลงมาจากราวแขวน จะต้องถูกแขวนกลับที่เดิมอย่างรวดเร็วโดยไม่ให้กระทบกับการเลือกซื้อของลูกค้า เสื้อผ้าสีอ่อนจะต้องตรวจสอบก่อนว่ามีรอยเปื้อนหรือไม่...”
หยางหย่งหงยืนอยู่หน้าร้าน เมื่อแสงไฟภายในร้านส่องสว่าง เธอก็ต้องตกตะลึงกับสิ่งที่ได้เห็น
สมองของเธอปรากฏคำว่า ชั้นสูง!
สาวเถรตรงเรียบง่ายประจำภาควิชาวิศวกรรมโยธา อยากให้เธอใช้คำคุณศัพท์ที่พิถีพิถันกว่านี้คงเป็นเรื่องยาก
เฉินอีอีกับลฺหวี่เยี่ยนเองก็เรียนสถาปัตยกรรมเหมือนกัน
เฉินอีอีกวาดตามองรอบร้าน “สวยจัง เสี่ยวหลาน การตกแต่งประเภทนี้ได้รับการออกแบบมาโดยเฉพาะใช่หรือเปล่า ใครออกแบบให้หรือ”
ที่นี่ต่างจากห้างสรรพสินค้าหรือร้านค้าเล็กๆตามหัวมุมถนนลิบลับ
“คุณลุงของฉันทำบริษัทรับตกแต่งภายใน บริษัทเขามีนักออกแบบอยู่คนหนึ่ง เป็นบัณฑิลจากภาควิชาศิลปกรรมศาสตร์ของมหาวิทยาลัยซางต้า เป็นอย่างไรบ้าง พอใช้ได้ไหม”
เซี่ยเสี่ยวหลานไม่ได้พูดถึงตัวเอง เธอยกความดีความชอบให้กงหยางทั้งหมด
ทุกคนเรียนสาขาวิชาเดียวกัน อวดเรื่องพวกนี้ไปก็เท่านั้น
เซี่ยเสี่ยวหลานสามารถมีทุกวันนี้ได้ ทั้งหมดเกิดขึ้นเพราะประสบการณ์ที่สั่งสมมาตั้งแต่ชาติก่อน ไม่ใช่เพราะเธอมีพรสวรรค์ด้านสถาปัตยกรรมแต่อย่างใด และเธอก็ไม่อยากให้เพื่อนร่วมหอคิดเช่นนั้น เธอไม่ได้จะรับงานตกแต่งภายในจากพวกหยางหย่งหงเสียหน่อย โอ้อวดไปก็ไร้ประโยชน์ ดังนั้นเซี่ยเสี่ยวหลานจึงไม่อยากพูดถึงมากนัก
ทั้งสามคนจูงมือกันเดินรอบร้าน ในใจหาได้คิดว่าการตกแต่งภายในเช่นนี้ต้องใช้เงินเท่าไร แต่สิ่งที่คิดคือเรื่องเทคนิคและสไตล์การตกแต่งภายในทั้งสิ้น
บ้านคนทั่วไปใครจะใช้วัสดุแบบนี้กัน
นี่ไม่ใช่การมาช่วยงาน แต่มาเรียนวิชาจากสถานที่จริงชัดๆ งานสถาปัตยกรรมขึ้นอยู่กับผลลัพธ์ของการตกแต่งภายในและภายนอกของสิ่งปลูกสร้าง
แค่กระดาษวาดแบบ ไม่สามารถทำให้เห็นผลลัพธ์ของการออกแบบได้ด้วยตาเปล่าเช่นนี้
ร้านสาขาซีตัน หลิวหย่งตกแต่งตามความต้องการของเซี่ยเสี่ยวหลาน โดยเขาได้ทำการปรับปรุงสภาพภายนอกและภายในอาคารไปพร้อมกัน หลังคาเก่าผุพังก็ทาสีขาวใหม่ พยายามทำให้ทุกอย่างดูกลมกลืนเป็นหนึ่งเดียวกันที่สุด
เซี่ยเสี่ยวหลานอยากปลูกกุหลาบไว้ที่ดาดฟ้าเพื่อหวังให้เครือเถาวัลย์ของมันย้อยห้อยลงมา ให้ความรู้สึกของความเป็นยุโรปและมีรสนิยม
เมื่อเทียบกับชื่อ ‘หลานเฟิ่งหวง’ ที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายของถิ่นกำเนิดและความล้าสมัยแล้ว เซี่ยเสี่ยวหลานคิดว่ามันคือความแตกต่างที่ลงตัว... แต่แล้วทำไมความคิดนี้ของเธอถึงยังไม่เป็นจริงน่ะหรือ ก็เพราะฤดูหนาวของปักกิ่งนั้นหนาวมาก อยากปลูกต้นไม้คงต้องรอให้ถึงฤดูใบไม้ผลิเสียก่อนน่ะสิ
และตอนนี้ก็เข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิแล้ว
เพื่อนร่วมหอที่มาช่วยงานต่างพากันเดินสำรวจการตกแต่งภายในร้านกันให้ขวัก
วันนี้เซี่ยเสี่ยวหลานเปิดกิจการวันแรก คนแรกที่มาเยือนหาใช่ลูกค้า แต่เป็นคังเหว่ยที่สวมหมวกอย่างมิดชิด โดยมีเส้ากวงหรงคอยช่วยเข็นรถให้
ทั้งสองคนมาส่งกระเช้าดอกไม้และจุดประทัดให้เซี่ยเสี่ยวหลาน
“เธอออกจากบ้านได้แล้วหรือ?”
คังเหว่ยลูบศีรษะไปมาอย่างระมัดระวัง “อีกเดี๋ยวแม่ฉันจะมาด้วยน่ะ ฉันเตรียมกระเช้าดอกไม้มามอบให้แล้วแต่ยังกลับไม่ได้ ต้องรอกลับพร้อมแม่”
เข้าใจแล้ว แสดงว่ายังต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดสินะ
เส้ากวงหรงยิ้มกว้างพลางวางประทัดเรียงบนพื้น “พี่สะใภ้ พวกเราเพิ่งมาจากถนนซิ่วสุ่ย เมื่อครู่พวกเราไปจุดประทัดที่นั่นก่อน”
การให้กระเช้าดอกไม้ตอนเปิดกิจการนับว่าเป็นค่านิยมของทางฮ่องกง
แผ่นดินใหญ่ปี1985 มีร้านดอกไม้สดเสียที่ไหน เพื่อกระเช้าดอกไม้เหล่านี้ เส้ากวงหรงต้องสั่งทำเป็นพิเศษอย่างแน่นอน สำหรับตัวเองสองกระเช้า สำหรับคังเหว่ยอีกสองกระเช้า ไหนจะต้องช่วยสั่งทำให้กวนฮุ่ยเอ๋อและเซี่ยอวิ๋นอีกคนละสองกระเช้า แม้แต่คังเหลียนหมิงพอได้ยินว่าเซี่ยเสี่ยวหลานจะเปิดร้านเสื้อผ้าในกรุงปักกิ่งก็ยังส่งกระเช้ามาด้วยอีกสองชุด
ยังมีเพื่อนของโจวเฉิงอีกบางส่วนที่ยังไม่รู้ว่าเซี่ยเสี่ยวหลานเปิดร้าน
เพราะมีต่งลี่ลี่แทรกอยู่ตรงกลาง ทำให้เซี่ยเสี่ยวหลานไม่ได้สุงสิงกับพวกโจวอี๋สักเท่าไร นอกจากคังเหว่ยกับเส้ากวงหรงแล้ว เธอไม่สนิทกับคนอื่นๆเลยสักคน
“ได้! วันนี้รบกวนพวกเธอสองคนแล้ว ถ้าคังเหว่ยรู้สึกไม่สบายก็ไปพักในรถเสีย อย่าฝืนล่ะ”
ขณะที่เซี่ยเสี่ยวหลานพูดก็มีคนถือใบปลิวเดินเข้าประตูมา สหายหนุ่มสองคนอย่างเส้ากวงหรงกับคังเหว่ยอยู่ด้วยคงไม่สะดวกสักเท่าไร เส้ากวงหรงจึงเข็นตัวคังเหว่ยกลับขึ้นรถไปก่อน
“ใบปลิวนี้มาจากร้านของพวกคุณใช่หรือไม่ ลดราคาฉลองเปิดร้าน10เปอร์เซ็นต์เลยหรือ ชุดบนใบปลิวที่ร้านมีหรือเปล่า”
โปสเตอร์ประชาสัมพันธ์ลดราคาฉลองเปิดร้านใหม่ถูกแปะไว้ตรงกำแพง ไม่ต้องให้เซี่ยเสี่ยวหลานเอ่ย พนักงานสองคนก็เดินไปทักทายลูกค้าทันที มาซื้อเสื้อผ้าแต่เช้า แถมยังถามถึงชุดที่นางแบบใส่บนใบปลิวโดยเฉพาะ นี่ก็คือลูกค้าที่ ‘จริงใจ’ อย่างที่ประธานเซี่ยเคยกล่าวไว้ ขอเพียงชุดสวยเหมือนที่อีกฝ่ายคาดการณ์ งานนี้อาจจะเป็นงานแรกของร้านเลยก็เป็นได้
เซี่ยเสี่ยวหลานไม่แย่งพูด และปล่อยให้พนักงานสองคนฝึกปรือฝีมือด้วยตัวเอง
ชุดบนใบปลิวแน่นอนว่าผ่านการคัดสรรมาแล้วเป็นอย่างดี เซี่ยเสี่ยวหลานเลือกเองกับมือ จะถูกใบปลิวดึงดูดใจก็หาใช่เรื่องแปลก
เวลาลูกค้าเลือกซื้อของก็จะพบว่า การลดราคา10% ช่วยประหยัดเงินได้ไม่น้อย สินค้าที่ราคาถูกที่สุดในร้านคือถุงน่อง เซี่ยเสี่ยวหลานไม่คาดหวังให้มันทำกำไรให้กับร้านของเธอ อย่างไรก็ตามราคาของมันก็ไม่ถูกเช่นกัน เพราะราคาต่อหน่วยคือ8หยวน
หากลดราคา10% แล้วก็จะราคา7.2หยวนต่อคู่ ถุงน่องเป็นแบบโปร่ง ไม่กันหนาวและไม่ทนทาน แต่กลับขายราคาสูงถึง7หยวนกว่าเลยหรือ?
“จะมีคนซื้อหรือ?!”
หยางหย่งหงอยากไม่เชื่อ
ทว่าโลกแห่งความเป็นจริงนั้นน่าเหลือเชื่อยิ่งนัก ลูกค้าคนแรกของร้านชี้มาที่ใบปลิวแล้วบอกว่าอยากได้แบบเดียวกันทั้งชุดทั้งหมด และรูปที่เธอชี้นั้นนางแบบใส่ถุงน่องด้วย... ตั้งแต่เสื้อเชิ้ตตัวใน เสื้อคลุม และกระโปรงสั้น รวมกันแล้วราคาขายเกินหลักร้อยหยวน หลังลดราคา10% จะประหยัดเงินไปแล้วสิบกว่าหยวน ลูกค้าจึงบอกให้เฉียนอิงหยิบถุงน่องอีกคู่หนึ่งมาด้วย
นักศึกษาหยางหย่งหงรู้สึกว่า เรื่องนี้ช่างน่ากลัวจนบ้าไปแล้ว จ่ายเงินหลักร้อนหยวนในร้านเสื้อผ้าตาไม่กะพริบเลยเนี่ยนะ?!
เฉินอีอีกระซิบเสียงเบา “จากการตกแต่งร้านของเสี่ยวหลานดูแล้วไม่เป็นการสิ้นเปลืองเลย เธอดูคนที่เข้าร้านมาสิ คงคิดว่าสินค้าสมราคาอย่างแน่นอน”
ตอนที่ 789: ให้ตายก็ไม่อุดหนุนศัตรูหัวใจ
เซี่ยเสี่ยวหลานได้ยินดังนั้นก็หันมามองหน้าเธอทันที
ช่างความรู้สึกไวจริงๆ ชาวห้อง307 คมในฝักกันทั้งนั้น
การตกแต่งภายในช่วยเพิ่มมูลค่าของสินค้าได้ เสื้อผ้าแบบเดียวกันอย่างเช่นเสื้อเชิ้ตตัวหนึ่งหากวางขายตามแผงริมทางคงขายได้ราคา20หยวน แต่ถ้าย้ายมาขายในร้าน จะขายได้ราคา30หยวนก็ไม่ใช่เรื่องแปลก
ที่หยางหย่งหงดูไม่ออกก็เพราะตอนนี้เธอยังมองโลกไม่กว้างพอ อนาคตเมื่อเธอผ่านโลกมากขึ้น เธอคงเข้าใจเอง
แต่เฉินอีอีนั้นรู้สึกไวกับเรื่องเหล่านี้มาก ทั้งที่ปกติเธอเป็นคนเงียบพูดน้อยทว่ากลับเข้าใจโลกเป็นอย่างดี เซี่ยเสี่ยวหลานไม่กล้าดูถูกเธอเลยจริงๆ
ทุกคนล้วนมีความลับ ตอนเฉินอีอีแนะนำตัวเธอบอกแค่ว่าพ่อทำงาน ส่วนแม่เป็นแม่บ้าน แต่เซี่ยเสี่ยวหลานรู้สึกว่าเด็กสาวผู้นี้มีกลิ่นอายของความเป็นลูกคุณหนู ไม่เหมือนตนที่ผ่านอุปสรรคมานักต่อนัก อย่างไรก็ตามเฉินอีอีกลับเป็นคนอ่อนโยนที่มีความสามารถในการจับสังเกต
ตอนนี้ไม่ใช่เวลาวิเคราะห์เพื่อนร่วมหอ เมื่อมั่นใจแล้วว่าลูกค้ารายแรกจะซื้อของแน่นอน เซี่ยเสี่ยวหลานถึงเดินเข้าไปหา
“ยินดีด้วยค่ะ คุณคือลูกค้าคนแรกของร้านเรา ภายใต้เงื่อนไขการลดราคา10% ฉันขอมอบถุงน่องคู่นี้เป็นของสมนาคุณนะคะ ไม่ต้องจ่ายเงินค่ะ”
หา?!
ความดีใจและประหลาดใจเขียนอยู่เต็มใบหน้าของลูกค้าสาว
ตอนยังไม่จ่ายเงินหากบอกว่าถุงน่องคู่นี้แถมให้ฟรี ไม่แน่ลูกค้าสาวอาจจะคิดว่าแถมน้อยเกินไป มนุษย์เรามักเป็นเช่นนี้
แต่ตอนที่ตัดสินใจแล้วว่าจะจ่ายเงินซื้อถุงน่องคู่นี้ เซี่ยเสี่ยวหลานกลับบอกว่าจะแถมให้ในฐานะที่เธอเป็นลูกค้ารายแรกของร้าน แน่นอนว่าระดับความดีใจยิ่งเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว
หยางหย่งหงยังไม่ค่อยเข้าใจเท่าไรนัก
นี่เท่ากับขาดทุนเงิน7.2หยวนมิใช่หรือ?
ทว่าเธอไม่ได้พูดอะไรออกไป เสี่ยวหลานทำธุรกิจจนใหญ๋โตได้ถึงขนาดนี้ย่อมมีสาเหตุ
คังเหว่ยนั่งรออยู่บนรถ เอนหลังอย่างสบายใจ “ดูสิ แค่เงินไม่กี่หยวน แต่อนาคตถ้าลูกค้าคนนี้อยากซื้อเสื้อผ้าคงคิดถึงหลานเฟิ่งหวงเป็นร้านแรกอย่างแน่นอน ฉันนับถือสมองของพี่สะใภ้จริงๆ ดีนะที่รถชนฉัน ถ้าพี่สะใภ้เสี่ยวหลานถูกกระแทกที่สมอง คงเกิดความเสียหายครั้งใหญ่!”
น้อยคนนักที่จะแช่งตัวเองเช่นนี้ แต่เส้ากวงหรงก็ยังมิวายพยักหน้าเห็นด้วย
“นั่นน่ะสิ สมองของคนเราไม่เหมือนกัน ถ้านายเปิดร้านวัสดุคนเดียว ฉันคงไม่กล้าร่วมหุ้นด้วยแน่ๆ”
ทั้งสองคนคุยโม้ฆ่าเวลา ได้เงินก้อนแรกฉลองเปิดร้านแล้ว วันนี้ถือว่ากิจการของหลานเฟิ่งหวงไปได้สวยเลยทีเดียว
เวลาเพิ่งล่วงเลยมาถึงสิบโมง หลานเฟิ่งหวงสาขาซีตันก็เริ่มคึกคักขึ้น
ในร้านเริ่มยุ่งวุ่นวาย เซี่ยเสี่ยวหลานไม่ว่างพอที่จะใส่ใจคังเหว่ยกับเส้ากวงหรง ตอนนี้พวกหยางหย่งหงได้ช่วยงานแล้ว ถ้าไม่มีพวกเธอคอยช่วย ระดับความยากของ ‘สนามจริง’ คงทำให้พนักงานสองคนในร้านทำผิดพลาดกันบ้างอย่างแน่นอน
เซี่ยเสี่ยวหลานขอให้เฉินอีอีช่วยเก็บเงิน ส่วนเธอเข้าร่วมเป็นหนึ่งในทีมขาย ความจริงแทบไม่ต้องขาย บางครั้งลูกค้าสองคนยังถูกใจเสื้อตัวเดียวกันด้วยซ้ำ ขอแค่มีสินค้าในคลังก็พอ ถ้าไม่มีไซซ์ที่เหมาะสม เซี่ยเสี่ยวหลานก็จะต้องพยายามโน้มน้าวให้ลูกค้าถูกใจเสื้อผ้าอีกชุดหนึ่งให้ได้ภายในระยะเวลาที่สั้นที่สุด ทำให้พวกเขาทั้งสองคนพึงพอใจ และจบด้วยการจ่ายเงินซื้อสินค้าของร้าน หาใช่กลับไปพร้อมความโกรธเพราะแย่งซื้อชุดมาไม่ได้
โจวอี๋มาถึงตอนที่ร้านยุ่งมากที่สุด
เส้ากวงหรงกระตุกเสื้อคังเหว่ยถี่ “พวกเธอดีกันแล้วหรือ ถึงได้เชิญเธอมา?”
คงไม่ได้เชิญมา เซี่ยเสี่ยวหลานกับโจวอี๋สนิทกันแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไร คังเหว่ยไม่เคยได้ยินข่าวนี้เลยแม้แต่น้อย
“อาจจะเป็นเรื่องบังเอิญ... พวกเราอย่าเพิ่งพูดอะไรเลย”
ใช่แล้ว มันเป็นความบังเอิญ
โจวอี๋ไม่รู้ว่าหลานเฟิ่งหวงเป็นร้านของเซี่ยเสี่ยวหลาน และกวนฮุ่ยเอ๋อก็คงไม่บอกเธอเช่นกัน
ต่อให้ไม่มีใครชวนเธอมาซื้อของ โจวอี๋ก็ยังรู้สึกอยากมาเดินเล่นที่ซีตันอยู่ดี เธอไม่ใช่คนทุ่มเทให้กับงาน สุดสัปดาห์นอกจากไปหาผู้อาวุโสทั้งสองคนของตระกูลโจว เวลาที่เหลือเธอมักจะใช้ไปกับการจับจ่ายใช้สอย
“ร้านขายดีจริงๆ พวกเราคงต้องรอข้างนอกสักพักแล้วล่ะ”
โจวอี๋ไม่อยากเข้าไปเบียดเสียดอยู่ในร้าน ไม่คิดเลยว่าร้านเปิดใหม่จะขายดีเกินคาด แน่นอนว่าปัจจัยด้านทำเลที่ตั้งก็คงมีส่วนช่วยไม่น้อย
“รู้อย่างนี้ไปถนนซิ่วสุ่ยดีกว่า”
“อย่าเลย ถนนซิ่วสุ่ยไม่ครึกครื้นแบบซีตัน ถึงอย่างไรร้านนี้ก็ดูดีมีระดับมากเลยนะ”
กลางวันแสกๆ แต่ร้านกลับเปิดไฟเจิดจรัส ประตูร้านกว้างขวาง กระจกโชว์สินค้าหน้าร้านก็สวยงาม แตกต่างจากร้านเล็กๆริมทางลิบลับ ไม่รู้ว่าเจ้าของร้านแจกใบปลิวไปมากแค่ไหน ถึงได้มีคนมาซื้อเสื้อผ้าเยอะขนาดนี้
ร้านประเภทนี้ควรเข้าไปตอนมีลูกค้าไม่กี่คน ถึงจะได้ค่อยๆเลือก ค่อยๆลอง
รู้อย่างนี้ควรหลีกเลี่ยงช่วงฉลองเปิดร้านตั้งแต่วันที่17-20ก็คงจะดี พอไม่ลดราคา คนคงไม่เยอะแบบนี้สินะ?
ตอนแรกโจวอี๋ไม่รู้ว่าต่งลี่ลี่จะมาด้วย พอเห็นต่งลี่ลี่เธอก็ทำหน้าบึ้งทันที “เก่งจังนะ พวกเธอรวมหัวหลอกฉัน บอกแล้วไงว่าถ้ามีเขาจะต้องไม่มีฉัน!”
ต่งลี่ลี่ได้ยินดังนั้นก็มีสีหน้าบูดบึ้ง “โจวอี๋ พอได้แล้ว...”
ถ้าปล่อยให้โจวอี๋กับต่งลี่ลี่ตัดขาดกันจริงๆ กลุ่มเพื่อนคงแตกหักไปด้วยอย่างแน่นอน พวกเพื่อนจึงพยายามช่วยกันเกลี้ยกล่อมคนทั้งสอง
เส้ากวงหรงกับคังเหว่ยนึกไม่ถึงว่าจะเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น ตอนนี้พวกเขายิ่งไม่กล้าลงจากรถแม้แต่ก้าวเดียว
“...วันนี้ร้านเปิดกิจการอย่างคึกคักจริงๆ”
ต่งลี่ลี่ยังไม่เห็นเซี่ยเสี่ยวหลาน แต่อีกเดี๋ยวถ้าเข้าร้านไปจะทะเลาะกันหรือเปล่า?
พวกคังเหว่ยยังจำเรื่องเมื่อครั้งที่อยู่ร้านอาหารได้ราวกับว่าเหตุการณ์เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน
เส้ากวงหรงคิดในใจ หรือต่งลี่ลี่จะยกพวกมาหาเรื่องกัน?
เซี่ยเสี่ยวหลานพาเขาเข้าร่วมหุ้นหาเงินได้ ทั้งยังยกแบบฝึกหัดของตัวเองให้กับเขา เส้ากวงหรงยอมรับและเคารพในตัวเซี่ยเสี่ยวหลานเป็นอย่างมาก ดังนั้นเขาทนปล่อยให้ต่งลี่ลี่มาก่อกวนไม่ได้ ว่าแล้วจึงลดกระจกรถลงมา และแกล้งทำเป็นเพิ่งเห็นพวกเธอ
“พี่โจวอี๋ พวกพี่อยู่ที่นี่ด้วยหรือ!”
นี่มันคนเลวเส้ากวงหรง
เมื่อกี้โจวอี๋อยากเดินทางกลับ แต่ตอนนี้เป็นต่งลี่ลี่ที่ไม่อยากอยู่ต่ออีกแล้ว
ต่งลี่ลี่กับเส้ากวงหรงดูตัวกันไม่สำเร็จ แม้คนนอกจะเข้าใจว่าต่งลี่ลี่คือคนที่ไม่ตกลง แต่เธอรู้ดีว่าเส้ากวงหรงต่างหากที่เป็นฝ่ายปฏิเสธเธอ!
แน่นอนว่าเรื่องนี้มีคนรู้ไม่น้อย แต่เพราะให้เกียรติต่งลี่ลี่ถึงได้ไม่พูดออกไป
เพื่อศักดิ์ศรี ต่งลี่ลี่จึงยังกลับไม่ได้ ที่ใดที่มีเส้ากวงกรงอยู่ เธอไม่สามารถอยู่ด้วยได้อย่างนั้นหรือ?
เส้ากวงหรงทำเป็นไม่เห็นสายตาที่ไม่เป็นมิตรของต่งลี่ลี่ เขาทักทายทีละคน พยายามทำเหมือนไม่เคยมีการดูตัวเกิดขึ้น
“เส้ากวงหรง พาแฟนมาซื้อเสื้อผ้าหรือ”
โจวอี๋มองเข้าไปในรถ คังเหว่ยโผล่หน้าออกมาทำเธอสะดุ้งโหยง ต่งลี่ลี่พอเห็นคังเหว่ยก็รู้สึกโล่งอกขึ้นมา ถ้าวันนี้เส้ากวงหรงควงสาวมาด้วย เธอคงเหมือนถูกตบหน้าซ้ำสองแน่นอน
“พี่โจวอี๋ พวกผมมาเพื่อส่งกระเช้าดอกไม้อวยพรร้านพี่สะใภ้เสี่ยวหลานให้เจริญรุ่งเรืองน่ะ คงไม่เหมือนสหายหญิงอย่างพวกพี่ที่สามารถอุดหนุนร้านของเธอได้ เพราะพวกผมคงไม่อาจใส่ชุดของสุภาพสตรีน่ะสิ!”
คังเหว่ยพูดอย่างตรงไปตรงมา
เขาไม่อยากทำเป็นแกล้งโง่ อีกเดี๋ยวถ้าเกิดเรื่องขึ้นมาแล้วอีกฝ่ายจะอ้างว่าไม่รู้เรื่องเอาได้ ดังนั้นเขาจึงพูดให้ชัดเจนว่าร้านเสื้อผ้าร้านนี้เป็นของเซี่ยเสี่ยวหลาน ใครอยากหาเรื่องก็ไปพิจารณาเอาเอง!
โจวอี๋ปรายตามองร้านเสื้อผ้าที่มีลูกค้าแน่นขนัด เธอตั้งสติไม่ทัน... ร้านนี้เป็นของเซี่ยเสี่ยวหลานรึ?!
ต่งลี่ลี่แทบกระอักเลือด
ร้านนี้เป็นของเซี่ยเสี่ยวหลาน?
ดูจากขนาดและการตกแต่ง นี่เซี่ยเสี่ยวหลานต้องใช้เงินมากแค่ไหน!
คงเพราะตระกูลโจวสินะ เพราะตระกูลโจวเป็นแน่ ตระกูลโจวชอบเซี่ยเสี่ยวหลานมากจนถึงขนาดให้เงินมาเปิดร้านเสื้อผ้าเลยหรือ? ไม่ใช่แค่ที่ซีตันเท่านั้น บนใบปลิวยังเขียนด้วยว่าที่ถนนซิ่วสุ่ยก็มีอีกหนึ่งสาขา
ต่งลี่ลี่หันหลังกลับทันที ให้ตายเธอก็ไม่มีวันปล่อยให้เซี่ยเสี่ยวหลานได้เงินจากเธอแม้แต่สตางค์แดงเดียว!
ซีตันมีร้านเสื้อผ้าร้านเดียวหรืออย่างไร เธอจะไปอุดหนุนกิจการของร้านอื่น!
ตอนที่ 790: ทลายกำแพงน้ำแข็ง
คนคุ้นตามาออรวมตัวกันอยู่หน้าร้านหลายคน แน่นอนว่าเซี่ยเสี่ยวหลานเห็นโจวอี๋นานแล้ว
แต่เธอไม่ว่างเดินเข้าไปทักทายอีกฝ่าย ผ่านไปครู่หนึ่งต่งลี่ลี่ก็มาถึง
พวกเธอมาเดินซื้อของหรือมาหาเรื่องกัน?
ต่งลี่ลี่มีคดีติดตัว ดังนั้นเซี่ยเสี่ยวหลานคงคิดบวกไม่ได้ โจวอี๋ยังสุงสิงอยู่กับต่งลี่ลี่สินะ เซี่ยเสี่ยวหลานลังเลอยู่ชั่วอึดใจ ก่อนจะเดินออกไปทักทายสหายหญิงกลุ่มนั้น
“ยืนอยู่ที่นี่ทำไมกัน เข้ามาเดินดูในร้านก่อนไหมคะ”
ไม่ว่าจะเจอกับเซี่ยเสี่ยวหลานตอนไหน เธอก็มักจะดูสดใสอยู่เสมอ
สวรรค์มอบรูปลักษณ์ภายนอกมาให้เธอเป็นของขวัญ ทั้งหน้าตาและรูปร่าง
แต่สิ่งอื่นนั้นได้มาจากความพยายามของตัวเองทั้งสิ้น พอมีเงินก็สามารถแต่งตัวสวยๆได้ วันนี้เซี่ยเสี่ยวหลานมาเพื่อกระตุ้นยอดขายหลังเปิดร้านโดยเฉพาะ เธอไม่ได้แต่งตัวเรียบง่ายเหมือนตอนอยู่มหาวิทยาลัย และตั้งใจแต่งตัวมากกว่าทุกครั้ง ต่งลี่ลี่พอเห็นเซี่ยเสี่ยวหลานก็รู้สึกราวกับเลือดลมพลุ่งพล่าน เธอเดินมาข้างหน้าสองก้าว ก่อนจะถูกเพื่อนสาวคนหนึ่งรั้งตัวไว้
“ลี่ลี่ อย่าวู่วาม มีอะไรคุยกันดีๆ!”
ก่อนหน้านี้ไม่มีใครรู้เลยว่าร้านเสื้อผ้าแห่งนี้เป็นของเซี่ยเสี่ยวหลาน ดังนั้นสถานการณ์ตอนนี้ทำเอาพวกเธอดูเหมือนพวกที่ตั้งใจมาหาเรื่องถึงที่
ทว่าพวกเธอไม่ได้มาเพื่อก่อกวน ถ้าร้านของเซี่ยเสี่ยวหลานขายไม่ดี ทุกคนแค่แอบหัวเราะเยาะลับหลังก็พอ แต่ถ้าตั้งใจมาก่อกวนตั้งแต่วันเปิดร้านละก็... ทุกคนยังต้องอยู่ในสังคมต่อไป ดังนั้นคงไม่ถึงกับต้องทำเรื่องน่าอับอายเช่นนั้น
สถานการณ์ตอนนี้ช่างกลืนไม่เข้าคายไม่ออกเหลือเกิน หากบอกว่าเป็นเรื่องเข้าใจผิดจะมีคนเชื่อหรือเปล่า?
ต่งลี่ลี่หน้าแดงก่ำ ถ้าเพื่อนของเธอไม่รั้งตัวเธอไว้ ต่งลี่ลี่คงพุ่งตัวไปแล้วจริงๆ
หรือว่าได้รับใบปลิวเลยจะมาซื้อเสื้อผ้า?
ช่างบังเอิญเหลือเกิน
เซี่ยเสี่ยวหลานเห็นท่าทางของต่งลี่ลี่แล้วก็เข้าใจทันที สาวน้อยคนนี้คงยังตัดใจจากโจวเฉิงไม่ได้สินะ
ชอบโจวเฉิงได้ไม่มีปัญหา บนโลกนี้ไม่มีกฎหมายของประเทศใดห้ามมิให้รักข้างเดียวเสียหน่อย มีคนชอบโจวเฉิงเช่นนี้ เซี่ยเสี่ยวหลานยิ่งรู้สึกว่าตัวเองมีสายตาเฉียบแหลม แต่ผู้หญิงที่ชอบโจวเฉิงจนอดที่จะกลั่นแกล้งเธอไม่ได้มันหมายความว่าอย่างไร?
“ไหนๆก็มาแล้ว ไม่เข้าไปเดินดูข้างในเสียหน่อยล่ะ วันนี้คนเยอะมาก ฉันคงไม่สามารถต้อนรับพวกคุณทีละคนได้ เชิญตามสบายนะคะ!”
โจวอี๋เองก็รู้สึกอึดอัดเช่นกัน
เรื่องของเซี่ยเสี่ยวหลานกับโจวเฉิงแทบจะแน่นอนอยู่แล้ว ถ้าเธอยังเป็นปฏิปักษ์กับเซี่ยเสี่ยวหลานต่อไป สมองของเธอคงมีปัญหาน่ะสิ
ให้อ่อนท่าทีกับเซี่ยเสี่ยวหลานลับหลังย่อมไม่เป็นไร แต่อยู่ต่อหน้าคนมากเช่นนี้มันช่างน่าขายหน้าเหลือเกิน... โจวอี๋คิดเช่นนั้น แต่เท้าของเธอกลับก้าวเข้าร้านไปแล้วอย่างไม่เชื่อฟัง พอเธอเดินเข้าร้าน คนอื่นๆจึงเดินตามเข้าไปด้วย
ในชั่วพริบตา ด้านหน้าร้านก็เหลือแค่ต่งลี่ลี่กับสาวน้อยอีกสองคนเท่านั้น
“ฉันกับโจวอี๋คงคบกันไม่ได้แล้ว!”
ใช่ โจวอี๋เดินตามเซี่ยเสี่ยวหลานเข้าร้าน ไม่ไว้หน้าต่งลี่ลี่แม้แต่น้อย เป็นเช่นนี้ต่อไปทุกคนจะเที่ยวเล่นด้วยกันได้อย่างไร
“เธอคงจนใจน่ะสิ ตระกูลโจวเข้มงวดมาก ต่อไปต้องไปมาหาสู่กัน...”
ตระกูลโจวถูกตาต้องใจสาวชนบทอย่างเซี่ยเสี่ยวหลาน คนนอกอย่างพวกเธอจะทำอะไรได้?
โจวเฉิงชอบ ตระกูลโจวพึงพอใจ ถึงอย่างไรคนนอกก็คือคนนอก
โจวอี๋ตัดสินใจอย่างชาญฉลาด เธอรู้สถานะของตัวเองดี ในฐานะลูกพี่ลูกน้อง หากสานสัมพันธไมตรีกันไว้ ก็คงสามารถพูดคุยกันได้ ไม่สนิทกันก็ไม่เป็นไร อย่างมากก็แค่ไว้หน้ากันบ้าง แม้ตามงานรวมญาติต่างๆ เซี่ยเสี่ยวหลานจะไม่คุยกับโจวอี๋เลยก็ไม่เป็นไร ถึงอย่างไรตระกูลโจวก็มีสมาชิกหลายคน โจวอี๋สามารถคุยกับใครก็ได้
เพื่อนของต่งลี่ลี่ก็เข้าใจในจุดนี้ แต่ต่งลี่ลี่กลับหงุดหงิดงุ่นง่านไม่ยอมหยุด
เธอคิดเพียงว่าโจวอี๋ควรยืนอยู่ฝั่งเดียวกับตัวเอง!
“คิดว่าที่ซีตันมีร้านนี้ร้านเดียวหรืออย่างไรกัน เป็นแม่ค้ามีอะไรให้โอ้อวด ตระกูลโจวไม่กลัวขายหน้าชาวบ้านเลยหรืออย่างไร”
คังเหว่ยหัวเราะ “ผมว่าตระกูลโจวคงไม่อายหรอกครับ คุณหนูต่ง คุณอย่ากังวลแทนตระกูลโจวเลยครับ รีบตาสว่างเสียเถิด ปล่อยวางเสียตั้งแต่เนิ่นๆ และใช้ชีวิตของตัวเองให้ดี พี่เฉิงจื่อมีแค่คนเดียว พี่สะใภ้เสี่ยวหลานคงหั่นแบ่งเขาให้คุณครึ่งหนึ่งไม่ได้จริงหรือไม่”
‘ความชอบ’ ไม่อาจฝืนใจกันได้
ความยึดติดตลอดหลายปีที่ผ่านมาของต่งลี่ลี่ปรากฏให้โจวเฉิงเห็นหลายต่อหลายครั้ง
ถึงกระนั้นโจวเฉิงก็ไม่ได้จดจำเธอเป็นพิเศษ เพราะไม่ชอบจึงไม่ใส่ใจ
ผู้ชายปกติไม่ชอบเล่นเกมแอบรัก ต่อให้เงื่อนไขของฝ่ายหญิงจะสูงส่งจนเกินเอื้อม สหายชายก็มักจะกล้าสารภาพรักออกไป แต่คนที่ไม่พูดออกไปคงไม่ได้ชอบจากใจจริง คังเหว่ยคิดว่าต่งลี่ลี่นั้นน่าสงสาร
แน่นอนว่าความสงสารเล็กน้อยพวกนั้น ดูเหมือนจะไม่คุ้มค่า!
ต่งลี่ลี่ถลึงตาใส่เขา ก่อนจะหันหลังเดินกลับไปทันที
เส้ากวงหรงมองตามแผ่นหลังของเธอ “ฉันว่านายทำให้คุณหนูต่งโกรธแล้วละ”
คังเหว่ยหัวเราะ “สหายหญิงช่างใจแคบจริงๆ”
คังเหว่ยไม่กลัวการสร้างศัตรู อีกหน่อยถ้าต่งลี่ลี่อยากหาเรื่องเขา คังเหว่ยคงต้องขอบคุณฟ้าดิน อย่างเขาก็ยังดีกว่าต่งลี่ลี่ที่ดูตัวไม่ราบรื่นแล้วพาลระบายอารมณ์ใส่เซี่ยเสี่ยวหลานก็แล้วกัน สหายหญิงจะช่วยทำตัวเหมือนพี่สะใภ้เสี่ยวหลานไม่ได้เลยหรือ ทำอะไรตรงไปตรงมาหน่อยได้หรือไม่? คิดว่าโลกใบนี้มีแต่เรื่องการหาคู่ครองหรืออย่างไร ถ้ายังหาคนที่เหมาะสมไม่ได้ ก็ควรหาอะไรที่เป็นชิ้นเป็นอันทำสิ!
ทว่าถ้าคนอย่างพวกต่งลี่ลี่หากทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันได้ ก็คงแปลกพิลึก
คังเหว่ยนึกไม่ถึงเลยว่าเมื่อก่อนตนจะเคยเป็นคนประเภทใช้ชีวิตไปวันๆ เหมือนพวกต่งลี่ลี่ โชคดีที่ตอนนี้เขารู้จักพัฒนาตัวเองแล้ว อีกทั้งยังมีเป้าหมายในหน้าที่การงาน แตกต่างจากพวกขยะที่ใช้ชีวิตอย่างเกียจคร้านไปวันๆ!
————————————————————
คนขี้เกียจอย่างโจวอี๋เดินเข้าร้านมาอย่างมึนงง
หลังเข้ามาในร้าน เซี่ยเสี่ยวหลานก็ไม่ว่างต้อนรับเธออีก เซี่ยเสี่ยวหลานจึงบอกให้เธอเลือกเสื้อผ้าดูก่อน
มีทั้งคนที่กำลังถามราคา ไม่ก็รอให้เซี่ยเสี่ยวหลานช่วยแนะนำเสื้อผ้าที่เข้าชุดกัน ร้านขนาดหลายสิบตารางเมตร นอกจากเสื้อผ้าแล้วล้วนเต็มไปด้วยผู้คน เสียงดังจอแจอย่างกับตลาดสด
เพื่อนของโจวอี๋กระซิบถาม “ตระกูลโจวไม่สนใจจริงๆหรือ?”
เซี่ยเสี่ยวหลานจำเป็นต้องมาเป็นนักธุรกิจอิสระด้วยหรือ นักศึกษาหัวชิงไม่จำเป็นต้องกลุ้มในเรื่องการจัดสรรงานหลังเรียนจบไม่ใช่หรือ เซี่ยเสี่ยวหลานสามารถเลือกงานที่ทั้งมีเกียรติและสบาย ทั้งยังมีตระกูลโจวคอยดูแลอีกด้วย เมื่อดูภาพรวมแล้วเซี่ยเสี่ยวหลานมีทั้งวุฒิการศึกษาที่โดดเด่น และคุณสมบัติดีกว่าพวกเธอมากเหลือเกิน
อย่างโจวอี๋ แม้จะไม่ได้ร่ำรวยแต่ก็มีเงินใช้ไม่ขาดมือ
ให้เป็นนักธุรกิจอิสระ?
เธอคงทำใจลดเกียรติตัวเองไม่ได้อย่างแน่นอน!
โจวอี๋ไม่เข้าใจเซี่ยเสี่ยวหลานเช่นกัน “ทำไมต้องสนด้วยเล่า เธอไม่รู้หรอกว่าคุณปู่คุณย่าฉันชอบเซี่ยเสี่ยวหลานมากแค่ไหน ย่าฉันวันๆเอาแต่พูดชื่อเซี่ยเสี่ยวหลาน ฉันเป็นหลานสาวที่ท่านเห็นหน้าอาทิตย์ละสามครั้ง แต่ยังสู้คนนอกที่สามอาทิตย์จะไปเยี่ยมทีไม่ได้เลย”
โจวอี๋พูดด้วยน้ำเสียงเจือความอิจฉา เพื่อนจึงไม่กล้าแตะประเด็นนี้อีก
เซี่ยเสี่ยวหลานช่างเก่งจริงๆ ทำให้โจวเฉิงชอบได้ไม่แปลก เพราะถึงอย่างไรผู้ชายก็ชอบคนสวยกันทั้งนั้น
แต่การทำให้คนทั้งตระกูลโจวชอบใจ เป็นความสามารถที่คนทั่วไปไม่อาจเทียบเคียงได้ ต่งลี่ลี่พ่ายแพ้ให้เซี่ยเสี่ยวหลาน ไม่ใช่แค่เรื่องใบหน้าเท่านั้น
หากตัดเรื่องการทำธุรกิจส่วนตัวที่ดูเสียเกียรติออกไป ร้านเสื้อผ้าแห่งนี้ขายดีเหลือเกิน... ราคาก็ไม่ใช่ถูกๆ หลังลองสุ่มหยิบดูไม่กี่ชุดก็พบว่าราคาของเสื้อผ้าเหล่านี้เทียบเท่ากับในห้างด้วยซ้ำ
เสื้อหนึ่งตัวได้กำไรเท่าไร เพื่อนของโจวอี๋ที่เป็นคนนอกสายงานคงไม่รู้
แต่เห็นคนเต็มร้านเช่นนี้ก็รู้ทันทีว่าได้กำไรไม่น้อยเลยทีเดียว เดือนๆหนึ่งจะทำกำไรได้หลายร้อย หรือว่าหลายพันกันล่ะ?
ตอนอยู่ที่ร้านอาหารปักกิ่ง ต่งลี่ลี่ดูถูกเซี่ยเสี่ยวหลานว่าอย่างไรนะ คุณสมบัติไม่คู่ควร หากตระกูลโจวยอมให้โจวเฉิงแต่งงานกับสาวบ้านนอก ต่งลี่ลี่จะยอมเขียนชื่อตัวเองกลับด้าน ถ้าอย่างนั้นอีกหน่อยควรเรียกเธอว่าลี่ลี่ต่งหรือเปล่านะ?
หากตรงกลางเติมจุดไปด้วยอีกหนึ่งตัวกลายเป็น ลี่ลี่·ต่ง ฟังแล้วเหมือนชื่อของชาวต่างชาติยิ่งนัก เพื่อนของโจวอี๋ลอบขบขันกับจินตนาการของตัวเอง
“พอได้แล้ว ลี่ลี่ปล่อยวางไม่ได้เอง เธออย่าสนใจเลย ไปตีสนิทกับว่าที่น้องสะใภ้ของเธอดีกว่า วันนี้พวกเราจะพยายามควักเงินจ่ายให้เต็มที ให้เธอได้หน้าสุดๆไปเลย!”
โจวอี๋กลอกตาใส่ “พวกเธอเลือกเถอะ เงินนี้ฉันจ่ายเอง”
เงินแค่ไม่กี่ร้อยเธอย่อมมีอยู่แล้ว โจวอี๋ไม่เคยเก็บเงิน พ่อแม่มีเธอเป็นลูกสาวคนเดียว หากไม่ให้เงินเธอใช้แล้วจะเก็บไว้ทำไมกันเล่า
เธอกับเซี่ยเสี่ยวหลานควรทลายกำแพงน้ำแข็งที่ขวางกั้นกันและกันเสียที
อีกด้าน ต่งลี่ลี่ที่กำลังเดือดดาลก็ได้พาเพื่อนเดินมั่วทั่วซีตัน อยากหาร้านที่มีระดับกว่าหลานเฟิ่งหวงไม่ใช่เรื่องง่าย หลังเดินอยู่นาน เธอก็เดินเข้าไปในร้านLuna
“ร้านนี้ก็เพิ่งเปิดใหม่เหมือนกัน ขอแค่มีเงินยังกลัวว่าจะหาซื้อเสื้อผ้าที่ซีตันไม่ได้อีกหรือ ฉันไม่มีวันยอมให้นังบ้านนอกได้เงินของฉันแน่!”
จบตอน
Comments
Post a Comment