boss80 ep791-800

 ตอนที่ 791: ตั้งเป้าหมายเอาไว้ก่อน


ความโง่เขลาของต่งลี่ลี่ ถ้าเซี่ยเสี่ยวหลานรู้เข้าคงหัวเราะท้องแข็งอย่างแน่นอน


นักธุรกิจหน้าเลือดคืออะไร ซื้อเสื้อผ้าที่หลานเฟิ่งหวง เซี่ยเสี่ยวหลานได้เงิน มาจับจ่ายใช้สอยที่Luna โจวเฉิงของเธอก็ได้เงิน


ถ้าต่งลี่ลี่รู้ว่าโจวเฉิงยกสมุดบัญชีให้เซี่ยเสี่ยวหลานเป็นคนดูแลเงินของเขาแล้วละก็ ต่งลี่ลี่คงคลั่งไปด้วยความรู้สึกโมโห


เซี่ยเสี่ยวหลานไม่เห็น แต่เส้ากวงหรงกับคังเหว่ยเห็น


ร้านLuna กับหลานเฟิ่งหวงตั้งอยู่ไม่ไกลกันเท่าไร คังเหว่ยจึงสามารถมองเห็นต่งลี่ลี่พาคนเดินเข้าร้าน Luna ไม่นานนักก็หิ้วถุงน้อยใหญ่ออกมา พนักงานยิ้มส่งลูกค้ามาจนถึงหน้าประตู... คังเหว่ยเห็นแล้วก็ได้แต่หัวเราะจนตัวโก่ง


“คุณหนูต่งช่างเป็นคนตลกจริงๆ เพื่อนยาก นายไม่เห็นด้วยกับการแต่งงานครั้งนี้นับว่าถูกต้องแล้ว นายวางใจให้คนอย่างคุณหนูต่งเลี้ยงดูลูกหลานของนายได้จริงๆหรือ?”


เมื่อก่อนเที่ยวเล่นด้วยกันยังรู้สึกว่าต่งลี่ลี่แต่งตัวเท่เหลือเกิน เป็นสาวปักกิ่งที่กล้าแสดงออกยิ่งนัก


ตอนนี้พอมีหญิงสาวผู้ยอดเยี่ยมเป็นตัวเปรียบเทียบ นั่นทำให้เห็นว่าพวกต่งลี่ลี่ช่างปัญญาอ่อนเหลือเกิน


“เลิกพูดพล่ามเสียที รีบขึ้นรถไปพักได้แล้ว จริงสิ น้ากวนกับแม่นายทำไมยังไม่มาอีกล่ะ”


นี่ก็ใกล้เที่ยงแล้ว ไหนบอกว่าจะมาอุดหนุนที่ร้านไม่ใช่หรือ?


เซี่ยเสี่ยวหลานกับคนอื่นๆ ยุ่งกันจนถึงบ่ายสองโมงกว่าจะได้พัก


โจวอี๋และผองเพื่อนซื้อเสื้อผ้าหลากหลายชุด ตอนคิดเงินเซี่ยเสี่ยวหลานบอกให้เฉินอีอีลดราคาให้30% ในขณะที่คนอื่นได้ส่วนลด10%เท่านั้น หากซื้อเสื้อราคาหนึ่งร้อยหยวน โจวอี๋จะประหยัดเงินไปได้ถึง20หยวน พวกเขาซื้อเสื้อผ้าไปทั้งหมด460หยวน แต่จ่ายเงินเพียง320หยวนเท่านั้น


เพื่อนโจวอี๋หัวเราะร่า “น้องสะใภ้เธอคนนี้ มิน่าถึงเอาชนะใจผู้ใหญ่บ้านเธอได้ ทำอะไรใจกว้างเสียจริง”


ไม่เก็บเงินเลยคงเป็นไปไม่ได้ อีกทั้งเปิดร้านวันแรกคงไม่มีใครให้ของกันฟรีๆอย่างแน่นอน


แต่จะคิดเงินอย่างไร?


การลดราคาจนประหยัดเงินไปกว่าร้อยหยวน ถือเป็นการให้เกียรติโจวอี๋มากเหลือเกิน!


โจวอี๋เองก็รู้สึกโล่งอก เธอแสดงให้เห็นถึงความต้องการอยากทลายกำแพงน้ำแข็งของความสัมพันธ์ เธอทิ้งต่งลี่ลี่เข้ามาในร้านเพื่อแสดงจุดยืนของตัวเอง


หากเซี่ยเสี่ยวหลานไม่เห็นค่ากันสักนิด วันนี้โจวอี๋คงขายหน้าเป็นอย่างมาก... โจวอี๋อาจจะถูกเซี่ยเสี่ยวหลานตอกกลับจนหน้าชามาแล้วหลายต่อหลายครั้ง พอเห็นเซี่ยเสี่ยวหลานให้ความร่วมมือเช่นนี้ โจวอี๋จึงรู้สึกตื่นตระหนกขึ้นมาเล็กน้อย


ให้ตายเถอะ เธอกลายเป็นคนปอดแหกแบบนี้ไปตั้งแต่เมื่อไร


ตอนคิดจะยืดอกประชันหน้ากับเซี่ยเสี่ยวหลาน ก็มักจะมีภาพอาเขยเล็กผายมือแนะนำเซี่ยเสี่ยวหลานว่าเป็นจอหงวนของมณฑล โจวอี๋รู้สึกว่าเธอไม่สามารถอยู่สถานที่แห่งนี้นานๆได้ มีอยู่ระยะหนึ่งที่เธอมักจะนอนฝันร้ายเห็นภาพคุณปู่โจวบอกว่า ‘ส่งเทปบันทึกภาพมา’


เซี่ยเสี่ยวหลานและคนอื่นๆ ทำงานจนถึงบ่ายสองโมง ลูกค้าช่วงเช้าก็กลับกันหมด ตอนนี้ลูกค้าช่วงบ่ายยังไม่มาเยือน ในที่สุดประธานเซี่ยก็ได้พักเสียที


ไม่ใช่แค่เซี่ยเสี่ยวหลานเท่านั้นที่รู้สึกเหนื่อย พนักงานร้านสองคนรวมถึงเพื่อนร่วมหออีกสามคนก็รู้สึกเหนื่อยมากเช่นกัน


เส้ากวงหรงกับคังเหว่ยไม่ได้รออยู่เฉยๆเท่านั้น พวกเขาไปซื้อข้าวกล่องกลับมาให้อีกด้วย ดังนั้นพวกเซี่ยเสี่ยวหลานจึงกินอาหารมื้อนี้กันภายในร้าน


“โชคดีที่มีพวกเธอมาช่วย วันนี้ลูกค้าเยอะเกินกว่าที่คาดไว้เสียอีก ลำบากทุกคนแล้ว คืนนี้ฉันเลี้ยงข้าวเอง เราจะไปกินของดีกัน”


ผลของการแจกใบปลิวดีมากถึงขนาดนี้ เห็นได้ชัดว่าคนแจกใบปลิวพยายามมากแค่ไหน พวกเขาจดจำสิ่งที่เซี่ยเสี่ยวหลานเน้นย้ำได้อย่างขึ้นใจ นี่คือท่าทีต่อการทำงานของประชาชนทั่วไปในปี1985 โลกอนาคตหากจ้างใครให้แจกใบปลิว ถ้าไม่มีคนคอยเฝ้า คนที่จ้างมามีแต่จะอยากได้เงินฟรีอย่างไม่เปลืองแรง บางคนถึงกับยัดใบปลิวที่พิมพ์มาอย่างสวยงามลงถังขยะ เทียบกับการแจกใบปลิวโดยไร้ค่าจ้างของเซี่ยเสี่ยวหลานไม่ได้แม้แต่น้อย


เซี่ยเสี่ยวหลานบอกว่าจะเลี้ยงอาหารมื้อค่ำ เฉียนอิงจึงแย้มยิ้มออกมา


“ประธานเซี่ย ดูกิจการของร้านสิคะ ไม่รู้ว่าคืนนี้พวกเราจะได้ปิดร้านกันกี่โมงน่ะสิคะ!”


แม้วันนี้เฉียนอิงจะไม่ได้เป็นคนเก็บเงิน ทว่าตั้งแต่แปดโมงจนถึงตอนนี้ เธอคาดว่าผลประกอบการคงได้จำนวนหลายพันหยวนอย่างแน่นอน เธอจำได้เป็นอย่างดีว่าชุดเสื้อผ้าที่นางแบบใส่ได้รับความนิยมมาก ขายจนบางขนาดหมดเกลี้ยง มีลูกค้าคนหนึ่งใส่ไซซ์เล็กไม่ได้ แต่ก็ยังควักเงินซื้อมันกลับไปอยู่ดี


สรุปคือกิจการตลอดช่วงเช้านั้นดีมากจริงๆ


เซี่ยเสี่ยวหลานเองก็รู้สึกเช่นกันว่าการเลี้ยงอาหารค่ำคงไม่เหมาะสมสักเท่าไร ปิดร้านแล้วยังต้องเช็กจำนวนสินค้ากับบัญชี เธอมองราวแขวนเสื้อที่ว่างเปล่าไปครึ่งราว


“อาศัยตอนที่ลูกค้าช่วงบ่ายยังไม่มา เอาเสื้อผ้าออกมาแขวนเพิ่มกันเถอะ”


เสื้อผ้าในห้องเก็บสินค้าต้องเอามารีดทีละตัว ตอนนี้ยังไม่มีเตารีดไอน้ำแบบแขวน จำเป็นต้องหาโต๊ะตัวใหญ่มาปูผ้ารองเพื่อรีดผ้า ทั้งเปลืองแรงและเวลา ดังนั้นถ้าไม่มีพวกหยางหย่งหงมาช่วย ช่วงเช้าของวันนี้คงยิ่งวุ่นวายแน่นอน


เซี่ยเสี่ยวหลานบอกคังเหว่ยกับเส้ากวงหรงว่าไม่ต้องรออยู่ที่นี่ในช่วงบ่าย “พวกเธอไปดูที่ถนนซิ่วสุยเถอะ พวกน้ากวนอาจจะไปที่สาขานั้นก็ได้”


“พี่สะใภ้ คืนนี้ฉันจะมารับเธอดีกว่า เปิดร้านวันแรกขายดีขนาดนี้ ถ้าเกิดมีใครหมายตาเงินของยอดขายขึ้นมา...”


ที่ซีตันมีคนอยู่ทุกประเภท


การปราบปรามอาชญากรรมผ่านไปหนึ่งปีกว่าแล้ว ตอนนี้พวกหัวขโมยจึงเริ่มออกอาละวาดอีกครั้ง


อย่างไรก็ตามวันนี้เซี่ยเสี่ยวหลานไม่มีอะไรให้เป็นห่วง เพราะคืนนี้เธอคงกลับไปพร้อมพวกหยางหย่งหงอีกสามคน


แต่อีกหน่อยหลิวเฟินจะต้องดูแลทั้งสามร้านด้วยตัวคนเดียว ทุกวันเธอต้องเอาเงินจากยอดขายทั้งสามร้านมารวมกัน ปัญหาด้านความปลอดภัยที่เส้ากวงหรงท้วงขึ้นมาล้วนมีเหตุผล ทางร้านLuna จะต้องกำหนดตัวหัวหน้าร้าน อย่างไรก็ตามมันก็ไม่ใช่วิธีจัดการปัญหาที่ต้นเหตุ ผลประกอบการของร้านจะให้ใครเป็นคนรับผิดชอบดีล่ะ


หรือจำเป็นต้องทำเหมือนที่ซางตู ขอให้ทางโรงพักช่วยดูแลความปลอดภัยให้ ในที่สุดเซี่ยเสี่ยวหลานก็ตัดสินใจขอความช่วยเหลือจากผู้จัดการใหญ่อู่ ให้เขาช่วยเชื่อมสัมพันธ์กับหัวหน้าสถานีตำรวจ นี่ไม่ใช่การติดสินบน คนเราย่อมมีความสนิทสนมกันตามระดับ หากไปให้เห็นหน้าบ่อยครั้งอย่างเป็นมิตร และทำให้มีตำรวจเดินลาดตระเวนละแวกนี้บ้างก็คงช่วยได้ไม่น้อย!


คนที่นักธุรกิจอิสระต้องสานสัมพันธ์ด้วยไม่ใช่แค่ทางสถานีตำรวจเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงทางสมาคมการค้า กรมพัฒนาที่ดิน หรือแม้กระทั่งสถานีดับเพลิง... ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานไหนก็ต้องสานสัมพันธ์ให้ดี


ตอนบ่าย ย่าอวี๋นั่งรถประจำทางมาที่ร้าน


เธอเพิ่งเดินทางมาจากถนนซิ่วสุ่ย


“แม่โจวเฉิงพาเพื่อนหลายคนไปที่ร้าน ฉันเจอหลานสาวของหนิงเยี่ยนฝานด้วย ชื่อหนิงเสวี่ยใช่หรือเปล่า เธอไปเลือกเสื้อผ้าเป็นเพื่อนแม่น่ะ”


ทำไมถึงพากันไปที่ถนนซิ่วสุ่ยกันหมดเล่า?


เซี่ยเสี่ยวหลานอยากรู้ “กิจการทางนั้นเป็นอย่างไรบ้างคะ ลูกค้าเยอะหรือเปล่า”


ตอนนี้ถนนซิ่วสุ่ยยังไม่คึกคักมากนัก เซี่ยเสี่ยวหลานเตรียมใจแล้วว่ายอดขายอาจจะไม่ดี แต่ย่าอวี๋กลับแกล้งทำเป็นลึกลับ “คืนนี้กลับไปฉันจะเล่าให้ฟังอย่างละเอียด”


จากการสังเกตของย่าอวี๋ ทั้งสองร้านแม้จะขายเสื้อผ้าแบบเดียวกัน แต่กลุ่มลูกค้าของซีตันกับถนนซิ่วสุ่ยต่างกันอย่างสิ้นเชิง


ด้านซีตันลูกค้าจะมีอายุน้อยกว่า เป็นสุภาพสตรีช่วงอายุยี่สิบกว่าปีค่อนข้างมาก


ส่วนทางด้านถนนซิ่วสุ่ย ลูกค้าที่อยู่ในวัยเดียวกับกวนฮุ่ยเอ๋อจะเยอะกว่าหน่อย


เห็นถนนซิ่วสุยดูเหมือนคนจะน้อย แต่พวกลูกค้าของถนนซิ่วสุ่ยนั้นมีกำลังซื้อมากกว่าทางฝั่งถนนซีตัน


เฉียนอิงพูดถูก เปิดร้านวันแรกร้านที่ซีตันยุ่งจนถึงสามทุ่มกว่าจะได้ปิดร้าน นอกจากนี้เซี่ยเสี่ยวหลานยังใช้เวลาครึ่งชั่วโมงในการคิดบัญชีด้วย


เฉินอีอีทำบัญชีไว้อย่างดี ขายรุ่นไหนไป ลดราคา เก็บเงิน หรือทอนเงินไปเท่าไร... ทุกอย่างกระจ่างแจ้งราวกับตารางบัญชีที่พิมพ์ออกจากเครื่องคอมพิวเตอร์ อีกทั้งสาวน้อยคนนี้ยังรู้มารยาทเป็นอย่างดี ไม่ทำการสรุปยอดรวมแทนเซี่ยเสี่ยวหลาน เซี่ยเสี่ยวหลานนั่งคิดคำนวณด้วยตัวเองจนเสร็จสิ้น เมื่อเห็นผลประกอบการของวันแรกก็พึงพอใจมาก


“ฉันขอติดอาหารมื้อใหญ่เอาไว้ก่อนนะ ใครก็ห้ามปฏิเสธทั้งนั้น วันนี้ทุกคนช่วยได้เยอะมากจริงๆ”


นอกจากความเหนื่อย สิ่งที่เซี่ยเสี่ยวหลานรับรู้ได้อีกอย่างคือตลาดที่ปักกิ่งใหญ่กว่าซางตูมาก


เมืองหลวงของประเทศที่กว้างใหญ่ ในปี1985 มีประชากรหลักสิบล้าน นี่คือฐานลูกค้าที่ใหญ่แค่ไหนน่ะหรือ? เซี่ยเสี่ยวหลานคิดว่าเปิดร้านแค่สองสาขาคงไม่พอ เธอจะต้องครอบครองตลาดเสื้อผ้าขายปลีกทั่วปักกิ่งให้ได้ในระยะเวลาอันสั้น... เซี่ยเสี่ยวหลานยังไม่ลืมสิ่งที่เธอเดิมพันไว้กับตระกูลจี้ ถ้าภาคเรียนนี้เธอยังไม่ต้องเดินทางไปเป็นนักศึกษาแลกเปลี่ยน เป้าหมายที่เซี่ยเสี่ยวหลานตั้งไว้ให้ตัวเองคือ สิ้นปี1985 เธอจะต้องทำให้ตัวเองมีทรัพย์สินทะลุหลักล้านให้จงได้!



ตอนที่ 792: ความกังวลของคนจน



ความเหนื่อยล้าคือเรื่องจริง


แต่ความดีใจก็ไม่ใช่เรื่องหลอกลวงเช่นกัน


ร้านที่ซีตันเปิดวันแรกทำกำไรไปได้8,700หยวน แม้ถนนซิ่วสุ่ยจะทำเลดีสู้ซีตันไม่ได้ อีกทั้งผู้คนก็ไม่พลุกพล่านเท่าซีตัน แต่กลับได้กำไรมากถึง5,500หยวน


เปิดร้านวันแรก เมื่อนำกำไรของทั้งสองร้านมารวมกันแล้วได้มากกว่า14,000หยวน


ตัวเลขนี้คือผลของการแจกใบปลิว รวมถึงการช่วยกันอุดหนุนของบรรดาญาติสนิทมิตรสหายทั้งสิ้น


ส่วนที่คนสนิทช่วยกันอุดหนุนน่าจะรวมกันแล้วไม่เกินสองพันหยวน


ก่อนวันที่20 ไม่รู้ว่าจะมีลูกค้าเดินถือใบปลิวมาหาที่ร้านอีกมากเท่าไร อย่างไรก็ตามหลังแคมเปญฉลองเปิดกิจการผ่านไป จำนวนลูกค้าที่เหลืออยู่ก็จะเป็นลูกค้าตัวจริง


สุดสัปดาห์จะมีการตรวจหอพัก เซี่ยเสี่ยวหลานจึงกลับหอพักพร้อมกับพวกหยางหย่งหง แน่นอนว่าชาว307 ต่างก็เหนื่อยล้ากันจนถึงขีดสุด


ไม่มีใครพูดถึงว่าบ้านเซี่ยเสี่ยวหลานหาเงินได้มากแค่ไหน สิ่งที่พูดมีแต่คำว่าการทำธุรกิจช่างเหนื่อยเหลือเกิน


“นี่ยังไม่เท่าไรนะ ตอนแรกไม่มีเงินทุน ฉันกับแม่ต้องผลัดกันปั่นจักรยานไปขนกากน้ำมันเพื่อขายที่ชนบท ลำบากหน่อยไม่ใช่เรื่องใหญ่ ถึงกระนั้นเงินที่หามาได้ด้วยหยาดเหงื่อของตัวเอง เวลาจะใช้ก็ใช้ได้โดยไม่ต้องรู้สึกตะขิดตะขวงใจ”


เซี่ยเสี่ยวหลานไม่ได้กำลังพยายามปลุกใจเพื่อนร่วมหอ เธอแค่รำพึงรำพันกับตัวเองเท่านั้น


วิธีการหาเงินมีมากมาย แรกเริ่มยังไม่มีเงินทุน จึงทำได้เพียงค่อยๆเก็บออมเงินทุนทีละน้อย


แต่ถึงแม้ตอนนี้จะมีเงินทุนแล้ว เซี่ยเสี่ยวหลานก็ยังทำธุรกิจด้วยความระมัดระวังอยู่เสมอ


เธอจะไม่แตะต้องพื้นที่สีเทา ทุกย่างก้าวของเธอมีแบบแผนอย่างถูกต้อง ยอมรับการตรวจสอบได้ทุกรูปแบบ ใครอยากหาเรื่องเธอย่อมไม่ใช่เรื่องง่าย


หยางหย่งหงรู้อยู่แล้วว่าคนรวยบนโลกใบนี้มีเงินทองกองเป็นพะเนิน อย่างเช่นนักธุรกิจฮ่องกงที่บริจาคทุนการศึกษาให้แก่มหาวิทยาลัยคราวละหลายล้าน


แต่ผลประกอบการที่ร้านซีตันได้รับวันนี้กระทบจิตใจของหยางหย่งหงเป็นอย่างมาก ถึงแม้จะยังห่างไกลจากนักธุรกิจฮ่องกงที่บริจาคเงินหลายล้าน แต่รายได้วันเดียวของคนที่นอนอยู่หอเดียวกับเธออย่างเซี่ยเสี่ยวหลานนั้นมากกว่ารายรับทั้งปีของครอบครัวเธอหลายเท่า... แน่นอนว่าหลังเธอเรียนจบก็คงไม่มีทางได้เงินเดือนมากกว่านี้


หยางหย่งหงกำลังสับสน


เรียนหนังสือมาตั้งหลายปี สอบติดมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศ แต่กลับรวยสู้นักธุรกิจอิสระไม่ได้อย่างนั้นหรือ?


หยางหย่งหงอยากตอบแทนประเทศชาติ อยากสร้างชีวิตในอุดมคติตามระบอบสังคมนิยม


แต่พอคิดถึงโลกแห่งความเป็นจริงแล้ว ครอบครัวของเธอนั้นช่างยากจนเหลือเกิน


เธอจะสามารถทำความฝันของตัวเองให้เป็นจริง พร้อมกับทำให้คนที่บ้านมีชีวิตที่สุขสบายได้หรือไม่?


หยางหย่งหงนอนไม่หลับทั้งคืน เช้าวันรุ่งขึ้นเธอจึงขอคุยกับเซี่ยเสี่ยวหลาน


“เสี่ยวหลาน ฉันไม่ได้รู้สึกอิจฉา แต่ฉันแค่คิดไม่ตก เธอช่วยคลายความสงสัยของฉันได้หรือเปล่า”


มีประโยคหนึ่งที่อธิบายสภาพสังคมในช่วงต้นการปฏิรูปเศรษฐกิจได้อย่างเห็นภาพ เซี่ยเสี่ยวหลานพอได้ฟังก็เข้าใจทันทีว่าทำไมหยางหย่งหงถึงรู้สึกสับสน มีอยู่ช่วงหนึ่งที่สังคมมักพูดกันว่า : ทำขีปนาวุธยังสู้ขายไข่ต้มชาไม่ได้ ถือมีดผ่าตัดยังสู้ถือมีดโกนผมไม่ได้


คนที่ลงสนามทำธุรกิจมักร่ำรวยก่อน แต่นักวิชาการที่ทำการศึกษาวิจัยกลับใช้ชีวิตอย่างอัตคัดขัดสน แม้อนาคตสวัสดิการต่างๆจะเพิ่มขึ้น แต่ข่าวก็มักจะพูดว่าคุณป้าขายแพนเค้กมีรายได้ต่อเดือนหลายหมื่นหยวน ในขณะที่นักศึกษามหาวิทยาลัยเรียนจบแล้วทำงานประจำกลับมีเงินเดือนแค่ไม่กี่พันหยวนเท่านั้น ทำให้บนโลกออนไลน์เกิดการถกเถียงกันครั้งใหญ่ หลายคนตัดพ้อว่าเรียนหนังสือมาสิบกว่าปี ยังสู้ออกมาทำงานตั้งแต่เด็กไม่ได้เลยด้วยซ้ำ


เซี่ยเสี่ยวหลานคิดว่าหยางหย่งหงในตอนนี้กำลังตกอยู่ในความสับสนลักษณะเดียวกัน


“พวกเรากินข้าวไปคุยไปดีหรือไม่ พี่ใหญ่ ถ้าเป็นตามที่พี่พูดมา ฉันกับแม่ฉันตั้งหน้าตั้งตาทำธุรกิจก็พอแล้วมิใช่หรือ ถึงอย่างไรเงินที่ฉันหาได้จากการทำธุรกิจก็มากกว่ารายได้ทั้งปีหลังเรียนจบด้วยซ้ำ แล้วทำไมฉันยังต้องพยายามสอบเข้าหัวชิงล่ะ? ฉันเรียนปริญญาตรีที่นี่5ปี ต้องเสียเวลาที่ควรใช้กับเรื่องอื่นไปมากแค่ไหน”


ใช่ คงเสียเวลาทำเรื่องอื่นไปหลายเรื่องเลยทีเดียว


หยางหย่งหงเห็นเองกับตา ถ้าเซี่ยเสี่ยวหลานนั่งเฝ้าร้านเสื้อผ้าทุกวัน อาศัยแค่เทคนิคการขายของเธอ ธุรกิจคงไม่มีทางซบเซาอย่างแน่นอน


เหมือนหยางหย่งหงจะเริ่มเข้าใจแล้ว


เซี่ยเสี่ยวหลานถามเธอต่อว่า “พี่ชอบเรียนหนังสือหรือเปล่า”


หยางหย่งหงพยักหน้าอย่างจริงจัง “ถ้าฉันไม่ชอบเรียนหนังสือแล้วฉันจะเรียนมัธยมปลายซ้ำสามปี สอบเข้ามหาวิทยาลัยสี่รอบหรือ!”


เธอไม่ใช่แค่ชอบเรียนหนังสือ ทั้งยังอยากเรียนในสถาบันที่ดีที่สุดอีกด้วย


เซี่ยเสี่ยวหลานแบมือ “ฉันก็ชอบเรียนหนังสือเหมือนกัน อยากมาเรียนเพื่อศึกษาความรู้ใหม่ๆที่มหาวิทยาลัย ทำธุรกิจทำเงินดีก็จริง แต่พี่ดูสิว่าเป็นพ่อค้าแม่ขายมีสถานะทางสังคมหรือเปล่า เพื่อนร่วมห้องของเรามีความคิดที่เปิดกว้าง ดังนั้นจึงไม่มีใครดูถูกฉัน แต่พี่รู้หรือไม่ว่าคนอื่นในสังคมคิดกับพวกค้าขายอย่างไร เงินเดือนทั้งปีของผู้อำนวยการสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์แห่งชาติยังสู้รายรับวันเดียวของร้านเสื้อผ้าฉันไม่ได้ ทว่าใครสร้างประโยชน์กับสังคมมากกว่ากัน คนคนนั้นก็จะได้รับความเคารพจากผู้อื่น พี่ยังต้องให้ฉันอธิบายมากกว่านี้หรือเปล่า”


อย่างเช่นหยางหย่งหง หากไม่เรียนหนังสือก็คงไม่มีทางหลุดพ้นจากบ้านเกิดในชนบทของมณฑลจี้เป่ย


ไม่แน่เธออาจจะแต่งงานมีลูกอยู่ที่นั่น ชาตินี้คงไม่มีวันได้สัมผัสโลกของเซี่ยเสี่ยวหลาน แล้วจะมีโอกาสสับสนเช่นนี้หรือ!


กบในกะลาเท่านั้นที่จะไม่สับสนกับเส้นทางชีวิต เพราะคิดว่าโลกที่ตนมองเห็นนั้นใหญ่มากพอแล้ว


“พี่ใหญ่ พี่จะสามารถอาศัยความเพียรพยายามของตัวเองจนทำให้คนที่บ้านมีชีวิตที่ดีได้อย่างแน่นอน ตอนนี้พวกเราเพิ่งอยู่ปีหนึ่ง พี่จะรีบกังวลไปทำไม ถ้าพี่สนใจด้านธุรกิจก็มาถามฉัน พวกเราปรึกษากันได้ว่า สามารถค้าขายอะไรได้บ้างโดยไม่กระทบกับการเรียน”


อยากเปลี่ยนแปลงคุณภาพชีวิตของครอบครัวไม่ใช่เรื่องเลวร้าย เซี่ยเสี่ยวหลานไม่ใช่คนที่หวงความรู้


แต่ถ้ากระทบกับการเรียน เซี่ยเสี่ยวหลานคิดว่าเป็นการได้ไม่คุ้มเสีย


หยางหย่งหงไม่เหมือนกับเธอ เซี่ยเสี่ยวหลานเป็นแมวย้อมสี ได้เปรียบที่ล่วงรู้อนาคต และมีครอบครัวคอยให้ความช่วยเหลือ มีความรู้ที่สั่งสมมาจากชาติก่อนคอยสนับสนุนการทำธุรกิจ ถึงหยางหย่งหงจะไม่ใช่คนโง่ แต่ถ้าอยากทำสองอย่างพร้อมกัน หยางหย่งหงคงเจอกับทางตันอย่างแน่นอน


หยางหย่งหงหยุดคิด ก่อนจะปฏิเสธคำแนะนำของเซี่ยเสี่ยวหลาน


“ไม่ได้ ฉันคงทำสองเรื่องพร้อมกันไม่ไหว”


มนุษย์เรามีขีดจำกัด เรื่องที่เซี่ยเสี่ยวหลานทำได้ หยางหย่งหงไม่มั่นใจสักนิดว่าตนจะทำได้เช่นกัน


อีกอย่างทุกคนทำธุรกิจมักมีเคล็ดลับของตัวเอง หยางหย่งหงไม่หน้าด้านพอที่จะขอให้เซี่ยเสี่ยวหลานให้ความช่วยเหลือ


ถ้าเธอสามารถทำธุรกิจและเรียนหนังสือได้ทั้งสองอย่างพร้อมกันก็แสดงว่ามีพรสวรรค์... แต่ถ้าทำไม่ได้ก็ควรตั้งใจเรียนหนังสือ มุ่งหน้าสู่เป้าหมายที่จะมีเงินเดือนเดือนละ200หยวนในอนาคต


หยางหย่งหงได้สติแล้ว


คนเรามีหรือจะไม่มีความอิจฉา เธอไม่ใช่แม่พระ อีกทั้งเรื่องเมื่อวานก็กระทบจิตใจของเธอมากเกินไปจนเกิดความคิดสุดโต่ง!


“เสี่ยวหลาน อย่าหัวเราะเยาะฉันเลย ชีวิตที่บ้านเกิดฉันแร้นแค้นจนน่ากลัว”


ความยากจนไม่ได้ทำให้หยางหย่งหงรู้สึกอับอาย


แต่ความยากจนทำให้เธอรู้สึกกังวลใจ แม้จะสอบติดมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดของประเทศ ใช้ชีวิตอย่างมีสติยิ่งกว่าใคร แต่บางครั้งก็มีบ้างที่เธอเกิดความหวั่นไหวและหลงทาง


เซี่ยเสี่ยวหลานจับมือหยางหย่งหงเป็นการปลอบโยน “ฉันไม่หัวเราะเยาะพี่หรอก ที่จริงฉันมีเรื่องหนึ่งอยากพูดนานแล้วแต่กลัวเหลือเกินว่าพี่จะไม่ตอบตกลง พี่ใหญ่ พี่ก็เห็นแล้วใช่ไหมว่าที่ร้านของฉันงานยุ่งแค่ไหน พี่ได้สัมผัสกับบรรยากาศของร้านเสื้อผ้ากับตัวเองแล้ว ถ้าพี่คิดว่าการทำธุรกิจไม่ใช่เรื่องน่าอาย ฉันก็อยากจะเชิญพี่ไปทำงานที่ร้านในทุกสุดสัปดาห์กับวันหยุด... แต่ต้องไม่กระทบกับการเรียนนะ ไม่อย่างนั้นต่อให้ได้เงินก็คงไม่คุ้มค่า ห้ามปล่อยทุนที่ได้รับหลุดมือไปโดยเด็ดขาด”


ไปทำงานที่ร้านรึ?


หยางหย่งหงไม่ได้ถามเรื่องค่าจ้าง


เธอปรึกษาปัญหาชีวิตกับเซี่ยเสี่ยวหลาน ทำไมกลายเป็นการของานจากเซี่ยเสี่ยวหลานเสียได้เล่า?


ถ้าทุกสุดสัปดาห์ต้องไปทำงานนี้ เธอจะสามารถทำได้หรือเปล่า เธอเข้าใจดีว่าเสี่ยวหลานเป็นคนมีน้ำใจ ดังนั้นจึงตยิ่งต้องคิดอย่างรอบคอบ


เซี่ยเสี่ยวหลานไม่เร่งเร้าหยางหย่งหง อยากใช้ชีวิตแบบไหนล้วนเป็นการตัดสินใจของตัวเอง หากเซี่ยเสี่ยวหลานช่วยอะไรได้ก็จะช่วย เธอจะไม่ฝืนใจใครเด็ดขาด เหมือนที่เธอเคยชวนกงหยางมาทำงานกับหลิวหย่ง แต่ตกลงที่จะทำหรือไม่ทุกอย่างเป็นกงหยางที่ตัดสินใจเลือกชีวิตของตัวเอง


เรียนศิลปกรรมไปทำด้านออกแบบ แน่นอนว่าสาขาที่เรียนมานับว่าตรงสาย


แต่นักศึกษาสาขาวิศวกรรมโยธาของหัวชิงไปช่วยเซี่ยเสี่ยวหลานขายเสื้อผ้า เธอคิดแล้วยังอดเหงื่อตกไม่ได้


งานพิเศษ ทำได้แค่งานพิเศษ!



ตอนที่ 793: หลิวเฟินเป็นแค่ข้ออ้าง!



ทำงานให้เพื่อนนักศึกษา แล้วความสัมพันธ์ของพวกเธอเล่าจะจัดการอย่างไร


ตอนนี้หยางหย่งหงยอมรับเลยว่า ในห้อง307 เธอคือคนที่มีฐานะทางครอบครัวที่แย่ที่สุด


ยากจนด้านวัตถุ หาใช่ด้านจิตใจ


สภาพจิตใจของหยางหย่งหงนั้นแข็งแกร่งมาก ความมั่นใจนี้มาจากการที่เธอสามารถสอบเข้าหัวชิงได้ด้วยคะแนนอันดับหนึ่งของมณฑล อีกทั้งยังคว้าทุนการศึกษาอันดับหนึ่งจากมหาวิทยาลัยที่เต็มไปด้วยเหล่าหัวกะทิทั้งหลายอย่างหัวชิงมาได้อีกด้วย


เธอไม่เคยเอาเปรียบใคร เพราะเป็นหัวหน้าหอจึงต้องรับผิดชอบงานต่างๆมากมาย ใครๆล้วนนับถือเธอ


ถ้าไปทำงานที่ร้านเสื้อผ้าของเซี่ยเสี่ยวหลาน เธอไม่รู้เลยว่าจะยังปฏิบัติตัวกับเซี่ยเสี่ยวหลานอย่างเท่าเทียมได้อีกหรือเปล่า


พอคิดถึงทุนการศึกษาที่เพิ่งส่งกลับไปให้ที่บ้านจำนวน200หยวน หยางหย่งหงก็ปฏิเสธข้อเสนอของเซี่ยเสี่ยวหลานทันที


“เสี่ยวหลาน ไม่เป็นไรดีกว่า ขอบคุณในความหวังดีของเธอนะ”


เซี่ยเสี่ยวหลานกอดเธอ “ไม่เป็นไร พี่รู้แค่ว่างานที่นั่นมีตำแหน่งให้พี่เสมอก็พอแล้ว ถ้าสุดสัปดาห์ไม่เหมาะสม ช่วงปิดเทอมฤดูร้อนพี่อยากลองพิจารณาดูไหม?”


หยางหย่งหงหัวเราะ


สับสนไปทำไมกัน ถึงอย่างไรคนรอบข้างก็สนับสนุนเธอทั้งนั้น หยางหย่งหงรู้สึกว่าถ้าตนเดือดร้อนด้านการเงินจริงๆ อย่างน้อยเซี่ยเสี่ยวหลานไม่มีทางทอดทิ้งเธออย่างแน่นอน


หลังคุยกับหยางหย่งหงเสร็จ เซี่ยเสี่ยวหลานยังคงเป็นห่วงสถานการณ์ที่ร้านในวันนี้


ก่อนหน้านี้เธอบอกว่าจะแบ่งการบริหารของLunaกับหลานเฟิ่งหวงออกจากกัน ทว่าตอนนี้กลับต้องผิดคำพูดเสียแล้ว วันนี้เป็นวันจันทร์ เซี่ยเสี่ยวหลานไม่สามารถไปที่ร้านได้จึงต้องโยกพนักงานจากLuna ให้ไปช่วยงานที่หลานเฟิ่งหวงชั่วคราว ต่อให้วันนี้จะขายดีแค่ครึ่งเดียวของเมื่อวาน พนักงานทุกคนก็จำเป็นต้องใช้เวลาเพื่อปรับตัวให้เข้ากับการใช้เทคนิคต่างๆที่เซี่ยเสี่ยวหลานเคยสอนไว้


เมื่อวานหลานเฟิ่งหวงเปิดกิจการวันแรกก็ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า ทั้งยังช่วยกระตุ้นยอดขายของร้านค้ารอบข้างได้อีกด้วย


ทุกคนมาที่ซีตันเพื่อซื้อเสื้อผ้า ทว่าหลังซื้อเสื้อผ้าเสร็จย่อมเดินเล่นรอบๆไม่ใช่หรือ


ดัดผม ทานอาหารเที่ยง หรือไม่ก็ไปซื้อของจากร้านอื่น


เดินไปเดินมาย่อมมีคนเจอกับร้านLuna


บางคนไม่ชอบเสื้อผ้าของหลานเฟิ่งหวง แต่กลับถูกใจเสื้อผ้าของLunaมากกว่า เพราะมีการตัดเย็บที่ดูประณีต และมีบางแบบที่ดึงดูดสายตามาก!


ร้านLunaสาขาซีตันเปิดกิจการวันที่16 ยอดขายไม่ถึง700หยวน แต่เมื่อวานยอดขายกลับเพิ่มขึ้นถึงหนึ่งเท่า กลายเป็น1,500หยวน


แม้จะสูงสู้หลานเฟิ่งหวงไม่ได้ แต่ก็ทำให้พนักงานสามคนของLuna มีความกระตือรือร้นมากขึ้น เฉินซีเหลียงที่อยู่หยางเฉิงได้ยินแล้วก็รู้สึกดีใจ เพราะยอดขายที่ร้านสาขาหยางเฉิงก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน ถึงจะไม่ได้เยอะเท่าซีตัน จาก500หยวนเพิ่มเป็น800กว่าหยวน... แต่สิ่งที่ทำให้เฉินซีเหลียงดีใจยิ่งขึ้นไปอีก ก็เพราะเสื้อผ้าที่เขากับดีไซเนอร์สองคนออกแบบได้รับการยอมรับแล้ว


ไม่มีการประชาสัมพันธ์ ไม่มีการโฆษณา เปิดกิจการอย่างเงียบเชียบ แต่ก็ยังมีลูกค้ายอมควักเงินจ่าย


ทว่าดีใจได้แค่ประเดี๋ยวเดียวเท่านั้น เพราะหากโฆษณาของบรรณาธิการชุยยังไม่ตีพิมพ์ เสื้อผ้าฤดูใบไม้ผลิมูลค่าสองแสนหยวนของLuna คงพังทลายอยู่ในมือของเฉินซีเหลียงกับเซี่ยเสี่ยวหลานน่ะสิ


อีกทั้งฤดูใบไม้ผลิของหยางเฉิงก็สั้นมากเหลือเกิน ก่อนเดือนพฤษภาคม ร้านหยางเฉิงควรวางขายเสื้อผ้าฤดูร้อนได้แล้ว มิเช่นนั้นคงพลาดโอกาสงามอย่างแน่นอน


นี่ก็คือสภาพอากาศที่แตกต่างกันระหว่างทางเหนือกับทางใต้ ร้านที่ปักกิ่งสามารถขายชุดฤดูใบไม้ผลิได้ถึงเดือนพฤษภาคม


ถ้าเดือนพฤษภาคมแล้วยังไม่สามารคืนทุนได้ หากเขากับเซี่ยเสี่ยวหลานยังอยากทำแบรนด์เสื้อผ้าต่อไปก็จะต้องเพิ่มเงินทุน ธุรกิจขายส่งเสื้อผ้าทำเงินให้กับเฉินซีเหลียงได้หลายหมื่นหยวน แต่เซี่ยเสี่ยวหลานแสดงจุดยืนชัดเจนแล้วว่า ในอนาคตเธอจะลงทุนเพิ่มในด้านการประชาสัมพันธ์เท่านั้น


เสื้อผ้าขายไม่ออกเลยต้องจ่ายเงินซื้อโฆษณา แน่นอนว่าเซี่ยเสี่ยวหลานยินดีจ่าย


แต่ถ้าหลังประชาสัมพันธ์แล้วยังไม่ได้ผล ก็แสดงว่าตลาดไม่ให้การยอมรับแบรนด์Luna และที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะการออกแบบของทางด้านเฉินซีเหลียงที่มีปัญหา หากไม่หาต้นตอให้เจอแล้วทุ่มเงินไปเรื่อยๆ เซี่ยเสี่ยวหลานไม่ทำเรื่องโง่แบบนั้น


โฆษณาของLunaเมื่อไรจะมา?


เฉินซีเหลียงรอคอยอย่างร้อนอกร้อนใจ ถ้าบรรณาธิการชุยยังไม่มีความเคลื่อนไหว เฉินซีเหลียงคงต้องบินไปปักกิ่งเพื่อเร่งเร้าเขา


หลานเฟิ่งหวงเปิดกิจการวันที่สอง ร้านสาขาซีตันทำยอดขายได้5,900หยวน สาขาถนนซิ่วสุ่ยทำได้ไป4,400หยวน


วันจันทร์แบบนี้ผู้คนต้องทำงาน ดังนั้นคนเดินชอปปิ้งไม่มีทางเยอะเหมือนสุดสัปดาห์ หากยอดขายลดลง เซี่ยเสี่ยวหลานก็สามารถเข้าใจได้


ที่เธอประหลาดใจคือร้านที่ถนนซิ่วสุ่ย จากเดิมที่ยอดขายรวมคือ5,500หยวน ตกลงมาเป็น4,400หยวน แม้ตัวเลขจะลดลงเช่นกัน แต่กลับลดลงแค่ครึ่งหนึ่งของซีตันเท่านั้น วันที่19เมื่อไร เซี่ยเสี่ยวหลานตั้งใจว่าจะไปดูร้านที่ซิ่วสุ่ยเองสักครั้ง


พอวันที่19มาถึง เซี่ยเสี่ยวหลานมาที่ร้านสาขาซิ่วสุ่ยตอนเวลาหนึ่งทุ่ม หลิวเฟินไม่อยู่ แต่เธอได้เจอกับกวนฮุ่ยเอ๋อ


กวนฮุ่ยเอ๋อรับหน้าที่เป็นล่าม มีสุภาพสตรีชาวต่างชาติสองคนกำลังเลือกซื้อเสื้อผ้า พนักงานร้านของหลานเฟิ่งห่วงรับมือกับสถานการณ์ตรงหน้าไม่ไหว การฝึกอบรมอะไรก็ไม่อาจทำให้พนักงานร้านรู้ภาษาต่างประเทศได้ภายในเดือนเดียว


“มาแล้วหรือ พอดีเลย เธอเก่งภาษาอังกฤษนี่”


กวนฮุ่ยเอ๋อพูดภาษารัสเซียได้ไม่เลว แต่ไม่ถนัดภาษาอังกฤษเอาเสียเลย


ถนนซิ่วสุ่ยอยู่ใกล้กับเขตสถานทูตและอพาร์ตเมนต์ของกระทรวงการต่างประเทศ จะมีลูกค้าต่างชาติโผล่มาหาก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เวลานี้ภาษาอังกฤษกลายเป็นภาษากลางของโลกไปแล้ว หากจะใช้เป็นภาษาสื่อสารย่อมไม่ใช่ปัญหา


ที่แท้สุภาพสตรีสองท่านนี้ซื้อเสื้อผ้าในร้านเสร็จแล้ว แต่ยังอยากซื้อผลิตภัณฑ์ที่ทำจากผ้าไหมอีกด้วย


กวนฮุ่ยเอ๋อรู้ว่าSilkหมายถึงผ้าไหม แต่เธอใช้ภาษาอังกฤษอธิบายให้พวกเขาเข้าใจถึงความแตกต่างของผ้าไหมไม่ได้ ใช้ภาษาอังกฤษพูดคุยในชีวิตประจำวันย่อมไม่มีปัญหา แต่ถ้าเป็นเรื่องเฉพาะทางแบบนี้เธอคงไม่ไหว


มีทั้งผ้าไหมปักลายและไม่ปักลาย หรือว่าอยากซื้อชุดนอนผ้าไหม ผ้าห่ม หรือผ้าพันคอกันล่ะ?


ทว่าที่ร้านของเซี่ยเสี่ยวหลานไม่มีขาย


อย่างไรก็ตามเซี่ยเสี่ยวหลานได้รับปากพวกเขาว่า ต่อไปจะเพิ่มสินค้าประเภทนี้อย่างแน่นอน โอกาสหน้ายินดีต้อนรับพวกเขามาเลือกซื้อสินค้าอีกครั้ง


“ระดับทักษะการพูดภาษาอังกฤษของเสี่ยวหลาน เรียนจบแล้วไปทำงานที่กระทรวงการต่างประเทศได้สบายๆเลยนะ”


จานอ้ายฉวินก็อยู่ที่ร้านด้วยเช่นกัน รวมถึงหญิงวัยกลางคนคนหนึ่งที่เซี่ยเสี่ยวหลานเคยเจอที่งานเชื่อมสัมพันธ์ก่อนหน้านี้ พวกเธอล้วนเป็นเพื่อนของกวนฮุ่ยเอ๋อทั้งสิ้น


เมื่อวานกวนฮุ่ยเอ๋อพาเพื่อนกลุ่มหนี่งมาซื้อของที่ร้าน วันนี้ก็พาคนกลุ่มใหม่มาเยือนเช่นกัน เธอใส่ใจธุรกิจของครอบครัวเซี่ยเสี่ยวหลานมากเหลือเกิน เซี่ยเสี่ยวหลานถามเธอว่า ทำไมถึงไม่ไปยังร้านสาขาซีตัน กวนฮุ่ยเอ๋อจึงตอบกลับว่า


“ที่นี่สงบดี พวกเราอายุมากแล้วจะไปเบียดกับคนหนุ่มสาวทำไมกันล่ะ”


ถนนซิ่วสุ่ยเงียบสงบ


แต่ไม่ได้หมายความว่าที่นี่ไม่มีคน แค่ที่นี่ไม่มีคนหนุ่มสาวสักเท่าไร ทว่าถนนซิ่วสุ่ยมีชาวต่างชาติเป็นจำนวนมาก กวนฮุ่ยเอ๋อคิดว่าหากเธอมาซื้อเสื้อผ้าที่นี่คงไม่เป็นจุดเด่นมากนัก ได้ยินดังนั้นเซี่ยเสี่ยวหลานก็คิดตาม


เรื่องนี้ย่าอวี๋เคยพูดถึงไว้แล้ว กลุ่มลูกค้าของทั้งสองร้านเป็นคนละช่วงอายุกัน


เซี่ยเสี่ยวหลานกำลังสังเกตการณ์ ดูท่าคงจะต้องปรับแบบเสื้อผ้าของทั้งสองร้านสักหน่อยแล้ว


————————————————


เซี่ยจื่ออวี้กำลังรอ


รอตู้เจ้าฮุยมาหา


ชั่วพริบตาข่าวเรื่องโซเวียตเปลี่ยนผู้นำก็ผ่านไปสิบวันแล้ว ทว่าตู้เจ้าฮุยยังไม่มาหาเธอ แต่เซี่ยต้าจวินได้ส่งโทรเลขมาแจ้งข่าว


ตู้เจ้าฮุยช่วยครอบครัวของอาเล็กกลับมาแล้วจริงๆ แต่เพิ่งกลับมาได้แค่สองวันก็บังเอิญเจอกับหลิวเฟินที่ริมถนนของหยางเฉิง และได้ทะเลาะกับหลิวเฟินจนถูกส่งตัวไปโรงพักจนถูกตรวจสอบว่าไม่มีจดหมายแนะนำตัว... อย่างไรก็ตามเครือเชิงหรงช่วยประกันตัวไม่สำเร็จ ดังนั้นเซี่ยต้าจวินจำเป็นต้องกลับบ้านเกิดเพื่อไปขอจดหมายแนะนำตัวมาใหม่


ในขณะที่ครอบครัวของเซี่ยหงปิงยังคงถูกควบคุมตัวอยู่ในคุก


เซี่ยจื่ออวี้ถือโทรเลขด้วยสีหน้าชั่วร้ายและอ่านยาก


ตู้เจ้าฮุยหมายความว่าอย่างไร ทำไมถึงช่วยแค่ครึ่งทาง?


เซี่ยจื่ออวี้ไม่เชื่อว่าคุณชายใหญ่ตู้จะประกันตัวสามคนนั้นออกมาไม่ได้ เป็นเพราะทะเลาะกับหลิวเฟินอย่างนั้นหรือ? เซี่ยจื่ออวี้ไม่เชื่อ เธอเคยคลุกคลีกับข้าราชการระดับสูง หากตระกูลโจวดูแลเซี่ยเสี่ยวหลานคงไม่ใช่เรื่องแปลก แต่ถ้าออกหน้าแทนหลิวเฟินคงเป็นเรื่องประหลาดเกินไปแล้ว


เซี่ยจื่ออวี้สงสัยว่าตู้เจ้าฮุยไม่ได้พยายามอย่างเต็มที่ คิดจะใช้เรื่องนี้บีบเธอ ส่วนเรื่องที่ว่าทะเลาะกับหลิวเฟินอะไรนั่นก็แค่ข้ออ้าง!


เซี่ยจื่ออวี้ไม่สนใจว่าครอบครัวของอาเล็กจะถูกขังหรือไม่ การหยั่งเชิงของตู้เจ้าฮุยทำให้เซี่ยจื่ออวี้รู้สึกเดือดจัด ถ้าเธอไม่สนใจก็จะทำลายภาพลักษณ์ที่พยายามสร้างมาโดยตลอด ดังนั้นเซี่ยจื่ออวี้จึงจำเป็นต้องไปคุยกับพ่อ


“อารองกลับอันชิ่งไปขอจดหมายแนะนำตัวแล้ว พ่อ พ่อรีบซื้อตั๋วรถไฟกลับไปสิ ไปตีสนิทกับอารองเขาบ้าง!”



ตอนที่ 794: เอาเปรียบไม่ได้เท่ากับขาดทุน!



เซี่ยฉางเจิงกับจางชุ่ยเพิ่งกลับจากอันชิ่งมาที่ปักกิ่งหลังวันตรุษจีน


เก้าอี้ยังไม่ทันร้อน เซี่ยจื่ออวี้ก็บอกให้เขากลับไปอีก ทั้งสองคนนั่งรถไฟเข้าปักกิ่ง เดินทางจากชนบทมาที่เมืองมณฑล และยังต้องเปลี่ยนรถอยู่หลายครั้ง หิ้วกระเป๋าน้อยใหญ่อย่างยากลำบาก เซี่ยฉางเจิงย่อมรู้สึกเหนื่อยและหงุดหงิดมาก


“เขากลับไปทำจดหมายแนะนำตัวให้ครอบครัวอาเล็กของลูก พ่อจะกลับไปทำไม”


เดิมทีเซี่ยฉางเจิงคือคนที่มีชีวิตดีที่สุดในบรรดาพี่น้องทั้งสามคน จางชุ่ยแอบเปิดร้านขายอาหารว่างในตัวเมือง ครอบครัวเขามีเงินใช้จ่ายไม่ขาดมือ อีกทั้งเซี่ยจื่ออวี้ก็ได้เป็นนักศึกษา ไม่ว่าเซี่ยฉางเจิงเดินไปไหนก็มีแต่คนคอยประจบ


ในขณะที่น้องรองอย่างเซี่ยต้าจวินไร้สถานะทางสังคมที่สุด เมื่อไม่มีลูกชาย เซี่ยต้าจวินก็ไม่อาจยืดอกอย่างภาคภูมิใจได้


อย่างไรก็ตามเขาเป็นแรงงานที่เชื่อฟัง ไม่มีลูกชายคอยเลี้ยงดูตอนแก่เฒ่าก็สมควรแล้วที่ต้องทำงานหาเลี้ยงคนในครอบครัว ทว่าเรื่องเหล่านั้นกลายเป็นอดีตไปเสียแล้ว ตอนนี้ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ลูกสาวของเซี่ยต้าจวินสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้เช่นกัน แถมยังเก่งกาจกว่าเซี่ยจื่ออวี้ด้วย


นอกจากนี้เซี่ยต้าจวินยังโชคดี ได้เถ้าแก่ฮ่องกงรับเข้าทำงานในฐานะคนสนิท


ขณะเดียวกันเซี่ยฉางเจิงเสียมือไปหนึ่งข้าง ทั้งยังต้องอาศัยการขายอาหารว่างริมทางในกรุงปักกิ่งเพื่อหาเงินเลี้ยงชีพ อยู่ที่อันชิ่งเขาเคยมีหน้าร้าน มีคนคอยเรียกว่าเถ้าแก่เซี่ย แต่พอมาอยู่ปักกิ่งเขาไม่มีสินทรัพย์อะไรสักอย่าง ชีวิตของเซี่ยฉางเจิงจึงเต็มไปด้วยความอัดอั้นใจ


คำสั่งของเซี่ยจื่ออวี้เขาไม่คิดจะเชื่อฟังอีกต่อไปแล้ว เพราะลูกสาวคนนี้ดูเหมือนจะพึ่งไม่ได้ เซี่ยฉางเจิงคิดถึงครอบครัวของว่าที่ลูกเขยที่ถูกสั่งย้ายงานขึ้นมาทันที


“พ่อสามีลูกไม่ได้เป็นหัวหน้าฝ่ายอุดมศึกษาแล้ว เรื่องจวิ้นเป่าจะย้ายมาเรียนในปักกิ่งจะทำอย่างไร พ่อเคยบอกแล้วใช่ไหมว่าให้ตระกูลหวังจัดการเรื่องเรียนของน้องชายลูกให้เรียบร้อย ลูกก็เอาแต่ถ่วงเวลา ตอนนี้จะไปขอให้ใครช่วยอีก!”


ฝ่ายอุดมศึกษาอยู่ใต้สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ เซี่ยฉางเจิงไม่เข้าใจเรื่องพวกนี้ เขารู้แค่ว่าหวังก่วงผิงเป็นคนระดับหัวหน้าในกระทรวง


แต่คนเราต้องอยู่ในตำแหน่งถึงจะสามารถจัดการธุระให้ได้ นี่เป็นสิ่งที่เซี่ยฉางเจิงเข้าใจดี เช่นนั้นถ้าไม่ได้เป็นหัวหน้างานที่ฝ่ายอุดมศึกษาแล้ว ใครจะช่วยจัดการเรื่องเข้าเรียนให้ลูกชายของเขากัน?


เซี่ยฉางเจิงพูดเรื่องนี้แล้วก็โมโห เซี่ยจื่ออวี้ถูกสวนกลับจนพูดไม่ออก และรู้สึกไม่พอใจเช่นกัน


สำนักประวัติศาสตร์พรรคคอมมิวนิสต์เป็นที่แบบไหน เซี่ยจื่ออวี้พยายามทำความเข้าใจในเรื่องนี้มาแล้ว


มันคือหน่วยงานราชการที่มีไว้สำหรับคนรอเกษียณ!


หวังก่วงผิงเพิ่งอายุ50กว่าปี ยังไม่ถึงวัยที่จะต้องถูกส่งไปรอคำสั่งเกษียณ คำสั่งโยกย้ายครั้งนี้เหมือนจะเป็นการสั่งลดตำแหน่งก็ไม่ปาน อนาคตคงยากแล้วที่จะกลับมามีอำนาจอีกครั้ง เซี่ยจื่ออวี้เองก็รู้สึกสับสน ถ้าไม่มีความช่วยเหลือจากหวังก่วงผิงแล้ว ในอนาคตหวังเจี้ยนหัวจะประสบความสำเร็จได้หรือเปล่า?


เซี่ยฉางเจิงโทษเธอว่าไม่รู้จักคว้าโอกาสไว้ เซี่ยจื่ออวี้ได้แต่กล้ำกลืนความทุกข์ ก่อนหวังก่วงผิงจะถูกสั่งย้าย ระดับของตระกูลหวังนั้นสูงมาก เธอต้องทุ่มเทมากมายกว่าจะได้หมั้นหมายกับหวังเจี้ยนหัว แต่ตอนนี้พ่อเอาแต่โทษเธอ เขาไม่เคยคิดเลยว่าตอนนั้นสถานะของเธอในตระกูลหวังเป็นอย่างไร


เธอชี้นิ้วบงการหวังเจี้ยนหัวให้เขาไปขอร้องหวังก่วงผิงได้ แต่ถ้าทำเช่นนั้น หวังก่วงผิงก็จะยิ่งดูถูกเธอน่ะสิ


เซี่ยจื่ออวี้จึงต้องอดทน อดทนรอวันที่เธอกับหวังเจี้ยนหัวได้แต่งงานกัน หลังสองเท้าก้าวเข้าสู่ประตูบ้านตระกูลหวังอย่างแท้จริง ถึงตอนนั้นก็จะค่อยๆเป็นค่อยๆไป


สุดท้ายผลลัพธ์ของการรอคอยครั้งนี้ กลับกลายเป็นการที่หวังก่วงผิงถูกสั่งย้ายไปสำนักประวัติศาสตร์พรรคคอมมิวนิสต์!


เซี่ยจื่ออวี้ไม่อยากขุดคุ้ยบัญชีเก่ากับพ่อ “ตอนนี้อารองทำงานอยู่กับเถ้าแก่ฮ่องกง ได้เงินเดือนสามพันหยวนทุกเดือน ฉันบอกว่ามือของพ่อเป็นแบบนี้เพราะเซี่ยเสี่ยวหลาน อารองจึงรู้สึกผิดมาก พวกเราอยู่ไกลถึงปักกิ่ง แต่บ้านอาเล็กและย่ากลับได้อยู่ข้างกายอารอง ต่อให้อารองรู้สึกผิดแค่ไหนก็สู้พวกที่คอยประจบอยู่ข้างๆทุกวันไม่ได้หรอก ถ้าพ่อไม่กลับไป อีกหน่อยเงินเดือนของอารองก็จะตกเป็นของอาเล็กกับย่าหมด คงมาไม่ถึงพวกเราแน่”


เงินเดือนสามพันหยวน?


1ปีมี12เดือนก็เท่ากับได้เงินสี่หมื่นหยวน!


ร้านอาหารว่างที่อำเภออันชิ่งขายดีขนาดนั้น แต่ปีหนึ่งคงไม่อาจทำเงินได้ถึงสี่หมื่นหยวนแน่ๆ


เงินเดือนของน้องรองคนเดียวเยอะขนาดนั้นเลยหรือนี่


คำพูดของเซี่ยจื่ออวี้กระแทกใจเซี่ยฉางเจิงเข้าอย่างจัง


เซี่ยฉางเจิงลืมไปแล้วว่า คือเขาที่จ้างคนไปขี่รถเพื่อชนมือของเซี่ยเสี่ยวหลาน เพื่อทำให้เธอไม่สามารถสอบเข้าเกาเข่าได้ ด้วยเหตุนี้เขาถึงถูกเซี่ยเสี่ยวหลานแก้แค้นอย่างสาสม


จื่ออวี้พูดถูก เขาเสียมือข้างนี้ไปก็เพราะเซี่ยเสี่ยวหลาน มิเช่นนั้นเขาคงไม่กลายเป็นคนพิการ และตกอยู่ในสภาพแบบนี้ น้องรองสมควรรู้สึกผิด สมควรชดเชยแก่เขา!


เซี่ยฉางเจิงกลอกตาไปมา “พ่อกับแม่รู้ข่าวก็รีบส่งโทรเลขมาให้ ก่อนตรุษจีนลูกไปเจออารองที่เผิงเฉิงก่อนใคร ถ้าเขารู้สึกผิดจริงจะไม่ให้อะไรกลับมาเลยหรือ”


เซี่ยจื่ออวี้ชะงักเล็กน้อย ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เป็นธรรมชาติ


“แน่นอนว่าให้ ฉันบอกอารองว่าพ่อกับแม่อยากเปิดร้านอาหารว่างเล็กๆที่ปักกิ่ง อารองให้เงินทุนมาหนึ่งหมื่นหยวน ช่วงเปิดเทอมฉันยุ่งมากเลยลืมบอกพวกพ่อกับแม่ ฤดูใบไม้ผลิหายหนาวเมื่อไร พ่อกับแม่ลองหาหน้าร้านที่เหมาะสมดูเถิด ถึงอย่างไรเปิดร้านเป็นเรื่องเป็นราวก็คงจะดีกว่าตั้งแผงริมทางเหมือนตอนนี้”


ตอนแรกเซี่ยจื่ออวี้ไม่อยากให้เงินหนึ่งหมื่นหยวนก้อนนี้ แม้ว่าพ่อกับแม่จะต้องใช้เงินก้อนนี้เป็นเงินทุน แต่ถึงเวลาได้กำไรก็ไม่แน่ว่าพวกเขาจะให้เงินกับเธอ ใครใช้ให้ครอบครัวเธอยังมีน้องชายอีกคนล่ะ


เซี่ยจื่ออวี้ถูกทำทัณฑ์บน อนาคตถ้าไม่ได้รับการจัดสรรงานดีๆ คงต้องออกมาทำธุรกิจเพื่อหาเงินเอง


ทว่าตอนนี้ตู้เจ้าฮุยเริ่มเคลื่อนไหวแล้ว เซี่ยจื่ออวี้จึงไม่นึกเสียดายเงินหนึ่งหมื่นหยวนของเซี่ยต้าจวินอีกแล้ว หากยกมันให้พ่อกับแม่ก็ไม่เป็นไร


เธอเคยคิดอยากให้พ่อแม่ทำธุรกิจอื่น แต่คิดไปคิดมาก็เหมือนจะมีแค่การขายอาหารว่างที่เหมาะกับพวกเขาที่สุด เมื่อก่อนเคยเปิดร้านมาแล้ว จะเปิดร้านใหม่อีกสักครั้งคงไม่ยากจริงหรือไม่?


เซี่ยจื่ออวี้บอกว่าจะเอาเงินให้เขากับจางชุ่ย เซี่ยฉางเจิงจึงไม่คิดจะปล่อยโอกาสนี้ไป


น้องรองสามารถควักเงินหมื่นหยวนออกมาได้อย่างสบายๆ เห็นได้ชัดว่าเงินเดือนสามพันหยวนเป็นเรื่องจริง


ถ้าเงินพวกนั้นตกไปอยู่กับครอบครัวเซี่ยหงปิงทั้งหมด เซี่ยฉางเจิงคงรับไม่ได้อย่างแน่นอน


“พ่อจะซื้อตั๋วกลับอันชิ่งเดียวนี้”


ในที่สุดเซี่ยจื่ออวี้ก็ยิ้มออก “พ่อ พวกเราต่างหากที่เป็นครอบครัวเดียวกัน ถ้าเราไม่สามัคคีกันแล้วอีกหน่อยจะมีความสุขได้อย่างไร ฉันจะทำร้ายพ่อกับแม่ได้ลงหรือ พ่อกลับอันชิ่งไปแล้วก็ช่วยงานอารองบ้าง ฉันกับแม่จะคอยหาหน้าร้านที่ปักกิ่งเอง ถ้าเจอที่ดีๆก็จะเช่ามันไว้ หลังพ่อกลับปักกิ่งมาเมื่อไร ไม่แน่พวกเราอาจจะเปิดร้านได้เลยล่ะ!”


พอมีเงินสนับสนุนจากเซี่ยต้าจวินหนึ่งหมื่นหยวน อีกทั้งจางชุ่ยเองก็พอมีเงินอยู่บ้าง จึงสามารถเปิดร้านอาหารว่างได้อย่างสบายๆ


ร้านอาหารว่างเดิมทีก็ไม่ต้องสนใจเรื่องการตกแต่งอะไรมากมายนัก แค่ปูพื้น ทาสี ซื้อเครื่องใช้มาจัดวาง ใช้เงินแค่เท่าไรกัน?


คนต่างถิ่นที่อยากลงหลักปักฐานในเมืองหลวง มักจะเริ่มจากเปิดร้านเล็กๆค่อยๆเก็บเงินซื้อบ้านกันทั้งนั้น ทว่าเซี่ยจื่ออวี้ไม่มีความอดทนมากพอ การซื้อบ้านจะต้องซื้อให้ดีที่สุด นอกจากนี้หลังจากรู้ว่าเซี่ยเสี่ยวหลานซื้อเรือนสี่ประสานราคาหลายหมื่นได้ แล้วจะให้เธอสนใจบ้านเดี่ยวผุพังราคาแค่ไม่กี่พันหยวนได้อย่างไร!


เซี่ยฉางเจิงหวั่นไหวกับสิ่งที่ลูกสาวเล่าให้ฟัง เขาจึงรีบไปซื้อตั๋วรถกลับอวี้หนานทันที


จางชุ่ยอยากเปิดร้าน โดยทำเลที่เธอต้องการคือหน้าทางเข้าวิทยาลัยฝึกหัดครูปักกิ่ง แต่กลับถูกเซี่ยจื่ออวี้คัดค้าน


“โรงอาหารของมหาวิทยาลัยทั้งถูกและคุ้มค่า อีกทั้งนักศึกษาส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีเงินกัน แม่เปิดร้านหน้ามหาวิทยาลัยไม่ได้เด็ดขาด”


ถ้าอย่างนั้นตอนอยู่อันชิ่ง ทำไมถึงเปิดร้านหน้าโรงเรียนเซี่ยนอีจงได้?


คงไม่ใช่เพราะนักเรียนมัธยมปลายในเมืองมณฑลรวยกว่านักศึกษาในเมืองหลวงหรอกกระมัง


จางชุ่ยเงียบไป เธอเข้าใจความคิดของลูกสาวเป็นอย่างดี เซี่ยจื่ออวี้ไม่อยากให้เธอกับเซี่ยฉางเจิงเปิดร้านหน้าวิทยาลัยเพราะกลัวเพื่อนนักศึกษาคนอื่นรู้เข้าแล้วจะขายหน้า


แต่จะทำอย่างไรได้ จางชุ่ยเองก็ไม่อยากเป็นชาวไร่ชาวนา ไม่อยากเป็นแม่ค้าที่ถูกคนดูแคลนเช่นกัน เธออยากเป็นเหมือนหร่านซูอวี้ ที่ไม่ต้องทำงานหาเงิน มีสามีเป็นข้าราชการ ทว่าชะตาชีวิตของเธอไม่ดีขนาดนั้น


จื่ออวี้เองก็มีชะตากรรมอาภัพ ถึงได้เกิดมาเป็นลูกเธอดั่งเช่นตอนนี้


เซี่ยจื่ออวี้ไม่ทันสังเกตเห็นถึงความผิดปกติของจางชุ่ย ตอนนี้เธอกำลังเดาใจตู้เจ้าฮุยอยู่ เถ้าแก่ฮ่องกงฉลาดเฉลียวยิ่งนัก แต่เกาะเล็กๆอย่างฮ่องกงกลับมีมหาเศรษฐีร้อยล้านอยู่หลายคน ปฏิกิริยาของตู้เจ้าฮุยที่อยู่เหนือการคาดเดาของเซี่ยจื่ออวี้มาโดยตลอด ทำให้เธอรู้สึกหงุดหงิดเหลือเกิน!



ตอนที่ 795: แฟชั่นที่ชาวจีนยินดีจ่าย



เซี่ยจื่ออวี้ไม่ใช่คนโง่


อยากเปิดร้านที่อันชิ่งยังต้องขอให้อาจารย์ใหญ่ซุนช่วยเหลือ ดังนั้นหากอยากเปิดร้านที่ปักกิ่งก็ต้องหาหน้าร้านที่เหมาะสม และดำเนินเรื่องขออนุมัติ แน่นอนว่าเรื่องพวกนี้ต้องอาศัยเส้นสายกันทั้งนั้น


สมัยเรียนอยู่อันชิ่ง เธอพยายามอย่างหนักกว่าจะตีสนิทอาจารย์ใหญ่ซุนได้


เมื่อได้รับการดูแลจากอาจารย์ใหญ่ซุน ร้านจางจี้อาหารว่างจึงได้เปิดทำการที่หน้าโรงเรียนเซี่ยนอีจงอย่างราบรื่น ถ้าไม่ใช่เพราะตอนหลังอยู่ๆก็มีร้านอาหารจานด่วนของน้าหวง ร้านของครอบครัวเธอคงไม่เจ๊งเร็วขนาดนั้น


ตอนนี้เธออยากประสบความสำเร็จอีกครั้งที่ปักกิ่ง แต่เซี่ยจื่ออวี้เพิ่งรู้ตัวว่าตนมาอยู่ปักกิ่งได้เกือบสองปีแล้ว ทว่าเธอกลับไม่รู้จัก ‘คนเก่ง’ ที่จะสามารถช่วยเหลือเธอได้เลย


เธอเอาเวลาไปใช้กับเรื่องไหนกันนะ?


ใช้กับหวังเจี้ยนหัวน่ะสิ


หวังเจี้ยนหัวตอนเพิ่งเข้ามหาวิทยาลัยปีแรกผลการเรียนของเขาดีมาก ตั้งใจเล่าเรียนได้อย่างไร้กังวล นั่นก็เพราะเซี่ยจื่ออวี้คอยช่วยจัดการเรื่องจิปาถะในชีวิตให้เขาทั้งหมด


ใส่ใจเรื่องอาหารการกินและการแต่งกายของหวังเจี้ยนหัว ช่วยดูแลพวกหวังก่วงผิงที่ทำงานอยู่ที่ไร่


พลังของมนุษย์นั้นมีจำกัด เซี่ยจื่ออวี้มัวแต่ยุ่งกับเรื่องพวกนี้ เวลาสองปีที่ผ่านมานอกจากหมั้นหมายกับหวังเจี้ยนหัวได้สำเร็จแล้ว เหมือนเธอจะไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน


คิดแล้วก็ละเหี่ยใจ ช่องทางรวยที่ดีอย่างชั้นเรียนกวดวิชา ทำไมเธอถึงทำมันไม่สำเร็จกันนะ?


คงเพราะโชคชะตา ถ้าไม่มีเรื่องที่เหอเจียตั้งท้อง ตอนนี้ชั้นเรียนกวดวิชาของเธอคงขยายกิจการใหญ่โตไปแล้ว


“คุมเรื่องใต้เข็มขัดตัวเองไม่ได้ พอท้องแล้วยังจะมาโทษชั้นเรียนกวดวิชา...”


หนุ่มสาวหลับนอนด้วยกันย่อมเกิดการตั้งครรภ์ ตระกูลเหอไม่อบรมลูกสาว ถึงเวลากลับโบ้ยความผิดมาที่เธอ ทำเอาชั้นเรียนกวดวิชาดำเนินกิจการต่อไม่ได้ แถมเธอยังถูกทำทัณฑ์บนอีกด้วย เมื่อก่อนเซี่ยจื่ออวี้ไม่ใช่ไม่คิดเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้ แต่เธอกำลังอดทน หวังก่วงผิงเป็นถึงรองหัวหน้าฝ่ายอุดมศึกษา ช้าเร็วทัณฑ์บนของเธอก็คงถูกลบล้างออกไป ยอมรับบทลงโทษเพื่อแลกกับการยอมรับจากตระกูลหวัง ถือว่าไม่ขาดทุนแม้แต่น้อย


ทว่าตอนนี้หวังก่วงผิงไม่ใช่รองหัวหน้าฝ่ายอุดมศึกษาอีกต่อไป ความอดทนที่เคยมีจึงเริ่มถูกความรู้สึกไม่เป็นธรรมเข้าครอบงำ


เรื่องเปิดร้านคงต้องขอให้ตระกูลหวังช่วย แม้สำนักประวัติศาสตร์พรรคคอมมิวนิสต์จะเป็นหน่วยงานนอกสายตา แต่หวังก่วงผิงรับราชการมานานหลายปีเช่นนั้นคงมีมิตรสหายอยู่บ้างสินะ


แม้หน่วยงานนอกสายตาจะไม่น่ากลัว แต่ถึงอย่างไรตำแหน่งหน้าที่ก็ยังคงอยู่ ธุระเล็กน้อยแค่นี้คงทำได้ใช่หรือไม่?


เซี่ยจื่ออวี้ไม่ได้ไปหาหวังก่วงผิง แต่บอกกับหวังเจี้ยนหัวโดยตรง


ช่วงนี้เธอดูจิตใจไม่ค่อยอยู่กับเนื้อกับตัว หายากที่จะมาหาเขาเองเช่นนี้ หวังเจี้ยนหัวจึงรู้สึกดีใจมาก “จื่ออวี้ ฉันไม่ได้เจอเธอหลายวันแล้ว!”


“เจี้ยนหัว ก่อนอื่นฉันอยากขอโทษเธอ ช่วงเปิดภาคเรียนฉันยุ่งมาก แถมตอนนี้ฉันยังมีเรื่องอื่นให้ต้องจัดการจนละเลยเธอไปบ้าง เธอคงไม่โทษฉันใช่ไหม?”


หวังเจี้ยนหัวโล่งอก อย่างนี้นี่เอง


“ฉันจะโทษเธอเรื่องอะไรกันเล่า ฉันยังจะสงสัยความรู้สึกที่เธอมีให้ฉันได้อีกหรือ”


หวังเจี้ยนหัวถามเซี่ยจื่ออวี้ว่ากำลังยุ่งเรื่องอะไรอยู่ เซี่ยจื่ออวี้จึงเล่าความลำบากใจของตนออกมา “พ่อแม่ฉันอยากเช่าหน้าร้านเพื่อเปิดร้านอาหารว่างในปักกิ่ง เธอก็คงรู้ว่าพวกท่านทำอาชีพนี้จนคุ้นชินแล้ว เปิดแผงขายริมทางต้องตากแดดตากฝน ถ้ามีร้านเป็นเรื่องเป็นราวคงดีกว่า พวกท่านเก็บเงินมานาน ตอนนี้เลยอยากลองดูสักตั้ง”


หวังเจี้ยนหัวเห็นด้วยกับการเปิดร้าน


พ่อแม่ของเซี่ยจื่ออวี้เปิดแผงขายอาหารริมทาง พูดออกไปหวังเจี้ยนหัวคงรู้สึกเสียหน้าอยู่ไม่น้อย ที่หวังก่วงผิงกับหร่านซูอวี้ไม่ชอบเซี่ยจื่ออวี้ สาเหตุหลักก็เป็นเพราะเรื่องนี้เช่นกัน


ว่าที่ครอบครัวลูกสะใภ้เป็นพวกขายของริมทาง จะให้หวังก่วงผิงเอาหน้าไปไว้ที่ไหนกันเล่า?


เปิดร้านย่อมดีกว่า ในกรุงปักกิ่งมีร้านอาหารเก่าแก่ที่เปิดมาเป็นร้อยปีอยู่ไม่น้อย เมื่อก่อนร้านอาหารเหล่านั้นเคยถูกควบรวมเป็นกิจการของรัฐทั้งหมด แต่หลังการปฏิรูปเศรษฐกิจ ทายาทร้านอาหารเก่าแก่ก็เริ่มออกมาทำร้านของตัวเองอย่างไม่เอิกเกริก


สรุปคือเปิดร้านอาหารว่างดีกว่าแผงริมทางแน่นอน ไม่ต้องทำจนใหญ่โตเหมือนร้านตงไหลซุ่น เป็นแค่ร้านเล็กๆเหมือนร้านเป้าตู้เฝิงก็พอ แล้ว


หวังเจี้ยนหัวกระตือรือร้นมาก “ทำไมไม่บอกให้เร็วกว่านี้ล่ะ เธอวิ่งเต้นเรื่องพวกนี้คนเดียว...”


เซี่ยจื่ออวี้ทำหน้าขมขื่น “ฉันยังทำไม่สำเร็จ! เจี้ยนหัว ฉันใช้ไม่ได้เลยใช่หรือเปล่า ฐานะทางครอบครัวไม่ดี ช่วยอะไรเธอก็ไม่ได้ แถมยังคอยแต่จะหาเรื่องเดือดร้อนมาให้อีก คนต่างถิ่นมาอยู่ปักกิ่ง ถ้าไม่รู้จักใครสักคนจะทำอะไรก็ลำบากเหลือเกิน”


หวังเจี้ยนหัวยื่นมือไปโอบตัวเธอเข้าสู่อ้อมกอด “เธอรู้จักฉันไม่ใช่หรือ ตอนนี้พวกเราหมั้นหมายกันแล้ว เธอยังจะเกรงใจอะไรกันอีก เรื่องนี้ฉันจะช่วยจัดการให้เธอเอง”


เซี่ยจื่ออวี้เปิดร้านอาหารว่างไม่ได้จริงหรือ?


ชั้นเรียนกวดวิชาขอยืมสถานที่จากโรงเรียนได้ก็เป็นเพราะเซี่ยจื่ออวี้วิ่งเต้นเองคนเดียว เธอให้ของขวัญกับอาจารย์ภายในโรงเรียน แน่นอนว่าเซี่ยจื่ออวี้รู้จักการเข้าหาคน


แต่ตอนนี้เธอรู้สึกถึงความไม่เป็นธรรม เธอทุ่มเทให้ตระกูลหวังมากขนาดนั้นก็ควรให้หวังเจี้ยนหัวทำอะไรเพื่อเธอบ้างไม่ใช่หรือ?


หวังเจี้ยนหัวเองก็มีความสามารถอยู่บ้างเช่นกัน


แม้หวังก่วงผิงจะถูกสั่งย้ายไปที่สำนักประวัติศาสตร์พรรคคอมมิวนิสต์ เหล่าเพื่อนฝูงจึงพากันตีตัวออกหากไปเกินกว่าครึ่ง แต่ถึงอย่างไรก็ยังมีคนที่ยอมคบหากับเขา เพียงหวังเจี้ยนหัวเอ่ยปากขอเรื่องแค่นี้ย่อมไม่เป็นปัญหาแม้แต่น้อย


ไม่ถึงสองวัน เขาก็หาหน้าร้านให้เซี่ยจื่ออวี้ได้แห่งหนึ่ง


“ร้านอยู่ที่ซีตัน ถ้าเธอคิดว่ามันไกลไป ฉันจะหาที่อื่นมาให้”


หวังเจี้ยนหัวเจตนาดี ไม่ว่าจะเปิดร้านอะไรขอแค่มีคนพลุกพล่านก็พอแล้ว หากไม่มีคนเดินผ่านแล้วจะขายให้ใครกันเล่า


ตอนนี้ถนนซีตันกำลังคึกคัก เพียงแต่อยู่ห่างจากวิทยาลัยครูปักกิ่งประมาณสิบกิโลเมตรเท่านั้น


เซี่ยจื่ออวี้รู้สึกคุ้นหูกับชื่อ ‘ซีตัน’ ซึ่งถ้าเธอคุ้นหูแสดงว่ามีชื่อเสียง ส่วนเรื่องระยะทางเซี่ยจื่ออวี้ไม่กลัวสักนิด อยู่ไกลยิ่งดี คนที่วิทยาลัยจะได้ไม่รู้ว่าพ่อแม่เธอเปิดร้านอาหารว่าง


“เจี้ยนหัว ฉันเชื่อสายตาเธอ ว่าแต่ค่าเช่าแพงหรือเปล่า”


ค่าเช่าย่อมไม่ถูก


เทียบกับเงินค่าเช่าแล้ว สิ่งที่ต้องจ่ายคือสินน้ำใจ เซี่ยจื่ออวี้มองเขาด้วยสีหน้าแสดงความนับถือและตื้นตันใจ หวังเจี้ยนหัวจึงรับปากว่า


“ฉันจะลองถามดู รับรองว่าได้ราคาสมน้ำสมเนื้ออย่างแน่นอน”


—----------------------------------------


วันที่20 กิจกรรมลดราคาฉลองเปิดร้านหลานเฟิ่งหวงสิ้นสุดแล้ว


เวลาสี่วันที่ผ่านมานี้ หลานเฟิ่งหวงทั้งสองร้านทำยอดขายรวมกันได้ถึงสี่หมื่นหยวน เสื้อผ้าบางรุ่นบางไซซ์ถึงกับขายจนหมดเกลี้ยง หลิวเฟินยุ่งทั้งวันจนแทบไม่ได้พัก อย่างไรก็ตามตอนนี้เซี่ยเสี่ยวหลานสบายใจแล้ว เธอจึงขอให้ทางหยางเฉิงส่งสินค้าฤดูใบไม้ผลิมาเพิ่ม การแจกใบปลิวครั้งนี้ไม่เสียเปล่าจริงๆ


เฉินซีเหลียงเห็นแล้วก็รู้สึกอิจฉา ธุรกิจของLunaนั้นมั่นคงดี แต่เมื่อมีผลประกอบการของหลานเฟิ่งหวงมาเป็นตัวเปรียบเทียบ เถ้าแก่เฉินจึงไม่ใคร่จะพอใจนัก


เขายังไม่ทันบินมาที่ปักกิ่ง ทางบรรณาธิการชุยก็เริ่มมีความเคลื่อนไหวแล้ว


บทความหนึ่งของนิตยสาร 《สมัยนิยม》 พาดหัวว่า ‘ชุดกระโปรงที่วังหมิงหมิงเคยใส่’ โดยบรรณาธิการนิตยสารได้กล่าวถึง Luna ว่าเป็นแบรนด์เสื้อผ้าท้องถิ่นของประเทศจีน


บทความบรรยายไว้ว่า แม้แบรนด์Lunaจะเพิ่งถือกำเนิด แต่นับว่าเป็นสินค้าแฟชั่นของประเทศบ้านเกิด อีกทั้งดาราฮ่องกงก็ยังเลือกแบรนด์นี้ ฝ่ายบรรณาธิการจึงรู้สึกสนใจเป็นอย่างยิ่ง และพบกับหน้าร้านของLunaที่ซีตันเข้าโดยบังเอิญ นี่ถือเป็นเรื่องประหลาดใจที่น่ายินดีมาก


ตั้งแต่การตกแต่งร้านจนกระทั่งท่าทีอันเป็นมิตรของพนักงานขาย รวมถึงการออกแบบชุดของLuna บรรณาธิการนิตยสาร 《สมัยนิยม》 รู้สึกชื่นชมเป็นอย่างยิ่ง


“สายลมฤดูใบไม้ผลิของการเปิดประเทศกำลังพัดผ่านไปทั่วแผ่นดินเทพเจ้า ปลุกรสนิยมด้านความงามของประชาชนให้ตื่นขึ้น…Luna คือแฟชั่นที่ชาวจีนยินดีจ่าย!”


ราคาของสินค้าLunaนั้นไม่ใช่ถูกๆ แต่เมื่อเทียบกับแบรนด์ต่างชาติที่คิดราคาโดยอ้างอิงจากค่าเงินดอลลาร์Lunaคือแฟชั่นที่เป็นของประชาชนชาวจีนอย่างแท้จริง


นอกจากนี้วังหมิงหมิงเองก็เคยสวมใส่ชุดกระโปรงของLuna ขึ้นเวทีชุนหว่านเพื่อขับร้องบทเพลงถึงสามเพลงจริง


พิธีเฉลิมฉลองตรุษจีนที่จัดขึ้นในสนามกีฬาแรงงานในปี1985 เกิดข้อผิดพลาดระหว่างการจัดงาน ทำให้หลังตรุษจีนสถานีโทรทัศน์ได้รับจดหมายร้องเรียนเยอะเป็นกระบุง


ทีมงานรายการไม่ได้รับคำชม ผู้กำกับถูกตำหนิอย่างรุนแรง คนที่ได้ประโยชน์กลับเป็นสองนายทุนอย่างเซี่ยเสี่ยวหลานกับเฉินซีเหลียง เพราะพวกเขาได้ใช้ประโยชน์จากวังหมิงหมิงอย่างเต็มที่


หลังนิตยสารวางแผง หนังสือพิมพ์ท้องถิ่นของปักกิ่งและหยางเฉิงก็ลงโฆษณาทางอ้อมในลักษณะเดียวกัน เพราะกลัวคุณสุภาพสตรีทั้งหลายจะหาร้านLunaไม่เจอ รูปงานชุนหว่านของวังหมิงหมิงจึงถูกพิมพ์เป็นใบปิดขนาดใหญ่ แปะไว้ที่ตู้โชว์หน้าร้าน!



ตอนที่ 796: พัฒนาเร็วดั่งจรวด!



เฉินซีเหลียงไม่ได้ติดต่อไปยังหนังสือพิมพ์ระดับประเทศ


ถึงอย่างไรLunaก็ไม่มีความสามารถในการผลิตมากมายเช่นนั้น แล้วจะประชาสัมพันธ์ให้ใหญ่โตไปทำไม


อีกอย่างคนของหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นเข้าถึงง่ายกว่า กว่าเฉินซีเหลียงจะได้เส้นสายนี้มานั้นไม่ง่ายเลยทีเดียว ได้ลงโฆษณาทางอ้อมบนหนังสือพิมพ์เช่นนี้นับว่าไม่เลวแล้ว นอกจากนี้บทความของ 《สมัยนิยม》 ก็มีไว้ให้เหล่าสุภาพสตรีอ่าน


โฆษณาแฝงบนหนังสือพิมพ์มีไว้เพื่อ ‘เรียกนักลงทุนและดึงดูดเงินทุน’


ดึงดูดเงินทุนคงยังไม่อาจทำได้ในตอนนี้ แต่ถ้าทำให้นักลงทุนหันมาสนใจได้คงไม่เลวเลยทีเดียว หากไม่พยายามสร้างชื่อเสียงให้Lunaก็คงดึงดูดใจตัวแทนจำหน่ายไม่ได้ หากอาศัยแค่เซี่ยเสี่ยวหลานกับเฉินซีเหลียงค่อยๆเปิดร้านไปทีละสาขา ต้องรออีกนานแค่ไหนกว่าแบรนด์นี้จะเป็นที่เลื่องลือกันเล่า


Lunaราคาแพงกว่าสินค้าสำเร็จรูป


แต่ขณะเดียวกัน Lunaก็ต้องการให้ผู้อื่นเข้ามาเป็นพันธมิตรด้วยเช่นกัน


ถ้าอยากเรียกนักลงทุนให้สำเร็จ เซี่ยเสี่ยวหลานกับเฉินซีเหลียงก็จะต้องทำหน้าร้านที่มีอยู่ให้ประสบความสำเร็จให้ได้มากที่สุด ทำให้ผู้อื่นเห็นว่าLunaสามารถทำกำไรได้มากแค่ไหน


ไม่รู้ว่าเป็นเพราะผู้อ่านของนิตยสารจงรักภักดีกับนิตยสารมาก หรือเพราะชื่อเสียงของวังหมิงหมิงมีพลังมหาศาลกันแน่ แต่หลังนิตยสารวางแผงไปได้ไม่กี่วัน ยอดขายของLunaก็พุ่งทะยานขึ้นสูง พนักงานของLuna ในตอนนี้ไม่จำเป็นต้องอิจฉาหลานเฟิ่งหวงอีกแล้ว... ที่ผ่านมาประธานเสี่ยวเซี่ยไม่ได้ทิ้งขว้างLuna แต่เธอแค่รอปล่อยหมัดเด็ดอยู่ต่างหาก


“ประธานเซี่ยคะ พวกลูกค้าชอบชุดที่วังหมิงหมิงใส่ขึ้นชุนหว่านมากค่ะ”


กระโปรงชุดนั้นอลังการมาก ทว่าดูเหมือนจะไม่เหมาะกับการสวมใส่ในชีวิตประจำวัน


แต่เซี่ยเสี่ยวหลานไม่มีทางปฏิเสธความต้องการของลูกค้า ถึงอย่างไรลูกค้าก็คือพระเจ้า แต่วังหมิงหมิงคือหยาดฝนในใจของเธอกับเฉินซีเหลียง “อธิบายกับลูกค้าให้ชัดเจนว่า กระโปรงชุดนั้นตัดเย็บมาเพื่อวังหมิงหมิงโดยเฉพาะ บนโลกนี้มีอยู่แค่ตัวเดียวเท่านั้น และพวกเราก็ให้มันกับคุณวังหมิงหมิงไปแล้ว หากต้องการซื้อจริงๆ ก็ยังมีแบบที่ใกล้เคียงกัน แต่ไม่มีที่เหมือนกันทุกกระเบียดนิ้ว ลองถามดูว่าพวกเขายังอยากได้หรือเปล่า”


กระโปรงสั้นกว่านิด คอเสื้อต่ำกว่าหน่อย เอาเป็นว่ารายละเอียดปลีกย่อยไม่เหมือนกันแม้แต่น้อย


เซี่ยเสี่ยวหลานจงใจเกาะกระแสวังหมิงหมิง แต่เธอไม่คิดจะทำให้ตัวเองเสียเครดิต


ใช้ประโยชน์จากวังหมิงหมิงแล้ว ชุดกระโปรงที่ยกให้วังหมิงหมิงอย่างไรก็จะต้องมีแค่ชุดเดียวบนโลก


พนักงานร้านนึกว่าพวกลูกค้าคงไม่อยากได้แบบที่คล้ายกัน แต่ใครจะไปคิดว่าแค่เซี่ยเสี่ยวหลานเปลี่ยนวิธีการพูด บอกว่ากระโปรงชุดนั้นมีแค่ตัวเดียวบนโลก สั่งตัดมาเพื่อวังหมิงหมิงโดยเฉพาะ กลุ่มลูกค้าผู้รักในแฟชั่นปี1985 ถึงกลับตะลึงงัน


“ถ้าอย่างนั้นพวกเราต้องการชุดที่คล้ายกัน!”


พนักงานร้านไม่เข้าใจ แต่เซี่ยเสี่ยวหลานเข้าใจเป็นอย่างดี นี่ก็คือพลังแห่งการเรียกลูกค้าของดารา


ช่างน่าเสียดายที่วังหมิงหมิงไม่อยากสุงสิงกับLuna มิเช่นนั้นเซี่ยเสี่ยวหลานคงถือโอกาสนี้จัดกิจกรรมแจกโปสเตอร์พร้อมลายเซ็น ทำกิจกรรมจับฉลาก สะสมยอดซื้อครบเท่าไรก็จะได้สิทธิในการลุ้นรับโปสเตอร์พร้อมลายเซ็นของวังหมิงหมิง... รับรองว่ามีกิจกรรมให้แฟนคลับของวังหมิงหมิงเล่นกันอย่างไม่หวาดไม่ไหวแน่นอน


ไม่ได้ๆ ทำแบบนั้นใจร้ายเกินไป ปี1985ไม่เหมือนโลกอนาคตที่แฟนคลับเอาแต่วิ่งไล่ตามดารากันทั้งโลก แค่ลายเซ็นสำหรับแฟนคลับเหล่านั้นไม่ใช่เรื่องใหญ่แต่อย่างใด แม้กระทั่งถ่ายรูปคู่หรือโอบกอดก็ยังสามารถทำได้ ปัจจุบันในปี1985 ประชาชนทำได้เพียงฟังเสียงดาราฮ่องกงกับไต้หวันผ่านเทปเพลง หรือไม่ก็ผ่านหน้าจอโทรทัศน์ เทปบันทึกภาพ หรือโปสเตอร์ต่างๆเท่านั้น และเพราะอยู่ห่างไกลกัน ลายเซ็นของดาราจึงเย้ายวนใจมหาศาล


ผู้คนในปี1985 ยังมีความเรียบง่ายที่น่ารัก และพวกเขาไม่เลือกมาก


บางครั้งอาจจะชอบดาราสักคนน้อยกว่าหน่อย แต่ถ้าใครเล่นละครสนุกๆสักเรื่อง ร้องเพลงเพราะสักเพลง พวกเขาก็จะเปลี่ยนความชอบได้ตลอดเวลา หรือชอบหลายคนได้ในเวลาเดียวกัน เซี่ยเสี่ยวหลานตัดสินใจแล้ว หลังคืนทุนให้เสื้อผ้าฤดูใบไม้ผลิเรียบร้อย ถ้าวังหมิงหมิงยังไม่ชายตาแลแบรนด์ท้องถิ่นของแผ่นดินใหญ่ เธอจะให้เฉินซีเหลียงไปหานักแสดงหญิงของแผ่นดินใหญ่มาถ่ายโฆษณาให้Luna


ทำให้ชื่อเสียงของLuna พุ่งทะยานอย่างรวดเร็วดั่งจรวด!


หรือไม่ช่วงนี้เธอจะลองดูสิว่ามีละครชีวิตคนเมืองเรื่องไหนที่กำลังถ่ายทำอยู่บ้าง Lunaจะได้เสนอตัวเป็นผู้สนับสนุนด้านเสื้อผ้า


ถึงอย่างไรเธอก็รู้จักผู้กำกับหวังแล้ว วงการบันเทิงใหญ่แค่นี้ หวังหลินซู่ย่อมรู้จักผู้กำกับคนอื่นอย่างแน่นอน


เซี่ยเสี่ยวหลานยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกว่าเป็นความคิดที่ดี ทั้งยังประหยัดเงินถ่ายโฆษณาได้อีกด้วย


เธออาศัยตอนไม่มีคาบเรียนมาที่ซีตัน หลังตรวจร้านทั้งสองสาขาเสร็จก็เดินทางกลับ ผู้จัดการใหญ่อู่บอกว่าได้ช่วยประสานงานกับผู้กำกับของสถานีตำรวจให้แล้ว ดังนั้นเซี่ยเสี่ยวหลานจึงขอให้เขาช่วยเป็นคนกลางในการเลี้ยงอาหารผู้กำกับสักมื้อ


เธอชินกับการทำเรื่องพวกนี้ด้วยตัวเอง พอหลิวเฟินรู้เรื่องจึงเสนอตัวอยากช่วยแบ่งเบาภาระบ้าง


“ลูกเป็นนักศึกษา ไปกินข้าวกับผู้กำกับใช่เรื่องหรือ ให้แม่ไปเองเถิด ร้านนี้เดิมทีก็เป็นแม่ที่ต้องดูแลไม่ใช่รึ”


ดูแลร้านสามสาขาตัวคนเดียวมาได้ไม่นาน ความอวบอิ่มที่กว่าจะได้มาไม่ง่ายก็เริ่มลดน้อยลงอีกแล้ว เซี่ยเสี่ยวหลานเป็นห่วงแม่ “อย่างนั้นเราไปด้วยกันเถอะค่ะ มีผู้จัดการใหญ่อู่อยู่ด้วย ไม่เป็นไรหรอกค่ะแม่”


ถ้าอยากทำธุรกิจให้ราบรื่นก็ต้องสานสัมพันธ์กับผู้คนมากหน้าหลายตา


โดยทั่วไปแล้วผู้ชายสามารถคุยงานบนโต๊ะเหล้าได้ และบางคนชอบวิธีการแบบนี้


ในขณะที่ผู้หญิงนั้นค่อนข้างลำบากหน่อย ต้องการขอร้องใครจะไม่ดื่มก็ไม่ได้ ไม่ดื่มก็อาจจะเจรจาไม่สำเร็จ แต่ถ้าดื่มแล้วก็เกรงว่าอาจจะเป็นอันตรายกับความปลอดภัยของตัวเอง


ชาติที่แล้วเซี่ยเสี่ยวหลานไม่เคยเจอกับสถานการณ์เช่นนั้น ถึงอย่างไรคนที่อยากมอมเหล้าเธอส่วนมากก็เป็นเพราะคิดว่าเธอเป็นคนใจกว้าง แต่ไม่ได้หมายปองเรือนร่างของเธอ


ชาตินี้เซี่ยเสี่ยวหลานกลายเป็นคนสวย แต่เต็มไปด้วยประสบการณ์จากอดีตชาติ ย่อมไม่มีทางปล่อยให้ตัวเองตกอยู่ในอันตรายอย่างแน่นอน


ทว่าแม่ของเธอไม่เคยเจอเรื่องประเภทนี้มาก่อน


หวังว่าผู้กำกับที่ผู้จัดการใหญ่อู่หามาจะสามารถพึ่งพาได้ และไม่มีนิสัยไม่พึงประสงค์นะ


——————————————


เซี่ยเสี่ยวหลานออกจากซีตันมาไม่นาน เซี่ยจื่ออวี้กับจางชุ่ยก็มาดูหน้าร้านที่ซีตันพอดี โดยมีหวังเจี้ยนหัวเป็นผู้นำทาง


ซีตันคึกคักมากจริงๆ ทันทีที่จางชุ่ยลงจากรถประจำทางมาก็รู้สึกพึงพอใจกับภาพที่เห็นตรงหน้า


ร้านเสริมสวย ห้างสรรพสินค้า ร้านเสื้อผ้า มีร้านทุกรูปแบบ และดูเหมือนจะขายดีกันหมด


ร้านที่หวังเจี้ยนหัวหามาได้นั้นกว้างแค่หนึ่งห้อง ตั้งอยู่นอกอาคารพักอาศัยของชาวบ้าน พื้นที่ประมาณยี่สิบกว่าตารางเมตร ไม่ได้ดูกว้างขวางเหมือน ‘ร้านจางจี้’ ที่อำเภออันชิ่ง แต่หน้าร้านแค่นี้ปีหนึ่งกลับเก็บค่าเช่าจำนวนหลายร้อยหยวน จางชุ่ยคิดถึงค่าเช่าแล้วรู้สึกปวดใจยิ่งนัก


เธอนึกว่าหากให้หวังเจี้ยนหัวออกหน้าให้แล้วจะสามารถประหยัดเงินได้ แต่สุดท้ายก็ต้องจ่ายค่าเช่าอยู่ดีสินะ


เซี่ยจื่ออวี้ไม่เข้าใจเลยกระซิบคุยกับแม่ว่า “เงินแค่ไม่กี่ร้อยหยวนเอง ไม่ถึงหนึ่งเดือนเราก็สามารถคืนทุนได้แล้ว ถ้าแม่ไม่อยากได้ร้านที่เจี้ยนหัวหามาให้แม่ก็ลองไปหาเองสิ แม่คิดดูนะว่าทำไมร้านที่อันชิ่งถึงต้องปิดตัวลง แถมตอนนี้พวกเราก็อยู่ปักกิ่งในฐานะคนต่างถิ่น ถ้าไม่มีคนช่วยดูแลคงถูกรังแกแน่”


คิดว่าเซี่ยจื่ออวี้หาร้านเองไม่ได้อย่างนั้นหรือ?


ที่เธอให้หวังเจี้ยนหัวช่วยหาให้คงมีเหตุผลอย่างแน่นอน


ค่าเช่าปีละไม่กี่ร้อยหยวนไม่ใช่เรื่องใหญ่ ขอแค่ค้าขายได้อย่างสงบสุข ไม่นานจากร้านเล็กก็จะสามารถขยายเป็นร้านใหญ่


ถ้ากิจการไปได้สวยจะเปิดสาขาเพิ่มก็ยังได้


คนอื่นทำร้านอาหารแฟรนไชส์กันไปตั้งนานแล้ว ทำไมเธอจะทำบ้างไม่ได้ล่ะ


ความคิดของเซี่ยจื่ออวี้บรรเจิดขึ้นมาอีกครั้ง เธอมองหน้าร้านขนาดเล็กแค่ยี่สิบกว่าตารางเมตร พลางจินตการภาพร้านจางจี้ขยายแฟรนไชส์ไปทั่วแผ่นดินใหญ่


ที่จริงหากอยากขายอาหารและเครื่องดื่มด้วยก็เหมือนจะได้?


เซี่ยจื่ออวี้ยังไม่อาจตัดสินใจได้ในตอนนี้ คงต้องรอให้แม่ทำร้านใหม่จนนิ่งก่อนแล้วค่อยดูสถานการณ์อีกครา


หวังเจี้ยนหัวซื้อน้ำอัดลมกลับมาสองขวด “จื่ออวี้ คุณน้า ร้านนี้พอใช้ได้ไหมครับ เก็บกวาดหน่อยก็สามารถเปิดร้านได้เลย เรื่องขออนุญาตไม่ต้องห่วง ผมจะให้คนช่วยจัดการเองครับ”


เซี่ยจื่ออวี้ชิงตอบก่อน “ต้องใช้ได้อยู่แล้ว เธอตั้งใจเลือกสรรมาให้ทั้งที”


หวังเจี้ยนหัวยื่นขวดน้ำอัดลมให้เธอ แต่เธอกลับไม่รับไว้ และบอกว่าหวังเจี้ยนหัวเหนื่อยมามาก ให้เขาดื่มก่อน


หวังเจี้ยนหัวรู้สึกตื้นตันใจยิ่งนัก เขาคิดถึงเมื่อครู่ตอนซื้อน้ำอัดลม เหมือนจะเห็นร้านเสื้อผ้าแห่งหนึ่งขายดีมาก เขามองการแต่งตัวที่เรียบง่ายของเซี่ยจื่ออวี้ และคิดได้ว่าในกระเป๋าของเขามีเงินอยู่ร้อยกว่าหยวนจึงกล่าวไปว่า “จื่ออวี้ ฉันจะพาเธอไปซื้อเสื้อผ้าชุดใหม่เอง”



ตอนที่ 797: ถึงเวลาเปลี่ยนแปลง!



เซี่ยจื่ออวี้ยืนอยู่หน้าร้านLuna


ที่แท้ปี1985 มีร้านเสื้อผ้าที่สวยขนาดนี้แล้วหรือ


“Luna? เจี้ยนหัว ร้านนี้เป็นของชาวต่างชาติหรือเปล่า อย่าเข้าไปเลย ดูแล้วคงจะแพงมาก”


หวังเจี้ยนหัวเองก็ไม่รู้ว่าเป็นแบรนด์ต่างชาติหรือไม่


แต่สินค้านำเข้ามักจะไม่ขายที่ซีตันไม่ใช่หรือ


เซี่ยจื่ออวี้เห็นลูกค้าหญิงสองคนเดินออกจากร้าน ในมือถือนิตยสาร รูปบนหน้าปกกับโปสเตอร์ที่แปะหน้าร้านเป็นรูปเดียวกัน


“สหาย ฉันขอยืมดูนิตยสารหน่อยได้ไหมคะ”


ลูกค้าหญิงชะงัก ก่อนจะยิ้มออกมา “คุณก็ชอบวังหมิงหมิงเหมือนกันหรือ!”


แน่นอนว่าเซี่ยจื่ออวี้ไม่มีดาราที่ชอบ


ไม่ว่าจะเป็นดาราฮ่องกง ไต้หวัน หรือแผ่นดินใหญ่ก็ตาม!


เวลาของเธอนั้นมีค่ามาก เธอไม่มีทางเสียเวลาไปกับดาราคนไหน ดาราทุกคนล้วนเสแสร้งเหมือนกันหมด โฉมหน้าที่แท้จริงต่างจากบนจอทีวีลิบลับ... ทุกครั้งที่เจอเรื่องแบบนี้ เซี่ยจื่ออวี้มักจะรู้สึกเหมือนมีเธอคนเดียวที่ตื่นรู้


เซี่ยจื่ออวี้เพียงอยากเห็นคำแนะนำบนนิตยสารเท่านั้น


เธอเห็นประโยคที่ว่า ‘Lunaคือแบรนด์ท้องถิ่นของประเทศจีน’ เซี่ยจื่ออวี้คืนนิตยสารกลับไปให้ลูกค้าหญิง ก่อนจะหันไปบอกหวังเจี้ยนหัวว่า “ที่แท้ก็ไม่ใช่แบรนด์ต่างชาติ ไปกันเถอะ พวกเราเข้าไปดูกัน”


ร้านเสื้อผ้าร้านนี้ขายดีมาก


ขายเสื้อผ้าน่าจะได้กำไรมากกว่าขายอาหารว่าง เซี่ยจื่ออวี้กวาดตามองรอบร้าน ก่อนจะหยิบเสื้อตัวหนึ่งขึ้นมาดูราคา เสื้อเชิ้ตตัวเดียวราคา24หยวน ถ้าอิงจากระดับเงินเดือนของผู้คนในปัจจุบันนี้ถือว่าแพงมากทีเดียว


ซื้อผ้ามาตัดเสื้อเชิ้ตเอง รวมค่าตัดเย็บแล้ว คุณภาพแบบเดียวกันคงใช้เงินแค่สิบหยวนเท่านั้น


แต่ถ้าวางขายในร้านแบบนี้ ราคาเสื้อสามารถเพิ่มขึ้นได้อีกหนึ่งเท่า!


จางชุ่ยย่างเท้าก้าวบนพื้นกระเบื้องวาววับอย่างรู้สึกหวั่นใจ


แต่เซี่ยจื่ออวี้กลับดูกระตือรือร้นเป็นอย่างยิ่ง


หวังเจี้ยนหัวเห็นราคาแล้วพบว่า เงินร้อยกว่าหยวนของเขาสามารถซื้อเสื้อผ้าได้หนึ่งชุด ก็รู้สึกมั่นใจขึ้นมาทันที


ร้านนี้ตกแต่งอย่างหรูหรา สว่างไสวเจิดจรัสยิ่งกว่าร้านในห้างสรรพสินค้า หวังเจี้ยนหัวกลัวเหลือเกินว่าตนจะพกเงินมาไม่พอ ถึงตอนนั้นคงต้องขายหน้าอย่างแน่นอน


เซี่ยจื่ออวี้เดินรอบร้าน และไม่มีท่าทางเหมือนจะอยากลองเสื้อผ้าแม้แต่น้อย เธอกำลังส่องดูราคาสินค้าในร้านนี้!


มีทั้งถูกและแพง แต่ที่ถูกก็ไม่ถูกจนเกินไป ที่แพงก็ไม่แพงจนเกินงาม


คนรายได้ต่ำเห็นราคาแล้วคงล่าถอย แต่คนรายได้สูงคงใช้เงินเดือนทั้งเดือนจัดเสื้อผ้าให้ตัวเองได้ทั้งชุดตั้งแต่หัวจรดเท้าแน่นอน แม้พวกเซี่ยจื่ออวี้จะดูไม่เหมือนคนมาซื้อเสื้อผ้า ทว่าพนักงานร้านLunaที่ผ่านการอบรมมาตลอดหนึ่งเดือน ต่อให้ลูกค้าแค่ดูแต่ไม่ซื้อ พวกเธอก็ไม่ดูถูกใคร


นอกจากลูกค้าจะใช้มือจับชุดสีอ่อน พวกเธอถึงจะค่อยๆเดินไปเตือนอย่างอ่อนโยน


ตอนนี้ในร้านมีลูกค้าอยู่ไม่น้อย คงแบ่งพนักงานหนึ่งคนไปคอยให้บริการพวกเซี่ยจื่ออวี้ไม่ได้ อย่างไรก็ตามความจริงแล้วพวกเขาทั้งสามคนถูกแบ่งให้เข้าไปอยู่ในหมวดหมู่ลูกค้าที่เข้ามาดูเสื้อผ้าเฉยๆเท่านั้น


“จื่ออวี้ ทำไมไม่ลองดูล่ะ กระโปรงตัวนี้เธอชอบหรือเปล่า”


หวังเจี้ยนหัวหยิบชุดกระโปรงตัวหนึ่งลงมาจากราวแขวน ตัวชุดเป็นลายสีแดงสลับขาว แขนยาว ความยาวคลุมเข่า เขายืนกรานขอให้เซี่ยจื่ออวี้ลองสวมดู


ทันทีที่เซี่ยจื่ออวี้ออกจากห้องลองเสื้อ เธอได้มองเข้าไปในกระจกและพบกับตัวเองในภาพลักษณ์ใหม่


แม้เธอจะสวยสู้เซี่ยเสี่ยวหลานไม่ได้ อย่างน้อยหน้าตาก็อยู่ในระดับกลางค่อนไปทางดี แต่เพราะการแต่งตัวที่เชยและเรียบง่ายทำให้เซี่ยจื่ออวี้ดูหมองลงไปไม่น้อย แค่เปลี่ยนชุดที่สวมใส่ก็ทำให้ระดับหน้าตาของเธอเพิ่มสูงมากขึ้น ถ้าแต่งหน้าอย่างประณีตอีกสักหน่อย หากเซี่ยเสี่ยวหลานได้คะแนนเต็ม10คะแนน เซี่ยจื่ออวี้ก็คงได้สัก7คะแนนแน่นอน


แสงไฟสีนวลหน้ากระจกลองเสื้อช่วยขับความงามให้กับเซี่ยจื่ออวี้


แผลเป็นที่แก้มคือสิ่งที่ทำลายความงาม หลังเซี่ยจื่ออวี้ใช้มือปิดมันแล้วก็ดูดีขึ้นไม่น้อย


เปลี่ยนชุดแล้วแต่รองเท้ายังเป็นรองเท้าผ้าสีดำเฉิ่มเชย พนักงานร้านมีไหวพริบ รีบหารองเท้าสีขาวคู่หนึ่งมาให้เซี่ยจื่ออวี้ในบัดดล


“สหาย คุณสวมชุดนี้แล้วสวยจริงๆค่ะ!”


สวยมาก เซี่ยจื่ออวี้ไม่เคยเห็นตัวเองในสภาพนี้มาก่อน


มันแตกต่างจากภาพลักษณ์เรียบง่ายอย่างที่เธอเพียรพยายามสร้างขึ้นมาอย่างลิบลับ ทว่าสิ่งที่เธอต้องการไม่เคยเป็นความเรียบง่าย!


ความอดทนของเธอมีไว้เพื่อชีวิตที่สุขสบาย เธออายุ22แล้ว ตั้งแต่ปี1979มาจนถึงตอนนี้ เธออดทนมานานเป็นเวลา6ปี วัยสาวของผู้หญิงนั้นสั้นนัก เซี่ยจื่ออวี้ไม่อยากรอจนถึงวัยกลางคนแล้วถึงจะได้สวมใส่เสื้อผ้าสวยงามเหล่านี้ ถึงเวลาที่เธอควรเปลี่ยนแปลงภาพลักษณ์ของตัวเองแล้วสินะ


“เจี้ยนหัว ฉันอยากได้กระโปรงตัวนี้!”


เมื่อได้ยินดังนั้นหวังเจี้ยนหัวก็ดึงสติตัวเองกลับมาทันที “ได้สิ ซื้อตัวนี้เลย”


จื่ออวี้ประหยัดเกินไป


ตอนอยู่อันชิ่งเธอจะใส่ชุดทำไร่สีน้ำเงินย่อมไม่มีปัญหา ถึงอย่างไรคนรอบข้างก็ใส่เหมือนกันทั้งนั้น ตอนนั้นเซี่ยจื่ออวี้มัดเปียสองข้างเต็มไปด้วยกลิ่นอายของความสดใส แต่ตอนนี้คือปี1985 คนรอบข้างต่างพากันเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ดั่งเช่นเซี่ยเสี่ยวหลานที่ยิ่งเดินก็ยิ่งทิ้งห่างคนอื่น หวังเจี้ยนหัวจึงรู้สึกว่าจื่ออวี้ควรเปลี่ยนแปลงตัวเองสักที


มนุษย์เป็นสัตว์ที่ให้ความสำคัญกับสิ่งที่มองเห็น หากบอกว่าหวังเจี้ยนหัวไม่ชอบคนสวยก็คงจะเป็นเรื่องโกหก


หวังเจี้ยนหัวควักเงินจนหมดกระเป๋า เขาใช้เงิน38หยวนในการซื้อชุดกระโปรง นอกจากนี้เขายังซื้อเสื้อคลุมตัวบางให้เซี่ยจื่ออวี้อีก35หยวน รวมถึงถุงเท้ายาวสำหรับฤดูใบไม้ผลิราคา12หยวน และรองเท้าหนังคู่ละ25หยวน


ที่นี่คือซีตัน แน่นอนว่าไม่ได้มีแค่ร้านเสื้อผ้าแต่ยังมีร้านเสริมสวยตั้งอยู่ด้วย


เซี่ยจื่ออวี้ตัดสินใจตัดผมที่ยาวสลวยของตัวเองจนสั้นเท่าติ่งหู และบอกให้ทางร้านม้วนปอยผมด้านข้างหูเพื่อปิดบังแผลเป็นข้างแก้ม


เดิมทีเซี่ยจื่ออวี้มาที่ซีตันเพื่อดูหน้าร้าน แต่สุดท้ายกลับจบลงที่การเปลี่ยนแปลงรูปลักษณ์ของตัวเอง


คนในกระจกทำให้เธอรู้สึกแปลกหน้า


จางชุ่ยนับนิ้วคิดคำนวณราคา แค่เสื้อผ้าที่เซี่ยจื่ออวี้สวมใส่ตั้งแต่หัวจรดเท้าก็มีมูลค่าถึง110หยวน เมื่อรวมกับค่าดัดผมแล้ว... สวยก็จริง แต่ทั้งหมดทั้งมวลล้วนต้องแลกมาด้วยเงิน


ถ้าอยากรักษาความงามเช่นนี้เอาไว้ ตลอดทั้งฤดูใบไม้ผลิคงต้องมีเสื้อผ้าชุดใหม่ให้มากพอ


ถ้าซื้อเพิ่มอีกสองสามชุด คงใช้เงินอีกสองสามร้อยหยวนสินะ


นอกจากฤดูใบไม้ผลิ ยังมีฤดูร้อนกับฤดูหนาวอีก ถ้าเซี่ยจื่ออวี้อยากเปลี่ยนจากชุดเชยๆที่เคยสวมใส่ มาแต่งตัวเหมือนดั่งวันนี้ อย่างน้อยคงต้องใช้เงินสองถึงสามพันหยวน!


จางชุ่ยสูดหายใจเฮือกใหญ่


เซี่ยจื่ออวี้รู้สึกรำคาญใจ “แม่ เงินไม่ได้มาจากการเก็บออมเสียหน่อย แต่ได้จากการทำงานหามันมา เรื่องของฉันแม่อย่ายุ่มย่ามมากนักเลย เสื้อผ้าเจี้ยนหัวก็เป็นคนซื้อให้ แม่จะเป็นห่วงอะไรนักหนา”


คนคนหนึ่ง หากกินอาหารว่างที่ร้านเดียวกันตลอดทั้งปี ไปทุกวันไม่มีวันหยุด ปีปีหนึ่งจะต้องใช้เงินสักเท่าไรกัน?


แต่ถ้าคนคนหนึ่งซื้อเสื้อผ้าจากร้านขายเสื้อผ้า ปริมาณเงินที่ใช้จ่ายออกไปในแต่ละปีนั้นย่อมไม่มีจำกัด เมื่อซื้อชุดใหม่แล้วย่อมไม่อยากใส่ชุดเก่า ผู้หญิงทุกคนล้วนเป็นกันเช่นนี้


ร้านเล็กๆคงไม่เท่าไร


แต่นิตยสารเขียนไว้ด้วยว่า ร้านLunaมีสาขาที่ปักกิ่งและหยางเฉิง


นี่ก็คือการทำธุรกิจขนาดใหญ่!


เซี่ยจื่ออวี้อยากทำธุรกิจใหญ่เช่นนี้ แต่เธอต้องการเงินทุน ถ้าจะเปิดร้านเสื้อผ้าแบบเดียวกัน แค่ค่าตกแต่งร้านดีไม่ดีอาจจะมากเท่าราคาเรือนสี่ประสานสักหลังน่ะสิ


เซี่ยจื่ออวี้คงไม่มีปัญหาจ่ายเงินก้อนนี้อย่างแน่นอน ในบรรดาคนที่เธอรู้จัก คงมีแค่ตู้เจ้าฮุยเท่านั้นที่สามารถทำได้


เธอจะรอต่อไปไม่ได้อีกแล้ว


เธอยอมลดตัวเพื่อคว้าหวังเจี้ยนหัวมาอยู่ในกำมือ เมื่อก่อนเธอยังยอมเสียเกียรติได้ไม่ใช่หรือ แล้วครั้งนี้เพื่อบรรลุเป้าหมายเธอยังจะมีอะไรให้ต้องกลัวอีก?


“เจี้ยนหัว เธอช่วยซื้อตั๋วเครื่องบินให้ฉันสักใบได้หรือเปล่า สุดสัปดาห์นี้ฉันอยากไปหยางเฉิงสักครั้ง”


--------------------------------


“ท่านนี้คือผู้กำกับหม่า ผู้กำกับหม่า นี่คือญาติของผม หลิวเฟินกับลูกสาวของเธอครับ”


ผู้จัดการใหญ่อู่แนะนำทั้งสองฝ่ายอย่างกระตือรือร้น ผู้กำกับหม่าอายุสี่สิบกว่า รูปร่างกำยำ หน้าตาดุดัน นอกจากนี้ผู้จัดการใหญ่อู่ยังบอกด้วยว่าชื่อเสียงของเขานั้นดีมาก


แม้เซี่ยเสี่ยวหลานจะเป็นสาวสวย แต่ผู้กำกับหม่าหาได้จ้องไม่วางตา อย่างไรก็ตามเขาให้ความสนใจกับหลิวเฟินมากกว่า ชมหลิวเฟินไม่ขาดปากว่าเป็นผู้หญิงแกร่ง


“สหายชายยังไม่มุ่งมั่นกับการทำธุรกิจเช่นนี้ สหายหญิงอย่างคุณช่างเก่งจริงๆ!”



ตอนที่ 798: ผู้กำกับยึดหลักคุณธรรม



หลิวเฟินดูไม่เหมือนผู้หญิงแกร่งเลยแม้แต่น้อย


ท่าทางของเธอยังไม่แข็งแกร่งพอ และไม่ได้เป็นคนเก่งรอบด้าน


แต่เวลาคุยกับผู้กำกับหม่า เธอก็ไม่ได้ดูหวาดกลัวมากมายขนาดนั้น


อาจเพราะเคยคุยกับคนที่มีตำแหน่งใหญ่กว่ามาแล้ว หลิวเฟินจึงใจกล้ามากขึ้น


ผู้กำกับหม่าไม่สนใจเซี่ยเสี่ยวหลานเลยสักนิด พอเขารู้ว่าเซี่ยเสี่ยวหลานยังเป็นนักศึกษา เขาจึงคิดว่าหลิวเฟินเพียงพาลูกสาวมาเปิดหูเปิดตาเท่านั้น เขาไม่คิดเลยสักนิดว่าเซี่ยเสี่ยวหลานคือคนที่เป็นเจ้าของตัวจริง


จากจุดนี้ ผู้จัดการใหญ่อู่ถือว่ามองผู้กำกับหม่าค่อนข้างแม่นยำ


หากเป็นพวกข้าราชการที่นิสัยไม่อยู่กับร่องกับรอยคงมองเซี่ยเสี่ยวหลานไม่วางตา ทว่าผู้กำกับหม่าหลังได้ยินว่าเซี่ยเสี่ยวหลานเป็นนักศึกษาก็เห็นเป็นเด็กรุ่นหลังทันที ถ้าผู้อาวุโสเอาแต่จ้องหน้าผู้น้อยคงจะดูไร้มารยาท ผู้กำกับหม่าจึงเลือกคุยแต่กับหลิวเฟิน


มีผู้จัดการใหญ่อู่คอยช่วยพูดเพื่อสร้างบรรยากาศ หลิวเฟินจึงพอสามารถรับมือได้ เมื่อได้ยินผู้กำกับหม่าบอกว่าเธอเป็นหญิงแกร่ง หลิวเฟินไม่เข้าใจ แต่เธอคิดว่าเขาคงกำลังชมเธออยู่ หลิวเฟินจึงรับเอาไว้


“คุณพูดเกินไปแล้วค่ะ ฉันแค่ทำธุรกิจเล็กๆเท่านั้น ขอเพียงเลี้ยงดูพวกเราสองแม่ลูกได้ก็พอแล้ว”


คนเป็นผู้กำกับของสถานีตำรวจย่อมความรู้สึกไว


ผู้กำกับใจกระตุก ประโยคนี้มีความนัย เลี้ยงดูสองแม่ลูกอย่างนั้นหรือ ทำไมถึงไม่พูดถึงสามีตัวเองกันนะ?


ผู้จัดการใหญ่อู่รีบตัดเข้าประเด็นสำคัญทันที “ผู้กำกับหม่า เรื่องก็เป็นเช่นนี้แลครับ สหายหญิงทำธุรกิจไม่ใช่เรื่องง่าย พวกเธอสองแม่ลูกเป็นคนต่างถิ่น ผมเองก็ทำงานที่ธนาคารคงดูแลทางซีตันไม่ทั่วถึง ถ้าเกิดปัญหาเรื่องธุรกิจนั้นยังไม่เท่าไร กลัวก็แต่จะมีพวกอันธพาลมาก่อความวุ่นวาย จึงอยากขอให้ผู้กำกับช่วยดูแลเรื่องความปลอดภัยด้วยครับ”


ผู้กำกับหม่าได้ยินดังนั้นก็หันมามองหลิวเฟิน


ถ้าบอกว่าไม่มีความสามารถ จะเปิดร้านใหญ่โตเช่นนี้ได้หรือ?


แต่ถ้าบอกว่าเป็นคนมีอำนาจ การปล่อยให้ผู้หญิงคนหนึ่งออกมาทำธุรกิจอิสระก็คงจะฟังดูแปลกพิกล


“เรื่องที่ผู้จัดการใหญ่อู่ว่ามานั้นย่อมไม่มีปัญหา ปกติผมเองก็ช่วยตรวจตราดูแลให้อยู่แล้ว แต่เรื่องนี้เป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ผมว่าร้านเสื้อผ้ากิจการดูเหมือนจะไปได้สวย ทุกวันคงมีผลประกอบการไม่น้อยสินะครับ”


คำพูดของผู้กำกับหม่าทำให้ผู้จัดการใหญ่อู่กับหลิวเฟินงุนงง


เซี่ยเสี่ยวหลานที่พยายามทำตัวเป็นเด็กเรียบร้อยเริ่มทนไม่ไหวจึงพูดแทรกขึ้นมา “คุณหมายความว่า?”


“ผมไม่ได้หมายความเป็นอย่างอื่น พวกคุณอย่าเพิ่งเข้าใจผิด ผมไม่ได้กำลังจะขอสินบนจากพวกคุณ ผมหมายความว่าคนอื่นเห็นธุรกิจดีขนาดนี้ สหายหลิวเฟินคงตกเป็นเป้าได้ง่าย ทางที่ดีผมแนะนำว่าอย่าพกเงินสดก้อนใหญ่ติดตัว เมื่อได้เงินมาแล้วก็ควรนำไปฝากธนาคาร”


แถวซีตันมีธนาคาร แม้แต่ธนาคารอุตสาหกรรมและการค้าก็มีสาขาอยู่ที่นี่ด้วยเช่นกัน


ผู้กำกับหม่าคิดตามแบบฉบับของคนเป็นตำรวจ มีสถานีตำรวจคอยช่วยดูแล แต่ก็ใช่ว่าพวกอาชญากรจะไร้โอกาสลงมือก่อเหตุร้ายไม่ใช่หรือ


ทางที่ดีที่สุดคือการลดความเสี่ยง อย่าพกเงินกลับบ้าน อย่าคิดว่าเป็นเรื่องวุ่นวายหากต้องนำเงินไปฝากธนาคารทุกวัน


ซีตันมีธนาคาร แน่นอนว่าถนนซิ่วสุ่ยก็มีธนาคารเช่นกัน


คำพูดของผู้กำกับหม่าทำให้เซี่ยเสี่ยวหลานนิ่งอึ้ง เธอเองก็ลืมนึกถึงจุดนี้ไปเสียสนิท เธอคิดแต่ว่าหลังเคลียร์บัญชีเสร็จตอนกลางคืน ธนาคารก็คงปิดทำการไปแล้ว... อย่างไรก็ตามถ้าธนาคารปิดตอนกลางคืน เช่นนั้นก็สามารถเปลี่ยนเวลาคิดบัญชีได้มิใช่หรือ?


เรื่องพวกนี้สามารถทำช่วงบ่ายได้ อย่างเช่นการให้ร้านที่ซิ่วสุ่ยเริ่มสรุปบัญชีตอนบ่ายสามโมง หลังสรุปเสร็จก็เอายอดขายที่ได้ไปฝากในธนาคารที่ใกล้ที่สุดก่อน จากนั้นค่อยทำแบบเดียวกันที่ซีตัน


หลังสรุปบัญชีแล้ว ยอดขายในวันเดียวกันที่เหลือจะถูกนับรวมเป็นของวันรุ่งขึ้นทันที


หากทำเช่นนั้นหลิวเฟินก็ไม่จำเป็นต้องพกเงินกลับบ้าน ความปลอดภัยของเธอก็จะสูงมากขึ้น ส่วนยอดขายของช่วงบ่ายถึงช่วงกลางคืนเธอค่อยหาตู้เซฟมาไว้ที่ร้านก็พอ เซี่ยเสี่ยวหลานคิดว่าตนมัวแต่ยุ่งกับการขยายกิจการกับวางแผน ยุ่งจนสมองถดถอยไปหมดแล้ว


การนัดทานข้าวในคืนนี้ถือว่าไม่เสียเปล่า อย่างน้อยก็ได้กินข้าวกับผู้กำกับหม่าเป็นการเพิ่มความสนิทสนม


หลังกินข้าวเสร็จเซี่ยเสี่ยวหลานกับหลิวเฟินก็ขอตัวกลับก่อน หลังสองแม่ลูกจากไปผู้กำกับหม่าก็ได้รั้งผู้จัดการใหญ่อู่ไว้


“ผู้จัดการใหญ่อู่ นี่คือญาติของคุณจริงหรือ ทำไมครอบครัวพวกเธอถึงไม่มีผู้ชายคอยจัดการเรื่องเหล่านี้เลยเล่า คุณทำแบบนี้มันเสี่ยงเกินไปนะ โชคดีจริงๆที่เจอกับผม”


สหายหญิงต่างถิ่นที่ไม่มีครอบครัวคอยหนุนหลังแต่กลับเปิดร้านเสื้อผ้าสามร้านด้วยตัวคนเดียว จากขนาดของร้านเสื้อผ้าดูเหมือนว่าเธอคงมีเงินทุนอย่างน้อยหนึ่งแสนหยวน อย่างไรก็ตามทุกคนคือมนุษย์ปุถุชน น้อยคนนักที่จะไม่โลภมากอยากได้ของคนอื่น หากเจอกับพวกคิดไม่ซื่อ ไม่แน่ว่าคงอยากได้ทั้งสาวงามและทรัพย์สินอย่างแน่นอน


ผู้จัดการใหญ่อู่ไม่ค่อยเข้าใจเรื่องภายในครอบครัวของเซี่ยเสี่ยวหลานมากนัก แต่เขารู้ดีว่าบ้านของเซี่ยเสี่ยวหลานนั้นร่ำรวยจริง


“ใครบอกว่าบ้านพวกเธอไม่มีผู้ชายกันล่ะครับ แต่ที่บ้านทำธุรกิจใหญ่โต ลูกสาวเข้ามาเรียนในปักกิ่ง ดังนั้นคนเป็นแม่จึงตามมาทำธุรกิจที่นี่ด้วย”


แถมยังซื้อเรือนสี่ประสานอีกหนึ่งหลัง


ไม่สิ สองหลังต่างหาก ที่สือช่าไห่หนึ่งหลัง และที่ซอยหนานหลัวกู่ยังมีอีกหนึ่งหลัง!


แต่จะว่าไปก็แปลก ผู้จัดการใหญ่อู่เคยเจอแค่หลิวหย่งซึ่งเป็นลุงของเซี่ยเสี่ยวหลาน ทว่าเขาไม่เคยเจอพ่อของเซี่ยเสี่ยวหลานเลยสักครั้ง ตามหลักเรื่องใหญ่อย่างการเปิดกิจการหรือซื้อบ้าน ใครบ้างจะให้ภรรยากับลูกสาวเป็นคนทำกัน?


อย่างไรก็ตามผู้จัดการอู่ไม่ได้พูดอะไรให้ผู้กำกับหม่าฟังมากเกินไป


เซี่ยเสี่ยวหลานเป็นลูกค้าของเขา เธอไม่ได้ซื้อแค่พันธบัตรรัฐบาล อีกทั้งยังขอสินเชื่อกับเขาด้วย ผู้จัดการอู่กับเซี่ยเสี่ยวหลานนับวันก็ยิ่งมีความเชื่อมโยงกันมากขึ้นทุกที เขากับเซี่ยเสี่ยวหลานมักจะคอยช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ถ้าเขาไม่ช่วยจัดการเรื่องร้านของเซี่ยเสี่ยวหลาน คนที่เขาแนะนำไปทำงานด้วยจะทำอย่างไรเล่า?


อีกทั้งเซี่ยเสี่ยวหลานกับหลิวหย่งก็ขอสินเชื่อจากธนาคารสาขาที่เขารับผิดชอบอยู่ทั้งสิ้น หากร้านเสื้อผ้าของเซี่ยเสี่ยวหลานเป็นอะไรไป แล้วเธอจะเอาเงินที่ไหนมาใช้หนี้ให้ธนาคารของเขา!


เรือนสี่ประสานที่สือช่าไห่หรือ มูลค่าของมันไม่ถึงสองแสนหยวนด้วยซ้ำ


ผู้กำกับหม่าจมกับความคิด


อาหารมื้อนี้ช่วยเซี่ยเสี่ยวหลานกับหลิวเฟินได้มากเหลือเกิน ผู้กำกับหม่าเป็นคนมีน้ำใจ โดยเขารับบุหรี่ไปแค่สองแถวเท่านั้น แม้แต่เหล้าบนโต๊ะอาหารก็ไม่ดื่ม ถือเป็นการให้เกียรติผู้จัดการอู่อย่างเหมาะสม อย่างไรก็ตามวันรุ่งขึ้นเขาก็ได้พาลูกน้องไปที่Lunaกับหลานเฟิ่งหวงทันที


คนที่โรงพักต่างพากันซุบซิบลับหลังว่า ร้านเสื้อผ้าสองแห่งนี้อาจจะเป็นของญาติผู้กำกับหม่า แต่กระนั้นผู้กำกับหม่าเองก็ไม่ได้แก้ไขความเข้าใจผิดแต่อย่างใด


คนพวกนี้ไม่ได้ตระหนักเห็นถึงความจริงแบบเขา ผู้กำกับหม่าคิดว่าสองแม่ลูกทำธุรกิจที่ปักกิ่งนั้นไม่ง่ายเลยทีเดียว ดังนั้นการช่วยดูแลเอาใจใส่สำหรับเขาแล้วไม่ใช่เรื่องใหญ่สักนิด!


สหายหญิงรูปร่างผอมบาง หากถูกคนกรรโชกทรัพย์เข้าจริงๆ เขาคงทำใจไม่ได้อย่างแน่นอน


ผู้จัดการใหญ่อู่ไม่ได้ยอมรับออกมา แต่ผู้กำกับหม่ามั่นใจเป็นอย่างยิ่งว่าสหายหลิวเฟินคงจะยังโสด... น่าสงสารนัก ยังสาวแท้ๆ ทว่าสามีกลับตายไปเสียแล้ว แถมยังต้องเลี้ยงลูกสาวอีกหนึ่งคนตามลำพังด้วย


------------------------------------


เซี่ยเสี่ยวหลานไม่รู้เลยสักนิดว่าการกินข้าวกับผู้กำกับหม่าแค่มื้อเดียว แม่ของเธอจะถูกอีกฝ่ายเห็นเป็นหญิงม่ายผู้น่าสงสารไปเสียแล้ว


ถ้ารู้เซี่ยเสี่ยวหลานก็คงจะยอมรับเรื่องเป็นแม่ม่าย แต่ความสงสารคงไม่ขอรับไว้


พวกเธอสองแม่ลูกใช้ชีวิตกันอย่างสุขสบาย ขนาดหลิวเฟินยังไม่รู้สึกเลยว่าตนนั้นน่าสงสาร แล้วจะร้องขอความสงสารจากคนอื่นไปทำไม


แบบแปลนอุทยานต้ากวน เซี่ยเสี่ยวหลานใช้เวลาวาดถึงครึ่งเดือนกว่าจะเสร็จสิ้น หลังส่งการบ้านให้หนิงเสวี่ยแล้ว เซี่ยเสี่ยวหลานก็ไปช่วยงานที่ร้านซิ่วสุ่ยต่อ


บังเอิญยิ่งนักที่วันนี้เธอเจอกับกรรมการการแข่งขันภาษาอังกฤษอย่างแคทเธอรีนเข้าพอดี


“เซี่ย ทำไมคุณถึงมาอยู่ที่นี่ล่ะ”


แคทเธอรีนจำเซี่ยเสี่ยวหลานได้เป็นอย่างดี เธอคือผู้ชนะของการแข่งขันภาษาอังกฤษในปีแรก


“อาจารย์แคทเธอรีน ที่นี่คือร้านของแม่ฉันค่ะ ฉันใช้เวลาว่างมาช่วยงานที่ร้าน”


คนที่ทั้งเก่งและอัธยาศัยดีมักถูกเกลียดยาก แน่นอนว่าแคทเธอรีนชอบเซี่ยเสี่ยวหลานมากจึงไม่อาจปิดบังความตื่นเต้นเอาไว้ได้


“เฮ้ รู้หรือเปล่า เทปบันทึกภาพการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศของสถานีโทรทัศน์กำลังจะออกอากาศแล้วนะ... เซี่ย ฉันคิดว่าคุณกำลังจะกลายเป็นนักศึกษาที่โด่งดังที่สุดของประเทศแล้วล่ะ”



ตอนที่ 799: ทุกคนมีสิทธิ์ทะเยอทะยาน



กลายเป็นนักศึกษาที่ดังที่สุดในประเทศอย่างนั้นหรือ?


นี่ไม่ใช่สิ่งที่เซี่ยเสี่ยวหลานต้องการ


เธอจะอยากได้ชื่อเสียงประเภทนี้ไปเพื่ออะไรกัน ตอนนี้ทั้งอายุและประสบการณ์ของเธอยังน้อยนัก การทำธุรกิจจนร่ำรวยอย่างเงียบงันต่างหากคือสิ่งที่เหมาะสมกับเธอที่สุด


“อาจารย์แคทเธอรีน ฉันไม่เข้าใจสิ่งที่คุณบอกค่ะ”


รอบชิงชนะเลิศการแข่งขันภาษาอังกฤษเมื่อปีที่แล้ว ทางสถานีโทรทัศน์ได้ส่งทีมงานมาบันทึกภาพการแข่งขันตั้งแต่ต้นจนจบ บอกว่าจะออกอากาศทางทีวี แต่สุดท้ายเรื่องกลับเงียบหายไป หากวันนี้ไม่เจอแคทเธอรีน เซี่ยเสี่ยวหลานคงลืมเรื่องนี้ไปเสียสนิทอย่างแน่นอน


การแข่งขันครั้งเดียวจะทำให้คนคนหนึ่งกลายเป็นนักศึกษาที่โด่งดังที่สุดในประเทศได้อย่างไร เซี่ยเสี่ยวหลานไม่ค่อยเข้าใจสักเท่าไร


อย่างไรก็ตามแคทเธอรีนมาที่หลานเฟิ่งหวงเพื่อซื้อเสื้อผ้า เดิมทีถนนซิ่วสุ่ยก็เป็นสถานที่ที่ชาวต่างชาติแบบเธอชอบมาเดินซื้อของ อีกทั้งแคทเธอรีนยังพักอยู่ละแวกนี้ และไม่ได้เพิ่งเคยมาร้านนี้เป็นครั้งแรก เพียงก่อนหน้านี้เธอแค่คลาดกับเซี่ยเสี่ยวหลานเท่านั้น


“เซี่ย การแข่งขันรอบชิงชนะเลิศถูกบันทึกภาพเอาไว้ทั้งหมด แค่ผู้เข้าแข่งขัน20คนที่ผ่านเข้ารอบแข่งทักษะการพูด ก็บันทึกภาพเอาไว้หลายชั่วโมงแล้ว ไหนจะการสอบข้อเขียนช่วงเช้าอีก ทางสถานีโทรทัศน์ตัดต่อออกมาเป็นรายการทั้งหมดจำนวน10ตอน อีกทั้งเธอคือผู้ชนะ หลังรายการฉายจบเมื่อไร ผู้ชมย่อมรู้จักเธอกันหมดแน่!”


แน่นอนว่าเซี่ยเสี่ยวหลานเต็มไปด้วยคุณสมบัติของการเป็นคนดัง


แสดงความสามารถได้ดีเยี่ยมในรอบชิง


มหาวิทยาลัยที่เรียนอยู่ก็เป็นเลิศ


อีกทั้งหน้าตายังสวยขึ้นกล้อง


แคทเธอรีนคิดว่าอนาคตเซี่ยเสี่ยวหลานจะต้องไปได้สวย ที่เธอเคยบอกว่าสามารถช่วยเขียนจดหมายแนะนำให้เซี่ยเสี่ยวหลานได้นั้นไม่ใช่การล้อเล่น มหาวิทยาลัยของต่างประเทศไม่มีทางปฏิเสธนักศึกษาที่ได้อันดับหนึ่งของประเทศจีนอย่างแน่นอน


การแข่งขันรอบชิงชนะเลิศ สถานีโทรทัศน์ตัดต่อออกมาได้ถึง10ตอน เซี่ยเสี่ยวหลานรู้สึกยอมใจจริงๆ


แต่สำหรับคำพูดของแคทเธอรีนที่ว่าจะโด่งดังไปทั่วประเทศ เซี่ยเสี่ยวหลานไม่อยากให้เป็นเช่นนั้นเลย การแข่งขันรอบชิงชนะเลิศผู้เข้าแข่งขัน20คนขึ้นไปพูดกันตามลำดับ ต่อให้เวลาการพูดจะนานไปหน่อยสุดท้ายก็คงเป็นแค่1ใน10ตอนเท่านั้น


ถ้าเป็นเหมือนรายการเซอร์ไวเวิลอย่างโลกอนาคต มีการแข่งขันเพื่อผ่านเข้ารอบทุกสัปดาห์ และมีนายทุนเป็นผู้สนับสนุนอย่างมหาศาล จะโด่งดังก็คงไม่ใช่เรื่องแปลก


เซี่ยเสี่ยวหลานคิดว่าแคทเธอรีนพูดเกินจริงไปหน่อย เซี่ยเสี่ยวหลานจึงไม่ได้เก็บคำพูดของเธอมาใส่ใจนัก เดิมทีชาวจีนเป็นคนอ้อมค้อม ในขณะที่ชาวต่างชาติก็มักจะพูดเกินจริงเป็นเรื่องปกติ โชคดีที่อาจารย์แคทเธอรีนเป็นชาวอังกฤษ ถ้าเป็นชาวอเมริกันระดับความเวอร์วังคงมากกว่านี้หลายเท่า!


“เซี่ย คุณยังจำที่ฉันบอกว่าจะช่วยเขียนจดหมายแนะนำให้คุณได้หรือเปล่า ฉันถามเพื่อนที่อยู่อังกฤษมาแล้ว ถ้าคุณสนใจเกี่ยวกับเรื่องนี้ คุณสามารถคุยรายละเอียดกับฉันได้ อย่างไรก็ตามสถานีโทรทัศน์จะทำการออกอากาศตอนแรกวันที่30นี้นะ”


แคทเธอรีนมาเดินซื้อของกับเพื่อน เธอเกรงว่าจะคุยกับเซี่ยเสี่ยวหลานนานเกินไปจึงทิ้งที่อยู่กับเบอร์โทรศัพท์ไว้ให้เซี่ยเสี่ยวหลาน พร้อมกับย้ำสองครั้งว่า ‘Call me’ แน่นอนว่าเซี่ยเสี่ยวหลานรับรู้ได้ถึงความจริงใจของแคทเธอรีนอย่างชัดเจน


เธอถือกระดาษโน้ต และรู้สึกว่าตนคงทำให้แคทเธอรีนผิดหวังเป็นแน่


จะเรียนต่อต่างประเทศหรือไม่ เซี่ยเสี่ยวหลานยังไม่ได้ตัดสินใจในตอนนี้


แต่ถ้าอยากเรียนต่อเพื่อสะดวกในการตามหาตัวลูกชายของย่าอวี๋ เซี่ยเสี่ยวหลานคงเลือกไปเรียนที่อเมริกามากกว่า ดังนั้นโอกาสไปที่ประเทศอังกฤษคงน้อยมาก แม้ว่าสาขาวิชาสถาปัตยกรรมของมหาวิทยาลัยในประเทศอังกฤษจะมีชื่อเสียงระดับโลกก็ตาม


เซี่ยเสี่ยวหลานเก็บเบอร์ติดต่อของแคทเธอรีนไว้ในกระเป๋าเสื้อ เมื่อหันกลับมาก็พบว่าพนักงานร้านทั้งสองคนกำลังมองเธอด้วยสีหน้าแสดงความยกย่อง


“หวังหลิน พวกเธอเป็นอะไรไป”


“ประธานเซี่ย ภาษาอังกฤษของคุณดีจังค่ะ ทุกครั้งเวลามีลูกค้าชาวต่างชาติมาเยือนก็สามารถขายสินค้าได้อย่างง่ายดาย ไม่เหมือนพวกเราที่ได้แต่วาดไม้วาดมือไปมา”


เซี่ยเสี่ยวหลานเห็นหนิงเสวี่ยเป็นเด็กเทพ แต่ในสายตาคนปกติ เด็กเรียนอย่างเธอก็คงพอมีดีเหมือนกันสินะ


น้ำเสียงของหวังหลินฟังดูอิจฉาและยกย่อง เซี่ยเสี่ยวหลานจึงยิ้มให้พร้อมกับกล่าว “พวกเธอก็สามารถเรียนภาษาอังกฤษได้ เรียนภาษาต่างประเทศไว้ไม่ว่าเมื่อไรย่อมจะได้ใช้ประโยชน์ ในระยะสั้นมีประโยชน์ในการคุยกับลูกค้าชาวต่างชาติ ทำให้ขายเสื้อผ้าได้มาก ส่วนแบ่งก็จะเพิ่มขึ้นตาม ส่วนในระยะยาว มันสามารถช่วยเป็นใบเบิกทางด้านอาชีพการงานของพวกเธอได้”


งานที่มั่นคงอย่างแท้จริงนั้นมีไม่มาก ต่อให้เป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจที่ตอนนี้ดูแล้วเหมือนจะเป็นงานที่มั่นคง แต่ในอนาคตก็มีโอกาสเสี่ยงที่จะถูกปลดเช่นกัน


พนักงานขายร้านเสื้อผ้าต้องอาศัยความสาวเป็นจุดขาย อายุ20ขายเสื้อผ้าได้ อายุ30ก็ขายได้เช่นกัน


แต่ถ้าอายุ40-50แล้วยังทำงานเป็นพนักงานขายธรรมดาอยู่ ในสายตาของเซี่ยเสี่ยวหลานคือการไม่รู้จักพัฒนาตัวเอง


“ประธานเซี่ย พวกเราเรียนภาษาอังกฤษได้ด้วยหรือคะ”


เซี่ยเสี่ยวหลานได้ยินเช่นนั้นก็ถามกลับทันที “ทำไมจะไม่ได้ล่ะ ฉันไม่กลัวพวกเธอได้ค่าส่วนแบ่งยอดขายเพิ่มหรอกนะ แถมยังไม่กลัวว่าพวกเธอจะลาออกเพราะกลายเป็นคนที่เก่งขึ้นด้วย ฉันอยากให้พวกเธอเพียรพยายามพัฒนาความสามารถรอบด้านของตัวเอง พูดภาษาอังกฤษได้หรือไม่ ที่จริงเป็นแค่ความสามารถหนึ่งในหลายๆด้านเท่านั้น”


คนที่ถามคำถามเซี่ยเสี่ยวหลานมีแค่หวังหลินคนเดียวเท่านั้น


ในขณะที่พนักงานของร้านอีกคนไม่ค่อยจะสนใจนัก จุดเริ่มต้นเดียวกัน คนหนึ่งมีความทะเยอทะยาน อีกคนกลับสบายใจกับจุดที่ตัวเองอยู่ เส้นทางชีวิตของแต่ละคน ดีไม่ดีอาจจะถูกกำหนดแล้วตั้งแต่ตอนนี้


เซี่ยเสี่ยวหลานเห็นว่าหวังหลินอยากเรียนภาษาอังกฤษจากใจจริง เธอจึงบอกวิธีเดียวกันที่เคยสอนเฉินชิ่งให้แก่หวังหลิน และมอบพจนานุกรมกับเทปอีกสองตลับกับเธอ


“เรียนภาษาต้องสั่งสมความรู้ไปเรื่อยๆ หากไม่รู้คำศัพท์พื้นฐาน การเรียนไวยากรณ์ก็จะเร็วเกินไป ตอนนี้เธอได้เปรียบเรื่องสภาพแวดล้อมทางภาษาที่มากกว่าคนอื่น เพราะที่นี่คือถนนซิ่วสุ่ย มีลูกค้าต่างชาติแวะเวียนเข้ามาอยู่บ่อยครั้ง ดังนั้นที่นี่จึงมีโอกาสในการเรียนรู้ดีมาก เธอว่าจริงหรือเปล่าล่ะ”


ไม่ต้องตั้งเป้าสูงมาก ท่องศัพท์วันละ10คำ พอครบหนึ่งปีก็จะได้คำศัพท์มากถึงสามพันกว่าคำ


สำหรับบทสนทนาง่ายๆ ที่ใช้ในชีวิตประจำวัน ปริมาณคำศัพท์เท่านี้ก็เพียงพอแล้ว


เซี่ยเสี่ยวหลานบอกหวังหลินว่า มีอะไรไม่เข้าใจก็สามารถถามเธอได้


แต่หวังหลินเองก็ต้องพยายามด้วยเช่นกัน เซี่ยเสี่ยวหลานคงสอนตั้งแต่26อักษรหรือการออกเสียงขั้นพื้นฐานไม่ได้ เพราะเธอเป็นเจ้านายของหวังหลิน ไม่ใช่อาจารย์!


คนอื่นไม่มีหน้าที่ถ่ายทอดความรู้ให้กับผู้อื่นฟรีๆ ลัทธิขงจื๊อสมัยโบราณจะรับลูกศิษย์สักคนยังต้องให้ของขวัญตามมารยาทด้วยซ้ำ


เซี่ยเสี่ยวหลานได้รับคำเชิญจากหนิงเสวี่ยที่มหาวิทยาลัยเป็นครั้งที่สอง เธอจึงต้องเดินทางไปที่บ้านหนิงอีกครั้งอย่างเป็นทางการ ผู้เฒ่าหนิงหมายความว่าอย่างไรกันนะ ถึงได้ให้หนิงเสวี่ยคอยช่วยแนะแนวให้เธออยู่เสมอแบบนี้


ผู้เฒ่าหนิงไม่จำเป็นต้องอธิบาย แต่เซี่ยเสี่ยวหลานที่รับผลประโยชน์อยู่ฝ่ายเดียวคงแกล้งโง่ต่อไม่ไหว


“เรานี่จริงๆเลย คิดมากเหลือเกิน บางครั้งก็ระแวงมากจนเกินงาม”


พอได้ยินว่าเซี่ยเสี่ยวหลานกำลังเตรียมหอบของขวัญไปที่บ้านหนิง ย่าอวี๋ก็บ่นอุบขึ้นมาทันที


เซี่ยเสี่ยวหลานนึกถึงสิ่งที่อาจารย์แคทเธอรีนกล่าวไว้ “จริงสิ วันนี้ฉันเจอกรรมการที่เคยตัดสินการแข่งขันภาษาอังกฤษที่ร้าน เธอบอกว่าวันที่30 ทางสถานีโทรทัศน์จะถ่ายทอดเทปบันทึกภาพการแข่งขันรอบชิงค่ะ”


“วันที่30ก็คือวันพรุ่งนี้น่ะสิ!”


เดือนมีนาคมใกล้สิ้นสุดลงแล้ว ยังมีเวลาอีกหนึ่งเดือนกว่าในการขายเสื้อผ้าสำหรับฤดูใบไม้ผลิ เดิมทีหลิวเฟินตั้งใจว่าจะไปหยางเฉิงอีกสักครั้งเพื่อเปลี่ยนแบบเสื้อผ้า และเลือกเสื้อผ้าแบบใหม่มาด้วยจำนวนหนึ่ง แต่พอได้ยินคำพูดของลูกสาวก็ตัดสินใจว่าจะอยู่ดูรายการก่อนแล้วค่อยเดินทางไป มิเช่นนั้นหากนั่งรถไฟเธอคงพลาดรายการอย่างแน่นอน!


“แม่ไม่ต้องรีบขนาดนั้นหรอกค่ะ ฉันขึ้นเวทีเป็นคนที่17 รายการตอนแรกอาจจะไม่มีฉันก็ได้”


ทว่าหลิวเฟินไม่ฟัง


เซี่ยเสี่ยวหลานไม่เข้าใจความรู้สึกของเธอ คนเป็นแม่ต่อให้ลูกสาวประสบความสำเร็จเพียงเล็กน้อยก็รู้สึกภูมิใจแล้ว นับประสาอะไรกับการที่เซี่ยเสี่ยวหลานสามารถคว้าชัยชนะในการแข่งขันระดับประเทศได้ หลิวเฟินยอมหาเงินได้น้อยหน่อย ดีกว่าพลาดโอกาสเห็นลูกสาวออกรายการโทรทัศน์!


--------------------------------------


เครื่องบินเที่ยวบินปักกิ่งสู่หยางเฉิงลงจอดอย่างราบรื่น


สิ้นเดือนมีนาคมของหยางเฉิงเหมาะกับการสวมชุดกระโปรงสำหรับฤดูใบไม้ผลิ เซี่ยจื่ออวี้หิ้วกระเป๋าสัมภาระ หลังเปลี่ยนโฉมตัวเองแล้วเธอดูมีบุคลิกภาพที่ดีขึ้นมาก


เธอใช้ข้ออ้างเรื่องครอบครัวเซี่ยหงปิงถูกจับขังคุก ขอให้หวังเจี้ยนหัวช่วยซื้อตั๋วเครื่องบินให้


ทว่าหลังออกจากสนามบิน เซี่ยจื่ออวี้ก็ไม่คิดจะไปที่โรงพักแต่กลับเดินทางตรงไปยังเผิงเฉิง เธอมาที่นี่เป็นครั้งที่สองแล้ว และยังไม่มีบัตรผ่านแดนเช่นเคย เธอจึงต้องแอบลักลอบผ่านด่านตรวจข้ามไปยังเผิงเฉิงอย่างผิดกฎหมาย เซี่ยจื่ออวี้สัมผัสได้ถึงสายตาแปลกประหลาดของคนอื่นที่มองตรงมา... เธอสาบานเลยว่าประสบการณ์เช่นนี้จะต้องไม่เกิดขึ้นอีกเป็นครั้งที่สาม!



ตอนที่ 800: โลกทัศน์คับแคบ!



ตัดเรื่องการเดินทางที่ยากลำบากออกไป ในที่สุดเซี่ยจื่ออวี้ที่โผล่มาอยู่ตรงหน้าตู้เจ้าฮุยก็หลุดพ้นจากความเชยของชุดชาวไร่กับรองเท้าผ้าฝ้ายได้แล้ว


จะให้เทียบกับความนำสมัยของดาราฮ่องกงก็คงเป็นไปไม่ได้ แต่การแต่งกายคล้ายกับหญิงสาวที่ทำงานอยู่โรงงานต่างชาติในเขตเศรษฐกิจพิเศษ อย่างไรก็ตามถือว่าไม่เป็นการทำร้ายสายตาของคุณชายใหญ่ตู้มากนัก


ผมสั้นที่ผ่านการดัดช่วยเพิ่มความน่ามองให้เซี่ยจื่ออวี้เป็นอย่างมาก เส้นผมโค้งปลายเล็กน้อยไม่เพียงทำให้ใบหน้าของเธอดูเล็กลง แต่ยังช่วยบดบังรอยแผลเป็น รวมถึงทำให้ใบหน้าคิ้วเข้มตาโตของเธอดูอ่อนโยนขึ้นอีกด้วย


“คุณเซี่ย การแต่งตัวเช่นนี้ดูเหมาะสมกับคุณมาก”


อย่างน้อยก็ไม่ดูขัดหูขัดตาเขาแล้ว


ทั้งที่มีนิสัยเจ้ามารยาแต่กลับจงใจแต่งตัวเรียบง่ายจนเกินงาม ตู้เจ้าฮุยเจอหน้าครั้งแรกก็รู้สึกถึงความแปลกประหลาด


ตอนนี้เมื่อมองเซี่ยจื่ออวี้ในรูปโฉมใหม่ ตู้เจ้าฮุยคิดว่าการพูดคุยกับอีกฝ่ายไม่ถือว่าทำให้ปวดตานัก


เขาเองก็กำลังเดิมพันเช่นกัน


หลังช่วยตามหาคนตระกูลเซี่ยกลับมาได้ ก็เท่ากับเขาและเซี่ยจื่ออวี้มีสะพานเชื่อมโยงถึงกัน หากสะพานนี้สร้างเสร็จเมื่อไร ใครเล่าจะเป็นฝ่ายเดินข้ามแม่น้ำมาก่อน?


ตู้เจ้าฮุยไม่รีบร้อน เขาไม่จำเป็นต้องไปหาเซี่ยจื่ออวี้ด้วยตัวเอง ทว่าเซี่ยจื่ออวี้กลับเป็นฝ่ายที่ทนไม่ไหวเสียเอง แค่ชั่วพริบตาตู้เจ้าฮุยก็รู้ทันทีว่า เทียบกับการที่เขาต้องการให้เซี่ยจื่ออวี้ช่วย ดูเหมือนเซี่ยจื่ออวี้จะต้องการความช่วยเหลือจากเขามากกว่า!


ถึงแม้ว่า ‘คำทำนาย’ ของเซี่ยจื่ออวี้จะแม่นยำมากเพียงใด หรือผู้นำโซเวียตเปลี่ยนคนจริงๆแล้วอย่างไรเล่า?


“เถ้าแก่ตู้เป็นคนอดทนเก่งจริงๆนะคะ ฉันนึกว่าหลังผ่านกลางเดือนมีนาคมไป เถ้าแก่ตู้จะติดต่อมาหาฉันเสียอีก แต่ถึงอย่างไรก็ต้องขอบคุณความช่วยเหลืออันทรงคุณธรรมของเถ้าแก่ตู้นะคะ ที่ช่วยฉันตามหาตัวครอบครัวกลับมาได้”


ตู้เจ้าฮุยรินเหล้าให้เซี่ยจื่ออวี้หนึ่งแก้ว ทว่าท่าทางการประคองแก้วเหล้าของเซี่ยจื่ออวี้ทำให้คุณชายใหญ่ตู้รู้สึกปวดตาอีกครั้ง


ดังนั้นเขาจึงพยายามไม่มองมือของเซี่ยจื่ออวี้


“คุณเซี่ย ตอนนี้อารองของคุณก็กลับอวี้หนานไปแล้ว ถ้าคุณเป็นห่วงครอบครัวจริงคุณควรสืบให้ชัดว่าทำไมจดหมายแนะนำตัวถึงหายไป ขนาดเครือเชิงหรงออกหน้าให้ยังไม่สามารถช่วยประกันตัวพวกเขาออกมาได้... คุณเซี่ย นี่คุณมาเพื่อจัดการเรื่องนี้อย่างนั้นหรือ?”


แน่นอนว่าการบอกว่าเครือเชิงหรงประกันตัวออกมาไม่ได้ก็ดูเหมือนจะเกินไปหน่อย เพราะตู้เจ้าฮุยไม่ได้เป็นฝ่ายออกหน้าด้วยตัวเอง


อย่างไรก็ตามเซี่ยจื่ออวี้ไม่อยากคุยเรื่องไร้ประโยชน์พวกนี้สักนิด


“เรื่องนี้ฉันไม่รีบค่ะ ถึงอย่างไรก็คงหนีไม่พ้นเป็นเรื่องในครอบครัวของอารองกับอาสะใภ้รอง ตอนนี้พวกเขากำลังทะเลาะกัน ดีไม่ดีวันหนึ่งอาจจะคืนดีกันก็ได้ เถ้าแก่ตู้ ที่ฉันมาหาคุณเป็นครั้งที่สองถือเป็นการแสดงความจริงใจของฉันแล้ว ทว่าเถ้าแก่ตู้กลับหลีกเลี่ยงกันเช่นนี้ หรือยังอยากทดสอบฉันอีก คิดว่าฉันไม่มีสิทธิ์ร่วมงานกับคุณอย่างนั้นหรือคะ”


เรื่องในครอบครัวอย่างนั้นหรือ?


เซี่ยจื่ออวี้ช่างโง่เขลายิ่งนัก


เรื่องในครอบครัวมีหรือที่จะส่งตัวไปโรงพัก อีกทั้งเครือเชิงหรงยังไม่สามารถประกันตัวได้ แถมเซี่ยต้าจวินยังต้องเดินทางกลับอวี้หนานด้วย


ตู้เจ้าฮุยคิดว่าคงมีแต่ว่าที่บ้านสามีของเซี่ยเสี่ยวหลานเท่านั้นที่สามารถทำเรื่องเช่นนี้ได้


พวกเขาเกลียดชังคนตระกูลเซี่ยมากแค่ไหนกันนะ?


อย่างไรก็ตามตู้เจ้าฮุยไม่อยากอ้อมค้อมกับเซี่ยจื่ออวี้อีกแล้ว


“ว่ามาเถอะครับ คุณอยากร่วมมืออะไรกับผม”


เซี่ยจื่ออวี้บอกแผนธุรกิจของตนกับตู้เจ้าฮุย “การเปิดประเทศเต็มไปด้วยโอกาสมากมายทางธุรกิจ ฉันต้องการนักลงทุน ฉันจะเป็นผู้ออกความคิด และเป็นคนลงมือปฏิบัติ เถ้าแก่ตู้แค่ช่วยสนับสนุนด้านเงินทุนก็พอค่ะ”


“คุณเซี่ย คำว่าร่วมมือกัน ฝ่ายผู้ลงทุนจะต้องได้รับผลประโยชน์มากที่สุด แผนการธุรกิจของคุณเป็นอย่างไรผมยังไม่ขอวิจารณ์ แต่การให้ผมออกเงิน ส่วนคุณเป็นคนหาเงิน มองอย่างไรคุณก็เป็นฝ่ายได้ประโยชน์มากกว่านะครับ คุณบอกผมได้หรือเปล่าว่า ผมจะได้ประโยชน์อะไรจากเรื่องนี้?”


ท่าทางของตู้เจ้าฮุยช่างไร้มารยาทยิ่งนัก เซี่ยจื่ออวี้ลอบกัดฟันกรอด


“เถ้าแก่ตู้ คุณคือผู้ลงทุน กำไรที่ฉันหามาได้ย่อมมีส่วนของคุณอยู่ด้วย ในขณะที่คุณไม่ต้องลงแรงอะไร นี่ยังไม่เรียกว่าได้ประโยชน์ทั้งสองฝ่ายอีกหรือคะ”


คำพูดของเซี่ยจื่ออวี้ทำให้ตู้เจ้าฮุยหัวเราะลั่น


“คุณเซี่ย คุณอาจจะใช้สายตาของคนแผ่นดินใหญ่มองฮ่องกง คำว่า กำไรของคุณคือเท่าไรกัน? คุณคิดว่าเงินจำนวนหนึ่งล้านหรือสิบล้านหยวนถือว่าเยอะในสายตาตระกูลตู้หรือ?”


ตู้เจ้าฮุยไม่ได้ดูถูกเซี่ยจื่ออวี้


แต่แผ่นดินใหญ่ในปี1985 หากมีคนใช้ความสามารถของตัวเองหาเงินได้หนึ่งล้านหยวน ถือได้ว่าเป็นคนเก่งจริง


คนแบบนั้นตู้เจ้าฮุยย่อมยินดีต้อนรับที่จะร่วมมือด้วย


แต่เห็นได้ชัดว่าเซี่ยจื่ออวี้ไม่ใช่


ตู้เจ้าฮุยไม่ใช่คนโง่ ตระกูลตู้ร่ำรวย อีกทั้งเขาเองก็มีอำนาจในการโยกย้ายเงินทุนอยู่ในมือ


เขาสามารถตัดสินใจบริจาคเงินให้มหาวิทยาลัยหลายล้านได้โดยไม่ต้องขออนุญาตใคร การบริจาคเงินเช่นนี้ได้แรงบันดาลใจมาจากเศรษฐีอันดับหนึ่งของฮ่องกง หลังบริจาคเงินออกไปทั้งเครือเชิงหรงและตู้เจ้าฮุยที่รับผิดชอบงานที่แผ่นดินใหญ่ล้วนเป็นฝ่ายได้รับผลประโยชน์ทั้งสิ้น เสียเงินหลายล้านแต่ได้รับคำชมจากพ่อ ทำให้ตู้เชิงหรงคิดว่าเขาเป็นคนฉลาด เพราะเงินก้อนนี้คุณชายใหญ่ตู้ไม่ได้จ่ายไปฟรีๆ


แต่การลงทุนหลายล้านกับเซี่ยจื่ออวี้ ตู้เจ้าฮุยไม่เข้าใจว่าจะนำพาประโยชน์อะไรมาให้เขาได้


เส้นสายกับข้าราชการแผ่นดินใหญ่อย่างนั้นหรือ?


เซี่ยจื่ออวี้เกิดในชนบท บ้านว่าที่สามีก็เคราะห์ร้าย ทว่าก่อนเคราะห์ร้ายตู้เจ้าฮุยยังไม่คิดจะก้มหัวให้รองหัวหน้าฝ่ายอุดมศึกษาอย่างหวังก่วงผิงด้วยซ้ำ


แค่ตำแหน่งของรองหัวหน้าหวัง ก็อยากให้ตู้เจ้าฮุยยอมควักเงินหลายล้านหยวนอย่างนั้นหรือ ฝันเอาคงจะง่ายกว่ากระมัง!


จะบอกว่าเซี่ยจื่ออวี้มีความสามารถด้านธุรกิจอย่างหาตัวจับยาก ตู้เจ้าฮุยก็คงต้องขอดูผลงานที่แท้จริงเสียก่อน


เขายังคงยืนยันคำเดิม คนที่หาเงินได้หลักล้านถึงจะเรียกว่าเก่ง แม้เงินที่หามาได้นั้นจะไม่ได้อยู่ในสายตาของตู้เจ้าฮุยก็ตาม!


เซี่ยจื่ออวี้นึกไม่ถึงเลยว่าจะเป็นเช่นนี้


ตอนนี้ยังไม่มีการจัดอันดับเศรษฐีอย่างเป็นทางการ ข่าวสารข้อมูลเองก็ยังไม่รวดเร็วนัก ทำให้ไม่มีใครเอามูลค่าทรัพย์สินของเศรษฐีมาจัดอันดับให้รู้โดยทั่วกัน ตระกูลตู้มีเงินมากเท่าไรนั้น เซี่ยจื่ออวี้เองก็ตอบไม่ได้


เธอคิดว่าตนสามารถช่วยหาเงินให้ตู้เจ้าฮุยได้ แต่ตู้เจ้าฮุยกลับคิดว่าเธอหาเงินได้น้อยเกินไปอย่างนั้นสินะ?


เซี่ยจื่ออวี้หน้าแดงก่ำด้วยความโกรธ มือที่ถือแก้วเหล้าเริ่มสั่น เธอจึงวางแก้วลง


“เถ้าแก่ตู้คะ...”


“ดังนั้นคุณควรพูดเปิดอกกับผม ว่าคุณรู้เรื่องที่โซเวียตจะเปลี่ยนผู้นำได้อย่างไร การสนับสนุน ‘คำทำนาย’ ของคุณจะช่วยเหลือผมด้านไหนได้บ้าง? เพราะถึงอย่างไรผมไม่ต้องการคนช่วยหาเงิน นอกเสียจากคุณจะสามารถทำกำไรให้ผมได้หลักร้อยล้านหยวนได้ ผู้จัดการมืออาชีพที่ช่วยหาเงินให้บริษัทปีละหลายล้านนั้นมีอยู่เต็มบริษัท คุณเซี่ย ผมกำลังรอแหล่งข้อมูลของคุณอยู่ ผมพูดชัดเจนแล้วว่าต้องการอะไร ถ้าคุณสามารถทำได้พวกเราถึงจะเจรจาร่วมงานกันต่อไป”


ตู้เจ้าฮุยดื่มเหล้าจนหมดแก้ว สื่อว่าบทสนทนาระหว่างพวกเขาสิ้นสุดแค่นี้


พอเห็นตู้เจ้าฮุยลุกขึ้นเตรียมตัวกลับ เซี่ยจื่ออวี้ก็ตัวแข็งทื่อทันที


คำพูดของตู้เจ้าฮุยเป็นการตบหน้าเธออย่างรุนแรง


กำไรหลักร้อยล้านที่ตู้เจ้าฮุยพูดถึง ต่อให้เซี่ยจื่ออวี้หลงตัวเองมากกว่านี้ก็รู้ดีว่าตัวเองไม่มีปัญญาทำได้ ปี1985 ต้องทำธุรกิจอะไรถึงจะได้เงินหลักร้อยล้านกันนะ? ธุรกิจที่รัฐบาลผูกขาดอาจจะสามารถทำได้ แต่ธุรกิจพวกนั้นเซี่ยจื่ออวี้ไม่อาจแทรกตัวเข้าไปน่ะสิ


เงินที่ตู้เจ้าฮุยต้องการ เซี่ยจื่ออวี้ทำให้ไม่ได้


ตู้เจ้าฮุยชอบคนสวย... เซี่ยจื่ออวี้ก็แปลงโฉมใหม่มายืนตรงหน้าเขาแล้ว ทว่าดูเหมือนว่าเขาจะไม่สนใจเท่าไรเลย


ทั้งเงินและความงาม เธอให้อะไรแก่ตู้เจ้าฮุยไม่ได้สักอย่าง


เซี่ยจื่ออวี้เห็นตู้เจ้าฮุยใกล้จะเดินออกจากห้องเต็มที อยู่ๆเธอก็ฉุกคิดอะไรบางอย่างขึ้นได้


ตระกูลตู้นั้นร่ำรวยมาก แต่เงินของตระกูลตู้ไม่ใช่ของตู้เจ้าฮุยแค่คนเดียวเสียหน่อย


เซี่ยจื่ออวี้นึกถึงข้อมูลที่สืบได้จากปากของเซี่ยต้าจวิน แม้ตู้เจ้าฮุยจะเป็นลูกชายของเมียหลวง แต่ตู้เชิงหรงเจ้าชู้มาก นอกจากแม่ของตู้เจ้าฮุยแล้วเขายังแต่งงานกับเมียน้อยอีกสามคน และหากไม่นับรวมตู้เจ้าฮุย ตู้เชิงหรงยังมีลูกหลานอีกหลายคน


เซี่ยจื่ออวี้อดกลั้นความตื่นเต้นเอาไว้ ก่อนจะลุกขึ้นพูดออกไปว่า


“ตระกูลตู้ คุณอยากครอบครองอำนาจการบริหารของตระกูลตู้ คุณอยากได้ทั้งหมดของตระกูลใช่หรือไม่!”


ตระกูลตู้รวยมากพอแล้ว ตู้เจ้าฮุยจึงไม่สนใจเงินจำนวนเล็กน้อย แต่เขาต้องการมรดกทั้งหมดของตระกูล ถ้าเป็นเซี่ยจื่ออวี้ก็คงมีความคิดแบบเดียวกันนี้ ทำไมต้องแบ่งเงินของครอบครัวให้พวกเมียน้อยกับพี่น้องนอกไส้เหล่านั้นด้วยเล่า แน่นอนว่าเขาย่อมอยากคว้าเอาไว้คนเดียวอยู่แล้วน่ะสิ




จบตอน

Comments