boss80 ep811-820

 ตอนที่ 811: ความขัดแย้งของแม่สามีกับลูกสะใภ้


เรื่องหน้าที่การงานใกล้เตรียมการเสร็จสิ้นแล้ว แสดงว่ากำลังจะได้ลงหลักปักฐานที่ปักกิ่งอย่างถาวร


คนเราคงไม่อาจโลเลไปมาได้ ไม่ใช่เดี๋ยวก็อยากอยู่ปักกิ่ง เดี๋ยวก็อยากกลับบ้านเกิด


แม้ป้าสือจะเป็นคนชนบท แถมยังตาไม่ดี แต่เธอก็ไม่ใช่คนตาบอด เธอรู้จักแยกแยะดีเลว ประเทศชาติไม่มีทางจัดสรรงานให้ญาติทหารกล้าผู้เสียสละที่กรุงปักกิ่ง ก่อนหน้านี้ตัวแทนหน่วยงานของสือข่ายเคยเดินทางมาถามไถ่ที่บ้านพร้อมกับหัวหน้าระดับอำเภอ ทั้งยังบอกกับป้าสือเรื่องการจัดสรรงานว่า ส่วนใหญ่แล้วรัฐจะจัดสรรให้ทำงานอยู่ที่ภูมิลำเนา


ป้าสือเองก็ไม่อยากจากบ้านเกิดไปไหน


สือข่ายถูกฝังไว้ที่สุสานวีรบุรุษของบ้านเกิด หากอยู่ที่นั่นเธอยังรู้สึกเหมือนได้เฝ้าดูแลลูกชายคนโต


แต่อยู่ปักกิ่งเธอไม่รู้เลยว่าจะได้กลับไปกวาดสุสานลูกชายทุกปีหรือไม่


ตอนนี้เธอยังพอเคลื่อนไหว และยังนั่งรถไฟได้ แต่ถ้าวันใดที่นั่งรถไฟไม่ไหวแล้วจะทำอย่างไรเล่า


อีกอย่างอยู่ที่ปักกิ่งก็หาได้พึ่งพาความสามารถของครอบครัวตัวเอง ทุกสิ่งทุกอย่างต้องรบกวนครอบครัวโจวเฉิงถึงมีวันนี้ได้ ป้าสือทำใจยอมรับเรื่องนี้ไม่ไหว


และเพราะเรื่องนี้ทำให้เธอกับเว่ยเจวียนหงต้องคุยกันอยู่หลายครั้ง แต่เว่ยเจวียนหงมักจะเมินเฉยต่อคำพูดของเธอเสมอ ป้าสือคิดว่าตอนนี้ลูกชายก็ได้ตายไปแล้ว อีกทั้งเธอยังต้องอาศัยลูกสะใภ้ช่วยดูแลหลานอีกสองคน ดังนั้นจึงไม่อยากบีบคั้นลูกสะใภ้มากเกินไป


ทว่าเธอรู้สึกร้อนใจมากเหลือเกิน!


เซี่ยเสี่ยวหลานมาเยี่ยมป้าสือ เวลาป้าสือพูดเหมือนใกล้จะร้องไห้เต็มที


“พวกคุณช่วยพวกเรามากเกินไปแล้ว ฉัน ฉันยัง...”


หากต้องการให้ป้าสือยอมรับความช่วยเหลือเหล่านี้ แน่นอนว่าจำเป็นต้องบอกความจริงทั้งหมด


แต่เว่ยเจวียนหงกลับไม่ยอมให้บอก เซี่ยเสี่ยวหลานไม่เข้าใจความคิดของเว่ยเจวียนหงแม้แต่น้อย


“คุณป้า อย่าเป็นแบบนี้สิคะ ใครๆก็มีช่วงเวลาที่ต้องการความช่วยเหลือด้วยกันทั้งนั้น ไว้พี่สะใภ้เว่ยกับน้องสือผิงได้งานทำที่ปักกิ่งแล้ว วันเวลาก็จะค่อยๆดีขึ้นเองค่ะ”


สายตาของป้าสือกวาดมองรอบบ้าน


บ้านหลังนี้โจวเฉิงเป็นคนเช่าให้ บ้านหลังใหญ่โตเช่นนี้ อีกทั้งยังตั้งอยู่ในกรุงปักกิ่ง ค่าเช่าคงไม่ถูกเป็นแน่


ป้าสือจับมือเซี่ยเสี่ยวหลานแน่นพลางกระซิบถาม “ฉันเกลี้ยกล่อมเจวียนหงไม่สำเร็จ แต่ฉันได้ยินว่าคนเมืองมักจะอาศัยอยู่ในบ้านพักที่ทางการเป็นคนจัดหาให้ เป็นบ้านของประเทศชาติ หากเจวียนหงกับสือผิงได้ทำงานในเมืองหลวงจะได้รับการจัดสรรบ้านด้วยหรือเปล่า”


จะได้รับการจัดสรรบ้านหรือไม่ขึ้นอยู่กับว่าทำงานในหน่วยงานไหน


บางหน่วยงานบ้านพักไม่เพียงพอ เวลาจัดสรรจึงคัดเลือกจากคุณสมบัติเป็นอันดับแรก ถ้าครอบครัวทำงานอยู่หน่วยงานเดียวกันก็จะได้อยู่ลำดับแรกๆ คนที่การศึกษาสูงก็จะมีสิทธิ์ได้รับบ้านก่อนคนการศึกษาต่ำเช่นกัน รวมถึงคนที่อายุการทำงานมากกว่าก็จะอยู่คิวข้างหน้าคนที่ทำงานมาแค่ไม่กี่ปี หากคิดตามหลักเกณฑ์นี้ แม้เว่ยเจวียนหงกับสือผิงจะมีงานทำ แต่เรื่องจัดสรรบ้านคงไม่มีข้อได้เปรียบแม้แต่น้อย


ข้อได้เปรียบอย่างเดียวคือการเป็นญาติของทหารผู้เสียสละ ทางหน่วยงานย่อมคิดพิจารณาถึงจุดนี้


“คุณป้าคะ เรื่องจัดสรรบ้านไม่มีปัญหาหรอกค่ะ แค่ต้องรอเท่านั้น คุณป้าไม่ต้องห่วงเรื่องนี้นะคะ พักอยู่ที่นี่ก็ดีเหมือนกัน...”


ใบหน้าของป้าสือเต็มไปด้วยความกระดากอาย เซี่ยเสี่ยวหลานชะงักกลางคัน เธอเข้าใจแล้วว่าป้าสือถามเรื่องการจัดสรรบ้านไปทำไม


ป้าสือไม่ใช่คนโลภ แต่เพราะความไม่โลภนี้ทำให้อาศัยอยู่บ้านที่โจวเฉิงเช่าให้อย่างไม่สบายใจนัก


ถ้าเว่ยเจวียนหงกับสือผิงได้งานทำเมื่อไร ไม่ว่าใครได้รับการจัดสรรบ้าน คนตระกูลสือคงรีบย้ายไปทันทีอย่างแน่นอน บ้านคงไม่กว้างขวางเหมือนตอนนี้ แต่คนอื่นอยู่กันอย่างไร ตระกูลสือย่อมอยู่อย่างนั้น ป้าสือถึงจะรู้สึกสบายใจ


เซี่ยเสี่ยวหลานไม่รู้ควรพูดอะไรไปชั่วขณะ


ความจนทำให้ผู้คนต้องดิ้นรน ยิ่งจนมากเท่าไรก็ยิ่งเจ้าเล่ห์มากเท่านั้น เซี่ยเสี่ยวหลานเจอคนประเภทนี้มามาก


อย่าว่าแต่คนตระกูลเซี่ยเลย ต่อให้เป็นหมู่บ้านชีจิ่งที่สังคมนับว่าสงบสุขดี ก็ยังมีคนอย่างตระกูลเถียนปะปนอยู่ด้วย ตอนทุกคนจนเหมือนกันนั้นไม่เป็นไร แต่ถ้าเกิดมีใครร่ำรวยขณะที่คนอื่นยังยากจนอยู่แล้วละก็ ย่อมมีคนอิจฉาตาร้อน


ในขณะที่ป้าสือแม้จะจนแต่ก็ไม่อยากเอาเปรียบคนอื่น คนแบบนี้ไม่ว่าจะอยู่ที่ชนบทหรือตัวเมืองล้วนหาได้ยากนัก มิน่าถึงอบรมเลี้ยงดูสือข่ายได้เป็นอย่างดี และคนแบบนี้เซี่ยเสี่ยวหลานสมควรตอบแทนบุญคุณ


เธอคุยเป็นเพื่อนป้าสือสักครู่ พร้อมทั้งบอกให้ป้าสือพักอยู่ที่นี่อย่างสบายใจ แต่กลับไม่เห็นเว่ยเจวียนหง


ป้าสือบอกว่าเว่ยเจวียนหงกับสือผิงพาเด็กทั้งสองคนไปเดินเล่น จนกระทั่งเซี่ยเสี่ยวหลานกลับออกมาก็ยังไม่เห็นพี่สะใภ้เว่ยกลับมาที่บ้าน


คังเหว่ยไม่ได้เข้าไปในบ้าน อย่างไรก็ตามเขากับตระกูลสือนั้นมีส่วนที่เหมือนกันคือเป็นญาติของทหารผู้เสียสละ


เขาขอบคุณที่ในที่สุดเซี่ยอวิ๋นก็เข้มแข็งขึ้น ตอนนี้แม้แม่ของเขาจะขี้บ่นไปหน่อย แต่ก็ยังดีกว่านั่งใจลอยทั้งวัน! คังเหว่ยกลัวว่าหากเขาใกล้ชิดกับตระกูลสือมากเกินไป จะส่งผลกระทบกับบรรยากาศในครอบครัวของตน


หลังเซี่ยเสี่ยวหลานกับคังเหว่ยกลับไปได้เพียงครึ่งชั่วโมง เว่ยเจวียนหงก็อุ้มลูกกลับบ้านมา


ของบนโต๊ะยังไม่ถูกจัดเก็บ เว่ยเจวียนหงที่ตบหลังกล่อมลูกเบาๆ ก็เอ่ยถามขึ้นว่า “แม่ วันนี้ใครมาหรือคะ”


“แฟนของหัวหน้าโจวน่ะ วันนี้ฉันเพิ่งเห็นหน้าตาเธอชัดๆ หน้าตาสวย จิตใจดี... เจวียนหง หัวหน้าโจวดูแลพวกเราขนาดนี้ เราจะเอาเปรียบพวกเขาตลอดไปไม่ได้หรอกนะ เธอไปดูบ้านมาหรือยังล่ะ พวกเราจนก็จริงแต่ไม่ควรละทิ้งศักดิ์ศรี เอาเงินค่าเยียวยาของอาข่ายออกมา แล้วจ่ายเงินค่าเช่าให้หัวหน้าโจวเขาเถิด”


เว่ยเจวียนหงพูดขัดแม่สามีขึ้นมาทันที “แม่คะ แม่นับหรือยังว่าบ้านหลังนี้มีทั้งหมดกี่ห้อง”


ป้าสือชะงัก


บ้านหลังนี้มีห้องเล็กห้องใหญ่รวมกันทั้งหมดแปดห้อง


เป็นเพราะบ้านกว้างเกินไป ป้าสือจึงพักอยู่ในห้องเพียงลำพังหนึ่งห้อง เว่ยเจวียนหงนอนกับลูกอีกสองคนอีกหนึ่งห้อง สือผิงก็มีห้องของตัวเอง รวมถึงแม่บ้านด้วยเช่นกัน แม้จะเป็นเช่นนี้แต่ก็ยังมีห้องว่างสำหรับแขก และมีห้องที่สามารถทำเป็นห้องครัวได้


“ฉันลองถามมาแล้วค่ะ บ้านลักษณะนี้ค่าเช่าต่อหนึ่งห้องคือเจ็ดถึงแปดหยวนต่อเดือน ถ้าจะเช่าบ้านทั้งหลังจะต้องจ่ายเงินอย่างน้อยห้าสิบหยวน ปีหนึ่งก็เท่ากับหกร้อยหยวน แม่ แม่คิดว่าเงินเยียวยาของสือข่ายจะมีปัญญาจ่ายได้สักกี่ปีกัน?”


คำพูดเพียงไม่กี่ประโยคของเว่ยเจวียนหง ทำเอาป้าสือลุกพรวดด้วยความตกใจ


“แพงเกินไปแล้ว! เว่ยหง เราอยู่ที่นี่ไม่ได้”


เว่ยเจวียนหงกล่อมลูกจนหลับสนิทแล้ว ก่อนเธอจะส่งตัวเขาเข้าสู่อ้อมกอดของป้าสือ ด้วยเหตุนี้ป้าสือจึงไม่กล้าขยับตัวอีก


“แม่คะ พวกเราอยู่ได้ค่ะ เพราะต่อให้แม่จ่ายเงินค่าเช่าให้ตระกูลโจว พวกเขาก็คงไม่รับไว้หรอก”


ตระกูลโจวไม่รับไว้ แล้วตระกูลสือจะทำเหมือนการจ่ายเช่าเป็นเรื่องปกติได้หรือ?


ป้าสืออุ้มหลานชายตัวน้อยอย่างรู้สึกผิดหวัง เพิ่งมาปักกิ่งได้ไม่นาน ทำไมลูกสะใภ้เธอถึงเปลี่ยนไปเช่นนี้


---------------------------------------


เซี่ยเสี่ยวหลานไม่รู้เลยว่าหลังเธอกลับไปแล้ว แม่สามีกับลูกสะใภ้ตระกูลสือได้มีการถกเถียงกันเกิดขึ้น


รถจี๊ปที่ผ่านการปรับแต่งเวลาขับช่างสบายมือยิ่งนัก อย่างไรก็ตามเซี่ยเสี่ยวหลานคงขับกลับมหาวิทยาลัยไม่ได้ คังเหว่ยจึงกลับมาที่มหาวิทยาลัยพร้อมเธอด้วย พอขับรถมาได้ครึ่งทาง เซี่ยเสี่ยวหลานก็เจอคนคุ้นหน้า เธอจึงรีบเหยียบเบรกทันที


คังเหว่ยยังคงอยากช่วยอธิบายแทนโจวเฉิง แต่เซี่ยเสี่ยวหลานกลับเปิดประตูรถลงไปแล้ว


“พี่สะใภ้...”


เขาเงยหน้าขึ้น คำพูดที่เหลือยังไม่ทันเอื้อนเอ่ยก็มีสีหน้าตะลึงงัน


เซี่ยเสี่ยวหลานเดินไปหาคนคนหนึ่ง  “รุ่นพี่ซ่าน เป็นอะไรหรือเปล่าคะ”


เซี่ยเสี่ยวหลานเห็นร่างคุ้นตาแต่ไกล รถเพิ่งขับผ่านข้างกายอีกฝ่ายเธอก็จำได้ทันที ผู้หญิงคนนี้คือซ่านอวี๋จวิน คนที่รับผิดชอบเป็นผู้ต้อนรับนักศึกษาใหม่


ซ่านอวี๋จวินประคองจักรยานพลางยิ้มแหยให้ “ยางแตกน่ะสิ เธอมาพอดีเลย ถ้าว่างช่วยดูแลรถให้ฉันสักหน่อยได้หรือไม่ ฉันจะไปถามคนแถวนี้ดูว่ามีร้านซ่อมปะยางอยู่ใกล้ๆนี้บ้างหรือเปล่า”


ตะกร้ารถจักรยานของซ่านอวี๋จวินมีหนังสือใส่อยู่หลายเล่ม เธอบอกว่าเพิ่งไปซื้อหนังสือที่ร้านหนังสือซินหัว ทว่าระหว่างทางกลับมหาวิทยาลัยยางรถกลับแตกเสียได้


ที่นี่ค่อนข้างห่างจากใจกลางเมือง เซี่ยเสี่ยวหลานจึงคิดว่าซ่านอวี๋จวินคงไม่มีทางหาร้านซ่อมรถเจอ


“คังเหว่ย อย่ามัวแต่มองสิ ช่วยกันลงมือหน่อย พวกเราให้พี่ซ่านติดรถไปด้วยเถอะ”


รถจี๊ป212มีขนาดใหญ่ สามารถยัดจักรยานทั้งคันไว้ท้ายรถแบบไม่ปิดกระโปรงหลังได้สบายๆ ซ่านอวี๋จวินหันกลับไปมองยังรถจี๊ป ก่อนที่คังเหว่ยจะสวมหมวก และลงจากรถฝั่งข้างคนขับอย่างรีบร้อน



ตอนที่ 812: ใจเต้นครั้งที่สอง



คังเหว่ยเปิดกระโปรงหลัง ก่อนจะยัดจักรยานของซ่านอวี๋จวินเข้าไปในนั้น


จักรยานสำหรับผู้หญิงคันเล็กกะทัดรัด ทว่าท้ายรถจักรยานก็ยังโผล่ออกมาด้านนอกอยู่ดี คังเหว่ยจึงใช้เชือกมัดเอาไว้กับตัวรถเพื่อกันไม่ให้ตกลงไป


“ขอบคุณพวกเธอมาก!”


รถจักรยานถูกยัดใส่หลังรถเรียบร้อย ซ่านอวี๋จวินไม่ใช่คนนิสัยอ้อมค้อมจึงกล่าวขอบคุณอย่างตรงไปตรงมา


เธอเรียนสาขาวิศวกรรมโยธา แม้จะอยู่คนละรุ่นกับเซี่ยเสี่ยวหลาน แต่ก็พักอยู่หอพักเดียวกันจึงมีโอกาสเจอกันบ้างเป็นครั้งคราว และเพราะเคยรู้จักกันตอนรับน้องใหม่ ทำให้ทั้งคู่ไม่ต้องเกรงอกเกรงใจกันมากนัก


ยางล้อจักรยานของซ่านอวี๋จวินถูกของแหลมตำเข้าจนแบนราบ จะขี่ต่อไปเรื่อยๆก็คงเป็นไปไม่ได้ เธอจึงต้องหยุดขี่ชั่วคราว แต่ถ้าเข็นรถต่อไปอีกสักสองลี้ ยางรถคงเสียดสีกับพื้นถนนจนพังหมดสภาพอย่างแน่นอน


ปะยางกับเปลี่ยนยางราคาย่อมต่างกัน


นี่เป็นอีกปัญหาหนึ่งที่นักศึกษาทุกคนต้องคิดดูให้ดี


“รุ่นพี่ ฉันเองก็จะกลับมหาวิทยาลัยเหมือนกัน รุ่นพี่ไม่จำเป็นต้องขอบคุณหรอกค่ะ”


เซี่ยเสี่ยวหลานยังเป็นคนขับรถเหมือนเดิม ซ่านอวี๋จวินไม่ได้มีท่าทางตกใจแต่อย่างใด เพราะตอนรายงานตัวเมื่อปีที่แล้วเธอเคยเห็นเซี่ยเสี่ยวหลานหัดขับรถอยู่แถวมหาวิทยาลัยน่ะสิ เพียงแต่รถที่ขับวันนี้ไม่ใช่คันเดิมเท่านั้น ถึงกระนั้นเธอก็ไม่ได้ถามอะไรให้มากความ


ตอนนี้นักศึกษาหญิงทั้งตึกหอพักรู้กันทั่วว่าเซี่ยเสี่ยวหลานทำธุรกิจส่วนตัว โดยอาจารย์ไต้บอกว่าเพราะเซี่ยเสี่ยวหลานมาเรียนที่ปักกิ่ง หลิวเฟินแม่ของเธอจึงย้ายมาอยู่ปักกิ่งด้วยกัน


ด้วยเหตุนี้จึงไม่มีใครนินทาเซี่ยเสี่ยวหลานอีกแล้ว การทำธุรกิจอิสระน่าขายหน้าตรงไหน หรือจะห้ามมิให้ครอบครัวชนบทต่อสู้ดิ้นรนกันเล่า อย่างน้อยคนในครอบครัวเซี่ยเสี่ยวหลานก็มีความเพียรพยายาม ดีกว่าพ่อแม่ที่ไม่คิดพัฒนาตัวเองและเอาแต่ฝากความหวังไว้ที่ลูกเพียงอย่างเดียวมากโข ส่วนเรื่องที่เซี่ยเสี่ยวหลานคบหาอยู่กับใครนั้น หรือทำไมถึงมีรถขับ มันสำคัญด้วยอย่างนั้นหรือ?


ตอนขึ้นรถเซี่ยเสี่ยวหลานแนะนำกับซ่านอวี๋จวินว่าคังเหว่ยเป็นเพื่อนคนหนึ่ง ซ่านอวี๋จวินจึงทักทายคังเหว่ยอย่างเป็นธรรมชาติ


ซ่านอวี๋จวินคุยกับเซี่ยเสี่ยวหลาน คังเหว่ยจึงย้ายตัวเองไปนั่งด้านหลัง พร้อมกับคอยใช้มือจับจักรยานไว้พลางแอบมองซ่านอวี๋จวิน


จู่ๆ ซ่านอวี๋จวินก็หันหน้ามาหาเขา “สหายคัง รบกวนเธอแล้ว ฉันควรนั่งข้างหลังเพื่อคอยจับจักรยานแท้ๆ”


“ไม่รบกวน ไม่รบกวนเลย นี่เป็นเรื่องที่สมควรแล้ว!”


เซี่ยเสี่ยวหลานรู้สึกว่าคังเหว่ยดูแปลกๆ ปกติเขาเป็นคนพูดมาก ทว่าวันนี้กลับเงียบกริบ


อาจเพราะไม่สนิทกับซ่านอวี๋จวิน?


อีกสองช่วงถนนก็จะถึงมหาวิทยาลัย ซ่านอวี๋จวินจึงขอลงจากรถก่อน “ฉันจำได้ว่าท้ายซอยมีร้านซ่อมจักรยานอยู่ รุ่นน้องเซี่ย ฉันขอลงตรงนี้ก็แล้วกัน”


“ได้ค่ะ รุ่นพี่ระวังด้วยนะคะ”


เซี่ยเสี่ยวหลานตอบรับทันที คังเหว่ยจึงช่วยยกจักรยานของซ่านอวี๋จวินลงจากรถอย่างเชื่องช้า ล้อรถแตะพื้นแล้วแต่เขาก็ยังไม่ยอมส่งคืนมันให้กับเจ้าของ


“พี่สะใภ้ ฉันตามเพื่อนนักศึกษาซ่านไปด้วยดีกว่า ถ้าร้านซ่อมรถไม่เปิดขึ้นมา เธอคงไปเสียเที่ยวแน่”


ซ่านอวี๋จวินรู้สึกเกรงใจมาก ทว่าคังเหว่ยกลับเข็นรถนำไปแล้ว เธอจึงต้องเดินตามไปอย่างช่วยไม่ได้


เซี่ยเสี่ยวหลานถูกทิ้งไว้ที่เดิม


ผลข้างเคียงจากที่สมองได้รับการกระทบกระเทือนเพิ่งแสดงอาการอย่างนั้นหรือ? เขาทำตัวเหมือนเด็กหนุ่มไร้เดียงสาที่เพิ่งมีรักแรกไม่มีผิด เซี่ยเสี่ยวหลานมองตามหลังก่อนจะขึ้นรถขับไปอีกทาง ผ่านไปสิบกว่านาทีคังเหว่ยก็เดินกลับมาพร้อมซ่านอวี๋จวิน ยางรถจักรยานกลับมาใช้งานได้ตามเดิมแล้ว แต่เพราะคังเหว่ยเดินตามมาด้วย ซ่านอวี๋จวินจึงไม่กล้าขี่จักรยาน


หากให้คังเหว่ยขี่จักรยานให้เธอซ้อน หรือเธอขี่แล้วให้คังเหว่ยซ้อนก็คงแปลกพิลึก


หนุ่มสาวช่วงปี1985 ยังคงใสซื่อบริสุทธิ์ หญิงสาวที่อยู่ในวงสังคมอาจจะเคยไปเล่นไอซ์สเกตหรือเต้นรำกับชายหนุ่มบ้างแล้ว แต่นักศึกษาหญิงที่อยู่บนหอคอยงาช้างอย่างซ่านอวี๋จวิน ไม่มีทางเคยทำเรื่องเช่นนั้น


ขี่จักรยานซ้อนท้ายเพศตรงข้าม ถ้าไม่ใช่เป็นเพื่อนสนิทก็ต้องเป็นคู่ครองน่ะสิ!


เซี่ยเสี่ยวหลานเห็นคังเหว่ยเข็นจักรยานของซ่านอวี๋จวินไม่ยอมปล่อยมือ ก็ทราบโดยไม่ต้องคาดเดาอะไรอีกแล้ว


หลังคังเหว่ยพาซ่านอวี๋จวินมาส่งถึงหน้าประตูทางเข้ามหาวิทยาลัย เขาก็ยืนชะเง้อมองตามหลังเธออย่างตาลอย เซี่ยเสี่ยวหลานเดินเอากุญแจรถไปคืนเขา


คังเหว่ยทำสีหน้าเหมือนหมาฮัสกี้ “พี่สะใภ้ นักศึกษาซ่านมีแฟนหรือยัง”


เซี่ยเสี่ยวหลานพยายามกลั้นขำ “เมื่อครู่คุยกับเธอมาตลอดทาง ยังสืบไม่ได้ความอีกหรือ?”


“ฉันจะถามคำถามแบบนั้นกับนักศึกษาซ่านได้อย่างไร ถ้าเธอเข้าใจฉันผิดจะทำอย่างไรเล่า!”


คังเหว่ยทำหน้าตาขึงขัง พอเห็นเซี่ยเสี่ยวหลานหัวเราะเขาถึงตั้งสติได้ เซี่ยเสี่ยวหลานกำลังแกล้งเขาอยู่นั่นเอง คังเหว่ยรู้สึกขวยเขินอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนจะกลับมาทำท่าทางจริงจังอีกครั้ง พี่เฉิงจื่ออายุมากกว่าเขาแค่ไม่กี่เดือนยังมีแฟนมาแล้วเป็นปี ถ้าไม่ใช่เพราะนักศึกษาแต่งงานไม่ได้ ดีไม่ดีทั้งคู่คงจดทะเบียนสมรสกันไปนานแล้ว!


เซี่ยเสี่ยวหลานคงไม่อาจรังแกคนเพิ่งหายป่วยมากได้ เธอจึงไม่ได้ล้อคังเหว่ยต่อ


“มีแฟนหรือยังฉันไม่รู้ อย่างไรก็ต้องกลับไปสืบข่าวก่อน แต่เธอเพิ่งเคยเจอรุ่นพี่ซ่านครั้งแรก มันจะเร็วเกินไปหน่อยหรือเปล่า”


“ครั้งที่สองต่างหาก”


ใช่ ครั้งที่สอง


ตอนเจอกันครั้งแรก คังเหว่ยนึกถึงบทกวี《ซอยสายพิรุณ》ของไต้วั่งซู เขาเองก็นึกไม่ถึงว่าตัวเองจะยังจำกลอนบทนี้ได้ ตอนหลังพอลองสืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับบทกลอนนี้ก็พบว่า ผู้ประพันธ์ต้องการสื่อถึงความทุกข์และความแค้น ไม่เกี่ยวกับความรักแม้แต่น้อย


อาการใจเต้นเกิดขึ้นเพียงชั่วเสี้ยววินาที คังเหว่ยเองก็ไม่ได้คิดเรื่องนี้ตลอดเวลา มิเช่นนั้นเขาคงออกตามหาเธอจนทั่วมหาวิทยาลัยหัวชิงแล้วแน่นอน


เขายังไม่ทันลืมเลือนวันฝนตกครานั้น วันนี้ก็ได้เจอกับซ่านอวี๋จวินเป็นครั้งที่สอง


นี่คือพรหมลิขิตมิใช่หรือ?


คังเหว่ยรู้สึกว่าสวรรค์ได้กำหนดโชคชะตาไว้ชัดเจนเช่นนี้แล้ว ถ้าเขาไม่เคารพคำแนะนำของสวรรค์ แล้วต้องครองโสดไปตลอดชีวิตเล่าจะทำเช่นไร


เซี่ยเสี่ยวหลานเห็นเขาหน้าแดงก่ำก็กระจ่างแจ้งขึ้นมาในบัดดล


“พี่ซ่านก็คือ《ซอยสายพิรุณ》หรือนี่...”


เธอจำได้ว่าคังเหว่ยเคยพูดถึง ตอนนั้นเซี่ยเสี่ยวหลานนึกว่าเขาล้อเล่น เพราะหลังจากนั้นเธอก็ไม่เห็นคังเหว่ยพูดถึงเรื่องนั้นอีกเลย


คังเหว่ยประสานสิบนิ้วทำท่าอ้อนวอน เซี่ยเสี่ยวหลานยิ้มรับปาก “รอข่าวจากฉันเถอะ เรื่องนี้ฉันจดจำไว้แล้ว”


กว่าจะทำให้คังเหว่ยยอมกลับไปนั้นไม่ง่ายเลยทีเดียว เซี่ยเสี่ยวหลานไม่ได้โกหกเขา เมื่อกลับไปยังหอพักเธอจะต้องจัดการธุระเรื่องนี้ให้เรียบร้อย ซ่านอวี๋จวินเรียนสาขาวิศวกรรมโยธา เป็นรุ่นพี่สายตรงของหยางหย่งหง ดังนั้นภารกิจนี้จึงถูกมอบหมายไปให้หยางหย่งหงแทน


หยางหย่งหงเป็นคนกว้างขวางในภาควิชา ไม่ต้องถามเจ้าตัวอย่างซ่านอวี๋จวินก็สามารถสืบข้อมูลมาได้อย่างรวดเร็ว


“เธอไม่มีคู่ครองหรอก แต่เหมือนจะมีเพื่อนทางจดหมายที่ติดต่อกันเป็นประจำ ไม่แน่อาจจะเหมือนเธอกับนายZ ของเธอก็ได้นะ”


เมื่อก่อนตอนเซี่ยเสี่ยวหลานเขียนจดหมายติดต่อกับโจวเฉิง ชาวห้อง307 มักเรียกโจวเฉิงว่า ‘นายZ ผู้ลึกลับ’


ยุคนี้จะมีเพื่อนทางจดหมายก็ไม่แปลก แต่ถ้าคนรอบข้างเกิดรู้กันทั่วเช่นนี้ หากไม่ใช่แฟนหนุ่มก็คงมีความรู้สึกดีๆให้กันเป็นแน่ เซี่ยเสี่ยวหลานคิดในใจ ดูท่ารักแรกของคังเหว่ยจะไม่ราบรื่นสักเท่าไร ทว่าคังเหว่ยกลับฮึดสู้


“ขอเพียงยังไม่แต่งงาน ฉันก็มีสิทธิ์ตามจีบ!”


เจอกันครั้งแรกรู้สึกดีด้วยสามถึงสี่ส่วน เจอกันครั้งที่สองรู้สึกว่ามีวาสนาต่อกัน ระดับความรู้สึกดีจึงเพิ่มขึ้นเป็นห้าส่วน หลังได้ยินว่าซ่านอวี๋จวินอาจมีแฟนแล้ว ความรู้สึกดีที่คังเหว่ยมีให้เธอกลับเพิ่มสูงขึ้นเป็นหกส่วน


คะแนนเต็มคือ10คะแนน ตอนนี้มีแล้ว6คะแนน เช่นนั้นก็สมควรลงมืออย่างจริงจังเสียที


คังเหว่ยไม่ได้ขอให้เซี่ยเสี่ยวหลานช่วย


คนหนุ่มร่างกายครบสามสิบสองอย่างเขา ถ้าจีบผู้หญิงยังต้องขอให้คนอื่นช่วยคงขายขี้หน้าแย่!


เซี่ยเสี่ยวหลานรู้สึกโล่งใจ


----------------------------------------------------


หลิวเฟินรับสินค้ากลับมาแล้ว สินค้าล็อตแรกของร้านเสื้อผ้าทั้งสองสาขาในปักกิ่งก็ขายออกไปได้มากพอสมควร ถ้าเธอยังไม่กลับจากหยางเฉิง ดูท่าสินค้าที่ร้านคงร่อยหรอจนใกล้หมดเต็มทีแน่นอน


การตกแต่งภายในร้านเสื้อผ้าของเซี่ยเสี่ยวหลาน แม้หลิวหย่งจะคุมงานเองแต่ก็ต้องใช้เวลาไม่น้อยเลยทีเดียว


ในขณะที่จางชุ่ยเปิดร้านขายอาหารว่าง แค่ปัดกวาดเช็ดถู ซื้อโต๊ะเก้าอี้มาวางก็เปิดร้านได้ทันที ตอนนี้เซี่ยฉางเจิงกลับอวี้หนานไปแล้วแต่ไม่ได้ส่งข่าวอะไรกลับมาเลย จางชุ่ยรออย่างร้อนใจ ร้านเก็บกวาดเสร็จเรียบร้อย จะปล่อยว่างไม่ค้าขายได้หรือ?


เธอจึงกัดฟันเปิดร้านเพียงลำพัง


ตอนออกไปซื้อวัตถุดิบสำหรับทำอาหารเข้าร้าน จางชุ่ยเดินผ่านร้านLuna ทว่าเธอนึกขึ้นได้ว่าเซี่ยจื่ออวี้ซื้อเสื้อผ้าแค่ชุดเดียวกลับต้องจ่ายเงินถึงร้อยกว่าหยวน คิดได้ดังนั้นเธอจึงเดินมุ่งหน้าไปยังร้านLunaตั้งใจที่จะด่าอีกฝ่ายว่าเป็นนายทุนหน้าเลือด


แต่พอคนในร้านหันหน้ามา เธอก็ต้องสะดุ้งโหยง ทำไมคนที่อยู่ในร้านถึงหน้าตาเหมือนหลิวเฟินกัน?!



ตอนที่ 813: สะกดรอยตาม



จางชุ่ยนึกว่าตัวเองตาฝาด


ทว่าพอมองดูให้ดี มองอย่างไรก็คือหลิวเฟิน


ผิวของคนเราสามารถขาวขึ้นได้ ดูดีขึ้นได้ แต่ถึงอย่างไรโครงร่างของร่างกายมักจะมีการเปลี่ยนแปลงไม่มากนัก


อย่างไรก็ตามการแต่งกายและบุคลิกภาพของหลิวเฟินนั้นเปลี่ยนไปแล้ว แต่จางชุ่ยก็ยังคงจำเธอได้ แน่นอนว่าจางชุ่ยมีมันสมองมากกว่าหวังจินกุ้ย เพราะหวังจินกุ้ยนั้นโง่เง่าจึงบุ่มบ่ามเข้าไปหาเรื่องหลิวเฟินซึ่งหน้า ในขณะที่จางชุ่ยรู้ดีว่าหลิวเฟินไม่ได้รังแกง่ายเหมือนเมื่อก่อน เธอจึงไม่ได้ทำอะไรวู่วาม


เซี่ยเสี่ยวหลานหาแฟนที่มีชาติตระกูลดีมาก เรื่องนี้จางชุ่ยได้ยินมาจากปากของเซี่ยจื่ออวี้


เซี่ยเสี่ยวหลานมีปัญญาซื้อเรือนสี่ประสานราคาหลายหมื่นหยวน เห็นได้ชัดว่าฝ่ายชายพึงพอใจในตัวเซี่ยเสี่ยวหลานมากมายแค่ไหน


ส่วนจื่ออวี้ของเธอนั้นช่างน่าสงสาร ลูกสาวเธอดีไปหมดทุกอย่างแต่ก็มิวายโดนคนตระกูลหวังคอยจับผิด ไม่เป็นที่ชื่นชอบของคนอื่นเหมือนนังเด็กร้ายกาจอย่างเซี่ยเสี่ยวหลาน คงเพราะนังเด็กนั่นอาศัยหน้าตาดั่งปีศาจจิ้งจอกยั่วยวนผู้ชายน่ะสิ จางชุ่ยด่ากราดอยู่ในใจ


กับหลิวเฟินเองจางชุ่ยก็ไม่กล้าหาเรื่อง ทำไมเซี่ยฉางเจิงต้องกลับอวี้หนานน่ะหรือ ที่เป็นเช่นนี้ไม่ใช่เพราะครอบครัวของเซี่ยหงปิง แต่สาเหตุมาจากหลิวเฟิน พวกเขาถึงได้ถูกควบคุมตัวอยู่ที่โรงพักจวบจนถึงวันนี้


จางชุ่ยยืนหลบอยู่ตรงบริเวณตรอกด้านข้าง


หลิวเฟินไม่ได้ซื้อเสื้อผ้า แต่เธอกำลังพูดบางอย่างกับพนักงาน ก่อนจะหิ้วกระเป๋าออกมา


จากนั้นก็มีชายในชุดเครื่องแบบคนหนึ่งเดินมาเจอเข้ากับหลิวเฟิน ทั้งคู่คุยกันอยู่หลายคำด้วยท่าทางเป็นกันเอง


จางชุ่ยใจเต้นรัวเร็ว


หลิวเฟินไม่เหมือนคนมาซื้อเสื้อผ้า ส่วนนายตำรวจในชุดเครื่องแบบก็เหมือนจะรู้จักหลิวเฟิน


หรือว่าจะเป็นผู้ชายคนใหม่ของหลิวเฟินกันนะ?


จางชุ่ยพึมพำอย่างเหน็บแนม “ลูกสาวเป็นรองเท้าผุพัง คนแม่ก็ไม่ได้ดีเด่มาจากไหน เพิ่งหย่าได้ไม่เท่าไรก็หาผู้ชายใหม่ได้เสียแล้ว”


เพราะอีกฝ่ายใส่ชุดเครื่องแบบแถมหน้าตายังดูดุดัน จางชุ่ยจึงค่อนข้างรู้สึกกลัว เธอเดินสะกดรอยตามทั้งคู่ และได้เห็นว่าพวกเขาสองคนเดินเข้าไปในธนาคาร ผ่านไปครู่หนึ่งก็เดินออกมาด้วยกัน


หลังคุยกันอีกไม่กี่ประโยค ชายชุดเครื่องแบบก็แยกตัวจากไป ส่วนหลิวเฟินได้ขี่จักรยานไปที่อื่นต่อ ทำให้จางชุ่ยไม่สามารถสะกดรอยตามต่อได้ทัน


เวลานี้เธอไม่สนวัตถุดิบสำหรับทำอาหารอีกต่อไปแล้ว จางชุ่ยรีบขึ้นรถประจำทางไปหาเซี่ยจื่ออวี้ที่วิทยาลัยทันที


เซี่ยจื่ออวี้เพิ่งไปหยางเฉิงมาเมื่อไม่กี่วันก่อน สำหรับหวังเจี้ยนหัวนั้น เธอบอกเขาว่าเธอจะไปเยี่ยมครอบครัวอาเล็กว่าพอจะช่วยอะไรได้บ้างหรือไม่ แน่นอนว่าจางชุ่ยไม่เชื่อคำกล่าวนี้ เธอจึงถามเซี่ยจื่ออวี้ แต่เซี่ยจื่ออวี้กลับปิดปากเงียบ แม้กระทั่งกับแม่บังเกิดเกล้าเซี่ยจื้ออวี้ก็ไม่คิดจะแพร่งพราย จางชุ่ยย่อมรู้สึกไม่พอใจเช่นกัน


อย่างไรก็ตามแม่ลูกมีช่องว่างระหว่างกันเป็นเรื่องเล็ก ทว่าการร่วมมือกันรับมือกับศัตรูต่างหากที่สำคัญกว่า!


“แม่เจออาสะใภ้รองหรือ”


“ใช่ แม่ไม่มีทางจำผิดแน่!”


แม้ปักกิ่งจะมีประชากรจำนวนมาก แต่เซี่ยจื่ออวี้ก็เคยเจอเซี่ยเสี่ยวหลานที่งานเชื่อมสัมพันธ์ และตอนเซี่ยเสี่ยวหลานไปเลือกซื้อบ้านก็เคยเจอกับเซี่ยฉางเจิงโดยบังเอิญเช่นกัน สุดท้ายจางชุ่ยก็ดันมาเจอหลิวเฟินที่ปักกิ่งอีก เซี่ยจื่ออวี้รู้สึกแปลกใจ “แม่บอกว่าอาสะใภ้รองดูคุ้นเคยกับละแวกนั้นมากอย่างงนั้นหรือ แม่ลองสืบดูสิว่าอาสะใภ้รองไปทำอะไรที่นั่นกันแน่”


เซี่ยจื่ออวี้ได้เช็คใบหนึ่งมาจากตู้เจ้าฮุย เธออยากใช้เงินก้อนนี้ทำธุรกิจแต่ยังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะทำอะไร


ก่อนหน้านี้ตอนไปซื้อเสื้อผ้าที่Luna เซี่ยจื่ออวี้เองก็ได้รับแรงบันดาลใจจากการทำธุรกิจนี้เช่นกัน การทำร้านอาหารว่างทั้งเหนื่อยและลำบาก ถ้าเธอสามารถเปิดร้านอย่างLunaได้คงจะสบายและมีหน้ามีตาเป็นแน่ แค่คิดเซี่ยจื่ออวี้ก็อดที่จะหวั่นไหวไม่ได้


หากไม่ทำก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าคิดจะลงมือทำแล้ว เธอจะต้องทำให้ยิ่งใหญ่


เปิดร้านที่ซีตันไม่เห็นจะดีตรงไหน ถ้าจะเปิดร้านก็ควรไปเปิดที่ถนนหวังฝูจิ่ง


เธอจะต้องเปิดร้านในทำเลที่ดีที่สุด ตกแต่งอย่างหรูหรา และเปิดเป็นห้างสำหรับขายเสื้อผ้าไปเลย!


ตอนแรกเธอตั้งใจว่าจะโน้มน้าวให้ตู้เจ้าฮุยร่วมมือกับเธอ โดยเธอจะขอให้ตู้เจ้าฮุยสร้างห้างสรรพสินค้าขึ้นมา ส่วนเธอขอพื้นที่เพียงหนึ่งถึงสองชั้นในการขายเสื้อผ้าสตรีเท่านั้น ธุรกิจขนาดใหญ่เช่นนี้ปัจจุบันจะมีใครสามารถแข่งกับเธอได้อีก?


แต่ตู้เจ้าฮุยกลับไม่สนใจแผนธุรกิจนี้ ฟังได้เพียงครึ่งทางก็พูดขัดเธอขึ้นมาเสียอย่างนั้น


เซี่ยจื่ออวี้จึงเลิกพูดต่อทันที


เช่นนั้นแผนการทำกำไรจากธุรกิจนี้ เธอเก็บไว้ใช้เองดีกว่า!


ตู้เจ้าฮุยไม่ใช่คนตระหนี่ ทว่าครั้งแรกที่เธอบอกประวัติของตระกูลโจวกับเขา เขากลับให้เงินมาแค่หนึ่งหมื่นหยวนเท่านั้น อย่างไรก็ตามเธอไม่ได้รับเงินหมื่นหยวนไว้ เพราะเธอต้องการมากกว่านั้น


ครั้งนี้เธอแค่ให้คำแนะนำ ตู้เจ้าฮุยก็ถึงกับเขียนเช็คจำนวนหนึ่งแสนหยวนให้กับเธอ


เงินหนึ่งแสนนี้มากพอที่จะให้เซี่ยจื่ออวี้ซื้อเรือนสี่ประสานที่ปักกิ่งได้ แต่เธอไม่ได้ไปดูบ้าน เพราะเธออยากใช้เงินหนึ่งแสนหยวนนี้เป็นเงินทุนสำหรับทำธุรกิจ แต่การเปิดห้างขายเสื้อผ้าที่ถนนหวังฝูจิ่ง เงินที่ต้องใช้ทำการตกแต่งและสร้างมันขึ้นมาอย่างน้อยๆ คงต้องมีเงินทุนจำนวนหลายแสนหยวน


หากอาศัยแค่เงินแสนหยวนในมือเธอคงไม่พออย่างแน่นอน


เปิดร้านที่หวังฝูจิ่งไม่ได้ เช่นนั้นเซี่ยจื่ออวี้ก็อยากเปิดร้านที่ซีตัน


เปิดร้านเสื้อผ้ามีอะไรยากอย่างนั้นหรือ แค่ซื้อเสื้อผ้าจากตลาดขายส่งกลับมา ตกแต่งร้านให้สวยงามเหมือนดั่งLuna แล้วจ้างพนักงานขายสาวสวยมาสักสองคน ร้านเสื้อผ้าบนโลกนี้ล้วนทำแบบนี้กันทั้งนั้น


อย่างไรก็ตามเธอยังต้องเคารพกฎระเบียบของวิทยาลัย คงไม่สามารถมาเฝ้าร้านทุกวันได้ ดังนั้นการเปิดร้านขายเสื้อผ้าเหมาะสมที่สุดแล้ว


สาเหตุที่เซี่ยจื่ออวี้อยากเปิดร้านที่ซีตันไม่ใช่เพราะเธอต้องการแข่งกับLuna ถึงอย่างไรที่ซีตันก็ไม่ได้มีร้านเสื้อผ้าแค่Lunaเจ้าเดียวเสียหน่อย แต่Lunaลงทุนกับการโฆษณาลงบนนิตยสารและหน้าหนังสือพิมพ์ เช่นนั้นเธอจะเปิดร้านติดกับLuna คอยกอบโกยผลประโยชน์จากพวกเขา ทั้งยังเป็นการประหยัดค่าโฆษณาไปในตัวอีกด้วย!


แผนการเหล่านี้เซี่ยจื่ออวี้ไม่ได้บอกกับจางชุ่ย เธอแค่สั่งให้จางชุ่ยคอยจับตามองหลิวเฟินเอาไว้เท่านั้น


อยากเปิดร้านเหมือนLunaที่ซีตัน เงินที่ตู้เจ้าฮุยให้มาคงพอที่จะเปิดร้านได้อย่างฉิวเฉียด กว่าเธอจะได้เงินก้อนนี้จากตู้เจ้าฮุยมานั้นไม่ง่าย เพราะฉะนั้นจะปล่อยให้มีเรื่องผิดพลาดเกิดขึ้นไม่ได้เด็ดขาด


เจอกับเซี่ยเสี่ยวหลานทีไร เธอเป็นต้องซวยทุกทีน่ะสิ!


ถ้ายังไม่รู้สาเหตุว่าทำไมหลิวเฟินถึงไปโผล่ที่ซีตันได้ เซี่ยจื่ออวี้ก็คงไม่อาจเปิดร้านที่นั่นได้อย่างสบายใจแน่นอน


ทำเลดีๆย่อมเป็นที่หมายตาของทุกคน ดังนั้นเซี่ยจื่ออวี้ต้องอดทน


จางชุ่ยคิดถึงวัตถุดิบที่เธอเพิ่งซื้อมา เซี่ยจื่ออวี้จึงพูดขัดขึ้นว่า “แม่ แม่อย่าเสียดายของที่ไม่มีค่าจนทำเสียเรื่อง ของพวกนั้นราคาแค่เท่าไรกัน! ถ้าแม่ยังไม่รู้ว่าทำไมอาสะใภ้รองถึงอยู่ที่ซีตัน แม่ยังจะเปิดร้านจางจี้ใหม่อย่างสบายใจได้อีกหรือ เซี่ยเสี่ยวหลานไม่มีทางปล่อยให้พวกเรามีชีวิตที่ดีหรอกนะ ตอนนี้เธอมีเส้นสายของแฟนหนุ่มคอยหนุนหลัง ในขณะที่พ่อของเจี้ยนหัวเพิ่งถูกสั่งย้ายไปสำนักประวัติศาสตร์พรรคคอมมิวนิสต์ เราจะปะทะกับคนพวกนั้นตรงๆไม่ได้”


จางชุ่ยรู้สึกอึดอัดใจ


แป้ง น้ำตาล และวัตถุดิบจำพวกน้ำมันสามารถเก็บรักษาได้ระยะยาว อากาศแบบนี้ไข่ไก่ยังพอเก็บไว้ได้นานหนึ่งเดือน แต่เนื้อสัตว์เก็บได้แค่วันเดียวเท่านั้น


“คืนนี้กลับมากินข้าวที่บ้านด้วยเล่า แม่จะเอาเนื้อที่ซื้อมาแล้วทำอาหารให้กิน เรียกเจี้ยนหัวมาด้วยล่ะ พูดถึงเจี้ยนหัวแล้วนึกขึ้นได้ ลูกว่าแฟนของเซี่ยเสี่ยวหลานรู้เรื่องในอดีตของเธอหรือเปล่า? ชื่อเสียงที่บ้านเกิดเน่าเฟะเสียขนาดนั้น ครอบครัวฝ่ายชายเขาไม่สนใจอะไรเลยหรือ?”


ทำไมคนชนบทถึงให้ความสำคัญกับชื่อเสียงมากขนาดนั้นน่ะหรือ ก็เพราะตั้งแต่สมัยโบราณ พรหมจรรย์ของผู้หญิงเป็นสิ่งสำคัญน่ะสิ


หญิงสาวที่มีชื่อเสียงเสียหายอย่างเซี่ยเสี่ยวหลาน แม้หน้าตาจะสวยงามแค่ไหนก็ไร้ประโยชน์ หากอยู่ชนบทคงต้องแต่งงานกับชายแก่ไร้ครอบครัวหรือพวกพ่อม่าย แต่ตอนนี้เซี่ยเสี่ยวหลานสอบติดหัวชิงแล้ว จากนกกระจอกกลายเป็นหงส์งามสง่า แถมยังมีคู่ครองเป็นถึงลูกชายข้าราชการใหญ่ จางชุ่ยมีหรือที่จะไม่รู้สึกอิจฉา


ขนาดตระกูลหวังยังชอบจับผิดเซี่ยจื่ออวี้ แล้วครอบครัวแฟนหนุ่มของเซี่ยเสี่ยวหลานจะไม่สนใจอดีตของลูกสะใภ้สักนิดเลยหรือ?


คนเป็นข้าราชการให้ความสำคัญกับชื่อเสียงเกียรติยศด้วยกันทั้งนั้น


คำพูดของจางชุ่ยทำให้ตาของเซี่ยจื่ออวี้ทอประกาย


นั่นน่ะสิ ตระกูลโจวไม่สนใจเลยหรือ ขนาดตระกูลหวังยังมีมาตรฐานสูงเช่นนั้น ขนาดหวังก่วงผิงถูกสั่งย้าย แต่ก็ยังมิวายหยิ่งทะนงตนดั่งเดิม


ตระกูลโจวมีตำแหน่งใหญ่โตกว่าหวังก่วงผิงยิ่งนัก ลูกชายของพวกเขาอาจจะหลงใหลในหน้าตาของเซี่ยเสี่ยวหลาน กอรปกับการที่เซี่ยเสี่ยวหลานสอบติดหัวชิง พวกเขาถึงได้ยอมรับเธอโดยง่ายดายสินะ


ถ้าตระกูลโจวรู้เรื่องในอดีตของเซี่ยเสี่ยวหลานจะมีปฏิกิริยาแบบไหนกันนะ เซี่ยจื่ออวี้อยากรู้เรื่องนี้มากเหลือเกิน


แต่เธอไม่สามารถลงมือเองได้ และเธอไม่ควรเอาเรื่องนี้ไปบอกตระกูลโจวด้วยตัวเอง


“แม่ แม่ไปสืบเรื่องอาสะใภ้รองให้ชัดเจนก่อนดีกว่า ส่วนเรื่องนี้ฉันจะจัดการเอง แม่อย่ายุ่งอีกเลย!”



ตอนที่ 814: สาวงามในชุดเครื่องแบบ



เซี่ยเสี่ยวหลานซื้อตั๋วรถไฟรอบเช้าตรู่ของวันเสาร์


เดิมทีเธอตั้งใจว่าจะออกเดินทางคืนวันศุกร์ แต่คาบเรียนช่วงบ่ายนั้นแน่นมาก และยังมีการบ้านอีกจำนวนหนึ่งที่ต้องทำอีกด้วย


สอบเข้ามหาวิทยาลัยได้แล้วเท่ากับสบาย? นั่นคงเป็นได้แค่ความฝันเท่านั้น! คนที่ใช้ชีวิตอย่างไร้เป้าหมายอาจจะสบาย แต่ถ้าอยากได้ความรู้ มหาวิทยาลัยมีให้กอบโกยอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ดังนั้นชีวิตมหาลัยย่อมเหนื่อยกว่าชีวิตมัธยมปลายมากโข


ห้องนอนเซี่ยเสี่ยวหลานไฟสว่างโร่ยันตีหนึ่ง หลิวเฟินกับย่าอวี๋พยายามเคลื่อนไหวอย่างเงียบเชียบ เพราะไม่อยากรบกวนเวลาเธอทำการบ้าน


หลังเซี่ยเสี่ยวหลานทำการบ้านเสร็จก็พยายามเคลื่อนไหวอย่างเงียบเชียบ เพราะเธอเองก็กลัวว่าจะรบกวนเวลานอนของพวกเขาเช่นกัน


แต่พอเธอลุกขึ้นยืน เธอก็ได้ยินเสียงหลิวเฟินถามดังลอดเข้ามาในห้องว่า “การบ้านเสร็จแล้วหรือ แม่ทำไข่ดาวน้ำไว้ให้ กินก่อนแล้วค่อยนอนนะ”


ไข่ดาวน้ำใส่น้ำตาลกับเหล้าข้าวหมากเล็กน้อยเป็นรสชาติที่เซี่ยเสี่ยวหลานชอบ เธอไม่ปฏิเสธความหวังดี จึงเปิดประตูออกไป “แม่ทำไมยังไม่นอนล่ะคะ”


หลิวเฟินยิ้มแต่ไม่ตอบอะไร


เซี่ยเสี่ยวหลานฉลาดแค่ไหนก็อ่านใจแม่ของตัวเองไม่ออก สำหรับคนเป็นแม่ ไม่ว่าลูกจะโตแค่ไหนคนเป็นแม่ก็ยังรู้สึกอดห่วงไม่ได้ ย่อมกลัวลูกกินไม่อิ่ม นอนไม่หลับ เซี่ยเสี่ยวหลานอดหลับอดนอนเพื่อทำการบ้าน แล้วหลิวเฟินจะหลับสบายลงได้อย่างไรกัน


แน่นอนว่าเซี่ยเสี่ยวหลานเองก็รู้สึกหิวแล้วเช่นกัน


ร่างกายของคนหนุ่มสาวเผาผลาญไว กินมื้อดึกแล้วจะอ้วนหรือไม่เป็นเรื่องที่อีกหลายปีข้างหน้าผู้คนจะคิดถึงกัน เธอกินไข่ดาวน้ำจนเกลี้ยงชาม ตอนแรกตั้งใจว่าจะพูดเรื่องผู้กำกับหม่า แต่หลิวเฟินกลับเก็บชามไปล้างอย่างรวดเร็ว


“เอาละ รีบไปนอนได้แล้ว พรุ่งนี้เช้าลูกยังต้องไปขึ้นรถไฟอีกนะ!”


การเดินทางนั้นเหนื่อยมาก


ตั้งแต่เปิดภาคเรียน ช่วงสุดสัปดาห์เซี่ยเสี่ยวหลานไม่เคยได้หยุดพักเลยสักครั้ง


อีกทั้งตอนนี้เธอยังต้องนั่งรถไฟไปเยี่ยมโจวเฉิงอีก หลิวเฟินกลัวเหลือเกินว่าลูกสาวจะเหนื่อย แต่อาชีพของโจวเฉิงนั้นไม่เหมือนคนอื่น กฎระเบียบของหน่วยงานเข้มงวดมาก ดังนั้นระหว่างพวกเขาสองคนต้องมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นผู้เสียสละ


อย่างไรก็ตามโจวเฉิงนิสัยดี แน่นอนว่าหลิวเฟินให้การยอมรับในตัวเขามานานแล้ว


ครั้งก่อนที่หลิวเฟินได้เจอกับพ่อแม่ของโจวเฉิงก็ดูเหมือนพวกเขาจะคุยด้วยง่าย


อีกทั้งกวนฮุ่ยเอ๋อยังช่วยแนะนำเพื่อนของเธอให้มาซื้อเสื้อผ้าที่ร้าน ทว่าหลิวเฟินอยู่ที่ร้านเป็นบางครั้งบางคราวเท่านั้น ดังนั้นเธอจึงไม่ได้คาดหวังให้กวนฮุ่ยเอ๋อพาลูกค้ามาช่วยซื้อของอยู่ตลอดเวลา หลิวเฟินแค่รู้สึกว่าตระกูลโจวเป็นตระกูลที่มีเหตุผล กวนฮุ่ยเอ๋อไม่รังเกียจที่เธอกับเซี่ยเสี่ยวหลานทำธุรกิจอิสระ มิเช่นนั้นหลังพวกเธอเปิดร้านเสื้อผ้า กวนฮุ่ยเอ๋อคงแกล้งทำเป็นไม่รู้จัก มีหรือจะมาหาถึงที่เช่นนี้


การเจอกับคู่ครองที่คุณสมบัติดีไม่ใช่เรื่องง่าย และที่ยากยิ่งกว่าคือการที่ครอบครัวฝ่ายชายเป็นคนมีเหตุผล หลิวเฟินรู้ซึ้งในเรื่องนี้เป็นอย่างดี!


นอกจากไม่มีเวลาอยู่กับเสี่ยวหลานมากนัก โจวเฉิงก็ไม่มีจุดไหนให้ตำหนิได้เลยแม้แต่น้อย


ตอนนี้เด็กสองคนเจอหน้ากันลำบาก ทว่าอนาคตหลังแต่งงานคงจะดีขึ้น


หลิวเฟินปลอบใจตัวเองเก่ง แต่เธอลืมคิดไปว่าต่อให้แต่งงานกันแล้ว เซี่ยเสี่ยวหลานกับโจวเฉิงใครที่จะเป็นฝ่ายเสียสละ เรื่องนี้ยังคงเป็นปัญหาใหญ่


เซี่ยเสี่ยวหลานลากกระเป๋าสัมภาระและสะพายกระเป๋าเป้ขึ้นรถไฟ คังเหว่ยมาส่งเธอที่สถานีรถไฟตั้งแต่เช้า ทั้งกระเป๋าเดินทางและกระเป๋าเป้ของเซี่ยเสี่ยวหลานหนักมาก ในกระเป๋าเดินทางเต็มไปด้วยอาหาร ส่วนในกระเป๋าเป้คือของใช้ในชีวิตประจำวันต่างๆของโจวเฉิงทั้งสิ้น


หน่วยงานมีชุดเครื่องแบบให้ แต่ของใช้จำพวกผ้าเช็ดตัวหรือยาสีฟันต้องเตรียมไปเอง รวมถึงของใช้ส่วนตัวอย่างพวกกางเกงในหรือถุงเท้าก็ด้วยเช่นกัน... น่าเสียดายที่ทั้งสองชาติของเซี่ยเสี่ยวหลานไม่เคยซื้อกางเกงในผู้ชายให้ใครมาก่อน เธอจึงอดรู้สึกหน้าร้อนไม่ได้


“พี่สะใภ้ เดินทางปลอดภัยนะ!”


คังเหว่ยช่วยยกกระเป๋าสัมภาระขึ้นรถไฟ


การเดินทางจากปักกิ่งไปจี้เป่ยไม่ไกลมาก โดยรถไฟจะจอดที่สถานีสือเจียจวง


เสียงเคลื่อนที่ของรถไฟดังขึ้นตลอดทาง ทว่าไม่กระทบกับการหลับใหลของเซี่ยเสี่ยวหลานสักนิด เธอไม่ได้ปล่อยให้ตัวเองต้องลำบาก จึงเลือกซื้อตั๋วที่นั่งแบบตั๋วนอน แน่นอนว่าเธอไม่มีทางซื้อตั๋วนั่งเด็ดขาด ถึงอย่างไรตอนนี้ก็มีเงินพอใช้ ไม่จำเป็นต้องประหยัดอีกแล้ว อีกทั้งเมื่อคืนเธอนอนดึกมาก จำเป็นต้องหลับเป็นการชดเชย


นั่งรถไฟช่วงฤดูใบไม้ผลินั้นสบายที่สุด


ฤดูหนาวหนาวเกินไป ฤดูร้อนก็ร้อนเกินไป ทั้งยังเหม็นกลิ่นเหงื่อไคลอีกด้วย


ฤดูใบไม้ผลิหากเปิดหน้าต่างก็จะได้รับลมเย็นสบาย กลางเดือนเมษายนเช่นนี้ ตลอดการเดินทางจากปักกิ่งไปยังจี้เป่ยเต็มไปด้วยกลิ่นอายของฤดูแห่งความอุดมสมบูรณ์


ทุ่งหญ้ากว้างสีเขียวชอุ่ม ไม่มีใบไม้แห้งเหี่ยวร่วงโรยดูขัดตา วิวทิวทัศน์ก็สวยงามทำให้อารมณ์ดีตามไปด้วย


เซี่ยเสี่ยวหลานนอนหลับไปสองชั่วโมง เธอยันตัวลุกขึ้นมองวิวด้านนอก อารมณ์ดีตั้งแต่เช้าตรู่เช่นนี้ พอถึงสือเจียจวงแม้จะต้องเปลี่ยนมานั่งรถก็ไม่ได้รู้สึกแย่อย่างที่คิด เซี่ยเสี่ยวหลานลากกระเป๋าเดินทางมาถึงหน้าวิทยาลัย คนที่ยืนเฝ้ายามไม่ใช่คนเดิมที่เซี่ยเสี่ยวหลานเคยเจอก่อนหน้านี้


เธอบอกว่าตนมาหาโจวเฉิง เจ้าหน้าที่จึงบอกให้เธอรอสักครู่


เซี่ยเสี่ยวหลานรู้สึกโล่งใจยิ่งนัก


เธอกลัวเหลือเกินว่าจะเจอแบบคราวที่แล้ว


ความเสียสละของสือข่ายไม่ได้ส่งผลกระทบแค่กับโจวเฉิงเท่านั้น แต่เซี่ยเสี่ยวหลานเองก็รู้สึกสะเทือนใจไม่น้อย เธอกลัวว่าโจวเฉิงจะต้องออกไปปฏิบัติภารกิจลับอะไรอีก


การอยู่ต่างถิ่นไม่ใช่เรื่องยากที่สุด ทว่าสิ่งที่ยากที่สุดคือความรู้สึกเหมือนมีเงาตะคุ่มของความตายลอยอยู่เหนือศีรษะตลอดเวลา โดยเฉพาะเวลาที่ทั้งคู่ไม่สามารถติดต่อกันได้ เซี่ยเสี่ยวหลานย่อมรู้สึกคิดมากอย่างแน่นอน


เมื่อโจวเฉิงเดินออกมาด้วยสภาพร่างกายสมบูรณ์พร้อม ความรู้สึกกังวลของเซี่ยเสี่ยวหลานก็คลายไปจนหมดสิ้น


“โจวเฉิง!”


โจวเฉิงเห็นเธอก็รู้สึกดีใจมากเช่นกัน ก่อนที่จะรับกระเป๋าเป้กับกระเป๋าเดินทางไปถือ “ทำไมเอาของมาเยอะขนาดนี้เล่า เหนื่อยหรือเปล่า”


คงนั่งรถไฟมาตั้งแต่เช้าตรู่สินะ ถึงได้มาถึงที่นี่เร็วเช่นนี้


โจวเฉิงเข้าใจในสิ่งที่เซี่ยเสี่ยวหลานต้องการ วันเสาร์มาเช้าหน่อย ตกกลางคืนก็นอนค้างที่จี้เป่ย จากนั้นค่อยนั่งรถไฟกลับปักกิ่งในวันถัดไป เมื่อเป็นเช่นนี้เวลาที่ทั้งคู่ได้อยู่ร่วมกันก็จะนานยิ่งขึ้น ญาตินักศึกษาทหารมาเยี่ยมเยียนไม่สามารถพักอยู่ที่วิทยาลัยได้ แต่นอกวิทยาลัยมีบ้านพักรับรอง เรื่องพวกนี้เซี่ยเสี่ยวหลานจึงไม่รู้สึกกังวล


เดิมทีเซี่ยเสี่ยวหลานยังคงรู้สึกโกรธที่โจวเฉิงเลี่ยงที่จะบอกเธอเรื่องหาบ้านให้ตระกูลสือ แล้วให้คังเหว่ยเป็นผู้จัดการแทน


แต่พอเห็นหน้าโจวเฉิง เพลิงโทสะของเธอก็ดับมอดไปในบัดดล


เจอกันครั้งหนึ่งไม่ง่ายเลย จะเสียเวลาทะเลาะกันไปทำไม


โจวเฉิงไม่มีหอพักเดี่ยวในวิทยาลัย แม้เขาจะเป็นผู้บังคับการกองพัน แต่คนอื่นล้วนดำรงตำแหน่งใกล้เคียงกัน ดังนั้นเมื่อทุกคนเข้ามาเรียนรู้เพิ่ม จึงไม่มีใครได้อภิสิทธิ์เหนือใครทั้งนั้น


โจวเฉิงพักอยู่ในห้องรวมสี่คน


เมื่อเพื่อนร่วมหอรู้ว่าคู่ครองของโจวเฉิงจะมาหา ทั้งสามคนล้วนรู้ดีว่าต้องทำอะไร หลังพวกเขาทักทายเซี่ยเสี่ยวหลานเรียบร้อยก็ยกห้องพักให้กับทั้งคู่


เมื่ออยู่ในหอพักไม่ได้ ทุกคนจึงพากันไปเล่นบาสเกตบอล


ขณะเดินไปที่สนามพวกเขาก็คุยกันว่า “คู่ครองโจวเฉิงจะสวยเกินไปไหม”


“เฮ้อ อย่าอิจฉาเลย อิจฉาไปก็ไม่มีประโยชน์ โจวเฉิงรูปหล่อเสียขนาดนั้น ทั้งยังอนาคตไกลด้วย”


“ถ้าไม่มีเรื่องของสือข่าย...”


ถ้าไม่มีเรื่องสือข่าย ทุกคนที่ไปปฏิบัติภารกิจคราวก่อนคงได้สร้างผลงาน!


ตอนนี้ก็ถือว่าได้สร้างผลงานเช่นกัน แต่ทางวิทยาลัยยังไม่มีการแจ้งว่าจะทำการชมเชยเช่นไร เพราะถึงอย่างไรก็คงได้รับผลกระทบแน่นอน


“ควรเป็นผลงานของใคร ช้าเร็วก็ต้องเป็นของคนคนนั้น!”


จะร้อนใจแทนโจวเฉิงไปทำไม คนเขาได้เลื่อนตำแหน่งตั้งแต่อายุยังน้อย หลังฝึกอบรมสองปีกลับไปก็คงได้รับการเลื่อนตำแหน่งอีกครั้ง แม้แต่คู่ครองโจวเฉิงยังสามารถหาคนที่หน้าตาสวยจนหาตัวจับยากเสียขนาดนั้นได้


“คู่ครองของโจวเฉิงสวยกว่าเจียงเหยียนอีกนะ ว่าไหม โอ้ย เตะฉันทำไม!”


ไม่ใช่แค่ถูกเตะ ทว่าหางตายังกระตุกอีกด้วย


เขาหันหน้าไปมองข้างหลังอย่างเกร็งๆ ก่อนจะเห็นนักศึกษาหญิงในชุดเครื่องแบบหลายคนยืนอยู่ตรงนั้น


วิทยาลัยทหารบกไม่รับทหารหญิง แต่หลังวันตรุษจีน อยู่ๆก็มีนักศึกษาจาก ‘ชั้นเรียนสื่อสาร’ มาเยือน และทุกคนในชั้นเรียนล้วนเป็นผู้หญิงทั้งสิ้น!


พวกเขาทำอาชีพนี้มานานสามปี แน่นอนว่าเห็นผู้หญิงคนไหนก็สวยไปหมด อยู่ๆก็มีกลุ่มนักศึกษาหญิงเข้ามาในวิทยาลัยเช่นนี้ คนส่วนใหญ่ย่อมใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว แม้จะไม่ได้ฝึกกับนักศึกษาหญิง แต่วิทยาลัยก็ใหญ่แค่นี้ ย่อมมีโอกาสเจอหน้ากันแน่นอน


ช่วงเวลายังไม่ถึงหนึ่งเดือนเต็ม เหล่านักศึกษาหญิงก็ถูกพวกผู้ชายให้คะแนนกันอย่างลับๆเสียแล้ว


เจียงเหยียนคือนางฟ้าของคนทั้งวิทยาลัย เธอคือสาวงามในชุดเครื่องแบบตามคำนิยามทุกอย่าง และตอนนี้ก็กำลังยืนอยู่ตรงหน้าพวกเขาทั้งสามคน ถูกจับได้คาหนังคาเขาตอนนินทาเจียงเหยียนลับหลังเช่นนี้ ช่างน่าอายยิ่งนัก!



ตอนที่ 815: หลุดมือ?



“จะ เจียงเหยียน...”


คนที่ถูกจับได้ทำได้เพียงพูดอึกอัก


ช่วยไม่ได้ เจียงเหยียนเป็นคนเก่งมาก


แม้เทียบกับโจวเฉิงแล้วก็ยังคงด้อยกว่าอยู่ดี แต่ในบรรดานักศึกษาชาย เดิมทีก็แทบไม่มีใครสู้โจวเฉิงได้ ถ้าโจวเฉิงเป็นมังกร เจียงเหยียนก็คงเป็นหงส์ฟ้า เจียงเหยียนสูง172เซนติเมตร ความสวยของเธอไม่เหมือนเซี่ยเสี่ยวหลาน ใครเห็นเธอแวบแรกล้วนคิดถึงคำว่า ‘องอาจน่าเกรงขาม’


ชื่อเสียงของโจวเฉิงโด่งดังไม่ใช่น้อย


และเจียงเหยียนเองก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าเขานัก


‘ชั้นเรียนสื่อสาร’ เพิ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อเดือนที่แล้ว เจียงเหยียนกับนักศึกษาหญิงคนอื่นมาที่วิทยาลัยทหารบกได้ไม่นาน ก่อนหน้านี้ก็มีคนพูดจาลับหลังเจียงเหยียนอย่างไม่ให้เกียรติแต่ดันถูกจับได้


เจียงเหยียนไม่ได้ร้องไห้ไปฟ้องครูฝึก แต่ยื่นคำท้าขอประลองอีกฝ่ายตรงนั้นทันที


ผู้หญิงประลองกับผู้ชาย แม้พละกำลังจะไม่ได้เปรียบ แต่ด้านเทคนิคการต่อสู้ของเจียงเหยียนนั้นเก่งกาจมาก นักศึกษาชายผู้นั้นล้มลงไปกองอยู่กับพื้นทันทีหลังเธอปล่อยกระบวนท่าไปได้ไม่กี่ท่า วินาทีก่อนเจียงเหยียนยังดูดุดัน ทว่าวินาทีต่อมากลับยื่นมือไปให้อีกฝ่าย


“ต่อให้ชมฉัน ก็ควรพูดต่อหน้าฉัน ตอนนี้สู้กันแล้วก็ถือว่าแล้วกันไป!”


นักศึกษาชายถูกเธอฉุดขึ้นมาจากพื้น เขาทั้งรู้สึกอับอายและขายหน้า อย่างไรก็ตามตั้งแต่นั้นมาเขาก็กลายเป็นลิ่วล้อของเจียงเหยียน


หลังผ่านเรื่องนั้นมา ความสามารถและความใจกว้างของเจียงเหยียนก็ทำให้นักศึกษาชายหลายคนยอมรับ พวกเขาจึงไม่กล้าดูถูกนักศึกษาหญิงจากชั้นเรียนสื่อสารอีกต่อไป เพราะใครจะไปรู้ว่า ในนักศึกษาหญิงเหล่านั้นจะมีเจียงเหยียนที่สองอยู่อีกคนหรือไม่


วิทยาลัยมีชั้นเรียนสื่อสารแค่ห้องเดียว เรื่องที่เจียงเหยียนสู้ชนะเป็นที่โจษจันไปทั่ว ทำให้เธอกลายเป็นเทพธิดาในสายตาของคนทั้งวิทยาลัยทหารบก หลายคนที่ยังโสดต่างก็รู้สึกดีกับเจียงเหยียนด้วยกันทั้งสิ้น แม้กระทั่งคนที่มีคู่ครองแล้ว เวลาเห็นเจียงเหยียนเดินผ่านก็อดที่จะมองตามไม่ได้... มีเพียงโจวเฉิงเท่านั้นที่ไม่สนใจไยดีเธอ สาวงามในชุดเครื่องแบบอย่างเจียงเหยียน โจวเฉิงยังไม่สนใจ และไม่เคยเข้าร่วมวงเสวนาเรื่องของเจียงเหยียนกับพวกเขาเลย


พอถามโจวเฉิงว่าเจียงเหยียนสวยหรือไม่ โจวเฉิงมักตอบแค่ว่า ‘ไม่ได้สังเกต’ หรือไม่ก็ตอบ ‘ฉันมีคู่ครองแล้ว’


ทุกคนต่างพากันข้องใจ จนกระทั่งได้เจอกับเซี่ยเสี่ยวหลานความสงสัยทั้งหมดจึงหายไปกว่าครึ่ง


มีคู่ครองแบบเซี่ยเสี่ยวหลาน มิน่าเล่าโจวเฉิงถึงไม่สนใจเจียงเหยียน


เจียงเหยียนงดงามอย่างน่าเกรงขาม ในขณะที่เซี่ยเสี่ยวหลานสวยงามหยดย้อย ไม่มีใครกำหนดว่าพวกเขาต้องชอบคนอาชีพเดียวกันเท่านั้น ถึงอย่างไรผู้ชายส่วนใหญ่มักจะชอบผู้หญิงหน้าตาแบบเซี่ยเสี่ยวหลานมากกว่าอยู่ดี


เซี่ยเสี่ยวหลานทำให้คนรู้สึกใจสั่น อยากปกป้อง อยากทะนุถนอม


ต่างจากเจียงเหยียนที่ทำให้คนรู้สึกชื่นชม แต่ขณะเดียวกันก็รู้สึกกดดันด้วยเช่นกัน


ตำแหน่งสูงกว่ายังไม่เท่าไร แต่คนทั่วไปไม่อาจสู้เจียงเหยียนไหว ไม่รู้ว่าผู้หญิงคนนี้ฝึกวิชามาอย่างไรกันแน่


“พวกเธอกำลังพูดถึงฉันหรือ”


เจียงเหยียนยืนอยู่ตรงหน้า นักศึกษาชายที่เพิ่งเอ่ยชื่อเธอถึงกับขาสั่น


“ปะ เปล่า... พูดถึงโจวเฉิงน่ะ คู่ครองเขามาหา”


เจียงเหยียนปรายตามองไปทางหอพักเล็กน้อย


“โจวเฉิงมีคู่ครองแล้ว? แล้วมันเกี่ยวอะไรกับฉันรึ อย่างไรก็ตามห้ามนินทาว่าร้ายฉันลับหลัง มีอะไรก็พูดต่อหน้า... ว่าแต่พวกเราขาดคนร่วมทีมเล่นบาส พวกเธออยากมาเล่นด้วยหรือเปล่า”


เรื่องคราวนี้ผ่านไปอย่างง่ายดายแบบนี้เลยหรือ?


วันนี้เจียงเหยียนดูคุยง่ายยิ่งนัก เพื่อนร่วมหอของโจวเฉิงย่อมไม่พลาดโอกาส พวกเขาเพิ่งสังเกตเห็นว่าเพื่อนของเจียงเหยียนก็ถือลูกบาสมาด้วยเช่นกัน ท่าทางเหมือนกำลังจะไปที่สนามบาส มิน่าล่ะถึงเจอกันพอดีแบบนี้!


------------------------------------------------


ห้องพักของโจวเฉิงอยู่ชั้นสอง ช่วงสุดสัปดาห์ของวิทยาลัยทหารบกไม่เหมือนกับมหาวิทยาลัยทั่วไป


มหาวิทยาลัยทั่วไป พวกนักศึกษาสามารถออกนอกรั้วมหาลัยได้ตามสะดวก อยากไปที่ไหนก็ไปได้ แต่สุดสัปดาห์ของวิทยาลัยทหารบก อย่างมากก็แค่ไม่ต้องฝึกทหาร อนุญาตให้ลาหยุดได้ แต่ไม่อาจออกไปไหนได้ตามใจชอบ


เซี่ยเสี่ยวหลานมองออกไปนอกหน้าต่างห้องพักของโจวเฉิง ด้านล่างมีสนามบาสขนาดใหญ่ ชั่วขณะนั้นเซี่ยเสี่ยวหลานนึกว่าเธอตาลาย “โจวเฉิง วิทยาลัยของพวกเธอมีนักศึกษาหญิงด้วยหรือ”


โจวเฉิงกำลังเปิดดูของที่เซี่ยเสี่ยวหลานพกมา สายตาของเขาจับจ้องอยู่ที่ตัวว่าที่ภรรยาของตน ไม่แม้แต่จะปรายตามองด้านนอกหน้าต่างสักนิด


“นักศึกษาชั้นเรียนสื่อสาร ปีนี้เพิ่งก่อตั้งขึ้นมาหมาดๆ อาจจะมีแค่ภาคเรียนนี้เท่านั้น”


เซี่ยเสี่ยวหลานแค่ทักเฉยๆ จะมีนักศึกษาหญิงหรือไม่ เธอไม่คิดมาก


มีผู้หญิงแล้วทำไม โจวเฉิงเรียนกับผู้หญิงไม่ได้อย่างนั้นหรือ? เซี่ยเสี่ยวหลานไม่ใช่พวกสองมาตรฐาน ถ้าเธอคิดแบบนั้นโจวเฉิงก็คงขอให้เธออย่าเรียนที่มหาวิทยาลัยได้เหมือนกัน ภาควิชาสถาปัตยกรรมรุ่น84 มีทั้งหมดสามชั้นเรียน ทว่ามีนักศึกษาหญิงอยู่เพียง15คนเท่านั้น ที่เหลือคือนักศึกษาชายทั้งหมดน่ะสิ


อย่างไรก็ตามเธอไม่รู้สักนิดว่าเพื่อนร่วมหอของโจวเฉิงเอาเธอไปเปรียบเทียบกับเจียงเหยียนเรียบร้อยแล้ว


ความสัมพันธ์ของเซี่ยเสี่ยวหลานกับโจวเฉิงเริ่มต้นขึ้นจากแรงดึงดูดทางหน้าตา แต่ทั้งคู่คบกันมาปีกว่าแล้ว ผู้ปกครองก็เจอหน้ากันแล้ว ยังจะคิดถึงเรื่องหน้าตาอยู่อีกหรือ


เซี่ยเสี่ยวหลานไม่รู้สึกว่าตนคือคนที่สวยที่สุดในโลก บนโลกนี้ย่อมมีคนที่สวยกว่าเธออยู่แล้ว ถ้าต้องระแวงเพศตรงข้ามกับโจวเฉิงทุกคน เธอคงเหนื่อยตายกันพอดี


ในขณะที่โจวเฉิงกำลังเก็บของ เซี่ยเสี่ยวหลานก็ได้มองโต๊ะหนังสือที่อยู่ริมหน้าต่าง


บนโต๊ะมีหนังสือวางอยู่หลายเล่ม เซี่ยเสี่ยวหลานหยิบออกมาดูเล่มหนึ่ง บนนั้นเต็มไปด้วยการจดบันทึก ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นลายมือของโจวเฉิง


“เธออ่านหนังสือเยอะขนาดนี้เลยหรือ”


โจวเฉิงรู้สึกเขิน “อยู่ในวิทยาลัย นอกจากฝึกซ้อม พวกเรายังต้องเรียนด้านวิชาการด้วย”


โจวเฉิงเป็นพวกไม่ยอมแพ้ใครเช่นกัน ไม่ว่าจะทำอะไรก็อยากได้ที่หนึ่ง


ช่วยไม่ได้ ว่าที่ภรรยาของเขาเป็นถึงนักศึกษาหัวชิง โจวเฉิงกลัวถูกเธอทิ้งห่าง เดิมทีเขาตั้งใจว่าจะใช้เวลาสองปีที่มาเรียนเพิ่มนี้พัฒนาตัวเอง แต่หลังถูกสั่งแยกตัวเพื่อตรวจสอบคราวนั้น โจวเฉิงก็ถูกห้ามไม่ให้ติดต่อกับโลกภายนอก เขาจึงทำได้แค่อ่านหนังสือ และค้นพบกับความรู้สึกต้องการใฝ่รู้ของตัวเอง


ปัจจุบันเทคโนโลยีกำลังก้าวหน้า อาวุธยุทโธปกรณ์ต่างๆ ล้วนต่างจากช่วงปฏิวัติมากโข


การพัฒนาของเทคโนโลยีทำให้แผนการรับมือเกิดความเปลี่ยนแปลง ดังนั้นการบัญชาการคำสั่งจึงมิอาจใช้ตามแบบแผนเดิมได้อีกแล้ว คนทั่วไปไม่เรียนรู้เพิ่มไม่เป็นไร แต่ถ้าอยากเป็นคนเก่งก็จำเป็นต้องเรียนรู้ทฤษฎีใหม่ๆอยู่เสมอ


แน่นอนว่าข้าราชการอย่างโจวเฉิงย่อมจำเป็นต้องก้าวให้ทันยุคสมัย


เซี่ยเสี่ยวหลานไม่ได้กล่าวล้อเลียนโจวเฉิงแต่อย่างใด เธอดีใจเสียด้วยซ้ำที่ผู้ชายของตนกำลังพัฒนาตัวเอง


คนที่มีชาติตระกูลดีอย่างโจวเฉิงไม่จำเป็นต้องพยายามมากมายก็มีจุดเริ่มต้นที่สูงกว่าคนอื่น แต่เขากลับขยันขันแข็งยิ่งกว่าคนทั่วไป เซี่ยเสี่ยวหลานรู้สึกว่าเธอมองคนไม่ผิด ครั้งแรกที่ได้เจอเธอรู้สึกว่าเขาดูเป็นเด็กเกเร ทว่าระยะเวลาเกือบสองปีที่ผ่านมา โจวเฉิงเปลี่ยนแปลงไปมากเหลือเกิน


เธอวางหนังสือที่อยู่ในมือลงบนโต๊ะ ก่อนจะเดินไปหาโจวเฉิง และหยิบนาฬิกาข้อมือที่เตรียมเอาไว้ออกมาให้เขา


“โจวเฉิง อีกไม่กี่วันก็จะถึงวันเกิดเธอแล้ว ฉันไม่รู้จะให้อะไรเป็นของขวัญแก่เธอดี อย่ารังเกียจที่ฉันไม่มีความคิดสร้างสรรค์เลยนะ แต่ฉันรู้ว่าเธอชอบนาฬิกาข้อมือ เช่นนั้นฉันจะให้เธอปีละเรือนดีหรือเปล่า”


ให้นาฬิกาข้อมือหนึ่งเรือนทุกปี


นาฬิกาข้อมือมีไว้เพื่อดูเวลา เวลาเคลื่อนผ่านไปแต่เขาก็ยังมีเสี่ยวหลานอยู่เคียงข้าง คำมั่นสัญญาที่โรแมนติกเช่นนี้ มีมูลค่ามากกว่าตัวนาฬิกาเป็นไหนๆ


เพื่อนร่วมหอรู้งานดีเช่นนี้ โจวเฉิงย่อมไม่ปล่อยโอกาสให้หลุดมือไป


สือข่ายจากไปเกือบสองเดือนแล้ว เวลานี้สภาพจิตใจของโจวเฉิงก็ดีขึ้นบ้างแล้ว เขาจึงเริ่มมีอารมณ์อยากเกี้ยวสาว มือของเขาเพิ่งโอบรอบเอวบางของเซี่ยเสี่ยวหลาน ปัง! อยู่ๆก็เกิดเสียงดังสนั่นขึ้น ลูกบาสกระแทกเข้ากับกระจกหน้าต่างจนแตกเป็นเสี่ยงๆ...


โจวเฉิงรั้งเซี่ยเสี่ยวหลานมาอยู่ข้างกายของตัวเองทันที เมื่อมั่นใจแล้วว่าเซี่ยเสี่ยวหลานไม่ได้รับบาดเจ็บเขาถึงเดินไปที่ริมหน้าต่าง


สนามบาสด้านล่าง เพื่อนร่วมหอของโจวเฉิงกล่าวขอโทษด้วยความตื่นตระหนก “ขอโทษนะ มันหลุดมือน่ะ! โจวเฉิง พวกนายไม่ได้รับบาดเจ็บใช่ไหม รอเดี๋ยวนะ ฉันจะรีบขึ้นไปดู”


หลุดมือ?


นี่ไม่ใช่ลูกบอลที่จะเตะพลาดจนมาโดนกระจกได้เสียหน่อย


ลูกบาสต่อให้พลาดหลุดมือก็ไม่มีทางหลุดมาไกลขนาดนี้ได้ นอกเสียจากว่ามีคนตั้งใจปามันมา สายตาของโจวเฉิงจับจ้องไปยังร่างของหญิงสาวที่ยืนวางมาดองอาจอยู่ตรงบริเวณขอบสนาม


เซี่ยเสี่ยวหลานรู้สึกถึงความผิดปกติเช่นกัน “โจวเฉิง เธอรู้จักเขาหรือ?”



ตอนที่ 816: เจียงเหยียนเพื่อนเก่า



ชั้นสองไม่ได้อยู่สูงมากนัก


แม้คนขอโทษจะเป็นเพื่อนร่วมหอของโจวเฉิง แต่เซี่ยเสี่ยวหลานกลับรู้สึกว่าคนที่ทำกระจกแตกน่าจะเป็นนักศึกษาหญิงที่ยืนอยู่ขอบสนามมากกว่า


นักศึกษาหญิงคนนั้นตัดผมสั้นมาก เซี่ยเสี่ยวหลานหน้าตาน่าทะนุถนอม ในขณะที่อีกฝ่ายใบหน้าดูเป็นคนผ่าเผย


เธอจ้องมองมาที่พวกเซี่ยเสี่ยวหลานตรงๆ เซี่ยเสี่ยวหลานจึงส่งยิ้มให้ ก่อนจะหันกลับมาถามโจวเฉิงว่า


“พวกเธอรู้จักกันหรือ?”


คงไม่ใช่เกาเฟยคนที่สองหรอกนะ ถ้าเป็นคนแบบเกาเฟย เซี่ยเสี่ยวหลานคงเบื่อที่จะรับมือด้วย


โจวเฉิงมีท่าทางลังเลเล็กน้อย ก่อนจะพยักหน้ารับ


“รู้จัก เธอชื่อเจียงเหยียน”


เซี่ยเสี่ยวหลานเป็นคนเซ็นซิทีฟ คำตอบของโจวเฉิงช่างชวนให้คิดต่อเหลือเกิน!


“...หมายความว่า ก่อนเข้ามาเรียนที่วิทยาลัยทหารบกผู้หญิงคนนั้นก็รู้จักกับเธอแล้ว?”


โจวเฉิงถอนสายตาจากสนามบาสหันมามองเซี่ยเสี่ยวหลาน เขาเพิ่งตอบว่า ‘ใช่’ ได้เพียงคำเดียว เสียงฝีเท้าก็ดังมาจากข้างนอกห้อง พวกเพื่อนร่วมหอของเขากลับมาแล้ว


“โจวเฉิง พวกนายไม่บาดเจ็บใช่ไหม”


“กระจกแตกแบบนี้รีบเก็บกวาดเร็วเข้า”


เพื่อนร่วมหอสามคนแย่งกันพูดอธิบายเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ พวกเขากำลังเล่นบาสด้วยกัน ฝ่ายชายกับฝ่ายหญิงแข่งกัน เพื่อนร่วมหอของโจวเฉิงกำลังจะชู้ตลูกบาส แต่เจียงเหยียนกลับกระโดดขึ้นป้องกัน ลูกบาสจึงลอยมาชนกระจกหน้าต่างห้องพวกเขาแตกพอดี


“ดีนะที่โดนกระจกห้องพวกเรา!”


เพื่อนร่วมหอของโจวเฉิงพูดอย่างรู้สึกโล่งใจ เซี่ยเสี่ยวหลานไม่อยากหักหน้าพวกเขา จึงพูดเสริมว่า “ใช่ ถ้าทำกระจกห้องคนอื่นแตกคงไม่ค่อยดีเท่าไร พวกคุณระวังหน่อยนะคะ อย่าให้กระจกบาดมือเล่า”


เซี่ยเสี่ยวหลานพูดจาน่าฟังยิ่งนัก ทว่าโจวเฉิงกลับเงียบกริบ เพื่อนร่วมหอทั้งสามคนดูขัดเขินอยู่ไม่น้อย


ต่อให้เป็นอุบัติเหตุก็ยังรู้สึกเกรงใจ พวกโจวเฉิงสองคนกว่าจะได้เจอกันนั้นไม่ง่าย ดีไม่ดีพวกเขาอาจจะกำลังเข้าด้ายเข้าเข็ม ทว่าลูกบาสกลับชนกระจกแตกแบบนี้ แม้จะไม่ได้รับบาดเจ็บแต่ก็คงตกใจแย่!


ในขณะที่ทั้งสามคนกำลังจะออกจากห้อง อยู่ๆ โจวเฉิงก็ถามขึ้นมาว่า


“เจียงเหยียนเป็นคนปัดลูกใช่หรือไม่”


เพื่อนร่วมหอของโจวเฉิงวางที่โกยขยะลงกับพื้น เขาปรายตามองเซี่ยเสี่ยวหลานเล็กน้อย พลางพูดอย่างไม่ค่อยพอใจเท่าไร


“ทุกคนกำลังแย่งลูกบาสกันอยู่ เป็นเจียงเหยียนที่ปัดลูกบาสกระเด็น แต่เธอไม่ได้เจตนา...”


กระจกแตกแล้ว ทุกคนขอโทษแล้ว แค่ไปแจ้งกับฝ่ายธุรการของวิทยาลัยให้ส่งคนมาเปลี่ยนกระจกบานใหม่ก็พอไม่ใช่หรือ


ถ้าฝ่ายธุรการไม่เปลี่ยนให้ พวกเขาก็จะควักเงินเปลี่ยนเอง คนที่ได้อยู่ห้องเดียวกับโจวเฉิงล้วนเป็นทหารที่ถูกส่งมาฝึกอบรมด้วยกันทั้งนั้น ทุกคนย่อมมีเงินเดือนเป็นของตัวเอง ไม่มีใครเหลือบ่ากว่าแรงสักคนเดียว


“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ โจวเฉิงแค่ไม่อยากให้สหายเจียงเหยียนคิดมาก มันเป็นอุบัติเหตุ ใครก็ไม่อยากให้เกิดขึ้นหรอก พวกคุณไปเล่นบาสต่อเถอะค่ะ อย่าเสียเวลาเลย”


เซี่ยเสี่ยวหลานรู้จักพูด แค่คำพูดเพียงไม่กี่ประโยคของเธอก็คลายบรรยากาศตึงเครียดให้กลับมาเป็นดังเดิม เพื่อนร่วมหอทั้งสามคนไม่ได้พูดอะไรอีก หลังเก็บเศษกระจกเสร็จแล้วก็ลงไปชั้นล่างทันที เซี่ยเสี่ยวหลานมองลงไปด้านล่างอีกครั้ง นักศึกษาหญิงที่ชื่อเจียงเหยียนหายไปแล้ว


“โจวเฉิง เธอคิดว่าเขาจงใจอย่างนั้นหรือ”


โจวเฉิงพยักหน้ารับ “ถ้าเป็นคนอื่นอาจจะไม่ตั้งใจ แต่เจียงเหยียน... ฉันคิดว่าเธอคงเจตนา”


เซี่ยเสี่ยวหลานตบผ้าปูที่นอนเป็นการบอกให้โจวเฉิงมานั่งข้างๆ “ถ้าอย่างนั้นสหายเจียงเหยียนคนนี้ทำไมต้องมีเจตนาทำกระจกแตกด้วยล่ะ พวกเธอสองคนรู้จักกันมาก่อน แต่ฉันไม่เคยได้ยินชื่อของเธอเลยนะ”


เจียงเหยียนหน้าตาสวยมาก


โจวเฉิงบอกว่าชั้นเรียนสื่อสารที่เปิดรับสมัครนักศึกษาหญิงเพิ่งก่อตั้งขึ้นปีนี้เป็นปีแรก แสดงว่าเธอเพิ่งมาช่วงหลังวันตรุษจีน


เจียงเหยียนมาที่นี่ได้ไม่นาน เพื่อนร่วมหอของโจวเฉิงก็ออกโรงปกป้องอีกฝ่ายแล้ว เซี่ยเสี่ยวหลานย่อมรู้สึกได้ว่าผู้หญิงคนนี้ไม่ใช่คนธรรมดา!


เซี่ยเสี่ยวหลานไม่เคยได้ยินโจวเฉิงพูดถึงผู้หญิงนี้ ต่อให้โจวเฉิงไม่ใช่คนช่างพูด แต่คังเหว่ยกับเส้ากวงหรงก็ไม่เคยพูดถึงชื่อนี้เช่นกัน เห็นได้ชัดว่ามีบางอย่างผิดปกติ


“เพราะฉันก็ไม่เคยคิดว่าจะมีโอกาสได้ข้องเกี่ยวกับเจียงเหยียนอีก เธอรู้ไหมว่าทำไมพี่พานซานถึงออกจากกองทัพก่อนกำหนด นั่นก็เป็นเพราะลูกพี่ลูกน้องของเจียงเหยียน!”


จากน้ำเสียงของโจวเฉิงแล้ว ชัดเจนว่าเขาไม่มีความรู้สึกที่ดีให้กับเจียงเหยียนเลยแม้แต่น้อย


ความจริงเซี่ยเสี่ยวหลานก็อยากรู้ว่าทำไมพานซานถึงออกจากกองทัพเช่นกัน ถ้า ‘ราชา’ ในนิยายเพ้อฝันมีอยู่จริง พานซานก็คือคนที่เหมาะสมกับการถูกเรียกเช่นนั้น เมื่อครั้งที่โจวเฉิงถูกกักตัวสอบสวน เพราะมีเรื่องของพานซานเข้ามาเกี่ยวข้อง ตอนนั้นโจวกั๋วปินเคยบอกเซี่ยเสี่ยวหลานว่า ตอนพานซานอยู่ในกองทัพเขาเป็นคนเก่งกาจมาก พานซานได้ที่หนึ่งของการประลองทักษะหลายปีติดต่อกัน แน่นอนว่าคนแบบนี้ไม่ควรถอนตัวออกจากกองทัพก่อนกำหนด


“รายละเอียดมีคำสั่งให้ปิดเรื่องนี้ไว้เป็นความลับ ดังนั้นฉันคงบอกเธอไม่ได้ ที่สามารถบอกได้ก็คือพี่พานซานกับพี่ชายของเจียงเหยียนชื่อว่าเจียงอู่มีความขัดแย้งกัน เขาทำให้เจียงอู่กลายเป็นคนพิการ อีกทั้งตระกูลเจียงก็มีอำนาจมากที่เมืองจินหลิง พี่พานซานไม่อยากทำให้เบื้องบนลำบากใจจึงขอออกจากกองทัพก่อนกำหนด”


สำหรับโจวเฉิงเห็นได้ชัดว่ามันไม่ใช่ความทรงจำที่ดีเท่าไร


พี่พานซานตอนนั้นยศสูงกว่าโจวเฉิงสองขั้น ตามหลักแล้วหลังออกจากกองทัพเขาสามารถกลับเข้ารับราชการที่ภูมิลำเนาได้ แม้ตำแหน่งราชการจะลดลงกว่าตอนอยู่ในกองทัพหนึ่งขั้น แต่อย่างน้อยก็เป็นถึงข้าราชการระดับรองหัวหน้าฝ่าย


แม้ตระกูลเจียงจะแข็งกร้าว แต่ก็ใช่ว่าพานซานจะไม่มีคนหนุนหลัง มีครอบครัวโจวเฉิงคอยให้ความช่วยเหลือเช่นนี้ พานซานย่อมสามารถกลับไปทำงานที่ภูมิลำเนาได้อย่างแน่นอน


แต่พานซานกลับคิดว่ามันเป็นความแค้นของตนกับตระกูลเจียง และเขาไม่อยากทำให้ตระกูลโจวต้องเดือดร้อน จึงตัดสินใจละทิ้งตำแหน่งงานที่ภูมิลำเนา... ด้วยเหตุนี้โจวเฉิงจึงไม่อาจรู้สึกดีกับเจียงเหยียนได้จริงๆ


เซี่ยเสี่ยวหลานสูดหายใจลึก “น่าเสียดายนัก”


เธอรู้สึกเสียดายแทนพานซาน


เหยี่ยวควรได้โบยบินไปสุดขอบฟ้า แต่หากหักปีกของมันแล้ว ต่อให้สร้างรังที่งดงามมากแค่ไหนเป็นการทดแทนเท่านั้น เพราะมันคงไม่สามารถมีความสุขดังเดิมได้


คนที่เคยเป็นดั่งราชา เป็นกำลังสำคัญของประเทศชาติ ไม่เพียงถูกบีบให้ออกจากหน่วยงาน แถมตอนนี้ยังถูกตั้งข้อสงสัยว่าเป็นอาชญากรค้าของเถื่อน? อยู่ดีๆทำไมพานซานถึงถูกสงสัยเล่า แล้วทำไมโจวเฉิงเองถึงต้องถูกกักตัวเพื่อสอบสวน


“เพราะตระกูลเจียง...”


ถ้ามีคนคอยตามกัดพานซานไม่ปล่อยเช่นนี้ เรื่องคราวก่อนก็คงกระจ่างแจ้งแล้ว


แต่เจียงเหยียนทำกระจกแตก อย่างไรก็ดูไม่เหมือนคนมีความแค้น ทว่าเหมือนกำลังระบายอารมณ์มากกว่า


“ก่อนเรื่องพี่พานซาน เธอกับเจียงเหยียนคงไม่ใช่ศัตรูกัน แต่เป็นเพื่อนกันสินะ”


ไม่ว่าเรื่องไหนก็เหมือนจะปิดบังเสี่ยวหลานไม่ได้ และโจวเฉิงก็ไม่คิดจะทำเช่นนั้น “นับได้ว่าเป็นเพื่อนร่วมงาน”


เจียงเหยียนเคยไปที่แนวหน้าเหมือนกันหรือ?


ต่อให้เป็นเพียงฝ่ายสนับสนุนก็ถือว่าเก่งมากแล้ว!


เพราะมีเรื่องของเจียงเหยียนมาขัดจังหวะ เซี่ยเสี่ยวหลานจึงไม่อยู่ในวิทยาลัยนานนัก ตกกลางคืนเธอจึงเข้าพักที่บ้านพักรับรองหน้าวิทยาลัย โจวเฉิงบอกว่าพรุ่งนี้เขาสามารถลาหยุดได้ และมีเวลาอยู่ด้วยทั้งวันจนกว่าเธอจะขึ้นรถไฟ


“ส่งฉันถึงหน้าทางเข้าก็พอแล้ว ฉันไม่หลงทางหรอก”


เซี่ยเสี่ยวหลานบอกให้โจวเฉิงรีบกลับไป


ทั้งคู่แยกกันหน้าวิทยาลัย เซี่ยเสี่ยวหลานเดินแค่ไม่กี่ก้าวก็ถึงบ้านพักรับรอง เมื่อมาถึงหน้าทางเข้าบ้านพักรับรอง เซี่ยเสี่ยวหลานก็เจอเข้ากับเจียงเหยียน พูดตามตรงเธอไม่ค่อยแปลกใจสักเท่าไร ตอนเจียงเหยียนทำกระจกแตก ถ้าไม่ใช่เพื่อเรียกร้องความสนใจจากโจวเฉิงก็คงเรียกร้องความสนใจจากเธออย่างแน่นอน


เจียงเหยียนกวาดตามองเธอตั้งแต่หัวจรดเท้า ทำท่าเหมือนคาดไม่ถึงว่าโจวเฉิงจะชอบผู้หญิงแบบเซี่ยเสี่ยวหลาน


“เธอคือคู่ครองของโจวเฉิง?”


เจียงเหยียนเป็นคนตัวสูง ทว่าสูงกว่าเซี่ยเสี่ยวหลานเล็กน้อยเท่านั้น


แม้ตอนนี้จะสวมชุดไปรเวท แต่บุคลิกท่าทางของเธอเหมือนตอนสวมเครื่องแบบไม่มีผิด ‘องอาจน่าเกรงขาม’


เซี่ยเสี่ยวหลานแย้มยิ้มเป็นการตอบรับ “ขอโทษค่ะ ฉันไม่รู้จักคุณ เวลาดักรอใคร ฉันคิดว่าคุณควรเป็นฝ่ายแนะนำตัวก่อนเพื่อไม่ให้เป็นการเสียมารยาทจนเกินไปนะคะ”


เจียงเหยียนขมวดคิ้วมุ่น “โจวเฉิงไม่ได้บอกเธอหรือว่าฉันคือใคร”


“ทำไมโจวเฉิงต้องบอกฉันด้วยคะ”


เซี่ยเสี่ยวหลานเบิกตากว้างจ้องอีกฝ่าย ไม่ต้องส่องกระจกเธอก็จินตนาการออกว่าสีหน้าของตัวเองตอนนี้กวนประสาทมากแค่ไหน



ตอนที่ 817: เป็นเพื่อนกับโจวเฉิงอีกครั้ง?



คนเราไม่ได้สวมหน้ากากเพียงหน้าเดียว


ทุกคนล้วนสวมหน้ากากเพื่อเข้าสังคม อาจเป็นหน้ากากที่อ่อนโยน ร่าเริง หรือน่ารัก... แต่หากถูกกระตุ้นมากเกินไปหน้ากากเหล่านั้นมักจะแตกสลาย


เซี่ยเสี่ยวหลานทำตัวกวนประสาทเช่นนี้ เพราะอยากรู้เจตนาของเจียงเหยียน


แต่ใครจะไปคิดว่าเจียงหยวนกลับไม่สะทกสะท้าน


“เธอพูดถูก ฉันควรแนะนำตัวเองก่อน สวัสดี ฉันชื่อเจียงเหยียน รู้จักกับโจวเฉิงมาห้าปีแล้ว เมื่อก่อนฉันเป็นเพื่อนกับเขา ทว่าตอนนี้เขาคงเห็นฉันเป็นศัตรูแล้ว... เป้าหมายของฉันคือกลับไปเป็นเพื่อนกับเขาอีกครั้ง”


เจียงเหยียนพูดออกมาอย่างตรงไปตรงมา เธอไม่คิดแม้แต่จะปิดบังเจตนาของตัวเองแม้แต่น้อย


ผู้หญิงคนนี้ช่างเถรตรงอย่างหาได้ยาก ไม่อ้อมค้อม ไม่เหมือนกับพวกเกาเฟยหรือต่งลี่ลี่สักนิดเดียว


อย่างไรก็ตามเซี่ยเสี่ยวหลานไม่ใช่คนตกใจกับอะไรง่ายๆ “สหายเจียงเหยียน ไม่ว่าเธอกับโจวเฉิงจะเป็นเพื่อนหรือศัตรูกันก็ตาม แต่พวกเธออยู่วิทยาลัยเดียวกันคงมีโอกาสพูดคุยเรื่องพวกนี้จริงหรือไม่ แล้วเธอจะมาดักรอฉันเพื่ออะไร เธออยากเป็นเพื่อนกับคู่ครองฉัน จำเป็นต้องให้ฉันช่วยเชื่อมสะพานด้วยหรือ!”


มีแต่เวลาที่เซี่ยเสี่ยวหลานต้องการเท่านั้น เธอถึงจะกลายเป็นคนเข้าอกเข้าใจผู้อื่น


แต่เมื่อไรที่เธอไม่ต้องการ เธอก็จะกลายร่างเป็นเซี่ยนักเถียง เซี่ยนักตอกกลับ เธอตอกกลับคนอื่นเก่งเป็นที่หนึ่ง และไม่คิดจะไว้หน้าใครทั้งสิ้น


เซี่ยเสี่ยวหลานคิดว่าความตรงไปตรงมาและเปิดเผยของเจียงเหยียนนั้นเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่ง แต่ถ้าโจวเฉิงไม่ชอบเจียงเหยียนก็แสดงว่าเขามีเหตุผล ดังนั้นเซี่ยเสี่ยวหลานไม่อยากเป็นแม่พระให้ใคร!


เจียงเหยียนคงนึกไม่ถึงเช่นกันว่าเซี่ยเสี่ยวหลานจะพูดจาแรงเช่นนี้ ครั้งนี้เธอจึงชะงักไปเล็กน้อย


“ฉันให้คุณค่ากับมิตรภาพของโจวเฉิง เพียงแต่พวกเรามีเรื่องเข้าใจผิดกัน...”


“ช้าก่อน สหายเจียงเหยียน คำพูดนี้เธอบอกฉันไปก็ไม่มีประโยชน์หรอกนะ สู้ไปบอกพี่พานซานจะดีกว่าหรือเปล่า?”


เซี่ยเสี่ยวหลานเชื่อในความมีศีลธรรมของโจวเฉิง เรื่องที่พี่พานซานกับเจียงอู่พี่ชายของเจียงเหยียนทะเลาะกัน จนทำให้เจียงอู่กลายเป็นคนพิการ ทว่าตระกูลโจวกลับต้องการปกป้องพานซานเช่นนี้ นั่นก็หมายความว่าพานซานไม่ได้เป็นฝ่ายผิด แต่ถ้ามีความผิดทั้งคู่ เช่นนั้นฝ่ายเจียงอู่ก็คงผิดมากกว่า ใครหาเรื่องก่อนคือคนผิด ถ้าเจียงอู่ใช้อำนาจรังแกผู้อื่น แล้วพานซานจะสวนกลับไม่ได้เลยหรือ?


โจวเฉิงบอกว่าถูกสั่งให้ปิดปากเงียบ ดังนั้นเซี่ยเสี่ยวหลานจึงไม่ถามลงรายละเอียดให้มากความ


เจียงเหยียนเป็นลูกพี่ลูกน้องของเจียงอู่ ย่อมถือเป็นคนตระกูลเจียง


แม้ความขัดแย้งจะไม่เกี่ยวกับเจียงเหยียน แต่หลังเกิดเรื่องตระกูลเจียงต้องการทำลายพี่พานซานให้สิ้นซาก ในขณะที่โจวเฉิงเลือกยืนอยู่ฝั่งเดียวกับพี่พานซาน ย่อมไม่มีทางอยากไปมาหาสู่กับเจียงเหยียนอย่างแน่นอน


แต่ถ้าโจวเฉิงต้องการกลับไปเป็นเพื่อนกับเจียงเหยียน ตอนนี้ทั้งคู่เรียนอยู่สถาบันเดียวกัน แน่นอนว่าเจียงเหยียนมีโอกาสคุยกับโจวเฉิงมากมาย


อย่างไรก็ตามเจียงเหยียนไม่ไปหาโจวเฉิงแต่กลับมาหาเธอ... คิดว่าเธอเป็นพวกหน้าบางอย่างนั้นหรือ?


เซี่ยเสี่ยวหลานรู้ดีว่าใบหน้าของตนชวนให้คนเข้าใจผิด ทว่าเธอคงทำให้สหายเจียงเหยียนต้องผิดหวังเสียแล้ว


เจียงเหยียนคิ้วหนาโก่งได้รูป นอกจากนี้หน้าตาและส่วนสูงของเธอทำให้เธอกลายเป็นเป้าสายตาได้ง่าย ทว่าตอนนี้คิ้วสวยได้รูปคู่นั้นกำลังขมวดมุ่น การแสดงออกของเซี่ยเสี่ยวหลานทำให้เธอรู้สึกประหลาดใจมาก


“โจวเฉิงเล่าให้เธอฟังแล้วรึ”


ดังนั้นแสดงว่าเซี่ยเสี่ยวหลานรู้จักเธอ แต่เมื่อครู่กลับต้องการปั่นหัวเธอสินะ


โจวเฉิงคบคนแบบนี้อย่างนั้นหรือ เจียงเหยียนทำสีหน้าไม่เข้าใจ


“บอกแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น สหายเจียงเหยียน ต้องขอโทษด้วย แต่ปัญหาด้านมิตรภาพของเธอกับโจวเฉิง ฉันคงช่วยอะไรไม่ได้จริงๆ”


เซี่ยเสี่ยวหลานเดินอ้อมตัวเจียงเหยียนเข้าไปบ้านพักรับรอง เจียงเหยียนสู้กับนักศึกษาชายจนอีกฝ่ายยอมแพ้ได้ แต่กลับไม่สามารถใช้กำลังในการกำราบเซี่ยเสี่ยวหลานให้อยู่หมัด เวลานี้เซี่ยเสี่ยวหลานได้สร้างภาพจำในแง่ลบแก่เจียงเหยียน เธอไม่ได้มีแค่ความสวยเท่านั้น แต่ยังลื่นเป็นปลาไหล จับอย่างไรก็จับไม่อยู่


ไม้แข็งหรือไม้อ่อนก็ใช้ไม่ได้ผล เป็นคนทิฐิสูง


เจียงเหยียนมองตามแผ่นหลังของเซี่ยเสี่ยวหลาน ประโยคเหล่านี้ผุดเข้ามาในสมองทันที


-----------------------------------------------


เจอหลิวเฟินอีกแล้ว


จางชุ่ยเชื่อฟังคำสั่งของเซี่ยจื่ออวี้ เธอตัดสินใจพักการเปิดร้านไว้ชั่วคราว และตั้งใจจับตามองหลิวเฟินทุกวัน


พอจางชุ่ยตั้งใจสังเกต ทำให้เธอค้นพบกฎเกณฑ์บางอย่าง


ทุกวันเวลาประมาณบ่ายสามถึงสี่โมงเย็น หลิวเฟินจะปรากฏตัวที่ซีตัน และทุกวันเธอจะไปที่ร้านสองร้านนั้น ร้านหนึ่งชื่อ ‘หลานเฟิ่งหวง’ อีกร้านคือร้านLuna ผู้หญิงเข้าร้านเสื้อผ้านับว่าเป็นเรื่องปกติ แต่เท่าที่จางชุ่ยเห็น หลิวเฟินไม่เคยซื้อเสื้อผ้ากลับออกมาเลยสักครั้ง


หลิวเฟินเอาแต่เดินดูของ ไม่ซื้อเสื้อผ้า แต่พนักงานร้านกลับต้อนรับหลิวเฟินเป็นอย่างดี


แปลกประหลาดนัก!


ที่น่าแปลกกว่านั้นก็คือ ทุกครั้งที่หลิวเฟินเดินออกจากร้านมา มักจะตรงไปที่ธนาคารทันที


หลายวันที่ผ่านมาเหตุการณ์มักจะวนเวียนเช่นนี้เสมอ จางชุ่ยอยากสืบข่าวที่ร้าน แต่ก็กลัวตำรวจในชุดเครื่องแบบ เธอเจอเขาแล้วสามครั้ง เป็นตำรวจนายเดียวกันที่มักจะยืนคุยกับหลิวเฟิน


ทว่าวันนี้กลับไม่เห็นนายตำรวจคนนั้น จางชุ่ยยืนหลบอยู่หลังต้นไม้ ก่อนจะเห็นหลิวเฟินออกจากธนาคารมาแล้วขี่จักรยานจากไป


เธอนิ่งไปสักพัก และเริ่มเข้าใจตารางชีวิตของหลิวเฟินแล้ว เธออยากไปสืบข่าวที่ร้านเสื้อผ้าต่อ แต่เพิ่งก้าวเท้าก็ถูกมือใครบางคนกดไหล่เอาไว้ จางชุ่ยตกใจจนเกือบกรีดร้องออกมา ทว่าอีกฝ่ายห้ามไว้ก่อน


“ทำตัวลับๆล่อๆ ฉันเห็นเธอคอยสะกดรอยตามนานแล้ว ไปให้ปากคำที่โรงพักเสียดีๆ!”


จางชุ่ยยังมองหน้าอีกฝ่ายไม่ชัดก็ถูกจับมือไพล่หลังใส่กุญแจมือแล้ว


เธอเหล่หางตามอง และพบว่าเขาคือนายตำรวจที่มักจะคุยกับหลิวเฟินอยู่บ่อยๆ หน้าตาดุดันของเขาทำเอาจางชุ่ยเข่าอ่อน


“ฉะ ฉันเปล่า...”


เธอพยายามอธิบาย แต่ผู้กำกับหม่ามีหรือที่จะยอมฟัง


เขาเป็นถึงผู้กำกับสถานีตำรวจ หากไม่พูดถึงคดีใหญ่อย่างพวกคดีฆาตกรรม แค่คดีลักเล็กขโมยน้อยเขาก็จัดการมานักต่อนักแล้ว! หญิงชนบทอย่างจางชุ่ยสะกดรอยตามคนอื่นเช่นนี้ แม้หลิวเฟินจะไม่รู้ตัว แต่มีหรือจะรอดพ้นสายตาของผู้กำกับหม่าไปได้


ในขณะที่จางชุ่ยกำลังจับตามองหลิวเฟิน ผู้กำกับหม่าเองก็จับตามองจางชุ่ยเช่นกัน และในที่สุดวันนี้เขาก็ตัดสินใจว่าจะพาจางชุ่ยไปโรงพักให้ได้


ตอนนี้พวกอาชญากรได้พุ่งเป้ามาที่หญิงวัยกลางคนแล้วอย่างนั้นหรือ?


หากเป็นเช่นนั้นคงจับพิรุธได้ไม่ง่ายอย่างแน่นอน


ถ้าไม่ใช่เพราะจางชุ่ยทำตัวมีพิรุธมากเกินไป ผู้กำกับหม่าคงไม่มั่นใจขนาดนี้


ผู้กำกับหม่าพาจางชุ่ยกลับโรงพัก และตัดสินใจสอบสวนเธอด้วยตัวเอง


“เล่าปัญหาของเธอมาตามความจริง ถ้ายอมสารภาพอย่างตรงไปตรงมาจะลดโทษให้ แต่ถ้าขัดขืนโทษจะหนักแน่! ใครส่งเธอมาสะกดรอยตามสหายหลิว พวกเธอตั้งใจจะทำอะไร และจะลงมือเมื่อไร”


หลังจับจางชุ่ยให้ยืนชิดมุมกำแพง ผู้กำกับหม่าก็เริ่มการสอบสวนทันที


จางชุ่ยทั้งหวาดกลัวและสับสน


ใครส่งเธอมาสะกดรอยตาม ก็ต้องเป็นจื่ออวี้ลูกสาวเธอน่ะสิ


แต่เธอจะพูดถึงลูกสาวเช่นนั้นได้อย่างไร


คำว่าลงมือของผู้กำกับหม่าทำให้จางชุ่ยยิ่งงงเข้าไปใหญ่ เพราะเซี่ยจื่ออวี้ไม่เคยบอกให้เธอลงมือทำอะไร


ผู้กำกับหม่าถามอยู่สามสี่รอบจางชุ่ยถึงจะเข้าใจ ที่แท้ตำรวจนึกว่าเธอคิดจะทำมิดีมิร้ายกับหลิวเฟินหรอกหรือ? ต่อให้จางชุ่ยคิดเช่นนั้นจริง แต่อยู่ต่อหน้าผู้กำกับหม่าเธอคงไม่กล้ายอมรับอย่างแน่นอน


นายตำรวจคนนี้รู้จักกับหลิวเฟิน ไม่แน่ว่าอาจจะเป็นชู้รักของหลิวเฟินอีกด้วย


หลิวเฟินคงจับได้สินะถึงเรียกตำรวจมาจับเธอเช่นนี้!


จางชุ่ยอธิบาย “ไม่ลงมือ เธอเป็นน้องสะใภ้ของฉัน ฉันจะลงมือกับเธอได้อย่างไร สหายตำรวจ ฉันถูกปรักปรำ ฉันแค่บังเอิญเจอเธอเลยเดินตามเพื่อดูให้มั่นใจว่าคือเธอจริงๆหรือไม่”


น้องสะใภ้?


เป็นน้องสะใภ้แต่กลับจำไม่ได้ ต้องคอยสะกดรอยตามอยู่หลายวันอย่างนั้นหรือ?


ผู้กำกับเห็นจางชุ่ยเป็นพวกโจรปล้นทรัพย์ที่คอยสะกดรอยตามหลิวเฟิน จับตาดูว่าทุกวันหลิวเฟินเอาเงินไปฝากธนาคารช่วงเวลาไหน หลังได้ยินจางชุ่ยบอกว่าเป็นสะใภ้จากครอบครัวเดียวกัน ผู้กำกับหม่าไม่คิดจะเชื่อแม้แต่น้อย


“ถ้าเป็นน้องสะใภ้แล้วจำเป็นต้องสะกดรอยตามด้วยหรือ? หากยังไม่พูดความจริงก็เตรียมใจรับกรรมได้เลย!”


“ฉันพูด ฉันพูดแล้ว! เธอเป็นน้องสะใภ้ของฉันจริงๆ แต่เธอหย่ากับน้องชายสามีฉันไปแล้ว พวกเราไม่ค่อยถูกกันเท่าไร ฉันเลยไม่กล้าเข้าไปคุยกับเธอ...”


จางชุ่ยแอบสังเกตสีหน้าของผู้กำกับหม่า เขาหน้าตาค่อนข้างดุ จางชุ่ยอ่านสีหน้าของเขาไม่ออกจึงทำได้เพียงก้มหน้างุดอีกครั้ง


ถ้าตำรวจนายนี้เป็นชู้รักของหลิวเฟินจริง เธอคงต้องหาทางทำลายความสัมพันธ์ มิเช่นนั้นหากผู้ชายคนนี้ยืนอยู่ข้างเดียวกับหลิวเฟิน หลิวเฟินคงไม่ปล่อยเธอไปแน่!



ตอนที่ 818: คำให้การที่เต็มไปด้วยคำโกหก!



“น้องสะใภ้ จริงๆพวกเราเป็นสะใภ้จากบ้านเดียวกัน เธอหย่ากับสามีที่บ้านเกิดแล้วหนีออกมา ฉันเห็นเธอ... ก็เลยอยากรู้ว่าตอนนี้เธอกำลังทำอะไรอยู่”


จางชุ่ยก้มหน้า ทำท่าทางเหมือนกำลังพูดความจริง


แม้จางชุ่ยจะออกจากชนบทก่อนหลิวเฟิน ทว่าวันๆเธอเอาแต่ขลุกอยู่ที่หน้าเตาอาหาร การแต่งกายจึงไม่ต่างจากเดิมสักเท่าไร แม้เซี่ยจื่ออวี้จะมีการเปลี่ยนแปลง แต่นั่นก็เพิ่งเกิดขึ้นได้เพียงไม่นาน เพราะก่อนหน้านี้เธอพยายามรักษาความเรียบง่ายแบบนี้มาโดยตลอด ในขณะที่หลิวเฟินนั้นไม่เหมือนกัน หลิวเฟินเปิดร้านขายเสื้อผ้าจำเป็นต้องรู้จักจัดเสื้อผ้าให้ลูกค้า ถ้าอยากให้ลูกค้าเชื่อถือก็ต้องแต่งตัวให้ดูดี เมื่อก่อนตอนอยู่ซางตูมีหลี่เฟิ่งเหมยคอยให้ความช่วยเหลือ แต่หลังย้ายมาปักกิ่ง หลิวเฟินพึ่งพาได้แค่ตัวเองเท่านั้น สถานการณ์ต่างๆล้วนบีบบังคับให้หลิวเฟินต้องพัฒนาตัวเองอย่างรวดเร็ว


หากมองแค่ภายนอก หลิวเฟินคือผู้หญิงคนเมือง แถมยังแต่งตัวนำแฟชั่นทันยุคสมัย


ต่างจากจางชุ่ยที่เปิดร้านขายอาหารว่าง เนื้อตัวเต็มไปด้วยกลิ่นน้ำมันและเครื่องปรุง มันไม่ใช่กลิ่นที่จะหายไปทันทีหลังอาบน้ำ ในบรรดาลูกสะใภ้ทั้งสามคนของตระกูลเซี่ย จางชุ่ยคือคนที่ไม่ต้องทำไร่ทำนา เดิมทีเธอเป็นคนที่มีชีวิตดีที่สุดในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ แต่คนโง่ที่ไม่มีปัญญาคลอดลูกชายอย่างหลิวเฟิน ตอนนี้กลับกลายเป็นสาวในเมืองที่เจิดจรัส จางชุ่ยย่อมรู้สึกอิจฉาจนแทบคลั่ง


เธอหดคอ ไม่กล้ามองหน้าผู้กำกับหม่าพลางพูดพึมพำออกมา


“จริงๆนะ! น่าสงสารน้องชายสามีฉันที่เป็นคนดีขนาดนั้น แต่เธอกลับรังเกียจที่ครอบครัวเรายากจน บอกให้คนที่บ้านแม่ตัวเองมารุมซ้อมน้องสามีฉัน จับตัวกดกับพื้นบังคับให้เซ็นใบหย่า พอหย่าเสร็จก็หนีออกมา คนที่บ้านตามหาตัวไม่เจอ ฉันกลัวว่าถ้าเดินเข้าไปทัก เธอจะหนีไปอีกครั้งน่ะสิ”


ผู้กำกับหม่ายังคงเงียบไม่พูดอะไรออกมา


เมื่อเห็นดังนั้นจางชุ่ยจึงเริ่มใจกล้ามากขึ้น “สหาย เธอแต่งตัวยั่วยวนแบบนั้น ได้ทำอะไรไม่ดีนอกบ้านหรือเปล่า?”


อีกนิดจางชุ่ยจะโพล่งออกไปแล้วว่า ที่ผู้กำกับหม่าช่วยหลิวเฟินเช่นนี้หรือเพราะเป็นหนึ่งในชู้รักของเธอ หลิวเฟินกับเซี่ยต้าจวินเพิ่งหย่ากันยังไม่ถึงสองปี แค่ย้ายจากชนบทมาอยู่ปักกิ่ง จากหญิงบ้านนอกก็สามารถกลายเป็นหญิงคนเมืองได้แล้วอย่างนั้นหรือ? จางชุ่ยไม่เคยเห็นใครประสบความสำเร็จเร็วเท่านี้มาก่อน คนโง่เขลาอย่างหลิวเฟินมีปัญญาพลิกชะตาชีวิตของตัวเองได้ด้วยรึ?


เซี่ยเสี่ยวหลานพึ่งพาตระกูลโจว


ทว่ายังไม่ทันแต่งงาน เด็กนั่นก็ลากแม่ตัวเองไปพึ่งใบบุญบ้านฝ่ายชายได้แล้วหรือ?


จางชุ่ยรู้สึกว่าหลิวเฟินคงพึ่งผู้ชายของตัวเองมากกว่า มีแต่ผู้หญิงที่ไม่อยู่กับร่องกับรอยเท่านั้นถึงได้เลี้ยงลูกออกมาเป็นรองเท้าผุพังเหมือนเซี่ยเสี่ยวหลาน เมื่อก่อนทำตัวใสซื่อเสียขนาดนั้น ตอนนี้คงเริ่มออกลายแล้วสินะ!


พูดอยู่ค่อนนาน ก็รู้สึกว่าทำไมตำรวจนายนี้ถึงนิ่งนัก จางชุ่ยแอบเหลือบตามอง และพบว่าผู้กำกับหม่าก็กำลังจ้องเธออยู่เช่นกัน สีหน้าของเขาทำเอาจางชุ่ยตัวสั่นขึ้นมาในบัดดล!


“พูดจบแล้วรึ?”


ผู้กำกับหม่ายิ้ม ยิ้มที่ไม่มีความเมตตาอยู่เลยสักนิด ทั้งยังดูน่ากลัวยิ่งกว่าเดิมอีกด้วย


“จะ จบแล้ว... สหายตำรวจ ที่ฉันพูดคือเรื่องจริงทั้งนั้น”


ทันใดนั้นผู้กำกับหม่าก็ทำหน้าขรึม


“สิ่งที่เธอพูดย่อมมีเรื่องจริง แต่ส่วนใหญ่เป็นเรื่องโกหก! หน้าตาดูซื่อๆ นึกไม่ถึงเลยว่ามารยาจะเยอะเช่นนี้ พวกสะกดรอยตามคนอื่นมักมีจุดประสงค์ที่บอกใครไม่ได้ เอาเถิด ตอนนี้อธิบายเรื่องของตัวเองมาให้ดีก่อน ชื่ออะไร พักอยู่ที่ไหน ทำงานอะไร”


หา?


หรือว่าเธอคิดผิด นายตำรวจคนนี้ไม่มีความสัมพันธ์กับหลิวเฟินอย่างนั้นหรือ?


หรือว่าจะหลงเสน่ห์หลิวเฟินจนหน้ามืดตามัว ฟังคำพูดเธอแล้วถึงได้ไม่หวั่นไหวเช่นนี้ ผู้ชายที่ไหนจะยอมถูกผู้หญิงสวมเขา จางชุ่ยไม่เข้าใจแม้แต่น้อย เมื่อเห็นว่าแผนการของเธอใช้ไม่ได้ผล จางชุ่ยจึงไม่กล้าโกหกอีก ก่อนจะตัดสินใจบอกข้อมูลของตนตามความจริง


สำหรับชาวบ้านทั่วไป ไม่มีใครไม่กลัวตำรวจ และจางชุ่ยก็คือชาวบ้านทั่วไป


จางชุ่ยบอกที่อยู่บ้านเช่า บอกว่าลูกสาวของเธอเป็นนักศึกษา และบอกว่าตนกำลังจะเปิดร้านขายอาหารว่างที่ซีตันถึงได้บังเอิญเห็นหลิวเฟิน นอกจากนี้เธอยังบอกอีกว่าครอบครัวว่าที่ลูกเขยเป็นข้าราชการ พอพูดถึงตระกูลหวัง จางชุ่ยก็ยืดตัวตรงเล็กน้อย


“เป็นข้าราชการตำแหน่งอะไร!”


ที่เธออ้างหวังก่วงผิงก็เพราะต้องการข่มขวัญ


ทว่าผู้กำกับหม่ากลับคิดว่าเธอแค่โม้เท่านั้น จางชุ่ยถึงขั้นยอมสาบาน เธอบอกชื่อและตำแหน่งงานออกมาอย่างชัดเจน ผู้กำกับหม่าจึงชะงักไปเล็กน้อย


เขาเป็นเพียงผู้กำกับสถานีตำรวจประจำถนนซีตัน ห่างชั้นจากตำแหน่งข้าราชการชั้นสูงอย่างพวกหัวหน้าฝ่ายมากนัก!


แต่พอคิดดูอีกที เขาพาจางชุ่ยกลับมาที่โรงพักถือเป็นการทำตามกฎระเบียบทุกขั้นตอน คนที่สะกดรอยตามผู้อื่นเช่นจางชุ่ย ต่อให้เป็นญาติของข้าราชการชั้นสูงก็ไม่ควรทำเรื่องแบบนี้ คิดได้ดังนั้นผู้กำกับหม่าก็กลับมามีความมั่นใจอีกครั้ง


“คำให้การเหล่านี้ ทางเราจะพิสูจน์ความจริง ก่อนหน้าที่ผลของการพิสูจน์จะออกมาก็อยู่ที่โรงพักและทำตัวดีๆล่ะ!”


จางชุ่ยตกใจ “สหายตำรวจจะไปตรวจสอบความจริงกับใคร?”


ผู้กำกับหม่ามองชื่อบนสมุด “เจ้าของห้องเช่าและลูกสาวของเธอ รวมถึงครอบครัวว่าที่ลูกเขยที่เธอบอกมาด้วย สหายหวังก่วงผิงใช่หรือไม่ ถ้ารู้เบอร์โทรศัพท์ พวกเราสามารถตรวจสอบตอนนี้ได้เลย”


จางชุ่ยมีหรือจะรู้เบอร์โทรศัพท์ของหวังก่วงผิง


เมื่อครู่เธอแค่ยกหวังก่วงผิงขึ้นมาอ้างเพื่อข่มขู่อีกฝ่าย ปัจจุบันหวังก่วงผิงไม่ใช่รองหัวหน้าฝ่ายอุดมศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการอีกแล้ว แต่เขาถูกย้ายไปทำงานที่อื่น ถ้าตำรวจไปถาม เรื่องที่เธอคุยโม้ออกไปก็ความแตกน่ะสิ?


“ไม่ต้อง ไม่ต้องไปหาครอบครัวว่าที่ลูกเขยฉัน ไปหาลูกสาวกับลูกเขยฉันก็พอ พวกเขาเรียนอยู่ที่เดียวกัน”


ผู้กำกับหม่าจับสังเกตได้ทันที ผู้หญิงคนนี้พูดความจริงแค่ไม่กี่คำเท่านั้น เรื่องครอบครัวว่าที่ลูกเขยเป็นหัวหน้าอะไรนั่น ดูท่าลูกสาวเธอคงคบกับลูกชายข้าราชการจริง ทว่าปัจจุบันฝ่ายชายมีอำนาจกว่าฝ่ายหญิง จางชุ่ยจึงไม่กล้าไปรบกวนครอบครัวฝ่ายชาย


หลังกลั่นกรองคำพูดของจางชุ่ย ผู้กำกับหม่าก็ได้ข้อมูลมาจำนวนไม่น้อย


หนึ่ง หลิวเฟินไม่ได้เป็นม่าย แค่หย่าร้างเท่านั้น


สอง หลิวเฟินกับลูกสาวเป็นอย่างที่เขาคิด พวกเธอเป็นคนต่างถิ่นที่มาทำธุรกิจในปักกิ่งจึงไร้ที่พึ่ง แล้วก็เป็นอย่างที่เห็น ตอนนี้ญาติสามีเก่าที่น่ารำคาญยังตามมารังควานถึงที่!


ปากบอกว่าไม่กล้าทักหลิวเฟิน แต่ผู้กำกับหม่าเห็นท่าทางของจางชุ่ยแล้วคิดว่า จางชุ่ยคงอยากมาขอเงินมากกว่าน่ะสิ


หลังรู้ความเคลื่อนไหวในซีตันของหลิวเฟิน สะกดรอยตามจากที่ร้านมาถึงธนาคาร ต่อให้เป็นสะใภ้ครอบครัวเดียวกัน ผู้กำกับหม่าก็ไม่มีทางไว้ใจจางชุ่ยได้เต็มร้อย หลายคดีที่เกิดขึ้นก็เพราะฝีมือคนในครอบครัว ต้องมีคนตายเพราะความโลภ แม้แต่พี่น้องแท้ๆก็ยังคิดอยากได้ทรัพย์สินของอีกฝ่าย นับประสาอะไรกับ ‘อดีตสะใภ้ร่วมตระกูล’


ผู้กำกับหม่ากักตัวจางชุ่ยไว้ที่โรงพัก จางชุ่ยทำได้เพียงบ่นอุบเท่านั้น


เซี่ยจื่ออวี้สั่งให้เธอแอบสะกดรอยตามหลิวเฟิน แต่เธอกลับถูกตำรวจจับได้คาหนังคาเขา แถมตำรวจนายนี้ยังรู้จักกับหลิวเฟิน ถ้าอย่างนั้นหลิวเฟินกับเซี่ยเสี่ยวหลานก็คงรู้เรื่องนี้ด้วยอย่างแน่นอน


ตอนนี้ครอบครัวเธอสู้เซี่ยเสี่ยวหลานได้ที่ไหน


นังเด็กรองเท้าผุพังเป็นคนชั่วร้าย ครั้งนี้ไม่รู้ว่าจะทำอะไรกับพวกเธอบ้าง


------------------------------------------------------


ผู้กำกับหม่าส่งคนไปแจ้งข่าวกับเซี่ยจื่ออวี้ที่วิทยาลัยฝึกหัดครูปักกิ่ง


“จางชุ่ยใช่แม่ของเธอหรือไม่”


เซี่ยจื่ออวี้พยักหน้ารับอย่างุนงง นายตำรวจพูดอย่างมีมารยาท “ตามพวกเรามาเถิด จางชุ่ยอยู่ที่โรงพักซีตัน พวกเราอยากถามอะไรเธอสักหน่อย”


โรงพัก?


เซี่ยจื่ออวี้คงไปช่วยประกันตัวใครที่โรงพักไม่ได้ ทว่าช่วงนี้จางชุ่ยทำอะไร เซี่ยจื่ออวี้ย่อมรู้ดี


ตำรวจแต่งตัวเต็มยศมาหาเช่นนี้ เซี่ยจื่ออวี้ไม่สนอีกแล้วว่าคนที่วิทยาลัยจะเข้าใจผิดหรือไม่ เธอขอให้คนอื่นช่วยแจ้งข่าวนี้กับหวังเจี้ยนหัว


“ต้องเรียกเขาไปที่โรงพักซีตันให้ได้นะ รบกวนพวกเธอแล้ว”


หลังเซี่ยจื่ออวี้ตามหลังตำรวจไป พวกเพื่อนร่วมหอของเธอต่างมองหน้ากันด้วยความงุนงง


ความจริงตำรวจพยายามช่วยเหลือเซี่ยจื่ออวี้อย่างเต็มที่แล้ว เขาไม่ได้แจ้งเรื่องให้กับทางวิทยาลัย แต่มาขอพบเซี่ยจื่ออวี้ที่หอพัก พวกเพื่อนร่วมหอยังคงสงสัย เซี่ยจื่ออวี้ไปทำอะไรผิดมากันแน่ มีนักศึกษาคนไหนต้องไปโรงพักกันบ้าง


พอคิดดูให้ดี ดูเหมือนว่าช่วงนี้เซี่ยจื่ออวี้จะกำลังเปลี่ยนแปลงรูปลักษณ์ตัวเองใหม่ เสื้อผ้าเรียบง่ายเหล่านั้นถูกโยนทิ้งไป แต่งตัวทันสมัยตั้งแต่หัวจรดเท้า


หรือว่าไปทำเรื่องผิดกฎหมายอะไรข้างนอกกันแน่?



ตอนที่ 819: เกียรติสุดท้ายของตระกูลหวัง



“ช่างเถอะ ไหนๆก็เป็นเพื่อนร่วมสถาบัน เช่นนั้นก็ช่วยเธอส่งข่าวสักหน่อยแล้วกัน!”


สมัยชั้นปีที่หนึ่ง เซี่ยจื่ออวี้ผูกมิตรกับเพื่อนได้ไม่เลว เพื่อนร่วมหอต่างก็รู้สึกว่าแม้เธอจะมาจากชนบทแต่ช่างเป็นคนขยันหมั่นเพียรและกระตือรือร้นยิ่งนัก แต่งตัวเรียบง่าย โอบอ้อมอารี แน่นอนว่าตอนนั้นทุกคนชอบเซี่ยจื่ออวี้มาก


ทว่าสถานการณ์เปลี่ยนไปตอนเรียนชั้นปีที่สอง สิ่งที่เซี่ยจื่ออวี้ทำ นับวันเพื่อนร่วมหอยิ่งงุนงง และคงไม่มีวันเข้าใจ!


มีคนแอบคบกันในวิทยาลัยไม่น้อย แต่คนอื่นคบกันโดยไม่ส่งผลกระทบกับการเรียน บางคู่สนับสนุนและให้กำลังใจซึ่งกันและกัน จนถึงขั้นมีผลการเรียนที่ดีขึ้นกว่าเดิม


พอมาถึงภาคเรียนที่สองของชั้นปีที่สอง ความตื่นเต้นที่สอบเข้ามหาวิทยาลัยได้เริ่มจางหายไป คนส่วนมากมีสมาธิมากขึ้น และเริ่มวางแผนชีวิตอนาคตกันแล้ว


มีคนที่ตั้งใจเรียนเพราะอยากได้รางวัลนักเรียนดีเด่น


บางคนขยันเข้าร่วมกิจกรรมของวิทยาลัย เพื่อให้เหล่าอาจารย์จดจำตัวเองได้


คนที่เอาแน่เอานอนไม่ได้อย่างเซี่ยจื่ออวี้ คนที่ทิ้งความเรียบง่ายและความโอบอ้อมอารีไป กลายเป็นคนใหม่จนแทบจำไม่ได้เช่นนี้มีจำนวนน้อยมาก


เพื่อนร่วมหอคนหนึ่งฉุกคิดขึ้นได้ “บทลงโทษของวิทยาลัยยังมีผลอยู่ ถ้าเธอมีเรื่องอะไรอีกละก็...”


จะถูกไล่ออกหรือเปล่า?


บทลงโทษที่รุนแรงกว่าการถูกสั่งทำทัณฑ์บนก็คือการไล่ออกมิใช่หรือ


การที่ไม่มีใครเข้าใจเซี่ยจื่ออวี้ทำให้เกิดช่องว่างระหว่างมิตรภาพ แต่ถ้าบอกว่ามีใครอยากให้เซี่ยจื่ออวี้ถูกไล่ออกหรือไม่ เหล่าเพื่อนร่วมหอย่อมไม่มีใครคิดเช่นนั้น ถ้าอย่างนั้นคงทำได้เพียงช่วยส่งข่าวบอกหวังเจี้ยนหัว จากนั้นพวกเธอจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้อีก


อุดมการณ์ต่างกันย่อมมิอาจเดินร่วมทางเดียวกัน ในเมื่อเซี่ยจื่ออวี้ไม่อยากเดินร่วมทางกับพวกเธอ ใครก็ไม่อาจบังคับได้!


สุดสัปดาห์เช่นนี้ เพื่อนร่วมหอของเซี่ยจื่ออวี้อยากตามหาตัวหวังเจี้ยนหัวย่อมไม่ใช่เรื่องง่าย กว่าจะได้เบอร์โทรศัพท์บ้านหวังเจี้ยนหัวมาก็ต้องใช้เวลา เมื่อโทรไปคนรับสายกลับเป็นเสียงผู้หญิง


อีกฝ่ายกล่าวว่าเป็นแม่ของหวังเจี้ยนหัว เพื่อนนักศึกษาหญิงต้องการคุยกับหวังเจี้ยนหัว หร่านซูอวี้ยังคงพูดคุยด้วยเสียงเป็นมิตร แต่พออีกฝ่ายบอกว่าเป็นเพื่อนร่วมหอพักเดียวกันกับเซี่ยจื่ออวี้ และบอกว่าอยากขอคุยกับหวังเจี้ยนหัว หร่านซูอวี้ก็ตอบกลับไปด้วยเสียงแข็งกระด้างว่าหวังเจี้ยนหัวไม่อยู่บ้าน


เพื่อนร่วมหอของเซี่ยจื่ออวี้ได้ยินดังนั้นก็รู้สึกร้อนใจ


“คุณน้าคะ มีคนจากโรงพักมาหาจื่ออวี้ค่ะ ตอนนี้จื่ออวี้เดินทางไปที่นั่นแล้ว เธอฝากให้พวกเราแจ้งข่าวกับเพื่อนนักศึกษาหวังค่ะ”


“เธอทำความผิดอะไรหรือ”


คำถามของหร่านซูอวี้ไม่มีใครสามารถตอบได้


เมื่อเพื่อนร่วมหอของเซี่ยจื่ออวี้ให้คำตอบไม่ได้ หร่านซูอวี้จึงวางสายไป


พวกเพื่อนร่วมหอของเซี่ยจื่ออวี้เองก็นึกไม่ถึงว่าจะเป็นเช่นนี้


ใครบอกว่าเซี่ยจื่ออวี้กับหวังเจี้ยนหัวหมั้นหมายกันแล้ว ทำไมแม่หวังเจี้ยนหัวถึงมีท่าทีเช่นนี้เล่า?!


“เรื่องทางโรงพักจะทำอย่างไรดีล่ะ”


พวกเธอปรึกษาหารือกัน เช่นนั้นคงต้องตามหาหวังเจี้ยนหัวด้วยวิธีอื่น


เพื่อนร่วมหอของเซี่ยจื่ออวี้ไม่เข้าใจการกระทำของหร่านซูอวี้ ขณะเดียวกันที่บ้านตระกูลหวัง หร่านซูอวี้ก็กำลังโวยวายให้หวังก่วงผิงฟัง


“ช้าเร็วบ้านเราต้องถูกตัวกาลกิณีทำให้จบเห่แน่ อยู่เฉยได้ไม่เท่าไร ก็พาตัวเองไปเข้าโรงพักอีกแล้ว ก่วงผิง ถ้าเซี่ยจื่ออวี้ได้แต่งงานกับเจี้ยนหัว ฉันไม่มีทางยอมเด็ดขาด!”


รองหัวหน้าฝ่ายอุดมศึกษา ช่วงสุดสัปดาห์อาจจะไม่ว่าง


แต่หวังก่วงผิงที่ประจำอยู่สำนักประวัติศาสตร์พรรคคอมมิวนิสต์ เขาว่างจนทำได้เพียงนั่งตบยุงไปวันๆ ตั้งแต่มีคำสั่งย้ายหวังก่วงผิงก็เหมือนคนที่ชีวิตพังทลาย


แม้เงินเดือนและสวัสดิการจะยังคงเหมือนเดิม แต่อำนาจในมือเปลี่ยนไปแล้ว หวังก่วงผิงผอมจนกางเกงหลวมไปหนึ่งไซซ์ ทุกๆวันหร่านซูอวี้ต้องคอยปลอบว่าชีวิตยังดีกว่าสมัยอยู่ที่ไร่ ตอนนี้ครอบครัวอยู่ร่วมกันพร้อมหน้า พอเจี้ยนหัวเรียนจบทุกอย่างก็จะค่อยๆดีขึ้นเอง หวังก่วงผิงถึงเริ่มมีความหวังอีกครั้ง


เมื่อได้ยินชื่อของเซี่ยจื่ออวี้ หวังก่วงผิงก็ปวดหัวจี๊ดขึ้นมาทันที


การบอกให้หวังก่วงผิงยอมรับความผิดพลาดของตัวเองเจ็บปวดยิ่งกว่าการฆ่าเขาเสียอีก หลังกลับมารับราชการเขาระวังตัวไม่มากพอ เริ่มจากเรื่องชั้นเรียนกวดวิชา ต่อด้วยการบาดหมางกับเถ้าแก่ฮ่องกง สุดท้ายคือการยื่นมือเข้าไปยุ่งเรื่องการแข่งขันภาษาอังกฤษ พอลองคิดย้อนดูแล้ว แต่ละเรื่องไม่มีเรื่องไหนที่เขาทำถูกต้องเลยสักอย่าง


นอกจากเรื่องบาดหมางกับเถ้าแก่ฮ่องกงแล้ว ทั้งเรื่องชั้นเรียนกวดวิชาและการแข่งขันภาษาอังกฤษล้วนเกี่ยวข้องกับเซี่ยจื่ออวี้ทั้งสิ้น หากหวังก่วงผิงไม่โทษเซี่ยจื่ออวี้แล้วจะให้เขาโทษตัวเองอย่างนั้นหรือ?


พอได้ยินว่าเซี่ยจื่ออวี้ถูกพาตัวไปโรงพัก หวังก่วงผิงไม่รู้สึกร้อนรนหรือใส่ใจแม้แต่น้อย เขาไม่ได้โกรธเหมือนหร่านซูอวี้ แต่กลับพูดถึงเรื่องอื่นขึ้นมาแทน


“คิดไปคิดมา ถ้าที่บ้านช่วยอะไรเจี้ยนหัวไม่ได้ เขาก็จำเป็นต้องมีกำลังเสริมจากทางอื่นใช่หรือไม่ เซี่ยจื่ออวี้คงใช้การไม่ได้ ตระกูลเซี่ยเป็นเกษตรกรกันทั้งครอบครัว มีแต่จะเป็นตัวถ่วงให้เจี้ยนหัวเสียเปล่าๆ ฉันได้ยินมาว่าหัวหน้าจางมีลูกสาวอยู่คนหนึ่ง อายุมากกว่าเจี้ยนหัวหนึ่งปี เธอน่าจะเคยเจอ คิดว่าอย่างไรเล่า?”


หัวหน้าจางเป็นเพื่อนเก่าของหวังก่วงผิง


เรื่องกลับมารับตำแหน่งของหวังก่วงผิง หัวหน้าจางเองก็เป็นหนึ่งคนที่คอยให้ความช่วยเหลืออยู่ตลอดเวลา


หวังเจี้ยนหัวอายุยี่สิบเจ็ดปีแล้ว ส่วนลูกสาวของหัวหน้าจางอายุมากกว่าเขาอีกหนึ่งปี ลูกสาวของหัวหน้าใหญ่อายุปูนนี้แล้วยังไม่แต่งงาน คิดดูแล้วต้องมีปัญหาอย่างแน่นอน


หร่านซูอวี้คิดถึงข่าวลือที่เคยได้ยินจากปากคนอื่นจึงไม่ได้ตอบตกลงในทันที “ลูกสาวเขาหลายปีก่อนเคยเป็นจือชิงที่ชนบท ตอนหลังถึงได้กลับเข้าเมืองมา แต่ฉันได้ยินมาว่าเธอเคยแต่งงานมีลูกแล้วตอนอยู่ชนบท หลังกลับเข้าเมืองตระกูลจางอยากปิดบังเรื่องนี้ ทว่าเรื่องแบบนี้ปิดกันมิดเสียที่ไหน! ก่วงผิง คุณจะให้เจี้ยนหัวแต่งงานกับของมือสองอย่างนั้นหรือ?”


ยังสู้ลูกสาวของอาจารย์หลิ่วไม่ได้เลยด้วยซ้ำ


หวังก่วงผิงถลึงตาใส่หร่านซูอวี้ “ผู้หญิงผมยาวแต่วิสัยทัศน์ช่างสั้นยิ่งนัก ของมือสองอะไรกัน คนอื่นพูดจาเหลวไหลกันทั้งเพ!”


ต่อให้ลูกสาวของหัวหน้าจางเป็นอย่างที่คนเล่าลือกัน หวังก่วงผิงก็ไม่สนใจ


อำนาจที่อยู่ในมือหัวหน้าจางเป็นของจริง หากลูกสาวตระกูลจางมีอดีตที่เหลวแหลกแบบนั้น ตระกูลจางมีหรือจะไม่สนับสนุนลูกเขยอย่างเต็มที่


สองสามีภรรยายังตกลงกันไม่ได้ หวังเจี้ยนหัวก็เปิดประตูเข้าบ้านมา


หร่านซูอวี้ไม่ได้บอกว่าหวังเจี้ยนหัวว่ามีคนโทรมา กลับเป็นหวังก่วงผิงที่แย้มยิ้มเย็นและพูดขึ้นว่า “เจี้ยนหัว ตำรวจโรงพักซีตันพาตัวเซี่ยจื่ออวี้ไป ลูกไปดูสิว่าเกิดอะไรขึ้น เกียรติของตระกูลหวังที่มีอยู่ก็เหลือแค่นี้แล้ว จะปล่อยให้เซี่ยจื่ออวี้ทำขายหน้าไม่ได้เด็ดขาด ถ้าเธอทำเรื่องผิดกฎหมายอะไรขึ้นมา แล้วลูกยังคงยืนกรานที่จะแต่งงานกับเธอ นั่นก็เท่ากับไล่พ่อของลูกให้ไปตาย!”


คนที่โรงพักจับตัวเธอไปรึ?


หรือว่าจะเป็นเรื่องร้านอาหารว่างของจางชุ่ย ลูกค้ากินอาหารแล้วท้องเสียอย่างนั้นหรือ?


หวังเจี้ยนหัวคาดเดาได้เพียงเรื่องนี้เท่านั้น


หวังเจี้ยนหัวรับแรงกระตุ้นจากหวังก่วงผิงไม่ไหว หลังถูกสั่งย้ายงานหวังก่วงผิงก็มักจะด่าคนที่บ้านเป็นประจำ หวังเจี้ยนหัวไม่กล้าขัดใจพ่อส่งเดช จึงรีบใส่รองเท้าที่เพิ่งถอดไปเมื่อครู่ทันที


“พ่อครับ จื่ออวี้จะทำเรื่องผิดกฎหมายอะไรได้ ทางตำรวจอาจจะอยากถามเรื่องบางอย่างกับเธอ ผมจะไปดูหน่อย!”


หร่านซูอวี้อยากเห็นเซี่ยจื่ออวี้ทุกข์ทรมานมากกว่านี้ อย่างไรก็ตามหวังก่วงผิงหาใช่กำลังห่วงเซี่ยจื่ออวี้ เขาแค่กลัวเซี่ยจื่ออวี้จะพูดจาเหลวไหลจนส่งผลกระทบกับตระกูลหวัง


เวลานี้ตระกูลหวังไม่มีปัญญารับมือกับลมมรสุมอะไรทั้งนั้น แค่เกลียวคลื่นขนาดเล็กพัดผ่าน ดีไม่ดีอาจจะทำให้ตระกูลหวังล่มสลายเสียด้วยซ้ำ


จะต้องให้เจี้ยนหัวแต่งงานกับครอบครัวคนมีอำนาจ ถึงจะช่วยฉุดตระกูลหวังขึ้นมาจากความอัปยศนี้ได้


ลูกสาวของอาจารย์หลิ่วหลงรักเจี้ยนหัว ทว่าตระกูลหลิ่วเป็นเพียงปัญญาชน หากเป็นเมื่อก่อนคงถูกใจหวังก่วงผิงแล้ว แต่น่าเสียดายที่ยุคสมัยเปลี่ยนไป ปัญญาชนอย่างอาจารย์หลิวสู้คนมีอำนาจอย่างหัวหน้าจางไม่ได้ด้วยซ้ำ


-------------------------------------------------


“สหายหลิวเฟิน เรื่องราวก็เป็นมาเช่นนี้ เธอต้องระวังตัวด้วย ส่วนเรื่องทางนี้เธอไม่ต้องมาเองหรอก ฉันว่าอีกฝ่ายยังไม่รู้ว่าเธอพักอยู่ที่ไหน คนคิดไม่ซื่อแบบนี้เธอระวังตัวไว้ก่อนจะดีกว่า อย่ามาข้องเกี่ยวกันเลย”


ปลายสาย ผู้กำกับหม่าเล่าเรื่องการสะกดรอยตามของจางชุ่ยอย่างละเอียดให้หลิวเฟินฟัง ได้ยินเรื่องราวแล้วหลิวเฟินกำหูโทรศัพท์แน่น ร่างกายสั่นเทิ้มไปทั้งตัว


ย่าอวี๋ยื่นหูมาฟังด้วยเช่นกัน


ผู้กำกับหม่าโทรหาหลิวเฟิน เดิมทีย่าอวี๋รู้สึกผิดสังเกต แต่พอได้ยินว่าสะใภ้ใหญ่บ้านสามีเก่าสะกดรอยตามหลิวเฟินที่ซีตัน ย่าอวี๋ก็คิดในใจขึ้นมาว่ามีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นด้วยหรือ?


“ผู้กำกับหม่า ขอบคุณมากนะคะ ฉันเข้าใจแล้วค่ะ!”


หลิวเฟินวางสาย เธอโกรธจนตาแดงก่ำ ก่อนจะหันไปพูดกับย่าอวี๋ว่า “...ชาตินี้คนตระกูลเซี่ยคงไม่คิดจะปล่อยฉันไปใช่หรือเปล่าคะ?!”



ตอนที่ 820: เป็นผู้หญิงที่ประสบความสำเร็จ



เลิกรากันแล้วยังจะต้องคอยตามตอแยภรรยาเก่าอยู่ตลอดเวลาด้วยหรือ?


ตามความคิดของย่าอวี๋ เรื่องนี้ขึ้นอยู่กับแต่ละคน


ทว่าปฏิกิริยาของหลิวเฟินที่แสดงออกมาในตอนนี้ดูเหมือนจะมากเกินไปหน่อย ย่าอวี๋รับรู้ได้ทันทีว่ามีบางอย่างผิดปกติเกิดขึ้น “แค่อดีตสะใภ้ร่วมตระกูล เธอจะกลัวไปทำไมกัน ขนาดลูกสาวอย่างเซี่ยจื่ออวี้ก็ยังพ่ายแพ้ให้กับเสี่ยวหลาน ตอนนี้แม้แต่เสี่ยวหลานยังขี้เกียจจะสนใจพวกเขาแล้ว พวกเขายังจะทำอะไรได้อีกรึ?”


ย่าอวี๋พูดพลางจ้องหน้าหลิวเฟิน จับตามองทุกการเปลี่ยนแปลงของสีหน้าอย่างละเอียด


หลิวเฟินโกรธจนตาแดงพร้อมกับกัดฟันกรอด ก่อนจะเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นที่หยางเฉิงให้ย่าอวี๋ฟัง


“ไม่ใช่แค่จางชุ่ยเท่านั้น แต่รวมถึงเซี่ยต้าจวิน ที่ริมถนนหยางเฉิง เขาพาคนบุกเข้ามา...”


หยางเฉิงกว้างใหญ่เช่นนั้นยังเจอกับเซี่ยต้าจวินและครอบครัวของเซี่ยหงปิงได้ คำพูดสาดเสียเทเสียจากคนตระกูลเซี่ยถาโถมใส่หลิวเฟินเข้าอย่างจัง เคราะห์ดีที่เซี่ยต้าจวินนั่งรถเข็นจึงไม่อาจลงไม้ลงมือกับเธอได้ มิเช่นนั้นหลิวเฟินเกรงว่าเธอคงไม่รอดอย่างแน่นอน


เฉินซีเหลียงช่วยจับตัวเซี่ยต้าจวินไปที่โรงพัก ส่วนหลิวเฟินหลังกลับมาจากปักกิ่ง เธอก็ยุ่งอยู่กับการเปิดร้าน ทำให้ไม่ได้เล่าเรื่องนี้ให้ใครฟัง


ย่าอวี๋นึกไม่ถึงเลยว่าจะมีเรื่องเกิดขึ้นที่หยางเฉิงด้วย ทั้งสองเรื่องเกิดขึ้นติดๆกันเช่นนี้ มิน่าเล่าหลิวเฟินถึงเสียการควบคุม


“อาเฟิน ความจริงมีอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยแก้ไขปัญหานี้ได้อย่างสิ้นเชิง เธอไม่เคยพิจารณานายกทังเลยจริงๆหรือ”


ย่าอวี๋เห็นทังหงเอินดูจริงใจกับหลิวเฟินเป็นอย่างมาก หากทั้งคู่ลองคบหาดูใจเพื่อแต่งงานกัน บริหารชีวิตหลังแต่งงานให้ดี อนาคตต่อให้ต้องเผชิญหน้ากับวันเวลาที่ย่ำแย่แค่ไหน ก็ไม่มีทางแย่ไปกว่าสมัยอยู่กับเซี่ยต้าจวินแน่นอน


ถ้าหลิวเฟินแต่งงานกับนายกทัง ไม่ว่าคนตระกูลเซี่ยจะไปกินดีหมีที่ไหนมาก็คงไม่กล้าโผล่หน้าหรือคิดวางแผนชั่วอะไรอีก ตรงกันข้ามเวลาเจอหลิวเฟินริมถนนคงรีบหลบหน้าไปให้พ้นทาง คนบางพวกทำเรื่องไร้ศีลธรรมอะไรลงไปบ้างย่อมรู้อยู่แก่ใจ พอถึงคราวที่โชคชะตาผันเปลี่ยนคงได้แต่มุดหัวเข้ากระดองเหมือนเต่าหัวหด เพราะกลัวหลิวเฟินคิดแก้แค้น


การแต่งงานกับนายกทังสามารถขจัดปัญหาได้หลายอย่าง


หลิวเฟินก้มหน้าลง “ฉันรู้ว่าป้าหวังดีกับฉัน ป้าสะใภ้ของเสี่ยวหลานก็เคยพูดกับฉันแบบนี้เหมือนกัน ป้าคะ ตั้งแต่ฉันย้ายมาที่ซางตูป้าก็คอยดูแลฉันมาตลอด แม่ของฉันจากโลกนี้เร็วเกินไป อดีตแม่สามีก็ใจร้ายยิ่งนัก นอกจากป้าแล้วไม่มีผู้อาวุโสหญิงคนไหนเป็นห่วงฉัน คอยดูแลฉันแบบนี้มาก่อน... แต่ฉันไม่เข้าใจ ผู้หญิงอย่างเราอยากประสบความสำเร็จบนโลกใบนี้จำเป็นต้องพึ่งพาผู้ชายด้วยหรือคะ”


หลิวเฟินไม่ได้ตั้งคำถาม เธอแค่กำลังสับสน


เห็นได้ชัดว่าคำถามนี้รบกวนจิตใจเธอมาเป็นเวลานาน


ย่าอวี๋พูดอะไรไม่ออกไปชั่วขณะ


หลิวเฟินตอนเพิ่งเข้าเมืองมาเป็นอย่างไรน่ะหรือ?


เธอเป็นผู้หญิงที่เห็นสามีเป็นเหมือนพระเจ้าตามขนบธรรมเนียมดั้งเดิมทุกอย่าง เพราะเธอคลอดลูกชายไม่ได้ ตอนอยู่บ้านเซี่ยจึงไม่กล้าเงยหน้าสู้ใครเขา ยอมอดทนปล่อยให้คนตระกูลเซี่ยคอยรังแก ทว่าคนตระกูลเซี่ยกลับยิ่งเหิมเกริมหนักขึ้นทุกวัน


ตอนหลังเซี่ยเสี่ยวหลานพาเธอเข้าเมืองมา หลิวเฟินก็เห็นลูกสาวเป็นดั่งพระเจ้า


เธอชินกับการเชื่อฟังคำสั่งของคนอื่น แรกเริ่มเดิมทีหลิวหย่งเป็นคนบอกให้เธอแต่งงาน เธอก็ไม่คัดค้าน คนตระกูลเซี่ยสั่งให้เธอทำงานหนัก กดขี่เธอ เธอก็ไม่ต่อต้าน เซี่ยเสี่ยวหลานบอกว่าจะพาเธอเข้าเมืองมาเสพสุข แม้ในใจเธอจะรู้สึกหวาดกลัว แต่ก็ยอมเก็บข้าวของตามลูกสาวมา


ไม่ว่าหลิวเฟินจะทำอะไร มักจะต้องมีคนคอยดันหลังเธออยู่เสมอ


แม้แต่เรื่องธุรกิจ ก็มีลูกสาวผู้เก่งกาจคอยช่วยปูทางไว้ให้


แต่คราวนี้ย่าอวี๋เห็นด้วย แม้หลี่เฟิ่งเหมยจะคอยเกลี้ยกล่อม แต่เซี่ยเสี่ยวหลานกลับสงวนท่าทีนิ่งเฉย ไม่มีท่าทางต่อต้านหรือสนับสนุนทังหงเอินแม้แต่น้อย อย่างไรก็ตามตอนนี้หลิวเฟินกลับมีความคิดเป็นของตัวเอง ย่าอวี๋รู้สึกดีใจเหลือเกิน


อยู่ๆก็คิดได้แล้วหรือ?


ย่าอวี๋พยายามข่มความดีใจ และแสร้งทำสีหน้าเคร่งขรึม


“ผู้หญิงย่อมประสบความสำเร็จได้ สมัยโบราณก็เคยมีปฐมกษัตริย์หญิงเช่นกัน คนที่ประสบความสำเร็จได้โดยไม่ต้องพึ่งพาผู้ชายไม่ได้มีแค่ในยุคโบราณเท่านั้น ใครบอกว่าเธอไม่สามารถหลุดรอดจากการตามรังควานของตระกูลเซี่ยได้ ถ้าไม่ใช้การแต่งงานมาข่มคนตระกูลเซี่ย เธอก็ต้องทำให้ตัวเองเป็นคนที่เก่งกาจ ท่าทีก็ห้ามอ่อนลงเด็ดขาด คนตระกูลเซี่ยลงมือเมื่อไร เธอต้องสวนกลับไปให้สาสม! หมายังกลัวการถูกตี ตีหลายๆครั้งเข้า พวกเขาจะหลาบจำไปเองนั่นแล อีกอย่างเธอต้องจัดการกับคนตระกูลเซี่ยเหมือนตีไล่หมา ส่วนตัวเธอนั้นคือมนุษย์ มนุษย์เพศหญิงที่ประสบความสำเร็จ”


หลิวเฟินตาเป็นประกาย ย่าอวี๋เอ่ยเสียงเย็น “สังคมมักจะใจกว้างกับผู้ที่ประสบความสำเร็จ ขอเพียงเธอประสบความสำเร็จ ไม่ว่าเธอจะพูดอะไรก็จะถูกทุกอย่าง! ดูสิว่าเมื่อก่อนเสี่ยวหลานเคยถูกใส่ร้ายขนาดไหน ตอนนี้ถ้ามีคนกล้าเอาเรื่องในอดีตมาพูดเหลวไหล คนรอบข้างคงไม่มีทางเชื่ออย่างแน่นอน!”


เซี่ยเสี่ยวหลานพึ่งพาอะไร?


เธอไม่ได้พึ่งการอธิบายให้ผู้อื่นฟังซ้ำๆ แต่เธอพึ่งพาความสามารถที่ดีมากพอของตัวเอง


ความเก่งกาจที่อยู่เหนือกว่าคนวัยเดียวกัน ต่อให้มีคนอยากวิพากษ์วิจารณ์เซี่ยเสี่ยวหลาน ก็คงทำได้เพียงนินทาลับหลังเท่านั้น


รวมถึงลูกสะใภ้ของหนิงเยี่ยนฝาน ก็คงกล้าพูดจาว่าร้ายเสี่ยวหลานแค่ในที่ลับเช่นกัน


เพราะถ้าพูดกับคนนอกมีแต่จะถูกตอกหน้ากลับ คำพูดที่ว่าคบเพื่อนต้องดูความเหมาะสม หากไปพูดในที่สาธารณะ แม่หนิงเสวี่ยคงกลายเป็นเป้าวิจารณ์อย่างแน่นอน การเกิดและโตในประเทศนี้ย่อมมีความแตกต่างระหว่างชนชั้น แต่มันไม่ได้รุนแรงจนถึงขั้นเป็นแบบที่แม่หนิงเสวี่ยกล่าว ตราบใดที่มีความสามารถย่อมก้าวข้ามผ่านความเหลื่อมล้ำของชนชั้น หรือแม้กระทั่งเหยียบย่ำขั้นบันไดแห่งชนชั้นให้แหลกคาเท้า ไม่ว่าจะเป็นเช่นไรคนแบบแม่หนิงเสวี่ยก็ไม่อาจตำหนิติเตียนได้


แน่นอนว่าหากเซี่ยเสี่ยวหลานอยากทำลายบันไดแห่งชนชั้น อย่างไรก็ต้องใช้เวลา


คำพูดของย่าอวี๋เป็นการเตือนสติหลิวเฟิน และช่วยขจัดม่านหมอกที่บดบังสายตาของเธอออกไป การแต่งงานกับทังหงเอินเป็นวิธีการหนึ่งที่ช่วยกำจัดปัญหานานัปการของหลิวเฟินจนสิ้นซากได้


แต่คนดีอย่างนายกทัง จะให้เธอหน้าด้านแต่งงานกับเขาและโยนปัญหาทุกสิ่งทุกอย่างให้เขาจัดการอย่างนั้นหรือ... ความรู้สึกกระดากอายและความไม่มั่นใจในตัวเองคือตัวขัดขวางไม่ให้หลิวเฟินตอบรับความรู้สึกของทังหงเอิน


“ฉันเข้าใจแล้วค่ะป้า ฉันเข้าใจแล้ว!”


ย่าอวี๋ถอนหายใจ “คนที่ใช้ชีวิตอยู่ไปวันๆนั้นน่าสมเพช แต่คนที่มีสติมากเกินไปก็ลำบากมากเช่นกัน อาเฟิน เธอต้องคิดให้ดีนะ”


หลิวเฟินรู้สึกว่าตนไม่เคยคิดเรื่องพวกนี้อย่างจริงจังมาก่อน


เธอใช้แขนเสื้อเช็ดคราบน้ำตาที่หางตา “ป้า ฉันควรรอฟังข่าวจากทางโรงพักอยู่อย่างนี้หรือคะ”


“แล้วเธออยากทำอะไรเล่า”


หลิวเฟินกัดฟันแน่นก่อนพูดว่า “ฉันไม่อยากเจอจางชุ่ย เพราะเธอมักจะวางแผนร้ายอยู่ตลอดเวลา หรือเธอจะรู้แล้วว่าฉันเปิดร้านเสื้อผ้า เช่นนั้นฉันต้องคอยหลบหน้าเธออย่างนั้นหรือ?”


ทำไมต้องทำแบบนั้น!


หลิวเฟินไม่คิดว่าตนทำอะไรผิดไป


ควรเป็นคนไร้ยางอายอย่างพวกตระกูลเซี่ยต่างหากที่ต้องเป็นฝ่ายหลบหน้าเธอ!


ตอนอยู่หยางเฉิง เฉินซีเหลียงจับพวกเซี่ยต้าจวินไปโรงพัก ในขณะที่หลิวเฟินหลบหน้าไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วย แต่ครั้งนี้หลิวเฟินไม่อยากหนีอีกต่อไปแล้ว


เหมือนที่ย่าอวี๋กล่าว เธอไม่ควรเจอหมาแล้ววิ่งหนีไป เธอจะต้องสั่งสอนคนตระกูลเซี่ยให้หลาบจำ ทำให้อีกฝ่ายได้รับบทเรียนหลายๆครั้ง จนรู้ว่าไม่ควรหาเรื่องเธออีก ตอนนี้ทุกอย่างเปลี่ยนไปแล้ว เธอไม่ใช่คนที่ใครก็คิดจะรังแกกันได้ง่ายๆ!


ย่าอวี๋หยุดคิด “เธอไปหาผู้กำกับหม่าที่โรงพักเถอะ พวกเราต้องใช้ประโยชน์จากสิ่งที่มีอยู่ ตอนนี้ผู้กำกับหม่ายืนอยู่ข้างเรา อีกทั้งครั้งนี้จางชุ่ยก็ถูกผู้กำกับหม่าจับได้คาหนังคาเขา จะปล่อยเธอไปง่ายๆไม่ได้เด็ดขาด”


ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องทำให้จางชุ่ยได้รับบทลงโทษ


ย่าอวี๋เปลี่ยนเสื้อผ้าเพื่อออกจากบ้านไปพร้อมหลิวเฟิน ย่าอวี๋อายุมากแล้วคงนั่งซ้อนท้ายจักรยานไม่ไหว ดังนั้นทั้งสองคนจึงตัดสินใจนั่งรถประจำทางไปที่ซีตัน


ระหว่างรอรถ ย่าอวี๋กระแอมเล็กน้อย


“ไก่งามเพราะขน คนงามเพราะแต่ง ตอนนี้เสื้อผ้าเครื่องแต่งกายเธอก็มีแล้ว แล้วเมื่อไรจะซื้อรถยนต์สักคันเล่า”


ขี่จักรยานไปทำไม หากแต่ละวันแต่ละวัน ต้องกลัวถูกคนชั่วปองร้ายเช่นนี้ ถ้าหลิวเฟินขับรถยนต์ไปกลับระหว่างบ้านกับร้านเสื้อผ้า แค่รถเก๋งสี่ล้อคันเล็กก็มากพอจะทำให้พวกโจรกระจอกไม่กล้าลงมือแล้ว


คนที่มีรถขับคือชาวบ้านทั่วไปอย่างนั้นหรือ?


พวกโจรไม่ใช่คนโง่ พวกมันย่อมกลัวว่าหาเรื่องผิดคนกันทั้งนั้น!




จบตอน

Comments