boss80 ep821-830

 ตอนที่ 821: เจียงเหยียนคือคนแบบไหน?


มณฑลจี้เป่ย


วิทยาลัยทหารบก


หอพักนักศึกษาชั้นเรียนสื่อสาร มีคนเปิดประตูเข้ามาชะเง้อคอมอง


“เอ๋ เจียงเหยียนไปไหนแล้วล่ะ วันนี้เธอบอกว่าจะไปเล่นบาสด้วยกันไม่ใช่หรือ”


การแข่งบาสระหว่างนักศึกษาชายหญิงเมื่อวานทำกระจกหน้าต่างแตกจึงไม่ได้เล่นกันต่อ แน่นอนว่าพวกนักศึกษาหญิงหลายคนยังสนุกไม่เต็มที่


ดังนั้นวันนี้พวกเธอจึงตัดสินใจนัดกันว่าจะแข่งบาสกันอีกครั้ง แต่หัวหน้าทีมหญิงอย่างเจียงเหยียนกลับไม่อยู่ที่หอพัก เช้าตรู่แบบนี้เธอจะไปที่ไหนได้


“ที่โรงอาหารก็ไม่อยู่”


“หรือว่าไปสนามแข่งก่อนแล้ว ไป พวกเราไปหาเจียงเหยียนกัน”


พวกเธอกอดลูกบาสพร้อมกับพากันเดินไปที่สนามกีฬา แต่กลับไม่เจอเจียงเหยียน


ถ้าอย่างนั้นเจียงเหยียนอยู่ที่ไหนกันแน่?


เจียงเหยียนกำลังเดินตามโจวเฉิงอยู่นั่นเอง!


เมื่อโจวเฉิงออกกำลังกายช่วงเช้าเสร็จก็กลับมาอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า เพื่อไปประทับตราขอลาหยุด แต่หลังเปลี่ยนเสื้อผ้าและลงมาจากตึก เขาก็พบว่าเจียงเหยียนกำลังรออยู่ข้างล่าง


โจวเฉิงเดินอ้อมผ่านตัวเจียงเหยียน การกระทำแบบเดียวกันกับเซี่ยเสี่ยวหลาน ทว่าเมื่อคืนเจียงเหยียนไม่ได้รั้งตัวเซี่ยเสี่ยวหลาน แต่ตอนนี้เธอกลับกระชากแขนโจวเฉิงไว้


“โจวเฉิง นายจะแกล้งทำเป็นไม่รู้จักฉันแบบนี้ต่อไปไม่ได้นะ ชั้นเรียนสื่อสารครั้งนี้เดิมทีฉันไม่จำเป็นต้องมาด้วยซ้ำ แต่พอรู้ว่านายเรียนอยู่ที่นี่ ฉันจึงพยายามคว้าโอกาสเข้าฝึกอบรมครั้งนี้ พวกเราจำเป็นต้องคุยกัน!”


เจียงเหยียนพูดพลางกัดฟันกรอด


เธอไม่ใช่ผู้หญิงอ่อนโยนบอบบาง อยากให้เธอทำตัวน่าสงสาร เจียงเหยียนคงทำแบบนั้นไม่เป็น


ตั้งแต่พานซานออกจากกองทัพ โจวเฉิงก็ไม่เคยพูดกับเธออีกเลย


เมื่อก่อนเคยร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่ แต่ปัจจุบันกลับกลายเป็นเหมือนคนแปลกหน้า


มิตรภาพจางหายไปกับสายลม เจียงเหยียนรู้สึกปวดใจเหลือเกิน


ถ้ามีใครต้องเป็นฝ่ายอธิบายก่อน เจียงเหยียนไม่เคยคิดว่าคนอื่นต้องเป็นฝ่ายยอมก้มหัวให้เธอก่อนเพียงเพราะว่าเธอเป็นผู้หญิง อีกทั้งเธอจะยอมเป็นฝ่ายก้าวเท้าออกไปอธิบายด้วยตัวเองเสียด้วยซ้ำ แต่หลังมาที่วิทยาลัยทหารบก ไม่ว่าเธอจะพยายามทำเรื่องเรียกร้องความสนใจจากโจวเฉิงใหญ่โตแค่ไหน โจวเฉิงก็ทำราวกับมองไม่เห็นเธอทุกครั้ง


เจียงเหยียนถูกบีบคั้นจนเมื่อวานเธอต้องไปหาแฟนของโจวเฉิง


ทว่าแฟนของโจวเฉิงก็รับมือยากเช่นกัน ทั้งยังเจ้าเล่ห์อย่างกับปลาไหล ทำเจียงเหยียนรู้สึกเอือมระอายิ่งนัก


เจียงเหยียนพูดเป็นชุด แต่โจวเฉิงไม่สนใจเธอเลยสักนิด


อย่างไรก็ตามเจียงเหยียนไม่ยอมแพ้


เธอเดินตามโจวเฉิงตั้งแต่ชั้นล่างของหอพักมาจนถึงสำนักงานนักศึกษา เธอรอโจวเฉิงประทับตราขอลาหยุดอยู่ด้านนอก ก่อนจะขอลาหยุดด้วยอีกคน จากนั้นเธอก็เดินตามโจวเฉิงมาถึงหน้าประตูใหญ่ ระหว่างทางก็เจอเพื่อนนักศึกษาหลายคน แต่ละคนต่างพากันกระซิบกระซาบด้วยความสงสัย


เดิมทีโจวเฉิงก็เป็นคนดังอยู่แล้ว ในขณะที่พวกนักศึกษาหญิงในวิทยาลัยล้วนเป็นดั่งสมบัติของชาติ ดังนั้นชื่อเสียงของเจียงเหยียนจึงโด่งดังยิ่งกว่าโจวเฉิง


เช้าตรู่แบบนี้เจียงเหยียนกลับเดินตามหลังโจวเฉิงหมายความว่าอย่างไรกัน


“นี่เจียงเหยียนคิดกับโจวเฉิง...”


“ชู่ หุบปาก โจวเฉิงมีคู่ครองแล้ว เมื่อวานเธอเพิ่งมาที่วิทยาลัย!”


สองคนนี้เมื่อก่อนไม่เคยพูดคุยกันสักคำ จึงดูไม่ออกสักนิดว่าเจียงเหยียนคิดอะไรกับโจวเฉิง อีกอย่างเจียงเหยียนคือใครกัน ในสายตาของทุกคนเธอองอาจยิ่งกว่าสหายชายเสียอีก


เรื่องอย่างการเป็นมือที่สาม เจียงเหยียนไม่มีวันทำเช่นนั้นแน่นอน


โจวเฉิงได้ยินเสียงพึมพำของคนรอบข้าง


หลังเดินมาถึงหน้าประตูใหญ่ ในที่สุดโจวเฉิงก็ปรายตามองเธอ “ฉันกำลังจะไปแฟนของฉัน เธอคงไม่หน้าด้านตามไปด้วยหรอกนะ?”


นานแค่ไหนแล้ว ตั้งแต่พานซานออกจากกองทัพ นี่คือครั้งแรกที่โจวเฉิงยอมหันมาสนใจเธอ


ที่เป็นเช่นนี้ได้ก็เพราะแฟนหน้าสวยทว่าเจ้าเล่ห์คนนั้น เจียงเหยียนขมวดคิ้วแต่ไม่นานก็คลายออก ไม่ว่าจะเป็นเพราะสาเหตุใด มันก็คือสัญญาณที่ดี


“ทำไมจะไม่ได้ เมื่อวานฉันก็เจอเธอมาแล้ว ยินดีด้วยนะ เธอเป็นคนสวยมาก!”


โจวเฉิงหันหน้ากลับมามอง “เจียงเหยียน เธอคิดจะทำอะไรฉันไม่สน เธอมาเรียนที่นี่ก็คือเรื่องของเธอ แต่ถ้าเธอลากเสี่ยวหลานมาเกี่ยวข้อง ก็อย่าหาว่าฉันแล้งน้ำใจ... ถึงตอนนั้นเธออาจจะเพิ่งเข้าใจว่า การเป็นคนแปลกหน้ากับฉันดีกว่าเป็นศัตรูกับฉันร้อยเท่า!”


เจียงเหยียนพยายามขวางทางโจวเฉิงอีกครั้ง แต่ครั้งนี้เขาเลือกที่จะประมือกับเจียงเหยียนสองท่าอย่างไม่ออมมือ เป็นอย่างที่โจวเฉิงบอก เขาไม่ออมแรงเลยสักนิด และเห็นเจียงเหยียนเป็นดั่งศัตรูจริงๆ


เจียงเหยียนเซถอยหลังสองก้าวจนชนกับกำแพงเหล็ก เจ้าหน้าที่เฝ้ายามเห็นดังนั้นก็วิ่งมาทันที


“มีเรื่องอะไรกัน ห้ามทะเลาะกันในวิทยาลัยนะ!”


นักศึกษาชายลงไม้ลงมือกับนักศึกษาหญิง ช่างไม่มีความเป็นสุภาพบุรุษ!


สายตาของเจ้าหน้าที่ที่มองโจวเฉิงเริ่มเปลี่ยนไป เจียงเหยียนส่ายหน้า “เราไม่ได้ทะเลาะกัน พวกเราเป็นเพื่อนกัน แค่ประลองฝีมือกันเฉยๆค่ะ”


โจวเฉิงขี้เกียจอธิบาย เขาจึงเดินออกจากประตูใหญ่ไปโดยไม่สนใจอะไรทั้งนั้น


เจียงเหยียนยืนนิ่งอยู่ที่เดิม โจวเฉิงไม่ออมมือให้เธอเลยจริงๆ อย่างไรก็ตามเจียงเหยียนกลับไม่รู้สึกเจ็บสักนิด ถึงแม้โจวเฉิงจะไม่ไว้หน้ากันตามที่บอกก็ตาม


แต่เธอยอมถูกโจวเฉิงเห็นเป็นศัตรู ดีกว่าถูกโจวเฉิงเมินเฉยตลอดเวลาเหมือนที่ผ่านมา


เจียงเหยียนไม่คิดว่าตัวเองทำผิดแม้แต่น้อย


เจียงอู่เป็นลูกพี่ลูกน้องกับเธอ สถานการณ์ในตอนนั้นตระกูลเจียงไม่มีวันปล่อยพานซานไปง่ายๆ


แม้เจียงเหยียนจะคิดว่าพานซานไม่ได้ทำอะไรผิด แต่เธอเป็นคนแซ่เจียง ได้รับการสนับสนุนจากตระกูลเจียงทุกอย่าง เวลาสำคัญเช่นนั้นจะให้เธอหักหลังครอบครัวแล้วส่งตัวเจียงอู่มารับเคราะห์กรรมอย่างนั้นหรือ?


เป็นไปไม่ได้


เจียงเหยียนหยุดคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยื่นเอกสารอนุมัติการลาหยุดให้เจ้าหน้าที่แล้วเดินตามโจวเฉิงออกไป


เจ้าหน้าที่เตือนเธอ “ขัดแย้งอะไรกันก็ให้วิทยาลัยเป็นคนจัดการ”


เขากลัวเหลือเกินว่าเจียงเหยียนจะถูกเอาเปรียบ


เจียงเหยียนยิ้มพลางชูหมัด “ถ้าฉันตั้งใจสู้กับเขา ใครแพ้ใครชนะก็ยังไม่แน่ ถึงอย่างไรทุกคนก็เป็นเพื่อนร่วมรบและเพื่อนร่วมสถาบันด้วยกันทั้งนั้น ไม่ว่าปัญหาจะใหญ่แค่ไหน สู้กันสักตั้งก็คลี่คลายไปเอง!”


เจียงเหยียนยิ้มทีทำเอาเจ้าหน้าที่หน้าแดงก่ำ


คำพูดของเธอก็ชวนให้คนเชื่อมั่นเช่นกัน


เจ้าหน้าที่รู้สึกว่าตนกำลังเข้าใจผิด เจียงเหยียนกับโจวเฉิงอาจจะแค่เล่นสนุกกันเท่านั้น อย่างไรก็ตามเขาไม่เคยอิจฉาโจวเฉิงดั่งเช่นตอนนี้มาก่อน คนหน้าตาดีไม่ว่าจะทำอะไรล้วนได้เปรียบเสียจริงๆ


มีแฟนหน้าตาสวยหยาดเยิ้ม แถมยังได้หยอกล้อเล่นกับนางฟ้าเจียงเหยียน ช่างน่าอิจฉาเหลือเกิน


โจวเฉิงและเซี่ยเสี่ยวหลานมีเวลาอยู่ด้วยกันตลอดทั้งเช้า และไม่ต้องทำเหมือนตอนอยู่หอพักในวิทยาลัยที่ทั้งคู่ต้องเปิดประตูไว้ตลอดเวลา


เมื่อวานเซี่ยเสี่ยวหลานพูดถึงตระกูลสือ แต่เธอไม่ได้เล่าเรื่องความแปลกประหลาดของเว่ยเจวียนหงให้โจวเฉิงฟัง


ตอนแรกเธอตั้งใจจะคุยกับโจวเฉิงว่า การชดเชยเพราะความรู้สึกผิดที่มีต่อตระกูลสือควรมี ‘ขอบเขต’ หรือเปล่า แต่เพราะเวลาที่อยู่กับเขานั้นผ่านไปเร็วเกินไป รวมถึงถูกเรื่องลูกบาสชนกระจกแตกมาขัดจังหวะ เซี่ยเสี่ยวหลานจึงไม่มีโอกาสพูดเรื่องนี้กับเขา


ตอนนี้เธอกับโจวเฉิงควรร่วมมือกันเผชิญหน้ากับปัญหาภายนอก หาใช่สร้างความขัดแย้งกันภายใน


พอเซี่ยเสี่ยวหลานเจอกับโจวเฉิง เธอก็ไม่คิดจะปิดบังเขาเรื่องของเจียงเหยียน


“เมื่อวานเจียงเหยียนมาหาฉัน เธอบอกว่าอยากกลับไปเป็นเพื่อนกับเธออีก และขอให้ฉันช่วยเชื่อมความสัมพันธ์ แต่ฉันปฏิเสธไปแล้ว”


โจวเฉิงจูบเธอ “ปฏิเสธได้ดีมาก ภรรยาของฉันย่อมไม่หลงกลใครอยู่แล้ว”


เซี่ยเสี่ยวหลานออกแรงผลักตัวเขา ก่อนจะใช้มือยันแผงอกไว้


“อย่าเพิ่งป้อนคำหวานใส่ฉันสิ เหมือนสหายเจียงเหยียนจะมั่นใจในตัวเองมาก อย่าหาว่าฉันใจแคบเลยนะ แต่เพื่อให้ได้กลับไปเป็นเพื่อนเธออีกครั้ง เขาถึงขั้นตามมาถึงที่นี่เลยหรือ? โจวเฉิง ก่อนพวกเราจะคบกัน ฉันเคยถามเธอแล้วใช่ไหมว่าเคยมีคู่หมายหรือเปล่า เคยมีรักแรกที่ล้มเหลวหรือไม่ แต่เธอบอกว่าไม่มีทั้งนั้น!”


โจวเฉิงยกมือขึ้น “ฉันขอสาบานด้วยชุดเครื่องแบบที่ฉันใส่เลยว่าไม่มีจริงๆ! เธอคือรักแรกของฉัน คู่ครองคนแรกของฉัน เป็นภรรยาที่ยังไม่ได้แต่งเข้าตระกูลฉัน...”


เซี่ยเสี่ยวหลานขัดเขาทันที “หยุด! ฉันยังพูดไม่จบ ตอนนั้นฉันไม่รู้เรื่องในอดีตของเธอมากนักเลยลืมถามไปว่า เธอเคยมีเพื่อนรู้ใจเพศหญิงที่ร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่กันมาก่อนหรือเปล่า... โจวเฉิง ตอบฉันมาตามความจริง เจียงเหยียนคือคนแบบนั้นใช่ไหม”



ตอนที่ 822: ไม่ขอรับบทตัวสำรอง



จะโทษเซี่ยเสี่ยวหลานว่าสะเพร่าก็คงจะไม่ได้ เพราะเธอไม่เคยคิดถึงจุดนี้เลยจริงๆ!


หากพูดถึงอาชีพของโจวเฉิง ปฏิกิริยาแรกของใครหลายคนคงคิดถึงอาชีพที่มีแต่ผู้ชาย


แน่นอนว่าย่อมมีผู้หญิง แต่ผู้หญิงที่ได้ไปรบแนวหน้านั้นหาได้ยากนัก เซี่ยเสี่ยวหลานคิดไม่ถึงเลยว่าจะมีผู้หญิงคนไหนเคยร่วมรบกับโจวเฉิงมาก่อน


แต่ถ้าไม่เคยร่วมรบด้วยกัน พวกเขาสองคนจะสนิทกันได้อย่างไร?


โจวเฉิงบอกว่าตระกูลเจียงมาจากจินหลิง ถ้าอย่างนั้นเจียงเหยียนก็ควรอยู่ที่จินหลิงถึงจะถูก จะบอกว่าโตมาด้วยกันเรื่องนั้นคงเป็นไปไม่ได้ เซี่ยเสี่ยวหลานขีดฆ่าข้อนี้ทิ้ง คนเจอกันแค่ไม่กี่ครั้งคงไม่ถึงกับเป็นเพื่อนกันได้ เซี่ยเสี่ยวหลานใช้นิ้วจิ้มแผงอกของโจวเฉิง และกวาดมือไปเรื่อยๆเหมือนปล่อยกระแสไฟฟ้า โจวเฉิงจับมือเล็กซุกซนของเธอไว้ทันที


“ร่วมเป็นร่วมตาย เพื่อนรู้ใจอะไรกัน เธอกำลังพูดเหลวไหล”


คนที่ร่วมเป็นร่วมตายกับเขาที่แนวหน้าคือพี่พานซานกับสือข่าย มีเจียงเหยียนที่ไหนกัน?


แต่เห็นได้ชัดว่าเซี่ยเสี่ยวหลานไม่ใช่คนที่จะปล่อยผ่านเพียงเพราะคำพูดแค่ไม่กี่ประโยค ดังนั้นโจวเฉิงจึงจำต้องลงรายละเอียดเพิ่มเติม


“เวลาที่มีกำลังพลเพียงพอ ผู้หญิงจะไม่ถูกส่งไปที่แนวหน้า เจียงเหยียนตอนแรกอยู่หน่วยพยาบาล คอยช่วยเหลือผู้ได้รับบาดเจ็บ ทว่าตอนหลังเธอโยนกล่องปฐมพยาบาลให้คนอื่น และหยิบปืนบนพื้นขึ้นมา... หลังจากนั้นก็เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นอีกหลายครั้ง ทุกคนต่างรู้กันทั่วว่าเจียงเหยียนเป็นคนเก่งกาจ แม้เธอจะใช้แซ่เจียง แต่ตอนนั้นใครยังจะสนว่าเธอมาจากตระกูลไหน ไม่นานทุกคนจึงเริ่มสนิทกัน เจียงเหยียนไม่อยากอยู่หน่วยพยาบาลแล้ว เพราะเธออยากจับปืน เธอจึงบอกเรื่องนี้กับพี่พานซานอยู่หลายครั้ง อย่างไรก็ตามพี่พานซานไม่มีอำนาจในการตัดสินใจเรื่องนี้ เขาจึงบอกให้เจียงเหยียนไปแสดงเจตจำนงกับผู้บัญชาการ แน่นอนว่าผู้บัญชาการไม่อนุญาต เจียงเหยียนเลยต้องทำงานในหน่วยพยาบาลต่อไป และบางครั้งที่เธออยากบุกไปอยู่แนวหน้า พวกเราก็จะทำเป็นหลับตาข้างหนึ่งอยู่เสมอ”


น้ำเสียงของโจวเฉิงราบเรียบ เซี่ยเสี่ยวหลานไม่รู้สึกถึงความผิดปกติแม้แต่น้อย


อาจจะไม่มีความสัมพันธ์ชู้สาว ทว่าเจียงเหยียนพูดถูก พวกเขาเคยเป็นเพื่อนกันมาก่อน


คนเราอาจจะไม่ได้เป็นเพื่อนกันไปตลอดทั้งชีวิต แต่เจียงเหยียนยยังคงยืนกรานว่าต้องการรื้อฟื้นมิตรภาพกับโจวเฉิง เซี่ยเสี่ยวหลานไม่ต้องคิดถึงด้านอื่นก็รู้ว่าเรื่องนี้คงฝืนกันไม่ได้ เมื่อใดที่อุดมการณ์และความคิดแตกต่างกันก็จะเกิดความขัดแย้ง แม้แต่เพื่อนที่โตมาด้วยกันยังสามารถแตกหักกันได้


เมื่อก่อนเจียงเหยียนเคยสนิทกับโจวเฉิงและพานซาน แต่ตอนนี้พวกเขาสองคนไม่คบค้ากับเธอแล้ว เจียงเหยียนจึงทำใจลำบาก


เซี่ยเสี่ยวหลานส่งเสียงฮึเบาๆ ก่อนจะกอดแขนโจวเฉิง


“เรื่องนี้เธอรอดตัวไปได้ชั่วคราวนะ”


ทั้งคู่คงกอดกันอยู่แต่ในห้องไม่ได้ ดังนั้นโจวเฉิงจึงพาเซี่ยเสี่ยวหลานไปเดินเล่นรอบสือเจียจวง โจวเฉิงมาถึงที่วิทยาลัยเมื่อปีก่อน แต่ไม่ทันไรก็ถูกลากไปปฏิบัติภารกิจในสถานที่จริงแถบชายฝั่ง และเขาเพิ่งได้กลับมาหลังตรุษจีน แน่นอนว่าตัวเขาเองก็ยังไม่เคยออกมาเดินเล่นรอบเมืองเลยสักครั้ง


ทันทีที่ทั้งคู่ออกจากบ้านพักรับรองก็เจอเข้ากับเจียงเหยียน


เซี่ยเสี่ยวหลานหยิกเอวโจวเฉิงจากด้านหลัง โจวเฉิงคิดในใจ นี่คงเป็นมารผจญที่สวรรค์ส่งมาสินะ โจวเฉิงเตือนตัวเองว่าห้ามสนใจเจียงเหยียนเด็ดขาด เขาเดินผ่านเจียงเหยียนไปโดยไม่แม้แต่จะปรายตามอง ส่วนเซี่ยเสี่ยวหลานส่งยิ้มให้เจียงเหยียนเล็กน้อยเท่านั้น


วันนี้ไม่ว่าทั้งคู่จะไปที่ไหน เจียงเหยียนก็จะตามไปที่นั่นอยู่เสมอ สุดท้ายโจวเฉิงก็ทนไม่ไหว เขาอยากไล่เจียงเหยียนไปให้ไกลเหลือเกิน แต่เซี่ยเสี่ยวหลานห้ามเอาไว้เสียก่อน


“ยิ่งเธอสนใจ เขาก็ยิ่งจะได้ใจ ไปเถอะ ไปส่งฉันที่สถานีรถไฟ”


แม้แต่ตอนที่ทั้งคู่กินอาหารที่ร้านอาหารของรัฐวิสาหกิจ เจียงเหยียนก็ตามมานั่งโต๊ะข้างๆด้วย หญิงสาวผู้นี้ทำอะไรช่างเปิดเผยเหลือเกิน แต่ถ้าแข่งกันเรื่องความหน้าหนาเธอยังไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเซี่ยเสี่ยวหลาน


เพราะเจียงเหยียนเป็นเหตุ ทำให้เซี่ยเสี่ยวหลานอวดความรักอันหวานชื่นกับโจวเฉิงอย่างไม่ยั้ง ความจริงก็ไม่เชิงว่าเธอจะจงใจ หนุ่มสาวคบหากันย่อมหลีกเลี่ยงการโอบกอดไม่ได้ แม้ว่าตอนอยู่ในที่สาธารณะอาจต้องสงวนท่าที แต่ถึงกระนั้นเซี่ยเสี่ยวหลานก็กล้าจูงมือโจวเฉิงเดินไปทั่วอยู่ดี


เดิมทีเธอก็ไม่ใช่พวกเอาแต่ตั้งรับ ในทางกลับกันเวลาเธอทำอะไรมักจะเป็นฝ่ายรุกอยู่เสมอ


อยากจูงมือก็จูง ที่นี่ไม่ใช่ที่ทำงานของโจวเฉิงเสียหน่อย อีกทั้งคนอื่นไม่รู้จักโจวเฉิง จึงไม่ต้องกลัวว่าจะเกิดผลกระทบ


การปราบปรามอาชญากรรมปี1983ผ่านไปแล้ว กอปรกับการปฏิรูปเศรษฐกิจที่เริ่มต้นขึ้นทำให้สังคมดูผ่อนคลายลงไปบ้างแล้ว แน่นอนว่าบทลงโทษของผู้กระทำผิดยังคงมีอยู่ แต่โทษเหล่านั้นล้วนเป็นฝ่ายหญิงที่ถูกคุกคามหรือถูกบังคับขืนใจ ในขณะที่เซี่ยเสี่ยวหลานกับโจวเฉิงแค่มองก็รู้ว่ายินยอมพร้อมใจด้วยกันทั้งคู่ คนอื่นย่อมไม่เข้าไปก้าวก่าย


ทว่าในสายตาของเจียงเหยียน นี่คือการจงใจท้าทายกัน


เพราะ ‘การรุก’ ของเซี่ยเสี่ยวหลานในสายตาของเจียงเหยียนทำให้ดูเหมือนโจวเฉิงกำลังถูกเซี่ยเสี่ยวหลานจูงจมูก เซี่ยเสี่ยวหลานบอกว่ากระหายน้ำ หิว หรืออยากเดินดูของตามร้านค้า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องไหนโจวเฉิงก็ไม่ขัดสักคำเดียว


ตามใจอย่างไร้เงื่อนไข?


ตั้งแต่เมื่อไรกันที่โจวเฉิงกลายเป็นคนแบบนี้


เจียงเหยียนรู้สึกไม่พอใจ เธอไม่ได้อิจฉาที่โจวเฉิงกับเซี่ยเสี่ยวหลานรักกัน เธอแค่รู้สึกว่าโจวเฉิงที่ลุ่มหลงกับความรักเช่นนี้ดูราวกับคนแปลกหน้ายิ่งนัก


โจวเฉิงควรเป็นทหารที่องอาจผ่าเผยไม่ใช่หรือ


องอาจแต่ไม่ไร้สมอง สู้ได้อย่างชาญฉลาด โจวเฉิงได้เลื่อนตำแหน่งไวเช่นนี้หาใช่เพราะเขาพึ่งพาครอบครัวจนได้ไปสร้างผลงานที่แนวหน้า แต่เป็นเพราะเขาสร้างผลงานด้วยตัวเองอย่างแท้จริง


เจียงเหยียนชอบคบหากับคนแบบโจวเฉิง โจวเฉิงกับพานเป่าหัวเคยเป็นเพื่อนของเธอ แต่ปัจจุบันเธอแทบจำโจวเฉิงคนที่อยู่ตรงหน้าไม่ได้แม้แต่น้อย ตั้งแต่กลับจากแนวหน้า การเปลี่ยนแปลงของโจวเฉิงดูเหมือนจะมากเกินไปหรือเปล่า?


ไม่ หลังกลับจากแนวหน้าเธอเคยเจอโจวเฉิงครั้งหนึ่ง ตอนซ้อมรบครั้งใหญ่เมื่อสองปีก่อน เจียงเหยียนเคยเจอกับโจวเฉิง ทว่าตอนนั้นเขายังไม่เป็นแบบนี้


แน่นอนว่าเจียงเหยียนคุ้นเคยกับโจวเฉิงคนก่อนมากกว่า


เจียงเหยียนเดินตามพวกโจวเฉิงไปอย่างช้าๆ ก่อนจะเห็นทั้งคู่เดินมาถึงสถานีรถไฟ เห็นพวกเขาอาลัยอาวรณ์กันที่ชานชาลา รวมถึงเห็นว่าเซี่ยเสี่ยวหลานใจกล้ามากขนาดไหน รถไฟใกล้จะออกแล้ว เธอยังเขย่งเท้าจูบโจวเฉิงต่อหน้าผู้คนมากมายขนาดนั้น


โจวเฉิงยิ้มจนตาเป็นพระจันทร์เสี้ยว


เซี่ยเสี่ยวหลานโบกมือลาโจวเฉิง และหันมาขยิบตาให้เจียงเหยียนเป็นการบอกลา รถไฟเคลื่อนตัวแล้ว โจวเฉิงวิ่งไล่ตามรถไฟอยู่สักพัก จนกระทั่งรถไปเพิ่มความเร็วจนเขาตามไม่ทัน


เจียงเหยียนเดินตรงไปหาเขาทันที


“โจวเฉิง ฉันอยากเจอพี่พานซานสักครั้ง”


โจวเฉิงมองหน้าเธอด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ “ฉันติดต่อพี่ซานไม่ได้ ตระกูลเจียงของพวกเธอบีบเขาจนไม่มีทางเลือก และต่อให้ฉันติดต่อได้ก็คงไม่มีวันปล่อยให้พี่ซานเจอเธอ ถึงอย่างไรตระกูลเจียงก็คงวางแผนร้ายเหมือนเดิม ฉันกลัวว่าหากพี่ซานเจอเธอแล้วจะมีคนดักซุ่มรอทำร้ายเขา”


สีหน้าของเจียงเหยียนเปลี่ยนไปเล็กน้อย


ตระกูลเจียงเคยทำเรื่องเช่นนี้จริง ดังนั้นเธอถึงไม่มีความน่าเชื่อถืออีกแล้วในสายตาของโจวเฉิง


เจียงเหยียนยังอยากพูดต่อ ทว่าโจวเฉิงกลับเดินตัดผ่านเธอไปก่อนจะคิดอะไรบางอย่างได้


“เจียงเหยียน ฉันขอเตือนเธออีกครั้ง ถ้าเธอยังไปหาเสี่ยวหลานอีก หรือคิดจะลากเสี่ยวหลานเข้ามาเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ต่อให้เป็นตระกูลเจียงก็ปกป้องเธอไม่ได้!”


-----------------------------------------


เซี่ยเสี่ยวหลานนั่งอยู่บนรถไฟพลางคิดเรื่องของเจียงเหยียนตลอดเวลา


โจวเฉิงเข้าเรียนที่วิทยาลัยมาปีหนึ่งแล้ว ทว่า ‘ชั้นเรียนสื่อสาร’ ของเจียงเหยียนไม่รู้ว่ากำหนดระยะเวลานานแค่ไหน นักศึกษาชายหญิงอยู่ในสถาบันเดียวกัน แม้เซี่ยเสี่ยวหลานจะไม่ได้มีความคิดเลวทรามขนาดนั้น แต่ดูจากนิสัยของเจียงเหยียน ท่าทางเธอเหมือนจะไม่ใช่คนยอมแพ้ง่ายๆ


หญิงสาวคนนี้ต้องไปก่อกวนโจวเฉิงอีกอย่างแน่นอน


เจียงเหยียนดูองอาจผึ่งผาย สูงโปร่งหน้าตาดี ถ้าเรื่องนี้เกิดขึ้นกับคนอื่น เซี่ยเสี่ยวหลานคงคิดว่าเจียงเหยียนกับคู่ของเธอเป็นคู่รักคู่แค้นที่น่าสนใจ แต่พอเป็นเรื่องของตัวเอง เซี่ยเสี่ยวหลานกลับรู้สึกรำคาญใจอย่างประหลาด


ถ้าเจียงเหยียนกับโจวเฉิงเป็นคู่รักคู่แค้นกันจริงละก็ เธอก็ต้องรับบทเป็นตัวสำรองน่ะสิ? พระนางบาดหมางกัน แต่เมื่อใดที่ความเข้าใจผิดคลี่คลาย บทตัวสำรองอย่างเซี่ยเสี่ยวหลานก็คงต้องลาจอ แน่นอนว่ามันคงเป็นแค่จินตนาการเท่านั้น ทว่าหากเป็นเช่นนั้นจริง เซี่ยเสี่ยวหลานไม่คาดหวังให้ตัวประกอบอย่างเธอกลายเป็นผู้ชนะ แต่เธอจะเป็นคนเปลี่ยนพระเอกให้ตัวเองในทันที!


เซี่ยเสี่ยวหลานกลับถึงปักกิ่งตอนห้าโมงเย็น เธอตั้งใจจะกลับบ้านก่อนแล้วค่อยไปที่มหาวิทยาลัย


พอมาถึงบ้านก็พบว่าในบ้านไม่มีคนอยู่ มีเพียงกระดาษโน้ตวางไว้บนโต๊ะที่เขียนว่า แม่กับย่าอวี๋ไปที่โรงพักซีตันด้วยกัน


คำว่า ‘จางชุ่ย’ ที่ย่าอวี๋เขียนทำให้เซี่ยเสี่ยวหลานอดแค่นหัวเราะออกมาไม่ได้ ขณะที่เธอกำลังวางบทละครในหัว คิดกลุ้มใจกับบทบาทของแฟนหนุ่มกับเจียงเหยียน กลับมีคนมาหาเรื่องกันถึงที่อย่างนั้นหรือ?


หากครอบครัวเซี่ยจื่ออวี้ยอมอยู่อย่างสงบเหมือนเต่าหัวหด เซี่ยเสี่ยวหลานคงไม่ว่างจัดการกับพวกเขา


แต่คนเหล่านั้นกลับถ่อมาหาเรื่องถึงที่แบบนี้ เซี่ยเสี่ยวหลานจึงนึกถึงพวกเขาขึ้นมาทันที



ตอนที่ 823: ช่วยพ่อ หรือช่วยแม่?



กรุงปักกิ่งปี1985 ไม่ได้กว้างใหญ่เหมือนในโลกอนาคต อย่างไรก็ตามปักกิ่งก็นับได้ว่าเป็นเมืองใหญ่อันดับต้นๆของประเทศจีน อยู่เมืองหลวงหากตั้งใจหลบหน้าใครก็ย่อมทำได้ง่าย การเจอกันตามท้องถนนถือเป็นเรื่องที่ยากมาก


เซี่ยเสี่ยวหลานเคยเจอเซี่ยฉางเจิงแค่ครั้งเดียว แม้แต่เซี่ยจื่ออวี้ เธอก็เคยเห็นตอนอยู่โรงพยาบาลเผิงเฉิงเพียงด้านหลัง


เซี่ยเสี่ยวหลานในตอนนี้ไม่ได้เกรี้ยวกราดเหมือนตอนเพิ่งเกิดใหม่ ที่ต้องการเหยียบย่ำเซี่ยจื่ออวี้กับหวังเจี้ยนหัวให้จมดินเพื่อแก้แค้นแทน ‘เซี่ยเสี่ยวหลาน’ หากเธอเจอกับพวกเซี่ยจื่ออวี้อย่างมากก็คงแค่หัวเราะเยาะเท่านั้น


หลังประมือกับเซี่ยจื่ออวี้ทางอ้อมมาหลายต่อหลายครั้ง เซี่ยเสี่ยวหลานก็พอรู้ระดับความสามารถของอีกฝ่ายมากขึ้น ชาติกำเนิดของเซี่ยจื่ออวี้ไม่ได้ดีนัก ดังนั้นการสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ถือเป็นการเปลี่ยนชะตาชีวิตของเธอ สามารถก้าวออกจากชนบท และได้เข้ามาเรียนในเมืองหลวง อนาคตของเซี่ยจื่ออวี้สมควรเต็มไปด้วยโอกาสสิถึงจะถูก


ไม่ว่าอนาคตอยากทำอาชีพไหน นักศึกษายุค80 มีเส้นทางแห่งความก้าวหน้ารออยู่เต็มไปหมด


แล้วกับเซี่ยจื่ออวี้ที่เป็นคนทะเยอทะยานและดิ้นรนเล่า


จะให้เรียนหนังสืออย่างเดียวเช่นนั้นหรือ?


คงเป็นไปไม่ได้


เซี่ยเสี่ยวหลานรู้สึกว่าหากเซี่ยจื่ออวี้ตั้งใจเรียนในวิทยาลัยฝึกหัดครูปักกิ่งจนจบภายในระยะเวลาสี่ปี เธอยังพอจะมีโอกาสก้าวหน้ามากกว่า แต่การทำเรื่องเกินตัวเหมือนในปัจจุบันนี้ ยิ่งทำก็ยิ่งพัง ไหนยังจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับตระกูลหวัง เซี่ยจื่ออวี้รังแต่จะยิ่งพาตัวเองจมดิ่งลงเหว เมื่อเป็นเช่นนี้เซี่ยเสี่ยวหลานจึงเลิกสนใจเซี่ยจื่ออวี้กับหวังเจี้ยนหัวไปโดยปริยาย


ถึงอย่างไรเซี่ยเสี่ยวหลานก็มีเรื่องมากมายให้ต้องดูแลและจัดการ ในขณะที่เซี่ยจื่ออวี้เอาแต่เดินมุ่งหน้าไปหาทางตัน เซี่ยเสี่ยวหลานแค่รอดูอยู่เฉยๆก็พอแล้ว


คนที่เงียบหายไปนาน อยู่ๆก็โผล่มาอีกครั้ง หรือว่าได้รับความช่วยเหลือจากใครมาอย่างกะทันหัน?


ตู้เจ้าฮุยอย่างนั้นหรือ?


เซี่ยจื่ออวี้มีอะไรที่ทำให้ตู้เจ้าฮุยสนใจได้กันนะ


เซี่ยเสี่ยวหลานไปยังสถานีตำรวจซีตันพร้อมกับความสงสัย ตอนนี้จางชุ่ยยังคงถูกขัง ส่วนเซี่ยจื่ออวี้เองก็พยายามอธิบายเหตุผล ทันใดนั้นเองหวังเจี้ยนหัวก็เหมือนจะพาเพื่อนมา ‘ทักทาย’ ทางสถานีตำรวจ ทำให้สีหน้าของผู้กำกับหม่าบอกบุญไม่รับขึ้นมาทันที


อยู่ต่อหน้าคนนอก เซี่ยเสี่ยวหลานเรียกเขาว่า ‘ผู้กำกับหม่า’ อย่างให้เกียรติ ผู้กำกับหม่าพยักหน้ารับก่อนจะบอกว่า “ไปรอที่ห้องข้างๆก่อนแล้วกัน”


ผู้กำกับหม่ากำลังรู้สึกไม่สบอารมณ์


ถูกผู้อื่นใช้อำนาจมาข่มขู่ คงยากที่จะรู้สึกอารมณ์ดีอยู่ได้


จางชุ่ยเป็นฝ่ายสะกดรอยตามหลิวเฟินก่อน จับคนแบบนี้ได้สามารถตั้งข้อสงสัยได้ว่าเป็นพวกโจร ต่อให้ผู้กำกับหม่าไม่ได้รับปากว่าจะช่วยดูแลสองแม่ลูกคู่นี้ อย่างไรเขาก็จำเป็นต้องสืบหาตัวตนและจุดประสงค์ของจางชุ่ยอยู่ดี ซีตันเป็นหนึ่งในพื้นที่ดูแลของสถานีตำรวจ ดังนั้นเรื่องนี้คือสิ่งที่ผู้กำกับหม่าต้องรับผิดชอบ


ผู้กำกับหม่าทำตามขั้นตอนทุกอย่าง ไปหาเจ้าของห้องเช่าเพื่อยืนยันตัวตนของจางชุ่ย เจ้าของห้องเช่าบอกว่าจางชุ่ยกับสามีเธอเป็นชาวอวี้หนาน เช่าบ้านเธอมาได้หลายเดือนแล้ว ปกติจะเปิดร้านขายอาหารว่างเพื่อเลี้ยงชีพ


เจ้าของห้องเช่ายังบอกอีกเรื่องหนึ่งที่ผู้กำกับหม่าให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก


“จางชุ่ยไม่ได้มีอะไรผิดแปลกหรอก แต่สามีของเธอแซ่เซี่ย เป็นคนพิการ ทั้งยังเอาแต่ดื่มเหล้าทุกวัน พอเมาก็ด่ากราดไปเรื่อย บอกว่าจะไปแก้แค้นหลานสาวอะไรนี่แหละ”


จากการให้ปากคำของเจ้าของห้องเช่าสามารถพิสูจน์ตัวตนของจางชุ่ยได้ แต่ขณะเดียวกันก็ทำให้ผู้กำกับหม่าเข้าใจพฤติกรรมการสะกดรอยตามของเธอเช่นกัน


มีความแค้นกันมาก่อน สะกดรอยตามหลิวเฟินลับหลัง อาจจะไม่ใช่แค่อยากปล้นทรัพย์ แต่ยังคิดแก้แค้นด้วยอย่างนั้นหรือ?


เมื่อเซี่ยจื่ออวี้มาถึง ผู้กำกับหม่าที่รู้เรื่องราวเหล่านั้นแล้วจึงมองเธอไม่ดีสักเท่าไร


เซี่ยจื่ออวี้ยังคงใช้ไม้เดิม พูดจาเป็นห่วงเป็นใยหลิวเฟินกับเซี่ยเสี่ยวหลาน ทว่าตำรวจมากประสบการณ์อย่างผู้กำกับหม่าไม่มีทางถูกคำพูดไม่กี่คำของเซี่ยจื่ออวี้ปั่นหัวได้สำเร็จ


ทำเหมือนเป็นห่วงหลิวเฟิน แต่ก็พูดจาในแง่ร้ายกับหลิวเฟินเช่นกัน


สองแม่ลูกช่วยนัดกันก่อนได้หรือไม่ ผู้กำกับหม่ารู้สึกไม่พอใจเป็นอย่างมาก


เขาปฏิเสธคำขอปล่อยตัวของเซี่ยจื่ออวี้ ขณะที่กำลังถกเถียงกัน หวังเจี้ยนหัวก็พาคนเข้ามา คนที่เขาพามามีท่าทางหยิ่งผยอง แค่อ้าปากก็บอกว่ารู้จักกับหัวหน้ากรมคนนู้นคนนี้.. ผู้กำกับหม่าถูกอีกฝ่ายใช้อำนาจข่มขู่ โชคดียิ่งนักที่เซี่ยเสี่ยวหลานมาได้จังหวะพอดี หวังเจี้ยนหัวเพิ่งพาเพื่อนมาที่โรงพักได้ไม่เกินครึ่งชั่วโมงเท่านั้น


ผู้กำกับหม่าบอกให้เซี่ยเสี่ยวหลานไปรอที่ห้องข้างๆ ทันทีที่หวังเจี้ยนหัวเห็นเธอก็ควบคุมอารมณ์ไม่อยู่


“เซี่ยเสี่ยวหลาน เธอคอยบงการอยู่ลับหลังอีกแล้วสินะ!”


เซี่ยเสี่ยวหลานยิ้มเย็น “บงการลับหลังอะไรกัน ฉันขอให้แม่ยายเธอมาสะกดรอยตามแม่ฉันหรืออย่างไร หวังเจี้ยนหัว เมื่อก่อนเธอเป็นคนสารเลวก็จริง แต่สมองยังไม่โง่ถึงขนาดนี้นะ ดูท่าประโยคที่ว่าอยู่ใกล้ใครก็จะกลายเป็นอย่างนั้นคงจะเป็นเรื่องจริง สติปัญญาขั้นพื้นฐานหายไปหมดแล้วหรือนี่”


หวังเจี้ยนหัวพูดไม่ออก


เขากะแล้วว่าผู้กำกับหม่าคนนี้ต้องรู้จักกับเซี่ยเสี่ยวหลาน แสดงว่าที่จางชุ่ยถูกจับกุมตัวก็ต้องเป็นเพราะเซี่ยเสี่ยวหลานคอยชักใยอยู่เบื้องหลังอย่างแน่นอน


เพื่อนที่มากับหวังเจี้ยนหัวเห็นเซี่ยเสี่ยวหลานก็ตาเป็นประกายขึ้นมาทันที


“เจี้ยนหัว มีอะไรก็พูดจากันดีๆสิ แก้ไขความเข้าใจกันเสียก็หมดเรื่อง”


เพื่อนของหวังเจี้ยนหัวช่วยคลายสถานการณ์


เซี่ยจื่ออวี้ฝืนฉีกยิ้มให้เซี่ยเสี่ยวหลาน “เสี่ยวหลาน แม่ฉันไม่ได้คิดร้ายกับอาสะใภ้รอง นี่เป็นเรื่องเข้าใจผิดกันจริงๆ ท่านแค่อยากเปิดร้านขายอาหารว่างที่ซีตัน แต่บังเอิญเจออาสะใภ้รองก็เท่านั้น”


สิ่งที่เซี่ยจื่ออวี้เกลียดที่สุดคือการที่เธอต้องยอมก้มหัวให้เซี่ยเสี่ยวหลาน


แต่ตอนนี้เธอไม่มีทางเลือกอื่น เธอเป็นคนสั่งให้จางชุ่ยจับตาดูหลิวเฟิน แต่ยังไม่ทันได้เรื่องอะไรกลับถูกตำรวจจับตัวเข้าเสียได้


เธอพยายามเกลี้ยกล่อมจนปากแทบฉีก แต่ผู้กำกับหม่าคนนี้ไม่ยอมเชื่อเธอแม้แต่น้อย และถึงแม้หวังเจี้ยนหัวจะพาเพื่อนมาด้วย ทั้งยังอ้างถึงหัวหน้ากรมต่างๆ ทว่าผู้กำกับหม่าก็ยังไม่ยอมอ่อนท่าทีลงแต่อย่างใด


ไหนจะมีคำให้การจากเจ้าของห้องเช่า ที่บอกว่าเซี่ยฉางเจิงพ่อของเธอเวลาเมาชอบบอกว่าอยาก ‘แก้แค้น’ เซี่ยจื่ออวี้ถูกพ่อแม่คอยถ่วงแข้งถ่วงขาจนใกล้จะเป็นบ้าอยู่แล้ว


นอกจากนี้ผู้กำกับหม่ายังสั่งให้เธอให้ความร่วมมืออีกด้วย มิเช่นนั้นทางสถานีตำรวจจะแจ้งเรื่องนี้กับทางวิทยาลัยทันที


แล้วเซี่ยจื่ออวี้จะไม่ยอมก้มหัวได้หรือ?


ถ้าวิทยาลัยรู้เรื่องเข้าจะเกิดอะไรขึ้น เซี่ยจื่ออวี้ไม่กล้าคิดด้วยซ้ำ เธอไม่ห่วงเรื่องผลการเรียน ไม่สนเรื่องการจัดสรรงานในอนาคต แต่สถานะ ‘นักศึกษา’ คือสิ่งที่เซี่ยจื่ออวี้สามารถนำไปโอ้อวดได้มากที่สุด


ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน เธอก็สามารถใช้สถานะนี้ในการยกระดับตัวเอง


เวลาอยู่กับตระกูลหวังหรืออยู่ต่อหน้าผู้อื่น หากไม่มีสถานะเป็นนักศึกษา สิ่งที่รอเซี่ยจื่ออวี้อยู่ก็คือการถูกย้ายทะเบียนบ้านกลับภูมิลำเนา และเธอก็ต้องถูกติดป้ายว่าเป็นพวก ‘ทะเบียนบ้านชนบท’ อีกครั้ง


เธอยอมรับว่าอับอายถึงขีดสุด แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องยอมพูดจาอ้อนวอนเซี่ยเสี่ยวหลาน


ทว่าเซี่ยเสี่ยวหลานกลับเลิกคิ้วก่อนกล่าวว่า “ฉันไม่เชื่อว่าเป็นเรื่องบังเอิญหรอกนะ ฉันกะแล้วว่าสันดานคนเราเปลี่ยนกันไม่ได้ แม่เธอทำตัวลับๆล่อๆ สะกดรอยตามแม่ฉันเพื่ออะไรกันแน่ เธอกับแม่เธอคงรู้ดีอยู่แก่ใจ เซี่ยจื่ออวี้ เก็บการแสดงจอมปลอมของเธอซะ ใช้ชีวิตแบบใส่หน้ากากเข้าหาคนอื่นไปวันๆ ไม่เหนื่อยบ้างหรืออย่างไร ถ้าอยากจะร้ายก็ร้ายอย่างเปิดเผยสิ เผื่อฉันจะเห็นเธอเป็นศัตรูได้บ้าง!”


เซี่ยจื่ออวี้เม้มปากไม่ยอมตอบ


หวังเจี้ยนหัวสุดจะทน เขายกนิ้วชี้หน้าเซี่ยเสี่ยวหลานพลางพูดด้วยความเกรี้ยวกราด


“เธอร้ายกาจเกินไปแล้ว ถ้าไม่บีบให้จื่ออวี้ตายไปข้าง คงไม่คิดจะปล่อยเธอไปใช่ไหม”


“คิดจะทำอะไร ที่นี่คือโรงพัก!”


อยากทำร้ายร่างกายคนอื่นอย่างนั้นหรือ ถึงจะเป็นลูกชายข้าราชการก็ไม่ควรกร่างขนาดนี้สิ อยู่โรงพักยังกล้าข่มขู่คนอื่น ออกจากโรงพักไปแล้วช้าเร็วคงได้ลงมือทำร้ายเซี่ยเสี่ยวหลานเป็นแน่!


เซี่ยเสี่ยวหลานยิ้ม “ผู้กำกับหม่า พวกเขาเป็นคนแบบนี้แหละค่ะ คุณไม่ต้องกังวลหรอก หมาจะกัดคนมักไม่เห่า พวกที่เอาแต่เห่าเสียงดังดีแต่ข่มคนไปอย่างนั้น หวังเจี้ยนหัว ฉันก็อยากปล่อยพวกเธอไปอยู่หรอกนะ แต่ที่ผ่านมาใครกันแน่ที่เอาแต่กัดฉันไม่ยอมปล่อย?”


ผู้กำกับหม่าสั่งให้เจ้าหน้าที่เข้าไปขวางหวังเจี้ยนหัวไว้ ก่อนที่เซี่ยเสี่ยวหลานจะเอ่ยปากบอกว่าต้องการคุยกับเซี่ยจื่ออวี้เป็นการส่วนตัว ผู้กำกับหม่าโบกมือทำท่าอนุญาต เซี่ยเสี่ยวหลานจึงเดินนำออกไปข้างนอก


เซี่ยจื่ออวี้ทำได้เพียงกัดฟันเดินตามอย่างจำยอม


ตอนนี้ทั้งคู่ยืนอยู่ในสวน เซี่ยเสี่ยวหลานกวาดตามองรูปลักษณ์ใหม่ของเซี่ยจื่ออวี้ เมื่อเห็นว่าเซี่ยจื่ออวี้สวมชุดของLuna ทำให้เซี่ยเสี่ยวหลานอดที่จะขำไม่ได้


“เซี่ยจื่ออวี้ เธอคิดว่าตัวเองเป็นขงเบ้งหญิงที่ไร้ช่องโหว่หรืออย่างไร เธอทำเรื่องชั่วทีไรล้วนมีช่องโหว่เต็มไปหมดทุกครั้ง อย่างไรก็ตามวันนี้ฉันคงต้องคิดบัญชีก่อนสักหนึ่งเรื่อง เธอเลือกเอาแล้วกันว่าจะช่วยแม่หรือช่วยพ่อ แน่นอนว่าเธอเลือกได้แค่คนเดียวเท่านั้น!”



ตอนที่ 824: กำจัดผู้ช่วยของเธอก่อน!



“ฉันไม่เข้าใจ...”


เซี่ยเสี่ยวหลานมองเธอแล้วยิ้มออกมา “เธอเข้าใจแน่นอน พวกเรามาคุยกันอย่างเปิดอกดีกว่า ก่อนหน้านี้ฉันไม่ว่างสนใจเธอ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าฉันจะลืมไปแล้วว่าเธอเคยทำอะไรไว้บ้าง คิดว่าเกาะขาเถ้าแก่ฮ่องกงแล้วจะพลิกชะตาชีวิตตัวเองได้อย่างนั้นหรือ?”


เซี่ยเสี่ยวหลานยกมือขวาของตัวเองขึ้นมาเพื่อเตือนเซี่ยจื่ออวี้ว่า เรื่องถูกลอบทำร้ายก่อนสอบเกาเข่านั้น เธอยังไม่ลืม


เซี่ยจื่ออวี้ใจกระตุก


ไม่ใช่เพราะเป็นห่วงพ่อกับแม่ แต่เซี่ยเสี่ยวหลานรู้เรื่องที่เธอติดต่อกับตู้เจ้าฮุยแล้วอย่างนั้นหรือ?


ตอนอยู่โรงพยาบาลเผิงเฉิง เธอเผลอถูกคนจับได้รึ


เซี่ยจื่ออวี้พยายามทำตัวให้นิ่งเข้าไว้


เพราะไม่ว่าอย่างไร เซี่ยเสี่ยวหลานก็ไม่มีทางเดาออกว่าเธอกับตู้เจ้าฮุยร่วมมือกันเรื่องอะไร


เซี่ยจื่ออวี้อยากตบหน้าเซี่ยเสี่ยวหลานเหลือเกิน ใบหน้าสะสวยตรงหน้านี้ทำให้เธอทั้งรู้สึกอิจฉาและริษยา แต่เธอรู้ดีว่าตนประสบความสำเร็จแบบเซี่ยเสี่ยวหลานไม่ได้ เพราะที่พึ่งหลักของตนอย่างตระกูลหวังจบเห่แล้ว และที่พึ่งใหม่อย่างตู้เจ้าฮุยก็ไม่ได้ให้ความสำคัญกับเธอจากใจจริงแม้แต่น้อย


เซี่ยจื่ออวี้รู้ดีว่าเธอไม่มีปัญญาไปสู้กับเซี่ยเสี่ยวหลาน แต่สิ่งที่ทำได้คือเธออดทนเก่งกว่าคนทั่วไป!


เซี่ยจื่ออวี้ถอนหายใจ “เธอก็ทำมือพ่อฉันพิการไปข้างหนึ่งแล้วไม่ใช่หรือ เมื่อก่อนฉันเคยทำผิดต่อเธอ เพราะตอนนั้นฉันยังไม่เป็นผู้ใหญ่ ไม่ได้รักษาระยะห่างที่เหมาะสมกับเจี้ยนหัว การผิดพลาดแค่ครั้งเดียวทำให้ฉันจำเป็นต้องเลือกเจี้ยนหัว... เสี่ยวหลาน เรื่องในอดีตฉันเป็นฝ่ายผิดเอง แต่ตอนนี้เธอมีชีวิตดีกว่าฉันทุกด้านแล้วนี่ พอไม่มีเจี้ยนหัว เธอก็สามารถหาคู่ครองที่ชาติตระกูลดีกว่าเขาได้ อย่างไรก็ตามพวกเราต่างก็มีสายเลือดเดียวกัน พวกเราเป็นลูกพี่ลูกน้องกัน ความแค้นในอดีตขอให้จบลงตรงนี้ได้หรือเปล่า”


เซี่ยเสี่ยวหลานพยายามอย่างหนักที่จะไม่กลอกตามองบน


พูดอย่างกับที่เธอได้คบกับโจวเฉิง เป็นเพราะเซี่ยจื่ออวี้เป็นคนทำทานให้อย่างนั้นแหละ


สิ่งที่เซี่ยเสี่ยวหลานสนใจไม่ใช่เรื่องที่เซี่ยจื่ออวี้แย่งหวังเจี้ยนหัวไป ผู้ชายอย่างหวังเจี้ยนหัว ภายนอกพอดูได้ แต่หลังสอบเข้ามหาวิทยาลัยแล้วเขากลับลืมความทุ่มเทของ ‘เซี่ยเสี่ยวหลาน’ ต่อให้เซี่ยจื่ออวี้ไม่แย่งเขา เซี่ยเสี่ยวหลานก็คงเขี่ยผู้ชายแบบนี้ทิ้งอย่างแน่นอน


สิ่งที่เซี่ยเสี่ยวหลานสนใจคือ คู่รักคู่นี้เหยียบย่ำชีวิตคนคนหนึ่งเพื่อครองคู่กันต่างหาก!


ตอนเซี่ยจื่ออวี้กำลังได้ใจเธอไม่เคยรู้สึกสงสารหรือเห็นใจผู้อื่น ตอนบีบ ‘เซี่ยเสี่ยวหลาน’ ให้วิ่งเอาหัวชนเสา เธอทั้งร้ายกาจและต่ำทราม ตอนนั้นทำไมเซี่ยจื่ออวี้ไม่คิดถึงความผูกพันทางสายเลือดบ้างเล่า? เซี่ยเสี่ยวหลานพยายามคิดทบทวน ‘ความทรงจำ’ ของตัวเอง เธอกับเซี่ยจื่ออวี้ไม่ได้มีความแค้นรุนแรงถึงขั้นต้องตายกันไปข้าง ทว่าเซี่ยจื่ออวี้กลับลงมืออย่างไร้ความปรานี แล้วจะให้เซี่ยเสี่ยวหลานอภัยให้ง่ายๆได้หรือ?


เซี่ยเสี่ยวหลานไม่มีสิทธิ์ให้อภัย เพราะเธอคือคนที่เคยตายมาแล้วครั้งหนึ่งน่ะสิ


“เซี่ยจื่ออวี้ เลิกพูดเรื่องตลกเถิด ฉันคิดมาโดยตลอดว่าเธอเป็นพวกย้อนแย้งในตัวเอง อยากทำเรื่องชั่วแต่ก็ทำตัวลับๆล่อๆ ตอนนี้หวังเจี้ยนหัวไม่ได้ยืนฟังอยู่ด้วย เธอจะเล่นละครให้ใครดูมิทราบ เป็นเพราะเธอกำลังเป็นฝ่ายเสียเปรียบถึงได้อ้อนวอนให้ฉันยั้งมือสินะ แต่ถ้าเธอตั้งตัวได้เมื่อไรคงหาทางแก้แค้นฉันเป็นพันเท่าแน่นอน ฉันไม่อยากเสียเวลาคุยเรื่องพวกนี้กับเธอแล้ว ครั้งนี้เธอเลือกเอาว่าจะช่วยใคร พ่อหรือแม่ ตอบฉันมาตอนนี้ เธออยากช่วยใครกันแน่”


เซี่ยจื่ออวี้ตาแดงก่ำ


เซี่ยเสี่ยวหลานในตอนนี้ทำให้สมองของเธอเหมือนเห็นภาพซ้อนทับ ภาพนั้นคือตอนที่เธอถึงขั้นต้องคุกเข่าอ้อนวอน... ไม่! เธอไม่มีทางคุกเข่าให้เซี่ยเสี่ยวหลาน


เซี่ยจื่ออวี้ยืนตัวตรง “เสี่ยวหลาน ฉันไม่รู้ว่าเธอหมายความว่าอะไร แม่ฉันแค่อยากรื้อฟื้นวันเก่าๆกับอาสะใภ้รอง ดังนั้นต่อให้เป็นผู้กำกับหม่าก็ไม่มีสิทธิจับแม่ฉันขังไปได้”


หลักฐานล่ะ?


ไม่มีหลักฐานสักหน่อย!


ต่อให้จางชุ่ยคิดร้ายกับหลิวเฟินจริงแต่ก็ยังไม่ได้ลงมือกระทำผิดมิใช่หรือ?


วางแผนก่ออาชญากรรมในสมอง ต่างจากการลงมือทำเรื่องผิดกฎหมายอย่างสิ้นเชิง


พอถูกเซี่ยเสี่ยวหลานข่มขู่เช่นนี้ เซี่ยจื่ออวี้กลับนิ่งขึ้นยิ่งกว่าเดิม ไม่ว่าอย่างไรช้าเร็วโรงพักก็ต้องปล่อยตัวแม่ของเธอ หลังจางชุ่ยมาถึงปักกิ่งก็เคารพกฎหมายมาโดยตลอด แม้เซี่ยเสี่ยวหลานจะมีตระกูลโจวคอยหนุนหลังก็ไม่สามารถทำอะไรตามใจชอบได้!


“ได้ ฉันเข้าใจแล้ว เธอช่างเป็นลูกกตัญญูเสียจริง ท่าทางคงเลือกแม่สินะ”


เซี่ยเสี่ยวหลานปรบมือเบาๆ ก่อนจะเลิกสนใจเซี่ยจื่ออวี้ และเดินกลับเข้าไปด้านในอีกครั้ง


“ผู้กำกับหม่า ปล่อยตัวเถอะค่ะ”


ผู้กำกับหม่าได้ยินดังนั้นก็นิ่งงัน เซี่ยเสี่ยวหลานก้มหน้ายิ้มขมขื่น “ไม่มีหลักฐานอะไรนี่คะ เรื่องแบบนี้จะพิสูจน์ได้อย่างไรกัน”


ก่อนหน้านี้หลิวเฟินไม่ได้พูดแบบนี้


ผู้กำกับหม่าไม่อยากปล่อยตัวแม้แต่น้อย หลิวเฟินกับย่าอวี๋นั่งรออยู่ห้องข้างๆ พอได้ยินเสียงของเซี่ยเสี่ยวหลานก็วิ่งมาหาทันที


ย่าอวี๋รู้ดีว่าเซี่ยเสี่ยวหลานเป็นเด็กฉลาด เธอจึงกระตุกแขนเสื้อหลิวเฟินถี่ๆ หลิวเฟินทำได้เพียงยินยอมให้ปล่อยตัวจางชุ่ย


“เข้าใจผิด เป็นเรื่องเข้าใจผิดกันทั้งนั้นล่ะครับ...” เพื่อนของหวังเจี้ยนหัวพยายามกู้สถานการณ์อย่างเต็มที่


อยู่ๆก็มีผู้อ้างคนระดับหัวหน้ามาข่ม เดิมทีผู้กำกับหม่ายังคงยืนกรานและยอมแบกรับแรงกดดันทั้งหมดเอาไว้แต่เพียงผู้เดียว พอตอนนี้เมื่อเซี่ยเสี่ยวหลานกับหลิวเฟินยินดีให้ปล่อยตัว ผู้กำกับหม่าจึงไม่มีเหตุผลที่ต้องยืนกรานอีก จางชุ่ยถูกขังเดี่ยวไว้ครึ่งค่อนวัน เธอย่อมรู้สึกตกใจกลัวเสียยิ่งกว่าอะไร


ตอนเห็นหน้าลูกสาว จางชุ่ยร้องไห้ด้วยความยินดี


เมื่อพบว่าสองแม่ลูกเซี่ยเสี่ยวหลานก็อยู่ด้วย จางชุ่ยหาได้ทำตัวเหมือนหวังจินกุ้ยที่ด่ากราดไปทั่ว นั่นไม่ใช่วิถีของเธอ


เธอเสแสร้งเอ่ยได้ไม่กี่ประโยค ผู้กำกับหม่าก็ตักเตือนเธอเพื่อตัดความรำคาญทันที


“ครั้งหน้าถ้ายังคิดทำเรื่องไม่ดีที่ซีตันอีก ถูกจับตัวเมื่อไรคงไม่สบายเหมือนอย่างคราวนี้แน่!”


อยู่ๆ เซี่ยเสี่ยวหลานก็ยอมประนีประนอมอย่างง่ายๆ หวังเจี้ยนหัวไม่เข้าใจแม้แต่น้อย แต่จางชุ่ยถูกปล่อยตัวเช่นนี้แล้วนับว่าเป็นเรื่องที่ดี


เพื่อนของหวังเจี้ยนหัวเข้าใจแล้วว่าเซี่ยเสี่ยวหลานเป็นน้องสาวของเซี่ยจื่ออวี้


“น้องเมียนายคนนี้สวยจริงๆ”


น้ำเสียงของเพื่อนหวังเจี้ยนหัวเต็มไปด้วยความคิดที่เกินเลย หวังเจี้ยนหัวทำได้เพียงกล่าวเสียงเย็น “สวยมาก ถึงได้ทำโจวเฉิงหลงหัวปักหัวปำอย่างไรเล่า เธอคบอยู่กับโจวเฉิง”


โจวเฉิง?


ไฟปรารถนาที่ลุกโชนในหัวใจของเพื่อนหวังเจี้ยนหัวดับมอดลงทันที


หวังก่วงผิงถูกสั่งย้าย แต่เขาไม่รังเกียจหวังเจี้ยนหัวเพราะมีสาเหตุ ในขณะเดียวกันตระกูลของเพื่อนหวังเจี้ยนหัวเองก็ไม่ได้สูงส่งอะไร เขาทำได้แค่วางอำนาจกับคนทั่วไป แต่ถ้าให้เขาไปมีเรื่องกับโจวเฉิงคงไม่กล้าอย่างแน่นอน


หวังเจี้ยนหัวไม่มีเวลาเสวนากับเพื่อนมากนัก เซี่ยจื่ออวี้ประคองตัวจางชุ่ยไว้เงียบๆ สองแม่ลูกไม่พูดไม่จาอะไรออกมาเลยสักคำ แต่หวังเจี้ยนหัวต้องคิดเผื่อแฟนสาวของเขา


“จื่ออวี้ ร้านที่ซีตันยังจะเปิดอยู่หรือเปล่า เซี่ยเสี่ยวหลานวางอำนาจบาตรใหญ่แบบนี้ แถมเธอยังรู้จักกับผู้กำกับสถานีตำรวจ ถ้าร้านของคุณน้าเปิดแล้วละก็...”


หลังเปิดร้านแล้วถูกเซี่ยเสี่ยวหลานกลั่นแกล้งจะทำอย่างไร


ตอนนี้เซี่ยจื่ออวี้ไม่มีเวลาสนใจเรื่องร้านขายอาหารว่างอีกแล้ว เธอกำลังคิดถึงสิ่งที่เซี่ยเสี่ยวหลานเพิ่งพูดเมื่อครู่ ฤดูร้อนปีก่อน เธอสั่งให้พวกอันธพาลไปทำลายมือข้างหนึ่งของเซี่ยเสี่ยวหลาน สรุปแล้วเซี่ยเสี่ยวหลานเก็บหลักฐานอะไรไว้หรือเปล่า?


หลังจากเรื่องนั้น พ่อของเธอถึงกับต้องสูญเสียมือไปหนึ่งข้าง


พวกอันธพาลที่จ้างมาก็ถูกคนตัดมือเช่นกัน


ใครคือคนที่คอยช่วยเซี่ยเสี่ยวหลานทำเรื่องเหล่านี้กันแน่?!


--------------------------------------------


ผู้กำกับหม่ากำชับร่ายยาวยกใหญ่กว่าเซี่ยเสี่ยวหลานจะสามารถพาแม่กับย่าอวี๋ออกจากสถานีตำรวจได้ หลังหลิวเฟินถูกย่าอวี๋ปลุกสติก็คิดอยากลุกขึ้นสู้ ไม่เหมือนเมื่อก่อนที่มักจะเป็นฝ่ายตั้งรับเสมอ


“เสี่ยวหลาน ผู้กำกับหม่าบอกแล้วว่าแม้จะเอาผิดจางชุ่ยไม่ได้ แต่ก็สามารถจับขังได้สักสองวัน ทำให้เธอจดจำเรื่องในวันนี้ แล้วทำไมลูกถึงปล่อยตัวเธอล่ะ”


เซี่ยเสี่ยวหลานอธิบายอย่างใจเย็น “ขังไว้สองวันก็ไม่มีประโยชน์ค่ะ อยากจับโจรต้องมีหลักฐาน แต่พวกเราไม่มี สุดท้ายก็ต้องปล่อยตัวเธอไปอยู่ดี ถ้ารู้ว่าพวกเราทำอะไรเธอไม่ได้ ต่อไปคงยิ่งไม่เกรงกลัว ดังนั้นพวกเราต้องเปลี่ยนแนวทาง ไม่แตะต้องจางชุ่ย แต่เล่นงานเซี่ยฉางเจิงค่ะ!”


เล่นงานเซี่ยฉางเจิง?


หลิวเฟินไม่เข้าใจสักนิด


เซี่ยเสี่ยวหลานไม่คิดปิดบังอีกต่อไป “แม่ยังจำเรื่องที่มือขวาของฉันกระดูกร้าวตอนก่อนสอบเกาเข่าได้ไหม”


หลิวเฟินย่อมจำได้ เพราะสาเหตุนี้ทำให้เซี่ยเสี่ยวหลานต้องไปสอบทั้งที่มือเข้าเฝือกอยู่น่ะสิ


แต่นั่นเป็นเพราะเสี่ยวหลานขี่จักรยานชนคนอื่นไม่ใช่หรือ?


ตอนนี้ขุดเอาเรื่องเก่ามาพูดอีกครั้ง หลิวเฟินอดคาดเดาไม่ได้ หรือว่า...


“เป็นอย่างที่แม่คิดค่ะ มือขวาฉันกระดูกร้าวเพราะคุณลุงผู้แสนดีคนนั้น! และมันก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่ครอบครัวนั้นลงมือกับฉัน ก่อนหน้านี้เซี่ยจื่ออวี้เคยพยายามเกลี้ยกล่อมอาจารย์ที่เซี่ยนอีจง ขัดขวางไม่ให้ฉันสอบเข้ามหาวิทยาลัย ก่อนหน้ากว่านั้น พวกข่าวลือต่างๆในชนบทก็เป็นฝีมือของเซี่ยจื่ออวี้เช่นกัน ฉันกับเซี่ยจื่ออวี้ถูกกำหนดไว้แล้ว ไม่ว่าจะเป็นใครก็ต้องตายกันไปข้าง”


เซี่ยจื่ออวี้ระมัดระวังตัวมาก ทุกครั้งเธอมักจะไม่ทิ้งร่องรอยให้จับได้


แต่บางเรื่องเป็นฝีมือของพ่อแม่เธอ ซึ่งทำงานไม่พิถีพิถันสักเท่าไร เซี่ยเสี่ยวหลานจึงตัดสินใจแล้วว่า จะเริ่มจากการกำจัดผู้ช่วยของเซี่ยจื่ออวี้ให้ได้เสียก่อน!



ตอนที่ 825: เข้ารับสารภาพ



ก่อนหน้านี้ที่เซี่ยเสี่ยวหลานปิดบังหลิวเฟิน เพราะไม่อยากให้หลิวเฟินเป็นห่วง ขณะเดียวกันหลิวเฟินเองก็คงรับมือกับเรื่องพวกนี้ไม่ไหว


ทว่าวันนี้หลิวเฟินกลับเป็นฝ่ายมาหาผู้กำกับหม่าที่โรงพักเองถือว่าเกินความคาดหมายของเซี่ยเสี่ยวหลานยิ่งนัก อย่างไรก็ตามพวกเธอเป็นแม่ลูกกัน เดิมทีก็ไม่ควรมีเรื่องปิดบังกัน


อีกอย่างจางชุ่ยถึงขั้นสะกดรอยตาม หากไม่ทำให้แม่รู้ถึงความชั่วร้ายของครอบครัวเซี่ยจื่ออวี้ เซี่ยเสี่ยวหลานกลัวเหลือเกินว่าแม่ของตนจะระวังตัวไม่มากพอ


พวกเซี่ยต้าจวินน่ารังเกียจเหมือนแมลงวัน แต่แม้จะน่าคลื่นไส้แต่ก็ไม่อันตรายถึงชีวิต


ส่วนครอบครัวเซี่ยจื่ออวี้นั้นเหมือนงูพิษที่ซุ่มอยู่ในที่ลับ หากไม่ระวังอาจจะถูกพวกเขาฉกกัดพ่นพิษใส่ได้!


เวลานี้หลิวเฟินไม่ใช่คนซื่อเหมือนเมื่อก่อนอีกต่อไป การเข้าเมืองมาทำธุรกิจทำให้สายตาในการมองโลกของเธอนั้นกว้างขวางขึ้น เซี่ยเสี่ยวหลานรู้สึกว่าหากเล่าเรื่องเหล่านั้นออกมาตอนนี้ แม่ของเธอน่าจะรับไหว


หลิวเฟินไม่เคยรู้เลยจริงๆ ว่าตลอดเวลาที่ผ่านมาลูกสาวของตนมีชีวิตอยู่ท่ามกลางภัยอันตรายเช่นนี้


เธอจับมือเซี่ยเสี่ยวหลานแน่น “...แม่จะทำตามที่ลูกบอก ลูกอยากทำอย่างไร แม่ก็จะสนับสนุน!”


“แม่ อย่าคิดเลยเถิดสิ ฉันยังมีอนาคตที่สดใสรออยู่ ไม่คิดจะทำเรื่องผิดกฎหมายหรอก แต่ถึงอย่างไรคนทำชั่วย่อมถูกกฎหมายลงโทษแน่นอน”


เรื่องทำมือของคนอื่นขาดไม่ใช่ฝีมือของเซี่ยเสี่ยวหลาน ดังนั้นเธอไม่จำเป็นต้องร้อนตัว


หลังกลับถึงบ้าน เซี่ยเสี่ยวหลานโทรไปที่เผิงเฉิงทันที


นอกจากโทรไปถามไถ่สารทุกข์สุกดิบกับลุงของเธอแล้ว คนที่เซี่ยเสี่ยวหลานต้องการคุยด้วยก็คือเก่อเจี้ยน


“เธอไปที่ซางตูที เรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อฤดูร้อนปีก่อน จะปล่อยให้มันผ่านไปทั้งอย่างนั้นไม่ได้แล้วละ”


เดิมทีเซี่ยเสี่ยวหลานอยากพูดว่า ระเบิดที่ฝังเอาไว้เมื่อปีก่อนได้เวลาปลดสลักแล้ว แต่เธอไม่มั่นใจว่าโทรศัพท์ช่วงปี1985 จะมีการดักฟังหรือไม่ และดูเหมือนคำว่า ‘ระเบิด’ ก็ออกจะรุนแรงเกินไป


‘เรื่องเมื่อฤดูร้อนปีที่แล้ว’ เก่อเจี้ยนได้ยินแค่นี้ก็เข้าใจในบัดดล


เรื่องนี้ถือเป็นความลับของเขากับคุณผู้หญิงเซี่ย แม้แต่ศิษย์พี่อย่างหลี่ต้งเหลียงก็ยังไม่รู้รายละเอียด คุณผู้หญิงเซี่ยมีบุญคุณกับเขาและศิษย์พี่ เก่อเจี้ยนได้เงินเดือนในแต่ละเดือนสูงลิบแต่เขากลับไม่ได้ปกป้องเซี่ยเสี่ยวหลานอย่างเต็มที่ เดิมทีมันคือหินก้อนใหญ่ที่คอยทับหัวใจของเขาอยู่ตลอดเวลา


ตอนนี้ในที่สุดเรื่องก็จะจบลงแล้ว เก่อเจี้ยนรอวันนี้มานาน


ถ้าเอาหลักฐานออกมาตั้งแต่ปีก่อนตอนที่การปราบปรามอาชญากรรมยังไม่สิ้นสุด เซี่ยฉางเจิงคงได้รับโทษหนักกว่านี้


แน่นอนว่าเก่อเจี้ยนก็ไม่เข้าใจความคิดของคุณผู้หญิงเซี่ย เขาแค่ทำตามที่เซี่ยเสี่ยวหลานสั่งการก็พอแล้ว


“คุณผู้หญิงเซี่ย ผมทราบแล้วครับ”


จางชุ่ยถูกจับเข้าโรงพักแต่กลับไม่เห็นเซี่ยฉางเจิง นั่นทำให้เซี่ยเสี่ยวหลานรู้ทันทีว่าเซี่ยฉางเจิงคงเดินทางกลับบ้านเกิดที่อวี้หนาน สะดวกแก่การทำงานของเก่อเจี้ยนอย่างพอดิบพอดี


“เขาอยู่ที่อวี้หนาน ทำอะไรระวังหน่อย ดูแลความปลอดภัยของตัวเองด้วย ถ้ามีเรื่องไม่คาดฝันเกิดขึ้นก็ไปหาจั๋วเว่ยผิง ต่อให้เธอช่วยเหลือไม่ได้ แต่อย่างน้อยก็ไม่มีทางทำร้ายกัน”


เก่อเจี้ยนรับปากอย่างดิบดี แต่ความจริงเขาตั้งใจไว้แล้วว่า หากเขาทำเสียเรื่องก็จะแบกรับทุกอย่างไว้เอง จะไม่ให้เรื่องนี้ถูกสาวตัวไปถึงคุณเซี่ย และไม่มีทางไปหาจั๋วเว่ยผิงอย่างแน่นอน


---------------------------------------------------------


สองวันต่อมา


สถานีตำรวจซางตูได้รับคดีแปลกประหลาด มีอันธพาลคนหนึ่งเข้ารับสารภาพความผิดด้วยตัวเองว่า เมื่อฤดูร้อนปีที่แล้วตนถูกจ้างวานจากใครบางคนขอให้ไปทำลายมือขวาของนักเรียนหญิงคนหนึ่ง เพื่อขัดขวางไม่ให้นักเรียนหญิงคนนั้นเข้าร่วมการสอบเกาเข่าปี1984 โดยนักเรียนหญิงคนนั้นชื่อเซี่ยเสี่ยวหลาน เป็นนักเรียนที่สอบเข้าเกาเข่าได้คะแนนเป็นอันดับหนึ่งของมณฑลอวี้หนาน!


อันธพาลคนนั้นร้องไห้ฟูมฟายที่โรงพัก บอกว่าตนรู้สึกผิดจนไม่อาจอยู่อย่างสงบสุขได้


“ผมผิดไปแล้ว ผมไม่รู้ว่าเธอคือบัณฑิตหัวกะทิ คือความภาคภูมิใจของมณฑลอวี้หนาน! เพราะเซี่ยฉางเจิง เซี่ยฉางเจิงคนที่เปิดร้านขายอาหารว่างคนนั้น เขาสั่งให้ผมไปทำลายมือของนักเรียนเซี่ยเสี่ยวหลานครับ!”


แน่นอนว่าอันธพาลคนนั้นไม่ได้รู้สึกผิดจากใจจริง แต่เขาเกลียดเซี่ยฉางเจิงเข้ากระดูกดำ


เพื่อเงินหนึ่งพันหยวนทำให้เขาต้องเจอเรื่องเคราะห์ร้ายต่างๆนานา


การมาสารภาพความผิดย่อมทำให้เขาถูกจับเข้าคุก แต่เขาจะไม่มาไม่ได้ เทียบกับการสูญเสียชีวิต แค่เสียอิสระจะเป็นอะไรไป! อีกอย่างการสารภาพจะทำให้ได้รับการลดโทษ เซี่ยฉางเจิงต่างหากคือคนที่บงการอยู่เบื้องหลัง อันธพาลคนนั้นจึงผลักความรับผิดชอบทั้งหมดไปที่ตัวเซี่ยฉางเจิง


ปัจจุบันการปราบปรามอาชญากรรมสิ้นสุดลงแล้ว จากที่เก่อเจี้ยนคาดไว้ เขาคงถูกจำคุกแค่ไม่กี่ปีเท่านั้น


คดีของปีก่อน ยังมีคนคิดได้แล้วมาสารภาพผิดเองอีกหรือ?


ทางโรงพักเองก็รู้สึกแปลกใจ แต่ไม่อาจเพิกเฉยกับเรื่องนี้ได้


เซี่ยเสี่ยวหลานไม่เพียงเป็นจอหงวนปี1984ของมณฑลอวี้หนาน แต่หลังรายการแข่งขันภาษาอังกฤษที่ทางสถานีโทรทัศน์ออกอากาศมา6ตอน ผู้เข้าแข่งขันหมายเลข17 อย่างเซี่ยเสี่ยวหลานยังไม่ทันได้ขึ้นเวทีแสดงความสามารถทางทักษะการพูดก็กลายเป็นคนดังเสียแล้ว


เพราะทุกตอนของรายการจะออกอากาศช่วงแข่งทักษะการพูดของผู้เข้าแข่งขันเพียง2-3คนเท่านั้น และทุกสัปดาห์ก็จะฉายแค่ช่วงสุดสัปดาห์ สัปดาห์ละสองตอนเท่านั้น ทางสถานีโทรทัศน์กลัวว่านานวันเข้าผู้ชมจะลืมผู้เข้าแข่งขันคนอื่นๆ ดังนั้นในช่วงต้นของรายการจึงมีการแนะนำตัวผู้เข้าแข่งขันทุกครั้ง ดังนั้นแม้เซี่ยเสี่ยวหลานจะยังไม่ทันขึ้นเวทีก็ได้ออกโทรทัศน์เหมือนผู้เข้าแข่งขันคนอื่นๆแล้วนั่นเอง


อาจารย์ใหญ่ซุนภูมิใจจนแทบลอยได้ ผู้ชมชาวอวี้หนานเองก็จำเซี่ยเสี่ยวหลานได้เช่นกัน


เด็กที่เคยเป็นจอหงวนของปีที่แล้ว สถานีโทรทัศน์ประจำมณฑลเคยไปขอสัมภาษณ์


ที่แท้หลังเข้ามหาวิทยาลัย จอหงวนคนนั้นก็ยังเป็นคนที่ยอดเยี่ยมเหมือนเดิม!


เซี่ยเสี่ยวหลานกลายเป็นตัวแทนแห่งพลังบวก ที่อวี้หนานเธอได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก หลังรายการออกอากาศก็เหมือนเป็นการปลุกภาพความทรงจำของชาวอวี้หนานขึ้นมาอีกครั้ง


รวมถึงแวดวงการศึกษาของอวี้หนานด้วยเช่นกัน


อวี้หนานสามารถผลิตนักเรียนเช่นนี้ได้ คนที่อยู่ในแวดวงการศึกษาย่อมรู้สึกปลาบปลื้มใจ


คงบอกได้ยากว่าตอนนี้เซี่ยเสี่ยวหลานทำคุณประโยชน์อะไรบ้างให้แก่ประเทศชาติ แต่ถ้าดูจากแค่สถานะการเป็นนักศึกษา เธอประสบความสำเร็จเป็นอย่างยิ่ง เพราะเธอไม่เคยหยุดพัฒนาตัวเอง คนแบบนี้หากอนาคตประสบความสำเร็จ ย่อมกลายเป็นแบบอย่างให้กับสังคมอย่างแน่นอน!


ทว่าคนแบบนี้เมื่อปีที่แล้วกลับเกือบไม่ได้เข้าสอบอย่างนั้นหรือ? เซี่ยเสี่ยวหลานเข้าสอบเกาเข่าด้วยสภาพมือถูกเข้าเฝือก การสัมภาษณ์ของสถานีโทรทัศน์ประจำมณฑลเมื่อปีที่แล้วสามารถจับภาพนี้ไว้ได้


อันธพาลผู้ก่อเหตุเข้ารับสารภาพ ทางตำรวจไม่กล้าปิดบังความจริงเกี่ยวกับเรื่องนี้จึงรายงานให้เบื้องบนรับรู้ รองหัวหน้าหยางแห่งกรมตำรวจท้องถิ่นได้ยินดังนั้นย่อมรู้สึกเดือดจัด “การสอบเกาเข่าถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ อีกทั้งตอนนั้นนักเรียนเซี่ยเสี่ยวหลานได้คะแนนเป็นอันดับหนึ่งของการสอบเกาเข่า หากมีคนต้องการทำลายมือของเธอจริงๆ ก็เท่ากับต้องการทำลายการศึกษาของอวี้หนานด้วยเช่นกัน!”


สิ่งที่อันธพาลสารภาพออกมานั้นสามารถหาพยานยืนยันความจริงได้อย่างง่ายดาย


แม่ค้าที่เปิดร้านขายอาหารจานด่วนหน้าโรงเรียนอันชิ่งเซี่ยนอีจงสามารถเป็นพยานได้


อาจารย์ซุนเถียนของอันชิ่งเซี่ยนอีจงก็เป็นพยานในที่เกิดเหตุเช่นกัน


รวมถึงแพทย์ประจำโรงพยาบาลเพื่อประชาชนอำเภออันชิ่งก็ยังเก็บประวัติการรักษาของเซี่ยเสี่ยวหลานไว้


เมื่ออาจารย์ใหญ่ซุนและคนอื่นๆทราบข่าวทั้งรู้สึกปวดใจและโกรธเกรี้ยว


“นักเรียนเสี่ยวหลานไปสอบทั้งที่ยังใส่เฝือกอยู่ อีกทั้งยังต้องทานยาระงับอาการปวดเพื่อทำข้อสอบ ถ้าทั้งหมดนี้เป็นฝีมือคนตระกูลเซี่ยก็ช่างเลวทรามเหลือเกิน นักเรียนเสี่ยวหลานสอบเกาเข่าได้ด้วยคะแนนเป็นอันดับสามของประเทศ คะแนนน้อยกว่าอันดับหนึ่งของประเทศเพียง4คะแนนเท่านั้น!”


มีคนวางแผนก่ออาชญากรรมเพื่อทำลายจอหงวนอย่างเซี่ยเสี่ยวหลานอย่างนั้นหรือ?


ความแตกต่างเพียง4คะแนน นั่นก็แสดงว่าปีที่แล้วมณฑลอวี้หนานเกือบจะได้มีจอหงวนระดับประเทศเป็นครั้งแรกน่ะสิ!


ระดับหัวหน้าของทุกภาคส่วนในแวดวงการศึกษาต่างก็รู้สึกเดือดดาลเช่นกัน


“รีบตามจับตัวผู้ต้องสงสัยเซี่ยฉางเจิงมาให้ได้โดยเร็วที่สุด จะปล่อยให้เรื่องนี้ยืดเยื้อต่อไปไม่ได้ มันจะส่งผลกระทบแง่ร้ายต่อสังคม”


หากไม่จัดการเรื่องนี้ให้ดีคงทำให้เหล่านักเรียนคนอื่นๆรู้สึกหวั่นใจ คดีที่มุ่งเป้ามายังเด็กนักเรียนล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องใหญ่ ถ้านักเรียนไม่อาจศึกษาเล่าเรียนได้อย่างสบายใจ แล้วอนาคตของประเทศชาติจะทำอย่างไร?


ตั้งแต่อันธพาลเดินเข้าโรงพักมารับสารภาพความผิด จนกระทั่งเซี่ยฉางเจิงถูกรวบตัวที่บ้านพักรับรองอำเภออันชิ่ง ใช้เวลาไม่เกิน36ชั่วโมงเท่านั้น!



ตอนที่ 826: หลักฐานมัดตัว



“สหายตำรวจ พวกคุณจับคนผิดแล้ว!”


เซี่ยต้าจวินมีสีหน้าร้อนรน


เพื่อขอจดหมายแนะนำตัวให้กับครอบครัวเซี่ยหงปิน เขาจึงเดินทางกลับมาที่อวี้หนานครึ่งเดือนแล้ว ชื่อของเครือเชิงหรงที่อวี้หนานไม่มีประโยชน์แม้แต่น้อย นักธุรกิจฮ่องกงมีคุณค่าก็ต่อเมื่อนำเงินเข้ามาลงทุนในท้องถิ่น แต่อวี้หนานไม่ได้รับการลงทุนจากเครือเชิงหรง คนที่ทำงานกับนักธุรกิจฮ่องกงอย่างเซี่ยต้าจวินใครเล่าจะไปสนใจ!


การขอจดหมายแนะนำตัวใหม่ นอกจากจะต้องขอตราประทับจากหมู่บ้าน ตำบล และทางสันติบาลอำเภอแล้ว นอกจากนี้ทางหยางเฉิงยังบอกว่าต้องให้ทางเทศบาลท้องถิ่นเป็นคนประทับตราอนุมัติอีกด้วย


แต่เซี่ยต้าจวินแค่ขอจดหมายแนะนำตัวจากหมู่บ้านก็ยากแล้ว เขาบอกกับเจ้าหน้าที่ของหมู่บ้านว่าต้องการขอจดหมายแนะนำตัวใหม่แทนอันเก่าที่หายไป เจ้าหน้าที่ของหมู่บ้านรู้สึกข้องใจ อีกฝ่ายถูกตำรวจหยางเฉิงควบคุมตัวไว้เช่นนี้ คงไม่ได้ทำเรื่องไม่ดีที่ต่างถิ่นหรอกนะ?


“ต้าจวิน ทุกคนบอกว่าเธอทำงานกับเถ้าแก่ฮ่องกงจนร่ำรวยไม่ใช่หรือ แต่พอเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นจะมาโยนให้ทางหมู่บ้านรับผิดชอบไม่ได้นะ!”


ไม่ว่าเซี่ยต้าจวินจะพยายามอธิบายอย่างไรก็ไร้ประโยชน์ เจ้าหน้าที่ของหมู่บ้านผลักความรับผิดชอบกันไปมาไม่ยอมจัดการเรื่องจดหมายแนะนำตัวให้


ตอนหลังเซี่ยฉางเจิงกลับมาที่บ้าน


เซี่ยฉางเจิงนั้นเจ้าเล่ห์กว่าเซี่ยต้าจวิน ในขณะที่เซี่ยต้าจวินเคยชินกับการเชื่อฟังพี่ใหญ่ กอปรกับการที่เซี่ยฉางเจิงมือพิการเช่นนี้ทำให้เซี่ยต้าจวินยิ่งรู้สึกผิด จึงไม่มีข้อโต้แย้งใดๆหลุดออกมาจากปากเขา


เซี่ยฉางเจิงรู้สึกกลับมามั่นใจในตัวเองได้อีกครั้งเวลาอยู่ต่อหน้าน้องชายคนนี้


“ต้าจวิน นายจะต้องทำให้เจ้าหน้าที่ของหมู่บ้านเห็นว่า นายทำงานจนร่ำรวยอย่างถูกต้อง ไม่ได้ทำเรื่องผิดกฎหมายที่ต่างถิ่น”


ได้ เช่นนั้นก็ทำตามที่เซี่ยฉางเจิงบอก เซี่ยต้าจวินจัดการควักเงินจัดเลี้ยงโต๊ะจีนให้คนในหมู่บ้านจำนวนหลายร้อยหยวน พวกชาวบ้านต่างพากันเอ่ยปากชื่นชมไม่หยุด และเซี่ยฉางเจิงยังสั่งให้เซี่ยต้าจวินเอาของกำนัลไปให้กับเจ้าหน้าที่ของหมู่บ้านอีกด้วย ในที่สุดทางนั้นก็ยอมออกจดหมายแนะนำตัวใหม่ให้จำนวนสามฉบับ


ตอนไปตำบลเพื่อขอตราประทับก็ได้ผลเช่นเดียวกัน


ทว่าเมื่อมาถึงทางสันติบาลอำเภอกลับติดขัด ทำอย่างไรทางอำเภอก็ไม่ยอมประทับตราให้


เซี่ยต้าจวินบอกว่าให้พวกเขาลองโทรไปถามทางสถานีตำรวจของหยางเฉิงเพื่อยืนยัน เจ้าหน้าที่ของอำเภอได้ยินเช่นนั้นก็ระเบิดอารมณ์ใส่ทันที


“เป็นผู้อพยพเถื่อนต้องถูกส่งตัวกลับภูมิลำเนา แต่ถ้าไม่ใช่ก็บอกให้พวกเขากลับมาขอจดหมายใหม่เอง เจ้าตัวไม่อยู่ด้วยแบบนี้ ใครจะไปรู้เล่าว่าพวกคุณจะเอาจดหมายแนะนำตัวไปทำอะไร!”


เจ้าตัวจะกลับมาได้อย่างไร? ในเมื่อตอนนี้พวกเขาถูกขังคุกอยู่ในโรงพักที่หยางเฉิง!


เซี่ยต้าจวินปวดหัวยิ่งนัก มันคือวังวนที่เขาไม่สามารถหาทางออกได้


หยางเฉิงบอกว่าต้องมีจดหมายแนะนำตัวมาให้ถึงจะยอมปล่อยตัวได้ แต่ทางสันติบาลของอำเภออันชิ่งกลับบอกว่าต้องให้เจ้าตัวกลับมาขอเอกสารเอง วิธีการของเซี่ยฉางเจิงใช้ไม่ได้ผลที่อำเภอ อยากให้ของกำนัล แต่พวกเขาสองคนไม่มีเส้นสายที่นี่ และการจะสร้างเส้นสายก็ยากยิ่งนัก ไม่มีเส้นสายแล้วใครจะกล้ารับของขวัญจากพวกเขาเล่า?


เซี่ยต้าจวินคิดถึงอาจารย์ใหญ่ซุนขึ้นมาทันที


“จื่ออวี้สนิทกับอาจารย์ใหญ่ของอันชิ่งเซี่ยนอีจงมิใช่หรือ ให้เธอขอความช่วยเหลือจากอาจารย์ใหญ่ซุนดีหรือเปล่า”


อาจารย์ใหญ่ของอันชิ่งเซี่ยนอีจง ย่อมรู้จักคนมากกว่าชาวไร่สองคนอย่างพวกเขาแน่นอน


ตอนนั้นเซี่ยต้าจวินถูกหลิวเฟินทำร้ายจนต้องเข้าโรงพยาบาล ทำให้เขาไม่ทันเห็นละครฉากใหญ่หน้าโรงเรียนอันชิ่งเซี่ยนอีจง และเขาไม่รู้เลยว่าอาจารย์ใหญ่ซุนได้แปรพักตร์ไปแล้ว อาจารย์ใหญ่ซุนไม่คิดที่จะสนใจเซี่ยจื่ออวี้อีกต่อไป ตั้งแต่นั้นมาอาจารย์ใหญ่ซุนก็เลิกให้ความช่วยเหลือแก่ครอบครัวเซี่ยฉางเจิง และธุรกิจ ‘จางจี้’ ก็เป็นอันสิ้นสุดลงทันที


เซี่ยฉางเจิงย่อมไม่กล่าวถึงเรื่องเหล่านี้ แต่เขากลับปัดความผิดไปให้เซี่ยเสี่ยวหลาน


“อาจารย์ใหญ่ซุนชอบเด็กเรียนดีเป็นที่สุด นายว่าเขาจะช่วยพวกเราไหม”


เมื่อพูดถึงตระกูลเซี่ย เซี่ยเสี่ยวหลานคือคนที่เข้ามาแทนตำแหน่งของเซี่ยจื่ออวี้ แค่การสอบเกาเข่าครั้งเดียวก็ทำให้ทุกคนเอนเอียงไปหาเซี่ยเสี่ยวหลานกันหมด หากเซี่ยเสี่ยวหลานสอบเข้าหัวชิงไม่ได้ มีหรือที่เธอจะได้คู่ครองที่มีชาติตระกูลดีขนาดนั้น


เธอก้าวนำหน้าคนอื่น ทุกย่างก้าวล้วนเหยียบย่ำครอบครัวของเซี่ยฉางเจิงจนทำให้รู้สึกหายใจไม่ออก ตอนนี้เขานึกเสียใจเหลือเกินที่ปีก่อนไม่ได้ลงมือทำลายมือของเซี่ยเสี่ยวหลานด้วยตัวเอง จะไปจ้างคนอื่นทำไม สุดท้ายเป้าหมายไม่ลุล่วงไม่พอยังต้องมาเสียมือไปข้างหนึ่งด้วย!


เซี่ยฉางเจิงกำลังนึกเสียใจอยู่ที่บ้านพักรับรองของอำเภออันชิ่ง อยู่ๆก็ถูกตำรวจจากเมืองมณฑลบุกเข้ามาจับกุมตัว ยุคสมัยนี้เวลาตำรวจจับผู้ร้ายจะไม่ถามว่าคุณชื่อนี้หรือไม่ ทำผิดอะไรมา แต่จะควบคุมตัวก่อนแล้วค่อยยืนยันตัวตนทีหลัง จากนั้นก็พาตัวไปสอบสวนทันที


ผู้คนเวลาออกจากบ้านต้องพกจดหมายแนะนำตัวอยู่เสมอ แค่ไล่สอบถามกับบ้านพักรับรองในตัวอำเภอก็รู้ได้ไม่ยากว่า ‘เซี่ยฉางเจิงจากหมู่บ้านต้าเหอ’ อยู่ที่ไหน


เซี่ยฉางเจิงถูกพาตัวกลับซางตู แน่นอนว่าเซี่ยต้าจวินย่อมติดสอยห้อยตามมาด้วย

เขาถามตำรวจว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ อยู่ดีๆทำไมถึงมาจับพี่ใหญ่ของเขาเช่นนี้ ทางตำรวจจึงถามกลับว่าเขาคือใคร หลังเซี่ยต้าจวินตอบไป ตำรวจก็พลิกแฟ้มคดีก่อนถามออกไป


“เซี่ยเสี่ยวหลานคือลูกสาวของคุณ?”


“...ครับ”


“ถ้าอย่างนั้นคุณรู้หรือเปล่าว่าเซี่ยฉางเจิงเป็นคนจ้างวานอันธพาลไปทำร้ายมือของลูกสาวคุณจนได้รับบาดเจ็บ เพื่อทำให้เธอไม่สามารถเข้าร่วมการสอบเกาเข่าได้?”


เซี่ยต้าจวินเกือบโพล่งออกไปว่า เป็นเสี่ยวหลานต่างหากที่จ้างคนมาทำลายมือของพี่ใหญ่เขา ทำไมตำรวจถึงพูดกลับตาลปัตรแบบนี้เล่า!


สุดท้ายเซี่ยต้าจวินก็ถามแค่ว่า เข้าใจอะไรผิดหรือเปล่า


“สหายตำรวจ เรื่องของคนในครอบครัวเราคงไม่ต้องถึงขั้นรบกวนทางตำรวจ ไว้ผมเจอเธอเมื่อไร ค่อยปรับความเข้าใจกันก็พอแล้วครับ”


เซี่ยต้าจวินอยากเจอเซี่ยเสี่ยวหลานอย่างนั้นหรือ สายตาของตำรวจเหมือนกำลังมองคนโง่


“นักเรียนเซี่ยเสี่ยวหลานไม่ได้เป็นคนมาแจ้งความ ทว่าเป็นอันธพาลที่รับเงินจากเซี่ยฉางเจิงทนความรู้สึกผิดไม่ได้ เรื่องผ่านมาเป็นปีแล้ว แต่ก็ยังเข้ารับสารภาพผิดด้วยตัวเอง!”


นี่เขาเป็นพ่อบังเกิดเกล้าจริงหรือ?


พ่อที่ไหนพอได้ยินว่าลูกสาวถูกคนอื่นทำร้ายแล้วยังจะช่วยอธิบายแทนผู้ต้องสงสัยอีกเล่า


ต่อให้ผู้ต้องสงสัยเป็นพี่ชายแท้ๆ เขาก็ไม่ควรเข้าข้างมากกว่าลูกสาวตัวเอง!


ตำรวจรู้สึกสงสารเซี่ยเสี่ยวหลานเหลือเกิน ลุงแท้ๆจ้างคนมาทำร้ายเพื่อขัดขวางการสอบเกาเข่า พอตำรวจจับตัวได้ พ่อแท้ๆกลับช่วยพูดแทนคนร้าย ในสภาพแวดล้อมที่ลำบากเช่นนี้ นักเรียนเซี่ยเสี่ยวหลานยังสอบได้คะแนนเป็นอันดับหนึ่งของมณฑล ช่างทุ่มเทฝ่าฟันมามากจริงๆ กว่าเธอจะประสบความสำเร็จ!


เซี่ยต้าจวินรู้สึกร้อนใจไปหมด


คำพูดของเซี่ยจื่ออวี้กับทางตำรวจไม่ตรงกัน ตกลงแล้วใครคือคนที่พูดความจริงกันแน่?


ถ้าตำรวจไม่ได้โกหก... เซี่ยต้าจวินใจเต้นรัวไปด้วยความหวาดหวั่น ตำรวจมองเขาอย่างดูแคลน คนโง่เง่าเช่นนี้มีไม่มาก มิน่าบนเอกสารถึงได้เขียนไว้ว่า ‘พ่อแม่หย่าร้างกัน’


จะไม่หย่าได้อย่างไร?


ถ้าเซี่ยเสี่ยวหลานไม่สอบเข้ามหาวิทยาลัย เธอคงตกเป็นเหยื่อของคนตระกูลเซี่ยทั้งตระกูล


ตำรวจไม่คิดจะเกรงใจเซี่ยต้าจวินอีกต่อไป


“คดีนี้ทางกรมตำรวจและกระทรวงศึกษาธิการให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก แต่ผู้ปกครองอย่างคุณกลับเห็นเป็นเรื่องตลก อย่างไรก็ตามหากคุณอยากเจอนักเรียนเซี่ยคงเป็นไปไม่ได้ นี่คือคดีอาชญากรรมซึ่งจำเป็นต้องนำเข้าสู่ขั้นตอนการสืบสวนแล้ว ต่อให้คุณบังคับนักเรียนเซี่ยให้ยกโทษให้เซี่ยฉางเจิง คดีนี้ก็ไม่มีวันถูกยกเลิก ควรตัดสินอย่างไรก็ต้องตัดสินอย่างนั้น!”


เฮ้อ งานเผยแพร่ความรู้ด้านกฎหมายของประเทศยังต้องพัฒนาอีกมากจริงๆ ครอบครัวนี้เป็นอะไรกันไปหมด ต่อให้ผู้จ้างวานเป็นพ่อบังเกิดเกล้ามันก็คือคดีอาชญากรรม ไม่เหมือนกับคดีความรุนแรงภายในครอบครัวที่สามารถประนีประนอมกันได้


ตำรวจไม่อยากคุยกับพวกไม่รู้กฎหมายอีกแล้ว เขาจึงเชิญเซี่ยต้าจวินออกจากสถานีตำรวจอย่างมีมารยาทด้วยท่าทีแข็งกร้าว


เซี่ยฉางเจิงหลังถูกจับย่อมไม่ยอมรับสารภาพ


ทั้งยังบอกว่ามือของตนถูกเซี่ยเสี่ยวหลานทำให้พิการอีกด้วย


ตำรวจผู้สอบปากคำได้ยินดังนั้นก็ทนฟังไม่ไหว


“ตอนมือของคุณพิการ นักเรียนเซี่ยกำลังเข้าสอบเกาเข่า คุณคิดว่าคนเราเป็นจอหงวนกันได้ง่ายๆอย่างนั้นหรือ ใครจะเจียดเวลามาทำให้มือของคุณพิการกันเล่า มันสร้างประโยชน์ให้กับเธออย่างไรกัน”


เซี่ยฉางเจิงเองก็รู้สึกร้อนใจ อันธพาลยอมรับสารภาพ อธิบายสถานการณ์ทั้งหมดอย่างชัดเจนว่า ใครเป็นคนจ้างวานเขา อีกทั้งเงินค่ามัดจำจำนวน500หยวนยังคงถูกเก็บไว้ใต้เตียงอย่างครบถ้วน


หลังฟังคำถามของตำรวจ เซี่ยฉางเจิงก็รู้สึกกระวนกระวาย ก่อนจะโพล่งออกไปว่า “เธอแก้แค้นผม เธอทำไปเพื่อแก้แค้นผม!”


คำถามเรียบง่ายเซี่ยฉางเจิงยังผ่านไปไม่ได้ ตอนนี้คงถึงเวลาที่ต้องอธิบายแล้วว่า ‘การแก้แค้น’ เริ่มต้นมาจากอะไร!


คำให้การของเซี่ยฉางเจิงถูกส่งไปให้เจ้าหน้าที่ระดับสูงผู้รับผิดชอบคดีนี้พิจารณาทันที


มีทั้งพยานและหลักฐาน เซี่ยฉางเจิงไม่อยากยอมรับก็ยังยาก แต่คำให้การของเขากลับพูดว่าเซี่ยเสี่ยวหลานอยากแก้แค้นเลยตัดมือเขาข้างหนึ่ง


ผู้บัญชาการกรมตำรวจคิ้วกระตุกด้วยความเคร่งเครียด


“ดูท่าทางแล้วคดีนี้คงต้องเรียกนักเรียนเซี่ยเสี่ยวหลานมาถามรายละเอียดด้วยสินะ”



ตอนที่ 827: แรงจูงใจในการก่อเหตุ



“เซี่ยเสี่ยวหลานจะหาคนมาทำให้มือของเซี่ยฉางเจิงพิการจริงหรือครับ?”


“เหลวไหล ฉันขอให้ไปยืนยันความจริงกับนักเรียนเซี่ย และบอกเธอว่าจับตัวคนร้ายได้แล้วต่างหาก”


จะให้สืบคดีตามคำให้การที่เซี่ยฉางเจิงว่ามา ไม่ว่าจะมองอย่างไรมันก็มีบางอย่างผิดปกติมิใช่หรือ?


คดีเซี่ยฉางเจิงจ้างวานคนก่ออาชญากรรม ผู้รับจ้างเข้ารับสารภาพผิดแล้ว ว่ามีคนกลางที่ช่วยแนะนำเซี่ยฉางเจิงให้รู้จักกับอันธพาลจริง อีกทั้งเงินค่าจ้างก็ยังไม่ถูกนำไปใช้ หลักฐานมีครบรอบด้านเช่นนี้ จะปฏิเสธก็ยังยาก


แต่เซี่ยฉางเจิงกลับแย้งว่าเซี่ยเสี่ยวหลานต้องการแก้แค้นเขา


เซี่ยฉางเจิงคงหมดหนทางแก้ตัวถึงได้โพล่งออกไปเช่นนั้น ถ้าเขาต้องถูกตัดสินโทษก็คงไม่ยอมปล่อยให้เซี่ยเสี่ยวหลานมีชีวิตอย่างสงบสุขแน่นอน เขาบอกว่าตนไปส่งมอบเงินค่าจ้างส่วนที่เหลือตอนกลางคืน แต่กลับถูกคนทำร้ายจนมือพิการ โดยทั้งหมดนี้เซี่ยเสี่ยวหลานเป็นคนบงการทั้งสิ้น


แต่เพราะจุดเกิดเหตุเปลี่ยวและมืดมาก เซี่ยฉางเจิงเองก็มองไม่เห็นว่าเป็นใครกันแน่ที่ทำร้ายเขา


อย่างไรก็ตามตอนนั้นเซี่ยเสี่ยวหลานกำลังเตรียมตัวสอบเกาเข่า เด็กสาวอายุไม่ถึงยี่สิบปีสภาพจิตใจจะแข็งแกร่งเช่นนั้นเลยหรือ ถึงขนาดกลับมาเป็นฝ่ายจ้างวานคนให้ไปแก้แค้นเซี่ยฉางเจิง ขณะเดียวกันก็สามารถสอบได้คะแนนเป็นอันดับหนึ่งของมณฑลด้วย


“ตรรกะมันย้อนแย้งเกินไป จะทำคดีต้องรู้จักตั้งสมมติฐานอย่างกล้าหาญ และวิเคราะห์อย่างสมเหตุสมผล! ตอนนี้นักเรียนเซี่ยเป็นนักศึกษาของหัวชิง ไม่ต้องให้เธอเดินทางไปกลับให้เสียเวลาหรอก ถ้าเธอกลับอวี้หนานคงต้องลาหยุด จะลาหยุดเท่ากับต้องแจ้งเรื่องกับทางมหาวิทยาลัย ผลกระทบที่ตามมาคงไม่ดีนัก! ส่งคนไปปักกิ่งเพื่อสืบข้อเท็จจริงคงจะดีกว่า พยายามอย่าให้เอิกเกริกเล่า”


คนที่จะเป็นเจ้าคนนายคนได้ ไม่ว่าทำเรื่องอะไรล้วนต้องคิดอย่างรอบคอบ


แน่นอนว่าเรื่องนี้ขึ้นอยู่กับตัวบุคคล เพราะต้องดูด้วยว่าเจ้านายใส่ใจใครเป็นพิเศษ


ต่อให้มีจุดที่น่าสงสัย แต่เรื่องนี้สืบมาจนถึงขั้นนี้ก็มากพอที่จะปิดคดีลงได้แล้ว เซี่ยเสี่ยวหลานเป็นถึงจอหงวนการสอบเกาเข่าปีที่แล้ว อีกทั้งปัจจุบันสถานีโทรทัศน์กำลังออกอากาศเทปบันทึกการแข่งขันภาษาอังกฤษระดับมหาวิทยาลัยทั่วประเทศที่เธอเข้าร่วม นับได้ว่าเธอคือนักเรียนดีเด่นจากอวี้หนาน ดังนั้นจะปล่อยให้เธอมีมลทินได้อย่างไร


การไปถามข้อมูลจากเซี่ยเสี่ยวหลานจะใส่ชุดเครื่องแบบและพกกุญแจมือไปด้วยไม่ได้ จะต้องใส่ชุดไปรเวทเท่านั้น


ระหว่างเซี่ยฉางเจิงกับเซี่ยเสี่ยวหลานจะให้หัวหน้าเลือกเชื่อใคร?


ไปถามที่โรงเรียนอันชิ่งเซี่ยนอีจง ทั้งครูและนักเรียนทุกคนล้วนชื่นชมเซี่ยเสี่ยวหลานเป็นเสียงเดียวกัน แม้แต่แม่ค้าหน้าโรงเรียนก็ยังบอกว่าเซี่ยเสี่ยวหลานเป็นคนมีน้ำใจ


อาจารย์ใหญ่ซุนพอรู้ว่ามีคนจงใจทำลายมือของเซี่ยเสี่ยวหลานก็อยากจะเอาเรื่องเซี่ยฉางเจิงให้ถึงที่สุด ขาดอีกแค่4คะแนนเท่านั้น เซี่ยเสี่ยวหลานก็จะได้เป็นจอหงวนระดับประเทศ อีกเพียงนิดเดียวเท่านั้นที่ในประวัติอาชีพของเขาจะถูกบันทึกไว้ว่า ขณะที่ตนดำรงตำแหน่งอาจารย์ใหญ่ของโรงเรียนอันชิ่งเซี่ยนอีจง โรงเรียนของเขาเคยมีจอหงวนระดับประเทศอย่างเซี่ยเสี่ยวหลาน แต่ตอนนี้กลับกลายเป็นว่าทุกอย่างต้องพังทลายลงเพราะน้ำมือของเซี่ยฉางเจิง!


อนาคตยังจะมีเด็กที่เก่งกาจเช่นนี้อีกไหม?


อาจารย์ใหญ่ซุนพูดจากใจจริงว่า หากจะให้ผลิตจอหงวนของมณฑลอีกคนคงเป็นเรื่องยากมาก นับประสาอะไรกับจอหงวนระดับประเทศ เซี่ยเสี่ยวหลานคือคนที่มีความหวังมากที่สุด ทว่ายังคงขาดอีก4คะแนน ไม่สิ เดิมทีเขาสามารถมีลูกศิษย์ที่เป็นจอหงวนของประเทศได้ แต่เพราะเซี่ยฉางเจิง!


อาจารย์ใหญ่เดือดดาลมากจนถึงขั้นเดินทางมาให้ข้อมูลกับทางกรมตำรวจด้วยตัวเองเพิ่มเติม เขารู้เรื่องความขัดแย้งภายในครอบครัวตระกูลเซี่ยอยู่ไม่น้อย ก่อนเซี่ยเสี่ยวหลานจะเข้าร่วมการสอบเกาเข่า ตระกูลเซี่ยวางแผนร้ายสารพัดเพื่อขัดขวางไม่ให้เธอได้เข้าศึกษาที่โรงเรียนอันชิ่งเซี่ยนอีจง


นี่ไม่ใช่คนในครอบครัว คนตระกูลเซี่ยเป็นเหมือนศัตรูที่ตามอาฆาตแค้นเซี่ยเสี่ยวหลานมานานเป็นสิบชาติเสียมากกว่า


“เสี่ยวหลานเป็นเด็กที่ยอดเยี่ยมทั้งด้านการศึกษาและนิสัยใจคอ แต่เพราะมีคนตระกูลเซี่ยคอยขัดขวาง ทำให้เธอต้องทำงานระหว่างเรียนไปด้วย ทำการค้าขายมันอายหรือ? ไม่น่าอายเลยสักนิด! เงินที่เธอหามาได้นอกจากส่งตัวเองเรียนแล้ว ส่วนที่เหลือเธอยังบริจาคหนังสือให้ห้องสมุดโรงเรียนทั้งหมด เธอจ่ายเงินซื้อหนังสือเข้าห้องสมุดจำนวนหมื่นกว่าหยวน เป็นเสี่ยวหลานนั้นไม่ง่ายเลยจริงๆ!”


ไม่ง่ายจริงอย่างที่ว่า


เด็กนักเรียนทั่วไปแค่สนใจการเรียนได้ก็ถือว่าดีมากพอแล้ว แต่เซี่ยเสี่ยวหลานนอกจากตั้งใจเล่าเรียนแล้วยังรู้จักช่วยเหลือผู้อื่นอีกด้วย


เธอถ่ายทอดวิธีศึกษาหาความรู้ของตนให้กับเพื่อนนักเรียนด้วยกัน หาเงินมาได้ก็ไม่เก็บไว้คนเดียว แต่กลับนำไปซื้อหนังสือบริจาคเข้าห้องสมุดของโรงเรียน เข้าทำนอง ‘ยอมจนเพียงผู้เดียว แบ่งปันให้คนทั้งโลก’ คนทั้งโลกอาจจะมากเกินไป แต่อย่างน้อยเธอก็คือนักเรียนผู้เป็นแบบอย่าง


ถ้าไม่ใช่เพราะหากลงข่าวเรื่องที่เธอถูกลุงแท้ๆ จ้างคนมาทำร้ายจะทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างไร้ขอบเขต เขาอยากจะลงบทความเรื่องเซี่ยเสี่ยวหลานโดยเฉพาะเสียจริงๆ จะได้เป็นการประชาสัมพันธ์ตัวอย่างความสำเร็จทางการศึกษาของมณฑลอวี้หนานไปด้วยในตัวด้วย อย่างน้อยคงช่วยให้เซี่ยเสี่ยวหลานได้รับตำแหน่งนักเรียนดีเด่นของประเทศได้อย่างแน่นอน


เพราะเหตุนี้ นายตำรวจที่รับมอบหมายให้ไปสอบถามข้อมูลที่ปักกิ่งจึงระมัดระวังมากเป็นพิเศษ


คนร้ายต้องถูกลงโทษ ส่วนนักเรียนที่ดีย่อมคู่ควรกับความเอ็นดูจากทุกฝ่าย


เซี่ยต้าจวินรออยู่ที่ซางตูอย่างร้อนใจ แต่เขาก็ไม่อาจไปหาเซี่ยเสี่ยวหลานที่ปักกิ่งได้ ที่โรงพยาบาลเผิงเฉิง กวนฮุ่ยเอ๋อเคยขู่เขาว่าให้อยู่ห่างให้จากเซี่ยเสี่ยวหลาน เขารู้ว่าเซี่ยเสี่ยวหลานมีคู่ครองที่มาจากชาติตระกูลผู้มีอำนาจ แต่เขากลับไม่ได้คิดว่าตนทำให้อีกฝ่ายไม่พอใจตรงไหน


ทว่าตอนเจอหลิวเฟินที่หยางเฉิง เซี่ยต้าจวินควบคุมตัวเองไม่ได้


สุดท้ายครอบครัวของเซี่ยหงปินทั้งสามคนกลับถูกจับขังคุก ส่วนเขาต้องกลับมาขอจดหมายแนะนำตัวใหม่และพบเจอกับอุปสรรคมากมาย ปัจจุบันเซี่ยฉางเจิงก็มาถูกจับไปเช่นกัน... เซี่ยต้าจวินสงสัยยิ่งนักว่าตระกูลโจวจะเป็นผู้อยู่เบื้องหลังเรื่องราวทั้งหมด


เขากลายเป็นคนชั่วช้าในสายตาคนตระกูลโจวไปแล้ว ตอนนี้จึงไม่กล้าทำอะไรโดยพลการ


ถ้าเขาไปหาเซี่ยเสี่ยวหลาน คนตระกูลเซี่ยจะตกที่นั่งลำบากยิ่งกว่านี้หรือเปล่า?


5วันหลังเซี่ยฉางเจิงถูกจับกุม ตำรวจจากซางตูก็เดินทางถึงปักกิ่ง พวกเขาทำตามที่หัวหน้าสั่งด้วยการใส่ชุดไปรเวทไปหาเซี่ยเสี่ยวหลานที่หัวชิง


อยู่ในรั้วมหาวิทยาลัยชื่อดังของประเทศอย่างหัวชิง สหายตำรวจอดที่จะรู้สึกเกร็งไม่ได้ กลัวว่าหากเขาพูดเสียงดังเกินไปจะเป็นการรบกวนเด็กหัวกะทิบนหอคอยงาช้างของประเทศ


เมื่อเจอกับเซี่ยเสี่ยวหลานตัวจริงก็อดคิดในใจไม่ได้ว่า สมแล้วที่จะเป็นจอหงวนของการสอบเกาเข่า


เรื่องความสวยแน่นอนว่าพวกเขารู้มาก่อนแล้ว


แต่พอได้คุยกับเซี่ยเสี่ยวหลานก็รับรู้ได้ถึงความมีระดับของนักศึกษาหัวกะทิ เมื่อรู้จุดประสงค์การมาเยือนของพวกเขา แม้เซี่ยเสี่ยวหลานจะตกใจแต่ก็ไม่ตื่นตระหนก เธอยังคงพูดจามีเหตุมีผล พวกเขาถามอะไรเซี่ยเสี่ยวหลานก็ยินดีตอบทุกอย่าง


การสอบถามข้อมูลง่ายกว่าที่ทางตำรวจคาดการณ์ไว้


เซี่ยเสี่ยวหลานเป็นห่วงพวกเขาที่ลำบากเดินทางมาถึงปักกิ่ง จึงขอเลี้ยงอาหารที่โรงอาหารของมหาวิทยาลัยหัวชิง แน่นอนว่าพวกเขาคงไม่หน้าด้านปล่อยให้นักศึกษาเลี้ยงอาหารจริงๆหรอก


ตอนกินข้าวเซี่ยเสี่ยวหลานทำท่าเหมือนอยากพูดอะไรบางอย่าง สหายตำรวจเห็นท่าทีเช่นนั้นจึงปลอบเธอว่า


“นักศึกษาเซี่ย คดีนี้ทางเราให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก เธออย่าได้กังวลไปเลย ทุกอย่างจะถูกตัดสินตามกฎหมาย เธอไม่จำเป็นต้องเดินทางกลับอวี้หนาน ไม่ต้องห่วงว่าจะมีคนใช้ศีลธรรมมาบีบบังคับเธอ”


เซี่ยเสี่ยวหลานส่ายหน้า


“ฉันไม่ห่วงเรื่องนี้หรอกค่ะ ฉันแค่ไม่เข้าใจ ตอนฉันเข้าเรียนอยู่ที่อันชิ่งเซี่ยนอีจงกลางเทอม พ่อแม่ฉันก็หย่าร้างกันไปแล้ว ดังนั้นย่อมถือว่าเราตัดขาดกับตระกูลเซี่ยเรียบร้อย ฉันจะเรียนหนังสือหรือไม่แล้วเกี่ยวอะไรกับคุณลุงหรือคะ ฉันไม่ได้ขอให้เขาจ่ายค่าเล่าเรียนให้เสียหน่อย ที่ฉันไม่เข้าใจคือเขาไม่อยากให้ฉันสอบเกาเข่าเพราะอะไรกันแน่?”


นายตำรวจฉุกคิดขึ้นได้ทันที อาชญากรรมเกิดขึ้นจริงแท้แน่นอน แล้วเหตุจูงใจคืออะไร?


เรื่องที่เซี่ยเสี่ยวหลานสงสัย เซี่ยฉางเจิงไม่เคยพูดออกมาเลยสักครั้ง


หลังพ่อแม่หย่าร้างกัน หลานสาวตระกูลเซี่ยก็ตามแม่ออกมาจากบ้าน เธอจะมีความแค้นอะไรกับลุงได้ เช่นนั้นแล้วทำไมถึงไม่อยากให้เธอสอบเกาเข่า?


“นักศึกษาเซี่ยหมายความว่า...”


เซี่ยเสี่ยวหลานทำหน้าใสซื่อ “ฉันไม่ได้จะสื่ออะไรนะคะ ฉันแค่สงสัยเท่านั้น เรื่องนี้คงต้องรบกวนสหายตำรวจช่วยสืบแล้ว”


เซี่ยฉางเจิงยอมสารภาพแล้ว ดังนั้นเก่อเจี้ยนจึงไม่จำเป็นต้องอยู่ที่อวี้หนานอีกต่อไป เพื่อที่จะได้ไม่ตกเป็นที่สงสัย


อันธพาลไม่มีทางเข้ารับสารภาพโดยไร้สาเหตุ แน่นอนว่าเบื้องหลังการสารภาพในครั้งนี้มีเก่อเจี้ยนเป็นคนชักใย โชคดีที่ยุคนี้ไม่มีกล้องวงจรปิด มิเช่นนั้นเซี่ยเสี่ยวหลานคงหลีกเลี่ยงเรื่องนี้ลำบาก


อย่างไรก็ตามระหว่างเธอกับเซี่ยฉางเจิง ทางตำรวจย่อมเชื่อเธอมากกว่า


เซี่ยจื่ออวี้ใช้สถานการเป็น ‘นักเรียนเรียนดี’ ปั่นป่วนชีวิตของเธออย่างไร เซี่ยเสี่ยวหลานก็แค่ใช้วิธีการเดียวกันกับที่เซี่ยจื่ออวี้เคยใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดเท่านั้น


เรื่องนี้ย่อมมีช่องโหว่ เซี่ยเสี่ยวหลานเองก็กลัวว่าทางตำรวจจะเอะใจและขุดคุ้ยลงลึกยิ่งกว่านี้ เทียบกับการปล่อยให้พวกเขาสืบว่ามือของเซี่ยฉางเจิงขาดได้อย่างไร สู้ชี้นำทิศทางใหม่ให้พวกเขาจะดีกว่า


จงไปสืบเรื่องแรงจูงใจในการก่อเหตุของเซี่ยฉางเจิงเสียเถิด!



ตอนที่ 828: ตัวการใหญ่



เซี่ยเสี่ยวหลานทิ้งเบอร์โทรติดต่อไว้ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจจากซางตู พร้อมกล่าวว่ายินดีให้ความร่วมมือกับการสืบสวนของพวกเขาทุกเมื่อ


แนวทางที่เซี่ยเสี่ยวหลานให้มา ทำเอาพวกตำรวจครุ่นคิดอยู่ตลอดเวลา


จากนั้นพวกเขาก็ติดต่อไปยังกรมตำรวจของซางตู และสอบถามว่าแรงจูงใจในการก่อเหตุของเซี่ยฉางเจิงคืออะไรกันแน่ เรื่องนี้ต้องสืบอย่างละเอียด!


คดีจ้างวานผู้อื่นเพื่อก่ออาชญากรรมของเซี่ยฉางเจิงมีความเกี่ยวข้องกับเซี่ยเสี่ยวหลาน ตอนนี้คุณลุงของเส้ากวงหรงยังคงดำรงตำแหน่งงานอยู่ที่ซางตู ต่อให้เขาไม่สนใจเรื่องนี้ เลขาของเขาย่อมคอยจับตาดูอยู่เสมอ


เลขาโหวยังไม่ลืมเซี่ยเสี่ยวหลาน


“หัวหน้าคิดอย่างไรกับเรื่องนี้ครับ”


เลขาโหวติดตามความคืบหน้าของเรื่องนี้มาโดยตลอด จนกระทั่งเซี่ยฉางเจิงยอมรับสารภาพผิดถึงรายงานเรื่องดังกล่าวให้เส้าลี่หมินฟัง ครั้งนี้ไม่เหมือนกับตอนช่วยโจวเฉิง เพราะครั้งนั้นโจวเฉิงต้องเป็นคนออกหน้า เนื่องจากเซี่ยเสี่ยวหลานยังเป็นแค่นักเรียนธรรมดา


ตอนนั้นเส้าลี่หมินยังคิดในใจว่า ทำไมตระกูลโจวถึงยอมปล่อยให้โจวเฉิงมีคู่ครองเช่นนี้ โจวเฉิงยอดเยี่ยมเสียขนาดนั้น ถ้าเป็นตระกูลเส้าคงรีบร่วมมือกันหาครอบครัวฝ่ายหญิงที่มีอำนาจมาหมั้นหมาย และช่วยหากำลังเสริมให้กับโจวเฉิงในอนาคต... ทว่าท้ายที่สุดเซี่ยเสี่ยวหลานก็สู้ชีวิตด้วยการสอบเกาเข่าได้คะแนนเป็นอันดับหนึ่งของมณฑล และสามารถยื่นคะแนนเข้ามหาวิทยาลัยหัวชิงแห่งกรุงปักกิ่งได้สำเร็จ


เพราะโจวเฉิงชอบ รวมถึงเซี่ยเสี่ยวหลานทั้งสวย ฉลาด และน่าภาคภูมิใจ ตระกูลโจวจึงให้การยอมรับนั่นเอง


โจวเฉิงไม่ใช่แค่พาเซี่ยเสี่ยวหลานกลับไปไหว้พ่อแม่ที่บ้านแล้ว แต่จากที่เส้าลี่หมินทราบมา กวนฮุ่ยเอ๋อถึงกับพาเซี่ยเสี่ยวหลานไปออกงานด้วย เห็นได้ชัดว่านี่คือว่าที่สะใภ้ของตระกูลโจว เซี่ยเสี่ยวหลานเรียนจบเมื่อไรคงแต่งงานทันทีแน่นอน


เส้าลี่หมินไม่อาจทำเรื่องผิดกฎหมาย และไม่อาจบังคับให้เซี่ยฉางเจิงยอมรับสารภาพได้ แต่ตอนนี้เซี่ยฉางเจิงรับสารภาพเองแล้ว เส้าลี่หมินจึงถือได้โอกาสแสดงน้ำใจ ด้วยการแจ้งข่าวนี้ให้คนตระกูลโจวได้รับรู้


ตอนทราบข่าวโจวกั๋วปินถึงกับจับต้นชนปลายไม่ถูก


เพราะเซี่ยเสี่ยวหลานไม่เคยเล่าเรื่องนี้ให้พวกเขาฟังเลยสักครั้ง!


โจวกั๋วปินวางสาย อย่างไรก็ตามจะให้ผู้ชายอย่างเขาไปคุยกับเซี่ยเสี่ยวหลานคงไม่เหมาะสมสักเท่าไร เขาจึงเอาเรื่องนี้ไปบอกกวนฮุ่ยเอ๋อ


“เรื่องใหญ่ขนาดนี้ทำไมเด็กคนนี้ถึงไม่บอกกันสักคำนะ?”


แน่นอนว่ากวนฮุ่ยเอ๋อย่อมเข้าข้างเซี่ยเสี่ยวหลาน


โจวกั๋วปินมองหน้าภรรยา “จะให้เธอบอกว่าอย่างไรกัน”


โจวกั๋วปินเองก็เคยได้ยินเกี่ยวกับเรื่องสงครามภายในบ้าน เพื่ออำนาจและผลประโยชน์ทำให้คนบ้านเดียวกันต่างฝ่ายต่างชิงดีชิงเด่น สมัยที่บ้านเมืองอยู่ในสภาวะไม่ปกติ เครือญาติยังกล่าวหากันเองเสียด้วยซ้ำ ความเห็นแก่ตัวและความต่ำทรามของจิตใจมักมนุษย์ปรากฏให้เห็นอยู่ร่ำไป


ปัจจุบันคือยุคสมัยที่บ้านเมืองสงบสุขดี เซี่ยเสี่ยวหลานสามารถสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้เช่นนี้ แล้วไปทำให้ลุงของเธอเดือดร้อนตรงไหนกัน?


คิดทำลายอนาคตของคนอื่นไม่พอ ยังถึงขั้นจ้างคนไปทำร้าย พฤติกรรมช่างชั่วช้าเหลือเกิน โจวกั๋วปินกับกวนฮุ่ยเอ๋อเคยดูเทปบันทึกการสัมภาษณ์เซี่ยเสี่ยวหลานของทางสถานีโทรทัศน์อวี้หนาน ประกาศผลสอบแล้วแต่มือขวาของเซี่ยเสี่ยวหลานยังคงต้องเข้าเฝือก ช่างน่าสงสารยิ่งนัก ต้องสอบทั้งที่มือบาดเจ็บ แต่ก็ยังสามารถคว้าคะแนนอันดับหนึ่งของมณฑลมาได้


เซี่ยเสี่ยวหลานไม่ได้มีแค่ความฉลาดและความสวย สิ่งที่เปล่งประกายที่สุดบนตัวเธอน่าจะเป็น ‘ความแน่วแน่’ ตอนกวนฮุ่ยเอ๋อยังไม่ชอบเซี่ยเสี่ยวหลาน เธอคิดว่าเด็กคนนี้แข็งกระด้างเกินไป แต่พอยอมรับในตัวเซี่ยเสี่ยวหลานได้แล้ว ทำให้เธอรู้สึกชื่นชมในตัวเด็กคนนี้เป็นอย่างมาก


เพราะ ‘ความห่วงใย’ ของลุงเส้ากวงหรง หลังเซี่ยเสี่ยวหลานเพิ่งส่งตำรวจของซางตูกลับไปไม่ทันไร เธอก็ถูกเรียกตัวมาที่บ้านโจวทันที


“เรื่องของเซี่ยฉางเจิง ทางซางตูแจ้งให้พวกเราทราบแล้ว เธอคิดอย่างไรบ้าง”


มีกวนฮุ่ยเอ๋ออยู่ด้วย โจวกั๋วปินจึงคุยกับเซี่ยเสี่ยวหลานได้อย่างไม่อึดอัด


แน่นอนว่าเซี่ยเสี่ยวหลานเตรียมตัวล่วงหน้าไว้นานแล้ว


“คุณอาโจว ส่วนตัวฉันสนับสนุนให้ใช้กฎหมายเป็นตัวตัดสินค่ะ ถ้าคุณอาส่งสัญญาณไปให้ทางนั้น เขาอาจจะต้องเข้าคุกเพิ่มขึ้นอีกไม่กี่ปี แต่เรื่องนี้จะส่งผลกระทบที่ไม่ดีกับคุณอาได้ สิ่งที่ฉันสนใจมากกว่าคือแรงจูงใจในการก่อเหตุของเขา ความจริงแล้วก่อนหน้านั้นยังมีอีกเรื่องหนึ่งด้วย”


เซี่ยเสี่ยวหลานไม่ได้บอกเรื่องจ้าวกังกับตำรวจ เพราะรู้สึกว่าจังหวะมันยังไม่เหมาะสมสักเท่าไร


แต่กับโจวกั๋วปินและกวนฮุ่ยเอ๋อเธอไม่จำเป็นต้องมีอะไรปิดบัง


“ตัวการของเรื่องก็คือลูกพี่ลูกน้องของเธอรึ!”


กวนฮุ่ยเอ๋อคิดถึงตอนเจอกับเซี่ยจื่ออวี้ครั้งแรก เธอรู้สึกไม่ค่อยถูกชะตากับเซี่ยจื่ออวี้สักเท่าไร เรื่องแย่งคู่ครองไปจากเซี่ยเสี่ยวหลานนั้นไม่ใช่เรื่องใหญ่ ถ้าไม่ใช่เพราะเธอแย่งหวังเจี้ยนหัวไป เซี่ยเสี่ยวหลานก็คงไม่ได้คบกับโจวเฉิงน่ะสิ


แต่แย่งคู่ครองไม่พอ ยังคิดจะเหยียบย่ำเซี่ยเสี่ยวหลานให้จมดินอีกด้วย


เมื่อเซี่ยเสี่ยวหลานไม่ยอมถูกเหยียบย่ำ เซี่ยจื่ออวี้จึงพยายามทำลายเส้นทางในอนาคตของเซี่ยเสี่ยวหลานแทน


กวนฮุ่ยเอ๋อเองก็เพิ่งรู้ว่าจิตใจมนุษย์จะต่ำทรามได้ถึงขนาดนี้


โจวกั๋วปินเข้าใจแล้ว เซี่ยฉางเจิงเป็นแค่ของแถม เป้าหมายที่แท้จริงของเซี่ยเสี่ยวหลานคือเซี่ยจื่ออวี้ เรื่องเกิดขึ้นเมื่อปีที่แล้ว แต่เซี่ยเสี่ยวหลานกลับอดทนมาจนถึงปีนี้ อีกฝ่ายก็คงคาดไม่ถึงแน่นอน


เซี่ยเสี่ยวหลานรู้จักประเมินสถานการณ์ ปีที่แล้วหากเธอมีเรื่องอะไรคงทำได้เพียงร้องขอให้โจวเฉิงช่วยเท่านั้น อีกทั้งตระกูลโจวเองก็ยังไม่ให้การยอมรับ ถ้าอยากจัดการกับเซี่ยจื่ออวี้คงเป็นเรื่องยาก เนื่องจากเวลานั้นหวังก่วงผิงก็เพิ่งกลับเข้ารับตำแหน่ง ทั้งยังถูกจัดสรรงานให้ไปอยู่ที่ฝ่ายอุดมศึกษา ดังนั้นเขาย่อมสามารถจัดการนักศึกษาธรรมดาธรรมดาคนหนึ่งได้อย่างง่ายดาย


แต่ปีนี้แตกต่างออกไป


หวังก่วงผิงถูกสั่งย้ายไปอยู่สำนักประวัติศาสตร์พรรคคอมมิวนิสต์ ตัวเองยังเอาตัวไม่รอด มีหรือจะสามารถช่วยหนุนหลังเซี่ยจื่ออวี้ได้ โจวกั๋วปินยกถ้วยชาขึ้นจิบ ใบชาจากอวี้หนานถูกส่งมาที่บ้านตระกูลโจวไม่ขาด ตอนนี้เซี่ยเสี่ยวหลานไม่ใช่เด็กน้อยน่าสงสารที่ใครคิดจะรังแกก็ทำได้ง่ายๆอีกแล้ว เซี่ยเสี่ยวหลานรู้จักวางแผนแก้แค้นอย่างลับๆ แต่แล้วอย่างไรเล่า แน่นอนว่าโจวกั๋วปินไม่มีทางเข้าข้างคนนอกอย่างเด็ดขาด


ดังนั้นโจวกั๋วปินจึงไม่ได้ถามถึงเรื่องที่เซี่ยฉางเจิงมือขาด เขาวางถ้วยชาก่อนถามเซี่ยเสี่ยวหลานว่า


“เธอมั่นใจหรือเปล่า”


เซี่ยเสี่ยวหลานหยุดคิด “มีเรื่องของจ้าวกังมาประกอบ ดังนั้นเรื่องนี้ฉันจึงมั่นใจเจ็ดถึงแปดส่วนค่ะ”


โจวกั๋วปินส่ายหน้า “ถ้าไม่ลงมือก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าจะลงมือก็ต้องโจมตีที่จุดตายในคราวเดียว ดังนั้นจำเป็นต้องมั่นใจเต็มร้อย อย่างไรก็ตามเรื่องทางอวี้หนานเธอไม่ต้องสนใจหรอก ให้ที่บ้านเป็นคนจัดการเองเถอะ”


เซี่ยเสี่ยวหลานไม่เคยคิดจะพึ่งตระกูลโจวแม้แต่น้อย


โจวกั๋วปินคิดถูกแล้ว ตอนนั้นที่เธอไม่เอาเรื่องเซี่ยจื่ออวี้เพราะเธอยังมีความสามารถไม่มากพอ ถ้าพึ่งพาตระกูลโจวตั้งแต่แรก ตระกูลโจวจะมองเธออย่างไร?


หากตัดเรื่องความสัมพันธ์ของเธอกับโจวเฉิงออกไป เซี่ยเสี่ยวหลานเป็นคนเชื่อในหลักการที่ว่า พึ่งใครก็ไม่สู้พึ่งพาตนเอง เธอไม่เคยคาดหวังอยากให้ใครมาช่วยออกหน้าแทน... แต่ตอนนี้ไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว โจวกั๋วปินบอกว่า ‘ให้ที่บ้านเป็นคนจัดการ’ มันคือความใส่ใจที่มีให้เธอ เวลานี้เซี่ยเสี่ยวหลานเดินหมากตัวสำคัญที่สุดออกไปแล้ว ถ้าจะส่งต่องานที่เหลือให้กับตระกูลโจวทำไมจะทำไม่ได้เล่า


เธอจำเป็นต้องยอมรับว่า ถ้าพึ่งพาแค่ตัวเองอาจจะมีช่องโหว่ที่ทำให้พวกเซี่ยจื่ออวี้วกกลับมาเอาคืนเธอได้ แต่ถ้าโจวกั๋วปินออกโรงย่อมเป็นคนละระดับกับเธอ เซี่ยเสี่ยวหลานไม่ใช่คนไม่รู้กาลเทศะ เธอกล่าวคำว่าขอบคุณด้วยความยินดี


“ขอบคุณค่ะคุณอาโจว!”


-------------------------------------------------


เซี่ยเสี่ยวหลานดื่มด่ำกับความรักของคนตระกูลโจว


ในขณะที่เซี่ยจื่ออวี้กำลังพบเจอกับน้ำตาของจางชุ่ย


“จื่ออวี้ ลูกคิดหาวิธีเร็วเข้า พ่อลูกถูกตำรวจจับไปแล้ว พวกเราต้องช่วยเขา!”


ปีที่แล้วจางชุ่ยยังอยากหย่ากับเซี่ยฉางเจิงอยู่เลย


ตอนทะเลาะกับคนตระกูลเซี่ยอย่างหนัก จางชุ่ยเกือบเลียนแบบหลิวเฟินด้วยการขอหย่าร้าง แต่สุดท้ายก็กลัวถูกคนนินทาว่าร้าย และไม่อยากอับอายขายหน้า ขณะเดียวกันเธอก็ต้องยอมทนเพื่อลูกสาว


ความรู้สึกที่มีให้เซี่ยฉางเจิงไม่เหมือนเดิมมานานแล้ว ผู้ชายที่เอาแต่เมาเหล้าทั้งวันแบบนั้นไม่มีเสียยังจะดีกว่า แต่พอเซี่ยฉางเจิงถูกจับจางชุ่ยก็ทำใจยอมรับไม่ได้ เซี่ยฉางเจิงนอกจากจะเป็นสามีของเธอแล้ว เขายังเป็นพ่อของลูกเธออีกด้วย!


เซี่ยฉางเจิงถูกจับเพราะจ้างคนไปทำร้ายเซี่ยเสี่ยวหลาน จางชุ่ยกลัวเหลือเกิน เรื่องนี้เป็นความคิดของเธอกับเซี่ยฉางเจิง และเงินค่าจ้างเธอก็เป็นคนถอนออกมาจากธนาคารเพื่อนำไปให้เซี่ยฉางเจิงด้วยตัวเธอเอง เขาจะพูดเรื่องนี้กับตำรวจหรือเปล่า?


ความกังวลและความหวาดกลัวผนวกเข้าด้วยกัน ทำเอาจางชุ่ยควบคุมสติไม่ได้


เซี่ยจื่ออวี้รู้สึกปวดหัวอย่างรุนแรง “แม่ แม่เงียบก่อนเถอะ! ตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่จะมาห่วงพ่อ แม่ห่วงพวกเราสองคนก่อนดีกว่า! พ่อถูกจับแล้ว พวกเราต้องปกป้องตัวเองให้ได้!”



ตอนที่ 829: รบกวนเป็นครั้งสุดท้าย



ต้องปกป้องตัวเองให้ได้


ตอนนี้เซี่ยจื่ออวี้เองก็ทำอะไรไม่ถูกเช่นกัน


สิ่งที่เซี่ยเสี่ยวหลานพูดไว้ที่โรงพักซีตันไม่ใช่เรื่องล้อเล่น เวลาแค่ไม่กี่วัน ก็เกิดเรื่องกับเซี่ยฉางเจิง


อันธพาลเข้ารับสารภาพด้วยตัวเอง มันไม่น่าตลกเกินไปหรอกหรือ?


เซี่ยเสี่ยวหลานคงจับตัวอันธพาลได้แล้วข่มขู่ว่า หากไม่ยอมรับสารภาพจะมีเรื่องที่เลวร้ายกว่ารออยู่... ตระกูลโจว ต้องเป็นฝีมือของตระกูลโจวอย่างแน่นอน


เซี่ยจื่ออวี้รู้สึกตื่นตระหนก


ตอนนี้เธอเพิ่งรู้ว่า ใช้ความฉลาดในการวางแผนนั้นไร้ประโยชน์ เธอประเมินตัวเองไว้สูงเกินไป ถ้าไม่มีคนมีอำนาจคอยหนุนหลัง แล้วเธอจะต้านทานตระกูลโจวได้อย่างไร?


ตระกูลหวังคงช่วยอะไรเธอไม่ได้อีกต่อไปแล้ว


แน่นอนว่าหวังเจี้ยนหัวนั้นอยากช่วยยิ่งนัก เขาพยายามใช้เส้นสายของเพื่อนเชื่อมความสัมพันธ์กับทางซางตู ทว่านักศึกษาที่ยังเรียนไม่จบเช่นเขา หากหวังก่วงผิงไม่ออกหน้า การคิดใช้เส้นสายข้ามมณฑลเช่นนี้มีหรือจะทำได้โดยง่าย


พอขอความช่วยเหลือจากหวังก่วงผิง เขาก็ตอบกลับมาว่า หากหวังเจี้ยนหัวอยากช่วยเซี่ยจื่ออวี้ หวังเจี้ยนหัวจะต้องไปดูตัวกับลูกสาวของหัวหน้าจาง


“พ่อช่วยอะไรไม่ได้ แต่คุณอาจางของลูกเป็นคนกว้างขวาง เขาคงพอช่วยพูดอะไรได้บ้าง พ่อว่าเรื่องนี้คงไม่ใช่ฝีมือของพ่อเซี่ยจื่ออวี้เพียงคนเดียวหรอก ต่อให้พ่อเธอทำด้วยตัวเอง ลูกว่าครั้งนี้ตระกูลโจวจะปล่อยเซี่ยจื่ออวี้ไปง่ายๆอย่างนั้นหรือ?”


คงไม่ยอมปล่อยไปแน่


วันนั้นที่สถานีตำรวจซีตัน เซี่ยเสี่ยวหลานตั้งใจไม่เอาความเรื่องที่จางชุ่ยสะกดรอยตามหลิวเฟิน ที่แท้เพราะมีสิ่งนี้รอเซี่ยจื่ออวี้อยู่นั่นเองสินะ


ความรักคืออะไร?


คือการอยู่เคียงข้างกันตลอดไป หรือการช่วยทำให้ความปรารถนาของคนรักกลายเป็นจริงกัน?


หวังเจี้ยนหัวกำลังเผชิญหน้ากับทางเลือกที่ยากลำบาก


จื่ออวี้ร่วมฝ่าฟันอุปสรรคกับเขามาโดยตลอด เขาจะเอาตัวรอดแค่คนเดียวในยามที่จื่ออวี้กำลังเผชิญกับภัยอันตรายได้อย่างไร


หวังเจี้ยนหัวไม่กล้าบอกเรื่องนี้กับเซี่ยจื่ออวี้


อย่างไรก็ตามเซี่ยจื่ออวี้ย่อมรู้ตัวดี ต่อให้หวังก่วงผิงไม่ถูกสั่งย้าย และยังคงทำงานอยู่ที่ฝ่ายอุดมศึกษา หวังก่วงผิงก็ไม่มีทางช่วยเหลือเธออย่างแน่นอน


ตอนตระกูลหวังกำลังตกอับ พวกเขายอมรับความช่วยเหลือจากเธอ


แต่หลังกลับมารุ่งเรือง พวกเขาคิดแต่จะสลัดเธอออกไปให้ห่างกาย


ถ้าต้องล่มจม เซี่ยจื่ออวี้อยากลากพวกเขาให้ล่มจมไปด้วยกัน เพราะถึงอย่างไรเธอก็เป็นคู่หมั้นของหวังเจี้ยนหัว


เซี่ยจื่ออวี้ปลอบใจจางชุ่ยเสร็จก็บอกว่า เธอจะพยายามคิดหาวิธีช่วยเซี่ยฉางเจิงให้ได้


จากนั้นเซี่ยจื่ออวี้ก็แต่งตัวอย่างพิถีพิถันพร้อมกับนัดหวังเจี้ยนหัวออกมาเจอกัน ในบ้านพักรับรอง เซี่ยจื่ออวี้ถอดเสื้อผ้าออกทีละชิ้น ก่อนจะซุกตัวเข้าสู่อ้อมกอดของหวังเจี้ยนหัว


“เจี้ยนหัว ถือว่าช่วยฉันเป็นครั้งสุดท้ายเถอะนะ”


ทั้งคู่แอบก้าวล้ำเส้นต้องห้ามมานานแล้ว ผู้ชายวัยยี่สิบกว่าอย่างหวังเจี้ยนหัวมีหรือจะต้านทานความเย้ายวนของเซี่ยจื่ออวี้ไหว


อีกอย่างเขากับเซี่ยจื่ออวี้จะมีอะไรกันก็ไม่เสียหายนี่นา


แม้หวังเจี้ยนหัวยังไม่ได้ตัดสินใจเรื่องช่วยเซี่ยจื่ออี้ แต่ถึงอย่างไรเขากับเซี่ยจื่ออวี้ก็เป็นแฟนกัน เป็นคู่หมั้นคู่หมาย นอนด้วยกันมันจะผิดตรงไหน!


จวบจนวันนี้ เซี่ยจื่ออวี้เป็นผู้หญิงคนแรกและคนเดียวของหวังเจี้ยนหัว


ผู้ชายทุกคนล้วนชอบของสวยงาม ถึงหวังเจี้ยนหัวจะยังไม่ลืมเซี่ยเสี่ยวหลาน แต่เซี่ยจื่ออวี้ที่แต่งตัวมาอย่างงดงามก็เจริญหูเจริญตาไม่น้อยเลยทีเดียว อีกทั้งเธอยังเชิญชวนถึงเพียงนี้ หวังเจี้ยนหัวย่อมไม่พลาดโอกาสน่ะสิ


เวลาแบบนี้ไม่ว่าจะเป็นเรื่องไหนผู้ชายก็ยอมรับปากหมดทุกอย่าง


หวังเจี้ยนหัวยังคงรู้สึกผิด แม้ปากจะไม่พูดแต่ในใจของเขารู้ดีว่า หากพ่อของตนตัดสินใจแล้ว ช้าเร็วเขาก็ต้องปฏิบัติตาม


หลังหวังก่วงผิงและหร่านซูอวี้ได้กลับเข้าเมืองก็เริ่มไม่ชอบใจในตัวเซี่ยจื่ออวี้ พวกเขารังเกียจที่เซี่ยฉางเจิงกับจางชุ่ยเปิดร้านขายอาหารว่างเล็กๆ แถมตอนนี้เซี่ยฉางเจิงยังกลายมาเป็นอาชญากร... ถ้าเขาแต่งงานกับเซี่ยจื่ออวี้ เขาก็จะมีพ่อตาเป็นอาชญากร ซึ่งจะส่งผลกระทบกับอนาคตของเขาอย่างใหญ่หลวง


“จื่ออวี้ ขอแค่ฉันช่วยได้ ฉันก็จะช่วยเธอแน่นอน! ว่ามาเถอะ เธออยากให้ฉันทำอะไร”


เซี่ยจื่ออวี้ซบอกหวังเจี้ยนหัว “เจี้ยนหัว ฉันเชื่อใจได้แค่เธอเท่านั้น เรื่องนี้พ่อฉันไม่ได้ทำจริงๆนะ ฉันไม่เชื่อผลการสอบสวนของพวกเขา ดังนั้นฉันจึงอยากไปซางตู จะลองหาวิธีให้ได้เจอกับพ่อ ถ้าไม่สามารถล้างความผิดให้พ่อของฉันได้ เซี่ยเสี่ยวหลานกับตระกูลโจวก็คงไม่ปล่อยฉันไปด้วยแน่ๆ!”


หวังเจี้ยนหัวกอดเธอแน่น


“เธออยากให้ฉันทำอะไร”


“จดหมายแนะนำตัว ฉันอยากได้จดหมายแนะนำตัวที่ว่างเปล่า จะให้คนอื่นรู้ว่าฉันแอบกลับซางตูไม่ได้ ไว้ฉันขึ้นรถไฟเมื่อไร เธอช่วยลาหยุดกับทางวิทยาลัยให้ฉันที”


-----------------------------------------------


คำพูดของเซี่ยเสี่ยวหลานชี้ทางสว่างให้กับตำรวจซางตู


แรงจูงใจของเซี่ยฉางเจิงคืออะไรกันแน่


ผู้กำกับเหลียงแห่งสถานีตำรวจอำเภออันชิ่งได้เบาะแสเพิ่มมาอีกหนึ่งอย่าง นั่นก็คือคดีหนึ่งเมื่อปีที่แล้ว


“มีอาจารย์ของอันชิ่งเซี่ยนอีจงคนหนึ่งชื่อจ้าวกัง ตอนนั้นถูกจับกุมข้อหาลักทรัพย์ จากคำให้การของเขา เขาเล่นไพ่เสียเงินไปจำนวนไม่น้อย จึงถูกคนตามทวงหนี้ ดังนั้นเขาจึงเสี่ยงลักขโมยเงินเพื่อนำไปใช้หนี้พนัน โดยก่อนวันสอบประเมินผลล่วงหน้าหนึ่งวัน อาจารย์ผู้นี้ได้แอบสะเดาะกลอนเข้าไปในห้องของนักเรียนเซี่ยกับอาจารย์ซุนเถียนในบ้านพักรับรอง และเขาก็ถูกจับได้ในที่เกิดเหตุ... เรื่องนี้ฟังดูแล้วเขาน่าสงสัยมากครับ”


น่าสงสัยมากจริงๆ บุกเข้าห้องผู้อื่นเพื่อลักทรัพย์ในวันก่อนสอบ ทั้งยังบุกเข้าห้องนักเรียนเซี่ยพอดีอย่างนั้นหรือ?


นักเรียนเซี่ยเวลาอยู่ที่โรงเรียนเป็นคนถ่อมตนมาก เธอต้องทำงานหาเงินเพื่อจ่ายค่าเล่าเรียนด้วยตัวเอง ทุกคนในโรงเรียนล้วนรู้ดีว่าเธอมีฐานะยากจน! ซุนเถียนเองก็เป็นอาจารย์ใหม่ ตามอายุงานแล้วเงินเดือนของเธอยังน้อยกว่าจ้าวกังเสียด้วยซ้ำ


จ้าวกังอยากขโมยเงินจนถึงกับต้องตามไปขโมยถึงที่บ้านพักรับรองเลยหรือ?


“ดูเหมือนว่าเป้าหมายจะไม่ใช่เงิน เหตุเกิดตอนสอบประเมินผลล่วงหน้ากับช่วงวันสอบจริงเช่นนี้ จ้าวกังคนนี้ท่าทางจะมีปัญหา”


ตำรวจอาวุโสระบบความคิดย่อมมีความรอบคอบมาก


ทางกรมตำรวจส่งจั๋วเว่ยผิงมาช่วยทำคดี จั๋วเว่ยผิงเองก็เป็นลูกน้องเก่าแก่ของผู้กำกับเหลียง แน่นอนว่าเบาะแสนี้ของผู้กำกับเหลียงมีความเป็นไปได้สูง ก่อนหน้านี้จั๋วเว่ยผิงก็เคยตั้งข้อสงสัยแบบนี้เช่นกัน เซี่ยเสี่ยวหลานนั้นตกเป็นเป้าหมายอย่างไม่ต้องสงสัย จั๋วเว่ยผิงรู้จักเซี่ยเสี่ยวหลาน และรู้สึกนับถือความแน่วแน่ของเด็กคนนี้ ทว่าเธอทำได้เพียงกดความข้องใจนี้เอาไว้กับตัวเอง


จ้าวกังคงถึงคราวเคราะห์ บุกรุกห้องคนอื่นเพื่อลักทรัพย์ไม่สำเร็จ แต่กลับถูกจับได้ เวลานั้นสังคมยังอยู่ในช่วงปราบปรามอาชญากรรมทำให้เขาถูกตัดสินให้จำคุกหลายปี เสียงานเสียการ และปัจจุบันก็ยังคงรับโทษอยู่ในคุก


ถ้ายอมรับสารภาพอาจพอมีโอกาสได้รับการลดโทษ ในเมื่อเขาไม่ใช่เจ้าของความคิด แล้วทำไมจะพูดไม่ได้?


ตำรวจสอบปากคำจ้าวกังอีกครั้ง เขารู้ทันทีว่าควรพูดอะไร


“ความจริงผมไม่ได้ไปขโมยเงิน เซี่ยจื่ออวี้จ้างผมให้ไปทำลายการสอบของเซี่ยเสี่ยวหลาน เดิมทีผมตั้งใจจะจัดการกับบัตรเข้าสอบ แต่หาโอกาสไม่ได้ คิดไปคิดมาจึงตั้งใจว่าจะลงมือช่วงกลางดึก... เป็นเซี่ยจื่ออวี้ เซี่ยจื่ออวี้บงการผมครับ”


ต้องแบบนี้สิ!


เพราะจ้าวกังทำงานไม่สำเร็จ ถึงได้มีเรื่องจ้างวานลอบทำร้ายวันก่อนสอบเกาเข่าสินะ


“เซี่ยฉางเจิงไม่มีแรงจูงใจ แต่เซี่ยจื่ออวี้มีอย่างแน่นอน ทั้งเรื่องจ้าวกังและอันธพาลต่างก็เป็นฝีมือของเซี่ยจื่ออวี้ แซ่เซี่ยเหมือนกัน เกิดในชนบทเหมือนกัน ครอบครัวหนึ่งมีหงส์ทองอยู่ถึงสองตัว ตัวที่โบยบินได้ก่อนต้องการขัดขวางไม่ให้อีกตัวออกบินได้สำเร็จ”


ความอิจฉาริษยาของมนุษย์น่ากลัวขนาดนี้เลยหรือ?


“ประสานงานไปทางปักกิ่ง ควบคุมตัวเซี่ยจื่ออวี้ไว้ก่อน แล้วให้คนของเราไปพาตัวเธอกลับมาที่ซางตู!”


ขณะเดียวกันก็ต้องสอบสวนเซี่ยฉางเจิงอีกครั้ง


เซี่ยจื่ออวี้เป็นผู้บงการ เซี่ยฉางเจิงเป็นผู้สมรู้ร่วมคิด เป็นไปได้ยากที่จางชุ่ยจะไม่รู้เรื่องอะไรเลย ทางนี้เพิ่งสอบปากคำจ้าวกังเสร็จก็ประสานงานไปทางปักกิ่งทันที แต่เมื่อตำรวจของปักกิ่งไปหาเซี่ยจื่ออวี้ก็พบว่าเธอไม่ได้อยู่ที่ปักกิ่ง


เธอไม่อยู่ที่มหาวิทยาลัย


ที่บ้านเช่าของจางชุ่ยก็ไม่อยู่


จางชุ่ยเองก็ไม่รู้ว่าเซี่ยจื่ออวี้อยู่ที่ไหนด้วย เซี่ยจื่ออวี้บอกเพียงว่าให้เธอรอฟังข่าวเงียบๆ จางชุ่ยจึงเก็บตัวอยู่แต่ในบ้านมาสองวันแล้ว


สุดท้ายพวกเขาก็ไปหาหวังเจี้ยนหัว ขณะนั้นหวังเจี้ยนหัวกำลังจะไปขอลาหยุดกับทางมหาวิทยาลัยแทนเซี่ยจื่ออวี้


“นักศึกษาหวังเจี้ยนหัว โปรดให้ความร่วมมือกับพวกเราด้วย ตอนนี้เซี่ยจื่ออวี้มีส่วนพัวพันกับคดีอาญา พวกเราจำเป็นต้องรู้ความเคลื่อนไหวของเธอ”


หวังเจี้ยนหัวนั้นรักเซี่ยจื่ออวี้จริง ตอนแรกเขาไม่ยอมบอก แต่หลังหวังก่วงผิงรู้เรื่องก็รีบเดินทางมาที่สถานีตำรวจและปรี่เข้าไปตบหน้าลูกชายสองครั้ง หวังเจี้ยนหัวถึงยอมปริปาก


“เธอไปซางตูแล้วครับ”



ตอนที่ 830: ลอบหลบหนี



เซี่ยจื่ออวี้ไปซางตูแล้ว?


หวังเจี้ยนหัวกล่าวว่า เซี่ยจื่ออวี้ไปซางตูเพื่อไปหาเซี่ยฉางเจิง ตอนที่สถานีตำรวจแจ้งข่าวกลับมา เซี่ยเสี่ยวหลานส่ายหน้าทันที


“เธอหนีไปแล้วแน่นอนค่ะ”


หลิวเฟินไม่เข้าใจแม้แต่น้อย “เธอจะหนีไปไหนได้ พ่อตัวเองก็ยังถูกจับขัง แม่ก็ยังอยู่ปักกิ่ง แถมตอนนี้ตำรวจยังจับตัวแม่ของเธอไปอีกด้วย”


“เธอนี่ล่ะนะ เป็นคนซื่อเกินไปจริงๆ คิดว่าทุกคนเป็นเหมือนลูกสาวเธอหรืออย่างไร ที่ไม่ว่าไปไหนก็ต้องพาแม่อย่างเธอไปด้วยเสมอน่ะ” ย่าอวี๋รู้สึกขบขันกับความไร้เดียงสาของหลิวเฟินยิ่งนัก


หลิวเฟินเพิ่งฉุกคิดได้ “หมายความว่าเซี่ยจื่ออวี้ทิ้งพ่อแม่ไว้แล้วหนีไปคนเดียวอย่างนั้นหรือ”


เซี่ยเสี่ยวหลานคิดว่าคงจะเป็นเช่นนั้น


“แม้แต่หวังเจี้ยนหัวเธอก็ยังหลอกลวง หลังได้จดหมายแนะนำตัวมาคงไม่ได้เดินทางไปซางตูหรอก ตอนนี้เธอมีจดหมายแนะนำตัวแค่ฉบับเดียว แต่ไม่รู้ว่าเธอใส่ชื่อใครลงไป และไม่รู้ว่าเธอจะไปที่ไหนกันแน่”


ถ้าเซี่ยจื่ออวี้ไม่หนี ไม่แน่ว่าเรื่องนี้หวยอาจจะออกที่เธอ


เซี่ยจื่ออวี้กำลังตื่นตูมไปเอง การหนีของเธอคราวนี้คือการหนีความผิด เซี่ยเสี่ยวหลานไม่รู้จะบอกว่าเธอโง่หรือว่าฉลาดกันแน่ แต่เรื่องความใจเด็ดของเธอนั้นช่างเป็นที่ประจักษ์เหลือเกิน ก่อนหน้านี้เธอกับหวังเจี้ยนหัวรักกันจะเป็นจะตาย แต่กลับหลอกลวงเขาและหนีไปไม่บอกกล่าว ทั้งที่ตระกูลหวังพยายามสนับสนุนให้หวังเจี้ยนหัวเป็นนักเรียนตัวอย่าง... คราวนี้การที่เขาช่วยเซี่ยจื่ออวี้ให้หลบหนี จะอ้างได้หรือว่าไม่รู้เห็นเป็นใจ?


เรื่องเป็นนักเรียนตัวอย่างฝันไปได้เลย อย่างน้อยหวังเจี้ยนหัวคงต้องถูกลงโทษอย่างแน่นอน เพราะถือว่าขัดขวางการสืบคดีอาญาของเจ้าหน้าที่


ถึงเซี่ยฉางเจิงกับจางชุ่ยจะเป็นพ่อแม่แท้ๆ ทว่าเซี่ยจื่ออวี้ก็ยังปิดบังแม้แต่กับจางชุ่ย จางชุ่ยยังคงรออยู่ที่ห้องเช่าอย่างไม่เอะใจ... เป็นที่ประจักษ์แล้วว่าเซี่ยจื่ออวี้ใจเด็ดและโหดเหี้ยมมากแค่ไหน


เซี่ยจื่ออวี้หนีไปคราวนี้เท่ากับทำลายชีวิตที่ตัวเองพยายามสร้างขึ้นมากับมือตลอดหลายปีที่ผ่านมา ทั้งชั่วร้ายและใจเด็ด เซี่ยเสี่ยวหลานจำเป็นต้องประเมินความอันตรายของเซี่ยจื่ออวี้ใหม่อีกครั้ง มีศัตรูแบบนี้เพ่นพ่านอยู่ข้างนอก เซี่ยเสี่ยวหลานคงนอนหลับไม่สนิทแน่นอน


เซี่ยจื่ออวี้จะหนีไปที่ไหนได้?


ปิดบังชื่อแซ่แล้วซ่อนตัวอยู่ที่ใดที่หนึ่งในประเทศจีนรึ?


ตอนนี้การจัดการเรื่องสำมะโนครัวของประชากรในแผ่นดินใหญ่ยังไม่เป็นระบบระเบียบ แต่หน่วยงานส่วนมากมักจะขอดูจดหมายแนะนำตัวอยู่เสมอ ยิ่งเป็นสถานที่ห่างไกลมากเท่าไรก็ยิ่งปิดบังตัวตนยากขึ้นเท่านั้น มีเพียงเมืองใหญ่อย่างเซี่ยงไฮ้หรือหยางเฉิงที่มีด้านมืดมากกว่าที่อื่นๆ ถือเป็นสถานที่ที่สามารถใช้ซ่อนตัวได้ง่ายกว่าทุกที่


การซ่อนตัวเท่ากับต้องใช้ชีวิตอย่างเงียบเชียบ อย่างน้อยช่วงนี้เซี่ยจื่ออวี้คงไม่โผล่หน้ามาให้รำคาญใจ ความจริงต่อให้เซี่ยจื่ออวี้จะเป็นผู้บงการอยู่เบื้องหลังก็คงถูกตัดสินจำคุกแค่ไม่กี่ปีเท่านั้น เพราะถึงอย่างไรเซี่ยเสี่ยวหลานก็ไม่ได้บาดเจ็บสาหัสอยู่ดี


เซี่ยจื่ออวี้จ้างวานผู้อื่นเพื่อก่ออาชญากรรม ส่งผลกระทบต่อสังคมและสร้างความไม่พอใจให้กับวงการการศึกษาของอวี้หนานเป็นอย่างมาก


“เธอคงไม่ชอบปิดบังชื่อแซ่ของตัวเอง ที่ที่เธอสามารถเดินไปได้คงมีแต่ฮ่องกง... ตู้เจ้าฮุย เธอจะไปหาตู้เจ้าฮุย!”


ตู้เจ้าฮุยจะส่งตัวเธอคืนมาหรือเปล่า?


ตู้เจ้าฮุยเจ้าเล่ห์เพทุบาย เซี่ยเสี่ยวหลานไม่กล้าหวังว่าตู้เจ้าฮุยจะให้ความร่วมมือกับเธอ ดังนั้นถ้าอยากจับเซี่ยจื่ออวี้ก็จำเป็นต้องจับให้ได้ก่อนที่เธอจะเจอกับตู้เจ้าฮุย


เซี่ยเสี่ยวหลานบอกสิ่งที่ตัวเองรู้ให้ทางตำรวจได้รับทราบ


เมื่อมีความข้องเกี่ยวกับนักธุรกิจฮ่องกง เรื่องราวก็เริ่มมีอุปสรรคมากยิ่งขึ้น แต่สิ่งหนึ่งที่ยืนยันได้แล้วคือ เซี่ยจื่ออวี้ไม่ได้ไปที่ซางตูตามที่หวังเจี้ยนหัวบอก


ตอนนี้หวังเจี้ยนหัวยังคงอยู่ที่โรงพัก พอเขารู้ข่าวนี้ก็นิ่งเงียบไปชั่วขณะ


ตำรวจสั่งให้ผู้ปกครองของเขาผลัดกันเกลี้ยกล่อม หร่านซูอวี้ร้องไห้อ้อนวอนลูกชายว่าอย่าโง่เขลา เรื่องช่วยขอจดหมายแนะนำตัวให้เซี่ยจื่ออวี้ยังพออ้างได้ว่าไม่รู้ว่าเธอจะหลบหนี แต่ถ้ายังปิดบังว่าเธอไปที่ไหน ก็เท่ากับเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดน่ะสิ


“แม่ ผมไม่รู้จริงๆ...”


หวังเจี้ยนหัวก้มหน้าลง นัยน์ตาของเขาแดงก่ำ


หวังก่วงผิงสั่งให้หร่านซูอวี้หุบปาก ก่อนกดเสียงต่ำพูด “ในเมื่อลูกบอกว่าไม่รู้ตั้งแต่แรก เช่นนั้นก็ควรยืนกรานต่อไป ตอนนี้ลูกก็ถือเป็นหนึ่งในเหยื่อเช่นกัน เป็นคนที่ถูกเซี่ยจื่ออวี้หลอก เข้าใจหรือเปล่า?”


หวังก่วงผิงร้อนใจ เวลาแบบนี้การปกป้องลูกชายสำคัญที่สุด ในเมื่อทางตำรวจขอให้หวังก่วงผิงอบรมลูกชาย หวังก่วงผิงจึงเลือกวิธีการพูดที่เป็นประโยชน์กับหวังเจี้ยนหัวที่สุด


หวังเจี้ยนหัวอ้าปากพูดแต่ก็ไม่มีอะไรออกมาสักคำ


หวังก่วงผิงตบโต๊ะ “ลูกกับเซี่ยจื่ออวี้จบลงแค่นี้ ไว้ออกจากโรงพักได้เมื่อไร ลูกต้องหมั่นไปที่บ้านคุณอาจาง ตอนนี้ลูกเป็นฝ่ายเสียเปรียบ ไม่รู้ว่าคุณอาจางจะยินดีให้ความช่วยเหลืออีกหรือไม่ ทุกอย่างขึ้นอยู่กับตัวลูกแล้ว!”


หร่านซูอวี้อยากเอามีดฟันนังแพศยาเซี่ยจื่ออวี้ใจจะขาด


ก่อนหน้านี้เธอรังเกียจลูกสาวของหัวหน้าจางว่าเป็น ‘ของมือสอง’ แต่ตอนนี้เธอไม่กล้าเลือกมากอีกต่อไป การคว้าตัวลูกสาวของหัวหน้าจางมาเป็นพวกคือทางเลือกที่ดีที่สุด


-------------------------------------------------


จากเบาะแสที่เซี่ยเสี่ยวหลานให้มานั้น ทางตำรวจได้ประสานงานไปที่หยางเฉิงและเผิงเฉิงทันที


แน่นอนว่าเซี่ยเสี่ยวหลานได้ฝากฝังเรื่องนี้กับทังหงเอินด้วยเช่นกัน ดังนั้นหากเซี่ยจื่ออวี้ไปขอความช่วยเหลือจากตู้เจ้าฮุยก็เท่ากับรนหาที่ตาย


ทว่าสองสัปดาห์ผ่านไปก็ยังไม่มีข่าวคราวของเซี่ยจื่ออวี้


เธอเหมือนเข็มที่ตกลงไปในมหาสมุทร ราวกับหายไปจากแผ่นดินใหญ่อย่างไร้ร่องรอย


สมัยนี้ยังไม่มีบัตรประชาชน และไม่มีกล้องวงจรปิด เซี่ยจื่ออวี้ใช้ประโยชน์จากเอกสารประทับตราที่ว่างเปล่าหนึ่งแผ่นในการหลบหนี ทำให้การควานหาตัวเธอในระยะเวลาสั้นๆ นั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลยแม้แต่น้อย


เซี่ยเสี่ยวหลานเดาว่าเซี่ยจื่ออวี้คงไปขอความช่วยเหลือจากตู้เจ้าฮุย แต่ก็ไม่มีหลักฐาน


คนอย่างตู้เจ้าฮุยให้ความสำคัญกับผลประโยชน์มากที่สุด ถ้าเซี่ยเสี่ยวหลานสามารถให้ผลประโยชน์ที่ดีกว่าสิ่งที่เซี่ยจื่ออวี้ให้ได้ ตู้เจ้าฮุยย่อมยอมส่งตัวเซี่ยจื่ออวี้ให้กับทางตำรวจ


แต่สิ่งที่เซี่ยจื่ออวี้ให้กับตู้เจ้าฮุยคืออะไรกัน?


ตอนอยู่โรงพยาบาลเผิงเฉิง ตู้เจ้าฮุยพูดชัดเจนว่าเขาอยากร่วมมือกับเซี่ยเสี่ยวหลาน เพราะถูกใจที่เซี่ยเสี่ยวหลานสนิทสนมกับทังหงเอิน ตระกูลคังและตระกูลโจว ดังนั้นสิ่งที่เซี่ยเสี่ยวหลานสามารถแลกเปลี่ยนกับตู้เจ้าฮุยได้มีเพียงเท่านี้


นี่คือการเอาพวกทังหงเอินไปขายให้กับตู้เจ้าฮุย แน่นอนว่าเซี่ยเสี่ยวหลานไม่มีวันทำเรื่องแบบนั้นเด็ดขาด


เซี่ยจื่ออวี้เพียงคนเดียวไม่คู่ควรให้เซี่ยเสี่ยวหลานยอมตัดทางเดินของตัวเอง


มิตรภาพของคังเหว่ย ความเอาใจใส่ของทังหงเอิน สิ่งที่คนตระกูลโจวปฏิบัติกับเธอ ไม่ว่าอย่างไหนก็สำคัญมากกว่าเซี่ยจื่ออวี้!


ต้นเดือนพฤษภาคม เซี่ยจื่ออวี้หายตัวไปสองสัปดาห์แล้วก็ยังไม่มีข่าวคราว ดังนั้นเรื่องนี้จึงแน่นอนแล้วว่าเซี่ยจื่ออวี้คือตัวการหลัก เซี่ยฉางเจิงกับจางชุ่ยคือผู้สมรู้ร่วมคิด เซี่ยฉางเจิงเป็นคนว่าจ้างอันธพาลจะถูกลงโทษจำคุกประมาณ5ปี จางชุ่ยจำคุกประมาณ3ปี ส่วนเซี่ยจื่ออวี้ยังจับกุมตัวไม่ได้ ทางวิทยาลัยฝึกหัดครูปักกิ่งเองก็ออกประกาศว่า เซี่ยจื่ออวี้พ้นสภาพการเป็นนักศึกษาแล้วเช่นกัน


เซี่ยจื่ออวี้ถูกไล่ออก ส่วนหวังเจี้ยนหัวถูกทำโทษ


แต่ไม่รู้ว่าตระกูลหวังไปขอให้ใครช่วย การลงโทษของเขาถึงได้ทำอย่างเงียบเชียบเช่นนี้


ผลลัพธ์ที่ได้ไม่ได้ทำให้เซี่ยเสี่ยวหลานรู้สึกสะใจอย่างเต็มที่ อย่างไรก็ตามเธอย่อมรู้สึกดีใจ


หลังลืมตาขึ้นมาแล้วพบว่าตนมาเกิดใหม่ในปี1983 สิ่งที่รอเธออยู่เต็มไปด้วยเรื่องเลวร้าย


เธอยังไม่ทันคิดบัญชีกับเซี่ยจื่ออวี้และหวังเจี้ยนหัว เซี่ยจื่ออวี้ก็กระโจนเข้ามาขัดขวางการสอบเกาเข่าของเธอ สุดท้ายเธอสอบติดมหาวิทยาลัยหัวชิง ในขณะที่เซี่ยจื่ออวี้มีชีวิตที่ตกต่ำลงทุกวัน ตอนนี้เซี่ยจื่ออวี้กลายเป็นผู้ร้ายหนีคดี แถมยังถูกไล่ออกจากวิทยาลัย สถานการณ์ของพวกเธอสองคนเรียกได้ว่ากลับตาลปัตรอย่างสิ้นเชิง นอกจากเรื่องที่เซี่ยจื่ออวี้หนีไปได้ เรื่องอื่นเซี่ยเสี่ยวหลานค่อนข้างพึงพอใจเป็นอย่างมาก


เธอสังหรณ์ใจว่า เซี่ยจื่ออวี้คงไม่โผล่มาสร้างความรำคาญใจให้เธออีกนานพอสมควร


ส่วนหวังเจี้ยนหัวน่ะหรือ?


หวังเจี้ยนหัวมีอะไรที่แข่งกับเธอได้บ้างเล่า ผู้ชายที่เอาแต่อวดว่าตัวเองมีความสามารถ แต่ก็มิวายเกาะชายกระโปรงผู้หญิงอย่างเต็มใจแบบเขา... ยากยิ่งนักที่เซี่ยเสี่ยวหลานจะเห็นเขาเป็นศัตรู


ตอนนี้มีจดหมายสองฉบับวางอยู่ตรงหน้าเซี่ยเสี่ยวหลาน


จดหมายนี้กวนฮุ่ยเอ๋อเป็นคนเอามาให้เธอ


“เซี่ยจื่ออวี้ยังไม่ตัดใจอย่างนั้นหรือคะ ตอนหนีคดีเธอไม่ห่วงแม้แต่แม่ตัวเองด้วยซ้ำ ทว่ายังมีเวลาคิดแฉเรื่องในอดีตของฉันอีกหรือคะ?”




จบตอน

Comments