ตอนที่ 831: มีคนอยากซื้อแฟรนไชส์
ในจดหมายเขียน ‘เรื่องฉาว’ ในอดีตของเซี่ยเสี่ยวหลานเอาไว้อย่างละเอียด
ชื่อเสียงฉาวโฉ่ของเซี่ยเสี่ยวหลานสมัยอยู่ชนบท เรื่องข่าวลือชู้สาวกับพวกนักเลง พฤติกรรมยั่วยวนพี่เขย อีกทั้งยังเตือนตระกูลโจวว่าให้สืบเรื่องของเซี่ยเสี่ยวหลานอย่างละเอียดอีกด้วย
เรื่องทำร้ายผู้อื่นอย่างไม่เกิดประโยชน์เช่นนี้ นอกจากเซี่ยจื่ออวี้คงไม่มีใครสามารถทำได้อีกแล้ว
เซี่ยจื่ออวี้คงทนเห็นเซี่ยเสี่ยวหลานมีชีวิตที่ดีมานานแล้ว แต่ที่เมื่อก่อนไม่กล้าทำเช่นนี้เพราะกลัวตระกูลโจวจะสาวมาถึงตัวเองอย่างนั้นสินะ?
ตอนนี้ไหนๆก็ต้องหลบหนีแล้ว เซี่ยจื่ออวี้คงอดกลั้นสุดจะทน ก่อนหลบหนีเธอจึงไม่สนใจเรื่องอื่นอีกต่อไป อย่างไรก็ต้องส่งจดหมายสองฉบับนี้มาให้กวนฮุ่ยเอ๋อกับโจวกั๋วปินให้ได้?
โชคดีที่เซี่ยเสี่ยวหลานเคยบอกเรื่องในอดีตของตนกับพวกเขานานแล้ว กวนฮุ่ยเอ๋อกับโจวกั๋วปินจึงรู้ข้อเท็จจริงเป็นอย่างดีจึงไม่ตกหลุมพรางของเซี่ยจื่ออวี้ มิหนำซ้ำยังรู้สึกเกลียดชังเซี่ยจื่ออวี้มากกว่าเดิมอีกด้วย
เพราะเหตุนี้เซี่ยเสี่ยวหลานถึงได้ชอบทำอะไรอย่างเปิดเผย เทียบกับการวางแผนในที่ลับ เธอชอบวางแผนในที่แจ้งมากกว่า
ถ้าตอนนั้นเธอทำอะไรหลบๆซ่อนๆ แล้วถูกเซี่ยจื่ออวี้เล่นงานเช่นนี้ เธอคงต้องปวดหัวเรื่องความสัมพันธ์กับคนตระกูลโจวแน่นอน
“ฉันอยากบอกเธอว่า ฉันกับคุณอาโจวของเธอไม่เชื่อในสิ่งที่เซี่ยจื่ออวี้พยายามยุแยง ตอนนี้ผู้หญิงคนนั้นคือนักโทษหนีคดี ทั้งยังถูกไล่ออกจากวิทยาลัยอีกด้วย ดังนั้นเธออย่าเสียเวลากับคนประเภทนี้เลย เรียนและทำงานอย่างสบายใจเถิด เซี่ยจื่ออวี้อยู่ในที่ลับ แม้ตอนนี้พวกเราจะจับเธอไม่ได้ แต่ถ้าเธอโผล่หน้ามาเมื่อไร ย่อมหนีไม่พ้น”
กวนฮุ่ยเอ๋อเผาจดหมายทั้งสองฉบับทิ้งต่อหน้าเซี่ยเสี่ยวหลาน
เซี่ยเสี่ยวหลานพูดอย่างข้องใจ
“น้ากวนคะ ฉันได้ยินว่าคดีอาญามีอายุความด้วย ถ้าเธอหนีไปจนหมดอายุความ เราก็คงทำอะไรเธอไม่ได้ใช่หรือเปล่าคะ”
กวนฮุ่ยเอ๋อมีท่าทางงุนงงยิ่งกว่าเซี่ยเสี่ยวหลาน “เธอไปได้ยินมาจากไหน?”
เซี่ยเสี่ยวหลานอยากบอกเหลือเกินว่านี่ไม่ใช่ความรู้ทั่วไปหรอกหรือ กวนฮุ่ยเอ๋อยิ้ม “ขอแค่ทางตำรวจตั้งคดีขึ้นมา ไม่ว่าเมื่อไรก็สามารถจับตัวได้ทั้งนั้น”
ที่จริงกวนฮุ่ยเอ๋อเองก็ไม่มีความรู้กฎหมาย แต่เพื่อเรื่องนี้เธอจึงถามผู้รู้มาโดยเฉพาะ
“เซี่ยจื่ออวี้หนีไปแบบนี้เป็นการทำร้ายหวังเจี้ยนหัวอย่างร้ายกาจ วิทยาลัยฝึกหัดครูปักกิ่งเกือบไล่เขาออกด้วยอีกคน โชคยังดีที่ตระกูลหวังวิ่งเต้นหาคนมาช่วยได้สำเร็จ หวังเจี้ยนหัวถึงรอดมาได้ ฉันได้ยินว่า ตอนนี้หวังเจี้ยนหัวไปที่บ้านหัวหน้าจางอยู่บ่อยๆ หัวหน้าจางมีลูกสาวอายุมากกว่าหวังเจี้ยนหัวหนึ่งปี เมื่อก่อนเคยเป็นจือชิงในชนบทเหมือนกับเขา”
กวนฮุ่ยเอ๋อไม่เคยนินทาเรื่องชาวบ้านอย่างไร้เหตุผล จู่ๆเธอก็กล่าวถึงหวังเจี้ยนหัวขึ้นมาเช่นนี้ เพราะอยากบอกให้เซี่ยเสี่ยวหลานรู้ไว้
เซี่ยเสี่ยวหลานคิดตาม จากคำพูดและน้ำเสียงของกวนฮุ่ยเอ๋อ การพูดถึงหัวหน้าจางนั้นไม่เท่าไร แต่เธอจงใจกล่าวถึงลูกสาวของเขาด้วย... นี่แสดงว่าหวังเจี้ยนหัวกำลังเกาะชายกระโปรงผู้หญิงเพื่อเอาตัวรอดอย่างนั้นหรือ?
เซี่ยเสี่ยวหลานเลิกคิดเรื่องผู้ชายคนนี้ไปโดยปริยาย
อย่างไรก็ตามพวกเธอไม่ได้เอาแต่คุยกันเรื่องเซี่ยจื่ออวี้ตลอดเวลา กวนฮุ่ยเอ๋อถามเธอว่าร้านเสื้อผ้าเปิดมาหนึ่งเดือนกว่าแล้ว กิจการเป็นอย่างไรบ้าง
เซี่ยเสี่ยวหลานคลี่ยิ้ม “ก่อนหน้านี้แม่ฉันลองคิดบัญชีดู เดือนแรกกิจการไม่เลวเลยค่ะ พวกเรากำลังคิดว่าจะเตรียมตัวเปิดสาขาที่สาม”
กวนฮุ่ยเอ๋อเดาะลิ้นด้วยความพึงพอใจ เธอไม่ถามว่าเซี่ยเสี่ยวหลานได้กำไรมากน้อยแค่ไหน
“เช่นนั้นเธอจะดูแลไหวหรือ?”
พลังของมนุษย์มีขีดจำกัด ดูแลกิจการสองร้านยังไม่ง่าย ตอนนี้คิดจะเปิดร้านที่สามอีกหรือ? เซี่ยเสี่ยวหลานไม่ได้บอกต่อว่า ตามแผนการของเธอ เธอไม่ได้คิดที่จะเปิดแค่สามสาขาเท่านั้น
“ฉันจะจ้างคนมาช่วยดูแลค่ะ ถึงเวลานั้นแม่ฉันแค่ต้องดูแลเรื่องจัดหาสินค้าเข้าร้านกับตรวจสอบบัญชี ส่วนงานต่างๆภายในร้าน ท่านจะมีส่วนร่วมน้อยลงเรื่อยๆค่ะ”
ธุรกิจแฟรนไชส์บริหารกันอย่างไร คนอื่นยังสามารถเปิดร้านถึง3,000สาขาได้ ดังนั้นไม่มีเหตุผลที่เซี่ยเสี่ยวหลานจะดูแลร้านแค่3ร้านได้ไม่ดีพอหรอก
คนคนเดียวคงดูแลร้านถึง3,000สาขาไม่ไหว แต่ขอแค่วางระบบอย่างเป็นแบบแผน คอยกำหนดทิศทางใหญ่ของร้าน เรื่องอื่นย่อมมีคนช่วยทำแทนได้ และที่เซี่ยเสี่ยวหลานบอกว่าจะเปิดสาขาที่สามไม่ใช่เรื่องล้อเล่น ‘หลานเฟิ่งหวง’ ในปักกิ่งเปิดกิจการวันที่17มีนาคม ทั้งสองร้านทำกำไรในเดือนแรกรวมกันแล้วได้ประมาณเจ็ดหมื่นกว่าหยวน เปิดกิจการสักสองเดือนก็สามารถซื้อเรือนสี่ประสานในปักกิ่งได้ ปี1985จะมีธุรกิจสักกี่แห่งกันที่ทำได้เช่นนี้กัน
มิเช่นนั้นคนจะพูดกันหรือว่า ยุค80การขายเสื้อผ้าคือหนึ่งในธุรกิจที่ทำกำไรได้ดีที่สุด!
ส่วนLuna คิดจากยอดขาย เนื่องจากLunaไม่ใช่ร้านค้าปลีก ยอดขายที่ได้ต้องถูกหักค่าต้นทุนต่างๆออกไปถึงจะได้ผลกำไรสุทธิ เซี่ยเสี่ยวหลานกับเฉินซีเหลียงไม่ได้คาดหวังว่าจะได้เงินปันผลจำนวนมากตั้งแต่เปิดร้าน ดังนั้นเงินที่ได้จากการขายช่วงแรกจะถูกนำไปลงทุนกับการสั่งผลิตเสื้อผ้าครั้งต่อไป พัฒนาแบรนด์นี้ให้เติบโตยิ่งขึ้น
เสื้อผ้าล็อตแรกของLuna ทั้งสองสาขาขายจนหมดเกลี้ยง
ทว่าสิ่งที่ทำให้เซี่ยเสี่ยวหลานกับเฉินซีเหลียงดีใจที่สุดก็คือ มีคนจากเซี่ยงไฮ้ติดต่อมาที่บริษัทบอกว่าต้องการร่วมลงทุนกับแบรนด์Luna โดยอีกฝ่ายมีหน้าร้านอยู่ในห้างสรรพสินค้า เขามาหาถึงที่บริษัทพร้อมทั้งบอกว่าอยากขายเสื้อผ้าของLuna เฉินซีเหลียงจึงพาเขาไปนั่งอยู่ในร้านสาขาหยางเฉิงทั้งวัน หลังได้เห็นจำนวนลูกค้าที่เดินเข้าออกร้านแล้ว เขาก็บอกว่าอยากเป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้า... ทั้งที่ตอนแรกเขาแค่ต้องการซื้อสินค้าไปวางขายที่ร้านดูก่อนเท่านั้น
การซื้อไปเพื่อขายปลีกคงเป็นไปไม่ได้ อย่างน้อยต้องมีหน้าร้านโดยเฉพาะ เนื่องจากLuna ไม่มีทางขายรวมกับสินค้าของแบรนด์อื่น แต่ถ้าอยากร่วมลงทุนเพื่อเปิดร้านเป็นของตัวเองย่อมไม่มีปัญหา
“เปิดร้านแฟรนไชส์ไม่มีอะไรที่ไม่ดี บริษัทจะช่วยออกค่าตกแต่งร้านให้ครึ่งหนึ่งและหักส่วนแบ่งจากราคาสินค้า ส่วนเรื่องงานประชาสัมพันธ์ การจัดหาสินค้า และการอบรมพนักงานทางบริษัทเราจะเป็นผู้รับผิดชอบทั้งหมด ถือเป็นทางเลือกที่สะดวกสบายที่สุดแล้วครับ”
ชาวเซี่ยงไฮ้ฟังเฉินซีเหลียงพูดแล้วรู้สึกมึนงง “คุณทำหมดทุกอย่างเช่นนี้ แล้วให้ผมทำอะไรเล่า”
เฉินซีเหลียงยิ้มกว้างจนเห็นฟันก่อนจะตอบไปว่า “เอาเงินมาลงทุน จากนั้นก็รอทำกำไร”
อย่างนั้นหรือ?
เหมือนจะเป็นอย่างนั้นจริงๆ
ร้านที่หยางเฉิงแห่งนี้กิจการดีเหลือเกิน
เฉินซีเหลียงหยิบนิตยสารออกมา และชี้ไปที่รูปของดาราดังอย่างวังหมิงหมิง
“ขนาดวังหมิงหมิงยังใส่ชุดของพวกเราขึ้นชุนหว่าน เห็นได้ชัดว่าแบรนด์ของเรามีความสามารถนะครับ”
เซี่ยเสี่ยวหลานฟังสิ่งที่เฉินซีเหลียงเล่าแล้วจินตนาการได้ทันทีว่า ชาวเซี่ยงไฮ้ผู้นี้คงเถียงไม่ออก ทั้งลงหนังสือพิมพ์และนิตยสาร คนที่มาขอดูงาน เฉินซีเหลียงจะพาไปเดินชม ‘โรงงานผลิตเสื้อผ้าเฉินอวี่’ ด้วย เขาเป็นน้องภรรยาผู้อำนวยการโรงงานเหอ หากบอกว่าเฉินอวี่คือโรงงานที่ผลิตเสื้อผ้าให้เฉินซีเหลียงโดยเฉพาะ พนักงานก็คงไม่กล้าโต้แย้งอย่างแน่นอน
คนที่มาดูงานเห็นการประชาสัมพันธ์ของร้าน เห็นหน้าร้านที่ดูหรูหรามีระดับ ทั้งยังเห็นโรงงานผลิตเสื้อผ้าขนาดใหญ่เช่นนี้ มีหรือจะสงสัยในความสามารถของแบรนด์Luna
เพียงแต่ค่าแฟรนไชส์นั้นแพงเหลือเกิน
“ปีนี้พวกเรามีนโยบายลดราคาเป็นพิเศษ ค่าแฟรนไชส์เพี่งห้าหมื่นหยวนเท่านั้น ปีหน้าหากอยากซื้อแฟรนไชส์คงไม่ใช่ราคานี้อีกแล้วล่ะครับ”
เฉินซีเหลียงจำที่เซี่ยเสี่ยวหลานบอกได้ว่า พวกเขาสามารถขยายสาขาของร้านได้หลายพันสาขา แค่ค่าแฟรนไชส์ที่จะได้มาก็ทำเอาเขาตกใจแล้ว แต่เซี่ยเสี่ยวหลานกลับรีบเรียกสติเขาทันที “แต่ก็ต้องทำให้แบรนด์Luna สร้างกำไรเช่นนี้ไปตลอด พวกเราได้เงินจากค่าแฟรนไชส์ แต่ทุกครั้งที่มีสาขาเพิ่ม เธอลองคิดดูสิว่าปีปีหนึ่งพวกเขาจะช่วยขายเสื้อผ้าให้พวกเรามากน้อยแค่ไหน สุดท้ายค่าแฟรนไชส์ก็จะกลายเป็นเพียงเงินส่วนน้อย สิ่งที่ทำเงินอย่างแท้จริงคือกำไรจากการขายเสื้อผ้าต่างหาก”
เพิ่งเปิดกิจการมาได้ไม่ทันไรแท้ๆ เซี่ยเสี่ยวหลานก็รีบขัดความคิดเพ้อฝันของเฉินซีเหลียงในบัดดล
นอกจากการเปิดร้านสาขาที่สามในกรุงปักกิ่งแล้ว เซี่ยเสี่ยวหลานยังมีเรื่องที่กังวลอีกหนึ่งเรื่อง ย่าอวี๋บอกว่าไก่งามเพราะขนคนงามเพราะแต่ง สังคมปัจจุบันผู้คนส่วนใหญ่ล้วนตัดสินกันจากภายนอก ดังนั้นหลิวเฟินควรซื้อรถสักคันได้แล้ว
เซี่ยเสี่ยวหลานใช้ความคิด ในมือเธอยังมีเงินจากสินเชื่อที่ผู้จัดการใหญ่อู่อนุมัติให้ การเปิดร้านสาขาที่สามคงไม่มีปัญหาอะไร
ย่าอวี๋พูดถูก ถ้าอย่างนั้นก็ซื้อรถยนต์สักคันแล้วกัน
อีกไม่นานหลิวเฟินก็ต้องไปหยางเฉิงเพื่อซื้อเสื้อผ้าสำหรับฤดูร้อน เซี่ยเสี่ยวหลานจึงอยากตามไปด้วย เพื่อเลือกซื้อรถที่ศุลกากรของเผิงเฉิงกลับมาสักคัน
ตอนที่ 832: เสียเงินเปล่า
ซางตู
เซี่ยต้าจวินเวลานี้ดูโทรมจนหมดสภาพ
ระยะเวลาแค่ครึ่งเดือนเกิดเรื่องมากมายขนาดนี้ เซี่ยต้าจวินตั้งตัวไม่ทันจริงๆ
เซี่ยฉางเจิงกับจางชุ่ยถูกจับ เซี่ยจื่ออวี้ทำการหลบหนีความผิด คดีนี้แทบไม่มีเรื่องอื่นที่น่าสงสัยอีกต่อไป เซี่ยต้าจวินอยากหลอกตัวเองยังจนปัญญา เขาคิดว่ามันเป็นแค่เรื่องเล็กที่ถูกทำให้เป็นเรื่องใหญ่ แต่กฎหมายของบ้านเมืองไม่ได้โง่เขลาเหมือนกับเขา
เซี่ยต้าจวินเคยถูกเรียกไปสอบปากคำที่โรงพัก ทางตำรวจถามเขาว่าเซี่ยจื่ออวี้อยู่ที่ไหน
ความคิดแรกที่ปรากฏขึ้นมาในหัวของเซี่ยต้าจวินก็คือตู้เจ้าฮุยเช่นเดียวกันกับเซี่ยเสี่ยวหลาน แต่เมื่อเผชิญหน้ากับตำรวจเขาจึงชะงักและไม่ได้พูดอะไรออกไป
จื่ออวี้เป็นอย่างที่ตำรวจพูดจริงหรือ เธอพยายามขัดขวางการสอบเกาเข่าของเสี่ยวหลานหลายครั้งแล้วจริงหรือไม่?
เพื่อเรื่องนี้จื่ออวี้ถึงกับจ้างวานอาจารย์และอันธพาลเลยรึ
เรื่องนี้พลิกภาพจำของเซี่ยจื่ออวี้ที่เซี่ยต้าจวินรู้จักอย่างสิ้นเชิง แต่ไหนแต่ไร เซี่ยเสี่ยวหลานที่เขารู้จักต่างหากที่คือคนใจแคบชอบเอาชนะ บีบคั้นผู้อื่นอย่างไร้หัวใจ แม้แต่พ่อตัวเองก็ไม่ยอมรับ
เป็นเซี่ยจื่ออวี้ที่ต้องยอมถอยให้เธอทุกครั้ง
เซี่ยต้าจวินเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง เขาจึงอยากถามหลานสาวด้วยตัวเอง
ต่อให้จื่ออวี้ทำผิดจริง แต่ตอนนี้เธอก็ได้รับบทลงโทษมามากพอแล้ว จื่ออวี้ต้องกลายเป็นนักโทษหนีคดี ต้องถูกไล่ออกจากวิทยาลัย ทั้งยังเสียคู่หมั้นคู่หมายไปอีกด้วย... เรียกได้ว่าเธอสูญเสียซึ่งทุกอย่าง นี่ยังชดเชยให้เซี่ยเสี่ยวหลานไม่พออีกหรือ?
ตอนนี้เซี่ยเสี่ยวหลานมีครบหมดทุกอย่างแล้ว
นอกจากการไม่ยอมรับคนตระกูลเซี่ยเป็นครอบครัว ชีวิตของเธอล้วนสุขสบายดี!
เซี่ยฉางเจิงกับจางชุ่ยถูกตัดสินโทษจำคุกนานหลายปี อีกทั้งคนตระกูลเซี่ยก็ไม่อยู่ที่หมู่บ้านต้าเหอ ครอบครัวฝ่ายแม่ของจางชุ่ยจึงมาหาเซี่ยต้าจวินที่บ้านพักรับรอง และให้เขาเป็นคนเลี้ยงเซี่ยจวิ้นเป่า
“ลูกของตระกูลเซี่ยจะให้ตระกูลจางอย่างเราเลี้ยงคงไม่ได้หรอกนะ คนเป็นอาอย่างเธอร่ำรวยเงินทองไม่ใช่หรือ เช่นนั้นต่อจากนี้ก็ช่วยดูแลจวิ้นเป่าแทนแล้วกันนะ”
เซี่ยจวิ้นเป่าอายุ12ปีแล้ว จางชุ่ยทำงานอยู่ต่างถิ่นจึงทิ้งลูกไว้ที่บ้านตระกูลจาง จางชุ่ยให้เงินกับที่บ้านจำนวนไม่น้อย ตระกูลจางจึงสามารถเลี้ยงดูเซี่ยจวิ้นเป่าได้อย่างไม่มีปัญหา
แต่ตอนนี้เซี่ยฉางเจิงกับจางชุ่ยถูกจับเข้าคุกแล้วทั้งคู่ หลายปีต่อจากนี้คงไม่สามารถส่งเงินมาได้ แน่นอนว่าภาระการเลี้ยงดูเซี่ยจวิ้นเป่าคงตกอยู่ในความรับผิดชอบของตระกูลจางทั้งหมด น้องชายของจางชุ่ยอย่างจางฝูหม่านนั้นยินดีเลี้ยงหลาน แต่ภรรยาของเขาอย่างเจียงเหลียนเซียงกลับไม่เห็นด้วย “เด็กคนนี้อยู่กับพวกเรา คนทั้งบ้านคงถูกนินทาแน่นอน ทุกคนต่างรู้กันหมดแล้วว่าพ่อแม่เขาติดคุก สู้เอาไปฝากไว้กับอารองของเขาดีกว่า เขาจะได้ไปใช้ชีวิตในต่างถิ่น อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดีกว่านี้”
ก่อนเดินทางมาหาเซี่ยต้าจวิน ตระกูลจางได้ทำการพูดจาโน้มน้าวเซี่ยจวิ้นเป่าไว้แล้ว พวกเขาบอกเด็กชายว่าที่ต้องส่งไปอยู่กับเซี่ยต้าจวินเพราะอยากให้เขาได้ใช้ชีวิตอยู่ในเมือง กำชับเขาว่าจะต้องคอยเอาอกเอาใจเซี่ยต้าจวินให้ดี
เด็กอายุเท่าเซี่ยจวิ้นเป่า สิ่งที่ควรรู้ย่อมรู้ดีทุกอย่าง
เขารู้ว่าตนถูกพ่อแม่ทิ้งไว้ที่ชนบท
พี่สาวอย่างเซี่ยจื่ออวี้ไปเรียนที่ปักกิ่ง พ่อกับแม่เขาจึงตามไปด้วย ตอนตรุษจีนพ่อเคยบอกเขาว่าจะมารับเขาไปเรียนหนังสือที่ปักกิ่งด้วยกัน แต่ทั้งหมดมันคือเรื่องโกหก พ่อทำไม่สำเร็จ!
บ้านคุณยายอะไรๆก็ดี คุณยายกับคุณน้าดีกับเขาเป็นอย่างมาก ทว่าน้าสะใภ้รักลูกตัวเองมากกว่าจึงอยากโยนภาระอย่างเขาทิ้งไป
ไม่เป็นไร ทิ้งเขาไว้กับอารองก็ยิ่งดี
อารองมีเงิน อารองใช้ชีวิตอยู่ในเมือง ไม่แน่เขาอาจจะได้ไปอาศัยอยู่ที่ฮ่องกง
เซี่ยจวิ้นเป่าไม่อิดออดแม้แต่น้อย หลังเจอกับเซี่ยต้าจวินเขาก็ร้องไห้ปาดน้ำตา อากาศช่วงต้นเดือนพฤษภาคมเริ่มอุ่นขึ้นแล้ว ผู้คนตามท้องถนนเปลี่ยนมาสวมเสื้อผ้าชั้นเดียว บางคนก็ใส่กระโปรง แต่เซี่ยจวิ้นเป่ายังคงใส่เสื้อไหมพรมอยู่ ใบหน้าของเด็กชายเปียกปอนไปด้วยน้ำตาและหยาดเหงื่อ แค่เอ่ยคำว่า ‘อารอง’ เซี่ยต้าจวินก็ใจอ่อนยวบยาบ
“ฉันเลี้ยงเอง ฉันจะเลี้ยงเขาเอง ขอเพียงฉันยังมีข้าวกิน รับรองว่าเขาจะไม่อดตายแน่นอน!”
คนตระกูลจางพอใจกับสิ่งที่ได้ยินเป็นอย่างมาก หลังทิ้งเซี่ยจวิ้นเป่าไว้ที่นี่ตระกูลจางก็เดินทางกลับทันที
ข่าวลือรู้ไปถึงหมู่บ้านต้าเหอ คนในหมู่บ้านสงสัยเหลือเกินว่าสมองของเซี่ยต้าจวินเคยถูกประตูหนีบมาหรือเปล่า เซี่ยฉางเจิงกับจางชุ่ยติดคุกได้อย่างไร ก็เพราะก่ออาชญากรรมทำร้ายเซี่ยเสี่ยวหลานไม่ใช่หรือ สุดท้ายสองคนนั้นถูกจับเข้าคุก เซี่ยต้าจวินกลับยินดีช่วยเลี้ยงลูกชายของพวกเขา!
“ชาติที่แล้วเขาติดหนี้อะไรครอบครัวพี่ชายหรือเปล่านะ?”
สถานที่ที่สภาพแวดล้อมทางสังคมไม่สู้ดีอย่างหมู่บ้านต้าเหอ ชาวบ้านส่วนใหญ่ยังรู้สึกว่าตนมีคุณธรรมสูงส่งกว่าครอบครัวของเซี่ยฉางเจิงเสียอีก แม้คนในหมู่บ้านจะขัดแย้งกันมากมาย พี่น้องทะเลาะกันจนกลายเป็นศัตรูกันก็มีให้เห็นอยู่บ่อยครั้ง แต่นั่นเป็นแค่เรื่องของคนรุ่นเดียวกัน น้อยมากที่จะมีใครลงมือกับเด็กรุ่นหลังเหมือนครอบครัวเซี่ยฉางเจิง
ครอบครัวที่มีความขัดแย้งกันเป็นทุนเดิม หากอยู่ๆก็มีทายาทรุ่นหลังที่เก่งกาจ คงมีแต่จะรีบกอบกู้ความสัมพันธ์... พวกที่อยากทำลายอนาคตของลูกหลาน ไม่รู้ว่าต้องโง่เง่ามากขนาดไหน แซ่เดียวกัน บ้านเดียวกัน หากมีใครเจริญก้าวหน้าสักคน คนอื่นๆย่อมได้รับประโยชน์ไปด้วยไม่ใช่หรอกหรือ
คนปกติทั่วไปไม่เข้าใจการตัดสินใจของเซี่ยต้าจวินเลยจริงๆ
ถ้าชาติที่แล้วเซี่ยต้าจวินไม่ได้ติดค้างครอบครัวเซี่ยฉางเจิง ชาตินี้ก็คงถูกวางยาเสน่ห์ หลังตระกูลจางพาเซี่ยจวิ้นเป่ามาส่งที่ซางตู ลูกชายสองคนของหวังจินกุ้ย เซี่ยจวิ้นซานอายุ11ปี เซี่ยจวิ้นเฟิงอายุ8ปี ก็ถูกส่งมาให้เซี่ยต้าจวินเลี้ยงเช่นกัน
ดูท่าทางเซี่ยต้าจวินคงไม่กลับมาที่นี่อีกสักพัก ในเมื่อตระกูลจางไม่ช่วยเลี้ยงหลานตระกูลเซี่ย มีหรือที่ตระกูลหวังจะยอมอยู่เฉย บ้านจางชุ่ยยังพอมีความจริงใจอยู่บ้าง เพราะเมื่อก่อนจางชุ่ยได้ส่งเงินกลับมาให้ที่บ้านอยู่ไม่น้อย
แต่หวังจินกุ้ยนั้นทั้งขี้เกียจและกินจุ เงินของตัวเองยังไม่พอใช้ แต่งงานไปแล้วไม่เคยคิดที่จะจุนเจือครอบครัวฝ่ายแม่เลยสักครั้ง ทว่าเธอกลับทิ้งลูกสองคนไว้ที่บ้านเกิดพร้อมสัญญาว่าต่อไปจะส่งค่าเลี้ยงดูกลับมาให้
แล้วตอนนี้มีค่าเลี้ยงดูให้เสียที่ไหน?
ตระกูลหวังเห็นตัวอย่างจากตระกูลจาง จึงส่งเด็กสองคนไปที่ซางตูด้วยเช่นกัน
ทั้งยังขอเงินค่าเลี้ยงดูเด็กทั้งสองช่วงก่อนหน้านี้จากเซี่ยต้าจวินอีกด้วย
เซี่ยต้าจวินไม่เพียงต้องรับเลี้ยงหลานชายทั้งสามคน ที่หมู่บ้านต้าเหอยังมีคนมาทวงหนี้จากเขา มันคือหนี้พนันที่เซี่ยหงปิงเคยเซ็นชื่อประทับตราเอาไว้ทั้งสิ้น รวมๆแล้วเป็นมูลค่าจำนวนหลายพันหยวน ก่อนหน้านี้เซี่ยต้าจวินให้เงินเดือนของตัวเองจำนวนหนึ่งหมื่นหยวนแก่เซี่ยจื่ออวี้ ดังนั้นเงินที่เขามีติดตัวอยู่ตอนนี้คือเงินเดือนหนึ่งเดือนหลังช่วงตรุษจีน เมื่อรวมกับเงินเก็บที่มีเหลืออยู่อีกเล็กน้อยยังไม่เกิน4,000หยวนเลยด้วยซ้ำ
เงินก้อนนี้หลังเซี่ยต้าจวินกลับอวี้หนานมาหนึ่งเดือนก็ได้นำไปจัดโต๊ะจีน กินข้าว และจ่ายค่าที่พัก ทั้งยังถูกตระกูลหวังรีดไถไปอีกหลายร้อนหยวน ปัจจุบันเขาเหลือเงินเพียง2,000กว่าหยวนเท่านั้น
แน่นอนว่ามันไม่พอชดใช้หนี้พนันของเซี่ยหงปิง
พวกเจ้าหนี้เอาเอกสารกู้ยืมเงินมาบีบคั้นเซี่ยต้าจวินจนเขาหมดหนทาง ท้ายที่สุดเขาก็ยอมให้เงินกับทุกคนคนละ200หยวนไปก่อน ชื่อบนเอกสารค้างชำระหนี้เหล่านั้นเปลี่ยนจากเซี่ยหงปิงเป็นชื่อของเขาในบัดดล
“เงินที่ฉันเซี่ยต้าจวินติดค้างไว้จะไม่มีวันเบี้ยวเด็ดขาด รอฉันกลับเผิงเฉิงก่อนแล้วฉันจะใช้คืนให้ทีละคน!”
คำพูดนี้น่าเชื่อถือยิ่งนัก
อยู่ๆ เซี่ยต้าจวินก็ต้องเลี้ยงหลานชายถึงสามคน ดูไม่เหมือนคนขาดแคลนเงินทองเลยแม้แต่น้อย
เซี่ยต้าจวินขอจดหมายแนะนำตัวให้ครอบครัวของเซี่ยหงปิงไม่สำเร็จ แต่ขอจดหมายแนะนำตัวให้เด็กสามคนได้อย่างง่ายดาย ทั้งที่หมู่บ้าน ตำบล รวมถึงทางกรมตำรวจล้วนราบรื่นไร้อุปสรรค เจ้าหน้าที่ประทับตราให้อย่างรวดเร็ว ถ้าเขาไม่พาเด็กสามคนนี้ไปด้วย ทิ้งไว้ที่อวี้หนานแล้วใครจะรับเลี้ยงเล่า? เขาไม่อยากเห็นหลานอดตายจึงต้องทำใจให้กว้าง
ตำรวจของอำเภอเห็นเขายอมเลี้ยงหลานสามคน ในที่สุดก็ยินดียอมประทับตราลงบนจดหมายแนะนำตัวของพวกเซี่ยหงปิง
“ถ้าไม่ได้ตราประทับจากทางกรมตำรวจของเมือง ทางหยางเฉิงคงไม่ยอมปล่อยตัว อย่างไรก็ลองไปขอกับทางนั้นดูแล้วกัน”
นี่อาจจะเป็นข่าวดีเพียงอย่างเดียวของเขาในช่วงนี้
เซี่ยต้าจวินรู้สึกเหมือนได้เกิดใหม่ เขาขอบคุณซ้ำแล้วซ้ำอีก
เรื่องที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมานี้ ทำให้เซี่ยต้าจวินได้สติไม่น้อย หลายครั้งที่เกิดเรื่องทำให้เขาเข้าใจว่าตนยังเป็นแค่ชาวไร่จากหมู่บ้านต้าเหอ เวลาชื่อเสียงของเครือเชิงหรงใช้ประโยชน์ไม่ได้ เขาทำอะไรไม่สำเร็จสักอย่าง!
แม้จะได้เงินเดือนถึงสามพันหยวน แต่เขาก็ไม่อาจแก้ไขปัญหาให้กับคนที่บ้านได้ทุกคน ทั้งที่เขาต้องการให้ทุกคนมีความสุขดี แต่ตอนนี้กลับมีคนถูกจับเข้าคุก บ้างก็กำลังหลบหนี บ้างก็ถูกควบคุมตัวอยู่ที่โรงพัก หรือแม้กระทั่งติดหนี้ค้างชำระ
คนที่ยังปลอดภัยดี นอกจากเขาแล้วก็เหลือแค่คนแก่กับเด็กที่บ้าน
เซี่ยต้าจวินรู้สึกหวาดผวา และไม่กล้าอยู่ที่ซางตูอีกต่อไป จึงรีบพาหลานชายทั้งสามกลับเผิงเฉิงอย่างรวดเร็ว
ตอนที่ 833: ลักลอบผ่านแดน
“ลูกพี่ พวกเราจะส่งเธอไปจริงๆหรือครับ”
เฉาลิ่วสอบถามความเห็นจากเคออีสฺยง
ฆาตกรพวกเขายังกล้าส่งตัวไป แต่ผู้หญิงคนนี้เป็นพวกหนีคดี เพราะจ้างวานผู้อื่นให้ก่ออาชญากรรม ขัดขวางการสอบเกาเข่าของลูกพี่ลูกน้อง และลูกพี่ลูกน้องที่ว่าก็หาใช่ใครอื่น เธอก็คือเซี่ยเสี่ยวหลานคนที่เคออีสฺยงเคยชอบพอนั่นเอง
เซี่ยจื่ออวี้ซ่อนตัวอยู่ที่หยางเฉิงสิบกว่าวันแล้ว หลายครั้งที่เฉาลิ่วนึกว่าลูกพี่เคอจะส่งตัวเซี่ยจื่ออวี้ให้กับทางตำรวจ แต่สุดท้ายเซี่ยจื่ออวี้กลับซ่อนตัวได้อย่างสงบสุขมาจนถึงตอนนี้
เฉาลิ่วรู้สึกว่า ลูกพี่ยังไม่ลืมเซี่ยเสี่ยวหลาน ดังนั้นนี่คือโอกาสงาม!
“เงินของเธอ พวกเราไม่รับไว้ดีไหมครับ”
เฉาลิ่วลองหยั่งเชิง เคออีสฺยงมองเขากลับอย่างเย็นชา “เธอเป็นผู้หญิงคนเดียวแต่บุกมาหาถึงที่ ดังนั้นฉันจะคว้ามาให้ได้ทั้งเงินและคนที่ฉันต้องการ นายเชื่อหรือเปล่า นายคิดว่าเซี่ยเสี่ยวหลานสำคัญมากแค่ไหน จะสู้พี่น้องที่ทำงานกับฉันมาหลายปีได้หรือ? ในเมื่อเถ้าแก่ตู้บอกแล้วว่าให้ส่งตัวเธอไป พวกเราก็ต้องส่งเธอไปอย่างปลอดภัยเท่านั้น”
เฉาลิ่วไม่อาจเถียงกลับได้
มิเช่นนั้นทำไมเคออีสฺยงถึงได้เป็นพี่ใหญ่ ส่วนเขาถึงได้เป็นแค่ลูกน้องเล่า?
เพราะเคออีสฺยงมีสติดีอยู่เสมอ เขามักจะเห็นผลประโยชน์ของพวกพ้องมาเป็นอันดับแรก ดังนั้นถึงแม้อายุจะยังไม่มาก แต่เคออีสฺยงกลับได้รับความเชื่อมั่นจากพวกนักเลงด้วยกัน!
“ลูกพี่ ลำบากลูกพี่แล้วจริงๆครับ!”
“ฉันลำบากอะไรกัน ทางที่ดีตู้เจ้าฮุยควรรักษาคำพูด ฉันช่วยเหลือเขาในครั้งนี้ เขาจะต้องให้โอกาสพวกเรา แต่ถ้าเขากล้าปั่นหัวกัน ไม่ต้องสนแล้วว่าเขาเป็นคนตระกูลตู้จากฮ่องกงหรือเศรษฐีอันดับหนึ่ง อยู่แผ่นดินใหญ่ต่อให้เป็นมังกรมาจากไหนสุดท้ายก็ต้องยอมจำนน เอาเถอะ ช่วงนี้ด่านตรวจทางหยางเฉิงไม่ค่อยเข้มงวดสักเท่าไร พอฟ้ามืดแล้วก็รีบพาผู้หญิงคนนั้นข้ามแดนไปซะ”
ในเมื่อตู้เจ้าฮุยขอให้เขาทำงานให้ ก็แสดงว่าตู้เจ้าฮุยไม่สะดวกทำเรื่องนี้เอง
แน่นอนว่าสาเหตุหนึ่งเป็นเพราะตู้เจ้าฮุยเป็นคนที่ผู้คนต่างให้ความสนใจมาก ย่อมมีคนจับตาดูเขาอยู่ และอีกหนึ่งสาเหตุหนึ่งคือตัวตู้เจ้าฮุยเองไม่อยากเสี่ยงเพื่อเซี่ยจื่ออวี้ ถึงได้โยนมาให้เคออีสฺยงเป็นคนจัดการแทน
หากถูกจับได้ก็จะเป็นความผิดของเคออีสฺยง และไม่สามารถสาวไปถึงตัวตู้เจ้าฮุยได้!
เคออีสฺยงแค่นหัวเราะ ตู้เจ้าฮุยคนนี้ฉลาดเป็นกรด แต่เดิมทีตระกูลตู้ก็ทำธุรกิจสีดำที่ฮ่องกง ตู้เจ้าฮุยเป็นคนอย่างไร เคออีสฺยงย่อมเตรียมใจไว้ก่อนแล้ว
การให้ที่กบดานแก่เซี่ยจื่ออวี้ เคออีสฺยงถือว่าเสี่ยงมากพอแล้ว ไหนจะต้องส่งตัวเซี่ยจื่ออวี้ข้ามแดนไปอีก นับได้ว่านี่คืองานสองงาน
เรื่องหนึ่งเป็นตู้เจ้าฮุยที่ติดหนี้น้ำใจเขา ส่วนอีกเรื่องคือสิ่งที่เซี่ยจื่ออวี้ต้องจ่ายค่าตอบแทนด้วยตัวเอง
นึกไม่ถึงเลยว่าเซี่ยจื่ออวี้พอจะมีเงินอยู่บ้าง น่าเสียดายยิ่งนักที่เงินของเธอใช้ไม่ได้ที่ฮ่องกง เธอจำเป็นต้องขอแลกเงินกับเคออีสฺยง เซี่ยจื่ออวี้ควักเงิน120,000หยวนมามอบให้ เคออีสฺยงจึงแลกดอลลาร์ฮ่องกงให้เธอ20,000ดอลลาร์
ตอนเซี่ยจื่ออวี้รับเงินมา เธอรู้สึกเดือดดาลแต่ไม่กล้าปริปากบ่นแม้แต่น้อย
“ส่วนที่เหลือคือค่าความเสี่ยงที่พวกเราต้องแบกรับ คุณเซี่ยคงเข้าใจดีใช่ไหม”
สายตาประเมินค่าของเคออีสฺยงที่มองมาทำให้เซี่ยจื่ออวี้รู้สึกไม่ชอบใจเท่าไรนัก แต่เธอยอมเสียทรัพย์เพื่อซื้อความปลอดภัย ก่อนถึงฮ่องกงเธอยังต้องพึ่งพาเขา เซี่ยจื่ออวี้จึงทำได้เพียงกล้ำกลืนความโกรธลงไป
ความจริงแล้วเธอมองเคออีสฺยงผิดไป เคออีสฺยงนั้นเป็นพวกมาตรฐานสูง ในขณะที่เซี่ยจื่ออวี้ต้องอาศัยการแต่งตัวถึงจะดูดีขึ้นมาบ้าง ทว่าผู้ร้ายหนีคดีอย่างเธอมีหรือจะกล้าแต่งกายให้สะดุดตา ดังนั้นเวลาแต่งตัวเธอจึงพอดูได้บ้าง แต่ตอนนี้กลับมาเป็นสาวบ้านนอกตามเดิม เคออีสฺยงมองเธอเช่นนี้เพราะต้องการหาความคล้ายคลึงกับเซี่ยเสี่ยวหลานบนใบหน้าเธอ พูดไปก็น่าแปลก ในบรรดาสามสาวตระกูลเซี่ย เซี่ยจื่ออวี้กับเซี่ยเสี่ยวหลานนั้นหน้าตาแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
เคออีสฺยงโยนเงินให้เซี่ยจื่ออวี้อย่างไม่แยแส
“คืนนี้เราจะทำการส่งตัวคุณไป ผมขอเตือนด้วยความหวังดีว่า เงินก้อนนี้คุณควรเก็บไว้ให้ดี ถ้าถูกใครล้วงไปตอนอยู่บนเรือ พวกเราจะไม่รับผิดชอบอะไรทั้งนั้น”
เซี่ยจื่ออวี้รู้สึกคับแค้นใจยิ่งนัก หักเงินเธอไปเยอะเสียขนาดนั้นยังไม่คิดจะรับผิดชอบทรัพย์สินของเธออีกหรือ?
การนั่งเรือข้ามไปฝั่งฮ่องกง หากยอมจ่ายเงินสักสองสามพันหยวนก็คงเดินทางได้อย่างสะดวกสบาย! แต่ที่เคออีสฺยงเอาไปนั้นมากกว่าเป็นสิบเท่า เงินที่ได้มาจากเซี่ยต้าจวินกับตู้เจ้าฮุยอย่างยากลำบาก กลับตกไปอยู่ในมือหัวหน้าอันธพาลของหยางเฉิง!
อยู่ใต้ชายคาใครต้องยอมก้มหัวให้คนคนนั้น เซี่ยจื่ออวี้รู้สึกเคียดแค้นอยู่ในใจ แต่ปากกลับพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า
“ขอบคุณค่ะ ฉันจะระวัง” เซี่ยจื่ออวี้บอกว่าอนาคตจะตอบแทนบุญคุณเขา แต่เคออีสฺยงขี้เกียจเกินกว่าที่จะฟังคำพูดเหล่านี้
ผู้หญิงประเภทนี้ ขนาดพ่อแม่ยังทิ้งได้ลงคอ ยังจะคาดหวังให้เธอตอบแทนใครได้อีก?
มิน่าถึงอยู่กับตู้เจ้าฮุยได้ พวกเดียวกันย่อมดึงดูดกันเองจริงๆ
สามทุ่มตรง คนของเคออีสฺยงพาเซี่ยจื่ออวี้ออกเดินทาง เธอใช้ผ้าพันคอคลุมศีรษะนั่งซ้อนท้ายมอเตอร์ไซต์ พวกเขาพาเธอมาส่งเธอที่ริมชายฝั่ง
เซี่ยจื่ออวี้เห็นเรือประมงลำเล็กแล้วสีหน้าเปลี่ยนไปในฉับพลัน
เรือเล็กขนาดนั้น ถ้าเจอกับคลื่นลมมรสุมคงไม่รอดอย่างแน่นอน
อย่างไรก็ตามตอนนี้เข้าสู่เดือนพฤษภาคมแล้ว โอกาสที่พายุจะเข้านั้นมีน้อยมาก แต่ใช่ว่าจะไม่มีเช่นกัน!
“รีบขึ้นเรือ อย่ามัวแต่ชักช้า”
เซี่ยจื่ออวี้ถูกคนผลักให้ขึ้นเรือ
เธอไม่มีทางเลือกอื่น เซี่ยจื่ออวี้ติดต่อเคออีสฺยงตามที่ตู้เจ้าฮุยบอก ตอนนี้เธอไม่มีที่พึ่งอื่นจึงต้องยอมทน เรือประมงลำนี้ทั้งคาวทั้งเหม็น เซี่ยจื่ออวี้นั่งได้ไม่นานก็เกิดอาการเมาเรืออย่างหนัก ถึงอย่างไรเธอก็เป็นชาวอวี้หนาน หมู่บ้านต้าเหอมีแม่น้ำแค่สายเดียวเท่านั้น อีกทั้งคลื่นในแม่น้ำกับทะเลต่างกันอย่างสิ้นเชิง
เซี่ยจื่ออวี้อาเจียนออกมาจนหน้ามืดตาลาย เธอรังเกียจกลิ่นเหม็นบนเรือ ในขณะที่คนบนเรือก็รังเกียจที่เธอสกปรกจึงลากเธอไปที่กราบเรือเพื่อให้เธออาเจียนลงทะเล
เซี่ยจื่ออวี้อาเจียนจนหมดเรี่ยวแรง มือเท้าอ่อนปวกเปียกไปหมด
ทันใดนั้นเองเธอก็รู้สึกได้ว่ามีมือสองข้างกำลังลูบไล้ตามตัวจึงนึกว่ามีพวกหื่นกามอยู่บนเรือด้วย แต่ใครจะไปคิดว่ามือคู่นั้นที่ลูบคลำตามตัวเธอกำลังพยายามควักเอาเงินที่เธอซ่อนเอาไว้ไปจนหมด!
คลื่นทะเลซัดกระหน่ำ เรือประมงโคลงเคลงไปมา เซี่ยจื่ออวี้รู้สึกราวกับตายทั้งเป็น
….....…
เซี่ยจื่ออวี้ถูกคนเอาเปรียบอยู่กลางทะเล
ส่วนเซี่ยเสี่ยวหลานนั้นพาหลิวเฟินเข้าพักในโรงแรมไป๋อวิ๋นของหยางเฉิง
ตอนเธอพาหลิวเฟินมาหยางเฉิงครั้งแรก เธอเคยบอกว่าจะพาหลิวเฟินมาพักที่นี่ ทว่าตอนนั้นสองแม่ลูกทำได้แค่พักอยู่ในบ้านพักรับรองเล็กๆเท่านั้น
แต่ปัจจุบันไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว เซี่ยเสี่ยวหลานอยากพักที่นี่ กระทั่งหลิวเฟินก็ไม่บอกว่าสิ้นเปลือง
อย่างไรก็ตามหลิวเฟินรู้สึกข้องใจอีกเรื่องหนึ่งมากกว่า
“เสี่ยวหลาน เราจะซื้อรถกันจริงหรือ ลูกซื้อรถมาถึงอย่างไรแม่ก็ขับไม่เป็น อีกทั้งต้องใช้เงินมากด้วยนะลูก”
ใช้เงินมากจริง
ต่อให้มีเส้นสายจนได้ซื้อรถเถื่อนที่ศุลกากรยึดไว้ แต่รถที่เหมาะกับหลิวเฟินคงมีราคาหลายหมื่นหยวน เงินจำนวนนี้สามารถซื้อเรือนสี่ประสานที่ปักกิ่งได้อีกหนึ่งหลังด้วยซ้ำ
เทียบกับมูลค่าของมันแล้วไม่ค่อยคุ้มสักเท่าไร
เมื่อก่อนเซี่ยเสี่ยวหลานเองก็รู้สึกว่าสิ้นเปลืองเพราะเธอกับครอบครัวไม่จำเป็นต้องใช้รถ แต่ตอนนี้หลังที่ได้ฟังคำแนะนำของย่าอวี๋ เซี่ยเสี่ยวหลานรู้สึกว่าจำเป็นต้องใช้ การจ่ายเงินให้กับคนในครอบครัว จ่ายมากแค่ไหนเซี่ยเสี่ยวหลานก็ไม่รู้สึกสิ้นเปลือง
“แม่คะ เมื่อก่อนแม่ก็ขี่จักรยานไม่เป็นไม่ใช่หรือ แต่ตอนนี้แม่ก็ขี่เป็นแล้วนี่ ขับรถไม่ยากหรอกค่ะ กลับปักกิ่งเมื่อไรฉันจะหาอาจารย์สอนขับรถเก่งๆมาสอนแม่เอง แม่เรียนทำธุรกิจได้ก็ต้องขับรถได้ เชื่อฉันสิ การหาเงินเป็นเรื่องที่ยากที่สุดในโลกแล้ว!”
หลิวเฟินถูกชมจนรู้สึกเขิน
พอคิดอีกที เธอก็รู้สึกลังเลน้อยลง
ตอนนี้คนตระกูลเซี่ยถูกจัดการจนเกือบหมดทุกคนแล้ว แต่ความฝันที่อยากเป็นผู้หญิงที่ประสบความสำเร็จด้วยตัวเองของหลิวเฟินยังไม่เปลี่ยนไป เธอไม่ได้อยากประสบความสำเร็จเพราะคนตระกูลเซี่ย แต่เพราะเธออยากมีชีวิตแบบนั้น! เอาเถอะ ซื้อก็ซื้อ ซื้อรถแน่นอนว่าต้องใช้เงินหลายหมื่นหยวน แต่ร้านขายเสื้อผ้าย่อมหาเงินกลับคืนมาได้
เตียงนอนของโรงแรมไป๋อวิ๋นช่างนุ่มจริงๆ
โรงแรมแห่งนี้ใหญ่ระดับมีไว้ต้อนรับแขกชาวต่างชาติ หลิวเฟินนอนอยู่บนเตียงแล้วรู้สึกราวกับกำลังฝัน เมื่อก่อนเซี่ยเสี่ยวหลานเคยบอกว่าสักวันจะได้เข้าพักที่นี่ ใช้เวลาแค่หนึ่งปีกว่าเท่านั้นเธอก็สามารถทำได้อย่างที่พูดแล้ว...
ตอนที่ 834: ไม่ใช่แค่เพื่อซื้อรถ
สาเหตุที่เซี่ยเสี่ยวหลานเดินทางมาที่นี่ไม่ใช่เพื่อซื้อรถเพียงอย่างเดียว
สองแม่ลูกนั่งเครื่องบินมาที่หยางเฉิง ส่วนหลี่เฟิ่งเหมยนั่งรถไฟมา พรุ่งนี้เช้าจึงจะมาถึงปลายทาง เดือนพฤษภาคมของทางใต้เริ่มเข้าสู่ฤดูร้อนแล้ว ร้านที่ปักกิ่งและซางตูจำเป็นต้องซื้อเสื้อผ้าสำหรับฤดูร้อนเข้าร้านLunaเองก็เริ่มวางจำหน่ายเสื้อผ้าสำหรับฤดูร้อนปีนี้แล้วเช่นกัน ฤดูใบไม้ผลินั้นสั้นมาก แต่ฤดูร้อนนั้นกลับยาวนานยิ่งนัก ระยะเวลาตั้งแต่เดือนพฤษภาคมไปจนถึงเดือนกันยายน รวมเบ็ดเสร็จแล้วเป็นระยะเวลาประมาณห้าเดือนที่สามารถวางขายเสื้อผ้าสำหรับฤดูร้อนได้
สำหรับLuna เสื้อผ้าฤดูร้อนถือเป็นตัวละครหลัก
ทางด้านวังหมิงหมิงยังไม่มีความคืบหน้าแม้แต่น้อย เห็นได้ชัดว่าเฉินซีเหลียงได้ยอมแพ้เรื่องการเอาชนะใจวังหมิงหมิงไปแล้ว หากLunaไม่จ่ายค่าโฆษณาคงไม่มีทางเอาชนะใจวังหมิงหมิงได้ ตอนนี้เป็นช่วงที่วังหมิงหมิงโด่งดังที่สุด ได้ขึ้นไปร้องเพลงบนเวทีชุนหว่าน แถมละครที่ถ่ายก็เป็นละครของช่องTVBทั้งสิ้น... ถ้าอยากเชิญวังหมิงหมิงมาถ่ายโฆษณาให้ ราคาค่าตัวของเธอคงสูงเกินกว่าที่เซี่ยเสี่ยวหลานกับเฉินซีเหลียงจะรับไหวแน่นอน
“ถ้าไม่อย่างนั้นเราเชิญดาราหญิงของแผ่นดินใหญ่ก็ได้นะ ฉันสืบมาแล้ว พวกเธอถ่ายละครเรื่องหนึ่งได้เงินไม่มากนัก อีกทั้งเวลาที่ใช้ถ่ายโฆษณาสั้นกว่าถ่ายละครเยอะเลย!”
เห็นได้ชัดว่าเฉินซีเหลียงเตรียมตัวมาล่วงหน้าแล้ว
เซี่ยเสี่ยวหลานเองก็รู้ว่าค่าตัวของดาราหญิงในแผ่นดินใหญ่นั้นไม่ค่อยสูงนัก《ไซอิ๋ว》ใช้เวลาถ่ายทำ5-6ปี แต่ภายหลังนักแสดงชายที่รับบทเป็นซุนหงอคงได้พูดในรายการว่า ตนรับงานแสดงเรื่องนี้ได้เงินแค่2,000หยวนเท่านั้น!
ละครทั่วไปคงไม่ใช้เวลาถ่ายทำนานถึง6ปี การที่นางเอกได้ค่าตัวจากการถ่ายโฆษณาหลายร้อยหยวนถือว่าคุ้มค่าแล้ว
“ถ่ายโฆษณาไม่แพง แต่แพงที่ค่าโฆษณาทางทีวี หากโฆษณาออกอากาศเมื่อไร งานบริหารจัดการของLuna จะไล่ตามการเติบโตของร้านทันหรือเปล่า”
แม้การถ่ายโฆษณาจะแพงสักแค่ไหน แต่หากมีงบหนึ่งหมื่นหยวนก็สามารถเชิญผู้กำกับที่ดีที่สุดในประเทศมาถ่ายโฆษณาให้ได้เสียด้วยซ้ำ แน่นอนว่าเรื่องนี้ไม่จำเป็นต้องให้เซี่ยเสี่ยวหลานเป็นห่วง แค่รวบรวมทีมถ่ายทำ นักแสดงหญิง รวมถึงช่างกล้องมาร่วมงานกันเพื่อถ่ายโฆษณาก็เป็นอันจบ
ทว่าสิ่งที่เซี่ยเสี่ยวหลานเป็นห่วงหาใช่เรื่องการลงทุนเพิ่ม แต่คือตัวเฉินซีเหลียงต่างหาก เธอกังวลว่าเขาจะสามารถดูแลกิจการได้ดีหรือเปล่า
เขายังไม่ใช่ประธานเฉินแห่งวงการแฟชั่นในยุคมิลเลเนียม แต่เป็นเพียงเฉินซีเหลียงที่เพิ่งเปลี่ยนจากพ่อค้าขายส่งมาเป็นผู้ก่อตั้งแบรนด์เสื้อผ้า เฉินซีเหลียงในปี1985 ยังอ่อนเยาว์นัก เป็นคนหนุ่มไฟแรง แต่ยังไม่มีประสบการณ์
เพราะเป็นคำพูดของเซี่ยเสี่ยวหลาน เฉินซีเหลียงย่อมตั้งใจฟัง
หลังสาดน้ำเย็นใส่เฉินซีเหลียงแล้ว เซี่ยเสี่ยวหลานก็รีบปลอบใจเขาทันที
“ขายเสื้อผ้าฤดูร้อนให้ดีก่อน แล้วพวกเราค่อยดูสถานการณ์กันอีกทีก็แล้วกัน”
เสื้อผ้าฤดูร้อนสั่งผลิตเรียบร้อยแล้ว เฉินซีเหลียงพาเซี่ยเสี่ยวหลานเดินรอบโรงงาน พลางเล่าสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ที่Lunaให้เธอฟัง
“จะว่าไปก็แปลก บริษัทของเถ้าแก่ฮ่องกงไปประกันตัวพวกเขาแล้ว เดิมทีตำรวจกำลังจะปล่อยตัว แต่อยู่ๆก็บอกว่าพวกเขาเป็นผู้อพยพเถื่อน จนถึงตอนนี้พวกเขายังถูกขังอยู่เลย”
เฉินซีเหลียงหยิบเงิน2,000หยวนที่อาหัวให้เขาเป็นค่าทำขวัญออกมา
เซี่ยเสี่ยวหลานดันมือของเฉินซีเหลียงกลับไป “เธอเก็บไว้เถอะ”
คนงานของเฉินอวี่ช่วยกันจับตัวอีกฝ่ายไปโรงพัก หลังเสร็จเรื่องเฉินซีเหลียงย่อมต้องขอบคุณพวกเขา มิเช่นนั้นอีกหน่อยใครเขาจะยอมช่วยเหลืออีกเล่า เฉินซีเหลียงทุ่มทั้งกำลังกายและกำลังทรัพย์ จะให้เซี่ยเสี่ยวหลานเก็บเงิน2,000หยวนก้อนนี้ไว้ ประธานเซี่ยรู้สึกละอายใจ!
เรื่องเซี่ยต้าจวินด่ากราดกลางเมืองหยางเฉิง ก่อนหน้านี้เซี่ยเสี่ยวหลานยังไม่รู้ จนกระทั่งหลังกลับจากมณฑลจี้เป่ย หลิวเฟินถึงได้เล่าให้เธอฟัง
เมื่อรวมกับเรื่องจางชุ่ยสะกดรอยตาม เซี่ยเสี่ยวหลานคิดว่าไม่ควรทนกับคนตระกูลเซี่ยต่อไปอีกแล้ว ถึงได้จุดระเบิดที่ฝังเอาไว้ตั้งแต่เมื่อปีก่อน เพื่อทำลายพวกหมาบ้าอย่างคนตระกูลเซี่ยให้สิ้นซาก เก่อเจี้ยนเองก็ใจกล้าไม่น้อย เซี่ยเสี่ยวหลานบอกให้เขารีบออกมา แต่เขากลับรออยู่ที่ซางตูจนเรื่องจบเรียบร้อยดี ขณะเดียวกันเขาก็ยังช่วยจับตามองเซี่ยต้าจวินอีกด้วย
เขาบอกว่าเซี่ยต้าจวินพาหลานชายทั้งสามคนกลับไปเผิงเฉิงด้วย เซี่ยเสี่ยวหลานรู้สึกว่าสมควรแล้ว เขารังเกียจที่แม่เธอคลอดลูกชายให้ไม่ได้ ทีนี้เลยได้หลานชายสามคนไปเลี้ยงสมใจอยาก เป็นลูกหลานตระกูลเซี่ยทั้งนั้น เซี่ยต้าจวินจะเห็นเป็นลูกชายแท้ๆก็ยังได้... ทางที่ดีเขาควรทุ่มเทชีวิตไปกับการเลี้ยงเด็กสามคนให้เต็มที่ จะได้ไม่ต้องเสนอหน้ามาให้เธอกับแม่เห็นอีก!
ส่วนเรื่องที่เก่อเจี้ยนบอกว่ามีคนแห่กันมาหาเซี่ยต้าจวิน เพื่อขอให้เขาใช้หนี้แทนเซี่ยหงปิง เซี่ยเสี่ยวหลานฟังแล้วรู้สึกเบิกบานใจเหลือเกิน
ผีพนันไม่เคยรู้จักคำว่าพอ เล่นพนันเสียไปหลายพันหยวน เมื่อเซี่ยหงปินไม่สามารถใช้หนี้ได้ เซี่ยต้าจวินจึงต้องช่วยใช้หนี้แทนน้องชาย ครั้งนี้แค่ไม่กี่พันหยวน ครั้งหน้าไม่แน่ว่าอาจจะเป็นหลักหมื่น มีคนในครอบครัวแบบนั้น เงินเดือนแค่สองสามพันของเซี่ยต้าจวินจึงไม่ถือว่ามากมายอะไร
สิ่งที่เฉินซีเหลียงข้องใจ เซี่ยเสี่ยวหลานพอคาดเดาคำตอบได้ แม้แม่เธอจะไม่พูดถึงสักคำ แต่ตอนเช้าหลังเจอป้าสะใภ้หลี่เฟิ่งเหมย อีกฝ่ายก็เล่าให้ฟังว่า ครั้งก่อนที่มาหยางเฉิง พวกเธอได้เจอกับนายกเทศมนตรีทัง
ต้องเป็นทังหงเอินที่อยู่เบื้องหลังเรื่องนี้อย่างแน่นอน สถานการณ์อย่างบ้านเซี่ยหงปิงจะเข้มงวดหรือยืดหยุ่นก็สามารถทำได้ ทว่าแม้แต่คนของเครือเชิงหรงยังไปประกันตัวไม่สำเร็จ แสดงว่ามีคนที่มีอำนาจมากกว่านักธุรกิจฮ่องกงอยู่เบื้องหลัง เช่นนั้นก็คงเป็นทังหงเอินที่สั่งลูกน้องไปฝากฝังกับทางตำรวจ
เซี่ยเสี่ยวหลานรู้สึกอ่อนใจ
ทังหงเอินตามจีบแม่เธอจากใจจริง
คนหนึ่งอยู่ทางเหนือ อีกคนอยู่ทางใต้ ไม่มีโอกาสได้เจอหน้ากันบ่อยนัก แต่ทังหงเอินก็พยายามสร้างโอกาสในการพบเจออยู่เสมอ
ผู้ชายคนหนึ่งเวลาสิ้นเนื้อประดาตัวมักจะเอาอกเอาใจผู้หญิง แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเขาชอบผู้หญิงคนนั้นจากใจจริง เพราะนอกจากทำดีกับผู้หญิงแล้ว เขาไม่มีสิ่งใดที่จะสามารถเอาชนะใจเธอได้ ดังนั้นเวลาและความใส่ใจคือสิ่งเดียวที่ผู้ชายประเภทนี้สามารถให้ได้
แต่ถ้าผู้ชายที่มีทั้งอำนาจและสถานะทางสังคมยินดีทำเรื่องแบบนี้ จะบอกว่าเขาเสแสร้งแกล้งทำก็คงเป็นไปได้ยาก
อำนาจคือข้อได้เปรียบที่สุดของเขา แต่เขากลับไม่ใช้มัน ยังคงยินดีทุ่มเทแรงกายแรงใจให้เช่นนี้ นี่คือสิ่งที่เรียกว่าความจริงใจ
น่าเสียดายที่ย่าอวี๋บอกว่า ตอนนี้แม่ของเธอกำลังอยู่ระหว่างการพัฒนาตัวเองให้เป็นผู้หญิงที่ประสบความสำเร็จ ต่อให้ทังหงเอินดีมากแค่ไหน แม่ของเธอก็คงไม่คิดเรื่องความสัมพันธ์ในตอนนี้ ประโยคนี้เซี่ยเสี่ยวหลานรู้สึกคุ้นหูยิ่งนัก ตอนแรกเธอก็พูดแบบนี้กับโจวเฉิงมิใช่หรือว่า จะใส่ใจเรื่องการเรียนและการงานเป็นหลัก
ทว่าไม่ทันไรเธอก็ตกลงปลงใจกับโจวเฉิงเสียแล้ว
เซี่ยเสี่ยวหลานคิดถึงเรื่องนี้ขึ้นมาทีไรก็อดหน้าแดงไม่ได้
ความรักเกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ เมื่อก่อนเคยพูดอะไรไว้สุดท้ายก็ไร้ประโยชน์
“หวังว่าคุณอาทังจะมีความอดทนมากพอ”
เซี่ยเสี่ยวหลานพึมพำกับตัวเอง ในขณะที่หลิวเฟินกับหลี่เฟิ่งเหมยยุ่งอยู่กับการเลือกแบบเสื้อผ้าที่หยางเฉิง เซี่ยเสี่ยวหลายจำเป็นต้องเดินทางไปเผิงเฉิง
เวลาสองวันช่วงสุดสัปดาห์ เซี่ยเสี่ยวหลานมีธุระที่ต้องทำอีกมากมาย
ก่อนตรุษจีนไป๋เจินจูได้เตรียมเปิดร้านสาขา แม้เธอกับคังเหว่ยจะเจออุบัติเหตุทว่าไม่ได้ละเลยเรื่องนี้แต่อย่างใด คังเหว่ยยังคงเป็นห่วงธุรกิจที่เผิงเฉิง ตอนนี้เขากำลังพยายามเกลี้ยกล่อมเซี่ยอวิ๋นเพื่อขอเดินทางไกล แต่เซี่ยอวิ๋นยังคงไม่อนุญาต
เซี่ยเสี่ยวหลานมาถึงที่นี่ทั้งทีย่อมอยากไปดูร้านด้วยตัวเอง แม้จะทำได้แค่เดินดูเฉยๆ หรือเสนอความเห็นเท่านั้น แต่มันก็สื่อว่าเธอมีส่วนร่วมกับการทำธุรกิจนี้
“พี่ไป๋ ลำบากพี่แล้วจริงๆ!”
หลังได้มาดูงานที่เผิงเฉิงเซี่ยเสี่ยวหลานก็พบว่าไป๋เจินจูยุ่งจนสายตัวแทบขาด ร้านเก่าก็ต้องดูแล การตกแต่งร้านใหม่ก็ต้องคอยคุม อีกทั้งช่วงนี้เส้ากวงหรงหมกมุ่นกับการเรียน คังเหว่ยเพิ่งผ่าตัดสมอง เซี่ยเสี่ยวหลานเองก็ต้องเรียนหนังสือ รวมถึงหลิวหย่งที่แค่ดูแล ‘หย่วนฮุย’ ก็แทบปลีกตัวไม่ได้ ในบรรดาหุ้นส่วนของร้านวัสดุก่อสร้างจึงมีแค่ไป๋เจินจูเท่านั้นที่สามารถช่วยดูแลร้านได้อย่างแท้จริง
ปากของไป๋เจินจูแห้งแตก ท่าทางคงยุ่งจนไม่มีเวลาดื่มน้ำ เซี่ยเสี่ยวหลานเห็นแล้วรู้สึกผิดเหลือเกิน
แต่ไป๋เจินจูกลับไม่คิดมาก “เธอมาพอดี แบบแปลนอันนี้ใช้ได้หรือเปล่า โครงสร้างของร้านเก่ากับร้านใหม่ไม่เหมือนกัน ฉันให้กงหยางปรับแก้จากแปลนเดิม ทว่ารูปแบบการตกแต่งไม่เปลี่ยนแปลง ฉันให้เขาปรับแก้แค่บางส่วนเท่านั้น”
ร้านใหม่เริ่มการตกแต่งภายในแล้ว แน่นอนว่าหลิวหย่งคือเจ้าของโครงการนี้
แบบแปลนแผ่นนี้เป็นฝีมือการปรับแก้ของกงหยางทั้งหมด ตอนนี้กงหยางทำงานกับหลิวหย่งมาหนึ่งปีแล้ว จากพนักงานชั่วคราวกลายมาเป็นพนักงานเต็มเวลา เซี่ยเสี่ยวหลานรู้สึกว่าเขาพัฒนาขึ้นเยอะมากจริงๆ
กงหยางเข้าฝึกงานตามหลักสูตรของมหาวิทยาลัยเสร็จ แต่กลับทิ้งงานที่ทางมหาวิทยาลัยจัดสรรมาให้ ปัจจุบันเขากลายเป็นนักออกแบบเต็มเวลาของ ‘หย่วนฮุย’ เป็นนักศึกษาคนแรกที่ทำงานให้กับหลิวหย่ง!
ตอนที่ 835: ไม่ทำงานที่ได้รับการจัดสรร
กงหยางยืนอยู่ตรงนี้ด้วย
อยู่ต่อหน้าเซี่ยเสี่ยวหลาน เขาไม่กล้าวางมาดแม้แต่น้อย เซี่ยเสี่ยวหลานเปรียบเหมือนอาจารย์ที่ชักนำเขาเข้าสู่เส้นทางอาชีพนี้ เขาย่อมให้ความสำคัญกับความเห็นของเซี่ยเสี่ยวหลานเป็นอย่างยิ่ง
กงหยางไม่เพียงมีการศึกษาสูง แต่เขายังเป็นถึงพนักงานรุ่นบุกเบิกและเป็นกำลังสำคัญของบริษัท ‘หย่วนฮุย’ อีกด้วย
เดือนพฤษภาคม เพื่อนของกงหยางส่วนใหญ่ได้รับการจัดสรรงานไปยังหน่วยงานต่างๆเป็นที่เรียบร้อย ทว่ากงหยางกลับไม่ตอบรับตำแหน่งงานที่ทางรัฐจัดสรรให้ อาจารย์ของมหาวิทยาลัยจึงเรียกเขาไปคุยเป็นการส่วนตัว คนในครอบครัวเองก็ไม่เข้าใจเขา เพื่อนนักศึกษาด้วยกันต่างรู้สึกว่าสมองของเขามีปัญหา
“กงหยาง ถ้าไม่ทำงานอีกหน่อยจะเลี้ยงตัวเองยามแก่เฒ่าได้อย่างไร”
“ถ้าไม่ได้รับการจัดสรรบ้านพัก...”
“แล้วเวลาป่วยจะทำอย่างไร?”
“ที่สำคัญที่สุดคือทะเบียนบ้านของเธอจะทำอย่างไรเล่า!”
กงหยางฝึกงานที่ไหนกันถึงได้กลายเป็นแบบนี้ แม้แต่งานที่รัฐจัดสรรมาให้ก็ไม่เอา
กงหยางยอมรับว่าอาจารย์กับเพื่อนพูดถูก ทุกคนล้วนทำเช่นนั้นกันทุกคน ทำงานตามที่ได้รับการจัดสรร แล้วทำไมเขาถึงต้องทำตัวแปลกแยกจากคนอื่นเช่นนี้?
แม้แต่คนในครอบครัวกงหยางก็ไม่เข้าใจ
พอสอบติดมหาวิทยาลัย กงหยางก็ได้กลายเป็นคนเมือง จากนักเรียนชนบท พอสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ทะเบียนบ้านก็จะถูกย้ายจากชนบทไปอยู่ที่มหาวิทยาลัย
ตอนนี้กงหยางกลับไม่ยอมรับตำแหน่งงานที่จัดสรรให้ อยากทำงานที่บริษัทเอกชน แล้วทะเบียนบ้านของเขาจะไปอยู่ที่ไหนกัน?
ขนาดหลิวหย่งที่เป็นเถ้าแก่ของหย่วนฮุย ทะเบียนบ้านของเขาก็ยังอยู่ในชนบท!
กว่าจะออกจากความเป็นคนชนบทได้นั้นไม่ง่ายเลยสักนิด แต่เพราะปัญหาเรื่องหน้าที่การงานทำให้เขาต้องถอยหลังกลับมาอยู่ที่เดิม คนในครอบครัวย่อมไม่เข้าใจการตัดสินใจของกงหยาง
แต่กงหยางตัดสินใจเช่นนี้มานานแล้ว
ตอนนี้เขาคือนักออกแบบเพียงคนเดียวของหย่วนฮุย เงินเดือนพื้นฐานได้เท่ากับเงินเดือนของบริษัทต่างชาติ ทุกการออกแบบของเขาจะได้รับค่าตอบแทนอย่างไม่มีข้อยกเว้น ตอนไม่มีแบบให้วาดก็สามารถช่วยงานจิปาถะต่างๆได้ เขาไม่เคยปล่อยโอกาสทำเงินทิ้งไปเลยสักครั้ง รายได้ของเขาเดือนหนึ่งอยู่ที่หลักพัน ไม่ว่าจะเป็นสวัสดิการตอนเกษียณ บ้านพักจัดสรร ค่ารักษาพยาบาลหรือแม้แต่ทะเบียนบ้าน ของพวกนี้ช้าเร็วเขาก็สามารถมีได้!
มีได้ก็ต้องมีเสีย เพราะครอบครัวกงหยางฐานะไม่ดี หลังกงหยางหาเงินเองได้ เขายิ่งทำใจยอมรับเงินเดือนเดือนละไม่กี่สิบหยวนลำบาก
งานที่จัดสรรให้มั่นคงก็จริง แต่ต้องใช้เวลานานแค่ไหน กว่าจะเปลี่ยนคุณภาพชีวิตให้กับคนที่บ้านได้ นานแค่ไหนกว่าที่ครอบครัวเขาจะมีชีวิตที่ดียิ่งขึ้น?
เผิงเฉิงเวลานี้เต็มไปด้วยโครงการก่อสร้างตึกระฟ้า ตลาดการตกแต่งภายในมีขนาดใหญ่มาก ดังนั้นกงหยางไม่คิดว่าตนเลือกเดินทางผิด
ประเทศไม่จัดสรรบ้านพักให้เขาก็ไม่กลัว หลิวหย่งเจ้านายเขาจ่ายเงินซื้อเรือนสี่ประสานที่ปักกิ่งไปหลายหมื่นหยวน กงหยางทำงานอีกไม่กี่ปีก็คงสามารถเก็บเงินได้เช่นกัน อีกอย่างเขาก็ไม่จำเป็นต้องซื้อเรือนสี่ประสานราคาแพงมากมายขนาดนั้น เขาอยากซื้อบ้านชั้นเดียวสักหลังที่ซางตู ราคาสักหมื่นสองหมื่นหยวนก็พอแล้ว จะได้รับคนที่บ้านมาอยู่ในเมืองด้วยกัน เงินช่วยแก้ปัญหาได้หลายอย่าง ครอบครัวชาวชนบทเก็บเงินทั้งปียังได้แค่ไม่กี่ร้อยหยวนเท่านั้น สู้เงินเดือนเดือนเดียวของกงหยางไม่ได้ด้วยซ้ำ ทะเบียนบ้านอยู่ที่ไหนแล้วต่างกันอย่างไรเล่า?
ต่อให้คนทั้งครอบครัวไม่ทำการเกษตร กงหยางก็ไม่ต้องกลุ้มใจเรื่องการส่งมอบผลผลิตให้กับรัฐ
เพราะตัดเส้นทางอนาคตของตัวเองไปแล้ว ในสถานการณ์แบบนี้คงพอเดาได้ว่ากงหยางจะตั้งใจทำงานมากแค่ไหน อย่างไรก็ตามเซี่ยเสี่ยวหลานคงวาดแบบกับเขาไปตลอดไม่ได้ สิ่งที่เขาโชคดีกว่าคนอื่นคือตอนเริ่มจับงานสายนี้ เขาได้รับอิทธิพลด้านรสนิยมแบบสมัยใหม่มาจากเซี่ยเสี่ยวหลาน ยิ่งเซี่ยเสี่ยวหลานร่วมงานกับเขาหลายครั้งย่อมส่งผลให้รสนิยมด้านการออกแบบตกแต่งภายในของเขาสูงตามไปด้วย... หนึ่งปีผ่านไป จากมือสมัครเล่นได้กลายเป็นมืออาชีพ เซี่ยเสี่ยวหลานเห็นแบบของร้านใหม่แล้วรับรู้ได้ทันที
รูปแบบการตกแต่งโดยรวมไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง กงหยางเพียงปรับแก้การจัดวางแปลนเท่านั้น เซี่ยเสี่ยวหลานคิดว่าไม่เลวเลยทีเดียว
“พี่ไป๋ ฉันดูแล้วไม่มีปัญหา การออกแบบของกงหยางดีมากค่ะ”
ไป๋เจินจูพยักหน้า “ฉันว่ากงหยางนั้นตั้งใจทำงานมากจริงๆ โชคดีที่เธอคว้าตัวคนแบบนี้จากมหาวิทยาลัยมาได้ ขนาดงานยิบย่อยเขาก็ยินดีทำไม่ปริปากบ่นสักคำ”
“ถ้าเขาไม่ทำงานยิบย่อยแล้วจะรู้ถึงความแตกต่างระหว่างแบบแปลนกับการลงมือปฏิบัติจริงได้อย่างไรกัน อย่างไรก็ตามเขาขยันมากจริงๆ”
กงหยางได้ยินเช่นนั้นก็ยืนยิ้มแป้นอยู่ข้างๆ
เมื่อก่อนกงหยางทำงานทุกอย่างเพื่อหาเงิน แต่ตอนนี้ก็เป็นอย่างที่เซี่ยเสี่ยวหลานบอก ถ้าไม่ลงมือทำเองเขาคงไม่รู้ว่าแบบของตนสามารถใช้งานจริงได้หรือไม่
คนที่เซี่ยเสี่ยวหลานคว้าตัวมาได้ ไม่ได้มีแค่กงหยางเท่านั้น
แรกเริ่มเดิมทีเซี่ยเสี่ยวหลานไปขอให้จั๋วน่าน้องสาวของจั๋วเว่ยผิงมาช่วยงาน ทว่าจั๋วน่าไม่สนใจงานด้านวาดโปสเตอร์ร้านเสื้อผ้า เพราะครอบครัวของจั๋วน่ามีฐานะดี เธอจึงไม่จำเป็นต้องใช้เงินก้อนนี้
แต่กงหยางต้องการ
กงหยางผู้ต้องการเงิน เมื่อมาเจอกับเซี่ยเสี่ยวหลานที่หาเงินเก่งย่อมเข้าขากันได้เป็นอย่างดี เขาจึงถูกเซี่ยเสี่ยวหลานดึงตัวมาจากมหาวิทยาลัยได้สำเร็จ
นอกจากนี้เซี่ยเสี่ยวหลานยังหลอกไป๋เจินจูมาได้อีกคน แต่เหมือนสหายไป๋เจินจูจะไม่รู้ตัวเลยสักนิด
เซี่ยเสี่ยวหลานลากไป๋เจินจูมาทำงานด้วยเพราะอุปนิสัยของไป๋เจินจู แน่นอนว่าไป๋เจินจูเองก็ต้องการหาเงินเช่นกัน แผงขายผลไม้ของเธอใกล้จะไปไม่รอดเต็มที เซี่ยเสี่ยวหลานถึงได้หลอกล่อให้เธอมาทำงานหาเงินที่เผิงเฉิง และตอนนี้ไป๋เจินจูก็หาเงินได้แล้วเช่นกัน
เซี่ยเสี่ยวหลานจะซื้อรถให้หลิวเฟินเลยถามไป๋เจินจูว่าอยากซื้อด้วยหรือไม่
ไป๋เจินจูเริ่มรู้สึกหวั่นไหว
ที่ร้านมีรถอยู่หนึ่งคันแต่เป็นรถกระบะสำหรับขนของ โดยไป๋เจินจูมักจะเสนอตัวเป็นคนขับอยู่บ่อยครั้ง
สหายหญิงทั่วไปมักจะรักสวยรักงาม แต่กับไป๋เจินจูนั้นไม่ใช่
แม้แต่การแต่งตัวของเธอก็ยังออกไปทางผู้ชาย ทั้งยังรู้สึกสนใจในเรื่องรถอีกต่างหาก ก่อนหน้านี้เธอมีรถของคังเหว่ยให้ขับ ทว่าหลังคังเหว่ยประสบอุบัติเหตุ รถคันใหม่ที่ตู้เจ้าฮุยปรับแต่งให้ก็ถูกส่งไปที่ปักกิ่งโดยตรง
ร้านวัสดุแบ่งเงินปันผลช่วงก่อนตรุษจีน ไป๋เจินจูได้เงินมาจำนวนสองหมื่นห้า แผงขายของที่เธอให้คนอื่นช่วยดูแลก็ทำเงินให้เธอได้เดือนละหลายพันหยวน แม้ร้านวัสดุกำลังจะเปิดสาขาใหม่และคงยังไม่ได้เงินปันผลเร็วๆนี้ แต่ไป๋เจินจูยังมีช่องทางอื่นในการหารายได้ ดังนั้นในมือเธอย่อมมีเงินเหลือใช้สบายๆ
ปัจจุบันเธอใช้ชีวิตอยู่ที่เผิงเฉิงระยะยาว เธอซื้อบ้านที่นี่และรับคุณย่ามาใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
“ฉันซื้อบ้านชั้นเดียวราคาไม่ถึงสองหมื่นหยวน บ้านพักสวัสดิการที่เธอเคยพูดถึงไม่มีความเคลื่อนไหวแม้แต่น้อย อย่างไรก็ตามย่าฉันก็อายุมากแล้ว อยู่บ้านชั้นเดียวคงจะดีกว่า ไม่จำเป็นต้องปีนบันไดให้ลำบาก ฉันขอให้ลุงหลิวช่วยตกแต่งบ้านให้อย่างง่ายๆ ดังนั้นตอนนี้ถือว่าฉันได้ลงหลักปักฐานที่เผิงเฉิงแล้วละ!”
รถไม่จำเป็นต้องรีบซื้อ แต่บ้านคือสิ่งที่จำเป็น
ตระกูลไป๋มีบ้านเก่าอยู่ที่หยางเฉิง ทว่าไป๋เจินจูยังมีพี่ชายอีกคนหนึ่ง ไป๋เจินจูคิดว่าอนาคตพี่ชายก็คงต้องแต่งงาน เธอจึงไม่อยากแย่งบ้านหลังนั้นกับเขา
ส่วนเรื่องการแต่งงานของตัวเองนั้น ไป๋เจินจูไม่เคยคิดเรื่องนี้มาก่อน
แต่งงานแล้วต้องซักเสื้อผ้า ทำกับข้าว และคลอดลูกให้คนอื่น ทำงานหาเงินเองยังมีความสุขกว่า
แต่พอเซี่ยเสี่ยวหลานบอกว่าจะไปซื้อรถ ไป๋เจินจูก็เริ่มหวั่นไหวขึ้นมาทันที แม้งานที่ร้านจะเสร็จแล้ว แต่ไป๋เจินจูยังไม่อยากกลับบ้าน กลับไปย่าก็คงบ่นเรื่องแต่งงานเหมือนทุกครั้ง เธอเป็นแบบนี้จะแต่งงานกับใครได้เล่า?
“ฉันจะไปดูรถเป็นเพื่อนเอง แต่ตอนนี้ฉันยังไม่มีเงินซื้อหรอกนะ”
เซี่ยเสี่ยวหลานคิดในใจว่ารถที่ศุลกากรยึดมานั้นราคาค่อนข้างถูก แต่ทั้งคู่ยังไม่ทันได้ออกไปไหน หลิวหย่งก็วิ่งมาหาอย่างเร่งรีบ “อย่าเพิ่งไป เสี่ยวหวังบอกว่านายกทังเรียกพวกเราให้ไปหาที่บ้าน เขาอยากคุยเรื่องโรงแรมหนานไห่!”
ในที่สุดโรงแรมหนานไห่ก็จะเปิดประมูลโครงการตกแต่งภายในแล้วอย่างนั้นหรือ?
ตั้งแต่หลิวเทียนเฉวียนออกจากเผิงเฉิง เซี่ยเสี่ยวหลานก็เลิกสนใจเรื่องโรงแรมหนานไห่ไปโดยปริยาย
ในเมื่อทังหงเอินเรียกเธอกับหลิวหย่งไปหา แสดงว่าโครงการนี้มีโอกาสที่ ‘หย่วนฮุย’ จะได้มีส่วนร่วม โรงแรมระดับห้าดาว จำนวนห้องพักหลายร้อยห้อง มันคือเค้กก้อนใหญ่ หาเงินได้มากแค่ไหนเป็นเรื่องรอง ถึงอย่างไรโครงการลักษณะนี้คงเหมาทำเองทั้งหมดไม่ได้ แต่ถ้าได้มีส่วนร่วมก็จะได้ผลงานมาประดับบริษัทเพิ่ม!
เหมือนโครงการบ้านพักรับรองเทศบาลเมืองเผิงเฉิง ถ้าไม่ได้งานตกแต่งครั้งนั้นก็คงไม่มีใครรู้จัก ‘หย่วนฮุย’
เซี่ยเสี่ยวหลานเลิกสนใจเรื่องซื้อรถชั่วคราว รถไม่มีทางขาดตลาด แต่โอกาสแบบนี้หมดแล้วหมดเลย
“ลุงคะ ฉันจะไปกับลุงเดี๋ยวนี้เลย!”
ตอนที่ 836: สลัม
จากมณฑลกวางตุ้งข้ามฝั่งมายังฮ่องกง ใช้เวลาไม่นานมากนัก
ถ้าไม่ถูกคนจับได้ อีกฟากของชายฝั่งทะเลก็คือฮ่องกง พื้นที่แห่งอิสระและความเจริญรุ่งเรือง เซี่ยจื่ออวี้ซ่อนตัวอยู่บนเรือด้วยสภาพเหม็นคลุ้งไปหมดทั้งตัว เธออาเจียนจนอ่อนแรงและหน้ามืดตาลาย เงินติดตัวที่มีก็ถูกคนล้วงไปหมด โชคดียิ่งนักที่เรือลำนี้พาเธอมาส่งถึงฮ่องกงจริงๆ
เธอไม่รู้เลยว่า เพราะไปขอให้เคออีสยงช่วย แม้จะเสียเปรียบเรื่องเงินทอง แต่เธอก็ยังสามารถรักษาชีวิตของตัวเองไว้ได้
ถ้าเซี่ยจื่ออวี้ข้ามฝั่งมาด้วยตัวเอง หญิงสาวตัวคนเดียวที่กล้าพกเงินสดติดตัวมามากขนาดนั้นอย่างเธอ หลังถูกขโมยเงินไปจนหมด คนเหล่านั้นคงตีเธอจนสลบแล้วจับโยนทิ้งลงทะเล โอกาสรอดชีวิตมีเพียงริบหรี่เท่านั้น
หรือถ้าแย่ไปกว่านั้น หลังขโมยเงินเธอแล้ว ไม่แน่อาจจะจับเธอไปขายเป็นโสเภณี
ทุกปีมีคนลอบข้ามแดนจำนวนมาก อย่างไรก็ตามผู้ชายตัวคนเดียวยังไม่แน่ว่าจะรอดมาถึงฮ่องกงได้ พวกเขาถึงต้องชวนเพื่อนร่วมบ้านเกิดมาด้วยกัน ในขณะที่หญิงสาวอย่างเซี่ยจื่ออวี้ ทั้งไม่มีความกล้าหาญในการ ‘บุกข้ามด่าน’ ไม่มีพละกำลังมากพอที่จะว่ายน้ำข้ามทะเล ต้องอาศัยเรือประมงซ่อนตัวมายังฮ่องกงอย่างยากลำบากเช่นนี้ จะเป็นอย่างไรทุกสิ่งล้วนขึ้นอยู่กับลูกพี่ใหญ่ของเรือทั้งสิ้น
และลูกพี่ของเรือประมงที่เซี่ยจื่ออวี้นั่งมาก็ไม่ใช่คนดีอะไร
เซี่ยจื่ออวี้ถูกลูบคลำควานหาเงินทั่วทั้งตัว แต่เธอก็ไม่มีแรงขัดขืน ขนาดขึ้นฝั่งมาแล้ว เซี่ยจื่ออวี้ก็ยังไม่มีแรงลุกขึ้น
ในที่สุดก็มีคนเดินเข้ามาใกล้ และหยุดยืนอยู่ข้างๆเธอ
“เซี่ยจื่ออวี้?”
หลังเรียกอยู่สองครั้งแล้วยังไม่มีเสียงขานตอบ เขาจึงคิดว่าทักคนผิด
ขณะที่อีกฝ่ายกำลังจะเดินจากไป เซี่ยจื่ออวี้ก็คว้าชายกางเกงเขาแน่น
“...ฉันเอง” พูดจบเธอก็หมดสติไปทันที
ที่ฮ่องกงมีใครรู้จักเธอเสียที่ไหน ดังนั้นคนที่มารับเธอคงเป็นคนของตู้เจ้าฮุยอย่างแน่นอน
ตระกูลตู้เป็นถึงระดับมหาเศรษฐีของฮ่องกง เซี่ยจื่ออวี้ย่อมนึกว่าตนจะฟื้นขึ้นมาในบ้านพักกลางเขาของตู้เจ้าฮุย ทว่าเมื่อเธอลืมตาขึ้นมากลับพบว่า แสงไฟในห้องมืดสลัว และมีคนยืนอยู่ข้างเตียง ทำเอาเธอสะดุ้งโหยง
“ที่นี่คือที่ไหน เธอคือคนของเถ้าแก่ตู้อย่างนั้นหรือ”
แสงไฟในห้องมืดมาก ห้องนี้กว้างแค่ไม่กี่ตารางเมตรเท่านั้น อีกทั้งกำแพงยังขึ้นรา และเต็มไปรอยถลอก
ที่นี่ไม่มีทางเป็นบ้านพักของตู้เจ้าฮุยอย่างแน่นอน เซี่ยจื่ออวี้กอดเสื้อผ้าตัวเองแน่น พลางมองอีกฝ่ายอย่างหวาดระแวง
คนที่ยืนอยู่ข้างเตียงเห็นแล้วอยากอาเจียนยิ่งนัก ผู้หญิงที่เนื้อตัวเหม็นเน่าเช่นนี้ เขาไม่มีทางแตะต้องเด็ดขาด
“ยังจะเป็นที่ไหนได้อีก ที่นี่คือเกาลูน คุณชายใหญ่สั่งการไว้แล้วว่าให้เธอพักอยู่ที่นี่ชั่วคราว อีกสักระยะจะมีคนติดต่อมาเอง ถ้ามีอะไรให้ไปหาซี่กุยที่อยู่ห้องข้างๆ แล้วอย่าบอกว่าตัวเองรู้จักคุณชายใหญ่ที่เกาลูนล่ะ มันขายขี้หน้า!”
พูดจบเขาก็บีบจมูกและรีบเดินออกไป
เซี่ยจื่ออวี้พยายามยันตัวลุกขึ้นแล้ววิ่งตามออกไป
ที่แท้ตอนนี้ไม่ใช่เวลากลางคืน แต่ยังเป็นช่วงกลางวัน ถนนหนทางสลับซับซ้อน ตึกรามบ้านช่องแออัด สายไฟระโยงระยางพันกันยุ่งเหยิง ห้องที่เธออยู่เมื่อครู่ไม่มีหน้าต่าง ไม่มีรูรับแสงจากธรรมชาติแม้แต่น้อย ดังนั้นถึงจะเป็นตอนกลางวันก็ต้องเปิดไฟ
เซี่ยจื่ออวี้ไม่อยากจะเชื่อแม้แต่น้อย ที่นี่จะเป็นฮ่องกงได้อย่างไร?
คนเมื่อครู่หายไปแล้ว เซี่ยจื่ออวี้ทำได้แค่พยายามเคาะประตูห้องข้างๆ ไม่นานชายวัยสามสิบกว่าก็เปิดประตูออกมา เขากำลังโอบตัวหญิงสาวคนหนึ่งเสื้อผ้าหลุดลุ่ย
เซี่ยจื่ออวี้ถามเสียงสั่น “ที่นี่คือฮ่องกงจริงหรือ”
เมื่อได้ยินคำถามเขาตอบอย่างรำคาญใจ “ฮ่องกง เกาลูน ระวังตัวหน่อยล่ะ อย่าปล่อยให้พวกเหลวแหลกลากเข้าห้องไปได้เล่า ใครให้ของอะไรมาก็อย่าไปกิน น้ำก็ห้ามดื่ม ผู้หญิงที่เข้ามาทักทายก่อนมีแต่จะหลอกเธอไปขายตัวทั้งนั้น ถ้าเป็นผู้ชายก็คงจับเธอไปขายตัวเหมือนกัน ถ้าไม่มีอะไรทำก็กลับห้องไปนอน ถ้าอยากกินข้าวก็ลงไปชั้นล่าง!”
ชายคนนี้ไม่ได้พูดภาษากวางตุ้ง เขาพูดติดสำเนียงจี้เป่ย ดังนั้นเซี่ยจื่ออวี้จึงฟังออก
ทว่าสิ่งที่เขาพูดมา เมื่อเอามารวมกันแล้วเธอก็ยังไม่เข้าใจ
เธอไม่อยากเชื่อ สถานที่เลวร้ายแบบนี้ เธอกล้าลงไปกินข้าวเสียที่ไหน
เธอแอบข้ามแดนมาที่ฮ่องกงไม่ใช่เพื่อใช้ชีวิตแบบนี้
ผู้ชายคนนั้นพูดจบก็อยากปิดประตูห้องตัดรำคาญ เห็นได้ชัดว่าเขาถูกเซี่ยจื่ออวี้ขัดจังหวะเข้าด้ายเข้าเข็ม แต่เซี่ยจื่ออวี้ใช้มือเกาะขอบประตูไว้ “พี่ชาย… ฉันไม่มีเงินกินข้าว...”
เงินของเซี่ยจื่ออวี้ถูกคนล้วงไปหมดแล้ว ในเมื่อตู้เจ้าฮุยรับปากว่าจะช่วยเธอ เช่นนั้นคงไม่ปล่อยให้เธออดตายสินะ?
เธออยากกินข้าว อยากอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า และไม่อยากอยู่ในสถานที่ที่น่ากลัวแบบนี้!
ชายคนนั้นมองหน้าเธออย่างหงุดหงิด ก่อนจะเดินเข้าห้องไป หญิงสาวเสื้อผ้าหลุดลุ่ยคนนั้นจุดบุหรี่พลางส่งยิ้มมาให้ “ไม่มีเงินก็มาทำงานกับพี่สิจ๊ะ!”
เซี่ยจื่ออวี้เม้มปากแน่น ผู้ชายคนนั้นพูดจริง ผู้หญิงที่เป็นฝ่ายเข้าหาเธอมีแต่จะลากเธอไปเป็นโสเภณีทั้งนั้น
ที่นี่มันอะไรกัน! แม้เธอจะเคยมีความสัมพันธ์กับหวังเจี้ยนหัว แต่เธอไม่มีวันยอมเป็นผู้หญิงขายตัวเด็ดขาด!
ชายคนนั้นวิ่งกลับมาที่ประตูอีกครั้ง เขายัดธนบัตรดอลลาร์ฮ่องกงไม่กี่ใบพร้อมกับยื่นมีดปลายแหลมยาวห้านิ้วใส่มือเซี่ยจื่ออวี้
“ไสหัวไป อย่ามาขัดเรื่องดีของฉัน! ถ้ามีใครคิดขืนใจเธอก็ใช้มีดแทงมันซะ!”
เซี่ยจื่ออวี้ถือมีดด้วยมือสั่นเทา
ให้เธอแทงคนอื่น เธอกล้าที่ไหน
“...ที่นี่คือเกาลูน ชีวิตห่วยๆที่ไร้ค่ามีอยู่เต็มไปหมด แทงใครตายก็ไม่เป็นไร ตำรวจไม่สนหรอกน่า!”
เสียงประตูปิดดังโครม
เซี่ยจื่ออวี้ยืนนิ่งอึ้งอยู่ที่เดิม ก่อนจะรู้สึกถึงสายตาที่มองมาอย่างประสงค์ร้าย สายตานั้นมองราวกับเธอกำลังเปลือยเปล่าไม่มีผิด
เซี่ยจื่ออวี้ถือมีดรีบวิ่งกลับห้อง และรีบล็อกประตู พร้อมกับคว้าเก้าอี้เพียงตัวเดียวในห้องมาขวางประตูไว้
ทำไมเธอต้องเจอกับเรื่องเลวร้ายเช่นนี้
สถานะนักศึกษา มีคู่ครองเป็นลูกชายข้าราชการ มีเงินสดอยู่ในมือเกินหนึ่งแสนหยวน ทั้งที่เธอมีมันอยู่ในครอบครอง แต่ทั้งหมดนี้กลับหายวับไปในชั่วข้ามคืน!
ใครกันที่ทำให้เธอกลายเป็นแบบนี้?
เซี่ยเสี่ยวหลาน...
เซี่ยจื่ออวี้พึมพำชื่อนี้ซ้ำๆ
ถ้าไม่มีความเกลียดชังเป็นสิ่งยึดเหนี่ยว เธอคงคลุ้มคลั่งไปนานแล้ว!
ผู้คนล้วนบอกว่าฮ่องกงคือสวรรค์ คนที่ยอมเสี่ยงตายข้ามมาเกาะฮ่องกงใช้ชีวิตแบบไหน หากไม่เห็นกับตาตัวเองเซี่ยจื่ออวี้คงไม่เชื่อว่าฮ่องกงมีสถานที่ที่แร้นแค้นขนาดนี้อยู่ด้วย
ทั้งหมดเซี่ยเสี่ยวหลานคือต้นเหตุ!
ตู้เจ้าฮุยเองก็ไม่ใช่คนดีอะไร ทิ้งเธอไว้ที่แบบนี้ มันคือการเหยียดหยามและทรมานชัดๆ!
-----------------------------
“คุณชายใหญ่ เธอถึงฮ่องกงแล้วครับ”
อาหัวเองก็ไม่เข้าใจเช่นกันว่าทำไมตู้เจ้าฮุยถึงต้องช่วยเซี่ยจื่ออวี้ ถ้าส่งตัวเซี่ยจื่ออวี้ให้กับตำรวจ นั่นเท่ากับสร้างความดีความชอบมิใช่หรือ? อย่างไรก็ตามเขาเป็นเพียงคนคุ้มกัน ส่วนตู้เจ้าฮุยเป็นนายจ้าง อาหัวคงไม่กล้าตั้งคำถามนี้กับคุณชายใหญ่
“ให้เธออยู่เกาลูนสักระยะจนกว่าจะว่านอนสอนง่าย จากนั้นค่อยว่ากัน”
เกาลูนเป็นเหมือนเขตพิเศษของฮ่องกง รัฐบาลอังกฤษไม่อยากใส่ใจ รัฐบาลฮ่องกงเองก็ไม่อยากจับเผือกร้อนชิ้นนี้
มีทั้งการค้าประเวณี การพนัน มีแหล่งมั่วสุมสูบฝิ่นและค้าขายยาเสพติด
เซี่ยจื่ออวี้หนีคดีคราวนี้เป็นการยืนยันแล้วว่า ‘หน่วยข่าวกรอง’ ที่อยู่เบื้องหลังเธอนั้นไม่มีอยู่จริง ตู้เจ้าฮุยสงสัยมากว่า ในเมื่อเธอไม่มี ‘หน่วยข่าวกรอง’ แล้วเซี่ยจื่ออวี้รู้ได้อย่างไรว่าโซเวียตจะเปลี่ยนผู้นำ?
หรือเธอมีความสามารถในการทำนายอนาคตจริง
ตู้เจ้าฮุยไม่ชอบถูกคนข่มขู่ แม้เซี่ยจื่ออวี้ยังมีประโยชน์กับเขาอยู่บ้าง แต่เขาต้องการหมารับใช้ที่เชื่อฟัง ไม่ใช่ผู้หญิงทะเยอทะยานที่กล้าวางแผนหลอกใช้เขาเช่นนี้
ปล่อยให้เซี่ยจื่ออวี้อยู่เกาลูนสักระยะ รับรองว่าอีกไม่นานคงกลายเป็นคนว่านอนสอนง่าย เพราะถ้ามีทางเลือกอื่นก็คงไม่มีใครอยากอยู่ที่เกาลูน
ตู้เจ้าฮุยเห็นอาหัวยังไม่ออกไปจึงเลิกคิ้วถามว่า “ยังมีอะไรอีกหรือ”
อาหัวอึกอัก “คุณชายใหญ่ เซี่ยต้าจวินกลับมาแล้วครับ เขาพาเด็กผู้ชายสามคนกลับมาด้วย”
เดิมทีตู้เจ้าฮุยเห็นเซี่ยต้าจวินเป็นลูกน้องคนสำคัญ แต่ปัจจุบันแค่ได้ยินชื่อก็รู้สึกรังเกียจยิ่งนัก เขาโบกมือสื่อว่าไม่อยากฟังเรื่องของเซี่ยต้าจวินสักเท่าไร
“ให้หมอประเมินอาการของเขา ถ้าเดินได้แล้วก็หาตำแหน่งงานในบริษัทให้เขาทำเสีย”
ตอนที่ 837: คนที่ไม่ควรหาเรื่องด้วย
ตอนนี้ตู้เจ้าฮุยไม่ต้องการให้เซี่ยต้าจวินคอยติดตามเขาอีกแล้ว
ต่อให้เซี่ยต้าจวินจะกลับมาเดินได้อีกครั้ง แต่คนที่เคยได้รับบาดเจ็บ ทั้งสภาพร่างกายและความคล่องแคล่วย่อมไม่เหมือนเมื่อก่อนอีกต่อไป
ไม่เหมาะกับการเป็นคนคุ้มกัน
ตอนนี้ตู้เจ้าฮุยพึ่งพาอาหัวมากกว่า แม้เขาจะไม่สะดุดตาแต่อย่างน้อยก็มีฝีมือการต่อสู้
นอกจากนี้อาหัวยังช่วยเขาจัดการเรื่องจิปาถะบางอย่างให้เขาได้ แม้จะไม่ได้เรียนสูงนักแต่ฉลาดกว่าเซี่ยต้าจวินมากโข
เลี้ยงเซี่ยต้าจวินไว้ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร ตู้เจ้าฮุยไม่เคยขาดเงินเล็กน้อยแค่นั้น ถึงอย่างไรเซี่ยต้าจวินก็เคยช่วยชีวิตเขาไว้สองครั้ง... แต่คุณชายใหญ่ตู้ก็ไม่ได้รู้สึกติดค้างอะไรเซี่ยต้าจวินมากมาย เขาจ่ายเงินจ้างคนคุ้มกันมาคุ้มครองความปลอดภัย นี่คือหน้าที่ของคนทำอาชีพนี้
อีกอย่างเขาช่วยจัดการปัญหาน่ารำคาญของเซี่ยต้าจวินไปตั้งกี่เรื่อง?
ให้ตำแหน่งงานกับเซี่ยต้าจวินที่บริษัทถือว่าเหมาะสมดีมากแล้ว แค่ตู้เจ้าฮุยคิดถึงคนตระกูลเซี่ยที่ดีแต่ก่อเรื่องทุกวันแล้วก็รู้สึกปวดหัว ไม่รู้จักเจียมเนื้อเจียมตัวเลยสักนิด เซี่ยต้าจวินเองก็ไม่รู้จักแยกแยะกาลเทศะ!
“คุณชายใหญ่ ผมจะจัดการให้เรียบร้อยครับ”
อาหัวคิดในใจ ความผูกพันสักวันย่อมมีวันหมดไป เซี่ยต้าจวินช่างโง่เขลาที่ปล่อยให้เรื่องเล็กน้อยทั้งหลายมาทำลายความเมตตาของคุณชายใหญ่ แต่คุณชายใหญ่ก็ถือว่าเป็นคนรักลูกน้องยิ่งนัก เขาช่วยส่งหลานสาวของเซี่ยต้าจวินไปที่ฮ่องกง แม้จะไม่ได้บอกเซี่ยต้าจวินก็ตาม
และอาหัวคงไม่มีทางปริปากบอกใครอย่างแน่นอน
เซี่ยต้าจวินกลับเผิงเฉิงมาพร้อมหลานชายสามคน
หลังนั่งรถไฟสามสิบกว่าชั่วโมง เซี่ยจวิ้นเฟิงที่อายุน้อยที่สุดก็อาเจียนบนรถไฟ ลำพังเซี่ยต้าจวินแค่ตัวเองยังเคลื่อนไหวลำบาก แล้วจะดูแลเด็กได้อย่างไร โชคดีที่น้องชายของเซี่ยจื่ออวี้อย่างเซี่ยจวิ้นเป่าเป็นเด็กรู้งาน เขาช่วยเปลี่ยนเสื้อผ้าให้เซี่ยจวิ้นเฟิง อีกทั้งยังรับหน้าที่ไปซื้อข้าวสำหรับทั้งสี่คน ยังไม่ทันถึงเผิงเฉิง ในบรรดาหลานชายทั้งสามคน เซี่ยต้าจวินก็เริ่มลำเอียงไปหาเซี่ยจวิ้นเป่าเสียแล้ว
เมื่อมาถึงเผิงเฉิง แม่เฒ่าเซี่ยเห็นเซี่ยต้าจวินพาหลานชายทั้งสามคนกลับมาด้วยก็ดีใจเป็นอย่างมาก แต่พอได้ยินว่าเซี่ยฉางเจิงกับจางชุ่ยถูกจับ และเซี่ยจื่ออวี้กำลังหลบหนีคดี ก่อนหน้านี้แม้เธอจะไม่พอใจครอบครัวของลูกชายคนโต แต่ถึงอย่างไรเซี่ยจื่ออวี้ก็เป็นหลานสาวคนโปรดของเธอมานานหลายปี ยอมประหยัดอดออมเพื่อส่งหลานสาวคนนี้เรียนมหาวิทยาลัย ยังไม่ทันได้ผลประโยชน์ เซี่ยจื่ออวี้กลับถูกไล่ออกและกลายเป็นนักโทษหนีคดีไปเสียแล้ว แม่เฒ่าเซี่ยเจ็บปวดรวดร้าว พลางทุบตีเซี่ยต้าจวินอย่างอัดอั้นใจ
“เพราะแกมีลูกเป็นตัวกาลกิณี คนทั้งบ้านจึงถูกจับเข้าคุกกันหมด คนอื่นคงหัวเราะเยาะตระกูลเซี่ยของพวกเราอยู่เป็นแน่!”
เซี่ยต้าจวินถูกทุบตีไม่กี่ครั้งนั้นไม่เป็นไร แต่ตอนแม่เฒ่าเซี่ยพ่นคำด่าต่างๆนานาน้ำลายกระเด็นใส่หน้าเขาเต็มไปหมด เดิมทีเซี่ยต้าจวินก็กลับจากซางตูด้วยความหวาดหวั่นและวิตก พอกลับมาเจอแม่ของตนก็ถูกด่าทอไม่ยั้ง เขาย่อมรู้สึกหงุดหงิด
“แม่ เลิกด่าเถอะ ตอนนี้พวกเรามีเรื่องกับเธอไม่ได้แล้ว! เธอทำให้ทั้งพี่ใหญ่และพี่สะใภ้ต้องเข้าคุก แม่คิดว่าเธอยังเป็นเหมือนเมื่อก่อนอีกหรือ?”
ไม่ควรมีเรื่องกับเซี่ยเสี่ยวหลาน การตระหนักรู้ในเรื่องนี้ทำให้เซี่ยต้าจวินรู้สึกหมดเรี่ยวแรง
เขาเป็นพ่อแต่กลับต้องยอมก้มหัวให้ลูกสาวตัวเอง ที่ใดที่เธอปรากฏตัว เขาจำเป็นต้องถอยหนี นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน?
หลายพันปีที่ผ่านมา ประเทศจีนไม่เคยมีขนบธรรมเนียมเช่นนี้มาก่อน
ลูกสาวคือตัวถ่วงของตระกูล
ผู้หญิงเกิดมาเพื่อปรนนิบัติรับใช้ผู้ชาย
เซี่ยต้าจวินไม่รู้สึกว่าตนทำอะไรผิด ในเมื่อเขาไม่ผิดก็แสดงว่าคนอื่นผิด ผิดที่เซี่ยเสี่ยวหลานเอาแต่ยึดติดกับเรื่องในอดีต และทำลายครอบครัวจนร้าวฉาน
แม่เฒ่าเซี่ยตกใจกับสิ่งที่เซี่ยต้าจวินพูด
“แค่สอบเข้ามหาลัยได้ก็เก่งนักหรืออย่างไร ฉันจะไปเอาเรื่องเธอที่ปักกิ่ง ไปโวยวายหน้ามหาวิทยาลัย ดูสิว่านังเด็กนั่นยังจะกล้าสู้หน้าคนอื่นได้อีกไหม!”
เสียงแหลมสูงของแม่เฒ่าเซี่ยทำเซี่ยต้าจวินปวดหัวไปหมด
“แม่ ตอนนี้เธอมีคู่ครองเป็นลูกชายข้าราชการใหญ่ มิเช่นนั้นพวกพี่ใหญ่จะเข้าคุกได้อย่างนั้นหรือ ถ้าแม่อยากไปโวยวายก็เชิญ ฉันไม่ห้าม”
รองเท้าผุพังที่สมควรแต่งงานกับผู้ชายไม่เอาไหนกลับมีคู่ครองเป็นถึงลูกชายข้าราชการใหญ่ สอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ดีขนาดนั้นเลยหรือ? แม่เฒ่าเซี่ยไม่กล้าด่าต่อ และเริ่มคิดถึงหวังเจี้ยนหัว “ไหนบอกว่าหวังเจี้ยนหัวก็เป็นลูกข้าราชการเหมือนกันไม่ใช่รึ เขาคบกับจื่ออวี้อยู่ทำไมถึงไม่ช่วยครอบครัวพี่ใหญ่ของลูก?”
ยังจะเพราะอะไรได้
จื่ออวี้พูดมาตลอดว่าตระกูลหวังรังเกียจความเป็นคนชนบทของเธอ ตระกูลหวังรังเกียจเธอเช่นนั้นย่อมไม่มีวันให้ความช่วยเหลือ
หรือไม่... ก็คงเป็นเพราะตระกูลหวังมีอำนาจสู้ตระกูลคู่ครองของเซี่ยเสี่ยวหลานไม่ได้
เซี่ยต้าจวินบอกสิ่งที่ตนคาดเดาออกไป แม่เฒ่าเซี่ยเงียบลงทันที
แม่เฒ่าเซี่ยมักจะดูแคลนเซี่ยเสี่ยวหลานทุกอย่าง แต่เธอยอมรับว่าเซี่ยเสี่ยวหลานมีหน้าตาที่สะสวย รู้จักยั่วยวนผู้ชาย ถ้าเซี่ยเสี่ยวหลานได้ดั่งใจแบบนี้ไปตลอดแล้วคนตระกูลเซี่ยจะใช้ชีวิตอยู่กันอย่างไร!
แม่เฒ่าเซี่ยเริ่มรู้สึกกลัว เธอกลัวว่าเซี่ยเสี่ยวหลานจะมาแก้แค้นเธอที่เผิงเฉิง
สองแม่ลูกคุยกันโดยไม่คำนึงถึงเด็กอีกสามคนที่ยืนอยู่ด้วยเลย เซี่ยจวิ้นเป่าพอได้ยินว่าเซี่ยเสี่ยวหลานเป็นคนทำให้พ่อกับแม่ของเขาต้องเข้าคุกก็กำหมัดแน่น ก่อนเดินออกจากห้องไปทันที
เซี่ยจวิ้นซานอายุน้อยกว่าเซี่ยจวิ้นเป่าแค่หนึ่งปีเท่านั้น พอเห็นดังนั้นก็แอบตามออกไปด้วย
คนตระกูลหวังอบรมสั่งสอนเซี่ยจวิ้นซานว่า หากลุงรองของเขาชอบใครมากที่สุด ลุงรองก็จะทำดีกับคนนั้น เซี่ยจวิ้นซานจึงเดินไปดักเซี่ยจวิ้นเป่าที่มุมกำแพง
“แม่ของนายเป็นคนชั่ว พ่อของนายก็ชั่วเหมือนกัน พวกเขาถูกจับเข้าคุกแล้ว ถ้านายไม่เชื่อฟังฉัน ฉันต่อยนายแน่!”
เซี่ยจวิ้นเป่าไม่ตอบ เขากำหมัดพลางร้องไห้ เซี่ยต้าจวินที่ตามออกมาเห็นภาพนี้เข้าพอดี
“จวิ้นซาน พูดอะไรของหลาน ดูสิพี่จวิ้นเป่าร้องไห้แล้ว!”
เซี่ยจวิ้นซานไม่ยอมแพ้ “ลุงรอง ผมไม่ได้พูดผิด คนที่ถูกจับเข้าคุกมีแต่คนเลวทั้งนั้น ถ้าอย่างนั้นคุณลุงใหญ่กับคุณป้าสะใภ้ใหญ่ก็เป็นคนเลว ถ้าพวกเขาไม่ทำร้ายพี่เสี่ยวหลานแล้วตำรวจจะจับเขาทำไมครับ”
เมื่อก่อนเซี่ยจวิ้นซานไม่ถูกกับเซี่ยเสี่ยวหลานเช่นกัน เนื่องจากพวกเขาอายุห่างกันหลายปี แต่เซี่ยจวิ้นซานชอบคนเก่ง ตั้งแต่เซี่ยเสี่ยวหลานสอบเกาเข่าได้เป็นจอหงวนของมณฑล เวลาเขาเดินไปที่ไหนก็ได้ยินแต่คนเอ่ยปากชมเซี่ยเสี่ยวหลาน
แน่นอนว่าเซี่ยจวิ้นซานน่าจะเป็นคนเดียวในตระกูลเซี่ยที่รู้สึกนับถือเซี่ยเสี่ยวหลาน หาใช่เกลียดชังเธอเหมือนคนอื่นๆในตระกูลเซี่ย
คำพูดของเด็กน้อย เซี่ยต้าจวินไม่รู้จะเถียงกลับอย่างไร
เซี่ยต้าจวินรู้ว่าเซี่ยฉางเจิงกับจางชุ่ยเป็นฝ่ายทำผิดก่อน แต่เซี่ยเสี่ยวหลานไม่ได้เป็นอะไรมากไม่ใช่หรือ ต่างจากเซี่ยฉางเจิงที่ตองเสียมือไปหนึ่งข้าง ดังนั้นต่อให้มีความผิดจริงก็ถือว่าชดใช้กันไปแล้ว
แต่เซี่ยเสี่ยวหลานกลับไม่ยอมรามือ ต้องการทำให้เซี่ยฉางเจิงเข้าคุก ทำให้เซี่ยจื่ออวี้กลายเป็นนักโทษหนีคดี เธอเห็นคนตระกูลเซี่ยเป็นศัตรู!
“จวิ้นซาน หลานยังเล็กคงไม่เข้าใจ อย่างไรก็ตามต่อไปห้ามพูดเรื่องนี้อีก”
เมื่อเห็นว่าเซี่ยต้าจวินมีท่าทีแข็งกร้าว เซี่ยจวิ้นซานก็จำได้ว่าต้องเอาอกเอาใจลุงรอง แม้เขาจะรู้สึกข้องใจก็จริงแต่ก็ไม่คิดจะตัดอนาคตของตัวเอง
เซี่ยต้าจวินปวดหัว
หลานชายสามคนที่พากลับมาอายุไม่ห่างกันมากนัก ดังนั้นเขาต้องส่งเด็กทั้งสามไปโรงเรียน
รวมถึงต้องประกันตัวครอบครัวน้องสามออกมาด้วย เซี่ยต้าจวินต้องเลี้ยงดูหลานทั้งสาม ทำให้เขายังไม่มีเวลาไปสถานีตำรวจของหยางเฉิง อย่างไรก็ตามเรื่องนี้เขายังต้องพยายามวิ่งเต้นหาช่องทางต่อไป
สวรรค์ช่างไม่ยุติธรรม โลกนี้ช่างอยู่ยากเหลือเกิน!
———————————————————————————
เซี่ยเสี่ยวหลานกับหลิวหย่งไปบ้านทังหงเอินด้วยกัน
หลังเจอหน้าก็ทักทายพอเป็นพิธี ทังหงเอินคงรู้ดีว่าหลิวเฟินอยู่หยางเฉิงเพราะเขาไม่ได้ถามหาหลิวเฟินกับเซี่ยเสี่ยวหลานสักคำเดียว เซี่ยเสี่ยวหลานจึงตัดเข้าประเด็นสำคัญทันที
“คุณอาทัง งานตกแต่งภายในของโรงแรมหนานไห่ หย่วนฮุยยังมีประสบการณ์ไม่มากพอ และไม่มีเงินทุนหมุนเวียนเหลือเฟือเช่นนั้น ถ้าพวกเขาฝืนเข้าร่วมการประมูล มันจะเป็นการสร้างความเดือดร้อนให้กับคุณอาหรือเปล่าคะ”
เซี่ยเสี่ยวหลานสงสัยว่านายกทังขาดสติหรือเปล่า เพื่อตามจีบแม่เธอ เขาถึงกับไม่สนใจกฎระเบียบแล้วหรือ?
ทังหงเอินชี้ไปที่เอกสารบนโต๊ะ
“อย่าคิดฟุ้งซ่าน อ่านเอกสารดูก่อน อ่านจบแล้วค่อยคุยเรื่องนี้กับฉัน”
ตอนที่ 838: นัดให้พวกเธอแล้ว
ข้อมูลที่ทังหงเอินให้มาคือข้อมูลบริษัทที่ลงทุนในโครงการโรงแรมหนานไห่
โดยโครงการนี้มีบริษัทเหม่ยหัวฮ่องกง ธนาคารฮ่องกงและเซี่ยงไฮ้ เครือสมาพันธ์การค้าฮ่องกง รวมถึงบริษัทตงเฟิงโฮลดิ้งเป็นผู้ถือหุ้น
สี่ผู้ถือหุ้นหลัก มีเพียงหนึ่งเจ้าเท่านั้นที่มาจากแผ่นดินใหญ่ ในปี1985 คงมีแค่ที่เขตเศรษฐกิจพิเศษเท่านั้นที่จะเกิดสถานการณ์แบบนี้ขึ้นได้
หลิวหย่งยื่นหน้าเข้ามาดู อย่างไรก็ตามเขาไม่ได้อ่อนไหวกับเรื่องพวกนี้เหมือนเซี่ยเสี่ยวหลาน เขาเพียงรู้สึกแปลกใจเท่านั้นที่เห็นคำว่า ‘ฮ่องกง’ อยู่เต็มไปหมด โรงแรมหนานไห่มีชาวฮ่องกงเป็นหุ้นส่วนอยู่เป็นจำนวนมาก โรงแรมที่บริษัทฮ่องกงเป็นคนลงทุนสร้างเช่นนี้ เหตุใดตอนนั้นหลิวเทียนเฉวียนถึงอยากดึงเขาเข้าไปร่วมหุ้น ทั้งที่หลิวเทียนเฉวียนเองกำลังได้เปรียบอยู่แท้ๆ
หลิวหย่งไม่เข้าใจสักนิด
เดิมทีทังหงเอินก็ไม่ได้คาดหวังอะไรกับเขามากนัก
ตอนนี้หลิวหย่งยังมีระบบความคิดแบบผู้รับเหมาเท่านั้น ปริมาณโครงการที่หย่วนฮุยทำนั้นมีจำนวนไม่น้อย แต่ขอบเขตของงานค่อนข้างคล้ายคลึงกัน หลักๆแล้วเขาแค่รับงานตกแต่งภายใน และเก็บค่าดำเนินงาน แน่นอนว่าหลิวหย่งยังไม่เคยสัมผัสกับสิ่งที่ลึกไปกว่านั้น
“เข้าใจแล้วหรือยัง” ทังหงเอินถามเซี่ยเสี่ยวหลาน
เซี่ยเสี่ยวหลานไม่แน่ใจว่าสิ่งที่ตนเข้าใจเป็นสิ่งเดียวกับที่ทังหงเอินต้องการสื่อหรือไม่ “คุณอาหมายความว่าหย่วนฮุยมีโอกาสเพราะตงเฟิงโฮลดิ้งหรือคะ?”
ทังหงเอินชี้ไปที่เหม่ยหัวฮ่องกง จากนั้นก็ชี้มาที่ชื่อของตงเฟิงโฮลดิ้ง “สองบริษัทนี้ล้วนอยากได้อำนาจบริหารของโรงแรมหนานไห่ทั้งสิ้น ทว่าเหม่ยหัวฮ่องกงมีเครือบริษัทใหญ่ของฮ่องกงคอยหนุนหลัง โดยบริษัทที่ว่านี้ทำธุรกิจเกี่ยวกับงานบริการด้านการบริหารจัดการโรงแรม เอาเถอะ การแข่งขันของพวกเขากับตงเฟิงเธอไม่ต้องสนใจหรอก เพราะเธอคงไม่มีทางเกลี้ยกล่อมคนจากเหม่ยหัวได้ ดังนั้นเธอทำได้แค่เข้าหาทางตงเฟิง และนี่ก็คือโอกาสของพวกเธอ”
ตงเฟิงโฮลดิ้งใส่ใจเรื่องการตกแต่งโรงแรมเสียที่ไหน ถ้าอย่างนั้นพวกเขาคงอยากใช้การตกแต่งภายในชิงอำนาจบริหารจากเหม่ยหัวสินะ?
“ตงเฟิงโฮลดิ้งอยากให้ทางหย่วนฮุยออกแบบให้หรือคะ?”
แน่นอนว่าหย่วนฮุยคงไม่มีทางกินเค้กก้อนนี้ได้หมด แต่หย่วนฮุยสามารถเดินตามหลังตงเฟิงโฮลดิ้งเพื่อเก็บตกส่วนที่เหลือได้เช่นกัน แม้การออกแบบจะหาใครมาทำก็ได้ แต่ถ้าใช้แบบที่หย่วนฮุยเป็นคนทำ ก็จำเป็นต้องแบ่งงานให้กับหย่วนฮุยบางส่วนไม่ใช่หรือ
เซี่ยเสี่ยวหลานเคยไปพักที่โรงแรมหนานไห่เมื่อชาติที่แล้ว แต่ไม่ได้เข้าพักตอนช่วงปี1986 เธอเข้าพักที่โรงแรมหนานไห่หลังผ่านการปรับปรุงใหม่เมื่อปี2007 เนื่องจากก่อนที่โรงแรมจะทำการปรับปรุงใหม่ เซี่ยเสี่ยวหลานยังไม่มีปัญญานอนพักในโรงแรมห้าดาว
เธอพยายามย้อนคิดถึงเรื่องในอดีต เธอจำการตกแต่งของโรงแรมหนานไห่ได้ไม่มากนัก ตอนนั้นเธอเข้าพักในโรงแรมห้าดาวมาไม่น้อย ทว่านอกจากโรงแรมที่ถูกใจเป็นพิเศษ ความทรงจำอื่นๆช่างเลือนรางเหลือเกิน
“แต่ถ้ามีบริษัทฮ่องกงเป็นผู้ถือหุ้น ก่อนโครงการนี้จะทำการออกแบบ ก็น่าจะมีแผนการตกแต่งภายในเตรียมไว้ก่อนแล้วไม่ใช่หรือคะ”
โรงแรมจะเปิดกิจการในปี1986 การตกแต่งภายในเริ่มขึ้นช่วงปี1985 ย่อมไม่ใช่เรื่องแปลก แต่เวลาล่วงเลยมาถึงเดือนพฤษภาคมของปี1985 แม้แต่แผนการตกแต่งก็ยังไม่มี เรื่องนี้ช่างแปลกยิ่งนัก เพราะโครงการใหญ่ขนาดนี้ไม่สมควรเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นน่ะสิ
ทังหงเอินพยักหน้ารับ “ถูกต้อง พวกเขามีแผนการตกแต่งเตรียมไว้แล้ว ซึ่งเหม่ยหัวเป็นคนเสนอความคิด แต่ถูกทางตงเฟิงปฏิเสธ และแผนการที่ตงเฟิงเสนอก็ถูกผู้ถือหุ้นจากฮ่องกงอีกสามเจ้าปัดตกเช่นกัน ตอนนี้ตงเฟิงจึงต้องการปรับแผนงานของตัวเอง ดังนั้นสิ่งที่หย่วนฮุยต้องทำก็คือเรื่องนี้”
ปรับแก้แผนงาน?
นี่ยากกว่าการคิดแผนงานขึ้นใหม่เสียอีก
ให้เซี่ยเสี่ยวหลานทำเองคนเดียวคงไม่ไหว ต่อให้เธอกับกงหยางร่วมมือกันก็คงเกินกำลังอยู่ดี
การตกแต่งภายในไม่ใช่แค่วาดแบบขึ้นมาแล้วเสร็จสิ้นเท่านั้น แต่ตอนวางแผนตกแต่ง ผู้ออกแบบจะต้องคิดถึงเรื่องทางเทคนิคด้วยว่าแผนนั้นสามารถทำได้จริงหรือไม่ แน่นอนว่าของพวกนี้กงหยางไม่รู้ เซี่ยเสี่ยวหลานเองก็เช่นกัน เนื่องจากมาตรฐานของบ้านพักรับรองห่างชั้นจากโรงแรมห้าดาวมากนัก
เซี่ยเสี่ยวหลานไม่มีทางปิดบังความจริงกับทังหงเอิน เธออธิบายความสามารถที่ตนมีให้เขาฟังตามตรง รวมถึงเรื่องที่เธอกังวลอีกอย่างหนึ่งด้วยเช่นกัน
“คุณอาทัง ฉันอยู่ที่เผิงเฉิงได้แค่สองวันเท่านั้น เกรงว่าจะไม่ว่างเข้าร่วมโครงการนี้ค่ะ”
โอกาสดีก็จริง แต่ขึ้นอยู่กับความสามารถด้วยเช่นกัน
กงหยางเริ่มทำงานพิเศษจนกระทั่งกลายเป็นพนักงานประจำ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเขาจะสามารถปรับแก้แบบของโรงแรมระดับห้าดาวได้น่ะสิ กงหยางเรียนศิลปกรรม ให้เขาออกแบบย่อมไม่มีปัญหา ทว่าด้วยประสบการณ์ของเขา การวางแผนให้กับโรงแรมห้าดาวนั้นเหมือนจะเกินตัวเกินไป!
“ตงเฟิงโฮลดิ้งมีสาขาอยู่ที่ปักกิ่ง ผู้ดูแลแซ่ฮั่ว ตอนนี้เขาเองก็อยู่ที่เผิงเฉิง คนที่อยากร่วมงานกับทางตงเฟิงไม่ได้มีแค่หย่วนฮุยของพวกเธอเท่านั้น แต่เขากลับต้องการพูดคุยเรื่องนี้กับหย่วนฮุย พรุ่งนี้ช่วงหัวค่ำเธอคงนั่งเครื่องบินกลับปักกิ่งสินะ ดังนั้นฉันจึงช่วยนัดทานข้าวเที่ยงกับเขาให้พวกเธอเรียบร้อยแล้วละ”
ทังหงเอินพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
คนอื่นอยากร่วมงานกับตงเฟิงโฮลดิ้ง แต่อีกฝ่ายกลับเห็น ‘หย่วนฮุย’ อยู่ในสายตา คงไม่ใช่เพราะโครงการบ้านพักรับรองเทศบาลเมืองหรอกกระมัง!
หรือพวกเขาได้ยินข่าวลือเลยคิดว่าหย่วนฮุยสนิทสนมกับทังหงเอิน และเพราะอยากได้รับการสนับสนุนจากทังหงเอินก็เลยพุ่งเป้ามาที่หย่วนฮุยกัน?
เซี่ยเสี่ยวหลานรู้สึกลังเล “คุณอาทัง เรื่องนี้จะส่งผลเสียให้กับคุณอานะคะ!”
“ไม่ใช่อย่างที่เธอคิดหรอก เรื่องนี้มีอีกหลายปัจจัย พวกเขาต้องการคนที่ไว้ใจได้ และฉันเองก็ไม่รู้ตื้นลึกหนาบางของบริษัทอื่น ถึงประสบการณ์ของหย่วนฮุยจะน้อย แต่โครงการที่ทำมาล้วนได้รับเสียงตอบรับจากลูกค้าเป็นอย่างดี ตงเฟิงโฮลดิ้งสืบเรื่องของพวกเธอแล้วถึงได้ติดต่อมาหาฉัน ดังนั้นฉันไม่มีความเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้แต่อย่างใด ฉันแค่เป็นสะพานเชื่อมให้พวกเธอโดยบังเอิญเท่านั้น”
มาหาทังหงเอิน ไม่ใช่มาหาเทศบาลเมือง
เซี่ยเสี่ยวหลานกระจ่างแล้ว ผู้รับผิดชอบของตงเฟิงโฮลดิ้งรู้จักกับทังหงเอินเป็นการส่วนตัว
ถ้าอย่างนั้นก็คงไม่แปลก เซี่ยเสี่ยวหลานรู้จักทังหงเอินได้ แล้วยังจะห้ามคนอื่นไม่ให้รู้จักกับทังหงเอินอีกหรือ
ทังหงเอินพูดถึงขั้นนี้แล้ว หากปฏิเสธอีกคงจะดูไม่งามสักเท่าไร อย่างไรก็ตามแม้เซี่ยเสี่ยวหลานจะตัดสินใจแล้ว แต่ไม่รู้ว่าหลิวหย่งคิดอย่างไร
“คุณลุง...”
หลิวหย่งอยากสูบบุหรี่เพื่อเรียกสติสักมวน แน่นอนว่าหย่วนฮุยต้องการโครงการนี้
บริษัทของเขาควรเป็นรูปเป็นร่างเสียที จะให้ทำงานแบบไม่มีระบบระเบียบต่อไปคงเป็นไปไม่ได้ หากได้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการโรงแรมหนานไห่ จะทำเงินได้เท่าไรนั้นเป็นเรื่องรอง ก็เหมือนโครงการบ้านพักรับรองเทศบาลเมือง มันคือผลงานที่มีไว้ประดับบริษัท ทำให้บริษัทของเขาเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว!
นายกทังช่วยกันแบบนี้ จุดประสงค์เพราะอยากหลอกล่ออาเฟินน้องสาวเขาสินะ?
หลิวหย่งเริ่มคิดฟุ้งซ่าน
หลังเซี่ยเสี่ยวหลานเรียกซ้ำอีกครั้ง เขาถึงดึงสติกลับมาได้
“ได้ครับ พวกเราจะทำตามที่นายกทังบอก!”
ถ้านายกทังต้องการจีบหลิวเฟินจริงๆ โครงการหนานไห่จะมีค่าหรือไม่ก็ไม่ต่างกัน ถ้าอนาคตน้องสาวเขาคบกับทังหงเอินจริง หลิวหย่งก็ไม่อยากกลายเป็นตัวถ่วงของน้องสาว ครอบครัวฝ่ายหญิงเจริญรุ่งเรืองคือเรื่องดี ดังนั้นหลิวหย่งจำเป็นต้องพยายามอย่างเต็มที่ แต่เดิมเขาแค่ต้องเลี้ยงดูลูกเมีย และช่วยหนุนหลังหลานสาวเท่านั้น ทว่าตอนนี้มีหลิวเฟินเพิ่มมาอีกคน เขาจึงต้องกัดฟันสู้ในสนามธุรกิจอย่างเต็มที่
มัวแต่พะวงหน้าพะวงหลังแล้วจะทำธุรกิจอะไรได้ กลับบ้านไปปลูกมันเทศไม่ดีกว่าหรือ!
เซี่ยเสี่ยวหลานถามสถานที่นัดกินมื้อเที่ยงวันพรุ่งนี้ ก่อนจะขอตัวกลับพร้อมหลิวหย่ง
“ลุงคะ ดูเหมือนคืนนี้เราคงจะไม่ต้องนอนกันแล้วละค่ะ เรียกกงหยางมาเถอะ พวกเราไปดูสถานที่จริงที่ก่อสร้างโรงแรมหนานไห่กัน แม้ตอนนี้มันยังไม่ถูกตกแต่ง แต่โครงสร้างหลักของอาคารก็สร้างเสร็จเรียบร้อยแล้ว ดูแบบแปลนคงไม่สมจริงเท่ากับไปเห็นกับตาตัวเอง”
เซี่ยเสี่ยวหลานอ่านแบบก่อสร้างรู้เรื่องขนาดนี้ต้องยกความดีความชอบให้กับการบ้านของหนิงเสวี่ย ก่อนหน้านี้เธอเรียนรู้ทุกอย่างด้วยตัวเอง และเข้าใจแบบครึ่งๆกลางๆเท่านั้น อย่างไรก็ตามอ่านหนังสือเองมีหรือจะสู้ฟังคำอธิบายจากอาจารย์ของหัวชิง
หลิวหย่งพยักหน้า “พรุ่งนี้ลุงจะเอาแฟ้มผลงานของบริษัทไปด้วย ถึงแม้พวกเราจะไม่ได้ร่วมงานกับตงเฟิงโฮลดิ้งก็ไม่เป็นไร แต่ก็ไม่ควรทำให้คนของตงเฟิงโฮลดิ้งดูถูกเอาได้!”
ตอนที่ 839: ซื้อรถรุ่นไหน?
การเดินทางมายังโรงแรมหนานไห่ที่ตั้งอยู่บริเวณท่าเรือเสอโข่วกลางดึกนั้น ท่าทางเหมือนกับพวกโจรไม่มีผิด
กงหยางใจเต้นรัวแรง คิดไม่ผิดเลยจริงๆที่ทำงานให้หลิวหย่ง ถึงเขาจะสูญเสียหน้าที่การงานที่มั่นคงและสวัสดิการต่างๆ แต่โอกาสที่ได้รับ มีเพื่อนนักศึกษาคนไหนสามารถเทียบได้บ้าง?
การตกแต่งภายในให้กับโรงแรมระดับห้าดาว สำหรับนักศึกษาที่เพิ่งเรียนจบไม่มีทางได้รับโอกาสงามเช่นนี้อย่างแน่นอน!
หน่วยงานรัฐทำอะไรล้วนให้ความสำคัญกับอายุงาน โครงการแบบนี้ไม่รู้ว่าต้องรออีกกี่ปีถึงจะตกมาอยู่ในมือเขา
ดึกดื่นค่ำคืน เซี่ยเสี่ยวหลานกับกงหยางถือไฟฉายเดินไปเดินมาอยู่รอบๆโรงแรมหนานไห่ ตอนกลางคืนย่อมมียามคอยเฝ้าแน่นอน หลิวหย่งจึงหิ้วเหล้าสองขวดกับห่านย่างมาโม้กับยามว่า
“คนหนึ่งเป็นหลานสาวผม อีกคนเป็นเพื่อนนักศึกษา พวกเขาทั้งสองเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัย ไม่รู้ว่าอาจารย์ของพวกเขาสั่งการบ้านอะไรมา ถึงต้องมาดูสถานที่ก่อสร้างจริง พวกคุณว่ามันมีอะไรให้น่าดูอย่างนั้นหรือ?”
ไม่มีอะไรให้ดูจริงๆนั่นและ
ตึกมืดสนิท เหล็กเส้นที่เหลือถูกเก็บกวาดไปหมดแล้ว สถานที่ก่อสร้างแห่งนี้ไม่เหลือแม้แต่เศษหินเศษปูนจากการก่อสร้าง สิ่งที่ขาดก็ดูเหมือนจะมีแค่การตกแต่งภายในเท่านั้น
สาเหตุที่ตั้งทีมรักษาความปลอดภัยขึ้นมาเพราะกลัวว่าจะมีคนมาทำลายทรัพย์สิน และกลัวจะมีคนคิดว่าสถานที่แห่งนี้ไม่มีเจ้าของ ตกกลางคืนก็มาอาศัยเป็นที่ค้างแรม จนกระทั่งลงหลักปักฐานที่นี่ระยะยาว โดยเฉพาะเขตเศรษฐกิจพิเศษอย่างเผิงเฉิงที่มีแรงงานรับจ้างอยู่เป็นจำนวนมาก เผิงเฉิงช่วงเดือนพฤษภาคม แค่มีผ้าห่มก็สามารถนอนหลับได้ทุกที่
ตอนเซี่ยเสี่ยวหลานกับกงหยางออกมา หลิวหย่งก็ดื่มพอกรึ่มๆแล้ว เหล้ากับห่านย่างที่นำมาเป็นของแกล้มถูกกินไปจนหมด และเริ่มเรียกยามเป็นพี่เป็นน้องกัน
คนในทีมรักษาความปลอดภัยบ่นหลิวหย่งว่า “คนฮ่องกงพวกนั้นเอาใจยากยิ่งนัก อาคารสร้างเสร็จก็ปล่อยร้าง ช่างสิ้นเปลืองเงินเหลือเกิน ทั้งยังมีคนชอบเข้ามาที่นี่ บอกว่ามาจากบริษัทตกแต่งภายใน แต่ละคนวางมาดสูงส่ง ส่วนพวกเราต้องคอยก้มหน้ารับใช้!”
หลิวหย่งคิดในใจ บริษัทฮ่องกงเองก็ร้อนใจเหมือนกันสินะ
จากนั้นทั้งสามคนก็เดินทางกลับที่พัก หลิวหย่งได้จัดทำแฟ้มผลงานไว้โดยเฉพาะ นับตั้งแต่ตอนตกแต่งบ้านให้คังเหว่ย เขามักจะถ่ายรูปหลังเสร็จงานอยู่เสมอ โดยตอนแรกเขาจ้างคนจากร้านถ่ายรูปมาถ่ายรูปให้ แต่ภายหลังเขาได้ซื้อกล้องถ่ายรูปมาเป็นของตัวเอง และหัดใช้งานของพวกนี้จนชำนาญ ทำให้รูปที่ถ่ายออกมาดูไม่เลวเลยทีเดียว
หลิวหย่งแบ่งประเภทงานตกแต่งออกเป็น4ประเภท ได้แก่ งานตกแต่งโรงแรม ตกแต่งที่พักอาศัย ตกแต่งร้านค้า และตกแต่งสำนักงาน
จากนั้นก็แบ่งย่อยเป็นการตกแต่งแบบหรูหราและเรียบง่าย เวลาลูกค้าเห็นตัวอย่างจริงก็จะสามารถประเมินราคากับงบที่ตนตั้งไว้ได้ และทำให้จินตนาการภาพออกว่าหลังตกแต่งเสร็จแล้วงานจะออกมาเป็นเช่นไร
เซี่ยเสี่ยวหลานอยากยกนิ้วให้ลุงของตนจริงๆ แม้เธอจะเป็นคนเสนอให้ทำแฟ้มผลงาน แต่การแบ่งประเภทอย่างละเอียดเช่นนี้เป็นความคิดของหลิวหย่งเอง
เขาตั้งใจทำธุรกิจหรือไม่นั้น สามารถมองได้จากสิ่งนี้
พวกเขาทั้งสามคนต่างพากันอดหลับอดนอน หลังเซี่ยเสี่ยวหลานแลกเปลี่ยนความคิดกับกงหยางเรียบร้อย กงหยางก็ได้วาดแบบออกมาสองใบภายในชั่วข้ามคืน พอทั้งสามคนเริ่มมั่นใจกับแบบที่วาดออกมาแล้วถึงแยกย้ายกันไปเข้านอน
เช้าวันรุ่งขึ้น เซี่ยเสี่ยวหลานอ้าปากหาวหวอดด้วยความง่วงงุน
ไป๋เจินจูที่มารับเธอเห็นดังนั้นก็เอ่ยปากถาม “เมื่อคืนพวกเธอไปทำอะไรกันมา?”
“อย่าพูดถึงเลย ทำตัวเหมือนโจรยุ่งวุ่นวายกันทั้งคืน พวกเรารีบไปรีบกลับเถอะ ตอนเที่ยงฉันมีนัดกินข้าว”
เซี่ยเสี่ยวหลานพูดเช่นนี้ไป๋เจินจูจึงไม่ถามอะไรให้มากความอีก
แม้ไป๋เจินจูจะสนิทกับเซี่ยเสี่ยวหลาน แต่ไม่ได้หมายความว่าเธอจะสนิทกับนายกเทศมนตรีทังด้วยนี่
เสี่ยวหวังขับรถมาจอดที่ถนนฝั่งตรงข้าม ก่อนจะกวักมือเรียกเซี่ยเสี่ยวหลาน
เซี่ยเสี่ยวหลานดีใจ “พี่หวัง มาได้อย่างไรหรือคะ”
“จะไปเลือกซื้อรถที่ศุลกากรใช่ไหม หัวหน้าบอกให้ฉันไปช่วยเธอเลือกน่ะ”
เรื่องเลือกซื้อรถเซี่ยเสี่ยวหลานไม่เคยพูดถึง หลิวเฟินเองก็ยังอยู่ที่หยางเฉิงคงไม่มีโอกาสบอกใคร ดูเหมือนจะเป็นย่าอวี๋ เซี่ยเสี่ยวหลานรู้สึกว่าย่าอวี๋กับนายกทังจะติดต่อกันถี่เกินไปแล้ว หญิงชรามีแผนการบางอย่างอย่างแน่นอน
อย่างไรก็ตามเซี่ยเสี่ยวหลานไม่อิดออด พร้อมกับลากไป๋เจินจูขึ้นรถมาด้วยกัน
เธอหิ้วกระเป๋าติดตัวมาหนึ่งใบ ในนั้นมีเงินสดจำนวนหนึ่งแสนหยวน
เซี่ยเสี่ยวหลานมาศุลกากรเป็นครั้งที่สอง ครั้งแรกเธอมากับคังเหว่ย เนื่องจากโจวเฉิงต้องการซื้อรถให้เป็นของขวัญวันเกิดเธอ ตอนนั้นเซี่ยเสี่ยวหลานรู้สึกว่ามันสิ้นเปลืองโดยใช่เหตุ และเธอไม่อยากให้โจวเฉิงเสียเงินมากมายขนาดนั้นจึงปฏิเสธไป แต่การมาครั้งที่สองให้ความรู้สึกแตกต่างจากครั้งแรกอย่างสิ้นเชิง
ครั้งแรกคือเมื่อฤดูร้อนปีก่อน หากให้ควักเงินซื้อรถราคาหลายหมื่นหยวน เซี่ยเสี่ยวหลานคงรู้สึกปวดใจ
แต่ตอนนี้สถานะทางการเงินของเธอเปลี่ยนไปแล้ว การควักเงินไม่กี่หมื่นหยวนไม่ส่งผลกระทบต่อแผนธุรกิจในอนาคตของเธอ ซื้อรถสักคันมาใช้งานแล้วจะเป็นไรไป
รถเถื่อนที่ศุลกากรยึดมาได้จะถูกนำมาขายในราคาที่ต่ำกว่าราคาตลาด
ยุค80 มีคนกลุ่มหนึ่งอาศัยการทำธุรกิจซื้อขายสิ่งเหล่านี้จนร่ำรวย แน่นอนว่าของฟุ่มเฟือยอย่างรถยนต์ โทรทัศน์ และสินค้าอื่นๆที่ศุลกากรมีครบทุกอย่าง แต่จะซื้อได้หรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับความสามารถส่วนบุคคล คำว่าซื้อได้กับมีปัญญาซื้อนั้นแตกต่างกันมากโข
มีเสี่ยวหวังเป็นคนพามา ย่อมดีกว่าเซี่ยเสี่ยวหลานมาเสี่ยงโชคด้วยตัวเอง
สถานที่แห่งนี้ยังคงเป็นลานจอดรถที่เดิมที่คังเหว่ยเคยพาเธอมา เสี่ยวหวังคุยกับเจ้าหน้าที่อยู่นาน ก่อนที่พนักงานต้อนรับจะยิ้มกว้างพลางกล่าวว่า “คุณเซี่ย ปกติผู้ขับเป็นผู้หญิงหรือเปล่าครับ”
เซี่ยเสี่ยวหลานพยักหน้ารับ “มีความแตกต่างกันด้วยหรือคะ”
รถย่อมมีทั้งราคาถูกและราคาแพง
รถเถื่อนส่วนใหญ่จะเป็นรถยนต์ที่ถูกนำเข้ามาในประเทศจำนวนไม่มากนัก เพราะภาษีนำเข้านั้นสูงลิบลิ่ว อีกทั้งคนทั่วไปไม่สามารถซื้อรถยนต์ส่วนบุคคลได้ การจะซื้อรถนำเข้าแบบถูกกฎหมายสักคันช่างยากเย็นยิ่งนัก ดังนั้นจึงเกิดตลาดค้ารถเถื่อนขึ้นมา
เซี่ยเสี่ยวหลานซื้อรถก็จำเป็นต้องจดทะเบียนรถในนามของผู้อื่นเช่นกัน
รถราคาประมาณสามถึงสี่พันดอลลาร์สหรัฐ ภาษีนำเข้าเกิน200% อัตราแลกเปลี่ยนทางการของเงินสกุลดอลลาร์กับหยวนคือ 1:3 รถยนต์ราคา 4,000ดอลลาร์สหรัฐหากถูกนำเข้ามาขายในประเทศจีน ต้นทุนจะสูงเกิน40,000หยวน และราคาขายที่เป็นทางการก็จะสูงกว่าต้นทุนอีกสองถึงสามเท่า ส่วนที่ว่าจะเพิ่มสองเท่า สามเท่า หรือมากกว่านั้นขึ้นอยู่กับระดับความนิยมของรถรุ่นนั้นๆ ด้วยเหตุนี้ราคารถนำเข้าจึงมีแต่ขึ้นราคาไม่มีลดลงเลย
มีคนบอกว่าหากอนุญาตให้นำเข้ารถมากขึ้นก็คงจะไม่มีรถเถื่อน
ปี1985 เงินทุนสำรองระหว่างประเทศของประเทศจีนยังมีไม่ถึงสามหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ อีกทั้งยังมีหลายเรื่องที่ต้องใช้เงินตราต่างประเทศเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน จะให้นำมาใช้กับการนำเข้ารถยนต์ทั้งหมดได้อย่างไร!
ความคิดของเซี่ยเสี่ยวหลานหลุดลอยไปไกลโข แต่เจ้าหน้าที่ศุลกากรกลับเข้าใจผิด และคิดว่าเซี่ยเสี่ยวหลานไม่ชอบรถพวกนี้ เมื่อเจอเข้ากับคำถามของเซี่ยเสี่ยวหลานเขาก็ทำได้เพียงพยักหน้า
“มีรุ่นอื่นอีกครับ คุณเซี่ยเชิญตามผมมา”
เซี่ยเสี่ยวหลานเห็นรถยี่ห้อซีตรองอยู่หลายคัน
ซีตรอง CX20 พบเห็นได้ตามท้องถนนปักกิ่งเป็นครั้งคราวเท่านั้น บรรดารถแท็กซี่ของปักกิ่งมีอยู่จำนวน100คัน ทว่ารถรุ่นนี้เพิ่งออกสู่ท้องตลาดเมื่อสองปีก่อน เทียบกับรถรูปทรงสี่เหลี่ยมในปัจจุบันแล้ว ซีตรอง CX20 ช่างสวยเหลือเกิน เหมาะให้ผู้หญิงขับมาก... แน่นอนว่าตอนแรกมันไม่ได้อยู่ในรายชื่อรถที่เซี่ยเสี่ยวหลานต้องการพิจารณา
“ซีตรองก็มีหรือคะ”
เซี่ยเสี่ยวหลานรู้สึกประหลาดใจ รถรุ่นนี้มีน้อยมากในแผ่นดินใหญ่ ไม่เหมือนพวกรถโตโยต้าหรือนิสสันที่พบเห็นได้บ่อยครั้ง
รถเถื่อนที่ศุลกากรยึดมาได้ส่วนหนึ่งพวงมาลัยอยู่ด้านขวา ในขณะที่รถของฝรั่งเศสพวงมาลัยจะอยู่ทางด้านซ้าย เหมาะสมกับความเคยชินและกฎหมายจราจรของประเทศจีนยิ่งนัก เซี่ยเสี่ยวหลานเองก็ถูกใจรถคันนี้มากเช่นกัน ตัวรถสีแดงสะดุดตา กรอบประตูเป็นสีครีม ถ้าราคาสมเหตุสมผล เซี่ยเสี่ยวหลานคงซื้อรุ่นนี้อย่างแน่นอน
รถรุ่นนี้ไม่เหมือนรถจี๊บ212ของคังเหว่ย รถจี๊บ212ราคาขายอยู่ที่สี่หมื่นกว่าหยวน แต่ซีตรอง CX20 ราคาทุนคงไม่ต่ำขนาดนั้น ต่อให้เป็นของที่ศุลกากรยึดมา มันก็ห่างชั้นกับพวกรถโตโยต้าคราวน์เหลือเกิน แม้แต่รถโตโยต้าคราวน์ยังต้องใช้เงินสองสามแสนหยวนเพื่อที่จะได้มาครอบครอง ดังนั้นเซี่ยเสี่ยวหลานหวังว่าศุลกากรจะไม่คิดราคารถคันนี้โหดเกินไป
เสี่ยวหวังถามย้ำ “เธอต้องการรถคันนี้หรือ”
เซี่ยเสี่ยวหลานพยักหน้ารับ “ถ้าราคาเหมาะสมก็เอาคันนี้แหละค่ะ!”
ตอนที่ 840: ผู้จัดการฮั่ว คนหนุ่มที่ประสบความสำเร็จ
“ทำไมเสี่ยวหลานยังไม่กลับมา?”
ตอนเที่ยงต้องเจอกับตัวแทนของตงเฟิงโฮลดิ้ง หลิวหย่งจึงแต่งตัวเรียบร้อย และบอกให้กงหยางแต่งตัวดีๆด้วยเช่นกัน
นักออกแบบอย่างกงหยาง ต่อให้ประหยัดอย่างไร ถ้าต้องเจอกับลูกค้าก็จำเป็นต้องมีสูทดีๆสักตัวติดไว้ในตู้ เดือนพฤษภาคมของเผิงเฉิงอากาศร้อนจนใส่สูทไม่ไหว หลิวหย่งกับกงหยางจึงสวมเพียงเสื้อเชิ้ต
เสื้อเชิ้ตกับกางเกงสแลค รองเท้าหนังขัดจนมันวาว หนีบกระเป๋าเอกสารอีกสักใบ หลิวหย่งกับกงหยางเริ่มมีมาดเหมาะกับการคุยงานแล้ว
ในกระเป๋ามีเอกสารข้อมูลของหย่วนฮุย หลิวหย่งเอางานตกแต่งแบบเรียบง่ายออกจนหมด เหลือไว้แค่การตกแต่งแบบหรูหราเท่านั้น เขาเอาตัวอย่างงานตกแต่งภายในที่พึงพอใจตลอดหนึ่งปีกว่ามาด้วย ส่วนพวกงานทาสีหรือปูกระเบื้องนั้น หลิวหย่งกลัวขายหน้าคนของตงเฟิงโฮลดิ้ง จึงนำออกจากแฟ้มสะสมผลงาน
อย่างไรก็ตามหลานสาวของเขาบอกว่าจะไปซื้อรถตั้งแต่เช้า ตอนนี้ใกล้เที่ยงแล้วยังไม่กลับมา หลิวหย่งรู้สึกร้อนใจยิ่งนัก
กงหยางกำลังจะบอกว่า ไม่อย่างนั้นพวกเขาสองคนไปกันก่อนดีไหม แต่ทันใดนั้นเองเขาก็เห็นรถคันหนึ่งขับตรงมา
รถซีตรอง CX20 สีขาวครีมดูสวยสะดุดตา จอดอยู่ตรงหน้าพวกเขา เป็นเซี่ยเสี่ยวหลาน เธอลดกระจกหน้าต่างลงมาก่อนจะเอ่ยปากบอกให้พวกเขาขึ้นรถ “คุณลุง กงหยาง ขึ้นรถค่ะ!”
“รถคันนี้...”
“ฉันซื้อมาน่ะสิคะ ใกล้เที่ยงแล้ว ไว้คุยกันระหว่างทาง”
น้ำเสียงของเซี่ยเสี่ยวหลานฟังดูเหมือนการซื้อรถไม่ต่างอะไรจากการซื้อผักกาดขาวสักหัว หลิวหย่งคิดว่าครั้งนี้อาจจะซื้อรถไม่สำเร็จ แต่คาดไม่ถึงว่าเซี่ยเสี่ยวหลานจะขับรถมาด้วยตัวเองเลย
กงหยางยืดตัวตรง ท่าทางของเขาดูค่อนข้างเกร็ง
ตอนนี้เขาได้เงินเดือนเจ็ดแปดร้อยหยวน เดือนที่แล้วหลังได้เงินเดือนเขาเพิ่งเอาเงินไปซื้อจักรยานมือสองมา เนื่องจากเขาต้องเก็บออมเงินไว้สำหรับซื้อบ้าน เป้าหมายของเขาคือบ้านชั้นเดียวแบบที่ไป๋เจินจูซื้อ แน่นอนว่าการซื้อรถเป็นสิ่งที่เขาไม่กล้าใฝ่ฝันแม้แต่น้อย
หลิวหย่งเองก็อยากซื้อรถเช่นกัน แต่เขารู้สึกว่ารถคันนี้สวยเกินไป หลิวหย่งรู้สึกว่าไม่เหมาะกับตัวเองสักเท่าไร
แม้เขาจะมีรูปร่างไม่สูงใหญ่ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาไม่ใช่ลูกผู้ชาย ผู้ชายย่อมอยากขับรถที่ดูองอาจเหมือนรถจี๊ป212ของคังเหว่ย รถราคาสี่หมื่น หลิวหย่งย่อมมีเงินซื้อ ทว่าเขาเพิ่งใช้หนี้ธนาคารไปหนึ่งแสนหยวนหลังตรุษจีนที่ผ่านมา และจำเป็นต้องมีเงินทุนหมุนเวียนจำนวนหนึ่ง จะให้ควักเงินซื้อรถจำนวนหลายหมื่นหยวน หลิวหย่งย่อมรู้สึกทำใจลำบาก
คนที่ทำธุรกิจในเผิงเฉิงไม่ได้มีเขาแค่คนเดียวเสียหน่อย
คนที่หาเงินได้ก็ใช่ว่าจะใช้เงินมือเติบได้ทุกคน
คงมีแต่พวกที่หาเงินได้เร็วอย่างการทำธุรกิจค้าของเถื่อน ที่ถ้าไม่รีบใช้เงินตั้งแต่ตอนนี้ อนาคตจะมีโอกาสใช้หรือเปล่าก็ยังไม่รู้ คนเหล่านั้นใช้เงินราวกับเศษกระดาษ ในขณะที่เถ้าแก่ตัวเล็กๆอย่างหลิวหย่ง เงินส่วนใหญ่ถูกนำมาลงทุนต่อยอดธุรกิจ และพยายามขยับขยายกิจการ หากหาเงินได้แล้วทำตัวฟุ้งเฟ้อ ต่อให้ตอนนี้จะมีเงินทอง แต่ก็คงร่ำรวยอยู่ได้แค่ไม่กี่ปีเท่านั้น
แม้จะเสียดายเงินแต่ก็อดรู้สึกอิจฉาหลานสาวไม่ได้
“เสี่ยวหลาน รถคันนี้ราคาเท่าไรหรือ”
“พี่หวังไปด้วยค่ะ ราคาเลยไม่แพงมาก แค่แปดหมื่นหยวนเท่านั้น”
กงหยางตกใจจนหัวกระแทกกับหลังคารถ
“แพงขนาดนั้นเลยรึ!”
เซี่ยเสี่ยวหลานส่ายหน้าไปมา “ไม่แพงเลยต่างหาก ถ้าซื้อต่อจากคนอื่น รถคันนี้คงราคาเกินสองแสนหยวนเป็นอย่างต่ำ”
เงินเดือนเฉลี่ยของคนในปัจจุบันไม่เกินหนึ่งร้อยหยวน อย่างไรก็ตามรถนำเข้าราคาสองสามแสนหยวนแบบนี้ คงเกิดขึ้นได้เฉพาะช่วงยุค80เท่านั้น รถมีไว้สำหรับใช้งานส่วนบุคคล อีกทั้งช่วงการปฏิรูปเศรษฐกิจได้สร้างนักธุรกิจผู้ร่ำรวยขึ้นมาจำนวนไม่น้อย
แต่ถึงจะผ่านไปอีกสิบปี ช่วงกลางของยุค90 สำหรับครอบครัวประชาชนทั่วไป รถยนต์ก็ยังคงเป็นสินค้าฟุ่มเฟือยที่มีราคาแพง เซี่ยเสี่ยวหลานจำได้ว่าหลังเธอสอบเข้ามหาวิทยาลัยเสร็จตอนปี1995 เธอเคยไปทำงานรับจ้างที่ร้านแห่งหนึ่ง โดยเจ้าของร้านมักจะขับรถยี่ห้ออัลโต้กลับมา และบอกเธออย่างโอ้อวดว่าเขาต้องจ่ายเงิน77,000หยวนถึงจะได้มันมา...
ปี1995 กว่าจะซื้อรถอัลโต้สักคันยังต้องใช้เงินเจ็ดหมื่น มีเงินจำนวนนี้สู้เอาไปซื้ออย่างอื่นไม่ดีกว่าหรือ
แต่หลังผ่านปี2000 รายได้ของทุกคนก็เพิ่มสูงขึ้น ในขณะที่ราคารถยนต์กลับลดต่ำลง
พอกงหยางได้ยินว่ารถคันนี้ขายได้ราคาเกินสองแสนหยวน เขาก็รู้สึกว่าการจ่ายเงินแปดหมื่นเพื่อซื้อมันมาช่างคุ้มค่ายิ่งนัก
แค่เงินสี่หมื่นหยวนหลิวหย่งยังทำใจจ่ายไม่ได้ เช่นนั้นแปดหมื่นหยวนก็อย่าได้พูดถึงอีกเลย
แค่ได้ลูบเบาะที่นั่งก็พอใจแล้ว
เซี่ยเสี่ยวหลานขับรถอย่างมั่นคง เรื่องมุทะลุไม่มีทางเกิดขึ้นกับเธออย่างเด็ดขาด ชีวิตสำคัญกว่าเวลา ต่อให้เจรจาธุรกิจไม่สำเร็จ ขอแค่ยังมีชีวิตอยู่ก็สามารถเริ่มต้นใหม่ได้ เมื่อดูเวลาก็พบว่าพวกเธอมาถึงบ้านพักรับรองเทศบาลเมืองตรงเวลาพอดี
อีกห้านาทีจะถึงเวลาเที่ยงครึ่ง ทุกคนยืนอยู่ที่หน้าห้องรับรอง
ประตูห้องรับรองแง้มอยู่ ตัวแทนจากตงเฟิงโฮลดิ้งมาถึงและรอพวกเขาอยู่ก่อนแล้ว เซี่ยเสี่ยวหลานเปิดประตู โดยให้หลิวหย่งเดินนำหน้า ส่วนเธอกับกงหยางเดินตามหลัง
ในห้องมีผู้ชายอยู่สองคน คนหนึ่งเป็นชายวัยกลางคน ส่วนอีกคนเป็นชายหนุ่ม
หลิวหย่งนึกว่าชายวัยกลางคนผู้นั้นเป็นหัวหน้า แต่ชายหนุ่มที่นั่งอยู่กลับลุกขึ้นยืนทักทายพวกเขา
“คุณคงเป็นเถ้าแก่หลิวจากหย่วนฮุยสินะครับ สวัสดีครับ ผมชื่อฮั่วเฉินโจว”
เขาลุกขึ้นจับมือกับหลิวหย่ง หลิวหย่งตะลึงงัน ไม่ใช่เพราะสาเหตุอื่น แต่เพราะฮั่วเฉินโจวยังดูหนุ่มเหลือเกิน!
แน่นอนว่าบนโลกธุรกิจไม่ได้มีคนหนุ่มแค่ฮั่วเฉินโจวเพียงคนเดียว ตู้เจ้าฮุยเองก็ยังหนุ่มเช่นกัน แต่ในมือเขากลับมีเงินทุนหลักร้อยล้าน
ทว่าสถานการณ์ของฮ่องกงนั้นไม่เหมือนกัน ตู้เจ้าฮุยมีวันนี้ได้เพราะความร่ำรวยของครอบครัว
“ผู้จัดการฮั่ว สวัสดีครับ นึกไม่ถึงเลยว่าผู้จัดการฮั่วจะเป็นคนหนุ่มที่ประสบความสำเร็จขนาดนี้!”
คนที่เพิ่งตั้งตัวได้ในวัย40ปีอย่างหลิวหย่ง พอเห็นฮั่วเฉินโจวที่ได้เป็นผู้จัดการตั้งแต่ยังหนุ่มก็รู้สึกกังวลอยู่บ้าง แต่พอคิดดูอีกที ถึงตัวเขาจะไม่เก่งกาจ ทว่าหลานสาวของเขาอย่างเสี่ยวหลานนั้นเก่งมาก เขาจะกลัวไปทำไม!
พอคิดได้เช่นนี้ หลิวหย่งก็เริ่มมั่นใจขึ้นมาอีกครั้ง
หลังแนะนำตัวกันพอเป็นพิธี ฮั่วเฉินโจวก็แสดงความเคยชินในการเป็นผู้นำด้านการเจรจาออกมาให้เห็น
“เถ้าแก่หลิว หากผมจะขอให้พนักงานเข้ามาเสิร์ฟอาหารช้าไปสักหนึ่งชั่วโมงคงไม่เป็นไรใช่ไหมครับ ผมคิดว่าคุยงานเสร็จก่อนแล้วพวกเราค่อยทานอาหารกันคงดีกว่า เถ้าแก่หลิวคิดว่าอย่างไรครับ”
หลิวหย่งจะพูดอะไรได้ นอกจากพยักหน้าเห็นด้วย
ถึงเซี่ยเสี่ยวหลานจะรู้สึกหิวมาก แต่เวลาแบบนี้เธอย่อมทนไหว
เธอนั่งข้างกายหลิวหย่ง เดิมทีไม่ได้ตั้งใจจะพูดอะไร เพราะเธออยากฟังความคิดของทางตงเฟิงมากกว่า สิ่งที่ฮั่วเฉินโจวต้องการสื่อคือ งานตกแต่งภายในของโรงแรมหนานไห่ ความจริงเขาหาคนทำให้ได้แล้ว แต่หย่วนฮุยเป็นบริษัทที่นายกทังให้ความเชื่อมั่น ทางฮั่วเฉินโจวจึงยินดีต้อนรับหย่วนฮุยเข้ามามีส่วนร่วม ในการช่วยกันปรับแก้แผนการตกแต่งภายใน
“ผมสามารถแบ่งหนึ่งในสี่ของงานตกแต่งให้หย่วนฮุยได้ เถ้าแก่หลิวคิดว่าอย่างไรครับ”
ฮั่วเฉินโจวไม่ได้ใจแคบเลยจริงๆ
หนึ่งในสี่ของโครงการมีมูลค่ามากกว่าสี่ล้านหยวน หากต้องการรับงานที่ฮั่วเฉินโจวเสนอให้ ทางหลิวหย่งต้องมีเงินทุนอย่างน้อยหนึ่งถึงสองล้านหยวน
เขามีเงินเสียที่ไหน?
หลิวหย่งอดหันไปมองเซี่ยเสี่ยวหลานไม่ได้
ฮั่วเฉินโจวจิบชาก่อนจะหันมาถามเซี่ยเสี่ยวหลาน “คุณเซี่ยนั่งฟังมานาน ไม่ทราบว่าคุณพอใจกับแผนงานนี้หรือเปล่าครับ”
“ผู้จัดการฮั่ว คุณเข้าใจผิดแล้วล่ะค่ะ เรื่องของหย่วนฮุยเป็นคุณลุงของฉันที่มีอำนาจตัดสินใจ ตอนปรับแก้แผนงานฉันอาจจะสามารถช่วยเหลือได้ แต่เรื่องการร่วมงานกัน คุณคงต้องคุยกับคุณลุงฉันค่ะ”
เห็นได้ชัดว่าฮั่วเฉินโจวไม่เชื่อคำพูดของเซี่ยเสี่ยวหลานแม้แต่น้อย ทว่าเขาก็ไม่ได้พูดขัดอะไรออกมา
สำหรับหลิวหย่ง โครงการมูลค่าสี่ล้านหยวน หากคิดกำไร15% ก็เท่ากับทำเงินได้หกแสนหยวน หรือต่อให้ได้กำไรแค่10% ก็เท่ากับทำเงินได้สี่แสนหยวนขึ้นไป
ตงเฟิงโฮลดิ้งจะเป็นฝ่ายได้กุมอำนาจหรือไม่ หลิวหย่งไม่อาจทราบได้
แต่ขนาดฮั่วเฉินโจวยังไม่กังวล แล้วคนที่มีต้นไม้ใหญ่คอยหนุนหลังอย่างหลิวหย่งจะกังวลไปทำไมหากงานนี้ไม่ประสบความสำเร็จ ความเสียหายของหย่วนฮุยก็มีแค่การเสียเวลาปรับแก้แผนงานเท่านั้น
ให้รับงานโครงการสี่ล้านหยวน ตอนนี้หลิวหย่งไม่มีเงิน แต่โชคดีที่เขาขอสินเชื่อจากธนาคารเป็นแล้ว
ฮั่วเฉินโจวมองมายังเขา หลิวหย่งพยักหน้าตอบรับ
จบตอน
Comments
Post a Comment