ตอนที่ 841: แก้แผนงานของผู้เฒ่าหนิง?
ขอเพียงตงเฟิงโฮลดิ้งเป็นฝ่ายกุมอำนาจหลัก โครงการตกแต่งภายในของโรงแรมหนานไห่ ไม่ว่าบริษัทตกแต่งภายในแห่งไหนได้เข้าร่วมโครงการ ก็ถือเป็นเค้กก้อนใหญ่ที่หอมหวานด้วยกันทั้งนั้น
สี่ผู้ถือหุ้นล้วนมีที่มาที่ไปที่ไม่ธรรมดา
เหม่ยหัวจากฮ่องกง ธนาคารฮ่องกงและเซี่ยงไฮ้ รวมถึงเครือสมาพันธ์การค้าฮ่องกงล้วนเป็นองค์กรที่ร่ำรวย ตงเฟิงโฮลดิ้งเองก็เป็นองค์กรที่ก่อตั้งขึ้นจากทุนของรัฐบาล ดังนั้นหลิวหย่งจึงไม่กลัวว่าจะเก็บเงินจากพวกเขาไม่ได้
อย่างไรก็ตามเขาคงหาเงินทุนจำนวนสองล้านหยวนไม่ไหว ทว่าโครงการที่ทำเงินได้ขนาดนี้ เขาต้องการแรงสนับสนุนจากหลานสาว
เซี่ยเสี่ยวหลานรู้สึกว่าฮั่วเฉินโจวคนนี้เหมือนมาเพื่อแจกเงินอย่างไรอย่างนั้น
ตงเฟิงโฮลดิ้งเป็นหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ แตกต่างจากเครือเชิงหรง ตู้เชิงหรงอยากให้ลูกชายคนไหนขึ้นมาบริหารย่อมสามารถทำได้ ที่ตู้เจ้าฮุยยังหนุ่มแต่ได้อำนาจดูแลโครงการระดับร้อยล้าน เพราะว่าเขาเป็นลูกชายของตู้เชิงหรง
ถ้าอย่างนั้นฮั่วเฉินโจวเป็นลูกชายของใคร?
ตอนนี้เซี่ยเสี่ยวหลานถือว่าได้ก้าวเท้าเข้าสู่วงสังคมของปักกิ่งมาครึ่งก้าวแล้ว แม้กวนฮุ่ยเอ๋อจะเคยเล่าเรื่องครอบครัวคนนู้นคนนี้ให้เธอฟังเป็นครั้งคราว แต่ไม่เคยพูดถึงคนแซ่ฮั่วเลยสักครั้ง
ตงเฟิงโฮลดิ้งมีทุนหนา อย่างไรก็ตามฮั่วเฉินโจวดูแล้วน่าจะเพิ่งอายุยี่สิบกว่าๆ ต่อให้เขาเป็นแค่ตัวแทนจากบริษัทสาขาที่ปักกิ่งแต่ก็ถือว่าเก่งมากแล้ว... หากมีดีแค่ชาติตระกูลคงมาถึงจุดนี้ไม่ได้ เช่นนั้นตัวเขาเองคงจะโดดเด่นพอสมควร!
“ผู้จัดการฮั่ว หย่วนฮุยรับรู้ได้ถึงความจริงใจของตงเฟิงเป็นอย่างดีค่ะ แน่นอนว่าพวกเราเองก็อยากร่วมงานกับตงเฟิงมาก ถึงอย่างไรมันก็คือโอกาสดีในการเรียนรู้ แต่ทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับว่าจะปรับแก้แผนงานได้สำเร็จหรือไม่ จะทำให้ผู้ถือหุ้นรายอื่นของโรงแรมหนานไห่ยอมรับได้หรือเปล่า... ดังนั้นพวกเราจึงอยากขอดูแผนงานตกแต่งภายในเดิมก่อนได้ไหมคะ”
ตงเฟิงกำลังพยายามลากหย่วนฮุยลงเรือลำเดียวกัน
เซี่ยเสี่ยวหลานสงสัยว่าสิ่งที่ฮั่วเฉินโจวต้องการคือแรงสนับสนุนจากนายกทัง เพราะหากไม่มีแรงสนับสนุนจากเทศบาลเมืองเผิงเฉิง ตงเฟิงโฮลดิ้งคงเอาชนะเหม่ยหัวจากฮ่องกงไม่ได้
และทังหงเอินก็ส่งสัญญาณให้หลิวหย่งกับเซี่ยเสี่ยวหลานคว้าโอกาสที่ตงเฟิงหยิบยื่นมาให้ในครั้งนี้ แสดงว่าตงเฟิงกับทังหงเอินมีความเห็นที่ตรงกัน เซี่ยเสี่ยวหลานเชื่อว่าทังหงเอินเองก็คงพิจารณามาอย่างถี่ถ้วนแล้ว
การร่วมงานกันระหว่างหย่วนฮุยกับตงเฟิงคราวนี้ นอกจากตงเฟิงจะเป็นฝ่ายผลักดันหย่วนฮุยแล้วยังมีอีกหนึ่งความเป็นไปได้ก็คือ ทังหงเอินจำเป็นต้องใช้หย่วนฮุยไปคานอำนาจ หรือไม่ก็คอยตรวจสอบตงเฟิงหรือเปล่า?
ไม่รู้ว่าแผนงานเดิมดีหรือร้ายอย่างไร แต่อย่างน้อยเซี่ยเสี่ยวหลานก็อยากลองขอดูก่อนสักครั้ง
ฮั่วเฉินโจวพยักหน้า “ได้อยู่แล้วครับ”
เขาส่งสัญญาณบอกชายวัยกลางคนที่นั่งข้างกายให้เปิดกระเป๋าใบใหญ่ที่วางไว้ด้านข้าง ในนั้นมีแบบแปลนม้วนหนาใส่เอาไว้ มันคือแบบแปลนโครงการและแบบก่อสร้าง เซี่ยเสี่ยวหลานกับกงหยางกวาดตามองอย่างรวดเร็ว ทั้งสองคนจำเป็นต้องยอมรับว่า แผนงานการออกแบบเดิมของตงเฟิงมีมาตรฐานที่สูงมาก
แม้จะไม่ถึงขั้นล้ำสมัย แต่อย่างน้อยก็ถือว่านำสมัยกว่าแผนงานอื่นในประเทศจีน
ปี1985 แผนงานนี้อาจจะเอาชนะโรงแรมห้าดาวของต่างประเทศไม่ได้ แต่อย่างน้อยก็สมควรได้รับการชื่นชมจากประชาชนในประเทศ
แผนงานเช่นนี้ยังถูกหุ้นส่วนอีกสามรายตีกลับมาอีกหรือ
เซี่ยเสี่ยวหลานอยากหัวเราะ ไม่ใช่เพราะแผนงานการออกแบบมีปัญหา แต่เพราะมันคือการช่วงชิงอำนาจบริหารโรงแรม ตงเฟิงโฮลดิ้งจากแผ่นดินใหญ่กำลังเป็นฝ่ายเสียเปรียบ!
หากไม่ใช่เพราะตงเฟิงเป็นองค์กรรัฐวิสาหกิจ ก็คงพ่ายแพ้ในศึกนี้ไปนานแล้วสินะ
เรื่องพวกนี้เซี่ยเสี่ยวหลานไม่สนใจแม้แต่น้อย เธอสนแค่ส่วนที่หย่วนฮุยต้องรับผิดชอบเท่านั้น
“ผู้จัดการฮั่ว แผนงานสามารถปรับแก้ได้ค่ะ แต่ฉันต้องการเวลาและการสนับสนุนจากคุณ... พูดตามตรง แผนงานนี้สมบูรณ์แบบมาก ถ้าเป้าหมายของโรงแรมหนานไห่คือการเป็นโรงแรมระดับห้าดาว การตกแต่งตามแผนงานนี้รับรองว่าเพียงพอต่อมาตรฐานของโรงแรมระดับห้าดาวอย่างแน่นอนค่ะ แต่หากต้องการให้หย่วนฮุยช่วยปรับแก้ ก็คงเป็นเรื่องของรูปแบบการตกแต่ง แต่เรื่องฟังก์ชันการใช้งานเดิมไม่มีอะไรที่ต้องแก้ไข ฉันขอถามได้ไหมคะว่า แผนงานนี้ใครเป็นคนออกแบบหรือคะ”
ฮั่วเฉินโจวยิ้ม “สายตาของคุณเซี่ยหลักแหลมยิ่งนัก แผนงานนี้เดิมทีไม่จำเป็นต้องแก้ไขจริงๆนั่นแหละครับ มันเป็นแผนงานเดิมที่มาพร้อมกับแผนงานการก่อสร้างของอาคารหลัก คุณเซี่ยเรียนสถาปัตยกรรมศาสตร์คงเคยได้ยินชื่อของอาจารย์หนิงเยี่ยนฝานสินะครับ นี่คือผลงานของท่านผู้เฒ่าหนิง”
ผลงานของหนิงเยี่ยนฝาน?
ที่แท้โรงแรมหนานไห่เป็นฝีมือการออกแบบของหนิงเยี่ยนฝานหรอกหรือ?
ข้อมูลที่ได้รับอย่างกะทันหันทำเซี่ยเสี่ยวหลานรู้สึกตกใจเป็นอย่างมาก
“ผลงานของผู้เฒ่าหนิง... ผู้จัดการฮั่ว ถ้าหย่วนฮุยของเราปรับแก้แล้ว ต่อไปชื่อเสียงในแวดวงก่อสร้างคงจะไม่น่าฟังเท่าไรนะคะ!”
อาคารที่หนิงเยี่ยนฝานเป็นคนออกแบบ
แผนงานการตกแต่งภายในที่หนิงเยี่ยนฝานเป็นคนกำหนด การออกแบบโรงแรมหนานไห่เป็นแบบครบถ้วนทั้งการก่อสร้างและการตกแต่งภายใน ตอนนี้อาคารหลักของโรงแรมก่อสร้างตามการออกแบบของหนิงเยี่ยนฝานจนเสร็จสิ้น แต่กลับต้องการแก้ไขแผนงานการตกแต่งภายในเดิม แม้ลูกค้าจะเปรียบเสมือนพระเจ้าก็จริง แต่ถ้าอยากปรับแก้แผนงานก็ควรให้หนิงเยี่ยนฝานเป็นคนปรับเองสิ!
หากหย่วนฮุยหรือเซี่ยเสี่ยวหลานเป็นคนแก้ไขการออกแบบทั้งหมดแล้วเรื่องนี้รู้ไปถึงหูของหนิงเยี่ยนฝาน ต่อไปเธอจะอยู่ในวงการสถาปัตยกรรมของประเทศจีนได้อย่างไร?
เพราะคำพูดของแม่หนิงเสวี่ยทำให้เซี่ยเสี่ยวหลานทิ้งโอกาสการเป็นลูกศิษย์ของหนิงเยี่ยนฝาน เรื่องนี้เธอไม่เสียดายสักนิด... แต่การท้าทายชื่อเสียงของหนิงเยี่ยนฝาน เซี่ยเสี่ยวหลานคิดว่ามันเหมือนจะเกินไป
หนิงเยี่ยนฝานไม่ใช่ศัตรูของเธอ
นอกจากนี้อีกฝ่ายยังเคยคิดอยากรับเธอเป็นลูกศิษย์เสียด้วยซ้ำ
ถ้าเธอรับงานนี้ไว้ ไม่ว่าหนิงเยี่ยนฝานจะคิดอย่างไร แต่โลกใบนี้ไม่มีความลับ อีกหน่อยเพื่อนร่วมวงการจะมองเธอแบบไหนกัน!
อวดรู้และจองหองคงกลายเป็นตราประทับอยู่บนตัวเซี่ยเสี่ยวหลานอย่างแน่นอน
เธอเพิ่งเรียนอยู่ชั้นปีที่สอง ยังไม่ทันเป็นสถาปนิกเต็มตัวก็จะให้ล้ำเส้นแตะระเบิดลูกนี้แล้วอย่างนั้นหรือ เซี่ยเสี่ยวหลานไม่โง่ขนาดนั้น
“ผู้จัดการฮั่ว ฉันโชคดีเคยได้รับการสอนจากผู้เฒ่าหนิงอยู่สองวัน ดังนั้นการปรับแก้แผนงานนี้เป็นการไม่ให้ความเคารพท่านอย่างร้ายกาจ ฉันขอปฏิเสธค่ะ”
เซี่ยเสี่ยวหลานมองลุงของเธออย่างรู้สึกผิด หลิวหย่งย่อมเข้าใจความหมายของหลานสาว เขาหัวเราะเล็กน้อยก่อนเอ่ย “ผู้จัดการฮั่ว ผมเรียนหนังสือมาแค่ไม่กี่ปีเท่านั้น ทว่าหลานสาวผมเป็นคนมีการศึกษา ผมยินดีฟังความเห็นของเธอ การร่วมงานครั้งนี้หย่วนฮุยคงรับไว้ไม่ได้ครับ”
ขนาดคนนอกวงการอย่างกงหยางยังเคยได้ยินชื่อของหนิงเยี่ยนฝาน
หนังสือสถาปัตยกรรมที่เขาเคยอ่านเอง ผู้เขียนก็คือหนิงเยี่ยนฝานเช่นกัน
ให้เขาแก้การออกแบบของหนิงเยี่ยนฝาน กงหยางกลัวเหลือเกินว่าตัวเองจะตายจมกองน้ำลาย อีกอย่างแผนงานนี้ก็ไม่มีที่ติ เหมือนที่เซี่ยเสี่ยวหลานบอก หย่วนฮุยคงเปลี่ยนได้แค่รูปแบบการตกแต่ง เรื่องอื่นคงไม่สามารถแก้ได้
ฮั่วเฉินโจวคนนี้ขุดหลุมกับดักให้หย่วนฮุยโดยแท้
เหมือนฮั่วเฉินโจวได้ยินเสียงในใจของกงหยางก็ไม่ปาน เขามีท่าทางนิ่งมาก แม้เซี่ยเสี่ยวหลานกับหลิวหย่งจะปฏิเสธแล้วแต่ก็ไม่ร้อนใจแม้แต่น้อย
“เถ้าแก่หลิว คุณเซี่ย พวกคุณอาจเข้าใจผิด การปรับแก้แผนงานคราวนี้ทางตงเฟิงโฮลดิ้งได้รับการอนุญาตจากอาจารย์หนิงเยี่ยนฝานแล้ว อาจารย์ท่านเข้าใจดี และรู้ถึงความลำบากของตงเฟิง รวมถึงยินดียอมรับการปรับแก้แผนงานครับ”
ฮั่วเฉินโจวไม่ได้ต้องการวางกับดักหย่วนฮุย
บริษัทเล็กๆแบบหย่วนฮุย หากทำผิดต่อสถาปนิกใหญ่ของประเทศ ผลลัพธ์ที่จะตามมาคงร้ายแรงเป็นอย่างมาก
อย่าเห็นว่าหย่วนฮุยทำการตกแต่งภายใน ส่วนหนิงเยี่ยนฝานเป็นสถาปนิกใหญ่ แม้มองผิวเผินแล้วเหมือนจะเป็นคนละสายงาน แต่ด้วยสถานะและชื่อเสียงของหนิงเยี่ยนฝาน ในแวดวงการก่อสร้างของประเทศจีน คนที่รู้จักกับหนิงเยี่ยนฝานมีมากขนาดไหนกันเล่า บริษัทก่อสร้างขนาดใหญ่อย่างเครือหัวเจี้ยน มีใครกล้าบอกบ้างว่าไม่มีลูกศิษย์ของหนิงเยี่ยนฝานทำงานอยู่ในนั้น!
แม้หัวเจี้ยนจะไม่สนใจหย่วนฮุย แต่กระทรวงการก่อสร้างเล่า?
ฮั่วเฉินโจวเห็นสีหน้าของหลิวหย่งกับเซี่ยเสี่ยวหลานกลับมาเป็นปกติแล้วจึงพูดต่อว่า “คุณเซี่ย พวกเราได้ทำการสืบประวัติส่วนตัวของคุณแล้ว แม้คุณจะยังเป็นเพียงนักศึกษาชั้นปีที่สอง แต่คุณมีพรสวรรค์ด้านการออกแบบตกแต่งภายในเป็นอย่างยิ่ง ในบรรดาโครงการของหย่วนฮุย โครงการที่โดดเด่นที่สุดล้วนเป็นฝีมือการออกแบบของคุณ พอคุณบอกว่าเคยได้รับการสอนจากอาจารย์หนิงเยี่ยนฝาน นั่นยิ่งทำให้ผมตั้งตารอแผนงานใหม่หลังการปรับแก้แบบจากคุณ!”
ตอนที่ 842: รวมเงินให้ได้ห้าแสนหยวน
หนิงเยี่ยนฝานยอมให้แก้แผนงานอย่างนั้นหรือ?
เซี่ยเสี่ยวหลานไม่ใช่คนโลกสวย
แม้เธอจะเชื่อใจทังหงเอิน แต่ไม่ได้หมายความว่าเธอเชื่อใจฮั่วเฉินโจว
คนที่ได้รับตำแหน่งสำคัญตั้งแต่ยังหนุ่ม รับมือไม่ง่ายเลยสักคน
“ผู้จัดการฮั่ว เอาแบบนี้ดีไหมคะ ช่วงบ่ายฉันต้องกลับปักกิ่ง หลังจากที่ฉันสอบถามผู้เฒ่าหนิงเกี่ยวกับเรื่องนี้แล้วพวกเราค่อยคุยกันเรื่องการร่วมงานของหย่วนฮุยกับตงเฟิง ดีไหมคะ? เพราะสถานการณ์ตอนนี้ทางเราคงตัดสินใจทันทีไม่ได้จริงๆค่ะ”
การพูดความจริงนั้นไม่น่าอาย
ถ้ามัวแต่กลัวขายหน้า แล้วต้องซวยในภายหลังคงน่าอายยิ่งกว่าน่ะสิ
เซี่ยเสี่ยวหลานรู้สึกว่าการเคารพและให้เกียรติรุ่นพี่ รวมถึงผู้อาวุโสในสายอาชีพเป็นเรื่องสมควรทำเป็นอย่างยิ่ง
เมื่อเข้าสู่เส้นทางอาชีพหนึ่ง หลังสร้างผลงานได้นิดหน่อย มีคนชื่นชมไม่กี่คนก็หลงคิดว่าตนสามารถเหยียบหัวผู้มากประสบการณ์ได้ การกระทำเช่นนั้นไม่เรียกว่าไฟแรง แต่เรียกว่าคนโง่! เป็นคนโง่ เป็นอาวุธที่ถูกคนหลอกใช้มันน่าภูมิใจหรืออย่างไร? หากไม่มีรุ่นพี่คอยสร้างรากฐานไว้ แวดวงสถาปัตยกรรมของประเทศจีนก็คงไม่มีวันนี้ ดังนั้นเรื่องพื้นฐานที่ควรมีในการทำงาน บางครั้งก็คือพื้นฐานของความเป็นคน
เมื่อเซี่ยเสี่ยวหลานไม่พยักหน้าตกลง หลิวหย่งย่อมพยายามปฏิเสธ
กงหยางยิ่งไม่ต้องพูดถึง เขาเชื่อฟังเจ้านายทั้งสองอยู่เสมอ แล้วเขามีสิทธิ์พูดอะไรเสียที่ไหน
ฮั่วเฉินโจวนึกไม่ถึงว่าทั้งที่ตนเอาเงินมากองไว้ตรงหน้า แต่หย่วนฮุยกลับไม่รับปากในทันที เขาต้องมองบริษัทเล็กๆแห่งนี้ใหม่เสียแล้ว แม้จะมีขนาดเล็ก อีกทั้งประสบการณ์ก็ไม่มาก ไม่เคยรับงานโครงการใหญ่ โครงการเดียวที่พอจะเป็นหน้าเป็นตาแก่พวกเขาได้คือบ้านพักรับรองเทศบาลเมืองเผิงเฉิงที่เขาพักอยู่ในตอนนี้ อย่างไรก็ตามชื่อเสียงของพวกเขาไม่เลวเลยจริงๆ คำชื่นชมเหล่านี้ อาจมาจากความรอบคอบของพวกเขาก็เป็นได้
โครงการมูลค่าเกินสี่ล้านหยวน อาจจะทำกำไรได้ถึง20% ขอเพียงพยักหน้าก็จะมีเงินจำนวนเจ็ดถึงแปดแสนหยวนเข้ากระเป๋า คนส่วนใหญ่ไม่สนใจสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต แก้แผนงานของหนิงเยี่ยนฝานแล้วอย่างไรเล่า ถ้าสามารถทำเงินได้เจ็ดแปดแสนหยวน ให้แย่งงานจากมือหนิงเยี่ยนฝานมาก็ย่อมได้!
“ไม่มีปัญหาครับ หย่วนฮุยทำงานอย่างรอบคอบเช่นนี้ ผมยิ่งมั่นใจในการร่วมมือของเราในอนาคต เช่นนั้นพวกเรามาทานข้าวกันก่อนเถอะครับ”
ฮั่วเฉินโจวเป็นคนมีความอดทนสูง ชายวัยกลางคนข้างกายเขาอยากพูดอะไรบางอย่างแต่ถูกฮั่วเฉินโจวขัดจังหวะตัดบทสนทนาเสียก่อน
กินข้าวเป็นเรื่องดี การคุยงานตอนท้องกิ่วไม่แน่อาจจะโมโหหิวก็เป็นได้ หลังคุยงานกันเสร็จอารมณ์ของทั้งสองฝ่ายก็ผ่อนคลายยิ่งขึ้น อาหารมื้อนี้หลิวหย่งยืนกรานว่าขอเป็นคนจ่าย ทว่าพนักงานของบ้านพักกลับยิ้มกว้างและกล่าวว่า
“ผู้จัดการฮั่วชำระเงินแล้วค่ะ”
เซี่ยเสี่ยวหลานรู้สึกกลุ้มใจ ตามหลักแล้วต้องเป็นหย่วนฮุยที่ต้องเป็นฝ่ายประจบเอาใจตัวแทนจากตงเฟิงโฮลดิ้งถึงจะถูก ไม่รู้ว่าฮั่วเฉินโจวคนนี้กำลังวางแผนอะไรอยู่กันแน่
หลิวหย่งดื่มเหล้าไปเล็กน้อย ทว่ายังคงมีสติดี “ผู้จัดการฮั่ว คุณเกรงใจกันเกินไปแล้วครับ อาหารมื้อนี้ผมควรเป็นคนจ่ายเงินแท้ๆ!”
ฮั่วเฉินโจวยิ้ม “ถ้าพวกเราร่วมงานกันแล้ว เถ้าแก่หลิวยังมีโอกาสเลี้ยงข้าวผมอีกมาก ไว้คราวหน้าเถอะครับ คราวหน้าผมจะให้เถ้าแก่หลิวเลี้ยงแน่นอน”
ฮั่วเฉินโจวพักอยู่ที่นี่อยู่แล้ว ดังนั้นเขาจึงเดินไปส่งพวกเซี่ยเสี่ยวหลานที่รถ
“คุณฮั่ว พวกเราไม่จำเป็นต้องร่วมงานกับหย่วนฮุยก็ได้นี่ครับ ปีหน้าโรงแรมต้องเปิดกิจการแล้ว ตอนนี้ทางฮ่องกงไม่พอใจกับความคืบหน้าของงานด้านตกแต่งภายใน อีกทั้งหย่วนฮุยแค่ความเด็ดขาดยังไม่มี...”
บริษัทเล็กๆแบบนี้ ตงเฟิงโฮลดิ้งจะหลอกพวกเขาไปเพื่ออะไร?
หลอกหย่วนฮุยไปก็ไม่มีประโยชน์ แต่ทางนั้นยังบอกว่าขอคิดดูก่อน ถ่วงความคืบหน้าของงานเสียจริงๆ!
“คิดว่าฉันให้ความสำคัญกับพรสวรรค์ด้านการออกแบบของเด็กสาวคนหนึ่งจริงหรือ แผนงานของหนิงเยี่ยนฝานถ้าต้องแก้ก็ให้พวกเขาแก้ไป เพราะถึงอย่างไรเรื่องนี้ตั้งแต่ต้นจนจบไม่ใช่เพราะการออกแบบมีปัญหา แต่เป็นเพราะเหม่ยหัวต้องการบีบให้ตงเฟิงยอมถอนตัวออกจากโครงการนี้ ดังนั้นพวกเราจำเป็นต้องมีแรงสนับสนุน”
ฮั่วเฉินโจวแค่นหัวเราะ
แม้ภายนอกเจ้าของหย่วนฮุยจะคือหลิวหย่ง แต่เรื่องใหญ่กลับต้องเชื่อฟังนักศึกษาสาวคนหนึ่งเสียอย่างนั้น ฮั่วเฉินโจวรู้สึกเหลือเชื่อยิ่งนัก
เมื่อคืนเขาเห็นนักศึกษาหญิงคนนี้ในโทรทัศน์ เธอได้อันดับหนึ่งของการแข่งขันภาษาอังกฤษระดับมหาวิทยาลัย แต่ถึงอย่างไรมนุษย์เราล้วนมีขีดจำกัด ฮั่วเฉินโจวไม่อยากเชื่อเท่าไรว่าเซี่ยเสี่ยวหลานที่ยุ่งอยู่กับการคว้ารางวัลมาให้หัวชิงจะเป็นอัจฉริยะทางธุรกิจด้วย
แต่ช่วยไม่ได้ ถ้าอยากได้แรงสนับสนุนจากนายกทัง เขาต้องร่วมงานกับหย่วนฮุยให้ได้
เรื่องนี้สำหรับฮั่วเฉินโจวแล้วไม่น่าพอใจสักนิด
คนที่ได้รับตำแหน่งสำคัญในองค์กรรัฐวิสาหกิจตั้งแต่ยังหนุ่มเช่นนี้ เป็นดั่งที่เซี่ยเสี่ยวหลานเดาไว้ไม่มีผิด ฮั่วเฉินโจวมีคนหนุนหลัง และคนประเภทนี้มักเป็นโรคเดียวกันคือ ปกติมักจะมีแต่คนมาขอร้องเขา หากเรื่องไหนที่ไม่เป็นไปดั่งใจคิด ฮั่วเฉินโจวจะรู้สึกแย่เกินบรรยาย!
-------------------------------
หลิวหย่งปาดเหงื่อบนหน้าผากทันทีหลังรถแล่นออกจากบ้านพักรับรอง “เสี่ยวหลาน คนแซ่ฮั่วหมายความว่าอย่างไรรึ”
เซี่ยเสี่ยวหลานเห็นฮั่วเฉินโจวยืนนิ่งอยู่ที่เดิมผ่านกระจกมองหลัง แม้อายุของเขาจะยังไม่มาก แต่ทำงานได้อย่างไร้ช่องโหว่
“ไม่ว่าเขาจะต้องการอะไร พวกเราจะถูกเขาจูงจมูกไม่ได้ค่ะ พวกเราต้องทำตามจังหวะของตัวเอง”
หลิวหย่งพยักหน้ารับ “อาจารย์หนิงที่เคยสอนหลานคนนั้น พวกเราจะแก้แผนงานของเขาส่งเดชไม่ได้ คนเรายิ่งเก่งยิ่งหยิ่งในศักดิ์ศรี โชคดีที่หลานถามเรื่องนี้ออกไปก่อน ถ้าพวกเราตกลงร่วมงานกับตงเฟิงโฮลดิ้งแล้วมารู้ทีหลัง หลานคงลำบากแย่!”
การหาเงินสำคัญมาก ยิ่งเมื่อเผชิญหน้ากับกำไรหลักแสนใครบ้างจะไม่หวั่นไหว
แต่เงินสามารถค่อยๆหาได้ หลิวหย่งรู้สึกว่าเซี่ยเสี่ยวหลานสำคัญกว่าเงินเหล่านั้น แค่เธอสามารถสอบเข้าหัวชิงได้ถือเป็นเกียรติยศสูงสุดของตระกูลหลิวแล้วน่ะสิ
นักธุรกิจรวยหลักหมื่นหาได้ยากที่อันชิ่ง แต่เมื่ออยู่ที่หยางเฉิงหรือเผิงเฉิง คนรวยหลักหมื่นมีอยู่ทั่วทุกพื้นที่! แต่ครอบครัวที่มีลูกหลานสอบติดหัวชิงนั้นมีน้อยนัก ตามความคิดของหลิวหย่ง การเรียนของหลานสาวย่อมสำคัญกว่าเงินทอง ขนาดคนเรียนไม่สูงอย่างหลิวหย่งยังรู้จักชื่อเสียงของหนิงเยี่ยนฝาน แล้วถ้าเกิดเซี่ยเสี่ยวหลานเผลอทำให้เขาไม่พอใจ ต่อไปคงอยู่ในวงการสถาปัตยกรรมลำบากอย่างแน่นอน
เรื่องนี้น่ากลัวกว่าการอดทำกำไรหลายแสนมากนัก
การถูกกีดกันจากคนใหญ่คนโตของวงการสถาปัตยกรรม ถือเป็นเรื่องร้ายแรงของนักศึกษาสาขาสถาปัตยกรรมศาสตร์เป็นอย่างยิ่ง
หลิวหย่งเน้นย้ำว่า เซี่ยเสี่ยวหลานจะต้องทำเรื่องนี้ให้กระจ่าง ตอนถามผู้เฒ่าหนิงต้องระวังคำพูดอยู่เสมอ
เซี่ยเสี่ยวหลานไม่ได้รู้สึกรำคาญแต่อย่างใด “ลุงคะ ฉันจะปรับไปตามสถานการณ์ค่ะ ถ้าทางผู้เฒ่าหนิงอนุญาต และตงเฟิงโฮลดิ้งได้ขึ้นมาคุมอำนาจแล้วจริงๆ หลังแผนงานตกแต่งภายในของโรงแรมหนานไห่ผ่านการเห็นชอบจากผู้ถือหุ้นแล้ว หมายความว่าหย่วนฮุยจะต้องเป็นหนึ่งในการดำเนินงานตกแต่งภายใน หากเป็นเช่นนั้นลุงคิดไว้หรือยังคะว่าจะหาเงินทุนสำรองมาจากไหน โครงการมูลค่าสี่ล้านที่ฮั่วเฉินโจวรับปากไว้ ทางเราต้องมีเงินทุนอย่างน้อย 1.5-2ล้านหยวน... อีกสองเดือนทางฉันคงช่วยหาทุนมาให้ได้สักห้าแสนหยวน แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังขาดเงินทุนอีกจำนวนมาก”
ถ้าเป็นโครงการอื่นอาจจะให้ทางร้านวัสดุเป็นคนจัดหาวัสดุก่อสร้างมาให้ได้ โดยร้านวัสดุสามารถยื้อการชำระเงินจากทางโรงงานผลิตวัสดุก่อสร้างได้อย่างแน่นอน
แต่งานตกแต่งภายในของโรงแรมหนานไห่อาจต้องการวัสดุก่อสร้างชั้นสูง จำเป็นต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ซึ่ง ‘อันเจียวัสดุ’ ไม่อาจช่วยสนับสนุนในเรื่องนี้ได้
เซี่ยเสี่ยวหลานคิดไว้แล้วว่า ถ้าให้เธอกับกงหยางปรับแก้แผนงาน เธอจะพยายามใช้วัสดุจาก ‘อันเจียวัสดุ’ ให้มากที่สุด
ต่อให้สามารถค้างชำระค่าวัสดุก่อสร้างบางส่วนได้ แต่อย่างน้อยหย่วนฮุยก็จำเป็นต้องมีเงินทุนถึงหนึ่งล้านหยวน
หนึ่งล้านหยวน แน่นอนว่าหลิวหย่งคงไม่มี
ถ้าอยากขอสินเชื่อจากธนาคาร ก็คงไม่ง่ายเหมือนตอนทำโครงการบ้านพักรับรองเทศบาลเมือง
ก่อนเจอกับคนจากตงเฟิงโฮลดิ้ง เซี่ยเสี่ยวหลานนึกว่าตนได้กำไรที่ซื้อรถซีตรอง CX20 มาได้ในราคาเพียงแปดหมื่นหยวน แต่ตอนนี้เธอชักเสียใจที่ซื้อรถคันนี้ขึ้นมาแล้วสิ เงินตั้งแปดหมื่นหยวนเชียวนะ!
ก่อนไปเซี่ยเสี่ยวหลานนึกไม่ถึงเลยว่า ตงเฟิงโฮลดิ้งจะยินดีมอบหนึ่งในสี่ของโครงการให้กับหย่วนฮุย
หลิวหย่งได้ยินดังนั้นก็ยิ่งตกตะลึง “หลานรวมเงินได้ห้าแสนหยวนเลยหรือ?!”
ตอนที่ 843: เข้าใกล้เป้าหมายหลักล้าน!
เซี่ยเสี่ยวหลานไม่ได้มีเงินมากถึงห้าแสนหยวน แต่สิ่งที่เธอพูดหมายถึงเธอจะพยายามรวบรวมมาให้
เวลาไม่มีเงินก็ไปหาธนาคาร ขอแค่ช่วยซื้อพันธบัตรรัฐบาล ผู้จัดการใหญ่อู่ย่อมยินดีให้ความช่วยเหลือ
เซี่ยเสี่ยวหลานไม่ได้ขอให้ผู้จัดการใหญ่อู่ทำเรื่องผิดกฎหมายเพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง เธอแค่อยากขอสินเชื่อกับเขาอีกครั้ง ครั้งก่อนเธอขอสินเชื่อจำนวน200,000หยวน ซื้อพันธบัตรรัฐบาลไป20,000หยวน ได้เงินจริงมาจำนวน18,000หยวน
ตอนหลังหลิวหย่งกับหลี่เฟิ่งเหมยยืนกรานที่จะยกเงินปันผลเสื้อผ้าสำหรับฤดูหนาวของหลานเฟิ่งหวงสาขาซางตูให้เธอ ทั้งยังลดค่าตกแต่งภายในร้านเสื้อผ้าสองแห่งที่ปักกิ่งถึงครึ่งหนึ่งด้วย
เซี่ยเสี่ยวหลานเปิดร้านเสื้อผ้าสองร้านที่ปักกิ่ง เงินที่ใช้ซื้อสินค้าก็คือเงินจากเงินปันผลของซางตู ค่าตกแต่งภายในก็ใช้เงินเก็บที่มีอยู่จำนวนหนึ่ง ส่วนสินเชื่อที่ผู้จัดการใหญ่อู่ให้มาเธอเพิ่งใช้ไปแค่นิดหน่อยเท่านั้น
ตอนนี้ในธนาคารยังมีเงินเหลืออยู่อีก140,000หยวน เซี่ยเสี่ยวหลานยังคงตั้งใจว่าจะนำไปเปิดร้านเสื้อผ้าสาขาที่สาม
หาหน้าร้านสำหรับทำการตกแต่ง ทรัพย์สินที่อยู่ภายใต้ชื่อของเธอมีเรือนสี่ประสานอยู่แห่งหนึ่ง รถซีตรอง CX20 อีกหนึ่งคัน และร้านเสื้อผ้าอีกจำนวนสามร้าน หลังชำระสินเชื่องวดแรกเสร็จเรียบร้อย หากนำทรัพย์สินทั้งหมดนี้มารวมกัน การขอสินเชื่อจากทางผู้จัดการใหญ่อู่เพิ่มอีกสัก500,000หยวนคงไม่มีปัญหา
“อาจจะได้สักห้าถึงเจ็ดแสนหยวนค่ะ แต่ฉันต้องการเวลาสักสองเดือนในการรวบรวมเงิน”
500,000หยวนเป็นจำนวนเงินที่เซี่ยเสี่ยวหลานมั่นใจว่าสามารถหามาได้ ตอนนี้ร้านเสื้อผ้าทั้งสองแห่งกำลังทำกำไร ต่อให้กิจการจะไม่ร้อนแรงเหมือนช่วงเดือนแรก แต่หนึ่งเดือนกว่าที่ผ่านมาก็สามารถหาเงินได้มากถึง60,000หยวน โดยเงินจำนวนนี้มากพอที่จะชำระหนี้งวดแรก หากติดหนี้แล้วใช้หนี้ อยากขอสินเชื่ออีกทีก็คงไม่ยาก!
ส่วนเงิน700,000หยวนนั้น เป็นการนำเงิน170,000หยวนที่โจวเฉิงฝากให้เธอดูแลมาคิดรวมกันนั่นเอง
เงินของโจวเฉิงฝากธนาคารไว้ผลลัพธ์คือได้ดอกเบี้ย ดังนั้นถ้าให้หลิวหย่งยืม เซี่ยเสี่ยวหลานก็ไม่มีทางปล่อยให้โจวเฉิงขาดทุนดอกเบี้ยเป็นอันขาด
หลิวหย่งรู้สึกดีใจมาก “ถ้าหลานรวมเงินได้เจ็ดแสนจริง ลุงก็จะพยายามหาเงินให้ได้เจ็ดแสน พวกเรามาร่วมมือกันเหมือนตอนทำโครงการบ้านพักรับรองเทศบาลเมืองกันเถิด!”
แม้จะมีเงินของโจวเฉิงอยู่ แต่เซี่ยเสี่ยวหลานก็ไม่ได้คัดค้านความคิดเห็นของหลิวหย่ง
ถ้าเธอขอสินเชื่อจำนวนห้าแสนมาได้ ก็เท่ากับเอาทุกอย่างที่มีไปเดิมพัน หากการร่วมมือกับตงเฟิงโฮลดิ้งเกิดปัญหาอะไรขึ้นมา เซี่ยเสี่ยวหลานอาจจะกลายเป็นคนสิ้นเนื้อประดาตัว ดังนั้นหากงานนี้ทำกำไรได้ เธอจึงสมควรได้รับเงินส่วนแบ่งด้วย เธอกับหลิวหย่งแยกกันทำธุรกิจมานานแล้ว และหลิวหย่งเองก็ไม่ชอบเอาเปรียบหลานสาว
แยกแยะเป็นเรื่องๆไป ไม่ทิ้งปัญหาแฝงเอาไว้ให้เสี่ยงต่อการสร้างความร้าวฉานระหว่างสองลุงหลาน
สาเหตุที่ทั้งคู่ปรึกษากันเรื่องรวบรวมเงินทุนอย่างจริงจังเช่นนี้ ความจริงแล้วเป็นเพราะพวกเขาต้องการรับงานนี้ไว้ เซี่ยเสี่ยวหลานพูดกับฮั่วเฉินโจวเหมือนเป็นเรื่องร้ายแรง ทว่าต่อให้ผู้เฒ่าหนิงไม่เห็นด้วย เธอก็จะพยายามหาทางข้ามผ่านอุปสรรคนี้ไปให้ได้
นี่ไม่ใช่แค่การทำให้หย่วนฮุยเติบโตหรือแค่เพราะอยากทำกำไร แต่เพราะทังหงเอินเป็นคนเอ่ยปากเอง ดังนั้นไม่ว่าจะทำอย่างไรเซี่ยเสี่ยวหลานก็ต้องทำมันให้สำเร็จ
แน่นอนว่าเรื่องนี้คงมีอุปสรรค ไม่มีนักธุรกิจคนไหนไม่เจ้าเล่ห์ แม้เธอจะอยากได้งานนี้ แต่ก็ไม่มีทางปล่อยให้ทางตงเฟิงโฮลดิ้งอ่านเกมเธอขาดทั้งหมด!
ทั้งคู่คุยกันอย่างกระตือรือร้น ส่วนกงหยางได้แต่นั่งเงียบเหงื่อตก
เขานึกว่าหลิวหย่งกับเซี่ยเสี่ยวหลานไม่อยากร่วมงานกับตงเฟิงโฮลดิ้งจริงเสียอีก แต่ดูท่าเขาจะไร้เดียงสาเกินไป
ทั้งที่เป็นนักศึกษาเหมือนกัน แต่ระดับของหัวชิงกับซางต้าห่างชั้นกันถึงเพียงนี้เชียวหรือ
ไม่สิ ตอนนั้นเซี่ยเสี่ยวหลานยังไม่ทันสอบเข้ามหาวิทยาลัยเลยด้วยซ้ำ
เดิมทีกงหยางแค่วาดรูปเป็น ทว่าตอนนี้ฝีมือของเขาพัฒนามากขึ้นและเขาสามารถออกแบบการตกแต่งภายในเป็นแล้ว แต่เรื่องธุรกิจนั้นเขายังไม่เข้าใจสักเท่าไร เขาคิดเพียงอยากตั้งใจทำงานให้หลิวหย่ง ยิ่งขยันมากเท่าไรก็ยิ่งทำเงินได้มากเท่านั้น นี่คือกฎของหย่วนฮุย ไม่ใช่แค่เขาแต่รวมไปถึงพวกคนงานก็อยู่ภายใต้เงื่อนไขเดียวกันนี้
เซี่ยเสี่ยวหลานกับหลิวหย่งคุยเรื่องขอสินเชื่อเสร็จก็บอกให้หลิวหย่งไปหาทังหงเอินอีกครั้ง “ถ้านายกทังไม่ว่างก็ไปหาเสี่ยวหวังก็ได้ค่ะ บอกเรื่องที่เราคุยกับตงเฟิงโฮลดิ้งวันนี้ให้เขารู้อย่างละเอียด”
“ลุงของหลานไม่ได้โง่เสียหน่อย ลุงเข้าใจแล้วละ”
นี่เป็นเรื่องงาน ต่อให้หลิวหย่งไม่พอใจเรื่องอื่นก็ไม่ควรปล่อยให้มากระทบกับงาน
เซี่ยเสี่ยวหลานรู้สึกจนใจ เวลาช่วงสุดสัปดาห์นั้นช่างสั้นเหลือเกิน เธอต้องรีบเดินทางกลับหยางเฉิงโดยการขับรถกลับไป ก่อนจะหาคนช่วยนำรถไปส่งให้ที่ปักกิ่ง จากนั้นค่อยนำรถไปจดทะเบียนขึ้นกับหน่วยงานที่คังเหว่ยสังกัดอยู่
การเดินทางไกลคราวนี้เธอจัดการปัญหาเรื่องรถได้แล้ว ธุระที่ร้านวัสดุก่อสร้างเองก็จัดการเรียบร้อยแล้วเช่นกัน
แต่ยังมีปัญหาเรื่องของโรงแรมหนานไห่เพิ่มเข้ามาน่ะสิ
เซี่ยเสี่ยวหลานตั้งเป้าหมายให้ตัวเองว่าปีนี้เธอจะต้องมีเงินทุนจำนวนหนึ่งล้านหยวนให้ได้ นอกจากการขยายกิจการร้านเสื้อผ้าแล้ว โครงการของโรงแรมหนานไห่คงช่วยลดระยะห่างจากเงินหนึ่งล้านหยวนได้ไม่น้อย!
สุดสัปดาห์นี้ช่างมีประสิทธิภาพยิ่งนัก หลังกลับปักกิ่งเธอยังมีศึกหนักที่ต้องรับมืออยู่ ต่อให้หนิงเยี่ยนฝานอนุญาตให้แก้แบบ แต่ปริมาณงานที่เซี่ยเสี่ยวหลานกับกงหยางต้องทำก็ล้นมือเหลือเกิน
เดือนพฤษภาคมทั้งเดือนเธอคงต้องหมกมุ่นกับเรื่องนี้เพียงอย่างเดียว!
------------------------------
ภรรยามาหยางเฉิงเช่นนี้ ต่อให้หลิวหย่งยุ่งมากแค่ไหนก็ต้องเจอหน้ากันสักครั้ง เขาจึงติดรถเซี่ยเสี่ยวหลานไปหยางเฉิงด้วย
เมื่อมาถึงบ้านพักรับรอง พวกหลิวเฟินกับหลี่เฟิ่งเหมยเองก็เพิ่งกลับมาจากสถานีรถไฟหลังเอาเสื้อผ้าฤดูร้อนส่วนหนึ่งส่งขึ้นรถ
“นะ นี่คือรถที่ลูกซื้อมาหรือ?”
หลิวเฟินนึกไม่ถึงเลยว่าเซี่ยเสี่ยวหลานจะขับรถที่สวยขนาดนี้กลับมา
หลี่เฟิ่งเหมยเดินวนรอบรถ “อาเฟิน ครอบครัวเธอรู้จักใช้ชีวิตเสียจริงๆ”
ทำงานหาเงินเหมือนกัน แต่เซี่ยเสี่ยวหลานไม่เคยหยุดดื่มด่ำกับการใช้ชีวิต หลี่เฟิ่งเหมยกับหลิวหย่งนอกจากซื้อเรือนสี่ประสานที่ปักกิ่งแล้ว ทั้งสองคนยังไม่เคยใช้เงินก้อนใหญ่ขนาดนี้เลยสักครั้ง
แต่ก็ช่วยไม่ได้ เพราะธุรกิจของหลิวหย่งจำเป็นต้องมีเงินทุนสำรองอยู่ตลอดเวลา หากมีเงินสดในมือหมุนเวียนไม่มากพอ บางครั้งอาจจะต้องปล่อยให้โอกาสหลุดมือไป ที่หลิวหย่งทำใจซื้อแม้แต่รถจี๊ป212 ราคาสี่หมื่นหยวนไม่ได้ หาใช่เพราะเขาเป็นคนงก
แต่เขาไม่มีวิธีอื่น เพราะโอกาสไม่เคยรอใคร
อย่างเช่นครั้งนี้ เซี่ยเสี่ยวหลานช่วยหาเงินทุนให้เขาได้ มิเช่นนั้นเขาก็คงไม่มีปัญญาแบกรับโครงการหลักสี่ล้านของตงเฟิงโฮลดิ้งเอาไว้อย่างแน่นอน
พอได้ยินน้ำเสียงอิจฉาของหลี่เฟิ่งเหมย เซี่ยเสี่ยวหลานก็หัวเราะออกมา “ป้าสะใภ้ ครั้งนี้คุณลุงได้งานใหญ่มากค่ะ หลังโครงการนี้เสร็จสิ้น ป้าจะซื้อรถแบบนี้สักสองคันยังไม่มีปัญหาเลยด้วยซ้ำ”
หลิวหย่งทำใจซื้อรถจี๊ปให้ตัวเองไม่ได้ แต่ถ้าหลี่เฟิ่งเหมยต้องการ เขาก็จะยอมควักเงินซื้อรถตามเซี่ยเสี่ยวหลานสักคัน ต่อให้ราคาสูงถึงแปดหมื่นหยวนเขาก็ยอม
เป็นผู้ชายต้องเลี้ยงดูลูกเมีย อย่างไรก็ตามหลี่เฟิ่งเหมยไม่ต้องให้เขาเลี้ยงด้วยซ้ำ แถมยังเอาเงินจากร้านเสื้อผ้ามาให้เขาอีกต่างหาก เธอทั้งเปิดร้านที่ซางตู แถมต้องดูแลลูกชายอย่างหลิวจื่อเทา หลิวหย่งย่อมสมควรซื้อรถให้เธอสักคัน!
ทว่าหลี่เฟิ่งเหมยกลับเป็นฝ่ายทำใจไม่ได้ “ฉันจำเป็นต้องใช้รถเสียที่ไหน แค่เขาดูแลตัวเองได้ฉันก็ขอบคุณฟ้าดินแล้ว!”
เงินตั้งแปดหมื่น เรือนสี่ประสานที่ปักกิ่งของพวกเธอก็ราคานี้เช่นกัน
“ฉันต้องไปสนามบินก่อนแล้วละค่ะ”
หลิวเฟินพยักหน้ารับ “แม่กับป้าสะใภ้ของลูกยังต้องเลือกของเข้าร้านอีก พรุ่งนี้พวกเราถึงเดินทางกลับ จริงสิ เมื่อคืนแม่เห็นลูกในโทรทัศน์ด้วยนะ”
เมื่อคืนสถานีโทรทัศน์ออกอากาศรายการการแข่งขันตอนที่10 ซึ่งเป็นตอนสุดท้าย
โดยเซี่ยเสี่ยวหลานสามารถคว้ารางวัลอันดับหนึ่งของการแข่งขันมาได้ แม้หลิวเฟินจะรู้ผลล่วงหน้าอยู่ก่อนแล้ว แต่เพราะเธอไม่เคยเห็นกับตาตัวเอง พอเมื่อคืนเห็นผ่านจอโทรทัศน์ เธอจึงรู้สึกตื่นเต้นจนนอนไม่หลับ
หลิวหย่งที่ได้ยินดังนั้นก็ตบเข่าฉาด “เมื่อคืนฉันไม่ว่างดูโทรทัศน์!”
เมื่อคืนเขาอดหลับอดนอนเกือบทั้งคืน วันนี้พอเจอกับฮั่วเฉินโจวกลับไม่ได้นำแผนงานที่ทำไว้ไปใช้งาน เรื่องหนิงเยี่ยนฝานเป็นเจ้าของแผนงานเก่า ทำลายแผนที่หลิวหย่งกับเซี่ยเสี่ยวหลานเตรียมการไว้เสียย่อยยับ
เซี่ยเสี่ยวหลานปลอบใจลุงของตน “อนาคตอาจจะมีการแข่งขันแบบนี้อีกก็ได้ ถึงตอนนั้นฉันจะให้ลุงไปดูที่งาน! ถ้าลุงชอบฟังชาวต่างชาติพูดภาษาอังกฤษ อีกหน่อยฉันจะพาลุงไปต่างประเทศดีไหมคะ!”
ตอนที่ 844: เดิมพันด้วยทุกอย่าง
จะให้คนบ้านนอกอย่างเขาไปต่างประเทศรึ?
หลิวหย่งไล่หลานสาว “เลิกพูดเหลวไหลได้แล้ว รีบไปสนามบินเถอะ”
นอกจากเซี่ยเสี่ยวหลานแล้วไม่มีใครขับรถเป็น แต่พวกเขาก็ยังอุตส่าห์ไปส่งเซี่ยเสี่ยวหลานด้วยกัน เซี่ยเสี่ยวหลานจึงจำเป็นต้องทิ้งรถไว้ที่สนามบินแล้วนั่งเครื่องบินกลับปักกิ่ง
เซี่ยเสี่ยวหลานบอกว่าจะพาหลิวหย่งไปต่างประเทศ เขาเห็นเป็นเพียงเรื่องล้อเล่นเท่านั้น
ตอนนี้การออกไปต่างประเทศไม่ใช่เรื่องง่าย ตั๋วเครื่องบินแพงยังไม่เท่าไร แต่การขออนุญาตนั้นยากยิ่งนัก หลิวหย่งคงนึกไม่ถึงว่า อนาคตการออกไปเที่ยวต่างประเทศจะเป็นเรื่องปกติเหมือนกินอาหารสามมื้อ
เที่ยวบินของเซี่ยเสี่ยวหลานลงจอดที่ปักกิ่งตอนหัวค่ำ
เธอเรียกรถแท็กซี่จากสนามบินตรงไปยังหัวชิง เนื่องจากต้องรีบกลับเข้าหอพักก่อนการตรวจหอช่วงคืนวันสุดสัปดาห์จะเริ่มต้นขึ้น
“รีบร้อนขนาดนี้ เพิ่งกลับมาจากไหนอีกล่ะ”
ซูจิ้งเห็นเซี่ยเสี่ยวหลานวิ่งหอบมาจึงถามอย่างสนใจ
“อย่าพูดเลย ฉันไปเผิงเฉิงมาน่ะ ว่าแต่เธอเห็นหนิงเสวี่ยกลับมาบ้างไหม ฉันมีเรื่องอยากคุยกับเขา”
ชีวิตของเซี่ยเสี่ยวหลานเป็นอะไรที่ซูจิ้งไม่แม้แต่จะคิดอิจฉา
แม้ซูจิ้งจะยังไม่เคยขึ้นเครื่องบินสักครั้ง ในขณะที่เซี่ยเสี่ยวหลาน ‘บินไปบินมา’ เป็นเรื่องปกติ แต่เธอกลับไม่รู้สึกอิจฉาสักนิด เซี่ยเสี่ยวหลานยุ่งขนาดไหน เธอกับคนอื่นๆเห็นอยู่กับตาแล้วจะอิจฉาไปเพื่ออะไร
“หนิงเสวี่ยกลับมาแล้ว ต่อให้ผลการเรียนของเธอจะดีแค่ไหนก็ต้องมาเช็กชื่อเหมือนกัน แต่พวกเธอสองคนนี่อย่างไรกันแน่ ก่อนหน้านี้เห็นสนิทกันดี ช่วงนี้กลับดูห่างเหินกันอีกแล้ว”
เซี่ยเสี่ยวหลานยังจะพูดอะไรได้อีก ซูจิ้งช่างสังเกตเหลือเกิน
“สนใจเรื่องพวกนี้ให้น้อยลงหน่อย เอาเวลาไปทุ่มกับการเรียนดีกว่า ไม่อย่างนั้นงานทำความสะอาดหอเทอมหน้าคงเป็นของเธอ ถึงเวลาไม่อายเขาหรือ”
ซูจิ้งบ่นอุบ “ฉันอุตส่าห์เป็นห่วงแท้ๆ ใครอยากจะสนใจเธอเล่า ไปหาหนิงเสวี่ยเลยไป!”
เซี่ยเสี่ยวหลานไม่สามารถอธิบายรายละเอียดได้ มิตรภาพระหว่างเธอกับเด็กเทพหนิงเพิ่งงอกเงยก็ถูกแม่ของหนิงเสวี่ยบดขยี้อย่างไม่ไยดี เซี่ยเสี่ยวหลานเองก็พูดไม่ออกเช่นกัน
หนิงเสวี่ยไม่ได้ทำตัวแปลกไป
เดิมทีวางตัวอย่างไรก็ยังคงเป็นอย่างนั้น พอได้ยินว่าเซี่ยเสี่ยวหลานอยากเจอคุณปู่ของตน หนิงเสวี่ยก็หยุดคิดสักครู่ก่อนจะบอกว่า “บ่ายสองวันอังคารก็แล้วกัน คาบเรียนน้อยหน่อย”
ทั้งคู่เรียนภาควิชาเดียวกัน ชั้นเรียนเดียวกัน ย่อมรู้ตารางเรียนของกันและกันเป็นอย่างดี
เซี่ยเสี่ยวหลานเห็นด้วย เธอจะได้มีเวลาเรียบเรียงคำพูดว่าจะพูดกับหนิงเยี่ยนฝานอย่างไร
--------------------------------
หยางเฉิง
หลี่เฟิ่งเหมยมาหยางเฉิงครึ่งเดือนต่อครั้ง และนี่ก็คือช่วงเวลาที่เธอจะได้เจอกับหลิวหย่ง
ยังดีกว่าเมื่อปีที่แล้วที่หลี่เฟิ่งเหมยกับหลิวเฟินต้องช่วยกันดูแลร้าน ทั้งคู่ผลัดกันมาซื้อสินค้าจากหยางเฉิง ทำให้หลี่เฟิ่งเหมยได้เจอกับหลิวหย่งแค่สองสามเดือนต่อครั้งเท่านั้น
สามีภรรยาพบหน้ากันเป็นประจำ ทั้งสองต่างพูดคุยกันเรื่องลูกชาย แลกเปลี่ยนสถานการณ์ของกิจการตัวเอง พวกเขารักกันอย่างหวานชื่น คุยกันอย่างสนิทสนม แม้เรื่อง ‘การนอกใจ’ เมื่อปีก่อนจะเป็นเรื่องเท็จ แต่เหตุการณ์ครั้งนั้นได้เตือนสติหลี่เฟิ่งเหมยว่า สามีภรรยาหากไม่เจอหน้ากันเป็นเวลานานจะเกิดความห่างเหินซึ่งกันและกัน
ต่างฝ่ายต่างยุ่งกับงาน ความสัมพันธ์ย่อมจืดจางลง หากมีใครคอยดูแลเอาใจใส่หลิวหย่งก็อาจจะเข้ามาแทนที่เธอได้ตลอดเวลา ความผิดพลาดแบบนั้น หลี่เฟิ่งเหมยไม่มีทางปล่อยให้เกิดขึ้นเด็ดขาด
เห็นเซี่ยเสี่ยวหลานกับหลิวเฟินทำร้านที่ปักกิ่งแล้วไปได้สวย หลี่เฟิ่งเหมยก็รู้สึกอิจฉา
“อาเฟินกับเสี่ยวหลานจะเปิดสาขาที่สามแล้ว เธอว่าฉันควรเปิดร้านอีกสาขาดีหรือเปล่า เทียบกับพวกเธอแล้วฉันดูไม่เอาไหนเลยจริงๆ”
หลิวหย่งยิ้มเจื่อนก่อนจะตอบอย่างอ้อมแอ้ม “หากเป็นก่อนหน้านี้คงไม่มีปัญหา แต่ถ้าเปิดร้านใหม่ตอนนี้จำเป็นต้องใช้เงินตกแต่งภายใน ซื้อของเข้าร้านก็ต้องมีเงินอีกหลายหมื่นหยวน ทว่าครั้งนี้ฉันกับเสี่ยวหลานกำลังจะรับงานใหญ่ พวกเราจำเป็นต้องรวมเงินกัน ฉันยังอยากให้เธอเอาร้านเสื้อผ้าไปค้ำประกันเพื่อขอสินเชื่อจากธนาคารอยู่เลย เรื่องเปิดร้านใหม่พักไว้ก่อนเถิด”
“ต้องการเงินเท่าไรรึ”
“อย่างน้อยเจ็ดแสน แน่นอนว่ายิ่งมากก็ยิ่งดี”
“เยอะขนาดนั้นเลยหรือ!”
หลี่เฟิ่งเหมยตกใจ “พวกเรามีเงินเยอะขนาดนั้นเสียที่ไหน”
“ก็ไม่มีน่ะสิ ถึงได้ต้องขอสินเชื่อจากธนาคาร ไม่ใช่แค่เอาร้านเสื้อผ้าไปค้ำประกันนะ หลังเซ็นสัญญาแล้วฉันยังต้องเอาสัญญาไปขอกู้เงินอีกด้วย ฉันมีเงินอยู่ในมือสองแสน และคงทำแบบเสี่ยวหลานด้วยการใช้หนี้คืนผู้จัดการใหญ่อู่ก่อนส่วนหนึ่ง แล้วค่อยขอสินเชื่อใหม่อีกครั้ง”
หลิวหย่งคิดคำนวณเงินพร้อมทั้งแจกแจงให้หลี่เฟิ่งเหมยฟัง
เขากู้เงินจากผู้จัดการใหญ่อู่มาสามแสน หลังตรุษจีนชำระเงินคืนไปหนึ่งแสน
เหลือแค่อีกสองแสนเท่านั้นเขาถึงจะใช้หนี้หมด
เงินก้อนนี้เขาใช้ได้มาไม่ถึงหนึ่งปี แต่มันกลับทำกำไรให้เขาไม่น้อยเลยทีเดียว
ถ้าผู้จัดการใหญ่อู่ยอมปล่อยสินเชื่อ หลิวหย่งจะเลียนแบบเซี่ยเสี่ยวหลานโดยการนำเรือนสี่ประสานที่หนานหลัวกู่ไปเป็นหลักประกัน หากทำเช่นนั้นคงได้เงินมาเพิ่มสักสี่แสนหยวน
ซื้อพันธบัตรรัฐบาลอีกนิดหน่อย เงินที่ถึงมือจริงๆ คงสักสามแสนห้า
ถ้าร้านเสื้อผ้าที่ซางตูสามารถขอสินเชื่อได้อีกสักห้าหมื่นถึงหนึ่งแสนหยวน หลิวหย่งก็จะมีเงินสี่แสนหยวนอยู่ในมือ
แม้โรงแรมหนานไห่จะไม่ใช่โครงการของเทศบาลเมือง การก่อสร้างอาคารหลักเองก็เสร็จสิ้นแล้ว แต่โรงแรมใหญ่ขนาดนี้ไม่มีทางล้มเลิกโครงการง่ายๆ ตงเฟิงโฮลดิ้งต้องการแบ่งงานหนึ่งในสี่ส่วนให้กับหย่วนฮุย ถือเป็นสัญญางานก่อสร้างมูลค่าสี่ล้านหยวน ธนาคารที่เผิงเฉิงมีหรือจะไม่ปล่อยสินเชื่อจำนวนสี่แสนหยวนให้กับเขา!
เป้าหมายของหลิวหย่งแท้จริงแล้วคือแปดแสนหยวน หรือไม่ก็น้อยกว่านี้สักแสนหนึ่ง
หลี่เฟิ่งเหมยได้ฟังก็เหงื่อตก
“เสี่ยวหลานเองก็จะรวมเงินมาให้เยอะขนาดนี้เหมือนกันหรือ พวกเธอสองคนลงทุนรวมกันแล้วเป็นเงินล้านกว่ารึ?”
เซี่ยเสี่ยวหลานใช้ทรัพย์สินที่จับต้องได้ไปค้ำประกัน ในขณะที่หลิวหย่งนั้นเดิมพันกับโครงการนี้ไว้สูงมาก ตอนอยู่ปักกิ่งเขาใช้หย่วนฮุยเป็นหลักประกัน อยู่เผิงเฉิงเขาก็จะใช้สัญญาก่อสร้างไปขอสินเชื่อ... ถ้าโครงการนี้ถอนทุนกลับคืนมาไม่ได้ บริษัทของหลิวหย่งจะต้องล้มละลาย และร้านเสื้อผ้าของหลี่เฟิ่งเหมยเองก็คงจบเห่เช่นเดียวกัน
หลี่เฟิ่งเหมยไม่เข้าใจ ในเมื่อมีเงินไม่พอ ยังจะรับงานใหญ่ขนาดนี้เพื่ออะไรกัน
ครอบครัวเธอต่อให้เป็นแบบทุกวันนี้ไปเรื่อยๆ ก็ไม่มีทาง อดอยาก
คนอื่นใช้ชีวิตด้วยเงินเดือนแค่ไม่กี่สิบหยวน หลิวหย่งกับเซี่ยเสี่ยวหลานดันอยากเอาเงินล้านกว่าไปลงทุนทำธุรกิจ เงินจำนวนหนึ่งล้านกว่าหยวน เอาธนบัตรมากองรวมกันจะสูงขนาดไหน!
“เรื่องนี้อาเฟินรู้ไหม”
หลิวหย่งเองก็รู้สึกกดดันเช่นกัน หลี่เฟิ่งเหมยถามแบบนี้เขาถึงกับหันไปมองเธอด้วยสายตาแปลกประหลาด
“เสี่ยวหลานทำอะไรแม่ของเธอล้วนสนับสนุน ดังนั้นอาเฟินไม่คัดค้านหรอก”
หลี่เฟิ่งเหมยหยิกเขา “ฉันหมายความว่า นายกทังแนะนำงานนี้มา อาเฟินรู้เรื่องหรือเปล่า!”
เป็นงานที่นายกทังแนะนำมา แต่ถ้างานนี้ไปไม่รอด นายกทังคงไม่มีเงินล้านกว่าหยวนมาชดใช้ให้พวกเขาอย่างแน่นอน
ก่อนหน้านี้หลิวหย่งรู้สึกลังเล แต่หลังตัดสินใจแล้วเขาก็ไม่รู้สึกกลัวอีกต่อไป
“ด้านอาเฟินเดี๋ยวเสี่ยวหลานคงบอกเอง เธออย่าห่วงไปเลย นึกว่าฉันไม่รู้หรือว่าเธออยากจับคู่อาเฟินกับนายกทัง แต่สถานะทางสังคมของเรากับเขาแตกต่างกันมากเสียขนาดนี้ อนาคตถ้าอาเฟินถูกเอาเปรียบ ใครจะช่วยเธอได้เล่า?”
หลิวหย่งไม่มีทางขายน้องสาวเพื่อความก้าวหน้าของตัวเอง
นายกเทศมนตรีใกล้ชิดประชาชนมากแค่ไหนอย่างไรก็เป็นข้าราชการใหญ่อยู่ดี พอคิดถึงตอนทังหงเอินไปฉลองตรุษจีนที่หมู่บ้านชีจิ่ง คนที่เร่งเดินทางมาต้อนรับทังหงเอินเป็นใครกันบ้างเล่า ขนาดนายอำเภออันชิ่งก็ยังไม่มีสิทธิ์เข้าบ้านด้วยซ้ำ
หลี่เฟิ่งเหมยโมโหหลิวหย่งแทบตาย “เธอจะไปรู้อะไรกัน เมื่อก่อนตระกูลเซี่ยไม่มีอะไรสักอย่าง แล้วพวกเขาทำดีกับน้องสาวเธอไหม”
หลิวหย่งไม่ได้เถียงกลับแต่อย่างใด
ก็เพราะว่าตระกูลเซี่ยไม่มีอะไรเลยไม่ใช่หรือ หลังจากที่คนเหล่านั้นรังแกหลิวเฟิน พวกเธอถึงได้มีโอกาสเรียกร้องความยุติธรรม
เซี่ยฉางเจิงกับจางชุ่ยถูกจับเข้าคุก ครอบครัวเซี่ยหงปิงเองก็ไม่รู้ว่าถูกปล่อยออกจากห้องขังแล้วหรือยัง เซี่ยจื่ออวี้ที่น่ารังเกียจก็กลายเป็นนักโทษหนีคดี... เสี่ยวหลานทำถึงขั้นนี้ได้เพราะคนตระกูลเซี่ยกระทำความผิด ขณะเดียวกันก็เพราะปัจจุบันเสี่ยวหลานสามารถเอาคืนพวกเขาได้นั่นเอง
หากอีกฝ่ายคือทังหงเอิน คือข้าราชการใหญ่ ถ้าคิดทำชั่วสักอย่าง ใครจะสามารถเอาผิดเขาได้เล่า?
หลิวหย่งรู้ซึ้งดีว่า เรื่องความยุติธรรมพึ่งพาสวรรค์ไม่ได้ จำเป็นต้องพึ่งพาความสามารถของตัวเอง วันใดที่ตนมีความสามารถมากพอ สวรรค์อาจจะชายตามอง และสนใจที่จะเรียกร้องความยุติธรรมให้เขาสักครั้ง!
ตอนที่ 845: สูญเสียการโปรดปราน
หลังคุยมาครึ่งค่อนวัน สองสามีภรรยาก็ยังหาความเห็นที่ตรงกันไม่ได้
จะหาเงินจำนวนเจ็ดแสนหยวนจากการขอสินเชื่อทั้งหมดเลยอย่างนั้นหรือ?
มีใครทำธุรกิจแบบนี้กันบ้าง ไม่ว่าจะมองมุมไหนความเสี่ยงก็สูงเกินไป
แต่หลิวหย่งกลับไม่กลัวแม้แต่น้อย เดิมทีเขาก็เป็นคนจนไร้ทรัพย์สิน ทว่าปัจจุบันร้านเสื้อผ้าก็แยกกันบริหาร โดยร้านที่ซางตูเป็นของครอบครัวเขาทั้งหมด
นอกจากนี้เขาก็ได้ซื้อเรือนสี่ประสานที่ปักกิ่งแล้ว
อีกทั้งยังมีงานมูลค่าประมาณสามแสนหยวนหยวนที่เพิ่งเริ่มก่อสร้างหลังตรุษจีน หลิวหย่งคำนวณทรัพย์สินที่ตนเองมีอยู่ในครอบครอง มูลค่าของมันเป็นจำนวนหลายแสนหยวน เซี่ยเสี่ยวหลานขอสินเชื่อได้ห้าแสน แสดงว่าทรัพย์สินของเธอมีมูลค่าเท่านั้น สองลุงหลานคนหนึ่งทำร้านเสื้อผ้า อีกคนเปิดบริษัทตกแต่งภายใน เดินกันคนละเส้นทาง แต่เงินที่หามาได้กลับมีจำนวนเท่าๆกัน
หลิวหย่งไม่รู้สึกหยิ่งผยองสักนิด
เขายุ่งตัวเป็นเกลียวหัวเป็นนอต ในขณะที่เสี่ยวหลานตั้งใจเรียนหนังสือไม่พอ ยังเจียดเวลามาทำงานหาเงินอีก!
“ถ้าเสี่ยวหลานทุ่มเทกับธุรกิจอย่างเต็มที่ เธอจะเก่งขนาดไหนกันนะ?”
ฮั่วเฉินโจวคนนั้นได้ขึ้นเป็นผู้จัดการตั้งแต่อายุยี่สิบกว่า หลิวหย่งคิดแล้วก็รู้สึกอิจฉา
หลิวจื่อเทาตอนนี้ยังคงฝากความหวังไม่ได้ หลิวหย่งรู้สึกว่าหากหลานสาวของตนลงมาทำธุรกิจอย่างเต็มที่ ฮั่วเฉินโจวคงเทียบไม่ติดอย่างแน่นอน
หลิวหย่งพูดอยู่นานแต่ก็ไม่ได้คำตอบจากหลี่เฟิ่งเหมย ก่อนที่เขาจะได้ยินเสียงกรนดังมาจากด้านข้าง พวกเขาไม่ได้คุยกันมานาน แต่หลี่เฟิ่งกลับก็ผล็อยหลับไปก่อนเสียอย่างนั้น
เวลาหลี่เฟิ่งเหมยนอนคงชมว่าสวยไม่ได้ แถมยังกรนอีกต่างหาก
หลิวหย่งรู้สึกว่าภาระบนบ่าของตนช่างหนักอึ้งยิ่งนัก แต่ภรรยาของเขาก็ลำบากมากเช่นกัน เธอนั่งรถไฟสามสิบกว่าชั่วโมงมาเพื่อซื้อของเข้าร้าน สองวันนี้เธอเดินเลือกซื้อเสื้อผ้า แถมยังต้องเอาไปส่งที่สถานีรถไฟด้วย มีเวลาพักผ่อนเสียที่ไหนกัน
ทนลำบากอีกสองปี พวกเขาก็จะไม่ต้องแยกกันอยู่อีกต่อไปแล้ว สองปีข้างหน้าครอบครัวจะได้อยู่กันพร้อมหน้า หลิวหย่งเริ่มอยากซื้อบ้านที่เผิงเฉิงเหมือนไป๋เจินจู เขาคิดว่าก่อนย้ายไปปักกิ่ง เขากับเฟิ่งเหมยย้ายมาอยู่ที่เผิงเฉิงด้วยกันก่อนก็คงไม่เลว
---------------------------------
เซี่ยต้าจวินหอบหิ้วหลานชายสามคนกลับมาตั้งรกรากที่เผิงเฉิง
เมื่อมาถึงเผิงเฉิง แม่เฒ่าเซี่ยก็ตรงเข้ามาขอเงินจากเขา ทว่าเขามีเงินติดตัวอยู่อีกไม่กี่ร้อยหยวนเท่านั้น ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่ายังไม่ได้เบิกเงินเดือนประจำเดือนนี้
หมาที่บริษัท สำนักบัญชีให้เงินเดือนกับเขา เมื่อเซี่ยต้าจวินรับซองเงินเดือนมาเขาก็รู้สึกว่าซองจดหมายครั้งนี้บางกว่าทุกครั้ง
พอนับดูก็พบว่าได้เงินแค่หนึ่งพันกว่าหยวนเท่านั้น
“คิดเงินเดือนของผมผิดหรือเปล่า”
“เปล่า แต่ก่อนหน้านี้บริษัทออกเงินให้คุณไปสองพันหยวน จึงหักออกจากเงินเดือนของเดือนเมษายนน่ะ”
ต้นเดือนพฤษภาคมจะได้รับเงินเดือนของเดือนเมษายน
เงินสองพันหยวนที่บริษัทออกให้ก่อนหน้านี้คือเงินค่าประนีประนอมกับเฉินซีเหลียงเมื่อช่วงเดือนมีนาคม เซี่ยต้าจวินคิดถึงเรื่องนี้แล้วรู้สึกอายจนไม่กล้าอยู่ในบริษัทนี้ต่อ คนที่บริษัทรู้เรื่องที่เขาถูกเมียเก่าหักหน้ากันหมดแล้วสินะ ถ้าอย่างนั้นทุกคนรู้เรื่องของพี่ใหญ่เขาด้วยหรือไม่?
ให้บริษัทเป็นคนประกันตัว คนทั้งบริษัทคงรู้เรื่องครอบครัวเขาหมดแล้วแน่นอน
มิน่าวันนี้ตอนมาถึงบริษัท สายตาที่คนอื่นมองเขาถึงได้ดูแปลกไป
เซี่ยต้าจวินบังคับรถเข็นเตรียมตัวกลับ ทว่าผู้จัดการคนหนึ่งของบริษัทเรียกเขาไว้เสียก่อน “ช่วงนี้ร่างกายเป็นอย่างไรบ้าง ยังเดินไม่ได้อีกหรือ อย่างไรก็ตั้งใจทำกายภาพล่ะ”
เซี่ยต้าจวินมีอารมณ์ทำกายภาพเสียที่ไหน
อย่างไรก็ตามเขาสามารถฝืนเดินได้ไม่กี่ก้าว พอได้ยินคำถามของผู้จัดการ เขาจึงฝืนเดินให้ดู เมื่อผู้จัดการเห็นดังนั้นก็ยิ้มกว้าง “ไม่เลว ฟื้นตัวได้ดี อีกเดือนหนึ่งคงมารายงานตัวที่บริษัทได้แล้วสินะ วางใจได้ ฉันจะให้งานนั่งโต๊ะกับเธอ ไว้หายดีแล้วค่อยย้ายไปทำตำแหน่งงานที่เหมาะสม”
เซี่ยต้าจวินได้ฟังก็รู้สึกมึนงง
“ผมทำงานให้คุณชายใหญ่”
เขาพยายามทำกายภาพเพราะอยากกลับไปทำงานอยู่ข้างกายตู้เจ้าฮุย เป็นคนคุ้มกันให้ตู้เจ้าฮุยต่อไป
ผู้จัดการไม่รู้สึกว่าสิ่งที่เซี่ยต้าจวินพูเป็นเรื่องน่าอาย แต่เขาพูดจากใจจริงว่า “อยากติดตามคุณชายใหญ่ ทว่าหลังหายดีแล้วจะวิ่งได้เหมือนเดิมหรือเปล่า? ตอนนี้ทำตำแหน่งอื่นไปก่อนเถิด”
เซี่ยต้าจวินหูแดงก่ำด้วยความอับอาย
“ทราบแล้วครับ”
คำพูดของผู้จัดการเหมือนกำลังบอกว่า เขาไม่ทำงานแต่ได้เงินเดือนฟรีๆ เซี่ยต้าจวินทนฟังคำพูดเช่นนี้ได้เสียที่ไหน อีกอย่างผู้จัดการเองก็พูดถูก ตอนนี้ถ้าเขาเป็นคนคุ้มกันให้คุณชายใหญ่คงวิ่งช้ากว่าเจ้านายด้วยซ้ำ เขาคงต้องพักรักษาตัวไปก่อน
หลังเซี่ยต้าจวินออกไป คนในฝ่ายบัญชีก็หัวเราะออกมา
“เขายังไม่รู้ตัวอีกหรือว่าไม่ได้เป็นคนโปรดแล้วน่ะ”
ผู้จัดการทำหน้าขรึม “อย่าพูดเหลวไหล เป็นแค่การย้ายตำแหน่งงานตามปกติเท่านั้น”
ใครจะไปรู้ว่าเซี่ยต้าจวินยังมีโอกาสกลับมาเฉิดฉายหรือเปล่า ดังนั้นผู้จัดการจึงไม่อยากทำผิดต่อใคร
“ผู้จัดการ ถ้าอย่างนั้นเดือนหน้าจะให้เงินเดือนเซี่ยต้าจวินเท่าไรหรือคะ ให้เท่าเดิมหรือเปล่า”
ฝ่ายบัญชีถามอย่างลำบากใจ เงินเดือนจำนวน3,000หยวน มีแต่คนที่ถูกส่งมาจากฮ่องกงเท่านั้นถึงจะได้เงินมากเช่นนี้ ถ้าเป็นพนักงานจากแผ่นดินใหญ่คงคิดตามมาตรฐานของเผิงเฉิง
พวกบริษัทต่างชาติของเผิงเฉิงเองก็ไม่ใช่นักบุญมาจากไหน คนงานทำงานสองกะ กะหนึ่งกินเวลา12ชั่วโมง แต่เงินเดือนเดือนหนึ่งได้รับแค่ไม่กี่ร้อยหยวนเท่านั้น
ระดับผู้บริหารอาจจะได้เงินสูงหน่อย แต่ก็ไม่เกินพันหยวนอยู่ดี
เครือเชิงหรงหาพนักงานในแผ่นดินใหญ่ก็อ้างอิงมาตรฐานเงินเดือนแบบเดียวกัน หากคิดตามมาตรฐานนี้ เงินเดือนของเซี่ยต้าจวินคงต้องถูกหั่นออกไปสามในสี่ส่วนเป็นแน่!
อีกอย่างจะให้เขาทำงานในตำแหน่งอะไรเล่า?
พนักงานที่บริษัทจ้างจากแผ่นดินใหญ่ล้วนมีทักษะสูงกันทั้งนั้น อย่างน้อยที่สุดต้องเรียนจบมัธยมปลายถึงจะได้มาทำงานจิปาถะในบริษัท ทว่าเซี่ยต้าจวินกลับไม่มีวุฒิการศึกษา และไม่มีทักษะติดตัวสักอย่างเดียว
พนักงานบัญชีรู้สึกลำบากใจ แต่ผู้จัดการนั้นลำบากใจยิ่งกว่า
สถานการณ์แบบเซี่ยต้าจวินคือคุณชายใหญ่ต้องการจ่ายเงินเดือนเลี้ยงดูเขา ให้เงินเดือนเดือนละไม่กี่ร้อยหยวนก็คือการเลี้ยงดู และการให้เงินหลายพันก็คือการเลี้ยงดูในอีกรูปแบบหนึ่งเช่นกัน ผู้จัดการจึงตัดสินใจลำบาก
“ฉันจะหาโอกาสถามเจ้านายดู”
หลังผู้จัดการออกไป พนักงานหญิงของฝ่ายบัญชีก็สุมหัวคุยกัน
“เซี่ยต้าจวินคนนี้ช่างซวยจริงๆ ได้ยินว่าเมื่อก่อนเขาเป็นถึงคนโปรดของคุณชายใหญ่ ผู้ช่วยหลายคนยังต้องหลีกทางให้เขา น่าเสียดายที่บาดเจ็บตรงกระดูกสันหลัง ตอนนี้เลยเป็นคนคุ้มกันให้คุณชายไม่ได้แล้ว”
“คุณชายใหญ่ดีกับลูกน้องไม่น้อยทีเดียว ฉันว่าไม่เกี่ยวกับที่เขาบาดเจ็บหรอก สมองเขาไม่ได้เรื่องมากกว่าถึงทำให้คุณชายใหญ่โกรธน่ะ”
ตอนงานชุนหมิงของบริษัท เซี่ยต้าจวินพาแม่กับหลานสาวจากชนบทมาร่วมงานด้วย
แม่ของเขาปากไม่มีหูรูด ด่าว่าบริษัทขี้เหนียว ให้ ‘วุ้นเส้น’ น้อยเกินไป ยายแก่บ้านนอกเอ๊ย นั่นมันคือหูฉลาม!
แม่เฒ่าจากบ้านนอกไม่รู้จักหูฉลามไม่ใช่เรื่องผิด แต่หลังได้เงินอั่งเปาฟรีๆ จากบริษัทก็เปิดซองทันที แถมยังบอกว่าเงิน200หยวนมันน้อยเกินไป... เพราะเหตุการณ์นี้ทำให้แม่เฒ่าเซี่ยกลายเป็นคนดังในชั่วข้ามคืน
เดิมทีคนจากฮ่องกงก็ไม่ชอบทำงานกับคนแผ่นดินใหญ่อยู่แล้ว แน่นอนว่าเซี่ยต้าจวินเดาถูก ข่าวลือของครอบครัวเขากลายเป็นประเด็นที่คนทั้งบริษัทพากันนินทาอย่างสนุกปาก
ทว่าเซี่ยต้าจวินไม่รู้เรื่องพวกนี้แต่อย่างใด เขารับเงินเดือนพันกว่าหยวนเสร็จก็กลับมาที่บ้าน
แม่เฒ่าเซี่ยเมื่อเห็นเซี่ยต้าจวินก็ยิ้มกว้าง “ต้าจวิน ลูกได้เงินเดือนมาเท่าไรหรือ แม่จะช่วยเก็บให้ อีกหน่อยลูกจะได้เอาไปใช้แต่งเมีย”
เซี่ยต้าจวินส่ายหน้า “ได้ไม่เยอะครับ เดือนก่อนบริษัทออกเงินให้ฉันไปก่อน2,000หยวน เดือนนี้เลยได้เงินเดือนมาแค่พันกว่าหยวนเท่านั้น เงินนี้ฉันคงยังไม่ให้แม่ บ้านหงปิงยังอยู่ในห้องขัง ฉันต้องไปหยางเฉิงเพื่อประกันตัวพวกเขาออกมาก่อน”
“น้อยลง2,000หยวน!”
แม่เฒ่าเซี่ยพูดเสียงแหลม “ลูกใช้เงินหมดไวเกินไปรึเปล่า กลับบ้านเกิดครั้งเดียวเหลือเงินกลับมาแค่ไม่กี่ร้อยหยวน ต่อไปแม่จะช่วยดูแลเงินให้”
เซี่ยต้าจวินรู้สึกไม่พอใจ
เงินของเขาหมดไปกับอะไร?
เขากลับบ้านเกิดไปเพื่อขอจดหมายแนะนำตัว แถมยังต้องใช้หนี้และจ่ายเงินค่าเลี้ยงดูให้ลูกสองคนของเซี่ยหงปิงด้วย พูดกันตามตรง เงินของเขาหมดไปกับครอบครัวของเซี่ยหงปิงทั้งนั้น
แม่เฒ่าเซี่ยงกแค่ไหนเซี่ยต้าจวินนั้นรู้ดีกว่าใคร เงินถึงมือแม่เฒ่าเซี่ยง่าย แต่คิดจะเอาออกมาใช้อีกทีคงยาก อย่างไรก็ตามเซี่ยต้าจวินยังต้องใช้หนี้แทนเซี่ยหงปิงอีกหลายพันหยวน
“แม่ ฉันยังต้องใช้หนี้แทนน้องสามอีก เดือนหนึ่งเขาหาเงินได้เท่าไรกัน ทำไมถึงได้กล้าเล่นพนันจนติดหนี้หลายพันหยวน!”
แม่เฒ่าเซี่ยหน้าเจื่อนเล็กน้อย แต่ไม่ทันไรก็กลับมาพูดเสียงหนักแน่นว่า “ถึงอย่างไรลูกก็สามารถหาเงินได้ ทำงานแค่สองสามเดือนก็ใช้หนี้หมดแล้ว เขาเป็นน้องชายแท้ๆของลูกนะ”
ตอนที่ 846: ต้องมีความสุขกว่าหลิวเฟิน!
ครอบครัวเดียวกันไม่ควรคิดมากเรื่องเงิน!
เซี่ยต้าจวินเองก็คิดเช่นนี้
แต่พอได้ยินแม่ของตนบอกว่า เขาหาเงินได้มากก็ควรใช้หนี้ให้น้องชาย เซี่ยต้าจวินก็รู้สึกไม่ชอบใจสักเท่าไร
การพนันไม่ใช่สิ่งที่คนอย่างพวกเขาควรเล่น หากเขาไม่ได้โชคดีเจอกับคุณชายใหญ่ เขาจะหาเงินได้เดือนละสามพันกว่าหยวนหรือ ในขณะที่หงปิงเสียพนันไปหลายพันหยวน คนทั้งบ้านต้องใช้เวลาทำงานกี่ปีกว่าจะใช้หนี้จนหมด?
“แม่ ตอนหงปิงไปเล่นไพ่เขาเสียพนันถึงหลักหลายพัน แม่ไม่เห็นห้ามเขาบ้าง! วันนี้ฉันหาเงินได้ แต่ถ้าวันไหนหาไม่ได้แล้วจะทำอย่างไร?”
แม่เฒ่าเซี่ยทำหน้าไม่ใส่ใจ “อย่าพูดเหลวไหล ทำไมลูกจะหาเงินไม่ได้ หงปิงถูกคนในหมู่บ้านทำเสียนิสัย ไว้เขาถูกปล่อยตัวเมื่อไร พวกเราจะได้อยู่กันพร้อมหน้า อยู่ในสายตาลูกตลอดเวลาแบบนั้น เขาไม่กล้าไปเล่นพนันหรอก”
แม่เฒ่าเซี่ยพูดจาดูมีเหตุผลอยู่บ้าง แต่ถึงจะไม่มีเหตุผล เซี่ยต้าจวินก็ไม่คิดต่อปากต่อคำแต่อย่างใด เพราะถึงอย่างไรเขาก็ไม่เคยเถียงชนะแม่ตัวเองสักครั้ง
สำหรับแม่บังเกิดเกล้า เขาต้องรู้จักกตัญญู
น้องชายแท้ๆ แม้ปากจะตำหนิ แต่ถึงอย่างไรก็ต้องดูแล
หนี้นอกระบบที่เหลืออีกหลายพันหยวน เขาเพียงหาเงินอีกแค่สองเดือนก็สามารถหาได้แล้ว
วันชาติปีที่แล้วเซี่ยต้าจวินช่วยชีวิตตู้เจ้าฮุย ครึ่งปีกว่าผ่านไปไวเหมือนโกหก แต่เขากลับไม่มีเงินเก็บสักเท่าไร เขาเองก็กำลังครุ่นคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้
ครั้งนี้เซี่ยต้าจวินเดินทางไปสถานกักกันของหยางเฉิง จดหมายแนะนำตัวที่มีตราประทับของทางกรมตำรวจอันชิ่งใช้ได้ผล ครอบครัวเซี่ยหงปิงทั้งสามคนถูกปล่อยตัวในที่สุด เหมือนพวกเขาจะอ้วนขึ้นกว่าตอนที่เพิ่งถูกจับ เพราะถึงอาหารของสถานกักกันจะแย่แค่ไหนแต่ก็ดีกว่าโรงงานเถื่อนมาก!
ชะตากรรมของสามคนครอบครัวเซี่ยหงปิงช่างเต็มไปด้วยขวากหนาม ก่อนหน้านี้เพิ่งถูกไถ่ตัว ไม่ทันไรก็ถูกจับขังอยู่ในสถานกักกันอีกครึ่งเดือน
เรื่องเหล่านี้ทำเอาพวกเขากลายเป็นคนไม่กล้าหืออือกับใครทั้งสิ้น
เซี่ยต้าจวินเห็นพวกเขาเดินก้มหน้าไหล่ตกออกมาก็รู้สึกใจอ่อน จากที่เดิมทีเขาตั้งใจจะอบรมเซี่ยหงปิงว่าไม่ควรเล่นพนัน แต่พอเห็นเช่นนี้แล้วกลับพูดไม่ออก
เซี่ยหงปิงทักทายพี่รอง พลางปาดน้ำตา
หวังจินกุ้ยเหมือนถูกเปิดสวิตช์บางอย่าง “พี่รอง ทำไมถึงเพิ่งมาช่วยพวกเรา!”
บรรยากาศช่างน่าเศร้า น้ำตาของเซี่ยหงเซี๋ยก็ร่วงเผาะเป็นสาย
เซี่ยต้ารู้สึกจวินปวดใจเหลือเกิน “ลำบากพวกเธอแล้ว ครั้งนี้ที่ฉันไปขอจดหมายแนะนำตัวใหม่ให้พวกเธอ ฉันได้ไปขอบัตรผ่านแดนมาด้วย ต่อไปพวกเธอจะได้เข้าออกเขตเศรษฐกิจพิเศษอย่างไม่มีปัญหา”
โอกาสหาเงินที่เขตเศรษฐกิจพิเศษนั้นมีเยอะมาก ต่อให้เป็นงานรับจ้างก็ได้เงินเยอะกว่างานที่บ้านเกิดอย่างอวี้หนาน เซี่ยต้าจวินอยากให้พวกพี่น้องหางานทำ โดยไม่รู้สักนิดว่าครอบครัวของเซี่ยหงปิงมาเพื่อเสพสุข
ตอนอยู่สถานกักกัน พวกเขาสามคนสงบเสงี่ยมดี แต่พอเดินห่างมาไกลแล้ว หวังจินกุ้ยก็เริ่มบ่น
“สะใภ้รองตอนนี้แน่จริงๆ ให้คนพาพวกเรามาโรงพัก พี่รอง จะปล่อยให้เรื่องจบลงแบบนี้อย่างนั้นหรือ?”
เซี่ยต้าจวินถามกลับ “แล้วเธออยากทำอะไร”
หวังจินกุ้ยกล่าว “พี่รองทำงานกับเถ้าแก่ฮ่องกงแล้วยังจะต้องกลัวแม่ค้าคนหนึ่งอีกหรือ ต้องเป็นฝีมือของผู้ชายที่ยืนอยู่กับสะใภ้รองวันนั้นแน่ๆ!”
เป็นฝีมือของพ่อค้าแม่ขาย?
พ่อค้าคนนั้นรับเงินค่าทำขวัญจำนวน2,000หยวนไป เซี่ยต้าจวินคิดว่าผู้ชายคนนั้นไม่ได้เก่งกาจมาจากไหน ตอนนี้เขาไม่กล้าแก้แค้นหรือไปหาเรื่องใครอีก เขาอดกลั้นจนหน้าแดงก่ำ
“ตอนพวกเธออยู่ที่สถานกักกัน พี่ใหญ่กับพี่สะใภ้ถูกตำรวจจับ ตอนนี้ต้องติดคุกหลายปี เดิมทีตำรวจคิดจะจับตัวจื่ออวี้ด้วย แต่จื่ออวี้หนีออกจากวิทยาลัยเสียก่อน ตอนนี้ทางวิทยาลัยที่ปักกิ่งไล่เธอออกแล้ว!”
ครอบครัวเซี่ยหงปิงตะลึงงัน
หวังจินกุ้ยเลิกยุแยงทันที ก่อนที่ทั้งสามคนจะรุมถามรายละเอียดจากเซี่ยต้าจวิน เซี่ยต้าจวินจึงเล่าตามความเข้าใจของตัวเอง หวังจินกุ้ยตกใจกลัวจนหัวหด เธอพยายามย้อนคิดว่าตนเคยทำผิดต่อเซี่ยเสี่ยวหลานหรือไม่
นอกจากด่าว่าเป็นรองเท้าผุพังไม่กี่ครั้ง ชอบโยนงานให้หลิวเฟินทำ เธอก็ไม่เคยทำเรื่องอะไรที่มันเกินเลยเลยสักครั้ง เซี่ยหงเซี๋ยเองก็ตกใจมาก แม้สองแม่ลูกจะไม่ได้ซ้ำเติมอะไรเซี่ยเสี่ยวหลานมากนัก แต่เซี่ยหงเซี๋ยเคยไปก่อกวนที่เซี่ยนอีจง... เซี่ยหงเซี๋ยรู้สึกหายใจไม่ออก และเริ่มเรอออกมาไม่หยุด
ส่วนเซี่ยหงปิงนั้นค่อนข้างเห็นแก่ตัว สำหรับเรื่องที่แม่ของตนลากคนทั้งครอบครัวมาประคบประหงมเซี่ยจื่ออวี้ เขาไม่ค่อยชอบใจเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว พอได้ยินว่าเซี่ยเสี่ยวหลานส่งครอบครัวของพี่ใหญ่เข้าคุกได้ก็รู้สึกเสียใจขึ้นมา หากรู้ว่าหลานสาวอย่างเซี่ยเสี่ยวหลานจะเก่งกาจเช่นนี้ เขาควรประจบประแจงเธอตั้งแต่แรกน่ะสิ
เซี่ยหงปิงกับเซี่ยฉางเจิงเคยทะเลาะกันตอนแยกบ้าน ตอนนั้นเขาอยากได้ผลประโยชน์จากร้านขายอาหารว่างแต่กลับทำไม่สำเร็จ ความผูกพันระหว่างพี่น้องที่มีอยู่แทบไม่มีเหลือ แล้วเขาจะรู้สึกเสียใจไปทำไม!
ครอบครัวเซี่ยฉางเจิงมีคนติดคุกและกลายเป็นนักโทษหนีคดี ตอนนี้เหลือแค่เด็กน้อยที่ยังทำประโยชน์อะไรไม่ได้ ความจริงแล้วเซี่ยหงปิงนึกดีใจ คนที่หาเงินได้มีแค่พี่รอง ส่วนคนที่รอใช้เงินนั้นมีอยู่ไม่น้อย แต่ตอนนี้คนที่คิดแย่งเงินกับเขาหายไปทีเดียวสามคน เซี่ยหงปิงไม่เพียงไม่รู้สึกกลัวสักนิด แถมยังดีใจเสียด้วยซ้ำ
เขาพยายามครุ่นคิด เหมือนตนจะไม่เคยทำเรื่องร้ายกับเซี่ยเสี่ยวหลาน แล้วเขาจะกลัวอะไร?
ครอบครัวพี่ใหญ่เลวร้ายเหลือเกิน บีบจนเซี่ยเสี่ยวหลานต้องออกจากบ้านไปไม่พอ ยังจะทำลายการสอบเกาเข่าของเซี่ยเสี่ยวหลานอีก พอเซี่ยเสี่ยวหลานประสบความสำเร็จก็ไม่แปลกที่จะย้อนกลับมาแว้งกัดเช่นนี้
เซี่ยหงปิงคิดในใจ แต่เขาไม่โง่พูดออกไปเพื่อเปลี่ยนความคิดของเซี่ยต้าจวินที่มีต่อเซี่ยเสี่ยวหลาน
ถ้าเซี่ยต้าจวินไม่ได้อยู่ตัวคนเดียว เขาคงไม่สามารถเอาเปรียบได้ เซี่ยหงปิงสนับสนุนคำพูดของเซี่ยต้าจวินทุกคำ เซี่ยต้าจวินสั่งเขาว่าห้ามไปเล่นไพ่ เขาก็รับปากอย่างไม่อิดออด
“พี่รอง ต่อไปฉันจะเชื่อฟังพี่ทุกอย่าง เถ้าแก่ฮ่องกงให้พี่ทำงานด้วยเช่นนี้แสดงว่าพี่มีความสามารถ พี่ให้ฉันทำอะไรฉันก็จะทำ!”
เซี่ยหงปิงขาดแค่ยกนิ้วสาบานเท่านั้น
เซี่ยต้าจวินได้ยินดังนั้นก็รู้สึกว่าน้องชายคงสำนึกผิดจริง ดังนั้นเรื่องที่ตนต้องใช้หนี้พนันหลายพันหยวนแทนหงปิงจึงไม่ทำให้เขารู้สึกปวดใจมากเท่าเดิม
หลังประกันตัวพวกเซี่ยหงปิงออกมาแล้ว ทั้งหมดก็พากันเดินทางกลับเผิงเฉิง ในที่สุดครอบครัวเซี่ยก็อยู่กันพร้อมหน้า ส่วนพวกที่ไม่อยู่นั้นคงมีแต่คนที่ถูกจับขังคุกกับนักโทษหนีคดี เซี่ยต้าจวินทำธุระเรื่องครอบครัวเสร็จแล้ว แต่เขายังมีเรื่องอื่นให้ต้องกังวล
นี่ก็ผ่านไปหลายเดือนแล้ว ไม่รู้ว่าเสียวอวี่เป็นอย่างไรบ้าง ก่อนหน้านี้เขายุ่งจนไม่ว่างมาสนใจเสียวอวี่
เรื่องที่เกิดขึ้นไม่หยุดหย่อนทำให้เซี่ยต้าจวินเข้าใจว่า เขากับหลิวเฟินไม่มีทางเป็นไปได้อีกต่อไป และเซี่ยเสี่ยวหลานก็ต้องการตัดขาดกับพ่ออย่างเขา
ผู้หญิงหย่าร้างอย่างหลิวเฟินยังเข้าไปพัวพันกับผู้ชายแบบนั้นได้ เซี่ยต้าจวินไม่เชื่อว่าผู้ชายที่มีความสามารถจะไม่อยากได้ผู้หญิงดีๆ แล้วหันมาแต่งงานกับหลิวเฟิน
ผู้ชายกับผู้หญิงที่หย่าร้างแล้วเหมือนกันหรือ?
ยุคนี้ผู้หญิงสถานะทางสังคมดีไม่เท่าผู้ชาย ไม่มีหลิวเฟินเขายังสามารถหาผู้หญิงที่สาวกว่านี้ได้ เหมือนที่คุณชายใหญ่บอก เขาน่าจะมีลูกชายอีกสักคน
ตอนนี้เซี่ยต้าจวินอยากฮึดสู้ เขาจะต้องมีชีวิตที่ดีกว่าหลิวเฟิน อนาคตหากหลิวเฟินนึกเสียใจภายหลังเมื่อไร เขาก็คงมีลูกเมียอยู่ในอ้อมอก และไม่มีวันเหลียวหลังกลับไปหาเธออย่างแน่นอน!
“พี่ต้าจวิน?”
เซี่ยต้าจวินกำลังปลุกใจตัวเองอยู่หน้าห้อง ทันใดนั้นประตูห้องก็ถูกเปิดออก เสียวอวี่ทำหน้าดีใจ
“พี่ต้าจวิน พี่ไปไหนมาคะ ฉันตามหาพี่อยู่ตั้งนาน!”
เซี่ยต้าจวินเอวก็รู้สึกดีใจเช่นกัน เขาแค่ลองมาดูเท่านั้น นึกไม่ถึงว่าเสียวอวี่จะยังพักอยู่ที่เดิม
“ฉันได้รับบาดเจ็บเลยไปรักษาตัวที่ฮ่องกงน่ะ”
เซี่ยต้าจวินยังอยากพูดต่อ แต่เสียวอวี่ก็ปรี่เข้ามาจับมือข้างหนึ่งของเขาพลางพูดน้ำตาคลอ “พี่ต้าจวิน ครั้งหน้าอย่าทิ้งฉันไว้คนเดียวอีกนะคะ”
ตอนที่ 847: เราสองคนมาใช้ชีวิตร่วมกัน?
สิ่งที่รับมือยากที่สุดคือความดีของสาวงาม
ก่อนหน้านี้ที่เซี่ยต้าจวินกับเสียวอวี่ไม่ได้ข้ามผ่านเส้นบางๆที่ขวางกั้น เพราะเขายังอยากคืนดีกับหลิวเฟินอยู่นั่นเอง
แต่ปัจจุบันเมื่อเทียบกันแล้ว หลิวเฟินหลังหย่าร้างกลับไปสนิทสนมกับชายอื่น
ในขณะที่เสียวอวี่ไม่มีสถานะ แต่กลับรอคอยเขาอยู่ที่เดิมเสมอมา
เมื่อนำผู้หญิงทั้งสองมาเปรียบเทียบกันแล้วนั้น เสียวอวี่ย่อมทำให้เซี่ยต้าจวินรู้สึกซาบซึ้งใจมากกว่า
เมื่อซาบซึ้งเซี่ยต้าจวินก็ไม่ปิดบังความรู้สึกอีกต่อไป เขาถามไถ่เสียวอวี่ว่าที่ผ่านมาอยู่ในเผิงเฉิงเป็นอย่างไรบ้าง ก่อนจะอธิบายว่าตนไม่สะดวกใจอย่างไร ชี้แจงความจริงกับเสียวอวี่ทุกอย่าง
“ฉันไม่อยากปิดบังเธอ ก่อนหน้านี้ฉันเคยหย่าร้างมาก่อน พวกเราเป็นคนบ้านเดียวกัน ได้เจอกันในต่างถิ่นแบบนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยสักนิด เธอเองก็เป็นคนมีบ้านแต่กลับไปไม่ได้เหมือนฉัน ตอนนี้ฉันอยู่เผิงเฉิงตัวคนเดียว ถ้าเธอยินดี พวกเราสองคน.. เราสองคนมาอยู่ด้วยกันดีหรือไม่... วางใจได้ ต่อไปฉันจะดีกับเธอ แม้ฉันจะนั่งรถเข็นแบบนี้แต่เธอไม่ต้องกลัว แค่ชั่วคราวเท่านั้น ฉันไม่ใช่คนพิการ ไม่ใช่ตัวถ่วงของเธอแน่นอน”
เซี่ยต้าจวินพูดด้วยความจริงใจเป็นอย่างมาก
เสียวอวี่อายุน้อยกว่าเขาสิบกว่าปี ยังสาวยังสวย ถ้าเธอยอมรับเขาได้ เขาย่อมดีกับเสียวอวี่
เขารู้สึกว่าเสียวอวี่ชอบเขา ผู้ชายที่ความรู้สึกช้ากว่านี้ยังสัมผัสได้
ถ้าเสียวอวี่ไม่ชอบเขาทำไมถึงเป็นฝ่ายจับมือเขาก่อน?
เสียวอวี่แก้มแดงระเรื่อ ก่อนจะรีบปล่อยมือเขาแล้วยืนตัวตรงทันที
“พี่ต้าจวิน ฉันไม่ใช่ผู้หญิงใจง่าย...”
เซี่ยต้าจวินร้อนใจ “ฉันไม่ได้เห็นเธอเป็นผู้หญิงใจง่าย คำว่าอยู่กับฉันหมายถึงการจดทะเบียนสมรส อยู่กินกันฉันผัวเมีย”
เสียวอวี่เป็นฝ่ายรุกก่อน แต่ตอนนี้กลับสงวนท่าที “พี่ต้าจวิน พี่เป็นคนดี แต่พี่พูดอย่างกะทันหันเกินไป ขอเวลาฉันคิดหน่อยได้ไหมคะ”
เซี่ยต้าจวินผิดหวังเล็กน้อย เขานึกว่าเสียวอวี่จะตกปากรับคำทันที
แต่ท่ามกลางความผิดหวังนั้นมีความรู้สึกเห็นด้วยกับเสียวอวี่
ผู้หญิงใจง่ายต่างหากที่จะรับปากร่วมชีวิตกับผู้ชายส่งเดช การที่เสียวอวี่ขอเวลาคิดนั้นเหมาะสมแล้ว
เซี่ยต้าจวินล้วงซองจดหมายออกมาก่อนจะยัดใส่มือเสียวอวี่
“รับมันไว้ก่อน อีกสองวันฉันจะมาหาใหม่”
เสียวอวี่ทำสีหน้าเขินอาย หลังจากนั้นเซี่ยต้าจวินก็เข็นรถตัวเองจากไป เมื่อเสียวอวี่เห็นเขาห่างไปไกลแล้วจึงปิดประตูห้อง ในซองจดหมายมีเงิน500หยวน เธอนึกว่าตนกับเซี่ยต้าจวินตัดขาดกันแล้ว ใครจะไปคิดว่าจู่ๆ เขาจะโผล่มาแล้วเอ่ยปากขอเธอแต่งงานเช่นนี้
หลังปิดประตู ความขวยเขินของเสียวอวี่ก็หายไปในบัดดล
ผู้ชายคนหนึ่งนอนอยู่บนเตียง เขาสวมแค่บ็อกเซอร์ตัวใหญ่ ท่าทางเสเพลยิ่งนัก
“เก่งไม่หยอกนี่ ไม่ได้เจอหน้ากันนานขนาดนั้นยังสามารถมัดใจเซี่ยต้าจวินไว้ได้ เถ้าแก่หลิวช่างสายตาหลักแหลมจริงๆ”
เสียวอวี่โถมตัวเข้าสู่อ้อมกอดของชายคนนั้น “เถ้าแก่หลิวต้องการอะไรกันแน่ เขาทิ้งฉันไว้ที่เผิงเฉิงเช่นนี้ หรือว่าต้องการให้ฉันแต่งงานกับเซี่ยต้าจวินจริงๆ?”
ช่วงที่เซี่ยต้าจวินหายตัวไป หลิวเทียนเฉวียนเองก็หายไปเช่นกัน
ชั่วข้ามคืนหลังเซี่ยต้าจวินหายตัวไป คนของหลิวเทียนเฉวียนก็ถูกสั่งย้ายออกจากเผิงเฉิงทั้งหมด เสียวอวี่อยากเลี้ยงดูตัวเอง แต่ก็ไม่กล้าหักหลังหลิวเทียนเฉวียน ทำได้แค่รออยู่ในห้องเช่าที่เซี่ยต้าจวินเช่าไว้ให้เท่านั้น
เธอไม่ได้รอคอยอย่างยากลำบาก และเพราะเธอไม่ยอมลำบาก เธอจึงไม่มีทางรับจ้างทำงานทั่วไป ให้เธอไปเป็นสาวโรงงานก็ตรากตรำ แต่ถ้าอยากหาผู้ชายคนใหม่ เสียวอวี่ยังมีชนักติดหลังที่หลิวเทียนเฉวียนกุมเอาไว้ ทว่าหลังเทศกาลตรุษจีนผ่านไปคนของหลิวเทียนเฉวียนก็โผล่มา และบอกเธอว่าให้ทำตามแผนเดิม
เสียวอวี่พยายามไม่น้อยเพื่อคว้าใจคนของหลิวเทียนเฉวียน ก่อนจะรู้สาเหตุที่ทำให้หลิวเทียนเฉวียนหายตัวไปอย่างกะทันหัน
ที่แท้หลิวเทียนเฉวียนได้รับหน้าที่สำคัญจากประธานตู้ ตอนนี้เขาต้องดูแลธุรกิจมากมายของตระกูลตู้ ทำให้ช่วงนี้ไม่อาจกลับเผิงเฉิงได้ เบี้ยบนกระดานหมากอย่างเสียวอวี่ที่ถูกซ่อนตัวเอาไว้หลายเดือน ในเมื่อยังไม่ถูกจับได้ก็ต้องดำเนินการตามแผนเดิมต่อไป
“แต่งหรือไม่แต่งขึ้นอยู่กับเธอ ขอเพียงหาข้อมูลที่มีประโยชน์มาให้เถ้าแก่หลิวได้ก็พอ นิสัยเถ้าแก่เป็นอย่างไรเธอย่อมรู้ดี อย่าคิดทำเรื่องอื่น แม้แต่ตู้เจ้าฮุยยังใกล้แพ้ให้เถ้าแก่เต็มที ถ้าเธอกล้าทรยศเขา...”
เสียวอวี่หนาวสะท้านไปทั้งตัว
หลิวเทียนเฉวียนจะเอาชนะตู้เจ้าฮุยได้หรือไม่เธอไม่รู้ แต่เขาสามารถเก็บเธอได้แน่นอน
เธอไม่มีทางหนีพ้นจากเงื้อมมือของหลิวเทียนเฉวียน
ถ้าอย่างนั้นแต่งงานกับเซี่ยต้าจวินเลยดีหรือไหม?
เซี่ยต้าจวินใจกว้างกับเธอ ทั้งยังโอ๋ง่ายหลอกง่าย ยอมให้เงินอย่างไม่อิดออด เรื่องในอนาคตเสียวอวี่ไม่กล้าคิด แต่ตอนนี้เธอต้องคว้าโอกาสไว้ก่อนให้ได้!
—————————————————————————
บ่ายวันอังคาร เซี่ยเสี่ยวหลานนัดกับหนิงเสวี่ยเพื่อไปเจอหนิงเยี่ยนฝานด้วยกัน
หนิงเสวี่ยเป็นพวกที่หากคนอื่นไม่พูดก่อน เธอก็จะเงียบตลอด
ในสายตาหนิงเสวี่ย การพูดเรื่องไร้สาระนั้นไม่มีความหมาย
แม้เซี่ยเสี่ยวหลานจะอยากชวนเธอคุย แต่พอคิดถึงแม่หนิงเสวี่ยเธอก็ล้มเลิกความคิดนั้นทันที เซี่ยเสี่ยวหลานเองก็มีศักดิ์ศรีของตัวเองเช่นกัน คนอื่นชี้หน้าด่าเธอว่าคบกับหนิงเสวี่ยเพราะมีจุดประสงค์แอบแฝง หากเธอยังทำตัวสนิทสนมกับหนิงเสวี่ยอีกจะดูหน้าด้านหน้าทนเกินไปหรือเปล่า
ทั้งสองคนขี่จักรยานเงียบๆไปตลอดทาง
เมื่อมาถึงบ้านหนิง หนิงเยี่ยนฝานยังทำงานอยู่กับพวกลูกศิษย์ในสตูดิโอ เซี่ยเสี่ยวหลานจึงจำเป็นต้องรอก่อน หนิงเสวี่ยถามเธอว่า “อยากดื่มอะไร น้ำเปล่าได้ไหม”
เซี่ยเสี่ยวหลานพยักหน้า “ได้ ขอบใจเพื่อนนักศึกษาหนิงเสวี่ย”
เซี่ยเสี่ยวหลานประคองแก้วน้ำนั่งอยู่ในห้องรับแขกกับหนิงเสวี่ย พวกเธอนั่งเก้าอี้คนละตัว และไม่ได้พูดคุยกันแต่อย่างใด
เจินเหวินซิ่วไปตลาดกลับมาพร้อมแม่บ้านและเจอเข้ากับภาพนี้พอดี
พอเห็นเซี่ยเสี่ยวหลานสีหน้าของเจินเหวินซิ่วก็เปลี่ยนไปทันที แต่ไม่ทันไรก็ปรับสีหน้ากลับมาเป็นปกติ “นักศึกษาเซี่ยมาแล้วหรือ หลายวันก่อนฉันยังถามอาเสวี่ยอยู่เลยว่า ทำไมไม่เห็นเธอมาที่บ้านนานแล้ว วันนี้กินข้าวด้วยกันก่อนกลับนะ ฉันจะให้ป้าแม่บ้านทำอาหารเพิ่มอีกสักสองอย่าง!”
ความโอบอ้อมอารีของเจินเหวินซิ่วทำเอาเซี่ยเสี่ยวหลานรู้สึกขนลุกซู่
“ไม่รบกวนดีกว่าค่ะคุณน้า ฉันมาหาอาจารย์หนิงเพราะมีเรื่องอยากขอคำแนะนำจากท่านเท่านั้น หลังสอบถามเสร็จก็คงกลับเลย คืนนี้ยังต้องทบทวนบทเรียนที่มหาลัย ฉันขอรับไว้แค่น้ำใจแล้วกันนะคะ”
เจินเหวินซิ่วเอือมระอากับความหน้าหนาของเซี่ยเสี่ยวหลานยิ่งนัก ที่บ้านขายเสื้อผ้ายังจะกล้าไปมาหาสู่กับลูกสาวเธออีก
ครั้งก่อนถูกไล่ไปไม่ทันไรก็กลับมาตอแยกันอีกแล้ว!
ลูกศิษย์ของหนิงเยี่ยนฝานเดินมา “เซี่ยเสี่ยวหลานใช่ไหม อาจารย์เรียกเธอน่ะ”
ในที่สุดเซี่ยเสี่ยวหลานก็ไม่ต้องทนกับความเสแสร้งของเจินเหวินซิ่วอีกแล้ว เธอรีบลุกเดินตามลูกศิษย์ไปอย่างรวดเร็ว
หลังเธอเดินไปแล้ว เจินเหวินซิ่วก็ถามลูกสาว “ปู่ของลูกคิดอะไรอยู่ อยากรับเด็กปริญญาตรีมาเป็นลูกศิษย์จริงหรือ”
หนิงเสวี่ยส่ายหน้า “เหมือนตัวเธอจะไม่ต้องการแบบนั้น แม่ถามทำไมหรือคะ”
หนิงเสวี่ยนัยน์ตาใสกระจ่างราวกับสามารถมองเห็นความจริง เจินเหวินซิ่วถูกลูกสาวมองเช่นนั้นก็รู้สึกร้อนตัว และนึกว่าเซี่ยเสี่ยวหลานเล่าเรื่องครั้งก่อนให้หนิงเสวี่ยฟังแล้ว ใครก็ตามที่คิดจะตีรวนความสัมพันธ์ของเธอกับลูกสาว เธอไม่มีวันปล่อยไปเด็ดขาด!
“อาเสวี่ย แม่แค่เป็นห่วงลูก ถ้าลูกสนิทกับเซี่ยเสี่ยวหลานมากเกินไป น้าจี้คงไม่ชอบใจแน่นอน”
เจินเหวินซิ่วเปลี่ยนแนวทางเกลี้ยกล่อม แต่หนิงเสวี่ยกลับขมวดคิ้วมุ่น
“น้าจี้เขียนรายการค่าเลี้ยงดูให้จี้เจียงหยวน แม่รู้เรื่องนี้หรือยังคะ”
เจินเหวินซิ่วพยักหน้ารับ “นั่นก็เพราะเจียงหยวนไม่เชื่อฟัง ตอนนี้น้าจี้รอเขาก้มหน้ายอมรับผิดอยู่!”
อย่างนั้นหรือ
หนิงเสวี่ยไม่เห็นด้วยกับความคิดนี้แม้แต่น้อย วิธีการอบรมลูกมีตั้งมากมาย แต่การทำร้ายจิตใจกันเช่นนี้ไม่คู่ควรที่จะถูกชื่นชม
ตอนแรกหนิงเสวี่ยก็ชอบจี้หย่า แต่หลังได้สัมผัสอย่างใกล้ชิดแล้วถึงพบว่า ปัญหาด้านนิสัยของจี้หย่านั้นเธอคงรับไม่ได้ เธอกับเซี่ยเสี่ยวหลานเป็นเพื่อนร่วมมหาวิทยาลัย จะไม่ให้คุยกันเลยหรือ? ถ้าจี้หย่ามีปัญหา เธอยอมอยู่ห่างจากจี้หย่าเสียยังดีกว่า...
ตอนที่ 848: พวกเธอรวมหัวกันรังแกผู้อื่น
“น้าจี้คิดผิดแล้วค่ะ การที่เป็นท่านทำเช่นนั้นท่านจะไม่มีทางได้เห็นจี้เจียงหยวนก้มหน้ารับผิด มีแต่จะผลักจี้เจียงหยวนให้ไกลออกไปเรื่อยๆ”
เรื่องรายการค่าเลี้ยงดูผ่านมาแล้วหนึ่งเดือน หนิงเสวี่ยเองก็กำลังจับตามองจี้เจียงหยวนอยู่
จี้เจียงหยวนดูไม่เหมือนคนอยากยอมแพ้แม้แต่น้อย เด็กบ้านรวยที่เติบโตในอเมริกาตอนนี้กำลังพยายามปรับตัวให้เข้ากับชีวิตของนักเรียนชาวจีนธรรมดา ธรรมดาคนหนึ่ง หนิงเสวี่ยไม่เห็นจี้เจียงหยวนซูบเซียวหรือห่อเหี่ยว นอกจากการไปสนามบาสน้อยลง จี้เจียงหยวนไม่มีท่าทีว่าจะยอมแพ้เลยสักนิด
ยอมละทิ้งความสุขสบายทางวัตถุ กล้าต่อต้านคนที่บ้าการควบคุมอย่างจี้หย่า เรื่องนี้ทำให้หนิงเสวี่ยรู้สึกนับถือจี้เจียงหยวนมากขึ้น
เจินเหวินซิ่วไม่อยากฟังคำพูดเหล่านี้อีกต่อไป ทำไมหนิงเสวี่ยถึงมีความคิดน่ากลัวเช่นนี้กันนะ ลูกที่ต่อต้านพ่อแม่เป็นฝ่ายถูกได้ด้วยหรือ?
หนิงเสวี่ยไม่สนิทกับแม่ของเธอตั้งแต่เด็ก เนื่องจากสองแม่ลูกมีเวลาอยู่ด้วยกันไม่มาก เจินเหวินซิ่วจึงกลัวเหลือเกินว่าหนิงเสวี่ยจะเลียนแบบจี้เจียงหยวน
“อาเสวี่ย แม่ไม่อยากเถียงกับลูกแล้ว แต่ลูกต้องรู้ว่าทุกอย่างที่แม่ทำไปเป็นเพราะแม่หวังดีกับลูก ลูกเพิ่งรู้จักกับเซี่ยเสี่ยวหลานนานแค่ไหน แล้วรู้จักน้าจี้นานเท่าไรกัน? ทุกครั้งเวลาน้าจี้กลับมาจีน ท่านก็มักจะเอาของขวัญมาให้ลูกเสมอ เมื่อก่อนตอนลูกไปอเมริกาช่วงปิดเทอมฤดูร้อน ก็เป็นน้าจี้ที่คอยดูแลลูก... วิธีการสอนลูกของน้าจี้อาจจะดูรุนแรงเกินไป แต่พวกเราไม่ควรมองเธอในแง่ลบแค่เพราะสาเหตุนี้ ลูกว่าแม่พูดถูกหรือเปล่า”
หนิงเสวี่ยไม่รู้จะพูดอย่างไรดี
การที่เธอมองจี้หย่าในแง่ลบไม่ใช่เพราะจี้หย่าเขียนรายการค่าเลี้ยงดูให้จี้เจียงหยวน แต่เป็นเพราะความขัดแย้งระหว่างจี้หย่ากับเซี่ยเสี่ยวหลานเมื่อคราวก่อน สาเหตุเป็นเพราะเซี่ยเสี่ยวหลานไม่มีคนหนุนหลัง จี้หย่าจึงไม่รู้จักให้เกียรติผู้อื่น ทั้งยังไม่ยอมขอโทษอีกด้วย!
หรือว่ามารยาทอันดีงามเป็นสิ่งที่ควรมีกับแค่เฉพาะบางคนเท่านั้น?
หนิงเสวี่ยไม่อยากเถียงกับเจินเหวินซิ่วอีก จึงลุกขึ้นและบอกว่า “หนูจะไปหาคุณปู่ที่ห้องทำงานค่ะ”
เจินเหวินซิ่วปรับสีหน้าให้อ่อนโยนลง “แม่แค่เตือนสติลูกเท่านั้น ไม่ใช่บีบบังคับ เอาเถอะ ลูกไปดูคุณปู่เถิด ดูสิว่าที่เซี่ยเสี่ยวหลานมาหาคุณปู่เพราะมีเรื่องรบกวนท่านหรือเปล่า”
หนิงเสวี่ยพยักหน้ารับแล้วเดินจากไป
ลับหลังหนิงเสวี่ยสีหน้าของเจินเหวินซิ่วกลับมาบูดบึ้งอีกครั้ง
เซี่ยเสี่ยวหลานช่างหน้าด้านจริงๆ ครั้งก่อนเธอพูดชัดเจนเสียขนาดนั้นแล้วยังจะกล้ามาที่บ้านหนิงอีก ก็จริงอยู่ เธอไม่ควรประเมินเซี่ยเสี่ยวหลานต่ำไป เด็กบ้านนอกคนหนึ่งถ้าไม่หน้าด้าน ไม่ทะเยอทะยาน แล้วจะสามารถเกาะตระกูลโจวได้อย่างไร
คบหาดูใจกับการแต่งงานเป็นคนละเรื่องกัน มหาวิทยาลัยต้องเรียนสี่ปี ถ้าตระกูลโจวเห็นโฉมหน้าที่แท้จริงของเซี่ยเสี่ยวหลานแล้วคัดค้านไม่ให้เธอแต่งงานเข้าตระกูลเมื่อไร ถึงตอนนั้นเซี่ยเสี่ยวหลานยังจะมีอะไรให้อวดดีอีก?
เจินเหวินซิ่วคิดถึงตรงนี้แล้วก็ฉุกคิดอะไรบางอย่างขึ้นได้
เซี่ยเสี่ยวหลานหน้าด้านมาถึงบ้านหนิงย่อมมีเจตนาแอบแฝง คิดได้ดังนั้นเจินเหวินซิ่วจึงยกจานผลไม้ออกจากห้องครัวพลางเดินย่องไปที่ห้องทำงานของผู้เฒ่าหนิงทันที
-------------------------------
เซี่ยเสี่ยวหลานรออยู่ในห้องทำงานสักพักหนึ่งหนิงเยี่ยนฝานถึงได้เดินเข้ามา
“ฉันนึกว่าเธอจะไม่มาหาฉันที่นี่อีกแล้ว แม่หนิงเสวี่ยพูดอะไรกับเธอใช่หรือเปล่า เธออย่าสนใจคำพูดของเขาเลย เขาไม่รู้จักเธอ และอยากใช้วิธีการนี้เน้นย้ำว่าตนเป็นแม่ของหนิงเสวี่ยก็เท่านั้น”
มีแต่คนโง่เท่านั้นที่ทำเรื่องแบบนี้ เจอปัญหาแต่ไม่รู้จักทำความเข้าใจ เห็นคนมาก่อนดีกว่าคนมาทีหลัง อนาคตหากต้องการให้อาเสวี่ยได้ไปต่างประเทศ ก็ไม่จำเป็นสักนิดที่จะต้องไปเอาใจจี้หย่า หลานสาวของเขาหนิงเยี่ยนฝานคนนี้สามารถพึ่งความสามารถของตัวเองและสามารถไปที่ไหนบนโลกนี้ก็ได้
เซี่ยเสี่ยวหลานแค่ยิ้มเท่านั้น เพราะถึงอย่างไรหนิงเยี่ยนฝานก็สามารถตำหนิลูกสะใภ้ได้ แต่เธอคงไม่อาจตอบรับคำพูดของเขาได้
“วันนี้ที่ฉันมาเพราะอยากขอบคุณที่อาจารย์เคยชี้แนะฉันค่ะ ฉันเคารพอาจารย์หนิงมาก ไม่ว่าจะในฐานะผู้อาวุโสหรือด้านความสำเร็จในแวดวงสถาปัตยกรรมของท่านก็ตาม ความจริงที่ฉันมาที่นี่เรื่องเป็นอย่างนี้ค่ะ พอดีว่าคุณลุงของฉันเปิดบริษัทรับตกแต่งภายในเล็กๆแห่งหนึ่ง แต่เมื่อหลายวันก่อนเขาได้งานมาโครงการหนึ่ง เป็นงานตกแต่งภายในของโรงแรมหนานไห่ที่เผิงเฉิง อาจารย์พอจะจำได้ไหมคะ”
ได้งานโครงการโรงแรมหนานไห่ บริษัทเล็กๆที่เซี่ยเสี่ยวหลานบอกฟังแล้วดูเหมือนจะถ่อมตัวมากเกินไป
แต่ถ้าเป็นที่เผิงเฉิงก็อาจจะได้มาเพราะทังหงเอิน หนิงเยี่ยนฝานนึกไม่ถึงเลยว่าเซี่ยเสี่ยวหลานกับทังหงเอินจะสนิทกันมากถึงเพียงนี้... หรือไม่เดิมทีพวกเขาทั้งสองอาจจะไม่สนิทกันมาก แต่เพราะเรื่องจี้หย่าทำให้เซี่ยเสี่ยวหลานกับทังหงเอินยืนอยู่ฝั่งเดียวกัน ดังนั้นย่อมกลายเป็นเพื่อนร่วมทัพ
จี้หย่าช่างโง่เขลาจนหนิงเยี่ยนฝานหมดคำบรรยาย
“ฉันจำได้ โรงแรมหนานไห่เป็นโครงการที่ฉันออกแบบไว้เมื่อสองปีก่อน ว่าต่อสิ”
หนิงเยี่ยนฝานเดาได้แล้วว่าเซี่ยเสี่ยวหลานจะพูดอะไร ทว่าเขาไม่ได้ขัดจังหวะแต่อย่างใด
เซี่ยเสี่ยวหลานสูดหายใจลึก
“ตอนนี้หนึ่งในผู้ลงทุนของโรงแรม ตงเฟิงโฮลดิ้งมาหาคุณลุงของฉันค่ะ สำหรับคุณลุงถือเป็นเรื่องน่ายินดียิ่งกว่าส้มหล่นจากสวรรค์ ตอนนั้นฉันอยู่เผิงเฉิงพอดีเลยมีโอกาสได้เจอกับผู้จัดการฮั่วที่เป็นคนดูแลโครงการจากตงเฟิงโฮลดิ้ง พวกเขาบอกว่าอยากแบ่งงานส่วนหนึ่งในโครงการให้กับบริษัทของคุณลุง แต่มีเงื่อนไขที่ว่า... เขาต้องการให้พวกเราแก้ไขแผนงานที่อาจารย์ออกแบบไว้ค่ะ”
เซี่ยเสี่ยวหลานพูดออกมาอย่างกล้าๆกลัวๆ แต่หนิงเยี่ยนฝานกลับไม่รู้สึกโกรธสักนิด
“ผู้จัดการฮั่วที่เธอบอกคงหมายถึงฮั่วเฉินโจวสินะ หนึ่งสัปดาห์ก่อนเขาได้เข้ามาปรึกษาฉันแล้ว ฉันบอกเขาว่าในเมื่อฉันรับเงินค่าออกแบบโครงการมาแล้ว อยากจัดการต่ออย่างไรก็เป็นสิทธิ์ของเขา”
หลังเกษียณหนิงเยี่ยนฝานได้เปิดสตูดิโอของตัวเอง
ดังนั้นโรงแรมหนานไห่จึงไม่ใช่โครงการที่เขาทำงานให้หน่วยงานของรัฐที่สังกัดอยู่ แต่เป็นงานที่เขาทำเพื่อหาเลี้ยงชีพตัวเอง
ไม่มีสถาปนิกคนไหนชอบให้คนอื่นมาปรับแก้ผลงานของตัวเองส่งเดช หากเป็นเมื่อสิบปีก่อน ถ้าหนิงเยี่ยนฝานเจอสถานการณ์แบบนี้เข้า เขาคงขอให้คงสภาพแผนงานเดิมเอาไว้ การออกแบบอาคารหลักกับการตกแต่งภายในเป็นก้อนเดียวกัน ไม่ว่าจะแก้ส่วนไหนก็เท่ากับทำลายการออกแบบของเขาทั้งสิ้น
แต่ตอนนี้ไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว เขามีอิสระในการทำงาน แม้ค่าออกแบบอาจจะไม่สูงเหมือนระดับนานาชาติ แต่ก็มากกว่าเงินเดือนที่ได้รับจากรัฐหลายเท่า... มีคนจ่ายเงินจ้าง ส่วนเขารับผิดชอบวางแผนงาน หลังทั้งสองฝ่ายแลกเปลี่ยนสินค้ากันแล้ว เขาก็ไม่มีสิทธิ์ก้าวก่ายผู้จ้างว่าจะปรับแก้แผนงานของเขาอย่างไร
การที่ตงเฟิงโฮลดิ้งมาแจ้งเขาก่อนปรับแก้แบบ ถือว่าทำงานอย่างมีกาลเทศะมากแล้ว
เซี่ยเสี่ยวหลานยิ้มเจื่อนออกมา
“ตงเฟิงโฮลดิ้งอยากให้ฉันกับนักออกแบบอีกคนของบริษัทคุณลุงร่วมกันแก้แบบเดิมของอาจารย์ค่ะ ทว่าฉันไม่กล้ารับปากในทันที และบอกพวกเขาว่าอยากกลับปักกิ่งมาขอความเห็นจากอาจารย์ก่อน”
สีหน้าของหนิงเยี่ยนฝานอ่อนโยนยิ่งกว่าเดิม “รุ่นน้องอวี๋เคยบอกไว้ ว่าเธอเป็นเด็กทำอะไรมีกาลเทศะ ไม่เป็นไรหรอก เธอปรับแก้...”
“คุณปู่คะ!”
หนิงเสวี่ยทนฟังต่อไปไม่ได้อีกแล้ว สายตาของเธอที่มองเซี่ยเสี่ยวหลานเจือความไม่เป็นมิตร “เซี่ยเสี่ยวหลาน แผนงานโรงแรมหนานไห่ฉันเห็นมันมาตั้งแต่ต้นจนจบ ฉันไม่คิดว่ามันมีจุดไหนที่ต้องปรับแก้ แต่เธอยังมาขอความเห็นจากคุณปู่ฉันถึงที่บ้านแบบนี้ นี่คงไม่ใช่การให้เกียรติกัน เธอพูดยกย่องคุณปู่เสียขนาดนี้ แล้วท่านจะปฏิเสธเธอได้อย่างไร”
หนิงเยี่ยนฝานตั้งใจทำงานมากแค่ไหนเธอย่อมรู้ดี แผนงานของโรงแรมหนานไห่ถ้าให้เซี่ยเสี่ยวหลานเป็นคนปรับแก้ หากเรื่องนี้ถูกลือออกไปโลกภายนอกจะมองคุณปู่เธออย่างไร? ความสามารถของหนิงเยี่ยนฝานตกต่ำจนถึงขั้นต้องให้เด็กปีหนึ่งของหัวชิงมาช่วยแก้แบบแล้วอย่างนั้นหรือ?!
ตงเฟิงโฮลดิ้งกับเซี่ยเสี่ยวหลานรวมหัวกันรังแกผู้อื่นชัดๆ
สีหน้าเรียบเฉยของหนิงเสวี่ยเริ่มปรากฏเพลิงโทสะ
“เธอเข้าใจผิดแล้ว... หนิงเสวี่ย ฉันไม่ได้ไม่เคารพท่านผู้เฒ่าหนิง เธอช่วยฟังฉันให้จบก่อนได้ไหม”
เดิมทีหนิงเสวี่ยก็ไม่ใช่คนเย็นชาไร้หัวใจ
แต่หนิงเสวี่ยก็มีสิ่งที่ตนให้ความสำคัญ ซึ่งก็คือชื่อเสียงและสถานะทางสังคมของคุณปู่อย่างหนิงเยี่ยนฝาน
เซี่ยเสี่ยวหลานยังไม่ทันพูดจบ เจินเหวินซิ่วก็ยกจานผลไม้มาเคาะประตูเบาๆ
“ทำไมเหมือนได้ยินเหมือนเสียงคนทะเลาะกัน อาเสวี่ยลูกออกมาก่อน อย่าขัดจังหวะคุณปู่กับนักศึกษาเซี่ย”
มุมปากของเจินเหวินซิ่วแย้มยิ้มบาง เซี่ยเสี่ยวหลานเหยียบเส้นตายของลูกสาวเธอเข้าอย่างจัง
ดังนั้นสำหรับเรื่องนี้เธอคงไม่ต้องห่วงอีกแล้วว่าหนิงเสวี่ยจะถูกเซี่ยเสี่ยวหลานล่อลวง
ตอนที่ 849: ให้ฉันพูดให้จบ!
เจินเหวินซิ่วมาถึงทีหลังหนิงเสวี่ย เธอจึงไม่ได้ยินคำพูดช่วงแรก และได้ยินเพียงตอนที่หนิงเสวี่ยบอกเซี่ยเสี่ยวหลานห้ามปรับแก้แผนงาน
เจินเหวินซิ่วรู้สึกน่าขันยิ่งนัก แก้แผนงานอะไรกัน เซี่ยเสี่ยวหลานคงไม่ได้อวดดีจนถึงขั้นคิดจะปรับแก้แบบของคุณพ่อหรอกนะ? ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง เจินเหวินซิ่วคงต้องบอกว่าก่อนหน้านี้เซี่ยเสี่ยวหลานมีชีวิตที่ราบรื่นเกินไปจนหลงระเริงในตัวเอง!
เซี่ยเสี่ยวหลานมีสิทธิ์อะไรกัน เรียนสถาปัตยกรรมศาสตร์ที่หัวชิงแล้วอย่างไร เด็กปีหนึ่งสามารถแก้แบบของคุณพ่อได้อย่างนั้นหรือ แม้เจินเหวินซิ่วจะไม่ได้ทำงานด้านสถาปัตยกรรม แต่เธอรู้ดีว่าพ่อสามีของตนมีสถานะทางสังคมแบบไหน
เซี่ยเสี่ยวหลานกร่างถึงเพียงนี้ พูดออกไปคนอื่นคงหัวเราะกันฟันร่วงอย่างแน่นอน
เจินเหวินซิ่ววางจานผลไม้ไว้บนโต๊ะ “อาเสวี่ย รีบออกมาก่อนเถอะ ลูกทำแบบนี้มันเสียมารยาทนะ นักศึกษาเซี่ยจะทำเรื่องไร้มารยาทเช่นนั้นได้อย่างไร ลูกไม่ควรฟังแค่ครึ่งๆกลางๆแล้วโมโหสิ ให้คุณปู่ของลูกจัดการเองเถิด”
หนิงเยี่ยนฝานขมวดคิ้ว “ใครใช้ให้พวกเธอเข้ามา? อาเสวี่ย แอบฟังปู่คุยกันคนอื่นเช่นนี้ หลานคิดว่าตัวเองทำถูกต้องแล้วหรือ”
เจินเหวินซิ่วโมโหมาก คุณพ่อตะวาดเธอ เธอไม่ว่า แต่ทำไมต้องกล่าวโทษลูกสาวของเธอเพื่อคนนอกด้วย
“เดี๋ยวก่อน หนิงเสวี่ย ฉันไม่อยากให้เธอออกไปพร้อมกับความเข้าใจผิด อาจารย์หนิงคะ ฉันขอพูดกับหนิงเสวี่ยสักหน่อยได้ไหมคะ”
เซี่ยเสี่ยวหลานขออธิบาย
“ว่าไปสิ”
หนิงเยี่ยนฝานอนุญาตให้หนิงเสวี่ยอยู่ต่อแล้ว สิ่งเซี่ยเสี่ยวหลานอยากพูด ต่อให้หนิงเสวี่ยไม่ตั้งข้อสงสัยเธอก็ต้องพูดอยู่ดี
“หนิงเสวี่ย เธอต้องเข้าใจก่อนว่า ตอนนั้นตงเฟิงโฮลดิ้งเป็นฝ่ายขอให้ฉันปรับแก้แผนงานการตกแต่งภายในของโรงแรมหนานไห่ ฉันขอดูแผนงานเก่าของพวกเขา แต่ตอนนั้นฉันไม่รู้ว่าแผนงานเป็นฝีมือการออกแบบของอาจารย์หนิง แต่หลังฉันเห็นมันก็รู้ว่าแผนงานตกแต่งภายในเป็นชิ้นเดียวกันกับการออกแบบอาคาร มันไม่จำเป็นต้องปรับแก้อะไรทั้งสิ้น และฉันก็ตอบคนจากตงเฟิงไปแบบนั้น”
สิ่งที่เซี่ยเสี่ยวหลานพูดไม่ได้ทำให้หนิงเสวี่ยรู้สึกดีขึ้นแม้แต่น้อย
“แต่สุดท้ายเธอก็ตอบตกลง ไม่อย่างนั้นวันนี้คงไม่มาที่บ้านหนิงหรอก”
“เปล่า หลังรู้ว่าแผนงานเป็นของอาจารย์หนิง ฉันก็ปฏิเสธผู้จัดการฮั่วจากตงเฟิงโฮลดิ้งแล้ว แม้เขาจะบอกว่าก่อนหน้านี้เขาได้มาขออนุญาตจากอาจารย์หนิงแล้วก็ตาม แต่นักธุรกิจอย่างเขาฉันเชื่อใจเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ไม่ได้”
เซี่ยเสี่ยวหลานเพิ่งพูดจบ เจินเหวินซิ่วก็พึมพำว่า “ครอบครัวตัวเองก็ทำธุรกิจเหมือนกัน”
เซี่ยเสี่ยวหลานหันไปมองเธอ
“คุณน้า บ้านฉันทำธุรกิจจริงค่ะ เมื่อครู่คุณน้าก็คงได้ยินตั้งแต่อยู่หน้าห้องแล้วเช่นกัน แม่ของฉันขายเสื้อผ้า ลุงของฉันทำธุรกิจตกแต่งภายใน ครอบครัวเราเป็นนักธุรกิจกันหมด พวกเราทำธุรกิจด้วยการใช้คุณภาพและการบริการแสวงหากำไร และฉันไม่คิดว่าสถานะ ‘นักธุรกิจ’ จำเป็นต้องถูกคุณน้าเน้นย้ำเช่นนี้... ฉันเคารพอาจารย์หนิงเพราะฉันนับถือในคุณวุฒิและความสามารถของท่าน ฉันอธิบายกับหนิงเสวี่ยเพราะคิดถึงมิตรภาพของเพื่อนนักศึกษาด้วยกัน แต่ฉันไม่ได้เชิญคุณน้ามาตัดสินฉันหรือครอบครัวของฉัน คำพูดต่อจากนี้จะเกี่ยวข้องกับเคล็ดลับการทำธุรกิจของ ‘นักธุรกิจ’ อย่างพวกเรา คุณน้าจะช่วยออกจากห้องไปก่อนได้หรือเปล่าคะ?”
คำว่า ‘คุณน้า’ ของเซี่ยเสี่ยวหลานเหมือนการประชดประชันมากกว่าเป็นการพูดให้เกียรติกันเสียมากกว่า
เจินเหวินซิ่วรู้สึกโกรธจนหน้าซีดเผือด “คุณพ่อคะ คุณพ่อดูเธอพูดเข้าสิคะ”
หนิงเยี่ยนฝานทำหน้าขรึม “เมื่อกี้เธอเพิ่งพูดเองไม่ใช่รึว่า เรื่องของฉันให้ฉันเป็นคนจัดการ เธอออกไปก่อน!”
เจินเหวินซิ่วกัดฟันกรอดก่อนจะเดินออกจากห้องทำงานไป เซี่ยเสี่ยวหลานปิดประตูห้องต่อหน้าเธอ
“เอาล่ะ ฉันขอพูดต่อจากเมื่อกี้ ฉันเองก็กลัวว่าจะถูกผู้จัดการฮั่วจากตงเฟิงโฮลดิ้งหลอกเหมือนกัน ตอนนั้นฉันได้ปฏิเสธเขาไปแบบอ้อมค้อมแล้ว เพราะอยากแวะมาถามอาจารย์หนิงก่อนแล้วค่อยตัดสินใจ ถ้าไม่ได้รับการยืนยันความจริงจากอาจารย์หนิง พวกเราไม่มีทางรับโครงการนี้ไว้เด็ดขาด”
หนิงเสวี่ยทำสีหน้าไร้อารมณ์ “แล้วมันต่างกันอย่างไรเล่า ต่อให้ผู้จัดการฮั่วหลอกเธอ เธอก็คงรู้อยู่แล้วว่าคุณปู่ต้องตอบตกลงเพราะเห็นแก่ย่าอวี๋ เธอเห็นประโยชน์จากตรงนี้ แต่ไม่คิดเลยว่าถ้าข่าวเรื่องที่เธอเป็นคนปรับแก้แผนงานของคุณปู่แพร่สะพัดออกไป คนนอกจะวิจารณ์คุณปู่ของฉันอย่างไร”
คนนอกคงบอกว่าหนิงเยี่ยนฝานแก่แล้ว
ความสามารถถดถอย
งานออกแบบของเขาไม่มีราคาอีกต่อไป
ขนาดนักศึกษาชั้นปีที่หนึ่งยังสามารถปรับแก้แผนงานของเขาได้
การสร้างชื่อเสียงและเกียรติยศไม่ใช่เรื่องง่าย แต่การเหยียบย่ำเพื่อไต่เต้าขึ้นไปมันช่างง่ายดายเหลือเกิน เมื่อคนอย่างเซี่ยเสี่ยวหลานก้าวเข้าบ้านหนิงมา อย่างไรคุณปู่ของเธอก็คงไม่ปฏิเสธคำร้องขอ นั่นก็เป็นเพราะย่าอวี๋ ดีไม่ดีคุณปู่อาจจะช่วยเซี่ยเสี่ยวหลานจัดการปัญหาที่ตามมาเสียด้วยซ้ำ เซี่ยเสี่ยวหลานทำแบบนี้เหมือนแหย่รังแตน
หนิงเสวี่ยเป็นคนปราดเปรื่อง เธอไม่ยอมเสียเวลากับการสร้างสายสัมพันธ์กับผู้คน แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเธอจะไม่เข้าใจเรื่องเหล่านี้
ตอนนี้เธอรู้สึกผิดหวังกับเซี่ยเสี่ยวหลานมากจริงๆ
เรื่องครอบครัวเซี่ยเสี่ยวหลานทำธุรกิจไม่เคยทำให้หนิงเสวี่ยคิดในแง่ลบด้วย แต่ตอนนี้หนิงเสวี่ยสงสัยว่า เซี่ยเสี่ยวหลานเคยชินกับการใช้ผลประโยชน์ในการประเมินน้ำหนักมิตรภาพของผู้อื่น
ไม่ว่าใครปรารถนาดีด้วย เซี่ยเสี่ยวหลานก็จะเก็บมาคิดคำนวณในใจว่าความปรารถนาดีนี้จะเปลี่ยนเป็นผลประโยชน์ได้มากเท่าไรสินะ?
เซี่ยเสี่ยวหลานรู้สึกว่าหนิงเสวี่ยใกล้ระเบิดเต็มที หนิงเยี่ยนฝานเองก็คิดแบบนั้นเช่นกัน
หนิงเยี่ยนฝานแอบแปลกใจ เขานึกว่าหนิงเสวี่ยจะไม่สนใจเซี่ยเสี่ยวหลานจริงๆเสียอีก ท่าทางหลานสาวเขาคงสนใจเพื่อนคนนี้เป็นอย่างมาก เพราะนิสัยของหนิงเสวี่ยถ้าไม่สนใจใครคงไม่รู้สึกโกรธ
เซี่ยเสี่ยวหลานพยายามปลอบโยนเด็กเทพที่กำลังเดือดจัด
“หนิงเสวี่ย เธอพูดถูก ฉันให้ความสำคัญกับเรื่องผลประโยชน์ เธออาจจะไม่รู้ว่าของบางอย่างที่เธอมีติดตัวมาตั้งแต่เกิด แต่ฉันกลับต้องพยายามทุกวิถีทางเพื่อคว้ามันมาถึงจะมีสิทธิ์ได้เป็นเพื่อนร่วมสถาบันกับเธอ มีสิทธิ์ได้ลงหลักปักฐานที่กรุงปักกิ่ง... ถึงอย่างไรเงินก็ไม่ใช่สิ่งเลวร้าย แต่ต้องดูว่าหลังหามันมาได้แล้วควรใช้มันอย่างไร ในเมื่อมันมอบชีวิตที่สุขสบายให้กับฉันและคนที่ฉันรักได้ แล้วทำไมฉันต้องปฏิเสธด้วยเล่า? ทว่าเงินไม่ใช่ทุกอย่าง ฉันไม่ทำกำไรจากโครงการโรงแรมหนานไห่ก็ยังมีวิธีอื่นในการหาเงินอีกมาก แต่เธอคิดหรือว่า ถ้าฉันปฏิเสธตงเฟิงโฮลดิ้ง แล้วพวกเขาจะไม่ปรับแก้แผนงานนั้น?”
แน่นอนว่าตงเฟิงโฮลดิ้งยังคงปรับแก้แผนงานเหมือนเดิม
แผนงานชิ้นนี้ไม่มีปัญหา แต่ตงเฟิงต้องการช่วงชิงอำนาจกับผู้ถือหุ้นรายอื่นจากฮ่องกง และการปรับแก้แผนงานก็เป็นแค่ข้ออ้างเท่านั้น
ตงเฟิงโฮลดิ้งต้องการอำนาจการบริหารโรงแรม นี่คือการสู้รบระหว่างนายทุน และงานออกแบบของหนิงเยี่ยนฝานโชคร้ายที่ถูกลากเข้าไปพัวพัน... ตงเฟิงโฮลดิ้งไม่ใช่บริษัทในวงการสถาปัตยกรรม พวกเขาเพียงจ่ายเงินซื้อแบบจากหนิงเยี่ยนฝานเท่านั้น แต่พวกเขาจะใช้มันอย่างไรก็ยังอุตส่าห์แจ้งกับเจ้าตัว นี่ถือว่าเป็นการให้เกียรติสถาปนิกใหญ่อย่างเต็มที่แล้ว
หรือจะให้พวกเขาละทิ้งธุรกิจเพื่อสถาปนิกใหญ่คนหนึ่ง?
อย่าตลกไปหน่อยเลย ต่อให้เป็นผลงานจากสตูดิโอสถาปนิกที่โด่งดังที่สุดในโลก แผนงานการออกแบบของพวกเขาก็สามารถถูกโยนทิ้งได้อย่างง่ายดาย
“อาเสวี่ย หลานไม่เคยสัมผัสเรื่องธุรกิจ แต่เสี่ยวหลานพูดถูก ถ้าไม่ให้เธอปรับแก้แผนงาน ดังนั้นเพื่อป้องกันไม่ให้การลงทุนช่วงแรกต้องเสียเปล่า ตงเฟิงโฮลดิ้งจำเป็นต้องกำจัดอุปสรรคทั้งหมด ถ้าการออกแบบของปู่เป็นอุปสรรคต่อความสำเร็จของพวกเขา มันก็คงถูกโละทิ้งด้วยเช่นกัน”
หนิงเยี่ยนฝานอยู่ในแวดวงนี้มาหลายสิบปี มีหรือจะมองโลกไม่ออก ดังนั้นตอนคนของตงเฟิงโฮลดิ้งมาขอความเห็น เขาถึงได้ตอบตกลงอย่างง่ายดาย ไม่จำเป็นต้องทำให้ทั้งสองฝ่ายต้องรู้สึกลำบากใจ เพราะต่อให้เขาไม่อนุญาต ตงเฟิงโฮลดิ้งก็จะทำเช่นนี้อยู่ดี
ความเคารพต้องให้อีกฝ่ายเป็นคนมอบให้ ไม่ใช่ฝืนบังคับใครให้ทำตามใจสั่ง
วงการสถาปัตยกรรมเคารพเขา แต่คนนอกวงการไม่ได้เป็นเช่นนั้น คนนอกวงการไม่จำเป็นต้องสนใจเขา ในเมื่อจ่ายเงินแล้วก็ย่อมสามารถทำอะไรกับงานออกแบบของเขาก็ได้!
“คุณปู่ ฉันเข้าใจค่ะ จะเป็นใครก็ได้ แต่ไม่ควรเป็นเธอ...”
เซี่ยเสี่ยวหลานขัดจังหวะหนิงเสวี่ยอีกครั้ง “เธอคิดผิดแล้ว ต้องเป็นฉันเท่านั้น ฉันมาเพื่อพิสูจน์คำพูดของตงเฟิงโฮลดิ้ง และมาในฐานะตัวแทนของบริษัทลุงฉันเพื่อชักชวนให้อาจารย์หนิงมาร่วมงานกัน หวังว่าอาจารย์หนิงจะช่วยให้คำปรึกษาแก่พวกเรา ในฐานะที่ปรึกษาของแผนงานคราวนี้ค่ะ!”
ตอนที่ 850: สะใจไปทุกอณู!
อยากให้แก้แบบก็สามารถแก้ได้
เช่นนั้นก็ให้หนิงเยี่ยนฝานเป็นคนแก้เอง แต่ถ้าเขาไม่อยากลงมือทำก็มามีส่วนร่วมในฐานะที่ปรึกษา และปล่อยให้เซี่ยเสี่ยวหลานกับกงหยางเป็นคนทำเองเสีย
เห็นได้ชัดว่าหนิงเสวี่ยคาดไม่ถึงว่าเซี่ยเสี่ยวหลานจะพูดเช่นนี้ และมันก็เหนือความคาดหมายของหนิงเยี่ยนฝานด้วยเช่นกัน
“เธอหมายความว่า ก่อนหน้านี้โรงแรมหนานไห่จ้างฉันวางแผนออกแบบ และตอนนี้คนจากตงเฟิงต้องการร่วมงานกับพวกเธอ โดยมีเงื่อนไขว่าจะต้องปรับแก้แบบของฉัน แต่เธอกลับมาขอให้ฉันเป็นคนแก้แบบเองอย่างนั้นหรือ?”
เซี่ยเสี่ยวหลานพยักหน้า
“สิ่งที่ตงเฟิงต้องการคือการให้บริษัทของลุงฉันมีส่วนร่วมค่ะ ความจริงแล้วแผนงานของอาจารย์หนิงไม่มีปัญหาแต่อย่างใด ส่วนปัญหาที่แท้จริงคือการชิงอำนาจระหว่างผู้ถือหุ้นจากฮ่องกงกับทางตงเฟิงโฮลดิ้ง โดยทางฮ่องกงอ้างเหตุผลไร้สาระเพื่อข่มทางตงเฟิง ว่าไม่เห็นชอบกับแผนงานของอาจารย์... แต่พวกเขาคงไม่อาจปฏิเสธชื่อเสียงของอาจารย์ได้จริงไหมคะ ถ้าพวกเขาบอกว่าผลงานของอาจารย์ใช้งานไม่ได้ มันคงเกิดแรงสั่นสะเทือนในแวดวงสถาปนิกครั้งใหญ่ แน่นอนว่าฉันไม่ได้กำลังประจบอาจารย์ แต่ถ้าพวกเราต้องการรับโครงการนี้ เราต้องการความช่วยเหลือจากอาจารย์จริงๆค่ะ”
โรงแรมระดับห้าดาว แค่จำนวนห้องพักก็ปาไปแล้วสามสี่ร้อยห้อง!
การตกแต่งภายในห้องพัก การตกแต่งภายนอกห้องพัก และการตกแต่งสวนล้วนเป็นชุดเดียวกัน ดังนั้นการขอให้เซี่ยเสี่ยวหลานกับกงหยางปรับแก้แบบ หากเป็นตอนที่ยังไม่รู้ว่าเจ้าของแบบเก่าคือหนิงเยี่ยนฝาน เซี่ยเสี่ยวหลานตั้งใจว่าจะลองดูสักตั้ง
ตอนนั้นเธอเองก็คิดอยากขอความช่วยเหลือจากสถาปนิกคนอื่น
ในฐานะนักศึกษาจากภาควิชาสถาปัตยกรรมของหัวชิง ย่อมจ้างคนนอกมาช่วยงานได้อย่างแน่นอน
แต่หลังจากรู้ว่าแผนงานการออกแบบเป็นของหนิงเยี่ยนฝาน ไม่ว่าจ้างใครก็ไม่เหมาะสมเท่ากับตัวหนิงเยี่ยนฝานเอง เพราะหนิงเยี่ยนฝานย่อมเข้าใจงานออกแบบของตัวเอง ถ้าจำเป็นต้องทำ เซี่ยเสี่ยวหลานก็อยากขอให้หนิงเยี่ยนฝานมาเป็นผู้ชี้แนะให้
นี่คือวิธีการที่ดีกับทั้งสองฝ่าย
ชื่อเสียงของหนิงเยี่ยนฝานจะไม่ถูกทำลาย และแผนงานก็จะไม่เสียหายไปจากสภาพเดิมคามือเซี่ยเสี่ยวหลานกับกงหยาง!
“อาจารย์หนิง อาจารย์เห็นด้วยไหมคะ หย่วนฮุยของลุงฉันถึงจะไม่ใช่บริษัทใหญ่อะไร แต่เขาคิดที่จะพัฒนาบริษัทให้เติบใหญ่ตลอดเวลา อยากให้บริษัทมีชื่อเสียงด้านคุณภาพงาน ดังนั้นฉันอยากเรียนเชิญอาจารย์หนิงมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของโครงการนี้จากใจจริง พวกเราต้องการความช่วยเหลือจากอาจารย์จริงๆค่ะ!”
เซี่ยเสี่ยวหลานกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงใจ หนิงเยี่ยนฝานฟังแล้วก็นิ่งเงียบ
ทำไมถึงเป็นเธอ?
เด็กสาวที่ทั้งสวยและฉลาดมีไม่น้อย แต่ทำไมเธอถึงสามารถเอาชนะใจตระกูลโจว ทำให้ตระกูลโจวยอมรับจนยอมออกหน้าแทนได้?
ทำไมถึงเป็นเธอ ที่ทำให้คนที่เก็บตัวอยู่แต่ในเกราะกำบังอย่างรุ่นน้องอวี๋ยอมตามมาถึงปักกิ่ง
เพราะเป็นได้แค่เซี่ยเสี่ยวหลานเท่านั้น เธอไม่ได้ใช้ความดีในการทำให้ผู้อื่นยอมรับ หลายครั้งที่สัมผัสได้ถึงความทะเยอทะยานและความมุ่งมั่นของเธอ สัมผัสได้ถึงระบบความคิดของคนทำธุรกิจ... เรื่องบางอย่างที่เธอทำอาจมีจุดเริ่มต้นจากผลประโยชน์ แต่เธอก็ไม่เคยปิดบังมันเลยสักครั้ง
เธอแตกต่างจากคนที่หวังผลประโยชน์คนอื่นๆ เพราะเธอมักจะคิดถึงผลประโยชน์ของผู้อื่นอย่างสุดความสามารถ เธอไม่ได้สนใจหาเงินให้ตัวเองแค่คนเดียวโดยไม่ไยดีความรู้สึกของผู้อื่น ชัยชนะของทั้งสองฝ่าย คงเป็นสิ่งที่เซี่ยเสี่ยวหลานยึดมั่นสินะ
หลังเรียบเรียงความคิดแล้ว หนิงเยี่ยนฝานก็มองเซี่ยเสี่ยวหลานอีกครั้งด้วยความรู้สึกที่ผสมปนเป
อายุเท่ากับหนิงเสวี่ยแต่กลับทำได้ถึงขั้นนี้ ด้วยชาติกำเนิดของเซี่ยเสี่ยวหลานถือว่าไม่ง่ายเลยจริงๆ เธอเรียนรู้วิธีการแก้ปัญหาเหล่านี้มาจากที่ไหนกัน?
“ฉันไม่มีเหตุผลให้ปฏิเสธเธอ”
หลังรออยู่หนึ่งถึงสองนาทีเต็ม ในที่สุดเซี่ยเสี่ยวหลานก็ได้ยินคำตอบที่ตัวเองต้องการ
เธอคลี่ยิ้มอย่างจริงใจ “อาจารย์หนิง ขอบคุณค่ะ ฉันจะตั้งตารอการร่วมงานกับอาจารย์ และหวังว่าจะได้รับคำชี้แนะจากอาจารย์ระหว่างการดำเนินงานนะคะ”
เซี่ยเสี่ยวหลานคิดในใจ คราวนี้เธอจะได้ไม่ต้องถูกแม่หนิงเสวี่ยสงสัยว่าพยายามปีนเกลียวอีกต่อไปแล้ว
เกียรติยศของสถาปนิกใหญ่ ร่างเล็กๆของเธอคงแบกรับไม่ไหว นอกจากนี้เซี่ยเสี่ยวหลานยังชอบวิธีการแบบชนะด้วยกันทั้งสองฝ่ายมากกว่า เธอไม่ต้องการใช้ตระกูลหนิงเป็นบันได เธอจึงตัดสินใจจ่ายค่าที่ปรึกษาให้หนิงเยี่ยนฝาน เชิญเขามามีส่วนร่วมในโครงการอย่างเปิดเผย หนิงเยี่ยนฝานสามารถปฏิเสธได้ แต่ถ้าปฏิเสธแล้วปล่อยให้เซี่ยเสี่ยวหลานแก้แผนงานโรงแรมหนานไห่ด้วยตัวเอง คนนอกก็จะไม่สามารถใช้เรื่องนี้โจมตีเธอได้อีกต่อไป
ถึงเธอจะให้ความเคารพกับหนิงเยี่ยนฝานอย่างเต็มที่แล้วจะทำอย่างไรได้ เมื่อขึ้นชื่อว่าเป็นแผนงานของหนิงเยี่ยนฝาน เท่ากับคนอื่นห้ามแตะต้องโครงการโรงแรมหนานไห่อย่างนั้นหรือ?
หนิงเยี่ยนฝานตอบตกลงเพราะเขาเป็นคนมีวิสัยทัศน์ ถึงอย่างไรการทำเช่นนี้ล้วนดีกับคนอื่นและดีกับตัวเอง! เมื่อเซี่ยเสี่ยวหลานได้รับคำตอบที่ต้องการ เธอก็ขอคำปรึกษาจากหนิงเยี่ยนฝานในทันที
“หลังพวกเราเจรจาร่วมงานกับตงเฟิงโฮลดิ้งแล้ว หากฉันจะเอาแผนงานมาที่สตูดิโอของอาจารย์คงไม่เป็นการรบกวนใช่ไหมคะ?”
เซี่ยเสี่ยวหลานสามารถหาสถานที่ทำงานชั่วคราวได้ แต่ถ้าทำอย่างนั้นหนิงเยี่ยนฝานก็จะต้องเป็นฝ่ายเดินทางไปหาเธอกับกงหยางแทนไม่ใช่หรือ เมื่อคิดถึงอายุของหนิงเยี่ยนฝาน เซี่ยเสี่ยวหลานยอมเป็นฝ่ายเดินทางมาหาเขาเองคงจะดีกว่า
“เธอมาที่นี่ก็พอ บ้านฉันมีห้องทำงานอยู่ไม่น้อย ฉันจะยกห้องหนึ่งให้พวกเธอใช้”
เซี่ยเสี่ยวหลานพูดอีกไม่กี่ประโยคก็คุยธุระกับหนิงเยี่ยนฝานเสร็จสิ้น
“ถ้าอย่างนั้นฉันไม่รบกวนอาจารย์แล้วค่ะ”
หลังเซี่ยเสี่ยวหลานกลับไป หนิงเสวี่ยยังคงยืนนิ่งอยู่ในห้องทำงาน
หนิงเยี่ยนฝานทำได้เพียงถอนหายใจ “อาเสวี่ย หลานคงเสียเพื่อนคนหนึ่งไปแล้วจริงๆ หรือพูดให้ถูกคือเดิมทีพวกหลานสามารถเป็นเพื่อนกันได้! แม้ด้านสถาปัตยกรรมเซี่ยเสี่ยวหลานยังตามหลังหลานอยู่มาก อย่างไรก็ตามทักษะทางสายอาชีพล้วนสามารถฝึกฝนกันได้ แต่ข้อดีบนตัวเธอ ไม่แน่ว่าหลานจะเรียนรู้มันได้สำเร็จ”
ระบบความคิดของเซี่ยเสี่ยวหลานไม่ได้อาศัยการฝึกฝนเพื่อให้ได้มา
มันอาจเป็นพรสวรรค์ หรืออาจได้มาจากประสบการณ์เฉพาะตัว
การคิดผ่านมุมมองของผู้อื่นคือสมบัติล้ำค่าของเซี่ยเสี่ยวหลาน หลานสาวของเขามีชีวิตราบรื่นมาโดยตลอด อีกทั้งยังมีสติปัญญาที่เฉลียวฉลาดกว่าคนทั่วไป สิ่งเหล่านี้ทำให้ระบบความคิดของหนิงเสวี่ยไม่ยืดหยุ่น ทำให้เธอไม่อาจครอบครองข้อดีแบบเดียวกับเซี่ยเสี่ยวหลานได้
หนิงเสวี่ยไม่อาจคัดค้านคำพูดของหนิงเยี่ยนฝาน
พอได้ยินเซี่ยเสี่ยวหลานบอกว่าจะต้องการปรับแก้แผนงาน ความรู้สึกแรกคือถูกเหยียดหยาม เธอจึงบุกเข้ามารักษาศักดิ์ศรีแทนคุณปู่อย่างไร้มารยาท
ตอนนั้นเซี่ยเสี่ยวหลานจะรู้สึกอย่างไร?
“ดังนั้นขณะที่ฉันนึกดูแคลนคุณน้าจี้ ตัวฉันเองกลับกลายเป็นคนแบบเธอโดยไม่รู้ตัว...”
หนิงเสวี่ยขมวดคิ้วมุ่น มนุษย์เราเวลาตระหนักถึงปัญหาของตนได้ย่อมรู้สึกสับสน คนเป็นอัจฉริยะใช่ว่าจะไม่มีวันทำผิดพลาด
ที่น่ากลัวก็คือหากไม่เกิดเรื่องในวันนี้ เธอคงไม่รู้ตัวเลยสักนิดว่าความคิดของตนนั้นไม่ถูกต้อง เมื่อก่อนตอนเธอคุยกับเซี่ยเสี่ยวหลาน เธอคงแสดงสิ่งเหล่านี้ออกมาโดยไม่รู้ตัว... แล้วเซี่ยเสี่ยวหลานอดทนได้อย่างไรกันนะ?
------------------------------
เซี่ยเสี่ยวหลานไม่ได้กำลังอดทน แต่เธอกำลังรู้สึกสะใจ
ตอนออกจากห้องมา เธอเจอเข้ากับเจินเหวินซิ่วที่หน้าประตูใหญ่
เจินเหวินซิ่วยืนรออยู่ตรงบริเวณที่เธอจอดจักรยานไว้ด้วยสีหน้าไม่เป็นมิตร
“ฉันจำได้ว่าใครบางคนเคยประกาศกร้าวว่าจะไม่มาเหยียบประตูบ้านหนิงอีก”
เซี่ยเสี่ยวหลานยักไหล่ “คุณน้าจำไม่ผิดค่ะ ฉันเคยบอกว่าจะไม่มาที่บ้านหนิงอีกในฐานะเพื่อนของหนิงเสวี่ย แต่ที่นี่เป็นสตูดิโอส่วนตัวของอาจารย์หนิง สตูดิโอของท่านทำธุรกิจกับโลกภายนอก และตอนนี้ฉันคือลูกค้า คงทำให้คุณน้าผิดหวังแล้วละค่ะ!”
เธอจ่ายเงินจ้างหนิงเยี่ยนฝานให้มาเป็นที่ปรึกษา แล้วยังต้องทนกับความงี่เง่าของลูกสะใภ้หนิงเยี่ยนฝานอีกหรือ?
ฝันไปเถอะ!
เซี่ยเสี่ยวหลานเป็นพวกจดจำบุญคุณคน แต่เจินเหวินซิ่วเคยมีบุญคุณอะไรกับเธอมิทราบ?
ดูถูกกันแบบนี้แล้วเธอยังต้องทำดีด้วยอีกหรืออย่างไร!
เห็นเจินเหวินซิ่วโกรธจนหน้าดำหน้าแดง เซี่ยเสี่ยวหลานก็เข็นจักรยานพลางหันกลับมาพูดเสริมว่า
“อ้อ จริงสิคะ ช่วงนี้ฉันคงมารบกวนอาจารย์หนิงบ่อยๆ ถ้าคุณน้าไม่อยากเจอฉันละก็... คุณน้าคงต้องมาที่นี่น้อยลงแล้วละค่ะ! ด้วยฐานะของคุณน้า การไม่มาสตูดิโอของอาจารย์หนิงคงไม่ถึงกับไม่มีที่อยู่ใช่ไหมคะ?”
ไม่อยากเจอเธอก็มาที่นี่ให้น้อยลง ไม่ใช่เอาแต่พูดจาถากถางไม่หยุดอยู่ตรงนี้!
เซี่ยเสี่ยวหลานไม่คิดว่าแม่หนิงเสวี่ยจะมีอำนาจเหนือกว่าผู้เฒ่าหนิง ดังนั้นระหว่างที่เธอร่วมงานกับท่าน คงต้องขอให้เจินเหวินซิ่วโผล่หน้ามาน้อยๆหน่อย!
เซี่ยเสี่ยวหลานขี่จักรยานออกไปจากบ้านหนิงอย่างเบิกบานใจ ทุกอณูรูขุมขนกำลังกรีดร้องคำว่า ‘สะใจ’
ชัยชนะทั้งสองฝ่ายคืออะไร ก็คือการทำให้คนที่เธอเกลียดปวดใจไปพร้อมกับบรรลุเป้าหมายอย่างไรล่ะ นี่เธอได้กำไรแล้วจริงๆ!
เพราะเธอใส่ใจหนิงเสวี่ยถึงได้ยอมทนเจินเหวินซิ่ว
แต่ตอนนี้เธอไม่สนอีกแล้วว่าจะได้เป็นเพื่อนกับหนิงเสวี่ยหรือไม่ เจินเหวินซิ่วใหญ่มาจากไหนกัน เธอก็ไม่สนใจ!
จบตอน
Comments
Post a Comment