boss80 ep851-860

 ตอนที่ 851: ทำอย่างไรถึงโจมตีเซี่ยเสี่ยวหลานได้


“เธอคิดว่าตัวเองเป็นใครกัน!”


“เด็กบ้านนอก ขาดการอบรม! ไร้มารยาท!”


“คุณพ่อท่านสติฟั่นเฟือนไปแล้วหรืออย่างไร ไม่รู้ทำไมถึงเอ็นดูเด็กนั่นขนาดนั้น ต่อให้จะเป็นว่าที่ลูกสะใภ้ของตระกูลโจว ครอบครัวเราก็ยังไม่ถึงขั้นต้องประจบเอาใจตระกูลโจวเสียหน่อย”


สายโทรศัพท์ไม่อาจขวางกั้นเพลิงโทสะของเจินเหวินซิ่วได้ และคนที่จะสามารถร่วมกันด่าทอเซี่ยเสี่ยวหลานกับเธอได้นั้น ย่อมเป็นจี้หย่า


ทั้งคู่จึงตัดสินใจนัดเจอกันที่ร้านอาหารสไตล์ยุโรป คนน้อย มีความเป็นส่วนตัวสูง เจินเหวินซิ่วสามารถระบายความโกรธได้อย่างสบายใจ


เซี่ยเสี่ยวหลานทิ้งคำพูดนั้นไว้ก่อนจากไป เจินเหวินซิ่วรู้สึกโมโหจนอกแทบแตกตาย หลังจากนั้นเธอจึงไปถามพ่อสามีเพื่อยืนยันอีกครั้ง ทว่าหนิงเยี่ยนฝานกลับบอกว่าจะร่วมงานกับเซี่ยเสี่ยวหลาน ขอให้เจินเหวินซิ่วไปที่สตูดิโอของเขาให้น้อยลง!


แม้หนิงเสวี่ยจะไม่ได้พูดอะไรกับเธอ แต่เจินเหวินซิ่วรู้สึกว่าท่าทีของลูกสาวที่มีต่อเธอนั้นดูเย็นชาเป็นอย่างมาก


เจินเหวินซิ่วไม่เคยอับอายขายขี้หน้าใครเท่านี้มาก่อน


เซี่ยเสี่ยวหลานน่ารังเกียจเกินไปแล้ว ไม่เคารพเธอเลยสักนิด


“เหวินซิ่ว นังเด็กนั่นก็เป็นคนแบบนั้นอยู่แล้ว หากเธอโมโหก็เท่ากับว่าเธอพ่ายแพ้ เด็กนั่นคงคิดว่าตอนนี้ประสบความสำเร็จแค่นิดหน่อยก็เลยทำตัวกร่างแบบนั้น แต่คงไม่รู้เลยว่าความสำเร็จเหล่านี้พังทลายได้ง่ายมากแค่ไหน”


จี้หย่าถือช้อนขนาดเล็กคนซุปในชามของตัวเองช้าๆ


คนทั่วไปต้องประหยัดอดออม ไม่กินไม่ดื่มเป็นเดือนกว่าจะสามารถหาเงินได้มากพอสำหรับเดินเข้าร้านอาหารฝรั่งเช่นนี้ แต่สำหรับจี้หย่าแล้วมันเป็นแค่ค่าใช้จ่ายธรรมดาในชีวิตประจำวันเท่านั้น


แน่นอนว่าจี้หย่าเกลียดเซี่ยเสี่ยวหลานยิ่งกว่าเจินเหวินซิ่ว เธอมีหลายวิธีที่จะใช้เล่นงานเซี่ยเสี่ยวหลาน แต่กลับต้องหวาดกลัวตระกูลโจว


‘การเดิมพัน’ ได้ถูกกำหนดไว้แล้วล่วงหน้าว่าจะอาศัยความสามารถของตัวเองในการแข่งขัน ดังนั้นหากจี้หย่าใช้อำนาจของตระกูลจี้เล่นงานเซี่ยเสี่ยวหลาน ตระกูลโจวกับทังหงเอินก็จะมีข้ออ้างในการจัดการเธอทันที


“เธอบอกว่าคุณลุงของเซี่ยเสี่ยวหลานเปิดบริษัทตกแต่งภายในที่เผิงเฉิง และอยากรับงานโครงการหนึ่งเลยมาขอให้คุณอาหนิงร่วมมือด้วยอย่างนั้นหรือ?”


จี้หย่ายิ้มเย็นในใจ ทังหงเอินภายนอกทำตัวมีอุดมการณ์ แต่ความจริงแล้วอุดมการณ์เหล่านั้นมีไว้ใช้กับตระกูลจี้เท่านั้น ปีนั้นที่เกิดเรื่องเขาไม่คิดจะประนีประนอมหรือละทิ้งอุดมการณ์เพื่อตระกูลจี้ แต่ตอนนี้กลับช่วยอำนวยความสะดวกให้กับเซี่ยเสี่ยวหลานอย่างง่ายดาย!


เจินเหวินซิ่วกัดฟันกรอด “ก็ใช่น่ะสิ ไม่รู้ทำไมคุณพ่อท่านถึงได้ตอบตกลงเช่นนั้น”


จี้หย่ารู้ดี คงเป็นเพราะย่าอวี๋สินะ


เพื่อจัดการเรื่องของยายแก่ร้ายกาจคนนั้น ตระกูลจี้ถึงกับต้องจ่ายเงินแปดหมื่นหยวนเป็นค่าปิดปาก แน่นอนว่าเธอไม่ได้บอกเรื่องนี้กับเจินเหวินซิ่ว แต่เปลี่ยนไปพูดอีกเรื่องอื่นแทน


“ตอนนี้สตูดิโอของฉันหาทำเลที่ตั้งตรงหวังฝูจิ่งได้แล้ว อีกไม่นานก็จะสามารถเปิดกิจการได้ นอกจากนี้จอร์จยังบอกว่าจะลองหาโอกาสลงทุนในธุรกิจที่ประเทศจีน เขายังบอกด้วยว่าอยากไปทำธุรกิจที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ เธอว่าฉันแนะนำให้จอร์จลงทุนเปิดบริษัทรับตกแต่งภายในดีไหม”


เจินเหวินซิ่วนิ่งอึ้ง อยู่ดีๆ ทำไมถึงต้องเปิดบริษัทรับตกแต่งภายใน แถมยังต้องไปถึงเขตเศรษฐกิจพิเศษด้วย


แต่ไม่ทันไรเจินเหวินซิ่วก็กระจ่างแจ้ง บริษัทนี้ของจอร์จคงไม่ได้มีไว้เพื่อทำกำไรสินะ?


“ดีมันก็ดีอยู่หรอก แต่ถ้าไปที่เขตเศรษฐกิจพิเศษแล้วจอร์จจะเดือดร้อนหรือเปล่า...”


เจินเหวินซิ่วรู้สึกว่าความคิดนี้ของจี้หย่านั้นเสี่ยงเกินไป มีใครส่งแฟนคนปัจจุบันไปยังถิ่นของสามีเก่าบ้าง ผู้ชายหน้าไหนก็คงรู้สึกไม่ชอบใจด้วยกันทั้งนั้น นอกจากนี้ทังหงเอินไม่ใช่คนที่ควรหาเรื่องด้วยน่ะสิ


เจินเหวินซิ่วกล้าพูดจาร้ายกาจกับเซี่ยเสี่ยวหลาน แต่เธอไม่ได้อวดดีจนถึงขั้นดูแคลนทังหงเอิน คนที่ไม่ได้มีอำนาจทางครอบครัวคอยหนุนหลังอย่างทังหงเอิน แต่กลับสามารถขึ้นมาดำรงตำแหน่งเป็นถึงนายกเทศมนตรีของเผิงเฉิงได้ในวัยเพียงเท่านี้ อีกทั้งยังตำแหน่งหน้าที่ยังสูงกว่าพ่อของหนิงเสวี่ย... เธอเคยเล่าเรื่องทังหงเอินข่มขวัญตระกูลจี้ให้ที่บ้านฟัง ทว่าถูกสามีเธอตอกกลับมาว่า ทังหงเอินไม่เพียงมีผู้มีอำนาจคอยสนับสนุน แต่ตัวเขาเองยังมีความสามารถอีกด้วย เข้ารับตำแหน่งที่เผิงเฉิงได้ไม่นานก็สามารถควบคุมอำนาจบริหารที่นั่นได้อย่างเบ็ดเสร็จ


คำเตือนของเจินเหวินซิ่ว จี้หย่าไม่เก็บมาใส่ใจแม้แต่น้อย


“เธอกลัวทังหงเอินรึ? เขาเห็นจอร์จคงรีบต้อนรับแทบไม่ทันเสียมากกว่า จอร์จไม่ได้ลงทุนด้วยตัวคนเดียว ทว่าเขายังเกลี้ยกล่อมให้ครอบครัวมาลงทุนด้วย ถ้าเขานำเงินลงทุนหลักสิบล้านดอลลาร์สหรัฐไปที่เผิงเฉิง นายกเทศมนตรีอย่างทังหงเอินย่อมทำอะไรจอร์จไม่ได้อย่างแน่นอน”


‘เงินลงทุนต่างชาติ’ คือสิ่งที่รัฐบาลท้องถิ่นให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง จุดนี้จี้หย่ารู้ดี เงินทุนสำรองระหว่างประเทศของจีนรวมกันแล้วมีแค่ไม่กี่พันล้านดอลลาร์เท่านั้น ทำไมอัตราแลกเปลี่ยนของดอลลาร์กับหยวนถึงอยู่ที่1:3 แต่พอเข้าตลาดมืดกลับเป็น1:10เล่า?


นั้นก็เพราะประเทศจีนเข้มงวดกับเงินตราต่างประเทศมากเกินไป บุคคลทั่วไปจึงไม่สามารถแลกเงินดอลลาร์ผ่านธนาคารได้ อัตราแลกเปลี่ยนในตลาดมืดต่างหากที่เหมาะสมกับมูลค่าที่แท้จริงของเงินดอลลาร์ในปัจจุบัน


เจินเหวินซิ่วฟังแล้วก็รู้สึกหวั่นใจ


จี้หย่าเกลียดทังหงเอินเข้าไส้เช่นนั้น ทำไมอยู่ดีๆถึงให้จอร์จเอา ‘ผลงาน’ ไปให้ทังหงเอินกันล่ะ การลงทุนหลักพันล้านดอลลาร์อะไรนั่น เจินเหวินซิ่วคิดว่าจี้หย่ามีแผนการแอบแฝงอย่างแน่นอน


แต่ใครจะเอาเงินหลักสิบล้านดอลลาร์มาล้อเล่นกันบ้าง?


จอร์จเองก็คงไม่มีเงินมากขนาดนั้น เจินเหวินซิ่วสนิทกับจี้หย่า เธอจึงรู้สถานการณ์ของจอร์จมากกว่าคนอื่น ตระกูลของจอร์จเป็นมหาเศรษฐีร้อยล้านดอลลาร์อยู่ที่อเมริกา แต่จอร์จไม่ใช่คนบริหารกิจการของตระกูลโดยตรง ค่านิยมของอเมริกากับจีนนั้นแตกต่างกันมาก การยกกิจการให้ลูกชายที่มีความสามารถย่อมเป็นเรื่องที่ดีที่สุด มิเช่นนั้นหากผู้เป็นพ่อตายจากไป บริษัทคงตกไปอยู่ในมือคนอื่นน่ะสิ


หรือถ้าหากมีลูกหลายคน ก็จะยกให้ลูกสักคนคอยบริหาร ส่วนคนที่เหลือก็ใช้ชีวิตอยู่ด้วยการกินเงินปันผลจากกองทุนของบริษัท


ซึ่งจอร์จก็คือบุคคลในกรณีนี้


เจินเหวินซิ่วเข้าใจเรื่องพวกนี้แบบครึ่งๆกลางๆ จึงไม่อาจแนะนำอะไรได้ นอกจากบอกให้จี้หย่าระมัดระวังตัวไว้


“ไม่ว่าเธออยากทำอะไร อย่าปล่อยให้ใครจับผิดได้ล่ะ”


จี้หย่าพยักหน้า “วางใจเถอะ ฉันรู้ขอบเขตของตัวเองดี”


ตอนนั้นหนิงเยี่ยนฝานไม่ยอมช่วยเหลือเธอทำให้จี้หย่ารู้สึกไม่พอใจเป็นอย่างมาก แต่สาเหตุที่เธอยังไปมาหาสู่กับเจินเหวินซิ่วก็เพราะคิดว่าอนาคตคงใช้ประโยชน์จากเจินเหวินซิ่วได้นั่นเอง


เรื่องอื่นไม่ว่า แต่การหาเรื่องเซี่ยเสี่ยวหลาน เจินเหวินซิ่วคงทำได้


แต่นึกไม่ถึงเลยว่าเจินเหวินซิ่วจะถูกเซี่ยเสี่ยวหลานตอกกลับเสียก่อน


“เหวินซิ่ว สตูดิโอฉันคงเปิดเดือนหน้า ถึงตอนนั้นเธอต้องมาให้กำลังใจฉันด้วยล่ะ เธอบุคลิกภาพดี หากให้เธอใส่ชุดที่ฉันออกแบบแล้วฉันสบายใจกว่า”


จี้หย่าไม่ค่อยเอ่ยปากชมใคร เธอเป็นพวกยึดตัวเองเป็นศูนย์กลาง พอถูกคนอย่างเธอชมเข้า เจินเหวินซิ่วย่อมรู้สึกดีใจมาก


“แน่นอนอยู่แล้ว ว่าแต่เปิดเร็วขนาดนี้ ร้านของเธอตกแต่งเสร็จแล้วหรือ”


“ฉันจ้างบริษัทฮ่องกงมาออกแบบตกแต่งภายในให้น่ะ ถ้าจอร์จไปลงทุนที่เผิงเฉิง เขาก็แค่ซื้อบริษัทสักแห่งแล้วย้ายไปที่เผิงเฉิงก็พอแล้ว”


จี้หย่าพูดเหมือนเป็นเรื่องง่าย ทำให้เจินเหวินซิ่วรู้สึกอิจฉาอย่างยิ่ง


มีแต่คนที่ร่ำรวยจนเหลือกินเหลือใช้เท่านั้นถึงจะพูดแบบนี้ได้ ถึงตระกูลหนิงจะไม่ยากจน แต่ระดับคุณภาพชีวิตของเจินเหวินซิ่วนั้นแตกต่างกับจี้หย่าเป็นอย่างมาก


จี้หย่าหาเงินได้เป็นเงินสกุลดอลลาร์ แต่เมื่อถึงเวลาใช้กลับใช้เงินสกุลหยวน ลองคิดถึงความแตกต่างของค่าเงินสิ!


จี้หย่าไม่เคยขาดผู้ชายเข้ามาตามจีบ ชาวต่างชาติที่ยอมทุ่มเงินเพื่อเธอมีจำนวนเยอะมาก พ่อของหนิงเสวี่ยทำงานข้าราชการ ต่อให้ตระกูลหนิงมีเงินเหลือเฟือ เจินเหวินซิ่วก็ไม่กล้าทำตัวฟุ้งเฟ้อเหมือนจี้หย่า


พอคิดดูแล้ว จี้หย่าสลัดทังหงเอินทิ้งก็เหมือนจะไม่น่าเสียดายสักเท่าไร


ถ้ายังเป็นภรรยาของทังหงเอิน คุณภาพชีวิตคงสู้ชีวิตของจี้หย่าในปัจจุบันไม่ได้


ทั้งสองคนนั่งแช่อยู่ที่ร้านอาหารสองถึงสามชั่วโมงก่อนจี้หย่าจะแยกกับเจินเหวินซิ่ว จอร์จขับรถมารับจี้หย่าที่ร้านอาหาร เมื่อเห็นจี้หย่ามีท่าทางกลัดกลุ้ม เขาก็ปลอบใจว่า


“ที่รัก ยังเสียใจเรื่องเจียงหยวนอยู่อีกหรือ นี่ก็ผ่านมาเดือนหนึ่งแล้ว แต่เขากลับยังไม่มาขอโทษคุณ ความจริงผมคิดว่าเขาคงสำนึกผิดแล้วละ ทว่าเด็กหนุ่มอายุเท่าเขาหยิ่งในศักดิ์ศรีด้วยกันทั้งนั้น ตอนนี้เขาอาจจะต้องการโอกาส...”


จี้หย่าส่ายหน้า “จอร์จ ฉันไม่ได้คิดเรื่องเขา ไว้เขาลำบากพอแล้วก็คงกลับมาเองนั่นแล ที่ฉันกำลังคิดคือเรื่องการลงทุนที่เผิงเฉิงที่คุณเคยบอกไว้ คุณแน่ใจหรือเปล่า?”



ตอนที่ 852: คุณสองคนจะหนีหรือ?



“แน่ใจสิ ก่อนหน้านี้พวกเราคุยกันจบแล้วไม่ใช่หรือ”


จอร์จเองก็นึกไม่ถึงว่า คุณอาของเขาจะเห็นด้วยกับข้อเสนอนี้


เรื่องนี้ทำให้จอร์จต้องประเมินประเทศจีนใหม่อีกครั้ง เนื่องจากคุณอาของเขาบริหารกิจการของครอบครัวมานานหลายปี น้อยครั้งที่ท่านจะทำธุรกิจขาดทุน ดังนั้นการตัดสินใจของเขาย่อมไม่ผิดพลาด


จี้หย่าบอกความคิดที่ผุดขึ้นมาตอนคุยกับเจินเหวินซิ่ว เมื่อได้ฟังความคิดของจี้หย่า จอร์จก็ลังเลไปเล็กน้อย


“ทำบริษัทตกแต่งภายในที่เผิงเฉิงหรือ ที่รัก คุณคิดว่าคนที่นั่นจะยอมควักเงินจ่ายค่าตกแต่งภายในหรือ”


ขนาดข้าราชการกระทรวงต่างประเทศอย่างจี้หลิน บ้านพักของเขาในสายตาของจอร์จยังเหมือนไม่เคยได้รับการตกแต่งอะไรมากนัก เท่าที่เขาเข้าใจ ประชาชนทั่วไปของประเทศจีนมีรายได้ต่ำมาก ชาวจีนเพิ่งจะกินข้าวอิ่มท้องเมื่อไม่นานมานี้ แล้วจะมีเงินมาตกแต่งบ้านเสียที่ไหน


“ฉันไม่ได้หมายถึงคนทั่วไป ถึงอย่างไรที่นั่นก็มีคนเข้ามาลงทุน มีการก่อสร้างตึกสูง ย่อมต้องมีงานตกแต่งภายในอยู่แล้วไม่ใช่หรือ”


“ผมจะพิจารณาคำแนะนำของคุณอย่างรอบคอบ ไว้ผมไปสำรวจสถานการณ์จริงที่เผิงเฉิงเมื่อไร จะจับตาดูเรื่องนี้เป็นพิเศษก็แล้วกัน”


การตามใจของจอร์จทำให้จี้หย่ามีรอยยิ้มปรากฏขึ้นมาบนใบหน้า


“ถ้าคุณจะทำบริษัทตกแต่งภายใน เช่นนั้นก็ซื้อกิจการของบริษัทที่มีอยู่แล้วดีไหมคะ”


สำหรับเรื่องนี้จอร์จรับปากอย่างรวดเร็ว เขาเองก็คิดว่าการก่อตั้งบริษัทโดยเริ่มจากศูนย์นั้นวุ่นวายเป็นอย่างมาก สู้เข้าซื้อกิจการเลยสะดวกกว่าเป็นไหนๆ


ซื้อบริษัทเล็กๆสักแห่งใช้เงินไม่มากเท่าไร


ถ้ามูลค่าประมาณ 500,000-1,000,000ดอลลาร์ จอร์จสามารถรับผิดชอบเองได้


————————————————


เซี่ยเสี่ยวหลานทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ หลังได้รับคำตอบจากหนิงเยี่ยนฝาน เธอก็ติดต่อหลิวหย่งทันที


หลิวหย่งนึกไม่ถึงเลยว่าเซี่ยเสี่ยวหลานจะใช้วิธีนี้


“ถ้าอย่างนั้นพวกเราควรให้ค่าตอบแทนอาจารย์หนิงเท่าไรรึ”


เซี่ยเสี่ยวหลานหยุดคิด “ลองถามผู้จัดการฮั่วของตงเฟิงโฮลดิ้งก่อนค่อยว่ากันค่ะ เขาย่อมรู้ว่าผู้เฒ่าหนิงออกแบบโรงแรมหนานไห่ได้เงินไปเท่าไร ถึงอย่างไรพวกเราคงเทียบกับบริษัทใหญ่ไม่ได้ แต่เงินก้อนนี้ก็ไม่ควรให้น้อยเกินไป ลุงคุยกับฮั่วเฉินโจวดูนะคะ เขาน่าจะยังอยู่ที่เผิงเฉิง”


เรื่องนี้เซี่ยเสี่ยวหลานเดาผิด ฮั่วเฉินโจวไม่ได้อยู่ที่เผิงเฉิงแล้ว


ฮั่วเฉินโจวต้องการทำงานกับหย่วนฮุยเพราะอยากได้การสนับสนุนจากทังหงเอิน


แต่หย่วนฮุยจะลงเรือลำเดียวกันหรือไม่กลับต้องรอให้เซี่ยเสี่ยวหลานพยักหน้า!


หลังเซี่ยเสี่ยวหลานเดินทางกลับปักกิ่งไม่ทันไร ฮั่วเฉินโจวก็เดินทางกลับตาม ตงเฟิงโฮลดิ้งมีสาขาอยู่ที่ปักกิ่ง ซึ่งเป็นถิ่นของฮั่วเฉินโจวนั่นเอง


หลิวหย่งจึงต้องเดินทางมาที่ปักกิ่งด้วยเช่นกัน


ถึงอย่างไรเขาก็ต้องชำระเงินสินเชื่อกับผู้จัดการใหญ่อู่ก่อนถึงจะสามารถคุยเรื่องขอสินเชื่อเพิ่มได้


หลิวหย่งกับหลิวเฟินนั่งเที่ยวบินเดียวกันมายังปักกิ่ง โดยมีกงหยางกับเก่อเจี้ยนตามมาด้วย


ความลับระหว่างเซี่ยเสี่ยวหลานกับเก่อเจี้ยนนั้นไม่มีใครรู้ ในห้องโดยสารอากาศอบอ้าวมาก หลิวหย่งยกมือเช็ดเหงื่อที่ผุดขึ้นมาบนหน้าผาก


“รถที่หลานซื้อถูกส่งกลับมาทางรถไฟ กว่าจะหาที่ให้มันได้นั้นไม่ง่ายเลยจริงๆ มันจะถูกส่งมาพร้อมกับเสื้อผ้าสำหรับฤดูร้อนล็อตที่สอง คาดว่าพรุ่งนี้คงจะมาถึง ก่อนพวกเราจะไปเจอผู้จัดการฮั่ว ควรไปเจอผู้จัดการใหญ่อู่เสียก่อน”


เซี่ยเสี่ยวหลานมองหน้าแม่ของตน หลิวเฟินโบกมือ “ลูกไปทำธุระกับลุงเถิด เรื่องจัดการสินค้าไม่ต้องห่วงหรอก เราจ้างพนักงานมาหลายคน พวกเธอทำงานได้อยู่แล้ว”


หลิวเฟินไม่ใช่นายทุนหน้าเลือด แต่ถ้าให้เลือกระหว่างปล่อยให้ลูกสาวเหนื่อยขาดใจ กับให้พนักงานร้านเป็นคนเหนื่อย เธอยอมเลือกอย่างหลัง


เซี่ยเสี่ยวหลานจึงตามหลิวหย่งไปพบผู้จัดการใหญ่อู่


หลิวหย่งถือเงินสดมาจำนวนสองแสนหยวน บอกว่าอยากชำระหนี้ล่วงหน้า ผู้จัดการใหญ่อู่รู้สึกแปลกใจมาก “ยังไม่ครบหนึ่งปี คุณรีบร้อนไปทำไมครับ”


ถ้าพวกบริษัทที่มาขอสินเชื่อเป็นอย่างหลิวหย่งก็คงดี


ทว่าพวกที่ติดหนี้ธนาคารมีแต่จะผลัดนัดชำระหนี้ โรงงานที่ไม่มีปัญญาแม้กระทั่งจ่ายเงินเดือนพนักงาน คงเป็นไปไม่ได้ที่จู่ๆ จะมีเงินมาชดใช้หนี้เช่นหลิวหย่ง


อย่างไรก็ตามเงินก้อนนี้ของหลิวหย่งมาชำระไวเกินไปน่ะสิ


ผู้จัดการใหญ่อู่รู้สึกเกรงใจ เขาอยากบอกหลิวหย่งจริงๆว่า ต่อให้เขาชำระหนี้ก้อนนี้ก่อนกำหนด พวกพันธบัตรที่เคยซื้อกับธนาคารก็คงไม่สามารถคืนเงินให้ได้อยู่ดี


“ผู้จัดการใหญ่อู่ หลังลุงของฉันชำระหนี้เสร็จแล้ว พวกเรามีเรื่องการทำธุรกรรมใหม่อยากคุยกับคุณค่ะ”


ผู้จัดการใหญ่อู่ตาเป็นประกาย!


เขาชอบการทำธุรกรรมใหม่ ชอบทำงานกับคนที่รู้จักรักษากฎเกณฑ์ ธุรกรรมใหม่หมายถึงยอดขายพันธบัตรรัฐบาลที่จะเพิ่มสูงมากขึ้น... ตอนนั้นเขาบอกว่าอะไรนะ จับลูกค้าอย่างเซี่ยเสี่ยวหลานได้หนึ่งคน สายพานแห่งการซื้อพันธบัตรรัฐบาลจะไม่มีวันสิ้นสุด


ตอนนี้ความสัมพันธ์ของผู้จัดการใหญ่อู่กับเซี่ยเสี่ยวหลานไม่ได้มีแค่เรื่องพันธบัตรรัฐบาลอย่างเดียวอีกต่อไปแล้ว


เขาช่วยเซี่ยเสี่ยวหลานหาซื้อบ้าน หาเช่าหน้าร้าน และหาพนักงานมาทำงาน ทั้งสองคนมีมิตรภาพอันมั่นคงต่อกัน และเขาก็รู้นิสัยของเซี่ยเสี่ยวหลานเป็นอย่างดีว่าเป็นคนที่เชื่อถือได้ ผู้จัดการใหญ่อู่รีบสั่งลูกน้องให้จัดการเรื่องชำระหนี้ของหลิวหย่งอย่างรวดเร็ว


ในห้องทำงานเหลือแค่เซี่ยเสี่ยวหลานและผู้จัดการใหญ่อู่ เธอนึกถึงข้อสงสัยที่เคยคิดเอะใจก่อนหน้านี้


“คุณรู้จักผู้กำกับหม่าดีหรือเปล่าคะ”


เซี่ยเสี่ยวหลานไม่ได้คิดว่าผู้กำกับหม่ามีเจตนาร้าย แต่เขาเป็นมิตรมากเกินไปน่ะสิ


ทุกคำพูดล้วนมีความหมาย ผู้จัดการใหญ่อู่รู้สึกสะกิดใจเลยถามออกไปว่า “คุณอยากถามอะไรหรือ ผู้กำกับหม่าทำเรื่องไม่เหมาะสมอะไรหรือเปล่าครับ”


เซี่ยเสี่ยวหลานพูดถึงความช่วยเหลือของผู้กำกับหม่า ผู้จัดการใหญ่อู่จึงกระจ่างแจ้งขึ้นมาทันที


“ผมกับเขาเป็นเพื่อนเก่าเพื่อนแก่กันครับ ผมพูดอย่างนี้ไม่รู้จะเสียมารยาทกับสหายหลิวเฟินหรือเปล่า แต่เมื่อหลายปีก่อนผู้กำกับหม่าเขาเพิ่งเสียภรรยาไปเพราะโรคมะเร็ง ตอนนี้เขาจึงไม่มีความคิดที่จะแต่งงานใหม่ คุณคิดหรือว่าเขาจะ... แน่นอนว่านี่เป็นเพียงการคาดเดาของผม อย่างไรก็ตามชื่อเสียงของเขาค่อนข้างดี ชอบช่วยเหลือผู้ที่อ่อนแอกว่า ไม่อย่างนั้นผมคงไม่ไปขอให้เขาช่วยหรอกครับ”


เซี่ยเสี่ยวหลานไม่แปลกใจกับคำตอบที่ได้รับ


เธอเองก็เดาแบบเดียวกัน เพียงแต่อยากได้รับคำยืนยันจากปากของผู้จัดการใหญ่อู่เท่านั้น


หลิวหย่งชำระหนี้เสร็จก็เข้ามาในห้อง “เสี่ยวหลาน หลานคุยอะไรกับผู้จัดการใหญ่อู่อยู่หรือ”


“คุยเรื่อยเปื่อยค่ะ ลุงคะ พวกเรามาคุยธุระสำคัญกับผู้จัดการใหญ่อู่ก่อนดีกว่า”


ผู้จัดการใหญ่อู่รู้งานเป็นอย่างดี “เถ้าแก่หลิวเชิญนั่งครับ คนอื่นเห็นแต่ด้านดีของงานธนาคาร ไม่รู้ถึงความลำบากของพวกเราแม้แต่น้อย โชคดีที่มีคนเข้าอกเข้าใจกันอย่างเถ้าแก่หลิวที่คอยสนับสนุนงานของพวกผม”


“เกรงใจกันเกินไปแล้วครับ ความจริงที่ผมมาชำระหนี้ก่อนเพราะต้องการขอสินเชื่อใหม่ ครั้งก่อนผมขอสินเชื่อไปสามแสน ครั้งนี้ผมอยากขอสินเชื่อมากกว่านั้นอีกสักหน่อยน่ะครับ”


ขอสินเชื่อมากกว่าเดิมอย่างนั้นหรือ?


หลิวหย่งกระตือรือร้นในการชำระหนี้เช่นนี้ ผู้จัดการใหญ่อู่ย่อมไม่กลัวว่าเขาจะเบี้ยวนัดชำระ


“แค่เพราะเรื่องนี้น่ะหรือ?”


เซี่ยเสี่ยวหลานยิ้มอย่างอายๆ “ไม่ใช่แค่ลุงฉันค่ะ ฉันเองก็อยากขอคำปรึกษาด้วยเช่นกัน ถ้าฉันใช้เรือนสี่ประสานที่สือช่าไห่กับรถซีตรองอีกหนึ่งคัน รวมถึงร้านเสื้อผ้าของหลานเฟิ่งหวงอีกสามสาขามาเป็นหลักประกัน จะสามารถขอกู้ยืมเงินจากธนาคารคุณได้เท่าไรหรือคะ ฉันตั้งใจว่าจะขอสินเชื่อในช่วงเดือนกรกฎาคม โดยก่อนหน้านั้นจะคืนเงินกู้ที่ค้างชำระไว้ก่อนจำนวนสองแสนค่ะ”


ผู้จัดการใหญ่อู่ฟังแล้วรู้สึกหวั่นใจเหลือเกิน


ถ้าไม่ใช่เพราะรู้ดีว่าเซี่ยเสี่ยวหลานเป็นนักศึกษาของมหาวิทยาลัยหัวชิง การที่สองลุงหลานมาขอยืมเงินจำนวนมากเช่นนี้พร้อมกัน เขาคงนึกสงสัยว่าหลังได้เงินไปแล้วพวกเขาจะหอบเงินหนีน่ะสิ


“คุณมีรถซีตรองอีกคันด้วยหรือครับ?”


คำถามของผู้จัดการใหญ่อู่ทำให้เซี่ยเสี่ยวหลานจับต้นชนปลายไม่ถูก เธอพยักหน้ารับอย่างมึนงง


“รถคันใหม่รึ?”


“รถใหม่ค่ะ ยังไม่ได้ติดป้ายทะเบียนเลย พรุ่งนี้จะส่งมาถึงปักกิ่งค่ะ”


ผู้จัดการใหญ่อู่หัวเราะร่า “ถ้าอย่างนั้นคุณก็ไม่ต้องกังวลเรื่องสินเชื่อแล้วล่ะครับ ขับรถมาให้ผมดูที่ธนาคารก็ย่อมได้ แค่รถคันนี้คันเดียวผมก็กล้าปล่อยสินเชื่อให้คุณแล้วสองแสนหยวน และถ้าคุณเซี่ยชำระหนี้ก้อนนี้ไม่ไหว คุณค่อยเอารถมาจำนองกับธนาคารผมก็ได้ครับ”


ไม่รู้ทำไม เซี่ยเสี่ยวหลานถึงรู้สึกว่าผู้จัดการใหญ่อู่อยากให้เธอไม่มีปัญญาใช้หนี้มากกว่าใช้หนี้ตรงเวลาเสียอีก!



ตอนที่ 853: สูงสุดที่หนึ่งล้าน!



ผู้จัดการใหญ่อู่ไม่ได้ให้ตัวเลขที่แน่นอนกับเซี่ยเสี่ยวหลาน


แต่จากคำพูดของเขา ถ้าเขาได้เห็นรถซีตรองของเซี่ยเสี่ยวหลานกับตาว่าเป็นของแท้ รถคันนั้นจะสามารถใช้กู้เงินได้200,000หยวน นี่ถือว่าเกินกว่าที่เซี่ยเสี่ยวหลานคาดการณ์ไว้เสียอีก เช่นนั้นหากนำไปรวมกับเรือนสี่ประสานและร้านขายเสื้อผ้าอีก3สาขา อย่างน้อยเธอคงขอสินเชื่อได้600,000หยวนขึ้นไปสินะ?


เซี่ยเสี่ยวหลานรู้สึกสงสัย แต่ผู้จัดการใหญ่อู่กลับหันไปถามหลิวหย่งว่า


“เถ้าแก่หลิว ผมขอถามได้ไหมครับว่า จุดประสงค์ของการกู้ยืมเงินในครั้งนี้คืออะไร”


“ผมต้องการรับงานโครงการหนึ่ง จำเป็นต้องมีเงินทุน...”


“มูลค่าของโครงการประมาณเท่าไรครับ พอจะสะดวกบอกไหม”


“แค่กๆ ประมาณสี่ล้านครับ”


ผู้จัดการใหญ่อู่ลูบคางอย่างครุ่นคิดพลางกล่าวว่า “โครงการระดับสี่ล้าน เงินทุนของพวกคุณยังขาดอีกค่อนข้างมาก สินเชื่อที่พวกคุณต้องการยื่นขอคงไม่ใช่จำนวนน้อยๆ”


เถ้าแก่หลิวบอกแผนการที่ตนเองวางไว้ เมื่อได้ยินดังนั้นผู้จัดการใหญ่อู่จึงมีท่าทางร้อนใจขึ้นมาทันที


“เถ้าแก่หลิว พวกเราร่วมงานกันมานานแล้ว ทำไมถึงอยากขอสินเชื่อที่เผิงเฉิงล่ะครับ”


หลิวหย่งทำสีหน้างุนงง “ผมกลัวคุณไม่สะดวก กลัวคุณจะลำบากใจ ถึงอย่างไรโครงการนี้ก็ตั้งอยู่ที่เผิงเฉิง...”


“แต่คุณต้องเซ็นสัญญากับหน่วยงานที่ปักกิ่ง ผมเข้าใจไม่ผิดใช่ไหมครับ”


“ตงเฟิงโฮลดิ้งมีสาขาอยู่ที่ปักกิ่งก็จริง...”


ผู้จัดการใหญ่อู่ไม่รอให้หลิวหย่งพูดจบก็แทรกขึ้นมา “ผมไม่สนว่าเป็นสาขาหรืออะไร แต่มันคือหน่วยงานที่ตั้งอยู่ในกรุงปักกิ่ง เป็นหน่วยงานรัฐวิสาหกิจที่ถูกต้องตามกฎหมายใช่หรือเปล่าครับ แม้ว่าโครงการของพวกคุณจะดำเนินการที่เผิงเฉิง แต่คุณต้องติดต่อประสานงานกับทางหน่วยงานของปักกิ่งอยู่ดี ต้องการใช้สัญญาโครงการในการขอสินเชื่อ แล้วทำไมต้องไปทำเรื่องไกลขนาดนั้นล่ะครับ จำเป็นต้องไปถึงธนาคารของเผิงเฉิงเลยหรือ คุณแค่เอาเอกสารการจดทะเบียนบริษัทกับสัญญาก่อสร้างมาที่นี่ ทางสาขาเราพร้อมที่จะช่วยดำเนินการเรื่องทั้งหมดให้เองครับ”


หลิวหย่งคิดตามค่อนข้างช้า แต่เซี่ยเสี่ยวหลานนั้นเข้าใจแล้ว


“คุณมีภารกิจต้องปล่อยสินเชื่อหรือคะ”


ผู้จัดการใหญ่อู่ถอนหายใจ “สินเชื่อย่อมมีคนแย่งกันขอแน่นอนครับ แต่พวกเขาขอไปแล้วไม่ชำระหนี้ สู้ผมอนุมัติสินเชื่อให้พวกคุณยังดีกว่า”


ผู้จัดการใหญ่อู่ไม่ใช่ไม่มีความเห็นใจ เขารู้ดีว่าโรงงานบางแห่งอยากขอสินเชื่อเพื่อไปจ่ายเงินเดือนพนักงาน


แม้ผู้จัดการใหญ่อู่จะพยายามผลักดันการขายพันธบัตรรัฐบาล แต่เพราะเพื่อการขายพันธบัตรเขาจึงให้การบริการเกินหน้าที่และความรับผิดชอบ เห็นได้ชัดว่าผู้จัดการใหญ่อู่เป็นคนยืดหยุ่นได้ ผู้บริหารระดับกลางที่มีความคิดปราดเปรื่องเช่นเขา บางครั้งมักจะอดคิดถึงปัญหาที่ไม่ใช่หน้าที่ของตนเองไม่ได้ หน่วยงานรัฐที่สภาพการเงินย่ำแย่เหล่านั้น จะปล่อยให้มันเป็นอย่างนี้ต่อไปหรือ?


ขอสินเชื่อหนึ่งล้าน ทว่ากลับไม่มีปัญญาใช้คืน


นานวันเข้า ปล่อยให้ยอดหนี้สะสมเกินสิบล้านก็ยิ่งไม่มีทางชดใช้หมด


ผู้จัดการใหญ่อู่กลัวยิ่งนัก ตามหลักการแล้ว หน่วยงานของรัฐบาลไม่เหมือนบริษัทจากประเทศทุนนิยมเหล่านั้น เพราะหน่วยงานของรัฐไม่มีคำว่า ‘ล้มละลาย’


แต่เท่าที่เขารู้ โรงงานจากหน่วยงานรัฐที่จำเป็นต้องขอสินเชื่อเพื่อคงกิจการเอาไว้ไม่ได้มีแค่หนึ่งหรือสองแห่ง อีกทั้งธนาคารที่เขาอยู่เป็นแค่สาขาหนึ่งของธนาคารอุตสาหกรรมและการค้า คงไม่อาจรับทำธุรกรรมสินเชื่อจากหน่วยงานทั่วทั้งปักกิ่งได้อย่างแน่นอน


ดังนั้นทั่วกรุงปักกิ่งมีโรงงานเช่นนี้ทั้งหมดกี่แห่ง?


และทั่วประเทศรวมแล้วมีเท่าไรกัน?


สักวันหนึ่งประเทศชาติอาจจะเลี้ยงดูโรงงานเหล่านั้นไม่ไหวอีกต่อไป... ความคิดของผู้จัดการใหญ่อู่สิ้นสุดลงตรงนี้ เขาไม่กล้าคิดต่อ ถึงอย่างไรประเทศก็กำลังทำการปฏิรูปเศรษฐกิจ ทุกมาตรการย่อมมีเหตุผล


ประเทศต้องการทำให้คนกลุ่มหนึ่งร่ำรวยขึ้นก่อน แล้วค่อยชักจูงคนที่เหลือให้ร่ำรวยขึ้นตาม แต่วงเงินการปล่อยสินเชื่อในมือผู้จัดการใหญ่อู่นั้นมีจำกัด เพราะฉะนั้นเขาย่อมยินดีปล่อยสินเชื่อให้กับคนแบบเซี่ยเสี่ยวหลานกับหลิวหย่งที่ชำระหนี้ตรงเวลามากกว่า


ผู้จัดการใหญ่อู่พูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “เถ้าแก่หลิว ผมไม่ได้กำลังให้ความหวังคุณนะครับ ทว่าหากคุณเอาสัญญาก่อสร้างที่เซ็นกับทางตงเฟิงโฮลดิ้งมาได้ และสินเชื่อวงเงินที่กู้ยืมไม่เกินหนึ่งล้านหยวน ผมกล้าอนุมัติให้คุณได้ แต่ถ้าวงเงินเกินกว่าหนึ่งล้านหยวน ทางสาขาย่อยไม่มีอำนาจอนุมัติครับ”


ไม่เกินหนึ่งล้าน!


หลิวหย่งคาดไม่ถึงว่าจะเป็นเช่นนี้


หากดำเนินการทุกอย่างได้ครบจบภายในที่เดียว แล้วใครยังจะอยากเทียวไปเทียวมาระหว่างธนาคารสองแห่งอีกเล่า อีกอย่างหลิวหย่งเองก็ชอบประสานงานกับผู้จัดการใหญ่อู่มากกว่า


ผู้จัดการใหญ่อู่ไม่ใช่คนชอบประจบประแจง ไม่ชอบรับของขวัญอย่างเหล้าหรือบุหรี่ เขาชอบให้คนซื้อพันธบัตรรัฐบาล ช่วยผลักดันการพัฒนาประเทศ เพียงแต่ดอกเบี้ยอาจจะไม่สูงมาก เหมือนเงินฝากประจำที่ไม่สามารถถอนได้นานหลายปี แต่หลิวหย่งไม่รู้สึกเสียดาย


ในขณะที่หลิวหย่งกำลังครุ่นคิดว่าครั้งนี้จะซื้อพันธบัตรรัฐบาลจำนวนเท่าไร ผู้จัดการใหญ่อู่ก็หันไปคุยกับเซี่ยเสี่ยวหลานว่า


“ส่วนคุณ จัดการจดทะเบียนรถเสร็จแล้วค่อยขับรถมาที่ธนาคาร คุณบอกว่าต้องการขอสินเชื่อช่วงเดือนกรกฎาคม เช่นนั้นตอนนี้ไม่จำเป็นต้องรีบร้อนหรอกครับ”


“ฉันยังมีอีกเรื่องที่อยากรบกวนค่ะ หน้าร้านสาขาที่สามฉันยังหาไม่ได้ คุณจะช่วย...”


ผู้จัดการใหญ่อู่รู้สึกปวดหัวจี๊ดขึ้นมาฉับพลัน


งานหาหน้าร้านสาขาที่สามยังคงเป็นหน้าที่ของเขา ร้านยังไม่ทันเปิด เซี่ยเสี่ยวหลานก็จะเอามันมาเป็นหลักประกันขอสินเชื่อแล้วหรือนี่


“ผมทราบแล้วครับ หาหน้าร้านเสร็จคุณก็คงอยากจ้างพนักงานเพิ่มสินะ นักศึกษาเซี่ยเสี่ยวหลาน คุณไม่ใช่ลูกค้า แต่เป็นบรรพบุรุษของผมโดยแท้!”


งานธนาคารคือเรื่องโกหก ความจริงเขาทำงานเป็นนายหน้าต่างหาก!


ผู้จัดการใหญ่อู่ทำเหมือนกำลังรู้สึกหงุดหงิดใจ แต่เซี่ยเสี่ยวหลานเห็นมุมปากของเขายกยิ้มอยู่ชัดๆ


ผู้จัดการใหญ่อู่เล่นตัวเป็นด้วยหรือนี่


วันต่อมา คาบเรียนของเซี่ยเสี่ยวหลานเต็มทั้งวัน เธอจึงวานให้คังเหว่ยช่วยไปรับรถคันใหม่ที่สถานีรถไฟ ถึงอย่างไรก็ต้องเอารถไปขึ้นทะเบียนในชื่อของหน่วยงานที่คังเหว่ยสังกัดอยู่อยู่แล้ว เซี่ยเสี่ยวหลานเลยไม่อยากรบกวนคนอื่นให้วุ่นวายอีก


“พี่สะใภ้ ถ้าได้ป้ายทะเบียนรถมาแล้วให้ฉันขับรถมาให้เธอที่มหาวิทยาลัยเลยไหม”


เซี่ยเสี่ยวหลานนึกสงสัย “เธออยากมาที่มหาวิทยาลัยเองล่ะสิ จะได้หาโอกาสเข้าใกล้รุ่นพี่ตันสินะ”


ตั้งแต่เดือนเมษายนจนถึงตอนนี้ก็ผ่านมาหนึ่งเดือนกว่าแล้ว สมาธิของเซี่ยเสี่ยวหลานถูกดึงไปอยู่กับเรื่องอื่นจนลืมเรื่องความรักของคังเหว่ยเสียสนิท ไม่รู้ว่าความคืบหน้าของเขาไปถึงขั้นไหนแล้ว


คังเหว่ยทำตัวมีลับลมคมใน แล้วเซี่ยเสี่ยวหลานจะปล่อยให้เขาขับรถมาที่มหาวิทยาลัยได้อย่างไร


“ทำเรื่องเสร็จแล้วค่อยบอกฉัน นอกจากขับรถมาที่มหาวิทยาลัย เธออยากขับไปไหนก็เชิญตามสบาย!”


-----------------------------


หลังคุยกับผู้จัดการใหญ่อู่แล้ว เซี่ยเสี่ยวหลานกับหลิวหย่งก็มีความมั่นใจมากพอที่จะไปคุยงานกับทางฮั่วเฉินโจว


ปัญหาแรกที่เธอกังวลอย่างเรื่องการปรับแก้แบบของหนิงเยี่ยนฝานตอนนี้คลี่คลายแล้ว


ปัญหาที่สองที่ทำให้เธอกับหลิวหย่งกลุ้มใจอย่างปัญหาเรื่องเงินทุนสำหรับโครงการมูลค่าสี่ล้านหยวนก็แก้ไขแล้วเช่นกัน!


ในเมื่อไม่มีสองปัญหานี้เข้ามารบกวนใจอีกต่อไป แล้วทำไมเธอกับหลิวหย่งจะไม่รับงานโครงการหนานไห่เล่า สองปัญหานี้มีความสำคัญเท่ากัน ดังนั้นเมื่อได้หนิงเยี่ยนฝานมาเป็นส่วนหนึ่งของงาน เซี่ยเสี่ยวหลานก็ไม่ต้องกลัวชื่อเสียงของใครจะเสียหายอีกต่อไป ไม่ใช่แค่ชื่อเสียงของหย่วนฮุย แต่รวมถึงของทังหงเอินด้วย!


“คุณเซี่ย คุณช่างรอบคอบจริงๆนะครับ”


ฮั่วเฉินโจวพูดเหน็บแนมเซี่ยเสี่ยวหลาน เซี่ยเสี่ยวหลานกลับมาที่ปักกิ่งได้สี่ห้าวันแล้วแต่เพิ่งมาหาเขา นี่เธอคงมั่นใจว่าทางตงเฟิงโฮลดิ้งจะไม่ไปหาบริษัทอื่นมาร่วมงานสินะ?


ความรู้สึกเหมือนตกอยู่ในกำมือคนอื่นทำให้ฮั่วเฉินโจวรู้สึกไม่ชอบใจ!


“ผู้จัดการฮั่ว ตงเฟิงโฮลดิ้งเป็นบริษัทใหญ่โต โครงการมูลค่าสี่ล้านหยวนไม่ใช่เรื่องใหญ่สำหรับพวกคุณ แต่สำหรับหย่วนฮุย โครงการที่ต้องมีการลงทุนสูงเช่นนี้อย่างไรก็ควรระมัดระวังหน่อยจริงไหมล่ะคะ ดังนั้นถ้าพวกเรารับงานนี้ไม่ไหวก็ไม่ควรทำลายชื่อเสียงของตัวเอง แต่ถ้าตกลงร่วมงานกันแล้ว ทางเราย่อมทุ่มเทอย่างเต็มที่แน่นอนค่ะ”


เซี่ยเสี่ยวหลานไม่รู้สึกโกรธที่ถูกเหน็บแนมแต่อย่างใด


ฮั่วเฉินโจวอายุยังน้อยก็ได้เป็นถึงผู้จัดการของตงเฟิงโฮลดิ้ง


เขาจะเข้าใจความกังวลของคนที่สร้างตัวด้วยมือเปล่าได้อย่างไร!


การลงทุนหลักล้าน ต่อให้ฮั่วเฉินโจวทำผิดพลาด ก็อาจจะแค่ถูกตำหนิไม่กี่คำ


แต่ถ้าเซี่ยเสี่ยวหลานกับหลิวหย่งตัดสินใจพลาดจนสูญเงินหลายล้านหยวน มันไม่ได้ง่ายเหมือนแค่เริ่มต้นใหม่... โครงการหลักสี่ล้านหยวนของตงเฟิงโฮลดิ้ง ถ้าเซี่ยเสี่ยวหลานกับหลิวหย่งทำพัง นอกจากจะสิ้นเนื้อประดาตัวแล้ว พวกเธอยังต้องแบกรับภาระหนี้สินอีกหนึ่งถึงสองล้านหยวน ดังนั้นจะไม่ให้คิดอย่างรอบคอบได้อย่างไรเล่า!


ฮั่วเฉินโจวอดมองหน้าเซี่ยเสี่ยวหลานซ้ำไม่ได้ หน้าตาสะสวยนั้นเป็นแค่ภาพลวง คำพูดเพียงไม่กี่ประโยคของเซี่ยเสี่ยวหลานสามารถทำให้ความคืบหน้าของโครงการล่าช้าไปหลายวัน ฮั่วเฉินโจวไม่อยากให้มีปัญหาใหม่แทรกเข้ามาอีกจึงพูดเข้าประเด็นหลักทันที


“สัญญาอยู่นี่แล้วครับ พวกคุณลองอ่านให้ละเอียด ถ้าแผนงานของหย่วนฮุยได้รับการอนุมัติอย่างราบรื่น ทางเราสัญญาว่าจะมอบโครงการมูลค่าอย่างน้อยสี่ล้านหยวนให้กับทางหย่วนฮุย...”



ตอนที่ 854: ลากขึ้นรถศึก!



สัญญาฉบับนี้ระบุไว้ละเอียดมาก


หากแผนงานของหย่วนฮุยผ่านการอนุมัติ ก็แสดงว่าโครงการตกแต่งภายในจะอยู่ภายใต้ความดูแลของตงเฟิงโฮลดิ้ง และอำนาจการบริหารงานของโรงแรมก็จะอยู่ในมือของตงเฟิงโฮลดิ้งด้วยเช่นกัน ดังนั้นฮั่วเฉินโจวย่อมยินดีมอบงานโครงการมูลค่าสี่ล้านหยวนให้กับหย่วนฮุย


แต่ถ้าแผนงานไม่ผ่านการอนุมัติ ตงเฟิงโฮลดิ้งก็จะพ่ายแพ้ และสัญญานี้เท่ากับเป็นโมฆะ


ฮั่วเฉินโจวโหดใช่เล่น ในสัญญาระบุไว้อย่างชัดเจนว่า หากแผนงานไม่ได้รับการอนุมัติ ทางตงเฟิงโฮลดิ้งจะไม่จ่ายค่าออกแบบให้กับทางหย่วนฮุย... เซี่ยเสี่ยวหลานคิดในใจ พวกเขาต้องการจับหย่วนฮุยลากขึ้นรถศึกของตงเฟิงโฮลดิ้งสินะ หรือพูดอีกอย่างคือ ต้องการให้ทังหงเอินสนับสนุนพวกเขาอย่างเต็มที่นั่นเอง


คนแบบฮั่วเฉินโจวไม่ใช่คนโง่เขลา


เซี่ยเสี่ยวหลานอ่านเงื่อนไขในสัญญาอย่างละเอียด รวมถึงระยะเวลาการชำระเงินค่าดำเนินงานว่าแบ่งเป็นกี่งวด


ในสัญญาบอกว่าพวกเขาจะแบ่งชำระค่าดำเนินงาน5ครั้ง โดยหลังแผนงานผ่านการอนุมัติจะชำระเงินให้ก่อนจำนวน500,000หยวน


ส่วนที่เหลืออีก4ครั้ง แบ่งเป็นจ่ายเมื่อเริ่มดำเนินการก่อสร้าง500,000หยวน ชำระเงินหลังเสร็จงานเดือนแรก500,000หยวน... และเป็นเช่นนี้จนกระทั่งครบ2,000,000หยวนแรก ส่วนที่เหลืออีก2,000,000หยวนต้องรอให้การดำเนินงานเสร็จสิ้นก่อนถึงจะชำระงวดสุดท้าย


เซี่ยเสี่ยวหลานขมวดคิ้วมุ่น “ผู้จัดการฮั่ว จำนวนยอดชำระงวดสุดท้ายมันเยอะเกินไปหรือเปล่าคะ”


ฮั่วเฉินโจวเลิกคิ้ว “คุณเซี่ย คุณอาจเข้าใจบริษัทของเราผิดไป คิดว่าพวกเรามีจุดประสงค์แอบแฝงถึงได้มาขอร่วมงานกับหย่วนฮุย ทำเหมือนอยากให้เงินกับหย่วนฮุยฟรีๆ ดังนั้นเพื่อขจัดความกังวลในข้อนี้ ผมคิดว่าเงินงวดสุดท้ายสมเหตุสมผลแล้วนะครับ ถึงแม้ชื่อเสียงของหย่วนฮุยจะไม่เลว แต่พวกคุณไม่เคยทำงานโรงแรมระดับห้าดาว ท้ายที่สุดแล้วผลการตกแต่งภายในจะเป็นอย่างไร พวกเราคงต้องขอตรวจสอบก่อนรับมอบโครงการจริงไหมครับ”


ฮั่วเฉินโจวเล่นงานกลับหนึ่งดอก ถือเป็นการตอบแทนที่เซี่ยเสี่ยวหลานทำเขาเสียเวลาไปหลายวัน


ในสถานการณ์ปกติ หากหย่วนฮุยต้องการรับงานระดับโรงแรมหนานไห่ อย่าว่าแต่เงื่อนไขชำระเงินงวดสุดท้ายจำนวนสองล้านเลย ต่อให้เป็นจำนวนเงินมากกว่านี้อีกหลายแสนหยวน หลิวหย่งกับเซี่ยเสี่ยวหลานก็ต้องยอมรับ


ตงเฟิงโฮลดิ้งเป็นฝ่ายเข้าหาก่อน แต่เซี่ยเสี่ยวหลานกลับหวาดระแวง


ฮั่วเฉินโจวเป็นคนใจแคบ ตอนนี้เซี่ยเสี่ยวหลานรู้สึกว่าผู้ชายคนนี้เริ่มมีกลิ่นอายของความเป็นมนุษย์ขึ้นมาบ้างแล้ว เธอส่งสัญญาให้หลิวหย่ง แน่นอนว่าหลิวหย่งเชื่อใจหลานสาวเป็นที่สุด เขาจึงจับปากกาขึ้นมาเซ็นชื่อทันที


“ผู้จัดการฮั่ว หากไม่ได้แรงสนับสนุนจากทุกคน งานย่อมไม่ประสบความสำเร็จ หวังว่าพวกเราจะร่วมงานกันอย่างราบรื่นนะครับ”


ฮั่วเฉินโจวนึกว่าเซี่ยเสี่ยวหลานจะเจรจาต่อรอง แต่เซี่ยเสี่ยวหลานกลับบอกให้หลิวหย่งเซ็นสัญญาอย่างไม่อิดออด เขาเดาความคิดของเซี่ยเสี่ยวหลานไม่ออกแม้แต่น้อย ฮั่วเฉินโจวแค่รู้สึกว่าเธอทำอะไรไร้กฎเกณฑ์ เอาแน่เอานอนไม่ได้ ซึ่งมันทำให้ฮั่วเฉินโจวรู้สึกหงุดหงิดเป็นอย่างยิ่ง


“คุณเซี่ย คุณเห็นชัดเจนแล้วใช่ไหมครับว่า บนสัญญาระบุไว้ว่าวันที่17 พฤษภาคม ทางหย่วนฮุยจะต้องส่งแผนงานที่ปรับแก้แล้วให้...”


“เรื่องนี้ผู้จัดการฮั่วไม่ต้องกังวลค่ะ ตอนนี้ก็เซ็นสัญญากันแล้ว รบกวนผู้จัดการฮั่วช่วยส่งมอบแผนงานเก่าให้พวกเราด้วยค่ะ”


หนึ่งสัปดาห์


ถ้ามีแค่เซี่ยเสี่ยวหลานกับกงหยางเวลาเท่านี้คงไม่เพียงพอ


แต่เซี่ยเสี่ยวหลานหาผู้ช่วยที่เก่งกาจได้แล้ว มีหนิงเยี่ยนฝานมาช่วย ก็เท่ากับได้ลูกศิษย์หลายคนของเขามาร่วมงานด้วย


เครดิตงานออกแบบโรงแรมหนานไห่เซี่ยเสี่ยวหลานไม่ต้องการ เธอยินดียกมันให้กับหนิงเยี่ยนฝานอย่างไม่อิดออด ผู้น้อยประสบการณ์อย่างเธอไม่คิดจะแย่งชิงเกียรติยศครั้งนี้เพราะหากคิดกำไร15% จากเงิน4,000,000หยวน เธอจะได้รับส่วนแบ่งจากกำไรครึ่งหนึ่งนั่นเอง สามารถทำเงินได้สามแสนหยวนภายในเวลาไม่กี่เดือน อีกทั้งยังใช้เงินของธนาคารในการลงทุน ยังจะมีอะไรไม่น่าพอใจกันอีก!


“ผู้จัดการฮั่ว ฉันมีคำถามสุดท้ายที่อยากปรึกษาค่ะ แผนงานการออกแบบโรงแรมหนานไห่ พวกคุณจ่ายเงินจ้างผู้เฒ่าหนิงมาเท่าไรหรือคะ”


“สองหมื่นครับ”


“คุณหมายถึงดอลลาร์สหรัฐหรือคะ”


สายตาของฮั่วเฉินโจวที่มองเซี่ยเสี่ยวหลานเหมือนกำลังมองคนโง่ “ก็ต้องเงินหยวนอยู่แล้วสิครับ”


งกจริงๆ


หากเป็นสำนักงานสถาปนิกของต่างประเทศเมื่อรับงานออกแบบโรงแรมแห่งหนึ่ง ไม่ว่าจะใช้วิธีคิดเปอร์เซ็นต์จากมูลค่าโครงการ หรือคิดตามขนาดพื้นที่ของโครงการอย่างที่ประเทศจีนนิยมใช้กัน มันก็ไม่ควรน้อยไปกว่าสองหมื่นดอลลาร์สหรัฐสิ


ค่าตอบแทนของสถาปนิกชาวจีนน้อยเกินไปจริงๆ


เงินสองหมื่นหยวน หนิงเยี่ยนฝานไม่ได้วาดแบบเองคนเดียว หลังแบ่งเงินให้กับผู้ช่วยและนักเรียนที่คอยช่วยงาน ผู้เฒ่าหนิงจะเหลือเงินอีกเท่าไรกัน?


แน่นอนว่าทางตงเฟิงโฮลดิ้งคงอ้างอิงจากเงินเดือนเฉลี่ยของชาวจีน ไม่แน่อาจจะคิดว่าค่าตอบแทนที่มอบให้หนิงเยี่ยนฝานนั้นมากพอแล้ว เงินสองหมื่นคือเงินเดือน20ปีของแรงงานทั่วไปในแผ่นดินใหญ่ด้วยซ้ำ!


หลังเดินออกจากประตูใหญ่ของตงเฟิงโฮลดิ้ง เซี่ยเสี่ยวหลานก็บอกกับลุงของตนว่า


“ตงเฟิงโฮลดิ้งเป็นพวกเก็บผลประโยชน์ทุกเม็ด แต่ก็ช่วยยกระดับชื่อเสียงของพวกเราได้เช่นกัน เขาจ้างผู้เฒ่าหนิงให้ออกแบบโรงแรมด้วยเงินแค่สองหมื่นหยวน... ตอนนี้พวกเรายังไม่ต้องสนใจ แต่อนาคตหลังพวกเรามั่นคงแล้วควรดึงราคาค่าจ้างให้สูงขึ้น”


หลิวหย่งรู้สึกแปลกใจ “หลานหมายถึงงานตกแต่งภายในหรือ”


“ลุงคะ ลุงคงไม่คิดว่าที่ฉันบอกให้ไปเปิดบริษัทตกแต่งภายในที่เผิงเฉิง แล้วจะหมายความว่าต้องทำอาชีพนี้ไปทั้งชีวิตใช่ไหม ที่พวกเราทำธุรกิจตกแต่งภายในเพราะตอนนี้พวกเรายังมีเงินทุนไม่มากพอ อีกทั้งประเทศก็ยังไม่มีนโยบายที่เปิดกว้าง พวกเราจึงไม่สามารถขอที่ดินมาสร้างบ้านเองได้...”


หลิวหย่งตาโตอ้าปากค้าง


เขาคิดแต่เรื่องซื้อบ้านเพื่อลงหลักปักฐาน ทว่าสิ่งที่เซี่ยเสี่ยวหลานคิดคือการเอาที่ดินมาสร้างบ้านของตัวเอง


หลิวหย่งรู้สึกว่า สิ่งที่เซี่ยเสี่ยวหลานพูดคงไม่ใช่การสร้างบ้านแบบในชนบท แต่เป็นอาคารสูงเหมือนที่เผิงเฉิง


“การที่หลานเรียนสถาปัตยกรรม...”


“แน่นอนว่าเพื่ออนาคตค่ะ”


หลิวหย่งใจเต้นรัวเร็ว


สร้างบ้านเองแล้วขายให้ใคร?


จะเลียนแบบหลิวเทียนเฉวียน ที่สร้างบ้านแล้วขายให้คนฮ่องกงอย่างนั้นหรือ?


หรือว่าขายให้คนในแผ่นดินใหญ่?


หลิวหย่งอยากพูดเหลือเกินว่า ชาวบ้านในแผ่นดินใหญ่ยังไม่ร่ำรวยขนาดนั้น แต่ก็ชะงักไป


ยังมีคนอีกมากที่ยังไม่ร่ำรวย แต่คนที่กล้าลุกขึ้นสู้ชีวิตปัจจุบันเอาแค่คนที่เขารู้จักก็มีคังเหว่ย ไป๋เจินจู เฉินซีเหลียง และคนอื่นๆอีกมากมาย พวกเขาล้วนทำธุรกิจอิสระด้วยกันทั้งนั้น


พวกเขาเหล่านี้ล้วนมีทรัพย์สินหลักหมื่น ตัวเขาเองยังสามารถซื้อเรือนสี่ประสานที่ปักกิ่งแล้วในราคาหกหมื่นหยวนได้


ส่วนไป๋เจินจูนั้นซื้อบ้านชั้นเดียวหลังเก่าจากชาวเผิงเฉิง ใช้เงินไปไม่ถึงสองหมื่นหยวน


ค่านิยมของชาวจีนคือเมื่อรวยแล้วต้องนำมาต่อยอด ก่อนการปลดแอกจากระบอบชนชั้นของประชาชน เหล่าขุนนางหรือเศรษฐีมักใช้เงินซื้อที่ดินมาไว้ในครอบครองเป็นจำนวนมาก แต่ตอนนี้ที่ดินเหล่านั้นได้ตกเป็นของรัฐทั้งหมด รัฐจะเป็นคนจัดสรรที่ดินให้กับชาวบ้าน ไม่สามารถซื้อขายได้อย่างอิสระ เมื่อซื้อขายที่ดินไม่ได้ก็ทำได้แค่ซื้อบ้านมิใช่หรือ


ไม่ใช่ทุกคนที่จะชอบเรือนสี่ประสานหรือบ้านชั้นเดียว


ที่หลิวหย่งกับไป๋เจินจูซื้อบ้านลักษณะนั้นเพราะพวกเขาไม่มีตัวเลือกอื่น


บ้านบนตึกสูงที่สร้างขึ้นหลังการปลดแอกล้วนตกเป็นของรัฐทั้งสิ้น เอกชนไม่มีอำนาจในการซื้อขาย ส่วนบ้านบนอาคารสูงที่สามารถซื้อขายได้ มีแค่แบบที่หลิวเทียนเฉวียนสร้างขึ้นมาเพื่อขายให้กับชาวฮ่องกงเท่านั้น


หลิวหย่งเริ่มสนใจสิ่งที่เซี่ยเสี่ยวหลานบอก


“เสี่ยวหลาน หลานอธิบายอย่างละเอียดที ลุงหัวไม่ไวเหมือนเด็กอย่างพวกหลาน”


เซี่ยเสี่ยวหลานส่ายหน้า “ลุงแค่มีภาพในใจคร่าวๆก็พอค่ะ ตอนนี้พูดเรื่องนี้มันเร็วเกินไป ถึงตอนนี้พวกเราจะสามารถขอสินเชื่อจากธนาคารได้ แต่ถ้าอยากขอที่ดินในเผิงเฉิงมาสร้างบ้านคงตกเป็นเป้าสายตามากเกินไป”


เธอจะจับทังหงเอินมาบูชายัญไม่ได้


หลิวเทียนเฉวียนสร้างบ้านเพื่อการพาณิชย์ การทำเช่นนี้แน่นอนว่าถือเป็นการท้าทายกฎหมาย


แต่หลิวเทียนเฉวียนเป็นชาวฮ่องกง มันจึงดูเหมือนเป็นการลงทุนจากเงินทุนต่างชาติ เขาได้เปรียบเซี่ยเสี่ยวหลานตรงจุดนี้ ดังนั้นเซี่ยเสี่ยวหลานจึงวางแผนว่าจะรวบรวมเงินทุนเอาไว้ก่อน จากนั้นก็รอดูสถานการณ์เพื่อบุกเข้าสู่ตลาดอสังหาริมทรัพย์


วันนี้เป็นวันเสาร์ เซี่ยเสี่ยวหลานได้พากงหยางลากกล่องใส่แบบงาน รวมถึงเงินจำนวนหนึ่งไปที่บ้านหนิง


กงหยางรู้สึกเข่าอ่อน เซี่ยเสี่ยวหลานทำได้เพียงตบหลังเขาเบาๆเป็นการให้กำลังใจ


“กลัวอะไร พวกเราไม่ได้มาพังบ้านใครเสียหน่อย!”


ทว่ากงหยางกลับตัวสั่นหนักกว่าเดิม


ไม่ได้มาพังบ้านหรอกหรือ?


การแก้แบบของหนิงเยี่ยนฝานต่อหน้าเจ้าตัว กงหยางรู้สึกเหมือนมาพังบ้านไม่มีผิด ก่อนเขาจะทำงานให้หย่วนฮุยยังเป็นแค่นักศึกษาศิลปกรรมศาสตร์ของซางต้า แต่หลังเปลี่ยนสายงานมาทำงานออกแบบตกแต่งภายใน ไม่ทันไรก็ต้องลงมือแก้แบบของสถาปนิกใหญ่ชื่อดัง... กงหยางกลัวว่า ตอนจรดปลายดินสอลงบนแบบจะรู้สึกขายหน้าจนมือสั่นน่ะสิ


เซี่ยเสี่ยวหลานไม่สนใจเขาอีก เธอถือกล่องใบโตเดินเข้าประตูใหญ่ทันที


เจินเหวินซิ่วคือคนที่เดินมาต้อนรับ แววตาของเธอมีประกายดั่งคมมีดแฝงอยู่ภายใน



ตอนที่ 855: ต้องทำงานให้คุ้มกับค่าที่ปรึกษา



แววตาของเจินเหวินซิ่วเต็มไปด้วยความเกลียดชังที่มีต่อเซี่ยเสี่ยวหลาน


คงเพราะไม่เคยมีใครปฏิบัติท่าทีเช่นนี้กับเธอ ดังนั้นพฤติกรรมของเซี่ยเสี่ยวหลานถือเป็นการทำลายศักดิ์ศรีของเจินเหวินซิ่วอย่างรุนแรง


ถ้าสายตาฆ่าคนได้ เซี่ยเสี่ยวหลานคงถูกมีดในดวงตาเจินเหวินซิ่วลอยมาปักอกค่าติดกำแพง!


“เธอ...”


เจินเหวินซิ่วอยากพูดอะไรบางอย่าง แต่ก็หยุดกลางคัน


เธอส่งเสียงฮึ ก่อนจะเดินเฉียดกายผ่านเซี่ยเสี่ยวหลานไป


เซี่ยเสี่ยวหลานไม่เข้าใจสักนิด ในเมื่อเกลียดกันแล้วทำไมยังอยู่ที่นี่อีก?


“กงหยาง เร็วเข้า!”


กงหยางรีบเดินตามเซี่ยเสี่ยวหลานไปทันที


เซี่ยเสี่ยวหลานมาที่นี่หลายครั้ง และทุกครั้งหนิงเยี่ยนฝานมักจะมีงานยุ่ง ด้วยอายุของเขาความสามารถในการทำงานช่างน่านับถือยิ่งนัก เธอไม่ได้รบกวนอีกฝ่าย แค่รออยู่ข้างๆเท่านั้น หายากที่วันนี้ไม่เจอกับหนิงเสวี่ย ไม่รู้ว่าเด็กเทพจงใจหลบหน้ากันหรือไม่ แต่เซี่ยเสี่ยวหลานก็ไม่คิดจะใส่ใจ


กงหยางกวาดตามองรอบห้อง


“นี่คือห้องทำงานของอาจารย์หนิงหรือ”


เขาทั้งรู้สึกชื่นชมและรู้สึกอิจฉา


หนิงเยี่ยนฝานโลดแล่นอยู่ในวงการจนได้รับการยกย่อง หลังเกษียณราชการยังมีแรงเปิดสตูดิโอส่วนตัวที่มีสถานที่กว้างขวาง มีผู้ช่วยอยู่รอบกายมากมาย ชีวิตของหนิงเยี่ยนฝานในปัจจุบันเรียกได้ว่าเป็นความใฝ่ฝันของเด็กจบใหม่อย่างกงหยางเลยทีเดียว


เซี่ยเสี่ยวหลานพยักหน้า “ตอนนี้อาจารย์หนิงกำลังทำงานเพื่อตัวเองอยู่น่ะ อยากรับงานอะไรก็รับ สตูดิโอของเขาเหมือนสำนักงานสถาปนิกของที่เมืองนอกเป็นอย่างมาก... ฉันหมายถึงปริมาณงาน ไม่ใช่เรื่องรายได้”


แน่นอนว่าแม้หนิงเยี่ยนฝานจะอยู่ในจุดนี้แล้ว แต่ด้วยสาเหตุเรื่องความสัมพันธ์หรือการแสดงน้ำใจ งานบางอย่างจึงไม่สามารถปฏิเสธได้


“เงินค่าออกแบบสองหมื่นหยวนก็สูงมากพอแล้ว”


กงหยางพึมพำกับตัวเอง


เขาไม่ได้ตัดพ้อว่าเงินเดือนที่หลิวหย่งให้มานั้นต่ำเกินไป เนื่องจากหนิงเยี่ยนฝานเป็นถึงผู้อาวุโสที่ทำงานในวงการมานานหลายสิบปี เขาสมควรที่จะได้รับค่าออกแบบจำนวนสองหมื่นหยวนต่อหนึ่งงาน


หนิงเยี่ยนฝานทำให้กงหยางรู้สึกเชื่อมั่นในตัวเองมากขึ้น


ถ้าเขายอมทำงานในหน่วยงานรัฐตามที่ได้รับการจัดสรร ทำงานมากแค่ไหนหน่วยงานก็คงไม่มีทางจ่ายเงินค่าออกแบบต่างหากที่จำนวนสองหมื่นหยวนอย่างแน่นอน หน่วยงานของรัฐจะจ่ายเงินเดือนประจำ แต่การทำงานให้กับเถ้าแก่ที่เป็นนักธุรกิจอิสระ เงินพิเศษนั้นดีมาก ตอนนี้กงหยางได้รับเงินเดือนพื้นฐานบวกกับเงินพิเศษ เมื่อมองจากรายได้จำนวนนี้ทำให้เขารู้สึกมีเป้าหมายในชีวิตมากยิ่งขึ้น!


ในที่สุดหนิงเยี่ยนฝานก็เดินเข้าห้องมา เขาไม่ได้ทักทายอะไรให้มากความ แต่ตัดเข้าประเด็นสำคัญทันที


“ลองบอกความคิดของพวกเธอมาสิ ฉันขอฟังดูก่อน”


เซี่ยเสี่ยวหลานปรายตามองไปยังกงหยาง ท่าทางของกงหยางเวลานี้เหมือนแฟนคลับไร้สมองเวลาเจอไอดอลของตัวเองไม่มีผิด เธอคงคาดหวังให้เขาอธิบายอะไรยาวๆต่อหน้าหนิงเยี่ยนฝานไม่ได้สินะ ดูเหมือนว่างานนี้เธอคงต้องพูดเอง


“อาจารย์หนิงคะ พวกเราเคยไปดูที่หน้างานมาแล้วค่ะ ตอนนี้โครงสร้างหลักของตัวอาคารโรงแรมเสร็จสิ้นแล้ว เหลือแค่ทำการตกแต่งภายในเท่านั้น แต่ระยะเวลาที่ตงเฟิงโฮลดิ้งให้มานั้นกระชั้นชิดมากเหลือเกิน ก่อนมาที่นี่ฉันได้ลองศึกษาแผนงานเดิมของอาจารย์แล้ว อาคารหลักทรงใบเรือ ส่วนการจัดภูมิทัศน์เป็นแบบสวนโบราณ... ที่ฉันอยากปรับเปลี่ยน มีเพียงเรื่องสีสันของการตกแต่งเท่านั้นค่ะ”


โรงแรมระดับห้าดาวที่สามารถมองเห็นวิวทะเลได้ จุดขายหลักของโรงแรมหนานไห่นอกจากความหรูหราก็คือทิวทัศน์ของทะเล จากความทรงจำเมื่อชาติก่อนของเซี่ยเสี่ยวหลาน สิ่งที่เธอจดจำเกี่ยวกับโรงแรมหนานไห่ได้ดีที่สุดคือสระว่ายน้ำหน้าโรงแรม น้ำในสระสีฟ้าครามราวกับเป็นผืนเดียวกันกับทะเล!


ส่วนตัวอาคารหลักก็งดงามมากเช่นกัน มองจากที่ไกลๆจะเห็นเป็นรูปทรงใบเรือ แต่เมื่อเข้าไปใกล้จะเห็นว่าการออกแบบมีลักษณะโค้งเว้าคล้ายเปลือกหอย เซี่ยเสี่ยวหลานนึกไม่ออกว่าการตกแต่งภายในของโรงแรมหนานไห่เป็นเช่นไร ทว่าเธอจดจำรูปทรงของอาคารหลักได้ดีเป็นพิเศษ


การออกแบบของหนิงเยี่ยนฝานไม่มีปัญหาแต่อย่างใด


ที่มีปัญหาคือการแย่งอำนาจกันระหว่างผู้ถือหุ้นทั้งสองฝ่าย เซี่ยเสี่ยวหลานไม่ได้คิดจะยกเครื่องการออกแบบใหม่ทั้งหมด เธอแค่อยากเน้นจุดขายของ ‘วิวทะเล’ ให้มากกว่านี้เท่านั้น


“เผิงเฉิงอยู่ในภูมิภาคเขตร้อน เมื่อถึงฤดูร้อนอุณหภูมิจะสูง ส่วนฤดูหนาวจะรู้สึกอบอุ่น วิวทะเลที่เสอโข่วนั้นงดงามยิ่งนัก พวกเราสามารถปรับรูปแบบของโรงแรมให้ดูผ่อนคลายมากขึ้น ไม่ให้ดูเป็นทางการมากเกินไป อาจารย์คิดว่าอย่างไรคะ”


เซี่ยเสี่ยวหลานหยิบแบบจำลองที่กงหยางวาดออกมาหลายแผ่นยื่นให้หนิงเยี่ยนฝานดู หนิงเยี่ยนฝานรับไปดูอย่างละเอียด ผ่านไปครู่ใหญ่ถึงจะเงยหน้าขึ้นพร้อมกับเอ่ยปากถามว่า


“เสี่ยวกงเป็นคนออกแบบเองหรือ”


กงหยางคอแห้งผาก ไม่กล้ายอมรับ


“เสี่ยวหลานเป็นเจ้าของความคิดครับ ผมแค่วาดสิ่งที่เธอต้องการออกมาเท่านั้น”


ให้กงหยางวาดแบบงานตกแต่งภายในบ้านทั่วไปนั้นไม่มีปัญหา แต่โรงแรมระดับห้าดาวคือสิ่งที่เขาไม่เคยสัมผัสมาก่อน ทำงานด้านการออกแบบต้องอาศัยพรสวรรค์ และพรสวรรค์นี้ต้องใช้เวลาในการปรับตัว แน่นอนว่าก่อนที่จะปรับตัวได้จำเป็นต้องสั่งสมประสบการณ์เป็นจำนวนมาก


หนิงเยี่ยนฝานไม่ตอบรับหรือปฏิเสธ “เธอคงศึกษาแบบมาไม่น้อยสินะ หาได้ยากจริงๆ”


คำวิจารณ์ของหนิงเยี่ยนฝานครั้งนี้ เซี่ยเสี่ยวหลานไม่ค่อยเข้าใจสักเท่าไร


อย่างไรก็ตามเธอศึกษาแบบมาไม่น้อยจริงๆ เพราะแค่หลับตาลงสมองของเธอก็จะปรากฏภาพโรงแรมสวยๆหลายแห่ง ซึ่งเป็นสิ่งที่ได้มาจากชีวิตเมื่อชาติก่อนทั้งสิ้น


“ความหมายของอาจารย์คือ...”


หนิงเยี่ยนฝานวางภาพแบบจำลองลง “วาดแผนงานตามความคิดของพวกเธอเถิด ทุกคนตีความคำว่างดงามแตกต่างกันออกไป เธอจ้างฉันมาเป็นที่ปรึกษาเพื่อรับประกันว่าทิศทางของพวกเธอจะไม่ผิดเพี้ยนไปไม่ใช่หรือ ทว่าแบบจำลองกับตอนลงมือทำงานจริงมีความแตกต่างกัน ถ้ามีสิ่งไหนที่ไม่สามารถทำออกมาได้ ฉันจะเตือนพวกเธอเอง”


ถ้าเซี่ยเสี่ยวหลานกล้าบอกว่าตนสามารถคิดแผนงานด้านสถาปัตยกรรมทั้งหมดของโรงแรมได้ หนิงเยี่ยนฝานคงรู้สึกกลัวเธอเป็นอย่างมาก


สิ่งปลูกสร้างมีไว้ให้คนอยู่อาศัยจะสามารถทำส่งเดชได้อย่างนั้นหรือ ด้วยความรู้อันน้อยนิดที่เซี่ยเสี่ยวหลานเพิ่งได้เรียนรู้มา เธอยังขาดคุณสมบัติที่จะวาดแผนงานด้านสถาปัตยกรรม


แต่ถ้าเป็นการตกแต่งภายใน ขอเพียงเซี่ยเสี่ยวหลานไม่แก้ไขโครงสร้างหลักของอาคาร แค่เปลี่ยนการปูพื้นหรือรูปแบบเครื่องเรือน หรือไม่ก็เปลี่ยนแบบโคมไฟระย้า ถึงอย่างไรเรื่องเหล่านี้ก็ไม่กระทบกับความปลอดภัยแม้แต่น้อย อีกทั้งหลังได้ยินแนวทางความคิดของเธอ หนิงเยี่ยนฝานจึงกล้าปล่อยให้เธอลงมือแก้ไขแผนงาน


อย่างน้อยเธอก็ไม่ได้บอกว่า อยากเอาเครื่องเรือนโบราณมาใส่ให้เต็มอาคารทรงใบเรืออย่างโรงแรมหนานไห่


“ฉันจะส่งผู้ช่วยมาให้เพื่อให้พวกเขาคอยช่วยงานพวกเธอก็แล้วกัน”


หนิงเยี่ยนฝานกำลังจะออกไป ทว่าเซี่ยเสี่ยวหลานกลับเปิดกล่องแล้วหยิบซองจดหมายขนาดใหญ่ออกมายื่นให้


“อาจารย์หนิงคะ คุณลุงของฉันฝากค่าที่ปรึกษามาให้ค่ะ หากอาจารย์ต้องการอะไรเพิ่มเติม พวกเราจะพยายามทำให้อย่างเต็มที่ค่ะ”


การให้เงินสดดูเหมือนจะไม่เหมาะสมสักเท่าไร


การจ่ายเงินสดต้องดูสถานการณ์ภาพรวม ถ้าอยากใช้เงินฟาดคนระดับปรมาจารย์อย่างหนิงเยี่ยนฝาน เซี่ยเสี่ยวหลานเกรงว่าตนคงไม่มีปัญญาหาเงินมาให้ได้มากขนาดนั้น


ในซองจดหมายคือใบรับโอนเงิน โดยหนิงเยี่ยนฝานสามารถนำใบรับโอนเงินนี้ไปขึ้นเงินเองได้


หนิงเยี่ยนฝานไม่ปฏิเสธที่จะรับมัน เพราะหากเขาไม่รับเงินนี้ไว้ เซี่ยเสี่ยวหลานคงมาที่สตูดิโออย่างกระอักกระอ่วนแน่นอน วันนี้หนิงเยี่ยนฝานไล่ลูกสะใภ้อย่างเจินเหวินซิ่วกลับไปด้วยท่าทีแข็งกร้าว แต่เจินเหวินซิ่วยังไม่อยากกลับ โดยเธอบอกว่าต้องการอยู่ดูแลหนิงเสวี่ยที่นี่ต่อ


หนิงเยี่ยนฝานจึงพูดด้วยความโมโห “อาเสวี่ยไปพักที่มหาวิทยาลัยชั่วคราว ถ้าอยากดูแลก็ตามไปดูแลที่หอพักของหัวชิงสิ”


หนิงเยี่ยนฝานเดินกลับห้องทำงานของตน ก่อนจะเปิดซองจดหมายดู


สิ่งที่เซี่ยเสี่ยวหลานให้มาคือใบรับโอนเงินจำนวนสองหมื่นหยวน


ค่าที่ปรึกษาอย่างนั้นหรือ?


เห็นได้ชัดว่าเธอได้ไปถามตงเฟิงโฮลดิ้งมาแล้วว่าเขารับค่าตอบแทนงานออกแบบโรงแรมหนานไห่มาเพียงสองหมื่นหยวนเท่านั้น เซี่ยเสี่ยวหลานใจกว้างเช่นนี้ทำเอาหนิงเยี่ยนฝานรู้สึกกลืนไม่เข้าคายไม่ออกเสียจริงๆ


เด็กคนนี้อยากให้เขาตั้งใจทำงานอย่างแท้จริง


หนิงเยี่ยนฝานได้เงินสองรอบจากโครงการเดียวกัน เช่นนั้นเขาคงต้องทำอะไรบางอย่าง


หนิงเยี่ยนฝานใส่ใบรับโอนเงินไว้ในลิ้นชัก ก่อนจะเรียกหาลูกศิษย์คนโปรด


“เสียวสวี่ วางงานในมือเธอก่อน แผนงานของโรงแรมหนานไห่ ตอนนั้นเธอมีส่วนร่วมอยู่ไม่น้อย ครั้งนี้ฉันจะให้เธอไปคุมงานด้วยตัวเอง คอยดูสิว่าแผนงานที่หย่วนฮุยปรับแก้มีตรงไหนที่ไม่เข้าท่าบ้างหรือไม่ และคอยช่วยออกความเห็นให้พวกเขาด้วย”


เสียวสวี่ที่หนิงเยี่ยนฝานเรียกคือชายวัยสามสิบกว่า


ลูกศิษย์ที่อายุมากกว่านี้ หนิงเยี่ยนฝานปล่อยให้พวกเขาบินเดี่ยวไปเองแล้ว ส่วนคนที่ยังทำงานกับเขา สวี่เยวี่ยจิ้นคนนี้คือคนที่เก่งที่สุด!


สวี่เยวี่ยจิ้นเหลือผมแค่ไม่กี่เส้นอยู่บนศีรษะ รูปร่างอ้วนเตี้ย เขาไม่ใช่คนที่มีพรสวรรค์อันโดดเด่น แต่แม่นยำเรื่องความรู้พื้นฐานด้านงานสถาปัตย์เป็นอย่างยิ่ง


“อาจารย์ อาจารย์ยังอยากหารุ่นน้องหญิงให้ผมอีกหรือครับ”



ตอนที่ 856: เก่งกว่ารุ่นน้องหนิงตรงไหน?



หารุ่นน้องหญิงให้กับสวี่เยวี่ยจิ้นรึ?


ดูท่าแล้วครั้งนี้สวี่เยวี่ยจิ้นคงจะเดาผิดแล้ว


หนิงเยี่ยนฝานไม่เคยคิดรับเซี่ยเสี่ยวหลานมาเป็นลูกศิษย์ตั้งแต่แรก แต่เพราะเขาเห็นแก่ย่าอวี๋ถึงได้ต้องการชี้แนะเซี่ยเสี่ยวหลาน และอยากหาเพื่อนวัยเดียวกันให้กับหนิงเสวี่ยสักคน


แต่หลังถูกเจินเหวินซิ่วเข้ามาขัดขวาง แผนการของหนิงเยี่ยนฝานก็ล้มเหลว


เซี่ยเสี่ยวหลานอาจจะเคารพนับถือเขา แต่เธอไม่เคยคิดประจบประแจงเพื่อความก้าวหน้าแม้แต่น้อย เธอยินดีจ่าย ‘ค่าที่ปรึกษา’ ในจำนวนเงินที่สูงลิ่ว แต่ไม่เคยคิดที่จะขอฝากตัวเป็นลูกศิษย์ของเขาเลยสักครั้ง


ต่อให้เธอจะเคยมีความคิดเช่นนั้น ก็คงถูกเจินเหวินซิ่วทำลายลงจนหมดสิ้น


เซี่ยเสี่ยวหลานเป็นคนที่มีความย้อนแย้งในตัวเอง หากบอกว่าเธอเป็นคนเจ้าเล่ห์ ทว่าบางครั้งก็แสดงว่ารักศักดิ์ศรีให้เห็นจนน่าตกใจ!


อย่างเช่นเรื่องของจี้หย่า ท่าทีของเซี่ยเสี่ยวหลานนั้นแข็งกร้าวเป็นอย่างยิ่ง


หรืออย่างเช่นเมื่อถูกเจินเหวินซิ่วพูดจาไม่ดีใส่ เธอก็เลิกมาเหยียบบ้านหลังนี้ทันที ถ้าไม่ใช่เพราะเรื่องโครงการโรงแรมหนานไห่ เซี่ยเสี่ยวหลานคงไม่มาที่สตูดิโอของเขาอีกแน่นอน ตาแก่อย่างเขารู้ดี


“รุ่นน้องหญิงรึ? เลิกคิดเถิด ตอนนี้เซี่ยเสี่ยวหลานเป็นลูกค้าของพวกเรา การปรับแก้แผนงานของโรงแรมหนานไห่ เซี่ยเสี่ยวหลานได้จ่ายเงินค่าจ้างให้ล่วงหน้าแล้วสองหมื่นหยวน ดังนั้นฉันถึงเรียกเธอมาเพื่อบอกว่าต้องตั้งใจทำงาน”


สวี่เยวี่ยจิ้นได้ยินเช่นนั้นก็พูดไม่ออก


“เธอคือเพื่อนร่วมชั้นของอาเสวี่ยใช่ไหมครับ”


นักศึกษาสมัยนี้ร่ำรวยขนาดนี้แล้วหรือ? แค่ปรับแก้แบบก็ให้เงินตั้งสองหมื่นหยวน แน่นอนว่าสวี่เยวี่ยจิ้นเจอการปรับแก้แผนงานอยู่บ่อยครั้ง แต่แค่พูดว่าลำบากคุณแล้วหรือซื้อบุหรี่ให้เขาสักซองก็ถือว่ามีน้ำใจต่อกันมากแล้ว พูดให้น่าฟังหน่อยคือเขาเป็นสถาปนิก ทว่าหากพูดแสลงหูหน่อยเขาก็เป็นแค่ ‘คนวาดแบบ’ คนอื่นอยากให้เขาวาดแบบอย่างไร เขาก็ต้องวาดอย่างนั้น บางหน่วยงานต้องการปรับปรุงอาคาร ทั้งที่ระดับหัวหน้าไร้ซึ่งความรู้ด้านนี้ แต่กลับชอบเจ้ากี้เจ้าการกับพวกเขา


ขอให้แก้แบบแล้วจ่ายให้เงินรึ?


เรื่องแบบนั้นไม่เคยมีมาก่อน


จ่ายเงินครั้งเดียว แต่พวกเขาก็ต้องแก้แบบจนกว่าอีกฝ่ายจะพอใจ


หนิงเยี่ยนฝานฟังออกว่าสวี่เยวี่ยจิ้นต้องการจะสื่ออะไร


“เป็นเพื่อนร่วมชั้นของอาเสวี่ยจริงๆนั่นแหละ เด็กคนนี้น่าสนใจยิ่งนัก มักทำให้คนอื่นรู้สึกคาดไม่ถึงอยู่เสมอ ฉันคิดว่าอนาคตเธอคงประสบความสำเร็จมากกว่าอาเสวี่ยเสียอีก”


สวี่เยวี่ยจิ้นไม่เห็นด้วยอย่างสิ้นเชิง


“อาจารย์ อาจารย์กำลังพูดล้อเล่นอยู่หรือครับ! ผมไม่เคยเห็นเด็กรุ่นหลังคนไหนมีพรสวรรค์มากไปกว่าอาเสวี่ยเลยสักคน อีกทั้งเธอยังขยันยิ่งกว่าคนที่ไม่มีพรสวรรค์ แล้วทำไมถึง... ช่างเถอะครับ ผมไม่เถียงกับอาจารย์แล้ว ผมจะต้องไปดูนักศึกษาเซี่ยให้เห็นกับตาตัวเอง”


สวี่เยวี่ยจิ้นไม่ยอมรับในสิ่งที่หนิงเยี่ยนฝานบอก หนิงเยี่ยนฝานได้แต่มองแผ่นหลังของเขาพลางส่ายศีรษะไปมา


ความคิดของสวี่เยวี่ยจิ้นนั้นเรียบง่ายยิ่งนัก ความคิดของคนส่วนใหญ่เองก็คงเหมือนสวี่เยวี่ยจิ้น นึกว่าแค่มีความพยายามกับความสามารถก็เพียงพอแล้ว... อย่างไรก็ตามถ้าทุกอย่างเรียบง่ายเช่นนั้นจริง จะมีคำว่า ‘มีความสามารถแต่ขาดโอกาส’ หรือ


นิสัยอย่างหนิงเสวี่ย ถ้าไม่ได้เป็นหลานสาวแท้ๆของเขา ไม่รู้ว่าเธอจะต้องเจอกับขวากหนามและอุปสรรคมากแค่ไหนกว่าจะได้รับการยอมรับ!


เดิมทีหนิงเยี่ยนฝานคิดว่านิสัยไม่สนใจใครของหลานสาวนั้นเป็นเรื่องดี แต่พอประเทศเริ่มการปฏิรูปเศรษฐกิจ หนิงเยี่ยนฝานก็รู้สึกเป็นห่วงว่าอนาคตเธอคงต้องเจอกับเรื่องที่ยากลำบาก


เมื่อสวี่เยวี่ยจิ้นเดินเข้าห้องทำงานมาก็เห็นว่าเซี่ยเสี่ยวหลานกับกงหยางเริ่มลงมือทำงานแล้ว


“รุ่นพี่สวี่!”


“รุ่นพี่มาแล้วหรือครับ”


ในห้องไม่ได้มีแค่เซี่ยเสี่ยวหลานกับกงหยางเพียงสองคน ทว่ายังมีผู้ช่วยอีกหลายคนที่หนิงเยี่ยนฝานส่งตัวมาคอยให้ความช่วยเหลือ พวกเขากำลังยืนล้อมเซี่ยเสี่ยวหลานที่เป็นดั่งศูนย์กลางของทุกคน


เมื่อเห็นสวี่เยวี่ยจิ้นเดินเข้ามา พวกเขาก็รีบทักทายทันที


“ทำงานกันไปเถอะ ไม่ต้องสนใจฉันหรอก ฉันขอฟังความคืบหน้าของพวกเธอก่อนก็แล้วกัน”


สวี่เยวี่ยจิ้นไม่เห็นด้วยที่อาจารย์ของตนบอกว่าอนาคตเซี่ยเสี่ยวหลานอาจจะเก่งกว่าหนิงเสวี่ย แต่เขาก็ไม่อาจเถียงอาจารย์ผู้มีพระคุณกลับได้ จึงตัดสินใจว่าจะประเมินระดับความสามารถของเซี่ยเสี่ยวหลานด้วยตัวเองก่อน


เซี่ยเสี่ยวหลานกับกงหยางจะต้องส่งมอบแผนงานใหม่ให้ทางตงเฟิงโฮลดิ้งวันที่17นี้ เป็นเหตุให้เซี่ยเสี่ยวหลานต้องใช้เวลาช่วงสุดสัปดาห์ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ในเมื่อสวี่เยวี่ยจิ้นบอกว่าไม่ต้องสนใจเขา เซี่ยเสี่ยวหลานก็ไม่สนใจจริงๆ


เธออธิบายความคิดเกี่ยวกับการปรับแก้แบบให้กงหยางฟัง โดยทั้งคู่ได้ปรึกษากันเรื่องรูปแบบการตกแต่งมาก่อนหน้านี้แล้ว และเมื่อเจอกับปัญหาด้านสายอาชีพ เซี่ยเสี่ยวหลานก็จะขอความรู้จากคนในห้อง


คนเหล่านี้ถูกตาต้องใจหนิงเยี่ยนฝานได้ย่อมแสดงว่ามีความรู้พื้นฐานแน่นมากพอ


จนถึงตอนนี้ เซี่ยเสี่ยวหลานสามารถคลายข้อสงสัยได้อย่างราบรื่นมาโดยตลอด


หลังพูดจบเซี่ยเสี่ยวหลานก็ขอให้พวกเขาช่วย ส่วนตัวเองก็พูดพึมพำกับกงหยางต่อ สวี่เยวี่ยจิ้นเห็นลายเส้นของเธอบนกระดาษ มันไม่ถึงกับทิ่มแทงสายตา แต่ก็นับว่าอยู่ในระดับของนักศึกษาปริญญาตรีธรรมดาทั่วไป เทียบกับรุ่นน้องหนิงได้เสียที่ไหน? รุ่นน้องหนิงไม่ได้รับการอนุญาตจากอาจารย์หนิงให้ข้ามชั้น แต่มันก็ไม่ได้หมายความว่าระดับของรุ่นน้องหนิงจะเทียบเท่ากับนักศึกษาสถาปัตย์ชั้นปีที่หนึ่ง!


เมื่อมองดูเซี่ยเสี่ยวหลานอีกครั้งสวี่เยวี่ยจิ้นก็ต้องยอมรับว่า เธออาจจะเก่งกว่าเด็กปีหนึ่งทั่วไปเล็กน้อย แต่ก็แค่นั้น การเรียนชั้นปีที่หนึ่งของภาควิชาสถาปัตยกรรม เด็กหลายคนยังไม่สามารถปรับตัวได้ ต้องรอให้ขึ้นปีที่สองหรือสามก่อน ถึงจะเริ่มสะท้อนให้เห็นว่าตนเหมาะสมกับงานด้านสถาปัตยกรรมศาสตร์หรือไม่


สวี่เยวี่ยจิ้นดูไม่ออกแม้แต่น้อยว่าเซี่ยเสี่ยวหลานมีพรสวรรค์แอบแฝงอะไร


ยกเว้นเรื่องที่เซี่ยเสี่ยวหลานสั่งการคนอื่น เธอนั้นช่างเก่งเหลือเกิน


สวี่เยวี่ยจิ้นค่อนข้างตกใจ ใช้เวลาไม่นานเซี่ยเสี่ยวหลานก็เข้าใจว่าใครถนัดในด้านไหน เธอจัดสรรงานอย่างเป็นระเบียบ วางระบบการทำงานในห้องอย่างราบรื่น... ส่วนตัวเธอนั้นจะคอยเดินดูคนอื่น ถ้าเธอไม่เข้าใจตรงไหนก็จะถามออกไป แต่กลับไม่ได้ลงมือทำเองเลยสักอย่าง


นี่เรียกว่าพรสวรรค์แบบไหนกัน!


สวี่เยวี่ยจิ้นไม่เข้าใจสักนิด


เขากำลังรู้สึกข้องใจ ก็ได้ยินคนเรียกด้วยน้ำเสียงสดใส


“เรื่องนี้รุ่นพี่สวี่ถนัดที่สุด รุ่นพี่สวี่ต้องรู้แน่นอน!”


เซี่ยเสี่ยวหลานเดินยิ้มกว้างมาพร้อมกับเรียกรุ่นพี่สวี่ ก่อนที่เธอจะส่งกระดาษกับอุปกรณ์ให้เขา สวี่เยวี่ยจิ้นมีลูกอายุหลายขวบแล้ว แต่เมื่ออยู่ใกล้กับเซี่ยเสี่ยวหลานเขาก็ยังรู้สึกอดเกร็งไม่ได้อยู่ดี


เขามึนๆงงๆ เซี่ยเสี่ยวหลานพูดอะไรเขาก็ทำอย่างนั้น


ครึ่งวันผ่านไป สวี่เยวี่ยจิ้นนวดข้อมือพลางมองแบบที่ตัวเองวาดด้วยรอยยิ้มพึงพอใจ แต่ไม่ทันไรรอยยิ้มของเขาก็ชะงักค้างขึ้นมาทันที เหมือนเขาจะถูกเซี่ยเสี่ยวหลานจูงจมูกเข้าเสียแล้ว!


เซี่ยเสี่ยวหลานไม่รู้ความคิดของสวี่เยวี่ยจิ้นแม้แต่น้อย


ในความคิดของเซี่ยเสี่ยวหลานคือ คนเก่งควรทำงานเยอะหน่อย จัดสรรงานอย่างสมเหตุสมผล เรื่องพวกนี้เป็นเรื่องปกติสำหรับเธอ


โรงแรมหนานไห่มีห้องพัก300กว่าห้อง และยังมีสาธารณูปโภคต่างๆรวมอีกหลายอย่าง ถ้าให้เซี่ยเสี่ยวหลานกับกงหยางค่อยๆวาดแบบคงต้องใช้เวลาเป็นเดือนอย่างแน่นอน แต่ตงเฟิงโฮลดิ้งกลับให้เวลากับเธอแค่หนึ่งสัปดาห์เท่านั้น หากเธอไม่ใช้งานคนของหนิงเยี่ยนฝานให้คุ้มค่าที่สุด ถึงเวลาจะเอางานที่ไหนไปส่งให้ฮั่วเฉินโจวกันเล่า


ฮั่วเฉินโจวเซ็นสัญญามูลค่าสี่ล้านหยวน และพูดอย่างชัดเจนว่าจะแบ่งงานหนึ่งในสี่ของโครงการให้กับทางหย่วนฮุย นั่นหมายความว่ามูลค่าของโครงการนี้รวมทั้งสิ้นเป็นจำนวนสิบหกล้านหยวน เซี่ยเสี่ยวหลานมีเวลาวาดแบบเสียที่ไหน เพราะเธอต้องคอยควบคุมว่าแผนงานที่ถูกปรับแก้จะต้องยังอยู่ในงบประมาณเท่านี้... แน่นอนว่างบประมาณสูงกว่านี้ย่อมได้ แต่ต้องให้หุ้นส่วนทางฝั่งฮ่องกงเห็นชอบด้วยน่ะสิ


ใช้เงินสิบหกล้านหยวนในการตกแต่งโรงแรมระดับห้าดาวรึ?


โรงแรมห้าดาวนี้คงเป็นคนจากประเทศจีนประเมินกันเองสินะ


แต่เรื่องงบประมาณที่น้อยกว่าความต้องการ เซี่ยเสี่ยวหลานคงโทษใครไม่ได้ ผู้เฒ่าหนิงทำงานให้ประเทศชาติมาทั้งชีวิต ด้วยสภาพเศรษฐกิจของประเทศจีน เกรงว่าแผนงานที่เน้นการประหยัดคงเป็นทางเลือกแรกของผู้เฒ่าหนิงเสมอมา!


เซี่ยเสี่ยวหลานไม่รู้ตัวเลยว่าสวี่เยวี่ยจิ้นมาเพื่อ ‘ประเมิน’ ตัวเธอ ตอนนี้เธอกับสวี่เยวี่ยจิ้นกำลังคิดกันคนละเรื่อง


เธอไม่ได้ต้องการชื่อเสียง และไม่ได้อยากให้แผนงานการตกแต่งภายในโรงแรมหนานไห่ออกมาเป็นเหมือนแบบในฝัน ทว่าเธอต้องกู้เงินหลายแสนเพื่อลงทุนกับโครงการนี้ ดังนั้นเธอจึงต้องทำให้มั่นใจว่าตนจะสามารถหาเงินจากโครงการนี้ได้จริง!


สวี่เยวี่ยจิ้นคงไม่ได้เห็นสิ่งที่ตัวเองต้องการจากการทำงานนี้ เพราะเซี่ยเสี่ยวหลานในตอนนี้ความคิดของเธอเป็นแบบนักธุรกิจเต็มตัว ส่วนเรื่องในอุดมคติไว้เธอหาเงินได้มากพอแล้วค่อยว่ากัน รับรองว่าถึงตอนนั้นเธอคงพิถีพิถันกับการออกแบบมากกว่านี้!


“ที่จริงมันก็ใช่ว่าจะทำเกินงบประมาณไม่ได้”


เซี่ยเสี่ยวหลานพึมพำ ถึงอย่างไรทั้งสี่ผู้ถือหุ้นก็ไม่มีบริษัทไหนขาดเงินทุนเลยสักเจ้า


ตงเฟิงโฮลดิ้งกับเหม่ยหัวฮ่องกงต่อสู้กัน ย่อมไม่มีเวลามาสนใจว่างบประมาณการตกแต่งภายในจะเพิ่มขึ้นหรือลดลงกี่ล้าน เซี่ยเสี่ยวหลานจมอยู่กับความคิดของตัวเอง ฮั่วเฉินโจวบอกว่ายินดีแบ่งหนึ่งในสี่ของโครงการให้กับหย่วนฮุย หนึ่งในสี่ของ16ล้านคือ4ล้าน แล้วถ้างบประมาณที่ใช้ไปกับการตกแต่งภายในคือ20ล้านหรือ30ล้านล่ะ?


เธอควรเจรจาสัญญาเพิ่มอีกหนึ่งฉบับกับฮั่วเฉินโจว!



ตอนที่ 857: ฉันดูเหมือนคนโง่?



เซี่ยเสี่ยวหลานบอกความคิดของตัวเองกับหลิวหย่ง ทว่าหลิวหย่งกลับรู้สึกว่ามันบ้าคลั่งเกินไป


“ผู้จัดการฮั่วจะรับปากหรือ?”


หากไม่เลือกแผนงานที่ประหยัดเงิน ฮั่วเฉินโจวคงสมองมีปัญหาถึงได้เลือกแผนงานที่แพงกว่าสินะ


ถึงอย่างไรประสบการณ์ตลอดหนึ่งปีกว่าที่ผ่านมาก็บอกหลิวหย่งว่า เงื่อนไขเพียงอย่างเดียวของลูกค้าทุกคนคือ ‘ประหยัดงบประมาณ’ พวกเขาอยากได้บ้านที่ทั้งสวยและราคาย่อมเยา ดังนั้นเวลาหลิวหย่งประเมินราคางาน เขามักตั้งราคาสูงเผื่อไว้เสมอสำหรับให้ลูกค้าต่อรองราคา


ลูกค้าที่ไม่ต่อรองราคาคงมีแต่คนรู้จัก


“ลุงเอาสัญญาให้ผู้จัดการใหญ่อู่ดูแล้ว เขาบอกว่าถ้าปล่อยสินเชื่อแปดแสนคงไม่มีปัญหา”


การเดิมพันมูลค่าสี่ล้านนั้นสูงมากแล้ว


หลิวหย่งรู้สึกพึงพอใจเป็นอย่างยิ่ง ตอนนี้สัญญาก็เซ็นกันเรียบร้อย แต่พอเซี่ยเสี่ยวหลานมีความคิดใหม่หลิวหย่งจึงเริ่มลังเลอีกครั้ง


“ลุงคิดดูสิคะ ถ้าการชำระเงินเป็นอย่างที่ฮั่วเฉินโจวต้องการ หลังแผนงานของเราผ่านการอนุมัติ เขาจะจ่ายเงินเรางวดแรกจำนวน500,000หยวน และหลังเริ่มดำเนินการก็จะจ่ายให้อีก500,000หยวน นั่นหมายถึงตอนเริ่มงานเราจะได้เงินมาทั้งหมด1,000,000หยวน แน่นอนว่าเงินจำนวนนี้สามารถนำไปซื้อวัสดุก่อสร้างได้ไม่น้อย ลุงขอสินเชื่อจากทางผู้จัดการใหญ่อู่ได้อีก800,000หยวน ส่วนฉันก็จะขอสินเชื่อได้ในจำนวนเท่ากัน นั่นเท่ากับว่าเราได้เงินจากธนาคารมา1,600,000หยวน เราจะปล่อยมันทิ้งไว้เฉยๆหรือ เงิน1,600,000หยวนก้อนนี้ยังไม่ทันใช้หมด ตงเฟิงโฮลดิ้งก็จะต้องชำระเงินงวดที่สามให้กับเรา... ลุงคะ สินเชื่อของพวกเราสามารถรองรับโครงการที่ใหญ่กว่านี้ได้ค่ะ”


หลังจากที่ไม่ต้องกลุ้มใจกับเรื่องปัจจัยสี่ เซี่ยเสี่ยวหลานก็ไม่รีบร้อนเหมือนแต่ก่อน ดังนั้นเธอจึงเรียนหนังสืออยู่ที่หัวชิงได้อย่างสบายใจ


แต่เมื่อโอกาสมาเยือนถึงที่เช่นนี้ เซี่ยเสี่ยวหลานย่อมยินดีขยายผลประโยชน์ออกไปให้ได้มากที่สุด!


หาเงินได้แล้วทำไมจะไม่หา?


หลิวหย่งยังคงรู้สึกลังเล เซี่ยเสี่ยวหลานจึงเปลี่ยนวิธีการอธิบาย “เงินล้านหกนั้นเยอะมาก แต่เยอะแค่สำหรับคนทั่วไปอย่างเราๆเท่านั้น แต่การใช้เงินจำนวนล้านหกมาตกแต่งโรงแรมระดับห้าดาว มันยังหรูหราไม่มากพอ... แน่นอนว่าพวกเราไม่ควรลืมความยากลำบาก แต่เขตเศรษฐกิจพิเศษต้องการสะท้อนถึงความตรากตรำและความเรียบง่ายด้วยหรือคะ? ฉันยังสงสัยเลยว่าที่หุ้นส่วนชาวฮ่องกงปฏิเสธแผนงานเดิมของผู้เฒ่าหนิง อาจจะไม่ใช่แค่เพราะอยากงัดข้อกับตงเฟิงโฮลดิ้ง”


การช่วงชิงอำนาจย่อมเป็นสาเหตุหลัก แต่เหม่ยฮัวฮ่องกงต้องการอำนาจบริหาร แล้วทางธนาคารฮ่องกงและเซี่ยงไฮ้กับเครือสมาพันธ์การค้าฮ่องกงมาร่วมขัดขวางด้วยทำไม?


ผู้ถือหุ้นจากฮ่องกงทั้งสามเจ้าคัดค้านเป็นเสียงเดียวกัน อาจเพราะพวกเขาต้องการรวมหัวกันแข่งขันกับตงเฟิงโฮลดิ้ง แต่ยังมีอีกหนึ่งความเป็นไปได้ นั่นก็คือพวกเขาอาจจะไม่พอใจแผนงานของผู้เฒ่าหนิงอยู่จริงๆ?


พวกเขาไม่ได้รู้สึกว่าแผนงานการออกแบบไม่ดี ในสายตาของเซี่ยเสี่ยวหลานมันดูกลมกลืนเป็นเนื้อเดียวกันกับโครงสร้างหลักเสียด้วยซ้ำ


ทว่าหากให้เธอพูดตามตรงคือโรงแรมสวยก็จริง แต่ยังไม่อาจแสดงให้เห็นถึงความหรูหรามีระดับ มันแค่ได้มาตรฐานระดับสูงตามแบบฉบับของชาวจีนแผ่นดินใหญ่เท่านั้น


อาจเพราะเข้าใจทิศทางผิดไป บางทีสิ่งที่ทางฮ่องกงต้องการอาจไม่ใช่การประหยัดงบ แต่เป็นอิทธิพลเชิงสัญลักษณ์ของตัวสิ่งปลูกสร้างแห่งนี้? คนที่เข้าพักที่โรงแรมหนานไห่หนึ่งคืนจะต้องไม่มีทางลืมสถานที่แห่งนี้ เทียบกับโรงแรมระดับเดียวกันในประเทศจีน โรงแรมหนานไห่จะต้องเป็นอันดับหนึ่ง!


“หลานคิดอย่างนั้นหรือ?”


“ใช่หรือไม่ พวกเราลองดูก็รู้แล้วนี่คะ แผนงานเดิมพวกเราจะปรับแก้เหมือนเดิม แต่ฉันจะไปคุยกับฮั่วเฉินโจวและเสนอแผนงานมูลค่าสามสิบล้านให้กับเขาอีกชุดหนึ่ง! จากนั้นก็เอาแผนงานทั้งสองชุดให้กับทางฮ่องกงดู ให้พวกเขาไปเลือกเอาเอง ลุงคะ ทางตงเฟิงโฮลดิ้งอยากกุมอำนาจ แต่ทางฮ่องกงไม่ยอมรามือ ลุงยังจำที่ยามพูดได้ไหมคะ ที่เขาบอกว่ามีนักออกแบบจากบริษัทฮ่องกงไปดูหน้างานจริง... ถึงตอนนั้นอาจจะมีศัตรูรอแย่งงานกับหย่วนฮุยอยู่ก็ได้”


คิดทำการใหญ่สิ่งแรกคือต้องเข้มแข็งเองเสียก่อน เซี่ยเสี่ยวหลานไม่ควรหวังอยากให้ทังหงเอินละทิ้งอุดมการณ์ของตนเพื่อมาช่วยเหลือเธอ เงื่อนไขอย่างแรกสำหรับโครงการนี้ที่ต้องทำให้ได้คือแผนงานของ ‘หย่วนฮุย’ จะต้องไม่แพ้บริษัทฮ่องกง


แผนงานมูลค่า30ล้าน หนึ่งในสี่คือ7.5ล้าน หากคิดกำไร15%ก็จะได้ประมาณ1.1ล้านหยวน งบประมาณเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว กำไรที่เธอกับลุงจะได้ก็เพิ่มเป็นเท่าตัวเช่นกัน


เธอกับลุงรวมเงินกันได้1.6ล้าน ถ้ากำหนดการชำระเงินเป็นอย่างที่ทางฮั่วเฉินโจวตกลงไว้ เซี่ยเสี่ยวหลานคิดว่าหย่วนฮุยคงรับทำโครงการนี้ไหว


เซี่ยเสี่ยวหลานบอกว่าอยากลองดู หลิวหย่งจึงตอบตกลง


นี่คือโอกาสในการลงทุนครั้งใหญ่ที่สุดตั้งแต่ได้เกิดใหม่ เซี่ยเสี่ยวหลานไม่มีทางถอดใจง่ายๆ เธอจึงตัดสินใจทิ้งกงหยางให้วาดแบบต่อที่สตูดิโอของหนิงเยี่ยนฝาน ก่อนจะเดินทางไปหาฮั่วเฉินโจวด้วยตัวเอง


————————————————


“ผู้จัดการฮั่ว คุณเซี่ยจากหย่วนฮุยคนนั้นมาขอพบครับ”


“หืม? ให้เธอเข้ามา!”


เพิ่งผ่านไปแค่สองวัน เซี่ยเสี่ยวหลานก็มาอ้อนวอนเสียแล้วหรือ?


ตอนนี้หากเซี่ยเสี่ยวหลานบอกว่าทำงานเสร็จไม่ทันตามกำหนด ฮั่วเฉินโจวคงไม่ใจอ่อน ในเมื่อเซ็นสัญญาแล้วก็ไม่เหลือทางให้ถอยหลัง ไม่ว่าอย่างไรตงเฟิงโฮลดิ้งก็จำเป็นต้องได้รับแรงสนับสนุนจากทังหงเอิน


แน่นอนว่าหากเซี่ยเสี่ยวหลานมาเพื่อร้องขอความช่วยเหลือ ฮั่วเฉินโจวจะขอดูท่าทีของเธอก่อนว่าเป็นเช่นไร แล้วค่อยตัดสินใจว่าจะช่วยดีหรือไม่


ฮั่วเฉินโจวได้ยินเสียงฝีเท้าของเซี่ยเสี่ยวหลาน ไม่ทันไรร่างของเซี่ยเสี่ยวหลานก็ปรากฏตัวที่หน้าห้องทำงานของเขา


“คุณเซี่ย ผมนึกว่าเวลาแบบนี้คุณควรอดหลับอดนอนเร่งทำงานอยู่เสียอีก ดื่มอะไรดีครับ โค้กไหม?”


ความจริงโค้กได้เข้ามาตีตลาดที่เซี่ยงไฮ้ตั้งแต่ปี1927 แต่ในยุคก่อสร้างประเทศสาธารณรัฐบริษัทได้ถอนตัวออกจากตลาดประเทศจีนไปเสียก่อน ภายหลังการปฏิรูปเศรษฐกิจในปี1979 โค้กถึงเข้ามาเจาะตลาดประเทศจีนอีกครั้ง และก่อตั้งบริษัทขายโค้กแบบขวดที่กรุงปักกิ่ง หนานจิงและเมืองอื่นๆ


ดังนั้นในปี1985 การดื่มโค้กจึงดูนำสมัยยิ่งกว่าการดื่มน้ำอัดลมยี่ห้อเป่ยปิงหยางเสียอีก


อย่างไรก็ตามเซี่ยเสี่ยวหลานไม่ดื่มน้ำอัดลม ไม่ใช่เพราะว่าเธอกลัวอ้วน แต่น้ำอัดลมหากดื่มเข้าไปแล้วจะเรอได้ง่าย มันไม่เหมาะที่จะดื่มตอนเจรจาธุรกิจ ระหว่างประลองไหวพริบกัน ถ้าเกิดเธอเผลอเรอออกมาอย่างกะทันหัน แล้วจะคุยงานต่อได้อย่างไร เสียภาพพจน์หมด!


นั่นคือสาเหตุเดียวกันกับที่เธอไม่ชอบกินอาหารกลิ่นแรงอย่างกุยช่ายหรือกระเทียม เรื่องเหล่านี้คือสิ่งที่ได้จากประสบการณ์เมื่อชาติก่อนทั้งสิ้น


ชาติที่แล้วเธอไม่ได้หน้าตาดี แต่อย่างน้อยก็สะอาดสะอ้าน ไม่ทำให้ใครรังเกียจ เป็นเช่นนี้ถึงจะมีแนวโน้มปิดการขายได้สำเร็จจริงหรือเปล่า


“ขอบคุณค่ะผู้จัดการฮั่ว ฉันขอแค่น้ำเปล่าก็พอ”


ตอนนี้เซี่ยเสี่ยวหลานเห็นฮั่วเฉินโจวเป็นเป้าหมายของการขายอีกครั้ง เธอต้องโน้มน้าวเขาให้เพิ่มงบประมาณการตกแต่งภายในของโรงแรมหนานไห่จาก16ล้านหยวนให้สูงขึ้นอีกหนึ่งเท่าตัวให้ได้


กลางเดือนพฤษภาคม กรุงปักกิ่งอากาศเริ่มร้อน ชายหนุ่มรูปร่างดีอย่างฮั่วเฉินโจวเปลี่ยนมาสวมเสื้อเชิ้ตแขนสั้น อุณหภูมิในห้องทำงานกำลังสบาย ทว่าหลังเซี่ยเสี่ยวหลานนั่งลงอยู่ฝั่งตรงข้าม จู่ๆเขาก็รู้หนาวที่หลังคอ... มันคือสัญชาตญาณเวลาสังหรณ์ใจว่าจะเกิดเรื่องไม่ชอบมาพากล เวลานี้ผู้จัดการฮั่วรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังกลายเป็นเหยื่อ


“คุณเซี่ย ถ้าต้องการความช่วยเหลืออะไร พวกเราสามารถปรึกษากันได้ แผนงานทางนั้นมีปัญหาหรือเปล่าครับ ไม่เป็นไรนะครับ ผมจะช่วยประสานงานให้ความช่วยเหลือกับคุณเอง”


ฮั่วเฉินโจวแสดงความจริงใจอย่างเต็มเปี่ยม


เซี่ยเสี่ยวหลานยกแก้วน้ำขึ้นจิบก่อนจะวางลงและพูดขึ้นว่า


“ผู้จัดการฮั่ว คุณเข้าใจผิดแล้วค่ะ พอดีฉันฉุกคิดขึ้นได้ว่า ฉันอาจจะช่วยผู้จัดการฮั่วได้เรื่องหนึ่ง ผู้จัดการฮั่วดูแลหย่วนฮุยเป็นอย่างดี ฉันจึงไม่อยากเก็บงำเอาไว้คนเดียวเลยจะมาบอกกับผู้จัดการฮั่วตามตรงค่ะ”


บอกอะไร?


นายกทังมีอะไรฝากเซี่ยเสี่ยวหลานมาบอกอย่างนั้นหรือ?


ถ้าเป็นเรื่องนี้ฮั่วเฉินโจวตั้งตารอคอยอย่างยิ่ง


“ว่ามาได้เลยครับคุณเซี่ย”


“ฉันรู้สึกข้องใจในตัวสัญญาเดิมนิดหน่อย จึงอยากเซ็นสัญญากับผู้จัดการฮั่วใหม่อีกหนึ่งฉบับ ไม่ทราบว่าได้หรือเปล่าคะ”


ฮั่วเฉินโจวหรี่ตามองอย่างจับผิด “คุณเซี่ย หย่วนฮุยไม่ใช่บริษัทใหญ่ แค่หนึ่งในสี่ของโครงการพวกคุณก็แทบถึงขีดจำกัดแล้ว ดังนั้นคุณอย่าโลภเกินไป!”


เซี่ยเสี่ยวหลานส่ายหน้าปฏิเสธ “ยังเป็นหนึ่งในสี่เหมือนเดิมค่ะ แต่ฉันอยากเพิ่มงบประมาณเป็นสามสิบล้าน...”


“ไม่มีทาง!”


สามสิบล้าน...


ฮั่วเฉินโจวอยากถามเหลือเกินว่า เขาดูเหมือนคนโง่มากนักหรือ?!



ตอนที่ 858: คิดเสียว่าเล่นสนุกกับเธอ



เมื่อกี้ฮั่วเฉินโจวเพิ่งรู้สึกหนาวที่หลังคอ แต่ตอนนี้เพราะความโกรธทำให้เขารู้สึกเหมือนอุณหภูมิในห้องเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว


“คุณเซี่ย คุณไม่เข้าใจการทำธุรกิจก็อย่าพูดจาเหลวไหล นี่คือความคิดของคุณเองสินะ ผ่านการอนุญาตจากลุงของคุณหรือยัง?”


ที่จริงฮั่วเฉินโจวอยากถามว่า ผ่านความเห็นชอบจากนายกทังแล้วหรือยัง!


ต่อให้ไม่เกรงกลัวใครก็ไม่ควรทำเรื่องแบบนี้สิ


โครงการหลักสิบล้านไม่ได้มีไว้ให้เซี่ยเสี่ยวหลานเล่นขายของ ถ้าไม่ใช่เพราะนายกทัง ตอนนี้ฮั่วเฉินโจวคงเรียกคนมาไล่เซี่ยเสี่ยวหลานออกไปนานแล้ว


หน้าตาดีเรียนหนังสือเก่ง มีจุดเด่นสองอย่างนี้แล้วเซี่ยเสี่ยวหลานคิดว่าตนเองไร้เทียมทานอย่างนั้นหรือ?


เรื่องธุรกิจต่างจากการท่องศัพท์ภาษาอังกฤษและการสอบเกาเข่า


เรียนเก่งแปลว่าทำธุรกิจได้อย่างนั้นหรือ?


คำว่า YES สะกดแบบนี้ตลอดไป


1+1=2 ก็ไม่มีวันเปลี่ยนแปลง


บทกวี《เชิญร่ำสุรา》ผู้แต่งคือหลี่ไป๋ ไม่มีวันเปลี่ยนเป็นตู้ฝู่ได้


ความรู้ที่อยู่ในหนังสือเหล่านี้แค่ต้องท่องจำเท่านั้น ไม่ว่าคำถามจะยากหรือง่าย ทุกสิ่งล้วนมีคำตอบที่ถูกต้องแน่ชัด!


แต่โลกธุรกิจนั้นเต็มไปด้วยการเปลี่ยนแปลง จะมีใครรู้คำตอบที่ถูกต้องอย่างแท้จริงกันบ้างเล่า?


ฮั่วเฉินโจวรู้สึกว่าเซี่ยเสี่ยวหลานช่างไม่เข้าใจอะไรเสียเลย


แม้เขาจะสืบมาแล้วว่าเซี่ยเสี่ยวหลานเปิดร้านขายเสื้อ แต่ธุรกิจขนาดเล็กแค่นั้นจะเทียบกับโครงการหลักสิบล้านได้อย่างไรกัน?


ที่ฮั่วเฉินโจวอารมณ์แปรปรวนเช่นนี้ เซี่ยเสี่ยวหลานพอจะคาดเดาสาเหตุได้


“ผู้จัดการฮั่ว อย่าเพิ่งอารมณ์เสียจนเกินไปสิคะ ฉันเป็นตัวแทนของคุณลุงได้หรือไม่คุณน่าจะรู้นานแล้วไม่ใช่หรือคะ อย่างไรนี่ก็เป็นแค่คำแนะนำเท่านั้น ถ้าผู้จัดการฮั่วไม่เห็นด้วย ฉันก็คงไม่ฝืนใจ แต่ฉันหวังว่าผู้จัดการฮั่วจะยอมรับฟังเหตุผลก่อนนะคะ”


แม้เวลาของฮั่วเฉินโจวนั้นจะมีค่า แต่หนึ่งนาทีของเขาคงมีค่าไม่ถึงสิบล้านหยวนหรอกจริงไหม?


ไม่ใช่แค่เวลาของเขาเท่านั้นที่มีค่า เซี่ยเสี่ยวหลานเองก็ยุ่งจนแทบไม่มีเวลาหายใจ นั่นแสดงให้เห็นว่าเวลาของเธอก็มีค่ามากเช่นกัน


“ผู้จัดการฮั่ว ตอนนี้พวกเราลงเรือลำเดียวกันแล้ว ดังนั้นฉันไม่มีทางเอาเรื่องนี้มาล้อเล่นแน่นอนค่ะ แผนงานมูลค่า16ล้าน หย่วนฮุยย่อมสามารถทำให้ได้ แต่ขณะเดียวกันพวกเรายังสามารถมอบแผนงานอีกชุดหนึ่งซึ่งมีมูลค่า30ล้านหยวนได้ด้วยเช่นกัน บางทีที่ผู้ถือหุ้นฝั่งฮ่องกงปฏิเสธแผนงานของผู้เฒ่าหนิง ไม่แน่อาจจะไม่ใช่เพราะอยากงัดข้อกับทางตงเฟิง ขอโทษที่ฉันต้องพูดตามตรงนะคะ แต่ผู้ถือหุ้นทั้งสี่ของโรงแรมหนานไห่ต่างก็ทุนหนาด้วยกันทั้งนั้น หากเพิ่มงบประมาณของโครงการจาก16ล้านเป็น30ล้าน สำหรับสี่ผู้ถือหุ้นแค่ต้องลงขันกันคนละไม่กี่ล้านหยวนเท่านั้น... แน่นอนว่าสำหรับฉันเงินหลักหลายล้านช่างเกินเอื้อม แต่สำหรับตงเฟิงโฮลดิ้งไม่ใช่เงินก้อนใหญ่ พวกเราจึงต้องการเสนอแผนงานจำนวนสองชุด มีการวางแผนงานสองรูปแบบ แผนงานที่เพิ่มมาทางหย่วนฮุยจะไม่คิดค่าออกแบบเพิ่มเติม ดังนั้นผู้จัดการฮั่วย่อมไม่มีอะไรเสียหายค่ะ”


มีเรื่องดีๆแบบนี้เสียที่ไหน ใครบ้างจะเสนอตัวทำงานเพิ่มให้เช่นนี้กันบ้าง


ฮั่วเฉินโจวอ่านความคิดของเซี่ยเสี่ยวหลานไม่ออกแม้แต่น้อย “แล้วมันดีกับคุณอย่างไรหรือครับ คุณต้องการอะไร”


“ฉันต้องการแก้ไขสัญญาเป็นการรับงานหนึ่งในสี่ของโครงการ หาใช่แค่4ล้านจากมูลค่าจากโครงการ ถ้าสุดท้ายแล้วทางโรงแรมหนามไห่ตัดสินใจใช้แผนงานสำหรับงบประมาณ30ล้าน หย่วนฮุยจะต้องได้งานมูลค่า7.5ล้านหยวน เปอร์เซ็นต์ไม่เปลี่ยนแปลง แต่ตัวเลขรวมจะเปลี่ยนไปตามแผนงานที่ได้รับการอนุมัติค่ะ!”


อย่างนี้นี่เอง


ฮั่วเฉินโจวอยากหัวเราะออกมาเหลือเกิน “อย่างไรก็ตามหย่วนฮุยไม่มีทางที่จะมีเงินทุนหมุนเวียนเยอะขนาดนั้น”


เซี่ยเสี่ยวหลานทำหน้าแปลกใจ “ผู้จัดการฮั่ว คุณคงไม่คิดว่าแผนงานมูลค่า30ล้านหยวน ทางหย่วนฮุยจะยอมรับการชำระเงินงวดแรกที่5แสนหยวน และงวดสุดท้ายที่2ล้านหยวนหรอกใช่ไหมคะ หากโครงการมีมูลค่ารวม7.5ล้าน พวกเราจะขอให้ทางตงเฟิงจ่ายเงินหลังแผนงานผ่านการอนุมัติเป็นจำนวน9แสนหยวน และชำระเงินตอนเริ่มโครงการอีก9แสนหยวน... และการชำระเงินงวดสุดท้ายหลังเซ็นรับมอบโครงการจะอยู่ที่2.1ล้านหยวนค่ะ”


เดิมทีฮั่วเฉินโจวอยากปฏิเสธ แต่พอคิดอีกที หากรับปากเซี่ยเสี่ยวหลานทางตงเฟิงก็ไม่มีอะไรที่จะเสียหายแม้แต่น้อย


เซี่ยเสี่ยวหลานกำลังคิดเพ้อฝัน ทว่าฮั่วเฉินโจวก็ไม่ได้ทำลายฝันหวานของเธอแต่อย่างใด


“ได้ครับ”


ก็แค่เซ็นสัญญาใหม่ เปลืองแค่กระดาษกับหมึกปากกาเท่านั้น


สุดท้ายตอนลงมือทำงานจริงก็คงใช้แผนงาน16ล้านเหมือนเดิม ฮั่วเฉินโจวถือเสียว่ากำลังเล่นสนุกกับนักศึกษาหญิงไร้เดียงสาคนหนึ่งก็แล้วกัน


พอคิดได้เช่นนี้เขาก็เลิกติดใจ


“ให้ลุงของคุณมาเซ็นสัญญาใหม่ได้เลยครับ”


“ได้ค่ะ!”


เซี่ยเสี่ยวหลานแย้มยิ้ม ทำเอาฮั่วเฉินโจวแทบตาพร่าไปชั่วขณะ


ช่างสวยจนหาตัวจับยากจริงๆ ปกติคงถูกคนตามใจจนเคยชิน และไม่เคยสัมผัสกับรสชาติแห่งความล้มเหลวสินะ ฮั่วเฉินโจวลอบส่ายศีรษะในใจ


อย่างไรก็ตามเซี่ยเสี่ยวหลานไม่สนว่าผู้จัดการฮั่วจะคิดเช่นไร เธอขอแค่บรรลุเป้าหมายก็พอแล้ว


ความคิดของเธอเหมือนฮั่วเฉินโจว ถ้าไม่สำเร็จก็แค่สิ้นเปลืองน้ำลายเท่านั้น เพราะถึงอย่างไรเธอก็ไม่ได้วาดแบบเองสักหน่อย การตกแต่งภายในด้วยงบประมาณ16ล้านกับ30ล้านย่อมออกมาแตกต่างกัน ให้นักลงทุนของโรงแรมหนานไห่เป็นผู้ตัดสินใจกันเอาเอง


ค่าที่ปรึกษาจำนวนสองหมื่นหยวนช่างคุ้มค่าจริงๆ


หลังจ่ายเงินให้หนิงเยี่ยนฝาน เซี่ยเสี่ยวหลานก็สามารถใช้งานคนได้ทั้งสตูดิโอ อย่างเช่นรุ่นพี่สวี่เยวี่ยจิ้น เขาวาดแบบออกมาได้อย่างรวดเร็วและงดงามยิ่งนัก หากเธอมอบหมายงานให้เขามากกว่านี้อีกสักหน่อยก็คงได้สินะ?


สองมือของรุ่นพี่สวี่ช่างแม่นยำ วาดแบบออกมาไม่ต่างจากการใช้คอมพิวเตอร์สักนิด เซี่ยเสี่ยวหลานถูกใจเหลือเกิน!


-------------------------------


หวังฝูจิ่ง


อาคารขนาดเล็กสามชั้นกำลังอยู่ระหว่างการก่อสร้าง


ชั้นล่างเป็นหน้าร้านสำหรับแสดงสินค้า ตกแต่งอย่างหรูหราแต่ไม่สะดุดตาจนเกินไป


ชั้นบนสุดเป็นห้องส่วนตัวของจี้หย่า เธอจะต้อนรับลูกค้าและขายผลงานของตัวเองที่นี่


ส่วนชั้นสองจะเป็นห้องทำงาน โดยเหล่าผู้ช่วยของจี้หย่าจะทำงานกันอยู่ที่ชั้นสอง เป็นพื้นที่สำหรับออกแบบเสื้อผ้าแบบเปิดกว้าง


ที่นี่จะไม่ทำการผลิตเสื้อผ้าออกมาหลายชุด อย่างมากก็แค่ตัดเย็บงานตัวอย่างเท่านั้น


เดิมทีจี้หย่าก็ไม่คิดที่จะตีตลาดเสื้อผ้าราคาถูกอยู่แล้ว เธอต้องการแยกตัวเองออกจากตลาดเสื้อผ้าสตรีของประเทศจีน เพราะเสื้อผ้าสตรีของประเทศจีนมีไว้สำหรับผู้หญิงที่มีกำลังซื้อจำกัดเท่านั้น ไม่เรียกว่า ‘แฟชั่น’


แฟชั่นคือการสร้างสรรค์ขึ้นมาใหม่


แฟชั่นคือแรงบันดาลใจที่เกิดขึ้นมาในชั่วขณะหนึ่ง และถูกนักออกแบบนำมาสร้างสรรค์ผลงานอย่างลงตัว


“เสื้อผ้ามีจิตวิญญาณ มันไม่ควรมีหน้าตาซ้ำกันจนเกร่อ เสื้อผ้าแบบไหนที่ถูกสั่งผลิตออกมาเป็นจำนวนมาก จิตวิญญาณของมันจะหายไป”


จี้หย่ากล่าวอะไร เจินเหวินซิ่วก็พยักหน้าตอบรับตามตลอดทุกคำพูด


ตอนนี้สตูดิโอของจี้หย่ายังตกแต่งไม่เสร็จ ทว่าเจินเหวินซิ่วก็รับรู้ได้ถึงความหรูหราของที่นี่ ไม่ใช่เพราะการตกแต่ง แต่เพราะคนที่กำลังวัดตัวเธออยู่เป็นหญิงชาวต่างชาตินั่นเอง


คนต่างชาติในประเทศจีนถูกเรียกว่า ‘แขกจากต่างถิ่น’


ในยุค80 หรือหลังจากนี้อีก30ปี ชาวจีนส่วนหนึ่งรู้สึกเหมือนตัวเองไร้ศักดิ์ศรี ยามเห็นชาวต่างชาติเมื่อไรก็จะรู้สึกว่าตัวเองต่ำต้อยกว่าอีกฝ่ายอยู่เสมอ


แต่ปัจจุบันเจินเหวินซิ่วกำลังถูกผู้ช่วยชาวอเมริกันของจี้หย่า ‘ให้บริการ’ ความรู้สึกอิ่มเอมทางใจเช่นนี้สามารถเอาชนะสภาพแวดล้อมทุกอย่างได้! ถ้าที่นี่ไม่หรูหรามีระดับ แล้วที่ไหนจะคู่ควรกับคำนี้อีกเล่า!


จี้หย่าย้ายสตูดิโอของตนกลับมาที่ประเทศจีน แม้จะให้เงินเดือนเท่าเดิมแต่ก็มีแค่ไม่กี่คนที่ยอมเดินทางมาทำงานที่จีน จี้หย่าจึงเปลี่ยนมาใช้วิธีการเพิ่มเงินเดือนเพื่อดึงดูดใจ ในที่สุดก็สามารถดึงตัวผู้ช่วยคนที่กำลังวัดตัวให้เจินเหวินซิ่วมาทำงานได้


เจินเหวินซิ่วยิ้มไม่หุบ ความพอใจเขียนไว้เต็มใบหน้า จี้หย่าเองก็รู้สึกพึงพอใจมากเช่นกัน เธอยอมขึ้นเงินเดือนเพื่อเรียกตัวผู้ช่วยจากอเมริกาสองคนนี้มาทำงานด้วยก็เพราะต้องการเห็นผลลัพธ์เช่นนี้ ชาวจีนเห็นชาวต่างชาติดีกว่าตัวเอง ดังนั้นเมื่อมีผู้ช่วยสองคนนี้ คนอื่นจะรู้สึกว่าสตูดิโอของเธอมีความสามารถ


ชาวจีนยกย่องชาวต่างชาติ จี้หย่าจึงใช้ประโยชน์ทางจิตวิทยาข้อนี้เป็นจุดดึงดูด


“เหวินซิ่ว เสื้อผ้าที่เธอซื้อมาคราวก่อนอย่าใส่อีกเลย มันไม่เข้ากับบุคลิกของเธอ ฉันจะออกแบบชุดให้เธอโดยเฉพาะอีกหลายๆชุดเอง”


จี้หย่าต้องการคนมาโฆษณาให้เธอ


สตูดิโอของเธอคงลดตัวไปแจกใบปลิวเหมือนร้านของเซี่ยเสี่ยวหลานไม่ได้ เพราะการทำเช่นนั้นระดับมันต่ำเกินไป!



ตอนที่ 859: ถูกเธอจูงจมูก!



บ้าไปแล้ว!


ต้องเป็นคนแบบไหนถึงได้คิดที่จะทำแผนงานสองชุดภายในระยะเวลาสัปดาห์เดียว


สวี่เยวี่ยจิ้นอยากรู้ว่าเซี่ยเสี่ยวหลานมีพรสวรรค์ตรงไหน แต่หลังก้าวเข้ามาในห้องทำงาน เขาก็ไม่มีโอกาสได้เดินออกไปอีก


ดวงตาของเขาแดงก่ำเพราะการอดหลับอดนอน เมื่อยกมือลูบศีรษะก็เหมือนเส้นผมที่มีจำกัดลดน้อยลงอีกแล้ว สวี่เยวี่ยจิ้นซูบเซียวลงไปอย่างเห็นได้ชัด ในขณะที่เซี่ยเสี่ยวหลานเป็นคนที่คอยคุมงาน ตรงไหนวาดไม่ดีเธอก็จะรีบชี้ให้เห็น แต่การที่จะเห็นเธอลงมือวาดแบบเองมีนั้นน้อยมาก


พอหมดวันหยุดสุดสัปดาห์ เซี่ยเสี่ยวหลานก็ทิ้งกงหยางไว้ที่ห้องทำงานและกลับไปเรียนหนังสือที่มหาวิทยาลัยต่อทันที


ส่วนคนที่ถูกทิ้งให้วาดแบบต่อกลับพยายามทำงานอย่างเต็มที่ ราวกับได้ขายวิญญาณให้เซี่ยเสี่ยวหลานไปแล้ว!


ถ้าใครทนไม่ไหวก็จะไปนอนพักที่ห้องข้างๆสักครู่หนึ่ง โดยทุกคนจะมีถ้วยชารสเข้มวางอยู่ไม่ห่างกาย อีกทั้งใบชาเหล่านี้ก็เป็นสิ่งที่เซี่ยเสี่ยวหลานนำมาให้โดยเฉพาะ เธอให้ใบชาซินหยางเหมาเจี้ยนของขึ้นชื่อจากมณฑลอวี้หนานแก่พวกเขาคนละกระป๋อง และบอกอีกว่าเป็นของฝากจากบ้านเกิด... สวี่เยวี่ยจิ้นจึงอดสงสัยไม่ได้ว่า เซี่ยเสี่ยวหลานคงตุนใบชาเอาไว้เยอะมาก และคงเตรียมพร้อมให้ของขวัญกับผู้อื่นตลอดเวลา


แค่ใบชาอาจจะซื้อใจสหายชายไม่ได้ แต่ถ้ามีบุหรี่เพิ่มมาด้วยรับรองว่าไม่หนีหายไปไหน แถมบุหรี่ที่นำมาให้ยังเป็นของยี่ห้อจงหัว!


ถ้าไม่ใช่เพราะการดื่มเหล้าจะทำให้เสียงาน เซี่ยเสี่ยวหลานคงให้ทั้งบุหรี่ ชา และสุราเป็นแน่


สวี่เยวี่ยจิ้นรับรู้ได้ถึงความโหดเหี้ยมของนายทุนอย่างแท้จริง แต่สิ่งเดียวที่สัมผัสไม่ได้จากเซี่ยเสี่ยวหลานเลยก็คือ ‘พรสวรรค์’ ที่อาจารย์ของเขากล่าวไว้


เขาจึงตรงไปตัดพ้อกับหนิงเยี่ยนฝาน


“ห้องทำงานเต็มไปด้วยกลิ่นบุหรี่ ผมดมตัวเองแล้วรู้สึกเหมือนหมูรมควันไม่มีผิด”


หนิงเยี่ยนฝานมองผลงานที่ได้จากช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมานี้


“เธอดูคนที่อยู่ในห้องสิ มีใครทำงานอย่างไม่รู้สึกเต็มใจบ้าง คนที่ควบคุมตัวเองได้ย่อมเก่งกาจ แต่คนที่สามารถบริหารจัดการคนอื่นได้เป็นอย่างดี ไม่เรียกว่ามีพรสวรรค์แล้วจะเรียกว่าอะไรเล่า”


สวี่เยวี่ยจิ้นนิ่งอึ้งไปกับคำพูดของหนิงเยี่ยนฝาน


หนิงเยี่ยนฝานชี้ไปที่ภาพจำลองแบบงานที่เริ่มเห็นเป็นรูปเป็นร่างแล้ว


“ถึงปากของเธอจะพูดตัดพ้อ แต่ก็อดทำตามความคิดของเด็กคนนั้นไม่ได้ ต้องแก้ไขปรับปรุงตรงไหน เธอคิดว่าเซี่ยเสี่ยวหลานทำงานแบบไม่มีแผนการอย่างนั้นหรือ”


สวี่เยวี่ยจิ้นเงียบไปในบัดดล


พอคิดให้ดี เวลาเขาบอกเซี่ยเสี่ยวหลานว่าเรื่องนี้ยากที่จะทำได้จริงในด้านเทคนิค เธอจะตั้งใจฟังเป็นอย่างมาก หากไม่เข้าใจตรงไหนเธอก็ถามทันที เมื่อแสดงให้เห็นว่าไม่อาจทำตามความต้องการของเธอได้จริงๆ เธอถึงจะยอมแพ้อย่างยอมจำนน


แต่ถ้าบอกเซี่ยเสี่ยวหลานว่าไม่สวยตรงไหน เพียงเซี่ยเสี่ยวหลานพูดไม่กี่คำก็สามารถปัดคำแนะนำของพวกเขาที่ให้กับเธอตกไปได้ทันที... การออกแบบแผนงานนี้ทำตามความคิดของใคร? แน่นอนว่าทุกอย่างทำตามความคิดของเซี่ยเสี่ยวหลาน คนอื่นใช้แรงงาน แต่แผนงานทั้งหมดล้วนเป็นความคิดของเซี่ยเสี่ยวหลาน


พื้นฐานของเธอยังไม่แน่นพอเลยขอให้คนอื่นช่วยทำให้ความคิดของเธอสามารถจับต้องได้ ขอให้คนอื่นช่วยสนับสนุนเธอในด้านทักษะความรู้ที่เธอไม่สามารถทำได้!


สวี่เยวี่ยจิ้นลูบจมูกตัวเองเบาๆ หากตัดเรื่องอคติออกไป เวลานี้แบบร่างแรกของแผนงานเสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว


เขาจำเป็นต้องยอมรับว่า แผนงานตามความคิดของเซี่ยเสี่ยวหลานนั้นสวยมาก ความสวยในลักษณะนี้ไม่เหมือนกับความสวยในสายตาชาวจีนแผ่นดินใหญ่ทั่วไปที่มักจะเน้นการใช้สีแดงเป็นหลัก ทว่าแค่การเลือกใช้สีสันอย่างเหมาะสมก็ถือว่าน่าชื่นชมมากแล้ว


อย่างไรก็ตามสวี่เยวี่ยจิ้นยังคงปากแข็ง


“การตกแต่งภายในให้สวยงามไม่ใช่ความสามารถที่โดดเด่นในแวดวงสถาปัตยกรรม แค่อาศัยไหวพริบเท่านั้น เธอสร้างแผนงานสถาปัตย์ด้วยตัวคนเดียวไม่ได้ด้วยซ้ำ”


หนิงเยี่ยนฝานปรายตามองสวี่เยวี่ยจิ้น “เธอกลายเป็นคนเข้มงวดแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไรกัน เธอเอาอาเสวี่ยไปเทียบกับเด็กปีหนึ่งอย่างนั้นหรือ อาเสวี่ยเรียนเกี่ยวกับสถาปัตยกรรมมาแล้วกี่ปี แล้วเซี่ยเสี่ยวหลานเพิ่งเรียนศาสตร์นี้ได้นานแค่ไหน”


สวี่เยวี่ยจิ้นเริ่มรู้สึกกระดากอาย


เขาอายุสามสิบกว่าแล้วแต่ยังถือสาเด็กใหม่คนหนึ่ง แน่นอนว่าคนเรามักมีความลำเอียง สวี่เยวี่ยจิ้นติดตามหนิงเยี่ยนฝานมาสิบกว่าปี เรียกได้ว่าเห็นหนิงเสวี่ยมาตั้งแต่เธอยังเป็นเด็ก แต่หนิงเยี่ยนฝานกลับบอกว่าอนาคตเซี่ยเสี่ยวหลานสามารถแซงหน้าหนิงเสวี่ยได้ ดังนั้นตอนสวี่เยวี่ยจิ้นเข้าไปหาเซี่ยเสี่ยวหลาน สายตาของเขาจึงเต็มไปด้วยสายตาจับผิดและความคิดแบบมีอคติ


เมื่อคิดถึงความโง่เขลาของตัวเองเมื่อสมัยเรียนชั้นปีที่หนึ่ง แม้แต่ท่าจับดินสอก็ยังจับไม่ถูกด้วยซ้ำ แล้วเขามีสิทธิ์อะไรไปเข้มงวดกับเซี่ยเสี่ยวหลานขนาดนั้นกันเล่า


“อาจารย์ ผมขอตัวไปช่วยงานต่อก่อนนะครับ”


เห็นสวี่เยวี่ยจิ้นหนีไปแล้ว หนิงเยี่ยนฝานก็ก้มหน้ามองแบบร่างชุดแรกที่ได้รับมา


แผนงานมูลค่า16ล้านไม่ได้ปรับแก้จากแบบเดิมของเขามากนัก แต่แผนงานมูลค่า30ล้าน ตรงบริเวณพื้นที่ใช้งานสาธารณะถูกเปลี่ยนไปจนหมด


แต่บริษัทจากฮ่องกงจะยอมเพิ่มงบประมาณเป็นเท่าตัวจริงหรือ?


หนิงเยี่ยนฝานถือได้ว่าเป็นคนที่ยืดหยุ่นมาก คนรุ่นเดียวกับเขาหลังเกษียณอายุต่างก็พากันใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย คนที่ยังทำงานด้านสถาปนิกอยู่มีแค่ไม่กี่คนเท่านั้น


อย่างไรก็ตามเขาก็ยังมีช่องว่างทางความคิดกับเซี่ยเสี่ยวหลานอยู่ดี


หนิงเยี่ยนฝานไม่ใช่คนโง่ หลายปีมานี้สภาพแวดล้อมทางสังคมที่เปลี่ยนไปทำให้การตัดสินใจของคนเราเปลี่ยนตาม ก่อนการปฏิรูปเศรษฐกิจคนในยุคสมัยนั้นใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก แม้ภายหลังจะร่ำรวยขึ้นมาแต่ก็ยังติดนิสัยประหยัดอดออม ดังนั้นสำหรับหนิงเยี่ยนฝาน ‘การประหยัดงบประมาณ’ คือปัจจัยสำคัญอย่างแรก ไม่ใช่ว่าสถาปนิกชาวจีนจะยึดติดกับการตกแต่งในรูปแบบเดิม อาคารทรงเหลี่ยมเหมือนกล่องไม้ขีดไฟ หรืออาคารทรงกระบอกแข็งทื่อ นี่น่ะหรือคือการออกแบบ?


ทว่าการออกแบบอาคารลักษณะนี้สะดวกในการก่อสร้างและประหยัดงบประมาณน่ะสิ!


ประเทศจีนผ่านสงครามมานักต่อนัก และผ่านอุปสรรคมามากมาย ดังนั้นหากต้องการพัฒนาประเทศอย่างเต็มที่ เรื่องปัจจัยสี่ของผู้คนจำเป็นต้องถูกกดให้อยู่ในระดับต่ำสุดเท่าที่จะทำได้!


หลังการปฏิรูปเศรษฐกิจ ทุกอย่างกำลังจะเปลี่ยนไป หลายเมืองในแผ่นดินใหญ่เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงอย่างเชื่องช้า แต่พื้นที่แถบชายฝั่ง โดยเฉพาะเมืองที่ถูกกำหนดให้เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษอย่างเผิงเฉิงได้เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นทุกวัน


“ไม่แน่ว่าอาจจะทำได้จริง...” หนิงเยี่ยนฝานพึมพำกับตัวเอง


ลูกวัวเพิ่งเกิดย่อมไม่กลัวเสือ หนุ่มสาวไฟแรงกล้าหาญในการทำสิ่งใหม่ๆ แม้เขาจะตระหนักถึงเรื่องนี้ แต่คราวหน้าจะออกแบบให้ใครก็คงเลือกที่จะประหยัดงบประมาณให้ได้มากที่สุดอยู่ดี นั่นก็เพราะไม่ใช่ทุกคนที่จะมีเงินหนาเหมือนบริษัทฮ่องกง และไม่ใช่ทุกสิ่งปลูกสร้างคือโรงแรมระดับห้าดาว ควรประหยัดอย่างไรก็ต้องประหยัดอย่างนั้น!


ชั่วพริบตาก็ถึงวันที่17 ซึ่งเป็นวันกำหนดส่งมอบแผนงานให้กับฮั่วเฉินโจว


เซี่ยเสี่ยวหลานนัดกับอีกฝ่ายไว้ในช่วงคืนวันศุกร์


กงหยางเดินราวกับกำลังลอยตัว หนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมาเขากินนอนอยู่ที่สตูดิโอของหนิงเยี่ยนฝาน แต่ปกติเขามักจะแค่กินข้าว และได้นอนหลับเพียงเล็กน้อยเท่านั้น นอกจากนี้เขายังถูกบีบให้สูบบุหรี่มือสองกลายๆอีกด้วย


“เธอยังไหวไหม ถ้าไม่ไหวกลับไปนอนพักที่บ้านพักรับรองก่อนได้นะ”


กงหยางพยักหน้ารับอย่างอ่อนแรง แม้เขาจะไปเจอผู้จัดการฮั่วกับเซี่ยเสี่ยวหลานก็ไม่มีประโยชน์ เพราะถึงอย่างไรผู้จัดการฮั่วก็คงไม่ชื่นชมในตัวเขาอยู่ดี


กงหยางไม่ได้มีเส้นสายเหมือนเซี่ยเสี่ยวหลาน นอกจากวาดแบบตกแต่งภายในเป็น เขาก็คงไม่มีปัญญาเจรจาธุรกิจหลักสิบล้านเหมือนดั่งเซี่ยเสี่ยวหลาน ฝืนไปเจออีกฝ่ายก็ไร้ประโยชน์ การที่เซี่ยเสี่ยวหลานบอกให้เขากลับไปพัก นั่นก็ถือเป็นการแสดงความห่วงใยที่สมเหตุสมผลแล้ว


เซี่ยเสี่ยวหลานไปตามนัดพร้อมกับหลิวหย่ง พวกเขาได้ส่งมอบแผนงานทั้งสองแบบ และหลิวหย่งก็ได้เซ็นสัญญาฉบับใหม่กับฮั่วเฉินโจวด้วยเช่นกัน


สัญญาเดิมถือเป็นโมฆะ ในขณะที่สัญญาฉบับใหม่ทำให้หลิวหย่งรู้สึกหายใจไม่ทั่วท้อง ถ้าเสี่ยวหลานพูดถูก แผนงาน30ล้านผ่านการอนุมัติจริง หย่วนฮุยก็จะได้งานโครงการมูลค่า7.5ล้านหยวน!


“ผู้จัดการฮั่ว ถ้าแผนงาน16ล้านไม่ผ่านความเห็นชอบ อย่าลืมว่าคุณยังมีแผนสำรองอีกหนึ่งชุดนะคะ พกมันติดตัวไปด้วยคงไม่เปลืองพื้นที่ในกระเป๋าของคุณสักเท่าไร”


เซี่ยเสี่ยวหลานกล่าวย้ำฮั่วเฉินโจวอีกครั้ง อย่างไรก็ตามเธอรู้ว่าฮั่วเฉินโจวไม่เห็นความสำคัญกับคำพูดของเธอสักเท่าไร


เซี่ยเสี่ยวหลานไม่ได้อยากบีบให้ฮั่วเฉินโจวเลือกใช้แผนงานชุดที่สอง ถึงอย่างไรเธอก็ทุ่มเทให้กับทั้งสองแผนงานอย่างเต็มที่ เป้าหมายหลักของเธอคือการคว้าโอกาสนี้มาให้ได้ จะทำเงินได้มากหรือน้อยคือเรื่องรอง


ฮั่วเฉินโจวชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเก็บแผนงานทั้งสองชุดใส่กระเป๋า


“ผลลัพธ์จะเป็นเช่นไร วันจันทร์พวกคุณทั้งสองคนคงได้ทราบ”



ตอนที่ 860: ลูกสะใภ้คนใหม่



การประชุมตัวแทนผู้ถือหุ้นโครงการโรงแรมหนานไห่ได้มีการนัดหมายประชุมกันวันที่20 พฤษภาคม ซึ่งเป็นวันจันทร์


เดิมทีฮั่วเฉินโจวให้เวลาหย่วนฮุยปรับแก้แผนงานครึ่งเดือน แต่เซี่ยเสี่ยวหลานกลับระแวงเกินไปจนไม่ได้เซ็นสัญญาที่เผิงเฉิง ทำให้ระยะเวลาปรับแก้แผนงานเหลือเพียงหนึ่งสัปดาห์เท่านั้น


แม้ฮั่วเฉินโจวจะอยากสั่งสอนคนอวดฉลาดอย่างเซี่ยเสี่ยวหลานมากแค่ไหน แต่เขาก็จำเป็นต้องลากเซี่ยเสี่ยวหลานขึ้นเรือลำเดียวกันกับตงเฟิงโฮลดิ้ง นั่นเป็นเหตุให้เขาต้องอดทนกับความเอาแต่ใจของเธออย่างกล้ำกลืน


หลังฮั่วเฉินโจวออกไป หลิวหย่งก็เอาสัญญาฉบับใหม่ไปให้ผู้จัดการใหญ่อู่ประเมินมูลค่า


ผู้จัดการใหญ่อู่ให้ความร่วมมือกับหลิวหย่งเป็นอย่างดี


“น้องหลิว ธุรกิจคราวนี้ไม่เล็กเลยนะนี่”


บริษัทของหลิวหย่งไม่ใช่บริษัทรัฐวิสาหกิจ แต่เป็นบริษัทเอกชน การที่จะรับโครงการหลักหลายล้านหยวนได้นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ผู้จัดการใหญ่อู่ไม่เคยคุยงานกับนักธุรกิจอิสระที่รับงานมูลค่าสูงเช่นนี้มาก่อน ไม่สิ หลิวหย่งไม่ใช่นักธุรกิจอิสระธรรมดา แต่เป็นผู้ประกอบการเอกชน


หากมีหลักประกันเป็นสัญญามูลค่า4ล้านหยวน รวมกับบริษัทและเรือนสี่ประสานเช่นนี้ ผู้จัดการใหญ่อู่สามารถปล่อยสินเชื่อให้ได้จำนวน8แสนหยวน


แต่ถ้าสัญญามูลค่า7.5ล้าน ไม่จำเป็นต้องนำบริษัทกับเรือนสี่ประสานมาค้ำประกันผู้จัดการใหญ่อู่ก็กล้าปล่อยสินเชื่อจำนวน8แสนหยวนอย่างสบายๆ โครงการมูลค่า7.5ล้าน คงหากำไรได้เกิน8แสนหยวนอย่างแน่นอน ผู้จัดการใหญ่อู่ถามหลิวหย่งว่าต้องการขอสินเชื่อเพิ่มอีกหรือไม่ ทว่าหลิวหย่งกลับส่ายหน้าปฏิเสธ


“แปดแสนพอแล้วครับ มากกว่านี้คงลำบากทางคุณ”


จริงอย่างที่ว่า หากเป็นสินเชื่อจำนวนเกินหนึ่งล้านหยวน ผู้จัดการใหญ่อู่ไม่มีอำนาจในการอนุมัติ


เซี่ยเสี่ยวหลานลองคิดบัญชีให้หลิวหย่งดูแล้ว หากยึดตามกำหนดการชำระเงินของตงเฟิงโฮลดิ้ง ตอนเปิดโครงการจะมีเงินจำนวน1.8ล้านเข้ามาที่หย่วนฮุยทั้งที่เงินทุนช่วงแรกไม่จำเป็นต้องมีเยอะมากนัก จากจุดนี้ตงเฟิงโฮลดิ้งเหมือนให้เงินเปล่ากับหย่วนฮุยกลายๆนั่นเอง


ผู้จัดการใหญ่อู่ส่งสัญญาคืนให้หลิวหย่ง


“พอถึงวันจันทร์เมื่อไร ถ้าสัญญานี้เป็นผล ผมจะยื่นเรื่องขอสินเชื่อให้นะครับ”


หลิวหย่งเองก็ไม่มั่นใจเช่นกัน


แผนงานที่เสี่ยวหลานเป็นคนดูแลการปรับแก้จะผ่านการอนุมัติหรือเปล่า?


ถ้าแผนงานผ่านการอนุมัติ แล้วจะเป็นแผนงานมูลค่า16ล้านหรือ30ล้านกันที่จะถูกนำมาใช้?


เรื่องพวกนี้เป็นสิ่งที่ไม่แน่นอน


หากตงเฟิงโฮลดิ้งชนะ หย่วนฮุยก็จะมีโอกาสเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ


แต่หากไม่เป็นเช่นนั้นก็เท่ากับหย่วนฮุยเหนื่อยเปล่า เงินค่าที่ปรึกษาจำนวนสองหมื่นหยวนคงน่าเสียดายน่าดู อย่างไรก็ตามถ้าแผนงานไม่ผ่านการอนุมัติจริง เขาตั้งใจว่าจะจ่ายเงินก้อนนี้เอง และจะไม่ยอมปล่อยให้เซี่ยเสี่ยวหลานเสียทั้งเงินและแรงกายโดยเด็ดขาด!


ผู้จัดการใหญ่อู่เองก็เป็นห่วงแทนหลิวหย่งเช่นกัน


ถ้าไม่ได้งานนี้ หลิวหย่งกับเซี่ยเสี่ยวหลานคงไม่ขอสินเชื่อ แล้วเขาจะขายพันธบัตรให้ใครกัน?


พูดถึงเซี่ยเสี่ยวหลานแล้วผู้จัดการใหญ่อู่ก็นึกเรื่องหนึ่งขึ้นได้ “ผมหาหน้าร้านแถวหอกลองให้คุณได้แล้ว จะว่างไปเซ็นสัญญาเมื่อไรหรือครับ”


จะขอสินเชื่อหรือไม่ก็ไม่เกี่ยวกับการเปิดร้านสาขาที่สามของหลานเฟิ่งหวง เซี่ยเสี่ยวหลานวางแผนไว้ว่า หลังเปิดร้านสาขาซีตันและถนนซิ่วสุ่ยแล้ว เธอจะเปิดสาขาใหม่ที่หอกลอง โดยทั้งสามร้านจะตั้งอยู่ในวงแหวนชั้นที่สอง ตอนนี้เหลือแค่ทางฝั่งเหนือเท่านั้น เซี่ยเสี่ยวหลานก็จะสามารถล้อมใจกลางเมืองของกรุงปักกิ่งเอาไว้ได้อย่างเบ็ดเสร็จ ผู้จัดการใหญ่อู่อยากถามจริงๆว่า เธอคิดจะทำอะไรกันแน่!


เซี่ยเสี่ยวหลานไม่ได้มีแผนการชั่วร้ายแต่อย่างใด เธอแค่อยากหาเงินเท่านั้น


เปิดร้านสาขาโดยกระจุกตัวกัน มันจะมีความหมายอะไร เธอต้องการครองตลาดเสื้อผ้าที่ยังไม่มีใครไปเปิดก่อน เหนือใต้ออกตกสี่ทิศทาง มีแต่ยุค80เท่านั้นที่เธอจะสามารถเลือกทำเลที่ตั้งของร้านได้ตามใจชอบแบบนี้ และไม่ต้องห่วงว่าจะไม่เจอหน้าร้านที่เหมาะสม


ส่วนคนช่วยบริหารงานในร้านที่เหมาะสมนั้นหายากยิ่งนัก เพราะคนที่มีความสามารถคงไม่อยากมาทำงานในร้านขายเสื้อผ้าน่ะสิ


ถ้าไม่ค่อยๆหาก็ต้องปั้นคนขึ้นมา


นักศึกษามหาวิทยาลัยคงไม่มาทำงานในร้านเสื้อผ้า แต่ถ้าจะให้ปั้นพนักงานที่มีอยู่ตอนนี้ เซี่ยเสี่ยวหลานค่อนข้างเห็นแววของหวังหลิน พนักงานประจำสาขาซิ่วสุ่ยที่อยากฝึกพูดภาษาอังกฤษ


ความกระตือรือร้นอยากพัฒนาตัวเองคือข้อได้เปรียบอย่างหนึ่ง


เปิดร้านสาขาที่สามเมื่อไร เซี่ยเสี่ยวหลานก็เตรียมให้พวกเธอได้แข่งขันกันเอง


เซี่ยเสี่ยวหลานใช้เวลาช่วงสุดสัปดาห์ที่เหลือไปเซ็นสัญญาเช่าหน้าร้านแถวหอกลอง ในขณะที่กงหยางนอนพักได้หนึ่งวันก็ถูกเซี่ยเสี่ยวหลานลากมาทำงานทันที


“งานมาหาเธออีกแล้ว!”


กงหยางอยู่ปักกิ่ง ดังนั้นการให้เขาออกแบบตกแต่งร้านย่อมไม่ใช่ปัญหา อีกอย่างหลิวหย่งก็ทิ้งเก่อเจี้ยนไว้กับเธอ ส่วนตัวเขานั้นกลับเผิงเฉิงตามหลังฮั่วเฉินโจวไปติดๆ


เรื่องเซี่ยฉางเจิง เซี่ยเสี่ยวหลานและเก่อเจี้ยนต่างพากันปิดปากเงียบโดยไม่ได้นัดหมาย นักเลงไปสารภาพผิดเองได้อย่างไร แม้เรื่องนี้จะสุ่มเสี่ยงไปหน่อย แต่เซี่ยเสี่ยวหลานไม่มีทางพูดขึ้นมาเอง


เธอปลอดภัย เก่อเจี้ยนเองก็ปลอดภัย


ส่วนศัตรูของเธอนั้นเข้าคุกไปแล้ว


นี่คือผลลัพธ์ที่เซี่ยเสี่ยวหลานต้องการ!


-------------------------------


เผิงเฉิง


เซี่ยต้าจวินทำตามคำสั่งของบริษัท หลังพักรักษาตัวมาเป็นอย่างดีแล้ว เขาก็มาตอกบัตรเข้างานตามปกติ หมอบอกให้เขาพยายามเดินเอง อย่าพึ่งพาแต่รถเข็น ขอเพียงร่างกายรับไหว เขาควรเดินให้มากขึ้น


บริษัทได้จัดหาตำแหน่งงานง่ายๆมาให้เซี่ยต้าจวินทำ


อย่างเช่นงานส่งเอกสารต่างๆ เพราะงานที่ซับซ้อนกว่านี้เขาไม่สามารถทำได้ อย่าว่าแต่เอกสารภาษาอังกฤษหรือภาษาจีนตัวเต็มเลย แค่ภาษาจีนแบบตัวย่อที่ถึงแม้เขาจะสามารถอ่านออก แต่ก็ไม่เข้าใจสิ่งที่เอกสารต้องการสื่ออยู่ดี


เซี่ยต้าจวินไม่เหมาะกับงานนั่งโต๊ะในบริษัท


ผู้จัดการเองก็รู้สึกกลุ้มใจเช่นกัน เดือนหน้าควรให้เงินกับเซี่ยต้าจวินเท่าไรดี?


งานที่เซี่ยต้าจวินทำ แม่บ้านประจำออฟฟิศยังสามารถทำได้เลย หากได้เงินเดือนเดือนละหลายร้อยหยวน คงมีคนต่อคิวสมัครเข้าบริษัทยาวเป็นหางว่าวแน่นอน


ผู้จัดการอยากไปถามอาหัว แต่อาหัวได้ตามตู้เจ้าฮุยกลับฮ่องกงไปแล้ว


คุณชายใหญ่ไม่อยู่เผิงเฉิง ผู้จัดการจึงต้องปล่อยให้เซี่ยต้าจวินนั่งว่างไปก่อน รออาหัวกลับมาค่อยว่ากันอีกที


เซี่ยต้าจวินไม่รู้ตัวเลยว่า ตนกำลังเผชิญหน้ากับวิกฤตด้านหน้าที่การงาน


หลังผ่านอุปสรรคสารพัดมากมาย เขาก็ได้พบกับความรักครั้งที่สอง เมื่อผ่านการพิจารณาอย่างรอบคอบ ในที่สุดเสียวอวี่ก็ตอบตกลงคบหากับเขาแล้ว!


เซี่ยต้าจวินพาเสียวอวี่มาที่ห้องเช่าของตน แม่เฒ่าเซี่ยมองเธอตั้งแต่หัวจรดเท้าอย่างจับผิด ส่วนครอบครัวของเซี่ยหงปิงนั้นได้แต่นิ่งอึ้ง


แม่เฒ่าเซี่ยรู้สึกว่าเสียวอวี่นั้นรูปร่างผอมเกินไป ไม่รู้ว่าผู้หญิงคนนี้จะสามารถคลอดลูกชายได้หรือเปล่า


เซี่ยหงปิงอึ้งเพราะคาดหวังอยากให้พี่รองเลี้ยงดูครอบครัวของเขา แต่นึกไม่ถึงเลยว่าพี่รองจะพาพี่สะใภ้รองคนใหม่กลับมาบ้านโดยไม่บอกกันก่อนเช่นนี้!


มีสะใภ้รองคนใหม่ อนาคตก็คงมีลูกสินะ


มีลูกสาวไม่ว่า แต่ถ้ามีลูกชายเล่าจะทำอย่างไร? ไม่ใช่ทุกคนที่จะรับมือได้ง่ายเหมือนหลิวเฟิน ถ้าสะใภ้รองคนใหม่คอยดูแลเงินของพี่รองอย่างเข้มงวดละก็...


เซี่ยต้าจวินไม่รู้ถึงความคิดของคนในครอบครัวแม้แต่น้อย “แม่ นี่คือเสียวอวี่ พวกเรารู้จักกันมานานแล้ว เสียวอวี่เป็นคนอำเภอเหอตง มณฑลอวี้หนาน พวกเราตกลงกันแล้วว่าจะใช้ชีวิตร่วมกัน แม่มาเจอลูกสะใภ้คนใหม่สิครับ”


หลังแม่เฒ่าเซี่ยล้มป่วยตาก็เข ทั้งยังพูดจาไม่ฉะฉานเหมือนเมื่อก่อน


เธอถามอะไร เสียวอวี่ก็จะตอบแค่เท่าที่สามารถตอบได้ แม่เฒ่าเซี่ยได้ยินว่าครอบครัวของเธอยากจนจึงต้องมาหางานทำที่เผิงเฉิงก็รู้สึกไม่พอใจ เธอนึกว่าหลังเซี่ยต้าจวินรวยแล้วจะหาเมียได้ดีกว่านี้


ความสาวความสวยเป็นแค่คุณสมบัติพื้นฐาน ทว่าอย่างน้อยก็ควรมีงานการทำเป็นหลักแหล่งสิ


บ้านฝ่ายหญิงไม่จำเป็นต้องรวยมาก แต่ก็ไม่ควรเป็นตัวถ่วง! จะต้องช่วยส่งเสริมตระกูลเซี่ยได้ เมื่อก่อนเซี่ยต้าจวินตาบอดถึงได้หาคนที่คลอดลูกชายไม่ได้อย่างหลิวเฟินมาทำเมีย แถมฐานะทางบ้านก็ยากจนเสียยิ่งกว่าอะไร!


สิ่งที่เซี่ยต้าจวินคิดคือเขาอยากมีชีวิตที่ดีกว่าหลิวเฟิน ในขณะที่แม่เฒ่าเซี่ยกลับคิดไปไกลยิ่งกว่านั้น ตอนนี้เธออยากได้สะใภ้ที่ดีกว่าหลิวเฟิน แน่นอนว่าถ้าลูกชายเธอได้ลูกสาวข้าราชการมาเป็นเมียก็คงจะดี แต่เด็กที่ชื่อเสียวอวี่คนนี้คุณสมบัติแย่เกินไปแล้ว!


ทว่าเซี่ยต้าจวินเป็นคนเลือกเองเพราะความถูกใจ แม่เฒ่าเซี่ยพอรู้ว่าทั้งคู่จะกลับไปจดทะเบียนสมรสที่บ้านเกิดช่วงสิ้นปีก็ไม่ปริปากคัดค้านสักคำ ยังมีเวลาอีกครึ่งปีกว่า ครอบครัวเธอได้ผู้หญิงคนนี้ทำงานให้ฟรีๆ คอยหลับนอนกับเซี่ยต้าจวิน ทั้งยังคอยปรนนิบัติรับใช้เธอไปพลางๆ ทำไมเธอต้องคัดค้านด้วยเล่า?


เสียวอวี่เห็นครอบครัวนี้แล้วก็มีความคิดเป็นของตัวเองเช่นกัน


นอกจากต้องเชื่อฟังคำสั่งหลิวเทียนเฉวียนให้พยายามเข้าหาเซี่ยต้าจวินแล้ว เธอเองก็อยากเกาะเซี่ยต้าจวินเพื่อสร้างเนื้อสร้างตัว อย่างไรก็ตามแม้เซี่ยต้าจวินจะได้เงินเดือนมาไม่น้อย แต่กลับต้องดูแลครอบครัวที่ใหญ่ขนาดนี้...


เสียวอวี่ทักทายคนตระกูลเซี่ยอย่างอ่อนโยน แต่ในใจกลับคิดวางแผนว่าจะไล่ส่วนเกินพวกนี้ออกไปอย่างไรดี!



จบตอน

Comments