boss80 ep871-880

 ตอนที่ 871: บริษัทเล็กไม่น่าอาย!


โครงการที่หย่วนฮุยรับเพิ่มจากมูลค่า4ล้านเป็น7.5ล้าน ในขณะที่รถซีตรองได้ราคาสูงกว่าที่เซี่ยเสี่ยวหลานคิดไว้จึงกลายเป็นตัวอุดรอยรั่วด้านเงินทุนของเซี่ยเสี่ยวหลานในบัดดล


โครงการโรงแรมหนานไห่นั้นเร่งด่วนมาก การประชุมผู้ถือหุ้นใหญ่เพิ่งอนุมัติแผนงานของหย่วนฮุยก็ต้องรีบดำเนินการทันที


ตงเฟิงโฮลดิ้งไม่ใช่บริษัทตกแต่งภายใน พวกเขาเน้นแค่งานด้านการลงทุนและการบริหารจัดการเท่านั้น


พวกเขาได้แบ่งงานหนึ่งในสี่ของโครงการให้หย่วนฮุย ส่วนงานที่เหลือนั้นเป็นของหัวเจี้ยนทั้งสิ้น


ผู้รับผิดชอบของหัวเจี้ยนที่เผิงเฉิงเคยพบกับหลิวหย่งมาแล้ว ตอนงานประมูลบ้านพักรับรองเทศบาลเมือง เมื่อครั้งนั้นหย่วนฮุยเป็นม้ามืดคว้าโครงการบ้านพักรับรองไปได้ แน่นอนว่าหัวเจี้ยนย่อมรู้สึกไม่พอใจ


อย่างไรก็ตามเป้าหมายของหัวเจี้ยนไม่ใช่บ้านพักรับรอง แต่เป็นโรงแรมหนานไห่มาโดยตลอด


ท้ายที่สุดหัวเจี้ยนก็สามารถคว้าโครงการโรงแรมหนานไห่มาได้สำเร็จ แต่ตงเฟิงโฮลดิ้งกลับแบ่งหนึ่งในสี่ของงานให้กับหย่วนฮุย เรื่องนี้ทำให้คนของหัวเจี้ยนไม่ชอบใจ!


แต่ไม่ชอบใจไปก็ทำอะไรไม่ได้ แผนงานของหย่วนฮุยผ่านการอนุมัติจากผู้ถือหุ้นฝั่งฮ่องกง นั่นก็หมายความว่าถ้าไม่มีหย่วนฮุยเข้าร่วมด้วย โครงการนี้จะต้องตกเป็นของบริษัทตกแต่งภายในจากฮ่องกง อย่าว่าแต่สามในสี่ของโครงการเลย หัวเจี้ยนคงไม่ได้มีส่วนร่วมกับโครงการนี้อย่างแน่นอน


การออกแบบของหย่วนฮุยเหนือชั้นกว่าบริษัทฮ่องกง และสุดท้ายก็สามารถคว้าโครงการนี้มาได้สำเร็จ แต่ก็มิวายมีคนนินทาลับหลัง


หลิวหย่งรู้สึกหงุดหงิดเป็นอย่างมาก หลังจากที่เขาเดินทางมาปักกิ่งเพื่อดำเนินเรื่องขอสินเชื่อจึงอดบ่นกับเซี่ยเสี่ยวหลานไม่ได้


“ทุกคนเอาแต่บอกว่าหย่วนฮุยใช้เส้นสายของนายกทังเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ คนพวกนั้นรู้อะไรเสียที่ไหน!”


คำว่าใช้เส้นสายลบความพยายามของเขากับเสี่ยวหลานไปจนหมด ทังหงเอินเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของเกมนี้เพราะตงเฟิงโฮลดิ้ง แต่ถ้าไม่มีแผนงานการสร้าง ‘สระว่ายน้ำไร้ขอบ’ ที่สามารถเอาชนะใจผู้ถือหุ้นจากฮ่องกงได้ วันนั้นผลลัพธ์จะเป็นเช่นไรคงไม่มีใครกล้ารับประกัน!


โครงการมูลค่า7.5ล้านหยวนต้องใช้เงินทุนก้อนใหญ่ ทว่าหลิวหย่งกับเซี่ยเสี่ยวหลานก็ไม่ได้รบกวนทังหงเอินแต่อย่างใด เพราะกลัวเขาจะได้รับผลกระทบในภายหลัง อีกทั้งพวกเขาก็ทำเรื่องขอสินเชื่อที่ปักกิ่งทั้งหมด ไม่ไปหาธนาคารของเผิงเฉิงเสียหน่อย


แม้จะทำเช่นนี้แล้ว แต่หลิวหย่งก็ยังได้ยินคนนินทาว่าร้ายอยู่ดี


“ต้องเป็นฝีมือคนของหัวเจี้ยนที่ขัดหูขัดตาพวกเราแน่ นึกว่าเราไม่มีปัญญาทำโครงการโรงแรมระดับห้าดาวสินะ”


เซี่ยเสี่ยวหลานขมวดคิ้วมุ่น


“ลุงคะ อาทังช่วยพวกเราจริงๆ ดังนั้นคนนอกจะพูดอย่างไรลุงไม่ต้องสนใจหรอกค่ะ การตกแต่งโรงแรมหนานไห่ครั้งนี้พวกเราต้องทำให้ดีที่สุด ตอนตรวจรับงานถ้าได้ผลลัพธ์ที่น่าพอใจ เสียงนินทาพวกนี้ก็จะหายไปเอง!”


ไม่อยากถูกคนวิจารณ์คงเป็นไปไม่ได้


หย่วนฮุยสามารถคว้าโครงการใหญ่มาได้สองครั้งเพราะบารมีของทังหงเอินจริง


แม้ทังหงเอินจะแค่มอบโอกาสให้พวกเขาก็ตาม แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันคือการช่วยเหลืออย่างหนึ่ง


อย่างเช่นครั้งนี้ ไม่ว่าแผนงานที่เซี่ยเสี่ยวหลานนำทีมจะมีความสร้างสรรค์มากแค่ไหน หากไม่ได้ทังหงเอินคอยช่วย ฮั่วเฉินโจวก็คงไม่ชายตาแลบริษัทเล็กๆ อย่างหย่วนฮุยแน่นอน


บริษัทเล็กแล้วทำไม บริษัทเล็กๆที่สร้างขึ้นมาด้วยสองมือเปล่ามันน่าขายหน้าตรงไหน?


จากการพัฒนาที่รวดเร็วเช่นนี้ อีกไม่นานหย่วนฮุยจะต้องกลายเป็นบริษัทที่ใหญ่โตและแข็งแกร่งอย่างแน่นอน


หลิวหย่งรู้สึกอัดอั้นใจมาตลอดทาง แต่หลังฟังเซี่ยเสี่ยวหลานพูดไม่กี่คำความรู้สึกเหล่านั้นก็กลับกลายเป็นแรงฮึดสู้


“เสี่ยวหลาน หลานดูสิ โครงการนี้ไม่มีทางพลาดแน่นอน!”


หัวเจี้ยนมีรากฐานและทักษะที่แข็งแกร่ง หลิวหย่งคงเทียบไม่ได้ ตอนนี้เขาจึงทำได้เพียงพยายามทุ่มเทเพื่อทำให้โครงการโรงแรมหนานไห่ประสบความสำเร็จด้วยดี เรื่องอื่นเขาไม่มั่นใจ แต่คนงานที่เขามีนั้นติดตามเขามาเป็นปีแล้ว อีกทั้งก่อนหน้านี้หลิวหย่งก็เพิ่งซื้อตัววิศวกรวัยเกษียณสองคนมาทำงานในบริษัทด้วยเงินเดือนสูงลิ่ว แน่นอนว่าสิ่งเหล่านี้เขาทำไปเพื่อเตรียมรับโครงการโรงแรมหนานไห่ ดังนั้นเขาจะทำมันพังไม่ได้


“ลุงคะ หากพวกเราผ่านโครงการโรงแรมหนานไห่ไปได้ ทุกอย่างก็จะดีขึ้นเอง ต่อไปหย่วนฮุยก็จะมีผลงานชิ้นเอก บริษัทจะเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น นอกจากกงหยางแล้วพวกเราสามารถจ้างนักศึกษาคนอื่นได้ ถึงเราจะยังเทียบหัวเจี้ยนไม่ได้ แต่นั่นก็ไม่ใช่เรื่องน่าอาย อย่างไรก็ตามพวกเราจะสู้เขาไม่ได้ไปตลอดชีวิตหรือคะ ถ้าเราประสบความสำเร็จในโครงการโรงแรมหนานไห่โดยเฉพาะ อนาคตไม่ว่าเราจะรับโครงการแบบไหนก็จะไม่มีใครกล้าสงสัยอีกแล้ว”


เซี่ยเสี่ยวหลานรู้ซึ้งในเรื่องนี้เป็นอย่างดี


เมื่อก่อนมีคนบอกว่าเธอไม่คู่ควรกับโจวเฉิง ตอนนี้ก็มีคนสงสัยว่าเธอเกาะตระกูลโจวเพื่อความสำเร็จ แน่นอนว่าเซี่ยเสี่ยวหลานรับรู้เรื่องนี้มาโดยตลอด


แต่เธอคงไม่อาจอธิบายให้เสียงนินทาเหล่านี้เข้าใจได้ทุกคนจริงหรือไม่?


เพราะฉะนั้นเรื่องแบบนี้ไม่มีอะไรให้ต้องอธิบาย ใช้ความสามารถตบหน้าอีกฝ่าย ดีกว่าเปลืองน้ำลายอธิบายไปเปล่าๆ


หลิวหย่งถูกเซี่ยเสี่ยวหลานปลุกใจจนฮึกเหิม พอคิดดูให้ดีก็ไม่เห็นต้องรู้สึกโกรธ หลังทำโครงการนี้เสร็จแล้วแม้เขาจะต้องแบ่งกำไรกับเสี่ยวหลานครึ่งหนึ่ง แต่ก็จะได้เงินหลายแสนหยวนเข้ากระเป๋า ในขณะที่พวกที่นินทาลับหลังอย่าว่าแต่เงินแสนเลย มีเงินติดกระเป๋าถึงหลักหมื่นหรือเปล่า?


“เสี่ยวหลาน หลานพูดถูก พวกเราไม่ต้องสนใจพวกปากยื่นปากยาวหรอก ฮึ!”


เมื่อครู่ยังรู้สึกโกรธ แต่ไม่ทันไรก็เปลี่ยนมาหยิ่งผยองเสียแล้ว เธอไม่เข้าใจผู้จัดการใหญ่อู่และลุงของตนเลยจริงๆ


ชายวัยกลางคนพวกนี้เป็นอะไรกันไปหมด?


อารมณ์แปรปรวน เอาใจยากเสียจริง!


ตั้งแต่เซี่ยเสี่ยวหลานจัดการกับครอบครัวเซี่ยจื่ออวี้ ตลอดจนคว้าโครงการโรงแรมหนานไห่มาได้ เธอกลายเป็นคนที่งานรัดตัว


ดังนั้นเมื่อทุกอย่างเรียบร้อยดีแล้ว เธอถึงว่างไปที่บ้านโจว


นอกจากเยี่ยมสองผู้อาวุโสตระกูลโจวแล้ว ยังมีเรื่องของตระกูลสือที่ได้กวนฮุยเอ๋อคอยดูแลมาโดยตลอด


“งานของเว่ยเจวียนหงกับสือผิงเรียบร้อยดีแล้ว พวกเขาสองคนได้เข้าทำงานที่โรงงานบุหรี่”


เว่ยเจวียนหงกับสือผิงไม่มีทักษะและวุฒิการศึกษาติดตัว ข้อได้เปรียบเพียงหนึ่งเดียวคือการเป็นญาติทหารผู้เสียสละ แม้จะไม่มีทักษะอย่างไรก็สามารถฝึกฝนกันได้ แต่ถ้ายัดพวกเขาเข้าทำงานในหน่วยงานสำคัญคงเป็นการทำร้ายกันทางอ้อมแน่นอน


เว่ยเจวียนหงเป็นหญิงชนบท ไม่มีทางทำงานในสำนักงานได้ดี แม้งานในสำนักงานดูเหมือนจะสบาย แต่บางที่กลับมีการแข่งขันกันภายใน ให้เว่ยเจวียนหงไปรับมือกับสงครามภายในแบบนั้น สู้ให้เธอไปทำงานในโรงงานเสียยังดีกว่า


ทำงานในโรงงานได้ดีย่อมมีสิทธิ์ได้เลื่อนตำแหน่ง แม้เว่ยเจวียนหงจะมีลูกสองคนแล้วแต่ความจริงเธอเพิ่งอายุ20กว่าเท่านั้น ยังมีเวลาให้ต่อสู้ฝ่าฟันอีกมาก


ส่วนทางสือผิงนั้นยิ่งง่าย สมองของเขาไม่สมบูรณ์พร้อม ดังนั้นหน้าที่ที่ได้รับจึงแค่ใช้แรงงาน ไม่จำเป็นต้องใช้ความคิดอะไรทั้งนั้น


อีกทั้งงานที่ต้องใช้แรงงานในโรงงานบุหรี่ไม่ได้ลำบากมากมายอะไรนัก สือผิงจึงผ่านการอบรมและเริ่มงานแล้ว


เซี่ยเสี่ยวหลานรู้ดีว่าการจัดสรรงานครั้งนี้เต็มไปด้วยความใส่ใจ โจวเฉิงค้าบุหรี่เพื่อหาเงิน แน่นอนว่าการผลิตบุหรี่สร้างกำไรมหาศาลให้กับโรงงาน บริษัทที่ผลประกอบการดีเช่นนี้ สวัสดิการย่อมดีตาม แต่ไม่รู้ว่าเว่ยเจวียนหงจะพึงพอใจหรือไม่


ครั้งก่อนเซี่ยเสี่ยวหลานไปเยี่ยมคนตระกูลสือ แต่คลาดกับเว่ยเจวียนหง


หลังเว่ยเจวียนหงรู้ว่าสือข่ายสละชีพเพื่อช่วยโจวเฉิงก็ทำใจไม่ได้ หากจะโกรธจะเกลียดเซี่ยเสี่ยวหลานก็เข้าใจเป็นอย่างดี


แต่ถ้าเธอเป็นแบบนี้ไปทั้งชีวิต เซี่ยเสี่ยวหลานคงรู้สึกอ่อนใจ


ทำให้คนอื่นลำบากใจเช่นนี้ ตัวเองก็คงรู้สึกไม่ดีเช่นกัน


แต่คนแบบป้าสือ เซี่ยเสี่ยวหลานชอบมาก


“คุณน้ายังไม่คิดจะบอกความจริงกับป้าสือใช่ไหมคะ”


เห็นได้ชัดว่ากวนฮุ่ยเอ๋อเองก็ถูกชะตากับป้าสือ ไม่เกี่ยวกับเรื่องพื้นฐานทางครอบครัวหรือการศึกษา บางคนต่อให้อ่านหนังสือไม่ออก แต่ก็เป็นคนจิตใจดีและเอื้ออาทร


หลังใกล้ชิดกับป้าสือหลายครั้ง กวนฮุ่ยเอ๋อก็เปลี่ยนจากความรู้สึกผิดและสงสารมาเป็นความนับถือ ความคิดของเธอจึงเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง


“ถ้าปิดบังไปได้ทั้งชีวิตก็ดีไม่ใช่หรือ”


เซี่ยเสี่ยวหลานส่ายหน้า “คุณน้าก็รู้ว่ามันเป็นไปไม่ได้”


————————————————


บ้านสือ


ญาติของพี่เจิงที่มาช่วยงานถูกป้าสือส่งตัวกลับไปด้วยท่าทางแน่วแน่


การผ่าตัดตาของเธอประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก หลังรักษาตัวอยู่สองเดือนกว่า สายตาของป้าสือก็กลับมาเกือบเต็มร้อย หลายปีก่อนตอนที่สายตายังไม่มีปัญหา งานในไร่ส่วนใหญ่ล้วนเป็นหน้าที่ของเธอ เธอจึงคิดว่าการเลี้ยงหลานสองคนด้วยตัวคนเดียวคงไม่มีปัญหา ไม่จำเป็นต้องจ้างพี่เลี้ยงให้เปลืองเงิน


ตอนนี้เว่ยเจวียนหงกับสือผิงเริ่มทำงานแล้ว ป้าสือจึงเลี้ยงหลานอยู่บ้านเพียงลำพัง


ถ้าถามว่าป้าสือยังกังวลเรื่องไหนอีก ก็คงเป็นเรื่องที่เธอกำลังพักอยู่ในบ้านของตระกูลโจว


เมื่อเห็นเว่ยเจวียนหงเลิกงานกลับมา ป้าสือก็ถือโอกาสนี้ถามอีกครั้ง


“เจวียนหง ได้ถามเรื่องการจัดสรรบ้านพักจากโรงงานแล้วหรือยัง”



ตอนที่ 872: คำขอร้องของป้าสือ



เว่ยเจวียนหงรู้สึกเหนื่อยเหลือเกิน


งานในโรงงานไม่ได้สบายไปกว่างานในไร่แม้แต่น้อย เธอต้องยืนครั้งละหลายชั่วโมง แถมยังต้องใช้สมาธิตลอดเวลาอีกด้วย


หากเสียสมาธิเมื่อไร โอกาสที่มวนบุหรี่ในมือจะกลายเป็นสินค้าเสียหายนั้นมีสูงมาก นอกจากนี้คนงานทุกคนจะมีตะกร้าวางอยู่ด้านข้าง บุหรี่ที่ไม่ผ่านเกณฑ์จะถูกทิ้งลงในนั้น หลังเลิกงานพอมาดูในตะกร้าพบว่า ตะกร้าของเว่ยเจวียนหงมีสินค้าที่ไม่ผ่านมาตรฐานมากที่สุด


ทว่าเว่ยเจวียนหงเป็นพนักงานใหม่ ทั้งยังเป็นภรรยาของทหารผู้เสียสละจึงไม่มีใครตำหนิเธอสักคน แต่เธอกลับรู้สึกไม่สบายใจเสียเอง


เธอไม่ชอบงานที่โรงงานบุหรี่แม้แต่น้อย ตอนแรกที่โจวเฉิงบอกว่าจะหางานดีๆให้เธอทำ เว่ยเจวียนหงนึกว่าจะเป็นงานนั่งในสำนักงาน รินชาหรือยื่นหนังสือพิมพ์ให้หัวหน้าเสียอีก


ใครจะไปคิดว่าจะเป็นงานในโรงงานที่ต้องยืนทั้งวัน ทุกวันหลังเลิกงานเท้าของเว่ยเจวียนหงบวมไปหมด


นี่น่ะหรืองานที่ดี?


เว่ยเจวียนหงเป็นคนมีปมในใจ แต่เวลาแม่สามีเธอคุยกับเพื่อนบ้าน พวกเขายังมีคนคิดอิจฉาครอบครัวเธอ


แต่ในความคิดของเว่ยเจวียนหงไม่เห็นจะมีอะไรน่าอิจฉาเลยสักนิด ตระกูลโจวเป็นข้าราชการ กวนฮุ่ยเอ๋อที่มาบ้านเธออยู่บ่อยครั้งทำงานอยู่ที่กระทรวงสาธารณสุข พ่อของโจวเฉิงเองก็เป็นถึงหัวหน้าอะไรสักอย่าง แม้แต่คู่ครองอย่างเซี่ยเสี่ยวหลานก็มีชีวิตที่ดีมากเช่นกัน


งานที่ชาวบ้านอิจฉา สำหรับตระกูลโจวแล้วก็แค่งานที่หามาให้พวกเธออย่างขอไปทีเท่านั้น


พอได้ยินแม่สามีเร่งถามเรื่องบ้านพัก เว่ยเจวียนหงจึงไม่ค่อยจะใส่ใจเท่าไรนัก


“แม่ ฉันเป็นพนักงานใหม่ของโรงงาน ใครจะจัดสรรบ้านพักให้ล่ะ! ที่นี่อยู่ไม่ไกลจากโรงงาน ฉันกับสือผิงไปทำงานใช้เวลาเดินทางแค่ครึ่งชั่วโมง อยู่ที่นี่ก็ดีอยู่แล้วไม่ใช่หรือ”


มันก็ดีอยู่หรอก


ในขณะที่ครอบครัวคนอื่นต้องเบียดเสียดกันอยู่ในห้องเดียว เรือนหลังหนึ่งอยู่อาศัยกันหลายครัวเรือน


มีแต่ครอบครัวสือที่ได้ครอบครองบ้านทั้งหลัง ยามป้าสือถามข่าวต่างๆ จากเพื่อนบ้านทีไร ต้องถูกเพื่อนบ้านถามความเป็นมาของครอบครัวเธอทุกที


ป้าสือบอกปัดว่ามีญาติให้ความช่วยเหลือ เพื่อนบ้านได้ยินดังนั้นต่างพากันรู้สึกอิจฉา


“ค่าเช่าเดือนหนึ่งแพงมาก และต้องมีเส้นสายด้วย คนทั่วไปเช่าเรือนทั้งหลังไม่ได้หรอก ญาติของเธอต้องพยายามมากเลยนะ!”


บ้านเช่ามีเยอะขนาดนั้นเสียที่ไหน บ้านส่วนใหญ่ถูกแบ่งสัดส่วนจนอยู่กันได้หลายครอบครัว แน่นอนว่าใครๆก็ไม่อยากเบียดเสียดอยู่กับครอบครัวอื่นอีกเจ็ดแปดครอบครัวในบ้านหลังเดียวกัน แค่ทำเสียงดังนิดหน่อย เพื่อนร่วมบ้านต่างก็ได้ยินหมด


มีบ้านทั้งหลังเป็นของตัวเองดีแค่ไหน ไม่ต้องเคยอาศัยอยู่ก็สามารถจินตนาการได้


ที่นี่ไม่ใช่ชนบทแต่เป็นเมืองใหญ่ บ้านเรือนไม่เพียงพอต่อจำนวนประชากร ทุกคนจึงถูกบีบให้ต้องอยู่กันอย่างแออัด


เว่ยเจวียนหงรู้สึกว่างานที่โรงงานบุหรี่ยังดีไม่พอ แต่ป้าสือกลับรู้สึกพอใจมาก


ไม่ใช่แค่สะใภ้ของเธอที่มีงานมีการทำ แม้แต่ลูกชายคนเล็กอย่างสือผิงก็ได้ทำงานด้วย งานลักษณะนี้เป็นงานที่มั่นคง อนาคตของสือผิงย่อมไม่น่าเป็นห่วงอีกต่อไป! งานขนย้ายของไม่น่ากลัว สมองแบบสือผิงไม่สามารถทำงานอื่นได้ แต่ตราบใดที่ยังมีเรี่ยวแรง เขาย่อมไม่มีวันอดตาย!


เรื่องเดียวที่ค้างคาใจป้าสือคือเรื่องบ้าน เธอดูออกว่าเว่ยเจวียนหงไม่อยากย้าย ป้าสือจึงไม่หาเรื่องเธออีก


วันต่อมา เว่ยเจวียนหงกับสือผิงไปทำงานแล้ว หลังป้าสือกล่อมหลานทั้งสองคนเข้านอน เธอได้ขอให้คนอื่นช่วยโทรศัพท์ให้ กวนฮุ่ยเอ๋อเคยบอกไว้ว่าสามารถโทรหาเธอได้ตลอดเวลา ตอนนี้ป้าสือจึงโทรหากวนฮุ่ยเอ๋อเพราะเธอมีเรื่องอยากขอร้องให้กวนฮุ่ยเอ๋อช่วย


ตอนกวนฮุ่ยเอ๋อรับสาย เซี่ยเสี่ยวหลานก็อยู่เช่นกัน วันนี้เธอเอาเสื้อผ้ามาให้กวนฮุ่ยเอ๋อที่บ้านโจว


ก่อนหน้านี้กวนฮุ่ยเอ๋อถูกใจเสื้อเชิ้ตตัวหนึ่งที่ร้านสาขาซิ่วสุ่ยเป็นอย่างมากแต่กลับไม่มีขนาดของเธอ หลังรอมาหลายวันในที่สุดของก็มาเพิ่ม เซี่ยเสี่ยวหลานจึงขับรถเอามาให้เธอที่บ้านโจวทันที


ทักษะการขับรถของหลิวเฟินยังต้องใช้เวลาฝึกอีกนาน เวลาเซี่ยเสี่ยวหลานไม่มีคาบเรียน ส่วนใหญ่แล้วเธอจะเป็นคนใช้รถคันนี้


แน่นอนว่าเธอคงไม่ขับไปที่มหาวิทยาลัย


กวนฮุ่ยเอ๋อได้รับสายโทรศัพท์จากป้าสืออย่างไม่คาดฝันก็รู้สึกใคร่สงสัย เซี่ยเสี่ยวหลานเองก็แปลกใจเช่นกัน


“ฉันขับรถพาคุณน้าไปดูหน่อยไหมคะ”


วันนี้เป็นวันเสาร์ เป็นวันหยุดของกวนฮุ่ยเอ๋อ ต่างจากโรงงานที่ทำงานเป็นกะ เว่ยเจวียนหงกับสือผิงจึงต้องไปเข้างาน ดังนั้นป้าสือจึงอยู่ที่บ้านคนเดียว เซี่ยเสี่ยวหลานห่วงว่าอาจจะเจอเรื่องเดือดร้อนอะไรขึ้นกับป้าสือหรือเปล่า


กวนฮุ่ยเอ๋อเองก็เป็นห่วงเช่นกัน “ป้าสือไม่ชอบรบกวนคนอื่น นี่เป็นครั้งแรกที่เธอโทรหาฉัน”


แค่เรียกไปหา แต่ไม่ได้บอกในสายว่ามีธุระอะไร


เรื่องเซี่ยเสี่ยวหลานซื้อรถ กวนฮุ่ยเอ๋อแค่รับฟังเท่านั้น แต่เธอก็ไม่ได้พูดอะไร


ถ้าเป็นคนอื่นอาจจะบอกว่าเซี่ยเสี่ยวหลานทำตัวเด่นเกินไป ทว่ากวนฮุ่ยเอ๋อแยกแยะเรื่องนี้อย่างชัดเจน เซี่ยเสี่ยวหลานยังไม่ได้แต่งงานกับโจวเฉิง ตอนซื้อรถก็ไม่ได้ใช้เงินของตระกูลโจว แต่เซี่ยเสี่ยวหลานหาเงินซื้อรถด้วยตัวเอง กวนฮุ่ยเอ๋อจึงไม่มีสิทธิ์ตำหนิทั้งนั้น


อีกอย่าง นี่ก็คือข้อดีของการทำธุรกิจถูกกฎหมาย ไม่ต้องกลัวว่าใครจะสงสัยในตัวเซี่ยเสี่ยวหลาน ทรัพย์สินใต้ชื่อของเธอนั้นถูกต้องพร้อมให้ตรวจสอบทุกอย่าง


“รถคันนี้ไม่เลวเลย สวยดีนะ ทำไมจู่ๆถึงคิดอยากซื้อรถล่ะ”


กวนฮุ่ยเอ๋อถามเพราะความอยากรู้ทั้งสิ้น


เซี่ยเสี่ยวหลานบอกเรื่องที่แม่ของตนต้องดูแลร้านสองสาขา จำเป็นต้องเดินทางไปมาระหว่างถนนซิ่วสุ่ยกับซีตัน แถมยังต้องไปฝากเงินที่ธนาคารทุกวันให้กวนฮุ่ยเอ๋อฟัง


“ฉันกลัวมีคนไม่ประสงค์ดีค่ะ มีรถสักคันน่าจะปลอดภัยกว่า”


กวนฮุ่ยเอ๋อเห็นด้วยกับความคิดนี้เป็นอย่างยิ่ง


“เซี่ยฉางเจิงกับเมียถูกจับ เธอกับแม่อยู่ปักกิ่งคงสงบสุขขึ้นไม่น้อย น่าเสียดายที่เซี่ยจื่ออวี้พี่สาวเธอหนีไปได้ ถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีเบาะแสอะไรเลย”


เซี่ยเสี่ยวหลานเดาว่า เซี่ยจื่ออวี้คงได้ตู้เจ้าฮุยช่วยไว้แน่นอน อย่างไรก็ตามนี่เป็นแค่การคาดเดา ไม่มีหลักฐานที่แน่ชัด พูดออกไปคงทำให้กวนฮุ่ยเอ๋อรู้สึกเป็นห่วงเสียเปล่าๆ


“ต่อให้เธอหนีไปก็ไม่มีประโยชน์หรอกค่ะ เป็นนักศึกษาก็ดีอยู่แล้วแท้ๆ แต่ทนเห็นคนอื่นมีความสุขไม่ได้ แถมตัวเองก็ไม่เพียรพยายาม อยากดีกว่าฉันแต่ตัวเองกลับหยุดอยู่ที่เดิม นึกว่าทำลายฉันแล้วทุกอย่างจะจบอย่างนั้นหรือ หากยังไม่แก้นิสัยที่หวังพึ่งพาคนอื่น เธอไม่มีวันประสบความสำเร็จหรอกค่ะ”


ไม่ใช่ว่าพึ่งพาคนอื่นไม่ได้


ถึงอย่างไรก็ไม่มีใครสามารถอยู่กลางสนามรบด้วยตัวคนเดียวได้ เมื่ออาศัยอยู่บนโลกใบนี้ เซี่ยเสี่ยวหลานเองก็ต้องการความช่วยเหลือจากผู้อื่นเช่นกัน


แต่ความช่วยเหลือของผู้อื่นไม่ว่าจะมาในช่วงเวลาวิกฤตหรือไม่ ก็ไม่อาจทดแทนความสามารถของตัวเองได้อยู่ดี


ความดีที่พ่อแม่มอบให้ลูกหลานยังสามารถสิ้นสุดหรือทวงคืนกันได้ นับประสาอะไรกับคนอื่นเล่า


ตราบใดที่เซี่ยจื่ออวี้ยังไม่เข้าใจสัจธรรมนี้ เซี่ยเสี่ยวหลานก็ไม่มีวันเห็นเธอเป็นศัตรูที่ต้องเกรงกลัว!


กวนฮุ่ยเอ๋อมองเซี่ยเสี่ยวหลานขับรถ คำพูดเพียงไม่กี่ประโยคพร้อมกับน้ำเสียงสบายๆของเซี่ยเสี่ยวหลานทำให้เธอรู้สึกอึ้ง


ความมั่นใจในน้ำเสียงไม่ใช่สิ่งที่ตระกูลโจวมอบให้ แต่เป็นความเชื่อมั่นในความสามารถที่เซี่ยเสี่ยวหลานมีให้กับตัวเอง


แน่นอนว่าเซี่ยเสี่ยวหลานมีคุณสมบัติที่จะคิดเช่นนี้ ความสวยที่เธอมีเป็นแค่สีสันประดับภายนอก คนที่คิดว่าเซี่ยเสี่ยวหลานเป็นเพียงดอกไม้ประดับคงต้องเสียใจไปตลอดชีวิต


เซี่ยเสี่ยวหลานขับรถมาที่บ้านพักของตระกูลสือ ป้าสือกำลังรออยู่ในบ้าน


เธอนึกไม่ถึงว่ากวนฮุ่ยเอ๋อจะมาเร็วขนาดนี้ และนึกไม่ถึงเช่นกันว่าเซี่ยเสี่ยวหลานจะมาด้วย


ป้าสือรู้สึกอับอายเหลือเกิน


“ขอโทษทีนะ ฉันไม่ได้ต้องการให้พวกคุณเทียวไปเทียวมาแบบนี้ ฉันอยากไปหาพวกคุณเองแต่กลัวว่าจะหาที่อยู่ไม่พบ”


เธอเป็นหญิงบ้านนอก ไม่คุ้นชินกับเมืองหลวง ทั้งที่ย้ายมาอยู่นานขนาดนี้แล้ว แต่ก็ทำได้เพียงไปซื้อกับข้าวที่ตลาดแบบไม่หลงทางเท่านั้น


กวนฮุ่ยเอ๋อส่ายหน้า “พี่สาว พี่มีเรื่องอะไรให้ช่วยหรือเปล่า พวกเราไม่ใช่คนอื่นคนไกล มีอะไรพูดมาตามตรงเถอะค่ะ ไม่ต้องรู้สึกเกรงใจ”


ป้าสือขยำชายเสื้อ


“ครอบครัวเราพักอยู่ที่นี่ใช้ได้อย่างนั้นหรือ ฉันอยากถามว่าที่ทำงานของพวกเจวียนหงจะจัดสรรบ้านพักให้พวกเราหรือเปล่า ถ้าได้ย้ายไปอยู่ที่โรงงาน ฉันคงรู้สึกสบายใจยิ่งกว่านี้”


ถ้าไม่รู้ว่าป้าสือเป็นคนซื่อ และหากเป็นคนอื่นพูดประโยคนี้ละก็ เซี่ยเสี่ยวหลานคงคิดว่าพวกเขาอยากได้บ้านสักหลัง


นี่เป็นครั้งที่สองแล้วที่ป้าสือถามเรื่องการจัดสรรบ้าน


เซี่ยเสี่ยวหลานไม่รู้สถานการณ์ของโรงงานบุหรี่จึงต้องหันไปหากวนฮุ่ยเอ๋อ



ตอนที่ 873: ไม่มีใครติดหนี้ตระกูลสือ



เรื่องโรงงานบุหรี่ กวนฮุ่ยเอ๋อย่อมเคยสอบถามข่าวคราวแล้ว


แม้บ้านหลังนี้จะเป็นของโจวเฉิง แต่กวนฮุ่ยเอ๋อไม่รู้ เธอนึกว่าเป็นคังเหว่ยที่ช่วยหาให้


คังเหว่ยเรียกเก็บค่าเช่าพอเป็นพิธี โดยกวนฮุ่ยเอ๋อได้เอาเงินเดือนของตัวเองจ่ายให้เขา อีกทั้งเธอยังได้ลองถามเรื่องการจัดสรรบ้านพักจากโรงงานบุหรี่ ที่เธอทำแบบนี้ไม่ใช่เพราะเธออยากประหยัดค่าเช่าบ้าน แต่เพราะเธอคิดเผื่อตระกูลสือ


ที่จัดการให้เว่ยเจวียนหงกับสือผิงไปทำงานที่โรงงานบุหรี่ก็เพราะโรงงานบุหรี่นั้นมีสวัสดิการที่ดี


โรงงานบุหรี่สร้างหอพักใหม่อยู่ตึกหนึ่ง ส่วนเรื่องเกณฑ์การจัดสรรห้องพักกวนฮุ่ยเอ๋อเคยสอบถามมาแล้ว และได้ทราบมาว่าสถานการณ์แบบบ้านสือน่าจะได้ห้องพักแบบสองห้องนอน


แต่กวนฮุ่ยเอ๋อคิดว่าหากได้ห้องเดี่ยวสองห้องคงจะเหมาะสมกว่า เธอจึงบอกกับป้าสือเช่นนี้


“พี่คะ ลองคิดดูว่าหากได้ห้องเดี่ยวสองห้องติดกัน อนาคตเวลาเด็กสองคนโตแล้วก็จะสะดวกยิ่งขึ้น ทั้งยังสามารถดูแลกันและกันได้อีกด้วย”


กวนฮุ่ยเอ๋อไม่ได้คิดในแง่ร้าย แต่สถานการณ์ของบ้านสือนั้นพิเศษกว่าคนอื่น หากอนาคตสือผิงอยากแต่งงานขึ้นมาล่ะ? หรือต่อให้ไม่แต่งงานก็ไม่ควรพักอยู่ห้องเดียวกับพี่สะใภ้ที่สามีตายจากไปจริงหรือไม่!


แม้จะมีความบกพร่องด้านสติปัญญา แต่ร่างกายของเขาก็คือชายหนุ่ม คนนอกอาจจะนินทาเอาได้


ป้าสือไม่รู้จะพูดอย่างไรดี เธอรู้สึกซาบซึ้งจนน้ำตาคลอ


นี่คือการคิดเผื่อตระกูลสืออย่างแท้จริง คิดในมุมมองของคนตระกูลสือ และรู้ว่าคนตระกูลสือต้องการอะไร!


เซี่ยเสี่ยวหลานเองก็คิดว่าสิ่งที่กวนฮุ่ยเอ๋อพูดนั้นถูกต้อง สมาชิกห้าคนเบียดเสียดกันอยู่ในห้องพักสองห้องนอน สู้แยกกันอยู่ห้องเดี่ยวสองห้องจะดีกว่า ต่อไปเมื่อนโยบายเรื่องที่อยู่อาศัยมีการเปลี่ยนแปลง ตระกูลสือก็สามารถถือโอกาสคว้ากรรมสิทธิ์มาครอบครองได้ ไม่ต้องสนใจว่าเป็นห้องเดี่ยวหรือห้องชุด แค่มีบ้านของตัวเองที่ปักกิ่ง อนาคตหากจำเป็นต้องใช้เงินขึ้นมา บ้านจะสามารถเป็นหลักประกันของคนตระกูลสือได้


หลักประกันนี้ไม่ได้มีไว้เพื่อคนอื่น แต่เพื่อตระกูลสือเอง พวกเขาสามารถใช้เงินอย่างคล่องมือ บ้านก็อยู่อาศัยได้อย่างสบายใจ!


“น้ากวน ถ้าได้ห้องชุดสองห้องคงจะดีที่สุดค่ะ ไม่มีใครรังเกียจหรอกว่าบ้านจะใหญ่เกินไป สถานการณ์ของบ้านป้าสือไม่เหมือนกับคนอื่น โรงงานบุหรี่คงยินดีให้การดูแลเป็นพิเศษใช่ไหมล่ะคะ ถ้าไม่ได้ห้องชุดขนาด2ห้องนอน จำนวน2ห้อง ก็ขอห้องชุดขนาด2ห้องนอน 1ห้อง กับห้องชุดขนาด1ห้องนอน 1ห้องก็ได้ค่ะ ป้าสือคะ ครอบครัวฉันมีคนรับทำการตกแต่งภายใน ดังนั้นห้องชุดหนึ่งห้องนอนสามารถกั้นเป็น2ห้องนอนได้ค่ะ”


ห้องชุด2ห้องนอนให้เว่ยเจวียนหงและลูกอีกสองคนพักอยู่กับแม่สามี ส่วนห้องชุด1ห้องนอนก็ยกให้สือผิงเพียงคนเดียว


อนาคตถ้าเด็กสองคนโตแล้ว เด็กผู้ชายจำเป็นต้องมีห้องส่วนตัวเมื่อไรก็สามารถย้ายไปอยู่กับสือผิงที่อยู่ห้องข้างกันได้


เซี่ยเสี่ยวหลานพูดจบ ป้าสือก็รีบโบกมือ “ไม่ได้ ไม่ได้ จะแหกกฎระเบียบของโรงงานไม่ได้! ไม่ได้หรอก!”


จากห้องชุดขนาด2ห้องนอน 1ห้อง กลายเป็นห้องชุดขนาด1ห้องนอน 2ห้อง ยังไม่แน่เลยว่าทางโรงงานจะยินยอม


แต่ถ้าได้ห้องชุดขนาด2ห้องนอน แล้วยังจะขอห้องชุดขนาด1ห้องนอนอีกห้อง มันดูเป็นการไม่เคารพกฎระเบียบ และเท่ากับเป็นการบีบให้ตระกูลโจวต้องไปขอร้องคนอื่นมิใช่หรือ?


ป้าสือคิดไปไกล แม้แต่บ้านเช่าที่ตระกูลโจวจ่ายเงินให้เธอยังรู้สึกเกรงใจ แล้วนับประสาอะไรกับการขอให้ตระกูลโจวไปติดหนี้น้ำใจคนอื่น


กวนฮุ่ยเอ๋อคิดตามสิ่งที่เซี่ยเสี่ยวหลานว่ามา


การขอห้องชุดขนาด2ห้องนอน แน่นอนว่าตรงกับกฎระเบียบการจัดสรรที่อยู่อาศัย


แต่ถ้าขอห้องชุดขนาด2ห้องนอน 2ห้อง ตระกูลสือคงกลายเป็นที่จับตามองในโรงงาน ถ้าเกิดคนในโรงงานไม่ชอบใจพวกเขาขึ้นมา ต่อไปคงทำงานกับเพื่อนร่วมงานลำบาก แต่ถ้าขอห้องชุดขนาด1ห้องนอน ปฏิกิริยาของคนอื่นคงมีไม่มาก ใครเล่าจะยอมปล่อยให้น้องชายสามีพักห้องเดียวกับพี่สะใภ้บ้าง สือผิงไม่ฉลาด แต่ก็เป็นพนักงานประจำของโรงงานบุหรี่คนหนึ่ง แม้เขาจะยังโสด แต่ก็ไม่แปลกที่จะจัดสรรห้องชุดขนาด1ห้องนอนกับเขา


กวนฮุ่ยเอ๋ออยากอธิบายเรื่องนโยบายการจัดสรรห้องกับป้าสือ ทว่าจู่ๆ เว่ยเจวียนหงก็เปิดประตูเข้ามาพร้อมใบหน้าแดงก่ำ


“แม่ คุยกันแล้วไม่ใช่หรือว่าเราจะยังไม่ย้ายบ้าน ทำไมถึงพูดเรื่องจัดสรรบ้านอีกแล้ว แถมยังเรียกแม่กวนกับเสี่ยวหลานมาด้วย?”


คนภาคตะวันตกเฉียงใต้ไม่นิยมเรียกคนอื่นว่าน้า โดยผู้หญิงที่อายุมากกว่าตัวเองมักจะถูกเรียกว่า ‘แม่’


ไม่มีใครรู้ว่าเว่ยเจวียนหงกลับมาตั้งแต่เมื่อไร แต่เห็นได้ชัดว่าเธอได้ยินเรื่องที่คุยกันเกือบหมด


ป้าสือทำสีหน้าลำบากใจ


“เจวียนหง ทำไมถึงกลับมาแล้วเล่า วันนี้เธอควรไปทำงานไม่ใช่รึ”


เว่ยเจวียนหงก้มหน้าเงียบ ถ้าเธอไม่กลับมากลางคันจะได้เจอกวนฮุ่ยเอ๋อกับเซี่ยเสี่ยวหลานหรือ


ปากบอกว่าจะดูแลตระกูลสือ แต่สุดท้ายก็ทนไม่ไหว เพิ่งจ่ายค่าเช่าบ้านไปไม่เท่าไรก็ไม่อยากจ่ายแล้วสินะ?


ชีวิตของสือข่ายมีค่าน้อยกว่าค่าเช่าบ้านหรืออย่างไรกัน?


เว่ยเจวียนหงเลี่ยงที่จะไม่ตอบคำถาม “แม่ ทำไมหน้าบ้านเราถึงมีรถจอดขวางไว้?”


ป้าสือรู้สึกมึนงงกับการเปลี่ยนเรื่องกะทันหันของเว่ยเจวียนหง เซี่ยเสี่ยวหลานลอบถอนหายใจ เมื่อเทียบกับตอนเจอกันครั้งแรก เว่ยเจวียนหงเปลี่ยนไปมากเหลือเกิน


“พี่สะใภ้เว่ย มันคือรถที่ฉันขับมา อีกเดี๋ยวก็จะขับกลับไปแล้วค่ะ”


เว่ยเจวียนหงก็เดาไว้แบบนั้นเช่นกัน แต่พอได้ยินจากปากเซี่ยเสี่ยวหลานเธอก็อดที่จะรู้สึกตกใจไม่ได้ รถคันนั้นสวยมากจริงๆ “เสี่ยวหลาน เธอยังเรียนหนังสืออยู่ไม่ใช่หรือ...”


“ใช่ค่ะ รถเป็นของแม่ฉัน วันนี้ฉันขอยืมมาขับค่ะ”


เซี่ยเสี่ยวหลานตอบออกไปอย่างไม่ปิดบัง มีอะไรเธอก็พูดไปตามตรง เมื่ออยู่ต่อหน้าเว่ยเจวียนหงเธอไม่จำเป็นต้องทำตัวมีลับลมคมใน


เซี่ยเสี่ยวหลานเองก็อยากใช้โอกาสนี้ทำความเข้าใจความคิดของเว่ยเจวียนหงเช่นกัน เพราะเธอรู้อยู่เต็มอกว่าสือข่ายสละชีวิตเพื่อช่วยโจวเฉิง ดังนั้นต่อให้เว่ยเจวียนหงจะทำใจไม่ได้ เซี่ยเสี่ยวหลานก็เข้าใจ


เว่ยเจวียนหงไม่ให้ค่ากับการชดเชยที่โจวเฉิงมอบให้ ทั้งยังไม่สนใจความช่วยเหลือจากตระกูลโจวอีกด้วย การที่เธอเป็นคนมีจุดยืนเช่นนี้แม้แต่เซี่ยเสี่ยวหลานยังต้องนับถือใจเธอ


แต่ชอบหรือไม่ชอบก็ควรบอกมาตามตรงสิ บอกมาเลยก็ได้ว่าโจวเฉิงติดค้างตระกูลสือ ดีกว่าทำตัวแปรปรวนแบบนี้!


บ้านของเซี่ยเสี่ยวหลานสามารถซื้อรถยนต์ได้ตามใจชอบเชียวหรือ


สภาพจิตใจของเว่ยเจวียนหงรู้สึกสับสนไปหมด


กวนฮุ่ยเอ๋อสังเกตเห็นถึงความผิดปกติ “เสี่ยวเว่ย ฉันไม่ได้เห็นเธอเป็นคนนอก ดังนั้นเรื่องการจัดสรรบ้านพักเธอคิดอย่างไรบ้าง ฉันอยากฟังความเห็นของเธอ”


ป้าสืออยากห้าม แต่เว่ยเจวียนหงจับมือแม่สามีไว้เสียก่อน


“แม่คะ วันนี้แม่กวนก็อยู่ที่นี่ด้วย เพราะฉะนั้นพวกเราควรคุยกันให้เข้าใจ แม่กวน พวกฉันพักอยู่ที่นี่ดีอยู่แล้ว บ้านกว้างขวางกว่าที่ชนบทยิ่งนัก ฉันรู้ว่าแม่กวนเป็นคนจ่ายค่าเช่า ค่าเช่าเดือนละเท่าไรหรือฉันจะจ่ายให้ แต่ขอพวกเราอยู่บ้านหลังนี้ต่อได้หรือเปล่า”


ป้าสือรู้สึกว่าลูกสะใภ้ของเธอบ้าไปแล้ว


เรือนใหญ่แบบนี้ค่าเช่าเดือนหนึ่งคงหลายสิบหยวน แม้ว่าสวัสดิการของโรงงานบุหรี่จะดีมาก อีกทั้งเว่ยเจวียนหงก็ได้เงินเดือนเดือนละร้อยกว่าหยวน


แต่ถ้าจะให้ใช้เงินเดือนครึ่งหนึ่งมาจ่ายค่าเช่า ป้าสือไม่มีทางยอม!


ลูกสะใภ้คิดอะไรอยู่ป้าสือย่อมรู้ดี เวลานี้ป้าสือรู้สึกโกรธจนพูดไม่ออก


กวนฮุ่ยเอ๋อพอได้ฟังคำพูดของเว่ยเจวียนหงก็กล่าวทันทีว่า “การจัดสรรห้องพักของโรงงานเป็นสวัสดิการที่เสี่ยวเว่ยกับสือผิงควรได้รับ ถ้าพวกเธอไม่อยากอยู่ที่โรงงาน แน่นอนว่าโรงงานคงไม่ปล่อยห้องว่างไว้ หากเป็นเช่นนั้นพวกเธอก็จะเสียสิทธิ์ในการรับห้องพักสวัสดิการ แต่ถ้าเธออยากอยู่ที่นี่ก็อยู่ต่อเถิด เรื่องค่าเช่าเธอไม่ต้องห่วง...”


กวนฮุ่ยเอ๋อไม่คิดจะให้เว่ยเจวียนหงจ่ายค่าเช่าตามคาด


ป้าสือปัดมือของลูกสะใภ้ออกทันที


“เจวียนหง เธอทำให้แม่ผิดหวังเหลือเกิน เธอกำลังเอาเปรียบคนอื่น ทำให้คนตระกูลสือขายหน้าและทำให้สือข่ายต้องอับอาย ทำแบบนี้สือข่ายคงตายตาไม่หลับ!”


เว่ยเจวียนหงไม่ใช่คนชั่วร้ายเจ้าแผนการ อย่างไรก็ตามเธอเก็บเรื่องนี้ไว้ในใจนานแล้วจนทนไม่ไหว


ชั่วพริบตานัยน์ตาของเธอก็คลอไปด้วยน้ำตา น้ำเสียงเต็มไปด้วยการตัดพ้อ “...แม่ แม่รู้หรือเปล่าว่าสือข่ายเขา...”


เว่ยเจวียนหงร้องไห้โฮออกมาอย่าทนไม่ไหว


เธออยากบอกว่าสือข่ายไม่จำเป็นต้องตาย


กวนฮุ่ยเอ๋อเองก็ขอบตาแดงเช่นกัน เซี่ยเสี่ยวหลานเองก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกปวดใจ


“พี่คะ เสี่ยวเว่ยพูดถูก นี่เป็นสิ่งที่พวกเราควรทำ...”


ป้าสือจับมือกวนฮุ่ยเอ๋อแน่น


“พวกเธอคิดว่าฉันไม่รู้อย่างนั้นหรือ ฉันรู้มานานแล้ว... น้องสาว นั่นคือชีวิตของสือข่าย ถึงอย่างไรเขาก็เสียสละเพื่อประเทศชาติ ประเทศให้ค่าเยียวยาและจัดสรรงานให้เจวียนหงกับสือผิงแล้ว ดังนั้นประเทศชาติไม่ได้ผิดต่อตระกูลสือ ไม่มีใครติดหนี้ตระกูลสือทั้งนั้น!”



ตอนที่ 874: ดันทุรัง



หลังป้าสือพูดคำนี้ออกมา แม้แต่เซี่ยเสี่ยวหลานเองก็รู้สึกตกใจ


เว่ยเจวียนหงไม่ต้องการให้คนอื่นบอกความจริงกับป้าสือ ทุกคนจึงเลี่ยงไม่พูดถึงเรื่องนี้ และทำได้เพียงปล่อยให้ป้าสือไม่รู้ความจริงต่อไป


เซี่ยเสี่ยวหลานนึกไม่ถึงเลยว่า ป้าสือที่สายตาฝ้าฟางแต่กลับกระจ่างแจ้งในทุกเรื่อง เธอรู้ความจริงตั้งนานแล้ว


ทว่ากวนฮุ่ยเอ๋อยังคงไม่มั่นใจ เพราะคำพูดของป้าสือที่พูดออกมานั้นยังไม่ชัดเจนมากพอ


“พี่คะ...”


“ไม่ต้องพูด ฉันรู้หมดแล้ว ฉันรู้ทุกอย่าง! พวกเขาต้องปกป้องประเทศชาติ นี่คือชะตากรรมของสือข่าย!”


อยู่ในสนามรบแน่นอนว่าย่อมมีผู้เสียสละ และคนโชคร้ายที่ต้องเสียสละก็คือสือข่ายของเธอ


ป้าสือกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น แต่ก็ไม่อาจกลั้นน้ำตาเอาไว้ได้


ถ้าสือข่ายไม่ออกไปทำงาน สภาพครอบครัวของเธอคงไม่มีวันเปลี่ยนแปลง คนที่มีน้องชายไม่เต็มเต็งอย่างสือผิงกับแม่ที่สายตาฝ้าฟางอย่างเธอ ต่อให้ไม่ถูกคนอื่นรังแกก็ถูกความจนของครอบครัวคอยเหนี่ยวรั้ง และสือข่ายก็คงไม่มีทางได้แต่งงานมีลูกมีเมียเช่นนี้


น้ำตาของป้าสือไหลราวกับทำนบแตก แต่กลับเพิ่มแรงบีบที่มือของกวนฮุ่ยเอ๋อ


“ไม่มีใครติดหนี้ตระกูลสือทั้งสิ้น ประเทศชาติไม่ได้ทำผิดต่อพวกเรา คนที่ปรารถนาดีอย่างพวกเธอเองก็ไม่ได้ผิดต่อพวกเราเช่นกัน!”


ป้าสือไม่ได้ล้อเล่นแม้แต่น้อย


หากพูดให้ถูกต้อง เป็นสือข่ายต่างหากที่เสียสละชีวิตของตัวเองในภารกิจ ถึงสิ่งที่ทำเขาจะทำไปเพื่อช่วยโจวเฉิง แต่นั่นก็เป็นความยินยอมของสือข่ายเอง! ทั้งคู่เป็นเพื่อนร่วมงานกัน โจวเฉิงคงดีกับสือข่ายมากสินะ สือข่ายถึงได้ยอมทำเช่นนั้น... ป้าสือนอกจากเสียใจจากการสูญเสียลูกชายอันเป็นที่รักแล้ว ขณะเดียวกันก็รู้สึกภาคภูมิใจในตัวสือข่ายเป็นอย่างยิ่ง ลูกชายของเธอไม่ใช่คนขี้ขลาดตาขาวที่หวาดกลัวต่อความตาย


เว่ยเจวียนหงใช้แขนเสื้อเช็ดคราบน้ำตาที่เปรอะเปื้อนอยู่บนใบหน้า “แม่ แม่พูดเหลวไหลอะไรกัน!”


ทำไมฟังแล้วเหมือนแม่สามีเธอจะรู้ความจริงตั้งนานแล้ว?


ดวงตาของเว่ยเจวียนหงกวาดมองกวนฮุ่ยเอ๋อกับเซี่ยเสี่ยวหลาน ทั้งที่รับปากแล้วว่าจะไม่บอกแม่สามีของเธอ แต่กลับแอบบอกกันลับหลังอย่างนั้นหรือ


เซี่ยเสี่ยวหลานถูกมองจนรู้สึกไม่สบายใจ “พี่สะใภ้เว่ย พวกฉันไม่เคยบอกค่ะ”


ทว่าเว่ยเจวียนหงจะเชื่อได้อย่างไร


เธอหอบหายใจแรงเพราะร้องไห้อย่างหนัก เซี่ยเสี่ยวหลานพูดอะไรออกไปก็เหมือนรังแกกัน


“เจวียนหง ถ้าอยากอยู่ปักกิ่ง ยายแก่ๆอย่างฉันก็จะยอมหน้าด้านหน้าทนอยู่ที่นี่ต่อ ถึงอย่างไรอนาคตของพวกเราก็จะมีชีวิตที่ดียิ่งขึ้น ตอนนี้เธอมีงานทำแล้ว ทางโรงงานก็พร้อมที่จะจัดสรรบ้านพักให้ ยังมีอะไรที่เธอไม่พอใจอีกหรือ”


การย้ายถิ่นฐานจากหมู่บ้านอันไกลโพ้นแถบตะวันตกเฉียงใต้มาลงหลักปักฐานที่ปักกิ่ง ถึงสือข่ายยังมีชีวิตอยู่ก็คงทำเรื่องนี้ไม่ได้อย่างแน่นอน


นี่คือชะตากรรมของคนตระกูลสือ หากสือข่ายไม่เข้าร่วมกองทัพ ตระกูลสือก็คงไม่มีทางหลุดพ้นจากสภาพแวดล้อมเดิมที่ยากลำบาก อนาคตสือข่ายอาจจะเจริญก้าวหน้า หรือหน่วยงานอาจจะมอบตำแหน่งสำคัญให้กับเขา หากเป็นเช่นนั้นเขาก็คงสามารถพาครอบครัวย้ายออกจากชนบทอันแร้นแค้นได้


แต่นั่นเป็นเรื่องที่ต้องรออีกนานหลายปี!


ป้าสือจินตนาการชีวิตที่ดีกว่านี้ไม่ออกอีกแล้ว เธอรู้แค่ว่าเกิดเป็นคนไม่ควรโลภเกินไป


ดังนั้นมันไม่ใช่ความผิดของโจวเฉิง เพราะโจวเฉิงเองก็ต้องปฏิบัติตามคำสั่งของเบื้องบนเช่นกัน


นอกจากนี้โจวเฉิงยังเป็นคนถืออัฐิมาคุกเข่าตรงหน้าเธอด้วยตัวเอง


ตอนนั้นป้าสือมองไม่เห็น แต่หลังจากลองย้อนคิดดูแล้ว โจวเฉิงช่างเป็นเด็กที่ดีเหลือเกิน


ตระกูลโจวเองก็เป็นคนดีเช่นเดียวกัน พวกเขาเป็นคนระดับไหน แต่ก็ยังยอมตามใจเจวียนหง


เว่ยเจวียนหงสะอึกสะอื้น เห็นได้ชัดว่าไม่เห็นด้วยกับป้าสือแม้แต่น้อย


“ฉันยอมอยู่ที่บ้านนอก ถ้าสือข่ายยังมีชีวิตอยู่!”


แต่ตอนนี้สือข่ายตายไปแล้ว ถ้าไม่ใช่เพราะเขาช่วยโจวเฉิงไว้ เขาคงไม่ตายแบบนี้ โทสะในจิตใจเว่ยเจวียนหงยังไม่จางหาย เธอไม่ใช่คนชั่วร้าย เธอเป็นแค่หญิงชาวบ้านในชนบทธรรมดาธรรมดาคนหนึ่ง แต่ที่ตอนนี้เธอยังดันทุรัง เพราะอายุของเธอยังน้อยจึงไม่อาจทำใจยอมรับและปล่อยวางได้เหมือนป้าสือ


เว่ยเจวียนหงยึดติดกับความคิดของตัวเอง สายตาของเธอที่จับจ้องมาทำเอากวนฮุ่ยเอ๋อรู้สึกตกใจยิ่งนัก


เซี่ยเสี่ยวหลานเห็นดังนั้นก็ก้าวไปยืนขวางหน้าไว้ “พี่สะใภ้เว่ย พี่ไม่พอใจตรงไหนก็พูดออกมาได้ค่ะ อย่างเรื่องบ้านหลังนี้ จะไปทำงานที่โรงงานบุหรี่ต้องขี่จักรยานไปครึ่งชั่วโมงกว่า คงสะดวกสู้พี่ไปพักที่บ้านพักของโรงงานไม่ได้ เพราะมันอยู่ในรั้วเดียวกับโรงงานเลย แน่นอนว่านี่เป็นเพียงความหวังดีของพวกฉัน ดังนั้นมันอาจจะไม่เหมือนความคิดของพี่ แต่ถ้าพี่ไม่พูด พวกเราคงไม่รู้ว่ายังทำอะไรที่ไม่ดีพอ”


เว่ยเจวียนหงสะอื้นไห้ออกมาพร้อมกับบอกว่า “ฉันไม่อยากย้ายบ้าน”


“ถ้าอย่างนั้นก็ไม่ต้องย้ายค่ะ”


ค่าเช่าอะไรนั่น เซี่ยเสี่ยวหลานไม่เสียดายแม้แต่น้อย เพราะเดิมทีบ้านหลังนี้ก็เป็นของโจวเฉิง ค่าเช่าที่ได้ก็วนเวียนอยู่ในมือพวกเธออยู่ดี


“แล้วงานละคะ ไม่พอใจเหมือนกันหรือเปล่า”


เซี่ยเสี่ยวหลานพยายามทำเสียงให้นุ่มนวลยิ่งขึ้น ถึงแม้ความจริงเธอจะรู้สึกชอบเว่ยเจวียนหงน้อยลงกว่าตอนเจอครั้งแรกแล้วก็ตาม


เว่ยเจวียนหงคิดถึงงานที่โรงงานบุหรี่ เธอหันไปมองกวนฮุ่ยเอ๋อเล็กน้อย ก่อนจะพยักหน้ารับ


“ไม่ชอบ”


“แล้วพี่ชอบงานแบบไหนหรือคะ”


เซี่ยเสี่ยวหลานถามกลับ แต่เว่ยเจวียนหงกลับพูดไม่ออกอีกต่อไป


เดิมทีเธอก็ไม่ใช่คนมีความรู้อะไร แต่เธอรู้แค่ว่างานที่โรงงานบุหรี่ทั้งลำบากและไม่เชิดหน้าชูตาสักเท่าไร งานที่ดีกว่านี้เป็นอย่างไรน่ะหรือ ก็คงเป็นงานแบบที่แค่รินน้ำชา ส่งหนังสือพิมพ์ให้เจ้านาย ทั้งสบายและไม่ต้องใช้ทักษะ ทว่างานแบบนั้นทำได้แค่เฉพาะคนที่มีการศึกษาสูงอย่างนั้นหรือ?


เซี่ยเสี่ยวหลานเองก็รู้สึกปวดหัวเช่นกัน


มีความทะเยอทะยานนั้นไม่น่ากลัว แต่ที่น่ากลัวคือมีความสามารถไม่เท่าความทะเยอทะยานที่มี และสุดท้ายมันก็จะกลายเป็นความไม่เจียมตัวนั่นเอง


“พี่สะใภ้เว่ย ที่พี่ถูกจัดสรรงานให้ไปอยู่ที่โรงงานบุหรี่เพราะที่นั่นไม่ต้องใช้ทักษะสูงนัก แถมสวัสดิการยังดีเยี่ยม แต่ถ้าพี่ไม่พอใจงานในสายการผลิต เช่นนั้นเมื่อพี่มีเวลาว่าง พี่สามารถอ่านหนังสือหรือหนังสือพิมพ์ให้มากๆ ถ้าพี่ทำผลงานได้ดีย่อมมีโอกาสเลื่อนตำแหน่งแน่นอนค่ะ”


เซี่ยเสี่ยวหลานพูดอย่างตรงไปตรงมา ถ้าเว่ยเจวียนหงเพียรพยายาม ในอนาคตเธอคงไม่ได้เป็นแค่แรงงานตัวเล็กๆแน่นอน


ความจริงแล้วในปี1985 สถานะแรงงานถือว่ามีเกียรติมาก แม้จะลำบากแต่ก็ได้เงินเดือนมากกว่าพนักงานออฟฟิศทั่วไปเสียอีก หากเว่ยเจวียนหงอยากทำงานในสำนักงานของโรงงานย่อมมีความเป็นไปได้ ขอแค่เธอตั้งใจพัฒนาตัวเอง ในอนาคตย่อมมีโอกาสรออยู่อีกมากมาย


อย่างน้อยตระกูลโจวต้องคอยช่วยเหลือเธออย่างลับๆแน่นอน


เซี่ยเสี่ยวหลานคิดว่าตนพูดอย่างชัดเจนตรงไปตรงมา แต่เว่ยเจวียนหงกลับไม่คิดเช่นนั้น


สิ่งแรกที่เว่ยเจวียนหงคิดคือเซี่ยเสี่ยวหลานกำลังบอกว่าเธอไร้การศึกษา แม้มันจะเป็นเรื่องจริงแต่พอออกจากปากของเซี่ยเสี่ยวหลาน เว่ยเจวียนหงกลับทำใจรับไม่ได้ ริมฝีปากของเว่ยเจวียนหงสั่นเทิ้ม เธอทั้งรู้สึกอับอายและกรุ่นโกรธ “เธอไม่รู้อะไรเลยสักนิด!”


“ฉันไม่รู้อะไรหรือคะ ไม่รู้ว่าพี่อยากนั่งทำงานในสำนักงาน เพราะคิดว่างานรินน้ำชาให้คนอื่นมันสบายที่สุดอย่างนั้นหรือ? พี่สะใภ้เว่ย งานที่พี่คิดว่าสบายที่สุด ความจริงแล้วไม่ง่ายเลยค่ะ แม้แต่การรินน้ำชาก็จำเป็นต้องใช้ความรู้และทักษะมากมายเหมือนกัน”


เรื่องชิงอำนาจกันในสำนักงานเป็นสิ่งที่เรียบง่ายที่สุด


กับแค่การรินน้ำชาก็สามารถประจบเอาใจเจ้านายได้แล้วอย่างนั้นหรือ?


เวลารินน้ำชา ปากกาน้ำไม่ควรหันไปหาแขก ใบชาไม่ควรใช้มือหยิบใส่ในถ้วยชา


เวลายื่นหนังสือพิมพ์ต้องรู้จักเรียงหน้าหนังสือพิมพ์ให้เหมาะสม เริ่มจากข่าวสำคัญไปจนถึงข่าวที่ไม่สำคัญ เจ้านายจะได้อ่านอย่างสะดวก


ต้องทำให้เจ้านายรู้ว่าตัวเองทำงานอะไรไปแล้วบ้าง แต่ก็ไม่ควรแสดงออกจนเกินงามจนเจ้านายรู้สึกรำคาญใจ


ถ้าอยากเลื่อนขั้นต้องมีความสามารถที่โดดเด่นและทำให้คนอื่นชื่นชอบ คนที่ทำเรื่องพวกนี้ได้มีใครไม่ใช่พวกหัวกะทิบ้าง? ดังนั้นสิ่งที่เซี่ยเสี่ยวหลานพูด เธอไม่ได้กำลังดูถูกเว่ยเจวียนหง แต่เธอคิดว่าคนเราควรรู้จักประมาณตน แม้ตอนนี้จะยังไม่เก่งก็ไม่มีอะไรน่ากลัว ค่อยๆตั้งใจพัฒนาตัวเองไปก็พอแล้ว!


เว่ยเจวียนหงอยากผลักตัวเองให้สูงขึ้นภายในชั่วข้ามคืน มันเป็นไปได้หรือ?


โจวเฉิงรู้สึกผิดต่อตระกูลสือ แน่นอนว่าเซี่ยเสี่ยวหลานเข้าใจโจวเฉิงและรู้สึกขอบคุณสือข่าย เธอถึงได้พยายามอธิบายเรื่องพวกนี้กับเว่ยเจวียนหง


แต่เห็นได้ชัดว่าเว่ยเจวียนหงไม่เชื่อเธอเลยสักนิด


พี่สะใภ้เว่ยผู้เรียบง่ายตอนเพิ่งมาถึงปักกิ่งคนนั้น ไม่รู้กลายเป็นคนที่เข้าใจยากแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไร


แม้แต่เซี่ยเสี่ยวหลานก็ยังรู้สึกว่าเธอคุยด้วยยาก


ขณะเดียวกันป้าสือยังคงยืนกรานว่าอยากย้ายบ้าน


ทว่าเป็นแบบนี้แล้วจะย้ายได้อย่างไร


เซี่ยเสี่ยวหลานกับกวนฮุ่ยเอ๋อกลับไปอย่างเงียบงัน ตอนขับรถเซี่ยเสี่ยวหลานคิดในใจว่า เธอจะต้องคุยกับโจวเฉิงให้รู้เรื่อง ว่าต้องทำอย่างไรถึงจะเรียกว่าช่วยเหลือคนตระกูลสืออย่างแท้จริง!



ตอนที่ 875: ชดเชยในคราวเดียวไปเลยไหม?



เซี่ยเสี่ยวหลานคิดว่าเธอควรคุยกับโจวเฉิงอย่างจริงจัง


อย่างน้อยก็ต้องตกลงกันเรื่องท่าทีการปฏิบัติต่อคนตระกูลสือ


เซี่ยเสี่ยวหลานคิดมาโดยตลอดว่า สอนคนจับปลาดีกว่าหาปลาให้เขากิน ถึงแม้ว่าการดูแลครอบครัวสือตลอดไป เธอกับโจวเฉิงสามารถทำได้จริง แต่ถ้าวันไหนเซี่ยเสี่ยวหลานกับโจวเฉิงเกิดเคราะห์ร้าย แม้แต่ตัวเองก็เอาตัวไม่รอด แล้วจะดูแลคนอื่นได้อย่างไร


ขอเพียงตระกูลสือสามารถเลี้ยงดูตัวเอง อนาคตต่อให้มีอะไรเปลี่ยนแปลงก็สามารถใช้ความสามารถของตนฝ่าฟันผ่านมันไปได้อย่างแน่นอน


กวนฮุ่ยเอ๋อเองก็รู้สึกลังเลเช่นกัน


เธอปรึกษากับเซี่ยเสี่ยวหลานระหว่างทางกลับบ้าน “ไม่รู้ว่าบ้านหลังนั้นจะยอมขายหรือเปล่า เสี่ยวเว่ยดูเหมือนจะชอบมันมาก...”


จากนั้นกวนฮุ่ยเอ๋อก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ


ต่อให้ซื้อบ้านทั้งหลังให้ตระกูลสือ เว่ยเจวียนหงจะพอใจหรือเปล่า กวนฮุ่ยเอ๋อก็ยังไม่แน่ใจ


แต่ตอนนี้สถานการณ์มันเปลี่ยนไปหมดแล้ว


เซี่ยเสี่ยวหลานคัดค้านขึ้นมาทันที


“น้ากวน ฉันไม่เห็นด้วยค่ะ พี่สะใภ้เว่ยอาจจะยึดติดแค่ชั่วคราวเท่านั้น สิ่งที่พวกเราต้องช่วยตระกูลสือไม่ใช่การตามใจพี่สะใภ้เว่ยค่ะ ตระกูลสือมีทั้งเด็กและคนแก่ ผู้ชายเพียงคนเดียวของบ้านก็เป็นคนพิการทางสมอง หลายปีต่อจากนี้ตระกูลสือจะต้องพึ่งพาพี่สะใภ้เว่ยให้เธอเป็นเสาหลักของบ้าน ดังนั้นการตามใจเธอไม่ใช่การช่วยเหลือค่ะ แต่มันคือการทำให้เธอไม่รู้จักสู้”


หากคนที่เป็นเสาหลักลุกขึ้นสู้ไม่ได้ อนาคตลูกทั้งสองคนของสือข่ายจะเติบโตอย่างดีหรือไม่ยังคงน่าเป็นห่วง


กวนฮุ่ยเอ๋อนึกไม่ถึงว่าเซี่ยเสี่ยวหลานจะพูดแบบนี้


แต่พอคิดให้ดีก็มีเหตุผลไม่ใช่น้อย


กวนฮุ่ยเอ๋อเองก็ถอนหายใจ “ตอนนี้ไม่ว่าเราจะทำอะไรก็ดูเหมือนเจตนาจะผิดเพี้ยนไปหมด”


ถ้าไม่ทำตามใจเว่ยเจวียนหง เว่ยเจวียนหงคงคิดว่าตระกูลโจวแล้งน้ำใจ คิดว่าเซี่ยเสี่ยวหลานดีแต่พูด เพราะตัวเองไม่เดือดร้อน


แต่ถ้าทำตามใจเว่ยเจวียนหง อยากได้บ้านให้บ้าน ไม่พอใจงานนี้ก็เปลี่ยนงานให้ใหม่ เว่ยเจวียนหงก็คงคิดว่าทุกอย่างเป็นเรื่องสมควรแล้วและอาจจะร้องขอต่อไปเรื่อยๆ


กวนฮุ่ยเอ๋อไม่ได้เป็นคนแล้งน้ำใจ เมื่อครู่เธออยากพูดจริงๆว่า ถ้าอย่างนั้นเธอจะซื้อเรือนสี่ประสานที่ตระกูลสืออาศัยอยู่ให้ จากนั้นก็จะย้ายเว่ยเจวียนหงไปทำงานในสำนักงาน... เรือนสี่ประสานหลังหนึ่งราคาหลักหลายหมื่น มองจากฐานเงินเดือนในปัจจุบัน เงินจำนวนนี้สือข่ายคงต้องทำงานทั้งชาติเพื่อได้มา!


เงินเยียวยาของประเทศเองก็ยังไม่สูงขนาดนี้เลย


กวนฮุ่ยเอ๋ออยากซื้อขาดความรู้สึกติดค้างที่มีต่อตระกูลสือให้หมดสิ้น


แต่เว่ยเจวียนหงกลับดันทุรังจนกลายเป็นความดื้อรั้น ในขณะที่ป้าสือกลับเข้าอกเข้าใจเป็นอย่างดี จนเมื่อครู่ถึงขั้นทะเลาะกับเว่ยเจวียนหง การที่ทั้งสองคนแตกต่างกันมากเช่นนี้ ทำให้กวนฮุ่ยเอ๋อยากที่จะตัดสินใจ


เมื่อได้ฟังคำพูดของเซี่ยเสี่ยวหลาน กวนฮุ่ยเอ๋อก็อ่อนใจเหลือเกิน


เธอรู้ดีว่าเซี่ยเสี่ยวหลานพูดถูก


เซี่ยเสี่ยวหลานหยุคคิดเล็กน้อย “น้ากวน น้าอยากไปเยี่ยมโจวเฉิงไหมคะ”


กวนฮุ่ยเอ๋อนิ่งอึ้ง


“ตอนนี้เพิ่งเที่ยง จากปักกิ่งไปสือเจียจวงระยะทางแค่300กว่ากิโลเมตร ถ้าขับรถไปอาจใช้เวลาไม่ถึง5ชั่วโมง วันนี้เป็นวันเสาร์ โจวเฉิงคงหยุดอยู่ที่วิทยาลัย พวกเราออกเดินทางตอนนี้ อย่างช้าคงถึงช่วงหัวค่ำค่ะ”


ถ้าไม่ถามโจวเฉิงให้ชัดเจน เธอกับกวนฮุ่ยเอ๋อคงตัดสินใจเองไม่ได้ เรื่องนี้สุดท้ายแล้วคนที่ค้างคาใจมากที่สุดก็คือตัวโจวเฉิงเอง


ข้อเสนอของเซี่ยเสี่ยวหลาน กวนฮุ่ยเอ๋อไม่อาจปฏิเสธได้


คนเป็นแม่ที่ไหนไม่อยากเจอลูกชายบ้าง


“เธอขับรถไม่เป็นไรใช่ไหม”


“ขับรถแต่ไม่กี่ชั่วโมง คืนนี้พวกเราจะค้างที่สือเจียจวงสักคืน พรุ่งนี้ค่อยขับรถกลับมา ไม่เป็นไรหรอกค่ะ”


เซี่ยเสี่ยวหลานตัดสินใจอย่างกะทันหัน เธอพูดออกไปแล้วก็รู้สึกว่าตนไม่อาจปฏิเสธความคิดนี้ได้ การซื้อรถมีประโยชน์มากจริงๆ ปักกิ่งอยู่ไม่ไกลจากสือเจียจวง ทั้งยังไม่ต้องต่อรถให้ยุ่งยาก อีกหน่อยถ้ามีสถานการณ์เร่งด่วนอะไร เธอก็สามารถขับรถไปกลับภายในวันเดียวได้เลย!


กวนฮุ่ยเอ๋อไม่ได้อะไรคิดนานนัก เธอโทรบอกคนที่บ้าน เซี่ยเสี่ยวหลานเองก็เช่นกัน ทั้งสองคนแวะซื้อของเล็กน้อยเพื่อเตรียมตัวออกเดินทาง


โจวกั๋วปินได้รับสายแล้วก็รู้สึกตกใจ เรื่องที่เซี่ยเสี่ยวหลานซื้อรถเขานั้นรู้อยู่แล้ว แต่เพิ่งซื้อรถก็กล้าขับทางไกลไปถึงมณฑลจี้เป่ยเลยหรือ?


แต่ภรรยาของเขาเองก็ไม่ใช่คนทำอะไรไม่คิดหน้าคิดหลัง เธอยอมเดินทางไปด้วยเช่นนี้ ก็แสดงว่าทักษะการขับรถของเซี่ยเสี่ยวหลานคงใช้ได้


โจวกั๋วปินไม่พูดอะไรมาก เขาบอกเพียงว่าให้พวกเธอเดินทางระวังตัวด้วย อย่าจอดรถโดยใช่เหตุ


“เรียกคังเหว่ยไปด้วยกันเถอะ ถึงอย่างไรเขาก็อยู่บ้านว่างๆ”


คังเหว่ยไม่ได้รับอนุญาตให้ขับรถ แต่นั่งรถที่คนอื่นขับคงทำได้สินะ


โจวกั๋วปินเป็นห่วงเซี่ยเสี่ยวหลานกับกวนฮุ่ยเอ๋อที่เป็นผู้หญิงสองคนแต่กลับต้องขับรถไปไกลถึงจี้เป่ย


มันไม่เกี่ยวกับทักษะการขับรถของเซี่ยเสี่ยวหลาน แต่เพราะถนนหนทางของประเทศยังมีรถอยู่บางตา ไม่ได้ปลอดภัยมากมายขนาดนั้น เวลานี้เป็นช่วงหลังการปราบปรามอาชญากรรมปี1983 หากเป็นช่วงก่อนปราบปรามอาชญากรรมที่ข้างทางมีพวกโจรซ่องสุมอยู่เต็มไปหมด โจวกั๋วปินคงไม่ยอมให้พวกเธอขับรถไปเด็ดขาด


เวลาแบบนี้หากมีสหายชายไปด้วยสักคนคงหลีกเลี่ยงความยุ่งยากที่ไม่จำเป็นไปได้


การขับรถทางไกลเช่นนี้ รถซีตรองของเซี่ยเสี่ยวหลานคงนั่งไม่สบายเท่ารถจี๊ป212 ที่ผ่านการปรับแต่งเพิ่มของคังเหว่ยคันนั้น ดังนั้นเซี่ยเสี่ยวหลานจึงถือโอกาสนี้เปลี่ยนรถด้วยเสียเลย


คังเหว่ยย้ายก้นเข้ามาในรถ เมื่ออยู่ต่อหน้ากวนฮุ่ยเอ๋อเขาเรียบร้อยราวกับผ้าพับไว้


ไม่เรียบร้อยก็คงไม่ได้ เพราะเขาไม่ได้ออกจากบ้านมาเที่ยวเล่นนานแล้วน่ะสิ นี่ก็เข้าเดือนที่สี่แล้วหลังจากเขาได้รับบาดเจ็บ แต่ก็ยังคงถูกจำกัดไม่ให้ออกจากกรุงปักกิ่งอยู่ดี


กว่าจะได้โอกาสออกมาเที่ยวเล่นนั้นไม่ง่ายเลย ถ้าเกิดเขาทำตัวไม่ดีต่อหน้ากวนฮุ่ยเอ๋อและเพียงกวนฮุ่ยเอ๋อบอกแม่เขา หลังจากนี้เลิกคิดเรื่องออกจากบ้านไปได้เลย!


คังเหว่ยนั่งเอาสองมือวางบนเข่าอย่างเรียบร้อยเหมือนเด็กประถม


“น้ากวนครับ น้ากับพี่สะใภ้ทำไมจู่ๆถึงอยากขับรถไปจี้เป่ยล่ะครับ”


นี่คงเป็นความคิดชั่ววูบ ถ้าตั้งใจไปเยี่ยมโจวเฉิงอยู่แล้ว ออกเดินทางตอนเช้าคงดีกว่า เพราะถึงอย่างไรก็มีเวลาเหลือเฟือ


“ไม่มีอะไรหรอก แค่อยากไปเยี่ยมโจวเฉิงน่ะ”


กวนฮุ่ยเอ๋อไม่ได้พูดเรื่องตระกูลสือให้คังเหว่ยฟัง ถึงอย่างไรคังเหว่ยก็เป็นทายาททหารกล้าเช่นกัน กวนฮุ่ยเอ๋อย่อมคิดถึงจิตใจของเขา


แต่เพราะคังเหว่ยอยู่ด้วย กวนฮุ่ยเอ๋อเลยนึกถึงเรื่องก่อนหน้านี้ได้


“เสียวเว่ย บ้านที่ตระกูลสือเช่าอยู่ ถ้าอยากซื้อต้องใช้เงินประมาณเท่าไรหรือ”


คังเหว่ยชะงัก


บ้านหลังนั้นเดิมทีก็เป็นของโจวเฉิง จะซื้อได้อย่างไรกัน


แต่บ้านพวกนั้นเขาเป็นคนออกหน้าซื้อแทนโจวเฉิง ดังนั้นบ้านหลังไหนราคาเท่าไร เกรงว่าโจวเฉิงคงรู้ไม่ละเอียดเท่าเขาน่ะสิ


“ประมาณสี่ห้าหมื่นครับ น้ากวนอยากซื้อหรือครับ”


ซื้ออะไรกันเล่า พี่เฉิงจื่อซื้อบ้านเก็บไว้ไม่ใช่น้อย คนตระกูลโจวย่อมมีบ้านให้เลือกเข้าพักไม่หวาดไม่ไหว ทว่าที่พี่เฉิงจื่อปิดบังที่บ้านไว้เพราะกลัวอาโจวจะคัดค้าน คังเหว่ยเองก็ซื้อบ้านแล้ว และเลือกที่จะปิดบังคนตระกูลคังเช่นกัน


ถึงอย่างไรเงินที่เขากับโจวเฉิงหามาได้ก็มาจากการค้าขายบุหรี่ ที่เกิดจากการอาศัยช่องโหว่ของนโยบาย แม้จะไม่ผิดกฎหมายแต่ผิดกฎระเบียบ เวลาใช้เงินจึงไม่กล้าทำอะไรให้เอิกเกริกนัก


โชคดีที่พวกเขาเลิกทำธุรกิจนั้นไปนานแล้ว ตอนหลังคังเหว่ยหาเงินได้จากการทำธุรกิจถูกกฎหมาย เวลาใช้เงินจึงสามารถใช้ได้อย่างสบายใจ


ราคาสี่ห้าหมื่นไม่ต่างจากที่กวนฮุ่ยเอ๋อคาดการณ์ไว้เท่าไร


บ้านที่ตระกูลสืออยู่นั้นดีไม่เท่าบ้านของเซี่ยเสี่ยวหลานที่สือช่าไห่ ราคาย่อมถูกกว่าไม่น้อยเป็นเรื่องธรรมดา


แต่ถ้าจะให้กวนฮุ่ยเอ๋อควักเงินสี่ห้าหมื่นมาซื้อบ้าน แค่คิดก็น่าปวดใจเช่นกัน


เธอกับโจวกั๋วปินมีเงินเดือนสูง และไม่มีงานอดิเรกอย่างการผลาญเงิน อีกทั้งตั้งแต่โจวเฉิงเป็นทหารก็ไม่เคยใช้เงินที่บ้านอีก นอกจากนี้พ่อแม่สามีก็ไม่จำเป็นต้องขอเงินจากพวกเธอ เธอกับโจวกั๋วปินจึงมีเงินเก็บอยู่หลายหมื่นหยวน


ถ้าเว่ยเจวียนหงอยากได้บ้านหลังนั้นจริง กวนฮุ่ยเอ๋อก็สามารถซื้อให้ได้ หลังรู้ว่าตนสามารถซื้อบ้านไหวจึงรู้สึกสบายใจขึ้น


เซี่ยเสี่ยวหลานเป็นคนขับรถ ทั้งสามคนพูดคุยกันตลอดทาง และมาถึงสือเจียจวงในช่วงค่ำตามคาด


“ไม่รู้เหมือนกันว่าตอนนี้ยังจะเจอโจวเฉิงได้หรือเปล่า”


เซี่ยเสี่ยวหลานจอดรถไว้ที่ฝั่งตรงข้ามของวิทยาลัย กวนฮุ่ยเอ๋อเห็นเด็กสาวผมสั้นในชุดลายพรางทหารยืนอยู่หน้าประตูใหญ่


ทำไมเจียงเหยียนถึงมาอยู่ที่นี่?


กวนฮุ่ยเอ๋อลอบมองเซี่ยเสี่ยวหลาน


เสี่ยวหลานจะรู้จักเจียงเหยียนหรือเปล่านะ?!



ตอนที่ 876: โมโหจนปวดตับ



ขณะที่กวนฮุ่ยเอ๋อกำลังตกอยู่ในความคิด เจียงเหยียนก็สบตากับเธอเข้าพอดี


แน่นอนว่าเจียงเหยียนรู้จักเธอ เพราะเรื่องของพานเป่าหัวครั้งนั้นทำให้โจวเฉิงแตกหักกับเจียงเหยียน และเจียงเหยียนก็เคยมาที่บ้านตระกูลโจวเช่นกัน


แม้กวนฮุ่ยเอ๋อจะไม่ชอบความถือหางพวกพ้องและไร้เหตุผลของตระกูลเจียง แต่กับเจียงเหยียนเธอไม่มีอคติในแง่ร้าย เจียงเหยียนไม่เหมือนกับพี่ชาย เธอเป็นคนขยันขันแข็ง นิสัยเปิดเผยตรงไปตรงมา กวนฮุ่ยเอ๋อจึงทำใจรังเกียจเด็กสาวผู้มีนิสัยแบบนี้ลำบาก


แต่โจวเฉิงนิสัยเป็นอย่างไร เขาเป็นคนมีหลักการของตัวเอง และเพราะพานเป่าหัวเป็นเหตุ โจวเฉิงจึงไม่มีทางเป็นเพื่อนกับคนแซ่เจียงอีก กวนฮุ่ยเอ๋อเองก็คงไม่อาจบีบบังคับลูกชายของตัวเองได้


ตระกูลเจียงแห่งจินหลิง กวนฮุ่ยเอ๋อไม่ชอบเอาเสียเลย แม้เจียงเหยียนจะแตกต่างจากคนอื่นในตระกูล แต่ก็เท่านั้น เพราะเจียงเหยียนไม่มีทางลบสถานะความเป็นคนตระกูลเจียงออกไปได้!


เจียงเหยียนเห็นกวนฮุ่ยเอ๋อก็รีบสาวเท้าเดินตรงเข้ามาหา


“คุณน้า มาเยี่ยมโจวเฉิงหรือคะ”


เจียงเหยียนออกมาซื้อของใช้ส่วนตัวแต่กลับได้เจอกวนฮุ่ยเอ๋อเช่นนี้ ช่างเป็นความประหลาดใจที่น่ายินดีเหลือเกิน


แน่นอนว่าถ้าไม่มีเซี่ยเสี่ยวหลานก็คงจะดียิ่งกว่านี้ เจียงเหยียนไม่ได้รู้สึกอิจฉาเซี่ยเสี่ยวหลาน เธอแค่รู้สึกว่าเซี่ยเสี่ยวหลานสวยก็จริง แต่มารยาเยอะไปหน่อย ครั้งก่อนเซี่ยเสี่ยวหลานจงใจควงแขนโจวเฉิงเดินเล่นทั่วสือเจียจวงทั้งวัน ช่างร้อยเล่ห์มารยายิ่งนัก


เจียงเหยียนชอบประลองฝีมือกับผู้ชาย ดังนั้นเธอย่อมไม่ชอบผู้หญิงอ่อนแอบอบบาง และบังเอิญว่าเซี่ยเสี่ยวหลานเป็นแบบนั้น อยู่ต่อหน้าเจียงเหยียนเป็นอย่างหนึ่ง แต่พออยู่กับโจวเฉิงก็เป็นอีกแบบหนึ่ง เอาแน่เอานอนไม่ได้ เจียงเหยียนรู้สึกรำคาญมาก


เจียงเหยียนไม่ชอบเซี่ยเสี่ยวหลาน ทว่ากวนฮุ่ยเอ๋อเองก็คิดว่าเจียงเหยียนเป็นตัวยุ่งมากเช่นกัน!


“เธอคือเจียงเหยียนสินะ ไม่ได้เจอกันนาน ทำไมถึงมาอยู่ที่วิทยาลัยทหารบกล่ะ จริงสิ นี่คือเสี่ยวหลาน คู่ครองของโจวเฉิง พวกเธอเคยเจอกันหรือยังเล่า”


เจียงเหยียนชะงักไปเล็กน้อย “ครั้งก่อนเจอกันแล้วค่ะ ตอนนี้ฉันกำลังศึกษาอยู่ที่ชั้นเรียนการสื่อสารของวิทยาลัยค่ะ”


เจียงเหยียนนึกไม่ถึงว่าเซี่ยเสี่ยวหลานจะสามารถเอาชนะใจคนตระกูลโจวได้ ทำให้กวนฮุ่ยเอ๋อถึงกับเอ่ยปากแนะนำด้วยตัวเองเช่นนี้


เซี่ยเสี่ยวหลานยิ้มกว้าง “สหายเจียงเหยียน พวกเราเจอกันอีกแล้วนะ”


กวนฮุ่ยเอ๋อให้เกียรติกันเช่นนี้ เซี่ยเสี่ยวหลานเองก็ไม่มีเหตุผลที่จะไม่รับไว้ ทว่ากวนฮุ่ยเอ๋อรู้จักเจียงเหยียนรึ... เซี่ยเสี่ยวหลานอยากหยิกโจวเฉิงสักที ทำไมเขาไม่บอกเธอกัน! โชคดีที่ท่าทีของกวนฮุ่ยเอ๋อนั้นตรงไปตรงมา เซี่ยเสี่ยวหลานถึงอารมณ์ดีขึ้นบ้าง


เจียงเหยียนไม่พิรี้พิไร เธอรีบเปลี่ยนเรื่องทันที


“คุณน้า คุณน้ามาหาโจวเฉิงสินะคะ ฉันจะไปเรียกมาให้เองค่ะ”


ไม่รอให้กวนฮุ่ยเอ๋อปฏิเสธ เธอก็เดินเข้าไปในวิทยาลัยทันที


คังเหว่ยยังคงทำตัวราวกับไร้ตัวตน สถานการณ์ตอนนี้เหมือนสงครามกลางเมืองไม่มีผิด ดังนั้นเขาจำเป็นต้องลดการมีตัวตนของตัวเองลง


เซี่ยเสี่ยวหลานเห็นเขาทำสีหน้าแปลกพิกลก็นึกสงสัย


“เธอก็รู้จักเจียงเหยียน?”


คังเหว่ยส่ายหน้า “แค่เคยได้ยินชื่อน่ะ แต่ไม่เคยเจอตัวจริง ได้ยินชื่อเพราะเรื่องพี่พานซาน!”


เจียงเหยียนสวยมากจริงๆ ความสวยของเธอไม่เหมือนกับความสวยหยดย้อยแบบเซี่ยเสี่ยวหลาน มีใครที่ไหนตามตื๊อเพราะอยากเป็นเพื่อนกันบ้าง คังเหว่ยใช้นิ้วโป้งเท้าคิดยังรู้เลยว่า เจียงเหยียนชอบพี่เฉิงจื่ออย่างแน่นอน


ต่างจากความเพ้อฝันของต่งลี่ลี่ คนแบบต่งลี่ลี่คังเหว่ยไม่ถูกชะตาด้วยแม้แต่น้อย แต่เจียงเหยียนนั้นเหมาะสมกับพี่เฉิงจื่อยิ่งนัก แถมยังเป็นสหายร่วมอาชีพ... ถ้าไม่เกิดเรื่องพี่พานซาน ความสัมพันธ์ของพวกเขาอาจจะยกระดับจนได้คบหากัน?


โจวเฉิงกับเจียงเหยียนรู้จักกันมานาน ไม่แปลกที่คังเหว่ยจะคิดเช่นนี้


แต่เมื่อสองปีก่อนที่อำเภออันชิ่ง โจวเฉิงเห็นเซี่ยเสี่ยวหลานแค่ครั้งเดียวก็ตามจีบอย่างกระตือรือร้น คังเหว่ยจึงรู้ทันทีว่าพี่เฉิงจื่อชอบผู้หญิงแบบเซี่ยเสี่ยวหลาน


เจียงเหยียนคงรู้สึกกังวล ถ้าโจวเฉิงคิดอะไรกับเธอจริง มีหรือที่จะรอจนถึงวันที่พี่พานซานถูกบีบให้ออกจากกองทัพ!


อย่างไรก็ตามเจียงเหยียนเองก็แน่วแน่พอตัว ถึงขั้นตามพี่เฉิงจื่อมาเรียนถึงที่วิทยาลัย ฮึ คงอาศัยอำนาจของตระกูลเจียงจากจินหลิงสินะ ตระกูลเจียงทำให้พี่พานซานต้องออกจากกองทัพ แน่นอนว่าพี่เฉิงจื่อไม่มีวันยกโทษให้คนตระกูลเจียง


น้ำเสียงของเซี่ยเสี่ยวหลานเจือไปด้วยความหึงหวง กวนฮุ่ยเอ๋อได้ยินก็รู้สึกแปลกใจ


“ที่แท้เธอเคยเจอเจียงเหยียนแล้วหรือ โจวเฉิงไม่ชอบคนตระกูลเจียงจริงๆนั่นแหละ เมื่อก่อนเขาเคยเป็นเพื่อนร่วมรบกับเจียงเหยียน แต่ตอนหลังก็ไม่ได้ติดต่อกันอีกแล้ว”


เจียงเหยียนมาเรียนที่วิทยาลัยเป็นความบังเอิญอย่างนั้นหรือ?


มีคนชอบลูกชายของตน แต่กวนฮุ่ยเอ๋อไม่ได้รู้สึกดีใจเลยสักนิด


ตอนนี้โจวเฉิงมีความสัมพันธ์ที่มั่นคงอยู่แล้ว อีกทั้งเซี่ยเสี่ยวหลานยังใช้ความยอดเยี่ยมของตัวเองเอาชนะใจคนทั้งตระกูลโจวได้ การที่เจียงเหยียนเข้ามาแทรกกลางเช่นนี้จะกระทบกับความสัมพันธ์ของโจวเฉิงและเซี่ยเสี่ยวหลานหรือเปล่า?


คนโบราณกล่าวไว้ว่า สร้างครอบครัวก่อนค่อยสร้างความสำเร็จ ประโยคนี้เหมือนจะมีเหตุผล เพราะคู่ครองที่มั่นคงจะทำให้เกิดความทะเยอทะยานในอาชีพการงาน!


เซี่ยเสี่ยวหลานยิ้มออกมาแต่ก็ไม่ได้พูดอะไร


วันนี้เธอมาหาโจวเฉิง ไม่ใช่เพราะเรื่องของเจียงเหยียน ทว่าเธอมาเพราะเรื่องตระกูลสือ


การเสียสละของสือข่ายทำให้โจวเฉิงไม่เหมือนเมื่อก่อนนัก เซี่ยเสี่ยวหลานหวังว่าเธอจะช่วยคลายปมในใจเขาได้


โจวเฉิงออกมาแล้ว


ทั้งแม่บังเกิดเกล้า เพื่อนตั้งแต่สมัยเด็ก และแฟนสาวมาหาอย่างกะทันหันเช่นนี้ โจวเฉิงย่อมรู้สึกดีใจ


เจียงเหยียนอะไรนั่น ถูกเขาลืมไปจนหมด


“แม่ แม่มาได้อย่างไรครับ”


กวนฮุ่ยเอ๋อถลึงตาใส่ลูกชาย “แม่มาไม่ได้หรือ”


ต้องมาได้อยู่แล้ว


ถ้าไม่ใช่เพราะถนนหนทางยังไม่ดีพอ กวนฮุ่ยเอ๋อคงพาย่าโจวมาด้วยกันอย่างแน่นอน


คังเหว่ยกระแอมสองครั้ง “พี่เฉิงจื่อ เราไปหาร้านอาหารนั่งคุยกันดีกว่า พี่สะใภ้ขับรถมาหลายชั่วโมง น้ากวนก็คงหิวแย่แล้วล่ะ”


โจวเฉิงทุบไหล่เขาไปทีหนึ่ง “ฉันว่านายมากกว่าที่หิว อย่ามาอ้างเลย!”


คังเหว่ยร้องโอดโอย ท่าทางของโจวเฉิงนั้นดีใจมาก คังเหว่ยเหมือนจะหายดีเป็นปลิดทิ้งแล้ว เทียบกับตอนช่วงเดือนมีนาคม ตอนนี้เขาดูแข็งแรงขึ้นมาก!


คังเหว่ยฟ้องกวนฮุ่ยเอ๋อ พร้อมกับพาเธอเดินนำหน้า ทิ้งให้โจวเฉิงเดินตามหลังกับเซี่ยเสี่ยวหลาน


“นี่คือเซอร์ไพรส์อย่างนั้นหรือ อนาคตทำบ่อยๆนะ!”


เซี่ยเสี่ยวหลานหยิกเขา “เรื่องเซอร์ไพรส์คือตอนฉันเพิ่งมาถึงก็เห็นเจียงเหยียนทักทายคุณน้าอย่างสนิทสนมต่างหากล่ะ”


โจวเฉิงถูกหยิกอย่างปรักปรำแต่ก็ไม่กล้าหลบแต่อย่างใด เพราะเขากลัวกวนฮุ่ยเอ๋อที่เดินนำอยู่จะสังเกตเห็น


เขาขโมยหอมแก้มเซี่ยเสี่ยวหลานไปหนึ่งที ทว่ากวนฮุ่ยเอ๋อที่เดินอยู่ข้างหน้ากลับหันมาเห็นเข้าเต็มเปา


แสบตาเหลือเกิน!


“เลิกหวานกันก่อนเถิด เสี่ยวหลานขับรถมาหลายชั่วโมงเพราะมีธุระอยากคุยกับลูก กินข้าวก่อนแล้วค่อยคุยกัน!”


ทั้งสี่คนหาร้านอาหารง่ายๆทานเพื่อคลายความหิว หลังกินเสร็จทั้งหมดก็พากันมาที่บ้านพักรับรอง ก่อนที่คังเหว่ยกจะขอตัวออกไปก่อน เหลือแค่โจวเฉิงเท่านั้น


กวนฮุ่ยเอ๋อเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นที่บ้านสือให้เขาฟัง


“...ลูกว่าควรทำอย่างไรดี”


โจวเฉิงดีใจที่สายตาของป้าสือหายเป็นปกติแล้ว ส่วนความไม่พอใจของเว่ยเจวียนหง โจวเฉิงรู้สึกว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่แต่อย่างใด


“ลำบากแม่กับเสี่ยวหลานแล้วครับ ถ้าพี่สะใภ้เว่ยคิดว่าเรือนสี่ประสานหลังนั้นอยู่สบาย ผมก็จะโอนกรรมสิทธิ์เป็นชื่อของเธอ ส่วนเรื่องงานนั้นค่อนข้างยุ่งยาก เพราะเหมือนเธอจะไม่มีทักษะอะไรใช่ไหมครับ”


เซี่ยเสี่ยวหลานเข้าใจทันทีว่าความคิดของผู้ชายกับผู้หญิงนั่นต่างกันมากเหลือเกิน


เรื่องตระกูลสือเธอกับกวนฮุ่ยเอ๋อคิดไปทางเดียวกัน แต่กับโจวเฉิงนั้นมีช่องว่าง


“โจวเฉิง เรื่องนี้ไม่ได้ง่ายขนาดนั้น ฉันอยากรู้ว่าเธอดีกับคนตระกูลสือโดยมีขอบเขตหรือเปล่า ถ้าไม่เกินจากขอบเขตที่ขีดเอาไว้ พวกเราจะได้ช่วยเหลือให้คนตระกูลสือสามารถยืนบนลำแข้งตัวเองให้ได้อย่างเต็มที่”


เซี่ยเสี่ยวหลานพูดจบ โจวเฉิงทำท่าเหมือนงุนงง เขาหันไปมองหน้าแม่ของตนอย่างงงงวย


“เสี่ยวหลาน ฉันมีบ้านตั้งหลายหลัง เพราะเธอบอกว่ามีเงินแล้วให้ซื้อบ้านเอาไว้ ฉันเชื่อฟังเธอเลยซื้อเอาไว้ไม่น้อย ยกบ้านสักหลังให้ตระกูลสือ พวกเราก็ไม่ขาดบ้านอยู่...”


ได้ยินเช่นนั้นเซี่ยเสี่ยวหลานก็รู้สึกโมโหจนปวดตับ


เธอสนใจเรื่องบ้านเสียที่ไหนกันเล่า!



ตอนที่ 877: แฟนของฉันไม่ให้ใครยืม



เซี่ยเสี่ยวหลานนั้นชอบเงินมาก


เงินเป็นของดี มีเงินแล้วสามารถทำให้ตัวเองและคนที่ใส่ใจมีชีวิตที่ดีมากขึ้น เซี่ยเสี่ยวหลานชอบความมั่นคง เธอรักในการใช้สองมือของตนไขว่คว้าหาความร่ำรวย ดื่มด่ำกับคุณภาพชีวิตชั้นเลิศที่เงินนำพามาให้ และเพลิดเพลินกับการสะสมทรัพย์สินเงินทองที่หามาได้ด้วยตัวเธอเอง


โอเค เธอใส่ใจบ้านหลังนั้นจริง!


อย่างไรก็ตามสือข่ายได้ช่วยชีวิตโจวเฉิง ต่อให้ต้องแลกกับเรือนสี่ประสานหนึ่งหลังที่ราคาหลายสิบล้าน เซี่ยเสี่ยวหลานก็รู้สึกว่าคุ้มค่า


อีกอย่างมันคือบ้านของโจวเฉิง เขาอยากทำอะไรก็เป็นอิสระของเขา


กวนฮุ่ยเอ๋อยังคงรู้สึกตกใจ คนเป็นแม่อย่างเธอเพิ่งเคยได้ยินครั้งแรกว่าลูกชายของเธอมีเรือนสี่ประสาน แถมยังไม่ได้มีแค่หลังเดียวด้วย


เซี่ยเสี่ยวหลานพยายามอดกลั้นเพลิงโทสะ “น้ากวน ขอฉันคุยกับโจวเฉิงตามลำพังได้หรือเปล่าคะ”


กวนฮุ่ยเอ๋อเองก็อยากคุยกับโจวเฉิงตามลำพังเช่นกันแต่ดูเหมือนว่าตอนนี้จะไม่เหมาะ เธอลุกขึ้นอย่างไม่ลังเล ก่อนกำชับด้วยความเป็นห่วง


“พวกลูกอย่าทะเลาะกันล่ะ”


โจวเฉิงรู้สึกไม่สบายใจขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก


ในห้องเหลือแค่เซี่ยเสี่ยวหลานกับโจวเฉิง โจวเฉิงนวดหว่างคิ้วด้วยท่าทางเคร่งเครียด


“เธอไม่เห็นด้วยที่จะยกเรือนสี่ประสานให้พี่สะใภ้เว่ยหรือ”


เซี่ยเสี่ยวหลานส่ายหน้า “ไม่หรอก เมื่อกี้ฉันคิดผิด มันคือบ้านของเธอ เธอมีสิทธิ์ตัดสินใจว่าจะยกให้ใครก็ได้ แต่สิ่งที่ฉันอยากปรึกษากับเธอคือเรื่องขอบเขต”


จู่ๆ เสี่ยวหลานก็ดูเคร่งเครียดมาก โจวเฉิงไม่ชินกับท่าทางแบบนี้ของเธอเลยสักนิด


เท่าที่เขาจำได้ เสี่ยวหลานเคยพูดกับเขาด้วยท่าทางเช่นนี้แค่ครั้งเดียว ก็คือตอนที่เขาอยากรีบแต่งงานแต่เธอกลับปฏิเสธ!


ครั้งนั้นก็ไม่ใช่การทะเลาะกัน ทว่าเสี่ยวหลานเย็นชากับเขาไปชั่วขณะหนึ่ง เมื่อสถานการณ์เริ่มซ้อนทับกับความทรงจำในอดีต โจวเฉิงก็ชักหวั่นใจ


“ว่ามาสิ ฉันฟังอยู่”


เซี่ยเสี่ยวหลานเองก็ไม่อยากเครียดจนเกินไป แต่เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับการเสียสละของสือข่าย


“สิ่งที่ฉันอยากคุยกับเธอคือขอบเขตการช่วยเหลือตระกูลสือ ตอนนี้พี่สะใภ้เว่ยไม่อยากย้ายออก เธอก็จะโอนกรรมสิทธิ์ให้กับเขา พี่สะใภ้เว่ยไม่ชอบทำงานที่โรงงาน เธอก็ตั้งใจจะเปลี่ยนงานให้เขา... เรื่องพวกนี้ไม่ใช่ว่าทำไม่ได้! แต่สิ่งที่ฉันอยากรู้คือ เรื่องพวกนี้คือขีดจำกัดแล้วหรือยัง”


โจวเฉิงเข้าใจความหมายของเซี่ยเสี่ยวหลาน


แน่นอนว่าเขารู้สึกผิดต่อครอบครัวของสือข่าย ทว่าตอนนี้เซี่ยเสี่ยวหลานกลับถามเขาว่าเรือนสี่ประสานกับงานที่เว่ยเจวียนหงต้องการสามารถ ‘ซื้อขาด’ ปมในใจของเขาที่รู้สึกผิดและอยากชดเชยให้คนตระกูลสือได้แล้วหรือยัง


ความจริงแล้วโจวเฉิงไม่เคยคิดถึงเรื่องพวกนี้มาก่อน และไม่เคยคิดเลยว่าความรู้สึกผิดจะสามารถนำมาตีมูลค่าเป็นการชดเชยด้วยทรัพย์สินเงินทองได้หรือไม่


ถ้ามันตีราคาได้ แล้วเขาควรให้เท่าไรกัน?


โจวเฉิงตอบไม่ได้ในตอนนี้ เซี่ยเสี่ยวหลานจึงต้องอธิบายให้ละเอียดมากยิ่งขึ้น


“ถ้าพี่สะใภ้เว่ยชินกับการร้องขอแล้วล่ะก็ ต่อไปถ้าพี่สะใภ้เว่ยรู้สึกว่าบ้านหลังนั้นไม่ดีพอ เธอก็จะซื้อเรือนสี่ประสานหลังใหม่ที่ใหญ่กว่าเดิมและทำเลดีกว่าเดิมให้เขาอย่างนั้นหรือ? ถ้าเขารู้สึกว่าสือผิงไม่ควรครองตัวเป็นโสด เธอก็จะหาภรรยาให้สือผิงอย่างนั้นหรือ? ลูกสองคนของสือข่ายอนาคตจะเรียนที่ไหน ทำงานอะไร จะต้องเป็นหน้าที่ของเธอหมดเลยรึเปล่า? โจวเฉิง แม้แต่ฆาตกรก็มีวันพ้นโทษ แล้วภาระที่อยู่บนบ่าในตอนนี้ เธอคิดจะแบกไปจนถึงวันตายเลยอย่างนั้นหรือ?!”


ช่วยเหลือในยามฉุกเฉินไม่ใช่ช่วยให้พ้นจากความยากจน


ช่วยแค่ชั่วคราว ไม่ใช่ช่วยตลอดไป


เซี่ยเสี่ยวหลานไม่ใช่คนเลือดเย็น แต่เธออยากให้โจวเฉิงปล่อยวางแล้วทำตามความคิดของเธอ นั่นก็คือการทำให้ตระกูลสือสามารถยืนด้วยลำแข้งตัวเองให้ได้


โจวเฉิงอยากทำตัวเป็น ‘ลูกชาย’ ของตระกูลสือ กวนฮุ่ยเอ๋อไม่คัดค้าน


แต่เซี่ยเสี่ยวหลานไม่มีทางยอมให้โจวเฉิงไปเป็น ‘สามี’ ของเว่ยเจวียนหง


อยากได้บ้านก็ให้บ้าน อยากเปลี่ยนงานก็เปลี่ยนให้ อนาคตจะต้องดูแลลูกสองคนของเว่ยเจวียนหงตลอดไป นี่คือความรู้สึกผิดและการชดเชยจริงๆหรือ?


หากเป็นเช่นนั้นจริงโจวเฉิงเก็บข้าวของตามไปอยู่กับเว่ยเจวียนหงเลยเสียดีกว่า ถึงอย่างไรเธอก็คงเป็นแค่ส่วนเกินเท่านั้น


โจวเฉิงถูกเซี่ยเสี่ยวหลานถามจนพูดไม่ออก เขานิ่งอึ้งไปครึ่งนาที แต่ก็ยังคิดคำพูดมาโต้กลับไม่ได้


เพราะสิ่งที่เซี่ยเสี่ยวหลานพูดมามีความเป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้นจริง


หากอยากดูแลตระกูลสือก็ไม่ควรดูแลแค่ครึ่งๆกลางๆจริงไหม?


แต่ถ้าสือข่ายยังมีชีวิตอยู่ตระกูลสือก็จะมีเสาหลัก ไม่ต้องเผชิญกับอุปสรรคมากมายเช่นนี้ไม่ใช่หรือ


โจวเฉิงหลับตาลง เขายังลืมภาพของสือข่ายที่ร่างกายฉีกขาดจากการระเบิดต่อหน้าต่อตาเขาไม่ได้


“เสี่ยวหลาน เป็นฉันที่ติดหนี้สือข่าย ถ้าฉันระวังตัวมากกว่านี้ รู้ว่าคนร้ายซ่อนระเบิดมือเอาไว้ สือข่ายก็คงไม่ต้องสละชีวิต... ถ้าฉันไม่ดูแลตระกูลสือ ต่อไปใครจะสนใจครอบครัวของเขาที่มีทั้งคนแก่ คนพิการ และเด็กกันเล่า?”


หัวใจของเซี่ยเสี่ยวหลานเองก็หนาวสะท้าน โจวเฉิงไม่ได้เถียงกลับ แต่เมื่อเห็นท่าทางของโจวเฉิงแล้วเธอก็รู้สึกปวดใจ


เธอกอดโจวเฉิงแน่น “มันไม่ใช่ความผิดของเธอ โจวเฉิง เธอคือมนุษย์เดินดิน ไม่ใช่เทวดาที่สามารถมองทะลุทุกสรรพสิ่ง! ฉันไม่ได้ขอให้เลิกสนใจครอบครัวสือ ฉันเคยบอกแล้วไม่ใช่หรือว่าจะช่วยเธอแก้ปัญหาเรื่องนี้ ตอนนี้เธอเรียนอยู่ที่วิทยาลัย ปกติคนที่ต้องเจอกับครอบครัวสือบ่อยที่สุดคือฉันกับน้ากวน ทำไมเธอถึงไม่เชื่อฉันบ้างเล่า”


มิตรภาพในสนามรบ เสี่ยวหลานไม่ค่อยเข้าใจสักเท่าไร


เขาหลับตานอนตอนกลางคืนเห็นภาพในฝันร้ายเป็นแบบไหนก็ไม่เคยบอกกับเสี่ยวหลาน


“เสี่ยวหลาน เรื่องอื่นฉันยินดีเชื่อฟังเธอ แต่เรื่องนี้... ตอนนี้ฉันรับปากเธอไม่ได้ อย่างไรก็ตามขอบเขตที่เธอบอกฉันจะลองคิดดู”


เสียงของโจวเฉิงเคร่งขรึมยิ่งนัก แต่ท่าทีของเขาไม่อ่อนลงเลย


ยกเรือนสี่ประสานให้คนอื่น เซี่ยเสี่ยวหลานยอมรับได้


ถึงอย่างไรป้าสือก็เป็นคนซื่อตรงและจิตใจดี เซี่ยเสี่ยวหลานช่วยดูแลย่าอวี๋ได้ ถ้าโจวเฉิงอยากดูแลป้าสือจนถึงที่สุด เซี่ยเสี่ยวหลานย่อมไม่มีทางคัดค้าน!


แต่ตรงกลางยังมีเว่ยเจวียนหงอยู่อีกคน


เว่ยเจวียนหงไม่ใช่ ‘พี่สะใภ้เว่ย’ ผู้ซื่อตรงเหมือนตอนเจอกันครั้งแรกอีกแล้ว ตอนนี้เซี่ยเสี่ยวหลานคิดว่ายังพอกอบกู้สถานการณ์ได้ แต่โจวเฉิงกลับไม่เห็นความสำคัญกับสิ่งที่เธอพูด นี่เป็นอีกครั้งที่เธอรับรู้ถึงความแตกต่างระหว่างเธอกับโจวเฉิง


ความแตกต่างของเธอกับโจวเฉิงไม่ใช่ความแตกต่างทางความคิดของคนต่างเพศ แต่มันคือความแตกต่างทางความคิดและประสบการณ์ของระยะเวลา30ปี


แน่นอนว่าเธอมองหน้าโจวเฉิงแล้วยังหน้าแดงใจสั่นเหมือนทุกครั้ง


ถ้าความรักคือผลของโดปามีน ตอนเธอเจอกับโจวเฉิง โดปามีนยังคงไม่หายไปไหน


แต่ชีวิตคนเราจำเป็นต้องพึ่งโดปามีนทุกอย่างอย่างนั้นหรือ?


เธอผละตัวออก ก่อนจะมองตาเขาและพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า “ฉันหวังว่าเธอจะพิจารณาจนได้คำตอบในเร็ววัน ตอนนี้ความคิดของพวกเราแตกต่างกัน ไม่แน่ว่าเรื่องนี้อาจจะส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ของเธอกับฉัน”


โจวเฉิงไม่อยากจะเชื่อกับสิ่งที่เขาเพิ่งได้ยิน


“แค่เพราะเรื่องนี้ เธอถึงกับอยากเลิกกับฉัน?”


เซี่ยเสี่ยวหลานส่ายหน้า “ไม่ใช่การเลิกรา ฉันยังคงชอบเธออยู่ และฉันเคารพความคิดของเธอเสมอ แต่ก็รู้สึกว่าความคิดของตัวเองก็สำคัญมากเช่นกัน ฉันหวังว่าพวกเราจะหาจุดสมดุลได้!”


ทางเลือกที่หนึ่งคือ โจวเฉิงยอมประนีประนอม ยอมช่วยเหลือตระกูลสือด้วยวิธีที่ถูกต้องตามที่เซี่ยเสี่ยวหลานบอก


ไม่อย่างนั้นเซี่ยเสี่ยวหลานก็จะต้องปล่อยมือจากเรื่องนี้ ให้โจวเฉิงใช้วิธีของตัวเองในการแก้ไขปัญหา


ส่วนวิธีที่สอง เซี่ยเสี่ยวหลานรู้สึกเหมือนกำลังจะยกผู้ชายของตนให้กับคนอื่น พอคิดว่าอนาคตเว่ยเจวียนหงอาจจะเรียกหาโจวเฉิงเมื่อไรก็ได้ ขมับของเซี่ยเสี่ยวหลานก็บีบรัดจนปวดไปหมด


เธอไม่ใช่แค่รู้สึกปวดตับ


ถ้าโจวเฉิงไม่รู้จักขีดเส้นแบ่ง ไม่กำหนดขอบเขตการช่วยเหลือให้แน่ชัด เซี่ยเสี่ยวหลานคงทั้งโมโหและผิดหวังเป็นอย่างมาก!


เธอเพิ่งเคยรู้สึกแง่ลบต่อโจวเฉิงเช่นนี้เป็นครั้งแรก


ซึ่งเซี่ยเสี่ยวหลานควบคุมมันไม่ได้เลย!


และเธอก็ไม่คิดจะควบคุมมันอีกต่อไป ครั้งก่อนที่มาหาโจวเฉิง เธออยากพูดเรื่องนี้แต่ถูกเจียงเหยียนมาก่อกวนเสียก่อน


พอคิดถึงเจียงเหยียน เซี่ยเสี่ยวหลานก็ไม่พอใจมากเช่นกัน


มีคนหมายตาผู้ชายของเธอ ตอนนี้เธอกับโจวเฉิงอยู่ห่างกันคนละมณฑล แต่เจียงเหยียนมีโอกาสเจอหน้าโจวเฉิงทุกวัน ให้เซี่ยเสี่ยวหลานอารมณ์ดีก็คงจะไม่ไหว


“...ถ้าหาจุดสมดุลของเรื่องนี้ไม่ได้ พวกเราคงเหมาะสมแค่คบกันเป็นแฟน แต่ไม่เหมาะสมที่จะใช้ชีวิตร่วมกัน”



ตอนที่ 878: เจรจาล้มเหลว!



คบกันเป็นแฟนนั้นง่ายมาก!


ไม่ต้องคิดถึงเรื่องอื่น มีความสุขก็อยู่ด้วยกันไป ไม่มีความสุขก็บอกเลิกกันเสีย


แต่ถ้าอนาคตต้องการแต่งงานกันอย่างน้อยก็ต้องคิดพิจารณาให้ดี


แม้แต่กับเซี่ยเสี่ยวหลาน เมื่อตัดสินใจแล้วว่าจะแต่งงานกับใคร อนาคตคงไม่หย่าร้างง่ายๆ คบกันเป็นแฟนเลิกกันแล้วย่อมเจ็บปวด แต่หากหย่าร้างกันหลังแต่งงาน มันคงเป็นบาดแผลที่ฝังรากลึกลงในจิตใจอย่างแน่นอน


ตอนนี้เธอจำเป็นต้องเผชิญหน้ากับความแตกต่างระหว่างตัวเองและโจวเฉิง ถ้าโจวเฉิงไม่มีขอบเขตที่แน่ชัดก็คงเหยียบเส้นตายของเธอ!


เซี่ยเสี่ยวหลานพบแล้วว่า มีเรื่องอะไรไม่ควรอดทนเก็บไว้ ถ้าครั้งก่อนที่มาหาโจวเฉิงเธอพูดเรื่องนี้จนเข้าใจ ความคิดของพวกเธอคงจะตรงกันแล้ว ทางตระกูลสือเองก็คงไม่ทำตัวได้คืบจะเอาศอกแบบนี้


“เสี่ยวหลาน รู้ตัวหรือเปล่าว่ากำลังพูดอะไรออกมา”


โจวเฉิงมองเธอ สายตาของเซี่ยเสี่ยวหลานไม่หลุกหลิกหรือหลบเลี่ยงแม้แต่น้อย


“ฉันรู้ดี นี่ไม่ใช่คำพูดส่งเดชที่เกิดจากอารมณ์ ถ้าความแตกต่างระหว่างเรามันมากขนาดนี้ อนาคตหากต้องอยู่ร่วมกันหลายสิบปี เราคงทรมานกันและกันแน่นอน”


แววตาของโจวเฉิงเริ่มคุกรุ่น ทั้งที่เขาทำตามใจว่าที่ภรรยามาโดยตลอด มีอะไรก็ตามใจเซี่ยเสี่ยวหลานทุกอย่าง ยอมยกเงินเก็บทั้งหมดให้เสี่ยวหลาน ตัดสินใจแล้วว่าเสี่ยวหลานคือคนที่จะมาเป็นภรรยาของเขาในอนาคต!


นี่คือสิ่งที่โจวเฉิงยินยอมด้วยตัวเองทั้งสิ้น เขาไม่เคยเห็นเสี่ยวหลานเป็นคนนอกเลยสักครั้ง


ทว่าคำพูดนี้ของเซี่ยเสี่ยวหลานมาอย่างกะทันหันเกินไป โจวเฉิงยังจำได้ว่า ช่วงเดือนมีนาคมเสี่ยวหลานเหมือนอยากพูดเรื่องการแต่งงาน แต่ตอนนั้นเขาจมอยู่กับเรื่องการสละชีพของสือข่าย เห็นความทุกข์ทรมานของคนตระกูลสือแล้วรู้สึกหวาดกลัวจับจิต และไม่อยากให้เสี่ยวหลานต้องเผชิญหน้ากับสถานการณ์แบบเดียวกันกับอนาคตที่ไม่อาจคาดเดาได้


ซึ่งก็หมายความว่า เมื่อสามเดือนก่อน เซี่ยเสี่ยวหลานอยากแต่งงานแต่เขากลับล่าถอย และคิดอยากบอกเลิกเธอ


พอตอนนี้โจวเฉิงตั้งสติได้แล้ว ปรับสภาพจิตใจกลับมามั่นคงอีกครั้ง แต่เซี่ยเสี่ยวหลานกลับบอกว่าพวกเขาไม่เหมาะสมที่จะใช้ชีวิตร่วมกัน


การคบหาดูใจโดยไม่มีเป้าหมายเป็นการแต่งงานคือการเอาเปรียบ!


มีใครบ้างคบกันแต่ไม่อยากแต่งงาน?


แล้วเขาจะกลายเป็นอะไร คนอื่นจะมองเสี่ยวหลานอย่างไร?


ตอนนี้เหมือนย้อนกลับไปเมื่อหนึ่งปีก่อนอีกครั้ง และยังคงเป็นเสี่ยวหลานที่ขอเลิกเขา เพียงแต่พูดอ้อมค้อมกว่าเดิมเท่านั้น


“ฉันไม่เห็นด้วย”


หว่างคิ้วของโจวเฉิงย่นจนกลายเป็นตัวอักษร ‘川’ ก่อนจะพูดซ้ำอีกครั้งว่า


“พวกเรารักกันดีไม่ใช่หรือ ทำไมถึงต้องปล่อยให้เรื่องของคนอื่นมาส่งผลกระทบด้วยเล่า ถ้าเรื่องตระกูลสือทำให้เธอไม่ชอบใจ เธอไม่ต้องสนใจเลยก็ได้...”


เซี่ยเสี่ยวหลานผิดหวังมากที่ได้ยินเช่นนั้น เธอจึงตัดสินใจผลักตัวเขาออก


“ฉันเข้าใจแล้ว”


เข้าใจอะไร?


โจวเฉิงรู้สึกใจหวิวไปหมด เมื่อก่อนแม้จะติดต่อกันไม่ได้ แต่เขาก็รับรู้ถึงการมีอยู่ของเสี่ยวหลานเสมอ


ทว่าตอนนี้เธอยืนอยู่ตรงหน้าเขา แต่เขากลับรู้สึกเหมือนเธออยู่ไกลออกไปเป็นพันลี้


“ฉันจะให้เวลาเธอคิดพิจารณาด้วยตัวเอง โจวเฉิง อย่าปล่อยให้ฉันรอนานเกินไป”


เซี่ยเสี่ยวหลานพูดจบก็ไม่รอคำตอบจากโจวเฉิงอีก เธอเปิดประตูห้องและเดินออกไปทันที


เซี่ยเสี่ยวหลานเดินลงมาที่ชั้นหนึ่ง กวนฮุ่ยเอ๋อกับคังเหว่ยนั่งอยู่ด้วยกัน


“เสี่ยวหลาน คุยกันเป็นอย่างไรบ้าง”


เซี่ยเสี่ยวหลานส่ายหน้า “โจวเฉิงยังคิดไม่ตกค่ะ คุณน้า เรื่องนี้ฉันคงเข้าไปยุ่งไม่ได้อีกแล้ว”


เธอมีธุระต้องทำมากจนล้นมือ แต่ก็มิวายเป็นห่วงเรื่องตระกูลสือ ทั้งหมดนี้เป็นเพราะเธอไม่เห็นโจวเฉิงเป็นคนนอก ถึงได้อยากช่วยโจวเฉิงแบกรับปัญหาเรื่องตระกูลสือไปด้วยกัน แต่ตอนนี้โจวเฉิงกลับบอกเธอว่าไม่ต้องสนใจ อย่างไรก็ตามเซี่ยเสี่ยวหลานไม่ใช่คนหน้าหนาขนาดนั้น ถึงจะได้จับเรื่องนี้ไม่ปล่อย... ถ้าอย่างนั้นก็ให้โจวเฉิงจัดการเอง เมื่อได้ฟังคำพูของโจวเฉิง เซี่ยเสี่ยวหลานก็ตัดสินใจได้แทบจะในทันที


คังเหว่ยเห็นสีหน้าของเซี่ยเสี่ยวหลานดูผิดปกติก็เดาได้ทันทีว่าการเจรจาครั้งนี้ล้มเหลว


และเมื่อได้ฟังคำพูดของเซี่ยเสี่ยวหลาน เขาก็รู้ได้ทันทีว่าคงไม่ใช่แค่เจรจาไม่สำเร็จ แต่เรื่องราวคงเลวร้ายเป็นอย่างมาก!


“พี่เฉิงจื่อ”


คังเหว่ยค่อยๆเดินตรงไปหาโจวเฉิงที่เดินลงบันไดมา เห็นได้ชัดว่าเขารู้สึกมึนงงเหมือนไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น หรือไม่ก็เข้าใจดีแต่ไม่อยากยอมรับ


“เสี่ยวหลาน...”


เซี่ยเสี่ยวหลานนั่งลงบนเก้าอี้ “เรื่องของเราไว้ค่อยคุยกันเถอะ น้ากวนกับคังเหว่ยมาเยี่ยมเธอทั้งที อยู่กับพวกเขาให้มากๆเล่า”


เซี่ยเสี่ยวหลานปฏิเสธการพูดคุยกับโจวเฉิง


คิ้วของโจวเฉิงผูกเป็นปม กวนฮุ่ยเอ๋อมองซ้ายมองขวาอย่างคิดไม่ตก เวลาแบบนี้เธอพูดอะไรก็คงไม่เหมาะทั้งนั้น


“โจวเฉิง ออกมากับแม่หน่อย คังเหว่ยอยู่คุยเป็นเพื่อนเสี่ยวหลานที่นี่ที”


“ลูกคิดอะไรของลูก?”


กวนฮุ่ยเอ๋อตัดเข้าประเด็นทันทีเมื่อเดินออกมาข้างนอก


“ลูกทะเลาะกับเสี่ยวหลานอย่างนั้นหรือ? โจวเฉิง ลูกเป็นคนเลือกคู่ครองเอง ตอนแรกแม่ไม่เห็นด้วย แต่ลูกก็ยังยืนกรานว่าต้องเป็นเสี่ยวหลานเท่านั้น ตอนนี้พวกเราทั้งครอบครัวยอมรับเสี่ยวหลานแล้ว เด็กสาวคนนี้เป็นคนยอดเยี่ยมจริงๆ ทว่าลูกกลับทำตัวมีปัญหาอย่างนั้นหรือ?”


“แม่ครับ ไม่ใช่อย่างที่แม่...”


กวนฮุ่ยเอ๋อเพิ่มความเร็วในการพูด


“ยังจะมีเรื่องอะไรได้อีก? เรื่องที่ลูกซื้อบ้านข้างนอกเอง พ่อกับแม่ไม่รู้เรื่องเลยด้วยซ้ำ เงินที่นำไปซื้อบ้านก็คงได้มาจากการขายบุหรี่ก่อนหน้านี้สินะ แม่ไม่ได้คาดหวังว่าลูกจะหาเงินให้ที่บ้านได้มากมาย แต่ลูกกลับยอมโอนกรรมสิทธิ์เรือนสี่ประสานให้เว่ยเจวียนหงง่ายๆ อย่าว่าแต่เสี่ยวหลานเลย ขนาดแม่เองก็ยังไม่เห็นด้วย!”


ความจริงกวนฮุ่ยเอ๋อเองก็เคยคิดอยากซื้อเรือนสี่ประสานให้ตระกูลสือ แต่เธอไม่มีทางยกมันให้กับเว่ยเจวียนหง เธอจะให้เป็นชื่อของป้าสือ!


เว่ยเจวียนหงเป็นแม่ม่ายยังสาว ใครจะไปรู้เล่าว่าในอนาคตเธอจะแต่งงานใหม่หรือไม่ ดังนั้นกวนฮุ่ยเอ๋อจึงต้องการซื้อบ้านให้แม่บังเกิดเกล้าของสือข่าย หากยกให้เว่ยเจวียนหงมันจะหมายความว่าอะไรอีก


ทว่าโจวเฉิงกลับบอกว่าจะออกหน้าโอนกรรมสิทธิ์บ้านให้กับเว่ยเจวียนหง อนาคตความสัมพันธ์ก็คงตัดกันไม่ขาย กวนฮุ่ยเอ๋อถึงวัยกลางคนแล้ว เธอเคยเห็นกับตาได้ยินกับหูมานักต่อนัก บางคนดูแลญาติของเพื่อนที่สละชีพเพื่อชาติ ดูแลไปดูแลมาจนกลายเป็นครอบครัวเดียวกันในที่สุด


ต่อให้โจวเฉิงไม่ได้กำลังคบหาอยู่กับเซี่ยเสี่ยวหลาน หรือแม้เขาจะยังโสดอยู่ กวนฮุ่ยเอ๋อก็ไม่มีทางปล่อยให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้น เธอยอมรับในตัวเซี่ยเสี่ยวหลานเพราะเซี่ยเสี่ยวหลานเป็นคนเก่ง หลังผ่านเรื่องราวมากมาย กวนฮุ่ยเอ๋อยิ่งรู้สึกชื่นชมในตัวเซี่ยเสี่ยวหลานเป็นอย่างมาก


เว่ยเจวียนหงเป็นภรรยาของสือข่ายผู้ล่วงลับ เธอมีลูกอีกสองคนที่ต้องดูแล เดิมทียังมีข้อดีคือการเป็นคนซื่อตรงและรู้จักประมาณตน แต่ตอนนี้เธอได้ทำข้อดีของตัวเองหายไปแล้ว หลังเจอกันวันนี้กวนฮุ่ยเอ๋อมองไม่เห็นจุดดีในตัวเธอแม้แต่น้อย!


คนแบบนี้หากปล่อยให้ตามเกาะแกะโจวเฉิง กวนฮุ่ยเอ๋อคงโมโหจนจุกอก


สิ่งที่เธอไม่พอใจเว่ยเจวียนหงมากที่สุดคือการรังเกียจงานที่โรงงานบุหรี่ว่าไม่ดีพอ แน่จริงก็ควรพิสูจน์ความสามารถของตัวเองให้คนอื่นเห็นสิ ว่าตัวเองมีความสามารถมากกว่าที่เป็นอยู่จริงๆ


เว่ยเจวียนหงไม่เก่งพอ ตระกูลโจวก็ยังช่วยย้ายตำแหน่งงานจากอำเภอป๋อทงมายังกรุงปักกิ่ง แต่เธอกลับทำตัววุ่นวายไม่รู้จบ


ทั้งที่พวกเธอช่วยคิดเผื่อตระกูลสืออย่างเอาใจใส่ แต่เว่ยเจวียนหงกลับไม่เห็นคุณค่าแม้แต่น้อย กวนฮุ่ยเอ๋ออยากซื้อเรือนสี่ประสานให้ แต่ความจริงแล้วเธอรู้สึกอ่อนใจเหลือเกิน


ก็เหมือนที่เสี่ยวหลานบอก หลังยกบ้านและหางานใหม่ให้ โจวเฉิงจะตัดขาดจากตระกูลสือได้แล้วหรือยัง?


ถ้าทำได้จริง กวนฮุ่ยเอ๋อยอมทำ!


โจวเฉิงถูกแม่ด่าจนสมองมึนงงไปหมด


เสี่ยวหลานไม่เห็นด้วย แม่ของเขาเองก็ไม่เห็นด้วย นี่แปลว่าวิธีการที่เขาปฏิบัติกับตระกูลสือมีปัญหาจริงอย่างนั้นหรือ?


โจวเฉิงไม่ค่อยแน่ใจนัก


ความคิดของผู้ชายกับผู้หญิงแตกต่างกันเหลือเกิน  เซี่ยเสี่ยวหลานกับกวนฮุ่ยเอ๋ออยากป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาในอนาคต แต่โจวเฉิงกลับมองเห็นแต่เรื่องตรงหน้า และไม่เคยคิดถึงอนาคตในแง่นั้นเลย


เซี่ยเสี่ยวหลานยอมรับไม่ได้


โจวเฉิงรู้ดีว่าหากเรื่องนี้เขาจัดการได้ไม่ดี แฟนสาวของเขาคงไม่ได้ล้อเล่น เธอบอกว่าเอาไว้ค่อยคุย แต่ที่จริงคือต้องการเลิกรา



ตอนที่ 879: ไม่มีสิทธิ์พูดชื่อเธอ



“แม่ ให้เวลาผมคิดดูก่อนนะครับ สิ่งที่แม่กับเสี่ยวหลานพูดมันกะทันหันเกินไป แต่ผมจะเก็บมาคิดแน่นอนครับ”


โจวเฉิงถูกด่าไปหนึ่งยก คิ้วของเขาจึงขมวดมุ่นผูกเป็นปมให้เห็นได้อย่างชัดเจน


ลูกชายใครใครก็รัก กวนฮุ่ยเอ๋อผ่อนน้ำเสียงที่ใช้พูดลง


“โจวเฉิง แม่เป็นคนคลอดลูกออกมา คนเป็นพ่อเป็นแม่อย่างไรก็ย่อมรักลูกเสมอ ถ้าลูกทำให้แม่โกรธแล้วรู้จักขอโทษ แม่มีหรือจะไม่ยกโทษให้ลูกไปทั้งชาติ”


พูดจบกวนฮุ่ยเอ๋อก็มองไปที่ห้องโถงใหญ่ของบ้านพักรับรองและพูดต่อว่า “แต่เสี่ยวหลานไม่เหมือนกัน พวกลูกยังเป็นแค่แฟนกัน ไม่ใช่สามีภรรยา พวกลูกไม่มีความผูกพันทางสายเลือด ไม่มีการสมรสมาเป็นพันธนาการ เมื่อใดที่ความขัดแย้งเข้ามาทำลายความรู้สึกจนหมด เมื่อนั้นลูกกับเสี่ยวหลานก็สามารถเลิกรากันได้ทุกเมื่อ”


คนตระกูลสือสำคัญแค่ไหนก็สำคัญไม่เท่าคนที่จะอยู่เคียงข้างกันไปทั้งชีวิต


แม้กระทั่งพ่อแม่ไม่อาจอยู่กับลูกได้ตลอดไป ไม่ว่าอย่างไรอนาคตลูกก็จะต้องมีชีวิตเป็นของตัวเอง คนที่สามารถอยู่เคียงคู่กันจนถึงวันสุดท้าย มีแค่สามีกับภรรยาเท่านั้น!


สาเหตุที่กวนฮุ่ยเอ๋อยอมรับในตัวเซี่ยเสี่ยวหลานเป็นอย่างมากนั้นไม่ใช่เพราะความจิตใจงามหรือการเป็นคนซื่อตรง ตระกูลโจวจะเอาของพวกนี้มาทำไมกัน? ที่เธอยอมรับคือความสามารถของเซี่ยเสี่ยวหลานต่างหาก ด้วยความสามารถของเซี่ยเสี่ยวหลานนี้ไม่ว่าอนาคตโจวเฉิงจะเผชิญหน้ากับเรื่องแบบไหน เซี่ยเสี่ยวหลานก็สามารถร่วมแก้ไขไปพร้อมกับโจวเฉิงได้ทุกเมื่อ!


นอกจากนี้โจวเฉิงก็ชอบเธอมากไม่ใช่หรือ


ลูกสะใภ้แบบนี้ไม่ใช่ว่าหากันได้ง่ายๆตามท้องถนน


อีกอย่างเรื่องคราวนี้เซี่ยเสี่ยวหลานไม่ได้ทำผิด ดังนั้นกวนฮุ่ยเอ๋อไม่อาจเข้าข้างลูกในไส้ได้จริงๆ


กวนฮุ่ยเอ๋อทิ้งโจวเฉิงไว้ข้างนอก โจวเฉิงนั่งสูบบุหรี่อยู่ที่หน้าประตูด้วยความรู้สึกสับสน


ตั้งแต่รู้จักกับเสี่ยวหลานจนเดินมาไกลถึงทุกวันนี้ โจวเฉิงรู้ดีว่าไม่ง่ายเลยสักนิด


แม่เขานึกว่าการทำให้ตระกูลโจวยอมรับนั้นยากที่สุด แต่ความจริงแล้วไม่ใช่ ตั้งแต่เขาได้ชื่อว่าเป็นแฟนหนุ่มของเซี่ยเสี่ยวหลาน การเดินเข้าไปในหัวใจของเธออย่างแท้จริงนั้นลำบากที่สุด! ตอนนี้หากให้โจวเฉิงเดินซ้ำรอยตอนจีบเธอใหม่ๆอีกครั้ง เขาไม่มั่นใจเลยว่าจะใช้อะไรมาเอาชนะใจเซี่ยเสี่ยวหลานได้อีก... ถึงอย่างไรตอนแรกที่เธอยอมตกลงคบกับเขาก็ไม่ได้เกิดจากความตั้งใจจริง


โจวเฉิงลุกขึ้นเหยียบก้นบุหรี่ ทว่าเขาเพิ่งเดินเข้าไปด้านในก็เห็นคังเหว่ยร้อนรนจนเหงื่อตก


“พี่เฉิงจื่อ พี่สะใภ้บอกว่าจะเก็บของกลับปักกิ่ง ดึกขนาดนี้แล้ว ต้องขับรถอีกหลายชั่วโมงจะกลับได้อย่างไรกัน”


เซี่ยเสี่ยวหลานไม่ได้อยู่ที่ชั้นหนึ่งอีกแล้ว


โจวเฉิงชะงัก แม้แต่โอกาสพูดคุยก็ไม่ให้เขาแล้วอย่างนั้นหรือ?


“...บอกเธอให้ค้างคืนที่นี่ พรุ่งนี้เช้าค่อยกลับ ฉันจะกลับวิทยาลัยก่อน”


ตอนนี้ถ้าเขาบุกขึ้นไปชั้นบนแล้วบอกว่าตัวเองผิดไปแล้ว เสี่ยวหลานจะยอมฟังหรือ?


โจวเฉิงรู้ดีว่าแฟนสาวของเขาไม่ได้ง้อง่ายขนาดนั้น สิ่งที่เสี่ยวหลานต้องการไม่ใช่การยอมรับผิด ในสมองของโจวเฉิงตอนนี้ยังคงมีแต่คำว่า ‘ต่างกันเกินไป ใช้ชีวิตร่วมกันหลายสิบปีมีแต่จะทรมานกันและกัน’ โจวเฉิงยังไม่เข้าใจแม้แต่น้อย เขาชอบเสี่ยวหลานขนาดนี้ เสี่ยวหลานเองก็ชอบเขา ทำไมถึงกลายเป็นความทรมานไปได้?


“พี่เฉิงจื่อ พี่ล้อเล่นใช่ไหมเนี่ย!” คังเหว่ยทำหน้าตกใจ


คังเหว่ยรู้สึกราวกับว่าคนที่บาดเจ็บทางสมองเพราะถูกรถชนอาจจะไม่ใช่เขา แต่เป็นโจวเฉิง


ไม่อย่างนั้นทำไมเขาถึงปกติดี แต่พี่เฉิงจื่อกลับพูดจาเหลวไหลเช่นนี้เล่า?


คนตระกูลสือสำคัญขนาดนั้นเลยหรือ! คังเหว่ยไม่เข้าใจสักนิด พ่อของเขาเองก็เป็นทหารผู้สละชีพเช่นกัน ตอนพ่อสละชีวิตตัวเองเขายังอยู่ในท้องแม่ แต่หลายปีที่ผ่านมา คังเหว่ยไม่เคยได้ยินว่าอดีตเพื่อนร่วมงานของพ่อคนไหนอยากเสนอตัวมาดูแลชีวิตของเขากับแม่เลยสักคน!


หลังพ่อเสียสละเพื่อชาติแล้ว ก็มีแต่อารองของเขาที่ก้าวออกมารักษาเกียรติของตระกูลคังเอาไว้


คังเหว่ยเข้าใจอารองผิดมานานหลายปี ตอนนี้พอคิดถึงแล้วช่างน่าอายเหลือเกิน!


ถ้าอารองของเขาช่วยไม่ได้ แม่ของเขาก็จำเป็นต้องลุกขึ้นสู้


แต่ถ้าแม่ของเขาทำไม่ได้ ก็ไม่ควรคาดหวังให้อาหญิงที่แต่งงานออกไปแล้วมาช่วยดูแล


ถ้าทำเช่นนั้นแสดงว่าคนตระกูลคังไม่เอาไหน แสดงว่าตระกูลคังยอมตกต่ำเอง เพราะไม่มีใครสามารถเปลี่ยนแปลงอนาคตของตระกูลคังได้


กรณีของตระกูลสือก็เป็นเช่นนี้


เมื่อมีโจวเฉิงให้ความช่วยเหลือ ตระกูลสือจึงคว้าโอกาสนี้ไว้ และย้ายจากชนบททางตะวันตกเฉียงใต้มาที่ปักกิ่ง เปลี่ยนจากชาวไร่ชาวนามาเป็นแรงงานถูกกฎหมาย สถานะทางสังคมเลื่อนขึ้นสูงพรวดเดียวหลายขั้น คนทั้งบ้านได้ออกจากภูเขาอันห่างไกล แล้วยังจะต้องการอะไรอีก


คังเหว่ยเป็นเพื่อนตายของโจวเฉิง แต่ครั้งนี้เขาไม่อาจเข้าข้างเพื่อนได้จริงๆ


“พี่เฉิงจื่อ ฉันว่าครั้งนี้พี่สะใภ้โกรธของจริง ถ้าเธอบอกว่าผิดคนเดียวยังไม่เท่าไร แต่น้ากวนก็บอกว่าผิดเหมือนกันแบบนี้ พี่สะใภ้เว่ยคงทำตัวไม่เหมาะสมจริงๆนั่นแหละ พี่ลองคิดดูให้ดีเถอะ”


คังเหว่ยมีสิทธิ์พูดแบบนี้ เพราะประสบการณ์ของเขาคือสิ่งที่ลูกสองคนของสือข่ายกำลังเผชิญอยู่นั่นเอง


ต่อให้อารองของเขาจะเก่งกาจมากแค่ไหน ทว่าตั้งแต่เด็กคังเหว่ยอยากให้แม่ของเขาสนใจเขามากกว่านี้ เข้มแข็งกว่านี้ ไม่ใช่ใช้ชีวิตจมอยู่แต่กับความโศกเศร้าทุกวัน... พอถึงคราวของตระกูลสือ คนที่ควรเป็นเสาหลักให้กับครอบครัวคือเว่ยเจวียนหง เธอคือแรงงานที่ร่างกายสมบูรณ์พร้อมเพียงหนึ่งเดียวของบ้าน ควรเป็นแบบอย่างและเป็นความหวังให้กับคนทั้งครอบครัว ถ้าเธอไม่ลุกขึ้นสู้ ตระกูลสือเลิกคาดหวังเรื่องอนาคตได้เลย!


คังเหว่ยเดินมาส่งโจวเฉิงที่หน้าวิทยาลัย


แสงไฟริมทางหน้าวิทยาลัยทำให้คังเหว่ยเห็นเงาร่างของใครบางคนเคลื่อนตัวผ่านไป


เหมือนจะเป็นเจียงเหยียน เพราะหน้าตาของเธอช่างสะดุดตายิ่งนัก


เจียงเหยียนก็เป็นอีกหนึ่งภัยแฝงเช่นกัน


เวลานี้พี่สะใภ้กับพี่เฉิงจื่อกำลังทะเลาะกัน เจียงเหยียนจะฉวยโอกาสกวนน้ำให้ขุ่นหรือเปล่า?


เขาอยากพูดเรื่องนี้กับโจวเฉิง แต่เห็นได้ชัดว่าโจวเฉิงกำลังคิดเรื่องตระกูลสืออยู่


ช่างเถอะ ไม่แน่พี่เฉิงจื่ออาจจะไม่ใส่ใจเจียงเหยียนเลยก็เป็นได้ ถ้าพูดไปแล้วเกิดเขาสนใจขึ้นมาจริงๆ จะทำอย่างไรเล่า!


คนที่มีความแค้นกับตระกูลเจียงคือพี่พานซาน คังเหว่ยคิดในใจ ควรบอกพี่พานซานเองจะดีกว่าหรือเปล่า... แต่พี่พานซานจะทำอะไรเจียงเหยียนได้หรือ? เดิมทีเขาก็ถูกตระกูลเจียงบีบจนต้องถอนตัวออกจากกองทัพ อีกทั้งตอนนี้พี่พานซานก็เป็นคนอารมณ์ร้อน ไม่มีหน่วยงานคอยตีกรอบ หากเขาเกิดเอาจริงขึ้นมา เรื่องกำจัดเจียงเหยียนทิ้งอาจจะเกิดขึ้นจริงก็ได้


คังเหว่ยล้มเลิกความคิดที่จะบอกเรื่องเจียงเหยียนกับพานซานทันที


ทำไมพี่เฉิงจื่อต้องทะเลาะกับพี่สะใภ้ด้วยเล่า รักกันดีก็ดีอยู่แล้วมิใช่หรือ!


-------------------------------


วิทยาลัย


“โจวเฉิง!”


โจวเฉิงเดินเข้ามาได้สักระยะ เจียงเหยียนก็กระโดดออกมาทางด้านหลังของเขา


เธอเข้าใกล้โจวเฉิงโดยพลการเช่นนี้ เสี่ยงยิ่งนักที่จะโดนเขาหักคอทิ้ง คนที่เข้าใกล้สัตว์ร้ายอย่างกะทันหันยามหลับ ล้วนเป็นศัตรูที่มีแผนร้ายแอบแฝง แม้เจียงเหยียนจะต่อสู้เก่ง และถึงแม้โจวเฉิงจะสู้พานเป่าหัวไม่ได้ แต่เขาก็ไม่มีทางแพ้เจียงเหยียนอย่างแน่นอน


เมื่อพบว่าคือเจียงเหยียน โจวเฉิงก็สลัดตัวเธอทิ้งทันที


เขาเดินต่อไม่พูดไม่จา


ตอนนี้เขามีเวลาสนใจเจียงเหยียนเสียที่ไหน


เจียงเหยียนเดินตามหลัง คนฉลาดอย่างเธอย่อมรู้ความเคลื่อนไหวของศัตรู และสังเกตเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ของโจวเฉิง


ออกไปอย่างดีใจ กลับมาอย่างหมองเศร้า มันคือความแตกต่างที่เห็นได้อย่างชัดเจนบนใบหน้าของโจวเฉิง


“...โจวเฉิง พวกนายทะเลาะกันหรือ?”


เจียงเหยียนมีลางสังหรณ์ว่าเขาเพิ่งทะเลาะกับเซี่ยเสี่ยวหลานมาอย่างแน่นอน


คงไม่มีทางที่หลังแม่แท้ๆ มาเยี่ยมแล้วสองแม่ลูกจะทะเลาะกัน ดังนั้นคนที่มีโอกาสทะเลาะกับโจวเฉิงมากที่สุดคือเซี่ยเสี่ยวหลาน นอกจากนี้เจียงเหยียนเจอเซี่ยเสี่ยวหลานครั้งแรกก็รู้สึกไม่ถูกชะตา เธอจึงรู้สึกมีอคติต่อเซี่ยเสี่ยวหลานยิ่งนัก


โจวเฉิงไม่สนใจเธอ ทว่าเจียงเหยียนชินเสียแล้วกับการพูดคนเดียวต่อหน้าโจวเฉิง


“เหมือนพวกนายจะไม่ค่อยเหมาะสมกัน เธอกับพวกเราไม่ใช่คนประเภทเดียวกัน!”


คำพูดนี้เข้าหูโจวเฉิงอย่างชัดเจน เจียงเหยียนเองก็บอกว่าเขากับเสี่ยวหลานไม่เหมาะสมกัน และทำเหมือนเข้าใจเสี่ยวหลานดีเหลือเกิน


โจวเฉิงแค่นหัวเราะ “แล้วฉันเหมาะสมกับใครรึ? เจียงเหยียน ต่อให้ไม่มีเสี่ยวหลาน คนคนนั้นก็ไม่มีวันเป็นเธอ ฉันไม่เคยเห็นเธอเป็นผู้หญิง แต่ครั้งแรกที่ฉันเจอเสี่ยวหลาน ฉันก็รู้ทันทีว่าเธอคือภรรยาของฉัน!”


ท่ามกลางแสงไฟสลัว ฝีเท้าของเจียงเหยียนหยุดชะงักไปทันทีหลังจากได้ยินคำพูดของโจวเฉิง


“โจวเฉิง นายคิดมากเกินไปหรือเปล่า...”


โจวเฉิงไม่แยแสเจียงเหยียนแม้แต่น้อย เขาก้าวเท้าเดินจากไปอย่างรวดเร็ว


คิดมากไปหรือไม่ไม่สำคัญ แต่เขาพูดชัดขนาดนี้แล้ว หวังว่าเจียงเหยียนจะไม่โผล่หน้ามาให้เขาเห็นอีก


พอเห็นเจียงเหยียนเขาก็จะคิดถึงเจียงอู่ จากนั้นก็นึกไปถึงพี่พานซานที่ต้องถูกบีบออกจากกองทัพ ถูกทำลายอนาคตอันสดใส ส่วนเรื่องของเขากับเสี่ยวหลาน เจียงเหยียนไม่มีสิทธิ์แม้แต่น้อยที่จะมาวิพากษ์วิจารณ์!


และชื่อของเสี่ยวหลานก็ไม่ใช่สิ่งที่เจียงเหยียนสามารถเอ่ยถึงได้ตามใจชอบ อยากตีรวนความสัมพันธ์ของเขากับเสี่ยวหลาน เจียงเหยียนหลงตัวเองเกินไปหน่อยหรือเปล่า?!



ตอนที่ 880: ฉันเชื่อความซื่อสัตย์ของโจวเฉิง



“โจวเฉิง นายมันคิดเองเออเอง แถมยังพูดจาเหลวไหล!”


โจวเฉิงเดินนำหน้า เสียงตะโกนอย่างเหลืออดของเจียงเหยียนดังไล่หลัง ทำเอาคนที่อยู่ในสนามบาสพากันหันมามองด้วยความสงสัย


นางฟ้าเจียงเหยียนคิดอะไรกับโจวเฉิงจริงหรือ?


ทั้งคู่เป็นคนที่ได้รับความสนใจเป็นอย่างมากในวิทยาลัย วิทยาลัยนี้มีนักศึกษาชายมากกว่านักศึกษาหญิง และนักศึกษาหญิงกลุ่มของเจียงเหยียนถือเป็นสิ่งล้ำค่าระดับชาติ แน่นอนว่าเจียงเหยียนคือคนที่ได้รับความสนใจมากที่สุดนั่นเอง


เริ่มแรก เจียงเหยียนปฏิบัติตัวกับนักศึกษาชายเหมือนกันหมด จึงไม่มีใครว่าอะไร


แต่ช่วงนี้เจียงเหยียนมักจะไปหาโจวเฉิงอยู่บ่อยครั้ง สองคนนี้ตกลงเป็นอะไรกันแน่ เหล่านักศึกษาต่างพากันคาดเดาลับหลังไปต่างๆนานา


“ชู่ อย่าพูดเหลวไหล โจวเฉิงมีแฟนแล้ว แถมแฟนเขาก็สวยมาก”


คนที่เคยเจอเซี่ยเสี่ยวหลานอดเถียงออกมาไม่ได้ แต่ก็มีหลายคนที่ไม่เคยเจอ ดังนั้นคนที่พวกเขาคุ้นเคยกว่าคือเจียงเหยียน


ยังมีใครสวยกว่าเจียงเหยียนได้อีกหรือ?


หาแฟนให้ความสำคัญแค่ความสวยอย่างเดียวได้เสียที่ไหน นอกจากนี้เจียงเหยียนไม่ใช่แค่สวย แต่ยังองอาจและเก่งกาจไม่แพ้ผู้ชาย แม้จะอายุไม่มากแต่ก็มียศ ถ้าโจวเฉิงไม่เลือกเจียงเหยียนสายตาของเขาคงมีปัญหา


เรื่องแบบนี้อิจฉากันไม่ได้จริงๆ แม้โจวเฉิงจะไม่เคยยิ้มให้นักศึกษาหญิงคนไหนเลยสักครั้ง แต่ใครใช้ให้เขาหน้าตาดีกันเล่า ถึงขนาดที่มีแฟนแล้ว ทว่ายังสามารถถูกตาต้องใจนางฟ้าอย่างเจียงเหยียนได้


“นายว่า แฟนโจวเฉิงรู้หรือเปล่า”


รู้ไหม?


ถ้ารู้คงทะเลาะกันนานแล้ว


แต่ทะเลาะกันก็คงไม่มีอะไรให้ต้องกลัว ต่อให้ไม่มีแฟนคนก่อน ก็ยังมีเจียงเหยียนคอยอยู่เคียงข้างมิใช่หรือ!


ใครบอกว่านักศึกษาทหารไม่ขี้นินทา ถูกจับมาฝึกซ้อมและเรียนร่วมกันเช่นนี้ชีวิตน่าเบื่อกว่าเด็กมหาวิทยาลัยทั่วไปยิ่งนัก นานๆทีจะได้ออกนอกรั้วมหาวิทยาลัย ถึงมีเรื่องใหม่ให้พูดคุยกัน ดังนั้นการซุบซิบนินทานักศึกษาในวิทยาลัยเดียวกันจึงถือเป็นการผ่อนคลายอย่างหนึ่ง รถจี๊ป212 ที่ตู้เจ้าฮุยทำการดัดแปลงและมอบให้คังเหว่ย กระจกถูกติดฟิล์มหนา ถ้าไม่ตั้งใจมองคงดูยากว่ามีคนนั่งอยู่ในรถหรือไม่


เช้าวันรุ่งขึ้นนักศึกษาสองคนที่เดินออกจากวิทยาลัยมาใช้รถจี๊ปเป็นเกราะกำบัง พวกเขานั่งสูบบุหรี่พลางคุยเรื่องข่าวคราวซุบซิบในรั้ววิทยาลัย แน่นอนว่าย่อมมีเรื่องของโจวเฉิงและเจียงเหยียนรวมอยู่ด้วย


คังเหว่ยนั่งฟังอยู่ในรถ รู้สึกหนาววูบไปทั้งตัว


พวกเขาคุยบ้าอะไรกันอยู่ ฝังกลบพี่เฉิงจื่อของเขาแท้ๆ!


คังเหว่ยลอบมองใบหน้าของเซี่ยเสี่ยวหลาน มือของเธอจับพวงมาลัย สีหน้าเรียบเฉย เหมือนจะไม่โกรธแต่ก็ไม่ได้อารมณ์ดีแม้แต่น้อย


เมื่อคืนกวนฮุ่ยเอ๋อด่าลูกชายไม่มีชิ้นดี แต่เรื่องวันนี้คงปล่อยให้โจวเฉิงถูกปรักปรำไม่ได้


“เสี่ยวหลาน คนพวกนี้ไม่รู้อะไรเลย...”


“น้ากวน ฉันไม่เป็นไรค่ะ สำหรับเรื่องนี้ฉันเชื่อใจโจวเฉิง”


กวนฮุ่ยเอ๋อรู้สึกโล่งอก เชื่อใจกันก็ดีแล้ว ไม่อย่างนั้นสถานการณ์ระหว่างเด็กสองคนคงแย่ลงไปอีกอย่างแน่นอน


เซี่ยเสี่ยวหลานไม่เคยสงสัยเรื่องความซื่อสัตย์ของโจวเฉิง


ปัญหาของเธอกับโจวเฉิงในตอนนี้ไม่ได้เกี่ยวกับว่า เจียงเหยียนชอบโจวเฉิงหรือเปล่า


ทั้งหมดเป็นเรื่องของความแตกต่างทางความคิดระหว่างเธอกับโจวเฉิง ไม่เกี่ยวกับคนอื่นแต่อย่างใด


เซี่ยเสี่ยวหลานสตาร์ทรถ “น้ากวน วันนี้กลับปักกิ่งแล้วฉันยังมีธุระให้ต้องทำอีก อีกอย่างฉันว่าวันนี้โจวเฉิงคงขอลาหยุดไม่ได้ เช่นนั้นเราออกเดินทางกันเลยดีไหมคะ”


กวนฮุ่ยเอ๋อจะบอกว่าไม่ได้ได้อย่างไร


โจวเฉิงนั้นมีความคิดเป็นของตัวเองมาตั้งแต่เด็ก บอกว่าอยากเริ่มทำงานแล้วก็ทำ จะไปรบที่แนวหน้าก็ไม่บอกกับคนที่บ้านสักคำ กวนฮุ่ยเอ๋อรู้สึกว่าควรมีคนช่วยแก้นิสัยนี้ของโจวเฉิงสักที


“ไปเถอะ ไม่ต้องรอเขาแล้ว พวกเราคุยกันระหว่างทาง!”


คุยกันระหว่างทาง?


ขอให้ไม่ใช่คุยเรื่องตระกูลสือเถอะ ถ้าโจวเฉิงยังคิดไม่ตก เซี่ยเสี่ยวหลานไม่อยากสนใจพวกเขาอีกแล้วจริงๆ


งานของเธอยุ่งจนแทบไม่มีเวลาว่าง ถ้าไม่คิดจะแต่งงานกับโจวเฉิงแล้ว เธอก็ไม่จำเป็นต้องใส่ใจกับเรื่องนี้อีก เซี่ยเสี่ยวหลานไม่อยากยอมรับเลยว่า ที่ตนยอมค้างคืนที่สือเจียจวง นอกจากเรื่องของความปลอดภัยแล้วความจริงเธอยังคาดหวังด้วยว่า เช้าวันถัดมามาโจวเฉิงอาจจะให้คำตอบที่ไม่เหมือนเดิมกับเธอ


เซี่ยเสี่ยวหลานเหยียบคันเร่ง


เธอกำลังเพ้อฝัน


ระบบความคิดของคนเรา ถ้าอายุเท่าโจวเฉิงคงเปลี่ยนแปลงได้ยาก


แม้โจวเฉิงจะเพิ่งอายุ22ปี แต่เขาก็ประสบความสำเร็จแล้วระดับหนึ่ง แถมยังมีพื้นฐานครอบครัวที่ดีอีกด้วย ตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอกันเซี่ยเสี่ยวหลานก็รู้สึกได้ว่าโจวเฉิงเป็นคนมั่นใจในตัวเองมาก ไม่ว่าจะกับคนหรือสิ่งของ หากเขาชอบจะต้องคว้ามาให้ได้


เซี่ยเสี่ยวหลานชื่นชมในความเชื่อมั่นในตัวเองของโจวเฉิง ตอนเจอกันครั้งแรกโจวเฉิงมาพร้อมกลิ่นอายความเถื่อนนิดๆ แต่ก็เต็มไปด้วยความมั่นใจในตัวเอง กอปรกับใบหน้าที่หล่อเหลาราวกับดารา ยากเหลือเกินที่เธอจะไม่ชอบเขา


ความรักล่องลอยอยู่กลางอากาศ


แต่การแต่งงานจำเป็นต้องมีหลักการที่แน่ชัด


และความมั่นใจของโจวเฉิงบางครั้งมันกลายเป็นความหลงตัวเอง!


เมื่อคืนเซี่ยเสี่ยวหลานนอนไม่หลับ เธอได้ลองเปลี่ยนไปคิดในมุมมองของโจวเฉิง


โจวเฉิงคิดว่าการยกบ้านให้คนอื่นไม่ใช่เรื่องใหญ่ เพราะนอกจากความรู้สึกผิดที่มีต่อตระกูลสือแล้ว ก็เป็นเพราะเขามั่นใจในตัวเอง อยู่ในกองทัพเขาอาศัยความสามารถของตัวเองจนได้เลื่อนตำแหน่ง อีกทั้งเขายังทำธุรกิจอื่นนอกเหนือจากงานที่กองทัพ และคว้าโอกาสทางธุรกิจได้อยู่หมัด ในปี1984ที่ผ่านมา การขายบุหรี่ได้ทำเงินให้เขาเป็นเงินจำนวนหลายแสนหยวน


ในขณะที่เซี่ยเสี่ยวหลานล่วงรู้อนาคต ใช้ประสบการณ์ชีวิตที่สั่งสมมาต่อสู้กับคนอื่นซึ่งเป็นมือใหม่


แต่โจวเฉิงนั้นเป็นคนฉลาดอย่างแท้จริง


ฉลาดจนถึงขั้นหลงตัวเอง นึกว่าตนมีความสามารถ และสามารถดูแลตระกูลสือได้ทั้งชาติ โดยไม่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตหลังแต่งงานกับเธอสินะ?


ทว่าสิ่งที่เซี่ยเสี่ยวหลานให้ความสำคัญที่สุดก็คือคุณภาพชีวิต!


เธอไม่เคยคิดอยากพึ่งพาโจวเฉิงเพื่อรักษาคุณภาพชีวิตที่ดี หากโจวเฉิงตั้งใจทำงาน เธอก็จะช่วยแบ่งเบาภาระในเรื่องอื่น เซี่ยเสี่ยวหลานไม่รู้สึกเหมือนถูกเอาเปรียบแม้แต่น้อย อีกทั้งเธอไม่เคยเห็นด้วยกับการให้ผู้ชายเป็นช้างเท้าหน้า และผู้หญิงต้องเป็นช้างเท้าหลัง การประเมินว่าอาชีพการงานของใครมีมูลค่าหรือไม่ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับรายได้ต่อปีเท่านั้น การที่เซี่ยเสี่ยวหลานอยากหาเงินด้วยตัวเอง เพราะไม่อยากทำให้คนรอบข้างต้องกลุ้มใจเรื่องเงิน


และคนอย่างโจวเฉิงก็ไม่จำเป็นต้องกลุ้มในเรื่องเงินทอง


เขาซื้อเรือนสี่ประสานเอาไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ รอแค่ให้ราคาอสังหาริมทรัพย์พุ่งสูงขึ้น รับรองว่าอนาคตย่อมไม่มีทางยากจน


หนึ่งสาเหตุที่ทำให้เซี่ยเสี่ยวหลานโกรธคือ เธอเป็นคนแรกที่บอกโจวเฉิงว่าให้ซื้อบ้าน โดยเฉพาะบ้านที่ปักกิ่งสามารถซื้อได้เท่าไรก็ให้ซื้อเก็บไว้ ถือเงินไว้ในมือมูลค่ามีแต่จะลดลง แต่การลงทุนจะทำให้มูลค่าของเงินเพิ่มสูงขึ้น... โจวเฉิงเชื่อฟังเธอก็จริง และสิ่งที่เธอบอกเขาคือวิธีการรักษาทรัพย์สินของตัวเอง แต่เขากลับคิดที่จะยกเรือนสี่ประสานทั้งหลังให้กับเว่ยเจวียนหงโดยไม่ลังเลเลยสักนิด


ยกให้ป้าสือยังดีกว่ายกให้เว่ยเจวียนหง


ป้าสือรู้เรื่องทุกอย่างแต่กลับไม่คาดหวังให้ใครมาตอบแทนสิ่งใด ดังนั้นเธอถึงได้ทำเป็นไม่รู้


ช่างเถอะ ในเมื่อโจวเฉิงไม่เดือดร้อน แล้วเธอจะคิดมากไปทำไม!


เซี่ยเสี่ยวหลานกุมพวงมาลัยแน่น ก่อนจะขับรถออกจากสือเจียจวงไปอย่างรวดเร็ว


-------------------------------


“เจียงเหยียน อย่ามาท้าทายความอดทนของฉันอีก ตระกูลเจียงบีบพี่พานซานให้ออกจากกองทัพได้ แต่เธอลองดูสิว่า ตระกูลเจียงจะทำอะไรฉันได้หรือเปล่า”


โจวเฉิงขอลาหยุดแต่เช้าเพื่อออกไปข้างนอก แต่กลับถูกเจียงเหยียนขวางเอาไว้


เขาอยากบีบคอเจียงเหยียนเหลือเกิน!


“โจวเฉิง ฉันเคยบอกแล้วว่าฉันอยากเจอพี่พานซาน ขอแค่ฉันได้เจอเขา ฉันจะไม่มาตอแยนายอีก”


เจียงเหยียนพูดอย่างมั่นอกมั่นใจ โจวเฉิงไม่อาจปิดบังความเกลียดชังที่เขามีต่อเจียงเหยียนเอาไว้ได้ เขาเดินอ้อมตัวเจียงเหยียนไปอย่างไม่สนใจ


เจียงเหยียนขมวดคิ้วมุ่นด้วยความไม่พอใจ


“โจวเฉิง นายเข้าใจฉันผิด ฉันไม่ได้ชอบนายจริงๆ... ฉันอยากเจอพี่พานซานเพราะมีสาเหตุ ฉันได้ข้อมูลสำคัญของคดีนั้นมา ถ้าเอามันไปให้เบื้องบนได้ พี่พานซานจะสามารถกลับเข้ามาทำงานอีกครั้งได้แน่!”


ในที่สุดโจวเฉิงก็หยุดฝีเท้าหลังจากได้ยินคำพูดของเจียงเหยียน


เขาจ้องหน้าเจียงเหยียนอยู่นาน “ถ้าไม่ใช่เพราะเธอบ้าไปแล้ว ก็คงเป็นอีกหนึ่งกับดักของตระกูลเจียง เจียงเหยียน เธอคิดว่าฉันจะเชื่อหรือเปล่า”


ข้อมูลที่เป็นประโยชน์กับพี่พานซานย่อมเป็นโทษกับเจียงอู่ นี่เจียงเหยียนกำลังจะทำร้ายญาติตัวเองเพื่อผดุงความยุติธรรมอย่างนั้นหรือ?



จบตอน

Comments